คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4635/2565
#689604
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยที่ 1 ถือเป็นคำให้การที่แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธเรื่องคดีขาดอายุความไว้แล้ว และเป็นการปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องโดยอ้างว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ว่าจะอาศัยเหตุใดและเริ่มนับสิทธิเรียกร้องตั้งแต่วันใดล้วนแล้วแต่ขาดอายุความทั้งสิ้น คำให้การของจำเลยที่ 1 หาใช่คำให้การที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใดอันเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ชอบที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้

โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดตกบกพร่องไปอันเนื่องมาจากมีการขอตัดฝากมิเตอร์เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากอัตราประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง เป็นอัตราประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ารวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้าในระหว่างนั้น และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์ จำเลยที่ 1 กลับมาใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โดยที่โจทก์ไม่ทราบทำให้มิได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในเดือนดังกล่าวคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปน้อยกว่าความเป็นจริง แม้ค่ากระแสไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนจะไม่ได้เป็นผลจากการแก้ไขดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเกิดขึ้นเพราะความทุจริตของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อตามหนังสือเอกสารหมาย จ.9 มีข้อความที่เข้าใจได้ว่า หากต่อมาในภายหลังจำเลยที่ 1 กลับไปทำฟาร์มเลี้ยงไก่ซึ่งเป็นเรื่องของกาลภายหน้าและใช้กระแสไฟฟ้าในอัตราตามสัญญาเดิมแล้ว จำเลยที่ 1 จะแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราการคิดค่ากระแสไฟฟ้าให้เป็นไปตามอัตราในสัญญาสอดคล้องกับการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 นิ่งเฉยไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อโจทก์ เป็นผลให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์จากการใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์โดยชำระค่ากระแสไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดจำนวนเช่นนี้ จึงมิใช่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างชำระอันมีต่อผู้ขอใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ตรวจพบเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป และเมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ฟังไม่ขึ้น

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขมีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้เงินในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิมและรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 442,141.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 419,422.51 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ชำระเงิน 94,000 บาท ให้แก่โจทก์จนเป็นที่พอใจแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 419,422.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 94,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ชำระเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ไปหักออกจากดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้บริโภคและเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จะคืนให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ เพื่อใช้ในกิจการฟาร์มไก่ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์คิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 เป็นรายเดือน ในอัตราค่าไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลาง ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมเกิน 30 กิโลวัตต์ และจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินค่าไฟฟ้าปรับปรุงมาตรวัดไฟฟ้าคลาดเคลื่อนให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ภายในวงเงิน 30,000 บาท ภายหลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้าตามสัญญาเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 พนักงานของโจทก์ตรวจพบว่าการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลเพื่อเรียกเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 มีความคลาดเคลื่อน โดยเป็นผลสืบเนื่องจากในระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 มีการตัดฝากมิเตอร์เพื่อใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมไม่เกิน 30 กิโลวัตต์ ซึ่งไม่มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าคำนวณรวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้า และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์ จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 แต่โจทก์มิได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในเดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 มาคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ คิดเป็นเงินส่วนที่ขาดไป 419,422.51 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ต่อสู้ปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 มีกำหนดอายุความ 2 ปี และค่ากระแสไฟฟ้าเดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในเดือนเมษายน 2556 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 ตามลำดับ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ทั้งการที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดจากเหตุที่โจทก์พบการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลผิดพลาดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มิได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 ด้วย คดีจึงขาดอายุความเช่นเดียวกัน ถือเป็นคำให้การที่แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธเรื่องคดีขาดอายุความไว้แล้ว และเป็นการปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องโดยอ้างว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ว่าจะอาศัยเหตุใดและเริ่มนับสิทธิเรียกร้องตั้งแต่วันใดล้วนแล้วแต่ขาดอายุความทั้งสิ้น คำให้การของจำเลยที่ 1 หาใช่คำให้การที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด อันเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 แล้ว และจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่า คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ และปัญหาเรื่องอายุความเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปเสียเลย โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ เป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดตกบกพร่องไปอันเนื่องมาจากมีการขอตัดฝากมิเตอร์เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างเดิมรวมเกิน 30 กิโลวัตต์ เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมไม่เกิน 30 กิโลวัตต์ ในระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ทำให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากอัตราประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง เป็นอัตราประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ารวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้าในระหว่างนั้นด้วย และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์ จำเลยที่ 1 กลับมาใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่องทำให้มิได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในเดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 มาคิดคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปน้อยกว่าความเป็นจริง คิดเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดไปเป็นเงิน 419,422.51 บาท แม้ค่ากระแสไฟฟ้าที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงที่โจทก์เรียกร้องนี้ จะมิได้เป็นผลจากการแก้ไขดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเกิดขึ้นเพราะความทุจริตของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสือเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องขอต่อโจทก์เพื่อเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าและขอให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าในระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 โดยหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่ร้องขอต่อโจทก์มีข้อความระบุทำนองว่า เนื่องจากฟาร์มไก่ของจำเลยที่ 1 หยุดพักในช่วงเวลาดังกล่าวเพราะเกิดโรคระบาด ทางกรมปศุสัตว์จึงแจ้งให้พักฟาร์มเลี้ยงไว้อย่างน้อยสองเดือน และเมื่อนำไก่มาเลี้ยงได้แล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป ข้อความตามหนังสือดังกล่าวย่อมเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า หากต่อมาในภายหลังจำเลยที่ 1 กลับไปทำฟาร์มเลี้ยงไก่ซึ่งเป็นเรื่องของกาลภายหน้าและใช้กระแสไฟฟ้าในอัตราตามสัญญาเดิมเมื่อใดแล้ว จำเลยที่ 1 จะเป็นฝ่ายแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราการคิดค่ากระแสฟ้าให้เป็นไปตามอัตราในสัญญาสอดคล้องกับการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ด้วย การที่จำเลยที่ 1 นิ่งเฉยเสียไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อโจทก์ จนเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์จากการใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์โดยชำระค่ากระแสไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริงก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดจำนวนเช่นนี้ จึงมิใช่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างชำระอันมีต่อผู้ขอใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์ซึ่งอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) หากแต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ตรวจพบการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลผิดพลาดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป และเมื่อนับถึงวันที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง คือ วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้เงิน 419,422.51 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทบัญญัติเดิมก่อนมีการแก้ไข และรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 419,422.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทั้งนี้ให้นำเงิน 94,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ชำระเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ไปหักออกจากดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายกบินทร์ เอกปัญญาสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4634/2565
#689603
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยที่ 1 ถือเป็นคำให้การที่แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธเรื่องคดีขาดอายุความไว้แล้วและเป็นการปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องโดยอ้างว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ว่าจะอาศัยเหตุใดและเริ่มนับสิทธิเรียกร้องตั้งแต่วันใดล้วนแล้วแต่ขาดอายุความทั้งสิ้น คำให้การของจำเลยที่ 1 หาใช่คำให้การที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใดอันเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ชอบที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้

โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดตกบกพร่องไปอันเนื่องมาจากมีการขอตัดฝากมิเตอร์เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากอัตราประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง เป็นอัตราประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ารวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้าในระหว่างนั้น และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์จำเลยที่ 1 กลับมาใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โดยที่โจทก์ไม่ทราบทำให้ไม่ได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในเดือนดังกล่าวคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปน้อยกว่าความเป็นจริง แม้ค่ากระแสไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนจะไม่ได้เป็นผลจากการแก้ไขดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเกิดขึ้นเพราะความทุจริตของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อตามหนังสือเอกสารหมาย จ.9 มีข้อความที่เข้าใจได้ว่า หากต่อมาในภายหลังจำเลยที่ 1 กลับไปทำฟาร์มเลี้ยงไก่ซึ่งเป็นเรื่องของกาลภายหน้าและใช้กระแสไฟฟ้าในอัตราตามสัญญาเดิมแล้ว จำเลยที่ 1 จะแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราการคิดค่ากระแสไฟฟ้าให้เป็นไปตามอัตราในสัญญาสอดคล้องกับการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 นิ่งเฉยไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อโจทก์ เป็นผลให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์จากการใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์โดยชำระค่ากระแสไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดจำนวนเช่นนี้ จึงมิใช่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างชำระอันมีต่อผู้ขอใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่เป็นกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ตรวจพบเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้เงินในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 24 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิมและรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 588,563 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 525,502.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ชำระเงิน 100,000 บาท ให้แก่โจทก์จนเป็นที่พอใจแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 525,502.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 24 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 100,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ชำระเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ไปหักออกจากดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ เพื่อใช้ในกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์คิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 เป็นรายเดือน ในอัตราค่าไฟฟ้า ประเภทกิจการขนาดกลาง ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมเกิน 30 กิโลวัตต์ และจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินค่าไฟฟ้าปรับปรุงมาตรวัดไฟฟ้าคลาดเคลื่อนให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ภายในวงเงิน 100,000 บาท โจทก์นำเครื่องวัดไฟฟ้าไปติดตั้ง และให้จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้าตามสัญญาเรื่อยมา ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอตัดฝากมิเตอร์เพื่อขอใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมไม่เกิน 30 กิโลวัตต์ ในระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ซึ่งทำให้ในระหว่างนั้นไม่มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าไปคำนวณรวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้า และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์ จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ แต่โจทก์มิได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ามาคำนวณเป็นค่าไฟฟ้า ภายหลังจากนั้น วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 พนักงานของโจทก์ตรวจสอบจึงพบว่าการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลเพื่อเรียกเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 คลาดเคลื่อนไป โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 มิได้มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในแต่ละเดือนมาคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ต้องชำระแก่โจทก์ด้วย คิดเป็นเงินค่าไฟฟ้าส่วนที่ขาดไป 525,502.87 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเป็นการไม่ชอบหรือไม่ ในปัญหานี้ จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธในคำให้การโดยชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 ภายในกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่เกิดสิทธิเรียกร้องในแต่ละช่วงเวลาเป็นลำดับไป การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2562 ล่วงเลยกำหนดระยะเวลา 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีประเด็นเรื่องอายุความแล้ว ทั้งปัญหาเรื่องอายุความยังเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้อีกด้วย ส่วนคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่า เมื่อโจทก์ตรวจสอบพบว่ามีการเก็บค่ากระแสไฟฟ้าคลาดเคลื่อน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไป เป็นคำให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าภายหลังจากตรวจพบข้อบกพร่อง คำให้การของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้ง และมิได้ขัดแย้งกันเอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ และไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาจึงไม่ถูกต้อง นั้น เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ต่อสู้ปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 มีกำหนดอายุความ 2 ปี และค่ากระแสไฟฟ้าเดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในเดือนเมษายน 2556 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 ตามลำดับ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ทั้งการที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดจากเหตุที่โจทก์พบการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลผิดพลาดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มิได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 ด้วย คดีจึงขาดอายุความเช่นเดียวกัน ถือเป็นคำให้การที่แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธเรื่องคดีขาดอายุความไว้แล้ว และเป็นการปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องโดยอ้างว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ว่าจะอาศัยเหตุใดและเริ่มนับสิทธิเรียกร้องตั้งแต่วันใดล้วนแล้วแต่ขาดอายุความทั้งสิ้น คำให้การของจำเลยที่ 1 หาใช่คำให้การที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด อันเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 แล้ว และจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่า คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ และปัญหาเรื่องอายุความเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ไปเสียเลย โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในปัญหานี้ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เกิดจากข้อขัดข้องในระบบของโจทก์กับความบกพร่องของโจทก์ที่ไม่แก้ไขข้อมูลในระบบ ทำให้ไม่มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ามาคำนวณรวมเป็นค่ากระแสไฟฟ้าด้วย ค่ากระแสไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนไปหาได้เกิดจากการแก้ไขดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าหรือความทุจริตของจำเลยที่ 1 ทั้งโจทก์สามารถตรวจสอบการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ได้ว่า หากจำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ โจทก์ย่อมชอบที่จะนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ารวมคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าให้ถูกต้องได้ตั้งแต่แรก และสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 ย่อมมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) อีกทั้งการที่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดจำนวนไปเพราะความผิดของโจทก์ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 อันเป็นวันที่โจทก์ตรวจสอบพบการเรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าคลาดเคลื่อน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ นั้น เห็นว่า หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ เป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดตกบกพร่องไปอันเนื่องมาจากมีการขอตัดฝากมิเตอร์เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างเดิมรวมเกิน 30 กิโลวัตต์ เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมไม่เกิน 30 กิโลวัตต์ ในระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ทำให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากอัตราประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง เป็นอัตราประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ารวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้าในระหว่างนั้นด้วย และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์ จำเลยที่ 1 กลับมาใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่อง ทำให้มิได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในเดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 มาคิดคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปน้อยกว่าความเป็นจริง คิดเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดไปเป็นเงิน 525,502.87 บาท แม้ค่ากระแสไฟฟ้าที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงที่โจทก์เรียกร้องนี้ จะมิได้เป็นผลจากการแก้ไขดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเกิดขึ้นเพราะความทุจริตของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสือว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องขอต่อโจทก์เพื่อเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าและขอให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าในระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 โดยหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่ร้องขอต่อโจทก์มีข้อความระบุทำนองว่า เนื่องจากฟาร์มไก่ของจำเลยที่ 1 หยุดพักในช่วงเวลาดังกล่าวเพราะเกิดโรคระบาด ทางกรมปศุสัตว์จึงแจ้งให้พักฟาร์มเลี้ยงไว้อย่างน้อยสองเดือน และเมื่อนำไก่มาเลี้ยงได้แล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป ข้อความตามหนังสือดังกล่าวย่อมเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า หากต่อมาในภายหลังจำเลยที่ 1 กลับไปทำฟาร์มเลี้ยงไก่ซึ่งเป็นเรื่องของกาลภายหน้าและใช้กระแสไฟฟ้าในอัตราตามสัญญาเดิมเมื่อใดแล้ว จำเลยที่ 1 จะเป็นฝ่ายแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราการคิดค่ากระแสไฟฟ้าให้เป็นไปตามอัตราในสัญญาสอดคล้องกับการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ด้วย การที่จำเลยที่ 1 นิ่งเฉยเสียไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อโจทก์ จนเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์จากการใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์โดยชำระค่ากระแสไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริงก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดจำนวนเช่นนี้ จึงมิใช่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างชำระอันมีต่อผู้ขอใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์ซึ่งอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) หากแต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ตรวจพบการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลผิดพลาดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป และเมื่อนับถึงวันที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง คือ วันที่ 15 มีนาคม 2562 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปีฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้เงิน 525,502.87 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 24 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิม และรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 525,502.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 24 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทั้งนี้ให้นำเงิน 100,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ชำระเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ไปหักออกจากดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นางสาววรรณพร พละภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4632/2565
#690842
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 แสดงให้เห็นว่า แม้กฎหมายบัญญัติยืนยันสถานะข้อมูลด้านสุขภาพเป็นความลับส่วนบุคคล ซึ่งผู้ที่รู้ข้อมูลหรือปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าวต้องให้ความสำคัญต่อการรักษาข้อมูลดังกล่าวให้เป็นความลับและห้ามเปิดเผย เว้นแต่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการตรวจรักษาตามความประสงค์ของเจ้าของข้อมูล หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย ทั้งยังไม่ให้อ้างบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอข้อมูลก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่า ภายหลังจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลเข้ารับการรักษากับจำเลยที่ 1 ที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 4 แล้ว โจทก์ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอื่น และการมาขอข้อมูลการรักษาของโจทก์จากจำเลยที่ 4 ได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายเข้ามาด้วย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการไกล่เกลี่ยกัน อันเป็นการแสดงว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ตรวจรักษาโจทก์ บันทึกและล่วงรู้ข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ และจำเลยที่ 4 ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาสิ่งที่บันทึกข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ ได้นำข้อมูลด้านสุขภาพ คือ เวชระเบียนและคลิปวีดีโอการผ่าตัดเข้าหารือโดยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในการประชุมกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องเพื่อจะให้ฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและกลั่นกรองงานภายในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 4 ตามปกติ เพื่อแก้ไขปัญหา เมื่อฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 เป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นบุคคลภายนอก แต่เป็นการเปิดเผยเพื่อให้พนักงานฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงตามปกติเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น จึงไม่ใช่เป็นการเปิดเผยข้อมูลตามความหมายของบทบัญญัติตามมาตรา 7 จึงไม่เป็นการกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 296,060,366.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันละเมิดคือวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ ขอให้สงวนไว้ซึ่งสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับความเสียหายที่ต้องใช้เวลาแสดงอาการในอนาคต ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 40 นอกเหนือจากค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับ และขอให้กำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำเลยทั้งสี่ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เพิ่มขึ้นสองเท่าของจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริง

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,684,978.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น โดยให้นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ กำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 30,000 บาท และค่าทนายความเป็นเงิน 40,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินรวม 4,220,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,120,000 บาท ให้สงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษา เฉพาะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังโจทก์ตั้งครรภ์และมีความเสี่ยงกับภาวะมดลูกแตกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ก็ให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่เกิน 200,000 บาท ภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นในศาลชั้นต้น โดยให้นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาล ก. จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นแพทย์ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยพยาบาล ระหว่างเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาล ก. เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 โจทก์ได้รับการวินิจฉัยจากจำเลยที่ 1 ว่ามีติ่งเนื้อในท่อนำไข่ด้านซ้าย และวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 โจทก์เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล ก. โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผ่าตัด หลังการผ่าตัดโจทก์ท้องเสีย ปวดท้อง เจ็บบริเวณชายโครงด้านขวา เจ็บขณะหายใจ จำเลยที่ 1 สั่งให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด และอนุญาตให้โจทก์กลับบ้าน ขณะพักอยู่ที่บ้านโจทก์มีอาการปวดท้องต้องกลับมาโรงพยาบาล ก. อีกครั้ง ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ได้ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องและวินิจฉัยว่าอาการปวดท้องเกิดจากน้ำที่จำเลยที่ 1 ใส่เข้าไปในโพรงมดลูกขณะทำการผ่าตัดทำให้น้ำไหลไปตามท่อนำไข่และออกไปสู่ช่องท้องแนะนำให้โจทก์นอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการ วันรุ่งขึ้นโจทก์ได้รับการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อตรวจดูช่องท้องอย่างละเอียด ผลปรากฏว่ามีเลือดอยู่ในช่องท้องและเลือดไปกดทับอวัยวะภายในซึ่งเป็นสาเหตุของการปวดท้อง จำเลยที่ 1 รักษาโดยให้ยาห้ามเลือด ยาแก้ปวด ยาฆ่าเชื้อและติดตามดูอาการ ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 อนุญาตให้โจทก์กลับบ้าน และนัดมาดูอาการอีกครั้งในวันที่ 29 พฤษภาคม 2559 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559 โจทก์ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ศ. แพทย์ตรวจพบว่ามดลูกทะลุ โจทก์เข้ารับการผ่าตัดแก้ไขที่โรงพยาบาล ศ. จำเลยที่ 1 ผ่าตัดติ่งเนื้อในท่อนำไข่ด้านซ้ายเป็นผลให้มดลูกมีบาดแผลทะลุและเอ็นยึดรังไข่กับมดลูกมีบาดแผลฉีกขาด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 โจทก์ตั้งครรภ์แต่แท้งบุตรในเวลาต่อมา และโจทก์ขอข้อมูลการตรวจรักษาและเวชระเบียนจากจำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 1 และผู้บริหารของจำเลยที่ 4 นำเรื่องการขอข้อมูลและเวชระเบียนดังกล่าวเข้าหารือกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 อันเป็นการเปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ ตามเวชระเบียนและคลิปวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ขณะแพทย์ผ่าตัดมดลูกโดยการส่องกล้องแล้วจำเลยที่ 4 ส่งข้อมูลที่โจทก์ร้องขอดังกล่าวไม่ครบถ้วน สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาลร่วมรับผิดด้วย โดยจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงข้อเดียวว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 นำข้อมูลทางการแพทย์ของโจทก์ไปหารือกับผู้บริหารและฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ในการประชุมข้อร้องเรียนของโจทก์เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 อันจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 บัญญัติว่า ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผยแต่ไม่ว่ากรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้กฎหมายบัญญัติยืนยันสถานะข้อมูลด้านสุขภาพเป็นความลับส่วนบุคคล ซึ่งผู้ที่รู้ข้อมูลหรือปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าวต้องให้ความสำคัญต่อการรักษาข้อมูลดังกล่าวให้เป็นความลับ และห้ามเปิดเผย เว้นแต่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการตรวจรักษาตามความประสงค์ของโจทก์ หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย ทั้งยังไม่ให้อ้างบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอข้อมูลก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ที่บันทึกและล่วงรู้ข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ และจำเลยที่ 4 ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาสิ่งที่บันทึกข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ ได้นำข้อมูลด้านสุขภาพคือเวชระเบียนและคลิปวิดีโอการผ่าตัดเข้าหารือกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 โดยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในการประชุม ซึ่งได้ความว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 จะนำข้อมูลเวชระเบียนและคลิปวิดีโอการผ่าตัดเข้าหารือกับฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 นั้น โจทก์ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ศ. อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ได้เข้ารักษาตัวกับจำเลยที่ 1 แล้ว และการมาขอข้อมูลดังกล่าวของโจทก์จากจำเลยที่ 4 นั้นได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายเข้ามาด้วย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการไกล่เกลี่ยกัน อันเป็นการแสดงว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว เช่นนี้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้นำข้อมูลเวชระเบียนและคลิปวิดีโอการผ่าตัดมาเปิดเผยกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุคลากรภายในอันเกิดจากโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 4 แล้ว จึงเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้แก่ฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องเพื่อจะให้ฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและกลั่นกรองงานภายในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 4 ตามปกติหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแม้โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ก็ตาม ซึ่งการจะนำข้อมูลดังกล่าวไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียหายนั้น ต้องเป็นการนำไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใด ๆ เมื่อการให้การรักษาผู้ป่วยของแพทย์และโรงพยาบาลในปัจจุบันมีการขยายขอบเขตการให้บริการแก่ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพในการรักษาและให้บริการผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นย่อมมีความจำเป็นต้องอาศัยการปรึกษาหารือกับบุคลากรที่มีความเข้าใจและสามารถหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหา เมื่อฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 เป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นบุคคลภายนอก และเป็นการเปิดเผยเพื่อให้พนักงานฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงตามปกติเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นแล้ว กรณีนี้จึงไม่ใช่เป็นการเปิดเผยข้อมูลตามความหมายของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 จึงไม่เป็นการกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี...และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่ว่าหนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นหนี้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 4,220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,120,000 บาท นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นางสาว ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวรุ่งระวี โสขุมา
ศาลอุทธรณ์ — นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4630/2565
#690283
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่

โจทก์ทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยจึงออกหนังสือเตือน โจทก์ยอมรับว่า เป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยอดเงินขาดทุนของจำเลย ซึ่งแปลความได้ว่า โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้ามิใช่เพียงจำเลยทวงถามงาน

โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินมีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนและได้รับค่าจ้างในอัตราสูง จึงต้องมีความรู้ความสามารถและความรับผิดชอบมากกว่าพนักงานทั่วไป จำเลยย่อมคาดหวังว่าโจทก์จะสามารถควบคุมดูแลงานในความรับผิดชอบของจำเลยให้ดำเนินงานไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว งานฝ่ายบัญชีและการเงินนับว่าเป็นส่วนสำคัญแก่การประกอบธุรกิจของจำเลย หากงานยังบกพร่องย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังมีหนังสือเตือนโจทก์ประมาณ 2 เดือน นับว่าให้โอกาสโจทก์ในการแก้ไขปรับปรุงการทำงานเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แต่โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้าจำเลยย่อมไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่า การเลิกจ้างเป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว ถือว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ ที่จะเลิกจ้างแล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 2,238,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 375,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2558 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 226,200 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2562 โดยอ้างว่าโจทก์ปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจ ล่าช้าและละเลยการรายงานต่อแผนกการเงิน ละเลยการทำบัญชีลูกหนี้การค้าของบริษัท ความแม่นยำในคุณภาพข้อมูล (ขาดการตรวจพิสูจน์ทางบัญชี) ไม่มีการปรับปรุงหลังจากได้รับการแจ้งเตือนเป็นหนังสือเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 และขาดการให้ความร่วมมือกับแผนกอื่น ๆ ซึ่งปิดกั้นการพัฒนาบริษัท โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และเงินอื่นตามกฎหมาย รวมเป็นเงิน 1,816,689 บาท แก่โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานบกพร่องจนจำเลยต้องออกหนังสือเตือน หลังจากนั้นโจทก์ยังคงทำงานตามหน้าที่ เพียงแต่สำนักงานภูมิภาคของจำเลยมีการทวงถามงานจากโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดอย่างอื่นหรือจำเลยได้ตักเตือนโจทก์อีก และจำเลยไม่ได้ให้โอกาสโจทก์แก้ไขปรับปรุงจนกระทั่งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังออกหนังสือเตือนครั้งเดียวเพียง 2 เดือนเศษ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ภายหลังโจทก์ได้รับหนังสือเตือนแล้วโจทก์ทำงานต่อไปโดยไม่ได้กระทำผิดอย่างอื่นและไม่พบความบกพร่องของงานเช่นที่ผ่านมานอกจากการถูกทวงถามงาน เมื่อไม่ปรากฏว่าเกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยควรให้เวลาสำหรับการปรับปรุงการทำงานที่นานกว่านี้ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ทำงานบกพร่องล่าช้าและไม่สามารถทำงานร่วมกับบุคคลอื่นในองค์กรได้ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลตักเตือนโจทก์ 2 ครั้ง ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือตักเตือนโจทก์อย่างเป็นทางการ โจทก์ไม่ยอมรับหนังสือเตือน แสดงว่าโจทก์ไม่ต้องการแก้ไขความบกพร่องในการทำงาน และโจทก์ก็ยังคงทำงานบกพร่องล่าช้า การกระทำของโจทก์ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยในด้านความน่าเชื่อถือต่อสำนักงานประจำภูมิภาคของจำเลย และจำเลยอาจต้องรับผิดต่อหน่วยงานรัฐในประเทศไทยเนื่องจากการรายงานข้อมูลทางการเงินที่บกพร่องล่าช้า จำเลยให้เวลาโจทก์พอสมควรแล้วจึงเลิกจ้างโจทก์ เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรนั้น เห็นว่า การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยจึงออกหนังสือเตือนโจทก์ ต่อมาสำนักงานภูมิภาคของจำเลยติดต่อโจทก์ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลเกี่ยวกับงานของโจทก์ที่เสนอต่อสำนักงานภูมิภาคของจำเลย ตามเอกสารหมาย ล.12 และ ล.13 โดยเอกสารหมาย ล.12 เป็นการติดต่อระหว่างนายประวิน ผู้จัดการฝ่ายการควบคุมการขนส่งทางอากาศและทะเล ประจำสำนักงานภูมิภาคของจำเลย กับโจทก์ โดยนายประวิน ส่งข้อความทวงถามรายงานทางการเงิน (โอพีอา) ประจำปี 2561 จากโจทก์ ถึง 4 ครั้ง แต่โจทก์ไม่ตอบกลับ ส่วนเอกสารหมาย ล.13 เป็นการติดต่อระหว่างนายนิพัล ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ประจำสำนักงานภูมิภาคของจำเลย กับโจทก์ โดยนายนิพัลส่งข้อความให้โจทก์แก้ไขการทำงบทางการเงินของจำเลย และให้โจทก์ชี้แจงรายละเอียดความบกพร่องของการทำงบการเงินดังกล่าว โจทก์ยอมรับว่า เป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยอดเงินขาดทุนของจำเลย ซึ่งแปลความได้ว่าโจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้า มิใช่เพียงจำเลยทวงถามงานดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา ดังนั้น เมื่อโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินมีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนและได้รับค่าจ้างในอัตราสูง จึงต้องมีความรู้ความสามารถและความรับผิดชอบมากกว่าพนักงานทั่วไป จำเลยย่อมคาดหวังว่าโจทก์จะสามารถควบคุมดูแลงานในความรับผิดชอบของจำเลยให้ดำเนินงานไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว งานฝ่ายบัญชีและการเงินนับว่าเป็นส่วนสำคัญแก่การประกอบธุรกิจของจำเลย หากงานยังบกพร่องย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังมีหนังสือเตือนโจทก์ประมาณ 2 เดือน นับว่าให้โอกาสโจทก์ในการแก้ไขปรับปรุงการทำงานเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แต่โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยย่อมไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การเลิกจ้างเป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง ทั้งจำเลยได้จ่ายเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ รวมเป็นเงิน 1,816,689 บาท แก่โจทก์แล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว ถือว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างแล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — บริษัท ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกริกเกียรติ พุทธสถิตย์
- นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4627/2565
#688759
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลมีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่า สัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ผู้รับประกันภัย กับผู้ร้องที่ 22 ผู้เอาประกันภัย ให้อยู่ภายใต้กฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศอังกฤษ กรณีจึงต้องนำกฎหมายเกี่ยวกับประกันภัยทางทะเลของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับตามสัญญาดังกล่าว

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอ้างเหตุว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เข้ารับช่วงสิทธิของผู้ร้องที่ 22 จากการที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ชำระค่าสินไหมทดแทนไปตามสัญญาประกันภัยสินค้าทางทะเล จำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้างเหตุในฐานะผู้สืบสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ซึ่งเป็นคู่พิพาทตามคำชี้ขาด ดังนี้ การพิจารณาเหตุแห่งการใช้สิทธิทางศาลของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ดังกล่าวจึงต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยสินค้าทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับร้องที่ 22 ว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เป็นผู้สืบสิทธิโดยชอบโดยผลของกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ ซึ่งผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้ โดยกรณีนี้ต้องนำกฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเลของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับตามสัญญา ซึ่งคู่ความนำสืบรับกันว่าคือ พ.ร.บ.การประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 (Marine Insurance Act 1906) โดยไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 เมื่อพิจารณาจากบทนิยามตามมาตรา 1 แห่ง พ.ร.บ.การประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 ที่ให้คำนิยามไว้ว่า สัญญาประกันภัยทางทะเลเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยในกรณีเกิดความเสียหายอันเกิดจากการเสี่ยงภัยทางทะเลตามที่ระบุไว้ในสัญญา โดยที่มาตรา 3 ให้ความหมายของคำว่า การเสี่ยงภัยทางทะเลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่อาจระบุไว้ในสัญญาประกันภัยทางทะเล ซึ่งวัตถุที่เอาประกันภัยต้องเกี่ยวข้องกับภัยทางทะเล (Maritime Perils) และให้ความหมายคำว่า "Maritime Perils" ว่า หมายถึงภัยอันเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการเดินเรือทางทะเลอันได้แก่ภัยทางทะเล อัคคีภัย ภัยสงคราม โจรสลัด โจรกรรม การยึด การหน่วงเหนี่ยว การทิ้งทะเล การกระทำโดยทุจริตของคนเรือและภัยอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือที่ตกลงกันไว้ในกรมธรรม์ แต่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 นำสืบได้ความแต่เพียงว่า กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลมีข้อตกลงการรับประกันภัยสินค้าถ่านหินในส่วนที่ 6 โดยมีเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันภัยสินค้า (เอ) ซึ่งเป็นการคุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่ทำให้เกิดความสูญหายหรือเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัย เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับผิดเท่านั้น แต่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ทำลายถ่านหินทำให้เกิดการสูญหายหรือความเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัยและเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันสินค้าแบบ (เอ) แล้ว ขณะที่ผู้ร้องที่ 22 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในถ่านหินและยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่เอาประภัยตามสัญญาซื้อขายตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยในส่วนที่ 6 เกี่ยวกับถ่านหิน หรือเข้าลักษณะหรือประเภทของภัยทางทะเลที่ได้รับการคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยตาม Institute Cargo Clauses (A) ในข้อใดอย่างไรหรือไม่ เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยระบุว่า การประกันภัยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่เวลาที่วัตถุที่เอาประกันภัยอยู่ในความเสี่ยงของผู้เอาประกันภัยและต่อเนื่องในขณะอยู่ระหว่างขนส่งไปจนกว่าจะถูกจัดส่งถึงปลายทาง หรือความรับผิดของผู้เอาประกันภัยสิ้นสุดลงโดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขของการซื้อขาย และระหว่างพิจารณาผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 แถลงรับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า สินค้าถ่านหินคดีนี้ตั้งแต่มีการขนส่งที่ต้นทางจนถึงปลายทางและขนส่งต่อไปจนถึงโรงงานของผู้คัดค้านนั้น สินค้าถ่านหินไม่ได้รับความเสียหายหรือสูญหายแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าสัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้ร้องที่ 22 สิ้นสุดลงตามข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว โดยไม่ปรากฏเหตุที่ก่อให้เกิดความสูญหายหรือเสี่ยงภัยทางทะเลในระหว่างการเดินเรือทางทะเลที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 22 นอกจากนี้ตามสำเนาคำชี้ขาดขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศสิงค์โปร์ยังแสดงให้เห็นว่าหนี้ที่พิพาทกันระหว่างผู้ร้องที่ 22 กับผู้คัดค้านมีมูลความแห่งคดีมาจากการที่ผู้คัดค้านไม่ได้ชำระหนี้จำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ตามสัญญาซื้อขาย ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เข้ารับช่วงสิทธิเป็นผู้สิทธิของผู้ร้องที่ 22 ตามสัญญาประกันทางทะเลโดยชอบ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ได้

คดีนี้ศาลพิจารณาจากหลักกฎหมายตามพ.ร.บ.การประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 (Marine Insurance Act 1906) และข้อตกลงในสัญญาประกันภัยทางทะเลตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญาที่อยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศอังกฤษดังกล่าวข้างต้น โดยปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของผู้ร้อนที่ 1 ถึงที่ 21 ในชั้นไต่สวนคำร้องไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ตามที่อ้างในคำร้อง กรณีจึงไม่ใช่เรื่องของการตีความกฎหมาย

แม้การที่ผู้ซื้อตั้งใจไม่ชำระราคาตั้งแต่แรก หรือผู้ซื้อไม่สุจริต หรือผู้ซื้อล้มละลายจะถือว่าเป็นภัยก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าการไม่ชำระราคาทุกกรณีจะเป็นภัยทั้งหมด เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านมีเจตนาที่จะชำระราคาให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ตั้งแต่ต้น แต่เป็นการชำระให้แก่บุคคลภายนอกที่มาหลอกหลวงผู้คัดค้าน จึงไม่ใช่กรณีที่จะถือเป็นภัยจากการไม่ชำระราคา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งยี่สิบสองยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของประเทศสิงคโปร์ ฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2558 เลขที่ ARB No. 057 of 2014 ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 41 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จำนวน 3,382,883.84 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 และผู้คัดค้านต้องรับผิดชำระเงินแก่ผู้ร้องที่ 22 จำนวน 352,331.67 ปอนด์สเตอร์ลิง และ 161,002.37 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 22

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระ (1) ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 302,151.99 ปอนด์สเตอร์ลิง ซึ่งหักด้วยค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของผู้ร้องที่ 22 จำนวน 44,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (2) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการแทนผู้ร้องที่ 22 จำนวน 138,772.17 ดอลลาร์สิงคโปร์ (3) ค่าสถานที่ในการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการ 1,531.93 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี ของต้นเงินทั้งหมดดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 22 ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องที่ 22 โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีพิจารณาแล้วไม่กำหนดให้ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ชนะคดี ยกคำร้องในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้คัดค้านให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 และผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ผู้ร้องที่ 22 ยื่นคำร้องไม่คัดค้าน อนุญาตให้ผู้คัดค้านถอนอุทธรณ์ จำหน่ายคดีในส่วนของผู้คัดค้านเสียจากสารบบความของศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องทั้งยี่สิบสองเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เป็นผู้รับประกันภัยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยหมายเลข B 0753 PC 1309781000 ที่มีผู้ร้องที่ 22 เป็นผู้เอาประกันภัย ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศไทย ผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 21 มอบอำนาจให้ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ต่อมาผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 22 มอบอำนาจช่วงให้บริษัท ว. และ/หรือนายรัฐการ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน คดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้คัดค้านในฐานะผู้ซื้อผิดสัญญาไม่ชำระค่าถ่านหินให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ในฐานะผู้ขายตามสัญญาซื้อขายถ่านหินที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเผาหม้อนํ้าเครื่องจักร (Contract for the Sale and Purchase of Streaming Coal) ฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งมีข้อตกลงว่า ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทใด ๆ ภายใต้สัญญาพิพาท ให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของประเทศสิงคโปร์ (Singapore International Arbitration Centre หรือ SIAC) ผู้ร้องที่ 22 จึงนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของประเทศสิงคโปร์ โดยผู้คัดค้านได้เข้าร่วมกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2558 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า ผู้คัดค้านไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าผู้ร้องที่ 22 รู้เรื่องการฉ้อฉลจากบุคคลภายนอกหรือมีเหตุทุจริตทางฝ่ายผู้ร้องที่ 22 จึงให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ดังนี้

1. หนี้คงค้าง 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2557 ไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน

2. ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 302,151.99 ปอนด์สเตอร์ลิง

3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการแทนผู้ร้องที่ 22 จำนวน 138,772.17 ดอลลาร์สิงคโปร์

4. ค่าสถานที่ในการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการ 1,531.93 ปอนด์สเตอร์ลิง

5. ดอกเบี้ยของต้นเงินในข้อ 2 ถึง 4 ในอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี นับจากวันที่ 11 ธันวาคม 2558 ไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน ซึ่งสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของประเทศสิงคโปร์ได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านแล้ว แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ในฐานะผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แก่ผู้ร้องที่ 22 เป็นเงิน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 มีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ โดยพิจารณาจากหลักการรับช่วงสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้ววินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 22 ไม่ถือเป็นการชำระหนี้ที่ตนมีความผูกพันหรือมีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จึงไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ได้ จึงไม่ใช่คู่พิพาทตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้นั้น ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อุทธรณ์โต้แย้งว่า หลักกฎหมายที่ต้องมาปรับใช้ในการพิจารณาประเด็นดังกล่าวคือ หลักกฎหมายขัดกันตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 เนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญาที่มีสัญชาติต่างกันและจัดทำขึ้นในต่างประเทศ โดยคู่สัญญาตกลงกันให้ใช้กฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศอังกฤษในการปรับใช้และตีความสัญญา คำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล หน้า 58 มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่า สัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้ร้องที่ 22 นั้นให้อยู่ภายใต้กฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศอังกฤษ กรณีจึงต้องนำกฎหมายเกี่ยวกับประกันภัยทางทะเลของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับตามสัญญาดังกล่าว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาวินิจฉัยในประเด็นนี้จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จึงไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 (2)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 มีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 42 มาตรา 43 และมาตรา 44 คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะได้ทำขึ้นในประเทศใดให้ผูกพันคู่พิพาท และเมื่อได้มีการร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจย่อมบังคับได้ตามคำชี้ขาดนั้น" และมาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทฝ่ายนั้นยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ เมื่อศาลได้รับคำร้องดังกล่าวให้รีบทำการไต่สวน และมีคำพิพากษาโดยพลัน" คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เป็นคู่พิพาทที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอ้างเหตุว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เข้ารับช่วงสิทธิของผู้ร้องที่ 22 จากการที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ชำระค่าสินไหมทดแทนไปตามสัญญาประกันภัยสินค้าทางทะเล (Marine Cargo Insurance) จำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้างเหตุในฐานะผู้สืบสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ซึ่งเป็นคู่พิพาทตามคำชี้ขาด ดังนี้ การพิจารณาเหตุแห่งการใช้สิทธิทางศาลของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ดังกล่าวจึงต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยสินค้าทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้ร้องที่ 22 ว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เป็นผู้สืบสิทธิโดยชอบโดยผลของกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ ซึ่งผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 นำสืบว่า กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลมีข้อตกลงให้บังคับใช้สัญญาตามกฎหมายและทางปฏิบัติของประเทศอังกฤษ ซึ่งกำหนดเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันภัยสินค้าแบบ (เอ) (Institute Cargo Clauses (A)) ในข้อ 1 ระบุว่า ประกันภัยนี้คุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่อาจยังความสูญหายหรือความเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัย เว้นแต่ที่ได้รับการยกเว้นไว้ตามข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 ซึ่งได้แก่ ความสูญหายหรือความเสียหายเพราะการกระทำมิชอบโดยจงใจของผู้เอาประกันภัย ความสูญหายหรือความเสียหายเพราะการบรรจุหีบห่อที่ไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม ความสูญหายหรือความเสียหายเพราะความล่าช้า เป็นต้น ในระหว่างที่ผู้ร้องที่ 22 รอการชำระราคาถ่านหินจากผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านได้เข้าครอบครองถ่านหินภายหลังจากถ่านหินถูกจัดส่งมายังท่าเรือปลายทาง และได้ครอบครองถ่านหินเรื่อยมาจนกระทั่งถ่านหินถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการอุตสาหกรรม ถือว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ทำลายถ่านหินทำให้เกิดการสูญหายหรือความเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัยและเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันภัยสินค้าแบบ (เอ) แล้ว แต่ขณะนั้นผู้ร้องที่ 22 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในถ่านหินและยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่เอาประกันภัยอยู่ เนื่องจากตามสัญญาซื้อขายมีข้อตกลงในเรื่องหน่วงกรรมสิทธิ์ (Retention of Title หรือ ROT) ระบุไว้ว่า กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้คัดค้านในฐานะผู้ซื้อจนกว่าผู้ซื้อจะชำระราคาให้แก่ผู้ร้องที่ 22 จนครบถ้วน เมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ตามกรมธรรม์พิพาทไปแล้ว ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จึงเข้าสวมสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ในการเรียกให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ก่อให้เกิดหรือมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล หน้า 58 มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่าสัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้ร้องที่ 22 นั้นให้อยู่ภายใต้กฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศอังกฤษ กรณีนี้จึงต้องนำกฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเลของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับตามสัญญา ซึ่งคู่ความนำสืบรับกันว่าคือ พระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 (Marine Insurance Act 1906) โดยไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 13 เมื่อพิจารณาจากบทนิยามตามมาตรา 1 แห่งพระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 ที่ให้คำนิยามไว้ว่า สัญญาประกันภัยทางทะเลเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยในกรณีเกิดความเสียหายอันเกิดจากการเสี่ยงภัยทางทะเลตามที่ระบุไว้ในสัญญา (A contract of marine insurance is a contract whereby the insurer undertakes to indemnify the assured, in manner and to the extent thereby agreed, against marine losses, that is to say, the losses incident to marine adventure) โดยที่มาตรา 3 ให้ความหมายของคำว่า การเสี่ยงภัยทางทะเลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่อาจระบุไว้ในสัญญาประกันภัยทางทะเล ซึ่งวัตถุที่เอาประกันภัยต้องเกี่ยวข้องกับภัยทางทะเล (Maritime Perils) และให้ความหมายคำว่า "Maritime Perils" ว่า หมายถึงภัยอันเป็นผลที่เกิดขึ้นหรืออุบัติภัยที่เกิดขึ้นจากการเดินเรือทางทะเลอันได้แก่ ภัยทางทะเล อัคคีภัย ภัยสงคราม โจรสลัด โจรกรรม การยึด การหน่วงเหนี่ยว การทิ้งทะเล การกระทำโดยทุจริตของคนเรือและภัยอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือที่ตกลงกันไว้ในกรมธรรม์ ("Maritime Perils" means the perils consequent on, or incidental to, the navigation of the sea, that is to say, perils of the seas, fire, war perils, pirates, rovers, thieves, captures, seisures, restraints, and detainments of princes and peoples, jettisons, barratry, and any other perils, either of the like kind or which may be designated by the policy.) คดีนี้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 นำสืบได้ความแต่เพียงว่า กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลมีข้อตกลงการรับประกันภัยสินค้าถ่านหินในส่วนที่ 6 โดยมีเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันภัยสินค้าแบบ (เอ) ซึ่งเป็นการคุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่ทำให้เกิดความสูญหายหรือเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัย เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับผิดเท่านั้น แต่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่า ข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้างเหตุที่ว่าในระหว่างที่ผู้ร้องที่ 22 รอการชำระราคาถ่านหินจากผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านได้เข้าครอบครองถ่านหินภายหลังจากถ่านหินถูกจัดส่งมายังท่าเรือปลายทาง และได้ครอบครองถ่านหินเรื่อยมาจนกระทั่งถ่านหินถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการอุตสาหกรรม ถือว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ทำลายถ่านหินทำให้เกิดการสูญหายหรือความเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัยและเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันภัยสินค้าแบบ (เอ) แล้ว แต่ขณะนั้นผู้ร้องที่ 22 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในถ่านหินและยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่เอาประกันภัยตามสัญญาซื้อขายเป็นไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยในส่วนที่ 6 เกี่ยวกับถ่านหิน หรือเข้าลักษณะหรือประเภทของภัยทางทะเลที่ได้รับการคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยตาม Institute Cargo Clauses (A) ในข้อใดอย่างไรหรือไม่ เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ข้างต้นรับว่า สินค้าถ่านหินได้ถูกจัดส่งไปยังท่าเรือปลายทางแล้ว ซึ่งตามข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย หน้า 34 ระบุว่า การประกันภัยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่เวลาที่วัตถุที่เอาประกันภัยอยู่ในความเสี่ยงของผู้เอาประกันภัยและต่อเนื่องในขณะอยู่ระหว่างขนส่งไปจนกว่าจะถูกจัดส่งถึงปลายทาง หรือความรับผิดของผู้เอาประกันภัยสิ้นสุดลง โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขของการซื้อขาย และระหว่างพิจารณาผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 แถลงรับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า สินค้าถ่านหินคดีนี้ตั้งแต่มีการขนส่งที่ต้นทางจนถึงปลายทางและขนส่งต่อไปจนถึงโรงงานของผู้คัดค้านนั้น สินค้าถ่านหินไม่ได้รับความเสียหายหรือสูญหายแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าสัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้ร้องที่ 22 สิ้นสุดลงตามข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว โดยไม่ปรากฏเหตุที่ก่อให้เกิดความสูญหายหรือเสียหายอันเกิดจากการเสี่ยงภัยทางทะเลในระหว่างการเดินเรือทางทะเลที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 22 ทั้งนี้ ตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัย และหลักกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยทางทะเล มาตรา 1 และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 นอกจากนี้ปรากฏข้อเท็จจริงจากสำเนาคำชี้ขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศสิงคโปร์ ซึ่งผู้ร้องที่ 22 เป็นผู้ยื่นเสนอข้อพิพาทว่า ผู้ร้องที่ 22 เชื่อว่า ในข้อ 10.1 ของสัญญาซื้อขายซึ่งเกี่ยวกับการชำระเงินค่าสินค้านั้น ผู้คัดค้านไม่สามารถชำระเงิน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ ผู้ร้องที่ 22 จึงมีสิทธิเรียกร้องในหนี้ที่ค้างชำระจำนวนนี้ตามข้อสัญญาดังกล่าว อันแสดงให้เห็นว่าหนี้ที่พิพาทกันระหว่างผู้ร้องที่ 22 กับผู้คัดค้านมีมูลความแห่งคดีมาจากการที่ผู้คัดค้านไม่ได้ชำระหนี้จำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ตามสัญญาซื้อขาย ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เข้ารับช่วงสิทธิเป็นผู้สืบสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ตามสัญญาประกันภัยทางทะเลโดยชอบ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ได้ ส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้างว่าต้องใช้หลักการตีความกฎหมายตามกฎหมายอังกฤษและคำพิพากษาของศาลอังกฤษนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลพิจารณาจากหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 (Marine Insurance Act 1906) และข้อตกลงในสัญญาประกันภัยทางทะเลตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญาที่อยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศอังกฤษดังกล่าวข้างต้น โดยปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ในชั้นไต่สวนคำร้องไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ตามที่อ้างในคำร้อง กรณีจึงไม่ใช่เรื่องของการตีความกฎหมาย ส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้างว่าการไม่ชำระราคาถือว่าเป็นภัยที่เอาประกันภัยไว้ด้วยนั้น เห็นว่า แม้การที่ผู้ซื้อตั้งใจไม่ชำระราคาตั้งแต่แรก หรือผู้ซื้อไม่สุจริตหรือผู้ซื้อล้มละลาย จะถือว่าเป็นภัยด้วยก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าการไม่ชำระราคาทุกกรณีจะเป็นภัยทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่าผู้คัดค้านมีเจตนาที่จะชำระราคาให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ตั้งแต่ต้น แต่เป็นการชำระให้แก่บุคคลภายนอกที่มาหลอกลวงผู้คัดค้าน จึงไม่ใช่กรณีที่จะถือเป็นภัยจากการไม่ชำระราคาดังกล่าวตามที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้าง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ได้ จึงไม่ใช่คู่พิพาทตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำหน่ายคดีของผู้คัดค้านออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้ผู้คัดค้าน 75,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 41 ม. 42 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
-
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4618/2565
#689717
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 36 (1) (4) กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลอาคารชุดและต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับหรือตามมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย ตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 12 ซึ่งกำหนดว่า หากตำแหน่งผู้จัดการว่างลงก่อนครบวาระให้ประธานคณะกรรมการหรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ทำหน้าที่บริหารอาคารชุดเหมือนผู้จัดการเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้จัดการใหม่ ซึ่งขณะทำบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ ที่ประชุมเจ้าของร่วมยังไม่ได้แต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยคนใหม่ แต่มี ธ. ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยทำหน้าที่บริหารอาคารชุดเหมือนเป็นผู้จัดการเป็นการชั่วคราว การที่ ธ. ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่จึงถือว่ามีอำนาจกระทำการแทนจำเลยและมีผลผูกพันจำเลย ในการประชุมใหญ่สมัยวิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 1/2551 วันที่ 16 มีนาคม 2551 ก็ปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง ธ. เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยต่อจาก ส. พยานจำเลยปาก อ. ซึ่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบัน ก็ยอมรับว่า เคยชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ และจำเลยไม่เคยมีการบอกเลิกบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ดังกล่าว ยิ่งเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยยอมรับตามบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ที่ ธ. ลงลายมือชื่อในนามของจำเลย จำเลยจึงต้องชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 1,183,975.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,009,344.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นผู้ก่อตั้งอาคารชุด ด ส่วนจำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลอาคารชุดชื่อ ด โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดดังกล่าว 15 ห้อง คือห้องเลขที่ 100/1, 100/2, 100/54 ถึง 100/61, 100/165 ถึง 100/167, 100/171 และ 100/270 ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2551 นายธนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการของจำเลยทำบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่กับโจทก์ โดยจำเลยจะใช้ห้องชุดของโจทก์เลขที่ 100/58 เป็นสำนักงาน ห้องชุดเลขที่ 100/165 และ 100/166 เป็นศูนย์ออกกำลังกายและเพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมในอาคารชุด อัตราค่าตอบแทนการใช้สถานที่ห้องชุด 3 ห้องดังกล่าวขนาดพื้นที่รวม 1,472.199 ตารางเมตร เท่ากับอัตราค่าส่วนกลางซึ่งจำเลยเรียกเก็บจากห้องชุดเลขที่ 100/55 ถึง 100/59 และ 100/165 และ 100/166 จำนวน 7 ห้อง ขนาดพื้นที่รวม 1,913.94 ตารางเมตร ของโจทก์ โดยจำเลยจะชำระค่าตอบแทนตามบันทึกข้อตกลงในวันเดียวกับวันที่ได้รับชำระค่าส่วนกลางซึ่งจำเลยเรียกเก็บจากห้องชุด 7 ห้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า นายธนาคมเป็นคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยและได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการให้เป็นประธานคณะกรรมการถึงวันที่ 16 มีนาคม 2551 และตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2551 ได้รับแต่งตั้งจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมให้เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยจนถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 และตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 36 (1) (4) กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลอาคารชุดและต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับหรือตามมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย ตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 12 ซึ่งกำหนดว่า หากตำแหน่งผู้จัดการว่างลงก่อนครบวาระให้ประธานคณะกรรมการหรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ทำหน้าที่บริหารอาคารชุดเหมือนผู้จัดการเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้จัดการใหม่ ซึ่งขณะทำบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ที่ประชุมเจ้าของร่วมยังไม่ได้แต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยคนใหม่ แต่มีนายธนาคมซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยทำหน้าที่บริหารอาคารชุดเหมือนเป็นผู้จัดการเป็นการชั่วคราว การที่นายธนาคมลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่จึงถือว่ามีอำนาจกระทำการแทนจำเลยและมีผลผูกพันจำเลย ในการประชุมใหญ่สมัยวิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 1/2551 วันที่ 16 มีนาคม 2551 ก็ปรากฏว่าที่ประชุมมีมติแต่งตั้งนายธนาคมเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยต่อจากนายสมศักดิ์ พยานจำเลยปากนางสาวอาภาซึ่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบัน ก็เบิกความยอมรับว่าเคยชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ และจำเลยไม่เคยมีการบอกเลิกบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ดังกล่าว ยิ่งเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยยอมรับตามบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ที่นายธนาคมลงลายมือชื่อในนามของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,183,975.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,009,344.74 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มีนาคม 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ให้ยกคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นฎีกาของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 36 (1) ม. 36 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวอาภาพร ประไพตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4601/2565
#690165
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในความผิดข้อหาร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดในชั้นฎีกา นั้น จำเลยที่ 2 ไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าว

ความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งการถอนคำร้องทุกข์นั้น ผู้เสียหายย่อมถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ หรือต่อศาลก็ได้ แม้คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายต้องถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลเท่านั้น การที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบแล้ว สิทธิในการนำคดีในความผิดข้อหาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 มาตรา 4, 8, 39 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 530,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3434/2561 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 567/2562 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีและนับโทษจำคุกจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 802/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง, 39 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันยักยอก จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ฐานร่วมกันยักยอก คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3434/2561 ของศาลชั้นต้นและคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 567/2562 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 530,000 บาท แก่ผู้เสียหาย หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในความผิดข้อหาร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดในชั้นฎีกานั้น จำเลยที่ 2 ไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 การกระทำความผิดฐานร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด คดีจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกเป็นอันระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธิที่ผู้เสียหายหรือพนักงานอัยการจะนำความผิดอันยอมความได้นั้นมาฟ้องผู้กระทำผิดย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งการถอนคำร้องทุกข์นั้นผู้เสียหายย่อมถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อพนักงานอัยการ หรือต่อศาลก็ได้ แม้คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายต้องถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลเท่านั้น เมื่อได้ความว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบแล้ว สิทธิในการนำคดีในความผิดข้อหาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นอันระงับไป ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น และการที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย แม้จำเลยที่ 2 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจปล่อยเงินกู้โดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือร้อยละ 120 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการกระทำความผิดที่อุกอาจไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองและเป็นการประกอบอาชีพบนความเดือดร้อนของผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ตกทุกข์ได้ยากอยู่แล้วตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุผลประการอื่นดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกา ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 2 มานั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ ยกคำขอให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 163 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายชัยวัฒน์ ทรงศิริศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4594/2565
#690168
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 148 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น..." นั้น การข่มขืนใจหรือจูงใจต้องเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นมิใช่ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อ ธ. เป็นผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจําเลย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มขืนใจหรือจูงใจบุคคลอื่นเพื่อให้มอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจําเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำนวนเงินที่จำเลยทุจริตไม่มาก จำเลยไม่มีประวัติว่าเคยกระทำความผิดมาก่อนและจำเลยถูกให้ออกจากราชการซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลย ผลร้ายดังกล่าวเพียงพอกับความผิดของจำเลยแล้ว จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ต่อมาเดือนตุลาคม 2552 องค์การบริหารส่วนตำบล ท. ได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล ท. ในปีงบประมาณ 2550 ขณะที่เทศบาลตำบล ท. ยังเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ได้จัดทำโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) โดยนายวัชรพล เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สังกัดสำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ท. เป็นผู้เสนอโครงการ จำเลยเป็นผู้เห็นชอบโครงการ และนายอานนท์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ในขณะนั้นเป็นผู้อนุมัติโครงการ กำหนดการอบรมระหว่างวันที่ 27 ถึง 31 สิงหาคม 2550 ณ กรมทหารราบที่ 7 มีผู้เข้ารับการอบรมซึ่งเป็นสมาชิก อปพร. ตำบล ท. จำนวน 13 หมู่บ้าน รวม 80 คน โดยใช้เงินนอกงบประมาณ คือเงินสะสมและเงินงบประมาณในหมวดค่าตอบแทนใช้สอยรวมจำนวน 406,000 บาท เป็นค่าดำเนินการในโครงการดังกล่าว ได้แก่ ค่าตอบแทนวิทยากร ค่าอุปกรณ์ดับเพลิง ค่ากระโดดหอ ค่าชุด ค่าอาหารว่าง ค่าเครื่องเสียง ค่าเครื่องเขียน ค่าคู่มือ ค่าใบประกาศ ค่าน้ำมัน ค่าจ้างเหมาทำป้าย ค่าดอกไม้ และค่ารถรับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมในวันที่ 27 สิงหาคม 2550 จากองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ไปยังกรมทหารราบที่ 7 เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมเฉพาะขาไป ในวันที่ 29 สิงหาคม 2550 จากกรมทหารราบที่ 7 ไปอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่าเพื่อกระโดดหอสูงทดสอบกำลังใจ ทั้งขาไปและขากลับ และในวันที่ 31 สิงหาคม 2550 จากกรมทหารราบที่ 7 กลับองค์การบริหารส่วนตำบล ท. เฉพาะขากลับด้วย จำนวน 2 คัน คันละ 8,000 บาท รวมเป็นเงิน 16,000 บาท ตามบันทึกข้อความขออนุมัติดำเนินโครงการและประมาณค่าใช้จ่าย ต่อมามีการฝึกอบรมตามกำหนดวันเวลาดังกล่าว ในส่วนของการเช่ารถรับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมนั้น องค์การบริหารส่วนตำบล ท. โดยนายอานนท์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ทำบันทึกตกลงจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. โดยนางสาวธิดารัตน์ หุ้นส่วนผู้จัดการ และมีคำสั่งแต่งตั้งนายวัชรพล นางสาวพรรณี นักพัฒนาชุมชน และนางสาวพิทยาภรณ์ นักวิชาการประชาสัมพันธ์ เป็นคณะกรรมการตรวจรับการจัดซื้อจัดจ้าง ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ที่ 333/2550 ต่อมามีการเบิกค่ารถดังกล่าวจำนวน 15,840 บาท (หักภาษี 160 บาท) ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างไป ตามฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณรายจ่าย ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2552 มีผู้ร้องเรียนนายอานนท์และจำเลยต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าทุจริตเงินค่าจ้างรถดังกล่าวมีการนำชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. มาเป็นผู้รับจ้าง แต่ในความเป็นจริงได้รับความอนุเคราะห์รถรับส่งจากกรมทหารราบที่ 7 ตามหนังสือร้องเรียน คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งพนักงานไต่สวนข้อเท็จจริง แล้วมีมติเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ว่า จากการไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า นายอานนท์กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ส่วนจำเลยมีมูลความผิดตามข้อกล่าวหา จำเลยจึงถูกดำเนินคดีเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ด้วยนั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 43 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 นั้น โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงมาในคำฟ้องว่า จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจ นางสาวธิดารัตน์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ว่า องค์การบริหารส่วนตำบล ท. ต้องการจ้างรถโดยสารขนาด 40 ที่นั่ง เพื่อใช้ในโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) จำนวน 1 คัน ราคา 8,000 บาท แต่ขอให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ว่ามีการจ้างรถโดยสารขนาดดังกล่าวจำนวน 2 คัน รวมเป็นเงิน 16,000 บาท โดยให้ทำหลักฐานการส่งมอบพร้อมทั้งออกใบเสร็จรับเงินเป็นการจ้างรถโดยสารขนาดดังกล่าวจำนวน 2 คัน แล้วให้นำเงินค่าจ้างส่วนต่างที่เบิกมาจำนวน 8,000 บาท มามอบให้จำเลย นางสาวธิดารัตน์ตกลงตามที่จำเลยเสนอเข้าทำสัญญาจ้าง ทำเอกสารส่งมอบงานและออกใบเสร็จรับเงินค่าจ้างเป็นการจ้างรถโดยสารจำนวน 2 คัน ราคา 16,000 บาท แล้วนำเงินส่วนต่างไปมอบให้แก่จำเลยตามที่จำเลยเรียกรับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ แต่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว วินิจฉัยว่า ไม่มีการจ้างรถโดยสารมารับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) แต่จำเลยดำเนินการให้ปรากฏหลักฐานว่ามีการจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. นำรถโดยสารมารับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 4 เที่ยว แล้วเบิกเงินค่าจ้างจำนวน 16,000 บาท ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยกับพวก โดยนางสาวธิดารัตน์มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนดังกล่าว แม้แตกต่างจากที่โจทก์ฟ้อง แต่จำเลยไม่หลงต่อสู้เพราะจำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ดังนั้น จะมีรถหรือไม่ หรือมีกี่คันก็เป็นความผิดทั้งสิ้น ข้อแตกต่างดังกล่าวจึงมิใช่สาระสำคัญ ศาลลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง การที่จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาประโยชน์ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ตามฟ้องโจทก์ เพราะการที่จะเป็นความผิดฐานนี้ผู้ถูกข่มขืนใจหรือจูงใจต้องมิใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงานด้วย จากเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าว ศาลชั้นต้นมิได้รับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและนำพยานเข้าไต่สวนในชั้นการพิจารณาของศาลว่าจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจนางสาวธิดารัตน์ ให้ทำเอกสารหรือหลักฐานการรับจ้างรถโดยสาร 2 คัน มาส่งมอบแล้วนำหลักฐานนั้นมาทำการเบิกจนได้รับส่วนต่าง แล้วนำเงินส่วนต่างมามอบให้แต่อย่างใด แต่รับฟังได้ว่า จำเลยได้ร่วมกับนางสาวธิดารัตน์ดำเนินการให้ปรากฏหลักฐานว่ามีการจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. นำรถโดยสารมารับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 4 เที่ยว แล้วเบิกเงินค่าจ้างจำนวน 16,000 บาท ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยกับพวก จึงไม่มีการข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น เนื่องจากนางสาวธิดารัตน์มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ฟ้องและนำพยานเข้าไต่สวนในชั้นพิจารณาของศาล แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องอย่างไรที่ถูกควรเป็นอย่างไร แต่กลับอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แล้ว เพราะผู้ถูกข่มขืนใจไม่จำเป็นว่าจะต้องมีส่วนร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดด้วยหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์เพียงแต่ไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา แต่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมานั้น การกระทำของจำเลยก็ยังคงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 อยู่นั่นเอง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 43 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์การรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ไปเสียทีเดียว เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น..." นั้น การข่มขืนใจหรือจูงใจต้องเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นมิใช่ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อนางสาวธิดารัตน์เป็นผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มขืนใจหรือจูงใจบุคคลอื่นเพื่อให้มอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษ นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้เหตุผลเหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 — นางกฤษณา กลั่นนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางชารียา เด่นนินนาท
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
ศุภมิตร บุญประสงค์
ศิริชัย คุณจักร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4587/2565
#689156
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ชําระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาและไม่ครบจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญาตั้งแต่ปี 2560 หลายครั้ง แต่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเรียกให้ชําระหนี้ทั้งหมดทันที โจทก์กลับรับชําระหนี้ไว้โดยไม่อิดเอื้อน ทั้งมีการงดคิดดอกเบี้ยผิดนัดระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2561 แสดงว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาและจำนวนเงินที่ต้องชําระตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ จำเลยที่ 1 จะตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อโจทก์ได้ให้คําเตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ชําระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 1 ไม่ชําระหนี้ให้แก่โจทก์อีก โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ให้จำเลยทั้งสี่ชําระทั้งหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือนั้นแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ครบกำหนดวันที่ 6 มิถุนายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชําระ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดในวันที่ 7 มิถุนายน 2561 จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดภายหลังจากวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 19 ให้สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันเป็นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ ดังนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง โดยมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันเพื่อให้ทราบถึงการผิดนัดนั้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2561 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ชําระหนี้ ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 จำเลยที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 จึงถือได้ว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด อันเป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชําระหนี้ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชําระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างชําระเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ด้วย

โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนโดยอาศัยอำนาจตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ศาลย่อมไม่มีอำนาจปรับลดดอกเบี้ยลงได้ แต่ส่วนที่สัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนกำหนดว่า ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดชําระหนี้ ยินยอมให้ผู้ให้กู้เรียกให้ชําระหนี้ทั้งหมดคืนพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราสูงสุดได้ทันทีนั้น มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ดอกเบี้ยที่โจทก์ปรับเพิ่มขึ้นจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็มีอำนาจให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 161,188,901.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 138,196,814.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19184, 28836, 28837, 28843, 38239, 43992 ถึง 43994 และ 43999 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรหมายเลขทะเบียนจำนอง 200 – 0933/53 เครื่องจักร เครื่องชั่ง เครื่องสีข้าวและชุดอบข้าวเปลือก หมายเลขทะเบียน 53 – 110 – 106 – 0001 และ 53 – 110 – 106 – 0003 ถึง 53 – 110 – 106 – 0005 พร้อมอุปกรณ์ และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 161,188,901.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 138,196,814.06 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19184, 28836, 28837, 28843, 38239, 43992 ถึง 43994 และ 43999 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน 200 – 0933/53 เครื่องจักร เครื่องชั่ง เครื่องสีข้าวชุดอบข้าวเปลือก หมายเลขทะเบียน 53 – 110 – 106 – 0001 และ 53 – 110 – 106 – 0003 ถึง 53 – 110 – 106 – 0005 พร้อมอุปกรณ์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ต่อมาจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอสินเชื่อไว้แก่โจทก์ตามโครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้าง ฯ และเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เงิน ฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2553 ณ วันฟ้อง (วันที่ 27 กันยายน 2561) เป็นต้นเงิน 58,196,814.06 บาท ดอกเบี้ย 9,662,841.02 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 105,000 บาท และตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน ฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2553 ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 80,000,000 บาท ดอกเบี้ย 13,329,246.57 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 145,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19184, 28836, 28837, 28843, 38239, 43992 ถึง 43994 และ 43999 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรหมายเลขทะเบียนจำนอง 200 – 0933/53 เครื่องจักร เครื่องชั่ง เครื่องสีข้าวและชุดอบข้าวเปลือก หมายเลขทะเบียน 53 – 110 – 106 – 0001, 53 – 110 – 106 – 0003 ถึง 53 – 110 – 106 – 0005 พร้อมอุปกรณ์ เป็นหลักประกันการชำระหนี้ ก่อนฟ้องคดีโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ถึงจำเลยทั้งสี่ขอให้ชำระหนี้ และบอกกล่าวบังคับจำนอง โดยระบุว่า ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 มีหนี้ค้างชำระตามสัญญากู้เงินเป็นต้นเงิน 58,196,814.06 บาท พร้อมดอกเบี้ย และตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนเป็นต้นเงิน 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยเพื่อไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับหนังสือนั้นแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 ส่วนจำเลยที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ในชั้นสืบพยานโจทก์อ้างด้วยว่า หลังจากผิดสัญญา โจทก์ได้บอกกล่าวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายโดยชอบแล้ว คือ หนังสือลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ถึงจำเลยทั้งสี่แจ้งเตือนให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระภายใน 7 วัน นับจากได้รับหนังสือ หากพ้นระยะเวลาดังกล่าว โจทก์จำเป็นต้องดำเนินการตามระเบียบของธนาคารต่อไป ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ฟ้องไม่เคลือบคลุม โจทก์คำนวณยอดหนี้ค้างชำระและดอกเบี้ยถูกต้องแล้ว โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยโดยอาศัยประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ชอบแล้ว ฟังว่ายอดหนี้ทั้งหมด ณ วันฟ้องเป็นเงิน 161,188,901.65 บาท โจทก์บอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โดยให้เหตุผลถึงหลักฐานในข้อนี้คือหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชำระหนี้ลงวันที่ 22 (ที่ถูก 23) พฤษภาคม 2561 ที่ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 30 และ 31 พฤษภาคม 2561 กับโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วตามหนังสือแจ้งเตือนให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองและกำหนดให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 138,196,814.06 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ชำระหนี้ดังกล่าว หากไม่ชำระให้บังคับทรัพย์จำนอง คดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุม ศาลชั้นต้นกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี สูงเกินไป กรณีต้องนำเงินที่จำเลยทั้งสี่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำนวน 105,000 บาท และ 145,000 บาท มาหักทอนดอกเบี้ยและต้นเงินด้วย การบอกกล่าวตามหนังสือทวงถามไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากในวันที่บอกกล่าวนั้น จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินแก่โจทก์ ยอดหนี้ดังกล่าวไม่ตรงกับยอดหนี้สรุปการคิดดอกเบี้ยและเงินต้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดคงรับผิดเฉพาะหนี้ส่วนที่ผิดนัดเท่านั้น และจำเลยทั้งสี่ไม่มีเจตนาที่จะผิดนัด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ข้ออุทธรณ์ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสี่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชำระหนี้เกินกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ประกอบสำเนาการ์ดสรุปยอดหนี้พร้อมรายการทะเบียนลูกหนี้เงินให้กู้ยืมว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาและไม่ครบจำนวนที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้เงินและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนเอกสาร ตั้งแต่ปี 2560 หลายครั้ง แต่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดทันที โจทก์กลับรับชำระหนี้ไว้โดยไม่อิดเอื้อน ทั้งมีการงดคิดดอกเบี้ยผิดนัดระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2561 แสดงว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาและจำนวนเงินที่ต้องชำระตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ จำเลยที่ 1 จะตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ให้จำเลยทั้งสี่ชำระทั้งหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือนั้นแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ครบกำหนดวันที่ 6 มิถุนายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดในวันที่ 7 มิถุนายน 2561 จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 19 ให้สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ ดังนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง โดยมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันเพื่อให้ทราบถึงการผิดนัดนั้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2561 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ชำระหนี้ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 จำเลยที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 จึงถือได้ว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด อันเป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างชำระเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การรับฟังเอกสารการบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดชำระหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเองฝ่ายเดียว ไม่ปรากฏรายละเอียดและชื่อผู้จัดทำ เป็นเอกสารที่นำเข้าสู่สำนวนคดีหลังจากจำเลยทั้งสี่ยื่นคำให้การแล้วนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้แนบหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ท้ายคำฟ้อง แต่ตามบัญชีพยานของโจทก์ลงวันที่ 27 กันยายน 2561 โจทก์ระบุพยานอันดับ 22 คือ หนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้เงินกู้ยืมและบอกกล่าวบังคับจำนอง พร้อมใบตอบรับทางไปรษณีย์หรือจดหมายตีกลับ ใบรับฝาก ใบรับเงินบริษัท/ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผลการค้นหาผลการนำจ่ายสิ่งของ ทั้งโจทก์นำสืบหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 โดยจำเลยทั้งสี่ไม่ถามค้านพยานโจทก์เพื่อหักล้างเอกสารฉบับนี้ และไม่คัดค้านการที่โจทก์อ้างส่งเอกสารนี้เป็นพยานหลักฐาน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์ เป็นการบอกกล่าวทวงถามโดยชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยเพียงใด เห็นว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 129,000,000 บาท ยอมชำระดอกเบี้ยปีที่ 1 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 อัตราคงที่ร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไปยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเท่ากับ เอ็ม.แอล.อาร์ (MLR) บวก 1.0 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเท่ากับเอ็ม.แอล.อาร์ (MLR) บวก 0.25 ต่อปี และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนจากโจทก์ ในวงเงิน 80,000,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2554 ยอมชำระดอกเบี้ยปีที่ 1 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 อัตราคงที่ร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป ยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเท่ากับ เอ็ม.แอล.อาร์ (MLR) บวก 3.75 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเท่ากับ เอ็ม.แอล.อาร์ (MLR) บวก 0.25 ต่อปี เมื่อพิจารณาทางนำสืบของโจทก์ประกอบสำเนาการ์ดสรุปยอดหนี้พร้อมรายการทะเบียนลูกหนี้เงินให้กู้ยืม ประกอบประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราคงที่และอัตราที่มีการปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยตามประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ย เอ็ม.แอล.อาร์ ของโจทก์ บวกด้วยอัตราดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน กรณีจึงเป็นการคิดดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน โดยอาศัยอำนาจตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ศาลย่อมไม่มีอำนาจปรับลดดอกเบี้ยลงได้ แต่ส่วนที่สัญญากู้เงิน ข้อ 3.2 กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัด หรือผิดสัญญา หรือผิดบันทึกข้อตกลง หรือเอกสารแนบท้ายสัญญากู้เงินฉบับนี้ ผู้กู้ตกลงให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ผู้ให้กู้ประกาศเรียกเก็บจากผู้กู้ในขณะผิดนัดชำระหนี้ โดยให้คิดนับแต่วันที่ผู้กู้ผิดนัดหรือผิดสัญญา และสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน ข้อ 6 กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ยินยอมให้ผู้ให้กู้เรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดคืนพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ในอัตราสูงสุดที่ผู้ให้เรียกเก็บได้ทันที นับแต่วันที่ลงในตั๋วสัญญาใช้เงิน และหรือนับแต่วันที่ผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ให้แก่ผู้ให้กู้จนครบถ้วน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามกฎหมายเท่ากับร้อยละ 18 ต่อปี ตามประกาศของโจทก์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ดอกเบี้ยที่โจทก์ปรับเพิ่มขึ้นจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็มีอำนาจให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ข้อเท็จจริงได้ความจากสำเนาการ์ดสรุปยอดหนี้พร้อมรายการทะเบียนลูกหนี้เงินให้กู้ยืมว่า นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดจนถึงวันฟ้อง แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามกฎหมาย แต่โจทก์คงคิดดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยปกติอีกร้อยละ 6 ต่อปี รวมเป็นอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 ทั้งหมดแล้วไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ชอบแล้ว โดยรับฟังยอดหนี้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น และกำหนดดอกเบี้ยก่อนฟ้องในมูลหนี้ทั้งสองเป็นเงิน 9,662,841.02 บาท และ 13,329,246.57 บาท จึงชอบและเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ขอให้ศาลปรับลดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นจำนวนที่เหมาะสมนั้น จำเลยทั้งสี่ไม่นำสืบและฎีกาให้เห็นว่าศาลล่างทั้งสองกำหนดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไม่เหมาะสมอย่างไร เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสี่รับผิดต่อโจทก์อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ไม่ใช่เบี้ยปรับ โจทก์มีสิทธิคิดได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ และพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 379 ม. 383 ม. 686 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร พ.
จำเลย — บริษัท ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางสาวกัญญาณัฐ เภรีฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4561/2565
#687518
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุ ...หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ แม้ดอกเบี้ยของราคาใช้แทนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจักรยานยนต์ และค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามตลอดจนค่าติดตามเอารถคืน มิใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดที่ให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 แต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยที่เบียดบังเอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต จึงชอบที่โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ การที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 26,016 บาท นั้น เป็นกรณีที่หากจำเลยไม่ส่งมอบรถจักรยานยนต์ดังกล่าวคืนให้โจทก์ร่วม จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงิน 26,016 บาท ได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 225 เมื่อไม่ปรากฏว่าเวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อเกิดขึ้นเมื่อใด โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมมีคำขอและฎีกาขอเรียกดอกเบี้ยของราคาใช้แทนนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้อง อันเป็นช่วงเวลาก่อนวันที่ศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจกำหนดให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 26,016 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 26,016 บาท นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดถึงวันที่ โจทก์ฟ้องเป็นเงิน 933 บาท ค่าขาดประโยชน์ 5,000 บาท และค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามและค่าติดตามรถจักรยานยนต์ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,933 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การให้ในคดีส่วนแพ่ง แต่ระหว่างพิจารณาจำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 26,016 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี ปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษ จำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 ยกคำขอให้คืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 26,016 บาท แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์เฉพาะคดีส่วนแพ่ง โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง (ที่ถูก รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้)

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกาเฉพาะคดีส่วนแพ่ง โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2561 จำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าไปจากโจทก์ร่วมในราคา 64,500 บาท (ราคาเงินสด 45,500 บาท) ชำระเงินในวันทำสัญญา 5,000 บาท แล้วผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์อีกเป็นเงิน 14,484 บาท ต่อมาระหว่างวันเวลาดังกล่าวถึงวันที่ 26 มกราคม 2562 เวลากลางวันติดต่อกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยเบียดบังเอารถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต สำหรับความผิดฐานยักยอก ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีส่วนอาญาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ร่วมได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของราคาใช้แทน 26,016 บาท นับแต่วันที่จำเลยผิดนัด (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561) ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 933 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าขาดประโยชน์ 5,000 บาท และมีสิทธิเรียกค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามตลอดจนค่าติดตามเอารถคืน เป็นเงิน 3,000 บาท จากจำเลยหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุ ...หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ แม้ดอกเบี้ยของราคาใช้แทน ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจักรยานยนต์ และค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามตลอดจนค่าติดตามเอารถคืน มิใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดที่ให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยที่เบียดบังเอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต จึงชอบที่โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ การที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ ที่เช่าซื้อหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 26,016 บาท นั้น เป็นกรณีที่หากจำเลยไม่ส่งมอบ รถจักรยานยนต์ดังกล่าวคืนให้โจทก์ร่วม จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงิน 26,016 บาท ได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อเกิดขึ้นเมื่อใด โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมมีคำขอและฎีกาขอเรียกดอกเบี้ยของราคาใช้แทนนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้อง อันเป็นช่วงเวลาก่อนวันที่ศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจกำหนดให้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ร่วมอาจนำรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อออกให้เช่าได้ค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 เดือน คิดเป็นเงิน 5,000 บาท และค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามตลอดจนค่าติดตามเอาคืน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,000 บาท นั้น เป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การที่จำเลยไม่นำรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมคงมีเพียงนายเอกวัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม เป็นพยานเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายตามจำนวนดังกล่าว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้ตามควรแก่พฤติการณ์รวมเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปีและกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมาย อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 30 พฤษภาคม 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมใน คดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นางสาวดาวน้อย รักนอบน้อม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเกียรติศักดิ์ ชัยวงษ์
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
นันทวัน เจริญชาศรี
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4536/2565
#687906
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานกระทำอนาจาร พยายามกระทำชำเรา และกระทำชำเรา ผู้เสียหายเท่านั้นเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดดังกล่าว มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหาย แต่ขณะเกิดเหตุผู้คัดค้านและจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 1 คน จึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลย แม้ภายหลังจะจดทะเบียนหย่ากัน แต่ยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน อีกทั้งโจทก์คัดค้านคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้คัดค้าน เพราะมีพฤติการณ์กระทำการเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ อาจทำให้คดีของโจทก์เสียหาย เชื่อได้ว่าผู้คัดค้านมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้แทนเฉพาะคดีเพราะเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้เสียหาย จึงทำให้ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจาร พยายามกระทำชำเรา และกระทำชำเราเด็กหญิง ช. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็กอายุ 9 ปีเศษ โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ก่อนวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยและตรวจพยานหลักฐาน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับคำร้อง สำเนาให้จำเลย รอสอบคำให้การส่วนแพ่งจำเลยในวันนัด ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบิดาจึงมีฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหาย ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รอสั่งวันนัด ครั้นถึงวันนัดผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหาย เนื่องจากผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาและผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เสียหาย มีพฤติการณ์ประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้เสียหาย หากศาลอนุญาตให้ผู้คัดค้านเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายแล้ว ผู้ร้องเกรงว่าจะเป็นผลร้ายแก่ผู้เสียหาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6 ในวันเดียวกันผู้คัดค้านแถลงคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีอำนาจปกครองผู้เสียหายแต่เพียงผู้เดียว และยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดี มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้เสียหาย ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้คัดค้าน และอนุญาตให้ผู้เสียหายโดยผู้ร้องในฐานะผู้แทนเฉพาะคดีเข้าร่วมเป็นโจทก์

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เด็กหญิง ช. ผู้เสียหาย เกิดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องและผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2558 ผู้ร้องและผู้คัดค้านจดทะเบียนหย่า โดยมีข้อตกลงให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงอยู่ในความดูแลของผู้คัดค้าน ต่อมาผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับจำเลย มีบุตรด้วยกัน 1 คน และหลังโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านจดทะเบียนหย่ากับจำเลย ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ดังที่ผู้คัดค้านฎีกาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจาร พยายามกระทำชำเรา และกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายเท่านั้นเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้คัดค้านในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านต่อไปว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะผู้แทนเฉพาะคดีเข้าร่วมเป็นโจทก์แทนผู้เสียหาย และให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์แทนผู้เสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์นั้น แม้ผู้แทนโดยชอบธรรมจะมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายดังกล่าวมาข้างต้น แต่หากปรากฏว่าผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย ญาติของผู้นั้น หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องอาจร้องต่อศาลขอให้ตั้งเขาเป็นผู้แทนเฉพาะคดีก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่ศาลจะตั้งผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้แทนเฉพาะคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวก็โดยคำนึงถึงประโยชน์เฉพาะตัวของผู้เสียหายเท่านั้น และหากศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลใดเป็นผู้แทนเฉพาะคดีแล้ว ผู้แทนโดยชอบธรรมก็ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) อีกต่อไป ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านดังกล่าว จึงต้องพิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีหรือไม่ ในข้อนี้ผู้คัดค้านฎีกาอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่มีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย การที่ผู้คัดค้านมีหนังสือถึงพนักงานอัยการขอให้สอบผู้เสียหายเพิ่มเติม เนื่องจากผู้เสียหายบอกต่อผู้คัดค้านว่าจำเลยไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย กับนำจดหมายที่ผู้เสียหายเป็นผู้เขียนว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดส่งมอบแก่พนักงานอัยการ และทำหนังสือพร้อมส่งมอบคลิปวิดีโอแก่พนักงานอัยการ เพราะต้องการพิสูจน์ว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายหรือไม่ อันเป็นการกระทำเพื่อรักษาเกียรติยศชื่อเสียงของผู้เสียหาย ส่วนการพิสูจน์ความผิดของจำเลยเป็นอีกส่วนที่ต้องว่ากล่าวกันต่อไปนั้น เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวนอกจากจะไม่สมเหตุผลและขัดแย้งกับพฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าไม่ติดใจให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมายจนถึงที่สุด เนื่องจากเป็นการแย่งสิทธิการปกครองผู้เสียหายแล้ว ยังเป็นการพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของความเห็นแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ระบุว่าผู้เสียหายอาจจะผ่านการร่วมประเวณี อันมีผลเป็นการช่วยเหลือจำเลยในการต่อสู้คดีด้วย ครั้นเมื่อนำไปพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางไต่สวนว่า ขณะเกิดเหตุผู้คัดค้านและจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 1 คน และจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทุกคนในครอบครัวรวมถึงค่าใช้จ่ายของผู้เสียหาย อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลยและความจำเป็นที่ผู้คัดค้านต้องพึ่งพาอาศัยจำเลยในการดำรงชีพแล้ว ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ผู้คัดค้านจะช่วยเหลือจำเลยในการต่อสู้คดี ทั้งนี้ แม้ผู้คัดค้านจะเบิกความปฏิเสธว่า ผู้คัดค้านกับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันแล้ว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 แต่การกระทำดังกล่าวก็ไม่อาจยืนยันความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลยได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังจดทะเบียนหย่าไม่ถึงหนึ่งเดือนผู้คัดค้านได้ส่งหนังสือขอรับความเป็นธรรมฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2563 ถึงพนักงานอัยการ เพื่อขอให้ดำเนินการสอบคำให้การผู้เสียหายเพิ่มเติม กับให้ขอผลตรวจร่างกายผู้เสียหายจากโรงพยาบาล ซึ่งผู้คัดค้านเป็นผู้พาผู้เสียหายไปตรวจในภายหลัง และขอให้สอบสวนแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย หลังจากนั้นผู้คัดค้านยังส่งหนังสือถึงพนักงานอัยการเพื่อยืนยันขอให้สอบผู้เสียหายเพิ่มเติม กับนำจดหมายที่ผู้เสียหายเป็นผู้เขียนว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดส่งมอบแก่พนักงานอัยการ และทำหนังสือพร้อมส่งมอบคลิปวิดีโอแก่พนักงานอัยการ ทำให้น่าเชื่อว่าภายหลังจดทะเบียนหย่าผู้คัดค้านและจำเลยยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มิฉะนั้นผู้คัดค้านคงไม่กระทำการที่มีผลเป็นการช่วยเหลือจำเลยในการต่อสู้คดีเช่นนี้ ส่วนที่ผู้คัดค้านเบิกความต่อไปว่า ภายหลังจดทะเบียนหย่าผู้คัดค้านต้องดูแลรับผิดชอบครอบครัวของตนเองนั้น ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงเป็นคำเบิกความลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น เมื่อประมวลข้อเท็จจริงที่ได้จากทางไต่สวนและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ได้วินิจฉัยมาเข้าด้วยกันแล้ว ประกอบกับโจทก์แถลงคัดค้านคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้คัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ อาจทำให้คดีของโจทก์เสียหายตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ทำให้เชื่อได้ว่าผู้คัดค้านมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหายในคดีนี้จริง กรณีจึงมีความจำเป็นต้องตั้งผู้แทนเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6 การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้แทนเฉพาะคดีถือได้ว่าเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้เสียหาย และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงมีผลทำให้ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะผู้แทนเฉพาะคดีเข้าร่วมเป็นโจทก์แทนผู้เสียหาย และให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์แทนผู้เสียหายมานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของผู้คัดค้านในข้ออื่นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 3 (2) ม. 5 (1) ม. 6 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นาย น.
ผู้คัดค้าน — นาง ร.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางสาวเกศวดี กีรติเรืองรอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเดชวิมล สุมาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
เผด็จ ชมพานิชย์
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4533/2565
#689694
เปิดฉบับเต็ม

แม้การร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปหรือชักพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจาร หรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี รวมทั้งการร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ที่กระทำแก่ผู้เสียหายแต่ละคนในแต่ละครั้งอาจเป็นความผิดหลายกระทงได้ แต่การที่ผู้เสียหายทั้งสองขายบริการทางเพศคนละ 4 ครั้ง เกิดจากเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ที่ร่วมกันกระทำแก่ผู้เสียหายทั้งสองตั้งแต่แรกเพียงเจตนาเดียว การขายบริการทางเพศที่เนื่องมาย่อมไม่เป็นความผิดต่างกรรมไปจากความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวแต่ละฐานอีก จึงไม่อาจลงโทษในการกระทำที่กระทำแก่ผู้เสียหายทั้งสองแยกเป็นคนละ 4 กระทงได้ ปัญหานี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยซึ่งมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ คม.75/2561 ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายพรชัย จำเลย และหมายเลขแดงที่ คม.77/2561 ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวนางหรือเก๋ หรือ Miss Somvang จำเลย โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ คม.75/2561 ว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ คม.77/2561 ว่า จำเลยที่ 4 แต่คดีหมายเลขแดงที่ คม.75/2561 สำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดงที่ คม.77/2561 สำหรับจำเลยที่ 4 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91, 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 35, 52 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26, 78 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 335,440 บาท และ 382,740 บาท ตามลำดับ บวกโทษจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษเข้ากับโทษในคดีนี้กับขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย ริบรถจักรยานยนต์และถุงยางอนามัยของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 แก้คำให้การเป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และข้อหาร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ส่วนข้อหาอื่นคงให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและขอเพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนแล้วหลบหนีไป ศาลชั้นต้นออกหมายจับแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยที่ 3 ได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 33 (3)

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคหนึ่ง) วรรคสอง และวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (2) (ที่ถูก 26 (3)), 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 9 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 36 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 48 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 87 ปี เฉพาะจำเลยที่ 1 เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 116 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ส่วนจำเลยที่ 4 คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 77 ปี 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 58 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นำโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6298/2559 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี 6 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ 1 คัน และถุงยางอนามัย 2 ชิ้น ของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 335,440 บาท และให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 382,740 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง พันตำรวจโทนรามินธร์ สืบทราบว่ามีหญิงอายุต่ำกว่าสิบแปดปีหลายคนมีพฤติการณ์ขายบริการทางเพศที่ร้านคาราโอเกะ จึงวางแผนล่อซื้อ โดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 100 บาท 50 บาท และ 20 บาท จำนวนหลายฉบับ เป็นเงิน 3,000 บาท ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ แล้วมอบให้ร้อยตำรวจเอกชาติวรรธน์ และดาบตำรวจณัฐวัฒน์ ไปล่อซื้อ ต่อมาดาบตำรวจณัฐวัฒน์เดินทางไปที่ร้านคาราโอเกะดังกล่าวและล่อซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีอายุ 13 ปีเศษ โดยมอบธนบัตรที่เตรียมไว้ให้จำเลยที่ 1 รับไป แล้วพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่โรงแรม ก. สักพักร้อยตำรวจเอกชาติวรรธน์กับพวกเดินทางโดยรถยนต์ไปที่ร้านคาราโอเกะดังกล่าวและล่อซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอายุ 16 ปีเศษ โดยมอบธนบัตรที่เตรียมไว้ให้จำเลยที่ 1 รับไป จากนั้นร้อยตำรวจเอกชาติวรรธน์กับพวกเดินทางไปรอที่โรงแรม ล. จำเลยที่ 1 มอบเงินที่ได้จากการขายบริการทางเพศให้แก่นางสาวโบ สักพักจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่โรงแรมดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และติดตามตรวจยึดธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อทั้งหมดกลับคืนมาได้ ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจขยายผลและติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ ทั้งนี้ ผู้เสียหายทั้งสองค้าประเวณีที่ร้านที่เกิดเหตุก่อนเจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อบริการมาคนละ 3 ครั้ง แล้ว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 335,440 บาท และแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 382,740 บาท

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่มีเหตุจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 โดยไม่เป็นความจริง ทั้งผู้เสียหายทั้งสองก็เป็นเด็กซึ่งอยู่ในวัยที่ไม่มีจริตเสแสร้งแกล้งแต่งเรื่องขึ้นเอง และยังเบิกความสอดรับกันในสาระสำคัญเป็นลำดับตั้งแต่ถูกชักชวนให้มาขายบริการทางเพศที่ประเทศไทยจนกระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อและจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้ เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองเบิกความตามความจริง แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการชักชวนผู้เสียหายทั้งสองมาทำงานขายบริการทางเพศ และขณะเจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ที่ร้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 เดินทางไปรับตัวผู้เสียหายทั้งสองที่จังหวัดนครราชสีมาด้วยตนเอง และยังให้ผู้เสียหายทั้งสองนอนค้างคืนที่บ้านของจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 1 สลับกันขับรถกระบะพาผู้เสียหายทั้งสองมาที่ร้านที่เกิดเหตุ ก่อนผู้เสียหายทั้งสองขายบริการทางเพศจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้หนึ่งที่บอกผู้เสียหายทั้งสองว่ามีหน้าที่แต่งตัวมานั่งที่หน้าร้าน และจะให้ส่วนแบ่งจากการขายบริการทางเพศแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละครึ่ง ซึ่งเป็นการบอกขั้นตอนของการขายบริการทางเพศแก่ผู้เสียหายทั้งสอง ชั้นสอบสวนร้อยตำรวจเอกณัฏฐพร พนักงานสอบสวนได้สอบสวนขยายผลโดยได้สัญญาเช่าบ้าน ซึ่งเป็นร้านที่เกิดเหตุมาเป็นหลักฐาน ปรากฏว่าสัญญาเช่ามีจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่า และจำเลยที่ 2 เป็นพยาน ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้เช่าร้านที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นพยาน แต่จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นจับกุมว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างจากนางเล็กและนายหน่องหรืออ้วนในการรับเงินค่าบริการทางเพศและส่งหญิงบริการให้แก่ลูกค้า และจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 3 เป็นคนรักของนายหน่องหรือนายอนุชิตซึ่งเป็นชื่อเล่นและชื่อจริงของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นคนขับรถของจำเลยที่ 2 และเป็นผู้ดูแลร้านที่เกิดเหตุ นางสาวเก๋ซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 4 ชักชวนผู้เสียหายทั้งสองมาทำงานที่ร้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 4 ขอจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับตัวผู้เสียหายทั้งสองมาทำงานขายบริการทางเพศที่ร้านที่เกิดเหตุ ดังนี้ แม้คำให้การดังกล่าวเป็นพยานซัดทอดและจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงชื่อในบันทึกการจับกุม แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 2 และไม่มีเรื่องโกรธเคืองกัน ไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะแกล้งให้การปรักปรำจำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานตำรวจก็จัดทำบันทึกคำให้การดังกล่าวโดยปฏิบัติไปตามหน้าที่ กรณีมีเหตุผลอันหนักแน่นจึงรับฟังคำให้การดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังเคยเดินทางไปที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวพร้อมกัน คือ วันที่ 8 สิงหาคม 2560 เวลา 13.09 นาฬิกา และเวลา 13.10 นาฬิกา และกลับพร้อมกันในวันที่ 8 สิงหาคม 2560 เวลา 19 นาฬิกา เลขกำกับที่ 12/11 และ 12/9 พฤติการณ์ตามคำให้การดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นสอดรับกัน บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และมีส่วนในการเช่าร้านที่เกิดเหตุ คำให้การของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนในส่วนที่ว่าจำเลยที่ 4 ขอจำเลยที่ 2 ให้รับผู้เสียหายทั้งสองมาขายบริการทางเพศที่ร้านที่เกิดเหตุก็สอดรับกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสอง บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการจัดหาผู้เสียหายทั้งสองมาขายบริการทางเพศและได้รับส่วนแบ่งจากเงินค่าขายบริการทางเพศ ส่วนที่ดาบตำรวจประยูร พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบเงินที่ใช้ล่อซื้อบริการทางเพศแก่นางสาวโบ ไม่ได้ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมได้ความว่าขณะนั้นจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ จึงมอบเงินให้แก่นางสาวโบเก็บไว้ ข้อนี้จึงหาเป็นพิรุธไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักหักล้าง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้เสียหายทั้งสองเป็นชาวลาว แต่ในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาพนักงานสอบสวนและโจทก์ไม่ได้จัดหาล่ามให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง คำให้การและคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองจึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองเข้าใจภาษาไทยโดยสามารถฟังและพูดภาษาไทยได้ ไม่จำเป็นต้องจัดหาล่ามให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองอีก คำให้การและคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองจึงรับฟังได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกตั้งแต่สามคนขึ้นไปสมคบกันจัดหาผู้เสียหายทั้งสองมาค้าประเวณีที่ร้านที่เกิดเหตุและได้รับส่วนแบ่งจากการค้าประเวณีของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองได้ขายบริการทางเพศแล้วคนละ 4 ครั้ง จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องโดยแบ่งหน้าที่กัน อย่างไรก็ตาม แม้การร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปหรือชักพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีรวมทั้งการร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ที่กระทำแก่ผู้เสียหายแต่ละคนในแต่ละครั้งอาจเป็นความผิดหลายกระทงได้ แต่การที่ผู้เสียหายทั้งสองขายบริการทางเพศคนละ 4 ครั้ง ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ถึงข้อ 1.9 เกิดจากเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ที่ร่วมกันกระทำแก่ผู้เสียหายทั้งสองตั้งแต่แรกเพียงเจตนาเดียว การขายบริการทางเพศที่เนื่องมาย่อมไม่เป็นความผิดต่างกรรมไปจากความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวแต่ละฐานอีก จึงไม่อาจลงโทษในการกระทำที่กระทำแต่ผู้เสียหายทั้งสองแยกเป็นคนละ 4 กระทงได้ และปัญหานี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี จำคุกคนละ 9 ปี กระทงเดียว และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุกคนละ 12 ปี กระทงเดียว เมื่อรวมกับโทษฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำคุกคนละ 3 ปี เป็นจำคุกคนละ 24 ปี เฉพาะจำเลยที่ 1 เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 32 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี 4 เดือน และคงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 16 ปี นำโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้รวมเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 282
ป.วิ.อ. ม. 213
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 ม. 9 ม. 10 ม. 52
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายปริญญา ปานเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4523/2565
#688892
เปิดฉบับเต็ม

แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นได้ก็ตาม แต่ทรัพย์จำนองมีราคาประเมินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ประกอบกับเหตุที่การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ ดังนั้น การยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ก่อน แต่ห้ามนำออกขายทอดตลาดจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองและได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนจึงค่อยนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ซึ่งไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดี และน่าจะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หาทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยแต่ฝ่ายเดียวไม่ โจทก์จึงมีสิทธินำยึดที่ดินดังกล่าวของจำเลยเพิ่มเติมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,173,744.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,890,685.58 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 111510 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์อื่นของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย และอนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การบังคับคดีต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา เมื่อยังไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง จึงยังไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อขายแล้วจะพอชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งหากได้ราคาเพียงพอก็ไม่จำต้องยึดทรัพย์สินอื่น คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว ส่วนคำขอขยายระยะเวลาในการบังคับคดีนั้น ไม่ใช่เหตุตามกฎหมายที่จะขอขยายได้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธินำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพิ่มเติมหรือไม่ และสมควรขยายระยะเวลาบังคับคดีของโจทก์ออกไปหรือไม่ เห็นว่า แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง ต้นเงิน 2,890,685.58 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,173,744.38 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 จากนั้นวันที่ 4 เมษายน 2554 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แทนโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง โดยเจ้าหนี้รายอื่นตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2554 คดีนี้ไม่มีการไต่สวนและไม่มีรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าเหตุใดจึงไม่มีการขายทอดตลาด หลังจากนั้นวันที่ 21 กันยายน 2555 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและมีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดคำบังคับวันที่ 6 ตุลาคม 2555 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ถือได้ว่าโจทก์ขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองภายในกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีแล้วและกรณียังไม่พอฟังว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่รีบดำเนินการบังคับคดีให้เสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ว่าจำเลยมีหนี้ค้างชำระคิดถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เป็นเงิน 7,949,315.17 บาท ขณะทรัพย์จำนองมีราคาประเมิน 2,680,000 บาท ทรัพย์จำนองจึงมีราคาประเมินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ประกอบกับเหตุที่การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ ดังนั้นการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ก่อน แต่ห้ามนำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองและได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนเสียก่อนจึงค่อยนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ซึ่งไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดี และน่าจะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หาทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยแต่ฝ่ายเดียว โจทก์จึงมีสิทธินำยึดที่ดินของจำเลยเพิ่มเติมได้ ส่วนที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปนั้น ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ก่อนสิ้นระยะเวลาบังคับคดีตามกฎหมาย ถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เห็นสมควรขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้โจทก์ออกไปอีก 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมและไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้โจทก์ 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 แต่ให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าการขายทรัพย์จำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงอนุญาตให้นำที่ดินที่ยึดไว้ดังกล่าวนี้ออกขาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 271 (เดิม) ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายชัยวัฒน์ ยัพวัฒนพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4503/2565
#690199
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1726 บัญญัติว่า ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกทรัพย์จากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 เพื่อทำการแบ่งปันให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีร่วมกับ ธ. ผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้แต่ผู้เดียว จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่โจทก์บรรยายฟ้องตอนหนึ่งว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองตามบันทึกข้อตกลงซึ่งเป็นข้อตกลงของบรรดาทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 จึงเห็นได้ว่าโจทก์ขอแบ่งปันมรดกในฐานะทายาทด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในฐานะทายาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 3784 ให้กลับคืนกองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการแทนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเอกสารสิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ เพื่อนำไปแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ก่อนจึงดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนของเจ้ามรดกที่ 2 แก่ทายาทต่อไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้จำเลยที่ 1 ชำระราคาตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดก 1,783,741.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้กลับคืนกองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการ ให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการแทนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบเอกสารสิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการ ให้จำเลยที่ 2 ชำระราคาตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดก 4,833,333.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน แล้วจดทะเบียนโอนกลับสู่กองมรดกของนายณรงค์ศักดิ์ เจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แปลงละ 5 ใน 12 ส่วน กลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินแต่ละแปลง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 นำไปแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 7 ส่วน ใน 12 ส่วน ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 2 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 2 โดยปลอดจำนอง ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ว่า "ให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน แล้วจดทะเบียนโอนกลับสู่กองมรดกของนายณรงค์ศักดิ์ เจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แปลงละ 5 ใน 12 ส่วน กลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินแต่ละแปลง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 นำไปแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1" ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และนายธาตรี เป็นผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ เจ้ามรดกที่ 1 และโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมัยหรือพิศมัย เจ้ามรดกที่ 2 ภายหลังเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตายทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ได้ทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 บัญญัติว่า ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกทรัพย์จากจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 เพื่อทำการแบ่งปันให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีร่วมกับนายธาตรีผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง แต่โจทก์ฟ้องคดีแต่ผู้เดียว จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งปันมรดกในฐานะทายาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องตอนหนึ่งว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสิทธิที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวเป็นข้อตกลงของบรรดาทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 แบ่งปันมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 จึงเห็นได้ว่าโจทก์ขอแบ่งปันมรดกในฐานะทายาทด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในฐานะทายาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น จึงเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองเพียงใด เห็นสมควรวินิจฉัยมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ก่อน ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ภายหลังเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตายบรรดาทายาททุกคนของเจ้ามรดกที่ 1 รวมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองด้วย ได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ทายาททุกคนที่ร่วมทำบันทึกดังกล่าวรวมทั้งจำเลยทั้งสองต้องผูกพันตามบันทึกนั้นซึ่งตามบันทึกโจทก์ได้ส่วนแบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2219, 2981, 2598 จำนวน 1.5 ส่วน ใน 12 ส่วน และได้รับส่วนแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1461 จำนวน 3 ส่วน ใน 12 ส่วน เมื่อที่ดินดังกล่าวมีชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง จำเลยทั้งสองจึงต้องจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่โจทก์ได้รับตามบันทึกข้อตกลง ที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่าคดีโจทก์ในส่วนนี้ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งปันมรดกไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ ส่วนในข้อที่โจทก์ขอแบ่งปันมรดกของเจ้ามรดกที่ 2 นั้น เห็นว่า เมื่อเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกที่ 2 โจทก์ จำเลยทั้งสองและทายาทคนอื่น ๆ ของเจ้ามรดกที่ 1 ได้ทำบันทึกตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 กันเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 หลังจากนั้นวันที่ 2 สิงหาคม 2549 เจ้ามรดกที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินคือโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยในสารบัญจดทะเบียนระบุประเภทการจดทะเบียนว่าให้ จำเลยที่ 2 จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวในส่วนของเจ้ามรดกที่ 2 ที่โจทก์อ้างว่าเจ้ามรดกที่ 2 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทนนั้น โจทก์มีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เจ้ามรดกที่ 2 บอกว่าให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทน และมีนายวิษณุ เบิกความว่าได้สอบถามเจ้ามรดกที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเจ้ามรดกที่ 2 บอกว่าให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทน พยานทั้งสองล้วนเป็นพยานบอกเล่า ห้ามมิให้ศาลรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้ามรดกที่ 2 ได้ยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2219, 2981, 2598 ในส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว ก่อนตาย ที่ดินส่วนดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 2 ในอันที่โจทก์จะมีอำนาจจัดการหรือขอแบ่งปันได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนเป็นผลให้ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1461 ให้แก่โจทก์ 3 ส่วน ใน 12 ส่วน โดยปลอดจำนองหากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา 438,750 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981, 2598 แปลงละ 1.5 ส่วน ใน 12 ส่วน ให้แก่โจทก์ หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา 2,500,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสองชำระพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ทั้งนี้สำหรับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719 ม. 1726
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาววราภรณ์ มณีชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4502/2565
#690200
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทมีเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องสำหรับกรณีที่มีสาเหตุมาจากผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 และกำหนดนิยามของคำว่าผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 ว่าหมายถึงผู้จัดส่งสินค้าซึ่งจัดส่งสินค้าหรือบริการโดยตรงให้แก่โรงงานหรือสถานประกอบการของ ฟ. กับกำหนดนิยามของผู้จัดส่งสินค้าชั้น 2 ว่าหมายถึงผู้จัดส่งสินค้าหรือบริการโดยตรงให้แก่ผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่บริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้จัดส่งสินค้าโดยตรงให้แก่บริษัท ต. ไม่สามารถผลิตและจัดส่งสินค้าวัสดุอุปกรณ์จนทำให้บริษัท ต. ไม่อาจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์เพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ กรณีจึงถือได้ว่าบริษัท ต. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 2 จากที่พยานโจทก์เบิกความประกอบกับตามเอกสารแนบท้ายสัญญาซื้อขายรถยนต์ นิติบุคคลที่เป็นผู้ซื้อรถยนต์สำหรับจำหน่ายในประเทศไทยคือบริษัท ด. และนิติบุคคลที่เป็นผู้ซื้อรถยนต์สำหรับจำหน่ายนอกประเทศไทยคือ ท. ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้ที่ซื้อรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประกอบสำเร็จหรือรถยนต์แบบผลิตเป็นชิ้นส่วนตลอดจนชิ้นส่วนและอุปกรณ์ซึ่งผลิตโดยบริษัท ต. คือ บริษัท ด. และ ท. มิใช่โจทก์ ต้องถือว่าบริษัท ต. และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ตามลำดับ ของบริษัท ด. และ ท. มิใช่ของโจทก์ และเมื่อบริษัท ด. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตาม ป.พ.พ. จึงเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้นทั้งหลายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1015 และ ท. เป็นกิจการที่ตั้งอยู่ในมลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงอักษรย่อ LLC ที่ต่อท้ายชื่อของกิจการแล้ว น่าเชื่อว่าเป็นกิจการประเภทบริษัทจำกัดความรับผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ลงทุนในบริษัท บริษัท ด. และ ท. จึงเป็นคนละนิติบุคคลกับโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าโจทก์จะอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกิจการของบริษัท ด. และ ท. โดยผ่านการถือหุ้นร้อยละ 100 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ด้วยอาศัยวิธีการใดก็ตาม ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจากจำเลยสำหรับกรณีที่เกิดภาวะธุรกิจหยุดชะงักของบริษัท ด. และ ท. หากจะพึงมี ก็มิใช่ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องของโจทก์

ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องสำหรับกรณีตามคำฟ้องเพราะโจทก์เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและต้องจัดทำงบการเงินโดยใช้หลักเกณฑ์ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าของกิจการของบริษัทย่อยเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของส่วนของเจ้าของทั้งหมด ก็จะต้องแสดงผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยไว้เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินของโจทก์และความเสียหายของบริษัทย่อยก็จะถูกนำมารวมอยู่ในงบการเงินของโจทก์นั้น แม้จะฟังว่ามีการจัดทำงบการเงินตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่กิจการของโจทก์ บริษัท ด. และ ท. ก็ยังคงมีการดำเนินกิจการในฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันและกัน และย่อมมีการจัดทำงบการเงินของแต่ละกิจการไว้ต่างหากจากกันตามกฎหมาย การจัดทำงบการเงินของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการจัดทำรายงานทางการเงินเสมือนหนึ่งว่าโจทก์ บริษัท ด. และ ท. เป็นกิจการเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการแสดงฐานะของกลุ่มบริษัทในเครือเดียวกันต่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ก็หาได้มีผลทำให้โจทก์ บริษัท ด. และ ท. ควบเข้ากันเป็นนิติบุคคลเดียวกันในทางกฎหมาย นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่ามีการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีในศาลโดยใช้สิทธิเรียกร้องแทนกันและกันได้แต่อย่างใด ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยจึงมิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องของโจทก์จากการที่มีบริษัท ต. และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ตามลำดับ โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อยแทนบริษัท ด. และ ท. ในความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 41,021,240.94 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยคำนวณเป็นสกุลเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ศาลมีคำพิพากษา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายรถยนต์ จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยโดยได้รับอนุญาตให้เปิดสาขาในประเทศไทย โจทก์และบริษัท ส. ทำสัญญาร่วมทุนจัดตั้งบริษัท ต. เพื่อประกอบกิจการโรงงานผลิตรถยนต์ ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม อ. จังหวัดระยอง จำเลยเป็นผู้เคยค้ากับกลุ่มบริษัทโจทก์มาก่อนเกิดเหตุ ช่วงเกิดเหตุพิพาทจำเลยเป็นผู้รับประกันภัยซึ่งให้ความคุ้มครองกรณีที่เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะธุรกิจหยุดชะงัก โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 ให้ความคุ้มครองในวงเงิน 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ระบุชื่อธนาคาร พ. ในฐานะตัวแทนหลักประกันเป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งมีข้อตกลงให้ใช้กฎหมายของประเทศไทยบังคับแก่กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ อีกทั้งบรรดาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยให้อยู่ภายใต้อำนาจของศาลในประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2554 เกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย บริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้จัดส่งสินค้าโดยตรงให้แก่บริษัท ต. ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยดังกล่าวโดยไม่สามารถผลิตและจัดส่งสินค้าวัสดุอุปกรณ์จนทำให้บริษัท ต. ไม่อาจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ได้ จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่บริษัท ต. โดยนำเงินเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยแล้ว รวม 57,964,961 ดอลลาร์สหรัฐ

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะชนะคดีในศาลชั้นต้นก็ตาม จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะตั้งประเด็นชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ซึ่งจำเลยโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน โดยจำเลยโต้แย้งว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมิได้กระทำโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และเป็นเอกสารที่ทำขึ้นในต่างประเทศ โดยไม่มีกงสุลสยามหรือเจ้าหน้าที่สถานทูตรับรองความถูกต้องนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายเดเนียล (Mr.Daniel) รองผู้อำนวยการฝ่ายประกันภัยองค์กรของโจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.61 และ จ.62 โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า นายแบรดลีย์ (Mr.Bradley) ซึ่งเป็นเลขานุการบริษัทโจทก์ออกหนังสือรับรองว่านายริชาร์ดหรือริค (Mr.Richard or Rick) เป็นทนายความของโจทก์ซึ่งตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์สามารถมอบอำนาจให้แก่ที่ปรึกษาภายนอกทำการฟ้องคดีในนามของโจทก์ได้ ต่อมานายริชาร์ดหรือริคมอบอำนาจให้นายรัฐการ เป็นที่ปรึกษาภายนอกสำหรับการฟ้องคดีนี้ในนามของโจทก์ แล้วต่อมานายรัฐการลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความเพื่อแต่งให้นายภุมมะ เป็นทนายโจทก์ซึ่งลงลายมือชื่อในคำฟ้องในการยื่นฟ้องคดีนี้ แม้เอกสารหมาย จ.61 และ จ.62 จะได้ทำขึ้นในมลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นเอกสารต้นฉบับซึ่งมีเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกลงลายมือชื่อเป็นพยานรับรองในเอกสารดังกล่าวไว้ด้วย และแม้เอกสารดังกล่าวจะไม่มีใบสำคัญของรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาแสดงว่าผู้ที่เป็นพยานรับรองนั้นเป็นเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกผู้มีอำนาจเป็นพยานในเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริง กรณีย่อมไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเอกสารดังกล่าวจะไม่ใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริง ใบมอบอำนาจนั้นจึงไม่ต้องทำตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 วรรคสาม และไม่จำต้องมีกงสุลสยามหรือเจ้าหน้าที่สถานทูตรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอ้างในคำแก้อุทธรณ์อีกว่า เอกสารหมาย จ.61 ระบุว่า นายริคมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์เฉพาะคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่คดีนี้มีทุนทรัพย์เริ่มต้นคือ 69,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินกว่าจำนวนทุนทรัพย์ที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกเรื่องนี้เป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การและถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องการตีความหนังสือมอบอำนาจซึ่งได้แนบมาท้ายคำฟ้องด้วยนั้นเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยสามารถยกขึ้นอ้างในคำแก้อุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง เมื่อตามเอกสารหมาย จ.61 ให้อำนาจในการฟ้องคดีแทนโจทก์โดยมิได้จำกัดจำนวนทุนทรัพย์ไว้ แต่ที่มีการระบุจำนวนเงินในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำใด ๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี ข้อ 11 (2) ว่าจะต้องไม่เกิน 50,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นั้นหมายถึง จำนวนเงินที่โจทก์จะได้รับชำระในการทำข้อตกลงระงับข้อพิพาท (Settlement) กับผู้ที่ถูกโจทก์ฟ้องคดีเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการฟ้องคดีแทนโจทก์ นายริคย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์และมอบอำนาจให้นายรัฐการฟ้องคดีนี้ได้ โจทก์จึงมอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า โจทก์จำเลยผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทหรือไม่ เพียงใด ในข้อนี้เห็นควรพิจารณาปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เป็นคู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลย และเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทนั้น โจทก์มีนายเดเนียล (Mr.Daniel) รองผู้อำนวยการฝ่ายประกันภัยองค์กรของโจทก์มาเบิกความว่า โจทก์ประกอบธุรกิจทั่วโลก เดิมธุรกิจทั้งหมดของโจทก์รวมทั้งบริษัท ต. ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้า (Joint Venture Company : JVC) ที่จัดตั้งขึ้นตามสัญญาร่วมทุนระหว่างโจทก์และบริษัท ส. ล้วนได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดซึ่งกำหนดความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเองเป็นจำนวนหนึ่ง ในปี 2542 คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตามสัญญาร่วมทุนต้องการที่จะจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับท้องถิ่น เพื่อให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดด้วย ทำให้มีการเจรจาเพื่อจัดทำกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีเงื่อนไขความคุ้มครองตรงกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดซึ่งให้ความคุ้มครองสำหรับกรณีที่เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน (Property Damage) รวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption) และภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่อง (Contingent Business Interruption) ซึ่งจำเลยตกลงเป็นผู้รับประกันภัยเรื่อยมาจนกระทั่งในปี 2554 จำเลยออกกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทซึ่งแผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 จากทั้งหมด 44 หน้า ระบุว่า ผู้เอาประกันภัยทั้งหมดประกอบไปด้วยบริษัท ต. โจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้ โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 และให้ความคุ้มครองในวงเงิน 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลานั้นผู้รับประกันภัยรายอื่นได้ตกลงรับประกันภัยธุรกิจของโจทก์ทั้งหมดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดซึ่งระบุว่า ผู้เอาประกันภัยทั้งหมดประกอบไปด้วยโจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์มีอำนาจควบคุมกิจการได้ โดยมีการให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องในวงเงิน 1,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นความคุ้มครองสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 และมีการกำหนดความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเอง (DEDUCTIBLES) เป็นจำนวน 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมีนางปรียา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเงินอาเซียนของบริษัท ป. และเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท มาเบิกความว่า บริษัท ต. เป็นผู้รับบริการหลายประเภทจากบริษัท ป. และบริษัท ซ. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของโจทก์และโจทก์ถือหุ้นในบริษัททั้งสองเป็นจำนวนร้อยละ 99 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยบริษัท ป. ยังเป็นผู้ให้บริการด้านการบริหารเงินด้วย ซึ่งการบริหารเงินนี้รวมถึงการจัดหากรมธรรม์ประกันภัยฉบับท้องถิ่นซึ่งมีเงื่อนไขความคุ้มครองตรงกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดให้แก่บริษัท ต. โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายเดเนียล (Mr.Daniel) และมีการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัย ฉบับท้องถิ่นเป็นครั้งแรกในปี 2544 ซึ่งในขณะนั้นโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดและมีอำนาจบริหารกิจการของบริษัท ส. ต่อมาปี 2553 โจทก์ขายหุ้นดังกล่าวและไม่มีอำนาจบริหารกิจการของบริษัท ส. อีกต่อไป การจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับท้องถิ่นกระทำโดยวิธีการประมูลราคาซึ่งจำเลยจัดทำใบเสนอราคาส่งมาให้ทุกปี และนายเดเนียล (Mr.Daniel) เป็นผู้อนุมัติการจัดซื้อทุกครั้ง สำหรับการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทนั้น เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2554 จำเลยได้รับหนังสือเชิญให้ทำการเสนอราคาตามสำเนาหนังสือเชิญ ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2554 จำเลยส่งใบเสนอราคาซึ่งระบุด้วยว่าผู้เอาประกันภัยทั้งหมดประกอบไปด้วยบริษัท ต. โจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่ง โจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้ จนกระทั่งมีการอนุมัติให้จัดซื้อและชำระค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลย และมีนายจอห์นหรือจอห์นนี่ (Mr.John or Johnnie) ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการทั่วไป ส่วนบริหารฝ่ายวางแผนและการเงินของบริษัท ต. ระหว่างปี 2552 ถึงปี 2556 มาเบิกความว่า บริษัท ต. เป็นกิจการที่โจทก์และบริษัท ส. ใช้เงินลงทุนร่วมกันประมาณ 2,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในการประกอบกิจการดังกล่าวจะมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไปยังโจทก์และบริษัท ส. หรือมีการผลักภาระค่าใช้จ่ายผ่านทางราคาซื้อขายรถยนต์ที่ผลิตได้ เป็นวิธีการที่โจทก์ บริษัท ส. และบริษัท ต. ตกลงกันซึ่งเรียกว่าวิธีการเรียกคืนเงินทุนที่เสียไป (Return on Capital Employed หรือ ROCE) แม้บริษัท ต. จะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่จำเลย แต่ก็ได้รับชำระคืนตามวิธีการดังกล่าวเช่นกัน ส่วนจำเลยมีนางรัตนา รองประธานอาวุโสของจำเลย ซึ่งมีหน้าที่พิจารณารับประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินและธุรกิจหยุดชะงัก มาเบิกความว่า ในการพิจารณารับประกันภัยนั้น ผู้ที่ประสงค์จะเอาประกันภัยจะต้องเปิดเผยข้อมูลว่าทรัพย์สินใดจะมีการเอาประกันภัยไว้ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยและจะให้คุ้มครองถึงกรณีธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งหากจะให้จำเลยรับประกันภัยกรณีธุรกิจหยุดชะงักก็จะต้องเอาประกันภัยทรัพย์สินกับจำเลยด้วย สำหรับการคำนวณเบี้ยประกันภัยจะพิจารณาจากประเภทของกรมธรรม์ประกันภัย ความเสี่ยงภัยของผู้เอาประกันภัย และความเสี่ยงจากลักษณะการประกอบกิจการของผู้เอาประกันภัย และหากเป็นการรับประกันภัยกรณีธุรกิจหยุดชะงักสำหรับกำไรขั้นต้นก็จะต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกำไรขั้นต้นของผู้ที่ประสงค์จะเอาประกันภัย เพื่อประกอบการพิจารณารับประกันภัยและคำนวณเบี้ยประกันภัยด้วย เบี้ยประกันภัยที่คำนวณได้จะกำหนดเป็นร้อยละของมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นที่มีการเปิดเผย (Declared Values) ซึ่งจะต้องไม่เกินร้อยละ 2.5 ของจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อปี เมื่อปี 2544 บริษัท ต. เป็นผู้ขอเอาประกันภัยทรัพย์สินและกรณีธุรกิจหยุดชะงักกับจำเลย ซึ่งมีการออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่บริษัทดังกล่าวระหว่างปี 2544 ถึงปี 2553 เมื่อปี 2554 จำเลยได้รับหนังสือเชิญจากบริษัทดังกล่าวให้ทำการเสนอราคาสำหรับการประกันภัยซึ่งมีการแสดงมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นของบริษัทดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่มีการแสดงมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นของโจทก์หรือบริษัทย่อยของโจทก์ เมื่อจำเลยทำการเสนอราคาแล้วบริษัทดังกล่าวส่งหนังสือแจ้งว่าตกลงตามรายละเอียดและเงื่อนไขที่จำเลยเสนอ โดยที่ไม่ปรากฏชื่อโจทก์ในเอกสารดังกล่าว จำเลยออกกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทซึ่งมีการระบุชัดเจนว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้เอาประกันภัยแต่เพียงผู้เดียวในตารางกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท และบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยแต่เพียงผู้เดียวสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่จำเลย ต่อมามีการออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่บริษัทดังกล่าวระหว่างปี 2555 ถึงปี 2558 โจทก์ไม่มีความเสี่ยงที่จะเอาประกันภัยกรณีธุรกิจหยุดชะงักในประเทศไทยกับจำเลยเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำเลยไม่สามารถประเมินความเสี่ยงภัยเกี่ยวกับทรัพย์สินและธุรกิจของโจทก์ในต่างประเทศได้ และมีนายไดซึเกะ (Mr.Daisuke) ซึ่งเคยเป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดของจำเลยระหว่างปี 2552 ถึงปี 2558 และเป็นผู้รับหนังสือเชิญให้จำเลยเสนอราคาสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทมาเบิกความว่า ผู้ที่ประสงค์จะเอาประกันภัยตามหนังสือเชิญดังกล่าวคือบริษัท ต. มิใช่โจทก์หรือบริษัทย่อยของโจทก์ ซึ่งมีการแสดงมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นเฉพาะของบริษัท ต. เท่านั้นเพื่อใช้ในการคำนวณเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท และระบุด้วยว่าจะต้องมีเงื่อนไขความคุ้มครองตรงกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ด สาเหตุที่ปรากฏชื่อของโจทก์และบริษัทย่อยของโจทก์ในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทก็เพื่อทำให้คล้ายคลึงกับ กรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ด เป็นการคัดลอกข้อความมาใส่ไว้โดยผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วควรจะต้องแก้ไขให้ระบุว่าบริษัท ต. เป็นผู้เอาประกันภัยแต่เพียงผู้เดียว และมีนายอัตทสึชิ (Mr.Atsushi) ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการทั่วไปของแผนกกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท ส. ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการบริษัทที่เกิดจากการร่วมทุนรวมทั้งบริษัท ต. ระหว่างปี 2553 ถึงปี 2555 และเคยเป็นผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน (Chief Financial Officer หรือ CFO) และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Executive Vice President) ของบริษัท ต. ระหว่างปี 2556 ถึงปี 2559 มาเบิกความว่า บริษัท ต. ชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทในนามของตนเอง และบริษัท ส. ไม่เคยได้รับการร้องขอให้ชำระเบี้ยประกันภัยดังกล่าว และมีนายวิชัย รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส ของจำเลยและเป็นผู้ลงนามในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท มาเบิกความว่า เมื่อปี 2552 ถึงปี 2553 เกิดเหตุลูกจ้างของบริษัท ต. นัดหยุดงาน บริษัทดังกล่าวเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีธุรกิจหยุดชะงักจากจำเลย แต่โจทก์ไม่เคยเรียกร้องหรืออ้างว่าเป็นผู้เอาประกันภัย ทั้งที่กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีเนื้อหาคล้ายกับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท และในการต่ออายุการประกันภัยแต่ละปีนั้นจำเลยไม่เคยติดต่อโจทก์หรือบริษัทย่อยของโจทก์ หากบริษัท ต. เป็นผู้ทดรองจ่ายเบี้ยประกันภัยแทนโจทก์ ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์และบริษัทย่อยของโจทก์มิได้เป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เห็นว่า สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทนั้น โจทก์อ้างว่าเป็นไปตามเอกสารหมาย จ.1 ส่วนจำเลยอ้างว่าเป็นไปตามเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งปรากฏว่าเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวมีส่วนที่ตรงกันคือ รายละเอียดเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งประกอบไปด้วยเอกสารแผ่นที่ระบุว่าหน้า 1 จากทั้งหมด 44 หน้า เป็นปกของรายละเอียดเงื่อนไขดังกล่าว แผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 ถึงหน้า 4 จากทั้งหมด 44 หน้า เป็นรายละเอียดเงื่อนไขในส่วนที่จำเลยจัดทำขึ้น และแผ่นที่ระบุว่า หน้า 5 ถึงหน้า 44 จากทั้งหมด 44 หน้า เป็นรายละเอียดเงื่อนไขในส่วนที่อ้างอิงมาจาก กรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ด แต่เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวมีส่วนที่แตกต่างกันคือเอกสารหมาย จ.1 แผ่นแรก เป็นปกของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับ ซึ่งไม่มีตารางกรมธรรม์ประกันภัยแนบมาด้วย ส่วนเอกสารหมาย ล.2 แผ่นแรก เป็นตารางกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งไม่มีปกของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับติดมาด้วย เมื่อจำเลยรับในคำแก้ฎีกาว่าปกของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นแรก เป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ซึ่งเอกสารฉบับดังกล่าวมีข้อความระบุว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้มีตารางกรมธรรม์ประกันภัยแนบมาด้วย ส่วนตารางกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.2 แผ่นแรกนั้น โจทก์ก็มิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับประกอบไปด้วยปกของกรมธรรม์ประกันภัยตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นแรก ตารางกรมธรรม์ประกันภัยตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นแรก ปกของรายละเอียดเงื่อนไขและรายละเอียดเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทตามเอกสารหมาย จ.1 หรือ ล.2 แผ่นที่ระบุว่าหน้า 1 ถึงหน้า 44 จากทั้งหมด 44 หน้า เมื่อปกของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับเอกสารหมาย จ.1 แผ่นแรก มีข้อความระบุด้วยว่ากรมธรรม์ประกันภัยซึ่งรวมถึงตารางกรมธรรม์ประกันภัยนั้นอยู่ภายใต้ข้อกำหนด ข้อยกเว้นและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยหรือที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัย ดังนั้น ในการพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจึงต้องพิจารณาจากกรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับ แม้ตารางกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.2 แผ่นแรก จะระบุว่าบริษัท ต. เป็นผู้เอาประกันภัย แต่รายละเอียดเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 จากทั้งหมด 44 หน้า ระบุชื่อผู้เอาประกันภัย (Insured Name) ประกอบไปด้วย บริษัท ต. โจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้ ถ้อยคำในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจึงระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าผู้เอาประกันภัย (Insured Name) หมายถึงบุคคลใด ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจึงมิได้มีเพียงบริษัท ต. เท่านั้นแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า บริษัท ต. เป็นผู้ออกหนังสือเชิญให้จำเลยทำใบเสนอราคาสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท มิใช่โจทก์นั้น ได้ความตามหนังสือเชิญว่า นางปรียาซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทได้ออกหนังสือเชิญดังกล่าวโดยมีข้อความระบุว่าบริษัท ต. ขอเชิญให้จำเลยทำการเสนอราคาสำหรับจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจะต้องมีเงื่อนไขความคุ้มครองตรงกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดที่แนบมาด้วย ซึ่งเอกสารที่แนบดังกล่าวก็ระบุว่าโจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้ เป็นผู้เอาประกันภัยด้วย การออกหนังสือเชิญดังกล่าวจึงเป็นการแสดงความประสงค์อย่างชัดแจ้งแล้วว่ากรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจะต้องให้ความคุ้มครองแก่โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยด้วย ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า โจทก์มิได้เปิดเผยมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นซึ่งจำเป็นต่อการพิจารณารับประกันภัยและคำนวณเบี้ยประกันภัยนั้น เมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยฉบับก่อนเกิดเหตุตั้งแต่ปี 2544 ถึงช่วงเกิดเหตุปี 2554 ถึง 2555 ต่อเนื่องถึงปี 2558 ตามข้อ 3.ที่ระบุจำนวนเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยแตกต่างกัน ตั้งแต่ยอดเงิน 4.4 พันล้านบาท ถึง 140.304 พันล้านบาท โดยปี 2554 ซึ่งเป็นปีเกิดเหตุอุทกภัย ระบุจำนวนเงินเอาประกันภัย 71.285 พันล้านบาท จึงเชื่อว่าโจทก์และกลุ่มบริษัทในเครือโจทก์มีการเปิดเผยมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นเพื่อแสดงยอดเงินที่จะเอาประกันภัยแล้ว มิฉะนั้นจำเลยจะได้ยอดเงินเอาประกันนับหมื่นล้านบาทในการคำนวณเบี้ยประกันภัยที่แตกต่างกันแต่ละปีจากแห่งใด ทั้งเมื่อหนังสือเชิญเป็นการแสดงความประสงค์อย่างชัดแจ้งว่ากรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจะต้องให้ความคุ้มครองแก่โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยด้วย แม้จะปรากฏหลักฐานว่าจำเลยเคยแจ้งให้ผู้ออกหนังสือเชิญดังกล่าวเปิดเผยมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นของโจทก์เพื่อประโยชน์ในการพิจารณารับประกันภัยและคำนวณเบี้ยประกันภัยก่อนตกลงทำสัญญาประกันภัยหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ออกใบเสนอราคาสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เช่นนี้ย่อมต้องถือว่ามูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นของโจทก์มิใช่ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับจำเลยในการพิจารณาก่อนที่จะรับประกันภัยและคำนวณเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท หรือข้อมูลที่ปรากฏตามหนังสือเชิญ เป็นข้อมูลเพียงพอที่จำเลยจะรับประกันภัยและคำนวณเบี้ยประกันภัยได้แล้ว ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทมีการคัดลอกข้อความมาจากกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดโดยผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วควรจะต้องแก้ไขให้ระบุว่าบริษัท ต. เป็นผู้เอาประกันภัยแต่เพียงผู้เดียวนั้น เมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยเคยออกให้ในปี 2544 ถึงปี 2553 ซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นแล้ว ปรากฏว่ามีการระบุว่าโจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้เป็นผู้เอาประกันภัยด้วยมาโดยตลอด แสดงให้เห็นว่ามีการปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นเวลานานก่อนที่จำเลยจะออกกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแล้ว แม้เอกสารหมาย ล.29 ถึง ล.42 ของจำเลยจะเป็นเพียงตารางหน้ากรมธรรม์แผ่นแรกเพียงแผ่นเดียว แต่จำเลยไม่แสดงถึงเอกสารแนบท้าย (ATTACHED) ใด ๆ ทั้งที่มีการระบุถึงเอกสารแนบท้ายในกรมธรรม์ประกันภัยแต่ละฉบับ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า มีเอกสารระบุรายละเอียดอื่นอีกมาก มิใช่กรมธรรม์ประกันภัยมีเพียงตารางกรมธรรม์ประกันภัยแผ่นแรกแผ่นเดียว นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจประกันภัยของจำเลยมานานกว่า 95 ปี ตามคำให้การจำเลย ย่อมเป็นการยากที่จะมองว่าเป็นการคัดลอกข้อความมาโดยผิดพลาด ทั้งเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารที่จำเลยเองลงนามยืนยันรับรองข้อความไว้ด้วย เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยมืออาชีพด้านการประกันภัยเช่นจำเลยที่จะจัดพิมพ์สัญญาในส่วนสาระสำคัญผิดพลาด ทั้งเมื่อพิจารณาตามรายชื่อพื้นที่และประเทศต่าง ๆ ของธุรกิจโจทก์ในเงื่อนไขความคุ้มครอง เช่น เนเธอร์แลนด์ เม็กซิโก ตุรกี ญี่ปุ่น อิตาลี มลรัฐแคลิฟอร์เนีย อเมริกา เยอรมนี ซึ่งตามกรมธรรม์พิพาทแผ่นที่ระบุหน้า 5 และ 6 จาก 44 หน้า มีรายละเอียดเหมือนเอกสารใบเสนอรับทำสัญญา และต่างจากใจความในเอกสารเชิญชวนก่อนหน้า แสดงว่ากรมธรรม์ประกันภัยพิพาทผ่านการตรวจสอบคัดกรองถ้อยคำจากจำเลยแล้ว จึงเชื่อว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาที่จะทำสัญญาประกันภัยพิพาทให้มีผลผูกพันกันมาแต่แรก ซึ่งมิใช่ให้เฉพาะบริษัท ต. เป็นผู้เอาประกันภัย มิฉะนั้นก็อาจทำสัญญากรมธรรม์ประกันภัยกับจำเลยดังเช่นกรมธรรม์ประกันภัยตามที่ปรากฏในปีหลังเกิดเหตุปี 2556 ถึง 2559 ที่ระบุชื่อผู้เอาประกันภัยอย่างชัดเจนว่าหมายถึงบริษัท ต. เท่านั้น ต่างจากปี 2554 ถึง 2555 ที่เกิดเหตุพิพาทหรือปีก่อนหน้า ทั้งแต่ละปีก็มีเนื้อหารายละเอียดต่างกัน บ่งชี้ว่ามีการเจรจากำหนดเนื้อหาสัญญาระหว่างคู่สัญญา มิใช่ทำแบบสัญญาสำเร็จรูป แต่มีการต่อรองในการบริหารความเสี่ยงซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่ายอย่างเสมอภาคโดยผ่านการตรวจสอบและกำหนดนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ทั้งการระบุความเป็นผู้เอาประกันภัย ลูกค้า หรือผู้จัดส่งสินค้า (SUPPLIER) และกำหนดปัจจัยที่สำคัญอื่น เช่น พื้นที่เสี่ยงภัย ทรัพย์สิน และกิจกรรมที่มีธุรกิจสัมพันธ์กันในฐานการผลิตของโจทก์ในประเทศไทย จึงปรากฏตามกรมธรรม์ประกันภัยแต่ละปีรวมถึงกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับทางนำสืบโจทก์ที่แสดงถึงรายละเอียดในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เปรียบเทียบกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับอื่นที่ชี้ว่าโจทก์จำเลยเป็นผู้เคยค้ากันตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ทำในปีอื่น และเป็นข้อสนับสนุนถึงเจตนาของโจทก์จำเลยว่าเจตนาจะผูกพันกันตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า บริษัท ต. เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยแต่เพียงผู้เดียวสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทนั้น จำเลยระบุในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแผ่นแรก ว่าบริษัท ต. เป็นผู้เอาประกันภัย การที่บริษัท ต. ชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่จำเลยจึงมิใช่เรื่องผิดปกติ เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 จากทั้งหมด 44 หน้า ระบุชัดเจนว่าผู้เอาประกันภัยทั้งหมดประกอบไปด้วยบริษัท ต. โจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้ ก็ต้องถือว่าผู้เอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ทั้งหมดเป็นคู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861 และ 862 และเมื่อได้ความว่าจำเลยได้รับชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์พิพาทจากบริษัท ต. ครบถ้วนแล้ว คู่สัญญาฝ่ายผู้เอาประกันภัยก็ไม่มีหน้าที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยอีก ทั้งต้องถือว่าจำเลยได้รับชำระเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยทั้งหมดที่มีชื่อระบุไว้แล้ว หาใช่ได้รับชำระเบี้ยประกันภัยจากบริษัท ต. แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า หากบริษัท ต. เป็นผู้ทดรองจ่ายเบี้ยประกันภัยแทนโจทก์แล้วอาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ข้อที่จำเลยนำสืบดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของจำเลยเอง ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อความเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ทั้งเป็นเรื่องภายในของฝ่ายผู้เอาประกันภัยด้วยกัน เมื่อจำเลยตกลงรับเบี้ยประกันภัยและได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแล้ว ย่อมมีผลบังคับผูกพันระหว่างจำเลยกับผู้เอาประกันภัยทั้งหมดมีชื่อระบุไว้ ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีธุรกิจหยุดชะงักจากกรณีลูกจ้างของบริษัท ต. นัดหยุดงานเมื่อปี 2552 ถึงปี 2553 ในฐานะผู้เอาประกันภัยนั้น ก็อาจเป็นไปได้ว่าบริษัท ต. เท่านั้นที่เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า โจทก์ไม่มีความเสี่ยงที่จะเอาประกันภัยกรณีธุรกิจหยุดชะงักเนื่องจากไม่ได้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย และที่จำเลยอ้างในคำแก้ฎีกาว่า ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเป็นทรัพย์สินของบริษัท ต. ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยทั้งหมดนั้น ได้ความตามที่พยานโจทก์ปากนายเดเนียล (Mr.Daniel) เบิกความโดยจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่นว่า โจทก์ประกอบธุรกิจทั่วโลก และในข้อที่จำเลยอ้างเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยทั้ง 4 แห่ง ตามที่ระบุไว้ในแผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 จากทั้งหมด 44 หน้า ก็เป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับความคุ้มครองต่อความเสียหายแก่ทรัพย์สินเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความคุ้มครองต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักและภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องซึ่งมีการระบุไว้ในแผ่นที่ระบุว่าหน้า 7 จากทั้งหมด 44 หน้า ว่ามีอาณาเขตความคุ้มครองทั่วโลกเว้นแต่ต้องด้วยข้อยกเว้นบางประการเท่านั้น ส่วนที่จำเลยอ้างอีกว่า ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 36/2558 ของเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยในฐานะนายทะเบียน กำหนดนิยามคำว่า ผู้เอาประกันภัย หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลตามที่ปรากฏชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยในตารางกรมธรรม์ประกันภัย และตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 16/2555 ของเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยในฐานะนายทะเบียน กำหนดนิยามคำว่า ผู้เอาประกันภัย หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลตามที่ปรากฏชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยในตารางกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งตกลงจะชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยนั้น คำสั่งนายทะเบียนที่ 36/2558 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป ส่วนคำสั่งนายทะเบียนที่ 16/2555 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป ซึ่งล้วนเป็นเวลาภายหลังจากที่กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทได้เริ่มต้นความคุ้มครองเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2554 แล้ว และมิได้มีการระบุให้คำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวมีผลใช้บังคับย้อนหลังด้วยหรือมีบทบังคับว่าหากมีการชำระเบี้ยประกันภัยแทนกันจะมีผลเช่นไร ทั้งพยานจำเลยปากนางรัตนาก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า กรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยแล้ว ข้อที่จำเลยอ้างในคำแก้ฎีกาดังกล่าวจึงหาได้มีผลกระทบต่อความเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท นอกจากนี้พยานจำเลยปากนางสาวพัฒนาพร ซึ่งจำเลยนำเข้าเบิกความในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายประกันภัย เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า หากหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยไม่สามารถระบุชื่อผู้เอาประกันภัยได้ครบถ้วน ก็สามารถระบุชื่อผู้เอาประกันภัยเพิ่มเติมในเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยได้ และพยานจำเลยปากนายวิชัย ซึ่งจำเลยนำเข้าเบิกความในฐานะเป็นผู้บริหารระดับสูงของจำเลยและเป็นผู้ลงนามในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า การแก้ไขกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทสามารถกระทำได้โดยทำเป็นใบสลักหลัง เมื่อพิจารณาประกอบกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ที่ระบุว่า กรมธรรม์ประกันภัยนี้มีเอกสารแนบท้าย "COVERAGE,CONDITIONS,CLAUSES : AS LIST ATTACHED" และแผ่นที่ระบุว่าหน้า 3 จากทั้งหมด 44 หน้า ซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยระบุยอมรับเนื้อหาของกรมธรรม์โดยมีลายมือชื่อผู้แทนจำเลยพร้อมประทับตราบริษัทจำเลยกำกับ ซึ่งเท่ากับจำเลยรับรองชื่อผู้เอาประกัน (Insured Name) ให้รวมถึงบริษัทโจทก์ด้วย ดังนี้ เมื่อมีการระบุชื่อบุคคลใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้ในเอกสารแนบท้ายดังกล่าวแล้วก็ต้องถือว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เอาประกันภัยซึ่งมีสถานะเต็มเช่นเดียวกับผู้เอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัยด้วย และเมื่อถ้อยคำในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทระบุไว้อย่างชัดเจนซึ่งไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้แล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ในการทำสัญญาประกันภัยดังที่พิจารณามา พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย ส่วนฎีกาของโจทก์ประการอื่นในข้อนี้เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้อ้างว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เพราะเป็นสิทธิของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทมีการระบุให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอันมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกก็ตาม แต่สิทธิของผู้รับประโยชน์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนี้ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่ผู้รับประโยชน์ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 มิใช่เพียงแต่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาแล้วจะทำให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ตามสัญญาทันที และตราบใดที่ผู้รับประโยชน์ยังมิได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยและจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาประกันภัยตามปกติ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ากรมธรรม์ประกันภัยพิพาทมีการกำหนดวงเงินความคุ้มครองไว้ 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยต้องหักความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเอง 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่บริษัท ต. แล้ว โดยนำเงินเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย รวม 57,964,961 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อหักความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองแล้วยังเหลือวงเงินความคุ้มครอง 41,035,039 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่ปรากฏว่าธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทได้แสดงเจตนาแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาสำหรับวงเงินความคุ้มครองส่วนที่เหลือ เช่นนี้ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงยังคงมีหน้าที่ต้อง ปฏิบัติตามสัญญาประกันภัยพิพาทโดยให้ความคุ้มครองแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยสำหรับวงเงินความคุ้มครองส่วนที่ยังเหลือนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทเพียง 41,021,240.94 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังอยู่ในวงเงินความคุ้มครองส่วนที่เหลือ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ข้ออ้างของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับประเด็นข้อพิพาทอื่นซึ่งศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยนั้น เมื่อคดีได้มีการสืบพยานของคู่ความในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นมาทุกประเด็นพิพาทแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า โจทก์มีส่วนได้เสียในกรณีความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิได้ซื้อสินค้าจากบริษัท ต. หรือผู้จัดส่งสินค้าของบริษัท ต. จึงมิได้ประสบกับภาวะธุรกิจหยุดชะงักอันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2554 นั้น เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยพิพาท แผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 จากทั้งหมด 44 หน้า ในส่วนที่กล่าวถึงภัยที่ได้รับความคุ้มครอง (Perils Insured) ระบุว่ากรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ครอบคลุมถึงทรัพย์สินซึ่งเอาประกันภัยไว้และภาวะธุรกิจหยุดชะงักเมื่อเกิดการสูญหายหรือเสียหายทางกายภาพ (Physical loss or damage) ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับความคุ้มครองกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักนี้ยังรวมไปถึงความคุ้มครองกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องด้วย โดยจะเห็นได้จากกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท แผ่นที่ระบุว่าหน้า 6 จากทั้งหมด 44 หน้า มีเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องสำหรับกรณีที่มีสาเหตุมาจากผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ซึ่งความคุ้มครองนี้จะไม่ครอบคลุมไปถึงกรณีที่มีสาเหตุมาจากผู้จัดส่งสินค้าชั้นถัดลงไป (No coverage beyond Tier Two Suppliers) และแผ่นที่ระบุว่าหน้า 25 และ 27 จากทั้งหมด 44 หน้า ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณค่าสินไหมทดแทนกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงัก ได้แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ แบบฟอร์ม ก. (Form A) คำนวณจากการสูญเสียกำไร (Loss of Profits) และแบบฟอร์ม ข. (Form B) คำนวณจากกำไรขั้นต้น (Gross Earnings) ก็ล้วนแล้วแต่ให้ความคุ้มครองต่อการสูญเสีย อันเป็นผลโดยตรงมาจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่จำเป็นซึ่งเกิดจากการสูญเสีย ความเสียหาย หรือการถูกทำลายของทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ ทรัพย์สินของบุคคลอื่น ทรัพย์สินของผู้จัดส่งสินค้า ทรัพย์สินของลูกค้า ทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการขนส่ง และทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการติดตั้ง การปลูกสร้าง หรือการก่อสร้าง ในส่วนนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าโดยตรงให้แก่บริษัท ต. ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามสัญญาร่วมทุนระหว่างโจทก์และบริษัท ส. โดยคู่สัญญาแต่ละฝ่ายลงทุนฝ่ายละเท่า ๆ กัน และยังได้ความตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ บริษัท ส. และบริษัท ต. มีข้อตกลงว่าบริษัท ต. จะขายรถยนต์ที่ผลิตได้ให้แก่โจทก์ บริษัท ส. หรือนิติบุคคลอื่นใดที่โจทก์หรือบริษัท ส. กำหนดขึ้น และคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทอันสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนตุลาคม 2554 เกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย บริษัท อ. ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยดังกล่าวโดยไม่สามารถผลิตและจัดส่งสินค้าวัสดุอุปกรณ์จนทำให้บริษัท ต. ไม่อาจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์เพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องจากจำเลย จึงเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งอยู่ในวงจรที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและวัสดุอื่น ๆ เพื่อนำไปผ่านกระบวนการต่าง ๆ จนกลายเป็นสินค้าสำเร็จ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อที่โจทก์จะได้นำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าต่อไป อันเป็นวงจรของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) หากเกิดความเสียหายแก่การดำเนินธุรกิจของผู้จัดส่งสินค้าชั้น 2 ซึ่งเป็นผู้เคลื่อนย้ายวัตถุดิบและวัสดุอื่น ๆ เข้าสู่กระบวนการผลิต หรือของผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าสำเร็จที่ต้องเกิดภาวะหยุดชะงักก็ย่อมจะส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการไม่มีรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ นำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจึงมีความสัมพันธ์กับกิจการอันเป็นทรัพย์สินของผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ดังกล่าว และหากเกิดภาวะธุรกิจหยุดชะงักแก่กิจการของผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ดังกล่าวแล้ว ก็อาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่อง ซึ่งสามารถประมาณเป็นเงินได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในกรณีความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทตามฟ้องโจทก์ ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องตามความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิได้ซื้อสินค้าจากบริษัท ต. โจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทย่อยเท่านั้น ธุรกิจของโจทก์มิได้หยุดชะงักเพราะเหตุที่บริษัท ต. ไม่สามารถผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์อันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2554 นั้น เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแผ่นที่ระบุว่าหน้า 6 จากทั้งหมด 44 หน้า มีเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องสำหรับกรณีที่มีสาเหตุมาจากผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ว่าความคุ้มครองนี้จะไม่ครอบคลุมไปถึงกรณีที่มีสาเหตุมาจากผู้จัดส่งสินค้าชั้นถัดลงไป และแผ่นที่ระบุว่าหน้า 44 จากทั้งหมด 44 หน้า กำหนดนิยามของคำว่า "ผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1" (Tier One Supplier) ว่าหมายถึงผู้จัดส่งสินค้าซึ่งจัดส่งสินค้าหรือบริการโดยตรงให้แก่โรงงานหรือสถานประกอบการของฟอร์ด (Ford Facility) กับกำหนดนิยามของคำว่า "ผู้จัดส่งสินค้าชั้น 2" (Tier Two Supplier) ว่าหมายถึงผู้จัดส่งสินค้าหรือบริการโดยตรงให้แก่ผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 ซึ่งในข้อนี้โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่บริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้จัดส่งสินค้าโดยตรงให้แก่บริษัท ต. ไม่สามารถผลิตและจัดส่งสินค้าวัสดุอุปกรณ์จนทำให้บริษัท ต. ไม่อาจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์เพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ กรณีจึงถือได้ว่าบริษัท ต. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 2 และในข้อนี้เองพยานโจทก์ปากนายเดเนียล เบิกความว่า การประกอบธุรกิจของโจทก์ในทวีปเอเชียนั้นจะกระทำผ่านบริษัท ด. ซึ่งเป็นผู้รับซื้อรถยนต์ที่ผลิตโดยบริษัท ต. เพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศไทย และบริษัทที่ใช้ชื่อว่า ร. ซึ่งเป็นผู้รับซื้อรถยนต์ที่ผลิตโดยบริษัท ต. เพื่อส่งออกไปจำหน่ายในประเทศอื่น ๆ ประกอบกับสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็นเอกสารของโจทก์เอง มีข้อตกลงว่าบริษัท ต. จะขายรถยนต์ที่ผลิตได้ให้แก่ผู้ซื้อ โดยมีการกำหนดนิยามของคำว่า "ผู้ซื้อ" ว่าหมายถึงโจทก์ บริษัท ส. หรือนิติบุคคลอื่นใดที่โจทก์หรือบริษัท ส. กำหนดขึ้น ซึ่งเอกสารแนบท้าย 3.1 (Exhibit 3.1) ระบุว่านิติบุคคลที่โจทก์กำหนดว่าเป็นผู้ซื้อรถยนต์สำหรับจำหน่ายในประเทศไทยคือบริษัท ด. และนิติบุคคลที่โจทก์กำหนดว่าเป็นผู้ซื้อรถยนต์สำหรับจำหน่ายนอกประเทศไทยคือบริษัท ท. สอดคล้องกับที่พยานโจทก์ปากนายโจเซฟ หรือโจ (Mr.Joseph or Joe) หัวหน้าฝ่ายจัดการค่าสินไหมทดแทนการประกันภัยและหุ้นส่วนสำนักงานบัญชี พ. ในมลรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากบริษัท ต. ให้คำนวณค่าสินไหมทดแทนจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2554 ด้วยวิธีการบัญชีนิติวิทยา (Forensic Accounting) เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า บริษัท ต. จะนำรถยนต์ที่ผลิตได้ไปจำหน่ายให้แก่บริษัท ด. และบริษัทที่ใช้ชื่อว่า ร. ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับบริษัทที่ใช้ชื่อว่า ร. นั้น พยานโจทก์ปากนายจอห์นนี่หรือจอห์น เบิกความว่า หมายถึงบริษัท ท. ทั้งอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ก็บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้รับซื้อรถยนต์ที่ผลิตโดยบริษัท ต. ไว้เช่นนี้ และยังบรรยายอีกว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าของกิจการของบริษัท ด. และบริษัท ท. โดยผ่านการถือหุ้นเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด แม้พยานโจทก์ปากนางปรียาจะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า บริษัทที่เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ด. ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นนั้น ล้วนเป็นบรรดาบริษัทที่โจทก์เป็นเจ้าของ และแม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นเจ้าของกิจการของบริษัท ท. รวมทั้งบริษัทที่เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ด. ในลักษณะใดจริงหรือไม่ ก็ตาม ข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่า ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ซื้อรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประกอบสำเร็จหรือรถยนต์แบบผลิตเป็นชิ้นส่วนตลอดจนชิ้นส่วนและอุปกรณ์ซึ่งผลิตโดยบริษัท ต. คือ บริษัท ด. และบริษัท ท. มิใช่โจทก์ ต้องถือว่าบริษัท ต. และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ตามลำดับ ของบริษัท ด. และบริษัท ท. มิใช่ของโจทก์ เมื่อพิเคราะห์ถึงวิธีการคำนวณค่าสินไหมทดแทนกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท แผ่นที่ระบุว่าหน้า 25 และ 27 จากทั้งหมด 44 หน้า หากใช้วิธีคำนวณจากการสูญเสียกำไร (Form A: Loss of Profits) โดยหลักแล้วจะต้องพิจารณาจาก การลดลงของยอดขาย (Reduction in Sales) ซึ่งหมายถึงยอดขายที่ลดลงของบริษัท ด. และบริษัท ท. มิใช่ของโจทก์ หรือหากใช้วิธีคำนวณจากกำไรขั้นต้น (Form B : Gross Earnings) โดยหลักแล้วจะต้องพิจารณาจาก ยอดขายรวมสุทธิ (Total Net Sales) หักด้วยต้นทุนขายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ซึ่งหมายถึงยอดขายและต้นทุนขายของบริษัท ด. และบริษัท ท. มิใช่ของโจทก์เช่นกัน และเมื่อบริษัท ด. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้นทั้งหลายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 และเป็นคนละนิติบุคคลกับโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าโจทก์จะอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกิจการของบริษัท ด. โดยผ่านการถือหุ้นเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ด้วยอาศัยวิธีการใดก็ตาม ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจากจำเลยสำหรับกรณีที่เกิดภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องของบริษัท ด. หากจะพึงมี ก็มิใช่ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องของโจทก์ และในทำนองเดียวกันในส่วนของบริษัท ท. นั้น ได้ความว่าเป็นกิจการที่ตั้งอยู่ในมลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงอักษรย่อ LLC ที่ต่อท้ายชื่อของกิจการแล้ว น่าเชื่อว่าเป็นกิจการประเภทบริษัทจำกัดความรับผิด (Limited Liability Company) ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหาก (Separate Legal Entity) จากผู้ลงทุน (Member) ในบริษัทประเภทนี้ และเป็นคนละนิติบุคคลกับโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าโจทก์จะอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกิจการของบริษัท ท. โดยผ่านการลงทุนในกิจการเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของส่วนของผู้ลงทุนทั้งหมด (Membership Interest) ด้วยอาศัยวิธีการใดก็ตาม ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจากจำเลยสำหรับกรณีที่เกิดภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องของบริษัท ท. หากจะพึงมีก็มิใช่ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องของโจทก์เช่นกัน ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องสำหรับกรณีตามคำฟ้องเพราะโจทก์เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและต้องจัดทำงบการเงินโดยใช้หลักเกณฑ์ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปในประเทศสหรัฐอเมริกา (Generally Accepted Accounting Principles ซึ่งเรียกโดยย่อว่า GAAP หรือ US GAAP) เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าของกิจการของบริษัทย่อยเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของส่วนของเจ้าของทั้งหมด ก็จะต้องแสดงผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยไว้เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินของโจทก์และความเสียหายของบริษัทย่อยก็จะถูกนำมารวมอยู่ในงบการเงินของโจทก์นั้น แม้จะฟังว่ามีการจัดทำงบการเงินของโจทก์โดยแสดงผลการดำเนินงานและความเสียหายของบริษัทย่อยไว้ด้วยตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่กิจการของโจทก์ บริษัท ด. และบริษัท ท. ก็ยังคงมีการดำเนินกิจการในฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันและกัน และย่อมมีการจัดทำงบการเงินของแต่ละกิจการไว้ต่างหากจากกันตามกฎหมาย การจัดทำงบการเงินของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการจัดทำรายงานทางการเงินเสมือนหนึ่งว่าโจทก์ บริษัท ด. และบริษัท ท. เป็นกิจการเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการแสดงฐานะของกลุ่มบริษัท (Group Company) ในเครือเดียวกันต่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ก็หาได้มีผลทำให้โจทก์ บริษัท ด. และบริษัท ท. ควบเข้ากันเป็นนิติบุคคลเดียวกันในทางกฎหมาย นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่ามีการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีในศาลโดยใช้สิทธิเรียกร้องแทนกันและกันได้แต่อย่างใด ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยจึงมิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องของโจทก์จากการที่มีบริษัท ต. และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ตามลำดับ โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อย (Holding Company) แทนบริษัท ด. และบริษัท ท. ในความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องได้ แม้กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทผูกพันโจทก์จำเลยตามคำฟ้อง ข้ออ้างของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1015
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฟ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเลิศชาย สุธรรมพร
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4500/2565
#689695
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) และมาตรา 24 บัญญัติห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย ภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 โดยเด็ดขาดแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ในมูลหนี้จำนองตามมาตรา 95 ประกอบมาตรา 22 การที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติเห็นชอบให้จำเลยที่ 1 งดดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ไปดำเนินการตามกฎหมายอื่น มีผลเป็นการสละสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามมาตรา 145 (3) ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงย่อมไม่ใช่ทรัพย์สินในกองทรัพย์สินในคดีล้มละลายของจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 ต้องมีหน้าที่รวบรวมนำมาขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นเพื่อนำมาแบ่งแก่บรรดาเจ้าหนี้ และไม่มีอำนาจต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามมาตรา 22 (3) แทนจำเลยที่ 2 อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงด้วยตนเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 และเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงดังเช่นคดีแพ่งทั่วไป การที่ศาลล่างมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 นำเงินจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ผู้ล้มละลายมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 1,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาจำนอง 1,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 86489, 85125, 86492 และ 99003 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้นำมูลหนี้ตามฟ้องมายื่นขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 และไม่อาจขอให้นำทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้แก่โจทก์ สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 86489, 85125, 86492 และ 99003 จดทะเบียนเพิ่มจำนองไว้ต่อโจทก์ ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป และมูลหนี้ประธานมีลักษณะเป็นเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องบังคับจำนองคดีนี้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 จึงเกิน 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ มูลหนี้ประธานจึงขาดอายุความ โจทก์มีสิทธิเพียงที่จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยค้างชำระย้อนหลังเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดลำปาง คดีหมายเลขแดงที่ 597/2543 โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์จากทรัพย์สินอื่นนอกเหนือจากทรัพย์จำนอง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินไถ่ถอนจำนอง 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562) ย้อนขึ้นไป หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 1 ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 86489, 85125, 86492 และ 99003 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินไถ่ถอนจำนอง 845,344.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562) ย้อนหลังไปไม่เกิน 5 ปี และให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2538 จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้เงิน 1,000,000 บาท จากธนาคาร น. นำที่ดินโฉนดเลขที่ 98280 และ 98283 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันในวงเงิน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ ธนาคาร น. จึงฟ้องบังคับชำระหนี้และบังคับจำนองจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดลำปาง ศาลจังหวัดลำปางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 597/2543 ธนาคาร น. นำยึดที่ดินจำนองทั้งสองแปลง วันที่ 29 มิถุนายน 2544 ธนาคาร น. ได้โอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิรับจำนองที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. วันที่ 25 กันยายน 2544 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. และปลดจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 98283 เพื่อโอนขายแก่ผู้ซื้อโดยจำเลยที่ 2 นำเงินมาชำระหนี้ 340,000 บาท และจดทะเบียนจำนองเพิ่มหลักประกันที่ดินพิพาทรวม 4 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 86489, 85125, 86492 และ 9903 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันให้แก่ธนาคาร น. วันที่ 17 กรกฎาคม 2546 ธนาคาร น. ทำบันทึกข้อตกลงเรื่องโอนสิทธิการรับจำนองเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันดังกล่าวให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ตามบันทึกถ้อยคำข้อตกลงเรื่องการโอนสิทธิจำนอง วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 2 และสิทธิการรับจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2549 บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ทำบันทึกข้อตกลงเรื่องการโอนสิทธิการรับจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2551 ศาลจังหวัดลำปางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์เดิมในคดีแพ่ง เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553 โจทก์เข้าประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 98280 ได้จากการขายทอดตลาด จำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 จำนวน 2,478,584.39 บาท วันที่ 18 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย หมายเลขแดงที่ ล.2605/2556 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ให้ยึดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 วันที่ 8 สิงหาคม 2561 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ไปดำเนินการตามกฎหมายอื่น ต่อมามีประกาศของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปลดจำเลยที่ 2 จากการเป็นบุคคลล้มละลาย นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561

ก่อนวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้หรือไม่เสียก่อน เห็นว่า แม้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) และมาตรา 24 บัญญัติห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลายก็ตาม แต่ได้ความว่าหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันผู้รับโอนสิทธิจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ในมูลหนี้จำนองโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 95 ประกอบมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 การที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติเห็นชอบให้จำเลยที่ 1 งดดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ไปดำเนินการตามกฎหมายอื่น ย่อมมีผลเป็นการสละสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 145 (3) ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงย่อมมิใช่ทรัพย์สินในกองทรัพย์สินในคดีล้มละลายของจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 ต้องมีหน้าที่รวบรวมนำมาขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นนำเงินมาแบ่งแก่บรรดาเจ้าหนี้ ตลอดจนไม่มีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) แทนจำเลยที่ 2 อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับจำนองแก่ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง ทั้งมีผลทำให้จำเลยที่ 2 ลูกหนี้มีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงได้ด้วยตนเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 และเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีแล้วย่อมร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับจำนองแก่ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงดังเช่นคดีแพ่งทั่วไปต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ตลอดจนกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่ยึดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงออกขายทอดตลาดอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3) ม. 24 ม. 95 ม. 145 (3)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายวิริยะ แดงบรรจง
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4479/2565
#685988
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ตาม ป.อ. มาตรา 288 จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่อาจฎีกาได้ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1), 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นางสาวเจนจิรา และนางสาวสาลินี บุตรนายสาคร ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าใช้จ่ายพิธีบำเพ็ญกุศลศพ 200,000 บาท และค่าที่โจทก์ร่วมที่ 2 ขาดไร้อุปการะ 40,199 บาท รวมเป็นเงิน 240,199 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายสูงเกินจริง ขอให้ศาลพิจารณาตามที่เห็นสมควร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน แต่เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษอื่นมารวมได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง 200,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 40,199 บาท รวมเป็นเงิน 240,199 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิด (วันที่ 18 กันยายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เนื่องจากยื่นอุทธรณ์พ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตขยายระยะเวลา และส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่อาจฎีกาได้ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1), 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 245 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 242 (1) ม. 252
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
โจทก์ร่วม — นางสาว จ. กับพวก
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นางสาวศิริลักษณ์ อรุณประดิษฐ์กุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4478/2565
#689696
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถสำหรับรถบรรทุกคันเกิดเหตุส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกําหนดให้จำเลยร่วมที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต ส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับความเสียหายต่อชีวิตกำหนดไว้เป็นเงิน 35,000 บาท และจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย แสดงว่าในกรณีที่ผู้รับประกันภัยได้ชําระค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไป 35,000 บาท แล้ว ย่อมนํามาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ผู้รับประกันภัยต้องชําระทั้งหมด 300,000 บาท ได้ ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองอีกเพียง 265,000 บาท การจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 เช่นนี้ เฉพาะแต่ค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งผู้รับประกันภัยชําระแก่โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยเท่านั้นที่ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ไม่รวมถึงค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าขาดไร้อุปการะตามที่โจทก์ฟ้องเรียกมา ส่วนค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 265,000 บาท นั้น เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยร่วมที่ 1 ชําระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนหัวลากให้แก่โจทก์ 265,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพ และชําระค่าเสียหายเบื้องต้นรวมกับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนพ่วงให้แก่โจทก์ 300,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพเช่นเดียวกัน พฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ว่าประสงค์ให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงเป็นจำนวนเงินชดเชยค่าปลงศพเพียงอย่างเดียว ไม่รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย จึงไม่อาจนําเงินซึ่งจำเลยที่ 1 ชําระแก่โจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกรมธรรม์ละ 265,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์ เป็นเงิน 530,000 บาท ไปหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามขอให้เรียกบริษัท ท. และบริษัท ส. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกว่าจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยร่วมทั้งสองอ้างว่า จำเลยร่วมทั้งสองได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ครบจำนวนตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสามฉบับแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยร่วมทั้งสองออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายมนัส ผู้ตาย จำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ รถยนต์บรรทุกพ่วงส่วนหัวลาก และส่วนพ่วง ระยะเวลาประกันภัยระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 ส่วนจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจรถยนต์บรรทุกพ่วงส่วนหัวลาก ระยะเวลาประกันภัยระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2560 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ในระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 1 ทำละเมิดขับรถยนต์บรรทุกพ่วงที่จำเลยร่วมทั้งสองรับประกันภัยไปตามถนนสายหนองชาก - พนัสนิคม จากด้านตำบลหนองอิรุณมุ่งหน้าไปอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ด้วยความประมาท เมื่อถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วเกินสมควรจนไม่สามารถหยุดรถเพื่อไม่ให้ชนรถคันหน้าจึงขับรถยนต์บรรทุกพ่วงหลบเข้าไปในทางเดินรถฝั่งตรงข้ามเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับมา ทำให้รถยนต์ของผู้ตายเสียหาย ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุ พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรียื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ระหว่างพิจารณาคดีอาญาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 1 วางเงินบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 จำนวน 5,000 บาท วันที่ 4 สิงหาคม 2560 จำนวน 10,000 บาท และวันที่ 5 ตุลาคม 2560 จำนวน 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 40,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับไปแล้วตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น และคำร้องขอวางเงินของจำเลยที่ 1 จำเลยร่วมที่ 2 วางเงินชำระค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา 300,000 บาท เต็มตามวงเงินคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560 ซึ่งโจทก์ได้รับไปแล้ว ส่วนจำเลยร่วมที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกรมธรรม์ละ 300,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์เป็นเงิน 600,000 บาท เต็มตามความคุ้มครองแล้ว ดังนี้ วันที่ 21 เมษายน 2560 ชำระค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่าปลงศพตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลาก 35,000 บาท ให้แก่บริษัท ป. ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฒน 8143 ที่ผู้ตายขับ วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลือตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากอีก 265,000 บาท ให้แก่โจทก์ และวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ชำระค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลือตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนพ่วง 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประเด็นนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ 2,160,000 บาท โจทก์ไม่ฎีกา จำนวนค่าขาดไร้อุปการะจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงข้อเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำเงิน 600,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับจากจำเลยร่วมที่ 1 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถสำหรับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกำหนดให้จำเลยร่วมที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต ส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับความเสียหายต่อชีวิตกำหนดไว้เป็นเงิน 35,000 บาท และกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยังระบุด้วยว่า จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย แสดงว่าในกรณีที่ผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยไป 35,000 บาทแล้ว ย่อมนำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ผู้รับประกันภัยต้องชำระทั้งหมด 300,000 บาทได้ ในกรณีเช่นนี้ ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากผู้รับประกันภัยอีกเพียง 265,000 บาท การจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งมาตรา 4 ให้คำจำกัดความค่าเสียหายเบื้องต้นในกรณีทำให้เขาถึงตาย ได้แก่ ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น และผู้ประสบภัยหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยที่ถึงแก่ความตายด้วย เช่นนี้ เฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่เป็นค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งผู้รับประกันภัยชำระแก่โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยเท่านั้นที่ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ไม่รวมถึงค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าขาดไร้อุปการะตามที่โจทก์ฟ้องเรียกมา การที่ศาลล่างทั้งสองนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วง กรมธรรม์ละ 35,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์เป็นเงิน 70,000 บาท หักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่กำหนดให้โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ส่วนค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 265,000 บาท นั้น เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ทั้งกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของจำเลยร่วมที่ 1 ระบุว่า เป็นความคุ้มครองสำหรับการเสียชีวิต หรือทุพพลภาพอย่างถาวร ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนี้จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย อย่างไรก็ตาม คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามเอกสารท้ายคำแถลงของจำเลยร่วมที่ 1 ฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ว่า จำเลยร่วมที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากให้แก่โจทก์ 265,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพ และชำระค่าเสียหายเบื้องต้นรวมกับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนพ่วงให้แก่โจทก์ 300,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพเช่นเดียวกัน และโจทก์ได้รับเงินทั้งสองจำนวนไปครบถ้วนแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ว่า ทั้งสองฝ่ายประสงค์ให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและรถยนต์บรรทุกส่วนพ่วงเป็นจำนวนเงินเพื่อชดเชยค่าปลงศพเพียงอย่างเดียว ไม่รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย จึงไม่อาจนำเงินซึ่งจำเลยร่วมที่ 1 ชำระแก่โจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกรมธรรม์ละ 265,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์เป็นเงิน 530,000 บาท นี้ไปหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำเงิน 600,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับจากจำเลยร่วมที่ 1 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น คดีนี้ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ 2,160,000 บาท เมื่อหักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ 40,000 บาท และหักเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจที่จำเลยร่วมที่ 2 ชำระแก่โจทก์ 300,000 บาท แล้ว คงเหลือเงินซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 1,820,000 บาท สำหรับความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าว โจทก์มีคำขอท้ายฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงกำหนดดอกเบี้ยให้ตามช่วงระยะเวลาที่โจทก์ขอ

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยกำหนดค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ 2,160,000 บาท แต่ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสองชำระแก่โจทก์แล้วหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่กำหนดให้ คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ 1,220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาเฉพาะประเด็นที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไม่นำเงิน 600,000 บาท ที่จำเลยร่วมที่ 1 ชำระตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไปหักออกจากจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด ซึ่งหากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามคำขอท้ายฎีกาของโจทก์ โจทก์จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาอีก 600,000 บาท ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงเท่ากับส่วนต่างของจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากับจำนวนเงินที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คือ 600,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 12,000 บาท และค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท ในส่วนดอกเบี้ย แต่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 26,500 บาท เกินมา 14,400 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมานี้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 14,400 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 วรรคหนึ่ง ม. 443 วรรคสาม
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ต.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพรชัย แสงชัยสุคนธ์กิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายภัคพงศ์ ภัคพงศ์สิริ
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ทรงพล สงวนพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4461/2565
#690288
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และฐานพาอาวุธปืนตาม ป.อ. มาตรา 80, 288, 371 และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตาม ป.อ. มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4/2562 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสงคราม

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุเกิน 18 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ปรับ 3,000 บาท รวมจำคุก 8 เดือน และปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นและยกคำขอให้นับโทษต่อ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ทางนำสืบและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 4 ปี 5 เดือน 10 วัน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 11 เดือน 10 วัน ไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีอาวุธปืนพกและกระสุนปืนขนาด .45 (11 มม.) จำนวนเท่าใดไม่ปรากฏชัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วจำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในที่เกิดเหตุ จากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงในที่เกิดเหตุรวม 4 นัด หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืน ขนาด .45 (11 มม.) ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ 4 ปลอก จึงยึดเป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความอ้างว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ยืนอยู่กับกลุ่มของนายปานฉัตร ได้ยินเสียงร้องให้ผู้เสียหายที่ 1 ระวังปืน ผู้เสียหายที่ 1 มองไปที่กลุ่มวัยรุ่นเห็นจำเลยชักอาวุธปืนออกจากเอวเล็งไปทางผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปทางผู้เสียหายที่ 1 และขณะวิ่งหลบหนีก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 4 นัด แต่ผู้เสียหายที่ 1 กลับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินเสียงร้องจึงหันไปเห็นจำเลยใช้สองมือถืออาวุธปืน ผู้เสียหายที่ 1 ตกใจจึงวิ่งหลบหนีไปในทันที ทั้งบริเวณที่เกิดเหตุค่อนข้างมืด สามารถมองเห็นกันได้ชัดในระยะห่างไม่เกิน 2 เมตร แต่ขณะนั้นจำเลยยืนอยู่ห่างไปประมาณ 10 เมตร ผู้เสียหายที่ 1 ไม่อาจยืนยันว่าจำเลยเล็งอาวุธปืนไปทางผู้เสียหายที่ 1 หรือผู้ใด ที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าจำเลยถืออาวุธปืนเล็งไปทางผู้เสียหายที่ 1 จึงน่าเชื่อว่าเกิดจากความเข้าใจของผู้เสียหายที่ 1 เอง ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เห็นจำเลยถืออาวุธปืนเล็งไปทางผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหลบหนี จำเลยก็วิ่งตามแล้วใช้อาวุธปืนยิงไป 4 นัด ก็ปรากฏตามภาพถ่ายประกอบสำนวนว่า หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืน ขนาด 11 มม. รวม 4 ปลอก ตกอยู่บนถนนหน้ากุฏิชี โดยกระสุนปืนดังกล่าวตกอยู่ในบริเวณเดียวกัน หากจำเลยวิ่งตามผู้เสียหายที่ 1 แล้วจึงใช้อาวุธปืนยิง ปลอกกระสุนปืนคงไม่ตกอยู่ในบริเวณเดียวกันเช่นนี้ จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงทั้ง 4 นัด โดยยืนอยู่ในที่เดิม มิได้วิ่งไล่ตามผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้อาวุธปืนยิงไป 4 นัด ดังที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความ ทั้งผู้เสียหายที่ 2 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ขณะเสียงปืนดังขึ้นนัดแรก ผู้เสียหายที่ 2 ยังไม่ทราบว่าเป็นเสียงปืนจากทิศทางใด เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ถูกผลักล้มลง ก็ได้ยินเสียงปืนนัดที่สอง และเนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุค่อนข้างมืด มองเห็นเพียงเงาคน ผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่แน่ใจว่าจำเลยเล็งอาวุธปืนไปทางผู้เสียหายที่ 1 หรือเล็งไปตามทางที่ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหลบหนีหรือไม่ คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมุ่งที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 โดยตรงแต่อย่างใดเช่นกัน โดยเฉพาะจำเลยกับผู้เสียหายทั้งสองต่างไม่รู้จักกันมาก่อน เพียงเหตุที่พวกของจำเลยมีเหตุวิวาทกับพวกของผู้เสียหายทั้งสองยังมิใช่เป็นเหตุถึงขนาดจูงใจให้จำเลยคิดฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ทั้งขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองกับพวกยืนรวมกันเป็นกลุ่มอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนจำเลยกับพวกยืนเป็นกลุ่มอยู่อีกด้านหนึ่ง หากจำเลยมีเจตนาที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองกับพวก ก็สามารถใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มของผู้เสียหายในขณะนั้น อันจะทำให้กระสุนปืนยิงถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือผู้หนึ่งผู้ใดในกลุ่มได้โดยง่าย แต่จำเลยก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ กลับได้ความว่าเมื่อมีเสียงร้องให้ผู้เสียหายที่ 1 ระวังปืน กลุ่มของผู้เสียหายทั้งสองก็วิ่งหลบหนีในทันที จากนั้นจึงมีเสียงปืนดังขึ้น แสดงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงหลังจากผู้เสียหายที่ 1 กับพวกต่างวิ่งหลบหนีกันแล้วเจือสมตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า หลังจากผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหลบหนีแล้ว จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงไปบริเวณที่ไม่มีคนรวม 4 นัด พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 376 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และฐานพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาในความผิดฐานนี้หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนปัญหาว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงสามารถใช้ยิงทำอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย ทั้งการที่จำเลยพาอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนติดตัวไปที่เกิดเหตุซึ่งมีเหตุทะเลาะวิวาท ก็นับเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการที่จำเลยอาจใช้อาวุธปืนดังกล่าวกระทำความผิดร้ายแรงอื่นได้ ประกอบกับปรากฏตามรายการประวัติการกระทำความผิดว่า ขณะยังเป็นเยาวชน จำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่จำเลยก็ไม่เข็ดหลาบ กลับมากระทำความผิดในลักษณะที่ร้ายแรงขึ้นกว่าเดิม ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคแรก ม. 192 วรรคท้าย
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นางสาวปวีรยา จินดาวสุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
ธงชัย จันทร์วิรัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4460/2565
#688766
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน ตาม ป.อ. มาตรา 80, 288, 371 และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตาม ป.อ. มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายณรงค์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืน ไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับอนามัยและจิตใจเป็นเงิน 300,000 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 16 เดือน และให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 10 วัน เมื่อรวมโทษจำคุก 12 เดือน ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 12 เดือน 10 วัน ให้ยกฟ้องจำเลยฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่น และยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยซึ่งเป็นรักษาการแทนไวยาวัจกรวัดหิรัญญาราม ให้คนงานไปทำงานบริเวณด้านหลังกุฏิอดีตเจ้าอาวาส ขณะนั้นโจทก์ร่วมกับพวกประมาณ 10 คน นั่งอยู่ใต้ถุนกุฏิพระดังกล่าว โจทก์ร่วมต่อว่าคนงานของจำเลยเรื่องถอนต้นมันเทศที่อดีตเจ้าอาวาสปลูกไว้ จึงเกิดการทะเลาะโต้เถียงและชกต่อยกับจำเลย หลังจากนั้น เวลาประมาณ 15 นาฬิกา โจทก์ร่วมเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า ระหว่างการชกต่อย จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 1 นัด แต่กระสุนปืนไม่ถูก แล้วนำพนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุในเบื้องต้น รุ่งขึ้น จำเลยเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า พยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยให้การปฏิเสธโดยไม่ให้การในรายละเอียด ในวันเดียวกัน เจ้าพนักงานตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดพิจิตรไปตรวจที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยหรือวัตถุพยานใดในที่เกิดเหตุ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ร่วม นายสาธิตและนางมณีจะมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน แต่ไม่ปรากฏว่านางสาวประยงค์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยด้วย ทั้งหลังเกิดเหตุ โจทก์ร่วมยังเข้าร้องทุกข์และนำพนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุเบื้องต้นทันที ส่วนนายสาธิตและนางมณีก็ให้การต่อพนักงานสอบสวนทันทีในวันเดียวกัน โจทก์ร่วม นายสาธิตและนางมณีย่อมไม่มีเวลาแต่งเรื่องขึ้นเพื่อปรักปรำใส่ร้ายจำเลยให้ได้รับโทษร้ายแรงกว่าที่เป็นจริง ส่วนจำเลยเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบจำเลยกลับให้การปฏิเสธลอย ๆ โดยไม่ให้การในรายละเอียด ทั้ง ๆ ที่อ้างว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการทะเลาะโต้เถียงชกต่อยกัน ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น จำเลยน่าจะให้การในรายละเอียดได้บ้าง แต่มิได้ให้การใด ๆ นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุ ยังมีคนงานของจำเลยซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับโจทก์ร่วมและพยานของโจทก์กับโจทก์ร่วมเช่นกัน และบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลใกล้ชิดกับจำเลย จำเลยน่าจะสามารถอ้างเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนและนำมาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณาได้โดยไม่ยากนัก แต่ก็มิได้กระทำ คงอ้างตนเองเป็นพยานเพียงปากเดียว จึงมีน้ำหนักน้อย ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมและนายสาธิตพยายามหลีกเลี่ยงไม่เบิกความถึงลักษณะอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในวันเกิดเหตุเพื่อมิให้พบพิรุธข้อแตกต่างนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมและนายสาธิตเห็นอาวุธปืนในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงครู่เดียว ทั้งนางสาวประยงค์ซึ่งไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ใดยังเบิกความยืนยันว่าได้ยินเสียงปืน การที่โจทก์ร่วมและนายสาธิตเบิกความลักษณะดังกล่าวยังไม่พอเป็นพิรุธให้สงสัย พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักและเหตุผลมั่นคงพยานหลักฐานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพนักงานสอบสวนไม่สามารถติดตามหาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานได้ จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีและใช้เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานดังกล่าวมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์ร่วมว่า ขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จำเลยอยู่ห่างจากโจทก์ร่วมประมาณ 1.5 เมตร ซึ่งเป็นระยะประชิด ชั้นสอบสวน โจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมนั้น จำเลยถืออาวุธปืนในลักษณะเอียง 45 องศา ทำให้วิถีกระสุนพุ่งตรงไปที่บริเวณเอว และเบิกความตอบคำถามค้านว่า หากจำเลยยกแขนยิงในลักษณะตั้งแขนตรง 90 องศา กระสุนปืนจะถูกบริเวณศีรษะโจทก์ร่วมเนื่องจากจำเลยสูงกว่าโจทก์ร่วม แสดงว่าจำเลยมีโอกาสเลือกยิงโจทก์ร่วมที่อวัยวะสำคัญของร่างกายได้ แต่จำเลยเลือกที่จะยิงเฉพาะช่วงล่างของร่างกายโจทก์ร่วมซึ่งเป็นอวัยวะที่ไม่สำคัญและไม่สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งยังปรากฏต่อไปอีกว่า ขณะโจทก์ร่วมวิ่งหนี จำเลยวิ่งไล่ตามโจทก์ร่วมไปห่างเพียงประมาณ 3 เมตร ซึ่งยังคงเป็นระยะประชิด ทั้งโจทก์ร่วมยังหันหลังวิ่งหลบหนี ซึ่งเปิดโอกาสให้จำเลยสามารถเลือกยิงอวัยวะสำคัญของร่างกายได้อีก แต่จำเลยก็มิได้ยิงโจทก์ร่วมซ้ำอีก แสดงว่า จำเลยมิได้เจตนาฆ่าโจทก์ร่วม ส่วนการยิงด้วยเจตนาทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมหรือไม่นั้น ตามภาพถ่ายประกอบคดี ซึ่งเป็นภาพจำลองเหตุการณ์ที่โจทก์ร่วมนำชี้ ปรากฏว่าจำเลยเล็งอาวุธปืนไปที่เอวของโจทก์ร่วมในลักษณะกดต่ำลง เมื่อคำนึงถึงระยะห่างที่จำเลยยืนอยู่ห่างจากโจทก์ร่วมประมาณ 1.5 เมตรประกอบแล้ว หากโจทก์ร่วมเอี้ยวตัวหลบได้ทันดังที่อ้าง กระสุนปืนน่าจะพุ่งลงกระทบพื้นดินบริเวณนั้นอานุภาพของกระสุนปืนน่าจะทำให้พื้นดินบริเวณนั้นมีร่องรอยที่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดพิจิตรจะพบเห็นหรือตรวจสอบได้ แต่เจ้าพนักงานทั้งสองกลับไม่พบร่องรอยใด ๆ ข้อที่อาจมีผู้อื่นยักย้าย กลบเกลื่อนหรือปิดบังอำพรางร่องรอยหรือพยานหลักฐานใด ๆ นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า หลังเกิดเหตุ คนงานของจำเลยพาจำเลยออกจากที่เกิดเหตุไป ในบริเวณที่เกิดเหตุจึงมีแต่พยานของโจทก์และโจทก์ร่วมอยู่ ดังนั้น นับแต่เวลาเกิดเหตุจนกระทั่งโจทก์ร่วมพาพนักงานสอบสวนไปถึงที่เกิดเหตุ จึงไม่น่าจะมีผู้ใดสามารถยักย้าย กลบเกลื่อนหรือปิดบังอำพรางร่องรอยหรือพยานหลักฐานใด ๆ ได้ การที่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดพิจิตรไม่พบร่องรอยหรือวัตถุพยานใดในที่เกิดเหตุ คำเบิกความและการนำชี้ของโจทก์ร่วมจึงมีเหตุให้สงสัยว่า จำเลยเล็งยิงไปที่เอวของโจทก์ร่วมหรือยิงไปยังทิศทางอื่น พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนนี้ยังมีข้อสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยมีความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 และตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามโจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อมาว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของโจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมในระหว่างการชกต่อยนั้น เป็นกระทำต่อเนื่องจากการกระทำเดิมระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยที่สมัครใจเข้าวิวาทชกต่อยกัน อันเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมและจำเลยต่างทำละเมิดต่อกันและกัน โจทก์ร่วมและจำเลยจึงจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กันและกัน มิใช่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ร่วมเพียงฝ่ายเดียว ส่วนที่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเพื่อพยายามฆ่าโจทก์ร่วมนั้น ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นการทำละเมิด เมื่อจำเลยใช้อาวุธปืนยิงในระหว่างทะเลาะวิวาทชกต่อยกับโจทก์ร่วมแล้ว การใช้อาวุธปืนยิงย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำละเมิดที่จำเลยกระทำต่อโจทก์ร่วมและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งการกระทำนั้นเช่นนั้น ส่วนการกำหนดค่าสินไหมทดแทนระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ศาลย่อมวินิจฉัยตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของแต่ละฝ่ายประกอบกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 เมื่อจำเลยใช้อาวุธปืนยิงในการทะเลาะวิวาทชกต่อยกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายกระทำผิดและละเมิดต่อกฎหมายร้ายแรงมากกว่าโจทก์ร่วม จึงเห็นสมควรให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน 10,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำขอของโจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยอายุ 60 ปีแล้ว การลงโทษจำคุกในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่น่าจะเป็นประโยชน์และไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขจำเลยได้ เมื่อคำนึงถึงอายุ สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว มีเหตุอันควรปรานี ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน การให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่าที่จะลงโทษจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ ไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 คงลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับกระทงละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อรวมทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคแรก ม. 192 วรรคท้าย
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
โจทก์ร่วม — นาย ณ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นางพิมพ์ชนา รัฐศักดิ์นิชากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
กฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา