คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3861/2565
#688319
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจ และบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมให้ผู้เสียหายที่ 2 ประพฤติตนไม่สมควร ก็เพื่อมุ่งประสงค์จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นความประสงค์มาแต่แรก การกระทำดังกล่าวจึงต่อเนื่องกันมาไม่ขาดตอน และโจทก์บรรยายฟ้องความผิดข้อหาข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าว และข้อหากระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืนรวมกันมาในข้อเดียวกัน ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสาม, 309 วรรคสอง และ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 ของจำเลย จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 278, 283 ทวิ, 309, 310, 319, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26, 78

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ก่อนสืบพยาน นางสาว ป. ผู้เสียหายที่ 1 และผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาว พ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการเสื่อมเสียชื่อเสียง สภาพจิตใจ และความเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องขอถอนคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและผู้เสียหายที่ 2 ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคแรก และมาตรา 310 วรรคแรก ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 309 วรรคสอง, 319 วรรคแรก (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 371 ด้วย) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสอง (ที่ถูก ไม่ระบุมาตรา 72 วรรคสอง), 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืน จำคุก 15 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจโดยมีอาวุธ และฐานบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจโดยมีอาวุธ จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูก และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 17 ปี 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 ปี 13 เดือน (ที่ถูก ต้องจำหน่ายคดีสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก)

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นางสาว พ. ผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 16 ปีเศษ เป็นบุตรของนางสาว ป. ผู้เสียหายที่ 1 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 มาที่เกิดเหตุ แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายที่ 2 ขอถอนคำร้องทุกข์ ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ไม่มีคู่ความยื่นฎีกา ความผิดข้อหาดังกล่าวจึงยุติไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม และมีเหตุรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยจำเลยมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 ซึ่งเป็นอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และเครื่องกระสุนปืน ขนาด .45 ติดตัวมาด้วย และจำเลยนำอาวุธปืนออกมาวางไว้พร้อมจะหยิบฉวยใช้งานได้ทันที ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ยังเป็นผู้เยาว์ตกใจกลัวไม่กล้าขัดขืน ถือได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืน จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำชำเราผู้อื่นโดยมีอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม หาใช่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่งไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืน หลังจากลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 7 ปี 6 เดือน เป็นการลงโทษจำคุกเกินกว่าห้าปี จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจ และบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมให้ผู้เสียหายที่ 2 ประพฤติตนไม่สมควร ก็เพื่อมุ่งประสงค์จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นความประสงค์มาแต่แรก การกระทำดังกล่าวจึงต่อเนื่องกันมาไม่ขาดตอน และโจทก์บรรยายฟ้องความผิดข้อหาข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจ และข้อหากระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืนรวมกันมาในข้อเดียวกัน การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 309 วรรคสอง และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 ของจำเลย จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าเป็นความผิดหลายกรรมนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 309 วรรคสอง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 8 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 276 วรรคสาม ม. 309 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 (3) ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นางสาว ป. และนางสาว พ. โดยนางสาว ป. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายนิวัฒน์ โชติพงศ์สันติ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชลิต กฐินะสมิต
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3857/2565
#688765
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท โดยให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าว แต่ ป.ที่ดิน มิได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยเด็ดขาด เป็นแต่เพียงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวงและต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตาม ป.ที่ดิน มาตรา 86 วรรคสอง เท่านั้น และในกรณีที่คนต่างด้าวได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นตามมาตรา 94 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสามารถมีสิทธิในที่ดินได้ การที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินและอาคารพาณิชย์ของโจทก์ไปขายฝากให้แก่จำเลยที่ 1 โดยพลการ ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และแม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทกับเรียกให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทคืนแก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายอันจะมีสิทธิเรียกร้องให้กระทำได้ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์แปลความได้ว่า โจทก์ฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืน ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาว่าที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทเป็นของโจทก์ และบังคับให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการทำนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 185572 และสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาขายฝากฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2561 โดยให้กรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 2 ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการทำนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 185572 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาขายฝากฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ให้กรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 2 ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวสัญชาติสิงคโปร์ โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 2 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อปี 2556 โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 ที่ประเทศไทย แต่โจทก์ยังคงเดินทางไปมาระหว่างประเทศสิงคโปร์กับประเทศไทย ปี 2548 นายสินชัย เสนอขายที่ดินโฉนดเลขที่ 185572 พร้อมอาคารสี่ชั้นครึ่ง คือที่ดินและอาคารพิพาท ซึ่งอยู่ติดกับอาคารที่จำเลยที่ 2 เช่าทำกิจการสปา วันที่ 14 ธันวาคม 2549 นายอนันตชัย เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทซึ่งเป็นน้องชายของนายสินชัยจดทะเบียนโอนขายที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 15,000,000 บาท มีการใช้อาคารพิพาทประกอบกิจการสปา ต่อมาจำเลยที่ 2 กับโจทก์เลิกรากัน แต่โจทก์ยังทำกิจการสปาที่อาคารพิพาท วันที่ 13 มีนาคม 2560 จำเลยที่ 2 ฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.440/2560 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาท ให้จำเลยที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและอาคารของโจทก์ ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว วันที่ 3 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่นายธนากรสามีของเพื่อนจำเลยที่ 2 ในราคา 10,000,000 บาท วันที่ 9 ตุลาคม 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และนายธนากรให้เพิกถอนการโอนที่ดินและอาคารพิพาทเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.2023/2560 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และยังฟ้องจำเลยที่ 2 และนายธนากรกับพวกต่อศาลจังหวัดพระโขนงในข้อหาโกงเจ้าหนี้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.4168/2560 ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 นายธนากรจดทะเบียนจำนองที่ดินและอาคารพิพาทแก่นางดาวรินทร์ ในวงเงิน 2,000,000 บาท วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 มีการนัดหมายระหว่างนายธนากรกับนายจีราวัฒน์ สามีของจำเลยที่ 1 ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เพื่อจดทะเบียนขายฝากที่ดินและอาคารพิพาทกัน แต่ไม่มีการดำเนินการในวันดังกล่าว วันที่ 1 มิถุนายน 2561 นายธนากรจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและอาคารพิพาทจากนางดาวรินทร์ แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากให้แก่จำเลยที่ 1 กำหนดไถ่ถอนขายฝากภายใน 1 ปี ในวงเงิน 16,520,000 บาท ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ถอนฟ้องคดีแพ่งทั้งสองคดีข้างต้นแล้ว ส่วนคดีอาญาศาลจังหวัดพระโขนงพิพาทยกฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อนว่า มีพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจยื่นคำแก้ฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานเจ้าหน้าที่สารบัญ เจ้าหน้าที่ศาลนำหมายแจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2564 ครบกำหนดแก้ฎีกาวันที่ 9 มกราคม 2565 ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาพร้อมคำแก้ฎีกาเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 โดยอ้างว่า ไม่พบหมายแจ้งคำสั่ง และเนื่องจากมีสถานการณ์โรคระบาดของเชื้อโควิค 2019 จำเลยที่ 1 จึงกักตัวอยู่ในบ้านนั้น เมื่อพิจารณาจากสำนวนคดีปรากฏว่า ในการส่งหมายหรือแจ้งคำสั่งของศาลได้มีการส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 มาโดยตลอด ไม่ปรากฏข้อขัดข้องในการรับหมายหรือรับทราบคำสั่งของศาลแต่อย่างใด การอ้างว่าไม่พบหมายแจ้งคำสั่งเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ และไม่มีเหตุผลประกอบ ส่วนสถานการณ์โรคระบาดมีมาเป็นระยะเวลานานแล้ว จำเลยที่ 1 อาจติดต่อให้ทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาแทนได้ หาจำต้องกระทำด้วยตนเองไม่ เหตุดังกล่าวจึงมิได้เป็นอุปสรรคต่อการยื่นคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาที่ยื่นคำแก้ฎีกาให้จำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้นจึงให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนคำแก้ฎีกาที่ยื่นเกินกำหนดระยะเวลานั้นให้รับเป็นคำแถลงการณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวสัญชาติสิงคโปร์และอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท โดยให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนตน จำเลยที่ 2 นำที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทไปขายฝากแก่จำเลยที่ 1 และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าว แต่ประมวลกฎหมายที่ดินมิได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยเด็ดขาด เป็นแต่เพียงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวงและต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 86 วรรคสอง เท่านั้น และในกรณีที่คนต่างด้าวได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นตามมาตรา 94 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสามารถมีสิทธิในที่ดินได้ จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจจำหน่ายที่ดินของโจทก์โดยพลการการที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินและอาคารพาณิชย์ของโจทก์ไปขายฝากให้แก่จำเลยที่ 1 โดยพลการถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และแม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท กับเรียกให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทคืนแก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายอันจะมีสิทธิเรียกร้องให้กระทำได้ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์แปลความได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืน ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาว่าที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทเป็นของโจทก์ และบังคับให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ ที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานทั้งสองฝ่ายมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเอกสารเป็นหลักฐานการชำระเงินค่าที่ดินให้แก่นายสินชัยน้องชายของนายอนันตชัย เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาท เอกสารดังกล่าวได้แก่ แคชเชียร์เช็คของธนาคาร ท. รวม 5 ฉบับจำนวนเงินฉบับละ 2,000,000 บาท ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2549 จำนวน 2 ฉบับและลงวันที่ 13 ธันวาคม 2549 จำนวน 3 ฉบับ และยังมีแคชเชียร์เช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2559 จำนวน 2,000,000 บาทอีกหนึ่งฉบับ ซึ่งปรากฏจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารดังกล่าวมีการถอนเงินออกในวันเดียวกันแล้วนำมาซื้อแคชเชียร์เช็ค นอกจากนี้ในวันที่ 13 ธันวาคม 2549 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินและอาคารพิพาทเพียง 1 วัน ยังมีรายการถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ท. จำนวนเงิน 1,170,000 บาทและ 1,500,000 บาท ในเวลาไล่เลี่ยกัน และโจทก์ยังนำสืบว่า วันที่ 14 และ 16 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ถอนเงิน 600,000 บาท และ 1,151,000 บาท จากธนาคาร ท. เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่ธนาคาร ท. เพื่อชำระค่าที่ดินด้วย การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากจากโจทก์ดังกล่าวประกอบจำนวนเงินและช่วงเวลาสอดคล้องกับการจดทะเบียนซื้อที่ดินและอาคารพิพาทจากนายอนันตชัยจึงเชื่อว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทเป็นของโจทก์จริง ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์ให้เงินแก่จำเลยที่ 2 ไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาทนั้น คงมีจำเลยที่ 2 เบิกความลอย ๆ การที่โจทก์มิได้ให้จำเลยที่ 2 ทำหนังสือว่าถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทแทนโจทก์นั้นก็มิใช่ข้อพิรุธ เนื่องจากขณะนั้นโจทก์รักใคร่จำเลยที่ 2 ถึงกับมาอยู่กินด้วยกันที่ประเทศไทย ย่อมไว้วางใจจำเลยที่ 2 เพราะตนไม่อาจมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารได้ ส่วนที่สัญญาซื้อขายห้องชุดมีแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศแนบท้ายซึ่งระบุว่าเงินที่โอนมาใช้ในการซื้อคอนโดมิเนียม อันทำให้เห็นว่าเงินดังกล่าวที่เบิกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ใช้ในการซื้อคอนโดมิเนียมก็ตาม แต่สัญญาซื้อขายห้องชุดดังกล่าวทำเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ส่วนการโอนเงินของโจทก์จากต่างประเทศทำเมื่อปี 2548 และปรากฏว่าการโอนเงินทั้งสี่ครั้งมีการเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ก. และธนาคาร ท. มาเข้าในบัญชีเงินฝากของโจทก์ยังมีจำนวนไม่เพียงพอให้ชำระค่าที่ดินและอาคารพิพาทได้จึงเชื่อได้ว่าโจทก์นำเงินที่โอนจากต่างประเทศมาใช้ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทก่อน แล้วนำเงินจากแหล่งอื่นมาทดแทนเพื่อซื้อคอนโดมิเนียมในภายหลัง การระบุในสัญญาซื้อขายห้องชุดเช่นนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักฐานการโอนเงินจากต่างประเทศเท่านั้น โดยนางสาวดุษฎี ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคาร ท. พยานโจทก์เบิกความยืนยันการโอนเงินจากต่างประเทศและการเบิกเงินของโจทก์ข้างต้น และยังเบิกความว่าในการโอนเงินธนาคารจะให้ระบุวัตถุประสงค์ในการโอนเงิน แต่ผู้โอนจะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ธนาคารไม่มีหน้าที่ตรวจสอบ ดังนั้น แบบการทำธุรกรรมเงินตราเงินต่างประเทศตามสัญญาซื้อขายห้องชุดจึงไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์นำเงินจำนวนเดียวกันที่โอนจากต่างประเทศมาใช้ซื้อห้องชุดเท่านั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวหาทำให้พยานโจทก์ส่วนนี้เป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่ ส่วนเหตุที่โจทก์ให้เงินจำเลยที่ 2 เดือนละ 150,000 บาทถึง 200,000 บาท จนถึงปี 2558 โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้จำเลยที่ 2 เนื่องจากวันเกิดของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 โอนข้อมูลจากโทรศัพท์เครื่องเดิมมาไม่ได้ และให้โจทก์ดำเนินการให้ โจทก์จึงทำสำเนาข้อมูลเก็บไว้แล้วให้คนที่อ่านภาษาไทยได้ช่วยแปล จึงทราบว่าจำเลยที่ 2 คบผู้ชายคนใหม่ซึ่งมีเอกสารเป็นข้อความตอบโต้กันระหว่างหญิงชายในเชิงชู้สาว ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบหักล้างพยานโจทก์ในส่วนนี้ จึงทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า โจทก์เลิกอยู่กินกับจำเลยที่ 2 นับแต่พบข้อความดังกล่าวเมื่อปลายปี 2558 หาใช่ปี 2556 ตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบ ดังนั้น การที่โจทก์ให้เงินจำเลยที่ 2 แต่ละเดือนจนถึงปี 2558 จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์ชำระค่าเช่าที่ดินและอาคารพิพาทให้จำเลยที่ 2 อันเป็นการยอมรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาท ยิ่งเมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่จดทะเบียนโอนที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่นายธนากรขณะที่ยังมีคดีพิพาทกับโจทก์ ยิ่งส่อให้เห็นพิรุธว่าต้องการโอนที่ดินและอาคารพิพาทเพื่อให้พ้นจากการบังคับคดีของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ดังที่วินิจฉัยมาจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 เชื่อได้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายชำระค่าที่ดินและอาคารพิพาท แล้วจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทแทนโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่ากรณีมีเหตุให้เพิกถอนการทำนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินและอาคารพิพาทกับจำเลยที่ 2 โจทก์พยายามรักษาสิทธิของตนโดยแจ้งข้อพิพาทให้บุคคลภายนอกทราบเพื่อป้องกันมิให้เข้าทำนิติกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับที่ดินและอาคารพิพาทดังปรากฏจากภาพถ่ายที่เป็นภาพด้านหน้าอาคารพิพาทและมีป้ายขนาดใหญ่ของสำเนาคำฟ้อง สำเนาคำให้การและฟ้องแย้งในคดีที่จำเลยที่ 2 ฟ้องขับไล่โจทก์ กับป้ายห้ามซื้อขายติดอยู่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างส่งบิลเงินสดค่าทำป้ายจำนวน 3 ฉบับ ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบหักล้างในส่วนนี้จึงเชื่อว่ามีการติดป้ายดังกล่าวไว้จริง ผู้ที่ต้องการซื้อที่ดินและอาคารดังกล่าวเมื่อมาดูย่อมเห็นได้ นอกจากนี้โจทก์ยังให้ทนายความมีหนังสือแจ้งข้อพิพาทดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อขอให้ระงับการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 และยังส่งหนังสือลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2561 ให้นายจีรวัฒน์สามีของจำเลยที่ 1 ทราบ โดยนางสาวราตรีซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 เบิกความว่าเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 พยานกับจำเลยที่ 1 และนายจีราวัฒน์ ไปรับโอนที่ดิน พยานจึงเสนอขายที่ดินและอาคารพิพาทให้คนทั้งสองซึ่งสนใจ พยานทราบคร่าว ๆ ว่าอยู่ในซอย แต่อาคารใดไม่ทราบแน่ชัด ในคืนนั้น นายจีราวัฒน์กับจำเลยที่ 1 ขับรถพาพยานไปบริเวณที่ตั้งที่ดินและอาคารไม่เห็นป้ายประกาศ หลังจากดูทำเลแล้ว นายจีราวัฒน์และจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อฝากในราคา 14,000,000 บาทเศษ พยานจึงติดต่อนางดาวรินทร์นัดหมายไปทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินในวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 คือวันรุ่งขึ้น การที่นางราตรีเคยไปดูที่ดินและอาคารพิพาทครั้งเดียวพร้อมกับจำเลยที่ 1 และนายจีราวัฒน์ในคืนวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 แต่มานำเสนอขายฝากให้แก่นายจีราวัฒน์และจำเลยที่ 1 ราคาซื้อขายสูงถึง 14,000,000 บาท โดยได้ความจากนายจีราวัฒน์และจำเลยที่ 1 ต่างเบิกความว่า นอกจากประกอบธุรกิจอื่น คนทั้งสองยังทำธุรกิจซื้อขายที่ดินด้วย การที่คนทั้งสองไม่ไปดูที่ดินและอาคารให้แน่ชัดกลับดูทำเลที่ตั้งและดูในเวลากลางคืน อีกทั้งการนัดหมายจดทะเบียนกันทันทีในวันรุ่งขึ้นย่อมเป็นการเร่งรีบผิดปกติวิสัยของการซื้อขายทรัพย์สินที่มีราคาสูงเช่นนี้ ครั้นเมื่อถึงวันนัดมีการทำและยื่นเอกสารไถ่ถอนระหว่างนายธนากรกับนางดาวรินทร์ และซื้อขายฝากระหว่างนายธนากรกับนายจีราวัฒน์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ตามบัญชีรับทำการกับคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แต่ไม่ได้มีการจดทะเบียน โดยนายธนากรซึ่งเป็นพยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ตนเองมาไม่ทันเวลาราชการ ส่วนนางสาวราตรีเบิกความว่า ไม่ได้พบนายธนากรและไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จึงเป็นการนัดหมายทำนิติกรรมที่ผิดปกติและเป็นพิรุธอีกเช่นกัน ต่อมาเมื่อมีการนัดหมายกันใหม่เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 นางสาวราตรีให้นายจีราวัฒน์ ทำแคชเชียร์เช็คจำนวน 6,700,000 บาท ให้แก่นายธนากร จำนวนเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่นางดาวรินทร์ และจำนวนเงินฉบับละ 1,000,000 บาท 2 ฉบับ ไม่ทราบผู้รับเงินแต่ให้จ่ายชื่อนายจีราวัฒน์ เพื่อสลักหลังโอนภายหลัง นอกจากนี้ให้เตรียมเงินสดอีก 3,700,000 บาท เมื่อถึงวันนัดกลับมีการจดทะเบียนไถ่จำนองแล้วโอนขายที่ดินและอาคารพิพาทจากนายธนากรไปยังจำเลยที่ 2 ก่อนแล้วจำเลยที่ 2 จึงจดทะเบียนขายฝากไว้กับแก่จำเลยที่ 1 แตกต่างจากที่จะทำการจดทะเบียนในครั้งก่อน การทำแคชเชียร์เช็คและเตรียมเงินเพื่อชำระค่าที่ดินรวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปมากันเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดปกติ แต่จำเลยที่ 1 กับนายจีราวัฒน์ ไม่สนใจที่จะสอบถาม กลับอ้างว่าเป็นเรื่องที่นางสาวราตรีซึ่งเป็นนายหน้าเป็นผู้ดำเนินการ โดยนางสาวราตรีกลับเบิกความว่าไม่ทราบสาเหตุที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันก่อนที่จะโอนขายฝากให้จำเลยที่ 1 เช่นกัน นอกจากนี้ นายอนุดิศ เจ้าพนักงานที่ดินพยานโจทก์เบิกความว่า ในการสอบสวนทำนิติกรรมเรื่องนี้ พยานได้แจ้งหนังสือโต้แย้งของทนายโจทก์ให้คู่สัญญาทุกฝ่ายทราบแล้วว่ายังมีผู้โต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้อยู่ แต่คู่สัญญายืนยันที่จะทำนิติกรรม พยานโจทก์ปากนี้เป็นเจ้าพนักงานถือเป็นพยานคนกลางมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาข้อความด้านหลังเอกสารซึ่งมีข้อความว่าผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝากได้อ่านข้อความในหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินฉบับลงวันที่ 28 พ.ค. 2561 เรื่องข้อหาฉ้อโกงเจ้าหนี้เป็นที่เข้าใจดีแล้ว ขอยืนยันให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนขายฝากไว้แล้วข้างต้นฯ และเมื่อพิจารณาข้อความด้านหน้าของเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือที่ทนายโจทก์มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 มีใจความว่าโจทก์ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์เคยมีหนังสือขอให้ระงับการทำนิติกรรมที่ดินพิพาทที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพราะมีคดีความกันแต่ต่อมามีการโอนขายให้แก่นายธนากรไปแล้วและนายธนากรนำไปจำนองนางดาวรินทร์ ในขณะนี้นายธนากรมีชื่อถือกรรมสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ติดต่อนายหน้าเพื่อเอาที่ดินไปขายฝากในราคา 15,000,000 บาท จากราคาขายกัน 35,000,000 บาท ขอให้ระงับการทำนิติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท โดยหนังสือดังกล่าวอ้างถึงคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ พ.440/2560 และ พ.2023/2560 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ กับคดีหมายเลขดำที่ อ.4168/2560 ของศาลจังหวัดพระโขนง ซึ่งข้อความดังกล่าวมีข้อมูลเพียงพอที่ทำให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินและอาคารพิพาทกับทั้งจำเลยที่ 2 และนายธนากร หากมีการทำนิติกรรมกับจำเลยที่ 2 อาจก่อให้เกิดข้อยุ่งยากได้ การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมซื้อฝากกับจำเลยที่ 2 โดยมิได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับหนังสือของทนายโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ทำธุรกิจซื้อขายที่ดิน ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า ก่อนจำเลยทั้งสองทำนิติกรรมขายฝากที่ดินและอาคารพิพาท จำเลยที่ 1 ย่อมต้องสอบถามจำเลยที่ 2 และผู้ที่เกี่ยวข้องและทราบถึงข้อพิพาทที่โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวฟ้องติดตามเอาที่ดินและอาคารพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 1 มีแคชเชียร์เช็คที่ชำระค่าที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่นางดาวรินทร์ นายธนากร และจำเลยที่ 2 ท้ายหนังสือสัญญาขายฝากมาแสดง ก็หาเป็นเหตุเพียงพอให้หักล้างพฤติการณ์ซื้อฝากที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังวินิจฉัยมาข้างต้นว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตไม่ และแม้คำฟ้องโจทก์บรรยายเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองสมคบแกล้งทำสัญญาซื้อขายกัน โดยมิได้มีเจตนาซื้อขายกันจริง แต่โจทก์ยังบรรยายต่อมาอีกว่าจำเลยที่ 1 ทราบว่าที่ดินมีคดีโต้แย้งกัน แต่จำเลยทั้งสองยังฝ่าฝืนทำนิติกรรมเป็นการซื้อขายที่ไม่สุจริต เป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบไม่ได้รับชำระหนี้ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 และนายจีราวัฒน์ แล้วให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินและอาคารระหว่างจำเลยทั้งสอง เป็นการวินิจฉัยตามประเด็นที่ปรากฏในคำฟ้อง มิใช่เป็นการวินิจฉัยประเด็นนอกคำฟ้องตามที่อุทธรณ์มา เมื่อการทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองกระทำโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่สุจริตโดยทราบถึงข้อพิพาทที่โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินและอาคารพิพาทจากจำเลยที่ 2 เช่นนี้ กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนการขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสองได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อคดีฟังได้ว่า ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวกรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ทั้งการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวก็หมายความเฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและอาคารพิพาทกับให้จัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทอันเป็นการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายได้

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 185572 พร้อมอาคารให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินดังกล่าวภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์หลังเพิกถอนการจดทะเบียนระหว่างจำเลยทั้งสองแล้วไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 86 วรรคสอง ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาง ณ. กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายมนัส ภักดิ์ภูวดล
ศาลอุทธรณ์ — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3844/2565
#684520
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพื่อให้รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงนี้ไว้พิจารณา แล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขออนุญาตยื่นฎีกาจำเลยดังกล่าวเสียเองจึงไม่ถูกต้อง ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีไม่ต้องห้ามฎีกาและมีคำสั่งตามคำร้องขอรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าส่งศาลฎีกานั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสียและมีคำสั่งเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่ง

แม้คำร้องของจำเลยในทำนองว่าฎีกาของจำเลยมีข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาอันสำคัญอันควรแก่การพิจารณาก็ตาม ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะก้าวล่วงมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาได้ จึงให้ยกคำร้อง และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นคำขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 221 ดังนั้นศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 309, 310, 313, 340, 340 ตรี, 364, 365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 58,400 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และ 45,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 313 วรรคสอง, 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 365 (1) (2) ประกอบ 364 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กับความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยแต่งเครื่องแบบทหาร โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยแต่งเครื่องแบบทหาร โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป โดยมีอาวุธหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ได้มา ซึ่งค่าไถ่ อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำนั้น รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำนั้นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานร่วมกันเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำนั้นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนความผิดฐานอื่น ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยแต่งเครื่องแบบทหาร โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำคุก 12 ปี รวมจำคุก 45 ปี 12 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 58,400 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 45,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกัน ในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12 นาฬิกา มีคนร้ายประมาณ 10 คน บุกรุกเข้าไปในบ้านไม่มีเลขที่ 2 หลัง ในกองบิน 416 ซึ่งเป็นเคหสถานของนายนิทัศน์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางศรีวรรณ์ ผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธปืนข่มขู่ว่าจะประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งสอง แล้วร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 เป็นราคารวม 58,400 บาท และปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 2 เป็นราคารวม 45,000 บาท โดยคนร้ายแต่งเครื่องแบบทหารหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหาร หลังจากนั้นคนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านร้างไม่มีเลขที่ แล้วคนร้ายร่วมกันทำร้ายและข่มขู่ว่าจะฆ่า ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ และให้ผู้เสียหายที่ 1 ติดต่อนางรุ่งนภา ภริยาของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อโอนเงินค่าไถ่จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังบัญชีธนาคาร ก. สาขาตลาดโรงเกลือ อรัญประเทศ เลขที่ 504-2-15xxx-x ชื่อบัญชีนายบุญสืบ นางรุ่งนภาโอนเงิน 110,000 บาท เข้าบัญชีในวันดังกล่าวเมื่อเวลา 16.39 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ แต่คนร้ายต้องการได้เงินค่าไถ่ 300,000 บาท ผู้เสียหายที่ 1 จึงโทรศัพท์ยืมเงินจากนายแบงค์ 40,000 บาท และยืมเงินจากญาติพี่น้องอีก 60,000 บาท แล้วมีการโอนเงินเข้าบัญชีเดียวกันอีก 40,000 บาท และ 59,930 บาท ในวันเดียวกันเวลา 18.51 นาฬิกา และ 21.04 นาฬิกา ตามลำดับ ตามหนังสือของ บมจ.ธนาคาร ก. เรื่อง ขอแจ้งผลการตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดการทำรายการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ของบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 504-2-15xxx-x ผู้เสียหายที่ 1 ต่อรองกับคนร้ายว่าจะโอนเงินส่วนที่เหลืออีก 90,000 บาท ให้ในวันรุ่งขึ้น ขอให้ปล่อยตัวไปก่อน คนร้ายยอมพาผู้เสียหายที่ 1 กลับไปส่งที่ปากทางเข้ากองบิน 416 เมื่อเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพื่อให้รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงนี้ไว้พิจารณา แล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขออนุญาตยื่นฎีกาจำเลยดังกล่าวเสียเองจึงไม่ถูกต้อง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีไม่ต้องห้ามฎีกาและมีคำสั่งตามคำร้องขอรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าส่งศาลฎีกานั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวว่าเสียและมีคำสั่งเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่ง เห็นว่า แม้คำร้องของจำเลยในทำนองว่าฎีกาของจำเลยมีข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาอันสำคัญอันควรแก่การพิจารณาก็ตาม ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะก้าวล่วงมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาได้ จึงให้ยกคำร้อง และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นคำขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ดังนั้นศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้พิจารณา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยแต่งเครื่องแบบทหาร โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป โดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และฐานร่วมกันเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำนั้นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 พยานโจทก์เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในบ้านภายในห้องนอน มีคนร้ายถีบประตูเข้ามาเป็นกลุ่มชายประมาณ 10 คน มีหนึ่งคนแต่งกายเครื่องแบบทหารและอีกหนึ่งคนสวมเสื้อสีแดง ส่วนที่เหลือแต่งกายคล้ายชุดซาฟารีหรือชุดคอมมานโดสีดำ มีอาวุธปืนพกติดตัว กลุ่มคนร้ายเข้ามาชกต่อยผู้เสียหายที่ 1 และใช้อาวุธปืนข่มขู่จับผู้เสียหายที่ 1 ใส่กุญแจมือไพล่หลังแล้วค้นตัวผู้เสียหายที่ 1 เอาเงิน 21,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ไปขณะนั้นผู้เสียหายที่ 2 และนายอนุวัฒน์หรือโอม ญาติผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในเหตุการณ์ คนร้ายนำผ้ามาปิดตาผู้เสียหายที่ 1 แต่ปิดไม่สนิทยังสามารถมองเห็นได้ลาง ๆ จากนั้นคนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขึ้นรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีขาว ภายในรถมีคนร้าย 4 คน คนร้ายที่แต่งเครื่องแบบทหารนั่งข้างคนขับ ส่วนผู้เสียหายที่ 1 นั่งตรงกลางเบาะด้านหลัง โดยด้านซ้ายและด้านขวาคนร้ายที่สวมเสื้อสีดำและเสื้อสีแดงนั่งคุมมาในรถขับพามาที่กระท่อมหรือบ้านร้างในสวน คนร้ายทำร้ายและข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกเงินอ้างว่าถ้าได้เงินจะปล่อยตัวไปแต่หากไม่ได้จะฆ่าทิ้ง แล้วคนร้ายนำผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ลำห้วยจับหัวกดน้ำจนสำลักน้ำหลายครั้ง และคนร้ายยังถอดแหวนทองคำน้ำหนักสองสลึงของผู้เสียหายที่ 1 ไปด้วย ต่อมาคนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขึ้นรถคันเดิมขับออกไป ระหว่างทางที่อยู่ในรถได้ยินคนร้ายพูดคุยกันโดยคนที่แต่งเครื่องแบบทหารซึ่งเป็นหัวหน้ายินยอมลดเงินค่าไถ่จากที่เรียก 2,000,000 บาท เหลือ 300,000 บาท เมื่อคนร้ายขับรถมาจอดบริเวณหลังวัดร่องขุ่น คนร้ายแกะผ้าผูกตาและถอดกุญแจมือออก ผู้เสียหายที่ 1 เห็นหน้าคนร้ายชัดเจนว่าเป็นกลุ่มเดียวกับที่บุกเข้าไปในบ้าน คนร้ายสั่งให้ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อกับภริยาผู้เสียหายที่ 1 เพื่อให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของคนร้ายภายหลังจากที่คนร้ายปล่อยตัวผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยถูกจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนนำภาพถ่ายที่ได้จากกล้องวงจรปิดของตู้เอทีเอ็มให้ดู ผู้เสียหายที่ 1 จำได้ว่าบุคคลในภาพถ่ายคือจำเลย โดยผู้เสียหายที่ 2 พยานโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า ขณะที่กลุ่มคนร้ายบุกเข้ามาในบ้านทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 นั้น ผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในเหตุการณ์ด้วยและจำหน้าคนร้ายที่แต่งเครื่องแบบทหารจำได้แม่นยำว่าคือจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าที่สั่งให้พวกจำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายทั้งสองเป็นประจักษ์พยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องตามลำดับที่พยานแต่ละคนรู้เห็นมาโดยยืนยันว่าจดจำจำเลยได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุ เนื่องจากจำเลยมิได้ปิดบังอำพรางใบหน้า ทั้งยังแต่งกายเครื่องแบบทหารแตกต่างจากคนร้ายในกลุ่มด้วยกันเองซึ่งเป็นจุดสังเกตได้ง่าย ประกอบกับขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันจำเลยกับพวกลงมือก่อเหตุต่อเนื่องติดต่อกันจนถึงเวลากลางคืนเป็นเวลาหลายชั่วโมง ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในการบังคับควบคุมของจำเลยกับพวกอย่างใกล้ชิดมีโอกาสเห็นหน้าและพูดคุยกับจำเลยเป็นระยะเวลานาน แม้มีบางช่วงเวลาที่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกคนร้ายนำผ้ามาปิดตา แต่ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่าผ้าปิดตาไม่สนิทยังสามารถมองเห็นได้ลาง ๆ ดังจะเห็นได้จากที่ผู้เสียหายที่ 1 สามารถระบุยืนยันได้ว่าคนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขึ้นรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีขาว ภายในมีคนร้าย 4 คน จำเลยแต่งกายเครื่องแบบทหารนั่งข้างคนขับ ส่วนผู้เสียหายที่ 1 นั่งตรงกลางของเบาะด้านหลังโดยด้านซ้ายและด้านขวาคนร้ายที่สวมเสื้อสีดำและเสื้อสีแดงนั่งคุมมาด้วย เชื่อว่าการที่คนร้ายนำผ้ามาปิดตาผู้เสียหายที่ 1 เพียงไม่ต้องการให้ทราบว่าจะมีการพาไปยังสถานที่ใดเท่านั้น มิใช่เพื่อต้องการปิดบังไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 เห็นหน้าคนร้ายเนื่องจากจำเลยกับพวกไม่ได้มีการปิดบังอำพรางใบหน้า มาตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้น ที่ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่า แม้ถูกปิดตาแต่ยังมองเห็นได้ลาง ๆ จึงเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ เชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยกับพวกลงมือโดยตลอด ทั้งยังได้ความอีกว่าขณะที่คนร้ายสั่งให้ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อกับภริยาผู้เสียหายที่ 1 เพื่อให้โอนเงินเข้าบัญชีของคนร้ายนั้น ผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินว่าจำเลยเป็นผู้บอกหมายเลขบัญชีเงินฝากธนาคารของคนร้ายให้ภริยาผู้เสียหายที่ 1 ทราบ และเมื่อมีการโอนเงินเข้ามาในบัญชี จำเลยได้บอกแก่ผู้สียหายที่ 1 ว่าเงินเข้าแล้ว พฤติการณ์ตามที่ได้ความดังกล่าวย่อมรับฟังได้เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่าผู้เสียหายที่ 1 สามารถจดจำจำเลยได้แม่นยำว่า เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิด นอกจากนี้พันตำรวจโทเกียรติศักดิ์ เจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า การสืบสวนเริ่มจากการตรวจสอบบัญชีธนาคารของคนร้ายที่ภริยาผู้เสียหายที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีเลขที่ 504-2-15xxx-x ชื่อบัญชีนายบุญสืบ มีการถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารดังกล่าว โดยถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มของธนาคาร ร. สาขาเด่นห้า จังหวัดเชียงราย และสาขาเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งครั้งสุดท้ายมีการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม สาขาเชียงคำ แต่ไม่สามารถถอนเงินได้เนื่องจากพนักงานสอบสวนมีการอายัดบัญชีไว้ เมื่อประสานไปยังธนาคารเพื่อขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดของตู้เอทีเอ็มปรากฏว่า บุคคลที่ถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มทุกครั้งเป็นบุคคลเดียวกัน เมื่อนำสำเนาภาพถ่ายบุคคลในกล้องวงจรปิดดังกล่าวให้ผู้เสียหายที่ 1 ดูแล้วยืนยันว่าเป็นจำเลย และจากการสืบสวนขยายผลทราบว่าเมื่อภริยาผู้เสียหายที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของคนร้ายจะมีข้อความเสียงแจ้งเตือนการโอนเงินมาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย เมื่อตรวจสอบกับธนาคารทราบว่าโทรศัพท์ที่รับการแจ้งเตือนหมายเลข 09 1123 xxxx ได้นำหมายเลขโทรศัพท์ไปตรวจสอบกับบัญชีเฟซบุ๊กปรากฏว่ารูปโปรไฟล์ที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊กเป็นภาพของจำเลยบุคคลเดียวกันกับที่ปรากฏในภาพวงจรปิดของตู้เอทีเอ็ม โดยจำเลยยอมรับมาในคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองและใช้บัญชีธนาคาร ก. สาขาตลาดโรงเกลือ บัญชีเลขที่ 504-2-15xxx-x มีชื่อนายบุญสืบ เป็นเจ้าของบัญชีที่ภริยาของผู้เสียหายที่ 1 โอนเงินเข้ามาจริง และจำเลยเป็นผู้โอนเงินและถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มตามภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของตู้เอทีเอ็ม และพันตำรวจโทภาสกร พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายที่ 2 แจ้งความหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน ชั้นสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายทั้งสอง พันตำรวจโทเกียรติศักดิ์ นายบุญสืบ และจำเลยไว้ตามบันทึกคำให้การ ส่วนนายโอมกลัวไม่กล้ามาเป็นพยานและติดต่อไม่ได้ ทั้งพันตำรวจโทเกียรติศักดิ์และพันตำรวจโทภาสกรเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของพยานทั้งสองปากและพยานหลักฐานที่จัดทำขึ้นดังกล่าว จึงมีความน่าเชื่อและนำมารับฟังสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นตัวการที่ร่วมกับคนร้ายกระทำความผิดดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 309 วรรคสอง มาตรา 310 วรรคแรก มาตรา 364 มาตรา 365 และมาตรา 6 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 340 วรรคสอง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง (เดิม), 310 วรรคแรก (เดิม), 313 วรรคสอง, 340 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 340 ตรี, 365 (1) (2) (เดิม) ประกอบมาตรา 364 (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — จ่าสิบเอก ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายปาลทองแท่ง ศรุจชานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวนิตยา วัฒนะชีวะกุล
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803/2565
#687511
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อและหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือดังกล่าวถือว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่ภริยาก่อขึ้นและเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) กรณีหาใช่โจทก์มีเจตนาให้จำเลยที่ 2 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่บัญญัติให้ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ใหม่) ประกอบมาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 850,000 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ 168,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอัตราเดือนละ 12,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 665,000 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ 39,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 39,200 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 2,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะคืนรถที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 20 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 665,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 7,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 44,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกเดือนละ 3,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 20 เดือน แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเฉพาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอ็คคอร์ด กับโจทก์ ในราคาค่าเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 866,299.20 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นงวดรายเดือนรวม 60 งวด งวดละ 14,438.32 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 20 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 20 กันยายน 2561 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อเพื่อผู้บริโภคและหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 3 งวดเศษ เป็นเงิน 53,260.82 บาท และผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 4 ประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปยังจำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกันตามหนังสือเรื่องบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและใบตอบรับในประเทศ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดตามหนังสือยินยอมให้ทำสัญญาเช่าซื้อ หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำขอทำสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นคู่สมรสกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไว้ในฐานะผู้ขอเช่าซื้อ แม้เอกสารดังกล่าวไม่มีระบุเครื่องหมายแสดงว่าจดทะเบียนสมรส แต่โจทก์ก็ได้แนบข้อมูลทะเบียนครอบครัวท้ายคำขอทำสัญญาเช่าซื้อซึ่งมีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักงานทะเบียน เขตบางแค กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 ก่อนวันทำสัญญาเช่าซื้อ เมื่อข้อมูลทะเบียนครอบครัวดังกล่าวออกให้ในวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ปรากฏรายการจดทะเบียนการหย่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับโจทก์ เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) บัญญัติให้หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวและอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันถือเป็นหนี้ร่วม ซึ่งการเป็นสามีภริยาตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อ โดยมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 รับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ภริยาของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าซื้อ และหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือที่จำเลยที่ 2 แสดงเจตนาดังกล่าวมีลักษณะของการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นภริยาของตนก่อขึ้น หนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อรายนี้จึงถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) กรณีหาใช่โจทก์มีเจตนาให้จำเลยที่ 2 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่บัญญัติให้ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 150 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 665,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 44,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 44,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกเดือนละ 3,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ม. 1490 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นางสาว บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรวุฒิ เชาวลิต
ชื่อองค์คณะ
วินิตย์ ศรีภิญโญ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801/2565
#687513
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสมาแสดงและมิได้อ้างอิงเป็นพยานหลักฐานโดยยื่นบัญชีระบุพยานมาก่อน แต่เมื่อพิจารณาคำขอทำสัญญาเช่าซื้อซึ่งมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 3 เป็นคู่สมรสกับจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนสมรสกัน และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไว้ ทั้งโจทก์ยื่นฎีกาโดยอ้างส่งสำเนาใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวซึ่งมีข้อความยืนยันความเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายแนบท้ายฎีกามาด้วย เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำแก้ฎีกาทั้งมิได้โต้แย้งสำเนาใบสำคัญการสมรสกับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาแต่อย่างใด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังสำเนาใบสำคัญการสมรสกับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) การที่จำเลยที่ 3 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 3 รับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ภริยาของจำเลยที่ 3 ทำสัญญาเช่าซื้อ และหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือมีความรับผิดตามสัญญาเช่าซึ่งจำเลยที่ 3 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือดังกล่าวถือเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่ภริยาของตนก่อขึ้น หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อจึงถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 260,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 36,000 บาท และอีกเดือนละ 4,000 บาท ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 296,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 175,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 10 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากโจทก์ในราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 283,290 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 60 งวด งวดละ 5,052 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 10 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญายินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 3 สามีของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยตกลงร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 6 งวดเศษ แล้วผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่งวดที่ 7 ประจำวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปเป็นระยะเวลาสามงวดติดต่อกัน โจทก์บอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสามโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามหนังสือให้ความยินยอม หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามข้อนำสืบของโจทก์ ในคดีที่จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จะไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาแสดง และข้อเท็จจริงยังไม่ได้ความจากคำพยานบุคคลของโจทก์ชี้ชัดว่า จำเลยที่ 3 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ หรือ เพียงอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส อันเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาคำขอทำสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 3 เป็นคู่สมรสกับจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนสมรสกัน และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไว้ ย่อมชี้ให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความสัมพันธ์ต่อกันฉันสามีภริยาทางกฎหมาย ทั้งโจทก์ยื่นฎีกาโดยอ้างส่งสำเนาใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวซึ่งมีข้อความยืนยันความเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 แนบท้ายฎีกามาด้วย และศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาฎีกาพร้อมเอกสารแนบท้ายฎีกาให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว แต่จำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำแก้ฎีกา ทั้งมิได้โต้แย้งสำเนาใบสำคัญการสมรสกับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาแต่อย่างใด เอกสารเช่นว่านี้ แม้โจทก์จะไม่เคยแสดงความจำนงอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานโดยยื่นบัญชีระบุพยานมาก่อน แต่เมื่อเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลฎีกามีอำนาจรับฟังสำเนาใบสำคัญการสมรส กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 สำเนาใบสำคัญการสมรส กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกา ซึ่งปรากฏรายละเอียดว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 ณ สำนักทะเบียนพระสมุทรเจดีย์ จึงสนับสนุนข้อความในคำขอทำสัญญาเช่าซื้อ และทำให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) บัญญัติให้หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นในระหว่างสมรสและอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันถือเป็นหนี้ร่วมนั้น หมายความถึงการเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และการที่จำเลยที่ 3 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อ โดยมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 3 รับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ภริยาของจำเลยที่ 3 ทำสัญญาเช่าซื้อ และหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือมีความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 3 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือที่จำเลยที่ 3 แสดงเจตนาดังกล่าวมีลักษณะของการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นภริยาของตนก่อขึ้น หนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อรายนี้จึงถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 175,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490 (4)
ป.วิ.พ. ม. 87 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นางสาว อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นางสาวแก้วตา หฤทัยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3800/2565
#721444
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอเอาประกันกลุ่ม ผู้ตายยื่นคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลย ระบุผู้รับประโยชน์ไว้ 2 ราย คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และโจทก์โดยระบุความสัมพันธ์ว่า ภรรยาของผู้ตาย ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตท้ายคำขอเอาประกันภัยกลุ่ม ข้อ 12.1 ระบุเรื่องการจ่ายเงินผลประโยชน์ว่า "กรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ใด ๆ ภายใต้ข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัยนี้ตามคำร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรของผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้หรือของผู้ถือกรมธรรม์ โดยจ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยนี้" ดังนั้น แม้สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. จะเป็นผู้ถือกรมธรรม์ตามคำขอเอาประกันภัยกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากการเอาประกันชีวิตรายนี้เป็นการประกันภัยกลุ่มสำหรับสมาชิกสหกรณ์ผู้เอาประกันภัย แต่ในการจ่ายเงินผลประโยชน์ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต ข้อ 12.1 โดยจำเลยจะต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่ผู้รับประโยชน์ทั้งสองรายตามที่ระบุไว้ตามคำขอเอาประกันภัยกลุ่ม ส่วนจำนวนเงินผลประโยชน์ที่จ่ายให้นั้น ผู้รับประโยชน์ทั้งสองรายจะจัดสรรกันอย่างไรเป็นเรื่องระหว่างผู้รับประโยชน์ทั้งสองราย ทั้งในการเอาประกันชีวิตผู้ตายต้องทำคำขอเอาประกันกับจำเลย สัญญาประกันชีวิตรายนี้จึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้ตายกับจำเลย ไม่ใช่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เป็นผู้ทำสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายมีฐานะเป็นทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นคู่สัญญาและเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตย่อมมีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์จากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 889

การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในใบมอบฉันทะท้ายบันทึกถ้อยคำของผู้รับประโยชน์ เป็นการมอบอำนาจให้โรงพยาบาล แพทย์ หรือผู้อื่นใด ซึ่งได้กระทำการตรวจรักษาผู้ตาย มีอำนาจแจ้งต่อจำเลยหรือผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจ ถึงการเจ็บป่วย การได้รับบาดเจ็บ ประวัติทางการแพทย์ การปรึกษา ใบสั่งยาหรือการรักษา และสำเนาบันทึกของโรงพยาบาลหรือการแพทย์ของผู้ตายเท่านั้น มิใช่เป็นการมอบอำนาจให้สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการรับคำบอกล้างโมฆียะกรรมจากจำเลยแต่อย่างใด เมื่อจำเลยเพียงแต่มีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ผู้รับประโยชน์เพียงรายเดียว โดยมิได้บอกล้างโมฆียะกรรมไปยังโจทก์ผู้รับประโยชน์อีกรายหนึ่งด้วย จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง สัญญาประกันชีวิตระหว่างผู้ตายกับจำเลยในส่วนของโจทก์จึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยใช้เงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่ความตาย นายขวัญกล้าทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2554 นายสุกรียื่นคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลย ระบุให้สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยตกลงรับประกันชีวิตนายสุกรีในวงเงิน 1,600,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2555 นายสุกรีนำกรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการกู้ยืมเงิน 1,600,000 บาท จากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2554 นายสุกรีถึงแก่ความตายจากอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนต้นไม้ริมถนน โจทก์แจ้งสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เพื่อติดต่อขอรับเงินประกันชีวิตจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธโดยอ้างว่าผู้ตายไม่เปิดเผยข้อความจริงเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการตรวจรักษาไว้ในคำขอเอาประกันชีวิต และมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์และผู้ถือกรมธรรม์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกมีว่า นายสุกรี ผู้ตาย ปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพในขณะทำสัญญาประกันชีวิตอันเป็นเหตุให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างผู้ตายกับจำเลยเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอเอาประกันภัยกลุ่ม ข้อ 6 มีข้อความว่า โปรดทำเครื่องหมายกากบาทหน้าโรคต่อไปนี้ "...เฉพาะที่ท่านเคยเป็นหรือทราบว่าท่านเป็น..." โดยระบุหัวข้อของโรคชนิดต่าง ๆ ไว้หลายโรค และมีหัวข้อที่เป็นวัณโรค หืดหอบรวมอยู่ด้วย และข้อ 7 มีข้อความว่า "ข้าพเจ้าขอรับรองว่า ถ้อยคำที่ได้ให้ไว้ในคำขอเอาประกันภัยฉบับนี้เป็นความจริงทุกประการ หากปรากฏว่าไม่เป็นความจริง หรือข้าพเจ้าปกปิดไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้บริษัทฯ ทราบ ข้าพเจ้ายินยอมให้บริษัทฯ ทำการบอกล้างสัญญาที่บริษัทฯ รับประกันภัยของข้าพเจ้าไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 ได้" ผู้ตายกรอกข้อความในคำขอเอาประกันชีวิตดังกล่าว โดยไม่ได้ทำเครื่องหมายกากบาทหน้าโรคชนิดใด การไม่ทำเครื่องหมายดังกล่าวย่อมเป็นการที่ผู้ตายยืนยันต่อจำเลยว่าผู้ตายไม่เคยเป็นหรือทราบว่าเป็นโรคตามที่ระบุไว้นั้น และผู้ตายต้องทราบข้อความในข้อ 7 ของคำขอเอาประกันชีวิตดังกล่าวแล้ว เมื่อปรากฏตามประวัติการรักษาผู้ตายว่า ผู้ตายเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ส. ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2547 ด้วยโรคหืดหอบ มีอาการไอบ่อย หายใจเหนื่อยหอบ ไอมีเสมหะ แพทย์ต้องให้ยาแก่ผู้ตายในการรักษาพยาบาล ซึ่งมีทั้งยาที่ต้องรับประทานและยาที่ต้องพ่น ผู้ตายไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าวหลายครั้งตลอดมาจนถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2554 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ตายควรแจ้งให้จำเลยทราบ ผู้ตายยื่นคำขอเอาประกันภัยกลุ่มต่อจำเลยเพื่อให้จำเลยรับประกันชีวิตผู้ตายเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2554 อันเป็นช่วงเวลาที่ผู้ตายเข้ารับการรักษาโรคหืดหอบอยู่ที่โรงพยาบาล ส. โดยไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องโรคหืดหอบให้จำเลยทราบ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อสาระสำคัญที่จำเลยผู้รับประกันภัยจะต้องใช้ประกอบการพิจารณาว่าสมควรจะให้เรียกเบี้ยประกันสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญาหรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นตามที่โจทก์อ้างว่า จำเลยไม่มีพนักงานให้คำแนะนำแก่ผู้ตายก็ตาม แต่ขณะยื่นคำขอเอาประกันชีวิตผู้ตายรับราชการในตำแหน่งครูชำนาญการ ผู้ตายย่อมสามารถอ่านและเข้าใจคำขอเอาประกันชีวิตดังกล่าวได้ว่าตนจะต้องกรอกข้อความหรือทำเครื่องหมายใดบ้างในเอกสารดังกล่าวจึงจะถูกต้องสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้อธิบายหรือแนะนำ การที่ผู้ตายปกปิดมิได้แจ้งข้อความจริงในเรื่องสุขภาพเกี่ยวกับโรคหืดหอบของตน จึงทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างผู้ตายกับจำเลยเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายจะถึงแก่ความตายด้วยโรคที่ปกปิดไว้หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปมีว่า จำเลยบอกล้างโมฆียะกรรมโดยชอบแล้วหรือไม่ ในข้อนี้ตามทางพิจารณาได้ความว่า ภายหลังจากจำเลยได้รับแจ้งว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยได้ทำการตรวจสอบประวัติการเจ็บป่วยและการรักษาของผู้ตาย ปรากฏว่าผู้ตายเคยเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ส. ด้วยโรคหืดหอบตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาจนถึงวันที่ผู้ตายขอเอาประกันชีวิตกับจำเลย จำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 และต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยมีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมพร้อมคืนค่าเบี้ยประกันภัยไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ผู้รับประโยชน์ โดยหนังสือบอกล้างไปถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว เห็นว่า ตามคำขอเอาประกันภัยกลุ่ม ผู้ตายยื่นคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลย ระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ 2 ราย คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และโจทก์ โดยระบุความสัมพันธ์ว่า ภริยาของผู้ตาย และตามกรมธรรม์ประกันชีวิตท้ายคำขอเอาประกันภัยกลุ่ม ข้อ 12.1 ระบุเรื่องการจ่ายเงินผลประโยชน์ว่า "กรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ใด ๆ ภายใต้ข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัยนี้ตามคำร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรของผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้หรือของผู้ถือกรมธรรม์ โดยจ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยนี้" ดังนั้น แม้สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. จะเป็นผู้ถือกรมธรรม์ดังกล่าว เนื่องจากการเอาประกันชีวิตรายนี้เป็นการประกันภัยกลุ่มสำหรับสมาชิกสหกรณ์ผู้เอาประกันภัย แต่ในการจ่ายเงินผลประโยชน์ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต ข้อ 12.1 โดยจำเลยจะต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่ผู้รับประโยชน์ทั้งสองรายตามที่ระบุไว้ ส่วนจำนวนเงินผลประโยชน์ที่จ่ายให้นั้น ผู้รับประโยชน์ทั้งสองรายจะจัดสรรกันอย่างไรเป็นเรื่องระหว่างผู้รับประโยชน์ทั้งสองราย ทั้งในการเอาประกันชีวิตผู้ตายต้องทำคำขอเอาประกันกับจำเลย สัญญาประกันชีวิตรายนี้จึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้ตายกับจำเลย ไม่ใช่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เป็นผู้ทำสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายมีฐานะเป็นทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นคู่สัญญาและเป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตย่อมมีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์จากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 แม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในใบมอบฉันทะท้ายบันทึกถ้อยคำของผู้รับประโยชน์ แต่การมอบฉันทะดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจให้โรงพยาบาล แพทย์ หรือผู้อื่นใด ซึ่งได้กระทำการตรวจรักษาผู้ตาย มีอำนาจแจ้งต่อจำเลยหรือผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจ ถึงการเจ็บป่วย การได้รับบาดเจ็บ ประวัติทางการแพทย์ การปรึกษา ใบสั่งยาหรือการรักษา และสำเนาบันทึกของโรงพยาบาลหรือการแพทย์ของผู้ตายเท่านั้น มิใช่เป็นการมอบอำนาจให้สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการรับคำบอกล้างโมฆียะกรรมจากจำเลยแต่อย่างใด การที่จำเลยเพียงแต่มีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เพียงรายเดียว โดยมิได้บอกล้างโมฆียะกรรมไปยังโจทก์ผู้รับประโยชน์อีกรายหนึ่งด้วย จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง สัญญาประกันชีวิตระหว่างผู้ตายกับจำเลยในส่วนของโจทก์จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยใช้เงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 1,600,000 บาท นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยคืนเงินค่าเบี้ยประกันของผู้ตายให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ไปแล้ว 10,640 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์เพียง 1,589,360 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว กำหนดให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,589,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 เมษายน 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865 ม. 889
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ด. โดยนาย ข. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายสนธิชัย จันทร์พานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2565
#687902
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนห้องชุดกึ่งหนึ่ง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้ว ห้องชุดดังกล่าวกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในส่วนนี้มาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 252 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

ห้องชุดพิพาททั้งสองห้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกิดจากการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น มิใช่เป็นความบกพร่องของโจทก์ที่มิได้บรรยายฟ้องถึงฐานะแห่งกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย และเมื่อพิจารณาจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ที่ขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบห้องชุดตามฟ้องคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น ฟังว่าโจทก์มีคำขอบังคับตามลำดับโดยชัดแจ้งแล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ห้องชุดพิพาททั้งสองห้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถือว่าศาลชั้นต้นพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์โดยชอบแล้ว มิได้เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ประกอบกับตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 19 มิได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเสียทีเดียว ฉะนั้น คนต่างด้าวจึงอาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองไม่จำต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งจึงไม่ชอบ เพราะนอกจากโจทก์จะชนะคดีไม่เต็มตามฟ้องแล้ว โจทก์ยังไม่สามารถบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบห้องชุดดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้จะอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยที่ วชย.81/2562 ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลจังหวัดภูเก็ตจึงให้โอนสำนวนคดีนี้ไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 11

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่จำต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันที่ราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างสมรส จำเลยที่ 1 ซื้อห้องชุดพิพาทเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. จากบริษัท ร. วันที่ 27 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันที่ราชอาณาจักรสวีเดน

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินห้องชุดกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนห้องชุดกึ่งหนึ่ง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้ว ห้องชุดดังกล่าวกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในส่วนนี้มาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนแบ่งห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพียงผู้เดียว โดยให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทน จำเลยที่ 1 โอนห้องชุดทั้งสองห้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต เป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนการให้ห้องชุดระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบห้องชุดตามฟ้องคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าห้องชุดพิพาททั้งสองห้องไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์เพียงผู้เดียว แต่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการให้ห้องชุดพิพาทส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่ง โจทก์มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ ปัญหานี้จึงยุติไป แต่ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งโดยโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องนั้นเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 (ที่ถูก มาตรา 6) ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่จำต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งนั้น เห็นว่า ประเด็นที่ว่าห้องชุดพิพาททั้งสองห้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกิดจากการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น มิใช่เป็นความบกพร่องของโจทก์ที่มิได้บรรยายฟ้องถึงฐานะแห่งกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย และเมื่อพิจารณาจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ข้อ 2 ที่ขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบห้องชุดตามฟ้องคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น ฟังว่าโจทก์มีคำขอบังคับตามลำดับโดยชัดแจ้งแล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ห้องชุดพิพาททั้งสองห้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถือว่าศาลชั้นต้นพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์โดยชอบแล้ว มิได้เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ประกอบกับตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 19 มิได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเสียทีเดียว ฉะนั้น คนต่างด้าวจึงอาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองไม่จำต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะนอกจากโจทก์จะชนะคดีไม่เต็มตามฟ้องแล้ว โจทก์ยังไม่สามารถบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนห้องชุดพิพาททั้งสองห้องซึ่งเป็นสินสมรสกึ่งหนึ่ง โจทก์ฎีกาว่า สามารถดำเนินการพิพากษาให้จดทะเบียนห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ในชั้นฎีกา จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 200 บาท แต่โจทก์เสียมา 76,835 บาท ซึ่งเกินมา 76,635 บาท จึงต้องคืนส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกินจำนวน 76,635 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 182/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาง ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสรายุทธ วราโห
- นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3785/2565
#686572
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องมิได้ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของผู้เยาว์ทั้งสาม ก็ชอบที่จะพิพากษาให้ผู้ร้องไปจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1548 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง เป็นการพิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 252 ประกอบ พ.ร.บ.เยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง และให้ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องพบผู้เยาว์ทั้งสามและรับผู้เยาว์ทั้งสามมาพักอาศัยกับผู้ร้องอย่างน้อยเดือนละ 2 วัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิงสรัลพร เด็กหญิงอัยรดา และเด็กหญิงอารีรดา ผู้เยาว์ทั้งสาม เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสปัญญ์ ผู้ร้อง โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องสามารถไปพบผู้เยาว์ทั้งสามที่โรงเรียนได้โดยให้อยู่ในความดูแลของครู และห้ามมิให้ผู้คัดค้านปิดกั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ร้องกับผู้เยาว์ทั้งสามไม่ว่าทางโทรศัพท์หรือวิธีการสื่อสารอย่างอื่นตามความเหมาะสม คำขออื่นของผู้ร้องและผู้คัดค้านให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิรับผู้เยาว์ทั้งสามไปพักอาศัยเดือนละ 2 วัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยในระหว่างนั้นให้นางนันทิยา มารดาผู้ร้อง หรือบุคคลที่มารดาผู้ร้องไว้วางใจช่วยเหลือผู้ร้องในขณะที่ผู้เยาว์ทั้งสามพักอาศัยกับผู้ร้องด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านแต่งงานและอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2557 มีบุตรผู้เยาว์ 3 คน คือเด็กหญิงสรัลพร เกิดวันที่ 29 กันยายน 2557 เด็กหญิงอัยรดา และเด็กหญิงอารีรดา ซึ่งเป็นฝาแฝด เกิดวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 ต่อมาปี 2560 ผู้ร้องและผู้คัดค้านมีปัญหาความขัดแย้งกันในครอบครัวจนแยกทางกัน ผู้ร้องเคยถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3643/2558 ของศาลจังหวัดตรัง ในความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1121/2560 ของศาลจังหวัดตรัง ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1942/2559 ของศาลจังหวัดตรัง ในข้อหามีอัลปราโซแลม วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไดอาซีแพม วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 กัญชายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และพาอาวุธปืนมีทะเบียนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ผู้ร้องเคยเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์และโรงพยาบาลตรัง เนื่องจากมีอาการซึมเศร้า

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า สมควรให้ผู้ร้องมีสิทธิรับผู้เยาว์ไปพักอาศัยเดือนละ 2 วัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์หรือไม่ เห็นว่า โรคซึมเศร้าก็ดี หรือโรคไบโพล่าร์ก็ดี เป็นโรคที่เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ การรักษาจึงจำเป็นต้องได้รับยาโดยแพทย์จะให้รับประทานยาเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่ขึ้น และควรทำควบคู่กันเพื่อผลดีในระยะยาวคือการทำจิตบำบัดเพื่อหาสาเหตุของโรค และที่สำคัญที่สุดคือการรับประทานยารักษาอย่างต่อเนื่อง ห้ามหยุดยาเองหรือลดยาโดยเด็ดขาดเพราะอาจทำให้อาการโรครุนแรงกว่าเดิมและต้องเริ่มกระบวนการรักษาใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งอาการของโรคดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยทั้งในด้านการงาน การประกอบอาชีพ และความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น การที่ผู้ร้องไปหาแพทย์เพียงครั้งเดียว ย่อมทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่องและทำให้อาการป่วยของผู้ร้องรุนแรงกว่าเดิม ผู้ร้องยังคงมีพฤติกรรมก้าวร้าวก่อความรุนแรงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้เช่นคนปกติทั่วไป ดังจะเห็นได้จากในช่วงปี 2561 และปี 2562 ผู้ร้องขับรถมาวนเวียนบริเวณบ้านที่ผู้คัดค้านพักอาศัยจนทำให้ผู้คัดค้านและครอบครัวเกิดความตกใจกลัว มีการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 ผู้ร้องได้นำน้ำมันไปจุดเผาบ้านนายดาวิ เพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน โดยผู้ร้องรับสารภาพว่าจุดไฟเผาบ้านเพื่อนบ้านด้วยอารมณ์โมโห เนื่องจากลูกสุนัขตัวโปรดที่เลี้ยงไว้ได้หายไปคาดว่านายดาวิจะอุ้มไป วันที่ 18 ตุลาคม 2563 เวลา 21.30 นาฬิกา ผู้ร้องขับรถจักรยานยนต์ชนรั้วบ้านของผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2565 ผู้ร้องและมารดาผู้ร้องไปรับผู้เยาว์ ปรากฏจากภาพถ่ายท้ายคำร้องคัดค้านคำร้องขอออกหมายจับหรือหมายเรียกผู้คัดค้านกรณีไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 แสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้เยาว์ร้องไห้ไม่อยากไปบ้านผู้ร้องกับมารดาผู้ร้อง ผู้ร้องใช้กำลังยื้อยุดฉุดกระชากและอุ้มผู้เยาว์ขึ้นรถอันเป็นการใช้วิธีรุนแรงแก่ผู้เยาว์ นอกจากนี้ผู้ร้องยังแสดงออกซึ่งความรุนแรงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้แก่เฟซบุ๊ก โดยเขียนข้อความว่า ไปให้สุดหยุดที่เรือนจำ หรือโทษสูงสุดคือ 25 ปี ตามกฎหมายถ้าคิดจะจำผม ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ผมจะล้างครัว มันก็ 25 ปี เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ประกอบกับผู้เยาว์ทั้งสามอยู่ในช่วงวัย 7 ถึง 8 ขวบ ยังไร้เดียงสา และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งรอบตัวรวมทั้งเลียนแบบพฤติกรรมของบิดามารดา การที่ผู้ร้องมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้เยาว์ทั้งสามและอาจซึมซับพฤติกรรมก้าวร้าวติดตัวไปในภายภาคหน้า ทั้งมารดาผู้ร้องไม่อาจห้ามปรามหรือดูแลผู้ร้องได้ตลอดเวลา ผู้ร้องออกจากบ้านไปเมื่อปี 2560 ขณะที่ผู้เยาว์ทั้งสามอายุเพียง 2 ถึง 3 ขวบ และไม่เคยไปมาหาสู่หรือรับผู้เยาว์ทั้งสามไปเลี้ยงดูมาก่อน จึงจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาค่อย ๆ สร้างความสนิทสนมเพื่อให้ผู้เยาว์ทั้งสามเกิดความรักและไว้วางใจผู้ร้องซึ่งเป็นบิดา การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ผู้ร้องมีสิทธิรับผู้เยาว์ทั้งสามไปพักอาศัยเดือนละ 2 วัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ในขณะที่ผู้ร้องยังไม่หายจากอาการโรคซึมเศร้า จึงไม่อาจคาดหมายได้ว่าสารสื่อประสาทในสมองของผู้ร้องจะทำงานผิดปกติในช่วงเวลาใดบ้าง เมื่อผู้ร้องไม่ได้ไปรับการรักษาอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้รับประทานยาเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่ ผู้ร้องอาจใช้ความรุนแรงแก่ผู้เยาว์ทั้งสามโดยไม่รู้ตัว เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้เยาว์ทั้งสามในชั้นนี้เห็นควรให้สิทธิผู้ร้องไปพบผู้เยาว์ทั้งสามที่โรงเรียนได้โดยให้อยู่ในความดูแลของครูและห้ามมิให้ผู้คัดค้านปิดกั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ร้องกับผู้เยาว์ทั้งสามไม่ว่าทางโทรศัพท์หรือวิธีสื่อสารอย่างอื่นตามความเหมาะสม เพื่อให้โอกาสผู้ร้องได้มีโอกาสกลับไปรักษาตัวพบแพทย์อย่างต่อเนื่องจนสามารถควบคุมอารมณ์ให้คงที่เสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ผู้ร้องมีสิทธิรับผู้เยาว์ทั้งสามไปพักอาศัยเดือนละ 2 วัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยในระหว่างนั้นให้นางนันทิยา มารดาผู้ร้อง หรือบุคคลที่มารดาผู้ร้องไว้วางใจช่วยเหลือผู้ร้องในขณะที่ผู้เยาว์ทั้งสามพักอาศัยกับผู้ร้องด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องมิได้ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของผู้เยาว์ทั้งสาม ก็ชอบที่จะพิพากษาให้ผู้ร้องไปจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง เป็นการพิพากษาที่เกินคำขอ และขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 182/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องจดทะเบียนรับเด็กหญิงสรัลพร เด็กหญิงอัยรดา และเด็กหญิงอารีรดา ผู้เยาว์ทั้งสาม เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสปัญญ์ ผู้ร้อง โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องสามารถไปพบผู้เยาว์ทั้งสามที่โรงเรียนได้โดยให้อยู่ในความดูแลของครู และห้ามมิให้ผู้คัดค้านปิดกั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ร้องกับผู้เยาว์ทั้งสามไม่ว่าทางโทรศัพท์หรือวิธีการสื่อสารอย่างอื่นตามความเหมาะสม คำขออื่นของผู้ร้องและผู้คัดค้านให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1548
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 182/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
ผู้คัดค้าน — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายมนต์รัก พันธพืช
- นางชารียา เด่นนินนาท
ชื่อองค์คณะ
เศรณี ศิริมังคละ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3772/2565
#687903
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์อันเป็นคำขอเช่นเดียวกับคำขอในคดีเดิม ซึ่งมีประเด็นว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ และมีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยกับให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์หรือไม่ แต่ประเด็นในคดีเดิมที่ว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเนื่องจากโจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมิได้มีการตกลงยอมรับกันในประเด็นข้ออื่น อันพอจะถือได้ว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อในคดีเดิมเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีในคดีเดิมแล้ว ประกอบกับ ป.พ.พ. มาตรา 1547 ได้บัญญัติถึงเหตุที่ทำให้เด็กอันเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันว่าจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร รวม 3 กรณีด้วยกัน ถึงแม้ว่าคดีเดิมโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่ยังมีกรณีที่ผู้เยาว์ทั้งสองจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้โดยคำพิพากษาของศาล การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ทั้งสอง มิใช่การรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ทั้งคำฟ้องคดีนี้มิใช่คำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีเดิม อันจะต้องยื่นต่อศาลเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 200,000 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 จนถึงวันฟ้องแย้ง เป็นเวลา 35 เดือน รวมเป็นเงิน 14,000,000 บาท และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 200,000 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะหรือจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 และ พ.564/2560 หมายเลขแดงที่ พ.923/2560 และ พ.924/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือไม่ โดยคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2560 โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 เรื่อง รับรองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ ส่วนจำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.564/2560 เรื่อง เรียกบุตรคืน ต่อมาศาลมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกัน และโจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.923/2560 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขอให้พิพากษาว่า เด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียว เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 และจำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้โจทก์นำเด็กหญิง ต. คืนให้แก่จำเลย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.564/2560 ศาลมีคำสั่งรวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนโดยต่อมาโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยตกลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ส่วนโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์อันเป็นคำขอเช่นเดียวกับคำขอในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งมีประเด็นว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ และมีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยกับให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์หรือไม่ แต่ประเด็นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางที่ว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเนื่องจากโจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมิได้มีการตกลงยอมรับกันในประเด็นข้ออื่น อันพอจะถือได้ว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อในคดีเดิมเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีในคดีหมายเลขดำที่ พ.474/2560 หมายเลขแดงที่ พ.923/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางแล้ว ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ได้บัญญัติถึงเหตุที่ทำให้เด็กอันเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันว่าจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร รวม 3 กรณีด้วยกัน ถึงแม้ว่าคดีเดิมโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่ยังมีกรณีที่เด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้โดยคำพิพากษาของศาล การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ทั้งสอง มิใช่การรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ทั้งคำฟ้องคดีนี้มิใช่คำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีเดิม อันจะต้องยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1547
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 148
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นางสาว ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรี — นางสาววราภรณ์ จานโอ
- นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3766/2565
#689121
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ โดยผู้มีส่วนได้เสียขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ หลังจากมีการยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ฉ วรรคหนึ่ง แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประดิษฐ์และทำรายงานการตรวจสอบเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสอง เมื่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณารายงานการตรวจสอบดังกล่าวแล้ว เห็นว่าการประดิษฐ์ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ จึงมีคำสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงและแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ โดยโจทก์ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้วตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนต้น หลังจากสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องพิจารณาว่าการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาวินิจฉัยว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 มีลักษณะทางเทคนิคแตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 10 และกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์แก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยให้ระบุขอบเขตความคุ้มครองให้ชัดเจนเฉพาะข้อถือสิทธิที่แตกต่างดังกล่าวเท่านั้น เห็นได้ว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตรก็เนื่องจากเห็นว่าหากโจทก์ยอมแก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยระบุขอบเขตความคุ้มครองเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 10 แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมการสิทธิบัตรเพิกถอนสิทธิบัตร อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา แล้วอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 72 โดยในอุทธรณ์ดังกล่าวโจทก์ยังคงโต้แย้งเป็นประเด็นด้วยว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่พร้อมเหตุผลสนับสนุนข้อโต้แย้งดังกล่าว สำนวนการพิจารณาตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 ฉ ในคดีนี้ จึงเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิบัตร ดังนี้ แม้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตร แต่ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมถือได้ว่ามีการดำเนินการไปตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 ฉ วรรคสี่ แล้ว เมื่อคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจในการพิจารณาสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนท้าย ทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ตามที่ พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 7 (2) บัญญัติ คณะกรรมการสิทธิบัตรซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการจึงมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว และหากพิจารณาแล้วเห็นว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ของโจทก์ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้

ที่โจทก์แก้ฎีกาโต้แย้งทำนองว่า คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ให้โจทก์แก้ไขอนุสิทธิบัตรตามกรณีปัญหาในคดีนั้นถือว่ายังอยู่ในระหว่างกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริง การที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการให้ถ้อยคำชี้แจง ส่งเอกสาร หรือสิ่งใดเพิ่มเติม ซึ่งถือว่ายังอยู่ในกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงเท่านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวและไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งฉบับ แต่มีหน้าที่เพียงรวบรวมหนังสือและข้อชี้แจงดังกล่าว และทำความเห็นเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพิจารณาสั่งประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ หากคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรได้โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมเป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้น เห็นว่า เมื่อคดีมีการเริ่มดำเนินกระบวนการตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ มาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาแสดงเหตุผลในประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวไว้ในคำวินิจฉัยแล้ว การพิจารณาต่อมาของคณะกรรมการสิทธิบัตรจึงมิใช่เป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ตามอนุสิทธิบัตรพิพาทเลขที่ 5467 มีรายละเอียดการประดิษฐ์ไม่แตกต่างไปจากอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ส่วนข้อถือสิทธิข้อที่ 2 ถึงที่ 9 ตามอนุสิทธิบัตรพิพาทเลขที่ 5467 นั้น ก็ล้วนเป็นการอ้างถึงลักษณะทางเทคนิคอันเป็นลักษณะพิเศษหรือรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติมจากข้อถือสิทธิข้อที่ 1 เว้นแต่ข้อที่ 9 ซึ่งเพิ่มเติมจากข้อถือสิทธิข้อที่ 8 อีกต่อหนึ่ง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นได้ว่ามีรายละเอียดการประดิษฐ์ไม่แตกต่างไปจากอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 เช่นกัน ดังนี้ ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ถึงที่ 9 ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 จึงเป็นการประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดไว้ในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่ก่อนแล้ว สำหรับข้อถือสิทธิข้อที่ 10 ของอนุสิทธิบัตรพิพาทเลขที่ 5467 ซึ่งมีครีบยื่น (8) มีลักษณะเป็นครีบเฉียงนั้น แม้จะไม่ปรากฏว่ามีลักษณะตรงกับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ส่งผลต่อองค์ประกอบสำคัญของการประดิษฐ์ ไม่ทำให้การทำงานต่างไปจากเดิม เมื่อพิจารณาข้อถือสิทธิทั้งหมดโดยรวมแล้วเห็นว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ไม่แตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วเดิม นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ชิ้นส่วนตัวจุกและชิ้นส่วนช่องไหลอาจถอดแยกออกจากกันได้โดยปรับปรุงให้ชิ้นส่วนตัวจุกและชิ้นส่วนช่องไหลกลายเป็นชิ้นส่วนเดียวกันนั้น ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเพียงเล็กน้อยโดยไม่ทำให้ลักษณะการทำงานเปลี่ยนไปจากเดิม การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ทั้งฉบับจึงไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการสิทธิบัตรเห็นว่าอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 มีข้อถือสิทธิส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ถือว่าไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และมีคำสั่งให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ที่มีคำสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ของโจทก์ และให้คงอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ของโจทก์ โดยมีข้อถือสิทธิครบทั้งสิบข้อไว้ตามเดิม

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการสิทธิบัตรที่ 4/2560 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับข้อถือสิทธิข้อที่ 10 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 และในส่วนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 มีคำสั่งให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ทั้งฉบับ แล้วให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ตามกฎหมายต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทส่วนราชการสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรและกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเลยที่ 2 เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์และโดยตำแหน่งดังกล่าวเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิบัตร จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิทธิบัตร วันที่ 4 มิถุนายน 2551 มีการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรของสาธารณรัฐประชาชนจีน เลขที่ "CN 201068257Y" มีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า "Aluminum and Plastic Combined Anti-theft Bottle Cap" วันที่ 16 ตุลาคม 2552 มีการออกและประกาศโฆษณาอนุสิทธิบัตร เลขที่ 5116 มีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวสำหรับขวดบรรจุ วันที่ 29 มีนาคม 2553 นายบุญยิ่ง ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ "กลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวแบบมีช่องไหลในตัว" พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้วเห็นควรให้รับจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร วันที่ 22 มิถุนายน 2553 มีการประกาศโฆษณาและออกอนุสิทธิบัตรให้ อนุสิทธิบัตรดังกล่าวมีข้อถือสิทธิดังต่อไปนี้ ข้อที่ 1 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวสำหรับขวดบรรจุมีลักษณะประกอบด้วย ชิ้นส่วนตัวจุกเป็นชิ้นหลักที่ใช้ประกอบชุดกลไกนี้โดยกลางผิวภายนอกมีครีบวงแหวนจำนวนหนึ่งเป็นระยะสำหรับยึดกับผิวด้านในของคอขวดและตรงกลางภายในจุกเป็นช่องไหลผ่านของของเหลวจากปลายด้านล่างออกสู่ปลายด้านบน ชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) ที่เคลื่อนที่ได้ประกอบอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุก (1) ปิดขวางช่องเปิดปลายด้านล่างของชิ้นส่วนตัวจุก (1) ที่เชื่อมต่อกับภายในขวดขณะขวดตั้งขึ้น ชิ้นส่วนปะเก็น (5) ที่มีลักษณะเป็นแป้นกลมมีช่องเปิดและลักษณะสอดคล้องกับลักษณะด้านบนของส่วนช่องไหล (3) สำหรับเป็นส่วนกั้นไม่ให้ของเหลวรั่วออกจากขวดทางชิ้นส่วนช่องไหลเมื่อเวลาที่เอียงขวดแต่ยังไม่ได้เปิดฝาปิดออก โดยบนชิ้นส่วนปะเก็น (5) มีส่วนขอบต่อยื่นออกมาจากแป้นกลมสำหรับสอดรัดกับผิวด้านในส่วนบนของส่วนช่องไหล (3) และขอบของชิ้นส่วนปะเก็น (5) ยังเป็นส่วนช่วยยึดชุดกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวให้อยู่กับฝาปิดก่อนนำไปใช้งาน มีลักษณะพิเศษคือ บริเวณภายในส่วนบนชิ้นส่วนตัวจุกมีส่วนช่องไหลขึ้นรูปเป็นส่วนเดียวกันกับตัวจุกในตำแหน่งเหนือชิ้นส่วนตัววาล์วสำหรับเป็นส่วนกั้นด้านบนชิ้นส่วนตัววาล์วอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุกและมีช่องไหลผ่านจำนวนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่เป็นช่องไหลผ่านของของเหลวออก ข้อที่ 2 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งบริเวณกึ่งกลางชิ้นส่วนช่องไหลลงด้านล่างเป็นระนาบเว้าหรือช่องรับแกนวาล์ว ข้อที่ 3 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งส่วนช่องเปิดปลายด้านล่างของชิ้นส่วนตัวจุก (1) มีลักษณะขอบช่องเปิดเป็นระนาบเว้าหรือโค้งรับกับลักษณะระนาบผิวของชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) ข้อที่ 4 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) มีลักษณะเป็นลูกแก้วหรือพลาสติกขึ้นรูปที่มีสัณฐานเป็นทรงกลม หรือโลหะสแตนเลสที่มีสัณฐานทรงกลม ข้อที่ 5 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งส่วนหนึ่งของตัวจุกมีครีบ (7) จำนวนหนึ่งสำหรับเสริมความแข็งแรงของชิ้นส่วนช่องไหล (3) ข้อที่ 6 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งชิ้นส่วนตัววาล์วมีสัณฐานเป็นทรงรีที่มีแกนต่อยื่นด้านบนสำหรับประกอบเข้าช่องแกนวาล์ว ข้อที่ 7 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งชิ้นส่วนตัววาล์วเป็นแป้นที่มีแกนต่อยื่นขึ้นด้านบนมีสันเป็นแฉกจำนวนหนึ่งเสริมความแข็งแรงด้านบนแป้น ข้อที่ 8 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งบนชิ้นส่วนปะเก็น (5) บริเวณแนวร่องสัมผัสกับขอบปากขวดด้านบนมีครีบยื่น (8) หรือสันนูน (9) สำหรับรับแรงกดจากการปิดผนึกขวดในกระบวนการบรรจุ ข้อที่ 9 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 8 ซึ่งสันนูน (9) มีลักษณะเป็นสันนูนต่ำ ข้อที่ 10 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 8 ซึ่งครีบยื่น (8) มีลักษณะเป็นครีบเฉียง วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 และวันที่ 22 มิถุนายน 2554 บริษัท ฝ. และบริษัท ส. ต่างยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ อ้างในทำนองเดียวกันว่าได้รับความเสียหายจากการรับจดทะเบียน และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 มิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 นายบุญยิ่งโอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ให้แก่บริษัท ท. วันที่ 1 มิถุนายน 2558 บริษัท ท. โอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยยื่นขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2558 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสองรายต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เห็นควรสั่งสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งต่อมาอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยผู้อำนวยการกองสิทธิบัตรซึ่งปฏิบัติราชการแทนมีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริง โจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวแล้วไม่เห็นด้วยกับผลการตรวจสอบ วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 โจทก์ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลการตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าว วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 สอบสวนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสองรายต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และมีลักษณะตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ วันเดียวกัน อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยผู้อำนวยการกองสิทธิบัตรซึ่งปฏิบัติราชการแทนวินิจฉัยว่า ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสองรายต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวข้อที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นการประดิษฐ์ที่มีลักษณะทางเทคนิคไม่แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว คือ อนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 หรือสิทธิบัตรของสาธารณรัฐประชาชนจีน เลขที่ "CN 201068257Y" ส่วนข้อที่ 10 เป็นการประดิษฐ์ที่มีลักษณะทางเทคนิคแตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์แก้ไขข้อถือสิทธิใหม่ โดยให้ระบุขอบเขตความคุ้มครองให้ชัดเจนเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่แตกต่างเท่านั้น คือ เฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 10 และให้โจทก์นำหนังสือสำคัญอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 มาคืน และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำหนังสือสำคัญใหม่ที่มีข้อถือสิทธิที่แก้ไขขอบเขตให้ถูกต้องแล้วโดยใช้เลขที่หนังสือสำคัญเดิม วันที่ 25 มกราคม 2560 โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ออกไม่ถูกต้องตามหลักพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คณะกรรมการสิทธิบัตรแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสิทธิบัตรสาขาวิศวกรรมเครื่องกลเพื่อให้พิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 คณะอนุกรรมการสิทธิบัตรสาขาวิศวกรรมเครื่องกลมีมติเป็นเอกฉันท์ยืนตามคำสั่งของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา วันที่ 23 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการสิทธิบัตรพิจารณาแล้วเห็นว่า สำหรับประเด็นการเป็นผู้มีส่วนได้เสียนั้น ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสองราย คือ บริษัท ฝ. ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ฝาปิดผนึก และบริษัท ส. ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายสุราโดยใช้วิธีการสั่งซื้อฝาขวดจากผู้ผลิตและผู้จัดหาวัตุดิบภายนอกเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตสุรา โดยยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ประกาศโฆษณา ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสองรายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ส่วนประเด็นเรื่องการประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ได้แก่ อนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 หรือสิทธิบัตรของสาธารณรัฐประชาชนจีน เลขที่ "CN 201068257Y" กับข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นรายข้อแล้วพบว่า ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ถึงที่ 9 มีรายละเอียดการประดิษฐ์ที่ไม่แตกต่างกับงานที่ปรากฏอยู่แล้ว กล่าวคือ การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ที่มีชิ้นส่วนตัวจุก (1) ชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) ชิ้นส่วนช่องไหล (3) ชิ้นส่วนปะเก็น (5) ที่มีลักษณะเป็นแป้นกลมมีช่องเปิดและลักษณะสอดคล้องกับลักษณะด้านบนของส่วนช่องไหล (3) สำหรับเป็นส่วนกั้นไม่ให้ของเหลวรั่วออกจากขวดทางชิ้นส่วนช่องไหลเมื่อเวลาที่เอียงขวดแต่ยังไม่เปิดฝาออก โดยบนชิ้นส่วนปะเก็น (5) มีส่วนขอบต่อยื่นออกมาจากแป้นกลมสำหรับสอดรัดกับผิวด้านในส่วนบนของส่วนช่องไหล (3) และขอบของชิ้นส่วนปะเก็น (5) ยังเป็นส่วนช่วยยึดชุดกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวให้อยู่กับฝาปิดก่อนนำไปใช้งาน โดยมีลักษณะเฉพาะ คือ บริเวณภายในส่วนบนชิ้นส่วนตัวจุกมีส่วนช่องไหลขึ้นรูปเป็นส่วนเดียวกันกับตัวจุกในตำแหน่งเหนือชิ้นส่วนตัววาล์ว ดังนั้น ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ถึงที่ 9 ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ (1) ประกอบมาตรา 6 (2) ส่วนข้อถือสิทธิข้อที่ 10 นั้น ได้ระบุถึงชิ้นส่วนปะเก็น (5) บริเวณแนวร่องสัมผัสกับขอบปากขวดด้านบนมีครีบยื่น (8) มีลักษณะเป็นครีบเฉียง ซึ่งลักษณะดังกล่าวไม่มีการเปิดเผยไว้ในงานที่ปรากฏอยู่แล้ว เมื่ออนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 มีข้อถือสิทธิส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงถือว่าไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ (1), 65 ฉ ประกอบมาตรา 6 (2) คณะกรรมการสิทธิบัตรจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 วันที่ 19 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวของคณะกรรมการสิทธิบัตรให้โจทก์ทราบ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจวินิจฉัยว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ โดยบุคคลผู้มีส่วนได้เสียขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ หลังจากมีการยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคหนึ่ง แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประดิษฐ์และทำรายงานการตรวจสอบเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสอง เมื่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณารายงานการตรวจสอบดังกล่าวแล้วเห็นว่าการประดิษฐ์ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ จึงมีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริงและแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ โดยโจทก์ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้วตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนต้น หลังจากสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องพิจารณาว่าการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาวินิจฉัยว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 มีลักษณะทางเทคนิคแตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 10 และกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์แก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยให้ระบุขอบเขตความคุ้มครองให้ชัดเจนเฉพาะข้อถือสิทธิที่แตกต่างดังกล่าวเท่านั้น เห็นได้ว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตรก็เนื่องจากเห็นว่าหากโจทก์ยอมแก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยระบุขอบเขตความคุ้มครองเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 10 แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมการสิทธิบัตรเพิกถอนสิทธิบัตร อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 72 โดยในอุทธรณ์ดังกล่าวโจทก์ยังคงโต้แย้งเป็นประเด็นด้วยว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่พร้อมเหตุผลสนับสนุนข้อโต้แย้งดังกล่าว สำนวนการพิจารณาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ในคดีนี้จึงเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิบัตร ดังนี้ แม้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตร แต่ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมถือได้ว่ามีการดำเนินการไปตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ แล้ว เมื่อคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจในการพิจารณาสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนท้าย ทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ตามที่พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 70 (2) บัญญัติ คณะกรรมการสิทธิบัตรซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการจึงมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว และหากพิจารณาแล้วเห็นว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ของโจทก์ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้ ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาโต้แย้งทำนองว่า คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ให้โจทก์แก้ไขอนุสิทธิบัตรตามกรณีปัญหาในคดีนั้นถือว่ายังอยู่ในระหว่างกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริง การที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการให้ถ้อยคำชี้แจง ส่งเอกสารหรือสิ่งใดเพิ่มเติมซึ่งถือว่ายังอยู่ในกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงเท่านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวและไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งฉบับ แต่มีหน้าที่เพียงรวบรวมหนังสือและข้อชี้แจงดังกล่าว และทำความเห็นเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพิจารณาสั่งประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ หากคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรได้โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมเป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้น เห็นว่า คดีนี้หลังจากอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ก็มีการแจ้งคำสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรทราบโดยโจทก์ได้ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้ว และไม่ปรากฏว่าอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำชี้แจง ให้ส่งเอกสารหรือสิ่งใดเพิ่มเติมอีก ทั้งคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว การสอบสวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ จึงเสร็จสิ้นแล้ว การที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาย่อมมิใช่เป็นการให้ถ้อยคำชี้แจง ส่งเอกสารหรือสิ่งใดเพิ่มเติมดังที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อคดีมีการเริ่มดำเนินกระบวนการตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ มาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาแสดงเหตุผลในประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวไว้ในคำวินิจฉัยแล้ว การพิจารณาต่อมาของคณะกรรมการสิทธิบัตรจึงมิใช่เป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาดังที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยทำนองว่าคณะกรรมการสิทธิบัตรยังไม่มีอำนาจให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของโจทก์ในชั้นดังกล่าวได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดข้อต่อไปว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังมิได้วินิจฉัย แต่ในชั้นสืบพยานคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างนำพยานหลักฐานเข้านำสืบจนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาในประเด็นนี้ใหม่ สำหรับประเด็นนี้เห็นว่า เมื่อพิจารณาอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 แล้ว การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวประกอบด้วย 4 ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ ชิ้นส่วนตัวจุก (1) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักที่ใช้ประกอบกลไกชุดนี้ โดยส่วนกลางภายในเป็นช่องไหลผ่านของของเหลวจากปลายด้านล่างออกสู่ปลายด้านบนที่ประกอบยึดอยู่กับภายในคอขวด บนผนังส่วนนอกของชิ้นส่วนตัวจุก (1) โดยรอบมีครีบหรือแถบวงแหวนจำนวนหนึ่งต่อยื่นเป็นระยะสำหรับเป็นแถบผนึกยึดกับผนังด้านในของคอขวด, ส่วนช่องไหล (3) ที่ขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนเดียวกับตัวจุกโดยส่วนช่องไหล (3) มีช่องไหลผ่านของของเหลวออกจำนวนหนึ่งประกอบอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุก (1) ในตำแหน่งเหนือชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) สำหรับเป็นส่วนกั้นด้านบนชิ้นส่วนตัววาล์ว (4), ชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) ขึ้นรูปมีลักษณะที่สามารถเคลื่อนที่ได้เมื่อประกอบอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุก (1) และสามารถปิดขวางช่องเปิดปลายด้านล่างของชิ้นส่วนตัวจุก (1) ที่เชื่อมต่อกับภายในขวดขณะตั้งขึ้น, และชิ้นส่วนปะเก็น (5) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ใช้ยึดชุดกลไกให้ติดอยู่กับฝาอะลูมิเนียม (6) ก่อนการบรรจุขวดและยังเป็นชิ้นส่วนที่ใช้ป้องกันการรั่วซึมของฝาขวดเมื่อปิดผนึกฝาแล้ว โดยมีลักษณะเป็นแป้นกลมมีช่องเปิดและลักษณะสอดคล้องกับลักษณะด้านบนของส่วนช่องไหล (3) ซึ่งขอบของชิ้นส่วนปะเก็น (5) เป็นแนวผนึกกับด้านในของฝาปิดกั้นไม่ให้ของเหลวรั่วออกจากขวดทางชิ้นส่วนช่องไหลเมื่อเวลาที่เอียงขวดแต่ยังไม่ได้เปิดฝาปิดนี้ออก และชิ้นส่วนปะเก็น (5) นี้ยังมีส่วนขอบต่อยื่นออกมาจากแป้นกลมเพื่อสอดรัดกับผิวด้านในส่วนบนของส่วนช่องไหล (3) และขอบของชิ้นส่วนปะเก็น (5) ยังเป็นส่วนช่วยยึดชุดกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวให้อยู่กับฝาปิดก่อนนำไปใช้งาน ตามรูปที่ 1 และรูปที่ 2 ในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 โดยชิ้นส่วนทั้งสี่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นไปตามข้อถือสิทธิข้อที่ 1 อันถือเป็นข้อถือสิทธิหลัก ส่วนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วประกอบด้วย 4 ชิ้นส่วนสำคัญเช่นกัน ได้แก่ ชิ้นส่วนตัวจุกซึ่งส่วนกลางภายในเป็นช่องไหลผ่านของของเหลวจากปลายด้านล่างออกสู่ปลายด้านบนที่ประกอบยึดอยู่กับภายในคอขวด, ชิ้นส่วนตัววาล์วที่เคลื่อนที่ได้ประกอบอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุกปิดขวางช่องเปิดปลายด้านล่างของชิ้นส่วนตัวจุกที่เชื่อมต่อกับภายในขวดขณะขวดตั้งขึ้น, ชิ้นส่วนช่องไหลที่มีช่องไหลผ่านของของเหลวออกประกอบอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุกในตำแหน่งเหนือชิ้นส่วนตัววาล์วสำหรับเป็นส่วนกั้นด้านบนชิ้นส่วนตัววาล์วอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุก และชิ้นส่วนปะเก็นที่มีลักษณะเป็นแป้นกลมแบนมีหยักเข้ากันกับผิวด้านบนของชิ้นส่วนช่องไหลสำหรับเป็นส่วนกั้นไม่ให้ของเหลวรั่วออกจากขวดทางชิ้นส่วนช่องไหลเมื่อเวลาที่เอียงขวดแต่ยังไม่ได้เปิดฝาปิดนี้ออก ชิ้นส่วนปะเก็นนี้ยังมีแกนยื่นออกมาจากกลางแป้นกลมเพื่อใช้สอดรัดกับผิวด้านบนของชิ้นส่วนช่องไหลเพื่อยึดชุดกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวให้อยู่กับฝาปิดก่อนนำไปใช้งาน ตามรูป ในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรพิพาทเลขที่ 5467 แล้วเห็นได้ว่า ชิ้นส่วนตัวจุก (1), ส่วนช่องไหล (3), ชิ้นส่วนตัววาล์ว (4), และชิ้นส่วนปะเก็น (5) ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 นั้น มีลักษณะการทำงานเช่นเดียวกับชิ้นส่วนตัวจุก, ชิ้นส่วนช่องไหล, ชิ้นส่วนตัววาล์ว, และชิ้นส่วนปะเก็นตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ตามอนุสิทธิบัตรพิพาทเลขที่ 5467 จึงมีรายละเอียดการประดิษฐ์ไม่แตกต่างไปจากอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ส่วนข้อถือสิทธิข้อที่ 2 ถึงที่ 9 ตามอนุสิทธิบัตรพิพาทเลขที่ 5467 นั้น ก็ล้วนเป็นการอ้างถึงลักษณะทางเทคนิคอันเป็นลักษณะพิเศษหรือรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติมจากข้อถือสิทธิข้อที่ 1 เว้นแต่ข้อถือสิทธิข้อที่ 9 ซึ่งเพิ่มเติมจากข้อถือสิทธิข้อที่ 8 อีกต่อหนึ่ง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็เห็นได้ว่ามีรายละเอียดการประดิษฐ์ไม่แตกต่างไปจากอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 เช่นกัน ดังนี้ ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ถึงที่ 9 ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 จึงเป็นการประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดไว้ในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่ก่อนแล้ว สำหรับข้อถือสิทธิข้อที่ 10 ของอนุสิทธิบัตรพิพาทเลขที่ 5467 ซึ่งมีครีบยื่น (8) มีลักษณะเป็นครีบเฉียงนั้น แม้จะไม่ปรากฏว่ามีลักษณะตรงกับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ส่งผลต่อองค์ประกอบสำคัญของการประดิษฐ์ ไม่ทำให้การทำงานต่างไปจากเดิม เมื่อพิจารณาข้อถือสิทธิทั้งหมดโดยรวมแล้ว เห็นว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตร 5467 ไม่แตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วเดิม การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 ทั้งฉบับจึงไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ส่วนที่โจทก์โต้แย้งไว้ในคำแก้ฎีกาว่า ชิ้นส่วนตัวจุกซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 นั้นมีลักษณะพิเศษ คือ บริเวณภายในส่วนบนชิ้นส่วนตัวจุกมีส่วนช่องไหลขึ้นรูปเป็นส่วนเดียวกันกับตัวจุก แตกต่างกับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ที่อาจมีการเข้าถึงตัววาล์วจากด้านบนของตัวจุกภายหลังจากประกอบติดตั้งชิ้นส่วนตัวจุกที่มีช่องไหลในตัวได้นั้น การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 จึงมีโครงสร้างที่มีประโยชน์ในการปกป้องชิ้นส่วนวาล์วให้อยู่ภายในตัวจุกอย่างมั่นคงและป้องกันการเข้าถึงตัววาล์วจากด้านบนของตัวจุกภายหลังติดตั้งชิ้นส่วนตัวจุกนี้เข้ากับปากขวดบรรจุแล้วนั้น เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ชิ้นส่วนตัวจุกและชิ้นส่วนช่องไหลอาจถอดแยกออกจากกัน ได้ปรับปรุงให้ชิ้นส่วนตัวจุกและชิ้นส่วนช่องไหลกลายเป็นชิ้นส่วนเดียวกันนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเพียงเล็กน้อยโดยไม่ทำให้ลักษณะการทำงานเปลี่ยนไปจากเดิม จึงไม่เป็นความแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญ และสำหรับที่โจทก์โต้แย้งต่อไปในคำแก้ฎีกาเกี่ยวกับความแตกต่างในข้อถือสิทธิข้อที่ 2 ถึงที่ 9 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 นั้น ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นว่าข้อถือสิทธิดังกล่าวซึ่งเป็นข้อถือสิทธิรองนั้นมีรายละเอียดการประดิษฐ์ไม่แตกต่างไปจากอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 เช่นกัน ความแตกต่างทั้งหมดที่โจทก์โต้แย้งมาข้างต้นจึงไม่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรพิพาทเลขที่ 5467 แตกต่างไปจากอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ซึ่งเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วได้ เมื่อได้ความดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิบัตรของสาธารณรัฐประชาชนจีน เลขที่ "CN 201068257Y" อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการสิทธิบัตรเห็นว่าอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5467 มีข้อถือสิทธิส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ถือว่าไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และมีคำสั่งให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดข้อนี้ฟังขี้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 65 ฉ วรรคหนึ่ง ม. 65 ฉ วรรคสอง ม. 65 ฉ วรรคสี่ ม. 65 ทวิ ม. 70 (2) ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวรวงศ์ อัจฉราวงศ์ชัย
- นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3765/2565
#688760
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ โดยบุคคลผู้มีส่วนได้เสียขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ โดยหลังจากมีการยื่นคำขอให้ตรวจสอบตามมาตรา 65 ฉ วรรคหนึ่ง แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประดิษฐ์และทำรายงานการตรวจสอบเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาตาม มาตรา 65 ฉ วรรคสอง เมื่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณารายงานการตรวจสอบดังกล่าวแล้วเห็นว่าการประดิษฐ์ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดในมาตรา 65 ทวิ จึงมีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริง และแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ โดยโจทก์ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้วตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนต้น หลังจากสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องพิจารณาว่าการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาวินิจฉัยว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 มีลักษณะทางเทคนิคแตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 7 และกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์แก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยให้ระบุขอบเขตความคุ้มครองให้ชัดเจนเฉพาะข้อถือสิทธิที่แตกต่างดังกล่าวเท่านั้น คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตรก็เนื่องจากเห็นว่าหากโจทก์ยอมแก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยระบุขอบเขตความคุ้มครองเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 7 แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมการสิทธิบัตรเพิกถอนสิทธิบัตร อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 72 โดยโจทก์ยังคงโต้แย้งว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่พร้อมเหตุผลสนับสนุนข้อโต้แย้งดังกล่าว สำนวนการพิจารณาตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ในคดีนี้จึงเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิบัตร ดังนี้ แม้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตร แต่ย่อมถือได้ว่ามีการดำเนินการไปตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ แล้ว เมื่อคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจในการพิจารณาสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนท้าย ทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ ตามที่มาตรา 70 (2) บัญญัติ คณะกรรมการสิทธิบัตรซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการจึงมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว และหากพิจารณาแล้วเห็นว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 ของโจทก์ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้ โดยหลังจากอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ก็มีการแจ้งคำสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรทราบโดยโจทก์ได้ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้ว และไม่ปรากฏว่าอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำชี้แจง ให้ส่งเอกสารหรือสิ่งใดเพิ่มเติมอีก ทั้งคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วน การสอบสวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 65 ฉ วรรคสี่ จึงเสร็จสิ้นแล้ว การที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาย่อมมิใช่เป็นการให้ถ้อยคำชี้แจง ส่งเอกสาร หรือสิ่งใดเพิ่มเติม เมื่อคดีมีการเริ่มดำเนินกระบวนการตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ มาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาแสดงเหตุผลในประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวไว้ในคำวินิจฉัยแล้ว การพิจารณาต่อมาของคณะกรรมการสิทธิบัตรจึงมิใช่เป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ที่มีคำสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 ของโจทก์ และให้คงอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 ของโจทก์ โดยมีข้อถือสิทธิครบทั้งเจ็ดข้อไว้ตามเดิม

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนฝ่ายจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ที่ 3/2560 เรื่อง อนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติและกระบวนการผลิตฝาปิดขวดดังกล่าว เลขที่ 5377 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับข้อถือสิทธิข้อ 7 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 ตามกฎหมายต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

จำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาคู่ความรับข้อเท็จจริงร่วมกันตามพยานเอกสารหมาย จ.ล. 1 ถึง จ.ล. 28 โดยโจทก์นำสืบพยานบุคคลประกอบพยานเอกสารหมาย จ. 1 ถึง จ. 6 และพยานวัตถุหมาย วจ. 1 ถึง วจ. 4 ส่วนฝ่ายจำเลยนำสืบพยานบุคคลประกอบพยานเอกสารหมาย ล. 1 ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทส่วนราชการสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเลยที่ 2 เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์และโดยตำแหน่งดังกล่าวเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิบัตร จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิทธิบัตร เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2510 มีการประกาศโฆษณาและรับจดทะเบียนสิทธิบัตรของสหรัฐอเมริกา เลขที่ 3,311,077 หรือ "US 3311077" มีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า เครื่องจักรสำหรับทำฝาขวดแบบป้องกันการแอบเปิด (MACHINE FOR MAKING NON-PILFERABLE BOTTLE CAPS) วันที่ 10 พฤษภาคม 2542 มีการประกาศโฆษณาสิทธิบัตรของสาธารณรัฐโปแลนด์ เลขที่ "PL 108923 U" หรือ "PL 108923 (U1)" มีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ฝาขวด (Bottle Cap) วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 นายบุญยิ่ง ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ "ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติและกระบวนการผลิตฝาปิดขวดดังกล่าว" พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้วเห็นควรให้รับจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร วันที่ 11 พฤษภาคม 2553 มีการประกาศโฆษณาและออกอนุสิทธิบัตรให้ อนุสิทธิบัตรดังกล่าวมีข้อถือสิทธิดังต่อไปนี้ ข้อที่ 1 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติมีลักษณะประกอบด้วยตัวฝา (1) ขึ้นรูปทรงกระบอกด้านบนเป็นผนังปิดที่มีผนังข้างส่วนบนรีดขึ้นรูปเป็นสันนูนออกด้านนอกโดยรอบ ทำให้เกิดร่องเว้าภายในตามแนวของสันนูนด้านนอกสำหรับเป็นส่วนรับกับขอบรัดปะเก็น (3) หรือขอบชิ้นส่วนปะเก็นของกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำ และบริเวณถัดขอบล่าง (4) ของฝาปิดขวดรีดขึ้นรูปเป็นร่องแหวน (5) โดยรอบสำหรับเป็นล็อกกับแนวสันบนขอบส่วนล่างของปากขวด ซึ่งร่องแหวน (5) ดังกล่าวยึดติดกับฝาขวดด้วยส่วนเชื่อมต่อที่ฉีกขาดแยกจากตัวฝาปิดขวดแบบถาวรเมื่อฝาปิดขวดถูกเปิดออก มีลักษณะเฉพาะ คือ บนพื้นผิวส่วนหนึ่งของฝาปิดในตำแหน่งที่พิมพ์ตัวอักษรหรือลวดลายส่วนหนึ่งขึ้นรูปให้มีมิติเป็นลักษณะนูนขึ้น ข้อที่ 2 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติตามข้อที่ 1 ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ บนพื้นผิวส่วนหนึ่งของฝาปิดในตำแหน่งที่พิมพ์ตัวอักษรหรือลวดลายส่วนหนึ่งขึ้นรูปให้มีมิติเป็นลักษณะยุบลงต่างระดับกับพื้นผิวของฝาปิด ข้อที่ 3 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติตามข้อที่ 1 หรือ 2 ซึ่งพื้นผิวบริเวณที่พิมพ์ลวดลายหรือตัวอักษรได้แก่ บริเวณพื้นผิวด้านบนของฝาปิด ด้านข้าง ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นอย่างน้อย ข้อที่ 4 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติตามข้อที่ 1 ซึ่งปะเก็น (3) กันรั่วผลิตจากวัสดุโฟมโพลีเอทธีลีน (PE) ข้อที่ 5 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติตามข้อที่ 1 ซึ่งปะเก็น (3) กันรั่วผลิตจากวัสดุโฟมพอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) ข้อที่ 6 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติตามข้อที่ 1 ซึ่งปะเก็น (3) เป็นชุดกลไกป้องกันการปลอมแปลงหรือกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลว (Non Refill) ข้อที่ 7 กระบวนการผลิตฝาปิดขวดที่มีมิติของอักษรหรือลวดลายมีลักษณะประกอบด้วยขั้นตอนการผลิต คือ การเตรียมแผ่นโลหะที่มีลักษณะเป็นแผ่นความหนาตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า การพิมพ์ลวดลายและอักษรบนแผ่นโลหะตามลักษณะที่กำหนดออกแบบไว้ด้วยเครื่องพิมพ์ ซึ่งทำให้ได้ลักษณะชิ้นงานตามที่กำหนดออกแบบ การปั๊มตัด (Pressing) แผ่นโลหะที่ผ่านการพิมพ์ลวดลายและอักษรให้เป็นชิ้นส่วนเหรียญกลมและขนาดตามกำหนดก่อนนำไปขึ้นรูป การนำชิ้นส่วนเหรียญกลมไปขึ้นรูปเป็นถ้วย และขึ้นมิติของตัวเลข หรือตัวอักษรด้วยเครื่องปั๊ม (Pressing) ซึ่งก่อให้มีลักษณะชิ้นส่วนฝาปิดเป็นรูปถ้วย โดยฝาปิดรูปถ้วยพิมพ์จะมีมิติ (2) ในตำแหน่งที่สอดคล้องกับตำแหน่งของตัวอักษรหรือลวดลายที่พิมพ์ไว้ในขั้นตอนการพิมพ์ลวดลายและตัวอักษรด้วยตัวอักษรนูนหรือด้วยเครื่องปั๊มขึ้นรูป (Pressing) ขนาดเล็ก ซึ่งก่อให้เกิดเป็นชิ้นส่วนฝาปิดมีลักษณะตามรูปที่ 5 การรีดขอบรัดปะเก็น (3) และรีดตัดขอบล่าง (4) บริเวณขอบฝาปิด เพื่อให้เป็นฝาขวด การรีดตัดร่องแหวนบริเวณชายฝาล่างของฝา (5) สำหรับล็อกกับปากขวดส่วนล่างหรือยึดติดกับการประกอบชิ้นส่วนปะเก็น (3) หรือชุดกลไกป้องกันการปลอมแปลง หรือกลไกป้องกันการบรรจุของเหลวซ้ำ (Non Refill) เข้าในฝาขวด เพื่อให้ได้ฝาปิดพร้อมใช้งานในกระบวนการปิดผนึกฝาปิดขวดกับภาชนะบรรจุประเภทขวด มีลักษณะพิเศษ คือ ประกอบด้วยการนำชิ้นส่วนฝาปิดรูปถ้วยพิมพ์ขึ้นมิติ (2) ในตำแหน่งที่สอดคล้องกับตำแหน่งของตัวอักษรหรือลวดลายที่พิมพ์ไว้ในขั้นตอนการพิมพ์ลวดลายและตัวอักษรด้วยตัวอักษรนูนหรือด้วยเครื่องปั๊มขึ้นรูป (Pressing) ขนาดเล็ก ซึ่งก่อให้เกิดเป็นชิ้นส่วนฝาปิดมีตัวอักษรหรือลวดลายนูน วันที่ 11 พฤษภาคม 2554 บริษัท ก. และบริษัท ส. ต่างยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์อ้างในทำนองเดียวกันว่าได้รับความเสียหายจากการรับจดทะเบียน และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ วันที่ 11 มิถุนายน 2558 นายบุญยิ่งโอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวให้แก่โจทก์ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสองรายต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่เนื่องจากมีการเปิดเผยก่อนวันยื่นขอรับอนุสิทธิบัตร เห็นควรสั่งสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งต่อมาอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยผู้อำนวยการกองสิทธิบัตรซึ่งปฏิบัติราชการแทนมีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริง โจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวแล้วไม่เห็นด้วยกับผลการตรวจสอบ วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 โจทก์ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลการตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าว วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 สอบสวนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสองรายต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และมีลักษณะตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยผู้อำนวยการกองสิทธิบัตรซึ่งปฏิบัติราชการแทนวินิจฉัยว่า ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสองรายต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวข้อที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นการประดิษฐ์ที่มีลักษณะทางเทคนิคไม่แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว คือ สิทธิบัตรของสหรัฐอเมริกา เลขที่ "US 3311077" หรือสิทธิบัตรของสาธารณรัฐโปแลนด์ เลขที่ "PL 108923 U" ส่วนข้อที่ 7 เป็นการประดิษฐ์ที่มีลักษณะทางเทคนิคแตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์แก้ไขข้อถือสิทธิใหม่ โดยให้ระบุขอบเขตความคุ้มครองให้ชัดเจนเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่แตกต่างเท่านั้น คือ เฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 7 และให้โจทก์นำหนังสือสำคัญอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 มาคืน และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำหนังสือสำคัญใหม่ที่มีข้อถือสิทธิที่แก้ไขขอบเขตให้ถูกต้องแล้วโดยใช้เลขที่หนังสือสำคัญเดิม วันที่ 25 มกราคม 2560 โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ออกไม่ถูกต้องตามหลักพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คณะกรรมการสิทธิบัตรแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสิทธิบัตรสาขาวิศวกรรมเครื่องกลเพื่อให้พิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 คณะอนุกรรมการสิทธิบัตรสาขาวิศวกรรมเครื่องกลมีมติเป็นเอกฉันท์ยืนตามคำสั่งของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา วันที่ 23 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการสิทธิบัตรพิจารณาแล้วเห็นว่า สำหรับประเด็นการเป็นผู้มีส่วนได้เสียนั้น ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสองราย คือ บริษัท ก. ประกอบธุรกิจในการผลิตและจำหน่ายฝาจุกขวดอะลูมิเนียมรวมถึงออกแบบและผลิตฝาขวดตามความต้องการของลูกค้า และบริษัท ส. ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายสุราโดยใช้วิธีการสั่งซื้อฝาขวดจากผู้ผลิตและผู้จัดหาวัตถุดิบภายนอกเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตสุรา โดยต่างยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ประกาศโฆษณา ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสองรายจึงต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ส่วนประเด็นเรื่องการประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ได้แก่ สิทธิบัตรของสหรัฐอเมริกา เลขที่ "US 3311077" และสิทธิบัตรของสาธารณรัฐโปแลนด์ เลขที่ "PL 108923 U" กับข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 เป็นรายข้อแล้วพบว่า ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ถึงที่ 6 มีรายละเอียดการประดิษฐ์ที่ไม่แตกต่างกับงานที่ปรากฏอยู่แล้ว กล่าวคือ การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ที่มีตัวฝา (1) ขอบรัดปะเก็น (3) ขอบล่าง (4) ร่องแหวน (5) ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดดังกล่าวไว้ในงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ดังนั้น ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ถึงที่ 6 ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ (1) ประกอบมาตรา 6 (2) ส่วนข้อถือสิทธิข้อที่ 7 นั้น ได้ระบุถึงกระบวนการผลิตฝาปิดขวดที่มีมิติตัวอักษรหรือลวดลายที่ประกอบด้วย การเตรียม การพิมพ์ การปั๊มตัด การนำชิ้นส่วนเหรียญกลมไปขึ้นรูปเป็นถ้วย การรีดขอบ การรีดตัดร่องแหวน การประกอบชิ้นส่วนปะเก็น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวไม่ได้มีการเปิดเผยไว้ในงานที่ปรากฏอยู่แล้ว โดยเฉพาะขั้นตอนการพิมพ์ก่อนที่จะปั๊มตัดตามแบบที่พิมพ์ อนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 มีข้อถือสิทธิส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงถือว่าไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ (1), 65 ฉ ประกอบมาตรา 6 (2) คณะกรรมการสิทธิบัตรจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 วันที่ 19 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวของคณะกรรมการสิทธิบัตรให้โจทก์ทราบ

คดีมีปัญหาที่สมควรต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดในข้อแรกก่อนว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจวินิจฉัยว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 ของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิบัตรไว้ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าข้อถือสิทธิข้อที่ 7 ในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ที่สามารถแยกต่างหากจากข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ถึงที่ 6 ได้ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 วินิจฉัยว่า อนุสิทธิบัตรดังกล่าวมีข้อถือสิทธิส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ถือว่าไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และมีมติให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวทั้งที่ข้อถือสิทธิข้อที่ 7 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเห็นว่าประเด็นข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ดังนี้ แม้ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังมิได้วินิจฉัย แต่ในชั้นสืบพยานคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างนำพยานหลักฐานเข้านำสืบจนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาในประเด็นนี้ใหม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ โดยบุคคลผู้มีส่วนได้เสียขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ หลังจากมีการยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคหนึ่ง แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประดิษฐ์และทำรายงานการตรวจสอบเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสอง เมื่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณารายงานการตรวจสอบดังกล่าวแล้วเห็นว่าการประดิษฐ์ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ จึงมีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริง และแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ โดยโจทก์ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้วตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนต้น หลังจากสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องพิจารณาว่าการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาวินิจฉัยว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 มีลักษณะทางเทคนิคแตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 7 และกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์แก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยให้ระบุขอบเขตความคุ้มครองให้ชัดเจนเฉพาะข้อถือสิทธิที่แตกต่างดังกล่าวเท่านั้น เห็นได้ว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตรก็เนื่องจากเห็นว่าหากโจทก์ยอมแก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยระบุขอบเขตความคุ้มครองเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 7 แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมการสิทธิบัตรเพิกถอนสิทธิบัตร อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 72 โดยในอุทธรณ์ดังกล่าวโจทก์ยังคงโต้แย้งเป็นประเด็นว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่พร้อมเหตุผลสนับสนุนข้อโต้แย้งดังกล่าว สำนวนการพิจารณาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ในคดีนี้ จึงเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิบัตร ดังนี้ แม้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตร แต่ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมถือได้ว่ามีการดำเนินการไปตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ แล้ว เมื่อคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจในการพิจารณาสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนท้าย ทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ตามที่พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 70 (2) บัญญัติ คณะกรรมการสิทธิบัตรซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการจึงมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว และหากพิจารณาแล้วเห็นว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 ของโจทก์ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้ ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาโต้แย้งทำนองว่าคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ให้โจทก์แก้ไขอนุสิทธิบัตรตามกรณีปัญหาในคดีนั้นถือว่ายังอยู่ในระหว่างกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริง การที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการให้ถ้อยคำชี้แจง ส่งเอกสาร หรือสิ่งใดเพิ่มเติม ซึ่งถือว่ายังอยู่ในกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงเท่านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวและไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งฉบับ แต่มีหน้าที่เพียงรวบรวมหนังสือและข้อชี้แจงดังกล่าว และทำความเห็นเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพิจารณาสั่งประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ หากคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรได้โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมเป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้น เห็นว่า คดีนี้หลังจากอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ก็มีการแจ้งคำสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรทราบโดยโจทก์ได้ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้ว และไม่ปรากฏว่าอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำชี้แจง ให้ส่งเอกสารหรือสิ่งใดเพิ่มเติมอีก ทั้งคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว การสอบสวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ จึงเสร็จสิ้นแล้ว การที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาย่อมมิใช่เป็นการให้ถ้อยคำชี้แจง ส่งเอกสาร หรือสิ่งใดเพิ่มเติม ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อคดีมีการเริ่มดำเนินกระบวนการตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ มาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาแสดงเหตุผลในประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวไว้ในคำวินิจฉัยแล้ว การพิจารณาต่อมาของคณะกรรมการสิทธิบัตรจึงมิใช่เป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาดังที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาเช่นกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 65 ทวิ ม. 65 ฉ ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกีรติ กีรติยุติ
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3764/2565
#689120
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ โดยผู้มีส่วนได้เสียขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ หลังจากมีการยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคหนึ่ง แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประดิษฐ์และทำรายงานการตรวจสอบเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสอง เมื่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณารายงานการตรวจสอบดังกล่าวแล้วเห็นว่า การประดิษฐ์ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ จึงมีคำสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงและแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ โดยโจทก์ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้วตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนตัน หลังจากสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องพิจารณาว่าการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาวินิจฉัยว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 มีลักษณะทางเทคนิคแตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 6 ถึงข้อที่ 8 และกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์แก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยให้ระบุขอบเขตความคุ้มครองให้ชัดเจนเฉพาะข้อถือสิทธิที่แตกต่างดังกล่าวเท่านั้น เห็นได้ว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตรก็เนื่องจากเห็นว่าหากโจทก์ยอมแก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยระบุขอบเขตความคุ้มครองเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 6 ถึงที่ 8 แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมการสิทธิบัตรเพิกถอนสิทธิบัตร อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 72 โดยในอุทธรณ์ดังกล่าวโจทก์ยังคงโต้แย้งเป็นประเด็นด้วยว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่พร้อมเหตุผลสนับสนุนข้อโต้แย้งดังกล่าว สำนวนการพิจารณาตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ในคดีนี้ จึงเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิบัตร ดังนี้ แม้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใด้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตร แต่ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมถือได้ว่ามีการดำเนินการไปตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ แล้ว เมื่อคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจในการพิจารณาสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนท้าย ทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ตามที่ พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 70 (2) บัญญัติ คณะกรรมการสิทธิบัตรซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการจึงมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว และหากพิจารณาแล้วเห็นว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ของโจทก์ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้

ที่โจทก์แก้ฎีกาโต้แย้งทำนองว่า คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ให้โจทก์แก้ไขอนุสิทธิบัตรตามกรณีปัญหาในคดีนั้นถือว่ายังอยู่ในระหว่างกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริง การที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการให้ถ้อยคำชี้แจง ส่งเอกสาร หรือสิ่งใดเพิ่มเติม ซึ่งถือว่ายังอยู่ในกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงเท่านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวและไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งฉบับ แต่มีหน้าที่เพียงรวบรวมหนังสือและข้อชี้แจงดังกล่าว และทำความเห็นเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพิจารณาสั่งประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ หากคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรได้โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมเป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้น เห็นว่า คดีมีการเริ่มดำเนินกระบวนการตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ มาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาแสดงเหตุผลในประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวไว้ในคำวินิจฉัยแล้ว การพิจารณาต่อมาของคณะกรรมการสิทธิบัตรจึงมิใช่เป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ถึงที่ 5 และข้อที่ 9 ถึงที่ 10 ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 เป็นการประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดไว้ในสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรีย เลขที่ "BG 960 U1" อันงานที่ปรากฏอยู่ก่อนแล้ว ส่วนข้อถือสิทธิข้อที่ 6 ถึงที่ 8 ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 นั้น แม้จะไม่ปรากฏว่ามีลักษณะตรงกับสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรีย เลขที่ "BG 960 U1" ก็ตาม แต่เมื่อข้อถือสิทธิข้อที่ 6 ถึงที่ 8 ดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งเมื่อนำข้อถือสิทธิทุกข้อมาพิจารณารวมกันทั้งหมดแล้ว เห็นได้ว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 มิได้แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วเดิม การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ทั้งฉบับจึงไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการสิทธิบัตรเห็นว่าอนุสิทธิบัตร์เลขที่ 5116 มีข้อถือสิทธิส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ถือว่าไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และมีคำสั่งให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตร์ดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ที่มีคำสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ของโจทก์ และให้คงอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ของโจทก์ โดยมีข้อถือสิทธิครบทั้งสิบข้อไว้ตามเดิม

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการสิทธิบัตรที่ 2/2560 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับข้อถือสิทธิข้อที่ 6 ถึงที่ 8 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 และในส่วนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 มีคำสั่งให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ทั้งฉบับ แล้วให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ตามกฎหมายต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทส่วนราชการสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรและกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเลยที่ 2 เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์และโดยตำแหน่งดังกล่าวเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิบัตรตามสำเนาประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิทธิบัตรตามสำเนาประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิทธิบัตร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2550 มีการประกาศโฆษณาสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรีย เลขที่ "BG 960 U1" มีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า จุกขวดสำหรับให้การปกป้อง Protective Bottle Closure วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 มีการประกาศโฆษณาสิทธิบัตรของสาธารณรัฐประชาชนจีน เลขที่ "CN 201027031Y" มีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ฝาขวดกันการแอบเปิดซึ่งทำจากวัสดุเชิงประกอบของพลาสติก-อลูมิเนียม (A Plastic-aluminum Composite, Antitheft Bottle Cap) วันที่ 31 ตุลาคม 2551 นายบุญยิ่ง ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ "ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวสำหรับขวดบรรจุ" ตามสำเนาคำขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่คำขอ 0803001300 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้วเห็นควรให้รับจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร วันที่ 16 ตุลาคม 2552 มีการประกาศโฆษณาและออกอนุสิทธิบัตรให้ อนุสิทธิบัตรดังกล่าวมีข้อถือสิทธิดังต่อไปนี้ ข้อที่ 1 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวสำหรับขวดบรรจุมีลักษณะประกอบด้วยชิ้นส่วนตัวจุกส่วนกลางภายในเป็นช่องไหลผ่านของของไหลจากปลายด้านล่างออกสู่ปลายด้านบนที่ประกอบยึดอยู่ภายในคอขวด ชิ้นส่วนตัววาล์วที่เคลื่อนที่ได้ประกอบอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุกปิดขวางช่องเปิดปลายด้านล่างของชิ้นส่วนตัวจุกที่เชื่อมต่อกับภายในขวดขณะขวดตั้งขึ้น ชิ้นส่วนช่องไหลที่มีช่องไหลผ่านของเหลวออกประกอบอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุกในตำแหน่งเหนือชิ้นส่วนตัววาล์วสำหรับเป็นส่วนกั้นด้านบน ชิ้นส่วนตัววาล์วอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุก ชิ้นส่วนปะเก็นที่มีลักษณะเป็นแป้นกลมแบนมีหยักเข้ากันกับผิวด้านบนของชิ้นส่วนช่องไหลสำหรับเป็นส่วนกั้นไม่ให้ของเหลวรั่วออกจากขวดทางชิ้นส่วนช่องไหลเมื่อเวลาที่เอียงขวดแต่ยังไม่ได้เปิดฝาปิดนี้ออก ชิ้นส่วนปะเก็นนี้ยังมีแกนยื่นออกมาจากกลางแป้นกลมเพื่อใช้สอดรัดกับผิวด้านบนของชิ้นส่วนช่องไหล เพื่อยึดชุดกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวให้อยู่กับฝาปิดก่อนนำไปใช้งาน มีลักษณะพิเศษคือมีส่วนต่อยื่นจากกึ่งกลางชิ้นส่วนช่องไหลเป็นระนาบเว้าสำหรับรองรับและบังคับชิ้นส่วนตัววาล์วให้อยู่ในตำแหน่งไม่ขวางทางไหลของของเหลวออกผ่านช่องไหลผ่านของชิ้นส่วนช่องไหลในขณะเทของเหลว ข้อที่ 2 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งชิ้นส่วนตัวจุกมีลักษณะพิเศษคือบนผนังส่วนนอกโดยรอบมีแถบวงแหวนต่อยื่นเป็นระยะสำหรับเป็นแถบผนึกยึดกับผนังด้านในของคอขวด ข้อที่ 3 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งชิ้นส่วนตัววาล์วมีสัณฐานเป็นทรงกลม ข้อที่ 4 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งช่องเปิดปลายด้านล่างของชิ้นส่วนตัวจุกมีลักษณะขอบช่องเปิดเป็นระนาบรับกับลักษณะระนาบผิวของชิ้นส่วนตัววาล์ว ข้อที่ 5 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งมีส่วนต่อยื่นจากกึ่งกลางชิ้นส่วนช่องไหลมีลักษณะเป็นระนาบเว้ารับกับลักษณะระนาบผิวโค้งของชิ้นส่วนตัววาล์วเพื่อบังคับชิ้นส่วนตัววาล์วให้อยู่ในตำแหน่งไม่ขวางทางไหลของของเหลวออกผ่านช่องไหลผ่านของชิ้นส่วนช่องไหลในขณะเทของเหลว ข้อที่ 6 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งชิ้นส่วนช่องไหลมีส่วนต่อยื่นจากกึ่งกลางที่มีลักษณะเป็นช่องรับแกนเลื่อนซึ่งรับกับแกนของชิ้นส่วนตัววาล์วเพื่อบังคับชิ้นส่วนตัววาล์วให้เลื่อนอยู่ในตำแหน่งไม่ขวางทางไหลของของเหลวออกผ่านช่องไหลผ่านของชิ้นส่วนช่องไหลในขณะเทของเหลว ข้อที่ 7 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 6 ซึ่งชิ้นส่วนตัววาล์วมีแกนต่อยื่นจากตัววาล์วสำหรับสอดเข้ากับช่องรับแกนเลื่อนของชิ้นส่วนช่องไหล ข้อที่ 8 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งชิ้นส่วนตัววาล์วมีสัณฐานเป็นทรงรีที่มีแกนยื่นต่อด้านบน หรือเป็นแป้นที่มีแกนต่อยื่นขึ้นด้านบนมีสันแฉกเสริม ข้อที่ 9 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งอย่างน้อยชิ้นส่วนตัวจุก หรือชิ้นส่วนช่องไหล หรือชิ้นส่วนปะเก็น อย่างใดอย่างหนึ่งฉีดขึ้นรูปจาก (Polyethylene, PE) หรือโพลีโพพิลีน (Polypropylene, PP) หรืออะคริริค (Acrylic) หรือโพลีสไตลีน (Polystylene, PS) อย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อที่ 10 ฝาปิดที่มีกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวตามข้อ 1 ซึ่งชิ้นส่วนตัววาล์วมีลักษณะเป็นลูกแก้วหรือพลาสติกขึ้นรูปที่มีสัณฐานเป็นทรงกลม วันที่ 11 ตุลาคม 2553 วันที่ 15 ตุลาคม 2553 และวันที่ 15 ตุลาคม 2553 บริษัท ฝ. บริษัท ก. และบริษัท ส. ต่างยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวโดยอ้างในทำนองเดียวกันว่าได้รับความเสียหายจากการรับจดทะเบียน และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ วันที่ 3 กันยายน 2556 นายบุญยิ่งโอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวให้แก่นายบุญธรินทร์ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 นายบุญธรินทร์โอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวให้แก่โจทก์ วันที่ 29 มกราคม 2559 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวแล้ว เห็นว่าผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสามรายต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่เนื่องจากมีการเปิดเผยก่อนวันยื่นขอรับอนุสิทธิบัตร เห็นควรสั่งสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งต่อมาอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยผู้อำนวยการกองสิทธิบัตรซึ่งปฏิบัติราชการแทนมีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริง โจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวแล้วไม่เห็นด้วยกับผลการตรวจสอบ วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 โจทก์ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลการตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าว วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 สอบสวนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสามรายต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และมีลักษณะตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยผู้อำนวยการกองสิทธิบัตรซึ่งปฏิบัติราชการแทนวินิจฉัยว่า ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสามรายต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวข้อที่ 1 ถึงที่ 5 และข้อที่ 9 ถึงที่ 10 เป็นการประดิษฐ์ที่มีลักษณะทางเทคนิคไม่แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว คือ สิทธิบัตรของสาธารณรัฐประชาชนจีน เลขที่ "CN 201027031Y" หรือสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรีย เลขที่ "BG 960 U1" ส่วนข้อที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นการประดิษฐ์ที่มีลักษณะทางเทคนิคแตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์แก้ไขข้อถือสิทธิใหม่ โดยให้ระบุขอบเขตความคุ้มครองให้ชัดเจนเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่แตกต่างเท่านั้น คือ เฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 6 ถึงที่ 8 และให้โจทก์นำหนังสือสำคัญอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 มาคืน และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำหนังสือสำคัญใหม่ที่มีข้อถือสิทธิที่แก้ไขขอบเขตให้ถูกต้องแล้วโดยใช้เลขที่หนังสือสำคัญเดิม วันที่ 20 มกราคม 2560 โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ออกไม่ถูกต้องตามหลักพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คณะกรรมการสิทธิบัตรแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสิทธิบัตรสาขาวิศวกรรมเครื่องกลเพื่อให้พิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 คณะอนุกรรมการสิทธิบัตรสาขาวิศวกรรมเครื่องกลมีมติเป็นเอกฉันท์ยืนตามคำสั่งของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา วันที่ 23 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการสิทธิบัตรพิจารณาแล้วเห็นว่า สำหรับประเด็นการเป็นผู้มีส่วนได้เสียนั้น ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสามราย คือ บริษัท ฝ. ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ฝาปิดผนึก บริษัท ก. ประกอบธุรกิจในการผลิตและจำหน่ายฝาจุกขวดอลูมิเนียมรวมถึงออกแบบและผลิตฝาขวดตามความต้องการของลูกค้า และบริษัท ส. ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายสุราโดยใช้วิธีการสั่งซื้อฝาขวดจากผู้ผลิตและผู้จัดหาวัตถุดิบภายนอกเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตสุรา โดยต่างยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ประกาศโฆษณา ผู้ขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ทั้งสามรายจึงต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ส่วนประเด็นเรื่องการประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ได้แก่ สิทธิบัตรของสาธารณรัฐประชาชนจีน เลขที่ "CN 201027031Y" และสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรีย เลขที่ "BG 960 U1" กับข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 เป็นรายข้อแล้วพบว่า ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ถึงที่ 5 และข้อที่ 9 ถึงที่ 10 มีรายละเอียดการประดิษฐ์ที่ไม่แตกต่างกับงานที่ปรากฏอยู่แล้ว กล่าวคือ การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ที่มีชิ้นส่วนตัวจุก (1) ชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) ชิ้นส่วนช่องไหล (3) และส่วนต่อยื่นจากกึ่งกลางชิ้นส่วนช่องไหล (3) เป็นระนาบเว้าสำหรับรองรับชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) นั้น ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดดังกล่าวไว้แล้วในงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงพิจารณาได้ว่า ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ถึงที่ 5 และข้อที่ 9 ถึงที่ 10 ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ (1) ประกอบมาตรา 6 (2) ส่วนข้อถือสิทธิข้อที่ 6 ถึงที่ 8 นั้น เมื่อพิจารณาข้อถือสิทธิข้อที่ 6 และที่ 8 แล้วพบว่าลักษณะการประดิษฐ์ดังกล่าวไม่ได้มีการเปิดเผยไว้ในงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ส่วนข้อถือสิทธิข้อที่ 7 เมื่อระบุว่าอ้างมาจากข้อถือสิทธิข้อที่ 6 จึงเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่ได้มีการเปิดเผยไว้ในงานที่ปรากฏอยู่แล้วเช่นกัน เมื่ออนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 มีข้อถือสิทธิส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงถือว่าไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ (1), 65 ฉ ประกอบมาตรา 6 (2) คณะกรรมการสิทธิบัตรจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 วันที่ 19 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวของคณะกรรมการสิทธิบัตรให้โจทก์ทราบ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจวินิจฉัยว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ โดยบุคคลผู้มีส่วนได้เสียขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ หลังจากมีการยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคหนึ่ง แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประดิษฐ์และทำรายงานการตรวจสอบเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสอง เมื่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณารายงานการตรวจสอบดังกล่าวแล้วเห็นว่า การประดิษฐ์ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ จึงมีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริง และแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ โดยโจทก์ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้วตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนต้น หลังจากสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องพิจารณาว่าการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาวินิจฉัยว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 มีลักษณะทางเทคนิคแตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 6 ถึงที่ 8 และกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์แก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยให้ระบุขอบเขตความคุ้มครองให้ชัดเจนเฉพาะข้อถือสิทธิที่แตกต่างดังกล่าวเท่านั้น เห็นได้ว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตรก็เนื่องจากเห็นว่าหากโจทก์ยอมแก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยระบุขอบเขตความคุ้มครองเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 6 ถึงที่ 8 แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมการสิทธิบัตรเพิกถอนสิทธิบัตร อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 72 โดยในอุทธรณ์ดังกล่าวโจทก์ยังคงโต้แย้งเป็นประเด็นด้วยว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่พร้อมเหตุผลสนับสนุนข้อโต้แย้งดังกล่าว สำนวนการพิจารณาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ในคดีนี้ จึงเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิบัตร ดังนี้ แม้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตร แต่ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมถือได้ว่ามีการดำเนินการไปตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ แล้ว เมื่อคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจในการพิจารณาสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนท้าย ทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ตามที่พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 70 (2) บัญญัติ คณะกรรมการสิทธิบัตรซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการจึงมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว และหากพิจารณาแล้วเห็นว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ของโจทก์ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้ ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาโต้แย้งทำนองว่าคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ให้โจทก์แก้ไขอนุสิทธิบัตรตามกรณีปัญหาในคดีนั้นถือว่ายังอยู่ในระหว่างกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริง การที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการให้ถ้อยคำชี้แจง ส่งเอกสาร หรือสิ่งใดเพิ่มเติม ซึ่งถือว่ายังอยู่ในกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงเท่านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวและไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งฉบับ แต่มีหน้าที่เพียงรวบรวมหนังสือและข้อชี้แจงดังกล่าว และทำความเห็นเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพิจารณาสั่งประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ หากคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรได้โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมเป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้น เห็นว่า คดีนี้หลังจากอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ก็มีการแจ้งคำสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรทราบโดยโจทก์ได้ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้ว และไม่ปรากฏว่าอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำชี้แจง ให้ส่งเอกสารหรือสิ่งใดเพิ่มเติมอีก ทั้งคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว การสอบสวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ จึงเสร็จสิ้นแล้ว การที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาย่อมมิใช่เป็นการให้ถ้อยคำชี้แจง ส่งเอกสาร หรือสิ่งใดเพิ่มเติม ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อคดีมีการเริ่มดำเนินกระบวนการตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ มาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาแสดงเหตุผลในประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวไว้ในคำวินิจฉัยแล้ว การพิจารณาต่อมาของคณะกรรมการสิทธิบัตรจึงมิใช่เป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาดังที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยทำนองว่าคณะกรรมการสิทธิบัตรยังไม่มีอำนาจให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของโจทก์ในชั้นดังกล่าวได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดข้อนี้ฟังขี้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดข้อต่อไปว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังมิได้วินิจฉัย แต่ในชั้นสืบพยานคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างนำพยานหลักฐานเข้านำสืบจนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาในประเด็นนี้ใหม่ สำหรับประเด็นนี้เห็นว่า เมื่อพิจารณาอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 แล้ว การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวประกอบด้วย 4 ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ ชิ้นส่วนตัวจุก (1) ซึ่งส่วนกลางภายในเป็นช่องไหลผ่านของของไหลจากปลายด้านล่างออกสู่ปลายด้านบนที่ประกอบยึดอยู่กับภายในคอขวด โดยบนผนังส่วนนอกชิ้นส่วนตัวจุก (1) โดยรอบมีแถบวงแหวนต่อยื่นเป็นระยะสำหรับเป็นแถบผนึกยึดกับผนังด้านในของคอขวด, ชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) ที่เคลื่อนที่ได้ประกอบอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุก (1) ปิดขวางช่องเปิดปลายด้านล่างของชิ้นส่วนตัวจุก (1) ที่เชื่อมต่อกับภายในขวดขณะขวดตั้งขึ้น, ชิ้นส่วนช่องไหล (3) ที่มีช่องไหลผ่านของของเหลวออกประกอบอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุก (1) ในตำแหน่งเหนือชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) สำหรับเป็นส่วนกั้นด้านบนชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) อยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุก (1), และชิ้นส่วนปะเก็น (2) ที่มีลักษณะเป็นแป้นกลมแบนมีหยักเหลี่ยมเข้ากันกับผิวด้านบนของชิ้นส่วนช่องไหล (3) สำหรับเป็นส่วนกั้นไม่ให้ของเหลวรั่วออกจากขวดทางชิ้นส่วนช่องไหลเมื่อเวลาที่เอียงขวดแต่ยังไม่ได้เปิดฝาปิดนี้ออก ชิ้นส่วนปะเก็น (2) นี้ยังมีแกนยื่นออกมาจากกลางแป้นกลมเพื่อสอดรัดกับผิวด้านบนของชิ้นส่วนช่องไหล (3) เพื่อยึดชุดกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลวให้อยู่กับฝาปิดก่อนนำไปใช้งาน ซึ่งชิ้นส่วนช่องไหล (3) ข้างต้นยังมีส่วนต่อยื่นจากกึ่งกลางชิ้นส่วนช่องไหลเป็นระนาบเว้าสำหรับรองรับและบังคับชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) ให้อยู่ในตำแหน่งไม่ขวางทางไหลของของเหลวออกผ่านช่องไหลผ่านของชิ้นส่วนช่องไหล (3) ในขณะเทของเหลว ตามรูปที่ 1 และรูปที่ 2 ในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ซึ่งส่วนประกอบทั้งสี่นี้ตรงกับที่บรรยายไว้ในข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ตอนต้น ส่วนสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรีย เลขที่ "BG 960 U1" มีลักษณะตามรูปที่ 1 ประกอบด้วย 4 ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ ชิ้นส่วนสำหรับผนึกและสำหรับปิด (6) ตามรูปที่ 3 ซึ่งมีซี่รูปวงแหวน (7) ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางที่แตกต่างกัน (27) เพื่อการผนึกกับผนังด้านในของคอขวด ภายในจะมีซี่ตัวเว้นระยะห่างตามแนวตั้ง (28) ซึ่งรองรับชิ้นส่วนช่วยริน (1), ลูกทรงกลม (S) ตามที่แสดงในรูปที่ 1, ชิ้นส่วนช่วยริน (1) ตามรูปที่ 2 ซึ่งมีชิ้นส่วนด้านนอก (2) สำหรับแนบติดกับด้านในของชิ้นส่วนสำหรับผนึกและสำหรับปิด (6) โดยมีกระบอกด้านบน (5) สำหรับแนบติดกับคอร์กหรือจุกไม้ก๊อก (13) ชิ้นส่วนช่วยริน (1) ยังมีชิ้นส่วนด้านใน (3) มีลักษณะเป็นโพรงบรรจุสำหรับรองรับลูกทรงกลม (S), และจุกไม้ก๊อก (13) ตามรูปที่ 4 ซึ่งมีชิ้นส่วนตรงกลางที่มีลักษณะเป็นถ้วยรูปทรงกรวยผนังบางเหมือนปลอก และชิ้นส่วนโดยรอบ (18) ของขอบยื่นรูปวงแหวน (12) ของไม้ก๊อก (13) มีลักษณะเป็นวงแหวนหงายขึ้น (29) ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นผิวรูปกรวยด้านนอก (30) ที่มีขนาดกว้างออกไปยังส่วนปลายด้านล่าง ส่วนปลายของรูปแหวน (29) จะอยู่ชิดกับพื้นผิวด้านในของฝาโลหะ (15) ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 แล้วเห็นได้ว่า ชิ้นส่วนตัวจุก (1), ชิ้นส่วนตัววาล์ว (4), ชิ้นส่วนช่องไหล (3), และชิ้นส่วนปะเก็น (2) ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวล้วนมีลักษณะการทำงานเช่นเดียวกับชิ้นส่วนสำหรับผนึกและสำหรับปิด (6), จุกทรงกลม (S), ชิ้นส่วนช่วยริน (1) และจุกไม้ก๊อก (13) ตามสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรีย เลขที่ "BG 960 U1" และในตอนท้ายของข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ที่ระบุว่า มีลักษณะพิเศษคือมีส่วนต่อยื่นจากกึ่งกลางชิ้นส่วนช่องไหล (3) เป็นระนาบเว้าสำหรับรองรับและบังคับชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) ให้อยู่ในตำแหน่งไม่ขวางทางไหลของของเหลวออกผ่านช่องไหลผ่านของชิ้นส่วนช่องไหล (3) ในขณะเทของเหลวนั้น ก็มีลักษณะทางเทคนิคตรงกับชิ้นส่วนด้านใน (3) ที่มีลักษณะเป็นโพรงบรรจุสำหรับรองรับลูกทรงกลม (S) ตามสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียข้างต้นเช่นกัน ส่วนข้อถือสิทธิข้อที่ 2 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ซึ่งชิ้นส่วนตัวจุกมีลักษณะพิเศษคือบนผนังส่วนนอกโดยรอบมีแถบวงแหวนต่อยื่นเป็นระยะสำหรับเป็นแถบผนึกยึดกับผนังด้านในของคอขวดนั้น มีลักษณะทางเทคนิคตรงกับซี่รูปวงแหวน (7) ของชิ้นส่วนสำหรับผนึกและสำหรับปิด (6) ตามสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียข้างต้น ข้อถือสิทธิข้อที่ 3 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ซึ่งชิ้นส่วนตัววาล์วมีสัณฐานเป็นทรงกลมนั้น มีลักษณะตรงกับลูกทรงกลม (S) ตามสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียข้างต้น ข้อถือสิทธิข้อที่ 4 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ซึ่งช่องเปิดปลายด้านล่างของชิ้นส่วนตัวจุกมีลักษณะขอบช่องเปิดเป็นระนาบรับกับลักษณะระนาบผิวของชิ้นส่วนตัววาล์วนั้น มีลักษณะตรงกับที่แสดงในรูปที่ 3 ของชิ้นส่วนสำหรับผนึกและสำหรับปิด (6) ตามสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียข้างต้น ข้อถือสิทธิข้อที่ 5 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ซึ่งมีส่วนต่อยื่นจากกึ่งกลางชิ้นส่วนช่องไหลมีลักษณะเป็นระนาบเว้ารับกับลักษณะระนาบผิวโค้งของชิ้นส่วนตัววาล์วเพื่อบังคับชิ้นส่วนตัววาล์วให้อยู่ในตำแหน่งไม่ขวางทางไหลของของเหลวออกผ่านช่องไหลผ่านของชิ้นส่วนช่องไหลในขณะเทของเหลวนั้น มีลักษณะทางเทคนิคเช่นเดียวกับชิ้นส่วนด้านใน (3) ที่มีลักษณะเป็นโพรงบรรจุสำหรับรองรับลูกทรงกลม (S) ตามสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียข้างต้น ข้อถือสิทธิข้อที่ 9 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ซึ่งอย่างน้อยชิ้นส่วนตัวจุก หรือชิ้นส่วนช่องไหล หรือชิ้นส่วนปะเก็น อย่างใดอย่างหนึ่งฉีดขึ้นรูปจาก (Polyethylene, PE) หรือโพลีโพพิลีน (Polypropylene, PP) หรืออะคริริค (Acrylic) หรือโพลีสไตลีน (Polystylene, PS) อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น มีลักษณะตรงกับวัสดุตามที่สิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียข้างต้นเปิดเผยไว้ และข้อถือสิทธิข้อที่ 10 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ซึ่งชิ้นส่วนตัววาล์วมีลักษณะเป็นลูกแก้วหรือพลาสติกขึ้นรูปที่มีสัณฐานเป็นทรงกลมนั้น ก็มีลักษณะตรงกับลูกทรงกลม (S) ตามสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียข้างต้นเช่นกัน ดังนี้ ข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ถึงที่ 5 และข้อที่ 9 ถึงที่ 10 ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 จึงเป็นการประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดไว้ในสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรีย เลขที่ "BG 960 U1" อันงานที่ปรากฏอยู่ก่อนแล้ว ส่วนข้อถือสิทธิข้อที่ 6 ถึงที่ 8 ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 นั้น แม้จะไม่ปรากฏว่ามีลักษณะตรงกับสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรีย เลขที่ "BG 960 U1" ก็ตาม แต่เมื่อข้อถือสิทธิข้อที่ 6 ถึงที่ 8 ดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งเมื่อนำข้อถือสิทธิทุกข้อมาพิจารณารวมกันทั้งหมดแล้ว เห็นได้ว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 มิได้แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วเดิม การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ทั้งฉบับจึงไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ส่วนที่โจทก์โต้แย้งไว้ในคำแก้ฎีกาว่า อนุสิทธิบัตรของโจทก์ระบุถึงชิ้นส่วนตัวจุก (1) ส่วนกลางภายในเป็นช่องไหลผ่านของของเหลวจากปลายด้านล่างออกสู่ปลายด้านบนที่ประกอบยึดอยู่กับภายในคอขวดไม่มีครีบ ทำให้มีอัตราการไหลของของเหลวที่ดีขึ้น ซึ่งแตกต่างจากสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียที่มีครีบทำให้อัตราการไหลไม่สะดวกเหมือนของโจทก์นั้น เห็นว่า ในชั้นสืบพยานโจทก์มีผู้รับมอบอำนาจเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า สิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียนั้นเปิดเผยบรรยายถึงชิ้นส่วนจุกที่มีครีบวงแหวนหรือซี่วงแหวน (7) ด้านนอกมีขนาดแตกต่างกัน และระยะห่างระหว่างซี่วงแหวนต่างกันเพื่อการผนึกกับผนังด้านในของปากขวด ดังนี้ ส่วนที่โจทก์เรียกว่า "ครีบ" ในสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียนั้นจึงหมายถึงส่วน "ซี่วงแหวน (7)" ตามรูปที่ 3 ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางที่แตกต่างกัน (27) เมื่อเปรียบเทียบกับอนุสิทธิบัตรของโจทก์แล้วก็พบว่ามีซี่วงแหวนในลักษณะดังกล่าวอยู่โดยรอบผนังส่วนนอกของชิ้นส่วนตัวจุก (1) ตามรูปที่ 1 และรูปที่ 2 ของอนุสิทธิบัตรเช่นเดียวกัน เพียงแต่ซี่วงแหวนของโจทก์มีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากันทุกวงเท่านั้น จึงถือเป็นข้อแตกต่างเพียงเล็กน้อย ทั้งครีบหรือซี่วงแหวนดังกล่าวเป็นส่วนที่ผนึกกับผนังด้านในของปากขวดไม่เกี่ยวกับอัตราการไหลของของเหลวแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์โต้แย้งต่อไปในคำแก้ฎีกาด้วยว่า ชิ้นส่วนช่องไหล (3) มีช่องไหลผ่านของของเหลวออกประกอบอยู่ภายในตัวจุกในตำแหน่งเหนือวาล์วสำหรับเป็นตัวกั้นตัววาล์วอยู่ภายในตัว และมีชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) ที่เคลื่อนที่ได้ประกอบอยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุกปิดขวางช่องเปิดปลายล่างของชิ้นส่วนตัวจุกที่เชื่อมต่อกับภายในขณะตั้งขวดขึ้น แตกต่างจากสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียที่ชิ้นส่วนช่วยริน (1) อยู่บริเวณชิ้นส่วนด้านนอก (2) พื้นผิวรูปกรวยนั้น เห็นว่า ชิ้นส่วนช่วยริน (1) ตามสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียนั้นมีลักษณะตามรูปที่ 2 ซึ่งสามารถแยกเป็นชิ้นส่วนด้านนอก (2) กับชิ้นส่วนด้านใน (3) แต่ในการพิจารณาต้องดูทั้งสองส่วนนี้ประกอบกัน สำหรับชิ้นส่วนด้านนอก (2) นั้น จะมีรูปทรงตามลักษณะพื้นผิวรูปกรวยที่เผยออกด้านนอก (21) และพื้นผิวรูปกรวยประกบด้านใน (22) ทั้งสองส่วนนี้ร่วมกันใช้ฐานขนาดใหญ่ที่เหมือนกัน (23) ซึ่งฐานดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ส่วนล่างของชิ้นส่วนด้านนอก (2) สำหรับชิ้นส่วนด้านใน (3) จะถูกรองรับไว้โดยชิ้นส่วนด้านนอก (2) โดยอาศัยซี่ของตัวเว้นระยะห่างซึ่งทำให้มีลักษณะเป็นโพรงสำหรับบรรจุลูกทรงกลม (S) เมื่อพิจารณาตามรูปที่ 2 ข้างต้นจะเห็นได้ว่า ชิ้นส่วนด้านใน (3) จะอยู่บริเวณด้านล่างของชิ้นส่วนช่วยริน (1) ซึ่งชิ้นส่วนช่วยริน (1) นี้จะประกอบอยู่ภายในชิ้นส่วนสำหรับผนึกและสำหรับปิด (6) ตามรูปที่ 3 เข้าเป็น "จุกขวดสำหรับให้การปกป้อง" ตามรูปที่ 1 ซึ่งสามารถเทียบได้กับชิ้นส่วนช่องไหล (3) ที่อยู่ภายในชิ้นส่วนตัวจุก (1) ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ ดังนั้น ชิ้นส่วนช่วยริน (1) ตามสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรียจึงไม่ได้อยู่บริเวณชิ้นส่วนด้านนอก (2) พื้นผิวรูปกรวย ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง และมีตำแหน่งไม่แตกต่างไปจากชิ้นส่วนช่องไหล (3) ในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ ส่วนที่โจทก์โต้แย้งอีกว่า อนุสิทธิบัตรของโจทก์มีลักษณะพิเศษ คือ มีส่วนต่อยื่นจากกึ่งกลางชิ้นส่วนไหล (3) เป็นระนาบเว้าสำหรับรองรับ และบังคับชิ้นส่วนตัววาล์ว (4) ให้อยู่ในตำแหน่งไม่ขวางทางไหลของของเหลวออกผ่านช่องไหลผ่านชิ้นส่วนช่องไหล (3) ในขณะเทของเหลวนั้น เห็นว่า ข้ออ้างในส่วนนี้ตรงกับที่บรรยายไว้ในข้อถือสิทธิข้อที่ 5 ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าส่วนดังกล่าวมีลักษณะทางเทคนิคเช่นเดียวกับชิ้นส่วนด้านใน (3) ที่มีลักษณะเป็นโพรงบรรจุสำหรับรองรับลูกทรงกลม (S) ตามสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรีย ความแตกต่างทั้งหมดที่โจทก์โต้แย้งมาข้างต้นจึงไม่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 แตกต่างไปจากสิทธิบัตรของสาธารณรัฐบัลแกเรีย และเมื่อได้ความดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิบัตรของสาธารณรัฐประชาชนจีน เลขที่ "CN 201027031Y" อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการสิทธิบัตรเห็นว่าอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 มีข้อถือสิทธิส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ถือว่าไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และมีคำสั่งให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดฟังขี้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 65 ทวิ ม. 65 ฉ วรรคหนึ่ง ม. 65 ฉ วรรคสอง ม. 65 ฉ วรรคสี่ ม. 70 (2) ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวรวงศ์ อัจฉราวงศ์ชัย
- นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2565
#687510
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินเฉพาะส่วน โดยแบ่งการครอบครองเป็นสัดส่วน พร้อมกับขอให้กันส่วนที่ดินเฉพาะส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องออกจากที่ดินก่อนมีการขายทอดตลาด แม้ตามคำร้องจะใช้คำว่าขอให้กันส่วนที่ดินของตน แต่จากเนื้อหาตามคำร้องขอดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ร้องประสงค์ขอให้ปล่อยที่ดินเฉพาะส่วนของตนที่ครอบครองเป็นสัดส่วนก่อนมีการขายทอดตลาด อันเป็นการร้องขัดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 วรรคหนึ่ง ซึ่งถือเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเท่ากับว่าได้ยื่นคำฟ้องต่อศาล อันมีผลให้คดีร้องขัดทรัพย์เป็นคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 173 วรรคสอง โดยไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องเสียก่อน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วมีคำสั่งว่า คำร้องขัดทรัพย์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องไว้ไต่สวน ให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องจึงจะมีคำสั่งคำร้องโดยให้ผู้ร้องชำระให้ครบถ้วนภายใน 7 วัน แสดงว่าคำร้องของผู้ร้องยังคงมีอยู่ แม้ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ฉบับใหม่และให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมเมื่อผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลแล้วให้ตั้งสำนวนเป็นคดีร้องขัดทรัพย์ก็เป็นเพียงคำสั่งเกินเลยจากคำแถลงของผู้ร้องที่ขอชำระค่าขึ้นศาลตามราคาประเมินเท่านั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องไว้ไต่สวนและคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ฉบับใหม่ จึงมิใช่คำสั่งที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคท้าย ที่ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ซึ่งผู้ร้องต้องทำคำโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ รวมเป็นเงิน 136,939.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6021 จังหวัดชลบุรี ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาที่ดินเป็นเงิน 2,709,000 บาท

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลกันส่วนที่ดินของผู้ร้องที่ครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด โดยผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลในการยื่นคำร้องดังกล่าวอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นเงิน 200 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องไว้ไต่สวน และในวันเดียวกันผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางหลักประกันต่อศาลจำนวน 270,000 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ จึงจะมีคำสั่งต่อไป หากไม่วางถือว่าทิ้งคำร้อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2563 ศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 วรรคหนึ่ง เป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลมา 200 บาท นั้นไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องไว้ไต่สวน ให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องจึงจะมีคำสั่งคำร้อง โดยให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง มิฉะนั้นถือว่าผู้ร้องทิ้งคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างการพิจารณาของผู้ร้อง และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของผู้ร้อง ให้ศาลชั้นต้นกำหนดเวลาให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มอย่างคดีมีทุนทรัพย์เสียใหม่แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 และมาตรา 228 นั้น โดยผู้ร้องฎีกาอ้างว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องแล้วมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำร้อง เนื่องจากผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลไม่ครบถ้วน ต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องขอชำระค่าขึ้นศาล ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ฉบับใหม่ เป็นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องและคืนคำร้องฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2563 คำสั่งศาลชั้นต้นจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา การที่ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 และมาตรา 228 นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 6023 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 6021) โดยแบ่งการครอบครองเป็นสัดส่วน พร้อมกับขอให้กันส่วนที่ดิน เฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 6023 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 6021) เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6023 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 6021) ก่อนมีการขายทอดตลาด แม้ตามคำร้องจะใช้คำว่าขอให้กันส่วนที่ดินของตน แต่จากเนื้อหาตามคำร้องขอดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ร้องประสงค์ขอให้ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ 6023 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 6021) เฉพาะส่วนของตนที่ครอบครองเป็นสัดส่วนก่อนมีการขายทอดตลาด อันเป็นการร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 วรรคหนึ่ง ซึ่งคำร้องขัดทรัพย์ถือเป็นคำฟ้องตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 1 (3) เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าวก็เท่ากับได้ยื่นคำฟ้องต่อศาล อันมีผลทำให้คดีร้องขัดทรัพย์เป็นคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 173 วรรคสอง โดยไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องขอเสียก่อน ดังนั้น การที่ต่อมาศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วมีคำสั่งว่า การที่ผู้ร้องร้องขอให้ปล่อยที่ดินเฉพาะส่วนของตน เป็นการร้องขัดทรัพย์เป็นคดีทุนทรัพย์ที่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาทนั้น ไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องไว้ไต่สวนให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องจึงจะมีคำสั่งคำร้องโดยให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนภายใน 7 วันนั้น เห็นได้ว่า นอกจากศาลชั้นต้นจะเพิกถอนคำสั่งรับคำร้องไว้ไต่สวนแล้วศาลชั้นต้นยังมีคำสั่งให้ผู้ร้องดำเนินการชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดก่อน จึงจะมีคำสั่งคำร้องต่อไป อันแสดงให้เห็นว่าคำร้องขอของผู้ร้องยังคงมีอยู่ แม้ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ฉบับใหม่และให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมเมื่อผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลแล้วให้ตั้งสำนวนเป็นคดีร้องขัดทรัพย์ก็เป็นเพียงคำสั่งเกินเลยจากคำแถลงของผู้ร้องที่ขอชำระค่าขึ้นศาลตามราคาประเมินเท่านั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องไว้ไต่สวนและคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ฉบับใหม่ดังกล่าว จึงมิใช่คำสั่งที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสุดท้ายที่ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 หากแต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ซึ่งผู้ร้องต้องทำคำโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 18 ม. 173 วรรคสอง ม. 226 ม. 228 ม. 323 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ.
ผู้ร้อง — นาง ร.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายสมชัย เมธากวินโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนาถพงษ์ สุขะปุณณพันธ์
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3690/2565
#687512
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน ธนาคาร ศ. เป็นโจทก์ฟ้อง ธ. กับพวกรวม 6 คน ให้รับผิดเรื่อง ยืม ค้ำประกัน จำนอง แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีใจความว่า จำเลยทั้งหกตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้บังคับยึดที่ดินทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม กรณีถือได้ว่า ประเด็นแห่งคดีได้รับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอมนั้น การที่จำเลยทั้งหกในคดีดังกล่าวผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประยอมความข้างต้นเป็นเรื่องที่ธนาคาร ศ. รวมถึงโจทก์ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทนชอบที่จะต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีเดิม ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัท ส. ซึ่งได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร ศ. อีกทอดหนึ่ง ประสงค์ที่จะบังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองหรือไม่ เพียงใด คำฟ้องของโจทก์กรณีนี้หาใช่เป็นคำฟ้องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่ เมื่อความปรากฏว่าทรัพย์จำนองในคดีก่อนและคดีนี้เป็นทรัพย์จำนองรายเดียวกัน และโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากบริษัท ส. ซึ่งรับโอนมาจากธนาคาร ศ. โจทก์เดิมอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันในคดีก่อนซึ่งมีคำพี่พากษาถึงที่สุดแล้ว รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องช้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ไถ่ถอนทรัพย์จำนองเป็นเงิน 2,907,051.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,490,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1 และที่ 171 (ปัจจุบันคือโฉนดที่ดินเลขที่ 39799) เลขที่ 963 จังหวัดเพชรบูรณ์ และเลขที่ 1710 (ปัจจุบันคือโฉนดที่ดินเลขที่ 47366) จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมของนายจีระศักดิ์ จำเลยที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมของนางเนียน จำเลยที่ 4 เป็นทายาทโดยธรรมของนางเป้า เดิมธนาคาร ศ. ยื่นฟ้องนายจีระศักดิ์ นายตุ๊ นางเป้า จำเลยที่ 1 นางเนียน และนางทองดี ต่อศาลชั้นต้น เรื่อง ยืม ค้ำประกัน จำนองเป็นคดีหมายเลขดำที่ 136/2536 ระหว่างพิจารณานายจีระศักดิ์ถึงแก่ความตาย ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันใจความว่า ฝ่ายจำเลยในคดีดังกล่าวตกลงชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ศ. เป็นงวด หากผิดนัดยินยอมให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1710 จังหวัดเพชรบูรณ์ เลขที่ 1 เลขที่ 34 เลขที่ 171 เลขที่ 945 และเลขที่ 963 จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ศ. ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 403/2536 แต่จำเลยทั้งหกในคดีดังกล่าวไม่ชำระหนี้ ธนาคาร ศ. จึงนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองข้างต้น โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 34 และเลขที่ 945 แล้ว ต่อมานางเป้าและนางเนียนถึงแก่ความตาย วันที่ 29 มิถุนายน 2544 ธนาคาร ศ. โอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. จากนั้นวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โอนกิจการให้แก่โจทก์ วันที่ 7 ธันวาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งเป็นผู้สวมสิทธิแทนธนาคาร ศ. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ทวิ (เดิม) เนื่องจากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด วันที่ 16 ตุลาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีพ้น 10 ปี จึงให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาพิพากษายืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ธนาคาร ศ. ฟ้องบังคับในส่วนของภาระหนี้ตามสัญญากู้ และหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ไม่ไถ่ถอนทรัพย์จำนอง แม้โจทก์จะมิได้บังคับคดีภายใน 10 ปี ซึ่งทำให้สิทธิการบังคับคดีในหนี้ประธานตามคำพิพากษาขาดอายุความ แต่สิทธิในการจำนองยังไม่ระงับ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปีไม่ได้ ประกอบกับจำเลยทั้งสี่ให้การรับว่ามีหนี้แต่ไม่ชำระหนี้ จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อบังคับแก่ทรัพย์จำนอง คำขอท้ายฟ้องก็ระบุชัดเจน ทั้งมิได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นฐานในการคำนวณแต่คำนวณจากวงเงินและดอกเบี้ยตามสัญญาจำนอง และเป็นข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อหนี้ที่จำนองเป็นประกันขาดอายุความแล้ว นั้น เห็นว่า คดีก่อนธนาคาร ศ. เป็นโจทก์ฟ้องนายธีระศักดิ์ กับพวกรวม 6 คน ให้รับผิดเรื่อง ยืม ค้ำประกัน จำนอง แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีใจความว่า จำเลยทั้งหกตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้บังคับคดียึดที่ดินทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม กรณีถือได้ว่าประเด็นแห่งคดีได้รับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอมนั้น การที่จำเลยทั้งหกในคดีดังกล่าวผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้นเป็นเรื่องที่ธนาคาร ศ. รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนชอบที่จะต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีเดิม ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร ศ. อีกทอดหนึ่ง ประสงค์ที่จะบังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองหรือไม่ เพียงใด คำฟ้องของโจทก์กรณีนี้หาใช่เป็นคำฟ้องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่ เมื่อความปรากฏว่าทรัพย์จำนองในคดีก่อนและคดีนี้เป็นทรัพย์จำนองรายเดียวกัน และโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องนี้มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งรับโอนมาจากธนาคาร ศ. โจทก์เดิมอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันในคดีก่อนซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — นาง บ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นางสาวธนิตา ณ น่าน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอนุสรณ์ จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3689/2565
#693438
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนธนาคาร ศ. เป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยให้รับผิดเรื่องยืม จำนอง แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาด และศาลแพ่งพิพากษาตามยอม กรณีถือได้ว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอมนั้น การที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้นเป็นเรื่องธนาคาร ศ. ชอบที่จะต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีเดิม ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าภายหลังจากที่ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิม โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากพ้นระยะเวลาบังคับคดี โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งท้ายที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์สิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย อย่างไรก็ตามทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ โจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือคนภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามวงเงินที่จำนองพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองหรือไม่ เพียงใด คำฟ้องของโจทก์กรณีนี้หาใช่เป็นคำฟ้องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่ เมื่อความปรากฏว่าคดีเดิมธนาคาร ศ. ฟ้องโดยใช้สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้กู้ยืมและสัญญาจำนองโดยในคดีก่อนเป็นทรัพย์จำนองรายเดียวกันกับทรัพย์จำนองในคดีนี้ และโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องนี้มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งรับโอนมาจากธนาคาร ศ. โจทก์เดิมอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นกรณีคู่ความเดียวกันในคดีก่อนซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดห้องชุดเลขที่ 5257/232 ชั้น 27 (ที่ถูก ชั้น 17) อาคารเลขที่ 5257 ชื่ออาคารชุด ท. ทรัพย์จำนอง พร้อมส่วนควบและสิ่งตรึงตรากับห้องชุดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยึดห้องชุดเลขที่ 5257/232 ชั้น 27 (ที่ถูก 17) อาคารเลขที่ 5257 ชื่ออาคารชุด ท. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 15/2536 ซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 26736 ถึงเลขที่ 26739 และเลขที่ 26742 ถึงเลขที่ 26745 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จำนวน 1,170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เดิมธนาคาร ศ. ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่ง เรื่อง ยืม จำนอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 16153/2540 ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ใจความว่า จำเลยยอมชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ศ. จำนวน 767,408.20 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยชำระเป็นงวดรายเดือน หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดได้ทันที ศาลแพ่งพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2358/2541 ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2544 ธนาคาร ศ. โอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยในคดีดังกล่าวให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. จากนั้นวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โอนกิจการให้แก่โจทก์ จากนั้นวันที่ 30 พฤษภาคม 2548 ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 2358/2541 แทนโจทก์เดิม ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 5247/232 ชั้นที่ 17 ชื่ออาคารชุด ท. เพื่อขายทอดตลาด แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากพ้นระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดต่อไป ศาลแพ่งมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ไม่เกินหนี้จำนอง 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซํ้าหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนธนาคาร ศ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดเรื่อง ยืม จำนอง แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาด และศาลแพ่งพิพากษาตามยอมตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอม กรณีถือได้ว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอมนั้น การที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้นเป็นเรื่องที่ธนาคาร ศ. ชอบที่จะต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีเดิม ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ภายหลังจากที่ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิม โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากพ้นระยะเวลาบังคับคดี โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งท้ายที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์สิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย อย่างไรก็ตามทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ โจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามวงเงินที่จำนองพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองหรือไม่ เพียงใด คำฟ้องของโจทก์กรณีนี้หาใช่เป็นคำฟ้องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่ เมื่อความปรากฏว่าคดีเดิมธนาคาร ศ. ฟ้องโดยใช้สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้กู้ยืมและสัญญาจำนองโดยทรัพย์จำนองในคดีก่อนเป็นทรัพย์จำนองรายเดียวกันกับทรัพย์จำนองในคดีนี้ และโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องนี้มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งรับโอนมาจากธนาคาร ศ. โจทก์เดิมอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันในคดีก่อนซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว กรณีเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซํ้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุกิจ ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์ ทัศนา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ช้างหัวหน้า
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3688/2565
#687901
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อนซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนด้วย โจทก์ย่อมเป็นผู้สืบสิทธิที่อยู่ในฐานะเดียวกันกับธนาคาร น. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เมื่อคดีก่อน โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวอีกต่อไป การที่โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อน นำคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก ถือว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว และประเด็นที่ศาลวินิจฉัยในคดีก่อนเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของโจทก์เดิมในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองโดยวินิจฉัยว่าโจทก์เดิมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและมีสิทธิบังคับจำนอง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองเดียวกันอีก คดีนี้จึงมีประเด็นเดียวกับคดีก่อนว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระหนี้และบังคับทรัพย์จำนองหรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าการจำนองที่ดินพิพาทได้ระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองที่ดินยังคงมีอยู่และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์จำนองต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 614,413.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 315,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 12685 (เดิม น.ส.3 ก เลขที่ 3808) จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 14271/2540 ของศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้คดีก่อน โจทก์จะได้รับอนุญาตให้สวมสิทธิแทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิม เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามคำพิพากษาแต่ไม่บังคับคดีจนระยะเวลาล่วงพ้น 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นที่สุดในคดีก่อนแล้วก็ตาม ก็ย่อมมีผลเพียงทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนต่อจำเลยและหลักประกันในคดีก่อนเท่านั้น แต่ตามคำฟ้องในคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยตามมูลหนี้สัญญาจำนองเพื่อบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 โดยระบุหน้าคำฟ้องว่าเป็นเรื่องบังคับจำนองและบรรยายเนื้อหาคำฟ้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองตามสัญญาจำนอง อีกทั้งเป็นข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อหนี้จำนองขาดอายุความแล้ว ไม่ใช่เป็นฟ้องใหม่ในประเด็นที่ศาลได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคดีก่อนแต่อย่างใด และการที่โจทก์ไม่บังคับคดีภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นที่สุดนั้นมีผลเพียงแค่ทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีในคดีดังกล่าวเท่านั้น แต่มิได้เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป ทรัพยสิทธิจำนองยังคงมีอยู่และสามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองนั้นต่อไปได้ แต่โจทก์จะบังคับดอกเบี้ยเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 นั้น เห็นว่า เดิมในคดีหมายเลขแดงที่ 14271/2540 ของศาลแพ่ง ธนาคาร น. เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองอันเป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้จำนองเต็มตามสิทธิที่ธนาคาร น. มีอยู่ ซึ่งต่อมาศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคาร น. และให้ธนาคาร น. มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 12685 (เดิม น.ส.3 ก เลขที่ 3808) ตำบลอุดมธัญญา อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนองโดยให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่ธนาคาร น. จนครบ หลังจากนั้นธนาคาร น. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. และบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์ และศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร น. โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิที่อยู่ในฐานะเดียวกันกับธนาคาร น. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เมื่อในคดีก่อน โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวอีกต่อไป และการที่โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อน นำคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก ถือว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อน เมื่อคดีก่อน ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและให้มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินทรัพย์จำนองเต็มตามสิทธิของโจทก์ และคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองเดียวกันอีก คดีนี้จึงมีประเด็นเดียวกับคดีก่อนว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระหนี้และบังคับจำนองทรัพย์จำนองนั้นหรือไม่ เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 14271/2540 ของศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ ยังไม่ปรากฏว่า การจำนองที่ดินพิพาทได้ระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองที่ดินจึงยังคงมีอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์จำนองต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาง ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวเบญจพร รุ่งทรัพย์ไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล โตศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3687/2565
#688902
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว คู่สัญญาจำต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม

หลังจากที่มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้ว จำเลยทั้งสองยินยอมอนุญาตให้โจทก์เข้าพัฒนาที่ดินได้ทันทีและโจทก์ก็เข้าพัฒนาที่ดินโดยการปรับที่ดิน ถมดิน ก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำอันเป็นสาธารณูปโภคบ้างแล้ว ถนนและท่อระบายน้ำดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่ตกติดไปกับที่ดินที่จะซื้อจะขายกันอันเป็นประโยชน์ในการจัดสรรต่อไป กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้มาซึ่งทรัพย์คือถนนและท่อระบายน้ำที่โจทก์ก่อสร้างขึ้นนั้น โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์นั้นเสียเปรียบ ลักษณะลาภมิควรได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ แต่เมื่อสภาพทรัพย์ดังกล่าวเป็นสิ่งก่อสร้างลักษณะตรึงตรากับที่ดินอย่างถาวร โดยสภาพย่อมไม่อาจคืนทรัพย์นั้นได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนโดยใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 66,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การ และฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้โจทก์ชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินและค่าเสียโอกาสในทางธุรกิจ 5,000,000 บาท กับค่าเสียหายอีกวันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกจากที่ดินของจำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ กับให้โจทก์ชำระเงินตามฟ้องแย้งแก่จำเลยทั้งสอง 100,000 บาท และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 พฤษภาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์สำหรับฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดตราจองเลขที่ 4165 เนื้อที่ 96 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเปลี่ยนโฉนดตราจองเป็นโฉนดที่ดินและยื่นคำขอแบ่งแยกในนามเดิม (จำกัดเนื้อที่) ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2557 จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามโฉนดตราจองเลขที่ 4165 ให้แก่โจทก์ในราคา 182,000,000 บาท โดยทำสัญญาออกเป็น 2 ฉบับ ฉบับแรก จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ในราคา 100,000,000 บาท ฉบับที่ 2 จำเลยที่ 2 ทำกับโจทก์ในราคา 82,000,000 บาท วันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยทั้งสองสัญญาละ 10,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,000,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 162,000,000 บาท โจทก์ตกลงชำระภายในวันที่ 28 ตุลาคม 2558 ตามสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาวางมัดจำที่ดิน ต่อมาโฉนดตราจองดังกล่าวเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 68696 เนื้อที่ 96 ไร่ 2 งาน 14 ตารางวา และแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมออกเป็นอีกแปลงหนึ่ง เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 68697 เนื้อที่ 5 ไร่ คงเหลือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 68696 เพียง 91 ไร่ 2 งาน 14 ตารางวา ภายหลังทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์ได้เข้าปรับปรุงพื้นที่ ทำถนน และท่อระบายน้ำ เพื่อจัดสรรที่ดินและสร้างบ้านขาย ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2558 จำเลยที่ 1 ตกลงขยายเวลาชำระเงินส่วนที่เหลือให้โจทก์จากกำหนดเดิมไปเป็นภายในวันที่ 2 มีนาคม 2559 เมื่อครบกำหนดโจทก์ไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ ในวันที่ 11 เมษายน 2559 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์และริบเงินมัดจำ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำให้การตามคำร้องฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2562 และยกคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2562 ของโจทก์ ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 จะบัญญัติให้การแก้ไขคำให้การจะต้องทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานก็ตาม แต่หากคู่ความมีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย บทบัญญัติดังกล่าวก็ยกเว้นไว้ให้สามารถกระทำได้ สำหรับคดีนี้เดิมจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า "ภายหลังมีการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสองได้ออกไปตรวจสอบที่ดินที่จะซื้อจะขายกัน โดยจำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทราบว่าที่ดินประมาณ 5 ไร่ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ตอนกลางของที่ดินนั้น จำเลยที่ 1 มีเจตนาจะยกให้เป็นประโยชน์แก่ทางราชการ โจทก์ได้รับทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่มิได้ทักท้วงแต่อย่างใด" ต่อมาจำเลยทั้งสองขอแก้ไขคำให้การโดยเพิ่มเติมข้อความว่า "ทั้งก่อนและภายหลังจากมีการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้ว...โจทก์ได้รับทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วแต่มิได้ทักท้วงแต่อย่างใด" ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การนั้น เป็นเพียงการระบุแสดงพฤติการณ์ของโจทก์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ข้อต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสองและประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เปลี่ยนแปลงไป การแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย อันอยู่ในข้อยกเว้นที่จำเลยทั้งสองไม่จำต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขก่อนวันชี้สองสถาน ทั้งไม่จำต้องให้โจทก์ได้มีโอกาสคัดค้านก่อน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำให้การฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2562 และยกคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2562 ของโจทก์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเคลือบคลุมหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์เข้าพัฒนาที่ดินได้ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดสัญญาและสัญญาเลิกกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินมัดจำและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ และจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินและค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ เห็นได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแล้ว ทำให้จำเลยทั้งสองเสียหาย จึงขอเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์นั่นเอง อันเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไม่เคลือบคลุมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สำหรับข้อที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นโมฆะ และจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ขาดไปเกินกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนที่ดินที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย ทำให้แก่โจทก์มีสิทธิบอกปัดและเลิกสัญญาจะซื้อจะขายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 นั้น เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้กล่าวเรื่องดังกล่าวไว้ในคำฟ้อง อีกทั้งในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้แต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าข้ออุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว โจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในฟ้อง เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่วินิจฉัยให้นั้น ชอบแล้ว ทั้งไม่ก่อให้เกิดสิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาปัญหาดังกล่าว การที่โจทก์หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาอีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน สำหรับเรื่องที่จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินมัดจำ 20,000,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 บัญญัติว่า มัดจำนั้น ถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ท่านให้เป็นไปดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ...(2) ให้ริบ ถ้าฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้...หรือถ้ามีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น" แสดงว่าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งสามารถริบเงินมัดจำได้ หากคู่สัญญาอีกฝ่ายที่วางมัดจำไม่ชำระหนี้หรือมีการบอกเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น กรณีจึงมีข้อที่ต้องพิจารณาว่าการที่สัญญาเลิกกันเป็นเพราะความผิดของฝ่ายใด ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสองปกปิดเรื่องการยกที่ดินบางส่วนให้แก่ทางราชการ ทำให้ที่ดินเสียสภาพไม่เหมาะสมที่จะนำไปจัดสรรขาย ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ทราบอยู่แล้วว่ามีการยกที่ดินบางส่วนให้แก่ทางราชการ หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์ชำระเงินมัดจำบางส่วนให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระราคาส่วนที่เหลือ โจทก์ไม่มีเงินชำระค่าที่ดิน จำเลยทั้งสองจึงบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ เห็นว่า ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองยังนำสืบข้อเท็จจริงยันกันอยู่ โดยฝ่ายโจทก์ก็อ้างว่าไม่รู้ว่ามีการยกที่ดินบางส่วนให้ทางราชการ ในขณะที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองก็อ้างว่าได้บอกให้โจทก์รู้แล้วว่ามีการยกที่ดินบางส่วนให้แก่ทางราชการแล้ว ดังนั้น กรณีจึงจำต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเครื่องประกอบการวินิจฉัย ในข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านรับว่า ก่อนตัดสินใจซื้อที่ดิน โจทก์ไปดูที่ดินจริงประมาณ 5 ครั้ง โดยไปดูพร้อมกับจำเลยที่ 2 และนางรวิวรรณ ประมาณ 2 ครั้ง ทั้งสองคนมีการชี้แนวเขตที่ดินให้โจทก์ดูด้วย เพียงแต่โจทก์จำไม่ได้ว่าที่ดินที่จำเลยทั้งสองยกให้ทางราชการนั้น มีสภาพเป็นอย่างไรเท่านั้น ในขณะที่ความในข้อนี้ได้ความจากนายสุพจน์ วิศวกรผู้ออกแบบโครงการบ้านจัดสรร พยานจำเลยทั้งสองว่า พยานเป็นผู้แนะนำให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าเจ้าของโครงการบ้านจัดสรรรายอื่นมักจะยกที่ดินให้แก่เทศบาล เพื่อให้ทำนุบำรุงสาธารณูปโภคในโครงการบ้านจัดสรรต่อไป หลังจากนั้นปี 2544 จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือถึงเทศบาลเมืองท่าช้างว่าจะยกที่ดิน 5 ไร่ ตามระวางแผนที่ แผ่นสุดท้ายหมายสีเหลือง ที่เดิมอยู่ในตราจองเลขที่ 30 แต่ต่อมาแบ่งแยกออกมาเป็นตราจองเลขที่ 4165 เนื้อที่ 96 ไร่เศษ ให้แก่เทศบาล แต่เทศบาลยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในปี 2556 พยานดำรงตำแหน่งรองนายกเทศบาลเมืองท่าช้าง ต่อมาปี 2557 จำเลยที่ 1 ประสงค์จะยกถนนและสาธารณูปโภคของหมู่บ้านแสนสุขให้แก่เทศบาล พยานจึงนำเรื่องที่จำเลยที่ 1 เคยยกที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ ในตราจองเลขที่ 4165 ให้เทศบาลขึ้นมารื้อฟื้น หลังจากนั้นวันที่ 28 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้พยานยื่นคำขอเปลี่ยนตราจองเลขที่ 4165 เป็นโฉนดที่ดิน และแบ่งแยกที่ดินโฉนดตราจองดังกล่าวเนื้อที่ 96 – 3 – 24 ไร่ ในนามเดิมโดยแบ่งแยกที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่เทศบาล เจ้าพนักงานที่ดินนัดรังวัดวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ก่อนถึงวันรังวัด พยานคำนวณเนื้อที่บริเวณสนามเด็กเล่นตามโฉนดที่ดินเลขที่ 54906 และ 54907 มีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน รวมกับที่ดินบางส่วนตามโฉนดตราจองเลขที่ 4165 เนื้อที่ 5 ไร่ เป็นที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน แล้วนำรถแบ็กโฮไปถางหญ้า ปรับที่ดินให้โล่งเตียน โดยนำเสาปูนสูงประมาณเสาไฟฟ้าไปปัก 4 มุม และยังนำธงชาติไทยมาติดปลายเสา ในวันรังวัดพยานเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 นำชี้แนวเขตที่ดินทั้งแปลงและนำชี้แนวเขตที่ดินที่จะแบ่งแยกให้เทศบาลเนื้อที่ 5 ไร่ หลังจากนั้นเทศบาลนำป้ายมาติดประกาศว่าเป็นที่ดินสาธารณะของเทศบาล จากคำเบิกความของนายสุพจน์ดังกล่าวแสดงว่ามีการปรับพื้นที่และแบ่งแยกที่ดินที่จะยกให้แก่เทศบาลไว้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่โจทก์และจำเลยทั้งสองจะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 การที่โจทก์ซึ่งประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินขายและไปดูสภาพที่ดินก่อนถึง 5 ครั้ง ย่อมแสดงให้เห็นถึงความละเอียดรอบคอบของโจทก์ ทั้งแนวเขตของที่ดินย่อมเป็นข้อสำคัญในการซื้อขายที่ดินกัน เมื่อปรากฏว่ามีการปรับที่ดินและมีการนำเสาปูนไปปักไว้ดังคำเบิกความของนายสุพจน์แล้วเช่นนี้ จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์น่าจะทราบดีว่าจำเลยทั้งสองยกที่ดินบางส่วนของที่ดินที่จะซื้อจะขายกันให้แก่ทางราชการไปก่อนแล้ว ซึ่งเป็นข้อสนับสนุนในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสองฉบับแล้วประมาณเดือนถึงสองเดือน โจทก์เข้ามาปรับปรุงพื้นที่ก็เห็นสนามฟุตบอลและเสาไฟฟ้าอยู่ในที่ดินที่มีการยกให้เทศบาลแล้ว โดยทางเทศบาลยังติดป้ายว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณะด้วย ไม่เพียงเท่านั้นในการจัดทำแผนผังที่ดินของโจทก์ และภาพถ่ายในเฟซบุ๊กของโจทก์ที่แสดงแผนผังที่ดินเพื่อจัดสรรขายเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 ยังระบุในแผนผังว่ามีที่ดินที่จำเลยทั้งสองยกให้แก่เทศบาลนั้นเป็นสนามกีฬาเทศบาลอยู่ด้วย นอกจากนี้เมื่อโจทก์ให้ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาที่ดินจัดทำแผนพัฒนาที่ดินก็ยังระบุถึงเนื้อที่ตามโครงการว่ามีเนื้อที่ 91 – 2 – 14 ไร่ ซึ่งไม่รวมเนื้อที่ 5 ไร่ ที่มีการยกให้แก่เทศบาลเข้าด้วยเช่นกัน และในประการที่สำคัญเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 หลังจากที่โจทก์ได้รับสำเนาโฉนดที่ดินซึ่งมีการแบ่งแยกที่ดินส่วนที่ยกให้เป็นสนามกีฬาเทศบาลออกไปแล้ว คงเหลือเนื้อที่เพียง 91 – 2 – 14 ไร่ โจทก์ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้ไปรังวัดสอบเขตที่ดินแทน โจทก์ก็ไม่ได้นำชี้รังวัดที่ดินเข้าไปในที่ดินที่จำเลยทั้งสองยกให้แก่เทศบาลรวมเข้าไปในที่ดินด้วย รวมทั้งเมื่อมีการขอขยายระยะเวลาในการชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน (ฉบับแนบท้าย) ก็ยังมีการกล่าวอ้างถึงสาเหตุเป็นเพราะโฉนดที่ดินเลขที่ 4165 ได้รวมที่ดินแปลงที่จะยกให้เทศบาลด้วย แต่การแบ่งแยกยังไม่แล้วเสร็จ ทางโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อจึงไม่สามารถดำเนินการด้านเอกสารใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขอแบ่งแยก การขอจัดสรร การอนุญาตต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เอกสารโฉนดที่ดินในการยื่นเรื่อง ทั้งนี้ต้องรอให้เอกสารโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวดำเนินการแบ่งแยกและยกให้กับเทศบาลจนเสร็จเรียบร้อยก่อนไว้อีกด้วย โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งจำเลยทั้งสองเป็นกิจจะลักษณะว่าที่ดินที่จะซื้อจะขายกันนั้นมีเนื้อที่ไม่ครบแต่อย่างใด ตามพฤติการณ์ที่ปรากฏมาทั้งหมดดังกล่าวล้วนบ่งบอกแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าโจทก์รู้และยอมรับอยู่แล้วว่าที่ดินที่โจทก์จะซื้อจากจำเลยทั้งสองนั้น จำเลยทั้งสองยกให้แก่เทศบาลแล้วเป็นเนื้อที่ 5 ไร่ ดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบ หาใช่จำเลยทั้งสองปกปิดตามที่โจทก์นำสืบแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงหาอาจอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการจะซื้อจะขายที่ดินครั้งนี้ โจทก์และจำเลยทั้งสองมีการกำหนดระยะเวลาในการชำระหนี้ราคาส่วนที่เหลือไว้แน่นอนตามที่ทั้งสองฝ่ายมีการขยายระยะเวลาออกไป แต่เมื่อถึงกำหนดนัดแล้ว โจทก์ไม่ได้ชำระราคาส่วนที่เหลือ โดยไม่ปรากฏหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นได้อย่างแจ้งชัดเป็นที่ประจักษ์เลยว่าโจทก์มีความพร้อมที่จะชำระราคาส่วนที่เหลือได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้และเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิริบเงินมัดจำนั้นได้ ทั้งเมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินที่ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกันเป็นเงิน 182,000,000 บาท ประกอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า เงินมัดจำที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิริบดังกล่าวเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ไม่เป็นจำนวนที่สูงเกินส่วน ส่วนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดิน 40,000,000 บาท ที่โจทก์เรียกร้องมานั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว คู่สัญญาจำต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม แต่อย่างไรก็ตามได้ความจากโจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบตรงกันว่า หลังจากที่มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้ว จำเลยทั้งสองยินยอมอนุญาตให้โจทก์เข้าพัฒนาที่ดินได้ทันทีและโจทก์ก็เข้าพัฒนาที่ดินโดยการปรับที่ดิน ถมที่ดินก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำอันเป็นสาธารณูปโภคบ้างแล้ว ถนนและท่อระบายน้ำดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่ตกติดไปกับที่ดินที่จะซื้อจะขายกันอันเป็นประโยชน์ในการจัดสรรต่อไป กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้มาซึ่งทรัพย์คือถนนและท่อระบายน้ำที่โจทก์ก่อสร้างขึ้นนั้น โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์นั้นเสียเปรียบ ลักษณะลาภมิควรได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่เป็นลาภมิควรได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยนั้น ไม่อาจรับฟังได้ แต่เมื่อสภาพทรัพย์ดังกล่าวเป็นสิ่งก่อสร้างลักษณะตรึงตรากับที่ดินอย่างถาวร โดยสภาพย่อมไม่อาจคืนทรัพย์นั้นกันได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนโดยใช้ราคาทรัพย์นั้นแก่โจทก์ ซึ่งในข้อนี้ได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำเป็นเงินรวม 46,000,000 บาทเศษ แต่มีการทำถนนและท่อระบายน้ำที่เสร็จเรียบร้อยแล้วประมาณร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น เมื่อคำนวณแล้วเป็นเงินประมาณ 6,900,00 บาท ในขณะที่จำเลยทั้งสองนำสืบโดยมีนายสุพจน์ วิศวกรที่จำเลยที่ 2 ให้ไปตรวจสอบเรื่องที่โจทก์ก่อสร้างถนนและสาธารณูปโภคแล้ว ปรากฏว่าคิดเป็นเงินค่าก่อสร้าง 9,779,882 บาท ซึ่งยอดเงินที่ทั้งสองฝ่ายดังกล่าวนำสืบนั้นน่าจะเป็นเนื้องานที่แท้จริงของการก่อสร้างเท่านั้น ยังไม่ได้รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ซึ่งได้ความจากโจทก์ว่า ก่อนที่จะมีการทำงานก่อสร้างถนนและสาธารณูปโภคดังกล่าวจะต้องมีการปรับพื้นที่ให้ราบและโล่งเตียน ถมดิน บดอัดให้อยู่ระดับเดียวกัน ในสภาพเช่นนี้ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวรวมอยู่ด้วย ย่อมทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ต้องสูงกว่าที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบมาอย่างแน่นอน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นสมควรกำหนดมูลค่าลาภมิควรได้ที่จำเลยทั้งสองได้รับและต้องคืนแก่โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองข้อนี้ต่างฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า โจทก์ต้องชำระค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ในข้อนี้จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ด้วยเหตุที่จำเลยทั้งสองไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์และใช้สอยที่ดิน กับค่าสูญเสียโอกาสทางธุรกิจที่จะนำที่ดินออกขายให้แก่บุคคลภายนอก แต่จำเลยทั้งสองกลับนำสืบเรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ไม่รื้อถอนถนนและสาธารณูปโภคออกไป เป็นการนำสืบนอกคำให้การ ไม่อาจรับฟังได้ ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว โจทก์ก็มิได้ทำประโยชน์อยู่ในที่ดินที่จะซื้อจะขายอีกต่อไป และจำเลยทั้งสองก็เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นแล้ว ประกอบกับยังปรากฏว่าในภายหลังจำเลยทั้งสองก็สามารถขายที่ดินดังกล่าวบางส่วนให้แก่นายเมธี ได้อีกด้วย แสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจที่จะนำที่ดินออกขายให้แก่บุคคลภายนอก เมื่อเป็นเช่นนี้ กรณีจึงไม่มีความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่จำเลยทั้งสองที่โจทก์ต้องรับผิดตามฟ้องแย้งอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับในส่วนดอกเบี้ยนั้น ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 4 ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี และมาตรา 7 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับในวันที่ 11 เมษายน 2564 แต่ไม่กระทบถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้บังคับใช้ จึงต้องใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ในอัตราใหม่ดังกล่าว การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 พฤษภาคม 2559) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — นาย อ. โดยนาย ก. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายภักดี ราชแป้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย ธารณธรรม
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
กำพล ษมาคุณากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3683/2565
#689122
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์ตามแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (แบบ ภษ.01-44) สอดคล้องกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี จำเลยจึงชอบที่จะอาศัยอำนาจตามมาตรา 8 (1) วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ประกาศกำหนดมูลค่าของสินค้าเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีได้ มูลค่าของสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีต้องกำหนดจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของสินค้าในตลาดปกติ กล่าวคือ พิจารณาจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของเครื่องดื่มน้ำอัดลมในตลาดปกติโดยส่วนใหญ่ตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งพยานจำเลยเบิกความถึงหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติในการพิจารณาเพื่อหาราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติว่าพิจารณาจากสัดส่วนเปรียบเทียบกับราคาขายปลีกของสินค้า คือ ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติของเครื่องดื่มไม่ควรน้อยกว่าร้อยละ 75 ของราคาขายปลีก หากน้อยกว่า จำเลยอาจประกาศกำหนดมูลค่าสินค้าได้ เป็นไปตามหนังสือกรมสรรพสามิต ลับมาก ด่วนมาก ที่ กค 0622/190 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 ที่มาจากการศึกษาวิเคราะห์ภาพรวมของราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ราคาขายที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมขายไปจริง ราคาขายปลีกในท้องตลาด และข้อมูลจากงบการเงินของผู้ประกอบอุตสาหกรรมสินค้าประเภทเครื่องดื่มน้ำอัดลมและถัวเฉลี่ยตามหลักวิชาแล้วสรุปว่า สัดส่วนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อราคาขายปลีกไม่ควรน้อยกว่าร้อยละ 75 และจำเลยได้ใช้เกณฑ์ดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติในการหาราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติและประกาศกำหนดมูลค่าสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมตั้งแต่ปี 2549 รวมทั้งในการออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2556) ลงวันที่ 8 มกราคม 2556 แสดงว่าจำเลยได้ประกาศกำหนดมูลค่าของสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมของโจทก์ โดยพิจารณาจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติตามสภาพความเป็นจริงของลักษณะการประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องดื่มน้ำอัดลม และอาศัยการเปรียบเทียบต้นทุน ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ราคาขายปลีกแนะนำ และราคาขายปลีกของผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายอื่นกับโจทก์ การออกประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าวจึงชอบแล้ว

จำเลยพิจารณาราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์เปรียบเทียบกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของผู้ประกอบอุตสาหกรรมสินค้าประเภทเดียวกันรายอื่นก่อนมีหนังสือทบทวนราคาขายไปยังโจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้แสวงหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องและเปิดโอกาสให้โจทก์ได้ทราบข้อเท็จจริงเพื่อโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับข้อเท็จจริงที่ว่าสัดส่วนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อราคาขายปลีกของโจทก์ต่ำกว่าเครื่องดื่มน้ำอัดลมรายอื่นและจำเลยจะพิจารณาออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่ม โจทก์ก็สามารถส่งเอกสารเพื่อโต้แย้งหรือพิสูจน์ที่มาของรายละเอียดโครงสร้างราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมได้ นอกจากนี้หนังสือขอให้ทบทวนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ออกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2555 ส่วนประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2556) ออกเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2556 โจทก์จึงมีเวลาในการโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานต่อจำเลยนานถึง 2 เดือนเศษก่อนที่จำเลยจะออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นระยะเวลาพอสมควร ประกาศดังกล่าวจึงชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 29 และมาตรา 30

ประกาศของจำเลยมีการระบุข้อกฎหมายที่อ้างอิง คือ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 8 (1) วรรคสาม จึงชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง (2) แม้ประกาศของจำเลยจะมิได้แสดงให้ชัดเจนว่าการกำหนดมูลค่าเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี โดยคำนวณจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติของสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลม เป็นการกำหนดจากต้นทุนประเภทใด ที่ราคาเท่าใด บวกกำไรในอัตราเท่าใด หรือราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติคือราคาใดและมีที่มาอย่างไรตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ทราบข้อเท็จจริงตามหนังสือขอให้ทบทวนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมแล้วว่า จำเลยได้เปรียบเทียบราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ราคาขายปลีกที่แนะนำตามแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (แบบ ภษ.01-44) กับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ราคาขายปลีกที่แนะนำของผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายอื่นในสินค้าประเภทเดียวกัน และพบว่าสัดส่วนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อราคาขายปลีกของโจทก์ต่ำกว่ารายอื่น ซึ่งหากไม่มีเหตุผลอันสมควร จำเลยอาจออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มต่อไป โจทก์จึงทำหนังสือชี้แจงและส่งหลักฐานเพื่อประกอบการชี้แจงทั้งสามครั้งได้ ประกอบกับหลังจากจำเลยประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มแล้ว โจทก์ก็อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว เมื่อพิจารณาเนื้อหาในอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของโจทก์ ก็พบว่าโจทก์สามารถทำคำอุทธรณ์โดยแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลต่าง ๆ เพื่อโต้แย้งการกำหนดมูลค่าสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมตามประกาศได้อย่างละเอียดพร้อมเหตุผล ถือว่าโจทก์ได้รู้ข้อเท็จจริงและข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนซึ่งเป็นเหตุผลในการออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มดังกล่าวแล้ว จึงเป็นกรณีที่เหตุผลในการออกคำสั่งทางปกครองเป็นที่รู้กันอยู่แล้วไม่จำต้องระบุอีกตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2556) ลงวันที่ 8 มกราคม 2556 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ 157/2560 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 ให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์เป็นราคาขายที่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาทโจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ผลิตสินค้าประเภทเครื่องดื่มอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 บริษัท ป. เป็นผู้ถือหุ้นคิดเป็นประมาณร้อยละ 99.99 ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของโจทก์ โดยโจทก์ขายสินค้าที่ผลิตได้ให้บริษัท ป. เพียงรายเดียว บริษัท ป. เป็นผู้จัดจำหน่ายให้แก่ผู้จัดจำหน่ายและร้านค้าโมเดิร์นเทรดต่าง ๆ และเป็นผู้โฆษณาพร้อมทั้งทำการตลาด บริษัท ป. ได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่กับโจทก์ โดยเช่าพื้นที่บางส่วนภายในโรงงานของโจทก์ เพื่อใช้เป็นที่จัดเก็บสินค้าก่อนจัดจำหน่ายต่อไป เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2555 โจทก์ยื่นแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (แบบ ภษ.01-44) ตามมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 รวม 9 รายการ วันที่ 25 ตุลาคม 2555 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอให้ทบทวนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของเครื่องดื่ม 8 รายการ ปริมาตร 345 ลูกบาศก์เซนติเมตร 410 ลูกบาศก์เซนติเมตร 440 ลูกบาศก์เซนติเมตร 445 ลูกบาศก์เซนติเมตร 505 ลูกบาศก์เซนติเมตร 550 ลูกบาศก์เซนติเมตร 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และ 1,450 ลูกบาศก์เซนติเมตร เนื่องจากสัดส่วนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ต่อราคาขายปลีกของโจทก์ต่ำกว่าเครื่องดื่มน้ำอัดลมรายอื่น วันที่ 29 ตุลาคม 2555 โจทก์มีหนังสือชี้แจงราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมและขอเข้าพบเป็นกรณีเร่งด่วนโดยโจทก์เชื่อว่าราคา ณ โรงอุตสาหกรรมตามที่แจ้งไว้ในแบบ ภษ.01-44 เป็นราคาถูกต้อง วันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 โจทก์มีหนังสือชี้แจงราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมเพิ่มเติมและขอข้อมูลข่าวสารของทางราชการเกี่ยวกับการพิจารณากำหนดราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม วันที่ 25 ธันวาคม 2555 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอส่งหลักฐานเพื่อประกอบแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ถึง 251 วันที่ 8 มกราคม 2556 จำเลยออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2556) ลงวันที่ 8 มกราคม 2556 เพื่อกำหนดมูลค่าของสินค้าเครื่องดื่มของโจทก์รวม 9 รายการ และของบริษัท ส. รวม 3 รายการ วันที่ 22 มกราคม 2556 โจทก์ยื่นอุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับ วันที่ 5 มกราคม 2561 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นแรกว่า ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2556) ลงวันที่ 8 มกราคม 2556 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 11 วรรคหนึ่ง และมาตรา 12 วรรคหนึ่ง การเสียภาษีตามมูลค่านั้นให้ถือมูลค่าตาม (1) (2) และ (3) โดยให้รวมภาษีสรรพสามิตที่พึงต้องชำระด้วย ดังนี้ (1) ในกรณีสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ถือตามราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม…" มาตรา 8 (1) วรรคสาม บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศมูลค่าของสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี โดยกำหนดจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติได้" และมาตรา 117 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการกำหนดมูลค่าของสินค้า ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมแจ้งราคาขาย ณ โรงงานอุตสาหกรรมต่ออธิบดี..." การเสียภาษีสรรพสามิตตามมูลค่ากรณีสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมของโจทก์ซึ่งผลิตในราชอาณาจักร จึงถือตามราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมรวมภาษีสรรพสามิตที่พึงต้องชำระ โดยโจทก์ในฐานะผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีหน้าที่แจ้งราคาดังกล่าวตามแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (แบบ ภษ.01-44) แต่ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่โจทก์แจ้งตามแบบแจ้งราคาขายเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการกำหนดมูลค่าของสินค้าเพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตเท่านั้น ตามหมายเหตุท้ายแบบแจ้งราคาขาย ข้อ 1. ระบุว่า "การแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมตามแบบ ภษ. 01-44 เป็นการประเมินตนเองของผู้มีหน้าที่เสียภาษี (Self-Assessment)... เพื่อกรมสรรพสามิตจะนำไปเป็นประโยชน์ในการกำหนดมูลค่าของสินค้าเพื่อเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี" จำเลยจึงไม่จำต้องถือตามราคาดังกล่าวเพื่อคำนวณภาษี หากจำเลยเห็นว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ที่โจทก์แจ้งตามแบบแจ้งราคาขาย ไม่สอดคล้องกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติ จำเลยก็มีอำนาจตามมาตรา 8 (1) วรรคสาม ในการประกาศกำหนดมูลค่าของสินค้าจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติ เพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตได้ โจทก์มีนางสาวสาลี่เป็นพยานเบิกความถึงราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมของโจทก์ว่ากำหนดขึ้นโดยใช้ต้นทุนสินค้าบวกด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่เหมาะสม ซึ่งต้นทุนดังกล่าวได้แก่ ค่าวัตถุดิบทางตรงประกอบด้วย ค่าหัวเชื้อ ค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ค่าน้ำตาล/น้ำเชื่อมฟรุคโทส และภาชนะบรรจุ ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายอื่นในการผลิตประกอบด้วย ค่าสาธารณูปโภคและพลังงานอื่น ๆ ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยได้คำนวณต้นทุนวัตถุดิบต่อหน่วยโดยการนำราคาหัวเชื้อ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำตาล และภาชนะบรรจุ มาคำนวณกับสูตรการผลิตเครื่องดื่มของโจทก์ ตามรายละเอียดการคำนวณ ส่วนค่าแรงงานทางตรง โจทก์คำนวณจากการนำต้นทุนแรงงานทั้งหมดตามแบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (แบบ ภ.ง.ด. 1ก) พร้อมใบแนบ มาจัดสรรเป็นต้นทุนค่าแรงงานทางตรงตามสัดส่วนชั่วโมงการผลิตและการใช้ประโยชน์จากสายการผลิต นอกจากนี้ ในส่วนค่าใช้จ่ายอื่นในการผลิต โจทก์คำนวณจากการนำต้นทุนค่าสาธารณูปโภคและพลังงานอื่นๆ ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามงบการเงิน โดยค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์แสดงอยู่ในงบกำไรขาดทุน และหมายเหตุประกอบงบการเงิน ส่วนต้นทุนค่าสาธารณูปโภคและพลังงานอื่น ๆ รวมถึงค่าแรงงานทางอ้อมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ปรากฏอยู่ในงบทดลอง มาจัดสรรเป็นต้นทุนในการผลิต ต้นทุนสินค้าที่โจทก์คำนวณและนำไปถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่ยื่นแจ้งต่อจำเลยเพื่อใช้เป็นมูลค่าในการเสียภาษีสรรพสามิตนี้จึงเป็นต้นทุนที่เชื่อถือได้และสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ส่วนจำเลยมีนายทศพรพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมตามที่โจทก์แจ้งตามแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม มีมูลค่าฐานในการคำนวณภาษีที่ต่ำเกินสมควร ไม่สอดคล้องกับหลักการที่จำเลยเคยเสนอต่อกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการประกาศกำหนดมูลค่าสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่กำหนดว่าสัดส่วนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อราคาขายปลีกแนะนำของสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ตามหนังสือกรมสรรพสามิต ลับมาก ด่วนมาก ที่ กค 0622/190 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 เจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งให้โจทก์ทบทวนราคาขายแล้ว แต่โจทก์ยืนยันว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมตามที่โจทก์ยื่นตามแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม เป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว จำเลยให้โจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม แต่เอกสารที่โจทก์ส่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในส่วนค่าวัตถุดิบทางตรงทั้งสิ้นไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของต้นทุนได้ครบทุกรายการ พยานได้วิเคราะห์โครงสร้างราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์โดยเปรียบเทียบโครงสร้างราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ของสินค้าประเภทเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ขนาด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร เท่ากัน ปรากฏว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์แจ้งไว้ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมรายอื่น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตของโจทก์สูงกว่าแต่กลับกำหนดราคาขายณ โรงอุตสาหกรรมและกำไรต่ำกว่าบริษัทอื่น และบริษัท ป. ได้ขายเครื่องดื่มที่โจทก์ผลิตแล้วในราคาขายปลีกแนะนำเท่ากับผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายอื่น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามข้อ 3 ของแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (แบบ ภษ.01-44) ตารางรายละเอียดโครงสร้างราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม กำหนดให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเท่ากับค่าวัตถุดิบทางตรง ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายในการผลิตรวมกัน ดังนั้น ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมจึงหมายถึง ราคาที่ผู้ผลิตขายให้แก่ผู้ซื้อโดยสุจริตและเปิดเผย ณ สถานที่ผลิตสินค้า หรือราคาซื้อขายสินค้ากัน ณ สถานที่ผลิตสินค้า โดยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้า ณ โรงอุตสาหกรรม หรือสถานที่ผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการผลิตหรือการกำเนิดสินค้า หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาขายสินค้าของผู้ผลิต ณ โรงอุตสาหกรรม ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการผลิตจนถึงขั้นตอนที่มีการขายสินค้าดังกล่าวออกไปให้แก่ผู้ซื้อ ต้องนำมาถือเป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมหรือสถานที่ผลิต เพราะรายการที่ต้องระบุในแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (แบบ ภษ.01-44) นอกจากค่าวัตถุดิบ ค่าวัสดุอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายในการผลิตแล้ว ยังต้องระบุค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และกำไรประกอบไปด้วย โจทก์จึงต้องระบุในแบบแจ้งราคาขายว่าสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมหนึ่งภาชนะ (ขวด) จะมีต้นทุนการผลิตในแต่ละส่วนซึ่งได้แก่ ส่วนค่าวัตถุดิบทางตรง ส่วนค่าแรงงานทางตรง และส่วนค่าใช้จ่ายในการผลิต เป็นราคาเท่าใด แต่ทางนำสืบของโจทก์แสดงให้เห็นถึงวิธีการคำนวณหรือที่มาเฉพาะส่วนค่าวัตถุดิบทางตรงเท่านั้น สำหรับในส่วนค่าแรงงานทางตรงและส่วนค่าใช้จ่ายอื่นในการผลิต โจทก์เพียงแต่นำสืบถึงต้นทุนโดยรวมตามแบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (แบบ ภ.ง.ด. 1ก) พร้อมใบแนบ และตามงบการเงิน งบกำไรขาดทุน โดยโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นถึงการคำนวณเฉลี่ยต้นทุนเหล่านี้แยกออกมาต่อภาชนะจนนำไปสู่ราคาที่ปรากฏในตารางรายละเอียดโครงสร้างราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมว่ามีขั้นตอนหรือที่มาอย่างไร อีกทั้งในคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัท ป. ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ผลิตทั้งหมดของโจทก์ เป็นผู้ถือหุ้นประมาณร้อยละ 99.99 ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของโจทก์ บริษัท ป. ยังได้เช่าพื้นที่บางส่วนภายในโรงงานของโจทก์เพื่อจัดเก็บสินค้าอีกด้วย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมจำหน่ายสินค้าที่ตนผลิตให้แก่บริษัทผู้ซื้อในเครือที่มีความสัมพันธ์ในด้านทุนหรือการจัดการ เมื่อราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของสินค้าที่โจทก์ผลิตตามแบบแจ้งราคาขายต่ำกว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของสินค้าประเภทเดียวกันของผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายอื่น ในขณะที่ราคาต้นทุนกลับสูงกว่าในปริมาตรที่เท่ากันตามที่จำเลยนำสืบเปรียบเทียบ โดยบริษัท ป. ได้ขายเครื่องดื่มที่โจทก์ผลิตแล้วในราคาขายปลีกแนะนำเท่ากับผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายอื่น พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์ตามแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (แบบ ภษ.01-44) สอดคล้องกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี จำเลยจึงชอบที่จะอาศัยอำนาจตามมาตรา 8 (1) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ประกาศกำหนดมูลค่าของสินค้าเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีได้ ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่ามูลค่าของสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่จำเลยประกาศกำหนดไม่ได้กำหนดจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติ จำเลยไม่อาจออกประกาศโดยนำราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายอื่นหรือที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายอื่นยอมรับ หรือสัดส่วนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อราคาขายปลีกของผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายอื่นมาคิดเทียบเคียงเพื่อกำหนดเป็นมูลค่าของสินค้าเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเสียภาษีได้ นั้น เห็นว่า มูลค่าของสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีต้องกำหนดจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของสินค้าในตลาดปกติตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 8 (1) วรรคสาม จำเลยจึงสามารถพิจารณาหามูลค่าดังกล่าวจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมสำหรับการผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทเดียวกัน กล่าวคือ พิจารณาจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของเครื่องดื่มน้ำอัดลมในตลาดปกติโดยส่วนใหญ่ตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งพยานจำเลยปากนายทศพรเบิกความถึงหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติในการพิจารณาเพื่อหาราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติว่าพิจารณาจากสัดส่วนเปรียบเทียบกับราคาขายปลีกของสินค้า คือ ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติของเครื่องดื่มไม่ควรน้อยกว่าร้อยละ 75 ของราคาขายปลีก หากน้อยกว่า จำเลยอาจประกาศกำหนดมูลค่าสินค้าได้ เป็นไปตามหนังสือกรมสรรพสามิต ลับมาก ด่วนมาก ที่ กค 0622/190 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 ที่มาจากการศึกษาวิเคราะห์ภาพรวมของราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ราคาขายที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมขายไปจริง ราคาขายปลีกในท้องตลาด และข้อมูลจากงบการเงินของผู้ประกอบอุตสาหกรรมสินค้าประเภทเครื่องดื่มน้ำอัดลมและถัวเฉลี่ยตามหลักวิชาแล้วสรุปว่า สัดส่วนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อราคาขายปลีกไม่ควรน้อยกว่าร้อยละ 75 และจำเลยได้ใช้เกณฑ์ดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติในการหาราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติและประกาศกำหนดมูลค่าสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมตั้งแต่ปี 2549 รวมทั้งในการออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2556) ลงวันที่ 8 มกราคม 2556 แสดงว่าจำเลยได้ประกาศกำหนดมูลค่าของสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมของโจทก์ โดยพิจารณาจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติตามสภาพความเป็นจริงของลักษณะการประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องดื่มน้ำอัดลม และอาศัยการเปรียบเทียบต้นทุน ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ราคาขายปลีกแนะนำ และราคาขายปลีกของผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายอื่นกับโจทก์ การออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2556) ลงวันที่ 8 มกราคม 2556 จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 8 (1) วรรคสามแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นต่อมาว่า ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2556) ลงวันที่ 8 มกราคม 2556 ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ก่อนจำเลยออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2556) ลงวันที่ 8 มกราคม 2556 จำเลยได้มีหนังสือขอให้ทบทวนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2555 แจ้งโจทก์ว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่โจทก์แจ้ง เมื่อเปรียบเทียบกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายอื่นในสินค้าประเภทเดียวกัน ปรากฏว่าสัดส่วนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อราคาขายปลีกของโจทก์ต่ำกว่าเครื่องดื่มน้ำอัดลมรายอื่น จึงขอให้โจทก์ทบทวนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม หรือชี้แจงเหตุผลเพิ่มเติมพร้อมเอกสารหลักฐานเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม หากไม่มีเหตุผลอันสมควรจะพิจารณาออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี โดยนายทศพรพยานจำเลยเบิกความว่า มีการพิจารณาราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์เปรียบเทียบกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของผู้ประกอบอุตสาหกรรมสินค้าประเภทเดียวกันรายอื่นก่อนมีหนังสือทบทวนราคาขายไปยังโจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้แสวงหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องและเปิดโอกาสให้โจทก์ได้ทราบข้อเท็จจริงเพื่อโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับข้อเท็จจริงที่ว่าสัดส่วนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อราคาขายปลีกของโจทก์ต่ำกว่าเครื่องดื่มน้ำอัดลมรายอื่นและจำเลยจะพิจารณาออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่ม โจทก์ก็สามารถส่งเอกสารเพื่อโต้แย้งหรือพิสูจน์ที่มาของรายละเอียดโครงสร้างราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมได้ นอกจากนี้ หนังสือขอให้ทบทวนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ออกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2555 ส่วนประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2556) ออกเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2556 โจทก์จึงมีเวลาในการโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานต่อจำเลยนานถึง 2 เดือนเศษก่อนที่จำเลยจะออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นระยะเวลาพอสมควร ประกาศดังกล่าวจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 29 และมาตรา 30 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ประกาศไม่มีการระบุเหตุผลซึ่งต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุน โดยเหตุผลนั้นไม่ใช่เป็นที่รู้กันอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง และมาตรา 37 วรรคสาม (2) นั้น เห็นว่า ประกาศของจำเลยมีการระบุข้อกฎหมายที่อ้างอิงคือ พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 8 (1) วรรคสาม จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 37 วรรคหนึ่ง (2) ส่วนข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจนั้น แม้ประกาศของจำเลยจะมิได้แสดงให้ชัดเจนว่าการกำหนดมูลค่าเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี โดยคำนวณจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติของสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลม เป็นการกำหนดจากต้นทุนประเภทใด ที่ราคาเท่าใด บวกกำไรในอัตราเท่าใด หรือราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติคือราคาใดและมีที่มาอย่างไรตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่หลังจากโจทก์ได้รับหนังสือขอให้ทบทวนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2555 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลย 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 หนังสือขอชี้แจงราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมและขอเข้าพบเป็นกรณีเร่งด่วน ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2555 แจ้งว่าโจทก์ไม่สามารถจัดเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงได้ทันขอขยายเวลา และชี้แจงว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ตามแบบแจ้งราคาขายเป็นราคาที่ถูกต้องและแท้จริง การที่จำเลยจะนำสัดส่วนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อราคาขายปลีกของผู้ประกอบการรายอื่นมากำหนดหรือจะออกประกาศกำหนดเป็นการไม่ชอบ ครั้งที่ 2 หนังสือขอชี้แจงราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมเพิ่มเติม และขอข้อมูลข่าวสารของทางราชการเกี่ยวกับการพิจารณากำหนดราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของกรมสรรพสามิต ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 มีเนื้อหาเป็นการชี้แจงการกำหนดราคาขายของสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมของโจทก์ และความเข้าใจของโจทก์เกี่ยวกับฐานภาษีสรรพสามิต รวมทั้งขอข้อมูลจากจำเลย ครั้งที่ 3 หนังสือขอส่งหลักฐานเพื่อประกอบแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมสินค้าเครื่องดื่มของโจทก์ ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้า แสดงว่า โจทก์ทราบข้อเท็จจริงตามหนังสือขอให้ทบทวนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมแล้วว่า จำเลยได้เปรียบเทียบราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ราคาขายปลีกที่แนะนำ ตามแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (แบบ ภษ.01-44) กับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ราคาขายปลีกที่แนะนำของผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายอื่นในประเภทเดียวกัน และพบว่าสัดส่วนราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อราคาขายปลีกของโจทก์ต่ำกว่ารายอื่น ซึ่งหากไม่มีเหตุผลอันสมควร จำเลยอาจออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มต่อไป โจทก์จึงทำหนังสือชี้แจงและส่งหลักฐานเพื่อประกอบการชี้แจงทั้งสามครั้งได้ ประกอบกับหลังจากจำเลยประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2556 แล้ว โจทก์ก็อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2556 เมื่อพิจารณาเนื้อหาในอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของโจทก์ ก็พบว่าโจทก์สามารถทำคำอุทธรณ์โดยแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลต่าง ๆ เพื่อโต้แย้งการกำหนดมูลค่าสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมตามประกาศดังกล่าวได้อย่างละเอียดพร้อมเหตุผล ถือว่าโจทก์ได้รู้ข้อเท็จจริง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนซึ่งเป็นเหตุผลในการออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มดังกล่าวแล้ว จึงเป็นกรณีที่เหตุผลในการออกคำสั่งทางปกครองเป็นที่รู้กันอยู่แล้วไม่จำต้องระบุอีกตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 8 ม. 117
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 29 ม. 30 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
- นายวิชัย จิตตาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
อุดม วัตตธรรรม
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3677/2565
#697289
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ บัญญัติว่า "บรรดาแร่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 132 ทวิ... มาตรา 148... ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" ซึ่งเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยมิต้องคำนึงว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงไม่จำต้องฟ้องหรือขอให้ลงโทษผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดมาด้วย และมีความหมายรวมตลอดไปถึงกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาอันเนื่องมาจากคดีขาดอายุความซึ่งมีผลในทำนองเดียวกันคือไม่มีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการกระทำความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นแล้ว รถพ่วงของกลางซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงต้องริบเสียทั้งสิ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 69,351 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 70 - 1753 มหาสารคาม และรถพ่วง หมายเลขทะเบียน 70 - 1713 มหาสารคาม ของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องกับคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 69,351 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 70 - 1753 มหาสารคาม และรถพ่วง หมายเลขทะเบียน 70 - 1713 มหาสารคาม ของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 เวลากลางวัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงขนหิน จำนวน 22 คัน ได้ที่บริเวณถนนสายอุบลราชธานี – เขมราฐ และถนนสายเขมราฐ – ปากแซง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นของกลาง พร้อมจับกุมนายสมร ฐานสินเพิ่ม ซึ่งเป็นคนขับรถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 70 - 1753 มหาสารคาม และรถพ่วง หมายเลขทะเบียน 70 - 1713 มหาสารคาม ดำเนินคดีในความผิดฐานใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนักบรรทุกหรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าที่ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดินกำหนดเดินบนทางหลวงแผ่นดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งต่อมาศาลพิพากษาลงโทษนายสมรและคดีถึงที่สุดแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5290/2558 ของศาลชั้นต้น จากนั้นวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีทำการตรวจสอบหินที่บรรทุกมา ผลปรากฏว่าเป็นหินอุตสาหกรรม ชนิดแร่หินทราย น้ำหนัก 69,351 กิโลกรัม จึงแจ้งความดำเนินคดีแก่นายสมรในความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเขมราฐส่งมอบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงพร้อมแร่หินทรายของกลางให้แก่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีไว้เพื่อเก็บรักษา อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่อนุมัติให้ขายแร่หินทรายของกลางเนื่องจากหากเก็บรักษาไว้อาจสูญหายและไม่มีผู้เก็บรักษาแร่หินทรายของกลางแทน ส่วนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีทำสัญญาฝากรักษาไว้กับผู้คัดค้านกำหนดระยะเวลาปีต่อปี ต่อมาผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายสมรในความผิดฐานขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากคดีขาดอายุความ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ริบแร่หินทราย รถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางเป็นคดีนี้ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเฉพาะรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ส่วนแร่หินทรายของกลางไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบแร่หินทราย รถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ในส่วนของแร่หินทราย ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของกลางหรือไม่ เห็นว่า ขณะนายสมรกระทำความผิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 นั้น อยู่ในระหว่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ใช้บังคับ ต่อมามีพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ประกาศใช้บังคับ ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าว มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และให้ใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 แทน แต่บทบัญญัติในเรื่องการริบทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่กับกฎหมายเดิมไม่แตกต่างกัน ต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดี จึงต้องปรับบทตามมาตรา 154 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174 มานั้น จึงไม่ถูกต้อง การปรับบทกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า คดีนี้ผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายสมรในความผิดฐานขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากคดีขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) เจ้าพนักงานไม่มีอำนาจที่จะยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไว้อีกต่อไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลริบทรัพย์สินของกลาง นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ บัญญัติว่า "บรรดาแร่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 132 ทวิ ... มาตรา 148 ... ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" โดยมาตรา 148 เป็นบทลงโทษในความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรา 154 ดังกล่าวประสงค์ที่จะให้ศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยมิต้องคำนึงว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงไม่จำต้องฟ้องหรือขอให้ลงโทษผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดมาด้วย และมีความหมายรวมตลอดไปถึงกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาอันเนื่องมาจากคดีขาดอายุความซึ่งมีผลในทำนองเดียวกันคือไม่มีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายสมรขับรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กรณีจึงถือได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นแล้ว จึงต้องฟังว่ารถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเป็นทรัพย์ที่ต้องริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ การที่ผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายสมรจึงหาได้กระทบถึงสิทธิการร้องขอให้ริบทรัพย์สินของกลางของผู้ร้องดังที่ผู้คัดค้านฎีกาไม่ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีนี้ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า มีเหตุที่ศาลจะสั่งคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด เมื่อผู้คัดค้านนำสืบแต่เพียงว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง และไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนายสมร ขณะเกิดเหตุได้ให้นายประลือชัยเช่าช่วงรถไปโดยมีสำเนาหนังสือสัญญาเช่าช่วง ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่อาจทำขึ้นภายหลังได้โดยง่ายมาแสดง ทั้งไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ ทำให้มีน้ำหนักน้อย ผู้คัดค้านจึงยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าวมาแล้วข้างต้นได้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ในชั้นตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง นายสมรให้การเกี่ยวกับรถบรรทุกว่าเจ้าของรถเป็นผู้ว่าจ้างให้ขับรถขนหิน ประกอบกับตามสำเนารายการจดทะเบียนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ระบุว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเชื่อว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าของรถของกลางเป็นผู้ว่าจ้างนายสมรและสั่งการให้นายสมรขับรถบรรทุกขนแร่หินทรายของกลาง ผู้คัดค้านจึงทราบเรื่องที่นายสมรนำรถของกลางทั้งสองคันไปใช้ขนแร่หินทรายดังกล่าวมาแต่แรก ผู้คัดค้านจึงมีโอกาสทราบว่านายสมรจะกระทำความผิดและมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม จึงไม่มีเหตุที่จะคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้านได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ริบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 69,351 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 70 - 1753 มหาสารคาม และรถพ่วง หมายเลขทะเบียน 70 - 1713 มหาสารคาม ของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 154
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
ผู้คัดค้าน — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายเฉลิมศักดิ์ ชโลธร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3676/2565
#686082
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านต้องนำสืบพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด เมื่อผู้คัดค้านนำสืบแต่เพียงว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของ ส. ขณะเกิดเหตุได้ให้ อ. เช่าช่วงรถไปโดยมีสำเนาหนังสือสัญญาเช่าช่วงซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่อาจทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุได้โดยง่ายมาแสดง ทั้งไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบ ทำให้มีน้ำหนักน้อย ผู้คัดค้านจึงยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ในชั้นตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงจำนวน 22 คัน ส. ให้การเกี่ยวกับรถบรรทุกขนหินว่า มีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ซึ่งประกอบด้วยบุคคล 6 คน หนึ่งในนั้นมีผู้คัดค้านรวมอยู่ด้วยเป็นเจ้าของรถเป็นผู้ว่าจ้าง ส. ขับรถขนหิน สอดคล้องกับสำเนารายการจดทะเบียนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ที่ระบุว่า รถทั้งสองคันมีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นผู้ประกอบการขนส่งประเภทรถบรรทุกไม่ประจำทาง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเชื่อว่า ผู้คัดค้านเป็นหนึ่งในผู้ครอบครองรถและเป็นผู้ว่าจ้าง ส. ขับรถบรรทุกขนแร่หินทรายของกลาง ผู้คัดค้านจึงมีโอกาสทราบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า ส. จะกระทำความผิดและมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม จึงไม่มีเหตุที่จะคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 51,795 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องกับคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 51,795 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานร่วมกันตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงขนหิน จำนวน 22 คัน ได้ที่บริเวณถนนสายอุบลราชธานี – เขมราฐ และถนนสายเขมราฐ – ปากแซง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นของกลาง พร้อมจับกุมนายสุรพลซึ่งเป็นคนขับรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วง ดำเนินคดีในความผิดฐานใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนักบรรทุกหรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าที่ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดินกำหนดเดินบนทางหลวงแผ่นดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งต่อมาศาลพิพากษาลงโทษนายสุรพลและคดีถึงที่สุดแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6045/2558 ของศาลชั้นต้น จากนั้นวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีทำการตรวจสอบหินที่ตรวจยึดไว้ ผลปรากฏว่าเป็นหินอุตสาหกรรม ชนิดแร่หินทราย น้ำหนัก 51,795 กิโลกรัม จึงแจ้งความดำเนินคดีแก่นายสุรพลในความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเขมราฐส่งมอบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงพร้อมแร่หินทรายของกลางให้แก่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อเก็บรักษาอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่อนุมัติให้ขายแร่หินทรายของกลางเนื่องจากหากเก็บรักษาไว้อาจสูญหายและไม่มีผู้เก็บรักษาแร่หินทรายของกลางแทน ส่วนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีทำสัญญาฝากรักษากับผู้คัดค้านไว้ปีต่อปี ต่อมาผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายสุรพลเนื่องจากคดีขาดอายุความ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ริบแร่หินทราย รถบรรทุกลากจูง และรถพ่วงของกลางเป็นคดีนี้ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเฉพาะรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ส่วนแร่หินทรายของกลางไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบแร่หินทราย รถบรรทุกลางจูงและรถพ่วงของกลาง ในส่วนของแร่หินทราย ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของกลางหรือไม่ โดยเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งให้ริบทรัพย์สินของกลางโดยปรับบทตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174 เป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะนายสุรพล กระทำความผิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 นั้น อยู่ในระหว่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ใช้บังคับ ต่อมามีพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ประกาศใช้บังคับ ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าว มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และให้ใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 แทน แต่บทบัญญัติในเรื่องการริบทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่กับกฎหมายเดิมไม่แตกต่างกัน ต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดี จึงต้องปรับบทตามมาตรา 154 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174 มานั้น จึงไม่ถูกต้อง การปรับบทกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า คดีนี้ผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายสุรพลในความผิดฐานขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากคดีขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) เจ้าพนักงานไม่มีอำนาจที่จะยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไว้อีกต่อไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลริบทรัพย์สินของกลางนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 154 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ บัญญัติว่า "บรรดาแร่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 132 ทวิ... มาตรา 148... ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" โดยมาตรา 148 เป็นบทลงโทษในความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรา 154 ดังกล่าวประสงค์ที่จะให้ศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยมิต้องคำนึงว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงไม่จำต้องฟ้องหรือขอให้ลงโทษผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดมาด้วย และมีความหมายรวมตลอดไปถึงกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาอันเนื่องมาจากคดีขาดอายุความซึ่งมีผลในทำนองเดียวกันคือไม่มีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายสุรพลขับรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กรณีจึงถือได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นแล้ว จึงต้องฟังว่ารถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันเป็นทรัพย์ที่ต้องริบเสียทั้งสิ้น การที่ผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายสุรพลนั้นจึงหาได้กระทบถึงสิทธิการร้องขอให้ริบทรัพย์สินของกลางของผู้ร้องดังที่ผู้คัดค้านฎีกาแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีนี้ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า มีเหตุที่ศาลจะสั่งคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด เมื่อผู้คัดค้านนำสืบแต่เพียงว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนายสุรพล ขณะเกิดเหตุได้ให้นายอดุลย์เช่าช่วงรถไปโดยมีสำเนาหนังสือสัญญาเช่าช่วง ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่อาจทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุได้โดยง่ายมาแสดง ทั้งไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบ ทำให้มีน้ำหนักน้อย ผู้คัดค้านจึงยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ในชั้นตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงจำนวน 22 คัน นายสุรพลให้การเกี่ยวกับรถบรรทุกขนหินว่า มีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ซึ่งประกอบด้วยบุคคล 6 คน หนึ่งในนั้นมีผู้คัดค้านรวมอยู่ด้วยเป็นเจ้าของรถเป็นผู้ว่าจ้างนายสุรพลขับรถขนหิน โดยได้ค่าขนหินเที่ยวละ 500 บาท รถทั้งสองคันมีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นผู้ประกอบการขนส่งประเภทรถบรรทุกไม่ประจำทาง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเชื่อว่า ผู้คัดค้านเป็นหนึ่งในผู้ครอบครองรถและเป็นผู้ว่าจ้างนายสุรพลขับรถบรรทุกขนแร่หินทรายของกลาง ผู้คัดค้านจึงมีโอกาสทราบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่านายสุรพลจะกระทำความผิดและมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม จึงไม่มีเหตุที่จะคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้านได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ริบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 51,795 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูง และรถพ่วงของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 154 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
ผู้คัดค้าน — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายเฉลิมศักดิ์ ชโลธร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา