คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3127/2565
#686575
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 ใช้บังคับแก่เงินของเอกชนและเงินของรัฐที่ฝากธนาคาร แม้เงินงบประมาณเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่เมื่อส่วนราชการตั้งฎีกาขอเบิกเงินงบประมาณแล้ว กระทรวงการคลังโอนเงินงบประมาณเข้าบัญชีเงินฝากของส่วนราชการนั้นที่เปิดบัญชีไว้กับธนาคาร ก. เมื่อธนาคาร ก. ได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวเข้าสู่บัญชีเงินฝากของส่วนราชการแล้ว เงินฝากนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ก. ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังหรือส่วนราชการเจ้าของบัญชีเงินฝากอีกต่อไป ธนาคาร ก. คงมีหน้าที่ต้องคืนเงินฝากให้แก่เจ้าของบัญชีเงินฝากหรือกระทรวงการคลังครบจำนวนเท่านั้น

เมื่อได้ความว่า จําเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้สั่งจ่ายตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์อยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้ธนาคาร ก. ดังนั้นธนาคาร ก. ย่อมไม่มีสิทธินําเงินที่ธนาคารจ่ายตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 ไปลงรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ได้ตามบทบัญญัติมาตรา 1008 แต่เมื่อธนาคาร ก. ลงรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์แล้วจึงมีหน้าที่ต้องเพิกถอนรายการเบิกถอนเงินดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ธนาคาร ก. โอนเงิน 9,752,000 บาท เท่ากับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ อันเป็นการชดใช้ตามสัญญาฝากทรัพย์ ซึ่งน่าจะเป็นกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการเห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ที่เสียหายมีส่วนเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายด้วย โดยโจทก์และธนาคาร ก. เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 จึงมีมติให้ธนาคาร ก. คืนเงินแก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง ถือได้ว่าธนาคาร ก. เพิกถอนรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 ฉบับละกึ่งหนึ่ง ซึ่งมีผลให้จำนวนเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คฉบับที่ 3 ถึงที่ 25 ฉบับที่ 27 ถึงที่ 39 และฉบับที่ 41 ถึงที่ 43 ที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คโดยฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจําเลยที่ 2 และที่ 3 โดยผิดวัตถุประสงค์ที่โจทก์ย่อมไม่ให้เบิกถอนเงิน หากไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ เงินอีกกึ่งหนึ่งนั้นยังคงเป็นสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิติดตามและเอาเงินดังกล่าวคืนจากจําเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 จําเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจําเลยที่ 1 รับผิดคืนเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 รวมเป็นเงิน 1,705,405 บาท พร้อมดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจําเลยที่ 2 ให้ชําระหนี้ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2559 แต่จําเลยที่ 2 ไม่ชําระหนี้แก่โจทก์ จําเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จําเลยที่ 2 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวของต้นเงินเต็มจำนวนตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 จนกว่าชําระเสร็จแก่โจทก์ และจําเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจําเลยที่ 1 รับผิดคืนเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ 3 รวมเป็นเงิน 7,433,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจําเลยที่ 3 ให้ชําระหนี้ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2559 แต่จําเลยที่ 3 ไม่ชําระหนี้แก่โจทก์ จําเลยที่ 3 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จําเลยที่ 3 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวของต้นเงินเต็มจำนวนตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 จนกว่าชําระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,471,901 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,146,100 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 5,286,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,061,110 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 20,173,673 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 15,552,302 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 110,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึง ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 4 ตกลงกันมีใจความสำคัญว่า จำเลยที่ 4 ยินยอมชดใช้เงินตามเช็คเลขที่ 0372460 ลงวันที่ 13 เมษายน 2555 จำนวน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 110,427 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 12 งวด งวดละ 9,202.25 บาท ชำระทุกวันที่ 3 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ณ ที่ทำการของโจทก์ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง ยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2560

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 25,426,237 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 19,504,012 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤษภาคม 2560) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 9,902,006 บาท ไปหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ดังกล่าวตามลำดับที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 สำหรับจำเลยที่ 4 การชำระเงินให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเห็นสมควรไม่กำหนดให้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลที่เกินมาในศาลชั้นต้น 307,932 บาท และชั้นอุทธรณ์ 305,324 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายเจนยุทธ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อารัมภบทตอนต้นของบันทึกดังกล่าวกล่าวถึงการที่จำเลยที่ 1 นำเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 0457315 จำนวนเงิน 650,300 บาท และเลขที่ 0457353 จำนวนเงิน 685,200 บาท ไปเรียกเก็บเงินเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2557 และวันที่ 31 มกราคม 2557 ตามลำดับ โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 424-0-07xxx-x ของธนาคาร ก. ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของร้าน ท. ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้าน และบัญชีเงินฝากเลขที่ 424-0-16xxx-x ของธนาคาร ก. ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของร้าน ส. ที่มีจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของร้าน ซึ่งพนักงานสอบสวนอายัดเงินดังกล่าวไว้ทั้งสองบัญชี ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเงิน 150,000 บาท คืนให้แก่โจทก์ ส่วนที่เหลือไม่ได้คืน ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนเงินคืนแต่ได้รับการปฏิเสธ นายเจนยุทธเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 โอนเงินจากบัญชีเลขที่ 424-0-07xxx-x จำนวน 650,300 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ 3 โอนเงินจากบัญชีเลขที่ 424-0-16xxx-x จำนวน 535,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นสัญญาที่มุ่งเน้นถึงการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับจำนวนเงินตามเช็คทั้งสองฉบับเท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงจำนวนเงินตามเช็คฉบับอื่นด้วย ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ได้ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดชำระเงินตามเช็คฉบับอื่นระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ดังคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองแต่อย่างใด แต่เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบพยานหลักฐานมาครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปตามพยานหลักฐานโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาใหม่ โดยเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คเลขที่ 0379708 เลขที่ 0379730 เลขที่ 0379739 เลขที่ 0386770 เลขที่ 0386780 เลขที่ 0386814 เลขที่ 0386834 เลขที่ 0386858 เลขที่ 0397449 เลขที่ 0394184 เลขที่ 0394210 เลขที่ 0397426 เลขที่ 0397448 เลขที่ 0397477 เลขที่ 0397486 เลขที่ 0397507 เลขที่ 0397508 เลขที่ 0412007 เลขที่ 0412050 เลขที่ 0412089 เลขที่ 0412100 เลขที่ 0412016 เลขที่ 0419823 เลขที่ 0419887 เลขที่ 0419937 เลขที่ 0419950 เลขที่ 0432754 เลขที่ 0432755 เลขที่ 0432817 เลขที่ 0432895 เลขที่ 0444187 เลขที่ 0444252 เลขที่ 0444253 เลขที่ 0444260 เลขที่ 0444240 เลขที่ 0457244 เลขที่ 0457265 เลขที่ 0457266 และเลขที่ 0457314 แล้วจำเลยที่ 1 นำเช็คเลขที่ 0379730 เลขที่ 0379739 เลขที่ 0397449 เลขที่ 0412007 เลขที่ 0412016 เลขที่ 0419950 เลขที่ 0432755 และเลขที่ 0444252 ไปเรียกเก็บเงินจนธนาคาร ก. หลงเชื่อจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันลักเงินดังกล่าวของโจทก์ไป จำเลยที่ 1 นำเช็คเลขที่ 0379708 เลขที่ 0386770 เลขที่ 0386780 เลขที่ 0386814 เลขที่ 0386834 เลขที่ 0386858 เลขที่ 0394184 เลขที่ 0394210 เลขที่ 0397426 เลขที่ 0397448 เลขที่ 0397477 เลขที่ 0397486 เลขที่ 0397507 เลขที่ 0397508 เลขที่ 0412050 เลขที่ 0412089 เลขที่ 0412100 เลขที่ 0419823 เลขที่ 0419887 เลขที่ 0419937 เลขที่ 0432754 เลขที่ 0432817 เลขที่ 0432895 เลขที่ 0444187 เลขที่ 0444253 เลขที่ 0444260 เลขที่ 0444240 เลขที่ 0457244 เลขที่ 0457265 เลขที่ 0457266 และเลขที่ 0457314 ไปเรียกเก็บเงินจนธนาคาร ก. หลงเชื่อจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันลักเงินดังกล่าวของโจทก์ไป ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 คืนเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมูลเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์ของตนจากบุคคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นจำเลยในคดีอาญา และโจทก์โดยนายเจนยุทธในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2558 แจ้งให้จำเลยที่ 2 และแจ้งให้จำเลยที่ 3 คืนเงินแก่โจทก์ แสดงว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าที่สุดในวันที่ 7 สิงหาคม 2558 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 พ้นกำหนดเวลา 1 ปี คดีโจทก์ในมูลละเมิดส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แต่ยังมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เงินตามเช็คทั้ง 39 ฉบับดังกล่าว มีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ ได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฝากเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน" และวรรคสองบัญญัติว่า "อนึ่ง ผู้รับฝากจะเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ก็ได้ แต่หากจำต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น แม้ว่าเงินซึ่งฝากนั้นจะได้สูญหายไปด้วยเหตุสุดวิสัยก็ตาม ผู้รับฝากก็จำต้องคืนเงินเป็นจำนวนดั่งว่านั้น" บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่เงินของเอกชนและเงินของรัฐที่ฝากธนาคาร มิใช่ใช้บังคับเฉพาะเงินของเอกชนดังที่โจทก์ฎีกา แม้เงินงบประมาณเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่เมื่อส่วนราชการตั้งฎีกาขอเบิกเงินงบประมาณดังกล่าวแล้ว กระทรวงการคลังโอนเงินงบประมาณเข้าบัญชีเงินฝากของส่วนราชการนั้นที่เปิดบัญชีไว้กับธนาคาร ก. เมื่อธนาคาร ก. ได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของส่วนราชการแล้ว เงินที่ฝากนั้นจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ก. ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังหรือส่วนราชการเจ้าของบัญชีเงินฝากอีกต่อไป ธนาคาร ก. คงมีหน้าที่ต้องคืนเงินฝากให้แก่เจ้าของบัญชีเงินฝากหรือกระทรวงการคลังครบจำนวนเท่านั้น นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติทั้งหลายในประมวลกฎหมายนี้ เมื่อใดลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือปลอมก็ดี เป็นลายมือชื่อลงไว้โดยที่บุคคลซึ่งอ้างเอาเป็นเจ้าของลายมือชื่อนั้นมิได้มอบอำนาจให้ลงก็ดี ท่านว่าลายมือชื่อปลอมหรือลงปราศจากอำนาจเช่นนั้นเป็นอันใช้ไม่ได้เลย ใครจะอ้างอิงอาศัยแสวงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อยึดหน่วงตั๋วเงินไว้ก็ดี เพื่อทำให้ตั๋วนั้นหลุดพ้นก็ดี หรือเพื่อบังคับการใช้เงินเอาแก่คู่สัญญาแห่งตั๋วนั้นคนใดคนหนึ่งก็ดี ท่านว่าไม่อาจจะทำได้เป็นอันขาด เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายซึ่งจะพึงถูกยึดหน่วงหรือถูกบังคับใช้เงินนั้นจะอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอม หรือข้อลงลายมือชื่อปราศจากอำนาจนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้" ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้สั่งจ่ายตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์อยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้ธนาคาร ก. ได้ ดังนั้น ธนาคาร ก. ย่อมไม่มีสิทธินำเงินที่ธนาคารจ่ายตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 ไปลงรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ได้ตามบทบัญญัติมาตรา 1008 ดังกล่าว แต่เมื่อธนาคาร ก. ลงรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์แล้ว จึงมีหน้าที่ต้องเพิกถอนรายการเบิกถอนเงินดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ธนาคาร ก. โอนเงิน 9,752,006 บาท เท่ากับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ อันเป็นการชดใช้เงินคืนตามสัญญาฝากทรัพย์ ซึ่งน่าจะเป็นกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการเห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ที่เสียหายมีส่วนเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายด้วย โดยโจทก์และธนาคารเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 จึงมีมติให้ธนาคาร ก. คืนเงินให้แก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง แล้วยังถือได้ว่า ธนาคาร ก. ยินยอมเพิกถอนรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 ฉบับละกึ่งหนึ่ง ซึ่งมีผลให้จำนวนเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คฉบับที่ 3 ถึงที่ 25 ฉบับที่ 27 ถึงที่ 39 และฉบับที่ 41 ถึงที่ 43 ที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คโดยฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยผิดวัตถุประสงค์ที่โจทก์ย่อมไม่ให้เบิกถอนเงิน หากไม่มีหนี้ที่ต้องอ้าง เงินอีกกึ่งหนึ่งนั้นยังคงเป็นสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิติดตามและเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดคืนเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ 5 เลขที่ 0379730 ฉบับที่ 6 เลขที่ 0379739 ฉบับที่ 15 เลขที่ 0397449 ฉบับที่ 20 เลขที่ 0412007 ฉบับที่ 21 เลขที่ 0412016 ฉบับที่ 29 เลขที่ 0419950 ฉบับที่ 31 เลขที่ 0432755 และฉบับที่ 36 เลขที่ 0444252 เป็นเงิน 1,705,405 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2559 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวของต้นเงินเต็มจำนวนตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดคืนเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ 3 เลขที่ 0379708 ฉบับที่ 4 เลขที่ 0386770 ฉบับที่ 7 เลขที่ 0386814 ฉบับที่ 8 เลขที่ 0386780 ฉบับที่ 9 เลขที่ 0386834 ฉบับที่ 10 เลขที่ 0386858 ฉบับที่ 11 เลขที่ 0394184 ฉบับที่ 12 เลขที่ 0384210 ฉบับที่ 13 เลขที่ 0397426 ฉบับที่ 14 เลขที่ 0397448 ฉบับที่ 16 เลขที่ 0397477 ฉบับที่ 17 เลขที่ 0397486 ฉบับที่ 18 เลขที่ 0397507 ฉบับที่ 19 เลขที่ 0397508 ฉบับที่ 22 เลขที่ 0412050 ฉบับที่ 23 เลขที่ 0412089 ฉบับที่ 24 เลขที่ 0412100 ฉบับที่ 25 เลขที่ 0419823 ฉบับที่ 27 เลขที่ 0419887 ฉบับที่ 28 เลขที่ 0419937 ฉบับที่ 30 เลขที่ 0432754 ฉบับที่ 32 เลขที่ 0432817 ฉบับที่ 33 เลขที่ 0432895 ฉบับที่ 34 เลขที่ 0444187 ฉบับที่ 35 เลขที่ 0444240 ฉบับที่ 37 เลขที่ 0444253 ฉบับที่ 38 เลขที่ 0444260 ฉบับที่ 39 เลขที่ 0457244 ฉบับที่ 41 เลขที่ 0457265 ฉบับที่ 42 เลขที่ 0457266 และฉบับที่ 43 เลขที่ 0457314 เป็นเงิน 7,433,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 3 ให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2559 แต่จำเลยที่ 3 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวของต้นเงินเต็มจำนวนตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ แล้วให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยข้อความใหม่บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 คือ ร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราที่ปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว บัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ แม้คู่ความมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขทั้งในส่วนที่โจทก์ฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสี่ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน และฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2.9 ว่า วันที่ 29 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 นำเช็คเลขที่ 0386834 จำนวนเงิน 195,600 บาท ไปเรียกเก็บเงินจนธนาคาร ก. หลงเชื่อจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันลักทรัพย์เงินดังกล่าวไป แล้วสรุปตอนท้ายว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 3 ชำระเงินตามเช็คที่มีการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงวันฟ้อง แต่ตามรายการคำนวณค่าเสียหายดังกล่าวระบุว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยตามเช็คฉบับดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2555 อันเป็นเวลาก่อนวันที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปี 286 วัน เป็นดอกเบี้ย 70,175 บาท รวมกับดอกเบี้ยของต้นเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 43 อีก 5,922,225 บาท และเงินต้นตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 จำนวน 19,504,012 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 25,426,237 บาท แล้วศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงต้องคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คเลขที่ 0386834 จำนวน 195,600 บาท นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2555 ถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย 70,094 บาท เท่านั้น เมื่อรวมกับดอกเบี้ยของต้นเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 43 อีก 5,922,225 บาท แล้วเป็นดอกเบี้ย 5,992,319 บาท ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ธนาคาร ก. คืนเงิน 9,752,006 บาท ให้แก่โจทก์ เป็นการชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาฝากทรัพย์ อีกทั้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ไม่ได้พิพากษาให้ธนาคาร ก. ชำระหนี้แก่โจทก์ จึงไม่ใช่เป็นกรณีลูกหนี้ที่ต้องผูกพันต่อโจทก์ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย และการชำระหนี้นั้น ไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินได้หมดทุกราย ไม่อาจนำเงินดังกล่าวไปหักออกจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ดังกล่าวตามลำดับที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 ดังคำวินิจฉัยและคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ต้องเฉลี่ยหักชำระเงินต้นตามเช็คแต่ละฉบับ ฉบับละกึ่งหนึ่ง ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพียง 9,752,006 บาท และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพียง 40,000 บาท อย่างไรก็ตาม ธนาคาร ก. คืนเงินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 จำนวน 19,504,012 บาท นับแต่วันที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย 5,992,319 บาท เมื่อรวมกับค่าสินไหมทดแทน 9,752,006 บาทแล้ว รวมเป็นเงิน 15,744,325 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงินจำนวนเดียวกัน นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 แล้วชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงิน 9,752,006 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้อง นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จ และโจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินตามเช็คฉบับที่ 1 จำนวน 80,000 บาท นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2555 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย 30,427 บาท เมื่อรวมกับค่าสินไหมทดแทน 40,000 บาทแล้ว รวมเป็นเงิน 70,427 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้อง นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 4 จะชำระเสร็จ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้พิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 4 มิได้อุทธรณ์และขออนุญาตฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 1 นำเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 0457315 จำนวนเงิน 650,300 บาท และเลขที่ 0457353 จำนวนเงิน 685,200 บาท ไปเรียกเก็บเงินเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2557 และวันที่ 31 มกราคม 2557 ตามลำดับ โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 424-0-07xxx-x ของธนาคาร ก. ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของร้าน ท. ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้าน และบัญชีเงินฝากเลขที่ 424-0-16xxx-x ของธนาคาร ก. ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของร้าน ส. ที่มีจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของร้าน ซึ่งพนักงานสอบสวนอายัดเงินดังกล่าวไว้ทั้งสองบัญชี ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเงิน 150,000 บาท คืนให้แก่โจทก์ แสดงว่า เงิน 150,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวนแล้วต่อมาโจทก์ได้รับคืนจากพนักงานสอบสวนเป็นส่วนหนึ่งของเงินตามเช็คเลขที่ 0457353 จำนวน 685,200 บาท ไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามเช็คฉบับอื่นให้แก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตามคำพิพากษาจึงไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ แม้โจทก์มีคำขอแยกกันให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,471,901 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,146,100 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 5,286,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,061,110 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 20,173,673 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 15,552,302 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 110,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ลักษณะคำขอประสงค์จะให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงิน 20,839,512 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับ เมื่อคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 6,202,714 บาท รวมเป็นเงิน 27,042,226 บาท เป็นสำคัญ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีนี้จึงเป็นเงิน 27,042,226 บาท ไม่เกิน 50,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นในอัตราร้อยละ 2 แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ข้อ (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ที่อาจแบ่งแยกชำระได้ที่ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วยดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่สั่งไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาในวันชี้สองสถาน จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่เกินกว่า 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ดังคำวินิจฉัยและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ส่วนค่าส่งคำคู่ความไม่ใช่ค่าขึ้นศาล ไม่ต้องคืนให้แก่โจทก์ด้วย ประกอบกับโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีข้อพิพาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท แก่โจทก์ อีกทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษา...ให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" และมาตรา 162 บัญญัติว่า "บุคคลที่เป็นโจทก์ร่วมกันหรือจำเลยร่วมกันนั้น หาต้องรับผิดร่วมกันในค่าฤชาธรรมเนียมไม่ หากต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้เป็นเจ้าหนี้ร่วมหรือลูกหนี้ร่วม หรือศาลได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" และตามตาราง 6 ค่าทนายความ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้ศาลกำหนดค่าทนายความตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรไม่เกินอัตราขั้นสูง โดยกำหนดอัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้นเป็นเงินร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์ คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 4 ชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 110,427 บาท แสดงว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 4 จำกัดอยู่เพียงไม่เกิน 110,427 บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ส่วนของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะทุนทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง มาตรา 162 และมาตรา 167 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ซึ่งเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ 27,042,226 บาท ซึ่งเกินกว่าทุนทรัพย์ในหนี้ร่วมของจำเลยที่ 1 และที่ 4 แล้วยังต้องร่วมรับผิดใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นสูงกว่าอัตราขั้นสูงที่กำหนดไว้ในตาราง 6 เป็นเงินร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์ในหนี้ร่วมของจำเลยที่ 1 และที่ 4 จำนวน 110,427 บาท คือ เป็นเงินไม่เกิน 5,521.35 บาท อีกด้วย ซึ่งไม่ยุติธรรมแก่จำเลยที่ 4 แม้จำเลยที่ 4 มิได้อุทธรณ์และขออนุญาตฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขโดยสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมของศาลชั้นต้นให้ถูกต้องได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 15,744,325 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,504,012 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤษภาคม 2560) ถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 9,752,006 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ของต้นเงิน 9,752,006 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยไม่นำเงิน 150,000 บาท ไปหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,705,405 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 289,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 144,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 459,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 229,750 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 298,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 149,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 420,560 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 210,280 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 596,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 298,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 557,450 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 278,725 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 และต้นเงิน 639,300 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 319,650 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,705,405 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 7,433,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 75,000 นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 379,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 189,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 259,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 129,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 473,200 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 236,600 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 195,600 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 97,800 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 325,900 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 162,950 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 498,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 249,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 435,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 217,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 432,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 216,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 425,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 212,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 543,200 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 271,600 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 402,550 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 201,275 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 590,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 295,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 485,300 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 242,650 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 บาท ต้นเงิน 436,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 218,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 506,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 253,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 396,200 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 198,100 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 594,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 297,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 563,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 281,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 396,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 198,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 496,300 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 248,150 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 429,350 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 214,675 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 619,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 309,750 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 693,050 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 346,525 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 520,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 260,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 403,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 201,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 670,200 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 335,100 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 524,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 262,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 530,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 265,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 697,200 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 348,600 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 และต้นเงิน 796,052 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 398,026 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,433,551 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงิน 70,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีแก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีแก่จำเลยที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 20,000 บาท และใช้ค่าทนายความในศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวมเป็นเงิน 10,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าขึ้นศาลแทนตามทุนทรัพย์ 110,427 บาท และใช้ค่าทนายความแทนเป็นเงิน 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 672
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบล บ.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายโกวิทย์ ดวงพรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประทีป บุพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3126/2565
#684762
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุว่าการบังคับตามคําพิพากษาไม่อาจบังคับจำเลยที่ 2 ได้เพราะจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจจำเลยที่ 1 ไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1139 วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 2 จัดทำสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์แล้วนําหุ้นของโจทก์ที่ลดลงไปเพิ่มในสัดส่วนการถือหุ้นของจำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อโดยไม่ชอบขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การโอนหุ้นตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้โจทก์กลับมาถือหุ้นของโจทก์ตามเดิม ซึ่งเลขหมายใบหุ้นบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถือครองอยู่ และบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนไปให้บุคคลอื่นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในเวลาต่อมาจึงเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยตรง จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคําพิพากษาศาลชั้นต้นและฎีกาโต้แย้งคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้

ที่จำเลยที่ 2 ให้การตอนแรกว่า จำเลยที่ 2 มอบหุ้นให้โจทก์เพื่อตอบแทนการที่โจทก์จะช่วยเหลือทำงานจนกว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับประทานบัตรและประกอบธุรกิจเหมืองแร่ เป็นเพียงการบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ชําระค่าหุ้นด้วยแรงงานซึ่งผู้ถือหุ้นสามารถชําระค่าหุ้นด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงินได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1108 (5) ส่วนที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อมาว่า โจทก์ไม่ได้ชําระค่าหุ้นหากฟังว่าโจทก์ชําระค่าหุ้น โจทก์ก็ได้รับค่าหุ้นคืนจากจำเลยที่ 2 แล้ว และบรรยายต่อมาว่า โจทก์ได้รับหุ้น ต่อมาจำเลยที่ 2 ชําระค่าหุ้นดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์แล้ว ถือเป็นเพียงการบรรยายรายละเอียดเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ให้ชัดแจ้งเท่านั้น คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้ขัดแย้งกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย

จำเลยที่ 2 ให้การและนําสืบในทำนองว่า โจทก์ไม่ได้ชําระค่าหุ้นจึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ตกลงมอบหุ้นให้โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการที่โจทก์จะทำงาน แต่โจทก์ทำไม่ได้ตามที่ตกลงและจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมาโดยตลอด จึงได้มีการพูดคุยปรับสัดส่วนในการถือหุ้นของโจทก์ ซึ่งโจทก์ให้ความยินยอมในการปรับลดหุ้นทุกครั้ง หลังจากจำเลยที่ 2 ปรับลดหุ้นของโจทก์ไปเป็นของตนเองแล้วได้ขายหุ้นให้ พ. ซึ่งชําระค่าหุ้นให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ครบถ้วนและยังพยายามหาทางเอากิจการของจำเลยที่ 1 ไปเป็นของตนเอง โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันกับโจทก์ในการถอดถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยที่ 2 โดยรวมพอถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ให้การและต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ

เมื่อเริ่มจัดตั้งจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้นําส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ทั้งโจทก์มีใบสำคัญรับชําระเงินลงหุ้นซึ่งจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับเงินไว้มาแสดง ข้ออ้างที่ว่าโจทก์ได้รับเงินค่าหุ้นคืนแล้วก็ไม่ปรากฏการบันทึกเป็นหลักฐาน ทั้งไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 มอบหุ้นให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานจนเสร็จแต่โจทก์ทำไม่ได้ตามที่ตกลงกัน นอกจากนี้จำเลยที่ 2 นําสืบว่า จำเลยที่ 2 ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในการปรับลดหุ้นของโจทก์ทุกครั้ง แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 เคารพสิทธิของโจทก์ในการเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง พยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งอ้างว่ากระทำโดยไม่ชอบ ทั้งไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง

แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยจัดทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นคนใดรวมถึงโจทก์ แต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์หลายครั้งจนเหลือเพียง 500 หุ้น โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์โอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โจทก์จึงยังเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,000 หุ้น ตามที่มีอยู่เดิม เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์จำนวน 2,500 หุ้น ไปเป็นของตนเองโดยไม่ชอบ และจำเลยที่ 2 ยังถือหุ้นจำเลยที่ 1 อยู่จำนวน 4,000 หุ้น ซึ่งสามารถโอนให้แก่โจทก์ได้ จึงชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้รับโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 2,500 หุ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์ถือหุ้น 3,000 หุ้น เลขหมาย 03501 ถึง 06500 แล้วแจ้งต่อนายทะเบียนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ขอสละประเด็นในเรื่องอายุความและฟ้องเคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น โดยให้โจทก์ถือหุ้นจำเลยที่ 1 จำนวน 3,000 หุ้น เลขหมายใบหุ้น 13501 ถึง 06500 แล้วแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ด้วยทุน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยมีผู้เริ่มก่อการและเข้าชื่อซื้อหุ้น 6 คน ได้แก่ จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 3,500 หุ้น เลขหมาย 00001 - 03500 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น เลขหมาย 03501 - 06500 นางสาวกัลย์ชณิต ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น เลขหมาย 06501 - 09500 นางสุวคนธ์ ถือหุ้นจำนวน 300 หุ้น เลขหมาย 09501 - 09800 นายศิริวัฒน์ ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น เลขหมาย 09801 - 09900 และนายชาคริส ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น เลขหมาย 09901 - 10000 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 2 และนางพัชรกันย์ ทำบันทึกข้อตกลงบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 2 ตกลงขายหุ้นจำนวน 5,000 หุ้น เป็นมูลค่า 65,000,000 บาท ให้แก่นางพัชรกันย์ จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท ระหว่างวันที่ 27 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2562 คือ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2562 คือ นางพัชรกันย์และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ถึงปัจจุบัน คือ นางพัชรกันย์ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 และวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 5,900 หุ้น เลขหมาย 0001 - 05900 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 2,000 หุ้น เลขหมาย 05901 - 07900 นางสาวกัลย์ชณิตถือหุ้นจำนวน 2,000 หุ้น เลขหมาย 07901 - 09900 และนายศิริวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น เลขหมาย 09901 - 10000 แล้วส่งไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสระบุรี วันที่ 25 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น เลขหมาย 00001 - 08000 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 08001 - 09000 นางสาวกัลย์ชณิตถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 09001 - 10000 วันที่ 11 เมษายน 2561 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น เลขหมาย 00001 - 08000 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 08001 - 09000 นายจิรวัฒน์ แก้วรุ่งโรจน์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 09001 - 10000 วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น เลขหมาย 00001 - 08000 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 08001 - 09000 และนางสาวกัลย์ชณิตถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 09001 - 10000 วันที่ 3 เมษายน 2562 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า นางพัชรกันย์ถือหุ้นจำนวน 4,000 หุ้น เลขหมาย 00001 - 04000 จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 4,000 หุ้น เลขหมาย 04001 - 08000 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น เลขหมาย 08001 - 08500 นายจิรวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น เลขหมาย 08501 - 90000 นายเอกธนพัชร์ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น เลขหมาย 09001 - 09500 และนายอติชาตถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น เลขหมาย 09501 - 10000 วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น เลขหมาย 00001 - 08000 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 08001 - 09000 และนายจิรวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 09001 - 10000 และเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 นางพัชรกันย์ในฐานะกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนโดยระบุชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นเช่นเดียวกับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 ปัจจุบันโจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น เลขหมาย 08001 – 08500

คดีมีปัญหาสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุว่าการบังคับตามคำพิพากษาไม่อาจบังคับจำเลยที่ 2 ได้เพราะจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจจำเลยที่ 1 ไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1139 วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 จัดทำสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์แล้วนำหุ้นของโจทก์ที่ลดลงไปเพิ่มในสัดส่วนการถือหุ้นของจำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อโดยไม่ชอบขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การโอนหุ้นดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยให้โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น เลขหมายใบหุ้น 03501 - 06500 ซึ่งเลขหมายใบหุ้นดังกล่าวบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถือครองอยู่และบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนไปให้บุคคลอื่นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในเวลาต่อมาจึงเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยตรง ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยที่ 2 ให้การตอนแรกว่า จำเลยที่ 2 มอบหุ้นให้โจทก์เพื่อตอบแทนการที่โจทก์จะช่วยเหลือทำงานจนกว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับประทานบัตรและประกอบธุรกิจเหมืองแร่ เป็นเพียงการบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ชำระค่าหุ้นด้วยแรงงาน ซึ่งผู้ถือหุ้นสามารถชำระค่าหุ้นด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1108 (5) ส่วนที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อมาว่า โจทก์ไม่ได้ชำระค่าหุ้น หากฟังว่าโจทก์ชำระค่าหุ้น โจทก์ก็ได้รับค่าหุ้นคืนจากจำเลยที่ 2 แล้ว และบรรยายต่อมาว่า โจทก์ได้รับหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นเงิน 300,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ชำระค่าหุ้นดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์แล้ว ถือเป็นเพียงการบรรยายรายละเอียดเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ให้ชัดแจ้งเท่านั้น คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้ขัดแย้งกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้เรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไว้ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยนั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้การและนำสืบในทำนองว่า โจทก์ไม่ได้ชำระค่าหุ้นจึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ตกลงมอบหุ้นให้โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการที่โจทก์จะทำงาน แต่โจทก์ทำไม่ได้ตามที่ตกลงและจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมาโดยตลอด จึงได้มีการพูดคุยปรับสัดส่วนในการถือหุ้นของโจทก์ ซึ่งโจทก์ให้ความยินยอมในการปรับลดหุ้นทุกครั้ง หลังจากที่จำเลยที่ 2 ปรับลดหุ้นของโจทก์ไปเป็นของตนเองแล้ว จำเลยที่ 2 ขายหุ้นในส่วนของจำเลยที่ 2 เองให้นางพัชรกันย์ ซึ่งนอกจากนางพัชรกันย์จะชำระค่าหุ้นให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ครบถ้วนแล้วยังพยายามหาทางเอากิจการของจำเลยที่ 1 ไปเป็นของตนเอง โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันกับโจทก์ในการถอดถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยที่ 2 โดยรวมพอถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ให้การและต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และพิพากษายกอุทธรณ์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และโจทก์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัย เมื่อคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอีก โดยปัญหาในข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ขอรับค่าหุ้นคืนไปแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เมื่อเริ่มจัดตั้งจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ทั้งโจทก์นำสืบว่าได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้วโดยมีใบสำคัญรับชำระเงินลงหุ้น ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับเงินไว้มาแสดง แม้จำเลยที่ 2 อ้างว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 โจทก์ได้รับเงินค่าหุ้นคืนไปแล้ว และโจทก์เบิกความว่าในวันดังกล่าวได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 300,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบคำถามค้านว่าได้รับเงินจำนวนเดียวกันด้วย เมื่อต่างก็ได้รับเงินเท่ากันจึงไม่น่าจะเป็นการคืนเงินค่าหุ้น ทั้งโจทก์เองก็นำสืบยืนยันมาโดยตลอดว่าชำระเงินค่าหุ้นครบถ้วนและเป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างที่ว่าโจทก์ได้รับเงินค่าหุ้นคืนแล้ว ก็ไม่ปรากฏการบันทึกเป็นหลักฐานในข้อนี้ไว้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามอบหุ้นให้โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานจนเสร็จแต่โจทก์ทำไม่ได้ตามที่ตกลงกัน จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงข้อตกลงในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ มีน้ำหนักรับฟังได้น้อย นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า ในแต่ละครั้งที่มีการปรับลดหุ้นของโจทก์ได้มีการตกลงพูดคุยซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในการปรับลดหุ้นทุกครั้ง จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เคารพสิทธิของโจทก์ในการเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งอ้างว่ากระทำโดยไม่ชอบ ทั้งไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการต่อมาว่า โจทก์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใดนั้น จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใด การโอนหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกันจึงไม่จำต้องทำเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ปรับลดหุ้นของโจทก์ไปเป็นของจำเลยที่ 2 เองโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ทุกครั้ง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง บัญญัติว่า การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ อนึ่ง ตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย และตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 4 กำหนดว่า การโอนหุ้นจะต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอน โดยมีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรอง และจะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว ขณะเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น เลขหมาย 03501 - 06500 ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยจัดทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นคนใดรวมถึงโจทก์ แต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 1129 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์หลายครั้งจนเหลือเพียงจำนวน 500 หุ้น โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์โอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โจทก์จึงยังเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,000 หุ้น ตามที่มีอยู่เดิม เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์จำนวน 2,500 หุ้น ไปเป็นของตนเองโดยไม่ชอบ และจำเลยที่ 2 ยังถือหุ้นจำเลยที่ 1 อยู่จำนวน 4,000 หุ้น ซึ่งสามารถโอนให้แก่โจทก์ได้ จึงชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้รับโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 2,500 หุ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น ด้วยการนำหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 2,500 หุ้น มาโอนให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1108, 1129 วรรคสอง ม. 1141
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ค.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายศรสิทธิ์ เหลืองคุณวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนุภาพ สุวรรณโชติ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3125/2565
#684392
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุว่าการบังคับตามคำพิพากษาไม่อาจบังคับจำเลยที่ 2 ได้เพราะจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจจำเลยที่ 1 ไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1139 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์ฟ้องว่าอ้าง จำเลยที่ 2 จัดทำสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์แล้วนำหุ้นของโจทก์ที่ลดลงไปเพิ่มในสัดส่วนการถือหุ้นของจำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อโดยไม่ชอบขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การโอนหุ้นตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้โจทก์กลับมาถือหุ้นของโจทก์ตามเดิม ซึ่งเลขหมายใบหุ้นบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถือครองอยู่ และบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนไปให้บุคคลอื่นแล้ว คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยตรง จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้

เมื่อเริ่มจัดตั้งจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ทั้งโจทก์มีใบสำคัญรับชำระเงินลงหุ้นซึ่งจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับเงินไว้มาแสดง และจำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ที่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในการปรับลดหุ้นของโจทก์ทุกครั้ง แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 เคารพสิทธิของโจทก็ในการเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งอ้างว่ากระทำโดยไม่ชอบ

แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยจัดทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นคนใดรวมถึงโจทก์แต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์หลายครั้งและสุดท้ายไม่ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์โอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่เดิม

หลังจากเกิดข้อพาทเกี่ยวกับการโอนหุ้นโดยมิชอบ โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้เจรจาและทำบันทึกข้อตกลงกันว่าจำเลยที่ 2 ตกลงยกหุ้นของตนในบริษัทจำเลยที่ 1 บางส่วนให้แก่โจทก์และพี่สาวโจทก์ โดยโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงปฏิบัติตามที่ได้ตกลงกัน ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ทำสัญญานี้ ทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจฟ้องร้องดำเนินคดีหรือเรียกร้องสิ่งอื่นใดต่อกันอีก ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ตกลงประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 อันมีผลให้ข้อเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่เดิมนั้นได้ระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเอาหุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนให้แก่ตนเองโดยมิชอบได้ คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 โอนหุ้นตามบันทึกข้อตกลงเท่านั้น แม้โจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 และทางพิจารณามีการนำสืบต่อสู้เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงมาแล้ว ศาลย่อมวินิจฉัยไปตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ เมื่อปรากฏตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า จำเลยที่ 2 ยังถือหุ้นจำเลยที่ 1 ซึ่งสามารถโอนให้แก่โจทก์ได้ จึงชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้รับโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลง

เมื่อโจทก์ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่ 2 แล้ว ย่อมมีผลผูกพันให้ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม การจะเลิกบันทึกข้อตกลงหรือสัญญาจะกระทำได้ต่อเมื่อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเท่านั้น คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจบอกเลิกโดยอำเภอใจ เมื่อบันทึกข้อตกลงไม่ได้ให้สิทธิคู่สัญญาที่จะบอกเลิกข้อตกลงและไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะบอกเลิกข้อตกลงแล้ว การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวจึงไม่ชอบ โจทก์และจำเลยที่ 2 จึงคงต้องผูกพันและปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น แล้วแจ้งต่อนายทะเบียนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น โดยให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 จำนวน 3,000 หุ้น แล้วแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น ด้วยการนำหุ้นของจำเลยที่ 2 มาโอนให้แก่โจทก์ แล้วแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ด้วยทุน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยมีผู้เริ่มก่อการและเข้าชื่อซื้อหุ้น 6 คน ได้แก่ จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 3,500 หุ้น นายคมสันถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น นางสุวคนธ์ถือหุ้นจำนวน 300 หุ้น นายศิริวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น และนายชาคริสถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 2 และนางพัชรกันย์ทำบันทึกข้อตกลงบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 2 ตกลงขายหุ้นจำนวน 5,000 หุ้น เป็นมูลค่า 65,000,000 บาท ให้แก่นางพัชรกันย์ จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท ระหว่างวันที่ 27 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2562 คือ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2562 คือ นางพัชรกันย์และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ถึงปัจจุบัน คือ นางพัชรกันย์ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 และวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 5,900 นายคมสันถือหุ้นจำนวน 2,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้นจำนวน 2,000 หุ้น และนายศิริวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น แล้วส่งไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสระบุรี วันที่ 25 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น นายคมสันถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น วันที่ 11 เมษายน 2561 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียน โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น นายคมสันถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น และโจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น วันที่ 3 เมษายน 2562 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า นางพัชรกันย์ถือหุ้นจำนวน 4,000 จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 4,000 หุ้น นายคมสันถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น นายจิรวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น นายเอกธนพัชร์ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น และนายอติชาตถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น และเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 นางพัชรกันย์ในฐานะกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนโดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 วันที่ 5 สิงหาคม 2562 โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงว่า จำเลยที่ 2 ตกลงยกหุ้นของตนในบริษัทจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์จำนวน 1,000 หุ้น และให้แก่นางสาวอุทัยวรรณ พี่สาวของโจทก์จำนวน 500 หุ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุว่าการบังคับตามคำพิพากษาไม่อาจบังคับจำเลยที่ 2 ได้เพราะจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจจำเลยที่ 1 ไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1139 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 จัดทำสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์แล้วนำหุ้นของโจทก์ที่ลดลงไปเพิ่มในสัดส่วนการถือหุ้นของจำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อโดยไม่ชอบขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การโอนหุ้นดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยให้โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น ซึ่งเลขหมายใบหุ้นดังกล่าวบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถือครองอยู่และบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนไปให้บุคคลอื่นแล้ว คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยตรง จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยให้โจทก์กลับเป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อเริ่มจัดตั้งจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ทั้งโจทก์นำสืบว่าได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้วโดยมีใบสำคัญรับชำระเงินลงหุ้น ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับเงินไว้มาแสดง ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์ไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้น แต่จำเลยที่ 2 ตกลงมอบหุ้นให้โดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นแต่เริ่มแรกเพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยเหลือทำงานจนจำเลยที่ 1 ได้รับประทานบัตรและประกอบธุรกิจเหมืองแร่ แต่โจทก์ทำงานไม่ได้ตามที่ตกลงกันนั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงข้อตกลงดังกล่าว จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ มีน้ำหนักรับฟังได้น้อย อีกทั้งการที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า ในแต่ละครั้งที่มีการปรับลดหุ้นของโจทก์ได้มีการตกลงพูดคุยซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในการปรับลดหุ้นทุกครั้ง จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เคารพสิทธิของโจทก์ในการเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งอ้างว่ากระทำโดยไม่ชอบ และที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า ในการปรับลดหุ้นของโจทก์ได้มีการพูดคุยตกลงกัน จำเลยที่ 2 ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในการปรับลดหุ้นทุกครั้งนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง บัญญัติว่า การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ อนึ่ง ตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย และตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 4 กำหนดว่า การโอนหุ้นจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอน โดยมีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรอง และจะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว ซึ่งขณะเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยจัดทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นคนใดรวมถึงโจทก์ แต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 1129 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์หลายครั้งและสุดท้ายไม่ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์โอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่เดิม อย่างไรก็ดี ได้ความว่าหลังจากที่โจทก์และจำเลยที่ 2 เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการโอนหุ้นโดยมิชอบดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้เจรจาและทำบันทึกข้อตกลงกันโดยมีนายอำเภอวังน้ำเขียวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย มีใจความสำคัญโดยสรุปว่า จำเลยที่ 2 ตกลงยกหุ้นของตนในบริษัทจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์จำนวน 1,000 หุ้น ให้แก่นางสาวอุทัยวรรณ พี่สาวของโจทก์ 500 หุ้น และให้ทรัพย์สินภายในอาคารสำนักงานทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ ส่วนโจทก์ตกลงยินยอมคืนตาชั่งและรถแบคโฮแก่จำเลยที่ 2 และหากที่ดินเลขที่ 6/2558 และเลขที่ 1/2559 ซึ่งใช้ในการขอประทานบัตรเหมืองแร่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการเหมือนแร่ ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันเรื่องค่าใช้ที่ดินกันอีกครั้งหนึ่ง โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงปฏิบัติตามที่ได้ตกลงกันโดยข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ทำสัญญานี้ ทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจฟ้องร้องดำเนินคดีหรือเรียกร้องสิ่งอื่นใดต่อกันอีก และต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2562 โจทก์ได้มีหนังสือถึงนายอำเภอวังน้ำเขียวว่า ตามที่จำเลยที่ 2 กรรมการจำเลยที่ 1 ได้ทำให้หุ้นของโจทก์จำนวน 3,000 หุ้น ไปเป็นของจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับการโอนหุ้นจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ทราบเรื่องและต้องการหุ้นคืน จำเลยที่ 2 จึงให้โจทก์มาเจรจาไกล่เกลี่ยที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอวังน้ำเขียวและมีการตกลงจะโอนหุ้นคืนให้โจทก์ 1,000 หุ้น และโอนให้นางสาวอุทัยวรรณ พี่สาวโจทก์ 500 หุ้น แต่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการโอนหุ้นตามที่ได้ตกลง จึงขอให้นายอำเภอวังน้ำเขียวดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามข้อตกลง ตามหนังสือขอความอนุเคราะห์ให้ดำเนินการโอนหุ้น กรณีดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ตกลงประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 อันมีผลให้ข้อเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่เดิมนั้นได้ระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเอาหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น กลับคืนมาได้ คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 1,000 หุ้น เท่านั้น แม้คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 และตามทางพิจารณาก็มีการนำสืบต่อสู้เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมาแล้ว ศาลย่อมวินิจฉัยไปตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความดังกล่าวได้ เมื่อปรากฏตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า วันที่ 3 เมษายน 2562 จำเลยที่ 2 ยังถือหุ้นจำเลยที่ 1 อยู่จำนวน 4,000 หุ้น ซึ่งสามารถโอนให้แก่โจทก์ได้ จึงชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้รับโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 1,000 หุ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ให้การตอนแรกว่าโจทก์ขอถอนตัวจากการเป็นผู้ถือหุ้นเนื่องจากบริษัทไม่อาจได้รับประทานบัตรประกอบธุรกิจเหมืองแร่ แต่ต่อมากลับให้การว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ตกลงแปลงหนี้กันใหม่ คำให้การดังกล่าวจึงขัดแย้งกันเอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องวินิจฉัยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การตอนแรกว่าเป็นผู้มอบหุ้นให้แก่โจทก์จำนวน 3,000 หุ้น เพื่อตอบแทนโจทก์ที่ช่วยเหลือทำงานจนจำเลยที่ 1 ได้รับประทานบัตรและประกอบธุรกิจเหมืองแร่ แต่ต่อมาโจทก์ถอนตัวเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับประทานบัตรดังกล่าว และให้การต่อมาว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ทำบันทึกข้อตกลงอันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ มูลหนี้เดิมระงับไปแล้ว จำเลยที่ 2 มีหลักฐานยืนยันว่าโจทก์ตกลงขอถือหุ้นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นเพียงการบรรยายรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า จำเลยที่ 2 มอบหุ้นให้โจทก์เพื่อตอบแทนที่โจทก์ทำงานจนกว่าจะได้รับประทานบัตรให้ประกอบธุรกิจเหมืองแร่ แต่ต่อมาโจทก์ถอนตัวไม่ทำงานร่วมกับจำเลยทั้งสองและได้มีการทำบันทึกข้อตกลงเรื่องจำนวนหุ้นที่ถือกัน คำให้การดังกล่าวจึงมิได้ขัดแย้งกันดังที่โจทก์อ้าง และที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงเนื่องจากเข้าใจผิดในสาระสำคัญว่ากรรมสิทธิ์ในหุ้นของโจทก์ได้โอนไปแล้วนั้น เมื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงและหนังสือขอความอนุเคราะห์ให้ดำเนินการโอนหุ้น แสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการจะระงับข้อพิพาทจากการที่จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์ไปโดยไม่ชอบไว้อย่างชัดเจน หาใช่การทำบันทึกข้อตกลงโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการโอนหุ้นพิพาทดังที่อ้างแต่อย่างใด และที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บอกเลิกบันทึกข้อตกลงแล้วนั้น เมื่อโจทก์ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่ 2 แล้ว ย่อมมีผลผูกพันให้ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม การจะเลิกบันทึกข้อตกลงหรือสัญญาจะกระทำได้ต่อเมื่อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจบอกเลิกโดยอำเภอใจ เมื่อบันทึกข้อตกลงไม่ได้ให้สิทธิคู่สัญญาที่จะบอกเลิกข้อตกลงและไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะบอกเลิกข้อตกลงแล้ว การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวจึงไม่ชอบ โจทก์และจำเลยที่ 2 จึงคงต้องผูกพันและปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยให้โอนหุ้นของจำเลยที่ 2 กลับไปให้โจทก์จำนวน 1,000 หุ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 850 ม. 1129 วรรคสอง ม. 1139 ม. 1141
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสุชาติ สุทธิปัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3124/2565
#684561
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสองบัญญัติให้ผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญและตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่จำเลยและผู้คัดค้านจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์มีข้อความระบุว่า ผู้จำนองจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่มีอยู่ต่อผู้รับจำนองในเวลานี้หรือในเวลาหนึ่งเวลาใดภายหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่า นอกจากจะเป็นการจำนองประกันหนี้ตามสัญญาจำนองดังกล่าวแล้ว ผู้จำนองยังตกลงจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่จะมีขึ้นต่อผู้รับจำนองในภายหน้าด้วย ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยยังคงค้างชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 แก่ผู้ร้อง จึงถือได้ว่าจำเลยยังมีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อผู้ร้องตามสัญญาจำนองรายนี้อยู่ แม้จำเลยจะได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ที่จำเลยและผู้คัดค้านนำที่ดินแปลงดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ครบถ้วนแล้วก็ตาม ก็หามีผลทำให้สัญญาจำนองระงับสิ้นไป ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองจึงเป็นผู้มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองก่อน เจ้าหนี้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องบังคับขอให้จำเลยชำระหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 20,598,259.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,914,736.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 46774 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 46774 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 เพื่อบังคับคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลเดียวกันกับโจทก์ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยและผู้คัดค้านนำมาจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ต่อผู้ร้อง ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิชอบที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ขอให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินจากการขายที่ดินดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้อื่น

จำเลยและผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าส่งคำคู่ความ 400 บาท แก่จำเลย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 จำเลยและผู้คัดค้านจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 350,000 บาท ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2551 จำเลยและผู้คัดค้านจดทะเบียนขึ้นวงเงินจำนองครั้งที่หนึ่งรวมเป็นวงเงินจำนอง 857,000 บาท และเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์อีก 20,000,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 46774 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้แล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 46774 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดแต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 ของจำเลยและผู้คัดค้านเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หนี้ตามสัญญากู้ที่จำเลยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้นั้น จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องมีสิทธิรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญและตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนอง ข้อ 1 ที่จำเลยและผู้คัดค้านจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้แก่โจทก์มีข้อความระบุว่า ผู้จำนองจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่มีอยู่ต่อผู้รับจำนองในเวลานี้หรือในเวลาหนึ่งเวลาใดภายหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่า นอกจากจะเป็นการจำนองประกันหนี้ตามสัญญาจำนองดังกล่าวแล้ว ผู้จำนองยังตกลงจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่จะมีขึ้นต่อผู้รับจำนองในภายหน้าด้วย ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยยังคงค้างชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 แก่ผู้ร้องจึงถือได้ว่าจำเลยยังมีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อผู้ร้องตามสัญญาจำนองรายนี้อยู่ แม้จำเลยจะได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ที่จำเลยและผู้คัดค้านนำที่ดินแปลงดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ครบถ้วนแล้วก็ตาม ก็หามีผลทำให้สัญญาจำนองระงับสิ้นไป ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองจึงเป็นผู้มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า สัญญาจำนองมิได้ครอบคลุมถึงหนี้ตามสัญญากู้ที่เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องนำมาฟ้องเป็นคดีนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ ธ.
ผู้ร้อง — สหกรณ์ออมทรัพย์ ธ.
ผู้คัดค้าน — นาง พ. กับพวก
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายอรรณพ หล่อประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรชาญ พูลสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3096/2565
#686571
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง และ ป.วิ.พ. มาตรา 94 ห้ามการนำสืบเฉพาะกรณีการใช้เงิน ไม่ห้ามการนำสืบกรณีการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ส. เพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ แล้ว ส. โอนเงินดังกล่าวทั้งหมดเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยโจทก์ยินยอมรับเงินที่ ส. โอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ ซึ่งเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง และจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ย. ผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 315 ถือได้ว่าจำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 608,082 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 345,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกัน ในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน 500,000 บาท จากโจทก์ ไม่มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ย จำเลยตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น ภายในวันที่ 27 มิถุนายน 2558 ต่อมาจำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยการโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 8 ธันวาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 จำนวน 15,000 บาท วันที่ 13 สิงหาคม 2560 จำนวน 15,000 บาท วันที่ 8 กันยายน 2560 จำนวน 15,000 บาท วันที่ 30 มกราคม 2561 จำนวน 20,000 บาท วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 จำนวน 20,000 บาท และวันที่ 20 มีนาคม 2561 จำนวน 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 155,000 บาท เป็นการชำระหนี้บางส่วนแล้ว โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2561 บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงิน ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อ ผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทง เพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว" ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์หรือหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้เวนคืนหรือแทงเพิกถอนเป็นพยานหลักฐานในคดี จึงต้องห้ามมิให้นำสืบเรื่องการใช้เงินชำระหนี้กู้ยืม จึงไม่อาจรับฟังคำเบิกความของจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยานว่า จำเลยชำระหนี้เป็นเงินสดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2560 วันที่ 30 ตุลาคม 2560 และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 วันละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท แก่โจทก์เป็นพยานหลักฐานได้ เพราะต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวห้ามการนำสืบเฉพาะกรณีการใช้เงิน ไม่ห้ามการนำสืบกรณีการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามคำแนะนำของนายสุเทพ โจทก์อ้างว่าโจทก์ ไม่มีบัญชีเงินฝาก จึงตกลงให้จำเลยชำระหนี้ผ่านนายสุเทพ ต่อมาโจทก์ให้จำเลยชำระหนี้ผ่านนายยุทธนา ซึ่งเป็นพนักงานขับรถของโจทก์ จำเลยเริ่มต้นชำระหนี้ผ่านนายสุเทพ โดยเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม 2558 จำเลยชำระเงินสดให้แก่นายสุเทพ 50,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพที่ธนาคาร ท. เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 27 กรกฎาคม 2558 จำนวน 3,000 บาท วันที่ 5 สิงหาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 11 สิงหาคม 2558 จำนวน 20,000 บาท วันที่ 19 สิงหาคม 2558 จำนวน 11,000 บาท วันที่ 4 กันยายน 2558 จำนวน 5,000 บาท วันที่ 21 กันยายน 2558 จำนวน 10,000 บาท วันที่ 3 ธันวาคม 2558 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 9 ธันวาคม 2558 เป็นเงินสองจำนวน 25,000 บาท และ 50,000 บาท ตามลำดับ วันที่ 4 มกราคม 2559 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 15 เมษายน 2559 จำนวน 25,000 บาท นายจักรพงศ์ ลูกหนี้ของจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 26 มีนาคม 2559 เป็นเงินสองจำนวน 30,500 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ วันที่ 6 เมษายน 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท นางสาวพลอยไพลิน หลานจำเลย โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 7 ตุลาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท นายยศกร หลานจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 8 มกราคม 2560 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นเงินสองจำนวน 24,000 บาท และ 1,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 779,500 บาท ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนาที่ธนาคาร ก. จำเลยจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนาดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 จำนวน 15,000 บาท แล้วยังให้นายยศกรโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 จำนวน 25,000 บาท และให้นางสาวเขมิกา บุตรนายยศกร โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนา เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2560 จำนวน 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท โดยจำเลยมีนายยศกรและนายยุทธนาเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายยุทธนาเบิกความเป็นพยานจำเลยยืนยันว่า เมื่อจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานแล้ว พยานถอนเงินสดส่งมอบแก่โจทก์แล้ว ซึ่งการนำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารว่า จำเลยชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ก) ส่วนโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า นายสุเทพเป็นลูกน้องของบุตรโจทก์ แต่โจทก์ไม่เคยตกลงให้จำเลยชำระหนี้ผ่านนายสุเทพ จำเลยเคยชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ แต่จำไม่ได้ว่าชำระคืนเท่าใด เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ประมาณ 20,000 บาท จำเลยจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้อื่นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์บ้างหรือไม่ โจทก์ไม่ทราบ เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญา จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์โทรศัพท์ทวงถามจำเลยแล้ว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จำเลยยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า นายสุเทพเป็นผู้พาจำเลยมากู้ยืมเงินจากโจทก์ นายสุเทพไม่เคยนำเงินสดชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์เคยมอบหมายให้นายยุทธนาซึ่งเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ขับรถให้แก่โจทก์ทวงถามจำเลย จำเลยไม่เคยโอนเงินให้นายยุทธนาชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์ยังเบิกความตอบคำถามติง ของทนายโจทก์ว่านายยุทธนาไม่เคยส่งมอบเงินหรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ นายสุเทพจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์หรือไม่ โจทก์จำไม่ได้ แล้วโจทก์ยังมีนายสุเทพเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานเพื่อนำไปชำระคืนแก่โจทก์ แล้วพยานโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ก. 4 ถึง 5 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 100,000 บาท แล้วนายสุเทพเบิกความ ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า จำเลยโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานที่ ธนาคาร ท. เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 5 สิงหาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 3 ธันวาคม 2558 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 9 ธันวาคม 2558 เป็นเงินสองจำนวน 25,000 บาท และ 50,000 บาท ตามลำดับ วันที่ 4 มกราคม 2559 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 25,000 บาท และวันที่ 15 พฤษภาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท ส่วนการโอนเงินรายการอื่นไม่เกี่ยวกับการชำระหนี้แก่โจทก์ พยานไม่เคยได้รับเงินโอนเข้าบัญชีเงินฝากของพยานเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2559 จำนวน 30,500 บาท และ 100,000 บาท นายจักรพงษ์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท ส่วนวันที่ 6 เมษายน 2559 และวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 นายจักรพงษ์จะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานวันละ 25,000 บาท หรือไม่ พยานจำไม่ได้ นางสาวพลอยไพลินจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2559 และวันที่ 7 ตุลาคม 2559 วันละ 25,000 บาท หรือไม่ พยานจำไม่ได้ เมื่อจำเลยโอนเงินให้แก่พยานเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว พยานโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ก. แม้จำเลยมิได้นำสืบบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ก. ตามคำเบิกความของนายสุเทพเป็นพยานหลักฐานของจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายสุเทพดังกล่าว เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของโจทก์เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าคำเบิกความดังกล่าวของพยานโจทก์ปากนายสุเทพไม่เป็นความจริง แต่โจทก์มิได้นำสืบ พยานหลักฐานพิสูจน์และคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายสุเทพเจือสมคำเบิกความของจำเลย ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ปากนายสุเทพมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์มาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความเข้าข้างจำเลย เชื่อว่า พยานโจทก์ปากนายสุเทพเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รู้เห็นมาโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ จึงรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ ปากนายสุเทพสนับสนุนพยานหลักฐานของจำเลยให้มีน้ำหนักรับฟังได้มากยิ่งขึ้น แม้พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังได้ว่า นายสุเทพเป็นผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์ ดังข้อกล่าวอ้างของจำเลยก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนว่า นายสุเทพโอนเงินจำนวนอื่นนอกจากคำเบิกความของนายสุเทพชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เป็นเงินจำนวนอื่นนอกจากที่นายสุเทพเบิกความยอมรับไว้ นอกจากนี้ โจทก์เบิกความยอมรับว่า โจทก์มอบหมายให้นายยุทธนาทวงถามจากจำเลย ถือได้ว่านายยุทธนาเป็นบุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาสมแก่ภาระการพิสูจน์และมีน้ำหนัก รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพตามจำนวนที่นายสุเทพเบิกความยอมรับว่า จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 5 สิงหาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 3 ธันวาคม 2558 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 9 ธันวาคม 2558 จำนวน 25,000 บาท และจำนวน 50,000 บาท วันที่ 4 มกราคม 2559 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 25,000 บาท และวันที่ 15 พฤษภาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ รวมเป็นเงิน 350,000 บาท แล้วนายสุเทพโอนเงินดังกล่าวทั้งหมดเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ โดยโจทก์ยินยอมรับเงินที่นายสุเทพโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ ซึ่งเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง และจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนาผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์ เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 80,000 บาท ถือได้ว่า จำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 315 แม้หนังสือสัญญากู้เงินข้อ 4. มีข้อตกลงให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่ไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยไว้ ซึ่งตามปกติแล้วจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ซึ่งขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกู้ยืมเงินเป็นต้นไป ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องเรียกร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป ศาลจึงต้องพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดเป็นต้นไป ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยกู้ยืมเงินเป็นต้นไปได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง คำบรรยายฟ้องของโจทก์แสดงให้เห็นว่า โจทก์เข้าใจว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลา คือวันที่ 27 มิถุนายน 2558 แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากครบกำหนดเวลาดังกล่าวตามหนังสือสัญญากู้เงินแล้ว โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเรียก ให้ชำระหนี้ทั้งหมดทันที โจทก์กลับยังยินยอมรับชำระหนี้จากจำเลยโดยไม่อิดเอื้อนถือได้ว่า โจทก์ไม่ได้ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาเป็นสำคัญดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังนั้น เมื่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนจำเลยผู้เป็นลูกหนี้แล้ว จำเลยยังไม่ชำระหนี้ จึงจะตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง และมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2561 บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561 ดังนั้น หากจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในวันที่ 4 เมษายน 2561 ก็จะตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2561 เป็นต้นไป ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา และฎีกา รวมทั้งไม่ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้านคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า หากโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ก็จะนับแต่วันที่ 5 เมษายน 2561 เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนวันที่ 5 เมษายน 2561 จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปแล้วเป็นเงิน 155,000 บาท โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพแล้วนายสุเทพโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนาซึ่งเป็นบุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์เป็นเงิน 80,000 บาท รวมเป็นเงิน 585,000 บาท ซึ่งเกินกว่าจำนวนเงินต้นตามสัญญาแล้ว ต้องถือว่าจำเลยชำระหนี้เงินต้นให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์อีก และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 315 ม. 321
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นางสาว ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวิภัตต์ รุจิปเวสน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2565
#687022
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 จะต้องเป็นการใส่ความคือ การพูดหาเหตุร้าย หรือกล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวว่า "ไอ้สันดานหมา" คำว่า "สันดาน" หมายความถึงอุปนิสัยที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งอาจมีสันดานดีหรือสันดานเลวก็ได้ แม้มักใช้ไปในทางไม่สู้จะดี แต่ก็มิใช่เป็นการใส่ความให้ร้ายผู้ร้อง ทั้งตามความรู้สึกนึกคิดของบุคคลธรรมดาไม่เชื่อว่าผู้ร้องจะเป็นเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ไม่น่าจะทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่จำเลยกล่าวถ้อยคำนั้น น่าจะเป็นเพราะจำเลยไม่พอใจผู้ร้องที่ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ ส. ซึ่งเป็นหลานของจำเลยมาก่อนหน้านี้แล้ว ครั้นพนักงานสอบสวนเรียกคู่กรณีและผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นญาติไปไกล่เกลี่ย ผู้ร้องก็ยังคงยืนกรานให้ดำเนินคดี ส. ต่อไป โดยไม่เห็นแก่ความเป็นญาติ ย่อมทำให้จำเลยไม่พอใจผู้ร้องเพิ่มขึ้นไปอีก จึงเป็นการด่าผู้ร้องอันเนื่องมาจากความรู้สึกไม่พอใจผู้ร้อง ไม่ได้มีความมุ่งหมายถึงความประพฤติของผู้ร้องว่าเป็นคนมีอุปนิสัยที่ไม่ดีมาแต่กำเนิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็เป็นการรับสารภาพตามฟ้องที่ไม่เป็นความผิด ย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 กับให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีผลบังคับ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาให้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญานอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นพี่ของนางสมส่วน ภริยาของผู้ร้อง ก่อนเกิดเหตุผู้ร้องถูกนายสิรภพ บุตรของนางม่วย ไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล ซึ่งเป็นพี่ของจำเลยดูหมิ่นและทำร้ายร่างกาย ผู้ร้องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองแค ให้ดำเนินคดีนายสิรภพ ตามวันเวลาเกิดเหตุ ผู้ร้อง นายสิรภพ นางสาวยุพิน ไม่ทราบชื่อสกุล คนรักของนายสิรภพ จำเลยและนางดวงแก้ว กำลังไกล่เกลี่ยกรณีผู้ร้องร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนายสิรภพอยู่ในห้องไกล่เกลี่ยของสถานีตำรวจภูธรหนองแค จำเลยด่าผู้ร้องต่อหน้าร้อยตำรวจเอกสถิตยพงษ์ และบุคคลอื่น ๆ ว่า "อย่าเข้าไปในบ้านพ่อกูอีกนะ มันไล่ด่าชาวบ้านเขาไปทั่วไอ้สันดานหมา" มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จะต้องเป็นการใส่ความคือ การพูดหาเหตุร้าย หรือกล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวว่า "ไอ้สันดานหมา" คำว่า "สันดาน" หมายความถึงอุปนิสัยที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งอาจมีสันดานดีหรือสันดานเลวก็ได้แม้มักใช้ไปในทางไม่สู้จะดี แต่ก็มิใช่เป็นการใส่ความให้ร้ายผู้ร้อง ทั้งตามความรู้สึกนึกคิดของบุคคลธรรมดาไม่เชื่อว่าผู้ร้องจะเป็นเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ไม่น่าจะทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่จำเลยกล่าวถ้อยคำนั้นน่าจะเป็นเพราะจำเลยไม่พอใจผู้ร้องที่ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นายสิรภพ ซึ่งเป็นหลานของจำเลยมาก่อนหน้านี้แล้ว ครั้นพนักงานสอบสวนเรียกคู่กรณีและผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นญาติไปไกล่เกลี่ย ผู้ร้องก็ยังคงยืนกรานให้ดำเนินคดีนายสิรภพต่อไป โดยไม่เห็นแก่ ความเป็นญาติ ย่อมทำให้จำเลยไม่พอใจผู้ร้องเพิ่มขึ้นไปอีก จึงเป็นการด่าผู้ร้องอันเนื่องมาจากความรู้สึกไม่พอใจผู้ร้อง ไม่ได้มีความมุ่งหมายถึงความประพฤติของผู้ร้องว่าเป็นคนมีอุปนิสัยที่ไม่ดีมาแต่กำเนิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็เป็นการรับสารภาพตามฟ้องที่ไม่เป็นความผิดย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสระบุรี
ผู้ร้อง — นาย ป.
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสระบุรี — นายไพรินทร์ ลาพระอินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวฉวีวรรณ แม้นโชติ
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3069/2565
#685990
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 ก. พ. และ ด. มาเบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคำให้การของบุคคลดังกล่าว โดยผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันถึงตัวคนร้ายและจำเลยที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ไม่สามารถนำตัวพยานดังกล่าวมาเบิกความในชั้นพิจารณาเนื่องจากไม่ทราบที่อยู่ของพยาน โดยโจทก์ใช้เวลาติดตามพยานเป็นเวลาถึง 5 เดือนเศษ นับว่ามีเหตุจำเป็นที่โจทก์ไม่สามารถนำพยานซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนี้ด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และเมื่อจำเลยหลบหนีไปนานจนติดตามพยานได้ยาก กรณีเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2726/2559 ของศาลชั้นต้น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 318 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม), 318 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 10 ปี รวมเป็นจำคุก 12 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2530 ขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปีเศษ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างและอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของนาย ช. ผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจาร และร่วมกันฉุดผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถจักรยานยนต์ไปข่มขืนกระทำชำเราที่ป่าข้างทาง พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล บ. ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า บิดามารดาผู้เสียหายที่ 1 ฝากผู้เสียหายที่ 2 ให้เป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 1 คืนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 เห็นนางสาว พ. และนางสาว ก. ส่งเสียงเอะอะโวยวายบอกว่าโดนฉุดแต่หนีมาได้ แล้วช่วยกันตามหาผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกหญิง ศ. พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานสอบคำให้การผู้เสียหายที่ 1 นางสาว พ. นางสาว ก. และนางสาว ด. ได้ความว่าทั้งสี่คนขับรถจักรยานยนต์ไปที่ปากซอยวัดหนองใหญ่เพื่อโทรศัพท์ ระหว่างนั้นมีคนร้ายสี่คนขับรถจักรยานยนต์มาสองคัน คันแรกนาย อ. เป็นคนขับ นาย ป. นั่งซ้อนท้าย คันที่สองคนขับไม่ทราบว่าชื่ออะไร แต่คนที่นั่งซ้อนท้ายคือจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 ถูกคนร้ายฉุดกระชากขึ้นรถจักรยานยนต์ที่นาย อ. ขับ มีนาย ป. นั่งซ้อนท้ายไปที่ป่าข้างทาง จากนั้นนาย ป. ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยเข้ามาข่มขืนกระทำชำเราต่อ และนาย ป. เข้ามาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีกครั้ง ผู้เสียหายที่ 1 ชี้ยืนยันภาพคนร้ายสามคนคือนาย ป. นาย อ. และจำเลย นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว่า ผู้เสียหายที่ 1 มาให้การเพิ่มเติมชี้ภาพถ่ายยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย เห็นว่า แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 นางสาว ก. นางสาว พ. และนางสาว ด. เต็มมาเบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคำให้การของบุคคลดังกล่าว โดยผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันถึงตัวคนร้ายและจำเลยที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ไม่สามารถนำตัวพยานดังกล่าวมาเบิกความในชั้นพิจารณาเนื่องจากไม่ทราบที่อยู่ของพยาน โดยโจทก์ใช้เวลาติดตามพยานเป็นเวลาถึง 5 เดือนเศษ แล้ว นับว่ามีเหตุจำเป็นที่โจทก์ไม่สามารถนำพยานซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนี้ด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และเมื่อจำเลยหลบหนีไปนานจนติดตามพยานได้ยาก กรณีเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2726/2559 ของศาลชั้นต้น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันในคดีที่นาย อ. ถูกฟ้องข้างต้นว่า ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยและทำงานกับผู้เสียหายที่ 2 คืนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 นางสาว พ. นางสาว ด. และนางสาว ก. ไปปากซอย เห็นกลุ่มคนร้ายสี่คนเดินเข้าไปฉุดกระชากนางสาว พ. และนางสาว ด. เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ลงจากรถจักรยานยนต์ คนร้ายเดินเข้ามา นางสาว ก. วิ่งหนีไป ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ถูกนาย ป. ลากไปที่รถจักรยานยนต์ซึ่งมีนาย อ. เป็นคนขับ นาย ป. บังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งตรงกลางแล้วนั่งประกบท้าย นาย อ. ขับรถจักรยานยนต์พาไปบริเวณอ่างเก็บน้ำมาบประชัน โดยมีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์อีกคันตามมา ระหว่างทางนาย ป. ถอดเสื้อและกางเกงผู้เสียหายที่ 1 เมื่อถึงป่านาย อ. จอดรถจักรยานยนต์และถอดหมวกนิรภัยออก นาย ป. ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้วนาย อ. และคนร้ายอีกสองคนเข้ามาข่มขืนกระทำชำเรา โดยนาย อ. ชักอาวุธปืนสั้นโชว์ ผู้เสียหายที่ 1 กลัวจึงไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน จากนั้นนาย อ. และนาย ป. พาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่ห้องพัก หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 บอกเพื่อนและผู้เสียหายที่ 2 ว่าถูกข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนาย อ. กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจพาผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและส่งผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล บ. ผู้เสียหายที่ 1 จำคนร้ายสามคนที่ข่มขืนกระทำชำเราได้ ผู้เสียหายที่ 1 ให้การครั้งแรกว่าจำหน้าคนร้ายได้ทั้งหมด และให้การเพิ่มเติมครั้งที่สองว่ามีบุคคลใดข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยได้ชี้ยืนยันภาพถ่ายคนร้ายและนางสาว พ. กับนางสาว ด. เบิกความยืนยันในคดีที่นาย อ. ถูกฟ้องว่า นางสาว ก. ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งนางสาว พ. และนางสาว ด. ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วไปรับผู้เสียหายที่ 1 ระหว่างนั้นมีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์สองคัน คนร้ายสองคนเดินเข้ามาฉุดกระชากนางสาว พ. และนางสาว ด. ให้ออกจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ คนร้ายตบนางสาว พ. และนางสาว ด. ที่บริเวณศีรษะ นางสาว ก. ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาโดยมีผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้าย คนร้ายเข้าไปหา นางสาว ก. และผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีแต่ผู้เสียหายที่ 1 กลุ่มคนร้ายพาตัวไปได้ นางสาว พ. ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาว ก. จำคนร้ายได้ ภาพแรกคือนาย ป. ซึ่งเป็นคนตบนางสาว พ. ภาพที่ 2 จำไม่ได้ว่าคนร้ายตามภาพทำอะไรกับนางสาว พ. หรือไม่ ส่วนภาพที่ 3 เป็นคนร้ายที่ฉุดกระชากนางสาว พ. ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาว ก. แม้คำเบิกความดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเกิดเหตุถึง 1 ปีเศษ แต่ก็ยังสอดคล้องกับพยานโจทก์ข้างต้น โดยผู้เสียหายที่ 1 ได้ให้การชั้นสอบสวนบอกเล่าเหตุการณ์ รายละเอียดและขั้นตอนการกระทำผิดของจำเลยกับพวกใกล้ชิดกับวันเกิดเหตุต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย โดยยืนยันถึงตัวคนร้ายและจำเลยที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 เบิกความในคดีที่นาย อ. ถูกฟ้องยืนยันถึงเหตุที่จำจำเลยได้เนื่องจากมีแสงสว่างไฟฟ้าตลอดเส้นทาง เห็นจำเลยตั้งแต่แรกที่มีการฉุดกระชากผู้เสียหายที่ 1 จนข่มขืนกระทำชำเรา และหลังเกิดเหตุได้ชี้ภาพถ่ายจำเลยว่าเป็นคนร้ายที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในคดีที่นาย อ. ถูกฟ้องไปตามความจริง ไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำจำเลยได้ แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะไม่ได้ให้การในชั้นสอบสวนครั้งแรกว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราไว้ แต่ก็ปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนว่า ผู้เสียหายที่ 1 ไม่กล้าบอกความจริงเนื่องจากมีความอับอาย เมื่อขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การชั้นสอบสวนมีอายุเพียง 16 ปี แสดงให้เห็นถึงความคิดตามประสาเด็กที่ยังอ่อนวัยของผู้เสียหายที่ 1 หากไม่เป็นความจริงคงไม่กล้านำเรื่องที่ทำให้ตนเองและครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียงมาให้การต่อพนักงานสอบสวนเช่นนี้ได้ นอกจากนี้แม้คำให้การชั้นสอบสวนและการเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในคดีที่นาย อ. ถูกฟ้องจะแตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยร่วมกันเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ว่า เป็นคนที่สองหรือคนที่สามก็ตาม ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่ฟังได้ว่าจำเลยร่วมกันเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อยู่ด้วยเช่นกัน หาได้ทำให้คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพิรุธถึงกับรับฟังไม่ได้แต่อย่างใดไม่ เมื่อผลการตรวจชันสูตรของแพทย์ ได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 1 บาดเจ็บมีบาดแผลถลอกตกสะเก็ดบริเวณเข่าซ้ายยาว 1 เซนติเมตร เยื่อพรหมจารีฉีกขาดเก่า ตรวจพบตัวอสุจิ สารที่เป็นส่วนประกอบของน้ำกามเพศชาย แพทย์ให้ความเห็นตรวจพบหลักฐานว่าผ่านการร่วมประเวณี เชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงจริง พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นผู้เยาว์ไม่ได้บรรลุนิติภาวะ และพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแล การที่จำเลยกับพวกร่วมกันฉุดและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกระทำอันมีเจตนาล่วงล้ำอำนาจผู้ปกครองหรือผู้ดูแลของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว การกระทำของจำเลยย่อมมีความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง (2) ม. 226/5 ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวปภาวรินทร์ จีนสลุต
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ภัทริกา จุลฤกษ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3066/2565
#688897
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา จำเลยไม่คัดค้าน แต่คดีนี้มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป โจทก์จึงยังคงมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลย และการถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มีผลเท่ากับเป็นการขอถอนฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 ซึ่งโจทก์ร่วมจะขอถอนฟ้องได้ต่อเมื่อก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา อีกทั้งศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่สมควรอนุญาตให้ถอนฎีกาและคำแก้ฎีกา จึงยกคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนขอถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวกรรณิการ์หรือปติมา ภริยาของนายสุทัศน์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 83 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้อง ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันได้เป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป ขอถอนคำร้องทุกข์ คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา จำเลยไม่คัดค้าน เห็นว่า คดีนี้มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป โจทก์ยังคงมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลย และการถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มีผลเท่ากับเป็นการขอถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 โจทก์ร่วมจะขอถอนฟ้องได้ต่อเมื่อก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา อีกทั้งศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่สมควรอนุญาตให้ถอนฎีกาและคำแก้ฎีกา ยกคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนขอถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 นายสุทัศน์ พี่ชายจำเลยซื้อรถยนต์ตู้ ยี่ห้อเบนซ์ ในราคา 250,000 บาท แล้วนำมาใช้ในกิจการร้านอาหาร จ. โดยจำเลยและนายสุทัศน์เป็นกรรมการบริษัท ค. ประกอบกิจการร้านอาหารดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 นายสุทัศน์ถึงแก่ความตาย นางสาวพรพิมล พนักงานบริษัท ค. แจ้งแก่จำเลยว่ามีผู้ติดต่อขอซื้อรถตู้ในราคา 80,000 บาท จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายรถยนต์ในฐานะผู้ขาย และมีการโอนเงินค่ารถเข้าบัญชีของจำเลย 2 ครั้ง ครั้งละ 40,000 บาท จากนั้นนางสาวภัทรานิษฐ์ ผู้ซื้อมอบให้นายเทพชัยไปรับรถตู้ พร้อมสัญญาซื้อขายรถยนต์และชุดโอนรถยนต์ประกอบด้วยแบบคำขอโอนและรับโอนของกรมการขนส่งทางบก แบบคำขออื่น ๆ แบบคำขอเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของรถ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของนายสุทัศน์ และหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อของนายสุทัศน์ ภายหลังโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและนางวันเพ็ญ พนักงานสอบสวนส่งเอกสารข้างต้นไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลการตรวจพิสูจน์ระบุว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของนายสุทัศน์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญานั้นเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์และโจทก์ร่วมโดยตรงที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนฟ้องและพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง คดีนี้แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีนางสาวพรพิมลเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์ก็ตาม แต่พยานปากนี้เบิกความอ้างว่า ได้รับเอกสารดังกล่าวที่บรรจุอยู่ในซองเอกสารจากนางสาวสุ เมื่อพยานเปิดดูจึงทราบว่ามีการปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์ หากแต่นางศุภมาศ มาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานคือนางสาวสุ พยานไม่เคยรับเอกสารจากจำเลยมาส่งมอบให้แก่นางสาวพรพิมล โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้ถามค้านโต้แย้งว่าพยานไม่ใช่นางสาวสุตามที่นางสาวพรพิมลเบิกความ ทำให้เชื่อได้ว่านางศุภมาศเป็นบุคคลคนเดียวกับนางสาวสุเมื่อพฤติการณ์ที่พยานทั้งสองฝ่ายต่างเบิกความยันกันเช่นนี้ การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมพึงต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความของนางสาวพรพิมลให้มีน้ำหนักมั่นคง ซึ่งได้ความจากนางสาวพรพิมลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามติงว่า ขณะพยานนำซองเอกสารไปส่งมอบให้แก่นางสาวฐิตาภา พยานยังพูดกับนางสาวฐิตาภาว่าเซ็นเหมือน ส่อแสดงว่านางสาวฐิตาภารู้เห็นเหตุการณ์ที่อ้างว่าจำเลยปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ด้วย แต่โจทก์และโจทก์ร่วมกลับมิได้ขวนขวายนำนางสาวฐิตาภามาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้ตามบันทึกคำให้การนางสาวพรพิมลให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าตนเองเป็นผู้ดาวน์โหลดเอกสารชุดโอนรถยนต์ อันแตกต่างจากคำเบิกความของนางสาวพรพิมลที่ยืนยันว่านางสาวฐิตาภาเป็นผู้ดาวน์โหลดชุดโอนรถยนต์ คำเบิกความของพยานย่อมมีลักษณะไม่อยู่กับร่องกับรอย อีกทั้งที่พยานเบิกความว่าได้นำสัญญาซื้อขายรถยนต์ไปให้นางวันเพ็ญลงลายมือชื่อในฐานะพยาน ลายมือชื่อดังกล่าวจะเป็นของนางวันเพ็ญจริงหรือไม่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะนางวันเพ็ญถึงแก่ความตายไปแล้ว กอปรกับตามบันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา นางวันเพ็ญใช้พิมพ์ลายนิ้วมือแทนการลงลายมือชื่อ โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่ต้องกระทำเช่นนั้น แล้วยังเป็นระยะเวลาห่างจากการจัดทำเอกสารไม่ถึงหนึ่งปี ยิ่งกว่านั้นนางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อไม่ทราบว่านายสุทัศน์เจ้าของรถตู้ถึงแก่ความตายไปแล้ว การจะปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในฐานะผู้ขายไปเสียทีเดียว เพื่อให้สอดคล้องกับลายมือชื่อปลอมของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์น่าจะกระทำได้ง่ายกว่าและไม่เป็นข้อพิรุธว่าเหตุใดจำเลยในฐานะผู้ขายกับผู้โอนมิใช่เป็นบุคคลคนเดียวกันส่วนการชำระเงินก็สามารถระบุไว้ได้ต่างหากว่าจะให้ชำระในนามของบุคคลใด และตามบันทึกคำให้การนางสาวพรพิมลยังให้การว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายรถยนต์ ต่อหน้าพยาน แล้วส่งมอบให้แก่พยาน แตกต่างจากที่พยานเบิกความว่า พยานนำเอกสารทั้งหมดใส่ซองเอกสารมอบให้แก่จำเลย จำเลยนำเอกสารเข้าไปในห้องทำงาน ก่อนให้นางศุภมาศไปรับซองเอกสารดังกล่าวมามอบให้แก่พยาน ดังนี้ เมื่อนำคำวินิจฉัยข้างต้นมาประมวลเข้าด้วยกันแล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า ขณะจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขายตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้น ไม่ได้มีการนำชุดโอนรถยนต์ไปให้จำเลยด้วย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในเอกสารดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมปลอม แม้ตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์ ข้อ 5 จะมีข้อความระบุว่า "ผู้ซื้อตกลงจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถยนต์ในสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อเองทั้งสิ้น โดยผู้ขายได้จัดทำหนังสือมอบอำนาจ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวมอบให้ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้วในวันทำสัญญานี้" แต่ตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์เป็นเพียงแบบฟอร์มของสัญญาซื้อขายรถยนต์ทั่วไปเท่านั้น ซึ่งนางสาวพรพิมลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมก็เบิกความรับว่าพยานใช้วิธีดาวน์โหลดมาการมีข้อความดังกล่าวมิใช่ข้อบ่งชี้แน่ชัดว่าจำเลยรู้ว่าชุดโอนรถยนต์เป็นเอกสารปลอมและได้มอบเอกสารนั้นให้แก่นางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อไป ประกอบกับนางสาวภัทรานิษฐ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า พยานมอบหมายให้นายเทพชัย ไม่ทราบนามสกุล ไปรับมอบรถตู้และเอกสารต่าง ๆ แทนพยาน แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำนายเทพชัยมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่านายเทพชัยไปรับเอกสารจากบุคคลใดและเกี่ยวข้องกับจำเลยอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยรู้ว่าชุดโอนรถยนต์เป็นเอกสารปลอมและได้ส่งมอบให้แก่นางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่ให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 35 ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3044/2565
#684764
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลย แทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะ ป.อ. มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้น การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วันหรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนผลปาล์มน้ำมันน้ำหนัก 500 กิโลกรัม น้ำหนัก 1,100 กิโลกรัม และน้ำหนัก 950 กิโลกรัม ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 12,400 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบรถกระบะของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง, ประกอบมาตรา 336 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน และปรับ 12,000 บาท รวม 4 กระทง จำคุก 4 ปี 24 เดือน และปรับ 48,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน และปรับ 24,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย 1 ปี โดยให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดกับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ห้ามจำเลยออกจากบ้านพักระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึง 5 นาฬิกา เป็นเวลา 31 วัน โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดไว้กับจำเลยตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยเข้าร่วมรับการอบรมธรรมพุทธที่สำนักงานคุมประพฤติจัดขึ้นตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถกระบะของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย ยกคำขอให้คืนผลปาล์มน้ำมันที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยไม่คัดค้านว่า จำเลยเคยทำงานเป็นช่างซ่อมรถในลานเทปาล์มของผู้เสียหายนานประมาณ 2 ปีเศษ ขณะที่จำเลยทำงานกับผู้เสียหายจำเลยมีพฤติกรรมเล่นการพนันไก่ชน และเสพยาเสพติด ผู้เสียหายเคยว่ากล่าวตักเตือนจำเลย ต่อมาระยะหลังจำเลยเริ่มมีพฤติกรรมคดโกงผู้เสียหายในการทำงาน เช่น โกงเงินค่าซื้ออะไหล่รถโดยไปซื้อของเก่ามาแทนของใหม่ เป็นต้น ผู้เสียหายจึงเลิกจ้าง ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยอาศัยข้อมูลที่ล่วงรู้จากที่เคยทำงานเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายว่าในเวลากลางคืนจะไม่มีบุคคลอยู่ในลานเทปาล์ม จึงวางแผนกลับมาลักผลปาล์มน้ำมันของผู้เสียหายโดยใช้รถกระบะเพื่อบรรทุกพาผลปาล์มน้ำมันในลักษณะเตรียมการไว้ล่วงหน้า ทั้งจำเลยกระทำความผิดในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ 4 ครั้ง รวมน้ำหนักผลปาล์มน้ำมันมากถึง 3,550 กิโลกรัม โดยจำเลยใช้รถกระบะดังกล่าวเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมอีกด้วย นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากผลปาล์มน้ำมันที่ยังไม่ได้คืนแล้ว หรือมีฐานะยากจน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลย แทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้น การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงลงโทษจำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 36 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายธงไท รัมมะศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมยศ ชัยประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3038/2565
#684820
เปิดฉบับเต็ม

แม้คู่ความฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์จะมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาได้ หากไม่มีบทกฎหมายให้คำพิพากษานั้นเป็นที่สุดหรือบัญญัติห้ามมิให้ฎีกา แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองจะมีสิทธิฎีกาได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยทั้งสอง สำหรับที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า ร. ผู้จัดการมรดกของ ก. โจทก์ และ น. ทายาท ไม่ทราบเรื่องและไม่ยินยอมให้กระทำการดังกล่าว คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งอยู่ จำเลยทั้งสองก็ให้เหตุผลในการฎีกาประเด็นนี้ว่า จำเลยทั้งสองเกรงว่าจะมีการนำเอาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังได้ในเบื้องต้นโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนดังกล่าวไปใช้อ้างในทางที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟัง เพราะนอกจากคดีนี้แล้วยังมีคดีอื่น ๆ อีกหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งจะสร้างความวุ่นวายยุ่งยากให้จำเลยทั้งสองนำสืบอธิบายข้อเท็จจริง ก็เป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลยทั้งสอง การรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงหาได้กระทบกระเทือนหรือมีผลทำให้จำเลยทั้งสองอาจได้รับความเสียหายแต่ประการใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 137 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองฎีกาประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 และวันที่ 25 ตุลาคม 2546 จำเลยทั้งสองในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ได้ประชุมเพิ่มทุนจาก 177,000,000 บาท เป็น 200,000,000 บาท และจำเลยทั้งสองร่วมกันลงลายมือชื่อยื่นคำขอจดทะเบียนเพิ่มทุน โดยนางรัชนี ผู้จัดการมรดกของนายกัญจน โจทก์ และนางนวลเพ็ญ ทายาท ไม่ทราบเรื่องและไม่ยินยอมให้กระทำการดังกล่าว ต่อมานางรัชนีฟ้องขอให้เพิกถอนมติและเพิกถอนการจดทะเบียนเพิ่มทุนตามมติ เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากแม้โจทก์จะนำสืบว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลงลายมือชื่อยื่นคำขอจดทะเบียนเพิ่มทุน นางรัชนี ผู้จัดการมรดกของนายกัญจน โจทก์ และนางนวลเพ็ญ ทายาท ไม่ทราบเรื่องและไม่ยินยอมให้กระทำการ แต่จำเลยทั้งสองก็นำสืบหักล้างว่า นางรัชนี โจทก์ นางนวลเพ็ญ และผู้ถือหุ้นทุกคนทราบเรื่องและยินยอมให้กระทำการ การรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองฎีกาประการที่สองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 โดยบรรยายฟ้องขัดกันไม่แน่ชัดว่าข้อความตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่อ้างว่าเป็นเท็จ ไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงตามผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 หรือไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงตามสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท ก. อย่างไรและในช่วงเวลาใด และโจทก์บรรยายฟ้องลอย ๆ ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า การที่ทุนจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้น จำนวนผู้ถือหุ้น และจำนวนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นในบริษัท ก. มากขึ้น อาจทำให้โจทก์และหรือผู้อื่นและหรือประชาชนเสียหายอย่างไร และหรือเป็นการกระทำเพื่อลวงอย่างไรให้บริษัท ก. หรือผู้ถือหุ้นของบริษัท ก. ขาดประโยชน์อันควรได้อย่างไร จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และจำเลยทั้งสองฎีกาประการที่สามว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดี เนื่องจากโจทก์ในคดีนี้มิได้เป็นโจทก์ในคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และการเพิ่มทุนจดทะเบียนทำให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัท ก. ผู้ถือหุ้นคนอื่น และหรือบริษัท ก. และหรือผู้อื่นหรือประชาชนที่เกี่ยวข้องได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้น รวมทั้งโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ผู้ถือหุ้นคนอื่น ผู้อื่นหรือประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายหรือขาดประโยชน์อันควรได้ นั้น เห็นว่า แม้คู่ความฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์จะมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาได้ หากไม่มีบทกฎหมายให้คำพิพากษานั้นเป็นที่สุดหรือบัญญัติห้ามมิให้ฎีกา แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองจะมีสิทธิฎีกาได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยทั้งสอง สำหรับที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า นางรัชนี ผู้จัดการมรดกของนายกัญจน โจทก์ และนางนวลเพ็ญ ทายาท ไม่ทราบเรื่องและไม่ยินยอมให้กระทำการดังกล่าว คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งอยู่ จำเลยทั้งสองก็ให้เหตุผลในการฎีกาประเด็นนี้ว่า จำเลยทั้งสองเกรงว่าจะมีการนำเอาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังได้ในเบื้องต้นโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนดังกล่าวไปใช้อ้างในทางที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟัง เพราะนอกจากคดีนี้แล้วยังมีคดีอื่น ๆ อีกหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งจะสร้างความวุ่นวายยุ่งยากให้จำเลยทั้งสองนำสืบอธิบายข้อเท็จจริง ก็เป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลยทั้งสอง การรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงหาได้กระทบกระเทือนหรือมีผลทำให้จำเลยทั้งสองอาจได้รับความเสียหายแต่ประการใดไม่ สำหรับที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการที่สองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และประการที่สามว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ก็หามีผลทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เปลี่ยนแปลง จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกประการเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 137
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางภัทรา พุทธสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวอารีย์พร วงศ์จันทร
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3034/2565
#684396
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ไม่มีการลงโทษปรับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 8 วรรคสอง นั้น ยังไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเป็นว่า ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 3, 4, 166, 167, 168, 242, 246, 252 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 203 (1) พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 9, 117, 118, 191, 196, 282, 284, 285, 290 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง และจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งหกขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 203 (1) พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118, 191 วรรคหนึ่ง, 196 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 284 วรรคหนึ่ง, 290 (ที่ถูก มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 284 วรรคหนึ่ง, 290 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2481 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 282 (ที่ถูก มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 282 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2481 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 285, 290 (ที่ถูก มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 285, 290 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2481 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งน้ำมันดีเซลอันเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ (ที่ถูก ปรับคนละ) 2,576,000 บาท ฐานร่วมกันปลูกสร้างเสาไม้ค้อล่วงล้ำเข้าไปในทะเลภายในน่านน้ำไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันขนถ่ายน้ำมันดีเซลจากเรือขึ้นบกโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันใช้เรือที่มิได้รับใบอนุญาตใช้เรือ ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละ 5,000 บาท ฐานทำการเป็นนายเรือโดยไม่ได้เก็บประกาศนียบัตรนายเรือไว้ในเรือ ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท ฐานทำการเป็นต้นกลและช่างเครื่องกลภายในเรือโดยมิได้รับประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน และฐานทำงานเป็นคนรับจ้างสำหรับทำการในเรือโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 2,000 บาท จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งน้ำมันดีเซลอันเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร คงจำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับ (ที่ถูก คนละ) 1,288,000 บาท ฐานร่วมกันปลูกสร้างเสาไม้ค้อล่วงล้ำเข้าไปในทะเลภายในน่านน้ำไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันขนถ่ายน้ำมันดีเซลจากเรือขึ้นบกโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันใช้เรือที่มิได้รับใบอนุญาตใช้เรือ คงปรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละ 2,500 บาท ฐานทำการเป็นนายเรือโดยไม่ได้เก็บประกาศนียบัตรนายเรือไว้ในเรือ คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,000 บาท ฐานทำการเป็นต้นกลและช่างเครื่องกลภายในเรือโดยมิได้รับประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถ คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 วัน และฐานทำงานเป็นคนรับจ้างสำหรับทำการในเรือโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,500 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน 15 วัน และปรับ 2,500 บาท จำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,500 บาท จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีกำหนดคนละ 1 ปี 6 เดือน กับให้ปรับจำเลยทั้งหก (ที่ถูก ให้ปรับจำเลยทั้งหกคนละ) 1,288,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ) ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้ทำผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 8 วรรคสอง

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งหกฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งหกฎีกาในทำนองว่า จำเลยทั้งหกมิได้มีเจตนากระทำความผิดนั้น ขัดกับที่จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับความผิดฐานทำการเป็นนายเรือโดยไม่ได้เก็บประกาศนียบัตรนายเรือไว้ในเรือของจำเลยที่ 1 และฐานทำงานเป็นคนรับจ้างสำหรับทำการในเรือโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เนื่องจากต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยทั้งหกในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งหกหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกที่ร่วมกันใช้เรือประมงที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เรือและดัดแปลงเรือสำหรับไว้บรรจุน้ำมันไปขนถ่ายน้ำมันจากเรือบรรทุกน้ำมันที่ลอยลำอยู่ในทะเล แล้วนำมาขนถ่ายใส่รถบรรทุกที่ชายฝั่ง โดยมีการปักเสาไม้ค้อไว้ในทะเลใกล้กับชายฝั่งสำหรับจอดเรือ แล้ววางท่อมาที่ชายฝั่งเพื่อขนถ่ายน้ำมันจากเรือใส่รถบรรทุก โดยเจ้าพนักงานสามารถยึดน้ำมันดีเซลของกลางได้จำนวนมากถึง 100,000 ลิตร ลักษณะของการกระทำดังกล่าวจึงมีลักษณะกระทำกันเป็นขบวนการลักลอบขนส่งน้ำมันรายใหญ่ ถือเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งหกจะไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยทั้งหกให้เบาลง หรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งหก ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งหกและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งหกมานั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งน้ำมันดีเซลอันเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการทางศุลกากร ฐานร่วมกันมีน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นสินค้าที่ยังมิได้เสียภาษีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันปลูกสร้างเสาไม้ค้อล่วงล้ำเข้าไปในทะเลในน่านน้ำไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันขนถ่ายน้ำมันดีเซลจากเรือขึ้นบกโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันใช้เรือที่มิได้รับใบอนุญาตใช้เรือ ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำการเป็นนายเรือโดยไม่เก็บประกาศนียบัตรนายเรือไว้ในเรือ ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานทำการเป็นต้นกลและช่างเครื่องกลภายในเรือโดยมิได้รับประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถ และลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานทำงานเป็นคนรับจ้างสำหรับทำการในเรือโดยไม่ได้รับอนุญาต ของกลางบางส่วนที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบได้แก่ สมุดเติมน้ำมัน 2 เล่ม สมุดบัญชี 2 เล่ม ใบกำกับการขนส่งน้ำมัน 2 ฉบับ ใบปล่อยเรือ 1 ฉบับ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 1 ฉบับ บิลทั่วไป 1 ฉบับ สมุดบันทึก 3 เล่ม ตะกั่วหัวปั๊ม 1 ถุง สมุดบันทึกรายการที่มาที่ไปของน้ำมันปี 2561 ถึง 2562 จำนวน 1 เล่ม บิลเงินสด 1 เล่ม สมุดฉีกแบบมีเส้น 3 เล่ม สมุดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ 1 เล่ม วัตถุเก็บข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ (แฟลชไดรฟ์) 3 อัน เอกสารเกี่ยวกับเรือ 1 ซอง เอกสารกรมเจ้าท่า 1 ฉบับ รายการจดทะเบียน 1 ฉบับ สำเนาใบประกอบกิจการ 1 ฉบับ ใบกำกับการขนส่ง 1 ฉบับ สำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัย 1 ฉบับ บัตรผ่านเข้าคลังน้ำมันเชฟรอน 1 ฉบับ สำเนาใบอนุญาตขนส่งไม่ประจำทาง 1 ฉบับ ใบส่งของ 4 ฉบับ ใบกำกับการขนส่งน้ำมัน 2 ฉบับ ซีลหัวจ่าย 10 อัน คีมสำหรับซีลลวด 1 ชุด และกิ๊บซีลวาล์วน้ำมัน 1 ถุง มิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบของกลางดังกล่าวได้ ต้องคืนแก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 ประกอบมาตรา 186 (9) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และที่ศาลล่างทั้งสองให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 8 วรรคสอง นั้น ยังไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน แต่ไม่ริบ สมุดเติมน้ำมัน 2 เล่ม สมุดบัญชี 2 เล่ม ใบกำกับการขนส่งน้ำมัน 2 ฉบับ ใบปล่อยเรือ 1 ฉบับ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 1 ฉบับ บิลทั่วไป 1 ฉบับ สมุดบันทึก 3 เล่ม ตะกั่วหัวปั๊ม 1 ถุง สมุดบันทึกรายการที่มาที่ไปของน้ำมันปี 2561 ถึง 2562 จำนวน 1 เล่ม บิลเงินสด 1 เล่ม สมุดฉีกแบบมีเส้น 3 เล่ม สมุดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ 1 เล่ม วัตถุเก็บข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ (แฟลชไดรฟ์) 3 อัน เอกสารเกี่ยวกับเรือ 1 ซอง เอกสารกรมเจ้าท่า 1 ฉบับ รายการจดทะเบียน 1 ฉบับ สำเนาใบประกอบกิจการ 1 ฉบับ ใบกำกับการขนส่ง 1 ฉบับ สำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัย 1 ฉบับ บัตรผ่านเข้าคลังน้ำมันเชฟรอน 1 ฉบับ สำเนาใบอนุญาตขนส่งไม่ประจำทาง 1 ฉบับ ใบส่งของ 4 ฉบับ ใบกำกับการขนส่งน้ำมัน 2 ฉบับ ซีลหัวจ่าย 10 อัน คีมสำหรับซีลลวด 1 ชุด และกิ๊บซีลวาล์วน้ำมัน 1 ถุง ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ และให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 วรรคสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายนิกร จันทร์สุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนพรัตน์ อักษร
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3028/2565
#684816
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมมีประเด็นวินิจฉัยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งหม้อกำเนิดไอน้ำซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาในการส่งมอบงานล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการขอขยายระยะเวลาฎีกา ส่วนคดีนี้ประเด็นวินิจฉัยเป็นเช่นเดียวกับคดีเดิมว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งหม้อกำเนิดไอน้ำ เมื่อการซื้อขายสินค้าของทั้งสองคดีเกี่ยวกับการซื้อขายตามสัญญาฉบับเดียวกัน แม้คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญา เหตุละเมิดที่อ้างก็สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดสัญญาฉบับเดียวกันนั้นเอง ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์คดีก่อนกับคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกัน แม้โจทก์อ้างในฎีกาว่าความเสียหายนี้มิได้เกี่ยวกับเครื่องจักรตามสัญญาแต่แท้จริงแล้วมูลเหตุของความเสียหายที่อ้างมาจากการผิดสัญญาส่งมอบหม้อกำเนิดไอน้ำถูกต้องครั้งเดียวกันนั้นเอง เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน และคดีเดิมศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้น ฟ้องของโจทก์ในประเด็นว่าจำเลยกระทำละเมิดส่งมอบสินค้าไม่เป็นไปตามสัญญาทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 180,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาให้ฎีกาเฉพาะประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งมีประเด็นว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งหม้อกำเนิดไอน้ำ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.386/2560 หมายเลขแดงที่ ผบ.206/2561 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีเดิมมีประเด็นวินิจฉัยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งหม้อกำเนิดไอน้ำ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาในการส่งมอบงานล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการขอขยายระยะเวลาฎีกา ส่วนคดีนี้ประเด็นวินิจฉัยเป็นเช่นเดียวกับคดีเดิมว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งหม้อกำเนิดไอน้ำ เมื่อการซื้อขายสินค้าของทั้งสองคดีเกี่ยวกับการซื้อขายตามสัญญาฉบับเดียวกัน แม้คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญา เหตุละเมิดที่อ้างก็สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดสัญญาฉบับเดียวกันนั้นเอง ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์คดีก่อนกับคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกัน แม้โจทก์อ้างในฎีกาว่าความเสียหายคดีนี้มิได้เกี่ยวกับเครื่องจักรตามสัญญา แต่แท้จริงแล้วมูลเหตุของความเสียหายที่อ้างมาจากการผิดสัญญาส่งมอบหม้อกำเนิดไอน้ำถูกต้องครั้งเดียวกันนั้นเอง เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน และคดีเดิมศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้น ฟ้องของโจทก์ในประเด็นว่าจำเลยกระทำละเมิดส่งมอบสินค้าไม่เป็นไปตามสัญญาทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายยุทธนา คุ้มมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3026/2565
#688896
เปิดฉบับเต็ม

การประกอบธุรกิจเป็นนายทุนวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ นอกจากจะมีผลกระทบต่อการออมของประชาชนแล้วยังกระทบต่อการระดมเงินออมของสถาบันการเงินที่ทางราชการสนับสนุนและรับผิดชอบ ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัฐให้เสียหาย ความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 จึงเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพนักงานอัยการเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้อง โจทก์เป็นราษฎรจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 9, 17, 19 กับให้จำเลยคืนเงิน จำนวน 1,110,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) (3), 9, 17, 19 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปฐานเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์โดยมิชอบจำคุก 6 เดือน และฐานโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในการเล่นแชร์ปรับ 50,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์โดยมิชอบ คงจำคุก 3 เดือน และฐานโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในการเล่นแชร์คงปรับ 25,000 บาท รวมจำคุก 3 เดือน และปรับ 25,000 บาท แต่จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนด 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยคืนเงิน 1,110,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ด้วย ให้จำเลยคืนเงิน 1,038,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ เพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 และมีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การประกอบธุรกิจเป็นนายทุนวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ นอกจากจะมีผลกระทบต่อการออมของประชาชนแล้วยังกระทบต่อการระดมเงินออมของสถาบันการเงินที่ทางราชการสนับสนุนและรับผิดชอบ ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัฐให้เสียหาย ความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 จึงเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพนักงานอัยการเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้อง โจทก์เป็นราษฎรจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและ กำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ณ.
จำเลย — นางสาว ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมโชค มีมะแม
ศาลอุทธรณ์ — นางกันยารัตน์ ดำรงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3018/2565
#685353
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง 400 เม็ด ที่ล่อซื้อจากจำเลยบริเวณข้างบ้านที่เกิดเหตุ มีการตรวจค้นบริเวณบ้านที่เกิดเหตุแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ในระหว่างนั้น จำเลยให้ข้อมูลว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนฝังดินไว้พร้อมพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด บริเวณหลังบ้านที่เกิดเหตุ และขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 1,000 เม็ด บริเวณไร่อ้อยห่างจากหลังบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตร ทั้งเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองให้ข้อมูลว่า หากไม่ได้ข้อมูลจากจำเลย ก็จะไม่สามารถตรวจค้นเจอยาเสพติดของกลาง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยซุกซ่อนไว้และพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนอีก 1,600 เม็ด เจ้าพนักงานคงไม่สามารถตรวจพบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวได้ ถือว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อพนักงานฝ่ายปกครอง โดยหาจำต้องเป็นข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นไม่ และมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานเพื่อเป็นเหตุบรรเทาโทษที่เกิดจากการรู้สึกความผิด หรือลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานอันควรได้รับการลดโทษตามความแห่ง ป.อ. มาตรา 78 ศาลชอบที่จะใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 58, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 58, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 6 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 3 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท รวมจำคุก 29 ปี 6 เดือน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 58, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91 ประกอบมาตรา 100/2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 3 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 36 ปี และปรับ 720,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี และปรับ 150,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 18 ปี และปรับ 360,000 บาท รวมจำคุก 20 ปี 3 เดือน และปรับ 510,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามทางนำสืบของโจทก์จากคำเบิกความของนายชาติชายปลัดอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้ร่วมจับกุมจำเลย ประกอบบันทึกการตรวจค้น/จับกุม และแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ว่า หลังจากจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง 400 เม็ด ที่ล่อซื้อจากจำเลยบริเวณข้างบ้านที่เกิดเหตุ มีการตรวจค้นบริเวณบ้านที่เกิดเหตุแต่ไม่พบสิ่งกฎหมาย ในระหว่างนั้น จำเลยให้ข้อมูลว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนฝังดินไว้พร้อมทั้งพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด บริเวณหลังบ้านที่เกิดเหตุ และขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 1,000 เม็ด บริเวณไร่อ้อยห่างจากหลังบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตร ทั้งเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองให้ข้อมูลว่า หากไม่ได้ข้อมูลจากจำเลย ก็จะไม่สามารถตรวจค้นเจอยาเสพติดของกลาง 1,600 เม็ด การให้ข้อมูลของจำเลยเป็นเหตุให้มีการขยายผลจนสามารถตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกเป็นจำนวนค่อนข้างมาก หากแพร่ระบาดออกไปย่อมเป็นอันตรายต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยซุกซ่อนไว้และพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนอีก 1,600 เม็ด เจ้าพนักงานคงไม่สามารถตรวจพบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวได้ ถือว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อพนักงานฝ่ายปกครอง โดยหาจำต้องเป็นข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่น และมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานเพื่อเป็นเหตุบรรเทาโทษที่เกิดจากการรู้สึกความผิด หรือลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานอันควรได้รับการลดโทษตามความแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน โดยบทบัญญัติเกี่ยวกับการให้ข้อมูลสำคัญที่จะเป็นเหตุให้ลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดมีบัญญัติไว้ใน มาตรา 153 โดยเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ที่แตกต่างจากเดิม คือ ต้องให้พนักงานอัยการระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล หรือหากพนักงานอัยการไม่ระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้อง ผู้กระทำความผิดอาจยื่นคำร้องต่อศาลก็ได้ จึงเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติดที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบัญญัติหลักเกณฑ์ดังกล่าวที่ไม่เป็นคุณ จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานเสพมอร์ฟีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 58 และมีบทกำหนดโทษไว้ในมาตรา 91 ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปีหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดได้บัญญัติความผิดเกี่ยวกับการเสพเมทแอมเฟตามีนและการเสพมอร์ฟีนไว้ในมาตรา 104 และมีบทกำหนดโทษในมาตรา 162 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การเสพเมทแอมเฟตามีนและการเสพมอร์ฟีน คงเป็นความผิดอยู่ แต่อัตราโทษตามกฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องนำประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดและเป็นคุณมากกว่ามาบังคับแก่จำเลย ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นั้น ตามมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ได้ให้คำนิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนถือเป็นความผิดอย่างเดียวกันอันเป็นกรรมเดียว ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกรรมเดียว ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่แยกเป็นคนละฐานความผิด ประกอบกับความผิดของจำเลยต้องด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสองและวรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท และระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิตตามลำดับ โดยการลงโทษหนักเบาถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญ แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติดที่เป็นบทบัญญัติของกฎหมายใหม่ มาตรา 90 ที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาเพียงปริมาณยาเสพติดดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ได้ในระดับหนึ่งก็ตาม ต้องถือว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดที่เป็นกฎหมายใหม่มิได้ได้ยกเลิกความผิดตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ มาตรา 66 วรรคสองและวรรคสามไปเสียทีเดียว แต่เมื่อกฎหมายใหม่ไม่ได้บัญญัติให้ศาลลงโทษผู้กระทำความผิดหนักขึ้นเพียงเพราะปริมาณยาเสพติดให้โทษดังเช่นกฎหมายเดิม แต่ต้องมีพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่กำหนดไว้ด้วย การกระทำของจำเลยย่อมอาจเป็นความผิดตามมาตรา 90 ประกอบมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ โดยขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาปรับบทความผิดของจำเลยไปตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 พนักงานฝ่ายปกครองได้ร่วมกันจับกุมตัวนางสาวศิริเพ็ญในเขตพื้นที่ตำบลห้วยขมิ้น จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีน 198 เม็ด นางสาวศิริเพ็ญต้องการได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 จึงให้ข้อมูลว่าตนซื้อยาเสพติดจากผู้ค้าในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าไซและอำเภอดอนเจดีย์ เจ้าพนักงานจึงมีการขยายผลทราบว่าซื้อยาเสพติดจากนายบุญชวนสามีจำเลย จึงมีการวางแผนโทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อ โดยจำเลยเป็นผู้รับโทรศัพท์และนัดหมายส่งมอบยาเสพติด 2 ถุง ในราคาถุงละ 5,200 บาท ที่หน้าบ้านของนายบุญชวน ต่อมาเมื่อถึงเวลานัดหมาย เจ้าพนักงานเข้าประจำจุด เห็นจำเลยนั่งรออยู่หน้าบ้าน เมื่อสายลับขี่รถจักรยานยนต์มาถึงจุดนัดหมาย สายลับส่งมอบธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อและจำเลยส่งมอบยาเสพติดให้แก่สายลับ จึงแสดงตัวเข้าจับกุม ภายหลังจับจำเลยได้ จำเลยให้การรับว่า ยาเสพติดทั้งหมดนายบุญชวนสามีของจำเลยเป็นผู้สั่งซื้อมาจากผู้ค้าเพื่อให้จำเลยจำหน่ายให้แก่ผู้ค้าและผู้เสพในพื้นที่อำเภอดอนเจดีย์ ส่วนนายบุญชวนหลบหนีไป จากนั้นจำเลยยอมรับว่ายังมียาเสพติดซุกซ่อนฝังดินและซุกซ่อนในป่าอ้อย และนำเจ้าพนักงานเข้าตรวจค้น และพบยาเสพติดของกลางเพิ่มเติมอีก 1,600 เม็ด นอกเหนือจากที่จำหน่ายแก่สายลับ 400 เม็ด จากพฤติการณ์ในการครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลย เป็นการทำให้ยาเสพติดแพร่กระจายในกลุ่มผู้ค้าและผู้เสพ และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน จึงถือเป็นพฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนถึงสองล้านบาท อันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคสอง (2), 162 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 3 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 10 ปี และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี 2 เดือน 30 วัน และปรับ 500,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาง ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางอัมพวัน ตันยาภิรมย์
ศาลอุทธรณ์ — นายอภิชาต ภมรบุตร
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
อุดม วัตตธรรม
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3018/2565
#685354
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง 400 เม็ด ที่ล่อซื้อจากจำเลยบริเวณข้างบ้านที่เกิดเหตุ มีการตรวจค้นบริเวณบ้านที่เกิดเหตุแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ในระหว่างนั้น จำเลยให้ข้อมูลว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนฝังดินไว้พร้อมทั้งพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด บริเวณหลังบ้านที่เกิดเหตุ และขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 1,000 เม็ด บริเวณไร่อ้อยห่างจากหลังบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตร ทั้งเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองให้ข้อมูลว่า หากไม่ได้ข้อมูลจากจำเลย ก็จะไม่สามารถตรวจค้นเจอยาเสพติดของกลางนั้น เห็นว่า หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยซุกซ่อนไว้และพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนอีก 1,600 เม็ด เจ้าพนักงานคงไม่สามารถตรวจพบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวได้ ถือว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อพนักงานฝ่ายปกครอง โดยหาจำต้องเป็นข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่น และมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานเพื่อเป็นเหตุบรรเทาโทษที่เกิดจากการรู้สึกความผิด หรือลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานอันควรได้รับการลดโทษตามความแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาง ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางอัมพวัน ตันยาภิรมย์
ศาลอุทธรณ์ — นายอภิชาต ภมรบุตร
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
อุดม วัตตธรรม
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
คำพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3010/2565
#686036
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาเช่ารถยนต์กับโจทก์ ต่อมาเมื่อโจทก์รับรถยนต์ไปใช้ปรากฏว่าเกิดเสียงดังในขณะขับรถถอยหลัง เมื่อนำกลับไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมหลายครั้งแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ เป็นการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าในสภาพที่ไม่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ เป็นความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นก่อนหรือในขณะส่งมอบและเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังจากการส่งมอบรถ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดตามสัญญาเช่าเนื่องจากส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซึ่งไม่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา มิใช่กรณีฟ้องขอให้รับผิดในกรณีชำรุดบกพร่อง บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 474 จึงไม่นำมาปรับใช้กับคดีนี้ และการฟ้องขอให้รับผิดโดยขอคืนเงินที่ชำระตามสัญญาเช่าเนื่องจากส่งมอบทรัพย์ที่เช่าไม่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันเป็นการผิดสัญญาเช่านั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 190/30

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 549 ซึ่งบัญญัติว่า "การส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเช่าก็ดี ความรับผิดของผู้ให้เช่าในกรณีชำรุดบกพร่องและรอนสิทธิก็ดี ผลแห่งข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดก็ดี เหล่านี้ ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการซื้อขายอนุโลมความตามควร" และมาตรา 472 วรรคแรก บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด อันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด" ดังนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ให้เช่ารถยนต์นอกจากมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์โดยมีสภาพที่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย เมื่อความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นก่อนส่งมอบและเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากส่งมอบแก่โจทก์ และเสียงที่ดังเกิดที่เบรกรถยนต์ซึ่งเป็นระบบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับรถยนต์ แม้จำเลยที่ 1 จะซ่อมแซมหลายครั้งแล้วก็ยังแก้ไขไม่ได้ ย่อมทำให้เกิดความวิตกกังวลและความไม่เชื่อมั่นในการใช้รถที่เช่า ความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าดังกล่าวจึงถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้ตามปกติ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ให้เช่าได้ส่งมอบรถยนต์โดยมีสภาพที่เหมาะกับการใช้ประโยชน์ตามที่เช่า แม้สัญญาเช่ามีข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าอันเป็นการยกเว้นความผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 549 ประกอบมาตรา 472 ก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนด ทำให้จำเลยที่ 2 ได้เปรียบโจทก์เกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีผลใช้บังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม (1) จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 2 ด้วยการนำรถกลับไปคืนจำเลยที่ 1 แล้วต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา และจำเลยที่ 2 นำรถยนต์ที่เช่าไปขายแก่บุคคลภายนอกแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมด้วยการคืนเงินค่าเช่าที่ได้รับมาทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ส่วนจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทในขณะที่โจทก์ฟ้องคดี ทั้งไม่ใช่ผู้รับชำระค่าเช่าจากโจทก์ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าที่ชำรุดบกพร่องและเรียกค่าเสียหายภายใต้บังคับของกฎหมายเท่านั้น กรณีไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมชำระเงินดังกล่าวที่โจทก์ชำระไปแล้วคืนให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอให้เรียกบริษัท ม. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งเรียกบริษัท ม. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามขอ

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 1,654,108 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้นให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมนำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์

จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยร่วมมีวัตถุประสงค์ในการประกอบและจำหน่ายรถยนต์กับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับรถยนต์รวมทั้งให้บริการที่เกี่ยวข้อง มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนจำหน่าย โจทก์ติดต่อเช่ารถยนต์กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระราคารถยนต์ที่เช่าแก่จำเลยที่ 1 แล้วนำมาให้โจทก์ทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่งในวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 โดยมีนางสาววิสุทธิณี ทำสัญญาค้ำประกันการเช่ารถยนต์ของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 ต่อมารถยนต์ที่เช่ามีเสียงดังเกิดขึ้นในระบบเบรกขณะขับเคลื่อนถอยหลัง โจทก์จึงนำรถยนต์ที่เช่าไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมครั้งแรกวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมแซมแล้วมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ได้นำรถยนต์ที่เช่าไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมอีกในวันที่ 9 สิงหาคม 2559 วันที่ 6 กันยายน 2559 วันที่ 11 ตุลาคม 2559 และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 จำเลยที่ 1 รับรถยนต์ที่เช่าไว้ทำการซ่อมแซม โดยจำเลยร่วมได้ส่งช่างและผู้เชี่ยวชาญจากแผนกเทคนิคศูนย์บริการกลาง (CSD) มาร่วมทำการตรวจสอบแก้ไขด้วยแล้วส่งคืนโจทก์ จนกระทั่งวันที่ 25 มกราคม 2560 โจทก์ได้นำรถยนต์ที่เช่าไปคืนจำเลยที่ 1 และไม่กลับไปรับคืนอีกโดยได้บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 2 จึงนำรถยนต์ที่เช่าไปขายแก่บุคคลภายนอก โจทก์ได้ชำระค่าเช่าไปแล้วทั้งสิ้นรวม 1,654,108 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาเช่ารถยนต์กับโจทก์ ต่อมาเมื่อโจทก์รับรถยนต์ไปใช้ปรากฏว่าเกิดเสียงดังในขณะขับรถถอยหลัง เมื่อนำรถกลับไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมหลายครั้งแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ เป็นการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าในสภาพที่ไม่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ เป็นความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นก่อนหรือในขณะส่งมอบและเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังจากการส่งมอบรถ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดตามสัญญาเช่าเนื่องจากส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซึ่งไม่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ หรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา มิใช่กรณีฟ้องขอให้รับผิดในกรณีชำรุดบกพร่อง บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 จึงไม่นำมาปรับใช้กับคดีนี้ และการฟ้องขอให้รับผิดโดยขอคืนเงินที่ชำระตามสัญญาเช่า เนื่องจากส่งมอบทรัพย์ที่เช่าไม่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันเป็นการผิดสัญญาเช่านั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 190/30 โจทก์เอารถไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 แล้วไม่ได้ไปรับรถคืนอันเป็นการบอกเลิกสัญญา สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับแต่วันที่ 26 มกราคม 2560 โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อมาว่า จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินค่าเช่ารถยนต์พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน การรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่เช่าต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 549 ซึ่งบัญญัติว่า "การส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเช่าก็ดี ความรับผิดของผู้ให้เช่าในกรณีชำรุดบกพร่องและรอนสิทธิก็ดี ผลแห่งข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดก็ดี เหล่านี้ ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการซื้อขายอนุโลมความตามควร" และมาตรา 472 วรรคแรก บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด อันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด" ดังนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ให้เช่ารถยนต์นอกจากมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์โดยมีสภาพที่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าไปใช้ประโยชน์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 ต่อมารถยนต์ที่เช่ามีเสียงดังเกิดขึ้นในระบบเบรกขณะขับเคลื่อนถอยหลัง โจทก์จึงนำรถยนต์ที่เช่าไปเข้าศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 ครั้งแรกวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 จะเห็นได้ว่ารถยนต์ที่เช่ามีปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรกหลังจากโจทก์รับไปขับเพียงประมาณ 1 เดือนเศษเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากการใช้ตามปกติหลังจากรับมอบรถยนต์ไปใช้หรือเกิดจากการกระทำโดยตรงของโจทก์ เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวเป็นความชำรุดบกพร่องที่เกิดจากการผลิตหรือการประกอบรถยนต์ อันเป็นความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นก่อนส่งมอบและเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังจากส่งมอบแก่โจทก์ และเสียงที่ดังเกิดที่เบรกรถยนต์ซึ่งเป็นระบบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับรถยนต์ แม้จำเลยที่ 1 จะซ่อมแซมหลายครั้งแล้วก็ยังแก้ไขไม่ได้ย่อมทำให้เกิดความวิตกกังวลและความไม่เชื่อมั่นในการใช้รถที่เช่า ความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าดังกล่าวจึงถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ให้เช่าได้ส่งมอบรถยนต์โดยมีสภาพที่เหมาะกับการใช้ประโยชน์ตามที่เช่า แม้สัญญาเช่ามีข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าอันเป็นการยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 549 ประกอบมาตรา 472 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้บริการสินเชื่อในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ให้เช่าหรือเช่าซื้อ เป็นต้น จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ ส่วนโจทก์เป็นผู้บริโภค และข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนดให้จำเลยที่ 2 ได้รับยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาถือได้ว่าข้อตกลงเช่นนี้ทำให้จำเลยที่ 2 ได้เปรียบโจทก์อีกฝ่ายเกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีผลใช้บังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม (1) จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าโดยไม่อาจยกข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในสัญญาดังกล่าวขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ เมื่อรถยนต์ที่เช่ามีความชำรุดบกพร่องและความชำรุดบกพร่องดังกล่าวถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติดังวินิจฉัยมาแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ให้เช่าผิดสัญญาด้วยการนำรถยนต์ที่มีความชำรุดบกพร่องถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญามาให้โจทก์เช่า โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าต่อจำเลยที่ 2 ด้วยการนำรถยนต์ที่เช่าไปคืน โดยถือว่าโจทก์ไม่สามารถใช้รถยนต์ที่เช่าให้เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญามาตั้งแต่ต้น เมื่อสัญญาเช่าเลิกกันโดยโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าไปคืนจำเลยที่ 1 แล้วมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และจำเลยที่ 2 นำรถยนต์ที่เช่าไปขายแก่บุคคลภายนอกแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมด้วยการคืนเงินค่าเช่าที่ได้มาทั้งหมดจำนวน 1,654,108 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประกอบมาตรา 224 แก่โจทก์ โดยศาลไม่จำต้องกำหนดให้โจทก์ชำระค่าใช้ทรัพย์แก่จำเลยที่ 2 เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถใช้ทรัพย์ให้สมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้ปกติดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเช่ารถพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาประการสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ตั้งข้อหาในการฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยร่วมนำรถยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐานมีความชำรุดบกพร่องมาขายให้แก่โจทก์โดยให้โจทก์ทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่งกับจำเลยที่ 2 โจทก์ต้องผ่อนชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยที่ 2 ทุกเดือนโดยไม่สามารถใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ โจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยร่วมร่วมกันคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วทั้งหมด เป็นค่าเช่างวดแรก 1,456,000 บาท ค่าเช่าที่โจทก์ชำระตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เป็นเงิน 198,108 บาท ค่าติดตั้งบันไดข้างรถยนต์ 55,000 บาท ค่าเคลือบแก้วรถยนต์ 37,000 บาท ค่าบำรุงรักษารถ 15,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ 400,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 2,161,108 บาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าคืนให้แก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบ สัญญาเช่าเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โจทก์จึงขอบังคับให้จำเลยที่ 2 คืนเงินดังกล่าวที่โจทก์ชำระไปแล้วให้แก่โจทก์ได้ แต่สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทในขณะที่โจทก์ฟ้องคดี ทั้งไม่ใช่ผู้รับชำระค่าเช่าจากโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้บริโภคคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าที่ชำรุดบกพร่องและเรียกค่าเสียหายภายใต้บังคับของกฎหมายเท่านั้น กรณีย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมชำระเงินดังกล่าวที่โจทก์ชำระไปแล้วคืนให้แก่โจทก์ตามคำขอบังคับของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าเช่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ต้องคืนแก่โจทก์ ซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,654,108 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2560) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 472 ม. 474 ม. 549
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคสาม (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายเลิศดิลก ยุติธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ช้างหัวหน้า
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2998/2565
#698315
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. และเด็กชาย ศ. บุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราวโดยเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดู ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2565 ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียวแยกออกจากกันเช่นนี้แล้ว ย่อมมีผลทำให้คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการชั่วคราวนั้น ไม่อาจบังคับได้ต่อไป เนี่องจากต้องปฏิบัติไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป แต่หากจะจำหน่ายคดีโดยยังคงผลของคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไว้ในคดีนี้ จะเป็นการขัดแย้งกับผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2565 ที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แยกกันใช้อำนาจในการปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้ให้ถูกต้องเสียด้วย พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง แล้วให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความของศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 เวลา 14 นาฬิกา ณ สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ไปจดทะเบียนหย่าขอถือเอาคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการแสดงเจตนาของฝ่ายนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินเลขที่ 95/50 เป็นชื่อของ เด็กชาย ศ. และเด็กชาย ป. บุตรผู้เยาว์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนจำนองและให้โจทก์มีสิทธิอาศัยได้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระค่างวดรายเดือนกันคนละครึ่ง โดยโจทก์จะโอนเงินค่างวดดังกล่าวเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 เป็นเงินเดือนละ 21,451 บาท ภายในวันที่ 3 ของทุกเดือน เริ่มงวดแรกวันที่ 3 มิถุนายน 2560 และจำเลยที่ 1 จะทำการซ่อมแซมบ้านให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดและตกลงให้บ้านพร้อมที่ดินเลขที่ 55/69 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 3567 เป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ 6,000,000 บาท โดยจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค จำนวน 3,000,000 บาท ภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 และจำนวน 3,000,000 บาท ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2560 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา ส่วนรถยนต์ยี่ห้อซูซุกิ รุ่นสวิฟ และรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์จะส่งมอบรถทั้งสองคันดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมเอกสารการโอนภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งเครื่องมือแพทย์ตามวิชาชีพของแต่ละฝ่ายคนละครึ่ง โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมาตรวจสอบและส่งมอบเครื่องมือแพทย์ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เวลา 13 นาฬิกา ตามบัญชีเครื่องมือแพทย์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่แนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกัน โดยให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอาศัยอยู่กับฝ่ายโจทก์และตกลงให้โจทก์มีอำนาจกำหนดถิ่นที่อยู่ของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองโดยให้อยู่ที่บ้านเลขที่ 95/50 ให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการเลือกสถานที่ในการศึกษาภาคบังคับของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยคำนึงถึงประโยชน์และความสะดวกของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นที่ตั้ง โดยจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายชำระค่าการศึกษาทั้งหมดให้แก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง และโจทก์มีอำนาจในการเลือกสถานที่ในการศึกษาเสริมของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองศึกษาที่โรงเรียน ฮ. จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 100,000 บาท งวดแรกชำระภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 และงวดถัดไปชำระภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชี นางรัสรินทร์ จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรี โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเรื่องการเยี่ยมและการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยโจทก์ตกลงส่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ 1 ครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม 2560 เวลา 9.30 นาฬิกา ที่ห้างสรรพสินค้า ท. และส่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคืนโจทก์ในวันเดียวกันภายในเวลา 20 นาฬิกา และครั้งต่อไปส่งมอบทุกวันอาทิตย์ เวลา 9.30 นาฬิกา ที่ห้างสรรพสินค้า ท. และจำเลยที่ 1 จะนำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปส่งที่โรงเรียนในวันจันทร์ เว้นแต่สถานที่ที่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น ในช่วงปิดภาคเรียนย่อยให้แบ่งเป็นสองช่วงเท่า ๆ กันและโจทก์ยินยอมให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่กับจำเลยที่ 1 หนึ่งช่วงสลับกัน ในช่วงปิดภาคเรียนใหญ่ปี 2560 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับโจทก์และจำเลยที่ 1 สลับกันฝ่ายละสัปดาห์ ส่วนในช่วงปิดภาคเรียนใหญ่ปีถัด ๆ ไปให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 เป็นระยะเวลาสองสัปดาห์สลับกันกับฝ่ายโจทก์จนกว่าจะเปิดภาคเรียน หากบุตรผู้เยาว์ทั้งสองหรือคนหนึ่งประสงค์จะอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกินกว่าสองสัปดาห์ อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องให้ความยินยอม และมีข้อตกลงเพิ่มเติมว่าเมื่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสองมีอายุมากขึ้นและมีความพร้อม โจทก์ยินยอมให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 ติดต่อกันเป็นระยะเวลาที่เท่า ๆ กัน ในการที่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะไปกับโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ที่มีคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ด้วย อีกฝ่ายจะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ โดยบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะต้องยินยอมไปด้วย หากบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุ 15 ปี บริบูรณ์ ไม่ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ห้ามคู่ความทั้งสองฝ่ายว่ากล่าวให้ร้ายแก่กัน โจทก์ตกลงมอบหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 1,469,500 บาท ให้แก่เด็กชาย ศ. และจำเลยที่ 1 ตกลงมอบหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาล ร. จำนวน 725,700 บาท ให้แก่เด็กชาย ป. เมื่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะ โจทก์และจำเลยที่ 1 ยินยอมถอนฟ้อง ถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาทุกคดี และไม่ติดใจดำเนินคดีกันในภายหน้าอีก และจะนำคำร้องขอถอนฟ้องหรือถอนแจ้งความร้องทุกข์มามอบให้อีกฝ่ายภายใน 7 วัน นับแต่วันกระทำการดังกล่าวและจะนำหลักฐานแถลงเข้าสำนวนให้ศาลทราบ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมกันตามข้อ 1 ถึงข้อ 12 โดยไม่ติดใจเรียกร้องอย่างหนึ่งอย่างใดต่อกันอีก หากผิดนัดข้อหนึ่งข้อใดยินยอมให้โจทก์หรือจำเลยที่ 1 บังคับคดีได้ทันที

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราวโดยเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดูเป็นระยะเวลา 6 เดือน ให้โจทก์ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลยที่ 1 ในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 25 สิงหาคม 2560) โดยโจทก์สามารถรับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปพักค้างคืนกับโจทก์ได้ในคืนวันอาทิตย์และให้โจทก์ไปส่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองที่โรงเรียนในวันจันทร์ ในช่วงการทดลองปกครองเลี้ยงดูนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 8

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2561 ว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนการส่งมอบเด็กชาย ป. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าอนุญาตให้เลื่อนการส่งมอบเด็กชาย ป. ได้เพียงจนถึงวันพาเด็กชาย ป. ไปตรวจติดตามอาการที่โรงพยาบาลตามวันนัดของแพทย์โรงพยาบาล ส. ในวันที่ 25 ธันวาคม 2560 เท่านั้น ให้โจทก์ส่งมอบเด็กชาย ป. พร้อมยารักษาโรคที่จำเป็นคืนจำเลยที่ 1 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2560 เมื่อถึงกำหนดโจทก์มิได้นำเด็กชาย ป. มาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์มีเจตนาฝ่าฝืนคำสั่งศาล ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์ส่งมอบเด็กชาย ป. ให้แก่จำเลยที่ 1 ในทันที

โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2561 ว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองทดลองพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 เป็นระยะเวลา 6 เดือน โจทก์สามารถพบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ทุกวันอาทิตย์ และโจทก์ต้องส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคืนแก่จำเลยที่ 1 ทุกเช้าวันจันทร์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่ส่งมอบเด็กชาย ศ. ให้แก่โจทก์ ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเด็กชาย ศ. ส่งมอบให้แก่โจทก์ทุกวันอาทิตย์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด และให้เด็กชาย ศ. อาศัยอยู่กับโจทก์เพื่อชดเชยที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ส่งมอบเด็กชาย ศ. ให้โจทก์ตามกำหนดระหว่างที่โรงเรียนหยุดปีใหม่เป็นเวลา 9 วัน

จำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้านของอีกฝ่าย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเด็กชาย ศ. คืนแก่โจทก์รับไปในวันนี้ที่ศาล ในรอบอื่นให้ส่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ห้างสรรพสินค้า ท. และให้โจทก์ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 26 มีนาคม 2561 ที่บ้านพักของจำเลยที่ 1 และสลับกันดูแลบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้เป็นไปตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราวโดยเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดู ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ แต่เมื่อปรากฏว่าศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 1781/2565 ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง เด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียวแยกออกจากกันเช่นนี้แล้ว ย่อมมีผลทำให้คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการชั่วคราวนั้น ไม่อาจบังคับได้อีกต่อไป เนื่องจากต้องปฏิบัติไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป แต่หากจะจำหน่ายคดีโดยยังให้คงผลของคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไว้ในคดีนี้ จะเป็นการขัดแย้งกับผลของคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 1781/2565 ที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แยกกันใช้อำนาจในการปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้เสียให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง แล้วให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 131 (2) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสาวศุภลักษณ์ ลาภทวีโชค
- นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2997/2565
#685224
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคําร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องลงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ต่อศาลชั้นต้น โดยบรรยายฟ้องและมีคําขอให้นับโทษจําคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจําเลยที่ 1 คดีนี้ติดต่อกับโทษจําคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจําเลย (ที่ถูกจําเลยที่ 2) ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3709/2560 หมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา โดยบรรยายทั้งคดีหมายเลขดำและหมายเลขแดงซึ่งคดีหมายเลขดำเป็นหมายเลขที่ถูกต้อง ส่วนคดีหมายเลขแดงนั้นโจทก์พิมพ์ตัวเลขคลาดเคลื่อนเฉพาะปีพุทธศักราช เมื่อจําเลยที่ 1 ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจําเลย (ที่ถูกจําเลยที่ 2) ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งยังแถลงต่อศาลชั้นต้นรับว่า จําเลยที่ 1 ถูกจําคุกอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาระยะหนึ่งแล้วในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3709/2560 หมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา ซึ่งศาลอาญาพิพากษาให้จําคุก 43 ปี ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 และวันที่ 24 ธันวาคม 2563 แสดงว่าจําเลยที่ 1 เข้าใจดีว่าตนถูกดำเนินคดีอีกคดีหนึ่งที่ศาลอาญา การพิมพ์คดีหมายเลขแดงในส่วนเลข พ.ศ. คลาดเคลื่อนจากปี 2562 เป็น 2560 จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจให้เริ่มนับโทษจําคุกของจําเลยที่ 1 ต่อจากโทษจําคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2562 ของศาลอาญาได้

อนึ่ง สำหรับรถจักรยานยนต์ของกลางที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบนั้น เห็นว่า เมื่อรถจักรยานยนต์ของกลาง มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด แต่เป็นเพียงยานพาหนะที่จําเลยที่ 1 กับพวกขับมายังที่เกิดเหตุและขับออกไปจากที่เกิดเหตุ เมื่อการปล้นทรัพย์สำเร็จแล้วเท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นก็ตาม แต่การที่จะริบได้นั้น ต้องเป็นทรัพย์ซึ่งได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) เมื่อรถจักรยานยนต์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะริบได้ จึงจะสั่งริบหาได้ไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. 8 ปลอก ชิ้นส่วนหัวกระสุนปืน 3 ชิ้น วัสดุทรงกลม 1 ชิ้น ชิ้นส่วนหัวกระสุนปืน 3 ชิ้น เม็ดลูกปืนทรงกลม 9 เม็ด รถจักรยานยนต์และปืนพก ขนาด 9 มม. 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. 5 นัด ซองกระสุน 1 อัน ของกลาง และให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 159/2559 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 159/2559 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา

ระหว่างพิจารณา นาง พ. ผู้ร้องที่ 1 มารดาของนายธนวินท์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 351,758 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1

นางสาว อ. ผู้ร้องที่ 2 มารดาของนาย ว. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย ร. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 407,155 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 และในส่วนของผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 115,196 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลชั้นต้นใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี โดยจำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติตามแผนและชำระค่าสินไหมทดแทนจนเป็นที่พอใจแก่ผู้ร้องทั้งสองและไม่ติดใจในส่วนของจำเลยที่ 2 แล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยุติคดีโดยมิต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 340 วรรคสามและวรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี (ที่ถูก มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 340 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี, 340 วรรคท้าย), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำความผิดและฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ที่ถูก ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปโดยใช้ปืนยิงเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสโดยใช้ยานพาหนะ และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ที่ถูก ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต (ที่ถูกไม่ต้องวางโทษประหารชีวิต) ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม คงจำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 25 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 8 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. 8 ปลอก ชิ้นส่วนหัวกระสุนปืน 3 ชิ้น วัสดุทรงกลม 1 ชิ้น ชิ้นส่วนหัวกระสุนปืน 3 ชิ้น เม็ดลูกปืนทรงกลม 9 เม็ด รถจักรยานยนต์และปืนพก ขนาด 9 มม. 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 5 นัด ซองกระสุน 1 อัน ของกลาง ยกคำขอให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 159/2559 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหม-ทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 327,758 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 334,351 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 6 เดือน สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นจำคุก 12 ปี 12 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 327,758 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 6 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรือดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 334,351 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 6 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรือดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอของผู้ร้องทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2562 ของศาลอาญาได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องลงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ต่อศาลชั้นต้น โดยบรรยายฟ้องและมีคำขอให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 คดีนี้ติดต่อกับโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3709/2560 หมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา โดยบรรยายทั้งคดีหมายเลขดำและหมายเลขแดงซึ่งคดีหมายเลขดำเป็นหมายเลขที่ถูกต้อง ส่วนคดีหมายเลขแดงนั้นโจทก์พิมพ์ตัวเลขคลาดเคลื่อนเฉพาะปีพุทธศักราช เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งยังแถลงต่อศาลชั้นต้นรับว่าจำเลยที่ 1 ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาระยะหนึ่งแล้วในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3709/2560 หมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา ซึ่งศาลอาญาพิพากษาให้จำคุก 43 ปี ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น แสดงว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจดีว่าตนถูกดำเนินคดีอีกคดีหนึ่งที่ศาลอาญา การพิมพ์คดีหมายเลขแดงในส่วนเลข พ.ศ. คลาดเคลื่อนจากปี 2562 เป็น 2560 จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจให้เริ่มนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2562 ของศาลอาญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง สำหรับรถจักรยานยนต์ของกลางที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบนั้น เห็นว่า เมื่อรถจักรยานยนต์ของกลาง มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิด แต่เป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยที่ 1 กับพวกขับมายังที่เกิดเหตุและขับออกไปจากที่เกิดเหตุ เมื่อการปล้นทรัพย์สำเร็จแล้วเท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นก็ตาม แต่การที่จะริบได้นั้นต้องเป็นทรัพย์ซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เมื่อรถจักรยานยนต์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะริบได้ตามมาตราดังกล่าว จึงจะสั่งริบหาได้ไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2562 ของศาลอาญา ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 33 ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 182/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาง พ. กับพวก
จำเลย — นาย ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางรัตนา อนุกูลกิจ
- นางสาวขวัญชีวี เสียงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2991/2565
#684819
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362 จะต้องเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข คดีนี้ จำเลยทั้งสามพักอาศัยอยู่บ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่ก่อนที่โจทก์ร่วมจะได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากนาง ส. โดยนาย น. เจ้าของที่ดินเดิมและนาง ส. ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนาย น. ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน เชื่อว่านาย น. และนาง ส. เจ้าของที่ดินในขณะนั้นยินยอมให้จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาท แม้ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ยกบ้านให้นาง ก. แล้วย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมา อันเป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในที่ดินพิพาทในวันเกิดเหตุขณะที่มีการนำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถที่ดินแม้จะเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่ก็เป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากการเข้าไปอยู่โดยชอบในตอนแรก ถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 จะไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาทแล้ว แต่วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 นำรถแทรกเตอร์เข้ามายังที่ดินพิพาทเพื่อช่วยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไถที่ดิน อันเป็นการเข้ามาโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุกเช่นเดียวกัน

ที่ดินพิพาทก่อนเกิดเหตุ มีหญ้าและวัชพืชขึ้นรกทั่วทั้งแปลง จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้รถแทรกเตอร์ไถที่ดินพิพาทเพื่อปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพโล่งเตียน ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมมีผลให้หน้าดินบางส่วนต้องถูกไถออกไปบ้างเป็นธรรมดา มิใช่เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วม อันจะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358

แม้ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่านาย น. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 เข้าไปปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ปลูกต้นไม้อยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่ที่ดินพิพาทยังเป็นของนาย น. และนาง ส. จนกระทั่งนาง ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ร่วมเมื่อปี 2553 เป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยไม่ปรากฏว่านาย น. และนาง ส. ได้โต้แย้งคัดค้านหรือเข้าไปดำเนินการใด ๆ ในที่ดินพิพาท น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ไม่ทราบเรื่องที่นาย น. ยกที่ดินพิพาทให้แก่นาง ส. มาก่อน เมื่อต้นไม้ตามฟ้องจำเลยที่ 3 ปลูกขึ้นในขณะที่จำเลยที่ 3 เข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 ย่อมมีเหตุผลให้จำเลยที่ 3 เชื่อโดยสุจริตด้วยเช่นกันว่าต้นไม้ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ผู้ปลูก แม้ต่อมาภายหลังศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ได้รับการยกให้จากผู้เป็นเจ้าของเดิมติดต่อกันมาโดยชอบ ซึ่งจากคำพิพากษามีผลเท่ากับว่าจำเลยที่ 3 ปลูกต้นไม้ตามฟ้องลงบนที่ดินของผู้อื่น เมื่อต้นไม้ดังกล่าวเป็นไม้ยืนต้นจึงเป็นส่วนควบของที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนสุดท้ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 วรรคสอง และมาตรา 145 แต่การที่ต้นไม้ตามฟ้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวมานั้น เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่มิใช่เป็นเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันที่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านทั่วไปอาจทราบได้ การที่ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามทราบผลคำพิพากษาดังกล่าวแล้วน่าจะทราบเพียงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมตามที่ได้มีการกล่าวไว้ในคำพิพากษาเท่านั้น ไม่น่าจะทราบถึงกรรมสิทธิ์ของต้นไม้ตามฟ้องด้วย ดังเห็นได้จากจำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ในเวลากลางวันโดยเปิดเผย มิได้กระทำในลักษณะของการลักลอบตัดฟันอันจะบ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยทั้งสามว่าทราบอยู่แล้วว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรให้เชื่อได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ตามฟ้องด้วยเชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของต้นไม้ดังกล่าว อันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ว่าต้นไม้ที่ตนร่วมกันตัดฟันแล้วเอาไปนั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่น จะถือว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาในการกระทำความผิดมิได้ ทั้งนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 334, 335, 336 ทวิ, 358, 362, 365 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รวม 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ณ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการที่ที่ดินเป็นแอ่งใช้การไม่ได้ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 358, 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข และฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า ทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนกอไผ่ 1 กอ ต้นคูณ 1 ต้น ต้นพญาสัตบรรณ 1 ต้น ต้นมะขาม 1 ต้น ต้นกระถิน 3 ต้น ต้นมะขามเทศ 2 ต้น และต้นมะตูม 1 ต้น หรือใช้ราคาทรัพย์ 25,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 16 ธันวาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์และโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กับที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสามไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า นางสุดี มารดาโจทก์ร่วม และนางบุญทัน ภริยาจำเลยที่ 3 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนายเนียม กับนางเติ๊ก สำหรับนางกวินธิดา และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 3 กับนางบุญทัน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2525 จำเลยที่ 3 และนางบุญทันสมรสกันจึงเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่เศษ ของนายเนียมซึ่งเดิมเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2370 จังหวัดสระบุรี ต่อมาปี 2526 นายเนียมยกที่ดินพิพาทให้แก่นางสุดีและนางสุดีนำไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 12322 จังหวัดสระบุรี ระหว่างอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ได้ปลูกบ้านเลขที่ 109/1 นอกจากนั้นยังปลูกต้นไม้ตามฟ้องประกอบด้วย กอไผ่ 1 กอ ต้นคูณ 1 ต้น ต้นพญาสัตบรรณ 1 ต้น ต้นมะขาม 1 ต้น ต้นกระถิน 3 ต้น ต้นมะขามเทศ 2 ต้น และต้นมะตูม 1 ต้น ในที่ดินพิพาทด้วย ต่อมาปี 2551 จำเลยที่ 3 ยกบ้านเลขที่ 109/1 ให้นางกวินธิดาและได้ย้ายออกไปปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ที่อื่น คงเหลือนางกวินธิดา จำเลยที่ 1 และที่ 2 พักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวโดยมีชื่อนางกวินธิดาเป็นเจ้าบ้าน ปี 2553 นางสุดีจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 โจทก์ร่วมยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นขอให้ขับไล่นางกวินธิดาและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 109/1 และที่ดินพิพาท วันที่ 27 กันยายน 2561 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม แต่จำเลยที่ 3 เข้าใจว่าที่ดินเป็นของตนเอง เป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 190/1 แต่ต้องใช้ค่าที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้าง แล้วพิพากษาให้นางกวินธิดาขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 109/1 โดยให้โจทก์ร่วมชดใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นแก่นางกวินธิดา 100,000 บาท โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 คดีถึงที่สุดแล้ว ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้องภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 992/2561 และก่อนที่โจทก์ร่วมจะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ตามฟ้องที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท แล้วขนขึ้นรถยนต์กระบะพาเอาไป นอกจากนั้นยังร่วมกันนำรถแทรกเตอร์มาไถที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางวา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันนำรถแทรกเตอร์มาไถที่ดินพิพาทเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกนั้น โจทก์ร่วมฎีกาว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 992/2561 มีคำพิพากษาให้ขับไล่นางกวินธิดาและบริวารออกจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นบริวารของนางกวินธิดาทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิเข้าไปกระทำการใด ๆ ในที่ดินพิพาทอีก การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุก เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 นั้น จะต้องเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสามพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 109/1 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่ก่อนที่โจทก์ร่วมจะได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากนางสุดี โดยนายเนียมเจ้าของที่ดินเดิมและนางสุดีซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายเนียมไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน เชื่อว่านายเนียมและนางสุดีเจ้าของที่ดินในขณะนั้นยินยอมให้จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาท แม้ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ยกบ้านเลขที่ 109/1 ให้นางกวินธิดาแล้วย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมา อันเป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในที่ดินพิพาทในวันเกิดเหตุขณะที่มีการนำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถที่ดินแม้จะเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่ก็เป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากการเข้าไปอยู่โดยชอบในตอนแรก ถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขตามที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 จะไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาทแล้ว แต่วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 นำรถแทรกเตอร์เข้ามายังที่ดินพิพาทเพื่อช่วยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไถที่ดิน อันเป็นการเข้ามาโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุกเช่นเดียวกัน ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เนื่องจากไม่ปรากฏว่าการไถปรับที่ดินพิพาททำให้ที่ดินมีลักษณะเกิดเป็นแอ่งตามฟ้อง โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทที่ถูกไถมีลักษณะเป็นแอ่ง คงฎีกาโต้แย้งเพียงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำให้ทรัพย์เปลี่ยนแปลงในทางที่เลวลง มีราคาลดลง ย่อมเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์แล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมได้นำชี้ที่ดินพิพาทบริเวณที่อ้างว่าถูกรถแทรกเตอร์ไถดันได้รับความเสียหายให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูปไว้ แต่พิจารณาภาพถ่ายดังกล่าวแล้วปรากฏว่าที่ดินพิพาทบริเวณที่ถูกรถแทรกเตอร์ไถดันเพียงมีลักษณะโล่งเตียน ไม่ปรากฏว่าเป็นหลุมหรือแอ่งลึกแต่อย่างใด เมื่อพิเคราะห์ประกอบภาพถ่ายที่ดินพิพาทก่อนเกิดเหตุ ซึ่งมีหญ้าและวัชพืชขึ้นรกทั่วทั้งแปลงแล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้รถแทรกเตอร์ไถที่ดินพิพาทเพื่อปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพโล่งเตียน ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมมีผลให้หน้าดินบางส่วนต้องถูกไถออกไปบ้างเป็นธรรมดา มิใช่เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วม อันจะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และมิใช่เป็นการทำละเมิดอันจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ รวมทั้งยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ตามฟ้องซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทเอาไปเป็นของตนเองเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ต้นไม้ตามฟ้องเป็นไม้ยืนต้นถือเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์ร่วมจึงเป็นเจ้าของต้นไม้ตามฟ้อง การที่จำเลยทั้งสามตัดต้นไม้ตามฟ้องเอาไปโดยทุจริตครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ประเด็นข้อนี้ จำเลยทั้งสามมีจำเลยที่ 3 เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2525 นายเนียมและนางเติ๊กบิดามารดาของนางบุญทันภริยาจำเลยที่ 3 ยกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้จำเลยที่ 3 เป็นของขวัญวันแต่งงาน จำเลยที่ 3 และนางบุญทันรื้อถางแล้วปลูกสร้างบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทมาตลอดโดยทำประโยชน์ปลูกต้นไม้ในที่ดินด้วย เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่านายเนียมยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 ดังที่จำเลยที่ 3 เบิกความ เนื่องจากภายหลังจากนั้นเพียงปีเดียวนายเนียมได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้นางสุดีมารดาโจทก์ร่วม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 เข้าไปปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ปลูกต้นไม้อยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่ที่ดินพิพาทยังเป็นของนายเนียมและนางสุดีจนกระทั่งนางสุดีจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ร่วมเมื่อปี 2553 เป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยไม่ปรากฏว่านายเนียมและนางสุดีได้โต้แย้งคัดค้านหรือเข้าไปดำเนินการใด ๆ ในที่ดินพิพาท น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ไม่ทราบเรื่องที่นายเนียมยกที่ดินพิพาทให้แก่นางสุดีมาก่อน เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นได้ว่าต้นไม้ตามฟ้องมีต้นใดบ้างที่ปลูกขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ร่วมได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากนางสุดี กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามว่า ต้นไม้ตามฟ้องถูกปลูกขึ้นตั้งแต่ก่อนที่โจทก์ร่วมจะได้รับการยกให้ที่ดินพิพาท ฉะนั้น เมื่อต้นไม้ตามฟ้องจำเลยที่ 3 ปลูกขึ้นในขณะที่จำเลยที่ 3 เข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 ย่อมมีเหตุผลให้จำเลยที่ 3 เชื่อโดยสุจริตด้วยเช่นกันว่าต้นไม้ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ผู้ปลูก แม้ต่อมาภายหลังศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 992/2561 จะมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ได้รับการยกให้จากผู้เป็นเจ้าของเดิมติดต่อกันมาโดยชอบ ซึ่งจากคำพิพากษามีผลเท่ากับว่าจำเลยที่ 3 ปลูกต้นไม้ตามฟ้องลงบนที่ดินของผู้อื่น เมื่อต้นไม้ดังกล่าวเป็นไม้ยืนต้นจึงเป็นส่วนควบของที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนสุดท้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง และมาตรา 145 แต่การที่ต้นไม้ตามฟ้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวมานั้น เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่มิใช่เป็นเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันที่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านทั่วไปอาจทราบได้ การที่ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามทราบผลคำพิพากษาดังกล่าวแล้วน่าจะทราบเพียงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมตามที่ได้มีการกล่าวไว้ในคำพิพากษาเท่านั้น ไม่น่าจะทราบถึงกรรมสิทธิ์ของต้นไม้ตามฟ้องด้วย ดังเห็นได้จากจำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ในเวลากลางวันโดยเปิดเผย มิได้กระทำในลักษณะของการลักลอบตัดฟันอันจะบ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยทั้งสามว่าทราบอยู่แล้วว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ ประกอบกับพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่พอจะชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามน่าจะทราบว่าต้นไม้ตามฟ้องไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรให้เชื่อได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ตามฟ้องด้วยเชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของต้นไม้ดังกล่าว อันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ว่าต้นไม้ที่ตนร่วมกันตัดฟันแล้วเอาไปนั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่น จะถือว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาในการกระทำความผิดมิได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานลักทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาต้นไม้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญาสำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มีคำขอส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อำนาจของพนักงานอัยการที่จะว่ากล่าวเกี่ยวกับคำขอส่วนแพ่งย่อมยังคงมีต่อไป และศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตามมาตรา 47 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันเอาต้นไม้ตามฟ้องของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม ต้องร่วมกันรับผิดคืนหรือใช้ราคาต้นไม้ตามฟ้องแก่โจทก์ร่วม แต่ที่ศาลชั้นต้นกำหนดราคาต้นไม้ให้ใช้คืนเป็นเงินรวม 25,000 บาท นั้น จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าเป็นราคาที่สูงเกินความจริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นว่า ต้นไม้ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันเอาไปประกอบด้วย กอไผ่ 1 กอ ต้นคูณ 1 ต้น ต้นพญาสัตบรรณ 1 ต้น ต้นมะขาม 1 ต้น ต้นกระถิน 3 ต้น ต้นมะขามเทศ 2 ต้น และต้นมะตูม 1 ต้น แม้ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมจะมีบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย ที่ระบุราคาต้นไม้ตามฟ้องแต่ละรายการไว้ แต่เป็นราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดเองฝ่ายเดียวโดยไม่ปรากฏว่าใช้เกณฑ์ใดมาพิจารณาคำนวณราคาต้นไม้ดังกล่าว จึงไม่อาจรับฟังได้ นอกจากนี้ตอของต้นไม้ที่ถูกตัดไปตามภาพถ่าย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าประเภทของต้นไม้ตามฟ้องจะสามารถขายลำต้นได้ในราคาสูงแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นกำหนดราคาต้นไม้ให้ใช้คืนเป็นเงินรวม 25,000 บาท จึงสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดราคาต้นไม้ให้ใช้คืนเป็นเงินรวม 10,000 บาท ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนกอไผ่ 1 กอ ต้นคูณ 1 ต้น ต้นพญาสัตบรรณ 1 ต้น ต้นมะขาม 1 ต้น ต้นกระถิน 3 ต้น ต้นมะขามเทศ 2 ต้น และต้นมะตูม 1 ต้น แก่โจทก์ร่วม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสาม ม. 358 ม. 362
ป.พ.พ. ม. 144 วรรคสอง ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาว ณ.
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายวโรตม์ สี่ทิศประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอานัด อุเบกขานุกูล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2980/2565
#686083
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าต่อโจทก์และไม่ชำระหนี้ให้ ต่อมาตกลงผ่อนชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นในวันที่ 28 กันยายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ตามข้อตกลงดังกล่าว เมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คให้ โดยจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเช็คที่รวมทั้งหนี้ค่าสินค้าที่ค้างและดอกเบี้ยด้วย ซึ่งเท่ากับมีเจตนาจะชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเช็คดังกล่าวนั้นเอง แต่ต่อมากลับให้โจทก์นำเช็คดังกล่าวกลับไปคืน แล้วออกเช็คพิพาทให้แทน โดยทำบันทึกขึ้นเองฝ่ายเดียวว่าเป็นเช็คค้ำประกันหนี้ ไม่มีข้อตกลงกำหนดเวลาที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้ไว้เลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะตกลงด้วยเช่นนั้น เมื่อเช็คเดิมออกให้เพื่อชำระหนี้ แล้วมาออกเช็คพิพาทให้แทน ก็ต้องถือว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 จำนวน 828,580.65 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงินโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินตามระเบียบและวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ที่ลงในเช็คโดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายภูวิศ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2560 ถึง 2562 จำเลยที่ 1 ซื้อเหล็กจากโจทก์หลายรายการเป็นเงิน 739,144.23 บาท โจทก์ส่งสินค้าแก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้า ต่อมาเช็คที่ชำระค่าสินดังกล่าว ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ติดต่อทวงถามให้ชำระหนี้ จำเลยทั้งสองขอผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ๆ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามที่ขอผ่อนผัน โจทก์ติดตามทวงถาม จนจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย โดยเป็นยอดรวมค่าสินค้าและดอกเบี้ยตรงกับบัญชีค้างชำระ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์เป็นเงิน 739,144.23 บาท และค่าดอกเบี้ย 89,436.42 บาท โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองจึงสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้แทนเช็ค ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์นำเช็คมาเปลี่ยนเป็นเช็คพิพาทและในวันรับเช็คจำเลยทั้งสองทำใบรับเงิน ระบุว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คไว้เพื่อเป็นการค้ำประกัน โดยพนักงานส่งเอกสารของโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบรับเงิน แต่พนักงานส่งเอกสารมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการใด ๆ แทนบริษัทโจทก์ การลงลายมือชื่อดังกล่าวจึงมิใช่การที่โจทก์ตกลงให้เช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าต่อโจทก์จริงและไม่ชำระหนี้ให้ จนในที่สุดต้องตกลงผ่อนชำระหนี้ต่อกัน โดยตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นในวันที่ 28 กันยายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ชำระหนี้ตามข้อตกลงดังกล่าว เมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยทั้งสองก็ร่วมกันออกเช็คให้ โดยจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเช็คที่รวมทั้งหนี้ค่าสินค้าที่ค้างและดอกเบี้ยด้วย ซึ่งเท่ากับมีเจตนาจะชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเช็คดังกล่าวนั้นเอง แต่ต่อมากลับให้โจทก์นำเช็คดังกล่าวกลับไปคืน แล้วออกเช็คพิพาทให้แทน โดยทำบันทึกขึ้นเองฝ่ายเดียวว่าเป็นเช็คค้ำประกันหนี้ ไม่มีข้อตกลงกำหนดเวลาที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้ไว้เลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะตกลงด้วยเช่นนั้น เมื่อเช็คออกให้เพื่อชำระหนี้ แล้วมาออกเช็คพิพาทให้แทน ก็ต้องถือว่าเช็คเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นางศิริพร โสรัจจ์ ละการชั่ว
ศาลอุทธรณ์ — นายนิรันดร์ อนรรฆมณีกุล
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา