คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4308/2565
#688317
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับรองการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 มีข้อความและเจตนาเข้าทำสัญญาอันมีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคหนึ่ง แต่สัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้ทำขึ้นภายหลัง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 681 และมาตรา 685/1 ที่แก้ไขมาใช้บังคับ เมื่อมูลหนี้ตามคำฟ้องเกิดขึ้นภายหลังการทำสัญญาค้ำประกัน จึงเป็นการประกันมูลหนี้ที่อาจสมบูรณ์ได้ในอนาคต เมื่อเป็นการค้ำประกันลูกหนี้หลายรายรวมกัน โดยไม่มีรายละเอียดระบุจำนวนสูงสุดที่ค้ำประกันในลูกหนี้ในแต่ละราย และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกันไว้ สัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นบรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา 681 วรรคสอง จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 685/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 152,337.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 142,538.05 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงิน 142,538.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 19 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 3 ชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 19 ตุลาคม 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีผลบังคับ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาไม่ให้เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ซึ่งมีนายสมบัติ บิดาจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ระหว่างวันที่ 18 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 และระหว่างวันที่ 5 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 2 สั่งซื้อคอนกรีตผสมเสร็จไปจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการรับเหมาก่อสร้างโครงการก่อสร้างโรงเรียน น. ของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง รวมเป็นเงินค้างชำระ 142,538.05 บาท และได้รับสินค้าแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 กองทัพอากาศทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ก่อสร้างอาคารโครงการโรงเรียน น. มูลหนี้ตามคำฟ้องเกิดขึ้นภายหลังการทำหนังสือรับรองการชำระหนี้ หนังสือรับรองการชำระหนี้ดังกล่าวมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า หนังสือรับรองการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาค้ำประกันหรือสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่ง เห็นว่า ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคหนึ่ง คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น โดยมีผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในนิติสัมพันธ์ด้วยกันสามฝ่าย คือเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลภายนอก คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องตั้งสิทธิเป็นประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยที่ 2 สั่งซื้อคอนกรีตผสมเสร็จไปจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการรับเหมาก่อสร้างของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกัน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ยินยอมรับผิดชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การและนำสืบรับว่า จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในหนังสือค้ำประกันแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แต่อ้างว่ากระทำโดยไม่มีอำนาจและแจ้งยกเลิกแล้ว ซึ่งหนังสือรับรองการชำระหนี้มีข้อความว่า "หนังสือฉบับนี้ออกโดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ส....ให้การรับรองแก่บริษัท ธ....สำหรับการชำระหนี้ที่ถึงกำหนดชำระและหนี้ที่ค้างชำระอันเกิดจากการสั่งซื้อคอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้างโครงการโรงเรียน น....ของบริษัทนิติบุคคลดังต่อไปนี้...6 ห้างห้างหุ้นส่วนจำกัด จ." และตอนท้ายของหนังสือรับรองดังกล่าวระบุว่า หากบริษัทดังกล่าวผิดนัดในการชำระหนี้ค่าคอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้างโครงการโรงเรียน น. อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ทางห้างฯ จะรับผิดชอบชำระหนี้แทนบริษัทดังกล่าว โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น และมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ลงนาม พร้อมประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ดังนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ ทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 3 ประกอบข้อความในหนังสือรับรองการชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว แสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 ต่างมีเจตนาเข้าทำสัญญาโดยทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาดีว่าเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ในกรณีจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าสั่งซื้อคอนกรีตผสมเสร็จ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการผูกพันตนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โดยจำเลยที่ 3 ในอันที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ว่าหากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ตนตกลงที่จะชำระหนี้นั้นให้แทน ทั้งนี้ โดยไม่มีข้อสัญญาต่างตอบแทนอื่นใดเป็นพิเศษเพิ่มเติม หนังสือรับรองการชำระหนี้ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการชำระหนี้ประธาน ที่โจทก์ต้องการถือประโยชน์จากการมีผู้เข้าผูกพันตนดังกล่าวเป็นสำคัญอันเป็นการค้ำประกันทั่ว ๆ ไป หาได้แตกต่างจากค้ำประกันตามความหมายของสัญญาค้ำประกันดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคหนึ่ง แต่ประการใดไม่ ทั้งนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังเป็นเรื่องการซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จที่จำเลยที่ 3 หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มิได้รับผลประโยชน์ใดๆ โดยตรงจากนิติสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นการตอบแทน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะนำคอนกรีตผสมเสร็จไปใช้ในโครงการก่อสร้างโรงเรียน น. ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เป็นคู่สัญญา ก็ไม่อาจถือได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. หรือ จำเลยที่ 3 ซึ่งลงนามผูกพันในหนังสือรับรองการชำระหนี้นั้นเป็นลูกหนี้ของโจทก์ และมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หากแต่เป็นบุคคลภายนอกซึ่งสามารถเข้าทำสัญญาค้ำประกันในหนี้ของผู้อื่นตามความหมายของมาตรา 680 วรรคหนึ่งได้ ประกอบกับคำบรรยายฟ้องของโจทก์และหนังสือรับรองการชำระหนี้ดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ว่าต่างมีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันเป็นส่วนตัวอย่างไร หรือมีข้อเท็จจริงที่ทำให้แตกต่างจากสัญญาค้ำประกันอย่างไร อันศาลจะยกข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องนั้นขึ้นมาวินิจฉัยได้เองว่าจะต้องด้วยบทกฎหมายเรื่องใด การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 มีลักษณะผูกพันตนเองเข้าทำสัญญาไม่มีชื่ออย่างหนึ่ง แล้วนำพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มาวินิจฉัยประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 134 จึงเป็นกรณีที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า หนังสือรับรองการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อหนังสือรับรองการชำระหนี้เป็นสัญญาค้ำประกันดังวินิจฉัยและทำขึ้นภายหลังพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) มีผลใช้บังคับ จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยค้ำประกันมาตรา 681 และ 685/1 ที่แก้ไข มาใช้บังคับ คดีนี้มูลหนี้ตามคำฟ้องเกิดขึ้นภายหลังการทำสัญญาค้ำประกัน กรณีจึงเป็นการประกันมูลหนี้ที่อาจสมบูรณ์ได้ในอนาคต ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่า "หนี้ในอนาคต หรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้ แต่ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้รายที่ค้ำประกัน ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน..." แต่เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาค้ำประกันกลับปรากฏว่า เป็นการค้ำประกันลูกหนี้หลายรายรวมกัน โดยไม่มีรายละเอียดระบุจำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกันในลูกหนี้ในแต่ละราย และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกันไว้ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าสัญญาจ้างทำการก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาค้ำประกันนั้น ไม่ปรากฏข้อความตอนใดในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่าสัญญาจ้างทำการก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาค้ำประกันด้วย ส่วนที่นางศรีสุดา กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เบิกความว่าสัญญาจ้างทำการก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 3 แจ้งว่าจำนวนวงเงินค้ำประกันและระยะเวลาในการค้ำประกันให้เป็นไปตามสัญญาจ้างทำการก่อสร้างนั้น เป็นการนำสืบนอกเหนือจากข้อความที่ปรากฏในเอกสาร โดยจำเลยที่ 3 มิได้ยอมรับ เมื่อสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด จะตีความไปในทางขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้เกินเลยไปกว่าข้อความที่ปรากฏชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามมาตรา 11 ว่าสัญญาจ้างทำการก่อสร้างมิใช่ส่วนหนึ่งของสัญญาค้ำประกัน ดังนี้ เมื่อสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 มิได้ระบุจำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นบรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา 681 วรรคสอง ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 685/1 แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แต่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวนตามมาตรา 1088 วรรคหนึ่ง หรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 3 ก็ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 วรรคหนึ่ง ม. 681 ม. 685/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสระบุรี — นายพัชรพงศ์ สอนใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางนุสรา สาระสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4293/2565
#687517
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท ส่วนความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท แม้บทกฎหมายที่ระวางโทษในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกขั้นสูงเท่ากัน คือ จำคุกไม่เกินสิบปีแต่ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ มีระวางโทษจำคุกขั้นต่ำสามปีด้วย ความผิดดังกล่าวจึงมีโทษหนักกว่าความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 จึงต้องลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ มาตรา 42 (2), 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 3 ปี อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้แก้ไขบทมาตราแห่งความผิดเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องเท่านั้นจึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี และให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี กับให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถของจำเลย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ ด้วยเหตุเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้นชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าต้องลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด เห็นว่า ในขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ส่วนความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท แม้บทกฎหมายที่ระวางโทษในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว มีระวางโทษจำคุกขั้นสูงเท่ากันคือจำคุกไม่เกินสิบปี แต่ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ มีระวางโทษจำคุกขั้นต่ำสามปีด้วย ความผิดดังกล่าวจึงมีโทษหนักกว่าความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมานั้นชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามฎีกาข้อต่อไปของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 42 (2), 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้แก้ไขบทมาตราแห่งความผิด เพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 43 (4) ม. 157 ม. 160 ตรี วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวรกร แก้วศรีจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายรุ่งอรุณ หลินหะตระกูล
ชื่อองค์คณะ
เชด กวีบริบูรณ์
เรวัตร สกุลคล้อย
เมธี ประจงการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4289/2565
#689188
เปิดฉบับเต็ม

คงมีปัญหาตามว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ตามพยานหลักฐานของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์เข้ารับการรักษากับจำเลยด้วยวิธีการจัดฟัน ต่อมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โจทก์มีอาการเหงือกอักเสบบริเวณฟันหน้าด้านบนขวา แต่จำเลยยังดำเนินการจัดฟันต่อไป โจทก์เห็นว่าการรักษาของจำเลยไม่เกิดผลดี จึงไปพบทันตแพทย์ ห. ที่คลินิกทันตกรรม อ. ซึ่งมีการเอกซเรย์ฟันโจทก์และแนะนำให้ถอนฟันออก โดยให้โจทก์กลับไปปรึกษากับจำเลยที่ตรวจดูแลโจทก์มาตั้งแต่ต้น วันที่ 27 มิถุนายน 2559 โจทก์ไปพบจำเลยพร้อมกับใบส่งตัวและฟิลม์เอกซเรย์ จำเลยแจ้งว่าให้ถอนฟันออก 2 ซี่ ยุติการจัดฟันและถอดเครื่องมือจัดฟันออก บ่งชี้ว่าในขณะนั้น ทันตแพทย์ ห. และโจทก์ยังไม่ทราบว่าอาการเหงือกอักเสบของโจทก์เกิดจากการรักษาของจำเลยหรือไม่ มิเช่นนั้นแล้ว ทันตแพทย์ ห. คงจะไม่ส่งตัวให้โจทก์กลับไปรักษากับจำเลยอีก ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2559 เมื่อฟันหน้าบนขวาซี่ที่ 12 ของโจทก์ล้ม โจทก์ไปพบทันตแพทย์ที่คลินิกทันตกรรม อ. อีกครั้ง ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาเห็นว่าอาการรุนแรงจึงส่งตัวโจทก์ไปที่โรงพยาบาล ท. และวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ทันตแพทย์ของโรงพยาบาล ท. พิจารณาฟิลม์เอกซเรย์แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นโรคปริทันต์อักเสบอย่างรุนแรงเฉพาะตำแหน่ง และวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ได้ถอนฟันซี่ที่ 12 ออก หลังจากนั้นโจทก์ไปพบทันตแพทย์ที่โรงพยาบาล ท. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 วันที่ 9 กันยายน 2559 และวันที่ 23 กันยายน 2559 รวม 3 ครั้ง เป็นการรักษาโดยการขูดหินปูน เกลารากฟันซ้ำ กรอแต่งเฝือก และถ่ายภาพเอกซเรย์เท่านั้น ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2559 จึงมีการวางแผนผ่าตัดเปิดแผ่นเหงือก และสรุปแนวทางการรักษาเบื้องต้น และค่าใช้จ่ายโดยประมาณจำนวน 800,700 บาท คำเบิกความของโจทก์ที่ว่า โจทก์ทราบถึงการกระทำละเมิดและผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระหว่างวันที่ 9 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ระหว่างการรักษาโรคเหงือกนั้นจึงมีน้ำหนักรับฟัง และไม่เชื่อว่าโจทก์ทราบถึงการกระทำละเมิด และผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2559 ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดและผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้กำหนดค่าเสียหายในส่วนการผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างจำนวน 250,000 บาท ชอบหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่จำเลยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ตามคำเบิกความของ ก. พยานจำเลยอ้างทำนองว่าสาเหตุที่โจทก์เป็นเหงือกอักเสบหรือโรคปริทันต์เกิดจากการทำความสะอาดในช่องปากของโจทก์ไม่ดีเพียงพอ ไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย แต่ตามคำเบิกความของจำเลยและ ก. ได้ความว่า ขณะเริ่มจัดฟันจำเลยไม่ได้ถ่ายภาพเอกซเรย์ฟันของโจทก์ โดยจำเลยเบิกความว่าเหตุที่ไม่ทำการถ่ายภาพเอกซเรย์ฟันของโจทก์เนื่องจากเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และคลินิกของจำเลยไม่มีเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งตามคำเบิกความของรองศาสตราจารย์ น. ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. ว่า โดยปกติคนไข้ที่ประสงค์จะจัดฟันต้องมีการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ก่อนจัดฟัน หากทันตแพทย์ไม่เอกซ์เรย์ก่อนทันตแพทย์ต้องรับความเสี่ยงและคนไข้ก็ต้องรับความเสี่ยงด้วย แสดงให้เห็นว่า การที่จำเลยจัดฟันให้แก่โจทก์โดยไม่มีการถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อเก็บประวัติก่อนการรักษา จะมีความเสี่ยงในการรักษา อีกทั้งจำเลยให้การว่าโจทก์ทราบอยู่แล้วว่า โจทก์เป็นโรคเหงือกแต่ก็มาจัดฟันกับจำเลย หากเป็นจริงดังที่จำเลยให้การ จำเลยก็ย่อมต้องทราบว่าโจทก์เป็นโรคเหงือกด้วยเช่นกัน และการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ก่อนเพื่อให้ทราบว่าโจทก์เป็นโรคเหงือกยิ่งมีความสำคัญก่อนการจัดฟัน แต่คำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ของจำเลยอ้างว่าจำเลยถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของโจทก์ อันเป็นการผิดวิสัยของผู้เป็นแพทย์พึงกระทำ นอกจากนี้ตามคำเบิกความของพยานจำเลยยังได้ความด้วยว่า หลังจากการจัดฟัน โจทก์มาพบที่คลินิกตามนัด และ ก. ทำความสะอาดและขูดหินปูนให้โจทก์ แต่ตามสำเนาเวชระเบียนและบันทึกการรักษา กลับไม่ปรากฏว่ามีการขูดหินปูนให้โจทก์แต่อย่างใด แม้ ก. จะอ้างว่า ในบางครั้งจะไม่ระบุว่ามีการขูดหินปูนในเวชระเบียนและบันทึกการรักษาเนื่องจากไม่ได้คิดค่ารักษาเนื่องจากเป็นการคิดค่ารักษาแบบเหมาจ่ายจึงไม่ได้คิดค่ารักษา ก็เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของแพทย์ที่ทำการตรวจรักษาและไม่บันทึกประวัติการรักษาในเวชระเบียนและบันทึกการรักษา และตามคำเบิกความของรองศาสตราจารย์ น. ได้ความว่า เมื่อมีการเปลี่ยนยาง ทันตแพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติของเหงือกและเห็นหินปูนที่สะสมอยู่ ดังนั้น หากจำเลยตรวจช่องปากโจทก์ทุกครั้งที่โจทก์มาพบตามนัด จำเลยย่อมสังเกตเห็นได้ถึงความผิดปกติของเหงือกและหินปูน หากสงสัยว่าอาการผิดปกติดังกล่าวมีความรุนแรงจำเลยก็จำเป็นต้องส่งตัวโจทก์ไปถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาได้ทันท่วงที ตามคำเบิกความของจำเลยอ้างว่า วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยเพิ่งตรวจพบว่า โจทก์มีอาการเหงือกอักเสบและมีหนอง จำเลยเพียงแต่แนะนำให้โจทก์อมน้ำอุ่นผสมเกลือบ้วนปากเพื่อลดการบวมของเหงือก และจำเลยได้ตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยขูดรากฟัน เกลารากฟันให้โจทก์ และแนะนำให้ดูแลรักษาความสะอาด ไม่ได้ให้ยาแก้อักเสบและไม่ได้ทำการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ แต่ตามเอกสาร ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 ไม่ปรากฎว่ามีการรักษาโรคปริทันต์แต่อย่างใด คงมีเพียงการเปลี่ยนยางจัดฟัน แสดงให้เห็นว่า ขณะนั้นโจทก์มีอาการปริทันต์หรือเหงือกอักเสบอยู่ในขั้นรุนแรงแล้ว จำเลยควรจะตรวจพบแล้วแต่ไม่ได้รักษาหรือส่งตัวไปให้แพทย์เฉพาะทางเพื่อรักษา และยังคงทำการจัดฟันต่อไป จนต่อมาโจทก์ต้องไปพบทันตแพทย์ ห. ที่คลินิกทันตกรรม อ. และทันตแพทย์ ห. ถ่ายเอกซ์เรย์และแนะนำให้ถอนฟันออก และแนะนำให้กลับไปปรึกษากับจำเลยซึ่งเป็นผู้ตรวจดูแล และวันที่ 27 มิถุนายน 2559 โจทก์ไปพบกับจำเลยอีกครั้งพร้อมกับใบส่งตัวและภาพถ่ายเอกซ์เรย์ จำเลยแจ้งว่าให้ถอนฟันออก 2 ซี่ ยุติการจัดฟันและถอดเครื่องจัดฟัน แสดงให้เห็นว่า ในระหว่างระยะเวลาที่พบอาการเหงือกอักเสบในช่องปากของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นทันตแพทย์ผู้ดูแลรักษาไม่ได้ใส่ใจหรือใช้ความระมัดระวังตามสมควรของวิชาชีพทันตแพทย์ จนเป็นเหตุให้อาการของโจทก์ลุกลาม การที่โจทก์ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลทันตกรรม กับต้องผ่าตัดในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 และรักษาตัวต่อเนื่องหลังจากนั้น เกิดจากการรักษาของจำเลยที่ต่ำกว่ามาตรฐานของวิชาชีพทันตกรรม อันเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย

จำเลยฎีกาทำนองว่า ค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบนและค่าเสริมกระดูกเทียม ไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย การสูญเสียกระดูกบริเวณรอบรากฟันอยู่ในความรู้เห็นเฉพาะของจำเลย และจำเลยมีภาระการพิสูน์ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งตามคำเบิกความของจำเลยและ ก. พยานจำเลยอ้างเป็นทำนองว่าสาเหตุดังกล่าวเกิดจากโจทก์ไม่ดูแลรักษาความสะอาด ไม่ได้เกิดจากการจัดฟัน แต่ตามคำเบิกความของจำเลยและพยานจำเลยดังกล่าว ไม่มีพยานสนับสนุนว่าสาเหตุดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการจัดฟันด้วย แม้ตามคำเบิกความของทันตแพทย์ ผ. พยานโจทก์รับว่าการสูญเสียกระดูกดังกล่าวไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากการจัดฟันอย่างเดียว อาจเกิดจากปัจจัยอื่นก็ได้แต่ก็ตอบคำถามค้านทนายจำเลยด้วยว่า หากคนไข้ใส่เครื่องมือจัดฟันแล้วทำความสะอาดไม่เพียงพอก็เป็นเหตุปัจจัยเสริมที่ก่อให้เกิดโรคได้เท่านั้น ลำพังโจทก์ไม่ดูแลรักษาความสะอาดจึงไม่น่าก่อให้เกิดโรคได้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังว่า ค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบนและค่าเสริมกระดูกเทียมไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบนเป็นเงิน 35,000 บาท และค่าเสริมกระดูกเทียมเป็นเงิน 51,000 บาท ด้วยนั้นจึงชอบแล้ว ส่วนค่าผ่าตัดขากรรไกรบนและล่าง ตามคำเบิกความของโจทก์ก็รับว่า สภาพฟันของโจทก์มีการจัดฟันผิดปกติมีลักษณะฟันล่างครอบฟันบน ช่องการตรวจข้อ 2 ระบุว่า โครงสร้างกระดูกขากรรไกรล่างยื่นมากกว่าปกติ ทำให้ไม่สามารถใส่ฟันเทียมที่บริเวณฟันหน้าบนในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ และในช่องลำดับการรักษาข้อ 4 ผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างเพื่อให้มีความสัมพันธ์ของขากรรไกรเป็นปกติ จึงฟังได้ว่า โจทก์มีปัญหาขากรรไกรบนและล่างมาก่อนการจัดฟันกับจำเลย แม้ในการใส่ฟันเทียมหน้าบน แพทย์จะต้องผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างให้มีความสัมพันธ์กัน แต่เหตุดังกล่าวไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,172,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 936,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 686,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยประกอบวิชาชีพทันตแพทย์และเปิดสถานพยาบาลชื่อ คลินิก น. โจทก์เป็นลูกค้าของคลินิก น. เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2552 โจทก์มีปัญหาฟันล่างห่างและฟันบนเกจึงเข้ารับการรักษาโดยการจัดฟันกับจำเลย และรักษาต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 หลังจากนั้นโจทก์ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ท.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หลังจากจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้โจทก์ทำคำฟ้องฉบับใหม่มายื่นต่อศาล วันที่ 28 กันยายน 2561 โจทก์ยื่นคำฟ้องฉบับใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องฉบับใหม่แทนคำฟ้องฉบับเดิม และอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การฉบับใหม่ วันที่ 31 ตุลาคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การฉบับใหม่ โดยให้การด้วยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การฉบับใหม่ของจำเลย โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยยื่นแก้ไขคำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เป็นการตั้งประเด็นใหม่ภายหลังจากวันที่พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว จึงขอโต้แย้งคำสั่งศาลที่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและรับคำให้การฉบับใหม่ของจำเลย คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์จึงชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยอุทธรณ์ด้วยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ และโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ส่วนที่ว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โดยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและรับคำให้การฉบับใหม่ของจำเลยมาในคำแก้อุทธรณ์ด้วย จึงไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและรับคำให้การฉบับใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คงมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาโดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอันเป็นการไม่ชอบ แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนพอวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า ตามพยานหลักฐานของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์เข้ารับการรักษากับจำเลยด้วยวิธีการจัดฟัน ต่อมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โจทก์มีอาการเหงือกอักเสบบริเวณฟันหน้าด้านบนขวา แต่จำเลยยังดำเนินการจัดฟันต่อไป โจทก์เห็นว่าการรักษาของจำเลยไม่เกิดผลดี จึงไปพบทันตแพทย์หรคุณ ที่คลินิกทันตกรรม อ. ซึ่งมีการเอกซเรย์ฟันโจทก์และแนะนำให้ถอนฟันออก โดยให้โจทก์กลับไปปรึกษากับจำเลยที่ตรวจดูแลโจทก์มาแต่ต้น วันที่ 27 มิถุนายน 2559 โจทก์ไปพบจำเลยพร้อมกับใบส่งตัวและฟิลม์เอกซเรย์ จำเลยแจ้งว่าให้ถอนฟันออก 2 ซี่ ยุติการจัดฟันและถอดเครื่องมือจัดฟันออก บ่งชี้ว่าในขณะนั้น ทันตแพทย์หรคุณและโจทก์ยังไม่ทราบว่าอาการเหงือกอักเสบของโจทก์เกิดจากการรักษาของจำเลยหรือไม่ มิเช่นนั้นแล้ว ทันตแพทย์หรคุณคงจะไม่ส่งตัวให้โจทก์กลับไปรักษากับจำเลยอีก ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2559 เมื่อฟันหน้าบนขวาซี่ที่ 12 ของโจทก์ล้ม โจทก์ไปพบทันตแพทย์ที่คลินิกทันตกรรม อ. อีกครั้ง ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาเห็นว่าอาการรุนแรงจึงส่งตัวโจทก์ไปที่โรงพยาบาล ท. และวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ทันตแพทย์ของโรงพยาบาล ท. พิจารณาฟิลม์เอกซเรย์แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์เป็นโรคปริทันต์อักเสบอย่างรุนแรงเฉพาะตำแหน่ง และวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ได้ถอนฟันซี่ที่ 12 ออก หลังจากนั้นโจทก์ไปพบทันตแพทย์ที่โรงพยาบาล ท. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 วันที่ 9 กันยายน 2559 และวันที่ 23 กันยายน 2559 รวม 3 ครั้ง ก็เป็นการรักษาโดยการขูดหินปูน เกลารากฟันซ้ำ กรอแต่งเฝือก และถ่ายภาพเอกซเรย์ เท่านั้น ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2559 จึงมีการวางแผนผ่าตัดเปิดแผ่นเหงือก และสรุปแนวทางการรักษาเบื้องต้น และค่าใช้จ่ายโดยประมาณจำนวน 800,700 บาท แม้ตามประวัติการรักษาของโจทก์ ระบุวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ไว้ด้วย ก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาล ท. ในวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ด้วย แต่ตามใบสรุปการรักษาแนบท้ายประวัติการรักษาของโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์ได้รับการตรวจวินิจฉัยครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ส่วนใบสรุปการรักษาแนบท้ายประวัติการรักษาของโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่ามีการสรุปค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2559 นั้น ในช่องลำดับการรักษาระบุว่า 1....(ฟันซี่ 12 ได้ถอนเรียบร้อยแล้ว) ซึ่งตามบันทึกการรักษา ระบุว่าถอนฟันซี่ 12 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 อันแสดงว่าใบสรุปการรักษาดังกล่าวทำขึ้นหลังวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ไปแล้ว ทั้งใบสรุปการรักษาแนบท้ายประวัติการรักษาของโจทก์ ก็เป็นรายการการผ่าตัดเพื่อรักษาเหงือก รากฟันเทียม และต้องถอนฟันเพิ่มอีก 5 ซี่ เชื่อว่า ทันตแพทย์โรงพยาบาล ท. วางแผนการผ่าตัดพร้อมทั้งสรุปค่ารักษาเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2559 โจทก์จึงไม่อาจทราบถึงการกระทำละเมิดและผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมก่อนหน้านั้น คำเบิกความของโจทก์ที่ว่า โจทก์ทราบถึงการกระทำละเมิดและผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระหว่างวันที่ 9 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ระหว่างการรักษาโรคเหงือกนั้นจึงมีน้ำหนักรับฟัง และไม่เชื่อว่าโจทก์ทราบถึงการกระทำละเมิด และผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2559 ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดและผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด และปัญหาตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้กำหนดค่าเสียหายในส่วนการผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างจำนวน 250,000 บาท ชอบหรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยประเด็นปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกัน สำหรับปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ นั้น ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่จำเลย ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายกฤตชญ์พยานจำเลยอ้างทำนองว่าสาเหตุที่โจทก์เป็นเหงือกอักเสบหรือโรคปริทันต์เกิดจากการทำความสะอาดในช่องปากของโจทก์ไม่ดีเพียงพอ ไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย แต่ตามคำเบิกความของจำเลยและนายกฤตชญ์ได้ความว่า ขณะเริ่มจัดฟันจำเลยไม่ได้ถ่ายภาพเอกซเรย์ฟันของโจทก์ โดยจำเลยเบิกความว่าเหตุที่ไม่ทำการถ่ายภาพเอกซเรย์ฟันของโจทก์เนื่องจากเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และคลินิกของจำเลยไม่มีเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งตามคำเบิกความของรองศาสตราจารย์นิตา ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. ว่า ก่อนที่คนไข้จะเข้ารับการจัดฟันจะต้องมีการเก็บประวัติข้อมูลประกอบด้วย การถ่ายภาพในช่องปากและนอกช่องปาก ภาพรังสีหรือภาพเอกซเรย์กะโหลกศรีษะด้านข้างและภาพขากรรไกรบน ขากรรไกรล่าง ภาพรังสีหรือภาพเอกซ์เรย์กะโหลกศีรษะด้านข้างและภาพขากรรไกรบน ขากรรไกรล่าง ภาพรังสีหรือภาพเอกซ์เรย์ของฟันกรณีสงสัยเฉพาะที่ แม้คนไข้มีความผิดปกติการสบฟัน ทันตแพทย์ก็สามารถจัดฟันได้ โดยปกติคนไข้ที่ประสงค์จะจัดฟันต้องมีการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ก่อนจัดฟัน หากทันตแพทย์ไม่เอกซ์เรย์ก่อนทันตแพทย์ต้องรับความเสี่ยงและคนไข้ก็ต้องรับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน แสดงให้เห็นว่า การที่จำเลยจัดฟันให้แก่โจทก์โดยไม่มีการถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อเก็บประวัติก่อนการรักษา จะมีความเสี่ยงในการรักษา อีกทั้งจำเลยให้การว่าโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นโรคเหงือกแต่ก็มาจัดฟันกับจำเลย หากเป็นจริงดังที่จำเลยให้การดังกล่าว จำเลยก็ย่อมต้องทราบว่าโจทก์เป็นโรคเหงือกด้วยเช่นกัน และการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ก่อนเพื่อให้ทราบว่าโจทก์เป็นโรคเหงือกยิ่งมีความสำคัญก่อนการจัดฟัน แต่คำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ของจำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของโจทก์ อันเป็นการผิดวิสัยของผู้เป็นแพทย์พึงกระทำ นอกจากนี้ตามคำเบิกความของจำเลยและนายกฤตชญ์พยานจำเลยยังได้ความด้วยว่า หลังจากที่จำเลยจัดฟันให้โจทก์แล้วได้นัดให้โจทก์มาพบ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง เพื่อดูแลแนะนำเรื่องการทำความสะอาด บ่งชี้ว่าแม้โจทก์จะต้องดูแลความสะอาดในช่องปากหลังจากการจัดฟันแล้ว แต่จำเลยซึ่งเป็นทันตแพทย์ก็ยังมีหน้าที่คอยตรวจรักษาดูแลด้วย หากพบว่าช่องปากของโจทก์ไม่สะอาด และตามคำเบิกความของนายกฤตชญ์พยานจำเลยที่อ้างทำนองว่า หลังการจัดฟัน โจทก์มาพบที่คลินิกตามนัด และนายกฤตชญ์ทำความสะอาดและขูดหินปูนให้โจทก์ แต่ตามสำเนาเวชระเบียน และบันทึกการรักษากลับไม่ปรากฏว่าหลังจากที่มีการติดเครื่องมือจัดฟันแล้วมีการขูดหินปูนให้โจทก์แต่อย่างใด แม้ตามคำเบิกความของนายกฤตชญ์จะอ้างว่า ในบางครั้งจะไม่ระบุว่ามีการขูดหินปูนในเวชระเบียนและบันทึกการรักษาเนื่องจากไม่ได้คิดค่ารักษาเนื่องจากเป็นการคิดค่ารักษาแบบเหมาจ่าย ก็เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของแพทย์ที่ทำการตรวจรักษาและไม่บันทึกประวัติการรักษาในเวชระเบียนและบันทึกการรักษา ตามคำเบิกความของรองศาสตราจารย์นิตา. ได้ความด้วยว่า เมื่อมีการเปลี่ยนยาง ทันตแพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติของเหงือกและเห็นหินปูนที่สะสมอยู่ แต่ทันตแพทย์จะไม่เห็นความผิดปกติของกระดูก การละลายของกระดูก ซึ่งต้องใช้วิธีการเอกซ์เรย์ ดังนั้น หากจำเลยตรวจช่องปากโจทก์ทุกครั้งที่โจทก์มาพบตามนัด จำเลยย่อมสังเกตเห็นได้ถึงความผิดปกติของเหงือกและหินปูน และหากสงสัยว่าอาการผิดปกติดังกล่าวมีความรุนแรงจำเลยก็จำเป็นต้องส่งตัวโจทก์ไปถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาได้ทันท่วงที ตามคำเบิกความของจำเลยอ้างทำนองว่า วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยเพิ่งตรวจพบว่าโจทก์มีอาการเหงือกอักเสบและมีหนอง จำเลยเพียงแต่แนะนำให้โจทก์อมน้ำอุ่นผสมเกลือบ้วนปากเพื่อลดการบวมของเหงือก และจำเลยได้ตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยขูดรากฟัน เกลารากฟันให้โจทก์ และแนะนำให้ดูแลรักษาความสะอาด ไม่ได้ให้ยาแก้อักเสบ และไม่ได้ทำการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ แต่ตามคำเบิกความของรองศาสตราจารย์นิตา. พยานโจทก์ปรากฏว่า ตามเวชระเบียนระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 ไม่ปรากฎว่ามีการรักษาโรคปริทันต์แต่อย่างใด คงมีเพียงการเปลี่ยนยางจัดฟัน และระยะเวลาดังกล่าวซึ่งห่างกัน 4 เดือน เป็นช่วงที่รุนแรงที่สุด ตามความเห็นน่าจะเป็นมาก่อนนั้นแล้ว แต่เหตุที่ไม่พบโรคเนื่องจากทันตแพทย์ไม่ได้ฉายภาพเอกซ์เรย์ การมองด้วยตาเปล่าไม่สามารถบอกระดับความรุนแรงได้ ทั้งยังเบิกความด้วยว่า อาการของโจทก์ ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นระยะลุกลามแล้ว การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือไม่สามารถรักษาได้ และตามคำเบิกความของทันตแพทย์หญิงผุสดี พยานโจทก์ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาปริทันต์ ได้ความว่า ตามเวชระเบียนวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งจำเลยตรวจพบฟันซี่ 12 มีปัญหา ทันตแพทย์ได้ติดตามดูแลแต่ไม่มีวิธีการรักษาจนกระทั่งวันที่ 4 มิถุนายน 2559 เมื่อจำเลยพบว่าฟันซี่ 12 มีอาการโยก แต่ในเวชระเบียนก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รักษาจนกระทั่งวันที่ 18 มิถุนายน 2559 เมื่อตรวจพบว่าฟันซี่ 12 มีอาการโยกระดับ 3 มีร่องลึก 6 ถึง 8 มิลลิเมตร มีหนองไหลด้านเพดาน มีรูเปิดของตุ่มหนองด้านเพดาน ซึ่งหากพบอาการเหล่านั้นแล้วควรต้องได้รับการรักษาด้วยการถอนออก หากไม่ถอนออกก็สามารถหลุดเองได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขณะนั้นโจทก์มีอาการปริทันต์หรือเหงือกอักเสบอยู่ในขั้นรุนแรงแล้ว จำเลยควรจะตรวจพบแล้วแต่ไม่ได้รักษาหรือส่งตัวไปให้แพทย์เฉพาะทางเพื่อรักษา และยังคงทำการจัดฟันต่อไป จนต่อมาโจทก์ต้องไปพบทันตแพทย์หรคุณที่คลินิกทันตกรรม อ. และทันตแพทย์หรคุณถ่ายเอกซ์เรย์และแนะนำให้ถอนฟันออก โดยแนะนำให้กลับไปปรึกษากับจำเลยซึ่งเป็นผู้ตรวจดูแล และวันที่ 27 มิถุนายน 2559 โจทก์ไปพบกับจำเลยอีกครั้งพร้อมกับใบส่งตัวและภาพถ่ายเอกซ์เรย์ จำเลยแจ้งว่าให้ถอนฟันออก 2 ซี่ ยุติการจัดฟันและถอดเครื่องจัดฟัน แสดงให้เห็นว่าในระหว่างระยะเวลาที่พบอาการเหงือกอักเสบในช่องปากของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นทันตแพทย์ผู้ดูแลรักษาไม่ได้ใส่ใจหรือใช้ความระมัดระวังตามสมควรของวิชาชีพทันตแพทย์ จนเป็นเหตุให้อาการของโจทก์ลุกลาม การที่โจทก์ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลทันตกรรม กับต้องผ่าตัดในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 และรักษาตัวต่อเนื่องหลังจากนั้น เกิดจากการรักษาของจำเลยที่ต่ำกว่ามาตรฐานของวิชาชีพทันตกรรม อันเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ซึ่งจำเลยฎีกาทำนองว่า ค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบน เป็นเงิน 35,000 บาท และค่าเสริมกระดูกเทียม เป็นเงิน 50,000 บาท (ที่ถูก 51,000 บาท) ไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย และปัญหาว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้กำหนดค่าเสียหายในส่วนของการผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างแก่โจทก์ 250,000 บาท มาด้วย ชอบแล้วหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า โจทก์จำเป็นต้องตัดขากรรไกรบนและล่างเป็นเงิน 250,000 บาท ตามใบสรุปการรักษาแนบท้ายเวชระเบียนก็เพื่อให้ขากรรไกรอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และรองรับรากฟันเทียมให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง สำหรับปัญหาเกี่ยวกับค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบนและค่าเสริมกระดูกเทียม นั้น ตามคำเบิกความของทันตแพทย์หรคุณ พยานโจทก์ประกอบสรุปบันทึกการรักษาและคำแปล ปรากฏว่า วันที่ 18 มิถุนายน 2559 ทันตแพทย์หรคุณ เอกซ์เรย์พบว่าฟันโจทก์ซี่ 12 และซี่ 22 ซึ่งเป็นฟันหน้าบน สูญเสียกระดูกบริเวณรอบรากไปไกลกว่ารากฟัน และสูญเสียกระดูกในแนวตั้งไปจนถึงปลายราก ตามลำดับ กับวันที่ 29 มิถุนายน 2559 พบการสูญเสียกระดูกประมาณร้อยละ 50 ซึ่งตามคำเบิกความของจำเลยก็รับว่า กระดูกรอบรากฟันซี่ 12 ไม่สามารถรองรับฟันซี่ดังกล่าวได้แล้ว ซึ่งจำเลยตรวจพบว่าเหงือกบริเวณฟันซี่ 12 เริ่มบวม มีหนอง และมีร่องเหงือกลึกประมาณ 3 ถึง 6 มิลลิเมตร ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ส่อแสดงว่ากระดูกรอบรากฟันโจทก์มีปัญหามาตั้งแต่หรือขณะที่จำเลยจัดฟันให้โจทก์แล้ว การสูญเสียกระดูกบริเวณรอบรากฟันอยู่ในความรู้เห็นเฉพาะของจำเลย และจำเลยมีภาระการพิสูน์ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าววินิจฉัยข้างต้นแล้ว ซึ่งตามคำเบิกความของจำเลยและนายกฤตชญ์พยานจำเลยอ้างเป็นทำนองว่าสาเหตุดังกล่าวเกิดจากโจทก์ไม่ดูแลรักษาความสะอาด ไม่ได้เกิดจากการจัดฟัน แต่ตามคำเบิกความของจำเลยและพยานจำเลยดังกล่าวไม่มีพยานสนับสนุนว่าสาเหตุดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการจัดฟันด้วย แม้ตามคำเบิกความของทันตแพทย์หญิงผุสดี พยานโจทก์รับว่าการสูญเสียกระดูกดังกล่าวไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากการจัดฟันอย่างเดียว อาจเกิดจากปัจจัยอื่นก็ได้แต่ก็ตอบคำถามค้านทนายจำเลยด้วยว่า หากคนไข้ใส่เครื่องมือจัดฟันแล้วทำความสะอาดไม่เพียงพอก็เป็นเหตุปัจจัยเสริมที่ก่อให้เกิดโรคได้เท่านั้น ลำพังโจทก์ไม่ดูแลรักษาความสะอาดจึงไม่น่าก่อให้เกิดโรคได้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังว่าค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบนและค่าเสริมกระดูกเทียมไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบน เป็นเงิน 35,000 บาท และค่าเสริมกระดูกเทียม เป็นเงิน 51,000 บาท ด้วยนั้น จึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาเกี่ยวกับค่าผ่าตัดขากรรไกรบนและล่าง นั้น ตามคำเบิกความของจำเลยปรากฏว่าจำเลยตรวจฟันของโจทก์ก่อนการจัดฟัน พบว่าขากรรไกรล่างใหญ่ว่าขากรรไกรบน ซึ่งตามคำเบิกความของโจทก์ก็รับว่าสภาพฟันของโจทก์มีการจัดฟันผิดปกติมีลักษณะฟันล่างครอบฟันบน ตามใบสรุปการรักษาแนบท้ายเวชระเบียนช่องการตรวจข้อ 2 ระบุว่า โครงสร้างกระดูกขากรรไกรล่างยื่นมากกว่าปกติ ทำให้ไม่สามารถใส่ฟันเทียมที่บริเวณฟันหน้าบนในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ และในช่องลำดับการรักษาข้อ 4 ผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างเพื่อให้มีความสัมพันธ์ของขากรรไกรเป็นปกติ จึงฟังได้ว่า โจทก์มีปัญหาขากรรไกรบนและล่างมาก่อนการจัดฟันกับจำเลย แม้ในการใส่ฟันเทียมหน้าบนแพทย์จะต้องผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างให้มีความสัมพันธ์กัน แต่เหตุดังกล่าวไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์และจำลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — นายหรือทันตแพทย์ น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายอุดม มีแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เศกสิทธิ์ สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4269/2565
#689697
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจะมิได้ยกปัญหาว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นอ้างในคำให้การ แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของโครงการอาคารคอนโดมิเนียมพิพาทและผู้ดำเนินการก่อสร้างโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อก่อสร้างเสาเข็มทำฐานรากอาคารและก่อสร้างอาคารสูง 37 ชั้น ทำให้อาคารเรียนของโจทก์เสียหายและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ครู นักเรียน และบุคลากรของโจทก์ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าประสงค์ให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 มิใช่ให้จำเลยรับผิดตามมาตรา 428 เพราะตามคำฟ้องไม่ได้บรรยายว่าจำเลยว่าจ้างใครและมีส่วนผิดในการงานที่สั่งให้ทำอย่างไร แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยว่าจ้างบุคคลภายนอกรวมทั้งจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ทำการก่อสร้างคอนโดมิเนียมพิพาท ก็ไม่มีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยตามมาตรา 428 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์อ้างว่าก่อนวันนัดสืบพยาน โจทก์มอบหมายให้วิศวกรทำการตรวจสอบความเสียหายของอาคารเรียนของโจทก์พบว่ามีความเสียหายเพิ่มมากขึ้น กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่โจทก์จะขอเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมโดยเพิ่มทุนทรัพย์ที่พิพาทภายหลังจากวันชี้สองสถานได้ ทั้งคำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้เกี่ยวข้องพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 และมาตรา 180

เมื่อกระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติตามขั้นตอนดำเนินการก่อสร้างตามที่ระบุไว้ในรายงานต้องดำเนินการภายใต้การตรวจสอบควบคุมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 อันเป็นกฎหมายซึ่งมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องชุมชนหรือบุคคลอื่น ๆ การที่จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ฝ่าฝืนไม่กระทำการตามที่ระบุไว้ในรายงานดังกล่าว และเกิดความเสียหายขึ้นแก่อาคารเรียนของโจทก์ พื้นรอบอาคารรวมถึงรั้วกำแพงคอนกรีต โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 422

การก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดเสียงดัง แรงสั่นสะเทือน และฝุ่นละอองปลิวเข้ามาในห้องเรียน โจทก์ผู้เป็นเจ้าของกิจการโรงเรียนย่อมได้รับความเสียหายและมีสิทธิฟ้องเรียกให้ฝ่ายจำเลยรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นได้ เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ร่วมรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากการขุดเจาะเสาเข็มและการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยทั้งกระบวนการนับตั้งแต่การเริ่มรื้อถอนอาคารหลังเดิมไปจนก่อสร้างแล้วเสร็จรวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการก่อสร้างดังกล่าว อันเป็นกรณีที่ผู้ดำเนินการก่อสร้างทุกขั้นตอนต่างทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายเดียวกันแก่โจทก์ ไม่อาจแบ่งแยกความเสียหายว่าเกิดจากการกระทำละเมิดในขั้นตอนการก่อสร้างตอนใดตอนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงได้ ส่วนจำเลยแม้มิใช่ผู้ทำการก่อสร้าง แต่ในฐานะเจ้าของโครงการย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบมิให้การทำงานก่อสร้างก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่น แม้จำเลยจะว่าจ้างบุคคลใดทำการก่อสร้าง แต่จำเลยยังต้องควบคุมดูแลบุคคลผู้ทำการก่อสร้างผ่านข้อตกลงในสัญญาระหว่างจำเลยกับผู้ทำการก่อสร้าง ปัญหาระหว่างการก่อสร้างโครงการของจำเลยย่อมถือว่าอยู่ในความรับรู้และรู้เห็นของจำเลยทั้งสิ้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดูแลตรวจสอบควบคุมมิให้การก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เมื่อการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีนี้ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 422 จำเลยจึงต้องร่วมกับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 420

เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 มิได้เป็นผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด หากแต่เป็นเพียงผู้รับประกันภัยที่ต้องรับผิดในนามของผู้เอาประกันภัยต่อโจทก์ จำเลยร่วมที่ 2 จึงยังมิได้เป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันกระทำละเมิด แต่เมื่อมีการขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความ ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยร่วมที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงให้ความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยร่วมที่ 2 นับแต่วันที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดี ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามมาตรา 142 (5)

อัตราค่าทนายความกำหนดตามทุนทรัพย์แห่งคดีหาใช่กำหนดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลล่างทั้งสองแทนโจทก์รวมกัน 320,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราร้อยละ 0.39 โดยประมาณจากทุนทรัพย์ 81,825,000 บาท จึงไม่เกินกว่าอัตราขั้นสูงสำหรับคดีมีทุนทรัพย์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 5 ในศาลชั้นต้น และร้อยละ 3 ในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,325,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะหยุดการทำละเมิดต่อโจทก์หรือจนกว่าจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้แก่โจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนอาคารคอนโดมิเนียม หากไม่ดำเนินการ ให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย และให้จำเลยชำระเงิน 71,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัท อ. บริษัท ป. และบริษัท ต. เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกบริษัท อ. ว่า จำเลยร่วมที่ 1 บริษัท ป. ว่า จำเลยร่วมที่ 2 และบริษัท ต. ว่า จำเลยร่วมที่ 3

จำเลยร่วมที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 320,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28146 จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 8 ไร่ 55.7 ตารางวา และเป็นเจ้าของโดยประกอบกิจการโรงเรียนชื่อโรงเรียน ฮ. มีอาคารคอนกรีต 5 ชั้น ชื่ออาคาร ค.ซึ่งเป็นอาคารเรียน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยดำเนินการก่อสร้างโครงการ ด. เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 37 ชั้น มีชั้นใต้ดิน 1 ชั้น มีห้องชุดพักอาศัย 414 ห้อง และที่จอดรถยนต์ 171 คัน โดยสร้างลงบนที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกหลังอาคาร ค.ห่างจากแนวเขตที่ดินประมาณ 6 เมตร และห่างจากอาคาร ค.ประมาณ 9 เมตร โดยว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 3 ทำงานเสาเข็มทั้งหมด และว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 1 ทำการก่อสร้างอาคาร ด. มีจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยในการก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมของจำเลยโดยคุ้มครองทรัพย์สินบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากการสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัวของดิน การอ่อนแรงของสิ่งค้ำจุนเป็นผลทำให้โครงสร้างหลักได้รับความเสียหายวิบัติและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้อาคารภายในวงเงินไม่เกิน 20,000,000 บาท ต่อครั้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายในทางทรัพย์สินเป็นเงิน 3,000,000 บาท กับใช้ค่าเสียหายในทางเดือดร้อนรำคาญตลอดระยะเวลาที่ทำการก่อสร้างคอนโดมิเนียมจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 10 เดือน เป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง แต่สำหรับค่าติดตั้งเครื่องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์ที่โจทก์เรียกร้องเป็นเงิน 7,200,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนรายเดือน เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่กำหนดให้ โจทก์ไม่ฎีกา ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามอ้างว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ทำการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมพิพาท การที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้จำเลยรับผิดตามมาตรา 428 คำฟ้องโจทก์จึงไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ปัญหานี้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจะมิได้ยกขึ้นอ้างในคำให้การแต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของโครงการอาคารคอนโดมิเนียมพิพาทและผู้ดำเนินการก่อสร้างโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อก่อสร้างเสาเข็มทำฐานรากอาคารและก่อสร้างอาคารสูง 37 ชั้น ทำให้อาคารเรียนของโจทก์เสียหายและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ครู นักเรียน และบุคลากรของโจทก์ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าประสงค์ให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มิใช่ให้จำเลยรับผิดตามมาตรา 428 ซึ่งเป็นเรื่องผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง เพราะตามคำฟ้องไม่ได้บรรยายว่าจำเลยว่าจ้างใครและมีส่วนผิดในการงานที่สั่งให้ทำอย่างไร แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกรวมทั้งจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ทำการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมพิพาทก็ตาม ก็ไม่มีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยตามมาตรา 428 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยร่วมที่ 2 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องว่า อาคารโจทก์มีความเสียหายเพิ่มเติมเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแห่งข้อหาและเพิ่มทุนทรัพย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องภายหลังจากวันชี้สองสถาน แต่ก็ปรากฏว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น โดยโจทก์อ้างว่า ก่อนถึงวันนัดสืบพยาน โจทก์มอบหมายให้วิศวกรทำการตรวจสอบความเสียหายของอาคารเรียนของโจทก์พบว่ามีความเสียหายเพิ่มมากขึ้น เช่นนี้ กรณีมีเหตุที่โจทก์จะขอเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมโดยเพิ่มทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิม ทั้งคำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้ก็เกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 (1) (2) และวรรคท้าย การยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และ 180 แล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อต่อมาว่า จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามฎีกาว่า จำเลยร่วมที่ 1 รับผิดชอบงานจัดเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง และทำแนวกั้นพื้นที่ก่อสร้างส่วนที่ติดกับอาคารเรียนของโจทก์ จำเลยร่วมที่ 1 ได้ติดตั้งแผ่นเมทัลชีทและผ้าใบสีฟ้ายาวตลอดแนวก่อสร้างป้องกันฝุ่นละอองและของตกหล่นขณะก่อสร้างตามข้อกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมครบถ้วน ส่วนการป้องกันดินพังทลาย จำเลยร่วมที่ 1 ปรับความลาดชันจากแนวกำแพงดินเดิมและทำดาดคอนกรีตควบคู่กันซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพพื้นที่ หลักฐานความเสียหายของโจทก์ไม่มีการสำรวจข้อมูลที่แท้จริงไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม การทรุดตัวอาคารเรียนของโจทก์เกิดจากไม่มีเสาเข็มรองรับประกอบกับพื้นปูนรอบอาคารต้องแบกรับน้ำหนักถังน้ำขนาดใหญ่ จำเลยร่วมที่ 3 รับผิดชอบงานขุดเจาะเสาเข็มไม่รวมงานเปิดหน้าดิน ขุดเจาะดินและทำฐานรากหลังงานทำเข็มเจาะแล้วเสร็จ จำเลยร่วมที่ 3 ใช้เสาเข็มชนิดเจาะซึ่งไม่เกิดแรงสั่นสะเทือน ไม่เกิดแรงกระจายหรือการเคลื่อนตัวของดินและไม่เกิดฝุ่นละออง จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยชีทไพล์หรือเสาเข็มพืดสำหรับป้องกันดินในช่วงที่มีการทำเสาเข็มเจาะของจำเลยร่วมที่ 3 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารคอนโดมิเนียมว่าจ้างบุคคลอื่นเป็นผู้ทำการก่อสร้างมิได้เป็นผู้กระทำละเมิด และโจทก์มิได้ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ว่าจ้างทำของ จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์มีนายสหชัย วิศวกรผู้ทำการตรวจสอบสภาพความเสียหายของอาคารโรงเรียนโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณกลางปี 2557 พยานได้รับการติดต่อจากผู้จัดการโรงเรียนโจทก์ให้ไปสำรวจความเสียหายของอาคารเรียน จากการสำรวจครั้งแรกซึ่งทำรายงานการตรวจสอบความเสียหายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2557 พยานพบว่า ในชั้นดินแข็งแรกเป็นระดับที่อาคารส่วนใหญ่ในเมืองขอนแก่นตั้งอยู่ โดยอาคารในเมืองขอนแก่นหลายแห่งใช้เสาเข็มความลึกประมาณ 6 ถึง 10 เมตร แต่อาคารโครงการคอนโดมิเนียมของจำเลยใช้เสาเข็มไปในชั้นที่ลึกกว่ามาก ลักษณะการกระจายของแรงที่กระทำต่อดินบริเวณรอบด้านซึ่งจะมีแรงกระจายไปมีผลกระทบต่อดินใต้ฐานรากอาคารข้างเคียงที่วางฐานรากอยู่บนชั้นที่สูงกว่าโครงการจำเลยคืออาคารเรียนของโจทก์ ซึ่งอยู่บนโครงสร้างแบบฐานแผ่ อาคารเรียนของโจทก์เกิดความเสียหายผนังอาคารแตกร้าว พื้นด้านหลังอาคารทรุดแตกร้าว กำแพงแตกร้าว ต่อมาประมาณเดือนพฤศจิกายน 2558 พยานทำการสำรวจครั้งที่ 2 และทำรายงานการตรวจสอบความเสียหาย ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 พบว่าอาคารเรียนมีแนวล้มไปทางทิศของอาคารที่จำเลยก่อสร้าง และมีการทรุดตัวของพื้นลานจอดรถใต้อาคารรวมถึงพื้นรอบอาคารด้านโครงการจำเลย รอยร้าวนอกอาคารมีการขยายมากขึ้น จากนั้นวันที่ 16 กรกฎาคม 2559 พยานได้รับมอบหมายให้ทำการสำรวจครั้งที่ 3 และทำรายงานการตรวจสอบความเสียหายไว้ พบว่าอาคารเรียนทรุดตัวเพิ่มขึ้นและมีรอยร้าวขยายมากขึ้น และเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 พยานได้รับมอบหมายให้เข้าทำการสำรวจครั้งที่ 4 พบว่า แม้อาคารเรียนปรากฏการทรุดเอียงดีดกลับมาแต่ยังมีความทรุดเอียงอยู่ และพื้นรอบอาคารมีการทรุดตัวแยกเพิ่มขึ้น รอยแตกร้าวของรั้วมีเท่าเดิม เหตุที่เกิดการทรุดเอียงดีดกลับซึ่งเกิดจากการเคลื่อนตัวของชั้นดินใต้อาคารเพราะในปี 2559 การก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยเสร็จสิ้นแล้วคาดว่าแรงกดของความลึกของฐานรากใต้อาคารจำเลยส่งแรงกระทบมายังอาคารเรียนของโจทก์จึงส่งผลต่อความเอียงของอาคารจากแรงที่มากระทบ ส่วนจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามมีนายเจนวุฒิ พนักงานจำเลยซึ่งเป็นวิศวกรควบคุมการก่อสร้างเป็นพยานเบิกความว่า อาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยอยู่บนชั้นหินในระดับความลึก 20 เมตร การถ่ายเทน้ำหนักจากอาคารทั้งหมดจะลงในแนวดิ่งไปกดอยู่ที่ปลายเสาเข็มแต่ละต้น การแบกรับน้ำหนักของอาคารจะไม่เกิดการกระจายแรงในลักษณะรูปกรวย น้ำหนักของเสาเข็มที่ออกแบบรับน้ำหนักของอาคารได้ประมาณ 2.5 ถึง 3 เท่าของน้ำหนักอาคารจริง ไม่ส่งผลกระทบต่ออาคารเรียนของโจทก์ และคอนโดมิเนียมของจำเลยสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 คำเบิกความนายเจนวุฒิเจือสมกับทางนำสืบโจทก์ว่า อาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยใช้เสาเข็มไปในชั้นที่ลึกกว่าอาคารโดยทั่วไปในเมืองขอนแก่นซึ่งรวมถึงอาคารเรียนของโจทก์ และการทรุดเอียงของอาคารเรียนของโจทก์ที่เกิดการดีดกลับซึ่งนายสหชัยพยานโจทก์พบจากการสำรวจครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 เกิดขึ้นภายหลังจากคอนโดมิเนียมของจำเลยสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทำให้ความเห็นของนายสหชัยที่ว่า โครงการคอนโดมิเนียมของจำเลยมีการกระจายของแรงที่กระทำต่อดินบริเวณรอบด้านซึ่งจะมีแรงกระจายไปมีผลกระทบต่อดินใต้ฐานรากอาคารข้างเคียงที่วางฐานรากอยู่บนชั้นที่สูงกว่าโครงการจำเลยคืออาคารเรียนของโจทก์ ซึ่งอยู่บนโครงสร้างแบบฐานแผ่นั้น มีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งขึ้น แม้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามอ้างว่า การทรุดเอียงแตกร้าวของอาคาร พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีตเกิดจากการปัญหาการก่อสร้างอาคารเรียนของโจทก์เอง พื้นปูนรอบอาคารต้องแบกรับน้ำหนักถังน้ำขนาดใหญ่ และเป็นการทรุดตัวตามธรรมชาติก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าการทรุดเอียงแตกร้าวเกิดขึ้นทางทิศเดียวกันกับที่ก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลย และการทรุดของอาคารยังเกิดการดีดกลับในช่วงเวลาภายหลังจากคอนโดมิเนียมของจำเลยสร้างเสร็จแล้ว ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามมิได้นำสืบหักล้างว่าการดีดกลับของอาคารจะเกิดขึ้นในกรณีการทรุดตัวตามธรรมชาติ น่าเชื่อว่าการทรุดเอียงแตกร้าวของอาคารเรียน พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีตเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลย ส่วนที่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามโต้แย้งว่า การตรวจสอบความเสียหายของโจทก์เป็นการตรวจสอบที่ไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมนั้น ได้ความว่านายสหชัยผู้ทำการตรวจสอบจบการศึกษาปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ระดับสามัญวิศวกร มีประสบการณ์ทำงานรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และประกอบกิจการบริษัทเค อี ดี จำกัด รับออกแบบและเป็นที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างอาคารรวมถึงอาคารคอนโดมิเนียมขนาด 30 ชั้น มากกว่า 21 ปี จึงนับเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีประสบการณ์ทางวิชาชีพเฉพาะทั้งเบิกความไปตามความเห็นทางวิชาการ รายงานการตรวจสอบความเสียหายที่นายสหชัยจัดทำขึ้นตามความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพเป็นการตรวจสอบไปตามมาตรฐานทางวิศวกรรมย่อมมีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามนำสืบรับว่า การก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยมิได้ติดตั้งผนังกันดิน (Sheet Pile) ล้อมรอบพื้นที่ในส่วนที่ต้องขุดดินลึกเพื่อป้องกันการพังทลายของดินจากที่ดินข้างเคียงตามที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม แม้นายวิบูลย์ ผู้อำนวยการโครงการซึ่งเป็นพนักงานจำเลยร่วมที่ 1 เบิกความว่า เหตุที่มิได้ติดตั้งผนังกันดินเพราะสภาพพื้นที่ก่อสร้างส่วนที่ติดกับอาคารเรียนของโจทก์สภาพชั้นดินมีความหนาแน่นสูงมาก ทีมวิศวกรปรึกษาร่วมกันแล้วจึงได้ข้อสรุปให้ปรับความลาดชันจากแนวกำแพงดินเดิมและทำดาดคอนกรีตเพื่อปิดหน้าดินไม่ให้เศษดินร่วงลงมาก็ตาม แต่การปรับเปลี่ยนดังกล่าวขัดแย้งกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งหน่วยงานของรัฐได้ตรวจสอบและรับรองแล้ว แสดงว่าการทำดาดคอนกรีตแทนผนังกันดินตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นการตัดสินใจของจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงแก้ไขการดำเนินการดังกล่าวไปยังหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด การปรับเปลี่ยนรูปแบบการป้องกันความเสียหายจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมจำเลยดังกล่าวจึงปราศจากการตรวจสอบควบคุมดูแลและรับรองจากหน่วยงานของรัฐตามกฎหมาย ข้ออ้างของจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ที่ว่า วิธีดำเนินการก่อสร้างซึ่งจำเลยร่วมที่ 1 ปรับความลาดชันจากแนวกำแพงดินเดิมและทำดาดคอนกรีตควบคู่กันเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพพื้นที่ ส่วนจำเลยร่วมที่ 3 ใช้เสาเข็มชนิดเจาะซึ่งไม่เกิดแรงสั่นสะเทือน ไม่เกิดแรงกระจายหรือการเคลื่อนตัวของดิน ไม่จำเป็นต้องอาศัยชีทไพล์หรือเสาเข็มพืดสำหรับป้องกันดินนั้นเป็นความเห็นของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 เพียงลำพัง ทั้งยังฝ่าฝืนวิธีดำเนินการก่อสร้างที่หน่วยงานของรัฐได้เคยรับรองแล้วว่าเป็นไปตามมาตรฐานการก่อสร้างตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และเมื่อพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในเรื่องความสั่นสะเทือน ยังระบุมาตรการป้องกันไว้ในข้อ 9 ด้วยการกำหนดให้จำเลยจัดให้มีการตรวจสอบและถ่ายภาพอาคารที่อยู่ใกล้เคียงก่อนการก่อสร้างโครงการเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากความสั่นสะเทือนต่อสิ่งปลูกสร้างโดยรอบด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ได้ดำเนินการตามมาตรฐานดังกล่าว เมื่อกระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติตามขั้นตอนดำเนินการก่อสร้างตามที่ระบุไว้ในรายงานต้องดำเนินการภายใต้การตรวจสอบควบคุมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 อันเป็นกฎหมายซึ่งมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องชุมชนหรือบุคคลอื่น ๆ การที่จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ฝ่าฝืนไม่กระทำการตามที่ระบุไว้ในรายงานดังกล่าว และเกิดความเสียหายขึ้นแก่อาคารเรียนของโจทก์ พื้นรอบอาคารรวมถึงรั้วกำแพงคอนกรีต โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422 ว่า ถ้าความเสียหายเกิดแต่การฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายใดอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ ผู้ใดทำการฝ่าฝืนเช่นนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้ผิด พยานโจทก์ที่นำสืบมาประกอบด้วยความเห็นพยานผู้เชี่ยวชาญ รายงานการตรวจสอบความเสียหายและภาพถ่ายแสดงความเสียหายที่มีการตรวจสอบต่อเนื่องกันตั้งแต่คอนโดมิเนียมของจำเลยเริ่มทำการก่อสร้างจนการก่อสร้างแล้วเสร็จเชื่อมโยงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารเรียน พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีตของโจทก์ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างและภายหลังการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสาม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ความเสียหายที่เกิดแก่อาคารเรียน พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีตของโจทก์ ซึ่งรวมถึงการทรุดเอียงของอาคาร เกิดจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลย ส่วนความเสียหายต่อกิจการโรงเรียนของโจทก์ที่เกิดแรงสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง ควันและกลิ่นเหม็นจากการก่อสร้างอันส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของโรงเรียนโจทก์หรือความเสียหายในทางเดือดร้อนรำคาญตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นั้น โจทก์มีนายณภ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ซึ่งจำเลยเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างเกิดเสียงดัง แรงสั่นสะเทือน และฝุ่นละอองปลิวเข้ามาในห้องเรียน ประมาณเดือนมิถุนายน 2557 ตัวแทนนักเรียนของโจทก์เขียนบันทึกความคิดเห็นต่อการก่อสร้าง จากนั้นวันที่ 21 สิงหาคม 2557 พยานยื่นคำร้องต่อสำนักการช่าง เทศบาลนครขอนแก่น ร้องเรียนการก่อสร้างของจำเลย ในวันเดียวกัน พยานยังนำเรื่องดังกล่าวไปลงรายงานประจำวันเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น และตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ภายหลังการร้องเรียน เทศบาลนครขอนแก่นจัดให้มีการประชุม 3 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา จากนั้นจำเลยได้ปรับเปลี่ยนเวลาการทำงานขุดเจาะเสาเข็มเป็นช่วงเวลา 16 นาฬิกา ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามมิได้นำสืบหักล้างในข้อนี้ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่ตัวแทนโจทก์ตลอดจนตัวแทนนักเรียนร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อนรำคาญจนนำไปสู่การประชุมพูดคุยระหว่างโจทก์ จำเลยกับหน่วยงานของรัฐรวมถึงการแก้ไขปัญหาของจำเลยแล้ว น่าเชื่อว่า การก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดเสียงดัง แรงสั่นสะเทือน และฝุ่นละอองปลิวเข้ามาในห้องเรียนตามฟ้อง โจทก์ผู้เป็นเจ้าของกิจการโรงเรียนย่อมได้รับความเสียหายและมีสิทธิฟ้องเรียกให้ฝ่ายจำเลยรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นได้ ข้อที่จำเลยร่วมที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยร่วมที่ 1 ได้ติดตั้งผ้าใบสีฟ้ายาวตลอดแนวก่อสร้างป้องกันฝุ่นละอองและของตกหล่นขณะก่อสร้างตามข้อกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมครบถ้วนแล้วนั้น เมื่อปรากฏว่าการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่ครู นักเรียนและกิจการโรงเรียนของโจทก์ การปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมแม้ดำเนินการครบถ้วนก็มิใช่เหตุที่จะยกขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ร่วมรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากการขุดเจาะเสาเข็มและการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยทั้งกระบวนการนับตั้งแต่การเริ่มรื้อถอนอาคารหลังเดิมไปจนก่อสร้างแล้วเสร็จรวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการก่อสร้างดังกล่าว อันเป็นกรณีที่ผู้ดำเนินการก่อสร้างทุกขั้นตอนต่างทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายเดียวกันแก่โจทก์ ไม่อาจแบ่งแยกความเสียหายว่าเกิดจากการกระทำละเมิดในขั้นตอนการก่อสร้างตอนใดตอนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงได้ จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 จึงไม่อาจยกเหตุที่ว่า จำเลยร่วมที่ 1 ทำการก่อสร้างเฉพาะงานจัดเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง ทำแนวกั้นพื้นที่ก่อสร้างส่วนที่ติดกับอาคารโรงเรียนของโจทก์และกำแพงกั้นดิน ส่วนจำเลยร่วมที่ 3 ทำการก่อสร้างเฉพาะงานขุดเจาะเสาเข็ม ขึ้นต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยผู้เป็นเจ้าของโครงการคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้าง แม้มิใช่ผู้ทำการก่อสร้าง แต่ในฐานะเจ้าของโครงการย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบมิให้การทำงานก่อสร้างก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่น แม้จำเลยจะว่าจ้างบุคคลใดทำการก่อสร้าง แต่จำเลยยังต้องควบคุมดูแลบุคคลผู้ทำการก่อสร้างผ่านข้อตกลงในสัญญาระหว่างจำเลยกับผู้ทำการก่อสร้าง ปัญหาระหว่างการก่อสร้างโครงการของจำเลยย่อมถือว่าอยู่ในความรับรู้และรู้เห็นของจำเลยทั้งสิ้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดูแลตรวจสอบควบคุมมิให้การก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เมื่อการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และพฤติการณ์แห่งคดีนี้ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 422 จำเลยจึงต้องร่วมกับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 420 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 เป็นการทำละเมิด จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ข้อต่อมาว่า จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องร่วมรับผิดกับจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ โดยจำเลยร่วมที่ 2 ฎีกาว่า การประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยร่วมที่ 2 คุ้มครองเฉพาะกรณีความเสียหายที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนจนเป็นผลให้อาคารบ้านเรือนของบุคคลภายนอกวิบัติพังทลายลงมาทั้งหมดหรือบางส่วน อาคารเรียนของโจทก์ปรากฏแต่รอยแตกร้าวไม่เข้าเงื่อนไขความคุ้มครอง และกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยร่วมที่ 2 ไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดแก่กำแพงรั้ว ทางเดิน มลภาวะ ฝุ่นหรือเสียง ตลอดจนความเดือดร้อนรำคาญนั้น เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยและคำแปล ระบุคุ้มครองความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลภายนอกเนื่องจากการสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัวของดินและการอ่อนแรงของสิ่งค้ำจุนในข้อ 28 ว่า การประกันภัยนี้ได้ขยายให้ความคุ้มครองเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยเพื่อความรับผิดสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สิน (อันนอกเหนือจากอาคารและโครงสร้าง) หรือการพังทลายลงทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของอาคารหรือโครงสร้างใด และ/หรือความเสียหายใดที่เป็นผลให้ความมั่นคงแข็งแรงของอาคารหรือโครงสร้างอาคารหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ซึ่งเกิดขึ้นโดยหรือเป็นผลมาจากการสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนตัวของดินหรือการอ่อนแรงของสิ่งค้ำจุน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยเป็นเหตุให้อาคารเรียนของโจทก์เกิดการทรุดเอียง ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นความเสียหายที่เป็นผลให้ความมั่นคงแข็งแรงของอาคารหรือโครงสร้างอาคารซึ่งเกิดขึ้นโดยหรือเป็นผลมาจากแรงสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนตัวของดิน อันเป็นความเสียหายภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ส่วนที่จำเลยร่วมที่ 2 โต้แย้งว่า กรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยร่วมที่ 2 ไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดแก่กำแพงรั้วและพื้นทางเดินรอบอาคารที่ได้รับความเสียหายนั้น ทางนำสืบจำเลยร่วมที่ 2 ไม่ปรากฏข้อความตอนใดในกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุยกเว้นความรับผิดในความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินดังกล่าวไว้ เมื่อกำแพงรั้วและพื้นทางเดินรอบอาคารของโจทก์ได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยซึ่งเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน (อันนอกเหนือจากอาคารและโครงสร้าง) ซึ่งเกิดขึ้นโดยหรือเป็นผลมาจากการสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนตัวของดิน อันอยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เช่นเดียวกัน จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์สำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย คือ ผู้เอาประกันภัยรับผิดชอบความรับผิดส่วนแรก 100,000 บาท หรือร้อยละ 10 ของจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องแล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า แต่สำหรับความเสียหายต่อกิจการโรงเรียนของโจทก์ที่เกิดแรงสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง ควันและกลิ่นเหม็นจากการก่อสร้างอันส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของโรงเรียนโจทก์หรือความเสียหายในทางเดือดร้อนรำคาญนั้น ไม่ปรากฏว่ากรมธรรม์ประกันภัยระบุให้ความคุ้มครองความเสียหายดังกล่าวไว้ โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยร่วมที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายส่วนนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 สำหรับค่าเสียหายทั้งหมดที่กำหนดให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อต่อมาว่า จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงใด จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายจากการแตกร้าว ทรุดตัวของอาคาร พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีต 3,000,000 บาท เกินกว่าที่โจทก์ฟ้องและผู้รับมอบอำนาจโจทก์นำสืบมาว่า ค่าเสียหายส่วนนี้มีเพียง 2,000,000 บาท ส่วนความเสียหายในทางเดือดร้อนรำคาญที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้สูงเกินส่วนและไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเพราะโจทก์ยังเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติกับมีช่วงระยะเวลาที่โรงเรียนโจทก์ปิดเทอม นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายในทางทรัพย์สินให้แก่โจทก์ 3,000,000 บาท โดยพิจารณาความเสียหายตามภาพถ่าย รายงานการตรวจสอบความเสียหายและผลกระทบของอาคารเรียน อันเป็นหลักฐานค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคาร พื้นทางเดินรอบอาคารและรั้วกำแพง ค่าสูญเสียโอกาสในการประกอบธุรกิจในระหว่างการซ่อมแซม ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กับทั้งพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ค่าเสียหายส่วนนี้จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายทางทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องเรียกมา ทั้งค่าซ่อมแซมอาคาร ค่าเสียหายจากการที่อาคารโจทก์ทรุดเอียงจากการกระจายแรงน้ำหนักของอาคารคอนโดมิเนียมสู่ชั้นดินใต้อาคารโจทก์ และค่าก่อสร้างแนวคอนกรีตกันดินซึ่งรวมกันเป็นเงิน 73,500,000 บาท หาใช่เฉพาะค่าเสียหายจากการแตกร้าว ทรุดตัวของอาคาร พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีตดังที่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามฎีกาไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์สำหรับความเสียหายทางทรัพย์สินรวมจำนวน 3,000,000 บาท ซึ่งอาจแบ่งเป็นค่าซ่อมแซมอาคาร 2,000,000 บาท และค่าเสียหายจากการที่อาคารเรียนของโจทก์ทรุดเอียงรวมกับค่าก่อสร้างแนวคอนกรีตคันดิน 1,000,000 บาท จึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือนอกเหนือจากที่โจทก์นำสืบ แต่ในส่วนค่าซ่อมแซมอาคารเป็นเงิน 2,000,000 บาท นั้น เมื่อพิจารณาจากทางนำสืบของโจทก์แล้ว โจทก์คงอ้างเพียงรายงานการตรวจสอบความเสียหายและผลกระทบของอาคารเรียน ซึ่งประเมินความเสียหายทางอาคาร ได้แก่ พื้นทางเดินอาคารและกำแพงก่ออิฐบล็อก รวมมูลค่าเพียง 447,300 บาท แม้พยานโจทก์ปากนายสหชัยจะเบิกความยืนยันว่า หากทำการซ่อมจริง พื้นและกำแพงของโจทก์ที่แตกร้าวดังกล่าวนั้นจะต้องมีการวางเสาเข็มเพื่อป้องกันไม่ให้อาคารเรียนของโจทก์เสียหายมากขึ้น ดังนั้น การก่อสร้างหรือซ่อมแซมให้มั่นคงโดยมีเสาเข็มดังกล่าวนี้จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 2,000,000 บาท แต่นายสหชัยคงเบิกความลอย ๆ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าโจทก์คิดคำนวณค่าซ่อมแซมอาคารในส่วนนี้อย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่าการกำหนดค่าซ่อมแซมอาคารตามที่โจทก์ขอมายังสูงเกินไป สมควรแก้ไขโดยกำหนดค่าซ่อมแซมอาคารเป็นเงิน 1,000,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่อาคารทรุดเอียงอีก 1,000,000 บาท แล้ว จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางทรัพย์สินแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท ส่วนค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้สำหรับความเดือดร้อนรำคาญ 1,000,000 บาท นั้น เมื่อการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดมลภาวะ ฝุ่นละออง แรงสั่นสะเทือนและกลิ่นเหม็นส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อการประกอบกิจการโรงเรียนอันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อยไปในระหว่างการก่อสร้าง จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายสำหรับความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์เป็นเวลา 10 เดือน นับแต่เดือนมิถุนายน 2557 ถึงเดือนเมษายน 2558 นั้น แม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงวันฟ้อง โจทก์เปิดการเรียนการสอนนักเรียนตามปกติไม่มีการสั่งให้หยุดเรียน แต่โดยปกติโรงเรียนจะมีช่วงระยะเวลาปิดภาคการศึกษาในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนเมษายนด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายสำหรับความเดือดร้อนรำคาญเป็นเงิน 1,000,000 บาท นั้น สูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 800,000 บาท ฎีกาของจำเลย และจำเลยร่วมทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 2,800,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำละเมิด แต่โจทก์ขอเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จึงกำหนดให้ตามคำขอโจทก์ ส่วนจำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 สำหรับความเสียหายในทางทรัพย์สินโดยหักความรับผิดส่วนแรกร้อยละ 10 ของความเสียหายที่กำหนดให้ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เป็นเงิน 200,000 บาท แล้ว คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยร่วมที่ 2 ต้องร่วมรับผิด 1,800,000 บาท สำหรับความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยร่วมที่ 2 ต้องชำระนั้น เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 มิได้เป็นผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด หากแต่เป็นเพียงผู้รับประกันภัยที่ต้องรับผิดในนามของผู้เอาประกันภัยต่อโจทก์ จำเลยร่วมที่ 2 จึงยังมิได้เป็นผู้ผิดนัด แต่เมื่อมีการขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความ ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยร่วมที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงให้ความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยร่วมที่ 2 เริ่มแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดี ซึ่งปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามใช้ค่าทนายความแทนโจทก์เกินกว่าที่กำหนดไว้ในตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อัตราค่าทนายความกำหนดตามทุนทรัพย์แห่งคดีหาใช่กำหนดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายตามคำฟ้องฉบับแรกเป็นเงิน 10,325,000 บาท และตามคำฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมอีก 71,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดเป็นทุนทรัพย์แห่งคดีนี้ 81,825,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลล่างทั้งสองแทนโจทก์รวมกัน 320,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราร้อยละ 0.39 โดยประมาณ จากทุนทรัพย์ 81,825,000 บาท จึงไม่เกินกว่าอัตราขั้นสูงสำหรับคดีมีทุนทรัพย์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 5 ในศาลชั้นต้น และร้อยละ 3 ในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ซึ่งปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยรวมถึงกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ที่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามต้องร่วมรับผิดนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420, 422, 428 ม. 422 ม. 428
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 172 ม. 179 ม. 180 ม. 225 ม. 252
ป.วิ.พ. ตาราง 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สมาคม ศ.
จำเลย — บริษัท ซ.
จำเลยร่วม — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสุวิทย์ พีรแสงทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอนันต์ ธรรมราช
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
สิริกานต์ มีจุล
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4254/2565
#687881
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์ฟ้องคดีอาญาแล้ว โจทก์ได้นำเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไปยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่ง เพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ยืมที่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ แต่ศาลในคดีแพ่งวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญากู้ยืม และไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืม สัญญากู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ในคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟังได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 7 กระทง กระทงที่ 3 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน กระทงที่ 4 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 เดือน ส่วนที่เหลืออีก 5 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 125,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 5 เดือน รวม 25 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 205,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 41 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 102,500 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 เดือน 15 วัน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาของจำเลยทั้งสองโดยโจทก์ไม่คัดค้านในคำแก้ฎีกาว่า หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์ได้นำเช็คพิพาทคดีนี้ทั้ง 7 ฉบับ ไปยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ยืมที่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ และเรียกเงินตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ และในที่สุดศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญากู้ยืมและไม่ได้รับเงินตามสัญญา สัญญากู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ไม่มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีหมายเลขดำที่ มย 48/2562 คดีหมายเลขแดงที่ มย 124/2562 และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติม โดยขอยื่นสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีหมายเลขดำที่ พ 467/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 2615/2563 ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาคดีแพ่งดังกล่าว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีแพ่งและส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัย ซึ่งหากได้ความว่าคดีแพ่งดังกล่าว ถึงที่สุดโดยศาลพิพากษายกฟ้อง ย่อมถือว่าเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ เป็นเช็คที่ไม่มีมูลหนี้อยู่จริงและไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย ส่งผลให้การกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แต่เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาจึงเรียกสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ มย 48/2562 คดีหมายเลขแดงที่ มย 124/2562 ของศาลชั้นต้น มาประกอบการวินิจฉัย และข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นฎีกาแต่อย่างใด คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดโดยคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ พ 467/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 2615/2563 ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองระบุพยานเพิ่มเติมในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา และย่อมฟังได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่อาจมีการกระทำความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวทิพย์วรรณ ประสิทธิ์ล้ำค่า
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
นันทวัน เจริญชาศรี
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4245/2565
#689210
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาททั้งสามฉบับมีดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี รวมกับต้นเงินไว้ด้วย ซึ่งกฎหมายให้เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับไม่ได้ เช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงไม่ใช่การชำระหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ตรงตามความเป็นจริงที่ปรากฎจากทางนำสืบของโจทก์ในการไต่สวนมูลฟ้อง จึงไม่อาจรับฟังคำรับสารภาพของจำเลยประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ลงโทษจำเลย อีกทั้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ให้อำนาจศาลในการพิจารณาคดีว่า ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ให้ศาลยกฟ้องปล่อยจำเลยไป ซึ่งการพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 10 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 30 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว จำเลยจะอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการวินิจฉัยข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า สัญญากู้ยืมเงินระบุอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์จะมอบเงินให้แก่จำเลยแต่ละงวดโดยหักเงินในส่วนดอกเบี้ยไว้ จำเลยจึงไม่ได้รับเงินเต็มตามสัญญากู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยของงวดก่อน เนื่องจากโจทก์คิดดอกเบี้ยค้างชำระในงวดก่อนร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อปรากฏว่าจำนวนเงินในเช็คพิพาททั้งสามฉบับมีการเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี รวมเข้ากับเงินต้นในเช็คพิพาทแต่ละฉบับไว้ด้วยซึ่งกฎหมายให้เรียกดอกเบี้ยเงินกู้ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับไม่ได้ เช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงไม่ใช่การชำระหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ตรงตามความจริงที่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ในการไต่สวนมูลฟ้องจึงไม่อาจรับฟังคำรับสารภาพของจำเลยประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ลงโทษจำเลย อีกทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ได้ให้อำนาจศาลในการพิพากษาคดีว่า ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ให้ศาลยกฟ้องปล่อยจำเลยไป ซึ่งการพิพากษาคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นก็ตาม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงชอบแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1)
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นางหรือนางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) — นางสาวศศิมา ลิ้มรสเจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวชิระ เศษแสงศรี
ชื่อองค์คณะ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4244/2565
#689209
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมบริษัท จ. ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดฐานรอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายเนื่องจากบริษัท จ. ไม่สามารถนำที่ดินที่ซื้อมาจากจำเลยทั้งสองไปขายบุคคลอื่นได้เพราะถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดี และได้หมายเรียกโจทก์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม แม้ศาลฎีกาในคดีดังกล่าวจะพิพากษากำหนดให้จำเลยทั้งสองและโจทก์ในฐานะจำเลยร่วม ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อบริษัท จ. ในหนี้จำนวนเดียวกัน และเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 301 บัญญัติว่า ถ้าบุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แต่ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 296 ซึ่งบัญญัติให้ลูกหนี้ร่วมต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นนั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่าลูกหนี้ร่วมแต่ละคนนั้นมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นอย่างไรและเพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมได้ความว่าจำเลยทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่ตรวจดูว่าที่ดินที่ซื้อขายถูกยึดไว้หรือไม่ ประกอบกับคดีที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ถูกฟ้องเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งที่มีหนังสือแจ้งการยึดจากเจ้าพนักงานบังคับคดี ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจำเลยทั้งสองถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวนั้น ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์คดีนี้มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าที่ดินเคยถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดีก่อนที่จำเลยทั้งสองจะขายให้แก่บริษัท จ. หรือมีพฤติกรรมใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองน่าจะทราบเรื่องดังกล่าวและปกปิดไม่แจ้งเรื่องให้บริษัท จ. ทราบ อันจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท จ. ด้วย จึงฟังได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่โจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว การชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่บริษัท จ. ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม จึงเป็นการชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายเองทั้งสิ้น โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของบริษัท จ. ที่จะมีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์คนละ 819,561.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 679,631.83 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 8774 ถึง 8777 เป็นของนายยิ่ง เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แจ้งการยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ดังกล่าวทั้ง 4 แปลง ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดราชบุรี วันที่ 28 เมษายน 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แจ้งการยึดที่ดิน 4 แปลง ดังกล่าวซ้ำอีก ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดเพชรบุรี วันที่ 1 มิถุนายน 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีหนังสือถึงมีหนังสือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แจ้งถอนการยึดที่ดินทั้ง 4 แปลง ที่ถูกยึดไว้ตามตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดเพชรบุรี ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง กับที่ดินแปลงอื่น รวม 14 แปลง จากนายยิ่ง โดยจดทะเบียนและทำสัญญาซื้อขายกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 จำเลยทั้งสองขายที่ดินทั้ง 4 แปลง กับที่ดินแปลงอื่นรวม 14 แปลง ดังกล่าวแก่บริษัท จ. หลังจากนั้นวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 บริษัท จ. ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 615/2556 ให้รับผิดฐานรอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายเนื่องจากบริษัท จ. ไม่สามารถนำที่ดินทั้ง 4 แปลง ที่ซื้อมาจากจำเลยทั้งสองไปขายให้บุคคลอื่นเพราะถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดราชบุรีจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง มาจากนายยิ่งโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ในวันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบว่าที่ดินถูกยึดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน และขอให้หมายเรียกโจทก์เข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4979/2559 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองและโจทก์ในฐานะจำเลยร่วม ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท จ. เป็นเงิน 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่บริษัท จ. ชนะคดี วันที่ 10 มกราคม 2560 โจทก์นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาไปวางที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองในเงินที่โจทก์นำไปวางต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่บริษัท จ. หรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4979/2559 จะกำหนดให้จำเลยทั้งสองและโจทก์ในฐานะจำเลยร่วม ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อบริษัท จ. ในหนี้จำนวนเดียวกัน และเห็นว่าเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 บัญญัติว่าถ้าบุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แต่ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 ซึ่งบัญญัติให้ลูกหนี้ร่วมต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นนั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่าลูกหนี้ร่วมแต่ละคนนั้นมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นอย่างไรและเพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้ความว่าจำเลยทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่ตรวจดูว่าที่ดินที่ซื้อขายถูกยึดไว้หรือไม่ ทั้งคดีหมายเลขดำที่ 662/2557 ของศาลจังหวัดหัวหิน นางอุษา เจ้าหน้าที่ของโจทก์ถูกฟ้องเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 4 แปลงทั้งที่มีหนังสือแจ้งการยึดจากเจ้าพนักงานบังคับคดี ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 187 และจำเลยทั้งสองถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว ศาลจังหวัดหัวหินพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยคดีในส่วนของจำเลยทั้งสองถึงที่สุดแล้ว และคดีนี้โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าที่ดินทั้ง 4 แปลง เคยถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดีของศาลก่อนที่จำเลยทั้งสองจะขายให้แก่บริษัท จ. หรือมีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองน่าจะทราบเรื่องดังกล่าวและปกปิดไม่แจ้งเรื่องให้บริษัท จ. ทราบ อันจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายนั้นด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่โจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว การชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่บริษัท จ. จึงเป็นการชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นเองทั้งสิ้น โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของบริษัท จ. ที่จะมีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองได้ สำหรับประเด็นที่ว่าความรับผิดของโจทก์กับจำเลยทั้งสองในฐานะลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษามีเพียงใดนั้น ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 296 ม. 301
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน
จำเลย — นาง ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายพีระศักดิ์ ใจเสงี่ยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
กำพล ษมาคุณากร
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4241/2565
#688762
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายทำหนังสือมอบอำนาจให้ พ. นำค่าเช่าบ้านไปชำระหนี้สิ้นที่ผู้ตายติดค้าง พ. โดยทยอยผ่อนชำระจากเงินค่าเช่าบ้าน หากชำระไม่ได้เพราะไม่มีค่าเช่าต่อเนื่องหรือผู้ตายถึงแก่ความตายให้ พ. ขายบ้านได้ แม้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะมีข้อความว่าหรือข้าพเจ้าถึงแก่ความตายก็ตาม ข้อความนี้ก็เป็นเพียงขยายความว่ากรณีไม่มีเงินค่าเช่าต่อเนื่องก็ให้ขายบ้านเช่านำเงินมาชำระ การตายของผู้ตายที่ระบุไว้เป็นเพียงเหตุหนึ่งที่ต้องขายบ้านเช่า ประกอบกับผู้ตายเคยทำพินัยกรรมมาก่อน หากผู้ตายมีเจตนาจะทำพินัยกรรมก็มีความสามารถจะทำพินัยกรรมได้ไม่จำต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ ถือได้ว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ไม่มีข้อความหรือแปลความได้ว่าเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่พินัยกรรม เมื่อจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมย่อมโอนที่ดินและบ้านมาเป็นของตนได้โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 13864 สำหรับรายการจดทะเบียนลงวันที่ 29 กันยายน 2558 ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่นางพรทิพย์ ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังยุติว่า จำเลยเป็นบุตรของนายอิทธิฤทธิ์ ผู้ตายกับนางอาบทิพย์ ปี 2534 ผู้ตายจดทะเบียนหย่ากับนางอาบทิพย์ ส่วนโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้ว อันเกิดจากผู้ตายกับนางสาวอัณณ์ณิชา ปี 2548 ผู้ตายทำพินัยกรรมยกบ้านเลขที่ 239 พร้อมที่ดิน และบ้านเลขที่ 114 พร้อมที่ดินให้จำเลย ต่อมาผู้ตายทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวพรทิพย์ มีอำนาจบริหารจัดการทรัพย์สินของผู้ตาย 2 ฉบับ ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2554 และลงวันที่ 7 มกราคม 2557 เอกสารหมาย จ.6 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจ แต่ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายได้โอนที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 114 ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า หนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2557 เป็นพินัยกรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.6 มีข้อความว่า "ให้นางพรทิพย์บริหารทรัพย์สินของข้าพเจ้าที่พึงจะได้จากบ้านเลขที่ 239...โดยให้มีอำนาจจัดการแบ่งเงินค่าเช่าเพื่อทยอยชำระหนี้ที่ข้าพเจ้าได้กู้ยืมมาจากนางพรทิพย์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 จนถึงวันที่ 7 มกราคม 2557 รวมเป็นเงิน 1,700,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนบาทถ้วน) ไม่รวมดอกเบี้ย โดยให้แบ่ง 1 ใน 3 ของรายได้จากค่าเช่าในแต่ละเดือนไปจนกว่าหนี้สินจะหมด ในกรณีที่ข้าพเจ้าไม่สามารถชำระหนี้สินจำนวนนี้เป็นรายเดือนด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง คือ ไม่มีรายได้จากการเช่าต่อเนื่องหรือข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าขอมอบอำนาจให้นางพรทิพย์ จัดการขายบ้านหลังดังกล่าวเพื่อใช้คืนหนี้สินที่ติดค้าง ส่วนที่เหลือให้แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งมอบให้นายพิรชัย และอีกส่วนหนึ่งขอมอบอำนาจให้นางพรทิพย์ หาซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับเด็กหญิง บ. ตามที่นางพรทิพย์เห็นสมควร จำนวนเงินที่เหลือจากการซื้อบ้าน ขอมอบให้นางพรทิพย์ใช้จ่ายเป็นค่าดูแลเด็กหญิง บ. แทนข้าพเจ้าจนเสร็จ..." เนื้อหาของหนังสือมอบอำนาจเป็นการมอบอำนาจให้นางพรทิพย์ดำเนินการเอาค่าเช่าบ้านไปชำระหนี้สินที่ผู้ตายติดค้างนางพรทิพย์โดยทยอยผ่อนชำระจากเงินค่าเช่าบ้านแต่หากชำระไม่ได้เพราะไม่มีค่าเช่าต่อเนื่องหรือผู้ตายถึงแก่ความตายก็ให้นางพรทิพย์ขายบ้านได้ ลักษณะของหนังสือมอบอำนาจเป็นเรื่องการมอบอำนาจให้จัดการบ้านเช่าเพื่อนำเงินมาชำระนางพรทิพย์ แม้จะมีข้อความว่าหรือข้าพเจ้าถึงแก่กรรมก็ตาม ข้อความนี้ก็เป็นเพียงขยายความว่ากรณีไม่มีเงินค่าเช่าต่อเนื่องก็ให้ขายบ้านเช่านำเงินมาชำระ การตายของผู้ตายที่ระบุไว้เป็นเพียงเหตุหนึ่งที่ต้องขายบ้านเช่า ทั้งไม่มีข้อความที่ระบุให้ทรัพย์ตกแก่โจทก์คงมีเพียงให้นางพรทิพย์เป็นคนจัดการโดยนางพรทิพย์เป็นผู้ตัดสินใจซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ ให้โจทก์ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของนางพรทิพย์ว่าบ้านหลังเล็ก ๆ นั้นจะมีขนาดเท่าใด เงินที่เหลือก็มอบให้นางพรทิพย์เป็นผู้ใช้จ่ายเป็นค่าดูแลโจทก์แทนผู้ตาย ซึ่งยังไม่แน่นอนแต่อยู่ที่ความพอใจของนางพรทิพย์ ประกอบกับผู้ตายเคยทำพินัยกรรมมาก่อน หากผู้ตายมีเจตนาจะทำพินัยกรรมก็มีความสามารถจะทำพินัยกรรมได้ไม่จำต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ ถือได้ว่า ไม่มีข้อความหรือแปลความได้ว่าเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 ข้อความในหนังสือมอบอำนาจพิพาทจึงไม่ใช่พินัยกรรม เมื่อจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมย่อมโอนที่ดินและบ้านมาเป็นของตนได้โดยชอบ สำหรับฎีกาของโจทก์และจำเลยในปัญหาอื่นนั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1647
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กหญิง ป. โดยนางสาว อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย พ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวรรณ ทองเนื้อแข็ง
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
สุทิน อุ้ยตระกูล
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4240/2565
#689106
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ที่ดินพิพาทเป็นถนนที่จำเลยที่ 1 จัดให้มีขึ้นเป็นสาธารณูปโภคเพื่อการจัดสรรที่ดิน จึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งจำเลยที่ 1 หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดสรรที่ดิน และ ป.พ.พ. มาตรา 1390 แต่จำเลยที่ 1 และผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคของที่ดินจัดสรรให้เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ย่อมเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปและมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เพียงแต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มีหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทและมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคของที่ดินจัดสรรให้เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ได้

ต่อมาขณะที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ได้มี พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งมาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ เช่นเดียวกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และมีบทเฉพาะกาล มาตรา 70 วรรคสาม บัญญัติว่า การพ้นจากความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้นํามาตรา 44 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (เดิม) บัญญัติว่า ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามลำดับ ดังต่อไปนี้ ...(3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ ดังนี้ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการเพื่อให้พ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่แตกต่างจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว จึงต้องใช้พ.ร.บ. ดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ แต่เมื่อตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 70 วรรคสาม ให้นํามาตรา 44 (เดิม) มาใช้บังคับโดยอนุโลม จึงต้องพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ที่บุคคลต่าง ๆ มีอยู่ก่อนแล้วตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ประกอบด้วย การนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมนั้นหมายความเพียงว่า ให้ใช้บังคับเท่าที่จะบังคับได้ เมื่อตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง กำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินมีอำนาจอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ได้ และ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 44 (เดิม) บัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคเมื่อได้โอนทรัพย์สินให้เป็นสาธารณประโยชน์ การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์จึงชอบแล้ว แม้บุคคลทั่วไปนอกจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรสามารถใช้สอยที่ดินพิพาทในฐานะเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้ แต่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรยังคงใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอมได้เป็นปกติดังเดิม ไม่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแต่ประการใด จึงไม่ขัด ต่อ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ให้กลับมาเป็นถนนสาธารณูปโภคของโครงการบ้านสวนนครินทร์ ในชื่อของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 ให้แก่โจทก์เพื่อดูแลและบำรุงรักษาตามกฎหมาย หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2551 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 5695 เป็นกรรมสิทธิ์ของนางทองคำ นางลิ้นจี่ และนางจินตนา แล้วนางทองคำกับพวกแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็น 543 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5696, 173504 ถึง 174044 และ 186375 และขออนุญาตจัดสรรที่ดินโดยระบุว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 เป็นถนนสาธารณูปโภค จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดิน ได้รับโอนที่ดินแปลงย่อยบางส่วนของนางทองคำกับพวกรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 แล้วนำมารวมโฉนดและแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 38 แปลง และขออนุญาตจัดสรรที่ดินชื่อ โครงการบ้านสวนนครินทร์ โดยระบุที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 เป็นสาธารณูปโภคของที่ดินจัดสรร ซึ่งได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2530 ตามสำเนาใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเลขที่ 262/2530 และแผนผังโครงการจัดสรรที่ดิน จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 216245 ถึง 216249 ต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม 2530 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และวันที่ 15 กรกฎาคม 2530 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 216247 ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และวันเดียวกันจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 เป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดินและระบบสาธารณูปโภคแก่ที่ดินที่จัดสรร วันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโฉนดเลขที่ 186375 เป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดินและระบบสาธารณูปโภคแก่ที่ดินที่จัดสรรเพิ่มเติม ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ มีจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 เป็นผู้ดูแลที่ดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 โดยที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 เป็นถนนที่จำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีขึ้นเป็นสาธารณูปโภคเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต ที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรร ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดสรรที่ดิน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 แต่จำเลยที่ 1 และผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคของที่ดินจัดสรรให้เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ย่อมเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์ ซึ่งมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เพียงแต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มีหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทและมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคของที่ดินจัดสรรให้เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาขณะจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ได้มีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ซึ่งมาตรา 43 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ เช่นเดียวกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และมีบทเฉพาะกาล มาตรา 70 วรรคสาม บัญญัติว่าการพ้นจากความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้ได้รับใบอนุญาตหรือผู้รับโอนใบอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้นำมาตรา 44 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (เดิม) บัญญัติว่า ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้ว ตามลำดับ ดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้ หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา ภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดสรรที่ดิน (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ และวรรคสองบัญญัติว่า การดำเนินการตาม (1) และ (2) ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด... ดังนี้ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการเพื่อให้พ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่แตกต่างจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว จึงต้องใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ บทบัญญัติมาตรา 70 วรรคสามประกอบมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (เดิม) กำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนใบอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปพ้นจากการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเมื่อมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดใน 3 กรณี กล่าวคือ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนสาธารณูปโภค (2) ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนใบอนุญาตหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษา และ (3) ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนใบอนุญาตหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคจดทะเบียนโอนทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคให้เป็นสาธารณประโยชน์ แต่เมื่อตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 70 วรรคสาม ให้นำมาตรา 44 (เดิม) มาใช้บังคับโดยอนุโลม กรณีจึงต้องพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ที่บุคคลต่าง ๆ มีอยู่ก่อนแล้วตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มาประกอบด้วย การนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม นั้น ก็หมายความเพียงว่าให้ใช้บังคับเท่าที่จะบังคับได้ เมื่อตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินมีอำนาจอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือโอนให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งท้องที่ที่ดินจัดสรรอยู่ในเขตได้ และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (เดิม) บัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคเมื่อได้โอนทรัพย์สินให้เป็นสาธารณประโยชน์ การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์จึงชอบแล้ว อีกทั้งการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมให้เป็นทางสาธารณประโยชน์นั้น แม้บุคคลทั่วไปนอกจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรสามารถใช้สอยที่ดินพิพาทในฐานะเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้ แต่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรยังคงใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอมได้เป็นปกติดังเดิม ไม่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแต่ประการใด กลับจะเป็นประโยชน์แก่โจทก์และผู้ซื้อที่ดินจัดสรรที่ไม่ต้องรับภาระบำรุงรักษาที่ดินพิพาทต่อไป การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคให้เป็นทางสาธารณประโยชน์จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1390
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 3 ม. 43 ม. 44 (เดิม) ม. 70
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ.
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นายเอกวัตร จินตนาดิลก
ศาลอุทธรณ์ — นายฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4238/2565
#689211
เปิดฉบับเต็ม

เช็คตามฟ้องเป็นเช็คที่จำเลยทั้งสองออกให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเป็นงวด ๆ ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อมีความรับผิดในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อ เมื่อมีการชำระค่าเช่าซื้อตามงวดที่ถึงกำหนดชำระ เพื่อนำส่งกรมสรรพากรตามประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อต้องชำระค่าเช่าซื้อในแต่ละงวดตามสัญญา ดังนั้น ในขณะที่จำเลยทั้งสองออกเช็คแต่ละฉบับเพื่อชำระค่าเช่าซื้อในแต่ละงวดตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ มูลหนี้ตามเช็คแต่ละฉบับจึงมีมูลหนี้ค่าเช่าซื้อและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 661/2563 และที่ อ 662/2563 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 19 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 เดือน ทางนำสืบจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 3,333.33 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 20 วัน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 63,333.33 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 380 วัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับกระทงข้อ 2.1.4 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 661/2563 และที่ อ 662/2563 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีทั้งสองดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา กรณีจึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถแทรกเตอร์ประเภทรถขุดดินจากโจทก์รวม 2 คัน ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน ชำระทุกวันที่ 18 ของทุกเดือน งวดแรกชำระในวันที่ 18 กันยายน 2558 เป็นเงิน 100,000 บาท งวดที่ 2 ถึงที่ 49 ชำระงวดละ 80,000 บาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ออกเช็คให้แก่โจทก์รวม 98 ฉบับ โดยเช็คทั้งยี่สิบฉบับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของเช็คจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเข้าบัญชีธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งยี่สิบฉบับ โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่ายตามเช็คและใบแจ้งผลคืนเช็ค โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความแล้ว สำหรับฟ้องโจทก์ข้อ 2.1.4 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดในข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า เช็คจำนวน 10 ฉบับ ตามฟ้องข้อ 2.1.2, 2.1.3, 2.1.5, 2.1.7, 2.1.9, 2.2.2, 2.2.3, 2.2.5, 2.2.7 และ 2.2.9 ที่จำเลยทั้งสองออกให้แก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ ซึ่งโจทก์ไม่ออกใบกำกับภาษีและส่งมอบใบกำกับภาษีให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 หรือไม่ เห็นว่า เช็คตามฟ้องทั้ง 10 ฉบับ ดังกล่าวเป็นเช็คที่จำเลยทั้งสองออกให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเป็นงวด ๆ ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อมีความรับผิดในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อเมื่อมีการชำระค่าเช่าซื้อตามงวดที่ถึงกำหนดชำระเพื่อนำส่งกรมสรรพากรตามประมวลรัษฎากร ฯ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อต้องชำระค่าเช่าซื้อในแต่ละงวดตามสัญญา ดังนั้น ในขณะที่จำเลยทั้งสองออกเช็คแต่ละฉบับเพื่อชำระค่าเช่าซื้อในแต่ละงวดตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ มูลหนี้ตามเช็คแต่ละฉบับจึงมีมูลหนี้ค่าเช่าซื้อและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ส่วนการที่โจทก์ไม่ออกใบกำกับภาษีและส่งมอบใบกำกับภาษีให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น หากจะเป็นความผิดก็เป็นการกระทำคนละส่วนแยกต่างหากตามที่มีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติเป็นการเฉพาะ ทั้งหากมีการละเมิดกฎหมายดังกล่าวก็ต้องไปดำเนินการตามกฎหมายในส่วนนั้น หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นความผิดต่อกฎหมายกลับไม่เป็นความผิด ทั้งปรากฏว่าเช็คตามฟ้องไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จึงยังไม่มีการชำระราคาค่าเช่าซื้อตามงวดที่โจทก์จะต้องมีความรับผิดในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — หุ้างหุ้นส่วนจำกัด ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายไววิรรธน์ ปรางค์ธวัช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางกริตติกา ทองธรรม
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4217/2565
#684774
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมอายุ 10 ปีเศษ ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศ มิได้ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมต้องกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม กรณีเป็นบิดาต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อบิดาโจทก์ร่วมหย่าขาดกับมารดาโดยให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า บิดาโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 และมาตรา 5 (1) การที่โจทก์ร่วมโดยบิดาโจทก์ร่วมขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตนั้น มิได้เป็นไปตามบทบังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ว่าจะยกฟ้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยังไม่ได้ ชอบที่จะสั่งให้แก้ไขความบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์หรือฎีกา และจำเลยเพิ่งฎีกาขึ้นมา และคดีไม่อาจทำให้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่เปลี่ยนแปลงไป การจะสั่งให้แก้ไขอำนาจฟ้องของโจทก์ร่วมให้ถูกต้องเสียก่อนในกรณีนี้จึงไม่จำเป็นเพราะไม่เกิดประโยชน์อย่างใด

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 2 ฉบับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องของโจทก์ร่วมโดย ส. ซึ่งเป็นบิดา แต่ไม่รับคำร้องอีกฉบับของโจทก์ร่วมโดย พ. ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วม โดยไม่มีการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว และได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา ทั้งโจทก์ร่วมโดย พ. ยังเคยขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีส่วนแพ่งด้วย ต้องถือว่า พ. ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วม ได้ให้ความยินยอมตามคำร้องของโจทก์ร่วมโดย ส. ฉบับที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องแล้ว จึงไม่ต้องมีคำสั่งกำหนดให้โจทก์ร่วมแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 285/1

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ว. ผู้เสียหาย โดยนาย ส. บิดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย อนามัย จิตใจ และชื่อเสียง รวม 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) และ 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) โดยความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ จำคุก 8 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 10 ปี รวมทุกกระทงแล้ว จำคุก 24 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี รวมกับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 10 ปี แล้ว รวมจำคุก 19 ปี ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ประกาศในภายหลังแต่ละช่วงบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเด็กหญิง ว. โจทก์ร่วมเกิดวันที่ 9 สิงหาคม 2551 ขณะเกิดเหตุอายุ 10 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย ส. กับนางสาว พ. เมื่อโจทก์ร่วมอายุ 5 ปี บิดามารดาเลิกกัน โจทก์ร่วมมาอาศัยอยู่กับมารดาและยายที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยเป็นสามีใหม่ของยาย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 โจทก์ร่วมหนีออกจากบ้านมาอาศัยอยู่กับบิดา และโจทก์ร่วมเล่าให้บิดากับนางสาว ช. ภริยาใหม่ของบิดาฟังว่าถูกจำเลยกระทำชำเรา บิดาจึงพาโจทก์ร่วมไปแจ้งความ พนักงานสอบสวนส่งตัวโจทก์ร่วมไปให้แพทย์ตรวจร่างกายพบว่า เยื่อพรหมจารีฉีกขาดเก่า และมีการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่ากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เมื่อเดือนมกราคม 2562 และกลางเดือนมีนาคม 2562 ตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.3 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามปะมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในส่วนนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 และ ข้อ 1.4 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเบิกความว่า ในเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จำเลยกับนาง ว. ภริยาไปรับจ้างทำอาหารให้นักศึกษาวิชาทหารที่ค่ายลูกเสือที่มหาวิทยาลัย ร. ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 20 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที และจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ที่ค่ายลูกเสือจำเลยมีหน้าที่ขับรถพาภริยาไปจ่ายตลาดและช่วยเหลืองานอื่น แต่ไม่ได้เป็นคนทำอาหาร เมื่อซื้อของเสร็จจำเลยจึงไม่มีหน้าที่อื่นอีก สามารถเดินทางไปไหนก็ได้ ที่นาง ว. ภริยาจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ขณะทำอาหารให้นักศึกษาวิชาทหาร จำเลยอยู่ในสายตาตลอดเวลานั้น ขัดกับคำเบิกความของนางสาว ส. แม่ครัวที่ทำงานอยู่กับนาง ว. ภริยาจำเลย เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ขณะทำอาหารเวลากลางวันไม่ได้สังเกตุว่าจำเลยไปที่ใด และพยานเคยให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยเคยออกไปทำธุระส่วนตัวคนเดียวโดยขับรถยนต์ไป ซึ่งนาง ว. ภริยาจำเลยต้องทำอาหารให้ทันกับเวลารับประทานอาหารของนักศึกษาวิชาทหารกิน และในแต่ละมื้อน่าจะต้องมีอาหารหลายอย่าง จึงไม่เชื่อว่าภริยาจำเลยจะสนใจมองจำเลยขณะทำอาหารตลอดเวลา เมื่อโจทก์ร่วมเบิกความว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2562 ขณะอยู่ภายในห้องถูกจำเลยเข้ามาจับอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและเอามือโจทก์ร่วมจับอวัยวะเพศของจำเลย จำเลยใช้นิ้วจำเลยสอดใส่ในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและจำเลยกระทำชำเราโดยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่ในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมหลายครั้ง ในชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมให้การเหมือนกันว่า ปลายเดือนมกราคม 2562 ขณะอยู่ในบ้านเช่าเพียงคนเดียว ช่วงเวลาประมาณ 18 ถึง 19 นาฬิกา จำเลยเข้ามานอนกอดและใช้มือจับอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมนอกกางเกง ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เวลา 18 ถึง 19 นาฬิกา จำเลยเข้ามาในห้องเช่ากอดและจูบปาก โจทก์ร่วมบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้จูบ จำเลยใช้หน้าดันคอแล้วจูบปาก 5 ถึง 6 ครั้ง แล้วล้วงมือไปในกางเกงโจทก์ร่วม ใช้นิ้วสอดไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมลึกประมาณ 2 ข้อนิ้ว ประมาณ 4 ถึง 5 ครั้ง กลางเดือนมีนาคม 2562 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยเข้ามาในห้องใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมถูไปมานอกกางเกง และประมาณปลายเดือนมีนาคม 2562 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยเข้ามาในห้องและขึ้นไปนอนบนเตียงห่มผ้าผืนเดียวกับโจทก์ร่วม แล้วใช้อวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมขยับเข้าออกประมาณ 3 นาที ซึ่งช่วงเวลาที่โจทก์ร่วมให้การว่าถูกจำเลยกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราในเวลาประมาณ 18 ถึง 19 นาฬิกา ใกล้เคียงกับเวลาที่พันตรี ว. นายทหารเตรียมการฝึกนักศึกษาวิชาทหารเบิกความว่า นักศึกษาวิชาทหารจะเริ่มรับประทานอาหารเย็นตั้งแต่เวลา 17.30 ถึง 18.30 นาฬิกา คาบเกี่ยวกัน จำเลยจึงอาศัยโอกาสช่วงเวลาที่นักศึกษาวิชาทหารรับประทานอาหารเย็นและไม่มีใครอยู่บ้านนอกจากโจทก์ร่วม เดินทางจากค่ายลูกเสือที่ประกอบอาหารกลับมาที่พักซึ่งใช้เวลาไม่นาน และหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มารดาฟังแล้ว และมารดาเคยพบว่าที่กางเกงโจทก์ร่วมมีคราบโลหิตติดอยู่ทั้งที่โจทก์ร่วมยังไม่มีประจำเดือน แต่มารดาไม่เชื่อและบอกโจทก์ร่วมว่าเป็นเรื่องไร้สาระ จนโจทก์ร่วมมีอาการเจ็บที่อวัยวะเพศและปวดท้อง จึงหนีออกจากบ้านเกิดเหตุไปอยู่กับบิดา และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้บิดากับนางสาว ช. ภริยาใหม่ของบิดาฟังอีกครั้ง ซึ่งโจทก์มีบิดาโจทก์ร่วมและนางสาว ช. มาเบิกความยืนยันว่า โจทก์ร่วมเล่าให้ฟังว่าถูกจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเรา ซึ่งขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมอายุ 10 ปี เศษ โตพอที่จะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้แล้ว และไม่ปรากฏว่ามีประสบการณ์ทางเพศมาก่อน การถูกล่วงละเมิดทางเพศหลายครั้งเป็นเรื่องน่าอับอาย หากเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เป็นความจริงที่ประสบมาด้วยตนเอง โจทก์ร่วมไม่น่าจะมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้อื่นฟังได้ และไม่มีเหตุที่โจทก์ร่วมต้องหนีออกจากบ้านที่อาศัยอยู่กับมารดา และโจทก์ร่วม บิดามารดาโจทก์ร่วม และนางสาว ช. ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน โดยเฉพาะมารดาโจทก์ร่วมยังไม่เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความจริง จึงไม่มีเหตุเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ แม้ผลการตรวจผ้าห่มนวมที่โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยนำมาห่มขณะกระทำชำเราโจทก์ร่วมไม่พบสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของจำเลยตามรายงานการตรวจพิศูจน์ก็ไม่พบสารพันธุกรรมของโจทก์ร่วมด้วยทั้งที่โจทก์ร่วมใช้ผ้าห่มผืนดังกล่าวเป็นประจำ ดังนั้น การที่ไม่พบสารพันธุกรรมของจำเลยจึงไม่ใช่ข้อพิรุธ ส่วนที่ภริยาจำเลยมีเรื่องโกรธเคืองกับบิดาโจทก์ร่วมก็ไม่เกี่ยวกับโจทก์ร่วมและจำเลย จึงไม่มีเหตุให้โจทก์ร่วมปั้นเรื่องการถูกละเมิดทางเพศที่เป็นเรื่องอื้อฉาวให้ตนเองต้องเสียหายและต้องหนีออกจากบ้านมาอาศัยอยู่กับบิดา และเมื่อผลการตรวจร่างกายโจทก์ร่วมพบเยื่อพรหมจารีฉีกขาดเก่า และมีการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ร่วมลงความเห็นว่าผ่านการร่วมประเวณีมา สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ยืนยันว่าถูกจำเลยกระทำชำเรา พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราโจทก์ร่วมจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ใช้นิ้วมือสอดล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมตามฟ้องข้อ 1.2 เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น เนื่องจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่ยังคงบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดมิใช่ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตาม มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งต้องลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้โดยละเอียดชอบแล้ว ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง แต่กำหนดโทษใหม่อันจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยไม่ได้ เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกา

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ การสอบปากคำผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ หากนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เห็นว่า คำถามที่อาจกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรงให้พนักงานสอบสวนถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เป็นการเฉพาะตามประเด็นคำถามของพนักงานสอบสวน ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนตั้งคำถามผ่านนักสังคมสงเคราะห์ให้นักสังคมสงเคราะห์ถามโจทก์ร่วมในคำถามที่อาจกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรงนั้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ แล้ว การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า คำเบิกความของนางสาว ช. นาย ส. และนางสาว พ. เป็นพยานบอกเล่าจะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 บัญญัติว่า ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด พยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน หรือพยานหลักฐานที่มีข้อบกพร่องประการอื่นอันอาจกระทบถึงความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน กฎหมายจึงมิได้ห้ามรับฟังคำพยานบอกเล่าเสียทีเดียว เพียงแต่จะรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยต้องรับฟังประกอบพยานอื่น เมื่อโจทก์มีโจทก์ร่วมเป็นประจักษ์พยานซึ่งถือเป็นพยานที่ดีที่สุดยืนยันว่าจำเลยกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม จึงรับฟังคำพยานบอกเล่าประกอบคำเบิกความประจักษ์พยานโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า บิดาโจทก์ร่วมหย่าขาดกับมารดาโดยตกลงให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง บิดาโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอนุญาตให้โจทก์ร่วมขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมอายุ 10 ปีเศษถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศ มิได้ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ การจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ต้องกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม กรณีเป็นบิดาต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อบิดาโจทก์ร่วมหย่าขาดกับมารดาโดยให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าท้ายคำร้องของมารดาโจทก์ร่วม ลงวันที่ 30 กันยายน 2562 ในสำนวน บิดาโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 และมาตรา 5 (1) การที่โจทก์ร่วมโดยบิดาโจทก์ร่วมขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตนั้น มิได้เป็นไปตามบทบังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ว่าจะยกฟ้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยังไม่ได้ ชอบที่จะสั่งให้แก้ไขความบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์หรือฎีกา และ จำเลยเพิ่งฎีกาขึ้นมา และคดีไม่อาจทำให้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่เปลี่ยนแปลงไป การจะสั่งให้แก้ไขอำนาจฟ้องของโจทก์ร่วมให้ถูกต้องเสียก่อนในกรณีนี้จึงไม่จำเป็น เพราะไม่เกิดประโยชน์อย่างใด สำหรับคดีในส่วนแพ่งที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งการพิจารณาคดีต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ปรากฏว่า ในวันที่ 30 กันยายน 2562 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 2 ฉบับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2563 ให้รับคำร้องของโจทก์ร่วมโดยนาย ส. ซึ่งเป็นบิดา แต่ไม่รับคำร้องอีกฉบับของโจทก์ร่วมโดยนางสาว พ. ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วม โดยไม่มีการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว และได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา ทั้งโจทก์ร่วมโดยนางสาว พ. ยังเคยขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีส่วนแพ่งด้วย ต้องถือว่านางสาว พ. ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมได้ให้ความยินยอมตามคำร้องของโจทก์ร่วมฉบับที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องแล้ว จึงไม่ต้องมีคำสั่งกำหนดให้โจทก์ร่วมแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) และ 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) โดยความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ คงจำคุก 3 ปี รวมกับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุก 10 ปี แล้ว รวมจำคุก 19 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 3 ม. 5 ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 56 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง ว. โดยนาย ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสาวอลิสา ธีระนนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชลิต กฐินะสมิต
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4184/2565
#688900
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับแก่คดีผู้บริโภคภายใต้หลักการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้ความคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการ แม้จะเป็นวิธีการที่คู่สัญญาอาจเลือกใช้ในการระงับข้อพิพาทและมีผลใช้บังคับกันได้ตามข้อตกลงของคู่สัญญาตามหลักเสรีภาพของการแสดงเจตนา แต่ก็ต้องเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ผู้บริโภคต้องมีโอกาสต่อรองหรือตระหนักดีว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการซึ่งกล่าวเฉพาะคดีนี้ต้องบังคับตามข้อบังคับ สำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบทบัญญัติของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 หลายประการ ซึ่งโดยรวมแล้วอาจเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภคที่พึงมี แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการลดทอนสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้รับตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 อยู่มาก โดยที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจําเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดซึ่งต้องอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 6/2 กล่าวคือ แบบของสัญญาต้องเป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนด การที่จําเลยผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาเป็นแบบมาตรฐานให้ผู้บริโภคที่จะซื้อห้องชุดต้องยอมรับข้อสัญญา ข้อ 10.4 ที่บังคับให้การระงับข้อพิพาทต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการสถานเดียว โดยไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการนี้โดยเฉพาะ เช่นนี้ นอกจากจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายในอันที่จะคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่นอกเหนือไปจากแบบที่รัฐมนตรีกำหนดและไม่เป็นคุณต่อโจทก์ผู้จะซื้อ ซึ่งไม่มีผลใช้บังคับตามมาตรา 6/2 วรรคสอง กับมีลักษณะเป็นการเพิ่มภาระเกินกว่าที่โจทก์พึงมีตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องอันถือได้ว่าข้อสัญญาข้อนี้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสามด้วย กรณีจึงมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญา ข้อ 10.4 ใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้โดยไม่จําต้องไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด และโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชดใช้คืนเงิน 1,676,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,026,434 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีโจทก์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยประกอบกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และเป็นเจ้าของอาคารชุดในโครงการ ด. เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการดังกล่าวจำนวน 3 ห้อง ซึ่งตามสัญญาทั้งสามฉบับมีข้อกำหนดข้อ 10.4 เหมือนกันว่า "คู่สัญญาตกลงกันว่าในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญา ที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะส่งข้อขัดแย้งดังกล่าวเพื่อให้บรรลุข้อตกลงโดยอนุญาโตตุลาการตามระเบียบข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการไทย สำนักงานศาลยุติธรรม" อันเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 ต่อมาโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวและยื่นฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคซึ่งโดยสภาพแล้วมักอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบผู้ประกอบธุรกิจทั้งในด้านความรู้ทางเทคโนโลยี คุณภาพสินค้าหรือบริการ และเทคนิคการตลาดของผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม และเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ กระบวนการในการระงับข้อพิพาทเพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมายนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับแก่คดีผู้บริโภค ภายใต้หลักการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม ศาลเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินกระบวนพิจารณาหลายประการ เช่น การสั่งให้คู่ความแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบให้ถูกต้องตามมาตรา 9 การไต่สวนพยานโดยศาลเป็นผู้ซักถามพยานเองตามมาตรา 34 กับทั้งยังให้อำนาจประธานศาลฎีกาออกข้อกำหนดโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปตามหลักการข้างต้นได้ตามมาตรา 6 ในส่วนการพิพากษาคดีนั้น หากความปรากฏแก่ศาลว่าจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย มาตรา 39 ยังให้อำนาจศาลที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องหรือกำหนดวิธีการบังคับให้เหมาะสมได้แม้จะเกินกว่าคำขอของโจทก์ และมาตรา 40 ให้อำนาจศาลกล่าวสงวนสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาเกี่ยวกับความเสียหายซึ่งพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้ในเวลาที่พิพากษาคดีนั้นได้ รวมทั้งมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามมาตรา 42 นอกจากนี้ มาตรา 20 ยังให้ความสะดวกแก่ผู้ฟ้องคดีผู้บริโภคว่าจะฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ และกรณีที่ผู้บริโภคเป็นผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 18 ยังบัญญัติให้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงต้องถือว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการ แม้จะเป็นวิธีการที่คู่สัญญาอาจเลือกใช้ในการระงับข้อพิพาทและมีผลใช้บังคับกันได้ตามข้อตกลงของคู่สัญญาตามหลักเสรีภาพของการแสดงเจตนา แต่ก็ต้องเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ผู้บริโภคต้องมีโอกาสต่อรองหรือตระหนักดีว่าการดำเนินกระบวนการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการซึ่งกล่าวเฉพาะคดีนี้ ต้องบังคับตามข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 หลายประการ เริ่มแต่ชั้นเสนอข้อพิพาทที่ต้องทำเป็นหนังสือและประกอบด้วยรายละเอียดต่าง ๆ การเสนอชื่อและคัดค้านอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งภาระในค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายและค่าป่วยการต่าง ๆ ในการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งโดยรวมแล้วอาจเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภคที่พึงมี แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการลดทอนสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้รับตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 อยู่มาก โดยที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดซึ่งต้องอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 6/2 กล่าวคือ แบบของสัญญาต้องเป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนด การที่จำเลยผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาเป็นแบบมาตรฐานให้ผู้บริโภคที่จะซื้อห้องชุดต้องยอมรับข้อสัญญา ข้อ 10.4 ที่บังคับให้การระงับข้อพิพาทต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการสถานเดียว โดยไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเลือกใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการนี้โดยเฉพาะได้เช่นนี้ นอกจากจะขัดต่อเจตนารมณ์ของบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องในอันที่จะคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่นอกเหนือไปจากแบบที่รัฐมนตรีกำหนดและไม่เป็นคุณต่อโจทก์ผู้จะซื้อ ซึ่งไม่มีผลใช้บังคับตามมาตรา 6/2 วรรคสอง ทั้งมีลักษณะเป็นการเพิ่มภาระเกินกว่าที่โจทก์พึงมีตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันถือได้ว่าข้อสัญญาข้อนี้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ 2540 มาตรา 4 วรรคสามด้วย กรณีจึงมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาข้อ 10.4 ใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้โดยไม่จำต้องไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้น กับให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคสาม
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 14 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 6/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายณัฏฐวุฒิ ไชยะพันโท
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4183/2565
#689187
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการ แม้จะเป็นวิธีการที่คู่สัญญาอาจเลือกใช้ในการระงับข้อพิพาทและมีผลใช้บังคับกันได้ตามข้อตกลงของคู่สัญญาตามหลักเสรีภาพของการแสดงเจตนา แต่ก็ต้องเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ผู้บริโภคต้องมีโอกาสต่อรองหรือตระหนักดีว่าการดำเนินกระบวนการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการซึ่งกล่าวเฉพาะคดีนี้ต้องบังคับตามข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบทบัญญัติของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 หลายประการ ซึ่งโดยรวมแล้วอาจเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภคที่พึงมี แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการลดทอนสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้รับตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 อยู่มาก โดยที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดซึ่งต้องอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 6/2 กล่าวคือ แบบของสัญญาต้องเป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนด การที่จำเลยผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาเป็นแบบมาตรฐานให้ผู้บริโภคที่จะซื้อห้องชุดต้องยอมรับข้อสัญญา ข้อ 10.4 ที่บังคับให้การระงับข้อพิพาทต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการสถานเดียว โดยไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการนี้โดยเฉพาะเช่นนี้ นอกจากจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายในอันที่จะคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่นอกเหนือไปจากแบบที่รัฐมนตรีกำหนดและไม่เป็นคุณต่อโจทก์ผู้จะซื้อ ซึ่งไม่มีผลใช้บังคับตามมาตรา 6/2 วรรคสอง กับมีลักษณะเป็นการเพิ่มภาระเกินกว่าที่โจทก์พึงมีตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องอันถือได้ว่าข้อสัญญาข้อนี้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสามด้วย กรณีจึงมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาข้อ 10.4 ใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้โดยไม่จำต้องไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการ ด. จำนวน 3 ห้อง กับจำเลย โดยชำระเงินค่าห้องชุดแก่จำเลยบางส่วนแล้ว แต่จำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินและค่าเสียหาย รวม 1,194,765 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 981,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องว่าสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดตามที่โจทก์ฟ้องมีข้อสัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญาเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเสียก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการตามขั้นตอนของอนุญาโตตุลาการต่อไป

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่โจทก์ฟ้องมีข้อสัญญาที่เป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยประกอบกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และเป็นเจ้าของอาคารชุดในโครงการ ด. เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการดังกล่าวจำนวน 3 ห้อง ซึ่งตามสัญญาทั้งสามฉบับมีข้อกำหนดข้อ 10.4 เหมือนกันว่า "คู่สัญญาตกลงกันว่าในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญา ที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะส่งข้อขัดแย้งดังกล่าวเพื่อให้บรรลุข้อตกลงโดยอนุญาโตตุลาการตามระเบียบข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการไทย สำนักงานศาลยุติธรรม" อันเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 ต่อมาโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวและยื่นฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคซึ่งโดยสภาพแล้วมักอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบผู้ประกอบธุรกิจทั้งในด้านความรู้ทางเทคโนโลยี คุณภาพสินค้าหรือบริการและเทคนิคการตลาดของผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม และเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ กระบวนการในการระงับข้อพิพาทเพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับแก่คดีผู้บริโภคภายใต้หลักการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม ศาลเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินกระบวนพิจารณาหลายประการ เช่น การสั่งให้คู่ความแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบให้ถูกต้องตามมาตรา 9 การไต่สวนพยานโดยศาลเป็นผู้ซักถามพยานเองตามมาตรา 34 กับทั้งยังให้อำนาจประธานศาลฎีกาออกข้อกำหนดโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปตามหลักการข้างต้นได้ตามมาตรา 6 ในส่วนการพิพากษาคดีนั้น หากความปรากฏแก่ศาลว่าจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย มาตรา 39 ยังให้อำนาจศาลที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องหรือกำหนดวิธีการบังคับให้เหมาะสมได้แม้จะเกินกว่าคำขอของโจทก์ และมาตรา 40 ให้อำนาจศาลกล่าวสงวนสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาเกี่ยวกับความเสียหายซึ่งพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้ในเวลาที่พิพากษาคดีนั้นได้รวมทั้งมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามมาตรา 42 นอกจากนี้มาตรา 20 ยังให้ความสะดวกแก่ผู้ฟ้องคดีผู้บริโภคว่าจะฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้และกรณีที่ผู้บริโภคเป็นผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 18 ยังบัญญัติให้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงต้องถือว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการ แม้จะเป็นวิธีการที่คู่สัญญาอาจเลือกใช้ในการระงับข้อพิพาทและมีผลใช้บังคับกันได้ตามข้อตกลงของคู่สัญญาตามหลักเสรีภาพของการแสดงเจตนา แต่ก็ต้องเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ผู้บริโภคต้องมีโอกาสต่อรองหรือตระหนักดีว่าการดำเนินกระบวนการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการซึ่งกล่าวเฉพาะคดีนี้ต้องบังคับตามข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการซึ่งมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 หลายประการ ทั้งในชั้นเสนอข้อพิพาทที่ต้องทำเป็นหนังสือและประกอบด้วยรายละเอียดต่าง ๆ การเสนอชื่อและคัดค้านอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งภาระในค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายและค่าป่วยการต่าง ๆ ในการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งโดยรวมแล้วอาจเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภคที่พึงมี แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการลดทอนสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้รับตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 อยู่มาก โดยที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดซึ่งต้องอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 6/2 กล่าวคือ แบบของสัญญาต้องเป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนด การที่จำเลยผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาเป็นแบบมาตรฐานให้ผู้บริโภคที่จะซื้อห้องชุดต้องยอมรับข้อสัญญา ข้อ 10.4 ที่บังคับให้การระงับข้อพิพาทต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการสถานเดียวโดยไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการนี้โดยเฉพาะเช่นนี้ นอกจากจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายในอันที่จะคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่นอกเหนือไปจากแบบที่รัฐมนตรีกำหนดและไม่เป็นคุณต่อโจทก์ผู้จะซื้อ ซึ่งไม่มีผลใช้บังคับตามมาตรา 6/2 วรรคสอง กับมีลักษณะเป็นการเพิ่มภาระเกินกว่าที่โจทก์พึงมีตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องอันถือได้ว่าข้อสัญญาข้อนี้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ 2540 มาตรา 4 วรรคสามด้วย กรณีจึงมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาข้อ 10.4 ใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้โดยไม่จำต้องไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 6 ม. 9 ม. 18 ม. 20 ม. 34 ม. 39 ม. 40 ม. 42
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคสาม
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 14 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 6/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวณฐพร ภราดรศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4181/2565
#689208
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางอ่านคําพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ให้พิทักษ์ทรัพย์จําเลยเด็ดขาด ดังนั้น นับแต่จําเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจําเลยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) จําเลยจึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินของจําเลยได้อีก การที่จําเลยยื่นคําร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยา และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งคำสั่งต่าง ๆ ของศาลชั้นต้นอันสืบเนื่องมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวด้วย แม้ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจําเลยจะยื่นคําร้องขอเข้าว่าคดีแทนจําเลยและขอให้พิจารณาคดีต่อไป ก็หาทำให้กลับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลังไม่ จําเลยจึงไม่มีอำนาจยื่นคําร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2555 ให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและจำนองแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพัทยา เพื่อบังคับชำระหนี้โดยยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 11 กันยายน 2560 ว่า ที่ดินจำนองเป็นของผู้ร้อง โดยศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2558 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนองคืนแก่ผู้ร้อง คดีอยู่ระหว่างจำเลยอุทธรณ์ จึงขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาคำร้องในวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินจำนองที่ยึด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายใน 7 วัน และวันที่ 19 กันยายน 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีจะขายทอดตลาดที่ดินจำนองในวันที่ 20 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์รายนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ข.10/2558 (เมื่อปี 2558) แล้ว และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำร้อง (เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2558) คดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว ยกคำร้อง เมื่อถึงวันนัดพิจารณาวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งให้งดการบังคับคดีที่ดินจำนองไว้ระหว่างที่คดีผู้ร้องกับจำเลยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนองยังไม่ถึงที่สุดแล้วขอถอนคำร้องที่ขอให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดีที่ดินจำนองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องทั้งฉบับลงวันที่ 11 กันยายน และ 19 กันยายน 2560 ไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งคำร้องลงวันที่ 4 ธันวาคม 2560 อีก ส่วนคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ลงวันที่ 18 กันยายน 2560 นั้น ผู้ร้องมิได้นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระภายในกำหนด ถือว่าไม่ติดใจที่จะขอให้ปล่อยทรัพย์อีกต่อไป ให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หากจำเลยไม่เห็นด้วยต่อคำสั่งของศาลจังหวัดพัทยา ให้จำเลยไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพัทยา ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยาอีกครั้ง อาศัยเหตุผลเดียวกับคำร้องฉบับเดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยไว้ แล้วพิจารณาสั่งใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยมีอำนาจยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยา และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้ความว่า ศาลล้มละลายกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6289/2560 ในวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด ดังนั้น นับแต่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) จำเลยจึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยได้อีก การที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยา และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งคำสั่งต่าง ๆ ของศาลชั้นต้นอันสืบเนื่องมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าว แม้ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ของจำเลยจะยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยและขอให้พิจารณาคดีต่อไป ก็หาทำให้กลับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลังไม่ จำเลยจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยา และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และฉบับลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 และยกอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ.
ผู้ร้อง — บริษัท ด.
จำเลย — นาย ช. โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้เข้าว่าคดีแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวภูรีวรรณ์ ประเสริฐศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4179 -ที่ 4180/2565
#688761
เปิดฉบับเต็ม

ขั้นตอนการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญและการออกหนังสือนัดประชุมตามมาตรา 42/2 (3) และมาตรา 42/3 พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 นอกจากคณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมแล้ว ระยะเวลาตามกฎหมายในการเรียกประชุมใหญ่ก็ต้องอยู่ภายในกรอบระยะเวลาที่จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมด้วย หากไม่สามารถออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่ได้โดยชอบตามมาตรา 42/3 ก็ไม่มีเหตุผลที่ผู้แทนเจ้าของร่วมอาคารชุดต้องรอให้ล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมก่อนจึงจะออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเองได้ ต่างจากกรณีที่ผู้ถือหุ้นร้องขอต่อกรรมการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1173, 1174 ขั้นตอนตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 ขัดหรือแย้งกับ ป.พ.พ. จึงต้องใช้บังคับตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/2 และมาตรา 42/3 ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว เมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับหนังสือร้องขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญจากผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562 จึงต้องจัดส่งหนังสือเรียกประชุมให้เจ้าของร่วมอย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 9 มีนาคม 2562 จึงจะเป็นการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญโดยชอบ การที่คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไม่ออกหนังสือเรียกประชุม ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 23 มีนาคม 2562 ย่อมเป็นการใช้สิทธิเรียกประชุมใหญ่วิสามัญโดยชอบและต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ทั้งสองครั้งตามคำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกนายอลงกรณ์ และนายมาร์ติน ผู้ร้องในสำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เรียกนายศิริชัย นายศุภกร นายสมบูรณ์ ผู้ร้องในสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 3 ถึงที่ 5 เรียกนายอาทิตย์ นายชาคร นางวิภาดา นายภูมิพิศ นายปิยะ และนางสาวสิรินทร์พร ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ

ผู้ร้องทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2562 และเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ร้องขอให้คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ด. เดิมเปิดประชุมใหญ่วิสามัญโดยมีรายชื่อเจ้าของร่วมอาคารชุดเกินกว่าร้อยละยี่สิบ และคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ด. เดิมได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562 คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ด. เดิมไม่ได้มีหนังสือเรียกประชุมและไม่จัดให้มีการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ ในวันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 23 มีนาคม 2562 ผู้ร้องทั้งห้าได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่ไม่เข้าร่วมประชุม การประชุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมและมีมติ เมื่อผู้คัดค้านทั้งหกนำมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญไปขอจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครมีหนังสือแจ้งว่ามติดังกล่าวไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/2 (3) ส่วนประเด็นอื่นนอกจากนี้คู่ความขอสละทั้งสิ้นและไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2 วันที่ 23 มีนาคม 2562 และเพิกถอนการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 วันที่ 21 เมษายน 2562 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งหกฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความรับและไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 กับผู้คัดค้านทั้งหกต่างเป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุด ด. ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดได้รับหนังสือร้องขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญจากผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562 โดยมีคะแนนเสียงเจ้าของร่วมเกินกว่าร้อยละยี่สิบของเจ้าของร่วมทั้งหมด แต่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับคำร้องขอ วันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 23 มีนาคม 2562 แล้วลงมติให้ถอดถอนผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 ออกจากการเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดและแต่งตั้งผู้คัดค้านทั้งหกเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดแทน ต่อมาวันที่ 11 เมษายน 2562 คณะกรรมการนิติบุคคลชุดใหม่โดยผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ในวันที่ 21 เมษายน 2562 และลงมติในวาระต่าง ๆ หลังจากนั้นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด 9 คน ลาออก 5 คน คือ ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เหลือเพียง 4 คน ไม่เพียงพอเป็นองค์ประชุม เจ้าของร่วมคะแนนเสียงเกินกว่าร้อยละยี่สิบของเจ้าของร่วมทั้งหมดได้ดำเนินการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 3/2562 อีกครั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 ที่ประชุมลงมติเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 กลับเข้ามาเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไว้แล้ว ในสำนวนที่สอง

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งหกเพียงประการเดียวว่า การเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2562 เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/2 (3) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 กำหนดขั้นตอนการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญและการออกหนังสือนัดประชุม โดยในมาตรา 42/2 บัญญัติว่า "ในกรณีมีเหตุจำเป็น ให้บุคคลดังต่อไปนี้มีสิทธิเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อใดก็ได้

(1) ผู้จัดการ

(2) คณะกรรมการโดยมติเกินกว่ากึ่งหนึ่งของที่ประชุมคณะกรรมการ

(3) เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดลงลายมือชื่อทำหนังสือร้องขอให้เปิดประชุมต่อคณะกรรมการ ในกรณีนี้ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับคำร้องขอ ถ้าคณะกรรมการมิได้จัดให้มีการประชุมภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เจ้าของร่วมตามจำนวนข้างต้นมีสิทธิจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญเองได้ โดยให้แต่งตั้งตัวแทนคนหนึ่งเพื่อออกหนังสือเรียกประชุม

มาตรา 42/3 การเรียกประชุมใหญ่ต้องทำเป็นหนังสือนัดประชุมระบุสถานที่ วัน เวลา ระเบียบวาระการประชุม และเรื่องที่จะเสนอต่อที่ประชุมพร้อมด้วยรายละเอียดตามสมควรและจัดส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันประชุม" ดังนี้ เห็นได้ชัดว่าบุคคลผู้มีสิทธิในการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญของนิติบุคคลอาคารชุดมี 2 จำพวก จำพวกแรกได้แก่ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดและคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด จำพวกที่สอง ได้แก่ เจ้าของร่วมอาคารชุด สำหรับบุคคลจำพวกแรกคือ ผู้จัดการมีหน้าที่หลักในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ส่วนคณะกรรมการมีหน้าที่หลักในการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด บทบัญญัติดังกล่าวจึงให้อำนาจบุคคลจำพวกแรกในการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญด้วยความสะดวก ส่วนเจ้าของร่วมอาคารชุด จะใช้สิทธิในการตรวจสอบและถ่วงดุลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดและคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อปกปักรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของร่วมได้ต่อเมื่อคณะกรรมการไม่ดำเนินการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วม และต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมด ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติของกฎหมายไม่ประสงค์ให้เจ้าของร่วมร้องขอหรือจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญโดยง่ายซึ่งอาจกระทบต่อการบริหารงานของบุคคลจำพวกแรก เนื่องจากเจ้าของร่วมได้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงไว้วางใจเลือกตั้งกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดในที่ประชุมใหญ่ก่อนแล้ว จึงจำเป็นต้องกำหนดขั้นตอนในการใช้สิทธิในการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญไว้แตกต่างจากบุคคลในจำพวกแรก อย่างไรก็ตาม บุคคลทั้งสองจำพวกจะจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญได้ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น และต้องอยู่ในบังคับว่าด้วยวิธีการออกหนังสือนัดประชุมตามมาตรา 42/3 กล่าวคือ ในประการแรก จะต้องทำเป็นหนังสือนัดประชุมระบุสถานที่ วัน เวลา ระเบียบวาระการประชุม และเรื่องที่จะเสนอต่อที่ประชุมพร้อมด้วยรายละเอียดตามสมควร และประการที่สอง จะต้องจัดส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันประชุม มิฉะนั้น ถือว่าเป็นการเรียกประชุมใหญ่โดยมิชอบ การเรียกประชุมใหญ่วิสามัญในกรณีนี้นอกจากคณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมแล้ว ระยะเวลาตามกฎหมายในการเรียกประชุมใหญ่ก็ต้องอยู่ภายในกรอบระยะเวลาที่คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมแล้วด้วย ดังนั้น หากระยะเวลาล่วงพ้นจนคณะกรรมการไม่สามารถออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่ได้โดยชอบตามมาตรา 42/3 ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่ผู้แทนเจ้าของร่วมอาคารชุดต้องรอให้ล่วงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมเสียก่อนจึงจะออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเองได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่จะตีความให้ผลเป็นเช่นนั้น จึงมีความแตกต่างจากการเรียกประชุมกรณีที่ผู้ถือหุ้นร้องขอต่อกรรมการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1173 ซึ่งตามมาตรา 1174 บัญญัติให้กรรมการต้องเรียกประชุมโดยพลัน ถ้าและกรรมการมิได้เรียกประชุมภายในสามสิบวันนับแต่วันยื่นคำร้อง ผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ร้อง หรือผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ รวมกันได้จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าแห่งจำนวนหุ้นของบริษัทจะเรียกประชุมเองก็ได้ ถือเป็นกรณีที่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้กรรมการดำเนินการเรียกประชุมภายในกำหนดระยะเวลาเสียก่อน หากไม่ได้เรียกภายในระยะเวลาดังกล่าวผู้ถือหุ้นจึงจะดำเนินการเรียกประชุมเองได้ อันเป็นการถือเอาเกณฑ์ล่วงพ้นระยะเวลาการเรียกประชุมเป็นสำคัญ มิใช่ถือเอาเกณฑ์การจัดให้มีการประชุมใหญ่ขึ้นโดยชอบภายในระยะเวลาที่กำหนดเป็นสำคัญดังเช่นที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/2 และมาตรา 42/3 ทั้งนี้เพราะการส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175 จะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการดำเนินการลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน แต่การส่งหนังสือเรียกประชุมใหญ่ให้แก่เจ้าของร่วมอาคารชุดสามารถกระทำได้โดยสะดวกและรวดเร็ว เพราะเจ้าของร่วมมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในอาคารชุดนั้นเอง ดังนี้ ขั้นตอนการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญก็ดี การออกหนังสือนัดประชุมก็ดี ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นกรณีขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องใช้บังคับตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/2 และมาตรา 42/3 ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวได้รับหนังสือร้องขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญจากผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562 โดยมีคะแนนเสียงเจ้าของร่วมเกินกว่าร้อยละยี่สิบของเจ้าของร่วมทั้งหมด ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับคำร้องขอ คือ อย่างช้าภายในวันที่ 17 มีนาคม 2562 ซึ่งคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจะต้องจัดส่งหนังสือเรียกประชุมให้เจ้าของร่วมอย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 9 มีนาคม 2562 จึงจะเป็นการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญโดยชอบ การที่คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไม่ออกหนังสือเรียกประชุม ในวันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 23 มีนาคม 2562 เกินกว่าระยะเวลาเจ็ดวันตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 42/3 ย่อมเป็นการใช้สิทธิเรียกประชุมใหญ่วิสามัญโดยชอบและต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว เมื่อปรากฏว่ามีเจ้าของร่วมอาคารชุดเข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าวครบองค์ประชุม การประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมอาคารชุด ด. ครั้งที่ 2/2562 วันที่ 23 มีนาคม 2562 จึงเป็นไปโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 และมีผลให้การประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมอาคารชุด ด. ประจำปี 2562 วันที่ 21 เมษายน 2562 ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ทั้งสองครั้งดังกล่าวตามคำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งหกฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 42/2 (3) ม. 42/3
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ศ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4172/2565
#686576
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้โจทก์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้เยาว์สละมรดกของ ต. โดยไม่ได้รับความยินยอมของ ม. มารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ และไม่ได้รับอนุญาตจากศาล อันเป็นการมิชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1611 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดการแบ่งมรดกโดยโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ และถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ซึ่งการจัดการมรดกดังกล่าวเป็นการจัดการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียม ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการสละมรดกที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ในขณะที่โจทก์เป็นผู้เยาว์เพื่อให้โจทก์มีสิทธิรับมรดก รวมทั้งเพิกถอนและแก้ไขนิติกรรม การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เพื่อให้ทรัพย์พิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกดังเดิม โดยให้จำเลยที่ 2 ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 โดยให้การจดทะเบียนจำนองทรัพย์พิพาทมีผลเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 เท่านั้น หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนโฉนดเลขที่ 51548 เนื้อที่ 62 ตารางวา และโฉนดที่ดินเลขที่ 15120 และ 22348 เนื้อที่แปลงละ 1 งาน ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทเฉพาะส่วนของตนเองเท่านั้น หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระต่อศาลในนามของโจทก์) โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 นายไตรรงค์ เจ้ามรดกถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุหัวใจขาดเลือดฉับพลัน โดยขณะถึงแก่ความตายมีโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายไตรรงค์รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 จึงเป็นทายาทโดยธรรม และนายไตรรงค์มีจำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ จำเลยที่ 2 และนางสาวกาญนา ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายไตรรงค์ ขณะถึงแก่ความตายนายไตรรงค์มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 51548, 15120 และ 22348 ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2548 ในขณะที่โจทก์อายุ 11 ปี จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้โจทก์สละมรดกของนายไตรรงค์โดยไม่ได้รับความยินยอมของนางสาวมาริสาหรือชลทิพย์ มารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม และไม่ได้รับอนุมัติจากศาลอันเป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาททั้งสามแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีสิทธิและมิชอบด้วยกฎหมาย และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับกรณีจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นั้น ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การถึง คงให้การต่อสู้ว่า โจทก์ต้องฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกภายในระยะเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกเท่านั้น กำหนดอายุความ 1 ปี จากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในฎีกาจึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบตั้งแต่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้อ้างโต้แย้งในฎีกาว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนกรณีที่อ้างว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงนั้น ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2548 ขณะโจทก์มีอายุ 11 ปี นั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้โจทก์สละมรดกของนายไตรรงค์โดยไม่ได้รับความยินยอมของนางสาวมาริสาหรือชลทิพย์ มารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์และไม่ได้รับอนุมัติจากศาล อันเป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดการแบ่งมรดกโดยโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์และถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก กรณีจึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง เพราะการจัดการมรดกดังกล่าวเป็นการจัดการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1611 ม. 1733 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาง ฉ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายรัฐการ พ่วงทิพากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรวุฒิ เชาวลิต
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4141 -ที่ 4142/2565
#689123
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน และเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องทั้งสองสำนวนก็เป็นจำนวนเดียวกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องในสำนวนแรก แม้ในสำนวนหลังโจทก์ฟ้องข้อหาสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเข้ามาด้วยแต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวกับข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเอง ซึ่งโจทก์สามารถขอแก้ฟ้องด้วยการเพิ่มเติมข้อหาดังกล่าวในสำนวนแรกได้อยู่แล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นสำนวนหลังว่าสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นยาเสพติดจำนวนเดียวกับสำนวนแรกย่อมเป็นการใช้สิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองครั้งในการกระทำความผิดกรรมเดียวกัน ดังนั้น ฟ้องโจทก์สำนวนหลัง จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

คดีสำนวนแรก โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและวัตถุชนิดเม็ดกลมแบนสีเขียวของกลาง นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.120/2563 ของศาลชั้นต้น

คดีสำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7, 8 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและวัตถุชนิดเม็ดกลมแบนสีเขียวของกลาง นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.120/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ย.120/2563 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกคำขอนับโทษต่อ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน และปรับ 13,333.33 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 6,666.66 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท และให้จำเลยยินยอมให้พนักงานคุมประพฤติตรวจสอบการเสพยาเสพติดให้โทษ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันและเวลาที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปตรวจสอบที่สวนมะม่วงซึ่งภายในสวนดังกล่าวมีบริเวณที่กั้นเป็นสนามไก่ชนไว้ เมื่อไปถึงพบจำเลย นายวิทูนหรือตี๋และนายหวื่อ ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงกำลังเล่นไก่ชนอยู่ เมื่อจำเลยกับพวกเห็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงวิ่งหลบหนีไป เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมจำเลยได้และพากลับไปบริเวณที่เกิดเหตุ ส่วนนายวิทูนและนายหวื่อไม่สามารถจับกุมได้ จากการตรวจค้นบริเวณสนามไก่ชนพบเมทแอมเฟตามีน 2 จุด จุดแรก พบเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด อยู่ในกล่องสแตนเลสวางอยู่บนโต๊ะ อีกจุดหนึ่งพบเมทแอมเฟตามีน 794 เม็ด และวัตถุชนิดเม็ดกลมแบนสีเขียว 8 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในช่องเก็บของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีเทา-น้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนซึ่งนายวิทูนเป็นผู้ขับมาจอดไว้ หลังจากควบคุมจำเลยไปที่สถานีตำรวจได้ตรวจสอบปัสสาวะของจำเลยพบสารเมทแอมเฟตามีน สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 794 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ในความผิดฐานดังกล่าว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่าฟ้องโจทก์ในสำนวนหลังเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในสำนวนแรกหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวนและเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องทั้งสองสำนวนก็เป็นจำนวนเดียวกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องในสำนวนแรก แม้ในสำนวนหลังโจทก์ฟ้องข้อหาสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเข้ามาด้วยแต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวกับข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเอง ซึ่งโจทก์สามารถขอแก้ฟ้องด้วยการเพิ่มเติมข้อหาดังกล่าวในสำนวนแรกได้อยู่แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นสำนวนหลังว่าสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นยาเสพติดจำนวนเดียวกับสำนวนแรกย่อมเป็นการใช้สิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองครั้งในการกระทำความผิดกรรมเดียวกัน ดังนั้น ฟ้องโจทก์สำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนหลังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องในสำนวนแรกหรือไม่ โจทก์ฎีกาในทำนองว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนได้กระทำการไปตามหน้าที่ไม่มีเหตุเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ จำเลยให้การในชั้นสอบสวนต่อหน้ามารดาจำเลยที่ร่วมฟังการสอบสวนอยู่ด้วยว่า เมทแอมเฟตามีนที่นายหวื่อนำออกมาวางแล้วบอกให้จำเลยกับนายวิทูนทราบว่านำมาใช้ได้ กรณีหาจำต้องเป็นเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจค้นได้ที่ตัวจำเลยอย่างใดไม่ เมื่อเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองมีจำนวน 15 เม็ดหรือหน่วยการใช้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามกฎหมาย ทั้งจากการสืบสวนและสอบสวนได้ความว่าจำเลยกับพวกมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่วัยรุ่นในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียงโดยใช้บริเวณสวนมะม่วงที่เกิดเหตุ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในปัญหานี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกมนัส ร้อยตำรวจเอกประสพชัย ร้อยตำรวจตรีถนอม และดาบตำรวจทวีพงษ์ ผู้ร่วมจับกุมทั้งสี่เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า จากการสืบสวนหาข่าวทราบว่านายวิทูนมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยเป็นคนคอยช่วยเหลือในการส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้า ได้รับค่าตอบแทนเป็นเมทแอมเฟตามีนหรือบางครั้งเป็นเงิน จำเลยจึงมีส่วนร่วมในการมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในกล่องสแตนเลสซึ่งวางอยู่บนโต๊ะในสนามไก่ชนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ปากต่างไม่ได้พบเห็นการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรงเป็นเพียงการเบิกความกล่าวอ้างขึ้นลอยๆ อีกทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่ากล่องสแตนเลสที่บรรจุเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด เป็นของจำเลย ส่วนรายงานการสืบสวนก็เป็นเพียงพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานตำรวจทำขึ้นฝ่ายเดียวย่อมมีน้ำหนักน้อย ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยให้การปฏิเสธมาตั้งแต่ถูกจับกุมว่า เมทแอมเฟตามีน 794 เม็ด เป็นของนายวิทูน ส่วนเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด เป็นของนายหวื่อ และในชั้นสอบสวนก็ยังคงให้การยืนยันในทำนองเดียวกัน พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้แต่เพียงว่าพบเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด บรรจุอยู่ในกล่องสแตนเลสที่วางอยู่บนโต๊ะในสนามไก่ชน ซึ่งจำเลยกำลังเล่นไก่ชนอยู่กับนายวิทูนและนายหวื่อ พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงไม่หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า สมควรลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยและรอการลงโทษจำเลยตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยอายุเพียง 19 ปีเศษ ยังขาดประสบการณ์ชีวิตและขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่ศาลอุทธรณ์ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 นั้น เหมาะสมแล้ว อีกทั้งจำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเพียงกระทงเดียวซึ่งเป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับเป็นโทษจำคุกระยะสั้นเพียง 2 เดือน การให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกไว้น่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยและสังคมส่วนร่วมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว ที่ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104,162 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้ กฎหมายใหม่ยังคงบัญญัติให้การเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดอยู่เช่นเดิม แต่โทษตามกฎหมายใหม่เป็นคุณกว่าจึงต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ซึ่งใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนหลัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 163 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงคำ
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายนิติธร ภาระจำ
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
พิชัย เพ็งผ่อง
ชาติชาย อัครวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4109/2565
#687515
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (1) และ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย ฉะนั้นในวันที่ 29 มกราคม 2557 และวันที่ 20 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยจึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2512 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดโดยแจ้งข้อมูลว่าจำเลยเกิดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2511 สัญชาติไทย พร้อมเลขประจำตัวประชาชนของ จ. แม้ที่จำเลยแจ้งว่ามีสัญชาติไทยไม่เป็นความเท็จ แต่การที่จำเลยแจ้งว่าเกิดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2511 นั้น เป็นความเท็จเพราะจำเลยเกิดวันที่ 1 มกราคม 2512 และจำเลยยังใช้เลขประจำตัวประชาชนของ จ. โดยอ้างว่าจำเลยชื่อ จ. เป็นบุตร ย. และ ส. ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จ จำเลยจึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตาม ป.อ. มาตรา 137 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ตาม ป.อ. มาตรา 267 และฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุด ตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 137, 267 บวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2574/2555 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยมิได้มีสัญชาติไทยด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 3 ปี 3 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 9 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2574/2555 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้เป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามฟ้องข้อ 1 ค. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวม 2 กระทง ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่ พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้บวกโทษ และยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 81 และฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามฟ้องข้อ 1 ข. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามฟ้อง ข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. โดยปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติ บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง ถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (1) และพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 บัญญัติว่าบทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย ฉะนั้นในวันที่ 29 มกราคม 2557 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามฟ้องข้อ 1 ข. และวันที่ 20 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามฟ้องข้อ 1 ค. จำเลยจึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิดแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2512 ดังนั้น เมื่อจำเลย เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย การที่จำเลยยื่นคำขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุด โดยแจ้งข้อมูลว่าจำเลยเกิดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2511 สัญชาติไทย แม้จำเลยแจ้งว่ามีสัญชาติไทยไม่เป็นความเท็จ แต่การที่จำเลยแจ้งว่าเกิดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2511 เป็นความเท็จเพราะจำเลยเกิดวันที่ 1 มกราคม 2512 และจำเลยใช้เลขประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นเลขประจำตัวประชาชนของนายจำเนียร โดยอ้างว่าจำเลยชื่อนายจำเนียร เป็นบุตรนางยุพินและนายสมบัติซึ่งเป็นข้อมูลเท็จ จำเลยจึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ เจ้าพนักงานตามฟ้องข้อ 1 ค. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุด ตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง ความผิดตามฟ้องข้อ 1 ข. ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) และฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดตามฟ้องข้อ 1 ค. ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และฐานแจ้งข้อความหรือหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดซึ่งเป็นบทหนักซึ่งมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความหรือแสดง หลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (2) ม. 14 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ม. 7 (1)
พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวณัฎฐิณี ตุวานนท์ เทียนหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ เชียงปวน
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3875/2565
#686007
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 123 ที่ปรึกษากฎหมายซึ่งศาลแต่งตั้งให้ได้รับค่าป่วยการตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ. 2555 และระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 ข้อ 5 กำหนดว่าให้ศาลกำหนดเงินรางวัลให้แก่ที่ปรึกษากฎหมายตามอัตราค่าป่วยการท้ายระเบียบ ดังนี้ (1) ในกรณีที่มีการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ให้กำหนดตามบัญชี 1 และตามวรรคสอง กำหนดว่า "…ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ คดีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว คดีที่ศาลสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา หรือคดีเสร็จไปโดยศาลไม่ได้มีคำพิพากษา..." และวรรคสาม กำหนดว่า "ทั้งนี้ ให้กำหนดเมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว" ซึ่งคดีนี้เป็นคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพทั้งยังเป็นคดีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวที่ให้ศาลกำหนดเงินรางวัลให้ได้ตามระเบียบ ข้อ 5 (1) วรรคสอง แต่ต้องอยู่ในบังคับแห่งวรรคสามที่ศาลจะกำหนดให้ได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยแล้วจำหน่ายคดีออกจากสารบบความไว้ชั่วคราว โดยมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง กรณีจึงยังไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะสั่งให้จ่ายเงินรางวัลค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1, 29, 90, 104, 145, 152, 162, พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูจำเลย และมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเบิกเงินรางวัลค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมาย เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว

ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่จำเลย โดยจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยวางเงื่อนไขให้จำเลยปฏิบัติ กับจำหน่ายคดีออกจากสารบบความไว้ชั่วคราว โดยนัดฟังผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง ในวันที่ 8 มีนาคม 2566 เวลา 9 นาฬิกา และหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ให้คำปรึกษารายงานต่อศาลชั้นต้นเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินรางวัลค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายในวันเดียวกับที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว ซึ่งตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ที่ปรึกษากฎหมายซึ่งศาลแต่งตั้งให้ได้รับค่าป่วยการตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด โดยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง คือ ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ. 2555 และระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 โดยระเบียบ ข้อ 5 กำหนดว่า ให้ศาลกำหนดเงินรางวัลให้แก่ที่ปรึกษากฎหมายตามอัตราค่าป่วยการท้ายระเบียบ ดังนี้ (1) ในกรณีที่มีการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ให้กำหนดตามบัญชี 1 และตามวรรคสอง กำหนดว่า "ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ คดีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว คดีที่ศาลสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา หรือคดีเสร็จไปโดยศาลไม่ได้มีคำพิพากษา..." และวรรคสาม กำหนดว่า "ทั้งนี้ ให้กำหนดเมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว " ซึ่งคดีนี้เป็นคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพทั้งยังเป็นคดีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวที่ให้ศาลกำหนดเงินรางวัลให้ได้ตามระเบียบ ข้อ 5 (1) วรรคสอง แต่ต้องอยู่ในบังคับแห่งวรรคสามที่ศาลจะกำหนดให้ได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยแล้วจำหน่ายคดีออกจากสารบบความไว้ชั่วคราว โดยยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง กรณีจึงยังไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะสั่งให้จ่ายเงินรางวัลค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ผู้ร้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี
ผู้ร้อง — นาย ช.
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี — นายสุมิตร์ ทองกล่อม
- นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3873/2565
#690884
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงของผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที เป็นเพียงข้อตกลงที่ให้โอกาสแก่จำเลยในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คเท่านั้น กรณีที่ผู้เสียหายจะไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาแก่จำเลย รวมถึงการถอนคำร้องทุกข์ก็เป็นเงื่อนไขที่ผู้เสียหายจะปฏิบัติในภายหน้าหากจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่ผู้เสียหายจนครบถ้วน จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คระงับไปแต่อย่างใด ทั้งไม่มีผลเป็นการยอมความโดยชอบตามกฎหมาย เมื่อจำเลยยังมิได้ใช้เงินตามเช็คทั้งสองฉบับให้แก่ผู้เสียหาย และหนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นก็ไม่สิ้นผลผูกพันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 คดีจึงยังไม่เลิกกัน สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3009/2561, อ.3010/2561, อ.4165/2561, อ.4989/2561 และ อ.5457/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำนวน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นให้ยก เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาแล้ว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังยุติว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยแถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง นายเซาราบห์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้เสียหายและจำเลยร่วมกันแถลงต่อศาลว่า ผู้เสียหายและจำเลยเจรจาตกลงกันได้ โดยผู้เสียหายให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยจะชำระเงิน 100,000 บาท ให้ผู้เสียหายภายในวันที่ 15 มกราคม 2563 ส่วนที่เหลือจะชำระให้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาททุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 หากจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาแก่จำเลยและจะถอนคำร้องทุกข์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงกัน ผู้เสียหายจะขอให้ศาลพิจารณาคดีและมีคำพิพากษาต่อไป ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อตกลงดังกล่าวของผู้เสียหายและจำเลยเป็นการระงับข้อพิพาทตามเช็ค อันมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาระงับไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้และเลื่อนคดีมาโดยตลอดถือว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยแล้ว เป็นการยอมความโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที เป็นเพียงข้อตกลงที่ผู้เสียหายให้โอกาสแก่จำเลยในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คเท่านั้น กรณีที่ผู้เสียหายจะไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาแก่จำเลย รวมถึงการถอนคำร้องทุกข์ก็เป็นเงื่อนไขที่ผู้เสียหายจะปฏิบัติในภายหน้าหากจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่ผู้เสียหายจนครบถ้วน จึงไม่เป็นสัญญาจะประนีประนอมยอมความที่จะทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คระงับไปแต่อย่างใด ทั้งไม่มีผลเป็นการยอมความโดยชอบด้วยกฎหมายตามที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยมิได้ใช้เงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ผู้เสียหาย และหนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นก็ไม่สิ้นผลผูกพันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 คดีจึงไม่เลิกกัน สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยออกเช็คพิพาท 2 ฉบับรวมเป็นเงิน 700,000 บาท ผู้เสียหายให้โอกาสแก่จำเลยผ่อนชำระ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยชดใช้หรือพยายามจะชดใช้เงินตามเช็คให้แก่ผู้เสียหายแต่ประการใด ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว หากจำเลยถูกลงโทษจำคุกจะทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนก็เป็นเพียงเหุตผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น ส่วนอาการเจ็บป่วยเป็นโรคอารมณ์สองขั้วจำเลยสามารถรักษาด้วยการรับประทานยาเช่นที่ได้รับการรักษา กรณีความจำเป็นที่จำเลยยกขึ้นอ้างดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตาม การที่จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และศาลล่างพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยระยะสั้น สมควรแก้ไขดุลพินิจในการกำหนดโทษเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดี โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนงและศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นกักขังมีกำหนด 2 เดือน ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวีระพงษ์ ทองอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชลิต กฐินะสมิต
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา