คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3396/2565
#685873
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดเงินเพิ่มจากหนี้ค่าส่วนกลางค้างชำระของเจ้าของห้องชุด เป็นกรณีการค้างชำระเงินเกินหกเดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ที่จดทะเบียนกับทางราชการ และมีการรับรองโดยที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม (ครั้งแรก) ของโจทก์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 โดยจำเลยมีตัวแทนในฐานะเป็นเจ้าของห้องชุดส่วนหนึ่งร่วมประชุมและรับรองข้อบังคับดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยเป็นผู้ยกร่างข้อบังคับอาคารชุดของโจทก์และนำไปจดทะเบียนต่อทางราชการและมีการจดทะเบียนและรับรองข้อบังคับดังกล่าวแล้ว เจ้าของร่วมห้องชุดทุกคนรวมทั้งจำเลยจึงต้องผูกพันตามข้อบังคับของโจทก์ เมื่อพิจารณาข้อบังคับ หมวดที่ 11 การออกค่าใช้จ่ายของเจ้าของร่วม ข้อ 31 ถึงข้อ 38 ซึ่งตามข้อบังคับข้อ 35.4 ย่อหน้าสุดท้ายระบุว่า "...เจ้าของร่วมที่ค้างชำระเงินตามข้อบังคับข้างต้น ตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละยี่สิบ (20) ต่อปี...เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522..." โดยอัตราเงินเพิ่มดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 18/1 แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 จึงถือเป็นข้อตกลงร่วมกันของเจ้าของห้องชุดทุกคนรวมถึงจำเลยซึ่งเปลี่ยนฐานะจากเดิมที่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารชุดกลายเป็นเจ้าของร่วมในห้องชุดรายหนึ่ง และต้องรับผิดชอบในเงินเพิ่มตามมาตรา 18/1 วรรคหนึ่งและวรรคสอง สำหรับค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระเช่นเดียวกับเจ้าของร่วมคนอื่น ซึ่งเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นทั้งหมดตลอดมาจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นนั้น ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางทันทีด้วยตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18/1 วรรคท้าย และข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 35.4 วรรคท้าย ซึ่งมีผลต่อเนื่องตามมาถึงการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากภาระผูกพันของห้องชุดห้องนั้นเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้เจ้าของห้องชุดรายใหม่ ตามข้อบังคับข้อ 9.12 ของโจทก์ เจ้าของห้องชุดแต่ละห้องจึงต้องรับผิดชอบในเงินเพิ่มซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จะนำมาใช้ในการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางอันเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมอย่างเคร่งครัดและเสมอภาคเท่าเทียม ซึ่งหากปรับลดให้ต่างไปจากข้อบังคับ ก็จะมีผลต่อเจ้าของห้องชุดคนอื่นที่ปฏิบัติถูกต้องตามข้อบังคับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงกำหนดเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 3,939,995.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามคำขอบังคับของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,497,098.45 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 5,838,710.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 6,773,730.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 2,596,358.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 24 กันยายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 5,106,482.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 24 กันยายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้จำเลย 5,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังยุติได้ว่า อาคารชุด ช. เดิมมีจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ได้จดทะเบียนอาคารชุดและจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 และวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ตามลำดับ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด จำเลยประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม และอื่น ๆ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 โจทก์จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม (ครั้งแรก) จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าส่วนกลางห้องชุดที่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์นับแต่วันจดทะเบียนอาคารชุดถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2557 ก่อนจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างบุคคลภายนอกรวม 4 สัญญา สัญญาฉบับแรกว่าจ้างบริษัท ค. เป็นผู้บริหารจัดการอาคารชุดโจทก์ ฉบับที่สองว่าจ้างบริษัท ว. เป็นผู้ดูแลทำความสะอาดฉบับที่สาม ว่าจ้างบริษัท อ. เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัย และฉบับที่สี่ว่าจ้างบริษัท ม. เป็นผู้รับจ้างจัดสวน ตกแต่ง และตัดแต่งพรรณไม้ต่าง ๆ และบำรุงรักษา ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยชำระค่าไฟฟ้าเป็นเงิน 4,996,337.16 บาท ชำระค่าน้ำประปา เป็นเงิน 882,478.98 บาท รวมค่าใช้จ่ายข้างต้นที่จำเลยอ้างเพื่อหักกลบลบหนี้ตามฟ้องแย้ง เป็นเงิน 13,093,457.14 บาท จำเลยเป็นลูกหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามฟ้องโจทก์อันเนื่องมาจากจำเลยเป็นเจ้าของร่วมในห้องชุดที่ยังไม่ได้โอนในช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2557 รวมเงินเพิ่มตามข้อบังคับโจทก์ อัตราร้อยละ 12 และ 20 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมา

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่หักกลบลบหนี้ตามฟ้องแย้งชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต้องพิจารณาก่อนว่า หนี้ค่าจ้างที่จำเลยเป็นคู่สัญญากับบุคคลภายนอก นั้น มีเหตุที่โจทก์ต้องรับผิดชอบหนี้ดังกล่าวตามข้อสัญญาหรือข้อกฎหมายใดหรือไม่ เพียงใด และเห็นควรพิจารณาสัญญาฉบับที่สองก่อน คือสัญญาทำความสะอาด โดยเอกสารแผ่นแรกและแผ่นที่สองเป็นใบเสนอราคาฝ่ายบริการทำความสะอาด ของบริษัท ว. ผู้รับจ้าง กับบริษัท พ. คือจำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง ข้อความในสัญญาระบุรายการทำความสะอาด คือ 1. ดูแลรักษาความสะอาดสำนักงานขาย 2. บริการเสิร์ฟน้ำ ต้อนรับและช่วยฝ่ายขายในสำนักงาน 3. ล้างแก้วน้ำ ถ้วยกาแฟ เก็บกวาดเทขยะ 4. ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องครัว ห้องรับแขก และตามสัญญาจ้างบริการพนักงานทำความสะอาด ก็ระบุไว้ในวงเล็บของบรรทัดถัดมาว่าเป็น (โครงการ คอนโด 2) ระบุคู่สัญญาที่ลงนามท้ายสัญญาเป็นบริษัทจำเลย ผู้ว่าจ้างกับบริษัท ว. ผู้รับจ้าง มีข้อความย่อหน้าที่ 3 ระบุว่า "....โดยที่ผู้ว่าจ้าง (คือจำเลย) เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท น. บริษัท ท. และบริษัท ส. ซึ่งดำเนินการประกอบธุรกิจพัฒนาและจัดสรรอสังหาริมทรัพย์ เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ดังนั้น "ผู้ว่าจ้าง" ให้หมายรวมถึงบริษัทในเครือดังกล่าวด้วย..." สัญญาระบุเวลาให้บริการนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 เวลาเริ่มสัญญา ก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลอาคารชุดประมาณ 4 เดือน สัญญาข้อ 7. ระบุหน้าที่ของผู้รับจ้างตามข้อ 7.1 ว่า ผู้รับจ้างยินดีจะดูแลรักษาสถานที่ปฏิบัติงานของผู้ว่าจ้างให้สะอาดอยู่เสมอ ข้อ 7.6 พนักงานของผู้รับจ้างจะต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ดังนี้ ตามสัญญาดังกล่าว นอกจากจำเลยแล้วยังมีบริษัทในเครืออีก 3 บริษัท เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับบุคคลภายนอก สัญญาฉบับนี้จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของจำเลย และบริษัทในเครือของจำเลยโดยเฉพาะ เพราะเป็นการว่าจ้างบริษัท ว. ให้ดูแลและให้บริการในสำนักงานขายของจำเลย อีกทั้งบริษัท ว. ผู้รับจ้างต้องทำงานตามการควบคุมสั่งการดูแลของจำเลย และบริษัทในเครือ วันเริ่มสัญญาก็เกิดก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ประมาณ 4 เดือน ไม่มีข้อความใดเป็นการกระทำเพื่อการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์แต่อย่างใด ไม่ปรากฏเหตุในสัญญาจ้างบริการพนักงานทำความสะอาดหรือข้อกฎหมายใดอันมีผลผูกพันให้โจทก์ต้องรับผิดชอบหนี้ค่าจ้างตามที่จำเลยอ้าง ตามสัญญาฉบับที่สี่คือสัญญาว่าจ้าง จัดสวน ก็ปรากฏว่าระบุวันเริ่มสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 ก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ถึง 1 ปีเศษ คู่สัญญาของสัญญาว่าจ้างจัดสวน คือบริษัทจำเลยและบริษัทในเครืออีก 3 บริษัท เป็นผู้ว่าจ้างทำนองเดียวกับสัญญาจ้างบริการทำความสะอาด ชื่อสัญญาที่ระบุไว้ก็เป็นสัญญาว่าจ้างจัดสวนของทุกโครงการ แสดงว่ามิได้จัดสวนเพื่อประโยชน์ในพื้นที่ส่วนกลางของโจทก์โดยเฉพาะแต่อย่างใด นอกจากนี้ตามข้อตกลงข้อ 9 ระบุให้ผู้ว่าจ้างซึ่งหมายถึงจำเลยและบริษัทในเครืออีก 3 บริษัท มีอำนาจตรวจสอบและควบคุมงานจัดสวนเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา ไม่ปรากฏข้อตกลงหรือข้อกฎหมายใดที่ก่อนิติสัมพันธ์ให้โจทก์ต้องรับผิดชอบในหนี้ค่าจ้างที่จำเลยก่อหนี้กับบริษัท ม. ผู้รับจ้างซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยแต่อย่างใด ตามสัญญาฉบับที่สาม คือสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยระบุวันทำสัญญาวันที่ 1 เมษายน 2557 ก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประมาณ 1 เดือน ก็เป็นสัญญาที่บริษัทจำเลยในฐานะผู้ว่าจ้างทำกับบริษัท อ. ผู้รับจ้าง แม้ชื่อสัญญาระบุว่า เป็นของโครงการ ช. แต่สัญญาข้อ 2 ระบุเรื่องขอบเขตการให้บริการ โดยกำหนดให้ผู้รับจ้างตรวจตราดูแลทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง และผู้อยู่อาศัยในโครงการภายในสถานที่ปฏิบัติงานโดยมิได้ครอบคลุมถึงพื้นที่ส่วนกลางของโจทก์ และผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามนโยบาย และวัตถุประสงค์ของจำเลยผู้ว่าจ้าง มิใช่ปฏิบัติตามนโยบายและวัตถุประสงค์ของโจทก์ ไม่มีข้อสัญญาว่าจัดจ้างเพื่อประโยชน์ของโจทก์ เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ช. และไม่มีข้อตกลงที่กำหนดให้โจทก์รับผิดชอบหนี้ค่าจ้างตามสัญญาดังกล่าวแทนจำเลยแต่อย่างใด จะถือว่าข้อตกลงตามสัญญาที่จำเลยนำไปผูกพันโจทก์ให้ต้องชำระหนี้คืนจำเลยก็ไม่ได้ เพราะจำเลยกับโจทก์มิได้อยู่ในฐานะตัวแทน ตัวการ และเมื่อโจทก์ก็ยังมิได้ก่อตั้งขึ้นจึงไม่ใช่กรณีจัดการงานนอกสั่งด้วยเพราะตัวการยังไม่มีตัวตนขณะเริ่มสัญญา อีกทั้งก่อนจดทะเบียนอาคารชุดและจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยอยู่ในฐานะผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารชุด เมื่อจำเลยจดทะเบียนอาคารชุดกับจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ ความสัมพันธ์และความรับผิดซึ่งกันและกันระหว่างจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของโครงการเดิม กับโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลอาคารชุด ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์กันไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นการก่อภาระผูกพันใด ๆ ของจำเลย ในฐานะผู้ที่เข้าบริหารแทนตามกฎหมาย ก่อนขอจดทะเบียนก่อตั้งโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐซึ่งเป็นผู้รับจดทะเบียน และภายใต้บังคับของกฎหมายรวมทั้งข้อบังคับของโจทก์ เมื่อจำเลยก่อหนี้กับบุคคลภายนอกโดยอ้างว่าเป็นภาระผูกพันที่โจทก์ในฐานะนิติบุคคลอาคารชุดต้องรับผิดเป็นลูกหนี้จำเลย ก็ชอบที่จำเลยจะแสดงให้ปรากฏโดยชัดแจ้ง การที่จำเลยได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นอาคารชุดย่อมเป็นปริยายว่า อาคารที่ขอจดทะเบียนอาคารชุดซึ่งโจทก์เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินส่วนกลางในฐานะนิติบุคคลอาคารชุดปราศจากภาระผูกพันใด ๆ เว้นแต่การจำนองอาคารรวมกับที่ดิน มิฉะนั้นจำเลยย่อมไม่อาจจดทะเบียนอาคารชุดได้ตามบทบัญญัติมาตรา 6 (5) มาตรา 7 วรรคสาม และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 และกฎหมายกำหนดนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 18 วรรคท้าย นอกจากนี้เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาและจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำดังปรากฏตามคำให้การจำเลยและเป็นผู้มีประสบการณ์มาหลายปีดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดมาหลายแห่ง จำเลยย่อมรู้ถึงภาระหนี้ที่อาจมีขึ้นได้ และถือเป็นต้นทุนธุรกิจที่อาจเฉลี่ยเพิ่มในราคาขายห้องชุดได้ตั้งแต่แรกแล้วเพราะจำเลยเป็นผู้กำหนดราคาขายเอง ทั้งจำเลยนำสืบรับว่า มิได้นำค่าส่วนกลางที่ผู้ซื้อห้องชุดในช่วงแรกชำระไว้มาใช้ แสดงว่าค่าส่วนกลางดังกล่าวยังอยู่ที่จำเลย และจำเลยยังนำสืบรับว่ายังไม่มีการสะสางบัญชีกัน ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีดังวินิจฉัยมาข้างต้นจึงฟังไม่ได้ว่า มีหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลย ส่วนสัญญาฉบับแรก คือสัญญาว่าจ้างบริหารและการจัดการอาคารชุด วันเริ่มสัญญาวันที่ 1 เมษายน 2557 ก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประมาณ 1 เดือน เช่นเดียวกับสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย สัญญาฉบับนี้ระบุว่าเป็นของโครงการ ช. และเมื่อพิจารณาย่อหน้าที่ 3 ของสัญญาหน้าแรก ระบุว่า "...เมื่อ "ผู้ว่าจ้าง" (หมายถึงบริษัทจำเลย) ได้จัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุด ช. เรียบร้อยแล้ว "ผู้ว่าจ้าง" ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญานี้ให้แก่ "นิติบุคคลอาคารชุด ช." เป็น "ผู้ว่าจ้าง" และผูกพันตามสัญญานี้แทน โดย "ผู้รับจ้าง" ยินยอมให้ "ผู้ว่าจ้าง" โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญานี้ ให้แก่ "นิติบุคคลอาคารชุด ช." ได้ ดังนี้ ถือได้ว่ามีข้อตกลงระบุให้โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างบริหารและการจัดการอาคารชุด จึงถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกระหว่างจำเลยในฐานะคู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้างกับบริษัท อ. คู่สัญญาฝ่ายผู้รับจ้าง ตกลงกันโดยคู่ความนำสืบรับกันว่า โจทก์ในฐานะบุคคลภายนอกได้รับเอาประโยชน์แล้ว และได้ความว่ามีการปฏิบัติตามสัญญาไปโดยผู้รับจ้างได้ชำระหนี้ กระทำการตามสัญญาดังกล่าวโดยเป็นผู้บริหารนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างให้แก่บริษัท ค. เป็นการตอบแทน แต่อย่างไรก็ตามการที่จำเลยในฐานะเจ้าของโครงการอาคารชุดพักอาศัย ช. ว่าจ้างบริษัท ค. มาเป็นผู้บริหารจัดการอาคารชุดดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2557 ก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและบริษัทดังกล่าวได้เป็นผู้บริหารนิติบุคคอาคารชุดโจทก์ต่อมานั้นย่อมเป็นประโยชน์ต่อจำเลยในการดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าวให้แล้วเสร็จ รวมทั้งเป็นประโยชน์แก่จำเลยในการขายห้องชุดส่วนที่จำเลยยังมีชื่อถือกรรมสิทธิ์อยู่ ซึ่งก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า หลังจากจำเลยดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์แล้ว จำเลยได้ทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่จำเลยถือกรรมสิทธิ์อยู่จำนวน 1,875 ห้อง ให้แก่ลูกค้า คิดถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2557 จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดไปแล้ว 1,185 ห้อง คงเหลือห้องชุดของจำเลยที่ยังไม่ได้โอน 690 ห้อง เมื่อจำเลยได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการของบริษัท ค. ด้วย จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดชอบในการชำระค่าจ้างในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม 2557 ให้แก่บริษัท ค. ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์และจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์และจำเลยรับผิดชอบชำระค่าจ้างดังกล่าวคนละครึ่ง จำเลยชำระค่าจ้างให้แก่บริษัท ค. ไปแล้ว จำนวน 3,797,430 บาท จำเลยจึงมีสิทธิเรียกเอาเงินจำนวน 1,898,715 บาท ซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยทดรองจ่ายแทนโจทก์ไปคืน ดังนั้น จำเลยชอบที่จะนำหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระโจทก์ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม 2557 จำนวน 5,838,710.40 บาท ไปหักกลบกับหนี้ค่าจ้างจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ค้างชำระจำเลย ซึ่งก็จะเหลือเงินค่าส่วนกลางที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์อีกจำนวน 3,939,995.40 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่ม และเมื่อการหักกลบลบหนี้มีผลตั้งแต่เมื่อโจทก์และจำเลยสามารถหักกลบลบหนี้กันได้เป็นครั้งแรกซึ่งก็คือตั้งแต่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม 2557 และไม่มีหนี้ตามฟ้องแย้งที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยอีก จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งจำเลยขาดอายุความหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป สำหรับหนี้ค่าไฟฟ้าและค่าใช้น้ำประปา นั้น เมื่อพิจารณาใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จค่าไฟฟ้าและค่าใช้น้ำประปา พบว่าเป็นการใช้ไฟฟ้าจากรหัสเครื่องวัด หมายเลข 9568xxxx และใช้น้ำประปาจากทะเบียนผู้ใช้น้ำ 14-10 71436539 95x-xxx เอกสารทั้งหมดระบุในนามผู้ใช้ชื่อบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) คือจำเลย มิใช่โจทก์ แม้เป็นยอดที่ระบุสถานที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาเป็นที่ตั้งของโจทก์ แต่เป็นยอดหนี้จากการใช้ไฟฟ้า และน้ำประปา เพียงมิเตอร์เดียวในแต่ละยอด แต่ละเดือน เป็นการอ้างยอดหนี้ในลักษณะเหมารวม มิได้แยกยอดหนี้ตามห้องชุดแต่ละห้อง แต่ละอาคารซึ่งมี 3 อาคาร รวม 1,875 ห้อง และไม่แยกตามสัดส่วนในทรัพย์ส่วนบุคคล และทรัพย์ส่วนกลาง หรือจากคนงานก่อสร้างที่ยังทำงานอยู่ในพื้นที่ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยยังมีชื่อเป็นผู้ใช้ไฟฟ้า และผู้ใช้น้ำประปา ดังนี้จะถือยอดหนี้การใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา หลังจากโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดแล้วให้เป็นหนี้ของโจทก์ทั้งหมดมิได้ เพราะโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการจัดการดูแลเฉพาะทรัพย์ส่วนกลางเท่านั้น ทั้งปรากฏว่าในช่วงเวลาก่อหนี้ดังกล่าวจำเลยเพิ่งเริ่มจำหน่ายและโอนห้องชุดได้ส่วนน้อย และยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์เท่ากับหนี้ที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่วนมากเป็นหนี้ค่าใช้ไฟฟ้า และค่าใช้น้ำประปาในส่วนของจำเลยที่ต้องรับผิดชอบ แต่ผลักภาระให้โจทก์ทั้งหมด เมื่อจำเลยซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไม่อาจแยกแยะสะสางระบุยอดหนี้ให้ชัดเจน ทั้งเป็นหนี้ที่ก่อขึ้นโดยจำเลยเอง ไม่ปรากฏว่าโจทก์เข้าตกลงยินยอมรับผิดด้วยในยอดค่าใช้ไฟฟ้า และค่าใช้น้ำประปาในส่วนใด ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบมา ฟังไม่ได้ว่ามีหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดชอบด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

ปัญหาพิจารณาประการสุดท้ายมีว่า เห็นควรกำหนดเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 3,939,995.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามคำขอบังคับของโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกำหนดเงินเพิ่มจากหนี้ค่าส่วนกลางค้างชำระของเจ้าของห้องชุด เป็นกรณีการค้างชำระเงินเกินหกเดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ที่จดทะเบียนกับทางราชการ และมีการรับรองโดยที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม (ครั้งแรก) ของโจทก์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 โดยจำเลยมีตัวแทนในฐานะเป็นเจ้าของห้องชุดส่วนหนึ่งร่วมประชุมและรับรองข้อบังคับดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยเป็นผู้ยกร่างข้อบังคับอาคารชุดของโจทก์และนำไปจดทะเบียนต่อทางราชการและมีการจดทะเบียนและรับรองข้อบังคับดังกล่าวแล้ว เจ้าของร่วมห้องชุดทุกคนรวมทั้งจำเลยจึงต้องผูกพันตามข้อบังคับของโจทก์ เมื่อพิจารณาข้อบังคับ หมวดที่ 11 การออกค่าใช้จ่ายของเจ้าของร่วม ข้อ 31 ถึงข้อ 38 ซึ่งตามข้อบังคับข้อ 35.4 ย่อหน้าสุดท้ายระบุว่า "...เจ้าของร่วมที่ค้างชำระเงินตามข้อบังคับข้างต้น ตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละยี่สิบ (20) ต่อปี...เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุดฯ..." โดยอัตราเงินเพิ่มดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายตามมาตรา 18/1 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 จึงถือเป็นข้อตกลงร่วมกันของเจ้าของห้องชุดทุกคนรวมถึงจำเลยซึ่งเปลี่ยนฐานะจากเดิมที่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารชุดกลายเป็นเจ้าของร่วมในห้องชุดรายหนึ่ง และต้องรับผิดชอบในเงินเพิ่มตามมาตรา 18/1 วรรคหนึ่งและวรรคสอง สำหรับค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระเช่นเดียวกับเจ้าของร่วมคนอื่น ซึ่งเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นทั้งหมดตลอดมาจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นนั้น ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางทันทีด้วยตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18/1 วรรคท้าย และข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 35.4 วรรคท้าย หน้า 14 ซึ่งมีผลต่อเนื่องตามมาถึงการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากภาระผูกพันของห้องชุดห้องนั้น เมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้เจ้าของห้องชุดรายใหม่ ตามข้อบังคับข้อ 9.12 ของโจทก์ข้างต้น เจ้าของห้องชุดแต่ละห้องจึงต้องรับผิดชอบในเงินเพิ่มซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จะนำมาใช้ในการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางอันเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมอย่างเคร่งครัดและเสมอภาคเท่าเทียม ซึ่งหากปรับลดให้ต่างไปจากข้อบังคับ ก็จะมีผลต่อเจ้าของห้องชุดคนอื่นที่ปฏิบัติถูกต้องตามข้อบังคับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงกำหนดเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 3,939,995.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามคำขอบังคับของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ให้จำเลยชำระเงิน 4,656,318.42 บาท แก่โจทก์ และชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 3,939,995.40 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวมเป็นเงิน 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 18/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ช.
จำเลย — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสุวภา สุขคตะ
ศาลอุทธรณ์ — นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชลิต กฐินะสมิต
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3386/2565
#685757
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งผู้ร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้ผู้ร้องมาตรวจรับรองบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 จำนวน 44,959.86 บาท หากประสงค์จะคัดค้านบัญชีให้ยื่นคำแถลงคัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือผู้ร้องตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากจำเลยทั้งสองเจ้าของห้องชุดพิพาทต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องตามข้อบังคับของผู้ร้องและ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาด รวมค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่ม 189,327.28 บาท กรณีเป็นเรื่องผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่ม 189,327.28 บาท มิใช่เป็นการโต้แย้งว่ากระบวนการในการจัดทำบัญชีส่วนเฉลี่ยไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 342 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 จึงไม่เป็นที่สุด

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (14) และมาตรา 278 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จะเห็นได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลและเป็นตัวแทนของคู่ความทุกฝ่ายทั้งโจทก์ ผู้ร้อง และจำเลย จึงมีอำนาจยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ประกอบกับโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ค่าส่วนกลางที่ผู้ร้องเรียกเก็บเป็นรายเดือนเมื่อเจ้าของรวมไม่ได้ชำระจึงถือเป็นเงินค้างจ่าย และ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำเรื่องอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) มาใช้บังคับ หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระจึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี อันเป็นการยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ เมื่อ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องสำหรับเงินดังกล่าวไว้โดยเฉพาะจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อบังคับของผู้ร้องกำหนดให้ชำระค่าส่วนกลางเป็นรายเดือน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงถือเป็นเงินค้างจ่ายซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ซึ่งบัญญัติไว้ว่า เงินค้างจ่าย...และเงินอื่นๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา ดังนั้น ค่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเกิดจากการไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เป็นหนี้อุปกรณ์ของค่าใช้จ่ายส่วนกลาง จึงมีอายุความ 5 ปี เช่นกัน ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระและค่าเบี้ยปรับย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 637,357.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 490,571.98 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มิถุนายน 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 11/870 ชั้นที่ 14 อาคารเลขที่ 9 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9104 และ 9108 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดห้องชุดของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เพิกถอนบัญชีแสดงรายการรับ-จ่าย ของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้จัดทำบัญชีดังกล่าวใหม่ตามมูลหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่ม 189,327.28 บาท แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการจัดทำบัญชีแสดงรายรับ-จ่าย ครั้งที่ 1 สิ้นสุดเพียงวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายใหม่ ตามมูลหนี้ที่ผู้ร้องเคยแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ 189,327.28 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดพิพาท เลขที่ 11/870 ชั้นที่ 14 อาคารเลขที่ 9 ที่จำเลยทั้งสองจำนองแก่โจทก์ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 342 หรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งผู้ร้องว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้วขอให้ผู้ร้องมาตรวจรับรองบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 จำนวน 44,959.86 บาท หากประสงค์จะคัดค้านบัญชีให้ยื่นคำแถลงคัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ... ตามหนังสือแจ้งขอให้ตรวจรับรองบัญชีแสดงรายการรับและจ่ายเงิน กรณีค่าภาระส่วนกลาง ผู้ร้องตรวจสอบบัญชีแสดงรายรับ-จ่ายของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้องเนื่องจากจำเลยทั้งสองเจ้าของห้องชุดพิพาทต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องตามข้อบังคับของผู้ร้องและพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาด รวมค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่ม 189,327.28 บาท ตามแบบแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางลงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 กรณีเป็นเรื่องผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่ม 189,327.28 บาท มิใช่เป็นการโต้แย้งว่ากระบวนการในการจัดทำบัญชีส่วนเฉลี่ยไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 342 ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการจัดทำบัญชีแสดงรายรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 จึงไม่เป็นที่สุด ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ด้วยเหตุที่ว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามฎีกาของโจทก์ไปทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ ในประเด็นทีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 ตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินครั้งที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (14) บัญญัติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่นผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติการแทน ฉะนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของคู่ความทุกฝ่าย และมาตรา 278 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลได้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลในการดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดีและตามบทบัญญัติในลักษณะ 2 แห่งภาคนี้ ทั้งนี้ จะเรียกให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาช่วยเหลือก็ได้ คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการดำเนินการบังคับคดีต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลไว้ด้วย และวรรคสองบัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นผู้แทนของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลภายนอกนำมาวางและออกใบรับให้ จะเห็นได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลและเป็นตัวแทนของคู่ความทุกฝ่ายทั้งโจทก์ ผู้ร้อง และจำเลยจึงมีอำนาจยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ประกอบกับโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่าค่าส่วนกลางที่ผู้ร้องเรียกเก็บเป็นรายเดือนดังกล่าวเมื่อเจ้าของรวมไม่ได้ชำระหนี้จึงถือเป็นเงินค้างจ่ายและพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) มาใช้บังคับ หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระจึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี อันเป็นการยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แม้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ผู้ร้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมของเจ้าของร่วมก็ตาม แต่เมื่อพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องสำหรับเงินดังกล่าวไว้โดยเฉพาะจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อตามข้อบังคับของผู้ร้องกำหนดให้ชำระค่าส่วนกลางเป็นรายเดือน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงถือเป็นเงินค้างจ่ายซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) ซึ่งบัญญัติไว้ว่า เงินค้างจ่าย...และเงินอื่นๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา ดังนั้น ค่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเกิดจากการไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เป็นหนี้อุปกรณ์ของค่าใช้จ่ายส่วนกลาง จึงมีอายุความ 5 ปี เช่นกัน ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระและค่าเบี้ยปรับย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 ถึงเดือนกรกฎาคม 2559 รวมเป็นเงิน 44,959.86 บาท ตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินครั้งที่ 1 และหนังสือรายงานข้อเท็จจริง ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมายังศาลชั้นต้นประกอบการพิจารณา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 จำนวน 44,959.86 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (4)
ป.วิ.พ. ม. 1 (14) ม. 278 ม. 342
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นิติบุคคลอาคารชุด ป.
จำเลย — นาง อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวอโนชา วิชิตะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3384/2565
#684761
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการจัดสรรที่ดินเพื่อจำหน่าย มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อปี 2517 จำเลยที่ 1 จัดสรรที่ดินโดยสร้างถนนบนที่ดินพิพาทให้ผู้ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกัน และสร้างกำแพงคอนกรีตบนที่ดินพิพาทเป็นแนวเขตถนนกับที่ดินของโจทก์ วันที่ 30 สิงหาคม 2550 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมให้กรุงเทพมหานครก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสาธารณูปโภคในที่ดินเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 1 ไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือผลประโยชน์ตอบแทน และมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสงวนกรรมสิทธิ์ต่อไป แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้กรุงเทพมหานครและประชาชนทั่วไปใช้สอยทรัพย์สินหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และเมื่อคำนึงถึงความประสงค์ของกรุงเทพมหานครที่ประสงค์จะก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสิ่งสาธารณูปโภคอย่างอื่นบนที่ดินพิพาทเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามหนังสือสัญญายินยอมให้ใช้สอยทรัพย์ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 อุทิศที่ดินพิพาทให้กรุงเทพมหานคร เพื่อให้กรุงเทพมหานครใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเข้าไปพัฒนาถนนเดิมให้กลายเป็นถนนคอนกรีตพร้อมวางระบบระบายน้ำและสาธารณูปโภคที่จำเป็น เพื่อเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยมุ่งหมายให้ตนพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณประโยชน์ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 แล้ว ดังนั้น ถนนและที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ทันที แม้ไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่กรุงเทพมหานครก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย กรุงเทพมหานครจึงเป็นผู้ดูแลและมีหน้าที่บำรุงถนนและที่ดินพิพาทตามกฎหมาย

แต่สำหรับกำแพงคอนกรีตนั้นมิได้เป็นประโยชน์แก่โจทก์และประชาชนอื่นที่อยู่นอกที่ดินที่จัดสรรหรือนอกโครงการของจำเลยที่ 1 อีกทั้งกรุงเทพมหานครมีความประสงค์เพียงเฉพาะแต่จะทำการก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสิ่งสาธารณูปโภคอื่นบนที่ดินพิพาทเพื่อให้ประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางสัญจรร่วมกันเท่านั้น แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้ว่า มิได้มีเจตนาอุทิศหรือโอนกำแพงคอนกรีตให้แก่กรุงเทพมหานครด้วย กำแพงคอนกรีตยังคงเป็นสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินที่จัดสรรในโครงการของจำเลยที่ 1 และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องบำรุงรักษากำแพงคอนกรีตให้คงสภาพเช่นที่ได้จัดทำขึ้นต่อไป และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับกำแพงคอนกรีตโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องรื้อกำแพงคอนกรีตและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4482 เป็นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนกำแพงคอนกรีตบนที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนเองโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองขัดขวางหรือปิดทางเข้าออกในการที่โจทก์นำรถบรรทุกเข้าไปถมดินในที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายวันละ 10,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนกำแพงออกจากทางสาธารณประโยชน์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้ง กับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 42,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และห้ามมิให้โจทก์หรือบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับกำแพงของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ถึงแก่ความตาย นายอนุชาญ ผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4482 เป็นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนกำแพงยาวประมาณ 120 เมตร ออกจากที่ดินดังกล่าว และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 มีนาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนกำแพงออกไปจากที่ดินดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการจัดสรรที่ดินเพื่อจำหน่าย อันเป็นวัตถุประสงค์หนึ่งของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อปี 2517 จำเลยที่ 1 ได้จัดสรรที่ดินบริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ หรือซอยสกุลชัย โดยสร้างถนนบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4482 (เดิม 4627) เลขที่ดิน 162 (เดิม 300) ให้ผู้ที่ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกัน และจำเลยที่ 1 ได้สร้างกำแพงคอนกรีตสูง 180 เซนติเมตร ยาว 120 เมตร บนที่ดินพิพาทเป็นแนวเขตถนนกับที่ดินโฉนดเลขที่ 5794 ของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 จำเลยที่ 1 กับกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตบางพลัด ทำสัญญายินยอมให้กรุงเทพมหานครใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทกับที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้รวม 19 แปลง ของจำเลยที่ 1 โดยกรุงเทพมหานครมีความประสงค์จะทำการก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสิ่งสาธารณูปโภคอย่างอื่น เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งข้อตกลงมีสาระสำคัญว่าให้กรุงเทพมหานครและประชาชนทั่วไปใช้สอยทรัพย์สินหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทกับที่ดินพิพาทแปลงอื่นที่ระบุไว้รวม 19 แปลง ตลอดไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยจำเลยที่ 1 ไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือผลประโยชน์ตอบแทน และจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสงวนกรรมสิทธิ์ต่อไป แต่จะไม่ดำเนินการใด ๆ อันเป็นการกีดขวางหรือขัดขวางการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าว จากนั้นในปี 2551 กรุงเทพมหานครได้ปรับปรุงซอยจรัญสนิทวงศ์ (ซอยสกุลชัย) ในวงเงิน 8,412,000 บาท วันที่ 9 มีนาคม 2560 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางพลัดว่า โจทก์กับพวกบุกรุกเข้าไปทำลายกำแพงคอนกรีตเสียหายเพื่อดำเนินคดีต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ถนนและกำแพงคอนกรีตบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4482 ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไปจากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ซึ่งใช้บังคับในขณะจำเลยทั้งสองจัดสรรที่ดินพิพาท ข้อ 30 บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้น เพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอม เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไป ที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าว ให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" และวรรคสองบัญญัติว่า "หน้าที่ในการบำรุงรักษาตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่ผู้จัดสรรที่ดิน หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไป ได้อุทิศทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือได้โอนให้แก่ เทศบาลสุขาภิบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งท้องที่ ที่ที่ดินจัดสรรอยู่ในเขต" จากข้อ 30 ของประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว เห็นได้ว่าถนนหรือสาธารณูปโภคอื่นซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นย่อมตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรที่ดินตั้งแต่ปี 2517 และได้จัดแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4482 (เดิม 4627) เป็นถนนซอยจรัญสนิทวงศ์ (เดิมแยก 6) หรือซอยสกุลชัย ให้ผู้ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการใช้ประโยชน์ร่วมกัน กับสร้างกำแพงคอนกรีตสูง 180 เซนติเมตร ยาว 120 เมตร เป็นแนวเขตถนนกับที่ดินของโจทก์ เมื่อกำแพงคอนกรีตก่อสร้างมาแต่เดิมตั้งแต่ที่มีการจัดสรรที่ดินย่อมเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้อาศัยในโครงการโดยเฉพาะ ทั้งสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง หาได้จำกัดไว้เฉพาะถนน สวนสาธารณะ และสนามเด็กเล่นไม่ ดังนั้น ทั้งถนนซอยสกุลชัย และกำแพงคอนกรีต จึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรโดยผลของกฎหมาย และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไป ที่จะต้องบำรุงรักษาถนนและกำแพงคอนกรีตให้คงสภาพดังที่จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 อีกทั้งตามข้อ 30 วรรคสอง แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่รับรองว่า ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีสิทธิที่จะอุทิศสาธารณูปโภคให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือโอนให้แก่เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด แห่งท้องที่ที่ที่ดินจัดสรรอยู่ในเขตได้ ทั้งนี้ เพื่อให้พ้นจากหน้าที่และความรับผิดในการบำรุงรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภค แม้ต่อมาจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ยังคงมีบทบัญญัติกำหนดให้สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไปและจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ และยังมีบทเฉพาะการตามมาตรา 70 วรรคสาม ประกอบมาตรา 44 (2) บัญญัติถึงการพ้นจากความรับผิดในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้ได้รับใบอนุญาตหรือผู้รับโอนใบอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ว่าสามารถทำได้โดยการจดทะเบียนโอนสาธารณูปโภคให้เป็นสาธารณประโยชน์ ดังนั้น แม้ตามหนังสือยินยอมให้ใช้สอยทรัพย์สินที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตบางพลัด กำหนดไว้ว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมให้กรุงเทพมหานครและประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทกับที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยมิได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกับที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้ให้กรุงเทพมหานคร อันจะมีผลให้ถนนและกำแพงคอนกรีตบนที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคที่ตกอยู่ในภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายต้องโอนไปเป็นสาธารณประโยชน์ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 44 (2) แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสงวนสิทธิในที่ดินพิพาทและที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้ต่อไปตามข้อตกลงก็ตามแต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้กรุงเทพมหานครและประชาชนทั่วไปใช้สอยทรัพย์สินหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และเมื่อคำนึงถึงความประสงค์ของกรุงเทพมหานครที่ประสงค์จะก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสิ่งสาธารณูปโภคอย่างอื่นบนที่ดินพิพาทและที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้ เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามหนังสือสัญญายินยอมให้ใช้สอยทรัพย์สิน ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 อุทิศที่ดินพิพาทให้กรุงเทพมหานครเพื่อให้กรุงเทพมหานครใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเข้าไปพัฒนาถนนเดิมให้กลายเป็นถนนคอนกรีตพร้อมวางระบบระบายน้ำและสาธาณูปโภคที่จำเป็นเพื่อเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยมุ่งหมายให้ตนพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 แล้ว ดังนั้น ถนนและที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ อันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ทันที แม้ไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่กรุงเทพมหานครก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย กรุงเทพมหานครจึงเป็นผู้ดูแลและมีหน้าที่บำรุงถนนและที่ดินพิพาทตามกฎหมาย แต่สำหรับกำแพงคอนกรีตนั้น มิได้เป็นประโยชน์แก่โจทก์และประชาชนอื่นที่อยู่นอกที่ดินที่จัดสรรหรือนอกโครงการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำสืบอ้างสิทธิเหนือกำแพงคอนกรีตไว้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อาศัยในโครงการจัดสรรของจำเลยที่ 1 อีกทั้งกรุงเทพมหานครมีความประสงค์เพียงเฉพาะแต่จะทำการก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสิ่งสาธารณูปโภคอื่นบนที่ดินพิพาทกับที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางสัญจรร่วมกันเท่านั้น แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้ว่ามิได้มีเจตนาอุทิศหรือโอนกำแพงคอนกรีตให้แก่ กรุงเทพมหานครด้วย ดังนั้น ต้องถือว่าขณะที่จำเลยที่ 1 อุทิศถนนและที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์นั้น จำเลยที่ 1 มีเจตนาแยกกำแพงคอนกรีตออกมาเป็นคนละส่วนกับถนนและที่ดินพิพาทกำแพงคอนกรีตจึงไม่ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่ยังคงเป็นสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินที่จัดสรรในโครงการของจำเลยที่ 1 และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องบำรุงรักษากำแพงคอนกรีตให้คงสภาพเช่นที่ได้จัดทำขึ้นต่อไป และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับกำแพงคอนกรีตของจำเลยที่ 1 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องรื้อถอนกำแพงคอนกรีตและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้โจทก์ชดใช้ค่าซ่อมแซมกำแพงคอนกรีตตามฟ้องแย้ง 42,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยมาด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้ง แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งเนื่องจากทุนทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวประเด็นค่าเสียหายตามฟ้องแย้งจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้จำเลยทั้งสองหยิบยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาอีกก็เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ชั้นฎีกาจำเลยทั้งสองมิได้ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าขึ้นศาลส่วนนี้ที่ต้องคืนแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1336
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 ม. 44 (2) ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. โดยนาย ช. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายวิญญู พิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
น้ำเพชร ปานะถึก
อรุณี วีระรัศมี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3379/2565
#687051
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 196/2561 ที่จําเลยยื่นคําร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจําเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ไม่ได้มีการส่งสำเนาคําร้องขอ หรือหมายนัด หรือหมายเรียกให้แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่โจทก์กับจําเลยรู้จักกันดีและติดต่อทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ กันเป็นประจำ แม้ศาลจะมีการประกาศตามระเบียบหรือข้อบังคับ ก็ไม่ใช่สื่อหรือช่องทางที่แพร่หลายอันจะทำให้โจทก์หรือประชาชนทั่วไปทราบหรือเห็นได้ การที่โจทก์ไม่ได้เข้ามาคัดค้านหรือต่อสู้ในคดีจึงเชื่อว่าโจทก์ไม่ทราบจริง แต่เชื่อว่าโจทก์เพิ่งทราบว่าศาลสั่งว่าจําเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เมื่อจําเลยนําคำสั่งที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าจําเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมาเป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจยื่นคําคัดค้านหรือต่อสู้ในคดีดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจําเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายด้วย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจําเลยคดีนี้ได้ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งว่าจําเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 จึงเป็นกรณีที่จําเลยไม่ได้ร้องหรือฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่จําเลยบรรลุนิติภาวะ คดีจําเลยจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 วรรคสาม จึงมีเหตุให้ถอนจําเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ถอนจำเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนจำเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันยุติรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตาย กับนาง ป. โดยบิดา มารดาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2530 โจทก์เกิดวันที่ 8 มกราคม 2535 ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2538 บิดามารดาของโจทก์จดทะเบียนหย่ากัน ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางสาว ภ. เกิดวันที่ 19 กันยายน 2539 โดยตามสูติบัตรระบุชื่อบิดาว่านาย ส. และตามแบบแสดงรายการจดทะเบียนราษฎรระบุชื่อบิดาว่านาย ณ. เดิมผู้ตายชื่อนาย ส. เปลี่ยนชื่อเป็นนาย ณ. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2560 ผู้ตายถึงแก่ความตาย วันที่ 23 มีนาคม 2561 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและวันที่ 17 มกราคม 2562 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีนี้ โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลพิพากษาถอนจำเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตาย ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 296/2561 ดังนั้น แม้โจทก์จะบรรยายคำฟ้องไว้บางตอนว่าจำเลยไม่ได้เป็นบุตรที่แท้จริงของผู้ตาย และจำเลยก็ให้การต่อสู้ด้วยว่าเป็นบุตรที่แท้จริงของผู้ตาย โดยผู้ตายได้ให้ใช้ชื่อสกุลของผู้ตายตามสูติบัตรใบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ให้การอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาเล่าเรียนตลอดจนแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยเป็นบุตรของผู้ตาย ที่ผู้ตายรับรองโดยพฤติการณ์หรือตามความเป็นจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 แล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้มีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยไม่ใช่บุตรตามความเป็นจริงที่ผู้ตายได้ให้การรับรองโดยพฤติการณ์หรือตามความเป็นจริงแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 คดีนี้จึงไม่มีประเด็นที่จะให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาในปัญหาที่ว่าจำเลยเป็นบุตรที่ผู้ตายได้รับรองแล้วโดยพฤติการณ์หรือตามความเป็นจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 เพราะจะเป็นการเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142, 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองศาลจะวินิจฉัยมาในปัญหาข้อนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น คดีนี้จึงมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า มีเหตุที่จะถอนที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตามคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 296/2561 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังได้ว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 196/2561 ที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายนั้น ไม่ได้มีการส่งสำเนาคำร้องขอ หรือหมายนัด หรือหมายเรียกให้แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่โจทก์กับจำเลยรู้จักกันดี และติดต่อทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ กันเป็นประจำแม้ศาลจะมีการประกาศตามระเบียบหรือข้อบังคับ ก็ไม่ใช่สื่อหรือช่องทางที่แพร่หลายอันจะทำให้โจทก์หรือประชาชนทั่วไปทราบหรือเห็นได้ ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้เข้ามาคัดค้านหรือต่อสู้ในคดีดังกล่าวจึงเชื่อว่าโจทก์ไม่ทราบจริง แต่เชื่อว่าโจทก์เพิ่งทราบว่าศาลสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เมื่อจำเลยนำคำสั่งที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมาเป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำคัดค้าน หรือต่อสู้ในคดีดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายด้วย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยคดีนี้ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเกิดวันที่ 19 กันยายน 2539 จำเลยจึงมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2559 จำเลยย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุยี่สิบปีบริบูรณ์ นับแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่ได้ร้องหรือฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยบรรลุนิติภาวะ คดีจำเลยจึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1556 วรรคสาม จึงมีเหตุให้ถอนจำเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้ถอนจำเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1556 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภ.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นางลลิตา อิศโรทัยกุล กลัดวัง
- นางพนารัตน์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ จำปา
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3377/2565
#686574
เปิดฉบับเต็ม

ศาลไม่ได้บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ที่ถามค้านโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมปลอมโดยเห็นว่าไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดี ก็เป็นการใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริง หาใช่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลจึงชอบด้วยกฎหมาย เพราะการไต่สวนมูลฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อให้ศาลได้ทราบข้อเท็จจริงว่าฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ คำสั่งดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีกหาได้ไม่ หากในชั้นพิจารณาปรากฏว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 180

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ในประเด็นลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อในพินัยกรรมปลอม โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากโจทก์ซึ่งเบิกความเป็นพยานเพียงว่า เหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าเนื่องจากมีการฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีที่ศาลแพ่งกล่าวหาว่าพินัยกรรมของภริยาโจทก์ปลอม ตามคดีหมายเลขดำที่ พ. 5072/2561 คดีหมายเลขแดงที่ พ. 1886/2563 ซึ่งไม่เป็นความจริงใช่หรือไม่เท่านั้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อให้ศาลได้ทราบข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานมาสืบ แต่มีสิทธิตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ได้ การที่ศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูลก็เป็นเพียงแต่ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเท่านั้น หากในชั้นพิจารณาปรากฏว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ศาลก็มีอำนาจยกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 สำหรับคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยพยานหลักฐานแล้วมีคำสั่งว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมิได้บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ที่ถามค้านโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมปลอมโดยอ้างว่าไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้ก็ตาม ก็เป็นการใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริง หาใช่เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงนอกสำนวนความและเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใดไม่ คำสั่งดังกล่าวได้แสดงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพร้อมเหตุผลประกอบตามสมควรแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย และคำสั่งดังกล่าวย่อมเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีกหาได้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในทำนองโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้คดีมีมูล จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170 วรรคหนึ่ง ม. 185 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตรี ธ.
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางธนิดา นิรันตรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3372/2565
#686005
เปิดฉบับเต็ม

แม้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับตามฟ้องจะขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและคดีไม่มีประเด็นว่าหนี้เงินกู้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ศาลย่อมไม่มีอำนาจหยิบยกประเด็นเรื่องหนี้ขาดอายุความขึ้นวินิจฉัย แต่ในส่วนของหนี้จำนอง เมื่อหนี้เงินกู้ขาดอายุความจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้จำนองสามารถบังคับเอากับทรัพย์จำนองได้แม้หนี้ประธานขาดอายุความ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ อันเป็นบทบังคับไม่ให้ลูกหนี้จำนองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ระบุไว้ในคำพิพากษาให้ชัดแจ้งด้วยว่าดอกเบี้ยย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี ให้นำมาใช้เฉพาะกรณีที่โจทก์บังคับจำนองเท่านั้น เป็นการพิพากษาให้สิทธิของโจทก์ในการบังคับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญในส่วนของดอกเบี้ยน้อยกว่าสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,733,784.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.750 ต่อปี ของต้นเงิน 520,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จากกองมรดกของนาวสาววัชรี แต่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลย หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์มรดกอื่นของนางสาววัชรีขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาววัชรี นำทรัพย์มรดกมาชำระหนี้แก่โจทก์รวม 1,733,784.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 520,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ไม่เกินวงเงินจำนองรวมดอกเบี้ย หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์มรดกของนางสาววัชรีนำมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท แต่ทั้งนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้ต้นเงิน 520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563) ย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปี และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ว่า นางสาววัชรี ทำหนังสือกู้เงินโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 จำนวนหนี้ 450,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี รวม 8 งวด งวดสุดท้ายชำระหนี้คืนในวันที่ 31 มีนาคม 2547 กรณีผิดนัดโจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้อีกร้อยละ 3 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด นางสาววัชรีได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาจำนองและที่จะมีขึ้นในอนาคต นางสาววัชรีนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ในต้นเงินสูงสุด 1,050,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีเงื่อนไขว่า หากบังคับจำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นได้ ครั้งที่ 2 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 70,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี รวม 7 งวด งวดสุดท้ายชำระหนี้คืน ในวันที่ 31 สิงหาคม 2547 กรณีผิดนัดโจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้อีกร้อยละ 3 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด นางสาววัชรีได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว ปรากฏว่านางสาววัชรีไม่สามารถชำระหนี้โจทก์ตามหนังสือกู้เงินทั้งสองฉบับได้จึงได้ทำสัญญารับใช้หนี้เงินกู้โดยตกลงจะชำระเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี แต่ก็ไม่สามารถชำระหนี้โจทก์ได้ วันที่ 30 มีนาคม 2548 โจทก์และนางสาววัชรีได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยนางสาววัชรีรับว่าเป็นหนี้ในต้นเงินฉบับแรก 450,000 บาท ดอกเบี้ย 519,711 บาท ฉบับที่ 2 ต้นเงิน 70,000 บาท ดอกเบี้ย 67,978 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี โจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่โจทก์กำหนดแต่ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ตกลงชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี รวม 20 งวด งวดสุดท้ายชำระในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 กรณีนางสาววัชรีผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด โจทก์มีสิทธิเรียกเงินกู้คืนได้โดยไม่ต้องรอหนี้ถึงกำหนดตามสัญญาได้ นางสาววัชรีชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน ครั้งสุดท้ายฉบับแรกชำระวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 2 วันที่ 28 มีนาคม 2555 คงค้างชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ 520,000 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 1,213,784.66 บาท นางสาววัชรีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาววัชรี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า ฟ้องส่วนดอกเบี้ยตามหนังสือกู้เงินขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยขาดอายุความหรือไม่ และไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นาวสาววัชรีตกลงกู้เงินโจทก์ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 520,000 บาท โดยนางสาววัชรีตกลงผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี ปรากฏว่า นางสาววัชรีผิดเงื่อนไขไม่ชำระหนี้โจทก์ นางสาววัชรีจึงได้ทำสัญญารับใช้หนี้เงินกู้โดยตกลงผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี แต่ก็ยังผิดสัญญาอีก โจทก์และนางสาววัชรีจึงได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยนางสาววัชรีตกลงผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เป็นรายงวด งวดละ 1 ปี รวม 20 งวด หลังจากทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วนางสาววัชรีผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายตามหนังสือกู้เงินฉบับแรกวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 2 วันที่ 28 มีนาคม 2555 และถือว่านางสาววัชรีผิดนัดชำระหนี้งวดที่เหลือทั้งหมดนับแต่วันดังกล่าว กรณีเป็นการชำระหนี้ที่มีข้อตกลงชำระหนี้ผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ อายุความฟ้องเรียกเงินตามจำนวนเงินที่ค้างชำระต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ที่มีอายุความ 5 ปี นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 และวันที่ 29 มีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้นางสาววัชรีชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับ เมื่อนับถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จึงเกิน 5 ปี หนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานเป็นอันขาดอายุความ แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มีประเด็นว่าหนี้เงินกู้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ที่ศาลจะมีอำนาจหยิกยกขึ้นวินิจฉัยก็ตาม แต่ในส่วนของหนี้จำนองนั้น เมื่อหนี้เงินกู้ขาดอายุความกรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 ที่บัญญัติให้สิทธิเจ้าหนี้ผู้รับจำนองสามารถบังคับเอากับทรัพย์จำนองได้แม้หนี้ประธานขาดอายุความ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ดอกเบี้ยเกินกว่าห้าปีที่ผู้รับจำนองไม่ต้องรับผิดเป็นบทบังคับไม่ให้ลูกหนี้ผู้จำนองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยเพียง 5 ปี นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ระบุไว้ในคำพิพากษาเพียงว่าให้จำเลยชำระหนี้ต้นเงิน 520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี โดยมิได้ระบุไว้ให้ชัดแจ้งด้วยว่า ให้นำมาใช้เฉพาะในกรณีที่โจทก์บังคับจำนองเท่านั้น เป็นการพิพากษาให้สิทธิของโจทก์ในการบังคับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญในส่วนของดอกเบี้ยน้อยกว่าสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อนึ่ง คดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา 953,785.66 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 19,075 บาท แต่โจทก์เสียค่าชั้นศาลชั้นฎีกามา 24,275 บาท เกินมา 5,200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 1,733,784.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 520,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เฉพาะในส่วนดอกเบี้ยก่อนฟ้องให้ชำระย้อนหลังขึ้นไปไม่เกินห้าปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์ชำระเกินมา 5,200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2) ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร พ.
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายพิสิษฐ์ เจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ไชยผล สุรวงษ์สิน
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3370/2565
#689212
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมเช็ค 3 ฉบับ ที่จำเลยสั่งจ่ายพร้อมสัญญากู้เงินก่อนทำหนังสือรับสภาพหนี้และสั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง เมื่อเช็คที่โจทก์ทั้งสองนำไปฟ้องจำเลยในคดีก่อนเป็นเช็คคนละฉบับกับที่มาฟ้องเป็นคดีนี้ ซึ่งเป็นการกระทำต่างกัน แม้จำเลยจะออกเช็คเพื่อชำระหนี้อันมีหนี้มาจากหนี้กู้ยืมเช่นเดียวกันก็ตาม โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และนับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) จำคุก 1 ปี และให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปลายปี 2557 จำเลยกู้เงินโจทก์ทั้งสองหลายครั้งโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ต่อมาวันที่ 4 กันยายน 2559 จำเลยสรุปรายการจำนวนต้นเงินที่ค้างชำระกับโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 10,600,000 บาท หลังจากวันดังกล่าวจำเลยขอกู้เงินโจทก์ทั้งสองอีก 1,550,000 บาท โดยทำสัญญาเงินกู้รวม 3 ฉบับ พร้อมสั่งจ่ายเช็ครวม 3 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้ แต่เช็คทั้งสามฉบับดังกล่าว ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2560 จำเลยตกลงทำหนังสือรับสภาพหนี้และสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นงวด ๆ เช็คตามฟ้องเป็นเช็คฉบับที่ 3 ที่จำเลยสั่งจ่ายชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ในงวดที่ 3 เมื่อเช็คตามฟ้องถึงกำหนด โจทก์ที่ 1 นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 โดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 257/2561 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 257/2561 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมเช็ค 3 ฉบับ ที่จำเลยสั่งจ่ายพร้อมทำสัญญากู้เงินก่อนทำหนังสือรับสภาพหนี้และสั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง เมื่อเช็คที่โจทก์ทั้งสองนำไปฟ้องจำเลยในคดีก่อนเป็นเช็คคนละฉบับกับที่มาฟ้องเป็นคดีนี้ ซึ่งเป็นการกระทำต่างกัน แม้จำเลยจะออกเพื่อชำระหนี้อันมีมูลหนี้มาจากหนี้กู้ยืมเช่นเดียวกันก็ตาม โจทก์ทั้งสองก็ย่อมนำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ หาเป็นฟ้องซ้ำตามที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ทั้งสองเป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ทั้งสองจนกระทั่งมีต้นเงินค้างชำระเป็นจำนวนมาก จำเลยจึงทำสัญญากู้ยืม 3 ฉบับ พร้อมสั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้กู้ยืมดังกล่าว แต่เช็คทั้งสามฉบับดังกล่าวธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงทำหนังสือรับสภาพหนี้พร้อมทั้งสั่งจ่ายเช็คเป็นรายงวดเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง รวมถึงเช็คตามฟ้อง อันสอดคล้องกับข้อความในสำเนาสัญญากู้ยืมและสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งยอดเงินกู้มีการระบุว่าเป็นต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมและยอดเงินที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวเป็นจำนวนเดียวกัน โดยมีการระบุว่าจำเลยออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้กู้ยืมตามหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความตอบทนายจำเลยซักถามยอมรับว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้กู้ยืมตามหนังสือรับสภาพหนี้ อันเป็นการเจือสมให้คำเบิกความของโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์ทั้งสองมีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุน ทั้งได้ความจากจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านยอมรับว่า จำเลยได้เบิกความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 ของศาลชั้นต้นว่าหนังสือรับสภาพหนี้มีเฉพาะต้นเงินไม่รวมดอกเบี้ยแต่อย่างใดประกอบกับท้ายหนังสือรับสภาพหนี้ยังระบุว่า จำเลยยอมชำระดอกเบี้ยด้วยเช็คของธนาคาร ท. คนละฉบับกับเช็คตามฟ้องที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายชำระต้นเงินเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้กู้ยืมตามหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าสัญญากู้เงิน ที่โจทก์อ้างต้นฉบับไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ถือว่าไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 กำหนดว่าตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้น เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ซึ่งต้องห้ามเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้นำตราสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ทั้งในคดีนี้จำเลยตกลงชำระหนี้กู้ยืมโดยทำหนังสือรับสภาพหนี้ และสั่งจ่ายเช็คคดีนี้ชำระหนี้แก่โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งหนังสือรับสภาพหนี้ก็มิใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 104 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้กู้ยืมตามหนังสือรับสภาพหนี้โดยมีสัญญาเงินกู้มาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คตามฟ้องถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ในคดีนี้แตกต่างกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4155/2560 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1344/2563 ของศาลแขวงนนทบุรี ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งมอบเงินให้แก่จำเลย การคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ที่มาและจำนวนรายได้ตามเอกสารแนบท้ายฎีกานั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น เมื่อในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่ได้นำสืบหรือถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองด้วยเอกสารดังกล่าวให้ปรากฏข้อเท็จจริงไว้ จำเลยย่อมไม่อาจยกข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นมาเพื่อขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามที่จำเลยกล่าวอ้างได้เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 ของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้วว่า คดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ โจทก์ทั้งสองถอนฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีตามเอกสารท้ายฎีกาของจำเลย โดยโจทก์ทั้งสองยื่นคำแก้ฎีการับข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีจึงไม่มีโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนที่ศาลฎีกาจะนับโทษต่อได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ. กับพวก
จำเลย — นางสาว ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวอิษณี กำลัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สันทัด สุจริต
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3339/2565
#685758
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ต้องการประมูลซื้อรถพิพาทที่ประกอบและนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งคัน แต่เมื่อปรากฏว่ารถพิพาทเป็นรถที่นำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบเป็นรถจักรยานยนต์ในประเทศ การที่โจทก์ประมูลซื้อรถพิพาทจากการขายทอดตลาดของจำเลยจึงเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งเป็นข้อสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวโจทก์ย่อมไม่เข้าร่วมประมูลซื้อรถพิพาท การแสดงเจตนาของโจทก์ในการประมูลรถพิพาทจึงเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 โจทก์จึงมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 175 (3) เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว ถือว่าการประมูลซื้อรถพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2559 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยรับมอบรถจักรยานยนต์คืนไปด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับมอบรถจักรยานยนต์ที่โจทก์เป็นผู้ชนะการประมูลคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ และคืนเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับมอบรถจักรยานยนต์คืนจากโจทก์ และชำระเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 23 สิงหาคม 2559 จำเลยประกาศประมูลขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2559 โจทก์ประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ หรือรถพิพาทราคา 460,000 บาท ชำระเงินครบถ้วนและได้รับเอกสารประกอบการจดทะเบียนจากจำเลย เมื่อนำรถพิพาทไปจดทะเบียนต่อสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียน โดยแจ้งว่ารถพิพาทเป็นรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในบังคับของกฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2557 ตามหนังสือแจ้งผลการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการขายทอดตลาดของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายอำพล ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความได้ความว่า วันที่ 25 สิงหาคม 2559 โจทก์เข้าร่วมประมูลขายทอดตลาดรถพิพาท มีเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งรายละเอียดให้ทราบถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการขายทอดตลาดของกลางก่อนที่จะมีการประมูลรถของกลางทุกคัน รถพิพาทที่จำเลยนำมาประมูลขายทอดตลาดเป็นรถจักรยานยนต์ที่ประกอบและนำเข้าจากต่างประเทศทั้งคัน ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ที่ใช้ชิ้นส่วนมาประกอบขึ้นในประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี เมื่อผู้ชนะการประมูลและชำระราคาครบถ้วน จำเลยจะออกหนังสือพร้อมเอกสารให้ผู้ชนะการประมูลนำไปจดทะเบียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องต่อไป แต่เมื่อโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนต่อสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก นายทะเบียนแจ้งว่ารถพิพาทเป็นรถที่นำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบเป็นรถจักรยานยนต์ในประเทศ ขัดต่อกฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2557 กรมการขนส่งทางบกจึงงดรับจดทะเบียนรถพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ต้องการประมูลซื้อรถพิพาทที่ประกอบและนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งคัน แต่เมื่อปรากฏว่ารถพิพาทเป็นรถที่นำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบเป็นรถจักรยานยนต์ในประเทศ การที่โจทก์ประมูลซื้อรถพิพาทจากการขายทอดตลาดของจำเลยจึงเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวโจทก์ย่อมไม่เข้าร่วมประมูลซื้อรถพิพาท การแสดงเจตนาของโจทก์ในการประมูลรถพิพาทจึงเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 โจทก์จึงมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 175 (3) ส่วนที่จำเลยอ้างว่า การที่กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียนรถพิพาทให้แก่โจทก์เป็นการตีความกฎกระทรวงดังกล่าวกว้างเกินไปนั้น เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับกรมการขนส่งทางบก เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว ถือว่าการประมูลซื้อรถพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์ต้องคืนรถพิพาทแก่จำเลย และจำเลยต้องคืนเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2561 แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปีหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงิน คือ วันที่ 25 สิงหาคม 2559 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ จึงไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลในอนาคตตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ย ให้จำเลยชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2561 ไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลอนาคตในศาลชั้นต้น 100 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 157 ม. 175 (3) ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางชุลีภรณ์ เฟื่องฟุ้ง ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2565
#686081
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงในเรื่องไม้พะยูงของกลาง จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่จำเลยที่ 1 ร้องขอไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อพิสูจน์ว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยเจตนาที่จะให้มีการรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้อื่น ทำนองเดียวกับการขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ถือได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องในประเด็นเดียวกันกับที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องของจำเลยที่ 1 มา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบไม้พะยูงและรถของกลาง กับจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสี่ ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย คงจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน ริบไม้พะยูงแปรรูปและไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปกับรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า และรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำขอให้ริบรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า ของกลาง และให้คืนแก่เจ้าของ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้น เนื่องจากศาลชั้นต้นมิได้ลงโทษปรับแก่จำเลยที่ 1 คำขอส่วนนี้จึงให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะแต่ในปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนปัญหาข้อเท็จจริงมีคำสั่งไม่รับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในป่า ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นไม้ที่ขึ้นในป่าแนบมาท้ายฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น เห็นว่า คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ซึ่งประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ มีผลใช้บังคับแล้ว โดยในข้อ 1. ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับดังกล่าวกำหนดให้ไม้พะยูงไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ดังนั้น โจทก์จึงหาจำต้องบรรยายฟ้องว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในป่า และไม่ต้องแสดงหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นไม้ที่ขึ้น ในป่าแนบมาท้ายฟ้อง เมื่อโจทก์ได้กล่าวถึงประกาศดังกล่าวไว้ในคำฟ้องข้อ 1. ว่า เนื่องด้วยได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ข้อ 1. กำหนดให้ไม้พะยูงไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. และบรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองไว้ในคำฟ้องข้อ 2. ว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองกับนายธีรภัทร จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3842/2561 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูป 39 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.728 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ และร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูป 15 ท่อน ปริมาตร 0.167 ลูกบาศก์เมตรไว้ในครอบครอง โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นการบรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายอันครบองค์ประกอบความผิดตามฟ้องแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ขอให้ศาลไต่สวนเพื่อพิสูจน์ว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของชาวบ้านในอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องที่มาของไม้พะยูงของกลาง จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่จำเลยที่ 1 ร้องขอไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าวนี้อีกโดยเจตนา ที่จะให้มีการรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้อื่น ทำนองเดียวกับการขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงถือได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องในประเด็นเดียวกันกับที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้อง ของจำเลยที่ 1 มา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายนราธิป ใจน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3319/2565
#686080
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ยื่นคําร้องลงวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ขอให้ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อกฎหมาย จําเลยที่ 1 ได้ยื่นคําร้องลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 ว่า จําเลยที่ 1 ขอสละสิทธิเรียกร้องที่มีในสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนของที่ดินตามเอกสารสิทธิในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4-01) ที่ระบุในข้อ 3.2 และให้ข้อตกลงในส่วนอื่น ๆ ที่เหลือของสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลบังคับต่อคู่สัญญาโดยสมบูรณ์ต่อไป และในวันนัดพร้อมศาลชั้นต้นได้บันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า ศาลสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วข้อสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความอาจจะไม่สามารถปฏิบัติตามได้ คือ ข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื่องจากในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุทํานองว่าให้มีการโอนสิทธิครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่กัน ซึ่งอาจเป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว จําเลยที่ 1 จึงขอสละโดยให้นําข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมออกไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความ จําเลยที่ 1 ไม่ติดใจบังคับคดีหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่ในข้อสัญญาส่วนอื่นให้คงไว้ตามสัญญาเดิม โจทก์และทนายโจทก์ไม่คัดค้านและยินยอมให้นําข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งหมดออกไป คงปฏิบัติตามสัญญาข้ออื่น ๆ ตามเดิม ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อคู่ความตกลงกันในการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้นจึงให้คู่ความทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในสํานวนตามเดิม ยกเว้นแต่ในเรื่องหรือข้อที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามความประสงค์ของคู่ความทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ แสดงว่าโจทก์และจําเลยที่ 1 ตกลงกันใหม่เพียงว่าให้นําเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในสัญญาประนีประนอมยอมความออกไปเท่านั้น แต่ในข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความอื่นให้คงไว้ตามเดิม มิใช่เป็นการตกลงระงับข้อพิพาทและมีการตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความกันใหม่ทั้งหมด ดังนั้น โจทก์และจําเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ความผูกพันต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนอื่นตามเดิม เว้นแต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งมีการตกลงกันใหม่เท่านั้น ทั้งในวันที่จําเลยที่ 1 ชําระเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ โจทก์ยังสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 โดยส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดิน เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขาย หรือเอกสารอื่นใดที่แยกกันต่างหากไม่เกี่ยวกับเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่จําเลยที่ 1 ในวันที่ 2 กันยายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่จําเลยที่ 1 ชําระเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ได้อยู่แล้ว และในวันดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้อ้างเหตุขัดข้องต่อจําเลยที่ 1 ว่าจะต้องรอให้มีการตกลงเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความกันเสียใหม่ก่อน เมื่อได้ความว่าโจทก์ส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวให้แก่จําเลยที่ 1 ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งล่วงเลยไปจากระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ถึง 2 เดือนเศษ จึงถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จําเลยที่ 1 ย่อมร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีโจทก์ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 6 ได้โดยชอบ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดีโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ซึ่งมีข้อตกลง ดังนี้

ข้อ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 ยินยอมหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 จะไปดำเนินการจดทะเบียนหย่า ณ สำนักทะเบียนอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญา หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ดำเนินการให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนา

ข้อ 2 โจทก์ยินยอมถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ทันที โดยจำเลยที่ 2 จะไปดำเนินการถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 กล่าวหาโจทก์ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความแทนการแสดงเจตนา

ข้อ 3 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงร่วมกันว่าระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากัน โจทก์และจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินร่วมกัน คือ

3.1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 16383 และที่ดินโฉนดเลขที่ 16387 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 250 ซึ่งอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลง

3.2 ที่ดินตามเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01) เนื้อที่ 15 ถึง 20 ไร่

ข้อ 4 จำเลยที่ 1 ยินยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ 2,500,000 บาท เพื่อให้โจทก์ส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามข้อ 3.1 และข้อ 3.2 แก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลที่จำเลยที่ 1 จัดหามา โดยจำเลยที่ 1 จะแบ่งชำระเงินแก่โจทก์ ดังนี้

งวดที่ 1 ชำระเงิน 300,000 บาท ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2562 งวดต่อไปชำระเงินไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ภายในทุกวันสิ้นเดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 โดยจำเลยที่ 1 จะชำระผ่านบัญชีธนาคารชื่อบัญชี นางพิไล ธนาคาร ก. หากจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วน โจทก์จะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและทรัพย์สินตามข้อ 3.1 และส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินตามข้อ 3.2 ให้แก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลที่จำเลยที่ 1 จัดหามาทันที โดยค่าใช้จ่าย ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ฝ่ายจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเองทั้งสิ้น หากโจทก์ไม่ดำเนินการในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

ข้อ 5 นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 อยู่อาศัยและครอบครองที่ดินตามข้อ 3.1 และข้อ 3.2 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินแก่โจทก์ตามข้อ 4 ครบถ้วน โดยโจทก์จะไม่เข้าไปรบกวนการครอบครองของจำเลยที่ 1 และโจทก์จะส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดินตามข้อ 3.1 และข้อ 3.2 เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขายและเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01) หรือเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวกับที่ดินข้างต้นให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดแรกแก่โจทก์และฝ่ายโจทก์จะนำฝ่ายจำเลยไปนำชี้ที่ดินตามข้อ 3.2 เพื่อให้จำเลยที่ 1 เก็บไว้เป็นหลักฐานและดำเนินการเสนอขายให้แก่บุคคลภายนอกต่อไป

ข้อ 6 ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการนำทรัพย์สินตามข้อ 3.1 และข้อ 3.2 เสนอขายให้แก่บุคคลภายนอกได้ตลอดระยะเวลา โดยหากจำเลยที่ 1 จัดหาบุคคลมาซื้อทรัพย์สินดังกล่าวได้เป็นเงินจำนวนเท่าใดขอให้เงินจำนวนดังกล่าวตกแก่จำเลยที่ 1 ทั้งหมด โดยโจทก์ยินยอมไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ดำเนินการส่งมอบการครอบครองทรัพย์สิน หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อให้การขายทรัพย์สินข้างต้นสมบูรณ์

ข้อ 7 หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระเงินตามข้อ 4 งวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยจำเลยที่ 1 ต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามข้อ 3.1 และส่งมอบการครอบครองที่ดินตามข้อ 3.2 คืนแก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์ริบเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระทั้งหมดได้ทันที

หากโจทก์ผิดนัดไม่ไปดำเนินการตามข้อ 4 ถึงข้อ 6 โจทก์ยินดีคืนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้วทั้งหมดและยอมให้จำเลยที่ 1 บังคับคดีโดยให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนาในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามข้อ 3.1 และส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินตามข้อ 3.2 ให้แก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลที่จำเลยที่ 1 จัดหามาทันที

ข้อ 8 โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงตามข้อ 1 ถึงข้อ 7 นอกจากที่ตกลงกันแล้วโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างไม่ติดใจเรียกร้องและ/หรือฟ้องร้องดำเนินคดีใด ๆ ต่อกันอีก และโจทก์ตกลงนัดหมายและคืนทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดที่บ้านของบิดาและมารดาโจทก์ในจังหวัดลำพูนและที่อื่น ๆ ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญา

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

วันที่ 2 กันยายน 2562 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16383 และ 16387 และที่ดินตามเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ วันที่ 3 กันยายน 2562 ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 สามารถชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในวันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2562 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรกได้โดยชอบ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2562 ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ทนายโจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นนัดพร้อมและมีคำสั่งว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ข้อ 5 ระบุว่า โจทก์จะส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดิน เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขาย และเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01) ในวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดแรกแก่โจทก์ และฝ่ายโจทก์จะนำฝ่ายจำเลยไปนำชี้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01) เพื่อให้จำเลยที่ 1 เก็บไว้เป็นหลักฐาน ดังนั้น เมื่อความปรากฏแล้วว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดแรกแก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงข้างต้น จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อดังกล่าว ชอบที่จำเลยที่ 1 จะขอให้ออกหมายบังคับคดีได้ อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าหนี้จะขอให้มีการบังคับคดี จะต้องยื่นคำขอต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งถึงวิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีด้วย แต่คำร้องของจำเลยที่ 1 หาได้ระบุวิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีไว้แต่อย่างใด จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 ให้ยกคำร้อง

วันที่ 9 ตุลาคม 2562 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในสำนวนตามเดิม ยกเว้นแต่ในเรื่องหรือข้อที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01)

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี บังคับไปตามคำพิพากษาตามยอม

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีตามคำขอของทนายโจทก์

ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่า โจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะขอให้ออกหมายบังคับคดีได้ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้องของโจทก์และให้เพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดีโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ขอให้ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 ว่า จำเลยที่ 1 ขอสละสิทธิเรียกร้องที่มีในสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนของที่ดินตามเอกสารสิทธิในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 – 01) ที่ระบุในข้อ 3.2 และให้ข้อตกลงในส่วนอื่น ๆ ที่เหลือของสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลบังคับต่อคู่สัญญาโดยสมบูรณ์ต่อไป และในวันนัดพร้อมศาลชั้นต้นได้บันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า ศาลสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วข้อสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความอาจจะไม่สามารถปฏิบัติตามได้คือข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื่องจากในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุทำนองว่าให้มีการโอนสิทธิครอบครองที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่กันซึ่งอาจเป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 จึงขอสละโดยให้นำข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมออกไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ไม่ติดใจบังคับคดีหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่ในข้อสัญญาส่วนอื่นให้คงไว้ตามสัญญาเดิม โจทก์และทนายโจทก์ไม่คัดค้านและยินยอมให้นำข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งหมดออกไป คงปฏิบัติตามสัญญาข้ออื่น ๆ ตามเดิม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคู่ความตกลงกันในการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้น จึงให้คู่ความทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในสำนวนตามเดิม ยกเว้นแต่ในเรื่องหรือข้อที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามความประสงค์ของคู่ความทั้งสองฝ่าย เช่นนี้ แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันใหม่เพียงว่าให้นำเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในสัญญาประนีประนอมยอมความออกไปเท่านั้น แต่ในข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความอื่นให้คงไว้ตามเดิม มิใช่เป็นการตกลงระงับข้อพิพาทและมีการตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความกันใหม่ทั้งหมดตามที่โจทก์ฎีกา ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ความผูกพันต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนอื่นตามเดิม เว้นแต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งมีการตกลงกันใหม่เท่านั้น ทั้งในวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ โจทก์ยังสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 โดยส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดิน เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขาย หรือเอกสารอื่นใดที่แยกกันต่างหากไม่เกี่ยวกับเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 2 กันยายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ได้อยู่แล้วและในวันดังกล่าวโจทก์ก็มิได้อ้างเหตุขัดข้องต่อจำเลยที่ 1 ว่าจะต้องรอให้มีการตกลงเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความกันใหม่เสียก่อนตามที่โจทก์ฎีกา เมื่อได้ความว่าโจทก์ส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งล่วงเลยไปจากระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ถึง 2 เดือนเศษ จึงถือได้ว่าโจทก์ผิดนัดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ย่อมร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีโจทก์ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 6 ได้โดยชอบ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดีโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 274 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาย ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ — นายธนู พุ่มพวง
- นางพนารัตน์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3316/2565
#686079
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 การพิจารณาสิทธิของโจทก์ที่จะขอคืนเงินค่าหุ้นที่ได้ชำระไปแล้วจึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และข้อบังคับของจำเลยตลอดจนคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ โดยในเรื่องการจ่ายคืนค่าหุ้นนั้น แม้สหกรณ์แต่ละแห่งสามารถกำหนดในข้อบังคับของตนเองได้ตามมาตรา 34 (4) ประกอบมาตรา 43 (5) ก็ตาม แต่ทั้งนี้ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ยังคงตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายทะเบียนสหกรณ์เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินลุล่วงไปได้อย่างมั่นคงเพื่อประโยชน์ของสหกรณ์ เมื่อความปรากฏตามรายงานผลการตรวจสอบบัญชีว่า จำเลยมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี มียอดขาดทุนสะสม 188,292,559.62 บาท มีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่ายอดรวมสินทรัพย์ 206,667,002.51 บาท อันต้องด้วยกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ 278/2549 การที่จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 จึงเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์ดังกล่าวซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 16 (8) และมาตรา 22 (2) โดยเฉพาะคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ตามมาตรา 22 นี้ หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษทางอาญาตามมาตรา 132 ข้อบังคับของจำเลยที่ได้มีการแก้ไขเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 จึงเป็นไปโดยชอบ

การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเรื่องการคืนเงินค่าหุ้นเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ที่ 278/2549 มิใช่คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ สสพ.288/2559 โจทก์เกษียณอายุปี 2558 และขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลยเมื่อปี 2559 อันเป็นเวลาภายหลังจากจำเลยแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับแล้ว สิทธิของโจทก์ที่จะขอคืนเงินค่าหุ้นจึงต้องตกอยู่ภายใต้ข้อบังคับของจำเลยที่ใช้อยู่ในเวลาที่ขอลาออกจากการเป็นสมาชิก

เงินค่าหุ้นมีลักษณะเป็นทุนของสหกรณ์ เมื่อสมาชิกจ่ายให้แก่สหกรณ์แล้วย่อมตกเป็นทุนของสหกรณ์ซึ่งสหกรณ์สามารถนำไปดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของตน เช่น การให้กู้ ให้สินเชื่อ หรือให้ยืมทรัพย์สินได้ตามความในบทบัญญัติมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 เงินสะสมทุนเรือนหุ้นจึงมิใช่เงินฝากหรือการฝากทรัพย์ที่สมาชิกมีสิทธิจะถอนคืนต้นเงินฝากได้เต็มจำนวน หากแต่ถือเป็นการลงทุนซึ่งสมาชิกมีโอกาสได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามสัดส่วนของการลงทุน ในทางกลับกันหากผลการดำเนินงานขาดทุน การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสมาชิกลาออกก็ต้องนำทุนเรือนหุ้นที่ชำระไปทั้งหมดมาคำนวณเพื่อให้เป็นมูลค่าปัจจุบันโดยสมาชิกต้องรับผิดชอบในส่วนที่ขาดทุนด้วย ดังนี้ หลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าหุ้นตามที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้คำแนะนำไว้ท้ายคำสั่งนายทะเบียนที่ 278/2549 ซึ่งจำเลยได้นำมากำหนดไว้ในข้อบังคับจึงหาใช่เป็นการออกข้อบังคับไม่เป็นธรรม เมื่อปรากฏตามรายงานผลการตรวจสอบบัญชีของจำเลยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ว่า ข้อบังคับของจำเลยข้อที่ 44 กำหนดให้จำเลยชะลอการจ่ายคืนค่าหุ้นของสมาชิกที่ขาดจากการเป็นสมาชิกภาพแล้ว โดยจำเลยจะต้องคำนวณมูลค่าหุ้นจ่ายคืนให้เป็นปัจจุบันทุกปี และสหกรณ์จำเลยสามารถปิดงบการเงินประจำปีได้จนถึงปี 2557 ซึ่งมูลค่าต่อหุ้นของจำเลยมีมูลค่าติดลบ 32.35 บาท หลังจากนั้นจนถึงปี 2562 (ปีที่โจทก์ยื่นฟ้อง) ยังไม่สามารถปิดงบการเงินประจำปีได้ เช่นนี้ แม้จำเลยจะประสบภาวะขาดทุนทำให้จำเลยไม่สามารถจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่โจทก์ที่พ้นจากสมาชิกภาพในเวลาที่โจทก์ขอคืนค่าหุ้นได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิของโจทก์ในกรณีนี้เป็นอันระงับสิ้นไปเลยทีเดียว เพราะหากภายภาคหน้าสหกรณ์จำเลยสามารถแก้ไขภาวะขาดทุนสะสมได้แล้ว หรือสามารถจ่ายเงินค่าหุ้นได้เมื่อใด โจทก์ก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับคืนเงินค่าหุ้นอยู่เมื่อนั้น จึงชอบที่จะให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 146,147 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ปี ของต้นเงิน 118,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 138,761.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ปี ของต้นเงิน 112,700 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในชั้นนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยตั้งแต่ปี 2540 นับแต่วันเข้าเป็นสมาชิกจนถึงปี 2559 โจทก์ได้ชำระค่าหุ้นให้แก่จำเลยรวมเป็นเงิน 118,700 บาท โจทก์เกษียณอายุปี 2558 ต่อมาในปี 2559 โจทก์ลาออกจากการเป็นสมาชิกและขอคืนค่าหุ้นที่ชำระไปจำนวนดังกล่าว จำเลยไม่จ่ายคืนให้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 นายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่งที่ 278/2549 ให้สหกรณ์กำหนดวิธีการจ่ายคืนค่าหุ้นในกรณีสหกรณ์ขาดทุนเกินทุนสำรองไว้ในข้อบังคับ กับให้คำแนะนำเรื่องแนวทางปฏิบัติในการจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ขาดทุนสะสมโดยสหกรณ์จะต้องชะลอการจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกไว้ก่อนและจะต้องกำหนดแนวปฏิบัติในการจ่ายคืนค่าหุ้นโดยแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับให้สามารถจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกน้อยกว่ามูลค่าหุ้นเดิมได้ และสหกรณ์จะต้องคำนวณมูลค่าเงินค่าหุ้นจ่ายคืนต่อหุ้น ณ วันสิ้นปีทางบัญชี เพื่อให้เป็นมูลค่าเงินค่าหุ้นจ่ายคืนต่อหุ้นปัจจุบัน จำเลยมีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี และได้มีการคำนวณมูลค่าเงินค่าหุ้นของจำเลย ณ วันสิ้นปีทางบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม 2557 จำเลยมีมูลค่าต่อหุ้นติดลบ 32.35 บาท ต่อมานายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่งให้จำเลยระงับการจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิกที่ลาออกตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ สสพ.288/2559 ทั้งนี้จำเลยได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับตามคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์ดังกล่าวข้างต้น เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 ตามรายงานผลการตรวจสอบบัญชีดังกล่าวหน้าที่ 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องจ่ายคืนเงินค่าหุ้นจำนวน 112,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 การพิจารณาสิทธิของโจทก์ที่จะขอคืนเงินค่าหุ้นที่ได้ชำระไปแล้วจึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และข้อบังคับของจำเลยตลอดจนคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ โดยในเรื่องการจ่ายคืนค่าหุ้นนั้น แม้สหกรณ์แต่ละแห่งสามารถกำหนดในข้อบังคับของตนเองได้ตามมาตรา 34 (4) ประกอบมาตรา 43 (5) ก็ตาม แต่ทั้งนี้ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ยังคงตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายทะเบียนสหกรณ์เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินลุล่วงไปได้อย่างมั่นคงเพื่อประโยชน์ของสหกรณ์ เมื่อความปรากฏตามรายงานผลการตรวจสอบบัญชีว่า จำเลยมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี มียอดขาดทุนสะสม 188,292,559.62 บาท มีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่ายอดรวมสินทรัพย์ 206,667,002.51 บาท อันต้องด้วยกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ 278/2549 การที่จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 จึงเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์ดังกล่าวซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 16 (8) และมาตรา 22 (2) โดยเฉพาะคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ตามมาตรา 22 นี้ หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษทางอาญาตามมาตรา 132 ข้อบังคับของจำเลยที่ได้มีการแก้ไขเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 จึงเป็นไปโดยชอบ ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ สสพ. 288/2559 ออกภายหลังจากโจทก์เกษียณอายุ (เกษียณสิ้นเดือนกันยายน 2558) แล้ว และกรณีไม่อาจใช้ข้อบังคับดังกล่าวให้มีผลย้อนหลังมาเป็นโทษแก่โจทก์ได้นั้น เห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเรื่องการคืนเงินค่าหุ้นเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ที่ 278/2549 มิใช่คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ สสพ.288/2559 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์เกษียณอายุปี 2558 และขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลยเมื่อปี 2559 อันเป็นเวลาภายหลังจากจำเลยแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับแล้ว สิทธิของโจทก์ที่จะขอคืนเงินค่าหุ้นจึงต้องตกอยู่ภายใต้ข้อบังคับของจำเลยที่ใช้อยู่ในเวลาที่ขอลาออกจากการเป็นสมาชิก ส่วนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยทำนองว่า การแก้ไขข้อบังคับของจำเลยไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบสิทธิของโจทก์ในค่าหุ้นที่โจทก์ได้ชำระไปก่อนวันที่ 10 ตุลาคม 2557 โดยจำเลยไม่จำต้องคืนเฉพาะเงินค่าหุ้นที่โจทก์ได้ชำระหลังวันที่ 10 ตุลาคม 2557 ดังที่โจทก์ประสงค์ให้บังคับตามนั้น เห็นว่า เงินค่าหุ้นมีลักษณะเป็นทุนของสหกรณ์ เมื่อสมาชิกจ่ายให้แก่สหกรณ์แล้วย่อมตกเป็นทุนของสหกรณ์ซึ่งสหกรณ์สามารถนำไปดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของตน เช่น การให้กู้ ให้สินเชื่อ หรือให้ยืมทรัพย์สินได้ตามความในบทบัญญัติมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ เงินสะสมทุนเรือนหุ้นจึงมิใช่เงินฝากหรือการฝากทรัพย์ที่สมาชิกมีสิทธิจะถอนคืนต้นเงินฝากได้เต็มจำนวน หากแต่ถือเป็นการลงทุนซึ่งสมาชิกมีโอกาสได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามสัดส่วนของการลงทุน ในทางกลับกันหากผลการดำเนินงานขาดทุน การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสมาชิกลาออกก็ต้องนำทุนเรือนหุ้นที่ชำระไปทั้งหมดมาคำนวณเพื่อให้เป็นมูลค่าปัจจุบันโดยสมาชิกต้องรับผิดชอบในส่วนที่ขาดทุนด้วย ดังนี้ หลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าหุ้นตามที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้คำแนะนำไว้ท้ายคำสั่งนายทะเบียนที่ 278/2549 ซึ่งจำเลยได้นำมากำหนดไว้ในข้อบังคับจึงหาใช่เป็นการออกข้อบังคับไม่เป็นธรรมดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อปรากฏตามรายงานผลการตรวจสอบบัญชีของจำเลยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2557 หน้าที่ 3 ว่า ข้อบังคับของจำเลยข้อที่ 44 กำหนดให้จำเลยชะลอการจ่ายคืนค่าหุ้นของสมาชิกที่ขาดจากการเป็นสมาชิกภาพแล้ว โดยจำเลยจะต้องคำนวณมูลค่าหุ้นจ่ายคืนให้เป็นปัจจุบันทุกปี และตามคำเบิกความของนางสาวสุมณฑา พยานจำเลย ซึ่งเป็นนักวิชาการสหกรณ์ปฏิบัติการ สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ในองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ อันมีจำเลยรวมอยู่ด้วย ได้ความว่า สหกรณ์จำเลยสามารถปิดงบการเงินประจำปีได้จนถึงปี 2557 ซึ่งมูลค่าต่อหุ้นของจำเลยมีมูลค่าติดลบ 32.35 บาท หลังจากนั้นจนถึงปี 2562 (ปีที่โจทก์ยื่นฟ้อง) ยังไม่สามารถปิดงบการเงินประจำปีได้ เช่นนี้ แม้จำเลยจะประสบภาวะขาดทุนทำให้จำเลยไม่สามารถจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่โจทก์ที่พ้นจากสมาชิกภาพในเวลาที่โจทก์ขอคืนค่าหุ้นได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิของโจทก์ในกรณีนี้เป็นอันระงับสิ้นไปเลยทีเดียว เพราะหากภายภาคหน้าสหกรณ์จำเลยสามารถแก้ไขภาวะขาดทุนสะสมได้แล้ว หรือสามารถจ่ายเงินค่าหุ้นได้เมื่อใด โจทก์ก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับคืนเงินค่าหุ้นอยู่เมื่อนั้น จึงชอบที่จะให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 16 (8) ม. 22 ม. 34 (4) ม. 43 (5) ม. 46 ม. 132
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นางฉันทนา วาพันสุ
ศาลอุทธรณ์ — นางสุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3294/2565
#685157
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อยาแก้ไอของกลางที่จำเลยมีไว้เพื่อขายเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายและยาปลอม และจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขายยาแผนปัจจุบัน แต่ความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมดังกล่าว ล้วนเป็นจำนวนเดียวกัน และถูกยึดไว้เป็นของกลางในคราวเดียวกันโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 72, 73, 101, 119, 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 72 (1), 101, 119 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขายยาแผนปัจจุบันหรือมีไว้เพื่อขาย (ที่ถูก ฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) จำคุก 3 ปี ฐานขายยาปลอมหรือมีไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอม (ที่ถูก ฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอม) ปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี และปรับ 4,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 2,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกสรายุทธ และสิบตำรวจเอกมาฮูเซ็น เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีร่วมกันจับกุมจำเลยขณะนั่งอยู่บนแคร่ข้างบ้านเลขที่ 4 ซึ่งเป็นบ้านพักของจำเลยพร้อมยึดยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร 1 ขวด ที่วางอยู่บนแคร่ข้างตัวจำเลยเป็นของกลาง และยึดยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร จำนวน 1,949 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 39 ใบ ยาแก้ไอยี่ห้อ น. ปริมาตร 60 มิลลิลิตร จำนวน 4,050 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 81 ใบ จากในบ้านร้าง ห่างจากบ้านพักของจำเลยประมาณ 800 ถึง 900 เมตร เป็นของกลาง จากนั้นนำตัวจำเลยพร้อมของกลางทั้งหมดส่งมอบให้ร้อยตำรวจเอกยงยุทธ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรยะหริ่งดำเนินคดี ร้อยตำรวจเอกยงยุทธร่วมกับนายอริษฎ์ เภสัชกรชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลยะริ่ง และนายอับดุลการิม สาธารณสุขอำเภอยะหริ่งสุ่มตัวอย่างของกลางยาแก้ไอยี่ห้อ อ. จำนวน 28 ขวด และยาแก้ไอยี่ห้อ น. จำนวน 84 ขวด ส่งให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา ตรวจพิสูจน์ พบว่ายาแก้ไอยี่ห้อ อ. เป็นยาปลอม ส่วนยาแก้ไอยี่ห้อ น. เป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตราย จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขายยาแผนปัจจุบัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่มีการตรวจค้นจับกุมจำเลยสืบเนื่องมาจากก่อนเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกสรายุทธสืบทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบค้าพืชกระท่อม น้ำต้มพืชกระท่อมและจำหน่ายยาแผนปัจจุบันประเภทยาแก้ไอให้แก่วัยรุ่นในพื้นที่หมู่ที่ 3 และพื้นที่ใกล้เคียง ตามวันเวลาเกิดเหตุสายลับแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกสรายุทธว่าจำเลยจะลักลอบจำหน่ายยาแก้ไอ ร้อยตำรวจเอกสรายุทธจึงเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเกี่ยวกับการสืบทราบและได้รับการบอกเล่าจากสายลับโดยตรง แม้โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความเป็นพยานก็ไม่มีผลทำให้คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสรายุทธเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยรับฟังไม่ได้ เมื่อร้อยตำรวจเอกสรายุทธรับแจ้งจากสายลับแล้วได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ หลังจากนั้นมีการวางแผนจับกุม โดยได้ความจากร้อยตำรวจเอกสรายุทธและสิบตำรวจเอกมาฮูเซ็นพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยตรงกันว่า เมื่อเดินทางไปยังบ้านพักของจำเลยเห็นจำเลยนั่งอยู่บนแคร่ข้างบ้านจึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้น จำเลยมีท่าทีตกใจ แต่ก็ยินยอมให้ตรวจค้น ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายที่ตัวจำเลย พบเพียงยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร 1 ขวด วางอยู่บนแคร่ข้างตัวจำเลย จำเลยรับว่ายาแก้ไอดังกล่าวเป็นของจำเลย เมื่อสอบถามว่ามียาแก้ไออีกหรือไม่ จำเลยตอบว่ามีและพาไปยังบ้านร้างห่างจากบ้านพักของจำเลยประมาณ 800 ถึง 900 เมตร พบยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร จำนวน 1,949 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 39 ใบ และยาแก้ไอยี่ห้อ น. ปริมาตร 60 มิลลิลิตร จำนวน 4,050 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 81 ใบ กองรวมกันอยู่ที่พื้นภายในบ้าน จึงยึดยาแก้ไอทั้งหมดเป็นของกลาง พยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ร่วมกันในการตรวจค้นจับกุมจำเลยมาตั้งแต่ต้นและได้บันทึกภาพไว้เป็นพยานหลักฐานในขณะตรวจค้นจับกุม ประกอบกับจำเลยเบิกความรับว่า ยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร 1 ขวด ที่เจ้าพนักงานตำรวจพบวางอยู่บนแคร่เป็นของจำเลย เมื่อยาแก้ไอดังกล่าวเป็นชนิดเดียวกับยาแก้ไอของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นพบในบ้านร้าง จึงสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองให้มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับยาแก้ไอของกลางในบ้านร้างและเป็นคนพาพยานโจทก์ทั้งสองไปตรวจยึดจริง แม้จำเลยจะครอบครองยาแก้ไอของกลาง 1 ขวด แต่ยาแก้ไอของกลางในบ้านร้างกองมัดใส่ในถุงพลาสติกสีดำจำนวนมาก สภาพบ้านไม่ได้ใส่กุญแจ หน้าต่างเปิดแง้มได้จะเข้าไปเอายาแก้ไอของกลางออกมาตอนไหนก็ได้ ไม่มีคนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองยาแก้ไอของกลางในบ้านร้างโดยเจตนามีไว้เพื่อขาย เมื่อยาแก้ไอของกลางที่จำเลยมีไว้เพื่อขายเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายและยาปลอม และจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขายยาแผนปัจจุบัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป แต่ความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมดังกล่าวล้วนเป็นจำนวนเดียวกัน และถูกยึดไว้เป็นของกลางในคราวเดียวกันโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 2 ปี และริบของกลางทั้งหมดให้แก่กระทรวงสาธารณสุข นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ม. 12 วรรคหนึ่ง ม. 72 (1) ม. 101 ม. 119 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นางสาวฉัตรภรณ์ แตงแจ้
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชาคริต จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3248/2565
#686887
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 7 กำหนดให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่อ้างถึงบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นอ้างบทบัญญัติแห่ง ป.ยาเสพติดในมาตราที่มีนัยเช่นเดียวกัน เมื่อ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง อ้างถึง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 จึงถือว่าอ้างถึง ป.ยาเสพติด มาตรา 162 ด้วยอันเป็นบทกำหนดความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในการเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1, 162 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 92, 93, 94, 95, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ เพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตขับรถทั้งสองของจำเลยไม่น้อยกว่าหกเดือน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 เพียงบทเดียว ตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับรถทั้งสองของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกหกล้อ หากมีอาการมึนเมาย่อมทำให้ขาดสติ ไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยอาจสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่น อันก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์เหมาะสมแก่รูปคดี ศาลฎีกาไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดได้บัญญัติไว้ในมาตรา 104 และต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้ จะเห็นได้ว่ากฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำผิดและเป็นกฎหมายใหม่ ยังคงบัญญัติให้การเสพเมทแอมเฟตามีนยังเป็นความผิดอยู่เช่นเดิมสำหรับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนนั้น พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 7 กำหนดให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่อ้างถึงบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นอ้างบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายยาเสพติดในมาตราที่มีนัยเช่นเดียวกัน เมื่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง อ้างถึงพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 จึงถือว่าอ้างถึงประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ซึ่งเป็นบทกำหนดความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในการเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนจึงต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ซึ่งหมายความรวมถึงประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและเป็นโทษจำคุกระยะสั้น สมควรแก้ไขดุลพินิจในการกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 มาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มารตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีระวางโทษเท่ากัน ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา 162 วางโทษจำคุก 4 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยมีกำหนด 2 เดือนแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 127 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นางสาวปรายฝน เพชรโพธิ์ศรี
ศาลอุทธรณ์ — นางเกดแก้ว หว่างอุ่น
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3222/2565
#685875
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว เมื่อตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมีใจความว่าตามที่บริษัท ว. โดย ร. ผู้รับมอบอำนาจได้ร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ น. ผู้ต้องหาในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ไว้นั้น บัดนี้ บริษัท ว. ไม่ประสงค์จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ น. อีกต่อไป เนื่องจากได้ตกลงกับผู้ต้องหาจนเป็นที่พอใจแล้ว ผู้กล่าวหาจึงขอถอนคำร้องทุกข์ โดยมี ร. ลงชื่อในช่องผู้กล่าวหา ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ร. ไปถอนคำร้องทุกข์โดยไม่ดำเนินคดีแก่จำเลย ส่วนที่ ซ. พยานโจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า พยานไปถอนคำร้องทุกข์ เนื่องจากพนักงานสอบสวนใช้เวลาดำเนินคดีนาน พยานประสงค์จะนำเช็คมาฟ้องคดีด้วยตนเองนั้น นอกจากจะขัดแย้งกับข้อความในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่ระบุว่าผู้กล่าวหาได้ตกลงกับผู้ต้องหาจนเป็นที่พอใจแล้ว ยังปรากฏว่าโจทก์เพิ่งไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยก่อนที่จะถอนคำร้องทุกข์เพียง 13 วันเท่านั้น คำเบิกความของ ซ. ย่อมรับฟังไม่ได้ ดังนี้ เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 5 การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปในคดีความผิดต่อส่วนตัวเมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 10 กระทง จำคุกกระทงละ 18 วัน รวมจำคุก 180 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 90 วัน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) (5)) จำคุกกระทงละ 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว เมื่อตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมีใจความว่า ตามที่บริษัท ว. โดยนายรามจันดรา ผู้รับมอบอำนาจได้ร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่นายนพศร ผู้ต้องหาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ไว้นั้น บัดนี้ บริษัท ว. ไม่ประสงค์จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่นายนพศร อีกต่อไป เนื่องจากได้ตกลงกับผู้ต้องหาจนเป็นที่พอใจแล้ว ผู้กล่าวหาจึงขอถอนคำร้องทุกข์ โดยมีนายรามจันดรา ลงชื่อในช่องผู้กล่าวหา ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายรามจันดรา ไปถอนคำร้องทุกข์โดยไม่ดำเนินคดีแก่จำเลย ส่วนที่นายซานดิฟ พยานโจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า พยานไปถอนคำร้องทุกข์ เนื่องจากพนักงานสอบสวนใช้เวลาดำเนินคดีนาน พยานประสงค์จะนำเช็คมาฟ้องคดีด้วยตนเองนั้น นอกจากจะขัดแย้งกับข้อความในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ที่ระบุว่าผู้กล่าวหาได้ตกลงกับผู้ต้องหาจนเป็นที่พอใจแล้ว ยังปรากฏว่าโจทก์เพิ่งไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยก่อนที่จะถอนคำร้องทุกข์เพียง 13 วันเท่านั้น คำเบิกความของนายซานดิฟ ย่อมรับฟังไม่ได้ ดังนี้ เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 5 การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปในคดีความผิดต่อส่วนตัวเมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นก็ตาม จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องพิจารณาฎีกาของจำเลยในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวีระพงษ์ ทองอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นางจันทนา ปุญญาภิชัย
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3210/2565
#684042
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระเงินที่ค้างตามสัญญากู้ยืมเงิน จําเลยให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องมีมูลหนี้มาจากการที่จําเลยเป็นหนี้การพนันทายผลฟุตบอลกับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้ามือ จึงมีมูลหนี้อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินสืบเนื่องมาจากการที่จําเลยเป็นหนี้การพนันทายผลฟุตบอลแก่โจทก์ จึงหาก่อให้เกิดหนี้อันจะเรียกร้องกันได้ไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 853 จําเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,040,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,040,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดคัดค้านว่า จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้ยืมเงิน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินมีมูลหนี้มาจากการที่จำเลยเป็นหนี้การพนันทายผลฟุตบอลนั้น จำเลยนำสืบว่า จำเลยเล่นการพนันทายผลฟุตบอลออนไลน์ผ่านทาง www.SXX.com และ www.IXX.com กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้ามือ โดยมีเอกสารเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ข้อมูลที่ปรากฏตามเอกสารชี้ให้เห็นว่า SXX เป็นเว็บไซต์ที่เปิดให้สมาชิกเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลออนไลน์ ส่วนข้อความในโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 จากผู้ใช้โทรศัพท์หมายเลข 08 6889 xxxx ซึ่งจำเลยบันทึกชื่อผู้ส่งว่า บอย มีลักษณะเป็นการสรุปยอดเงินที่จำเลยได้และเสียจากการเล่นพนันในเว็บไซต์ SXX และ IXX จากข้อความดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นว่า นายบอยผู้แจ้งยอดเงินแก่จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับพนันทายผลฟุตบอลจากเว็บไซต์ดังกล่าวโดยเป็นฝ่ายเจ้ามือ และเอกสารของบริษัท อ. ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งปรากฏว่าหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวมีความเป็นมาตั้งแต่เดิมจดทะเบียนในนามบริษัท ก. ที่มีโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการ แล้วมีการโอนผู้ใช้บริการต่อ ๆ มาจนมาเป็นในนามบริษัท ห. อันมีโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการ ประกอบกับโจทก์เองก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าโจทก์มีชื่อเล่นว่าบอย พยานหลักฐานของจำเลยในส่วนนี้จึงเชื่อมโยงให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยมีพฤติการณ์ร่วมเล่นการพนันทายผลฟุตบอลกันมาก่อน อีกทั้งในข้อนี้จำเลยยังมีนางอรอุมา มารดาจำเลย และนางสาวอรวรรณ ภริยาจำเลย กับนางผกาพันธ์ มาเบิกความสนับสนุนถึงพฤติการณ์การเล่นการพนันระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งได้ความว่า จำเลยเคยเป็นหนี้พนันโจทก์เป็นเงินประมาณ 20,000,000 บาท โดยจำเลยเคยให้นางสาวอรวรรณไปขอยืมเงินจากนางผกาพันธ์มาใช้หนี้แก่โจทก์ 6,500,000 บาท เมื่อบิดาจำเลยทราบเรื่องจึงชำระหนี้แทนจำเลยด้วยการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตีใช้หนี้ให้แก่นางผกาพันธ์ คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสามดังกล่าวสอดรับกับสำเนาสัญญาขายที่ดินระหว่างนายสมชาติ บิดาจำเลย ผู้ขาย กับนางผกาพันธ์ ผู้ซื้อ ซึ่งได้มีการจดทะเบียนนิติกรรมตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ก่อนจำเลยจะถูกฟ้องเป็นคดีนี้และเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับช่วงที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยเพิ่งปั้นแต่งขึ้นภายหลัง ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่โจทก์ฎีกาอ้างทำนองว่า พยานบุคคลของจำเลยล้วนเป็นญาติสนิทของจำเลยมีน้ำหนักน้อยและพยานเอกสารของจำเลยไม่อาจยืนยันได้ว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับการรับพนันนั้น เห็นว่า การพนันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เจ้ามือและผู้เล่นย่อมจะปกปิดมิให้บุคคลภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องล่วงรู้ จึงยากที่จะหาพยานหลักฐานที่แน่ชัดมาอ้างอิง นอกจากนี้การที่จะหาพยานคนกลางที่ไม่ได้รู้จักใกล้ชิดกับจำเลยมาเป็นพยานคงเป็นไปได้ยากเช่นกัน ดังนั้น พยานหลักฐานของจำเลยจึงหาได้ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาไม่ ส่วนข้อนำสืบของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์นั้น คงมีโจทก์เพียงลำพังปากเดียวเบิกความลอย ๆ เกี่ยวกับเงินที่ให้จำเลยกู้ยืมจำนวน 5,100,000 บาท โจทก์เบิกความว่าเป็นเงินที่ได้จากการประกอบธุรกิจและเงินที่ได้รับวงเงินเบิกเกินบัญชีจากสถาบันการเงิน และในส่วนของการส่งมอบเงินกู้แก่จำเลยนั้น ได้ความตามที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ก่อนทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จำเลยโทรศัพท์ติดต่อขอยืมเงินโจทก์ประมาณเดือนละ 4 ครั้ง ภายในช่วงระยะเวลาตามที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยหลายครั้งรวมเป็นเงิน 5,100,000 บาท ดังนั้น หากมีการส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยด้วยวิธีการโอนเงินจริง โจทก์ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะนำหลักฐานการโอนเงินมาแสดงต่อศาลเพื่อให้เห็นว่าได้มีการส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยจริง แต่โจทก์หาได้นำสืบให้ปรากฏทั้งที่หลักฐานดังกล่าวนับเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่จะสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของโจทก์ได้ ทั้งเมื่อพิจารณาถึงเงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมรวมแล้วมีจำนวนมาก แต่ในการกู้ยืมเงินก็ไม่มีผู้ใดค้ำประกันหรือมีการเรียกหลักประกันใดจากจำเลยมายึดถือไว้ อีกประการหนึ่ง การให้จำเลยกู้ยืมเงินนั้น มิใช่ให้เป็นเงินก้อนจำนวน 5,100,000 บาท ไปเลยทีเดียว แต่เป็นการทยอยให้กู้ยืมเดือนละหลาย ๆ ครั้ง ในช่วงเวลาเกือบ 6 เดือน ดังที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงิน จำนวนหนี้เพิ่มขึ้นมาตลอด หากเป็นการให้จำเลยกู้ยืมเงินไปเพื่อการลงทุนจริง ยากที่จะเชื่อว่าโจทก์จะยอมเสี่ยงให้จำเลยกู้ยืมเงินเรื่อย ๆ ต่อไปจนมียอดหนี้ถึง 5 ล้านบาทเศษ ทั้งที่ไม่มีหลักประกันให้มั่นใจแต่อย่างใด โดยเฉพาะเงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมไปเป็นเงินที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจและวงเงินเบิกเกินบัญชี แต่โจทก์กลับยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้เป็นระยะเวลายาวนานโดยไม่คิดดอกเบี้ย และเพิ่งมาทวงถามโดยฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 10 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงิน พฤติการณ์ของโจทก์ผิดวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจโดยทั่วไป ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยอมแบกรับภาระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 5,100,000 บาทที่จะต้องเสียให้แก่สถาบันการเงินเป็นระยะเวลายาวนานเกือบ 10 ปี ด้วยเหตุเพียงเพราะเป็นความสนิทสนมกันและโจทก์มุ่งหวังที่จะพึ่งพาอาศัยทางธุรกิจกับครอบครัวจำเลยในภายหน้าส่วนมูลเหตุที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินนั้น โจทก์อ้างว่าเนื่องจากจำเลยต้องการใช้เงินในการประกอบธุรกิจค้าน้ำยางพาราร่วมกับเพื่อน ซึ่งเพื่อนที่จำเลยอ้างถึงโจทก์เบิกความยอมรับว่ารู้จัก แต่โจทก์ก็หาได้อ้างหรือนำเพื่อนคนดังกล่าวมาเป็นพยานไม่ และไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่าจำเลยได้ประกอบธุรกิจดังกล่าวจริง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าครอบครัวของจำเลยมีฐานะมั่นคงซึ่งในข้อนี้โจทก์ก็รับมาในฎีกา เช่นนี้ จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจำเป็นจะต้องกู้ยืมเงินจากโจทก์ข้อนำสืบของโจทก์ล้วนมีข้อพิรุธผิดปกติวิสัยของผู้ให้กู้ เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยดังวินิจฉัยมานี้โดยพิเคราะห์ถึงเหตุผลและความเป็นไปได้ประกอบแล้ว เห็นได้ว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีรับฟังได้ว่า มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยเป็นหนี้การพนันทายผลฟุตบอลแก่โจทก์ จึงหาก่อให้เกิดหนี้อันจะเรียกร้องกันได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 853 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 853
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางจรัสวรรณ ใจฐิติวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3208/2565
#684592
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยยังคงค้างชำระ 1,819,355 บาท วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ มีข้อตกลงว่า โจทก์จะชำระเงินตามจำนวนที่ค้างชำระดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน ให้แก่จำเลย หรือจนกว่าโจทก์หรือจำเลยจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบันทึกแนบท้ายสัญญา ส่อแสดงอย่างแจ้งชัดว่าแม้โจทก์จะเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยก็ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคหนึ่ง ทั้งมีบันทึกแนบท้ายสัญญาดังกล่าวอีกว่าหากขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยจะคืนเงินส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่จำเลยเสียไปคืนให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาได้ต่อไป จึงคืนกุญแจส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย ส่งผลให้สัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยไม่อาจสำเร็จวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ได้ ถือเป็นคำเสนอของโจทก์เพื่อบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยบุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า เมื่อจำเลยสนองรับด้วยการแสดงเจตนาถูกต้องตรงกันโดยรับมอบกุญแจ รับมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์โดยไม่อิดเอื้อน ทำการซ่อมแซมและนำไปขายต่อแก่บุคคลภายนอกเยี่ยงนี้ พฤติการณ์ของโจทก์จำเลยดังกล่าวเป็นการสมัครใจเลิกสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 และมาตรา 356 หาจำต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดผิดสัญญา ถึงกระนั้นผลแห่งการเลิกสัญญา แม้ ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมก็ตาม แต่คู่สัญญาอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นโดยให้ไม่ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ ฉะนั้น เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันตามบันทึกแนบท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ว่าให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขาย หากขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยจะคืนเงินส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่จำเลยเสียไปคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าไม่ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมเมื่อมีการเลิกสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายหรือฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ย่อมใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,130,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 เมษายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ และฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,396,637 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลย 216,000 บาท ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงแทนจำเลย เฉพาะค่าขึ้นศาลฟ้องแย้งให้ใช้เพียงเท่าที่จำเลยชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท และกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 880,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 30196 เนื้อที่ 38 ตารางวา พร้อมบ้านพักอาศัยแบบทาวน์เฮาส์จากจำเลยในราคา 2,950,000 บาท หลังจากทำสัญญาโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยแล้ว 1,130,645 บาท ยังคงค้างชำระ 1,819,355 บาท ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ มีข้อตกลงว่าโจทก์จะชำระเงินตามจำนวนที่ค้างชำระดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน ให้แก่จำเลย หรือจนกว่าโจทก์หรือจำเลยจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ และมีบันทึกแนบท้ายสัญญาดังกล่าวว่า หากขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยจะคืนเงินส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่จำเลยเสียไปคืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบันทึกแนบท้ายสัญญา ระหว่างผ่อนชำระเงินโจทก์เข้าอยู่อาศัยในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจนถึงเดือนตุลาคม 2558 แต่โจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงคืนกุญแจส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปขายให้แก่บุคคลภายนอก เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2562 ในราคา 2,800,000 บาท

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า สัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเลิกกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยยังคงค้างชำระ 1,819,355 บาท วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ มีข้อตกลงว่า โจทก์จะชำระเงินตามจำนวนที่ค้างชำระดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน ให้แก่จำเลย หรือจนกว่าโจทก์หรือจำเลยจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบันทึกแนบท้ายสัญญา ส่อแสดงอย่างแจ้งชัดว่าแม้โจทก์จะเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยก็ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิเลิกสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง ทั้งมีบันทึกแนบท้ายสัญญาดังกล่าวอีกว่าหากขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยจะคืนเงินส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่จำเลยเสียไปคืนให้แก่โจทก์ตามบันทึกแนบท้ายสัญญา เมื่อโจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ต่อไป จึงคืนกุญแจส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย ส่งผลให้สัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยไม่อาจสำเร็จวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ได้ ถือเป็นคำเสนอของโจทก์เพื่อบอกเลิกสัญญา แก่จำเลยบุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า เมื่อจำเลยสนองรับด้วยการแสดงเจตนาถูกต้องตรงกันโดยรับมอบกุญแจรับมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์โดยไม่อิดเอื้อน ทำการซ่อมแซมและนำไปขายต่อแก่บุคคลภายนอกเยี่ยงนี้ พฤติการณ์ของโจทก์จำเลยดังกล่าวเป็นการสมัครใจเลิกสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 และมาตรา 356 หาจำต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดผิดสัญญาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ถึงกระนั้นผลแห่งการเลิกสัญญา แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมก็ตาม แต่คู่สัญญาอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นโดยให้ไม่ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ ฉะนั้น เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันตามบันทึกแนบท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ว่าให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขาย หากขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยจะคืนเงินส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่จำเลยเสียไปคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าไม่ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมเมื่อมีการเลิกสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายหรือฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 188 ย่อมใช้บังคับได้

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องคืนเงินส่วนที่เหลือแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ค่าใช้จ่ายประการแรก คือ ค่าดอกเบี้ยธนาคาร ก. 706,137 บาท ที่จำเลยกล่าวอ้างว่าต้องนำบ้านพร้อมที่ดินจำนองกับธนาคารแทนโจทก์ที่ขอกู้เงินไม่ผ่าน แล้วให้โจทก์ผ่อนกับจำเลยตามยอดที่จำเลยจำนองกับธนาคาร ข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ตามสารบัญจดทะเบียนหลังสำเนาโฉนดที่ดิน มีรายการจดทะเบียนจำนองที่ดินที่จะขายให้แก่โจทก์ไว้กับธนาคาร ท. ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 แม้ต่อมาเปลี่ยนเป็นธนาคาร ก. แต่ก็เป็นการจำนองต่อเนื่องกันมาตลอดตั้งแต่ก่อนที่จำเลยจะขายบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ทั้งปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน เป็นการจำนองที่ดินรวมสองโฉนดในวงเงินกู้ 3,500,000 บาท ต่างจากราคาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินเพียง 2,950,000 บาท กรณีจึงเห็นได้ว่าการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าว ของจำเลยมิใช่การนำบ้านพร้อมที่ดินเข้าจำนองกับธนาคารแทนโจทก์ที่ขอกู้เงินไม่ผ่านดังที่จำเลยกล่าวอ้าง โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยที่จำเลยเสียไป ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระไปแล้วในระหว่างผ่อนชำระเงินให้แก่จำเลยถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โจทก์ไม่มีสิทธิจะได้รับคืน ซึ่งเป็นการพิจารณาจากพยานเอกสารหลักฐานที่จำเลยนำสืบและอ้างส่งต่อศาล จึงมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานนอกสำนวนดังที่จำเลยฎีกา ค่าใช้จ่ายประการที่สอง คือ ค่าปรับปรุงซ่อมแซมบ้านให้พร้อมขาย 170,500 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ทางนำสืบของจำเลยมีรายการปรับปรุงบ้านมาแสดง แต่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า ไม่มีใบเสร็จค่าซ่อมแซมบ้านเนื่องจากจำเลยเป็นผู้รับเหมาซ่อมเอง ทั้งไม่มีใบเสร็จค่าวัสดุก่อสร้างมาแสดง รายการปรับปรุงบ้านเป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นเอง ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าจำเลยได้ซ่อมแซมตามรายการที่ทำขึ้นและมีค่าใช้จ่ายจริงหรือไม่ เมื่อคำนึงว่าโจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้านพิพาทหากนับแต่วันทำสัญญาฉบับแรกจนถึงวันที่โจทก์ส่งมอบการครอบครองคืน เป็นเวลาประมาณ 2 ปี จำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินให้บุคคลอื่นได้หลังจากโจทก์ส่งมอบบ้านพร้อมที่ดินคืนแล้ว 3 ปีเศษ เชื่อว่า จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านบางส่วน จึงเห็นควรกำหนดค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยฎีกาว่า จำเลยนำช่างเข้าไปซ่อมแซมโดยวัสดุอุปกรณ์ของจำเลยเอง หาได้โต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไม่ชอบไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ชอบที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จำเลยซ่อมแซมส่วนใดไปอย่างไร มีค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายตามที่ฟ้องจริงหรือไม่ และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยขาดประโยชน์จากการเสียโอกาสในการขายหรือให้เช่า 270,000 บาท และค่าขาดทุนจากการขายบ้านพร้อมที่ดิน 150,000 บาท นั้น เป็นความเสียหายที่จำเลยได้รับโดยตรงและแท้จริง เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่มีรายละเอียดในการคิดคำนวณว่าค่าขาดประโยชน์จากการเสียโอกาสในการขายหรือให้เช่าและค่าขาดทุนจากการขายบ้านพร้อมที่ดินนั้น จำเลยคิดคำนวณเป็นรายเดือนเท่าใด หรือคิดคำนวณอย่างใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ ค่าใช้จ่ายประการสุดท้าย คือ ค่านายหน้าช่วยขายบ้านพร้อมที่ดิน 100,000 บาท จำเลยมีนายนิมิต ผู้ประกอบอาชีพนายหน้า มาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า พยานเป็นนายหน้าขายบ้านพร้อมที่ดินพิพาทให้แก่ลูกค้าโดยพาลูกค้าไปดูถึง 6 ครั้ง พยานได้รับค่านายหน้าจากจำเลย 100,000 บาท โจทก์มิได้ถามค้านให้ศาลเห็นว่าคำเบิกความของพยานไม่เป็นความจริง จึงรับฟังได้ว่าจำเลยจ่ายเงินจำนวน 100,000 บาท เป็นค่านายหน้า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่กำหนดค่าใช้จ่ายส่วนนี้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ดังนี้เมื่อรวมกับเงินที่โจทก์ค้างชำระ 1,819,355 บาท แล้วนำไปหักออกจากราคาขายบ้านพร้อมที่ดินที่จำเลยขายให้แก่บุคคลอื่นได้ 2,800,000 บาท คงเหลือเงินส่วนที่จำเลยต้องชำระคืนให้แก่โจทก์ 780,645 บาท

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 4 ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบถึงอัตราดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ มีผลใช้บังคับในวันที่ 11 เมษายน 2564 จึงให้ใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ในอัตราใหม่ดังกล่าว การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 แม้จำเลยมิได้ฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 780,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 150 ม. 356 ม. 386 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายวิรชาติ สิทธิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2565
#684946
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มี ส. และ ม. เจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ยืนยันว่าร้าน บ. ซึ่งเป็นร้านคาราโอเกะมีการให้บริการร้องคาราโอเกะเป็นห้องส่วนตัว ในห้องดังกล่าวมีอุปกรณ์สำหรับร้องเพลงคาราโอเกะ ได้แก่ จอโทรทัศน์ เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมซีพียู แป้นพิมพ์ ลำโพง ไมโครโฟน ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่าย โดยในภาพถ่ายยังปรากฎหน้าจอโทรทัศน์ที่มีชื่อเพลง มิวสิควีดิโอคาราโอเกะเพลง และเนื้อเพลง และสอดคล้องกับภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงที่บันทึกในแผ่นดีวีดี ซึ่งมีภาพพนักงานจำเลยกำลังช่วยแกะสายไมโครโฟนให้แก่ ส. และ ม. เพื่อร้องเพลงคาราโอเกะ บนจอโทรทัศน์ก็ปรากฏภาพเคลื่อนไหวเป็นมิวสิควีดิโอคาราโอเกะด้วย โดยไม่ปรากฎว่าพนักงานจำเลยทักท้วงว่ามิวสิควีดิโอคาราโอเกะที่ ส. และ ม. กำลังร้องอยู่นั้นไม่ใช่มิวสิควีดิโอคาราโอเกะของร้านแต่อย่างใด ดังนี้ จึงเชื่อได้ว่า ร้าน บ. ของจำเลยมีการให้บริการร้องเพลงคาราโอเกะ โดยจัดให้มีเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการฉาย เล่น หรือดูวีดิทัศน์ ซึ่งเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะคาราโอเกะที่มีภาพประกอบ อันเป็นการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ตามคำนิยามของคำว่า "ร้านวีดิทัศน์" ตาม พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 จำเลยจึงประกอบกิจการวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีความผิดตาม พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 5, 6, 53, 82 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 69, 70, 76 และจ่ายเงินค่าปรับที่จำเลยชำระตามคำพิพากษาในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2), 28 (2) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ปรับ 100,000 บาท ฐานประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 100,000 บาท รวมปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายค่าปรับที่จำเลยชำระในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า บริษัท ร. ผู้เสียหาย เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรม ทั้งคำร้องและทำนอง งานสิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุ เพลงคนกับหมา คิดถึงบ้าน จ.รอคอย ตังเก น้ำตาหอยทาก ฝนจางนางหาย นาแล้ง บ่อสร้างกางจ้อง ปักษ์ใต้บ้านเรา สาวมอเตอร์ไซค์ และอับดุลเลาะห์ จำเลยเป็นเจ้าของร้านบ้านกลางฟาร์ม เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 นายสิทธิชัย นายมานพ และนายนฤดีพนักงานของผู้เสียหาย เข้าไปใช้บริการที่ร้านบ้านกลางฟาร์ม ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 นายมานพ ผู้รับมอบอำนาจผู้เสียหาย เข้าร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกชัยรัตน์ พนักงานสอบสวน ว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ร้านบ้านกลางฟาร์ม พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า และจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ สำหรับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายสิทธิชัยและนายมานพ เจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13.50 นาฬิกา นายสิทธิชัยและนายมานพเดินทางไปที่ร้านบ้านกลางฟาร์มซึ่งเป็นร้านคาราโอเกะ มีให้บริการร้องคาราโอเกะเป็นห้องส่วนตัว ในห้องดังกล่าวมีอุปกรณ์สำหรับร้องเพลงคาราโอเกะ ได้แก่ จอโทรทัศน์ เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมซีพียู แป้นพิมพ์ ลำโพง ไมโครโฟน ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่าย ที่แสดงให้เห็นถึงจอโทรทัศน์ เครื่องซีพียู แป้นพิมพ์ และอุปกรณ์ร้องเพลงคาราโอเกะ ที่ถูกจัดสำหรับให้บริการลูกค้า โดยนางสาวเบญญาภาคนรักของจำเลย ก็เบิกความรับว่าภาพถ่าย เป็นภาพภายในร้านบ้านกลางฟาร์มจริง ทั้งนี้ ยังปรากฏหน้าจอโทรทัศน์ที่มีชื่อเพลง มิวสิควีดีโอคาราโอเกะเพลง และเนื้อเพลง อันสอดคล้องกับภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงที่บันทึกในแผ่นดีวีดี ซึ่งมีภาพพนักงานจำเลยขณะกำลังช่วยแกะสายไมโครโฟนให้แก่นายสิทธิชัยและนายมานพเพื่อร้องเพลงคาราโอเกะ บนจอโทรทัศน์ก็ปรากฏภาพเคลื่อนไหวเป็นมิวสิควีดีโอคาราโอเกะด้วย โดยไม่ปรากฏว่าพนักงานจำเลยทักท้วงว่ามิวสิควีดีโอคาราโอเกะที่นายสิทธิชัยและนายมานพกำลังร้องอยู่นั้นไม่ใช่มิวสิควีดีโอคาราโอเกะที่ร้านให้บริการแต่อย่างใด ดังนี้ กรณีจึงเชื่อได้ว่าร้านบ้านกลางฟาร์มของจำเลย มีการให้บริการร้องเพลงคาราโอเกะ โดยจัดให้มีเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการฉายเล่นหรือดูวีดิทัศน์ ซึ่งเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะคาราโอเกะที่มีภาพประกอบ อันเป็นการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ตามนิยามของคำว่า "ร้านวีดิทัศน์" ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าเครื่องคาราโอเกะของจำเลยมีเพียงเสียงดนตรีและตัวหนังสือวิ่งนั้นเป็นเพียงการเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อร้านของจำเลยไม่เคยขอใบอนุญาตประกอบกิจการวีดิทัศน์ คดีจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 ฐานประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 53 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวศลิษา สมบัติศิริ
- นายวิวัฒน์ วงศกิตติรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3197/2565
#686995
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของเด็ก ย่อมเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) และเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งลักษณะการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ การค้าประเวณีของเด็กก็เป็นการประพฤติตนไม่สมควรตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) อยู่ในตัวด้วย จำเลยจึงมีเจตนากระทำความผิดเพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของเด็กเท่านั้น ถือว่ามีเพียงเจตนาเดียว เมื่อความผิดทั้งสองฐานต่างมีองค์ประกอบความผิดเหมือนกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9, 11 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3 (4) (ข), 4, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 4, 45, 47, 50, 144, 146, 148/2 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 282, 319 และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 70,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 80,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 110,000 บาท และผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 140,600 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพบางข้อหาและให้การปฏิเสธบางข้อหา แต่เมื่อไต่สวนพยานโจทก์ไปบางส่วนแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) (ที่ถูก วรรคหนึ่ง), 52 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง, 11 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3 (4) (ข) (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 3 (4) (ข)), 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 45 (1) (ที่ถูก วรรคหนึ่ง), 47 วรรคหนึ่ง, 50 (3), 144 (1) (ที่ถูก วรรคหนึ่ง), 146, 148/2 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) (ที่ถูก 26 (3) (5) วรรคหนึ่ง), 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (ที่ถูก ต้องปรับบทวรรคหนึ่งด้วย), 319 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 30,000 บาท ฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการ จำคุก 2 เดือน ฐานเป็นนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเป็นลูกจ้างโดยไม่แจ้งการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน ปรับ 2,000 บาท ฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 6 นาฬิกา โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 2,000 บาท ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร (ที่ถูก และเพื่อหากำไร) โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี กับฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง และมาตรา 11 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นความผิดที่อาศัยเจตนาต่างกันและมีองค์ประกอบความผิดต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน แต่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดดังกล่าวรวมกันมาในข้อเดียวย่อมเห็นได้ว่า โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในทุกฐานความผิดเพียงกรรมเดียว หาได้มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จึงลงโทษจำเลยสำหรับความผิดในข้อหานี้ได้เพียงกรรมเดียว ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ซึ่งความผิดฐานดังกล่าวกับฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี (ที่ถูก และฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง) ฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี และฐานส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิดและเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 ปี รวมจำคุก 17 ปี 2 เดือน และปรับ 34,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 7 เดือน และปรับ 17,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 เป็นเงินคนละ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี กับความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และฐานส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิดและเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีเพียงกรรมเดียว จำคุก 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี 1 เดือน และปรับ 17,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2), 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 กับความผิดฐานส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิดและเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) (5), 78 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นความผิดที่อาศัยเจตนาต่างกัน มีองค์ประกอบความผิดต่างกัน และมีลักษณะการกระทำความผิดแตกต่างกัน ซึ่งความผิดตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ผู้กระทำไม่จำต้องมีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของเด็กแต่อย่างใด จึงเป็นความผิดต่างกรรม เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) ไม่ต้องมีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กเป็นองค์ประกอบความผิดก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยในคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของเด็ก ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ด้วย และเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) ด้วยเช่นกัน ซึ่งลักษณะของการกระทำความผิดทั้งสองฐานตั้งแต่ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือเป็นธุระจัดหา ล่อไป ชักพาไป จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้เพื่อให้เด็กกระทำการค้าประเวณี อันเป็นการสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองจากการค้าประเวณีของเด็ก ซึ่งการค้าประเวณีของเด็กก็เป็นการประพฤติตนไม่สมควรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) อยู่ในตัวด้วยแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดเพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของเด็กเท่านั้น ถือว่ามีเพียงเจตนาเดียว เมื่อความผิดของจำเลยทั้งสองฐานต่างมีองค์ประกอบความผิดเหมือนกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยฐานค้ามนุษย์โดยจำคุก 6 ปี เหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาทำนองว่า สถานที่เกิดเหตุอยู่กลางเมืองอุดรธานีและมีการโฆษณาเชิญชวนลูกค้ามาใช้บริการโดยโชว์รูปร่างเด็กและผู้หญิงที่เป็นลูกจ้างของจำเลยทางแอปพลิเคชัน เฟซบุ๊กโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายขอให้ลงโทษสถานหนัก เห็นว่า ความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) นั้น มีการกระทำที่จะเป็นความผิดตั้งแต่เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องกลับปรากฏว่าผู้เสียหายที่เป็นเด็กและผู้หญิงต่างมาทำงานที่ร้านของจำเลยด้วยความสมัครใจ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ความรุนแรงหรือหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายและนอกจากข้อหานี้จำเลยยังได้รับการลงโทษในข้อหาอื่นอีก ส่วนข้อเท็จจริงที่โจทก์ฎีกามานั้นยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่ลงโทษจำเลยหนักขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยมานั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 6 ม. 35 ม. 52
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาง ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายยศวริศ ศรีไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3181/2565
#684772
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามดำเนินการบังคับคดีให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างซึ่งมีการขายทอดตลาดห้องชุดที่ยึดไว้โดยประเมินราคาเป็นเงิน 18,129,200 บาท และคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เห็นชอบให้ใช้ราคาประเมินดังกล่าว ราคาขายตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคดีต้องเริ่มต้นที่ 12,690,440 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีออกประกาศขายทอดตลาดระบุราคาที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เป็นเงิน 29,880,000 บาท ซึ่งไม่ถูกต้องตรงตามราคาประเมินที่แท้จริงของคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ แล้วจำเลยทั้งสามประมาทเลินเล่อไม่ได้ตรวจสอบที่มาที่ไปของราคาประเมินดังกล่าว ทำให้ราคาขายเริ่มต้นที่ 20,920,000 บาท โจทก์จึงเสนอซื้อห้องชุดที่ยึดตามราคาขายเริ่มต้นที่ 20,920,000 บาท แม้เมื่อโจทก์ซื้อห้องชุดดังกล่าวแล้วอาจจะขายห้องชุดได้กำไรเพิ่มขึ้นจากราคาซื้อดังกล่าว แต่การที่โจทก์เสนอราคาซื้อสูงกว่าราคาขายเริ่มต้นที่ควรจะเป็น ทำให้โจทก์ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้น 8,229,560 บาท ซึ่งเป็นความเสียหายอันเกิดแต่ความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสามที่ไม่ได้ตรวจสอบที่มาที่ไปของราคาประเมิน แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายอาจจะมีส่วนทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความเสียหายด้วยทำให้หนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินที่โจทก์ต้องเสียเพิ่มขึ้นเพียง 2,790,800 บาท คิดเป็นร้อยละ 33.91 ของค่าเสียหายที่โจทก์เสียเงินเพิ่มขึ้นทั้งหมด 8,229,560 บาท ซึ่งเป็นการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์ที่โจทก์อาจจะมีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 2,100,000 บาท จึงเหมาะสมแก่ความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นสำนักงานทนายความ มีจำเลยที่ 2 และนางสาวสุขาวดี เป็นกรรมการ จำเลยที่ 2 หรือนางสาวสุขาวดีลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ และจำเลยที่ 2 ยังมีชื่อเป็นหัวหน้าสำนักงานทนายความอีกด้วย โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ย.102/2555 ต่อศาลชั้นต้น โดยโจทก์ตกลงชำระสินจ้างเป็นค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องคดีจำนวน 200,000 บาท ไม่รวมค่าฤชาธรรมเนียมตามใบเสร็จรับเงินของทางราชการที่โจทก์ต้องรับผิดชอบเอง หากมีการบังคับคดีต้องชำระค่าใช้จ่ายในชั้นบังคับคดีเป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ตกลงชำระค่าสินจ้างเป็นค่าวิชาชีพทนายความในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาคดี (สืบพยาน) อัตราร้อยละ 10 ของทุนทรัพย์ตามคำฟ้อง และในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อัตราร้อยละ 8 ของทุนทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยชำระค่าวิชาชีพร้อยละ 30 ในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยในคดีชำระหนี้แก่โจทก์ และชำระค่าวิชาชีพที่เหลือร้อยละ 70 ในวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยในคดีหรือในวันที่ได้รับโอนทรัพย์สินตีราคาใช้หนี้จากจำเลยในคดี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการยื่นฟ้องนางสาวสมใจเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับนางสาวสมใจชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเป็นเงิน 24,972,693.15 บาท วันที่ 8 มิถุนายน 2555 โจทก์ชำระค่าวิชาชีพเป็นเงิน 749,180 บาท แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 3 กันยายน 2555 โจทก์และนางสาวสมใจตกลงกันได้จึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยนางสาวสมใจตกลงชำระเงิน 18,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แล้วยังตกลงจดทะเบียนจำนองห้องชุด 47 ห้อง ของอาคารชุด พ. เป็นประกัน หากผิดนัด นางสาวสมใจยินยอมชำระเงิน 22,720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ย.176/2555 ของศาลชั้นต้น ครั้นนางสาวสมใจผิดนัดไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยที่ 2 ให้โจทก์แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบอำนาจในชั้นบังคับคดี วันที่ 8 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 3 นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดทั้งหมดออกขายทอดตลาด โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 18,129,200 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดนัดที่ 1 วันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ระบุราคาประเมินตามรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ หากไม่มีผู้สนใจเข้าประมูล เจ้าพนักงานบังคับคดีจะลดราคาขายเริ่มต้นลงร้อยละ 10 ทุก ๆ นัด แต่เมื่อรวมทุกนัดแล้วราคาขายเริ่มต้นต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 วันที่ 19 สิงหาคม 2558 นางสาวสมใจยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ประเมินราคาใหม่และงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดและยกเลิกประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นชอบให้ใช้ราคาประเมินของกลุ่มงานประเมินราคาทรัพย์จำนวน 18,129,200 บาท แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีออกประกาศขายทอดตลาดฉบับใหม่ ระบุราคาที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เป็นเงิน 29,880,000 บาท วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์เสนอราคาซื้อห้องชุดในราคา 20,920,000 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุด เจ้าพนักงานบังคับคดีขายห้องชุดที่ยึดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 แจ้งให้โจทก์เตรียมเงินค่าภาษีและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โดยแนบรายละเอียดค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดไปด้วยซึ่งระบุราคาประเมินเป็นเงินเพียง 17,674,200 บาท และโจทก์จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นของโจทก์แล้ว นอกจากนี้ คดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยที่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ในการขายทอดตลาดห้องชุดที่ยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาขายเริ่มต้นที่ร้อยละ 70 ของราคาประเมิน ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาห้องชุดที่ยึดเป็นเงิน 18,129,200 บาท และคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นชอบให้ใช้ราคาประเมินของกลุ่มงานประเมินราคาทรัพย์จำนวน 18,129,200 บาท ดังนั้น หากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและราคาประเมินของคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เป็นเงิน 18,129,200 บาท ราคาขายในวันดังกล่าวต้องเริ่มต้นที่ 12,690,440 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีระบุราคาที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เป็นเงิน 29,880,000 บาท ซึ่งไม่ถูกต้องตรงตามราคาประเมินที่แท้จริงของคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ แล้วจำเลยทั้งสามประมาทเลินเล่อไม่ได้ตรวจสอบที่มาที่ไปของราคาประเมินดังกล่าว ทำให้ราคาขายเริ่มต้นที่ 20,920,000 บาท ไม่ใช่เริ่มต้นที่ 12,690,440 บาท ซึ่งเป็นราคาเริ่มต้นร้อยละ 70 ของราคาประเมินที่ถูกต้องแท้จริง โจทก์จึงเสนอซื้อห้องชุดที่ยึดตามราคาขายเริ่มต้นที่ 20,920,000 บาท แม้เมื่อโจทก์ซื้อห้องชุดดังกล่าวแล้วอาจจะขายห้องชุดได้กำไรเพิ่มขึ้นจากราคาซื้อดังกล่าว แต่การที่โจทก์เสนอราคาซื้อสูงกว่าราคาขายเริ่มต้นที่ควรจะเป็น ทำให้โจทก์ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้น 8,229,560 บาท ซึ่งเป็นความเสียหายอันเกิดแต่ความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสามที่ไม่ได้ตรวจสอบที่มาที่ไปของราคาประเมิน แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายอาจจะมีส่วนทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความเสียหายด้วยดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ทำให้หนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินที่โจทก์ต้องเสียเพิ่มขึ้นเพียง 2,790,800 บาท เท่านั้น คิดเป็นร้อยละ 33.91 ของค่าเสียหายที่โจทก์เสียเงินเพิ่มขึ้นทั้งหมด 8,229,560 บาท ซึ่งเป็นการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์ที่โจทก์อาจจะมีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายแล้ว นอกจากนี้ โจทก์ไม่ได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสามคิดค่าวิชาชีพจากราคาซื้อห้องชุดที่ยึดแต่อย่างใด จึงไม่จำต้องพิจารณาค่าสินไหมทดแทนโดยคำนึงถึงค่าวิชาชีพตามสัญญาจ้างว่าความที่จำเลยทั้งสามคิดจากราคาซื้อห้องชุดที่ยึดดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้กล่าวในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ส่วนที่โจทก์ต้องชำระค่าวิชาชีพให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงใด เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวในคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าวิชาชีพแก่จำเลยที่ 1 ต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,100,000 บาท แก่โจทก์ คิดเป็นร้อยละ 25.52 ของค่าเสียหายที่โจทก์เสียเงินเพิ่มขึ้นทั้งหมด 8,229,560 บาท นั้น เป็นค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสมแก่ความเสียหายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล จึงไม่มีเหตุผลที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขลดจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนให้ต่ำไปกว่านี้ และค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นหนี้เงินที่จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยข้อความใหม่บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 คือ ร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราที่ปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว บัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 อัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปฐม สมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร ประสารวรรณ
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3178/2565
#687023
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 91 ให้อำนาจศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปและกรณีที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้นแล้วต้องไม่เกินยี่สิบปีนั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการลงโทษจำคุกในกรณีกระทำความผิดหลายกรรมที่เกี่ยวพันกันและโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง หรือกรณีที่จำเลยถูกฟ้องหลายคดีและคดีแต่ละคดีเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันจนศาลได้มีคำสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน และรวมถึงคดีที่เกี่ยวพันกันแต่โจทก์กลับแยกฟ้องจำเลยเป็นหลายคดีและไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน จึงจะอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 91 (2) สำหรับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1066/2562 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอกสารท้ายคำแถลงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาฉบับลงวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ของโจทก์ว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่โจทก์ที่ 2 คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่และฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น แม้ข้อหาความผิดที่ฟ้องจะเป็นอย่างเดียวกับคดีนี้ แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีเป็นคนละรายกันกับคดีนี้และพยานหลักฐานในคดีเป็นคนละชุดกัน จึงไม่เป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน ไม่อาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีเดียวกันหรือรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีนี้ได้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาแต่ละคดีและให้นับโทษต่อกันตาม ป.อ. มาตรา 22 แม้มีกำหนดระยะเวลาจำคุกเกินยี่สิบปี ก็พิพากษาให้บังคับเช่นนั้นได้ กรณีไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1066/2562 ของศาลชั้นต้นนั้น เป็นการไม่ชอบ ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1242/2562 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอกสารท้ายคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่า คดีดังกล่าวและคดีนี้มีโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน แม้วันเวลากระทำความผิดจะแตกต่างกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองซึ่งได้รับมอบหมายจากโจทก์ที่ 1 ให้เป็นผู้จัดทำบัญชีและนําเงินไปเสียภาษีแทน กระทำการทุจริตเบียดบังเอาเงินที่มอบให้นําไปเสียภาษีไป และจำเลยทั้งสองไม่คืนเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการทำบัญชีและเสียภาษีแก่โจทก์ที่ 1 เช่นเดียวกับคดีนี้ ดังนั้น เมื่อคดีมีคู่ความเดียวกัน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวเกี่ยวพันกัน โจทก์ที่ 1 อาจฟ้องจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดคดีนี้และคดีที่ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อเป็นคดีเดียวกันได้ แต่โจทก์ที่ 1 แยกฟ้องคดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่ง แยกต่างหากจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1242/2562 ดังกล่าวโดยศาลมิได้สั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ทุกกรรมโดยจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี เต็มตามกำหนดไว้ใน ป.อ. มาตรา 91 (2) แล้ว ย่อมไม่อาจนําโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไปนับโทษต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1242/2562 ของศาลชั้นต้นได้เพราะจะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องได้รับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ ป.อ. มาตรา 91 (2) บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1242/2562 ของศาลชั้นต้นมานั้น ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188, 341, 352, 353, 354 กับนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561, 4344/2561 และ 4345/2561 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีของโจทก์ที่ 1 มีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 352, 353 ประกอบมาตรา 83 ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง คดีของโจทก์ที่ 2 ไม่มีมูล จึงมีคำสั่งให้ยกฟ้อง (ที่ถูก มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง)

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ที่ 1 ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 353 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท ฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี รวม 24 กระทง ฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี รวม 64 กระทง ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 20,000 บาท รวม 64 กระทง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท ฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน รวม 24 กระทง คงจำคุก 144 เดือน ฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน รวม 64 กระทง คงจำคุก 384 เดือน ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 10,000 บาท รวม 64 กระทง คงปรับ 640,000 บาท เมื่อรวมทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และปรับจำเลยที่ 2 รวมเป็นเงิน 650,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 กับให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4345/2561 หมายเลขแดงที่ 1066/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 และหมายเลขดำที่ 4344/2561 ของศาลชั้นต้น ยังไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 (เดิมและที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 83 สำหรับการกระทำของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ ตามฟ้องข้อ 2.25 ถึง 2.61 ปรับกระทงละ 2,000 บาท จำนวน 37 กระทง รวมโทษปรับจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.62 ถึงข้อ 2.88 กระทงละ 20,000 บาท จำนวน 27 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นปรับจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 614,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 307,000 บาท รวมโทษปรับฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีก 10,000 บาท แล้ว เป็นปรับ 317,000 บาท ยกคำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4345/2561 หมายเลขแดงที่ 1066/2562 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 หมายเลขแดงที่ 1242/2562 ของศาลชั้นต้นเพราะเมื่อจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 20 ปี แล้ว ไม่อาจนับโทษต่อจากคดีอื่นได้อีก ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนด ดังต่อไปนี้ (2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี" ตามบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป และกรณีที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้นแล้วต้องไม่เกิน 20 ปี นั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการลงโทษจำคุกในกรณีกระทำความผิดหลายกรรมที่เกี่ยวพันกันและโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง หรือกรณีที่จำเลยถูกฟ้องหลายคดี และคดีแต่ละคดีเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันจนศาลได้มีคำสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน และรวมถึงคดีที่เกี่ยวพันกัน แต่โจทก์กลับแยกฟ้องจำเลยเป็นหลายคดีและไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน จึงจะอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) สำหรับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4345/2561 หมายเลขแดงที่ 1066/2562 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอกสารท้ายคำแถลงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาฉบับลงวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ของโจทก์ว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่โจทก์ที่ 2 คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่และฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น แม้ข้อหาความผิดที่ฟ้องจะเป็นอย่างเดียวกับคดีนี้ แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีเป็นคนละรายกันกับคดีนี้และพยานหลักฐานในคดีเป็นคนละชุดกัน จึงไม่เป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน ไม่อาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีเดียวกันหรือรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีนี้ได้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาแต่ละคดีและให้นับโทษต่อกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 แม้มีกำหนดระยะเวลาจำคุกเกิน 20 ปี ก็พิพากษาให้บังคับเช่นนั้นได้ กรณีไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4345/2561 หมายเลขแดงที่ 1066/2562 ของศาลชั้นต้นนั้น เป็นการไม่ชอบ

ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 หมายเลขแดงที่ 1242/2562 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอกสารท้ายคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่า คดีดังกล่าวและคดีนี้มีโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน แม้วันเวลากระทำความผิดจะแตกต่างกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองซึ่งได้รับมอบหมายจากโจทก์ที่ 1 ให้เป็นผู้จัดทำบัญชีและนำเงินไปเสียภาษีแทน กระทำการทุจริตเบียดบังเอาเงินที่มอบให้นำไปเสียภาษีไป และจำเลยทั้งสองไม่คืนเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการทำบัญชีและเสียภาษีแก่โจทก์ที่ 1 เช่นเดียวกับคดีนี้ ดังนั้น เมื่อคดีมีคู่ความเดียวกัน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวเกี่ยวพันกัน โจทก์ที่ 1 อาจฟ้องจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดคดีนี้และคดีที่ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อเป็นคดีเดียวกันได้ แต่โจทก์ที่ 1 แยกฟ้องคดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งแยกต่างหากจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 หมายเลขแดงที่ 1242/2562 ดังกล่าวโดยศาลมิได้สั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ทุกกรรมโดยจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี เต็มตามกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) แล้ว ย่อมไม่อาจนำโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไปนับโทษต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 หมายเลขแดงที่ 1242/2562 ของศาลชั้นต้นได้ เพราะจะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องได้รับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 หมายเลขแดงที่ 1242/2561 ของศาลชั้นต้น มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 83 สำหรับฟ้องข้อ 2.62 โดยปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2560 ต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองว่ากระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.62 ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ ตามฟ้องข้อ 2.62 ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 2,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นปรับ 616,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 308,000 บาท ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4345/2561 หมายเลขแดงที่ 1066/2562 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 22 ม. 91 (2)
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว. กับพวก
จำเลย — นางสาว น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสรวุฒิ อนุกูลกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา