คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2312/2550
#273652
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันเพื่อให้ ช. นำเงินค่างวดในการจ้างเหมาก่อสร้างบ้านของ ช. ชำระหนี้แก่จำเลยโดยนำเงินเข้าบัญชีให้ และจำเลยจะใช้เช็คเบิกถอนเงินค่าจ้าง ดังนั้น หาก ช. ไม่นำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ จำเลยย่อมจะใช้เช็คถอนเงินไม่ได้ ธนาคารโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้จำเลยแทน ช. การที่ ช. ยอมอนุมัติจ่ายเงินตามเช็คให้จำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นการรับเงินค่างวดที่ ช. นำเงินค่าจ้างก่อสร้างบ้านเข้าบัญชีให้เพื่อชำระหนี้ หาก ช. ไม่ใช่ผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรง จำเลยก็ย่อมไม่สามารถจะใช้เช็คถอนเงินได้ และหากเงินในบัญชีไม่มีธนาคารก็ต้องปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของ ช. ถือได้ว่าเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในฐานะผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรงโดยไม่ชอบ โจทก์ในฐานะเป็นตัวการจึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวแทนของตน การที่จำเลยรับเงินไปจากธนาคารโจทก์โดยสำคัญผิดว่าเป็นเงินค่างวดของจำเลยที่จำเลยมีสิทธิได้รับ จำเลยจึงไม่มีเจตนาที่จะผูกนิติสัมพันธ์ทำนิติกรรมเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินจากจำเลยในฐานะเป็นลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกค้าธนาคารโจทก์ สาขาสำโรง โดยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัด จำเลยใช้เช็คเบิกถอนเงินจากบัญชีเกินกว่าจำนวนเงินที่มีในบัญชี และโจทก์ผ่อนผันการจ่ายให้ อันถือเป็นการเบิกเงินเกินบัญชี โจทก์จึงคำนวณและลงรายการบัญชีของจำเลยตามวิธีการของธนาคารพาณิชย์โจทก์หักทอนบัญชีเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ปรากฏว่าจำเลยมีหนี้ค้างชำระเป็นเงิน 52,340.47 บาท หลังจากนั้นโจทก์คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นปรับเปลี่ยนหลายช่วงหลายอัตรา โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 91,565.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 52,340.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2536 จำเลยทำสัญญารับเหมาก่อสร้างบ้านพักอาศัยกับนายชาญระวี ประภัสสร ผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาสำโรง นายชาญระวีให้จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร เพื่อให้จำเลยใช้เช็คในการเบิกเงินค่าก่อสร้าง จำเลยไม่มีวัตถุประสงค์จะใช้บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีเดินสะพัด จำเลยไม่เคยเดินสะพัดทางบัญชีและไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสนทยา น้อยเจริญ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 91,565.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 52,340.47 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 มิถุนายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยเป็นลูกหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นลูกค้าชั้นดีหรือเป็นลูกค้าพิเศษของโจทก์ จำเลยเพียงแต่ทำคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์ตามธรรมดาของลูกค้าธนาคารโดยทั่วไป ดังนั้น หากจำเลยจะเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ระบุวงเงินให้ชัดเจนว่าจะกู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงินเท่าใด เสียดอกเบี้ยอย่างไร จะชำระหนี้เมื่อใด และมีหลักประกันอะไรให้ไว้ต่อธนาคารโจทก์บ้าง แต่ตามบัญชีกระแสรายวันของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.10 จำเลยเพียงทำคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันตามเอกสารหมาย จ.4 เพียงอย่างเดียว เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2537 จากนั้นจำเลยสามารถถอนเงินเกินกว่าที่มีอยู่ในบัญชีตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2537 ถึง 99,000 บาท และจำเลยยังถอนเงินเกินบัญชีเพิ่มอีก 1 ครั้ง ในเดือนมกราคม 2537 รวมแล้วจำเลยเบิกถอนเงินเกินบัญชีในเดือนมกราคม 2537 รวมเป็นเงิน 253,435.84 บาท โดยไม่มีการทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหรือมีหลักประกันใด ๆ ให้ไว้ต่อโจทก์ ปรากฏว่าตามบัญชีกระแสรายวันของจำเลยดังกล่าว จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีหลังจากยื่นคำขอเปิดบัญชีเพียง 3 วัน โดยไม่มีเงินอยู่ในธนาคารเลยนอกจากเงินเปิดบัญชีครั้งแรก 1,000 บาท และจำเลยเป็นหนี้ธนาคารโจทก์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโดยจำเลยเบิกถอนเงินโดยใช้เช็คอีกหลายครั้งจนถึงวันที่ 26 เมษายน 2537 เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจำเลยก็ไม่ได้ถอนเงินจากโจทก์อีกเลย พฤติการณ์ดังกล่าวของธนาคารโจทก์ที่ยอมให้จำเลยใช้เช็คถอนเงินเกินบัญชีจากธนาคารโจทก์ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ปรากฏว่าเคยรู้จักกันเป็นอย่างดีหรือจำเลยเป็นบุคคลพิเศษแสดงว่าจำเลยมีความผูกพันกับนายชาญระวีผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรงในขณะนั้น ที่เป็นคนเซ็นอนุมัติให้จำเลยถอนเงินเกินบัญชีได้ จึงเจือสมกับพยานหลักฐานและข้อต่อสู้ของฝ่ายจำเลยที่ว่าจำเลยทำสัญญารับเหมาก่อสร้างบ้านให้แก่นายชาญระวีตามเอกสารหมาย ล.8 จำเลยรับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างเป็นรายงวดโดยนายชาญระวีบอกให้เปิดบัญชีกระแสรายวันตามเอกสารหมาย จ.4 จ.5 และ จ.10 ที่ธนาคารโจทก์สาขาสำโรงที่นายชาญระวีเป็นผู้จัดการสาขาอยู่ หลังจากเปิดบัญชีแล้ว จำเลยก็ได้สั่งจ่ายเช็ครับเงินค่าจ้างก่อสร้างบ้านเรื่อยมา จนกระทั่งฉบับสุดท้ายลงวันที่ 22 เมษายน 2537 รวมทั้งสิ้น 11 ฉบับ เป็นเงิน 723,821 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวนเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างบ้านให้นายชาญระวีตามเอกสารหมาย ล.8 หลังจากนั้นจำเลยก็หยุดใช้เช็คเบิกถอนเงินอีกต่อไป การที่บัญชีกระแสรายวันของจำเลยมีการนำเงินเข้าบัญชีด้วย และในที่สุดเมื่อหักทอนบัญชีแล้วตามบัญชีกระแสรายวันของจำเลย ปรากฏว่าจำเลยถอนเกินจากบัญชีเพียง 34,805.88 บาท เท่านั้น น่าเชื่อว่านายชาญระวีเป็นคนนำเงินเข้าบัญชีให้แก่จำเลยเป็นการชำระหนี้ค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างบ้าน พยานหลักฐานจำเลยมีเหตุผลและมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันตามเอกสารหมาย จ.4 จ.5 และ จ.10 เพื่อให้นายชาญระวีนำเงินค่างวดในการจ้างเหมาก่อสร้างบ้านชำระหนี้แก่จำเลยโดยนำเงินเข้าบัญชีให้ และจำเลยจะใช้เช็คเบิกถอนเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างบ้านตามงวดตามเอกสารหมาย ล.8 โดยใช้เช็ค จำเลยไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ ดังนั้น หากนายชาญระวีไม่นำเงินเข้าบัญชีให้จำเลยเพื่อชำระหนี้แสดงว่านายชาญระวีผิดนัดชำระหนี้ จำเลยย่อมจะใช้เช็คถอนเงินไม่ได้ โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้จำเลยแทนนายชาญระวีแต่อย่างใด แต่การที่นายชาญระวียอมอนุมัติจ่ายเงินตามเช็คให้จำเลยจึงเป็นเรื่องที่จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นการรับเงินค่างวดที่นายชาญระวีนำเงินค่าจ้างก่อสร้างบ้านเข้าบัญชีให้เพื่อชำระหนี้ จำเลยไม่มีเจตนาที่จะเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ หากนายชาญระวีไม่ใช่ผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรง จำเลยก็ย่อมไม่สามารถจะใช้เช็คถอนเงินตามที่ปรากฏในคดีนี้ได้ และหากเงินในบัญชีไม่มี ธนาคารก็ต้องปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยจะได้รีบดำเนินการทวงถามหรือระงับการก่อสร้างบ้านตามสัญญาให้แก่นายชาญระวีทันท่วงทีหรือดำเนินการฟ้องร้องเรียกเงินค่าจ้างเหมาก่อสร้างจากนายชาญระวีโดยเร็วในขณะที่พยานหลักฐานยังคงอยู่ครบถ้วน การกระทำของนายชาญระวีถือได้ว่าเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในฐานะผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรงโดยไม่ชอบ โจทก์ในฐานะเป็นตัวการจึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวแทนของตน การที่จำเลยรับเงินไปจากธนาคารโจทก์โดยสำคัญผิดว่าเป็นเงินค่างวดของจำเลยที่จำเลยมีสิทธิได้รับ จำเลยจึงไม่มีเจตนาที่จะผูกนิติสัมพันธ์ทำนิติกรรมเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินจากจำเลยในฐานะเป็นลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ฯ
จำเลย — นายบุญส่ง น้อยเจริญ ฯ
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2307/2550
#272693
เปิดฉบับเต็ม

อาวุธปืนของกลางแม้จะไม่มีอุปกรณ์และเครื่องลั่นไกก็ถือว่าเป็นอาวุธปืนตามกฎหมาย การที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อีกทั้งจำเลยยังมีกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายด้วยเช่นกัน ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่าจำเลยอาจถอดและซุกซ่อนอุปกรณ์เครื่องลั่นไกไว้ต่างหากเพื่ออำพรางการกระทำความผิด ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย ทั้งอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ หากนำไปใช้ก่ออาชญากรรมย่อมยากแก่การตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด ประกอบกับสภาพปัญหาของสังคมในปัจจุบันมีการใช้อาวุธปืนก่ออาชญากรรมจำนวนมาก และนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางติดตัวเข้าไปในบริเวณที่ชุมนุมชนที่จัดให้มีการแสดงดนตรีเพื่อการรื่นเริง นับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชนที่ไปเที่ยวงาน พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจว่าจำเลยมีประวัติกระทำความผิดมาก่อน จึงไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายหลายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบอาวุธปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าอาวุธปืนของกลางไม่มีอุปกรณ์เครื่องลั่นไก การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า อุปกรณ์เครื่องลั่นไกสามารถถอดออกหรือประกอบเข้ากับอาวุธปืนได้ไม่ยาก จำเลยอาจซุกซ่อนไว้ต่างหากเพื่ออำพรางการกระทำความผิด คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดังกล่าวเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า อาวุธปืนของกลางแม้จะไม่มีอุปกรณ์เครื่องลั่นไกก็ถือว่าเป็นอาวุธปืนตามกฎหมาย การที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อีกทั้งจำเลยยังมีกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายด้วยเช่นกัน ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะหยิบยกข้อเท็จจริงดังที่จำเลยกล่าวในฎีกาขึ้นวินิจฉัยก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ทำอันตรายแก่ชีวิตร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย ทั้งอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ หากนำไปใช้ก่ออาชญากรรมย่อมยากแก่การตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด ประกอบกับสภาพปัญหาของสังคมในปัจจุบันมีการใช้อาวุธปืนก่ออาชญากรรมจำนวนมาก และนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางติดตัวเข้าไปในบริเวณที่ชุมนุมชนที่จัดให้มีการแสดงดนตรีเพื่อการรื่นเริง นับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชนที่ไปเที่ยวงาน พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจว่าจำเลยมีประวัติกระทำความผิดมาก่อน กรณีจึงไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ จึงเห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน และฐานพาอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 371
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคสอง ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายนิติกร พาพาน
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2293/2550
#267380
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและจดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์

การคำนวณทุนทรัพย์ของคดีเพื่อเสียค่าขึ้นศาลนั้น จะต้องคำนวณตามราคาที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นราคาที่ตกลงจะขายให้แก่จำเลย หาใช่คำนวณจากราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินไม่ เพราะการประเมินราคาของเจ้าพนักงานที่ดินเป็นเพียงเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมิใช่ราคาที่ดินที่แท้จริง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ตกลงขายที่ดินแก่จำเลย 10 ไร่ ไร่ละ 50,000 บาท ขอให้ศาลเพิกถอนและโอนที่ดินกลับเป็นของโจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันจึงมีจำนวน 500,000 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงนครราชสีมาที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษา

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเหลือบ รอสูงเนิน
จำเลย — นางทองเจือ ศรีขุนพิทักษ์หรือขุมกระโทก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายสุรเดช ราบุรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตรีวุฒิ สาขากร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2550
#410594
เปิดฉบับเต็ม

การบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคหนึ่ง เพียงแต่ให้คู่สัญญาฝ่ายที่จะเลิกสัญญาบอกกล่าวล่วงหน้าแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้ทราบล่วงหน้าว่าจะเลิกสัญญา โดยต้องบอกกล่าวในเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง หรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งอันจะก่อให้เกิดผลเป็นการเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปเท่านั้น มิได้กำหนดให้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าภายในเวลางานตามปกติแต่อย่างใด การบอกกล่าวเลิกสัญญาจึงมีผลนับแต่ที่คู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับการบอกกล่าวได้รับทราบการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น โจทก์รับทราบการบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 และจำเลยที่ 1 กำหนดจ่ายค่าจ้างก่อนวันที่ 25 ของเดือน การบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเป็นผลให้เลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป คือวันที่ 24 ตุลาคม 2545 เมื่อจำเลยที่ 1 ให้โจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2545 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2545 เป็นเวลา 53 วัน

สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยไว้โดยเฉพาะ จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่เมื่อทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เมื่อใด จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดจ่ายโบนัสประจำครึ่งปีแรก เป็นเงิน 49,300 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 49,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด 9,000,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 21,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยทั้งแปดให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าเสียหายจากการละเมิด ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 7 และที่ 8 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 37,796.66 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2546 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยที่ 7 และที่ 8 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ทราบการบอกกล่าวเลิกจ้างเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 เวลา 17.30 นาฬิกา เป็นเวลาเลิกงานแล้ว การบอกเลิกจ้างโจทก์จึงนับในวันถัดไปคือวันที่ 31 สิงหาคม 2545 จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2545 เป็นเวลา 54 วัน เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง ...เพียงแต่ให้คู่สัญญาฝ่ายที่จะเลิกสัญญาบอกกล่าวล่วงหน้าแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้ทราบล่วงหน้าว่าจะเลิกสัญญา โดยกำหนดให้ต้องบอกกล่าวในเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง อันจะก่อให้เกิดผลเป็นการเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปเท่านั้น มิได้กำหนดให้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าภายในเวลางานตามปกติแต่อย่างใด การบอกกล่าวล่วงหน้าจึงมีผลนับแต่ที่คู่สัญญาฝ่ายที่รับการบอกกล่าวได้รับทราบการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น โจทก์รับทราบการบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 และจำเลยที่ 1 กำหนดจ่ายค่าจ้างก่อนวันที่ 25 ของเดือน ดังนั้น การบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเป็นผลให้เลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป คือวันที่ 24 ตุลาคม 2545 เมื่อจำเลยที่ 1 ให้โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2545 เป็นเวลา 53 วัน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยไว้โดยเฉพาะ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ใช่หนี้เงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้าง นายจ้างจะตกเป็นผู้ผิดนัดและรับผิดชำระดอกเบี้ยต่อเมื่อลูกจ้างทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามเมื่อใด จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 582
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมลักษณ์ ลี้ หรือแซ่ลี้
บริษัทเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
พิชิต คำแฝง
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2288/2550
#271266
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้และออกหนังสือรับรองตกลงชดใช้ค่าเสียหายแทนลูกหนี้ต่อสถาบันการเงินอื่นตั้งแต่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มูลหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/27 แม้เจ้าหนี้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันและหนังสือรับรองดังกล่าวไปภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ก็ไม่ทำให้เจ้าหนี้หมดสิทธิได้รับชำระหนี้แต่อย่างใด

คดีนี้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 16 โดยแนบสำเนาสัญญาค้ำประกันฉบับภาษาอังกฤษไว้ท้ายคำขอรับชำระหนี้แล้วแต่มิได้ส่งคำแปลของสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ซึ่งต่อมาผู้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวได้ถอนคำโต้แย้งแล้ว หากผู้คัดค้านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมูลหนี้ของลูกหนี้ชั้นต้นและจำนวนหนี้ดังกล่าว ก็ชอบที่จะกำหนดให้เจ้าหนี้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 105 ประกอบมาตรา 90/26 วรรคสาม ไม่ใช่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อันดับนี้ไปเลย โดยให้เหตุผลเพียงว่าไม่มีหลักฐานแสดงความเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิด ซึ่งไม่ถูกต้องตามพยานหลักฐานที่เจ้าหนี้แนบไว้ท้ายคำขอรับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2542 และตั้งนายสุรพงษ์ เตชะวิบูลย์ เป็นผู้ทำแทน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 โดยมีบริษัทสยามมั่น จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเงินกู้ตั๋วสัญญาใช้เงินเล็ตเตอร์ออฟเครดิต ภาระค้ำประกัน (แอลจี) หนี้ตามสัญญาค้ำประกัน รวม 16 อันดับ เป็นเงิน 1,202,677,735.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 1,024,860,295.98 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินจำนวน 26 แปลง และเครื่องจักรจำนวน 97 เครื่อง

ผู้คัดค้านได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคัดค้านการขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ แต่ต่อมาขอถอนคำโต้แย้ง

ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐาน แต่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เกินมาเป็นเงิน 694,624,622.30 บาท เนื่องจากคำนวณคลาดเคลื่อน และหนี้อันดับที่ 16 ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานแสดงความเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิด จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 508,053,133.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 359,515,252.34 บาทนับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4056, 4087, 17151, 17299, 24529 ตำบลห่อหมก (ขุนจ่า) อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วน โฉนดเลขที่ 4088, 4120 ตำบลขุนจ่า อำเภอเสนาน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และตามหนังสือสัญญาจำนองเครื่องจักรหมายเลขทะเบียนจำนอง 200 ถึง 261/40 เครื่องจักร เครื่องตีเยื่อ เครื่องทำลอน เครื่องทดสอบ ฯลฯ หมายเลขทะเบียน (39-308-208) 001 ถึง 0083, 0085 ถึง 0098 รวม 97 เครื่อง

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า มูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทั้งสิบหกอันดับ เจ้าหนี้ได้นำเอกสารซึ่งแสดงถึงความมีอยู่แห่งมูลหนี้ส่งต่อผู้คัดค้านในวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ทั้งการที่เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันลูกหนี้ต่อธนาคารต่างประเทศ (แอลจี) เมื่อธนาคารต่างประเทศหรือบริษัทที่เจ้าหนี้ค้ำประกันเรียกเก็บเงินตามวงเงินค้ำประกัน เจ้าหนี้ต้องจ่ายเงินตามภาระค้ำประกันไปจึงชอบที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้คืนจากลูกหนี้นับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้จ่ายเงินแทนไปอีกทั้งในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ก็ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งคัดค้าน แต่ผู้คัดค้านกลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน โอยอ้างว่าเจ้าหนี้คำนวณจำนวนหนี้คลาดเคลื่อน ขอให้ผู้คัดค้านพิจารณาหลักฐานและเอกสารทั้งหมดของเจ้าหนี้อีกครั้ง รวมทั้งคำนวณบัญชีใหม่ทั้งหมดและมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในส่วนที่ขาดจำนวน 694,624,622.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 1,024,860,295.98 บาท โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4029 (ที่ถูกคือ 4089), 4072, 4073, 4078, 4079, 4081 ถึง 4084, 4087, 4115, 4123, 4217, 4229 ถึง 4231, 14785, 20515, 25049 และ 25055 ตำบลห่อหมก (ขุนจ่า) อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4115, 4123, 4084, 4079, 4217, 4078, 4072 ถึง 4073, 4083, 4081, 4231, 4082, 4229, 4230, 14785, 25049, 25055, 26515 ตำบลห่อหมก (ขุนจ่า) อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของผู้คัดค้าน

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลล้มละลายกลางเพื่อทำการไต่สวนโดยการสืบพยานฝ่ายเจ้าหนี้และผู้คัดค้านว่า เจ้าหนี้ได้นำส่งสัญญาค้ำประกัน ฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2532 และฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2533 เพื่อเป็นหลักฐานประกอบคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 16 ต่อผู้คัดค้านแล้วหรือไม่ เมื่อไต่สวนโดยการสืบพยานเสร็จแล้วให้ศาลล้มละลายกลางส่งสำนวนคืนศาลฎีกา

ศาลล้มละลายกลางได้ทำการไต่สวนตามคำสั่งศาลฎีกาแล้วส่งสำนวนคืนศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ประการแรก เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่ามูลหนี้อันดับที่ 10 ถึงที่ 15 เป็นมูลหนี้ภาระค้ำประกันที่เจ้าหนี้ร่วมกับเจ้าหนี้สถานบันการเงินอื่นออกหนังสือค้ำประกันลูกหนี้ต่อธนาคารต่างประเทศเมื่อปี 2533 ซึ่งผู้คัดค้านมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยเพียงวันที่ 23 สิงหาคม 2542 อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ส่วนจำนวนเงินที่เจ้าหนี้จ่ายไปภายหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ผู้คัดค้านไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะมูลหนี้ค้ำประกันเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้เจ้าหนี้จ่ายเงินให้แก่ธนาคารต่างประเทศภายหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอรับชำระหนี้ ปัญหาในข้อนี้จึงมีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้มูลหนี้อันดับที่ 10 ถึงที่ 15 เต็มตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม..." วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 101 อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการสำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว" และมาตรา 101 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ร่วมบางคนถูกพิทักษ์ทรัพย์ ลูกหนี้ร่วมคนอื่นอาจยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว" วรรคสอง บัญญัติว่า "บทบัญญัติในวรรคก่อน ให้ใช้บังคับแก่ผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันร่วม หรือบุคคลที่อยู่ในลักษณะเดียวกันนี้โดยอนุโลม" แสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้เป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ที่ฟื้นฟูกิจการ ผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันร่วม หรือบุคคลที่อยู่ในลักษณะเดียวกันนี้ชอบที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้หากมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ สำหรับมูลหนี้ลำดับที่ 10 ถึงที่ 15 ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้นั้นเป็นมูลหนี้ภาระค้ำประกัน (แอล จี เอ.1 ถึง เอ.8) ศาลฎีกาตรวจสำนวนคำขอรับชำระหนี้รวม 5 ตอน ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้พร้อมเอกสารประกอบต่อผู้คัดค้านแล้วได้ความว่า ...เจ้าหนี้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้และออกหนังสือรับรองตกลงชดใช้ค่าเสียหายแทนลูกหนี้ต่อสถาบันการเงินอื่น ตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2536 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2542 มูลหนี้ภาระค้ำประกันอันดับที่ 10 ถึงที่ 15 ดังกล่าวจึงเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธินำมูลหนี้ดังกล่าวมาขอรับชำระในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ตามมาตรา 90/27 การที่เจ้าหนี้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันและหนังสือรับรองดังกล่าวไปภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ไม่ทำให้เจ้าหนี้หมดสิทธิได้รับชำระหนี้แต่อย่างใด เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 10 ถึงที่ 15 เต็มตามจำนวนที่ขอรับชำระหนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านคำนวณหนี้โดยตัดส่วนที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ออกชอบแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ขอนี้ฟังขึ้น

ประการที่สอง เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้ได้ส่งเอกสารสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2532 และฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2533 ในมูลหนี้อันดับที่ 16 ต่อผู้คัดค้านแล้ว ทั้งผู้ทำแผนก็มิได้โต้แย้งคัดค้านมูลหนี้อันดับนี้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในอันดับนี้เต็มตามจำนวนที่ขอรับชำระหนี้ หากศาลฎีกาเห็นว่ายังมีข้อโต้เถียงเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกัน ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนในมูลหนี้อันดับนี้ก่อนมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมูลหนี้ต่อไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 16 หรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาตรวจดูสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ยื่นต่อผู้คัดค้านและสำนวนของศาลล้มละลายกลางที่ไต่สวนพยานเจ้าหนี้ และเจ้าหนี้อ้างส่งเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.47 ดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 16 โดยได้แนบสำเนาสัญญาค้ำประกันฉบับภาษาอังกฤษลงวันที่ 13 ตุลาคม 2532 และวันที่ 29 กันยายน 2536 ไว้ท้ายคำขอรับชำระหนี้ แต่มิได้ส่งคำแปลของสัญญาค้ำประกันดังกล่าว รวมทั้งเอกสารที่แสดงว่าบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ชั้นต้น เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ประเภทใด เป็นจำนวนเท่าใด เป็นเหตุให้นักบัญชีของผู้คัดค้านไม่สามารถคำนวณยอดหนี้ได้ และผู้คัดค้านมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในอันดับนี้ เห็นว่า ตามพระบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 ประกอบมาตรา 90/26 วรรคสาม ให้อำนาจผู้คัดค้านออกหมายเรียกเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลใดมาสอบสวนในเรื่องหนี้สินเพื่อหาความจริงว่าหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้เมื่อผู้ทำแผนถอนคำโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ผู้คัดค้านก็มิได้ดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐานของเจ้าหนี้ตามที่นัดไว้อีกต่อไป และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในอันดับนี้โดยให้เหตุผลเพียงว่าไม่มีหลักฐานแสดงความเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดจากข้อเท็จจริงข้างต้นที่เจ้าหนี้ได้แนบสำเนาสัญญาค้ำประกันฉบับภาษาอังกฤษรวม 2 ฉบับ ที่ลูกหนี้เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ชั้นต้นต่อเจ้าหนี้ไว้ท้ายคำขอรับชำระหนี้แล้ว หากผู้คัดค้านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมูลหนี้ของลูกหนี้ชั้นต้น และจำนวนหนี้ก็ชอบที่จะกำหนดให้เจ้าหนี้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมเพื่อพิจารณามีคำสั่งขอรับชำระหนี้ต่อไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ไม่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อันดับนี้ไปเลยซึ่งไม่ถูกต้อง ทั้งในชั้นที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7673/2544 ให้ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้แล้วทำการไต่สวนและมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไปนั้น ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางเพียงแต่ให้ผู้คัดค้านและเจ้าหนี้ทำคำแถลงต่อศาลเท่านั้น มิได้ไต่สวนให้ได้ความจริงเกี่ยวกับมูลหนี้อันดับที่ 16 นี้แต่อย่างใด และกลับวินิจฉัยว่าไม่ปรากฏหลักฐานสัญญาค้ำประกันแสดงความเป็นเจ้าหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิด คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ชอบแล้ว ซึ่งไม่ถูกต้องตามพยานหลักฐานที่เจ้าหนี้แนบไว้ท้ายคำขอรับชำระหนี้ อย่างไรก็ดี เมื่อศาลฎีกาได้มีรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 21 มีนาคม 2548 ให้ส่งสำนวนคืนศาลล้มละลายกลางอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำการไต่สวนโดยการสืบพยานฝ่ายเจ้าหนี้และผู้คัดค้านว่าเจ้าหนี้ได้นำส่งสัญญาค้ำประกัน ฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2532 และฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2533 (ที่ถูกคือ ฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2536) เพื่อเป็นหลักฐานประกอบคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 16 ต่อผู้คัดค้านหรือไม่ และศาลล้มละลายกลางได้ทำการไต่สวนพยานเจ้าหนี้เกี่ยวกับมูลหนี้อันดับที่ 16 รวม 1 ปาก เจ้าหนี้อ้างส่งเอกสารรวม 47 ฉบับ ตามเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.47 ส่วนผู้คัดค้านและผู้บริหารแผนของลูกหนี้ไม่ติดใจนำพยานเข้าไต่สวนแล้วส่งสำนวนคืนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาต่อไป ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยมูลหนี้อันดับนี้ไปเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไป ซึ่งจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายเจษฎาภรณ์ ตันติธีรวิทย์ พยานเจ้าหนี้ประกอบเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.47 ได้ความว่า บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี กู้ยืม ตั๋วสัญญาใช้เงิน และภาระค้ำประกัน โดยมีลูกหนี้เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ทั้งเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวในการฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวและได้รับอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 215,294,880.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 169,857,142.34 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแล้วโดยไม่ปรากฏว่ามีการอุทธรณ์ ดังนั้น ลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดีสตรี้ จำกัด (มหาชน) ในหนี้ดังกล่าวจึงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ในจำนวนหนี้ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 16 เป็นเงิน 215,298,880.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 169,857,142.34 นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จเช่นกัน คำสั่งของศาลล้มละลายกลางในส่วนนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาเช่นกัน อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาประการสุดท้าย ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า มีสิทธิได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 4089 นั้น ปรากฏว่าคำขอรับชำระหนี้เจ้าหนี้ได้แนบบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งระบุที่ดินโฉนดเลขที่ 4089 ไว้แล้ว และตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองลงวันที่ 15 สิงหาคม 2539 ที่แนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ก็ระบุที่ดินโฉนดเลขที่ 4089 ไว้เช่นกัน ดังนั้น เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 4089 ด้วย การที่เจ้าหนี้ระบุในคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางเป็นโฉนดเลขที่ 4029 จึงเป็นการคลาดเคลื่อนไปเท่านั้น หาทำให้เจ้าหนี้หมดสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4089 ไม่ คำสั่งศาลล้มละลายกลางในส่วนนี้ยังคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มูลหนี้อันดับที่ 10 ถึงที่ 15 เต็มตามจำนวนที่ขอรับชำระหนี้ และในมูลหนี้อันดับที่ 16 ให้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 215,294,880.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 169,857,142.34 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จโดยมีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระในมูลหนี้อันดับที่ 16 ในการฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) แล้วเพียงใด ก็ให้สิทธิที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น รวมทั้งให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 4089 ตำบลห่อหมก (ขุนจ่า) อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 วรรคสาม ม. 90/27 ม. 101 ม. 105
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
เจ้าหนี้ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ลูกหนี้ — บริษัทปัญจพลเปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สมชาย พงษธา
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2287/2550
#272490
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ซื้อขายที่ดินของจำเลยตลอดจนมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและให้คืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยอันเป็นผลของการยกเลิกการล้มละลายนั้น มิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 วรรคสอง ที่จะอุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งไม่มีกรณีจำต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2526 และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2528 ต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (3) ส่วนทรัพย์สินของจำเลยที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมได้นั้น ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการแบ่งชำระให้แก่เจ้าหนี้แต่ละรายตามส่วนที่ศาลอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้รวมตลอดถึงจัดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วย หากมีเงินเหลือให้คืนแก่จำเลย ในระหว่างจำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 49866 และ 75567 ตำบลสีกัน อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยให้แก่บริษัทฟรีเวย์พร๊อพเพอตี้ จำกัด

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ริบเงินมัดจำตามสัญญาซื้อขายที่บริษัทฟรีเวย์พร๊อพเพอตี้ จำกัด วางไว้ในวันทำสัญญารวมเข้าไว้ในกองทรัพย์สินของจำเลย คืนต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 49866 และ 75567 ตำบลสีกัน อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร แก่จำเลยโดยปราศจากภาระจำนองหรือภาระผูกพันใด ๆ (ระงับจำนอง) และให้มีหนังสือแจ้งถอนการยึดและระงับจำนองถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมือง กับคืนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้ถือเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2548 ภายหลังพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ใช้บังคับแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าวว่าด้วยอุทธรณ์ อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะยื่นอุทธรณ์ ซึ่งมาตรา 24 บัญญัติให้อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะคำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 วรรคสอง เท่านั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้มีคำสั่งว่า จำเลยมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายที่ดินตลอดจนมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและให้คืนโฉนดที่ดินดังกล่าวอันเป็นผลของการยกเลิกการล้มละลายมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 24 วรรคสอง ที่จะอุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งไม่มีกรณีจำต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 ม. 26 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปลิว มนัส กับพวก
จำเลย — บริษัทสุชาต์ธนกิจ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2278/2550
#267728
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายลงโทษจำคุก 10 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอีกกระทงหนึ่งตามฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนี้ ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์เป็นพิรุธ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในความครอบครองของจำเลย ขอให้พิพากษากลับยกฟ้องโจทก์ และหากศาลฎีกาฟังว่าจำเลยมีความผิดก็ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เป็นฎีกาที่โต้เถียงปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งยุติไปแล้ว และเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยฎีกาให้จำเลยได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นางสาวประไพหรือแหวว เกิดอิ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายนิพันธ์ อักษรกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
องอาจ โรจนสุพจน์
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2267/2550
#267773
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 60 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบในการกระทำความผิดดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบเพื่อให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดจริง เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองก่อนถูกจับกุมว่า จำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจนมีรายได้นำไปซื้อทรัพย์สินของกลาง ลำพังจากการสอบสวนพบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประกอบอาชีพ และจำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง จะสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสองไม่มีรายได้เพียงพอที่จะซื้อทรัพย์สินของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยทั้งสองรับโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายและนับโทษจำเลยทั้งสองในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4876/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วตามฟ้องจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 จำคุกคนละ 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกคนละ 4 ปี นับโทษต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4876/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ร้อยตำรวจเอกเดชากับพวกจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 45,800 เม็ด เงินจำนวน 21,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง รถยนต์หมายเลขทะเบียน ฐฉ 1161 กรุงเทพมหานคร โทรทัศน์สี 1 เครื่อง เครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง และตู้เย็น 1 ตู้ เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 60 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบในการกระทำความผิดดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะ เมื่อคดีนี้เป็นคดีอาญาโจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบ เพื่อให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดจริง แต่โจทก์มีเพียงร้อยตำรวจเอกเดชาผู้ร่วมจับกุมเบิกความเป็นพยานว่า เหตุที่ยึดทรัพย์สินของกลางเพราะฐานะของจำเลยทั้งสองไม่น่าที่จะมีทรัพย์สินของกลางได้ และสันนิษฐานว่าเงินจำนวน 21,000 บาท เป็นเงินที่จำเลยทั้งสองได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นเพียงความเข้าใจของพยานโจทก์เอง แม้จ่าสิบตำรวจกิติศักดิ์ผู้ร่วมจับกุม และพันตำรวจโทณรงค์พนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองรับว่าใช้เงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษซื้อทรัพย์สินของกลางก็ตาม แต่ร้อยตำรวจเอกเดชาก็มิได้เบิกความถึงคำรับของจำเลยทั้งสองและไม่มีการบันทึกคำรับของจำเลยทั้งสองไว้ในบันทึกการตรวจยึดทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบเพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ส่วนพันตำรวจโทณรงค์ก็เบิกความลอย ๆ โดยโจทก์มิได้อ้างส่งบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นพยาน คำเบิกความของจ่าสิบตำรวจกิติศักดิ์และพันตำรวจโทณรงค์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองก่อนถูกจับกุมว่า จำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจนมีรายได้นำไปซื้อทรัพย์สินของกลางและเป็นเหตุให้มีการไปตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสองในวันเกิดเหตุ ลำพังจากการสอบสวนพบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประกอบอาชีพและจำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง จะสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสองไม่มีรายได้เพียงพอที่จะซื้อทรัพย์สินของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง ทั้งจำเลยทั้งสองก็นำสืบว่าจำเลยทั้งสองมีรายได้จากการขายข้าวแกง การเล่นแชร์ การให้ผู้อื่นกู้ยืมเงิน รับจำนำรถยนต์และกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยทั้งสองรับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 227 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 84
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นางสุภาวดี หะรังษี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุรพล โตศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิต รัตนะผล
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236 -ที่ 2237/2550
#272684
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานปลอมเอกสารและฐานใช้เอกสารปลอม เป็นความผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ปลอมและใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง แม้จำเลยจะปลอมหนังสือของผู้ตายส่งไปถึงนายแพทย์อำนวยการโรงพยาบาล บ. ว่า ผู้ตายขอลาการปฏิบัติงานแล้วลงชื่อปลอมของผู้ตายในหนังสือดังกล่าว และจำเลยได้ปลอมจดหมายของผู้ตายส่งไปถึงนาย ช. กับนางสาว ก. บุตรชายและบุตรสาวของผู้ตายว่า ผู้ตายต้องไปฝึกสมาธิ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารปลอมนั้นผู้ตายได้ทำขึ้นจริง ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นก็ตาม ในกรณีนี้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาผู้ตายก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการกระทำดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ทั้งความผิดดังกล่าวได้เกิดขึ้นภายหลังจากผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ตายไม่อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าวได้ จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีของผู้ตายจะจัดการแทนผู้ตายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2)

การเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้หรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกคำร้องดังกล่าวของโทก์ที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

ความผิดฐานซ่อนเร้น ทำลายศพผู้ตาย เพื่อปิดบังการตายและความผิดฐานปลอมเอกสารกับฐานใช้เอกสารปลอมซึ่งต้องลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยจำคุกกระทงละ 1 ปี ดังนั้น ความผิดทั้งสองกระทงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ที่ 2 นำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งสองกระทงดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา

จำเลยนัดหมายให้ผู้ตายไปพบและรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารโดยจำเลยแอบอ้างหลอกลวงผู้ตายเรื่องนัดพบช่างที่จะไปซ่อมแซมบ้านพักผู้ตายระหว่างการรับประทานอาหารร่วมกัน จำเลยลอบนำยานอนหลับที่สั่งซื้อไว้ก่อนหน้านี้ใส่ลงในอาหารหรือเครื่องดื่มให้ผู้ตายรับประทานหรือดื่มจนผู้ตายมีอาการสะลึมสะลือครองสติไม่ได้ หลังจากนั้นจำเลยได้พาผู้ตายไปยังอาคารที่จำเลยจัดเตรียมเปิดห้องพักรอไว้ เพื่อทำการหน่วงเหนี่ยวให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แล้วจำเลยลงมือฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่จำเลยวางแผนไว้ จากนั้นจำเลยได้ชำแหละแยกศพผู้ตายออกเป็นชิ้นเล็กๆ บางส่วนทิ้งลงในชักโครกของห้องพักในอาคาร บางส่วนนำไปทิ้งในโถชักโครกของโรงแรมในวันรุ่งขึ้น เพื่อปิดบังการตายของผู้ตาย การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 264, 268, 309, 310, 288, 289, 90, 91, 32, 33 ริบจดหมายและซองจดหมายของกลาง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำนวนแรกแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์ที่ 2 ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมในสำนวนหลัง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 264 วรรคแรก, 268 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก), 310 วรรคแรก, 289 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษตามมาตรา 199 จำคุก 1 ปี ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (ที่ถูกให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง) จำคุก 1 ปี ความผิดตามมาตรา 310 วรรคแรก และมาตรา 289 (4) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 289 (4) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงประหารชีวิตสถานเดียว ริบจดหมายและซองจดหมายของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาทั้งสองสำนวน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยนำสืบรับกันและที่จำเลยรับในฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบิดาของผู้ตาย จำเลยและผู้ตายเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2524 ผู้ตายทำงานเป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยรับราชการเป็นแพทย์อยู่ที่คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อสมรสกันแล้วจำเลยและผู้ตายอยู่กินด้วยกันที่บ้านพักแพทย์ภายในโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นาย ช. และนางสาว ก. ครั้นปลายปี 2541 ผู้ตายและจำเลยเริ่มขัดแย้งกันโดยผู้ตายเข้าใจว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นซึ่งเป็นคนไข้ของจำเลย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2542 ผู้ตายทำบันทึกตามเอกสารหมาย จ.136 ให้จำเลยลงชื่อรับรองว่าจำเลยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับหญิงคนดังกล่าวอีก วันที่ 27 พฤษภาคม 2542 ผู้ตายจดทะเบียนยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2321 ตำบลสันมะเค็ด อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 41 ไร่เศษ ซึ่งเดิมมีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของให้เป็นสิทธิของจำเลย วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 จำเลยย้ายออกจากบ้านพักไปอาศัยอยู่ที่อื่น และให้ผู้ตายอยู่อาศัยกับบุตรที่บ้านพักแพทย์ตามเดิม แต่จำเลยจะไปรับบุตรทั้งสองในเวลาเช้าเพื่อไปส่งที่โรงเรียนทุกวัน สำหรับผู้ตายจะไปรับบุตรทั้งสองจากโรงเรียนกลับบ้านในเวลาเย็น ช่วงระหว่างที่แยกกันอยู่ผู้ตายกับจำเลยยังคงมีเรื่องขัดแย้งกัน โดยจำเลยเขียนจดหมายลงวันที่ 18 มกราคม 2543 ด่าว่าผู้ตายที่ไม่ยอมหย่าขาดจากจำเลยและเรื่องสินสมรส จำเลยเคยใช้เหล็กดัมเบลล์ทุบรถยนต์ผู้ตายเสียหาย ผู้ตายไปแจ้งความเป็นหลักฐานไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2543 ครั้นวันที่ 29 สิงหาคม 2543 จำเลยฟ้องผู้ตายที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเพื่อขอหย่าและแบ่งสินสมรส ผู้ตายให้การต่อสู้คดี และผู้ตายได้ฟ้องจำเลยขอเพิกถอนการยกให้ที่ดินที่จังหวัดเชียงรายเป็นอีกคดีหนึ่ง ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางทำการไกล่เกลี่ยในที่สุดจำเลยได้ถอนฟ้องคดีที่ฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2543 ผู้ตายไปแจ้งความเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อว่าจำเลยไปถ่ายรูปบ้านพักของผู้ตายโดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ หลังจากนั้นผู้ตายกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 ในคดีที่ผู้ตายฟ้องขอเพิกถอนการยกให้ที่ดินที่จังหวัดเชียงราย โดยตกลงกันว่าจำเลยจะไปจดทะเบียนให้ผู้ตายมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2321 ตำบลสันมะเค็ด อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ภายใน 15 วัน และผู้ตายกับจำเลยจะร่วมกันไปตรวจทรัพย์สินที่ผู้ตายเก็บไว้ในตู้นิรภัยของธนาคาร ครั้นวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยกับผู้ตายไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันที่ร้านอาหารโออิชิซึ่งอยู่ที่ชั้นที่ 2 ของศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วจำเลยกับผู้ตายเดินออกจากร้านอาหารไปด้วยกัน หลังจากนั้นผู้ตายหายไป โดยไม่มีผู้ใดพบเห็นผู้ตายอีก ในวันเดียวกันนั้นจำเลยเปิดห้องพักเลขที่ 318 อาคารวิทยนิเวศน์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันรุ่งขึ้นเวลา 11 นาฬิกา จำเลยคืนห้องพักเลขที่ 318 ดังกล่าว และในวันเดียวกันนั้นเองจำเลยไปเปิดห้องพักเลขที่ 1631 โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว ตามที่ได้จองไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544 ครั้นวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 เวลา 6 นาฬิกาเศษ จำเลยคืนห้องพักเลขที่ 1631 และในวันเดียวกันจำเลยได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากรว่าผู้ตายไม่ไปปฏิบัติหน้าที่แพทย์เวรในวันที่ 21 ที่ผ่านมา จำเลยจึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจนครบาลพญาไท เรื่องผู้ตายหายไปวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากรได้รับจดหมาย 2 ฉบับ ประทับตราไปรษณีย์ส่งมาจากจังหวัดจันทบุรี ข้อความในจดหมายพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ฉบับแรกลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 มีลายมือชื่อผู้ตายถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอลาหยุดงาน 15 วัน ฉบับที่สองลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 ลงท้ายจดหมายว่า "ม๊า" แต่ไม่ลงลายมือชื่อโดยมีข้อความจากผู้ตายถึงบุตรทั้งสองว่าผู้ตายจะไปฝึกจิตใจนั่งสมาธิประมาณ 2 สัปดาห์ สำหรับลายมือชื่อผู้ตายในจดหมายฉบับแรกเจ้าพนักงานตำรวจส่งไปตรวจที่กองพิสูจน์หลักฐานเปรียบเทียบกับลายมือชื่อที่แท้จริงของผู้ตาย ปรากฏว่าลายมือชื่อดังกล่าวมิใช่ลายมือชื่อของผู้ตาย วันที่ 11 มีนาคม 2544 โจทก์ที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตาย วันที่ 23 มีนาคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจค้นอาคารวิทยนิเวศน์ พบคราบโลหิตบริเวณห้องน้ำในห้องพักเลขที่ 318 และพบชิ้นเนื้อลักษณะคล้ายเนื้อมนุษย์จำนวนหนึ่งในบ่อพักสิ่งปฏิกูล (บ่อเกรอะ) จึงยึดไปตรวจพิสูจน์ ซึ่งเจ้าพนักงานกองพิสูจน์หลักฐานรายงานผลการตรวจในวันที่ 24 มีนาคม 2544 ว่าคราบโลหิตและชิ้นเนื้อที่ตรวจพบมีดี เอ็น เอ แบบเดียวกับผู้ตาย เจ้าพนักงานตำรวจจึงดำเนินคดีแก่จำเลยเพิ่มเติมฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย จำเลยเข้ามอบตัวและให้การปฏิเสธทุกข้อหา ครั้นวันที่ 26 มีนาคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจบ่อบำบัดน้ำเสียจากโรงแรมโซฟิเทล บ่อที่ 25 และ 26 ซึ่งเป็นบ่อพักสิ่งปฏิกูลที่ไหลมาจากห้องที่จำเลยเข้าพัก และสามารถตรวจพบชิ้นเนื้อลักษณะคล้ายเนื้อมนุษย์อีกจำนวนหนึ่ง จึงยึดไว้เพื่อให้กองพิสูจน์หลักฐานและสถาบันนิติเวชวิทยาตรวจพิสูจน์ สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารและฐานใช้เอกสารปลอม ในสำนวนหลังเป็นความผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ปลอมและใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง แม้จำเลยจะปลอมหนังสือของผู้ตายส่งไปถึงนายแพทย์อำนวยการโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากรว่า ผู้ตายขอลาการปฏิบัติงานแล้วลงลายมือชื่อปลอมของผู้ตายในหนังสือดังกล่าว และจำเลยได้ปลอมจดหมายของผู้ตายส่งไปถึงนาย ช. กับนางสาว ก. บุตรชายและบุตรสาวของผู้ตายว่าผู้ตายต้องไปฝึกสมาธิ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารปลอมนั้นผู้ตายได้ทำขึ้นจริง ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นก็ตาม ในกรณีนี้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาผู้ตายก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ทั้งความผิดดังกล่าวได้เกิดขึ้นภายหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ตายไม่อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าวได้ จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีของผู้ตายจะจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ด้วย ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์ที่ 2 ในความผิดดังกล่าวในสำนวนหลังตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกคำร้องดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และความผิดฐานซ่อนเร้น ทำลายศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายในสำนวนแรก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 ไม่อาจมีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1 ไม่อุทธรณ์ในข้อนี้ ความผิดที่โจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในความผิดดังกล่าว และศาลอุทธรณ์ยังมิได้แก้ไขในข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนกระทงความผิดฐานซ่อนเร้น ทำลายศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายในสำนวนหลังและกระทงความผิดฐานปลอมเอกสารกับฐานใช้เอกสารปลอม ซึ่งต้องลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวในสำนวนหลังนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยจำคุกกระทงละ 1 ปี ดังนั้น ความผิดทั้งสองกระทงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ที่ 2 นำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งสองกระทงดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองด้วยหรือไม่ ...สรุปแล้วพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบมาแม้ส่วนใหญ่จะเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณี แต่ก็มีความสอดคล้องต้องกัน และมีเหตุผลต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์อันเป็นข้อพิรุธหลายประการของจำเลยดังได้วินิจฉัยมาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 ก่อนเที่ยงวัน จำเลยนัดหมายให้ผู้ตายไปพบและรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารโออิชิในศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ โดยจำเลยแอบอ้างหลอกลวงผู้ตายเรื่องนัดพบช่างชื่อสุธีที่จะไปซ่อมแซมบ้านพักผู้ตาย ระหว่างการรับประทานอาหารร่วมกัน จำเลยลอบนำยานอนหลับดอร์มิคุ่มที่สั่งซื้อไว้ก่อนหน้านี้ใส่ลงในอาหารหรือเครื่องดื่มให้ผู้ตายรับประทานหรือดื่มจนผู้ตายมีอาการสะลึมสะลือครองสติไม่ได้ หลังจากนั้นจำเลยได้พาผู้ตายไปยังอาคารวิทยนิเวศน์ที่จำเลยจัดเตรียมเปิดห้องพักรอไว้เพื่อทำการหน่วงเหนี่ยวให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แล้วจำเลยลงมือฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่จำเลยวางแผนไว้ จากนั้นจำเลยได้ชำแหละแยกศพผู้ตายออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ บางส่วนทิ้งลงในโถชักโครกของห้องพักในอาคารวิทยนิเวศน์ บางส่วนนำไปทิ้งในโถชักโครกของโรมแรมโซฟิเทลในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 เพื่อปิดบังการตายของผู้ตาย พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารและฐานใช้เอกสารปลอมในสำนวนหลัง และยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับความผิดฐานซ่อนเร้น ทำลายศพผู้ตาย หรือปิดบังเหตุแห่งการตายในสำนวนแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคแรก ม. 268 ม. 289 (4) ม. 310 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30 ม. 195 วรรคสอง ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโชติ วัฒนเชษฐ์
จำเลย — นายวิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายโชติ วัฒนเชษฐ์
จำเลย — นายวิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2213/2550
#410498
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รอการไต่สวนมูลฟ้องไว้ก่อนจนกว่าจะทราบผลที่สุดของคดีแพ่งของศาลชั้นต้น และให้จำหน่ายคดีชั่วคราว โดยได้สั่งไว้ด้วยว่าเมื่อคดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้วให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปภายใน 1 เดือน นับแต่คดีถึงที่สุด คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่เป็นคำสั่งจำหน่ายคดีโดยเด็ดขาด เพียงแต่เป็นคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว เป็นคำสั่งที่ไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไปแต่อย่างใด จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 91, 177, 180, 264, 266

ศาลชั้นต้นสั่งไต่สวนมูลฟ้อง

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 585/2542 ของศาลชั้นต้นที่จำเลยฟ้องโจทก์เป็นมูลคดีที่ทำให้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และคดีแพ่งดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาสืบพยานของศาลชั้นต้น ยังไม่ถึงที่สุด หากรอฟังผลคดีแพ่งดังกล่าวจะเป็นประโยชน์แก่การวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ไว้ชั่วคราว

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รอการไต่สวนมูลฟ้องไว้ก่อนจนกว่าจะทราบผลที่สุดของคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 585/2542 ของศาลชั้นต้นและให้จำหน่ายคดีชั่วคราว โดยได้สั่งไว้ด้วยว่า เมื่อคดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้วให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปภายใน 1 เดือน นับแต่คดีถึงที่สุด คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่เป็นคำสั่งจำหน่ายคดีโดยเด็ดขาด เพียงแต่เป็นคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวเป็นคำสั่งที่ไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไปแต่อย่างใด จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ ไม่มีผลให้โจทก์มีสิทธิฎีกา แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และยกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประชา ถวิลวัฒนกิจ
จำเลย — นางสาวลิชิดา ว่องเพิ่มผล
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2201/2550
#410497
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วย..." บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินของศาลชั้นต้นตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่น ๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่าคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยร่วมเพียงแต่กล่าวอ้างว่ามีพยานบุคคลและพยานหลักฐานซึ่งหากนำเข้าสู่การพิจารณาจะทำให้พยานหลักฐานของจำเลยร่วมมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม โดยไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า หากพิจารณาคดีใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว คำร้องของจำเลยร่วมจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยร่วมอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นโดยอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ อุทธรณ์ของจำเลยร่วมดังกล่าวหากศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยร่วม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยร่วมและไต่สวนพยานของจำเลยร่วมแล้วมีคำสั่งไปตามรูปคดีว่าจะอนุญาตให้จำเลยร่วมพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยร่วมในชั้นนี้จึงไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับแต่อย่างใด เมื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยร่วมจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารหรือโรงเรือนจำนวน 1 หลัง บนที่ดินซึ่งโจทก์เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทยออกไปและห้ามมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 45,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนอาคารหรือโรงเรือนจำนวน 1 หลัง ออกไปจากที่ดินซึ่งโจทก์เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทย และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์

ในระหว่างการพิจารณาโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกการรถไฟแห่งประเทศไทย และนายประกอบ บุปผาโรจน์ เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมตามลำดับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยและจำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมรื้อถอนอาคารหรือโรงเรือนจำนวน 1 หลัง ออกไปจากที่ดินซึ่งโจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมตามแผนที่วิวาท และห้ามมิให้จำเลยและจำเลยร่วมเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและจำเลยจะรื้อถอนอาคารออกไปและส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์

จำเลยร่วมยื่นคำร้องว่า ช่วงเวลาที่ถูกฟ้องคดี จำเลยร่วมพักอาศัยและทำการค้าอยู่ที่บ้านเลขที่ 1279/539 หมู่ 10 ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่ปี 2539 ไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาทและไม่ได้กลับมาอาศัยที่บ้านดังกล่าวอีกเลย ไม่มีผู้ใดแจ้งให้ทราบ หากจำเลยร่วมทราบย่อมยื่นคำให้การและต่อสู้คดี จำเลยร่วมมีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่อยู่ในเขตที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วม ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมหรือมีอำนาจดูแลหรือครอบครอง การพิจารณาใหม่จะทำให้มีทางชนะคดี ขอให้มีคำสั่งให้มีการพิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยร่วมเพียงแต่กล่าวอ้างมีพยานบุคคลและพยานหลักฐานซึ่งหากนำเข้าสู่การพิจารณาจะทำให้พยานหลักฐานของจำเลยร่วมมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม โดยไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า หากพิจารณาคดีใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว คำร้องของจำเลยร่วมจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา ให้ยกคำร้อง

จำเลยร่วมอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยร่วม

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยร่วมเพราะเหตุจำเลยร่วมไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วย..." บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่น ๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่าคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยร่วมเพียงแต่กล่าวอ้างว่ามีพยานบุคคลและพยานหลักฐานซึ่งหากนำเข้าสู่การพิจารณาจะทำให้พยานหลักฐานของจำเลยร่วมมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม โดยไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า หากพิจารณาคดีใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว คำร้องของจำเลยร่วมจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยร่วมอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นโดยอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ อุทธรณ์ของจำเลยร่วมดังกล่าวหากศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยร่วม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยร่วมและไต่สวนพยานของจำเลยร่วมแล้วมีคำสั่งไปตามรูปคดีว่าจะอนุญาตให้จำเลยร่วมพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยร่วมในชั้นนี้จึงไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับแต่อย่างใด เมื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยร่วมจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วมจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยร่วมฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของจำเลยร่วมไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกลเด้นเกต พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
โจทก์ร่วม — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — นายนี เงิน
จำเลยร่วม — นายประกอบ บุปผาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2194/2550
#272485
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 7 ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 (จำเลยที่ 1) ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 96 (3) และเจ้าหนี้รายที่ 7 ได้จัดการให้ผู้คัดค้านดำเนินการยึดหลักประกันของลูกหนี้ที่ 1 แล้ว ต่อมาระหว่างประกาศขายทอดตลาด ศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องลูกหนี้ที่ 1 ทำให้ผู้คัดค้านหมดอำนาจที่จะจัดการขายทอดตลาดหลักประกันดังกล่าวและมิใช่เป็นความผิดของเจ้าหนี้รายที่ 7 แต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้เจ้าหนี้รายที่ 7 นำค่าธรรมเนียมรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามมาตรา 179 (3) (เดิม) ไปชำระต่อผู้คัดค้าน

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้รายที่ 7 ที่ขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านงดเว้นเรียกเก็บค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายจากเจ้าหนี้รายที่ 7 มิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 วรรคสอง ที่จะอุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ แต่อย่างไรก็ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวตามมาตรา 26 วรรคสี่ จึงรับพิจารณาพิพากษาคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 7 ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 โดยเจ้าหนี้รายที่ 7 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 7 ได้รับชำระหนี้เต็มตามขอ ส่วนที่ขอเกินวงเงินและหรือยังขาดอยู่เท่าใดก็ให้เจ้าหนี้รายที่ 7 ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 โดยส่วนเฉลี่ยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (8) ต่อมาผู้คัดค้านได้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าหนี้รายที่ 7 ไปดำเนินการยึดหลักประกันดังกล่าวและเจ้าหนี้รายที่ 7 ได้จัดการยึดหลักประกัน ณ ที่ทำการของผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2545 และอยู่ระหว่างผู้คัดค้านประกาศขายทอดตลาด เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 1 มีผลทำให้ลูกหนี้ที่ 1 กลับคืนสู่ฐานะเดิม ผู้คัดค้านจึงมีหนังสือลงวันที่ 17 สิงหาคม 2548 ให้เจ้าหนี้รายที่ 7 ไปชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหลักประกันดังกล่าวและค่าใช้จ่ายจำนวน 13,292.68 บาท ผู้ร้องเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านงดเว้นเรียกค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายโดยให้ถือเป็นอันพับแก่เจ้าหนี้รายที่ 7

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "สำหรับอุทธรณ์ของผู้ร้องปัญหาที่ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ผู้คัดค้านงดเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายจากเจ้าหนี้รายที่ 7 โดยให้ตกเป็นพับไปชอบหรือไม่นั้น แม้มิใช่เป็นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นที่ให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ชอบที่ศาลฎีกาจะยกอุทธรณ์ได้ แต่อย่างไรก็ตามปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด ผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ รวมทั้งเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) (2) เมื่อหลักประกันของเจ้าหนี้รายที่ 7 ที่ขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 7 ได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวแล้วเป็นหลักประกันของลูกหนี้ที่ 1 ที่ได้จำนองไว้แก่เจ้าหนี้รายที่ 7 ย่อมอยู่ในอำนาจของผู้คัดค้านที่จะจัดการและจำหน่ายภายหลังเมื่อศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ที่ 1 ล้มละลายแล้วได้ ทั้งผู้คัดค้านก็ยังมีหน้าที่ตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 7 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันโดยให้ขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 7 ก่อน หากยังมีหนี้ขาดอยู่เท่าใด ให้เจ้าหนี้รายที่ 7 ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 โดยส่วนเฉลี่ยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (8) ต่อไป แม้เจ้าหนี้รายที่ 7 จะเป็นผู้จัดการให้ผู้คัดค้านดำเนินการยึดและขายทอดตลาดหลักประกันดังกล่าวก็เป็นการกระทำไปตามคำสั่งของผู้คัดค้านที่แจ้งให้เจ้าหนี้รายที่ 7 มาดำเนินการยึดและขายทอดตลาด ประกอบกับคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดและคำพิพากษาให้ลูกหนี้ที่ 1 ล้มละลายที่สิ้นสุดลงไปนั้นก็เนื่องจากศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องลูกหนี้ลูกหนี้ที่ 1 มิได้เกี่ยวกับเจ้าหนี้รายที่ 7 ซึ่งเป็นเพียงเจ้าหนี้ผู้ยื่นขอรับชำระหนี้เท่านั้น การที่ผู้คัดค้านหมดอำนาจที่จะจัดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งเป็นหลักประกันของเจ้าหนี้รายที่ 7 จึงมิใช่เป็นความผิดของเจ้าหนี้รายที่ 7 แต่อย่างใดด้วย หากแต่เป็นไปโดยผลของกฎหมายล้มละลาย การยึดและขายทอดตลาดหลักประกันดังกล่าวถือได้ว่าผู้คัดค้านดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและคำสั่งศาล ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้เจ้าหนี้รายที่ 7 นำค่าธรรมเนียมรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) (เดิม) ไปชำระต่อผู้คัดค้าน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องเป็นการไม่ชอบ ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งเจ้าหนี้รายที่ 7 ให้นำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายห้องชุดเลขที่ 50/91 ชั้นที่ 6 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดพร้อมคอนโดมิเนียม ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 30/2534 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 74569, 74570 และ 74571 ตำบลหัวหมากใต้ อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของลูกหนี้ที่ 1 ไปชำระต่อผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 ม. 26 วรรคสี่
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 179 (3) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายจิระ เจิมศิริวัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สมชาย พงษธา
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2193/2550
#272477
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า หนี้ของจำเลยที่ 2 ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาของศาลล้มละลายกลางแล้ว ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงอุทธรณ์ในปัญหาว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกัน แต่ไม่บรรยายฟ้องตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 10 (2) ด้วยมิได้ เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับความเสียหายในปัญหานี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 10 (2) บังคับว่า กรณีที่เจ้าหนี้มีประกันฟ้องคดีล้มละลายจะต้องกล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้วเงินยังขาดอยู่ สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท คดีนี้ได้ความตามฟ้องว่าโจทก์มีทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประกัน โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 ฉะนั้น การที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ล้มละลาย โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 (2) โดยกล่าวมาในฟ้องว่าถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ล้มละลาย จะสละที่ดินหลักประกันของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาที่ดินดังกล่าวมาในฟ้องซึ่งหักกับจำนวนหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังคงเป็นหนี้โจทก์ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อนำราคาประเมินของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันแล้วนำมาหักทอนกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสามยังค้างชำระหลังหักราคาหลักประกันออกแล้วเป็นหนี้ซึ่งสามารถกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนและมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณา ที่ศาลล้มละลายกลางรับฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไว้พิจารณาและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เด็ดขาด เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยทั้งสาม นายสุพจน์ พจนสุวรรณกุล และนางรัตนา พจนสุวรรณกุล เป็นลูกหนี้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง โดยจำเลยที่ 1 นายสุพจน์และนางรัตนาทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง ฉบับแรกลงวันที่ 6 กันยายน 2534 จำนวนเงิน 600,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2536 จำนวนเงิน 400,000 บาท ฉบับที่สามลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2537 จำนวนเงิน 400,000 บาท ฉบับที่สี่ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2538 จำนวนเงิน 3,100,000 บาท และฉบับที่ห้าลงวันที่ 24 สิงหาคม 2538 จำนวนเงิน 4,500,000 บาท กับเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 2 นายสุพจน์และนางรัตนาได้ร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง จำนวน 400,000 บาท และเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 นายสุพจน์และนางรัตนาได้ร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง จำนวน 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 นายสุพจน์และนางรัตนาและเพื่อเป็นประกันหนี้ที่มีต่อธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง ทุกประเภท นางรัตนาได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7763, 7774, 7942, 9653 และ 4214 ตำบลปากแพรก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10903, 11088 และ 12592 ตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และจำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 2964 ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ที่มีต่อธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง โดยสัญญาว่า หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ยังค้างชำระยินยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจนครบ ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2541 นางรัตนาถึงแก่ความตาย และวันที่ 1 มีนาคม 2543 นายสุพจน์ถึงแก่ความตาย และเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่โจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องรายนี้คิดถึงวันฟ้อง จำเลยที่ 1 นายสุพจน์และนางรัตนาเป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีโดยคิดดอกเบี้ยทบต้นถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2541 จำนวน 10,486,915.40 บาท กับดอกเบี้ยไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2541 ถึงวันฟ้องจำนวน 7,768,999.90 บาท รวมเป็นเงิน 18,255,915.30 บาทกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 นายสุพจน์และนางรัตนาเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 3,905,757.08 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 22,161,672.38 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนี้ในคดีทั้งหมดเป็นหนี้มีหลักประกัน เมื่อนำราคาประเมินของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นหลักประกันทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันแล้วนำมาหักทอนกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสามยังค้างชำระ หลังหักราคาหลักประกันออกแล้วเป็นหนี้ซึ่งสามารถกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนและมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ภายหลังโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมา โจทก์ได้มีหนังสือเชิญจำเลยทั้งสามมาพบเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินรวม 3 ครั้ง จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ พฤติกรรมของจำเลยทั้งสามที่ไม่ใส่ใจที่จะชำระหนี้แก่โจทก์แสดงว่าจำเลยทั้งสามไม่มีความสามารถชำระหนี้แก่โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต โดยเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2540 จำเลยทั้งสามโดยจำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2537 จำนวน 400,000 บาท และหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินลงวันที่ 18 มิถุนายน 2539 จำนวน 100,000 บาท โดยธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้ปลดจำนองให้จำเลยที่ 2 แล้ว กับเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2537 จำเลยทั้งสามได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินลงวันที่ 26 มีนาคม 2535 จำนวน 400,000 บาท แต่ตามฟ้องโจทก์ไม่นำต้นเงินดังกล่าวมาหักออกจากยอดหนี้ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันในวงเงิน 500,000 บาท จำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้แล้วจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามต้องรับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกของนายสุพจน์และนางรัตนา จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับมรดก และกองมรดกของนางรัตนามีผู้จัดการมรดก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม หนี้ตามฟ้องยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน เนื่องจากคดีที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องจำเลยทั้งสามยังไม่ถึงที่สุดและยังไม่มีการนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากขายทอดตลาดอย่างถูกต้องตามราคาท้องตลาดจะได้ราคามากกว่าจำนวนหนี้ และสามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่เกิน 4,500,000 บาท แต่ทรัพย์จำนองมีราคามากกว่าที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ควรล้มละลาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า หนี้ของจำเลยที่ 2 ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาของศาลล้มละลายกลางแล้ว ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงอุทธรณ์ในปัญหาว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกัน แต่ไม่บรรยายฟ้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) ด้วยมิได้ เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับความเสียหายในปัญหานี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกัน แต่คำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่ว่า เมื่อนำราคาประเมินของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นหลักประกันทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันแล้วนำมาหักทอนกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสามยังค้างชำระ หลังหักราคาหลักประกันออกแล้วเป็นหนี้ซึ่งสามารถกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน และมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) นั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากันมาในศาลล้มละลายกลางแต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านี้ได้ในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) บังคับว่า กรณีที่เจ้าหนี้มีประกันฟ้องคดีล้มละลายจะต้องกล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้วเงินยังขาดอยู่ สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท คดีนี้ได้ความตามฟ้องว่าโจทก์มีทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประกัน โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 ฉะนั้น การที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ล้มละลาย โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 (2) โดยกล่าวมาในฟ้องว่าถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ล้มละลายจะสละที่ดินหลักประกันของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาที่ดินดังกล่าวมาในฟ้องซึ่งหักกับจำนวนหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังคงเป็นหนี้โจทก์ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อนำราคาประเมินของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นหลักประกันทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันแล้วนำมาหักทอนกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสามยังค้างชำระ หลังหักราคาหลักประกันออกแล้วเป็นหนี้ซึ่งสามารถกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน และมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท รายละเอียดปรากฏตามราคาประเมินและรายการคำนวณภาระหนี้ซึ่งจะนำเสนอศาลในชั้นพิจารณา ตามฟ้องโจทก์จึงไม่ปรากฏราคาทรัพย์จำนองที่โจทก์ได้ตีราคาไว้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณา ที่ศาลล้มละลายกลางรับฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไว้พิจารณาและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เด็ดขาดเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด
จำเลย — นายวิชัย พจนสุวรรณกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2190/2550
#268674
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนราธิวาส โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับแล้ว แต่ไม่ยอมชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 จึงมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ข้อเท็จริงฟังได้ว่าโจทก์ส่งหนังสือทวงถามให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกตามเอกสารหมาย จ.31 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 และครั้งที่สองตามเอกสารหมาย จ.33 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2545 ซึ่งปรากฎว่าตามเอกสารหมาย จ.31 โจทก์ทวงถามโดยระบุว่า เป็นหนี้ตามสัญญากู้เงินและเป็นการทวงถามก่อนมีการฟ้องคดีแพ่งอันเป็นมูลเหตุที่โจทก์นำเอาคำพิพากษาคดีแพ่งมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายคดีนี้ จึงเป็นการทวงถามคนละมูลหนี้กับมูลหนี้ตามฟ้องคดีนี้ ถือไม่ได้ว่าการทวงถามครั้งแรกเป็นการทวงถามในมูลหนี้ตามคำฟ้องคดีล้มละลาย ดังนั้น จึงฟังได้ว่าคดีนี้โจทก์ทวงถามเพียงครั้งเดียว กรณีไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 8 (9) ที่จะถือว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามความเป็นจริง ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 7 มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 8 (5) แล้ว ศาลย่อมมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เด็ดขาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งเจ็ดเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ให้การต่อสู้คดีและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การว่า โจทก์ยังไม่เคยร้องขอบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีทรัพย์สินและประกอบกิจการมีรายได้พอชำระหนี้ได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 และที่ 7 ให้การว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ยังประกอบกิจการมีรายได้และไม่เป็นหนี้อื่นใดอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งเจ็ดเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งเจ็ดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งเจ็ด เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 มีว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์ข้อแรกว่า โจทก์ส่งหนังสือทวงถามไม่ถูกต้องตามข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ส่งหนังสือทวงถาม 2 ครั้ง ครั้งแรกตามเอกสารหมาย จ.31 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2550 และครั้งที่สองตามเอกสารหมาย จ.33 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2545 ซึ่งปรากฏว่าตามเอกสารหมาย จ.31 โจทก์ทวงถามโดยระบุว่า เป็นหนี้ตามสัญญากู้เงินและเป็นการทวงถามก่อนมีการฟ้องคดีแพ่งอันเป็นมูลเหตุที่โจทก์นำเอาคำพิพากษาคดีแพ่งมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายคดีนี้ จึงเป็นการทวงถามคนละมูลหนี้กับมูลหนี้ตามฟ้องคดีนี้ ถือไม่ได้ว่าการทวงถามครั้งแรกเป็นการทวงถามในมูลหนี้ตามคำฟ้องคดีล้มละลาย ดังนั้น จึงฟังได้ว่าคดีนี้โจทก์ทวงถามเพียงครั้งเดียว กรณีไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) ที่จะถือว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 มีหนี้สินล้นพ้นตัว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ข้อนี้ฟังขึ้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์ข้อต่อไปว่า กรณียังไม่มีการบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) นั้น เห็นว่า ข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) มี 2 กรณี คือ ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีหรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ เพียงปรากฏข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งในกรณีดังนี้ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว มิใช่ว่าจะต้องประกอบกันทั้งสองกรณี แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าในคดีแพ่งโจทก์ขอออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 แล้วก็ตาม แต่การยึดทรัพย์ที่ได้ความตามคำฟ้องเป็นการยึดทรัพย์ของบริษัทอินเตอร์ พี เอ็น กรุ๊ป จำกัด กับของนายสุรพงศ์และนายสนธิพัฒน์ไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 จึงต้องพิจารณาต่อไปว่ากรณีเข้าข้อสันนิษฐานอีกกรณีหนึ่งหรือไม่ โจทก์มีนายสิงหนาทเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 แล้ว แต่ไม่พบนั้น ก็ปรากฏว่าเป็นการตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินเฉพาะของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 เท่านั้น ไม่ได้มีการตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และ ที่ 5 แต่อย่างใด ทั้งในส่วนของจำเลยที่ 6 เป็นการตรวจสอบกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 แล้ว และจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กรณีดังกล่าวยังไม่พอฟังตามข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) คงฟังได้เพียงว่าเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 7 เท่านั้นที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (5) อุทธรณ์เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังขึ้นอย่างไรก็ตามแม้ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 จะฟังได้ว่ากรณีไม่เข้าข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายไว้ด้วยว่า จำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 มีทรัพย์สินไม่พอกับหนี้สิน ทั้งข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นหนี้โจทก์จำนวนมาก ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 มีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว ศาลชอบที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 เด็ดขาดได้ และเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด และจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างจำเลยที่ 6 โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070, 1077 (2), 1080 และ มาตรา 1087 ให้ล้มละลายพร้อมกันมาแต่แรก เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 6 เด็ดขาด จำเลยที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 6 เด็ดขาดนั้นชอบแล้ว จำเลยที่ 7 ซึ่งต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามฟ้องกับจำเลยที่ 6 ต่อโจทก์ด้วย จึงไม่อาจต่อสู้ว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้หรือมิได้มีหนี้ล้นพ้นตัวได้ คดีย่อมมีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 7 เด็ดขาดได้ ในส่วนของจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) นั้น จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งจำเลยที่ 3 เพียงแต่เบิกความลอย ๆ ว่า มีทรัพย์สินมูลค่ากว่า 30,000,000 บาท จึงไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ส่วนที่อ้างว่ามีหลักทรัพย์ในบริษัทอินเตอร์ พี เอ็น กรุ๊ป จำกัด ก็ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทไปแล้ว หลักทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่น่าจะมีมูลค่าพอที่จะชำระหนี้โจทก์ได้ ทั้งกลับได้ความจากจำเลยที่ 3 ว่า มีเจ้าหนี้รายอื่นอีกโดยมีหนี้ค้างชำระอยู่กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยถึง 20,000,000 บาท อยู่ระหว่างผ่อนชำระ พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 3 นำสืบมาจึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางเรณู พิสิฐนฤดม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางนุชนภางค์ ศิริอัสสกุล
ชื่อองค์คณะ
สมคักดิ์ จันทรา
สมชาย พงษธา
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2186/2550
#272683
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในเรื่องการยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสี่ ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์แล้ว แต่การที่โจทก์ยื่นคำร้องในวันรุ่งขึ้นซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดอายุฎีกาขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นพิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยที่โจทก์มิได้ยื่นฎีกาฉบับใหม่เข้ามา ถือได้ว่า โจทก์ประสงค์จะขอถือเอาฎีกาฉบับเดิมที่ศาลชั้นต้นสั่งรับไปแล้วเป็นฎีกาประกอบคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ กรณีย่อมอนุโลมได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงพร้อมคำฟ้องฎีกา และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์แล้ว

ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่รับฟ้อง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง พิพากษายืน จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองให้โจทก์ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 220 และ 221

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 83

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่รับฟ้อง จำหน่ายคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามฟ้องและโจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาได้รับฎีกา โดยถือว่าเป็นการรับรองการรับฎีกาไว้แล้ว เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติถึงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีปฎิบัติในเรื่องการยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสี่ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์แล้ว แต่การที่โจทก์ยื่นคำร้องในวันรุ่งขึ้นยังอยู่ภายในกำหนดอายุฎีกาขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นพิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยที่โจทก์มิได้ยื่นฎีกาฉบับใหม่เข้ามาถือได้ว่า โจทก์ประสงค์จะขอถือเอาฎีกาฉบับเดิมที่ศาลชั้นต้นสั่งรับไปแล้วเป็นฎีกาประกอบคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์กรณีย่อมอนุโลมได้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงพร้อมคำฟ้องฎีกาและผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์แล้ว โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องเป็นความผิดตามฟ้องและโจทก์เป็นผู้เสียหาย ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่รับฟ้องส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลความผิดตามฟ้องพิพากษายืน จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองให้โจทก์ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 และ 221 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคสี่
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 220 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พระสมุห์สุพจน์ สุวโจ
จำเลย — พระครูศุภกิจจาภรณ์ (ระเบียบ สุภกิจโจ) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2166/2550
#272308
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนให้แก่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่ง ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ถือว่าเป็นการขาย และโจทก์ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ แต่เนื่องจากภริยาโจทก์ขายที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวแล้วนำเงินดังกล่าวมาชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท โจทก์จึงโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่ภริยา จึงไม่มีลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 19 กันยายน 2544 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 462,000 บาท โดยอ้างว่าโจทก์มีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์อุทธรณ์การประเมินว่าโจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางมนันยา ปานมะเริง หลังจากจดทะเบียนสมรส ปี 2535 โจทก์และภริยาทำสัญญากู้เงินเพื่อซื้อบ้านพร้อมที่ดิน โฉนดเลขที่ 234642 ตำบลคันนายาว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ต่อมาปี 2537 ภริยาโจทก์นำเงินจากการขายที่ดินชำระคืนแก่ผู้ให้กู้และไถ่ถอนจำนอง และในวันเดียวกันโจทก์ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนของตนใส่ชื่อภริยาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว การที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ภริยาไม่ถือว่าเป็นการโอนเพื่อการค้าหรือหากำไร นอกจากนี้โจทก์และภริยาซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทในราคา 3,200,000 บาท จำเลยต้องประเมินเฉพาะส่วนของโจทก์เท่านั้น ในราคา 1,600,000 บาท การที่เจ้าพนักงานประเมินราคาทรัพย์สินที่พิพาทเป็นจำนวน 3,500,000 บาท จึงไม่ชอบ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นนี้และการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรนั้นไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ภธ.73.1 เลขที่ 100790 ลงวันที่ 19 กันยายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.1/28/27/2547 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2547

จำเลยให้การว่า การโอนที่ดินโฉนเลขที่ 234642 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างโจทก์และภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งโจทก์โอนเฉพาะส่วนของโจทก์ให้แก่ภริยาตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ถือว่าเป็นการขายตามคำนิยามของการขายอสังหาริมทรัพย์ให้หมายความรวมถึงการให้ ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ และกรณีของโจทก์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) เมื่อโจทก์และภริยาได้ร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2535 และโจทก์โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนให้แก่ภริยาในวันที่ 9 กันยายน 2537 จึงเป็นการถือครองไม่เกินห้าปีนับแต่วันได้มา อีกทั้งโจทก์และภริยาเป็นคนละหน่วยภาษีในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เมื่อโจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยืนยันว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว แต่ให้งดเบี้ยปรับ ส่วนราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นเจ้าพนักงานได้เปรียบเทียบราคาที่โจทก์กำหนดไว้ในสัญญากับราคาทุนทรัพย์ที่จดทะเบียนแล้วถือเอาราคาที่สูงกว่าเป็นราคาประเมินสำหรับกำหนดภาษีธุรกิจเฉพาะตามระเบียบปฏิบัติหนังสือ กค 0802/8033 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 และการกำหนดราคาตามสัญญานั้นโจทก์เป็นผู้กำหนดราคาทรัพย์สินเฉพาะส่วนของตนที่โอนให้ภริยาเป็นเงินจำนวน 3,500,000 บาท ด้วยความสมัครใจ เจ้าพนักงานจึงถือราคาดังกล่าวเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ไว้แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ภธ.73.1 เลขที่ 100790 ลงวันที่ 19 กันยายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.1/28/27/2547 ลงวันที่ 24 มีนาคา 2547 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรเมนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2535 โจทก์และภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 234642 ตำบลคันนายาว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ต่อมาในปี 2537 โจทก์โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของตนให้แก่ภริยา โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานของจำเลยจึงประเมินให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามหนังสือแจ้งการประเมินเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 27 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน ตามคำอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 23 ถึง 26 ว่า โจทก์และภริยาได้ร่วมกันทำสัญญากู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เพื่อซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทและจดทะเบียนจำนองบ้านพร้อมที่ดินไว้แก่บริษัทดังกล่าว หลังจากโจทก์และภริยาทำสัญญากู้และจดทะเบียนจำนองได้ประมาณ 1 ปี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2537 ภริยาโจทก์ขายที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของตนอีกแปลงหนึ่งแล้วนำเงินดังกล่าวมาชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองในวันเดียวกัน โจทก์จึงโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวให้แก่ภริยาโจทก์เพียงผู้เดียว ซึ่งตามกฎหมายถือว่าโจทก์และภริยาเป็นบุคคลคนเดียวกัน และเป็นการให้โดยไม่มีค่าตอบแทน กรณีของโจทก์จึงไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย แต่กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันจึงพิจารรางดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 3 ถึง 6 โดยคณะกรรมการพิจารราอุทธรณ์ให้เหตุผลว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดเลขที่ 234642 ตำบลคันนายาว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยการซื้อเมื่อปี 2535 และวันที่ 9 กันยายน 2537 ได้ทำสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไป ซึ่งเป็นการถือครองไม่เกินห้าปีเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย สำหรับเบี้ยปรับนั้น กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงพิจารณางดเบี้ยปรับที่ได้เรียกเก็บตามการประเมินทั้งสิ้น ส่วนเงินเพิ่มตามการประเมินเป็นเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 ประกอบกับมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจพิจารณางดหรือลดให้ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของโจทก์ให้แก่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งขณะที่โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของตนแก่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์นั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรมีดังต่อไปนี้ ... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) แม้ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นก็มิใช่ว่าจะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) เสมอไป หากแต่เป็นข้เท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป เนื่องจากการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายมีวัตถุประสงค์จะจัดเก็บจาการขายในลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไรเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใด แม้ในคดีนี้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าโจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนให้แก่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ถือว่าเป็นการขาย และโจทก์ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อโจทก์โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทนเนื่องจากภริยาโจทก์ขายที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวแล้วนำเงินดังกล่าวมาชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท โจทก์จึงโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่ภริยา ซึ่งจำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของโจทก์มีพฤติการณ์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรอย่างไร ดังนั้น พฤติการณ์ขณะที่โจทก์โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 ม. 91/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปาลวัฒน์ ปานมะเริง
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2144/2550
#272324
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่า "จำเลยพาวัตถุระเบิดของกลางไปในบริเวณงานสวนสนุก" มาจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ซึ่งพนักงานสอบสวนอ้างส่งต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 โดยที่จำเลยมาศาลในวันดังกล่าวและแถลงไม่คัดค้านการฝากขังและลงลายมือชื่อไว้ในคำให้การพยานผู้ร้องและรายงานกระบวนพิจารณา โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการลงโทษ ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ หาใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสำนวนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 55, 78

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกเอาข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนคำร้องขอฝากขังที่ว่า "จำเลยพาวัตถุระเบิดของกลางไปในบริเวณงานสวนสนุก" มาประกอบการใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยโดยที่โจทก์ไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในคำฟ้อง เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวมาจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ซึ่งพนักงานสอบสวนอ้างส่งต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 โดยที่จำเลยมาศาลในวันดังกล่าวและแถลงไม่คัดค้านการฝากขังและลงลายมือชื่อไว้ในคำให้การพยานผู้ร้องและรายงานกระบวนพิจารณาด้วย โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการลงโทษจำเลยซึ่งให้การรับสารภาพนั้น หาใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสำนวนไม่ ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุระเบิดของกลางจำนวน 2 ลูก ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย นับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไป พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดโทษจำเลยโดยลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งและลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่งแล้วให้จำคุก 1 ปี นั้น เป็นคุณแก่จำเลยอย่างมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยโดยอ้างว่าจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนนั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพความผิดของจำเลยแล้ว เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 194
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายทรงวุฒิ สกุลวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2142/2550
#267676
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัมฯ และเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ยาสูบฯ มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 49, 50 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโดยไม่สืบพยาน เนื่องจากคดีมีโทษปรับสถานเดียวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาสูบฯ ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่อาจแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวมาในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215

ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ตามฟ้องมิใช่เรื่องอันเกี่ยวแก่ศุลกากร จึงมิอาจปรับบทมาตรา 120 ของ พ.ร.บ.ศุลกากรฯ ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 19, 24, 44, 49, 50 และริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 49, 50 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับเป็นเงิน 1,626,187.50 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 813,093.75 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 2 ปี ริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์มิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 ทวิ เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัมโดยจำเลยมิได้เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบ และข้อหามีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 49, 50 จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโดยไม่สืบพยานหลักฐาน เนื่องจากคดีมีโทษปรับสถานเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาสูบดังกล่าวตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 ทวิ ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่อาจแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 กรณีหาใช่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดหรือความผิดตามฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองดังที่จำเลยฎีกาไม่ นอกจากนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องมิใช่เรื่องอันเกี่ยวแก่ศุลกากร จึงมิอาจปรับบทมาตรา 120 ของพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 215
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางรุ่งรัตน์หรือชลชิรา อาสิญจ์สกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายทาย พันธุ์ธิติรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2130/2550
#268467
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ผู้ตาย และผู้เสียหายกับพวกเข้าไปทำร้ายจำเลยแล้ว จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและผู้เสียหายในลักษณะต่อเนื่องกัน จำเลยมิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายก่อนแล้วเกิดเจตนาฆ่าผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288, 80, 371, 33, 91 ริบมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นให้จำคุก 12 ปี ฐานพาอาวุธไปในหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ปรับ 100 บาท รวมจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 100 บาท ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 66.66 บาท ริบมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เฉพาะการปรับบทลงโทษจำเลย (ที่ถูกแก้เฉพาะการรวมโทษและลดโทษ) เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานพาอาวุธไปในหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี ฐานพาอาวุธไปในหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร ปรับ 66.66 บาท รวมจำคุก 41 ปี 4 เดือน และปรับ 66.66 บาท แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว จึงให้จำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน และปรับ 66.66 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดแทงนายพล สีมหาดไทย เป็นเหตุให้นายพลถึงแก่ความตายและแทงนายประนอม สีมหาดไทย ผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในเบื้องต้นมีข้อต้องวินิจฉัยก่อนว่า การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและผู้เสียหายนั้นเป็นเพราะจำเลยถูกทำร้ายหรือไม่ พยานโจทก์ที่เป็นฝ่ายผู้ตายได้แก่ ผู้เสียหายและนายสุพจน์เบิกความว่า เมื่อจำเลยมาถึงร้านที่เกิดเหตุก็ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและผู้เสียหาย แต่พยานโจทก์อีกชุดหนึ่งได้แก่นางสาวประภัสสรและนายชูชีพเบิกความว่า เมื่อจำเลยมาถึงที่เกิดเหตุ ผู้ตายกับพวกได้เข้าไปรุมทำร้ายจำเลยก่อนซึ่งเจือสมทางนำสืบของจำเลย เมื่อพิเคราะห์ถึงคำเบิกความของนางสาวประภัสสรอีกตอนหนึ่งที่ว่า ผู้ตายกับพวกได้ให้นางสาวประภัสสรไปตามจำเลยมา และนางสาวประภัสสรเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานได้บอกจำเลยว่าไม่ต้องไปที่ร้านเพราะมีกลุ่มของผู้ตายรอทำร้ายอยู่ และนายชูชีพก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า นางสาวแป๋ว (หมายถึงนางสาวประภัสสร) แจ้งว่าก่อนเกิดเหตุชาย 6 คน นั้นพูดกันว่า หากเจอจำเลยแล้วต้องทำให้ตาย นางสาวแป๋วได้แจ้งกับจำเลยโดยห้ามไม่ให้จำเลยไปที่ร้านเกิดเหตุ รูปคดีจึงเชื่อว่าผู้ตายกับพวกรอที่จะทำร้ายจำเลยอยู่ที่ร้านเกิดเหตุ เมื่อจำเลยมาถึงร้านเกิดเหตุผู้ตายกับพวกได้ร่วมกันทำร้ายจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและผู้เสียหายเพื่อป้องกันตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามพฤติการณ์ที่จำเลยได้ทราบจากนางสาวประภัสสรแล้วว่า ผู้ตายกับพวกรอจะทำร้ายจำเลย จำเลยยังพาอาวุธมีดออกจากบ้านมาหาผู้ตายกับพวกที่ร้านเกิดเหตุ แสดงว่าจำเลยพร้อมจะเผชิญหน้าต่อสู้กับผู้ตายและพวก แม้ผู้ตายกับพวกจะเป็นฝ่ายลงมือทำร้ายจำเลยก่อน แล้วเกิดการวิวาททำร้ายกัน ถือว่าจำเลยสมัครใจที่เข้าวิวาทกับผู้ตายกับพวก จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุว่า กระทำไปเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานพาอาวุธมีดอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท และศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย 66.66 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยความผิดฐานนี้ให้เป็นการไม่ชอบ จำเลยฎีกาในความผิดดังกล่าวอีก ถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ผู้ตาย และผู้เสียหายกับพวกเข้าไปทำร้ายจำเลยแล้ว จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและผู้เสียหายในลักษณะต่อเนื่องกัน จำเลยมิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายก่อนแล้วเกิดเจตนาฆ่าผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอีก ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายและฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย เป็นความผิด 2 กรรมมานั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นให้จำคุกตลอดชีวิตนั้น พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า เป็นการลงโทษที่หนักเกินไปศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288, 80 เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธมีดแล้ว เป็นจำคุก 12 ปี และปรับ 66.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายเล็กหรือดา มีรอด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086 -ที่ 2087/2550
#267152
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาขายฝากที่ดินที่โจทก์ผู้ซื้อฝากทำกับจำเลยผู้ขายฝากมิได้กำหนดค่าสินไถ่ไว้ จำเลยย่อมมีสิทธิไถ่ที่ดินที่ขายฝากตามราคาที่ขายฝากตาม ป.พ.พ. มาตรา 499 วรรคแรก หากจำเลยมีเงินไถ่ที่ดินที่ขายฝากภายในกำหนดเวลาตามสัญญา แต่โจทก์ไม่ยินยอมให้ไถ่ จำเลยย่อมมีสิทธิไถ่ที่ดินที่ขายฝากด้วยการนำเงินสินไถ่ไปวางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่ได้วางไว้ กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าที่ดินที่ขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตั้งแต่เวลาที่จำเลยได้วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 492 วรรคแรก

บันทึกข้อตกลงที่โจทก์ทำกับจำเลยเป็นหลักฐานว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยไถ่ที่ดินที่ขายฝากหลังจากครบกำหนดตามสัญญาแล้ว ถือได้ว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ แม้มิได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็มีผลบังคับให้ผูกพันโจทก์ผู้รับไถ่ซึ่งลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 496 เมื่อสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่มิได้กำหนดเวลาไว้ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 494 กล่าวคือ จำเลยย่อมมีสิทธิไถ่ที่ดินขายฝากภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาขายฝาก เมื่อจำเลยฟ้องขอไถ่ที่ดินที่ขายฝากจากโจทก์ยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาขายฝาก จำเลยจึงมีสิทธิไถ่ที่ดินที่ขายฝากจากโจทก์

เมื่อจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ขายฝากหลังจากทำสัญญาขายฝากให้โจทก์แล้วโดยโจทก์ยินยอมและโจทก์ทำสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ที่ดินที่ขายฝากให้จำเลย การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินที่ขายฝากต่อไปหลังจากครบกำหนดเวลาไถ่ตามสัญญาเดิมจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนที่สองว่า โจทก์ และเรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่สองว่า จำเลย

สำนวนแรก โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คิดเป็นเงินปีละ 20,000 บาท นับแต่ปี 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สอง จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับโจทก์รับเงินค่าซื้อที่ดินที่ขายฝากจำนวน 362,500 บาท จากจำเลย และให้โจทก์จะทะเบียนโอนขายที่ดินที่ขายฝากตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ยอมปฏิบัติตามให้จำเลยนำเงินจำนวน 362,500 บาท ไปวางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์ประจำศาลจังหวัดมหาสารคาม เมื่อวางเงินแล้วหากโจทก์ไม่ยอมจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์รับเงินค่าไถ่ที่ดินขายฝากที่พิพาทจำนวน 362,500 จากจำเลย และให้โจทก์ไปจดทะเบียนขายที่ดินที่ขายฝากตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยนำเงินจำนวน 362,500 บาท ไปวางไว้ ณ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดมหาสารคาม เมื่อวางเงินแล้วโจทก์ไม่ยอมจดทะเบียนขายที่ดินที่ขายฝากดังกล่าวแก่จำเลย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 15,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินเสร็จสิ้น ให้ยกฟ้องจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยฝากที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ให้โจทก์มีกำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นเงิน 362,500 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยไปทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการขายฝาก ณ ที่ว่าการอำเภอโกสุทพิสัย จำเลยมิได้ไถ่ที่ดินพิพาทตามกำหนดเวลาในสัญญาขายฝากและจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนับแต่วันทำสัญญาขายฝากจนถึงปัจจุบัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรก บันทึกข้อตกลงเป็นสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ที่ดินพิพาทและมีผลบังคับใช้หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงระบุแต่เพียงว่าผู้ซื้อฝากยินยอมให้ผู้ขายฝากซื้อที่ดินที่ขายฝากคืนจำนวนเงิน 362,500 บาท โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาซื้อคืนไว้และตามสัญญาขายฝากมิได้กำหนดค่าสินไถ่ไว้ จำเลยย่อมมีสิทธิไถ่ที่ดินพิพาทตามราคาที่ขายฝากคือ 362,500 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 499 วรรคแรก หากจำเลยมีเงินไถ่ที่ดินพิพาทภายในกำหนดตามสัญญาแต่โจทก์ไม่ยินยอมให้ไถ่ จำเลยย่อมมีสิทธิไถ่ที่ดินพิพาทด้วยการนำเงินสินไถ่ไปวางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่ได้วางไว้ กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตั้งแต่เวลาที่จำเลยได้วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 492 วรรคแรก ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเหตุที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลง เพราะต้องการให้เป็นหลักฐานว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยไถ่ที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดตามสัญญาแล้ว บันทึกข้อตกลงดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ แม้มิได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็มีผลบังคับให้ผูกพันโจทก์ผู้รับไถ่ซึ่งลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 496 เมื่อสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่มิได้กำหนดเวลาไว้จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 494 กล่าวคือ จำเลยย่อมมีสิทธิไถ่ที่ดินพิพาทในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาขายฝาก เมื่อจำเลยฟ้องขอไถ่ที่ดินพิพาทจากโจทก์ยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาขายฝาก จำเลยจึงมีสิทธิไถ่ที่ดินพิพาทจากโจทก์

ปัญหาต่อไปมีว่าจำเลยจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลังจากทำสัญญาขายฝากให้โจทก์แล้วโดยโจทก์ยินยอมและเมื่อโจทก์ทำสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ที่ดินพิพาทให้จำเลย การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปหลังจากครบกำหนดเวลาไถ่ตามสัญญาเดิมจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 492 วรรคหนึ่ง ม. 494 ม. 496 ม. 499 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดาบตำรวจอุดร ชาลีเครือ
จำเลย — นางหวัน สีปราบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายอุตสาห์ ทองโคตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิจิตร วิสุชาติ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา