คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2550
#272358
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว เพราะความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดคนละฐานกันจะลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งสองฐานความผิดดังกล่าวย่อมไม่ได้ คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่รับสารภาพตามฟ้องโจทก์นั้น ไม่ชัดเจนพอที่จะชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานใด จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งของจำเลยที่ 1 แม้ในวันเดียวกับที่ฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเดียวกันอีก 2 ฐาน ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 847/2545 และ 848/2545 ของศาลชั้นต้น และขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษในทั้งสองคดีดังกล่าว ซึ่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้สอบคำให้การจำเลยที่ 1 พร้อมกันทั้งสามคดี และจำเลยที่ 1 ได้ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรทั้งสามคดี ศาลชั้นต้นจึงบันทึกไว้เป็นหลักฐานในคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 848/2545 และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว โดยนับโทษจำเลยที่ 1 ติดต่อกันทั้งสามคดีก็ตาม แต่ตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ทั้งกรณีตามข้อที่อ้างของโจทก์ดังกล่าวไม่อาจนำมารับฟังเป็นหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรในคดีนี้ เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยที่ 1 จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของนายร่มหลี ใบเต้ ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 ได้ พร้อมรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนของรถดังกล่าวที่ถูกถอดออกเป็นของกลาง ทั้งนี้ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุลักทรัพย์ จำเลยทั้งสามกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป หรือมิฉะนั้น ตามวันเวลาที่เกิดเหตุลักทรัพย์จนถึงวันเวลาที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามช่วยจำหน่าย ช่วยพา เอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 847/2545 และ 848/2545 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยให้คดีอาญาหมายเลขดำที่ 847/2545 และ 848/2545 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่นำตัวมาส่งศาลพร้อมกับคำฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงไม่ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 4 ปีจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ส่วนคำขอนับโทษต่อให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรได้หรือไม่ และสมควรที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสอบถามคำให้การจำเลยที่ 1 ใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว เพราะความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดคนละฐานกันจะลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งสองฐานความผิดดังกล่าวย่อมไม่ได้ คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่รับสารภาพตามฟ้องโจทก์นั้น ไม่ชัดเจนพอที่จะชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานใด จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยที่ 1 แล้วว่ากระทำความผิดฐานใด จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร แต่เหตุที่ไม่ปรากฏข้อความดังกล่าวในบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นเพราะความผิดพลาดในการพิมพ์บันทึกข้อมูลนั้น เห็นว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว หากโจทก์เห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่บันทึกไว้ไม่ชัดเจนหรือพิมพ์ตกหล่นผิดพลาดประการใด โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานต่อไปเพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในวันเดียวกับที่ฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเดียวกันอีก 2 คดี ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 847/2545 และ 848/2545 ของศาลชั้นต้น และขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ต่อจากโทษในทั้งสองคดีดังกล่าว ซึ่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้สอบคำให้การจำเลยที่ 1 พร้อมกันทั้งสามคดี และจำเลยที่ 1 ได้ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรทั้งสามคดี ศาลชั้นต้นจึงบันทึกไว้เป็นหลักฐานในคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 848/2545 และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว โดยนับโทษจำเลยที่ 1 ติดต่อกันทั้งสามคดี และคดีนี้จำเลยที่ 1 คงอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบา ซึ่งเท่ากับยอมรับว่าตนกระทำความผิดฐานรับของโจรจริงนั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ทั้งกรณีตามข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวไม่อาจนำมารับฟังเป็นหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรในคดีนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้น จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจทก์ไม่ได้ และคดีไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสอบถามคำให้การจำเลยที่ 1 ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายขัตติยะ รัตนะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1947/2550
#273689
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 91/2 (6) แห่ง ป.รัษฎากร มิได้บัญญัติไว้แจ้งชัดว่าการขายอสังหาริมทรัพย์กรณีใดเป็นการขายที่เข้าลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไร แต่ได้บัญญัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดย พ.ร.ฎ. ซึ่งในขณะที่โจทก์จดทะเบียนให้ ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและตึกแถวดังกล่าว พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้ายการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)ฯ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่าให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป.รัษฎากร มีดังต่อไปนี้ (1)...(6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่อย่างไรก็ตาม การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นมิใช่ว่าจะเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป การที่โจทก์จดทะเบียนให้ ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวโดยเสน่หา จะถือว่าเป็นการขายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ที่โจทก์โอนที่ดินดังกล่าวให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน การโอนที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์จึงไม่จำต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่ม และภาษีเทศบาล ตามแบบ ภธ.73.1 เลขที่ 03014190-25461016-006-00113 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3/(อธ.1)/89/2547 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2547 หรือให้งดหรือลดเงินเพิ่มและภาษีเทศบาลแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 17991 พร้อมตึกแถว เลขที่ 21/16 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 11 เมษายน 2539 โจทก์ได้จดทะเบียนให้นางสาวกันต์สุดา ฉิมสุทธิวัน ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่ม และภาษีเทศบาล โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินของจำเลย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ตามคำอุทธรณ์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์จดทะเบียนให้นางสาวกันต์สุดา ฉิมสุทธิวัน เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มิได้บัญญัติไว้แจ้งชัดว่าการขายอสังหาริมทรัพย์กรณีใดเป็นการขายที่เข้าลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไร แต่ได้บัญญัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งในขณะที่โจทก์จดทะเบียนให้นางสาวกันต์สุดา ฉิมสุทธิวัน เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและตึกแถวดังกล่าว พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้ (1)...(6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่อย่างไรก็ตาม การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นมิใช่ว่าจะเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป แม้ในคดีนี้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าการที่โจทก์จดทะเบียนให้นางสาวกันต์สุดา ฉิมสุทธิวัน เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวโดยเสน่หา จะถือว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ที่โจทก์โอนที่ดินดังกล่าวให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน การโอนที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์จึงไม่จำต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกอบกุล ฉิมสุทธิวัน
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1946/2550
#273688
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/21 (5) ประกอบมาตรา 88/5 และมาตรา 30 โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ปัญหาข้อเท็จจริงใดที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิหยิบยกขึ้นอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ทำการไต่สวนหาความจริงและพิจารณาวินิจฉัย ปัญหาข้อเท็จจริงนั้นย่อมเป็นอันยุติ โจทก์จะยกปัญหาข้อเท็จจริงนั้นขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลไม่ได้ เพราะล่วงเลยเวลาที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของโจทก์แล้ว เมื่อโจทก์ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลไม่ได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ

โจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2536 ในขณะที่ พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)ฯ มีผลใช้บังคับ การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีนี้จึงต้องนำ พ.ร.ฎ. ฉบับนี้มาใช้บังคับ แม้ พ.ร.ฎ. ฉบับนี้จะถูกยกเลิกโดย พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342)ฯ แต่การยกเลิกนั้นก็ไม่มีผลทำให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ฎ. ฉบับเดิมกลายเป็นไม่ต้องเสียภาษีไปได้ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ฎ. ฉบับเดิมในขณะที่ พ.ร.ฎ. ฉบับเดิมมีผลใช้บังคับไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอีกต่อไป การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากโจทก์โดยอาศัยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ฎ. ฉบับเดิม จึงเป็นการประเมินโดยมีกฎหมายให้อำนาจและปรากฏตามบันทึกการปิดหนังสือแจ้งการประเมินว่า เจ้าหน้าที่ได้ปิดหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบโดยชอบตาม ป.รัษฎากร มาตรา 8 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2546 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันครบกำหนดชำระภาษีคือวันที่ 15 มีนาคม 2536 จึงเป็นการประเมินภาษีภายในอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรืองดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 3015350/6/100301 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3(อธ.3)451/2546 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2546

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2531 นางนิภา แซ่พัง ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 31936 และ 31960 ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่รวม 40 ตารางวาเศษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น 2 คูหา ให้โจทก์ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น รวมเป็นเงิน 198,983 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้งดเบี้ยปรับ 90,447 บาท และลดภาษีส่วนท้องถิ่นให้ 9,044.70 บาท รวมลดภาษีให้ 99,491.70 บาท คงให้โจทก์เสียภาษีรวม 99,491.70 บาท

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีสิทธิยกปัญหาที่ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ไม่ถือเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลได้หรือไม่ ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การที่ยื่นต่อศาลภาษีอากรกลางก็ตาม แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ในคำอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่เพียงว่า เจ้าพนักงานประเมินประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์โดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ เพราะเจ้าพนักงานประเมินนำพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่ถูกยกเลิกไปแล้วมาใช้ประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ก็ไม่มีความประสงค์ที่จะเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ไม่ถือเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไร เพราะโจทก์มิได้มีอาชีพในการค้าอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวแทนผู้อื่น โจทก์จำเป็นต้องขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เจ้าของที่แท้จริงนำเงินที่ได้จากการขายไปชำระหนี้ โจทก์มิได้รับประโยชน์จากการขายแต่อย่างใด เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/21 (5) ประกอบมาตรา 88/5 และมาตรา 30 โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ปัญหาข้อเท็จจริงใดที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิหยิบยกขึ้นอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ทำการไต่สวนหาความจริงและพิจารณาวินิจฉัย ปัญหาข้อเท็จจริงนั้นย่อมเป็นอันยุติ โจทก์จะยกปัญหาข้อเท็จจริงนั้นขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลไม่ได้ เพราะล่วงเลยเวลาที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของโจทก์แล้ว เมื่อโจทก์ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลไม่ได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงมีปัญหาที่ศาลภาษีอากรกลางจะต้องวินิจฉัยคือ เจ้าพนักงานประเมินประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์โดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจหรือไม่ ได้มีการประเมินภาษีภายในอายุความหรือไม่ และมีเหตุงดหรือลดเงินเพิ่มหรือไม่ แต่ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยในปัญหานี้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก่อน เห็นว่า โจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2536 ในขณะที่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มีผลใช้บังคับการประเมินภาษีกรณีนี้จึงต้องนำพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มาใช้บังคับ แม้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้จะถูกยกเลิกโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 แต่การยกเลิกนั้นก็ไม่มีผลทำให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมกลายเป็นไม่ต้องเสียภาษีไปได้ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมในขณะที่พระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมมีผลใช้บังคับไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอีกต่อไป การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากโจทก์โดยอาศัยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาฉบับเดิม จึงเป็นการประเมินโดยมีกฎหมายให้อำนาจ และปรากฏตามบันทึกการปิดหนังสือแจ้งการประเมินว่าเจ้าหน้าที่ได้ปิดหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบโดยชอบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2546 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันครบกำหนดชำระภาษีคือวันที่ 15 มีนาคม 2536 จึงเป็นการประเมินภาษีภายในอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ส่วนเงินเพิ่มนั้นเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุให้งดหรือลดได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 88/5 ม. 91/21 (5)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมุทิตา แซ่ไหล่
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1932/2550
#272665
เปิดฉบับเต็ม

เบี้ยปรับคือสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร แต่ตามหนังสือสัญญากู้เงินมีใจความว่า ผู้กู้ยืมยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือน ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยมีระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยทั้งสองยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราใหม่ตามประกาศธนาคารโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้น โดยโจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้า นอกจากนั้นจำเลยทั้งสองยังได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินมีใจความว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้เงินอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี โดยให้ถือบันทึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินด้วย จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงว่าในระยะเวลา 3 ปีแรก นับแต่วันที่ทำสัญญากู้ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่านั้นไม่ได้จนกว่าจะล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงินและเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลา 3 ปี โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคารโจทก์ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้น โดยโจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้า ซึ่งเมื่อพิจารณาบัญชีเงินกู้ จะเห็นว่า เมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี โจทก์ทำการปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี และ 6 ต่อปี ตามลำดับ โดยมิได้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ถือเป็นข้อปฏิบัติในลักษณะที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสอง ดังนั้นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในระยะเริ่มแรกก็ดี และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี และ 6 ต่อปี หลังจากล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงินก็ดี ล้วนเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อสัญญาทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ และเป็นดอกผลนิตินัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 148 วรรคสาม ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา โจทก์จึงทำการปรับอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 6 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2547 เป็นต้นมา และแม้ตามหนังสือสัญญากู้เงินระบุว่า หากผู้กู้ผิดนัดยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นกว่าที่กำหนดได้ก็ตาม แต่ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2547 เป็นต้นมาดังกล่าว โจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าอัตราร้อยละ 19 ต่อปี อันเป็นอัตราตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน ถือได้ว่าโจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามสัญญากู้เงินแต่อย่างใด อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13.5 ต่อปี ดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลจะมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองตามบัญชีเงินกู้ จึงเป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 446,796.72 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 392,082.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 392,082.03 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2547 อัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เบี้ยปรับคือ สัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร แต่ตามหนังสือสัญญากู้เงินข้อ 1 วรรคสอง มีใจความว่า ผู้กู้ยืมยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยมีระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยทั้งสองยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราใหม่ตามประกาศธนาคารโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้น โดยโจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้า นอกจากนั้นจำเลยทั้งสองยังได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินมีใจความว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้เงินอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี โดยให้ถือบันทึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินด้วย จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงว่า ในระยะเวลา 3 ปีแรก นับแต่วันที่ทำสัญญากู้ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่านั้นไม่ได้จนกว่าจะล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้ และเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลา 3 ปี โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคารโจทก์ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นโดยโจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้า ซึ่งเมื่อพิจารณาบัญชีเงินกู้จะเห็นว่า เมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี โจทก์ทำการปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี และ 6 ต่อปี ตามลำดับ โดยมิได้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งก็ถือเป็นข้อปฏิบัติในลักษณะที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสอง ดังนั้น ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในระยะเริ่มแรกก็ดี และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี และ 6 ต่อปี หลังจากล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงินก็ดี ล้วนเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อสัญญาทั้งสิ้น ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ และเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม และในเวลาต่อมาปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ผิดนัดโดยไม่ชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนดเวลา โจทก์จึงทำการปรับอัตราดอกเบี้ยจากอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2547 เป็นต้นมา และแม้ตามหนังสือสัญญากู้เงินข้อ 3 ระบุว่า หากผู้กู้ผิดนัดยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นกว่าที่กำหนดในข้อ 1 ได้ก็ตาม แต่ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2547 เป็นต้นมาดังกล่าวโจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าอัตราร้อยละ 19 ต่อปี อันเป็นอัตราตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน ถือได้ว่าโจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามสัญญาข้อ 3 แต่อย่างใด อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13.5 ต่อปี ดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลจะมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองตามบัญชีเงินกู้ จึงเป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดอัตราดอกเบี้ยจากอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ลงเหลืออัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 420,822.55 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 392,082.03 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 147 ม. 148 วรรคสาม ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายอุทัย หาญเวช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1928/2550
#273627
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อเป็นความวินาศภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้ และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิด จึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องบรรยายมาในฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้คือใครและจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันนั้นในฐานะอะไร หรือมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยอันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1 ช - 5097 กรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถกระบะคันหมายเลขทะเบียน บจ - 829 ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2543 จำเลยที่ 1 ขับรถคันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยค้ำจุนไว้ดังกล่าว ไปตามถนนท่าข้ามจากด้านถนนพระรามที่ 2 มุ่งหน้าไปทางสถานีตำรวจนครบาลท่าข้ามโดยความประมาทเลินเล่อด้วยความเร็วสูง เมื่อมาถึงบริเวณหน้าบริษัทเอสพีสปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นทางโค้ง ขณะนั้นมีรถยนต์เก๋งคันหมายเลขทะเบียน 1 ช - 5097 กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับแล่นข้างหน้า และจำเลยที่ 1 ควรชะลอความเร็วรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ให้ช้าลงเมื่อถึงทางโค้งเว้นระยะห่างพอสมควรจากรถคันหน้าซึ่งโจทก์ที่ 2 ขับอยู่ เมื่อโจทก์ที่ 2 ชะลอรถบริเวณทางโค้งรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับจึงชนท้ายรถคันที่โจทก์ที่ 2 ขับอย่างแรงทำให้รถคันโจทก์ที่ 2 ขับเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ริมทาง แต่ท้ายรถยังอยู่บนถนน ทำให้รถคันจำเลยที่ 1 ขับ แล่นชนท้ายซ้ำอีกครั้ง เป็นเหตุให้รถคันโจทก์ที่ 2 ขับ ได้รับความเสียหายหลายรายการ ต้องซ่อมแซมเป็นเงิน 120,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 3,966 บาท ไม่สามารถทำการงานประจำตามอาชีพได้เป็นเวลา 2 เดือน คิดเป็นค่าขาดรายได้จำนวน 100,000 บาท จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเฉพาะโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 9,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 7,797.45 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 129,000 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 111,763.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 120,000 บาท และต้นเงิน 103,966 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายฟ้องมาให้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถกระบะคันหมายเลขทะเบียน บจ - 829 ชัยภูมิ จากใคร ผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยและจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไรอันจะทำให้จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 3,966 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บจ - 829 ชัยภูมิ ที่จำเลยที่ 1 ขับด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายและโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขับได้รับอันตรายสาหัสขอให้ร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็คือ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อเป็นความวินาศภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดจึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องบรรยายมาในฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่า ผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้คือใครและจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันนั้นในฐานะอะไร หรือมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยอันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เมื่อฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงเหตุที่จะทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อเป็นวินาศภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบจึงต้องรับผิดด้วย คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย อภินันทกุลชัย กับพวก
จำเลย — นายสมพงศ์ หรือพลทหารสมพงศ์ จำเริญใจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1927/2550
#273686
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยกู้ยืมเงินและได้รับเงินไปจากโจทก์เพียง 60,000 บาท มิใช่ 290,000 บาท แต่ที่ปรากฏในสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ความในเอกสารสัญญากู้ยืมเงินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ไม่ จำเลยจึงย่อมนำพยานบุคคลมาสืบในประเด็นดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 361,183 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 290,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินและได้รับเงินจากโจทก์ประมาณ 60,000 บาท เท่านั้น โจทก์ให้จำเลยเขียนระบุจำนวนเงินในสัญญากู้ยืมเงินสูงกว่าจำนวนเงินที่กู้ยืมจริง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 กับโจทก์ โดยได้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 19536 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 290,000 บาท จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมไปครบถ้วนแล้ว หลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลยได้ความว่าจำเลยและสามีจำเลยมีอาชีพรับจ้างกรีดยางมีรายได้ต่อเดือนคนละประมาณ 3,500 บาท เท่านั้น ทั้งมีบุตรต้องเลี้ยงดูถึง 7 คน ซึ่งคนที่มีฐานทางเศรษฐกิจเช่นจำเลยไม่น่าจะมีศักยภาพพอที่จะกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นได้ครั้งละมาก ๆ ซึ่งข้อนี้เชื่อว่าจำเลยเองก็ตระหนักเช่นกัน ในส่วนของโจทก์แม้จะได้ความว่าโจทก์จำเลยเป็นพี่น้องกันแต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบศาลถามว่า ขณะให้กู้ยืมเงินนั้น จำเลยไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้ว โดยจำเลยและครอบครัวได้ย้ายไปรับจ้างกรีดยางอยู่ที่อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยจะมีบุตรกี่คน และเรียนหนังสือกี่คน ทั้งไม่ทราบว่าจำเลยมีรายได้เดือนละเท่าใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์กับจำเลยมิได้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดหรือมีเยื่อใยต่อกันมากนัก ตามพฤติการณ์จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะให้จำเลยกู้ยืมเงินคราวละมาก ๆ ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในการทำสัญญากู้ยืมเงิน ก็ปรากฏว่าโจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินจำเลยไว้เป็นประกันด้วย ซึ่งหากโจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินเพราะสงสารบุตรจำเลยที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ก็ไม่น่าจะต้องยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นหลักประกัน ส่วนที่โจทก์อ้างว่าให้จำเลยกู้ยืมเงินครั้งที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท นั้น ก็ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า การกู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 เป็นการกู้ยืมภายหลังจากที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 แล้ว การให้กู้ยืมเงินเป็นครั้งที่ 2 ในจำนวนที่มากกว่าโดยที่จำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ที่กู้ยืมไปครั้งแรกให้โจทก์ถือเป็นเรื่องผิดวิสัยสำหรับผู้มีอาชีพปล่อยเงินกู้เช่นโจทก์ เมื่อพิจารณาราคาที่ดินตามโฉนดที่ดินที่โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกันก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 31699 ซึ่งเป็นที่นามีราคาไร่ละประมาณ 20,000 บาท ส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 19536 ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่ามีราคาประมาณ 100,000 บาท ซึ่งราคาที่ดินที่ได้ความดังกล่าวก็ไม่ได้ท่วมหนี้ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์แต่อย่างใด อันเป็นเรื่องผิดวิสัยอีกอย่างหนึ่งของผู้ที่มีอาชีพปล่อยเงินกู้ที่ให้กู้ยืมโดยไม่พิจารณาหลักประกันให้ถ้วนถี่ ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นน้องจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับหลักประกันนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์จำเลยดังกล่าว ส่วนที่ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้กรอกข้อความรวมทั้งจำนวนเงินลงในสัญญากู้ยืมเงินนั้น จำเลยก็ได้นำสืบถึงสาเหตุที่ยอมกรอกข้อความดังกล่าวว่าเป็นเพราะเห็นว่าโจทก์เป็นพี่ชายคงไม่กลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยซึ่งนับว่าเป็นข้ออ้างที่มีเหตุผลสำหรบจำเลยซึ่งอยู่ในฐานะน้องสาวและต้องพึ่งพาโจทก์ทางด้านการเงิน พยานหลักฐานที่จำเลยนำมาสืบมีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 60,000 บาท สำหรับที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 60,000 บาท มิใช่ 290,000 บาท ตามที่ปรากฏในสัญญากู้ยืมเงิน เป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมเงิน เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) นั้น เห็นว่า การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยกู้ยืมเงินและได้รับเงินไปจากโจทก์เพียง 60,000 บาท มิใช่ 290,000 บาท ตามที่ปรากฏในสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญากู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ไม่ จำเลยจึงย่อมนำพยานบุคคลมาสืบในประเด็นดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียง 277,483 บาท ดังนั้น ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 361,183 บาท จึงเป็นการเสียที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายก้าย เพชรทวี
นางหวานหรือสังหวาน เพชรทวีหรือสังศรีอิน
จำเลย — หรือสังศรีอินทร์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1922/2550
#272682
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ มาประกันภัยไว้กับจำเลย ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย ลูกจ้างของโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวโดยมีรถพ่วงอยู่ด้วย ไปเกิดอุบัติเหตุชนการ์ดเลนคอสะพานเป็นเหตุให้การ์ดเลนคอสะพานและรถยนต์บรรทุกมีประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ซึ่งตามสัญญาประกันภัยได้กำหนดถึงการคุ้มครองความรับผิดไว้ในสัญญา แต่ก็ได้กำหนดข้อยกเว้นรับผิดไว้หลายประการ โดยมีสัญญาข้อหนึ่งไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือถูกผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัท แสดงให้เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยไม่ประสงค์จะคุ้มครองถึงกรณีที่มีการใช้รถยนต์คันที่เอาประกันภัยไปลากจูงหรือผลักดัน อันทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งหากผู้เอาประกันภัยประสงค์จะให้คุ้มครองถึงส่วนที่ลากจูงก็จะต้องแจ้งความจำนงให้ชัดเจนเพื่อผู้รับประกันภัยจะได้กำหนดเบี้ยประกันให้พอเหมาะกับความเสี่ยงที่มากขึ้น การที่โจทก์นำรถที่เอาประกันภัยไปลากจูงรถพ่วงอีกคันหนึ่งจึงเป็นการกระทำเข้าข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ โจทก์ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวไว้กับจำเลย ต่อมา ระหว่างที่กรมธรรม์ประกันภัยมีผลใช้บังคับ รถยนต์ที่เอาประกันภัยเกิดอุบัติเหตุชนการ์ดเลนคอสะพานทำให้รถยนต์ที่เอาประกันภัยและการ์ดเลนคอสะพานได้รับความเสียหาย โจทก์เสียค่าซ่อมการ์ดเลนคอสะพานให้แก่กรมทางหลวง 39,682 บาท ค่าซ่อมรถยนต์บรรทุก 177,639 บาท ค่าขาดประโยชน์ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 517,321 บาท แต่จำเลยไม่ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 517,321 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยรับประกันภัยโดยระบุลักษณะตัวรถว่าเป็นแบบกระบะดั๊มบรรทุก จำเลยมิได้รับประกันภัยรถพ่วง ขณะเกิดเหตุรถยนต์คันดังกล่าวได้พ่วงรถพ่วงไปด้วย ซึ่งเงื่อนไขกรมธรรม์ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้ลากจูงหรือผลักดัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าซ่อมการ์ดเลนคอสะพาน ทั้งไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการใช้รถยนต์ผิดเงื่อนไข นอกจากนี้รถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยไม่ได้เสียหาย แต่ส่วนที่เสียหายนั้นเป็นรถพ่วง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 217,321 บาท พร้อมดอกเบี้ย คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "โจทก์นำรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ ประกันภัยไว้กับจำเลยในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย ลูกจ้างของโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวโดยมีรถพ่วงอยู่ด้วย ไปเกิดอุบัติเหตุชนการ์ดเลนคอสะพานเป็นเหตุให้การ์ดเลนคอสะพานและรถยนต์บรรทุกมีประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โดยรถยนต์บรรทุกได้รับความเสียหายที่บริเวณล้อหลังส่วนหน้าข้างซ้าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์นำรถยนต์บรรทุกไปพ่วงรถพ่วงแล้วเกิดอุบัติเหตุเป็นการผิดเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด เห็นว่า สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์ ผู้เอาประกันภัยและจำเลย ผู้รับประกันภัย ได้กำหนดถึงการคุ้มครองความรับผิดไว้ในสัญญาหมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 การคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และหมวดที่ 3 การคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ตามสัญญาประกันภัย แต่ก็ได้กำหนดข้อยกเว้นความรับผิดไว้หลายประการ ซึ่งตามข้อ 2.11.4 และ 3.9.1 ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือถูกผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัท แสดงให้เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยไม่ประสงค์จะคุ้มครองถึงกรณีที่มีการใช้รถยนต์คันที่เอาประกันภัยไปลากจูงหรือผลักดันอันทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งหากผู้เอาประกันภัยประสงค์จะให้คุ้มครองถึงส่วนที่ลากจูง ก็จะต้องแจ้งความจำนงให้ชัดเจนเพื่อผู้รับประกันภัยจะได้กำหนดเบี้ยประกันให้พอเหมาะกับความเสี่ยงที่มากขึ้นนั้น ดังนั้น การที่โจทก์นำรถที่เอาประกันภัยไปลากจูงรถพ่วงอีกคันหนึ่งจึงเป็นการกระทำเข้าข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861 ม. 867
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอกเกษตรทรานสปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1917/2550
#272221
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เอามือขยำหน้าอกผู้เสียหายในระหว่างที่พวกของจำเลยที่ 2 คนหนึ่งข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแล้ว มิใช่จำเลยที่ 2 ต้องลงมือข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยตนเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 5 คน ซึ่งหลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ตบตี บีบคอนางสาว... ผู้เสียหายอายุ 26 ปี และจับผู้เสียหายไว้จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วกระทำอนาจารจับนมผู้เสียหายและบังคับให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศ และจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยทั้งสองกับพวกโดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเรา อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 276 วรรคสอง, 278 กับนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 98/2545 ของศาลจังหวัดสงขลา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 278 , 83 จำเลยที่ 2 อายุ 19 ปี รู้ผิดชอบดีแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 20 ปี นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 98/2545 ของศาลจังหวัดสงขลา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 อายุ 19 ปี รู้ผิดชอบดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ และให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 15 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 7 คน ร่วมกันกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามบทที่มีโทษหนักที่สุด ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าผู้เสียหายมิได้เบิกความระบุชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วย ผู้เสียหายเพียงแต่เบิกความว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 บังคับให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศนั้น จำเลยที่ 2 เอามือขยำบีบหน้าอกของผู้เสียหายเท่านั้น ทั้งตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.7 ก็ไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ส่วนนางสาวรอซีด๊ะ ขุนพิบูลย์ และนายอรชุน คงสำเร็จ พยานโจทก์ก็เบิกความเพียงว่า จำเลยที่ 2 อยู่ในกลุ่มของคนร้ายที่เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้น แต่ไม่เห็นเหตุการณ์ในขณะผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเรา หลังเกิดเหตุผู้เสียหายมิได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้นางสาวรอซีด๊ะและนายอรชุนฟัง เพิ่งมาเล่าให้นางสาวรอซีด๊ะฟังหลังจากกลับถึงบ้านแล้ว แต่ก็ไม่ได้ระบุถึงชื่อจำเลยที่ 2 ด้วย เห็นว่า แม้นางสาวรอซีด๊ะกับนายอรชุนจะไม่เห็นเหตุการณ์ในขณะผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเรา แต่ทั้งสองคนก็อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์และต่างก็เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เข้าร่วมอยู่ในกลุ่มคนร้ายด้วย จึงนับเป็นพยานแวดล้อมกรณีที่สำคัญมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ส่วนที่ผู้เสียหายไม่ได้เล่าเหตุการณ์ให้นางสาวรอซีด๊ะและนายอรชุนฟังทันทีก็เป็นไปได้ว่าผู้เสียหายเกิดความอับอายที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ประกอบกับมีผู้ชายคือนายอรชุนอยู่ด้วย หลังจากกลับถึงบ้านแล้วผู้เสียหายจึงเล่าวเรื่องดังกล่าวให้นางสาวรอซีด๊ะฟังจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนที่ไม่ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ด้วย อาจเป็นเพราะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังรวม ๆ ไป ยังมิได้ระบุถึงรายละเอียด เนื่องจากอาจจะตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนที่อ้างว่าผู้เสียหายมิได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วย เพียงแต่เอามือขยำบีบหน้าอกผู้เสียหายในขณะที่จำเลยที่ 1 บังคับให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง การที่จำเลยที่ 2 เอามือขยำหน้าอกผู้เสียหายในระหว่างที่พวกของจำเลยที่ 2 คนหนึ่งข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย และจำเลยที่ 1 บังคับให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศนั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแล้ว หาใช่จำเลยที่ 2 ต้องลงมือข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยตนเองไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายราเชนต์ หนูสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1902/2550
#267055
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 2,680 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 29.705 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ปรากฏว่า เมทแอมเฟตามีน 180 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แม้โจทก์จะนำสืบถึงรายงานการตรวจพิสูจน์ตามเอกสารหมาย จ. 1 ซึ่งระบุปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ แต่ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่ปรากฏในชั้นพิจารณามิใช่ส่วนหนึ่งของคำฟ้อง จึงนำมาประกอบคำฟ้องเพื่อเป็นองค์ประกอบความผิดในเหตุฉกรรจ์ที่จะทำให้จำเลยรับโทษหนักขึ้นหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 357 ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่ขอคืนธนบัตรจำนวน 2,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อ กับอาวุธปืนพกจำนวน 2 กระบอกของกลางแก่เจ้าของ ส่วนเงินสดจำนวน 10,860 บาท โจทก์จะได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 ต่อไป

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษกรรมเดียว จำคุก 1 ปี คำรับชั้นจ้บกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 20 ปี 8 เดือน ให้ยกฟ้องข้อหารับของโจร ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง กระเป๋าผ้าสีดำ กระเป๋าพลาสติกสีแดง กระดาษตะกั่วและกระสุนปืนของกลาง คืนอาวุธปืนของกลาง 2 กระบอกกับธนบัตรจำนวน 2,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ ส่วนที่โจทก์ขอริบซองหนังของกลางนั้น เห็นว่า ซองหนังดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้แล้วเป็นความผิดและไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดแต่อย่างใด จึงไม่ริบ ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุกในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 420,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 12 ปี และปรับ 420,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี และปรับ 280,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนมีกำหนด 2 ปี ให้ยกฟ้องในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่คู่ความไม่ฎีกาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 180 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 20 เม็ด และมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดทรัพย์ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,500 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานมีอาวุธปืนพกจำนวน 2 กระบอกไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกเฉลิมพงษ์ และดาบตำรวจสำรวย เจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมวางแผนตรวจค้นและจับกุมจำเลยเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันเวลาเกิดเหตุพยานทั้งสองกับพวกร่วมกันให้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้จากจำเลย และจับกุมจำเลยได้หน้าบ้านเกิดเหตุที่จำเลยพักอาศัยอยู่ เมื่อจำเลยนำตรวจค้นบ้านเกิดเหตุพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,500 เม็ด บรรจุถุงพลาสติกอยู่ในกระเป๋าพลาสติกสีแดงกับอาวุธปืนพกจำนวน 2 กระบอก พร้อมแม็กกาซีนและกระสุนปืน ซองปืนแบบพกในจำนวน 2 ซอง และกระดาษตะกั่วตัดแบ่งเป็นขนาดต่าง ๆ จำนวน 8 แผ่น อยู่ในตู้เสื้อผ้าที่ชั้นล่างบ้านเกิดเหตุ ยึดเป็นของกลาง จำเลยรับว่าเป็นของจำเลย โดยเมทแอมเฟตามีนมีไว้เพื่อจำหน่ายตามบันทึกการจับกุม กับมีพันตำรวจโทวิจิตร พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนสำหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษและพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จำเลยให้การรับสารภาพกับนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพไว้ด้วยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่าย จำเลยนำสืบว่าบ้านเกิดเหตุมีคนอยู่อาศัยหลายคนรวมทั้งนายอภิชาตบุตรชายจำเลยกับครอบครัวด้วย จำเลยไม่ได้กระทำความผิด จำเลยให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนกับลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ โดยไม่สมัครใจ ศาลฎีกาเห็นว่า ร้อยตำรวจเอกเฉลิมพงษ์พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่าที่บ้านเกิดเหตุพยานพบเด็กเล็ก 2 คนในบ้าน เด็กนั้นเดินและพูดได้บางคำ จำเลยบอกว่าเป็นหลานซึ่งเจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่ามีครอบครัวของนายอภิชาตบุตรชายจำเลยและน้องสาวจำเลยอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุ เมื่อพิจารณาประกอบภาพถ่ายบ้านเกิดเหตุ ที่เสื้อผ้าจำนวนมากรวมทั้งเสื้อผ้าเด็กแขวนอยู่ในบ้านโดยเฉพาะในตู้เสื้อผ้าที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,500 เม็ด และอาวุธปืนของกลางแล้ว เชื่อว่าบ้านเกิดเหตุมีคนอาศัยอยู่หลายคน และเห็นว่าตู้เสื้อผ้าที่พบของกลางดังกล่าวตั้งอยู่ในห้องโถงชั้นล่างตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งสภาพสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวไม่ใช่สถานที่หวงห้ามปิดบัง บุคคลในบ้านเกิดเหตุทุกคนเข้าไปถึงและสามารถใช้ตู้เสื้อผ้านั้นได้ จึงอาจมีบุคคลอื่นนำเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนดังกล่าวไปเก็บซ่อนไว้ได้ เมื่อโจทก์คงมีเพียงคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและ ชั้นสอบสวนที่จำเลยกลับให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาในศาลอันเป็นผลให้คำให้การรับสารภาพดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยไม่พอฟังลงโทษจำเลยได้ ส่วนพยานหลักฐานอื่น ๆ ของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,500 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีอาวุธปืนพกจำนวน 2 กระบอกไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 180 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าเมทแอมเฟตามีน 2,680 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 29.705 กรัม โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีน 180 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แม้โจทก์นำสืบถึงรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่ปรากฏในชั้นพิจารณานั้นก็มิใช่ส่วนหนึ่งของคำฟ้องจะนำมาประกอบคำฟ้องเป็นองค์ประกอบความผิดในเหตุฉกรรจ์ที่จะทำให้จำเลยรับโทษหนักขึ้นหาได้ไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขและกำหนดโทษเสียใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี กระทงหนึ่ง โดยไม่ลงโทษปรับ และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี อีกกระทงหนึ่ง ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามเป็นจำคุก 4 ปี 8 เดือน และจำคุก 3 ปี 4 เดือน ตามลำดับ รวมจำคุก 7 ปี 12 เดือน คืนซองหนัง 2 ซองของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสมพรหรือแมว แสงโสต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายไพศาล วานสูงเนิน
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1901/2550
#267547
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ เมทแอมเฟตามีน 20,061 เม็ด ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่หลังจากที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด เสร็จสิ้นไปแล้ว จำเลยทั้งสองยังร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการจำหน่ายอีก 61 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่อไป จึงเป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นใหม่แยกต่างหากจากกัน คือฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนฐานหนึ่งและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกฐานหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจปรับบทให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจลงโทษอีกกรรมหนึ่งได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษแก่จำเลยทั้งสองโดยโจทก์ไม่ได้ฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 212 ประกอบมาตรา 225

โจทก์มีคำขอให้ริบรถยนต์และลูกกุญแจรถยนต์ของกลางซึ่งศาลชั้นต้นยกคำขอของโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องการริบของกลางดังกล่าวย่อมยุติ จึงต้องคืนของกลางแก่เจ้าของตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบ มาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ริบเมทแอมเฟตามีน รถยนต์ กล่องกระดาษ โทรศัพท์เคลื่อนที่และลูกกุญแจรถยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 กลับคำให้การเป็นให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง 66 วรรคสอง 102 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีน กล่องกระดาษและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 20,061 เม็ด ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จะเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เพราะเป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวกัน แต่หลังจากที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด เสร็จสิ้นไปแล้ว การที่จำเลยทั้งสองยังร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการจำหน่าย 61 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่อไปอีก เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นใหม่แยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นความผิดสองกรรม ไม่ใช่ความผิดกรรมเดียวดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องได้ แต่มิอาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 61 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองโดยโจทก์มิได้ฎีกา และปรากฏว่าหลังจากจำเลยทั้งสองกระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่บทความผิดตามมาตรา 15 เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ สำหรับบทกำหนดโทษความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในส่วนเมทแอมเฟตามีนของกลาง 20,061 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 272.199 กรัม มาตรา 66 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ ส่วนความผิดฐานร่วมกันจำเลยเมทแอมเฟตามีนในส่วน 20,000 เม็ด ของกลาง และฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่อไปอีก 61 เม็ด ของกลางที่เหลือ ไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งสองจำนวนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีจึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยเช่นกัน ศาลฎีกามีอำนาจขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง สำหรับรถยนต์และลูกกุญแจรถยนต์ของกลางนั้นศาลชั้นต้นยกคำขอให้ริบแล้ว ไม่ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้จะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องของกลางส่วนนี้ย่อมยุติและต้องคืนแก่เจ้าของ

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กระทงหนึ่ง กับมีความผิดตามมาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) และมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 อีกกระทงหนึ่ง คืนรถยนต์และลูกกุญแจรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคสอง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายทอง แก้วรากมุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชำนาญ อินทะศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1894/2550
#272641
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฟื้นฟูเกษตรกรไทย จังหวัดมหาสารคาม มีโครงการให้เกษตรกรกู้ยืมเงิน ก็เพื่อให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดมอบโฉนดที่ดิน สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลยเพื่อใช้ประกอบการขอกู้ยืมเงิน แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนกับความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดจะต่างวาระกัน แต่ก็เป็นเจตนาของจำเลยที่จะหลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดเพื่อทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดนั่นเอง ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น จึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเป็นกรรมเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 341, 343 ให้จำเลยคืนโฉนดที่ดิน สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่ได้คืน หรือใช้ราคา 1,490 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ด และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2126/2546 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 (ที่ถูกมาตรา 343 วรรคหนึ่ง), 188 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงประชาชน จำคุก 6 เดือน ฐานทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า เหตุที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดว่าจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฟื้นฟูเกษตรกรไทย จังหวัดมหาสารคาม มีโครงการให้เกษตรกรกู้ยืมเงินก็เพื่อให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดมอบโฉนดที่ดิน สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลยเพื่อใช้ประกอบการขอกู้ยืมเงิน แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนกับความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดจะต่างวาระกัน แต่ก็เป็นเจตนาของจำเลยที่จะหลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดเพื่อทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดนั่นเอง ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่นจึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเป็นกรรมเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยเป็นสองกรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยขึ้นฟัง"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 188 ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นางบังอร สดมพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1894/2550
#273626
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดว่าจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฟื้นฟูเกษตรกรไทย จังหวัดมหาสารคาม มีโครงการให้เกษตรกรกู้ยืมเงิน เพื่อให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดมอบโฉนดที่ดิน สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลยเพื่อใช้ประกอบการขอกู้ยืมเงิน แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนกับความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดจะต่างวาระกันแต่ก็เป็นเจตนาของจำเลยที่จะหลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดเพื่อทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดนั่นเอง จึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเป็นกรรมเดียวกัน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดทั้งสองฐานมีอัตราโทษเท่ากัน ศาลให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงประชาชน รวมทั้งนางสวาท ปิโคทัง ผู้เสียหายที่ 1 นางสังวาลย์ สมจันทร์ ผู้เสียหายที่ 2 นางละมัย ปัดตาเคนัง ผู้เสียหายที่ 3 นางวิจิตร หารี ผู้เสียหายที่ 4 นางผัน ปัญจะขัน ผู้เสียหายที่ 5 นางจันทร์ พุทธไธสง ผู้เสียหายที่ 6 และนายสมุทร์ แก้วลาย ผู้เสียหายที่ 7 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฟื้นฟูเกษตรกรไทย จังหวัดมหาสารคามมีโครงการให้เกษตรกรในหมู่บ้านหนองหว้าน้อย ตำบลหนองไฮ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม กู้ยืมเงินตามโครงการเลี้ยงโคกระบือ โดยสามารถกู้ยืมเงินได้คนละ 20,000 บาท ขึ้นไปในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ระยะเวลา 10 ปี โดยให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดและประชาชนที่ประสงค์จะขอกู้ยืมเงินตามโครงการดังกล่าวจัดเตรียมเอกสารคือ โฉนดที่ดิน สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนมอบให้จำเลยเพื่อใช้ประกอบการขอกู้ยืมเงินตามโครงการดังกล่าวอันเป็นเท็จ ความจริงแล้วไม่มีหน่วยงานของทางราชการขององค์กรเอกชนใดชื่อสำนักงานฟื้นฟูเกษตรกรไทย จังหวัดมหาสารคามตลอดจนไม่มีโครงการให้เกษตรกรกู้ยืมเงินตามโครงการเลี้ยงโคกระบือในอัตราดอกเบี้ยต่ำตามที่จำเลยหลอกลวง โดยการหลอกลวงของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยได้ไปซึ่งโฉนดที่ดิน สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายทั้งเจ็ดรวมเป็นราคาทั้งสิ้น 1,540 บาท หลังเกิดเหตุดังกล่าวจำเลยได้ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันเป็นเอกสารของผู้เสียหายทั้งเจ็ดในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดหรือประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 341, 343 ให้จำเลยคืนโฉนดที่ดิน สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่ได้คืน หรือใช้ราคา 1,490 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ด และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 (ที่ถูกมาตรา 343 วรรคหนึ่ง), 188 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงประชาชน จำคุก 6 เดือน ฐานทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดคือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า เหตุที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดว่าจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฟื้นฟูเกษตรกรไทย จังหวัดมหาสารคามมีโครงการให้เกษตรกรกู้ยืมเงิน ก็เพื่อให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดมอบโฉนดที่ดิน สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลยเพื่อใช้ประกอบการขอกู้ยืมเงิน แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนกับความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดจะต่างวาระกันแต่ก็เป็นเจตนาของจำเลยที่จะหลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดเพื่อทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดนั่นเอง ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น จึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเป็นกรรมเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยเป็นสองกรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นางบังอร สดมพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1884/2550
#272669
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 2 และข้อ 4 และบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินมีใจความโดยสรุปว่า ในระยะ 3 ปีแรก นับแต่วันทำสัญญากู้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองได้ในอัตราคงที่ตามบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน โดยในปีแรกอัตราร้อยละ 3.5 ต่อปี ปีที่ 2 อัตราร้อยละ 4.5 ต่อปี และปีที่ 3 อัตราร้อยละ 5.5 ต่อปี ต่อจาก 3 ปีนั้นแล้วจึงมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้ แต่ต้องไม่เกินอัตราขั้นสูงตามกฎหมาย แต่ถ้าจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้เมื่อใด ไม่ว่าจะอยู่ในช่วง 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงินหรือหลังจากนั้นก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้เสมอ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยคงที่ในระยะ 3 ปีแรกก็ดี ดอกเบี้ยหลังจากล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงินก็ดี ล้วนเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อสัญญาทั้งสิ้น ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ และเป็นดอกผลนิตินัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 148 วรรคสาม แต่ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งสองหลังจากที่จำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ เห็นได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามสัญญากู้เงินข้อ 4 ที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ในกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ดอกเบี้ยจำนวนนี้จึงเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 373 วรรคหนึ่ง

โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง โดยขอให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินตามฟ้อง นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท และค่าขึ้นศาลสำหรับดอกเบี้ยในอนาคตอีก 100 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (2) และข้อ (4) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากจำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาสำหรับส่วนที่เกิน 300 บาท แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 196,011.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 183,111.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2491 ตำบลแสนตอ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 193,612.99 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 182,466.67 บาท นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2491 ตำบลแสนตอ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นปรับลดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จากอัตราร้อยละ 14 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยวินิจฉัยว่าเป็นเบี้ยปรับนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 2 และข้อ 4 และบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน มีใจความโดยสรุปว่า ในระยะ 3 ปีแรกนับแต่วันทำสัญญากู้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองได้ในอัตราคงที่ตามบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน โดยในปีแรกอัตราร้อยละ 3.5 ต่อปี ปีที่ 2 อัตราร้อยละ 4.5 ต่อปี และปีที่ 3 อัตราร้อยละ 5.5 ต่อปี ต่อจาก 3 ปีนั้นแล้วจึงมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้ แต่ต้องไม่เกินอัตราขั้นสูงตามกฎหมาย แต่ถ้าจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้เมื่อใดไม่ว่าจะอยู่ในช่วง 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงินหรือหลังจากนั้นก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้เสมอ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยคงที่ในระยะ 3 ปีแรกก็ดี ดอกเบี้ยหลังจากล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงินก็ดี ล้วนเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อสัญญาทั้งสิ้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ และเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แต่ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งสองหลังจากที่จำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ เห็นได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามสัญญากู้เงินข้อ 4 ที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ในกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ ดอกเบี้ยจำนวนนี้จึงเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2549 เป็นเบี้ยปรับนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง โดยขอให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 183,111.88 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท และค่าขึ้นศาลสำหรับดอกเบี้ยในอนาคตอีก 100 บาท ตามราราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (2) และข้อ (4) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากจำนวนทุนทรัพย์ 183,111.88 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาสำหรับส่วนที่เกิน 300 บาท แก่โจทก์"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 300 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148 ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นางสมนึก เล็กซุง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1877/2550
#268081
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา โดยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์มาด้วย เป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง จึงไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณาศาลชั้นต้นสามารถสั่งยกคำร้องได้ทันทีโดยไม่ต้องไต่สวน และไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 4 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพราะจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และมีคำสั่งต่อไปว่าหากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยังติดใจอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ไปฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามนัด ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำสั่งให้ฝ่ายโจทก์ฟังฝ่ายเดียวและถือว่าได้อ่านคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังโดยชอบแล้ว ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนที่กำหนดให้นำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นด้วย เพราะเป็นคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,842,041.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์และจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสี่มิได้เป็นคนยากจน ให้ยกคำร้อง หากจำเลยทั้งสี่ประสงค์จะอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายใน 15 วัน จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง) ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้อง หากจำเลยทั้งสี่ยังติดใจอุทธรณ์ ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง แต่จำเลยทั้งสี่ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ไปฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพราะยังไม่ได้รับหมายนัด จำเลยทั้งสี่ไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นก็มิได้มีหมายแจ้งกำหนดวันให้จำเลยทั้งสี่นำเงินดังกล่าวมาชำระ ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสี่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ผู้ขอจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอฟ้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถามาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง คดีข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา โดยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์มาด้วย เป็นการไม่ปฏบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คำร้องของจำเลยที่ 4 จึงไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นสามารถสั่งยกคำร้องดังกล่าวได้ทันทีโดยไม่ต้องไต่สวน และไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 4 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพราะจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ของจำเลยที่ 4 แล้วมีคำสั่งต่อไปว่าหากจำเลยที่ 4 ยังติดใจอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน กำหนด 7 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 4 ยังไม่ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าว ขอให้ทำการไต่สวนและมีคำสั่งให้จำเลยที่ 4 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระนั้นย่อมไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปในทางใดจำเลยที่ 4 ก็ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4

ปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 วันที่ 30 มิถุนายน 2546 พร้อมกับมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ในการส่งหมายดังกล่าวปรากฏว่าส่งให้ทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้โดยทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับหมายด้วยตนเอง จึงถือว่าทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบนัดโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่งตั้งทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นทนายความแก้ต่าง ทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ย่อมเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาการที่ทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบนัดโดยชอบแล้วจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบนัดดังกล่าวด้วย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทางไปรษณีย์ตอบรับเป็นการส่งที่ชอบหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ทราบว่าจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระในวันใดนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และมีคำสั่งต่อไปว่าหากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยังติดใจอุทธรณ์ให้นำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ไปฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามนัด ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำสั่งให้ฝ่ายโจทก์ฟังฝ่ายเดียวและถือว่าได้อ่านคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังโดยชอบแล้ว กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนที่กำหนดให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นด้วย เพราะเป็นคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ซึ่งสั่งในคราวเดียวกันจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 4 ให้ยก จำเลยที่ 4 ยื่นฎีการวมมากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จะคืนให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดตั้งฮ่งกี่
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหะชัยค้าไม้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2550
#272216
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยให้จำเลยโอนที่ดินแก่ผู้ร้อง คดีถึงที่สุดแล้ว แม้กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังไม่ได้เปลี่ยนมือและยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องก็มีสิทธิที่จะจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินก่อนโจทก์ย่อมจะขอให้เพิกถอนการยึดของโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 กรณีต่างกับมาตรา 1299 ซึ่งเป็นเรื่องของการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิซึ่งยังไม่บริบูรณ์จนกว่าจะได้จดทะเบียนทรัพยสิทธินั้น ๆ แล้ว สิทธิของผู้ร้องดังกล่าวเป็นทรัพยสิทธิที่สามารถใช้ยันโจทก์ได้ โจทก์จะบังคับยึดที่ดินอันเป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ผู้ร้องมีสิทธิขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,323,736.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 44218 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องเคยเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ต่อมาจดทะเบียนหย่ากันโดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินว่า จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องแต่ยังไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้ ต่อมาศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องภายในวันที่ 20 มกราคม 2546 หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หลังจากนั้นผู้ร้องได้ไปดำเนินการขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีมีหนังสือแจ้งอายัดไว้ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์พิพาทดังกล่าวของผู้ร้องย่อมกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งและปล่อยทรัพย์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาตามสัญญาหย่าเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม สิทธิของผู้ร้องยังไม่สมบูรณ์เพราะไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อเจ้าพนักงาน ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่กระทำการโดยสุจริต คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่บังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องไม่ผูกพันโจทก์เพราะไม่ได้เป็นคู่ความในคดี อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวทำขึ้นหลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทแล้ว ผู้ร้องกระทำการโดยฉ้อฉลและใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 44218 ตำบลแสลง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ให้คืนค่าขึ้นศาล (จำนวน 200 บาท และจำนวน 9,577.50 บาทตามใบเสร็จรับเงินฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 30 มิถุนายน 2546) ให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้ร้องชำระ "ค่าคำร้องและคำร้องขอแก้ไขคำร้อง" (รวม 2 ฉบับ เป็นเงิน 40 บาท) แทน ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า สิทธิของผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ใช้ยันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุดแล้ว แม้กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังไม่ได้เปลี่ยนมือและยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องได้สิทธิที่จะจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้โดยผลแห่งคำพิพากษาคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินให้ซึ่งถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิที่จะจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนี้ก่อนโจทก์ ซึ่งเพียงแต่ยึดที่ดินแปลงนี้ไว้เพื่อบังคับคดีเท่านั้น ผู้ร้องย่อมจะขอให้เพิกถอนการยึดของโจทก์ได้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 เช่นกัน กรณีต่างกับมาตรา 1299 ซึ่งเป็นเรื่องของการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิซึ่งยังไม่บริบูรณ์ จนกว่าจะได้จดทะเบียนทรัพยสิทธินั้น ๆ แล้ว สิทธิของผู้ร้องดังกล่าวเป็นทรัพยสิทธิที่สามารถใช้ยันโจทก์ได้ และปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 1 ไปโอนที่ดินให้ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อฟ้องบังคับให้โอนที่ดินตามหนังสือท้ายสัญญาหย่า ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องปล่อยปละละเลยมิได้ดำเนินการเพื่อให้มีการจดทะเบียนการได้มา อีกทั้งกฎหมายก็มิได้บังคับไว้ว่าต้องจดทะเบียนโอนกันภายในระยะเวลาใด โจทก์จะบังคับยึดที่ดินดังกล่าวอันเป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ผู้ร้องมีสิทธิขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางกัญญาหรือสุชญา ฉากเขียนหรือพชระโภคิน
จำเลย — นายสมชาย ฉากเขียน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2550
#273684
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุดแล้ว แม้กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังไม่ได้เปลี่ยนมือและยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องได้สิทธิที่จะจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้โดยผลแห่งคำพิพากษาคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินให้ซึ่งถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิที่จะจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนี้ก่อนโจทก์ ซึ่งเพียงแต่ยึดที่ดินแปลงนี้ไว้เพื่อบังคับคดีเท่านั้น ผู้ร้องย่อมจะขอให้เพิกถอนการยึดของโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 เช่นกัน กรณีต่างกับมาตรา 1299 ซึ่งเป็นเรื่องของการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิซึ่งยังไม่บริบูรณ์จนกว่าจะได้จดทะเบียนทรัพยสิทธินั้น ๆ แล้ว สิทธิของผู้ร้องดังกล่าวเป็นทรัพยสิทธิที่สามารถใช้ยันโจทก์ได้ และปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 1 ไปโอนที่ดินให้ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อฟ้องบังคับให้โอนที่ดินตามหนังสือท้ายสัญญาหย่า ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องปล่อยปละละเลยมิได้ดำเนินการเพื่อให้มีการจดทะเบียนการได้มา อีกทั้งกฎหมายก็มิได้บังคับไว้ว่าต้องจดทะเบียนโอนกันภายในระยะเวลาใด โจทก์จะบังคับยึดที่ดินดังกล่าวอันเป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ผู้ร้องมีสิทธิขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,323,736.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 44218 ตำบลแสลง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องเคยเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ต่อมาจดทะเบียนหย่ากันโดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินว่า จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องแต่ยังไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้ ต่อมาศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องภายในวันที่ 20 มกราคม 2546 หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หลังจากนั้นผู้ร้องได้ไปดำเนินการขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีมีหนังสือแจ้งอายัดไว้ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์พิพาทดังกล่าวของผู้ร้องย่อมกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งและปล่อยทรัพย์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาตามสัญญาหย่า เป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม สิทธิของผู้ร้องยังไม่สมบูรณ์เพราะไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อเจ้าพนักงานไม่อาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่กระทำการโดยสุจริต คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่บังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องไม่ผูกพันโจทก์เพราะไม่ได้เป็นคู่ความในคดี อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวทำขึ้นหลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทแล้ว ผู้ร้องกระทำการโดยฉ้อฉลและใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 44218 ตำบลแสลง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ให้คืนค่าขึ้นศาล (จำนวน 200 บาท และจำนวน 9,577.50 บาท ตามใบเสร็จรับเงินฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 30 มิถุนายน 2546) ให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้ร้องชำระ "ค่าคำร้องและคำร้องขอแก้ไขคำร้อง" (รวม 2 ฉบับ เป็นเงิน 40 บาท) แทน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า สิทธิของผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ใช้ยันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุดแล้ว แม้กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังไม่ได้เปลี่ยนมือและยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องได้สิทธิที่จะจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้โดยผลแห่งคำพิพากษาคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินให้ซึ่งถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิที่จะจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนี้ก่อนโจทก์ ซึ่งเพียงแต่ยึดที่ดินแปลงนี้ไว้เพื่อบังคับคดีเท่านั้น ผู้ร้องย่อมจะขอให้เพิกถอนการยึดของโจทก์ได้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 เช่นกัน กรณีต่างกับมาตรา 1299 ซึ่งเป็นเรื่องของการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิซึ่งยังไม่บริบูรณ์จนกว่าจะได้จดทะเบียนทรัพยสิทธินั้น ๆ แล้ว สิทธิของผู้ร้องดังกล่าวเป็นทรัพยสิทธิที่สามารถใช้ยันโจทก์ได้และปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 1 ไปโอนที่ดินให้ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อฟ้องบังคับให้โอนที่ดินตามหนังสือท้ายสัญญาหย่า ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องปล่อยปละละเลยมิได้ดำเนินการเพื่อให้มีการจดทะเบียนการได้มา อีกทั้งกฎหมายก็มิได้บังคับไว้ว่าต้องจดทะเบียนโอนกันภายในระยะเวลาใด โจทก์จะบังคับยึดที่ดินดังกล่าวอันเป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ผู้ร้องมีสิทธิขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในขณะที่จำเลยที่ 1 กู้เงินจากธนาคารโจทก์ ผู้ร้องยังเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย รู้เห็นในการทำหนี้ไว้นั้น เห็นว่า ฎีกาข้อนี้ของโจทก์เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางกัญญาหรือสุชญา ฉากเขียน หรือพชระโภคิน
จำเลย — นายสมชาย ฉากเขียน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1873/2550
#268078
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมใจความว่า จำเลยยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยจะผ่อนชำระเป็นรายเดือนทุกเดือนติดต่อกัน หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบ ปรากฏต่อมาว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วแต่ยังขายไม่ได้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 887,478.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 670,404.01 บาท และ 198,652.31 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ ยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดได้ทันที หากขายทรัพย์จำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้โจทก์ จำเลยยอมให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ได้จนครบถ้วน ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยเพิ่ม เนื่องจากทรัพย์จำนองที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้มีราคาประเมินไม่พอชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน และระยะเวลาในการบังคับคดีของโจทก์ใกล้จะสิ้นสุดหากขายทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตบังคับคดีกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มและขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13465 ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ส่วนที่เหลือ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามสำนวนว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงิน หากจำเลยไม่ชำระให้บังคับยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาด หากขายทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ได้จนครบถ้วน ในที่สุดคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลใจความว่า จำเลยยอมชำระหนี้เป็นเงิน 887,478.27 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 670,404.01 บาท และ 198,652.31 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หนี้ดังกล่าวจำเลยจะผ่อนชำระเป็นรายเดือนทุกเดือนติดต่อกันเดือนละไม่น้อยกว่า 7,000 บาท โดยชำระภายในวันที่ 25 ของทุกเดือน และจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 12 เดือน นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเกิดมีการผิดนัดและมีการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด แต่ยังขายทอดตลาดไม่ได้ โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์อื่นของจำเลยอีก เช่นนี้คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธินำยึดทรัพย์อื่นของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ขั้นตอนต่อไปหากคู่ความฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็จะต้องมีการบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งปรากฏต่อมาว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ก็ได้นำพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วแต่ยังขายไม่ได้ เมื่อยังขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่ได้ การบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงยังไม่เสร็จสิ้นและจะต้องดำเนินการต่อไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โจทก์จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ก็ต่อเมื่อมีการขายทอดตลาดจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังมิได้ มิใช่กรณีขายแล้วได้เงินมาพอชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลย การที่โจทก์จะนำยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลย จึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่อาจทำได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลยเพิ่มเป็นการชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวัน นวนิยม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1873/2550
#268448
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ขั้นตอนต่อไปหากคู่ความฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็จะต้องมีการบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งปรากฏต่อมาว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์ก็ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วแต่ยังขายไม่ได้ เมื่อยังขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่ได้ การบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงยังไม่เสร็จสิ้นและจะต้องดำเนินการต่อไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โจทก์จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ก็ต่อเมื่อมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่ได้มิใช่กรณีขายแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลย การที่โจทก์จะนำยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลย จึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งโจทก์ไม่อาจทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 887,478.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 670,404.01 บาท และ 198,652.31 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ ยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดได้ทันที หากขายทรัพย์จำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้โจทก์ จำเลยยอมให้ยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ได้จนครบถ้วน ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยเพิ่ม เนื่องจากทรัพย์จำนองที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังงคับคดียึดไว้มีราคาประเมินไม่พอชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน และระยะเวลาในการบังคับคดีของโจทก์ใกล้จะสิ้นสุด หากขายทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตบังคับคดีกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มและขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13465 ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ส่วนที่เหลือ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามสำนวนว่า โจทก์ฟ้องจำเลยหชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงิน หากจำเลยไม่ชำระให้บังคับยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาด หากขายทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ได้จนครบถ้วน ในที่สุดคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลใจความว่า จำเลยยอมชำระหนี้เป็นเงิน 887,478.27 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 670,404.01 บาท และ 198,652.31 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หนี้ดังกล่าวจำเลยจะผ่อนชำระเป็นรายเดือนทุกเดือนติดต่อกันเดือนละไม่น้อยกว่า 7,000 บาท โดยชำระภายในวันที่ 25 ของทุกเดือน และจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 12 เดือน นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเกิดมีการผิดนัดและมีการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด แต่ยังขายทอดตลาดไม่ได้ โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์อื่นของจำเลยอีก เช่นนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธินำยึดทรัพย์อื่นของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ขั้นตอนต่อไปหากคู่ความฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็จะต้องมีการบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งปรากฏต่อมาว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ก็ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วแต่ยังขายไม่ได้ เมื่อยังขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่ได้ การบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงยังไม่เสร็จสิ้นและจะต้องดำเนินการต่อไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โจทก์จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ก็ต่อเมื่อมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังมิได้ มิใช่กรณีขายแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลย การที่โจทก์จะนำยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญาประนอมยอมความ โจทก์ไม่อาจทำได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลยเพิ่มเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 284 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวัน นวนิยม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1871/2550
#273625
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองมีสิทธิร้องขอต่อศาลชั้นต้นซึ่งออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มาชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องคำนึงว่ามีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นยึดทรัพย์จำนองไว้แล้วหรือไม่ และไม่เป็นเหตุให้โจทก์หมดสิทธิในฐานะผู้รับจำนอง เพราะการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือทรัพย์นั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 และการไม่บังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี ตามมาตรา 271 ก็ไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป ลูกหนี้ยังคงต้องรับผิดตามทรัพย์ที่จำนอง จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะขยายระยะเวลาบังคับคดีให้ตามคำร้องของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2530 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 192,456.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 153,959.03 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10389 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พบชำระหนี้ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสามมิได้ชำระหนี้ให้โจทก์แต่โจทก์ไม่สามารถนำยึดทรัพย์ได้ เนื่องจากโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9246/2525 ของศาลแพ่งได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10389 ไว้แล้วก่อนคดีของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2534 ได้มีการถอนการยึดทรัพย์ซึ่งโจทก์ในคดีนี้ไม่ทราบมาก่อนเนื่องจากไม่เคยมีหนังสือจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ทราบ เพิ่งทราบหลังระยะเวลาการบังคับคดีสิ้นสุดลงแล้ว ด้วยเหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบและโจทก์มีปริมาณลูกค้าจำนวนมากมาย ทำให้โจทก์ไม่อาจทราบได้ว่าโจทก์ในคดีอื่นถอนการยึดทรัพย์ไว้แล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลได้โปรดขยายระยะเวลาในการบังคับคดีออกไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์ตามคำร้องของโจทก์แล้วไม่เข้าเหตุสุดวิสัยตามกฎหมาย ทั้งสำนวนคดีศาลได้ปลดเผาตามระเบียบแล้ว จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ขอถอนฎีกาจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลาการบังคับคดีตามคำร้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง แม้โจทก์ในคดีอื่นจะได้นำยึดทรัพย์จำนองและได้มีการถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลชั้นต้นซึ่งออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นยึดทรัพย์จำนองไว้แล้วหรือไม่ และหาเป็นเหตุให้โจทก์หมดสิทธิในฐานะผู้รับจำนองไม่ เพราะการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือทรัพย์นั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 และการไม่บังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ก็ไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป ลูกหนี้ยังคงต้องรับผิดตามทรัพย์ที่จำนอง จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะขยายระยะเวลาบังคับคดีให้ตามคำร้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 271 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายจิตต์เกษม จวนสาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2550
#272627
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ และในอุทธรณ์ดังกล่าวมีข้อความประทับว่า "ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้น ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" โดยทนายจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ใต้ข้อความดังกล่าวจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งแล้ว และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 1 จะเสียค่าใช้จ่ายในการนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไว้แล้วก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 หมดหน้าที่ที่จะต้องจัดการนำส่งตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลผู้ส่งหมายรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารอจำเลยที่ 1 แถลง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำส่งเองแต่ให้เจ้าหน้าที่ศาลไปนำส่งตามลำพังเช่นนี้ ต้องถือว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จะอ้างว่าไม่ทราบผลการส่งหมายไม่ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า รอจำเลยที่ 1 แถลง โดยไม่กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 แถลงและไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทราบอีก ก็ถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจนถึงวันที่เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 มิได้แถลงต่อศาลว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมระยะเวลาเกือบ 2 เดือน จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ซื้อทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจจำหน่ายคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (1)

ส่วนการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์นั้น เป็นการส่งหมายข้ามเขตซึ่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นผู้ส่ง เมื่อส่งไม่ได้และศาลชั้นต้นมิได้แจ้งผลการส่งหมายดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 ก็ย่อมไม่ทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไปจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา และขายได้ในราคา 840,000 บาท จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำโดยรวบรัดและขายในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมากจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาด โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์คัดค้านว่าการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ แต่ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งว่ารอจำเลยที่ 1 แถลง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ศาลชั้นต้นจึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 ว่า รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ และในอุทธรณ์ดังกล่าวมีข้อความประทับไว้ว่า "ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" เมื่อทนายจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ใต้ข้อความดังกล่าว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้วตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2547 และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 1 จะเสียค่าใช้จ่ายในการนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไว้แล้วก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 หมดหน้าที่ที่จะต้องจัดการนำส่งตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศาลผู้ส่งหมายรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าได้นำหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไปส่งให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2547 แต่ส่งไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวันที่ 25 มิถุนายน 2547 ว่า รอจำเลยที่ 1 แถลง ถ้าจำเลยที่ 1 นำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ด้วยตนเองแล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะทราบผลทันทีในวันที่ 20 มิถุนายน 2547 ว่าส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ต้องแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไรภายในเวลาอันสมควร เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำส่งเองแต่ให้เจ้าหน้าที่ศาลไปส่งตามลำพังเช่นนี้ ต้องถือว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จะอ้างว่าไม่ทราบผลการส่งหมายไม่ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า รอจำเลยที่ 1 แถลง โดยไม่กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 แถลง และไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทราบอีก ก็ถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจนถึงวันที่เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 มิได้แถลงต่อศาลว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมระยะเวลาเกือบ 2 เดือน จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ซื้อทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจจำหน่ายคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) ส่วนการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์นั้นข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นผู้ดำเนินการ ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้แจ้งผลการส่งหมายมายังศาลชั้นต้นว่าส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งว่า รอจำเลยที่ 1 แถลง กรณีเห็นได้ว่าเป็นการส่งหมายข้ามเขตซึ่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นผู้ส่ง เมื่อศาลชั้นต้นมิได้แจ้งผลการส่งหมายดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 ก็ย่อมไม่ทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไปจึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องตามมาตรา 174 (2) ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์โดยยังไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นควรสั่งให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์เฉพาะที่สั่งจำหน่ายคดีในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแจ้งผลการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 (1) ม. 174 (2) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
นายพงศ์ศักดิ์ เตชะธนาพาณิชย์
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ