คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2081/2550
#267891
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า บุคคลภายนอกที่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) หมายถึงบุคคลทั่วไปนอกคดีที่จะยกขึ้นพิสูจน์ต่อสู้ได้ว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าผู้ครอบครอง ไม่ได้ความหมายเฉพาะเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมซึ่งมีชื่อในโฉนดเท่านั้นที่จะมีอำนาจพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าผู้ครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5534 เมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม 2542 จำเลยเข้าไปบุกรุกสร้างกระท่อมและทำรั้วกั้นในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้อง ที่ดินพิพาทเป็นของนางทุมมี บัวสีดำ มารดาจำเลย หลังจากมารดาถึงแก่ความตายในปี 2522 นางหนูน้อย คำภู และนายสมุหะ บัวสีดำ พี่น้องจำเลยร่วมกับนายนิเวศน์ รักษ์ศรี ปลอมพินัยกรรมแล้วโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของนางหนูน้อยกับนายสมุหะ จากนั้นโอนขายหลอกๆ ให้แก่นายนิเวศน์ ในระหว่างพี่น้องทุกคนได้ตกลงแบ่งที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วน นางหนูนา (ที่ถูกน่าจะเป็นนางหนูน้อย) กับนายสมุหะได้ส่วนแบ่งทางด้านทิศใต้ คนละ 1 ไร่ 1 งาน ส่วนจำเลยได้ส่วนแบ่ง 3 ไร่ ทางด้านทิศเหนือด้านขวาของที่ดินพิพาท หลังจากนั้นนางหนูน้อยกับนายสมุหะได้ขายส่วนของตนให้แก่โจทก์โจทก์ปลูกสร้างบ้านไม้ยกพื้นสูงไว้ 1 หลัง ต่อมาปี 2536 โจทก์กับนายนิเวศน์สมคบกันให้โจทก์ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาททั้งแปลง โดยจำเลยกับพี่น้องไม่มีใครทราบ จำเลยได้ครอบครองที่ดินในส่วนของตนมาโดยตลอด โจทก์และนายนิเวศน์ทราบเรื่องนี้ดี ในปีเดียวกันนั้นนายสมุหะจึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 630/2538 ของศาลชั้นต้น และโจทก์นำคดีมาฟ้องหลังจากทราบว่าที่ดินเป็นของจำเลยเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้องและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5534 ตำบลพังขว้าง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร เนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา เดิมเป็นของนางทุมมี บัวสีดำ นางทุมมีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2522 วันที่ 20 มกราคม 2524 นางหนูน้อย คำภู และนายสมุหะ บัวสีดำ จดทะเบียนรับโอนมรดก และวันที่ 5 พฤศจิกายน 2524 จดทะเบียนขายให้แก่นายนิเวศน์ รักษ์ศรี ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งแสดงว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยจำเลยมิได้เข้าไปเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 29/2536 ว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์จดทะเบียนการได้กรรมสิทธิ์ดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินวันที่ 10 มีนาคม 2536 ในปีเดียวกันนั้นนายสมุหะเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยเพื่อให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ส่วนของนายสมุหะ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 630/2538 ปัจจุบันจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นจำนวน 3 ไร่ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีที่โจทก์ร้องขอครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นบุคคลภายนอกคดีมีอำนาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคำว่า บุคคลภายนอกจะต้องหมายถึงเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมซึ่งมีชื่อในโฉนดเท่านั้นที่จะต่อสู้พิสูจน์ว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าผู้ครอบครอง นอกจากนี้การรับฟังพยานหลักฐานจากสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 630/2538 ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการรับฟังเอกสารนอกสำนวน เพราะสำนวนดังกล่าวเป็นคดีที่โจทก์เรียกมาพ่วง จำเลยหาได้นำสืบหรืออ้างเป็นพยานไม่ ประกอบกับโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ย่อมไม่เสียไป และทางนำสืบของโจทก์ไม่เป็นพิรุธน่าสงสัยนั้น เห็นว่า คำว่า บุคคลภายนอกที่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) นั้น ย่อมหมายถึงบุคคลทั่วไปนอกคดีที่จะยกขึ้นพิสูจน์ต่อสู้ได้ว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าผู้ครอบครอง ไม่ได้ความหมายเฉพาะเพียงเท่าที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังพยานหลักฐานในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 630/2538 นั้น เห็นว่า นอกจากโจทก์จะเป็นผู้อ้างเข้ามาในสำนวนแล้ว ก็ยังปรากฏว่าจำเลยได้ระบุอ้างสำนวนคดีดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลทั้งสำนวนและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำมาผูกรวมสำนวนในคดีนี้ ตลอดจนจำเลยยังได้นำสืบให้ปรากฏในชั้นพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีอำนาจรับฟังเอกสารในสำนวนนั้นประกอบวินิจฉัยในคดีนี้ได้ไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวน สำหรับฎีกาโจทก์ที่ว่าโจทก์ได้ที่ดินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและการนำสืบของโจทก์ไม่เป็นพิรุธนั้น เห็นว่า โจทก์มีเพียงตัวโจทก์ปากเดียวเบิกความว่าเมื่อปี 2524 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5534 เนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา จากนายนิเวศน์ รักษ์ศรี เป็นเงิน 110,000 บาท ชำระเงินสดบางส่วน 30,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงให้นำที่ดินจำนองแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาพังโคน โดยโจทก์ชำระหนี้จำนองแทนนายนิเวศน์ตั้งแต่ปี 2524 และครอบครองที่ดินทำประโยชน์เรื่อยมา หลังจากชำระหนี้จำนองเสร็จโจทก์ไม่สามารถรับโอนได้เนื่องจากตามตัวนายนิเวศน์ไม่ได้ โจทก์จึงร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งแสดงว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง ต่อมาประมาณต้นเดือนตุลาคม 2542 จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินโจทก์ปลูกกระท่อมทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ซึ่งตามทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าวมีข้อพิรุธน่าสงสัยหลายประการเป็นต้นว่า หากโจทก์ซื้อที่ดินจากนายนิเวศน์จริง เมื่อโจทก์ชำระเงินให้บางส่วนแล้ว ส่วนที่เหลือโจทก์และนายนิเวศน์ตกลงนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนอง ตามปกติทั่วไปแล้วในวันจดทะเบียนจำนอง โจทก์จะต้องจัดการให้นายนิเวศน์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ก่อน แล้วโจทก์จึงเป็นผู้จำนองเพื่อเอาเงินมาชำระค่าที่ดินที่เหลือให้แก่นายนิเวศน์ แต่กลับได้ความว่านายนิเวศน์เป็นผู้นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารเอง และให้โจทก์เป็นผู้ชำระหนี้แทน จึงเป็นการผิดปกติอย่างยิ่งเพราะการจำนองก็เพื่อจะนำเงินไปชำระค่าที่ดินให้แก่นายนิเวศน์ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ต้องยอมให้ที่ดินเป็นชื่อของนายนิเวศน์อยู่อีกเนื่องจากนายนิเวศน์ได้รับเงินค่าจำนองที่ดินไปแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์เคยจ่ายเงินแก่นางหนูน้อยจำนวน 70,000 บาท ซึ่งนางหนูน้อยเป็นคนหนึ่งที่ร่วมกับนายสมุหะขายที่ดินพิพาทให้แก่นายนิเวศน์ ทำให้น่าสงสัยเพิ่มขึ้นว่าเหตุใดโจทก์จึงต้องจ่ายเงินให้แก่นางหนูน้อยซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายนิเวศน์อีก ทั้งที่โจทก์ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่นายนิเวศน์ครบถ้วนแล้ว รวมทั้งถ้ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทและได้ชำระเงินกันครบถ้วนแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่นายสมุหะจะต้องฟ้องโจทก์ขอให้โอนที่ดินพิพาทคืนเป็นเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ อีกเช่นกัน จึงน่าเชื่อตามทางนำสืบของจำเลยว่าโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่า นายนิเวศน์มีส่วนในที่ดินประมาณ 4 ไร่ เท่านั้น จึงยอมจ่ายเงินให้เพิ่มอีก ส่วนกรณีที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินประมาณต้นเดือนตุลาคม 2542 นั้น แต่กลับได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่าในปี 2538 จำเลยเข้าอยู่ในที่ดินพิพาทแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้จำเลยนำสืบได้ว่าจำเลยเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินส่วนของจำเลยเมื่อปี 2530 ดังนั้น เมื่อโจทก์ยืนยันว่าได้ชำระหนี้จำนองแทนนายนิเวศน์ตั้งแต่ปี 2524 และเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา โจทก์ย่อมเห็นจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทแล้ว หากโจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งแปลง ก็น่าจะดำเนินการขับไล่ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทตั้งแต่เวลานั้นแล้ว แต่โจทก์กลับมาฟ้องเมื่อปี 2543 จึงเป็นกรณีที่เป็นพิรุธเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาเชื่อว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแสง ชานัย
จำเลย — นายหนูนา บัวสีดำ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2071 -ที่ 2074/2550
#273634
เปิดฉบับเต็ม

การที่คู่ความแต่งตั้งทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60 เป็นการตั้งตัวแทนตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน แม้สัญญาตัวแทนจะระงับไปเมื่อผู้ร้องถึงแก่กรรม ทนายผู้ร้องก็ยังมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องต่อไปจนกว่าทายาทหรือผู้แทนของผู้ร้องจะอาจเข้ามาปกปักรักษาผลประโยชน์ของผู้ร้องโดยการเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้องผู้มรณะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

ผู้ร้องถึงแก่กรรมวันที่ 30 พฤศจิกายน 2546 ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์มรดกของผู้ร้องจึงอาจร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้องเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ในการดำเนินคดีของผู้ร้องได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่กรรม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 แต่ก็ไม่มีการร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้องตามบทบัญญัติดังกล่าว จนกระทั่งโจทก์ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดี ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังในวันที่ 19 ธันวาคม 2548 จึงถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายผู้ร้องจะจัดการตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 แล้ว ทนายผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้องต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสี่สำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปหมดสิ้น ให้จำเลยทั้งสี่แต่ละคนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

คดีอยู่ในระหว่างการบังคับคดี นางเริ่ม ปรางทอง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ยินยอมให้จำเลยทั้งสี่เข้าอยู่อาศัยและครอบครองทำประโยชน์โดยปลูกสร้างบ้านและทำนาบริเวณลำบึงไทรชะมด (ที่พิพาท) ซึ่งเป็นบริเวณสาธารณประโยชน์ ผู้ร้องและครอบครัวได้เข้าทำประโยชน์บริเวณที่พิพาทมาประมาณ 50 ถึง 60 ปี แล้ว ที่ดินและบ้านดังกล่าวเป็นของผู้ร้องและมีสิทธิเหนือจำเลยทั้งสี่ ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ ผู้ร้องมีส่วนได้เสียและมีสิทธิพิเศษ ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องมีสิทธิพิเศษตามกฎหมาย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่เคยเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทและที่ดินพิพาทไม่มีบ้านของผู้ร้องปลูกอยู่ ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นของผู้ร้องและคดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกาพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสี่และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่คัดค้านคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 7 มิถุนายน 2548 อ้างว่า ผู้ร้องได้ถึงแก่กรรมแล้ว เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2546 บัดนี้ ครบกำหนด 1 ปีแล้ว ไม่มีบุคคลใดเข้ารับมรดกความแทนผู้ร้อง โจทก์จึงขอศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 เพื่อที่โจทก์จะได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่คู่ความแต่งตั้งทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 นั้น เป็นการตั้งตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำร้องขอให้จำหน่ายคดีของโจทก์ และสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรเอกสารท้ายคำร้อง หมายเลข 1 และแบบรับรองรายการทะเบียนคนตายเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 2 ว่า ผู้ร้องได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2546 กรณีจึงต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 ซึ่งบัญญัติว่าเมื่อสัญญาตัวแทนระงับสิ้นไปเพราะตัวการตายก็ดี..... ท่านว่าตัวแทนต้องจัดการอันสมควรทุกอย่าง เพื่อจะปกปักรักษาประโยชน์อันเอาได้มอบหมายแก่ตนไป จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของตัวการจะอาจเข้าปกปักรักษาประโยชน์นั้น ๆ ได้ ดังนั้น แม้สัญญาตัวแทนจะระงับไปเมื่อผู้ร้องถึงแก่กรรม ทนายผู้ร้องก็ยังมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องต่อไปจนกว่าทายาทหรือผู้แทนของผู้ร้องจะอาจเข้ามาปกปักรักษาผลประโยชน์ของผู้ร้อง โดยการเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้องผู้มรณะตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำร้องขอให้จำหน่ายคดีของโจทก์ว่าผู้ร้องถึงแก่กรรมตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2546 ขณะคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์มรดกของผู้ร้องผู้มรณะจึงอาจร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้องเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ในการดำเนินคดีของผู้ร้องได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่กรรม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 แต่ก็ไม่มีการร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้องผู้มรณะตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จนกระทั่งโจทก์ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดี ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังในวันที่ 19 ธันวาคม 2548 จึงถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายผู้ร้องจะจัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แล้ว ทนายผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้องต่อไป เมื่อปรากฏว่าทนายผู้ร้องยื่นฎีกาคดีนี้ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2549 อันเป็นระยะเวลาหลังจากที่ทนายผู้ร้องหมดอำนาจแล้ว ฎีกาของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษายกฎีกาผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่ผู้ร้องค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 828
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสุวินทวงศ์แลนด์ จำกัด
ผู้ร้อง — นางเริ่ม ปรางทอง
จำเลย — นายจรูญ ปรางทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2064/2550
#272464
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากการส่งและแจ้งคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา 47 ทวิ บังคับให้ต้องทำทั้ง 2 วิธีพร้อมกันคือให้ทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้รับซึ่งจะต้องรับคำสั่งดังกล่าว ณ ภูมิลำเนาของผู้ร้องนั้น และปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่ายเป็นอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แต่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 49, 73 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 39 ทวิ, 42, 65, 66 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยในกรณีที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามฟ้อง และปรับจำเลยรายวันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จตามคำสั่งเจ้าพนักงาน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 39 ทวิ, 42, 65 (ที่ถูกมาตรา 65 วรรคหนึ่ง), 66 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง) พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 49 (ที่ถูกมาตรา 49 วรรคหนึ่ง (1)), 73 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดัดแปลงต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท ฐานดัดแปลงต่อเติมอาคารปิดทางเข้าออกทางหลวงอันเป็นพื้นที่ต้องห้าม ปรับ 3,000 บาท ฐานมิได้รื้อถอนอาคารตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น ปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 300 บาท รวมระยะเวลาที่ฝ่าฝืนคำสั่ง 812 วัน เป็นปรับ 243,600 บาท รวมปรับ 261,600 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 130,800 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมิได้รื้อถอนอาคารตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เพราะขาดองค์ประกอบความผิดในการแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2544 เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ตรวจพบการกระทำความผิดดังกล่าว จึงได้มีคำสั่งเลขที่ 187/2544 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2544 ให้จำเลยรื้อถอนอาคารหลังคาโครงเหล็กในส่วนที่ดำเนินการก่อสร้างดัดแปลงเพิ่มเติมโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายภายใน 30 วัน นับแต่จำเลยทราบคำสั่ง จำเลยได้ทราบคำสั่งนี้โดยการปิดคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารทั้งสามห้องของจำเลยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2544 โดยชอบแล้ว ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 ประกอบมาตรา 66 ทวิ แล้ว ส่วนเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยวิธีใดเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายประการต่อไปว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารหลังคาโครงเหล็กโดยปิดคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผย ถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมิได้รื้อถอนอาคารตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากการส่งและแจ้งคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ บังคับให้ต้องทำทั้ง 2 วิธีพร้อมกันคือให้ทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้รับซึ่งจะต้องรับคำสั่งดังกล่าว ณ ภูมิลำเนาของผู้ร้องนั้น และปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย เป็นอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แต่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง การที่จำเลยก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมหลังคาโครงเหล็กโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและก่อสร้างต่อเติมด้านหน้าของอาคารคร่อมทับถนนสาธารณะในหมู่บ้านปิดทางเข้าออกทางหลวงกีดขวางการจราจรบนทางหลวงนั้น การกระทำของจำเลยที่ก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมหลังคาโครงเหล็กเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำต่อเติมอาคารคร่อมทับถนนสาธารณะในหมู่บ้านปิดทางเข้าออกทางหลวงกีดขวางการจราจรบนทางหลวง จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยเป็นสองกรรม จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษปรับจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นวันละ 300 บาท นั้น หนักเกินไป แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยให้เหมาะสมกับความผิดได้ และเห็นสมควรกำหนดโทษปรับรายวันจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานดัดแปลงต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานดัดแปลงต่อเติมอาคารปิดทางเข้าออกทางหลวงอันเป็นพื้นที่ต้องห้าม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 10,000 บาท ฐานมิได้รื้อถอนอาคารตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท รวมระยะเวลาที่ฝ่าฝืนคำสั่ง 812 วัน เป็นเงิน 81,200 บาท รวมปรับ 96,200 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 48,100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายสมชาย กาญจนกันติกะ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2049/2550
#410496
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอนาจาร คือ การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศ เพียงแต่กอดจูบลูบคลำ แตะต้องเนื้อตัวร่างกายในทางไม่สมควรก็เป็นการอนาจารแล้ว ส่วนการกระทำชำเรานั้นเป็นการกระทำถึงขั้นใช้อวัยวะเพศของชายใส่ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของหญิง การกระทำชำเราจึงรวมถึงการกระทำอนาจารอยู่ในตัว เมื่อจำเลยพรากเด็กหญิง อ. ไปเพื่อกระทำชำเราเด็กหญิง อ. การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม และเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานกระทำชำเรา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 310, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังและฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร รวม 9 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี รวม 9 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 36 ปี 54 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ลงโทษในความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 9 กระทง ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีให้จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 9 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เฉพาะให้ยกฟ้องความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ส่วนความผิดฐานอื่นและโทษคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเล็กน้อย โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า เด็กหญิง อ. เบิกความตามความจริงบ้าง เป็นเท็จบ้าง และคำเบิกความมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดทุกกระทงตามฟ้องนั้น ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยพรากเด็กหญิง อ. ไปนั้น มีวัตถุประสงค์เพียงประการเดียว คือ เพื่อกระทำชำเราเด็กหญิง อ. จึงไม่ใช่การกระทำเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นั้น เห็นว่า การกระทำอนาจารคือการกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศ เพียงแต่กอดจูบ ลูกคลำ แตะต้องเนื้อตัวร่างกายในทางไม่สมควรก็เป็นการอนาจารแล้ว ส่วนการกระทำชำเรานั้นเป็นการกระทำถึงขั้นใช้อวัยวะเพศของชายใส่ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของหญิง การกระทำชำเราจึงรวมถึงการกระทำอนาจารอยู่ในตัว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยพรากเด็กหญิง อ. ไปเพื่อกระทำชำเราเด็กหญิง อ. การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม และเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานกระทำชำเรา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายสังวร ศรีราชัย
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2047/2550
#272677
เปิดฉบับเต็ม

คดีอุกฉกรรจ์มีโทษสถานหนัก พยานหลักฐานโจทก์จะต้องชัดแจ้งหนักแน่นมั่นคงโดยไม่มีข้อตำหนิใด ๆ ให้เป็นที่ประจักษ์ได้ แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจะฟังได้ว่าคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายถึงแก่ความตายจริงซึ่งทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุอาวุธปืนของกลางอยู่ในความครอบครองของจำเลยมาโดยตลอด แต่จำเลยก็เบิกความอธิบายว่า เหตุที่จำเลยเบิกความเช่นนั้นเนื่องจากจำเลยเข้าใจว่าอาวุธปืนของกลางยังอยู่ใต้ฟูกในห้องนอนของจำเลย เนื่องจากจำเลยไม่ได้ตรวจสอบอาวุธปืนดังกล่าวตลอดเวลา กรณีจึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของจำเลยมาลงโทษจำเลยได้ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่จะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยได้กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่คนร้ายทั้งสองกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายมาก่อน ลำพังพยานหลักฐานที่โจทก์รับฟังได้เพียงแค่อาวุธปืนของกลางที่ใช้ยิงผู้ตายเป็นอาวุธปืนของจำเลยยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางวรณ์ เผือกพิพัฒน์ ภริยาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 10 ปี คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า (ที่ถูก พิพากษากลับ) ให้ยกฟ้องโจทก์และให้คืนอาวุธปืน กระสุนปืนและแถบกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้าย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์มาหาผู้ตาย แล้วผู้ชายคนที่นั่งซ้อนท้ายเดินเข้ามาคุยกับผู้ตาย สักครู่หนึ่งชายคนดังกล่าวชักอาวุธปืนยิงผู้ตายหลายนัดแล้วพากันขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว และตรวจยึดได้ปลอกกระสุนปืนขนาด .45 จำนวน 6 ปลอก และหัวกระสุนปืน 1 หัว ซึ่งตกอยู่บนพื้นที่เกิดเหตุเป็นของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจค้นบ้านของจำเลยพบอาวุธปืนพกสั้นออโตเมติก ยี่ห้อโคลท์ ขนาด .45 มม. หมายเลขทะเบียน สร. 4/0783 เลขประจำปืน 106394 จำนวน 1 กระบอก แม็กกาซีนปืนขนาด .45 มม. จำนวน 1 แม็ก และกระสุนปืนขนาด .45 มม. จำนวน 8 นัด ซุกซ่อนอยู่ใต้ที่นอนของจำเลยจึงยึดไว้เป็นของกลาง และส่งของกลางดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์แล้ว ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าปลอกกระสุนปืนของกลางทั้ง 6 ปลอก กับปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงเปรียบเทียบจากปืนของกลางมีรอยตำหนิรอยเข็มแทงชนวน และรอยลายเส้นที่บริเวณจานท้ายปลอกกระสุนปืนตรงกันและเข้ารอยกันได้ เชื่อว่าปลอกกระสุนปืนของกลางทั้ง 6 ปลอก ใช้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลาง ส่วนลูกกระสุนปืนของกลางกับลูกกระสุนปืนที่ใช้ยิงเปรียบเทียบจากปืนของกลางมีรอยตำหนิรอยลายเส้นที่ร่องเกลียว และสันเกลียวตรงกันและเข้ารอยกันได้ เชื่อว่ากระสุนปืนของกลางใช้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลางตามความเห็นของผู้ชำนาญการ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุอาวุธปืนของกลางอยู่ในความครอบครองของจำเลยตลอดมา และเจ้าพนักงานยึดอาวุธปืนของกลางได้จากบ้านของจำเลย จำเลยเป็นเจ้าของอาวุธปืนและอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวถูกนำไปใช้ยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย ย่อมแสดงว่าจำเลยได้กระทำการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายที่กระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์มีโทษสถานหนัก พยานหลักฐานโจทก์จะต้องชัดแจ้งหนักแน่นมั่นคงโดยไม่มีข้อตำหนิใด ๆ ให้เป็นที่ประจักษ์ได้ แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจะฟังได้ว่าคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายถึงความตายจริง ซึ่งทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุอาวุธปืนของกลางอยู่ในความครอบครองของจำเลยมาโดยตลอด แต่จำเลยก็เบิกความอธิบายว่า เหตุที่จำเลยเบิกความเช่นนั้น เนื่องจากจำเลยเข้าใจว่าอาวุธปืนของกลางยังอยู่ใต้ฟูกในห้องนอนของจำเลย เนื่องจากจำเลยไม่ได้ตรวจสอบอาวุธปืนดังกล่าวตลอดเวลา กรณีจึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของจำเลยมาลงโทษจำเลยได้ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่จะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยได้กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่คนร้ายทั้งสองกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายมาก่อน ลำพังพยานหลักฐานโจทก์ที่รับฟังได้เพียงแค่อาวุธปืนของกลางที่ใช้ยิงผู้ตายเป็นอาวุธปืนของจำเลยยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายดังโจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นางวรณ์ เผือกพิพัฒน์
จำเลย — นายมานัสหรือกั๋ง อ่วมปลั่ง
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2040/2550
#268452
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สองโดยรับข้อเท็จจริงบางส่วนตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ เป็นการขอลดทุนทรัพย์ฟ้องเดิมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และคดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยจึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาที่จำเลยทั้งสี่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสี่เพื่อหักล้างข้ออ้างของโจทก์ได้ การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสี่เสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้แต่ประการใด

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ มาตรา 16 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ" นั้น แม้จะใช้ถ้อยคำว่าศาลจังหวัดก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความในวรรคสี่ไว้เนื่องจากไม่ประสงค์ให้ศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงตั้งอยู่ในเขตศาลนั้นรับพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง เมื่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงธนบุรีและศาลแขวงตลิ่งชันตั้งอยู่ในเขตจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าวด้วย คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเป็นเหตุให้คดีของโจทก์เป็นคดีที่เกิดในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลแพ่งธนบุรีจึงต้องมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรีซึ่งเป็นศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 367,575 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 253,500 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

วันที่ 19 มกราคม 2547 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องในส่วนของยอดหนี้ว่า จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน 30,000 บาท และเมื่อรวมยอดต้นเงินที่ค้างชำระ และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแล้วเป็นเงินจำนวน 327,487.50 บาท โดยขอแก้ไขทุนทรัพย์ตามคำฟ้องเป็นจำนวน 327,487.50 บาท และขอแก้ไขคำขอท้ายฟ้องเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 327,487.50 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเป็นครั้งที่สองว่า โจทก์ได้รับเช็คมาเพียง 6 ฉบับ มิใช่ 10 ฉบับ ดังที่บรรยายในคำฟ้องครั้งแรก และในจำนวน 6 ฉบับ ที่ได้รับมาเรียกเก็บเงินได้เพียง 3 ฉบับ โดยเช็คที่เรียกเก็บเงินไม่ได้คือเช็ค 3 ฉบับ ที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องครั้งแรก สำหรับเช็คหมายเลข 1925160 ถึง 1925163 จำเลยที่ 1 มิได้สั่งจ่ายให้แก่โจทก์และขอยกเลิกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งก่อนทั้งหมด โดยแก้ไขในส่วนของการชำระหนี้ใหม่ว่า ภายหลังจากนั้นมีการทยอยชำระหนี้รวม 6 ครั้ง เป็นเงิน 127,500 บาท จำเลยที่ 1 จึงค้างชำระหนี้อยู่จำนวน 274,443 บาท และแก้ไขทุนทรัพย์จากจำนวน 327,487.50 บาท เป็น 274,443 บาท กับแก้ไขคำขอท้ายฟ้องเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 274,443 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 274,443 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ ยกเว้นข้อความที่ว่า "ส่วนเช็คหมายเลข 1925160 ถึง 1925163 จำเลยที่ 1 มิได้สั่งจ่ายให้แก่โจทก์แต่อย่างใด" เพราะเห็นว่าเป็นการแก้ไขตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ ซึ่งโจทก์สามารถที่จะนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และเนื่องจากเมื่อแก้ไขคำฟ้องแล้วเป็นเหตุให้ทุนทรัพย์ลดลงเหลือเพียง 274,443 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น ให้คืนฟ้องแก่โจทก์เพื่อให้ไปฟ้องใหม่ยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีต่อไป ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรี ไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สองโดยรับข้อเท็จจริงบางส่วนตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ เป็นการขอลดทุนทรัพย์ฟ้องเดิมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และคดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยจึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาที่จำเลยทั้งสี่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสี่เพื่อหักล้างข้ออ้างของโจทก์ได้ การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสี่เสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้แต่ประการใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาต่อไปว่า คำพิพากษาศาลอุทธรร์ที่วินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์แก้ไขคำฟ้องแล้วคงมีทุนทรัพย์เพียง 274,443 บาท ไม่ถึง 300,000 บาท อันเป็นผลให้คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแพ่งธนบุรีจึงให้โอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ" นั้น แม้จะใช้ถ้อยคำว่าศาลจังหวัดก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความในวรรคสี่ไว้เนื่องจากไม่ประสงค์ให้ศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงตั้งอยู่ในเขตศาลนั้นรับพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง เมื่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงธนบุรีและศาลแขวงตลิ่งชันตั้งอยู่ในเขตจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าวด้วย คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเป็นเหตุให้คดีของโจทก์เป็นคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลแพ่งธนบุรีจึงต้องมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรีซึ่งเป็นศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิตติ เกียรติไทยยนต์
จำเลย — นายปรีดา ดีพรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2040/2550
#272250
เปิดฉบับเต็ม

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ แม้จะใช้ถ้อยคำว่าศาลจังหวัดก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความในวรรคสี่ไว้เนื่องจากไม่ประสงค์ให้ศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงตั้งอยู่ในเขตศาลนั้นรับพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง เมื่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงธนบุรีและศาลแขวงตลิ่งชันตั้งอยู่ในเขตจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าวด้วย การที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งธนบุรีต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเป็นเหตุให้คดีของโจทก์เป็นคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงธนบุรีและอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวงธนบุรี ศาลแพ่งธนบุรีจึงต้องโอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่า เป็นหนี้โจทก์จำนวน 390,000 บาท ตกลงผ่อนชำระโดยจะออกเช็คฉบับละ 19,500 บาท จำนวน 20 ฉบับ แบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดละ 10 ฉบับ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้เชิดจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของตนหรือยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเอง เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นำรายการจดทะเบียนรถยนต์รับจ้างไม่ประจำทางหมายเลขทะเบียน 30-4287 กรุงเทพมหานคร มาเป็นประกันการชำระหนี้ทั้งหมด หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์ฟ้องบังคับชำระหนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คงวดแรกจำนวน 10 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 19,500 บาท และเช็ค 3 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 ออกให้ดังกล่าวเป็นเช็คเลขที่ 1924157, 1924158 และ 1924159 เรียกเก็บเงินไม่ได้โดยธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินว่า บัญชีปิดแล้วทั้ง 3 ฉบับ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามเช็คดังกล่าวและไม่ได้ออกเช็คผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ตามข้อตกลง จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญาและยังคงค้างชำระหนี้อยู่ 253,500 บาท ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 114,075 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 367,575 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 253,500 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

วันที่ 19 มกราคม 2547 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องในส่วนของยอดหนี้ว่า จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน 30,000 บาท และเมื่อรวมยอดต้นเงินที่ค้างชำระ และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแล้วเป็นเงินจำนวน 327,487.50 บาท โดยขอแก้ไขทุนทรัพย์ตามคำฟ้องเป็นจำนวน 327,487.50 บาท และขอแก้ไขคำขอท้ายฟ้องเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 327,487.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 223,500 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ให้เงินจำเลยที่ 1 กู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยอยู่ประมาณ 100,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ประสงค์จะขอกู้เงินอีก 200,000 บาท โจทก์จึงนำยอดหนี้ที่ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 100,000 บาท ดังกล่าวมารวมกับจำนวนต้นเงิน 200,000 บาท ที่ขอกู้ใหม่เป็น 300,000 บาท แล้วตกลงให้ผ่อนชำระคืนภายใน 20 เดือน โดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ในต้นเงิน 300,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 390,000 บาท แล้วให้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าเป็นหนี้โจทก์จำนวน 390,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ออกเช็คชำระหนี้ 20 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 19,500 บาท โดยนำทะเบียนรถยนต์โดยสารไม่ประจำทางคันหมายเลขทะเบียน 30-4287 กรุงเทพมหานคร ไปให้โจทก์ยึดถือเป็นประกันด้วย จำเลยที่ 2 ได้ออกเช็คให้โจทก์ 10 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 19,500 บาท เช็ค 3 ฉบับแรกโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินได้ ส่วนเช็คฉบับที่ 4 ถึงฉบับที่ 6 เป็นเช็คตามฟ้องซึ่งครั้งแรกโจทก์ไม่ได้นำไปเรียกเก็บโดยจำเลยขอผัดผ่อนด้วยการส่งดอกเบี้ย และแก้ไขวันที่ในเช็คและลงลายมือชื่อกำกับไว้ ส่วนเช็คฉบับที่ 7 ถึงฉบับที่ 10 โจทก์เรียกเก็บเงินได้ จึงเป็นเช็คที่โจทก์เรียกเก็บเงินได้รวม 7 ฉบับ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ไม่มีเช็คจะชำระให้โจทก์อีกตามข้อตกลง แต่ได้ส่งดอกเบี้ยและต่อมาได้ทยอยผ่อนชำระรวมเป็นเงินจำนวน 303,000 บาท ซึ่งถือว่าได้ชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 87,000 บาท เป็นจำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และนำมารวมเป็นยอดต้นเงิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์อีก ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเป็นครั้งที่สองว่า โจทก์ได้รับเช็คมาเพียง 6 ฉบับ มิใช่ 10 ฉบับ ดังที่บรรยายในคำฟ้องครั้งแรก และในจำนวน 6 ฉบับที่ได้รับมาเรียกเก็บเงินได้เพียง 3 ฉบับ โดยเช็คที่เรียกเก็บเงินไม่ได้คือเช็ค 3 ฉบับ ที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องครั้งแรกสำหรับเช็คหมายเลข 1925160 ถึง 1925163 จำเลยที่ 1 มิได้สั่งจ่ายให้แก่โจทก์และขอยกเลิกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งก่อนทั้งหมด โดยแก้ไขในส่วนของการชำระหนี้ใหม่ว่า ภายหลังจากนั้นมีการทยอยชำระหนี้รวม 6 ครั้ง เป็นเงิน 127,500 บาท จำเลยที่ 1 จึงค้างชำระหนี้อยู่จำนวน 274,443 บาท และแก้ไขทุนทรัพย์จากจำนวน 327,487.50 บาท เป็น 274,443 บาท กับแก้ไขคำขอท้ายฟ้องเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 274,443 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 274,443 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ ยกเว้นข้อความที่ว่า "ส่วนเช็ค หมายเลข 1925160 ถึง 1925163 จำเลยที่ 1 มิได้สั่งจ่ายให้แก่โจทก์แต่อย่างใด" เพราะเห็นว่าเป็นการแก้ไขตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ ซึ่งโจทก์สามารถที่จะนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และเนื่องจากเมื่อแก้ไขคำฟ้องแล้วเป็นเหตุให้ทุนทรัพย์ลดลงเหลือเพียง 274,443 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น ให้คืนฟ้องแก่โจทก์เพื่อให้ไปฟ้องใหม่ยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีต่อไป ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรี ไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นแก่โจทก์ ค่าฤาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สองเกี่ยวกับจำนวนเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายให้แก่โจทก์และจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ไปบางส่วนตามหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วทำให้จำเลยทั้งสี่เสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้นั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สองโดยรับข้อเท็จจริงบางส่วนตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ เป็นการขอลดทุนทรัพย์ฟ้องเดิมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และคดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลย จึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาที่จำเลยทั้งสี่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสี่ เพื่อหักล้างข้ออ้างของโจทก์ได้ การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสี่เสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้แต่ประการใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาต่อไปว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์แก้ไขคำฟ้องแล้วคงมีทุนทรัพย์เพียง 274,443 บาท ไม่ถึง 300,000 บาท อันเป็นผลให้คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแพ่งธนบุรี จึงให้โอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ" นั้น แม้จะใช้ถ้อยคำว่าศาลจังหวัดก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความในวรรคสี่ไว้เนื่องจากไม่ประสงค์ให้ศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงตั้งอยู่ในเขตศาลนั้นรับพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง เมื่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงธนบุรีและศาลแขวงตลิ่งชันตั้งอยู่ในเขตจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าวด้วย คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเป็นเหตุให้คดีของโจทก์เป็นคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลแพ่งธนบุรีจึงต้องมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรีซึ่งเป็นศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิตติ เกียรติไทยยนต์
จำเลย — นายปรีดา ดีพรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2550
#272230
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่า คำขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียว ดังนั้น ก่อนที่จะไต่สวนหรือมีคำสั่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะให้โอกาสโจทก์คัดค้านคำร้องดังกล่าวของจำเลยก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) โดยมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2548 โจทก์ในฐานะผู้เช่าเรือกับจำเลยในฐานะเจ้าของเรือตกลงกันว่าผู้ขนส่งจะสำรองพื้นที่ว่างบนเรือ และผู้ส่ง/ผู้เช่าเรือจะบรรทุกสินค้าน้ำตาลทรายดิบไม่บรรจุกระสอบลงเรือ ณ ท่าเรือจำนวนสองในสี่ท่าเรือในประเทศไทย แล้วขนส่งไปยังท่าเรือหนึ่งในสามท่าเรือในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีข้อตกลงข้อหนึ่งว่า หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างขนถ่ายและบรรทุกสินค้าหรือขึ้นจากเรือเร็วหรือช้ากว่ากำหนดตามข้อตกลง ณ ท่าเรือในประเทศไทยและหรือในสาธารณรัฐประชาชนจีน โจทก์จะได้รับชำระเงินจากจำเลยหรือจ่ายเงินให้จำเลยจำนวน 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อวัน หรือตามอัตราส่วน ปรากฏว่าโจทก์ขนถ่ายและบรรทุกสินค้าเร็วกว่ากำหนด ทั้งที่ท่าเรือในประเทศไทยและที่ท่าเรือในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยจึงต้องชำระเงินให้โจทก์รวม 29,196.80 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 1,181,330.08 บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ในวันยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์กับจำเลยตกลงกันให้ระงับข้อพิพาททั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการโดยให้ใช้อนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์และกฎหมายของประเทศสิงคโปร์บังคับ แต่โจทก์กลับนำคดีนี้มาฟ้องศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสอบคู่ความในวันนัดพร้อมแล้ว มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2549 จำเลยยื่นคำให้การ บัญชีระบุพยานพร้อมกับคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เนื่องจากสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาททั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า "สำเนาให้โจทก์ รอไว้มีคำสั่งในวันนัดพร้อม" โดยได้ออกหมายนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางในการพิจารณาคดีส่งไปให้แก่โจทก์พร้อมกับสำเนาคำให้การและบัญชีระบุพยาน แต่มิได้แนบสำเนาคำร้องของจำเลยที่ขอให้จำหน่ายคดีดังกล่าวไปด้วย ครั้นถึงวันนัดพร้อมในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องของจำเลยที่ขอให้จำหน่ายคดีดังกล่าวในวันนั้นและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจดรายงานกระบวนพิจารณาเพียงว่า "เกี่ยวกับคำร้องของจำเลยลงวันที่ 15 มีนาคม 2549 ที่ว่าสำเนาบันทึกสิ่งที่กำหนดแน่นอน ข้อ 19 กำหนดว่า ให้ใช้อนุญาโตตุลาการแห่งสิงคโปร์และกฎหมายสิงคโปร์มาบังคับ โจทก์และจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงนี้ จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพื่อให้คู่ความนำข้อพิพาทไปให้อนุญาโตตุลาการแห่งสิงคโปร์และกฎหมายสิงคโปร์มาบังคับใช้ตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า" เห็นว่า คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้น ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่า คำขอดังกล่าวอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียว ดังนั้น ก่อนที่จะไต่สวนหรือมีคำสั่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะให้โอกาสโจทก์คัดค้านก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) โดยมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องเช่นว่านั้นแก่โจทก์ล่วงหน้า หากจะคัดค้านประการใดให้ยื่นเข้ามาภายในเวลาที่กำหนด การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพียงแต่หมายแจ้งวันนัดพร้อมไปยังโจทก์ จึงเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านคำร้องดังกล่าวของจำเลยได้ทัน เพราะเพิ่งได้รับสำเนาคำร้องในวันนั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วได้ความว่า ไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาคดี ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว"

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องขอให้จำหน่ายคดีของจำเลยเสียใหม่ โดยกำหนดเวลาเพื่อให้โจทก์มีโอกาสคัดค้านคำร้องของจำเลยดังกล่าว แล้วทำการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรวมชัย อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ เอเจนซี่ จำกัด
จำเลย — บริษัทกันกุล เทรดดิ้ง แอนด์ เอเยนซี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2550
#410490
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่า คำขอดังกล่าวอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียว ดังนั้น ก่อนที่จะไต่สวนหรือมีคำสั่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะให้โอกาสโจทก์คัดค้านก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) โดยมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องเช่นว่านั้นแก่โจทก์ล่วงหน้า หากจะคัดค้านประการใดให้ยื่นเข้ามาภายในเวลาที่กำหนด การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพียงแต่หมายแจ้งวันนัดพร้อมไปยังโจทก์จึงเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านคำร้องดังกล่าวของจำเลยได้ทันเพราะเพิ่งได้รับสำเนาคำร้องในวันนั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วได้ความว่า ไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ในฐานะผู้เช่าเรือกับจำเลยในฐานะเจ้าของเรือตกลงกันว่าผู้ขนส่งจะสำรองพื้นที่ว่างบนเรือ และผู้ส่ง/ผู้เช่าเรือจะบรรทุกสินค้าน้ำตาลทรายดิบไม่บรรจุกระสอบลงเรือ ณ ท่าเรือจำนวนสองในสี่ท่าเรือในประเทศไทย แล้วขนส่งไปยังท่าเรือหนึ่งในสามท่าเรือในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยมีข้อตกลงข้อหนึ่งว่า หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างขนถ่ายและบรรทุกสินค้าหรือขึ้นจากเรือเร็วหรือช้ากว่ากำหนดตามข้อตกลง ณ ท่าเรือในประเทศไทยและหรือในสาธารณรัฐประชาชนจีน โจทก์จะได้รับชำระเงินจากจำเลยหรือจ่ายเงินให้จำเลยจำนวน 8,000 ดอลลาห์สหรัฐ และ 4,000 ดอลลาห์สหรัฐ ต่อวัน หรือตามอัตราส่วน ปรากฏว่าโจทก์ขนถ่ายและบรรทุกสินค้าเร็วกว่ากำหนด ทั้งที่ท่าเรือในประเทศไทยและที่ท่าเรือในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยจึงต้องชำระเงินให้โจทก์รวม 29,196.80 ดอลลาห์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 1,181,330.08 บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ในวันยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์กับจำเลยตกลงกันให้ระงับข้อพิพาททั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ โดยให้ใช้อนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์และกฎหมายของประเทศสิงคโปร์บังคับ แต่โจทก์กลับนำคดีนี้มาฟ้องศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสอบคู่ความในวันนัดพร้อมแล้ว มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2549 จำเลยยื่นคำให้การ บัญชีระบุพยานพร้อมกับคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เนื่องจากสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาททั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า "สำเนาให้โจทก์ รอไว้มีคำสั่งในวันนัดพร้อม" โดยได้ออกหมายนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางในการพิจารณาคดีส่งไปให้แก่โจทก์พร้อมกับสำเนาคำให้การและบัญชีระบุพยาน แต่มิได้แนบสำเนาคำร้องของจำเลยที่ขอให้จำหน่ายคดีดังกล่าวไปด้วย ครั้นถึงวันนัดพร้อมในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องของจำเลยที่ขอให้จำหน่ายคดีดังกล่าวในวันนั้นและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจดรายงานกระบวนพิจารณาเพียงว่า "เกี่ยวกับคำร้องของจำเลยลงวันที่ 15 มีนาคม 2549 ที่ว่าสำเนาบันทึกสิ่งที่กำหนดแน่นอน ข้อ 19 กำหนดว่า ให้ใช้อนุญาโตตุลาการแห่งสิงคโปร์และกฎหมายสิงคโปร์มาใช้บังคับ โจทก์และจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงนี้ จึงให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความเพื่อให้คู่ความนำข้อพิพาทไปให้อนุญาโตตุลาการแห่งสิงคโปร์และกฎหมายสิงคโปร์มาบังคับใช้ตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า" เห็นว่า คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่าคำขอดังกล่าวอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียว ดังนั้น ก่อนที่จะไต่สวนหรือมีคำสั่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะให้โอกาสโจทก์คัดค้านก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) โดยมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องเช่นว่านั้นแก่โจทก์ล่วงหน้า หากจะคัดค้านประการใดให้ยื่นเข้ามาภายในเวลาที่กำหนด การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพียงแต่หมายแจ้งวันนัดพร้อมไปยังโจทก์ จึงเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านคำร้องดังกล่าวของจำเลยได้ทัน เพราะเพิ่งได้รับสำเนาคำร้องในวันนั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วได้ความว่าไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาคดี ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว"

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องขอให้จำหน่ายคดีของจำเลยเสียใหม่โดยกำหนดเวลาเพื่อให้โจทก์มีโอกาสคัดค้านคำร้องของจำเลยดังกล่าว แล้วทำการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (2) ม. 27
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรวมชัย อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ เอเจนซี่ จำกัด
จำเลย — บริษัทกันกุล เทรดดิ้ง แอนด์ เอเยนซี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2038/2550
#410483
เปิดฉบับเต็ม

ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ฯ ได้กำหนดให้กรมจำเลยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินมาตรการป้องกันและตอบโต้ทางการค้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้า โดยให้มีสำนักมาตรการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าเป็นส่วนราชการในกรมจำเลย ดังนี้ จะเห็นได้ว่า การดำเนินการทั้งปวงเกี่ยวกับการปกป้องและตอบโต้การทุ่มตลาดและอุดหนุนตามกฎหมาย เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของส่วนราชการในกรมจำเลย ทั้งตาม พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศฯ ได้บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของกรมจำเลยในส่วนที่ 2 การเริ่มต้นกระบวนพิจารณา และส่วนที่ 3 การไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายไว้ว่า ให้ผู้ยื่นคำขอให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดยื่นคำขอต่อกรมจำเลยและกำหนดให้กรมจำเลยเป็นผู้พิจารณาคำขอในเบื้องต้นว่ามีรายละเอียดหรือหลักฐานครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ จากนั้นให้กรมจำเลยเสนอคำขอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเมื่อคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าคำขอมีมูลเกี่ยวกับการทุ่มตลาดและความเสียหายแล้ว ตามกฎหมายยังกำหนดให้กรมจำเลยเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการไต่สวนในประเด็นการทุ่มตลาดและความเสียหาย เสร็จแล้วให้กรมจำเลยสรุปผลการไต่สวนและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป และแม้คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งมี รมต. ว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการจะมีอำนาจหน้าที่เป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแลของกรมจำเลย แต่คณะกรรมการดังกล่าวก็มีอธิบดีกรมจำเลยเป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งยังมีข้าราชการจากกรมจำเลยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ เมื่อพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของกรมจำเลยดังกล่าวข้างต้นแล้ว อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศซึ่งเป็นผู้แทนกรมจำเลยจึงเป็นกรรมการที่มีบทบาทสำคัญในเนื้อหางานของคณะกรรมการดังกล่าว ประกอบกับการฟ้องกรมจำเลยก็เท่ากับเป็นการฟ้องอธิบดีกรมจำเลยซึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการในคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน จึงถือว่าเป็นการฟ้องคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนแล้วไม่จำต้องฟ้องกรรมการทุกคนและการที่โจทก์ฟ้องเฉพาะกรมจำเลยดังกล่าว กรมจำเลยก็สามารถให้การต่อสู้คดีชี้แจงเหตุผลโต้แย้งคำฟ้องของโจทก์ได้แล้ว ไม่ทำให้คณะกรรมการดังกล่าวเสียเปรียบแต่อย่างใด ทั้งยังมีผลให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องกรมจำเลยเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนที่เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในการนำเข้าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใส ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 7016.900.001 ที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้ โดยไม่จำต้องฟ้องกรรมการทุกคน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนที่มีจำเลยเป็นกรรมการและได้มีคำวินิจฉัยชั้นที่สุด ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในการนำเข้าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใส ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 7016.900.001 ที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งผลิตจากบริษัท PT Mulia Glass จำกัด โดยโจทก์เป็นผู้นำเข้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายในราชอาณาจักร

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย โจทก์ต้องฟ้องคณะกรรมการดังกล่าวทั้งคณะ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนได้พิจารณาและมีคำสั่งไปโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเนื่องจากอธิบดีกรมจำเลยเป็นเพียงเลขานุการและกรรมการคนหนึ่งของคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน โจทก์ต้องฟ้องคณะกรรมการทั้งคณะเป็นจำเลย

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้าน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยและขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนที่ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในการนำเข้าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 7016.900.001 ที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งผลิตโดยบริษัท PT Mulia Glass จำกัด หรือไม่ เห็นว่า ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2545 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อาศัยอำอาจตามความในมาตรา 8 ฉ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ออกกฎกระทรวงฉบับนี้ไว้ ตามที่ปรากฏในสำนวนได้กำหนดให้กรมจำเลยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินมาตรการป้องกันและตอบโต้ทางการค้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้า โดยให้มีสำนักมาตรการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าเป็นส่วนราชการในกรมจำเลย และให้สำนักดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ (ก) ดำเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ข) ศึกษา วิเคราะห์คำร้อง ไต่สวน พิสูจน์ความเสียหาย เมื่อมีการนำเข้าในลักษณะทุ่มตลาด อุดหนุนและนำเข้าที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งเสนอความเห็นเพื่อประกอบการกำหนดมาตรการตอบโต้ (ค) ศึกษา วิเคราะห์ เปรียบเทียบกฎหมายและการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การอุดหนุนและมาตรการปกป้องของประเทศต่าง ๆ (ง) ศึกษา วิเคราะห์ผลการไต่สวนของประเทศคู่ค้ากรณีที่ถูกเก็บอากรตอบโต้หรือกรณีไม่ถูกเก็บอากร และกรณีที่ทำความตกลง รวมทั้งพิจารณาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ (จ) ศึกษา วิเคราะห์การดำเนินมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การอุดหนุนและมาตรการปกป้องของประเทศที่กล่าวหาเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีขององค์การการค้าโลกและดำเนินการเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมภายในที่ถูกไต่สวน (ฉ) จัดเตรียมกลยุทธ์และกำหนดท่าทีในการต่อสู้คดี ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินมาตรการไม่สอดคล้องกับพันธกรณีขององค์การการค้าโลก รวมทั้งร้องเรียนประเทศคู่ค้าในกรณีเดียวกัน (ช) ตรวจสอบการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการกีดกันและอุปสรรคการเข้าสู่ตลาดของสินค้าไทยในต่างประเทศ (ซ) ส่งเสริมและเผยแพร่ให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนและมาตรการปกป้องเพื่อให้การตอบโต้การดำเนินการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าภายใต้มาตรการเป็นไปอย่างมีศักยภาพ รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้เกี่ยวข้อง (ฌ) ติดตามการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การอุดหนุนและมาตรการปกป้องของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งการจัดทำระบบข้อมูลเตือนภัยของสินค้าดังกล่าว (ญ) ติดตามภาวะการนำเข้าสินค้าที่มีแนวโน้มจะทุ่มตลาดและวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดกับอุตสาหกรรมภายใน (ฎ) ศึกษา วิเคราะห์ข้อพิพาทการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การอุดหนุนและมาตรการปกป้อง ดังนี้ จะเห็นได้ว่า การดำเนินการทั้งปวงเกี่ยวกับการปกป้องและตอบโต้การทุ่มตลาดและอุดหนุนตามกฎหมาย เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของส่วนราชการในกรมจำเลย ทั้งตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 ได้บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของกรมจำเลยในส่วนที่ 2 การเริ่มต้นกระบวนพิจารณา และส่วนที่ 3 การไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายไว้ว่า ให้ผู้ยื่นคำขอให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดยื่นคำขอต่อกรมจำเลยและกำหนดให้กรมจำเลยเป็นผู้พิจารณาคำขอในเบื้องต้นว่ามีรายละเอียดหรือหลักฐานครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ จากนั้นให้กรมจำเลยเสนอคำขอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเมื่อคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าคำขอมีมูลเกี่ยวกับการทุ่มตลาดและความเสียหายแล้ว ตามกฎหมายยังกำหนดให้กรมจำเลยเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการไต่สวนในประเด็นการทุ่มตลาดและความเสียหาย เสร็จแล้วให้กรมจำเลยสรุปผลการไต่สวนและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป และแม้คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการจะมีอำนาจหน้าที่เป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแลของกรมจำเลย แต่คณะกรรมการดังกล่าวก็มีอธิบดีกรมจำเลยเป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งยังมีข้าราชการจากกรมจำเลยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ เมื่อพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของกรมจำเลยดังกล่าวข้างต้นแล้ว อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศซึ่งเป็นผู้แทนกรมจำเลยจึงเป็นกรรมการที่มีบทบาทสำคัญในเนื้อหางานของคณะกรรมการดังกล่าว ประกอบกับการฟ้องกรมจำเลยก็เท่ากับเป็นการฟ้องอธิบดีกรมจำเลยซึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการในคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน จึงถือว่าเป็นการฟ้องคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนแล้วไม่จำต้องฟ้องกรรมการทุกคน และการที่โจทก์ฟ้องเฉพาะกรมจำเลยดังกล่าว กรมจำเลยก็สามารถให้การต่อสู้คดีชี้แจงเหตุผลโต้แย้งคำฟ้องของโจทก์ได้แล้ว ไม่ทำให้คณะกรรมการดังกล่าวเสียเปรียบแต่อย่างใด ทั้งยังมีผลให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องกรมจำเลยเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนที่ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในการนำเข้าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใส ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 7016.900.001 ที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งผลิตโดยบริษัท PT Mulia Glass จำกัด ได้ โดยไม่จำต้องฟ้องกรรมการทุกคน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบ กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความจะนำสืบต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งงดสืบพยานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอพี. โกลบอลไซท์ จำกัด
จำเลย — กรมการค้าต่างประเทศ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2017/2550
#267767
เปิดฉบับเต็ม

ใบรับรองการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์เป็นเอกสารที่กรมการขนส่งทางบกมอบให้บริษัทซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานตรวจสภาพรถเพื่อตรวจสภาพรถยนต์และออกใบรับรองเพื่อเป็นหลักฐานว่ารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ได้ผ่านการตรวจสภาพแล้ว พนักงานของบริษัทซึ่งมีหน้าที่ออกใบรับรองมิใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย ใบรับรองที่ออกโดยพนักงานของบริษัทจึงถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 1 (8) การที่จำเลยทำใบรับรองการตรวจสภาพรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ปลอมไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งเพื่อใช้ประกอบการเสียภาษีประจำปี จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 มิใช่มาตรา 265 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 264, 265, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทงจำคุก 6 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยนำใบรับรองการตรวจสภาพตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์พร้อมใบคู่มือการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ไปยื่นต่อนางสาวธนาเพ็ญเพื่อชำระภาษีประจำปีรถจักรยานยนต์ โดยจำเลยรู้หรือไม่ว่าเป็นเอกสารปลอม เห็นว่า จากคำเบิกความของนางนุจรินทร์ซึ่งเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ การยื่นคำขอต่อทะเบียนและชำระภาษีประจำปีรถจักรยานยนต์ จะต้องมีใบรับรองการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ของสถานตรวจสภาพรถเอกชนแนบไปพร้อมใบคู่มือการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์แต่นางนุจรินทร์คงมอบแต่เพียงใบคู่มือการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พร้อมกับเงิน 500 บาท ให้แก่จำเลยเท่านั้น ซึ่งเป็นการตกลงกันโดยปริยายว่าจำเลยจะต้องเป็นผู้จัดหาใบรับรองการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ทั้งนี้เพราะขณะที่นางนุจรินทร์นำรถจักรยานยนต์ไปต่อทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกนั้น รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมีการขูดหมายเลขตัวถังรถไปด้วย ระหว่างนั้นนางนุจรินทร์และจำเลยได้ใช้เวลาพูดคุยกันนานพอที่นางนุจรินทร์จะจดจำใบหน้าและชื่อของหญิงคนดังกล่าวได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วคงไม่อาจใช้ให้ลูกจ้างของนางนุจรินทร์ไปรับใบคู่มือการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์คืนได้ถูกต้อง แม้นางนุจรินทร์จะเบิกความว่าจำหน้านางสาวสัจพรไม่ได้เนื่องจากเป็นเวลานานแล้วก็ตาม แต่นางนุจรินทร์ยังคงยืนยันว่าได้พบกันนางสาวสัจพร ซึ่งจำเลยเบิกความรับว่าขณะที่จำเลยยื่นเรื่องขอต่อทะเบียนและชำระภาษีรถจักรยานยนต์รวม 3 คัน ต่อเจ้าหน้าที่ขนส่งฝ่ายรถจักรยานยนต์สำนักทะเบียนและภาษีรถ กรมการขนส่งทางบกนั้น มีเอกสารเกี่ยวกับรถของนางนุจรินทร์รวมอยู่ด้วย และปรากฏว่าเอกสารใบรับรองการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ที่ใช้ประกอบการขอต่อทะเบียนรถดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โดยมีกระดาษกาวขูดเลขตัวถังรถติดอยู่ด้วย จำเลยมีชื่อเดียวกับหญิงคนที่นางนุจรินทร์มอบหนังสือใบคู่มือการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พร้อมเงิน 500 บาท ให้ และมีอาชีพรับจ้างยื่นคำขอต่อทะเบียนและชำระภาษีรถแทนเจ้าของรถ ถูกจับได้ในขณะนำเอกสารใบรับรองการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ปลอมที่ใช้ประกอบการขอต่อทะเบียนและชำระภาษีรถของนางนุจรินทร์และของรายอื่นไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกซึ่งเป็นเวลาต่อเนื่องใกล้ชิดกับวันเวลาที่หญิงชื่อนางสาวสัจพรรับจ้างนางนุจรินทร์ดำเนินการ จึงเชื่อได้ว่านางสาวสัจพรที่นางนุจรินทร์พบเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีนี้ แม้นายนิเวศน์ผู้นำรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กกก กท 122 ไปขอต่อทะเบียนและชำระภาษีจะไม่ได้เบิกความถึงจำเลย และโจทก์มิได้นำพยานผู้เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 2 ช - 1251 มาเบิกความก็ตาม แต่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมใบรับรองการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ปลอมของรถทั้ง 2 คัน ดังกล่าวเป็นของกลาง ตามพฤติการณ์ของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยนำใบคู่มือการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ 3 เล่ม พร้อมใบรับรองการตรวจสภาพตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์อันเป็นเอกสารราชการปลอม 3 ฉบับ ไปยื่นต่อนางสาวธนาเพ็ญเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกในคราวเดียวกันเพื่อชำระภาษีประจำปีรถจักรยานยนต์แทนเจ้าของรถ 3 คัน โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเอกสารราชการปลอม โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กรมการขนส่งทางบก จึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ที่จำเลยและนางสาวนรินทรอ้างว่า นางแขกเป็นผู้นำใบคู่มือการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์และใบรับการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ไปมอบให้ โดยไม่ปรากฏหลักฐานจากการนำสืบของจำเลยว่านางแขกจะมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่และมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด จึงเป็นเรื่องผิดปกติและเป็นพิรุธ นอกจากนี้ พยานจำเลยยังเบิกความแตกต่างขัดแย้งกัน จึงไม่มีน้ำหนัก

อนึ่ง ใบรับรองการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์เป็นเอกสารที่กรมการขนส่งทางบกมอบให้บริษัทซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานตรวจสภาพรถเพื่อตรวจสภาพรถยนต์และออกใบรับรองเพื่อเป็นหลักฐานว่ารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ได้ผ่านการตรวจสภาพแล้ว พนักงานของบริษัทซึ่งมีหน้าที่ออกใบรับรองมิใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย ใบรับรองที่ออกโดยพนักงานของบริษัทจึงถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) การที่จำเลยนำใบรับรองการตรวจสภาพรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ปลอมไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งเพื่อใช้ประกอบการเสียภาษีประจำปีจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 มิใช่มาตรา 265 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 3 ปี ริบของกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสัจพร สลาประโคน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอำนวย ธันธรา
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2014/2550
#410456
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเวลากลางคืนก่อนเที่ยงจนถึงเวลากลางวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทำอันตรายกุญแจประตูบ้านพักซึ่งเป็นสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ แล้วผ่านประตูดังกล่าวเข้าไปลักทรัพย์ภายในบ้านพักอันเป็นเคหสถาน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ จึงเป็นการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357 ให้จำเลยคืนพระเครื่องชุดสมเด็จวัดโล่ห์และพระพุทธรูปทรงเครื่องที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนพระเครื่องชุดสมเด็จวัดโล่ห์ และพระพุทธรูปทรงเครื่องที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2548 ระหว่างเวลากลางคืนก่อนเที่ยงจนถึงเวลากลางวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทำอันตรายกุญแจประตูบ้านพักซึ่งเป็นสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ แล้วผ่านประตูดังกล่าวเข้าไปลักทรัพย์ภายในบ้านพักอันเป็นเคหสถาน ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ จึงเป็นการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (3) ม. 335 (8) วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายคมสันต์ หอมดอกไม้
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2002/2550
#268114
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงแรกเป็นเงิน 30,000 บาท และกระทงที่สองเป็นเงิน 25,000 บาท โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกมาตรา 4 (1) (2)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงแรก 60,000 บาท กระทงที่สอง 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงแรก 1 ปี กระทงที่สอง 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 กระทงแรก 30,000 บาท กระทงที่สอง 25,000 บาท รวมปรับ 55,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงแรก 6 เดือน กระทงที่สอง 3 เดือน รวมจำคุก 9 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับเช็คพิพาท กระทงที่สอง (ฉบับที่สั่งจ่ายเงิน 500,000 บาท) คงลงโทษจำเลยที่ 1 เพียงกระทงเดียว ให้ปรับ 60,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 30,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงแรกเป็นเงิน 30,000 บาท และกระทงที่สองเป็นเงิน 25,000 บาท โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ ให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจันทร์เพ็ญ สุรพงรักตระกูล
ห้างหุ้นส่วนจำกัด เค.เอ็ม. บุ๊คส์
จำเลย — แอนด์ พับลิชชิ่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางรัชนีกร บุญพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550
#268089
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงต้องล่าช้าและทำให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น การที่จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ จำเลยให้การปฏิเสธและได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวย่อมถือว่าจำเลยถูกจับแล้ว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้ฟ้องภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตามมาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2546 เวลาใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2546 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยหมิ่นประมาทด้วยการใส่ความนางสาวกาญจนา สิทธิมาตย์ ผู้เสียหายต่อพระสิริสารธรรมคณี และผู้อื่นซึ่งเป็นบุคคลที่สาม โดยจำเลยร้องเรียนเป็นหนังสือว่า "ทำงานอยู่ในวัด ทำไมไม่มีคุณธรรม จริยธรรม และมโนธรรม ต้นงิ้วในวัดคงไม่มีหนามถึงไม่กลัวบาป" ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับนายวุฒิศักดิ์ มีสาร์ สามีจำเลย อันเป็นการพูดจาใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง เหตุเกิดที่ตำบลในเมืองและตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เกี่ยวพันกันขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2546 จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าหมิ่นประมาทผู้อื่น จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว โดยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคแรก ที่บัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับนั้นเป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงต้องล่าช้า และทำให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น คดีนี้จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นให้จำเลยทราบวันที่ 17 มิถุนายน 2546 กรณีย่อมถือว่าจำเลยถูกจับตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้ฟ้องภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ถ้าไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องขอผัดฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2546 โดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงขอนแก่น
จำเลย — นางนิศา มีสาร์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550
#268564
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 7 วรรคแรก ที่บัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับนั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงต้องล่าช้า และทำให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น การที่จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ ย่อมถือว่าจำเลยถูกจับแล้ว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้ฟ้องภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ถ้าไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องขอผัดฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2546 จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าหมิ่นประมาทผู้อื่น จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว โดยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคแรก ที่บัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับนั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงต้องล่าช้า และทำให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น คดีนี้จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นให้จำเลยทราบวันที่ 17 มิถุนายน 2546 กรณีย่อมถือว่าจำเลยถูกจับตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้ฟ้องภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ถ้าไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องขอผัดฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2546 โดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงขอนแก่น
จำเลย — นางนิศา มีสาร์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1970/2550
#412812
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ในคำขอท้ายฟ้องมิได้อ้างมาตรา 57 และมาตรา 91 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ ซึ่งเป็นบทความผิดและบทลงโทษ โดยเฉพาะไม่อ้างบทความผิด ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) และเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์สำหรับการกระทำความผิดฐานนี้ จะลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 32, 33, 58 ริบของกลาง บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2339/2544 ขอบศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 7 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษข้อหานึ้ให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบของกลาง กับให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2339/2544 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) แต่โทษปรับขั้นต่ำให้บังคับใช้มาตรา 91 เดิม และให้ลงโทษปรับ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลาคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกส่วนโทษของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจชัยยาและสิบตำรวจเอกมานิชพยานผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความยืนยันว่าตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากในฐานพัดลมตั้งโต๊ะในบ้านเกิดเหตุซึ่งมีจำเลยทั้งสองอยู่ร่วมกันที่นั่น จึงจับกุมมาดำเนินคดี และในชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองรับสารภาพว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย โดยในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 ได้ต่อสู้ว่า ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธและปรากฏว่ามีร่องรอยการแก้ไขข้อความส่วนที่ 2 ให้การในบันทึกการจับกุม ซึ่งโจทก์ได้ฎีกาว่า การแก้ไขดังกล่าวเป็นเพียงการระบุข้อความที่ผิดพลาดนั้น เห็นว่า การแก้ไขข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญอย่างยิ่งถึงการยอมรับหรือปฏิเสธต่อความผิดในทันทีทันใด หากเป็นการแก้ไขข้อความที่เขียนผิดพลาดจริง ก็ควรที่จะต้องใช้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อกำกับไว้เพื่อให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 รับสารภาพจริง ๆ แต่จ่าสิบตำรวจชัยยา พยานโจทก์ เพียงอ้างตอนตอบโจทก์ถามติงว่าได้อ่านให้จำเลยที่ 2 ฟังแล้ว ซึ่งก็เป็นการกล่าวอ้างฝ่ายเดียวและจำเลยที่ 2 ได้ต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวอยู่ จึงไม่อาจรับฟังได้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสองไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อนและเข้าจับกุมตรวจค้นตามหน้าที่ที่ได้สืบสวนทราบว่าที่บ้านนายเยี่ยมบิดาของจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเหตุที่หมายค้นระบุว่านายเยี่ยมก็เป็นการระบุรายละเอียดบางส่วนเพื่อประกอบในการขอหมายค้นเท่านั้น ทั้งจ่าสิบตำรวจชัยยาและสิบตำรวจเอกมานิชก็ได้เบิกความยืนยันว่าสืบสวนทราบมาก่อนแล้วว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเคยถูกจับกุมดำเนินคดีมาก่อนด้วยนั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองก็เป็นการกล่าวหาลอย ๆ ว่า สืบสวนทราบมาก่อนมิฉะนั้น ก็น่าที่จะล่อซื้อได้บ้าง แต่ก็ได้ความจากจ่าสิบตำรวจชัยยา และสิบตำรวจเอกมานิชว่าใช้ให้สายลับไปล่อซื้อแล้ว แต่ล่อซื้อไม่ได้ โดยสิบตำรวจเอกมานิชอ้างว่าเนื่องจากจำเลยทั้งสองทราบว่าสายลับเป็นสายให้ตำรวจ ซึ่งก็เป็นเพียงการเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีสายลับมายืนยันให้น่าเชื่อถือ นอกจากนั้นหมายค้นก็ไม่ปรากฏถึงจำเลยที่ 2 ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อตามที่พยานโจทก์อ้างแต่อย่างใด คงระบุเฉพาะนายเยี่ยมเท่านั้น ทั้งเรื่องที่จำเลยที่ 2 เคยถูกจับกุมดำเนินคดีก็ได้ความตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2545 ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเท่านั้น มิได้มีไว้เพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด โจทก์ฎีกาต่อมาว่า ขณะถูกตรวจค้นจับกุม จำเลยที่ 2 ก็นั่งอยู่กับจำเลยที่ 1 สามารถเห็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ได้ พัดลมที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางก็อยู่ใกล้ ๆ นั้น เห็นว่า ได้ความจากพยานโจทก์โดยเฉพาะจากสิบตำรวจเอกมานิชตอนตอบคำถามค้านว่า บ้านเกิดเหตุนั้นเป็นบ้านที่จำเลยที่ 2 มาดูมารดาซึ่งป่วยอยู่ และตามฎีกาของโจทก์ก็ระบุว่า บ้านของจำเลยที่ 2 อยู่ใกล้ ๆ กับบ้านเกิดเหตุด้วย จึงเป็นไปได้ตามจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ไปดูแลนางไสวมารดาซึ่งป่วยอยู่และนายเยี่ยมบิดาไม่อยู่บ้าน ขณะไปถึงก็พบจำเลยที่ 1 อยู่กับนางไสวอยู่แล้ว จึงไม่อาจเห็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ก่อนหน้านี้ได้ ซึ่งรวมทั้งการซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในพัดลมด้วย และจำเลยที่ 1 ก็รับว่านำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาให้นายเยี่ยมจำหน่าย ทั้งยังได้ความจากพันตำรวจโทสำเริงพนักงานสอบสวนตอบคำถามค้านว่า ได้มีการออกหมายจับนายเยี่ยมมาดำเนินคดีแล้วด้วย เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์แล้วยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหานี้มาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแต่ในคำขอท้ายฟ้องมิได้อ้างมาตรา 57 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นบทความผิดและบทลงโทษ โดยเฉพาะไม่อ้างบทความผิด ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) และเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์สำหรับการกระทำความผิดฐานนี้ จะลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฐานเสพเมทแอมเฟตามีนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายนิกร สรรพประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2550
#268087
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองโดยไม่มีสิทธิจำเลยให้การโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนครปฐมที่จะพิจารณาพิพากษา แม้ศาลจังหวัดนครปฐมสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่ตราบใดที่ยังมิได้มีคำพิพากษาศาลจังหวัดนครปฐมชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลจังหวัดนครปฐมได้รับฟ้องไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครปฐม ศาลจังหวัดนครปฐมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามมาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดนครปฐมที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมชอบด้วยมาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนครปฐมว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 240 ทางด้านทิศใต้เนื่อที่ 2 ไร่เศษ โดยได้รับการยกให้จากนายฉาย พรมแสง บิดาของสามีโจทก์ ส่วนจำเลยมีชื่อถือสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวโดยรับมรดกมาจากนายฉาย พรมแสง ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2546 จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อออกโฉนด และรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยจำเลยไม่มีสิทธิโจทก์คัดค้านการรังวัด เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีความเห็นว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยและได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย จำเลยทราบว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินจึงได้สิทธิในที่ดินโดยไม่สุจริต ไม่อาจใช้สิทธิดังกล่าวยันโจทก์ได้ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 240 หมู่ 2 ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 20 เนื้อที่ 33 ไร่ 70 ตารางวา จากนายอาจ กุลอภิญญ์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 และได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวและนายฉายไม่ได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดนครปฐมดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จ ระหว่างนัดฟังคำพิพากษา ศาลจังหวัดนครปฐมเห็นว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวงนครปฐม จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลแขวงนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ให้อำนาจศาลจังหวัดมีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลแขวงใช้เฉพาะในชั้นตรวจรับคำฟ้องเท่านั้น คดีนี้ศาลจังหวัดนครปฐมรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว แม้ต่อมาจะปรากฏว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลจังหวัดก็ยังมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ ทั้งคดีนี้ศาลจังหวัดนครปฐมได้สืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้ ประกอบกับมาตรา 18 ของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมบัญญัติว่า "ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น" ซึ่งคำว่าศาลยุติธรรมอื่นน่าจะหมายถึงศาลชำนัญพิเศษเท่านั้นไม่รวมถึงศาลแขวงด้วย จึงมีคำสั่งไม่รับโอนคดีจากศาลจังหวัดนครปฐม

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยรับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งศาลแขวงนครปฐมที่ไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดนครปฐมชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองโดยไม่มีสิทธิ จำเลยให้การโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลจังหวัดนครปฐมเห็นว่าราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนครปฐมที่จะพิจารณาพิพากษา แม้ศาลจังหวัดนครปฐมจะได้ดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่ตราบใดที่ศาลจังหวัดนครปฐมยังมิได้มีคำพิพากษา ศาลจังหวัดนครปฐมชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ศาลแขงนครปฐมวินิจฉัยว่าพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ให้อำนาจศาลจังหวัดมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงใช้เฉพาะในชั้นตรวจรับคำฟ้องไม่นำมาใช้กับกรณีนี้นั้น ไม่ถูกต้อง ส่วนที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดนครปฐมรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว แม้ต่อมาจะปรากฏว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลจังหวัดนครปฐมก็ยังมีอำนาจดำเนินกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ ทั้งศาลจังหวัดนครปฐมได้สืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า แม้ศาลจังหวัดนครปฐมจะได้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครปฐมเสียแล้ว ศาลจังหวัดนครปฐมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดนครปฐมที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปดังที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัย ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งโอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้น เป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว และเมื่อศาลแขวงนครปฐมจะเป็นผู้พิจารณาคดีนี้ต่อไป ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้ ที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่าผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้และมีคำสั่งไม่รับโอนคดีนั้นเป็นการไม่ชอบ"

พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงนครปฐม ให้ศาลแขวงนครปฐมรับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางน้ำค้าง พรมแสง
จำเลย — นายสมนึก พรมแสง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2550
#273690
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลจังหวัดนครปฐมจะได้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครปฐมเสียแล้ว ศาลจังหวัดนครปฐมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดนครปฐมที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งโอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้นเป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว และเมื่อศาลแขวงนครปฐมจะเป็นผู้พิจารณาคดีนี้ต่อไป ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนครปฐมว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 240 หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ 2 ไร่เศษ ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2546 จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อออกโฉนด และรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยจำเลยไม่มีสิทธิ โจทก์คัดค้านการรังวัด เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนเปรียบเทียบแล้ว ได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว เฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินตามฟ้องจากนายอำนาจ กุลอภิญญ์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 และได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตลอดมา โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดนครปฐมดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จ ระหว่างนัดฟังคำพิพากษา ศาลจังหวัดนครปฐมเห็นว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐม จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลแขวงนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ให้อำนาจศาลจังหวัดมีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลแขวงใช้เฉพาะในชั้นตรวจรับคำฟ้องเท่านั้น คดีนี้ศาลจังหวัดนครปฐมรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว แม้ต่อมาจะปรากฏว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลจังหวัดก็ยังมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ ทั้งคดีนี้ ศาลจังหวัดนครปฐมได้สืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงไม่มีอำนาจทำพิพากษาคดีนี้ได้ ประกอบกับมาตรา 18 ของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมบัญญัติว่า "ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น" ซึ่งคำว่าศาลยุติธรรมอื่นน่าจะหมายถึงศาลชำนัญพิเศษเท่านั้น ไม่รวมถึงศาลแขวงด้วย จึงมีคำสั่งไม่รับโอนคดีจากศาลจังหวัดนครปฐม

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งศาลแขวงนครปฐมที่ไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดนครปฐมชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองโดยไม่มีสิทธิ จำเลยให้การโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลจังหวัดนครปฐมเห็นว่าราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนครปฐมที่จะพิจารณาพิพากษา แม้ศาลจังหวัดนครปฐมจะได้ดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่ตราบใดที่ศาลจังหวัดนครปฐมยังมิได้มีคำพิพากษา ศาลจังหวัดนครปฐมชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ให้อำนาจศาลจังหวัดมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงใช้เฉพาะในชั้นตรวจรับคำฟ้อง ไม่นำมาใช้กับกรณีนี้นั้น ไม่ถูกต้อง ส่วนที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดนครปฐมรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว แม้ต่อมาจะปรากฏว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลจังหวัดนครปฐมก็ยังมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ ทั้งศาลจังหวัดนครปฐมได้สืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า แม้ศาลจังหวัดนครปฐมจะได้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครปฐมเสียแล้ว ศาลจังหวัดนครปฐมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดนครปฐมที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปดังที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัย ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งโอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้น เป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว และเมื่อศาลแขวงนครปฐมจะเป็นผู้พิจารณาคดีนี้ต่อไปผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้ ที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่าผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้และมีคำสั่งไม่รับโอนคดีนั้นเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงนครปฐม ให้ศาลแขวงนครปฐมรับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคท้าย ม. 17 ม. 18 ม. 25 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางน้ำค้าง พรมแสง
จำเลย — นายสมนึก พรมแสง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1965/2550
#267900
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดลพบุรีขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอด ซึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่เมื่อผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด มอบหมายให้จำเลยดูแลทำประโยชน์ตลอดมาผู้ร้องสอดมีความจำเป็นที่จะต้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ตามป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ขอให้พิพากษาห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ หรืออ้างสิทธิในที่ดินพิพาท ศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งอนุญาต คำร้องสอดของผู้ร้องสอดถือเสมือนเป็นคำให้การและฟ้องแย้งโจทก์อยู่ในตัว จึงมีผลเปลี่ยนคดีจากคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 225,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงลพบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดลพบุรีจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงลพบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่

ผู้ร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตามมาตรา 58 จึงถือได้ว่าผู้ร้องสอดได้ถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยด้วย ทั้งคดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอดเป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมาตรา 142 (1) บัญญัติว่า ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่ ดังนั้น หากศาลแขวงลพบุรีพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลแขวงลพบุรีย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ขับไล่ผู้ร้องสอดและจำเลยซึ่งเป็นบริวารของผู้ร้องสอดได้ การที่ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งไม่รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดลพบุรีว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 20 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 11 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2544 จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินดังกล่าวของโจทก์และใช้รถแทรกเตอร์ไถพืชไร่ที่โจทก์ปลูกไว้เสียหาย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่บริษัทสำโรงไทยเกษตร จำกัด ครอบครองทำประโยชน์โดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลตลอดมา โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์เป็นฝ่ายบุกรุกที่ดินของบริษัทสำโรงไทยเกษตร จำกัด ทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหาย บริษัทดังกล่าวจึงมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 แจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 35679 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี และที่ดินพิพาท โดยมอบหมายให้จำเลยทั้งสองดูแลทำประโยชน์และเสียภาษีบำรุงท้องที่ ผู้ร้องสอดมีความจำเป็นที่จะต้องยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความในคดีนี้ และพิพากษาห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ หรืออ้างสิทธิในที่ดินพิพาท

ศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรี สาขาโคกสำโรง ให้ทำการรังวัดทำแผนที่พิพาทเพื่อความสะดวกแก่การพิจารณาพิพากษาและคิดคำนวณทุนทรัพย์พิพาท

ระหว่างพิจารณาของศาลจังหวัดลพบุรี โจทก์ยื่นคำแถลงขอเสียค่าขึ้นศาลโดยระบุว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมินไร่ละ 15,000 บาท ทนายจำเลยและทนายผู้ร้องสอดแถลงว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมินไร่ละ 15,000 บาทจริง

ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงว่า โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด แต่ผู้ร้องสอดมิได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายชนะคดีโจทก์โดยขาดนัด ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีผู้ร้องสอดเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198

ศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทซึ่งคู่ความรับรองแล้วมีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ คำนวณราคาทุนทรัพย์เป็นเงิน 225,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงลพบุรี จึงมีคำสั่งโอนคดีนี้ไปให้ศาลแขวงลพบุรีพิจารณาพิพากษาต่อไป ส่วนที่ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องสอดเนื่องจากผู้ร้องสอดไม่ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายชนะคดีด้วยเหตุโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท เป็นคดีมโนสาเร่ โจทก์มีสิทธิยื่นคำให้การในวันนัดพิจารณาได้ จึงให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดในวันนัดพิจารณาที่ศาลแขวงลพบุรีจะได้กำหนดขึ้นต่อไป

ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งรับโอนคดีไว้พิจารณาพิพากษา

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า เมื่อปี 2523 โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 804 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จากนายคำพันธ์ มายังเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ แต่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุเนื้อที่ 29 ไร่ 73 ตารางวา โจทก์ให้นายคำพันธ์โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่นายสง่า ขุมทรัพย์ ภริยาโจทก์สำหรับที่ดินส่วนที่เหลือเนื้อที่ 11 ไร่ 85 ตารางวา โจทก์ให้นางสง่าแจ้งการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ต่อมาปี 2532 ผู้ร้องสอดได้เข้ามาซื้อที่ดินในตำบลเกาะแก้ว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี โดยซื้อเฉพาะที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น โจทก์จึงให้นางสง่าขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 804 ให้แก่ผู้ร้องสอดและมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องสอดแล้วครั้นปี 2543 กรมที่ดินได้ทำการรังวัดออกโฉนดที่ดินในตำบลเกาะแก้ว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ร้องสอดโต้แย้งว่าโจทก์ส่งมอบที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดผิดแปลงเนื่องจากที่ดินที่โจทก์ส่งมอบให้แก่ผู้ร้องสอดอยู่ทางทิศตะวันออกมีเนื้อที่เพียง 19 ไร่ ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่โจทก์ขายให้แก่ผู้ร้องสอดอยู่ทางทิศตะวันตก เพื่อยุติปัญหาระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอด นายเฉลิมชัย จำปีกาง เจ้าพนักงานที่ดินผู้เป็นหัวหน้าคณะเดินสำรวจและรังวัดได้แนะนำให้โจทก์และผู้ร้องสอดแลกเปลี่ยนที่ดินกัน โดยให้โจทก์ครอบครองที่ดินที่อยู่นอกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของผู้ร้องสอดซึ่งมีเนื้อที่ 19 ไร่ โจทก์ตกลงตามที่นายเฉลิมชัยเสนอและนำเจ้าพนักงานที่ดินสำรวจและรังวัดที่ดินของโจทก์และที่ดินส่วนที่ขายให้แก่ผู้ร้องสอด ต่อมาเดือนมิถุนายน 2544 โจทก์ได้ถูกพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เรียกไปพบเนื่องจากจำเลยที่ 2 ร้องทุกข์ว่าโจทก์บุกรุกที่ดินของผู้ร้องสอด โจทก์จึงทราบว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดเกินเข้ามาในที่ดินของโจทก์ เป็นการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ร้องสอดได้อ้างสิทธิของผู้ร้องสอดบุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินในที่ดินของโจทก์และแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องสอด

ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินซึ่งจำเลยทั้งสองต่อสู้เพียงว่า ที่ดินเป็นของบุคคลภายนอก โดยไม่ได้ต่อสู้ว่าเป็นของตนเองจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่ภายหลังบุคคลภายนอกคือผู้ร้องสอดได้ร้องสอดเข้ามาโดยอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้ร้องสอด ซึ่งศาลจังหวัดลพบุรีอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จึงทำให้คดีระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ คดีนี้มีทั้งส่วนที่เป็นคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งคดีเกี่ยวกับการร้องสอดเป็นคดีที่รวมเข้ามาเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาคดี เมื่อคดีหลักระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งศาลแขวงลพบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาคดี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงเพิกถอนคำสั่งเดิมเสีย และมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดีไว้พิจารณา ให้ส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดลพบุรี

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลแขวงลพบุรีที่เพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณา และมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาให้ส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดลพบุรีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะเริ่มคดีโดยยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดลพบุรีขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทอย่างคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ และจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอด ซึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดมอบหมายให้จำเลยทั้งสองดูแลและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา ผู้ร้องสอดมีความจำเป็นที่จะต้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อยังให้ได้รับการรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ซึ่งศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้แล้ว คำร้องสอดของผู้ร้องสอดดังกล่าวซึ่งถือเสมือนเป็นคำให้การและฟ้องแย้งโจทก์อยู่ในตัว จึงมีผลเปลี่ยนคดีจากคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีที่มีทุนทรัพย์เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 225,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงลพบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดลพบุรีจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงลพบุรีที่มีเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ การที่ศาลแขวงลพบุรีเพิกถอนคำสั่งรับโอนคดีเป็นไม่รับโอนคดีโดยวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทั้งส่วนที่เป็นคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ด้วยกันและศาลแขวงลพบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น เห็นว่า ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 58 จึงถือได้ว่าผู้ร้องสอดได้ถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งสองด้วย ทั้งคดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอดเป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) บัญญัติว่า ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่ ดังนั้น หากศาลแขวงลพบุรีพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลแขวงลพบุรีย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ขับไล่ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบริวารของผู้ร้องสอดได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิม และมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำสั่งของศาลแขวงลพบุรีที่ให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาและคำสั่งไม่รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณา กับคำสั่งที่ให้ส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดลพบุรี ให้ศาลแขวงลพบุรีรับโอนคดีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไสว ขุมทรัพย์
ผู้ร้องสอด — บริษัทสำโรงไทยเกษตร จำกัด
จำเลย — นายค้ำ บุตรวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1965/2550
#272670
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเริ่มคดีโดยยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดลพบุรีขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทอย่างคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ และจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอด ซึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดมอบหมายให้จำเลยทั้งสองดูแลและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา ผู้ร้องสอดมีความจำเป็นที่จะต้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ซึ่งศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้แล้ว คำร้องสอดของผู้ร้องสอดดังกล่าวซึ่งถือเสมือนเป็นคำให้การและฟ้องแย้งโจทก์อยู่ในตัว จึงมีผลเปลี่ยนคดีจากคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีที่มีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 225,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงลพบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดลพบุรีจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงลพบุรีที่มีเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่

เมื่อผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 58 จึงถือได้ว่าผู้ร้องสอดได้ถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งสองด้วย ทั้งคดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอดเป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 142 (1) บัญญัติว่า ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่ ดังนั้น หากศาลแขวงลพบุรีพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลแขวงลพบุรีย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ขับไล่ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบริวารของผู้ร้องสอดได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดลพบุรีว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 20 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 11 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2544 จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินดังกล่าวของโจทก์และใช้รถแทรกเตอร์ไถพืชไร่ที่โจทก์ปลูกไว้เสียหาย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่บริษัทสำโรงไทยเกษตร จำกัด ครอบครองทำประโยชน์โดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลตลอดมา โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์แต่โจทก์เป็นฝ่ายบุกรุกที่ดินของบริษัทสำโรงไทยเกษตร จำกัด ทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหาย บริษัทดังกล่าวจึงมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 แจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 35679 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี และที่ดินพิพาท โดยมอบหมายให้จำเลยทั้งสองดูแลทำประโยชน์และเสียภาษีบำรุงท้องที่ ผู้ร้องสอดมีความจำเป็นที่จะต้องยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความในคดีนี้ และพิพากษาห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ หรืออ้างสิทธิในที่ดินพิพาท

ศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรี สาขาโคกสำโรง ให้ทำการรังวัดทำแผนที่พิพาทเพื่อความสะดวกแก่การพิจารณาพิพากษาและคิดคำนวณทุนทรัพย์พิพาท

ระหว่างพิจารณาของศาลจังหวัดลพบุรี โจทก์ยื่นคำแถลงขอเสียค่าขึ้นศาลโดยระบุว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมินไร่ละ 15,000 บาท ทนายจำเลยและทนายผู้ร้องสอดแถลงว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมินไร่ละ 15,000 บาท จริง

ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด แต่ผู้ร้องสอดมิได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายชนะคดีโจทก์โดยขาดนัด ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีผู้ร้องสอดเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198

ศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทซึ่งคู่ความรับรองแล้วมีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ คำนวณราคาทุนทรัพย์เป็นเงิน 225,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงลพบุรีจึงมีคำสั่งโอนคดีนี้ไปให้ศาลแขวงลพบุรีพิจารณาต่อไป ส่วนที่ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องสอดเนื่องจากผู้ร้องสอดไม่ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายชนะคดีด้วยเหตุโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท เป็นคดีมโนสาเร่ โจทก์มีสิทธิยื่นคำให้การในวันนัดพิจารณาได้ จึงให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดในวันนัดพิจารณาที่ศาลแขวงลพบุรีจะได้กำหนดขึ้นต่อไป

ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งรับโอนคดีไว้พิจารณาพิพากษา

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า เมื่อปี 2523 โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 804 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จากนายคำพันธ์ มายัง เนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ แต่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุเนื้อที่ 29 ไร่ 73 ตารางวา โจทก์ให้นายคำพันธ์โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่นางสง่า ขุมทรัพย์ ภริยาโจทก์ สำหรับที่ดินส่วนที่เหลือเนื้อที่ 11 ไร่ 85 ตารางวา โจทก์ให้นางสง่าแจ้งการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ต่อมาปี 2532 ผู้ร้องสอดได้เข้ามาซื้อที่ดินในตำบลเกาะแก้ว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี โดยซื้อเฉพาะที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น โจทก์จึงให้นางสง่าขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 804 ให้แก่ผู้ร้องสอดและมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องสอดแล้ว ครั้งปี 2543 กรมที่ดินได้ทำการรังวัดออกโฉนดที่ดินในตำบลเกาะแก้ว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้แทนของผู้ร้องสอดโต้แย้งว่าโจทก์ส่งมอบที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดผิดแปลง เนื่องจากที่ดินที่โจทก์ส่งมอบให้แก่ผู้ร้องสอดอยู่ทางทิศตะวันออกมีเนื้อที่เพียง 19 ไร่ ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่โจทก์ขายให้แก่ผู้ร้องสอดอยู่ทางทิศตะวันตก เพื่อยุติปัญหาระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอด นายเฉลิมชัย จำปีกาง เจ้าพนักงานที่ดินผู้เป็นหัวหน้าคณะเดินสำรวจและรังวัดได้แนะนำให้โจทก์และผู้ร้องสอดแลกเปลี่ยนที่ดินกัน โดยให้โจทก์ครอบครองที่ดินที่อยู่นอกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของผู้ร้องสอดซึ่งมีเนื้อที่ 19 ไร่ โจทก์ตกลงตามที่นายเฉลิมชัยเสนอและนำเจ้าพนักงานที่ดินสำรวจและรังวัดที่ดินของโจทก์และที่ดินส่วนที่ขายให้แก่ผู้ร้องสอด ต่อมาเดือนมิถุนายน 2544 โจทก์ได้ถูกพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เรียกไปพบเนื่องจากจำเลยที่ 2 ร้องทุกข์ว่าโจทก์บุกรุกที่ดินของผู้ร้องสอด โจทก์จึงทราบว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดเกินเข้ามาในที่ดินของโจทก์ เป็นการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ร้องสอดได้อ้างสิทธิของผู้ร้องสอดบุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินในที่ดินของโจทก์และแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องสอด

ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดิน ซึ่งจำเลยทั้งสองต่อสู้เพียงว่า ที่ดินเป็นของบุคคลภายนอก โดยไม่ได้ต่อสู้ว่าเป็นของตนเอง จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่ภายหลังบุคคลภายนอกคือผู้ร้องสอดได้ร้องสอดเข้ามาโดยอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้ร้องสอด ซึ่งศาลจังหวัดลพบุรีอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จึงทำให้คดีระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ คดีนี้มีทั้งส่วนที่เป็นคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งคดีเกี่ยวกับการร้องสอดเป็นคดีที่รวมเข้ามาเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาคดี เมื่อคดีหลักระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งศาลแขวงลพบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาคดี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงเพิกถอนคำสั่งเดิมเสีย และมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดีไว้พิจารณา ให้ส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดลพบุรี

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลแขวงลพบุรีที่เพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณา และมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณา ให้ส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดลพบุรีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะเริ่มคดีโดยยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดลพบุรีขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทอย่างคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ และจำเลยทั้งสองให้การว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอด ซึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดมอบหมายให้จำเลยทั้งสองดูแลและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา ผู้ร้องสอดมีความจำเป็นที่จะต้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ซึ่งศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้แล้ว คำร้องสอดของผู้ร้องสอดดังกล่าวซึ่งถือเสมือนเป็นคำให้การและฟ้องแย้งโจทก์อยู่ในตัว จึงมีผลเปลี่ยนคดีจากคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีที่มีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 225,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงลพบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดลพบุรีจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงลพบุรีที่มีเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ การที่ศาลแขวงลพบุรีเพิกถอนคำสั่งรับโอนคดีเป็นไม่รับโอนคดีโดยวินิจฉัยว่าคดีนี้มีทั้งส่วนที่เป็นคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ด้วยกันและศาลแขวงลพบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น เห็นว่า ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 58 จึงถือได้ว่าผู้ร้องสอดได้ถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งสองด้วย ทั้งคดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอดเป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) บัญญัติว่า ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่ ดังนั้น หากศาลแขวงลพบุรีพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลแขวงลพบุรีย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ขับไล่ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบริวารของผู้ร้องสอดได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิม และมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลแขวงลพบุรีที่ให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาและคำสั่งไม่รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณา กับคำสั่งที่ให้ส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดลพบุรี ให้ศาลแขวงลพบุรีรับโอนคดีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 58 ม. 142 (1)
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคสี่ ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไสว ขุมทรัพย์
ผู้ร้องสอด — บริษัทสำโรงไทยเกษตร จำกัด
จำเลย — นายค้ำ บุตรวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ