คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1863/2550
#411386
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนเลิกสัญญา ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยกล่าวด้วยว่า โจทก์ได้ติดตามทวงถามค่าเช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายในการที่จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์อันเป็นทรัพย์ของโจทก์ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์ของโจทก์อยู่ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายได้ ส่วนกรณีที่สองโจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคาเนื่องจากโจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่แล้ว แต่ยังไม่คุ้มราคาค่าเช่าซื้อที่ค้าง และกรณีที่สามโจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ทั้งสามกรณีดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติกำหนดอายุความใช้บังคับโดยตรงจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องอายุความตามมาตรา 193/30 แห่ง ป.พ.พ. มาใช้บังคับ ซึ่งกำหนดอายุความ 10 ปี

กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าเช่าซื้อก่อนเลิกสัญญานั้น เมื่อโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2541 สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกัน โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี คำฟ้องโจทก์กรณีนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ กรณีที่สองที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคาทรัพย์ที่เช่าซื้อนั้น เมื่อโจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่บุคคลภายนอกวันที่ 2 มิถุนายน 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี คำฟ้องของโจทก์ที่เรียกค่าขาดราคาจึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนกรณีที่สามโจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน โจทก์ติดตามได้รถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี คำฟ้องของโจทก์ส่วนนี้จึงยังไม่ขาดอายุความเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 119,207 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1, ที่ 2, และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 74,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 600 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 5ช - 3700 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 202,230 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 30 งวด งวดละ 6,741 บาท ชำระงวดแรกวันที่ 11 เมษายน 2540 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 11 ของเดือนถัดไป มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 ประจำวันวันที่ 11 สิงหาคม 2540 เป็นต้นมา โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2541 สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2541 โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 122,727.97 บาท มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า คำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งแยกพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ได้เป็น 3 กรณี กรณีแรกโจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนเลิกสัญญา ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยกล่าวด้วยว่า โจทก์ได้ติดตามทวงถามค่าเช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายในการที่จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์อันเป็นทรัพย์ของโจทก์ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์ของโจทก์อยู่ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายได้ ส่วนกรณีที่สองโจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคาเนื่องจากโจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว แต่ยังไม่คุ้มราคายังขาดอยู่จำนวน 52,538 บาท และกรณีที่สามโจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ทั้งสามกรณีดังกล่าว ไม่มีบทบัญญัติกำหนดอายุความใช้บังคับโดยตรงจึงต้องนำบทบัญญัติกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ ซึ่งกำหนดให้มีอายุความ 10 ปี กรณีแรกที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าเช่าซื้อก่อนเลิกสัญญาตามข้อเท็จจริง โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2541 สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันในวันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี คำฟ้องของโจทก์กรณีนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ กรณีที่สองที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคานั้น ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อไปเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี คำฟ้องของโจทก์ที่เรียกค่าขาดราคาจึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนกรณีที่สามโจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ติดตามได้รถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี คำฟ้องของโจทก์ส่วนนี้จึงยังไม่ขาดอายุความเช่นกัน คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 600 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายเฉลียว ส่งแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางเพ็ญศรี สินธุเสน
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
สมศักดิ์ เนตรมัย
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2550
#272622
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้นั้น จะต้องแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเหตุสมควรที่มาศาลในวันนัดไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 181 คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ทราบวันเวลานัดดังกล่าวโดยชอบแล้ว แต่มิได้มาศาลตามกำหนดนัด เนื่องจากทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เดินทางไปว่าความในคดีอื่นที่ศาลได้นัดพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน โดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาในคดีนี้ ซึ่งทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นคนนัดวันนัดสืบพยานโจทก์ในคดีนี้ไว้เอง ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ชอบที่จะแจ้งต่อศาลในคดีอื่นว่าทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ติดการพิจารณาของศาลในคดีนี้ และขอให้ศาลในคดีอื่นนัดพิจารณาตามยอมในวันอื่น ไม่ควรนัดให้ซ้อนกัน แต่ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ก็หาได้กระทำไม่ นับว่าเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เอง ทั้งเมื่อมีเหตุขัดข้องทำให้ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ก็ต้องแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลในคดีนี้ทันที การที่ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เพียงแต่บอกให้โจทก์ที่ 1 มาศาลเพื่อตอบคำถามค้านของทนายจำเลยให้เสร็จโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลในคดีนี้ทราบ แสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่เห็นถึงความสำคัญในเวลานัดของศาลในคดีนี้ เหตุขัดข้องของทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จะยกขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ แม้โจทก์ที่ 1 จะมีใบรับรองแพทย์และรายงานแพทย์มาแสดงว่าโจทก์ที่ 1 เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในวันดังกล่าว โดยมีอาการโรคกระเพาะและแน่นหน้าอกก็ตามแต่ตามรายงานแพทย์ดังกล่าวได้สรุปผลการตรวจว่า โจทก์ที่ 1 มีปัญหาระบบย่อยอาหารโดยไม่มีโรคหัวใจ เนื่องจากอุดตันของเส้นโลหิตแต่อย่างใด ทั้งโจทก์ที่ 1 ยังสามารถโทรศัพท์ติดต่อไปยังสำนักงานของทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ แสดงว่าอาการป่วยของโจทก์ที่ 1 ไม่ร้ายแรงถึงขนาดที่จะทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นได้โดยสามารถสอบถามหมายเลขโทรศัพท์ของศาลชั้นต้นจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งให้บริการสอบถามหมายเลขโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมงได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ศาลชั้นต้นรอจนถึงเวลา 15.30 นาฬิกา นับว่าเป็นระยะเวลานานพอที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จะโทรศัพท์แจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นอันอยู่ในวิสัยที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 สามารถจะกระทำได้แต่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 หาได้ดำเนินการดังกล่าวไม่ พฤติการณ์ของฝ่ายโจทก์เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลล่าช้า กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลชั้นต้นจะยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 358 และ 360 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นจึงดำเนินการนัดสืบพยานโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ครั้งถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181

โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ต้องเดินทางไปว่าความที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา จึงมาว่าความในคดีนี้ไม่ได้ นายสมเจตต์บอกให้โจทก์ที่ 1 มาศาล เพื่อให้จำเลยถามค้านพยานโจทก์ปากโจทก์ที่ 1 ต่อจากนัดก่อน แต่โจทก์ที่ 1 เดินทางกลับจากต่างประเทศแล้วมีอาการป่วยกะทันหันต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจึงไม่สามารถมาศาลตามวันนัดได้ ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ถือว่าจงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์ที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ว่ามีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ เห็นว่า การที่จะให้ศาลชั้นต้นยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาคดีใหม่ได้นั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 3 จะต้องแสดงให้เห็นว่ามีเหตุสมควรที่มาศาลในวันนัดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 181 คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 28 กันยายน 2543 เวลา 13.30 นาฬิกา โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ทราบวันเวลานัดดังกล่าวโดยชอบแล้ว แต่มิได้มาศาลตามกำหนดนัด โดยได้ความจากคำเบิกความของทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ในชั้นไต่สวนคำร้องว่า เหตุที่ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่มาศาลตามกำหนดนัดนั้น เนื่องจากทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 119/2541 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา ซึ่งได้มีการเจรจาเพื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2543 และศาลในคดีดังกล่าวได้นัดพิพากษาตามยอมในวันที่ 28 กันยายน 2543 เวลา 9 นาฬิกา โดยกำหนดให้คู่ความทำการรังวัดที่ดินพิพาทให้เสร็จก่อนวันนัด แต่คู่ความในคดีดังกล่าวเกิดข้อขัดแย้งกันในการรังวัดที่ดินพิพาทและได้แจ้งความดำเนินคดีต่อกัน ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเดินทางไปดูที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2543 โดยได้ติดต่อกับโจทก์ที่ 1 ทางโทรศัพท์ และบอกให้โจทก์ที่ 1 มาศาลในวันนัดเพื่อเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยให้เสร็จ แล้วทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จะมาถามติงในนัดต่อไป ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาในคดีนี้ และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1 เดินทางกลับจากประเทศสหรัฐอเมริกาในวันที่ 27 กันยายน 2543 เวลา 11 นาฬิกา โดยมีอาการไม่สบายแน่นหน้าอกและอาเจียนจึงพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ครั้นเวลากลางคืนหลังสองยามโจทก์ที่ 1 ได้ป่วยกะทันหัน บุตรของโจทก์ที่ 1 นำตัวโจทก์ที่ 1 ไปรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพจนถึงวันที่ 29 กันยายน 2543 โจทก์ที่ 1 ไม่ได้แจ้งโจทก์ที่ 3 เนื่องจากไม่สามารถติดต่อกันได้ เห็นว่า ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นคนนัดวันนัดสืบพยานโจทก์ในคดีนี้ไว้เองตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2543 เมื่อทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไปว่าความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 119/2541 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา ซึ่งได้มีการเจรจาเพื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2543 และศาลในคดีดังกล่าวได้นัดพิพากษาตามยอมในวันที่ 28 กันยายน 2543 เวลา 9 นาฬิกา ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ชอบที่จะแจ้งต่อศาลในคดีดังกล่าวว่าทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ติดการพิจารณาของศาลในคดีนี้ และขอให้ศาลในคดีดังกล่าวนัดพิพากษาตามยอมในวันอื่น ไม่ควรนัดให้ซ้อนกัน แต่ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ก็หาได้กระทำไม่ การที่ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 นัดพิพากษาตามยอมในวันเดียวกับวันนัดสืบพยานโจทก์ในคดีนี้ นับว่าเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เอง ทั้งเมื่อคู่ความในคดีดังกล่าวเกิดข้อขัดแย้งกันในการรังวัดที่ดินพิพาททนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จำเป็นต้องเดินทางไปดูที่ดินพิพาท ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ก็จะต้องเดินทางกลับมาให้ทันวันนัดของศาลในคดีนี้ หากมีเหตุขัดข้องทำให้ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ก็ต้องแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลในคดีนี้ทันที การที่ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เพียงแต่บอกให้โจทก์ที่ 1 มาศาลเพื่อตอบคำถามค้านของทนายจำเลยให้เสร็จโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลในคดีนี้ทราบ แสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่เห็นถึงความสำคัญในเวลานัดของศาลในคดีนี้ เหตุขัดข้องของทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องที่ทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จะยกขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ส่วนอาการป่วยของโจทก์ที่ 1 แม้โจทก์ที่ 1 จะมีใบรับรองแพทย์และรายงานแพทย์มาแสดงว่าโจทก์ที่ 1 เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในวันที่ 28 กันยายน 2543 โดยมีอาการโรคกระเพาะและแน่นหน้าอกก็ตาม แต่ตามรายงานแพทย์ดังกล่าวได้สรุปผลการตรวจว่า โจทก์ที่ 1 มีปัญหาระบบย่อยอาหารโดยไม่มีโรคหัวใจเนื่องจากอุดตันของเส้นโลหิตแต่อย่างใด ทั้งโจทก์ที่ 1 ยังสามารถโทรศัพท์ติดต่อไปยังสำนักงานของทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ แสดงว่าอาการป่วยของโจทก์ที่ 1 ไม่ร้ายแรงถึงขนาดที่จะทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นได้ ส่วนที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้โทรศัพท์แจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบเนื่องจากไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของศาลชั้นต้นก็เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เพราะโจทก์ที่ 1 สามารถสอบถามหมายเลขโทรศัพท์ของศาลชั้นต้นจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งให้บริการสอบถามหมายเลขโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมงได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ศาลชั้นต้นรอโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 อยู่จนถึงเวลา 15.30 นาฬิกา นับว่าเป็นระยะเวลานานพอที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จะโทรศัพท์แจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นอันอยู่ในวิสัยที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 สามารถจะกระทำได้ แต่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 1 และที่ 3 หาได้ดำเนินการดังกล่าวไม่ พฤติการณ์ของฝ่ายโจทก์เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลล่าช้า กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลชั้นต้นจะยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปาล ศรีคุรุวาฬ กับพวก
จำเลย — นายปรีชา มหามิตรานนท์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1825/2550
#272666
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว เพราะความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจทก์เป็นความผิดคนละฐานกันจะลงโทษจำเลยทั้งสองฐานความผิดดังกล่าวย่อมไม่ได้ คำให้การของจำเลยที่ว่าขอสารภาพผิดตามฟ้องโจทก์นั้น ไม่ชัดเจนพอที่จะชี้ขาดว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานใด จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งของจำเลย

โจทก์จะอ้างว่าศาลชั้นต้นได้สอบถามคำให้การจำเลยแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร แต่เหตุที่ไม่ปรากฏข้อความดังกล่าวในบันทึกคำให้การของจำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นเพราะความผิดพลาดในการพิมพ์บันทึกข้อมูลไม่ได้ เพราะโจทก์ได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกคำให้การของจำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว หากโจทก์เห็นว่าคำให้การของจำเลยที่บันทึกไว้ไม่ชัดแจ้งหรือพิมพ์ตกหล่นผิดพลาดประการใด โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานต่อไป และโจทก์จะอ้างว่าฟ้องจำเลยในความผิดอย่างเดียวกันอีก 2 คดี ของศาลชั้นต้น และขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อกับโทษทั้งสองคดีดังกล่าว ซึ่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้สอบคำให้การจำเลยพร้อมกันทั้งสามคดี และจำเลยได้ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรทั้งสามคดี ศาลชั้นต้นจึงบันทึกไว้เป็นหลักฐานในคำฟ้องคดีนี้ และพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าว โดยนับโทษจำเลยต่อกันทั้งสามคดี และจำเลยคงอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบา ซึ่งเท่ากับยอมรับว่าตนกระทำความผิดฐานรับของโจรจริงไม่ได้ เพราะตามบันทึกคำให้การของจำเลยในคดีนี้ไม่ได้ระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรทั้งกรณีตามข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวไม่อาจนำมารับฟังเป็นหลักฐานว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรในคดีนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งของจำเลยดังกล่าวข้างต้น จึงลงโทษจำเลยไม่ได้ และคดีไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสอบถามคำให้การจำเลยใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน นครศรีธรรมราช ว-3722 ราคา 20,000 บาท ของนางวันดี คงคุ้ม ผู้เสียหายไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาวันที่ 11 พฤษภาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนของรถดังกล่าวที่ถูกถอดออกเป็นของกลาง ทั้งนี้ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุลักทรัพย์ จำเลยกับพวกไม่ทราบจำนวนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ดังกล่าวของผู้เสียหายไป หรือมิฉะนั้นตามวันเวลาที่เกิดเหตุลักทรัพย์จนถึงวันเวลาที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดที่ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 846/2545 และจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 847/2545 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 846/2545 และโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 847/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การขอสารภาพผิดตามฟ้อง และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 846/2545 และโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 847/2545 ของศาลชั้นต้นยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรได้หรือไม่ และสมควรที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสอบถามคำให้การจำเลยใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว เพราะความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดคนละฐานกันจะลงโทษจำเลยทั้งสองฐานความผิดดังกล่าวย่อมไม่ได้ คำให้การของจำเลยที่ว่าขอสารภาพผิดตามฟ้องโจทก์นั้น ไม่ชัดเจนพอที่จะชี้ขาดว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานใด จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งของจำเลย ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าศาลชั้นต้นได้สอบถามคำให้การจำเลยแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร แต่เหตุที่ไม่ปรากฏข้อความดังกล่าวในบันทึกคำให้การของจำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นเพราะความผิดพลาดในการพิมพ์บันทึกข้อมูลนั้น เห็นว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกคำให้การของจำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว หากโจทก์เห็นว่าคำให้การของจำเลยที่บันทึกไว้ไม่ชัดแจ้งหรือพิมพ์ตกหล่นผิดพลาดประการใด โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานต่อไปเพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดของจำเลย ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าในวันเดียวกับที่ฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยในความผิดอย่างเดียวกันอีก 2 คดี ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 846/2545 และ 847/2545 ของศาลชั้นต้น และขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ติดต่อกับโทษในทั้งสองคดีดังกล่าว ซึ่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้สอบคำให้การจำเลยพร้อมกันทั้งสามคดี และจำเลยได้ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรทั้งสามคดี ศาลชั้นต้นจึงบันทึกไว้เป็นหลักฐานในคำฟ้องคดีนี้ และพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าว โดยนับโทษจำเลยติดต่อกันทั้งสามคดี และจำเลยคงอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบา ซึ่งเท่ากับยอมรับว่าตนกระทำความผิดฐานรับของโจรจริงนั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของจำเลยในคดีนี้ไม่ได้ระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ทั้งกรณีตามข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวไม่อาจนำมารับฟังเป็นหลักฐานว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรในคดีนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งของจำเลยดังกล่าวข้างต้นจึงลงโทษจำเลยไม่ได้ และคดีไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสอบถามคำให้การจำเลยใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายขัตติยะ รัตนะ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2550
#273683
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. ผู้ตาย และมิได้เป็นผู้ปกครองตามกฎหมายของเด็กหญิง ผ. จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามฟ้องจากจำเลยทั้งสอง โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลชั้นต้น แต่โจทก์หาได้กระทำไม่ โจทก์กลับอุทธรณ์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ได้รับมอบอำนาจจาก จ. ซึ่งเป็นทายาทอีกคนหนึ่งของ ป. ผู้ตายตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้แก้ไข ดังนั้น เหตุที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องตามที่โจทก์อุทธรณ์จึงเป็นคนละเหตุกับที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นภริยาของ ป. และเป็นบุพการีตามความเป็นจริงของเด็กหญิง ผ. โจทก์จึงเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของเด็กหญิง ผ. มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยานายประยงค์ เย็นสุขใจ เด็กหญิงผกามาศ เย็นสุขใจ เป็นบุตรของนายจิระศักดิ์ เย็นสุขใจ กับนางประถม น้อยสันเทียะ นายจิระศักดิ์มิได้จดทะเบียนสมรสกับนางประถมและได้หย่าร้างกับนางประถมแล้ว เด็กหญิงผกามาศอาศัยอยู่กับโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ปกครองโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กหญิงผกามาศ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทชนรถจักรยานยนต์ที่นายประยงค์ขับและมีเด็กหญิงผกามาศนั่งซ้อนท้ายเป็นเหตุให้นายประยงค์ถึงแก่ความตาย ส่วนเด็กหญิงผกามาศได้รับอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระค่ารักษาพยาบาลเด็กหญิงผกามาศ ค่าปลงศพ ค่าโลงศพ ค่าสวดอภิธรรมศพนายประยงค์ และค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะ รวมเป็นเงิน 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2543 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์และนายประยงค์แต่งงานกันตามประเพณีและมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางสาวจิราภรณ์ เย็นสุขใจ นายจิระศักดิ์ เย็นสุขใจ และนางสาวลภาภรณ์ เย็นสุขใจ ในการดำเนินคดีนี้นางสาวจิราภรณ์มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องและดำเนินคดีแทน

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์มิใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประยงค์ผู้ตาย และมิได้เป็นผู้ปกครองตามกฎหมายของเด็กหญิงผกามาศจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามฟ้องจากจำเลยทั้งสอง พิพากษายกฟ้อง และมีคำสั่งในคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ว่า เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้วจึงให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับมอบอำนาจจากนางสาวจิราภรณ์ซึ่งเป็นทายาทของนายประยงค์ผู้ตาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แต่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 2 ส่วนคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประยงค์ผู้ตาย และมิได้เป็นผู้ปกครองตามกฎหมายของเด็กหญิงผกามาศ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามฟ้องจากจำเลยทั้งสอง โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลชั้นต้น แต่โจทก์หาได้กระทำไม่ โจทก์กลับอุทธรณ์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ได้รับมอบอำนาจจากนางสาวจิราภรณ์ เย็นสุขใจ ซึ่งเป็นทายาทอีกคนหนึ่งของนายประยงค์ผู้ตายตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้แก้ไข ดังนั้นเหตุที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องตามที่โจทก์อุทธรณ์จึงเป็นคนละเหตุกับที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นไม่ชอบ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นภริยาของนายประยงค์และเป็นบุพการีตามความเป็นจริงของเด็กหญิงผกามาศ โจทก์จึงเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของเด็กหญิงผกามาศมีอำนาจฟ้องนั้น เป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทร์ศรี แสนวงค์
จำเลย — นายเริงฤทธิ์ นุขันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2550
#273623
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแต่งกายเป็นภิกษุแล้วใช้เท้าข้างหนึ่งยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ โดยเท้าจำเลยอยู่บนส่วนหนึ่งของพระบาทพระพุทธรูปยกมือขวาขึ้นเลียนแบบพระพุทธรูป แสดงท่าทางล้อเลียนถลึงตาอ้าปาก นอกจากจะเป็นการไม่เคารพต่อพระพุทธรูปแล้ว จำเลยยังได้แสดงตนเสมอกับพระพุทธรูป จึงเป็นการกระทำอันไม่สมควรและเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามพุทธศาสนา จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2539 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 เวลากลางคืนหลังเที่ยงวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้แต่งกายเป็นภิกษุแล้วยกตนขึ้นยืนเสมอพระพุทธรูปปางห้ามญาติ และรูปปั้นหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ซึ่งเป็นวัตถุอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของพุทธศาสนิกชน ด้วยการใช้เท้าเหยียบที่ฐานพระพุทธรูป และทำท่าทาง หน้าตาล้อเลียนพระพุทธรูปและรูปปั้นดังกล่าว อันเป็นการเหยียดหยามพุทธศาสนา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 354/2543 ของศาลแขวงพระนครเหนือ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อประมาณปี 2539 จำเลยแต่งกายเป็นภิกษุยืนอยู่ระหว่างพระพุทธรูปปางห้ามญาติและรูปปั้นหลวงปู่แหวนโดยเท้าข้างหนึ่งยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติและทำท่ายกมือขวาขึ้นเช่นเดียวกับพระพุทธรูปปางห้ามญาติและมีผู้ถ่ายรูปไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 หนังสือพิมพ์ข่าวสดได้นำภาพถ่ายของจำเลยที่แสดงท่าทางดังกล่าวมาลงพิมพ์เผยแพร่ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระพุทธรูปเป็นที่เคารพสักการะในทางศาสนาของประชาชนผู้นับถือศาสนาพุทธทั่วไป การกระทำของจำเลยตามที่ปรากฏในภาพถ่าย จำเลยแต่งกายเป็นภิกษุแล้วใช้เท้าข้างหนึ่งยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ โดยเท้าจำเลยอยู่บนส่วนหนึ่งของพระบาทพระพุทธรูปยกมือขวาขึ้นเลียนแบบพระพุทธรูป ส่วนใบหน้าของจำเลยแสดงท่าทางล้อเลียนถลึงตาอ้าปากเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการไม่เคารพต่อพระพุทธรูปแล้ว จำเลยยังได้แสดงตนเสมอกับพระพุทธรูป จึงเป็นการกระทำอันไม่สมควรและเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามพุทธศาสนา จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยทำพิธีรักษาโรคโดยนั่งเพ่งกระแสจิตเกิดตัวลอยขึ้นไปยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปไม่มีเจตนาล้อเลียนนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 206
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายกิตติ ปภัสโรบล
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2550
#273682
เปิดฉบับเต็ม

พระพุทธรูปเป็นที่เคารพสักการะในทางศาสนาของประชาชนผู้นับถือศาสนาพุทธทั่วไป การกระทำของจำเลยตามที่ปรากฏในภาพถ่าย จำเลยแต่งกายเป็นภิกษุแล้วใช้เท้าข้างหนึ่งยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ โดยเท้าจำเลยอยู่บนส่วนหนึ่งของพระบาทพระพุทธรูปยกมือขวาขึ้นเลียนแบบพระพุทธรูป ส่วนใบหน้าของจำเลยแสดงท่าทางล้อเลียนถลึงตาอ้าปากเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการไม่เคารพต่อพระพุทธรูปแล้ว จำเลยยังได้แสดงตนเสมอกับพระพุทธรูป จึงเป็นการกระทำอันไม่สมควรและเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามพุทธศาสนา จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องที่จำเลยอ้างว่า จำเลยทำพิธีรักษาโรคโดยนั่งเพ่งกระแสจิตเกิดตัวลอยขึ้นไปยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปไม่มีเจตนาล้อเลียนนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 และนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 354/2543 ของศาลแขวงพระนครเหนือ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อประมาณปี 2539 จำเลยแต่งกายเป็นภิกษุยืนอยู่ระหว่างพระพุทธรูปปางห้ามญาติและรูปปั้นหลวงปู่แหวนโดยเท้าข้างหนึ่งยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติและทำท่ายกมือขวาขึ้นเช่นเดียวกับพระพุทธรูปปางห้ามญาติและมีผู้ถ่ายรูปไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 หนังสือพิมพ์ข่าวสดได้นำภาพถ่ายของจำเลยที่แสดงท่าทางดังกล่าวมาลงพิมพ์เผยแพร่ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระพุทธรูปเป็นที่เคารพสักการะในทางศาสนาของประชาชนผู้นับถือศาสนาพุทธทั่วไป การกระทำของจำเลยตามที่ปรากฏในภาพถ่าย จำเลยแต่งกายเป็นภิกษุแล้วใช้เท้าข้างหนึ่งยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ โดยเท้าจำเลยอยู่บนส่วนหนึ่งของพระบาทพระพุทธรูปยกมือขวาขึ้นเลียนแบบพระพุทธรูป ส่วนใบหน้าของจำเลยแสดงท่าทางล้อเลียนถลึงตาอ้าปากเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการไม่เคารพต่อพระพุทธรูปแล้ว จำเลยยังได้แสดงตนเสมอกับพระพุทธรูป จึงเป็นการกระทำอันไม่สมควรและเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามพุทธศาสนา จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยทำพิธีรักษาโรคโดยนั่งเพ่งกระแสจิตเกิดตัวลอยขึ้นไปยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปไม่มีเจตนาล้อเลียนนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 206
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายกิตติ ปภัสโรบล
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1798/2550
#272607
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว เพราะความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดคนละฐานกัน จะลงโทษจำเลยทั้งสามทั้งสองฐานความผิดดังกล่าวย่อมไม่ได้ คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสามที่ว่า ขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการนั้นไม่ชัดเจนพอที่จะชี้ขาดว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำความผิดฐานใด แม้จะปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าในชั้นสอบสวน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสามให้การชั้นสอบสวนอย่างไรไม่เกี่ยวข้องกับคำให้การในชั้นพิจารณาของจำเลยทั้งสาม กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าการที่จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการนั้นเป็นการให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง ดังนี้ เมื่อคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสามไม่สามารถรับฟังได้แน่ชัดว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร จึงมิใช่กรณีที่ศาลจะพิพากษาไปได้โดยไม่สืบพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสาม เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานศาลจึงลงโทษจำเลยทั้งสามไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547 เวลากลางวัน มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักเหล็กกล่องสี่เหลี่ยม ขนาดกว้างด้านละ 1 นิ้ว ยาว 6 เมตร จำนวน 3 เส้น ราคา 600 บาท ของนายวิโรจน์ พรหมพฤกษ์ ผู้เสียหายไปโดยทุจริต เหตุลักทรัพย์เกิดที่ตำบลบ้านแป้น อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ต่อมาตามวันดังกล่าวภายหลังเวลาที่มีการลักทรัพย์ไปแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมทรัพย์ที่ถูกลักไปเป็นของกลาง ทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายที่ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างไปเสียเอง หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันรับทรัพย์นั้นไว้ โดยจำเลยทั้งสามรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แล้วจำเลยทั้งสามช่วยพาเอาไปเสีย และช่วยจำหน่ายซึ่งทรัพย์ดังกล่าว เหตุรับของโจรเกิดที่ตำบลบ้านแป้น อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เกี่ยวพันกัน ทรัพย์ของกลางผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามฟ้อง

โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จะลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานลักทรัพย์ได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดเจนว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการจึงเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างแล้ว และคดีนี้มีอัตราโทษขั้นต่ำจำคุกไม่ถึง 5 ปี ศาลชั้นต้นชอบที่จะใช้ดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงและลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว เพราะความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดคนละฐานกัน จะลงโทษจำเลยทั้งสามทั้งสองฐานความผิดดังกล่าวย่อมไม่ได้ คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสามที่ว่า ขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการนั้น ไม่ชัดเจนพอที่จะชี้ขาดว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำความผิดฐานใด แม้จะปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสามให้การชั้นสอบสวนอย่างไรไม่เกี่ยวข้องกับคำให้การในชั้นพิจารณาของจำเลยทั้งสาม กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่า การที่จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการนั้น เป็นการให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างดังที่โจทก์ฎีกา ดังนี้ เมื่อคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสามไม่สามารถรับฟังได้แน่ชัดว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร จึงมิใช่กรณีที่ศาลจะพิพากษาไปได้โดยไม่สืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสาม เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานศาลจึงลงโทษจำเลยทั้งสามไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจท์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายการุณ ล่ามแก้วศักดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1792/2550
#272593
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 ทวิ บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 22 ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา... หรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป" โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับแนบหนังสือรับรองของอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 และหนังสือมอบหมายของอัยการสูงสุดให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงมีอำนาจรับรองอุทธรณ์แทนมาท้ายอุทธรณ์ และในตอนท้ายของอุทธรณ์มีข้อความระบุไว้ด้วยว่า คดีนี้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้ลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยได้ลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์แล้ว ตามหนังสือแนบท้ายอุทธรณ์นี้ แม้ในตอนท้ายของอุทธรณ์ดังกล่าวจะมิได้ระบุว่าให้ถือว่าหนังสือรับรองเป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ดังกล่าวก็ย่อมถือได้แล้วว่าหนังสือรับรองแนบท้ายอุทธรณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์และอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ได้ลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ตามความประสงค์ของกฎหมายแล้ว ทั้งมาตรา 22 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ก็มิได้บัญญัติว่าการรับรองอุทธรณ์จะต้องระบุวันเดือนปีที่ทำการรับรองและต้องมีรายละเอียดของเหตุผลที่สมควรให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีดังกล่าวแต่ประการใด ดังนั้น เมื่อข้อความในหนังสือรับรองแสดงให้เห็นชัดเจนว่าอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ารูปคดีนี้มีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย จึงรับรองอุทธรณ์คดีนี้ หนังสือรับรองดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าให้แก่ผู้เสียหายรวม 42 ฉบับ รวมเป็นเงินจำนวน 196,876 บาท เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด ผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" และ "มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย" ทั้งนี้ จำเลยได้ออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น และห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกมาตรา 4 (1) (3) (5)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 42 กระทง เป็นจำคุก 42 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 21 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดได้ลงลายมือชื่อรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ เนื่องจากมิได้ลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ แต่ทำหนังสือรับรองแยกต่างหากจากอุทธรณ์ของโจทก์ ถือไม่ได้ว่ามีการรับรองให้อุทธรณ์โดยชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 22 ทวิ ดังกล่าวบัญญัติว่า "ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 22 ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา... หรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป" ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับแนบหนังสือรับรองของอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 และหนังสือมอบหมายของอัยการสูงสุดให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงมีอำนาจรับรองอุทธรณ์แนบมาท้ายอุทธรณ์ และในตอนท้ายของอุทธรณ์มีข้อความระบุไว้ด้วยว่า คดีนี้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้ลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยได้ลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์แล้ว ตามหนังสือแนบท้ายอุทธรณ์นี้ แม้ในตอนท้ายของอุทธรณ์ดังกล่าวจะมิได้ระบุว่าให้ถือว่าหนังสือรับรองเป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ดังกล่าวก็ย่อมถือได้แล้วว่าหนังสือรับรองแนบท้ายอุทธรณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์และอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ได้ลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ตามความประสงค์ของกฎหมายแล้ว ทั้งมาตรา 22 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ก็มิได้บัญญัติว่าการรับรองอุทธรณ์จะต้องระบุวันเดือนปีที่ทำการรับรองและต้องมีรายละเอียดของเหตุผลที่สมควรให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีดังกล่าวแต่ประการใด ดังนั้น เมื่อข้อความในหนังสือรับรองแสดงให้เห็นชัดเจนว่าอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ารูปคดีนี้มีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย จึงรับรองอุทธรณ์คดีนี้ หนังสือรับรองดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า ผู้เสียหายนำเช็คที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและมอบให้ผู้เสียหายไว้เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้ามากรอกจำนวนเงินและลงวันที่สั่งจ่ายเองโดยไล่เรียงวันที่สั่งจ่ายต่อเนื่องกันจนแทบไม่มีช่วงเวลาว่างให้ผู้ออกเช็คมีเวลาหาเงินมาเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ตามเช็ค จึงอนุมานได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า เช็คพิพาทที่จำเลยออกชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายมีจำนวนเงินรวมกันถึง 196,876 บาท แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลล่างทั้งสองจำเลยไม่เคยผ่อนชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่ผู้เสียหายเลย พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ขวนขวายหาเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหาย เพื่อบรรเทาผลร้ายในความผิดที่ได้กระทำอย่างจริงจัง การที่จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 20,000 บาท ก็เป็นการกระทำภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว แสดงว่าจำเลยกระทำเพื่อจุดประสงค์อื่นไม่ใช่บรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหาย จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่เนื่องจากจำนวนเงินตามเช็คพิพาทแต่ละฉบับมีจำนวนไม่มากนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษให้กระทงละ 1 เดือนนั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 5 วัน รวม 42 กระทง เป็นจำคุก 210 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 105 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นางวันนิภาหรือจันนิภา ชมเงิน
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1791/2550
#268076
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้การพนันสลากกินรวบ จึงไม่ก่อให้เกิดหนี้อันจะเรียกร้องกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 853, 854 จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุดรธานี ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 จำนวนเงิน 421,400 บาท มีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายนำมาขอแลกเงินสดไปจากโจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ทวงถามจำเลยแล้วจำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป โจทก์ขอคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 เดือน เป็นเงิน 15,802.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 437,202.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 421,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เช็คพิพาทเป็นการสั่งจ่ายค่าสลากกินรวบงวดวันที่ 16 ตุลาคม 2540 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 เป็นหนี้การพนันมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายตกเป็นโมฆะ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเป็นเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุดรธานี ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 จำนวนเงิน 421,400 บาท มอบให้โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ตามเช็คและใบคืนเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คพิพาทซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายหรือไม่ จำเลยอ้างว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยออกให้โจทก์เพื่อชำระหนี้การพนันสลากกินรวบ เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อให้จำเลยไม่ต้องรับผิดในเช็คพิพาท ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย พยานของจำเลยมีตัวจำเลย และนายโกวิท เจริญสุข สามีจำเลยมาเบิกความว่าโจทก์และบิดามารดาของโจทก์รับซื้อสลากกินรวบที่ถือเอาเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว รางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นตัวเลขถูกรางวัล โดยจำเลยเป็นคนเดินโพยสลากกินรวบส่งให้ครอบครัวของโจทก์มาตั้งแต่ปี 2536 ใช้วิธีส่งทางโทรศัพท์ นายมานิตและนางกานดา ภารนันต์ สามีภริยากัน เป็นลูกค้าแทงสลากกินรวบกับจำเลยแต่ละครั้งจะเล่นเป็นจำนวนมากในงวดสลากกินแบ่งรัฐบาลประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2540 นายมานิตและนางกานดาเล่นสลากกินรวบเป็นเงิน 900,000 บาทเศษและถูกรางวัล 500,000 บาทเศษ คงเหลือเงินต้นที่ต้องชำระให้ฝ่ายโจทก์ 421,400 บาท ในวันที่ 16 ตุลาคม 2540 เวลา 21 นาฬิกา จำเลยไปคิดเงินกับโจทก์แล้วได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทลงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 ก่อนสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดถัดไป 1 วัน มอบให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ให้เวลา 15 วัน แก่จำเลยเพื่อเก็บเงินจากลูกค้าผู้เล่นสลากกินรวบ แต่เมื่อจำเลยไปเรียกเก็บเงินค่าสลากกินรวบจากนายมานิตและนางกานดาบุคคลทั้งสองไม่มีเงินชำระ จำเลยขอให้นายสุรเชษฐ์ อ่อนคำ และเฮียตี๋ไม่ทราบชื่อจริงช่วยเจรจาให้นายมานิตและนางกานดาจ่ายเงินให้ ต่อมาก่อนเช็คพิพาทถึงกำหนดอีก 5 วัน จำเลยพร้อมสามีและนายมานิตกับนางกานดาไปพบโจทก์ที่ร้านอึ้งจิบเซ้ง นายมานิตและนางกานดาตกลงชำระหนี้ให้โจทก์โดยโอนที่ดิน 6 แปลง ขอทำเป็นสัญญาขายฝากเพื่อจะได้ซื้อคืนในภายหลัง โดยนายมานิตและนางกานดาเป็นผู้ชำระค่าภาษีและค่าธรรมเนียมการขายฝาก ในวันจดทะเบียนขายฝากนางกานดาเตรียมเงินไปเพียง 50,000 บาท ไม่พอชำระค่าภาษีและค่าธรรมเนียมการขายฝากขาดอีก 2,600 บาท จึงให้ฝ่ายโจทก์นำไปรวมเป็นราคาขายฝากรวมเป็นเงิน 434,000 บาท และที่ใส่ชื่อนายสุวิทย์ อิสณพงศ์ เป็นผู้ซื้อฝากเนื่องจากนายสุวิทย์เป็นน้องชายของโจทก์ที่ขายสลากกินรวบด้วยกัน และมีเวลาว่างเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียน ปรากฏตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินมีกำหนด 1 ปี และสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.2 กับมีนายสุรเชษฐ์ อ่อนคำ มาเบิกความว่า ภายหลังที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทแล้ว จำเลยได้ตามนายมานิตมาพูดคุยโดยพยานนั่งอยู่ด้วย ผลการเจรจานายมานิตบอกว่าจะนำที่ดิน 4 ถึง 5 แปลง ไปขายหรือขายฝากเพื่อนำเงินมาชำระค่าสลากกินรวบที่นายมานิตซื้อ ภายหลังพยานทราบว่านายมานิตได้นำที่ดินไปขายฝากให้แก่ร้านอึ้งจิบเซ้งเพื่อใช้หนี้แทนจำเลย เห็นว่า ข้อนำสืบของจำเลยมีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารมาสนับสนุนตามที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ ส่วนที่จำเลยและนายโกวิทเบิกความแตกต่างกันเรื่องระยะเวลาที่จำเลยเป็นคนเดินโพยสลากกินรวบส่งให้แก่โจทก์ วันที่ไปคิดค่าสลากกินรวบและสั่งจ่ายเช็คพิพาทกับจำนวนเงินที่นายมานิตและนางกานดาเล่นสลากกินรวบ เป็นเพียงรายละเอียดที่อาจเบิกความคลาดเคลื่อนแตกต่างกันได้ แต่คำเบิกความของจำเลยและนายโกวิทก็ฟังได้ตรงกันว่านายมานิตและนางกานดาต้องชำระค่าสลากกินรวบให้ฝ่ายโจทก์เป็นเงิน 421,400 บาท และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ สำหรับราคาขายฝากที่ดิน จำนวน 434,000 บาท เมื่อหักออกจากค่าภาษีและค่าธรรมเนียมในการขายฝากที่จำเลยอ้างว่านางกานดาให้ฝ่ายโจทก์ออกไปก่อน จำนวน 2,600 บาท แล้ว แม้จะไม่ตรงกับยอดเงินตามเช็คพิพาทแต่ก็ไม่ใช่ข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญ เนื่องจากจุดประสงค์ที่จำเลยอ้างหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินมาก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงการชำระหนี้ค่าสลากกินรวบให้โจทก์สำหรับค่าสลากกินรวบที่นายมานิตและนางกานดาซื้อกับจำเลยเท่านั้น หากสัญญาขายฝากดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับจำเลยและโจทก์ จำเลยก็ยากที่จะทราบและยกสัญญาขายฝากขึ้นอ้างได้ พยานของจำเลยจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับพยานของโจทก์นั้นมีตัวโจทก์และนายวิศิษฏ์ อิสณพงศ์ บิดาของโจทก์มาเบิกความว่า ประมาณต้นเดือนกันยายน 2540 จำเลยมาพบโจทก์แจ้งว่าเดือดร้อนเรื่องเงินขอนำเช็คมาแลกเงินสดเป็นเงิน 400,000 บาท จะชำระเงินตามเช็คคืนให้ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2540 โจทก์คิดส่วนลดในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ให้จำเลยมารับเงินในวันที่ 15 กันยายน 2540 เมื่อถึงวันนัดจำเลยมารับเงินจากโจทก์จำนวน 400,000 บาท โดยไม่ได้หักส่วนลดไว้เนื่องจากจำเลยต้องการรับเงินเต็มจำนวน แล้วจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบใว้ให้แก่โจทก์ เห็นว่า เมื่อคำนวณผลประโยชน์ส่วนลดในอัตรา ร้อยละ 2 ต่อเดือน ตามระยะเวลาที่จำเลยเอาเงินของโจทก์ไปจากต้นเงิน 400,000บาทแล้ว ไม่ตรงกับจำนวนเงินในเช็คพิพาทตามที่โจทก์กล่าวอ้าง สำหรับจำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยนั้น โจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่าเป็นธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท รวม 2 ปึก ส่วนบิดาของโจทก์เบิกความว่าเป็นธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 2 ปึก และฉบับละ 500 บาท 4 ปึก นอกจากนี้โจทก์ยังรับว่าทราบเรื่องนายมานิตทำสัญญาขายฝากกับนายสุวิทย์น้องชายของโจทก์ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย ล.2 แต่อ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์และหนี้รายนี้ ซึ่งจำเลยได้ให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องขายฝากเพื่อชำระหนี้การเล่นพนันสลากกินรวบมาแต่ต้น แต่โจทก์มิได้นำนายสุวิทย์ที่เป็นน้องชายมาสืบให้เห็นถึงหนี้ตามสัญญาขายฝาก พยานของโจทก์จึงมีข้อให้ระแวงในการรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐาน ของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้การพนันสลากกินรวบ เมื่อเช็คพิพาทมีมูลหนี้เกิดจากการพนันสลากกินรวบ จึงไม่ก่อให้เกิดหนี้อันจะเรียกร้องกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 853, 854 จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 853
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพงศ์ อิสณพงศ์
จำเลย — นางดวงใจ เจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1786/2550
#410569
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแสดงต่อผู้เสียหายและหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่า ภ. เป็นเจ้าของรถยนต์ตามสมุดใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์จริง จนผู้เสียหายยอมรับจำนำและจ่ายเงินให้จำเลยไป ลักษณะการกระทำตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้เอกสารราชการปลอมเพื่อฉ้อโกง ว. และ ว. ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดของจำเลย จึงเป็นผู้เสียหาย แม้มีการทำสัญญาจำนำก็เป็นผลสืบเนื่องจากการหลอกลวงของจำเลยเพื่อให้ผู้เสียหายส่งมอบเงินอันเป็นทรัพย์สินให้ ดังนั้น สัญญาจำนำจะมีผลสมบูรณ์หรือไม่ หาเป็นเหตุให้ ว. ซึ่งเป็นผู้เสียหายอยู่แล้วกลายเป็นมิใช่ผู้เสียหายไม่ ผู้เสียหายจึงมีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 341, 33, 83, 91 และริบสมุดใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7 ช-4888 กรุงเทพมหานคร ของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 250,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ริบสมุดใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7 ช-4888 กรุงเทพมหานคร ของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 250,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า นางสาววีรวรรณ อิ่มประเสริฐสุข ผู้ร้องทุกข์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลจะวินิจฉัยข้อกฎหมายได้จำต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแสดงต่อผู้เสียหายและหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่านายภาณุวัฒน์เป็นเจ้าของรถยนต์ตามสมุดใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์จริง จนผู้เสียหายยอมรับจำนำและจ่ายเงินให้จำเลยไป ลักษณะการกระทำตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้เอกสารราชการปลอมเพื่อฉ้อโกงนางสาววีรวรรณ และนางสาววีรวรรณได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดของจำเลย จึงเป็นผู้เสียหาย แม้มีการทำสัญญาจำนำก็เป็นผลสืบเนื่องจากการหลอกลวงของจำเลยเพื่อให้ผู้เสียหายส่งมอบเงินอันเป็นทรัพย์สินให้ ดังนั้น สัญญาจำนำจะมีผลสมบูรณ์หรือไม่ หาเป็นเหตุให้นางสาววีรวรรณซึ่งเป็นผู้เสียหายอยู่แล้วกลายเป็นมิใช่ผู้เสียหายไม่ ผู้เสียหายจึงมีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศิริชัย แซ่เจี่ย
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชัช ชลวร
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2550
#268446
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างฉบับแรกตั้งแต่ปี 2533 และมีการต่อสัญญากันเรื่อยมาจนกระทั่งถึงสัญญาจ้างฉบับสุดท้าย โดยสัญญาจ้างแต่ละฉบับมีกำหนดอายุ 1 ปี แม้ตามสัญญาจ้างดังกล่าวจะกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ก็ตาม แต่การจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยมีการต่ออายุการจ้างเรื่อยมา เห็นได้ว่ามิใช่เป็นการจ้างพนักงานเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวเป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาลหรือเป็นงานตามโครงการแต่อย่างใด เมื่อจำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างกับโจทก์โดยไม่ยอมให้โจทก์ทำงานต่อไป ย่อมถือว่าเป็นการเลิกจ้าง และกรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต่อสัญญาจ้างก็มิใช่เหตุที่จำเลยจะอ้างเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ ข้อ 46

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2533 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 177 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โดยทำสัญญาจ้างปีต่อปีต่อเนื่องกันจนถึงว้นที่ 10 กันยายน 2546 แล้วจำเลยไม่ต่อสัญญาจ้าง ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งอื่นในอัตราค่าจ้างเดิมและนับอายุงานต่อเนื่อง และจ่ายค่าจ้างระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน มิฉะนั้น ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 31,860 บาท และค่าชดเชย 53,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประเภทลูกจ้างเป็นครั้งคราวเฉพาะงานมีกำหนดเวลาจ้าง 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2546 แต่โจทก์เคยถูกลงโทษเนื่องจากส่งสินค้าล่าช้ารวม 2 ครั้ง โดยการภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือน ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2546 โจทก์ส่งสินค้าล่าช้าอีก จำเลยจึงงดต่อสัญญาจ้าง และต่อมามีคำสั่งลงโทษโจทก์โดยการลดค่าจ้าง 1 ขั้น โจทก์จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบข้อบังคับของจำเลย และไม่รักษาประโยชน์ของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง จำเลยไม่มีตำแหน่งงานใด ๆ ตามคุณสมบัติของโจทก์ว่าง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 31,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2546 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับแรกวันที่ 11 ธันวาคม 2533 และมีการต่อสัญญากันเรื่อยมา สัญญาแต่ละฉบับมีกำหนดอายุ 1 ปี โดยสัญญาฉบับสุดท้ายมีกำหนดตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2546 เมื่อครบกำหนดสัญญาจ้างแรงงานจำเลยไม่ต่อสัญญากับโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานได้ตกลงทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือโดยมีกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ เมื่อจำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างกับโจทก์จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างและจำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างฉบับแรกตั้งแต่ปี 2533 และมีการต่อสัญญากันเรื่อยมาจนกระทั่งถึงสัญญาจ้างฉบับสุดท้าย โดยสัญญาจ้างแต่ละฉบับมีกำหนดอายุ 1 ปี แม้ตามสัญญาจ้างดังกล่าวจะกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ก็ตามแต่การจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยมีการต่ออายุการจ้างเรื่อยมา เห็นได้ว่ามิใช่เป็นการจ้างพนักงานเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวเป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาลหรือเป็นงานตามโครงการแต่อย่างใด เมื่อจำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างกับโจทก์โดยไม่ยอมให้โจทก์ทำงานต่อไป ย่อมถือว่าเป็นการเลิกจ้าง และกรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต่อสัญญาจ้างก็มิใช่เหตุที่จำเลยจะอ้างเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 46 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิรชัช บัวแย้ม
จำเลย — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.)
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1756/2550
#273622
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 570 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 70 เม็ด แก่ผู้มีชื่อ และโจทก์นำสืบว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 500 เม็ด และจับพวกจำเลยเจ็ดคน พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่บุคคลทั้งเจ็ดซื้อจากจำเลยทั้งสองคนละ 10 เม็ด ได้ที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในท้องที่สถานที่ตำรวจนครบาลแสมดำ การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่าย จึงเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำทั้งสิ้น และโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับพวกจำเลยอีก 2 คนที่ถูกจับในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางบอน การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็มิใช่ความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) จึงอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลแสมดำตามมาตรา 18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 2 (6) มิใช่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางบอนที่สอบสวนคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120

เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 บัญญัติให้รับเสียทั้งสิ้น ทั้งเป็นทรัพย์ที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงต้องริบเมทแอมเฟตามีนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกันจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 570 เม็ด น้ำหนักรวม 52.560 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 9.897 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 70 เม็ด น้ำหนักรวม 6.440 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 1.213 กรัม ให้ผู้มีชื่อหลายคนในราคา 3,500 บาท เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 570 เม็ด เป็นของกลาง เหตุเกิดที่แขวงบางบอน เขตบางบอน และแขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้องจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 12 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงจำคุก 12 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนจับกุมนายสมศักดิ์ แสงทอง และนายสุรชัย เคลือบกำเนิด ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางบอน จากการขยายผลทราบว่าบุคคลทั้งสองซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 59/32 หมู่ที่ 5 ซอยพระรามสอง 73 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำ เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอหมายค้นต่อศาลชั้นต้น ตามหมายค้นเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปค้นบ้านจำเลยที่ 2 ถึงบ้านจำเลยที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 21 นาฬิกา เมื่อเข้าไปภายในบ้านพบจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันกับบุคคลอื่นอีก 7 คน คือ นายศราวุฒิ มาปุก นายอมรเทพ สุขสบาย นายณัฐพล ศิริสูตร นายนิรุจ ศรีสกุลษาทิพย์ นายภูริน แก้วแดง นายจาง เจ๋อ เหว่ย และนายจาง เจีย เหว่ย จากการตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ถุงละ 200 เม็ด จากกระเป๋ากางเกงด้านหน้าขวา ตรวจค้นจำเลยที่ 2 พบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในถุงพลาสติก 100 เม็ด และเงินสด 3,000 บาท อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าขวา ส่วนบุคคลอื่นทั้งเจ็ดพบเมทแอมเฟตามีนคนละ 10 เม็ด บุคคลทั้งเจ็ดรับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 รับว่าเงิน 3,000 บาท ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางบอนดำเนินคดีจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนจับกุมนายสมศักดิ์และนายสุรชัยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง บุคคลทั้งสองรับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ทั้งนำไปชี้บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำ จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดกับนายสมศักดิ์และนายสุรชัยจึงไม่ใช่เป็นความผิดต่อเนื่อง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไม่มีอำนาจสอบสวนนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 570 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 70 เม็ด แก่ผู้มีชื่อหลายคน และโจทก์นำสืบว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 500 เม็ด และจับนายศราวุฒิ นายอมรเทพ นายณัฐพล นายนิรุจ นายภูริน นายจาง เจ๋อ เหว่ย และนายจาง เจีย เหว่ย พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่บุคคลทั้งเจ็ดซื้อจากจำเลยทั้งสองคนละ 10 เม็ด ได้ที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำ การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจึงเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำทั้งสิ้น และโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับนายสมศักดิ์และนายสุรชัย ดังนั้นแม้นายสมศักดิ์และนายสุรชัยถูกจับในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางบอน การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องก็หาใช่ความผิดที่เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) ไม่ แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องคดีนี้ปรากฏชัดแจ้งว่าเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลแสมดำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 2 (6) ที่จะเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ได้ มิใช่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางบอนที่สอบสวนคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาประการอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไป และข้อที่ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ถอนฎีกาไปแล้วได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ส่วนเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้นทั้งเป็นทรัพย์ที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงต้องริบเมทแอมเฟตามีนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าว"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 19 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวนกน้อย นาคปาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชัช ชลวร
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1756/2550
#273681
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแก่ผู้มีชื่อหลายคน เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน และจับ ศ. อ. ณ. น. ภ. จ. และ ห. พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่บุคคลทั้งเจ็ดซื้อจากจำเลยทั้งสองได้ที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำ การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำทั้งสิ้น และโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับ ส. และ ร. ดังนั้น แม้ ส. และ ร. ถูกจับในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางบอน การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็หาใช่ความผิดที่เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) ไม่ แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ปรากฏชัดแจ้งว่าเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลแสมดำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 2 (6) ที่จะเป็นผู้สอบสวน มิใช่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางบอนที่สอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 เมื่อการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ถอนฎีกาไปแล้วได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้องจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 12 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงจำคุก 12 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนจับกุมนายสมศักดิ์ แสงทอง และนายสุรชัย เคลือบกำเนิด ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางบอน จากการขยายผลทราบว่าบุคคลทั้งสองซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 59/32 หมู่ที่ 5 ซอยพระรามสอง 73 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำ เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอหมายค้นต่อศาลชั้นต้น ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปค้นบ้านจำเลยที่ 2 ถึงบ้านจำเลยที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 21 นาฬิกา เมื่อเข้าไปภายในบ้านพบจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันกับบุคคลอื่นอีก 7 คน คือนายศราวุฒิ มาปุก นายอมรเทพ สุขสบาย นายณัฐพล ศิริสูตร นายนิรุจ ศรีสกุลษาทิพย์ นายภูริน แก้วแดง นายจาง เจ๋อ เหว่ย และนายจาง เจีย เหว่ย จากการตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ถุงละ 200 เม็ด จากกระเป๋ากางเกงด้านหน้าขวา ตรวจค้นจำเลยที่ 2 พบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในถุงพลาสติก 100 เม็ด และเงินสด 3,000 บาท อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าขวา ส่วนบุคคลอื่นทั้งเจ็ดพบเมทแอมเฟตามีนคนละ 10 เม็ด บุคคลทั้งเจ็ดรับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 รับว่าเงิน 3,000 บาท ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางบอนดำเนินคดีจำเลยทั้งสอง

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนจับกุมนายสมศักดิ์และนายสุรชัยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง บุคคลทั้งสองรับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ทั้งนำไปชี้บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำ จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดกับนายสมศักดิ์และนายสุรชัยจึงไม่ใช่เป็นความผิดต่อเนื่อง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไม่มีอำนาจสอบสวนนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 570 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 70 เม็ด แก่ผู้มีชื่อหลายคน และโจทก์นำสืบว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 500 เม็ด และจับนายศราวุฒิ นายอมรเทพ นายณัฐพล นายนิรุจ นายภูริน นายจาง เจ๋อ เหว่ย และนายจาง เจีย เหว่ย พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่บุคคลทั้งเจ็ดซื้อจากจำเลยทั้งสองคนละ 10 เม็ด ได้ที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำ การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง จึงเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำทั้งสิ้น และโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับนายสมศักดิ์และนายสุรชัย ดังนั้นแม้นายสมศักดิ์และนายสุรชัยถูกจับในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางบอน การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องก็หาใช่ความผิดที่เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) ไม่ แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องคดีนี้ปรากฏชัดแจ้งว่าเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลแสมดำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 2 (6) ที่จะเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ได้ มิใช่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางบอนที่สอบสวนคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาประการอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไป และข้อที่ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ถอนฎีกาไปแล้วได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ส่วนเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ทั้งเป็นทรัพย์ที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงต้องริบเมทแอมเฟตามีนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าว"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (6) ม. 18 วรรคสอง ม. 19 (3) ม. 120 ม. 213 ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวนกน้อย นาคปาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชัช ชลวร
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1736/2550
#267885
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มาศาลตามกำหนดนัด และมีคำสั่งว่าให้ปรับนายประกันตามสัญญาประกัน ต่อมานายประกันนำตัวจำเลยที่ 2 ส่งศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้ยกคดีของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป จำเลยที่ 2 หลบหนีไป 1 ปีเศษ ศาลสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 2 แล้วสืบพยานในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จำนวน 5 ปาก เมื่อได้ตัวจำเลยที่ 2 มาแล้ว ต้องสืบพยานดังกล่าวใหม่ทั้งหมด คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายฉุดลากนางสาวสายฝน เนตเพ็ง ผู้เสียหาย อายุ 22 ปี และจับผู้เสียหายกดนอนลงกับพื้น พร้อมกับกดคอ ปาก และข้อมือทั้งสองข้างของผู้เสียหายไว้ทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยทั้งสองผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ของจำเลยทั้งสอง ในลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 83 จำคุกคนละ 15 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษตามประมวลกฎหมาย มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 10 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองได้กระทำชำเราโจทก์ร่วม มีปัญหาข้อแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเรา ปัญหานี้โจทก์ร่วมเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อร้านอาหารมายเวย์ปิดร้านเมื่อเวลา 1 นาฬิกา นายมะกับนายดำเพื่อนของจำเลยที่ 1 พานางสาวเสน่ห์เพื่อนของโจทก์ร่วมขึ้นรถจักรยานยนต์ออกไป โจทก์ร่วมจะตามไป แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม และอุ้มโจทก์ร่วมขึ้นรถจักรยานยนต์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับพาออกสู่ถนนสายเลี่ยงเมือง ขับวนไปมา และพาไปที่เชิงสะพานทางแยกวังกรด จำเลยที่ 2 จอดรถแล้วดึงโจทก์ร่วมลงจากรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 1 ช่วยดึงลงข้างทาง จำเลยที่ 2 จับมือทั้งสองข้างของโจทก์ร่วมกดไว้กับพื้น จำเลยที่ 1 ถอดกางเกงและกางเกงในของโจทก์ร่วมถึงบริเวณน่องพร้อมกับถลกเสื้อของโจทก์ร่วมขึ้นไปข้างบน จำเลยทั้งสองตกลงกันว่าใครจะข่มขืนโจทก์ร่วมก่อน จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ข่มขืนก่อน จำเลยที่ 1 ถอดเสื้อผ้าของตนออกทั้งหมด จากนั้นจำเลยที่ 1 เอาอวัยวะเพศของตนใส่ในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม ขยับขึ้นลงทำอยู่นาน ระหว่างถูกข่มขืนโจทก์ร่วมไม่ยินยอม แต่ก็ถูกจำเลยที่ 1 ต่อยที่ท้องและหน้าขา จำเลยที่ 1 กัดคอโจทก์ร่วมเป็นแผลและมีสีแดง เมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จความใคร่แล้ว จำเลยที่ 1 จับมือของโจทก์ร่วมกดไว้ จำเลยที่ 2 ข่มขืนโจทก์ร่วมโดยจำเลยที่ 2 ถอดเสื้อผ้าของตนทั้งหมดและนำอวัยวะเพศใส่ในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม จนจำเลยที่ 2 สำเร็จความใคร่แล้วผละตัวออก โจทก์ร่วมรู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองใส่เสื้อผ้า โจทก์ร่วมดึงกางเกงขึ้นมาแล้วออกวิ่งไปบนถนนใหญ่ จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ตาม ขณะนั้นนายสมเจต รักษธรรม ขับรถสามล้อติดเครื่องยนต์ผ่านมา โจทก์ร่วมจึงร้องให้ช่วยและแจ้งว่าถูกข่มขืน นายสมเจตพาโจทก์ร่วมไปส่งที่ปากทางเข้าบ้านของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้แจ้งความร้องทุกข์ในวันดังกล่าว คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีนายสมเจตเบิกความรับกันว่าในวันเกิดเหตุพยานขับรถสามล้อติดเครื่องยนต์เพื่อรับจ้างขนปลาไปขายที่ตลาดสดในตัวเมืองพิจิตร เมื่อขับรถมาเกือบจะถึงสะพานข้ามทางรถไฟ เห็นผู้หญิงคนหนึ่งคือโจทก์ร่วมวิ่งอยู่กลางถนนสวนทางมาร้องขอความช่วยเหลือว่าถูกข่มขืน โจทก์ร่วมมีอาการหวาดกลัว ตัวสั่น เสียงสั่น พยานขับรถไปส่งโจทก์ร่วมที่ทางเข้าบ้านของโจทก์ร่วมนอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายประเสริฐ จิระพัฒน์สกุล แพทย์ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ร่วมเบิกความประกอบรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.3 ว่า โจทก์ร่วมมีบาดแผลเป็นรอยปริ มีโลหิตซึมที่ปากช่องคลอดด้านหลัง รอยช้ำแดงรอบแคมใหญ่ขาอ่อนด้านขวา ด้านในมีรอยเขียวช้ำ ต้นคอซ้ายแดงและเขียว ช่องคลอดกว้างผิดปกติ หมายถึงว่าน่าจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านเข้าไปและสรุปว่าน่าจะเป็นการผ่านการร่วมเพศครั้งแรก เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นหญิงสาว ขณะเกิดเหตุมีอายุเพียง 22 ปี แม้เคยรู้จักจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 เป็นเพื่อนของอาโจทก์ร่วม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำสืบว่าเคยมีเรื่องโกรธเคืองกับโจทก์ร่วม จึงไม่มีสาเหตุให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์ร่วมจะเบิกความกลั่นแกล้งให้จำเลยที่ 1 ต้องได้รับโทษ ในคดีและความผิดเกี่ยวกับเพศโดยปกติหญิงสาวจะไม่กล่าวถึงเรื่องที่ตนเองถูกข่มขืนกระทำชำเราโดยผู้ชายหลายคน เพราะเป็นเรื่องเสียชื่อเสียงของตนเอง คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ยืนยันว่าไม่ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 กับพวกกระทำชำเรามีเหตุมีผลน่าเชื่อเพราะตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมเป็นคนรักของจำเลยที่ 1 หรือเคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาก่อน จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมจะยินยอมให้จำเลยที่ 1 กับพวกกระทำชำเราในวาระเดียวกันและต่อเนื่องกันเช่นนี้ ยิ่งเมื่อพิจารณาสถานที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายประกอบคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.8 และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ คดีอาญาเอกสารหมาย จ.9 ปรากฏที่เกิดเหตุเป็นไหล่ถนนรอบเมืองบริเวณสะพานข้ามรางรถไฟอยู่นอกเขตชุมชนและนอกเขตเทศบาล บริเวณที่เกิดเหตุไม่มีบ้านผู้ใดอยู่ใกล้เคียง และตามภาพถ่ายหมาย จ.8 บริเวณไหล่ทางดังกล่าวมีหญ้าขึ้นรก ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าโจทก์ร่วมยินยอมให้กระทำชำเราในสถานที่ดังกล่าวจึงขัดต่อเหตุผล ผิดวิสัยของหญิงสาวที่จะยินยอมให้จำเลยที่ 1 กับพวกกระทำชำเราในสถานที่เปลี่ยวมืด สกปรก และน่ากลัวอันตรายเช่นนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าโจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยที่ 1 กับพวกกระทำชำเราจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งขัดกับบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.4 ที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพทันทีในวันเกิดเหตุ พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้กำลังประทุษร้ายจับมือของโจทก์ร่วมกดไว้กับพื้น เมื่อโจทก์ร่วมขัดขืน จำเลยที่ 1 ก็ใช้กำลังประทุษร้ายต่อยโจทก์ร่วมที่ท้องและหน้าขา และข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม โดยจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมก่อน แล้วจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราต่อ ลักษณะการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกดังกล่าวแสดงว่ามีเจตนาร่วมกันเป็นตัวการในการผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมด้วยกัน อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานโจทก์จำนวน 5 ปาก เบิกความปากละ 2 ครั้ง การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 187 หรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นควรรับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น มีการออกหมายจับจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มาศาลตามกำหนดนัด ตามหมายจับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2540 และมีคำสั่งว่าให้ปรับนายประกันตามสัญญาประกัน ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2542 นายประกันนำตัวจำเลยที่ 2 ส่งศาลตามคำร้องลงวันที่ 25 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวในวันเดียวกันว่า ให้ยกคดีของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป จำเลยที่ 2 หลบหนีไป 1 ปีเศษ ศาลสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 2 แล้วสืบพยานในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จำนวน 5 ปาก เมื่อได้ตัวจำเลยที่ 2 มาแล้วต้องสืบพยานดังกล่าวใหม่ทั้งหมด เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้การพิจารณาและสืบพยานในศาลให้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยทั้งกรณีของจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในข้อยกเว้นที่สามารถสืบพยานลับหลังจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลชั้นต้นให้สืบพยานโจทก์ทั้งห้าปากใหม่จึงชอบแล้ว ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบ ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 187 ที่จำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใด"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
โจทก์ร่วม — นางสาวสายฝน เนตเพ็ง
จำเลย — นายทรงวุฒิ แก้วสอาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1732/2550
#267884
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญารับผิดชดใช้ความเสียหายของ ก. ต่อโจทก์ แต่เมื่อโจทก์และ ก. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายที่ ก. จะต้องรับผิด ความรับผิดของ ก. ที่เกิดจากสัญญารับผิดชดใช้ความเสียหายและความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงระงับสิ้นไป และทำให้ ก. ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และ 852 เมื่อความรับผิดของ ก. ต่อโจทก์เปลี่ยนเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยเนื่องจากหนี้ของ ก. ตามสัญญารับผิดชดใช้ความเสียหายระงับสิ้นไปแล้วตามมาตรา 698

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายกฤษณะ หนูเจริญ อดีตผู้จัดการร้านโจทก์ประจำสาขาพัทลุง 2 เก็บเงินค่าเช่าซื้อสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์จำนวน 270,908 บาท วันที่ 10 เมษายน 2540 นายกฤษณะทำสัญญายอมรับผิดขอผ่อนชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ดังกล่าวโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับนายกฤษณะ จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวให้โจทก์ในวันทำสัญญาจำนวน 50,908 บาท ส่วนที่เหลือ จำนวน 220,000 บาท นายกฤษณะจะผ่อนชำระให้โจทก์เป็นรายเดือนๆ ละ 37,000 บาท ทุกวันที่ 10 ของเดือน โดยชำระงวดแรกวันที่ 10 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะครบจำนวนและยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นายกฤษณะผิดนัดไม่ผ่อนชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นมา โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน จำนวน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า หนี้ตามสัญญาใช้ค่าเสียหายระงับแล้วเพราะโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายกฤษณะในคดีที่โจทก์ฟ้องนายกฤษณะต่อศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 1 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กับนายกฤษณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้มูลหนี้เดิมระงับไป จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดจากความรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์กับนายกฤษณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงลดยอดหนี้ให้นายกฤษณะในคดีแรงงานคงเหลือจำนวน 210,000 บาท โดยให้ผ่อนชำระเดือนละ 3,000 บาท ทุกวันที่ 15 ของเดือน อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ทำให้หนี้ตามหนังสือรับผิดชดใช้ความเสียหายดังกล่าวเป็นอันระงับไปและโจทก์บังคับคดีแรงงานแล้ว จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันมูลหนี้ตามหนังสือสัญญารับผิดชดใช้ความเสียหายจึงหลุดพ้นจากความรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมชำระเงิน จำนวน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2540 นายกฤษณะทำสัญญารับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.4 จำเลยทั้งสามทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญารับผิดชดใช้ความเสียหายตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7 ต่อมานายกฤษณะผิดนัดชำระหนี้โจทก์จึงฟ้องนายกฤษณะและจำเลยทั้งสามต่อศาลแรงงานกลางแต่โจทก์ได้ถอนฟ้องจำเลยทั้งสามเนื่องจากคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแรงงานกลางและได้มาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ส่วนโจทก์กับนายกฤษณะต่อมาได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลแรงงานกลางได้พิพากษาตามยอมแล้ว ตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายกฤษณะที่ศาลแรงงานกลางนั้น ทำให้ผลของสัญญาชดใช้ความเสียหายระงับไปและจำเลยทั้งสามพ้นความรับผิดไปด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและนำสืบฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญารับผิดใช้ความเสียหายของนายกฤษณะต่อโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และนายกฤษณะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายที่นายกฤษณะจะต้องรับผิดความรับผิดของนายกฤษณะที่เกิดจากสัญญารับผิดชดใช้ความเสียหายและความรับผิดของจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันจึงระงับสิ้นไป และทำให้นายกฤษณะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และ 852 เมื่อความรับผิดของนายกฤษณะต่อโจทก์เปลี่ยนเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญารับผิดชดใช้ความเสียหายจึงหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยเนื่องจากหนี้ของนายกฤษณะตามสัญญารับผิดชดใช้ความเสียหายระงับสิ้นไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไดสตาร์เชน จำกัด
จำเลย — นางสาวจันจิรา ด้วงแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1726/2550
#268074
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแต่งตั้งให้ทนายจำเลยมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ทนายจำเลยย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจเต็มที่ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลว่าข้อความที่ตกลงกับโจทก์นั้นเหมาะสม ไม่ได้เสียเปรียบ ทนายจำเลยไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยทราบ ดังนั้นแม้จำเลยไม่ต้องการตกลงกับโจทก์ ก็เป็นเรื่องทนายความของจำเลยกระทำการฝ่าฝืนความประสงค์ของจำเลย หากจำเลยเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งมิใช่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2543 จำเลยที่ 1 ทำสัญญกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 240,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 มกราคม 2544 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 คงชำระหนี้แก่โจทก์เพียง 60,000 บาท โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 288,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 240,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อเดือนเมษายน 2544 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ จำนวน 20,000 บาท โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญากู้และให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันซึ่งไม่ได้กรอกข้อความ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามกำหนด โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือทวงถาม จำเลยทั้งสองจึงทราบว่าโจทก์กรอกข้อความลงในสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันเองโดยพลการ สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสองแถลงร่วมกันว่าสามารถตกลงกันได้ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ยื่นต่อศาล

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นกรณีพิเศษจำนวน 6,300 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความทำขึ้นโดยทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสองสมคบกันฉ้อฉล ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง บัญญัติ ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้ (1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล (2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในวันที่จำเลยทั้งสองมอบให้ทนายความแก้ต่าง จำเลยทั้งสองแจ้งว่าต้องการจะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด ไม่ต้องการตกลงกับโจทก์การที่ทนายความของจำเลยทั้งสองใช้ดุลพินิจรับข้อตกลงที่โจทก์เสนอลดหนี้ให้ประมาณ 100,000 บาท โดยไม่แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ต้องชำระเงินให้โจทก์อีก 180,000 บาท หากต่อสู้คดีต่อไป ศาลอาจพิพากษายกฟ้องตามที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ ข้อตกลงดังกล่าวถือว่าโจทก์ฉ้อฉลจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองแต่งตั้งให้ทนายจำเลยทั้งสองมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ทนายจำเลยทั้งสองย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจเต็มที่ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลว่าข้อความที่ตกลงกับโจทก์นั้นเหมาะสมไม่ได้เสียเปรียบ โดยทนายจำเลยทั้งสองมีอำนาจต่อรอง และจะไม่ยอมตกลงก็ได้ถ้าเห็นว่าจำเลยทั้งสองเสียเปรียบ ทนายจำเลยทั้งสองไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ก็เป็นเรื่องทนายความของจำเลยทั้งสองซึ่งมีอำนาจประนีประนอมยอมความตามใบแต่งทนายความ กระทำการฝ่าฝืนความประสงค์ของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งหาใช่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉลดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (1) บัญญัติไว้ไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิตยา ปินตาสีหรือวงค์ฉายา
จำเลย — นายฤทธิ์ ทาตายุ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1716/2550
#267880
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 323 บัญญัติว่า "บรรดาเงินต่างๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" เมื่อพิจารณาคำว่า "เรียกเอา" ประกอบกับคำว่า "บรรดาเงินต่างๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาล" แล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าผู้มีสิทธิรับเงินจะต้องเรียกเอาเงินหรือขอรับเงินที่ตนมีสิทธิจะได้รับจากศาลและต้องมารับเงินตามที่เรียกหรือขอด้วย หรือในกรณีที่ศาลออกเช็คแทนการจ่ายเป็นเงินสดผู้มีสิทธิรับเงินก็ต้องนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารหากผู้มีสิทธิรับเงินเพียงแต่แถลงขอรับเงินจากศาลแต่ไม่มารับเงินตามที่ขอ หรือมิได้นำเช็คที่ศาลออกให้ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร เงินที่ศาลจะต้องจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิดังกล่าวจะยังคงอยู่ที่ศาลและถือเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาลตามบทบัญญัติดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องพร้อมกับยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลสั่งคืนเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในวันเดียวกันและสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 57,100 บาท โดยศาลชั้นต้นได้คืนเงินค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นเช็ค แต่โจทก์มิได้มารับเช็คภายใน 1 ปี ศาลชั้นต้นจึงยกเลิกเช็คดังกล่าว เงินค่าขึ้นศาลสั่งคืนจึงเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาล การที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลสั่งคืนแต่มิได้มารับเช็คค่าขึ้นศาลที่ศาลออกให้ไปเรียกเก็บเงินจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวแล้ว และการที่ศาลชั้นต้นออกเช็คค่าขึ้นศาลให้โจทก์ก็ไม่มีผลทำให้เงินค่าขึ้นศาลสิ้นสภาพจากการเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,538,025.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 2,020,071.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2542 โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองพร้อมกับยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลสั่งคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 57,100 บาท

วันที่ 22 กันยายน 2547 โจทก์ยื่นคำร้องว่า หลังจากศาลสั่งคืนเงินค่าขึ้นศาลแล้ว ศาลชั้นต้นได้ออกเช็คค่าขึ้นศาลให้โจทก์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2542 และต่อมาได้มีคำสั่งยกเลิกเช็คดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ไม่ไปรับเช็คภายใน 1 ปี จึงขอให้ออกเช็คค่าขึ้นศาลฉบับใหม่แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิได้เรียกเอาเงินค่าขึ้นศาลภายใน 5 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิรับเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลสั่งคืนหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติว่า "บรรดาเงินต่างๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" เมื่อพิจารณาคำว่า "เรียกเอา" ประกอบกับคำว่า "บรรดาเงินต่างๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาล" แล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าผู้มีสิทธิรับเงินจะต้องเรียกเอาเงินหรือขอรับเงินที่ตนมีสิทธิจะได้รับจากศาลและต้องมารับเงินตามที่เรียกหรือขอด้วย หรือในกรณีที่ศาลออกเช็คแทนการจ่ายเป็นเงินสดผู้มีสิทธิรับเงินก็ต้องนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร หากผู้มีสิทธิรับเงินเพียงแต่แถลงขอรับเงินจากศาลแต่ไม่มารับเงินตามที่ขอ หรือมิได้นำเช็คที่ศาลออกให้ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร เงินที่ศาลจะต้องจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิดังกล่าวก็จะยังคงอยู่ที่ศาลและถือเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาลตามบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องพร้อมกับยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลสั่งคืนเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในวันเดียวกันและสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 57,100 บาท โดยศาลชั้นต้นได้คืนเงินค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นเช็ค แต่โจทก์มิได้มารับเช็คภายใน 1 ปี ศาลชั้นต้นจึงยกเลิกเช็คดังกล่าว เงินค่าขึ้นศาลที่ศาลสั่งคืนจึงเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาลการที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลสั่งคืนแต่มิได้มารับเช็คค่าขึ้นศาลที่ศาลออกให้ไปเรียกเก็บเงินจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวแล้ว และการที่ศาลชั้นต้นออกเช็คค่าขึ้นศาลให้โจทก์ก็ไม่มีผลทำให้เงินค่าขึ้นศาลสิ้นสภาพจากการเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาลดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมิได้จ่ายเงินค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทันทีที่มีคำสั่ง แต่ได้ออกเช็คค่าขึ้นศาลให้โจทก์ในภายหลังเนื่องจากตามระเบียบการจ่ายเงินของศาลมิให้จ่ายเป็นเงินสดในการออกเช็คดังกล่าว ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งให้ทราบถึงวันออกเช็คเพื่อให้โจทก์มารับเช็ค และเมื่อมีการยกเลิกเช็คดังกล่าวก็มิได้แจ้งให้ทราบเช่นกัน ถือว่าไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ แต่เมื่อนับจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกเช็คดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกเช็คค่าขึ้นศาลฉบับใหม่แล้วยังไม่พ้นกำหนดห้าปีโจทก์จึงมีสิทธิขอรับเงินค่าขึ้นศาลนั้น เป็นฎีกาข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ภาค 2 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาโจทก์นอกเหนือจากนี้เป็นรายละเอียดปลีกย่อยแม้วินิจฉัยให้ก็ไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาไม่คืนเงินค่าขึ้นศาลให้โจทก์เพราะโจทก์มิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 นั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายจรัล จันทนวรานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1703/2550
#267163
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าหน้าที่ส่งหมายนำสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ไปส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยตรงตามฟ้อง แล้วเจ้าหน้าที่รายงานผลการส่งหมายว่า ส่งไม่ได้เพราะไม่พบภูมิลำเนา ค้นหาบริเวณใกล้เคียง และสอบถามผู้พักอาศัยบริเวณดังกล่าว ไม่มีผู้ใดพบบ้านเลขที่ซึ่งฟ้องระบุเป็นภูมิลำเนาจำเลย แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนตามรายงานผลการส่งหมายให้แก่จำเลยในครั้งก่อนๆ ว่า เจ้าหน้าที่เคยนำหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องไปส่งให้แก่จำเลย 2 ครั้ง และส่งหมายเรียกคดีอาญาให้แก่จำเลยอีก 1 ครั้งได้โดยวิธีปิดหมายที่ภูมิลำเนาเดียวกันนี้ และในการไต่สวนมูลฟ้องจำเลยได้แต่งตั้งทนายความเข้ามาด้วย แสดงว่าที่เจ้าหน้าที่ส่งหมายนำสำเนาอุทธรณ์ไปส่งให้แก่จำเลยในครั้งนี้แล้วรายงานว่าไม่พบภูมิลำเนา อาจเป็นเพราะเสาะหาไม่ทั่วถึง จึงถือไม่ได้ว่าการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ได้เป็นเพราะหาตัวจำเลยไม่พบ หรือจำเลยหลบหนีหรือจำเลยจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ อันศาลชั้นต้นจะต้องรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 201 แต่เป็นกรณีที่ยังไม่มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 200 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยไม่ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้ก่อน ย่อมทำให้จำเลยเสียสิทธิตามกฎหมายในการทำคำแก้อุทธรณ์ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีโดยมิได้มีการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้ก่อน จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 200 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในเรื่องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้ก่อน แล้วส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง จำคุก 5 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้จำเลยแก้ก่อนส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษา เห็นว่า เจ้าหน้าที่ส่งหมายได้นำสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ไปส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยซึ่งตรงตามฟ้อง และปรากฏจากรายงานการส่งหมายลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 ว่าส่งไม่ได้โดยไม่พบภูมิลำเนา แต่กลับปรากฏว่าในการส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องให้แก่จำเลย 2 ครั้ง กับส่งหมายเรียกคดีอาญาอีก 1 ครั้งโดยส่งที่ภูมิลำเนาเดียวกันตามฟ้องทั้งหมดปรากฏตามรายงานการส่งหมายว่า ส่งได้โดยวิธีปิดหมาย และในการไต่ส่วนมูลฟ้องจำเลยได้แต่งตั้งทนายความเข้ามาด้วย จึงแสดงว่าที่เจ้าหน้าที่ส่งหมายนำสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ไปส่งให้แก่จำเลยแล้วรายงานว่าไม่พบภูมิลำเนานั้น อาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ส่งหมายหาไม่ทั่วถึง ทั้งที่เคยปิดหมายมาแล้ว 2 ครั้ง จึงถือไม่ได้ว่าการส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยไม่ได้นั้นเป็นเพราะหาตัวจำเลยไม่พบหรือจำเลยหลบหนีหรือจำเลยจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 201 อันศาลจะต้องรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป แต่เป็นกรณีที่ยังไม่มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 อันเป็นการทำให้จำเลยเสียสิทธิในการทำคำแก้อุทธรณ์ตามกฎหมายดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีโดยมิได้มีการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยเพื่อแก้อุทธรณ์นั้น จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในเรื่องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย แล้วส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 200 ม. 201
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสังข์ เหลืองอรุณวิไล
จำเลย — นางวรรณวิมล เลิศปัญญาพรหรืออัศวเศรณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายภัทรภณ ขวัญเมือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2550
#410568
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขอใช้บริการสินเชื่อบัตรทองโดยจำเลยขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ก็เพื่อนำบัตรทองดังกล่าวไปชำระค่าสินค้าและบริการอื่น ๆ แทนเงินสดเป็นสำคัญโดยให้โจทก์ออกเงินชำระแทนไปก่อน บัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่จำเลยขอเปิดไว้กับโจทก์ก็เปิดไว้เพียงเพื่อให้โจทก์หักเงินไปชำระหนี้ หาใช่หักทอนหนี้สินระหว่างกันอย่างบัญชีเดินสะพัดไม่ เพราะจำเลยมีแต่เป็นลูกหนี้โจทก์ฝ่ายเดียวไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ด้วย รวมทั้งไม่มีหน้าที่ต้องนำเงินฝากเข้าบัญชีก่อนซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการ และมิได้มีข้อสัญญาให้จำเลยถอนเงินเกินบัญชีด้วยเช็ค แม้ด้านหลังคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันจะมีข้อตกลงให้จำเลยถอนเงินด้วยเช็คและกรณีเงินฝากที่เหลือในบัญชีไม่พอจ่ายตามเช็ค หากโจทก์ผ่อนผันจ่ายเงินไปก่อนจำเลยยอมผูกพันจ่ายเงินส่วนที่เบิกเกินนั้นคืนให้โจทก์โดยถือเสมือนหนึ่งจำเลยได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีต่อโจทก์ และยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หรืออัตราสูงสุดตามกฎหมายให้แก่โจทก์และยอมให้นำดอกเบี้ยนี้หักจากบัญชีเมื่อถึงวันสิ้นเดือน... ก็เป็นเพียงรูปแบบของสัญญาสำเร็จรูปของโจทก์ แต่ตามความเข้าใจของโจทก์และจำเลยการใช้บัตรทองมิได้กำหนดให้จำเลยสามารถถอนเงินเกินบัญชีด้วยเช็คแต่อย่างใด หนี้ที่จำเลยค้างชำระตามบัญชีดังกล่าวจึงไม่เข้าลักษณะสัญญาบัญชีเดินสะพัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 856 โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 229,854.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีของต้นเงิน 104,875 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2532 จำเลยขอใช้บริการสินเชื่อบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรสที่ออกโดยบริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด กับโจทก์ และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันบัญชีเลขที่ 1173074103 กับโจทก์ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน โจทก์ให้วงเงินสินเชื่อแก่จำเลยเพื่อการชำระค่าสินค้าและบริการอันเกิดจากการที่จำเลยนำบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรสไปใช้แทนเงินสด และให้บริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด และบุคคลอื่น ส่งใบแจ้งยอดหนี้มาเรียกเก็บเงิน มีปัญหาข้อแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนี้ที่จำเลยค้างชำระตามบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่เปิดไว้แก่โจทก์เป็นหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดที่โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยขอใช้บริการสินเชื่อบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรสโดยจำเลยขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ก็เพื่อนำบัตรทองดังกล่าวไปชำระค่าสินค้าและบริการอื่น ๆ แทนเงินสดเป็นสำคัญโดยให้โจทก์ออกเงินชำระแทนไปก่อน บัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่จำเลยขอเปิดไว้กับโจทก์ก็เปิดไว้เพียงเพื่อให้โจทก์หักเงินไปชำระหนี้ หาใช่หักทอนหนี้สินระหว่างกันอย่างบัญชีเดินสะพัดไม่ เพราะจำเลยมีแต่เป็นลูกหนี้โจทก์ฝ่ายเดียว ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ด้วย รวมทั้งไม่มีหน้าที่ต้องนำเงินฝากเข้าบัญชีก่อนซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการ และมิได้มีข้อสัญญาให้จำเลยถอนเงินเกินบัญชีด้วยเช็ค แม้ด้านหลังคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน จะมีข้อตกลงให้จำเลยถอนเงินด้วยเช็คและกรณีเงินฝากที่เหลือในบัญชีมีไม่พอจ่ายตามเช็ค หากโจทก์ผ่อนผันจ่ายเงินไปก่อนจำเลยยอมผูกพันจ่ายเงินส่วนที่เบิกเกินนั้นคืนให้โจทก์โดยถือเสมือนหนึ่งจำเลยได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีต่อโจทก์ และยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หรืออัตราสูงสุดตามกฎหมายให้แก่โจทก์และยอมให้นำดอกเบี้ยนี้หักจากบัญชีเมื่อถึงวันสิ้นเดือน... ก็เป็นเพียงรูปแบบของสัญญาสำเร็จรูปของโจทก์ แต่ตามความเข้าใจของโจทก์และจำเลยการใช้บัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรสมิได้กำหนดให้จำเลยสามารถถอนเงินเกินบัญชีด้วยเช็คแต่อย่างใด หนี้ที่จำเลยค้างชำระตามบัญชีดังกล่าว จึงไม่เข้าลักษณะสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น แต่ตามคำฟ้องและเอกสารหลักฐานที่โจทก์อ้างส่งแทนการสืบพยานบุคคลปรากฏว่า ตามสำเนาใบสมัครบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรส ระบุวันที่เปิดวงเงินสินเชื่อ วันที่ 12 เมษายน 2532 โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นตลอดมาถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2540 ยอดหนี้ตามรายการบัญชีกระแสรายวันที่ระบุว่า เมื่อคิดถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 226,838.04 บาท โดยเป็นต้นเงิน 104,875 บาท ดอกเบี้ย 121,963.04 บาท จึงไม่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยเป็นหนี้ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์ไม่สามารถคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยได้ แต่ต้นเงินที่จำเลยใช้จ่ายบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรสก็ไม่เสียไปคงเป็นโมฆะเฉพาะดอกเบี้ย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบนั้น โดยโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า หลังจากจำเลยสมัครเป็นสมาชิกและรับบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรสไปแล้ว จำเลยนำบัตรทองดังกล่าวไปชำระค่าสินค้าและบริการอื่น ๆ แทนเงินสดหลายคราว โจทก์ได้หักเงินจากบัญชีของจำเลยและจ่ายให้แก่บริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด ตามข้อตกลงหลายคราวเช่นกัน แต่ปรากฏตามรายการบัญชีกระแสรายวัน เมื่อเริ่มแรกจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 100,000 บาท โดยไม่อาจทราบได้ว่าเป็นหนี้ค่าอะไร ทั้งที่วงเงินสินเชื่อตามสำเนาใบสมัครบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง จำเลยมีวงเงินสินเชื่อเพียง 50,000 บาท แต่สำเนาใบสมัครบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรสกลับระบุว่าจำเลยมีวงเงินสินเชื่อ 100,000 บาท ทั้งที่เป็นสำเนาใบสมัครจากต้นฉบับเดียวกันเอกสารที่โจทก์อ้างส่งแทนการสืบพยานบุคคลจึงมีข้อพิรุธ ชอบที่โจทก์จะนำหลักฐานการใช้จ่ายบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรสของจำเลยหรือหลักฐานอื่นมาแสดงให้เห็นว่าข้ออ้างตามฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายจริง นอกจากนี้เมื่อตรวจดูรายการบัญชีกระแสรายวัน คงมีแต่รายการที่จำเลยฝากเงินสดเพื่อชำระหนี้ กับรายการดอกเบี้ย ไม่ปรากฏรายการที่จำเลยใช้บัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรสชำระค่าสินค้าและบริการอื่น ๆ แทนเงินสดดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องแต่ประการใด โจทก์ยืนยันในคำฟ้องว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2540 แสดงว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นมาตั้งแต่จำเลยเป็นหนี้โจทก์จนถึงวันดังกล่าว โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่ายอดหนี้จำนวน 100,000 บาท ตามรายการบัญชีกระแสรายวัน แผ่นที่ 1 ไม่ใช่ยอดหนี้ที่เกิดจากการคิดดอกเบี้ยทบต้นแล้วโอนมาเป็นยอดหนี้ตามบัญชีของจำเลยดังกล่าว พยานหลักฐานที่โจทก์อ้างส่งแทนการสืบพยานบุคคลจึงไม่อาจทราบได้แน่นอนว่าจำเลยเป็นหนี้ต้นเงินจากการนำบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรสไปซื้อสินค้าและบริการอื่น ๆ แทนเงินสดเป็นจำนวนเท่าใดที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางเพ็ญประภา สินธุวราวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1666/2550
#272356
เปิดฉบับเต็ม

โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงแก่จำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) นั้น หมายถึง โทษจำคุกสุทธิที่จะลงแก่จำเลย โดยไม่ต้องคำนึงว่าก่อนลดโทษจะกำหนดโทษจำคุกไว้สูงกว่า 6 เดือน หรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 5 เดือน 10 วัน เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 6 เดือน จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 42, 43, 78, 139, 148, 154 (2), 157, 160 วรรคสอง พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 มาตรา 27, 30 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 91 ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักรว่าด้วย แก้ไขเปลี่ยนแปลงการห้ามรถยนต์บรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบางชนิดเดินในถนนบางสายในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2539 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2539 ข้อ 3.

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางวิไลหรือวิไลรัตน์ แก้วเงิน มารดาของนางสาวอรุณี แสงศิริรัตนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยอ้างว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้จึงขอจัดการแทน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 42, 43, 78 วรรคแรก, 139, 148, 154 (2), 157, 160 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 91 ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักรว่าด้วย แก้ไขเปลี่ยนแปลงการห้ามรถยนต์บรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไปและรถบางชนิดเดินในถนนบางสายในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2539 ข้อ 3 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด กระทงแรกฐานขับรถในช่องเดินรถด้านขวาย้อนเส้นทาง ปรับ 500 บาท กระทงที่สองฐานขับรถยนต์บรรทุกในเวลาห้าม ปรับ 1,000 บาท กระทงที่สามฐานขับรถโดยประมาทและฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส (เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท) ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 8 เดือน กระทงที่สี่ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 1 เดือน รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุก 9 เดือน และปรับ 1,500 บาท ทางนำสืบของจำเลยและคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน มีประโยชน์ในการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 42, 148, 43 (4), 157, 139 และ 154 (2) ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 42 มีระวางโทษตามมาตรา 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท ความผิดตามมาตรา 43 (4) มีระวางโทษตามมาตรา 157 ปรับตั้งแต่ 400 บาท ถึง 1,000 บาท ส่วนความผิดตามมาตรา 139 มีระวางโทษตามมาตรา 154 (2) ปรับครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวจึงมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2543 แต่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 เกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า ที่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสก่อนลดโทษ ให้จำคุก 8 เดือน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) หรือไม่ เห็นว่า โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงแก่จำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) นั้น หมายถึงโทษจำคุกสุทธิที่จะลงแก่จำเลยโดยไม่ต้องคำนึงว่าก่อนลดโทษจะกำหนดโทษจำคุกไว้สูงกว่า 6 เดือน หรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส จำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้หนึ่งสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 5 เดือน 10 วัน จึงเป็นการลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนนี้ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาในตอนท้ายว่า ผู้เสียหายมีส่วนก่อให้เกิดเหตุคดีนี้ ขอให้ลงโทษสถานเบา เห็นว่า คดีนี้ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาไม่ได้ความว่า หลังจากที่จำเลยขับรถเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของผู้เสียหายแล้วหลบหนีไปนั้นเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคสอง จึงเป็นการไม่ชอบ ความผิดในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้ไขปรับบทให้ถูกต้อง เพียงแต่เขียนวงเล็บในส่วนที่กล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ที่ถูกควรเป็นวรรคใด แล้วพิพากษายืนนั้น จึงยังไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง ส่วนกำหนดโทษให้คงเดิม เมื่อรวมโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและโทษฐานขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแล้วหลบหนีไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีแล้ว เป็นจำคุก 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 42, 148, 43 (4), 157, 139 และ 154 (2) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นางสาวอรุณี แสงศิริรัตนา โดยนางวิไลหรือ
โจทก์ร่วม — วิไลรัตน์ แก้วเงิน มารดา ผู้จัดการแทนผู้เสียหาย
จำเลย — นายเชวง ก้อนจ้อย
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ