คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2550
#267523
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาค้ำประกันหน้าแรกมีข้อความระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และระบุว่า "วงเงินค้ำประกัน 50,000,000 บาท" นอกจากนี้ในสัญญาข้อ 1 ระบุว่า "เนื่องจากคำขอของผู้ค้ำประกัน ธนาคารได้ให้เครดิตแก่จำเลยที่ 1 เพื่อรับสินค้าไปก่อนชำระเงินต่อธนาคาร ม. ตามวิธีการในวงเงิน 50,000,000 บาท" ข้อ 2 ระบุว่า "ถ้าผู้ค้ำประกันและหรือจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่าลูกหนี้ได้ประพฤติผิดสัญญาที่ให้ไว้ หรือได้กระทำการอย่างใดๆ เป็นเหตุให้ธนาคารต้องชดใช้เงินหรือได้รับความเสียหายอย่างใดๆ แล้ว ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชดใช้ให้แก่ธนาคารจนครบถ้วนเต็มตามจำนวนหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้แก่ธนาคารและอย่างลูกหนี้ร่วม" จากข้อสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 2 มีเจตนายอมตนเข้าผูกพันค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เพียงตามมูลหนี้การให้เครดิตในวงเงิน 50,000,000 บาท เท่านั้น ดังนั้น หากธนาคาร ม. ให้เครดิตแก่จำเลยที่ 1 เกินวงเงินดังกล่าวย่อมอยู่นอกเหนือเจตนาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อธนาคารดังกล่าวรวมทั้งโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในต้นเงินเกินกว่าวงเงินค้ำประกัน

ตามสัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 ยอมเสียดอกเบี้ยแก่ธนาคาร ม. และดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ต้นเงินตามวงเงินค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ย่อมต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์จากต้นเงินที่คิดตามวงเงินค้ำประกัน 50,000,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย มิใช่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเฉพาะดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง

จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกันรวม 28 ฉบับ เป็นกรณีที่ลูกหนี้ต้องผูกพันต่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ในอันที่จะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย โดยการชำระหนี้ซึ่งหากชำระโดยจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินทุกรายได้หมดสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ในการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 2 ก็ดี หรือการบังคับชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เอาจากจำเลยที่ 2 ก็ดี จะถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีฉบับใด รวมทั้งค่าไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์เพียงใดบ้างนั้นย่อมต้องบังคับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 328 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แล้วแต่กรณี

จำเลยที่ 2 ตกลงจำนองที่ดิน 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ซึ่งจำเลยที่ 2 และหรือจำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่ธนาคาร ม. เป็นจำนวนเงิน 25,000,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ประธานตามวงเงินจำนองดังกล่าว ย่อมมีผลให้ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 เป็นประกันการชำระหนี้ในต้นเงินตามจำนวนหนี้ประธานเป็นเงิน 25,000,000 บาท และดอกเบี้ยของต้นเงิน 25,00,000 บาท อีกต่างหาก โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้รวมถึงดอกเบี้ยด้วย

ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ข้อ 3 กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่จะใช้เรียกเก็บจากลูกค้าไว้ 4 อัตรา ส่วนในการเรียกดอกเบี้ยนั้น ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดไว้ เว้นแต่ในกรณีลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยและส่วนลดได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ดังนี้ ในการเรียกดอกเบี้ยของธนาคาร ม. และโจทก์จะเรียกได้สูงสุดเพียงใดนั้น จะต้องแยกเป็นอัตราสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ กับอัตราสำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้แล้ว และโดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวหากมีข้อสัญญาให้ธนาคาร ม. เรียกได้ก็จะเป็นข้อสัญญากำหนดค่าเสียหายในการชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามควรไว้ล่วงหน้า อันจะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383

ธนาคาร ม. มีเจตนาทำสัญญาทรัสต์รีซีท 10 ฉบับกับจำเลยที่ 1 เพื่อคิดดอกเบี้ยอัตราสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติ จึงเป็นข้อสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อสัญญาการคิดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีท 10 ฉบับนี้ จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ด้วย และศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศย่อมยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยก่อนผิดนัด ส่วนเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ขอวงเงินสินเชื่อกับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระค่าซื้อสินค้าที่สั่งซื้อจากผู้ขายในต่างประเทศในวงเงิน 50,000,000 บาท โดยตกลงว่า หากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้รับความเสียหายไม่ว่าประการใดๆ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้เงินค่าเสียหายคืนให้แก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับความเสียหายเป็นต้นไป และยินยอมเสียดอกเบี้ยตามอัตราที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่จำต้องแจ้งให้ทราบโดยตรงหรือตกลงใดๆ กันใหม่อีก ในการนี้มีจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ยังได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 78694, 78695, 78696 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในวงเงิน 25,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดชดใช้เงินส่วนที่ขาดจนครบ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขอให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระเงินค่าซื้อสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศรวม 28 ฉบับ เมื่อผู้ขายได้ส่งสินค้าพร้อมตั๋วแลกเงินกับเอกสารกำกับสินค้าให้แก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีท รวม 28 ฉบับ และรับเอกสารไปออกสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายก่อนโดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะชำระเป็นเงินไทยโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้ชำระเงินค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแทนจำเลยที่ 1 ไปพร้อมดอกเบี้ยค่าธรรมเนียม และค่าอากรแสตมป์ ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศโดยวิธีการหักบัญชีแล้วแต่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ครบถ้วน โดยชำระดอกเบี้ยเพียงบางส่วนแก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ยังคงค้างชำระเป็นต้นเงิน รวมจำนวน 62,195,469.33 บาท ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องในอัตราภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยรวมเป็นเงินจำนวน 27,176,413.46 บาท ค่าไปรษณีย์รวมเป็นเงิน 2,150 บาท ค่าธรรมเนียมรวมเป็นเงินจำนวน 105,828.30 บาท และค่าอากรแสตมป์รวมเป็นเงินจำนวน 815 บาท รวมเป็นยอดหนี้ทั้งสิ้นจำนวน 89,480.09 บาท ต่อมาธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้โอนกิจการให้โจทก์โดยโจทก์ได้เข้าบริหารกิจการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 โจทก์จึงรับโอนหนี้สินและสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) มีต่อจำเลยทั้งสอง โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวและบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังคงเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองเป็นเงินจำนวน 89,480,676.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 62.195,469.33 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เคยทำสัญญาการขอเครดิตเพื่อรับสินค้าไปก่อนชำระเงินฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2538 และจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2538 และได้จดทะเบียนจำนองที่ดินรวม 3 แปลง เพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 25,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นหรือยินยอมทำบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการรับจำนองรวม 3 แปลง ฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2542 การทำบันทึกฉบับดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ไม่อาจใช้ยันจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศและมิได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และไม่ต้องรับผิดในเงินค่าไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียม และค่าอากรแสตมป์ เพราะจำเลยทั้งสองมิได้ตกลงยินยอมให้โจทก์คิดเงินดังกล่าวได้ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ดอกเบี้ยที่เกินอัตราดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดไม่เกินวงเงินค้ำประกันจำนวน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และต่อมาบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 89,480,676.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,195,469.33 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงินจำนวน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบไม่ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้โจทก์ภายในวงเงินจำนองตามสัญญาจำนอง หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 50,000 บาท แต่เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1 ทำสัญญาการขอเครดิตเพื่อรับสินค้าไปก่อนชำระเงิน (ทรัสต์รีซีท) กับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จำนวน 50,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารดังกล่าว ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.10 และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวด้วย ตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขอให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เพื่อการชำระเงินค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากผู้ขายในต่างประเทศหลายครั้ง และได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับธนาคารดังกล่าวรวม 28 ฉบับ เพื่อขอรับเอกสารตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากธนาคารไปรับสินค้าก่อน โดยสัญญาจะชำระเงินค่าสินค้าที่ธนาคารดังกล่าวจ่ายไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตพร้อมดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ แก่ธนาคารดังกล่าวตามกำหนดเวลาในสัญญาทรัสต์รีซีทตามสัญญาทรัสต์รีทพร้อมเอกสารการคิดคำนวณจำนวนหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ เอกสารหมาย จ.41 ถึง จ.68 และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ต่อมาธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้โอนกิจการให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 โจทก์จึงทวงถามและมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้โอนหนี้อันเป็นสินทรัพย์รายนี้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ซึ่งได้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์แล้ว ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่สิทธิเรียกร้องในหนี้รายจำเลยทั้งสองแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ซึ่งบรรษัทดังกล่าวได้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนแล้วและขอให้ดำเนินคดีนี้ต่อไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 62,195,469.33 บาท จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในต้นเงินดังกล่าวเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวเช่นเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ เพราะตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.10 ข้อ 2 ระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดชดใช้เงินแก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เต็มจำนวนที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้แก่ธนาคาร เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.10 หน้าแรกมีข้อความระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และระบุว่า "วงเงินค้ำประกัน 50,000,000 บาท" นอกจากนี้ในสัญญาข้อ 1 ระบุว่า "เนื่องจากคำขอของผู้ค้ำประกัน ธนาคารได้ให้เครดิตแก่บริษัทเซี่ยงไฮ้เอเลเวเทอร์ จำกัด (จำเลยที่ 1) เพื่อรับสินค้าไปก่อนชำระเงิน (การทำสัญญาทรัสต์รีซีท) ต่อธนาคาร (ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน)) ตามวิธีการในวงเงิน 50,000,000 บาท ความละเอียดตามสัญญาการขอเครดิตเพื่อรับสินค้าไปก่อนชำระเงิน ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2538 แล้วนั้น" แล้วข้อ 2 ระบุว่า "ถ้าผู้ค้ำประกันและหรือบริษัทเซี่ยงไฮ้เอเลเวเทอร์ จำกัด ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่าลูกหนี้ได้ประพฤติผิดสัญญาที่ให้ไว้ หรือได้กระทำการอย่างใดๆ เป็นเหตุให้ธนาคารต้องชดใช้เงินหรือได้รับความเสียหายอย่างใดๆ แล้ว ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชดใช้ให้แก่ธนาคารจนครบถ้วนเต็มตามจำนวนหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้แก่ธนาคารและอย่างลูกหนี้ร่วม" จากข้อสัญญาดังกล่าวมานี้ เห็นได้ว่ามีการระบุจำนวนเงินค้ำประกันไว้โดยชัดเจน ทำให้เห็นถึงความประสงค์โดยสุจริตของจำเลยที่ 2 ได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนายอมตนเข้าผูกพันค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เพียงตามมูลหนี้การให้เครดิตในวงเงิน 50,000,000 บาท ดังที่ระบุไว้เท่านั้น โดยหากสัญญาค้ำประกันหนี้จำเลยที่ 1 มีเจตนายอมค้ำประกันโดยไม่จำกัดจำนวนก็ไม่จำต้องระบุวงเงินไว้แต่อย่างใด ดังนั้น หากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ให้เครดิตแก่จำเลยที่ 1 เกินจำนวนเงินดังกล่าวย่อมอยู่นอกเหนือเจตนาเข้าค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันฉบับนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อธนาคารดังกล่าวรวมทั้งโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในต้นเงินเกินกว่าวงเงินค้ำประกันนั้น อย่างไรก็ตาม ตามสัญญาค้ำประกันข้อ 2 นี้ ยังมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 2 ยอมเสียดอกเบี้ยแก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ด้วย และดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ต้นเงินตามวงเงินค้ำประกันนั้น ดังนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์จากต้นเงินที่คิดตามวงเงินค้ำประกัน 50,000,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย หาใช่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเฉพาะดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเพียงบางส่วนเท่านั้น และเมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในต้นเงินเพียง 50,000,000 บาท และดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวต่างหาก แต่จำนวนต้นเงินนี้ต่ำกว่าจำนวนต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ประกอบกับจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกันรวม 28 ฉบับ จึงต้องด้วยกรณีที่ลูกหนี้ต้องผูกพันต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ในอันที่จะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายรายโดยการชำระหนี้ซึ่งหากชำระโดยจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดไม่เต็มจำนวนหนี้ทุกรายเท่ากับไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินทุกรายได้หมดสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ในการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 2 ก็ดี หรือการบังคับชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เอาจากจำเลยที่ 2 ก็ดี จะถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับใด รวมทั้งค่าไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์เพียงใดบ้างนั้นย่อมต้องบังคับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 328 วรรคหนึ่ง และวรรคสองแล้ว แต่กรณีด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกข้อหนึ่งว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเกี่ยวกับการบังคับทรัพย์จำนองโดยระบุว่าหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้โจทก์ภายในวงเงินจำนองตามสัญญาจำนองชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ตามสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 จำเลยที่ 2 ผู้จำนองยอมรับผิดในดอกเบี้ยประธานที่มีการจำนองเงินประกันนั้นในวงเงินจำนอง 25,000,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองด้วย เห็นว่า ตามสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง เอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 จำเลยที่ 2 ตกลงจำนองที่ดิน 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ซึ่งจำเลยที่ 2 และหรือจำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงิน 25,000,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ประธานตามวงเงินจำนวนดังกล่าว ดังนี้ ตามสัญญาจำนองนี้ย่อมมีผลให้ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 เป็นประกันการชำระหนี้ในต้นเงินตามจำนวนหนี้ประธานเป็นเงิน 25,000,000 บาท และดอกเบี้ยของต้นเงิน 25,000,000 บาท อีกต่างหากการบังคับจำนองชำระหนี้ตามสัญญาจำนองนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้รวมถึงดอกเบี้ยด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามในการบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองเพื่อชำระหนี้ในวงเงินจำนวน 25,000,000 บาท กับดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวมานี้เมื่อไม่พอชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระได้ทั้งหมด กรณีจะถือเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับใดรวมทั้งค่าไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์ก็เป็นกรณีที่ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ในมูลหนี้หลายรายเช่นเดียวกับที่ได้วินิจฉัยมาแล้วในปัญหาตามอุทธรณ์ข้อแรกดังกล่าวมาข้างต้น จึงย่อมมีผลเช่นเดียวกัน

อนึ่ง ปรากฏตามคำฟ้องว่าในการคิดดอกเบี้ยในคดีนี้มีการคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดตามประกาศธนาคารมหานคร จำกัด(มหาชน) และประกาศธนาคารโจทก์ซึ่งออกประกาศตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ตามเอกสารหมาย จ.70 โดยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับนี้เป็นประกาศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเพื่อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2504 มาตรา 14 (2) ที่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) และโจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตาม เพราะหากฝ่าฝืนจะเป็นความผิดที่ต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับนี้ข้อ 3 กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่จะใช้เรียกเก็บจากลูกค้า 4 อัตรา ได้แก่อัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้มีระยะเวลา อัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ส่วนต่างสูงสุดที่จะใช้บวกเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีและอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่จะเรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ส่วนในการเรียกดอกเบี้ยนั้นตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยและส่วนลดได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ดังนี้ ในการเรียกดอกเบี้ยของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) และโจทก์จะเรียกได้สูงสุดเพียงใดนั้น จะต้องแยกเป็นอัตราสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ กับอัตราสำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้แล้ว และโดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวหากมีข้อสัญญาให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เรียกได้ก็จะเป็นข้อสัญญากำหนดค่าเสียหายในการชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามควรไว้ล่วงหน้า อันจะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 ซึ่งค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับนี้หากสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจที่จะยกขึ้นพิจารณาและวินิจฉัยให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 และเมื่อพิจารณาข้อสัญญาเกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีท 28 ฉบับ รวมทั้งรายละเอียดการคิดดอกเบี้ยในชุดเอกสารหมาย จ.41 ถึง จ.68 แล้ว ปรากฏว่า สัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวมีข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยในข้อ 4 ว่า จำเลยที่ 1 ยอมให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ตามรายละเอียดแนบท้ายในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด (ปัจจุบัน (หมายถึงขณะทำสัญญา) เท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี (เฉพาะสัญญาทรัสต์รีซีทในชุดเอกสารหมาย จ.68 ฉบับเดียวระบุร้อยละ 24 ต่อปี)) นับแต่วันที่ธนาคารได้ชำระเงินค่าสินค้า... ส่วนสัญญาข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา... จำเลยที่ 1 ยอมให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายที่ค้างชำระดังกล่าวในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 ดังนี้ เห็นได้ว่าการคิดดอกเบี้ยตามสัญญาข้อ 4 เป็นกรณีที่ยังมิได้มีการตกลงแยกไว้แล้วตามสัญญาข้อ 7 ดังนั้น ในสัญญาข้อ 4 อัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญาว่า อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ย่อมหมายถึงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ดังกล่าวมาข้างต้นโดยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวก็คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ประกาศสำหรับเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกกับส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารดังกล่าวประกาศไว้ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นอัตราสูงสุดที่ธนาคารมหานครจำกัด (มหาชน) ประกาศไว้สำหรับดอกเบี้ยจากลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดหรือเงื่อนไขนั้นเอง มิได้หมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ประกาศกำหนดสำหรับเรียกจากลูกค้าที่ผิดนัดหรือเงื่อนไข เพราะธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดได้ก็แต่เฉพาะเมื่อลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้นทั้งนี้ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวข้อ 3 (4) แต่เมื่อสัญญาข้อ 7 กำหนดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระหนี้แล้วให้เท่ากับอัตราสัญญาข้อ 4 จึงต้องใช้อัตราเดียวกัน และมิใช่เป็นข้อสัญญาให้คิดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพราะผิดนัดชำระหนี้อันเป็นเบี้ยปรับการที่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) และโจทก์คิดดอกเบี้ยในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดในอัตราผิดนัดทำนองเป็นเบี้ยปรับจึงไม่ชอบด้วยสัญญาดังกล่าว และยิ่งต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงให้ถูกต้องเสียยิ่งกว่าการลดเบี้ยปรับด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังปรากฏว่าเฉพาะตามสัญญาทรัสต์รีซีทและรายละเอียดการคิดดอกเบี้ยตามเอกสารในชุดหมาย จ.41 จ.42 จ.43 จ.44 จ.45 จ.46 จ.49 จ.50 จ.51 และ จ.54 รวม 10 ฉบับ นอกจากในสัญญาข้อ 4 ซึ่งเป็นข้อสัญญาเกี่ยวกับดอกเบี้ย กรณียังไม่ผิดนัดชำระหนี้จะมีการพิมพ์ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาตามประกาศธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ในชุดเอกสารหมาย จ.70 ที่ใช้บังคับขณะทำสัญญาแล้ว ยังปรากฏตามใบเสร็จรับเงินของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) 10 ชุด ที่เก็บเงินค่าดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีท 10 ฉบับ ดังกล่าวนี้ในช่างระยะเวลาก่อนวันถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอันเป็นเวลาที่ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้โดยมีการเรียกดอกเบี้ยสูงถึงระดับอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญา คืออัตราร้อยละ 19 ต่อปีถึงร้อยละ 24 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อทั่วไปที่เท่ากับอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี บวกส่วนต่างสูงสุดตามประกาศธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ฉบับที่มีผลใช้บังคับในขณะเรียกเก็บค่าดอกเบี้ยดังกล่าวนั้น อันเป็นการเรียกดอกเบี้ยโดยฝ่าฝืนต่อหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ข้อ 3 (4) ดังกล่าวมาแล้ว แสดงว่าธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) มีเจตนาทำสัญญาทรัสต์รีซีท 10 ฉบับนี้ เพื่อคิดดอกเบี้ยอัตราสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติ จึงเป็นข้อสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อสัญญาการคิดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีท 10 ฉบับนี้ จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ด้วย และศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศย่อมยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ดังนั้น กรณีสัญญาทรัสต์รีซีท 10 ฉบับนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยก่อนผิดนัด ส่วนเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ส่วนหนี้สัญญาทรัสต์รีซีทที่เหลืออีก 18 ฉบับ ไม่ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัดโดยฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารประเทศไทย จึงถือว่าคู่สัญญามิได้มีเจตนาทำสัญญากำหนดอัตราดอกเบี้ยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ย่อมมีผลใช้บังคับได้ โดยโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่งไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ดังวินิจฉัยมาข้างต้น แต่เมื่อปรากฏตามสำนวนว่าธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้โอนกิจการแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ มีผลให้สิทธิเรียกร้องคดีนี้อันเป็นสินทรัพย์ของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) โอนไปยังธนาคารโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกับโจทก์ตกลงในเรื่องดอกเบี้ยใหม่ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารโจทก์ ในเบื้องต้นโจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตามสัญญาเดิมที่ถือตามประกาศธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) แต่เมื่อโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ โจทก์ก็ย่อมเรียกดอกเบี้ยไม่เกินอัตราตามประกาศธนาคารโจทก์ซึ่งปรากฏว่าประกาศธนาคารโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำลง โจทก์จึงขอเรียกดอกเบี้ยได้เท่าตามประกาศธนาคารโจทก์ อย่างไรก็ตาม เมื่อในที่สุดได้มีการโอนหนี้รายนี้แก่บริษัทสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด และบริษัทดังกล่าวได้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์แล้ว สิทธิในการคิดดอกเบี้ยของบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด นับแต่มีการโอนหนี้ย่อมต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ด้วย โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยก็ต้องรับโอนสิทธิเรียกร้องมาภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทรวม 28 ฉบับ แก่โจทก์ โดยสำหรับหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 10 ฉบับ ตามสัญญาทรัสต์รีซีทในชุดเอกสารหมาย จ.41 จ.42 จ.43 จ.44 จ.45 จ.46 จ.49 จ.50 จ.51 และ จ.54 นั้น ให้ชำระต้นเงินที่เป็นผลลัพธ์จากการนำต้นเงินจำนวน 1,147,401 บาท 1,225,026 บาท 2,082,282 บาท 793,606.17 บาท 1,094,653.80 บาท 2,537,360 บาท 739,466.56 บาท 1,407,423.36 บาท และ 1,399,796.82 บาท แต่ละจำนวนตามลำดับ มาคิดหักออกด้วยจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้เฉพาะที่เป็นการชำระดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารมหานครจำกัด (มหาชน) ก่อนวันที่สัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับดังกล่าวถึงกำหนดชำระ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับชำระในจำนวนเงินตามใบเสร็จรับเงินค่าดอกเบี้ยในชุดเอกสารหมาย จ.41 จ.42 จ.43 จ.44 จ.45 จ.46 จ.49 จ.50 จ.51 และ จ.54 ที่เป็นการชำระดอกเบี้ยสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับตามลำดับ เหลือต้นเงินเท่าใดให้นำมาคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ฉบับในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันก่อนวันที่มีการชำระหนี้ดอกเบี้ยหลังจากผิดนัดชำระหนี้แล้ว และให้นำเงินที่มีการชำระดอกเบี้ยหักชำระดอกเบี้ยที่คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีดังกล่าว เหลือเท่าใดให้นำไปหักชำระต้นเงินค้างชำระ เหลือต้นเงินค้างชำระสุดท้ายเท่าใดจึงเป็นต้นเงิน 10 จำนวนที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทกตามสัญญาทรัสต์รีซีท 10 ฉบับนี้ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินค้างชำระสุดท้ายแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่มีการชำระหนี้ครั้งสุดท้ายนั้นเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ส่วนหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอีก 18 ฉบับ ตามสัญญาทรัสต์รีซีทในชุดเอกสารหมาย จ.47 จ.48 จ.52 จ.53 และ จ.55 ถึง จ.68 ให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินจำนวน 2,268,090 บาท 7,378,510 บาท 733,382.80 บาท 3,394,549.76 บาท 4,242,000 บาท 925,197.96 บาท 2,797,052.50 บาท 1,132,972 บาท 2,287,490 บาท 1,058,572.50 บาท 10,003,816.50 บาท 1,601,949.10 บาท 1,609,573.25 บาท 1,249,190.55 บาท 1,784,764.15 บาท 1,865,229.10 บาท 2,627,345.20 บาท และ 1,554,702.75 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีท 18 ฉบับ หลังนี้ตามลำดับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราสำหรับสินเชื่อทั่วไปสูงสุด (ที่ไม่ผิดนัด) ตามประกาศธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) และประกาศธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ในชุดเอกสารหมาย จ.70 และที่จะประกาศต่อไปหลังวันฟ้องในแต่ละช่วงเวลาที่ประกาศแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่นับแต่วันที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัดรับโอนหนี้คดีนี้จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้นไป การคิดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง และอัตราดอกเบี้ยหลังวันฟ้องต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ตามคำฟ้องด้วย นอกจากนี้ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียม และค่าอากรแสตมป์จำนวน 2,150 บาท 105,823.30 บาท และ 815 บาท ตามลำดับแก่โจทก์ด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ให้ร่วมรับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแก่โจทก์ในต้นเงินจำนวน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ในหนี้ต้นเงิน 50,000,000 บาท นี้ โดยจะถือว่าเป็นการชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยในหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดฉบับใดเท่าใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคหนึ่งและวรรคสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามที่ต้องร่วมกันชำระดังกล่าวให้ครบถ้วนให้บังคับยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ และหากยังได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองต่อไปจนกว่าจะถือว่าเป็นการชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้นตามภาระหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละคนต้องรับผิดดังกล่าวมาข้างต้น นอกจากที่แก้ อันได้แก่เฉพาะในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 224 ม. 328 ม. 383 ม. 680 ม. 683 ม. 715
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 10 ม. 14 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ฯ
จำเลย — บริษัทเซี่ยงไฮ้เอเลเวเทอร์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมคักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 390/2550
#267820
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเป็นผู้กำหนดวิธีการให้ผู้รับจ้างตัดต้นไม้และให้คนควบคุมดูแลการตัดต้นไม้ตลอดเวลา แต่ในวันที่มีการตัดต้นไม้และทำให้ไม้ล้มพาดสายไฟฟ้าแรงสูงในที่ดินของโจทก์ขาดก่อให้เกิดความเสียหายกลับไม่มีผู้ใดควบคุม การที่ผู้รับจ้างไม่มีความรู้ความชำนาญในการตัดต้นไม้ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างข้างเคียงหรือไม่ยอมทำตามวิธีการที่ถูกต้อง ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยใช้ให้ลูกจ้างของจำเลยตัดต้นไม้สูงประมาณ 20 เมตร ในที่ดินของจำเลย ลูกจ้างของจำเลยตัดต้นไม้ดังกล่าวด้วยความประมาทเลินเล่อ ต้นไม้ล้มพาดสายไฟฟ้าแรงสูงในที่ดินของโจทก์ขาดและพาดลงมายังสะพานไฟฟ้าแรงต่ำเป็นเหตุให้ไฟฟ้าลัดวงจร เกิดเพลิงไหม้ฉนวนสายไฟฟ้า และการระเบิดที่สายไฟฟ้ากับตู้ควบคุมไฟฟ้าภายในโรงงานของโจทก์ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในโรงงานเป็นเงิน 1,349,568.04 บาท จำเลยในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,349,568.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยว่าจ้างนายธรรมนูญ พงษ์พิบูลย์ ตัดต้นไม้ จำเลยไม่มีอำนาจสั่งการเกี่ยวกับการทำงานของลูกจ้าง และจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการเลือกหาผู้รับจ้างแล้วจึงไม่ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,349,568.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยว่าจ้างนายธรรมนูญ พงษ์พิบูลย์ ตัดต้นไม้ในที่ดินของจำเลย วันเกิดเหตุนายธรรมนูญกับพวกตัดต้นไม้ด้วยความประมาทเลินเล่อต้นไม้ล้มพาดสายไฟฟ้าแรงสูงในที่ดินของโจทก์เป็นเหตุให้เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในโรงงานของโจทก์ได้รับความเสียหาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยนำสืบว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 จำเลยได้ว่าจ้างผู้รับเหมาให้ซ่อมแซมหลังคา ท่อน้ำทิ้ง ขุดบ่อพักน้ำ และตัดต้นไม้ มีผู้เสนอราคา 2 ราย จำเลยตกลงว่าจ้างนายธรรมนูญ ในการตัดต้นไม้ จำเลยตกลงกับนายธรรมนูญว่าให้ตัดทอนเป็นท่อน ๆ จากยอดแล้วใช้เชือกผูกหย่อนลงมา ไม่ให้ตัดทีเดียวทั้งต้น โดยมีนายชูเกียรติ เสณีตันติกุล อดีตผู้จัดการโรงงานของจำเลย และนายประทิน ไม่ทราบชื่อสกุล หัวหน้าช่างซ่อมบำรุงทั่วไปของจำเลยเป็นผู้ควบคุมการตัดต้นไม้ แต่ในวันเกิดเหตุบุคคลทั้งสองไม่ได้อยู่คอยควบคุม นายธรรมนูญตัดต้นไม้ที่โคนต้นเป็นเหตุให้ต้นไม้ล้มลงเกิดความเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า การที่จำเลยเป็นผู้กำหนดวิธีการให้ผู้รับจ้างตัดต้นไม้ และให้นายชูเกียรติกับนายประทินควบคุมดูแลการตัดต้นไม้ตลอดเวลา แต่ในวันเกิดเหตุกลับไม่มีผู้ใดควบคุม และตามนามบัตรของนายธรรมนูญท้ายหนังสือประเมินราคาเอกสารหมาย ล.2 ปรากฏว่านายธรรมนูญประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างต่อเติมอาคารโรงงาน งานเฟอร์นิเจอร์ และงานก่อสร้างทุกชนิดหาได้มีความรู้ความชำนาญในการตัดต้นไม้ไม่ ดังนี้ การที่ผู้รับจ้างไม่มีความรู้ความชำนาญในการตัดต้นไม้ที่จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างข้างเคียงหรือไม่ยอมทำตามวิธีการที่ถูกต้อง พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ผู้ว่าจ้างให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 845,353.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 428
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเซียมาร์เบิล จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยฟิล์มอินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 389/2550
#267335
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทราบเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์จำเลยมีมติให้โจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2541 แสดงว่าโจทก์ได้รู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าวมิใช่ถือเอาวันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากจำเลยเป็นวันที่โจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากโจทก์เป็นผู้เสียหายที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลได้เอง โดยไม่จำต้องรอฟังคำสั่งจากจำเลย แม้โจทก์จะเพิ่งได้รับหนังสือแจ้งให้ทราบถึงมติของจำเลยในวันที่ 21 มกราคม 2541 ก็ไม่มีผลต่อการเพิ่งเริ่มนับอายุความ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2540 จำเลยโดยคณะกรรมการดำเนินการลงมติให้โจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลย โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2541 ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้โจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท ในวันดังกล่าวจำเลยนำหุ้นจำนวน 109,930 บาท เงินปันผลจำนวน 13,445.08 บาท และเงินเฉลี่ยคืนจำนวน 3,141.49 บาท ของโจทก์รวมเป็นเงิน 126,516.57 บาท ไปชำระหนี้เงินกู้สามัญของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 126,516.57 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 19,497 บาท ขอให้มีคำสั่งว่า มติของจำเลยโดยคณะกรรมการดำเนินการเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2540 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยรับโจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 346,013.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 126,516.57 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทราบมติที่ประชุมใหญ่ที่ให้โจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2541 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปี คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 7,500 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เสียก่อนว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเพิ่งมีหนังสือลงวันที่ 21 มกราคม 2541 แจ้งให้โจทก์ทราบถึงมติที่ประชุมใหญ่ เรื่องให้โจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยและโจทก์เพิ่งทราบถึงมติที่ประชุมใหญ่ในวันนั้นเอง อายุความในมูลละเมิดจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่า โจทก์ทราบเรื่องจำเลยมีมติให้โจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2541 แสดงว่าโจทก์ได้รู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว หาใช่ถือเอาวันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากจำเลย เป็นวันที่โจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากโจทก์เป็นผู้เสียหายที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลได้เอง โดยไม่จำต้องรอฟังคำสั่งจากจำเลย ดังนั้น แม้โจทก์จะเพิ่งได้รับหนังสือแจ้งให้ทราบถึงมติของจำเลยในวันที่ 21 มกราคม 2541 ก็ไม่มีผลต่อการเริ่มนับอายุความ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นอีกต่อไปศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองดี ปิงใจ
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์นุพงศ์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 387 -ที่ 388/2550
#272879
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลูกสร้างบ้านบังหน้าบริเวณที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ออกสู่ทะเลหลวงไม่ได้หรือไม่สะดวก โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายเป็นกรณีพิเศษโดยตรง แม้ที่ดินที่ปลูกบ้านพิพาทจะเป็นที่ชายตลิ่งจำเลยก็ไม่อาจใช้สิทธิอันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 ประกอบมาตรา 1337 และโจทก์ย่อมมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยให้รื้อถอนบ้านพิพาทที่กีดขวางทางที่โจทก์เข้าออกสู่ทะเลหลวงไปได้

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีสิทธิที่จะใช้ที่ดินของตนออกสู่ทะเลหลวงได้ตลอดแนวเขต การที่โจทก์จะก่อสร้างกำแพงส่วนใดและเว้นที่ดินส่วนใดให้เป็นทางออกสู่ทะเลหลวง ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ บุคคลอื่นไม่มีสิทธิที่จะรบกวนการใช้สิทธิของโจทก์ แม้โจทก์จะมีอาชีพประมงหรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะโจทก์มีสิทธิที่จะใช้ที่ดินบริเวณที่จำเลยปลูกสร้างบ้านออกสู่ทะเลหลวงได้อยู่แล้ว และโจทก์จะเลือกใช้สิทธิของตนออกสู่ทะเลหลวงทางใดก็ได้ที่โจทก์เห็นว่าเป็นประโยชน์และเป็นความสะดวกแก่ตนมากที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 476 เลขที่ดิน 29 ตำบลศาลาด่าน (เกาะลันตาใหญ่) อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 ก่อสร้างบ้านกว้างประมาณ 4.50 เมตร ยาวประมาณ 5 เมตร และจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้านกว้างประมาณ 11 เมตร ยาวประมาณ 12 เมตร ล้ำเข้าไปในทะเลหลวงซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินโจทก์ อันเป็นการกีดขวางปิดกั้นหน้าที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์และบริวารไม่สามารถเข้าออกหรือใช้สอยที่ชายตลิ่งเพื่อออกสู่ทะเลหลวงได้ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงแจ้งให้กรมเจ้าท่าซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่ชายตลิ่งทราบ กรมเจ้าท่าแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดต่อพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ชายตลิ่งดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เดือนละ 100 บาท และจากจำเลยที่ 2 เดือนละ 200 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2542 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 เดือน เป็นเงิน 1,100 บาท และ 2,200 บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและสะพานเชื่อมบ้านกับตลิ่งออกไป ห้ามจำเลยทั้งสองกับบริเวณเข้าเกี่ยวข้องในที่ชายตลิ่งริมทะเลหลวงด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ตลอดแนว ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,100 บาท และ 2,200 บาท ตามลำดับและใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 100 บาท และ 200 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การเป็นใจความว่า จำเลยทั้งสองพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกสร้างบริเวณที่ชายตลิ่งตามฟ้องโจทก์และถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาจริง แต่ที่ชายตลิ่งดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทั้งโจทก์สร้างกำแพงปิดกั้นทางเข้าออกสู่ทะเลหลวงเป็นอุปสรรคในการใช้สอยที่ชายตลิ่งเองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ประกอบกับโจทก์สามารถออกสู่ทะเลหลวงโดยใช้ถนนสาธารณประโยชน์ไปสู่ท่าเทียบเรือได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากหน้าที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 500 บาท คำขออื่น นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 476 เลขที่ดิน 29 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และมีแนวเขตที่ดินทางด้านทิศเหนือจดทะเลหลวง และมีโรงเรือนของจำเลยทั้งสองปลูกบังอยู่หน้าที่ดินของโจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองถูกฟ้องเป็นคดีอาญาฐานปลูกสร้างอาคารบ้านอยู่อาศัยล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และเข้าไปในทะเลภายในน่านน้ำไทย ซึ่งเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษปรับ ปัจจุบันโรงเรือนทั้งสองหลังยังไม่มีการรื้อถอน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพื่อให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงเรือนไปได้หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองและนายอภิชาติ รัตนน้อย เป็นพยานว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 476 เลขที่ดิน 29 ตำบลศาลาด่าน (เกาะลันตาใหญ่) อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีที่ดินด้านทิศเหนืออยู่ติดทะเลหลวง ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยทั้งสองได้มาปลูกสร้างบ้านคนละ 1 หลัง บนที่ดินสาธารณะบังหน้าที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ออกสู่ทะเลหลวงไม่ได้ ส่วนจำเลยทั้งสองอ้างตนเองและนายลิ่ม ก๊กใหญ่ เป็นพยานว่าได้ซื้อบ้านที่พิพาทจากนายอูเห็น ช้างน้ำ และนายหนิม เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ พ.ศ.2519 และ พ.ศ.2532 ตามลำดับ ต่อมาได้มีการปรับปรุงบ้านใน พ.ศ.2541 โจทก์จึงไปร้องเรียนต่อกรมเจ้าท่า ทำให้จำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีอาญา และศาลได้พิพากษาปรับจำเลยทั้งสองคดีถึงที่สุดแล้ว เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองได้ปลูกสร้างบ้านบังหน้าบริเวณที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์ออกสู่ทะเลหลวงไม่ได้หรือได้ไม่สะดวก โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายเป็นกรณีพิเศษโดยตรง แม้ที่ดินที่ปลูกบ้านพิพาทดังกล่าวจะเป็นที่ชายตลิ่งก็ตาม จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจใช้สิทธิอันจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิด หรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร ในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินมาคำนึงประกอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ประกอบมาตรา 1337 และโจทก์ย่อมมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยทั้งสองให้รื้อถอนบ้านพิพาททั้งสองหลังที่กีดขวางทางที่โจทก์เข้าออกสู่ทะเลหลวงออกไปได้ ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ก่อกำแพงกั้นที่ดินของโจทก์ตลอดแนวชายทะเลทำให้โจทก์ไม่สามารถออกสู่ทะเลหลวงได้ เป็นการกระทำของตัวโจทก์เองที่ทำให้โจทก์เดือดร้อน เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะใช้ที่ดินของตนออกสู่ทะเลหลวงได้ตลอดแนวเขต ดังนั้นการที่โจทก์จะก่อสร้างกำแพงส่วนใดและเว้นที่ดินส่วนใดให้เป็นทางออกสู่ทะเลหลวง ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์โดยชอบธรรม บุคคลอื่นไม่มีสิทธิที่จะรบกวนการใช้สิทธิของโจทก์ตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์ไม่มีอาชีพประมง บริเวณที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างบ้านจึงไม่ขัดขวางอาชีพของโจทก์ เห็นว่า โจทก์จะมีอาชีพประมงหรือไม่ ไม่สำคัญเพราะโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะใช้ที่ดินบริเวณที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านออกสู่ทะเลหลวงได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว และที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะด้านทิศตะวันออกของที่ดินไปสู่ท่าเรือได้ โจทก์จึงไม่เดือดร้อนเป็นพิเศษ เห็นว่า โจทก์ย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเลือกใช้สิทธิของตนออกสู่ทางสาธารณะทางใดก็ได้ที่โจทก์เห็นว่าเป็นประโยชน์และเป็นความสะดวกแก่ตนมากที่สุดไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ทางสาธารณะทางหนึ่งทางใด บุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมายย่อมไม่มีสิทธิจะก่อสร้างสิ่งใด ๆ กีดขวางทางที่โจทก์จะออกสู่ทะเลหลวงได้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศรี รัตนน้อย
จำเลย — นายสมหวัง เชี่ยวชาญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
อิศเรศ ชัยรัตน์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 386/2550
#267818
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างกระทำละเมิดในทางการที่จ้าง และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนความรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 จึงแตกต่างกัน สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง เมื่ออายุความฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 สามารถแยกออกจากกันได้ตามมาตรา 295 ที่กำหนดให้อายุความเป็นคุณหรือเป็นโทษเฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ขึ้นต่อสู้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีนายสุนทร ตันถาวร เป็นผู้ว่าการผู้มีอำนาจทำการแทน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์บรรทุก 10 ล้อ จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว ด้วยความประมาทเลินเล่อ ชนเสาไฟฟ้าแรงสูงพร้อมอุปกรณ์ไฟฟ้าของโจทก์ได้รับความเสียหาย 80,645 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 80,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุละเมิด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีนายสุนทร ตันถาวร เป็นผู้ว่าการ มีอำนาจกระทำการแทนและได้มอบอำนาจให้นายบุญส่ง ต๊ะสาร ดำเนินคดีนี้แทน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ทะเบียน 82-9099 นครปฐม ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูงเป็นเหตุให้รถเสียหลักชนเสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของโจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างกระทำละเมิดในทางการที่จ้างและให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน กรณีการรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 จึงแตกต่างกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิดและในฐานะนายจ้างของผู้กระทำละเมิด ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง ซึ่งอายุความฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 สามารถแยกออกจากกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 ที่กำหนดอายุความเป็นคุณหรือเป็นโทษเฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น ฉะนั้นการฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของผู้ทำละเมิดจึงขาดอายุความ 1 ปี ย่อมเป็นคุณเฉพาะแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยซึ่งมีอายุความ 2 ปี จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ขึ้นต่อสู้ได้ เมื่อความรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 จึงยังขาดอายุความ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จะรู้เรื่องละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อใด"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 295 ม. 448 ม. 882
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นางสาวรุ่งอรุณ ว่องทวีทรัพย์ดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 383/2550
#266979
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะเป็นพิเศษให้ บ.ส.ท.คือ ผู้ร้องมีสิทธิดำเนินกระบวนการพิจารณาแก่ลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินที่ผู้ร้องรับโอนมาโดยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดได้นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ทั่วไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 และศาลมีอำนาจที่จะสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดได้โดยไม่จำต้องดำเนินการไต่สวนก่อนหากได้ความแน่ชัดตามคำร้องและเอกสารท้ายคำร้องแล้วว่าลูกหนี้ดังกล่าวไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ หรือยักย้ายถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตน

คดีนี้ก่อนยื่นคำร้องผู้ร้องเพียงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ลูกหนี้ทั้งสี่ชำระหนี้ มิใช่กำหนดนัดให้ลูกหนี้ทั้งสี่มาเจรจากับผู้ร้องเพื่อเสนอแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 57 วรรคสี่ (1) ถึง (5) กรณีจึงถือไม่ได้ว่าได้มีการเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างผู้ร้องกับลูกหนี้ทั้งสี่แล้ว ซึ่งหากลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในหนังสือบอกกล่าวทวงถามดังกล่าวก็เป็นเพียงได้ชื่อว่าผิดนัดเท่านั้น แต่จะถือไม่ได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 เด็ดขาด และเนื่องจากคดีเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยหนี้ของลูกหนี้ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมในการปรับโครงสร้างหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาพิพากษาให้มีผลถึงลูกหนี้ที่ 4 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1), 247 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

ศาลล้มละลายกลางให้งดการไต่สวนและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ และให้ลูกหนี้ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสี่ เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ส่วนที่ 1 ว่าด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรา 58 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. ในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ บสท. สั่งโดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้หรือยักย้ายถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตน ให้ บสท. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวนและให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว" กฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะเป็นพิเศษให้ บสท. คือผู้ร้องมีสิทธิดำเนินกระบวนการพิจารณาแก่ลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินที่ผู้ร้องรับโอนมาโดยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดได้นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ทั่วไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และศาลมีอำนาจที่จะสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดได้โดยไม่จำต้องดำเนินการไต่สวนก่อนหากได้ความแน่ชัดตามคำร้องและเอกสารท้ายคำร้องว่าลูกหนี้ดังกล่าวไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ หรือยักย้ายถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตน

คดีนี้ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องผู้ร้องมีเพียงหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 ส่งไปยังภูมิลำเนาของลูกหนี้ทั้งสี่ทวงถามให้ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามสำเนาหนังสือและสำเนาใบตอบรับเอกสารท้ายคำร้อง โดยข้อความตามหนังสือบอกกล่าวของผู้ร้องปรากฎวัตถุประสงค์เพียงทวงถามให้ลูกหนี้ทั้งสี่ชำระหนี้ มิใช่กำหนดนัดให้ลูกหนี้ทั้งสี่มาเจรจากับผู้ร้องเพื่อเสนอแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ตามวิธีการที่พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) บัญญัติไว้แต่ประการใด กรณีดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าได้มีการเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างผู้ร้องกับลูกหนี้ทั้งสี่แล้ว ซึ่งหากลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ชำระหนีภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในหนังสือทวงถามดังกล่าวก็เป็นเพียงได้ชื่อว่าผิดนัดเท่านั้น แต่จะถือว่าลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้มิได้ กรณีตามคำร้องและเอกสารท้ายคำร้องของผู้ร้องจึงรับฟังไม่ได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผู้ร้องสั่ง โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นอีกต่อไป และเนื่องจากปัญหาเกี่ยวด้วยหนี้ของลูกหนี้ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมในการปรับโครงสร้างหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาพิพากษาถึงลูกหนี้ที่ 4 ซึ่งมิไดอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1), 247 ประกอบกับพระราชบัญญัติล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 245 1 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 986 วรรคสอง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 57 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — นายฤธี อารีสรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวพิชชาภา สาครมณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมชาย พงษธา
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 382/2550
#267815
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนเรื่องหนี้สินที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นส่งสำนวนเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระนั้นต่อศาลโดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้นั้นว่าต้องกระทำเมื่อใด การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอต่อศาลล้มละลายกลางว่าเห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียนั้นมีผลเท่ากับว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ การทำความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว

เจ้าหนี้ทราบว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะมีหนี้สินล้นพ้นตัวถูกฟ้องให้ล้มละลาย เมื่อลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการและศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ ต่อมาศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แสดงให้เห็นว่ากิจการของลูกหนี้ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ การที่เจ้าหนี้ให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินไปย่อมไม่ใช่หนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้กระทำขึ้นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่เจ้าหนี้อาจนำไปขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 (2) ตอนท้าย แต่เป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 (2) ตอนต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมากจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) ที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 7,297,838.36 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า เจ้าหนี้ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ามูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินมีการจ่ายเงินกันจริง โดยมีเพียงสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงิน 5 ฉบับมาแสดง ซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายที่จะอ้างได้ ทั้งไม่ปรากฏหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เอกสารการรับจ่ายเงิน หรือมีการจ่ายคืนต้นเงินและดอกเบี้ย หรือหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ เจ้าหนี้เป็นผู้ประกอบธุรกิจ การให้กู้ยืมเงินจำนวนมากควรมีความรอบคอบรัดกุมในการทำสัญญากรรมการผู้มีอำนาจของลูกหนี้ที่ 1 เป็นคณะบุคคลชุดเดียวกันกับกรรมการของเจ้าหนี้ อาจถือได้ว่าเป็นบุคคลภายในของลูกหนี้ที่ 1 อันเป็นข้อพิรุธและถือเป็นมูลหนี้ที่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้ยื่นอุทธรณ์ล่วงเลยกำหนดเวลานั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหนังสือแจ้งคำสั่งศาลล้มละลายกลางให้เจ้าหนี้ทางไปรษณีย์ มีผู้รับหนังสือไว้เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2548 เจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2548 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 ศาลอนุญาต ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2548 ศาลอนุญาต เจ้าหนี้ยื่นอุทธรณ์วันที่ 22 ธันวาคม 2548 ยังไม่พ้นระยะเวลาที่ศาลขยายให้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มาจึงชอบแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ข้อแรกว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการค้นหาความจริงว่าหนี้สินที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจออกหมายเรียกพยานหลักฐานมาสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องหนี้สินได้ทุกกรณีไม่ว่าจะมีผู้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ จึงต้องโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้อย่างช้าในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้เพราะเมื่อมีการนำพยานหลักฐานเข้าสอบสวนและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความสงสัยไม่เชื่อถือพยานหลักฐานที่สอบสวนหรือคิดจะโต้แย้งทักท้วงว่าเป็นหนี้กันจริงหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องเรียกพยานบุคคลหรือพยานเอกสารมาสอบสวนเพิ่มเติม หากเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้โต้แย้งไม่มาให้การหรือส่งพยานหลักฐาน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมสามารถทำความเห็นเสนอศาลตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวนได้ การทำความเห็นในทำนองตัดสิทธิโดยไม่บอกหรือเตือนให้รู้ก่อนขัดกับวัตถุประสงค์ของมาตรา 105 และขัดกับสภาพความเป็นจริงในการดำเนินคดีล้มละลายชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เนื่องจากการยื่นคำขอรับชำระหนี้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นทนายความ หากเจ้าหนี้ไม่ใช่นักกฎหมายอาจนำพยานหลักฐานเข้าสอบสวนตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยที่ตนเองไม่รู้ว่าครบถ้วนสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ คดีนี้นางสาวจงกล พิสุทธิ์พิเชฏฐ์ ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ไม่ใช่ผู้ประกอบอาชีพทางกฎหมายที่จะทราบขั้นตอนกระบวนการดำเนินคดีล้มละลายว่าการให้ถ้อยคำปากเดียวประกอบตั๋วสัญญาใช้เงินไม่พอที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะฟังว่าเป็นหนี้กันจริง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเอกสารจากนางสาวจงกลโดยไม่ได้โต้แย้งว่า พยานหลักฐานที่อ้างส่งไม่ครบถ้วนไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายและไม่ได้หมายเรียกเจ้าหนี้มาให้การสอบสวนเพิ่มจึงเท่ากับเจ้าพนักงาพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ติดใจโต้แย้งพยานหลักฐานของเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ภายหลังการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ เป็นเวลาเกือบ 1 ปี โดยไม่มีกฎหมายรองรับให้ทำได้ จึงขัดต่อกฎหมาย เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา105 ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจออกหมายเรียกเจ้าหนี้หรือบุคคลใดมาสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องหนี้สินที่มีการยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็ตาม แต่เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยกล่าวอ้างว่าตนเป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้ หน้าที่ในการพิสูจน์ตามข้ออ้างย่อมตกเป็นของเจ้าหนี้ที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนเพื่อแสดงถึงมูลหนี้ตามที่กล่าวอ้าง มิใช่หน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องมีหมายเรียกพยานหลักฐานต่าง ๆ มาด้วยตนเอง เจ้าหนี้จะอ้างความไม่รู้กฎหมายไม่รู้ขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณามาเป็นข้อยกเว้นภาระการพิสูจน์ตามข้ออ้างของตนหาได้ไม่ นอกจากให้อำนาจสอบสวนเรื่องหนี้สินดังกล่าวแล้วบทบัญญัติมาตรา 105 ยังกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นส่งสำนวนเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระนั้นต่อศาล สำหรับระยะเวลาโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้นั้นกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องกระทำเมื่อใด การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอต่อศาลล้มละลายกลางว่าเห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียนั้นมีผลเท่ากับว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ การทำความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

เจ้าหนี้อุทธรณ์ข้อที่สองว่า ลูกหนี้เป็นบริษัทในเครือของเจ้าหนี้โดยกรรมการของเจ้าหนี้ 3 คน คือนายศิวะ งานทวี นายสุกิจ งานทวี และนายสุวัฒน์ จิตตมัย เป็นกรรมการของลูกหนี้ด้วย นายสุกิจและนายศิวะยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเจ้าหนี้และลูกหนี้อีกด้วย ในทางธุรกิจถือว่าสามารถให้ความช่วยเหลือทางการค้าหรือการเงินได้โดยผ่านทางกรรมการซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มีอำนาจในการจัดการแทนบริษัท ลูกหนี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศไทยเมื่อปี 2540 ทำให้กิจการของลูกหนี้ขาดเงินทุนหมุนเวียนขาดสภาพคล่องในการจัดซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการผลิตสินค้า ผลประกอบการขาดทุนไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้จนถูกฟ้องล้มละลายคดีนี้ ก่อนถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและให้งดการพิจารณาคดีล้มละลายไว้ชั่วคราว ต่อมาที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โจทก์ขอให้ยกคดีล้มละลายขึ้นพิจารณาจนกระทั่งศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด หลังจากศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ยังดำเนินกิจการอยู่ตลอดมาและค้างชำระหนี้จำนวนมาก จึงขอกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้ไปใช้จ่ายในกิจการ เจ้าหนี้ทราบดีว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะมีหนี้สินล้นพ้นตัวต้องฟื้นฟูกิจการและถูกฟ้องล้มละลายซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีสถาบันการเงินอนุมัติวงเงินสินเชื่อหรือไม่มีผู้ใดให้ลูกหนี้กู้ยืมเงิน เจ้าหนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินแต่เมื่อลูกหนี้เป็นบริษัทในเครือเดียวกันและยังคงดำเนินกิจการอยู่เจ้าหนี้จึงพิจารณาอนุมัติให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินไปตามความจำเป็นโดยลูกหนี้ต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินเท่ากับจำนวนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยเพื่อเป็นหลักฐานการชำระหนี้มอบให้เจ้าหนี้ไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 เจ้าหนี้ให้กู้ยืมเงินเพื่อไปใช้ประโยชน์ในกิจการของลูกหนี้ซึ่งเข้าข้อยกเว้นที่สามารถขอรับชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ดังกล่าวฟังได้ว่าเจ้าหนี้ทราบว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะมีหนี้สินล้นพ้นตัวถูกฟ้องให้ล้มละลายเมื่อลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการและศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการก็ปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ ต่อมาศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ แสดงให้เห็นว่ากิจการของลูกหนี้ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ หากเจ้าหนี้ให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินไปจริงตามที่อ้างในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ หนี้ดังกล่าวย่อมไม่ใช่หนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้กระทำขึ้นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่เจ้าหนี้อาจนำไปขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 (2) ตอนท้ายแต่เป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 (2) ตอนต้น อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของเจ้าหนี้เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 ม. 105
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บริษัทแอ็ดวานซสตีล จำกัด
บริษัทงานทวีเวอร์มอนท์อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ
บริษัทงานทวีอีเลคโทรนิคส์ซิสเต็ม จำกัด หรือบริษัท
จำเลย — เซ็นจูรี่อีเลคโทรนิคส์แอนด์ซิสเต็ม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 379/2550
#267814
เปิดฉบับเต็ม

กระบวนการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายนั้น ลำพังความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่ทำเสนอต่อศาลเกี่ยวกับการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ย่อมไม่มีผลบังคับได้โดยทันที จึงไม่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายแก่เจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านทำความเห็นเสนอต่อศาลเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง โดยเห็นควรให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 3,013,498.94 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ จึงยังมิได้ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีไม่ต้องด้วยพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ที่ผู้ร้องจะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขความเห็นของผู้คัดค้านดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2544 ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 3,045,697.97 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้คัดค้านนัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเจ้าหนี้รายที่ 33 โต้แย้งว่า ผู้ร้องขอรับชำระหนี้เกินสิทธิที่จะพึงได้รับและนางกฤษณา อุไรเวโรจนากร ผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้โต้แย้งว่าดอกเบี้ยที่ขอรับชำระหนี้ขัดต่อกฎหมาย ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วทำความเห็นเสนอต่อศาลว่าเห็นควรให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 3,013,498.94 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 โดยมีเงื่อนไขว่า หากผู้ร้องได้รับชำระหนี้ดังกล่าวจากบริษัทไทยบาวเออร์ จำกัด ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีลดลงเพียงนั้น และผู้คัดค้านจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ร้องต่อเมื่อผู้คัดค้านได้แบ่งเงินให้แก่เจ้าหนี้รายที่ยังไม่เคยได้รับส่วนแบ่งจาก ปรส. จนมีอัตราเท่าเทียมกับเจ้าหนี้ที่เคยได้รับส่วนแบ่งจาก ปรส. ไปแล้ว ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของผู้คัดค้านและแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบคำสั่งของศาลดังกล่าวแล้ว ตามสำเนาหนังสือฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2546

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้โดยมีเงื่อนไขดังกล่าวนั้น ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้านใหม่เป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 3,013,498.94 บาท โดยไม่มีเงื่อนไข

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ความเห็นของผู้คัดค้านดังกล่าวไม่ได้ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายแต่อย่างใด เนื่องจากศาลอาจไม่เห็นด้วยกับความเห็นของผู้คัดค้านดังกล่าวก็ได้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขความเห็นของผู้คัดค้านนั้นได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ผู้คัดค้านแก้คดีเอง จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องฎีกาข้อแรกทำนองว่า การที่ผู้คัดค้านทำความเห็นเสนอต่อศาลเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องโดยเห็นควรให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 3,013,498.94 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยมีเงื่อนไขรายละเอียดปรากฏตามรายงานความเห็นผู้คัดค้านฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 นั้น เป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านที่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขความเห็นของผู้คัดค้านดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า ในกระบวนการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายนั้น กฎหมายกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วทำความเห็นส่งสำนวนคำขอรับชำระหนี้เสนอต่อศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 เพื่อศาลจะได้มีคำสั่งตามมาตรา 106 และมาตรา 107 ต่อไป ซึ่งศาลจะมีคำสั่งไม่อนุญาตหรืออนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหรือบางส่วนก็ได้ และจะมีคำสั่งตามความเห็นที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำเสนอมาหรือไม่ก็ได้ เมื่อศาลมีคำสั่งอย่างไรแล้วเจ้าหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้ชอบที่จะอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ เช่นนี้ลำพังความเห็นของผู้คัดค้านที่ทำเสนอต่อศาลเกี่ยวกับการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ย่อมไม่มีผลบังคับได้โดยทันทีแต่อย่างใด จึงไม่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายแก่เจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านทำความเห็นเสนอต่อศาลเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง โดยเห็นควรให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 3,013,498.94 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้โดยมีเงื่อนไขรายละเอียดปรากฏตามรายงานความเห็นผู้คัดค้านฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 จึงยังมิได้ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายแต่อย่างใด กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ที่ผู้ร้องจะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขความเห็นของผู้คัดค้านดังกล่าวได้ และศาลชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นเสียได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องนั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 105 ม. 146
ชื่อคู่ความ
นางกฤษณา อุไรเวโรจนากร
ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
ผู้ร้อง — บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สมชาย พงษธา
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 357/2550
#268881
เปิดฉบับเต็ม

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากประเภทประจำ (12 เดือน) ของธนาคารพาณิชย์ที่ให้แก่ผู้ฝากเงิน เพื่อความสะดวกในการคิดคำนวณให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันฟ้องนั้น ตามทางพิจารณาไม่ได้ความจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยว่าดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารพาณิชย์ หรืออัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันฟ้อง มีอัตราร้อยละเท่าใด จึงกำหนดให้จำเลยเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 441,328 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 342,843 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 332,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินค่าจอง 15,000 บาท ค่ามัดจำ 129,983 บาท และค่างวดจำนวนงวดละ 9,893 บาท นับแต่วันที่รับเงินค่าจอง เงินค่ามัดจำและเงินค่างวดในแต่ละงวดดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากประเภทประจำ (12 เดือน) ของธนาคารพาณิชย์ที่ให้แก่ผู้ฝากเงิน เพื่อความสะดวกในการคิดคำนวณให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับชำระจากโจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การไว้ในคำให้การเพียงว่า ไม่เคยได้รับและไม่เคยเห็นหนังสือบอกเลิกสัญญามาก่อน ผู้ที่ลงชื่อเป็นผู้รับในใบตอบรับในประเทศไม่ใช่พนักงานหรือลูกจ้างหรือบุคคลที่อยู่ในสถานที่ที่อยู่ของจำเลยเท่านั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องโจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบหรือไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันทีไว้ชัดแจ้ง คดีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบหรือไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันที เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือคำให้การต่อสู้คดีของจำเลย และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบเพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า การฟ้องคดีของโจทก์ถือว่าคู่กรณีตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากประเภทประจำ (12 เดือน) ของธนาคารพาณิชย์ที่ให้แก่ผู้ฝากเงิน เพื่อความสะดวกในการคิดคำนวณให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันฟ้องนั้น ตามทางพิจารณาไม่ได้ความจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยว่าดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารพาณิชย์ หรืออัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันฟ้อง มีอัตราร้อยละเท่าใด จึงกำหนดให้จำเลยเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ปัญหาด้งกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรัส ทรัพยาคม
จำเลย — บริษัทรัชฎา คอนคอร์ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิสิฐ ธรรมกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 353 -ที่ 354/2550
#272875
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 2 เพื่อไปยิงแก้แค้น ช. ซึ่งเคยยิงจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทราบดีว่าจำเลยที่ 2 นำอาวุธปืนติดตัวไปด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 2 ฆ่า ช. และเมื่อพบผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ยิงผู้เสียหายโดยเข้าใจว่าเป็น ช. ย่อมเป็นการกระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิดตาม ป.อ. มาตรา 61 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดดังกล่าวมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้มีเจตนาร่วมฆ่าผู้เสียหายได้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 2 ฆ่าผู้เสียหายด้วย ฉะนั้น เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาฆ่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 พยายามฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณากับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 246/2547 ของศาลชั้นต้น โดยเรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยสองสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 246/2547 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องทั้งสามสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำผิดของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยทั้งสามมีอายุคนละ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 5 ปี 9 เดือน คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสามในชั้นสอบสวนมีประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 15 เดือน 22 วัน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสามไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี นับแต่วันพิพากษา ริบของกลาง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานความผิดพยายามฆ่าผู้เสียหาย ให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปฝึกอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 6 เดือน ขั้นสูง 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 2 เพื่อไปยิงแก้แค้นนายชัยวัฒน์หรือโป้ วีระพงษ์ ซึ่งเคยยิงจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทราบดีว่าจำเลยที่ 2 นำอาวุธปืนติดตัวไปด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 2 ฆ่านายชัยวัฒน์ และเมื่อพบผู้เสียหายกับพวก จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงไปที่กลุ่มผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 2 เข้าใจว่าเป็นกลุ่มของนายชัยวัฒน์ กรณียุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า จำเลยที่ 2 ยิงผู้เสียหายโดยเข้าใจผิดว่าเป็นนายชัยวัฒน์ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยที่ 2 ยิงผู้เสียหายโดยเข้าใจผิดว่าเป็นนายชัยวัฒน์ ย่อมเป็นการกระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดดังกล่าวมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้มีเจตนาร่วมฆ่าผู้เสียหายได้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 2 ฆ่าผู้เสียหายด้วย ฉะนั้น เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาฆ่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 พยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า การยิงโดยผิดตัวเป็นเจตนาของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นอีกสถานหนึ่ง ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่การควบคุมเพื่อฝึกและอบรมเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้วให้ปล่อยตัวไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 61 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายอนันต์หรือเปิ้ล เหลืองอ่อน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
วิชา มหาคุณ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 352/2550
#267166
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.การแบ่งส่วนราชการ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2535 มาตรา 3 และ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2542 มาตรา 4 กำหนดให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานรวมทั้งดำเนินการด้านกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาอื่น การดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่อาจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 เป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เมื่อคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 เป็นเหตุให้โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอไม่ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึง 13

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องแม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้คู่ความยกขึ้นกล่าวอ้างได้แม้จะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ข้อกฎหมายดังกล่าวจะต้องได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนการพิจารณาโดยชอบ เช่น ได้จากพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องนำสืบในประเด็น เมื่อปรากฏว่าปัญหาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลา 90 วัน จำเลยทั้งสิบสามมิได้ให้การไว้ ทั้งคู่ความมิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหานี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น จำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีสิทธิยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า "ตราเด็กสมบูรณ์" ของบริษัท ย. ผู้คัดค้าน ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว มีสาระสำคัญที่เหมือนกันคือเป็นรูปเด็กนั่งอุ้มขวด แม้จะมีข้อแตกต่างกันบ้าง เช่น รูปเด็กของโจทก์ถือขวดทางด้านซ้ายมือ แต่รูปเด็กของผู้คัดค้านถือขวดทางด้านขวามือ ก็เป็นข้อแตกต่างในลักษณะปลีกย่อย สินค้าที่ใช้กับเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนของโจทก์เป็นสินค้าจำพวกน้ำปลา ส่วนสินค้าที่ใช้กับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วของผู้คัดค้านเป็นสินค้าจำพวกซีอิ้วอันเป็นสินค้าประเภทเครื่องปรุงรส สินค้าจำพวกที่ 30 เช่นเดียวกัน ฉะนั้น เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อเป็นการขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันย่อมเป็นกรณีที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ซึ่งมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ได้บัญญัติห้ามมิให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว อย่างไรก็ดีถ้านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าซึ่งต่างเจ้าของต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริต หรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าสมควรรับจดทะเบียน มาตรา 27 ของกฎหมายฉบับเดียวกันก็บัญญัติให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วได้ โดยจะมีเงื่อนไขและข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้น หรือเงื่อนไขและข้อจำกัดอื่นตามที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรกำหนดด้วยก็ได้

ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามข้อนำสืบของโจทก์ ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" มานานแล้วโดยสุจริต เช่นเดียวกับที่ผู้คัดค้านใช้เครื่องหมายการค้า "ตราเด็กสมบูรณ์" แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วของผู้คัดค้านจะเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันและใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าย่อมมีอำนาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" ของโจทก์ตามมาตรา 27 ได้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนตามมาตรา 27 ได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย ไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8(9) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน และแม้ข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายจำเลยนำสืบจะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้า "ตราเด็กสมบูรณ์" ของผู้คัดค้าน ใช้กับสินค้าที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดจำนวนมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีการโฆษณาส่งเสริมการขายอย่างกว้างขวางเป็นที่แพร่หลายจนสาธารณชนทั่วไปที่บริโภคสินค้าของผู้คัดค้านรู้จักเป็นอย่างดี ตรงตามหลักเกณฑ์ของเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2534) เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปอันเป็นเครื่องหมายการค้าที่ห้ามมิให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนตามมาตรา 8(10) แต่ข้อห้ามดังกล่าวย่อมหมายถึงการห้ามบุคคลอื่นใดนำเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปมายื่นขอจดทะเบียนโดยเจตนาลอกเลียนเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าของตนโดยมิชอบ อันนำไปสู่การสร้างความสับสนหลงผิดให้แก่สาธารณชนทั่วไปในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า กรณีดังกล่าวไม่อาจแปลความรวมไปถึงเจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิมที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าของตนโดยสุจริตควบคู่ร่วมสมัยกับเครื่องหมายการค้าที่ต่อมาภายหลังกลับกลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปดั่งเช่น เครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" กับเครื่องหมายการค้า "ตราเด็กสมบูรณ์" ในคดีนี้ เพราะมิฉะนั้นแล้วเท่ากับว่าเป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิมที่ใช้มาโดยสุจริตให้ไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายโดยเท่าเทียมกัน ย่อมเป็นการไม่ชอบธรรมกับเจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" และใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้ารายการน้ำปลามาเป็นเวลานานโดยสุจริต โจทก์ย่อมรับได้ความคุ้มครองตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีดุลพินิจที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันได้ โดยจะมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้นเพื่อป้องกันสาธารณชนสับสนหลงผิดไว้ด้วยก็ได้ ฉะนั้น ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 วินิจฉัยให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" ของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1797/2543 ที่ 1798/2543 และที่ 1799/2543 ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า (จำเลยที่ 2 ถึงที่ 13) และให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 372454 เลขที่ 372455 และเลขที่ 372456 รวม 3 คำขอของโจทก์ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1797/2543 ที่ 1798/2543 และที่ 1799/2543 ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 หรือไม่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาการแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2535 มาตรา 3 และพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2542 มาตรา 4 กำหนดให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานรวมทั้งดำเนินการด้านกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาอื่น การดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่อาจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 เป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เมื่อคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 เป็นเหตุให้โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอไม่ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13

ส่วนจำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลา 90 วัน นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องแม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้คู่ความยกขึ้นกล่าวอ้างได้ แม้จะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ข้อกฎหมายดังกล่าวจะต้องได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เช่นได้จากพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องนำสืบในประเด็น แต่ปรากฏว่าปัญหานี้จำเลยทั้งสิบสามมิได้ให้การไว้ ทั้งคู่ความมิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหานี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น จำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีสิทธิยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของจำเลยทั้งสิบสามมีว่า คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 ที่ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ทั้งสามชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า "ตราเด็กสมบูรณ์" ของบริษัทหยั่นหว่อหยุ่น จำกัด ผู้คัดค้าน ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว มีสาระสำคัญที่เหมือนกันคือเป็นรูปเด็กนั่งอุ้มขวด แม้จะมีข้อแตกต่างกันบ้าง เช่น รูปเด็กของโจทก์ถือขวดทางด้านซ้ายมือ แต่รูปเด็กของผู้คัดค้านถือขวดทางด้านขวามือ ก็เป็นข้อแตกต่างกันในลักษณะปลีกย่อย สินค้าที่ใช้กับเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนของโจทก์เป็นสินค้าจำพวกน้ำปลา ส่วนสินค้าที่ใช้กับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วของผู้คัดค้านเป็นสินค้าจำพวกซีอิ้ว อันเป็นสินค้าประเภทเครื่องปรุงรส สินค้าจำพวกที่ 30 เช่นเดียวกัน ฉะนั้น เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อเป็นการขอทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันย่อมเป็นกรณีที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าซึ่งมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ได้บัญญัติห้ามมิให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว อย่างไรก็ดีถ้านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าซึ่งต่างเจ้าของต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริต หรือพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าสมควรรับจดทะเบียน มาตรา 27 ของกฎหมายฉบับเดียวกันก็บัญญัติให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้รับจดทะเบียนไว้แล้วได้ โดยจะมีเงื่อนไขและข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้น หรือเงื่อนไขและข้อจำกัดอื่นตามที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรกำหนดด้วยก็ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามข้อนำสืบของโจทก์ ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" มาแล้วโดยสุจริตเช่นเดียวกับที่ผู้คัดค้านใช้เครื่องหมายการค้า "ตราเด็กสมบูรณ์" แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วของผู้คัดค้านจะเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันและใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าย่อมมีอำนาจรับจดทะเบียนเครื่องการค้า "ตราเด็ก" ของโจกท์ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ได้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนตามมาตรา 27 ได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย ไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (9) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน

สำหรับปัญหาว่าเครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" ของโจกท์ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญหาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายจำเลยนำสืบจะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้า "ตราเด็กสมบูรณ์" ของผู้คัดค้าน ใช้กับสินค้าที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีการโฆษณาส่งเสริมการขายอย่างกว้างขวางเป็นที่แพร่หลายจนสาธารณชนทั่วไปที่บริโภคสินค้าของผู้คัดค้านรู้จักเป็นอย่างดี ตรงตามหลักเกณฑ์ของเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2543) เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปอันเป็นเครื่องหมายการค้าที่ห้ามมิให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนตามมาตรา 8 (10) แต่ข้อห้ามดังกล่าวย่อมหมายถึงการห้ามบุคคลอื่นใดนำเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปมายื่นคำขอจดทะเบียนโดยเจตนาลอกเลียนเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าของตนโดยมิชอบ อันนำไปสู่การสร้างความสับสนหลงผิดให้แก่สาธารณชนทั่วไปในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า กรณีดังกล่าวไม่อาจแปลความรวมไปถึงเจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิมที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าของตนโดยสุจริตควบคู่ร่วมสมัยมากับเครื่องหมายการค้าที่ต่อมาภายหลังกลับกลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปดั่งเช่น เครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" กับ เครื่องหมายการค้า "ตราเด็กสมบูรณ์" ในคดีนี้ เพราะมิฉะนั้นแล้วเท่ากับว่าเป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิมที่ใช้มาโดยสุจริตให้ไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายโดยเท่าเทียมกัน ย่อมเป็นการไม่ชอบธรรมกับเจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิม ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" และใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้ารายการน้ำปลามาเป็นเวลานานโดยสุจริต โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีดุลพินิจที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันได้ โดยจะมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้าเพื่อป้องกันสาธารณชนสับสนหลงผิดไว้ด้วยก็ได้ ฉะนั้น ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 วินิจฉัยให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "ตราเด็ก" ของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (9) ม. 8 (10) ม. 13 ม. 27
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงน้ำปลาตั้งเฮียบเซ้ง จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 346/2550
#267334
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 จอดรถรอเลี้ยวอยู่ในช่องกลับรถไม่ล้ำเข้าไปกีดขวางการจราจรในช่องเดินรถของจำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), 157 มาด้วย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้างและความผิดฐานดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แต่เมื่อคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองต่างขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยทั้งสองจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นฉน กท 487 มีนายอนุชา เชื้อนาม นั่งซ้อนท้ายไปตามถนนลาดพร้าว จากแยกโชคชัย 4 มุ่งหน้าไปบางกะปิ ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน รท 5613 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนลาดพร้าวจากบางกะปิมุ่งหน้าไปทางแยกโชคชัย 4 เมื่อจำเลยทั้งสองขับรถมาถึงบริเวณปากซอยลาดพร้าว 87 ซึ่งจำเลยทั้งสองอาจใช้ความระมัดระวังได้เพียงพอ แต่จำเลยทั้งสองหาได้กระทำไม่ โดยจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรที่ห้ามเลี้ยวขวาและกลับรถ โดยนำรถเลี้ยวขวาเข้าไปในช่องว่างของเกาะกลางถนนเพื่อจะเลี้ยวเข้าซอยลาดพร้าว 87 เป็นเหตุให้รถของจำเลยที่ 2 กีดขวางเส้นทางเดินรถที่จะเลี้ยวขวาหรือกลับรถตรงบริเวณดังกล่าว ซึ่งขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ก็ได้ขับรถจักรยานยนต์ขณะมึนเมาสุราและใช้ความเร็วสูงเกินสมควร เมื่อพบเห็นจำเลยที่ 2 เลี้ยวรถฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรดังกล่าวจึงไม่สามารถชะลอความเร็วของรถแลควบคุมรถให้แล่นผ่านบริเวณดังกล่าวไปได้โดยปลอดภัย รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 จึงพุ่งชนเข้ากับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ตรงบริเวณช่องว่างของเกาะกลางถนนดังกล่าว เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายอนุชาได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ส่วนจำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัสถึงป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางนิภา เชื้อนาม มารดาของนายอนุชา เชื้อนาม ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 42 (2), 160 (ที่ถูก 160 วรรคสาม) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 291 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), 157 ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 900 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 600 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทด้วยความเร็วสูงในขณะมึนเมาสุรา โดยมีผู้ตายนั่งซ้อนท้ายไปด้วยด้วยความประมาทของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับพุ่งเข้าชนรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งจอดอยู่ในช่องว่างของเกาะกลางถนนโดยฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร (ห้ามเลี้ยวขวาหรือกลับรถ) เพื่อที่จะรอเลี้ยวเข้าซอย โดยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 จอดอยู่ในช่องกลับรถไม่ล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยที่ 1 ทั้งนี้รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 พุ่งเข้าชนที่บริเวณกันชนด้านหน้าของรถยนต์ของจำเลยที่ 2...

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 จอดรถรอเลี้ยวอยู่ในช่องกลับรถไม่ล้ำเข้าไปกีดขวางการจราจรในช่องเดินรถของจำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), 157 มาด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้างและความผิดฐานดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), 157 นอกจากที่แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางนิภา เชื้อนาม
จำเลย — นายสุรเชษฐ์ กานิวาสน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2550
#267802
เปิดฉบับเต็ม

คดีความผิดต่อส่วนตัว ในวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทนายจำเลยแถลงว่าจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้เสียหายและผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นหมายเรียกผู้เสียหายมาสอบถามหากไม่มาถือว่าผู้เสียหายยอมรับความจริงตามที่ทนายจำเลยแถลง ผู้เสียหายได้รับหมายแล้วไม่มาศาล จึงถือว่าผู้เสียหายกับจำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยจริง ถือว่าได้มีการทำยอมโดยถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงเป็นอันระงับไปตามป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นางติ๋ว หวลกระโทก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายนรินทร์ เลิศจรรยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2550
#267813
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบเป็นสมาชิกกองทุนเงินสวัสดิการออมทรัพย์ โดยมีเงินฝากออมทรัพย์ฝากไว้กับกองทุนเงินสวัสดิการออมทรัพย์ดังกล่าวรวมเป็นเงิน 8,443,700 บาท จึงเป็นสัญญาฝากเงินซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งเงินคืนเป็นเงินอันเดียวกับที่รับฝาก ผู้รับฝากมีสิทธิที่จะเอาเงินนั้นออกใช้ก็ได้ เงินที่ฝากจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝาก ผู้รับฝากคงมีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวนนั้นเท่านั้น เงินที่ฝากไว้และจำเลยยักยอกไปมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบ จำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบตามมาตรา 420 จำเลยไม่มีความผูกพันเป็นหนี้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (2) โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบจึงไม่อาจฟ้องจำเลยให้ล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของกองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 11 มีหน้าที่ควบคุมดูแลเบิกจ่ายเงินฝากตามระเบียบกองพันมณฑลทหารบกที่ 11 ว่าด้วยเงินทุนสวัสดิการและการออมทรัพย์ กองพันมณฑลทหารบกที่ 11 พ.ศ.2540 ข้าราชการในหน่วยงานรวมทั้งโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบได้ฝากเงินไว้กับกองทุนเงินสวัสดิการออมทรัพย์ ต่อมาหน่วยราชการได้ตรวจพบว่ามีการยักยอกเงินฝากไปจำนวน 12,921,065.21 บาท เงินดังกล่าวจำนวน 8,443,700 บาท เป็นเงินที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบนำฝากไว้ จำเลยถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนและจำเลยได้ยอมรับต่อคณะกรรมการสอบสวนว่ายักยอกเงินดังกล่าวไปจริงและจะชำระเงินคืน จำเลยมิได้ชำระเงินคืนและได้หลบหนีไปจากเคหสถานที่เคยอยู่เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ยักยอกเงินฝากตามฟ้อง หนี้ที่นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน จำเลยมีทรัพย์สิน และมิได้หลบหนีไปเสียจากเคหสถานยังคงพักอาศัยในบ้านที่เคยอยู่ ไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์หนึ่งร้อยห้าสิบว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบจะฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (2) เจ้าหนี้จะฟ้องบุคคลธรรมดาให้ล้มละลายได้ บุคคลนั้นจะต้องมีความผูกพันเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์อยู่ การที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบเป็นสมาชิกกองทุนเงินสวัสดิการออมทรัพย์ของกองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 11 โดยมีเงินฝากออมทรัพย์ฝากไว้กับกองทุนเงินสวัสดิการออมทรัพย์ดังกล่าวรวมเป็นเงิน 8,443,700 บาท กรณีจึงเป็นสัญญาฝากเงินซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งเงินคืนเป็นเงินอันเดียวกับที่รับฝาก ผู้รับฝากมีสิทธิที่จะเอาเงินนั้นออกใช้ก็ได้ เงินที่ฝากจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝาก ผู้รับฝากคงมีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวนนั้นเท่านั้น เงินจำนวน 8,443,700 บาท ที่ฝากไว้และจำเลยยักยอกไปมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบ จำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบตามมาตรา 420 จำเลยไม่มีความผูกพันเป็นหนี้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบ โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบจึงไม่อาจฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 672
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอกสุชาย แสงหิรัญ กับพวก
จำเลย — พันตรีชวรินทร์ ชาญค้า
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2550
#268330
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 9 (2) เจ้าหนี้จะฟ้องบุคคลธรรมดาให้ล้มละลายได้บุคคลนั้นจะต้องมีความผูกพันเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์อยู่ การที่โจทก์ทั้ง 150 คน เป็นสมาชิกมีเงินฝากออมทรัพย์ฝากไว้กับกองทุนเงินสวัสดิการออมทรัพย์ของกองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 11 เงินที่ฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝาก ผู้รับฝากคงมีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวนนั้นเท่านั้น เงินจำนวน 8,443,700 บาท ที่ฝากไว้และจำเลยยักยอกไปมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้ง 150 คน จำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามมาตรา 420 จำเลยไม่มีความผูกพันเป็นหนี้โจทก์ โจทก์ทั้ง 150 คน จึงไม่อาจฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบจะฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (2) เจ้าหนี้จะฟ้องบุคคลธรรมดาให้ล้มละลายได้ บุคคลนั้นจะต้องมีความผูกพันเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์อยู่ การที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบเป็นสมาชิกกองทุนเงินสวัสดิการออมทรัพย์ของกองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 11 โดยมีเงินฝากออมทรัพย์ฝากไว้กับกองทุนเงินสวัสดิการออมทรัพย์ดังกล่าวรวมเป็นเงิน 8,443,700 บาท กรณีจึงเป็นสัญญาฝากเงินซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตา 672 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งเงินคืนเป็นเงินอันเดียวกับที่รับฝากผู้รับฝากมีสิทธิที่จะเอาเงินนั้นออกใช้ก็ได้ เงินที่ฝากจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝากผู้รับฝากคงมีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวนนั้นเท่านั้น เงินจำนวน 8,443,700 บาท ที่ฝากไว้และจำเลยยักยอกไปมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบ จำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบตามมาตรา 420 จำเลยไม่มีความผูกพันเป็นหนี้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบ โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบจึงไม่อาจฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 672
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอกสุชาย แสงหิรัญ กับพวก
จำเลย — พันตรีชวรินทร์ ชาญค้า
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 322/2550
#271053
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กับที่ 2 พร้อมพวกไปเที่ยวงานวัด มีชายคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์มาชนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงชกต่อยกับชายดังกล่าว จำเลยที่ 2 กับพวกเข้าห้ามหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกไปรับประทานอาหารที่บ้านจำเลยที่ 1 มีคนใช้ขวดสุราขว้างปามาที่บ้านจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 โมโหมาก จึงหยิบอาวุธปืนแก๊ปยาวที่อยู่ในบ้านออกมาหน้าบ้านโดยจำเลยที่ 2 เดินตามมาด้วย จำเลยที่ 1 ยิงปืนไปยังกลุ่มวัยรุ่นโดยจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ใกล้ ๆ กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับกลุ่มวัยรุ่นที่ขว้างปาบ้านของจำเลยที่ 1 และขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็มิได้แสดงอาการอย่างใดอันจะชี้ให้เห็นว่ามีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ยิงกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธยิงไปยังกลุ่มวัยรุ่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทันทีทันใด แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ห้ามปรามจำเลยที่ 1 ก็อาจเป็นไปได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้คาดคิดว่าจำเลยที่ 1 จะกระทำเช่นนั้น พฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 91, 83, 80, 32, 33 ริบอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายบ่าว โสภา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ออกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธ จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 3,000 บาท รวมจำคุก 11 ปี และปรับ 6,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 7 ปี 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้รับของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมถูกที่บริเวณศีรษะเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจกท์ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่... เห็นว่า มูลเหตุแห่งคดีนี้เกิดจากจำเลยที่ 1 กับที่ 2 พร้อมพวกไปเที่ยวงานวัด มีชายคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์มาชนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงชกต่อยกับชายดังกล่าว จำเลยที่ 2 กับพวกเข้าห้าม หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกไปรับประทานอาหารที่บ้านจำเลยที่ 1 มีขวดสุราขว้างปามาที่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 โมโหมาก จึงหยิบอาวุธปืนแก๊ปยาวที่อยู่ในบ้านออกมาหน้าบ้าน โดยจำเลยที่ 2 เดินตามมาด้วยจำเลยที่ 1 ยิงปืนไปยังกลุ่มวัยรุ่นโดยจำเลยที่ 2 ยืนใอยู่กล้ๆ กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับกลุ่มวัยรุ่นที่ขว้างปาบ้านของจำเลยที่ 1 และขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็มิได้แสดงอาการอย่างใดอันจะชี้ให้เห็นว่ามีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ยิงกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มวัยรุ่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทันทีทันใด แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ห้ามปรามจำเลยที่ 1 ก็อาจเป็นไปได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้คาดคิดว่าจำเลยที่ 1 จะกระทำเช่นนั้น พฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นายบ่าว โสภา
จำเลย — นายวินัยหรือเพ็ญ บุตรทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321/2550
#267982
เปิดฉบับเต็ม

การเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งให้นับอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง นั้นหมายความเฉพาะการเรียกร้องจากตัวผู้กระทำผิดหรือผู้ร่วมในการกระทำผิดโดยเฉพาะ มิได้หมายถึงผู้อื่นที่ไม่ได้ร่วมในการกระทำความผิดด้วย การเรียกร้องค่าเสียหายเอาแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงต้องใช้อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า เหตุคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายในกรณีละเมิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 หลังเกิดเหตุเป็นเวลา 3 ปีเศษ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ย่อมเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้เป็นที่เข้าใจแล้วว่า นับแต่วันเกิดเหตุละเมิดถึงวันฟ้องคดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ไปแล้ว คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงมีประเด็นเรื่องอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-6999 สงขลา และเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ปฎิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวบรรทุกดินจากนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เพื่อจะนำดินไปถมบริเวณตลาดสด โดยขับมาตามถนนรัถการแล้วเลี้ยวขวาเข้าตลาดสด โดยไม่ชะลอความเร็วของรถกับไม่ให้สัญญาณไฟและสัญญาณเสียง ขณะนั้นมี นายสุชาติ ชอบงาม ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สงขลา ย-3905 มีโจทก์นั่งซ้อนท้ายมาด้วยในทิศทางเดียวกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เลี้ยวขวาตัดหน้ารถจักรยานยนต์คันที่นายสุชาติขับอย่างกระทันหันเป็นเหตุให้ยางอะไหล่รถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับชนกระแทกรถจักรยานยนต์คันที่นายสุชาติขับล้มลง และครูดไปกับถนน เป็นเหตุให้นายสุชาติได้รับอันตรายและถึงแก่ความตาย ส่วนโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส หลังเกิดเกตุศาลจังหวัดสงขลามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3793/2542 โดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส การการะทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส นิ้วก้อย นิ้วนาง และนิ้วกลางของเท้าข้างขวาขาดต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปทั้งสิ้น 74,818 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับชดใช้จากบริษัทประกันภัยเพียง 15,000 บาท การที่โจทก์สูญเสียนิ้วเท้าข้างขวา 3 นิ้ว โจทก์ขอคิดค่าเสื่อมสภาพของร่างกายและค่าใช้จ่ายในการที่ต้องจัดหาอุปกรณ์ทดแทนเป็นเงิน 150,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 209,818 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากเหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 หลังเกิดเหตุเป็นเวลา 3 ปีเศษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 209,818 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 มีประเด็นเรื่องอายุความหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 นายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในทางการที่จ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 โดยโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องในวันที่ 22 เมษายน 2545 และบรรยายคำฟ้องว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 แม้การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 มีมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา โดยศาลจังหวัดสงขลามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานะกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3792/2542 ก็ตาม แต่การเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามประมาลกฎหมายอาญา ซึ่งให้นับอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง นั้น หมายความเฉพาะการเรียกร้องจากตัวผู้กระทำผิดหรือผู้ร่วมในการกระทำผิดโดยเฉพาะ มิได้หมายถึงผู้อื่นที่ไม่ได้ร่วมในการกระทำความผิดด้วยดังนี้ การเรียกร้องค่าเสียหายเอาแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงใช้อายุความตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือภายใน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายในกรณีละเมิด เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 หลังเกิดเกตุเป็นเวลา 3 ปี เศษ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ย่อมเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้เป็นที่เข้าใจแล้วว่า นับแต่วันเกิดเหตุละเมิดถึงวันฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ไปแล้ว คำให้การของจำเลยที่ 2 ซึ่งต่อสู้เรื่องอายุความจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงมีประเด็นเรื่องอายุความ แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดเมื่อเกิน 1 ปี โดยมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เพิ่งรู้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ที่พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ย่อมขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุมาลี สินอนันต์
จำเลย — นายอำนาจ พันท้าว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321/2550
#272584
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 นายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในทางการที่จ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 โดยโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องในวันที่ 22 เมษายน 2545 และบรรยายคำฟ้องว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 แม้การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 มีมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตาม ป.อ. โดยศาลจังหวัดสงขลามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสก็ตาม แต่การเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตาม ป.อ. ซึ่งให้นับอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง นั้น หมายความเฉพาะการเรียกร้องจากตัวผู้กระทำผิดหรือผู้ร่วมในการกระทำผิดโดยเฉพาะ มิได้หมายความถึงผู้อื่นที่ไม่ได้ร่วมในการกระทำผิดด้วย ดังนี้ การเรียกร้องค่าเสียหายเอาแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงต้องใช้อายุความตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือภายใน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายในกรณีละเมิด เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 หลังเกิดเหตุเป็นเวลา 3 ปีเศษ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ย่อมเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้เป็นที่เข้าใจแล้วว่า นับแต่วันเกิดเหตุละเมิดถึงวันฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ไปแล้ว คำให้การของจำเลยที่ 2 ซึ่งต่อสู้เรื่องอายุความจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงมีประเด็นเรื่องอายุความ แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดเมื่อเกิน 1 ปี โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งรู้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ย่อมขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกสิบล้อปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวโดยประมาทเป็นเหตุให้ยางอะไหล่รถบรรทุกทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับชนกระแทกรถจักรยานยนต์คันที่นายสุชาติขับล้มลง และครูดไปบนถนน เป็นเหตุให้นายสุชาติได้รับอันตรายและถึงแก่ความตาย ส่วนโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุศาลจังหวัดสงขลามีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 209,818 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า เหตุที่รถเฉี่ยวชนกันเกิดจากนายสุชาติฝ่ายเดียว ค่าเสียหายของโจทก์สูงเกินความจริง โจทก์เสียหายเพียง 22,364 บาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากเหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 หลังเกิดเหตุเป็นเวลา 3 ปีเศษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 209,818 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวนิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 มีประเด็นเรื่องอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 นายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในทางการที่จ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 โดยโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องในวันที่ 22 เมษายน 2545 และบรรยายคำฟ้องว่า เหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 แม้การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 มีมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา โดยศาลจังหวัดสงขลามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3793/2542 ก็ตาม แต่การเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งให้นับอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 นั้น วรรคสอง หมายความเฉพาะการเรียกร้องจากตัวผู้กระทำผิดหรือผู้ร่วมในการกระทำผิดโดยเฉพาะ มิได้หมายความถึงผู้อื่นที่ไม่ได้ร่วมในการกระทำความผิดด้วย ดังนี้ การเรียกร้องค่าเสียหายเอาแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงต้องใช้อายุความตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือภายใน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายในกรณีละเมิด เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 หลังเกิดเหตุเป็นเวลา 3 ปีเศษ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ย่อมเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้เป็นที่เข้าใจแล้วว่า นับแต่วันเกิดเหตุละเมิดถึงวันฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ไปแล้ว คำให้การของจำเลยที่ 2 ซึ่งต่อสู้เรื่องอายุความ จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงมีประเด็นเรื่องอายุความ แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดเมื่อเกิน 1 ปี โดยมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เพิ่งรู้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ย่อมขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุมาลี สินอนันต์
จำเลย — นายอำนาจ พันท้าว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 316/2550
#267332
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินมือเปล่าของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่การที่โจทก์ขอเปิดทางจำเป็นนั้น ที่และวิธีทำทางผ่านต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นกับต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายน้อยที่สุดที่จะเป็นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสาม การที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบเกี่ยวกับที่ดินมือเปล่าโดยระบุเพียงเขตติดต่อแต่ละด้านว่าจดที่ดินแปลงใด โดยไม่ปรากฏความยาวของที่ดินมือเปล่าแต่ละด้าน ในการทำแผนที่พิพาทโจทก์ก็นำชี้แนวเขตที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองทั้งที่ดินมือเปล่าและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวมเป็นแปลงเดียวกัน จึงไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าการใช้ทางพิพาทจะพอควรแก่ความจำเป็นสำหรับที่ดินมือเปล่าของโจทก์หรือไม่ และการเลือกใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจะทำให้ที่ดินของจำเลยเสียหายน้อยที่สุดหรือไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินมือเปล่าของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า (ไม่มีเอกสารสิทธิสำหรับที่ดิน) ตั้งอยู่ตำบลขุมเงิน อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร มีอาณาเขตทิศเหนือจดที่ดินนางคำปุ่น ทองจิตร ทิศใต้จดที่ดินนางแดงน้อย (ไม่ปรากฏชื่อสกุล) ทิศตะวันออกจดที่ดินโฉนดเลขที่ 30554 ของจำเลย และทิศตะวันตกจดที่ดินของโจทก์อีกแปลงหนึ่งโจทก์ซื้อที่ดินมาจากนายประสงค์ ประสมศรี เมื่อปี 2539 ก่อนหน้านั้นนายประสงค์และบริวารได้ใช้ทางพิพาทเดินผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 2.59 เมตร ยาว 16.798 เมตร เมื่อออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินจำเลยมาเป็นเวลา 10 ปีเศษ โดยความสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเพื่อใช้ประโยชน์แห่งอสังหาริมทรัพย์ของตน และไม่มีเส้นทางอื่นที่จะใช้ผ่านจากทางสาธารณะเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ได้ โจทก์ใช้ทางพิพาทต่อจากนายประสงค์ตลอดมา โดยความสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาใช้เพื่อประโยชน์แห่งอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ จำเลยไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้าน ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นและทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ เมื่อต้นเดือนเมษายน 2542 จำเลยสร้างรั้วลวดหนามกั้นตลอดที่ดิน จำเลยปิดกั้นทางพิพาท ทำให้โจทก์และบริวารไม่สามารถใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่ปิดกั้นทางพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางจำเป็นและหรือทางภาระจำยอม กว้าง 2.59 เมตร ยาว 16.798 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 30554 ตำบลขุมเงิน อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และให้จำเลยจดทะเบียนทางจำเป็นและหรือทางภาระจำยอมดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า นายประสงค์ ประสมศรี เจ้าของที่ดินเดิมไม่เคยใช้ทางพิพาท ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินมือเปล่า มีเนื้อที่เพียงเล็กน้อย นายประสงค์ไม่ได้ทำประโยชน์มาหลายสิบปีปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า หากนายประสงค์จะเข้าออกสู่ที่ดินของตนก็ใช้ทางเดินผ่านที่ดินของบุคคลอื่นทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ของที่ดินจำเลย เมื่อปี 2537 โจทก์ซื้อที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ ติดกันที่ดินที่โจทก์ซื้อจากนายประสงค์ ที่ดินแปลงดังกล่าวไม่มีทางเข้าออก เจ้าของเดิมและโจทก์อาศัยเดินตามคันนาของบุคคลอื่นเข้าออกตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาปี 2539 โจทก์จึงซื้อที่ดินจากนายประสงค์ทั้งที่โจทก์ทราบว่าไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง 2.59 เมตร ยาว 16.798 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 30554 ตำบลขุมเงิน อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ของจำเลยตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.3 และให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 30554 ตำบลขุมเงิน อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เนื้อที่ 1 งาน 26 ตารางวา ด้านทิศตะวันออกติดทาง ร.พ.ช. (เร่งรัดพัฒนาชนบท) สายบ้านเขื่องคำ - บ้านขุมเงิน ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งซื้อมาจากนายประสงค์ ประสมศรี และที่ดินเนื้อที่ 14 ไร่ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งซื้อมาจากนางหนูเกตุ ประสมศรี และนายปานทอง ล้วนศรี ทางพิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 30554 ด้านทิศตะวันออกติดทาง ร.พ.ช. กว้าง 2.59 เมตร ทิศตะวันตกติดที่ดินซึ่งโจทก์ครอบครองกว้าง 2.63 เมตร ด้านทิศเหนือยาว 16.793 เมตร ด้านทิศใต้ยาว 16.189 เมตร ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความแก่ที่ดินมือเปล่าของโจทก์หรือได้ โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่านายประสงค์ ประสมศรีเจ้าของที่ดินมือเปล่าคนเดิมและบริวารได้ใช้ทางพิพาทเพื่อออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลากว่า 10 ปี เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินมือเปล่าจากนายประสงค์ในปี 2539 ก็ใช้ทางพิพาทต่อเนื่องจากนายประสงค์จนถึงปี 2542 ซึ่งโจทก์ฟ้องคดีนี้ ดังนั้น การที่นายประสงค์จะได้ภาระจำยอมโดยอายุความย่อมขึ้นอยู่กับว่านายประสงค์ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสามยทรัพย์ได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยอันเป็นภารยทรัพย์มาครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เกี่ยวกับการได้ภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ในส่วนที่ผู้อื่นจะได้ใช้ทางพิพาทหรือไม่นั้นไม่มีผลเกี่ยวกับการได้ภาระจำยอมโดยอายุความของนายประสงค์แต่ประการใด โจทก์ซึ่งกล่าวอ้างว่านายประสงค์เจ้าของที่ดินมือเปล่าคนเดิมได้ภาระจำเลยยอมในทางพิพาทก่อนขายที่ดินมือเปล่าให้โจทก์ จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ว่านายประสงค์ได้ใช้ทางพิพาทอย่างปรปักษ์โดยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาให้ได้ใช้สิทธิในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินมือเปล่าของตนเป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี ในชั้นพิจารณา โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างนายประสงค์เป็นพยาน แต่โจทก์มิได้นำนายประสงค์หรือบริวารของนายประสงค์ที่ได้ใช้ทางพิพาทมาเบิกความสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้อง พยานโจทก์คงมีตัวโจทก์นายปานทอง ล้วงศรี นายนิยม ชื่นบาน และนายสุดใจ สายศรี รวม 4 ปาก โจทก์เองมิได้เบิกความให้เห็นว่านายประสงค์ใช้ทางพิพาทอย่างไร ทั้งโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านตอนแรกว่า ที่ดินมือเปล่าของนายประสงค์มีเนื้อที่ประมาณ 1 งาน เป็นเนื้อที่ว่างนายประสงค์ไม่ได้ทำประโยชน์ แต่เบิกความตอบคำถามค้านตอนท้ายแตกต่างไปว่า นายประสงค์ปลูกต้นนุ่นและต้นมะพร้าว นายปานทองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 คนเดิม เบิกความตอบคำถามค้านว่า นายประสงค์จะมีที่ดินติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ทางทิศใดไม่ทราบ แต่กลับเบิกความตอบคำถามติงว่า นายประสงค์มีที่นาคั่นกลางระหว่างที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 กับที่ดินของจำเลย นายนิยม ซึ่งระหว่างปี 2518 ถึง 2533 ได้ปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินของบิดาและมารดาติดกับที่ดินของจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านว่า ที่ดินมือเปล่าของนายประสงค์ทิ้งว่างเปล่ามาหลายปีเนื่องจากเลิกทำนา ส่วนนายสุดใจซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลขุมเงิน และมีบ้านพักอยู่ห่างทางพิพาทประมาณ 300 เมตร เบิกความตอบคำถามค้านว่า ไม่เคยรู้จักนายประสงค์ ไม่ทราบว่ามีที่ดินอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์หรือจำเลยหรือไม่ ส่วนที่นายสุดใจเบิกความว่าทางพิพาทเป็นถนนเชื่อมกับถนน ร.พ.ช. ทางต่อจากที่ดินของจำเลยเป็นแนวคันนากว้าง 3 เมตร เป็นทางให้รถสัญจรต่อจากทางพิพาทไปเชื่อมกับอีกเส้นทางหนึ่ง ก็ขัดแย้งกับสภาพทางพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ.4 ภาพที่ 2 และที่ 3 ภาพถ่ายหมาย จ.6 ภาพ ที่ 1 ซึ่งปรากฏว่า บริเวณแนวเขตที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกมีต้นไม้ยืนต้น 2 ต้น ขึ้นขวางปิดกั้นทางพิพาทจนไม่อาจใช้รถสัญจรต่อจากทางพิพาทได้ ทั้งไม่ปรากฏแนวคันนากว้าว 3 เมตร ต่อจากทางพิพาท จึงไม่มีสภาพเป็นทางให้รถสัญจรต่อจากทางพิพาทไปเชื่อมกับอีกเส้นทางหนึ่งดังที่นายสุดใจเบิกความ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนการครอบครองที่ดินมือเปล่าต่อจากนายประสงค์ และกล่าวอ้างว่านายประสงค์ได้ภาระจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความ ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่านายประสงค์ซึ่งมิได้ปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินมือเปล่าได้ทำประโยชน์ประการใดในที่ดินมือเปล่า และนายประสงค์หรือบริวารผู้ใดได้ใช้ทางพิพาทเพื่อการใดที่เป็นประโยชน์แก่ที่ดินมือเปล่าก่อนโอนขายให้แก่โจทก์ ส่วนพยานจำเลยมีนางมัลลิกา นฤมิตกริ่มกมล บุตรนายประสงค์เบิกความยืนยันว่า ที่ดินมือเปล่าของนายประสงค์มีเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา นายประสงค์ใช้ปลูกพืชผักสวนครัว และนายประสงค์เดินทางเข้าออกโดยเดินตามคันนาไม่ได้ผ่านที่ดินของจำเลย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่านายประสงค์ได้ภาระจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความก่อนโอนขายที่ดินมือเปล่าให้แก่โจทก์ แม้โจทก์จะอ้างว่าเมื่อซื้อที่ดินมือเปล่าจากนายประสงค์ในปี 2539 แล้ว โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทเข้าไปทำไร่นาสวนผสมในที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองทั้งหมด ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ได้ภาระจำยอมในทางพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ทางพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่าโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินมือเปล่ามีสิทธิขอให้บังคับจำเลยเปิดทางพิพาทโดยอ้างว่าเป็นทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าที่ดินมือเปล่าของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ และหากจะผ่านที่ดินของจำเลยไปสู่ทางสาธารณะจะใกล้กว่าทางอื่น แต่การที่โจทก์ขอเปิดทางจำเป็นนั้น ที่และวิธีทำทางผ่านต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็น กับต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายน้อยที่สุดที่จะเป็นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบเกี่ยวกับที่ดินมือเปล่าโดยระบุเพียงเขตติดต่อแต่ละด้านว่าจดที่ดินแปลงใด โดยปรากฏความยาวของที่ดินมือเปล่าแต่ละด้าน ในการทำแผนที่พิพาทโจทก์ก็นำชี้แนวเขตที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองทั้งที่ดินมือเปล่าและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 รวมเป็นแปลงเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องและนำสืบมาจึงไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าการใช้ทางพิพาทจะพอควรแก่ความจำเป็นสำหรับที่ดินมือเปล่าของโจทก์หรือไม่ และการเลือกใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจะทำให้ที่ดินของจำเลยเสียหายน้อยที่สุดหรือไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินมือเปล่าของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยทางพิพาทเป็นทางจำเป็นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแพงศรี ขุมทอง
จำเลย — นายวิสัย ขันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 310/2550
#267723
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 และมีการต่ออายุตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 จึงอาจมีการเพิกถอนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ได้

จำเลยร่วมรับโอนเครื่องหมายการค้าพิพาททางมรดกจากบิดาจำเลยร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ากรณีมีเหตุทำให้เชื่อได้ว่าความคล้ายของเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมกับของโจทก์เกิดจากการที่บิดาจำเลยร่วมทราบถึงเครื่องหมายการค้าของโจทก์เนื่องจากเคยทำงานกับโจทก์ และนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปดัดแปลงและจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าของตนจึงถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โจทก์จึงมีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 (2) ประกอบ มาตรา 8 แม้สินค้าบานเกล็ดจะไม่ใช่เป็นสินค้าที่ระบุไว้ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เมื่อโจทก์มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอน แต่คณะกรรมการฯมีคำสั่งไม่ให้เพิกถอน คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 28/2545 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2545 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ยกคำร้องของโจทก์ และให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค. 43126 คำขอเลขที่ 304992 ตามคำร้องขอเพิกถอนของโจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหมายเรียกนายอรุณเข้าเป็นจำเลยร่วมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (8) ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 27 ธันวาคม 2545

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 28/2545 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2545 และให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมทะเบียนเลขที่ ค. 43126 คำขอเลขที่ 304992 กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมมีว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 117 บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 และยังคงจดทะเบียนอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือเป็นเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัตินี้" เครื่องหมายการค้ารูปตาประดิษฐ์ ของจำเลยร่วมจดทะเบียนเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2529 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 และมีการต่ออายุตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมจึงเป็นเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เมื่อเป็นเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงอาจมีการเพิกถอนการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิเคราะห์เครื่องหมายการค้ารูปตาประดิษฐ์ของจำเลยร่วม แล้วเห็นว่าคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปตาประดิษฐ์ ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2474 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่าสินค้าบานเกล็ดอลูมิเนียมของจำเลยร่วมเป็นสินค้าของโจทก์ นายชัยศิลป์บิดาจำเลยร่วมเป็นผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เมื่อพยานโจทก์คือนายอีลิมอดีตลูกจ้างโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันว่า บิดาจำเลยร่วมเคยทำงานกับโจทก์ในระหว่างปี 2502 ถึง 2504 จึงมีเหตุทำให้เชื่อได้ว่าความคล้ายของเครื่องหมายการค้านั้นเกิดจากการที่บิดาจำเลยร่วมทราบถึงเครื่องหมายการค้าของโจทก์และนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปดัดแปลงและจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าของตน จึงถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โจทก์จึงมีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 (2) ประกอบมาตรา 8 แม้สินค้าบานเกล็ดอลูมิเนียมจะเป็นสินค้าที่ทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์มิได้ระบุไว้ก็ตาม เมื่อโจทก์มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอน แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 มีคำสั่งไม่ให้เพิกถอน คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 ม. 61 (2) ม. 117
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวูตงปั๊ก จำกัด
จำเลย — นายสุรพล เชาว์วิศิษฐ กับพวก
จำเลยร่วม — นายอรุณ ชื่นแสงอรุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปรานี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา