คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 309/2550
#267811
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องเท่านั้น นายจ้างจึงทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างที่เข้าทำงานใหม่โดยตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แทนการจ่ายเดือนละ 1 ครั้ง ที่มิใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายวงกต ตั้งสืบสกุล และนายวินัย ควรสถาพร เป็นกรรมการลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ทำแทนโจทก์ได้ โจทก์มอบอำนาจให้นายชโลธร พูตระกูล เป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ได้จ้างนางสาวพัชราภรณ์ โชติกลาง เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ ค่าจ้างเดือนละ 7,500 บาท ในระหว่างทดลองงานตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยจ่ายให้ทุกวันศุกร์ เมื่อได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำแล้วจึงจะจ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 1 ครั้ง ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2547 โจทก์ได้เลิกจ้างนางสาวพัชราภรณ์ด้วยสาเหตุที่ไม่ผ่านการทดลองงาน ลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โดยกล่าวหาว่าโจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ถูกต้อง ต่อมาจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547 ว่าโจทก์มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้ลูกจ้างรายเดือนได้รับค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จึงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และการทำสัญญาจ้างโดยหัวหน้าแผนกบุคคลเป็นผู้ลงนามแทนไม่มีผลผูกพัน เมื่อโจทก์จ้างลูกจ้างเป็นลูกจ้างรายเดือนแล้ว จึงต้องดำเนินการตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเดือนละ 1 ครั้ง โจทก์ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2547 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 เป็นเงินจำนวน 11,250 บาท โจทก์จ่ายไปแล้ว 1,750 บาท จึงให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมอีกจำนวน 9,500 บาท โจทก์เห็นว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าถูกต้องแล้ว เพราะงวดการจ่ายค่าจ้างตามสัญญาจ้างทดลองงานคือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง มิใช่เดือนละ 1 ครั้ง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 48/2547

จำเลยให้การว่า หนังสือสัญญาจ้างฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้ลูกจ้างรายเดือนได้รับค่าจ้างทุกสิ้นเดือนการจ้างนางสาวพัชราภรณ์ โชติกลาง เป็นลูกจ้างรายเดือนจึงต้องถือตามข้อบังคับดังกล่าว การที่ตกลงจะจ่ายค่าจ้างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่อเจตนาเลี่ยงกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจึงไม่มีผลบังคับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 9,500 บาท แก่นางสาวพัชราภรณ์ โชติกลาง ลูกจ้าง โดยให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงจำนวน 750 บาท แก่ลูกจ้าง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์รับนางสาวพัชราภรณ์ โชติกลาง เข้าทำงานเป็นลูกจ้างรายเดือนค่าจ้างอัตราเดือนละ 7,500 บาท โดยทำสัญญาจ้างเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 มีระยะเวลาทดลองงาน 120 วัน ต่อมาในวันที่ 15 มิถุนายน 2547 โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างโดยเหตุผลว่าไม่ผ่านการประเมินหรือไม่ผ่านการทดลองงาน ในการเลิกจ้างโจทก์ได้จ่ายค่าจ้างสำหรับการทำงานในวันที่ 15 มิถุนายน 2547 แล้ว และโจทก์ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างเป็นเวลา 7 วัน เป็นเงินจำนวน 1,750 บาท ในการจ้างลูกจ้างได้มีการทำหนังสือสัญญาจ้างไว้ปรากฏตามหนังสือสัญญาจ้างหมาย ล.1 โดยหนังสือสัญญาจ้างระบุไว้ว่าในระหว่างทดลองงานโจทก์จะจ่ายค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยจ่ายทุกวันศุกร์ เมื่อได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำหรือผ่านการทดลองงานแล้วจึงจะจ่ายค่าจ้างตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานคือ เดือนละ 1 ครั้ง โดยจ่ายทุกวันสิ้นเดือนปรากฏตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมาย ล.2 หลังจากถูกเลิกจ้างแล้วลูกจ้างได้ไปยื่นคำร้องต่อจำเลย ปรากฏตามแบบคำร้องหมาย ล.3 และได้ให้ถ้อยคำต่อจำเลย 2 ครั้ง ปรากฏตามบันทึกคำให้การหมาย ล.4 และ ล.5 จำเลยได้สอบปากคำฝ่ายนายจ้างคือนายชโลธร พูตระกูล รวม 3 ครั้ง ปรากฏตามบันทึกคำให้การหมาย ล.6 ถึง ล.8 แล้วจำเลยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 (ที่ถูก วันที่ 9 สิงหาคม 2547) ปรากฏตามคำสั่งหมาย ล.9 ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างนายสุภาพ กาวิน เป็นลูกจ้างไว้ทดลองงาน ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาจ้างหมาย ล.10 โจทก์ไม่มีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดขึ้นจากการเรียกร้อง คงใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย ล.2 เป็นสภาพการจ้าง ในการทำสัญญาจ้างลูกจ้างตามเอกสารหมาย ล.1 มีนางสาวสมบัติ เชื่อมสุข หัวหน้าแผนกบุคคล เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ โดยโจทก์มอบหมายให้นางสาวสมบัติลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างได้ เป็นการมอบหมายด้วยวาจาและปฏิบัติกันมาตลอด หากเป็นการจ้างพนักงานระดับสูงขึ้นไปนายชโลธรผู้จัดการสำนักงานก็จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาแทนโจทก์ดังเช่น เอกสารหมาย ล.10 โดยโจทก์ไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นการมอบหมายด้วยวาจาและเป็นวิธีปฏิบัติที่ทำกันมา จำเลยอุทธรณ์ว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 หมายความรวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่มาตรา 10 ถึงมาตรา 19 มิใช่หมายถึงเพียงแต่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้องเท่านั้น การที่โจทก์ทำสัญญาจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานรายเดือนโดยตกลงจ่ายค่าจ้างสัปดาห์ละหนึ่งครั้งในระหว่างการทดลองงานไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง แต่เป็นการหลีกเลี่ยงการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และขัดต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ซึ่งถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 บัญญัติว่า "เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า" ดังนั้น บทบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยมิได้บัญญัติว่าต้องเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้องก็ตาม แต่บทบัญญัติมาตรา 20 ดังกล่าวบัญญัติต่อเนื่องจากมาตรา 13 ถึงมาตรา 19 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แล้วมีการเจรจาต่อรองจนตกลงกันได้ มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างนำไปจดทะเบียนอันมีผลบังคับทั้งสองฝ่ายแล้วต่อด้วยมาตรา 20 ที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 20 จึงหมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องเท่านั้น นายจ้างจึงสามารถทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างใหม่ให้ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มิได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องได้ เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ เป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 108 ซึ่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติให้ในกรณีเป็นที่สงสัยว่า ในสถานประกอบกิจการนั้นมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ ให้ถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่นายจ้างต้องจัดให้มีขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัตินี้ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ก็ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง ดังนั้น โจทก์จึงสามารถทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างที่เข้าทำงานใหม่โดยตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง แทนการจ่ายเดือนละ 1 ครั้ง ตามสัญญาจ้างเอกสาร ล.1 ได้ ไม่ขัดต่อมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิเวอร์แซล พาราวูด จำกัด
จำเลย — นายธนภณ สุรินทร์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 309/2550
#268326
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 20 บัญญัติว่า "เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า" ดังนี้ แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยมิได้บัญญัติว่า ต้องเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้องก็ตาม แต่บทบัญญัติมาตรา 20 ดังกล่าวบัญญัติต่อเนื่องจากมาตรา 13 ถึงมาตรา 19 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แล้วมีการเจรจาต่อรองจนตกลงกันได้มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างนำไปจดทะเบียนอันมีผลบังคับทั้งสองฝ่ายแล้วต่อด้วยมาตรา 20 ที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 20 จึงหมายถึง เฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องเท่านั้น นายจ้างจึงสามารถทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างใหม่ให้ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มิได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องได้ เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ เป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 108 ซึ่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติให้ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าในสถานประกอบกิจการนั้นมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ ให้ถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่นายจ้างต้องจัดให้มีขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ. นี้ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ก็ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง ดังนั้น โจทก์จึงสามารถทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างที่เข้าทำงานใหม่โดยตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แทนการจ่ายเดือนละ 1 ครั้ง ตามสัญญาจ้างได้ไม่ขัดต่อมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าถูกต้องแล้ว ขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 48/2547

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 9,500 บาท แก่นางสาวพัชราภรณ์ โชติกลาง ลูกจ้าง โดยให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงจำนวน 750 บาท แก่ลูกจ้าง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์รับนางสาวพัชราภรณ์ โชติกลาง เข้าทำงานเป็นลูกจ้างรายเดือน ค่าจ้างอัตราเดือนละ 7,500 บาท โดยทำสัญญาจ้างเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 มีระยะเวลาทดลองงาน 120 วัน ต่อมาในวันที่ 15 มิถุนายน 2547 โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างโดยเหตุผลว่าไม่ผ่านการประเมินหรือไม่ผ่านการทดลองงาน ในการเลิกจ้างโจทก์ได้จ่ายค่าจ้างสำหรับการทำงานในวันที่ 15 มิถุนายน 2547 แล้ว และโจทก์ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างเป็นเวลา 7 วัน เป็นเงินจำนวน 1,750 บาท ในการจ้างลูกจ้างได้มีการทำหนังสือสัญญาจ้างไว้ โดยหนังสือสัญญาจ้างระบุไว้ว่าในระหว่างทดลองงานโจทก์จะจ่ายค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยจ่ายทุกวันศุกร์ เมื่อได้รับการบรรจุเป็นพนักงานหรือผ่านการทดลองงานแล้วจึงจะจ่ายค่าจ้างตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานคือ เดือนละ 1 ครั้ง โดยจ่ายทุกวันสิ้นเดือน ปรากฏตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หลังจากถูกเลิกจ้างแล้วลูกจ้างได้ไปยื่นคำร้องต่อจำเลย และได้ให้ถ้อยคำต่อจำเลย 2 ครั้ง จำเลยได้สอบปากคำฝ่ายนายจ้างคือนายชโลธร พูตระกูล รวม 3 ครั้ง แล้วจำเลยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 (ที่ถูก วันที่ 9 สิงหาคม 2547) ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างนายสุภาพ กาวิน เป็นลูกจ้างไว้ทดลองงาน ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาจ้าง โจทก์ไม่มีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดขึ้นจากการเรียกร้อง คงใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เป็นสภาพการจ้างในการทำสัญญาจ้างลูกจ้าง มีนางสาวสมบัติ เชื่อมสุข หัวหน้าแผนกบุคคล เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทนโจทก์โดยโจทก์มอบหมายให้นางสาวสมบัติลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างได้ เป็นการมอบหมายด้วยวาจาและปฏิบัติกันมาตลอด หากเป็นการจ้างพนักงานระดับสูงขึ้นไปนายชโลธรผู้จัดการสำนักงานก็จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาแทนโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นการมอบหมายด้วยวาจาและเป็นวิธีปฏิบัติที่ทำกันมา จำเลยอุทธรณ์ว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 หมายความรวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่มาตรา 10 ถึงมาตรา 19 มิใช่หมายถึงเพียงแต่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้องเท่านั้น การที่โจทก์ทำสัญญาจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานรายเดือนโดยตกลงจ่ายค่าจ้างสัปดาห์ละหนึ่งครั้งในระหว่างการทดลองงานไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง แต่เป็นการหลีกเลี่ยงการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และขัดต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ซึ่งถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 บัญญัติว่า "เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า" ดังนี้ แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยมิได้บัญญัติว่าต้องเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้องก็ตาม แต่บทบัญญัติมาตรา 20 ดังกล่าวบัญญัติต่อเนื่องจากมาตรา 13 ถึงมาตรา 19 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แล้วมีการเจรจาต่อรองจนตกลงกันได้มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างนำไปจดทะเบียนอันมีผลบังคับทั้งสองฝ่ายแล้วต่อด้วยมาตรา 20 ที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 20 จึงหมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องเท่านั้น นายจ้างจึงสามารถทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างใหม่ให้ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มิได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องได้ เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ เป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 108 ซึ่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติให้ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าในสถานประกอบกิจการนั้นมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ ให้ถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่นายจ้างต้องจัดให้มีขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัตินี้ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ก็ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง ดังนั้น โจทก์จึงสามารถทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างที่เข้าทำงานใหม่โดยตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แทนการจ่ายเดือนละ 1 ครั้ง ตามสัญญาจ้างได้ไม่ขัดต่อมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 108
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 10 วรรคสาม ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิเวอร์แซล พาราวูด จำกัด
จำเลย — นายธนภณ สุรินทร์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2550
#268320
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 4 ให้ความหมายคำว่า "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" ไว้ว่า ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนโดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลงการทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่ายหรือโดยวิธีอื่นใดซึ่งงานที่ได้จัดทำขึ้น เมื่อปรากฏตามคำฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยแล้วว่า จำเลยนำแผ่นวีซีดีซึ่งเป็นงานสิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุที่บันทึกข้อมูลงานดนตรีกรรมเพลง "เทพธิดาผ้าซิ่น" และ "โบว์รักสีดำ" ซึ่งทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ 2 แผ่น เข้าประกอบไว้ในตู้เพลงวีซีดีคาราโอเกะ ซึ่งมีเครื่องอ่านข้อมูลทำการแปลงสัญญาณดิจิตัลออกเป็นสัญญาณภาพและเสียงผ่านออกทางจอภาพและลำโพง ปรากฏเนื้อร้องและทำนองออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนในร้านอาหารของจำเลยเพื่อให้บริการลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการฟังเพลงและขับร้องเพลง อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย เห็นได้ว่าคำบรรยายฟ้องดังกล่าวได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยตามความหมายของคำว่า "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" โดยทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนด้วยเสียงและหรือภาพแล้วซึ่งในคำฟ้องใช้ถ้อยคำว่า "ทำการแปลงสัญญาณดิจิตัลออกเป็นสัญญาณภาพและเสียงผ่านออกทางจอภาพและลำโพง ปรากฏเนื้อร้องและทำนอง" ส่วนคำว่า "เพื่อ" ให้บริการลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการฟังเพลงและขับร้องเพลงในฟ้อง ก็เป็นการบรรยายว่าการเปิดเพลงดังกล่าวเพื่อให้สาธารณชนฟังอันเป็นการครบองค์ประกอบความผิดแล้ว การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 69, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 สั่งริบแผ่นวีซีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 2 แผ่น ของกลาง และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (2), 69 วรรคสองให้ลงโทษปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ริบของกลางทั้งหมด และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามคำฟ้องโจทก์ทุกข้อไม่ปรากฏข้อความตอนใดว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยได้ทำการเผยแพร่ต่อสาธารณชนในลักษณะใดเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ให้ความหมายคำว่า "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" ไว้ว่า ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนโดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลง การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่ายหรือโดยวิธีอื่นใดซึ่งงานที่ได้จัดทำขึ้น เมื่อปรากฏตามคำฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยแล้วว่า จำเลยนำแผ่นวีซีดีซึ่งเป็นงานสิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุที่บันทึกข้อมูลงานดนตรีกรรมเพลง "เทพธิดาผ้าซิ่น" และ "โบว์รักสีดำ" ซึ่งทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ 2 แผ่น เข้าประกอบไว้ในตู้เพลงวีซีดีคาราโอเกะ ซึ่งมีเครื่องอ่านข้อมูลทำการแปลงสัญญาณดิจิตัลออกเป็นสัญญาณภาพและเสียงผ่านออกทางจอภาพและลำโพง ปรากฏเนื้อร้องและทำนองออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนในร้านอาหารของจำเลยเพื่อให้บริการลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการฟังเพลงและขับร้องเพลง อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย เห็นได้ว่า คำบรรยายฟ้องดังกล่าวได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยตามความหมายของคำว่า "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" โดยทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนด้วยเสียงและหรือภาพแล้ว ซึ่งในคำฟ้องใช้ถ้อยคำว่า "ทำการแปลงสัญญาณดิจิตัลออกเป็นสัญญาณภาพและเสียงผ่านออกทางจอภาพและลำโพง ปรากฏเนื้อร้องและทำนอง" ส่วนคำว่า "เพื่อ" ให้บริการลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการฟังเพลงและขับร้องเพลงในฟ้อง ก็เป็นการบรรยายว่าการเปิดเพลงดังกล่าวเพื่อให้สาธารณชนฟัง อันเป็นการครบองค์ประกอบความผิดแล้ว การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ในประการต่อมาว่า ขณะจำเลยถูกจับกุมและยึดของกลางจำเลยมิได้ทำการเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำเลยไม่ได้เปิดเพลงเป็นการเผยแพร่เพียงจับได้ของกลางแผ่นวีซีดี 2 แผ่น ในตู้เพลง เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางข้อเท็จจริงที่จำเลยอุทธรณ์จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และที่จำเลยอุทธรณ์ในอีกประการหนึ่งว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ริบของกลางทั้งหมดไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ไม่ได้ขอให้ริบตู้เพลงคาราโอเกะและสมุดรายการเพลงของกลาง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ริบของกลางทั้งหมดซึ่งรวมทั้งตู้เพลงคาราโอเกะและสมุดรายการเพลงของกลางด้วยจึงไม่ถูกต้อง และสมควรสั่งคืนแก่เจ้าของ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบังอาจกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยนำเอาแผ่นวีซีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจำนวน 2 แผ่น ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยกระทำต่องานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ จึงไม่ถูกต้องซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง รวมถึงกำหนดอัตราโทษตามกฎหมายที่ถูกต้องด้วย ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ให้ลงโทษปรับจำเลย 50,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 25,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คืนตู้เพลงวีซีดีคาราโอเกะ 1 ตู้ สมุดรายการเพลง 1 เล่ม แก่เจ้าของให้วีซีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 2 แผ่น ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายอำนวย ปัตตังทานัง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2550
#410843
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ให้ความหมายคำว่า "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" ไว้ว่า ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนโดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลง การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่าย หรือโดยวิธีอื่นใดซึ่งงานที่ได้จัดทำขึ้น เมื่อปรากฏตามคำฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยแล้วว่า จำเลยนำแผ่นวีซีดีซึ่งเป็นงานสิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุที่บันทึกข้อมูลงานดนตรีกรรมเพลง "เทพธิดาผ้าซิ่น" และ "โบว์รักสีดำ" ซึ่งทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ 2 แผ่น เข้าประกอบไว้ในตู้เพลงวีซีดีคาราโอเกะ ซึ่งมีเครื่องอ่านข้อมูลทำการแปลงสัญญาณดิจิตัลออกเป็นสัญญาณภาพและเสียงผ่านออกทางจอภาพและลำโพง ปรากฏเนื้อร้องและทำนองออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนในร้านอาหารของจำเลยเพื่อให้บริการลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการฟังเพลงและขับร้องเพลง อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย เห็นได้ว่าคำบรรยายฟ้องดังกล่าวได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยตามความหมายของคำว่า "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" โดยทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนด้วยเสียงหรือภาพแล้ว ซึ่งในคำฟ้องใช้ถ้อยคำว่า "ทำการแปลงเนื้อร้องและทำนอง" ส่วนคำว่า "เพื่อ" ให้บริการลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการฟังเพลงและขับร้องเพลงในฟ้อง ก็เป็นการบรรยายว่า การเปิดเพลงดังกล่าวเพื่อให้สาธารณชนฟังอันเป็นการครบองค์ประกอบความผิดแล้ว การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 5/2549)

จำเลยอุทธรณ์ว่า ขณะจำเลยถูกจับกุมและยึดของกลาง จำเลยมิได้ทำการเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำเลยไม่ได้เปิดเพลงเป็นการเผยแพร่ เพียงจับได้ของกลางแผ่นซีดี 2 แผ่น ในตู้เพลง แต่ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่จำเลยอุทธรณ์จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 225

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยกระทำต่องานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31(2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง รวมถึงกำหนดอัตราโทษตามกฎหมายที่ถูกต้องด้วย ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 69, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 สั่งริบแผ่นวีซีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 2 แผ่น ของกลาง และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (2), 69 วรรคสอง ให้ลงโทษปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มตรา 29, 30 ให้ริบของกลางทั้งหมด และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามคำฟ้องโจทก์ทุกข้อไม่ปรากฏข้อความตอนใดว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยได้ทำการเผยแพร่ต่อสาธารณชนในลักษณะใดเป็นการแน่ชัด อันเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ให้ความหมายคำว่า "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" ไว้ว่า ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนโดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลง การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่ายหรือโดยวิธีอื่นใดซึ่งงานที่ได้จัดทำขึ้น เมื่อปรากฏตามคำฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยแล้วว่า จำเลยนำแผ่นวีซีดีซึ่งเป็นงานสิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุที่บันทึกข้อมูลงานดนตรีกรรมเพลง "เทพธิดาผ้าซิ่น" และ "โบว์รักสีดำ" ซึ่งทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ 2 แผ่น เข้าประกอบไว้ในตู้เพลงวีซีดีคาราโอเกะ ซึ่งมีเครื่องอ่านข้อมูลทำการแปลงสัญญาณดิจิตัลออกเป็นสัญญาณภาพและเสียงผ่านออกทางจอภาพและลำโพง ปรากฏเนื้อร้องและทำนองออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนในร้านอาหารของจำเลยเพื่อให้บริการลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการฟังเพลงและขับร้องเพลง อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย เห็นได้ว่า คำบรรยายฟ้องดังกล่าวได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยตามความหมายของคำว่า "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" โดยทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนด้วยเสียงและหรือภาพแล้ว ซึ่งในคำฟ้องใช้ถ้อยคำว่า "ทำการแปลงสัญญาณดิจิตัลออกเป็นสัญญาณภาพและเสียงผ่านออกทางจอภาพและลำโพงปรากฏเนื้อร้องและทำนอง" ส่วนคำว่า "เพื่อ" ให้บริการลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการฟังเพลงและขับร้องเพลงในฟ้อง ก็เป็นการบรรยายว่า การเปิดเพลงดังกล่าวเพื่อให้สาธารณชนฟังอันเป็นการครบองค์ประกอบความผิดแล้ว การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ในประการต่อมาว่า ขณะจำเลยถูกจับกุมและยึดของกลางจำเลยมิได้ทำการเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำเลยไม่ได้เปิดเพลงเป็นการเผยแพร่ เพียงจับได้ของกลางแผ่นวีซีดี 2 แผ่น ในตู้เพลง เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้อเท็จจริงที่จำเลยอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225...

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยนำเอาแผ่นวีซีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจำนวน 2 แผ่น ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยกระทำต่องานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ จึงไม่ถูกต้อง ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง รวมถึงกำหนดอัตราโทษตามกฎหมายที่ถูกต้องด้วย ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ให้ลงโทษปรับจำเลย 50,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 25,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คืนตู้เพลงวีซีดีคาราโอเกะ 1 ตู้ สมุดรายการเพลง 1 เล่ม แก่เจ้าของ ให้วีซีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 2 แผ่น ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 15 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคห้า
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายอำนวย ปัตตังทานัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวอัญชลี อนันต์โท
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292/2550
#267271
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 52 (2) บัญญัติว่า ในการลดโทษประหารชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลง ถ้าจะลดกึ่งหนึ่งให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องๆ ไปว่าสมควรจะลดโทษเพียงใด และการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคนในแต่ละคดีจะถือเอาคำพิพากษาคดีอื่นมาเป็นแนวทางในการกำหนดโทษของจำเลยในคดีนี้หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 746/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสาม (3)), 66 วรรคสาม ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลดโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุก 25 ปีนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) บัญญัติว่า ในการลดโทษประหารชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลง ถ้าจะลดกึ่งหนึ่งให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถ้าห้าสิบปี จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องๆไปว่าสมควรจะลดโทษเพียงใด คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวนมาก อันเป็นเหตุทำให้ยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษประหารชีวิตให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง โดยให้ลดโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างคำพิพากษาคดีอื่นมาในฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลยที่ 1 นั้น นอกจากจะเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคนละชั้นศาลกับศาลฎีกาแล้ว การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและสภาพความผิดยังเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคนในแต่ละคดี จะถือเอาคำพิพากษาคดีอื่นมาเป็นแนวทางในการกำหนดโทษของจำเลยในคดีนี้หาได้ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายเริงศักดิ์ เลาหมี่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2550
#266901
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท นาย ล. ได้ขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยไม่ชอบ และมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 13401 ตำบลบุแกรง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ที่มีชื่อ นาย ล. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว โดยเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณราคาเป็นเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ที่ 2 มีราคาไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลแขวงสุรินทร์ที่จะพิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) แม้โจทก์ทั้งสองจะยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นรวมเป็นคดีเดียวกัน แต่ได้ความตามแผนที่พิพาทเอกสารท้ายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทแยกกันเป็นส่วนสัด การครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย โจทก์ทั้งสองจึงมิได้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงชอบที่โจทก์ทั้งสองจะยื่นฟ้องจำเลยมาคนละสำนวน การที่โจทก์ทั้งสองรวมฟ้องมาในสำนวนเดียวกันและศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณา ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์แต่ละคนมีมากกว่าที่จะยื่นฟ้องแยกกันมาเป็นแต่ละสำนวน

เมื่อคดีในสำนวนของโจทก์ที่ 2 มีทุนทรัพย์ 140,000 บาท อยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุรินทร์ที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ไปยังศาลแขวงสุรินทร์ ทั้งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย หาได้บังคับให้ศาลชั้นต้นต้องโอนคดีไปทั้งคดีดังที่ศาลแขวงสุรินทร์วินิจฉัยไม่ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนคดีเฉพาะส่วนของโจทก์ที่ 2 ไปยังศาลแขวงสุรินทร์ และศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้รับโอนคดีดังกล่าวไว้พิจารณาจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว การที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดี แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดีและให้ส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดสุรินทร์เพื่อพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ว่า เมื่อปี 2504 โจทก์ที่ 1 ครอบครองที่ดินนา 1 แปลง ตั้งอยู่ที่บ้านบุแกรง ตำบลบุแกรง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ 27 ไร่เศษ โดยรับมรดกจากบิดา ต่อมาปี 2510 โจทก์ที่ 1 ขายที่ดินทางด้านทิศเหนือให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 7 ไร่ โจทก์ที่ 2 เข้าทำนาตลอดมาถึงปัจจุบัน โจทก์ที่ 1 ได้ฝากที่ดินส่วนที่เหลือประมาณ 20 ไร่เศษให้นายลุน อุส่าห์ดี ครอบครองทำนา ต่อมาปี 2522 นายลุนคืนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 และออกจากที่ดินไป โจทก์ที่ 1 เข้าทำนาตลอดมาถึงปัจจุบัน ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ที่ 1 ขอให้คืนที่ดินแก่จำเลย ครั้นวันที่ 9 มกราคม 2548 จำเลยบุกรุกเข้าไปไถนาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองตรวจสอบทางทะเบียนปรากฏว่า ขณะที่โจทก์ที่ 1 ฝากที่ดินไว้กับนายลุน นายลุนได้ลักลอบขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) และออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าเป็นที่ดินของตน โดยไม่ได้ครอบครอง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามแผนที่หมาย 2 เป็นของโจทก์ที่ 1 จำนวน 20 ไร่ 2 งาน 36 ตารางวา และเป็นของโจทก์ที่ 2 จำนวน 7 ไร่ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 13401 ตำบลบุแกรง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ที่มีชื่อนายลุนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งให้คู่ความเสนอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินพิพาทต่อศาล จำเลยเสนอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินต่อศาล ศาลจังหวัดสุรินทร์ให้ฝ่ายโจทก์ทั้งสองตรวจดู โจทก์ทั้งสองแถลงรับว่าเป็นราคาประเมินที่ดินจริง

ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้โอนคดีเฉพาะโจทก์ที่ 2 ไปยังศาลแขวงสุรินทร์ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้รับโอนคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2548 ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2548 ศาลแขวงสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า การโอนคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย จะต้องเป็นการโอนคดีทั้งคดีจะโอนคดีเฉพาะส่วนไม่ได้ คำสั่งที่ให้รับโอนคดีเป็นคำสั่งโดยผิดหลง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดี และมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดี ให้ส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดสุรินทร์เพื่อพิจารณาพิพากษา แต่ศาลจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งไม่รับสำนวนคืนจากศาลแขวงสุรินทร์

โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลจังหวัดสุรินทร์ที่ให้โอนคดีไปยังศาลแขวงสุรินทร์ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ศาลจังหวัดสุรินทร์ได้มีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงสุรินทร์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2548 หากโจทก์ที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว โจทก์ที่ 2 ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 การที่โจทก์ที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลจังหวัดสุรินทร์เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2548 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและมีปัญหาว่าคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดสุรินทร์หรือศาลแขวงสุรินทร์ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท นายลุนได้ขอออกโฉนดในที่ดินดังกล่าวโดยไม่ชอบ และมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 13401 ตำบลบุแกรง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ที่มีชื่อนายลุนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว โดยเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ที่ 2 มีราคาไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุรินทร์ที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) แม้โจทก์ทั้งสองจะยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดสุรินทร์รวมเป็นคดีเดียวกัน แต่ได้ความตามแผนที่ที่ดินพิพาทว่า โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทแยกกันเป็นส่วนสัด โดยโจทก์ที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทางทิศเหนือเนื้อที่ 7 ไร่ ส่วนโจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทางทิศใต้ต่อจากส่วนที่โจทก์ที่ 2 ครอบครอง เป็นเนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน 36 ตารางวา การครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย โจทก์ทั้งสองจึงมิได้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงชอบที่โจทก์ทั้งสองจะยื่นฟ้องจำเลยมาคนละสำนวน การที่โจทก์ทั้งสองรวมฟ้องมาในสำนวนเดียวกันและศาลจังหวัดสุรินทร์ยอมรับฟ้องของโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณา ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์แต่ละคนมีมากกว่าที่จะยื่นฟ้องแยกกันมาเป็นแต่ละสำนวน เมื่อคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 มีทุนทรัพย์ 140,000 บาท อยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุรินทร์ที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลจังหวัดสุรินทร์จึงชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ไปยังศาลแขวงสุรินทร์ ทั้งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย หาได้บังคับให้ศาลจำต้องมีคำสั่งให้โอนคดีไปทั้งคดีดังที่ศาลแขวงสุรินทร์วินิจฉัยไม่ ดังนั้น ที่ศาลจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งให้โอนคดีเฉพาะส่วนของโจทก์ที่ 2 ไปยังศาลแขวงสุรินทร์ และศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้รับโอนคดีดังกล่าวไว้พิจารณาจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว การที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดี แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดี และให้ส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดสุรินทร์เพื่อพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบ

พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงสุรินทร์ที่ให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดีและคำสั่งไม่รับโอนคดี ให้ศาลแขวงสุรินทร์พิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ.อกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 18 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคง ชาวสวน กับพวก
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกอุส่าห์ อุส่าห์ดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายพินิต สุขสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 262/2550
#267809
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมด้วยทรัพย์ของกลางในคดีก่อนกับคดีนี้ในคราวเดียวกัน แต่ที่แยกฟ้องเพราะทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีมีผู้เสียหายสองคน การที่จำเลยมิได้รับทรัพย์ของกลางในคดีนี้กับในคดีก่อนไว้คนละคราวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียว เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรแล้ว สิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานรับของโจรในคดีนี้จึงระงับไปตามป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2546 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายเข้าไปในห้องพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของร้อยตำรวจเอกพิฑูร ชาวปลายนา ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร โดยเข้าทางหน้าต่างห้องพักซึ่งทำขึ้นไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า แล้วลักเครื่องแปลภาษา 1 เครื่อง ราคา 7,500 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ราคา 10,000 บาท และกางเกงยีน 1 ตัว ราคา 1,300 บาท รวมราคา 19,100 บาท (ที่ถูก 18,800 บาท) ของผู้เสียหาย เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 10 ธันวาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง เจ้าพนักงานยึดตั๋วจำนำเครื่องแปลภาษา ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง และต่อมาเจ้าพนักงานติดตามยึดเครื่องแปลภาษาจากโรงรับจำนำได้ ทั้งนี้จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหาย หรือมิฉะนั้น ช่วยซ้อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งเครื่องแปลภาษา อันเป็นทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ เครื่องแปลภาษาของกลางผู้เสียหายได้รับคืนแล้ว เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 335, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 11,300 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบตั๋วจำนำและนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 292/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้น ในส่วนคำขอของโจทก์ที่ขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ราคา 10,000 บาท และกางเกงยีน 1 ตัว ราคา 1,300 บาท รวมราคา 11,300 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยฐานรับของโจร ความรับผิดทางแพ่งของจำเลยคงมีอยู่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดทางอาญาฐานรับของโจรเท่านั้น เมื่อผู้เสียหายได้รับของกลางที่จำเลยรับของโจรไว้คืนไปแล้ว จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนตามคำขอของโจทก์ได้อีก ส่วนตั๋วจำนำมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิดหรือได้มาโดยการกระทำผิด ศาลไม่มีอำนาจริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับการกระทำความผิดฐานรับของโจรในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยถูกศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ย่อมระงับไป เห็นว่าข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2547 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้นว่าเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมด้วยทรัพย์ของกลางในคดีดังกล่าวกับคดีนี้ในคราวเดียวกัน แต่สาเหตุที่แยกฟ้องเพราะทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีมีผู้เสียหายสองคน ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่าจำเลยรับทรัพย์ของกลางในคดีนี้กับทรัพย์ของกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้นไว้คนละคราวกัน ทั้งได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งโจทก์มิได้คัดค้านว่าเพื่อนของจำเลยนำกระเป๋าบรรจุของกลางทั้งสองคดีนี้มาที่ห้องพักของจำเลยในคราวเดียวกันข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยได้รับทรัพย์ของกลางในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้นไว้ในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองคดีจึงเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียว แต่โจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยเป็นแต่ละคดีตามจำนวนผู้เสียหาย เมื่อจำเลยถูกฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานรับของโจรในคดีนี้นั้นเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการอื่นของจำเลยอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายฤทธิรงค์หรือบี หมื่นสา
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 256/2550
#267269
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 36 ที่บัญญัติหลักเกณฑ์ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบให้แก่ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยนั้น หมายถึง นอกจากจะให้พิจารณาสั่งคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงแล้วต้องพิจารณาว่าผู้เป็นเจ้าของแท้จริงนั้นจะต้องนั้นจะต้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยประกอบด้วย

ศาลชั้นต้นฟังว่ารถยนต์กระบะบรรทุกของกลางเป็นของผู้ร้อง แต่ให้ยกคำร้องเพราะผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ผู้ร้องอุทธรณ์โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในข้อที่ว่าผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุกของกลาง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางหรือเป็นเจ้าของเพียงกึ่งหนึ่ง ย่อมพิพากษาให้ยกคำร้องหรือสั่งคืนของกลางให้เจ้าของตามสิทธิที่เป็นเจ้าของได้ เมื่อรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางมิใช่สินส่วนตัวของผู้ร้องแต่เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาระหว่างสมรสกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นสินสมรสซึ่งจำเลยที่ 2 มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยกึ่งหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้คืนรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 1, 9, 108 ทวิ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 11, 48 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และขอให้ริบรถแบ็กโฮตักดินกับรถยนต์กระบะบรรทุกของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องและริบรถแบ็กโฮตักดินยี่ห้อฮิตาชิขนาด 120 พีซี กับรถยนต์กระบะบรรทุกหกล้อยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 80 - 3166 น่าน ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุกยี่ห้อมิตซูบิชิ สีขาว หมายเลขทะเบียน 80 - 3166 น่าน ของกลางผู้ร้อง มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน ผู้ร้องย่อมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่ปี 2527 ต่อมาปี 2545 ผู้ร้องซื้อรถยนต์กระบะบรรทุกของกลาง หมายเลขทะเบียน 80 - 3166 น่าน ให้จำเลยที่ 2 นำไปรับจ้างขนดิน เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2546 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยที่ 2 กับพวกถูกดาบตำรวจศุภเชษฐ์ ม่วงทอง กับพวกจับกุมในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินและพระราชบัญญัติโรงงาน พร้อมยึดรถยนต์กระบะบรรทุกที่จำเลยที่ 2 ใช้ขนดินเป็นของกลาง จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 กับพวกและริบรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางของผู้ร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 หรือไม่ ผู้ร้องมีผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า ผู้ร้องซื้อรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางมาตั้งแต่ปี 2545 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ใช้รับจ้างบรรทุกดิน โดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ ผู้ร้องเป็นแม่บ้านขับรถยนต์กระบะบรรทุกไม่เป็น ผู้ร้องไม่เคยทราบว่าจำเลยที่ 2 จะนำรถไปบรรทุกดิน ณ ที่ใด เงินที่หามาได้จำเลยที่ 2 นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและให้ผู้ร้องเก็บรักษาไว้ เห็นว่า ตามคำเบิกความยืนยันของผู้ร้องวัตถุประสงค์ในการซื้อรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางของผู้ร้องเพื่อให้จำเลยที่ 2 ใช้ขับรถรับจ้างบรรทุกดิน ซึ่งเป็นอาชีพที่สุจริต โดยจำเลยที่ 2 รับผิดชอบงานด้วยตนเอง เมื่อจำเลยที่ 2 นำรถออกไปจากบ้าน ผู้ร้องซึ่งเป็นแม่มิได้ไปด้วย เหตุที่รถยนต์กระบะบรรทุกของกลางของผู้ร้องถูกยึดเป็นเพราะจำเลยที่ 2 นำไปบรรทุกดินที่ขุดจากที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของนางมูล เต๊อะพรม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินและตามพระราชบัญญัติโรงงาน ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 จะนำรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางไปบรรทุกดิน ณ ที่ใด ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นคนขับและรับผิดชอบรถในขณะเกิดเหตุนั้นแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาอยู่ที่บ้านไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้ จะฟังว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการการะทำความผิดของจำเลยที่ 2 หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้คืนรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่งชอบหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางแล้ว โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ประเด็นดังกล่าว จึงฟังยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางเพียงกึ่งหนึ่งเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติหลักเกณฑ์ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบให้แก่ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มิได้รู้เป็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยนั้น หมายถึงนอกจากจะให้พิจารณาสั่งคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงแล้วต้องพิจารณาว่าผู้ร้องผู้เป็นเจ้าของแท้จริงนั้นจะต้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยประกอบด้วย คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นฟังว่ารถยนต์กระบะบรรทุกของกลางเป็นของผู้ร้อง แต่ให้ยกคำร้องเพราะผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ผู้ร้องอุทธรณ์โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในข้อที่ว่าผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางหรือเป็นเจ้าของเพียงกึ่งหนึ่ง ย่อมพิพากษาให้ยกคำร้องหรือสั่งคืนของกลางให้เจ้าของตามสิทธิที่เป็นเจ้าของได้ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องต่อไปมีว่า ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางเพียงกึ่งหนึ่งหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่ารถยนต์กระบะบรรทุกของกลาง ผู้ร้องได้มาระหว่างสมรสกับจำเลยที่ 2 ผู้ร้องอ้างว่าบิดามารดาผู้ร้องให้เงินผู้ร้องมาซื้อรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางรถคันดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง เห็นว่าผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เบิกความกล่าวอ้างลอยๆ บิดามารดาของผู้ร้องยังคงมีชีวิตอยู่ ก็มิได้นำมาเบิกความสนับสนุน ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงความเป็นอยู่ของบิดามารดาของผู้ร้องแล้วได้ความว่า บุคคลทั้งสองมีอายุ 60 ปีเศษ ประกอบอาชีพทำนาโดยทำนาเองมีที่นาเพียง 3 ไร่ นอกจากนี้ไม่มีทรัพย์สินอื่นและไม่ปรากฏมีรายได้จากทางอื่นอีก ไม่น่าเชื่อว่าบิดามารดาของผู้ร้องจะให้เงินจำนวน 150,000 บาท แก่ผู้ร้องมาซื้อรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางจริง รถยนต์กระบะบรรทุกของกลางจึงมิใช่สินส่วนตัวของผู้ร้องแต่เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาระหว่างสมรสกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นสินสมรส ซึ่งจำเลยที่ 2 มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยกึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้คืนรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่งชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
ผู้ร้อง — นางอัญชัญ อุ่นใจดี
จำเลย — นายทวี คนสูง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ณรงค์ ธนะปกรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 247/2550
#267979
เปิดฉบับเต็ม

วัดผู้ร้องมอบอำนาจให้ ก. มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและดำเนินคดีได้จนถึงที่สุด ก. จึงเป็นตัวแทนได้รับมอบอำนาจแต่เฉพาะการ ย่อมมีอำนาจกระทำการแทนตัวการในสิ่งจำเป็นเพื่อให้กิจอันตัวการได้มอบหมายแก่ตนสำเร็จลุล่วงไป การตั้งทนายความเป็นการกระทำที่จำเป็นในการดำเนินคดี ก. จึงมีอำนาจตั้งทนายความยื่นคำร้องขอได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 800 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 19551 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และโฉนดเลขที่ 73001, 73002 และ 73003 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยการครอบครองปรปักษ์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งแปดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน เว้นแต่ให้แก้ไขเลขโฉนดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จากเลขที่ 19551 เป็นเลขที่ 19951 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งแปดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่านายกมลมีอำนาจตั้งทนายความยื่นคำร้องขอในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 5 วัดผู้ร้องมอบอำนาจให้นายกมลมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในคดีนี้และดำเนินคดีได้จนถึงที่สุด นายกมลจึงเป็นตัวแทนได้รับมอบอำนาจแต่เฉพาะการ ย่อมมีอำนาจกระทำการแทนตัวการในสิ่งจำเป็นเพื่อให้กิจอันตัวการได้มอบหมายแก่ตนสำเร็จลุล่วงไปการตั้งทนายความเป็นการกระทำที่จำเป็นในการดำเนินคดีนายกมลจึงมีอำนาจตั้งทนายความยื่นคำร้องขอและดำเนินคดีนี้ได้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 800 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งแปดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 800
ป.วิ.พ. ม. 60
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — วัดบางโฉลงนอก
ผู้คัดค้าน — นายสวัสดิ์ วงษ์ฉาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2550
#267973
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. กับ ว. คู่ความในคดีเดิมทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ข้อพิพาทที่ว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ จึงเป็นอันระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ทางพิพาทจึงไม่ใช้ทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์อีกต่อไปแต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิใช้ถนนในที่ดินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด ได้ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้โจทก์จะใช้เกินกว่า 10 ปี แล้วก็ไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความตามมาตรา 1401

ผลแห่งคำพิพากษาตามยอมย่อมผูกพันโจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. จะต้องยินยอมให้โจทก์และบริวารใช้ถนนทุกสายที่มีอยู่ในที่ดินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด โดยให้ใช้ได้อย่างทางภาระจำยอม บุคคลที่รับโอนที่ดินมาจากหางหุ้นส่วนจำกัด ม. ถือได้ว่าเป็นคู่ความแทนห้างดังกล่าวด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนที่ดินที่มีทางพิพาทอยู่ จึงต้องผูกพันยอมให้โจทก์และบริวารใช้ถนนที่มีอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 เพื่อออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด ได้อย่างทางภาระจำยอมด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาท เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ โดยมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอม แม้ที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์คือทางหรือถนนที่จำเลยที่ 1 สร้างขึ้น มิใช่ทางพิพาท ศาลก็มีอำนาจพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนถนนที่จำเลยที่ 1 สร้างขึ้นเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าที่ขอมาท้ายคำฟ้อง

แม้ทางพิพาทจะมิใช้ทางภาระจำยอม แต่โจทก์และบริวารก็ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราดเพราะยังไม่มีทางอื่น การที่จำเลยที่ 1 นำดินมาปิดกั้นทางพิพาทและขุดรื้อทางพิพาทออกโดยยังไม่จัดทำถนนเส้นใหม่เพื่อให้โจทก์และบริวารใช้เป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราดย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ และถือเป็นการละเมิดสิทธิการใช้ทางพิพาทต่อโจทก์ด้วย

โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ย่อมหมายถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่มีทางพิพาทต้องจำยอมให้โจทก์และบริวารของโจทก์ใช้ทางพิพาทเข้าสู่ถนนสายบางนา-ตราด เท่านั้น บุคคลอื่นที่มิใช่บริวารของโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทได้ การที่จำเลยที่ 1 ปิดกั้นทางพิพาท แม้จะทำให้บุคคลภาคนอกไม้เข้ามาใช้บริการโรงแรมและร้านอาหารของโจทก์ หรือเข้ามาใช้บริการน้อยลงเพราะไม่สะดวกในการใช้ทาง ก็มิใช่ความเสียหายโดยตรงที่โจทก์และบริวารไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าออกถนนสายบางนา-ตราด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 127 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์และชาวบ้านใช้ทางด้านทิศใต้เป็นทางเข้าออกจากท่าริมน้ำบางปะกงสู่ถนนสายบางนา-ตราด มานานกว่า 20 ปี โจทก็ได้ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้างกับพวกเกี่ยวกับภาระจำยอม ในที่สุดมีการประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้โจทก์และบริวารใช้ทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ถนนสายบางนา-ตราด และในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลมีคำสั่งว่าเป็นทางภาระจำยอมแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินหลายโฉนดรวมทั้งทางภาระจำยอมด้วย แล้วจัดสรรจำหน่ายชื่อโครงการ มารีน่าไอส์แลนด์ วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 เริ่มก่อสร้างโดยขุดเจาะที่ดินให้เป็นเกาะแก่งล้อมรอบที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก็ได้รับความเดือดร้อนไม่สะดวกในการสัญจร ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 นำดินปิดกั้นไม่ให้บุคคลได้ใช้ทางภาระจำยอมต่อไป ทำให้โจทก็ซึ่งดำเนินกิจการโรงแรมและร้านอาหารได้รับความเสียหาย เนื่องจากลูกค้าลดน้อยลง เป็นเหตุให้โจทก์ขาดรายได้วันละประมาณ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 เดือน 27 วัน รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 441,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 441,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามเปิดทางภาระจำยอมและปรับสภาพทางภาระจำยอมให้อยู่ในสภาพดี และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียงกรรมการของจำเลยที่ 1 มิได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าศาลในคดีเดิมที่โจทก์ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้างมีคำสั่งว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมนั้น ก็ปรากฏว่า คำสั่งศาลดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งในชั้นพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วครางเท่านั้น ศาลมิได้มีคำวินิจฉัยในเนื้อหาคดีว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมดังโจทก์อ้าง ทั้งในคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องให้จดทะบียนทางภาระจำยอมหากสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันจำเลยทั้งสามแล้ว จำเลยทั้งสามก็ได้สร้างถนนเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด มีความกว้าง 10 เมตร ผ่านที่ดินของโจทก์ ซึ่งโจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกได้เป็นอย่างดีแล้ว ทั้งต่อไปจำเลยทั้งสามจะทำถนนดังกล่าวเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กด้วย ทางพิพาทมีสภาพเป็นท้องนา โจทก์ถือวิสาสะใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกเท่านั้น ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางภาระจำยอม จำเลยที่ 1 ปรับสภาพที่ดินเพื่อจัดสรรขายให้แก่บุคคลทั่วไปจึงไม่ทำให้โจทก์และชาวบ้านทั่วไปได้รับควาเดือดร้อน เพราะจำเลยที่ 1 ได้ทำถนนกว้างประมาณ 10 เมตร ในโครงการกฤษดามารีน่าไอส์แลนด์ ซึ่งโจทก์และบริวารได้ใช้เส้นทางดังกล่าวออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนภาระจำยอมในทางพิพาทตามแนวเขต ล.ม.5, ล.ม.6, ล.ม.2, ล.ม.1 ในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.8 หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เปิดทางภาระจำยอมและปรับสภาพทางให้อยู่ในสภาพดี และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 127 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยซื้อมาจากนายสะอาด จันทร์ศรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2526 ขณะซื้อที่ดินมีทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด โจทก์ปลูกบ้านอยู่อาศัยบนที่ดิน ต่อมาปี 2528 ห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้างซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 125 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา แปลงที่มีทางพิพาทจากเจ้าของเดิมแล้วปิดทางพิพาท โจทก์จึงฟ้องห้างดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นขอให้เปิดทางพิพาท โดยอ้างว่าเป็นทางภาระจำยอม ในที่สุดโจทก์และห้างดังกล่าวทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2528 ตามสัญญประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.11 แผ่นที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.11 แผ่นที่ 2 หลังจากนั้นโจทก์ยังคงใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราด ตลอดมา โจทก์ได้เปิดดำเนินกิจการโรงแรมและร้านอาหารในที่ดินของโจทก์ตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา ต่อมาที่ดินแปลงนี้มีทางพิพาทได้โอนเปลี่ยนเจ้าของกรรมสิทธิ์อีกหลายคนจนตกมาเป็นกรรมสิทธ์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 125 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 และจำเลยที่ 1 ยังได้ซื้อที่ดินอีกหลายแปลงในบริเวณใกล้เคียงด้วย แล้วจำเลยที่ 1 จัดทำหมู่บ้านจัดสรรชื่อโครงการ "กฤษดามารีน่าไอส์แลนด์" ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 นำดินปิดกั้นทางพิพาทกับขุดรื้อทางพิพาทออก และดำเนินการสร้างถนนขึ้นใหม่เพื่อให้โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราด ตามส่วนซึ่งระบายสีน้ำเงินในแผนผังที่ดินกฤษดานคร 32 (กฤษดามารีน่าไอส์แลนด์) เอกสารหมาย ล.3 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกทำนองว่า ทางพิพาทไม่เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์แล้ว เพราะโจทก์เคยฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้าง เรื่องทางภาระจำยอมเกี่ยวกับทางพิพาท ซึ่งโจทก์กับห้างดังกล่าวได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลเพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องทางภาระจำยอมนั้นและศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์และบริวารคงมีเพียงสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะใช้ทางหรือถนนทุกสายที่มีอยู่หรือที่ห้างดังกล่าวจะทำขึ้นภายภาคหน้าในที่ดินของห้างนั้นออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด เท่านั้น เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 275/2528 ของศาลชั้นต้นเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งโจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้าง กับนายวัชัย เตียนโพธิ์ทอง หุ้นส่วนผู้จัดการตกลงประนีประนอมยอมความกันมีข้อความระบุว่า "...ข้อ 1 จำเลยทั้งสอง(ห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้างและนายวิชัย) ยินยอมให้โจทก์และบริวารใช้เส้นทางหรือถนนทุกสายที่จำเลยมีอยู่หรือจะทำขึ้นต่อไปภายหน้าในที่ดินของจำเลยออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด ข้อ 2 ถ้าหากถนนที่จำเลยจะสร้างหรือจะทำขึ้นมิได้ผ่านที่ดินของโจทก์ จำเลยก็จะทำถนนเชื่อมให้ไปถึงที่ดินของโจทก์ตลอดแนวทางด้านทิศใต้โดยมีขนาดกว้างประมาณ 4-6 เมตร ข้อ 3 ส่วนเรื่องค่าเสียหายและภาระจำยอมนั้น ทางโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้อง ข้อ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่ศาลสั่งคืนและค่าทนายความให้เป็นพับ..." ดังนี้ การที่โจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้าง กับนายวิชัยคู่ความในคดีเดิมนั้นได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวและศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ข้อพิพาทที่มีอยู่ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย จ.11 ที่ว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ จึงเป็นอันระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์อีกต่อไป แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิใช้ทางหรือถนนในที่ดินของห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้างออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด ได้ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.11 เท่านั้น การที่โจทก์ยังคงใช้ทางพิพาทเข้าออกถนนสายบางนา-ตราด ตลอดมาหลังจากที่สำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีดังกล่าว จึงเป็นการใช้ทางพิพาทโดยความยินยอมของห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้างตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นนั่นเอง แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทเกินกว่า 10 ปีแล้วก็ตามทางพิพาทก็หาตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลแห่งคำพิพาษาตามยอมและประนีประนอมยอมความเอาสารหมาย จ.11 ย่อมผูกพันโจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้างซึ่งเป็นคู่ความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 กล่าวคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้างจะต้องยินยอมให้โจทก์และบริวารใช้เส้นทางหรือถนนทุกสายที่มีอยู่ในที่ดิน่ของห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่าอสร้าง ออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด โดยให้ใช้ได้อย่างทางภาระจำยอม ทั้งจะต้องทำถนนเชื่อมที่ดินของโจทก์ตลอดแนวทางด้านทิศใต้ให้มีขนาดกว้าง 4 ถึง 5 เมตร เพื่อให้โจทก์และบริวารออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด ด้วย หากบุคคลได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 125 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา มาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้าง และผู้รับโอนที่ดินดังกล่าวต่อๆมา จึงถือได้ว่าเป็นคู่ความแทนห้างดังกล่าว ด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนที่ดินที่มีทางพิพาทดังกล่าวจึงมีฐานะเป็นคู่ความกับโจทก์แทนห้างดังกล่าวต้องผูกพันยอมให้โจทก์และบริวารใช้ทางหรือถนนที่มีอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 เพื่อออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด ได้อย่างทางภาระจำยอมด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ โดยมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนทางภาระจำยอมนั้นด้วย แม้ในทางพิจารณาจะปรากฏว่าที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์คือทางหรือถนนที่จำเลยที่ 1 สร้างขึ้นตามที่ระบายด้วยสีน้ำเงินในแผนผังที่ดินเอกสารหมาย ล.3 มิใช้ทางพิพาทก็ตาม ศาลก็มีอำนาจพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนทางหรือถนนที่จำเลยที่ 1 สร้างขึ้นดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าที่ขอมาท้ายคำฟ้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่าการที่จำเลยที่ 1 นำดินมาปิดกั้นทางพิพาทและขุดรื้อทางพิพาทออกนั้นเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใด เห็นว่า แม้ทางพิพาทจะมิใช่ทางภาระจำยอมตามที่โจทก์ฟ้อง แต่โจทก์และบริวารก็ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราดเพราะยังไม่มีทางอื่น การที่จำเลยที่ 1 นำดินมาปิดกั้นทางพิพาทและขุดรื้นทางพิพาทออกโดยยังไม่จัดทำทางหรือถนนเส้นใหม่เพื่อให้โจทก์และบริวารใช้เป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราดย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ และถือเป็นการละเมิดสิทธิการใช้ทางพิพาทต่อโจทก์ด้วยซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยที่ 1 นำดินมาขวางกั้นบนทางพิพาทห้ามมิให้บุคคลใดใช้ทางพิพาทตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 ซึ่งหลานชายโจทก์เป็นผู้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2539 ว่า ขณะเดินไปตามทางพิพาทเพื่อออกไปถนนสายบางนา-ตราด พบมีกองดิน 3 ถึง 4 กอง ปิดทางพิพาทไว้ เหนือกองดินขึ้นไปเล็กน้อยมีแผ่นไม้อัดทาสีขาวเขียนข้อความว่า "อันตราย เขตก่อสร้าง" มีลูกศรสีแดงชี้ไปทางเบี่ยง กับ ข้อความ "ทางไปโรงแรม" และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายหมาย จ.4 ประกอบแล้ว เชื่อได้ว่าขณะจำเลยที่ 1 นำกองดินมากองปิดกั้นทางพิพาทโดยมีแผ่นไม้อัดมีข้อความพร้อมลูกศรชี้ทางไปโรงแรมนั้น ทางหรือถนนที่มุ่งไปทางโรงแรมยังมีลักษณะเป็นพื้นดินเปียกแฉะเพิ่งสร้างหรือทำขึ้นใหม่ๆ ยังไม่มีลักษณะเป็นถนน ไม่สะดวกแก่การใช้อย่างยิ่ง แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังมิได้ทำทางหรือถนนให้มีขึ้นเพื่อให้โจทก์และบริวารได้ใช้เป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราด เสียก่อนที่จะปิดกั้นทางพิพาท การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 และถือได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว และโจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจัดทำทางหรือถนนให้โจทก์และบริวารสามารถใช้เป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราด ได้โดยสะดวกเช่นเดียวกับทางพิพาท หาใช้นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ตามที่โจทก์ฟ้องไม่ เพราะในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ยังมิได้กระทำการใดเป็นการละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด ทั้งคดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ย่อมหมายถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่มีทางพิพาท ต้องจำยอมให้โจทก์และบริวารของโจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด เท่านั้น บุคคลอื่นที่มิใช่บริวารของโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทนั้นได้ การที่จำเลยที่ 1 ปิดกั้นทางพิพาท แม้จะทำให้บุคคลภายนอกไม่เข้ามาใช้บริการโรงแรมและร้านอาหารของโจทก์ หรือเข้ามาใช้บริการน้อยลงเพราะไม่สะดวกในการใช้ทางก็ตาม ก็มิใช้ความเสียหายโดยตรงที่โจทก์และบริวารไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าออกถนนสายบางนา-ตราด แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท เป็นค่าขาดรายได้จากกิจการโรงแรมและร้านอาหารของโจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ปิดทางพิพาทก่อนจัดทำทางใหม่ ทำให้โจทก์และบริวารได้รับความเสียหายดังวินิจฉัยแล้ว แต่โจทก์ก็ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ถึงวันฟ้อง วันที่ 27 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นเพียงระยะเวลา 7 วัน เท่านั้น ศาลฏีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทย์เป็นเงินจำนวน 10,000 บาท และ เมื่อเป็นหนี้เงินจำเลยที่ 1 จึงต้องใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนทางหรือถนนที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นตามรูปแผนผังที่ดินเอกสารหมาย ล.3 ที่ระบายด้วยสีน้ำเงิน เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 127 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยแจ้งให้จำเลยที่ 1 จัดทำทางหรือถนนดังกล่าวให้อยู่ในสภาพดีอย่างน้อยให้เท่าเทียมกับทางพิพาทก่อนถูกปิดกั้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับกันไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 852 ม. 1401
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพยงค์ มุกดา
จำเลย — บริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
มานะ ศุภวิริยกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 245/2550
#267689
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารคำแปลฉบับภาษาอังกฤษของใบมรณบัตรและใบสูติบัตรมีสำเนาเอกสารเป็นภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้นแนบท้ายและมีตราประทับของสถานเอกอัครราชทูตไทยประทับรับรอง ศาลจึงรับฟังข้อความในฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาซื้อขายสินค้าปลาแห้งที่โจทก์ซึ่งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาสั่งซื้อจากจำเลยซึ่งอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากจำเลยส่งมอบสินค้าคนละประเภทและมีสิ่งเจือปนไม่ปลอดภัยแก่การบริโภคให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 26,017.07 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,206.55 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ถึงแก่ความตาย นายเบซิล แอนโทนี่ ยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ผู้ร้องมีนางสาวยลฤดี โอภาเฉลิมพันธ์ ทนายโจทก์และทนายผู้ร้อง เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นปี 2548 พยานได้รับแจ้งจากนายเบซิล แอนโทนี่ ผู้ร้องว่า โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อปลายปี 2547 ผู้ร้องประสงค์จะดำเนินคดีนี้ต่อไป ต่อมาผู้ร้องได้ส่งใบมรณบัตรของโจทก์และใบสูติบัตรของผู้ร้องซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาพร้อมคำแปลเป็นภาษาอังกฤษให้พยาน โดยมีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบลงลายมือชื่อรับรองตามใบมรณบัตรของโจทก์ตามเอกสารหมาย ร.1 และใบสูติบัตรของผู้ร้องตามเอกสารหมาย ร.3 พยานได้นำใบมรณบัตรและใบสูติบัตรดังกล่าวไปให้กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยรับรองว่าเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ ที่ลงลายมือชื่อรับรองในเอกสารดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงโคลัมโบ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาจริง พยานได้แปลใบมรณบัตรและใบสูติบัตรเป็นภาษาไทยตามคำแปลเอกสารหมาย ร.2 และ ร.4 นอกจากนี้ผู้ร้องยังมีนางดรุณี หวังสุนทราพร เป็นพยานเบิกความว่าพยานรู้จักโจทก์และผู้ร้องมานานกว่า 16 ปี เนื่องจากติดต่อค้าขายและไปมาหาสู่กัน ผู้ร้องเป็นบุตรชายคนเล็กของโจทก์ บุตรของพยานเคยไปเยี่ยมผู้ร้องที่ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาและได้ถ่ายภาพร่วมกัน ตามภาพถ่ายหมาย ร.12 ชายที่ใส่เสื้อสีขาวคือผู้ร้อง ส่วนชายที่ใส่เสื้อสีฟ้าคือบุตรของพยาน เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะไม่ได้มาเบิกความด้วยตนเองและชื่อของโจทก์ที่แปลจากภาษาท้องถิ่นของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกามาเป็นภาษาอังกฤษในใบมรณบัตรของโจทก์ตามเอกสารหมาย ร.1 และในใบสูติบัตรของผู้ร้องตามเอกสารหมาย ร.3 จะสะกดคำกลางของชื่อที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นชื่อของโจทก์ว่า CHO และ KU ต่างกันก็ตาม แต่ผู้ร้องมีนางดรุณี หวังสุนทราพร มาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ผู้ร้องเป็นบุตรคนเล็กของโจทก์ โจทก์กับผู้ร้องร่วมประกอบธุรกิจนำเข้าสินค้าอาหารทะเลตากแห้งจากประเทศไทยไปประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ตรงกับที่ปรากฏในหนังสือรับรองการจดทะเบียนสถานธุรกิจเอกสารหมาย ร.7 ซึ่งระบุว่าโจทก์กับผู้ร้องเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังได้ความจากพยานดังกล่าวว่า พยานก็ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้าอาหารทะเลตากแห้งไปต่างประเทศ เคยติดต่อค้าขายและไปมาหาสู่กับโจทก์และผู้ร้อง จึงรู้จักและเคยเห็นตัวโจทก์และผู้ร้อง ทั้งโจทก์และครอบครัวก็เคยมาพบพยานเมื่อมาติดต่อธุรกิจและท่องเที่ยวในประเทศไทยด้วยกัน พยานปากนี้ยืนยันว่าลายมือชื่อในหนังสือเดินทางเอกสารหมาย ร.11 เป็นลายมือชื่อของโจทก์ เพราะพยานเคยเห็นหนังสือเดินทางของโจทก์มาก่อน เนื่องจากแต่เดิมการชำระราคาสินค้า โดยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจะต้องใช้หนังสือเดินทางประกอบ ซึ่งเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสอบลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือเดินทาง และลายมือชื่อของโจทก์ในใบแต่งทนายโจทก์ฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2547 ในสำนวนคดีเปรียบเทียบกับลายมือชื่อของผู้แจ้งการเกิดในใบสูติบัตรของผู้ร้องฉบับที่ทำเป็นภาษาท้องถิ่นช่องที่ 10 เอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 2 ซึ่งระบุว่าผู้แจ้งการเกิดเป็นบิดาของผู้ร้อง ก็เห็นได้ว่าลายมือชื่อคล้ายกันและใช้คำกลางชื่อเป็นตัวอักษร TH ทั้งเมื่อนับอายุของผู้แจ้งเกิดจากวันเกิดที่ระบุในช่องผู้แจ้งในใบสูติบัตรผู้ร้องซึ่งระบุว่าผู้แจ้งเกิดปี ค.ศ.1933 หากนับมาจนถึงปี ค.ศ.2004 ซึ่งเป็นปีที่โจทก์ถึงแก่ความตาย ผู้แจ้งการเกิดซึ่งระบุว่าเป็นบิดาของผู้ร้องก็มีอายุ 71 ปี เท่ากับอายุของโจทก์ที่ระบุในใบมรณบัตรเอกสารหมาย ร.1 จึงเชื่อว่าผู้แจ้งการเกิดของผู้ร้องซึ่งในใบสูติบัตรระบุว่าเป็นบิดาของผู้ร้องก็คือโจทก์ คดีจึงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบุตรของโจทก์ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 43 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สำเนาเอกสารหมาย ร.1 ร.3 และ ร.9 ถึง ร.11 ที่ผู้ร้องอ้างส่งศาลล้วนเป็นภาษาท้องถิ่นของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาที่ไม่มีการรับรองสำเนาความถูกต้องของเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในคำแปลฉบับภาษาอังกฤษมีเพียงลายมือชื่อผู้แปลและประทับตรารับรองของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ ประเทศสาธารณรัฐสังคมประชาธิปไตยศรีลังกา และของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย ก็เป็นเพียงการรับรองลายมือชื่อผู้แปลเอกสาร ไม่ได้รับรองความถูกต้องของข้อความในเอกสาร นั้น เห็นว่า เอกสารคำแปลฉบับภาษาอังกฤษโดยเฉพาะใบมรณบัตรและใบสูติบัตรล้วนมีสำเนาเอกสารเป็นภาษาท้องถิ่นแนบท้ายโดยเย็บติดเข้าด้วยกันและมีตราประทับของสถานเอกอัครราชทูตไทยดังกล่าวประทับรับรอง จึงเชื่อว่าข้อความฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษแปลตรงกับข้อความที่เป็นภาษาท้องถิ่นในเอกสารที่แนบ และรับฟังข้อความในฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษนั้นได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 46 ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิโคลัส แอนโทนี่
ผู้ร้อง — นายเบซิล แอนโทนี่
จำเลย — บริษัทนาวานี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2550
#267967
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติถึงอายุความสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดก เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ในสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทอ้างว่าเจ้ามรดกต้องรับผิดเพราะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทต่อโจทก์ คดีย่อมอยู่ในบังคับอายุความมาตรา 1754 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2543 จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต สั่งซื้อสินค้าโซเดียม ไบคาร์บอเนตสำหรับผลิตอาหารจากผู้ขายในประเทศญี่ปุ่นมูลค่า 10,400 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์แจ้งการสั่งซื้อสินค้าไปยังธนาคารตัวแทน ต่อมาผู้ขายส่งสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตลงเรือแล้ว โจทก์จ่ายเงินค่าสินค้าให้ผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 ไปด้วยการหักบัญชีธนาคารตัวแทน เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ทราบและให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าสินค้าที่โจทก์จ่ายแทนไปแล้วมาชำระให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระ และจำเลยที่ 1 ขอรับเอกสารจากโจทก์เพื่อไปออกสินค้าก่อน โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้กับโจทก์เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2544 ว่าจะชะระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ในวันที่ 20 มิถุนายน 2544 เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2526 จำเลยที่ 2 และนายควง เผ่าบุญ ผู้ตาย ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ทรัสต์รีซีทต่อโจทก์จำนวน 30,000,000 บาทกับดอกเบี้ยอีกต่างหาก โดยทั้งสองยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีทครบกำหนดชำระเงิน จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ค้างชำระเงินต้น 10,400 ดอลลาร์สหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2544 ดอลลาร์สหรัฐละ 45.28 บาท) คิดเป็นเงิน 470,912 าท และเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน 140,000 บาท โจทก์นำไปชำระต้นเงิน 33,431.97 บาท และดอกเบี้ย 106,568.03 บาท คงเหลือต้นเงิน 437,480.03 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระอีก เมื่อรวมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 31 มกราคม 2546 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 59,904.80 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 497,384.83 บาท จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 3 ถึง ที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งหกแล้วไม่ชำระ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศธนาคารโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 497,384.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 437,480.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตาย

จำเลยทั้งหกให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากถือว่าโจทก์ทราบถึงการเสียชีวิตของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายในงานพิธีฌาปนกิจวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 จนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องพ้นกำหนดเวลา 1 ปี นอกจากนี้นับแต่วันทำสัญญาค้ำประกันวันที่ 23 สิงหาคม 2546 ถึงวันที่จำเลยที่ 1 ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเกินกว่า 17 ปี สัญญาค้ำประกันจึงไม่ผูกพันคู่สัญญา เพราะโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 10 ปี ถือว่าสัญญาค้ำประกันขาดอายุความ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิดขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 497,384.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 437,480.03 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มกราคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อโจทก์เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาโจทก์ก็ได้ชำระราคาสินค้าให้แก่ผู้ขาย เมื่อสินค้ามาถึงประเทศ จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทขอรับสินค้าไปก่อน โดยตกลงชำระเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นการประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายได้ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาหนี้ถึงกำหนด จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 6 ซึ่งเป็นทายาทของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายให้ยกฟ้อง

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทรธรณ์ของโจทก์เพียงประเด็นเดียวว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ขาดอายุความมรดกหรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่นายควง เผ่าบุญ ผู้ตายได้ค้ำประกันจำเลยที 1 ต่อโจทก์ไว้ก่อนถึงแก่ความตาย เป็นการฟ้องคดีมรดกให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 รับผิด เมื่อนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายถึงแก่ความตายแม่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ต้องฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตายและโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์ถึงขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเพราะต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสามที่มิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และโจทก์ทราบถึงการตายของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 มิใช่ทราบถึงการตายของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 ตามที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 อ้าง ปัญหาในชั้นนี้จึงต้องวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์ทราบถึงการตายของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายเมื่อใด เห็นว่า โจทก์มีนายคมกริช วรรณดี เป็นพยานเบิกความประกอบพยานเอกสารหมาย จ.3 ว่า โจทก์ทราบถึงการตายของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตาย เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 มิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทราบว่านายควง เผ่าบุญ ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 ปัญหาว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ได้บัญญัติเรื่องอายุความมรดกไว้ โดยวรรคหนึ่งนั้น ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก หมายถึง คดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน ในเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดกส่วนวรรคสองเป็นคดีฟ้องเรียกตามข้อกำหนดในพินัยกรรม และวรรคสามเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่า 1 ปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ส่วนวรรคสี่บัญญัติว่าถึงอย่งไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิได้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย จะเห็นได้ว่าในวรรคสามบัญญัติถึงสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดก เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ในสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทอ้างว่าเจ้ามรดกต้องรับผิดเพราะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทต่อโจทก์ คดีนี้ย่อมอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 1754 วรรคสาม และโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ โจทก์ทราบการตายของนายควง เผ่าบุญ เจ้ามรดก คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 มานั้น ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เห็นว่า ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 497,384.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 437,480.03 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 มกราคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท แต่ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับจากกองทรัพย์สินของนายควง เผ่าบุญ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท ตั้งเซ่งฮวด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุวัตน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 242/2550
#267153
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 เมื่อปี 2539 ส่วนจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และ สำหรับสินค้าจำพวกที่ 29 เมื่อปี 2542 โจทก์จึงจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนในประเทศไทยก่อนจำเลยที่ 1 และเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 กับขอให้แสดงว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อปี 2545 จึงเป็นการฟ้องภายในกำหนดเวลา 5 ปี ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง

สาระสำคัญของเครื่องหมายของโจทก์และจำเลยที่ 1 คืออักษร คำว่า Haldiram's ซึ่งออกเสียงเรียกขานได้หลายประการ เช่น ฮาลดิราม ฮาลดิแรม หรือฮาลไดแรม เป็นต้น สาระสำคัญและเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงมีความใกล้เคียงกันมาก เมื่อพิจารณาบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าของฝ่ายโจทก์และจำเลยเองแล้ว จะเห็นว่าอักษรคำว่า Haldiram's เป็นตัวใหญ่เด่นชัดมากกว่าส่วนประกอบอื่นของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน แม้จะใช้รูปแบบของตัวอักษรต่างกัน แต่หากไม่ได้นำบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นมาวางเปรียบเทียบแล้ว เชื่อได้ว่าประชาชนทั่วไปจะสนใจในคำว่า Haldiram's มากกว่ารายละเอียดส่วนอื่นๆ ของเครื่องหมายการค้าโดยเฉพาะสินค้าตามรายการที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 แม้จะต่างจำพวกกัน แต่ก็มีลักษณะเป็นอาหารอย่างเดียวกัน ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงมีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้า หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

เครื่องหมายการค้าของโจทก์ใช้ครั้งแรกในประเทศสาธารณรัฐอินเดีย เมื่อปี 2484 จากนั้นได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศอื่นในนามของโจทก์ โจทก์ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าพิพาทจนแพร่หลาย คนทั่วไปรู้จักเครื่องหมายการค้าพิพาทดี สำหรับในประเทศไทยมีการจำหน่ายมาก่อนปี 2542 ส่วนจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากเจ้าของแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "Haldiram Bhujiawala" และ "Haldiram's" ในประเทศไทยโดยกำหนดระยะเวลาแต่งตั้งการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าในครั้งแรกนี้มีกำหนด 5 ปี โดยไม่ปรากฏหลักฐานการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือ ได้รับมอบอำนาจจากฮาดิราม พูเจียวาลา พีวีที.ลิมิเต็ด เจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งได้มีการใช้มาเป็นเวลานานในประเทศสาธารณรัฐอินเดียก่อนปี 2501 มาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เป็นของจำเลยที่ 1 อันจะมีผลทำให้จำเลยที่ 1 มีส่วนได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาก่อนแล้วโดยสุจริตตั้งแต่เวลาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวครั้งแรกในประเทศสาธารณรัฐอินเดียเมื่อปี 2484 จากนั้นได้นำมายื่นคำขดจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยปี 2539 โจทก์จึงมีสิทธิในคำว่า Haldiram's ดีกว่า จำเลยที่ 1 ไม่อาจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนได้ในภายหลัง และเมื่อไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งต่างได้ใช้มาก่อนแล้วโดยสุจริต จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างเหตุความเป็นเจ้าของของเครื่องหมายการค้าเพื่อให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนตามความหมายของมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าในลักษณะคำและรูปประดิษฐ์ คำว่า Haldiram's และรูปประดิษฐ์ ทะเบียนเลขที่ ค.101856 และทะเบียนเลขที่ ค.105327 ดีกว่าจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ดังกล่าวออกจากงานทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ห้ามจำเลยทั้งสองนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปยื่นจดทะเบียนอีก ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวหรือใช้เครื่องหมายการค้าท้ายคำฟ้อง หรือเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับสินค้าจำพวกที่ 29, 30 และ 32 หรือสินค้าและบริการที่มีลักษณะเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป หากไม่ปฏิบัติขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดในค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 1 จะเพิกถอนและเลิกใช้เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค.101856 และทะเบียนเลขที่ ค.105327

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์นำเครื่องหมายการค้า เอช อาร์ ฮาลดิรามส์ ไปยื่นขอจดทะเบียนในสินค้าจำพวกที่ 29 และสินค้าจำพวกอื่นๆ อันอาจกระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค.63271 ห้ามโจทก์นำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปยื่นขอจดทะเบียนอีก หากไม่ปฏิบัติขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะเพิกถอนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ดังกล่าว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค.101856 และทะเบียนเลขที่ ค.105327 ดีกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นแล้วว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 เมื่อปี 2539 ส่วนจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวกที่ 29 เมื่อปี 2542 โจทก์จึงจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนในประเทศไทยก่อนจำเลยที่ 1 และเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 กับขอให้แสดงว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2545 จึงเป็นการฟ้องภายในกำหนดเวลา 5 ปี ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง

สาระสำคัญของทั้งสองเครื่องหมายดังกล่าวคืออักษรคำว่า Haldiram's ซึ่งออกเสียงเรียกขานได้หลายประการ เช่น ฮาลดิราม ฮาลดิแรม หรือฮาลไดแรม เป็นต้น สาระสำคัญและเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงมีความใกล้เคียงกันมาก เมื่อพิจารณาบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าของฝ่ายโจทก์และจำเลยจะเห็นว่าอักษรคำว่า Haldiram's เป็นตัวใหญ่เด่นชัดมากกว่าส่วนประกอบอื่นของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน แม้จะใช้รูปแบบของตัวอักษรต่างกัน แต่หากไม่ได้นำบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นมาวางเปรียบเทียบแล้ว เชื่อได้ว่าประชาชนทั่วไปจะสนใจในคำว่า Harldiram's มากกว่ารายละเอียดส่วนอื่นๆ ของเครื่องหมายการค้า โดยเฉพาะสินค้าตามรายการที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 แม้จะต่างจำพวกกัน แต่ก็มีลักษณะเป็นอาหารอย่างเดียวกัน ดังนั้น เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค.101856 และเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค.105327 ของจำเลยที่ 1 จึงมีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้า หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

เครื่องหมายการค้าของโจทก์ใช้ครั้งแรกในประเทศสาธารณรัฐอินเดีย เมื่อปี 2484 จากนั้นได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศอื่นในนามของโจทก์ โจทก์ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าพิพาทจนแพร่หลาย คนทั่วไปรู้จักเครื่องหมายการค้าพิพาทดี สำหรับในประเทศไทยมีการจำหน่ายมาก่อนปี 2542 ส่วนจำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 เบิกความประกอบหนังสือยืนยันการแต่งตั้งตัวแทนพร้อมคำแปลและหนังสือพร้อมคำแปล จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากเจ้าของให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย ซึ่งเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้มีการใช้ในประเทศสาธารณรัฐอินเดียมาตั้งแต่ปี 2501 เห็นว่า เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.101856 และทะเบียนเลขที่ ค.105327 มีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศสาธารณรัฐอินเดียตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าพร้อมคำแปล แต่ข้อความที่ปรากฏนั้น เป็นเรื่องของการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "HALDIRAM BHUJIAWALA" และ "HALDIRAM'S" ในประเทศไทยโดยกำหนดระยะเวลาแต่งตั้งการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าในครั้งแรกนี้มีกำหนด 5 ปี จึงไม่สามารถตีความไปได้ว่าเป็นการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง และไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากฮาลดิราม พูเจียวาลา พีวีที. ลิมิเต็ด เจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งได้มีการใช้มาเป็นเวลานานในประเทศสาธารณรัฐอินเดียก่อนปี 2501 มาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.101856 และทะเบียนเลขที่ ค.105327 เป็นของจำเลยที่ 1 อันจะมีผลทำให้จำเลยที่ 1 มีส่วนได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาก่อนแล้วโดยสุจริตตั้งแต่เวลาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวครั้งแรกในประเทศสาธารณรัฐอินเดียเมื่อปี 2484 จากนั้นได้นำมายื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยปี 2539 โจทก์จึงมีสิทธิในคำว่า Haldiram's ดีกว่า ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนได้ภายหลัง และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งต่างได้ใช้มาก่อนแล้วโดยสุจริต จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างเหตุความเป็นเจ้าของของเครื่องหมายการค้าเพื่อให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนตามความหมายของมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าในลักษณะคำและรูปประดิษฐ์ คำว่า Haldiram's และรูปประดิษฐ์ ทะเบียนเลขที่ ค.101856 และทะเบียนเลขที่ ค.105327 ดีกว่าจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ดังกล่าวออกจากงานทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยว ใช้ หรือนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าว หรือเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปยื่นจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 29, 30 และ 32 หรือสินค้าและบริการที่มีลักษณะเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13 ม. 27 ม. 67 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฮาลดิราม อินเดีย (พี) ลิมิเต็ด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบีมาลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 226/2550
#268315
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่งคนใดนั้น เป็นพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย เป็นการแทรกแซงมติประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง อันเป็นเหตุให้ไม่สามารถคัดสรรบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายแก่ชุมชนของจำเลย แต่ยังเป็นการทำลายรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 57, 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบธนบัตรของกลาง และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) วรรคหนึ่ง, 118 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกตั้งแก่ผู้สมัครคนหนึ่งคนใด จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่งคนใดนั้นเป็นพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเป็นการแทรกแซงมติของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง อันเป็นเหตุให้ไม่สามารถคัดสรรบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายแก่ชุมชนของจำเลย แต่ยังเป็นการทำลายรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ส่วนโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดนั้น เป็นการลงโทษในอัตราขั้นต่ำสุด ศาลฎีกาไม่อาจลดโทษได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายบุญมี คำสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2550
#267688
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ มีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที โดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสียก่อนเพราะกรณีมิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 18

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยมิได้สั่งให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลงและเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์หลังจากที่มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์แต่มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้แก่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,715,635.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2540 อัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2541 อัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2541 อัตราร้อยละ 18.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 อัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2542 อัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2542 และอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่นั้น หากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็ย่อมพิพากษาให้พิจารณาใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ต้องถูกเพิกถอนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที โดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสียก่อนเพราะกรณีมิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยมิได้สั่งให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวและต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์และโจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลแล้วก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ การสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง และเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หลังจากที่มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนั้นเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้แก่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปยังศาลอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 229 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวีระชัย พิหเคนทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2550
#268285
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่นั้น หากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็ย่อมพิพากษาให้พิจารณาใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ต้องถูกเพิกถอนไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง และเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หลังจากที่มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนั้นเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้แก่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปยังศาลอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 232

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสอร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่นั้น หากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็ย่อมพิพากษาให้พิจารณาใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ต้องถูกเพิกถอนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฎิบัติตามกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที โดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสียก่อนเพราะกรณีมิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยมิได้สั่งให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวและต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์และโจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลแล้วก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ การสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง และเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หลังจากที่มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนั้นเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้แก่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปยังศาลอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเป็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 199 เบญจ ม. 229 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวีระชัย พิหเคนทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2550
#267807
เปิดฉบับเต็ม

การรับสภาพหนี้อันเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้กระทำต่อเจ้าหนี้ การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้หักลดหนี้ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามบทมาตราดังกล่าว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 คืนสินค้าให้โจทก์บางส่วนก็เป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สัญญา มิใช่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่ายังค้างชำระหนี้โจทก์อยู่ ถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เช่นกัน จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนธันวาคม 2539 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องมือไฟฟ้าไปจากโจทก์หลายครั้ง จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้าให้โจทก์เพียงบางส่วน โดยยังคงค้างชำระค่าสินค้าที่สั่งซื้อในเดือนธันวาคม 2539 และเดือนกุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 1,000,000 และคงค้างชำระค่าสินค้าในเดือนมีนาคม 2540 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 จำนวน 5,031,839.01 บาท ต่อมาเมื่อประมาณปลายปี 2541 จำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 5 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระสำหรับสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อในเดือนมีนาคม 2539 และเดือนกุมภาพันธ์ 2540 เมื่อเช็คทั้งห้าฉบับถึงกำหนดชำระเงินโจทก์ได้นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 6,515,212.41 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,031,839.01 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปกับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 1,057,328 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันส่งมอบสินค้า คดีโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2542 หลังจากมูลหนี้เดิมขาดอายุความแล้ว จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องชำระหนี้ให้โจทก์เป็นการส่วนตัว แต่เป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 หนี้ตามเช็คเป็นหนี้ตามวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2542 และในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้คิดดอกเบี้ยในต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2542 ต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2542 ต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2542 และต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 1 มีนาคม 2543) รวมแล้วต้องไม่เกิน 57,328 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างเดือนมีนาคม 2540 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องมือไฟฟ้าไปจากโจทก์หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 6,054,264.80 บาท โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้คือวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 วันที่ 30 มิถุนายน และวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2541 โจทก์หักลดหนี้ค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 จำนวน 800,320.54 บาท ตามใบลดหนี้เอกสารหมาย จ.34 ในเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 คืนสินค้าให้โจทก์บางส่วนคิดเป็นเงิน 222,105.25 บาท ตามใบรับสินค้าเอกสารหมาย จ.35 และ จ.36 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์หักลดหนี้ค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 และการที่จำเลยที่ 1 คืนสินค้าให้โจทก์บางส่วนเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ เห็นว่า การรับสภาพหนี้อันเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้กระทำต่อเจ้าหนี้ แต่กรณีตามฎีกาของโจทก์เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ซึ่งคือโจทก์กระทำต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามบทมาตราดังกล่าว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 คืนสินค้าให้โจทก์บางส่วนก็เป็นเรื่องของการใช้สิทธิในฐานะคู่สัญญา หาใช่เป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่ายังค้างชำระหนี้โจทก์อยู่เป็นจำนวนตามที่โจทก์เรียกร้อง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ เมื่อการกระทำดังกล่าวไม่ใช่การรับสภาพหนี้ จึงไม่เป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลง โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่หนี้แต่ละรายการถึงกำหนดชำระคดีโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรเบิร์ต บ๊อช จำกัด
จำเลย — บริษัทเจริญทรัพย์แมชชินเนอรี่ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 200/2550
#266989
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลย มีข้อกำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการส่งจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างไปฝึกอบรมต่างประเทศและมีข้อกำหนดให้จำเลยนำวิชาความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่ได้จากการไปฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศกลับมาใช้ในการทำงานให้เกิดประโยชน์แก่โจทก์ มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน แม้ระยะเวลาที่ให้โจทก์ส่งจำเลยไปฝึกอบรมจะมีกำหนด 2 สัปดาห์ แต่ระยะเวลาที่ให้จำเลยกลับมาทำงานให้โจทก์มีกำหนด 3 ปี ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลย เพราะในระหว่างที่จำเลยต้องกลับมาทำงานให้โจทก์นั้น จำเลยยังคงได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานตามปกติ มิได้ถูกตัดทอน ทั้งตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวยังให้สิทธิจำเลยไม่ต้องกลับมาทำงานให้โจทก์ได้โดยจำเลยต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการไปฝึกอบรมและดูงานทั้งหมดคืนแก่โจทก์ การคำนวณจำนวนค่าใช้จ่าย หรือค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้ในกรณีที่จำเลยกลับมาทำงานให้โจทก์ไม่ครบกำหนด 3 ปี โดยเอาค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและดูงานทั้งหมดหารด้วย 36 เดือน แล้วคูณด้วยจำนวนเดือนที่จำเลยยังทำงานไม่ครบ ก็สอดคล้องกับข้อตกลงที่ให้สิทธิจำเลยเลือกชดใช้ค่าใช้จ่ายในการไปฝึกอบรมและดูงานทั้งหมดคืนโจทก์ แทนการกลับมาทำงานให้โจทก์มีกำหนด 3 ปี ไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยเช่นกัน จึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 81,789.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 80,614 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 79,096.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เพราะข้อตกลงที่กำหนดให้โจทก์ส่งจำเลยไปฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศเพียง 2 สัปดาห์ แต่ผูกมัดให้จำเลยต้องกลับมาทำงานให้โจทก์นานถึง 3 ปี เป็นข้อตกลงที่เอาเปรียบจำเลย ไม่เป็นธรรมและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เห็นว่า การไปฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศย่อมจะต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ก็ทำให้ผู้ไปฝึกอบรมได้วิชาความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการทำงานติดตัว การมีลูกจ้างที่มีวิชาความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการทำงานย่อมจะทำให้กิจการของนายจ้างเจริญรุ่งเรือง สัญญาฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยข้อ 1 กำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการส่งจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างไปฝึกอบรมต่างประเทศ ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยนำวิชาความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่ได้จากการไปฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศกลับมาใช้ในการทำงานให้เกิดประโยชน์แก่โจทก์ มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน แม้ระยะเวลาที่ให้โจทก์ส่งจำเลยไปฝึกอบรมและดูงานโดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจะมีกำหนด 2 สัปดาห์ แต่ระยะเวลาที่ให้จำเลยกลับมาทำงานให้โจทก์มีกำหนด 3 ปี ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลย เพราะในระหว่างที่จำเลยต้องกลับมาทำงานให้โจทก์นั้น จำเลยยังคงได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานตามปกติ มิได้ถูกตัดทอน ทั้งสัญญาดังกล่าว ข้อ 8 ยังให้สิทธิจำเลยไม่ต้องกลับมาทำงานให้โจทก์ได้โดยให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการไปฝึกอบรมและดูงานที่โจทก์ได้ออกให้จำเลยไปทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์เท่านั้น การคำนวณจำนวนค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชดใช้ในกรณีที่จำเลยกลับมาทำงานให้โจทก์ไม่ครบกำหนด 3 ปี โดยให้เอาค่าใช้จ่ายในการส่งจำเลยไปฝึกอบรมและดูงานทั้งหมดมาหารด้วย 36 เดือน แล้วคูณด้วยจำนวนเดือนที่จำเลยยังทำงานไม่ครบ ก็สอดคล้องกับข้อตกลงที่ให้สิทธิจำเลยเลือกชดใช้ค่าใช้จ่ายในการไปฝึกอบรมและดูงานทั้งหมดคืนโจทก์แทนการกลับมาทำงานให้โจทก์มีกำหนด 3 ปี ไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยเช่นกัน จึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลใช้บังคับไม่เป็นโมฆะ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 154 ม. 369 ม. 575 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทตะวันนาบรรจุภัณฑ์ จำกัด
จำเลย — นายประภาส กังวาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 197 -ที่ 199/2550
#267678
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) มีผลว่า หากผู้รับเหมาค่าแรงมีนิติสัมพันธ์ต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเท่าใด ผู้ประกอบกิจการก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างนั้นตามสัญญาที่นายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงทำไว้กับลูกจ้างเท่านั้น แต่จะขอให้บังคับให้ผู้ประกอบกิจการรับผิดและให้ผูกพันดังเช่นลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการที่ได้จ้างลูกจ้างนั้นโดยตรงหาได้ไม่ จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เกินกว่าที่นายจ้างของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาค่าแรงต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 6 วันทำงาน ตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยจัดให้โจทก์ได้หยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามคู่มือระเบียบข้อบังคับการทำงานสวัสดิการพนักงานของจำเลยได้มากกว่านี้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องเป็นใจความอย่างเดียวกันว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ผู้รับการว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง บริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ได้ให้โจทก์ทั้งสามไปทำงานให้แก่จำเลยในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและสวัสดิการพนักงานของจำเลยจึงมีผลผูกพันจำเลย ลูกจ้างของจำเลย และลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสามด้วย บริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ได้กำหนดให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามกฎหมายปีละ 6 วัน แต่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวด 6 ได้กำหนดวันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุดวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ลูกจ้างตามอายุงาน โดยพนักงานที่มีอายุงาน 1 ปีขึ้นไปมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 6 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 3 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 8 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 5 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 10 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 7 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 12 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 15 วันทำงาน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีอายุงานครบ 5 ปีขึ้นไป ส่วนโจทก์ที่ 3 มีอายุงานครบ 3 ปีขึ้นไป แต่โจทก์ทั้งสามยังคงมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีเพียง 6 วันทำงานเช่นเดิม จำเลยไม่ยอมให้สิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามได้เรียกร้องต่อนายจ้าง โจทก์ทั้งสามและจำเลยแล้ว แต่บุคคลทั้งสองเพิกเฉย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสามกรณีที่ไม่ให้โจทก์ทั้งสามหยุดพักผ่อนประจำปี 2545 ปี 2546 และปี 2547 ตามข้อบังคับของจำเลยในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 คิดเป็นเงินคนละ 1,348 บาท ส่วนของโจทก์ที่ 3 คิดเป็นเงิน 1,008 บาท ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2542 หมวดที่ 6 ข้อ 3.1 และให้จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสามที่ไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามข้อบังคับดังกล่าวในปี 2545 ปี 2546 และปี 2547 คนละ 1,348 บาท 1,348 บาท และ 1,008 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยจัดสวัสดิการตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในส่วนสวัสดิการพนักงานทั้งสิบเก้ารายการแก่โจทก์ทั้งสามด้วย

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ว่าจ้างบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส ทำงานบางส่วนในกระบวนการผลิตของจำเลยให้แล้วเสร็จตามสัญญา โดยผู้รับจ้างได้ส่งลูกจ้างมาทำงานให้จำเลยตามจำนวนที่ตกลงกัน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ส่วนโจทก์ที่ 3 เป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส ผู้รับจ้างจะเป็นผู้จ่ายค่าจ้าง ควบคุมดูแล บังคับบัญชาลูกจ้างของตนตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้รับจ้าง โจทก์ทั้งสามจึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย การที่ผู้รับจ้างซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสามได้จัดให้โจทก์ทั้งสามมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน เป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยในฐานะผู้ประกอบกิจการหาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามไม่ โจทก์ทั้งสามไม่อาจอ้างสิทธิหรือบังคับให้จำเลยจัดให้โจทก์ทั้งสามมีสวัสดิการเช่นเดียวกับลูกจ้างของจำเลย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด โจทก์ที่ 3 เป็นลูกจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส โจทก์ทั้งสาม และลูกจ้างอื่นได้ถูกนายจ้างส่งไปทำงานให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้ว่าจ้างนายจ้างของโจทก์ทั้งสามด้วยวิธีเหมาค่าแรง ตามสัญญาบริการ เอกสารหมาย จล.1 และ จล.2 ตามลำดับ นายจ้างของโจทก์ทั้งสามมีระเบียบข้อบังคับการทำงาน ตามเอกสารหมาย จล.5 และ จล.6 ตามลำดับโดยระเบียบข้อบังคับการทำงานดังกล่าวกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 6 วันทำงาน ส่วนจำเลยมีคู่มือระเบียบข้อบังคับการทำงานสวัสดิการแก่พนักงานของจำเลย ตามเอกสารหมาย จล.4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามชอบที่จะมีสิทธิได้หยุดพักผ่อนประจำปีปีละ 6 วันทำงานตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของนายจ้างของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และของนายจ้างของโจทก์ที่ 3 ตามเอกสารหมาย จล.5 และ จล.6 หรือตามคู่มือระเบียบข้อบังคับการทำงานสวัสดิการพนักงานของจำเลย ตามเอกสารหมาย จล.4 ซึ่งกำหนดให้มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้มากกว่าโดยคำนวณตามอายุการทำงานของลูกจ้าง เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการที่ได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง โดยมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี หรือมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วย หมายความว่า เมื่อนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงไปจ้างลูกจ้างให้มาทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการ โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการก็ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างด้วย ซึ่งมีผลว่า หากผู้รับเหมาค่าแรงมีนิติสัมพันธ์ต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเท่าใด ผู้ประกอบกิจการก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างนั้นตามสัญญาที่นายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงทำไว้กับลูกจ้างเท่านั้น เนื่องด้วยกฎหมายคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับสิทธิพึงมีพึงได้ตามสัญญาจ้างแรงงานที่ผู้รับเหมาค่าแรงมีต่อลูกจ้าง แต่จะขอให้บังคับให้ผู้ประกอบกิจการรับผิดและให้ผูกพันดังเช่นลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการที่ได้จ้างลูกจ้างนั้นโดยตรงหาได้ไม่ เพราะลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงไม่ใช่ลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการนั้นโดยตรงตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่มาตรา 5 (3) ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างของลูกจ้างนั้นด้วยเท่านั้น ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามเกินกว่าที่นายจ้างของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับเหมาค่าแรงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม และเมื่อโจทก์ทั้งสามได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 6 วันทำงาน ตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยจัดให้โจทก์ทั้งสามได้หยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้มากกว่านี้อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประนอม สัจจาจริง กับพวก
จำเลย — บริษัทมิก เด็นชิ โคเงียว (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 197 -ที่ 199/2550
#268280
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 (3) กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการที่ได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง โดยมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี หรือมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วย หมายความว่า เมื่อนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงไปจ้างลูกจ้างให้มาทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการ โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการก็ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างด้วย ซึ่งมีผลว่า หากผู้รับเหมาค่าแรงมีนิติสัมพันธ์ต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเท่าใด ผู้ประกอบกิจการก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างนั้นตามสัญญาที่นายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงทำไว้กับลูกจ้างเท่านั้น เนื่องด้วยกฎหมายมุ่งคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับสิทธิพึงมีพึงได้ตามสัญญาจ้างแรงงานที่ผู้รับเหมาค่าแรงมีต่อลูกจ้าง แต่จะขอให้บังคับให้ผู้ประกอบกิจการรับผิดและให้ผูกพันดังเช่นลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการที่ได้จ้างลูกจ้างนั้นโดยตรงหาได้ไม่ เพราะลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงไม่ใช่ลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการนั้นโดยตรงตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่มาตรา 5 (3) ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างของลูกจ้างนั้นด้วยเท่านั้น ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามเกินกว่าที่นายจ้างของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับเหมาค่าแรงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม และเมื่อโจทก์ทั้งสามได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 6 วันทำงาน ตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยจัดให้โจทก์ทั้งสามได้หยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้มากกว่านี้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความอย่างเดียวกันว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ผู้รับการว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง บริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ได้ให้โจทก์ทั้งสามไปทำงานให้แก่จำเลยในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและสวัสดิการพนักงานของจำเลยจึงมีผลผูกพันจำเลย ลูกจ้างของจำเลย และลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสามด้วย บริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ได้กำหนดให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามกฎหมายปีละ 6 วัน แต่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวด 6 ได้กำหนดวันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุดวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ลูกจ้างตามอายุงาน โดยพนักงานที่มีอายุงาน 1 ปีขึ้นไปมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 6 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 3 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 8 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 5 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 10 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 7 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 12 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 15 วันทำงาน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีอายุงานครบ 5 ปีขึ้นไป ส่วนโจทก์ที่ 3 มีอายุงานครบ 3 ปีขึ้นไป แต่โจทก์ทั้งสามยังคงมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีเพียง 6 วันทำงานเช่นเดิม จำเลยไม่ยอมให้สิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามได้เรียกร้องต่อนายจ้างของโจทก์ทั้งสามและจำเลยแล้วแต่บุคคลทั้งสองเพิกเฉย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสามกรณีที่ไม่ให้โจทก์ทั้งสามหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2545 ปี 2546 และปี 2547 ตามข้อบังคับของจำเลย ในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 คิดเป็นเงินคนละ 1,348 บาท ส่วนของโจทก์ที่ 3 คิดเป็นเงิน 1,008 บาท ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2542 หมวดที่ 6 ข้อ 3.1 และให้จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสามที่ไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามข้อบังคับดังกล่าวในปี 2545 ปี 2546 และปี 2547 คนละ 1,348 บาท 1,348 บาทและ 1,008 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยจัดสวัสดิการตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในส่วนสวัสดิการพนักงานทั้งสิบเก้ารายการแก่โจทก์ทั้งสามด้วย

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสามกับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยได้ว่าจ้างบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส ทำงานบางส่วนในกระบวนการผลิตของจำเลยให้แล้วเสร็จตามสัญญา โดยผู้รับจ้างได้ส่งลูกจ้างมาทำงานให้จำเลยตามจำนวนที่ตกลงกัน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ส่วนโจทก์ที่ 3 เป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส ผู้รับจ้างจะเป็นผู้จ่ายค่าจ้าง ควบคุมดูแลบังคับบัญชาลูกจ้างของตนตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้รับจ้าง โจทก์ทั้งสามจึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย การที่ผู้รับจ้างซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสามได้จัดให้โจทก์ทั้งสามมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน เป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยในฐานะประกอบกิจการหาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามไม่โจทก์ทั้งสามไม่อาจอ้างสิทธิหรือบังคับให้จำเลยจัดให้โจทก์ทั้งสามมีสวัสดิการเช่นเดียวกับลูกจ้างของจำเลย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม

ศาลแรงงาลกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส โจทก์ที่ 3 เป็นลูกจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส โจทก์ทั้งสาม และลูกจ้างอื่นได้ถูกนายจ้างส่งไปทำงานให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้ว่าจ้างนายจ้างของโจทก์ทั้งสามด้วยวิธีเหมาค่าแรง นายจ้างของโจทก์ทั้งสามมีระเบียบข้อบังคับการทำงาน โดยระเบียบข้อบังคับการทำงานดังกล่าวกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 6 วันทำงาน ส่วนจำเลยมีคู่มือระเบียบข้อบังคับการทำงานสวัสดิการแก่พนักงานของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามชอบที่จะมีสิทธิได้หยุดพักผ่อนประจำปีปีละ 6 วันทำงาน ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของนายจ้างของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และของนายจ้างของโจทก์ที่ 3 หรือตามคู่มือระเบียบข้อบังคับการทำงานสวัสดิการพนักงานของจำเลย ซึ่งกำหนดให้มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้มากกว่าโดยคำนวณตามอายุการทำงานของลูกจ้างเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) กำหนดให้ผู้ประกอบกิจากรที่ได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง โดยมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดีหรือมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วย หมายความว่า เมื่อนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงไปจ้างลูกจ้างให้มาทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการ โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการก็ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างด้วย ซึ่งมีผลว่า หากผู้รับเหมาค่าแรงมีนิติสัมพันธ์ต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเท่าใด ผู้ประกอบกิจการก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างนั้นตามสัญญาที่นายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงทำไว้กับลูกจ้างเท่านั้น เนื่องด้วยกฎหมายมุ่งคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับสิทธิพึงมีพึงได้ตามสัญญาจ้างแรงงานที่ผู้รับเหมาค่าแรงมีต่อลูกจ้าง แต่จะขอให้บังคับให้ผู้ประกอบกิจการรับผิดและให้ผูกพันดังเช่นลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการที่ได้จ้างลูกจ้างนั้นโดยตรงหาได้ไม่ เพราะลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงไม่ใช่ลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการนั้นโดยตรงตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่มาตรา 5 (3) ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างของลูกจ้างนั้นด้วยเท่านั้น ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามเกินกว่าที่นายจ้างของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับเหมาค่าแรงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามและเมื่อโจทก์ทั้งสามได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีปีละ 6 วันทำงาน ตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยจัดให้โจทก์ทั้งสามได้หยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้มากกว่านี้อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประนอม สัจจาจริง กับพวก
จำเลย — บริษัทมิก เด็นชิ โคเงียว (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ