คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 462/2550
#272586
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 728 บัญญัติไว้เพียงว่า เมื่อจะบังคับจำนอง ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่า ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเท่านั้น โจทก์จึงไม่ต้องระบุทรัพย์สินซึ่งจำนองไปในคำบอกกล่าวด้วย เมื่อจำเลยเป็นทั้งลูกหนี้และผู้จำนองย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าทรัพย์สินซึ่งจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ไว้แก่โจทก์คือ ห้องชุดเลขที่ 54/225 หาใช่ห้องชุดเลขที่ 0225 การที่หนังสือบอกกล่าวระบุทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นห้องชุดเลขที่ 0225 เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องการพิมพ์ตัวเลขห้องชุดผิดพลาดอันเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทำการไถ่ถอนจำนองให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองข้อ 5. ระบุไว้ว่า ...ถ้าผู้จำนองไม่จัดการเอาประกันอัคคีภัยและผู้รับจำนองได้จัดการเอาประกันอัคคีภัยเอง ผู้จำนองยินยอมนำเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้รับจำนองได้จ่ายไปมาชำระจนครบถ้วนภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ผู้รับจำนองได้แจ้งให้ทราบ... ตามข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์จะมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยได้ก็ต่อเมื่อได้ทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไปก่อนแล้วเท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยในอนาคตที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 246,068.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 198,334.53 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้โจทก์ 3 ปี ต่อครั้ง ครั้งละ 1,104.24 บาท ภายในวันที่ 1 เมษายน ของทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนหรือขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 246,068.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 198,334.53 บาท นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2545 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 บัญญัติไว้เพียงว่าเมื่อจะบังคับจำนอง ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่า ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเท่านั้น โจทก์จึงไม่ต้องระบุทรัพย์สินซึ่งจำนองไปในคำบอกกล่าวด้วย เมื่อจำเลยเป็นทั้งลูกหนี้และผู้จำนอง ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าทรัพย์สินซึ่งจำเลยจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ไว้แก่โจทก์คือ ห้องชุดเลขที่ 54/225 หาใช่ห้องชุดเลขที่ 0225 แต่อย่างใดไม่ การที่หนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.11 ระบุทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นห้องชุดเลขที่ 0225 เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องของการพิมพ์ตัวเลขห้องชุดผิดพลาดอันเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทำการไถ่ถอนจำนองให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวไปยังจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว ดังนี้ การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยประกันภัยโดยอาศัยข้อตกลงในสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่ตกลงให้โจทก์เอาประกันภัย โดยจำเลยมีหน้าที่ชำระเบี้ยประกันภัยนั้น เห็นว่า ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองข้อ 5. ระบุไว้ว่า...ถ้าผู้จำนองไม่จัดการเอาประกันภัยอัคคีภัยและผู้รับจำนองได้จัดการเอาประกันอัคคีภัยเอง ผู้จำนองยินยอมนำเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้รับจำนองได้จ่ายไปมาชำระจนครบถ้วนภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ผู้รับจำนองได้แจ้งให้ทราบ ถ้าผู้จำนองผิดนัดไม่ชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัย ผู้จำนองยินยอมให้ทบเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวมเข้ากับยอดเงินที่ค้างชำระและยินยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกับที่กล่าวมาด้วย... ตามข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่า โจทก์จะมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไปก่อนแล้วเท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยในอนาคตที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดห้องชุดเลขที่ 54/225 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 5 ชื่ออาคารชุด เสริมศิริอาคารชุด 3 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายเกรียงไกร ไทยนิรันประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2550
#268336
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ ช. เจ้ามรดกทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ เนื่องจากสัญญากู้เงินรายนี้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันไว้ด้วย ดังนี้ แม้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ประกอบมาตรา 193/27 แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของ ช. เจ้ามรดกได้ด้วยไม่ แม้หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันจะมีข้อความระบุว่า เมื่อถึงเวลาบังคับจำนองเอาทรัพย์จำนองขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับค่าอุปกรณ์ต่างๆ เงินยังขาดอยู่เท่าใดผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดชอบรับใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบจำนวนก็ตาม

แม้โจทก์จะเป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 ก็ตาม ประกาศดังกล่าวหาใช่ข้อกฎหมายอันถือเป็นเรื่องที่ศาลจะรับรู้เองได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่คู่ความมีหน้าที่นำสืบ และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเอกสารเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยเป็นเอกสารที่ต้องห้ามรับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 ซึ่งโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดถือได้ว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินไปจากอัตราปกติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในระหว่างผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต้นจำนวน 849,241.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 763,043.07 บาท แก่โจทก์ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 849,241.07 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจำนวน 849,241.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี นับจากวันที่ 30 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่ทั้งนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไถ่ถอนหนี้จำนองจำนวน 849,241.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี เฉพาะดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องให้จำเลยชำระไม่เกิน 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นภริยานายชูเกียรติ ชินแสงอร่าม เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2536 นายชูเกียรติทำสัญญากู้เงินกับโจทก์จำนวน 850,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัวหลวง ตกลงผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นรายเดือนเดือนละ 12,000 บาท หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ดำเนินคดีได้ทันที กำหนดชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 กันยายน 2546 และนายชูเกียรติได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่โจทก์ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและมีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ นายชูเกียรติยอมให้โจทก์บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของตนชำระหนี้จนครบ ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 นายชูเกียรติถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายชูเกียรติ

...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า เมื่อโจทก์บังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของนายชูเกียรติเจ้าของมรดกบังคับชำระหนี้จนครบได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อหนี้ประธานขาดอายุความโจทก์ไม่มีอำนาจบังคับชำระหนี้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/10 เว้นแต่จะเป็นการบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองด้วยการบังคับจำนองตามมาตรา 193/27 เท่านั้น หากในกรณีที่บังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ หนี้ที่คงค้างเหลืออยู่ก็ยังถือว่าเป็นหนี้ที่ขาดอายุความด้วยเช่นกัน โจทก์จะบังคับชำระหนี้ได้ก็แต่เฉพาะทรัพย์จำนองและวิธีการบังคับจำนองเท่านั้น ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยโจทก์ไม่มีสิทธิบังคับเอามาชำระหนี้ได้เพราะมิใช่เป็นทรัพย์สินที่จำนองและมิใช่เป็นวิธีการบังคับจำนองภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 หมวด 4 (การบังคับจำนอง) นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายชูเกียรติเจ้ามรดกทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ เนื่องจากสัญญากู้เงินรายนี้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันไว้ด้วย ดังนี้ แม้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ประกอบมาตรา 193/27 แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของนายชูเกียรติเจ้ามรดกได้ด้วยไม่ แม้หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จะมีข้อความระบุว่า เมื่อถึงเวลาบังคับจำนองเอาทรัพย์จำนองขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด ผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดชอบรับใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบจำนวนก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์บังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของนายชูเกียรติเจ้ามรดกบังคับชำระหนี้จนครบได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละเท่าใด เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ก็ตาม ประกาศดังกล่าวหาใช่ข้อกฎหมายอันถือเป็นเรื่องที่ศาลจะรับรู้เองได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่คู่ความมีหน้าที่จะต้องนำสืบ และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเอกสารเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยตามเอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 เป็นเอกสารที่ต้องห้ามรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ซึ่งโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดถือได้ว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินไปจากอัตราปกติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ คดีจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ถึงอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี อันเกินไปจากอัตราปกติตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยระหว่างโจทก์จำเลยจึงตกเป็นโมฆะ อย่างไรก็ดี การที่นายชูเกียรติเจ้ามรดกทำสัญญากู้เงินและจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันแล้วไม่เคยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนละครั้งตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 1 จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญานับแต่วันที่ 22 กันยายน 2536 ซึ่งเป็นวันทำสัญญากู้เงินและจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นต้นมา โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายชูเกียรติ ชินแสงอร่าม รับผิดชำระเงินจำนวน 850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยชะ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องให้จำเลยชำระไม่เกิน 5 ปี หากไม่ชำระให้ยึดเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 36270, 36271 และ 36272 ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 224 ม. 733 ม. 1754 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 90
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางธุมวดี ชินแสงอร่าม
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ณรงค์ ธนะปกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 457/2550
#268339
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์คำสั่งว่า "รับฎีกาคำสั่ง สำเนาให้จำเลย ให้โจทก์นำส่ง การส่งไม่มีผู้รับให้ปิดหมาย" และสั่งในคำร้องขออุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า "อนุญาต" โดยไม่ได้สั่งให้ส่งสำเนาคำร้องแก่จำเลย ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ดังกล่าวแก่จำเลยอุทธรณ์เพื่อให้จำเลยอุทธรณ์มีโอกาสคัดค้านก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันกู้ (วันที่ 5 กรกฎาคม 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่นับถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540) ต้องไม่เกิน 10,575 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินซึ่งบุตรของจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดให้โดยทำหนังสือขอปลดเปลื้องความรับผิดต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ยื่นคำร้องว่า คำขอปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการขอปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 และเป็นกรณีที่มิใช่กฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นคำร้องฝ่ายเดียว การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตโดยไม่เปิดโอกาสให้โจทก์คัดค้านก่อน จึงไม่ชอบ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งสำเนาคำขอปลดเปลื้องความรับผิดแก่โจทก์และนัดไต่สวนคำร้องต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยให้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลชั้นต้นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด สำหรับคดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 ศาลชั้นต้นสั่งให้อุทธรณ์คำสั่งว่า "รับฎีกาคำสั่ง สำเนาให้จำเลย ให้โจทก์นำส่งการส่งไม่มีผู้รับให้ปิดหมาย" และสั่งในคำร้องขออุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า "อนุญาต" โดยไม่ได้สั่งให้ส่งสำเนาคำร้องแก่จำเลย ต่อมาในวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ศาลชั้นต้นได้ออกหมายนัดโดยให้ส่งเพียงสำเนาอุทธรณ์คำสั่งให้แก่จำเลย และจำเลยได้รับแล้วในวันที่ 4 กันยายน 2547 ดังนี้การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ดังกล่าวแก่จำเลยอุทธรณ์เพื่อให้จำเลยอุทธรณ์มีโอกาสคัดค้านก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้องตาม มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่แล้วดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามขั้นตอนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (2) ม. 27 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิตดา เย็นทรวง
จำเลย — นางสมจิตร์ สุขเศวต
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2550
#268334
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แม้คำฟ้องของคดีนี้โจทก์มิได้ระบุถึงวันที่หรือเวลาที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอผัดฟ้องและฝากขังจำเลยไว้ต่อศาลนี้แล้ว โดยได้แนบคำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนซึ่งจำเลยให้การถึงวัน เวลา ที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำร้องซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องเมื่อปรากฏว่าในสำนวนคดีอาญาซึ่งติดอยู่ตอนหน้าของสำนวนคดีนี้นั้น ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ขอผัดฟ้องและฝากขังจำเลยในขณะเป็นผู้ต้องหา ได้ระบุวัน เวลา ที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจพบผู้ต้องหา จึงได้นำตัวมาตรวจปัสสาวะ ผลการตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหากับสารเคมีให้ผลเป็นสีม่วงซึ่งจำเลยไม่ค้าน จำเลยย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าวันที่หรือเวลาที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดคือเมื่อใด จึงให้การรับสารภาพ คำฟ้องของโจทก์ย่อมสมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันเวลาใดไม่ทราบแน่ชัด จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยวิธีสูบเข้าสู่ร่างกายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1894/2545 ของศาลจังหวัดอุดรธานี

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1894/2545 ของศาลจังหวัดอุดรธานี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือโดยบรรยายฟ้องว่า เมื่อวันเวลาใดไม่ทราบแน่ชัด จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยวิธีสูบเข้าสู่ร่างกาย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2547 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้นำส่งพนักงานสอบสวน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แม้คำฟ้องของโจทก์คดีนี้มิได้ระบุถึงวันที่หรือเวลาที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอผัดฟ้องและฝากขังจำเลยไว้ต่อศาลนี้แล้ว โดยได้แนบคำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนซึ่งจำเลยได้ให้การว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2547 เวลา 18 นาฬิกา จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลยจำนวน 1 เม็ด ฯลฯ ตามคำร้องที่ ผ.28/2547 ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง เมื่อปรากฏว่าในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ ผ.28/2547 ซึ่งติดอยู่ตอนหน้าของสำนวนคดีนี้นั้น ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอุดรธานีที่ขอผัดฟ้องและฝากขังจำเลยในขณะเป็นผู้ต้องหาได้ระบุว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2547 เวลา 16.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจพบผู้ต้องหาจึงได้นำตัวมาตรวจปัสสาวะ ผลการตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหากับสารเคมีให้ผลเป็นสีม่วง ซึ่งจำเลยไม่ค้าน จำเลยย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าวันที่หรือเวลาที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดคือเมื่อใด จึงให้การรับสารภาพ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และพิพากษากลับให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย กรณีจึงเป็นการจำเป็นที่จะต้องให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุดรธานี
จำเลย — นายเอกรัตน์ แต้มกลาง
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2550
#267691
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยผลิตกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยการเพาะปลูกกัญชา 5 ต้น น้ำหนักรวม 501.420 กรัม โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และหลังจากที่จำเลยเพาะปลูกกัญชาแล้ว จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งกัญชา 5 ต้น อันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 75, 76 กับอ้าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 22 ซึ่งยกเลิกความในมาตรา 75 และมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทนด้วย การที่โจทก์บรรยายฟ้องอ้างถึง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงเป็นการอ้างถึงมาตรา 75 และมาตรา 76 ที่แก้ไขใหม่โดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 เป็นการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2546 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2546 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยผลิตกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยการเพาะปลูกกัญชา 5 ต้น น้ำหนักรวมทั้งราก กิ่ง ลำต้น ใบ และเมล็ด 501.420 กรัม และจำเลยมีกัญชาดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76, 102 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 22 และริบกัญชาของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตกัญชาซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบกัญชาของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 22 แต่คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว และโจทก์ต้องบรรยายฟ้องระบุกฎหมายในขณะกระทำความผิดให้ชัดเจน ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบและทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้ นั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า จำเลยผลิตกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยการเพาะปลูกกัญชา 5 ต้น น้ำหนักรวมทั้งราก กิ่ง ลำต้น ใบ เมล็ด หนัก 501.420 กรัม โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และหลังจากที่จำเลยเพาะปลูกกัญชาดังกล่าวแล้ว จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งกัญชาจำนวน 5 ต้น อันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และคำขอท้ายฟ้องโจทก์อ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 75, 76 กับอ้างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 22 ซึ่งยกเลิกความในมาตรา 75 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทนด้วย การที่โจทก์บรรยายฟ้องอ้างถึงพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงเป็นการอ้างถึงมาตรา 75 และมาตรา 76 ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 เป็นการบรรยายฟ้องและอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) จึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับการบังคับชำระค่าปรับศาลล่างทั้งสองมิได้สั่งให้กักขังจำเลยไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากกักขังจำเลยแทนค่าปรับ 100,000 บาท ก็กักขังได้เพียง 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 วรรคแรก ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ชัดเจนเสียด้วย"

พิพากษายืน หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยกักขังไม่เกิน 1 ปี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายจำนงค์ สุวรรณฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 422/2550
#272881
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกระทำความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ เพื่อให้พ้นจากการจับกุม โดยใช้รถกระบะของกลางเป็นพาหนะให้คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาด้วยนั้น ถือไม่ได้ว่ารถกระบะของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวโดยตรงตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ทั้งตามปกติรถกระบะของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่งไป จึงริบรถกระบะของกลางไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบรถกระบะของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบรถกระบะของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน ไม่ริบรถกระบะของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าต้องริบรถกระบะของกลางหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกระทำความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เพื่อให้พ้นจากการจับกุม โดยใช้รถกระบะของกลางเป็นพาหนะให้คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาด้วยนั้น ถือไม่ได้ว่ารถกระบะของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวโดยตรงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ทั้งตามปกติรถกระบะของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป จึงริบรถกระบะของกลางไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ริบรถกระบะของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
จำเลย — นายมณฑล จันละบุตร
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 419/2550
#267619
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) เมทแอมเฟตามีนที่จำหน่ายต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม หรือตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสองและวรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) เมทแอมเฟตามีนจะต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แม้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ที่โจทก์นำสืบจะระบุปริมาณสารบริสุทธิ์ ศาลก็ไม่อาจลงโทษตามมาตรา 66 วรรคสองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ทั้งยังเป็นการรับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จำนวน 16,000 เม็ด น้ำหนัก 1,455.750 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 256.095 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 2,000 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 92,000 บาท มีอาวุธปืนสั้น ขนาด .25 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก กระสุนปืน ขนาด .25 จำนวน 5 นัด และซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66,102 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง, 102 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 30 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี สำหรับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 20 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 53 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 53 ปี 10 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงของจำเลยทั้งสองคงจำคุกคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบขอกลาง เว้นแต่ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อคืนเจ้าของ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 2 กับพวกอีก 1 คน ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 16,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและคนทั้งสองได้ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 2,000 เม็ด ให้แก่สายลับโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้องกับยึดเมทแอมเฟตามีน 16,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 256.096 กรัม ธนบัตร 92,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง เป็นของกลาง คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 16,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่อย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2,000 เม็ด ให้แก่สายลับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่... พยานหลักฐานโจทก์ตามที่นำสืบมามีเหตุผลและมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จ่าสิบตำรวจมาโนชและสายลับจริง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) และ มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) นั้น กฎหมายบัญญัติไว้ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตเป็นการลงโทษขั้นต่ำที่สุดตามกฎหมายบัญญัติไว้และลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้ต่ำกว่านี้ได้อีก ส่วนความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ให้แก่สายลับตามคำฟ้องโจทก์นั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายในคำฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด เพียงแต่บรรยายน้ำหนักไม่ปรากฏชัด ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โจทก์ต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ทั้งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรค (เดิม) นั้น เมทเอมเฟตามีนที่จำหน่ายต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม หรือตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสองและวรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) เมทแอมเฟตามีนของกลางจะต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แม้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ที่โจทก์นำสืบจะระบุปริมาณสารบริสุทธิ์ ศาลก็ไม่อาจลงโทษตามมาตรา 66 วรรคสองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เพราะเกินคำขอและมิได้กล่าวในฟ้อง ทั้งยังเป็นการรับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ตามมาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขปรับบทให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้สอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีน 16,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 256.095 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม) ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดจริง แต่ไม่ปรับบทความผิดมาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) และไม่ระบุว่ามีความผิดตาม มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) และไม่ระบุว่ามีความผิดตาม มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 15 ปี เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 10 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 43 ปี 4 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 43 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายคงศักดิ์ ยอดยิ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2550
#269021
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ครอบครองเครื่องจักรยกของหนักบนอาคารสูงหรือปั้นจั่นหอสูงอันเป็นทรัพย์พิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าและโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จะต้องส่งคืนทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตลอดเวลาที่ครอบครองทรัพย์พิพาทตามข้อตกลงในสัญญา แม้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบคืนทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ก็ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการเบียดบังที่จะเอาทรัพย์เป็นของตนโดยทุจริต กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่งไม่มีมูลความผิดอาญาฐานยักยอกทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,352

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์พิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าและโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จะต้องส่งคืนทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตลอดเวลาที่ครอบครองทรัพย์พิพาทตามข้อตกลงในสัญญา ทั้งผู้รับมอบอำนาจโจทก์และจำเลยทั้งสามยังได้ทำบันทึกตกลงที่สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ข้อที่ 2 ความว่า โจทก์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากจำเลยที่ 1 ก่อนในการที่จะจำหน่ายจ่ายโอนหรือเคลื่อนย้ายทรัพย์พิพาทไปทำกิจการใด ๆ ข้อที่ 5 ว่า ในส่วนค่าเสียหายในทางแพ่ง คู่กรณีจะได้ดำเนินการฟ้องร้องกันในชั้นศาลต่อไป และข้อ 6 นัดหมายส่งมอบทรัพย์พิพาทกันในวันที่ 22 พฤษภาคม 2543 ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แม้จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบคืนทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงก็ตาม พฤติการณ์ดังกล่าวยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการเบียดบังที่จะเอาทรัพย์เป็นของตนโดยทุจริตหรือไม่ กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่งไม่มีมูลความผิดอาญาฐานยักยอกทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอยุธยา ดีเวลลอปเม้นท์ ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเอส.ที.ซี.ทาวเวอร์ เครน เทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นายปรีชา พรหมเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 415/2550
#272877
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกันแม้จะมีเจตนาอย่างเดียวกันแต่หากประสงค์ให้เกิดผลเป็นความผิดหลายฐานย่อมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารและหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ก่อนข่มขืนกระทำชำเรา เป็นการแสดงเจตนาส่วนหนึ่งของจำเลยโดยมีเหตุจูงใจที่จะนำตัวผู้เสียหายไปกักขังไว้เพื่อข่มขืนกระทำชำเรา เป็นการกระทำส่วนหนึ่งที่สำเร็จไปแล้วต่างหากจากการที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและหน่วงเหนี่ยวกักขังตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก และมาตรา 310 วรรคแรก กระทงหนึ่ง เมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 284, 310

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 284 (ที่ถูกมาตรา 284 วรรคแรก), 310 (ที่ถูกมาตรา 310 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า วันที่ 18 มกราคม 2544 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยพานางสาว ช. ผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร หลังจากนั้นจำเลยได้หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้ที่บ้านพักของจำเลย ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2544 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา และวันที่ 20 มกราคม 2544 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้ง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกันแม้จะมีเจตนาอย่างเดียวกัน แต่หากประสงค์ให้เกิดผลเป็นความผิดหลายฐานย่อมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารและหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ก่อนข่มขืนกระทำชำเรา เป็นการแสดงเจตนาส่วนหนึ่งของจำเลยโดยมีเหตุจูงใจที่จะนำตัวผู้เสียหายไปกักขังไว้เพื่อข่มขืนกระทำชำเรา อันเป็นการกระทำส่วนหนึ่งที่สำเร็จไปแล้วต่างหากจากการที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก และมาตรา 310 วรรคแรก กระทงหนึ่ง เมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรกอีกกระทงหนึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อีกกระทงหนึ่งจำคุก 2 ปี ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรกแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 276 วรรคแรก ม. 284 วรรคแรก ม. 310 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายเอกภพ เจษฎางค์กูร ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2550
#267583
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท องค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยขออนุญาตนำรถแบ็กโฮเข้าไปขุดหน้าดินในที่ดินดังกล่าวเพื่อนำไปถมทางเกวียนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ให้ประชาชนสัญจรไปมา โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อจำเลยขุดหน้าดินแล้ว จำเลยยอมให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้เหมือนเดิม แต่เมื่อจำเลยได้ขุดหน้าดินเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยได้นำป้ายปักไว้ว่า ห้ามจับปลาในร่องน้ำ และห้ามมิให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับร่องน้ำ กับได้นำราษฎรเข้าไปจับปลาที่โจทก์เลี้ยงไว้ในร่องน้ำ การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เพราะไม่สามารถทำนาในที่ดินส่วนที่จำเลยขุดหน้าดินไป ไม่สามารถใช้น้ำในร่องน้ำปลูกผักสวนครัวและเลี้ยงปลาในร่องน้ำได้ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินส่วนที่จำเลยขุดเป็นร่องน้ำเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และเรียกค่าเสียหายที่ต้องขาดผลประโยชน์ในการใช้ที่ดินที่จำเลยขุดเป็นร่องน้ำ แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่พฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเห็นได้ชัดว่าจำเลยได้โต้แย้งว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณะ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง

ที่ดินพิพาทมีราคา 81,648 บาท ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นเงิน 80,000 บาท เมื่อราคาที่ดินและค่าเสียหายรวมกันเป็นเงิน 161,648 บาท ไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุรินทร์ที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 24 (4) ศาลจังหวัดสุรินทร์ชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสุรินทร์พิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย การที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดี แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดี และให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 19 หน้า 106 ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลทมออำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 2 งาน 43 ตารางวา เมื่อปี 2546 จำเลยทั้งหกขออนุญาตนำรถแบ็กโฮเข้ามาขุดหน้าดินในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับทางเกวียน ตั้งแต่ทิศตะวันตกไปจนถึงทิศตะวันออกตลอดแนวติดกับทางเกวียน กว้าง 13 เมตร ยาว 300 เมตร ลึก 3 เมตร เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา ราคาประเมินเป็นเงิน 81,648 บาท เพื่อนำดินไปถมทางเกวียนให้เป็นสาธารณประโยชน์ให้ประชาชนสัญจรไปมาได้สะดวกขึ้น โดยมีข้อตกลงว่าให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ถูกขุดหน้าดินไปเหมือนเดิม แต่เมื่อจำเลยทั้งหกขุดหน้าดินของโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยทั้งหกได้นำป้ายปักไว้ในที่ดินของโจทก์มีข้อความว่า ห้ามจับปลาในร่องน้ำและห้ามมิให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องในร่องน้ำ กับได้นำราษฎรเข้ามาจับปลาของโจทก์ที่เลี้ยงไว้ในร่องน้ำ เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ขาดผลประโยชน์จากการทำนาในที่ดินที่ขุดเป็นร่องน้ำปีละ 10,000 บาท ขาดผลประโยชน์ในการนำน้ำในร่องน้ำมาปลูกผักสวนครัวมีรายได้ปีละ 10,000 บาท และขาดผลประโยชน์ในการเลี้ยงปลาในร่องน้ำมีรายได้ปีละ 10,000 บาท นับแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างถมดินทำให้ร่องน้ำกลับสู่สภาพเดิมเป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท เมื่อรวมกับค่าที่ดินของโจทก์จำนวน 81,648 บาท เป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 161,648 บาท ขอให้พิพากษาว่าที่ดินที่ขุดเป็นร่องน้ำกว้าง 13 เมตร ยาว 300 เมตร ลึก 3 เมตร เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งหกจัดการถมร่องน้ำให้กลับสู่สภาพเดิม หากจำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการ ให้โจทก์ดำเนินการเองโดยให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท และให้จำเลยทั้งหกชำระค่าขาดประโยชน์ในการทำนาปีละ 10,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ในการปลูกผักสวนครัวปีละ 10,000 บาท และค่าขาดผลประโยชน์จากการเลี้ยงปลาปีละ 10,000 บาท นับแต่ปี 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น คิดค่าขาดผลประโยชน์ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท

จำเลยทั้งหกขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างการพิจารณาโจทก์แถลงขอสละคำขอท้ายฟ้องข้อ 3 โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องให้จำเลยทั้งหกนำเดินมาถมในร่องน้ำในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้

ศาลจังหวัดสุรินทร์เห็นว่า โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยทั้งหกจะขาดนัดยื่นคำให้การ แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและจำเลยทั้งหกอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทตามที่ปรากฏในหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 รวมกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมีจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้ที่จะพิจารณาคดี จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงสุรินทร์

ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ ครั้นถึงวันนัด ศาลแขวงสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งหกขาดนัดยื่นคำให้การ จึงต้องพิจารณาประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ฝ่ายเดียว ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย และห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง อันเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งเป็นประเด็นหลัก แม้โจทก์จะมีคำขอเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และขอให้จำเลยทั้งหกนำมูลดินมาถมในร่องน้ำที่พิพาทให้อยู่ในสภาพเดิม หากไม่ดำเนินการ ขอให้จำเลยทั้งหกใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท มาด้วย ก็เป็นเพียงคำขอต่อเนื่องในเรื่องสิทธิครอบครอง อันเป็นเพียงคำขออุปกรณ์ คดีจึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงสุรินทร์ การที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้รับโอนคดีจากศาลจังหวัดสุรินทร์จึงเป็นการหลงผิด จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดี และมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดี ให้ยกเลิกวันนัดสืบพยาน และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลแขวงสุรินทร์ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คดีนี้เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ดังที่ศาลแขวงสุรินทร์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยทั้งหกขออนุญาตนำรถแบ็กโฮเข้าไปขุดหน้าดินในที่ดินดังกล่าวเพื่อนำไปถมทางเกวียนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ให้ประชาชนสัญจรไปมาได้สะดวกขึ้น โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อจำเลยทั้งหกขุดหน้าดินในที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งหกยอมให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้เหมือนเดิม แต่เมื่อจำเลยทั้งหกได้ขุดหน้าดินในที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยทั้งหกได้นำป้ายปักไว้ในที่ดินของโจทก์มีข้อความว่า ห้ามจับปลาในร่องน้ำ และห้ามมิให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับร่องน้ำดังกล่าว กับได้นำราษฎรเข้าไปจับปลาที่โจทก์เลี้ยงไว้ในร่องน้ำดังกล่าว การการะทำของจำเลยทั้งหกเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถทำนาในที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งหกขุดหน้าดินไป ไม่สามารถใช้น้ำในร่องน้ำปลูกผักสวนครัว และไม่สามารถเลี้ยงปลาในร่องน้ำดังกล่าวได้ และมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งหกขุดเป็นร่องน้ำเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว และเรียกค่าเสียหายที่ต้องขาดผลประโยชน์ในการใช้ที่ดินในส่วนที่จำเลยทั้งหกขุดเป็นร่องน้ำ แม้จำเลยทั้งหกจะขาดนัดยื่นคำให้การ แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งหกตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมา เห็นได้ชัดว่าจำเลยทั้งหกได้โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณะ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง คือ 81,648 บาท ที่ศาลแขวงสุรินทร์วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ปัญหาต่อไปว่า ที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดี แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดี และให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความชอบหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้มีราคา 81,648 บาท ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งหกเป็นเงิน 80,000 บาท เมื่อราคาที่ดินและค่าเสียหายรวมกันเป็นเงิน 161,648 บาท ไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุรินทร์ที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 24 (4) ศาลจังหวัดสุรินทร์ชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสุรินทร์พิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว การที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดีแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดีและให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลแขวงสุรินทร์ที่ให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดีและคำสั่งไม่รับโอนคดี ให้ศาลแขวงสุรินทร์พิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 24 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลอย ทองลอย
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลโคกยาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2550
#268332
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยทั้งหกตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมา เห็นได้ชัดว่าจำเลยทั้งหกได้โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณะ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง ราคาที่ดินพิพาทในคดีนี้เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งหกแล้ว ไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุรินทร์ที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ มาตรา 17 ประกอบมาตรา 24 (4) ศาลจังหวัดสุรินทร์ชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสุรินทร์พิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ มาตรา 16 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 19 หน้า 106 ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 2 งาน 43 ตารางวา เมื่อปี 2546 จำเลยทั้งหกขออนุญาตนำรถแบ็กโฮเข้ามาขุดหน้าดินในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือซึ่งที่มีอาณาเขตติดต่อกับทางเกวียน ตั้งแต่ทิศตะวันตกไปจนถึงทิศตะวันออกตลอดแนวติดกับทางเกวียน กว้าง 13 เมตร ยาว 300 เมตร ลึก 3 เมตร เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา ราคาประเมินเป็นเงิน 81,648 บาท เพื่อนำดินไปถมทางเกวียนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ให้ประชาชนสัญจรไปมาได้สะดวกขึ้น โดยมีข้อตกลงว่าให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ถูกขุดหน้าดินไปเหมือนเดิม แต่เมื่อจำเลยทั้งหกขุดหน้าดินของโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยทั้งหกได้นำป้ายมาปักไว้ในที่ดินของโจทก์มีข้อความว่า ห้ามจับปลาในร่องน้ำ และห้ามมิให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องในร่องน้ำกับได้นำราษฎรเข้ามาจับปลาของโจทก์ที่เลี้ยงไว้ในร่องน้ำ เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการทำนาในที่ดินที่ขุดเป็นร่องน้ำปีละ 10,000 บาท ขาดผลประโยชน์ในการนำน้ำในร่องน้ำมาปลูกผักสวนครัวมีรายได้ปีละ 10,000 บาท และขาดผลประโยชน์ในการเลี้ยงปลาในร่องน้ำมีรายได้ปีละ 10,000 บาท นับแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างถมดินทำให้ร่องน้ำกลับสู่สภาพเดิมเป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท เมื่อรวมกับค่าที่ดินของโจทก์จำนวน 81,648 บาท เป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 161,648 บาท ขอให้พิพากษาว่าที่ดินที่ขุดเป็นร่องน้ำกว้าง 13 เมตร ยาว 300 เมตร ลึก 3 เมตร เป็นที่ดินโจทก์มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งหกจัดการถมร่องน้ำให้กลับสู่สภาพเดิม หากจำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการ ให้โจทก์ดำเนินการเองโดยให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท และให้จำเลยทั้งหกชำระค่าขาดผลประโยชน์ในการทำนาปีละ 10,000 บาท ค่าขาดผลประโยชน์ในการปลูกผักสวนครัวปีละ 10,000 บาท และค่าขาดผลประโยชน์จากการเลี้ยงปลาปีละ 10,000 บาท นับแต่ปี 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น คิดค่าขาดผลประโยชน์ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท

จำเลยทั้งหกขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างการพิจารณาโจทก์แถลงขอสละคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องให้จำเลยทั้งหกนำดินมาถมในร่องน้ำในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้

ศาลจังหวัดสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยทั้งหกจะขาดนัดยื่นคำให้การ แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและจำเลยทั้งหกอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทตามที่ปรากฏในหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 รวมกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมีจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้ที่จะพิจารณาคดี จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงสุรินทร์

ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งหกขาดนัดยื่นคำให้การ จึงต้องพิจารณาประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ฝ่ายเดียว ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย และห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งเป็นประเด็นหลัก แม้โจทก์จะมีคำขอเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และขอให้จำเลยทั้งหกนำมูลดินมาถมในร่องน้ำที่พิพาทให้อยู่ในสภาพเดิม หากไม่ดำเนินการขอให้จำเลยทั้งหกใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท มาด้วย ก็เป็นเพียงคำขอต่อเนื่องในเรื่องสิทธิครอบครอง อันเป็นเพียงคำขออุปกรณ์ คดีจึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงสุรินทร์ การที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้รับโอนคดีจากศาลจังหวัดสุรินทร์จึงเป็นการผิดหลง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดี และมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดี ให้ยกเลิกวันนัดสืบพยาน และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลแขวงสุรินทร์ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คดีนี้เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ดังที่ศาลแขวงสุรินทร์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถทำนาในที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งหกขุดหน้าดินไปไม่สามารถใช้น้ำในร่องน้ำปลูกผักสวนครัว และไม่สามารถเลี้ยงปลาในร่องน้ำดังกล่าวได้และมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งหกขุดเป็นร่องน้ำเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายที่ต้องขาดผลประโยชน์ในการใช้ที่ดินในส่วนที่จำเลยทั้งหกขุดเป็นร่องน้ำ แม้จำเลยทั้งหกจะขาดนัดยื่นคำให้การ แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งหกตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมา เห็นได้ชัดว่าจำเลยทั้งหกได้โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณะ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง คือ 81,648 บาท ที่ศาลแขวงสุรินทร์วินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ปัญหาต่อไปมีว่า ที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดี แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดี และให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความชอบหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้มีราคา 81,648 บาท ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งหกเป็นเงิน 80,000 บาท เมื่อราคาที่ดินและค่าเสียหายรวมกันเป็นเงิน 161,648 บาท ไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุรินทร์ที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 24 (4) ศาลจังหวัดสุรินทร์ชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสุรินทร์พิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว การที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดี แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดี และให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลแขวงสุรินทร์ที่ให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดีและคำสั่งไม่รับโอนคดี ให้ศาลแขวงสุรินทร์พิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคท้าย ม. 17 ม. 24 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลอย ทองลอย
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลโคกยาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 410/2550
#267580
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงวัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์และไม่ได้แนบหนังสือรับรองนิติบุคคลในส่วนที่เกี่ยวด้วยวัตถุประสงค์ของโจทก์มาท้ายคำฟ้อง แต่เป็นรายละเอียดที่ไม่จำเป็นต้องบรรยายมาให้ปรากฏในคำฟ้อง เพราะวัตถุประสงค์ของโจทก์จะประกอบกิจการค้าอะไร อย่างไร มิใช่สภาพแห่งข้อหาอันกฎหมายบังคับต้องบรรยายให้ชัดแจ้ง ทั้งไม่มีกฎหมายใดบังคับว่าโจทก์ต้องแนบหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์มาท้ายคำฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ระบุมอบอำนาจให้เป็นตัวแทนของโจทก์ในการดำเนินคดีแพ่งเรื่องผิดสัญญา เรียกสินค้า และเรียกค่าเสียหายตั้งแต่เริ่มต้นจนคดีถึงที่สุดดังต่อไปนี้ ฯลฯ เป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาซื้อขายคดีนี้เท่านั้น มิได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันเป็นการกระทำมากกว่าครั้งเดียว แม้ตามหนังสือมอบอำนาจระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นๆ ได้ด้วย แต่เป็นเพียงวิธีการฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสองเท่านั้น ถือว่าเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำการครั้งเดียว ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรข้อ 7 (ก) กำหนดให้ปิดอากรแสตมป์ 10 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม 2543 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 สั่งสินค้าน้ำมันเครื่องยนต์จากโจทก์หลายครั้งเพื่อนำไปจำหน่าย และจำเลยทั้งสองได้รับสินค้าน้ำมันเครื่องยนต์ไปแล้วเป็นเงินรวม 69,098 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยทั้งสองชำระราคาสินค้าหรือส่งคืนสินค้าภายใน 30 วัน นับแต่วันรับสินค้า มิฉะนั้นต้องชำระค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้าในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่คืนสินค้าและไม่ชำระราคาตามนัด จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าสินค้าจำนวนดังกล่าวและค่าธรรมเนียมร้อยละ 2 ต่อเดือนนับจากวันครบกำหนดชำระ 30 วัน ในการสั่งสินค้าแต่ละครั้งถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,274.87 บาท รวมเป็นเงิน 81,372.87 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนสินค้าแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ชำระราคากับค่าธรรมเนียมในการชำระเงินล่าช้าเป็นเงินรวม 81,372.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ได้บรรยายว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการค้าอย่างไร ประเภทใด และชนิดใดทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากนายเพิ่มศักดิ์ โกศพันธุ์ กรรมการผู้ลงนามฟ้องคดีแทนโจทก์ได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ไม่สามารถทำการแทนโจทก์ได้ และจำเลยทั้งสองไม่ได้สั่งซื้อและไม่ได้รับสินค้าตามฟ้องจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 77,136.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 700 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยที่ 1 อ้างว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามหนังสือรับรองบริษัทโจทก์เอกสารท้ายฟ้อง แต่ไม่ได้บรรยายว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าอะไร อย่างไร ทั้งไม่ได้แนบเอกสารแสดงวัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์มาท้ายคำฟ้องด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับฐานะของโจทก์ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และแนบหนังสือรับรองของบริษัทโจทก์มาท้ายคำฟ้อง ซึ่งมีข้อความรับรองว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและได้กล่าวบรรยายให้เห็นถึงการกระทำอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้สั่งซื้อสินค้าน้ำมันเครื่องยนต์จากโจทก์ไปจำหน่ายแล้วผิดสัญญาซื้อขายไม่ชำระราคาค่าสินค้า โจทก์ได้ติดตามทวงถามจำเลยทั้งสองให้นำเงินมาชำระแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวบรรยายถึงฐานะของโจทก์ สภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเพียงพอที่จะทำให้จำเลยทั้งสองทราบและเข้าใจคำฟ้องของโจทก์ได้ ข้อที่ว่าโจทก์มิได้กล่าวบรรยายถึงวัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์และไม่ได้แนบหนังสือรับรองนิติบุคคบในส่วนที่เกี่ยวด้วยวัตถุประสงค์ของโจทก์มาท้ายคำฟ้อง ล้วนเป็นรายละเอียดไม่จำเป็นต้องบรรยายมาให้ปรากฏในคำฟ้อง เพราะวัตถุประสงค์ของโจทก์จะประกอบกิจการค้าอะไร อย่างไร มิใช่สภาพแห่งข้อหาอันกฎหมายบังคับต้องบรรยายให้ชัดแจ้งทั้งไม่มีกฎหมายใดบังคับว่าโจทก์ต้องแนบหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลทั้งวัตถุประสงค์ของโจทก์มาท้ายคำฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการสุดท้ายมีว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้หรือไม่จำเลยที่ 1 อ้างว่าตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เป็นการมอบอำนาจให้นายเกียรติศักดิ์ สุขวัฒนากร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองและยังให้มีอำนาจดำเนินการต่างๆ อีก ถือว่าเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำการมากกว่าครั้งเดียว จึงต้องปิดอากรแสตมป์จำนวน 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เพียง 10 บาท ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ข) จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่ามีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ระบุข้อความไว้โดยแจ้งชัดว่า บริษัทวาโวลีน (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายเพิ่มศักดิ์ โกศลพันธุ์ กรรมการผู้มีอำนาจ ขอมอบอำนาจให้นายเกียรศักดิ์ สุขวัฒนากร เป็นตัวแทนของโจทก์ในการดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทยูเนียมไฮเทค จำกัด ที่ 1 กับพวก เรื่องผิดสัญญา เรียกสินค้าและเรียกค่าเสียหายตั้งแต่เริ่มต้นจนคดีถึงที่สุดดังต่อไปนี้ ฯลฯ ข้อความที่ระบุไว้เช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้นายเกียรติศักดิ์ฟ้องร้องดำเนินแก่จำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาซื้อขายคดีนี้เท่านั้นมิได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันเป็นการกระทำมากกว่าครั้งเดียวไม่ แม้ตามหนังสือมอบอำนาจระบุให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นๆ ได้ด้วยก็ตาม แต่เป็นเพียงวิธีการฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสองเท่านั้น ถือว่าเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำการครั้งเดียวซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ก) กำหนดให้ปิดอากรแสตมป์ 10 บาท เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 จำนวน 10 บาท จึงครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา 118 กรณีย่อมฟังได้ว่าโจทก์ได้รับมอบอำนาจให้นายเกียรติศักดิ์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ป.รัษฎากร ม. 104 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวาโวลีน ประเทศไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทยูเนียนไฮเทค จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมคักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 410/2550
#268331
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจระบุข้อความไว้โดยแจ้งชัดว่า บริษัท ว. โดย พ. กรรมการผู้มีอำนาจ ขอมอบอำนาจให้ ก. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัท ย. กับพวก เรื่องผิดสัญญา เรียกสินค้าและเรียกค่าเสียหายตั้งแต่เริ่มต้นจนคดีถึงที่สุดดังต่อไปนี้ ฯลฯ ข้อความที่ระบุไว้เช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้ ก. ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาซื้อขายคดีนี้เท่านั้น มิได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันเป็นการกระทำมากกว่าครั้งเดียวไม่ แม้ตามหนังสือมอบอำนาจจะระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นๆ ได้ด้วยก็ตาม แต่เป็นเพียงวิธีการฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสองเท่านั้น ถือว่าเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำการครั้งเดียว ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้าย ป.รัษฎากรฯ ข้อ 7 (ก) กำหนดให้ปิดอากรแสตมป์ 10 บาท เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจจำนวน 10 บาท จึงครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมายหนังสือมอบอำนาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากรฯ มาตรา 118 กรณีย่อมฟังได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ก. ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนสินค้าแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ชำระราคากับค่าธรรมเนียมในการชำระเงินล่าช้าเป็นเงินรวม 81,372.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 77,136.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 700 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยที่ 1 อ้างว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามหนังสือรับรองบริษัทโจทก์เอกสารท้ายฟ้อง แต่ไม่ได้บรรยายว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าอะไรอย่างไร ทั้งไม่ได้แนบเอกสารแสดงวัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์มาท้ายคำฟ้องด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับฐานะของโจทก์ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและแนบหนังสือรับรองของบริษัทโจทก์มาท้ายคำฟ้อง ซึ่งมีข้อความรับรองว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และได้กล่าวบรรยายให้เห็นถึงการกระทำอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้สั่งซื้อสินค้าน้ำมันเครื่องยนต์จากโจทก์ไปจำหน่ายแล้วผิดสัญญาซื้อขายไม่ชำระราคาค่าสินค้า โจทก์ได้ติดตามทวงถามจำเลยทั้งสองให้นำเงินมาชำระแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวบรรยายถึงฐานะของโจทก์ สภาพแห่งข้อหาคำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเพียงพอที่จะทำให้จำเลยทั้งสองทราบและเข้าใจคำฟ้องของโจทก์ได้ ข้อที่ว่าโจทก์มิได้กล่าวบรรยายถึงวัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์และไม่ได้แนบหนังสือรับรองนิติบุคคลในส่วนที่เกี่ยวด้วยวัตถุที่ประสงค์ของโจทก์มาท้ายคำฟ้อง ล้วนเป็นรายละเอียดไม่จำเป็นต้องบรรยายมาให้ปรากฏในคำฟ้อง เพราะวัตถุประสงค์ของโจทก์จะประกอบกิจการค้าอะไร อย่างไรมิใช่สภาพแห่งข้อหาอันกฎหมายบังคับต้องบรรยายให้ชัดแจ้ง ทั้งไม่มีกฎหมายใดบังคับว่าโจทก์ต้องแนบหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลรวมทั้งวัตถุประสงค์ของโจทก์มาท้ายคำฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการสุดท้ายมีว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 อ้างว่าตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เป็นการมอบอำนาจให้นายเกียรติศักดิ์ สุขวัฒนากร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง และยังให้มีอำนาจดำเนินการต่างๆ อีก ถือว่าเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำการมากกว่าครั้งเดียว จึงต้องปิดอากรแสตมป์จำนวน 30 บาท แต่โจทก์ปิดอาการแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เพียง 10 บาท ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ข) จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่ามีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ระบุข้อความไว้โดยแจ้งชัดว่า บริษัทวาโวลีน (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายเพิ่มศักดิ์ โกศลพันธุ์ กรรมการผู้มีอำนาจ ขอมอบอำนาจให้นายเกียรติศักดิ์ สุขวัฒนากร เป็นตัวแทนของโจทก์ในการดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทยูเนียนไฮเทค จำกัด ที่ 1 กับพวก เรื่องผิดสัญญา เรียกสินค้าและเรียกค่าเสียหายตั้งแต่เริ่มต้นจนคดีถึงที่สุดดังต่อไปนี้ ฯลฯ ข้อความที่ระบุไว้เช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้นายเกียรติศักดิ์ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาซื้อขายคดีนี้เท่านั้น มิได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันเป็นการกระทำมากกว่าครั้งเดียวไม่ แม้ตามหนังสือมอบอำนาจจะระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นๆ ได้ด้วยก็ตาม แต่เป็นเพียงวิธีการฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสองเท่านั้น ถือว่าเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำครั้งเดียวซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ก) กำหนดให้ปิดอากรแสตมป์ 10 บาท เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 2 จำนวน 10 บาท จึงครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 กรณีย่อมฟังได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายเกียรติศักดิ์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวาโวลีน (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทยูเนียนไฮเทค จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 408/2550
#272585
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากอาคารพิพาทของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ในสภาพซ่อมแซมดีแล้วและใช้ค่าเสียหายจนกว่าจะส่งมอบเสร็จแก่โจทก์ ชั้นบังคับคดีปรากฏว่า ต. เช่าอาคารพิพาทบางส่วนจากจำเลยทั้งสอง ต. จึงเป็นบริวารของจำเลยทั้งสองและถือได้ว่า ต. ได้ครอบครองอาคารพิพาทแทนจำเลยทั้งสองตลอดมาถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ต่อมา ต. ได้นำกุญแจห้องในอาคารพิพาทมอบให้แก่โจทก์ต่อหน้าศาล จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นในวันดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้จนถึงวันดังกล่าว

เงินหรือประโยชน์จากการให้เช่าทรัพย์สินเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (5) (ก) ที่จะนำไปคำนวณภาษีเงินได้ แต่เงินค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับตามคำพิพากษาถือเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิดที่จำเลยทั้งสองอยู่อาศัยในอาคารพิพาทโดยไม่มีสิทธิ ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา มาตรา 42 (13) จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีแทนโจทก์และไม่มีสิทธิหักภาษีเงินได้ดังกล่าวจากโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากอาคารโรงแรมวงเวียน 22 กรกฎาคม และอาคารพาณิชย์ทั้งเจ็ดคูหาของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ในสภาพซ่อมแซมดีแล้วและใช้ค่าเสียหายเดือนละ 130,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2533 จนกว่าจะส่งมอบเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ซ่อมแซมให้ชดใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ ชั้นบังคับคดี ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ผู้ค้ำประกัน ตามหนังสือค้ำประกันต่อศาลเพื่อทุเลาการบังคับ ตกลงชำระเงินจำนวน 9,372,000 บาท แก่โจทก์แต่ไม่พอชำระหนี้

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยที่ 2 มาทำการไต่สวนเพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองที่ยังค้างชำระหนี้อีก 2,353,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีอีกเพราะจำเลยทั้งสองชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามคำพิพากษาอีก จำนวน 2,348,666 บาท แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง หากไม่ชำระให้หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า จำเลยทั้งสองส่งมอบโรงแรมและอาคารพิพาทให้โจทก์เสร็จสิ้นเมื่อใด เห็นว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2538 จำเลยทั้งสองได้ส่งมอบกุญแจอาคารพิพาทให้แก่โจทก์ต่อหน้าศาล แต่ต่อมาโจทก์ได้แถลงต่อศาลว่าอาคารพิพาทบางส่วนยังมีบริวารของจำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ โจทก์จึงไม่สามารถเข้าครอบครองอาคารพิพาทได้ทั้งหมดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 19 มกราคม 2539 ซึ่งจำเลยก็มิได้โต้แย้งแต่อย่างใด อีกทั้งต่อมานางเตียง แซ่เตียว ยื่นคำร้องลงวันที่ 12 กันยายน 2539 ขอให้ศาลไต่สวนว่าตนมีสิทธิครอบครองอาคารพิพาทบางส่วนจากการทำสัญญาเช่าจากจำเลย ตนจึงไม่ใช่บริวารของจำเลยทั้งสอง โดยนางเตียงมิได้แสดงอำนาจพิเศษแต่อยูในฐานะผู้เช่าช่วง เมื่อฟังได้ว่านางเตียงเช่าอาคารพิพาทบางส่วนจากจำเลยทั้งสอง นางเตียงจึงเป็นบริวารของจำเลยทั้งสองและถือได้ว่านางเตียงได้ครอบครองอาคารพิพาทแทนจำเลยทั้งสองตลอดมา ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2538 เมื่อปรากฏต่อมาว่านางเตียงได้นำกุญแจห้องในอาคารพิพาทมอบให้โจทก์ต่อหน้าศาลแล้วเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2540 จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นในวันดังกล่าวด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้จนถึงวันที่ 16 มกราคม 2540 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อมาว่า รายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16 มกราคม 2540 แต่ไปลงเป็นปี 2539 ผิดพลาด แต่มิได้มีการแก้ไขโดยคำพิพากษาของศาลที่สูงกว่านั้น เห็นว่า ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิหักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับหรือไม่ เห็นว่า เงินหรือประโยชน์จากการให้เช่าทรัพย์สินเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (5) (ก) ที่จะนำไปคำนวณภาษีเงินได้ แต่เงินค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับตามคำพิพากษาถือเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิดที่จำเลยทั้งสองอยู่อาศัยในอาคารพิพาทโดยไม่มีสิทธิซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (13) จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีแทนโจทก์และไม่มีสิทธิหักภาษีเงินได้ดังกล่าวจากโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ ก็ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 552
ป.วิ.พ. ม. 145
ป.รัษฎากร ม. 40 (5) (ก) ม. 42 (13)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันโทประถม บุรณศิริ กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุสรณ์พิพัฒน์ไพศาล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2550
#267690
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแต่ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลตามกฎหมายว่าประชาชนได้ทราบพระราชกฤษฎีกา และกรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ถือได้ว่าเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติในบริเวณพื้นที่พิพาทตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) ที่ดินพิพาทจึงไม่มีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามใบภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เลขสำรวจที่ 229/37-40 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าช้างคล้อง อำเภอผาขาว จังหวัดเลย เนื้อที่ประมาณ 39 ไร่ โดยซื้อมาจากนายบัวไหล พลหล้า และนายสุจิตร์ ระวาดชัย โจทก์ให้จำเลยทั้งสองดูแลรักษาที่ดินดังกล่าวแทนและอนุญาตให้ปลูกพืชในที่ดินบางส่วน ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2537 จำเลยทั้งสองทำบันทึกการตกลงไว้กับโจทก์ว่าจะตัดต้นยูคาลิปตัสที่จำเลยทั้งสองปลูกไว้ในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ ออกจากที่ดินให้หมดภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 ครั้นเมื่อถึงกำหนดจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติตามบันทึกการตกลงดังกล่าว โจทก์บอกกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองตัดต้นยูคาลิปตัสพร้อมทั้งขุดรากแล้วนำออกไปจากที่ดินของโจทก์ และปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพพร้อมเพาะปลูกพืชได้ตามปกติ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปและห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ตามฟ้อง ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์สามารถดำเนินการดังกล่าวได้โดยให้จำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินตามฟ้องอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูผาแดง ห้วยส้ม การที่โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เฉพาะส่วนเส้นสีเขียว เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา ให้จำเลยทั้งสองตัดต้นยูคาลิปตัสออกไปจากที่ดินพิพาทดังกล่าว และปรับที่ดินพิพาทดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทดังกล่าวอีกต่อไป ส่วนที่โจทก์มีคำขอว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมตัดต้นยูคาลิปตัสและปรับที่ดินพิพาทดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย โจทก์สามารถดำเนินการเองได้ โดยให้จำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายเองนั้น เห็นว่า เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ได้อยู่แล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2534 โจทก์ซื้อที่ดินจากนายสุจิตร์ ระวาดชัย กับนายบัวไหล พลหล้า เนื้อที่ 30 ไร่เศษ โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดานางจุ๋ม จิราพงษ์ ซึ่งอ้างว่าเคยอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ขณะที่นางจุ๋มทำงานเป็นพนักงานที่ร้านอาหารของโจทก์เป็นนายหน้า เมื่อปี 2535 จำเลยทั้งสองเข้าทำนาในที่ดินดังกล่าว และปี 2536 จำเลยทั้งสองได้ปลูกต้นยูคาลิปตัสในที่ดินบางส่วนตามเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาทหมาย จ.ล.1 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2537 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่ดินที่โจทก์ซื้อมาดังกล่าว รวมทั้งที่ดินภายในเส้นสีเขียวซึ่งเป็นที่ดินพิพาทที่อยู่ในเขตป่าภูผาแดง-ห้วยส้ม โซนอี ซึ่งเดิมเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 และกรมป่าไม้ได้ส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2537 โจทก์และจำเลยทั้งสองทำบันทึกการตกลงกรณีการปลูกพืชในที่ดิน (พิพาท) เอกสารหมาย จ.7 และเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 ได้ทำบันทึกเกี่ยวกับที่ดินพิพาทไว้ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.8 โจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองตัดต้นยูคาลิปตัสที่จำเลยทั้งสองปลูกในที่ดินพิพาทและออกไปจากที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์แล้วไม่ยอมทำตาม...

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะนำที่ดินแปลงใดในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น และให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้โดยไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ" เมื่อบริเวณที่ดินพิพาทซึ่งเดิมอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้วเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2537 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลตามกฎหมายว่าประชาชนได้ทราบพระราชกฤษฎีกานี้แล้วเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 และกรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ถือได้ว่าเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติในบริเวณพื้นที่พิพาท ที่ดินที่พิพาทจึงไม่มีสภาพความเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสามนต์ นันทมิ่งเจริญ
จำเลย — นายคำพันธ์ จิราวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 405/2550
#266954
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท ได้ระบุวันที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินสัญญาจะใช้เงินให้แก่โจทก์ไว้ จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาแน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน คือในวันที่กำหนดไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อถึงกำหนดเมื่อใด และจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง แม้มาตรา 985 จะบัญญัติให้นำมาตรา 941 ในเรื่องตั๋วแลกเงินมาใช้บังคับในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินด้วยก็ตาม แต่ก็ต้องใช้เท่าที่ไม่ขัดต่อสภาพแห่งตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งตามบทบัญญัติในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ตั๋วสัญญาใช้เงินที่จะต้องนำไปให้ผู้ออกตั๋วจดรับรู้ หรือตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งให้ใช้เงินในเวลาใดเวลาหนึ่งภายหลังที่ได้เห็นเท่านั้น ตามมาตรา 986 วรรคสอง เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทเป็นตั๋วที่กำหนดวันใช้เงินชัดแจ้งแล้ว จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 986 วรรคสอง โจทก์จึงไม่ต้องนำตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทไปยื่นตามมาตรา 941 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 186,493,058.66 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 124,247,216.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 186,493,058.66 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 124,247,216.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้ง 20 ฉบับ ได้ระบุวันที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินสัญญาจะใช้เงินให้แก่โจทก์ไว้ จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาแน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน คือในวันที่กำหนดไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อถึงกำหนดเมื่อใด และจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวแต่อย่างใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง แม้มาตรา 985 จะบัญญัติให้นำ มาตรา 941 ในเรื่องตั๋วแลกเงินมาใช้บังคับในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินด้วยก็ตาม แต่ก็ต้องใช้เท่าที่ไม่ขัดต่อสภาพแห่งตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งตามบทบัญญัติในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ตั๋วสัญญาใช้เงินที่จะต้องนำไปให้ผู้ออกตั๋วจดรับรู้ คือตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งให้ใช้เงินในเวลาใดเวลาหนึ่งภายหลังที่ได้เห็นเท่านั้น ตามมาตรา 986 วรรคสอง เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทเป็นตั๋วที่กำหนดวันใช้เงินชัดแจ้งแล้ว เช่นนี้ จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 986 วรรคสอง โจทก์จึงไม่ต้องนำตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทไปยื่นตามมาตรา 941 อีก นอกจากนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์ในข้อ 1 วรรคสอง ระบุไว้ว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาชำระเงินที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือชำระหนี้ให้ได้แต่เพียงบางส่วน จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดชดใช้เงินจำนวนที่ยังค้างชำระทั้งหมดคืนให้กับโจทก์ โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 20 ฉบับ ที่นำมาขายให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินชำระหนี้ตามจำนวนในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้ง 20 ฉบับ ให้แก่โจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว ตามหนังสือขอให้ชำระหนี้และใบตอบรับในประเทศ จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง ม. 941 ม. 985 ม. 986 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ดเพลซ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชวลิต ชัยโชดก
ศาลอุทธรณ์ — นายมนตรี ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 402/2550
#267185
เปิดฉบับเต็ม

ในการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่าคดีของจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ตามคำร้องของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังนี้ แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะมีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาทก็ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามที่ยกเว้นใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออก ขอโอนสิทธิรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 6 โจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวโดยออกบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 6 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาโจทก์พบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ เอกสารที่จำเลยที่ 1 ยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเอกสารเท็จและเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามคำขอที่จำเลยที่ 1 ยื่นต่อโจทก์และไม่มีสิทธิขอโอนบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 6 จำเลยที่ 3 และที่ 6 ไม่มีสิทธิได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ ดังนี้ ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 จงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด อันเป็นละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 6 ไม่ปรากฏว่ามีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จำเลยที่ 3 และที่ 6 ได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์จึงเป็นการได้บัตรภาษีไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบจำเลยที่ 3 และที่ 6 ต้องรับผิดคืนบัตรภาษีแก่โจทก์ในมูลลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 ที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า ในการรับโอนบัตรภาษีจำเลยที่ 3 และที่ 6 ได้ยื่นคำร้องขอรับโอนบัตรภาษีต่อโจทก์ระบุว่า "กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่กรมศุลกากร (โจทก์) ไม่ว่ากรณีใด ๆ ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 3 และที่ 6) ยินยอมรับผิดต่อกรมศุลกากร (โจทก์) ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น" จำเลยที่ 3 และที่ 6 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่ได้ให้คำรับรองไว้นั้น เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 6 ได้แสดงเจตนายินยอมรับผิดต่อโจทก์ในกรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาและเป็นคนละข้อหากับความผิดฐานละเมิดและลาภมิควรได้ตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่ได้แสดงสภาพแห่งข้อหานี้มาในคำฟ้องจึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง แม้ศาลภาษีอากรกลางจะได้ยกความข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยเป็นคุณแก่โจทก์ในประเด็นอำนาจฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะยกขึ้นเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในคำแก้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

บัตรภาษีออกให้แทนการคืนเงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเงินสดเพื่อให้ผู้รับนำบัตรภาษีไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าภาษีอากรแก่โจทก์ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือภาษีอากรอื่นตามมูลค่าของบัตรภาษีตามที่บัญญัติใน พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรฯ มาตรา 4 และ 18 จึงถือได้ว่าเป็นเงินจำนวนหนึ่งและ ป.พ.พ. มาตรา 412 บัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนนั้น เว้นแต่เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริตจึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน" เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 6 ได้รับโอนบัตรภาษีโดยสุจริต จึงต้องคืนบัตรภาษีตามมูลค่าที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 3 และที่ 6 นำบัตรภาษีที่ได้รับไปชำระค่าภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิดคืนบัตรภาษีหรือชดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินชดเชยที่ได้รับในรูปบัตรภาษีมูลค่า 86,188.83 บาท หรือคืนเป็นเงินสดพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 41,478.37 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 86,188.83 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันคืนเงินชดเชยที่ได้รับในรูปบัตรภาษีมูลค่า 23,610.78 บาทหรือคืนเป็นเงินสดพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 11,215.12 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,610.78 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันคืนเงินชดเชยที่ได้รับในรูปบัตรภาษีมูลค่า 89,301.46 บาท หรือคืนเป็นเงินสดพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 41,020.38 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 89,301.46 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกันคืนเงินชดเชยที่ได้รับในรูปบัตรภาษีมูลค่า 43,619.85 หรือคืนเป็นเงินสดพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 19,901.56 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 43,619.85 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนบัตรภาษีแก่โจทก์มูลค่า 242,720.92 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 242,720.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่รับบัตรภาษีแต่ละฉบับไปจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 ต้องไม่เกิน 113,615.43 บาท ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 คืนบัตรภาษีมูล่คา 86,188.83 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 86,188.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 คืนบัตรภาษีมูลค่า 23,610.78 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 23,610.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 คืนบัตรภาษีมูลค่า 89,301.46 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 89,301.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 คืนบัตรภาษีมูลค่า 43,619.85 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 43,619.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 บัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลภาษีอากรได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ..." ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่าในการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่าคดีของจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ตามคำร้องของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังนี้ แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาทก็ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามที่ยกเว้นในบทกฎหมายดังกล่าว คำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องและนำสืบพยานหลักฐานได้ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออก โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งออกสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรจำหน่ายไปยังต่างประเทศผ่านทางด่านศุลกากรท่าเรือกรุงเทพตามใบขนสินค้าขาออกและเอกสารที่จำเลยที่ 1 ยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และจำเลยที่ 1 ขอโอนสิทธิรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 6 โจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวโดยออกบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 6 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาโจทก์พบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ เอกสารที่จำเลยที่ 1 ยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเอกสารเท็จและเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามคำขอที่จำเลยที่ 1 ยื่นต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิขอโอนบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 6 จำเลยที่ 3 และที่ 6 ไม่มีสิทธิได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ ดังนี้ ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 จงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด อันเป็นละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 6 ไม่ปรากฏว่ามีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการทำละเมิดต่อโจทก์ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ออกบัตรภาษีให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 โดยเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และโจทก์มีหน้าที่ต้องออกบัตรภาษีให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย เมื่อความปรากฏภายหลังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเช่นว่านั้น การที่จำเลยที่ 3 และที่ 6 ได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์จึงเป็นการได้บัตรภาษีไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบจำเลยที่ 3 และที่ 6 ต้องรับผิดคืนบัตรภาษีแก่โจทก์ในมูลลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า ในการรับโอนบัตรภาษีจำเลยที่ 3 และที่ 6 ได้ยื่นคำร้องขอรับโอนบัตรภาษีต่อโจทก์ระบุว่า "กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่กรมศุลกากร (โจทก์) ไม่ว่ากรณีใด ๆ ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 3 และที่ 6) ยินยอมรับผิดต่อกรมศุลกากรทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น จำเลยที่ 3 และที่ 6 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่ได้ให้คำรับรองไว้นั้น เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 6 ได้แสดงเจตนายินยอมรับผิดต่อโจทก์ในกรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาและเป็นคนละข้อหากับความผิดฐานละเมิดและลาภมิควรได้ตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่ได้แสดงสภาพแห่งข้อหานี้มาในคำฟ้อง จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง แม้ศาลภาษีอากรกลางจะได้ยกความข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยเป็นคุณแก่โจทก์ในประเด็นอำนาจฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะยกขึ้นเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในคำแก้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย โดยที่บัตรภาษีออกให้แทนการคืนเงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเงินสดเพื่อให้ผู้รับนำบัตรภาษีไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าภาษีอากรแก่โจทก์ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือภาษีอากรอื่นตามมูลค่าของบัตรภาษีตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 มาตรา 4 และ 18 บัตรภาษีจึงถือได้ว่าเป็นเงินจำนวนหนึ่งและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 บัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนนั้น เว้นแต่เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริตจึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน" เมื่อจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ต่างให้การต่อสู้คดีและนำสืบพยานอ้างว่า จำเลยที่ 3 และที่ 6 รับโอนบัตรภาษีโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างให้รับฟังเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 6 ได้รับโอนบัตรภาษีโดยสุจริตและต้องคืนบัตรภาษีตามมูลค่าที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน เมื่อข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์มิได้โต้แย้งรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 6 นำบัตรภาษีที่ได้รับไปชำระค่าภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิดคืนบัตรภาษีหรือใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ไม่ทำให้ผลคดีของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เปลี่ยนแปลงไปจึงงดไม่วินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์คนละ 600 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 412 ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25 ม. 29
พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 ม. 4 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
บริษัทเดอะเวิลด์พาร์ทอินสตรูเมนท์ จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2550
#267574
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าจากโจทก์ เมื่อหนี้ถึงกำหนด จำเลยไม่ชำระหนี้ ถือว่าตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยมีหน้าที่ชำระเงินพร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ย ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถาม โจทก์บอกกล่าวทวงถามไม่ชอบ จำเลยจึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด เป็นข้อที่จำเลยมิได้ให้การไว้เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลต่างประเทศโดยมีผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องดำเนินคดีแทน ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลไทยและได้สั่งซื้อสินค้าประเภทอุปกรณ์และอะไหล่เครื่องจักรและได้รับสินค้าของโจทก์ไปเมื่อระหว่างปี 2544 ถึง 2545 แต่ผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าจำนวน 51,639.20 ดอลลาร์สิงคโปร์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยจำนวน 63,594.81 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 51,639.20 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ทราบและไม่รับรองสถานะนิติบุคคลของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยไม่เคยสั่งซื้อและไม่เคยได้รับสินค้าของโจทก์ตามฟ้อง เพราะบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในใบสั่งซื้อได้ลาออกจากบริษัทจำเลยตั้งแต่ปี 2543 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี คงเรียกได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 51,339.20 ดอลลาร์สิงคโปร พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดังนี้ (1) ในต้นเงิน 6,120 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2544 (2) ในต้นเงิน 7,230.40 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2545 (3) ในต้นเงิน 264 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2545 (4) ในต้นเงิน 4,185 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2545 (5) ในต้นเงิน 3,696 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2545 (6) ในต้นเงิน 16,525.80 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2545 (7) ในต้นเงิน 4,750 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2545 และ (8) ในต้นเงิน 8,868 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในกรณีที่จำเลยจะใช้หรือชำระเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยซึ่งธนาคารพาณิชย์ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริงให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท แต่เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยได้สั่งซื้อและได้รับสินค้าตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามสำเนาใบสั่งซื้อ สำเนาใบรายการบรรจุหีบห่อ สำเนาใบตราส่งสินค้า และสำเนากำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.25 เพียงแต่ปรากฏชื่อของบริษัทจำเลยเป็นผู้สั่งซื้อเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏลายมือชื่อของจำเลยเป็นผู้สั่งซื้อและรับสินค้าแต่อย่างใด ส่วนนางสมถวิลผู้รับสินค้า โจทก์ไม่ได้นำมาสืบว่ารับสินค้าให้ใคร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ในข้อนี้ได้ความตามบันทึกถ้อยคำยืนยืนข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนางซาง กก เฮง ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้จัดการอาวุโสว่า ในช่วงเดือนกันยายน 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทอุปกรณ์และอะไหล่เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าของจำเลยรวม 10 ครั้ง โจทก์ได้จัดส่งสินค้าให้แก่จำเลยแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.19 จำเลยได้รับสินค้าดังกล่าวไปแล้ว เมื่อครบกำหนดเวลาชำระหนี้ก็ไม่ได้ชำระหนี้และได้ความจากนายสุริยา เหมสุรินทร์ หัวหน้างานผู้ควบคุมดูแลอาวุโส บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่า นางสมถวิล ทองธวัช เป็นผู้มารับสินค้าที่ส่งมาทางอากาศในนามบริษัทจำเลยตามเอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.25 ในส่วนของจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ตามคำให้การจึงรับฟังไม่ได้เมื่อตรวจดูใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.19 เป็นการสั่งซื้อทางโทรสาร ระบุชื่อบริษัทจำเลยเป็นผู้สั่งซื้อ มีผู้ลงลายมือชื่อผู้ซื้อและผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเหมือนกันทุกฉบับ ฟังได้ว่าจำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ส่วนการรับสินค้านั้นมีนางสมถวิลเป็นผู้รับสินค้าให้ โดยผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฟังได้ว่าเป็นผู้มีอำนาจรับสินค้าแทนจำเลยผู้เป็นเจ้าของสินค้า เมื่อจำเลยเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าจากโจทก์แล้ว และหนี้ถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระหนี้ ถือว่าตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยมีหน้าที่ชำระเงินพร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามโจทก์ โจทก์บอกกล่าวทวงถามไม่ชอบ เห็นว่า ข้อนี้จำเลยมิได้ให้การไว้ในการไว้ในการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นนี้ 3,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวาร์สิลา สิงค์โปร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทนครหลวงเส้นใยสังเคราะห์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2550
#267572
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญารับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ทำให้ไว้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เป็นเพียงการยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์และจะชำระหนี้ มิได้เป็นการยกเลิกหลักประกันหรือการค้ำประกัน หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลให้หนี้เดิมระงับไป เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ที่สำนักงาน สาขาพลับพลาชัย โดยจำเลยที่ 1 ติดต่อซื้อสินค้าจากประเทศเดนมาร์ก โจทก์จึงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 2 ฉบับ เลขที่ 0011 ยู 393043 เพื่อชำระค่าสินค้าอุปกรณ์เครื่องยนต์ มูลค่า 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเลขที่ 0011 ยู 393044 เพื่อชำระค่าสินค้าอุปกรณ์ไฮดรอลิกเบรก มูลค่า 216,000 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้ขายในต่างประเทศได้ส่งสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวลงเรือแล้ว และเมื่อถึงกำหนดชำระเงินค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์จ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 ครั้นสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อขนส่งมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ยังไม่มีเงินชำระคืนให้แก่โจทก์ จึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้แก่โจทก์ จึงสัญญาทรัสต์รีซีทไว้แก่โจทก์สาขาพลับพลาชัย 2 ฉบับ ตกลงชำระดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี แก่โจทก์ นับจากวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทจนกว่าจะชำระเสร็จ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 2 ได้เข้าทำสัญญาค้ำประกัน โดยยินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีทครบกำหนด จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ และเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2544 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับว่ามีหนี้ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีทแก่โจทก์จำนวน 2 ฉบับ เพียงวันที่ 7 มกราคม 2544 คงค้างชำระต้นเงิน 9,694,917.20 บาท และดอกเบี้ยเป็นเงิน 2,467,522.20 บาท โดยจำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระแก่โจทก์แบ่งชำระเป็นงวดแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โดยชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2542 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 16,890,416.17 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 9,694,917.20 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหวางประเทศกลางพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินต้นจำนวน 9,694,917.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับถึงวันที่ 7 มกราคม 2544 จำนวน 2,467,526.05 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 เดิมชื่อนายเทียม ตรีเมธสุนทร ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและสกุลเป็นนายสุภกร ศรีวิศาลพรกุล จำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 แม้หนังสือสัญญารับสภาพหนี้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำโดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อด้วย แต่เป็นการยอมรับว่าเป็นหนี้ต่อโจทก์และจะชำระหนี้ให้มิได้ทำสัญญายกเลิกหลักประกันและการค้ำประกัน และมิได้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ดังนั้น จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเดิมที่ได้กระทำไว้ต่อโจทก์ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ เดิมจำเลยที่ 2 ชื่อนายเทียม ตรีเมธสุนทร เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นนายสุภกร และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2545 ได้เปลี่ยนชื่อสกุลเป็น ศรีวิศาลพรกุล ในปี 2540 ขณะที่ทำนิติกรรมกับโจทก์ใช้ชื่อว่า นายเทียม ตรีเมธสุนทร การลงชื่อในคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยทที่ 2

ลงชื่อในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 โดยเป็นลายเซ็นภาษาไทย ร่วมลงชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นอักษรภาษาจีน แต่ก็เป็นบุคคลเดียวกันโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนกันยายน 2547 จำเลยที่ 2 ใช้ชื่อใหม่ในปัจจุบันตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.11 จำเลยที่ 2 ลงชื่อและประทับตราสำคัญบริษัทจำเลยที่ 1 โดยทำการแทนจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นภาษาจีน และไม่ได้มีการค้ำประกันในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ หนังสือสัญญารับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงการยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์และจะชำระหนี้ มิได้เป็นการยกเลิกหลักประกันหรือการค้ำประกัน หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลให้หนี้เดิมระงับไป เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 349 ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท แอล.ที.สตีล เซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2550
#268327
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ต่อโจทก์ และไม่ได้มีการค้ำประกันในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ หนังสือสัญญารับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงการยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์และจะชำระหนี้ มิได้เป็นการยกเลิกหลักประกันหรือการค้ำประกัน หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลให้หนี้เดิมระงับไป เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 16,890,416.17 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 9,694,917.20 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินต้นจำนวน 9,694,917.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับถึงวันที่ 7 มกราคม 2544 จำนวน 2,467,526.05 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์นำสืบพยานหลักฐานฝ่ายเดียวว่า โจทก์โดยสาขาพลับพลาชัยเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 ในการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศตามคำขอ 2 ฉบับ และจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแทนจำเลยที่ 1 ไปแล้ว และโจทก์ชำระเงินตามมูลค่าดังกล่าวทั้งสองฉบับแทนจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อสินค้าส่งมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ยังไม่มีเงินชำระคืน จึงทำสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ สัญญาว่าจะชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์จึงมอบเอกสารการออกสินค้าให้ในวันทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและวันทำสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อหนี้ถึงกำหนดจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญารับสภาพหนี้แก่โจทก์ว่า ตกลงแบ่งชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์กำหนด

พิเคราะห์ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 เดิมชื่อนายเทียม ตรีเมธสุนทร ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลเป็นนายสุภกร ศรีวิศาลพรกุล จำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 แม้หนังสือสัญญารับสภาพนี้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำโดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อด้วย แต่เป็นการยอมรับว่าเป็นหนี้ต่อโจทก์และจะชำระหนี้ให้ มิได้ทำสัญญายกเลิกหลักประกันและการค้ำประกัน และมิได้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ดังนั้นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเดิมที่ได้กระทำไว้ต่อโจทก์ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ เดิมจำเลยที่ 2 ชื่อนายเทียม ตรีเมธสุนทร เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นนายสุภกร และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2545 ได้เปลี่ยนชื่อสกุลเป็นศรีวิศาลพรกุล ในปี 2540 ขณะที่ทำนิติกรรมกับโจทก์ใช้ชื่อว่า นายเทียม ตรีเมธสุนทร การลงชื่อในคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 2 ลงชื่อในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 โดยเป็นลายเซ็นภาษาไทย ร่วมลงชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นอักษรภาษาจีน แต่ก็เป็นบุคคลเดียวกัน โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนกันยายน 2547 จำเลยที่ 2 ใช้ชื่อใหม่ในปัจจุบันตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ จำเลยที่ 2 ลงชื่อและประทับตราสำคัญบริษัทจำเลยที่ 1 โดยทำการแทนจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นอักษรภาษาจีน และไม่ได้มีการค้ำประกันในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ หนังสือสัญญารับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงการยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์และจะชำระหนี้ มิได้เป็นการยกเลิกหลักประกันหรือการค้ำประกัน หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลให้หนี้เดิมระงับไป เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแอล.ที.สตีล.เซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ