คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 539/2550
#410515
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันผู้ต้องหาเป็นสัญญาค้ำประกัน เมื่อไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งฟ้องบังคับจำเลยไม่ได้ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

หนังสือสัญญาค้ำประกันผู้ต้องหาที่จำเลยสัญญาว่าหาก ส. หลบหนี และศาลสั่งปรับโจทก์เป็นเงินเท่าใด จำเลยขอรับผิดชอบชดใช้เงินค่าปรับนั้นแทนโจทก์ทั้งสิ้น เป็นกรณีที่จำเลยแสดงเจตนาผูกพันรับผิดต่อโจทก์โดยตรง ไม่ใช่เรื่องที่จำเลยผูกพันต่อโจทก์ว่าจะชำระหนี้ในเมื่อ ส. ไม่ชำระหนี้ จึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 หากแต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยเท่านั้น และไม่อยู่ในลักษณะแห่งตราสารที่จะต้องเสียอากรตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่ง ป.รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2541 โจทก์ทำสัญญาประกันตัวนายสมศักดิ์ อัศนิวุฒิกร ผู้ต้องหาในคดีอาญาต่อศาลในวงเงิน 120,000 บาท จำเลยทำสัญญาค้ำประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ โดยจำเลยสัญญาว่าหากผู้ต้องหาไม่ไปศาลตามกำหนดนัด และผู้ประกันหรือโจทก์ถูกศาลสั่งปรับเป็นจำนวนเงินเท่าใดจำเลยขอรับผิดชอบชดใช้ค่าปรับตามคำสั่งศาลแทนผู้ประกันหรือโจทก์ หลังจากนั้นนายสมศักดิ์ประพฤติผิดสัญญาประกันโดยหลบหนี ศาลอาญาสั่งปรับโจทก์เป็นเงิน 120,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันเป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน คิดเป็นดอกเบี้ย 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 130,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 120,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาค้ำประกันจริงโดยรับรองกับโจทก์ว่าจะติดตามผู้ต้องหาไปศาลตามนัดแต่หนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ระบุจำนวนเงินค้ำประกันและไม่มีพยานลงลายมือชื่อ 2 คน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยถึงแก่กรรม นางสาวศศิวรพร พัฒนโอฬาร ผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องตันฟังเป็นยุติว่าจำเลยทำสัญญาลงวันที่ 15 มกราคม 2541 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันผู้ต้องหาและจำเลยเอกสารหมาย จ.5 ให้โจทก์เพื่อประกันความเสียหายในการที่โจทก์ทำสัญญาประกันตัวนายสมศักดิ์ อัศนิวุฒิกร ในระหว่างสอบสวนต่อศาลอาญา ต่อมานายสมศักดิ์หลบหนี ศาลอาญาจึงสั่งปรับโจทก์เต็มตามสัญญาประกันเป็นเงิน 120,000 บาท โจทก์ชำระค่าปรับดังกล่าวแล้วตามใบรับเงินค่าปรับเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันผู้ต้องหาและจำเลยเอกสารหมาย จ.5 เป็นสัญญาค้ำประกันเมื่อไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งฟ้องบังคับจำเลยไม่ได้ ซึ่งปัญหาในข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า สาระสำคัญในหนังสือสัญญาค้ำประกันผู้ต้องหาและจำเลยเอกสารหมาย จ.5 เป็นเรื่องที่จำเลยสัญญาว่าหากนายสมศักดิ์หลบหนี และศาลสั่งปรับโจทก์เป็นเงินเท่าใด จำเลยขอรับผิดชอบชดใช้เงินค่าปรับนั้นแทนโจทก์ทั้งสิ้น จึงเป็นกรณีที่จำเลยแสดงเจตนาผูกพันรับผิดต่อโจทก์โดยตรงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยผูกพันต่อโจทก์ว่าจะชำระหนี้ในเมื่อนายสมศักดิ์ไม่ชำระหนี้ หนังสือสัญญาค้ำประกันผู้ต้องหาและจำเลยเอกสารหมาย จ.5 จึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 หากแต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยเท่านั้น และไม่อยู่ในลักษณะแห่งตราสารที่จะต้องเสียอากรตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร หนังสือสัญญาค้ำประกันผู้ต้องหาและจำเลยเอกสารหมาย จ.5 ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีนี้ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 680
ป.วิ.อ. ม. 106
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายซ่งฮี้ แซ่เตียว
จำเลย — นางวรพร วัฒนโอฬารฯ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 529/2550
#272588
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี บัญญัติว่า "ในการสืบพยานในคดีที่พยานเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ถ้าศาลเห็นสมควรและจัดให้พยานนั้นอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กแล้ว ศาลอาจปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้..." จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติบังคับศาล แต่ให้เป็นดุลพินิจของศาลในการกำหนดวิธีการสำหรับสืบพยานเด็ก เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการสืบพยานเด็กโดยให้พิจารณาลับ การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าว จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคำเบิกความของผู้เสียหายย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการครูโรงเรียนบ้านเชียงยืน ได้กระทำชำเราเด็กหญิง จ. อายุ 13 ปีเศษ (เกิดวันที่ 25 พฤษภาคม 2530) ผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเชียงยืน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายยินยอม เหตุเกิดที่ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 285

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 285 จำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 285 ลงโทษจำคุก 12 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ส่วนที่จำเลยฎีกาเป็นข้อกฎหมายในทำนองว่า การสืบพยานเด็กคดีนี้ศาลชั้นต้นไม่จัดให้แยกห้องพิจารณาสำหรับเด็กเบิกความแล้วให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงไปยังห้องพิจารณา เพื่อไม่ให้คู่ความหรือทนายความถามพยานเด็กโดยตรง และต้องถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ ศาลจึงจะบันทึกคำเบิกความพยานเด็กได้ แต่คดีนี้ไม่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในการสืบพยานที่เป็นเด็กตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงเป็นการผิดระเบียบ ไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี บัญญัติว่าในการสืบพยานในคดีที่พยานเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ถ้าศาลเห็นสมควรและจัดให้พยานนั้นอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กแล้ว ศาลอาจปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้... จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติบังคับศาล แต่ให้เป็นดุลพินิจของศาลในการกำหนดวิธีการสำหรับสืบพยานเด็ก เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการสืบพยานเด็กโดยให้พิจารณาลับ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 11 เมษายน 2545 การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าวจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคำเบิกความของผู้เสียหายย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายสกล แสนบุราณ
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 528/2550
#266978
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับซื้อทรัพย์ของกลางโดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การที่จำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวไปขายต่อ แม้จะเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรเพื่อค้ากำไรก็ตาม แต่เมื่อคำบรรยายฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่า จำเลยรับของโจรเพื่อค้ากำไร จึงมิอาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสองได้ เพราะโจทก์ไม่ได้ประสงค์จะให้ลงโทษตามบทดังกล่าว คงลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ, 357, 83 กับขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนอีก 8 รายการ รวมราคา 87,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาพันตำรวจโท ณรงค์ชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและเบิกความเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ข้อหาลักทรัพย์และคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 3 เมษายน 2541 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายเข้าไปในเคหสถานของพันตำรวจโท ณรงค์ชัย โจทก์ร่วม ซึ่งไม่มีผู้ใดอยู่อาศัย แล้วลักบานประตูไม้สักแบบต่าง ๆ รวม 13 บาน เครื่องปรับอากาศ 1 ชุด โคมไฟเซรามิค 6 ช่อ เตาไฟฟ้า 1 เตา ถังแก๊ส 1 ถัง ลูกกรงทำด้วยไม้กลึง 29 ท่อน พระพุทธรูปบูชา 6 องค์ และกระจกเงากรอบไม้สัก 1 บาน รวมราคา 166,000 บาท ของโจทก์ร่วม โดยคนร้ายใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะขนทรัพย์สินดังกล่าวไป ต่อมาโจทก์ร่วมทราบเลขทะเบียนรถยนต์กระบะซึ่งเป็นยานพาหนะที่มาขนทรัพย์สินไป จึงได้ให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามเจ้าของรถยนต์กระบะมาสอบถาม แล้วให้นำไปชี้ร้านค้าที่รับซื้อทรัพย์สินไว้ ซึ่งเป็นร้านค้าไม้เก่าของจำเลย จากนั้นโจทก์ร่วมไปหาจำเลยสอบถามขอซื้อบานประตูไม้สักที่มีลักษณะแบบเดียวกับที่ถูกลักไป จำเลยพาไปดูข้างในสุดของร้าน พบบานประตูไม้สักลายลูกฟัก 4 บาน ลายบานเกร็ดยาว 3 บาน ลายบานเกล็ดครึ่งบาน 1 บาน ประตูไม้สักบานโค้งลายลูกฟัก 1 คู่ และลูกกรงทำด้วยไม้กลึง 29 ท่อน ซึ่งโจทก์ร่วมจำได้ว่าเป็นของตน จึงเจรจาขอซื้อโดยขอซื้อเฉพาะบานประตูไม้สักรวม 10 บานก่อน ส่วนลูกกรงทำด้วยไม้กลึงจะมาซื้อภายหลัง แล้วให้จำเลยขับรถยนต์บรรทุกบานประตูไม้สักดังกล่าวไปส่งที่บ้านโจทก์ร่วม แต่ระหว่างทางโจทก์ร่วมให้จำเลยหยุดที่สถานีตำรวจนครบาลลาดกระบัง และแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยดำเนินคดี จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจย้อนกลับไปยึดลูกกรงทำด้วยไม้กลึง 29 ท่อน ที่ร้านค้าของจำเลยมาเป็นของกลางเพิ่ม ต่อมาโจทก์ร่วมนำของกลางไปติดตั้งตามตำแหน่งเดิมที่บ้านเกิดเหตุ ปรากฏว่าสามารถติดตั้งได้ แสดงว่าเป็นของที่ถูกลักไปจริง จำเลยไม่โต้แย้งกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานตำรวจจึงคืนของกลางทั้งหมดแก่โจทก์ร่วม

คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า จำเลยรับซื้อทรัพย์ของกลางโดยมีข้อพิรุธหลายประการ จำเลยนำสืบว่ารับซื้อทรัพย์ของกลางโดยสุจริต เห็นว่า ทรัพย์ของกลางที่ยึดได้จากจำเลยเป็นบานประตูไม้สักที่มีแบบรูปทรงสี่เหลี่ยมและเป็นบานโค้ง ซึ่งปกติต้องติดตั้งกับวงกบไม้ ได้ความจากโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมสั่งทำบานประตูดังกล่าวเป็นพิเศษมีขนาดใหญ่กว่าบานประตูทั่วไป วงกบที่ติดตั้งบานประตูของกลางจึงมีขนาดแตกต่างไปจากวงกบทั่วไปเช่นกัน หากผู้นำบานประตูของกลางมาขายให้จำเลยเนื่องจากได้รับเหมาทุบตึกมาจริงดังที่จำเลยให้การไว้ในชั้นสอบสวนก็ควรต้องมีวงกบคู่มากับบานประตูดังกล่าว โดยจำเลยผู้มีอาชีพค้าไม้เก่ามานานนับสิบปีย่อมต้องทราบข้อเท็จจริงนี้ การที่จำเลยรับซื้อบานประตูไม้สักของกลางโดยไม่มีวงกบประกอบมาด้วย จึงเป็นข้อส่อพิรุธ นอกจากนี้ แม้บานประตูและลูกกรงที่ยึดคืนมาจะผ่านการใช้งานแล้ว แต่ยังใหม่และมีสภาพดี ซึ่งจำเลยบอกขายโจทก์ร่วมในราคาหลายหมื่นบาท แต่จำเลยกลับซื้อทรัพย์ของกลางมาจากชายแปลกหน้าในยามวิกาลในราคาไม่ถึงหมื่นบาทซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่แท้จริงอยู่มาก ทั้งยังเป็นราคาที่จำเลยเป็นผู้กำหนดเองฝ่ายเดียวโดยกลุ่มชายผู้ขายให้จำเลยไม่ได้ร่วมกำหนดหรือต่อรองด้วย ส่อแสดงว่าจำเลยรู้อยู่ว่า อย่างไรเสีย ชายกลุ่มดังกล่าวต้องรีบร้อนและยอมขายทรัพย์ของกลางให้แก่จำเลย จึงเป็นข้อพิรุธอีกประการหนึ่งของจำเลย ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่า จำเลยรับซื้อทรัพย์จของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การที่จำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวไปขายต่อ แม้จะเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรเพื่อค้ากำไรก็ตาม แต่เมื่อคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่า จำเลยรับของโจรเพื่อค้ากำไร จึงมิอาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ได้ เพราะโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ศาลลงโทษตามบทดังกล่าว คงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357 วรรคหนึ่ง ม. 357 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่ ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
โจทก์ร่วม — พันตำรวจโท ณรงค์ชัย บุญประเสริฐ
จำเลย — นายสมพิศ จวงทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายพูลพล ชมศร
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์พิบูล
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 527/2550
#271868
เปิดฉบับเต็ม

สินค้ารถยนต์ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้าย พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.2534 มาตรา 3 ได้ให้คำจำกัดความไว้แล้ว การที่กรมสรรพสามิตจำเลยออกคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 ให้รถยนต์ซึ่งทำจากชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย แม้มีที่นั่งด้านหน้าตอนเดียวสำหรับคนขับและด้านหลังเปิดโล่งเป็นรถยนต์นั่งตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 05.01 ด้วย เป็นการเปลี่ยนประเภทรถยนต์กระบะตามความหมายของรถยนต์กระบะ ให้เป็นรถยนต์นั่ง มิใช่การตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 จึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายในขอบอำนาจโดยเคร่งครัด ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยต้องรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่

ระหว่างที่รถยนต์คันของโจทก์ถูกจำเลยยึดไว้ ย่อมทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ และระยะเวลาที่ผ่านไปเกือบ 2 ปี ย่อมทำให้รถยนต์ที่จอดทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งานเก่าลง อุปกรณ์บางอย่างหมดสภาพหรือหมดอายุการใช้งานซึ่งเป็นเหตุให้รถยนต์มีราคาลดลงจากเดิม อันเป็นความเสียหายที่เกิดจากการทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์มิได้ใช้รถยนต์ และค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ให้แก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะบรรทุกหมายเลขทะเบียน 2 ฒ - 5050 กรุงเทพมหานคร โดยซื้อมาจากนายโอภาส เรืองปัญญาวุฒิ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 ในราคา 350,000 บาท และนายโอภาสจดทะเบียนไว้ในประเภทรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดปทุมธานี โดยถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยมีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง และเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 เวลากลางวัน เจ้าหน้าที่ของจำเลยขณะปฏิบัติหน้าที่ให้แก่จำเลย ได้จับกุมและยึดรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อตรวจสภาพ ต่อมาเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้แจ้งแก่โจทก์ด้วยวาจาว่า โจทก์จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์เป็นจำนวนเงิน 492,860 บาท และต้องเสียภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีกจำนวน 49,286 บาท เนื่องจากใช้แชสซีส์ของรถยนต์นั่งมาประกอบเป็นรถยนต์ โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งว่าจะต้องยึดรถยนต์ของโจทก์ไว้จนกว่าโจทก์จะชำระภาษีให้แก่จำเลยครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยจึงจะรับรถคืนไปได้ โจทก์โต้แย้งคัดค้านว่า รถยนต์ของโจทก์มิใช่รถยนต์นั่งและได้จดทะเบียนไว้ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดปทุมธานีว่า เป็นรถยนต์กระบะบรรทุกซึ่งตามกฎหมายไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยคงยืนยันเช่นเดิม และอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อขอความเป็นธรรมในการที่จำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์ และสั่งให้โจทก์ต้องเสียภาษีสรรพสามิต คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาโดยรับฟังคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้วมีคำวินิจฉัยที่ 36/2541 ว่า รถยนต์ของโจทก์มิใช่รถยนต์นั่งที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิต ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือแจ้งผลคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงรู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าจำเลยเป็นผู้ที่จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว วันที่ 11 สิงหาคม 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับรถยนต์คันดังกล่าวคืนจากจำเลย โจทก์ได้รับรถยนต์คืนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2541 ในสภาพเสียหายและเสื่อมสภาพทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถ นับจากวันที่จำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์เป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน 11 วัน ในอัตราวันละ 1,500 บาท เป็นเงิน 975,000 บาท และต้องขาดทุนจากการขายรถยนต์ไปตามสภาพเป็นเงิน 200,000 บาท การกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,175,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่เจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุกหมายเลขทะเบียน 2 ฒ - 5050 กรุงเทพมหานคร แต่เป็นของนายภัทรพงษ์ ไกรลาสสุวรรณ ซึ่งซื้อมาจากนายโอภาส เรืองปัญญาวุฒิ จำเลยตรวจยึดรถยนต์คันดังกล่าวเพราะเป็นรถยนต์ที่มีส่วนประกอบบางส่วนเป็นชิ้นส่วนของรถยนต์นั่งซึ่งต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 การปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ของจำเลยหาได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่ประการใดไม่ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตใจและเห็นว่าถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์และจำนวนเงินที่โจทก์อ้างว่าขาดทุนจากการขายรถยนต์คันดังกล่าว และหากจำเลยต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ และจำนวนเงินที่โจทก์อ้างว่าขาดทุนแล้ว จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดตามจำนวนที่โจทก์เรียกร้องซึ่งสูงเกินความจริง กล่าวคือ ค่าขาดประโยชน์ไม่เกินวันละ 200 บาท ค่าขาดทุนเนื่องจากรถยนต์เสียหายและเสื่อมสภาพนั้นเป็นความเสียหายหรือเสื่อมสภาพตามปกติธรรมชาติของรถยนต์เองและไม่เกิน 10,000 บาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 750,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฒ - 5050 กรุงเทพมหานคร โดยซื้อมาจากนายโอภาส เรืองปัญญาวุฒิ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 ในราคา 350,000 บาท รถยนต์คันดังกล่าวได้จดทะเบียนไว้ในประเภทรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดปทุมธานีในวันที่ 31 สิงหาคม 2538 ตามสำเนารายการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.5 จำเลยมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงการคลัง เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเป็นหน่วยงานของรัฐ ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดรถยนต์คันพิพาทของโจทก์ไว้ตรวจสอบปรากฏว่ารถยนต์คันพิพาทมีแชสซีส์ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัยมาประกอบเป็นตัวรถและไม่เสียภาษีสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงแจ้งให้โจทก์เสียภาษีเป็นเงิน 500,000 กว่าบาท โดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 สำเนาเอกสารหมาย จ.11 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ได้ทำหนังสือร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อขอความเป็นธรรม คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยคำร้องทุกข์และไต่สวน โดยได้เรียกพยานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลย ฝ่ายกรมการขนส่งทางบก และฝ่ายกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมมาชี้แจงแล้ววินิจฉัยว่า รถยนต์คันพิพาทไม่ใช่รถยนต์นั่งไม่จำต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 จึงมีมติว่าจำเลยหรือเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่มีอำนาจยึดรถยนต์ของโจทก์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีว่า ให้คืนรถยนต์แก่โจทก์ และเสนอความเห็นให้จำเลยแก้ไขคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามสำเนาคำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ 36/2541 เอกสารหมาย จ.15 และแจ้งผลการวินิจฉัยให้โจทก์ทราบ ตามหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 เอกสารหมาย จ.16 ซึ่งโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 ต่อมาวันที่ 11 สิงหาคม 2540 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้ไปรับรถยนต์คืนตามเอกสารหมาย จ.18 การที่จำเลยคืนรถยนต์ให้แก่โจทก์เป็นการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โจทก์ได้รับรถยนค์คืนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2541 รวมระยะเวลาที่จำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์ไว้เป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน 11 วัน โจทก์ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายวีระ พงษ์วุฒิธรรม ตามสำเนารายการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.21 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์ตามคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 เป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 เรื่อง คำวินิจฉัยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับรถยนต์ (ฉบับที่ 2) ซึ่งมีข้อความตามคำสั่งว่า ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 และ (ก) ของ (2) แห่งประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ลงวันที่ 22 เมษายน 2528 ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตมีคำวินิจฉัยดังนี้ ข้อ 1 ให้รถยนต์ซึ่งทำจากชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย แม้ที่นั่งตอนเดียวสำหรับคนขับและด้านหลังเปิดโล่ง เป็นรถยนต์นั่งตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตประเภทที่ 05.01 ด้วย จึงมีข้อพิจารณาว่า จำเลยออกคำสั่งตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า หลักเกณฑ์การตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตามความในข้อ 2 (ก) แห่งประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวนั้น กำหนดไว้ว่า ถ้าเห็นได้ว่ามีสินค้าชนิดใดอาจจัดเข้าได้สองประเภทหรือมากกว่านั้น ให้ถือหลักการจำแนกประเภทว่า ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของสินค้าไว้โดยชัดแจ้ง และอีกประเภทหนึ่งระบุลักษณะสินค้าไว้อย่างกว้าง ๆ ให้จัดเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยชัดแจ้ง กรณีสินค้ารถยนต์ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 มาตรา 3 ได้ให้คำจำกัดความรถยนต์นั่งหมายความว่า รถเก๋ง หรือรถยนต์ที่ออกแบบสำหรับเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย และให้หมายความรวมถึงรถยนต์ในลักษณะทำนองเดียวกัน เช่น รถยนต์ที่มีหลังคาติดต่อเป็นเนื้อเดียวกันในลักษณะถาวร ด้านข้างและหรือด้านหลังคนขับมีประตูหรือหน้าต่างและมีที่นั่ง ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมีที่นั่งเท่าใด ส่วนรถยนต์กระบะหมายความว่ารถยนต์ที่มีที่นั่งด้านหน้าตอนเดียวสำหรับคนขับและตอนหลังเป็นกระบะบรรทุกซึ่งเปิดโล่งจนถึงท้ายรถโดยไม่มีหลังคา การที่จำเลยออกคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 ข้อ 1 ให้รถยนต์ซึ่งทำจากชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย แม้มีที่นั่งด้านหน้าตอนเดียวสำหรับคนขับและด้านหลังเปิดโล่งเป็นรถยนต์นั่งตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 05.01 ด้วยนั้น เป็นการเปลี่ยนประเภทรถยนต์กระบะตามความหมายของรถยนต์กระบะตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ที่แก้ไขแล้ว ให้เป็นรถยนต์นั่ง จึงเป็นการออกคำสั่งให้ถือเอารถยนต์ที่ไม่ใช่รถยนต์นั่งเป็นรถยนต์นั่งที่ต้องเสียภาษีอันเป็นการเพิ่มประเภทรถยนต์ให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นกว่าที่กฎหมายกำหนด หาใช่การตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายในขอบอำนาจโดยเคร่งครัด ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตั้งแต่โจทก์ถูกยึดรถยนต์พิพาทเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 จึงขาดอายุความ เห็นว่า จำเลยยืนยันมาโดยตลอดว่าปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์เพิ่งรู้ว่าคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 คำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า โจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 ในราคา 350,000 บาท และใช้รถยนต์คันพิพาทไปเป็นเวลา 1 ปีเศษ จึงถูกจำเลยยึดรถยนต์พิพาทเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 และโจทก์ได้รับรถยนต์พิพาทคืนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2541 เห็นว่า ระหว่างที่รถยนต์คันพิพาทของโจทก์ถูกจำเลยยึดไว้นั้น ย่อมทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันพิพาท และระยะเวลาที่ผ่านไปเกือบ 2 ปี ย่อมทำให้รถยนต์คันพิพาทที่จอดทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งานเก่าลง อุปกรณ์บางอย่างของรถยนต์หมดสภาพหรือหมดอายุการใช้งานซึ่งเป็นเหตุให้รถยนต์คันพิพาทมีราคาลดลงจากเดิม อันเป็นความเสียหายที่เกิดแก่โจทก์จากการทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์มิได้ใช้รถยนต์คันพิพาท และค่าเสื่อมราคาของรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ด้วย โจทก์มีนายภัทรพงษ์ ไกรลาสสุวรรณ กรรมการของโจทก์เบิกความว่า โจทก์ใช้รถยนต์คันพิพาทเป็นยานพาหนะบรรทุกสัมภาระหรือสิ่งของที่ต้องใช้ในการก่อสร้างและส่งคนงานไปทำงานตามสถานที่ต่าง ๆ เมื่อจำเลยยึดรถยนต์คันพิพาทไป โจทก์ต้องจ้างรถแท็กซี่หรือเหมารถอื่น รถให้เช่าได้ค่าเช่าวันละ 1,500 บาท เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนคำเบิกความดังกล่าวของนายภัทรพงษ์ ทั้งสภาพและประเภทของรถยนต์คันพิพาทของโจทก์เป็นรถยนต์กระบะซึ่งโจทก์ซื้อมาในราคา 3500,000 บาท และได้ใช้งานมากกว่า 1 ปี ก่อนถูกจำเลยยึดไว้ จึงเชื่อว่าประโยชน์ที่โจทก์จะได้จากตัวรถยนต์คันพิพาทโดยตรงเมื่อหักค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้วไม่มากถึงวันละ 1,500 บาท ดังที่โจทก์ขอ และไม่มากถึงวันละ 1,000 บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ ส่วนค่าเสื่อมราคาของรถยนต์คันพิพาทนั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายภัทรพงษ์พยานโจทก์กับนายจรัล เทวรัตน์ เจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพสามิต 7 ผู้ตรวจยึดรถยนต์คันพิพาทและผู้ส่งคืนรถยนต์ให้แก่โจทก์และนายเกรียงไกร พัฒนาภรณ์ เจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพสามิต 7 พยานจำเลยประกอบสำเนาภาพถ่ายและบันทึกส่งคืนรถยนต์ฯ หมาย ล.1 และ ล.2 ว่า รถยนต์คันพิพาทเป็นรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนเก่าของรถยนต์ที่ใช้งานแล้ว นำเข้าจากต่างประเทศโดยประกอบในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ของจำเลยนำรถยนต์คันพิพาทจอดไว้ในโรงจอดรถโครงเหล็กมีหลังคากันแดดและกันฝนของจำเลยตามสำเนาภาพถ่าย ล.1 โดยนายภัทรพงษ์ใส่กุญแจล็อกพวงมาลัยรถยนต์ไว้ วันที่นายภัทรพงษ์รับคืนรถยนต์คันพิพาทเครื่องยนต์สามารถใช้งานได้ และขับเคลื่อนเดินหน้าและถอนหลังได้ตามปกติตามบันทึกส่งคืนรถยนต์ฯ เอกสารหมาย ล.2 แสดงว่าจำเลยได้จัดการดูแลรถยนต์คันพิพาทพอสมควร อุปกรณ์บางอย่างของรถยนต์คันพิพาทที่เสียหายและใช้การไม่ได้นั้นมีทั้งเกิดจากการที่ไม่ได้ใช้งานตามปกติ หมดสภาพไปตามอายุของการใช้งาน และสภาพรถเก่าลงตามระยะเวลาที่จอดไว้เกือบ 2 ปี ย่อมทำให้ราคารถยนต์คันพิพาทเสื่อมลงบ้างแต่ไม่มากนักเพราะรถยนต์คันพิพาทประกอบจากชิ้นส่วนเก่าของรถยนต์ที่ใช้งานมาแล้ว ทั้งก่อนถูกจำเลยยึดไว้นั้นได้ใช้งานมาแล้วกว่า 1 ปี ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์มิได้ใช้รถยนต์คันพิพาทวันละ 1,000 บาท เป็นเวลา 650 วัน เป็นเงินจำนวน 650,000 บาท และค่าเสื่อมราคาของรถยนต์คันพิพาทเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 750,000 บาท ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของราคารถยนต์คันพิพาทที่โจทก์ซื้อมาเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่สูงเกินไปอย่างมาก เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดดังกล่าวข้างต้นแล้ว เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของโจทก์รวมสองรายการดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 200,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพี ดี เค อินเตอร์เทรด จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
ชาลี ทัพภวิมล
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 526/2550
#268347
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการเป็นคำสั่งทางปกครองของฝ่ายบริหาร การที่ศาลจะเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของฝ่ายบริหารได้นั้น ข้อสำคัญข้อหนึ่งคือ การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการออกโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนและออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การลงโทษทางวินัยกับความรับผิดในทางอาญานั้นต้องแยกออกจากกัน การถูกลงโทษทางวินัยตามข้อกล่าวหานั้นอาจไม่เป็นความผิดทางอาญาก็ได้ ไม่จำเป็นว่าการลงโทษทางวินัยจะต้องเป็นความผิดทางอาญาเสมอไป คดีนี้ประการแรกโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างเลยว่ากระบวนการสอบสวนของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เพียงแต่โต้แย้งข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจที่จะออกคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการ แต่โจทก์ก็ถูกฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์และคดีถึงที่สุดแต่คำพิพากษาดังกล่าวก็มีข้อเท็จจริงที่พัวพันกับตัวโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ใช้ดุลพินิจลงโทษโจทก์ตามพฤติการณ์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า การกระทำของโจทก์ตกอยู่ในกรณีมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนโดยมิได้ลงโทษกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์แต่อย่างใด การออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการออกคำสั่งโดยใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 472/2542 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 และให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งใหม่ให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งในระดับเดียวกัน กับให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับเงินเดือนย้อนหลังนับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้กลับเข้ารับราชการตามเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 472/2542 เรื่อง ลงโทษไล่ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งในระดับเดียวกันที่โจทก์มีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินเดือนย้อนหลังไปจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 472/2542 คือวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 และดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลัง เรื่อง ระเบียบการจ่ายเงินเดือนให้แก่ข้าราชการซึ่งถูกสั่งให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก จากราชการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้าราชการซึ่งถูกสั่งให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการแล้วต่อมาได้รับการพิจารณายกโทษ พ.ศ.2523 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่าเดิมจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมในรัฐบาลใช้ชื่อว่า กรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2541 โดยจำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวและมีอำนาจพิจารณาการร้องทุกข์ การอุทธรณ์และการกลับเข้ารับราชการของข้าราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2521 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 โจทก์เคยรับราชการตำรวจในตำแหน่งเจ้าหน้าที่พลาธิการ กองปราบปราม วันที่ 20 ธันวาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมโจทก์ โดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน โจทก์ให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องโจทก์ พนักงานอัยการยื่นฟ้องโจทก์ ข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อศาลอาญาเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1814/2539 ตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาศาลอาญาพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.15 พนักงานอัยการไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดตามสำเนาใบสำคัญคดีถึงที่สุดเอกสารหมาย จ.16 ในการดำเนินการทางวินัย จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งที่ 903/2538 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2538 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้าราชการโดยมีพันตำรวจโททรงชัย เทพสาร เป็นประธานตามสำเนาเอกสารหมาย จ.18 และจำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งที่ 904/2538 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2538 ให้โจทก์ออกจากราชการไว้ก่อน ตามสำเนาเอกสารหมาย จ.19 คณะกรรมการสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า โจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยต้องหาคดีอาญาข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะอันเป็นความผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งโจทก์ได้ทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2540 และโจทก์ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ตามสำเนาบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาตามข้อ 15 เอกสารหมาย จ.29 คณะกรรมการสอบสวนได้สอบสวนพยานบุคคลและพยานเอกสารแล้วได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอไปยังอธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น โดยสรุปความเห็นว่า จากการสอบสวนยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้กระทำความผิดและมีมติว่า โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด และไม่ได้กระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และไม่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน เห็นควรยุติเรื่องตามสำเนารายงานการสอบสวนเอกสารหมาย จ.34 และส่งความเห็นพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณา จำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วมีความเห็นว่าโจทก์ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เห็นควรให้ไล่โจทก์ออกจากราชการ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ส่งเรื่องให้อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย คณะที่ 1 พิจารณาโดยไม่ได้มีการสอบสวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมแล้วมีความเห็นว่าโจทก์ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเห็นสมควรให้ไล่ออกจากราชการ ซึ่งในระหว่างที่อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย คณะที่ 1 พิจารณานั้น ศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้องยกฟ้องคดีดังกล่าวซึ่งโจทก์ได้รายงานผลคดีอาญาไปยังอนุกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย คณะที่ 1 คณะกรรมการข้าราชการตำราจและจำเลยที่ 1 ทราบ แต่จำเลยที่ 1 ออกคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการ ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 472/2542 สำเนาเอกสารหมาย จ.23 โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และร้องทุกข์ตามอุทธรณ์คำสั่งเอกสารหมาย จ.24 ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่า คำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการถูกต้องเหมาะสมแล้วอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น และมีมติให้รายงานจำเลยที่ 2 เพื่อพิจารณาสั่งการโดยเห็นควรยกอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการข้าราชการตำรวจตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.27

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งที่ 472/2542 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 ของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองของฝ่ายบริหาร การที่ศาลจะเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของฝ่ายบริหารได้นั้น ข้อสำคัญข้อหนึ่งคือ การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการออกโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนและออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้โจทก์อ้างเหตุที่ขอให้เพิกถอนคือ

1. คณะกรรมการสอบสวนซึ่งจำเลยที่ 1 แต่งตั้งขึ้นตามคำสั่งที่ 903/2538 ได้ทำการสอบสวนพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารจนเสร็จสิ้นแล้วมีความเห็นว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามข้อกล่าวหา มิได้กระทำผิดวินัยและไม่มีมลทินมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน จึงมีความเห็นให้ควรยุติเรื่องและส่งสำนวนการสอบสวนไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์เพื่อพิจารณาต่อไป ต่อมาจำเลยที่ 1 พิจารณาโดยมิได้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมและมีความเห็นว่าพฤติการณ์และการกระทำของโจทก์เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 98 วรรคสอง จึงมีความเห็นควรไล่โจทก์ออกจากราชการ และได้เสนอเรื่องให้อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย คณะที่ 1 พิจารณาโดยมิได้ทำการสอบสวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมแล้วมีมติลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการ

2. พนักงานอัยการฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว

ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาทั้ง 2 ประการนั้น คือ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถออกคำสั่งลงโทษโจทก์ได้ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นว่า การลงโทษทางวินัยกับความรับผิดในทางอาญานั้นต้องแยกออกจากกัน การถูกลงโทษทางวินัยตามข้อกล่าวหานั้นอาจไม่เป็นความผิดทางอาญาก็ได้ ไม่จำเป็นว่าการลงโทษทางวินัยจะต้องเป็นความผิดทางอาญาเสมอไป คดีนี้ประการแรกโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างเลยว่ากระบวนการสอบสวนของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เพียงแต่โต้แย้งข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจที่จะออกคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการ แต่โจทก์ก็ถูกฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์และคดีถึงที่สุด แต่คำพิพากษาดังกล่าวก็มีข้อเท็จจริงที่พัวพันกับตัวโจทก์ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ใช้ดุลพินิจลงโทษโจทก์ตามพฤติการณ์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าการกระทำของโจทก์ตกอยู่ในกรณีมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน โดยมิได้ลงโทษกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์แต่อย่างใด การออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการออกคำสั่งโดยใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ม. 98 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดาบตำรวจสิงห์ชัย เดชกุญชร
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
ชาลี ทัพภวิมล
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 524/2550
#272885
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 บัญญัติไว้เพียงว่าให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน มิได้บัญญัติรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมเช่นที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แต่เนื่องจาก พ.ร.บ. ทั้งสองนี้มีเจตนารมณ์ที่จะจ่ายเงินค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินและทรัพย์สินอื่น ดังนั้น การที่จะพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 ก็ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) คือ วันใช้บังคับ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน อันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับ ซึ่งวันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าคือวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่ง พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ

เมื่อกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ใช้ปลูกบ้านซึ่งมีการถมดินไว้แล้วจึงไม่ต้องกำหนดเงินค่าถมดินอีก

การเวนคืนเพื่อใช้เดินสายส่งไฟฟ้า กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของเจ้าของที่ดิน เจ้าของที่ดินจึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในการใช้ที่ดินที่เดินสายส่งไฟฟ้าเท่านั้น ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนในส่วนที่ใช้ตั้งเสาไฟฟ้าให้ร้อยละ 100 ที่บ้านจ่ายให้ร้อยละ 90 ที่สวนจ่ายให้ร้อยละ 70 และที่นาจ่ายให้ร้อยละ 50 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินห้าแปลงถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านรวมเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 56.60 ตารางวา จำเลยได้กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้ตารางวาละ 2,700 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำ ไม่ได้คำนึงถึงราคาซื้อขายที่ดินตามท้องตลาดซึ่งมีราคาตารางวาละ 7,000 บาท ถึง 8,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มจำนวน 3,029,913.40 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 2,823,380 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า การเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเหนือที่ดินมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่ถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าให้แก่จำเลยแต่อย่างใด ที่ดินยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยจึงกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้ในอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่กำหนดที่ดินของโจทก์เป็นที่บ้านซึ่งไม่ได้อยู่ในย่านการค้าหรือชุมชนจึงมีอัตราเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตารางวาละ 2,700 บาท จำเลยยังจ่ายเงินค่าถมดินให้ 301,000 บาท และเงินค่าทดแทนต้นไม้ 750 บาท นอกจากนี้ยังได้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือเนื้อที่ 93.40 ตารางวา ให้อีกในอัตราตารางวาละ 2,700 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,772,820 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11138, 11137, 11136, 11133 และ 3223 ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 1 งาน 30 ตารางวา, 1 งาน 50 ตารางวา, 1 งาน 50 ตารางวา, 1 งาน 50 ตารางวา และ 1 งาน 65 ตารางวา ตามลำดับ โดยมีอาณาเขตติดต่อกัน เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 ได้มีการประกาศเรื่องกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อย ในราชกิจจานุเบกษา และวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ได้มีการประกาศเรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากจุดแยกสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อย (บริเวณอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี) ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยวังน้อยในราชกิจจานุเบกษา ปรากฏว่าที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ดังกล่าวถูกเขตเดินสายไฟฟ้าพาดผ่านรวมเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 56.60 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดนนทบุรีกำหนดราคาที่ดินของโจทก์ตารางวาละ 3,000 บาท เนื่องจากมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่ถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าและที่ดินของโจทก์มีสภาพเป็นที่บ้านซึ่งจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินร้อยละ 90 ของราคาที่ดินข้างต้น โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตารางวาละ 2,700 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 1,772,820 บาท ค่าถมดิน 301,000 บาท และเงินค่าทดแทนต้นไม้ 750 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 2,074,570 บาท โจทก์ไม่พอใจและอุทธรณ์ต่อจำเลย จำเลยยืนยันคำสั่งเดิมและนำเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปฝากธนาคารในนามของโจทก์ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2542 และโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไปแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่จำเลยกำหนดให้หรือไม่เพียงใด โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่าที่ดินของโจทก์มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดก่อนที่จำเลยจะประกาศกำหนดเขตเดินสายส่งไฟฟ้าตารางวาละไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท เพราะที่ดินโฉนดเลขที่ 62028 เนื้อที่ 100 ตารางวา ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์มีการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างนายเสนอ มนนามอญ ผู้ขายและนางนิภา ทองถาวร ผู้ซื้อในราคา 600,000 บาท หรือตารางวาละ 6,000 บาท แม้การลงบันทึกวันเดือนปีในการจดทะเบียนของเจ้าพนักงานที่ดินจะผิดพลาดเพราะในสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินดังกล่าวระบุว่าจดทะเบียนซื้อขายกันในวันที่ 17 มกราคม 2540 หลังวันที่จำเลยได้ประกาศกำหนดเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเข้ามาในเขตท้องที่อำเภอไทรน้อยก็ตามแต่ที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ได้อยู่ในเขตเดินสายส่งไฟฟ้าของจำเลย ทั้งนายเสนอและนางนิภาไม่มีส่วนได้เสียจากการประกาศเขตเดินสายส่งไฟฟ้าของจำเลยแต่อย่างใด เหตุดังกล่าวไม่ทำให้ราคาซื้อขายกันตามปกติของที่ดินแปลงนี้ในท้องตลาดเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3222 และ 11139 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งห้าแปลงกับนางคนึงนิจ เตโชฬาร เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2538 ก่อนวันเวลาที่จำเลยประกาศเขตเดินสายส่งไฟฟ้าในราคาตารางวาละ 6,000 บาท และต่อมาได้ซื้อขายกันจริงในราคาดังกล่าว นอกจากนี้นายปราโมทย์ สมบุญยิ่ง ซึ่งมีที่ดินตั้งอยู่ใกล้ที่ดินของโจทก์และอยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าของจำเลยเช่นเดียวกับโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาให้จำเลยนำราคาที่ดินตารางวาละ 6,000 บาท เป็นฐานกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่นายปราโมทย์ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลจังหวัดนนทบุรี ทั้งคดีถึงที่สุดโดยจำเลยไม่ได้ฎีกา และใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษาคดีถึงที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่รับรองถูกต้องที่โจทก์แนบท้ายฎีกา เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้เพียงว่าให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินมิได้บัญญัติรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมเช่นที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติทั้งสองนี้มีเจตนารมณ์ที่จะจ่ายเงินค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินและทรัพย์สินอื่น ดังนั้น การที่จะพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ก็ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) คือ วันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน อันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับ เมื่อเทียบกันกับกรณีในคดีนี้วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าคือวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ซึ่งจำเลยได้ประกาศเรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อย ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 และประกาศเรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากจุดแยกสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อย (บริเวณอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี) ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยวังน้อย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ดังนั้น วันที่จะพิจารณาถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ในแนวเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าสองสายนี้คือ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 และวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ตามลำดับ แต่ตามที่จำเลยนำสืบได้ความว่าจำเลยเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดนนทบุรีถือราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี ปี 2539 ถึงปี 2542 แล้วปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 มาเป็นฐานกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์เพียงประการเดียว ซึ่งราคาทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้นแม้จำเลยจะปรับเพิ่มให้อีกร้อยละ 50 ก็ยังไม่แน่ว่าเป็นราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในปลายปี 2537 และที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3223 มาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ในราคาตารางวาละ 2,000 บาทนั้น โจทก์เบิกความว่าโจทก์ซื้อที่ดินทั้งห้าแปลงมาเมื่อปี 2537 ในราคาตารางวาละ 3,000 บาท แล้วได้ทำถนนกว้าง 8 เมตร และได้ติดตั้งไฟฟ้า น้ำประปาเข้าไปยังที่ดินดังกล่าวซึ่งตามภาพถ่ายที่จำเลยอ้างส่งต่อศาลก็มีถนนหินคลุกและเสาไฟฟ้าผ่านเข้าสู่ที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ ทั้งปรากฏจากการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินฯ ที่ฝ่ายจำเลยแต่งตั้งว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2536 ได้มีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5301 เนื้อที่ 150 ตารางวา ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันกับที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ในราคาตารางวาละ 3,680 บาท จึงยังไม่แน่ว่าที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ตามที่เป็นอยู่ในปลายปี 2537 มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไม่เกินกว่าตารางวาละ 3,000 บาท ตามที่จำเลยใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์นำสืบว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 62028 ที่นายเสนอขายให้นางนิภาตารางวาละ 6,000 บาท นั้น ไม่ได้อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าและมีการซื้อขายกันภายหลังจากมีการประกาศเขตเดินสายส่งไฟฟ้าแล้วผู้ซื้อและผู้ขายน่าจะทราบว่าที่ดินแปลงนี้ไม่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าแล้ว ราคาที่ซื้อขายกันจึงย่อมจะราคาสูงกว่าที่ดินที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเป็นธรรมดา ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3222 และ 11139 ที่โจทก์อ้างว่าขายให้นางคนึงนิจราคาตารางวาละ 6,000 บาทนั้น โจทก์คงมีสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำมาแสดงประกอบสำเนาเช็ค 5 ฉบับ โดยโจทก์ไม่ได้อ้างส่งหนังสือสัญญาขายที่ดินทั้งสองแปลงที่นำไปจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นพยาน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อย ซึ่งในข้อนี้ได้ความตามรายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3222 และ 11139 จดทะเบียนซื้อขายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ในราคาตารางวาละ 4,109 บาท เท่านั้น ส่วนคำพิพากษาศาลจังหวัดนนทบุรีคดีหมายเลขแดงที่ 348/2546 ระหว่าง นางคนึงนิจ เตโชฬาร โจทก์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำเลย และคำพิพากษาศาลจังหวัดนนทบุรีคดีหมายเลขแดงที่ 2606/2544 ระหว่างนายปราโมทย์ สมบุญยิ่ง โจทก์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำเลย ที่โจทก์แนบท้ายฎีกา ซึ่งศาลวินิจฉัยให้กำหนดราคาที่ดินตารางวาละ 6,000 บาท มาเป็นฐานคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่คนทั้งสองนั้นไม่เป็นข้อผูกมัดให้ศาลฎีกาจำต้องถือตามแต่อย่างใด เมื่อพิจารณาสภาพที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ประกอบพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว เห็นควรใช้อัตราที่ดินตารางวาละ 4,000 บาท มาเป็นฐานในการคำนวณกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจกท์ แต่เนื่องจากมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่ถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้า ศาลฎีกาจึงเห็นด้วยกับจำเลยที่กำหนดอัตราถือจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามประเภทที่ดินว่า ที่ดินที่เป็นที่ตั้งเสาไฟฟ้าจ่ายให้ร้อยละ 100 ที่บ้านจ่ายให้ร้อยละ 90 ที่สวนจ่ายให้ร้อยละ 70 ที่นาจ่ายให้ร้อยละ 50 ขณะที่ฝ่ายจำเลยกำหนดประเภทที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ว่าเป็นที่บ้านนั้นที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงเดิมและได้มีการถมดินแล้วจึงถูกกำหนดให้เป็นที่ดินประเภทที่บ้านตามคำนิยาม หากไม่มีการแบ่งแยกที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์จากที่ดินแปลงเดิมและถมดินแล้ว สภาพที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ยังคงเป็นที่นา ดังนั้นเมื่อกำหนดให้ที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์เป็นที่บ้านจากสภาพที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ที่เป็นอยู่ในขณะนั้นซึ่งมีการถมที่ดินไว้แล้ว โจทก์ก็ไม่ควรได้รับเงินค่าถมดินแยกต่างหากอีก 301,000 บาท จึงต้องนำเอาเงินจำนวนนี้รวมกับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินประเภทที่บ้านที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้วจำนวน 1,772,820 บาท ซึ่งรวมกันแล้วเป็นเงินจำนวน 2,073,820 บาท หักออกจากเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินประเภทที่บ้านที่ศาลฎีกาเพิ่มให้เป็นร้อยละ 90 ของตารางวาละ 4,000 บาท คือตารางวาละ 3,600 บาท เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 56.60 ตารางวา เป็นเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินประเภทที่บ้านจำนวน 2,363,760 บาท เมื่อหักกันแล้วโจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นอีก 289,940 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 289,940 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 28 ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุ่ง ทองมา
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
บุญส่ง น้อยโสภณ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2550
#267626
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กาย และจำเลยทั้งสี่ได้กระทำความผิดฐานบุกรุกเพราะประสงค์จะเจรจากับผู้เสียหายที่ 2 ที่ทำร้ายร่างกายบุตรหลานของจำเลยทั้งสี่ถือว่ามีเหตุอันควรอันเป็นการฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามคำฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟ้องได้ดังฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ จำเลยทั้งห้าร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางบุญสี ไชยมาตร์ ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้ อันเป็นการรบกวนการครอบครองเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 โดยปกติสุข จากนั้นจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายนายประวิน ไชยบูรณ์ ผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้กำปั้นชกผู้เสียหายที่ 2 ถูกบริเวณศีรษะจำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกาย นางสุมาลี ไชยมาตร์ ผู้เสียหายที่ 3 โดยใช้เท้าเตะผู้เสียหายที่ 3 ถูกบริเวณลำตัวจำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอัตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 362, 364, 365

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 5 โดยให้ฟ้องเป็นคดีใหม่ เนื่องจากจำเลยที่ 5 ขณะกระทำความผิดอายุ 15 ปี

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (ที่ถูกมาตรา 365 (2) (3)) ประกอบด้วยมาตรา 362 (ที่ถูก มาตรา 364), 83 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) จำคุกคนละ 8 เดือน ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายจำคุกคนละ 3 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำคุกคนละ 8 เดือน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทงแรกคนละ 4 เดือน กระทงที่สองคนละ 1 เดือน 15 วัน ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 คงจำคุกคนละ 4 เดือน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362 (ที่ถูกประกอบมาตรา 364) จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 1 เดือน ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 เดือน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 รับสารภาพลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 15 วัน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กาย และจำเลยทั้งสี่ได้กระทำความผิดฐานบุกรุกเพราะประสงค์จะเจรจากับผู้เสียหายที่ 2 ที่ทำร้ายร่างกายบุตรหลานของจำเลยทั้งสี่ ถือว่ามีเหตุอันควรอันเป็นการฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามคำฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ดังฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นไม่ได้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในข้อนี้จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพียงว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในสถานเบาและรอการลงโทษให้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านเป็นเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน แล้วร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายนั้น เป็นการกระทำไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย เป็นการคุกคามต่อสวัสดิภาพในเคหสถานของผู้อื่น พฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเป็นเรื่องร้ายแรง การที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ยังไม่เหมาะสมกับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ได้ปรานีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ด้วยการลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในสถานเบา และเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนอันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มากอยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายศักดิ์สิทธิ์ ตุมร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 508/2550
#268372
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นและอ้างบทมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ อันเป็นบทห้ามกระทำความผิดมาด้วย แม้โจทก์จะมิได้อ้างบทลงโทษตามมาตรา 160 วรรคสาม ศาลก็ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวได้ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 157 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกพร้อมกับรถพ่วงคันเกิดเหตุด้วยความเร็วสูงเกินสมควร ในบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านซึ่งเป็นทางโค้งมีการจราจรคับคั่ง ในขณะที่นายเอกพงศ์ หนูจันทร์ ผู้เสียหาย ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุอยู่ข้างหน้าในช่องเดินรถซ้ายมือ จำเลยขับเปลี่ยนช่องเดินรถเพื่อจะแซงไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงในระยะกระชั้นชิด และไม่เว้นระยะห่างจากรถจักรยานยนต์ที่แล่นอยู่ข้างหน้าพอสมควร เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกและรถพ่วงที่จำเลยขับชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายเป็นผู้ขับทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นางสาวภัทราวรรณ อินทรสุวรรณ ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย รถยนต์บรรทุกที่จำเลยขับเป็นรถขนาดใหญ่ ควบคุมได้ยาก จำเลยควรจะใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ร่วมใช้เส้นทาง แต่พฤติการณ์ในการขับรถของจำเลยเป็นการขับรถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาอันทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น จึงเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งไม่มีคู่ความโต้แย้งคัดค้านว่า ภายหลังเกิดเหตุแล้วจำเลยมิได้หลบหนีและได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ นอกจากนี้นายจ้างจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่มารดาผู้ตายจนเป็นที่พอใจ และได้ตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้วศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่เหมาะสมแก่รูปคดี

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นและอ้างบทมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 อันเป็นบทห้ามกระทำความผิดมาด้วย แม้โจทก์จะมิได้อ้างบทลงโทษตามมาตรา 160 วรรคสาม ศาลก็ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวได้ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แต่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ปรับบทลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิพากษาแก้ไขจึงเป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้การกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยไม่ระบุว่าลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวอย่างไร และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนมานั้นก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 วรรคสามด้วย การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายประสิทธิ์ เอียดเสน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 502/2550
#267692
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินภายในกรอบเส้นสีเขียวตามรูปจำลองแผนที่ท้ายคำฟ้องเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างการครอบครองเป็นของจำเลย ซึ่งซื้อมาจาก ล. จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองในที่ดิน และเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ซึ่งมีราคา 100,000 บาท จึงเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 100,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีจำนวนเท่ากับราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในศาลชั้นต้นไม่ได้ลดลง อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกินกว่า 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2539 โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 84 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 89 ตารางวา วันที่ 14 ตุลาคม 2542 โจทก์แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2544 จำเลยยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินทั้งแปลงดังกล่าวและนำรังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์ครอบครอง โจทก์คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วได้มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินทั้งแปลงแก่จำเลย การกระทำของจำเลยถือเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 84 หมู่ที่ 3 (เดิมหมู่ที่ 6) ตำบลตลาดใหม่ (เดิมตำบลท่าช้าง) อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ด้านทิศใต้เนื้อที่ 89 ตารางวา ตามรูปจำลองแผนที่ในกรอบเส้นสีเขียว เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินแล้วเสร็จ ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างการครอบครองเป็นของจำเลยซึ่งซื้อมาจากนางลุ่ย ทองสุข ในราคา 100,000 บาท นางลุ่ยรับมรดกและครอบครองทำประโยชน์ต่อจากนางงิ้ว แซ่ฉั่ว มารดา มาประมาณ 20 ถึง 30 ปีแล้ว จำเลยครอบครองต่อจากเจ้าของเดิมโดยสงบเปิดเผยและอย่างเป็นเจ้าของ โจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยไม่ได้นำรังวัดรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าขึ้นศาล 1,942.50 บาท และคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทคดีนี้มีราคา 100,000 บาท ตามที่จำเลยแถลงว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวมาในราคา 100,000 บาท และโจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมจนครบถ้วนแล้ว ราคาที่ดินพิพาทหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ไม่ใช่มีราคาไร่ละ 100,000 บาท และคิดเป็นจำนวนทุนทรัพย์ 22,250 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินภายในกรอบเส้นสีเขียวตามรูปจำลองแผนที่ท้ายคำฟ้องเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างการครอบครองเป็นของจำเลยซึ่งซื้อมาจากนางลุ่ย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองในที่ดิน และเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ในระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความเกี่ยวกับราคาทรัพย์สินที่พิพาทคือที่ดินพิพาทจำนวนเนื้อที่ 89 ตารางวา โจทก์และจำเลยแถลงรับกันว่าที่ดินพิพาทมีราคา 100,000 บาท จึงเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 100,000 บาท ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่ม ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 29 เมษายน 2546 โจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ 100,000 บาท ครบถ้วนแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยเจตนายึดถือเพื่อตนมาเกินกว่า 1 ปี และนางลุ่ยก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงไม่อาจจะรับฟังได้ว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขาย และไม่อาจถือว่าโจทก์ได้สละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นได้ว่าราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีจำนวนเท่ากับราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในศาลชั้นต้นไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด และโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ 100,000 บาท เป็นการถูกต้องครบถ้วนแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกินกว่า 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ ทั้งเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามลำดับชั้นศาลเสียก่อน ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวาสนา สังข์วงษ์
จำเลย — นางละออง มากแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 502/2550
#268364
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินภายในกรอบเส้นสีเขียวตามรูปจำลองแผนที่ท้ายคำฟ้องเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างการครอบครองเป็นของจำเลยซึ่งซื้อมาจาก ล. จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองในที่ดิน และเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท โจทก์และจำเลยแถลงรับกันว่าที่ดินพิพาทมีราคา 100,000 บาท จึงเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 100,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นได้ว่าราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีจำนวนเท่ากับราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในศาลชั้นต้นไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด และโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ 100,000 บาท เป็นการถูกต้องครบถ้วนแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกินกว่า 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 84 หมู่ที่ 3 (เดิมหมู่ที่ 6) ตำบลตลาดใหม่ (เดิมตำบลท่าช้าง) อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ด้านทิศใต้เนื้อที่ 89 ตารางวา ตามรูปจำลองแผนที่ในกรอบเส้นสีเขียว โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินแล้วเสร็จ ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าขึ้นศาล 1,942.50 บาท และคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทคดีนี้มีราคา 100,000 บาท ตามที่จำเลยแถลงว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวมาในราคา 10,000 บาท และโจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมจนครบถ้วนแล้ว ราคาที่ดินพิพาทหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ไม่ใช่มีราคาไร่ละ 100,000 บาท และคิดเป็นจำนวนทุนทรัพย์ 22,250 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินภายในกรอบเส้นสีเขียวตามรูปจำลองแผนที่ท้ายคำฟ้องเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างการครอบครองเป็นของจำเลยซึ่งซื้อมาจากนางลุ่ย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองในที่ดิน และเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ในระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความเกี่ยวกับราคาทรัพย์สินที่พิพาทคือที่ดินพิพาทจำนวนเนื้อที่ 89 ตารางวา โจทก์และจำเลยแถลงรับกันว่าที่ดินพิพาทมีราคา 100,000 บาท จึงเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 100,000 บาท ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่ม ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 29 เมษายน 2546 โจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ 100,000 บาท ครบถ้วนแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยเจตนายึดถือเพื่อตนมาเกินกว่า 1 ปี และนางลุ่ยก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงไม่อาจถือว่าโจทก์ได้สละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเห็นได้ว่าราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีจำนวนเท่ากับราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในศาลชั้นต้นไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด และโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทรัพย์ 100,000 บาท เป็นการถูกต้องครบถ้วนแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกินกว่า 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ ทั้งเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามลำดับชั้นศาลเสียก่อนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวาสนา สังข์วงษ์
จำเลย — นางละออง มากแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 499/2550
#267168
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นเรื่องโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ได้กล่าวแก้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 และศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (3) ประกอบมาตรา 247

โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินตามสัญญาซื้อขายและบันทึกข้อตกลงการซื้อขายโรงน้ำแข็ง ส่วนคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายและบันทึกข้อตกลงการซื้อขายโรงน้ำแข็งในส่วนที่เหลือ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อหาของโจทก์ทั้งสองคดีจึงเป็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาอันเนื่องมาจากสัญญาซื้อขายและบันทึกข้อตกลงการซื้อขายโรงงานน้ำแข็งฉบับเดียวกัน ประเด็นที่ต้องพิจารณาจึงมาจากมูลฐานเดียวกันว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาหรือไม่ เมื่อภาษีธุรกิจเฉพาะที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดนี้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) และ 91/10 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น ผู้มีรายรับซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีต้องยื่นแบบแสดงรายการพร้อมกับชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และโจทก์สามารถตรวจสอบหรือสอบถามจากเจ้าหน้าที่ได้ จึงถือว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนแล้ว โจทก์อาจฟ้องเรียกจากจำเลยทั้งสองได้ในคดีดังกล่าว แต่โจทก์มิได้ฟ้อง ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 581,020 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 572,550 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 466/2538 ของศาลแพ่งธนบุรีหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเพราะศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ได้กล่าวแก้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เห็นควรวินิจฉัยให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (3) ประกอบมาตรา 247 พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 15852 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 466/2538 ของศาลแพ่งธนบุรี ข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายและบันทึกข้อตกลงการซื้อขายโรงงานน้ำแข็งในส่วนที่เหลือ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นได้ว่า ข้อหาของโจทก์ทั้งสองคดีเป็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาอันเนื่องมาจากสัญญาซื้อขายและบันทึกข้อตกลงการซื้อขายโรงงานน้ำแข็งฉบับเดียวกัน ประเด็นที่ต้องพิจารณาจึงมาจากมูลฐานเดียวกัน คือ จำเลยทั้งสองผิดสัญญาหรือไม่ ภาษีธุรกิจเฉพาะที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดนี้มีรายรับซึ่งมีหน้าที่เรียกภาษีต้องยื่นแบบแสดงรายการพร้อมกับชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) และ 91/10 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นและโจทก์สามารถตรวจสอบหรือสอบถามจากเจ้าหน้าที่ได้ จึงถือได้ว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ 466/2538 ของศาลแพ่งธนบุรีแล้ว ซึ่งโจทก์อาจฟ้องเรียกจากจำเลยทั้งสองได้ในคดีดังกล่าวแต่โจทก์หาฟ้องไม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 466/2538 ของศาลแพ่งธนบุรี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 240 (3) ม. 247
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6) ม. 91/10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย พงศ์วรินทร์
จำเลย — นายวิรัตน์ ตยางนนท์ หรือตยางคนนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายภคเชษ มีพันลม
ศาลอุทธรณ์ — นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 496/2550
#268356
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 106 (3) ให้อำนาจศาลพิจารณารอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษเด็กหรือเยาวชนตาม ป.อ. ได้ แม้ว่าศาลจะกำหนดโทษจำคุกเกินกว่า 2 ปี และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเมื่อจำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง ศาลชั้นต้นลงโทษขั้นต่ำให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี 9 เดือน จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้นั้นจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 318

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276 วรรคสอง, 318 วรรคสาม ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 9 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสองรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 12 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 106 (3) ให้อำนาจศาลพิจารณารอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษเด็กหรือเยาวชนตามประมวลกฎหมายอาญาได้ แม้ว่าศาลจะกำหนดโทษจำคุกเกินกว่า 2 ปี และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ศาลชั้นต้นลงโทษขั้นต่ำให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 9 เดือน จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ได้นั้นจึงไม่ชอบไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว และเพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามลำดับศาล เห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2), 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีศาลยาวชนและครองครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาใหม่ในปัญหาตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 106 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายสุทธิพงษ์หรือเก้ บัวตูม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สบโชค สุขารมณ์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 494/2550
#268354
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 อายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา และผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสามนั้น เป็นความผิดที่ได้กระทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้เสียหายที่ 2 และผู้เสียหายที่ 3 โดยตรง ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ให้เกิดผลขึ้นต่างหากจากความผิดฐานอื่น จึงมิใช่กรรมเดียวกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายที่จำเลยกระทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้เสียหายที่ 1

ส่วนการที่จำเลยหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้กำลังดึงแขนและขู่บังคับให้นั่งรถจักรยานยนต์ไปกับจำเลย ทั้งทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย และทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคแรก และ 310 วรรคแรก แล้วจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำอนาจารอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง นั้น เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอนและถือว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317, 309, 310, 279, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตราที่ถูก มาตรา 317 วรรคสาม, 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก และ 279 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำคุกจำเลย 3 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 106 ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ในเวลาดังกล่าวโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยดังนี้

1. ให้จำเลยมารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง

2. ให้จำเลยตั้งใจประกอบอาชีพให้เป็นกิจจะลักษณะหรือตั้งใจศึกษาเล่าเรียนโดยนำผลการเรียนมาแสดงด้วยทุกครั้ง

3. ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี ห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหรือในสถานเริงรมย์ทุกแห่ง และให้อยู่ในโอวาทผู้ปกครองอย่างเคร่งครัด

4. ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติหรือจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง

5. ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามดื่มสุรา ห้ามเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดทุกชนิด

หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมา มีกำหนด 25 วัน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 107

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 3 ปี ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำคุก 6 เดือน ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 9 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมา เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะได้กระทำความผิดทั้งสามฐานความผิดในคราวเดียวกัน แต่การที่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 อายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นมารดา และผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามนั้น เป็นความผิดที่ได้กระทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้เสียหายที่ 2 และผู้เสียหายที่ 3 โดยตรงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ให้เกิดผลขึ้นต่างหากจากความผิดฐานอื่น จึงมิใช่กรรมเดียวกับความผิดอีกสองฐานที่จำเลยกระทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้เสียหายที่ 1 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนการที่จำเลยหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้กำลังดึงแขนและขู่บังคับให้นั่งรถจักรยานยนต์ไปกับจำเลย ทั้งทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย และทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก และ 310 วรรคแรก แล้ว จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง นั้น เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโดยอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอนและถือว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยและคุมประพฤติของจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุเพียง 16 ปีเศษ ยังไม่มีความยั้งคิดเพียงพอ เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับการที่จำเลยสำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดโดยชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 6,000 บาท ให้ผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 แล้ว หากให้โอกาสจำเลยโดยไม่ต้องส่งจำเลยไปฝึกและอบรมน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่า จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยและคุมประพฤติของจำเลยไว้ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ปรับ 10,000 บาท ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย ลงโทษฐานกระทำอนาจารฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี ปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ฝึกและอบรมแทนมีกำหนด 25 วัน กับให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายมานะ กาวกระโทก
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 492/2550
#268344
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก 6 ปีก็ตาม แต่จากการตรวจสอบของพนักงานคุมประพฤติได้รายงานให้ทราบว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเคยรับตัวจำเลยไว้คุมขังในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งศาลอาญาพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 6 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 เป็นต้นไป คดีถึงที่สุดและจำเลยได้รับการปล่อยตัวไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2536 เนื่องจากได้รับพระราชทานอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษฯ จำเลยจึงเป็นผู้กระทำความผิดก่อนวันที่ 9 มิถุนายน 2539 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาลสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีฯ ใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ที่บัญญัติให้ถือว่าจำเลยมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดที่ได้กระทำไปแล้วก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทินฉบับนี้ใช้บังคับ ดังนั้นต้องถือว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 56 ที่ศาลจะพิจารณารอการลงโทษให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (6), 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาโดยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จะปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 214/2545 ของศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่จากการตรวจสอบของพนักงานคุมประพฤติได้รายงานให้ทราบว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเคยรับตัวจำเลยไว้คุมขังในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งศาลอาญาพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 6 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 เป็นต้นไป คดีถึงที่สุดและจำเลยได้รับการปล่อยตัวไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2539 เนื่องจากได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2539 จำเลยจึงเป็นผู้กระทำความผิดก่อนวันที่ 9 มิถุนายน 2539 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 ใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติให้ถือว่าจำเลยมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดที่ได้กระทำไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินฉบับนี้ใช้บังคับ ดังนั้น ต้องถือว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลจะพิจารณารอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าความผิดของจำเลยคดีนี้เกิดจากการขับรถโดยประมาทของจำเลยที่ขับรถตัดโค้งล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของผู้ตาย และได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลยประกอบกับฎีกาของจำเลยซึ่งไม่มีผู้ใดคัดค้านว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้หลบหนีโดยอยู่รอมอบตัวต่อเจ้าพนักงานในที่เกิดเหตุ ทั้งจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ญาติของผู้ตายก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย จำเลยมีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่งและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ตามพฤติการณ์แห่งคดี จึงมีเหตุสมควรปรานีโดยการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่สังคมและจำเลยยิ่งกว่าลงโทษจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดมาตรการในการคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 10,000 บาท สำหรับโทษจำคุกของจำเลยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง มีกำหนด 2 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายวินิจ กิจแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483 -ที่ 484/2550
#272350
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุจำเลยนั่งอยู่คนละโต๊ะกับผู้ตาย จำเลยเป็นฝ่ายเดินมาหาผู้ตายและถามผู้ตายถึงสาเหตุที่ห้ามจำเลยเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง จากนั้นจำเลยกับผู้ตายก็โต้เถียงกัน จนจ่าสิบตำรวจ ส. ต้องลุกขึ้นมานั่งร่วมโต๊ะกับผู้ตายและห้ามปรามไม่ให้จำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกัน จำเลยจึงออกจากร้านเนื่องจากจ่าสิบตำรวจ ส. ร้องขอ หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที จำเลยกลับมาใหม่และใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย และเล็งอาวุธปืนมายังสิบตำรวจเอก ย. จนจ่าสิบตำรวจ ส. ต้องเข้าไปแย่งอาวุธปืนจากจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่าจำเลยยิงผู้ตายเนื่องจากจำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันอย่างรุนแรงและจำเลยยังโกรธแค้นอยู่ แม้จะได้ความว่าเมื่อจำเลยเดินออกจากร้านไปจ่าสิบตำรวจ ส. จะต่อว่าผู้ตายว่าเป็นผู้ใหญ่ไม่น่าใช้คำหยาบ และผู้ตายพูดว่า "พี่ผิดไปแล้ว" ก็ตาม คำหยาบดังกล่าวก็เป็นเพียงคำพูดที่ไม่สมควรอาจยั่วยุให้จำเลยรู้สึกเจ็บแค้นและโมโหเท่านั้น หาได้เป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อันจะเป็นเหตุให้จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตัวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกพนักงานอัยการโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียก โจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 288, 289 (4), 371 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก และโดยไม่มีเหตุสมควร) ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง อันเป็นบทหนักที่สุด (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนของกลาง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 34 ปี 8 เดือน ริบซองกระสุนปืน กระสุนปืน 6 นัด และปลอกกระสุนปืน 1 ปลอกของกลาง ยกคำขอให้ริบอาวุธปืนของกลาง ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีและพาอาวุธปืนตามฟ้องติดตัวไปในที่เกิดเหตุและใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายถวิล น้อยหลี ผู้ตาย ถูกที่บริเวณคอด้านขวาใต้ติ่งหูทะลุลำคอด้านซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการตรวจศพ สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืน ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนอาวุธปืนของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะใช้ดุลพินิจให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เช่นเดียวกับซองกระสุนปืน กระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางนั้น เมื่อศาลชั้นต้นไม่ริบอาวุธปืนของกลางและโจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหาข้อนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นเดียวกัน ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้ตายจะยิงจำเลยก่อน โจทก์ทั้งสองมีสิบตำรวจเอกสมยศ ไกรกิจธนโรจน์ และจ่าสิบตำรวจสถิตย์หรือฤทธิ์ฤกษ์ ลวดทอง เป็นพยานเบิกความได้ความว่า หลังจากผู้ตายดื่มเบียร์ได้ประมาณครึ่งขวด จำเลยและนายธวัชชัยเดินมาร่วมโต๊ะกับผู้ตายโดยจำเลยนั่งที่ม้านั่งฝั่งตรงข้ามผู้ตาย นายธวัชชัยนั่งที่ม้านั่งข้างจำเลย ต่อมาจำเลยโต้เถียงกับผู้ตายโดยจำเลยถามว่าเหตุใดผู้ตายจึงห้ามจำเลยเข้าไปเที่ยวในร้านอาหารครัวอัญชัญซึ่งอยู่ที่ถนนศรีนครินทร์ และเรื่องที่จำเลยยิงสุนัขพันธุ์ฝรั่งของผู้อื่นตายแล้วขอยืมเงินจากโจทก์ที่ 2 ภริยาผู้ตาย 3,000 บาท นำไปจ่ายค่าเสียหายให้เจ้าของสุนัข จ่าสิบตำรวจสถิตย์ได้ยินการโต้เถียงเสียงดังจึงลุกมานั่งร่วมโต๊ะกับผู้ตายและพวกด้วย จ่าสิบตำรวจสถิตย์ห้ามปรามไม่ให้จำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกัน ทั้งยังบอกให้จำเลยซึ่งมีอาวุโสน้อยกว่าผู้ตายกลับไปก่อน โดยก่อนจำเลยจะกลับผู้ตายขอโทษและยกมือไหว้จำเลยพร้อมกับยิ้มให้จำเลย จำเลยเดินออกจากร้านไป จ่าสิบตำรวจสถิตย์ต่อว่าผู้ตายเป็นผู้ใหญ่ไม่น่าใช้คำหยาบคาย ผู้ตายพูดว่า "พี่ผิดไปแล้ว" ขณะนั้นเวลาประมาณ 24 นาฬิกา หลังจากจำเลยเดินออกจากร้านได้ประมาณ 5 นาที ก็เดินกลับเข้ามาในร้านมายืนใกล้กรงนกใกล้กับผู้ตายและพวกนั่งอยู่ โดยจำเลยยืนอยู่ทางด้านซ้ายมือของสิบตำรวจเอกสมยศ เมื่อสิบตำรวจเอกสมยศเห็นจำเลยแล้วก็หันกลับ ขณะนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด สิบตำรวจเอกสมยศหันไปดูเห็นจำเลยถืออาวุธปืนสั้นออโตเมติกอยู่ในมือข้างขวา ปรากฏว่าผู้ตายถูกยิงในท่านั่งคอเอนลงมีเลือดไหลบริเวณลำคอต่ำกว่าติ่งหูด้านขวา จำเลยเล็งอาวุธปืนมาที่สิบตำรวจเอกสมยศขณะนั้นจ่าสิบตำรวจสถิตย์กำลังเดินเข้าไปในห้องน้ำ สิบตำรวจเอกสมยศไปหลบข้างหลัง จ่าสิบตำรวจสถิตย์ซึ่งพูดขออาวุธปืนจากจำเลย จำเลยไม่ให้ จึงแย่งอาวุธปืนกัน จ่าสิบตำรวจสถิตย์แย่งอาวุธปืนมาได้ จำเลยวิ่งหนีออกจากร้านแล้วขับรถจักรยานยนต์หนีไปทางปากซอย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นขั้นตอนเชื่อมโยงสอดคล้องกันโดยไม่มีพิรุธ แม้เหตุคดีนี้เกิดเวลากลางคืน แต่สถานที่เกิดเหตุเป็นร้านอาหารบริเวณซุ้มหรือโต๊ะอาหารที่พยานโจทก์ทั้งสองและจำเลยกับผู้ตายนั่งอยู่มีแสงสว่างจากไฟฟ้านีออนหลอดยาวที่ติดอยู่ที่หลังคาซุ้ม แสงสว่างจากไฟฟ้านีออนหลอดยาวจากกรงนกที่อยู่ใกล้กับซุ้ม และแสงสว่างจากจุดเก็บเงินของร้านอาหารตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยนั่งอยู่คนละโต๊ะกับผู้ตาย จำเลยเป็นฝ่ายเดินมาหาผู้ตายและถามผู้ตายถึงสาเหตุที่ผู้ตายห้ามจำเลยเข้าไปในร้านอาหารครัวอัญชัญ จากนั้นจำเลยกับผู้ตายก็โต้เถียงกัน จนจ่าสิบตำรวจสถิตย์ต้องลุกขึ้นมานั่งร่วมโต๊ะกับผู้ตายและห้ามปรามไม่ให้จำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกัน และจำเลยยอมออกไปจากร้านเนื่องจากจ่าสิบตำรวจสถิตย์ร้องขอ น่าเชื่อว่า จ่าสิบตำรวจสถิตย์พยานโจทก์เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอดและเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยและผู้ตายอย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยออกไปจากร้านเพียงประมาณ 5 นาทีก็กลับมาใหม่และใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและเล็งอาวุธปืนมายังสิบตำรวจเอกสมยศจนจ่าสิบตำรวจสถิตย์ต้องเข้าไปแย่งอาวุธปืนจากจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่าจำเลยยิงผู้ตายเนื่องจากจำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันอย่างรุนแรงและจำเลยยังโกรธแค้นอยู่ แม้จะได้ความจากจ่าสิบตำรวจสถิตย์ว่า เมื่อจำเลยเดินออกจากร้านไป จ่าสิบตำรวจสถิตย์จะต่อว่าผู้ตายเป็นผู้ใหญ่ไม่น่าใช้คำหยาบคายและผู้ตายพูดว่า "พี่ผิดไปแล้ว" ก็ตาม คำหยาบดังกล่าวก็เป็นเพียงคำพูดที่ไม่สมควรอาจยั่วยุให้จำเลยรู้สึกเจ็บแค้นและโมโหเท่านั้น หาได้เป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อันจะเป็นเหตุให้จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตัวไม่ และที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยยิงผู้ตายเพื่อป้องกันตนเองเนื่องจากขณะนั้นผู้ตายชักอาวุธปืนจะเล็งยิงจำเลยก่อนนั้น คงมีแต่ตัวจำเลยเพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ประกอบกับเมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพผู้ตายถูกยิงขณะนั่งอยู่ที่เดิมและสภาพบาดแผลของผู้ตายตามรายงานการตรวจศพของสถาบันนิติเวชวิทยาซึ่งมีกระสุนเข้าบริเวณลำคอด้านขวาจากบนลงล่างอันแสดงว่าผู้ตายถูกยิงขณะผู้ตายนั่งหันข้างด้านขวาให้จำเลยซึ่งยืนยิงอยู่บริเวณกรงนกสอดคล้องกับตำแหน่งที่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่จำเลยนำสืบว่า ผู้ตายมีอาวุธปืนติดตัวมาด้วยก็ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และมีส่วนแก้ไขในเหตุการณ์เบิกความยืนยันว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายเล็งอาวุธปืนจะยิงจำเลยก่อน สิบตำรวจเอกสมยศเบิกความว่า ผู้ตายมีอาวุธปืนโดยนั่งทับที่ขาพับด้านซ้ายแต่ก็ยืนยันว่าจำเลยยิงผู้ตายฝ่ายเดียว และนางสมจิตร พร้อมศักดิ์ เจ้าของร้านที่เกิดเหตุก็เบิกความว่าเห็นอาวุธปืนตกอยู่ที่พื้นด้านขวาของผู้ตายหลังเกิดเหตุแล้ว ซึ่งกรณีอาจเป็นเพราะอาวุธปืนเลื่อนไหลตกหลังจากผู้ตายถูกยิงแล้ว คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าเบิกความในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญตรงไปตรงมาทั้งจำเลยก็เป็นเจ้าพนักงานตำรวจเช่นเดียวกับพยานโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะมาเบิกความส่อไปในทางใส่ร้ายหรือปรักปรำจำเลย คำเบิกความจึงมีน้ำหนักรับฟังเป็นความจริงได้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพราะจำเลยไม่พอใจและมีความโกรธแค้นต้องการเอาชีวิตผู้ตาย มิใช่จำเลยกระทำโดยป้องกันเพราะผู้ตายเล็งอาวุธปืนจะยิงจำเลยก่อนดังที่จำเลยฎีกาไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ หลังจากลดโทษแล้วให้จำคุก 33 ปี 4 เดือน นับว่าเป็นการปราณีและเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ กับพวก
จำเลย — สิบตำรวจเอกอภิณัฎฐ์ คงใหม่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2550
#267992
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าถูกฟ้องเนื่องจากไม่เคยได้รับหมายและไม่เคยแต่งทนายความให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ลายมือชื่อในใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 2 เป็นลายมือชื่อปลอมโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 2 กระบวนพิจารณานับตั้งแต่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวนั้นต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องล่วงเลยเวลา 8 วัน นับแต่ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่าผิดระเบียบ จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาจำนอง ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อตกลงว่าจำเลยทั้งสองยอมชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 655,392.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 496,663.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระแก่โจทก์ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ไม่น้อยกว่าเดือนละ 11,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2541 และจำเลยทั้งสองยอมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความอีก 2,000 บาท ภายในวันที่ 5 มีนาคม 2540 หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ท้นทีโดยยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมวันที่ 21 มกราคม 2540

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาใดๆ กับโจทก์ เอกสารที่เกี่ยวกับการจำนองเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าถูกฟ้องเนื่องจากไม่เคยได้รับหมายและไม่เคยแต่งทนายความให้ดำเนินกระบวนการพิจารณาใดๆ ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในใบแต่งทนายความเป็นลายมือชื่อปลอมซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมขึ้น จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องดังกล่าวหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล กระบวนพิจารณาในคดีนี้นับตั้งแต่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมาลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาใดๆ กับโจทก์เอกสารที่เกี่ยวกับการจำนองเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าถูกฟ้องเนื่องจากไม่เคยได้รับหมายและไม่เคยแต่งทนายความให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ลายมือชื่อในใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 2 เป็นลายมือชื่อปลอมโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม กระบวนพิจารณาคดีนี้นับตั้งแต่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวนั้น หากความจริงเป็นดังที่จำเลยที่ 2 อ้างย่อมถือได้ว่ากระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบคำร้องของจำเลยที่ 2 จึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และการร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในกรณีเช่นว่านี้คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภานในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสองด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 อ้างว่าทราบเรื่องภายหลังจากคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลยดำที่ 728/2542 ของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 ซึ่งในคำฟ้องคดีดังกล่าวระบุว่า จำเลยที่ 1 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2541 แสดงว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์ อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่าผิดระเบียบตั้งแต่ช่วงเวลาก่อนที่จะมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เป็นอย่างช้า การที่จำเลยที่ 2 เพิ่งยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีนี้เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันนับแต่จำเลยที่ 2 ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่าผิดระเบียบ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบัณฑิต ศรีพานิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 474/2550
#271859
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาล ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยไม่วางเงินภายในกำหนด หลังจากนั้นจำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องพร้อมกับมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แต่มิได้ดำเนินการทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง และมาตรา 234 เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยไม่อาจขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้แล้ว จำเลยก็ไม่อาจขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้สินเชื่อหมุนเวียน 7,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ถึงวันฟ้อง และอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน 5,838,313.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,394,801.47 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ถึงวันฟ้อง และอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับถัดจกาวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเฉพาะในส่วนที่ตนถูกฟ้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำเงินมาวางภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 แต่จำเลยทั้งสองไม่วางเงินภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องพร้อมกับมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ผิดระเบียบนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาพร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำเงินมาวางภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 แต่จำเลยทั้งสองไม่วางเงินภายในกำหนด หลังจากนั้นวันที่ 2 ตุลาคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวพร้อมกับมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของจำเลยทั้งสอง ในกรณีเช่นนี้จำเลยทั้งสองชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะมีผลให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณา แต่จำเลยทั้งสองมิได้ดำเนินการจึงมีผลทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง และมาตรา 234 เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไม่อาจขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้แล้ว จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอย่างไรก็ไม่มีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย"

ใหจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 156 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายรัฐกร อัศดรธีรยุทธ์หรืออัสดรธีรยุทธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 473/2550
#267821
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลย หากจำเลยไม่พอใจย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ หรือวรรคห้าโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน หรืออุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ซึ่งแม้มีสิทธิที่จะเลือกดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่เมื่อจำเลยได้เลือกอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา 156 วรรคห้าแล้ว จำเลยจะกลับมาขอให้ศาลพิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามมาตรา 156 วรรคสี่ อีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 26,138,267.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 18,813,290.49 บาท นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวเฉพาะตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 14,099,955.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้ร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวเฉพาะตามสัญญากู้เงินจำนวน 12,038,311.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 8,813,290.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1756 และ 1757 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ถ้าได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยแต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ยากจนจึงให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำร้อง หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประสงค์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 20 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาคำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 (ที่ถูกมาตรา 156 วรรคห้า) จึงไม่รับคำร้องฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว จะมาใช้สิทธิขอให้ศาลพิจารณาคำขอใหม่เพื่อนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า อีกไม่ได้ จึงให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำร้อง และคืนค่าขึ้นศาลจำนวน 200 บาท แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นนั้นแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีกหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรือวรรคห้า บัญญัติไว้โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนหรืออุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว ซึ่งแม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีสิทธิที่จะเลือกดำเนินกระบวนการพิจารณาเช่นนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้เลือกอุทธรณ์คำสั่งนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้าแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะกลับมาขอให้ศาลพิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ อีกไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันฟังคำพิพากษานี้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมฯ
จำเลย — บริษัทกรุงเทพสติล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2550
#267984
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ทำกับธนาคารมีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยระบุไว้ในสัญญาข้อ 2 ว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป และยอมให้ธนาคารมีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้ตามแต่ธนาคารจะเห็นสมควรโดยไม่ต้องบอกกล่าวผู้กู้ก่อน ทั้งสัญญาข้อ 3 ด้วยว่า หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยในอัตราที่ตกลงตามข้อ 2 และค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าปีหนึ่ง ผู้กู้ตกลงให้เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นทบเข้ากับเงินต้น และให้คิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันกับที่กล่าวมาในข้อ 2 สัญญากู้เงินดังกล่าวมิได้มีข้อตกลงให้ธนาคารมีสิทธิคิดดอกเบี้ยกรณีจำเลยที่ 1 ผิดนัดในอัตราที่สูงขึ้นหรือแยกต่างหากจากอัตราตามสัญญาข้อ 2 กรณีจึงไม่ต้องด้วยความในตอนท้ายของมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะนำมาปรับแก่คดีเพื่อให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตามอัตราที่ธนาคารประกาศกำหนด

ตามสัญญากู้เงินจำเลยที่ 1 ต้องผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารเป็นรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้งวดเดือนธันวาคม 2540 แล้ว การชำระหนี้งวดต่อไปต้องชำระภายในวันสิ้นเดือนของเดือนมกราคม 2541 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไป

จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารโดยไม่เคยโต้แย้งว่าธนาคารคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่การคิดดอกเบี้ยและการประกาศหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ธนาคารกระทำไปฝ่ายเดียว โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงแต่ชำระเงินเท่านั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำการอันใดตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ เมื่อธนาคารไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินเนื่องจากข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ กรณีจึงต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่ธนาคารไปแล้วทั้งหมดหักออกจากต้นเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และจดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์โดยได้รับอนุมัติจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 โจทก์เป็นผู้ซื้อและรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพพร้อมหลักประกันมาจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาสตูล 110,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารประกาศกำหนดภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย และยอมให้ธนาคารมีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้ตามแต่ธนาคารจะเห็นสมควรโดยไม่ต้องบอกกล่าวจำเลยก่อน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมนอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 921 และ 922 ไว้แก่ธนาคารเพื่อเป็นประกันหนี้ จำเลยที่ 1ผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ปรากฏว่า ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระต้นเงิน 107,387.41 บาท กับดอกเบี้ย 10,516.43 บาท ซึ่งธนาคารคิดดอกเบี้ยต่อไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2541 อันเป็นวันที่ธนาคารหยุดทำธุรกรรมโจทก์จึงคิดดอกเบี้ยต่อจากนั้นตลอดมาโดยนับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 ค้างชำระดอกเบี้ยรวม 146,299.75 บาท รวมกับเงินต้นแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 253,687.16 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมรับผิดด้วยโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 253,687.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี ในต้นเงิน 107,387.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองรวมตลอดทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 110,000 บาท แต่ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์มาแล้วนับแต่วันกู้ยืมเงินจนถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2539 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่ธนาคารเป็นครั้งสุดท้ายหักออกจากต้นเงิน 110,000 บาท ดังกล่าว ต้นเงินที่เหลือหลังจากหักเงินที่ชำระออกแล้วให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 921 และ 922 ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่บังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อและรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพพร้อมหลักประกันมาจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสี่ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาสตูล 110,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินไว้เป็นประกันหนี้ สัญญากู้เงินมีข้อตกลงให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญา ซึ่งเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารประกาศกำหนดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 และเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินตกเป็นโมฆะ แต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินธนาคารยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายอแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดสูงกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ความในตอนท้ายของมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่าถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอื่นอันชอบด้วยกฎหมายก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น เมื่อปรากฎว่าธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกค้าผิดนัดไว้สูงกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามสำเนาประกาศเอกสารหมาย จ.25 ธนาคารมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้สูงกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เห็นว่า สัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ทำกับธนาคารตามเอกสารหมาย จ.8 คงมีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยระบุไว้ในสัญญาข้อ 2 ว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไปและยอมให้ธนาคารมีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้ตามแต่ธนาคารจะเห็นสมควรโดยไม่ต้องบอกกล่าวผู้กู้ก่อน ทั้งสัญญาข้อ 3 ยังระบุด้วยว่า หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยในอัตราที่ตกลงตามข้อ 2 และค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าปีหนึ่ง ผู้กู้ตกลงให้เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นทบเข้ากับต้นเงิน และให้คิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันกับที่กล่าวมาในข้อ 2 สัญญากู้เงินดังกล่าวหาได้มีข้อตกลงในธนาคารมีสิทธิคิดดอกเบี้ยกรณีจำเลยที่ 1 ผิดนัดในอัตราที่สูงขึ้นหรือแยกต่างหากจากอัตราตามสัญญาข้อ 2 แต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยความในตอนท้ายของมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะนำมาปรับแก่คดีเพื่อให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตามอัตราที่ธนาคารประกาศกำหนดดังที่โจทก์อุทธรณ์ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 หลังจากนั้นมิได้ชำระอีกจำเลยที่ 1 จึงผิดนัดมาตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540 แล้วนั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินจำเลยที่ 1 ต้องผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารเป็นรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้งวดเดือนธันวาคม 2540 แล้ว การชำระหนี้งวดต่อไปต้องชำระภายในวันสิ้นเดือนของเดือนมกราคม 2541 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดนับแต่วันที่ 14 กันยายน 2548 จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ในประการสุดท้ายที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้แก่ธนาคารไปแล้วทั้งหมดมาหักออกจากต้นเงิน 110,000 บาท เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารโดยไม่เคยโต้แย้งว่าธนาคารคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม แต่การคิดดอกเบี้ยและการประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ธนาคารกระทำไปฝ่ายเดียว โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงแต่ชำระเงินเท่านั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำการอันใดตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระเมื่อธนาคารไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินเนื่องจากข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ กรณีจึงต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่ธนาคารไปแล้วทั้งหมดหักออกจากต้นเงิน ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ให้การต่อสู้คดีตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ก็ตาม แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวบกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และแม้ว่าธนาคารจะนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระไปหักชำระต้นเงินด้วยแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการหักชำระดอกเบี้ยรวมอยู่ด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วทั้งหมดหักออกจากต้นเงินจำนวน 110,000 บาท จึงถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยในต้นเงินที่เหลือหลังจากหักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้ว นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายสุกฤษฎ์ หรือเล๊ะ ขุนนา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2550
#272587
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 1 วรรคสอง มีใจความว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญาในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของธนาคารฯ สัญญาข้อนี้เป็นข้อตกลงที่ให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาได้อยู่แล้วแม้ยังมิได้มีการผิดนัดหรือผิดสัญญา อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยซึ่งเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตาม ป.พ.พ. มาตรา 148 วรรคสาม แม้จะปรากฏว่าในทางปฏิบัติโจทก์คิดดอกเบี้ยครั้งแรกเพียงอัตราร้อยละ 13 ต่อปี และต่อมาในระหว่างสัญญาโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นและต่ำลงหลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจากอัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2544 เป็นต้นมาก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสามนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญาโดยยังไม่คิดดอกเบี้ยถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เท่านั้น ข้อตกลงตามสัญญาข้อ 1 วรรคสอง ดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันจะถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 และแม้ว่าสัญญาข้อ 3 จะระบุว่าหากผู้กู้ผิดนัดยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นกว่าที่กำหนดในข้อ 1 ได้ก็ตาม ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ก็มิใช่ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเพิ่มขึ้นเพราะเหตุผิดนัดตามสัญญาข้อ 3 เพราะโจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 1 แต่อย่างใด จึงหาใช่เบี้ยปรับที่ศาลจะที่ศาลจะมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่งไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกู้เงินโจทก์แล้ว จำเลยทั้งสามค้างชำระหนี้ติดต่อกันหลายงวดคิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นหนี้ต้นเงิน 833,149.20 บาท ดอกเบี้ย 582,190.44 บาท รวมเป็นเงิน 1,415,339.64 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,415,339.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 833,149.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสามชำระเบี้ยประกันที่โจทก์ออกแทนจำเลยทั้งสาม 1,596.44 บาท ทุกวันที่ 2 เมษายน ของทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2547 เป็นต้นไป หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 1,415,339.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 833,149.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 241863 ตำบลคันนายาว อำเภอบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้ที่ขาดอยู่จนครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2538 จำเลยทั้งสามร่วมกันทำสัญญากู้เงินโจทก์มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง ซึ่งโจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสามเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงินข้อ 1 วรรคสอง มีใจความว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้ และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของธนาคารฯ สัญญาข้อนี้เป็นข้อตกลงที่ให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่ทำสัญญาได้อยู่แล้ว แม้ยังมิได้มีการผิดนัดหรือผิดสัญญา อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยซึ่งเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แม้จะปรากฏว่าในทางปฏิบัติโจทก์คิดดอกเบี้ยครั้งแรกเพียงอัตราร้อยละ 13 ต่อปี และต่อมาในระหว่างสัญญาโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นและต่ำลงหลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจากอัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2544 เป็นต้นมาก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสามนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญาโดยยังไม่คิดดอกเบี้ยถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เท่านั้น ข้อตกลงตามสัญญาข้อ 1 วรรคสองดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันจะถือเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และแม้ว่าสัญญาข้อ 3 จะระบุว่า หากผู้กู้ผิดนัดยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นกว่าที่กำหนดในข้อ 1 ได้ก็ตาม ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ก็มิใช่ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเพิ่มขึ้นเพราะเหตุผิดนัดตามสัญญาข้อ 3 เพราะโจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 1 แต่อย่างใด จึงหาใช่เบี้ยปรับที่ศาลจะมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ไม่ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148 วรรคสาม ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายธีระชัย บุญวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ