คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6818/2549
#269327
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิบัตรที่จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ต้องเป็นสิทธิบัตรที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์พร้อมทั้งเปิดเผยรายละเอียดการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ เมื่อผ่านการตรวจสอบว่ามีลักษณะครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว อธิบดีจึงจะออกสิทธิบัตรให้ผู้ขอตามมตรา 33 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว สิทธิบัตรที่ออกโดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวจึงจะได้รับความคุ้มครองในราชอาณาจักรไทยตามทฤษฎีสากลในเรื่องหลักดินแดนซึ่งผู้ทรงสิทธิบัตรจะบังคับใช้สิทธิของตนได้เฉพาะแต่ภายในเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศที่ออกสิทธิบัตรนั้นเท่านั้นไม่อาจบังคับใช้สิทธิของตนต่อการกระทำละเมิดเกี่ยวกับสิทธิบัตรที่เกิดขึ้นนอกอาณาเขตของประเทศนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 13 เมษายน 2544 วันเวลาใด ไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งเก้าร่วมกันละเมิดสิทธิบัตรแบบผลิตภัณฑ์ระบบกำแพงกันดินก้อนมาตรฐาน พิซ่า ทู (PISA II) ที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรจากบริษัท จ๊ากน่า จำกัด ด้วยการผลิตผลิตภัณฑ์กำแพงกันดินก้อนมาตรฐาน พิซ่า ทู เลียนแบบ หรือใช้แบบผลิตภัณฑ์โดยการใช้ ขาย มีไว้เพื่อขายเสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้แบบดังกล่าว เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ เหตุเกิดที่ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 3, 38, 56, 65, 85, 88 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในสิทธิบัตรแบบผลิตภัณฑ์ระบบกำแพงกันดินก้อนมาตรฐาน พิซ่า ทู โดยมีสิทธิผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขายซึ่งแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรแต่เพียงผู้เดียวในภาคใต้ รวมทั้งในจังหวัดภูเก็ตเป็นระยะเวลา 5 ปี และภายในระยะเวลาดังกล่าว มีการผลิตแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยใช้เครื่องจักรในโรงงานผลิตอิฐบล็อกชั่วคราวของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต คดีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหาย และมีอำนาจฟ้องคดี หรือไม่ เห็นว่า สิทธิบัตรที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ต้องเป็นสิทธิบัตรที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พร้อมทั้งเปิดเผยรายละเอียดการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ เมื่อผ่านการตรวจสอบว่ามีลักษณะครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว อธิบดีจึงจะออกสิทธิบัตรให้ผู้ขอ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวสิทธิบัตรที่ออกโดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวจึงจะได้รับความคุ้มครองในราชอาณาจักรไทย ตามทฤษฎีสากลในเรื่องหลักดินแดนซึ่งผู้ทรงสิทธิบัตรจะบังคับใช้สิทธิของตนได้เฉพาะแต่ภายในเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศที่ออกสิทธิบัตรนั้นเท่านั้น ไม่อาจบังคับใช้สิทธิของตนต่อการกระทำละเมิดเกี่ยวกับสิทธิบัตรที่เกิดขึ้นนอกอาณาเขตของประเทศนั้นได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความตอบถามค้านของนายชริน ธำรงเกียรติกุล พยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ว่าสิทธิบัตรแบบผลิตภัณฑ์ระบบกำแพงกันดินก้อนมาตรฐาน พิซ่า ทู ได้รับสิทธิบัตรในประเทศสหรัฐอเมริกาตามทะเบียนเลขที่ Des. 403, 437 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2541 ตามเอกสารรับรองสิทธิบัตร และคำแปลเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 แต่ไม่ได้มีการยื่นขอจดทะเบียนขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย ดังนั้น สิทธิบัตรดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองให้ใช้บังคับได้เฉพาะภายในอาณาเขตประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นที่มีกฎหมายยอมรับบังคับให้ แต่จะไม่ได้รับความคุ้มครองในราชอาณาจักรไทย แม้โจทก์จะนำสืบว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรดังกล่าวจากผู้ทรงสิทธิบัตรในประเทศสหรัฐอเมริกาให้มีสิทธิในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขายเสนอขายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรแต่เพียงผู้เดียวในภาคใต้ รวมทั้งในจังหวัดภูเก็ต โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ในอันที่จะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในพื้นที่ดังกล่าวในราชอาณาจักรไทย เพราะผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิบัตรที่ออกโดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น เมื่อความปรากฏว่าบริษัท จ๊ากน่า จำกัด ผู้อนุญาตไม่ใช่ผู้ทรงสิทธิบัตรตามกฎหมายไทยโจทก์จึงไม่ใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามกฎหมายไทยและไม่เป็นผู้เสียหายที่พึงจะได้รับความคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 33, 63 ประกอบมาตรา 65 และไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 85 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 33 ม. 38 ม. 63 ม. 65 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูเก็ตค้าซีเมนต์ จำกัด
จำเลย — บริษัทนพวงศ์ก่อสร้าง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6817/2549
#267320
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 112 ฉ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน หากผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์การประเมินนั้นก็เป็นยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เมื่อคดีนี้จำเลยซึ่งเป็นผู้นำของเข้ามิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากการประเมินผิดพิกัดและอัตราอากร จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าอากรตามฟ้อง

จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 แต่ถือได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (1) เนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องเรียกหนี้ค่าภาษีอากร แต่เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุที่ถือว่าการประเมินเป็นที่ยุติแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าอากรตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2542 และวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 จำเลยนำเข้าสินค้าประเภทกากกุ้งซึ่งเป็นสินค้าที่ผลิตและนำเข้าจากประเทศพม่าเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือผ่านด่านศุลกากรจังหวัดระนองจำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 6601 0102 0104 และ 6601 0112 0042 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์โดยแสดงรายการสินค้าเป็นเงินจำนวน 51,250 บาท และ 27,900 บาท และสำแดงรายการชำระภาษีประเภทพิกัด 2301.20 อัตราอากรร้อยละ 10 คิดเป็นอากรขาเข้าเป็นเงินจำนวน 5,125 บาท และ 2,790 บาท ตามลำดับ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปแล้วเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2542 และวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 ตามลำดับ ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจพบว่าสินค้ากากกุ้งซึ่งเป็นสินค้าที่จำเลยนำเข้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ได้มาจากการทำกุ้งแห้งประกอบด้วย ผง เศษหัว และเปลือกของกุ้ง จึงจัดเข้าประเภทพิกัด 0508.00 ในฐานะเป็นเปลือกของสัตว์น้ำจำพวกครัสตาเซียที่ยังไม่ได้จัดทำหรือทำอย่างง่าย ๆ แต่ไม่ได้ตัดเป็นรูปทรง รวมทั้งผงและเศษของสิ่งดังกล่าวซึ่งต้องชำระอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 35 ของราคาสินค้า การที่จำเลยสำแดงประเภทพิกัด 2301.20 และชำระอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 10 ของราคาสินค้านั้นไม่ถูกต้องตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 เจ้าพนักงานจึงได้ประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าเพิ่มเติมโดยใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 6601 0102 0104 จำเลยต้องชำระเพิ่มจำนวน 12,812 บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 เป็นเงิน 1,665.56 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 14,477.56 บาท และใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 6601 0112 0042 มีอากรต้องชำระ 20,475 บาท จำเลยต้องชำระอากรเพิ่มจำนวน 6,975 บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543 เป็นเงิน 837 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 7,812 บาท จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินทั้งสองฉบับแล้วเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2543 จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินและไม่ชำระอากรขาเข้าและเงินเพิ่มดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของเงินอากรขาเข้าที่ต้องชำระนับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนถึงวันฟ้องจำนวน 128.62 บาท และ 69.75 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดชำระทั้งสิ้น 29,284.76 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 29,284.76 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 29,284.76 บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของค่าอากรจำนวน 12,812 บาท และ 6,975 บาท ตามลำดับ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สินค้ากากกุ้งที่จำเลยนำเข้าจากประเทศพม่านั้นจัดเป็นสินค้าประเภทอาหารสัตว์หรือกากและเศษที่เหลือจากอุตสาหกรรมการผลิตอาหารหรือจัดทำไว้สำหรับเป็นอาหารสัตว์และมีลักษณะป่นจึงจัดอยู่ในประเภทพิกัด 2301.20 มิใช่ประเภทพิกัด 0508.00 ซึ่งสินค้าประเภทหลังต้องเป็นสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เปลือกกุ้ง ดังนั้น การที่จำเลยชำระอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 10 ของราคาสินค้าจึงถูกต้องแล้ว นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ประเมินสำนักงานด่านศุลกากรจังหวัดระนองซึ่งตรวจสภาพสินค้าที่จำเลยนำเข้าก็ย่อมรับและเรียกเก็บอากรขาเข้าในประเภทพิกัด 2301.20 และตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปแล้วโดยไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ประเมินดังกล่าวกระทำโดยทุจริต ดังนั้น การทักท้วงของผู้อำนวยการศุลกากรภาค 5 ซึ่งไม่ได้ตรวจสอบสภาพสินค้าจึงไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 29,284.76 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าอากรจำนวน 12,812 บาท และจำนวน 6,975 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางรับรองว่มีเหตุผลสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2542 และวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 จำเลยนำเข้าสินค้าประเภทกากกุ้งจากประเทศพม่าเข้ามาในราชอาณาจักรไทยสำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้าประเภทพิกัด 2301.20 อัตราอากรร้อยละ 10 และชำระค่าอากรเป็นเงิน 5,125 บาท และ 2,790 บาท ตามลำดับ พนักงานเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรจังหวัดระนองได้ตรวจปล่อยสินค้าดังกล่าวให้จำเลยรับไปแล้วในวันนำเข้า ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2543 พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินเรียกเก็บค่าอากรเพิ่มเนื่องจากเห็นว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัด 0508.00 อัตราอากรร้อยละ 35 แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และมิได้ชำระค่าอากรตามการประเมิน โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กฎหมายให้สิทธิผู้นำของเข้าอุทธรณ์การประเมินเช่นนี้ หากผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์ก็ถือว่าผู้นำของเข้าพอใจการประเมิน การประเมินนั้นเป็นที่ยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เมื่อคดีนี้จำเลยซึ่งเป็นผู้นำของเข้ามิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิต่อสู้การประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการประเมินผิดพิกัดและอัตราอากร จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าอากรตามฟ้อง แม้คดีนี้จะมิใช่คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เนื่องจากจำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันตามที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัย แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องเรียกหนี้ค่าภาษีอากรก็ตาม แต่เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุที่ถือว่าการประเมินนี้เป็นที่ยุติดังวินิจฉัยมาแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าอากรตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — นางสุรัตน์ แซ่ตั้น
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6817/2549
#269324
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 112 ฉ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากรฯ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17)ฯ ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน หากผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์ก็ถือว่าผู้นำของเข้าพอใจประเมิน การประเมินนั้นก็เป็นที่ยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้เมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้นำของเข้ามิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยจึงไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการประเมินผิดพิกัดและอัตราอากร จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าอากรตามฟ้อง แม้คดีนี้จะมิใช่คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ เนื่องจากจำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร ตามมาตรา 7 (2) แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องเรียกหนี้ค่าภาษีอากรก็ตาม แต่เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุที่ถือว่าการประเมินนี้เป็นที่ยุติดังวินิจฉัยมาแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าอากรตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 29,284.76 บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของค่าอากรจำนวน 12,812 บาท และ 6,975 บาท ตามลำดับ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 29,284.76 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าอากรจำนวน 12,812 บาท และจำนวน 6,975 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2542 และวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 จำเลยนำเข้าสินค้าประเภทกากกุ้งจากประเทศพม่าเข้ามาในราชอาณาจักรไทยสำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้าประเภทพิกัด 2301.20 อัตราอากรร้อยละ 10 และชำระค่าอากรเป็นเงิน 5,125 บาท และ 2,790 บาท ตามลำดับ พนักงานเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรจังหวัดระนองได้ตรวจปล่อยสินค้าดังกล่าวให้จำเลยรับไปแล้วในวันนำเข้า ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2543 พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินเรียกเก็บค่าอากรเพิ่มเนื่องจากเห็นว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัด 0508.00 อัตราอากรร้อยละ 35 แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และมิได้ชำระค่าอากรตามการประเมิน โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กฎหมายให้สิทธิผู้นำของเข้าอุทธรณ์การประเมินเช่นนี้ หากผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์ก็ถือว่าผู้นำของเข้าพอใจการประเมิน การประเมินนั้นก็เป็นที่ยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เมื่อคดีนี้จำเลยซึ่งเป็นผู้นำของเข้ามิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการประเมินผิดพิกัดและอัตราอากร จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าอากรตามฟ้อง แม้คดีนี้จะมิใช่คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เนื่องจากจำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันตามที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัย แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องเรียกหนี้ค่าภาษีอากรก็ตาม แต่เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุที่ถือว่าการประเมินนี้เป็นที่ยุติดังวินิจฉัยมาแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าอากรตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 7 (2) ม. 8
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — นางสุรัตน์ แซ่ตั้น
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6805/2549
#266847
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ทั้งสามในคดีนี้ขอให้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง น. เป็นคดีอุทลุม ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่าง น. กับ ธ. โดย ธ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลฎีกาพิพากษาให้ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินพิพาท คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา คดีนี้ โจทก์ทั้งสามฟ้อง กรมที่ดินจำเลยที่ 1 อธิบดีกรมที่ดินจำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานที่ดินจำเลยที่ 3 ขอให้จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสาม โดย ธ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาไว้อีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (3) กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาดังกล่าวมาใช้ในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลบางหลวงฝั่งใต้ อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในคดีหมายเลขแดงที่ 4484/2546 ให้แก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายธรรมนูญ ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามไม่ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินพิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสาม

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า กรณีมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยการห้ามไม่ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลบางหลวงฝั่งใต้ อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี จนกว่าคดีนี้จะถึงที่สุดหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสามมีคำขอท้ายฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ดังกล่าว ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4484/2536 ของศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ทั้งสาม และตามคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาลงวันที่ 6 มีนาคม 2545 ของโจทก์ทั้งสามระบุเหตุผลว่าภายหลังที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ. 13 ถึง จ. 17 ถึงโจทก์ทั้งสามว่า หากจะมีการจดทะเบียนพนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะต้องจดทะเบียนให้แก่จำเลยร่วมในคดีนี้ แต่เมื่อศาลฎีกาตรวจดูเอกสารดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเอกสารหมาย จ. 13 เป็นหนังสือเรื่องขอความเป็นธรรมที่โจทก์ที่ 1 มีไปถึงจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ. 14 และ จ. 15 เป็นหนังสือบอกกล่าวของทนายโจทก์ทั้งสามที่มีไปถึงจำเลยที่ 1 ให้รีบดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสาม เอกสารหมาย จ. 16 เป็นหนังสือที่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้ทนายโจทก์ทั้งสามทราบว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีได้มีหนังสือหารือไปยังจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายเพื่อความถูกต้องในทางปฏิบัติและเอกสารหมาย จ. 17 เป็นหนังสือของจำเลยที่ 1 แจ้งให้ทนายโจทก์ทั้งสามทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมของโจทก์ที่ 1 และได้แจ้งผลการพิจารณาให้โจทก์ที่ 1 และจังหวัดปทุมธานีทราบแล้วตามหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่แนบ ซึ่งมีสาระสำคัญว่าเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 นี้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 4484/2536 (ถึงที่สุดแล้ว) กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 168/2538 ต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้ (การโอนที่ดิน) อันแบ่งแยกไม่ได้ ซึ่งขัดกัน หากจะมีการจดทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะต้องจดทะเบียนให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลที่สูงกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 ไม่อาจจดทะเบียนให้แก่โจทก์ที่ 1 กับพวกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 4484/2536 ได้ อย่างไรก็ตามโดยที่โจทก์ที่ 1 กับพวกได้ขออายัดที่ดินดังกล่าว และฟ้องคดีต่อศาลในประเด็นที่ขออายัด ซึ่งขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ที่ดินดังกล่าวยังมีการอายัดอยู่จึงไม่สามารถจดทะเบียนให้แก่จำเลยร่วมกับพวกตามคำพิพากษาได้เช่นกัน ต้องรอผลการพิจารณาของศาลว่าคดีถึงที่สุดเป็นประการใดแล้วจึงจะดำเนินการตามควรแก่กรณีต่อไป หาได้มีข้อความว่า "หากจะมีการจดทะเบียนพนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะต้องจดทะเบียนให้แก่จำเลยร่วมในคดีนี้" ดังที่โจทก์ทั้งสามระบุเหตุผลไว้ในคำร้องไม่ หากแต่หนังสือของจำเลยที่ 1 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าโจทก์ที่ 1 กับพวกได้ขออายัดที่ดินดังกล่าว และฟ้องคดีต่อศาลในประเด็นที่ขออายัด และเมื่อยังมีการอายัดอยู่เจ้าพนักงานที่ดินก็ไม่สามารถจดทะเบียนให้แก่จำเลยร่วมกับพวกตามคำพิพากษาได้ ต้องรอผลของคดีที่เป็นที่สุดก่อน อันแสดงว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีต้องระงับการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ไว้อยู่แล้ว และข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่าเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 นี้ มีคดีฟ้องร้องกันอยู่รวม 4 คดี ถึงที่สุดไปแล้ว 2 คดี คือ คดีหมายเลขแดงที่ 4484/2536 ของศาลชั้นต้น พนักงานอัยการโจทก์ นางนารี ส้มเกลี้ยง จำเลย และคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 168/2538 ระหว่าง นายธรรมนูญ วัฒนธำรงค์ (จำเลยร่วมคดีนี้) โจทก์ นางนารี ส้มเกลี้ยง ที่ 1 นางดาวรุ่ง ชะระอ่ำ ที่ 2 จำเลย และคดีที่ยังไม่ถึงที่สุด 2 คดี คือ คดีหมายเลขแดงที่ 23736/2541 ของศาลชั้นต้น ระหว่าง พนักงานอัยการโจทก์ นางนารี ส้มเกลี้ยง จำเลย นายธรรมนูญ วัฒนธำรงค์ (จำเลยร่วมคดีนี้) จำเลยร่วม ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานียังคงระงับการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ไว้อยู่แล้ว ตามหนังสือของจำเลยที่ 1 และอีกคดีหนึ่งคือ คดีนี้ซึ่งคดีหลักยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น กรณียังไม่มีเหตุจำเป็นหรือไม่เป็นที่เกรงว่าจำเลยทั้งสามจะดำเนินการให้มีการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (3) จึงไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยการห้ามไม่ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีจดทะเบียนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลบางหลวงฝั่งใต้ อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี จนกว่าคดีนี้จะถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (3) ได้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (3) ม. 255
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรวงทอง เตมีรักษ์ กับพวก
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
จำเลยร่วม — นายธรรมนูญ วัฒนธำรงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมงคล ไกรวิชญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศาล อัยยะวรากูล
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6795/2549
#269172
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะมีหนังสือมอบอำนาจของบริษัท จ. ผู้เสียหาย มาเป็นหลักฐานว่าผู้เสียหายมอบอำนาจทอดที่ 1 ให้ ค. เป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทนและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงในทอดที่ 2 ให้บริษัท พ. ดำเนินคดีแทน กับระบุให้บริษัท พ. มอบอำนาจช่วงในทอดที่ 3 ให้บุคคลอื่นดำเนินคดีแทนได้ กับมีหนังสือมอบอำนาจของบริษัท พ. มาเป็นหลักฐานว่าบริษัท พ. ได้มอบอำนาจในทอดที่ 3 ให้ ณ. ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแทนผู้เสียหายได้ก็ตาม แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานการมอบอำนาจในทอดที่ 2 จาก ค. ว่า ค. ได้มอบอำนาจให้บริษัท พ. หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดดำเนินคดีนี้แทนผู้เสียหาย แม้โจทก์จะมี ณ. มาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนว่า ตนได้รับมอบอำนาจจากบริษัท พ. ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก ค. ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงพยานหลักฐานของผู้มอบอำนาจในทอดที่ 3 เท่านั้นไม่ใช่หลักฐานการมอบอำนาจในทอดที่ 2 จึงรับฟังไม่ได้ว่า ค. ได้มอบอำนาจในทอดที่ 2 ให้แก่บริษัท พ. ดำเนินคดีนี้แทน ดังนั้น ณ. ซึ่งได้รับมอบอำนาจช่วงจากบริษัท พ. จึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์แทนผู้เสียหาย การสอบสวนคดีนี้จึงไม่ชอบ อันเป็นผลให้การฟ้องคดีของโจทก์ไม่ชอบไปด้วยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง, 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 69, 75, 76 สั่งริบของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองบุรีรัมย์จับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยของกลาง โดยกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ในงานเพลงยาใจคนจน อันเป็นงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงโสตทัศนวัสดุของผู้เสียหายด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดอาญาต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ ซึ่งต้องมีการร้องทุกข์ตามระเบียบพนักงานสอบสวนจึงจะสอบสวนได้และต้องมีการสอบสวนในความผิดนี้ก่อน พนักงานอัยการโจทก์จึงจะฟ้องคดีได้ในการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้ ได้ความจากร้อยตำรวจโทรณชัย พรมบุตร พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า นายณัฐวุฒิ สมองดี ไปแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เสียหาย โดยนายณัฐวุฒิซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายคณิต เหลืองศิริโรจน์ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้นำสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เอกสารหมาย จ.6 หนังสือรับรองการจดทะเบียนของบริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด เอกสารหมาย จ.7 สำเนาหนังสือมอบอำนาจของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เอกสารหมาย จ.8 ซึ่งมอบอำนาจให้นายคณิต มีอำนาจแจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษมอบคดีต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ฯลฯ และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้บริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด หรือบุคคลอื่นมีอำนาจกระทำการดังกล่าวได้ โดยให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงดังกล่าวสามารถมอบอำนาจช่วงต่อไปได้อีกช่วงหนึ่ง และหนังสือมอบอำนาจของบริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด เอกสารหมาย จ.9 ซึ่งอ้างว่าทางบริษัทได้รับมอบอำนาจจากนายคณิต และได้มอบอำนาจช่วงให้แก่นายณัฐวุฒิ ให้มีอำนาจแจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษดังกล่าว มามอบให้ตรวจสอบถึงการมีอำนาจร้องทุกข์คดีนี้ และร้อยตำรวจโท รณชัย ได้สอบปากคำของนายณัฐวุฒิไว้ ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์เอกสารหมาย จ.10 ซึ่งได้ความว่านายณัฐวุฒิได้รับมอบอำนาจจากบริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด ตามหนังสือมอบอำนาจและเอกสารประกอบดังกล่าว เห็นว่า แม้โจทก์จะมีหนังสือมอบอำนาจของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ตามเอกสารหมาย จ.8 มาเป็นหลักฐานว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจในทอดที่ 1 ให้นายคณิตเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน และให้นายคณิตมีอำนาจมอบอำนาจช่วง ในทอดที่ 2 ให้บริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด ดำเนินคดีแทน กับระบุให้บริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด มอบอำนาจช่วงในทอดที่ 3 ให้บุคคลอื่นดำเนินคดีแทนได้ กับมีหนังสือมอบอำนาจของบริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.9 มาเป็นหลักฐานว่าบริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด ได้มอบอำนาจในทอดที่ 3 ให้แก่นายณัฐวุฒิไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแทนผู้เสียหายได้ก็ตามแต่โจทก์ก็ไม่มีหลักฐานการมอบอำนาจในทอดที่ 2 จากนายคณิตว่า นายคณิตได้มอบอำนาจให้แก่บริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดดำเนินคดีนี้แทนผู้เสียหาย แม้โจทก์จะมีนายณัฐวุฒิมาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนว่า ตนได้รับมอบอำนาจจากบริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายคณิตก็ตาม พยานหลักฐานดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานหลักฐานของผู้มอบอำนาจในทอดที่ 3 เท่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานของผู้มอบอำนาจในทอดที่ 2 พยานหลักฐาน โจทก์ที่นำสืบมาจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า นายคณิตได้มอบอำนาจในทอดที่ 2 ให้แก่บริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด ดำเนินคดีนี้แทน นายณัฐวุฒิซึ่งได้รับมอบอำนาจช่วงจากบริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด จึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์แทนผู้เสียหายการสอบสวนคดีนี้จึงไม่ชอบ อันเป็นผลให้การฟ้องคดีของโจทก์ไม่ชอบไปด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง, 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายวิชัย ทรามรัมย์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6786/2549
#269207
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษี จำเลยที่ 1 ให้สัญญาแก่โจทก์ว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่กรมศุลกากรไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น และโจทก์ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาดังกล่าวโดยต้องใช้เงินคืนโจทก์ตามมูลค่าบัตรภาษีทั้ง 7 ฉบับ ที่เกิดจากการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวไม่มีกำหนดอายุความโดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 หาใช่เป็นกรณีที่จะถือว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ในกรณีเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 174,769.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันรับบัตรจนถึงวันฟ้องจำนวน 126,328.30 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 301,097.45 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 174,769.15 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและเป็หนุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2538 บริษัททักษิณ การ์เม้นท์ จำกัด ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออก ระบุว่า ได้ส่งสินค้าประเภทเสื้อผ้าออกไปจำหน่ายต่างประเทศตามใบขนสินค้าขาออกรวม 10 ฉบับ และขอโอนสิทธิรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีและสัญญาแก่โจทก์ว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งในการยื่นขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวบริษัททักษิณ การ์เม้นท์ จำกัด ได้สำแดงข้อความอันเป็นเท็จในใบขนสินค้าขาออกเลขที่ 0212 2048 0501 ถึง 10, 0212 2048 0505 ถึง 6, 0212 2048 0506 ถึง 7, 0212 2048 0620 ถึง 6, 0212 2048 1261 ถึง 7, 0212 2058 0103 ถึง 7 และ 0212 2068 0470 ถึง 5 รวม 7 ฉบับ เป็นเงิน 174,769.15 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 29, 34, 39, 44, 49, 54 และ 59 โดยไม่มีการส่งออกสินค้าจริง และได้ยื่นหลักฐานอันเป็นเท็จมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อได้จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นบัตรภาษีเฉพาะตามใบขนสินค้าขาออกที่สำแดงข้อความอันเป็นเท็จในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 174, 769.15 บาท และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำบัตรภาษีดังกล่าวไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแล้วมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้สัญญาแก่โจทก์ว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่กรมศุลกากรไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น และโจทก์ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาดังกล่าวโดยต้องใช้เงินคืนโจทก์ตามมูลค่าบัตรภาษีทั้ง 7 ฉบับ ที่เกิดจากการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวไม่มีกำหนดอายุความโดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่เป็นกรณีที่จะถือว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ในกรณีเรียกคืนลาภมิควรได้ตามที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีไว้ไม่ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้เมื่อความรับผิดของจำเลยทั้งสามเป็นความรับผิดในหนี้เงินอันเกิดแต่สัญญาและเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมรับผิดใช้ดอกเบี้ยเมื่อผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 251 ถึง 256 ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์วันที่ 10 มิถุนายน 2547 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 25 มิถุนายน 2547 จำเลยทั้งสามจึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องร่วมรับผิดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อจำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมูลหนี้อันเกิดแต่สัญญาแล้วกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานลาภมิควรได้หรือเป็นกรณีที่โจทก์ติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 174,769.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 20 พฤษภาคม 2548) ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดไม่เกิน 126,328.30 บาท ตามที่โจทก์ขอ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดโอ้วเฮียบเซ่งเชียงโงวกิม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6785/2549
#269319
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าออกทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีสำหรับใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว เมื่อบัตรภาษีดังกล่าวจำเลยที่ 2 นำไปใช้ชำระภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนบัตรภาษีซึ่งขอรับโอนบัตรภาษีโดยให้สัญญาต่อโจทก์ว่าถ้าหากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี เนื่องจากมิได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญา มิได้ฟ้องในลักษณะเรียกคืนลาภมิควรได้ ฉะนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะรับโอนบัตรภาษีไว้โดยสุจริตหรือไม่และมีบัตรภาษีเหลืออยู่หรือไม่ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดตามสัญญา แต่สัญญามิได้กำหนดเวลาคืนเงินไว้ จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยต่อเมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน แล้วจำเลยที่ 2 ไม่คืนให้ตามเวลาที่โจทก์กำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคแรก และ 204 วรรคแรก ประกอบมาตรา 224 วรรคแรก โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 รับบัตรภาษีจากโจทก์

ตามป.พ.พ. และ พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรฯ มิได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวนี้ไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความการเรียกคืนลาภมิควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากรจำนวน 842,611.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 620,862.47 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 842,611.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินชดเชยค่าภาษีอากรจำนวน 348,594.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2538 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤษภาคม 2548) ต้องไม่เกิน 258,007.58 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และมีหน้าที่จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรให้แก่ผู้ส่งสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 โจทก์มอบอำนาจให้นายสุริยา สุขอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายเป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2538 และระหว่างวันที่ 23 ถึง 26 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 นำใบขนสินค้าขาออกจำนวน 7 ฉบับ ไปยื่นเพื่อขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรรวม 962,609.29 บาท และขอโอนสิทธิการรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวในรูปบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 รับไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปใช้ชำระภาษีอากรหมดแล้ว ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรจำนวน 842,611.06 บาท จึงฟ้องเรียกคืนเป็นคดีนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ในประการแรกเกี่ยวกับการส่งสินค้าออกอันจะมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีนั้น เห็นว่า ตามบัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 203, 204, 213 และ 214 ปรากฏว่าสินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข TSAU 9125675 และ KLTU 1042922 ตามที่จำเลยที่ 1 สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกจำนวน 2 ฉบับ เลขที่ 0223 2117 0694 6 และเลขที่ 0223 2117 0697 9 เป็นสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดอินโนเวท รูทติง (INNOVATE ROUTING) ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีสำหรับใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับซึ่งมีมูลค่าตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 187 เป็นเงินรวม 348,594.37 บาท เมื่อบัตรภาษีดังกล่าวจำเลยที่ 2 นำไปใช้ชำระภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนบัตรภาษีซึ่งขอรับโอนบัตรภาษีโดยให้สัญญาต่อโจทก์ว่าถ้าหากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี เนื่องจากมิได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามที่ให้สัญญาแก่โจทก์โดยต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 348,594.37 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญา มิได้ฟ้องในลักษณะเรียกคืนลาภมิควรได้ ฉะนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะรับโอนบัตรภาษีไว้โดยสุจริตหรือไม่และมีบัตรภาษีเหลืออยู่หรือไม่ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดตามสัญญาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น...

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกอกเบี้ยตามมูลค่าบัตรภาษี 348,594.37 บาท จากจำเลยที่ 2 ตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดคืนเงินตามสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์ดังวินิจฉัยแล้วแต่สัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาคืนเงินไว้ จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยต่อเมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน แล้วจำเลยที่ 2 ไม่คืนให้ตามเวลาที่โจทก์กำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก และ 204 วรรคแรก ประกอบมาตรา 224 วรรคแรก โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 รับบัตรภาษีจากโจทก์แต่อย่างใด

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาขอรับโอนบัตรภาษีดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2542 มิได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวนี้ไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความการเรียกคืนลาภมิควรได้ดังที่จำเลยที่ 2 ให้การยกขึ้นต่อสู้ไว้แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกันที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 203 วรรคแรก ม. 204 วรรคแรก ม. 224 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดซาวาน่า เซอร์วิส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6784/2549
#269317
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 ความตกลงทำใว้ล่วงหน้าที่จะตกเป็นโมฆะจะต้องมีข้อความยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์กรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จึงมิใช่สัญญาที่ยกเว้นให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี เนื่องจากกระทำการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนบัตรภาษีจึงต้องรับผิดตามที่ให้สัญญาแก่โจทก์ไม่จำต้องนำบทบัญญัติ มาตรา 412 ถึง 418 แห่ง ป.พ.พ.ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม เพราะกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์โดยเฉพาะอันเป็นนิติกรรมแล้ว

ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องรับผิดตามสัญญาในคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีนั้นไม่ปรากฏว่า ป.พ.พ. กับ พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรฯ ได้มีบัญญัติอายุความกรณีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่นนี้ไว้โดยเฉพาะ กรณีจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนบัตรภาษีจำนวน 349,219.84 บาท แก่โจทก์ ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีและดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 610,848.45 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามมูลค่าบัตรภาษีที่ต้องคืนให้โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 349,219.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มกราคม 2548) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางซึ่งคู่ความมิได้อุทธรณ์คัดค้านว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีนายอาคม ควนปิติอาภรณ์ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 สำแดงข้อความเท็จลงในใบขนสินค้าขาออกรวม 3 ฉบับ ว่า จำเลยที่ 1 ส่งสินค้ารองเท้าสุภาพสตรี สุภาพบุรุษ และเสื้อผ้าที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศรวมมูลค่า 7,838,922.80 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 56, 68 และ 80 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 นำใบขนสินค้าขาออก (ฉบับมุมสีน้ำเงิน) ดังกล่าวไปยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออก และขอโอนสิทธิตามบัตรภาษีดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ทำหนังสือคำขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีให้ไว้ต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 36 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีให้จำเลยที่ 1 ในนามของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปชำระภาษีอากรแทนเงินสดแล้วเป็นเงิน 349,219.84 บาท ตามรายงานการตรวจสอบสถานะบัตรภาษีเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 96 ถึง 97

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 36 ขอรับโอนบัตรภาษีตามคำขอของจำเลยที่ 1 โดยให้สัญญาว่าในกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งสัญญาดังกล่าวไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 ตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ เพราะตามมาตรา 373 ดังกล่าวความตกลงทำไว้ล่วงหน้าที่จะตกเป็นโมฆะจะต้องมีข้อความยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน แต่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์กรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ มิใช่สัญญาที่ยกเว้นให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์แต่อย่างใด และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี เนื่องจากมิได้ส่งสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยออกไปจำหน่ายต่างประเทศตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกเป็นกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแกโจทก์ จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนบัตรภาษีจึงต้องรับผิดตามที่ให้สัญญาแก่โจทก์ โดยต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ เมื่อบัตรภาษีถูกนำไปชำระภาษีอากรจนหมดแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีตามฟ้องให้แก่โจทก์ ทั้งกรณีดังกล่าวก็ไม่จำต้องนำบทบัญญัติ มาตรา 412 ถึง 418 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ เพราะกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์โดยเฉพาะอันเป็นนิติกรรมแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันตามข้อสัญญาที่ให้แก่โจทก์ในการยื่นคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษี ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะรับโอนบัตรภาษีไว้โดยสุจริตหรือไม่จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดตามสัญญา

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยที่ 2 มีว่า สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความการเรียกคืนลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาในคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 มิได้มีบัญญัติอายุความกรณีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่นนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มิใช่กรณีที่จะต้องใช้อายุความการเรียกคืนลาภมิควรได้ จึงไม่ถือว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความการเรียกคืนลาภมิควรได้ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันชำระดอกเบี้ยตามมูลค่าของบัตรภาษีให้แก่โจทก์นับตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์และโอนสิทธิตามบัตรภาษีมูลค่า 349,219.84 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันทำละเมิดคือวันที่จำเลยที่ 2 ได้รับบัตรภาษี วันที่ 24 มกราคม 2538 เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้องจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย เพราะเมื่อจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามข้อสัญญาในคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีที่ให้แก่โจทก์แต่สัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาการคืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีที่มีการนำไปใช้แล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดต่อเมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีที่ได้ใช้ไปและจำเลยที่ 2 ไม่คืนให้โจทก์ตามเวลาที่โจทก์กำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามเมื่อใดและครบกำหนดเมื่อใด ที่ศาลภาษีอากรกลางถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดนับตั้งแต่วันฟ้องจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 349,219.84 บาท นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 2 ได้รับบัตรภาษีวันที่ 24 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 21 มกราคม 2548) ต้องไม่เกิน 261,628 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 373 ม. 412
พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเคนโซ่ มาร์เก็ตติ้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6754/2549
#267272
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินพิพาทเป็นของ ก. ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2513 ก. ได้จดทะเบียนการซื้อขายให้แก่ ด. ในวันเดียวกัน ด. ได้แบ่งที่ดินพิพาทเป็น 6 แปลง และจดทะเบียนแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และ ป. บิดาโจทก์ที่ 3 แต่ก่อนหน้านั้นในปี 2513 จำเลยฟ้อง ก. ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นของ ก. ตกเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2513 โดยพิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย คดีถึงที่สุด คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและ ก. ซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์ทั้งสามจะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่โจทก์ที่ 3 รับโอนที่ดินพิพาท 1 แปลงมาจาก ป. และ ป. กับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาจาก ด. โดย ด. รับโอนที่ดินพิพาททั้งหมดมาจาก ก. คดีดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจาก ก. ด้วย จึงต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า เดิมนายดี อินทร์ธรรม เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7 เนื้อที่ 35 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2513 นายดีได้แบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 42/7 และ 46/7 เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา กับ 1 งาน 20 ตารางวา (ที่ถูก 40 ตารางวา) ตามลำดับ แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 2 แปลง เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 43/7 เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา กับที่ดินส่วนเนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา และแบ่งที่ดินให้แก่นายปัด อินทร์ธรรม บิดาโจทก์ที่ 3 อีก 1 แปลง เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา ภายหลังนายปัดยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 3 โจทก์ทั้งสามครอบครองที่ดินที่ได้รับการยกให้ตลอดมา ส่วนที่ดินที่เหลือนายดีแบ่งให้จำเลยแต่ยังมิได้จดทะเบียนการโอนให้ เพราะนายดีได้ถึงแก่ความตายก่อน ปี 2518 โจทก์ที่ 2 ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด จำเลยขอทำนาในที่ดินของโจทก์ทั้งสามรวม 20 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา โดยจำเลยตกลงแบ่งผลผลิตในที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสามตลอดมา เมื่อเดือนมกราคม 2542 โจทก์ทั้งสามขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินคืน แต่จำเลยไม่ปฎิบัติตามคำขอของโจทก์ทั้งสาม ที่ดินพิพาทหากทำนาจะได้ข้าวเปลือกปีละ 4,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 6 บาท คิดเป็นเงินปีละ 24,000 บาท ขอให้จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง กับให้ใช้ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสามไม่อาจทำนาปีละ 24,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นบุตรนายดี อินทร์ธรรม เดิมที่ดินพิพาทรวมอยู่ในที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่ 35 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา มีหลักฐานเป็นที่ดิน ส.ค.1 ของนายแก้ว ยางงาม เมื่อปี 2498 นายแก้วขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยในราคา 2,100 บาท จำเลยได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวทำนาตลอดมา เมื่อปี 2513 นายแก้วไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในที่ดินดังกล่าวซึ่งไม่ชอบเพราะออกทับที่ดินของจำเลยทั้งแปลง จำเลยไปคัดค้าน และฟ้องนายแก้วห้ามรบกวนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวของจำเลย ต่อมามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย จำเลยครอบครองทำงานโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยโจทก์ทั้งสามไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือโต้แย้งคัดค้าน เมื่อปี 2516 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 บุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทจำเลยจึงได้ฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาสินไหมต่อศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความรับว่าที่ดินพิพาททั้งหมดเป็นของจำเลยและจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ยกเว้นที่ดินที่โจทก์ที่ 1 ปลูกบ้าน เนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา โจทก์ที่ 1 ยังคงอาศัยอยู่ ปี 2517 โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์ที่ 1 อาศัยอยู่ จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี แต่ยังคงอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 อาศัยอยู่ต่อ จำเลยไม่ทราบเรื่องการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7 ให้แก่นายแก้ว เพราะจำเลยได้คัดค้านไว้แล้วตั้งแต่ปี 2513 การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้นายแก้วยังได้สมคบกับนายดีและโจทก์ทั้งสามแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสามโดยไม่สุจริต จำเลยขอให้นายแก้วและโจทก์ทั้งสามเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ทั้งสามไม่ยินยอม ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7, 42/7, 43/7, 44/7, 45/7, 46/7 ตำบลดู่ (ปัจจุบันตำบลโจดม่วง) อำเภอราษีไศล (ปัจจุบันกิ่งอำเภอศิลาลาด) จังหวัดศรีสะเกษ เป็นของจำเลย ห้ามโจทก์ทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง และขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวทั้งหมด ถ้าหากโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสาม กับขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างนายแก้วกับนายดีและการให้ระหว่างนายดีกับโจทก์ทั้งสาม

โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสามได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทมาโดยชอบ และโจทก์ทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 10 ปีแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง คดีขาดอายุความ ขณะที่จำเลยฟ้องนายแก้ว โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแล้ว ทั้งเป็นการฟ้องเกี่ยวกับที่ดินแปลงอื่น คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสาม โจทก์ที่ 1 กับสามีโจทก์ที่ 2 ไม่เคยยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7, 42/7, 43/7, 44/7, 45/7 และ 46/7 ตำบลดู่ (ปัจจุบันตำบลโจดม่วง) อำเภอราษีไศล (ปัจจุบันกิ่งอำเภอศิลาลาด) จังหวัดศรีสะเกษ ห้ามโจทก์ทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง กับให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปยื่นคำขอเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 42/7, 43/7, 45/7 และ 46/7 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม กับโจทก์ทั้งสาม กับให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7 และยกคำขอของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 42/7, 43/7, 45/7 และ 46/7 เสียด้วย กับให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า นายดี อินทร์ธรรม เป็นบิดาของโจทก์ที่ 1 นางเสาร์หรือวาน แสนวิชา และนายปัดหรือพระภิกษุปัด อินทร์ธรรม นางเสาร์หรือวาน เป็นมารดาโจทก์ที่ 2 นายปัดเป็นบิดาโจทก์ที่ 3 เดิมนายแก้ว ยางงาม มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม ส.ค.1 ซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วย ต่อมานายแก้วจะนำที่ดินดังกล่าวไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) และจะขายให้นายดี จำเลยได้คัดค้านการขายที่ดินว่านายแก้วได้ขายที่ดินดังกล่าวให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2438 ตามหนังสือคัดค้านเอกสารหมายเลย ล.17 เจ้าพนักงานที่ดินทำการเปรียบเทียบ แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงมีคำสั่งให้จำเลยในฐานะผู้คัดค้านไปฟ้องคดีต่อศาลแล้วนำสำเนาคำฟ้องมาแสดงภายใน 30 วัน แต่จำเลยมิได้ปฎิบัติตาม เจ้าพนักงานที่ดินจึงจดทะเบียนการซื้อขายให้แก่นายแก้วและนายดีตามบันทึกเอกสารหมาย ล.18 ในวันเดียวกันนายดีได้แบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 6 แปลง แล้วแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 แปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 42/7 และ 46/7 เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา และ 1 งาน 40 ตารางวา ตามลำดับ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเรื่องราวการจดทะเบียนและหนังสือแบ่งให้เอกสารหมาย จ.7/1 ถึง จ.12 แบ่งให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 2 แปลง เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 43/7 และ 45/7 เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา และ 1 งาน 40 ตารางวา ตามลำดับ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเรื่องราวการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.15 จ.16 และ จ.18 กับแบ่งที่ดินให้นายปัดหรือพระภิกษุปัด อินทร์ธรรม บิดาโจทก์ที่ 3 จำนวน 1 แปลง เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 44/7 เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เอกสารหมาย จ.14 ที่ดินส่วนที่เหลือยังคงมีชื่อของนายดีเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง ในปี 2513 จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนายแก้วเพื่อขอแสดงสิทธิครอบครองในที่ดินมีหลักฐานเป็น ส.ค.1 คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยผู้มีสิทธิครอบครอง เนื่องจากนายแก้วขายที่ดินให้แก่จำเลยแล้วตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 172/2515 ของศาลอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.1 ปี 2516 จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ที่ 1 กับนายขัน นิยม สามีโจทก์ที่ 2 ข้อหาบุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินของจำเลย ซึ่งต่อมาโจทก์ที่ 1 และนายขันแถลงต่อศาลยอมที่จะไม่เกี่ยวข้องทำนาในที่ดินดังกล่าวอีก แต่ขออยู่อาศัยในบ้านที่ปลูกในที่ดินดังกล่าวต่อไป โดยสงวนสิทธิจะไปใช้สิทธิฟ้องศาลให้วินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ใดต่อไปตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2516 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 726/2516 คดีหมายเลขแดงที่ 1461/2516 ของศาลชั้นต้น ต่อมาปี 2517 โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยขอแสดงสิทธิในที่ดิน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 184/2518 ให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า ที่ดินดังกล่าวจำเลยมีสิทธิครอบครองอยู่ตามหมายเรียกพยานบุคคลและสารบบคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือจำเลย เห็นว่า แม้เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายแก้ว ยางงาม ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2513 นายแก้วได้จดทะเบียนการซื้อขายให้แก่นายดี อินทร์ธรรม ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เอกสารหมาย จ.5 ในวันเดียวกันนายดีได้แบ่งที่ดินพิพาทเป็น 6 แปลง และจดทะเบียนแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และพระภิกษุปัด อินทร์ธรรม บิดาโจทก์ที่ 3 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 42/7 46/7 43/7 45/7 และ 44/7 แต่ปรากฎว่า ก่อนหน้านั้นในปี 2513 จำเลยฟ้องนายแก้วขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นของนายแก้วตกเป็นของจำเลยศาลชั้นต้นมีคำพิพาทเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2513 โดยพิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดตามคดีหมายเลขแดงที่ 172/2515 ของศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและนายแก้ว ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์ทั้งสามจะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์ที่ 3 รับโอนที่ดินพิพาท 1 แปลงมาจากนายปัดและนายปัดกับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายดีโดยนายดีรับโอนที่ดินพิพาททั้งหมดมาจากนายแก้ว คดีดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจากนายแก้วด้วย คดีนี้จะฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จึงต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ฎีกาข้ออื่นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองหรือสุข อินทรธรรม กับพวก
จำเลย — นายจันทร์ อินทรธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6703 -ที่ 6752/2549
#267427
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองนายจ้างในกรณีที่นายจ้างประสบปัญหามีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว แต่นายจ้างมีความประสงค์จะประกอบกิจการของตนต่อไป เพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายของนายจ้าง จึงให้นายจ้างรับภาระจ่ายเงินเท่ากับค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างการหยุดงานเพียงครึ่งเดียว แทนที่จะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเต็มจำนวนในระหว่างที่หยุดกิจการนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างด้วยเพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้ จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน ความจำเป็นของนายจ้างที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นความจำเป็นที่สำคัญอันจะมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างมาก ทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้

การที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างให้บริษัท ย. เช่าอาคารโรงงาน โรงอาหาร โกดังเก็บสินค้า และที่ดินรอบอาคารที่ตั้งบริษัทจำเลย รวมทั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหมดของจำเลย เพื่อให้บริษัทดังกล่าวใช้ผลิตเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ทำความเย็นอันเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำเลยเคยผลิตอยู่ก่อนแทนจำเลยนั้น จำเลยจึงไม่มีกิจการผลิตเครื่องปรับอากาษอันเป็นกิจการหลักที่จะดำเนินการต่อไป แม้จำเลยจะยังคงดำเนินกิจการต่อไปโดยเปลี่ยนไปเป็นประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 นับตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2543 หลังวันให้เช่าโรงงานไปเพียงวันเดียวก็ตาม แต่ก็เป็นการผลิตชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศส่งจำหน่ายให้บริษัท ย. แห่งเดียวเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า หลังให้เช่าโรงงานจำเลยคงมีลูกจ้างเหลืออยู่จำนวน 95 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างที่ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยไว้และยังตกลงกันไม่ได้ ประกอบกับอาคารโรงงานจำเลยผลิตชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศเป็นอาคารโรงงานก่อด้วยสังกะสีล้อมรอบอันมีลักษณะไม่ถาวร และในระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2544 จำเลยเคยประกาศให้ลูกจ้างทั้งหมดหยุดงานไปครั้งหนึ่งแล้วด้วยสาเหตุคำสั่งซื้อลดน้อยลง เมื่อลูกจ้างทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งห้าสิบกลับเข้าทำงานในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยก็ได้ประกาศให้ลูกจ้างทั้งหมดหยุดงานในระหว่างวันที่ 2 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 อีก อ้างเหตุผลว่าคำสั่งซื้อน้อยมาก จำเลยไม่มีงานให้ทำ ย่อมแสดงให้เห็นว่านับตั้งแต่จำเลยให้บริษัท ย.เช่าโรงงานทั้งหมดแล้วจำเลยคงประสงค์ที่จะได้รายได้หลักจากค่าเช่าเดือนละ 500,000 บาท เท่านั้น จำเลยหามีเจตนาที่จะประกอบกิจการอย่างแท้จริงอีกต่อไปไม่ การที่จำเลยประกาศให้โจทก์ทั้งห้าสิบหยุดงานระหว่างวันที่ 2 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 จึงมิใช่เป็นการหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามความหมายของมาตรา 75 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสิบสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 50 และให้เรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งห้าสิบสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างให้โจทก์ทั้งห้าสิบอีกคนละร้อยละห้าสิบของค่าจ้างของโจทก์แต่ละคน พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยทั้งห้าสิบสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งห้าสิบเพิ่ม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินค่าจ้างของโจทก์แต่ละคนนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 3 กรกฎาคม 2545) จนกว่าจะชำระแก่โจทก์ทั้งห้าสิบเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งห้าสิบสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองนายจ้างในกรณีที่นายจ้างประสบปัญหามีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว แต่นายจ้างมีความประสงค์จะประกอบกิจการของตนอีกต่อไป เพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายของนายจ้างจึงให้นายจ้างรับภาระจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างการหยุดงานเพียงครึ่งเดียว แทนที่จะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเต็มจำนวนในระหว่างที่หยุดกิจการนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้ จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน สำหรับความจำเป็นของนายจ้างที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นความจำเป็นที่สำคัญอันจะมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างมาก ทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาข้างต้นเป็นการหยุดกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยให้บริษัทยูไนเต็ด เทคโนโลยี ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด เช่าอาคารโรงงาน โรงอาหาร โกดังเก็บสินค้า และที่ดินรอบอาคารที่ตั้งบริษัทจำเลย รวมทั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดของจำเลย เพื่อให้บริษัทดังกล่าวใช้ผลิตเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ทำความเย็นอันเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำเลยเคยผลิตอยู่ก่อนแทนจำเลยนั้น จำเลยจึงไม่มีกิจการผลิตเครื่องปรับอากาศอันเป็นกิจการหลักที่จะดำเนินการต่อไป แม้จำเลยจะยังคงดำเนินกิจการต่อไปโดยเปลี่ยนไปเป็นประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 นับตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2543 หลังวันให้เช่าโรงงานไปเพียงวันเดียวก็ตาม แต่ก็เป็นการผลิตชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศส่งจำหน่ายให้บริษัทยูไนเต็ด เทโนโลยี ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด แห่งเดียว เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า หลังให้เช่าโรงงานจำเลยคงมีลูกจ้างเหลืออยู่จำนวน 95 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างที่ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยไว้และยังตกลงกันไม่ได้ ประกอบกับอาคารโรงงานที่จำเลยผลิตชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศเป็นอาคารโรงงานก่อด้วยสังกะสีล้อมรอบอันมีลักษณะไม่ถาวร และในระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2544 จำเลยเคยประกาศให้ลูกจ้างทั้งหมดหยุดงานไปครั้งหนึ่งแล้วด้วยสาเหตุคำสั่งซื้อลดน้อยลง เมื่อลูกจ้างทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งห้าสิบกลับเข้าทำงานในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยก็ได้ประกาศให้ลูกจ้างทั้งหมดหยุดงานในระหว่างวันที่ 2 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 อีก อ้างเหตุผลว่าคำสั่งซื้อน้อยมาก จำเลยไม่มีงานให้ทำ ย่อมแสดงให้เห็นว่า นับตั้งแต่จำเลยให้บริษัทยูไนเต็ด เทคโนโลยี ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด เช่าโรงงานทั้งหมดแล้ว จำเลยคงประสงค์ที่จะได้รายได้หลักจากค่าเช่าเดือนละ 500,000 บาท เท่านั้น จำเลยหามีเจตนาที่จะประกอบกิจการอย่างแท้จริงอีกต่อไปไม่ การที่จำเลยประกาศให้โจทก์ทั้งห้าสิบหยุดงานระหว่างวันที่ 2 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 จึงมิใช่เป็นการหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามความหมายของมาตรา 75 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าสิบสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวัสดิ์ ยานุ กับพวก
จำเลย — บริษัทยูนิแฟ้บอีควิปเมนต์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6701/2549
#267748
เปิดฉบับเต็ม

การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง มีบัญญัติเป็นหลักทั่วไปไว้ใน ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 6 มาตรา 582 ซึ่งมิได้กำหนดว่าการบอกเลิกจ้างจะต้องทำเป็นหนังสือ ส่วนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 17 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ว่า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลานายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบนั้น ก็มิได้ห้ามเด็ดขาดมิให้นายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจา เพียงแต่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อเป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าเท่านั้น การบอกเลิกจ้างจึงอาจทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 9 ตุลากคม 2546 จำเลยที่ 2 ได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่วิศวกรอาวุโส ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,000 บาท ค่าตำแหน่งตามจำนวนวันที่มาทำงานวันละ 160 บาท หากเดือนใดค่าตำแหน่งไม่ถึง 3,500 บาท จำเลยที่ 2 ตกลงจ่ายให้เดือนละ 3,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2547 จำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าไม่ผ่านการทดลองงาน โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2547 เป็นต้นไป โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าตำแหน่ง โจทก์ทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547 และไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวม 55 วัน ในส่วนของเงินเดือนโจทก์มีสิทธิได้รับจำนวน 51,333 บาท ในส่วนของค่าตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2547 รวม 41 วัน เป็นเงิน 6,560 บาท รวมสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีสิทธิได้รับเป็นเงิน 57,893 บาท แต่จำเลยที่ 2 จ่ายให้เพียง 31,500 บาท คงขาดอีกจำนวน 26,393 บาท ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 28/2547 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 26,393 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์เคยเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 ตำแหน่งวิศวกรอาวุโส แผนกควบคุมคุณภาพ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 28,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ส่วนค่าตำแหน่งเดือนละ 3,500 บาท ไม่ใช่ค่าจ้าง เป็นเพียงสวัสดิการเพื่อจูงใจในการทำงานโดยมีเงื่อนไขโจทก์จะได้รับค่าตำแหน่งเมื่อมาทำงาน หากวันใดที่โจทก์ขาดงานก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าตำแหน่ง คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยจำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2547 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2547 จำเลยที่ 2 ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 1 เดือน และค่าตำแหน่ง 3,500 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ออกจากงานในวันดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 อีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด (ที่ถูก บริษัทจำกัด) มีนายฮิซามิ มิยาซาวา หรือนายฮิเดฮิโกะ อาคาโอะ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 ตำแหน่งวิศวกรอาวุโส แผนกตรวจสอบคุณภาพ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,000 บาท ค่าตำแหน่งรายวัน วันละ 160 บาท หากเดือนใดมาทำงานแล้วได้ค่าตำแหน่งไม่ถึง 3,500 บาท จำเลยที่ 2 จะจ่ายให้ 3,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน จำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกจ้างโจทก์ล่วงหน้าในวันที่ 24 มกราคม 2547 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมาจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ออกจากงานในวันที่ 31 มกราคม 2547 จำเลยที่ 2 ไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทำงานถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 ตามที่โจทก์ร้องขอ โดยยืนยันการบอกเลิกจ้างล่วงหน้าที่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้เท่ากับค่าจ้าง 1 เดือน เป็นเงิน 28,000 บาท ค่าตำแหน่ง 3,500 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 6,183.31 บาทและค่าจ้างของวันที่ 16 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2547 จำนวน 14,000 บาท โจทก์ได้ไปยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 เพื่อเรียกให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 มาชี้แจง จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายวิโรจน์ วิชิตวาสุเทพ กรรมการ มาให้ถ้อยคำชี้แจงต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบและบันทึกคำให้การของโจทก์ นายวิโรจน์ วิชิตวาสุเทพ และนายสมชาย เรืองวงศ์วิทยา พยานฝ่ายนายจ้างทั้งรวบรวมพยานเอกสารต่าง ๆ แล้ว มีความเห็นว่า เนื่องจากลูกจ้างผู้ร้องทำงานไม่ครบ 120 วัน ตามมาตรา 118 (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างผู้ร้อง ส่วนเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าตำแหน่ง บริษัทนายจ้างได้บอกกล่าวล่วงหน้าด้วยวาจาแล้วเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2547 ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยให้ลูกจ้างออกจากงานไปวันที่ 31 มกราคม 2547 พร้อมทั้งจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ 1 งวด และค่าตำแหน่ง เป็นเงิน 31,500 บาท ให้แก่ลูกจ้างผู้ร้องแล้วเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2547 จึงถือว่าบริษัทนายจ้างปฏิบัติถูกต้อง ลูกจ้างผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าตำแหน่งอีก รายละเอียดปรากฏตามบันทึกสำนวนการสอบสวนของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จล.1 โจทก์ไม่พอใจคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง (สาขาธัญบุรี) ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย....

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.2 ว่า จำเลยที่ 2 บอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า ในการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างเอาไว้นั้น มีบัญญัติเป็นหลักทั่วไปไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 มาตรา 582 ซึ่งมิได้กำหนดเอาไว้ว่าการบอกเลิกจ้างจะต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นการบอกเลิกจ้างจึงอาจจะทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ส่วนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 17 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ว่า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลานายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ นั้นก็มิได้ห้ามเด็ดขาดมิให้นายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจา เพียงแต่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อเป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าเท่านั้น โดยจะบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ หากบังคับให้ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือเท่านั้นอาจมีผลร้ายต่อการทำงานของลูกจ้างกับนายจ้างอื่นใดในอนาคตได้และเมื่อจำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าในวันที่ 24 มกราคม 2547 อันเป็นวันก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในคราววันที่ 25 มกราคม 2547 เพื่อให้มีผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 โดยจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าว จำเลยที่ 2 จึงให้โจทก์ออกจากงานในวันที่ 31 มกราคม 2547 ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามฟ้องแก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทินกรณ์ ชินภัทรภักดีกุล
จำเลย — นางมยุรี สัตบุตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6700/2549
#267319
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ไปดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายธุรการและบริการ มีหน้าที่วิเคราะห์ต้นทุน รวบรวมข้อมูลและเอกสาร ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ปรับโครงสร้างขึ้นใหม่ เนื่องจากเดิมจำเลยที่ 1 มี 26 สาขา และต้องการเพิ่มอีก 5 สาขา การแบ่งงานดังกล่าวเพื่อให้สภาพคล่องตัวขึ้น โดยโจทก์ยังคงได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเหมือนเดิม และเป็นไปตามเงื่อนไขการจ้างงาน โจทก์จะไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 หาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ไปดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายธุรการและบริการเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2547 แต่โจทก์ขอเวลาวันเสาร์อาทิตย์ และจะให้คำตอบในวันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2547 ครั้นถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2547 โจทก์แจ้งปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานในตำแหน่งใหม่ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่ง แต่โจทก์ยังคงปฏิเสธ ถือได้ว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างในกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจบริหารสูงสุด จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2540 ครั้งสุดท้ายตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 54,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 30 ของเดือน ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2547 จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ อ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยทั้งสองที่โยกย้ายโจทก์ไปเป็นผู้จัดการฝ่ายธุรการและบริการ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นการขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างเดือนสุดท้าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม รวม 13,617,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ขัดต่อคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์ไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบริหารการปฏิบัติการบริการโดยได้แจ้งโจทก์ว่าหากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยที่ 1 จำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างกรณีที่ร้ายแรงและกระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย 416,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ มิถุนายน 2547 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจบริหารสูงสุดในประเทศไทย จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม เอ แอน ดับบลิว โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2540 ครั้งสุดท้ายตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 52,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 30 ของเดือนเอกสารหมาย ล.1 เป็นสัญญาจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ไปดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายธุรการและบริการตามเอกสารหมาย ล.2 พร้อมคำแปล ซึ่งงานในตำแหน่งใหม่ดังกล่าวมีหน้าที่วิเคราะห์ต้นทุนรวบรวมข้อมูลและเอกสารซึ่งเป็นงานเดิมที่โจทก์ทำอยู่แล้ว แต่แบ่งงานออกมาเป็นอีกตำแหน่งหนึ่ง ดังนั้น ปริมาณงานจึงลดลงตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่ปรับโครงสร้างขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเดิมจำเลยที่ 1 มีสาขารวม 26 สาขา และต้องการขยายสาขาอีก 5 สาขา รวมเป็น 31 สาขา การแบ่งงานดังกล่าวเพื่อให้สภาพงานคล่องตัวขึ้น โดยโจทก์ยังคงได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเหมือนเดิมทุกประการ กล่าวคือ สภาพการจ้างเหมือนเดิมแต่ปริมาณงานลดลงซึ่งโจทก์ว่าขอเวลาวันเสาร์และอาทิตย์คิดทบทวนเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งดังกล่าวก่อน และจะมาให้คำตอบในวันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2547 ครั้งถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2547 โจทก์แจ้งปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานในตำแหน่งใหม่ โดยจะทำงานในตำแหน่งเดิม จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่ง ตามเอกสารหมาย ล.3 พร้อมคำแปล แต่โจทก์ปฏิเสธ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกจ้างด้วยวาจาว่าโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งโยกย้ายตำแหน่งและไม่ยอมสละตำแหน่งเดิม ในวันเดียวกันในตอนบ่าย จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.4 พร้อมคำแปล เอกสารหมาย ล.5 เป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หากโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า มีสิทธิได้รับจำนวน 416,000 บาท และ 52,000 บาท ตามลำดับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ข้อแรกว่า การที่โจทก์ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่โยกย้ายโจทก์ไปเป็นผู้จัดการฝ่ายธุรการและบริการเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ไปดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายธุรการและบริการ ซึ่งงานในตำแหน่งดังกล่าวมีหน้าวิเคราะห์ต้นทุน รวบรวมข้อมูลและเอกสาร ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่ปรับโครงสร้างขึ้นใหม่เนื่องจากเดิมจำเลยที่ 2 มีสาขารวม 26 สาขา และต้องการขยายสาขาเพิ่มอีก 5 สาขา รวมเป็น 31 สาขา การแบ่งงานดังกล่าวเพื่อให้สภาพคล่องตัวขึ้น โดยโจทก์ยังคงได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเหมือนเดิมทุกประการ และเป็นไปตามเงื่อนไขการจ้างงานตามสัญญาจ้างงานเอกสารหมาย ล.1 การที่จำเลยที่ 1 จัดองค์กรและโยกย้ายพนักงานในองค์กรให้ทำงานในตำแหน่งใหม่ที่เหมาะสมเพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 1 ดำเนินไปโดยมีประสิทธิภาพ จำเลยทั้งสองสามารถกระทำได้ตามอำนาจในทางบริหารงานองค์กรที่ไม่ขัดกับสัญญาจ้างแรงงานระหว่างกันเพื่อให้การปฏิบัติงานลุล่วงไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ จำเลยทั้งสองจึงได้ปรับปรุงหน่วยงานและจัดบุคคลากรให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ ตามหน่วยงานที่ปรับปรุงใหม่นั้น หากบุคลากรไม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งที่ปรับปรุงใหม่แล้ว การดำเนินงานตามแผนงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ย่อมไม่อาจเป็นไปได้และจะก่อให้เกิดผลเสียหายแก่องค์กรและบุคลากรทั้งหมดในองค์กรนั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใหม่ โจทก์จะไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 หาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ไปดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายธุรการและบริการเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2547 แต่โจทก์ขอเวลาวันเสาร์และอาทิตย์ และจะให้คำตอบในวันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2547 ครั้นถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2547 โจทก์แจ้งปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานในตำแหน่งใหม่ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งตามเอกสารหมาย ล.3 แต่โจทก์ยังคงปฏิเสธ ถือได้ว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างในกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) เมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแล้ว กรณีดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างเวลาผิดนัดจ่ายค่าชดเชยเพียงใดอีกต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจินตนา ดีบ้านโสก
จำเลย — เรสเตอรองต์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6699/2549
#269080
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาความสัมพันธ์ของบุคคลว่าเป็นนายจ้างและลูกจ้างกันตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าบุคคลที่เป็นลูกจ้างอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบุคคลที่เป็นนายจ้าง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามความเป็นจริงของความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ด้วย

พนักงานขายบัตร ทำงานตามช่วงเวลาที่ระบุไว้จะไปทำงานหรือไม่ก็ได้ หากไม่ไปก็เพียงแต่แจ้งทางโทรศัพท์ ไม่ต้องยื่นใบลา ได้รับค่าตอบแทนจากการขายจากจำนวนบัตรที่ขายได้ในแต่ละวันหากขายไม่ได้หรือขายได้เพียงหนึ่งใบจะไม่ได้รับค่าตอบแทน แม้จะมาทำการขายในวันดังกล่าวก็ตามไม่มีการกำหนดวันหยุด วันลาและสวัสดิการ จึงเป็นการทำงานโดยอิสระ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาและไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การตกลงกันปฏิบัติงานตามช่วงเวลาที่ประสงค์และการกำหนดให้พนักงานขายบัตรที่มาทำงานสายต้องถูกหักเงินเป็นค่าปรับ ก็มิใช่การใช้อำนาจบังคับบัญชา แต่เป็นเพียงการวางกฎเกณฑ์เพื่อให้การขายมีประสิทธิภาพเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับพนักงานขายบัตรจึงมิใช่นายจ้างและลูกจ้างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ รส. 0725/4021 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 หนังสือที่ รส. 0725/10776 ลงวันที่ 19 เมษายน 2545 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1192/2546 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2546 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งค่าทนายความแทนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งขอจำเลยตามหนังสือที่ รส. 0725/4021 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 หนังสือที่ รส. 0725/10776 ลงวันที่ 19 เมษายน 2545 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1192/2546 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2546 ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมรวมทั้งค่าทนายความแทนโจทก์นั้น เนื่องจากการดำเนินคดีที่ศาลแรงงานคู่ความไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียม จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์เสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับพนักงานขายบัตรอยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ให้คำนิยามของ "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย และ "นายจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้าง และให้หมายความรวมถึงผู้ได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย อันมีความหมายว่า ลูกจ้างเป็นผู้ซึ่งทำงานให้แก่ผู้รับลูกจ้างเข้าทำงานโดยรับค่าจ้างจากผู้รับลูกจ้างเข้าทำงานนั้น แต่การที่จะพิจารณาความสัมพันธ์ของบุคคลว่าเป็นนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่ นอกจากจะพิจารณาว่าบุคคลทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์กันดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 แล้ว ยังต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าบุคคลที่เป็นลูกจ้างอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบุคคลที่เป็นนายจ้าง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามความเป็นจริงของความเป็นนายจ้างและลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ด้วยเมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์จ้างพนักงานขายบัตรให้ไปทำงานตามช่วงเวลาที่ระบุไว้ แต่จะไปทำงานหรือไม่ไปก็ได้ หากไม่ไปก็เพียงแต่แจ้งทางโทรศัพท์ให้โจทก์ทราบโดยไม่ต้องยื่นใบลา จะได้รับค่าตอบแทนจากการขายจากจำนวนบัตรที่ขายได้ในแต่ละวันโดยจ่ายในวันสุดสัปดาห์ของสัปดาห์ถัดไป หากขายไม่ได้หรือขายได้เพียง 1 ใบ จะไม่ได้รับค่าตอบแทนแม้จะมาทำการขายในวันดังกล่าวก็ตาม ไม่มีการกำหนดวันหยุด วันลาและสวัสดิการสำหรับพนักงานขายบัตร ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าพนักงานขายบัตรมีอิสระในการทำงานกับโจทก์ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาและไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ การตกลงกันปฏิบัติงานตามช่วงเวลาที่ประสงค์และการกำหนดให้พนักงานขายบัตรที่มาทำงานสายจะถูกหักเงินเป็นค่าปรับจำนวน 50 บาท ก็มิใช่กรณีที่โจทก์ใช้อำนาจบังคับบัญชาแต่เป็นการวางกฎเกณฑ์เพื่อให้การขายมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน ดังนั้นนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับพนักงานขายบัตรจึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโปรมาร์คสแตรททิจีส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6698/2549
#269024
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม ที่กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ แต่นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่ง จึงจะฟ้องคดีได้นั้น เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มุ่งถึงสิทธิของลูกจ้างที่จะได้รับเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จากนายจ้างโดยเร็วเมื่อลูกจ้างชนะคดี อันเป็นการป้องกันไม่ให้นายจ้างหน่วงเหนี่ยวชำระให้แก่ลูกจ้างชักช้า และตามมาตรา 125 วรรคสี่ ยังบัญญัติไว้สอดคล้องกันว่าเมื่อคดีถึงที่สุดลูกจ้างเป็นฝ่ายชนะคดี ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลแก่ลูกจ้างได้โดยไม่ต้องบังคับคดี ซึ่งเงินที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องนำมาวางศาลเมื่อฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวเป็นเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่พนักงานตรวจแรงงานเห็นว่าลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับ จึงมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้าง มิใช่เงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 กำหนดให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเมื่อฟ้องคดีต่อศาลแรงงานแต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ เพราะโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม กำหนดไว้ จึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างของโจทก์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล จะต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงจะฟ้องคดีได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม แต่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้น คำสั่งของศาลแรงงานกลางขัดต่อกฎหมาย เพราะตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 บัญญัติว่า การยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในศาลแรงงานให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่คู่ความที่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม ที่กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ แต่นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งจึงจะฟ้องคดีได้นั้น เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มุ่งถึงสิทธิของลูกจ้างที่จะได้รับเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จากนายจ้างโดยเร็วเมื่อลูกจ้างชนะคดีอันเป็นการป้องกันไม่ให้นายจ้างหน่วงเหนี่ยวชำระให้แก่ลูกจ้างชักช้า และตามมาตรา 125 วรรคสี่ ยังบัญญัติไว้สอดคล้องกันว่าเมื่อคดีถึงที่สุดลูกจ้างเป็นฝ่ายชนะคดี ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลแก่ลูกจ้างได้โดยไม่ต้องบังคับคดี ซึ่งเงินที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องนำมาวางศาลเมื่อฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวเป็นเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่พนักงานตรวจแรงงานเห็นว่าลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับ จึงมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้าง มิใช่เงินค่าฤชาธรรมเนียมที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 กำหนดให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเมื่อฟ้องคดีต่อศาลแรงงานแต่อย่างใด ดังนี้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม กำหนดไว้ จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพฯการทอ จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6698/2549
#269326
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 125 วรรคสาม ที่กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสูศาลแรงงานได้ แต่นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งจึงจะฟ้องคดีได้นั้นเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มุ่งถึงสิทธิของลูกจ้างที่จะได้รับเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ จากนายจ้างโดยเร็วเมื่อลูกจ้างชนะคดีอันเป็นการป้องกันไม่ให้นายจ้างหน่วงเหนี่ยวชำระให้แก่ลูกจ้างชักช้า และตามมาตรา 125 วรรคสี่ ยังบัญญัติไว้สอดคล้องกันว่า เมื่อคดีถึงที่สุดลูกจ้างเป็นฝ่ายชนะคดี ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลแก่ลูกจ้างได้โดยไม่ต้องบังคับคดี ซึ่งเงินที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องนำมาวางศาลเมื่อฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวเป็นเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ที่พนักงานตรวจแรงงานเห็นว่าลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับ จึงมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้าง มิใช่เงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 27 กำหนดให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเมื่อฟ้องคดีต่อศาลแรงงานแต่อย่างใด ดังนี้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 125 วรรคสาม กำหนดไว้ จึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างของโจทก์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล จะต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงจะฟ้องคดีได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม แต่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้น คำสั่งของศาลแรงงานกลางขัดต่อกฎหมายเพราะตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 บัญญัติว่า การยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในศาลแรงงานให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียม ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่คู่ความที่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม ที่กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ แต่นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งจึงจะฟ้องคดีได้นั้น เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มุ่งถึงสิทธิของลูกจ้างที่จะได้รับเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จากนายจ้างโดยเร็วเมื่อลูกจ้างชนะคดี อันเป็นการป้องกันไม่ให้นายจ้างหน่วงเหนี่ยวชำระให้แก่ลูกจ้างชักช้า และตามมาตรา 125 วรรคสี่ ยังบัญญัติไว้สอดคล้องกันว่าเมื่อคดีถึงที่สุดลูกจ้างเป็นฝ่ายชนะคดี ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลแก่ลูกจ้างได้โดยไม่ต้องบังคับคดี ซึ่งเงินที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องนำมาวางศาลเมื่อฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวเป็นเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่พนักงานตรวจแรงงานเห็นว่าลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับ จึงมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้าง มิใช่เงินค่าฤชาธรรมเนียมที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 กำหนดให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเมื่อฟ้องคดีต่อศาลแรงงานแต่อย่างใด ดังนี้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม กำหนดไว้ จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคสาม ม. 125 วรรคสี่
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพฯการทอ จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6657/2549
#267664
เปิดฉบับเต็ม

สินค้าพิพาทบรรจุอยู่ในกล่องหรือลังรวม 231 กล่อง บรรจุรวมอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เดียว แสดงว่าแต่ละกล่องที่บรรจุสินค้ามีสภาพสามารถทำการขนส่งไปตามลำพังได้ จึงถือว่าแต่ละกล่องที่บรรจุสินค้าพิพาทเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่งตามคำนิยามในมาตรา 3 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าพิพาทดังกล่าวถือเป็นภาชนะขนส่ง เมื่อสินค้าได้รับความเสียหาย 31 กล่อง และมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้นแล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดเป็นเงินไม่เกิน 310,000 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนเงินที่คำนวณได้ตามน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้านั้น เมื่อโจทก์ (ผู้รับประกันภัย) ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 188,631 บาท โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 192,817 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 188,631 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า บริษัทไทยซัมซุงอีเล็คโทรนิคส์ จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศไทยซื้อสินค้าจากบริษัทซัมซุมเอเชีย พีทีอี จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสำหรับความเสียหายหรือสูญหายแก่สินค้าดังกล่าวในระหว่างการขนส่งไว้ต่อโจทก์ในวงเงินทุนประกันภัย 1,788,459.75 บาท โดยผู้ซื้อได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าและจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการขนส่งสินค้าที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเรือขนสินค้าจากประเทศสิงคโปร์มาถึงท่าเรือกรุงเทพผู้ซื้อได้ไปรับสินค้า ปรากฏว่าสินค้าได้รับความเสียหายบางส่วนเนื่องจากเปียกน้ำ จากการตรวจสอบพบว่ามีรูรั่วด้านบนตู้คอนเทนเนอร์ รูดังกล่าวมีลักษณะถูกกระแทกจากภายนอกทะลุเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ทำให้น้ำรั่วเข้าไปถูกสินค้าได้รับความเสียหายจำนวน 31 กล่อง (CARTONS) คิดเป็นเงิน 209,589.53 บาท เหตุแห่งการเสียหายของสินค้าดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสอง ผู้ซื้อจึงเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จึงเรียกร้องจากโจทก์ โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 188,631 บาทเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งอื่นจะต้องร่วมกันรับผิดเพื่อความเสียหายของสินค้าดังกล่าวเพียงใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าหน่วยการขนส่งในการขนส่งสินค้าพิพาทคือกล่อง (CARTONS) มิใช่ตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อสินค้าได้รับความเสียหาย 31 กล่อง จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดในจำนวนเงินตามฟ้อง เห็นว่า ในข้อนี้นางสาวปาริฉัตร์พยานโจทก์และนายเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท ดี. เอส. เซอร์เวย์สแอนด์เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้สำรวจและประเมินความเสียหายสินค้าพิพาทเป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความประกอบได้ความว่า สินค้าที่บรรจุมาในตู้คอนเทนเนอร์ได้รับความเสียหาย 31 กล่องใหญ่ (CARTONS) และสินค้าเสียหาย 122 ชิ้น คิดเป็นเงิน 209,589.53 บาท จากภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏว่าสินค้าที่ได้รับความเสียหายบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์และแม้ตามใบตราส่ง ระบุว่าสินค้าที่ขนส่งมี 1 ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต แต่ตามใบรายการสินค้าแนบท้ายใบตราส่งดังกล่าวก็ระบุว่าจำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าที่จะขนส่งไว้จำนวน 231 กล่อง (CARTONS) และตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 บัญญัติคำนิยามคำว่า "ภาชนะขนส่ง" หมายความว่า ตู้สินค้า ไม้รองสินค้า หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ซึ่งใช้บรรจุหรือรองรับของ หรือใช้รวมหน่วยการขนส่งของหลายหน่วยเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการขนส่งทางทะเล และคำว่า "หน่วยการขนส่ง" หมายความว่า หน่วยแห่งของที่ขนส่งทางทะเลซึ่งนับเป็นหนึ่งและแต่ละหน่วยอาจทำการขนส่งไปตามลำพังได้ เช่น กระสอบ ชิ้น ถัง ตู้ ม้วน ลัง ลูก หีบ ห่อ อัน หรือหน่วยที่เรียกชื่ออย่างอื่น ดังนี้ เมื่อสินค้าพิพาทบรรจุอยู่ในกล่องหรือลังรวม 231 กล่อง บรรจุรวมอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เดียวดังกล่าว แสดงว่าแต่ละกล่องที่บรรจุสินค้ามีสภาพสามารถทำการขนส่งไปตามลำพังได้ จึงถือว่าแต่ละกล่องที่บรรจุสินค้าพิพาทเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่งตามคำนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าพิพาทดังกล่าวถือเป็นภาชนะขนส่ง เมื่อสินค้าได้รับความเสียหาย 31 กล่อง และตามมาตรา 58 บัญญัติให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้นแล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดเป็นเงินไม่เกิน 310,000 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนเงินที่คำนวณได้ตามน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้านั้น เมื่อโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 188,631 บาท โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องเงินจำนวนนี้จากจำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายของสินค้าเป็นเงิน 188,631 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไป อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย และกรณีไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 188,631 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอวีว่าประกันภัย (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทแอคคอร์ด ไพลอด โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6644/2549
#266898
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 326 และมาตรา 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ ตาม ป.อ. มาตรา 333 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง แต่ปรากฏจากสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานในหน้าแรกว่า ผู้เสียหายทั้งสามรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 7 คน ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งไว้เป็นหลักฐานว่าในวันเกิดเหตุจำเลยไปหา ส. และขอร้องให้ ส. ไปขอล่าลายมือชื่อชาวบ้านให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นหลักฐานร่วมกันขับไล่ผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครู ซึ่งมีผู้เสียหายทั้งสามรวมอยู่ด้วยให้ย้ายไปที่อื่นโดยบอกว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และผู้เสียหายทั้งสามได้นำเอกสารเป็นบันทึกข้อความเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ และในหน้าที่สองระบุว่าจึงมาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป ซึ่งกรณีเชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งสามไปแจ้งความเพียงครั้งเดียวตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานฉบับดังกล่าวเท่านั้น เมื่อข้อความในสำเนารายงานประจำวันดังกล่าวระบุแต่เพียงว่าผู้เสียหายทั้งสามมาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป จึงมิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) เพราะขณะแจ้งยังมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้ต่อมาภายหลังจึงเป็นการไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานความผิดดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง แต่ปรากฏจากเอกสารในหน้าแรกสรุปความได้ว่า ผู้เสียหายทั้งสามรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 7 คน ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งไว้เป็นหลักฐานว่าเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2544 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยไปหานางสุจินตนาและขอร้องให้นางสุจินตนาไปขอล่าลายมือชื่อชาวบ้านให้ได้มากที่สุดเพื่อเป็นหลักฐานร่วมกันขับไล่ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลป่าแดดและคณะครูซึ่งมีผู้เสียหายทั้งสามรวมอยู่ด้วยให้ย้ายไปที่อื่น โดยบอกว่าคณะครูดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และผู้เสียหายทั้งสามได้นำเอกสารเป็นบันทึกข้อความลงวันที่ 27 มีนาคม 2544 เรื่อง ขอให้โยกย้ายครูที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม มามอบให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบด้วย และในหน้าที่สองระบุว่าจึงมาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป ซึ่งกรณีเชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งสามได้แจ้งความเพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 เท่านั้น เมื่อข้อความในเอกสารระบุแต่เพียงว่าผู้เสียหายทั้งสามมาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป จึงมิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) เพราะขณะแจ้งยังมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้ต่อมาภายหลังจึงเป็นการไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางวรพิน ศรีโชติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางกฤษณา กลั่นนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธีระพงศ์ จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
สุมิตร สุภาดุลย์
คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6644/2549
#269312
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 และ 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา 333 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง แต่ข้อความในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ระบุแต่เพียงว่าผู้เสียหายทั้งสามมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงเพื่อพิจารณาต่อไป จึงมิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) เพราะขณะแจ้งยังมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษการสอบสวนความผิดฐานนี้ต่อมาภายหลังจึงเป็นการไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานความผิดดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายทั้งสามรับราชการครูโรงเรียนอนุบาลป่าแดด ตำบลป่าแดด อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 ชาวบ้านตำบลป่าแดดนำใบปลิว ซึ่งลงวันที่ 27 มีนาคม 2544 ไปให้ผู้เสียหายทั้งสามอ่าน โดยในเอกสารดังกล่าวมีข้อความเกี่ยวกับผู้เสียหายทั้งสามว่า ผู้เสียหายที่ 1 ชอบมาโรงเรียนสายและละทิ้งเด็กโดยเอาเวลามาดูแลกิจการอู่ซ่อมรถเป็นประจำทุกวัน เด็กจึงมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำมาก ผู้เสียหายที่ 2 ชอบละทิ้งเด็กเป็นประจำไปทำธุระส่วนตัวต่างอำเภอและต่างจังหวัดเป็นประจำ และจะไปฝังเข็มเกือบทุกวัน ต้องเสียเวลาเป็นค่อนวันที่ทำการ ทำให้เด็กเสียโอกาสในการเรียน และผู้เสียหายที่ 3 ชอบใช้เด็กออกนอกบริเวณโรงเรียนในเวลาราชการเพื่อไปทำธุระที่บ้านให้ตัวเอง ซึ่งทำให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนในชั่วโมงนั้นๆ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็ก ผู้เสียหายทั้งสามเชื่อว่าจำเลยเป็นคนทำใบปลิวดังกล่าวและนำไปให้นางสุจินตนา ณ ลำปาง อ่าน พร้อมทั้งบอกให้นางสุจินตนานำไปล่าลายมือชื่อชาวบ้านในหมู่ที่ 11 ตำบลป่าแดด ให้ได้มากที่สุด ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2544 ผู้เสียหายทั้งสามไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ล.1 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2544 เห็นว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง แต่ปรากฏจากเอกสารหมาย ล.1 ให้หน้าแรกสรุปความได้ว่า ผู้เสียหายทั้งสามรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 7 คน ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งไว้เป็นหลักฐานว่าเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2544 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยไปหานางสุจินตนาและขอร้องให้นางสุจินตนาไปขอล่าลายมือชื่อชาวบ้านให้ได้มากที่สุดเพื่อเป็นหลักฐานร่วมกันขับไล่ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลป่าแดดและคณะครูซึ่งมีผู้เสียหายทั้งสามรวมอยู่ด้วยให้ย้ายไปที่อื่นโดยบอกว่าคณะครูดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และผู้เสียหายทั้งสามได้นำเอกสารเป็นบันทึกข้อความลงวันที่ 27 มีนาคม 2544 เรื่อง ขอให้โยกย้ายครูที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมมามอบให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบด้วย และในหน้าที่สองระบุว่าจึงมาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป ประกอบกับพันตำรวจโทสุรชน นรพิมาน พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่าในตอนแรกผู้เสียหายทั้งสามแจ้งความไว้เป็นหลักฐานยังไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดี ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ผู้เสียหายทั้งสามมาร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พร้อมกับมอบใบปลิวไว้เป็นหลักฐานพยานจึงทำบัญชีของกลางไว้ ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.2 แต่ไม่ปรากฏว่ามีการบันทึกการร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐานเป็นหนังสืออีกครั้งหนึ่งแต่ประการใด เพียงแต่ทำบัญชีของกลางตามเอกสารหมาย จ.2 เท่านั้น นอกจากนี้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยยืนยันว่า หลักฐานที่ไปแจ้งความปรากฏตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ล.1 สำหรับเหตุการณ์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความเพียงว่า พนักงานสอบสวนเรียกไปให้ปากคำ ส่วนผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 มิได้เบิกความถึงเหตุการณ์ในวันดังกล่าว กรณีเชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งสามไปแจ้งความเพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 ตามเอกสารหมาย ล.1 เท่านั้น เมื่อข้อความในเอกสารหมาย ล.1 ระบุแต่เพียงว่าผู้เสียหายทั้งสามมาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป จึงมิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) เพราะขณะแจ้งยังมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้ต่อมาภายหลังจึงเป็นการไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางวรพิน ศรีโชติ
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
สุมิตร สุภาดุลย์
คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6625/2549
#269303
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ ซึ่งหมายความว่ากฎหมายของประเทศตามสัญชาติคู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างต้องมีบทบัญญัติกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการหย่าหรือเหตุหย่าไว้ ศาลไทยจึงจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้ มิใช่ต้องเป็นการหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสเท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกัน ตามกฎหมายของรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดเงื่อนไขการหย่าไว้และบทบัญญัติของกฎหมายของประเทศไทยก็ระบุเงื่อนไขการฟ้องหย่า โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องหย่าได้

สำหรับเหตุหย่า ตามมาตรา 27 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้อง ดังนั้น ในการวินิจฉัยเรื่องเหตุหย่าตามฟ้องจึงต้องใช้กฎหมายของประเทยไทยบังคับ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2531 หลังสมรสได้ประมาณ 6 เดือน เกิดการขัดแย้งกันเนื่องจากความแตกต่างด้านวัฒนธรรมไม่เข้าใจกัน จำเลยไม่สนใจที่จะเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากันได้ เกียจคร้าน ชอบแต่ความสบายไม่ยอมทำงานบ้าน ไม่คบหาสมาคมกับผู้ใดและไม่ชอบออกงานสังคมยกเว้นงานที่จำเป็น แต่ชอบงานเลี้ยงไม่เป็นทางการที่มีความสนุกสนาน ทำให้เกิดการทะเลาะกันเป็นประจำ ด่าว่าโจทก์ซึ่งโจทก์เองก็ด่าจำเลยกลับไปด้วย แต่ไม่เคยทะเลาะกันเสียงดัง เพียงแต่ไม่พูดกันขณะโมโห แม้ในช่วงแรกจำเลยไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ แต่ต่อมาภายหลังโจทก์จำเลยต่างไม่สมัครใจที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกันอีก โจทก์จำเลยคงมีฐานะเป็นสามีภริยาอยู่กินกันมานานถึง 13 ปีเศษ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่อีกฝ่ายเดือดร้อนเกินสมควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) โจทก์จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ปี 2530 โจทก์พบจำเลยที่รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2531 โจทก์จำเลยตกลงจดทะเบียนสมรสตามสำเนาทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.1 และมีการย้ายไปอยู่อีกหลายรัฐหลังอยู่กินฉันสามีภริยาเนื่องจากโจทก์รับราชการกองทัพอากาศ ปี 2542 โจทก์ย้ายมาอยู่ประเทศไทย ช่วง 6 เดือนแรกหลังจากการสมรส โจทก์จำเลยมีความขัดแย้งกันเนื่องจากความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม และจำเลยไม่สนใจเรียนรู้และปรับตัวทางด้านภาษาและการแต่งตัวประกอบกับจำเลยมีนิสัยเกียจคร้านชอบแต่ความสบาย ไม่คบหาสมาคมกับผู้ใดทำให้เกิดการโต้เถียงกันเป็นประจำ โจทก์ได้รับการกระทบทางด้านจิตใจโดยจำเลยจะด่าโจทก์เป็นภาษาอังกฤษแปลเป็นภาษาไทยว่า "ลูกหมาตัวเมีย" และ "เหี้ย" ในด้านความสัมพันธ์ทางเพศโจทก์ต้องการแต่จำเลยไม่ต้องการทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สมัครใจที่จะมีเพศสัมพันธ์กันเป็นเวลากว่า 2 ปี แล้ว ซึ่งเป็นสภาพที่ทรมานจิตใจโจทก์อย่างมาก หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยขอเดินทางกลับไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเยี่ยมมารดา แต่จำเลยไม่ติดต่อโจทก์และไม่กลับมาหาโจทก์จนถึงปัจจุบัน โจทก์ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ตามกฎหมายของรัฐจอร์เจียเกี่ยวกับเงื่อนไขการหย่าข้อ 10 ที่ระบุว่าการปฏิบัติที่โหดร้ายประกอบไปด้วยการทำร้ายที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดต่อภายและจิตใจ และข้อ 13 ที่ระบุว่าการสมรสที่แตกร้าวจนเยียวยาไม่ได้ ตามสำเนากฎหมายของรัฐจอร์เจียพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ประสงค์หย่าขาดกับจำเลย

จำเลยไม่สืบพยาน

พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหย่าจำเลยหรือไม่ก่อน พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ ซึ่งหมายความว่ากฎหมายของประเทศตามสัญชาติคู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างต้องมีบทบัญญัติกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการหย่าหรือเหตุหย่าไว้ ศาลไทยจึงจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้หย่ากันได้มิใช่ต้องเป็นการหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสเท่านั้น ศาลไทยจึงจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ดังที่จำเลยอ้างตามคำแก้ฎีกา เมื่อโจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกันตามกฎหมายของรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดเงื่อนไขการหย่าไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นการยอมให้หย่าได้เมื่อต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าวและบทบัญญัติกฎหมายของประเทศไทยก็ระบุเงื่อนไขการฟ้องหย่าไว้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องหย่าได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์มีเหตุให้ฟ้องหย่าได้หรือไม่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคสอง บัญญัติว่า เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า ในการวินิจฉัยเรื่องเหตุหย่าตามฟ้องจึงต้องใช้กฎหมายของประเทศไทยบังคับ ซึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่อีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2531 ตามทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.1 หลังสมรสได้ประมาณ 6 เดือน เกิดการขัดแย้งกันเนื่องจากความแตกต่างด้านวัฒนธรรมไม่เข้าใจกัน จำเลยไม่สนใจที่จะเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากันได้ เกียจคร้าน ชอบแต่ความสบาย ไม่คบหาสมาคมกับผู้ใด ทำให้เกิดการทะเลาะกันเป็นประจำ ด่าว่าโจทก์แต่โจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าเมื่อจำเลยด่าโจทก์ขณะทะเลาะกันโจทก์ก็ด่าจำเลยตอบกลับไปด้วย ทั้งโจทก์เบิกความเองว่าช่วงแรกจำเลยไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ ต่อมาภายหลังโจทก์จำเลยต่างไม่สมัครใจที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกันอีก เรืออากาศเอกทอดด์บาว์โลว พยานซึ่งเป็นเพื่อนร่วมที่ทำงานเดียวกับโจทก์ก็เบิกความว่า พยานรู้จักจำเลยดี ไม่เคยเห็นโจทก์จำเลยทะเลาะกันเสียงดังแต่เห็นไม่พูดกันขณะโมโห จำเลยไม่ยอมทำงานบ้านไม่ชอบออกงานสังคมยกเว้นงานที่จำเป็น แต่ชอบงานเลี้ยงไม่เป็นทางการที่มีความสนุกสนาน นอกจากนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นการร้ายแรงอย่างอื่นอีก โจทก์จำเลยคงมีฐานะเป็นสามีภริยาอยู่กินกันมานานถึง 13 ปีเศษ โจทก์จึงเพิ่งมาฟ้องคดีนี้ พฤติการณ์ของจำเลยดังที่โจทก์นำสืบดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า จำเลยทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินสมควร ดังที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์จึงไม่มีเหตุให้ฟ้องหย่าจำเลยได้ ส่วนข้ออ้างเรื่องจำเลยทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่าหนึ่งปีและจำเลยป่วยเนื่องจากการติดเชื้อในมดลูกไม่อาจมีบุตรได้นั้น โจทก์มิได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้องโดยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (6)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เรืออากาศเอกอัลเบิร์ต อาร์. วาเลนทาย
จำเลย — นางประทุมทิพย์ วาเลนทาย
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิชา มหาคุณ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6600/2549
#269164
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยักยอกเงินจัดสรรผลกำไรสุทธิที่ได้มาจากการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้าน กองทุนหมู่บ้าน ค. โดยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้านจึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของกองทุนหมู่บ้าน ค. ซึ่งอยู่ในความครอบครองของสมาชิกและจำเลย การร้องทุกข์ของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจึงเป็นการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นประธานกองทุนหมู่บ้านโคกเจริญเบิกเงินจัดสรรผลกำไรสุทธิจากการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านประจำปี 2544, 2545 และ 2546 จำนวน 152,434 บาท ของกองทุนหมู่บ้านโคกเจริญผู้เสียหาย ไว้ในความครอบครองของจำเลย แล้วจำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้สอยเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลบ้านโคก กิ่งอำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 จำเลยเข้าพบพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยและสอบสวนแล้ว ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกจับกุมหรือถูกควบคุมตัว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 152,434 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า กองทุนหมู่บ้านโคกเจริญไม่มีสภาพเป็นบุคคล ไม่อาจเป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 48 ชั่วโมง นับแต่วันที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและมีการแจ้งข้อหาอันถือว่าจำเลยถูกจับโดยไม่มีการผัดฟ้องและไม่ได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กองทุนหมู่บ้านโคกเจริญไม่อาจเป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่า กองทุนหมู่บ้านโคกเจริญเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ากองทุนหมู่บ้านโคกเจริญเป็นผู้เสียหายหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะวินิจฉัยไปเสียทีเดียวว่า กองทุนหมู่บ้านโคกเจริญเป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า กองทุนหมู่บ้านโคกเจริญจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกของกองทุนกู้เพื่อนำเงินไปลงทุน โดยดำเนินการในรูปของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านซึ่งสมาชิกของกองทุนหมู่บ้านเป็นผู้เลือกตั้ง ดังนั้น กองทุนหมู่บ้านโคกเจริญจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาหรือไม่ก็ตาม แต่เงินจัดสรรผลกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านประจำปี 2544, 2545 และ 2546 เป็นเงินที่ได้มาจากการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้าน การที่จำเลยยักยอกเงินจัดสรรผลกำไรสุทธิดังกล่าวไป กองทุนหมู่บ้านโคกเจริญโดยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้านจึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในความครอบครองของสมาชิกและจำเลย การร้องทุกข์ของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านโคกเจริญจึงเป็นการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยแล้ว ถือว่าเป็นการจับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นบัญญัติว่า ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น ให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับ โดยไม่ชักช้า และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยเข้าพบพนักงานสอบสวนประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ได้ เว้นแต่กรณีต่อไปนี้ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิดหรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นกระทำความผิดโดยมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วจะหลบหนี (4) เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิด และแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว... ดังนั้น การจับกุมบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 ดังกล่าว การที่จำเลยถูกเรียก หรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเองหรือมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหาและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยเข้าพบพนักงานสอบสวน ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น
จำเลย — นายประวัติ นามบัณฑิต
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ