คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7211/2549
#267323
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายให้แก่จำเลยแล้ว ส่วนจำเลยได้ชำระเงินบางส่วนให้โจทก์ในวันทำสัญญาจำนวน 100,000 บาท และจะชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 39,900,000 บาท ให้โจทก์ภายหลังจากที่ที่ดินพิพาทได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินถูกต้องเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยเป็นผู้ดำเนินการ แต่การจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทได้หรือไม่เพียงใดขึ้นอยู่กับสภาพของที่ดินพิพาทที่อยู่ในขณะทำสัญญาว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ทางราชการจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มิใช่ขึ้นอยู่กับความสามารถของจำเลยที่จะไปดำเนินการได้หรือไม่ กรณีมิใช่เรื่องที่จำเลยรับรองว่าจะกระทำการใดในอนาคตแล้วไม่ได้กระทำ หรือไม่สามารถกระทำได้ตามที่รับรองไว้อันไม่ใช่ข้อความเท็จ เมื่อ บ. มารดาจำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าสามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทได้ทั้งหมด ซึ่งแท้จริงเป็นที่ดินที่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ทั้งหมด จึงเป็นการทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลยเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์บอกล้างนิติกรรมแล้วจึงตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 226 หมู่ที่ 2 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ และที่ดินซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกันทั้งที่มีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่และไม่มีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่เนื้อที่ประมาณ 31 ไร่ รวมเนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ โจทก์เคยขอออกโฉนดที่ดินทั้ง 45 ไร่ แต่ได้รับแจ้งว่าสามารถออกโฉนดที่ดินได้เฉพาะที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เท่านั้น โจทก์จึงรอการขอออกโฉนดที่ดินไว้ประมาณต้นปี 2538 จำเลยกับพวกไปหลอกลวงโจทก์ว่าสามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้ทั้ง 45 ไร่ แต่โจทก์จะต้องโอนขายสิทธิครอบครองที่ดินทั้ง 45 ไร่ ให้แก่จำเลยในราคา 40,000,000 บาท โจทก์หลงเชื่อจึงตกลงขายที่ดินดังกล่าวให้จำเลย โดยตกลงชำระเงินในวันทำสัญญา 100,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระในวันออกโฉนดที่ดินและแบ่งชำระเป็น 4 งวด งวดแรกชำระเงินสด 5,900,000 บาท งวดที่สองถึงสี่ชำระเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ล่วงหน้า 240 วัน 260 วัน และ 360 วัน จำนวน 10,000,000 บาท 10,000,000 บาท และ 14,000,000 บาท ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 จำเลยนำหนังสือโอนสิทธิในที่ดินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลย 2 ไปให้โจทก์ลงลายมือชื่ออ้างว่ามีข้อสัญญาตรงตามที่ตกลงกัน โจทก์หลงเชื่อจึงลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าว ทั้งที่ข้อสัญญาในหนังสือนั้นมีการขยายเวลาชำระเงินออกไปอีกไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน การกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงฉ้อฉลโจทก์ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ทั้ง 45 ไร่ คงออกโฉนดที่ดินได้เฉพาะที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ ที่อ้างว่าสามารถออกโฉนดที่ดินได้ทั้ง 45 ไร่ ก็เพื่อให้โจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ให้จำเลย โดยจำเลยไม่ต้องชำระราคาที่ดินให้แก่โจทก์ การที่โจทก์โอนสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยเกิดจากกลฉ้อฉลของจำเลย จึงตกเป็นโมฆียะกรรม โจทก์ได้บอกล้างแล้ว นอกจากนี้ เมื่อจำเลยนำที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ไปขอออกโฉนดที่ดินมาได้ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 44248 และ 44249 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต จำเลยก็ไม่ชำระเงินตามส่วนของที่ดินที่ออกโฉนดได้ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 44248 และ 44249 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวพร้อมที่ดินอื่นแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฎิบัติตาม ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก หากปฎิบัติไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 135,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาขายที่ดินตามหนังสือโอนสิทธิในที่ดินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม เนื่องจากโจทก์เพิ่มเติมข้อความในสัญญาข้อ 6 ขึ้นเอง อย่างไรก็ตามหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวยังไม่ถึงกำหนดชำระ เนื่องจากการออกโฉนดที่ดินยังไม่แล้วเสร็จทั้งหมด จำเลยมิได้ทำการฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ โจทก์มอบการครอบครองที่ดินพิพาทตามฟ้องให้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2538 การที่โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกินกว่า 1 ปี จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวเลิกสัญญา และฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมด้วยเหตุใดเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายประกอบ ธรรมวัฒน์ ยื่นคำร้องขอเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คืนเงินแก่จำเลย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับเงินวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 44248 และ 44249 เลขที่ดิน 78 และ 79 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 28.4 ตารางวา กับส่งมอบโฉนดที่ดินและมอบการครอบครองที่ดินมีโฉนดดังกล่าว รวมทั้งที่ดินพิพาทส่วนอื่นแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฎิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท หากไม่สามารถปฎิบัติได้ให้ใช้ราคา 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ที่ขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เดิมโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 226 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ และที่ดินที่มีอาณาเขตติดต่อกันซึ่งไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอีกประมาณ 31 ไร่ รวมเนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ โจทก์เคยขอออกโฉนดที่ดินมาแล้ว 2 ครั้งแต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ทั้งแปลง ออกโฉนดที่ดินได้เฉพาะที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวให้จำเลยในราคา 40,000,000 บาท ตามหนังสือโอนสิทธิในที่ดินเอกสารหมาย จ.3 และ ล.2 และส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว โดยโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์ไม่สามารถทำการออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทได้ทั้งหมด มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยเพราะถูกกลฉ้อฉลหรือไม่ เห็นว่า การแสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นกรณีที่การแสดงเจตนานั้นเกิดจากการหลอกลวงโดยกล่าวข้อความเท็จเป็นเหตุให้ผู้แสดงเจตนาหลงเชื่อตามที่ได้หลอกลวงต้องการแล้วแสดงเจตนาทำนิติกรรมออกมาตามที่ผู้หลอกลวงต้องการ คดีนี้โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าให้จำเลย และส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้วตามหนังสือโอนสิทธิในที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งระบุว่า ข้อ 1. โดยที่ผู้โอนสิทธิ (ผู้ขาย) เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมามีหลักฐานเป็น ส.ค.1 เลขที่ 226 และใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.6) เลขที่ 33 ในที่ดินซึ่งตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ 2 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต จำนวนเนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ และจำนวนเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ รวมจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดโดยประมาณ 34 ไร่.. ข้อ 2. ผู้โอนสิทธิมีความสมัครใจโอนสิทธิ (ขาย) โดยไม่มีผู้ใดบังคับขู่เข็ญด้วยประการใดๆ อันยังผลให้นิติกรรมนี้เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และที่จะกระทำการโอนสิทธิในที่ดิน (ขาย) ตามข้อ 1 ให้แก่ผู้รับโอนสิทธิ (ผู้ซื้อ) ในจำนวนเงิน 40,000,000 บาท (สี่สิบล้านบาทถ้วน) ดังมีเงื่อนไขรายละเอียดการชำระเงินดังต่อไปนี้ คือ ข้อ 2.1 ในวันทำสัญญานี้ผู้รับโอนสิทธิ (ผู้ซื้อ) ได้ชำระจ่ายเงินสดให้แก่ผู้โอนสิทธิในที่ดิน (ผู้ขาย) ได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว ณ วันทำสัญญานี้ ข้อ 2.2 เงินส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งหมดนั้นผู้รับโอนสิทธิจะชำระจ่ายให้แก่ผู้โอนสิทธิภายหลังจากที่ดินดังกล่าวตามข้อ 1 ได้ออกและหรือได้ทำเอกสารสิทธิในที่ดินเป็นหนังสือสำคัญรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) หรือโฉนดที่ดินออกมาถูกต้องเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว กำหนด 360 วัน ข้อ 2.3 ตามข้อ 2.2 (ในกรณีการชำระเงิน) แบ่งออกเป็น 4 งวด ดังนี้คือ ชำระเงินสดจำนวน 5,900,000 บาท ชำระเป็นตั๋วเงินกำหนดระยะ 240 วัน เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท ชำระเป็นตั๋วเงินกำหนดระยะ 15 เดือน เป็นจำนวน 10,000,000 บาท ชำระเป็นตั๋วเงินกำหนดระยะ 22 เดือน เป็นจำนวน 14,000,000 บาท ข้อ 3 ในวันที่ทำสัญญานี้ผู้โอนสิทธิ (ผู้ขาย) ได้ส่งมอบใบหลักฐานสำคัญใบแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1 เลขที่ 266) และใบสำคัญหลักฐานใบแจ้งการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.6 เลขที่ 33) และหลักฐานประกอบสำคัญต่างๆ ให้แก่ผู้รับโอนสิทธิ (ผู้ซื้อ) โดยเรียบร้อยแล้ว ผู้โอนสิทธิ (ผู้ขาย) พร้อมยินยอมมอบสิทธิการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินและหรือมอบสิทธิต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวงให้แก่ผู้รับโอนสิทธิ (ผู้ซื้อ) นับแต่ ณ วันที่ทำสัญญาฉบับดังกล่าวนี้เป็นต้นไป ผู้รับโอนสิทธิ (ผู้ซื้อ) มีอำนาจและมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียวในการเข้าไปยึดถือหรือครอบครองสิทธิทำประโยชน์ที่ดินทั้งหมดดังกล่าวตามข้อ 1 และหรือเข้าไปดำเนินการใดๆ ได้ทุกๆ กรณีตามความประสงค์ต้องการของผู้รับโอนสิทธิ (ผู้ซื้อ) จะเห็นได้ว่า ตามข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยโจทก์ได้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว ส่วนจำเลยได้ชำระเงินบางส่วนให้โจทก์ในวันทำสัญญาจำนวน 100,000 บาท และจะชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 39,900,000 บาท ให้โจทก์ ภายหลังจากที่ที่ดินพิพาทได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินถูกต้องเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยเป็นผู้ดำเนินการ การที่โจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ประสงค์ที่จะขายที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งหมด ซึ่งจะได้รับเงินถึง 40,000,000 บาท จึงได้กำหนดเงื่อนไขในการชำระเงินไว้เช่นนั้นอันเป็นประโยชน์แก่จำเลย เมื่อจำเลยกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินโดยให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินเองเท่ากับจำเลยยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้ ซึ่งการจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทได้หรือไม่เพียงใดขึ้นอยู่กับสภาพของที่ดินพิพาทว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ทางราชการจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มิใช่ขึ้นอยู่กับความสามารถของจำเลยที่จะไปดำเนินการได้หรือไม่ กรณีมิใช่เรื่องที่จำเลยรับรองว่าจะกระทำการใดในอนาคตแล้วไม่ได้กระทำ หรือไม่สามารถกระทำได้ตามที่รับรองไว้อันไม่ใช่ข้อความเท็จแต่อย่างใด จึงต้องพิจารณาต่อไปว่าจำเลยกับพวกหลอกลวงโจทก์ว่า สามารถดำเนินการออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทได้ทั้งหมด 40 ไร่เศษ เพื่อให้โจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิในที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 กับจำเลย ซึ่งโจทก์ต้องมอบสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยจำเลยมีเจตนาไม่ชำระเงินค่าที่ดินพิพาทมาแต่ต้นหรือไม่ โจทก์มีนายประกอบ ธรรมวัฒน์ นายสุชาติ ธรรมวัฒน์ นางทิพย์ฤทัย ธรรมวัฒน์ และนายสุรพันธ์ ทองสุก บุตรชาย บุตรสาวและบุตรเขยโจทก์เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่า ก่อนทำสัญญาโอนสิทธิในที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 นางเบญจามารดาจำเลยได้หลอกลวงโจทก์ว่าสามารถดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินได้ทั้งหมดแม้ที่ดินบางส่วนไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน เนื่องจากนางเบญจารู้จักกับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดและอธิบดีกรมที่ดิน และเคยขอออกโฉนดที่ดินในลักษณะเช่นเดียวกับโจท์มาหลายรายแล้ว โจทก์หลงเชื่อจึงยอมทำสัญญากับจำเลย โดยกำหนดเวลาชำระเงินส่วนที่เหลือไว้ตามที่ระบุในสัญญา ต่อมาจำเลยกับพวกนำหนังสือโอนสิทธิในที่ดินตามเอกสารหมาย จ.12 มาให้โจทก์ลงชื่ออ้างว่าข้อความเหมือนในเอกสารหมาย จ.3 แต่เปลี่ยนวันที่เป็นเดือนมิถุนายน 2536 เพื่อให้สามารถออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทได้ทั้งแปลง ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยและนางเบญจามารดาจำเลยเบิกความยืนยันว่า จำเลยและนางเบญจาไม่เคยรับรองกับโจทก์ว่าสามารถนำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปออกโฉนดที่ดินได้ ในปี 2536 โจทก์นำที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 226 มาขายให้นางเบญจาในราคา 14,000,000 บาท นางเบญจารับซื้อไว้และมีการทำสัญญาซื้อขายกันตามหนังสือโอนสิทธิในที่ดินเอกสารหมาย จ.12 โดยให้จำเลยเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ซื้อ ซึ่งได้ชำระเงิน 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว ส่วนอีก 13,000,000 บาท มีเงื่อนไขว่าจะชำระเมื่อจำเลยได้รับโฉนดที่ดินแล้ว 360 วัน และทำบันทึกเรื่องราวการชำระราคาที่เหลือไว้ต่างหากอีกฉบับหนึ่ง และยังได้ความจากนางเบญจาอีกว่า ต่อมาปี 2538 โจทก์และนายประกอบนำที่ดินที่มีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 226 ซึ่งไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวนประมาณ 30 ไร่ ซึ่งรวมกับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 226 แล้วเป็นเนื้อที่ประมาณ 41 ไร่ ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.6 มาเสนอขายนางเบญจาเพราะโจทก์ต้องการใช้เงินเนื่องจากบุตรชายโจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา นางเบญจาชี้แจงให้โจทก์และนายประกอบเข้าใจแล้วว่าที่ดินจำนวนประมาณ 30 ไร่ ดังกล่าวไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เพราะต้องห้ามตามกฎกระทรวงฉบับที่ 43 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2537 แต่ก็ยังพอมีความหวังอยู่เพราะกรมที่ดินได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าว แต่จะแก้ไขได้เมื่อใดไม่ทราบ โจทก์ก็ยังยืนยันที่จะขาย นางเบญจาจึงตกลงซื้อที่ดินทั้ง 41 ไร่ ในราคา 40,000,000 บาท โดยเอาสัญญาตามเอกสารหมาย จ.12 มารวมกับเงื่อนไขที่ตกลงกันใหม่ และทำเป็นหนังสือโอนสิทธิในที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 โดยฉีกบันทึกการชำระเงินที่ทำในปี 2536 คู่กับเอกสารหมาย จ.12 ทิ้ง แต่ตกลงกันให้เอกสารหมาย จ.12 ยังคงใช้ได้ ส่วนเงิน 1,000,000 บาท ที่ชำระให้โจทก์ในปี 2536 ไม่ติดใจเรียกคืน ต่อมาต้นปี 2539 โจทก์ต้องการใช้เงินจึงเร่งรัดให้นางเบญจานำที่ดินแทนจำเลย โจทก์ก็ได้ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินยืนยันว่าในปี 2536 โจทก์ขายที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 226 ให้แก่จำเลยตามบันทึกถ้อยคำเอกสาร จ.13 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ที่ว่านางเบญจาหลอกลวงโจทก์ว่าสามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทได้ทั้งหมดนั้นสอดรับกับข้อความในหนังสือโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ทั้งหมดนั้นสอดรับกับข้อความในหนังสือโอนสิทธิในที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ในส่วนของเงื่อนไขการชำระราคาที่ค้างอีก 39,900,000 บาท เพราะหากนางเบญจาหรือจำเลยไม่ได้รับรองยืนยันว่าสามารถออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทได้ทั้งหมด โจทก์คงไม่ยินยอมให้จำเลยกำหนดเงื่อนไขการชำระราคาเป็นเวลาภายหลังจากการออกโฉนดที่ดินถูกต้องเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วจำนวน 360 วัน เพราะโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทออกโฉนดได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่จำเลยและนางเบญจาอ้างว่าโจทก์ขายที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 226 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทให้จำเลยก่อนในปี 2536 แล้วเอาที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือมาขายเพิ่มเติมในปี 2538 นั้น เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยและนางเบญจาเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นพิรุธและขัดต่อเหตุผลมาก เนื่องจากจำเลยซื้อที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครองซึ่งสามารถขอออกโฉนดได้จากโจทก์จำนวน 14 ไร่ ในราคา 14,000,000 บาท แต่กลับยอมรับซื้อที่ดินที่ไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินซึ่งนางเบญจาและจำเลยรู้ดีว่าไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ไว้จากโจทก์จำนวน 30 ไร่ ในราคา 30,000,000 บาท เฉลี่ยไร่ละ 1,000,000 บาท เท่ากับ ราคาที่ดินที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ ทั้งยังยกเงิน 1,000,000 บาท ที่อ้างว่าชำระให้โจทก์ไปแล้วตามหนังสือโอนสิทธิในที่ดินเอกสารหมาย จ.12 ให้แก่โจทก์โดยไม่ติดใจเรียกคืนหรือให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการชำระราคาตามสัญญาที่ทำขึ้นใหม่ตามเอกสารหมาย จ.3 ประกอบกับที่นางเบญจาอ้างว่า โจทก์มีความจำเป็นต้องการใช้เงิน เนื่องจากบุตรโจทก์ถูกดำเนินคดีอาญา จึงได้นำที่ดินพิพาทจำนวน 30 ไร่ มาขายให้แก่จำเลยและนางเบญจาเพิ่มเติมนั้นก็ขัดต่อเหตุผลเช่นกัน เพราะหากโจทก์มีความจำเป็นต้องการใช้เงินก็ควรจะเร่งรัดให้จำเลยชำระราคาที่ดินที่ยังค้างอยู่จำนวน 13,000,000 บาท แทนที่จะนำที่ดินมาขายให้เพิ่มเติมอีก 30 ไร่ ทั้งที่ที่ดินที่ขายไว้เดิมก็ยังไม่ได้รับชำระราคาและจำเลยก็ยังไม่ได้นำที่ดินไปขอออกโฉนดทั้งที่เวลาล่วงมาแล้วถึง 2 ปี จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยอมนำที่ดินจำนวน 30 ไร่ มาขายให้จำเลยอีก ข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบว่านางเบญจาหลอกลวงโจทก์ว่าสามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทได้ทั้งหมด โจทก์จึงทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยตามหนังสือโอนสิทธิในที่ดินเอกสารหมาย จ.3 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 หลังจากนั้น 1 เดือน จำเลยจึงนำหนังสือโอนสิทธิในที่ดินเอกสารหมาย จ.12 มาให้โจทก์ลงชื่อโดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ในการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาในการทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลยเพราะหลงเชื่อตามข้อความเท็จดังกล่าวที่นางเบญจาและจำเลยหลอกลวงโจทก์ ซึ่งหากไม่มีการหลอกลวงอันเป็นเหตุจูงใจนั้น โจทก์ก็จะไม่ทำสัญญาโอนสิทธิในที่ดินกับจำเลยโดยมีเงื่อนไขการชำระเงินภายหลังจากการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทถูกต้องเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วกำหนด 360 วันอย่างแน่นอน เนื่องจากโจทก์ต้องโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทันที แต่จำเลยยังไม่ต้องชำระเงินค่าที่ดินให้แก่โจทก์จนกว่าจำเลยจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทได้ทั้งหมด ซึ่งโจทก์ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าออกโฉนดได้เพียงบางส่วน การที่โจทก์จะได้รับชำระราคาที่ดิน จึงเป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากมาก ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลยเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์บอกล้างนิติกรรมแล้วจึงตกเป็นโฆยะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความรวม 20,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเหลือ ธรรมวัฒน์ฯ
จำเลย — นางสาวประพาภร แซ่อิ๋ว
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7185/2549
#266877
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการค้าใช้ชื่อ "ร้านมะลิทองเภสัช" โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จดทะเบียนพาณิชย์ระบุว่าเป็นผู้ประกอบกิจการพาณิชยกิจชนิดยาแผนปัจจุบัน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดต่อซื้อสินค้าและชำระราคาให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หลายครั้งและโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 ได้ชำระราคาให้แก่โจทก์บางส่วน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินค้าที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้สั่งซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้า พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการดำเนินกิจการแทนตน โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ตามข้ออ้างและคำขอบังคับในคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 822,857.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 775,817.98 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 799,337.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 775,817.98 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 สิงหาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการค้าใช้ชื่อว่า "ร้านมะลิทองเภสัช" โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จดทะเบียนพาณิชย์ระบุว่าเป็นผู้ประกอบการพาณิชยกิจชนิดยาแผนปัจจุบัน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดต่อซื้อสินค้าจากโจทก์และชำระราคาให้แก่โจทก์ด้วย จำเลยที่ 2 ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ในนามร้านมะลิทองเภสัชหลายครั้งและโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 ได้ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์บางส่วน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินค้าที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้สั่งซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้า ส่วนจำเลยที่ 2 ยังคงค้างชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการดำเนินกิจการแทนตน โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ตามข้ออ้างและคำขอบังคับในคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิลลิค ฟาร์มา จำกัด
จำเลย — นายอำนาจ มะลิทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาววัจนาถ วังตาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสิทธิ์ สนามรอด
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7183/2549
#267516
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ สัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นนิติกรรมนอกวัตถุประสงค์ของโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว และโจทก์มิได้อุทธรณ์เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ ปรส. ระหว่างโจทก์กับ ปรส. เกิดขึ้นจากการที่ พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 7 (3) ให้อำนาจ ปรส. มีอำนาจชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการซึ่งในคดีนี้คือ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) เพราะบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าวไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ และพระราชกำหนดดังกล่าวมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ยังให้อำนาจ ปรส. มีอำนาจขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าวได้อีกโดยเปิดประมูลอย่างเปิดเผย เมื่อโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์และสินเชื่อซึ่งมีจำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าวได้ การซื้อขายของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นไปตามที่ พ.ร.ก.การปฏิรูปสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 กำหนด สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาซื้อขายความกัน และมิได้เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 379,566.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 262,305 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 379,566.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 262,305 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับดำเนินกิจการและได้ปิดกิจการโดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและการชำระบัญชีขององค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสินค้าและสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ได้จาก ปรส. สำหรับฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ สัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นนิติกรรมนอกวัตถุประสงค์ของโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวและโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ส่วนฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน (ปรส.) ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2542 นั้น เป็นการทำสัญญาซื้อขายความกันและเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 7 (3) ให้อำนาจองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) มีอำนาจชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ซึ่งในคดีนี้คือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) เพราะในกรณีนี้บริษัท เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้และเมื่อให้อำนาจตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว พระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ยังให้อำนาจองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมีอำนาจขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัท เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ได้อีกโดยให้เปิดประมูลอย่างเปิดเผย ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์และสินเชื่อซึ่งมีจำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัท เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ได้ การซื้อขายของโจทก์ดังกล่าวเป็นไปตามที่พระราชกำหนดการปฏิรูปสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 กำหนด สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินระหว่างโจทก์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จึงหาใช่สัญญาซื้อขายความกันและเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามที่จำเลยฎีกาไม่...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 113
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 7 (3) ม. 30 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — นายเชิดศักดิ์ วรุณวัชรินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายมนตรี จันทมณีโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7180/2549
#269290
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มีลักษณะเป็นคดีปกครอง แล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันทีโดยมิได้สอบถามโจทก์เสียก่อนว่าโจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องหรือไม่ หากโจทก์ไม่เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ศาลต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับคำฟ้องดังกล่าวด้วยว่าให้โจทก์แจ้งต่อศาลปกครองว่าเคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันทีโดยมิได้ดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 12 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2544 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการเขตบึงกุ่ม ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ในการดูแลที่สาธารณะแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยเจตนากระทำความผิดต่อกฎหมายใช้ให้จำเลยที่ 3 ซึ่งรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโคกครามเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกถมดินลงในคลองลำเจียกซึ่งเป็นลำรางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันกว้างประมาณ 17 เมตร ยาว 133 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ไม่ได้บุกรุกคลองลำเจียกและไม่ได้ถมดินลงในคลองลำเจียกแต่อย่างใด เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2544 จำเลยที่ 3 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดคดีอาญาแก่พนักงานสอบสวนว่าโจทก์บุกรุกถมดินลงในคลองเพื่อขยายพื้นที่ออกไปกว้างประมาณ 17 เมตร ยาว 133 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ซึ่งคลองดังกล่าวเป็นลำรางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ไม่ได้บุกรุกและไม่ได้ถมดินลงในคอลงลำรางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันแต่อย่างใด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2547 จำเลยที่ 4 ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนของสำนักงานเขตบึงกุ่ม ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ 1 เบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลคดีหมายเลขดำที่ 3005/2546 ของศาลอาญาคดีระหว่างพนักงานอัยการ (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7) โจทก์ นายวิรัช รัตนตยาธิคุณ (โจทก์คดีนี้) กับพวกรวม 2 คน จำเลย โดยจำเลยที่ 4 ในฐานะพยานได้เบิกความตอบโจทก์ในคดีดังกล่าวมีใจความว่า เกี่ยวกับคดีดังกล่าวจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบอาคารสถานที่พิพาท เนื่องจากก่อนหน้านั้นสำนักงานเขตบึงกุ่มได้รับแจ้งจากสำนักงานการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ว่ามีการก่อสร้างอาคารรุกล้ำคลองสาธารณะบริเวณคลองลำเจียก แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร จากการตรวจสอบอาคารชั้นเดียวทั้ง 6 หลัง ก่อสร้างบริเวณที่เป็นส่วนสาธารณะอาคารที่ปลูกสร้างนอกแบบนั้นปลูกบนที่ดินสาธารณะซึ่งอยู่ติดคลอง ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วที่ดินที่ปลูกสร้างอาคารเป็นที่ดินของโจทก์และต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนใส่ชื่อบุตรของโจทก์เป็นเจ้าของ จำเลยที่ 4 เจตนาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลอาญา การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง และเสียหายต่อทางทำมาหาได้และทางเจริญของโจทก์โดยประการอื่น ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 200,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4

ศาลชั้นต้นสั่งว่า การที่โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่า ศาลยังมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ การที่โจทก์บอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ดังกล่าวจึงถือได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะยื่นฟ้องจำเลยที่ 4 ต่อไป จึงมีคำสั่งให้คืนฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 ส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นอันเป็นหน่วยงานของรัฐกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลคลองสาธารณะใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดหรือความรับผิดของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) มิใช่ศาลยุติธรรม และตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เคยฟ้องคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลอื่นมาก่อนหรือไม่และศาลอื่นนั้นได้มีคำสั่งรับฟ้องหรือไม่รับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนคำฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในการกระทำละเมิดเป็นการส่วนตัวนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม จึงมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคดีปกครองซึ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ก่อนมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ หากมีกรณีดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 12 วรรคสอง กล่าวคือ ศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัยหรือหากปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรก และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจกท์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลต่างระบบที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อน และศาลต้องแนะนำโจทก์ให้แจ้งต่อศาลปกครองด้วยว่า เคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง นอกจากนี้ ในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง หากโจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลระบบอื่นที่มีอำนาจ หากศาลในคดีหลังเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจ ศาลนั้นก็ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 12 วรรคสอง ต่อไปเสียก่อนเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีลักษณะเป็นคดีปกครองแล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันทีโดยมิได้สอบถามโจทก์เสียก่อนว่าโจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องหรือไม่ หากโจทก์ไม่เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ศาลต้องแจ้งให้โจกท์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับคำฟ้องดังกล่าวด้วยว่าให้โจทก์แจ้งต่อศาลปกครองว่าเคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันทีโดยมิได้ดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามนัยดังกล่าวข้างต้นแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรเมนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัช รัตนยาธิคุณ
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7169/2549
#269346
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 10 ให้มีคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้แทนป่าไม้ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมที่ดินและกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง มีอำนาจหน้าที่ควบคุมให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีหลักเขตและป้ายหรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในทางการบริหาร มิใช่การสอบสวนคดีอาญา ทั้งตามมาตรา 26 บัญญัติว่าการจับกุม การปราบปรามผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตาม ป.วิ.อ. เมื่อ ส. เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้ควบคุมตัวจำเลยและส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้อง

จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำตกเขาอีโต้ โดยกระทำความผิดจำนวน 3 คดี รวมทั้งคดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษทุกคดี เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ ที่ปรากฏตามภาพถ่ายในสำนวนถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าจำเลยอายุมาก โดยมีอายุ 66 ปี มีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวซึ่งมีบุตร 5 คน อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน 2 คน ถ้าจำเลยต้องโทษจำคุก ย่อมทำให้ครอบครัวได้รับความลำบากยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 6, 7, 8, 9, 14, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ให้จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ นับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1545/2541 และหมายเลขดำที่ 1546/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย และให้นับโทษจำคุกเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1545/2541 หมายเลขแดงที่ 2531/2544 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1546/2541 หมายเลขแดงที่ 2530/2544 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้ทำการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 10 ได้กำหนดให้มีการดำเนินการและใช้อำนาจตามมาตรา 25 และ 26 เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์ในสำนวนก็ไม่ปรากฏว่าได้กล่าวอ้างถึงผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมที่ดิน และกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 10, 25, และ 26 เป็นการสอบสวนในเรื่องทางแพ่ง มิใช่การสอบสวนคดีอาญา ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 25 ดังกล่าว และมาตรา 26 เรื่องการจับกุมและปราบปรามก็ไม่ทำให้การสอบสวนคดีอาญาของโจทก์ไม่ชอบ โจทก์มีอำนาจฟ้อง โดยจำเลยเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจสอบสวนซึ่งหมายความถึงการสอบสวนทั้งคดีแพ่งและอาญา ดังนั้นเมื่อคดีของโจทก์มิได้ทำการสอบสวนโดยคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 การสอบสวนคดีอาญาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 10 ให้มีคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้แทนกรมป่าไม้ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมที่ดิน และกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีหลักเขตและป้ายหรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในทางการบริหาร มิใช่การสอบสวนคดีอาญาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาโดยละเอียดแล้วทั้งตามมาตรา 26 บัญญัติว่าการจับกุม การปราบปรามผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อนายสมหมาย เอื้อเจริญ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้ควบคุมตัวจำเลยและส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงว่าขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำตกเขาอีโต้ โดยกระทำความผิดจำนวน 3 คดี รวมทั้งคดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษทุกคดี เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ ที่ปรากฏตามภาพถ่ายในสำนวนถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าจำเลยอายุมาก โดยมีอายุ 66 ปี มีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวซึ่งมีบุตร 5 คน อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน 2 คน ถ้าจำเลยต้องโทษจำคุก ย่อมทำให้ครอบครัวได้รับความลำบาก เห็นว่า ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษและไม่รอการโทษจำคุกนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 10 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายสมชาติ ลีวะราปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อภิชาต สุขัคคานนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7134/2549
#269344
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไม้ตะเคียนหินที่แปรรูปแล้ว จำนวน 20 แผ่น รวมปริมาตร 0.36 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายโดยมิได้ระบุวันที่หรือเวลาที่กระทำความผิด เป็นการบรรยายฟ้องไม่ชัดเจน ไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดเมื่อวันที่ เดือน ปีใด จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 47, 48, 73, 74, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบไม้ของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48, 73 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 5,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองแล้วได้ความว่า จำเลยที่ 1 เคยมีประวัติกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาก่อนจนศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุกมาแล้ว มากระทำความผิดอีก แสดงว่า จำเลยที่ 1 ไม่เข็ดหลาบและกระทำความผิดเป็นนิสัย กรณีไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้ (ที่ถูกเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงไม่อาจรอการลงโทษได้) ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ไม่พบประวัติการกระทำความผิด ทั้งนิสัยและความประพฤติโดยทั่วไปของจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีข้อเสียหายร้ายแรง เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง และให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้ของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไม้ตะเคียนหินที่แปรรูปแล้ว จำนวน 20 แผ่น รวมปริมาตร 0.36 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย โดยมิได้ระบุวันที่หรือเวลาที่กระทำความผิด เป็นการบรรยายฟ้องไม่ชัดเจน ไม่อาจทราบได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดเมื่อวันที่ เดือน ปีใด แม้ในชั้นพิจารณาตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 สิงหาคม 2547 จำเลยทั้งสองยอมรับว่านายวัฒนา หีบสระน้อยพยานอันดับที่ 7 ตามบัญชีระบุพยานลงวันที่ 16 สิงหาคม 2547 เป็นผู้ตรวจสอบไม้ของกลางและทำบันทึกการตรวจสอบรับมอบไม้ของกลางไว้ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.1 นายณรงค์ จวงตะขบ พยานอันดับที่ 8 ได้ให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวนตามบักทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.2 และพันตำรวจโทสมร ทองกลาง พยานอันดับที่ 9 ตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวเป็นผู้สอบปากคำจำเลยทั้งสองไว้ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 โดยโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานเหล่านั้น และอ้างส่งเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ต่อศาลก็ตาม แต่เอกสารทั้งสี่ฉบับดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดวันเวลาใด ทั้งบันทึกการตรวจสอบรับมอบไม้ของกลางตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 ที่ว่า ได้ทำบันทึกในวันที่ 5 กันยายน 2546 นั้น มิได้ระบุว่า วันตรวจสอบรับมอบไม้ของกลางเป็นวันเดียวกับวันที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหรือไม่ ส่วนแผ่นที่ 2 ของเอกสารดังกล่าวที่ระบุว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2546 นั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ อีกทั้งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 คงเป็นเพียงการสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวนในวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 ซึ่งไม่มีข้อความที่อ้างถึงวัน เดือน ปีที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดแต่อย่างใด นอกจากนี้ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติจังหวัดนครราชสีมา ที่จำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านรายงานดังกล่าว ก็มิได้มีการระบุถึงวันเวลาที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเช่นกัน ดังนั้น โจทก์จะถือเอาเอกสารเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องหาได้ไม่ เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิด จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายเมฆ จวงตะขบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
อภิชาต สุขัคคานนท์
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7134/2549
#270833
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไม้ตะเคียนหินที่แปรรูปแล้ว จำนวน 20 แผ่น รวมปริมาตร 0.36 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายโดยมิได้ระบุวันที่หรือเวลาที่กระทำความผิด เป็นการบรรยายฟ้องไม่ชัดเจน ไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดเมื่อวันที่ เดือน ปีใด จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 47, 48, 73, 74, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบไม้ของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48, 73 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 5,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองแล้วได้ความว่า จำเลยที่ 1 เคยมีประวัติกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาก่อนจนศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุกมาแล้ว มากระทำความผิดอีก แสดงว่า จำเลยที่ 1 ไม่เข็ดหลาบและกระทำความผิดเป็นนิสัย กรณีไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้ (ที่ถูกเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงไม่อาจรอการลงโทษได้) ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ไม่พบประวัติการกระทำความผิด ทั้งนิสัยและความประพฤติโดยทั่วไปของจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีข้อเสียหายร้ายแรง เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง และให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้ของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไม้ตะเคียนหินที่แปรรูปแล้ว จำนวน 20 แผ่น รวมปริมาตร 0.36 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายโดยมิได้ระบุวันที่หรือเวลาที่กระทำความผิด เป็นการบรรยายฟ้องไม่ชัดเจน ไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดเมื่อวันที่ เดือน ปีใด แม้ในชั้นพิจารณาตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 สิงหาคม 2547 จำเลยทั้งสองยอมรับว่านายวัฒนาพยานอันดับที่ 7 ตามบัญชีระบุพยานลงวันที่ 16 สิงหาคม 2547 เป็นผู้ตรวจสอบไม้ของกลางและทำบันทึกการตรวจสอบรับไม้ของกลางไว้ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.1 นายณรงค์พยานอันดับที่ 8 ได้ให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.2 และพันตำรวจโทสมรพยานอันดับที่ 9 ตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวเป็นผู้สอบปากคำจำเลยทั้งสองไว้ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 โดยโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานเหล่านั้นและอ้างส่งเอกสารหมาย จ.1 และ จ.4 ต่อศาลก็ตาม แต่เอกสารทั้งสี่ฉบับดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดวันเวลาใด ทั้งบันทึกการตรวจสอบรับมอบไม้ของกลางตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 ที่ว่าได้ทำบันทึกในวันที่ 5 กันยายน 2546 นั้น มิได้ระบุว่า วันตรวจสอบรับมอบไม้ของกลางเป็นวันเดียวกับวันที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหรือไม่ ส่วนแผ่นที่ 2 ของเอกสารดังกล่าวที่ระบุว่าเหตุที่เกิดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2546 นั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ อีกทั้งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 คงเป็นเพียงการสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวนในวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 ซึ่งไม่มีข้อความที่อ้างถึงวัน เดือน ปีที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดแต่อย่างใด นอกจากนี้ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติจังหวัดนครราชสีมา ที่จำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านรายงานดังกล่าว ก็มิได้มีการระบุถึงวันเวลาที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเช่นกัน ดังนั้น โจทก์จะถือเอาเอกสารเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องหาได้ไม่ เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิด จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายเมฆ จวงตะขบ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสมบูรณ์ ศรีมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายมานัส เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
อภิชาต สุขัคคานนท์
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7124/2549
#267810
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2544 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงที่สุดแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของโจทก์แล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอีกว่า โจทก์ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจะให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมอย่างไรจึงจะเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาข้อขัดข้องในการบังคับคดี การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบังคับคดีให้แก่โจทก์จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบ ซึ่งตามคำร้องดังกล่าวของโจทก์เป็นคำร้องที่ยื่นในชั้นบังคับคดี คู่ความย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ ไม่อยู่บังคับของมาตรา 138

โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) โจทก์กลับเลือกที่จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความของโจทก์ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งการที่โจทก์จะอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ต้องเป็นกรณีที่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 138 วรรคสอง และต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง ตามมาตรา 229 แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในกำหนดเวลาดังกล่าว กลับยื่นคำร้องลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โดยไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์กระทำเช่นนั้นได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้วินิจฉัยเพราะต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 138 วรรคสอง จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อตกลงให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด 4 ห้อง จากบริษัทรุ่งฟ้าวิลล่า จำกัด แล้วนำไปจำนองเป็นประกันในการกู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ เงินที่โจทก์ได้รับจากธนาคารเป็นที่ตกลงกันว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องจากจำเลยทั้งหมดแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ที่โจทก์เป็นผู้กู้ยืมแก่ธนาคารจนกว่าจะหมดหนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ผ่อนชำระหนี้เงินกู้ครบถ้วนเมื่อใด โจทก์ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้ง 4 ห้อง คืนแก่บริษัทรุ่งฟ้าวิลล่า จำกัด ทันที เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้วไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมาโจทก์ได้ไปขอกู้เงินที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ เพื่อดำเนินการตามสัญญาประนีประนอมยอมความแต่ปรากฏว่าธนาคารไม่ให้โจทก์กู้เงิน และโจทก์ได้ดำเนินการขอสินเชื่อจากธนาคารอีกหลายแห่ง แต่ปรากฏว่าทุกธนาคารปฏิเสธคำขอของโจทก์ จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ โจทก์จึงมายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามคำฟ้องเดิมที่โจทก์ยื่นฟ้องไว้

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กรณีตามคำร้องไม่อาจที่จะเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับโจทก์อุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกอุทธรณ์โจทก์อ้างว่าต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2544 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมคดีจึงถึงที่สุดแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมที่ไม่อาจปฏิบัติตามได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของโจทก์แล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอีกว่า โจทก์ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้เนื่องจากธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ เป็นบุคคลที่ 3 ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีได้ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจะให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมอย่างไรจึงจะเป็นการชอบด้วยกฎหมาย เพื่อโจทก์จะได้ดำเนินการต่อไป ซึ่งตามคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นปัญหาข้อขัดข้องในการบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ กลับแจ้งให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบังคับคดีให้แก่โจทก์จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบ ซึ่งตามคำร้องดังกล่าวของโจทก์เป็นคำร้องที่ยื่นในชั้นบังคับคดี คู่ความย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) โจทก์กลับเลือกที่จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความของโจทก์ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 โดยให้ยกคำร้อง ซึ่งการที่โจทก์จะอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง กล่าวคือ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดข้อหนึ่งเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ที่โจทก์สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แต่โจทก์หาได้อุทธรณ์ในกำหนดเวลาดังกล่าวไม่ กลับยื่นคำร้องลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวโดยไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์กระทำเช่นนั้นได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้วินิจฉัยเพราะต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง จึงไม่ชอบ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงทุกอย่างครบถ้วนแล้วจึงเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก และเห็นว่าคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่อาจกระทำได้เพราะคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กรณีของโจทก์จึงเป็นเรื่องชั้นบังคับคดีที่ไม่อาจบังคับได้โดยตรง ก็น่าที่จะบังคับในลักษณะใกล้เคียงได้ อันเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องยื่นคำร้องใหม่ให้ถูกต้องต่อไป

อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมให้ครบถ้วน คงสั่งเฉพาะให้คืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์ โดยมิได้สั่งเรื่องค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนงลักษณ์ แซ่ตั้ง
จำเลย — นางสาวกุสุมาลย์ ปัจฉิมสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7122/2549
#269258
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "มัดจำ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 คือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 3 ระบุว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่งเป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 914,000 บาท จะชำระเป็นงวดรายเดือน จำนวน 10 เดือน ดังนั้น เงินที่วางมัดจำไว้ในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงมีเพียง 10,000 บาท เท่านั้น ส่วนเงินค่างวดที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสามอีก 10 งวด เป็นเงิน 170,000 บาท นั้น แม้ตามสัญญาจะระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำ ก็ไม่ใช่เงินมัดจำตามความหมายดังกล่าว แต่เป็นเพียงการชำระราคาที่ดินบางส่วน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสามบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน 10,000 บาท ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (2) ส่วนเงินที่โจทก์ชำระค่าที่ดินบางส่วนดังกล่าว จำเลยทั้งสามต้องให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 แต่การที่โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้ริบเงินดังกล่าวได้ตามสัญญาข้อ 13 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่านิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นโมฆะและโมฆียะ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินคืนโจทก์จำนวน 348,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 309,900 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระค่าก่อสร้างที่จำเลยทั้งสามต้องจ่ายไปเป็นเงินจำนวน 651,748 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสาม

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสาม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า เงินจำนวน 180,000 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสามตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.4 เป็นเงินมัดจำที่จำเลยทั้งสามมีสิทธิริบได้ทั้งหมดหรือไม่ และเงินค่าจ้างก่อสร้างบ้านจำนวน 85,000 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสามตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างเอกสารหมาย จ.5 เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 ระบุว่าในวันทำสัญญาโจทก์ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่งเป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 914,000 บาท จะชำระเป็นงวดรายเดือน จำนวน 10 เดือน เดือนละ 17,000 บาท เริ่มแต่เดือนตุลาคม 2539 เป็นต้นไป งวดสุดท้ายชำระในวันที่ 2 สิงหาคม 2540 จำนวนเงิน 744,000 บาท เห็นว่า คำว่า "มัดจำ" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำขึ้นแล้ว..." แสดงว่า มัดจำต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น ดังนั้น เงินที่วางมัดจำไว้ในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงมีเพียง 10,000 บาท เท่านั้น ส่วนเงินค่างวดที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสามอีก 10 งวด เป็นเงิน 170,000 บาท นั้น แม้ตามสัญญาข้อ 3 ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำ ก็ไม่ใช่เงินมัดจำตามความหมายดังกล่าว แต่เป็นเพียงการชำระราคาที่ดินบางส่วน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสามบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน 10,000 บาท ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (2) ส่วนเงินที่โจทก์ชำระค่าที่ดินบางส่วนดังกล่าวจำเลยทั้งสามต้องให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แต่การที่โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้ริบเงินดังกล่าวได้ตามสัญญาข้อ 13 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงว่าจำเลยทั้งสามต้องเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาในการดำเนินการแบ่งแยกโฉนดจนพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์ และระยเวลาที่โจทก์ผ่อนชำระค่าที่ดินตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539 จนถึงก่อนวันเบิกเลิกสัญญาคือวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.18 จำเลยทั้งสามต้องเสียโอกาสในการนำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสามเป็นเงิน 40,000 บาท เมื่อรวมกับมัดจำ 10,000 บาท จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วได้จำนวน 50,000 บาท ส่วนที่เหลือ 130,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377 ม. 378 (2) ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโยธิน ประทุมวรรณ
จำเลย — นายสมชัย ตระการกุลพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7111/2549
#267322
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่าของกลางที่โจทก์นำไปตรวจพิสูจน์แล้วนำมาฟ้องจำเลยเป็นของกลางที่โจทก์นำมาจากโรงงานของจำเลยโดยเป็นของกลางที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบและส่งขายในท้องตลาด ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน จำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้ผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ชื่อ ดีอีอีที (DEET) ชื่อทางการค้าเปลเล่ (PELLE) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ไล่แมลงชนิดผง จะต้องมีสารดีอีอีที ไม่เกิน 8 เปอร์เซ็นต์ ในสัดส่วน 100 กรัม และมีค่าคลาดเคลื่อนบวก - ลบ ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ จำเลยทั้งสองใช้ชื่อวัตถุอันตรายที่ผลิตดังกล่าวว่า "แป้งทากันยุงเปลเล่" เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตและขายวัตถุอันตรายชื่อ แป้งทากันยุงเปลเล่ ซึ่งมีส่วนผสมของสารดีอีอีที 12.2 กรัม ในตัวอย่างแป้ง 100 กรัม สูงกว่าที่ขึ้นทะเบียนไว้ 52.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ถูกต้องตามที่จำเลยทั้งสองได้แสดงบนฉลากแป้งทากันยุงเปลเล่ ซึ่งระบุไว้เพียง 8 เปอร์เซ็นต์ จำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้ผลิตสินค้าชื่อ แป้งทากันยุงเปลเล่ ซึ่งให้มีส่วนผสมของสารดีอีอีที 8 เปอร์เซ็นต์ และมีกำหนดค่าคลาดเคลื่อน บวก - ลบ ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต็ แต่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตสินค้าดังกล่าว โดยมีสารดีอีอีทีผสมในสัดส่วน 12.2 กรัม ในแป้งทากันยุง 100 กรัม สูงกว่าที่ขึ้นทะเบียนไว้ถึง 52.5 เปอร์เซ็นต์อันเป็นการผลิตวัตถุอันตรายผิดมาตรฐาน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 4, 5, 7, 45, (2), 48 (1) (2), 76, 83 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 45 (2), 48 (1) (2), 76 วรรคหนึ่ง, 83 วรรคสาม ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันผลิตและขายวัตถุอันตรายที่มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายผิดมาตรฐาน ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 100,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 140,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ 140,000 บาท ไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และหากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายผิดมาตรฐาน ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 50,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันผลิตและขายวัตถุอันตรายที่มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 90,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 90,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า สารที่จำเลยทั้งสองนำมาผลิตแป้งทากันยุงเปลเล่ตามฟ้อง มิใช่สารดีอีอีที แต่เป็นสาร N, N-Dietyl-m-toluamide หรือที่เรียกชื่อสามัญว่า ดีท (DEET) ฟ้องของโจทก์จึงแตกต่างจากข้อเท็จจริงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองหลงข้อต่อสู้หรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันผลิตและขายวัตถุอันตรายที่มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง และฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายผิดมาตรฐาน ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ระบุชัดเจนว่า สารที่จำเลยทั้งสองใช้ผลิตแป้งทากันยุงเปลเล่ เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ชื่อ ดีอีอีที (DEET) มีชื่อทางการค้าว่าเปลเล่ (PELLE) อีกทั้งใบอนุญาตผลิตวัตถุอันตรายและใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ซึ่งโจทก์อ้างส่งต่อศาลนั้น ก็ใช้ชื่อวัตถุอันตรายว่า DEET ซึ่งจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า ส่วนประกอบที่สำคัญของแป้งเปลเล่ได้แก่สารดีอีอีที บ่งแสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้หลงข้อต่อสู้แต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาในฟ้อง ศาลจึงยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง หาได้ไม่ ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ของกลางที่โจทก์นำไปตรวจพิสูจน์แล้วนำมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นของกลางที่โจทก์นำมาจากโรงงานของจำเลยที่ 1 โดยของกลางดังกล่าวมิได้ผ่านการตรวจสอบและส่งขายในท้องตลาด ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาในส่วนนี้ของจำเลยทั้งสองมาด้วย ก็ไม่มีผลทำให้ฎีกาดังกล่าวของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ศาลฎกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยังชาติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
อภิชาต สุขัคคานนท์
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7096/2549
#266836
เปิดฉบับเต็ม

คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 โจทก์ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องว่า กรณีศาลมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูล โจทก์ย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ จึงไม่ชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพียงแต่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยมิได้สั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์และคำสั่งตามคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นสั่งรับอุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้อง เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาขึ้นมา แต่ศาลฎีกาเห็นเป็นการจำเป็นที่จะยกขึ้นวินิจฉัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 137, 264, 267, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาฟังได้แล้วว่าคดีมีมูลนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แต่ปรากฏว่าในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวว่ากรณีศาลมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูล โจทก์ย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์นั้นจึงไม่ชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพียงแต่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยมิได้สั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์และคำสั่งตามคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นสั่งรับอุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้องนั้น เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาข้อนี้แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาขึ้นมา แต่ศาลฎีกาเห็นเป็นการจำเป็นที่จะยกขึ้นวินิจฉัย โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นและคำสั่งของศาลชั้นต้นตามคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำร้องดังกล่าวใหม่ แล้วมีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170 วรรคหนึ่ง ม. 208 (2) ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสมพร พาหา
จำเลย — นายไพโรจน์ ลือพงศ์พัฒนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายสุรเดช ราบุรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7096/2549
#269342
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาฟังได้แล้วว่าคดีมีมูลนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แต่ปรากฏว่าในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวว่า กรณีศาลมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูล โจทก์ย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์นั้นจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 137, 264, 267, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงพิพากษายกฟ้องจึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาฟังได้แล้วว่าคดีมีมูลนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แต่ปรากฏว่าในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นนั้นโจทก์ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวว่า กรณีศาลมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูล โจทก์ย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้องและมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์นั้นจึงไม่ชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพียงแต่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยมิได้สั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์และคำสั่งตามคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นสั่งรับอุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้องนั้น เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาข้อนี้แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาขึ้นมา แต่ศาลฎีกาเห็นเป็นการจำเป็นที่จะยกขึ้นวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นและคำสั่งของศาลชั้นต้นตามคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ฉบับวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำร้องดังกล่าวใหม่ แล้วมีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสมพร พาหา
จำเลย — นายไพโรจน์ ลือพงศ์พัฒนะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7095/2549
#269340
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณากำหนดอายุความฟ้องผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 95 นั้นต้องถือเอาตามข้อหาหรือฐานความผิดที่ศาลพิจารณาได้ความ คดีนี้จำเลยถูกศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 147 ซึ่งมีอายุความฟ้องภายใน 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (1) คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

แม้การกระทำความผิดของจำเลยจะเป็นการกระทำด้วยเจตนาในการกระทำผิดอย่างเดียวกันคือเบียดบังเอาเงินซึ่งจำเลยมีหน้าที่จัดการหรือรักษาไว้ไปเป็นของจำเลยเองโดยทุจริต แต่จำเลยก็ได้รับเงินแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองโดยทุจริตจากบุคคลต่างราย แต่ละรายเกิดขึ้นต่างวันเวลากัน อันเป็นการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157, 158 ให้จำเลยคืนเงินหรือใช้ราคาทรัพย์ที่เบียดบังเอาไปรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,744,787.20 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 158 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกระทงละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 55 กระทง จำคุก 165 ปี 220 เดือน แต่ทั้งนี้จะลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงจำคุก 50 ปี ให้จำเลยคืนเงินหรือใช้ราคาทรัพย์ที่เบียดบังไปจำนวน 1,744,787.20 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี มีอายุความ 20 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี มีอายุความ 15 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารใดอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ซึ่งอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดทุกข้อหาตามฟ้อง แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงเป็นข้อยุติแล้วว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 เมื่อระหว่างวันที่ 19 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2528 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 เมื่อระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2528 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งแม้จะเป็นเวลาล่วงเลยมาแล้ว 14 ปีเศษ ก็ตาม แต่ในการพิจารณากำหนดอายุความฟ้องผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 นั้นต้องถือตามข้อหาหรือฐานความผิดที่ศาลพิจารณาได้ความ คดีนี้ได้ความเป็นยุติว่า จำเลยถูกศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งมีอายุความฟ้องภายใน 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (1) คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยรับราชการตำรวจมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมู่ กองทะเบียน กรมตำรวจ ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้มีหน้าที่รับชำระเงินค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียนรถ จำเลยได้เบิกใบเสร็จรับเงินจากสารวัตรแผนกทะเบียนรถยนต์ รวม 4 ครั้ง จำนวน 250 เล่ม ต่อมาเมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบ ปรากฏว่ามีการนำใบเสร็จรับเงินไปใช้และนำเงินส่งทางราชการถูกต้องเพียง 107 เล่ม ส่วนใบเสร็จรับอีก 143 เล่ม ได้หายไป จำเลยไม่มีหลักฐานให้ตรวจสอบ พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงิน ซึ่งเป็นใบเสร็จรับเงินที่อยู่ในสมุดใบเสร็จจำนวน 143 เล่ม ที่หายไปและอยู่ในความครอบครองของจำเลยพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยนำใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไปใช้ในการรับเงินค่าแผ่นป้ายทะเบียนแล้วนำเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนรวม 55 ครั้งตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องซึ่งเป็นการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกัน เห็นว่า แม้การกระทำผิดของจำเลยจะเป็นการกระทำด้วยเจตนาในการกระทำผิดอย่างเดียวกันคือเบียดบังเอาเงินซึ่งจำเลยมีหน้าที่จัดการหรือรักษาไว้ไปเป็นของจำเลยเองโดยทุจริต แต่จำเลยก็ได้รับเงินแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองโดยทุจริตจากบุคคลต่างราย แต่ละรายเกิดขึ้นต่างวันเวลากันอันเป็นการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกันนั่นเอง จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปจึงชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 95 ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสำราญ หรือบุญธรรม อาสาประโคน
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7086/2549
#266909
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก เป็นผู้คุมหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งภายในสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกได้ตั้งด่านตรวจที่ริมถนนทางเข้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยขอตรวจค้นรถของผู้เสียหายเป็นความผิดแล้วกรรมหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก พบสุกรบรรทุกมาโดยไม่มีใบอนุญาตก็ขู่เข็ญว่าจะจับกุมผู้เสียหายทั้งสองส่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อดำเนินคดีและร่วมกันเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดฐานกรรโชก โดยความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก มีเจตนาและกระทำการคนละขั้นตอนกับความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 145, 310, 337 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาสุกร จำนวน 10 ตัว ราคา 3,000 บาท ที่ไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 145, 337 (2) เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ของผู้อื่นโดยมีอาวุธปืนติดตัวมาขู่เข็ญ จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนสุกร จำนวน 10 ตัว หรือใช้ราคาเป็นเงิน 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 วรรคหนึ่ง, 337 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันกรรโชก จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวก ซึ่งเป็นผู้คุมหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งภายในสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกได้ตั้งด่านตรวจที่ริมถนนทางเข้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก และได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ทำการตรวจค้นผู้เสียหายทั้งสอง โดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการดังกล่าว เมื่อพบว่าผู้เสียหายทั้งสองใช้รถยนต์กระบะบรรทุกสุกรมาโดยไม่มีใบอนุญาตในการเคลื่อนย้ายจึงร่วมกันเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งสอง โดยขู่เข็ญว่าจะจับกุมผู้เสียหายทั้งสองส่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อดำเนินคดีฐานเคลื่อนย้ายสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ผู้เสียหายทั้งสองไม่มีเงินจึงยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกนำสุกรของผู้เสียหายทั้งสองไปขายและยอมมอบเงินที่ขายสุกรได้ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกไปจำนวน 20,000 บาท กับยอมให้เอาสุกรที่เหลือไป (พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์) ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก เนื่องจากยังไม่มีการข่มขืนใจและผู้ถูกข่มขืนใจไม่ได้มอบทรัพย์สินอันเนื่องมาจากความกลัวว่าจะได้รับอันตรายต่อเสรีภาพนั้น เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกได้กระทำการขู่เข็ญผู้เสียหายทั้งสองว่าจะส่งผู้เสียหายทั้งสองแก่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อดำเนินคดีและเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งต่อมาผู้เสียหายทั้งสองก็ได้มอบเงินที่ได้จากการขายสุกรให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานขอตรวจค้นรถของผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดแล้วหนึ่งกรรม เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกพบสุกรบรรทุกมาโดยไม่มีใบอนุญาตก็ขู่เข็ญว่าจะจับกุมผู้เสียหายทั้งสองส่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อดำเนินคดีและร่วมกันเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งสอง เป็นความผิดฐานกรรโชก การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก มีเจตนาและกระทำการคนละขั้นตอนกับความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกจึงเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน และฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการสุดท้ายเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกที่ตั้งจุดตรวจค้นและเมื่อผู้เสียหายทั้งสองขับรถบรรทุกผ่านมาก็แจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นรถของผู้เสียหายทั้งสอง เป็นการแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 145 ม. 337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายประพันธ์ ศรีมูลน้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายพลีส เทอดไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7060/2549
#266844
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่โจทก์อ้างว่าเป็นหลักฐานการกู้ยืมตามฟ้อง รายการแรกที่เขียนว่า "ย/ม(จากเล่มเก่า)?390,670" ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าเป็นการกู้ยืม ส่วนที่เขียนว่า "ยืม" ก็เขียนอยู่คนละบรรทัดและเขียนในลักษณะเป็นช่องสำหรับลงรายการทุกรายการที่จะมีต่อไป ไม่ใช่ระบุเฉพาะรายการ 390,670 เท่านั้น และในรายการที่ลงต่อ ๆ มา โจทก์ก็เขียนข้อความประกอบในแต่ละรายการว่าเป็นค่าอะไรบ้าง จึงไม่อาจแปลความคำว่า "ยืม" ตอนบนมาขยายความในช่องรายการแรกได้ ซึ่งข้อความ ย/ม(จากเล่มเก่า)?390,670 นั้น เป็นการแสดงว่าตัวเลข 390,670 นี้ นำมาจากสมุดเล่มเก่า ซึ่งรายการในสมุดเล่มเก่าจะมีกี่รายการ แต่ละรายการเป็นเงินอะไรบ้าง โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏ เมื่อจำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ จึงถือไม่ได้ว่าเอกสารดังกล่าวในรายการช่องแรกเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามรายการกู้ยืมที่จำเลยแต่ละคนลงลายมือชื่อไว้ ซึ่งเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง จะให้จำเลยคนที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในรายการร่วมรับผิดด้วยไม่ได้ โจทก์ฎีกาว่ากรณีเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้น ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องมาเป็นแต่เรื่องกู้ยืม หาได้กล่าวถึงความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมสำหรับสามีภริยาไว้ด้วยไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,108,835 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 540,670 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 126,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 23,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ส่วนท้ายของแต่ละรายการของเอกสารหมาย จ. 1 ซึ่งเป็นเอกสารที่โจทก์อ้างว่าเป็นหลักฐานการกู้ยืมตามฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ตามเอกสารหมาย จ. 1 รายการแรกที่เขียนว่า "ย/ม (จากเล่มเก่า) ? 390,670" เป็นรายการกู้ยืมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อความดังกล่าวไม่มีข้อความที่ระบุว่าเป็นการกู้ยืมแต่อย่างใด ส่วนที่มีเขียนว่า "ยืม" ตามที่โจทก์ฎีกานั้นเป็นการเขียนอยู่คนละบรรทัดและเขียนในลักษณะเป็นช่องสำหรับลงรายการทุกรายการที่จะมีต่อไป ไม่ใช่ระบุเฉพาะรายการ 390,670 เท่านั้น และในรายการที่ลงต่อ ๆ มา โจทก์ก็เขียนข้อความประกอบในแต่ละรายการอีกว่าเป็นค่าอะไรบ้าง ฉะนั้นจึงไม่อาจแปลความคำว่า "ยืม" ที่อยู่ตอนบนมาขยายความในช่องรายการแรกของบรรทัดนี้ได้ ซึ่งข้อความที่เขียนว่า ย/ม (จากเล่มเก่า) เป็นการแสดงว่า ตัวเลข 390,670 นี้ นำมาจากสมุดเล่มเก่า ซึ่งรายการในสมุดเล่มเก่าจะมีกี่รายการ แต่ละรายการเป็นเงินอะไรบ้าง โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเอกสารหมาย จ. 1 ช่องรายการนี้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่จะฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า สำหรับจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดนั้น จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดหรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ. 1 ในแต่ละรายการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดนั้น ได้แยกพิจารณาว่ารายการใดมีลายมือชื่อจำเลยคนใดก็ให้จำเลยคนนั้นรับผิด ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ชอบแล้ว จะให้จำเลยคนที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในรายการร่วมรับผิดด้วยไม่ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า กรณีเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดนั้น ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์บรรยายแต่เรื่องการกู้ยืม หาได้กล่าวถึงความรับผิดอย่างหนี้ร่วมสำหรับสามีภริยาไว้ไม่ ฎีกาข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมร กองกันภัย
จำเลย — นายบุญสนอง แป้นทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายธีรพงศ์ ฟักเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7057/2549
#269255
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีอายุ 19 ปี กระทำการขายหรือเสนอเพื่อขายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ จำเลยจึงมีหน้าที่ที่จะขอใบอนุญาตประกอบกิจการจากนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ มาตรา 7 (1) แม้จำเลยจะเป็นผู้เยาว์ แต่เมื่อจำเลยจำหน่ายแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ในลักษณะทำเป็นธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, 76 ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดรายชื่อประเทศภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรืออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของนักแสดง ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2545 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4 และให้วีซีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องจำนวน 22 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย และนำโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 4359/2547 และ 5640/2547 ของศาลแขวงดุสิตมาบวกกับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับบุคคลที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยทั้งสามมีอายุเพียง 19 ปี และของกลางมีจำนวนไม่มาก ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้รอการกำหนดโทษจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนด 1 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยทั้งสามโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้อง จำนวน 22 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามมีอายุ 19 ปี กระทำการขายหรือเสนอเพื่อขายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ที่จะขอใบอนุญาตประกอบกิจการจากนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติควบุคมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 7 (1) แม้จำเลยทั้งสามจะเป็นผู้เยาว์ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำฟ้องประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจำหน่ายแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ในลักษณะทำเป็นธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกฟ้องในความผิดฐานนี้ โดยให้เหตุผลว่าจำเลยทั้งสามอายุ 19 ปี ยังเป็นผู้เยาว์ มิใช่ผู้ประกอบกิจการที่จะต้องไปขออนุญาตจากนายทะเบียนตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติควบุคมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 นั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามโดยไม่รอการกำหนดโทษและนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ใน 2 คดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้นั้น เห็นว่า แม้การที่จำเลยทั้งสามขาย เสนอขายวีซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของกลางจะเป็นการสนับสนุนให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์โดยการทำซ้ำมากขึ้นและทำให้งานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เผยแพร่ออกสู่ท้องตลาด ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายในการปราบปรามการกระทำดังกล่าว อีกทั้งจำเลยทั้งสามกระทำเป็นปกติธุระเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 2 คดี แต่ศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากวีซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของกลางมีเพียง 22 แผ่น ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากนัก ประกอบกับคดีนี้จำเลยทั้งสามอายุเพียง 19 ปี และให้การรับสารภาพ ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงยังมีเหตุไม่สมควรให้จำเลยทั้งสามต้องถูกลงดทษจำคุกไปเสียทีเดียว แต่เห็นสมควรลงโทษปรับด้วยเพื่อให้หลาบจำ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำเลยทั้งสาม จำคุกคนละ 3 เดือน ปรับคนละ 50,000 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 ลงโทษจำเลยทั้งสามปรับคนละ 10,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 เดือน ปรับจำเลยทั้งสามคนละ 60,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 เดือน 15 วัน ปรับจำเลยทั้งสามคนละ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสทิธิ์ที่ได้ชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 7 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสายรุ้ง ปิ่นแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมคักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7050/2549
#269253
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า "ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่น" ซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า "บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไป" บทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ "คำร้องขอ" ของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า โจทก์คดีนี้ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยแปลงที่ผู้ร้องขายให้จำเลยและจำเลยยังคงค้างชำระค่าที่ดิน จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้ได้ ผู้ร้องเป็นผู้มีบุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์ต่อจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินในมูลหนี้ค่าที่ดินที่จำเลยค้างชำระ ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องก่อนเอาที่ดินออกขายทอดตลาด จึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่ยื่นคำแถลงโต้แย้งไว้

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าของที่ดินเดิมที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้ ไม่มีมูลหนี้อันเกิดจากการซื้อขายที่ดินดังกล่าว และผู้ร้องไม่ได้จดทะเบียนบอกราคาที่ค้างชำระและดอกเบี้ยไว้จึงไม่เป็นเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิ ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เอาจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในคดีนี้ก่อนโจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายของผู้ร้องว่า สิทธิของผู้ร้องสำหรับเรียกเอาราคาอสังหาริมทรัพย์และดอกเบี้ยสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ซึ่งแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 14934 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจำเลยซื้อไปจากโจทก์และยังค้างชำระราคา เป็นบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยได้โดยไม่จำต้องจดทะเบียน ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกเอาราคาที่ดินทั้งสามแปลงที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 251 บัญญัติว่า "ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่น" ซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า "บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไป" บทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย นั่นคือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายของผู้ร้องข้อสุดท้ายมีว่า คำร้องของผู้ร้องมิใช่คำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 2 เท่านั้น หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ยก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ "คำร้องขอ" ของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2534 ระหว่าง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายธงชาติ สุขะโนทัย จำเลย บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ลีละศิธร จำกัด ผู้ร้อง ที่ผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 251 ม. 288
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยงยุทธ นฤมิตรเรขการ
ผู้ร้อง — พันตำรวจเอกศิริ วุบุลสันติ
จำเลย — บริษัทเจ็ดริน โปรเจ็คแพลน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7035/2549
#269337
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน เป็นความผิดต่างกรรมกัน แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่งได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 189, 276, 289 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 289 (7) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและคำให้การในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา จำคุกตลอดชีวิต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว คงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราและฆ่านางสาว ก. ผู้ตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตายตามฟ้องโจทก์หรือไม่ คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 คงมีแต่พยานแวดล้อมได้แก่นางสาวฑัชริฎา มุงคุณ นางสาววารี ทรงถ้ำ และนางสาวนิภาพร พันธ์ไชย ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้ตายเบิกความตรงกันสรุปได้ว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 24 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 นายอุเทนหรือเหน่งและนายโขงได้มาร่วมรับประทานอาหารและดื่มสุรากับผู้ตายและเพื่อนที่บ้านของนายสิทธิพลหรือกล้วย รัตนะ ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 และนายอุเทนนั่งขนาบข้างผู้ตายพยายามมอมสุราและมีพฤติกรรมลวนลามผู้ตาย ต่อมาเวลาประมวล 3 ถึง 4 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และนายอุเทนได้ขับรถจักรยานยนต์พาผู้ตายออกจากบ้านนายสิทธิพลแล้วหายไป จนกระทั่งวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 ได้พบศพผู้ตายมีร่องรอยถูกข่มขืนกระทำชำเราและถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย นอกจากนี้โจทก์มีนายพรไพร สิทธิ์เสรี นายสิทธิพลหรือกล้วย รัตนะ นายเกรียงไกรหรือเด็ด อรนันท์เบิกความทำนองเดียวกันว่า ในคืนเกิดเหตุเมื่อพยานทราบว่าจำเลยที่ 1 และนายอุเทนขับรถจักรยานยนต์พาผู้ตายออกจากบ้านไป พยานเป็นห่วง โดยเฉพาะนายพงไพรเบิกความว่า จำเลยที่ 1 กับนายอุเทนชอบพาผู้หญิงไปข่มขืน พยานได้ตามหาจนกระทั่งเวลาประมาณ 5 นาฬิกา พยานพบนายอุเทนที่ปั๊มน้ำมัน ป.ต.ท. นายอุเทนบอกว่าผู้ตายกระโดดรถหนีไปเมื่อเวลาประมาณ 4 นาฬิกา ส่วนนายสิทธิพลเบิกความว่า เวลาประมาณ 6 นาฬิกา พยานไปที่บ้านนายโหน่ง พบจำเลยที่ 1 และนายอุเทนนอนอยู่ จำเลยที่ 1 บอกว่านำผู้ตายไปส่งที่บ้านแล้ว เห็นว่า ตามคำพยานโจทก์ดังกล่าวและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ได้ความตรงกันว่าจำเลยที่ 1 และนายอุเทนได้ขับรถจักรยานยนต์พาผู้ตายออกจากบ้านนายสิทธิพล และพาผู้ตายไปตรงที่เกิดเหตุหลังจากที่ผู้ตายหายไป เมื่อเพื่อนของผู้ตายไปสอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พยายามพูดบ่ายเบี่ยงอ้างว่าพาผู้ตายกลับไปส่งที่บ้านแล้ว ในชั้นจับกุมได้ความจากสิบตำรวจเอกทิวา ประภาสโนบล ผู้จับกุมว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับนายอุเทนข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตาย ทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 รับว่าได้ขับรถจักรยานยนต์พานายอุเทนและผู้ตายไปบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งพบเสื้อผ้าของผู้ตาย เพียงแต่อ้างว่านายอุเทนแต่ผู้เดียวที่พาผู้ตายเข้าไปข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และนายอุเทนได้พยายามมอมสุราผู้ตายและลวนลามทางเพศขณะที่นั่งดื่มสุรา จึงเป็นข้อบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะล่วงละเมิดทางเพศผู้ตายมาตั้งแต่แรก นอกจากนี้ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ตอบอัยการโจทก์รับว่าเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุนายอุเทนได้ดึงผู้ตายลงจากรถ แล้วผู้ตายขัดขืนนายอุเทนตบผู้ตาย 2 ถึง 3 ครั้ง แล้วนายอุเทนจิกผมผู้ตายเข้าไปในที่นาของนายวันคำอีกทั้งยังได้ยินนายอุเทนพูดอีกว่า "มึงจะหนีไปไหนแถวนี้ถิ่นกู มึงหนีไม่รอดหรอก" โดยพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงต้องทราบดีว่าเกิดเหตุร้ายแก่ผู้ตาย ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำผิดก็น่าจะห้ามปรามและเข้าช่วยเหลือผู้ตาย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่านายอุเทนพาผู้ตายไปที่กระท่อมนาและไม่มีส่วนรู้เห็นในการข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตายเพื่อปกปิดความผิดนั้น ขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง หลังเกิดเหตุเพื่อนผู้ตายมาสอบถามจำเลยที่ 1 กลับปกปิดความจริงโดยบอกว่าพาผู้ตายไปส่งที่บ้านแล้ว และได้หลบหนีไปอยู่จังหวัดอื่นอันเป็นข้อพิรุธ เมื่อพบศพผู้ตายซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่พบเสื้อผ้าของผู้ตายประมาณ 400 เมตร นายแพทย์บัญชา สรรพโส และพันตำรวจตรีเอกชัย นาถึง ผู้ร่วมกันชันสูตรพลิกศพเบิกความประกอบกับผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์และรายงานการชันสูตรพลิกศพตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ว่า จากการตรวจสภาพศพผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 วัน ผู้ตายถูกข่มขืนกระทำชำเราเสียชีวิตจากการถูกตีด้วยของแข็งไม่มีคมที่ศีรษะอย่างรุนแรงและสรุปได้ว่าเสียชีวิตก่อนที่จะจมน้ำโดยระบุวันเวลาที่ตายเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 เวลา 4 นาฬิกาเศษ และวันเวลาที่พบศพคือวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 เวลา 7.30 นาฬิกา ฉะนั้น วันเวลาที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 และนายอุเทนอยู่ร่วมกับผู้ตายในที่เกิดเหตุ และไม่มีเหตุที่จะให้คิดได้ว่าจะมีผู้อื่นได้ข่มขืนกระทำเราและฆ่าผู้ตาย พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีของโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักเพียงพอที่ชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกข่มขืนและฆ่าผู้ตายจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนนั้นไม่ถูกต้อง เพราะการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน เป็นความผิดต่างกรรมกัน แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่งได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรากระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นายเพชรดีหรือน้อย ประพัศรางค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7030/2549
#266887
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะไม่สามารถส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ได้ และโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ดังนี้ โจทก์ย่อมฟ้องเรียกเงินมัดจำที่ให้ไว้คืนและหากโจทก์ได้รับความเสียหายก็มีสิทธิเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายจากจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 หลังโจทก์และจำเลยทั้งหกทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันแล้ว กรุงเทพมหานครได้เข้าทำถนนในที่ดินดังกล่าวก่อนวันนัดโอนกรรมสิทธิ์โดยอ้างว่าเจ้าของที่ดินเดิมยกที่ดินบางส่วนให้เป็นที่สาธารณะ แต่ในสารบัญจดทะเบียนที่ดินไม่ปรากฏว่าเจ้าของเดิมได้จดแจ้งลงในสารบัญจดทะเบียนแต่อย่างใด จำเลยทั้งหกจึงน่าจะไม่ทราบเรื่องที่เจ้าของเดิมยกที่ดินบางส่วนให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่จำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้โจทก์ได้ครบถ้วนตามสัญญาจึงเป็นเรื่องพ้นวิสัยเนื่องจากเหตุซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าปรับหรือค่าเสียหายจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกคืนเงินมัดจำจำนวน 15,000 บาท พร้อมชำระค่าปรับจำนวน 15,000,000 บาท รวม 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องวันที่ 9 กันยายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 โจทก์ในฐานะผู้ซื้อและจำเลยทั้งหกในฐานะผู้ขายตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5130 ตำบลทับยาว อำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 34 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวา ราคา 55,292,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำในวันทำสัญญาโดยสั่งจ่ายเช็คจำนวน 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 15,000,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งหก ส่วนเงินที่เหลือจำนวน 40,292,000 บาท ตกลงชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวันที่ 9 กันยายน 2539 ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดกระบัง โจทก์และจำเลยทั้งหกได้ทำความตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายข้อ 4 ว่า จำเลยทั้งหกสัญญาว่าจะดำเนินการให้ที่ดินปลอดจากภาระผูกพันหรือการรอนสิทธิใด ๆ ก่อนวันจดทะเบียนโอนสิทธิ์ และข้อ 7 ว่า หากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญายอมให้จำเลยทั้งหกริบเงินมัดจำ หากจำเลยทั้งหกผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จำเลยทั้งหกยอมให้โจทก์ฟ้องบังคับให้เป็นไปตามสัญญาพร้อมทั้งคืนเงินมัดจำและยอมชำระค่าปรับอีกจำนวน 15,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ เช็คที่โจทก์สั่งจ่ายเป็นเงินมัดจำจำเลยทั้งหกได้รับเงินครบถ้วน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2539 จำเลยทั้งหกได้ฟ้องกรุงเทพมหานครต่อศาลจังหวัดมีนบุรีข้อหาละเมิด บุกรุกเข้ามาในที่ดินของจำเลยทั้งหกที่จะขายให้แก่โจทก์ วันที่ 30 สิงหาคม 2539 โจทก์ได้รับมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งหกและให้จำเลยทั้งหกคืนเงินมัดจำและชำระค่าปรับอีก 15,000,000 บาท โดยให้ชำระภายใน 3 วัน นับแต่วันที่จำเลยทั้งหกได้รับหนังสือ จำเลยทั้งหกได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งหกได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า จำเลยทั้งหกไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและยังสามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ตามสัญญา ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2539 โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ไปที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดกระบัง แต่วันดังกล่าวไม่มีการชำระเงินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน

คดีมีปัญหาประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งหกรับผิดตามสัญญาหรือไม่ เนื่องจากโจทก์ได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยทั้งหกแล้ว ทำให้โจทก์และจำเลยทั้งหกกลับคืนสู่ฐานะเดิมไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันอีก เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะจำเลยทั้งหกไม่สามารถส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ และโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ดังนี้ โจทก์ย่อมฟ้องเรียกเงินมัดจำที่ให้ไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินคืนจากจำเลยทั้งหกได้ และหากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยทั้งหก โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

ปัญหาประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งหกเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า กรุงเทพมหานครถมดินทำถนนในที่ดินที่โจทก์และจำเลยทั้งหกตกลงจะซื้อจะขายกันมีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 8.6 แห่งเนื้อที่ดินทั้งหมด จำเลยทั้งหกจึงไม่สามารถส่งมอบที่ดินครบจำนวนตามที่ระบุไว้ในสัญญาได้ การที่จำเลยทั้งหกอ้างว่าเจ้าของที่ดินเดิมก็ดี จำเลยทั้งหกก็ดี ไม่ได้ยกที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทให้แก่กรุงเทพมหานครก็ตาม แต่เมื่อขณะที่โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยทั้งหกนั้น จำเลยทั้งหกยังมีข้อพิพาทกับกรุงเทพมหานคร และไม่อาจส่งมอบที่ดินให้ครบจำนวนตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแก่โจทก์ได้ โดยที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายขาดไปถึงประมาณ 3 ไร่ หรือคิดเป็นเนื้อที่ประมาณร้อยละ 8.6 ของเนื้อที่ดินทั้งหมดตามสัญญา กรณีจึงปรับได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคแรก บัญญัติว่า ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ระบุจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้นั้น ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยไปกว่าที่ได้สัญญา ผู้ซื้อจะปัดเสียก็ได้ และในวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า ถ้าขาดตกบกพร่องไม่เกินร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้น ผู้ซื้อจำต้องรับเอาและใช้ราคาตามส่วน (แต่ว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตกบกพร่องถึงขนาดซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะไม่ได้เข้าทำสัญญานั้น) จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เห็นว่า การที่จำเลยทั้งหกส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ขาดไปเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบอกปัดเสียไม่ยอมรับมอบและใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งหกได้ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยทั้งหกจึงต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่จำเลยทั้งหกฎีกาอ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะหลังจากทำสัญญาแล้ว จำเลยทั้งหกไม่ได้ทำการใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิโจทก์ก็ดี จำเลยทั้งหกทำการโดยสุจริตก็ดีนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งหกไม่อยู่ในวิสัยที่จะส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ได้ครบถ้วนตามสัญญา จำเลยทั้งหกจะอ้างว่าพร้อมที่จะโอนที่ดินให้แก่โจทก์โดยยอมลดราคาที่ดินลงตามส่วนเพื่อไม่ให้โจทก์บอกเลิกสัญญาหาได้ไม่

ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกตามสัญญาที่กำหนดเบี้ยปรับไว้จำนวน 15,000,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งหกไม่สามารถโอนที่ดินให้โจทก์ได้ครบถ้วนตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นเรื่องพ้นวิสัยเนื่องจากเหตุซึ่งจำเลยทั้งหกไม่ต้องรับผิดชอบ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยทั้งหกแล้ว โจทก์คงมีสิทธิเรียกคืนเงินมัดจำที่โจทก์ได้ชำระไปแล้วจากจำเลยทั้งหกดังที่ได้วินิจฉัยแล้วเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าปรับหรือค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคแรก

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 391 ม. 466
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจริญ ประวีณเมธ
จำเลย — นายกมล เจริญพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายพรหมมาศ ภู่แส
ศาลอุทธรณ์ — นายคมวุฒ บุรีธนวัต
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชาลี ทัพวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7029/2549
#266893
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เดิมผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิม แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 10 แปลง และปลูกสร้างตึกแถวเป็นอาคารพาณิชย์เพื่อขายให้บุคคลทั่วไป โดยเว้นที่ดินแปลงพิพาทไว้ 1 แปลง สละให้เป็นถนนเชื่อมกับถนนของตลาดสด และศูนย์การค้า ออกสู่ถนน ผู้ซื้ออาคารพาณิชย์และบุคคลทั่วไปใช้ถนนดังกล่าวเป็นทางสัญจรติดต่อกันมาประมาณ 22 ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ที่แบ่งแยกมาจากที่ดินเดิมเมื่อปี 2527 และใช้ที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโจทก์เป็นทางสัญจรตลอดมา โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาใช้เป็นทางสัญจร ติดต่อกันมาเป็นเวลา 12 ปี ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงของโจทก์โดยอายุความ ฟ้องโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้ว โจทก์ไม่จำต้องบรรยายว่า ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางสัญจรโดยการเดินเท้าหรือใช้รถยนต์ เพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

การที่โจทก์เรียกเก็บค่าเช่าแผงสินค้าที่ตั้งอยู่บนที่พิพาทก็เป็นเพราะแผงดังกล่าวตั้งอยู่หน้าที่ดินของโจทก์ และหากผู้เช่าแผงขายสินค้าใช้น้ำประปาและไฟฟ้าจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากผู้เช่าแผงขายสินค้าได้ เพราะโจทก์ต้องนำไปชำระให้แก่การประปานครหลวง และการไฟฟ้านครหลวงซึ่งเป็นผู้ให้บริการสาธารณูปโภคดังกล่าว สิทธิของโจทก์ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทตามฟ้องโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ หรือเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1589 ตำบลบางซื่อ อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เป็นทางสาธารณประโยชน์ตามกฎหมายหรือเป็นทางภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 75206 ตำบลบางซื่อ อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยจดทะเบียนทางภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 1589 ตำบลบางซื่อ อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 75206 ของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้นายทะเบียนจดทะเบียนทางภาระจำยอมตามคำพิพากษาของศาลให้แก่โจทก์ทั้งสองต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1589 ตำบลบางซื่อ อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 75206 ตำบลบางซื่อ อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงาน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุมนั้น โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า เดิมผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1589 ตำบลบางซื่อ อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 10 แปลง และปลูกสร้างตึกแถวเป็นอาคารพาณิชย์เพื่อขายให้แก่บุคคลทั่วไปโดยเว้นที่ดินพิพาท สละให้เป็นถนนเชื่อมกับถนนของตลาดสดและศูนย์การค้ามณีพิมานออกสู่ถนนสายกรุงเทพ - นนทบุรี ผู้ซื้ออาคารพาณิชย์และบุคคลทั่วไปใช้ถนนดังกล่าวเป็นทางสัญจรติดต่อกันมาประมาณ 22 ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อปี 2527 และใช้ที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโจทก์ทั้งสองเป็นทางสัญจรตลอดมาโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาใช้เป็นทางสัญจรติดต่อกันมาเป็นเวลา 12 ปี ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยอายุความ และมีคำขอให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางสัญจรโดยการเดินเท้าหรือใช้รถยนต์ซึ่งเป็นรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยสุจริตหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เพราะเกรงว่าจะสูญเสียประโยชน์จากการเรียกเก็บค่าเช่าแผงขายสินค้าบนที่ดินของจำเลยข้างอาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งสองรวมทั้งเสียประโยชน์จากการเรียกเก็บค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าจากผู้เช่าดังกล่าวนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสองก็ระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง การที่โจทก์ทั้งสองเรียกเก็บค่าเช่าแผงขายสินค้าที่ตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทเพราะแผงดังกล่าวตั้งอยู่หน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และหากผู้เช่าแผงขายสินค้าใช้น้ำประปาและไฟฟ้าจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากผู้เช่าแผงขายสินค้าได้ เพราะโจทก์ทั้งสองก็ต้องนำไปชำระให้แก่การประปานครหลวงและการไฟฟ้านครหลวง ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสาธารณูปโภคดังกล่าว ทั้งข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น?

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 5,000 บาท แทนโจทก์ แต่คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ กฎหมายกำหนดค่าทนายความชั้นสูงในศาลชั้นต้นไว้ 3,000 บาท ดังนั้น ค่าทนายความในศาลชั้นต้นที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางตวงพร รุ่งเรืองสิริโรจน์ กับพวก
จำเลย — นางสาวรัชดา ภูมรินทร์วรากุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ ลิมปรังษี
ศาลอุทธรณ์ — นายนันทชัย เพียรสนอง
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา