คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6596/2549
#267543
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวกร่วมกันใช้รถกระบะของกลางบรรทุกถังเรี่ยไรของกลางนำไปตั้งไว้ตามชุมชนในตำบลที่เกิดเหตุ เพื่อหลอกลวงประชาชนที่พบเห็นและใช้รถกระบะของกลางบรรทุกทรัพย์ที่ได้มาจากการหลอกลวงด้วยนั้น รถกระบะของกลางเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวกใช้เดินทางไปมาในการกระทำความผิดเท่านั้น จึงไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวกที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงอันจะพึงริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 264, 268, 341, 343 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง, 268 วรรคสอง, 343 วรรคหนึ่ง, ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษข้อหาฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า คืนรถกระบะของกลางแก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาวประมวล บุตรของจำเลยที่ 1 แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2548 ปรากฏตามสำเนามรณบัตร

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถกระบะของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวกได้ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงต้องริบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวกร่วมกันใช้รถกระบะของกลางบรรทุกถังเรี่ยไรของกลางนำไปตั้งไว้ตามชุมชนในตำบลที่เกิดเหตุ เพื่อหลอกลวงประชาชนที่พบเห็นและใช้รถกระบะของกลางบรรทุกทรัพย์ที่ได้มาจากการหลอกลวงด้วยนั้น รถกระบะของกลางเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวกใช้เดินทางไปมาในการกระทำความผิดเท่านั้น จึงไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวกได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงอันพึงจะริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คืนรถกระบะของกลางแก่จำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายกมล เหล่ารอด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6562/2549
#269298
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาชิงทรัพย์ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับโดยเห็นว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 4 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 จำคุก 1 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี ข้อหาชิงทรัพย์ให้ยก กรณีจึงเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษและแก้ไขระยะเวลาการฝึกและอบรมซึ่งไม่ใช่โทษตามกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 18 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยต้องถือว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 124" เมื่อโจทก์ไม่ได้ดำเนินการขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยคดีของโจทก์จึงยุติไปตามคำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339, 340 ตรี กำหนดโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงดังกล่าว แล้วนำมาบวกเข้ากับโทษหรือระยะเวลาฝึกและอบรมของจำเลยในคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ (ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 6 นครสวรรค์) มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันพิพากษา ส่วนที่โจทก์ขอให้กำหนดโทษและบวกโทษนั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลพิพากษาส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจฯ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยไม่เป็นประโยชน์ ไม่ลดโทษให้อีก เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี ข้อหาชิงทรัพย์ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาชิงทรัพย์ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ โดยเห็นว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 4 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี ข้อหาชิงทรัพย์ให้ยก กรณีจึงเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษและแก้ไขระยะเวลาการฝึกและอบรมซึ่งไม่ใช่โทษตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยต้องถือว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 124" เมื่อโจทก์ไม่ได้ดำเนินการขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย คดีของโจทก์จึงยุติไปตามคำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 221
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ — (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว)
จำเลย — นายลำดวนหรือดวน สังข์พานิช
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิชา มหาคุณ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6550/2549
#266819
เปิดฉบับเต็ม

บทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ประหารชีวิต และลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่วางโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสาม ม. 100/1 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอาบือ อะจอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสบเกียรติ วัฒนถาวร
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6550/2549
#269157
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลเบาะแสถึงเฮโรอีนของกลางซึ่งพยานโจทก์ไม่มีผู้ใดรู้เห็นและทราบมาก่อน ได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจใช้เวลาตรวจค้นจนกระทั่งพบเฮโรอีนของกลางเพียงประมาณครึ่งชั่วโมง ลักษณะการซุกซ่อนเฮโรอีนของกลางภายในห้องพักของจำเลยที่ 1 ย่อมอยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถค้นพบได้จากการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ จึงมิใช่ผลโดยตรงจากการแจ้งเบาะแสของจำเลยที่ 1 ไม่อาจนับว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน อันจะเป็นเหตุให้สมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

ตามบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสาม มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ประหารชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่ลงโทษปรับได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (3), 66 วรรคสาม, 102 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ที่ถูก แต่ละกระทงมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน) วางโทษประหารชีวิต ฐานมีเฮโรอีนยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย วางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 52 และ 53 ตามลำดับ ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ฐานมีเฮโรอีนยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท แต่เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจลงโทษจำคุก 25 ปี ได้อีก จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 เพียงจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

โจทก์ และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์มิได้นำตัวสายลับมาเบิกความจึงไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องนั้นปรากฏว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด เป็นแต่เพียงขอให้ลดโทษเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ปัญหานี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200,000 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3,349.20 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 6,000,000 บาท อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทในมาตราเดียวกันซึ่งมีโทษเท่ากัน นับว่าเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจำนวนมาก ตามสภาพและลักษณะแห่งความผิด นับเป็นภัยต่อมนุษยชาติ บั่นทอนความสงบสุขของสังคมและเศรษฐกิจของชาติ ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยที่ 1 โดยให้วางโทษประหารชีวิตในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ก่อนลดโทษให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และที่จำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 371.641 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท อันเป็นระวางโทษขั้นต่ำของกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ก็มีการใช้ดุลพินิจในเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษขั้นสูงสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง โดยลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 อย่างมากแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ได้จากการล่อซื้อแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลเบาะแสถึงเฮโรอีนของกลางซึ่งพยานโจทก์ไม่มีผู้ใดรู้เห็นและทราบมาก่อน แต่เฮโรอีนของกลางดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ภายในห้องพักของจำเลยที่ 1 และปรากฏหลักฐานตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านหรือนำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจใช้เวลาตรวจค้นจนกระทั่งพบเฮโรอีนของกลางเพียงประมาณครึ่งชั่วโมง ลักษณะการซุกซ่อนเฮโรอีนของกลางภายในห้องพักของจำเลยที่ 1 ย่อมอยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถค้นพบได้จากการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ การที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเฮโรอีนมาเป็นของกลางในคดีจึงมิใช่ผลโดยตรงจากการแจ้งเบาะแสของจำเลยที่ 1 ไม่อาจนับว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน อันจะเป็นเหตุให้สมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลล่างทั้งสองฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ประหารชีวิต และลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่วางโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 52 ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอาบือ อะจอ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6520/2549
#266881
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคารพิพาทร่วมกัน เดิมโจทก์ให้บริษัทจำเลยใช้อาคารพิพาทประกอบการค้า ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยออกจากอาคารพิพาท แต่หลังจากนั้นจำเลยร่วมทั้งสองให้จำเลยเช่าอาคารพิพาท แม้การทำหนังสือสัญญาเช่าระหว่างจำเลยร่วมทั้งสองจำเลยดังกล่าวโจทก์จะไม่ทราบ แต่การให้เช่าอาคารพิพาทถือเป็นการจัดการธรรมดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358 วรรคสอง ซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของรวมและนอกจากจะไม่เสียหายแล้วกลับมีประโยชน์ยิ่งกว่า เพราะเดิมโจทก์เพียงให้จำเลยอาศัยโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่จำเลยร่วมทั้งสองให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทโดยคิดค่าเช่า กรณีไม่เป็นการใช้ทรัพย์สินในทางขัดต่อสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะไม่ตกลงยินยอมด้วยก็ตามแต่จำเลยร่วมทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรวมย่อมมีสิทธิใช้สอยทรัพย์สินได้เช่นกันจึงมีสิทธิทำสัญญาให้จำเลยเช่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพิพาท และส่งมอบอาคารพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 310,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากอาคารพิพาทและส่งมอบอาคารพิพาทแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา นายวิรุฬที่ 1 และนายประวิทย์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพิพาท และส่งมอบอาคารพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 6,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2543) จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพิพาทและส่งมอบอาคารพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันสร้างอาคารพิพาทเพื่อให้บุคคลภายนอกเช่า โดยโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทจำเลยขึ้น มีโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองเป็นกรรมการ โดยมีเจตนาที่จะให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการเก็บค่าเช่าจากผู้ที่มาเช่าห้องพักในอาคารพิพาทแทนเจ้าของรวม และให้จำเลยตั้งสำนักงานอยู่ในอาคารพิพาทโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองมีกรณีพิพาทกันถึงขั้นแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาต่อกันและจำเลยร่วมทั้งสองได้ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นจำเลย ลงมติปลดโจทก์ออกจากกรรมการของจำเลย เมื่อโจทก์ทราบเรื่องว่าถูกปลดจากการเป็นกรรมการของจำเลยจึงได้ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากอาคารพิพาท จำเลยร่วมทั้งสองผู้เป็นเจ้าของรวมจึงทำหนังสือสัญญาเช่าให้จำเลยเช่าอาคารพิพาท ดังนี้ แม้การทำหนังสือสัญญาเช่าดังกล่าวจะได้กระทำไปโดยโจทก์ไม่ทราบ แต่การให้เช่าอาคารพิพาทก็ถือเป็นการจัดการธรรมดาและเป็นไปตามเจตนาเดิมของโจทก์กับจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันก่อสร้างอาคารพิพาทเพื่อให้บุคคลภายนอกเช่า อันตรงตามวัตถุประสงค์แห่งเจ้าของรวม นอกจากจะไม่เสียหายแล้วยังกลับจะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้นกว่า เพราะเดิมโจทก์เพียงแต่ทำหนังสือสัญญาให้จำเลยอาศัยอยู่ในอาคารพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่จำเลยร่วมทั้งสองกลับให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทโดยคิดค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท การที่จำเลยร่วมทั้งสองได้ทำหนังสือสัญญาเช่าให้จำเลยเช่าในอาคารพิพาท จึงไม่เป็นการใช้ทรัพย์สินในทางขัดต่อสิทธิของโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง แม้ว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าของรวมจะไม่ตกลงยินยอมด้วยก็ตาม แต่จำเลยร่วมทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรวมย่อมมีสิทธิใช้สอยทรัพย์สินได้เช่นกัน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1358 วรรคสอง ม. 1360 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติ วุฒิเลิศวรวงศ์
จำเลย — บริษัทพี.จี.เอ. จำกัด
จำเลยร่วม — นายวิรุฬ เจนวรานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายภคเชษ มีพันลม
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6509/2549
#267270
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทโจทก์ที่ 5 เป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนด้านทรัพย์สินและการเงินในกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 เท่านั้น โดยโจทก์ที่ 5 มิได้เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ประกอบกับการกระทำของจำเลยทั้งห้าตามคำฟ้องมีผลกระทบโดยตรงต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ต้องถูกปรับออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้พาดพิงไปถึงโจทก์ที่ 5 อันจะถือว่าโจทก์ที่ 5 ได้รับความเสียหายโดยตรง สิทธิของโจทก์ที่ 5 มิได้ถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งห้า โจทก์ที่ 5 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมและไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 5

จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการและผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการทำรายงานการประชุมของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 ได้จัดให้มีการทำบันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นขึ้นตามหน้าที่ของตนและลงลายมือชื่อตนเองเป็นประธานที่ประชุม มิได้ทำในนามของบุคคลอื่น จึงเป็นเอกสารที่แท้จริงของจำเลยที่ 2 แม้ข้อความในเอกสารจะไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีการประชุมดังกล่าว ก็เป็นการทำเอกสารอันเป็นความเท็จเท่านั้น ไม่ทำให้เป็นเอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264 เมื่อการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการปลอมเอกสาร การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 264, 268

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า โจทก์ที่ 5 และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือและได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินจากโจทก์ที่ 5 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 ดำเนินคดีแทน จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2538 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันปลอมบันทึกรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2538 ซึ่งมีข้อความว่า วาระที่ 4 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากกรรมการ ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์รับรอง อันเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีหนังสือเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและไม่ได้จัดให้มีการประชุม จากนั้นจำเลยที่ 2 ถ่ายสำเนาบันทึกรายงานการประชุมดังกล่าว โดยลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อนำไปใช้ประกอบคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากกรรมการ วันที่ 23 พฤษภาคม 2538 เวลากลางวัน นายเกรียงไกร งานทวีและจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และฐานะส่วนตัวร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ในคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดและรายงานการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการของจำเลยที่ 1 ยื่นต่อนายยงยุทธ เกษตรสุนทร นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท ทำให้นายยงยุทธหลงเชื่อรับจดทะเบียนให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากกรรมการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารมหาชน อันเป็นการใช้เอกสารปลอม แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เสียหาย

ระหว่างวันที่ 12 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2539 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกร่วมกันปลอมคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดและรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีข้อความว่า โจทก์ที่ 3 และกรรมการอีก 2 คน ของจำเลยที่ 1 ออกจากตำแหน่ง โดยแต่งตั้งจำเลยที่ 4 และบุคคลอื่นเป็นกรรมการใหม่ และให้สำนักงานของจำเลยที่ 1 มี 2 แห่ง อันเป็นความเท็จ ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และฐานะส่วนตัวร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ในคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับรองว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทโดยเป็นตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2539 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 และครั้งที่ 2/2539 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2539 อันเป็นความเท็จความจริงไม่เคยมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดและรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมต่อนายยงยุทธนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดภูเก็ต ทำให้นายยงยุทธหลงเชื่อรับจดทะเบียนให้โจทก์ที่ 3 ออกจากกรรมการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารมหาชน อันเป็นการใช้เอกสารปลอม แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ทำให้โจทก์ที่ 3 เสียหาย

ระหว่างวันที่ 16 ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันปลอมสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยอ้างการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2539 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2539 ซึ่งมีข้อความว่า มีผู้ถือหุ้น 7 คน คือจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และบุคคลอื่น โดยไม่มีโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้น อันเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นด้วยจากผู้ถือหุ้น 7 คน วันที่ 28 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 และที่ 4 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และฐานะส่วนตัวร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ทำปลอมดังกล่าวอ้างส่งต่อนายไกวัลย์ ปิยมโนธร นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดภูเก็ต โดยให้คำรับรองว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดจดทะเบียนผู้ถือหุ้นทำให้นายไกวัลย์หลงเชื่อรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้น ซึ่งเป็นเอกสารมหาชน อันเป็นการใช้เอกสารปลอมแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ทำให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เสียหาย

ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2540 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันปลอมบันทึกรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2540 ซึ่งมีข้อความว่า โจทก์ที่ 4 กรรมการต้องออกตามวาระและแต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการแทน อันเป็นความเท็จ ความจริงไม่มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว จากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก ร่วมกันถ่ายสำเนารายงานการประชุมดังกล่าวโดยจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และฐานะส่วนตัวลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 รับรองสำเนาถูกต้องเพื่อนำไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการของจำเลยที่ 1 เมื่อประมาณวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 และที่ 4 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และฐานะส่วนตัวร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ในคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดและรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมยื่นต่อนายวีระชัย ตันติวัฒนวัลลภ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท ทำให้นายวีระชัยหลงเชื่อรับจดทะเบียนให้โจทก์ที่ 4 ออกจากกรรมการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็ฯเอกสารมหาชน อันเป็นการใช้เอกสารปลอม แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ทำให้โจทก์ที่ 4 เสียหาย

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในกิจการของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันทำหรือยินยอมให้กระทำการปลอมเอกสารด้วยการลงข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว เพื่อลวงให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ขาดประโยชน์การบริหารงานในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ และประโยชน์อันพึงได้ของผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 267, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามทางไต่สวนได้ความว่า โจทก์ที่ 5 และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ก่อนวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ที่ 5 เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ได้ความตามคำฟ้องและคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 5 เป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนด้านทรัพย์สินและการเงินในกิจการของจำเลยที่ 1 เท่านั้น โดยโจทก์ที่ 5 มิได้เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฎว่าโจทก์ที่ 5 ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดตามคำฟ้องแต่อย่างใด ประกอบกับการกระทำของจำเลยทั้งห้าตามคำฟ้องมีผลกระทบโดยตรงต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ต้องถูกปรับออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้พาดพิงไปถึงโจทก์ที่ 5 อันจะถือว่าโจทก์ที่ 5 ได้รับความเสียหายโดยตรง สิทธิของโจทก์ที่ 5 หากจะพึงมีพึงได้อย่างไรในฐานะผู้ให้การสนับสนุนด้านทรัพย์สินและการเงินก็คงมีอยู่ตามเดิม มิได้ถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งห้า โจทก์ที่ 5 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า คดีมีมูลว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 นั้น ได้ความตามคำฟ้องและคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2538 ของจำเลยที่ 1 ระบุว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการและแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุมและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยลาออกจากการเป็นกรรมการและจำเลยที่ 1 ไม่เคยจัดประชุมตามรายงานการประชุมดังกล่าว วันที่ 12 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการของจำเลยที่ 1 ระบุว่า โจทก์ที่ 3 ออกจากการเป็นกรรมการและแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน โดยอ้างมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2539 และครั้งที่ 2/2539 ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงไม่เคยมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นทั้งสองครั้งดังกล่าว วันที่ 28 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ใหม่ไม่มีชื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นในบัญชีของรายชื่อผู้ถือหุ้นใหม่ โดยอ้างรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2539 ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงในวันดังกล่าวไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่เคยจำหนายจ่ายโอนหุ้นให้แก่บุคคลอื่น และวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันทำรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2540 ระบุว่าโจทก์ที่ 4 ลาออกจากกรรมการของจำเลยที่ 1 และมีการแต่งตั้งกรรมการใหม่แทนโดยจำเลยที่ 2 เป็นประธานที่ประชุมและจำเลยที่ 5 เป็นผู้บันทึกรายงานการประชุม ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงในวันดังกล่าวไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางไต่สวนของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการทำรายงานการประชุมของจำเลยที่ 1 การประชุมของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 ได้จัดให้มีการทำบันทึกรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2538 ครั้งที่ 1/2539 และครั้งที่ 1/2540 และรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2539 และครั้งที่ 2/2539 ขึ้นตามหน้าที่ของตนและลงลายมือชื่อตนเองเป็นประธานที่ประชุม มิได้ทำในนามของบุคคลอื่น ดังนั้น รายงานการประชุมดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่แท้จริงของจำเลยที่ 2 แม้ข้อความในเอกสารไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีการประชุมดังกล่าวก็ตาม ก็เป็นการทำเอกสารอันเป็นความเท็จเท่านั้น ไม่ทำให้เป็นเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 เมื่อการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการปลอมเอกสาร การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นความผิดข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องในข้อหาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนความผิดข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และข้อหาทำหรือยินยอมให้ทำเอกสารด้วยการลงข้อความอันเป็นเท็จเพื่อลวงให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องขาดประโยชน์อันควรได้ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 นั้น......คดีของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 จึงมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดในส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 ไว้ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 217
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธำรงค์ งานทวี กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยอุตสาหกรรมการเกษตรสากล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6468/2549
#267374
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยไม่ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล อ้างว่าจำเลยเป็นคนอนาถาไม่มีทรัพย์สินใด ๆ จะวางประกันต่อศาล คำร้องของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยจะต้องชำระต่อศาลในการยื่นอุทธรณ์ มิใช่เป็นการขอดำเนินคดีอย่างอนาถาตามมาตรา 155, 156 และเป็นคำขอที่ขัดต่อมาตรา 234 ศาลไม่อาจอนุญาตตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวได้อยู่แล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาคำสั่งอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นกระบวนพิจารณาที่จำเลยดำเนินสืบเนื่องมาจากคำร้องของจำเลยดังกล่าวย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลยเพราะหากได้รับการขยายระยะเวลาศาลก็ไม่อาจอนุญาตตามคำร้องของจำเลยได้ จึงไม่มีเหตุสมควรขยายระยะเวลาฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยกับบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากทรัพย์พิพาท และส่งมอบทรัพย์พิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยกับบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากทรัพย์พิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นกรณีอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาว่า จำเลยเป็นคนอนาถาไม่มีทรัพย์สินที่จะวางประกันต่อศาล คงมีเฉพาะค่าธรรมเนียมศาลที่วางไว้ต่อศาลขณะยื่นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยในข้อกฎหมายไม่เป็นสาระอันควรอุทธรณ์ แม้ศาลจะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง คำขอให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมและเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 19 เมษายน 2545 ขอขยายระยะเวลาฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ออกไปอีก 30 วัน โดยจำเลยอ้างว่าวันดังกล่าวเป็นวันครบกำหนดที่จะยื่นฎีกาแต่จำเลยยังไม่สามารถหาทนายความเขียนฎีกาข้อกฎหมายให้ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุดแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรขยายเวลาฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การขอขยายระยะเวลาฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นกระบวนพิจารณาที่จำเลยดำเนินสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้วจำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาศาลหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลในการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 และจำเลยได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 ขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์คำสั่งโดยไม่ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล อ้างว่าจำเลยเป็นคนอนาถาไม่มีทรัพย์สินใด ๆ จะวางประกันต่อศาล คำร้องของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยจะต้องชำระต่อศาลในการขอดำเนินคดีอย่างอนาถาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155, 156 และคำขอตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวก็เป็นคำขอที่ขัดต่อมาตรา 234 ที่ยังคับให้ผู้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ไม่มีบทกฎหมายสนับสนุนให้ศาลอนุญาตให้ยกเว้นไม่ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือไม่ต้องหาประกันให้ไว้ ศาลไม่อาจอนุญาตตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวได้อยู่แล้ว การขอขยายระยะเวลาฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นกระบวนพิจารณาที่จำเลยดำเนินคดีสืบเนื่องมาจากคำร้องของจำเลยดังกล่าวย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลยเพราะหากได้รับการขยายระยะเวลาดังกล่าวศาลก็ไม่อาจอนุญาตตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวได้ จึงไม่มีเหตุสมควรขยายระยะเวลาฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 156 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกังวานชัย งามวิไลดี
จำเลย — นางสาวสุพัตรา แก้วสว่างหรือพลโยธา
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6462/2549
#267318
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่วันที่ที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 10 ปี แม้ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ผู้ร้องก็ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เนื่องจากการครอบครองปรปักษ์ต้องเริ่มนับแต่วันที่ที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป ทั้งผู้ร้องจะนับระยะเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทก่อนจะมีการออกโฉนดที่ดินรวมเข้าด้วยก็มิได้ เพราะการที่จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น ใช้ได้แต่เฉพาะที่ดินมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เมื่อประมาณปี 2527 ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 11425 เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ ซึ่งมีชื่อนายยศ กาฬหว้า เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยผู้ร้องปลูกต้นไม้และปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันจนถึงปัจจุบันเกิน 10 ปี ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินที่ผู้ร้องขอเข้าครอบครองปรปักษ์เป็นของผู้คัดค้านบางส่วน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 (ที่ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในขณะนั้น) มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้คัดค้านมีสิทธิครอบครองเนื้อที่ 5 ไร่ การร้องขอครอบครองปรปักษ์ของผู้ร้องเป็นการรื้อร้องฟ้องเรื่องเดิมซึ่งถึงที่สุดแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง (ที่ถูก ยกคำร้อง) ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนผู้คัดค้าน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 121 ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 ทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้แก่นายยศ กาฬหว้า คือ โฉนดเลขที่ 11425 ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงเป็นการยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่วันที่ที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 ถึงวันฟ้อง คือวันที่ 24 ธันวาคม 2545 ยังไม่ถึง 10 ปี แม้ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ผู้ร้องก็ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากการครอบครองปรปักษ์ต้องเริ่มนับแต่วันที่ที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป ทั้งผู้ร้องจะนับระยะเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทก่อนจะมีการออกโฉนดที่ดินรวมเข้าด้วยก็มิได้ เพราะการที่จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น ใช้ได้แต่เฉพาะที่ดินมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหยุน กาฬหว้า
จำเลย — นายเคียง ศรีกำพล
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6459/2549
#266816
เปิดฉบับเต็ม

บัตรภาษีมีมูลค่าเป็นเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในบัตรภาษีนำไปใช้แทนเงินสดในการชำระภาษีแก่กรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิตได้ หากการได้รับบัตรภาษีไว้เป็นลาภมิควรได้ก็ต้องถือว่าทรัพย์สินที่ได้รับไว้ดังกล่าวเป็นเงินจำนวนหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 412

กฎหมายบัญญัติหลักในการคืนเงินที่เป็นลาภมิควรได้ว่า ผู้ได้รับนั้นต้องคืนเงินเต็มจำนวน ส่วนการคืนลาภมิควรได้เพียงบางส่วนที่ยังคงมีอยู่ในขณะที่เรียกคืนเพราะได้รับมาโดยสุจริตเป็นข้อยกเว้น เมื่อจำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากข้อยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว จำเลยต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การของตน เพราะปัญหาว่าสุจริตหรือไม่เป็นข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยรับเงินซึ่งเป็นลาภมิควรได้ไว้โดยสุจริตหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยคำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง แม้โจทก์และจำเลยไม่ยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นการคำนวณและระบุจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากร จำนวน 215,209.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 130,630.61 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 215,209.46 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 130,630.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บริษัทโลตัสสยามเอ็กซปอร์ต จำกัด ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์อ้างว่า บริษัทได้ส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าขาออก 7 ฉบับ บริษัทมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย และขอโอนสิทธิในการรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยยื่นคำขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีที่โจทก์จะออกให้ตามคำขอของบริษัทดังกล่าว โดยสัญญาว่า กรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลงเชื่อว่าใบขนสินค้าขาออกที่บริษัทสยามโลตัสเอ็กซปอร์ต จำกัด ยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง และบริษัทมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย จึงจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีมูลค่า 164,990.50 บาท ให้แก่จำเลย และจำเลยนำบัตรภาษีดังกล่าวไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าภาษีอากรแล้วเป็นเงิน 130,630.61 บาท ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าใบขนส่งสินค้าขาออกที่บริษัทสยามโลตัสเอ็กซปอร์ต จำกัด ได้ยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรมีใบขนสินค้าขาออก 5 ฉบับ ที่สำแดงเท็จ ไม่มีการส่งออกสินค้าตามที่ระบุในใบขนสินค้าขาออก บริษัทไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามคำขอที่ยื่น โจทก์ทวงถามจำเลยให้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษี 130,630.61 บาท แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามมูลค่าบัตรภาษีพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง เพราะจำเลยได้รับโอนบัตรภาษีมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนซึ่งเป็นลาภมิควรได้ จำเลยนำบัตรภาษีไปใช้หมดแล้วไม่มีบัตรภาษีหรือเงินเหลืออยู่ จึงไม่ต้องใช้คืนหรือไม่ เห็นว่า บัตรภาษีมีมูลค่าเป็นเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในบัตรภาษีและนำไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าภาษีอากรแก่โจทก์ กรมสรรพากรและกรมสรรพสามิตได้ จึงถือได้ว่าเป็นเงินจำนวนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 ที่บัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนนั้น เว้นแต่เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริตจึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน"

คดีมีปัญหาประการต่อมาว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กฎหมายบัญญัติหลักในการคืนลาภมิควรได้ที่เป็นเงินว่า ผู้ได้รับต้องคืนเงินนั้นเต็มจำนวน ส่วนการคืนเงินลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเรียกคืนเพราะได้รับมาโดยสุจริตนั้นเป็นข้อยกเว้น เมื่อจำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากข้อยกเว้นตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การของตน เพราะปัญหาว่า "สุจริตหรือไม่" เป็นข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยรับเงินซึ่งเป็นลาภมิควรได้ไว้โดยสุจริตหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

อนึ่ง ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2546 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 กรกฎาคม 2547) เป็นจำนวน 84,578.85 บาท ซึ่งเป็นจำนวนตามที่โจทก์คำนวณนับแต่วันที่จำเลยได้รับบัตรภาษี และพิพากษาให้จำเลยใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้องรวม 215,209.46 บาท ซึ่งเป็นต้นเงินที่รวมดอกเบี้ยที่โจทก์คำนวณนับแต่วันที่จำเลยได้รับบัตรภาษี คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางจึงไม่ถูกต้อง แม้โจทก์และจำเลยจะไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ แต่กรณีเป็นการคำนวณและระบุจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงิน 130,630.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 กรกฎาคม 2547) ให้จำเลยรับผิดไม่เกิน 84,578.85 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ยกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ส่วนค่าธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 412
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัท ต. ทองชัย (1991) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พานิชวราห์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6435/2549
#269205
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์ภายหลังมีการประกาศใช้บังคับ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2)ฯ มาตรา 3 แล้ว จึงต้องนำบทบัญญัติตามกฎหมายทีแก้ไขใหม่นี้มาใช้บังคับ เมื่ออุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายกลางตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งอุทธรณ์ได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) แต่คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ผู้ร้องเป็นคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายที่ดิน และให้ขยายระยะเวลาให้ผู้ร้องชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมานั้นเป็นการมิชอบ

แม้คดีจะต้องห้ามอุทธรณ์แต่ศาลฎีกามีอำนาจรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไว้พิจารณาพิพากษาได้หากพิจารณาแล้วเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ มาตรา 26 วรรคสี่ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2)ฯ มาตรา 4

การที่มีผู้ยื่นคำร้องขออ้างว่าได้ที่ดินดังกล่าวมาโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนดังกล่าวนี้ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง แม้จะมีผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ผู้ร้องประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดโดยการครอบครองปรปักษ์ก็ตาม สิทธิดังกล่าวก็ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองซึ่งย่อมได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายโดยสุจริต สิทธิของผู้ร้องจึงมิเสียไปแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นมิใช่ของผู้ล้มละลายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 แม้ผู้ร้องจะยังมิได้มีการชำระราคาทรัพย์ครบถ้วนหรือยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ผู้ร้องก็ยังได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ผู้อื่นจะอ้างเหตุว่าเป็นผู้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินดังกล่าวขึ้นต่อสู้สิทธิของผู้ร้องมิได้ การที่มีผู้ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ผู้ร้องประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดจึงมิได้มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องแต่อย่างใด

แม้มีผู้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดแต่ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลล้มละลายกลางยกคำร้องดังกล่าวไปแล้วและศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงยังคงได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2546 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ผู้รับจำนองของลูกหนี้ได้นำผู้คัดค้านยึดที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองของลูกหนี้ ผู้ร้องประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดผู้ร้องชำระเงินจำนวน 10,050,000 บาท ยังค้างชำระจำนวน 682,950,000 บาท ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านว่า มีผู้ยื่นคำร้องขออ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ และมีผู้ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งนี้ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาทำให้สถาบันการเงินชะลอการให้กู้เงินแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงขอให้ขยายระยะเวลาชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือออกไปจนกว่าคดีที่มีการร้องขอครอบครองปรปักษ์จะถึงที่สุด ผู้คัดค้านมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาการวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ ให้ริบเงินมัดจำจำนวน 10,050,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้และนำที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดใหม่ หากขายได้ราคาต่ำกว่าที่ผู้ร้องเคยให้ไว้ให้ผู้ร้องรับผิดชอบ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้าน และให้ผู้ร้องเป็นคู่สัญญาตามเดิมเพื่อผู้ร้องจะได้ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายที่ดินต่อไป

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านให้ผู้ร้องเป็นคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายที่ดินตามเดิม และให้ขยายระยะเวลาให้ผู้ร้องชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือภายใน 30 วัน นับแต่คดีหมายเลขดำที่ 1449/2546 และที่ 1450/2546 ของศาลจังหวัดมีนบุรีถึงที่สุด

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังมีการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 มาตรา 3 แล้ว จึงต้องนำบทบัญญัติตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้มาใช้บังคับ เมื่ออุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะอุทธรณ์ได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) แต่คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ผู้ร้องเป็นคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายที่ดิน และให้ขยายระยะเวลาให้ผู้ร้องชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมานั้นเป็นการมิชอบ แต่ศาลฎีกามีอำนาจรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไว้พิจารณาพิพากษาได้หากพิจารณาแล้วเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 มาตรา 4 จึงมีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปว่า ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องกลับเข้าเป็นคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายที่ดินและให้ขยายระยะเวลาให้ผู้ร้องชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 ผู้ร้องประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 667, 170978 และ 171080 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร อันเป็นทรัพย์จำนองของลูกหนี้ได้จากการขายทอดตลาดในราคา 693,000,000 บาท ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 10,050,000 บาท และขอขยายระยะเวลาการชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือออกไปก่อน โดยขณะเดียวกันผู้ร้องได้ดำเนินการขอสินเชื่อจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ยูนิโก้ เฮ้าซิ่ง จำกัด ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546 มีนางวรรณา เพชรปานกัน ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 667 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว (บางกะปิ) กรุงเทพมหานครและนายกฤษฎานันท์ เพชรปานกัน ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 170978 และ 171080 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินที่ผู้ร้องประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1449/2546 และที่ 1450/2546 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ตามลำดับ และมีนางสาววรรณา แจ้งจบ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวต่อศาลล้มละลายกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 430/2547 เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องไม่อาจนำเหตุที่มีผู้ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ในที่ดินทั้งสามแปลงที่ผู้ร้องประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดมาเป็นเหตุขอขยายระยะเวลาชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือออกไปจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดได้นั้น เห็นว่า แม้จะมีผู้ยื่นคำร้องของอ้างว่าได้ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมาโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนดังกล่าวนี้ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินทั้งสามแปลงซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ดังนั้น แม้จะฟังได้ว่ามีผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงที่ผู้ร้องประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดโดยการครอบครองปรปักษ์ก็ตามสิทธิดังกล่าวก็ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองซึ่งย่อมได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้ร้องจึงไม่อาจนำเหตุที่มีผู้ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์มาอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือออกไปได้ อีกทั้งเมื่อผู้ร้องเป็นซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายโดยสุจริต สิทธิของผู้ร้องจึงมิเสียไปแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นมิใช่ของผู้ล้มละลายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 และแม้ผู้ร้องจะยังมิได้มีการชำระราคาทรัพย์ครบถ้วนหรือยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ผู้ร้องก็ยังได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ดังนั้นผู้อื่นจะอ้างเหตุว่าเป็นผู้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวขึ้นต่อสู้สิทธิของผู้ร้องมิได้ การที่มีผู้ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ผู้ร้องประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดจึงมิได้มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องแต่อย่างใด เหตุดังกล่าวจึงไม่มีผลต่อการที่สถาบันการเงินจะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ ผู้ร้องไม่อาจนำมาเป็นเหตุขอขยายระยะเวลาชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือต่อไปได้อีกเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นปรากฏจากทางนำสืบของผู้คัดค้านว่า คดีที่มีผู้ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ดังกล่าวนั้น ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว เนื่องจากผู้ร้องไม่วางเงินค่าขึ้นศาลภายในกำหนดประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความอีกด้วยว่า นับแต่วันที่ผู้ร้องประมูลซื้อที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 ผู้คัดค้านได้ขยายระยะเวลาชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ร้องจำนวนหลายครั้งเป็นระยะเวลากว่า 7 เดือน การที่ผู้ร้องขอขยายระยะเวลาชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือโดยอ้างเหตุเดียวกันมาโดยตลอดว่ามีผู้ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ในที่ดินทั้งสามแปลงที่ผู้ร้องประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดประกอบกับสถาบันการเงินชะลอการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้ร้องจึงน่าจะเป็นไปเพื่อประวิงคดีและเป็นเหตุหนึ่งซึ่งส่อแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่ามีผู้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดก็ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวไปแล้วคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อศาลล้มละลายกลางยกคำร้องดังกล่าวไปแล้วและศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงยังคงได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 และไม่อาจนำเหตุดังกล่าวมากล่าวอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือได้เช่นเดียวกัน ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านให้ผู้ร้องเป็นคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 667, 170978 และ 171080 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ตามเดิม และให้ขยายเวลาให้ผู้ร้องชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือภายใน 30 วัน นับแต่คดีหมายเลขดำที่ 1449/2546 และที่ 1450/2546 ของศาลจังหวัดมีนบุรีถึงที่สุด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการผิดพลาดไป ศาลฎีกาจึงรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเพื่อพิจารณาแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวข้างต้น"

พิพากษากลับ ให้ริบเงินมัดจำจำนวน 10,050,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ และนำที่ดินโฉนดเลขที่ 667, 170978 และ 171080 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดใหม่ หากได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ให้ผู้ร้องรับผิดในส่วนที่ขาด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง ม. 1330
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 ม. 26 วรรคสี่
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ม. 3 ม. 4
ชื่อคู่ความ
นายพนม พละศักดิ์ ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัท
เงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
ผู้ร้อง — บริษัทลีลา อินน์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2549
#269018
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานให้แก่โจทก์โดยจ่ายในนามของโจทก์เดือนละ 47,000 บาท และจ่ายในนามของมารดาโจทก์เดือนละ 73,730 บาท โดยมารดาโจทก์ไม่ได้มาปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ 1 การที่ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ในนามของมารดาโจทก์ ก็โดยมีเจตนาเพื่อทำให้รายได้พึงประเมินของโจทก์ที่ใช้เป็นฐานคำนวณและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ป.รัษฎากร ของโจทก์ลดลงไปจากที่ได้รับจริง ดังนี้ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ แม้มีข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินค่าจ้างอันมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ได้ลดน้อยลงถือได้ว่าเป็นการไม่สุจริต แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในส่วนนี้ได้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือค่าบำเหน็จจากการขาย 9,720,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าตอบแทนจากกองทุนเกษียณอายุ 1,380,155 บาท และค่าจ้างค้าง 80,229 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับค่าคอมมิชชั่นหรือค่าบำเหน็จจากการขายและค่าตอบแทนกองทุนเกษียณอายุนับแต่วันฟ้อง และในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองออกใบสำคัญการทำงานหรือหนังสือรับรองการทำงาน (ใบผ่านงาน) ให้แก่โจทก์ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างค้างจำนวน 26,634 บาท และจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างค้างจำนวน 11,815 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทั้งสอง ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยทั้งสองมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์...มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระแก่โจทก์ในส่วนที่จ่ายในนามของมารดาโจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานให้แก่โจทก์โดยจ่ายในนามของโจทก์เดือนละ 47,000 บาท และจ่ายในนามของมารดาโจทก์เดือนละ 73,730 บาท โดยมารดาโจทก์ไม่ได้มาปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ 1 การที่ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ในนามของมารดาโจทก์ก็โดยมีเจตนาเพื่อทำให้รายได้พึงประเมินของโจทก์ที่ใช้เป็นฐานคำนวณและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรของโจทก์ลดลงไปจากที่ได้รับจริง เห็นว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์นั้น แม้มีข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินค่าจ้างอันมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ได้ลดน้อยลง ถือได้ว่าเป็นการไม่สุจริต แต่ข้อตกลงการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ของจำเลยที่ 1 ก็หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีสิทธิรับค่าจ้างในส่วนนี้ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2544 คิดเป็นเงิน 41,780.33 บาท โจทก์จึงชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายเงินจำนวนนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างจำนวน 68,414.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีสุดา กิจพานิชหรือลี้ถาวร
จำเลย — บริษัทพอนเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2549
#269320
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ได้บิดเบือนเพื่อให้เห็นเป็นข้อกฎหมายและเพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ต่างไปจากศาลแรงงานกลางว่าจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงจ่ายเงินค่าบำเหน็จจากการขายหรือค่าคอมมิชชั่นให้แก่โจทก์ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

จำเลยทั้งสองไม่ได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการของจำเลยทั้งสองเพื่อจัดตั้งกองทุนเกษียณอายุ ไม่มีการลงมติรับรองรายงานการประชุม จำเลยทั้งสองไม่ได้จัดตั้งกองทุนเกษียณอายุดังที่โจทก์ฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจากกองทุนเกษียณอายุดังที่โจทก์ฟ้องได้ โจทก์อุทธรณ์โดยอ้างว่ารายงานการประชุมเป็นเอกสารที่ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายและอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1207 จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองให้ต้องปฏิบัติตามรายงานการประชุม เป็นอุทธรณ์ที่บิดเบือนว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้จัดตั้งกองทุนเกษียณอายุขึ้นโดยชอบแล้วตามรายงานการประชุมเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่าเมื่อรายงานการประชุมเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นโดยชอบและรักษาไว้ ณ สำนักงานที่ดินได้จดทะเบียนของจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นประธานแห่งการประชุมลงลายมือชื่อไว้แล้วย่อมสันนิษฐานได้ว่าเป็นหลักฐานอันถูกต้องแห่งข้อความที่ได้จดบันทึกไว้จึงย่อมมีผลผูกพันจำเลยทั้งสอง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์นั้น แม้มีข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินค่าจ้างอันมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ได้ลดน้อยลง ถือได้ว่าเป็นการไม่สุจริต แต่ข้อตกลงการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ของจำเลยที่ 1 ก็หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีสิทธิรับค่าจ้างในส่วนนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือค่าบำเหน็จจากการขาย 9,720,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าตอบแทนจากกองทุนเกษียณอายุ 1,380,155 บาท และค่าจ้างค้าง 80,229 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับค่าคอมมิชชั่นหรือค่าบำเหน็จจากการขายและค่าตอบแทนกองทุนเกษียณอายุนับแต่วันฟ้อง และในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองออกใบสำคัญการทำงานหรือหนังสือรับรองการทำงาน (ใบผ่านงาน) ให้แก่โจทก์ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างค้างจำนวน 26,634 บาท และจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างค้างจำนวน 11,815 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทั้งสอง ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยทั้งสองมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าบำเหน็จจากการขายหรือค่าคอมมิชชั่นจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือค่าบำเหน็จจากยอดขายให้แก่โจทก์ตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์นำสืบนางกัลยาณีว่าในระหว่างทำหน้าที่พนักงานขาย นอกจากได้รับเงินเดือนประจำแล้ว นางกัลยาณีและนายสุรพลยังได้รับค่าคอมมิชชั่นอีกด้วย รวมทั้งโจทก์มีสำเนาบันทึกเรื่องค่าตอบแทนสำหรับเงินเอ็มดีมาแสดง ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบโดยขอให้ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของนายณรงค์ โชควัฒนะ ความเห็นของผู้ตรวจพิสูจน์ลายมือเป็นเพียงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ จำเลยไม่ได้นำผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจึงมีเหตุควรสงสัย ศาลไม่อาจรับฟังเป็นข้อยุติ และการที่จำเลยนำสืบนายธนกรว่าเคยสอบถามนายณรงค์เกี่ยวกับลายเซ็น คำเบิกความของนายธนกรจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า โจทก์นำสืบว่าค่าคอมมิชชั่นมีการกำหนดไว้เป็นค่าภาระติดพันแม้ไม่ได้ระบุไว้ในงบการเงินปี 2538 ถึงปี 2543 ก็เป็นเพียงรูปแบบของการจัดทำบัญชีเท่านั้น โจทก์เป็นผู้บริหารสูงสุดต้องการให้จำเลยที่ 1 ประสบความก้าวหน้ามากที่สุด โจทก์จึงยังไม่เบิกค่าคอมมิชชั่นให้แก่ตนเอง การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานปากนายธนกร ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ได้อุทธรณ์โดยบิดเบือนเพื่อให้เห็นเป็นข้อกฎหมายและเพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ต่างไปจากศาลแรงงานกลางว่า จำเลยที่ 1 มีข้อตกลงจ่ายเงินค่าบำเหน็จจากการขายหรือค่าคอมมิชชั่นให้แก่โจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง แม้ศาลแรงงานกลางจะรับอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีข้อตกลงจ่ายเงินบำเหน็จจากการขายหรือค่าคอมมิชชั่นให้แก่โจทก์ ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ฟ้องเรียกเงินดังกล่าวขาดอายุความฟ้องแล้วหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนกองทุนเกษียณอายุหรือไม่ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จัดตั้งกองทุนเกษียณอายุ และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินนี้ตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์โดยอ้างคำเบิกความของโจทก์ และคำเบิกความของนายปราโมทย์ว่ามีการจัดตั้งกองทุนเกษียณอายุตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 และเอกสารนี้ถูกเก็บรักษาไว้ ณ สำนักงานที่ได้จดทะเบียนของจำเลยทั้งสองซึ่งปรากฏตามคำเบิกความของนายธนกรพยานจำเลยว่า เอกสารหมาย ล.43 และ จ.19 เป็นเอกสารฉบับเดียวกัน ต่างกันเพียงเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 2 ไม่มีลายมือชื่อของนายณรงค์ เอกสารต้นฉบับหมาย ล.43 ค้นพบในแฟ้มเอกสารที่ห้องเก็บเอกสารของจำเลย ประกอบกับนายอุดมกรรมการของจำเลยทั้งสองเบิกความว่าเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 พิมพ์ตามรูปแบบทั่วไปของจำเลยทั้งสอง รายงานการประชุมโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นประธานการประชุม ข้อเท็จจริงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1207 แล้ว ข้อความที่จดบันทึกลงในรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 จึงถูกต้อง การลงมติ การดำเนินการประชุมตามเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 จึงเป็นไปโดยชอบแล้ว เมื่อมีการประชุมกรรมการรับรองรายงานการประชุมตามเอกสารหมาย จ.21 และ จ.22 แล้ว และจำเลยทั้งสองทราบข้อความและมติตามเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 แล้ว จำเลยทั้งสองไม่เคยมีการประชุมยกเลิกมติในเรื่องกองทุนเกษียณอายุจึงมีผลใช้บังคับผูกพันจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ออกจากงาน จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายเงินกองทุนเกษียณอายุให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดตั้งกองทุนเกษียณอายุ และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนดังกล่าว จึงขัดต่อมาตรา 1207 ดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังเหตุข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการของจำเลยทั้งสองเพื่อจัดตั้งกองทุนเกณียณอายุ ไม่มีการลงมติรับรองรายงานการประชุม จำเลยทั้งสองไม่ได้จัดตั้งกองทุนเกษียณอายุดังที่โจทก์ฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจากกองทุนเกษียณอายุดังที่โจทก์ฟ้องได้ โจทก์อุทธรณ์โดยอ้างว่ารายงานการประชุมเป็นเอกสารที่ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายและอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1207 จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองให้ต้องปฏิบัติตามรายงานการประชุม อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่บิดเบือนว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้จัดตั้งกองทุนเกษียณอายุขึ้นโดยชอบแล้วตามรายงานการประชุม เพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า เมื่อรายงานการประชุมเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นโดยชอบและรักษาไว้ ณ สำนักงานที่ได้จดทะเบียนของจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นประธานแห่งการประชุมลงลายมือชื่อไว้แล้วย่อมสันนิฐานได้ว่าเป็นหลักฐานอันถูกต้องแห่งข้อความที่ได้จดบันทึกไว้จึงย่อมมีผลผูกพันจำเลยทั้งสอง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระแก่โจทก์ในส่วนที่จ่ายในนามของมารดาโจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานให้แก่โจทก์โดยจ่ายในนามของโจทก์เดือนละ 47,000 บาท และจ่ายในนามของมารดาโจทก์เดือนละ 73,730 บาท โดยมารดาโจทก์ไม่ได้มาปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ 1 การที่ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ในนามของมารดาโจทก์ก็โดยมีเจตนาเพื่อทำให้รายได้พึงประเมินของโจทก์ที่ใช้เป็นฐานคำนวณและเสียภาษีเงินบุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรของโจทก์ลดลงไปจากที่ได้รับจริง เห็นว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์นั้น แม้มีข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินค่าจ้างอันมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ได้ลดน้อยลง ถือได้ว่าเป็นการไม่สุจริต แต่ข้อตกลงการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ของจำเลยที่ 1 ก็หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีสิทธิรับค่าจ้างในส่วนนี้ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ค้างชำระจ้างแก่โจทก์ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2544 คิดเป็นเงิน 41,780.33 บาท โจทก์จึงชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายเงินจำนวนนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างจำนวน 68,414.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีสุดา กิจพานิชหรือลี้ถาวร
จำเลย — บริษัทพอนเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6432/2549
#269203
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้กรรมการกู้เงินจำนวนมากถึง 1,700,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ย โดยไม่ปรากฏว่ากรรมการผู้กู้นั้นเป็นพนักงานหรือไม่ และพนักงานทั่วไปมีสิทธิกู้ได้หรือไม่ เพียงใด คิดดอกเบี้ยหรือไม่ จึงถือว่าไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินชอบที่จะประเมินดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ในขณะที่ให้กู้นั้นได้

เงินได้จากการประกอบการทุกประเภทย่อมมีความไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการตามลักษณะของกิจการแต่ละประเภท ป.รัษฎากรฯ มาตรา 67 ตรี จึงบัญญัติให้ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ การที่โจทก์ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษนั้นจึงยังไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดให้โจทก์เสียเงินเพิ่มได้ โดยไม่จำต้องเรียกโจทก์ไปสอบถามก่อน เพราะโจทก์มีหน้าที่ต้องประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีที่ถูกต้องแท้จริงพร้อมกับส่งมอบพยานหลักฐานไปให้เจ้าพนักงานตรวจสอบ เมื่อโจทก์ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีขาดไปเกินร้อยละ 25 จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนภาษีที่ขาดไป

โจทก์นำไม้แปรรูปเข้ามาจากประเทศมาเลเซียจำนวนมากและชำระเป็นเงินตราต่างประเทศโดยอ้างว่าชำระเงินสดมีหลักฐานเพียงใบกำกับสินค้า ไม่มีการเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตตามที่ปฏิบัติกันทั่วไป ทั้งพยานโจทก์เบิกความลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า โจทก์ซื้อไม้แปรรูปมาในราคาตามที่ระบุในใบกำกับสินค้า ซึ่งต่ำกว่าราคาที่กรมศุลกากรกำหนด การที่โจทก์ขายไม้แปรรูปในราคาต่ำกว่าราคาที่กรมศุลกากรประกาศกำหนดนั้นผิดปกติวิสัยของผู้ทำธุรกิจการค้า จึงเป็นการขายไม้แปรรูปในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินราคาตลาดได้ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 88/2 (3) และมาตรา 79/3 (1) ซึ่งการประเมินโดยใช้ราคาตามประกาศกำหนดราคาในท้องตลาดเป็นรายเฉลี่ยของกรมศุลกากรเป็นราคาที่คำนวณโดยการเก็บรวบรวมสถิติราคาสินค้าชนิดเดียวกันจากผู้นำเข้าทุกรายที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรในช่วงเวลานั้นมาทำการเฉลี่ย ย่อมเป็นการประเมินที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดที่แท้จริงที่สุด การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวจึงชอบแล้ว

เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรโจทก์ เนื่องจากโจทก์ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 12 เดือน ติดต่อกัน ซึ่งสรรพากรภาค 12 ผู้ได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมสรรพากรได้อนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบตามมาตรา 19 แห่ง ป.รัษฎากรฯ โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดว่าเจ้าพนักงานประเมินจะต้องขออนุมัติขยายเวลากการออกหมายเรียกภายในระยะเวลา 2 ปี แต่อย่างใด การออกหมายเรียกตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบแล้ว

ป.รัษฎากรฯ มาตรา 32 บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่จะออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์หรือบุคคลอื่นมาไต่สวนหรือให้บุคคลใดส่งพยานหลักฐานใดมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามที่เห็นสมควร แต่มิได้บัญญํติบังคับว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะต้องเรียกผู้อุทธรณ์มาสอบถามหรือให้ส่งพยานหลักฐานใดอีก การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาเห็นว่าพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแล้วและมีคำวินิจฉัยไปตามนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 12960100/2/100153 ลงวันที่ 1 กันยายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ นธ/52/2545 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2545 เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ 12960100/2/100152 ลงวันที่ 1 กันยายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ นธ/53/2545 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2545 เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 12960100/5/100231 ถึงเลขที่ 12960100/5/101242 ลงวันที่ 1 กันยายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ นธ/54/2545 ถึงเลขที่ นธ/65/2545 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2545 และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายและนำเข้าไม้แปรรูปโดยสั่งซื้อจากประเทศมาเลเซียในปี 2537 โจทก์นำเข้าไม้แปรรูปหลายครั้ง กรมศุลกากรได้เรียกเก็บอากรขาเข้าจากราคาที่พนักงานเจ้าหน้ากรมศุลกากรได้ทำการประเมินโดยโจทก์มิได้โต้แย้ง โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 51) แสดงกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 (ครึ่งปี) จำนวน 60,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 148 แต่ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 โจทก์แสดงกำไรสุทธิไว้จำนวน 339,741.12 บาท ซึ่งโจทก์ยื่นประมาณการกำไรสุทธิต่ำไปจำนวน 109,870.56 บาท อันเป็นการแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ในงบดุลของโจทก์มีรายการลูกหนี้เงินให้กู้ยืมแก่ผู้เป็นหุ้นส่วน 1,700,000 บาท กรรมการของโจทก์คือนายประสิทธิ์ วาจาเที่ยง เป็นผู้กู้ โจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าว เจ้าพนักงานตรวจสอบภาษีออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 เนื่องจากโจทก์ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 12 เดือน ติดต่อกันตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.839/2539 เรื่อง มอบอำนาจหน้าที่ให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 80 และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.197/2541 โดยมีหนังสือของสรรพากรภาค 12 แจ้งว่า อนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากร โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีมกราคาถึงธันวาคม 2537 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งจำเลยทั้งสามเป็นคณะกรรมการได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วมีคำวินิจฉัยให้ปลดภาษีในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีการประเมินภาษีจากรายได้การจำหน่ายไม้แปรรูป ส่วนกรณีดอกเบี้ยรับ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว กรณีประมาณการกำไรสุทธิตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว ในประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการชอบและเป็นธรรมแล้ว จึงให้ยกอุทธรณ์ในเดือนภาษีมกราคม 2537 ส่วนเดือนภาษีกุมภาพันธ์ถึงธันวาคม 2537 เจ้าพนักงานประเมินคำนวณตัวเลขคลาดเคลื่อนจึงปรับปรุงให้เป็นยอดที่ถูกต้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ 12960100/2/100153 ลงวันที่ 1 กันยายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ นธ/52/2545 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2545 ในประเด็นการกำหนดดอกเบี้ยรับกรณีเงินกู้ยืมกรรมการเป็นจำนวนภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 12,749.50 บาท นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ให้กรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยนั้นถือเป็นสวัสดิการ เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ไม่ได้ เห็นว่า การให้สวัสดิการแก่พนักงานนั้นนายจ้างต้องมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งอาจตกลงด้วยวาจาหรือเป็นระเบียบข้อบังคับการทำงานกำหนดหลักเกณฑ์ในการให้สวัสดิการไว้ โจทก์ให้กรรมการกู้เงินมากถึง 1,700,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ยโดยไม่ปรากฏว่ากรรมการผู้กู้นั้นเป็นพนักงานหรือไม่ และพนักงานทั่วไปมีสิทธิกู้ได้หรือไม่ เพียงใด คิดดอกเบี้ยหรือไม่ จึงถือว่าไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินชอบที่จะประเมินดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ในขณะที่ให้กู้นั้นได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองว่า หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ 12960100/2/100152 ลงวันที่ 1 กันยายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ นธ/53/2545 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2545 ในประเด็นเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี จำนวน 6,592 บาท นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เงินได้จากการประกอบการทุกประเภทย่อมมีความไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการตามลักษณะของกิจการแต่ละประเภท ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี จึงบัญญัติให้ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ การที่โจทก์ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษนั้นจึงยังไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดให้โจทก์เสียเงินเพิ่มได้ โดยไม่จำต้องเรียกโจทก์ไปสอบถามก่อน เพราะโจทก์มีหน้าที่ต้องประมาณการกำไนสุทธิครึ่งปีที่ถูกต้องแท้จริงพร้อมกับส่งมอบพยานหลักฐานไปให้เจ้าพนักงานตรวจสอบ เมื่อโจทก์ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีขาดไปเกินร้อยละ 25 จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนภาษีที่ขาดไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสามว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 12960100/5/101231 ถึงเลขที่ 12960100/5/101242 ลงวันที่ 1 กันยายน 2543 และคำวนิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ นธ/54/2545 ถึงเลขที่ นธ/65/2545 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2545 ให้ประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำไม้แปรรูปเข้ามาจากประเทศมาเลเซียจำนวนมากและชำระเป็นเงินตราต่างประเทศโดยอ้างว่าชำระเงินสดมีหลักฐานเพียงใบกำกับสินค้าไม่มีการเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตตามที่ปฏิบัติกันทั่วไป แม้โจทก์จะมีผู้ประกอบการค้าไม้แปรรูปมาเบิกความว่าโจทก์ซื้อไม้แปรรูปมาในราคาตามที่ระบุในใบกำกับสินค้าซึ่งต่ำกว่าราคาที่กรมศุลกากรกำหนด ก็เป็นการเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ การที่โจทก์ขายไม้แปรรูปในราคาต่ำกว่าราคาที่กรมศุลกากรประกาศกำหนดนั้นผิดปกติวิสัยของผู้ทำธุรกิจการค้า จึงเป็นการขายไม้แปรรูปในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินราคาตลาดได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/2 (3) และมาตรา 79/3 (1) ซึ่งการประเมินโดยใช้ราคาตามประกาศกำหนดราคาในท้องตลาดเป็นรายเฉลี่ยของกรมศุลกากรเป็นราคาที่คำนวณโดยการเก็บรวบรวมสถิติราคาสินค้าชนิดเดียวกันจากผู้นำเข้าทุกรายที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรในช่วงเวลานั้นมาทำการเฉลี่ย ย่อมเป็นการประเมินที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดที่แท้จริงที่สุด การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวจึงชอบแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสี่ว่า การออกหมายเรียกตรวจสอบถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 เนื่องจากโจทก์ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 12 เดือน ติดต่อกัน ซึ่งสรรพากรภาค 12 ผู้ได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมสรรพากร ได้อนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรโดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดว่าเจ้าพนักงานประเมินจะต้องขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกภายในระยะเวลา 2 ปี แต่อย่างใด การออกหมายเรียกตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อห้าว่า จำเลยทั้งสามในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์โดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยไม่ได้เรียกโจทก์ไปสอบถาม ไต่สวนหรือให้นำพยานหลักฐานอื่นใดมาแสดงตามประมวลรัษฎากร มาตรา 32 จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบนั้น โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นอ้างในคำฟ้อง แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์มีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 32 บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่จะออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์หรือบุคคลอื่นมาไต่สวนหรือให้บุคคลใดส่งพยานหลักฐานใดมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามที่เห็นสมควร แต่มิได้บัญญัติบังคับว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะต้องเรียกผู้อุทธรณ์มาสอบถามหรือให้ส่งพยานหลักฐานใดอีก การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาเห็นว่าพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแล้วและมีคำวินิจฉัยไปตามนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลตรงตามกำหนดและให้ความร่วมมืออย่างดีในการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินก็ตาม แต่โจทก์ก็ต้องชำระภาษีอย่างถูกต้องและครบถ้วน เมื่อโจทก์เสียภาษีขาดไปย่อมจะต้องเสียเบี้ยปรับ การที่เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 50 นั้น นับว่าเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะงดเบี้ยปรับ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 32 ม. 65 ทวิ (4) ม. 67 ตรี ม. 79/3 (1) ม. 88/2 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพี่น้องพูนทรัพย์ จำกัด
จำเลย — นายประสิทธิ์ บัวดวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6412/2549
#266833
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กำหนดให้มีการหักทอนบัญชีกันทุกวันสิ้นเดือน เมื่อหักทอนบัญชีในเดือนสุดท้ายที่มีการเลิกสัญญา คือ วันที่ 30 กันยายน 2539 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ จำนวน 2,529,015.86 บาท แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นหนี้ที่คำนวณถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อไปว่าหลังจากนั้นโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแก่จำเลยแบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป ซึ่งความจริงโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 เช่นนี้ โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ โจทก์ไม่อาจใช้วิธีการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้แก้ไขคำพิพากษาเนื่องจากมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงจำนวนหนี้ที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้จึงมิใช่เป็นข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,529,015.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2542 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2542 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์?

ระหว่างบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย โดยแก้ไขคำพิพากษาจากนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2539

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นกรณีแก้ไขมากชอบที่โจทก์จะอุทธรณ์ต่อไป ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ตามข้อตกลงในสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือนหากผิดนัดยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงินเป็นรายเดือน ตามธรรมเนียมการคิดบัญชีของธนาคารพาณิชย์ ตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันอันเป็นการคิดหักทอนบัญชีกันทุกวันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนติดต่อกันไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินออกจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีอีก โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นกับจำเลยที่ 1 ได้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 จะไม่ถูกต้องเนื่องจากวันครบกำหนดหักทอนบัญชีสำหรับงวดที่จำเลยที่ 1 เบิกเงินไปครั้งสุดท้ายในเดือนกันยายน 2539 ต้องเป็นวันที่ 30 กันยายน 2539 โดยจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จำนวน 2,529,015.86 บาท แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นหนี้ที่คำนวณถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 และวินิจฉัยต่อไปว่าหลังจากนั้นโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแก่จำเลยแบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป อันเป็นการไม่ถูกต้องก็ตาม โจทก์ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่โจทก์กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยจนคดีถึงที่สุด ซึ่งการจะแก้ไขคำพิพากษาได้จะต้องเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กรณีนี้หากจะแก้ไขว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ตามที่โจทก์ร้องขอก็จะทำให้จำเลยทั้งสามต้องเสียดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นเพิ่มขึ้นเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจำนวนหนี้ที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ เป็นเหตุให้จำเลยรับผิดสูงขึ้น จึงมิใช่เป็นข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย และยังมีผลเป็นการแก้ไขคำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิมของศาลชั้นต้นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไดเร็ค มาร์เก็ตติ้ง เอ็กซเพรส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6408/2549
#269154
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิลำเนาที่อยู่ รูปพรรณสัณฐาน และรายละเอียดอื่น ๆ ของ ช. ผู้ที่ว่าจ้างให้จำเลยทั้งสามขนยาเสพติดให้โทษของกลางไปส่งให้แก่ลูกค้า เมื่อพนักงานสอบสวนให้ดูรูปถ่ายของ ส. จำเลยทั้งสามยืนยันว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับ ข. จริง จนเป็นเหตุให้มีการออกหมายจับ ส. จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนับว่าจำเลยทั้งสามได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวน จึงเห็นสมควรวางโทษต่ำกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 เมื่อเหตุที่ศาลฎีกาลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถอนฎีกาซึ่งมีผลเท่ากับจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนกับเฮโรอีนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (3), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษประหารชีวิต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถอนฎีกา จำหน่ายฎีกาของจำเลยที่ 1 จากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 สถานเบาหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของสิบตำรวจโทเจษฎา แดงเสนาะ ผู้จับกุม และพันตำรวจตรีอำนวย พรประเสริฐ พนักงานสอบสวน ว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิลำเนา ที่อยู่ รูปพรรณสัณฐาน และรายละเอียดอื่น ๆ ของนายโชค ผู้ที่ว่าจ้างให้จำเลยทั้งสามขนยาเสพติดให้โทษของกลางไปส่งให้แก่ลูกค้า เมื่อพนักงานสอบสวนให้ดูรูปถ่ายของนายสิทธิโชค ธาราวโรดม จำเลยทั้งสามยืนยันว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับนายโชคจริง จนเป็นเหตุให้มีการออกหมายจับนายสิทธิโชคจากข้อเท็จจริงดังกล่าวนับว่าจำเลยทั้งสามได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวน จึงเห็นสมควรวางโทษต่ำกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น เมื่อเหตุที่ศาลฎีกาลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถอนฎีกาซึ่งมีผลเท่ากับจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (3), 66 วรรคสาม, 100/2 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสามกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวีระชัยหรือแดง ยิ่งคุณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6406/2549
#266842
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 159 กำหนดแต่เพียงว่า เมื่อโจทก์ต้องการให้เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบให้กล่าวมาในฟ้อง มิได้กำหนดให้อ้างมาตราในกฎหมายที่ขอเพิ่มโทษไว้ดังเช่นการฟ้องคดีที่ต้องอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และบรรยายมาในฟ้องเกี่ยวกับการขอเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพ้นโทษมาแล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ โดยมีคำขอท้ายฟ้องเพียงว่าขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย แต่คำขอดังกล่าวเป็นกรณีที่อาจเพิ่มโทษได้กึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 หรือเพิ่มโทษได้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่แน่ชัดว่าประสงค์ให้เพิ่มโทษตามบทกฎหมายใด จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามสำหรับความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงชอบแล้ว และเมื่อจะต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในการกระทำความผิดฐานนี้ด้วยย่อมเพิ่มโทษปรับได้ เพราะเป็นกรณีมีการลงโทษในการกระทำความผิดฐานนี้ถึงจำคุกมิใช่ลงโทษฐานนี้เพียงปรับสถานเดียว

คดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืน ฯ จำคุก 1 ปี ความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ละกระทงเข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษได้แล้วย่อมต้องเพิ่มโทษทุกกระทงความผิด แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดกระทงอื่นได้อีกเพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 62, 106, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 83, 91, 32, 33 ริบ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน คีตามีน อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และซองโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 5556/2546 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 5856/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่ถูก วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106, 106 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีกำหนด 5 ปี และปรับ 400,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืน ฯ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 คนละกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 7 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 600,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท รวมกับโทษในความผิดฐานอื่น เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 4 เดือน และปรับ 400,000 บาท นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 5556/2546 ของศาลชั้นต้น นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 5856/2545 ของศาลชั้นต้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และซองโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 คนละหนึ่งในสาม เป็นจำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 400,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และปรับ 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 ปี 8 เดือน และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี 20 เดือน 40 วัน และปรับ 266,666.67 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการขอเพิ่มโทษจำเลยได้กำหนดแต่เพียงว่า เมื่อโจทก์ต้องการให้เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบ ให้กล่าวมาในฟ้อง มิได้กำหนดให้อ้างมาตราในกฎหมายที่ขอเพิ่มโทษไว้ดังเช่นการฟ้องคดีที่ต้องอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และบรรยายมาในฟ้องเกี่ยวกับการขอเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกฐานมียาเสพติดให้โทษจำคุกฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพ้นโทษมาแล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ โดยมีคำขอท้ายฟ้องแต่เพียงว่าขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย แต่เนื่องจากคำขอดังกล่าวเป็นกรณีที่อาจเพิ่มโทษได้กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 หรือเพิ่มโทษได้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์คงระบุเพียงว่าขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย ไม่แน่ชัดว่าประสงค์ให้เพิ่มโทษตามบทกฎหมายใด จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามสำหรับความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงชอบแล้ว และเมื่อจะต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในการกระทำความผิดฐานนี้ด้วยย่อมเพิ่มโทษปรับได้ เพราะเป็นกรณีมีการลงโทษในการกระทำความผิดนี้ถึงจำคุก มิใช่ลงโทษฐานนี้เพียงปรับสถานเดียว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 มาในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืน ฯ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ละกระทงเข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษได้แล้ว ย่อมต้องเพิ่มโทษทุกกระทงความผิด ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะกระทงความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่เพียงกระทงเดียวจึงไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดกระทงอื่นได้อีก เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย แต่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมานั้นหนักเกินไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะความผิดฐานนี้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นลงโทษจำเลยทั้งสอง จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 533,333.33 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน และปรับ 533,333.33 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 22 เดือน 20 วัน และปรับ 355,555.56 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 159
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสายชลหรือเพชรหรือยอด สมเนตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6406/2549
#269150
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 159 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการขอเพิ่มโทษจำเลยได้กำหนดแต่เพียงว่า เมื่อโจทก์ต้องการให้เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบ ให้กล่าวมาในฟ้อง มิได้กำหนดให้อ้างมาตราในกฎหมาย ที่ขอเพิ่มโทษไว้ดังเช่นการฟ้องคดีที่ต้องอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และบรรยายมาในฟ้องเกี่ยวกับการขอเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพ้นโทษมาแล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษโดยมีคำขอท้ายฟ้องแต่เพียงว่าขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย แต่เนื่องจากคำขอดังกล่าวเป็นกรณีที่อาจเพิ่มโทษได้กึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 หรือเพิ่มโทษได้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์คงระบุเพียงว่าขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายไม่แน่ชัดว่าประสงค์ให้เพิ่มโทษตามบทกฎหมายใด จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามสำหรับความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงชอบแล้ว และเมื่อจะต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในการกระทำความผิดฐานนี้ด้วยย่อมเพิ่มโทษปรับได้เพราะเป็นกรณีมีการลงโทษในการกระทำความผิดฐานนี้ถึงจำคุก มิใช่ลงโทษฐานนี้เพียงปรับสถานเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102, พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 62, 106, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 83, 91, 32, 33 ริบ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน คีตามีน อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และซองโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ย.5556/2546 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ ย.5856/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริง และจำเลยทั้งสองเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่ถูก วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106, 106 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด 5 ปี และปรับ 400,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 คนละกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 7 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 600,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท รวมกับโทษในความผิดฐานอื่นเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 กำหนด 15 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 4 เดือน และปรับ 400,000 บาท นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ย.5556/2546 ของศาลชั้นต้น นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ ย.5856/2545 ของศาลชั้นต้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และซองโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 คนละหนึ่งในสาม เป็นจำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 400,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และปรับ 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 ปี 8 เดือน และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี 20 เดือน 40 วัน และปรับ 266,666.67 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาข้อเดียวขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ซึ่งกำหนดให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการขอเพิ่มโทษจำเลยได้กำหนดแต่เพียงว่า เมื่อโจทก์ต้องการให้เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบ ให้กล่าวมาในฟ้อง มิได้กำหนดให้อ้างมาตราในกฎหมายที่ขอเพิ่มโทษไว้ดังเช่นการฟ้องคดีที่ต้องอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และบรรยายมาในฟ้องเกี่ยวกับการขอเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพ้นโทษมาแล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ โดยมีคำขอท้ายฟ้องแต่เพียงว่าขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย แต่เนื่องจากคำขอดังกล่าวเป็นกรณีที่อาจเพิ่มโทษได้กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 หรือเพิ่มโทษได้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์คงระบุเพียงว่าขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย ไม่แน่ชัดว่าประสงค์ให้เพิ่มโทษตามบทกฎหมายใด จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามสำหรับความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงชอบแล้ว และเมื่อจะต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในการกระทำความผิดฐานนี้ด้วยย่อมเพิ่มโทษปรับได้เพราะเป็นกรณีมีการลงโทษในการกระทำความผิดฐานนี้ถึงจำคุก มิใช่ลงโทษฐานนี้เพียงปรับสถานเดียว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 มาในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ละกระทงเข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษได้แล้ว ย่อมต้องเพิ่มโทษทุกกระทงความผิด ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะกระทงความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่เพียงกระทงเดียวจึงไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดกระทงอื่นได้อีก เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย แต่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมานั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานนี้เสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะความผิดฐานนี้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นลงโทษจำเลยทั้งสอง จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 533,333.33 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน และปรับ 533,333.33 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 22 เดือน 20 วัน และปรับ 355,555.56 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 159
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสายชลหรือเพชรหรือยอด สมเนตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6377/2549
#269143
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นไม่ได้ของกลางจากตัวจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ก็ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นปกติ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ที่เพียงช่วยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งจำเลยที่ 1 ตามที่รับจ้าง ซึ่งแม้จะรู้ถึงความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยได้รับค่าจ้างเป็นพิเศษ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นแต่เพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่มีการกระทำถึงขั้นเป็นตัวการ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงคงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนซึ่งต้องระวางโทษเพียงสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้นตาม ป.อ. มาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน บธน กท 183 ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78, 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 600,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน บธน กรุงเทพมหานคร 183 ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมจำเลยที่ 1 ที่ให้การรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์รับจำเลยที่ 1 มาจากบริเวณชุมชนล็อก 1 คลองเตย ที่ที่จำเลยที่ 1 รับเมทแอมเฟตามีนจากบ้านป้าของจำเลยที่ 1 ไปส่งยังบริเวณชุมชนล็อก 7 ซึ่งเป็นที่ที่ถูกจับกุมและเชื่อว่าจำเลยเขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยความสมัครใจ กอปรกับจำเลยที่ 2 ได้ค่าจ้างถึง 200 บาท ซึ่งมากกว่าปกติที่เคยได้รับเพียงเที่ยวละ 10 ถึง 20 บาท ตามที่ตัวจำเลยที่ 2 และนายสุรชัยพยานจำเลยที่ 2 ตอบคำถามค้านของโจทก์แล้วเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วยจริง เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นไม่ได้ของกลางจากตัวจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ก็ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นปกติ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ที่เพียงช่วยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งจำเลยที่ 1 ตามที่รับจ้างซึ่งแม้จะรู้ถึงความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยได้รับค่าจ้างเป็นพิเศษ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นแต่เพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่มีการกระทำถึงขั้นเป็นตัวการ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงคงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนซึ่งต้องระวางโทษเพียงสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยทั้งหมด นับว่าฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ขณะกระทำความผิดปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 มีอายุเพียง 18 ปีเศษ จึงเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 มีอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 533,333 บาท เมื่อลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 14 ปี 9 เดือน 23 วัน และปรับ 355,555 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 76 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางยุพา บัวทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6364/2549
#266902
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนด้วยวิธีการคือ นำเอายาแก้ปวดทั่วไปมาบดให้ละเอียดกับครกและผสมสีผสมอาหารสีส้ม จากนั้นจึงนำมาบดอัดเป็นเม็ด ฟ้องของโจทก์จึงมิได้บรรยายให้เห็นว่าสิ่งที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตมีส่วนประกอบของเมทแอมเฟตามีน เมื่อฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำอันเป็นความผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ก็ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดดังกล่าวมิได้ เนื่องจากฟ้องโจทก์ในส่วนผลิตไม่ชอบเสียแล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนเสพเมทแอมเฟตามีนที่ได้ผลิตดังกล่าวจึงไม่ชอบไปด้วย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 5/2549)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65 วรรคสอง, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3436/2541 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่รับข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมีความผิดตามมาตรา 91 ด้วย) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษกระทงหลังมาบวกกับกระทงแรกได้และไม่อาจบวกโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ได้ ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนด้วยวิธีการคือ นำเอายาแก้ปวดทั่วไปมาบดให้ละเอียดกับครกและผสมกับสีผสมอาหารสีส้มจากนั้นจึงนำมาบดอัดเป็นเม็ด โดยใช้อุปกรณ์เป็นเบ้าเหล็กสำหรับอัดให้เป็นเม็ดและใช้เหล็กแท่งที่ด้านหัวสลักอักษรดับเบิลยู วาย ตอกอัดเข้าไปให้แน่นและออกมาเป็นเม็ดเมทแอมเฟตามีน ทั้งนี้ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและจำเลยทั้งสองได้เสพเมทแอมเฟตามีนที่ได้ผลิตดังกล่าว ฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายให้เห็นว่า สิ่งที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตมีส่วนประกอบของเมทแอมเฟตามีน เมื่อฟ้องบรรยายว่า จำเลยทั้งสองนำเอายาแก้ปวดทั่วไปมาบดและผสมกับสีผสมอาหาร ฟ้องโจทก์จึงมิได้บรรยายถึงการกระทำอันเป็นความผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และแม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนก็ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดดังกล่าวมิได้ เนื่องจากฟ้องโจทก์ในส่วนผลิตไม่ชอบเสียแล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนเสพเมทแอมเฟตามีนที่ได้ผลิตดังกล่าวจึงไม่ชอบไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายไกรวุฒิ จับปล่อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายปิติ นาถะภักติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6354/2549
#269016
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้อาวุธมีดจี้ที่เอวด้านหลังของผู้เสียหาย เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ครบองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสองแล้ว หาจำต้องมีการประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 92, 339, 340 ตรี, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 371 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 9 ปี ฐานพาอาวุธมีดปรับ 90 บาท รวมจำคุก 9 ปี และปรับ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามมาตรา 92 เป็นจำคุก 12 ปี และปรับ 120 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 ริบอาวุธมีดของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 15 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 20 ปี ไม่เพิ่มโทษฐานพาอาวุธ รวมความผิดสองกระทงเป็นจำคุก 20 ปี และปรับ 90 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และปรับ 45 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง หรือไม่ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายเดินอยู่ จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดถามทางไปวัดบางสะแกแล้วจำเลยลงจากรถจักรยานยนต์เดินตามหลังผู้เสียหาย ผู้เสียหายเดินหนีจะเข้าบ้าน จำเลยวิ่งไล่ตามใช้มือจับหัวไหล่ทั้งสองข้างและใช้อาวุธมีดจี้ที่เอวด้านหลังของผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยดึงสร้อยคอของผู้เสียหาย และวิ่งกลับไปที่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ผู้เสียหายร้องเรียกให้บุตรช่วย นายอาทิตย์ ก้านทอง บุตรของผู้เสียหายกับพวกและเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจำเลยไปทันกันที่คอสะพานหก รถจักรยานยนต์ของจำเลยตกลงไปข้างทาง จำเลยวิ่งหลบหนีและถูกจับกุมได้พร้อมของกลาง เห็นว่า จำเลยได้ใช้มีดเป็นอาวุธในการกระทำความผิด หลังจากได้ทรัพย์ของผู้เสียหายแล้ว จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการหลบหนีเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้ใช้อาวุธมีดประทุษร้ายร่างกาย ผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธมีดจี้ที่เอวด้านหลังของผู้เสียหาย เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ครบองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองแล้ว หาจำต้องมีการประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายสมาน แสงสังข์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ