คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2549
#267489
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดนั้น หมายถึงคำวินิจฉัยอุทธรณ์คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมนำคดีมาสู่ศาลเพื่อให้ตรวจสอบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ ฉะนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 55 โดยโจทก์ไม่ต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เพราะคดีนี้มิใช่คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนฯ เนื่องจากมีผู้คัดค้านการจดทะเบียนตามมาตรา 35 ถึงมาตรา 38 แต่เป็นคดีอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนฯ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 16 และมาตรา 18 และกรณีไม่อาจนำกำหนดเวลายื่นฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 38 มาใช้บังคับในฐานะเป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 แห่ง ป.พ.พ. เพราะจะเป็นการนำบทกฎหมายใกล้เคียงกันอย่างยิ่งมาใช้บังคับในลักษณะจำกัดสิทธิของประชาชน

ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 บัญญัติให้ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คำ ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ กลุ่มของสี รูปร่าง หรือรูปทรงของวัตถุหรือสิ่งของเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน เป็นเครื่องหมายการค้าได้ แต่จะมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงจดทะเบียนตามมาตรา 6 (1) ได้หรือไม่ ต้องพิจารณามาตรา 7 เป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารูปขวดที่เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะเป็นภาพที่ปรากฏลายเส้นโค้งมนมีสัดส่วนตั้งแต่ฐานจรดปลายแสดงให้เห็นเป็นรูปภาพขวดน้ำอัดลมที่ประกอบด้วยเส้นตรงกึ่งกลางของรูปขีดไว้ในแนวตั้งซึ่งมีระยะห่างเท่ากันจำนวนสามเส้นพาดคล่อมระหว่างกรอบสี่เหลี่ยมที่จัดไว้ตรงกลางลำตัวของรูปภาพขวดอันนับได้ว่าเป็นภาพที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปขวดดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้านี้จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (6) และเมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งเครื่องหมายดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะแล้วย่อมไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายตามประกาศนายทะเบียนฯ ตามมาตรา 17 เพราะกรณีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 17 นั้น หมายถึงเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะอันพึงจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แต่เครื่องหมายการค้ารายนั้นมีส่วนหนึ่งส่วนใดหรือหลายส่วนเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าบางอย่างหรือบางจำพวกแล้ว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนปฏิเสธไม่ขอคือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวหรือแสดงปฏิเสธอย่างอื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 434308 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 434308 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า... มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 บัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดนั้น หมายถึงคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมนำคดีมาสู่ศาลเพื่อให้ตรวจสอบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ ฉะนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง คดีนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และคดีนี้โจทก์ไม่ต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เพราะคดีนี้มิใช่คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเนื่องจากมีผู้คัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 35 ถึงมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน แต่เป็นคดีอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 16 และมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และกรณีไม่อาจนำกำหนดเวลายื่นฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัตินั้นมาใช้บังคับในฐานะเป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามที่จำเลยอุทธรณ์ เพราะเป็นการนำบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้บังคับในลักษณะจำกัดสิทธิของประชาชน ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์มิได้ยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 49 นั้น จำเลยมิได้ให้การถึงปัญหานี้ไว้ในคำให้การจำเลย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คำ ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ กลุ่มของสี รูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุหรือสิ่งเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ได้หรือไม่ต้องพิจารณามาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันเป็นสำคัญ มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 หากรูปขวดที่เป็นเครื่องหมายการค้ามีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปขวดนั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น รูปขวดนั้นก็ถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ ถ้ารูปขวดเป็นภาพที่ประดิษฐ์ขึ้น รูปขวดนั้นก็ถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (6) รูปขวดที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปขวดดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่น ทั้งรูปขวดดังกล่าวเป็นภาพที่ปรากฏลายเส้นโค้งมนมีสัดส่วนตั้งแต่ฐานจรดปลายแสดงให้เห็นเป็นรูปภาพขวดน้ำอัดลมที่ประกอบด้วยเส้นตรงกึ่งกลางของรูปขีดไว้ในแนวตั้งซึ่งมีระยะห่างเท่ากับจำนวนสามเส้นพาดคล่อมระหว่างกรอบสี่เหลี่ยมที่จัดไว้ตรงกลางลำตัวของรูปภาพขวดอันนับได้ว่าเป็นภาพที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้นเครื่องหมายการค้ารูปขวดของโจทก์ดังกล่าวจึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่จำเลยอ้างว่ารูปขวดดังกล่าวเป็นภาชนะบรรจุสินค้า เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวก 32 รายการสินค้าเครื่องดื่มถือว่าเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายตามประกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2535 เรื่อง กำหนดสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 นั้น เห็นว่า เครื่องหมายการค้าที่เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าบางอย่างหรือบางจำพวกตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่ให้อำนาจนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแสดงการปฏิเสธอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 17 นั้นหมายถึงเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะอันพึงจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แต่เครื่องหมายการค้ารายนั้นมีส่วนหนึ่งส่วนใดหรือหลายส่วนเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าบางอย่างหรือบางจำพวกแล้ว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวหรือแสดงปฏิเสธสิทธิอย่างอื่นได้ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังว่าเครื่องหมายการค้ารูปขวดทั้งเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 อันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งเครื่องหมายดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายตามมาตรา 17 ดังที่จำเลยขึ้นอุทธรณ์แต่ประการใด คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปขวดของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 6 ม. 7 ม. 18 ม. 35 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เดอะ โคคา โคล่า คัมปะนี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7019/2549
#635365
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ตามข้อเท็จจริงจึงลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวได้ การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน อันเป็นการปรับบทลงโทษจำเลยไม่ถูกต้อง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขโดยปรับบทให้ถูกต้องได้ แต่โจทก์มิได้ฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 288, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสุภาภรณ์ผู้เสียหายและภริยาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกต้องระบุว่า อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 358)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 และมาตรา 376 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานพาอาวุธปืน (เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 15 ปี และปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ริบของกลาง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดมาสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้นเหมาะสมหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยได้ลุแก่โทษโดยให้การรับสารภาพ แม้จะเป็นการรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วก็เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอย่างมาก มีเหตุบรรเทาโทษ จึงเห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนมานั้น ยังไม่ถูกต้อง เพราะคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แม้ความผิดตามบทมาตราดังกล่าวจะมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท และศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยสำหรับความผิดกระทงนี้ให้ปรับจำเลยสถานเดียวโดยมิได้ลงโทษจำคุก แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเพิ่มขึ้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขโทษที่ลงแก่จำเลยได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 นอกจากนี้การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับจำเลยโดยมิได้ปรับบทบังคับค่าปรับมาด้วย ยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสีย

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้วคงจำคุก 25 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 25 ปี และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายวิชัย เตชะศิริสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจรูญ ชีวิตโสภณ
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา(ก)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7009/2549
#266843
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบหลายงวด ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำเป็นอาชีพ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสองไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว รวมทั้งอ้างความจำเป็นในการกระทำความผิด ก็มิใช่เหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง อย่างไรก็ตามโทษจำคุกที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในแต่ละกระทงมีกำหนดเวลาน้อยกว่าสามเดือน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกให้น้อยลงอีกได้ ตาม ป.อ. มาตรา 55 แม้จะปรากฏว่าโทษจำคุกที่กำหนดใหม่จะต่ำกว่าอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำตามมาตรา 12 (1) แห่ง พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลางและให้จำเลยทั้งสองจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก 12 (1)), 15 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 6 เดือน รวม 17 กระทง จำคุกคนละ 102 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 68 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 4 เดือน รวม 17 กระทง จำคุกคนละ 68 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 34 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบหลายงวดถือได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำเป็นอาชีพ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสองไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว รวมทั้งอ้างความจำเป็นในการกระทำความผิด ก็มิใช่เหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า โทษจำคุกรวม 17 กระทง ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นั้น สูงเกินไป เมื่อปรากฏว่าโทษจำคุกดังกล่าวในแต่ละกระทงมีกำหนดเวลาน้อยกว่าสามเดือน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกให้น้อยลงอีกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 แม้จะปรากฏว่าโทษจำคุกที่กำหนดใหม่จะต่ำกว่าอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำตามที่มาตรา 12 (1) แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 บัญญัติไว้ก็ตาม ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองจำคุกคนละกระทงละ 1 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละกระทงละ 15 วัน รวม 17 กระทง เป็นจำคุกคนละ 8 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 55
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานี
จำเลย — นางพิกุล นวะพิศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นายสมบัติ คงเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวีป ตันสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6991/2549
#267680
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความว่า "ข่มขืนกระทำชำเรา" หมายถึง การร่วมประเวณีกับหญิงซึ่งไม่ใช่ภรรยาของตน การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะของการข่มขืนกระทำชำเรา แต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา น. ผู้เสียหาย โดยจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการขับรถจักรยานยนต์ชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับ ทำให้บริเวณใบหน้า ลำคอ ขาหนีบ และซี่โครงซ้ายได้รับอันตรายแก่กายจนผู้เสียหายนอนป่วยไม่รู้สึกตัว มีอาการกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรง ได้รับอันตรายแก่กายต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 มาตรา 276 และมาตรา 277 ทวิ ริบรถจักรยานยนต์ทะเบียน ขอนแก่น ท - 2920 ให้คืนเสื้อแจ๊กเก้ต สร้อยยางสีดำ และกระดาษเบอร์โทรศัพท์ของกลางแก่เจ้าของและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และมาตรา 277 ทวิ (1) ลงโทษจำคุก 18 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 24 ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 18 ปี รับรถจักรยานยนต์ทะเบียน ขอนแก่น ท - 2920 ให้คืนเสื้อแจ๊กเก้ต สร้อยยางสีดำ และกระดาษเบอร์โทรศัพท์ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเนื่องจากไม่ได้บรรยายลักษณะของการข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่ เห็นว่า ข้อความ "ข่มขืนกระทำชำเรา" หมายถึงการร่วมประเวณีกับหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตนคือผู้เสียหาย โจทก์บรรยายข้อความต่อว่า "จำเลยใช้กำลังประทุษร้าย... โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้..." แม้โจทก์ไม่บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะของการข่มขืนกระทำชำเรา แต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำจังหวัดพล
จำเลย — นายสงกรานต์ คำสุนชา
ชื่อองค์คณะ
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ประทีป ปิติสันต์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6988/2549
#269333
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีองค์คณะ 2 คน พิพากษาคดีโดยถือเอาความเห็นของผู้พิพากษาคนหนึ่งว่า จำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลย ซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากเป็นคำพิพากษา และถือเอาความเห็นของผู้พิพากษาอีกคนว่าจำเลยไม่มีความผิดและควรยกฟ้องซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่าเป็นความเห็นแย้ง เป็นการขัดต่อบทบัญญัติ แห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 184 กรณีจึงต้องพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นพิพากษายกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 174, 175, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 174 ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคนหนึ่งทำความเห็นแย้งว่า การที่จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดฐานบุกรุกนั้น ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 174 สมควรพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้องค์คณะผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและทำคำพิพากษาในศาลชั้นต้นมี 2 คน การวินิจฉัยเพื่อทำคำพิพากษาต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 184 ที่บัญญัติว่า "ในการประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษา... การวินิจฉัยให้ถือตามเสียงข้างมาก ถ้าในปัญหาใดมีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่ายหรือเกินกว่าสองฝ่ายขึ้นไป จะหาเสียงข้างมากมิได้ ให้ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากยอมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า" การประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษาขององค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นคดีนี้ เมื่อปรากฏว่าผู้พิพากษาคนหนึ่งมีความเห็นว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลย แต่ผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งมีความเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดและควรยกฟ้อง จึงเป็นกรณีที่มีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่ายและจะหาเสียงข้างมากมิได้ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากต้องยอมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดและควรยกฟ้อง ซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า โดยต้องพิพากษายกฟ้อง และให้ความเห็นที่ว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยเป็นความเห็นแย้ง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นถือเอาความเห็นที่จำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากเป็นคำพิพากษา และถือเอาความเห็นที่ว่าจำเลยไม่มีความผิดและควรยกฟ้องซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่าเป็นความเห็นแย้ง จึงขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 184 ดังกล่าว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ยกฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลยก็เป็นการไม่ชอบ โจทก์และจำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ดังกล่าว เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 ดังนี้จึงต้องพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นพิพากษายกฟ้องตามความเห็นของผู้พิพากษาซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า ส่วนความเห็นของผู้พิพากษาที่ว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากเป็นความเห็นแย้ง ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักและไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลย แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าให้ยกฟ้อง ส่วนความเห็นของผู้พิพากษาที่ว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยเป็นความเห็นแย้ง เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2547 และให้ถือว่าการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกานี้เป็นการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย เพื่อให้คู่ความใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาให้ถูกต้องต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 184
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกรรณิการ์ ตั้งพานิช
จำเลย — นายประสาทพร เสริมศรี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6975/2549
#269249
เปิดฉบับเต็ม

ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาเพียงว่าทนายจำเลยแถลงโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำสั่งที่อนุญาตตามคำร้องฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2541 เท่านั้น ดังนั้น การที่ทนายจำเลยเพียงแต่จดแจ้งข้อโต้แย้งคัดค้านไว้ในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2542 ถือไม่ได้ว่าทนายจำเลยโต้แย้งคำสั่งศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 26 และมาตรา 226 จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องฉบับดังกล่าว

ในส่วนที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่าภายหลังจากแจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรแก่จำเลยแล้วจำเลยนำเงินมาชำระหนี้คืนโจทก์ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นเงินจำนวน 54,200 บาท เป็นการเพิ่มเติมฟ้องในสาระสำคัญเกี่ยวกับประเด็นที่จำเลยในการต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ซึ่งการชำระหนี้บางส่วนย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องโดยไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบล่วงหน้าก่อนมีคำสั่งจึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 181 (1) แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยให้การว่าคดีขาดอายุความ แม้จะไม่มีการเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าว ศาลก็สามารถหยิบยกเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงโดยการชำระหนี้บางส่วนซึ่งปรากฏในทางพิจารณาแล้วขึ้นวินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 233,776.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 187,838.04 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 190,516.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 187,838.04 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องทั้งสี่ครั้งตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 วันที่ 13 กรกฎาคม 2541 วันที่ 23 พฤศจิกายน 2541 และวันที่ 5 มกราคม 2542 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 181 หรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีไม่มีการชี้สองสถานและโจทก์ยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องทั้งสี่ครั้งดังกล่าวโดยไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ก่อนมีคำสั่งตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 181 บัญญัติไว้จึงเป็นการไม่ชอบ สำหรับคำสั่งคำร้องฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 และฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องไว้ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนคำสั่งคำร้องฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2542 ปรากฏว่าทนายจำเลยได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวในวันนัดสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 และทนายจำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อรับสำเนาพร้อมทั้งจดแจ้งข้อโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้ในคำร้อง แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในวันดังกล่าวซึ่งได้อ่านให้คู่ความฟังแล้วและทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ กลับไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยได้แถลงโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตตามคำร้องฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด โดยปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาว่าทนายจำเลยเพียงแต่แถลงโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำสั่งที่อนุญาตตามคำร้องฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2541 เท่านั้น ดังนี้ การที่ทนายจำเลยเพียงแต่จดแจ้งข้อโต้แย้งคัดค้านไว้ในคำร้องถือไม่ได้ว่าทนายจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 26 และมาตรา 226 กรณีต้องถือว่าทนายจำเลยไม่ประสงค์จะโต้แย้งคำสั่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2542 จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องฉบับดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในส่วนนี้เช่นเดียวกัน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งทนายำจเลยได้โต้แย้งคำสั่งไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณา ตามคำร้องดังกล่าวในส่วนที่โจทก์ขอแก้ชื่อบัตรเครดิตจากเดิมที่ระบุชื่อว่า บัตรเครดิตธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็น บัตรกรุงศรี-วีซ่า ซึ่งตรงกับสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลยที่แนบท้ายคำฟ้อง และที่โจทก์ขอแก้ยอดหนี้ครั้งสุดท้ายก่อนโจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกของจำเลยจำนวนเงินต่างกันเล็กน้อยซึ่งเห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ผิด ทั้งสองกรณีเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 181 ที่จะต้องส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องว่า ภายหลังจากแจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรแก่จำเลยแล้วจำเลยนำเงินมาชำระหนี้คืนโจทก์ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นเงินจำนวน 54,200 บาท เป็นการเพิ่มเติมฟ้องในสาระสำคัญเกี่ยวกับประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความซึ่งการชำระหนี้บางส่วนย่อมเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องโดยไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบล่วงหน้าก่อนมีคำสั่ง จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 181 (1) แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยให้การว่าคดีขาดอายุความ แม้จะไม่มีการเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวศาลก็สามารถหยิบยกเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงโดยการชำระหนี้บางส่วนซึ่งปรากฏในทางพิจารณาแล้วขึ้นวินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความได้ การที่จะย้อนกลับไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณามีคำสั่งคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ให้ถูกต้องย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่จำเลย จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โดยไม่รับวินิจฉัยข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นการชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตอีกใบหนึ่ง ไม่มีเหตุให้อายุความใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์คดีนี้สะดุดหยุดลงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับจำเลยชำระหนี้คืนโจทก์บางส่วน จำเลยได้รับสำเนาแล้วและมีเวลาเพียงพอที่จะให้การหักล้างข้ออ้างของโจทก์แต่จำเลยก็มิได้ให้การว่าการชำระหนี้ที่โจทก์อ้างเป็นการชำระหนี้บัตรเครดิตใบอื่น ทั้งเมื่อโจทก์อ้างส่งใบแจ้งยอดบัญชี เอกสารหมาย จ.4 เป็นพยานหลักฐานที่แสดงว่ามีการหักชำระหนี้ในบัญชีหมายเลขสมาชิกเดียวกับบัตรเครดิตที่โจทก์ฟ้อง จำเลยก็มิได้เบิกความในข้อนี้แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14
ป.วิ.พ. ม. 26 ม. 181 (1) ม. 226 ม. 243 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชาญณรงค์ ภิญโญโสภณ
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6974/2549
#267804
เปิดฉบับเต็ม

เหตุละเมิดเกิดวันที่ 17 กรกฎาคม 2542 เมื่อนับเวลา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง ประกอบมาตรา 193/5 วันครบกำหนด 1 ปี นับแต่วันละเมิดคือ วันที่ 17 กรกฎาคม 2543 ตรงกับวันเข้าพรรษาเป็นวันหยุดราชการประจำปี และวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 เป็นวันหยุดชดเชยวันอาสาฬหบูชาวันหยุดราชการประจำปี ศาลหยุดทำการ ตามมาตรา 193/8 ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันหยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยื่นคำฟ้องคดีนี้ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่ศาลเริ่มทำการใหม่ต่อจากวันหยุดทำการได้

อายุความเป็นระยะเวลาอย่างหนึ่ง การนับอายุความจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 5 ตั้งแต่มาตรา 193/1 ถึงมาตรา 193/8 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภก 4717 กรุงเทพหมานคร จากนายประพันธ์ วรกุลพิสุทธิ์ มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2542 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2542 จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 2604 ลพบุรี ด้วยความเร็วและไม่เว้นระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าพอสมควรทำให้รถยนต์ที่จำเลยขับชนท้ายรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้อย่างแรง รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้เสียหลักพุ่งเข้าชนรถยนต์กระบะที่อยู่ข้างหน้าอีกต่อหนึ่ง รถยนต์ที่โจทก์รับประกันได้รับความเสียหายโจทก์เสียค่าซ่อมรถคันดังกล่าวเป็นเงิน 60,823 บาท จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยผู้ทำละเมิด จำเลยต้องชำระเงินจำนวน 60,823 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2542 อันเป็นวันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าซ่อมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,802 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 64,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,823 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2542 แต่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถาน โจทก์และจำเลยท้ากันขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ยอมแพ้ หากศาลวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยยอมแพ้และยอมรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จึงพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 64,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,823 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กรกฎาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับประกันรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภก 4717 กรุงเทพมหานคร จากนายประพันธ์ วรกุลพิสุทธิ์ มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2542 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2542 จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 2604 ลพบุรี ด้วยความเร็วและไม่เว้นระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าพอสมควรชนท้ายรถยนต์คันที่โจทก์ได้รับประกันภัยไว้ ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหายต้องซ่อมเป็นเงิน 60,823 บาท โจทก์ได้ชำระค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2542 และยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์รู้เหตุละเมิดและรู้ตัวจำเลยซึ่งเป็นผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2542 โจทก์ต้องยื่นฟ้องจำเลยภายในกำหนด 1 ปี คือภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2543 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เป็นการขยายอายุความออกไป ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เหตุละเมิดเกิดวันที่ 17 กรกฎาคม 2542 เมื่อนับเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง ประกอบมาตรา 193/5 วันครบกำหนด 1 ปี นับแต่วันละเมิดคือวันที่ 17 กรกฎาคม 2543 ตรงกับวันเข้าพรรษาเป็นวันหยุดราชการประจำปี และวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 เป็นวันหยุดชดเชยวันอาสาฬหบูชาวันหยุดราชการประจำปี ศาลหยุดทำการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยื่นคำฟ้องคดีนี้ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่ศาลเริ่มทำการใหม่ต่อจากวันหยุดทำการได้ และถือว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันทำละเมิดแล้ว การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 หาใช่เป็นการขยายอายุความออกไปดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าศาลล่างทั้งสองจะนำบทบัญญัติมาตรา 193/8 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในเรื่องการนับระยะเวลามาใช้บังคับแก่การนับอายุความไม่ได้นั้น เห็นว่า อายุความเป็นระยะเวลาอย่างหนึ่ง การนับอายุความจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 5 ตั้งแต่มาตรา 193/1 ถึงมาตรา 193/8 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่การนับอายุความและวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 ม. 193/8 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — สิบเอกหรือนายสมศักดิ์ ปลั่งกลาง
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6941/2549
#267501
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาเกินกำหนด 15 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ประกอบ มาตรา 247 อันมีผลทำให้คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยที่ 3 ถึงที่สุดนับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่ได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 3 ฟัง และถือว่าคดีถึงที่สุดแล้วในวันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจมายื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นการเริ่มดำเนินการเพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยในเรื่องการรับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยที่ 3 ซึ่งถึงที่สุดไปแล้วได้อีก โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหนังสือสำคัญเพื่อแสดงว่าคดีนี้ถึงที่สุดแล้วได้.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกึ่งหนึ่งในทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกึ่งหนึ่งในทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ ยกเว้นเฉพาะที่ดินในลำดับที่ 18 ตามบัญชีทรัพย์ดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้าไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 3 ใช้แทนโจทก์ 25,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 วางเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาให้ครบถ้วนภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง แต่จำเลยที่ 3 ไม่นำเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลให้ครบถ้วนภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาจำเลยที่ 3 แถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำแถลง จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งในวันเดียวกันนั้นโจทก์ร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหนังสือเพื่อแสดงว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหนังสือเพื่อแสดงว่าคดีถึงที่สุดแก่โจทก์ในวันเดียวกันนั้นเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2546 ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้ออกหนังสือเพื่อแสดงว่าคดีถึงที่สุดแก่โจทก์เสีย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า คดียังไม่ถึงที่สุด ให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้ออกหนังสือสำคัญที่แสดงว่าคดีถึงที่สุดแก่โจทก์ตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2546 เสีย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ดคีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ขณะโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหนังสือเพื่อแสดงว่าคดีถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2546 นั้น คดีถึงที่สุดหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาเกินกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 อันมีผลทำให้คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยที่ 3 ถึงที่สุดนับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่ได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 3 ฟัง และถือว่าคดีถึงที่สุดแล้วในวันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจมายื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นการเริ่มดำเนินการเพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องให้รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยที่ 3 ซึ่งถึงที่สุดไปแล้วได้อีก โจทก์จึงชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหนังสือสำคัญเพื่อแสดงว่าคดีนี้ถึงที่สุดแล้วได้ในวันที่ 22 ธันวาคม 2546 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งให้ออกหนังสือสำคัญที่แสดงว่าคดีถึงที่สุดแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เห็นควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 234 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเล็ก เกิดสมุทร
จำเลย — นายไพบูลย์ เกิดสมุทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายปรเมศร บัณฑราภิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
วิชา มหาคุณ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6934/2549
#269329
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าคำว่า SOSO ของจำเลยที่ 3 กับเครื่องหมายการค้าคำว่า SOLO ของโจทก์ ใช้อักษรโรมันตัวเดียวกัน จำนวนตัวอักษรและลำดับการวางอักษรเหมือนกันทุกประการ มีความแตกต่างกันเพียงเฉพาะอักษรตัว S กับ L เท่านั้น แต่มีเสียงเรียกขานที่คล้ายกัน โอกาสที่จะมีการออกเสียงเรียกขานไม่ชัดและมีการฟังเสียงเรียกขานเข้าใจคลาดเคลื่อนย่อมเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับเหตุผลที่ว่าวัตถุประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่งของการมีกฎหมายคุ้มครองเครื่องหมายการค้าก็คือการคุ้มครองผู้บริโภคให้สามารถแยกความแตกต่างในแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือความเป็นเจ้าของได้โดยง่าย รวมทั้งเมื่อพิจารณาถึงเครื่องหมายการค้า SOLO และ SOSO ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมด เปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าพิพาทโดยภาพรวมแล้ว เห็นว่า มีความเหมือนหรือคล้ายอย่างชัดแจ้ง

แม้รายชื่อสินค้าจำพวก 6 และจำพวก 8 เป็นคนละรายการกัน แต่เป็นสินค้าจำพวกเครื่องมือช่างช่องทางการจำหน่ายก็อาจเป็นสถานที่เดียวกัน อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกัน โอกาสที่จะทำให้เกิดความสับสนหลงผิดในหมู่สาธารณชนกับตัวเครื่องหมายการค้าย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อพิจารณาถึงเครื่องหมายการค้า SOLO ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว ปรากฏว่าได้มีการจดไว้ในรายการสินค้าจำพวก 8 เช่นเดียวกัน รายการสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า SOSO ของจำเลยที่ 3 จึงเป็นรายการสินค้าในประเภทเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ที่ใช้คำว่า SOLO และเมื่อคำว่า SOSO มีลักษณะเหมือนคล้ายกับคำว่า SOLO สาธารณชนที่พบเห็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า SOSO ของจำเลยที่ 3 อาจสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 4/2546 และเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 363095 ทะเบียนเลขที่ ค 87720 ของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยที่ 3 แตกต่างกันทั้งรูปลักษณะและเสียงเรียงขาน ไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ไม่ต้องห้ามมิได้จดทะเบียน ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า SOSO ตามคำขอเลขที่ 363095 ทะเบียนเลขที่ ค 87720 ในจำพวกที่ 8 โดยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 3 ไม่มีเจตนาไม่สุจริต สินค้าของโจทก์กับของจำเลยที่ 3 แตกต่างกันไม่ทำให้สาธารณชนกับสนหลงผิดเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนโดยใช้ชื่อบุตรของจำเลยที่ 3 เป็นเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ละเมิดหรือลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 4/2546 และเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 363095 ทะเบียนเลขที่ ค 87720 ของจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเพิกถอนการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และห้ามจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องหรือใช้เครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 363095 ทะเบียนเลขที่ ค 87720 อีกต่อไป

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า SOLO ซึ่งได้รับการจดทะเบียนครั้งแรกวันที่ 9 มิถุนายน 2510 ตามคำขอเลขที่ 59289 ทะเบียนเลขที่ 36069 และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า SOSO ตามคำขอเลขที่ 137627 ทะเบียนเลขที่ 91454 ต่อมาได้ต่ออายุตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงจำพวกและรายการสินค้าใหม่โดยเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า SOLO ได้อยู่ในจำพวกสินค้า จำพวก 6, 8, 9, 11, 12 และ 21 ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า SOLO ตามคำขอเลขที่ 59925 ทะเบียนเลขที่ 36209 ยื่นขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2510 ในจำพวก 12 (เก่า) ทั้งจำพวก ต่อมาได้ต่ออายุตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เป็นคำขอใหม่คือคำขอเลขที่ 335622 ทะเบียนเลขที่ ค 62541 จำพวก 7 รายการสินค้า เครื่องมือตัดหญ้ามีดของเครื่องตัดหญ้า สว่านมือชนิดไฟฟ้า เครื่องหมายการค้า SOLO ตามคำขอเลขที่ 172801 ทะเบียนเลขที่ 119665 ยื่นขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2531 ในจำพวกสินค้า 6 (เก่า) รายการสินค้าทั้งจำพวก ต่อมาได้ต่ออายุตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เป็นคำขอใหม่เลขที่ 352281 ทะเบียนเลขที่ ค 70065 จำพวก 9 รายการสินค้า เครื่องชั่ง เครื่องดับเพลิง เครื่องบวกเลข คำขอเลขที่ 352282 ทะเบียนเลขที่ ค 70451 จำพวก 7 รายการสินค้า เครื่องจักรตัดวัตถุ กว้าน หรือเครื่องจักรใช้ยกของ คอมเพรสเซอร์ เครืองกลึง เครื่องจักรเจาะตอกรู เครื่องจักรใช้ตกแต่งวัสดุ เครื่องจักรใช้ทำวัสดุเป็นเส้นหรือเกลียว เครื่องจักรใช้ในการฉีดพ่น เครื่องจักรใช้ในการตอก เครื่องจักรใช้ในการบรรจุหีบห่อ เครื่องจักรใช้ในการไส เครื่องฉีดหรือพ่นใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องซักล้าง เครื่องยกหรือชักรอก เครื่องลับให้คม เครื่องสูบ เครื่องสูบลม เครื่องเจาะ เครื่องเชื่อมชนิดไฟฟ้า เครื่องเลื่อย เครื่องแกะสลัก ปืนพ่นสี เครื่องหมายการค้า SOSO ตามคำขอเลขที่ 137627 ทะเบียนเลขที่ 91454 ยื่นขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2527 ในจำพวก 13 รายการสินค้าทั้งจำพวก ต่อมาได้ต่ออายุตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เป็นคำขอเลขที่ 260854 ทะเบียนเลขที่ ค 19247 จำพวก 6 รายการสินค้ากุญแจ กุญแจโลหะ กุญแจยานพาหนะทำด้วยโลหะ กุญแจกระเป๋าทำด้วยโลหะ ส่วนจำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า SOSO ตามคำขอเลขที่ 363095 ทะเบียนเลขที่ ค 87720 จำพวก 8 รายการสินค้า กรรไกร คีมปะแจ ไขควง ปืนฉีดน้ำ คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า SOSO ตามคำขอเลขที่ 363095 ทะเบียนเลขที่ ค 87720 ที่จำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนไว้เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า SOLO ของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดสินค้าหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับรูปลักษณะของเครื่องหมายการค้าคำว่า SOLO และ SOSO ของโจทก์แล้ว เห็นว่า ในส่วนของตัวอักษรที่ใช้ในการประกอบคำเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 3 กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายต่างก็ใช้อักษรโรมันตัวเดียวกัน จำนวนตัวอักษรและลำดับการวางอักษรเหมือนกันทุกประการ และเมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าคำว่า SOSO ของจำเลยที่ 3 กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า SOLO ก็มีความแตกต่างกันเพียงเฉพาะอักษรตัว S กับ L เท่านั้น ซึ่งหากไม่สังเกตก็อาจไม่เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าทั้งสอง จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีรูปลักษณะคล้ายกันส่วนของเสียงเรียกขานนั้น หากพิจารณาจากเครื่องหมายการค้าพิพาทกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว เสียงเรียกขานย่อมไม่ต่างกันเพราะต่างต้องเรียกขานว่า โซโซ เหมือนกัน แต่หากเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า SOLO ก็มีเสียงเรียกขานที่คล้ายกัน โอกาสที่จะมีการออกเสียงเรียกขานไม่ชัดและมีการฟังเสียงเรียกขานเข้าใจคลาดเคลื่อนย่อมเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับเหตุผลที่ว่า วัตถุประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่งของการมีกฎหมายคุ้มครองเครื่องหมายการค้า ก็คือการคุ้มครองผู้บริโภคให้สามารถแยกความแตกต่างในแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือความเป็นเจ้าของได้โดยง่าย รวมทั้งเมื่อพิจารณาถึงเครื่องหมายการค้า SOLO และ SOSO ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าพิพาทโดยภาพรวมแล้ว เห็นว่า มีความเหมือนหรือคล้ายอย่างแจ้งชัด มิใช่แตกต่างกันดังที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องพิจารณาประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมีว่าเครื่องหมายการค้าพิพาทกับเครื่องหมายการค้า SOSO ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้อนุญาตให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 3 เนื่องจากเป็นสินค้าคนละจำพวกกัน กล่าวคือที่โจทก์จดทะเบียนไว้ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 6 รายการสินค้า กุญแจโลหะ แต่ของจำเลยที่ 3 เป็นจำพวกที่ 8 รายการสินค้า กรรไกร คีม ไขควง ปืนฉีดน้ำ จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนนั้น เห็นว่า แม้ชื่อรายการสินค้าจำพวก 6 และจำพวก 8 จะเป็นคนละรายการกัน แต่เป็นสินค้าจำพวกเครื่องเหล็กหรือทำจากโลหะด้วยกันและมีลักษณะเป็นเครื่องมือช่าง ช่องทางการจำหน่ายก็อาจเป็นสถานที่เดียวกัน อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน โอกาสที่จะทำให้เกิดความสับสนหลงผิดในหมู่สาธารณชนกับตัวเครื่องหมายการค้าย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อพิจารณาถึงเครื่องหมายการค้า SOLO ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้วปรากฏว่ามีการจดไว้ในรายการสินค้าจำพวก 8 เช่นเดียวกัน รายการสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า SOSO ของจำเลยที่ 3 จึงเป็นรายการสินค้าในประเภทเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ที่ใช้คำว่า SOLO และเมื่อคำว่า SOSO มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับคำว่า SOLO สาธารณชนที่พบเห็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า SOSO ของจำเลยที่ 3 อาจสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสามฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 363095 ทะเบียนเลขที่ ค 87720 ที่จำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนไว้เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทและยกคำร้องของโจทก์จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในประเด็นข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเกียรติ จิวะวัฒนาศักดิ์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6930/2549
#268577
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องคัดค้านว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเขาทรายเป็นไปโดยมิชอบอันเป็นการยื่นคำร้องคัดค้านตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 57 ซึ่งมาตรา 58 บัญญัติว่า เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้าน ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็ว โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือผู้ได้รับเลือกตั้งที่มีส่วนได้เสียมีโอกาสต่อสู้การคัดค้านนั้น เมื่อศาลสั่งอย่างใดให้แจ้งคำสั่งไปยังเทศบาลโดยมิชักช้า คำสั่งศาลนั้นให้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด และผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อไป ตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 223 ที่กำหนดในเรื่องการอุทธรณ์ไว้ว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรได้ประกาศให้เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร แทนสมาชิกเดิมจำนวน 12 คน ซึ่งได้ครบวาระลงในวันที่ 19 ตุลาคม 2545 ผู้ร้องได้ลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเขาทรายโดยเป็นผู้สมัครหมายเลข 26 และบุคคลอื่นลงสมัครรับเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 35 คน เมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้งแล้วเทศบาลตำบลเขาทรายได้ประกาศเลือกตั้งบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเขาทรายคือผู้คัดค้านทั้งสิบสอง แต่เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสิบสองได้ร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2523 มาตรา 64 โดยระหว่างวันที่ 18 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2545 ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกได้แจกเงินแก่ประชาชนซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งทุกหน่วยเลือกตั้งคนละ 400 บาท จำนวนไม่น้อยกว่า 1,500 คน พร้อมกับคูปองสีเขียวซึ่งพิมพ์ข้อความว่า กลุ่มรักษ์เขาทราย ถ้าให้นายกิตติศักดิ์มารับใช้โปรดเลือกเบอร์ 1 ถึงเบอร์ 12 (ยกทีม) และบนคูปองดังกล่าวมีเลขที่เรียงลำดับไว้จาก 0001 เป็นต้นไป โดยให้สัญญาว่าหากไปลงทะเบียนเลือกตั้งจนทำให้กลุ่มรักษ์เขาทรายได้รับการเลือกตั้งยกทีมทุกคนแล้ว ให้นำคูปองดังกล่าวมารับเงินได้อีกคูปองละ 300 บาท เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2545 ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกกลุ่มรักษ์เขาทรายได้จัดงานเลี้ยงชาวบ้านหมู่ที่ 10 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเขาทรายเพื่อจูงใจให้ผู้เลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้กับกลุ่มผู้คัดค้าน และได้ทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดมหรสพและการรื่นเริงต่าง ๆ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเขาทรายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2545 เป็นไปโดยมิชอบ ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกโดยชอบ ขอให้มีคำสั่งว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2545 เป็นไปโดยมิชอบ ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ

ผู้คัดค้านทั้งสิบสองยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสิบสองไม่เคยกระทำการตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวนคำร้อง ผู้คัดค้านทั้งสิบสองยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ผู้ร้องไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนคำร้อง แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองตรวจวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องคัดค้านว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเขาทรายเป็นไปโดยมิชอบ อันเป็นการยื่นคำร้องคัดค้านตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 57 ซึ่งมาตรา 58 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็ว โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือผู้ได้รับเลือกตั้งที่มีส่วนได้เสียมีโอกาสต่อสู้การคัดค้านนั้น เมื่อศาลสั่งอย่างใดให้แจ้งคำสั่งไปยังเทศบาลโดยมิชักช้า คำสั่งศาลนั้นให้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด และผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อไป ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ที่กำหนดในเรื่องการอุทธรณ์ไว้ว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบ

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 57 ม. 58
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเจริญ อนุธาตุ
ผู้คัดค้าน — นายกิตติศักดิ์ เลิศรุจิกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายพรรลอง มั่นดี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิชัย วิวิตเสวี
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2549
#267750
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท ส. ซึ่งดำเนินธุรกิจจัดสรรที่ดินชื่อโครงการไดร์อิน ต่อมาปี 2528 บริษัท ส. ปิดโครงการดังกล่าวโดยที่ยังขายที่ดินไม่หมด ผู้ถือหุ้นในบริษัท ฯ จึงตกลงแบ่งปันทรัพย์สินของบริษัท ส. ในส่วนที่เหลืออยู่ โจทก์ได้รับแบ่งปันที่ดินประมาณ 20 แปลง แต่เนื่องจากโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท ส. จะใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ได้ เพราะเป็นปรปักษ์แก่กันตามหนังสือของกรมที่ดิน และเวลาขายต่อจะต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินอีกครั้งหนึ่ง โจทก์จึงจะได้กระจายใส่ชื่อบุคคล ซึ่งโจทก์ไว้วางใจให้ถือแทนหลายราย ข. เป็นลูกจ้างโจทก์คนหนึ่ง ซึ่งโจทก์ให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปดแปลงแทนโจทก์ และโจทก์ได้จำนองที่ดินดังกล่าวค้ำประกันหนี้ของโจทก์ที่ธนาคาร และโจทก์นำสืบว่านอกจากที่ดินทั้งแปดแปลงแล้ว โจทก์ยังดำเนินการให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนอีกหลายแปลง การกระทำของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์สมคบกับ ข. และผู้อื่นกระทำการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน และหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของ ป.พ.พ. มาตรา 80 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่โจทก์ฟ้องเพื่อขอคืนที่ดินทั้งแปดแปลงจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์ที่ดินทั้งแปดแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งกรมสรรพากรที่ สภ.2/92/2541 ที่สั่งยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 130257 ถึง 130264 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และคืนทรัพย์ที่ยึดแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ระบุไว้ว่า เดิมที่ดินทั้งแปดแปลงเป็นของบริษัท ส. ไชยกมลพัฒนาการ จำกัด ซึ่งมีโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจจัดสรรที่ดินชื่อโครงการไดร์อิน ต่อมาปี 2528 บริษัทฯ ปิดโครงการดังกล่าวโดยที่ยังขายที่ดินไม่หมด ผู้ถือหุ้นในบริษัทฯ จึงตกลงแบ่งปันทรัพย์สินของบริษัทฯ ในส่วนที่เหลืออยู่โจทก์ได้รับแบ่งปันที่ดินประมาณ 20 แปลง แต่เนื่องจากโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทฯ จะใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ได้ เพราะเป็นปรปักษ์แก่กันตามหนังสือของกรมที่ดินและเวลาขายต่อจะต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินอีกครั้งหนึ่ง โจทก์จึงได้กระจายใส่ชื่อบุคคล ซึ่งโจทก์ไว้วางใจให้ถือแทนหลายรายนายขนบธรรมเป็นลูกจ้างโจทก์คนหนึ่ง จึงให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปดแปลงแทนโจทก์และโจทก์นำไปจำนองค้ำประกันหนี้ของโจทก์ที่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาเทเวศร์ และโจทก์นำสืบว่า นอกจากที่ดินทั้งแปดแปลงแล้ว โจทก์ยังดำเนินการให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนอีกหลายแปลง เช่นนางสาววรมิตา ที่จังหวัดระยอง นายนิพนธ์ ที่จังหวัดชลบุรี นางสาววิมล ที่จังหวัดนครราชสีมา และนางสาวอังคณา ที่จังหวัดระยอง โดยโจทก์จะให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทุกคนทำหนังสือสำคัญการถือกรรมสิทธิ์แทน พร้อมทั้งยึดถือโฉนดที่ดิน ใบมอบอำนาจลงลายมือชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งรับรองสำเนาถูกต้องไว้ เนื่องจากโจทก์ทราบข่าวว่าทางราชการจะออกกฎหมายปฏิรูปที่ดินจำกัดการถือครองที่ดินและโจทก์มีที่ดินในครอบครองหลายร้อยแปลงจำนวนหลายพันไร่ แต่เฉพาะที่ดิน 8 แปลง ที่ให้นายขนบธรรมถือกรรมสิทธิ์แทนนั้น โจทก์ให้นายขนบธรรมจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์ที่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาเทเวศร์ เห็นว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์สมคบกับนายขนบธรรมและผู้อื่นกระทำการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน และหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 80 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินการที่โจทก์มาฟ้องเพื่อขอคืนที่ดินทั้งแปดแปลงจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งตามคำขอท้ายฟ้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 20,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 80 (เดิม) ม. 74 (ใหม่)
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิสิษฐ ธนบัตรชัย
จำเลย — อธิบดีกรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2549
#269248
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับที่ดินมาจากการแบ่งปันทรัพย์ของบริษัทฯ ซึ่งดำเนินธุรกิจจัดสรรที่ดิน แต่เนื่องจากโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทฯ โจทก์จึงให้นาย ข. ลูกจ้างโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน และโจทก์ให้นาย ข. จดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์ที่ธนาคาร การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์สมคบกับนาย ข. และผู้อื่นกระทำการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินและหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของ ป.พ.พ. มาตรา 80 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น (ปัจจุบันคือ มาตรา 74) เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เมื่อต่อมาจำเลยที่ 2 ยึดที่ดินดังกล่าวเพื่อชำระค่าภาษีอากรค้างของนาย ข. การที่โจทก์ฟ้องเพื่อขอคืนที่ดินทั้งแปดแปลง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งตามคำขอท้ายฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งกรมสรรพากร ที่ สภ.2/92/2541 ที่สั่งยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 130257 ถึง 130264 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และคืนทรัพย์ที่ยึดแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจรงิรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายขนบธรรม ทองนิ่ม มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 130257 ถึง 130264 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.12 ต่อมาที่ดินทั้งแปดแปลงดังกล่าวถูกสรรพากรภาค 2 ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยึดเพื่อชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่นายขนบธรรมกับพวกค้างชำระ จำนวน 21,569,957 บาท ตามประกาศกรมสรรพากร เรื่อง ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรในเอกสารหมาย จ.13 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์มิได้กระทำการใดที่เป็นการไม่สุจริต เพียงแต่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 130257 ถึง 130264 ดังกล่าวจากบริษัท ส.ไชยกมลพัฒนาการ จำกัด ซึ่งจัดสรรขายในโครงการศูนย์การค้าไดร์อิน โดยได้รับอนุญาตให้จัดสรรขายแล้ว ต่อมาเมื่อ บริษัท ส.ไชยกมลพัฒนาการ จำกัด ปิดโครงการ โจทก์ได้รับที่ดินมาจากการแบ่งคืนุทนและมอบให้นายขนบธรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ยึดที่ดินดังกล่าวเพื่อชำระค่าภาษีอากรค้างของนายขนบธรรมโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพื่อเรียกทรัพย์สินของโจทก์คืนนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ระบุไว้ว่า เดิมที่ดินทั้งแปดแปลงเป็นของบริษัท ส.ไชยกมลพัฒนาการ จำกัด ซึ่งมีโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทฯ โดยบริษัทฯดำเนินธุรกิจจัดสรรที่ดินชื่อโครงการไดร์อิน ต่อมาปี 2528 บริษัทฯ ปิดโครงการดังกล่าวโดยที่ยังขายที่ดินไม่หมด ผู้ถือหุ้นในบริษัทฯ จึงตกลงแบ่งปันทรัพย์สินของบริษัทฯในส่วนที่เหลืออยู่ โจทก์ได้รับแบ่งปันที่ดินประมาณ 20 แปลง แต่เนื่องจากโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทฯ จะใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ได้ เพราะเป็นปรปักษ์แก่กันตามหนังสือของกรมที่ดิน เอกสารหมาย จ.4 และเวลาขายต่อจะต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินอีกครั้งหนึ่ง โจทก์จึงได้กระจายใส่ชื่อบุคคล ซึ่งโจทก์ไว้วางใจให้ถือแทนหลายราย นายขนบธรรมเป็นลูกจ้างโจทก์คนหนึ่ง จึงให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปดแปลงแทนโจทก์ และโจทก์นำไปจำนองค้ำประกันหนี้ของโจทก์ที่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาเทเวศร์ และโจทก์นำสืบว่านอกจากที่ดินทั้งแปดแปลงแล้ว โจทก์ยังดำเนินการให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนอีกหลายแปลง เช่นนางสาววรมิตา เยาวราช ที่จังหวัดระยอง นายนิพนธ์ แจ่มใส ที่จังหวัดชลบุรี นางสาววิมล เสวานนท์ ที่จังหวัดนครราชสีมา และนางสาวอังคณา สุคนพาทิพย์ ที่จังหวัดระยอง โดยโจทก์จะให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทุกคนทำหนังสือสำคัญการถือกรรมสิทธิ์แทน พร้อมทั้งยึดถือโฉนดที่ดินใบมอบอำนาจลงลายมือชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งรับรองสำเนาถูกต้องไว้ เนื่องจากโจทก์ทราบข่าวว่าทางราชการจะออกกฎหมายปฏิรูปที่ดินจำกัดการถือครองที่ดินและโจทก์มีที่ดินในครอบครองหลายร้อยแปลงจำนวนหลายพันไร่ แต่เฉพาะที่ดิน 8 แปลง ที่ให้นายขนบธรรมถือกรรมสิทธิ์แทนนั้น โจทก์ให้นายขนบธรรมจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์ที่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาเทเวศร์ เห็นว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์สมคบกับนายขนบธรรมและผู้อื่นกระทำการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินและหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 80 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่โจทก์ฟ้องเพื่อขอคืนที่ดินทั้งแปดแปลงจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งตามคำขอท้ายฟ้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิสิษฐ ธนบัตรชัย
จำเลย — อธิบดีกรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6906/2549
#266867
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยจากจำคุก 1 ปี เป็นจำคุก 6 เดือน โดยมิได้แก้บทมาตราด้วย เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า กรณีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย เป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการที่ไม่ชอบของศาลชั้นต้น และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (4) จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (4) จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะโทษจำคุก มิได้แก้บทมาตราด้วย เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของจำเลยที่ขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า ฎีกาจำเลยข้อ 2.2 ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ให้ยกคำร้องและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยและที่ให้รับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามรายชื่อที่ระบุไว้ในคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2548 พิจารณาว่าจะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่เสียก่อนแล้วดำเนินการต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (2) ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายกิตติศักดิ์ ยุ่นแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายพรเทพ ชาญกิจการยนต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6894/2549
#267287
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมซึ่งมีข้อความว่า มีการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่บริเวณศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ขอแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ถือได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) แล้วไม่จำเป็นต้องระบุชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำความผิด

ร้านที่เกิดเหตุเป็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเล่นเกมต่างๆ และแผ่นเกม ย่อมเป็นสถานที่ที่เชื้อเชิญให้ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเข้าไปดูและเลือกซื้อสินค้าได้ นับเป็นที่สาธารณสถานซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ เมื่อสิบตำรวจ ส. เป็นผู้ทำการตรวจค้น แผ่นซีดีเกมอยู่ในตะกร้าซึ่งอยู่ในตู้สามารถมองเห็นได้ โดยแผ่นซีดีเกมของกลางดังกล่าวละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม มีลักษณะภายนอกของแผ่นซีดีของกลางต่างจากของโจทก์ร่วมอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นกรณีของการค้นในที่สาธารณสถานโดยเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่าร้านที่เกิดเหตุมีสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด ไม่จำเป็นต้องมีหมายค้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 93 ทั้งเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับจำเลยได้ตามมาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคหนึ่ง การค้นและจับจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 30, 31, 61, 69, 70, 75 และ 76 ให้แผ่นซีดีรอมเกมของกลางจำนวน 179 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฎิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทโซนี่ คอมพิวเตอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ อิงค์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) และ 70 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 290,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 4 เดือน ต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 10 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้แผ่นซีดีรอมเกมของกลางตามวัตถุพยานหมาย จ.10 ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จำเลยจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาท ชื่องาน "เพลย์สเตชั่น โปรแกรมเมอร์ทูล" (รหัสห้องสมุดเพลต์สเตชั่น) นายชาญสิญจ์ ตั้งบูรณากิจ ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ร่วมและมีการมอบอำนาจช่วงให้ นายพิเนต ฟ้าวิทยะ ดำเนินคดีรวมถึงการร้องทุกข์คดีนี้ด้วย นายพิเนตสืบทราบว่ามีผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ "ร้านนิวเกมส์" ในศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ แขวงบางบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร และนายพิเนตเคยไปที่ร้านที่เกิดเหตุ ต่อมานายพิเนตได้ติดต่อประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจ ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายพิเนตได้นำเจ้าพนักงานตำรวจไปยังร้านที่เกิดเหตุ มีการตรวจพบสินค้าซีดีเกมจำนวนหนึ่ง เจ้าพนักงานตำรวจและนายพิเนตได้แสดงตัวและค้นร้านที่เกิดเหตุ จำเลยอยู่ในร้านที่เกิดเหตุ จากการค้นได้ยึดแผ่นซีดีเกม จำนวน 179 แผ่น เป็นของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การจับกุมและสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า หนังสือร้องทุกข์ เอกสารหมาย จ.1 ไม่ใช่คำร้องทุกข์เพราะไม่มีการระบุชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำความผิด พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไปน่าเชื่อถือ และรับฟังไม่ได้ว่ามีการร้องทุกข์จริง ทั้งการตรวจค้นและจับจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายเห็นว่า คำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) นั้น หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวกระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ ดังนั้น หนังสือร้องทุกข์ เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีข้อความว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่บริเวณศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ขอแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป จึงถือได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว ไม่จำเป็นต้องระบุชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำความผิดดังที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใดไม่ ส่วนปัญหาที่ว่า มีการแจ้งความร้องทุกข์จริงหรือไม่นั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายพิเนตผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วม และพันตำรวจตรีสมเดช เทศลงทอง พนักงานสอบสวน เบิกความประกอบหนังสือร้องทุกข์ เอกสารหมาย จ.1 ยืนยันว่า มีการร้องทุกข์ตามกฎหมาย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่ปรากฎพิรุธให้สงสัย จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบในประเด็นนี้ จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวได้ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในข้อสงสัยทำนองว่า เมื่อสายลับซื้อสินค้าจากร้านที่เกิดเหตุได้แล้ว นายพิเนตย่อมทราบถึงผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ไม่ระบุในหนังสือร้องทุกข์ เอกสารหมาย จ.1 ก็ดี การไม่นำสายลับมาเบิกความ จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ของนายพิเนตก็ดี รวมทั้งข้อแตกต่างในคำเบิกความระหว่างสิบตำรวจตรีสุรเชษฐ์ วิสูตรศักดิ์ กับพันตำรวจตรีสมเดชนั้น ล้วนเป็นข้อเท็จจริงปลีกย่อย ไม่มีน้ำหนักถึงขนาดที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับเรื่องการค้นและจับในคดีนี้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 93 บัญญัติห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถาน เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้น ในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด คดีนี้ร้านที่เกิดเหตุเป็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเล่นเกมต่างๆ และแผ่นเกม ย่อมเป็นสถานที่ที่เชื้อเชิญให้ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเข้าไปดูและเลือกซื้อสินค้าได้ นับเป็นที่สาธารณสถานซึ่งนายพิเนตและเจ้าพนักงานตำรวจมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ เมื่อสิบตำรวจสุรเชษฐ์เป็นผู้ทำการตรวจค้น และสิบตำรวจตรีสุรเชษฐ์กับนายพิเนตต่างเบิกความยืนยันว่า แผ่นซีดีเกมของกลางอยู่ในตะกร้าซึ่งอยู่ในตู้สามารถมองเห็นได้ โดยนายพิเนตยืนยันด้วยว่า แผ่นซีดีเกมของกลางดังกล่าวละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม เพราะลักษณะภายนอกของแผ่นซีดีของกลางต่างจากของโจทก์ร่วมอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นกรณีของการค้นในที่สาธารณสถานโดยเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่าร้านที่เกิดเหตุมีสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด การค้นดังกล่าวจึงเป็นไปตามกฎหมายแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีหมายค้นตามที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้งเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคหนึ่ง การค้นและจับจึงชอบด้วยกฎหมาย แม้จะไม่มีการตรวจสอบแผ่นซีดีเกมของกลางในร้านที่เกิดเหตุดังที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก 5 เดือน และปรับ 70,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่คุมความประพฤติจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้แผ่นซีดีรอมเกมของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 78 ม. 80 ม. 93
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
บริษัทโซนี่ คอมพิวเตอร์
โจทก์ร่วม — เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ อิงค์ จำกัด
จำเลย — นายกิติพงศ์ พิมมล
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6881/2549
#267321
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่โจทก์ย้ายโรงงานและสำนักงานแห่งใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร ไปรวมกับสำนักงานสาขาที่จังหวัดนครพนม เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว จำเลยทั้งสิบสองซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตามมาตรา 120 วรรคสี่ โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานจึงเป็นที่สุดและย่อมผูกพันโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น และการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามมาตรา 120 วรรคห้า ซึ่งยุติไปแล้วมาอ้างในชั้นนี้

จำเลยทั้งสิบสองใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา อันเป็นกฎหมายและระเบียบที่ใช้บังคับแก่การบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีทั่วไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยเรียกโจทก์ทั้งสิบสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสิบสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นลูกจ้างโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นลูกจ้างรายวัน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นไปตามที่ระบุในคำฟ้อง นอกจากค่าจ้างดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ยังได้รับค่ารถและค่าอาหารคนละวันละ 14 บาท กับได้รับค่าเบี้ยขยันเฉลี่ยคนละวันละ 4.50 บาท โจทก์กำหนดจ่ายค่าจ้าง ค่ารถ ค่าอาหาร และค่าเบี้ยขยันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของเดือน ส่วนจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 เป็นลูกจ้างรายเดือนเงินเดือนอัตราสุดท้ายของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 เป็นไปตามที่ระบุในคำฟ้อง นอกจากเงินเดือนดังกล่าว จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ยังได้รับค่าครองชีพคนละเดือนละ 600 บาท โจทก์กำหนดจ่ายเงินเดือนและค่าครองชีพให้จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ทุกวันสิ้นเดือน สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์มีระเบียบฉบับที่ 2 เรื่อง การลา กำหนดว่าลูกจ้างผู้ใดประสงค์จะออกจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ ให้ยื่นใบลาออกตามแบบที่โจทก์กำหนดต่อผู้บังคับบัญชาของตนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนถึงกำหนดวันจ่ายค่าจ้างในงวดหรือเดือนถัดไปข้างหน้า ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2545 จำเลยที่ 12 ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างโดยส่งให้โจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน โจทก์ได้รับวันที่ 26 มิถุนายน 2545 แต่จำเลยที่ 12 มิได้กำหนดวันที่มีผลเลิกสัญญาไว้ สัญญาจ้างจึงมีผลนับแต่วันเวลาที่หนังสือแสดงเจตนาเลิกจ้างไปถึงโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 12 จึงสิ้นสุดลงในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 ครั้นวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง และวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กำหนดให้หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป แต่การบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างให้โจทก์ทราบไม่ถึง 15 วัน ก่อนถึงกำหนดวันจ่ายค่าจ้างตามระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่องการลา การบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และระเบียบการลาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงต้องรับผิดในค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาจ้างดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทุกคนเป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นลูกจ้างรายวัน ส่วนจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 เป็นลูกจ้างรายเดือน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ได้รับค่าจ้าง ค่ารถ ค่าอาหารและเบี้ยขยัน และจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ได้รับเงินเดือนและค่าครองชีพตามจำนวนที่ระบุในคำฟ้อง โจทก์จ่ายค่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของเดือน และโจทก์จ่ายค่าจ้างให้จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ทุกวันสิ้นเดือน โจทก์ได้ปิดกิจการชั่วคราวและจ่ายค่าจ้างให้จำเลยทุกคนในอัตราร้อยละ 50 ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ได้บอกเลิกสัญญาจ้างเนื่องจากโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวและคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน มีคำสั่งที่ 1/2546 ลงวันที่ 14 มกราคม 2546 ว่า การย้ายสถานประกอบการดังกล่าวของโจทก์เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 บอกเลิกสัญญาจ้างจึงมิใช่เป็นการบอกเลิกตามระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา และมิใช่เป็นการบอกเลิกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง แต่เป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างตามมาตรา 120 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์หลายอย่างรวมทั้งประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการส่งออก โจทก์มีสำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และยังมีสำนักงานและโรงงานผลิตสาขาอยู่ที่จังหวัดนครพนม อาคารซึ่งใช้เป็นสำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตที่กรุงเทพมหานครนั้น โจทก์เช่าจากบริษัทพี.แอล.พี (1987) จำกัด ตั้งแต่ปี 2532 สัญญาเช่ามีหลายฉบับ แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาเช่าตามสัญญาแต่ละฉบับแล้วโจทก์กับผู้ให้เช่าได้ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่เรื่อยมา สัญญาเช่าฉบับสุดท้ายมีกำหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยทั้งสิบสองทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตกรุงเทพมหานคร โจทก์มีระเบียบฉบับที่ 2 เรื่อง การลา ข้อ 7 กำหนดว่า "ลูกจ้างผู้ใดประสงค์จะลาออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัท ให้ยื่นใบลาออกตามแบบที่บริษัทพิจารณาต่อผู้บังคับบัญชาของตนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในงวดหรือเดือนถัดไปข้างหน้า" ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2544 โจทก์กำหนดวันเปิดอาคารโรงงานผลิตที่สาขานครพนม วันที่ 25 ตุลาคม 2544 โจทก์ประกาศแจ้งให้ลูกจ้างซึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตกรุงเทพมหานคร ทราบว่าผู้ใดประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมให้แสดงความจำนง และในวันที่ 22 มกราคม 2545 โจทก์ประกาศแจ้งให้ลูกจ้างซึ่งไม่ประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมกรอกแบบสอบถามถึงผลกระทบต่อการดำรงชีพของลูกจ้างหรือครอบครัว กรณีที่โจทก์ต้องเปิดดำเนินกิจการโรงงานผลิตที่สาขานครพนมเพียงแห่งเดียว จำเลยทั้งสิบสองกรอกแบบสอบถามว่า ไม่ประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมเพราะมีผลกระทบต่อการดำรงชีพตามปกติของจำเลยทั้งสิบสองและครอบครัว วันที่ 20 พฤษภาคม 2545 โจทก์แจ้งให้ลูกจ้างทราบว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญาเช่าอาคารซึ่งโจทก์ใช้เป็นสำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตที่กรุงเทพมหานคร และสัญญาเช่าจะครบกำหนดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จึงให้ลูกจ้างที่แสดงความจำนงจะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมไปทำงานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2545 โจทก์มีคำสั่งที่ 21/2545 แจ้งให้ลูกจ้างซึ่งไม่ได้แสดงความจำนงจะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมทราบว่าผู้ให้เช่าอาคารได้บอกเลิกสัญญาเช่าและให้โจทก์ส่งมอบอาคารที่เช่าคืนทันที โจทก์จึงขอให้ลูกจ้างที่ไม่ได้แสดงความจำนงจะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนม หากต้องการจะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมก็ให้ไปทำงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป หากลูกจ้างคนใดมีเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมก็ให้ลูกจ้างคนนั้นทำหนังสือชี้แจงเหตุขัดข้องภายในวันที่ 29 มิถุนายน 2545 เวลา 16 นาฬิกา หากลูกจ้างคนใดไม่ทำหนังสือชี้แจงภายในเวลาที่กำหนด ถือว่าลูกจ้างคนนั้นไม่มีเหตุขัดข้อง และยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งของโจทก์ฉบับนี้ทุกประการ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ทำหนังสือชี้แจงเหตุขัดข้องว่า ไม่สามารถไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมเนื่องจากมีปัญหาทางด้านครอบครัว ส่วนจำเลยที่ 12 ทำหนังสือฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2545 ถึงโจทก์ชี้แจงเหตุขัดข้องว่าไม่ประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมเนื่องจากจำเลยที่ 12 มีครอบครัวและอาศัยอยู่ที่จังหวัดชลบุรี กับบุตรก็มีอายุน้อย จึงขอใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 โดยให้มีผลในวันที่ 30 มิถุนายน 2545 ครั้นวันที่ 24 กรกฎาคม 2545 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้ลูกจ้างซึ่งประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมและได้ทำหนังสือชี้แจงเหตุขัดข้องไว้แล้วยื่นคำขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาว่า เหตุผลที่ลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานที่สาขานครพนมและลูกจ้างจะขอใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างแล้วจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ได้ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างต่อโจทก์ และวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ได้ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ระบุให้การบอกเลิกสัญญาจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป หลังจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 กับพวกได้ยื่นคำขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาว่า การย้ายสถานประกอบกิจการดังกล่าวของโจทก์ ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2546 คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมีคำวินิจฉัยที่ 1/2546 ว่า การที่โจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการดังกล่าวต่อให้เกิดผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 กับพวก ดังนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 กับพวก มิสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาลแรงงานกลาง

โจทก์อุทธรณ์สรุปสาระสำคัญได้ว่า การที่โจทก์มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่ก่อนแล้วสองแห่งคือที่กรุงเทพมหานครและที่จังหวัดนครพนม แล้วโจทก์ปิดโรงงานผลิตที่กรุงเทพมหานคร คงเปิดดำเนินการผลิตที่โรงงานจังหวัดนครพนมเพียงแห่งเดียว ดังนั้น การที่โจทก์สั่งให้ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตที่กรุงเทพมหานครรวมทั้งจำเลยทั้งสิบสองไปทำงานที่โรงงานจังหวัดนครพนมเป็นการใช้อำนาจในการบริหารงานในฐานะนายจ้าง ไม่ใช่เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีพตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 และขณะที่จำเลยทั้งสิบสองยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน จำเลยทั้งสิบสองไม่ได้เป็นลูกจ้างโจทก์แล้ว จึงไม่ใช่เป็นการยื่นคำขอตามมาตรา 120 วรรคสาม ทั้งการบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยทั้งสิบสองไม่ได้ใช้สิทธิภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการหรือนับแต่วันที่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานหรือคำพิพากษาของศาลเป็นที่สุด ตามมาตรา 120 วรรคห้า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานที่ 1/2546 ลงวันที่ 14 มกราคม 2546 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายมานำอ้างในคดีนี้ไม่ได้ และคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสิบสองอ้างว่าจำเลยทั้งสิบสองบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และระเบียบการลาของโจทก์ที่ระบุว่าลูกจ้างที่ประสงค์จะลาออกต้องยื่นใบลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนถึงกำหนดวันจ่ายค่าจ้างในงวดหรือเดือนถัดไป จำเลยทั้งสิบสองต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสิบสองบอกเลิกสัญญาจ้างเนื่องจากโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว และคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานได้วินิจฉัยตามคำสั่งที่ 1/2546 ลงวันที่ 14 มกราคม 2546 ว่าการย้ายสถานประกอบกิจการของโจทก์เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสิบสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 การบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยทั้งสิบสองจึงไม่ใช่การบอกเลิกตามกฎหมายและระเบียบที่โจทก์กล่าวอ้าง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงว่า จำเลยทั้งสิบสองได้บอกเลิกสัญญาจ้าง เนื่องจากโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของจำเลยทั้งสิบสองและครอบครัวหรือไม่ และการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยทั้งสิบสองที่โจทก์นำมาฟ้องนั้น คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานได้วินิจฉัยตามคำสั่งที่ 1/2546 แล้วว่า การที่โจทก์ย้ายโรงงานและสำนักงานแห่งใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร ไปรวมกับสำนักงานสาขาที่จังหวัดนครพนม เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว จำเลยทั้งสิบสองซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 ซึ่งหากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าวโจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตามมาตรา 120 วรรคสี่ ปรากฏว่าโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานที่ 1/2546 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 แล้วโจทก์ไม่อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลางภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานจึงเป็นที่สุดและย่อมผูกพันโจทก์ โจทก์หามีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว และประเด็นเรื่องจำเลยทั้งสิบสองใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามมาตรา 120 วรรคห้า ซึ่งยุติไปแล้วในชั้นคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมาอ้างในชั้นนี้ได้ไม่ ดังนั้น เมื่อเป็นที่ยุติว่าโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวและจำเลยทั้งสิบสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 การใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยทั้งสิบสองจึงเป็นการใช้สิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ไม่อยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา อันเป็นกฎหมายและระเบียบที่ใช้บังคับแก่การบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีทั่วไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรอมบัส อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวมยุรา ก้อนทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6875/2549
#268570
เปิดฉบับเต็ม

ระยะเวลายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนั้น เป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้นไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิและไม่ใช่ขั้นตอนและวิธีการที่ต้องปฏิบัติก่อนจึงจะดำเนินการในศาลแรงงานได้แต่อย่างใด กรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะเสียสิทธิการได้รับประโยชน์ทดแทนจะต้องเป็นไปตามมาตรา 56 วรรคสอง กล่าวคือผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนและสำนักงานประกันสังคมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ยื่นคำขอมีสิทธิได้รับ แล้วแจ้งให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนมารับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงิน แต่บุคคลดังกล่าวไม่มาภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินนั้นจึงจะตกเป็นของกองทุน ส่วนมาตรา 84 ทวิ เป็นกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนซึ่งทราบถึงสิทธิและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ไปขอรับสิทธิแล้วแต่บุคคลดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรืออยู่ในประเทศไทยแต่มีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถไปดำเนินการขอรับสิทธิตามกำหนดเวลานั้นได้ จึงยื่นคำร้องขอเลื่อนกำหนดเวลายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 56 ออกไปเพื่อรักษาประโยชน์ของตนเท่านั้น จึงมิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งประโยชน์ทดแทนของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 ที่ รง 0623/38584 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2546 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 148/2547 กับให้จำเลยมีคำสั่งจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตามกฎหมายให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประโยชน์ทดแทนของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 ที่ รง 0623/38584 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2546 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 148/2547 กำหนดให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว" วรรคสอง "ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงิน ถ้าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน" จะเห็นได้ว่าแม้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนและประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น แต่ก็มิได้บัญญัติว่าหากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนแล้ว จะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนระงับสิ้นไป ดังนั้น การยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีจึงเป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้นไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิ และไม่ใช่ขั้นตอนและวิธีการที่ต้องปฏิบัติก่อนจึงจะดำเนินการในศาลแรงงานได้แต่อย่างใด กรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะเสียสิทธิการได้รับประโยชน์ทดแทน จะต้องเป็นไปตามมาตรา 56 วรรคสอง กล่าวคือ ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน และสำนักงานประกันสังคมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ยื่นคำขอมีสิทธิได้รับ แล้วแจ้งให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนมารับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินดังกล่าว แต่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคม ประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินนั้นจึงจะตกเป็นของกองทุน ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 84 ทวิ ได้กำหนดทางแก้หากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ได้เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธินั้น เห็นว่า มาตรา 84 ทวิ เป็นกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนซึ่งทราบถึงสิทธิและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ไปดำเนินการขอรับสิทธิแล้ว แต่ตนมิได้อยู่ในประเทศไทย หรืออยู่ในประเทศไทยแต่มีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถไปดำเนินการขอรับสิทธิตามกำหนดเวลานั้นได้ จึงยื่นคำร้องขอเลื่อนกำหนดเวลายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน ตามมาตรา 56 ออกไปเพื่อรักษาประโยชน์ของตนเท่านั้น มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิแต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์จะยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ก็ไม่ถูกตัดสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ จำเลยต้องจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56 ม. 84 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพูนสุข เอี่ยมนิรัตน์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฎฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6875/2549
#269247
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใด ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว" วรรคสอง "ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงินถ้าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน" จะเห็นได้ว่าแม้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนและประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น แต่ก็มิได้บัญญัติว่า หากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนแล้วจะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนระงับสิ้นไป ดังนั้น การยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีจึงเป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิและไม่ใช่ขั้นตอนและวิธีการที่ต้องปฏิบัติก่อนจึงจะดำเนินการในศาลแรงงานได้แต่อย่างใด กรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะเสียสิทธิการได้รับประโยชน์ทดแทน จะต้องเป็นไปตามมาตรา 56 วรรคสอง กล่าวคือผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน และสำนักงานประกันสังคมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ยื่นคำขอมีสิทธิได้รับ แล้วแจ้งให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนมารับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินดังกล่าว แต่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคม ประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินนั้นจึงจะตกเป็นของกองทุน ดังนั้น แม้โจทก์จะยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเกินหนึ่งปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ก็ไม่ถูกตัดสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งประโยชน์ทดแทนของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 ที่ รง 0623/38584 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2546 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 148/2547 กับให้จำเลยมีคำสั่งจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตามกฎหมายให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประโยชน์ทดแทนของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 ที่ รง 0623/38584 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2546 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 148/2547 กำหนดให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้ประกันตนและพ้นสภาพจากการเป็นผู้ประกันตน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2543 โดยส่งเงินสมทบกรณีชราภาพมาแล้ว 16 เดือน จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามมาตรา 77 ทวิ วรรคสอง ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2546 พ้นระยะเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน เนื่องจากโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่ามีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนดังกล่าว จนเมื่อโจทก์ทราบจากหลานสาวแล้วได้รีบยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนทันที แต่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 เห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเนื่องจากโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นแล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ตัดสิทธิของผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนหากผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนนั้นยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทน ดังนั้น จะถือว่าสิทธิของโจทก์ในบำเหน็จชราภาพระงับสิ้นไปหาได้ไม่ จึงให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ กับให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพแก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใด ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว" วรรคสอง "ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงิน ถ้าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน" จะเห็นได้ว่าแม้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนและประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนและประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น แต่ก็มิได้บัญญัติว่า หากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนแล้วจะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนระงับสิ้นไป ดังนั้น การยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีจึงเป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิและไม่ใช่ขั้นตอนและวิธีการที่ต้องปฏิบัติก่อนจึงจะดำเนินการในศาลแรงงานได้แต่อย่างใด กรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะเสียสิทธิการได้รับประโยชน์ทดแทน จะต้องเป็นไปตามมาตรา 56 วรรคสอง กล่าวคือผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน และสำนักงานประกันสังคมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ยื่นคำขอมีสิทธิได้รับแล้วแจ้งให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนมารับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินดังกล่าว แต่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคม ประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินนั้นจึงจะตกเป็นของกองทุน ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 84 ทวิ ได้กำหนดทางแก้หากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ได้เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธินั้น เห็นว่า มาตรา 84 ทวิ เป็นกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนซึ่งทราบถึงสิทธิและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ไปดำเนินการขอรับสิทธิแล้ว แต่ตนมิได้อยู่ในประเทศไทย หรืออยู่ในประเทศไทยแต่มีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถไปดำเนินการขอรับสิทธิตามกำหนดเวลานั้นได้ จึงยื่นคำร้องขอเลื่อนกำหนดเวลายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 56 ออกไปเพื่อรักษาประโยชน์ของตนเท่านั้น มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิแต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์จะยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเกินหนึ่งปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ก็ไม่ถูกตัดสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ จำเลยต้องจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพูนสุข เอี่ยมนิรัตน์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6866/2549
#269245
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ต่างมุ่งประสงค์ให้การกำหนดและจ่ายเงินทดแทนอย่างเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น แต่มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้ดังเช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 อย่างเป็นธรรม จึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์เช่นเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) คือ วันใช้บังคับ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน อันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับ ซึ่งคือวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่ง พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนจำนวน 2,431,350 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 115,905.45 บาท และดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 2,431,350 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 540,300 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่าที่โจทก์ขอ นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 2,105,280 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มให้โจทก์เป็นอัตราร้อยละ 90 ของตารางวาละ 6,000 บาท นั้นสูงเกินไปหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ กำหนดให้แก่โจทก์เป็นธรรมแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ต่างมุ่งประสงค์ให้การกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น แต่มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้ดังเช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 อย่างเป็นธรรม จึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์เช่นเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) คือ วันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน อันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับ เมื่อเทียบกันกับกรณีในคดีนี้วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าคือวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ซึ่งจำเลยได้ประกาศเรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อยในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 และประกาศเรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากจุดแยกสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อย (บริเวณอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี) ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยวังน้อย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ดังนั้น วันที่จะพิจารณาถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ในแนวเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าทั้งสองสายนี้คือ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 และวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ตามลำดับ ตามสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดิน 3720 ของโจทก์เอกสารหมาย จ.2 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแปลงนี้มาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2538 ซึ่งขณะนั้นมีเนื้อที่ 4 ไร่ สภาพที่ดินไม่มีด้านใดติดทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2539 โจทก์ได้แบ่งหักบางส่วนของที่ดินด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 79 ตารางวา เป็นทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาภายหลังวันกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าทั้งสองสายนี้ในสภาพที่ดินที่ไม่มีด้านใดติดทางสาธารณประโยชน์ ทั้งโจทก์ไม่นำสืบถึงเลยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาในราคาเท่าใด อันเป็นข้อพิรุธชวนให้ระแวงสงสัยว่าราคาที่ดินพิพาทที่โจทก์ซื้อมานี้น่าจะไม่เป็นประโยชน์ต่อคดีของโจทก์ในการขอเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่ม ส่วนที่โจทก์นำสืบถึงการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3222 และ 11139 ที่นายรุ่ง ทองมา ขายให้แก่นางคะนึงกิจ เตโชฬาร ซึ่งจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 โดยอ้างว่าก่อนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันมีการทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายกันตั้งแต่วันที่ 26 กันยาน 2538 และผ่อนชำระค่าที่ดินด้วยเช็คตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายและสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 นั้น โจทก์ก็ไม่ได้อ้างส่งหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับที่จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าจดทะเบียนซื้อขายกันในราคาตารางวาละเท่าใด แต่ปรากฏจากสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินฯ เอกสารหมาย จ.15 ว่า จดทะเบียนซื้อขายกันในราคาตารางวาละ 4,109 บาท ทั้งสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ระบุว่าทำขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2538 ได้ระบุหมายเลขโฉนดที่ดินเลขที่ 3222 และ 11139 ไว้ด้วย ทั้ง ๆ ที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางใหญ่ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 11139 ให้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.26 จึงเชื่อว่าหนังสือสัญญาจะซื้อขายตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.10 ลงวันที่ย้อนหลัง ทั้งนายรุ่ง ทองมา ผู้ขายมีที่ดินอื่นอีก 5 แปลงที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าในโครงการเดียวกันกับคดีนี้ด้วยตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ.31 มีเหตุให้ระแวงสงสัยได้ว่าเป็นการสร้างหลักฐานการซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวในราคาสูงเพื่อใช้ในการสนับสนุนเรียกร้องเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจากจำเลยให้สูงขึ้น และที่โจทก์อ้างว่าเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2538 นายชัยยศ น้อยบุญเติม กับนายรุ่ง ทองมา ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 63278 ให้แก่นายจำรัส พลหนุ่ย และวันที่ 26 มีนาคม 2538 นางสาวอรนุช น้อยบุญเติม กับนายชัยยศ น้อยบุญเติม ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3518 ให้แก่นางวาสนา จันทร์แก้ว ในราคาตารางวาละ 6,000 บาท นั้น ก็มีเพียงแต่สำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 เท่านั้น ซึ่งง่ายแก่การทำขึ้นและกล่าวอ้าง โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการจดทะเบียนซื้อขายกันเสร็จเด็ดขาดในราคาดังกล่าว ทั้งผู้เขียนสัญญาตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 เป็นบุคคลเดียวกันกับผู้เขียนสัญญาตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าเขียนขึ้นโดยลงวันที่ย้อนหลังอันเป็นพิรุธ จึงยังฟังไม่ได้ว่ามีการซื้อขายที่ดินดังกล่าวในราคาตารางวาละ 6,000 บาท ส่วนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 65308 เนื้อที่ 215 ตารางวา ระหว่างนายเสรี งานสัพพศิลป์ ผู้ขาย กับนางสาวรัตน์ชนก สุดใจ ผู้ซื้อ ในราคาตารางวาละ 5,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินและสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 ก็จดทะเบียนซื้อขายที่ดินภายหลังวันประกาศกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าทั้งสองสายกว่า 3 ปี และที่ดินแปลงดังกล่าวก็อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าในคดีนี้ด้วย เป็นที่ดินแปลงเล็กกว่าที่ดินของโจทก์มากและอยู่ติดทางสาธารณประโยชน์ สภาพและที่ตั้งของที่ดินแปลงดังกล่าวจึงดีกว่าสภาพและที่ตั้งของที่ดินพิพาทในขณะที่มีการประกาศกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าทั้งสองสายซึ่งเป็นที่ดินที่ไม่มีด้านใดอยู่ติดทางสาธารณประโยชน์จากสภาพและที่ตั้งของที่ดินพิพาทดังกล่าวและพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังไม่ได้ว่าในวันประกาศกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าทั้งสองสายคือ ปลายปี 2537 ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3720 มีราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดสูงถึงตารางวาละ 6,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดราคาที่ดินพิพาทตารางวาละ 6,000 บาท เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์นั้นสูงเกินไป แต่อย่างไรก็ตามปรากฏจากการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินฯ ว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2536 ได้มีการจดทะเบียนซื้อขายโฉนดเลขที่ 5301 เนื้อที่ 150 ตารางวา อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินพิพาท ระหว่างนายชัยยศ น้อยบุญเติม กับนางมรกต แซ่ตั้ง ในราคาตารางวาละ 3,680 บาท ตามสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินฯ เอกสารหมาย จ.15 ประกอบกับที่ดินของโจทก์ที่เหลืออยู่นอกแนวเขตที่ดินสายส่งไฟฟ้าทั้งสองสายมีเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 80.70 ตารางวา เป็นเนื้อที่ไม่มากนัก ซึ่งคงจะได้รับผลกระทบในแง่ลบอยู่บ้างด้วย จึงเห็นควรใช้อัตราที่ดินตารางวาละ 4,000 บาท มาเป็นฐานในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์เนื่องจากการเดินสายส่งไฟฟ้าของจำเลยพาดผ่านที่ดินนั้นเป็นการขอใช้ที่ดินโดยมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่อยู่ในแนวเขตสายส่งไฟฟ้าให้แก่จำเลย ที่ดินเหล่านั้นยังคงเป็นกรรมสิทธิ์หรือครอบครองของเจ้าของที่ดินอยู่ ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นด้วยกับที่ฝ่ายจำเลยกำหนดอัตราถือจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามประเภทที่ดินที่ว่า ที่ดินที่เป็นที่ตั้งเสาไฟฟ้าจ่ายให้ร้อยละ 100 ที่บ้านจ่ายให้ร้อยละ 90 ที่สวนจ่ายให้ร้อยละ 70 ที่นาจ่ายให้ร้อยละ 50 จึงมีปัญหาว่า ที่ดินของโจทก์จัดอยู่ในที่ดินประเภทใด ฝ่ายจำเลยมีความเห็นว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่นา จึงกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้ในอัตราร้อยละ 50 ส่วนโจทก์โต้แย้งว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่บ้าน ควรได้เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินในอัตราร้อยละ 90 ปัญหาข้อนี้เห็นว่าตามสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ เอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 9 ได้กำหนดคำนิยามของที่บ้านไว้ว่า ที่บ้าน ให้หมายถึง "...3 ที่ดินจัดสรรเพื่อปลูกอาคารบ้านเรือน จะถือว่าเป็นที่บ้านได้ต่อเมื่อผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินจากทางราชการ รวมทั้งได้ดำเนินการปรับปรุงที่ดิน เช่น ทำถนนหรือถมดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ก่อนมีการประชุมคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนครั้งนี้..." ตามคำเบิกความของนายชัยยศผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความเพียงว่า ที่ดินของโจทก์ลักษณะเป็นที่นาถมแล้ว แต่เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีภาพถ่ายที่ดินของโจทก์มาแสดงและไม่มีข้อเท็จจริงชัดเจนว่า ถมแล้วตั้งแต่เมื่อใดเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด สูงขนาดไหน ทั้งขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินแปลงนี้มาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2538 ที่ดินแปลงนี้มีเนื้อที่ 4 ไร่ ไม่มีด้านใดที่ติดทางสาธารณประโยชน์ ยังไม่พร้อมที่จะใช้เป็นที่ปลูกบ้านอยู่อาศัย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าในวันที่กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าทั้งสองสายนี้ ที่ดินพิพาทมีลักษณะเป็นที่นา จึงต้องกำหนดเงินนค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 50 ของราคาที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินซึ่งเป็นที่นาเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 38.20 ตารางวา ตารางวาละ 2,000 บาท เป็นเงิน 1,076,400 บาท ที่ตั้งเสาไฟฟ้าเนื้อที่ 2.10 ตารางวา ตารางวาละ 4,000 บาท เป็นเงิน 8,400 บาท รวมเป็นเงิน 1,084,800 บาท จำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์แล้วจำนวน 813,600 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นอีก 271,200 บาท ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอีกจำนวน 271,200 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่าที่โจทก์ขอ นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 28 (2) (ข) ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 31 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทวัส อรรคราภรณ์
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6827/2549
#269328
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากผู้คัดค้านกับผู้ตายจะอยู่กินกันฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยตามปกติธรรมดาของสามีภริยาทั่วไปแล้ว ผู้คัดค้านยังได้เข้าค้ำจุนช่วยเหลือธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้ตายโดยยอมเป็นผู้ค้ำประกันในฐานะลูกหนี้ร่วมกับผู้ตายในการผ่อนชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระอยู่อีกด้วย ซึ่งการเป็นผู้ค้ำประกันในฐานะลูกหนี้ร่วมดังกล่าว ทำให้ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยจากกองมรดกของผู้ตายเพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันนั้น ทั้งยังเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดาที่มีเหนือผู้ตายได้อีกด้วย ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลที่ต้องถูกกระทบกระเทือนสิทธิและหน้าที่อันเนื่องจากการจัดแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบกฎหมายของนางเลิศลักษณ์ กันทะนิตย์ ผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 โดยมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายมีทรัพย์มรดกหลายรายการได้แก่ ที่ดิน 2 แปลงและห้องชุด 1 ห้อง การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยผู้คัดค้านและผู้ตายต่างเป็นม่ายและสมัครใจอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยมาหลายปี ผู้คัดค้านให้การอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายและผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายตลอดมาขณะผู้ตายตกเป็นม่าย มีธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หลายอย่าง ผู้คัดค้านเข้าช่วยเหลือชำระหนี้ของผู้ตายที่มีต่อสถาบันการเงินหลายแห่ง รวมทั้งเป็นผู้ค้ำประกันการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างของผู้ตาย ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายในการเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านและผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ยกคำคัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผุ้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกของนางเลิศลักษณ์ กันทะนิตย์ ผู้ตาย หรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายอย่างเปิดเผยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้คัดค้านได้ให้ความอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายและผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้ตาย และได้ใช้ทรัพย์สินส่วนตัวช่วยเหลือชำระหนี้ของผู้ตายที่มีต่อสถาบันการเงินหลายแห่ง รวมทั้งทำสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระภาษีอากรของผู้ตายด้วย ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย เห็นว่า ตามคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของผู้คัดค้านมีข้อความบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายว่าอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผย เพียงแต่มิได้จดทะเบียนสมรสเท่านั้น แต่ผู้คัดค้านก็ได้อุปการะเลี้ยงดูผู้ตายและผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้ตายมาตลอด ทั้งยังได้ใช้ทรัพย์สินส่วนตัวช่วยเหลือชำระหนี้ของผู้ตายที่มีต่อสถาบันการเงินหลายแห่ง รวมตลอดถึงการเข้าทำสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระในฐานะลูกหนี้ร่วมกับผู้ตายอีกด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า นอกจากผู้คัดค้านกับผู้ตายจะอยู่กินกันฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยตามปกติธรรมดาของสามีภริยาทั่วไปแล้ว ผู้คัดค้านยังได้เข้าค้ำจุนช่วยเหลือธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้ตายโดยการยอมเป็นผู้ค้ำประกันในฐานะลูกหนี้ร่วมกับผู้ตายในการผ่อนชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระอยู่อีกด้วย ซึ่งการเป็นผู้ค้ำประกันในฐานะลูกหนี้ร่วมดังกล่าว ทำให้ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยจากกองมรดกของผู้ตายเพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันนั้นทั้งยังเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดาที่มีเหนือผู้ตายได้อีกด้วย ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลที่ต้องถูกกระทบกระเทือนสิทธิและหน้าที่อันเนื่องจากการจัดการแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง กรณีหาจำกัดเฉพาะกรณีมีทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านกับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกันแต่เพียงประการเดียวตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้รับคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของผู้คัดค้านไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวณดา บุณยจันทรานนท์
ผู้คัดค้าน — นายไพรัชต์ สุนทรีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6821/2549
#266852
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเยาวชนถูกจับกุมและควบคุมในคดีอื่น ต่อมาพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาคดีนี้ให้จำเลยทราบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับกุมในคดีนี้ การนับระยะเวลาเพื่อฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ยังไม่เกิดขึ้น การฟ้องคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 357

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ได้บัญญัติเรื่องการสอบสวนและการฟ้องคดีไว้ในมาตรา 51 อันเป็นบทบัญญัติที่เร่งรัดให้พนักงานสอบสวนรีบส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดีต่อศาล เพื่อจะพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของเด็กและเยาวชน ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 31, 53 เนื่องจากการตั้งข้อกล่าวหาโดยมีลักษณะเพื่อการสอบสวนและฟ้องคดีย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิเสรีภาพของเด็กและเยาวชนแล้ว ไม่ต่างจากการควบคุม ดังนั้นการฟ้องคดีก็ควรจะต้องอยู่ภายในระยะเวลาของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 แม้จะไม่มีการจับกุมและควบคุมก็ตาม หากฟ้องคดีเมื่อพ้นระยะเวลาตามมาตรา 51 ย่อมต้องขออนุญาตตามมาตรา 53 การที่พนักงานสอบสวนไม่รีบดำเนินการสอบสวนให้ทันตามระยะเวลา มาตรา 51 จึงเท่ากับหลีกเลี่ยงบทบัญญัติของกฎหมายที่ตราไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของเด็กและเยาวชน เนื่องจากเด็กและเยาวชนเมื่อตกเป็นผู้ต้องหาย่อมกระทบกระเทือนต่อการดำรงชีวิตตามปกติสุข การที่เด็กและเยาวชนถูกควบคุมในคดีอื่น หาเป็นข้อยกเว้นหน้าที่ตามกฎหมายที่พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการที่จะต้องดำเนินการสอบสวนและฟ้องคดีตามที่มาตรา 51 กำหนดไว้ไม่ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 51 โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยมิได้ถูกจับกุมในคดีนี้ หากถูกเจ้าพนักงานจับกุมในคดีอื่น หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหานี้ให้จำเลยทราบ ทั้งการควบคุมจำเลยในระหว่างสอบสวนก็เป็นการถูกควบคุมในคดีอื่น การนับระยะเวลาเพื่อฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 สำหรับคดีนี้จึงยังไม่เกิดขึ้น การฟ้องคดีย่อมไม่อยู่ในบังคับตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ประทับฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายโกมินทร์หรือโก ปิ่นกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราแผนกคดีเยา — นายสนั่น รินทร์ศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชา มหาคุณ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา