คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5915/2549
#268993
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นรายสำนวนในความผิดปลอมเอกสารสิทธิใช้เอกสารสิทธิปลอม และยักยอกรวม 34 คดี โดยลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ คดีดังกล่าวจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (2)

การที่จำเลยร้องขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 สั่งให้ศาลชั้นต้นแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ ไม่เป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เป็นการบังคับคดีที่ศาลต้องออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้ถูกต้องตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268, 352 ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4186/2546 ถึง 4207/2546, 52/2547 ถึง 54/2547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 121/2547 ถึง 127/2547, 155/2547, 156/2547 และ 158/2547 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 10,540 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก, ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 9 เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิที่จำเลยปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 54 เดือน รวมจำคุก 63 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 31 เดือน 15 วัน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 156/2547 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 113/2547 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 10,540 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 155/2547 และ 158/2547 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ และที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นๆ อีก ปรากฏว่าคดีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษต่อแล้ว จึงให้ยกคำขอ

จำเลยยื่นคำร้องว่า ก่อนคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว 34 คดี รวมจำคุก 10 ปี 295 เดือน โดยนับโทษต่อกันทุกคดีรวมคดีนี้เป็น จำคุก 10 ปี 326 เดือน 15 วัน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5186/2546 ถึง 4207/2546, 52/2547 ถึง 54/2547 และ 105/2547 ถึง 113/2547 คดีนี้กับคดีอาญา 34 คดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีลักษณะแห่งคดีและความผิดอย่างเดียวกัน แต่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายนำนวนและศาลชั้นต้นมิได้สั่งรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกในคดีก่อนที่ศาลนับโทษต่อกันครบ 20 ปีแล้ว จึงไม่อาจนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 113/2547 ของศาลชั้นต้นอีกขอให้ออกหมายจำคุกจำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดคดีนี้ใหม่โดยนับโทษคดีนี้นับแต่วันมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกจำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดเสียใหม่ โดยไม่นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 113/ 2547 ของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 113/2547 ของศาลชั้นต้นได้นั้นในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้วว่า คดีนี้กับคดีอาญา 34 คดีดังกล่าวซึ่งรวมถึงคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 113/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยกระทำความผิดในขณะเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรรับมอบเงินจากชาวบ้านที่ชำระกู้ยืมคืนกองทุนหมู่บ้านบางไทรแล้วจำเลยยักยอกเงินดังกล่าวไป โดยปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นหลักฐานการชำระเงินกู้ยืมคืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญา 34 คดีดังกล่าว โดยนับโทษต่อกันครบ 20 ปีแล้ว เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้และคดีอาญา 34 คดีดังกล่าวจำเลยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยด้วยในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และเอกสารโดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านบางไทรที่มอบหมายให้จำเลยนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้างบางไทรเป็นประโยชน์ส่วนตัว ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ คดีนี้และคดีอาญา 34 คดีดังกล่าวจึงมีความเกี่ยวพันกันอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นพิพากษาและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่ให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 113/2547 ของศาลชั้นต้นเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 113/2547 ของศาลชั้นต้น รวมแล้วเกิน 20 ปี จนคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม หากปรากฏว่าการนับโทษต่อดังกล่าวขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีคำสั่งแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ เป็นไม่นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 113/2547 ของศาลชั้นต้นได้ ไม่เป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องการบังคับคดีที่ศาลจะต้องออกหมายบังคับคดีถึงที่สุดให้ถูกต้องกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยไม่นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 113/2547 ของศาสชั้นต้นนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 265 ม. 268 ม. 352 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 60 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายสุรพลหรือโก๊ะ พานทอง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5900/2549
#266891
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์และลงลายมือชื่อรับมอบรถยนต์ไว้ในสัญญาเช่าซื้อล่วงหน้าโดยยังไม่ได้รับรถยนต์ไป การที่จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ไปรับรถยนต์ที่เช่าซื้อจากโจทก์ ไม่ใช่เป็นการมอบให้เป็นตัวแทนในการทำสัญญาเช่าซื้อ จึงไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลล่างที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีที่ให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 523,548 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 84,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 84,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 14,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์หรือใช้ราคาแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ไทเกอร์ รุ่น 3,000 ซีซี แบบกระบะบรรทุก หมายเลขเครื่องยนต์ 5 แอล - 9038631 หมายเลขโครงรถ เอ็มอาร์ 032 แอลเอ็นจี 705016340 คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 402,000 บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 66,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 11,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน 6 เดือน และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์โตโยต้า ไฮลักซ์ไทเกอร์ รุ่น 3,000 ซีซี แบบกระบะบรรทุกกับโจทก์ในราคา 523,548 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ได้มอบสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์นำไปถ่ายสำเนาและให้จำเลยที่ 1 รับรองสำเนาถูกต้องไว้พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน แต่บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 หมดอายุ จำเลยที่ 1 แจ้งแก่นางกนกพร พนักงานบริษัทโจทก์ พยาน ว่าจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่กับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 จะมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 ที่รับรองถูกต้องพร้อมเงินให้จำเลยที่ 2 นำมาให้โจทก์เพื่อรับรถจากโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อรับมอบรถไว้ล่วงหน้าในสัญญาเช่าซื้อด้วย หลังจากนั้นในช่วงเย็นวันเดียวกัน จำเลยที่ 2 ได้นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 รับรองความถูกต้องพร้อมเงิน 176,039 บาท มามอบให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับมอบรถที่เช่าซื้อไปแทนจำเลยที่ 1 ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 รับรถที่เช่าซื้อแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น หาใช่เป็นตัวแทนในการทำสัญญาเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 1 ไม่ จึงไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจให้รับรถ และโจทก์ไม่จำต้องสอบถามไปยังจำเลยที่ 1 ก่อนว่าจะให้จำเลยที่ 1 รับรถแทนหรือไม่ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวแก่โจทก์ไว้ก่อนแล้ว ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบรถตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถคืนโจทก์และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 798 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูไนเต็ดลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายปรีชา ยังคุณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวรวัฒน์ กุสลางกูรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5869/2549
#269076
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจทก์ ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียวเท่านั้น การที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องจึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาใด เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์ต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดในข้อหาใดข้อหาหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบ คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 334, 357 และริบแผ่นป้ายทะเบียนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหารับของโจรให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียวเท่านั้น เพราะหากจำเลยกระทำความผิดในข้อหาลักทรัพย์ จำเลยย่อมไม่มีความผิดในข้อหารับของโจร หรือหากจำเลยกระทำความผิดในข้อหารับของโจรแล้วจำเลยย่อมไม่มีความผิดในข้อหาลักทรัพย์ การที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องจึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาใด เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์ต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความชัดแจ้งว่า จำเลยกระทำความผิดในข้อหาใดข้อหาหนึ่ง แต่โจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความเช่นว่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลย่อมพิจารณาลงโทษจำเลยไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจรฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายณัฐวุฒิ บัวทองจันทร์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5864/2549
#267316
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การในวันที่ 15 มกราคม 2546 จำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2546 จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเข้ามาด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร จึงไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ และนัดสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว เมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การแล้วก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การและฟ้องแย้งอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การและฟ้องแย้ง อันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 226 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและห้ามเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตให้ยื่นคำให้การและยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเข้ามาด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร จึงไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ ให้นัดสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2695 ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนและขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 400 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การในวันที่ 15 มกราคม 2546 จำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเข้ามาด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขาดยัดยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควรจึงไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ และนัดสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว เมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การแล้วก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การและฟ้องแย้งอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การและฟ้องแย้ง อันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัมฤทธิ์ อิ่มเอิบ
จำเลย — นางวิมล แสงไข่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5863/2549
#267117
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินไว้ จำเลยจะนำสืบการใช้เงินต้นเงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง แต่สำเนาสัญญากู้ยืมที่โจทก์ส่งคืนจำเลยไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้เวนคืนหลักฐานแห่งการกู้ยืมแก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่สามารถนำสืบการใช้ต้นเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ ส่วนการนำสืบการชำระดอกเบี้ยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 653 วรรคสอง จำเลยนำสืบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2541 จำเลยทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์จำนวน 776,100 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนเสร็จสิ้นวันที่ 3 ธันวาคม 2541 ถึงกำหนดจำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 848,314.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 776,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณปลายปี 2538 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 200,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2540 โจทก์นำดอกเบี้ยค้างชำระทบเข้ากับต้นเงิน แล้วโจทก์กับจำเลยทำสัญญากู้เงินจำนวน 459,355 บาท ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2540 จำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าว โจทก์จึงนำดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ในต้นเงินจำนวน 459,355 บาท มาทบเป็นต้นเงินแล้วทำสัญญากู้เงินเป็นเงินจำนวน 597,000 บาท กำหนดชำระวันที่ 2 มิถุนายน 2541 เมื่อถึงวันดังกล่าวจำเลยไม่ชำระให้แก่โจทก์อีก โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ในต้นเงินจำนวน 597,000 บาท แล้วนำมาทบเป็นต้นเงินทำสัญญากู้เงินลงวันที่ 3 มิถุนายน 2541 ระบุเงินกู้ 776,100 บาท กำหนดชำระวันที่ 3 ธันวาคม 2541 โดยจำเลยไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อต้นปี 2542 โจทก์กับจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันเรื่องหนี้เงินกู้ครั้งนี้ โดยญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายช่วยไกล่เกลี่ยได้ข้อตกลงว่าโจทก์คิดต้นเงินกู้และดอกเบี้ยประเภทละ 200,000 บาท รวม 400,000 บาท จากจำเลย จำเลยตกลงและชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 312,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้เอกสารหมาย จ.1, ล.1 ถึง ล.4 เป็นลายมือชื่อของจำเลย สำเนาหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ เอกสารหมาย ล.6 ต้นฉบับคือเอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 200,000 บาท หรือจำนวน 312,000 บาท จำเลยมีตัวจำเลยและนายสงบ สิทธิศักดิ์ เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท แต่จำเลยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือมาแสดง จำเลยจึงไม่สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยชำระเงินกู้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ จำเลยนำสืบว่า จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วเป็นเงินจำนวน 400,000 บาท และโจทก์ได้ส่งมอบสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ เอกสารหมาย ล.6 แก่จำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ได้ทำสัญญากู้เงินไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยจะนำสืบการใช้เงินต้นเงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง เอกสารหมาย ล.6 เป็นสำเนาไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้เวนคืนหลักฐานแห่งการกู้ยืมแก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่สามารถจะนำสืบการใช้ต้นเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และแม้ว่าการนำสืบการชำระดอกเบี้ยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 653 วรรคสอง ก็ตาม แต่จำเลยไม่มีหลักฐานการชำระเงินเป็นค่าดอกเบี้ยมาแสดง มีเพียงพยานบุคคลเบิกความลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพียร ชัยวาที
จำเลย — นางห้วย ศรีทานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5857/2549
#266797
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีหน้าที่หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย เมื่อหักแล้วต้องนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 52 และในการตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่าย นั้น เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และเมื่อได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าวให้ปฏิบัติตามภายใน 15 วัน ตามมาตรา 51 แห่ง ป.รัษฎากร จึงเป็นกรณีที่ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนภายในกำหนดเวลา ตามมาตรา 19 แห่ง ป.รัษฎากร และสิทธิเรียกร้องของรัฐเพื่อเรียกเอาค่าภาษีอากรมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการตรวจสอบพบว่าโจทก์นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ไม่ครบถ้วนและแจ้งให้โจทก์นำส่งให้ครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระค่าหุ้นจาก น. ผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นจึงต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1122 ประกอบมาตรา 7 การที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระค่าหุ้นดังกล่าว แต่กลับลงบัญชีว่าได้ชำระแล้ว เป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นเสมือนให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยและโจทก์จะอ้างการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1120 ถึง 1121 อันเป็นเรื่องการบอกกล่าวให้ชำระค่าหุ้นเป็นเหตุให้ถือว่าผู้ถือหุ้นยังไม่ต้องเสียดอกเบี้ยไม่ได้ด้วย

โจทก์นำเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีบางส่วนไปใช้ในการลงทุนก่อสร้างโรงงาน รายจ่ายดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวจึงมิใช่รายจ่ายในการดำเนินธุรกิจ แต่ถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) ประกอบ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 มาตรา 4

เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ปัญหาว่าโจทก์ขายรถยนต์ต่ำกว่ามูลค่าคงเหลือตามบัญชีหรือไม่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การประเมินในปัญหาดังกล่าวจึงยุติ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินในปัญหาดังกล่าวตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 7 (1) มาตรา 8 ประกอบ ป.รัษฎากร มาตรา 30

คำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ได้ระบุว่าโจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ คงบรรยายเพียงว่าโจทก์คัดค้านการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไรเท่านั้น การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจึงถือว่ายุติ แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้ ก็ไม่ทำให้การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งยุติแล้วกลับเป็นไม่ยุติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ

โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนเติมมูลค่า แต่ลงบัญชีว่าได้รับชำระเงินค่าหุ้นเติมมูลค่าถือเป็นการกระทำโดยจงใจ และการที่โจทก์ให้กรรมการและพนักงานกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุสมควร นั้น มิใช่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเจ้าหน้าที่บัญชีของโจทก์ กรณีไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นอกเหนือไปจากที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามหนังสือที่ ตส. 2/03012040/1/000001 การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือที่ ตส. 2/03012040/2/000002 และการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามหนังสือที่ ตส. 2/03012040/6/000001 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ. 3)/95/2545 เลขที่ ศภญ. (อธ. 3)/96/2545 เลขที่ ศภญ. (อธ. 3)/97/2545 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2545 และขอให้งดเรียกเก็บเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีธุรกิจเฉพาะ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 มีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับปีภาษี 2539 จำนวน 569,093.76 บาท และเงินเพิ่ม 529,257.19 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,098,350.95 บาท ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย เมื่อหักแล้วต้องนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินตามมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร และในการตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และเมื่อได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าวให้ปฏิบัติตามภายใน 15 วัน ตามมาตรา 51 แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นกรณีที่ไม่จำต้องออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร และสิทธิเรียกร้องของรัฐเพื่อเรียกเอาค่าภาษีอากรมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการตรวจสอบพบว่า โจทก์นำภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายไม่ครบถ้วนและแจ้งให้โจทก์นำส่งให้ครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินรายได้ดอกเบี้ยจากเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 เห็นว่าผู้ถือหุ้นของโจทก์ชำระไม่ครบถ้วนนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยังมิได้รับชำระเงินค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวจากนางนุชนาฎผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นจึงต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1122 ประกอบมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการที่โจทก์ยังมิได้รับชำระเงินค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวจากผู้ถือหุ้น แต่โจทก์กลับลงบัญชีว่าได้ชำระแล้วย่อมเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นนั้นเสมือนการให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย และโจทก์จะกลับมาอ้างการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1120 ถึง 1121 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ต้องมีการบอกกล่าวให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นก่อนจึงเป็นเหตุให้ถือว่าผู้ถือหุ้นต้องเสียดอกเบี้ยอีกไม่ได้ ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินรายได้ดอกเบี้ยจากจำนวนเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนที่โจทก์ยังมิได้รับชำระจากผู้ถือหุ้นแต่ลงบัญชีว่าได้รับชำระแล้วจึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า รายจ่ายดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 2,910,082.29 บาท เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีที่การไฟฟ้านครหลวงออกให้โจทก์สำหรับการชำระค่าไฟฟ้าเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2539 ระบุสถานที่ใช้ไฟฟ้าเป็นสถานที่เดียวกันกับที่โจทก์เช่าจากบริษัทรวมทุนไทย จำกัด ซึ่งเป็นสถานที่คนละแห่งกับอาคารโรงงานที่โจทก์อ้างว่าสร้างเสร็จแล้วในเดือนมิถุนายน 2539 ฉะนั้น ที่โจทก์อ้างว่าอาคารโรงงานของโจทก์ก่อสร้างเสร็จและเริ่มใช้งานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2539 จึงไม่น่าเชื่อ ดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม 2539 จึงมิใช่รายจ่ายในการดำเนินธุรกิจ แต่ถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 มาตรา 4 การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 เฉลี่ยดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีและนำมารวมเป็นต้นทุนอาคารโรงงานในการหักค่าเสื่อมราคานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินกรณีโจทก์ขายรถยนต์ต่ำกว่ามูลค่าคงเหลือตามบัญชีหรือไม่ เห็นว่า ตามคำอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์ปัญหาว่าโจทก์ขายรถยนต์ต่ำกว่ามูลค่าคงเหลือตามบัญชีหรือไม่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การประเมินในปัญหาดังกล่าวจึงยุติ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินในปัญหาดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) มาตรา 8 ประกอบประมวลรัษฎากร มาตรา 30 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ตามคำอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ได้ระบุว่าโจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะอย่างไร คงบรรยายเพียงว่า โจทก์คัดค้านการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไรเท่านั้น ฉะนั้น จึงไม่มีปัญหาภาษีธุรกิจเฉพาะที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะต้องพิจารณา การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจึงถือว่ายุติ แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และศาลภาษีอากรกลางจะวินิจฉัยให้ ก็ไม่ทำให้การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งยุติแล้วกลับไม่ยุติ เมื่อการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะยุติแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิตบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนเต็มมูลค่า แต่ลงบัญชีว่าได้รับชำระเงินค่าหุ้นเต็มมูลค่า ถือเป็นการกระทำโดยจงใจ และการที่โจทก์ให้กรรมการและพนักงานกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้นมิได้เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเจ้าหน้าที่บัญชีของโจทก์ที่เจ้าพนักงานประเมินลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะโดยให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นชอบด้วยนั้นเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว กรณีไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นอกเหนือไปจากที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 30 ม. 51 ม. 52 ม. 59 ม. 65 ทวิ (4) ม. 65 ตรี (5)
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 193/31 ม. 1120 ม. 1121 ม. 1122
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อาร์ เอ ซี โกลบอล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5856/2549
#269075
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยให้ข้อมูลและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ซุกซ่อนไว้ ทำให้ได้พยานหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีแก่จำเลยรวมทั้งยังทำให้เมทแอมเฟตามีนของกลางไม่มีโอกาสแพร่ระบาดต่อไปอีก นับว่าได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ สมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มารตา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถจักรยานยนต์ของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน แต่คืนเงินสด 3,340 บาท ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า... สถานที่จับกุมจำเลยกับสถานที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ห่างกันมากและอยู่ริมถนนคนละสายกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกฐาปนากับพวกได้ทราบมาก่อนว่าจำเลยซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ ณ สถานที่ดังกล่าว จึงย่อมเป็นการยากที่ร้อยตำรวจเอกฐาปนากับพวกจะสามารถตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้เอง การให้ข้อมูลและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวทำให้ได้พยานหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีแก่จำเลย รวมทั้งยังทำให้เมทแอมเฟตามีนของกลางไม่มีโอกาสแพร่ระบาดต่อไปอีก นับว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ประกอบมาตรา 100/2 จำคุก 30 ปี และปรับ 500,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 15 ปี และปรับ 250,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายไชยา บุญธรรม
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5842/2549
#266850
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 โจทก์ต้องดำเนินการบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา แม้ผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยการประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องรายนี้มาจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้องก็ได้สิทธิมาเท่าที่โจทก์มีอยู่ ผู้ร้องจึงตกอยู่ในบังคับที่จะต้องบังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม

การอนุญาตให้บุคคลใดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามความจำเป็นและความสะดวกในการพิจารณาคดี เมื่อผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองเพราะเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินจำนวน 1,497,845 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,396,712 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยชำระในวันทำสัญญา 91,259 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 30,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 25 ตุลาคม 2537 งวดต่อไปทุกวันที่ 25 ของเดือน และต้องชำระให้เสร็จภายใน 5 ปี นับแต่วันทำสัญญา หากผิดนัดงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้บังคับคดีได้ทันที รวมทั้งทรัพย์สินตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 3

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ปัจจุบันโจทก์เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด โจทก์เป็นสถาบันการเงินที่ถูกสั่งระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เห็นว่าไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะการดำเนินการได้ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการทำการชำระบัญชีตามมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เมื่อได้ทำการชำระบัญชีเสร็จแล้ว ผู้ชำระบัญชีได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้สั่งให้โจทก์ล้มละลายเนื่องจากโจทก์มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ศาลได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายแล้ว อำนาจการจัดการทรัพย์สินจึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมทรัพย์สินของโจทก์โดยนำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ออกขายโดยวิธีประมูล ผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลได้เข้าทำสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ และได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว จึงถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในวิธีการบังคับคดีและเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง รวมทั้งมีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาในคดีนี้เพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2537 โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษาวันที่ยื่นคำร้องขอเกินกำหนด 10 ปีแล้ว จึงไม่เห็นควรให้สวมสิทธิ ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" ดังนั้น โจทก์จึงต้องดำเนินการบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา แม้ผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยการประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องรายนี้มาจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้องก็ได้สิทธิมาเท่าที่โจทก์มีอยู่ ผู้ร้องจึงตกอยู่ในบังคับที่จะต้องบังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมตามบทกฎหมายข้างต้นด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีได้ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2537 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิในวันที่ 14 กันยายน 2547 ยังไม่เกินกำหนด 10 ปี แต่อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2547 และศาลฎีกาได้รับวันที่ 28 ธันวาคม 2547 ได้ล่วงเลยกำหนดเวลา 10 ปี แล้ว แม้ศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาต ผู้ร้องก็ย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองต่อไปได้ ประกอบกับการอนุญาตให้บุคคลใดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามความจำเป็นและความสะดวกในการพิจารณาคดี เมื่อผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองเพราะเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ.จี.ซี. (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนพวงศ์ รัฐผไท กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายเจดีย์ เอี่ยมศรีปลั่ง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5829/2549
#266815
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ โดยนั่งโยกตัวไปมาเพื่อไม่ให้รถเสียหลักล้ม ย่อมเป็นการอำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 1 สามารถขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงแซงซ้ายแซงขวารถคันอื่นในลักษณะน่าหวาดเสียว ซึ่งเป็นการขับรถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8) จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 วรรคสาม จำคุกคนละ 4 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 2 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 10 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ โดยนั่งโยกตัวไปมาเพื่อไม่ให้รถเสียหลักล้ม การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวย่อมเป็นการอำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 1 สามารถขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงแซงซ้ายแซงขวารถคันอื่นในลักษณะน่าหวาดเสียวซึ่งเป็นการขับรถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8) จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เป็นความผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ปรับคนละ 1,500 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (8)
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายจักรกฤษ พันธุ์มณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายวุฒิ พิทักษ์ธานิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5818/2549
#267606
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 290 และ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 23 แสดงให้เห็นว่า ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 พยายามทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตหาดมาหยาที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำหรือขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ที่ 5 ปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติได้ ซึ่งรวมทั้งฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ได้ด้วย

คำว่า "ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม" ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 46 ยังไม่มีคำนิยามความหมายหรือขอบเขตที่แน่นอน ทั้งบทบัญญัติมาตรานี้มีเงื่อนไขที่ต้องมีกฎหมายบัญญัติออกมาตามมาตรานี้ เมื่อในขณะที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 ซึ่งเป็นบุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดกระบี่และอาศัยอยู่บริเวณรอบอ่าวมาหยายื่นฟ้องยังไม่มีกฎหมายบัญญัติออกมาใช้บังคับ จึงไม่อาจถือได้ว่ามีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 แล้ว โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง

ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหา คือจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทบต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของโจทก์ทั้งสิบเก้า คำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 และที่ 5 และให้เพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าว และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายถึงการทำละเมิด ค่าเสียหายหรือความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมเป็นมูลค่าเท่าใดก็มิใช่ข้อสำคัญเพราะโจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าทำละเมิดทำให้โจทก์ทั้งสิบเก้าเสียหายโดยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน แต่โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องขอให้ปรับปรุงหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมแม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายว่าสภาพเดิมตามธรรมชาติของหาดมาหยาเป็นอย่างไร ถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร อันเป็นเหตุให้น้ำ อาหาร อากาศ ชายหาด ต้นไม้ ภูเขา ระบบนิเวศน์ หรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเสียหาย หรือเกิดมลพิษอย่างไรก็ไม่ใช่ข้อสำคัญเพราะโจทก์ทั้งสิบเก้าอาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่ห้ามมิให้ฝ่ายจำเลยกระทำการใดเพื่อกระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา หากไม่วางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้กระทำการปรับปรุงตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยาไปแล้ว และได้ถ่ายภาพยนตร์เสร็จเรียบร้อยทั้งได้ออกไปจากบริเวณอ่าวมาหยาแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้จำเลยทั้งห้าปฏิบัติตามคำขอข้อนี้

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยาไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอน มีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ในบริเวณหาดมาหยา แต่เมื่อจำเลยที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ตามใบอนุญาตเสร็จเรียบร้อยจนนำออกฉายทั่วโลกแล้ว การเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่บังเกิดผลในทางปฏิบัติจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคำขอดังกล่าวต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครอง ดูแลจัดการ และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและต่อเนื่องดูแลทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 เป็นบุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดกระบี่ และอาศัยอยู่บริเวณรอบอ่าวมาหยา เกาะพีพีเล ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ เป็นผู้มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพในเขตอุทยานแห่งชาติดังกล่าว รวมทั้งมีสิทธิที่จะฟ้องร้องหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม จำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นกรมสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และกฎหมายอื่น ๆ ทีเกี่ยวข้องที่จะต้องคุ้มครอง ดูแล รักษา พื้นที่ที่ได้ถูกกำหนดให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมเพื่อสงวนไว้ให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและรื่นรมย์ของประชาชนอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสาธารณชน จำเลยที่ 3 มีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนและเป็นผู้แทนตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาพื้นที่อ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี ให้คงอยู่สภาพเดิมตามธรรมชาติตามกฎหมาย จำเลยที่ 5 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนและผู้รับมอบอำนาจเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้อนุมัติให้จำเลยที่ 4 รวมทั้งบริษัทถ่ายทำภาพยนตร์บีช โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีช เข้าไปตกแต่งเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชายหาดอ่าวมาหยา และปลูกต้นมะพร้าวหรือพืชอื่น ๆ บนเกาะพีพีเลเพื่อประโยชน์ในการถ่ายทำภาพยนต์ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดิม โดยให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดังกล่าวผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมการดำเนินการเพื่อใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ ต่อมาจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมกันปรับปรุงตกแต่งเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายหาดอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี โดยการใช้รถแบ็กโฮ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ขุดสร้าง แผ้วถางปรับทำการให้เป็นอันตราย และทำลายพื้นที่สันทรายในบริเวณหาดมาหยา ทำการขนย้ายพืชพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติออกไปเพื่อนำต้นมะพร้าวเข้าไปปลูก รวมทั้งก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ชายหาดดังกล่าว อันเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ และเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจังหวัดกระบี่ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 43 และมาตรา 44 ซึ่งกำหนดความรับผิดไว้ในมาตรา 97 และตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมซึ่งออกตามความในมาตรา 45 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ และเป็นการใช้สิทธิซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 26 และมาตรา 59 จำเลยที่ 3 ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำการใด ๆ ในอุทยานแห่งชาติได้เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้มีการคุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมไว้ตลอด ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ในการอนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปปรับปรุงตกแต่งพื้นที่เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์จึงเป็นโมฆะ เพราะมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง การที่จำเลยที่ 3 แต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นผู้ตรวจสอบควบคุมการปรับปรุงตกแต่งพื้นที่หาใช่การปฏิบัติการไปเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพื้นที่และเพื่ออำนวยความสะดวกในการทัศนาจร หรือการพักอาศัยหรือเพื่ออำนวยความปลอดภัย หรือให้ความรู้แก่ประชาชนตามกฎหมาย แต่เป็นการอำนวยความสะดวกในการถ่ายทำภาพยนตร์เท่านั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีอำนาจกระทำได้ นอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ 5 ยังฝ่าฝืนข้อบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นการให้สินบนในต่างประเทศตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง ทำให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ ดิน หิน กรวด ทราย รวมทั้งต้นไม้ ใบไม้ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นที่ชายหาดอ่าวมาหยา เกาะพีพี ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันให้ได้รับความเสียหาย และมีผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของโจทก์ทั้งสิบเก้า และประชาชนในการไม่ได้รับการศึกษาและความรื่นรมย์ตามธรรมชาติ จากการที่บริเวณชายหาดอ่าวมาหยามีการปรับปรุงพื้นที่โดยปลูกต้นมะพร้าวถึง 100 ต้น และทำไร่กัญชาบนเกาะ แม้จะต้องนำออกเมื่อถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จก็จะสร้างปัญหาให้ผู้มาเยือนในภายหลังว่าไม่เห็นต้นมะพร้าว ทำให้ถูกมองว่าไม่อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นแหล่งผลิตกัญชา เมื่อสภาพธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป โจทก์ทั้งสิบเก้าจึงเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากถูกจำเลยทั้งห้าโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายและมีอำนาจฟ้องคดีได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 56 วรรคท้าย และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ขอให้พิพากษาว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี เป็นโมฆะ เพราะเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่วางเงินประกันให้ศาลมีคำสั่งห้ามกระทำการใด ๆ เพื่อกระทำการปรับปรุงตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าทำการถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณชายหาดมาหยา ให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 และที่ 5

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ คณะอนุกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ได้อนุมัติให้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชได้ จำเลยที่ 4 จึงยื่นคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งคณะทำงานด้านวิชาการพิจารณาข้อเสนอของจำเลยที่ 4 ว่าจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของเกาะหรือไม่ และข้อดีข้อเสีย ประกอบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีแผนปรับปรุงบริเวณอ่าวมาหยาอยู่แล้ว จึงอาศัยอำนาจตามระเบียบอนุมัติโดยความเห็นชอบของจำเลยที่ 1 ให้ทำการปรับปรุงพื้นที่ชายหาดมาหยาโดยการสนับสนุนของจำเลยที่ 4 พร้อมทั้งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ถ่ายทำภาพยนตร์โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่เมื่อมีผู้คัดค้าน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกำหนดมาตรการเกี่ยวกับปรับปรุงบริเวณเกาะขึ้นอีกคณะหนึ่งเพื่อให้คำแนะนำทางวิชาการสำหรับการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกำหนดวิธีการและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม จากการตรวจสอบคณะกรรมการมีความเห็นว่าการถ่ายทำภาพยนตร์อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่มิใช่อยู่ในวิสัยที่เป็นผลกระทบรุนแรงเกินกว่าจะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ น่าจะอนุญาตได้ จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงในการอนุญาตเพิ่มเติมขึ้น จำเลยที่ 4 ได้ปรับปรุงฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยาและถ่ายทำภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2542 จึงแล้วเสร็จ โดยใช้พื้นที่เพียง 2 งานเท่านั้น และได้ปรับปรุงให้กลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว โดยไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสิบเก้าไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากคณะกรรมการบริหารของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยมีมติให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดี โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 มิใช่บุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ทั้งมิได้อยู่อาศัยบริเวณรอบอ่าวมาหยาเพราะเกาะพีพีเลอยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดกระบี่ประมาณ 40 กิโลเมตร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีอำนาจหน้าที่คุ้มครองดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตอุทยานแห่งชาติ โจทก์ทั้งสิบเก้าไม่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าว การอนุญาตให้เข้าถ่ายทำภาพยนตร์จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ทั้งสิบเก้าและมิได้มีการอนุญาตให้ปลูกกัญชาหรืออนุญาตให้กระทำการอันฝ่าฝืนต่อประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ให้ข้อมูลข่าวสาร คำชี้แจงและเหตุผลของการอนุญาตต่อสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และประชาชนทั่วไป ทั้งรับฟังความคิดเห็นตลอดมา การถ่ายทำภาพยนตร์จำเลยที่ 4 ต้องชำระค่าธรรมเนียมตามระเบียบและต้องนำหลักประกันจำนวน 5,000,000 บาท มาวางไว้จนกว่าจะปรับปรุงฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับคืนสู่ปกติ และจำเลยที่ 4 ตกลงมอบเงิน 4,000,000 บาท ให้เป็นรายได้ของอุทยานเพื่อใช้จ่ายในการบริหารและบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยที่ 4 เข้าไปฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยาถ่ายทำภาพยนตร์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอย่างไร เป็นจำนวนเงินค่าเสียหายเท่าใด หรือต้องใช้เงินในการฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยาให้คืนสภาพเดิมเป็นจำนวนเท่าใด จึงต้องวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมและไม่มีเหตุผล จำเลยที่ 4 ได้ปรับปรุงฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยา เกาะพีพีเล และถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า การฟ้องคดีของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ผ่านมติของคณะกรรมการก่อน และโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 มิใช่บุคคลในท้องถิ่นดั้งเดิม และไม่ได้อาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวมาหยา เกาะพีพีเล โจทก์ทั้งสิบเก้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 4 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 5 และของบริษัทผู้ถ่ายทำภาพยนตร์จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว จำเลยที่ 4 ไม่เคยร่วมกับจำเลยที่ 5 ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชายหาด หรือทำให้เสื่อมสภาพธรรมชาติเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์บนเกาะพีพีเล การได้รับอนุญาตเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นโมฆะ การดำเนินการต่าง ๆ อยู่ภายใต้การควบคุมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยการปรับปรุงเป็นไปตามข้อตกลงที่มีอยู่ทุกขั้นตอน ทั้งเป็นการปรับปรุงเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติด้วย โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ถูกโต้แย้งสิทธิใด ๆ ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุม เนื่องจากไม่บรรยายว่าจำเลยแต่ละคนกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสิบเก้าอย่างไร เสียหายอย่างไร คิดค่าเสียหายเป็นเงินหรือมูลค่าเท่าใด จึงเรียกเงินประกันความเสียหายถึง 100,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า โจทก์ทั้งสิบเก้าไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ แต่รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายและถูกโต้แย้งสิทธิ์ ข้อตกลงในการอนุญาตให้เข้าถ่ายทำภาพยนตร์จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำกับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 5 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ด้วย การปรับปรุงหาดมาหยากระทำโดยได้รับอนุญาตแล้ว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ ต่อสภาพธรรมชาติของหาด การปรับปรุงหาดมาหยาและการถ่ายทำภาพยนตร์ตามฟ้องได้เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีอีกต่อไป ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ทั้งสิบเก้าเสีย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องให้งดสืบพยาน เนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้า ไม่อาจก่อให้เกิดสภาพบังคับได้เพราะขณะที่โจทก์ทั้งสิบเก้ายื่นฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ และการปรับปรุงอ่าวมาหยาและถ่ายทำภาพยนตร์ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ฟื้นฟูอ่าวมาหยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามข้อตกลง และจำเลยที่ 3 ได้คืนหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 5 แล้ว โจทก์ทั้งสิบเก้าคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสิบเก้าและพยานจำเลยทั้งห้าและพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสิบเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาประเด็นข้อพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่

โจทก์ทั้งสิบเก้า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า โจทก์ทั้งสิบเก้ามีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 อ้างว่า โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 คำสั่งของจำเลยที่ 3 ที่อนุญาตให้บริษัทถ่ายทำภาพยนตร์บีช โปรดักชั่น จำกัด ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีช บนอ่าวมาหยาตามเอกสารหมาย จ.8 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสิบเก้ามิใช่ผู้เสียหายเป็นพิเศษ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติไว้ดังนี้

มาตรา 290 เพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ

กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

(1) การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่

(2) การเข้าไปมีส่วนในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน

(3) การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่

และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 23 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายสภาตำบลอาจดำเนินกิจการภายในตำบลดังต่อไปนี้...

(4) คุ้มครองดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม...

กับพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 45 บัญญัติว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการภายในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังต่อไปนี้...

(7) คุ้มครองดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่กล่าวมาแล้วแสดงให้เห็นว่าทั้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 พยายามทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำหรือขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ที่ 5 ปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติได้ ซึ่งรวมทั้งฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ได้ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 ซึ่งอ้างว่าตนเป็นบุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดกระบี่ จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 46 บัญญัติว่า บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

จะเห็นได้ว่า คำว่า "ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม" ยังไม่มีคำนิยามความหมายหรือขอบเขตที่แน่นอน ทั้งบทบัญญัติมาตรานี้มีเงื่อนไขที่ต้องมีกฎหมายบัญญัติออกมาตามมาตรานี้ เมื่อในขณะที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 ฟ้องยังไม่มีกฎหมายบัญญัติออกมาใช้บังคับ ดังนั้นยังไม่อาจถือได้ว่ามีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 แล้ว โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้ฟังขึ้น ดังนั้นโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 จึงไม่มีสิทธิฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้บรรยายฟ้องให้เห็นโดยชัดแจ้งซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุม โดยศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว แต่วินิจฉัยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ใหม่ ยังไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาประเด็นข้อพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าต่อไป แสดงว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในข้อนี้แล้วว่าฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหา คือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทบต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพของโจทก์ทั้งสิบเก้า คำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 และที่ 5 และให้เพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าวและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายถึงการทำละเมิด ค่าเสียหายหรือความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมเป็นมูลค่าเท่าใดก็มิใช่ข้อสำคัญ เพราะโจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าทำละเมิด ทำให้โจทก์ทั้งสิบเก้าเสียหายโดยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน แต่โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องขอให้ปรับปรุงหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิม แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายว่าสภาพเดิมตามธรรมชาติของหาดมาหยาเป็นอย่างไร ถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร อันเป็นเหตุให้น้ำ อาหาร อากาศ ชายหาด ต้นไม้ ภูเขา ระบบนิเวศน์ หรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเสียหาย หรือเกิดมลพิษอย่างไรก็ไม่ใช่ข้อสำคัญเพราะโจทก์ทั้งสิบเก้าอาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าจึงไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าในข้อ 4 นั้น โจทก์ทั้งสิบเก้าต้องการให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยุติการถ่ายทำภาพยนตร์ทันที เพราะขณะโจทก์ทั้งสิบเก้ายื่นฟ้องนั้น ระยะเวลาที่ถ่ายทำภาพยนตร์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อระหว่างพิจารณาปรากฏว่าภาพยนตร์ได้ถ่ายทำเสร็จแล้วประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2542 คำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 3 ไม่อาจบังคับต่อไป และคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ก็ดำเนินการเสร็จสิ้นจนจำเลยที่ 3 คืนหลักประกันคือหนังสือค้ำประกันธนาคารจำนวน 5,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 5 ไปแล้ว คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าข้อ 4 จึงตกไปด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็ได้ปรับปรุงหาดมาหยาให้เป็นไปตามสภาพเดิมแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ย้อนสำนวนไปสืบพยานตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 จึงไม่เป็นประโยชน์อีก เห็นว่า โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทบต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของโจทก์ทั้งสิบเก้า โดยมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกาโต้เถียงว่าได้ปรับปรุงหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมจนจำเลยที่ 3 คืนหลักประกัน หนังสือค้ำประกันธนาคารให้แก่จำเลยที่ 5 แล้ว จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงกันอยู่ว่า การถ่ายทำภาพยนตร์ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ และจำเลยทั้งห้าได้ปรับปรุงแก้ไขให้กลับคืนตามสภาพเดิมแล้วหรือไม่ ซึ่งควรต้องฟังยุติให้ชัดเจนก่อน ส่วนการคืนหลักประกันให้ ไม่ได้แสดงว่าได้ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนตามสภาพเดิมตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงขัดต่อเหตุผลความเป็นจริง ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในข้อ 1 ถึง 3 ซึ่งในข้อ 1 ว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยาหมู่เกาะพีพี เป็นโมฆะ เพราะเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อ 2 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่วางเงินประกัน ให้ศาลมีคำสั่งห้ามกระทำการใด ๆ เพื่อกระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา และในข้อ 3 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าทำการถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณชายหาดมาหยานั้นเป็นประโยชน์ที่ศาลต้องพิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไปไม่ชอบนั้น เห็นควรวินิจฉัยข้อ 2 ก่อนว่า มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไปหรือไม่ เห็นว่า คำขอในข้อนี้เป็นคำขอห้ามมิให้ฝ่ายจำเลยกระทำการใดเพื่อกระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา หากไม่วางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้กระทำการปรับปรุงตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยาไปแล้ว และได้ถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จเรียบร้อยทั้งได้ออกไปจากบริเวณอ่าวมาหยาแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งให้จำเลยทั้งห้าปฏิบัติตามคำขอข้อ 2 นี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคำขอข้อ 2 อีกต่อไปนั้น ชอบแล้ว

ส่วนคำขอให้วินิจฉัยคำสั่งในข้อ 1 และข้อ 3 นั้น เห็นว่า แม้คำสั่งทางปกครองที่เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนได้ แต่สำหรับคดีนี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยาไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนก็เพื่อมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ในบริเวณหาดมาหยา แต่เมื่อจำเลยที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ตามใบอนุญาตเสร็จเรียบร้อยจนนำออกฉายทั่วโลกแล้ว การเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่บังเกิดผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ดังนั้นคำขอข้อ 1 และข้อ 3 จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 132 ม. 142 ม. 172 ม. 225
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 46 ม. 290
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 23
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง กับพวก
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย วิวิตเสวี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5818/2549
#269208
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 290 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลฯ มาตรา 23 และ พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ มาตรา 45 แสดงให้เห็นว่า ทั้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 พยายามทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำหรือขอให้บังคับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติได้ ซึ่งรวมทั้งฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ได้ด้วย

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 46 บัญญัติว่า บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ จะเห็นได้ว่า คำว่า "ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมยังไม่มีคำนิยามความหมายหรือขอบเขตที่แน่นอน ทั้งบทบัญญัติมาตรานี้มีเงื่อนไขที่ต้องมีกฎหมายบัญญัติออกมาตามมาตรานี้ เมื่อในขณะที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 ฟ้องยังไม่มีกฎหมายบัญญัติออกมาใช้บังคับ ดังนั้นยังไม่อาจถือได้ว่ามีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 แล้วโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหาคือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทบต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของโจทก์ทั้งสิบเก้า คำขอบังคับคือให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 และที่ 5 และให้เพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าว และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายถึงการทำละเมิด ค่าเสียหายหรือความเสียหายต่อทรัพยกรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมเป็นมูลค่าเท่าใดก็มิใช่ข้อสำคัญ เพราะโจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าทำละเมิด ทำให้โจทก์ทั้งสิบเก้าเสียหายโดยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแต่โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องขอให้ปรับปรุงหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิม แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายว่าสภาพเดิมตามธรรมชาติของหาดมาหยาเป็นอย่างไรถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร อันเป็นเหตุให้น้ำ อาหาร อากาศ ชายหาด ต้นไม้ ภูเขา ระบบนิเวศน์ หรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเสียหายหรือเกิดมลพิษอย่างไรก็มิใช่ข้อสำคัญเพราะโจทก์ทั้งสิบเก้าอาจนำมาสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าจึงไม่เคลือบคลุมและชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่วางเงินประกัน ให้ศาลมีคำสั่งห้ามกระทำการใดๆ เพื่อกระทำการปรับปรุงตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา เป็นคำขอห้ามมิให้ฝ่ายจำเลยกระทำการใดเพื่อกระทำการปรับปรุงแตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา หากไม่วางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้กระทำการปรับปรุงตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยาไปแล้ว และได้ถ่ายทำภายพยนตร์เสร็จเรียบร้อยทั้งได้ออกไปจากบริเวณอ่าวมาหยาแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจึงไม่มีเหตุที่จะสั่งให้จำเลยทั้งห้าปฏิบัติตามคำขอข้อนี้ได้

แม้คำสั่งทางการปกครองที่เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนได้ แต่สำหรับคดีนี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยาไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนก็เพื่อมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ในบริเวณหาดมาหยา แต่เมื่อจำเลยที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ตามใบอนุญาตเสร็จเรียบร้อยจนนำออกฉายทั่วโลกแล้วการเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่บังเกิดผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใดดังนั้น คำขอที่ให้มีคำสั่งว่าการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี เป็นโมฆะ เพราะเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าทำการถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณหาดมาหยานั้น จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพีเป็นโมฆะ เพราะเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่วางเงินประกันให้ศาลมีคำสั่งห้ามกระทำการใดๆ เพื่อกระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าทำการถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณชายหาดมาหยา ให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 และที่ 5

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องให้งดสืบพยาน เนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าไม่อาจก่อให้เกิดสภาพบังคับได้ เพราะขณะที่โจทก์ทั้งสิบเก้ายื่นฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ และการปรับปรุงอ่าวมาหยาและการถ่ายทำภาพยนตร์ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ฟื้นฟูอ่าวมาหยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามข้อตกลง และจำเลยที่ 3 ได้คืนหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 5 แล้ว โจทก์ทั้งสิบเก้าคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสิบเก้าและพยานจำเลยทั้งห้าและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาประเด็นข้อพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าต่อไป แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ทั้งสิบเก้า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า โจทก์ทั้งสิบเก้ามีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 อ้างว่าโจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 คำสั่งของจำเลยที่ 3 ที่อนุญาตให้บริษัทถ่ายทำภาพยนตร์บีช โปรดักชั่น จำกัด ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีช บนอ่าวมาหยาตามเอกสารหมาย จ.8 จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสิบเก้ามิใช่ผู้เสียหายเป็นพิเศษจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติไว้ดังนี้

มาตรา 290 เพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ

กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

(1) การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่

(2) การเข้าไปมีส่วนในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน

(3) การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่

และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 23 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย สภาตำบลอาจดำเนินกิจการภายในตำบล ดังต่อไปนี้...

(4) คุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม...

กับพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 45 บัญญัติว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการภายในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังต่อไปนี้...

(7) คุ้มครองดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่กล่าวมาแล้วแสดงให้เห็นว่า ทั้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 พยายามทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำหรือขอให้บังคับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติได้ ซึ่งรวมทั้งฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ได้ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 ซึ่งอ้างว่าตนเป็นบุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดกระบี่ จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 46 บัญญัติว่า บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

จะเห็นได้ว่า คำว่า "ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมยังไม่มีคำนิยามความหมายหรือขอบเขตที่แน่นอน ทั้งบทบัญญัติมาตรานี้มีเงื่อนไขที่ต้องมีกฎหมายบัญญัติออกมาตามมาตรานี้ เมื่อในขณะที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 ฟ้องยังไม่มีกฎหมายบัญญัติออกมาใช้บังคับ ดังนั้นยังไม่อาจถือได้ว่ามีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 แล้ว โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้ฟังขึ้น ดังนั้นโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 จึงไม่มีสิทธิฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้บรรยายฟ้องให้เห็นโดยชัดแจ้ง ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุมโดยศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว แต่วินิจฉัยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ใหม่ ยังไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาประเด็นข้อพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าต่อไป แสดงว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในข้อนี้แล้วว่าฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหา คือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทบต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของโจทก์ทั้งสิบเก้า คำขอบังคับคือให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมเชาติโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 และที่ 5 และให้เพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าว และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายถึงการทำละเมิด ค่าเสียหายหรือความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมเป็นมูลค่าเท่าใดก็มิใช่ข้อสำคัญ เพราะโจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าทำละเมิดทำให้โจทก์ทั้งสิบเก้าเสียหายโดยเรียกค่าสินไหมทดแทน แต่โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องขอให้ปรับปรุงหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิม แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายว่าสภาพเดิมตามธรรมชาติของหาดมาหยาเป็นอย่างไร ถูกปรับเปลี่ยนอย่างไรอันเป็นเหตุให้น้ำ อาหาร อากาศ ชายหาด ต้นไม้ ภูเขา ระบบนิเวศน์ หรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเสียหายหรือเกิดมลพิษอย่างไรก็ไม่ใช่ข้อสำคัญเพราะโจทก์ทั้งสิบเก้าอาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าจึงไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าในข้อ 4 นั้นโจทก์ทั้งสิบเก้าต้องการให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยุติการถ่ายทำภาพยนตร์ทันที เพราะขณะโจทก์ทั้งสิบเก้ายื่นฟ้องนั้น ระยะเวลาที่ถ่ายทำภาพยนตร์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อระหว่างพิจารณาปรากฏว่าภาพยนตร์ได้ถ่ายทำเสร็จแล้วประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2542 คำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 3 ไม่อาจบังคับได้ต่อไป และคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ก็ดำเนินการเสร็จสิ้นจนจำเลยที่ 3 คืนหลักประกันคือหนังสือค้ำประกันธนาคารจำนวน 5,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 5 ไปแล้ว คำข้อท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าข้อ 4 จึงตกไปด้วย นอกจากนี้ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็ได้ปรับปรุงหาดมาหยาให้เป็นไปตามสภาพเดิมแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ย้อนสำนวนไปสืบพยานตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 จึงไม่เป็นประโยชน์อีก เห็นว่า โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทบต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของโจทก์ทั้งสิบเก้า โดยมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกาโต้เถียงว่าได้ปรับปรุงหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมจนจำเลยที่ 3 คืนหลักประกันหนังสือค้ำประกันธนาคารให้แก่จำเลยที่ 5 แล้ว จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงกันอยู่ว่า การถ่ายทำภาพยนตร์ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ และจำเลยทั้งห้าได้ปรับปรุงแก้ไขให้กลับคืนตามสภาพเดิมแล้วหรือไม่ ซึ่งควรต้องฟังยุติให้ชัดเจนก่อน ส่วนการคืนหลักประกันให้ไม่ได้แสดงว่าได้ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนตามสภาพเดิมตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงขัดต่อเหตุผลความเป็นจริง ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในข้อ 1 ถึง 3 ซึ่งในข้อ 1 ว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี เป็นโมฆะ เพราะเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อ 2 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่วางเงินประกันให้ศาลมีคำสั่งห้ามกระทำการใดๆ เพื่อกระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยาและในข้อ 3 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าทำการถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณชายหาดมาหยานั้นเป็นประโยชน์ที่ศาลต้องพิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป ไม่ชอบนั้น เห็นควรวินิจฉัยข้อ 2 ก่อนว่ามีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไปหรือไม่ เห็นว่า คำขอในข้อนี้เป็นคำขอห้ามมิให้ฝ่ายจำเลยกระทำการใดเพื่อกระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา หากไม่วางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้กระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยาไปแล้ว และได้ถ่ายภาพยนตร์เสร็จเรียบร้อยทั้งได้ออกไปจากบริเวณอ่าวมาหยาแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งให้จำเลยทั้งห้าปฏิบัติตามคำขอข้อ 2 นี้ได้ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคำขอข้อ 2 อีกต่อไปนั้น ชอบแล้ว

ส่วนคำขอให้วินิจฉัยคำสั่งในข้อ 1 และข้อ 3 นั้น เห็นว่า แม้คำสั่งทางปกครองที่เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจถูกเพิกถอนได้แต่สำหรับคดีนี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยาไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนก็เพื่อมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ในบริเวณหาดมาหยา แต่เมื่อจำเลยที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ตามใบอนุญาตเสร็จเรียบร้อยจนนำออกฉายทั่วโลกแล้ว การเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่บังเกิดผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ดังนั้น คำขอข้อ 1 และข้อ 3 จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 46 ม. 290
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 23
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง กับพวก
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย วิวิตเสวี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5813/2549
#266800
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จากนั้นได้บรรยายความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันนั้นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทำให้เข้าใจได้ว่าความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เกิดเพราะมีการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แล้ว แต่ในทางนำสืบของโจทก์ยังไม่พอที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และศาลชั้นต้นเพียงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ยกฟ้องข้อหาอื่น ซึ่งมีความหมายว่า ยกฟ้องข้อหาจำหน่าย เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ในข้อหานี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ย่อมฟังเป็นยุติ แสดงว่ายังไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่จำเลยอื่นแล้วตามฟ้องโจทก์ การครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจึงยังอยู่กับจำเลยที่ 1 จำเลยอื่นจึงไม่อาจมีความผิดตามฟ้องโจทก์ และข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีจึงมีผลถึงจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ผู้มิได้ฎีกาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ริบของกลางและบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2873/2541 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุกคนละ 18 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 ปี สำหรับจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี นำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2873/2541 ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ รวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 8 ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 (ข) สรุปความว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,200 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 1 จำหน่ายของกลางจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จากนั้นจึงได้บรรยายความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันนั้นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันทำให้เข้าใจได้ว่าความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เกิดเพราะมีการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แล้ว แต่ในทางนำสืบของโจทก์ยังไม่พอที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 การที่ศาลชั้นต้นเพียงพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ยกฟ้องข้อหาอื่น จึงมีความหมายว่ายกฟ้องข้อหาจำหน่าย เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ย่อมฟังเป็นที่ยุติ แสดงว่ายังไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่จำเลยอื่นแล้วตามฟ้องโจทก์ การครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 1,200 เม็ด จึงยังอยู่กับจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ฎีกาย่อมไม่อาจมีความผิดตามฟ้องโจทก์ได้โดยไม่จำต้องพิเคราะห์พยานจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นอกจากนี้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี จึงมีผลถึงจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ผู้มิได้ฎีกาด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฟังขึ้น แต่สำหรับจำเลยที่ 6 ยังคงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับจำเลยที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายมนตรี สุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวรจิต แสงสุก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5799/2549
#269073
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยและ ป. ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากบริษัท ร. ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นกรรมการ เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับแม้จะเป็นเช็คออกให้แก่ผู้ซื้อ แต่เป็นเช็คที่จำเลยและ ป. ร่วมกันออกเพื่อชำระหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่บริษัท ร. มิใช่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมเป็นส่วนตัว บริษัท ร. จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท แม้โจทก์ร่วมจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ร. โจทก์ร่วมในฐานะส่วนตัวก็ไม่อยู่ในฐานะผู้ทรงเช็คพิพาท และมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยได้ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวิชรัตน์ พิพัฒน์รัตนมณี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) รวม 4 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า บริษัทรัตนตรัยการปิโตรเลียม จำกัด ประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีโจทก์ร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540 โจทก์ร่วมทำสัญญาตกลงขายที่ดินที่ตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมสิ่งปลูกสร้างและกิจการดังกล่าวให้แก่จำเลยกับนายประกอบ ประทีปโชติ กำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในวันที่ 1 กันยายน 2540 โดยโจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยและนายประกอบเข้าดำเนินกิจการของบริษัทนับแต่วันทำสัญญา ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย ล.3 หลังจากทำสัญญาโจทก์ร่วมได้ส่งมอบทรัพย์สินให้จำเลยและนายประกอบเข้าดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ในการดำเนินกิจการโจทก์ร่วมสั่งซื้อน้ำมันจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยในนามบริษัทรัตนตรัยการปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายส่งให้จำเลยและนายประกอบนำไปจำหน่าย จำเลยและนายประกอบร่วมกันออกเช็คชำระหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นงวด ๆ ต่อมาเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับที่จำเลยและนายประกอบร่วมกันออกเพื่อชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย โจทก์ร่วมได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในฐานะส่วนตัวเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยและนายประกอบในข้อหาร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินเช็คตามบันทึกการมอบคดีความผิดอันยอมความได้ เอกสารหมาย จ.13 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยและนายประกอบได้ร่วมกันออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นส่วนตัว อันทำให้โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คและเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์นำสืบว่า จำเลยและนายประกอบซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ร่วมเป็นส่วนตัว ส่วนจำเลยนำสืบว่า จำเลยและนายประกอบให้โจทก์ร่วมช่วยสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในนามบริษัทรัตนตรัยการปิโตรเลียม จำกัด จำเลยและนายประกอบร่วมกันออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ในฐานะส่วนตัว เห็นว่า โจทก์มีเพียงโจทก์ร่วมเบิกความกล่าวอ้างว่าจำเลยและนายประกอบสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ร่วมในฐานะส่วนตัว โดยไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาซื้อขายเป็นลายลักษณ์อักษร แสดงว่าโจทก์ร่วมตกลงส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่จำเลยและนายประกอบในฐานะส่วนตัวของโจทก์ร่วม เพียงแต่จำเลยและนายประกอบตกลงด้วยวาจาให้โจทก์ร่วมช่วยจัดการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นโจทก์ร่วมมีฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทรัตนตรัยการปิโตรเลียม จำกัด ให้แก่จำเลยและนายประกอบ เมื่อมิได้มีข้อตกลงโดยชัดแจ้ง การที่จำเลยและนายประกอบตกลงให้โจทก์ร่วมสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าโจทก์ร่วมดำเนินการในฐานะกรรมการของบริษัทรัตนตรัยการปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย โดยโจทก์ร่วมเพียงแต่อาศัยบริษัทดังกล่าวในการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงมาให้จำเลยและนายประกอบจำหน่าย นอกจากนี้โจทก์ร่วมยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า โจทก์ร่วมออกเช็คชำระค่าน้ำมันให้แก่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ด้วยเช็คของบริษัทรัตนตรัยการปิโตรเลียม จำกัด และเงินที่โจทก์ร่วมรับมาจากเช็คของจำเลย โจทก์ร่วมนำเข้าบัญชีของบริษัทรัตนตรัยการปิโตรเลียม จำกัด ทุกครั้ง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทเพื่อให้โจทก์ร่วมต้องรับผิดชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงแก่บริษัทเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่อ้างว่าจำเลยและนายประกอบสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ร่วมเป็นส่วนตัว จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยและนายประกอบซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากบริษัทรัตนตรัยการปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นกรรมการเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับแม้จะเป็นเช็คออกให้แก่ผู้ถือ แต่เป็นเช็คที่จำเลยและนายประกอบร่วมกันออกเพื่อชำระหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่บริษัทรัตนตรัยการปิโตรเลียม จำกัด มิใช่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมเป็นส่วนตัว บริษัทรัตนตรัยการปิโตรเลียม จำกัด จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท แม้โจทก์ร่วมจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทรัตนตรัยการปิโตรเลียม จำกัด โจทก์ร่วมในฐานะส่วนตัวก็ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยได้ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 120 ม. 121 ม. 123
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — นายวิชรัตน์ พิพัฒน์รัตนมณี
จำเลย — นายประดิษฐ์ มะเยาะ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5793/2549
#496027
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 22 บัญญัติว่าในกรณีที่เจ้าของได้ที่ดินใดมาโดยมิได้ใช้อยู่อาศัยหรือใช้ประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพหรือทำประโยชน์ในที่ดินอย่างแท้จริงถ้าหากมีการเวนคืนที่ดินนั้นภายในห้าปีนับแต่วันที่เจ้าของได้ที่ดินนั้นมาจะกำหนดเงินค่าทดแทนให้ต่ำกว่าเงินค่าทดแทนที่กำหนดตามมาตรา 21 ก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าราคาที่ดินในขณะที่เจ้าของได้ที่ดินนั้นมา มาตรา 22 นี้ มีความหมายว่า หากเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะกำหนดให้ตามมาตรา 21 เป็นจำนวนสูงกว่าราคาที่ดินที่ผู้ถูกเวนคืนซื้อมาภายในห้าปีก่อนการเวนคืนที่ดินนั้น จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ต่ำกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดตามมาตรา 21 ก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าราคาที่ดินที่ผู้ถูกเวนคืนซื้อมา หากราคาที่ดินที่ผู้ถูกเวนคืนซื้อมาสูงกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดตามมาตรา 21 แล้วก็ต้องกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ตามมาตรา 21 จะกำหนดให้เท่ากับราคาที่ดินที่ถูกผู้เวนคืนซื้อมาไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 12,158,128.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงิน 10,900,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 545,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองควรได้เงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรี ฯ วินิจฉัยไว้ตารางวาละ 3,000 บาท อีกหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากนายผาด เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2538 ในราคา 13,200,000 บาท หรือตารางวาละ 5,500 บาท ตามสำเนาสัญญาขายที่ดิน ซึ่งต้องถือว่าเป็นราคาที่ซื้อขายกันจริงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 22 ที่ดินที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เช่น ที่ดินของหมู่บ้านนริศา มีราคาประเมินตารางวาละ 25,000 บาท ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือถูกแบ่งออกเป็นสองแปลง มีถนนวงแหวนต่างระดับ ช่วงที่ผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสองยกสูงประมาณ 6 เมตร ถึง 9 เมตร มีทางลำลองเป็นทางลูกรัง กว้าง 9 เมตร อยู่ด้านล่างติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองส่วนที่เหลือเพียงด้านเดียว ส่วนที่ดินของโจทก์ที่เหลืออีกแปลงหนึ่งไม่ติดทางลำลอง การเวนคืนไม่ทำให้โจทก์ทั้งสองได้ประโยชน์จากที่ดินที่เหลือ โจทก์ทั้งสองสมควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นตารางวาละ 12,500 บาท เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 22 บัญญัติว่า ในกรณีที่เจ้าของได้ที่ดินใดมาโดยมิได้ใช้อยู่อาศัยหรือใช้ประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ หรือทำประโยชน์ในที่ดินนั้นอย่างแท้จริง ถ้าหากมีการเวนคืนที่ดินนั้นภายในห้าปีนับแต่วันที่เจ้าของได้ที่ดินนั้นมาจะกำหนดเงินค่าทดแทนให้ต่ำกว่าเงินค่าทดแทนที่กำหนดตามมาตรา 21 ก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าราคาที่ดินในขณะที่เจ้าของได้ที่ดินนั้นมา มาตรา 22 นี้ มีความหมายว่า หากเงินค่าทดแทนที่ดิน ที่จะกำหนดให้ตามมาตรา 21 เป็นจำนวนสูงกว่าราคาที่ดินที่ผู้ถูกเวนคืนซื้อมาภายในห้าปีก่อนการเวนคืนที่ดินนั้น จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ต่ำกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดมาตรา 21 ก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าราคาที่ดินที่ผู้ถูกเวนคืนซื้อมา หากราคาที่ดินที่ผู้ถูกเวนคืนซื้อมาสูงกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดตามมาตรา 21 แล้วก็ต้องกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ตามมาตรา 21 จะกำหนดให้เท่ากับราคาที่ดินที่ผู้ถูกเวนคืนซื้อมาไม่ได้ ดังนั้น หากพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 21 แล้ว เงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสองควรเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าราคาที่ดินที่โจทก์ทั้งสองซื้อมา โจทก์ทั้งสองก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเท่ากับราคาที่ดินที่โจทก์ทั้งสองซื้อมา ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่าที่ดินในละแวกใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองคือที่ดินของหมู่บ้านนริศา มีราคาประเมินตารางวาละ 25,000 บาท นั้น เห็นว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินจัดสรรของบริษัทสยามสินธร จำกัด อยู่ติดถนนประชาอุทิศ มีสาธารณูปโภคครบถ้วน เป็นที่ดินที่พัฒนาเพื่อประกอบการทางธุรกิจ แต่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นที่สวนติดลำรางตัน ไม่มีถนนสาธารณะเข้าถึงจึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงกันได้ อย่างไรก็ตาม ที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่บริเวณรอบนอกของกรุงเทพมหานคร ไปไกลจากแหล่งที่มีความเจริญแล้ว ทั้งห่างจากถนนสายหลักของฝั่งธนบุรีไม่มาก ประกอบกับได้มีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินแปลงนี้กันเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2538 ในราคาตารางวาละ 5,500 บาท จึงเชื่อว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองน่าจะมีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ เกินกว่าตารางวาละ 3,000 บาท พอสมควร แต่ก็ได้ความจากนายสมพงษ์ นายช่างโยธา 6 พยานจำเลยว่า ถนนวงแหวนด้านใต้ต่างระดับช่วงที่ผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสองยกสูงราว 6 เมตร ถึง 9 เมตร โดยมีทางลำลองคู่ขนานอยู่ด้านล่างเป็นทางลูกรังกว้างประมาณ 9 เมตร ขนานไปกับถนนวงแหวนต่างระดับออกสู่ถนนประชาอุทิศได้ ส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งสองส่วนที่เหลือแปลงที่ไม่ติดกับทางลำลองก็สามารถขออนุญาตทำทางลอดไปเชื่อมทางลำลองได้เช่นกัน ดังนั้น ผลของการเวนคืนทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองส่วนที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งถูกแบ่งเป็นสองแปลง ซึ่งแต่เดิมไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ สามารถใช้ทางลำลองเป็นทางรถยนต์ออกสู่ทางสาธารณะอื่นที่เชื่อมกับถนนประชาอุทิศไปสู่แหล่งที่มีความเจริญใกล้เคียงได้สะดวกขึ้นทำให้ราคาที่ดินของโจทก์ทั้งสองส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา มีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมบ้าง เมื่อคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ประกอบประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองได้รับจากที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันมีราคาสูงขึ้นบ้างตามมาตรา 21 วรรคสอง แล้ว เห็นว่า ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นตารางวาละ 3,000 บาท นั้น ยังต่ำไป เงินค่าทดแทนที่ดินที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองและสังคมควรเป็นตารางวาละ 4,000 บาท หรือเพิ่มอีกตารางวาละ 1,000 บาท รวมที่ดินที่ถูกเวนคืน 2 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา เป็นเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น 1,090,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน...

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,090,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ส่วนในชั้นอุทธรณ์ให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญสืบ ชนารัตน์ กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสนธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
วิชัย วิวิตเสวี
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5792/2549
#587383
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากผู้ครอบครองเดิมที่ครอบครองมาก่อนใช้ ป.ที่ดิน โดยมิได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยชอบแม้ว่าเดิมที่ดินพิพาทจะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการตาม ป.ที่ดิน มาตรา 10 และมาตรา 11 จนได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1334 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยที่ 1 จะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ก็ตาม แต่โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยปลูกสร้างอาคารและปลูกต้นไม้และพืชผลต่อเนื่องจากผู้ครอบครองเดิมโดยสุจริตตลอดมาตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1336 เรียกร้องให้โจทก์รื้อถอนอาคารและเก็บเกี่ยวพืชผลขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาท แต่โจทก์เพิกเฉยนั้น ก็มีผลเพียงถือว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งชอบที่จำเลยที่ 1 จะต้องใช้สิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 เพื่อที่ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ชนะคดีแล้วจะได้ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลตามขั้นตอนของกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296 ทวิ, 296 ตรี, 296 จัตวา, 296 เบญจ 296 ฉ และมาตรา 296 สัตต แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป จำเลยที่ 1 หามีสิทธิที่จะใช้อำนาจโดยพลการเข้าดำเนินการรื้อถอนเพื่อขับไล่โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทด้วยตนเองไม่ ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่เข้าไปรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและไถปรับหน้าดินทำให้พืชผลโจทก์เสียหาย ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 2,980,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำนวณถึงวันฟ้องเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 3,203,500 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 18,120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำนวณถึงวันฟ้องเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 18,459,750 บาท และให้จำเลยที่ 1 ที่ 6 ที่ 7 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 32,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และในอัตราเดือนละ 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุก ๆ เดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่กรรม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ต่างให้การรวมใจความว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยในต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2536 ต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2537 ต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2537 และต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 มกราคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 900,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยให้คิดดอกเบี้ยดังนี้ ในต้นเงิน 700,000 ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2536 ในต้นเงิน 200,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท

จำเลยที่ 1 และโจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังมาและคู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินเหมืองฉลุงซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อนว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกที่เข้ารื้อถอนโรงเรือนตลอดจนต้นไม้และพืชผลในที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองอยู่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ประเด็นข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1334 กำหนดให้บุคคลอาจได้มาซึ่งที่ดินประเภทดังกล่าวตามกฎหมายที่ดิน แล้วฟังข้อเท็จจริงเชื่อว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากผู้ครอบครองเดิมที่ครอบครองต่อกันมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 แม้จะมิได้มีการแจ้งการครอบครองไว้ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 5 แต่โจทก์ก็มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) จึงอยู่ในบังคับแห่งมาตรา1305 ที่จะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกาและอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 1306 ที่ห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินด้วยดังนั้น ที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามมาตรา 1304 (1) บุคคลจะได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยการซื้อขายหรือโดยอายุความไม่ได้ อย่างไรก็ตามกฎหมายได้กำหนดเป็นข้อยกเว้นให้บุคคลอาจได้มาซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1334 ที่บัญญัติให้บุคคลอาจได้มาซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่าได้ตามกฎหมายที่ดิน ซึ่งแต่เดิมก็คือพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479 แต่ตั้งแต่ปี 2497 เป็นต้นมาคือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 3 บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในกรณีต่อไปนี้ (1) ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ หรือได้มาซึ่งโฉนดที่ดินตามบทแห่งประมวลกฎหมายนี้ (2) ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพหรือกฎหมายอื่น และมาตรา 10 บัญญัติว่า ที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองและมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันนั้นให้อธิบดีมีอำนาจจัดหาผลประโยชน์ ในการจัดการผลประโยชน์ให้รวมถึงการจัดทำให้ที่ดินใช้ประโยชน์ได้ ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เช่า และให้เช่าซื้อ... และมาตรา 11 บัญญัติไว้ว่าการจัดหาผลประโยชน์ซึ่งที่ดินของรัฐตามนัยดังกล่าวในมาตราก่อนนี้ รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้จัดหาผลประโยชน์สำหรับรัฐหรือบำรุงท้องถิ่นก็ได้ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมา และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวมาข้างต้นนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เพียงแต่ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากผู้ครอบครองเดิมที่ครอบครองมาตั้งแต่ก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดินเท่านั้น แต่หาได้ปรากฏว่าเจ้าของเดิมได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยชอบและโจทก์ได้มาซึ่งที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใด ฝ่ายจำเลยที่ 1 มีนายมนตรี หัวหน้างานนิติกรรมและกรรมสิทธิ์ที่ดิน กองกฎหมาย ของจำเลยที่ 1 เบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มีวัตถุประสงค์ตามมาตรา 6 (1) การจัดให้ได้มาซึ่งที่ดินที่เหมาะสมเพื่อจัดตั้งหรือขยายนิคมอุตสาหกรรมและเบิกความเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทว่า ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือ แจ้งนโยบายการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมบริเวณทะเลสาบสงขลาไปยังผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 ต่อมาในปี 2525 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเกี่ยวกับโครงการนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้โดยมีแผนจะจัดตั้งที่บริเวณทุ่งป่าโหมด ตำบลควนหิน อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา แต่ภายหลังทราบว่าไม่สามารถจัดซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ จำเลยที่ 1 จึงรายงานข้อขัดข้องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรม ต่อมากระทรวงอุตสาหกรรมได้มีหนังสือแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่า จำเลยที่ 1 เห็นสมควรใช้พื้นที่เหมืองฉลุงซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 2,300 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินอยู่ในความครอบครองดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้จะทำให้ประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ถึง 40,000,000 บาท ตามสำเนาบันทึก ซึ่งต่อมาเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมทราบว่า นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วเห็นชอบตามเสนอ ดังปรากฏตามบันทึกและแผนที่ ผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 จึงได้ทำหนังสือขออนุมัติใช้ที่ดินเหมืองฉลุงจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้จากอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ต่อมาคณะกรรมการองค์การเหมืองแร่ได้ประชุมพิจารณาแล้วไม่ขัดข้องในการที่จำเลยที่ 1 จะใช้พื้นที่ดังกล่าวแล้ว ประธานกรรมการองค์การเหมืองแร่ได้มีบันทึกแจ้งให้กระทรวงอุตสาหกรรมทราบตามสำเนารายงานการประชุมและบันทึก กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอความร่วมมือเกี่ยวกับด้านสาธารณูปโภค นิติกรของกระทรวงอุตสาหกรรมได้ทำความเห็นสรุปความเป็นมาของที่ดินเหมืองฉลุงต่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเห็นว่าที่ดินเหมืองฉลุงเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งถือตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 และประธานกรรมการองค์การเหมืองแร่เพื่อให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการต่อไป ต่อมาองค์การเหมืองแร่ได้มีบันทึกแจ้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการดำเนินการประสานงานกับจำเลยที่ 1 เพื่อดำเนินการแบ่งใช้ที่ดินเหมืองฉลุง และได้มีการประชุมร่วมกันเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินเหมืองฉลุงและมีผลการร่วมประชุมพิจารณาว่าที่ดินเหมืองฉลุงเป็นที่ดินของรัฐประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตามรายงานการประชุม เนื่องจากองค์การเหมืองแร่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเหมืองแร่ พ.ศ.2520 และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกเลิกในปี พ.ศ.2528 ผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 จึงได้มีหนังสือแจ้งให้ประธานคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีองค์การเหมืองแร่เพื่อดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเหมืองฉลุงให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ได้รับแจ้งเหตุขัดข้องว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นแบ่งเป็นประทานบัตร 2 ประทานบัตร ส่วนที่เหลือเป็นคำขอประทานบัตรและมีผู้บุกรุกพื้นที่ดังกล่าวอยู่ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ขออนุญาตเข้าครอบครองและใช้พื้นที่เหมืองฉลุง กับมีหนังสือหารือไปยังอธิบดีกรมทรัพยากรธรณีก็ได้รับแจ้งว่ากรมทรัพยากรธรณีไม่มีสิทธิใด ๆ ในการที่จะโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ในระหว่างนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของที่ดินเหมืองฉลุงตามสำเนาคำสั่ง คณะทำงานได้ประชุมแล้วมีความเห็นว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจที่จะนำไปจัดหาผลประโยชน์ได้ตามสำเนาบันทึกการประชุม และผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้แจ้งผลการประชุมดังกล่าวให้ผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 ทราบ และแจ้งด้วยว่าจังหวัดสงขลาไม่ขัดข้องที่จำเลยที่ 1 จะใช้พื้นที่เหมืองฉลุงเป็นที่ตั้งของการนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จำเลยที่ 1 จึงเสนอความเห็นของคณะทำงานดังกล่าวให้กรมธนารักษ์ทราบเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตามเอกสาร และกรมธนารักษ์ได้มีหนังสือแจ้งตอบว่าเห็นด้วยกับความเห็นของคณะทำงานว่าที่ดินเหมืองฉลุงมิใช่ที่ราชพัสดุ ต่อมาในปี 2537 กรมทรัพยากรธรณีได้ดำเนินการถอนคำขอประทานบัตรและเวนคืนประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ในที่ดินเหมืองฉลุง และกระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการจัดหาประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตามสำเนาประกาศ ประกาศดังกล่าวระบุให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดหาผลประโยชน์โดยการขายให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมากระทรวงอุตสาหกรรมได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 10,000,000 บาท ดังนี้ เห็นว่า ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม จัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐในท้องที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีข้อความระบุชัดแจ้งว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2510) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 20 (พ.ศ.2515) มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมนำที่ดินของรัฐในท้องที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปจัดหาผลประโยชน์โดยการขายให้แก่จำเลยที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 2,271 ไร่ 37 ตารางวา ตามแนวเขตแผนที่แนบท้ายประกาศดังกล่าว และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องขายที่ดินรกร้างว่างเปล่าบริเวณเหมืองฉลุง ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ในท้องที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก็มีข้อความต่อเนื่องกันได้ความชัดแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และ 11 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2510) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 20 (พ.ศ.2515) ได้ตกลงจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐดังกล่าวโดยการขายให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินทั้งสิ้น 10,000,000 บาท เพื่อให้จำเลยที่ 1 จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2533 พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างสมเหตุผลและมีเอกสารราชการเป็นหลักฐานประกอบทุกขั้นตอนของการดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 10 และมาตรา 11 แล้ว ดังนั้น แม้ว่าเดิมที่ดินพิพาทจะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 10 และมาตรา 11 จนได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1334 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะขัดกับตัวบทกฎหมายดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยที่ 1 จะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับกันฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยปลูกสร้างอาคารและปลูกต้นไม้และพืชผลต่อเนื่องจากผู้ครอบครองเดิมโดยสุจริตตลอดมาตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เรียกร้องให้โจทก์รื้อถอนอาคารและเก็บเกี่ยวพืชผลขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาท แต่โจทก์เพิกเฉยนั้น ก็มีผลเพียงถือว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งชอบที่จำเลยที่ 1 จะต้องใช้สิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 เพื่อที่ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ชนะคดีแล้วจะได้ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลตามขั้นตอนของกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296 ทวิ, 296 ตรี, 296 จัตวา, 296 เบญจ 296 ฉ และมาตรา 296 สัตต แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป จำเลยที่ 1 หามีสิทธิที่จะใช้อำนาจโดยพลการเข้าดำเนินการรื้อถอนเพื่อขับไล่โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทด้วยตนเองไม่ ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่เข้าไปรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและไถปรับหน้าดินทำให้พืชผลโจทก์เสียหาย ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการทำละเมิดดังกล่าวให้แก่โจทก์

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 โดยไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 10 ม. 11
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1334
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 296 ทวิ ม. 296 ตรี ม. 296 จัตวา ม. 296 เบญจ ม. 296 ฉ ม. 296 สัตต
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชุมพลหรือชัยชุมพล อาบทิพย์
จำเลย — การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชาญชัย ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5791/2549
#267605
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ฝากทั่วไปมิใช่อัตราที่คิดสำหรับส่วนราชการเป็นผู้ฝากและไม่ต้องคำนึงเลยว่าผู้จ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นจะเป็นส่วนราชการหรือไม่ และกรณีดังกล่าวมิใช่เป็นเรื่องคำพิพากษาศาลฎีกามีข้อผิดพลาดเล็กน้อยอันอาจแก้ไขตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 แต่เป็นกรณีมีปัญหาการบังคับคดีเกี่ยวกับการคิดคำนวณดอกเบี้ยซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชอบที่ร้องขอต่อศาลให้วินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ซึ่งถูกเวนคืน ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 23,940,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ฎีกาให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 นำดอกเบี้ยมาชำระให้แก่โจทก์ยังขาดอยู่จำนวน 1,612,039.35 บาท เนื่องจากคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน โดยถืออัตราดอกเบี้ยที่ส่วนราชการเป็นผู้ฝากแทนที่จะใช้ดอกเบี้ยประเภทฝากประจำในนามของโจทก์ จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสูงสุดประเภทเงินฝากประจำของธนาคารออมสินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์มีหลายประเภทคือประเภทผู้ฝากทั่วไป รัฐวิสาหกิจ และส่วนราชการ จึงขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ว่าจะใช้ดอกเบี้ยสูงสุดประเภทใด

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องคัดค้านว่า การคิดคำนวณดอกเบี้ยของพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลกระทำโดยชอบและถูกต้องแล้ว หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะโต้แย้งการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลโดยตรง และหากได้รับความเสียหายก็ชอบที่จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ได้ แต่โจทก์หาได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ไม่ กลับร้องขอให้ศาลวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 โดยอ้างว่าเป็นการขอแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะมิใช่เป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลฎีกาผิดพลาดอันอาจขอแก้ไขได้ตามมาตรา 143 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ใช่กรณีคำพิพากษาศาลฎีกามีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 แต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่ามีข้อขัดข้องในการบังคับคดี และเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นส่วนราชการของรัฐ จะฝากเงินต่อธนาคารออมสิน ก็ต้องใช้ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในอัตราของส่วนราชการไม่อาจใช้อัตราของผู้ฝากทั่วไปหรือประชาชนหรือรัฐวิสาหกิจอัตราดอกเบี้ยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม ในกรณีที่ส่วนราชการจะต้องเป็นผู้ชำระนั้น จึงต้องใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของส่วนราชการเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าดอกเบี้ยตามอัตราข้างต้นในการบังคับคดีมีข้อผิดพลาดอย่างไร การชำระหนี้ของจำเลยทั้งสี่ตามคำพิพากษาจึงชอบแล้ว ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า การบังคับคดีส่วนดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนั้น ให้ถืออัตราดอกเบี้ยในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ฝาก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เห็นสมควรให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแก่โจทก์นั้น หมายถึงอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ฝากทั่วไป หรือส่วนราชการเป็นผู้ฝาก เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" และมาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ถ้าจะต้องมีการวางเงินค่าทดแทนไม่ว่าเนื่องในกรณีใด ๆ ให้กระทำโดยการนำไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนโดยแยกเป็นบัญชีเฉพาะราย ในการนี้ถ้ามีดอกเบี้ยหรือดอกผลใดเกิดขึ้นเนื่องจากการฝากเงินนั้นให้ตกเป็นสิทธิแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนั้นด้วย" ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแก่โจทก์ และจำเลยทั้งสี่ได้นำเงินดังกล่าวมาวางต่อศาลเพื่อชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในฐานะที่โจทก์เป็นบุคคลผู้ฝากทั่วไปโดยไม่ต้องคำนึงเลยว่าผุ้จ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นจะเป็นส่วนราชการหรือไม่ เพราะโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวมิใช่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจแต่ประการใด และกรณีมิใช่เป็นเรื่องคำพิพากษาศาลฎีกามีข้อผิดพลาดเล็กน้อยอันอาจแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ดังที่โจทก์ร้องขอมาท้ายคำร้อง แต่เป็นกรณีมีปัญหาการบังคับคดีเกี่ยวกับการคิดคำนวณดอกเบี้ย ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชอบที่ร้องขอต่อศาลให้วินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในฐานะผู้ฝากทั่วไปชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 26 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหวั่งหลี จำกัด
จำเลย — กรมโยธาธิการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิชัย วิวิตเสวี
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5791/2549
#269070
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" และมาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ถ้าจะต้องมีการวางเงินค่าทดแทน ไม่ว่าเนื่องในกรณีใด ๆ ให้กระทำโดยการนำไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนโดยแยกเป็นบัญชีเฉพาะราย ในการนี้ถ้ามีดอกเบี้ยหรือดอกผลใดเกิดขึ้นเนื่องจากการฝากเงินนั้นให้ตกเป็นสิทธิแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนั้นด้วย" ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแก่โจทก์ และจำเลยทั้งสี่ได้นำเงินดังกล่าวมาวางต่อศาลเพื่อชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในฐานะที่โจทก์เป็นบุคคลผู้ฝากทั่วไปโดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้จ่ายหรือวางเงินค่าตอบแทนจะเป็นส่วนราชการหรือไม่ เพราะโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวมิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ซึ่งถูกเวนคืน ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 23,940,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 นำดอกเบี้ยมาชำระให้แก่โจทก์ยังขาดอยู่จำนวน 1,612,039.35 บาท เนื่องจากคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน โดยถืออัตราดอกเบี้ยที่ส่วนราชการเป็นผู้ฝากแทนที่จะใช้ดอกเบี้ยประเภทฝากประจำในนามของโจทก์ จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสูงสุดประเภทเงินฝากประจำของธนาคารออมสินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์มีหลายประเภท คือประเภทผู้ฝากทั่วไป รัฐวิสาหกิจ และส่วนราชการ จึงขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ว่าจะใช้ดอกเบี้ยสูงสุดประเภทใด

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องคัดค้านว่า การคิดคำนวณดอกเบี้ยของพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลกระทำโดยชอบและถูกต้องแล้ว หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะโต้แย้งการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลโดยตรง และหากได้รับความเสียหายก็ชอบที่จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ได้ แต่โจทก์หาได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ไม่ กลับร้องขอให้ศาลวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 โดยอ้างว่าเป็นการขอแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะมิใช่เป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลฎีกาผิดพลาดอันอาจขอแก้ไขได้ตามมาตรา 143 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ใช่กรณีคำพิพากษาศาลฎีกามีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 แต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่ามีข้อขัดข้องในการบังคับคดี และเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นส่วนราชการของรัฐ จะฝากเงินต่อธนาคาออมสิน ก็ต้องใช้ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในอัตราของส่วนราชการไม่อาจใช้อัตราของผู้ฝากทั่วไปหรือประชาชนหรือรัฐวิสาหกิจ อัตราดอกเบี้ยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม ในกรณีที่ส่วนราชการจะต้องเป็นผู้ชำระนั้นจึงต้องใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของส่วนราชการเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าดอกเบี้ยตามอัตราข้างต้นในการบังคับคดีมีข้อผิดพลาดอย่างไร การชำระหนี้ของจำเลยทั้งสี่ตามคำพิพากษาจึงชอบแล้ว ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า การบังคับคดีส่วนดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนั้น ให้ถืออัตราดอกเบี้ยในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ฝาก

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแก่โจทก์นั้น หมายถึงอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ฝากทั่วไปหรือส่วนราชการเป็นผู้ฝาก เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าตอบแทนนั้น" และมาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ถ้าจะต้องมีการวางเงินค่าทดแทนไม่ว่าเนื่องในกรณีใดๆ ให้กระทำโดยการนำไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนโดยแยกเป็นบัญชีเฉพาะราย ในการนี้ถ้ามีดอกเบี้ยหรือดอกผลใดเกิดขึ้นเนื่องจากการฝากเงินนั้นให้ตกเป็นสิทธิแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนั้นด้วย" ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแก่โจทก์ และจำเลยทั้งสี่ได้นำเงินดังกล่าวมาวางต่อศาลเพื่อชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในฐานะที่โจทก์เป็นบุคคลผู้ฝากทั่วไปโดยไม่ต้องคำนึงเลยว่าผู้จ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นจะเป็นส่วนราชการหรือไม่ เพราะโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวมิใช่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจแต่ประการใด และกรณีมิใช่เป็นเรื่องคำพิพากษาศาลฎีกามีข้อผิดพลาดเล็กน้อยอันอาจแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ดังที่โจทก์ร้องขอมาท้ายคำร้อง แต่เป็นกรณีมีปัญหาการบังคับคดีเกี่ยวกับการคิดคำนวณดอกเบี้ยซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะร้องขอต่อศาลให้วินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในฐานะผู้ฝากทั่วไปชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 26 วรรคสาม ม. 31 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหวั่งหลี จำกัด
จำเลย — กรมโยธาธิการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิชัย วิวิตเสวี
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5788/2549
#266765
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 92 ไม่ได้บัญญัติว่า ความผิดครั้งหลังจะต้องเป็นความผิดอย่างเดียวกันกับความผิดครั้งแรก เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืนเป็นคดีนี้ภายใน 5 ปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แม้ความผิดคดีนี้จะมิใช่ความผิดเดียวกันกับความผิดดังกล่าว ก็อยู่ในหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่ศาลจะเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 371 และก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 9 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2209/2545 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2545 จึงขอให้เพิ่มโทษจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมาย มาตรา 371 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน (ที่ถูก และเครื่องกระสุนปืน) ไว้ในความครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าจำเลยเคยต้องโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และในเวลา 5 ปี นับแต่พ้นโทษจำเลยได้กลับมากระทำความผิดอีก ความผิดที่จำเลยกระทำมิใช่ความผิดเดียวกันกับที่เคยได้รับโทษ จะถือว่าจำเลยกลับมากระทำความผิดอีก อันเป็นเหตุให้ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก ถ้าและได้กระทำความผิดใด ๆ อีกในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่ก็ดี ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษก็ดี หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุกก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดว่า ความผิดครั้งหลังจะต้องเป็นความผิดเดียวกันกับความผิดครั้งแรก เมื่อจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แม้ความผิดคดีนี้จะมิใช่ความผิดเดียวกันกับความผิดดังกล่าว ก็อยู่ในเกณฑ์ตามกฎหมายที่ศาลจะเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ได้ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดในความผิดตามฟ้องทั้งสองฐานจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายประยูร บุญมานะกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายดิลก บุลทวีนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5788/2549
#269067
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7 แล้ว เมื่อจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ทั้งไม่เป็นกรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง อีกกรรมหนึ่ง แยกต่างหากจากกัน

ตาม ป.อ. มาตรา 92 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก ถ้าและได้กระทำความผิดใด ๆ อีกในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่ก็ดี ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษก็ดี หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุกก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดว่า ความผิดครั้งหลังจะต้องเป็นความผิดเดียวกันกับความผิดครั้งแรก เมื่อจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แม้ความผิดคดีนี้จะมิใช่ความผิดเดียวกันกับความผิดดังกล่าวก็อยู่ในเกณฑ์ตามกฎหมายที่ศาลจะเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 371 และเพิ่มโทษจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน (ที่ถูก และเครื่องกระสุนปืน) ไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อหามีอาวุธปืนมีทะเบียนของบุคคลอื่นไว้ในครอบครอง และข้อหาพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยต่างกรรมกัน เป็นการลงโทษที่ซ้ำซ้อนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตถือว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 แล้ว และการที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ทั้งไม่เป็นกรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง อีกกรรมหนึ่ง มิได้ซ้ำซ้อนเป็นกรรมเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า การที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยเคยต้องโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และในเวลา 5 ปี นับแต่พ้นโทษจำเลยได้กลับมากระทำความผิดอีกความผิดที่จำเลยกระทำมิใช่ความผิดเดียวกันกับที่เคยได้รับโทษ จะถือว่าจำเลยกลับมากระทำความผิดอีก อันเป็นเหตุให้ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก ถ้าและได้กระทำความผิดใด ๆ อีกในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่ก็ดี ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษก็ดี หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุกก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดว่า ความผิดครั้งหลังจะต้องเป็นความผิดเดียวกันกับความผิดครั้งแรก เมื่อจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครองครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แม้ความผิดคดีนี้จะมิใช่ความผิดเดียวกันกับความผิดดังกล่าว ก็อยู่ในเกณฑ์ตามกฎหมายที่ศาลจะเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ได้ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดในความผิดตามฟ้องทั้งสองฐานจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 92
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายประยูร บุญมานะกิจ
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5777/2549
#266648
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยซุกซ่อนไว้ในช่องคลอดและจะนำไปส่งให้แก่ผู้มีชื่อที่กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ยังขับรถพาจำเลยที่ 2 ไปกรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 ขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม ป. อ.มาตรา 86 จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ป.อ. มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม), 102 จำคุก 15 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ป.อ. มาตรา 86 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 10 ปี คำรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 มีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมกับโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 11 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ข้อเท็จจริงจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เมื่อไปถึงจังหวัดตาก จำเลยที่ 2 ได้พักค้างคืนที่บ้านของนางปรานอม เช้าวันรุ่งขึ้นนางปรานอมได้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาให้จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปส่งให้แก่ผู้มีชื่อในกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 จึงซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในช่องคลอดตามคำแนะนำของนางปรานอมและระหว่างเดินทางจำเลยที่ 2 ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบด้วย การที่จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยจะนำไปส่งให้แก่ผู้มีชื่อในกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ยังขับรถพาจำเลยที่ 2 ไปกรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 ขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม ป.อ. มาตรา 86 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าขณะเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นจำเลยที่ 1 มิได้มีพิรุธดังเช่นจำเลยที่ 2 ทั้งยอมให้ตรวจค้นโดยดีและก็ค้นไม่ได้สิ่งผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ทราบเรื่องการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 นั้น อาจจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เชื่อว่าตนเองมิได้เป็นเจ้าของหรือร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง ทั้งเมทแอมเฟตามีนนั้นก็มิได้อยู่ที่ตน อีกทั้งอาจมีความเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่อาจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 2 ซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิดแล้วได้ จำเลยที่ 1 จึงมิได้ตื่นกลัวจนเป็นพิรุธก็ได้ สำหรับฎีกาประการอื่นของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ไม่มีผลทำให้ผลของคดีต้องเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายประชาศักดิ์ ศรพิทักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายสมชาติ เลิศลิขิตวรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา