คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4899 -ที่ 4901/2549
#266789
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วผู้ทำแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 โดยอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 90/12 (9) กล่าวคือหากผู้ทำแผนจะกระทำการจำหน่าย จ่าย โอนหรือชำระหนี้ ก่อหนี้หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินนอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้แล้วจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก่อน เมื่อการขอเบิกจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้ลดจำนวนเงินที่ผู้ทำแผนมีสิทธิเบิกจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ลง แต่ผู้ทำแผนได้เบิกเงินเกินจำนวนที่ศาลมีคำสั่งไปก่อนแล้ว ผู้ทำแผนจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินส่วนที่เบิกเกินไปให้แก่ลูกหนี้ และถือได้ว่าคำสั่งศาลดังกล่าวเป็นคำสั่งซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีศาลจึงมีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนปฏิบัติตามได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 272 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย มาตรา 14 หากผู้ทำแผนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับดังกล่าวผู้มีส่วนได้เสียก็ย่อมขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามและตั้งบริษัทเซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางซึ่งรับโอนสำนวนจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนในอัตราร้อยละ 45 ของจำนวนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนที่ผู้ทำแผนขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สำหรับผลงานของการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผนภายหลังที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ และวันที่ 22 มีนาคม 2544 ศาลได้ออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนคืนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายส่วนที่เบิกเกินไปจำนวน 45,901.605.32 บาท ให้แก่ลูกหนี้ภายใน 30 วัน

ผู้ทำแผนยื่นคำร้องว่า คำสั่งศาลกำหนดค่าทำแผนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 มิได้มีคำสั่งให้คืนค่าทำแผนด้วย ผู้ทำแผนจึงมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาฝ่ายแพ้คดี คำบังคับเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2544 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนคำบังคับ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ผู้ทำแผนมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอัตราร้อยละ 45 ของจำนวนเงินที่ควรจะได้ แต่ผู้ทำแผนได้จำนวนเงินมากกว่าจำนวนที่ควรจะได้จึงต้องคืนเงินที่ได้รับเกินให้แก่ลูกหนี้ทั้งสาม แม้ตามคำสั่งดังกล่าวจะมิได้มีคำสั่งให้คืนเงินก็ตาม กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำบังคับ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/97 (เดิม)

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการกำกับตรวจสอบดูแลกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการรวมทั้งให้ศาลมีอำนาจในการตั้งผู้ทำแผนและควบคุมดูแลการทำงานของผู้ทำแผนให้เป็นไปตามกฎหมาย และในการดำเนินการฟื้นฟูกิจการนั้นพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 ให้ผู้ทำแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผนดังกล่าวให้นำบทบัญญัติมาตรา 90/12 (9) มาใช้บังคับแก่ผู้ทำแผนโดยอนุโลมด้วย เช่นนี้หากผู้ทำแผนจะกระทำการจำหน่าย จ่าย โอน ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินนอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้แล้วจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก่อน เมื่อการขอเบิกจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนในคดีนี้ปรากฏว่าศาลได้มีคำสั่งให้ลดจำนวนเงินที่ผู้ทำแผนมีสิทธิเบิกจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามลง แต่ปรากฏว่าผู้ทำแผนได้เบิกเงินเกินจำนวนที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวไปก่อนแล้ว ผู้ทำแผนจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินส่วนที่เบิกเกินไปให้แก่ลูกหนี้ทั้งสาม และถือได้ว่าคำสั่งของศาลดังกล่าวเป็นคำสั่งซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีและศาลมีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนปฏิบัติตามได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 และหากผู้ทำแผนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับดังกล่าวบุคคลผู้มีส่วนได้เสียก็ย่อมขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีต่อไปได้ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ออกคำบังคับแก่ผู้ทำแผนจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ทำแผนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 272 ม. 275
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (9) ม. 90/25
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ทำแผน — บริษัทเซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัทน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายโชค จงสงวน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4899 -ที่ 4901/2549
#269017
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการกำกับตรวจสอบดูแลกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการรวมทั้งให้ศาลมีอำนาจในการตั้งผู้ทำแผนและควบคุมดูแลการทำงานของผู้ทำแผนให้เป็นไปตามกฎหมาย และในการดำเนินการฟื้นฟูกิจการนั้น พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/25 ให้ผู้ทำแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผนดังกล่าวให้นำบทบัญญัติมาตรา 90/12 (9) มาใช้บังคับแก่ผู้ทำแผนโดยอนุโลมด้วย เช่นนี้หากผู้ทำแผนจะกระทำการจำหน่าย จ่าย โอน ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินนอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้แล้วจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก่อน เมื่อการขอเบิกจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนในคดีนี้ปรากฏว่าผู้ทำแผนได้เบิกเงินเกินจำนวนที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวไปก่อนแล้ว ผู้ทำแผนจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินส่วนที่เบิกเกินไปให้แก่ลูกหนี้ทั้งสาม และถือได้ว่าคำสั่งศาลดังกล่าวเป็นคำสั่งซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีและศาลมีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนปฏิบัติตามได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 272 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14 และหากผู้ทำแผนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับดังกล่าว บุคคลผู้มีส่วนได้เสียก็ย่อมขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามและตั้งบริษัทเซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางซึ่งรับโอนสำนวนจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนในอัตราร้อยละ 45 ของจำนวนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนที่ผู้ทำแผนขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สำหรับผลงานของการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผนภายหลังที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน และวันที่ 22 มีนาคม 2544 ศาลได้ออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนคืนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายส่วนที่เบิกเกินไปจำนวน 45,901,605.32 บาท ให้แก่ลูกหนี้ภายใน 30 วัน

ผู้ทำแผนยื่นคำร้อง ขอให้ศาลเพิกถอนคำบังคับ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ผู้ทำแผนมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในอัตราร้อยละ 45 ของจำนวนเงินที่ควรจะได้ แต่ผู้ทำแผนได้จำนวนเงินมากกว่าจำนวนที่ควรจะได้จึงต้องคืนเงินที่ได้รับเกินให้แก่ลูกหนี้ทั้งสาม แม้ตามคำสั่งดังกล่าวจะมิได้มีคำสั่งให้คืนเงินก็ตาม กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำบังคับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/79 (เดิม)

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลล้มละลายกลางมีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนคืนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายส่วนที่เบิกเกินไปแก่ลูกหนี้ทั้งสามได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการกำกับตรวจสอบดูแลกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการรวมทั้งให้ศาลมีอำนาจในการตั้งผู้ทำแผนและควบคุมดูแลการทำงานของผู้ทำแผนให้เป็นไปตามกฎหมาย และในการดำเนินการฟื้นฟูกิจการนั้นพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/25 ให้ผู้ทำแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผนดังกล่าวให้นำบทบัญญัติมาตรา 90/12 (9) มาใช้บังคับแก่ผู้ทำแผนโดยอนุโลมด้วย เช่นนี้หากผู้ทำแผนจะกระทำการจำหน่าย จ่าย โอน ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินนอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้แล้วจำต้องได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก่อน เมื่อการขอเบิกจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนในคดีนี้ปรากฏว่าศาลได้มีคำสั่งให้ลดจำนวนเงินที่ผู้ทำแผนมีสิทธิเบิกจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามลง แต่ปรากฏว่าผู้ทำแผนได้เบิกเงินเกินจำนวนที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวไปก่อนแล้ว ผู้ทำแผนจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินส่วนที่เบิกเกินไปให้แก่ลูกหนี้ทั้งสามและถือได้ว่าคำสั่งของศาลดังกล่าวเป็นคำสั่งซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีและศาลมีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนปฏิบัติตามได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 และหากผู้ทำแผนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับดังกล่าว บุคคลผู้มีส่วนได้เสียก็ย่อมขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีต่อไปได้ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ออกคำบังคับแก่ผู้ทำแผนจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ทำแผนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 272
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 90/12 (9) ม. 90/25
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ทำแผน — บริษัทเซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัทน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2549
#266695
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 19 มีนาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 เมษายน 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์หลายรายการรวมราคา 65,100 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถาน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้เห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวแม้มิได้มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 334, 335, 357 ริบค้อนและเหล็กแป๊บของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (8) วรรคสอง จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 19 มีนาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 เมษายน 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์หลายรายการรวมราคา 65,100 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถาน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้เห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวแม้มิได้มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 (1)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายไกรวุฒิ สมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายอภิชาติ อังศุภศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบุญชู ทัศนประพันธ์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2549
#267293
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 19 มีนาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 เมษายน 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์หลายรายการรวมราคา 65,100 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถาน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีกว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้เห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 19 มีนาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 เมษายน 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ได้มีคนร้ายใช้วัตถุของแข็งงัดและทุบทำลายกุญแจที่ปิดล็อกห้องพัก อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์จนกุญแจหลุดออก แล้วเข้าไปให้ห้องพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสาวอภิญญา สุธรรม ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วลักทรัพย์จำนวน 4 รายการ ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท้ายฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 65,000 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไปโดยทุจริต ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2548 เจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กลบ สุรินทร์ 157 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกค้นร้ายลักไปอยู่ในความครอบครองของจำเลย และค้อนจำนวน 1 ด้าม เหล็กแป๊บยาวประมาณ 95 เซนติเมตร จำนวน 1 ท่อน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง และวันที่ 27 เมษายน 2548 เจ้าพนักงานยึดเครื่องรับโทรทัศน์สีขนาด 14 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 1 ชุด ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง โดยจำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์หรือมิฉะนั้นเมื่อระหว่างวันเวลาหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ถึงวันที่ 19 เมษายน 2548 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรับเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไว้จากคนร้าย ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ ซึ่งทรัพย์นั้น โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 334, 335, 357 ริบค้อนและเหล็กแป๊บของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (8) วรรคสอง จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 19 มีนาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 เมษายน 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์หลายรายการรวมราคา 65,100 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถาน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้เห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวแม้มิได้มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายไกรวุฒิ สมบัติ
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4889/2549
#266784
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาไม่ถูกต้อง เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่จากจำเลยให้ครบถ้วน และศาลชั้นต้นได้มีหมายแจ้งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ยังขาดอยู่แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมชำระกรณีถือได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ยอมชำระ กรณีถือได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,042,857.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงินที่นางกฤษณานำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้จำนวน 8 ครั้ง นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2529 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2530 ออกจากยอดเงินที่นางกฤษณาต้องชำระโดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระหนี้ต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระระหว่างวันที่ 25 เมษายน 2530 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2530 ในอัตราเดียวกันนั้นเป็นดอกเบี้ยที่ขาดอายุความแล้ว คำนวณได้เท่าใดให้นำไปหักออกด้วย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นจำนวน 10,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่รับหมาย จำเลยได้รับหมายแจ้งคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วแต่มิได้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคืนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,042,857.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงินที่นางกฤษณานำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้จำนวน 8 ครั้ง นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2529 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2530 ออกจากยอดเงินที่นางกฤษณาต้องชำระโดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระระหว่างวันที่ 25 เมษายน 2530 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2530 ในอัตราเดียวกันนั้นเป็นดอกเบี้ยที่ขาดอายุความแล้ว คำนวณได้เท่าใดให้นำไปหักออกด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยทั้งหมดแก่โจทก์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาตามจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามาเพียง 200 บาท อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นการไม่ถูกต้อง เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่จากจำเลยให้ครบถ้วน และศาลชั้นต้นได้มีหมายแจ้งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ยังขาดอยู่แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมชำระ กรณีถือได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางนุชนารถ รุ่งรังสีกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางกฤษณี เยพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4889/2549
#267292
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 1,042,857.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยทั้งหมด จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาตามจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 200 บาท อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นการไม่ถูกต้อง เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่จากจำเลยให้ครบถ้วน และศาลชั้นต้นได้มีหมายแจ้งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่แล้ว แต่จำเลยไม่ยอมชำระ ถือได้ว่าเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,042,857.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงินที่นางกฤษณา คุ้มภัย นำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้จำนวน 8 ครั้ง นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2529 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2530 ออกจากยอดเงินที่นางกฤษณาต้องชำระ โดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระหนี้ต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระ ระหว่างวันที่ 25 เมษายน 2530 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2530 ในอัตราเดียวกันนั้นเป็นดอกเบี้ยที่ขาดอายุความแล้ว คำนวณได้เท่าใดให้นำไปหักออกด้วย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นจำนวน 10,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่รับหมาย จำเลยได้รับหมายแจ้งคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วแต่มิได้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคืนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,042,857.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงินที่นางกฤษณา คุ้มภัย นำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้จำนวน 8 ครั้ง นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2529 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2530 ออกจากยอดเงินที่นางกฤษณาต้องชำระโดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระระหว่างวันที่ 24 เมษายน 2530 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2530 ในอัตราเดียวกันนั้นเป็นดอกเบี้ยที่ขาดอายุความแล้ว คำนวณได้เท่าใดให้นำไปหักออกด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยทั้งหมดแก่โจทก์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาตามจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจกท์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามาเพียง 200 บาท อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นการไม่ถูกต้อง เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่จากจำเลยให้ครบถ้วน และศาลชั้นต้นได้มีหมายแจ้งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ยังขาดอยู่แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมชำระ กรณีถือได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางนุชนารถ รุ่งรังสีกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4888/2549
#268914
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่จำเลยยื่นคำให้การแล้ว เมื่อโจทก์ขอถอนฟ้อง ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง (1) กำหนดให้ศาลฟังว่าจำเลยจะยินยอมให้โจทก์ถอนฟ้องหรือจะคัดค้านประการใด เพื่อประโยชน์ที่ศาลจะได้นำมาประกอบการพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควรดังที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้นั้นต่อไป หากศาลยังมิได้ฟังจำเลยก่อนย่อมต้องห้ามตามกฎหมายไม่ให้ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ดังนั้นการที่โจทก์ขอถอนฟ้องเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ภายหลังจำเลยให้การต่อสู้คดีและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความในวันเดียวกันนั้น โดยปรากฏว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องในวันที่ 22 ธันวาคม 2547 โดยไม่มีโอกาสได้คัดค้านหรือไม่คัดค้านในการที่โจทก์ถอนฟ้อง การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปก่อนที่จะได้ฟังจำเลยเช่นนี้ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่พนักงานรักษาความปลอดภัย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 222 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 16 ของเดือน และทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานโดยระบุว่าโจทก์ขอลาออกโดยไม่เป็นความจริง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำนวน 39,960 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 39,960 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าจำเลยไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจจึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์สมัครใจลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาคดี โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีจากสารบบความ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง (1) ระบุว่า ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต หรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ (1) ห้ามมิให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน ย่อมหมายความให้ศาลฟังว่าจำเลยจะยินยอมให้โจทก์ถอนฟ้องหรือจะคัดค้านประการใด เพื่อประโยชน์ที่ศาลจะได้นำมาประกอบการพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควรดังที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้นั้นต่อไป หากศาลยังมิได้ฟังจำเลยก่อน ย่อมต้องห้ามตามกฎหมายไม่ให้ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ดังนั้น การที่โจทก์ขอถอนฟ้องเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ภายหลังจำเลยให้การต่อสู้คดีและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความในวันเดียวกันนั้น โดยปรากฏว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องในวันที่ 22 ธันวาคม 2547 โดยไม่มีโอกาสได้คัดค้านหรือไม่คัดค้านในการที่โจทก์ถอนฟ้อง การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปก่อนที่จะได้ฟังจำเลยเช่นนี้ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความ ให้ศาลแรงงานกลางสอบถามจำเลยว่าจะคัดค้านการถอนฟ้องหรือไม่ แล้วมีคำสั่งร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สิบตรีทรงพล ศรีแพงสินธุ์
จำเลย — องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4882/2549
#266693
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่มีเจตนาฆ่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้โดยยกฟ้องฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ให้ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กาย จึงมิใช่กรณีที่มีการอุทธรณ์เฉพาะกรณีที่เกี่ยวกับการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เมื่อมีการได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาที่ได้พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 12 เดือน จำเลยรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 อีกกระทงหนึ่ง (ที่ถูก ไม่ต้องมีอีกกระทงหนึ่ง) ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว ลงโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน รวมกับโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ เป็นจำคุก 1 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดขั้นต่ำ 6 เดือน ขั้นสูง 8 เดือน ข้อหาพยายามฆ่าให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยเพียงประเด็นเดียวว่า มีเหตุลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่มีเจตนาฆ่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้โดยยกฟ้องฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ให้ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนรับอันตรายแก่กาย จึงมิใช่กรณีที่มีการอุทธรณ์เฉพาะกรณีที่เกี่ยวกับการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เมื่อมีการได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาที่ได้พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 เมื่อขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยคบหาสมาคมกับเพื่อที่มีความประพฤติไม่เหมาะสม ชักชวนกันดื่มเบียร์ เที่ยวเตร่เวลากลางคืน และพาอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไปตามที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่วิสัยที่เยาวชนทั่วไปพึงกระทำแล้ว ยังได้ความตามทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยไม่คัดค้านว่าพวกของจำเลยเป็นฝ่ายตามไปหาเรื่องกลุ่มผู้เสียหายก่อน และที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งที่ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางร้ายแรงใด ๆ ต่อกันนั้นก็เพียงเพราะต้องการช่วยเหลือเข้าข้างพวกของตนโดยไม่คำนึงถึงความผิดถูก การกระทำของจำเลยดังกล่าวนอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุจริตชนทั่วไปแล้วยังแสดงให้เห็นว่าจำเลยขาดความเคารพต่อกฎเกณฑ์ของสังคม ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ทั้งที่จำเลยมีโอกาสได้เล่าเรียนถึงชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ กรณีจึงไม่มีเหตุให้ลงโทษจำเลยสถานเบา โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวกำหนดมานั้นเหมาะสมแล้ว และเห็นว่าหากจำเลยไม่ได้รับการอบรมและแก้ไขฟื้นฟูเพื่อให้รู้จักยั้งคิดและทบทวนถึงความเดือดร้อนที่ตนเอง ครอบครัวและสังคมได้รับจากการกระทำของตนเสียบ้างแล้ว อนาคตของจำเลยอาจดำเนินไปในทางที่น่าเป็นห่วงกว่านี้ จึงไม่รอการลงโทษจำคุกให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวให้ส่งจำเลยไปฝึกและอบรมแทนภายในระยะเวลาขั้นต่ำ 6 เดือน ขั้นสูง 8 เดือน นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 104 (2) ม. 121 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว จังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายสันทัด อยู่ดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลกแผนกคดีเยาวช — นายกฤตย หงษ์สัมฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนแ — นายจรูญ ชีวิตโสภณ
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิชา มหาคุณ
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4880 -ที่ 4881/2549
#267436
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่าเครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นของตนเองทั้งหมด แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวร่วมกัน เช่นนี้ ศาลย่อมพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในเครื่องหมายการค้าพิพาทได้ตาม พ.ร.บ จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) ไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะโอนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 และเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 437187, 437188 และ 437189 จำเลยที่ 1 จึงต้องมีหน้าที่โอนเครื่องหมายการค้าส่วนที่เหลือด้วย ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 50

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์สำนวนแรกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 30,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 จัดการโอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 358909 ทะเบียนเลขที่ ค.82475 คำขอเลขที่ 365222 ทะเบียนเลขที่ ค.112309 และคำขอเลขที่ 365223 ทะเบียนเลขที่ บ.8370 รวมทั้งเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 437189 (ที่ถูก 437187) ทะเบียนเลขที่ ค.139240 และคำขอเลขที่ 437189 ทะเบียนเลขที่ บ.13874 ให้เป็นสิทธิของโจทก์แต่ผู้เดียว ห้ามจำเลยทั้งสามยุ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 200,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 30,000,000 บาท และจากค่าเสียหายวันละ 200,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์สำนวนหลังฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 72,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวพร้อมค่าเสียหายเดือนละ 6,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 3589099, 365222 และ 365223 และให้จำเลยที่ 4 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ได้จดทะเบียนให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 เสียจากทะเบียนเครื่องหมายการค้าร่วม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์จดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าจำพวก 30, 31 และ 42 ตามคำขอเลขที่ 358909 ทะเบียนเลขที่ ค.82475 คำขอเลขที่ 365222 ทะเบียนเลขที่ ค.112309 และคำขอเลขที่ 365223 ทะเบียนเลขที่ บ.8370 รวมทั้งเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 437189 (ที่ถูก 437187) ทะเบียนเลขที่ ค.138695 คำขอเลขที่ 437188 ทะเบียนเลขที่ ค.139240 และคำขอเลขที่ 437189 ทะเบียนเลขที่ ป.13874 ให้เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว ห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าว หากบังคับไม่ได้ ให้โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิผลิตและจำหน่ายสินค้าตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 ในประเทศไทยแต่ผู้เดียว ห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับสิทธิในการผลิตและจำหน่ายสินค้าดังกล่าว และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสามวันละ 1,000,000 บาท คิดเป็นเดือนละ 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนวันละ 1,000,000 บาท คิดเป็นเดือนละ 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 1 ให้เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 2 ให้เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 3 ให้เรียกจำเลยที่ 4 ในสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 4 ให้เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังเป็นจำเลยที่ 1 ให้เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกเป็นจำเลยที่ 2 และให้เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกเป็นจำเลยที่ 3

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 437189 (ที่ถูก 437187) ทะเบียนเลขที่ ค.138695 คำขอเลขที่ 437188 ทะเบียนเลขที่ ค.139240 และคำขอเลขที่ 437189 ทะเบียนเลขที่ บ.13874 ให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกันกับจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรเมนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งสี่คนละ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมีว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นของตนเองทั้งหมด แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่าโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ร่วมกันเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในเครื่องหมายการค้าพิพาทได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) และไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามประการต่อมามีว่า โจทก์ที่ 4 โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และโจทก์ที่ 4 ต้องดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทอย่างไร เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า บันทึกข้อตกลงมีผลใช้บังคับได้ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 จึงกระทำโดยถูกต้อง การที่โจทก์ที่ 4 จดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 กรณีไม่จำต้องเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น และเมื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงแล้ว แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะให้มีการโอนเครื่องหมายการค้าจริงประกอบกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 437187, 437188 และ 437189 จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องโอนเครื่องหมายการค้าส่วนที่เหลือด้วย ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 50 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 50
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 142 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไบโอติค จำกัด
จำเลย — บริษัทซีเรียลเทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิริยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4880 -ที่ 4881/2549
#267779
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ซึ่งได้มีการดำเนินการจดทะเบียนเสร็จสิ้นแล้ว การที่โจทก์ที่ 1 ผิดข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนจำน่ายผลิตภัณฑ์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยของโจทก์ที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องว่ากล่าวเอาจากอีกฝ่ายหนึ่งต่อไปฐานะที่เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงนั้น ไม่มีผลทำให้บันทึกข้อตกลงเรื่องการเข้าร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเสียไป

โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นของตนเองทั้งหมด การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ฟังว่าโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ร่วมกันเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าพิพาท ย่อมพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในเครื่องหมายการค้าพิพาทได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) และไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะโอนเครื่องหมายการค้าให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายชุด จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องโอนเครื่องหมายการค้าส่วนที่เหลือด้วย ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 50

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งและทำการตลาดผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทำจากธัญพืชประเภทชงสำหรับมนุษย์ดื่มตรา "นิวตริเบล็นด์" (NUTRI BLEND) ไม่มีคำแปล ต่อมาโจทก์มอบให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนเครื่องหมายกาค้า แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สมคบกันฉ้อฉลโจทก์ โดยมอบให้จำเลยที่ 3 ไปดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "นูทริมิว" (NUTRI MUNE) ไม่มีความหมาย ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" เครื่องหมายการค้า "นูทริมิว" จะต้องตกเป็นสิทธิของโจทก์ด้วยเนื่องจากเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" แต่จำเลยทั้งสามปิดบังความจริงไว้ เมื่อโจทก์ทราบ โจทก์ได้เจรจากับจำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามยินยอมทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 ให้โจทก์เป็นเจ้าของสิทธิร่วม แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ "นิวเตริเบล็นด์" โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีว่าเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" เป็นสิทธิของโจทก์แต่ผู้เดียว หรือมิฉะนั้นก็เป็นเจ้าของสิทธิร่วมกับจำเลยที่ 1 การบอกเลิกของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีหนังสือถึงโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้ไปจดทะเบียนรับโอนและโอนเครื่องหมายการค้า "นูทริมิว" ตามคำขอเลขที่ 437187, 437188 และ 437189 ซึ่งเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย นอกจากนี้ จำเลยทั้งสามได้แพร่กระจายข่าวการยกเลิกการใช้เครื่องหมายการค้าไปยังลูกค้าและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ "นิวตริเบล็นด์" ตกต่ำลงมากทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 30,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 จัดการโอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 358909 ทะเบียนเลขที่ ค.82475 คำขอเลขที่ 365222 ทะเบียนเลขที่ ค.112309 และคำขอเลขที่ 365223 ทะเบียนเลขที่ บ.8370 รวมทั้งเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 437187 ทะเบียนเลขที่ ค.139240 และคำขอเลขที่ 437189 ทะเบียนเลขที่ บ.13874 ให้เป็นสิทธิของโจทก์แต่ผู้เดียว ห้ามจำเลยทั้งสามยุ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 30,000,000 บาท และจากค่าเสียหายวันละ 200,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอาหารเสริมประเภทธัญพืช ต่อมานายสมชาย บุญชื่น และนายมานพ วัฒนวงศ์วิบูลย์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ได้เข้าเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 มีการประชุมวางแผนการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ "นิวตริ-1000", "นิวตริ-2000" และ "นิวตวิ-3000" และได้มีมติให้เติมคำว่า "BLEND" โดยใช้ภาษาไทยว่า "เบล็นด์" ต่อท้ายคำว่า "นิวตริ" จึงเกิดเป็นเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" (NUTRI BLEND) มีการมอบหมายให้นางสาวชลิตา หน่อสกูล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ออกแบบเครื่องหมายการค้า และให้จำเลยที่ 3 ไปดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ในนามของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นนายมานพและนางสาวชลิตายังเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์เพิ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2541 จึงเป็นไปไม่ได้ที่เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายกาค้าเป็นชุดตามคำขอเลขที่ 365222, 365223, 437187, 437188 และ 437189 ตามลำดับ โดยใช้คำหลักในเครื่องหมายการค้าว่า "NUTRI" จำเลยที่ 1 มอบให้บริษัทแพนสยามฟู้ดโปรดักส์ จำกัด เป็นผู้บรรจุสินค้าอาหารเสริมให้ จากนั้นจำเลยที่ 2 ร่วมกับนายมานพและนายสมชายประชุมจัดตั้งโจทก์ เพื่อเป็นบริษัทจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์ "นิวตริเบล็นด์" โดยจำหน่ายเฉพาะผู้บริโภคในประเทศไทยเท่านั้น สำหรับการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีบริษัทแมคโครฟู้ดเทค จำกัด ซึ่งมีกรรมการเป็นชุดเดียวกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นภายหลังจำเลยที่ 2 กับนายมานพและนายสมชายและตกลงแยกบริษัทไปบริหารกันเอง โดยจำเลยที่ 2 และนายสมชายลาออกจากการเป็นกรรมการโจทก์ ส่วนนายมานพลาออกจากการเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 แลบริษัทแมคโครฟู้ดเทค จำกัด โจทก์เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ "นิวตริเบล็นด์" เท่านั้น เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.112309 คำขอเลขที่ 365222 และทะเบียนเลขที่ บ.8370 คำขอเลขที่ 365223 เป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนเป็นชุด หลังจากจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค.82475 จึงเป็นไปไม่ได้ที่เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะเป็นสิทธิของโจทก์ ขณะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.82475 เลขที่ ค.112309 และเลขที่ บ.8370 นายมานพและนางสาวชลิตาต่างเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 การกระทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ "นิวตริเบล็นด์" ขอนายมานพและนางสาวชลิตาจึงต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์และธุรกิจของจำเลยที่ 1 และเครื่องหมายการค้า "นูทริมิว" จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นชุดก่อนมีการจัดตั้งโจทก์ โจทก์เคยขอมีส่วนร่วมในเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ที่จดทะเบียนไว้ โดยโจทก์จะทำการตลาดสินค้าเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ซึ่งจำเลยที่ 1 เห็นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าของจำเลยที่ 1 จึงตกลงโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 358909 ทะเบียนเลขที่ ค.82475 คำขอเลขที่ 365222 ทะเบียนเลขที่ ค.112309 และคำขอเลขที่ 365223 ทะเบียนเลขที่ บ.8370 ให้โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร่วมกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 สืบทราบว่า โจทก์ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ของจำเลยที่ 1 โดยเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 อันเป็นการลวงขายให้ประชาชนเข้าใจผิด นอกจากนี้โจทก์ยังได้ใช้ทะเบียนอาหารเลขที่ ผด.45/2541 ซึ่งเป็นเอกสารใบสำคัญขึ้นทะเบียนตำรับอาหารที่บริษัทแพนสยามฟู้ดโปรดักส์ จำกัด ต้องบรรจุผลิตภัณฑ์อาหารเสริมภายในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เท่านั้นด้วย จำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนสิทธิให้โจทก์เป็นเจ้าของร่วมในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ โจทก์ไม่เคยได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายวันละ 200,000 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์สำนวนหลังฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าพิพาทซึ่งจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุด โดยใช้คำหลักในเครื่องหมายการค้าว่า "NUTRI" บริษัทแพนสยามฟู้ดโปรดักส์ จำกัด เป็นผู้บรรจุสินค้าอาหารเสริมให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นเพื่อจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์ "นิวตริเบล็นด์" เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น บริษัทแมคโครฟู้ดเทค จำกัด ซึ่งมีกรรมการเป็นชุดเดียวกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นเป็นผู้จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศต่อมากรรมการบริษัทได้ตกลงแยกบริษัทไปบริหารกันเอง จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ "นิวตริเบล็นด์" ของโจทก์ภายหลังจำเลยที่ 1 สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวลดลงจนไม่ได้สั่งซื้อสินค้าอีก จากการตรวจสอบทราบว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันผลิตอาหารเสริมธัญพืชและวางจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ของโจทก์ โดยเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นการลวงขายให้ประชาชนหลงผิดในสินค้าว่าเป็นของโจทก์นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้เปลี่ยนชื่อนิตยสารเป็น วารสารไบโอติค โจทก์เคยทำบันทึกตกลงจะให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าร่วมกับโจทก์ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ โจทก์จึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยที่ 1 ต่อกองบังคับการสืบสวนคดีเศรษฐกิจ โจทก์ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 4 ให้ไปโอนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 437187, 437188 และ 437189 อ้างว่าโจทก์ได้ขอโอนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 เนื่องจากโจทก์ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายเป็นชุด แต่โจทก์ไม่ดำเนินการโอนให้ต่อมาจำเลยที่ 4 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์พบว่าการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 ของจำเลยที่ 4 เนื่องมาจากความผิดพลาดของระบบคอมพิวเตอร์ที่ไม่แสดงข้อมูลว่า เครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 จดทะเบียนเครื่องหมายชุดกับคำขอเลขที่ 437187, 437188 และ 437189 ซึ่งการโอนจะต้องเป็นชุดตามกฎหมาย หลังจากจำเลยที่ 1 ได้มีชื่อร่วมในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันจดทะเบียนตำรับอาหารกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเลขที่ 10-1-04741-1-0007 และผลิตสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริม "นิวตริเบล็นด์-1000" โดยใช้เครื่องหมายการค้าเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แต่ต่างกันตรงเลขที่และใบอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการร่วมกันละเมิดเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 72,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวพร้อมค่าเสียหายเดือนละ 6,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 และให้จำเลยที่ 4 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ได้จดทะเบียนให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 เสียจากทะเบียนเครื่องหมายการค้าร่วม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตฟ้องคดีซ้อนกับคดีอื่น และเป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นส่วนตัว จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ฉ้อฉลจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" เป็นของโจทก์ ต่อมาโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "นูทริมิว" ซึ่งเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายกาค้า "นิวตริเบล็นด์" นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนให้เนื่องจากเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ดังนั้น เครื่องหมายการค้า "นูทริมิว" จึงต้องตกเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสามด้วยเช่นกัน แต่โจทก์ปิดบังความจริงเพื่อแสวงหาประโยชน์จากจำเลยทั้งสาม และไม่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์จดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าจำพวก 30, 31, และ 42 ตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 ให้จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีหนังสือถึงจำเลยทั้งสามและโจทก์ให้ไปจดทะเบียนรับโอนและโอนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 437187, 437188 และ 437189 ซึ่งก็คือเครื่องหมายการค้าชุดกับเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 แต่โจทก์เพิกเฉย เป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยทั้งสาม ทำให้จำเลยทั้งสามได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย เหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่สั่งซื้อผลิตภัณฑ์จากโจทก์เพราะโจทก์ขึ้นราคาค่าจ้างในการผลิตสูงขึ้นเรื่อยๆ และโจทก์ยังโฆษณาใส่ความจำเลยที่ 1 ว่าผลิตภัณฑ์ "นิวตริเบล็นด์" ปลอม ซึ่งเป็นความเท็จจำเลยที่ 1 จึงได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาท โจทก์เป็นฝ่ายบอกเลิกไม่ผลิตสินค้าให้จำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสามไม่ได้เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ได้ลวงขายสินค้าให้ประชาชนหลงผิดเพราะจำเลยที่ 1 มีสิทธิร่วมในเครื่องหมายการค้าตรา "นิวตริเบล็นด์" ซึ่งคณะกรรมการอาหารและยาก็รับรองตำรับอาหารเสริมของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โดยให้ตรา อย. คือ ผ.ด.45/2541 โจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 ใช้ตรา "นิวตริเบล็นด์" ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2543 การออกวารสารของจำเลยที่ 1 เป็นสิทธิโดยชอบของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องปกติวิสัยทางการค้าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด โจทก์มีหน้าที่จะต้องจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าให้จำเลยที่ 1 ตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า แม้จำเลยที่ 4 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ครบชุดก็เป็นการจดทะเบียนที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 เลียนเครื่องหมายการค้า ปลอมปนผลิตภัณฑ์ และโจทก์ไม่โอนเครื่องหมายชุดให้จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์จดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าจำพวก 30, 31 และ 42 ตามคำขอเลขที่ 358909 ทะเบียนเลขที่ ค.82475 คำขอเลขที่ 365222 ทะเบียนเลขที่ ค.112309 และคำขอเลขที่ 365223 ทะเบียนเลขที่ บ.8370 รวมทั้งเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 437187 ทะเบียนเลขที่ ค.138695 คำขอเลขที่ 437188 ทะเบียนเลขที่ ค.139240 และคำขอเลขที่ 437189 ทะเบียนเลขที่ ป.13874 ให้เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับเครื่อง-หมายการค้าดังกล่าว หากบังคับไม่ได้ให้โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิผลิตและจำหน่ายสินค้าตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 ในประเทศไทยแต่ผู้เดียว ห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับสิทธิในการผลิตและจำหน่ายสินค้าดังกล่าวและให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสามวันละ 1,000,000 บาท คิดเป็นเดือนละ 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนวันละ 1,000,000 บาท คิดเป็นเดือนละ 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตามฟ้องจริง และเป็นเครื่องหมายชุดตามที่โจทก์ได้แสดงเจตนาไว้ จำเลยที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ไม่ได้จงใจให้เกิดความผิดพลาดหรือจงใจฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด เป็นการดำเนินการโดยสุจริตและทำตามความประสงค์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ทุกประการ แต่เนื่องจากระบบฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 4 มีข้อบกพร่อง จึงไม่สามารถค้นพบว่า เครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 437187, 437188 และ 437189 เป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าอื่น จำเลยที่ 4 เชื่อโดยสุจริตตามคำขอโอนว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่เป็นเครื่องหมายชุดมีเพียง 3 เครื่องหมาย จึงดำเนินการโอนตามคำขอดังกล่าว เมื่อภายหลังตรวจพบว่ามีข้อผิดพลาด นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้แจ้งให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ดำเนินการแล้วแต่โจทก์ไม่ดำเนินการ จำเลยที่ 4 ไม่ได้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 50 เพราะโจทก์เองมีส่วนบกพร่องด้วย จำเลยที่ 4 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ "นิวตริเบล็นด์" ของโจทก์ มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "นิวติเบล็นด์" ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะจัดตั้งเป็นนิติบุคคล ขณะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว จำเลยที่ 2 และนางสาวชลิตา หน่อสกูล มีฐานะเป็นพนักงานของโจทก์ การกระทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ "นิวตริเบล็นด์" จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ เครื่องหมายการค้า "นูทริมิว" เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เพราะโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายชุดก่อนมีการจัดตั้งจำเลยที่ 1 โจทก์เคยตกลงจะโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกัน แต่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ "นิวตริเบล็นด์" ลดลงจนไม่สั่งซื้ออีกเลย เพราะจำเลยที่ 1 ได้เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในเครื่องหมายการค้าได้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 1 ให้เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 2 ให้เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 3 ให้เรียกจำเลยที่ 4 ในสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 4 ให้เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังเป็นจำเลยที่ 1 ให้เรียกจำเลยที่ 2 สำนวนแรกเป็นจำเลยที่ 2 และให้เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกเป็นจำเลยที่ 3

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 437189 (ที่ถูก 437187) ทะเบียนเลขที่ ค.138695 คำขอเลขที่ 437188 ทะเบียนเลขที่ ค.139240 และคำขอเลขที่ 437189 ทะเบียนเลขที่ บ.13874 ให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกันกับจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งสี่คนละ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ผลิตอาหารเสริมเครื่องดื่มธัญพืชที่ใช้เครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" มีบริษัทแมคโครฟู้ดเทค จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จำหน่ายในประเทศไทย เดิมกรรมการของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และบริษัทแมคโครฟู้ดเทค จำกัด เป็นบุคคลชุดเดียวกัน คือ โจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 2 และนายสมชาย บุญชื่น บุคคลทั้งสามได้ร่วมกันประดิษฐ์เครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 มีการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดและเป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นเครื่องหมายชุดอีกตามคำขอเลขที่ 437187, 37188 และ 437189 โดยเป็นเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 เมื่อโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 2 และนายสมชายตกลงแยกกันบริหารธุรกิจ โจทก์ที่ 2 ได้ออกจากการเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 และบริษัทแมคโครฟู้ดเทค จำกัด ส่วนจำเลยที่ 2 และนายสมชายออกจากการเป็นกรรมการโจทก์ที่ 1 ภายหลังโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงเรื่องเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2544 โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" และโจทก์ที่ 1 มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" แต่ผู้เดียวในประเทศไทยหากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะใช้เครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์"เพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยจะต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ที่ 1 เสียก่อน และได้มีการทำสัญญาโอนเครื่องหมายการค้าและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 มีสิทธิร่วมกันในเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 ต่อมาโจทก์ที่ 1 หยุดสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทแมคโครฟู้เทค จำกัด

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามประการแรกว่าบันทึกข้อตกลงเรื่องเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ลงวันที่ 27 เมษายน 2544 ยังคงมีผลใช้บังคับหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าพิพาท โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 บันทึกข้อตกลงจึงไม่มีผลใช้บังคับ และจำเลยที่ 1 ทำข้อตกลงดังกล่าวเพื่อเป็นการตอบแทนที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 รับเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ "นิวตริเบล็นด์" ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จำเลยที่ 1 แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งแล้วว่าต้องการยกเลิกการให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.9 เห็นว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ซึ่งได้มีการดำเนินการจดทะเบียนเสร็จสิ้นแล้วตามทะเบียนเลขที่ ค.112309 เอกสารหมาย จ.10 และไม่มีประเด็นเรื่องที่ว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับอีกต่อไปหรือไม่ เพราะจำเลยทั้งสามไม่ได้โต้แย้งในความเป็นโมฆะ หรือไม่สมบูรณ์ของบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยทั้งสามเพียงโต้แย้งในอุทธรณ์ในทำนองว่า บันทึกข้อตกลงไม่มีผลใช้บังคับ เพราะจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 มีข้อตกลงแยกต่างหากเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นการอ้างถึงข้อตกลงที่แยกต่างหากจากบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.9 และถ้าหากมีข้อตกลงที่แยกต่างหากจากกันจริงตามข้อกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสามแล้ว ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสามจะต้องว่ากล่าวเอาจากอีกฝ่ายหนึ่งต่อไปในฐานะที่เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงนั้น แต่จะให้มีผลทำให้บันทึกข้อตกลงเรื่องการเข้าร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเสียไปหาได้ไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามประการที่สองมีว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ในทำนองว่า เมื่อคดีเป็นอันรับฟังว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ที่ 1 ก็ควรจะยุติแล้ว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าร่วมกันจึงไม่ถูกต้องตามประเด็นข้อพิพาท และพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นของตนเองทั้งหมด แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและกาค้าระหว่างประเทศกลาง ฟังว่าโจทก์ที่ 1 ร่วมกันเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในเครื่องหมายการค้าพิพาทได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) และไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด สำหรับข้อที่ว่าเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" เป็นของโจทก์ที่ 1 หรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า บันทึกข้อตกลงเรื่องเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2544 ใช้บังคับได้ และข้อตกลงนั้นให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามที่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" เป็นของโจทก์ที่ 1 หรือไม่อีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามประการที่สามมีว่า โจทก์ที่ 1 เลียนแบบเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยทั้งสามได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อคดีนี้รับฟังว่ามีการจดทะเบียนให้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมเครื่องหมายการค้าดังกล่าวถูกต้องแล้ว โดยบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.9 ระบุเงื่อนไขว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ประกอบการค้าแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เท่ากับว่า โจทก์ที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" และเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย ดังนั้น การดำเนินการเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า "นิวตริเบล็นด์" ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายคลึงกัน หรือการเปลี่ยนชื่อวารสารที่เกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้านั้น จึงไม่พอฟ้งว่าจะเป็นการทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในแหล่งกำเนิดของสินค้า อันจะเป็นการลวงขายและไม่อาจถือว่าเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าซึ่งจะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ ทั้งข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ก็ยังไม่พอรับฟังว่า จำเลยทั้งสามได้รับความเสียหายจากการระทำดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้พังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามประการที่สี่มีว่า โจทก์ที่ 4 โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และโจทก์ที่ 4 ต้องดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทอย่างไร เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.9 มีผลใช้บังคับได้ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 358909, 365222 และ 365223 จึงกระทำโดยถูกต้อง การที่โจทก์ที่ 4 จดทะเบียนโอนเครื่องหมายกาค้าตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 กรณีไม่จำต้องเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น และเมื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.9 แล้ว แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะให้มีการโอนเครื่องหมายการค้าจริง ประกอบกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 437187, 437188 และ 437189 จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องโอนเครื่องหมายการค้าส่วนที่เหลือด้วย ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 50 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไบโอติค จำกัด
จำเลย — บริษัทซีเรียลเทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4857/2549
#267718
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่โจทก์รับซ่อมรถยนต์ของจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1)

โจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์ที่ซ่อมเสร็จให้แก่ผู้ที่นำรถยนต์มาซ่อมแล้ว โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิของตนในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระสินจ้างได้นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบรถยนต์แต่ละคันให้แก่ผู้ที่นำมาซ่อม การที่จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน จึงเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15

โจทก์นำหนี้จำนวน 41 รายการ รวมเป็นเงิน 402,197 บาท ซึ่งโจทก์สามารถบังคับตามสิทธิของตนได้ตั้งแต่ก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 มาฟ้องในวันที่ 19 มิถุนายน 2543 ซึ่งเกินกว่า 2 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ ส่วนหนี้ค่าซ่อมรถอีก 11 รายการ จำนวน 47,500 บาท ปรากฏว่าในวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้บางส่วน หนี้ค่าซ่อมรถทั้ง 11 รายการ ยังไม่ขาดอายุความ อายุความสำหรับหนี้ดังกล่าวจึงต้องเริ่มนับใหม่ และเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 2 ปี คดีโจทก์ในส่วน 11 รายการนี้ จึงยังไม่ขาดอายุความ

การรับสภาพหนี้อันจะเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงจะต้องกระทำก่อนที่หนี้ขาดอายุความ เมื่อหนี้ค่าซ่อมรถจำนวน 402,197 บาท ขาดอายุความไปแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 การชำระหนี้บางส่วนของจำเลยในวันดังกล่าวจึงไม่มีผลให้อายุความสะดุดหยุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกประเภทจำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ซ่อมแซมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากวินาศภัยให้แก่ลูกค้าหรือบุคคลที่จำเลยต้องรับผิดซ่อมแซมให้ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2533 โจทก์เข้าเป็นอู่ในเครือของจำเลย โดยโจทก์มีหน้าที่ในการซ่อมแซมรถยนต์ของลูกค้าที่จำเลยรับประกันวินาศภัยไว้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยจัดส่งรถยนต์ให้โจทก์ทำการซ่อมแซมหลายครั้ง หลายรายการ โจทก์ได้ซ่อมแซมจนสำเร็จทุกรายการ จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 จำนวน 198,280.36 บาท ยังคงค้างชำระเป็นเงิน 2,997,784 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,997,784 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีเรียกค่าจ้างซ่อมเกิน 2 ปีแล้วคดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยแถลงว่าโจทก์เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจซ่อมรถยนต์และมีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,997,784 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนหนี้ค่าซ่อมรถยนต์จำนวน 449,697 บาท ขาดอายุความ 2 ปี แล้วหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์ซ่อมรถยนต์แต่ละคันแล้วเสร็จ โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์จากจำเลยได้ทันที และหากจำเลยไม่ชำระค่าซ่อมให้ตามที่โจทก์ส่งเอกสารไปเรียกเก็บ โจทก์ก็จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเสียภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้ส่งเอกสารไปเรียกเก็บค่าซ่อมจากจำเลย การที่โจทก์ไม่ฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์จำนวน 49 คัน คิดเป็นเงิน 449,704 บาท (ที่ถูก 449,697 บาท) ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้ส่งเอกสารไปเรียกเก็บหรือตั้งเบิก คดีโจทก์สำหรับค่าซ่อมรถยนต์จำนวน 49 คันดังกล่าว จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า สัญญาที่โจทก์รับซ่อมรถยนต์ตามคำสั่งของจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของนั้นมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ส่วนการเริ่มนับอายุความในการเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าซ่อมมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป" และมาตรา 602 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันสินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ" เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ซ่อมรถยนต์ตามคำสั่งของจำเลย และได้ส่งมอบรถยนต์ที่ซ่อมเสร็จให้แก่ผู้ที่นำรถยนต์มาซ่อมแล้ว โจทก์จึงอาจที่จะบังคับตามสิทธิของตนในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระสินจ้างได้นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบรถยนต์แต่ละคันให้แก่ผู้ที่นำมาซ่อม ต่อมาจำเลยนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนจำนวน 198,280.36 บาท เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 อันถือเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193,14 (1) และมาตรา 193/15 แต่ที่โจทก์นำหนี้ตามที่ปรากฏในใบรายการความเสียหายหรือใบเคลมเอกสารหมาย จ.3/1 และ จ.4 จำนวน 41 รายการ รวมเป็นเงิน 402,197 บาท ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์สามารถบังคับตามสิทธิของตนได้ตั้งแต่ก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 มาฟ้องเป็นคดีนี้ในวันที่ 19 มิถุนายน 2543 ซึ่งเกินกว่า 2 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้จำนวน 402,197 บาท จึงขาดอายุความส่วนหนี้ค่าซ่อมรถอีก 11 รายการ จำนวน 47,500 บาท ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าขาดอายุความด้วยนั้น ปรากฏว่าในวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนอันทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หนี้ค่าซ่อมรถทั้ง 11 รายการ ยังไม่ขาดอายุความ อายุความสำหรับหนี้ดังกล่าวจึงต้องเริ่มนับใหม่ และเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 2 ปี คดีโจทก์ในส่วนนี้ 11 รายการ จึงยังไม่ขาดอายุความ สำหรับที่โจทก์นำสืบอ้างว่า จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 เป็นการรับสภาพหนี้ อันเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น เห็นว่า การรับสภาพหนี้อันจะเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นจะต้องกระทำก่อนที่หนี้ขาดอายุความ เมื่อปรากฏว่าหนี้ค่าซ่อมรถจำนวน 402,197 บาท ขาดอายุความไปแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 การชำระหนี้บางส่วนของจำเลยในวันดังกล่าวจึงไม่มีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีเพียง 449,704 บาท และชั้นฎีกาเพียง 449,697 บาท ที่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลและค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์จำนวน 75,045 บาท และชั้นฎีกาจำนวน 74,945 บาท เป็นการชำระที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดจึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,595,587 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 ม. 193/12 ม. 193/14 ม. 602
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเซอร์ไพรซ์การช่าง
จำเลย — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4854/2549
#267291
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่าที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสอง แต่เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ใหญ่บ้านได้รับมอบอำนาจจากองค์การบริหารส่วนตำบลให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ และโต้แย้งคัดค้านการที่โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้เป็นการพิพาทกันในตัวทรัพย์คือที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

โจทก์ระบุไว้ในคำฟ้องว่า ที่ดินที่พิพาทมีราคาไม่น้อยกว่า 100,000 บาท เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้โจทก์ชนะคดี จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ทุนทรัพย์แห่งคดีในชั้นฎีกาจึงมีจำนวน 100,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 100 ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านหนองลุมพุก ตำบลลือ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ เนื้อที่ประมาณ 24 ไร่ ประมาณต้นปี 2540 โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดที่ดินดังกล่าวเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และโฉนดที่ดิน จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ว่างและเป็นสาธารณประโยชน์ส่วนรวม ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้ ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องถิ่น ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 และหมู่ที่ 1 บ้านหนองลุมพุก ตำบลลือ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ ตามลำดับ มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตหมู่บ้านตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 และดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณะประโยชน์ในเขตหมู่บ้านตามที่ได้รับมอบหมายจากองค์การบริหารส่วนตำบลลือตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 จำเลยทั้งสองได้รับมอบอำนาจจากองค์การบริหารส่วนตำบลลือให้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีโจทก์ทั้งสองในข้อหาบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ และโต้แย้งคัดค้านการที่โจทก์ทั้งสองนำที่ดินซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดศรีสุขแปลงที่ 2 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 11 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 12 บ้านหนองลุมพุก ไปขอออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่โจทก์ทั้งสองนำไปออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และโฉนดที่ดินนั้น มิใช่เป็นของโจทก์ทั้งสอง แต่เป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของวัดศรีสุข ต่อมาได้กลายเป็นวัดร้าง ไม่มีผู้คนครอบครอง โจทก์ทั้งสองเข้ามาบุกรุกเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2539 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้ตกเป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการขอรังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เพื่อออกโฉนดที่ดินที่พิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นให้ยกเสีย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 2,300 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ตกเป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสอง แต่เป็นที่สาธารณประโยชน์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ใหญ่บ้านได้รับมอบอำนาจจากองค์การบริหารส่วนตำบลลือให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ และโต้แย้งคัดค้านการที่โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้เป็นการพิพาทกันในตัวทรัพย์คือที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงไม่ถูกต้อง โจทก์ระบุไว้ในคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาทมีราคาไม่น้อยกว่า 100,000 บาท และโจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในทุนทรัพย์แห่งคดีจำนวน 100,000 บาท เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ ทุนทรัพย์แห่งคดีในชั้นฎีกาจึงมีจำนวน 100,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ข้อเท็จจริงไม่อาจฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.1 (เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1) แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ว่างไม่ใช่ที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองหรือมีสิทธิครอบครองแต่อย่างใดเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งวินิจฉัยข้อเท็จจริงมาแล้วว่า แม้แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) จะระบุว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้แจ้งการครอบครองมีเนื้อที่เพียง 14 ไร่ ก็ตาม ซึ่งการแจ้งการครอบครองในสมัยเดิมเป็นเพียงการประมาณเนื้อที่เท่านั้น มิได้มีการรังวัดสอบเขตให้ถูกต้อง ทั้งแผนที่ประกอบในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ก็ไม่ถูกต้อง ตามข้อเท็จจริงโจทก์ทั้งสองอาจครอบครองที่ดินเป็นเนื้อที่มากกว่าที่ระบุไว้ในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว และตามพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำมาสืบมาไม่อาจรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือที่สาธารณประโยชน์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลยทั้งสอง ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ และแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นว่า ไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 2,300 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกว้าง กาเผือกหรือแสนเริง กับพวก
จำเลย — นายแปลง วันทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4841/2549
#268798
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการให้บริการฉายหรือให้เช่าเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ โดยได้ประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนและมิได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และ 20 วรรคสอง ซึ่งเป็นคนละฐานความผิดและมีบทกำหนดโทษแตกต่างกัน ตามคำฟ้องแสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว การที่จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อหาจึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดในข้อหาใด โจทก์ต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใด เพื่อศาลจะได้นำข้อเท็จจริงที่ได้ความมาปรับบทลงโทษได้ แต่โจทก์มิได้นำสืบ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้

การที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับและตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ตามมาตรา 19 วรรคสอง และมาตรา 19 วรรคสี่ ครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโจทก์ก็หาจำต้องสืบพยานแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของโจทก์มิได้มีข้อความโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบเพราะเหตุใด ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดฯ มาตรา 3 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 และ ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการให้บริการฉายหรือให้เช่าเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่ร้านรินคาราโอเกะ โดยได้ประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการโดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมด้วยตู้คาราโอเกะซึ่งใช้แสดงภาพและเสียง 1 ตู้ และไมโครโฟน 1 ตัว เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 20, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 10,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว โจทก์หาจำต้องนำพยานเข้าสืบแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการให้บริการฉายหรือให้เช่าเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยได้ประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนและมิได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และ 20 วรรคสอง ซึ่งเป็นคนละฐานความผิดและมีบทกำหนดโทษแตกต่างกันทั้งตามคำฟ้องแสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว การที่จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อหาจึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหาใด โจทก์ต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใดเพื่อศาลจะได้นำข้อเท็จจริงที่ได้ความมาปรับบทลงโทษได้ แต่โจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความเช่นนั้น ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยที่ไม่ชัดแจ้งว่ากระทำผิดฐานใดมาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องจึงไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง บัญญัติว่า การฟ้องด้วยวาจานั้น ให้โจทก์แจ้งต่อศาลถึงชื่อโจทก์ ชื่อที่อยู่และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียด เกี่ยวกับเวลา สถานที่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด และมาตรา 19 วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ฟ้องหรือให้การด้วยวาจาให้ศาลบันทึกใจความไว้เป็นหลักฐาน และให้คู่ความลงชื่อไว้ จะเห็นได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับโดยครบถ้วนแล้ว และตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วโจทก์ก็หาจำต้องสืบพยานแต่อย่างใดไม่เท่านั้น ฎีกาของโจทก์มิได้มีข้อความโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว การที่จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อหาไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดข้อหาใด โจทก์ต้องนำพยานเข้าสืบให้ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใด จึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบเพราะเหตุใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 20 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 19
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นางวารินทร์ เคียนงาม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4825/2549
#266726
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจยกความผิดฐานดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยอีก การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกความผิดฐานดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานดังกล่าวด้วยแม้จะไม่ได้กำหนดโทษ ก็เป็นการไม่ชอบ ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย จำคุก 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เป็นคนร้ายคดีนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสมพงษ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่า)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ด้วย เมื่อรวมโทษทั้งสามฐานความผิดแล้ว คงให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยมิได้ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม พยานจำเลยน่าเชื่อกว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยมิได้เป็นคนร้ายคดีนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนด้วยนั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ความผิดฐานนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจหยิบยกความผิดฐานนี้ขึ้นมาวินิจฉัยอีกต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกความผิดฐานนี้ขึ้นมาวินิจฉัยแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดในฐานดังกล่าวนี้ด้วยแม้จะไม่ได้กำหนดโทษก็เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย จำคุก 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนในความผิดฐานนี้ จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นคนร้ายคดีนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง ฯ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 169 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ร่วม — นายสมพงษ์ สงเคราะห์
จำเลย — นายวัฒนา ศิริปาลกะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายปิติ นาถะภักติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสันต์ เกียรติก้อง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4819/2549
#266756
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าซื้อตกลงกันไว้ว่า กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไป จำเลยผู้ให้เช่าซื้อจะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2 ทาง โดยได้จากโจทก์ผู้เช่าและจากบริษัทประกันภัย อันเป็นการเกินกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับ เมื่อโจทก์เป็นผู้เสียเบี้ยประกันภัยและจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ก็เพื่อโจทก์จะไม่ต้องเป็นภาระใช้ค่ารถให้แก่จำเลยจึงยอมเสียเบี้ยประกันภัย และจำเลยได้แสดงเจตนาขอค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยแล้ว จนบริษัทประกันภัยอนุมัติให้จ่ายเงินให้จำเลย การที่จำเลยรับเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือจากโจทก์หลังจากรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อดังกล่าวให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 402,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 342,636 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 227,030 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อ 10 งวด เป็นเงิน 227,030 บาท แก่โจทก์หรือไม่ ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 กำหนดว่า "ผู้เช่าสัญญาว่า (ก) ...กรณีที่รถยนต์สูญหาย ผู้เช่ายอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที โดยผู้เช่าจะไม่ยกเหตุที่เจ้าของมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยรายที่ผู้เช่าเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยตามเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 (ซ) มาปฏิเสธความรับผิดที่จะต้องชำระราคาดังกล่าวข้างต้น... (ซ) จะประกันภัยรถยนต์โดยทันที (เว้นแต่เจ้าของจะได้ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอย่างอื่น) และระหว่างอายุสัญญาฉบับนี้จะประกันภัยรถยนต์ไว้ตลอดเวลาโดยใช้กรมธรรม์ชนิดให้ความคุ้มครองเต็มจำนวนราคาค่าเช่าซื้อโดยปราศจากข้อกำหนดความรับผิดอย่างต่ำที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเองหรือข้อจำกัดสิทธิใด ๆ กับบริษัทประกันภัยที่เจ้าของเชื่อถือ และให้สลักหลังระบุให้เจ้าของเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์เต็มจำนวนและมอบกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไว้กับเจ้าของ ผู้เช่าในฐานะผู้เอาประกันต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด ถ้าผู้เช่าส่งคืนรถยนต์ให้แก่เจ้าของหรือถ้าเจ้าของกลับเข้าครอบครองรถยนต์นั้น ส่วนได้เสียของผู้เช่าในการประกันภัยใด ๆ ที่ทำไว้ตามสัญญาฉบับนี้ให้ตกเป็นของเจ้าของอย่างสิ้นเชิง โดยให้เจ้าของมีสิทธิได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการประกันภัยดังกล่าว รวมทั้งสิทธิเรียกร้องใด ๆ ตามกรมธรรม์ที่ยังค้างอยู่ ณ เวลาที่ส่งรถยนต์คืน หรือ ณ เวลากลับเข้าครอบครองรถยนต์ และหรือส่วนลดเบี้ยประกันภัยใด ๆ สิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนใด ๆ และเงินทั้งหมดที่บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายและที่ได้จ่ายในกรณีรถยนต์ถูกลักหรือเสียหายอย่างสิ้นเชิงตามสัญญาประกันภัยใด ๆ ดังกล่าวแล้ว ให้บริษัทรับประกันภัยจ่ายให้แก่เจ้าของโดยตรงและโดยสัญญานี้ผู้เช่ามอบหมายอำนาจอันจะเพิกถอนมิได้ให้เจ้าของเป็นผู้ออกใบรับเงินให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยสำหรับเงินใด ๆ ที่บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว" เห็นว่า หากเป็นไปตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวแล้ว กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไป จำเลยผู้ให้เช่าซื้อได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2 ทาง โดยได้จากโจทก์ผู้เช่าและจากบริษัทประกันภัย อันเป็นการเกินกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับ เมื่อโจทก์เป็นผู้เสียเบี้ยประกันภัยและจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัยก็เพื่อโจทก์จะไม่ต้องเป็นภาระใช้ค่ารถให้แก่จำเลยจึงยอมเสียเบี้ยประกันภัย และจำเลยได้แสดงเจตนาขอค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยแล้ว จนบริษัทประกันภัยอนุมัติให้จ่ายเงินให้จำเลย การที่จำเลยรับเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือจากโจทก์ หลังจากรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อดังกล่าวให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยแต่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 374 ม. 572 ม. 861 ม. 862
ป.วิ.อ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญชา เอื้อวงศ์วศิน
จำเลย — บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายศุภชัย ล่องลม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายภคเชษ มีพันลม
ศาลอุทธรณ์ — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4819/2549
#267592
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าซื้อตกลงกันไว้ว่า กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไป จำเลยผู้ให้เช่าซื้อจะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2 ทาง โดยได้จากโจทก์ผู้เช่าและจากบริษัทประกันภัย อันเป็นการเกินกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับ เมื่อโจทก์เป็นผู้เสียเบี้ยประกันภัยและจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ก็เพื่อโจทก์จะไม่ต้องเป็นภาระใช้ค่ารถให้แก่จำเลยจึงยอมเสียเบี้ยประกันภัย และจำเลยได้แสดงเจตนาขอค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยแล้ว จนบริษัทประกันภัยอนุมัติให้จ่ายเงินให้จำเลย การที่จำเลยรับเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือจากโจทก์หลังจากรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อดังกล่าวให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2540 โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน รษ 8231 กรุงเทพมหานคร ไปจากจำเลยในราคาเงินสด 298,130.84 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.5 ต่อปี ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 12 งวด งวดละ 21,217.76 บาท ต่อเดือน รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นเงิน 22,703 บาท มีข้อตกลงว่าหากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือทันที โดยจะไม่ยกเหตุที่เจ้าของมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยมาปฏิเสธความรับผิด ระหว่างสัญญาเช่าซื้อโจทก์ต้องเอาประกันภัยกำหนดให้จำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปประกันภัยไว้กับบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด โดยระบุให้จำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2540 รถยนต์ที่เช่าซื้อได้สูญหาย จำเลยได้แนะนำโจทก์ให้ชำระค่าเช่าซื้อต่อไป โดยจำเลยจะดำเนินการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยและจะปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลยครบถ้วนแล้วเป็นเงิน 342,636 บาท แต่จำเลยไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน ในสภาพดีรุ่นเดียวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อแต่อย่างใด กลับแจ้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนรับโอนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่สูญหาย และจำเลยไม่ดำเนินการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร จนบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ความเสียหายจึงเกิดขึ้นจากฝ่ายจำเลย โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์รุ่นเดียวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อที่สูญหายให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย สัญญาจึงเลิกกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ จำนวน 342,636 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยรับเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จรวมเป็นเงินถึงวันฟ้องทั้งสิ้น 402,718 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 402,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 342,636 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากจำเลยจำนวน 254,613.12 บาท โจทก์ไม่ได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด รถยนต์ที่เช่าซื้อไม่สูญหายอาจเกิดจากโจทก์หรือผู้ครอบครองอนุญาตให้นำรถยนต์ไปใช้หรือสูญหายโดยประการอื่นอันบริษัทประกันภัยไม่ต้องใช้ค่าสินไหมดทดแทน จำเลยไม่ได้รับเงินจำนวน 342,636 บาท จากโจทก์ กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อที่ต้องหารถยนต์คันใหม่มาแทนรถยนต์ที่สูญหายและต้องชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือต่อไปไม่สามารถยกเหตุที่เจ้าของมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยมาปฏิเสธความรับผิดได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยส่งมอบรถยนต์หรือเงินจำนวน 342,636 บาท แก่โจทก์ รถยนต์ที่สูญหายเกิดจากความผิดของฝ่ายโจทก์ เมื่อจำเลยรับเงินจากโจทก์ครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว จึงไม่มีส่วนได้เสียที่จะไปขอรับชำระหนี้จากบริษัทประกันภัยได้ โจทก์ขอรับชำระหนี้ในคดีที่บริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงจะมาเรียกร้องเงินจากจำเลยไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 227,030 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2540 โจทก์เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยราคา 298,130.84 บาท ชำระเงินค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา 65,607.48 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็น 12 งวด งวดละ 22,703 บาท ภายในวันที่ 2 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 2 มิถุนายน 2540 ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.2 แล้วโจทก์ได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปเอาประกันภัยไว้กับบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด มีจำเลยเป็นผู้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 250,000 บาท ตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.3 หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้ว โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลย 2 งวด ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2540 รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป จำเลยติดต่อบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยขอรับค่าสินไหมทดแทนจำนวน 250,000 บาท ตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัย บริษัทประกันภัยดังกล่าวอนุมัติให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนวันที่ 23 ธันวาคม 2540 โดยแจ้งให้จำเลยทราบในเดือนมกราคม 2541 และให้จำเลยไปติต่อบริษัทประกันภัยดังกล่าวในวันที่ 17 เมษายน 2541 จำเลยก็ไปติดต่อขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว แต่พนักงานของบริษัทประกันภัยดังกล่าวที่ทำเรื่องจ่ายเงินไม่อยู่ ทางบริษัทประกันภัยดังกล่าวให้จำเลยมาติดต่ออีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยไปติดต่อในเดือนดังกล่าวจึงทราบว่าบริษัทประกันภัยดังกล่าวถูกกรมการประกันภัยเข้าควบคุมกิจการแล้ว จำเลยจึงไม่ได้ค่าสินไหมทดแทน

คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อ 10 งวด เป็นเงิน 227,030 บาท แก่โจทก์หรือไม่ ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 3 กำหนดว่า "ผู้เช่าสัญญาว่า (ก)... กรณีที่รถยนต์สูญหาย ผู้เช่ายอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที โดยผู้เช่าจะไม่ยกเหตุที่เจ้าของมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยรายที่ผู้เช่าเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยตามเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 (ซ) มาปฏิเสธความรับผิดที่จะต้องชำระราคาดังกล่าวข้างต้น ...(ซ) จะประกันภัยรถยนต์โดยทันที (เว้นแต่เจ้าของจะได้ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอย่างอื่น) และระหว่างอายุสัญญาฉบับนี้จะประกันภัยรถยนต์ไว้ตลอดเวลาโดยใช้กรมธรรม์ชนิดให้ความคุ้มครองเต็มจำนวนราคาค่าเช่าซื้อโดยปราศจากข้อกำหนดความรับผิดอย่างต่ำที่ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบเองหรือข้อจำกัดสิทธิใด ๆ กับบริษัทประกันภัยที่เจ้าของเชื่อถือ และให้สลักหลังระบุให้เจ้าของเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์เต็มจำนวนและมอบกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไว้กับเจ้าของ ผู้เช่าในฐานะผู้เอาประกันต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด ถ้าผู้เช่าส่งคืนรถยนต์ให้แก่เจ้าของหรือถ้าเจ้าของกลับเข้าครอบครองรถยนต์นั้น ส่วนได้เสียของผู้เช่าในการประกันภัยใด ๆ ที่ทำไว้ตามสัญญาฉบับนี้ให้ตกเป็นของเจ้าของอย่างสิ้นเชิง โดยให้เจ้าของมีสิทธิได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการประกันภัยดังกล่าว รวมทั้งสิทธิเรียกร้องใด ๆ ตามกรมธรรม์ที่ยังค้างอยู่ ณ เวลาที่ส่งรถยนต์คืนหรือ ณ เวลากลับเข้าครอบครองรถยนต์และ/หรือส่วนลดเบี้ยประกันภัยใด ๆ สิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนใด ๆ และเงินทั้งหมดที่บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายและที่ได้จ่ายในกรณีรถยนต์ถูกลักหรือเสียหายอย่างสิ้นเชิงตามสัญญาประกันภัยใด ๆ ดังกล่าวแล้ว ให้บริษัทรับประกันภัยจ่ายให้แก่เจ้าของโดยตรงและโดยสัญญานี้ผู้เช่ามอบหมายอำนาจอันจะเพิกถอนมิได้ให้เจ้าของเป็นผู้ออกใบรับเงินให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยสำหรับเงินใด ๆ ที่บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว" เห็นว่า หากเป็นไปตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวแล้ว กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไป จำเลยให้ผู้เช่าซื้อได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2 ทาง โดยได้จากโจทก์ผู้เช่าและจากบริษัทประกันภัย อันเป็นการเกินกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับ เมื่อโจทก์เป็นผู้เสียเบี้ยประกันภัยและจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัยก็เพื่อโจทก์จะไม่ต้องเป็นภาระใช้ค่ารถให้แก่จำเลยจึงยอมเสียเบี้ยประกันภัย และจำเลยได้แสดงเจตนาขอค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยแล้ว จนบริษัทประกันภัยอนุมัติให้จ่ายเงินให้จำเลย การที่จำเลยรับเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือจากโจทก์ หลังจากรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อดังกล่าวให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญชา เอื้อวงศ์วศิน
จำเลย — บริษัทซิตี้คอร์ป ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4819/2549
#268912
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 กำหนดว่า "ผู้เช่าสัญญาว่า (ก)...กรณีที่รถยนต์สูญหาย ผู้เช่ายอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที โดยผู้เช่าจะไม่ยกเหตุที่เจ้าของมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยรายที่ผู้เช่าเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยตามเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 (ซ) มาปฏิเสธความรับผิดที่จะต้องชำระราคาดังกล่าวข้างต้น...(ซ) จะประกันภัยรถยนต์โดยทันที...และให้สลักหลังระบุให้เจ้าของเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์เต็มจำนวน...และเงินทั้งหมดที่บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายและที่ได้จ่ายในกรณีที่รถยนต์ถูกลักหรือเสียหายอย่างสิ้นเชิงตามสัญญาประกันภัยใดๆ ดังกล่าวแล้ว ให้บริษัทรับประกันภัยจ่ายให้แก่เจ้าของโดยตรงโดยสัญญานี้..." ซึ่งหากเป็นไปตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวแล้ว กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไป จำเลยผู้ให้เช่าซื้อได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2 ทาง โดยได้จากผู้เช่าและจากบริษัทประกันภัย อันเป็นการเกินกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับ เมื่อโจทก์เป็นผู้เสียเบี้ยประกันภัยและจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัยก็เพื่อโจทก์จะไม่ต้องเป็นภาระใช้ค่ารถให้แก่จำเลยจึงยอมเสียเบี้ยประกันภัยและจำเลยได้แสดงเจตนาขอค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยแล้ว จนบริษัทประกันภัยอนุมัติจ่ายเงินให้จำเลย การที่จำเลยรับเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือจากโจทก์ หลังจากรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อดังกล่าวให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 402,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 342,636 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 227,030 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2540 โจทก์เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยราคา 298,130.84 บาท ชำระเงินค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา 65,607.48 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็น 12 งวด งวดละ 22,703 บาท ภายในวันที่ 2 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 2 มิถุนายน 2540 ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.2 แล้วโจทก์ได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปเอาประกันภัยไว้กับบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด มีจำเลยเป็นผู้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 250,000 บาท ตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.3 หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้ว โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลย 2 งวด ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2540 รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป จำเลยติดต่อบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยขอรับค่าสินไหมทดแทนจำนวน 250,000 บาท ตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยบริษัทประกันภัยดังกล่าวอนุมัติให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนวันที่ 23 ธันวาคม 2540 โดยแจ้งให้จำเลยทราบในเดือนมกราคม 2541 และให้จำเลยไปติดต่อบริษัทประกันภัยดังกล่าวในวันที่ 17 เมษายน 2541 จำเลยก็ไปติดต่อขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว แต่พนักงานของบริษัทประกันภัยดังกล่าวที่ทำเรื่องจ่ายเงินไม่อยู่ทางบริษัทประกันภัยดังกล่าวให้จำเลยมาติดต่ออีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยไปติดต่อในเดือนดังกล่าวจึงทราบว่าบริษัทประกันภัยดังกล่าวถูกกรมการประกันภัยเข้าควบคุมกิจการแล้ว จำเลยจึงไม่ได้ค่าสินไหมทดแทน คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อ 10 งวด เป็นเงิน 227,030 บาท แก่โจทก์หรือไม่ ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 3 กำหนดว่า "ผู้เช่าสัญญาว่า (ก)...กรณีที่รถยนต์สูญหาย ผู้เช่ายอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที โดยผู้เช่าจะไม่ยกเหตุที่เจ้าของมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยรายที่ผู้เช่าเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยตามเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 (ซ) มาปฏิเสธความรับผิดที่จะต้องชำระราคาดังกล่าวข้างต้น...(ซ) จะประกันภัยรถยนต์โดยทันที (เว้นแต่เจ้าของจะได้ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอย่างอื่น) และระหว่างอายุสัญญาฉบับนี้จะประกันภัยรถยนต์ไว้ตลอดเวลาโดยใช้กรมธรรม์ชนิดให้ความคุ้มครองเต็มจำนวนราคาค่าเช่าซื้อโดยปราศจากข้อกำหนดความรับผิดอย่างต่ำที่ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบเองหรือข้อจำกัดสิทธิใดๆ กับบริษัทประกันภัยที่เจ้าของเชื่อถือ และให้สลักหลังระบุให้เจ้าของเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์เต็มจำนวนและมอบกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไว้กับเจ้าของ ผู้เช่าในฐานะผู้เอาประกันภัยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด ถ้าผู้เช่าส่งคืนรถยนต์ให้แก่เจ้าของหรือถ้าเจ้าของกลับเข้าครอบครองรถยนต์นั้น ส่วนได้เสียของผู้เช่าในการประกันภัยใดๆ ที่ทำไว้ตามสัญญาฉบับนี้ให้ตกเป็นของเจ้าของอย่างสิ้นเชิง โดยให้เจ้าของมีสิทธิได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการประกันภัยดังกล่าวรวมทั้งสิทธิเรียกร้องใดๆ ตามกรมธรรม์ที่ยังค้างอยู่ ณ เวลาที่ส่งรถยนต์คืน หรือ ณ เวลากลับเข้าครอบครองรถยนต์และ/หรือส่วนลดเบี้ยประกันภัยใดๆ สิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนใดๆ และเงินทั้งหมดที่บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายและที่ได้จ่ายในกรณีรถยนต์ถูกลักหรือเสียหายอย่างสิ้นเชิงตามสัญญาประกันภัยใดๆ ดังกล่าวแล้วให้บริษัทรับประกันภัยจ่ายให้แก่เจ้าของโดยตรงและโดยสัญญานี้ ผู้เช่ามอบหมายอำนาจอันจะเพิกถอนมิได้ให้เจ้าของเป็นผู้ออกใบรับเงินให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยสำหรับเงินใดๆ ที่บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว" เห็นว่า หากเป็นไปตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวแล้ว กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปจำเลยผู้ให้เช่าซื้อได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2 ทาง โดยได้จากโจทก์ผู้เช่าและจากบริษัทประกันภัย อันเป็นการเกินกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับ เมื่อโจทก์เป็นผู้เสียเบี้ยประกันภัยและจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัยก็เพื่อโจทก์จะไม่ต้องเป็นภาระใช้ค่ารถให้แก่จำเลยจึงยอมเสียเบี้ยประกันและจำเลยได้แสดงเจตนาขอค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยแล้ว จนบริษัทประกันภัยอนุมัติให้จ่ายเงินให้จำเลย การที่จำเลยรับเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือจากโจทก์ หลังจากรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อดังกล่าวให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญชา เอื้อวงศ์วศิน
จำเลย — บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4800/2549
#267435
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนและประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน แต่ก็มิได้บัญญัติว่าหากไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในเวลาดังกล่าวจะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนระงับสิ้นไป ดังนั้นระยะเวลาการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีจึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิโดยเร็วเท่านั้นไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิ ซึ่งต่างจากมาตรา 56 วรรคสอง อันเป็นกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน และสำนักงานประกันสังคมได้แจ้งให้บุคคลดังกล่าวมารับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินนั้นจึงจะตกเป็นของกองทุนประกันสังคม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ที่ รง 0622/ปย.42261 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 214/2547 ลงวันที่ 9 เมษายน 2547 กับให้จำเลยมีคำสั่งจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ที่ รง 0622/ปย.42261 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 214/2547 ลงวันที่ 9 เมษายน 2547 กับให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนและประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติว่าหากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในเวลาดังกล่าว จะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนระงับสิ้นไป ดังนั้นระยะเวลาการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีดังกล่าวจึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิแต่อย่างใด ซึ่งต่างกับกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะไม่ได้รับประโยชน์ทดแทนจะต้องเป็นไปตามมาตรา 56 วรรคสอง อันเป็นกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน และสำนักงานประกันสังคมได้แจ้งให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนมารับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคม ประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินนั้นจึงจะตกเป็นของกองทุนประกันสังคม กรณีของโจทก์เพียงแต่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ให้ไปยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมภายในหนึ่งปีตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง อันเป็นชั้นขอใช้สิทธิเท่านั้น มิใช่กรณีได้รับแจ้งให้ไปรับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินตามมาตรา 56 วรรคสอง ดังที่กล่าวมา ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ภายในหนึ่งปีก็ไม่ถูกตัดสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 54 ม. 56 ม. 77 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรเดช วงศ์สุเมธ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4799/2549
#266645
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในปัญหาที่มีการวินิจฉัยตามข้ออ้างตามคำฟ้องโจทก์ อันเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวได้ หามีบทกฎหมายห้ามแต่อย่างใด

จำเลยมีหนังสือขอรับโอนบัตรภาษีต่อโจทก์โดยมีข้อตกลงว่า ในกรณีเกิดการทุจริตในการรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการ โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้นข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยว่า ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีรายพิพาท หากปรากฏว่าการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของผู้โอนสิทธิเกิดจากการทุจริต และความเสียหายเกิดแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนต้องรับผิดต่อโจทก์ มิใช่เป็นความตกลงยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเมินเล่ออย่างร้ายแรงของตนอันเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 แต่เป็นข้อสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีกฎหมายห้าม จึงใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนบัตรภาษีหรือใช้เงิน 946,291.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 563,883.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 942,291.61 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 563,883.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว สมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ก่อนว่าอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่สมควรได้รับการพิจารณาหรือไม่ โดยศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า บริษัททักษิณเท็กซ์ไทล์ จำกัด กับจำเลยมีเจตนาหลอกลวงพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ให้ออกบัตรภาษีรายพิพาทแก่จำเลยและจำเลยได้ให้สัญญาแก่โจทก์โดยทำคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีต่อโจทก์ ในกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ จึงเป็นการตกลงล่วงหน้าระหว่างผู้แทนโจทก์กับจำเลย เป็นข้อยกเว้นไม่ให้โจทก์ต้องได้รับความเสียหายเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์หรือตัวแทนของโจทก์ จึงเป็นโมฆะ ใช้บังคับจำเลยไม่ได้ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในปัญหาตามข้ออ้างตามคำฟ้องโจทก์อันเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ซึ่งแม้จำเลยจะไม่ได้ยื่นคำให้การ จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง หามีบทกฎหมายห้ามแต่อย่างใดไม่

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ข้อสัญญาที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์ตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีว่า ในกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้นเป็นโมฆะหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยว่า ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีรายพิพาท หากปรากฏว่าการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของผู้โอนสิทธิเกิดจากการทุจริตและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนยินยอมรับผิดต่อโจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ กรณีมิใช่ความตกลงยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนอันเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 แต่เป็นข้อสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้าม จึงใช้บังคับได้ ไม่เป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่โจทก์ออกบัตรภาษีรายพิพาทให้แก่จำเลยเกิดจากการทุจริตของบริษัททักษิณเท็กซ์ไทล์ จำกัด ผู้ขอโอนสิทธิให้แก่จำเลย และจำเลยนำบัตรภาษีรายพิพาทไปใช้ชำระค่าภาษีอากรหมดแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทให้แก่โจทก์ตามข้อสัญญาที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยได้รับโอนบัตรภาษีรายพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ตามบทกฎหมายเรื่องลาภมิควรได้หรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ความรับผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นความรับผิดอันเกิดแต่สัญญา และเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยเมื่อผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องโจทก์ว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยใช้เงินตามบัตรภาษีรายพิพาทแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 23 มกราคม 2547 ครบกำหนดจำเลยชำระหนี้วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับบัตรภาษีรายพิพาทจากโจทก์ตามคำขอของโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 563,883.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 2 กันยายน 2547) ให้จำเลยรับผิดไม่เกิน 378,407.79 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 373
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัท ต. ทองชัย (๑๙๙๑) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4799/2549
#267591
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในปัญหาตามข้ออ้างตามคำฟ้องโจทก์อันเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์ได้ ไม่มีบทกฎหมายห้าม

ข้อสัญญาที่จำเลยให้ไว้แก่กรมศุลกากรโจทก์ตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีที่ว่า ในกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการ มิใช่ความตกลงยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนอันเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 แต่เป็นข้อสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามจึงใช้บังคับได้ไม่เป็นโมฆะ

การที่กรมศุลกากรโจทก์ออกบัตรภาษีให้แก่จำเลยเกิดจากการทุจริตของบริษัท ท. ผู้ขอโอนสิทธิให้แก่จำเลย และจำเลยนำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรหมดแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์ตามข้อสัญญาที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยได้รับโอนบัตรภาษีมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตามบทกฎหมายเรื่องลาภมิควรได้หรือไม่ เมื่อความรับผิดของจำเลยเป็นความรับผิดอันเกิดแต่สัญญา และเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยเมื่อผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยใช้เงินตามบัตรภาษีแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 23 มกราคม 2547 ครบกำหนดจำเลยชำระหนี้วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 บริษัททักษิณเท็กซ์ไทล์ จำกัด ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออก เลขที่ 0829887 และ 0829888 และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 บริษัทยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกเลขที่ 0861521 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์อ้างว่าบริษัทเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 บริษัทได้ส่งออกสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรไปจำหน่ายยังต่างประเทศตามใบขนสินค้าขาออก 3 ฉบับ, 1 ฉบับ และ 10 ฉบับ ตามลำดับ บริษัทมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีเป็นเงิน 209,326.51 บาท, 69,576.41 บาท และ 284,980.90 บาท ตามลำดับ บริษัทขอโอนบัตรภาษีตามสิทธิดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีตามคำขอของบริษัททั้งสามฉบับดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยจำเลยให้สัญญาว่ากรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เชื่อว่าบริษัทเป็นผู้ส่งออกได้ส่งออกสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรไปจำหน่ายยังต่างประเทศและมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามที่ยื่นคำขอจึงออกบัตรภาษีมูลค่า 209,326.51 บาท, 69,576.41 บาท และ 284,980.90 บาท ให้จำเลยรับไปเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2538, 26 กรกฎาคม 2538 และ 28 พฤศจิกายน 2538 ตามลำดับ จำเลยได้นำบัตรภาษีทั้งสามฉบับดังกล่าวไปใช้ชำระค่าภาษีอากรของจำเลยแล้ว ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่า บริษัทไม่ได้ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศตามใบขนสินค้าขาออกที่บริษัทอ้าง แต่บริษัทกระทำการโดยทุจริตโดยเอกสารที่แสดงต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ในการยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกของบริษัทเป็นเอกสารเท็จและเอกสารปลอม บริษัทไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และไม่มีสิทธิขอโอนบัตรภาษีให้จำเลย ส่วนจำเลยไม่มีสิทธิได้รับบัตรภาษี โจทก์ทวงถามจำเลยให้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีทั้งสามฉบับแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้งรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีทั้งสามฉบับแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 563,883.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 378,407.79 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนบัตรภาษีหรือใช้เงิน 946,291.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 563,883.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 942,291.61 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 563,883.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2538 บริษัททักษิณเท็กซ์ไทล์ จำกัด ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกเลขที่ 0829887 และ 0829888 และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 บริษัทยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกเลขที่ 0861521 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ อ้างว่าบริษัทเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 บริษัทได้ส่งออกสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรไปจำหน่ายยังต่างประเทศตามใบขนสินค้าขาออก 3 ฉบับ, 1 ฉบับ และ 10 ฉบับ ตามลำดับ บริษัทมีสิทธิได้รับเงินค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีตามคำขอแต่ละฉบับ เป็นเงิน 209,326.51 บาท, 69,576.41 บาท และ 284,980.90 บาท ตามลำดับ บริษัทขอโอนบัตรภาษีตามสิทธิดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีตามคำขอของบริษัททั้งสามฉบับดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยจำเลยให้สัญญาว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เชื่อว่าบริษัทเป็นผู้ส่งออกได้ส่งออกสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรไปจำหน่ายยังต่างประเทศ และมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามที่ยื่นคำขอ จึงออกบัตรภาษีมูลค่า 209,326.51 บาท, 69,576.41 บาท และ 284,980.90 บาท ให้จำเลยรับไปเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2538, 26 กรกฎาคม 2538 และ 28 พฤศจิกายน 2539 ตามลำดับ จำเลยได้นำบัตรภาษีทั้งสามฉบับดังกล่าวไปใช้ชำระค่าภาษีอากรของจำเลยแล้วต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจสอบพบว่าบริษัทไม่ได้ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศตามใบขนส่งสินค้าออกที่บริษัทอ้าง แต่บริษัทกระทำการโดยทุจริต โดยเอกสารที่แสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ในการยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกของบริษัทเป็นเอกสารเท็จและเอกสารปลอม โจทก์ทวงถามจำเลยให้คืนบัตรภาษีหรือใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีทั้งสามฉบับแก่โจทก์แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

พิเคราะห์แล้ว สมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ก่อนว่าอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่สมควรได้รับการพิจารณาหรือไม่ โดยศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า บริษัททักษิณเท็กซ์ไทล์ จำกัด กับจำเลยมีเจตนาหลอกลวงพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ให้ออกบัตรภาษีรายพิพาทแก่จำเลย และจำเลยได้ให้สัญญาแก่โจทก์โดยทำคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีต่อโจทก์ว่าในกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการ โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ เมื่อจำเลยนำบัตรภาษีรายพิพาทไปชำระค่าภาษีอากรหมดแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยรับโอนบัตรภาษีรายพิพาทจากบริษัททักษิณเท็กซ์ไทล์ จำกัด โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน กรณีเป็นมูลลาภมิควรได้ เมื่อจำเลยนำบัตรภาษีรายพิพาทไปใช้ชำระค่าภาษีอากรหมดแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามฟ้อง สำหรับข้อสัญญาที่ว่าในกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เป็นการตกลงล่วงหน้าระหว่างผู้แทนโจทก์กับจำเลย เป็นข้อยกเว้นไม่ให้โจทก์ต้องได้รับความเสียหายเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์หรือตัวแทนของโจทก์ จึงเป็นโมฆะ ใช้บังคับจำเลยไม่ได้ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในปัญหาตามข้ออ้างตามคำฟ้องโจทก์อันเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ซึ่งแม้จำเลยจะไม่ได้ยื่นคำให้การ จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง หามีบทกฎหมายห้ามแต่อย่างใดไม่

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ข้อสัญญาที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์ตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีว่า ในกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้นเป็นโมฆะหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีที่จำเลยทำให้ไว้แก่โจทก์แล้ว เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยว่า ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีรายพิพาท หากปรากฏว่าการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของผู้โอนสิทธิเกิดจากการทุจริตและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนยินยอมรับผิดต่อโจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ กรณีมิใช่ความตกลงยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนอันเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 แต่เป็นข้อสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้าม จึงใช้บังคับได้ไม่เป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่โจทก์ออกบัตรภาษีรายพิพาทให้แก่จำเลยเกิดจากการทุจริตของบริษัททักษิณเท็กซ์ไทล์ จำกัด ผู้ขอโอนสิทธิให้แก่จำเลย และจำเลยนำบัตรภาษีรายพิพาทไปใช้ชำระค่าภาษีอากรหมดแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทให้แก่โจทก์ตามข้อสัญญาที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยได้รับโอนบัตรภาษีรายพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ตามบทกฎหมายเรื่องลาภมิควรได้หรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ความรับผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นความรับผิดอันเกิดแต่สัญญา และเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยเมื่อผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องโจทก์ว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยใช้เงินตามบัตรภาษีรายพิพาทแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 23 มกราคม 2547 ครบกำหนดจำเลยชำระหนี้วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับบัตรภาษีรายพิพาทจากโจทก์ตามคำขอของโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 563,883.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 2 กันยายน 2547) ให้จำเลยรับผิดไม่เกิน 378,407.79 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 369 ม. 373
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัท ต.ทองชัย (1991) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา