คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4799/2549
#268911
เปิดฉบับเต็ม

ข้อสัญญาที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์ตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีว่าในกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการแสดงเจตนาของจำเลยว่า ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีรายพิพาท หากปรากฏว่าการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของผู้โอนสิทธิเกิดจากการทุจริตและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนยินยอมรับผิดต่อโจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ กรณีมิใช่ความตกลงยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนอันเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 แต่เป็นข้อสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามจึงใช้บังคับได้ไม่เป็นโมฆะ

ความรับผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดอันเกิดแต่สัญญา และเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยเมื่อผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยใช้เงินตามบัตรภาษีรายพิพาทแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 23 มกราคม 2547 ครบกำหนดจำเลยชำระหนี้วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 บริษัททักษิณเท็กซ์ไทล์ จำกัด ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกเลขที่ 0829887 และ 0829888 และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 บริษัทยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกเลขที่ 0861521 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์อ้างว่าบริษัทเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 บริษัทได้ส่งออกสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรไปจำหน่ายยังต่างประเทศตามใบขนสินค้าขาออก 3 ฉบับ, 1 ฉบับ และ 10 ฉบับ ตามลำดับ บริษัทมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีเป็นเงิน 209,326.51 บาท 69,576.41 บาท และ 284,980.90 บาท ตามลำดับ บริษัทขอโอนบัตรภาษีตามสิทธิดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีตามคำขอของบริษัททั้งสามฉบับดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยจำเลยให้สัญญาว่ากรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เชื่อว่าบริษัทเป็นผู้ส่งออกได้ส่งออกสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรไปจำหน่ายยังต่างประเทศและมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามที่ยื่นคำขอจึงออกบัตรภาษีมูลค่า 209,326.51 บาท 69,576.41 บาท และ 284,980.90 บาท ให้จำเลยรับไปเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2538, 26 กรกฎาคม 2538 และ 28 พฤศจิกายน 2538 ตามลำดับ จำเลยได้นำบัตรภาษีทั้งสามฉบับดังกล่าวไปใช้ชำระค่าภาษีอากรของจำเลยแล้ว ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่า บริษัทไม่ได้ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศตามใบขนสินค้าขาออกที่บริษัทอ้าง แต่บริษัทกระทำการโดยทุจริตโดยเอกสารที่แสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ในการยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกของบริษัทเป็นเอกสารเท็จและเอกสารปลอม บริษัทไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และไม่มีสิทธิขอโอนบัตรภาษีให้จำเลย ส่วนจำเลยไม่มีสิทธิได้รับบัตรภาษี โจทก์ทวงถามจำเลยให้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีทั้งสามฉบับแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีทั้งสามฉบับแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 563,883.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 378,407.79 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนบัตรภาษีหรือใช้เงิน 946,291.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 563,883.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 942,291.61 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 563,883.82 บาท นันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว สมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ก่อนว่าอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่สมควรได้รับการพิจารณาหรือไม่ โดยศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า บริษัททักษิณเท็กซ์ไทล์ จำกัด กับจำเลยมีเจตนาหลอกลวงพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ให้ออกบัตรภาษีรายพิพาทแก่จำเลยและจำเลยได้ให้สัญญาแก่โจทก์โดยทำคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีต่อโจทก์ว่าในกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการ โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เมื่อจำเลยนำบัตรภาษีรายพิพาทไปชำระค่าภาษีอากรหมดแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยรับโอนบัตรภาษีรายพิพาทจากบริษัททักษิณเท็กซ์ไทล์ จำกัด โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน กรณีเป็นมูลลาภมิควรได้ เมื่อจำเลยนำบัตรภาษีรายพิพาทไปใช้ชำระค่าภาษีอากรหมดแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามฟ้อง สำหรับข้อสัญญาที่ว่าในกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เป็นการตกลงล่วงหน้าระหว่างผู้แทนโจทก์กับจำเลย เป็นข้อยกเว้นไม่ให้โจทก์ต้องได้รับความเสียหายเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์หรือตัวแทนของโจทก์ จึงเป็นโมฆะ ใช้บังคับจำเลยไม่ได้ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในปัญหาตามข้ออ้างตามคำฟ้องโจทก์ อันเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ซึ่งแม้จำเลยจะไม่ได้ยื่นคำให้การ จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง หามีบทกฎหมายห้ามแต่อย่างใดไม่

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ข้อสัญญาที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์ตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีว่า ในกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้นเป็นโมฆะหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีที่จำเลยทำให้ไว้แก่โจทก์แล้ว เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยว่าในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีรายพิพาท หากปรากฏว่าการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของผู้โอนสิทธิเกิดจากการทุจริตและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนยินยอมรับผิดต่อโจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ กรณีมิใช่ความตกลงยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนอันเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 แต่เป็นข้อสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้าม จึงใช้บังคับได้ไม่เป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่โจทก์ออกบัตรภาษีรายพิพาทให้แก่จำเลยเกิดจากการทุจริตของบริษัททักษิณเท็กซ์ไทล์ จำกัด ผู้ขอโอนสิทธิให้แก่จำเลย และจำเลยนำบัตรภาษีรายพิพาทไปใช้ชำระค่าภาษีอากรหมดแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทให้แก่โจทก์ตามข้อสัญญาที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยได้รับโอนบัตรภาษีรายพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตามบทกฎหมายเรื่องลาภมิควรได้หรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีความรับผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นความรับผิดอันเกิดแต่สัญญา และเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยเมื่อผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องโจทก์ว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยใช้เงินตามบัตรภาษีรายพิพาทแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 23 มกราคม 2547 ครบกำหนดจำเลยชำระหนี้วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับบัตรภาษีรายพิพาทจากโจทก์ตามคำขอของโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 563,883.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 2 กันยายน 2547) ให้จำเลยรับผิดไม่เกิน 378,407.79 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัท ต.ทองชัย (1991) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4798/2549
#268904
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากรฯ มาตรา 91/2 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." การที่โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินตามฟ้องแก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายโดยเสน่หา แม้การให้โดยเสน่หาจะถือเป็นการขายตามมาตรา 91/1 (4) แห่ง ป.รัษฎากรฯ แต่การที่บุพการีให้ทรัพย์สินโดยเสน่หาแก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่กรณีที่ทำเป็นทางค้าหรือหากำไร การให้โดยเสน่หาดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะมาตรา 91/2 แห่ง ป.รัษฎากรฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินของจำเลยที่ 1 เลขที่ 03013280/4/100592 (ที่ถูก เลขที่ 03013280/6/100592) ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2546 จำนวน 660,000 บาท และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/87/2547 ฉบับลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนตุลาคม 2538

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 03013280/6/100592 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2546 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/87/2547 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 พิพากษายกฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2537 ต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2538 โจทก์ได้จดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวแก่นางอรสา ตั้งสัจจะพจน์ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์โดยเสน่หา ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2546 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะและเงินเพิ่มรวม 660,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎาการ มาตรา 91/2 บัญญัติว่า " ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." การที่โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินตามฟ้องแก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายโดยเสน่หาแม้การให้โดยเสน่หาจะถือเป็นการขายตามมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากรแต่การที่บุพการีให้ทรัพย์สินโดยเสน่หาแก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่กรณีที่ทำเป็นทางการค้าหรือหากำไร การให้โดยเสน่หาดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะและเงินเพิ่มตามฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4) ม. 91/2 ม. 91/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุไร เอื้ออารีมิตร
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4797/2549
#269183
เปิดฉบับเต็ม

ในการเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น แม้ ป.รัษฎากรฯ ลักษณะ 2 หมวด 3 ส่วน 3 จะมิได้มีบทบัญญัติว่ากรณีที่วัตถุดิบขาดหายจากบัญชีให้ถือว่าเป็นการขาย แต่ถ้ามีการนำวัตถุดิบที่ขาดหายนั้นไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่ายก็ถือเป็นการขายสินค้าสำเร็จรูปตามความเป็นจริง และแม้ ป.รัษฎากรฯ มาตรา 77/1 (8) (จ) จะบัญญัติให้ถือว่าการที่วัตถุดิบขาดหายจากบัญชีให้ถือเป็นการขายวัตถุดิบนั้น แต่ถ้ามีการนำวัตถุดิบที่ขาดหายนั้นไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่ายก็ถือว่าเป็นการขายสินค้าสำเร็จรูปตามความเป็นจริงเช่นเดียวกัน การผลิตและขายทั้งสองกรณีนี้ย่อมจะต้องเสียภาษีจากราคาสำเร็จรูปของสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ขาดหายนั้น โจทก์มี ส. ผู้ตรวจสอบบัญชีเบิกความอ้างเหตุวัตถุดิบขาดหายว่าเกิดจากการสูญเสียในระหว่างการผลิตหรือเกิดจากการลงรายการในบัญชีคุมสินค้าและวัตถุดิบผิดพลาด ไม่ได้ยืนยันว่าเหตุขาดหายนั้นเกิดจากกรณีใดในสองกรณีนั้น แม้โจทก์จะมี ก. ผู้จัดการโรงงาน และ ธ. ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานของโจทก์เบิกความถึงขั้นตอนในการผลิตตู้ลำโพงเพื่อแสดงให้เห็นว่าผ้าเน็ท (SPEAKER CLOTH) อาจเกิดการสูญเสียได้ในขณะนำไปประกอบเพื่อผลิตตู้ลำโพงแต่พยานโจทก์ทั้งสองก็ไม่สามารถหาหลักเกณฑ์แน่นอนได้ว่ามีการสูญเสียวัตถุดิบในการผลิตมากน้อยเพียงใด พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าเหตุที่วัตถุดิบขาดหายจากบัญชีมิได้เกิดจากการนำไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่ายข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การที่วัตถุดิบขาดหายจากบัญชีเกิดจากการที่โจทก์นำไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่าย การที่เจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มโดยถือราคาสินค้าสำเร็จรูปเป็นฐานจึงถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินภาษีของจำเลยออกหมายเรียกตรวจสอบและทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2536 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 และการยื่นแบบแสดงรายการประมาณกำไรสุทธิตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว โดยให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชี ให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในปี 2536 สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2536 ในปี 2537 สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2537 ถึงพฤศจิกายน 2537 และธันวาคม 2537 ให้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมทั้งเบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2536 ถึงเดือนธันวาคม 2536 และเดือนภาษีมกราคม 2537 ถึงธันวาคม 2537 รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 205,674,346.62 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเห็นชอบด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทุกกรณี แต่มีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงลดเบี้ยปรับให้ โดยภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บร้อยละ 50 ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะให้เรียกเก็บร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย กับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 และปี 2537 ที่ว่าโจทก์แสดงรายได้ต่ำไป โดยเปรียบเทียบจากบัญชีคุมวัตถุดิบกับบัญชีคุมสินค้าสำเร็จรูป พบว่าสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตได้มีจำนวนน้อยกว่าวัตถุดิบที่เบิกมาใช้ในการผลิต จึงสันนิษฐานว่าสินค้าสำเร็จรูปที่ขาดหายไปเป็นการขายภายในประเทศ แต่ไม่ได้นำมาเป็นรายได้ของโจทก์ นอกจากนี้ในปี 2536 ยอดสินค้าสำเร็จรูปคงเหลือ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2536 ไม่ตรงกับยอดยกไป ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2536 ส่วนที่ขาดไปถือว่าเป็นการขายแต่โจทก์มิได้นำลงบัญชีเป็นรายได้นั้น ไม่ชอบด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง เนื่องจากโจทก์ทำธุรกิจประกอบตู้ลำโพงตามคำสั่งของลูกค้าต่างประเทศตามแบบและขนาดที่กำหนดภายใต้เครื่องหมายการค้าและการออกแบบด้านเทคนิคของลูกค้าทั้งหมด และยังมีข้อตกลงห้ามมิให้นำสินค้าที่ผลิตไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งโจทก์ปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อตกลงดังกล่าวโดยเคร่งครัด การที่วัตถุดิบที่เบิกจ่ายมาใช้ในการผลิตตามรายงานสินค้าและวัตถุดิบคลาดเคลื่อนไปเป็นเพราะระบบบัญชีของโจทก์ไม่มีมาตรฐานเพียงพอและบางส่วนเกิดจากการชำรุดเสียหาย เจ้าพนักงานประเมินประเมินรายได้ของโจทก์ขึ้นเองโดยไม่มีเอกสารการขายหรือการส่งออกตามพิธีการศุลกากรของโจทก์ประกอบแต่อย่างใด นอกจากนี้วัตถุดิบที่ขาดหายไปก็ไม่สามารถผลิตตู้ลำโพงให้สำเร็จโดยไม่ต้องใช้วัตถุดิบอื่นประกอบ ฉะนั้น จึงน่าจะนำเพียงมูลค่าของวัตถุดิบที่ขาดหายไปมาเป็นฐานในการคำนวณรายได้ของโจทก์เพิ่มขึ้น มิใช่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าสำเร็จรูป ส่วนยอดสินค้าคงเหลือเดือนกรกฎาคม 2536 ที่ขาดหายไปถือว่าโจทก์ขายสินค้าแต่ไม่นำลงบัญชีนั้น ก็เกิดจากการที่โจทก์เปลี่ยนแปลงระบบการลงบัญชีมาลงรายงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อปรากฏว่าสินค้าตามบัญชีไม่ตรงกับสินค้าคงเหลือที่มีอยู่จริงจึงปรับปรุงบัญชีใหม่ มิได้มีการนำไปจำหน่ายแต่อย่างใด ส่วนข้อที่ว่าโจทก์ให้กรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยนั้น เนื่องจากในปี 2536 และปี 2537 โจทก์ว่าจ้างบริษัทบีไซน์แอนด์คอนสตรัคชัน จำกัด ก่อสร้างอาคารโรงงานและสำนักงาน แต่ไม่ได้ทำสัญญาว่าจ้างกัน และให้บริษัทบีไซน์แอนด์คอนสตรัคชัน จำกัด เป็นผู้ซื้อวัสดุก่อสร้าง โดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อและนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง โจทก์จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้แก่บริษัทบีไซน์แอนด์คอนสตรัคชัน จำกัด เป็นงวดๆ โดยบันทึกบัญชีว่าให้พนักงานหรือกรรมการของโจทก์กู้เงินดังกล่าวไปเมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินค่าวัสดุก่อสร้างก็จะปรับปรุงรายการบัญชีว่าเป็นการจ่ายค่าวัสดุก่อสร้าง แล้วตัดเงินกู้ยืมที่บันทึกไว้ออก ซึ่งโจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่ากระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2536 และเดือนภาษีมีนาคม 2537 ถึงธันวาคม 2537 เนื่องจากมียอดขายสินค้าต่ำกว่าบัญชี เมื่อตรวจจากการเบิกวัตถุดิบมาผลิตตามรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ถือเป็นการขายสินค้าในเดือนสุดท้ายของปี โจทก์มิได้นำวัตถุดิบที่ขาดหายไปผลิตสินค้าสำเร็จเพื่อขายแต่อย่างใด แต่เกิดจากการผิดพลาดในการลงบัญชีและระบบบัญชีไม่ได้มาตรฐาน ส่วนการประเมินภาษีเพิ่มเติมในเดือนภาษีมีนาคม 2537 ถึงพฤศจิกายน 2537 เนื่องจากโจทก์นำใบกำกับภาษีซึ่งโจทก์มิได้เป็นผู้ซื้อโดยตรงแม้จะระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อมาใช้เครดิตภาษีนั้น ก็เกิดจากการเข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน โจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีแต่อย่างใด จึงขอให้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้เหมาะสม กรณีการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2536 ถึงธันวาคม 2536 และเดือนภาษีมกราคม 2537 ถึงธันวาคม 2537 ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า โจทก์ให้พนักงานหรือกรรมการของโจทก์กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์นั้น ตามความเป็นจริงโจทก์ไม่ได้ให้ผู้ใดกู้ยืมเงินเลย แต่เป็นการจ่ายเงินค่าก่อสร้างให้แก่บริษัทบีไซน์แอนด์คอนสตรัคชัน จำกัด เป็นงวดๆ แล้วบันทึกบัญชีว่าให้พนักงานหรือกรรมการของโจทก์กู้ยืมเงินดังกล่าว โจทก์ได้ชำระภาษีโดยถูกต้องมาโดยตลอด ไม่มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงภาษีและยังได้ให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานประเมินโดยส่งพนักงานของโจทก์ไปพบรวมทั้งส่งมอบเอกสารต่างๆ ตามที่เจ้าพนักงานประเมินต้องการ เมื่อถูกประเมินภาษีก็ยินยอมให้จำเลยนำเครดิตภาษีของโจทก์ไปหักกลบลบหนี้กับภาษีเป็นเงิน 107,588,812.20 บาท ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ สต.7/25240090/2/100010, เลขที่ สต.7/05240090/2/100011, เลขที่ สต.7/05240090/5/100075, เลขที่ สต.7/05240090/5/100085 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับพร้อมกับคืนเงินภาษีและเงินเพิ่มที่โจทก์ชำระไปแล้วตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ถูกเพิกถอนแก่โจทก์ให้งดหรือลดเบี้ยปรับตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ สต.7/05240090/5/100076 ถึง สต.7/05240090/5/100084 และเลขที่ สต.7/05240090/6/100009 ถึง เลขที่ สต.7/05240090/6/100032

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ออกหมายเรียกตรวจสอบสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2536 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 เพื่อทำการตรวจสอบภาษีอากรทุกประเภทของโจกท์ ผลการตรวจสอบปรากฏว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน และมิได้ยื่นแบบเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่า โจทก์ยื่นแสดงรายรับต่ำไป จากการตรวจบัญชีคุมวัตถุดิบเปรียบเทียบกับสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตได้ ปรากฏว่า วัตถุดิบขาดหายไปมากกว่าจำนวนสินค้าสำเร็จรูป เมื่อคำนวณเป็นราคาสินค้าสำเร็จรูปบวกกำไรขั้นต้นในอัตราร้อยละตามงบกำไรขาดทุนของโจทก์เป็นยอดขายในประเทศไม่ลงบัญชี กรณีที่สินค้าสำเร็จรูปคงเหลือยกไปเดือนสิงหาคม 2536 มากกว่ายอดยกมาในเดือนกันยายน 2536 ยอดแตกต่างที่ขาดหายไปถือเป็นยอดขายในประเทศไม่ลงบัญชี นอกจากนี้ยอดรายรับต่ำไป จากการตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรจากต่างประเทศตามที่กรมศุลกากรแจ้ง ปรากฏว่าโจทก์บันทึกบัญชีซื้อวัตถุไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินถือเป็นยอดขายไม่ลงบัญชีบวกด้วยกำไรขั้นต้นตามงบดุลของโจทก์ การที่โจทก์อ้างว่าพนักงานของโจทก์บันทึกรายการคลาดเคลื่อนเนื่องจากระบบบัญชีไม่มีมาตรฐาน และวัตถุดิบบางส่วนเกิดการชำรุดเสียหายแต่ไม่ได้มีการบันทึกไว้ เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินรายได้ของโจทก์เพิ่มขึ้นเป็นการกำหนดขึ้นเองนั้น ได้ตรวจจากเอกสารบัญชีของโจทก์ที่มีผู้สอบบัญชีรับรองตามมาตรฐานการบัญชีและกรรมการของโจทก์รับรองว่าถูกต้อง การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินได้กระทำโดยถูกต้องตามมาตรฐานการตรวจสอบทางบัญชีโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายแล้ว ส่วนกรณีที่ตรวจสอบพบว่าโจทก์ให้ลูกจ้างและผู้ถือหุ้นกู้ยืมเงินและมีการทดรองจ่ายเงินให้ผู้ถือหุ้นโดยไม่คิดดอกเบี้ย เกิดจากการตรวจสอบหลักฐานทางบัญชีของโจทก์และจากการไต่สวนก็เป็นที่ยอมรับว่ามีการให้กู้ยืมและทดรองจ่ายจริง การที่โจทก์อ้างว่าไม่เคยให้พนักงานหรือกรรมการของโจทก์กู้ยืม เหตุที่บันทึกไว้ดังกล่าวนั้น เป็นเพราะได้ว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างโรงงานโดยไม่มีหลักฐานหรือใบรับเงินจากผู้รับจ้างก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ปราศจากเหตุผล ผิดวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่จะกระทำ นอกจากนี้ในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2537 โจทก์ยังนำรายจ่ายต้องห้ามมาคำนวณกำไรสุทธิจากการนำค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินตามใบสำคัญจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีอื่นมาเป็นค่าใช้จ่ายและยังมีรายจ่ายค่าดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมที่ใช้ขยายโรงงานถือเป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน ไม่ใช่รายจ่ายในการขายและการบริหาร กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2536 โจทก์ยอมรับแล้วว่ามียอดขายสินค้าสำเร็จรูป ยอดขายวัตถุดิบและทรัพย์สินที่ขาดบัญชี ส่วนเดือนภาษีมีนาคม 2537 ถึงพฤศจิกายน 2537 โจทก์ได้นำใบกำกับภาษีที่ผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารโรงงานเป็นผู้ซื้อสินค้าลงรายการเครดิตภาษีของโจทก์ แม้ใบกำกับภาษีจะระบุชื่อโจทก์ แต่โจทก์ไม่ใช่ผู้ซื้อสินค้าโดยตรง จึงต้องห้ามนำภาษีซื้อมาหัก และโจทก์ยอมรับในความผิดข้อนี้ สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2537 มียอดขายสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบขาดบัญชีรวมถึงภาษีซื้อต้องห้ามจากการนำใบกำกับภาษีซื้อที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นผู้ซื้อมิใช่โจทก์นำมาเครดิตภาษี โจทก์จึงต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม ต่อมาเมื่อโจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้ โดยให้เสียเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย กรณีภาษีธุรกิจเฉพาะ จากการที่โจทก์ให้บุคคลกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยและโจทก์ยินยอมให้คำนวณดอกเบี้ยเป็นรายรับถือเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ลดเบี้ยปรับให้ โดยเรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย สำหรับที่โจทก์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า มีเหตุอันควรผ่อนผันและได้พิจารณาลดเบี้ยปรับสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะคงให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เป็นคุณแก่โจทก์แล้ว ไม่มีเหตุอันควรที่จะลดให้อีก การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินภาษีที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยนั้น เมื่อการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จำเลยต้องคืนเงินภาษีแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ สต.7/05240090/2/10010, เลขที่ สต.7/05240090/2/100011 เลขที่ สต.7/05240090/5/100075 ถึงเลขที่ สต.7/05240090/5/100085 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ.(อธ.2)/15/2545 เลขที่ ศภญ.(อธ.2)/16/2545 เลขที่ ศภญ.(อธ.2)/18/2545 ถึงเลขที่ ศภญ.(อธ.2)/28/2545 ลงวันที่ 30 มกราคม 2545 เฉพาะส่วนของเบี้ยปรับโดยให้ลดลง คงเรียกเก็บร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายสำหรับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 และปี 2537 และภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีธันวาคม 2536 และเดือนภาษีธันวาคม 2537 เป็นการประเมินจากการที่วัตถุดิบขาดหายจากบัญชีเหมือนกัน จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า ในการเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น แม้ประมวลรัษฎากรลักษณะ 2 หมวด 3 ส่วน 3 จะมิได้มีบทบัญญัติว่ากรณีที่วัตถุดิบขาดหายจากบัญชีให้ถือเป็นการขาย แต่ถ้ามีการนำวัตถุดิบที่ขาดหายนั้นไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่ายก็ถือเป็นการขายสินค้าสำเร็จรูปตามความเป็นจริง และแม้ประมวลกฎรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) (จ) จะบัญญัติให้ถือว่าการที่วัตถุดิบขาดหายจากบัญชีให้ถือเป็นการขายวัตถุดิบนั้น แต่ถ้ามีการนำวัตถุดิบที่ขาดหายนั้นไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่ายก็ถือเป็นการขายสินค้าสำเร็จรูปตามความเป็นจริงเช่นเดียวกัน การผลิตและขายทั้งสองกรณีนี้ย่อมจะต้องเสียภาษีจากราคาสำเร็จรูปของสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ขาดหายนั้นโจทก์มีนางสุภา สงวนดีกุล ผู้ตรวจสอบบัญชีของโจทก์และได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้เป็นผู้ชี้แจงและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานประเมินแทนโจทก์เบิกความรับว่า มีวัตถุดิบคือผ้าเน็ท (SPEAKER CLOTH) ขาดหายไปมากกว่าจำนวนสินค้าสำเร็จรูป (ตู้ลำโพง) ที่ผลิตได้ตามจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งจริง แต่อ้างเหตุขาดหายว่าเกิดจากการสูญเสียในระหว่างการผลิตหรือเกิดจากการลงรายการในบัญชีคุมสินค้าและวัตถุดิบผิดพลาด ไม่ได้ยืนยันว่าเหตุขาดหายนั้นเกิดจากกรณีใดในสองกรณีนั้นคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้จึงไม่มีน้ำหนักที่จะทำให้เชื่อได้ว่าเหตุที่วัตถุดิบขายหายจากบัญชีมิได้เกิดจากการที่โจทก์นำไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่าย แม้โจทก์จะมีนายเกรียงศักดิ์ ตันตยาภิรม ผู้จัดการโรงงาน และนายธนชัย คล้ายวิเชียร ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานของโจทก์เบิกความอธิบายถึงขั้นตอนในการผลิตตู้ลำโพงเพื่อแสดงให้เห็นว่าผ้าเน็ท (SPEAKER CLOTH) อาจเกิดการสูญเสียได้ในขณะนำไปประกอบเพื่อผลิตตู้ลำโพง แต่พยานโจทก์ทั้งสองก็ไม่สามารถหาหลักเกณฑ์แน่นอนได้ว่ามีการสูญเสียวัตถุดิบในการผลิตมากน้อยเพียงใด ทั้งยังปรากฏจากคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยของนางสุภาว่า โจทก์ไม่เคยทำบัญชีแสดงยอดการสูญเสียวัตถุดิบยื่นต่อจำเลย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าเหตุที่วัตถุดิบขาดหายจากบัญชีมิได้เกิดจากการนำไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่าย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การที่วัตถุดิบขาดหายจากบัญชีเกิดจากการที่โจทก์นำไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่าย การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มโดยถือราคาสินค้าสำเร็จรูปเป็นฐานจึงถูกต้อง ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยแสดงภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ในกรณีของโจทก์เมื่อคำนวณภาษีใหม่โดยไม่นำภาษีซื้อต้องห้ามมาหักออกจากภาษีขายในแต่ละเดือนแล้ว โจทก์ยังคงมีภาษีที่ชำระไว้เกินอยู่ ไม่มีภาษีต้องชำระเพิ่ม เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 88 แห่งประมวลรัษฎากร นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว... อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (8) (จ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททาทาร่า อะคูสทิค อินดัสทรี (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
กฤษณ์ โสภิตกุล
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4793/2549
#268901
เปิดฉบับเต็ม

การค้นพบธนบัตรของกลางในข้องปลาที่แขวนอยู่ข้างบ้านทิศตะวันออก นอกจากมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยหรือสามีจำเลย ทั้งๆ ที่จำเลยก็ถูกจับและควบคุมตัวอยู่ที่หน้าบ้านนั้นเองแล้ว ยังได้ความว่าการพบธนบัตรในข้องปลาก็เป็นเรื่องที่ในชั้นแรกสิบตำรวจตรี พ. ค้นพบเพียงคนเดียวก่อน แล้วจึงเรียกกำนันที่เชิญมาเป็นพยานในการค้นมาดู หาใช่ว่าเป็นการค้นพบธนบัตรของกลางที่พบต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยานดังที่ ป.วิ.อ. มาตรา 102 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ไม่ พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับการค้นพบธนบัตรของกลางซึ่งเจ้าพนักงานผู้ตรวจค้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่ศาลจะรับฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 และคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับจริงตามฟ้องหรือไม่ สิบตำรวจตรีไพฑูรย์ วุธพันธ์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า พยานเป็นผู้จัดหาสายลับมาและสายลับรู้จักกับจำเลยเป็นอย่างดี เมื่อสายลับผู้ล่อซื้อเป็นบุคคลที่จำเลยรู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องปกปิดตัวสายลับเพื่อความปลอดภัยของสายลับดังที่โจทก์พยายามกล่าวอ้างในฎีกาจึงไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม โดยไม่ยอมลงชื่อในบันทึกการตรวจค้นและจับกุม และในชั้นสอบสวนจำเลยก็ยังยืนกรานให้การปฏิเสธทั้งไม่ยอมลงชื่อในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุด้วย คดียิ่งมีเหตุผลและความจำเป็นยิ่งขึ้นที่พนักงานสอบสวนจะต้องรวบรวมหลักฐานให้ชัดแจ้งเพื่อยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยตามข้อกล่าวหาของเจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อ แต่โจทก์ก็หาได้นำสายลับผู้ร่วมปฏิบัติการตามแผนการล่อซื้อมาเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันความผิดข่องจำเลยไม่ ทั้งๆ ที่โดยสภาพและพฤติการณ์แห่งความจำเป็นในคดีนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้ตัวสายลับมมาเบิกความสนับสนุนเพื่อยืนยันความผิดของจำเลยดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น สำหรับพยานหลักฐานที่สำคัญของโจทก์ที่ได้นำสืบต่อศาลคือการตรวจค้นพบธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 1 ฉบับ ที่ซุกซ่อนอยู่ในข้องปลา ซึ่งตรวจสอบหมายเลขธนบัตรแล้วปรากฏว่ามีหมายเลข 9 A 7221060 ตรงกับหมายเลขธนบัตรฉบับหนึ่งในจำนวน 8 ฉบับ ที่เจ้าพนักงานตำรวจชุดปฏิบัติการล่อซื้อได้ถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก่อนมอบให้สายลับไปใช้ล่อซื้อ และสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีนั้น ร้อยตำรวจเอก ก้องพิทยา อภิรมย์ชวาล พนักงานสอบสวนเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า ข้องปลาดังกล่าวแขวนอยู่ข้างบ้านทางด้านทิศตะวันออกตรงที่ศาลชั้นต้นทำเครื่องหมายกาไว้ด้วยปากกาสีน้ำเงินในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ส่วนจุดที่เจ้าพนักงานตำรวจซุ่มดูอยู่ตามจุดที่กาไว้ด้วยดอกจันสีแดง จุดที่ข้องปลาแขวนอยู่กับจุดที่ซุ่มดูอยู่นั้นอยู่ในทิศทางเดียวกัน และจากจุดที่ซุ่มดูอยู่จะสามารถมองเห็นจุดที่ข้องปลาแขวนอยู่ได้ชัดเจน ซึ่งข้อความนี้เมื่อศาลฎีกาได้ตรวจพิเคราะห์ดูจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่ศาลชั้นต้นได้ทำเครื่องหมายเพิ่มเติมไว้ในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกก้องพิทยาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ปรากฏว่าจุดที่ข้องปลาแขวนอยู่นั้นอยู่ใกล้กับจุดที่เจ้าพนักงานตำรวจซุ่มดูอยู่มากกว่าจุดที่จำเลยกับสายลับซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันเสียอีก ดังนั้น หากสิบตำรวจตรีไพฑูรย์และสิบตำรวจตรีสุพรรณรัตน์ บัวเมือง ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ซุ่มดูการล่อซื้อสังเกตเห็นการล่อซื้อได้ชัดเจนดังที่ประจักษ์พยานทั้งสองได้เบิกความต่อศาลจริง ประจักษ์พยานทั้งสองก็น่าจะสังเกตเห็นการนำธนบัตรที่ได้จากการล่อซื้อไปซุกซ่อนเก็บไว้ในข้องปลาดังกล่าวด้วย ทั้งนี้เพราะตามคำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสองก็ได้ความตรงกันว่าเมื่อสังเกตเห็นสายลับยกมือขึ้นเกาศีรษะส่งสัญญาณว่าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ตรงเข้าจับกุมจำเลยทันที แต่กลับปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้ค้นพบธนบัตรของกลางในข้องปลาคือสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ พละพันธ์ ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจชุดที่ได้รับมอบหมายให้แอบซุ่มดูการล่อซื้อ หากแต่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดที่ซุ่มอยู่กับร้อยตำรวจตรีนะมนต์ พลเทียร ซึ่งซุ่มรออยู่ห่างจากบ้านจำเลยประมาณ 100 เมตร อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นได้อยู่ในตัวว่าสิบตำรวจตรีไพฑูรย์และสิบตำรวจตรีสุพรรณรัตน์ซึ่งได้รับมอบหมายให้ซุ่มดูการล่อซื้อนั้นมิได้สังเกตเห็นการนำธนบัตรของกลางไปใส่ซุกซ่อนไว้ในข้องปลาเลย จึงเป็นการขัดต่อเหตุผล ทำให้คำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสองมีข้อพิรุธน่าสงสัยว่า แท้จริงแล้วได้มีการแอบซุ่มดูการล่อซื้อจริงดังที่พยานทั้งสองได้เบิกความต่อศาลหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ผู้ค้นพบธนบัตรของกลางในข้องปลาก็เบิกความว่า ก่อนทำการตรวจค้นได้แสดงความบริสุทธิ์และให้ชาวบ้านไปตามสามีจำเลยและกำนันมาเป็นพยานกับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานและกำนันเป็นผู้ตรวจค้นพบเงินของกลางในข้องปลา แต่กลับเบิกความในรายละเอียดต่อไปว่า พยานเห็นเงินของกลางก่อนคนอื่นแล้วเรียกให้กำนันมาดูซึ่งตอนนั้นจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ที่หน้าบ้าน จุดที่พบของกลางอยู่ที่ข้างบ้านพยานเป็นผู้นำธนบัตรไปให้ร้อยตำรวจตรีนะมนต์ซึ่งอยู่หน้าบ้านตรวจดู อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการค้นพบธนบัตรของกลางนั้นสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ก็มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 102 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "การค้นในที่รโหฐานนั้น ก่อนลงมือค้นให้เจ้าพนักงานผู้ค้นแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อน และเท่าที่สามารถจะทำได้ให้ค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้นหรือถ้าหาบุคคลเช่นกล่าวนั้นไม่ได้ ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยาน" ตามคำเบิกความของสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์นั้น การค้นพบธนบัตรของกลางในข้องปลาที่แขวนอยู่ข้างบ้านทางทิศตะวันออก นอกจากมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยหรือสามีจำเลย ทั้งๆ ที่จำเลยก็ถูกจับและควบคุมตัวอยู่ที่หน้าบ้านนั้นเองแล้ว ยังได้ความว่าการพบธนบัตรในข้องปลาก็เป็นเรื่องที่ในชั้นแรกสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ค้นพบเพียงคนเดียวก่อน แล้วพยานจึงเรียกกำนันที่เชิญมาเป็นพยานในการค้นมาดู หาใช่ว่าเป็นการค้นพบธนบัตรของกลางที่พบต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยานดังที่กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ไม่ พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับการค้นพบธนบัตรของกลางซึ่งเจ้าพนักงานผู้ตรวจค้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่ศาลจะรับฟังเชื่อถือได้อย่างสนิทใจและเมื่อได้ประมวลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วเห็นว่ายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยจะได้กระทำความผิดจริงตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยและพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นางสำรวย จารย์โพธิ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4789/2549
#266849
เปิดฉบับเต็ม

ตามตั๋วสัญญาใช้เงินระบุวันออกตั๋วคือวันที่ 30 กันยายน 2540 วันถึงกำหนดใช้เงินวันที่ 31 ตุลาคม 2540 กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ BBL MOR +1 ต่อปี เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยออกมีข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ และมิได้ระบุว่าให้คิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันใด จึงต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวนับแต่วันที่ลงในตั๋ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 911, 968, 985 เมื่อถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง โดยเจ้าหนี้ไม่จำต้องบอกกล่าวหรือทวงถามก่อนแต่อย่างใด เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ผู้รับโอนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมจึงมีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมดรวมทั้งอุปกรณ์แห่งหนี้จากจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 435,840,410.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้บังคับจำนองยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและอาคารชุดรวม 381 ห้อง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองชำระหนี้จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้จำนวน 393,575,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราขั้นต่ำตามประกาศของโจทก์ภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยบวกด้วย 2.50 (MOR+2.50) ในต้นเงิน 300,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จ แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้บังคับจำนองยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว และห้องชุดรวม 381 ห้องชุด ซึ่งจำเลยที่ 1 จำนองไว้กับโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองจนกว่าจะครบ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความแทนโจทก์ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 อันเป็นวันถัดจากวันออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับสุดท้ายจนถึงวันฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ก่อนที่โจทก์จะรับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มา ยังไม่ได้มีการบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ โจทก์เพิ่งมาบอกกล่าวทวงถามเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 ก่อนหน้านี้จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เห็นว่า หนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ที่เกิดจากการขายลดตั๋วเงินตามสัญญาวงเงินสินเชื่อ ซึ่งตามตั๋วสัญญาใช้เงินระบุวันออกตั๋วคือวันที่ 30 กันยายน 2540 วันถึงกำหนดใช้เงินวันที่ 31 ตุลาคม 2540 กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ BBL MOR+1 ต่อปี และตามสัญญาวงเงินสินเชื่อ ข้อ 2 กำหนดให้ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุก ๆ สิ้นเดือน ดังนี้ เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ออกมีข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ และมิได้ระบุว่าให้คิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันใด จึงต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวนับแต่วันที่ลงในตั๋ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 911, 968, 985 เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องของโจทก์ประกอบประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่สัญญาอ้างอิงถึงอัตราดอกเบี้ย BBL MOR +1 นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2540 เท่ากับ 15.75 ต่อปี และนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 เท่ากับ 16.25 ต่อปี ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนี้ให้แก่โจทก์ด้วย และต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง โดยเจ้าหนี้ไม่จำต้องบอกกล่าวหรือทวงถามก่อนแต่อย่างใด บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ในขณะนั้นจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดจากจำเลยที่ 1 โดยมิต้องบอกกล่าว ต่อมาเมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ผู้รับโอนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมจึงมีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมดรวมทั้งอุปกรณ์แห่งหนี้จากจำเลยทั้งสองได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง ม. 911 ม. 968 ม. 985
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบุญเลิศ เย็นทรวง
ศาลอุทธรณ์ — คมวุฒ บุรีธนวัต
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4788/2549
#268896
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ จำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเป็นเวลา 2 งวดติดต่อำกันหลายครั้ง ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดสัญญาไม่ชำระเงินติดต่อกัน 2 งวด (สองเดือน) คู่สัญญาถือว่าผู้เช่าซื้อขาดสิทธิการเช่าซื้อที่ดินแปลงตามสัญญานี้ ผู้เช่าซื้อจะเรียกร้องเงินมัดจำ เงินที่ส่งค่างวดหรือค่าเสียหายใดๆ จากผู้ขายมิได้และผู้เช่าซื้อจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ขาดสิทธิ แสดงว่าจำเลยหมดสิทธิที่จะเรียกร้องให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไปทันที แต่ในทางปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยปรากฏว่าจำเลยยังคงชำระค่าเช่าซื้อต่อมา และโจทก์ก็ยินยอมรับชำระค่าเช่าซื้อ แม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะถือว่าจำเลยขาดสิทธิแล้วก็ตาม แสดงว่าโจทก์มิได้ยึดถือเอาสัญญาเช่าซื้อข้อนี้เป็นสาระสำคัญโดยโจทก์ยังถือว่าสัญญาเช่าซื้อยังมีผลต่อไป จึงรับเงินค่าเช่าซื้อไว้ ถือว่าโจทก์ยอมสละสิทธิที่มีอยู่ตามสัญญา สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยยังไม่เลิกกัน ดังนั้น หากจำเลยผิดนัดผิดสัญญาเกี่ยวกับการชำระค่าเช่าซื้ออีก และโจทก์มีความประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ต้องบอกกล่าวไปยังจำเลยโดยให้ระยะเวลาแก่จำเลยพอสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยทันทีโดยไม่ให้ระยะเวลาแก่จำเลยชำระหนี้ก่อนตามสมควรจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน

การสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 นั้น ศาลต้องสั่งให้ชัดแจ้งว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์หรือฟ้องแย้งของจำเลย แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่งให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยไม่กำหนดให้ครบถ้วนถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดิน ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาเช่าซื้อ ฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2530 ให้แก่จำเลยและให้โจทก์รับเงินที่ค้างชำระจำนวน 48,000 บาท หากไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 48,000 บาท แก่โจทก์ ให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนด (ที่ถูก โฉนดตราจอง) เลขที่ 8836 ตำบลป่าเซ่า (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ตามสัญญาเช่าซื้อ ฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2530 แปลงที่ 5 และที่ 6 (ปัจจุบันคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 21566 ตำบลป่าเซ่า อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ตามภาพถ่ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3) ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายข้อเดียวว่า การที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกัน 2 งวด และชำระไม่ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าซื้อแม้โจทก์จะยอมรับเงินค่าเช่าซื้อไว้ ก็ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาฝ่ายละ 160,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ดังนั้น คดีนี้จึงฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย และการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย และการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังข้อเท็จจริงยุติว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2530 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 8836 ตำบลป่าเซ่า อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จากโจทก์ในราคา 160,000 บาท ชำระเงินงวดแรกจำนวน 30,000 บาท ที่เหลือผ่อนชำระเป็นรายเดือนโดย 2 เดือนแรก ชำระเดือนละ 2,000 บาท อีก 42 เดือนหลัง ชำระเดือนละ 3,000 บาท ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน นับแต่เดือนมกราคม 2531 เป็นต้นไป โดยผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าเช่าซื้อให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี 8 เดือน ตามสัญญาเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกสารหมาย จ.4 หรือ ล.2 หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินแล้วจำเลยได้ปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินที่เช่าซื้อ จำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์รวม 28 งวด ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.1 จำนวน 22 ฉบับ ยังคงค้างอยู่อีกจำนวน 48,000 บาท การชำระเช่าซื้อแต่ละงวดไม่ตรงตามกำหนดในสัญญาเช่าซื้อ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ จำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเป็นเวลา 2 งวดติดต่อกันหลายครั้ง ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 7 ระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดสัญญาไม่ชำระเงินติดต่อกัน 2 งวด (สองเดือน) คู่สัญญาถือว่าผู้เช่าซื้อขาดสิทธิการเช่าซื้อที่ดินแปลงตามสัญญานี้ ผู้เช่าซื้อจะเรียกร้องเงินมัดจำ เงินที่ส่งค่างวดหรือค่าเสียหายใดๆ จากผู้ขายมิได้และผู้เช่าซื้อจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ขาดสิทธิ แสดงว่า จำเลยหมดสิทธิที่จะเรียกร้องให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไปทันที แต่ในทางปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยปรากฏว่าจำเลยยังคงชำระค่าเช่าซื้อต่อมา และโจทก์ก็ยินยอมรับชำระค่าเช่าซื้อ แม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะถือว่าจำเลยขาดสิทธิแล้วก็ตาม แสดงว่าโจทก์มิได้ยึดถือเอาสัญญาเช่าซื้อข้อ 7 เป็นสาระสำคัญโดยโจทก์ยังถือว่าสัญญาเช่าซื้อยังมีผลต่อไป จึงรับเงินค่าเช่าซื้อไว้ ถือว่าโจทก์ยอมสละสิทธิที่มีอยู่ตามสัญญา สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยยังไม่เลิกกัน ดังนั้น หากจำเลยผิดนัดผิดสัญญาเกี่ยวกับการชำระค่าเช่าซื้ออีก และโจทก์มีความประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ต้องบอกกล่าวไปยังจำเลยโดยให้ระยะเวลาแก่จำเลยพอสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เมื่อตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยทันทีโดยไม่ให้ระยะเวลาแก่จำเลยชำระหนี้ก่อนตามสมควรจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์และให้บังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 นั้น ศาลต้องสั่งให้ชัดแจ้งว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์หรือฟ้องแย้งของจำเลย แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่งให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยไม่กำหนดให้ครบถ้วนถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยรวมสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ป.วิ.พ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุพิน กีรติเรืองรอง
จำเลย — นางณัฐนันท์ ธนวัชรกุล
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4787/2549
#267221
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เดินทางจากกรุงเทพมหานครไปถึงจังหวัดอุดรธานีในวันที่ 25 กรกฎาคม 2541 อันเป็นวันที่จำเลยควรจะส่งมอบกระเป๋าเดินทางสูญหายให้แก่โจทก์ อายุความย่อมเริ่มตั้งแต่วันดังกล่าว แม้โจทก์จะฟ้องคดีวันที่ 9 สิงหาคม 2542 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปีแล้ว แต่เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 จำเลยได้มีหนังสือยินยอมชดใช่ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 400 ดอลลาร์สหรัฐ ถึงแม้จะไม่เต็มตามจำนวนที่โจทก์เรียกร้อง ก็เป็นหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2542 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2541 โจทก์เดินทางจากกรุงเทพมหานครมาจังหวัดอุดรธานีโดยสายการบินของจำเลย โจทก์ส่งกระเป๋าเดินทางรวม 4 ใบ ให้จำเลยขนส่งมาพร้อมกับเที่ยวบินดังกล่าว เมื่อมาถึงท่าอากาศยานจังหวัดอุดรธานี โจทก์ได้รับกระเป๋าเดินทาง 3 ใบ ส่วนอีก 1 ใบไม่ได้รับ พนักงานของจำเลยแจ้งว่า ยังหาไม่พบให้โจทก์แจ้งทำบันทึกไว้เพื่อเป็นหลักฐานและขอเวลาในการตรวจสอบติดตามกระเป๋าประมาณ 30 วัน โจทก์แจ้งต่อพนักงานของจำเลยประจำท่าอากาศยานจังหวัดอุดรธานีว่าทรัพย์สินที่บรรจุอยู่ในกระเป๋ามีทรัพย์สินมีค่าหลายรายการได้แก่ เงินสด เครื่องสำอาง กาแฟผง เสื้อเชิ้ต อัลบั้มภาพถ่าย กระเป๋าหนังสีน้ำตาล กระเป๋าผ้า เช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หนังสือสัญญากู้ สมุดบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ รวมมูลค่าทรัพย์สินเป็นเงิน 231,500 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2541 โจทก์ได้รับแจ้งจากพนักงานของจำเลยว่ากระเป๋าของโจทก์สูญหายไปเนื่องจากมีพนักงานของจำเลยกระทำทุจริต อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ จำเลยตกลงใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 400 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 14,800 บาท โจทก์ไม่ยอมรับเงินดังกล่าวเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากโจทก์ แต่เกิดจากการทุจริตหรือความประมาทเลินเล่อของพนักงานของจำเลยหรือจำเลย จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 231,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2541 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,362.50 บาท รวมเป็นเงิน 248,862.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 248,862.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 231,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์อ้างว่าได้รับมอบกระเป๋าเดินทางไปบางส่วนจากจำเลยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2541 โจทก์ต้องฟ้องจำเลยให้รับผิดภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่จำเลยได้ส่งมอบกระเป๋าเดินทางให้โจทก์ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2542 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 231,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 17,362.50 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2541 โจทก์เดินทางจากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดอุดรธานีโดยสายการบินของจำเลยเที่ยวบินที่ ทีจี 010 ก่อนออกเดินทางโจทก์ให้นายวิจิตร คูณทวีลาภผล บุตรชายนำบัตรโดยสารไปสำรองที่นั่งรับบัตรขึ้นเครื่องบินและส่งมอบกระเป๋าเดินทาง 4 ใบ ให้จำเลยเก็บที่ใต้ท้องเครื่องบิน ในวันดังกล่าวโจทก์เดินทางถึงท่าอากาศยานจังหวัดอุดรธานี โจทก์ได้รับกระเป๋าเดินทางคืน 3 ใบ ยังขาดอีก 1 ใบ โจทก์แจ้งพนักงานของจำเลยที่ท่าอากาศยานดังกล่าวทราบ ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2541 โจทก์ร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองว่ากระเป๋าเดินทางสูญหายรวมทรัพย์สินที่บรรจุอยู่ในกระเป๋าเป็นเงิน 231,500 บาท และวันที่ 14 สิงหาคม 2541 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 400 ดอลลาร์สหรัฐ ตามเอกสารหมาย จ. 10

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 บัญญัติว่า "ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่ของสูญหายหรือบุบสลาย หรือส่งชักช้านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบ หรือปีหนึ่งนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ เว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เดินทางจากกรุงเทพมหานครไปถึงจังหวัดอุดรธานีในวันที่ 25 กรกฎาคม 2541 วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่จำเลยควรจะส่งมอบกระเป๋าเดินทางที่สูญหายให้แก่โจทก์ อายุความย่อมเริ่มตั้งแต่วันดังกล่าว แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 สิงหาคม 2542 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปีแล้ว แต่เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 จำเลยได้มีหนังสือยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 400 ดอลลาร์สหรัฐ ตามหนังสือเอกสารหมาย จ. 10 ถือได้ว่าจำเลยยอมรับว่ากระเป๋าเดินทางของโจทก์ได้สูญหายไป และยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว ถึงแม้จำเลยจะยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน ไม่เต็มตามจำนวนที่โจทก์เรียกร้อง หนังสือดังกล่าวของจำเลยก็เป็นหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2542 สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 624
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดวงเดือน คูณทวีลาภผล
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4786/2549
#269011
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร ป.พ.พ. มาตรา 1556 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่เด็กบรรลุภาวะแล้วจะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันบรรลุนิติภาวะ ปรากฏตามสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านว่า ผู้ร้องเกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2512 ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2546 ขณะผู้ร้องมีอายุได้ 34 ปี จึงเป็นการยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันบรรลุนิติภาวะ คดีของผู้ร้องจึงขาดอายุความ แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าผู้ตายไม่เคยปฏิเสธว่าผู้ร้องมิใช่บุตรไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายจนเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ผู้ร้องไปติดต่อขอรับเงินสงเคราะห์ครอบครัวสมาชิกคุรุสภา (ช.พ.ค.) แต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้ อ้างว่าไม่มีหลักฐานแสดงว่าผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย นับเป็นเหตุขัดข้องโดยเพิ่งเกิดการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงต้องใช้สิทธิทางศาลขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ก็ตาม แต่การใช้สิทธิทางศาลของผู้ร้องก็ยังต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติเรื่องอายุความดังกล่าวด้วย ผู้ร้องจะอ้างว่าผู้ร้องเพิ่งถูกโต้แย้งสิทธิ คดียังไม่ขาดอายุความหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรนายตัน แหวนเงิน ผู้ตายกับนางละออ เปลื้องป่าย ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2509 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 2 คน คือ ผู้ร้องและผู้คัดค้าน ผู้ตายอุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องและรับรองว่าผู้ร้องเป็นบุตรต่อสาธารณชน แม้ต่อมาภายหลังผู้ตายแยกทางกับนางละออ แต่ก็ยังคงอุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องตลอดมา ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของนายตัน แหวนเงิน ผู้ตายกับนางละออ เปลื้องป่าย บิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้ตายจดทะเบียนรับรองผู้คัดค้านเป็นบุตร ผู้ตายมิได้เป็นผู้แจ้งการเกิดของผู้ร้องด้วยตนเอง และมิได้จัดให้มีการแจ้งการเกิดหรือยินยอมให้มีการแจ้งการเกิดของผู้ร้องแต่อย่างใด นอกจากนี้ ตามสำเนาสูติบัตรของผู้ร้องระบุว่า ผู้ร้องเกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2512 ขณะที่ผู้คัดค้านเกิดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2511 ซึ่งเป็นเวลาห่างกันเพียง 5 เดือน ผู้ตายจึงมิอาจเป็นบิดาของผู้ร้องได้ ผู้ตายและนางละออแยกทางกันประมานเดือนเมษายน 2512 แล้วนางละออพาผู้คัดค้านไปอาศัยอยู่ที่จังหวัดนครพนมโดยที่ผู้ตายไม่เคยมาหรืออยู่กินกับนางลออและไม่เคยส่งเสียผู้ร้อง ทั้งมิได้มีพฤติการณ์ใดๆ ที่ผู้ตายแสดงว่าผู้ร้องเป็นบุตร คำร้องขอของผู้ร้องขาดอายุความ ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า คดีของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1556 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่เด็กบรรลุนิติภาวะแล้วจะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันบรรลุนิติภาวะ ปรากฏตามสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านว่าผู้ร้องเกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2512 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันบรรลุนิติภาวะ คดีของผู้ร้องจึงขาดอายุความ แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าผู้ตายไม่เคยปฏิเสธว่าผู้ร้องมิใช่บุตร ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย จนเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วผู้ร้องไปติดต่อขอรับเงินสงเคราะห์ครอบครัวสมาชิกคุรุสภา (ช.พ.ค.) แต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้อ้างว่าไม่มีหลักฐานแสดงว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย นับเป็นเหตุขัดข้องโดยเพิ่งเกิดการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงต้องใช้สิทธิทางศาลขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ก็ตาม แต่การใช้สิทธิทางศาลของผู้ร้องก็ยังต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติเรื่องอายุความดังกล่าวด้วย ผู้ร้องจะอ้างว่าผู้ร้องเพิ่งถูกโต้แย้งสิทธิ คดียังไม่ขาดอายุความหาได้ไม่ คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในปัญหาว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1556 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางขวัญเรือน ดวงมาลา
ผู้คัดค้าน — นางสัญญลักษณ์ มูลสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิชา มหาคุณ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4784/2549
#267479
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาในเรื่องความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าว่าอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งลักษณะของคำ ตัวอักษร และเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าพิพาท เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยร่วม มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะที่แตกต่างกัน คือเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีเฉพาะคำภาษาอังกฤษ ส่วนเครื่องหมายของจำเลยร่วมมีทั้งคำภาษาอังกฤษและคำภาษาไทย แม้คำว่า 'EXTRA' ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์จะเป็นคำเดียวกับคำว่า 'EXTRA' ซึ่งเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วม แต่คำดังกล่าวเป็นคำธรรมดาที่แปลว่า 'พิเศษ' จึงเป็นคำธรรมดา มิใช่คำประดิษฐ์ แต่เหตุที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ายอมให้จำเลยร่วมจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า 'EXTRA' เนื่องจากจำเลยร่วมใช้คำดังกล่าวร่วมกับคำว่า 'NESCAFE' จนกลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปและได้ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ ส่วนโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า 'EXTRA' ร่วมกับคำว่า 'FREEZE' และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้โจทก์สละสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้คำว่า 'EXTRA' คำดังกล่าวจึงมิใช่สาระสำคัญในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ สาระสำคัญในเครื่องหมายการค้าของโจทก์อยู่ที่คำว่า 'FREEZE' เมื่อพิจารณารูปลักษณะอื่น ๆ ของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และจำเลยร่วมประกอบกันแล้ว เครื่องหมายทั้งสองจึงมีความแตกต่างกัน ไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 แจ้งให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนของโจทก์ตามระเบียบ หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 เพิกเฉยขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโซซิเอเต้ เดส์ โปรดุยต์ส เนสท์เล่ เอส.อา. ยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "EXTRA" และ "เอ็กซ์ตร้า" ซึ่งได้คัดค้านคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "FREEZE EXTRA" ของโจทก์ที่พิพาทในคดีนี้ จึงจำต้องเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้ความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความร่วม โดยให้เรียกผู้ร้องว่า จำเลยร่วม

จำเลยร่วมร้องสอดขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอดของจำเลยร่วม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า ให้ยกคำร้องสอดของจำเลยร่วม และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คำว่า FREEZE EXTRA (คำขอเลขที่ 286023) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 10 และจำเลยร่วมว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "FREEZE EXTRA" ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "EXTRA" กับรูปมงกุฎ และเครื่องหมายการค้าคำว่า "เอ็กซ์ตร้า" กับรูปมงกุฎของจำเลยร่วมที่จดทะเบียนไว้ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาในเรื่องความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าว่าอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งลักษณะของคำ ตัวอักษร และเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยร่วมแล้ว มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะที่แตกต่างกันพอสมควร คือ เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีเฉพาะคำภาษาอังกฤษ ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมมีทั้งคำภาษาอังกฤษและคำภาษาไทย แม้คำว่า "EXTRA" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์จะเป็นคำเดียวกับคำว่า "EXTRA" ซึ่งเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วม แต่คำว่า "EXTRA" เป็นคำภาษาอังกฤษแปลว่า "พิเศษ เป็นพิเศษ" จึงเป็นคำธรรมดา มิใช่คำประดิษฐ์ ทั้งเครื่องหมายการค้าคำว่า "เอ็กซ์ตร้า" กับรูปมงกุฎของจำเลยร่วม คำว่า "เอ็กซ์ตร้า เป็นสำเนียงอ่านของคำว่า EXTRA แปลว่า พิเศษ ซึ่งเมื่อนำมาใช้กับสินค้ากาแฟจะเป็นคำที่เล็งถึงคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้า คำดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เมื่อพิจารณาต่อไปก็พบว่าสาเหตุที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีความเห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "EXTRA" และรูปมงกุฎ และเครื่องหมายการค้า "เอ็กซ์ตร้า" และรูปมงกุฎของจำเลยร่วมชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ถึงแม้ว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวเมื่อนำมาใช้กับสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนซึ่งคือวัตถุที่ใช้ทำอาหารเครื่อง เครื่องปรุงอาหารจะเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรงก็ตาม เนื่องจากคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาหลักฐานที่จำเลยร่วมนำส่งว่าจำเลยร่วมได้ใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสองร่วมกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "NESCAFE" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "เนสกาแฟ" ของจำเลยร่วมจนเป็นที่แพร่หลายแล้ว จึงนับว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ดังนั้น การที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "EXTRA" กับรูปมงกุฎ และเครื่องหมายการค้าคำว่า "เอ็กซ์ตร้า" กับรูปมงกุฎ ของจำเลยร่วมเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะก็เนื่องมาจากการที่จำเลยร่วมได้ส่งหลักฐานการใช้เครื่องหมายทั้งสองร่วมกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "NESCAFE" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "เนสกาแฟ" ของจำเลยร่วมจนเป็นที่แพร่หลายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้นปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทนูบูน จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิมนำคำว่า "EXTRA" มาเป็นเครื่องหมายการค้าร่วมกับคำว่า "FREEZE" และนายทะเบียนได้มีคำสั่งให้บริษัทนูบูน จำกัด เจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิมสละสิทธิว่าจะไม่ถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้โดยให้สละสิทธิคำว่า "EXTRA" ซึ่งบริษัทนูบูน จำกัด ก็ได้แสดงการปฏิเสธสิทธิโดยไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "EXTRA" จึงมิใช่สาระสำคัญในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์อยู่ที่คำว่า "FREEZE" ซึ่งเมื่อพิจารณาต่อไปถึงรูปลักษณะของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ก็มีลักษณะเป็นตัวอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดา ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเป็นอักษรโรมัน คำว่า "EXTRA" ในลักษณะประดิษฐ์ โดยมีรูปลวดลายประดิษฐ์คล้ายมงกุฎวางอยู่ด้านบนของคำว่า "EXTRA" เป็นสาระสำคัญอีกส่วนหนึ่งของเครื่องหมายประกอบอยู่ด้วย และเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเป็นอักษรภาษาไทยคำว่า "เอ็กซ์ตร้า" ในลักษณะประดิษฐ์โดยมีรูปลวดลายประดิษฐ์คล้ายมงกุฎวางอยู่ด้านบนของคำว่า "เอ็กซ์ตร้า" จึงเห็นว่ารูปลักษณะเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยร่วมแตกต่างกันไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าคำว่า "FREEZE EXTRA" ของโจทก์จึงมีลักษณะพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่วินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "FREEZE EXTRA" ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "EXTRA" และ "เอ็กซ์ตร้า" ของจำเลยร่วมที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว จึงชอบที่จะปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และให้ยกคำวินิจฉัยของนายทะเบียนและให้นายทะเบียนระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 4 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุรพล เชาว์วิศิษฐ กับพวก
จำเลยร่วม — โซซิเอเต้ เดส์ โปรดุยต์ส เนสท์เล่ เอส.อา.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจรูญลัขณ์ อินทจาร รัตนราช
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4783/2549
#267775
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยที่ 1 โดยกล่าวอ้างว่าการประดิษฐ์ที่มีส่วนประกอบของกวาวเครือมีการเปิดเผยสาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2474 ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์จึงไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ นอกจากนี้การประดิษฐ์ดังกล่าวยังไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น เพราะองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือเป็นส่วนประกอบพื้นๆ ธรรมดาที่บุคคลอื่นและโจทก์ใช้หรือผลิตกันอยู่ทั่วไป ทั้งไม่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรืออื่นๆ ได้ คงถือเป็นเพียงการผสมสมุนไพร จึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ คำฟ้องดังกล่าวเป็นที่เข้าใจแล้วว่า สิทธิบัตรพิพาทไม่สมบูรณ์เพราะเหตุใด การที่โจทก์ไม่ได้ระบุว่าเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ดังกล่าวมีชื่อว่าอะไร เปิดเผยสาระสำคัญอย่างไร เผยแพร่ที่ไหนอย่างไร บุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์นำสมุนไพรกวาวเครือไปผสมกับสารอะไรในอัตราส่วนเท่าใด มีขั้นตอนการผลิตอย่างไร ล้วนเป็นเพียงรายละเอียดซึ่งโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

โจทก์ประกอบธุรกิจจำหน่ายและผลิตยาและเครื่องสำอางซึ่งผลิตจากสมุนไพรกวาวเครือ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ประกาศในหนังสือพิมพ์ให้ผู้ผลิต ขาย มีไว้เพื่อขาย และเสนอขายผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน หรือคล้ายกันกับองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือของจำเลยที่ 1 ยุติการกระทำและเรียกคืนผลิตภัณฑ์จากท้องตลาด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรกวาวเครือเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งหากสิทธิบัตรพิพาทมีผลสมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ย่อมจะมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวและมีสิทธิห้ามบุคคลอื่นรวมทั้งโจทก์ในการประกอบการค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกวาวเครือได้ ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากข้อถือสิทธิที่ระบุไว้ในสิทธิบัตรพิพาทเป็นสำคัญ โจทก์ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรได้ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง โดยโจทก์ไม่ต้องบรรยายฟ้องในรายละเอียดว่า โจทก์ผลิตและจำหน่ายหรือมีไว้ซึ่งสินค้าดังกล่าวตั้งแต่เมื่อใด

ตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2474 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ทั้งถือว่าได้มีการเปิดเผยข้อมูลที่ปรากฏในตำราดังกล่าวต่อสาธารณชนด้วยเพราะประชาชนทั่วไปย่อมสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เปิดเผยดังกล่าวได้โดยชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีการเผยแพร่ และจำนวนของเอกสารที่พิมพ์เผยแพร่เมื่อเทียบเคียงกับจำนวนประชากรของประเทศ

สาระสำคัญของสิทธิบัตรพิพาทอยู่ที่ส่วนผสมของสมุนไพรจากกวาวเครือกับส่วนประกอบจากน้ำนมและผลิตภัณฑ์จากนมสัตว์ส่วนประกอบอื่นๆ นอกจากนี้อาจจะมีอยู่ด้วยหรือไม่ มากน้อยเพียงใดก็ได้ เมื่อตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรที่มีการพิมพ์เผยแพร่มาก่อนได้กล่าวถึงการนำกวาวเครือมาผสมกับนมสัตว์ ปั้นเป็นลูกกลอนใช้รับประทาน ซึ่งหากพิจารณาว่าใช้อัตราส่วนผสมอย่างละร้อยละ 50 ไม่ว่าจะมีสารประกอบอื่นในจำนวนที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนผสมดังกล่าวหรือไม่ ก็จะมีลักษณะเดียวกับข้อถือสิทธิของการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทนั่นเอง การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทจึงไม่อาจนับเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เพราะมีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดไว้ก่อนแล้ว ทั้งลำพังการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ได้ส่งผลให้การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่ประกอบธุรกิจจำหน่ายและผลิตยาทั้งแผนปัจจุบัน แผนโบราณ ยาจีน เครื่องสำอาง อาหารเสริมและบำรุงร่างกายที่มีสมุนไพรกวาวเครือเป็นองค์ประกอบ เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้ประกาศในหนังสือพิมพ์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ องค์ประกอบสมุนไพรจจากกวาวเครือตามสิทธิบัตรเลขที่ 8912 ให้ผู้ที่ผลิต ขาย มีไว้เพื่อขายและเสนอขายผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือที่มีลักษณะเช่นเดียวหรือคล้ายกันกับองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 1 ยุติการกระทำดังกล่าว และให้เรียกคืนหรือจัดเก็บผลิตภัณฑ์อันถือเป็นการละเมิดสิทธิบัตรดังกล่าวออกจากท้องตลาดทันที โจทก์ทั้งสี่ตรวจพบว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์องค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือดังกล่าว และได้โอนสิทธิในการประดิษฐ์ รวมถึงสิทธิรับสิทธิบัตร และสิทธิอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งการประดิษฐ์ที่จำเลยที่ 1 ขอรับสิทธิบัตรนั้นได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่ตั้งแต่ประมาณปี 2474 แล้ว จึงมิใช่การประดิษฐ์ใหม่ โจทก์ทั้งสี่ได้นำสมุนไพรกวาวเครือไปเป็นส่วนผสมอันเป็นองค์ประกอบในการผลิตยาสมุนไพรซึ่งเป็นสินค้าและได้จำหน่ายในท้องตลาดมาเป็นเวลานาน การนำสมุนไพรกวาวเครือไปเป็นส่วนผสมอันเป็นองค์ประกอบในการผลิตยาสมุนไพรได้ตกเป็นสาธารณสมบัติบุคคลในสังคมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรของจำเลยที่ 1 คลุมเครือ ไม่เฉพาะเจาะจงในการประดิษฐ์ไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ การประดิษฐ์ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการประดิษฐ์มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และไม่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือเรื่องอื่นๆ ได้ ส่วนประกอบหลักในการผลิต คือกวาวเครือ เป็นพืชที่ทุกคนมีสิทธิใช้ประโยชน์ร่วมกัน ถือว่าเป็นลักษณะของยาหรือสิ่งผสมของยาที่มีพืชเป็นส่วนประกอบ ไม่ควรให้บุคคลใดผูกขาดถือสิทธิเอาเป็นของตนเอง ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 9 (1) การที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกสิทธิบัตรให้จำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ ทำให้สาธารณชนทั่วไปและโจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่า สิทธิบัตรตามคำขอเลขที่ 045463 สิทธิบัตรเลขที่ 8912 ที่ออให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าวและถือเอาคำพิพากษาแสดงต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเพิกถอนสิทธิบัตร เลขที่ 8912

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่เคลือบคลุม การประดิษฐ์ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรนั้นชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และสามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม ก่อนวันยื่นขอรับสิทธิบัตรนั้น ยังไม่มีบุคคลใดคิดค้นหรือคิดทำขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาท ไม่มีผู้ใดรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่คัดค้านคำขอสิทธิบัตร โจทก์ทั้งสี่ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประดิษฐ์องค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือตามสิทธิบัตรพิพาท และได้พัฒนากระบวนการผลิตขึ้นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หลานรูปแบบ คือ ทำเป็นชนิดผง น้ำ อัดเม็ด แคปซูล และยาลูกกลอน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการพกพาและตามความเหมาะสมในการใช้ของผู้บริโภค การยื่นขอรับสิทธิบัตรพิพาทผ่านขั้นตอนการพิจารณาตามกฎหมาย ไม่มีผู้ใดรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่คัดค้าน สิทธิบัตรพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมายและเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่ได้เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วทั้งในและต่างประเทศก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ขอรับสิทธิบัตร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า สิทธิบัตรตามคำขอเลขที่ 045463 เลขที่สิทธิบัตร 8912 ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้จำเลยที่ 1 ไม่สมบูรณ์ ให้เพิกถอนเสีย โดยให้โจทก์ทั้งสี่ถือเอาคำพิพากษานี้แสดงต่ออธิบดีกรมทรัพยสินทางปัญญาเพื่อดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ทั้งสี่ประกอบการค้ายาและเครื่องสำอางซึ่งผลิตจากสมุนไพรกวาวเครือ เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ประกาศในหนังสือพิมพ์ให้ผู้ผลิต ขาย มีไว้เพื่อขาย และเสนอขายผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือที่มีลักษณะเช่นเดียวกันหรือคล้ายกันกับองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือของจำเลยที่ 1 ยุติการกระทำและเรียกคืนผลิตภัณฑ์จากท้องตลาด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยที่ 1 โดยกล่าวอ้างว่าการประดิษฐ์ที่มีส่วนประกอบของกวาวเครือดังกล่าวมีการเปิดเผยสาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2474 ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ขอรับสิทธิบัตร การประดิษฐ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ นอกจากนี้การประดิษฐ์ดังกล่าวยังไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น เพราะองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือเป็นส่วนประกอบพื้นๆ ธรรมดาที่บุคคลอื่นและโจทก์ทั้งสี่ใช้หรือผลิตกันอยู่ทั่วไป ทั้งไม่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรืออื่นๆ ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องการผลิตทางอุตสาหกรรม ไม่เป็นประโยชน์ทางอุตสาหกรรม คงถือเป็นเพียงการผสมสมุนไพร จึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ คำบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวเป็นที่เข้าใจอย่างแจ้งชัดแล้วว่า สิทธิบัตรพิพาทไม่สมบูรณ์เพราะเหตุใด ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ไม่เคลือบคลุม ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหลายประการ เช่น โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ระบุว่าเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ดังกล่าวมีชื่อว่าอะไรเปิดเผยสาระสำคัญอย่างไร เผยแพร่ที่ไหนอย่างไร บุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่นำสมุนไพรกวาวเครือไปผสมกับสารอะไรในอัตราส่วนเท่าใด มีขั้นตอนการผลิตอย่างไร เป็นต้นนั้น ล้วนเป็นเพียงรายละเอียดซึ่งโจทก์ทั้งสี่สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาคดี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ไม่เคลือบคลุมจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่ใช่ผู้เสียหายที่แก้จริง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ทั้งสี่ประกอบธุรกิจจำหน่ายและผลิตยาและเครื่องสำอางซึ่งผลิตจากสมุนไพรกวาวเครือต่อมาเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ประกาศในหนังสือพิมพ์ให้ผู้ผลิต ขาย มีไว้เพื่อขาย และเสนอขายผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน หรือคล้ายกันกับองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือของจำเลยที่ 1 ยุติการกระทำและเรียกคืนผลิตภัณฑ์จากท้องตลาด จึงเป็นการบรรยายฟ้องและนำสืบแล้วว่าโจทก์ทั้งสี่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรกวาวเครือเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งหากสิทธิบัตรพิพาทมีผลสมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ย่อมจะมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าว และมีสิทธิห้ามบุคคลอื่นรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่ในการประกอบการค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกวาวเครือได้ ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากข้อถือสิทธิที่ระบุไว้ในสิทธิบัตรพิพาทเป็นสำคัญ โจทก์ทั้งสี่ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ต้องบรรยายฟ้องในรายละเอียดว่า โจทก์ทั้งสี่ผลิตและจำหน่ายหรือมีไว้ซึงสินค้าดังกล่าวตั้งแต่เมื่อใด สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ต่างอ้างว่าตนเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และอาจฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยทั้งสองได้โดยลำพังแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 3 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า สิทธิบัตรพิพาทสมบูรณ์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่าสิทธิบัตรพิพาทเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นและเป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมจึงเป็นสิทธิบัตรที่สมบูรณ์ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่มีนายวัชพงษ์ พงษ์บริบูรณ์ นางแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ นายอภิญญา สันยาสี นางวรกานต์ ดวงจันทร์ นางเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ และนายทรงพล จรรย์สืบศรี เบิกความยืนยันว่า ตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรดังกล่าวมีอยู่จริง และได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2474 ตามเอกสารหมาย จ.18 ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างความมีอยู่ของตำรายาดังกล่าว คงนำสืบไม่รับรู้และอ้างว่าเพิ่งเห็นเอกสารดังกล่าวในภายหลัง รวมทั้งโต้แย้งว่าตำรายาดังกล่าวแตกต่างจากสิทธิบัตรพิพาทเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าและคดีเป็นอันรับฟังได้ว่าตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรมีอยู่จริง และได้พิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2474 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ทั้งถือว่าได้มีการเปิดเผยข้อมูลที่ปรากฏในตำรายาดังกล่าวต่อสาธารณชนด้วย เพราะประชาชนทั่วไปย่อมสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เปิดเผยดังกล่าวโดยชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีการเผยแพร่ และจำนวนของเอกสารที่พิมพ์เผยแพร่เมื่อเทียบเคียงกับจำนวนประชากรของประเทศดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด

สำหรับข้อที่ว่า ข้อมูลในตำรับยาดังกล่าวเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดเกี่ยวกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบจากรายละเอียดตามที่ปรากฏในสิทธิบัตรรวมตลอดถึงข้อถือสิทธิเป็นสำคัญ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ประการ ตามข้อถือสิทธิข้อ 1 ส่วนความหมายของคำว่า "ร้อยละ 0" นั้น หมายความว่า สารดังกล่าวมีจำนวนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับสารอื่น มิใช่ว่าจะไม่มีเลยก็ได้ เห็นว่า สิทธิบัตรพิพาทระบุชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า องค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือ เมื่อพิจารณาบทสรุปการประดิษฐ์ระบุว่า "เปิดเผยถึงองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือชนิดขาว แดง ดำ ที่ประกอบด้วยส่วนประกอบน้ำนม และผลิตภัณฑ์จากนมสัตว์ และ/หรือส่วนประกอบจากสารอาหารรสหวาน และ/หรือส่วนประกอบจากพืชสมุนไพร และ/หรือส่วนประกอบอื่นๆ ชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือหลายชนิด ร่วมกันเพื่อรักษาโรคบางชนิดและส่งเสริมสุขภาพ" สาระสำคัญของสิทธิบัตรพิพาทจึงอยู่ที่ส่วนผสมของสมุนไพรจากกวาวเครือกับส่วนประกอบจากน้ำนมและผลิตภัณฑ์จากนมสัตว์ ส่วนประกอบอื่นๆ นอกจากนี้อาจจะมีอยู่ด้วยหรือไม่ มากน้อยเพียงใดก็ได้ เพราะบทสรุปการประดิษฐ์ดังกล่าวใช้คำว่า "และ/หรือ" จึงแตกต่างจากข้ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้สิทธิบัตรพิพาทก็ไม่ได้แสดงให้ปรากฏเลยว่า สารประกอบอื่นๆ เหล่านั้นมีความสำคัญ หรือจำเป็นในการประดิษฐ์นี้เช่นใด ประกอบกับเมื่อพิจารณาข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรแล้ว จะพบว่าข้อถือสิทธิ ข้อ 2 ได้ระบุถึงปริมาณของส่วนประกอบต่างๆ โดยกวาวเครือชนิดขาว และ/หรือกวาวเครือชนิดแดง และ/หรือกวาวเครือชนิดดำจะมีปริมาณร้อยละ 10 ถึง 100 ของน้ำหนัก องค์ประกอบสมุนไพรที่ผลิตขึ้น น้ำนมและผลิตภัณฑ์จากน้ำนมสัตว์ประเภทวัว ควาย แพะ มีปริมาณร้อยละ 0 ถึง 50 ของน้ำหนักองค์ประกอบสมุนไพรที่ผลิตขึ้น ส่วนสารประกอบอื่นๆ คือสารอาหารรสหวาน ส่วนประกอบจากสมุนไพร และสารประกอบเพื่อแต่งสี รส กลิ่น ลักษณะสารขึ้นรูป สารเพิ่มเนื้อ สารพาหะ มีปริมาณร้อยละ 0 ถึง 50 และ 0 ถึง 25 ของน้ำหนักองค์ประกอบสมุนไพรที่ผลิตขึ้นตามลำดับ และข้อถือสิทธิ ข้อ 3 ถึงข้อ 7 ก็มีข้อความในทำนองที่สามารถประกอบเพิ่มเติมด้วยสารอื่นได้อีก แสดงให้เห็นว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทอาจจะไม่ได้ประกอบด้วยส่วนประกอบ 5 ประการ ดังที่ระบุไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งหากจำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าสารประกอบอื่นๆ ตามข้อถือสิทธิ ข้อ 1 จำเป็นต้องมี แต่อยู่ในปริมาณที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนประกอบอื่นเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นช่องทางให้บุคคลอื่นกล่าวอ้างถึงส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ได้ผลิตขึ้น ในทำนองนี้เช่นกัน ดังนี้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่า การเติมสารประกอบอื่นๆ ในปริมาณที่น้อยมากเช่นนั้น ทำให้การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทเกิดความแตกต่างจากตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรจนเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่เช่นใด อนึ่ง การที่ข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรพิพาทได้ระบุไว้อย่างกว้าง เมื่อได้รับการยอมรับให้จดทะเบียนสิทธิบัตรเช่นนี้ ย่อมจะเป็นการห้ามและกีดกั้นมิให้บุคคลอื่นคิดค้นประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ที่จะมีลักษณะของส่วนผสมตามที่ระบุไว้ในข้อถือสิทธิได้ ซึ่งในทางกลับกัน การพิจารณาว่าการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทเป็นงานที่ไม่ปรากฏอยู่แล้วหรือไม่ ก็ย่อมจะต้องถูกพิจารณาเปรียบเทียบอย่างกว้างขวางเข่นเดียวกันและถือว่า งานที่ปรากฏก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ยื่นขอจดทะเบียนนั้นหากมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นเดียวกันข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรพิพาทแล้ว ก็จะทำให้การประดิษฐ์ของจำเลยที่ 1 ขาดความใหม่ได้ ทั้งนี้ การพิจารณาว่าการประดิษฐ์ใดเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่นั้น มิได้มีแต่เพียงวิธีการตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบไม่เพราะวิธีตรวจสอบตามมาตรฐานสากลยังมีวิธีอื่นด้วย เช่น หลักเกณฑ์การทดสอบการละเมิดในภายหลัง (Post infringement test) เป็นต้น เมื่อตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรได้กล่าวถึงการนำกวาวเครือมาผสมกับนมสัตว์ ปั้นเป็นลูกกลอนใช้รับประทานซึ่งหากพิจารณาว่าใช้อัตราส่วนผสมอย่างละร้อยละ 50 ไม่ว่าจะมีสารประกอบอื่นในจำนวนที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนผสมดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ ก็จะมีลักษณะเดียวกับข้อถือสิทธิของการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทนั่นเอง การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทจึงไม่อาจนับเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ได้ เพราะมีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดไว้ก่อนแล้ว ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในทำนองที่ว่า ตำรายาหัวกวาวเครือดังกล่าวไม่ได้การรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือการรับประทานยาตามตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรต้องมีพิธีกรรมอื่นประกอบนั้นไม่มีผลทำให้การพิจารณาความสมบูรณ์ของสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประดิษฐ์ขึ้นใหม่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับข้อเท็จจริงเรื่องสรรพคุณและลักษณะของการประดิษฐ์นั้น สิทธิบัตรของจำเลยที่ 1 ได้ระบุไว้ในบทสรุปการประดิษฐ์ว่า เพื่อรักษาโรคบางาชนิดและส่งเสริมสุขภาพ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยืนยันในสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จึงไม่ต่างจากยาอายุวัฒนะตามตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทร และข้อถือสิทธิ ข้อ 8 ได้ระบุว่า "ขึ้นรูปตามลักษณะองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือที่ผลิตได้ และตามความเหมาะสมในการใช้ ซึ่งอาจเป็นลักษณะอัดเม็ด ปั้นเป็นยาลูกกลอน ยาบรรจุในแคปซูล เป็นยาที่มีลักษณะเป็นน้ำ หรือเป็นยาที่มีลักษณะเหนียวตักได้" ดังนั้น การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทก็อาจมีลักษณะเป็นยาลูกกลอนด้วย หาใช้มีเฉพาะแต่ลักษณะเป็นแคปซูลดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ ทั้งลำพังการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของผลิตภัณฑ์เช่นนี้ หาได้ส่งผลให้การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสิทธิบัตรพิพาทกับตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรและเห็นว่าสิทธิบัตรพิพาทไม่ใช่การะประดิษฐ์ขึ้นใหม่และไม่มีขั้นการประดิษฐ์ขึ้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดขาวละออเภสัช กับพวก
จำเลย — บริษัทมันทนพาณิชย์ เชียงใหม่ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4783/2549
#270803
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยที่ 1 โดยกล่าวอ้างว่าการประดิษฐ์ที่มีส่วนประกอบของกวาวเครือมีการเปิดเผยสาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2474 ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์จึงไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น เพราะองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือเป็นส่วนประกอบพื้นๆ ธรรมดาที่บุคคลอื่นและโจทก์ใช้หรือผลิตกันอยู่ทั่วไป ทั้งไม่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรืออื่นๆ ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องการผลิตทางอุตสาหกรรม ไม่เป็นประโยชน์ทางอุตสาหกรรม คงถือเป็นเพียงการผสมสมุนไพร จึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ คำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นที่เข้าใจอย่างชัดแจ้งแล้วว่า สิทธิบัตรพิพาทไม่สมบูรณ์เพราะเหตุใด ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

โจทก์ประกอบธุรกิจจำหน่ายและผลิตยาและเครื่องสำอางซึ่งผลิตจากสมุนไพรกวาวเครือ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ประกาศในหนังสือพิมพ์ให้ผู้ผลิต ขาย มีไว้เพื่อขาย และเสนอขายผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน หรือคล้ายกันกับองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือของจำเลยที่ 1 ยุติการกระทำและเรียกคืนผลิตภัณฑ์จากท้องตลาด จึงเป็นการบรรยายฟ้องว่าโจทก์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรกวาวเครือเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งหากสิทธิบัตรพิพาทมีผลสมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ย่อมจะมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าว และมีสิทธิห้ามบุคคลอื่นรวมทั้งโจทก์ในการประกอบการค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกวาวเครือได้ ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากข้อถือสิทธิที่ระบุไว้ในสิทธิบัตรพิพาทเป็นสำคัญ โจทก์ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรได้ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าสิทธิบัตรตามคำขอเลขที่ 045463 สิทธิบัตรเลขที่ 8912 ที่ออกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าว และถือเอาคำพิพากษาแสดงต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเพิกถอนสิทธิบัตร เลขที่ 8912

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า สิทธิบัตรตามคำขอเลขที่ 045463 เลขที่สิทธิบัตร 8912 ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้จำเลยที่ 1 ไม่สมบูรณ์ ให้เพิกถอนเสีย โดยให้โจทก์ทั้งสื่ถือเอาคำพิพากษานี้แสดงต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสี่ประกอบการค้ายาและเครื่องสำอางซึ่งผลิตจากสมุนไพรกวาวเครือ เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ประกาศในหนังสือพิมพ์ให้ผู้ผลิต ขาย มีไว้เพื่อขาย และเสนอขายผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือที่มีลักษณะเช่นเดียวกันหรือคล้ายกันกับองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือของจำเลยที่ 1 ยุติการกระทำและเรียกคืนผลิตภัณฑ์จากท้องตลาด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยที่ 1 โดยกล่าวอ้างว่าการประดิษฐ์ที่มีส่วนประกอบของกวาวเครือดังกล่าวมีการเปิดเผยสาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2474 ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ขอรับสิทธิการประดิษฐ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ นอกจากนี้การประดิษฐ์ดังกล่าวยังไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น เพราะองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือเป็นส่วนประกอบพื้นๆ ธรรมดาที่บุคคลอื่นและโจทก์ทั้งสี่ใช้หรือผลิตกันอยู่ทั่วไป ทั้งไม่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรืออื่นๆ ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องการผลิตทางอุตสาหกรรมไม่เป็นประโยชน์ทางอุตสาหกรรม คงถือเป็นเพียงการผสมสมุนไพร จึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ คำบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวเป็นที่เข้าใจอย่างแจ้งชัดแล้วว่า สิทธิบัตรพิพาทไม่สมบูรณ์เพราะเหตุใด ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ไม่เคลือบคลุม ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหลายประการ เช่น โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ระบุว่าเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ดังกล่าวมีชื่อว่าอะไร เปิดเผยสาระสำคัญอย่างไร เผยแพร่ที่ไหน อย่างไร บุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่นำสมุนไพรกวาวเครือไปผสมกับสารอะไร ในอัตราส่วนเท่าใด มีขั้นตอนการผลิตอย่างไร เป็นต้นนั้น ล้วนเป็นเพียงรายละเอียดซึ่งโจทก์ทั้งสี่สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาคดี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ไม่เคลือบคลุมจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ประการต่อมามีว่าโจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ทั้งสี่ประกอบธุรกิจจำหน่ายและผลิตยาและเครื่องสำอางซึ่งผลิตจากสมุนไพรกวาวเครือ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ประกาศในหนังสือพิมพ์ให้ผู้ผลิต ขาย มีไว้เพื่อขาย และเสนอขายผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน หรือคล้ายกันกับองค์ประกอบสมุนไพรจากกวาวเครือของจำเลยที่ 1 ยุติการกระทำและเรียกคืนผลิตภัณฑ์จากท้องตลาด จึงเป็นการบรรยายฟ้องและนำสืบแล้วว่า โจทก์ทั้งสี่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรกวาวเครือเช่นเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งหากสิทธิบัตรพิพาทมีผลสมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ย่อมจะมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าว และมีสิทธิห้ามบุคคลอื่นรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่ในการประกอบการค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกวาวเครือได้ ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากข้อถือสิทธิที่ระบุไว้ในสิทธิบัตรพิพาทเป็นสำคัญ โจทก์ทั้งสี่ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรได้ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ต้องบรรยายฟ้องในรายละเอียดว่า โจทก์ทั้งสี่ผลิตและจำหน่ายหรือมีไว้ซึ่งสินค้าดังกล่าวตั้งแต่เมื่อใด สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ต่างอ้างว่าตนเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และอาจฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยทั้งสองได้โดยลำพังแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 3 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า สิทธิบัตรพิพาทสมบูรณ์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่าสิทธิบัตรพิพาทเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และเป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมจึงเป็นสิทธิบัตรที่สมบูรณ์ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่มีนายวัชรพงษ์ นางแจ่มจิตต์ นายอภิญญา นางวรกานต์ นางเพ็ญนภา และนายทรงพล เบิกความยืนยันว่า ตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรดังกล่าวมีอยู่จริง และได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2474 ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างความมีอยู่ของตำรายาดังกล่าว คงนำสืบไม่รับรู้และอ้างว่าเพิ่งเห็นเอกสารดังกล่าวในภายหลัง รวมทั้งโต้แย้งว่าตำรายาดังกล่าวแตกต่างจากสิทธิบัตรพิพาทเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่จึงมีน้ำหนักดีกว่าและคดีเป็นอันรับฟังได้ว่าตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรมีอยู่จริง และได้พิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2474 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ทั้งถือว่าได้มีการเปิดเผยข้อมูลที่ปรากฏในตำรายาดังกล่าวต่อสาธารณชนด้วย เพราะประชาชนทั่วไปย่อมสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เปิดเผยดังกล่าวได้โดยชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีการเผยแพร่และจำนวนของเอกสารที่พิมพ์เผยแพร่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของประเทศดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดขาวละออเภสัช กับพวก
จำเลย — บริษัทมัทนพาณิชย์เชียงใหม่ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างกลาง — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4777/2549
#268895
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้าง ข้อ 11 ที่จำเลยตกลงทำสัญญากับโจทก์ว่า ภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยจะไม่ไปทำงานกับบริษัทซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้ากับโจทก์หรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในลักษณะที่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจการค้าของโจทก์ ข้อห้ามดังกล่าวมิได้กำหนดพื้นที่ กำหนดแต่ระยะเวลาห้ามและการกระทำที่ห้ามซึ่งในคดีนี้คือการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสายการบินแข่งขันกับโจทก์ เมื่อโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสาขาหรือประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกง แม้บริษัท ด. ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกง จะเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ บริษัทดังกล่าวก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์เป็นเอกเทศ ถือไม่ได้ว่าธุรกิจของบริษัท ด. เป็นธุรกิจของโจทก์และไม่ปรากฏว่าบริษัท ด. ประกอบธุรกิจโดยนำผลิตภัณฑ์ของโจทก์ไปจำหน่าย แม้จะมีผู้ประกอบธุรกิจแข่งขันกับบริษัท ด. ก็ไม่มีผลกระทบถึงธุรกิจของโจทก์ การที่จำเลยเข้าทำงานกับบริษัท ว. ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกง จึงไม่เป็นการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยหยุดทำงานในบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด และห้ามไม่ให้เข้าไปทำงานร่วมกับบริษัทที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หรือกระทำการใดไม่ว่าในทางตรงหรือทางอ้อมในลักษณะที่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจของโจทก์เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 กับให้จำเลยคืนเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการผลิต นำเข้า ส่งออก ขายและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการบริการบนเครื่องบิน จำเลยเคยเป็นลูกจ้างโจทก์ เข้าทำงานเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2542 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 ซึ่งข้อ 11 กำหนดว่า ในกรณีที่สัญญาจ้างนี้สิ้นสุดลงเนื่องจากการลาออกของลูกจ้าง ลูกจ้างตกลงว่าภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ลาออกลูกจ้างจะไม่เข้าร่วมทำงานในบริษัทหรือกิจการอื่นใดที่เป็นการแข่งขันไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อมกับบริษัทวอเตอร์ สเตอร์ เอซีเอส เอเชีย แอนด์แปซิฟิค จำกัด ในธุรกิจเกี่ยวกับสายการบิน หากการว่าจ้างถูกบอกเลิกโดยนายจ้างจะไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายจำเลยเป็นผู้จัดการแผนกบริการลูกค้า มีหน้าที่ประสานงานเกี่ยวกับการซื้อขายระหว่างโจทก์กับลูกค้า วันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยลาออกจากงานและโจทก์อนุมัติโดยจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่จำเลยไป 70,000 บาท จากนั้นจำเลยได้ไปทำงานที่เมืองฮ่องกงกับบริษัทดูนี่ฮ่องกง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์และประกอบกิจการเช่นเดียวกับโจทก์ ครั้นวันที่ 7 สิงหาคม 2546 จำเลยได้ลาออกจากบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด และวันที่ 1 กันยายน 2546 จำเลยได้เข้าทำงานกับบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออกวัสดุเกี่ยวกับการบริการด้านอาหารที่เมืองฮ่องกงแล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยปัญหาเรื่องจำเลยทำผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 11 หรือไม่ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่ก่อให้เกิดหนี้ในการงดเว้นการกระทำตามที่กำหนดโดยความสมัครใจของคู่กรณีเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีเป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตในด้านพื้นที่และระยะเวลาของการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพรวมทั้งความสามารถและโอกาสในการประกอบอาชีพการงานของผู้ถูกจำกัดสิทธิด้วยและมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ข้อตกลงจำกัดสิทธิตามสัญญาจ้างเอกสาร จ.ล.1 ข้อ 11 กำหรดระยะเวลาของการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพและโอกาสในการประกอบอาชีพการงานของจำเลยเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ลาออก แต่มิได้ระบุถึงขอบเขตพื้นที่ที่ห้ามจำเลยไว้ มิได้กำหนดว่าให้ครอบคลุมถึงเมืองฮ่องกงหรือทั่วทวีปเอเซียแปซิฟิค ที่โจทก์มีบริษัทในเครือตั้งอยู่ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด เป็นบริษัทในเครือของโจทก์ที่เมืองฮ่องกง ก็ถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยลาออกจากงานแล้วเข้าทำงานกับบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด ที่เมืองฮ่องกง ภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ลาออก เป็นการผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้าง จ.ล.1 ข้อ 11 และวินิจฉัยเรื่องโจทก์มีสิทธิเรียกเงินจำนวน 70,000 บาท คืนหรือไม่ว่า ทนายโจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 ว่า โจทก์จ่ายเงินจำนวน 70,000 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.ล.3 ให้แก่จำเลยเป็นการช่วยเหลือในการที่ลาออกจากงานโดยไม่ปรากฏว่ามีเงื่อนไขหรือข้อตกลงที่จำเลยจะต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ทั้งคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การที่จำเลยลาออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์แล้วเขาทำงานกับบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออกวัสดุเกี่ยวกับการบริการด้านอาหารอยู่ที่เมืองฮ่องกง ภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยลาออก เป็นการผิดสัญญาจ้างโดยฝ่าฝืนข้อตกลงห้ามทำงานในบริษัทหรือกิจการอื่นใดที่เป็นการแข่งขันกับโจทก์ในธุรกิจเกี่ยวกับสายการบินภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ลาออก ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 11 หรือไม่ เห็นว่า ข้อห้ามดังกล่าวมิได้กำหนดพื้นที่ กำหนดแต่ระยะเวลาห้ามและการกระทำที่ห้ามซึ่งในคดีนี้คือการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสายการบินแข่งขันกับโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องของโจทก์และคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสาขาหรือประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกง แม้บริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกงจะเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ บริษัทดังกล่าวก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์เป็นเอกเทศ ถือไม่ได้ว่าธุรกิจของบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด เป็นธุรกิจของโจทก์และไม่ปรากฏว่าบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด ประกอบธุรกิจโดยนำผลิตภัณฑ์ของโจทก์ไปจำหน่าย แม้จะมีผู้ประกอบธุรกิจแข่งขันกับบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด ก็ไม่มีผลกระทบถึงธุรกิจของโจทก์ การที่จำเลยเข้าทำงานกับบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกงจึงไม่เป็นการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจของโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 11 ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดูนี่ จำกัด
จำเลย — นางสาวลลิดา สุทธิไชยา
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4777/2549
#268981
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบธุรกิจ ผลิต นำเข้า ขายและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการบริการบนเครื่องบิน โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างข้อ 11 กำหนดว่าในกรณีที่สัญญาจ้างสิ้นสุดเนื่องจากการลาออกของลูกจ้าง ลูกจ้างตกลงว่าภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ลาออกลูกจ้างจะไม่เข้าร่วมทำงานในบริษัทหรือกิจการอื่นใดที่เป็นการแข่งขันโดยทางตรงหรือทางอ้อมกับบริษัทโจทก์ ต่อมาจำเลยลาออกจากบริษัทโจทก์และไปทำงานที่เมืองฮ่องกงกับบริษัท ด. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์และประกอบกิจการเช่นเดียวกับโจทก์ ครั้นต่อมาอีกเดือนเศษจำเลยได้ลาออกจากบริษัท ด. และเข้าทำงานกับบริษัท ว. ซึ่งประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออกวัสดุเกี่ยวกับบริการด้านอาหารที่เมืองฮ่องกงภายใน 1 ปี นับแต่จำเลยลาออกจากบริษัทโจทก์ ดังนี้ ตามสัญญาจ้างข้อ 11 มิได้กำหนดพื้นที่กำหนดแต่ระยะเวลาห้าม และการกระทำที่ห้ามคือการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสายการบินแข่งขันกับโจกท์ เมื่อปรากฏว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย และโจทก์ไม่มีสาขาหรือประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกง แม้บริษัท ด. ซึ่งประกอบธุรกิจที่อยู่ที่เมืองฮ่องกงจะเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ บริษัทดังกล่าวก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์เป็นเอกเทศ ถือไม่ได้ว่าธุรกิจของบริษัท ด. เป็นธุรกิจของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าบริษัท ด. ประกอบธุรกิจโดยนำผลิตภัณฑ์ของโจทก์ไปจำหน่ายแม้จะมีผู้ประกอบธุรกิจแข่งขันกับบริษัท ด. ก็ไม่มีผลกระทบถึงธุรกิจของโจทก์ การที่จำเลยเข้าทำงานกับบริษัท ว. ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกงจึงไม่เป็นการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจของโจทก์ การกระของจำเลยไม่เป็นการผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้าง ข้อ 11

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยหยุดทำงานในบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด และห้ามไม่ให้เข้าไปทำงานร่วมกับบริษัทที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หรือกระทำการใดไม่ว่าในทางตรงหรือทางอ้อมในลักษณะที่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจของโจทก์เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 กับให้จำเลยคืนเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์โดยยกเหตุผลต่าง ๆ ขึ้นอ้างว่า โจทก์จ่ายเงินจำนวน 70,000 บาท ให้จำเลยเพื่อการย้ายภูมิลำเนาไปทำงานที่เมืองฮ่องกงกับบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ เมื่อจำเลยผิดข้อตกลงโดยไปทำงานกับบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด จำเลยจึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การที่จำเลยลาออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์แล้วเข้าทำงานกับบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออกวัสดุเกี่ยวกับการบริการด้านอาหารอยู่ที่เมืองฮ่องกง ภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยลาออก เป็นการผิดสัญญาจ้างโดยฝ่าฝืนข้อตกลงห้ามทำงานในบริษัทหรือกิจกรรมอื่นใดที่เป็นการแข่งขันกับโจทก์ในธุรกิจเกี่ยวกับสายการบินภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ลาออก ตามสัญญาจ้าง หรือไม่ เห็นว่า ข้อห้ามดังกล่าวมิได้กำหนดพื้นที่ กำหนดแต่ระยะเวลาห้ามและการกระทำที่ห้ามซึ่งในคดีนี้คือการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสายการบินแข่งขันกับโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องของโจทก์และคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสาขาหรือประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกง แม้บริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกงจะเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ บริษัทดังกล่าวก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์เป็นเอกเทศ ถือไม่ได้ว่าธุรกิจของบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด เป็นธุรกิจของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด ประกอบธุรกิจโดยนำผลิตภัณฑ์ของโจทก์ไปจำหน่าย แม้จะมีผู้ประกอบธุรกิจแข่งขันกับบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด ก็ไม่มีผลกระทบถึงธุรกิจของโจทก์ การที่จำเลยเข้าทำงานกับบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกงจึงไม่เป็นการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจของโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้าง ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดูนี่ จำกัด
จำเลย — นางสาวลลิดา สิทธิไชยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4767/2549
#267289
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทระบุว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะตกแก่ผู้ซื้อต่อเมื่อชำระราคาเป็นงวด ๆ ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้วจึงถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ซึ่งกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนเป็นของผู้ซื้อ จนกว่าผู้ซื้อจะชำระราคาครบถ้วน ทรัพย์สินที่ซื้อขายโดยมีเงื่อนไขจะโอนกรรมสิทธิ์ในภายหน้ากันนั้น ผู้ขายอาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกขายล่วงหน้าได้ และเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อปฏิบัติการเป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว ผู้ขายจึงไม่จำต้องมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอยู่ในขณะที่ทำสัญญาซื้อขาย ดังนั้น การที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทโดยให้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินกันภายหน้า แม้ขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่มีกรรมสิทธิ์หรือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่สมบูรณ์ สัญญาก็มีผลใช้บังคับได้ การที่จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมชำระราคาให้แก่โจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543 จำเลยที่ 1 กับโจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผ-5414 อุบลราชธานี ในราคา 244,000 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวดงวดละเดือนรวม 48 เดือน ชำระภายในวันที่ 15 ของเดือน ติดต่อกันไปจนกว่าจะครบในอัตราเดือนละ 5,100 บาท และงวดสุดท้ายชำระ 4,300 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2543 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายยังไม่โอนไปยังจำเลยที่ 1 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังที่ระบุไว้ในสัญญา รวมถึงการชำระราคาให้ครบถ้วนตามสัญญาซื้อขายด้วย หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระราคารถยนต์ตามระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าสัญญาซื้อขายเป็นอันเลิกกัน โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือบอกกล่าวและยอมให้โจทก์ริบเงินที่ชำระมาแล้วทั้งหมด และจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่ซื้อคืนแก่โจทก์ในทันที จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงงวดเดียวและผิดนัดไม่ชำระราคารถยนต์แก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 2 โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระราคารถยนต์แก่โจทก์แต่ก็เพิกเฉย โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและแจ้งให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ตั้งแต่งวดที่ 3 จำเลยทั้งสองทราบแล้วแต่ก็เพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ใช้สอยซึ่งโจทก์สามารถนำไปให้บุคคลอื่นเช่าได้ ค่าขาดประโยชน์นับแต่บอกเลิกสัญญาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงวันฟ้องในอัตราเดือนละ 5,000 บาท รวม 36 เดือน เป็นเงินค่าขาดประโยชน์ 180,000 บาท จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคาจำนวน 238,900 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 418,900 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการชำระหนี้ดังกล่าว ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 180,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผ-5414 อุบลราชธานี แก่โจทก์ ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 238,900 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน ผ-5414 อุบลราชธานี แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้เงินไปจากโจทก์จำนวน 100,000 บาท โดยโจทก์หักเป็นค่าดอกเบี้ยจำนวน 20,000 บาท ได้รับเงินจริงเพียง 80,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผ-5414 อุบลราชธานี และได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันการกู้เงินพร้อมกับมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน จำเลยที่ 2 ไม่ได้ค้ำประกันการซื้อขายรถยนต์ ปัจจุบันได้มอบรถยนต์คันดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสาวไปใช้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันที่อ้างว่าขายให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผ-5414 อุบลราชธานี กับโจทก์ในราคา 244,000 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละ 5,100 บาท งวดสุดท้ายเดือนละ 4,300 บาท รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 15 ตุลาคม 2543 งวดต่อไปทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน โดยมีข้อตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะยังไม่โอนไปยังจำเลยที่ 1 จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญารวมถึงการชำระเงินให้ครบถ้วนด้วย ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 โดยในขณะทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันดังกล่าวมีชื่อนางสาวละออง ลำโกน เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1 คดีมีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะขณะทำสัญญาซื้อขายโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทหรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทระบุว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะตกแก่ผู้ซื้อต่อเมื่อชำระราคาเป็นงวด ๆ ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว กรณีจึงถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ซึ่งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทยังไม่โอนเป็นของผู้ซื้อจนกว่าผู้ซื้อจะชำระราคาครบถ้วนตามงวด ทรัพย์สินที่ซื้อขายโดยมีเงื่อนไขจะโอนกรรมสิทธิ์ในภายหน้ากันนั้น ผู้ขายอาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกขายล่วงหน้าได้ และเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อปฏิบัติการเป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว ผู้ขายจึงไม่จำต้องมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอยู่ในขณะที่ทำสัญญาซื้อขาย ดังนั้น การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทโดยให้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินกันภายหน้า แม้ขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่มีกรรมสิทธิ์หรือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่สมบูรณ์ สัญญาก็มีผลใช้บังคับได้เพราะเมื่อสัญญาถึงกำหนดหากโจทก์ผิดสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ จำเลยที่ 1 ก็สามารถให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแทนการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายได้ เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีผลใช้บังคับกันได้ การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ยอมชำระราคาให้แก่โจทก์ตามกำหนดจนเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวฟังขึ้น ศาลฎีกาก็ยังไม่มีอำนาจวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ได้ เนื่องจากมีประเด็นข้อพิพาทอีกหลายข้อที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัย จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นเหล่านั้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 459
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดีพร้อมธุรกิจ จำกัด
จำเลย — นางวาสนา รักษาศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4766/2549
#268888
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาซื้อขาย เมื่อจำเลยผิดสัญญาไม่สามารถส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้โจทก์ได้ตามสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายได้หลายทาง ซึ่งข้อกำหนดตามสัญญาซื้อขายด้งกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ซื้อไว้ล่วงหน้าในกรณีผู้ขายไม่ปฏิบัติตามสัญญา จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ถ้ากำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ส่วนการที่จะลดลงเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้น กฎหมายให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินโจทก์จึงต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากจำเลยผิดสัญญามากน้อยเพียงใด แต่โจทก์ไม่นำสืบให้ศาลเห็น ศาลจึงต้องกำหนดให้เป็นจำนวนพอสมควร

แม้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ ข้อ 138 จะกำหนดว่าหากจำนวนค่าปรับจะเกินร้อยละ 10 ของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้างให้ส่วนราชการพิจารณาบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง เว้นแต่คู่สัญญาจะได้ยินยอมเสียค่าปรับให้แก่ทางราชการโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาผ่อนปรนการปรับตามสัญญาเท่าที่จำเป็น เมื่อจำเลยมิได้ยินยอมให้ส่วนราชการปรับส่วนราชการจึงต้องบอกเลิกสัญญา แต่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ มิใช่กฎหมาย เป็นเพียงข้อแนะนำว่าด้วยเรื่องพัสดุของทางราชการเท่านั้น จึงมิใช่ข้อบังคับโจทก์ห้ามเรียกค่าเสียหายเกินร้อยละ 10 ของราคาสิ่งของที่ซื้อขายแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อเครื่องมือสื่อสารใต้น้ำแบบติดตัวนักดำน้ำซึ่งผลิตในประเทศสหราชอาณาจักรเป็นเงิน 3,724,434.60 บาท จากจำเลย เมื่อครบกำหนดเวลาส่งมอบของ จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงริบเงินประกันจำนวน 372,443.46 บาท จากจำเลยและปรับจำเลยตามสัญญาเป็นรายวันในอัตราร้อยละศูนย์จุดสองของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้ส่งมอบ รวมเป็นเงินค่าปรับจำนวน 1,124,779.25 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,236,467.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,124,779.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับ จำนวน 562,389.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่าค่าปรับรายวันที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 562,389.62 บาท นั้น เหมาะสมหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าศาลล่างทั้งสองลดเบี้ยปรับรายวันให้จำเลยลงกึ่งหนึ่งเหลือ 562,389.62 บาท นั้น ไม่ถูกต้อง โจทก์ควรได้รับค่าปรับเต็มตามสัญญา ส่วนจำเลยฎีกาว่าที่ศาลล่างทั้งสองลดค่าปรับให้จำเลยมานั้น จำเลยเห็นว่ายังสูงเกินไป เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 เมื่อจำเลยผิดสัญญาไม่สามารถส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้โจทก์ได้ตามสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายหลายทาง กล่าวคือ ตามสัญญาข้อ 10 วรรคสาม ระบุว่า ในระหว่างที่ผู้ซื้อยังมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญานั้น หากผู้ซื้อเห็นว่าผู้ขายไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ ผู้ซื้อจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันหรือเรียกร้องจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันตามสัญญาข้อ 8 กับเรียกร้องให้ชดใช้ราคาที่เพิ่มขึ้นตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ข้อ 9 วรรคสอง ก็ได้ และถ้าผู้ซื้อแจ้งข้อเรียกร้องให้ชำระค่าปรับไปยังผู้ขาย เมื่อครบกำหนดส่งมอบแล้วผู้ซื้อมีสิทธิที่จะปรับผู้ขายจนถึงวันบอกเลิกสัญญาได้อีกด้วย ข้อกำหนดตามสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ซื้อไว้ล่วงหน้าในกรณีผู้ขายไม่ปฏิบัติตามสัญญา จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับถ้ากำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ส่วนการที่จะลดลงเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้น กฎหมายให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน โจทก์จึงต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากจำเลยผิดสัญญามากน้อยเพียงใด แต่โจทก์ไม่นำสืบให้ศาลเห็นศาลจึงต้องกำหนดให้เป็นจำนวนพอสมควร ข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนถึงกำหนดส่งมอบของตามสัญญา จำเลยได้มีหนังสือลงวันที่ 20 มกราคม 2541 ถึงโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.3 แจ้งว่าไม่สามารถส่งสินค้าให้โจทก์ได้ เพราะค่าเงินบาทอ่อนตัวลงมาก ขอยกเลิกสัญญาซื้อขายยกับโจทก์ แสดงว่าโจทก์ทราบดีตั้งแต่แรกแล้วว่าจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ แต่โจทก์ก็ยังปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปโดยไม่มีเหตุผลสมควรอีกนานถึง 151 วัน หลังจากครบกำหนดสัญญา นอกจากนี้ยังปรากฏตามทางนำสืบของจำเลยโดยโจทก์มิได้โต้แย้งว่า มีระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 138 เอกสารหมาย ล.5 ระบุว่า ในกรณีที่คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ และจะต้องมีการปรับตามข้อสัญญาหรือข้อตกลงนั้น หากจำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละ 10 ของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้างให้ส่วนราชการพิจารณาดำเนินการบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงแสดงให้เห็นว่าตามระเบียบของหน่วยราชการที่ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติได้ยึดแนวทางปฏิบัติที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทั้งสองฝ่ายมากจนเกินไป ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าปรับรายวันให้จำเลยชำระแก่โจทก์ 562,389.62 บาท นอกเหนือจากค่าปรับตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่โจทก์รับไปแล้วเป็นเงิน 372,443.46 บาท เท่ากับโจทก์จะได้รับค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 25.1 ของราคาสิ่งของที่ซื้อขายตามสัญญาจึงสูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าปรับรายวันเสียใหม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าสิ่งของที่โจทก์ซื้อจากจำเลยเป็นสิ่งของที่นำมาใช้ในกิจการเกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ มีลำดับความสำคัญสูงสุดความล่าช้าในการปฏิบัติตามสัญญาอาจนำมาซึ่งผลเสียหายที่ร้ายแรงแต่ปรากฏว่าหลังจากครบกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รีบดำเนินการขวนขวายจัดหาสิ่งของดังกล่าวที่อ้างว่ามีความสำคัญสูงสุดโดยวิธีอื่นเพื่อเตรียมพร้อมไว้ใช้ในราชการของโจทก์แต่อย่างใด แสดงว่ายังไม่มีความเสียหายร้ายแรงมากตามที่โจทก์อ้าง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน แต่ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 138 กำหนดไว้ว่าในกรณีที่คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ และจะต้องมีการปรับตามข้อสัญญาหรือข้อตกลงนั้น หากจำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละ 10 ของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้างให้ส่วนราชการพิจารณาดำเนินการบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงเว้นแต่คู่สัญญาจะได้ยินยอมเสียค่าปรับให้แก่ทางราชการโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาผ่อนปรนการปรับตามสัญญาได้เท่าที่จำเป็น แต่จำเลยมิได้ยินยอมให้ส่วนราชการปรับ ส่วนราชการจึงต้องบอกเลิกสัญญาก่อนที่จำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละ 10 ของวงเงินค่าพัสดุ เห็นว่า ระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวมิใช่กฎหมาย เป็นเพียงข้อแนะนำว่าด้วยเรื่องพัสดุของทางราชการเท่านั้น มิใช่ข้อบังคับโจทก์ห้ามเรียกค่าเสียหายเกินร้อยละ 10 ของราคาสิ่งของที่ซื้อขายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
ระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2524
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพเรือ
จำเลย — บริษัทไทยบัณฑร จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2549
#267294
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยินยอมรับชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลืองวดเดือนมกราคม 2550 ล่วงเลยกำหนดเวลา และทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ไปติดต่อโอนที่ดินจากเจ้าของเดิมได้เองหลังพ้นกำหนดการชำระค่าที่ดินที่เหลืองวดเดือนมีนาคม 2540 เท่ากับจำเลยมิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้ที่ตกลงไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสาระสำคัญ และไม่ถือว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงทันทีตามสัญญา

สัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุแต่เพียงว่า ฝ่ายโจทก์ผู้จะซื้อจะชำระค่าที่ดินที่เหลือทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 8 เดือน นับแต่วันทำสัญญา โดยแบ่งชำระเป็นสองงวดภายในเดือนมกราคม 2540 และภายในเดือนมีนาคม 2540 สำหรับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นตามสัญญาข้อ 6 ระบุว่าฝ่ายจำเลยผู้จะขายจะจัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับการชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ แสดงว่าหลังจากโจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับจำเลยแล้วยังต้องมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามจะซื้อจะขาย และไม่ปรากฏว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวจะเสร็จสิ้นวันไหน จึงยังไม่ทราบแน่นอนว่าจะมีกำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อใด ทั้งโจทก์ก็ยังมิได้ชำระค่าที่ดินงวดสุดท้ายแก่จำเลย ดังนั้น แม้จำเลยจะผิดสัญญาจะซื้อที่ดินดังกล่าวกับเจ้าของเดิมหรือไม่ก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์

ภายหลังจากล่วงเลยกำหนดชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลืองวดสุดท้าย จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ไปติดต่อชำระเงินและรับโอนที่ดินจากเจ้าของเดิมได้โดยตรง แต่โจทก์ไม่สามารถตกลงกับเจ้าของเดิมได้ จำเลยมิได้ทวงถามให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่เหลือในงวดสุดท้าย ส่วนโจทก์ก็มิได้ดำเนินการใด ๆ ที่จะให้จำเลยโอนที่ดินตามฟ้องให้ กลับร้องดำเนินคดีอาญาซึ่งกันและกัน เป็นข้อแสดงว่าทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะบังคับตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันอีกต่อไป ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวกันโดยปริยาย คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องคืนเงินที่รับไปจากโจทก์พร้อมดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2539 จำเลยเสนอขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10152 และ 10155 ให้แก่โจทก์ นางทิพย์วัลย์ ชั้วทอง และนางมนัสสม ตันสงวน ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกันโดยที่ดินทั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสวน วัฒนธรรม และนางสวนทำสัญญาจะขายให้แก่นายสุโข ลาภเจริญ แล้วนายสุโขทำสัญญาจะขายให้แก่จำเลย โจทก์กับพวกทำสัญญาจะซื้อที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจากจำเลยเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2539 ในราคา 5,500,000 บาท โดยชำระเงินมัดจำคนละ 700,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,100,000 บาท สำหรับค่าที่ดินส่วนที่เหลือตกลงแบ่งชำระภายในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 1,900,000 บาท และอีกจำนวน 1,500,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทั้งนี้ จำเลยตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์กับพวกภายในกำหนด 8 เดือน ครั้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 โจทก์กับพวกชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยจำนวน 866,666 บาท โดยเป็นส่วนของโจทก์จำนวน 333,333 บาท ของนางทิพย์วัลย์จำนวน 333,333 บาท และของนางมนัสสมจำนวน 200,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์กับพวกชำระเงินให้แก่จำเลยอีก 700,000 บาท โดยเป็นส่วนของโจทก์จำนวน 300,000 บาท ของนางทิพย์วัลย์จำนวน 300,000 บาท และของนางมนัสสมจำนวน 100,000 บาท เมื่อครบกำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว จำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์กับพวกได้เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับนายสุโข โจทก์กับพวกจึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย จำเลยต้องคืนเงินในส่วนของโจทก์ให้แก่โจทก์จำนวน 1,333,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับเงินจนถึงวันฟ้องเป็นเงินอีก 260,999.94 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,594,332.94 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,594,332.94 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,333,333 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงระหว่างโจทก์และพวกกับจำเลยนั้น มีข้อตกลงชำระที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 1,900,000 บาท ภายในเดือนมกราคม 2540 และอีกจำนวน1,500,000 บาท ชำระภายในเดือนมีนาคม 2540 เมื่อชำระราคาครบถ้วนแล้วจำเลยจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์กับพวกภายในกำหนด 8 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากโจทก์กับพวกผิดนัดให้สัญญายกเลิกสิ้นสุดลงทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวและให้จำเลยริบเงินมัดจำรวมทั้งเงินที่ชำระแล้วได้ทั้งหมด หลังจากทำสัญญากันแล้วโจทก์กับพวกผิดสัญญาไม่ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือในเดือนมกราคม 2540 และไม่มีเงินที่จะชำระค่าที่ดินภายในกำหนดตามสัญญา สัญญาจึงเป็นอันยกเลิกสิ้นสุดลง จำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำและเงินที่ชำระแล้วโดยไม่ต้องคืนให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,594,332.94 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,333,333 บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ว่า เดิมที่ดินทั้งสองแปลงตามคำฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสวน วัฒนธรรม นางสวนทำสัญญาจะขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่นายสุโข ลาภเจริญ แล้วนายสุโขทำสัญญาจะขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยตามสำเนาหนังสือสัญญามัดจำเอกสารหมาย จ.ล. 7 ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2539 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินทั้งสองแปลงข้างต้นให้แก่โจทก์ นางทิพย์วัลย์ ชั้วทอง และนางมนัสสม ตันสงวน ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกันในราคา 5,500,000 บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อขายโจทก์กับพวกชำระเงินมัดจำจำนวน 2,100,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระแก่จำเลยภายใน 8 เดือน โดยแบ่งชำระภายในเดือนมกราคม 2540 จำนวน 1,900,000 บาท และชำระภายในเดือนมีนาคม 2540 จำนวน 1,500,000 บาท ปรากฏว่าโจทก์กับพวกชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยจำนวน 1,900,000 บาท ครบถ้วนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2540 ส่วนจำนวนอีก 1,500,000 บาท ยังมิได้ชำระ ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยกับนายสุโขและนางทิพย์วัลย์เป็นคดีอาญาฐานฉ้อโกงและนางทิพย์วัลย์ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีอาญาฐานแจ้งความเท็จ หลังจากนั้นโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาจำเลยมีว่า การที่โจทก์อ้างบันทึกคำเบิกความพยานที่เคยเบิกความไว้ในคดีอาญาที่โจทก์และจำเลยต่างฟ้องร้องซึ่งกันและกันสืบเนื่องมาจากสัญญาจะซื้อขายคดีนี้เป็นพยาน ศาลจะรับฟังบันทึกคำเบิกความดังกล่าวเป็นพยานในคดีนี้ได้หรือไม่ ปัญหานี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คู่ความสามารถอ้างอิงเอกสารใด ๆ เพื่อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของตนได้ ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 และวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 ว่า ฝ่ายโจทก์แถลงจะสืบพยานบุคคล 3 ปาก ซึ่งเคยเบิกความในคดีอาญาที่โจทก์กับจำเลยฟ้องร้องซึ่งกันและกัน หากฝ่ายจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำเบิกความดังกล่าวก็จะส่งคำเบิกความเป็นพยาน ต่อมาทั้งโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับพวกและจำเลยเคยฟ้องร้องคอีอาญาซึ่งกันและกัน มีการสืบพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องขออ้างส่งสำเนาคำฟ้อง สำเนาคำเบิกความของพยาน และเอกสารประกอบคำเบิกความในคดีอาญาทั้งสองสำนวนเป็นพยานในคดีนี้ร่วมกันตามเอกสารหมาย จ.ล. 1 ถึง จ.ล. 14 และโจทก์จำเลยยังประสงค์อ้างส่งเอกสารที่รับข้อเท็จจริงกันแล้วว่าถูกต้องเป็นพยานเพิ่มเติมตามเอกสารหมาย จ.ล. 15 ถึง จ.ล. 20 เห็นว่า เอกสารดังกล่าวทั้งหมดคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันแล้วว่าถูกต้องและขออ้างเป็นพยานหลักฐานร่วมกัน จึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาจำเลยว่าโจทก์ผิดสัญญาจะซื้อขายตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญาจะซื้อขายดังกล่าวโจทก์กับพวกผู้จะซื้อได้ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญาจำนวน 2,100,000 บาท ค่าที่ดินส่วนที่เหลือตกลงแบ่งชำระอีก 2 งวด คือ ชำระภายในเดือนมกราคม 2540 จำนวน 1,900,000 บาท และชำระภายในเดือนมีนาคม 2540 จำนวน 1,500,000 บาท ปรากฏว่าโจทก์ผิดนัดตั้งแต่งวดเดือนมกราคม 2540 ด้วยการชำระในวันที่ 28 มกราคม 2540 และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จึงครบกำหนด 1,900,000 บาท ส่วนงวดเดือนมีนาคม 2540 โจทก์มิได้ชำระให้แก่จำเลยแต่อย่างใด โจทก์จึงผิดสัญญามีผลให้สัญญาเลิกกันทันทีตามข้อตกลงในสัญญา ศาลฎีกาเห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์และพวกกับจำเลยจะกำหนดเวลาการชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือภายในเดือนมกราคม 2540 งวดหนึ่ง และชำระภายในเดือนมีนาคม 2540 อีกงวดหนึ่ง และโจทก์มิได้ชำระเงินตามกำหนด แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ค่าที่ดินส่วนที่เหลือที่ต้องชำระภายในเดือนมกราคม 2540 โจทก์กับพวกได้ชำระเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 ครั้งหนึ่ง และได้ชำระเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 อีกครั้งหนึ่ง จนครบจำนวน 1,900,000 บาท โดยจำเลยมิได้ทักท้วง สำหรับค่าที่ดินอีกงวดหนึ่งที่ต้องชำระภายในเดือนมีนาคม 2540 และโจทก์กับพวกมิได้ชำระแก่จำเลยตามกำหนดก็ได้ความว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2540 จำเลยลงนามในหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.ล. 6 ให้โจทก์ไปดำเนินการติดต่อนายสุโข ลาภเจริญ เกี่ยวกับที่ดินตามฟ้อง ซึ่งจำเลยทำสัญญาจะซื้อจากนายสุโข โดยจำเลยเบิกความในเรื่องนี้ว่าได้ทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวให้โจทก์กับพวกไปดำเนินการโอนที่ดิน (หมายถึงที่ดินตามฟ้อง) กับนายสุโขเอาเอง ดังนี้ เห็นได้ว่า การที่จำเลยยินยอมรับชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลืองวดเดือนมกราคม 2540 ล่วงเลยกำหนดเวลา และจำเลยทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ไปติดต่อโอนที่ดินตามฟ้องจากนายสุโขได้เอง หลังพ้นกำหนดการชำระค่าที่ดินที่เหลืองวดเดือนมีนาคม 2540 เช่นนี้เท่ากับจำเลยมิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้ที่ตกลงไว้ตามสัญญาจะซื้อขายเป็นสาระสำคัญ และไม่ถือว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และพวกกับจำเลยสิ้นสุดลงทันทีตามสัญญา และตามที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้ผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินแก่โจทก์กับพวกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อที่ดินตามฟ้องกับนายสุโข จึงไม่อาจจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และพวกกับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.ล. 5 ระบุแต่เพียงว่าฝ่ายโจทก์กับพวกผู้จะซื้อจะชำระค่าที่ดินที่เหลือทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 8 เดือน นับแต่วันทำสัญญา โดยแบ่งชำระเป็นสองงวดภายในเดือนมกราคม 2540 และภายในเดือนมีนาคม 2540 สำหรับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นตามสัญญาข้อ 6 ระบุว่าฝ่ายจำเลยผู้จะขายจะจัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับการชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ ในการนี้จำเลยจะแจ้งให้ฝ่ายโจทก์ทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากนายสุโขว่านางสวนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิมทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 ตามเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 2 ให้นายสุโขไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามฟ้อง แสดงว่าหลังจากโจทก์และพวกทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับจำเลยแล้วยังต้องมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายหมาย จ.ล. 5 ข้อ 6 จริง และไม่ปรากฏว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวจะเสร็จสิ้นวันไหน จึงยังไม่ทราบแน่นอนว่าจะมีกำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องระหว่างโจทก์และพวกกับจำเลยเมื่อใด ทั้งโจทก์กับพวกก็ยังมิได้ชำระค่าที่ดินงวดสุดท้ายแก่จำเลย ดังนั้น แม้จำเลยจะผิดสัญญาจะซื้อที่ดินดังกล่าวกับนายสุโขหรือไม่ก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินคดีนี้กับโจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความอีกว่า เมื่อล่วงเลยกำหนดชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลืองวดสุดท้ายแล้ว จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ไปติดต่อชำระเงินและรับโอนที่ดินจากนายสุโขได้โดยตรง แต่โจทก์ไม่สามารถตกลงกับนายสุโขได้ จำเลยมิได้ทวงถามให้โจทก์กับพวกชำระค่าที่ดินที่เหลือในงวดสุดท้ายแต่อย่างใด ส่วนโจทก์ก็มิได้ดำเนินการใด ๆ ที่จะให้จำเลยโอนที่ดินตามฟ้องให้ กลับปรากฏว่าหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายต่างฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาซึ่งกันและกัน เป็นข้อแสดงว่าทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะบังคับตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันอีกต่อไป ถือได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวกันโดยปริยาย คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องคืนเงินที่รับไปจากโจทก์ในส่วนของโจทก์พร้อมดอกเบี้ย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญเรือง ขวัญกลับ
จำเลย — นางสุกัญญา จินดามณี
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4757/2549
#268992
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์อ้างว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกซึ่งเป็นเท็จ ความจริงจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร จึงออกบัตรภาษีให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ตามคำขอของจำเลย ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้นำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสดและโจทก์ได้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีเป็นค่าภาษีอากรแทนแล้ว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีดังกล่าว การกระทำของจำเลยเช่นนี้เป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นการทำละเมิด ซึ่งจำเลยได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารดังกล่าวได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420, 206 และ 224 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 2,246,582.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,293,278.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 1,293,278.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 29 มีนาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร จึงออกบัตรภาษีให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ตามคำขอของจำเลย ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้นำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสด และโจทก์ได้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีเป็นค่าภาษีอากรแทนแล้ว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีดังกล่าว การกระทำของจำเลยเช่นนี้เป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นการทำละเมิด ซึ่งจำเลยได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารดังกล่าวได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 206 และ 224 วรรคแรก ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันครบกำหนดทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏวันที่โจทก์ทวงถาม จึงให้จำเลยรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,246,582.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,293,278.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 224 วรรคแรก ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเคนโซ่มาร์เก็ตติ้งส์
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4757/2549
#272456
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรโดยอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออก ซึ่งเป็นความเท็จ จนได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีไปจากโจทก์นั้น เป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิด จำเลยได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด จึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420, 206 และ 224 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 2,246,582.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,293,278.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 1,293,278.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 29 มีนาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า วันที่ 30 มีนาคม 2538 จำเลยยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยระบุว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 และขอโอนสิทธิในการรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โดยธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ผู้รับโอนได้ทำหนังสือขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีดังกล่าวและสัญญาว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรจึงอนุมัติจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรและออกบัตรภาษีมูลค่า 1,293,278.99 บาท ให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) นำบัตรภาษีดังกล่าวไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าภาษีอากรแล้ว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาออกที่จำเลยยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย โจทก์ทวงถามจำเลยให้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) นำไปใช้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร จึงออกบัตรภาษีให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ตามคำขอของจำเลย ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้นำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสด และโจทก์ได้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีเป็นค่าภาษีอากรแทนแล้ว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีดังกล่าว การกระทำของจำเลยเช่นนี้เป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นการทำละเมิด ซึ่งจำเลยได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารดังกล่าวได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 206 และ 224 วรรคแรก ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันครบกำหนดทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏวันที่โจทก์ทวงถามจึงให้จำเลยรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่ฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,246,582.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,293,278.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 224 วรรคแรก ม. 420
พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 ม. 18 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเคนโซ่ มาร์เก็ตติ้งส์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4752/2549
#267085
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยและศาลสั่งประทับฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจออกหมายขังจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 71 และมาตรา 88 ที่ใช้ขณะยื่นคำร้องและที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนต่างหากจากการจับกุมและควบคุมจำเลยของเจ้าพนักงานตำรวจ การคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาจึงไม่ขัดต่อมาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันถูกจับ (วันที่ 14 สิงหาคม 2546) ตลอดมา และขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต้องขังอยู่ตามหมายขังระหว่างสอบสวนของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้อง และออกหมายขังจำเลยระหว่างพิจารณา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 ว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกำแพงเพชรจับกุมและคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การควบคุมหรือการคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาจึงมิชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ขอให้ไต่สวนคำร้องและสั่งปล่อยจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลมีอำนาจควบคุมจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาอ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและควบคุมจำเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยและศาลประทับฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจออกหมายขังจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 และมาตรา 88 ที่ใช้ขณะยื่นคำร้องและที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนต่างหากจากการจับกุมและควบคุมจำเลยของเจ้าพนักงานตำรวจ การคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ปัญหาอื่นตามฎีกาของผู้ร้องจึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
ผู้ร้อง — นายสุชาติ สุขสบาย
จำเลย — นายสุชิต สุขสบาย
ชื่อองค์คณะ
จรรยา มณีคล้าย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4752/2549
#268795
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยและศาลประทับฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจออกหมายขังจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 71 และมาตรา 88 ที่ใช้ขณะยื่นคำร้องและที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนต่างหากจากการจับกุมและควบคุมจำเลยของเจ้าพนักงานตำรวจที่ผู้ร้องอ้างว่ามิชอบด้วยกฎหมาย การคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาจึงไม่ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันถูกจับ (วันที่ 14 สิงหาคม 2546) ตลอดมา และขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต้องขังอยู่ตามหมายขังระหว่างพิจารณา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 ว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกำแพงเพชรจับกุมและคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การควบคุมหรือการคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาจึงมิชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ขอให้ไต่สวนคำร้องและสั่งปล่อยจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลมีอำนาจควบคุมจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาอ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและควบคุมจำเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยและศาลประทับฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจออกหมายขังจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 และมาตรา 88 ที่ใช้ขณะยื่นคำร้องและที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนต่างหากจากการจับกุมและควบคุมจำเลยของเจ้าพนักงานตำรวจ การคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ปัญหาอื่นตามฎีกาของผู้ร้องจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 71 ม. 88 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
ผู้ร้อง — นายสุชาติ สุขสบาย
จำเลย — นายสุชิต สุขสบาย
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ