คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4748/2549
#267774
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมให้เผยแพร่งานเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมได้ถึงวันที่ 20 เมษายน 2547 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2547 จนถึงวันเกิดเหตุวันที่ 4 มิถุนายน 2547 จำเลยจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานเพลงของโจทก์ร่วม การที่จำเลยนำวิดีโอซีดีที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (2) และมาตรา 70 วรรคสอง มิใช่เป็นเพียงผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทอาร์. เอส. โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม งานสิ่งบันทึกเสียง งานโสตทัศนวัสดุ เพลง "คำขอร้อง" "เธอง่ายเอง" และเพลง "เรื่องเดียวที่ให้ไม่ได้" ซึ่งโฆษณางานครั้งแรกในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 และวันที่ 21 สิงหาคม 2546 ตามลำดับ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์งานดนตรีกรรม งานสิ่งบันทึกเสียง งานโสตทัศนวัสดุของผู้เสียหาย โดยการนำแผ่นวีดีโอซีดีเพลงคาราโอเกะ ที่บันทึกภาพและเสียง งานดนตรีกรรม งานสิ่งบันทึกเสียง งานโสตทัศนวัสดุ เพลง "คำขอร้อง "เธอง่ายเอง" และเพลง "เรื่องเดียวที่ให้ไม่ได้" ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย รวมจำนวน 1 แผ่น ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนที่มารับประทานอาหารภายในร้าน "ตัวต่อคาราโอเกะ" ของจำเลย โดยใช้อุปกรณ์ตู้เพลงคาราโอเกะ 1 ตู้ ไมโครโฟน 1 อัน สมุดเลือกเพลง 2 เล่ม และโทรทัศน์สีขนาด 38 นิ้ว 1 เครื่อง ทำให้เกิดภาพและเสียงเพลง เสียงดนตรี ภาพและเสียงการแสดงปรากฏทางจอรับสัญญาณภาพและเสียงดังกล่าว เพื่อให้บริการแก่บุคคลทั่วไปและลูกค้าในร้านอาหารของจำเลย อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นวีดีโอซีดีเพลงคาราโอเกะดังกล่าว เป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, 76 ป.อ. มาตรา 32, 33 ให้แผ่นวีดีโอซีดีเพลงคาราโอเกะจำนวน 1 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบของกลางส่วนที่เหลือทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง คืนขอกลางให้แก่เจ้าของ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าสติกเกอร์ที่ติดอยู่ที่ตู้เพลงจำเลยหมดอายุเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2547 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2547 จนถึงวันเกิดเหตุวันที่ 4 มิถุนายน 2547 จำเลยจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานเพลงของโจทก์ร่วม การที่จำเลยนำวีดีโอซีดีที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (2) และมาตรา 70 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิอยู่แล้ว เมื่อสติกเกอร์ขาดอายุการใช้งาน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังขึ้น"

พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ให้จำคุกจำเลย 3 เดือน โทษจำคุกรอกการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้วีดีโอซีดีของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบของกลางอื่น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 30 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท อาร์. เอส. โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางกลอยใจ สุขะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4748/2549
#268887
เปิดฉบับเต็ม

สติกเกอร์ที่ติดอยู่ที่ตู้เพลงจำเลยหมดอายุเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2547 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2547 จนถึงวันเกิดเหตุวันที่ 4 มิถุนายน 2547 จำเลยจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานเพลงของโจทก์ร่วม การที่จำเลยนำวีดีโอซีดีที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 30 (2) และมาตรา 70 วรรคสอง หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิอยู่ก่อนและสติกเกอร์ขาดอายุการใช้งานจึงเป็นการผิดสัญญาในทางแพ่งไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ให้แผ่นวีดีโอซีดีเพลงคาราโอเกะจำนวน 1 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบของกลางส่วนที่เหลือทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องคืนของกลางให้แก่เจ้าของ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยได้เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานเพลงตามฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานเพลงของโจทก์ร่วมโดยชอบหรือไม่ และการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ ...ฯลฯ... ข้อเท็จจริงในคดีจึงรับฟังได้ตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานเพลงของโจทก์ร่วม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าสติกเกอร์ที่ติดอยู่ที่ตู้เพลงจำเลยหมดอายุเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2547 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2547 จนถึงวันเกิดเหตุวันที่ 4 มิถุนายน 2547 จำเลยจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานเพลงของโจทก์ร่วม การที่จำเลยนำวีดีโอซีดีที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (2) และมาตรา 70 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิอยู่แล้ว เมื่อสติกเกอร์ขาดอายุการใช้งาน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังขึ้น"

พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ให้จำคุกจำเลย 3 เดือน โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้วีดีโดซีดีของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธ์ และริบของกลางอื่น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 30 (2) ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทอาร์.เอส.โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางกลอยใจ สุขะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4747/2549
#267706
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "PELE" ซึ่งเป็นชื่อสมญาของโจทก์ที่ 2 เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและนิยมแพร่หลายของสาธารณชน จำเลยนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวประกอบกับรูปประดิษฐ์ต่าง ๆ ไปจดทะเบียนการค้าเพื่อใช้กับสินค้าลูกฟุตบอลของจำเลยทำให้เครื่องหมายการค้าของจำเลยเหมือนคล้ายกับของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองนับว่าเป็นการใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคสอง ในกรณีเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าฟ้องบุคคลอื่นซึ่งเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้า นอกจากนี้คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองยังกล่าวอ้างอีกว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "PELE" แม้จะมิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย แต่ก็เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปในความหมายของ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) ห้ามมิให้จดทะเบียน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

เมื่อจำเลยยอมรับว่า จำเลยรู้จักโจทก์ที่สองในฐานะนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง การที่จำเลยนำชื่อสมญาของโจทก์ที่ 2 มาใช้กับสินค้าอุปกรณ์การกีฬาของจำเลยย่อมจะเป็นที่เล็งเห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ชื่อสมญาของโจทก์ที่ 2 ในหมู่คนที่รู้จักชื่อสมญาดังกล่าวอย่างแพร่หลาย และทำให้จำเลยได้รับประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 และชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ที่ 2 โดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้า "PELE" เครื่องหมายการค้า "PELE" กับรูปประดิษฐ์ในลักษณะต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องหมายการค้า "PELE" กับรูปประดิษฐ์ ตามทะเบียนเลขที่ ค 129184 (คำขอเลขที่ 412558) ดีกว่าจำเลย ให้จำเลยถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยใช้ ยื่นขอจดทะเบียน หรือเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใด ๆ กับเครื่องหมายการค้าดังกล่าว รวมทั้งเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า "PELE" ของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยยุติการผลิต โฆษณา และจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้า "PELE" เครื่องหมายการค้า ข้อความว่า "SIGNATURE OF PELE" รวมตลอดถึงเครื่องหมายการค้า หรือข้อความอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายหรือมีความหมายเดียวกับเครื่องหมายการค้าและข้อความดังกล่าวทั้งสิ้น และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์แต่ละคน ในอัตราเดือนละ 100,000 บาท ต่อคน นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะยุติการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "PELE" รวมทั้งเครื่องหมายการค้าคำว่า "PELE" กับรูปประดิษฐ์ ตามทะเบียนเลขที่ ค 129184 (คำขอเลขที่ 412558) ดีกว่าจำเลยให้จำเลยดำเนินการให้นายทะเบียนเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค.129184 (คำขอเลขที่ 412558) หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยยุติการผลิต โฆษณา และจำหน่ายสินค้า ตามภาพถ่ายที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "PELE" และเครื่องหมายการค้า พร้อมข้อความว่า "SIGNATURE OF PELE" คำขออื่นให้ยก ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "PELE" และ ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย และจำเลยไม่ได้ลวงขายสินค้าของจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องเห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "PELE" และ ซึ่งเป็นชื่อสมญาและลายมือชื่อสมญาของโจทก์ที่ 2 เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและนิยมแพร่หลายของสาธารณชน จำเลยนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวประกอบกับรูปประดิษฐ์ต่าง ๆ ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าลูกฟุตบอลของจำเลยทำให้เครื่องหมายการค้าของจำเลยเหมือนคล้ายกับของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองนับว่าเป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคสองในกรณีเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าฟ้องบุคคลอื่นซึ่งเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้า นอกจากนี้ คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองยังกล่าวอ้างอีกว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "PELE" แม้จะมิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยแต่ก็เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปในความหมายของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) ซึ่งห้ามมิให้รับจดทะเบียน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยดำเนินการเพิกถอนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค. 129184 ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยยอมรับว่า จำเลยรู้จักโจทก์ที่ 2 ในฐานะนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงการที่จำเลยนำชื่อสมญาของโจทก์ที่ 2 มาใช้กับสินค้าอุปกรณ์การกีฬาของจำเลย ย่อมจะเป็นที่เล็งเห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ชื่อสมญาของโจทก์ที่ 2 ในหมู่คนที่รู้จักชื่อสมญาดังกล่าวอย่างแพร่หลาย และทำให้จำเลยได้รับประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 และชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ที่ 2 โดยมิชอบ

สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องนั้น เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้กำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายหรือไม่จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กลอรี่ เอสแทบลิชเม้นท์ กับพวก
จำเลย — บริษัทโรงงานสยามบอลล์สปอร์ต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4691/2549
#268883
เปิดฉบับเต็ม

การจอดรถกีดขวางการจราจร และการใช้รถที่บรรทุกเกินความยาวของตัวรถโดยไม่ติธงสัญญาณตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57 (15) กับการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 291 ตามฟ้องนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำในครั้งคราวเดียวที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยในเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 15, 57, 148, 152

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57 (15), 148, 152 ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 6 ปี ฐานบรรทุกของยื่นเกินความยาวของตังรถ โดยไม่แสดงสัญญาณปรับ 500 บาท ฐานจอดรถกีดขวางการจราจรปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับ 1,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และปรับ 750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษปรับจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายอีกสถานหนึ่งเป็นเงิน 10,000 บาท และปรับฐานจอดรถกีดขวางการจราจรเป็นเงิน 500 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย คงปรับ 5,000 บาท ฐานจอดรถกีดขวางการจราจรปรับ 250 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจังหวัดลำปางทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ตลอดระยะเวลารอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า สมควรลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าการจอดรถกีดขวางการจราจร และการใช้รถที่บรรทุกเกินความยาวของตัวรถโดยไม่ติดธงสัญญาณตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลยว่าภายหลังเกิดเหตุแล้วจำเลยก็ไม่ได้หลบหนีและได้ประสานงานกับชาวบ้านแล้วนำเหตุไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจประจำป้อมตำรวจที่ใกล้เคียงทันที จำเลยมีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่ง มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏจากคำแก้ฎีกาจำเลยว่า จำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ภริยาผู้ตายไปแล้วเป็นจำนวน 450,000 บาท กรณีจึงมีเหตุสมควรปรานีจำเลยโดยการรอการลงโทษจำคุกไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยได้ประพฤติตนเป็นคนดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การจอดรถกีดขวางการจราจร และการใช้รถที่บรรทุกเกินความยาวของตัวรถโดยไม่ติดธงสัญญาณตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 กับการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ตามฟ้องนั้นถือได้ว่าเป็นการกระทำในครั้งคราวเดียวที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยในเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57 (15), 148, 152 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยไม่ปรับจำเลยสำหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 57 (15)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายสัมฤทธิ์ มาชัย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2549
#267288
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอแก้ไขคำให้การในส่วนที่ว่า สัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามความผูกพันทางสัญญา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การโดยอ้างว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ จึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนยื่นหลังจากวันชี้สองสถานได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180

จำเลยให้การต่อสู้เรื่องความไม่สมบูรณ์ของสัญญา และมีสิทธิที่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบตามข้อต่อสู้นี้ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของข้อ 2 ว่า "และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด" โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำสืบถึงเรื่องความรับผิดในกรณีที่สัญญาจะมีผลผูกพันต่อกันหรือไม่อยู่แล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนนี้

วันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีและวันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ล้วนปรากฏชัดเจนอยู่ในคำฟ้องโจทก์ จำเลยก็ทราบเรื่องการทำสัญญามาแต่ต้น หากจำเลยมีความประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องอายุความ ย่อมสามารถจะทำได้ตั้งแต่แรก และในส่วนของฟ้องแย้งก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างถึงสัญญาซึ่งได้เคยทำไว้กับโจทก์มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่จำเลยทราบอยู่ก่อนแล้วเช่นกันมิใช่กรณีที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันชี้สองสถานทั้งไม่ใช่การแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180 จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอแก้ไขคำให้การส่วนในนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนและปฏิบัติผิดสัญญาในสาระสำคัญหลายประการโจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองและแสวงหาประโยชน์จากสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ให้ยุติการใช้สถานีบริการน้ำมัน เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ พร้อมกับส่งมอบสถานีบริการน้ำมัน เครื่องมือและอุปกรณ์ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,442,543.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 948,702.66 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากสถานีบริการน้ำมันพิพาทและส่งมอบสถานีบริการน้ำมันพิพาทคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับการทวงถามโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาภายหลังการชี้สองสถานแล้ว จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2548 ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งว่าสัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ เมื่อสัญญาไม่มีผลผูกพันต่อกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเดิมโจทก์เคยทำสัญญาในลักษณะเดียวกันนี้กับจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองได้ชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ ในการที่โจทก์สร้างสถานีบริการน้ำมันให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งโจทก์ได้ทำสัญญาว่าจะให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการสถานีบริการน้ำมันแต่ผู้เดียวตลอดไป เมื่อโจทก์ปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ชี้สองสถานเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2548 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองโดยให้เหตุผลว่าคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีการชี้สองสถานไปแล้ว พ้นระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองจะขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ประกอบกับเนื้อหาข้อต่อสู้ใหม่และฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสองสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ตั้งแต่แรก แต่จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ และไม่รับคำฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างปรเทศกลางดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรอืไม่ เห็นว่า สำหรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนที่ว่า สัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามความผูกพันทางสัญญา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การโดยกล่าวอ้างว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะเช่นนี้ ปัญหาว่าโจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองให้ต้องรับผิดตามสัญญาได้หรือไม่จึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากวันชี้สองสถาน ก็ย่อมกระทำได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองในข้อที่ว่า เมื่อสัญญาไม่มีผลผูกพันต่อกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ ตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้เรื่องความไม่สมบูรณ์ของสัญญา และมีสิทธิที่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามข้อต่อสู้นี้ได้ ตามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของข้อ 2 ว่า "และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และค่าเสียหายหรือไม่เพียงใด" โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะนำสืบถึงเรื่องความรับผิดในกรณีที่สัญญาจะมีผลผูกพันต่อกันหรือไม่อยู่แล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์จำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประเด็นเรื่องอายุความและฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า วันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ และวันที่โจทก์อ้างจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ล้วนปราฏชัดเจนอยู่ในคำฟ้องโจทก์ จำเลยทั้งสองก็ทราบเรื่องการทำสัญญามาแต่ต้น หากจำเลยทั้งสองมีความประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องอายุความ ย่อมสามารถจะทำได้ตั้งแต่แรก และในส่วนของฟ้องแย้งก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างถึงสัญญาซึ่งได้เคยทำไว้กับโจทก์มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองทราบอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน หาใช่กรณีที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันชี้สองสถานแต่อย่างใดไม่ทั้งไม่ใช่การแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนที่เกี่ยวกับอายุความและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2548 เฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดดาวพีระ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2549
#267441
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนที่ว่าสัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เกี่ยวข้องกับปัญหาว่าโจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองให้ต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าวได้หรือไม่จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากวันชี้สองสถาน ก็ย่อมกระทำได้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ให้ยุติการใช้บริการน้ำมัน เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ พร้อมกับส่งมอบสถานีบริการน้ำมัน เครื่องมือ และอุปกรณ์ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,442,543.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 948,702.66 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากสถานีน้ำมันพิพาท และส่งมอบสถานีบริการน้ำมันพิพาทคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาภายหลังการชี้สองสถานแล้ว จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2548 ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง ว่าสัญญาการให้ใช้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ เมื่อสัญญาไม่มีผลผูกพันต่อกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ และเดิมโจทก์เคยทำสัญญาในลักษณะเดียวกันนี้กับจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองได้ชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ ในการที่โจทก์สร้างสถานีบริการน้ำมันให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งได้สัญญาว่าจะให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการสถานีบริการน้ำมันแต่ผู้เดียวตลอดไป เมื่อโจทก์ปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สำหรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนที่ว่า สัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามความผูกพันทางสัญญา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การโดยกล่าวอ้างว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะเช่นนี้ ปัญหาว่าโจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาได้หรือไม่จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากวันชี้สองสถาน ก็ย่อมกระทำได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น

แม้จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้เรื่องความไม่สมบูรณ์ของสัญญา และมีสิทธิที่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามข้อต่อสู้นี้ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของข้อ 2 ว่า " และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด " โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำสืบถึงเรื่องความรับผิดในกรณีที่สัญญาจะมีผลผูกพันต่อกันหรือไม่อยู่แล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมของจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2548 เฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาการดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดดาวพีระ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2549
#268879
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การโดยกล่าวอ้างว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าซึ่งจะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนย่อมเป็นโมฆะเช่นนี้ ปัญหาว่าโจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาได้หรือไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากวันชี้สองสถานก็ย่อมกระทำได้ แต่ประเด็นเรื่องอายุความและฟ้องแย้งที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การมาด้วยนั้น เห็นว่า วันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ และวันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ล้วนปรากฏชัดเจนอยู่ในคำฟ้องซึ่งจำเลยทั้งสองก็ทราบเรื่องการทำสัญญามาตั้งแต่ต้น หากจำเลยทั้งสองมีความประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องอายุความย่อมกระทำได้ตั้งแต่แรก และในส่วนของฟ้องแย้งก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างถึงสัญญาซึ่งได้เคยทำไว้กับโจทก์มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองทราบอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน หาใช่กรณีที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันชี้สองสถานแต่อย่างใดไม่ ทั้งไม่ใช่การแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อยตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 180

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองและแสวงหาประโยชน์จากสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ให้ยุติการใช้สถานีบริการน้ำมัน เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมกับส่งมอบสถานีบริการน้ำมัน เครื่องมือและอุปกรณ์ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,442,543.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 948,702.66 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริการจะออกจากสถานีบริการน้ำมันพิพาทและส่งมอบสถานีบริการน้ำมันพิพาทคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับการทวงถาม โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาภายหลังการชี้สองสถานแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งว่าสัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ เมื่อสัญญาไม่มีผลผูกพันต่อกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ จากจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเดิมโจทก์เคยทำสัญญาในลักษณะเดียวกันนี้กับจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองได้ชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ ในการที่โจทก์สร้างสถานีบริการน้ำมันให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งโจทก์ได้สัญญาว่าจะให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการสถานีบริการน้ำมันแต่ผู้เดียวตลอดไป เมื่อโจทก์ปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ชี้สองสถานเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2548 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง โดยให้เหตุผลว่าคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีการชี้สองสถานไปแล้ว พ้นระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองจะขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ประกอบกับเนื้อหาข้อต่อสู้ใหม่และฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสองสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ตั้งแต่แรก แต่จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ และไม่รับคำฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สำหรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนที่ว่า สัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามความผูกพันทางสัญญา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การโดยกล่าวอ้างว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะเช่นนี้ ปัญหาว่าโจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองให้ต้องรับผิดตามสัญญาได้หรือไม่จึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากวันชี้สองสถาน ก็ย่อมกระทำได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่งประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองในข้อที่ว่า เมื่อสัญญาไม่มีผลผูกพันต่อกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้เรื่องความไม่สมบูรณ์ของสัญญา และมีสิทธิที่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามข้อต่อสู้นี้ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของข้อ 2 ว่า "และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด" โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะนำสืบถึงเรื่องความรับผิดในกรณีที่สัญญาจะมีผลผูกพันต่อกันหรือไม่อยู่แล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประเด็นเรื่องอายุความและฟ้องแย้งนั้นเห็นว่าวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ และวันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ล้วนปรากฏชัดเจนอยู่ในคำฟ้องโจทก์ จำเลยทั้งสองก็ทราบเรื่องการทำสัญญามาแต่ต้น หากจำเลยทั้งสองมีความประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องอายุความ ย่อมสามารถกระทำได้ตั้งแต่แรก และในส่วนของฟ้องแย้งก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างถึงสัญญาซึ่งได้เคยทำไว้กับโจทก์มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองทราบอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน หาใช่กรณีที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันชี้สองสถานแต่อย่างใดไม่ ทั้งไม่ใช่การแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนที่เกี่ยวกับอายุความและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มคำให้การของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2548 เฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไปนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดดาวพีระ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4677/2549
#267105
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินจากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยอ้างว่าเป็นหนี้บุริมสิทธิในค่าเก็บรักษาทรัพย์ระหว่างบังคับคดีซึ่งผู้ร้องและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมในอีกคดีหนึ่งแล้ว แม้สัญญาประนีประนอมยอมความที่ผู้ร้องและจำเลยทำกันดังกล่าวจะไม่ผูกพันโจทก์ในคดีนี้ แต่หากหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้บุริมสิทธิจริงตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอรับเงินจำนวนดังกล่าวจากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้สามัญ คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้งดจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาย่อมไม่ครอบคลุมถึงเงินจำนวนนี้ เพราะมิใช่เงินจำนวนที่ศาลได้มีคำสั่งในข้อพิพาทเดิมระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ในบังคับของคำสั่งศาลที่ให้งดจ่ายเงินโดยมิได้วินิจฉัยในปัญหาเรื่องหนี้บุริมสิทธิตามคำร้องของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2542 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 12,993,086.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 101,295,533.63 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 300,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ยึดทรัพย์จำเลยเป็นเหล็กแท่งจำนวน 9,000 ตัน ซึ่งเหล็กดังกล่าวผู้ร้องได้ยึดไว้ตามหมายอายัดชั่วคราวของศาลจังหวัดสมุทรสาครในคดีหมายเลขดำที่ 1115/2541 ระหว่างบริษัทเร่งพัฒนาขนส่ง จำกัด โจทก์ บริษัทอินเตอร์มาริไทม์ จำกัด ที่ 1 บริษัทกรุงไทยสตีล อินดัสทรี จำกัด ที่ 2 จำเลย ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนจากทรัพย์ที่ขายทอดตลาด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 โดยวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีบุริมสิทธิเพียงค่าขนของ ค่าลากจูงเรือ ค่าเรือเสียเวลา และอื่น ๆ ตามทุนทรัพย์ที่ผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสมุทรสาครจำนวน 11,830,417 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายอื่นนอกจากนี้เป็นหนี้ที่ผู้ร้องต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อผู้รับผิดต่อผู้ร้องในฐานะเป็นหนี้ธรรมดา ผู้ร้องมีบุริมสิทธิพิเศษในมูลหนี้รับขนของสินค้าเหล็กพิพาทจำนวน 11,830,417 บาท โดยให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวก่อนโจทก์ผู้คัดค้าน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ผู้คัดค้านอุทธรณ์และมีคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี งดจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ประกาศขายทอดตลาดเหล็กได้เงิน 61,000,000 บาท วันที่ 28 ธันวาคม 2544 ผู้ร้องกับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร ในคดีหมายเลขดำที่ 1115/2541 ความว่า จำเลยยอมชดใช้เงินจากการขายทอดตลาดเหล็กและยินยอมให้ผู้ร้องได้รับเงินจำนวน 18,972,040.58 บาท ไปก่อนเจ้าหนี้อื่นเพราะเป็นหนี้บุริมสิทธิพิเศษ เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำนวน 11,830,417 บาท นอกจากเงินจำนวนดังกล่าวแล้วจำเลยยินยอมให้ผู้ร้องได้รับชำระเงินจากการขายทอดตลาดอีก 6,141,623.58 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากค่าเก็บรักษาทรัพย์ระหว่างบังคับคดีและยินยอมให้เป็นหนี้บุริมสิทธิพิเศษ ศาลจังหวัดสมุทรสาครพิพากษายอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1706/2544

วันที่ 18 มกราคม 2545 ผู้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาคร อายัดเงินตามคำพิพากษาตามยอมจำนวน 18,972,040.58 บาท ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ในคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและขอให้โอนเงินจากการขายทอดตลาดเหล็กเข้ามาในคดีของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี จึงโอนเงินดังกล่าวไป ผู้ร้องได้ขอรับเงินจำนวน 6,141,623.58 บาท ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาคร แต่เนื่องจากวันที่ 22 มีนาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ 432/2545 ระหว่างธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทกรุงไทยสตีล อินดัสทรี จำกัด จำเลย ผู้ร้องจึงรับเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้ เป็นผลให้ต้องโอนเงินเข้าไปในคดีล้มละลาย ซึ่งผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้รายหนึ่งซึ่งได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมูลหนี้ในคดีของศาลจังหวัดสมุทรสาคร แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่าเงินที่โอนเข้ามาในคดีเป็นเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเหล็กของลูกหนี้ซึ่งสำเร็จบริบูรณ์ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จึงคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาคร และโอนเงินต่อไป ที่เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดีขอเงินดังกล่าวคืน ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2547 ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอรับเงินจำนวน 6,141,623.58 บาท ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อนุญาตเนื่องจากต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้งดจ่ายเงินจากการขายทอดตลาด จนกว่าจะมีคำพิพากษาศาลฎีกา

วันที่ 1 เมษายน 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินจำนวน 6,141,623.58 บาท จากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ โดยอ้างว่าเป็นหนี้บุริมสิทธิในค่าเก็บรักษาทรัพย์ระหว่างบังคับคดีซึ่งผู้ร้องและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีหมายเลขดำที่ 1115/2541 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แม้สัญญาประนีประนอมยอมความที่ผู้ร้องและจำเลยทำกันดังกล่าวจะไม่ผูกพันโจทก์ในคดีนี้ แต่หากหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้บุริมสิทธิจริงตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอรับเงินจำนวนดังกล่าวจากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้สามัญ คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้งดจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาย่อมไม่ครอบคลุมถึงเงินจำนวนนี้ เพราะมิใช่เงินจำนวนที่ศาลได้มีคำสั่งในข้อพิพาทเดิมระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ในบังคับของคำสั่งศาลที่ให้งดจ่ายเงินโดยไม่ได้วินิจฉัยในปัญหาเรื่องหนี้บุริมสิทธิตามคำร้องของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เนื่องจากปัญหาดังกล่าวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้ไต่สวนพยานหลักฐานของผู้ร้องและโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินการไต่สวนและมีคำวินิจฉัยดังกล่าวเสียก่อนเพื่อให้เป็นไปตามลำดับศาล"

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเร่งพัฒนาขนส่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทกรุงไทยสตีล อินดัสทรี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2549
#267290
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 ที่บัญญัติให้ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นที่สุดนั้น ต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลมีอำนาจพิจารณาถึงความชอบหรือไม่ชอบในเหตุผลของคำวินิจฉัยหรือคำสั่งว่าได้วินิจฉัยไปโดยชอบด้วยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและถูกต้องด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ด้วย

ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า คำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายทะเบียนเครื่องหมายค้าจำเลยที่ 11 และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ได้

การพิจารณาว่าคำสั่งของจำเลยที่ 11 หรือคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะว่าคำสั่งหรือคำวินิจฉัยดังกล่าวจะต้องเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์เท่านั้น และคดีนี้ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 รับผิดเป็นการส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ ทั้งโจทก์ได้อ้างเหตุผลที่ว่าคำสั่งของจำเลยที่ 11 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุใดในคำฟ้องแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คำว่า NEWMAX นำมาจากส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายค้าซึ่งเครื่องหมายการค้าคำว่า NEWMAX เป็นคำภาษาอังกฤษ แม้พิจารณาแยกกัน คำว่า NEW แปลว่า ใหม่ และคำว่า MAX เป็นคำย่อมาจาก MAXIMUM แปลว่าสูงสุด แต่เมื่อเป็นคำรวมกันว่า NEWMAX ไม่มีคำแปลและไม่ได้สื่อให้เกิดความหมายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่แสดงถึงรุ่นใหม่ที่สุดหรือสมัยใหม่ที่สุด ทั้งโจทก์ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า NEWMAX เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 26 รายการสินค้ากระดุมแป๊บ ที่ยึดแบบเลื่อน ซิป ที่ยึดซิป หัวเข็มขัดใช้กับเสื้อผ้า/รองเท้า กระดุมตะขอ ตาไก่ใช้กับเสื้อผ้า ตรา/เครื่องแสดงสัญลักษณ์ติดเสื้อผ้าที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ ซึ่งเป็นสินค้าเกี่ยวกับการออกแบบแฟชั่น เครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX สำหรับสินค้าจำพวก 26 ที่โจทก์รับโอนสิทธิในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามาจึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 (1), (2) อันพึงจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 บริษัทสโกวิลล์ เจแปน คาบูชิกิ ไคชา จำกัด แห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 26 ตามคำขอเลขที่ 418237 และต่อมาบริษัทสโกวิลล์ เจแปน คาบูชิกิ ไคชา จำกัด ได้โอนสิทธิในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 11 มีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน เนื่องจากเห็นว่า "NEW" แปลว่า ใหม่ สมัยใหม่ "MAX" มาจากคำว่า "MAXIMUM" แปลว่าขีดสูงสุด รวมกันอาจแปลว่า ความใหม่มาก ๆ จึงเป็นการเล็งถึงคุณสมบัติของสินค้า ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า พร้อมอ้างส่งสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "NEWMAX" ที่ได้รับจดทะเบียนในประเทศสหราชอาณาจักรฝรั่งเศส เยอรมัน ออสเตรเลีย ฮ่องกง และไต้หวัน เพื่อประกอบการพิจารณา แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการและมีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 เป็นกรรมการ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำปฏิเสธของจำเลยที่ 11 โดยฟังว่า คำว่า "NEWMAX" หมายถึง แบบใหม่สุด รุ่นใหม่สุด สมัยใหม่ที่สุด เมื่อนำมาใช้กับสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียน ทำให้เข้าใจได้ว่า เป็นกระดุมแป๊บแบบใหม่ล่าสุด รุ่นใหม่ล่าสุด นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน อย่างไรก็ตามคำสั่งของจำเลยที่ 11 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำว่า "NEWMAX" เป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามที่ขอจดทะเบียนอันจะต้องห้ามรับจดทะเบียน โดยคำว่า "NEWMAX" เป็นคำที่โจทก์คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นเครื่องหมายการค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า คำว่า "NEWMAX" นี้ แตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นและเป็นคำประดิษฐ์ที่ไม่มีความหมายหรือคำแปล คำนี้จึงไม่มีความหมายหรือสื่อความหมายไม่ได้ดังที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 วินิจฉัยอันเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 11 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 11 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 418237

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากเมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียน ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายค้าและให้ถือว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุด จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและมีคำสั่งคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เลขที่ 418237 คงเป็นอำนาจของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่จะมีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำนาจบังคับบัญชานายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า นอกจากนี้จำเลยที่ 2 หาได้เข้าร่วมประชุมเป็นประธานวินิจฉัยอุทธรณ์ตามฟ้องด้วยไม่ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายค้าของบริษัทสโกวิลล์ เจแปน คาบูชิกิ ไคชา จำกัด รูปเครื่องหมาย "NEWMAX" ใช้กับสินค้าจำพวก 26 เนื่องจากเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันจะพึงรับจดทะเบียนเพราะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ บริษัทสโกวิลล์ เจแปน คาบูชิกิ ไคชา จำกัด จึงอุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX เป็นคำประดิษฐ์ที่บริษัทคิดขึ้นเพื่อใช้เป็นชื่อภาคส่วนประกอบของชื่อบริษัทที่ควบกิจการกับ YKK Newmax Co., Ltd. เพื่อขอรับความคุ้มครองตามกฎหมาย หาได้นำมาใช้เพื่อบรรยายหรือทำให้สาธารณชนเล็งเห็นถึงคุณสมบัติหรือประเภทของสินค้า คำประดิษฐ์ "NEWMAX" เป็นเพียงคำเดียว มิได้เป็นคำ NEW และ MAXIMUM ดังที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าสื่อความหมายว่า "ความใหม่มาก ๆ " เพราะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษคำวิเศษณ์จะต้องอยู่ด้านหน้า MAX ไม่ใช่คำวิเศษณ์ของ NEW และ MAX ใช้เพื่อแสดงจำนวนหรือปริมาณ หากจะหมายถึงความใหม่ที่สุดแล้วจะใช้คำว่า "NEWWEST" พร้อมหลักฐานแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX ในต่างประเทศ และการโอนสิทธิในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 พิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า คำว่า NEWMAX หมายถึงแบบใหม่ที่สุด รุ่นใหม่ที่สุด สมัยใหม่ที่สุด เมื่อนำมาใช้กับสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียน ทำให้เข้าใจว่าเป็นกระดุมแป๊บแบบใหม่ล่าสุด รุ่นใหม่ล่าสุด นับว่าเล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เครื่องหมายการค้าของผู้อุทธรณ์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติยืนตามคำปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและให้ยกอุทธรณ์ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบและขั้นตอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 11 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ตามคำขอเลขที่ 418237 และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 11 ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 418237 กับให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 2,000 บาท

จำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดในประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสิบเอ็ดอ้างในอุทธรณ์ว่า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 ได้มีคำวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ได้ยื่นขอจดทะเบียนไว้โดยสุจริต มีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอ และไม่มีเจตนาจงใจทำให้โจทก์เสียหายเช่นเดียวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ที่พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว เห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย จึงได้มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 คำสั่งของจำเลยที่ 11 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จึงเป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัยทางปกครองซึ่งการตรวจสอบควรจำกัดอยู่แต่เฉพาะว่า ฝ่ายปกครองได้กระทำการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ เป็นการกระทำเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ คำวินิจฉัยนั้นมีเหตุผลและมีพยานหลักฐานสนับสนุนหรือไม่ และได้ดำเนินการตามกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรมและใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องหรือไม่ โดยศาลยุติธรรมไม่ควรเข้าไปวินิจฉัยปัญหาที่ต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะด้านดังเช่นกรณีของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยกรรมการซึ่งมีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และทรงคุณวุฒิที่ได้มีคำวินิจฉัยในคดีนี้นั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 ก็ดี คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ก็ดี เป็นคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร แม้ว่าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 จะบัญญัติให้ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นที่สุดก็ตาม แต่คำวินิจฉัยที่จะเป็นที่สุดดังกล่าวต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ได้หมายความว่า แม้คำวินิจฉัยดังกล่าวจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด ซึ่งในการพิจารณาความถูกต้องตามกฎหมายหรือความไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ ศาลย่อมต้องมีอำนาจพิจารณาถึงความชอบหรือไม่ในเหตุผลของคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของจำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ว่าได้วินิจฉัยไปโดยชอบด้วยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและถูกต้องด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ด้วย ซึ่งปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า คำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 2 ถึงที่ 10 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดมีว่าโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุใด และไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ได้มีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยโดยมีเจตนาไม่สุจริตหรือมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ดนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าคำสั่งของจำเลยที่ 11 หรือคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะว่าคำสั่งหรือคำวินิจฉัยดังกล่าวจะต้องเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์เท่านั้น และคดีนี้ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 รับผิดเป็นการส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ ทั้งโจทก์ได้อ้างเหตุผลที่ว่าคำสั่งของจำเลยที่ 11 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุใดในคำฟ้องแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX ของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 418237 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ชอบจะจดทะเบียนได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์โต้แย้งว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX ของโจทก์เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันจะพึงรับจดทะเบียนได้ คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ที่มีมติยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ในปัญหานี้ โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX ซึ่งได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในหลายประเทศ และโจทก์ได้ผลิตจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX แพร่หลายในหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทยการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพื่อแสดงให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นของโจทก์ เครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX มาจากส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลโจทก์ (YKK Newmax Co., Ltd.) โดยการควบบริษัทกับบริษัทสโกวิลล์ เจแปน คาบูชิกิ ไคชา จำกัด ได้โอนสิทธิในคำขอจดทะเบียนให้แก่โจทก์ก่อนที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะมีมติยืนตามคำปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและให้ยกอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่า คำว่า NEWMAX เขียนติดกันไม่มีคำแปล ไม่มีความหมาย แต่เป็นคำประดิษฐ์ หากพิจารณาแยกกัน คำว่า NEW หมายความว่า ใหม่ และคำว่า MAX ย่อมาจากคำว่า MAXIMUM ที่มีความหมายว่า มีจำนวนหรือปริมาณสูงสุด เมื่อรวมกันคำว่า NEWMAX ไม่มีความหมายเกี่ยวข้องใด ๆ กับสินค้าที่ขอจดทะเบียน คำว่า "แบบใหม่ที่สุด" "รุ่นใหม่ที่สุด" ภาษาอังกฤษใช้ "(the) lastest pattern/model" คำว่า "สมัยใหม่ที่สุด" ภาษาอังกฤษใช้ "(the) newest age/generation" ส่วนจำเลยทั้งสิบเอ็ดนำสืบว่า คำว่า NEWMAX ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะคำว่า NEW แปลว่า ความใหม่มาก ๆ จึงเป็นคำที่มีความหมายเล็งถึงคุณสมบัติของสินค้า เมื่อนำไปใช้กับสินค้าตามที่ขอจดทะเบียนทำให้เข้าได้ว่า เป็นสินค้าแบบใหม่ล่าสุด รุ่นใหม่ที่สุด สมัยใหม่ที่สุด จึงเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ เห็นว่า โจทก์นำสืบได้ว่า คำว่า NEWMAX นำมาจากส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งเครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX เป็นคำภาษาอังกฤษ แม้พิจารณาแยกกัน คำว่า NEW แปลว่า ใหม่ และคำว่า MAX เป็นคำย่อมาจาก MAXIMUM แปลว่าสูงสุด แต่เมื่อเป็นคำรวมกันว่า NEWMAX คำนี้ไม่มีคำแปลและไม่ได้สื่อให้เกิดความหมายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่แสดงถึงรุ่นใหม่ที่สุดหรือสมัยใหม่ที่สุด ทั้งโจทก์ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 26 รายการสินค้า กระดุมแป๊บ ที่ยึดแบบเลื่อน ซิ ป ที่ยึดซิป หัวเข็มขัดใช้กับเสื้อผ้า/รองเท้า กระดุมตะขอ ตาไก่ใช้กับเสื้อผ้า ตรา/เครื่องแสดงสัญลักษณ์ติดเสื้อผ้าที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ ซึ่งเป็นสินค้าเกี่ยวกับการออกแบบแฟชั่น จึงถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นคำประดิษฐ์ที่มีลักษณะพิเศษหรือเฉพาะและไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงตามที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดอ้างในอุทธรณ์แต่ประการใด พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสิบเอ็ด ฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX สำหรับสินค้าจำพวก 26 ที่โจทก์รับโอนสิทธิในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามามีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 (1), (2) อันพึงจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ตามคำขอเลขที่ 418237 และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 11 ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ตามคำขอเลขที่ 418237 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วายเคเค นิวแม๊กซ์ โก., แอลทีดี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2549
#267460
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ซึ่งมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ บัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นที่สุด แต่คำวินิจฉัยจะเป็นที่สุดได้ต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในการพิจารณาความถูกต้องตามกฎหมายหรือความไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ ศาลย่อมมีอำนาจฟ้องพิจารณาถึงความชอบหรือไม่ชอบในเหตุผลของคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของนายทะเบียนหรือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าได้วินิจฉัยไปโดยชอบด้วยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและถูกต้องตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ หรือไม่ด้วย เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยได้

เครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX เป็นคำที่นำมาจากส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นคำภาษาอังกฤษ แม้พิจารณาแยกกัน คำว่า NEW แปลว่าใหม่ และคำว่า MAX เป็นคำย่อมาจาก MAXIMUM แปลว่าสูงสุด แต่เมื่อเป็นคำรวมกัน คำนี้ไม่มีคำแปลและไม่ได้สื่อให้เกิดความหมายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่แสดงถึงรุ่นใหม่ที่สุดหรือสมัยใหม่ที่สุด ทั้งได้ขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 26 รายการสินค้า กระดุมแป็บที่ยึดแบบเลื่อน ซิป ที่ยึดซิป หัวเข็มขัดใช้กับเสื้อผ้า/รองเท้า กระดุม ตะขอ ตาไก่ใช้กับเสื้อผ้า ตรา/เครื่องแสดงสัญลักษณ์ติดเสื้อผ้าที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ ซึ่งเป็นสินค้าเกี่ยวกับการออกแบบและแฟชั่น จึงถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นคำประดิษฐ์ที่มีลักษณะพิเศษหรือเฉพาะและไม่เล็งเห็นลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 7 (1) (2) อันพึงจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 11 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 11 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอ เลขที่ 418237

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 11 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ตามคำขอเลขที่ 418237 และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 11 ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 418237 กับให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 2,000 บาท

จำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดในประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 11 และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 10 หรือไม่ เห็นว่า คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 11 ก็ดี คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึง 10 ก็ดี เป็นคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารแม้ว่าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 จะบัญญัติให้ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นที่สุดก็ตาม แต่คำวินิจฉัยที่จะเป็นที่สุดดังกล่าวต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ได้หมายความว่า แม้คำวินิจฉัยดังกล่าวจะไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด ซึ่งในการพิจารณาความถูกต้องตามกฎหมายหรือความไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ ศาลย่อมต้องมีอำนาจพิจารณาถึงความชอบหรือไม่ชอบในเหตุผลของคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของจำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 10 ว่าได้วินิจฉัยไปโดยชอบด้วยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและถูกต้องด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ด้วย ซึ่งปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าคำสั่ง และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 11 และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงย่อมมีสิทธินำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX ของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 418237 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ชอบจะจดทะเบียนได้หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX เป็นคำที่นำมาจากส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นคำภาษาอังกฤษ แม้พิจารณาแยกกัน คำว่า NEW แปลว่าใหม่ และคำว่า MAX เป็นคำย่อมาจาก MAXIMUM แปลว่าสูงสุด แต่เมื่อเป็นคำรวมกัน คำว่า NEWMAX คำนี้ไม่มีคำแปลและไม่ได้สื่อให้เกิดความหมายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่แสดงถึงรุ่นใหม่ที่สุดหรือสมัยใหม่ที่สุด ทั้งได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า NEWMAX เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 26 รายการสินค้ากระดุมแป๊บที่ยึดแบบเลื่อน ซิป ที่ยึดซิป หัวเข็มขัดใช้กับเสื้อผ้า/รองเท้า กระดุมตะขอตาไก่ใช้กับเสื้อผ้า ตรา/เครื่องแสดงสัญลักษณ์ติดเสื้อผ้าที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ ซึ่งเป็นสินค้าเกี่ยวกับการออกแบบและแฟชั่น จึงถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นคำประดิษฐ์ที่มีลักษณะพิเศษหรือเฉพาะและไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสิบเอ็ด ฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้า คำว่า NEWMAX สำหรับสินค้าจำพวก 26 ที่โจทก์รับโอนสิทธิในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามามีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 (1), (2) อันพึงจดทะเบียนได้ตาม มาตรา 6 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 11 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ตามคำขอเลขที่ 418237 และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 11 ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 418237 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วายเคเค นิวแม็กซ์ โก., แอลทีดี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปรานี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4672/2549
#269175
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมซึ่งมิใช่การลงโทษ จึงถือมิได้ว่าลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 2 ปี และปรับเกิน 40,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งบทลงโทษและบทกำหนดโทษซึ่งเป็นการแก้ไขมาก แต่ก็มิได้กำหนดโทษจำคุกและกำหนดระยะเวลาฝึกและอบรมสูงขึ้นแต่อย่างใด จึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษแก่จำเลย จำเลยจึงไม่ได้รับยกเว้นให้ฎีกาได้ตามบทบัญญัติตอนท้ายของมาตรา 219

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าฎีกาของจำเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิเคราะห์ว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาได้ ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีหน้าที่พิจารณาเพียงว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดหรือไม่เท่านั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 7 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันพิพากษา ริบมีดปลายแหลมของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้วคงจำคุก 5 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง ให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันพิพากษา และศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่งแล้วให้จำคุก 5 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมซึ่งมิใช่การลงโทษ จึงถือมิได้ว่าลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 2 ปี และปรับเกิน 40,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งบทลงโทษและบทกำหนดโทษซึ่งเป็นการแก้ไขมาก แต่ก็มิได้กำหนดโทษจำคุกและกำหนดระยะเวลาฝึกและอบรมสูงขึ้นแต่อย่างใด จึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษแก่จำเลย จำเลยจึงไม่ได้รับยกเว้นให้ฎีกาได้ตามบทบัญญัติตอนท้ายของมาตรา 219 ที่บัญญัติยกเว้นมิให้นำข้อห้ามมิให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวมาใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธและขัดแย้งกันเองไม่น่าเชื่อถือข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของจำเลยว่า จำเลยแทงผู้ตายเพื่อป้องกันตนโดยชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเมื่อเลิกชกต่อยกันแล้วผู้ตายตามไปแทงจำเลยนั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานซึ่งเป็นข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยตามพยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าวซึ่งแตกต่างไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยมานั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะก็เป็นการฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวหรือได้รับการรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงจะได้วินิจฉัยจากอัยการสูงสุดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 221 ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อจำเลยยื่นฎีกา จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2547 ต่อศาลชั้นต้นพร้อมคำฟ้องฎีกาเพื่อขอให้องค์คณะผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวแก้ไขบทกฎหมายและกำหนดโทษ อันเป็นการแก้ไขมาก ฎีกาของจำเลยไม่ต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริง จึงให้ยกคำร้อง และสั่งในคำฟ้องฎีกาของจำเลยที่ยื่นเข้ามาพร้อมคำร้องว่าจำเลยยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาต รับฎีกาของจำเลย สำเนาให้โจทก์แก้ฎีกาภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาฎีกา ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าฎีกาของจำเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิเคราะห์ว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาได้ ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีหน้าที่พิจารณาเพียงว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดหรือไม่เท่านั้นการที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6"

พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นในคำร้องและในคำฟ้องฎีกา ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2547 และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (2) ม. 219 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรัง
จำเลย — นายคฑาวุธหรือคทาวุธ หรือวุธ ศรีสุข
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิชา มหาคุณ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4671/2549
#269366
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 6 ต้องเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ คำว่า สิทธิยึดหน่วง หมายถึง สิทธิยึดหน่วงตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้นไซร้ ท่านว่าผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ก็ได้..." การที่ลูกหนี้นำห้องชุดมาวางและทำหนังสือประกันไว้ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการอันเป็นศาลยุติธรรมเป็นองค์กรแห่งรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายไม่มีหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ในการครอบครองทรัพย์สินไว้ให้เจ้าหนี้ เจตนาของลูกหนี้ในการทำหนังสือประกันก็เพื่อทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่มีข้อความใดในหนังสือประกันที่แสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ทำหนังสือประกันดังกล่าวเพื่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ หนี้ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสมุทรปราการที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้มีมูลหนี้มาจากสัญญาจ้างทำของที่ลูกหนี้จ้างเจ้าหนี้ผลิตงานโฆษณาโดยทำเป็นวิดีโอเพื่อเผยแพร่ภาพและเสียงทางสถานีโทรทัศน์ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับค่าจ้างตอบแทนเท่านั้น หาใช่เป็นคุณแก่เจ้าหนี้เกี่ยวด้วยห้องชุดที่ลูกหนี้นำมาวางเป็นประกันแต่อย่างใด เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงห้องชุดดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษาในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 4,796,104.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,049,418.39 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้วมีผู้ทำแผนและนางภารดี สวัสดิกุล ณ อยุธยา เจ้าหนี้รายที่ 64 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมสูงเกินไป เพราะมีการวางประกันต่อศาลแล้ว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เจ้าหนี้ไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 การมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ ไม่มีหลักฐานใดแสดงถึงอำนาจกรรมการผู้มีอำนาจให้ดำเนินคดีแทน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่าเจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 4,796,104.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,049,418.39 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้ชำระเสร็จจากลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้มีคำสั่งแก้คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้ไม่ได้ยึดถือครอบครองทรัพย์สินตามหนังสือประกันและหนี้ที่มีไม่ใช่หนี้เกี่ยวกับตัวทรัพย์ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิยึดหน่วงและไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสมุทรปราการในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3366/2542 ซึ่งพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระเงิน 3,049,418.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าฤชาธรรมเนียมแก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ทุเลาการบังคับโดยให้ลูกหนี้นำหลักประกันตามจำนวนที่กำหนดมาวาง ลูกหนี้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 64296 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมห้องชุดมาวางและทำหนังสือประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2543 ไว้ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในชั้นนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ โดยเจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า หนังสือประกันที่ลูกหนี้ทำไว้ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการเป็นการทำหนังสือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 ซึ่งบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวางและออกใบรับให้ กับมีอำนาจที่จะยึดหรืออายัดและยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เมื่อลูกหนี้นำห้องชุด 2 ห้องมาวางและเจ้าพนักงานศาลออกใบรับให้ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ให้ศาลหรือเจ้าหนี้ที่ที่ครอบครองทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาวางไว้เป็นประกันและทำสัญญาประกันและทำสัญญาประกันต่อศาลแทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ครอบครองทรัพย์ที่แท้จริงคือเจ้าหนี้ การครอบครองทรัพย์นั้นผู้มีสิทธิครอบครองไม่จำต้องยึดถือทรัพย์ไว้เองก็ได้ บุคคลอาจได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยผู้อื่นยึดถือไว้ให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1368 เพราะศาลมิได้เป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้หรือมีเหตุอื่นใดที่ศาลจะต้องครอบครองห้องชุดนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของศาล และลูกหนี้ก็ไม่มีหนี้ใดที่จะต้องรับผิดต่อศาล แต่ที่ศาลรับวางห้องชุดหรือครอบครองห้องชุดไว้ก็เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าหนี้ และการที่ลูกหนี้ทำหนังสือประกันไว้ต่อศาลถือว่าเจ้าหนี้กับลูกหนี้มีหนี้ที่ต้องผูกพันต่อกันตามหนังสือประกันซึ่งระบุไว้ในข้อ 3 ว่า ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แทนตามข้อ 1 (หนี้ตามคำพิพากษา) ขอให้ศาลบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันของลูกหนี้ได้ทันที แสดงให้เห็นว่าการที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการยึดถือห้องชุดของลูกหนี้ไว้เป็นการยึดถือแทนเจ้าหนี้เพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เป็นการยึดถือห้องชุดของลูกหนี้ไว้โดยมีหนี้เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้อันเกี่ยวด้วยห้องชุดนั้น ห้องชุดดังกล่าวจึงถูกยึดหน่วงไว้จนกว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 และตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคท้าย ซึ่งเป็นคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดีที่ต้องการคุ้มครองให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนครบถ้วนในอนาคต เจ้าหนี้จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 เห็นว่า เจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 ต้องเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ คำว่าสิทธิยึดหน่วงหมายถึงสิทธิยึดหน่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้นไซร้ ท่านผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ก็ได้..." การที่ลูกหนี้นำห้องชุดมาวางและทำหนังสือประกันลงวันที่ 26 ตุลาคม 2543 ไว้ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการอันเป็นศาลยุติธรรมเป็นองค์กรแห่งรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ไม่มีหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ในการครอบครองทรัพย์สินไว้ให้เจ้าหนี้ เจตนาของลูกหนี้ในการทำหนังสือประกันก็เพื่อทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่มีข้อความใดในหนังสือประกันที่แสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ทำหนังสือประกันดังกล่าวเพื่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ หนี้ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสมุทรปราการที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้มีมูลหนี้มาจากสัญญาจ้างทำของที่ลูกหนี้จ้างเจ้าหนี้ผลิตงานโฆษณาโดยทำเป็นวิดีโอเพื่อเผยแพร่ภาพและเสียงทางสถานีโทรทัศน์ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับค่าจ้างตอบแทนเท่านั้น หาใช่เป็นคุณแก่เจ้าหนี้เกี่ยวด้วยห้องชุดที่ลูกหนี้นำมาวางเป็นประกันแต่อย่างใด เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงห้องชุดดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของเจ้าหนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทยงสุ จำกัด
เจ้าหนี้ — บริษัทเดนท์สุ ยังก์ แอนด์ รูบิแคม จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัทธนายง จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4667/2549
#266795
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ได้ก็แต่โดยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 ในกรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจที่จะตรวจคำขอรับชำระหนี้ และสอบสวนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องว่ามูลหนี้นั้นเจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ แล้วทำความเห็นเสนอต่อศาล และศาลมีอำนาจตามมาตรา 106, 107 ที่จะพิจารณามีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนหรือให้ยกคำขอรับชำระหนี้นั้นตามที่ได้ความจากการสอบสวนก็ได้ เจ้าหนี้จะดำเนินการแจ้งการประเมินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรเพื่อเรียกให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์หาได้ไม่

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 82/2542 ข้อ 9 ให้เริ่มใช้บังคับสำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2542 จึงไม่มีผลย้อนหลังไปถึงการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับของเดือนภาษี ธันวาคม 2541 และมกราคม 2542

การที่ลูกหนี้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะโดยมีฐานภาษีจากรายรับการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ก่อนหักรายจ่ายซึ่งเป็นราคาซื้อขายกันในขณะนั้น จึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะในราคาตลาดตามความหมายของ ป.รัษฎากร มาตรา 91/16 และมาตรา 91/1 (3) แล้ว ประกอบกับการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้เป็นการดำเนินการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นองค์การของรัฐและดำเนินการในช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังถดถอย จึงอาจขายได้ราคาไม่เท่ากับในภาวะเศรษฐกิจปกติ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการสมรู้ในการประมูลราคาแล้ว จึงต้องฟังว่าเป็นการขายทอดตลาดในราคาตลาดโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน 1,367,047 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้ว ปรากฏว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เจ้าหนี้รายที่ 14 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามมาตรา 107 (1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ ต่อมาลูกหนี้ถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับกิจการโดยมีองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินหรือ ปรส. เข้าจัดกิจการและแต่งตั้งให้นายจักรกฤษณ์เป็นผู้ชำระบัญชี หลังจากนั้นผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2544 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ประการแรกว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินมีผลผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ได้ก็แต่โดยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 ซึ่งในกรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจที่จะตรวจคำขอรับชำระหนี้ และสอบสวนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องว่ามูลหนี้นั้นชอบด้วยกฎหมายที่เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งปวงแล้วทำความเห็นเสนอต่อศาล และศาลก็มีอำนาจตามมาตรา 106, 107 ที่จะพิจารณามีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนหรือให้ยกคำขอรับชำระหนี้นั้นตามที่ได้ความจากการสอบสวนก็ได้ เจ้าหนี้จะดำเนินการแจ้งการประเมินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรเพื่อเรียกให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ของลูกหนี้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์หาได้ไม่ ดังนั้นหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินจึงหามีผลผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แต่อย่างใดไม่ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามที่ขอไว้หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.82/2542 ดังกล่าว ข้อ 9 ให้เริ่มใช้บังคับสำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2542 จึงไม่มีผลย้อนหลังไปถึงการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์คดีนี้ซึ่งได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับของเดือนภาษีธันวาคม 2541 และเดือนมกราคม 2542

การที่ลูกหนี้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะโดยมีฐานภาษีจากรายรับการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ก่อนหักรายจ่ายซึ่งเป็นราคาซื้อขายกันในขณะนั้น จึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะในราคาตลาดตามความหมายของมาตรา 91/16 และมาตรา 91/1 (3) แล้ว ประกอบกับการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้เป็นการดำเนินการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นองค์การของรัฐจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเพื่อดำเนินการกับบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อปี 2540 การขายทอดตลาดดังกล่าวอยู่ในช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังถดถอย จึงอาจขายได้ราคาไม่เท่ากับในภาวะเศรษฐกิจปกติ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการสมรู้ในการประมูลราคาแล้ว จึงต้องฟังว่าเป็นการขายทอดตลาดในราคาตลาดโดยชอบ และลูกหนี้ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะในเดือนธันวาคม 2541 และเดือนมกราคม 2542 ถูกต้องแล้ว เจ้าหนี้ไม่มีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีก และไม่มีสิทธิรับชำระหนี้คดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 106 ม. 107
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (3) ม. 91/16
ชื่อคู่ความ
ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ — นายจักรกฤษณ์ จันทรสถาพร
ล้มละลาย — ธนนคร จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายศักดิพัฒน์ โลหะขจรพันธ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมชาย พงษธา
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4667/2549
#269149
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งดังกล่าว ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ตามมาตรา 27 และมาตรา 91 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจตรวจคำขอรับชำระหนี้ และสอบสวนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้วเสนอความเห็นต่อศาล ศาลมีอำนาจพิจารณามีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนหรือยกคำร้องขอรับชำระหนี้ ตามมาตรา 106, 107 เจ้าหนี้จะดำเนินการแจ้งการประเมินตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน ป.รัษฎากรฯ เพื่อเรียกให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์หาใดไม่

ป.รัษฎากรฯ มาตรา 91/5 (6) บัญญัติให้คิดฐานภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรจากรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีบทบัญญัติในหมวดภาษีธุรกิจเฉพาะให้ถือเอาราคาประเมินทุนทรัพย์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินเป็นฐานในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่วนที่เจ้าหนี้ประเมินภาษีธุรกิจเพิ่มโดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา 49 ทวิ ก็อยู่ในส่วนการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดา และมาตรา 69 ทวิ ก็อยู่ในส่วนเก็บภาษีนิติบุคคล ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้นำมาใช้บังคับในหมวดภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ดังนั้น การที่ลูกหนี้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะโดยมีฐานภาษีจากรายรับการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ก่อนหักรายจ่ายซึ่งเป็นราคาซื้อขายกันในขณะนั้น เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะในราคาตลาดตามความหมายของมาตรา 91/16 และมาตรา 91/1 (3) แล้ว เจ้าหนี้ไม่มีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยประกันและเงินเพิ่มอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน 1,367,047 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้ว ปรากฏว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เจ้าหนี้รายที่ 14 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นควรให้ยกคำขอรับชำรหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามมาตรา 107 (1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าลูกหนี้เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ ต่อมาลูกหนี้ถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับกิจการโดยมีองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินหรือ ปรส. เข้าจัดกิจการและแต่งตั้งให้นายจักรกฤษณ์ จันทรสถาพร เป็นผู้ชำระบัญชี หลังจากนั้นผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2544 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ประการแรกว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินมีผลผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานประเมินของเจ้าหนี้ตรวจสอบพบว่าลูกหนี้ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ โดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินหรือ ปรส. เป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดแล้วลูกหนี้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะเพื่อชำระภาษีดังกล่าวต่อกรมสรรพากรประจำเดือนธันวาคม 2541 และเดือนมกราคม 2542 โดยมีฐานภาษีจากราคาขายทอดตลาดซึ่งต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดิน ทำให้การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะของลูกหนี้ไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินของเจ้าหนี้จึงมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะลงวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ไปยังลูกหนี้ให้ชำระภาษีเพิ่ม คิดฐานภาษีตามราคาประเมินทุนทรัพย์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยได้แจ้งให้ผู้ชำระบัญชีและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้นำเงินภาษีไปชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์คัดค้านหนี้ภาษีอากรตามการประเมินจึงเป็นเด็ดขาดและเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระตามกฎหมาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีสิทธิโต้แย้งหนี้ภาษีอากรนี้อีก ในปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ได้ก็แต่โดยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 ซึ่งในกรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจที่จะตรวจคำขอรับชำระหนี้ และสอบสวนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องว่ามูลหนี้นั้นชอบด้วยกฎหมายที่เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งปวงแล้วทำความเห็นเสนอต่อศาล และศาลก็มีอำนาจตามมาตรา 106,107 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ที่จะพิจารณามีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนหรือให้ยกคำขอรับชำระหนี้นั้นตามที่ได้ความจากการสอบสวนก็ได้เจ้าหนี้จะดำเนินการแจ้งการประเมินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรเพื่อเรียกให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์หาได้ไม่ ดังนั้นหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินจึงหามีผลผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แต่อย่างใดไม่อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ขอนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามที่ขอไว้หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า อธิบดีกรมสรรพากรได้มีคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.82/2542 ข้อ 6 (2) เรื่องการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร กรณีราคาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามบันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากร (ท.ด.16) ต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้คำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะตามราคาประเมินทุนทรัพย์ หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อที่กรมสรรพากรถือปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเสมอภาคและป้องกันการสมรู้ในการประมูลซื้อขายทรัพย์สินอันจะก่อให้เกิดความเสียหายในการจัดเก็บภาษีของรัฐ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจกำหนดฐานภาษีรายนี้ตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินได้ เห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.82/2542 ดังกล่าวข้อ 9 ให้เริ่มใช้บังคับสำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2542 จึงไม่มีผลย้อนหลังไปถึงการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์คดีนี้ซึ่งได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับของเดือนภาษีธันวาคม 2541 และเดือนมกราคม 2542 นอกจากนี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/5 (6) บัญญัติให้คิดฐานภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรจากรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ทั้งสิ้น หากเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่ารายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวต่ำกว่าราคาตลาดก็มีอำนาจประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ตามมาตรา 91/15 และ 91/16 อย่างไรก็ตาม ไม่มีบทบัญญัติในหมวดภาษีธุรกิจเฉพาะให้ถือเอาราคาประเมินทุนทรัพย์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินเป็นฐานในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะแต่อย่างใด ที่เจ้าหนี้อ้างในชั้นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะรายนี้เพิ่มโดยอาศัยมาตรา 49 ทวิ และมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรนั้นก็ได้ความว่า มาตรา 49 ทวิ เป็นบทบัญญัติในส่วนการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา และมาตรา 69 ทวิอยู่ในส่วนการเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่มีบทกฎหมายให้นำบทบัญญัติสองมาตรานี้มาใช้บังคับในหมวดภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ดังนั้น การที่ลูกหนี้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะโดยมีฐานภาษีจากรายรับการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ก่อนหักรายจ่ายซึ่งเป็นราคาซื้อขายกันในขณะนั้นจึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะในราคาตลาดตามความหมายของมาตรา 91/16 และมาตรา 91/1 (3) แล้ว ประกอบกับการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้เป็นการดำเนินการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นองค์การของรัฐจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเพื่อดำเนินการกับบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อปี 2540 การขายทอดตลาดดังกล่าวอยู่ในช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังถดถอยจึงอาจขายได้ราคาไม่เท่ากับในภาวะเศรษฐกิจปกติ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการสมรู้ในการประมูลราคาแล้ว จึงต้องฟังว่าเป็นการขายทอดตลาดในราคาตลาดโดยชอบ และลูกหนี้ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะในเดือนธันวาคม 2541 และเดือนมกราคม 2542 ถูกต้องแล้ว เจ้าหนี้ไม่มีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกและไม่มีสิทธิรับชำระหนี้คดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้เจ้าหนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (3) ม. 91/5 (6) ม. 91/16
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 106 ม. 107
ชื่อคู่ความ
นายจักรกฤษณ์ จันทรสถาพร ผู้ชำระบัญชี
ร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
ธนนคร จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมชาย พงษธา
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4660/2549
#266794
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย การเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น คำว่าราคาทรัพย์สินที่ยึดหมายถึงราคาทรัพย์สินที่ยึดซึ่งไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ตามจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องใช้ให้แก่โจทก์ ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ในส่วนที่เหลือทั้งหมด โดยวินิจฉัยว่า โจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมในคดี และค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 284 โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 284 วรรคสอง และต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในส่วนที่เกินกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น คำวินิจฉัยที่ว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ขัดต่อกฎหมาย และให้ถอนการยึดทรัพย์สินดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 แต่คำสั่งให้จำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์สินไม่ได้เป็นไปตามคำวินิจฉัยนั้น ถือว่าคำวินิจฉัยและคำสั่งขัดกัน ทั้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 166 ให้คู่ความฝ่ายที่ดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปเพราะความผิด ทำให้ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมในกระบวนพิจารณานั้นต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมนั้น โดยไม่คำนึงว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะชนะคดีหรือไม่ โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์รายนี้เพียงฝ่ายเดียว คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน กรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งเรื่องค่าธรรมเนียมไม่ถูกต้อง แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 109,697 บาท ให้ร่วมกันใช้ค่าใช้ทรัพย์จำนวน 61,700 บาท กับค่าใช้ทรัพย์อีกวันละ 100 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนรถยนต์หรือใช้ราคาแทนเสร็จแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 100 วัน และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 193,421 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ขอให้ชะลอการจ่ายเงินจนกว่าโจทก์จะโอนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9545 แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า โจทก์นำยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีราคามากกว่าหนี้ตามคำพิพากษา เป็นการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เกินกว่าความจำเป็นแก่การบังคับคดี และเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ขอให้ถอนการยึดและให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการบังคับคดี ค่าธรรมเนียมถอนการยึดและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ แทนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9545 แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 21 ซอยลาดพร้าว 82 บนที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ตามจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องใช้ให้แก่โจทก์ ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ในส่วนที่เหลือทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายจำนวน 269,012.77 บาท ไปชำระแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งไม่ถูกต้อง ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คิดค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การคิดค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นไปตามคำสั่งของศาลแล้ว ไม่มีเหตุให้คิดค่าธรรมเนียมถอนการยึดใหม่ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การคำนวณค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในทรัพย์สินที่ยึดแล้วไม่มีการขายนั้น คำนวณจากราคาประเมินของทรัพย์สินที่ยึดหรือจากจำนวนเงินที่โจทก์ชนะคดีตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เห็นว่า การคิดค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ระบุว่า เมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้เสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น เหตุผลที่บัญญัติเช่นนี้เพราะโดยปกติผลของการไปยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะได้มูลค่าทรัพย์สินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี กฎหมายจึงบัญญัติให้คิดค่าธรรมเนียมตามราคาทรัพย์สินที่ยึดได้ ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี แต่กฎหมายมิได้คำนึงถึงกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว หากได้มูลค่าทรัพย์สินเกินกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีจะให้ปฏิบัติในเรื่องการเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นประการใด และคงไม่ประสงค์จะให้เสียค่าธรรมเนียมมากกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี มิฉะนั้นจะเป็นการเสียค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่พิพาทกันในคดีซึ่งย่อมไม่ถูกต้อง ฉะนั้น กรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายการเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น คำว่า ราคาทรัพย์สินที่ยึดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงหมายถึงราคาทรัพย์สินที่ยึดซึ่งไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ตามจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องใช้ให้แก่โจทก์ ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ในส่วนที่เหลือทั้งหมด โดยวินิจฉัยว่า โจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เกินว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 284 วรรคสอง และต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในส่วนที่เกินกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น คำวินิจฉัยที่ว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ขัดต่อกฎหมาย และให้ถอนการยึดทรัพย์สินดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 แต่คำสั่งให้จำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์สินไม่ได้เป็นไปตามคำวินิจฉัยนั้น ถือว่าคำวินิจฉัยและคำสั่งขัดกัน ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 166 ให้คู่ความฝ่ายที่ดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปเพราะความผิด ทำให้ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมในกระบวนพิจารณานั้นต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมนั้น โดยไม่คำนึงว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะชนะคดีหรือไม่ โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์รายนี้เพียงฝ่ายเดียว คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน กรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งเรื่องค่าธรรมเนียมไม่ถูกต้อง แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์ที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่โจทก์ชนะคดีตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 166 ม. 284
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายณรงค์ ภูมิภาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสุรัชดา เตชะภาสรนันทน์
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สุรพล เจียมจูไร
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4660/2549
#267299
เปิดฉบับเต็ม

การคิดค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. ระบุว่า เมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้เสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น คำว่า ราคาทรัพย์สินที่ยึดตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงราคาทรัพย์สินที่ยึดซึ่งไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี

ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 166 ให้คู่ความฝ่ายที่ดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปเพราะความผิดทำให้ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมในกระบวนพิจารณานั้นต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมนั้น โดยไม่คำนึงว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะชนะคดีหรือไม่ เมื่อการยึดทรัพย์ถูกถอนการยึดเพราะโจทก์นำยึดเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 284 โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์เพียงฝ่ายเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 109,697 บาท ให้ร่วมกันใช้ค่าใช้ทรัพย์จำนวน 61,700 บาท กับค่าใช้ทรัพย์อีกวันละ 100 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนรถยนต์หรือใช้ราคาแทนเสร็จแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 100 วัน และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,600 บาท จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 193,421 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ขอให้ชะลอการจ่ายเงินจนกว่าโจทก์จะโอนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9545 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่าโจทก์นำยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีราคามากกว่าหนี้ตามคำพิพากษา เป็นการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เกินกว่าความจำเป็นแก่การบังคับคดี และเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ขอให้ถอนการยึดและให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการบังคับคดี ค่าธรรมเนียมถอนการยึดและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ แทนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9545 แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 21 ซอยลาดพร้าว 82 บนที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ตามจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องใช้ให้แก่โจทก์ ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ในส่วนที่เหลือทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายจำนวน 269,012.77 บาท ไปชำระแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งไม่ถูกต้อง ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คิดค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การคิดค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นไปตามคำสั่งของศาลแล้ว ไม่มีเหตุให้คิดค่าธรรมเนียมถอนการยึดใหม่ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9545 ของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ตามจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องใช้ให้แก่โจทก์ และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ในส่วนที่เหลือทั้งหมดแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้คิดค่าธรรมเนียมจากราคาประเมินของทรัพย์สินที่ยึดจำนวน 7,879,500 บาท ลบออกจากจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องใช้ให้แก่โจทก์จำนวน 193,421 บาท แล้วนำมาคำนวณค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่ง คิดเป็นค่าธรรมเนียมที่โจทก์ต้องชำระจำนวน 269,012.77 บาท วันที่ 6 ธันวาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหมายแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดโดยไม่มีการขายดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การคำนวณค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในทรัพย์สินที่ยึดแล้วไม่มีการขายนั้น คำนวณจากราคาประเมินของทรัพย์สินที่ยึดหรือจากจำนวนเงินที่โจทก์ชนะคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่า การคิดค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ระบุว่า เมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้เสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น เหตุผลที่บัญญัติเช่นนี้เพราะโดยปกติผลของการไปยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะได้มูลค่าทรัพย์สินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี กฎหมายจึงบัญญัติให้คิดค่าธรรมเนียมตามราคาทรัพย์สินที่ยึดได้ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี แต่กฎหมายมิได้คำนึงถึงกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว หากได้มูลค่าทรัพย์สินเกินกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีจะให้ปฏิบัติในเรื่องการเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นประการใด และคงไม่ประสงค์จะให้เสียค่าธรรมเนียมมากกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี มิฉะนั้นจะเป็นการเสียค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่พิพาทกันในคดีซึ่งย่อมไม่ถูกต้อง ฉะนั้น กรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายการเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น คำว่า ราคาทรัพย์สินที่ยึดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงหมายถึงราคาทรัพย์สินที่ยึดซึ่งไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ตามจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องใช้ให้แก่โจทก์ ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ในส่วนที่เหลือทั้งหมด โดยวินิจฉัยว่า โจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 284 วรรคสอง และต้องรับผิดใช่ค่าฤชาธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในส่วนที่เกินกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น คำวินิจฉัยที่ว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ขัดต่อกฎหมาย และให้ถอนการยึดทรัพย์สินดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 แต่คำสั่งให้จำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์สินไม่ได้เป็นไปตามคำวินิจฉัยนั้นถือว่า คำวินิจฉัยและคำสั่งขัดกัน ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 166 ให้คู่ความฝ่ายที่ดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปเพราะความผิด ทำให้ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมในกระบวนพิจารณานั้นต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมนั้น โดยไม่คำนึงว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะชนะคดีหรือไม่ โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์รายนี้เพียงฝ่ายเดียว คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน กรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งเรื่องค่าธรรมเนียมไม่ถูกต้อง แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์ที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่โจทก์ชนะคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 166 ม. 284
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายณรงค์ ภูมิภาค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สุรพล เจียมจูไร
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4659/2549
#266944
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ โจทก์ส่งมอบการครอบครองให้จำเลยแล้ว จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ดังนี้ ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองเพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น หาได้หมายถึงที่ดินที่ตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเองไม่ การที่จำเลยยกเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยการซื้อมาจากโจทก์ จึงไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 336 หมู่ที่ 5 ตำบลเปียน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา โจทก์มอบอำนาจให้นางเอื้อน กิ้มเชื้อ ฟ้องและดำเนินคดีแทน เดิมโจทก์กู้เงินจำเลยจำนวน 5,000 บาท และมอบที่ดินของโจทก์ดังกล่าวให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ย ต่อมาเมื่อกลางปี 2536 โจทก์ประสงค์ชำระเงินคืน แต่จำเลยไม่ยอมรับ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรับเงินกู้และห้ามจำเลยกับบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทนับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2536 จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉย นับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2537 จนถึงปัจจุบัน จำเลยและบริวารยังเข้าไปไถนาในที่ดินพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่อาจให้ผู้อื่นซึ่งจะได้ค่าเช่าปีละ 2,000 บาท หรือหากปลูกผักกระเฉดในที่ดินพิพาทนำออกขายจะได้เงินอย่างต่ำวันละ 100 บาท ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยชำระเงินกู้จำนวน 5,000 บาท และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยถอนต้นข้างที่จำเลยปลูกไว้ในที่ดินพิพาทและชำระค่าเสียหายเป็นเงินวันละ 100 บาท แก่โจทก์จนกว่าจำเลยจะถอนต้นข้าวออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยให้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อปี 2529 โจทก์ทำสัญญาแบ่งขายที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 336 หมู่ที่ 5 ตำบลเปียน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 2 ไร่ ให้จำเลยในราคา 10,000 บาท โดยให้นายวุฒิพงศ์ รัตนะ เขียนสัญญาซื้อขาย จำเลยชำระเงินค่าที่ดินให้โจทก์แล้ว 5,000 บาท โจทก์จำเลยตกลงกันให้จำเลยชำระเงินอีก 5,000 บาท เป็นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยนับแต่ทำสัญญาซื้อขายที่ดิน จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินโดยทำนาและปลูกผักตลอดมาจนปัจจุบันด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลย จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยตกลงขายที่ดินพิพาทแก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางเอื้อน กิ้มเชื้อ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตาม ส.ค. 1 เลขที่ 336 หมู่ที่ 5 ตำบลเปียน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ป.ล. 1 ในส่วนภายในเส้นสมมติ ก. ข. ค. ง. ก. เป็นของจำเลยห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์แล้ว จำเลยถึงแก่กรรม นายขาว มณีคง ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยรับชำระหนี้จากโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 ตุลาคม 2537) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทตาม ส.ค. 1 เลขที่ 336 เนื้อที่ 3 ไร่ มีชื่อโจทก์เป็นผู้แจ้งการครอบครองที่ดิน ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย จ.ล. 1 โดยทิศเหนือจดที่ดินนายปานแก้ว ปัจจุบันจำเลยทำประโยชน์ ทิศใต้จดที่ดินโจทก์อีกแปลงหนึ่ง ทิศตะวันออกจดคลองและทิศตะวันตกจดที่ดินนายอ่อน หมอขวัญ เดิมโจทก์ได้กู้ยืมเงินจำนวน 5,000 บาท จากจำเลย และให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งเฉพาะส่วนด้านทิศตะวันตก ปี 2536 โจทก์ขอชำระหนี้คืนแก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับชำระหนี้ ในปีเดียวกันโจทก์ได้ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาท จำเลยคัดค้านว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว ปี 2537 จำเลยเข้าทำนาที่ดินพิพาทโจทก์คัดค้านและไปแจ้งต่อนายแนม ทองตราชู ผู้ใหญ่บ้าน จำเลยปฏิเสธว่าโจทก์มิได้จำนำที่ดินไว้โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครองครองเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองชอบหรือไม่ คดีนี้ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์โดยโจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนี้ ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์จึงไม่มีการอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น หาได้หมายถึงที่ดินที่ตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเองไม่ การที่จำเลยยกเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยการซื้อมาจากโจทก์ จึงไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกลั่น จีนเพ็ชร ฯ
จำเลย — นางแคล้ว มณีคง ฯ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4659/2549
#268990
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์โดยโจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนี้ ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ จึงไม่มีการอ้างสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น หาได้หมายถึงที่ดินที่ตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเองไม่ การที่จำเลยยกเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยการซื้อมาจากโจทก์จึงไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 336 หมู่ที่ 5 ตำบลเปียน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา โจทก์มอบอำนาจให้นางเอื้อน กิ้มเชื้อ ฟ้องและดำเนินคดีแทน เดิมโจทก์กู้เงินจำเลยจำนวน 5,000 บาท และมอบที่ดินของโจทก์ดังกล่าวให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ย ต่อมาเมื่อกลางปี 2536 โจทก์ประสงค์จะชำระเงินคืน แต่จำเลยไม่ยอมรับ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรับเงินกู้และห้ามจำเลยกับบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทนับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2536 จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉย นับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2537 จนถึงปัจจุบัน จำเลยและบริวารยังเข้าไปไถนาในที่ดินพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่อาจให้ผู้อื่นเช่า ซึ่งจะได้ค่าเช่าปีละ 2,000 บาท หรือหากปลูกผักกระเฉดในที่ดินพิพาทนำออกขายจะได้เงินอย่างต่ำวันละ 100 บาท ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยรับชำระเงินกู้จำนวน 5,000 บาท และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยถอนต้นข้าวที่จำเลยปลูกไว้ในที่ดินพิพาทและชำระค่าเสียหายเป็นเงินวันละ 100 บาท แก่โจทก์จนกว่าจำเลยจะถอนต้นข้าวออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า นางเอื้อนไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์เนื่องจากลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจมิใช่ลายมือชื่อของโจทก์ เมื่อปี 2529 โจทก์ทำสัญญาแบ่งขายที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 336 หมู่ที่ 5 ตำบลเปียน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 2 ไร่ ให้จำเลยในราคา 10,000 บาท โดยให้นายวุฒิพงศ์ รัตนะ เขียนสัญญาซื้อขาย จำเลยชำระเงินค่าที่ดินให้โจทก์แล้ว 5,000 บาท โจทก์จำเลยตกลงกันให้จำเลยชำระเงินอีก 5,000 บาท เป็นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยนับแต่ทำสัญญาซื้อขายที่ดิน จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินโดยทำนาและปลูกผักตลอดมาจนปัจจุบันด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลย จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ดินพิพาทไม่มีน้ำขัง ทำนาได้เงินปีละไม่เกิน 500 บาท และไม่สามารถเก็บกักน้ำพอที่จะปลูกผักกระเฉดหรือผักอย่างเดียวกันได้ค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกินปีละ 500 บาท ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยตกลงขายที่ดินพิพาทแก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางเอื้อน กิ้มเชื้อ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 336 หมู่ที่ 5 ตำบลเปียน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ป.ล.1 ในส่วนภายในเส้นสมมุติ ก. ข. ค. ง. ก. เป็นของจำเลย ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

โจทก์อุทธรณ์

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์แล้ว จำเลยถึงแก่กรรม นายขาว มณีคง ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยรับชำระหนี้คืนจากโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 ตุลาคม 2537) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 336 เนื้อที่ 3 ไร่ มีชื่อโจทก์เป็นผู้แจ้งการครอบครองที่ดิน ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย จ.ล.3 โดยทิศเหนือจดที่ดินนายปานแก้ว ปัจจุบันจำเลยทำประโยชน์ ทิศใต้จดที่ดินโจทก์อีกแปลงหนึ่ง ทิศตะวันออกจดคลองและทิศตะวันตกจดที่ดินนายอ่อน หมอขวัญ เดิมโจทก์ได้กู้ยืนเงินจำนวน 5,000 บาท จากจำเลย และให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งเฉพาะส่วนด้านทิศตะวันตก ปี 2536 โจทก์ขอชำระหนี้คืนแก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับชำระหนี้ ในปีเดียวกัน โจทก์ได้ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาท จำเลยคัดค้านว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว ปี 2537 จำเลยเข้าทำนาที่ดินพิพาท โจทก์คัดค้านและไปแจ้งต่อนายแนม ทองตราชู ผู้ใหญ่บ้าน จำเลยปฏิเสธว่าโจทก์มิได้จำนำที่ดินไว้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองชอบหรือไม่ คดีนี้ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์โดยโจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนี้ ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ จึงไม่มีการอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น หาได้หมายถึงที่ดินที่ตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเองไม่ การที่จำเลยยกเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยการซื้อมาจากโจทก์ จึงไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกลั่น จีนเพ็ชร
โดยนางเอื้อน กิ้มเชื้อ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นางแคล้ว มณีคง โดยนายขาว มณีคง
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4658/2549
#268793
เปิดฉบับเต็ม

การที่ทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยจะนำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เวลา 9 นาฬิกา โดยในวันดังกล่าวโจทก์จะนำโฉนดที่ดินเลขที่ 32270, 32271, 32272 และ 32273 ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มามอบให้กับจำเลยเพื่อให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนโดยเสียค่าธรรมเนียมเองและหากจำเลยไม่ดำเนินการตามที่ได้แถลง ให้ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษาโจทก์และทนายโจทก์แถลงไม่ค้านนั้น การแถลงของทนายจำเลยและโจทก์ดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำต่อศาลชั้นต้นตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 1 (7) มิใช่การแสดงเจตนาต่อกันในฐานะคู่สัญญาที่จะก่อให้เกิดข้อตกลงที่มีผลใช้บังคับระหว่างกันได้ แม้จำเลยไม่ได้นำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลตามที่แถลงก็ตาม ก็จะถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษามิได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่สามารถหาเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลได้ จึงไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันในนัดที่แล้ว ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษานั้น เป็นคำสั่งนอกเหนือคำบังคับ ย่อมเป็นการไม่ชอบเพราะแม้ว่าจำเลยไม่ได้นำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลตามที่แถลง ก็จะถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษาไม่ได้ เป็นการนอกเหนือคำพิพากษา ทั้งมิใช่ข้อตกลงของโจทก์และจำเลย หากโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นได้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ และบังคับตามฟ้องแย้งให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32270, 32271, 32272 และ 32273 ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 49 หมู่ที่ 6 ให้แก่จำเลยในราคา 1,020,000 บาท โดยให้จำเลยชำระราคาส่วนที่เหลือจำนวน 750,000 บาท หากโจทก์ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ต่อมาศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ จำเลยทราบคำบังคับแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ

วันที่ 22 มกราคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องว่า ครบกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับแล้วจำเลยไม่ดำเนินการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระราคาส่วนที่เหลือแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยสละสิทธิที่จะรับประโยชน์ตามผลของคำพิพากษาขอให้มีคำสั่งถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาสามพราน เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับโฉนดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงข้างต้น

วันที่ 15 มีนาคม 2545 ศาลชั้นต้นนัดพร้อม ทนายจำเลยแถลงว่าจะนำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เวลา 9 นาฬิกา โดยในวันดังกล่าวโจทก์จะนำโฉนดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง มามอบให้จำเลยเพื่อให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนโดยเสียค่าธรรมเนียมเอง และหากจำเลยไม่ดำเนินการตามที่ได้แถลง ให้ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษา

วันที่ 14 มิถุนายน 2545 จำเลยและทนายจำเลยแถลงว่าไม่สามารถหาเงินจำนวน 750,000 บาท แต่ได้นำแคชเชียร์เช็คจำนวน 100,000 บาท มามอบให้โจทก์ ส่วนเงินที่เหลือจะขอวางภายในเดือนตุลาคม และขอโอนตามคำพิพากษา โจทก์แถลงว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งแต่ปี 2539 บัดนี้ล่วงเลยระยะเวลามานานแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและในวันนี้โจทก์ได้นำโฉนดที่ดินมาพร้อมโอนแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่สามารถหาเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลได้จึงไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันในนัดที่แล้ว ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษา ให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมสาขาสามพราน เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินโฉนดพิพาททั้งสี่แปลง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่ทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยจะนำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เวลา 9 นาฬิกา โดยในวันดังกล่าวโจทก์จะนำโฉนดที่ดินเลขที่ 32270, 32271, 32272 และ 32273 ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มามอบให้กับจำเลยเพื่อให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนโดยเสียค่าธรรมเนียมเองและหากจำเลยไม่ดำเนินการตามที่ได้แถลง ให้ถือว่าจำเลยไปประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษาโจทก์และทนายโจทก์แถลงไม่ค้านนั้น การแถลงของทนายจำเลยและโจทก์ดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำต่อศาลชั้นต้นตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (7) มิใช่การแสดงเจตนาต่อกันในฐานะคู่สัญญาที่จะก่อให้เกิดข้อตกลงที่มีผลใช้บังคับระหว่างกันได้ แม้จำเลยจะแถลงว่าจำเลยจะนำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เวลา 9 นาฬิกา หากไม่ดำเนินการตามที่ได้แถลงให้ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษา และจำเลยไม่ได้นำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลตามที่แถลงก็ตาม ก็จะถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษามิได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่สามารถหาเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลได้จึงไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันในนัดที่แล้ว ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษานั้น เป็นคำสั่งนอกเหนือคำบังคับ ย่อมเป็นการไม่ชอบเพราะแม้ว่าจำเลยไม่ได้นำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลตามที่แถลงก็จะถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษาไม่ได้เป็นการนอกเหนือคำพิพากษาทั้งมิใช่ข้อตกลงของโจทก์และจำเลย หากโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นได้ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2545
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเชาว์ แซ่เอี๊ยว
จำเลย — นายปรีชา วิยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4651/2549
#266768
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อจนถึงงวดที่ 12 แล้วไม่ชำระตั้งแต่งวดที่ 13 ถึง 15 ต่อมางวดที่ 16 โจทก์นำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดไปชำระให้แก่จำเลย จำเลยรับไว้โดยไม่ทักท้วง ไม่คิดดอกเบี้ยหรือเบี้ยปรับ แสดงว่า จำเลยมิได้ยึดถือข้อสัญญาที่ว่า หากผู้เช่าซื้อค้างชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นสาระสำคัญ ดังนั้น หากจำเลยประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์โดยให้ระยะเวลาแก่โจทก์พอสมควร แม้จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าเลิกสัญญา ซึ่งโจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดไปชำระให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่รับชำระโดยอ้างว่าโจทก์ชำระน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระซึ่งมีดอกเบี้ย ค่าติดตามรถและค่าแอร์รวมอยู่ด้วยนั้น ก็ไม่ปรากฏข้อสัญญาหรือข้อนำสืบว่า ยอมให้คิดดอกเบี้ยจากการชำระล่าช้าได้หรือโจทก์ค้างชำระจริง จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระหนี้อื่นนอกจากค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เมื่อโจทก์นำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดไปชำระให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่รับชำระค่าเช่าซื้อโดยไม่มีเหตุจะอ้างตามกฎหมายจึงไม่ถือว่าโจทก์ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน โจทก์ผู้เช่าซื้อชอบที่จะครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่าซื้อต่อไป จำเลยต้องส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ เมื่อจำเลยไม่รับชำระค่าเช่าซื้อและไม่คืนรถยนต์ให้แก่โจทก์โดยไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง

สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน การที่โจทก์มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อเป็นการตอบแทนด้วย ขณะจำเลยยึดรถยนต์คืนนั้นโจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้อรวม 4 งวด ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อระบุให้จำเลยมีสิทธิยึดรถคืนได้ในกรณีผู้เช่าซื้อค้างชำระค่าเช่าซื้อโดยไม่ต้องบอกเลิกสัญญา การที่จำเลยยึดรถคืนแสดงว่าจำเลยไม่ยอมผ่อนผันให้โจทก์อีกจึงไม่ทำให้โจทก์เสียหายจากการใช้รถ แม้โจทก์นำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ก็เป็นเพียงทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คืนเพื่อปฏิบัติตามสัญญาต่อไปเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นรายวันนับแต่วันที่จำเลยยึดรถยนต์คืนได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์วันละ 800 บาท นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2542 จนกว่าจำเลยจะส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ และให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์สภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ใช้ราคาจำนวน 376,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระรวม 30,500 บาท ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถในระหว่างที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 4,000 บาท รวม 5 เดือน คิดเป็นเงิน 20,000 บาท แต่จำเลยขอคิดเพียง 15,000 บาท ค่าซ่อมรถให้อยู่ในสภาพดีจากการที่โจทก์ไม่บำรุงรักษาคิดเป็นเงิน 12,000 บาท ค่าติดตามเอารถคืนคิดเป็นเงิน 6,500 บาท รวมเป็นเงิน 79,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน น - 6721 มุกดาหาร ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ใช้ประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และให้โจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 47 ถึงงวดที่ 51 จำนวน 30,500 บาท แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน 170,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายวันละ 400 บาท นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2542 จนกว่าจำเลยจะส่งมอบรถคันเช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้งจำเลย (ที่ถูกคำขอตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก) ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลย 270 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาประการแรกว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 9 ระบุว่า ในกรณีผู้เช่าค้างชำระค่าเช่า ผู้เช่ายินยอมให้ผู้แทนหรือลูกจ้างพนักงานของเจ้าของยึดคืนทรัพย์ตามสัญญา โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ว่าผู้เช่าจะอยู่ด้วยหรือไม่ และไม่ต้องคำนึงถึงว่าเจ้าของได้บอกเลิกสัญญาแล้วหรือไม่ และข้อ 11 ระบุว่า เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญากรณีผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าหรือล่วงละเมิดสัญญาไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใด เจ้าของมีสิทธิโดยชอบที่จะเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่า แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับกันได้ความว่า โจทก์เคยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกัน 3 งวด คืองวดที่ 13, 14 และ 15 แล้วชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดในงวดที่ 16 จำเลยได้รับค่าเช่าซื้อไว้โดยไม่ทักท้วง ไม่เคยคิดเบี้ยปรับที่ชำระล่าช้าหรือคิดดอกเบี้ยกับโจทก์ เช่นนี้แสดงว่าจำเลยมิได้ยึดถือเอาสัญญาข้อ 11 ที่ว่าหากผู้เช่าซื้อค้างชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าซื้อเป็นสาระสำคัญ โดยถือว่าจำเลยยังประสงค์ที่จะให้สัญญาเช่าซื้อมีผลบังคับต่อไปจึงได้รับค่าเช่าซื้อไว้โดยไม่ทักท้วงและยอมผ่อนผันตามสัญญาข้อ 9 ไม่ยึดรถคืน แม้โจทก์จะค้างชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันถึง 3 งวด ดังนั้น เมื่อต่อมาโจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกัน 4 งวด ก็ยังไม่ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยยังไม่มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ หากจำเลยมีความประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ก่อนโดยให้ระยะเวลาโจทก์พอสมควร การที่พนักงานของจำเลยยึดรถคืนจากโจทก์เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกัน 4 งวด โดยไม่มีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ แม้จำเลยจะทำได้โดยถือว่าจำเลยไม่ยอมผ่อนผันตามสัญญาข้อ 9 อีก แต่ข้อที่จำเลยอ้างว่าได้บอกกล่าวให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้วนั้น ได้ความว่า จำเลยได้มีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ที่ค้างชำระจำนวน 67,215 บาท ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าเลิกสัญญาตามหนังสือลงวันที่ 6 สิงหาคม 2542 ในข้อนี้โจทก์ได้นำสืบว่า วันที่ 13 สิงหาคม 2542 โจทก์นำแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) จำนวน 31,000 บาท ไปชำระให้จำเลยอันเป็นการชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในกำหนดที่บอกกล่าวแล้ว ทั้งผู้รับมอบอำนาจช่วงจำเลยที่ตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่าโจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดจำนวน 31,000 บาท ไปชำระให้จำเลยจริง ส่วนที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับอ้างว่าโจทก์ชำระน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระและอ้างว่ามีดอกเบี้ยจากการชำระล่าช้ารวมกับค่าติดตามรถและค่าแอร์ส่วนที่เหลือก็ได้ความว่าโจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้อ 4 งวด เป็นเงินเพียง 24,400 บาท เท่านั้น ไม่ปรากฏข้อสัญญาว่ายอมให้คิดดอกเบี้ยจากการชำระค่าเช่าซื้อล่าช้า จำเลยยึดรถคืนขณะโจทก์นำรถมาสอบถามเกี่ยวกับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยเสียค่าติดตามรถคืน และค่าแอร์ส่วนที่เหลือก็ไม่ปรากฏตามสัญญาหรือข้อนำสืบของจำเลยว่า โจทก์ค้างชำระจริง จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระหนี้นอกจากค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระได้ การที่จำเลยไม่รับชำระค่าเช่าซื้อโดยไม่มีเหตุจะอ้างตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ การบอกเลิกสัญญาของจำเลยไม่ชอบ สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน โจทก์ผู้เช่าซื้อชอบที่จะครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันที่เช่าซื้อต่อไป จำเลยต้องส่งมอบรถคืนโจทก์ เมื่อจำเลยไม่รับชำระค่าเช่าซื้อและไม่คืนรถให้โจทก์โดยไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้งได้

มีปัญหาประการต่อมาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่าซื้อแต่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อเป็นการตอบแทน และข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะจำเลยยึดรถคืนนั้นโจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 47 ถึงงวดที่ 50 รวม 4 งวด ซึ่งตามสัญญาข้อ 9 ระบุให้จำเลยมีสิทธิยึดรถคืนได้ในกรณีผู้เช่าซื้อค้างชำระค่าเช่าซื้อโดยไม่ต้องบอกเลิกสัญญา การที่จำเลยยึดรถคืนแสดงว่าจำเลยไม่ยอมผ่อนผันให้โจทก์อีก จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหายจากการใช้รถ แม้ต่อมาโจทก์จะนำค่าเช่าซื้องวดที่ 47 ถึงงวดที่ 51 จำนวน 31,000 บาท ไปวางสำนักงานวางทรัพย์ก็เป็นเพียงทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยส่งมอบรถคืนเพื่อปฏิบัติตามสัญญาต่อไปเท่านั้น และหลังจากงวดที่ 51 แล้วโจทก์ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลยอีก ซึ่งศาลฎีกาได้กำหนดค่าเสียหายในกรณีที่หากจำเลยไม่ส่งมอบรถคืนให้โจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นรายวันนับแต่วันที่จำเลยยึดรถคืนได้อีก ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 และขอให้พิพากษาตามฟ้องแย้ง ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาในส่วนของฟ้องเดิมจึงเท่ากับจำนวน 180,800 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 4,520 บาท และทุนทรัพย์ในส่วนของฟ้องแย้งจำนวน 79,000 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 1,975 บาท รวมเงินจำนวน 6,495 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลมาเป็นเงินจำนวน 9,400 บาท เกินมาจำนวน 2,905 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน น - 6721 มุกดาหาร ที่เช่าซื้อคืนโจทก์เพื่อปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไปในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี โดยให้ถือว่าเงินที่โจทก์วางที่ศาลจำนวน 30,500 บาท เป็นการชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 47 ถึงงวดที่ 51 หากคืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อไม่ได้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินจำนวน 2,905 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 207 ม. 369 ม. 387 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกำพล สุวรรณมาโจ
จำเลย — บริษัทซี. เจ. เค. มอเตอร์ (มาสด้ามุกดาหาร) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายชูชาติ เทพวีระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา