คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5005/2549
#267296
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องและคำให้การไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. ทั้งมิได้นั่งพิจารณาให้ครบองค์คณะไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ ย่อมมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอันถูกยกเลิกเพิกถอนไป ทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิด จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าว การที่จำเลยอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท อย่างคดีมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงไม่ถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มและจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว แต่ไม่ยอมชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมากจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 195,588 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิ่มเติมว่าจำเลยทั้งสองยังชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ไม่ครบถ้วนและถูกต้อง จึงให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนภายในกำหนด 5 วัน มิฉะนั้นให้ถือว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วมิได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามกำหนดแต่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอ้างว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ผิดหลงและไม่มีอำนาจที่จะสั่งได้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว หากไม่เพิกถอน ขอถือเอาคำร้องดังกล่าวเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์ จึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 3

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 195,588 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องและคำให้การ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งมิได้นั่งพิจารณาให้ครบองค์คณะไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทยและมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามคำขอของจำเลยทั้งสองย่อมมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันถูกยกเลิกเพิกถอนไป ทำให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท อย่างคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงไม่ถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ครบถ้วนภายใน 5 วัน และจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ยอมชำระ กรณีถือได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ เห็นสมควรแก้ไขโดยสั่งในชั้นนี้ให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคณาวุฒิ มานะกุล
จำเลย — นางสาวกุลธิดา บุญประสิทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4999/2549
#266696
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้อย่างกว้างมุ่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมมีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 จึงต้องนำวิธีการกำหนดเงินค่าทดแทนความเสียหายตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือจากถูกแนวเขตสายส่งไฟฟ้าอันมีราคาลดลงได้

พ.ร.บ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 ทวิ วรรคสาม กำหนดให้คิดดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้น นับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย วางหรือฝากเงินค่าทดแทนนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้มารับเงินในวันที่ 2 พฤษภาคม 2538 เวลา 10 นาฬิกา แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินค่าทดแทนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องวางหรือฝากเงินค่าทดแทนโดยพลันในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2538

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 และการจ่ายเงินค่าทดแทนเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างระบบไฟฟ้าสายส่งของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่หาต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 6,710,889.86 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 5,362,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 468,724.95 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กันยายน 2540) เป็นต้นไป ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 297,657.45 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นผู้จัดการมรดกของนายชิตชัย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 นายชิดชัยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5017 ถึง 5023 และ 5322 ถึง 5328 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร รวม 14 แปลง เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา เมื่อปี 2536 จำเลยที่ 1 มีโครงการก่อสร้างระบบไฟฟ้าสายส่ง 115 กิโลโวลต์ มุกดาหาร - สุวรรณเขต ปี 2537 จำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้า ปี 2539 จำเลยที่ 1 ก่อสร้างเสาไฟฟ้าและเดินสายส่งไฟฟ้าโดยสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินของนายชิตชัยทั้ง 14 แปลง รวมเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 60.30 ตารางวา จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนแก่นายชิตชัยตามที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ มีมติเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2537 ให้ใช้ราคาที่ดินตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินจังหวัดมุกดาหารที่ประกาศใช้ในปี 2535 ถึงปี 2538 เป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนและตามประเภทการทำประโยชน์ในที่ดินคือเป็นที่ตั้งเสาไฟฟ้า ที่บ้าน ที่สวน ที่นา สำหรับที่ดินนายชิตชัยเป็นที่บ้านจ่ายให้ร้อยละ 90 ของราคาประเมินที่ดินจึงกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน 44,477.55 บาท และเงินค่าทดแทนสำหรับต้นไม้ 220 บาท รวมเป็นเงิน 44,697.55 บาท แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชิตชัยไม่ยอมรับ จำเลยที่ 1 จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปฝากธนาคารออมสิน สาขามุกดาหาร เพื่อให้นายชิตชัยรับไป ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2540 คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ มีมติให้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่นายชิตชัยเพิ่มอีก 77,449.95 บาท แต่โจทก์ก็ยังไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนกำหนดให้แก่โจทก์นั้นถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นในกรณีดังต่อไปนี้

(1) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งเสาเพื่อเดินสายส่งไฟฟ้าหรือสายจำหน่ายไฟฟ้า

(2) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยหรืออุปกรณ์อื่น

(3) การใช้ที่ดินที่ประกาศกำหนดเป็นเขตเดินสายไฟฟ้า

(4) การกระทำตามมาตรา 29 (3)

มาตรา 29 ในการส่งและการจ่ายพลังงานไฟฟ้า ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีอำนาจ

(1) ?

(2) ?

(3) รื้อถอนโรงเรือนหรือทำลายสิ่งอื่นที่สร้างขึ้นหรือทำขึ้นหรือทำลายหรือตัดฟัน ตัดต้น กิ่ง หรือรากของต้นไม้หรือพืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้า

จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กฎหมายบัญญัติไว้กว้าง ๆ ว่าให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นเท่านั้น พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้กว้าง ๆ แต่เพียงว่าให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง นั้น จึงควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นด้วย ศาลจึงเห็นสมควรให้นำราคาซื้อขายที่ดินในท้องตลาดและหลักเกณฑ์อื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาประกอบการพิจารณาในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพิ่มเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นอัตราร้อยละ 90 ของที่ดินตารางวาละ 500 บาท คืออัตราตารางวาละ 450 บาท เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 60.30 ตารางวา เป็นเงิน 342,135 บาท นั้น เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอค่าเสื่อมราคาของที่ดินที่เหลือจากถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้านั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 จะมิได้บัญญัติให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าไว้ก็ตามแต่จากบทบัญญัติมาตรานี้ได้บัญญัติไว้ว่า ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นและศาลฎีกาได้นำพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 มาใช้ในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์โดยอนุโลมแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสื่อมราคาของที่ดินส่วนที่เหลือจากถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าหรือราคาที่ลดลงของที่ดินดังกล่าวนี้ได้ ที่ดินส่วนที่เหลือจากถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้านี้อยู่ติดต่อกับแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าไปจนถึงส่วนที่อยู่ห่างที่สุดห่างจากแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าประมาณ 25 เมตร ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าทำให้ศักยภาพและความเหมาะสมที่จะใช้ปลูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัยน้อยลงกว่าเดิม ย่อมส่งผลให้ที่ดินดังกล่าวมีราคาลดลง เห็นสมควรกำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ตารางวาละ 200 บาท เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 60.70 ตารางวา เป็นเงิน 232,140 บาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ทวิ วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน ในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายเงิน วางหรือฝากเงินค่าทดแทนนั้น" ข้อเท็จจริงได้ความจากหนังสือของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้นายชิตชัยทราบว่าจำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินค่าทดแทนในวันที่ 2 พฤษภาคม 2538 เวลา 10 นาฬิกา ให้นายชิตชัยไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อฝ่ายโจทก์ไม่ไปรับเงินตามวันเวลาที่จำเลยที่ 1 นัดหมาย จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องวางหรือฝากเงินค่าทดแทนนั้นโดยพลัน จึงต้องดำเนินการวางเงินหรือฝากเงินดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 3 พฤษภาคม 2538 อันเป็นวันที่ต้องมีการวางหรือฝากเงินค่าทดแทน จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2538 ในเงินค่าทดแทนที่ศาลวินิจฉัยให้เพิ่มขึ้นนี้ด้วย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2538 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง กำหนดให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 และการจ่ายเงินค่าทดแทนแก่โจทก์อันเนื่องมาจากการก่อสร้างระบบไฟฟ้าสายส่ง 115 กิโลโวลต์ มุกดาหาร - สุวรรณเขต นั้น เป็นกิจการของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างระบบไฟฟ้าสายส่งดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ได้ แต่จำเลยที่ 2 หาต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจำนวน 529,797.45 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนด โดยอัตราดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องต้องไม่เกินร้อยละ 10.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอด้วย ส่วนวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยให้คิดตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2538 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ส่วนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 23 ม. 30 ม. 30 ทวิ
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิวาภรณ์ มาลีลัย
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายชูชาติ เทพวีระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิชัย วิวิตเสวี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2549
#266827
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนอง จำนองและขายฝากให้ที่ดินกลับคืนมาเป็นของโจทก์เป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 จึงไม่มีกำหนดอายุความ

การที่จำเลยที่ 4 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทเป็นจำนวนเงินถึง 2,500,000 บาท โดยรู้เห็นอยู่แล้วว่า หนังสือมอบอำนาจมีเพียงลายมือชื่อของโจทก์ซึ่งไม่มีข้อความว่ามอบอำนาจให้ทำสิ่งใดและรู้เห็นถึงการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจ โดยโจทก์ไม่ได้ยินยอมด้วย จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 4 เอง ที่หลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 มิใช่เกิดจากการที่โจทก์เชิดจำเลยที่ 1 หรือยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของโจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อจำเลยที่ 4 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821, 822 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินของโจทก์ไปจดทะเบียนขายฝากต่อจำเลยที่ 4 นิติกรรมขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 จึงไม่ชอบและไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ที่ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า หนังสือมอบอำนาจทั้ง 2 ฉบับ รายการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 รายการจดทะเบียนจำนองและไถ่ถอนจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และรายการจดทะเบียนขายฝากที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 เป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรม ไถ่ถอนจำนอง จำนอง และขายฝากให้ที่ดินกลับคืนมาเป็นของโจทก์โดยติดจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ดังเดิม หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 742 แก่โจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 742 แก่โจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสี่เกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 742 ตำบลบางพึ่ง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา คืนแก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสี่เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลและโจทก์ฟ้องเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 กับพวกได้กรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์โดยกรอกข้อความว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดิน จำนองที่ดินและขายฝากที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมและฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นำหนังสือมอบอำนาจไปใช้ทำนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินของโจทก์จากจำเลยที่ 2 และจำนองที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 นำหนังสือมอบอำนาจไปใช้ทำนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินของโจทก์จากจำเลยที่ 3 และขายฝากที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 4 โดยโจทก์ไม่มีเจตนาหรือประสงค์ให้จำเลยที่ 1 กระทำการแทนดังกล่าว ขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว คำบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้จึงเป็นเรื่องโจทก์ใช้สิทธิฟ้องเพื่อติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ มิใช่เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่จะต้องฟ้องร้องเสียภายใน 1 ปี ตามมาตรา 240 ดังจำเลยที่ 4 ฎีกา เมื่อกรณีคดีนี้เป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์ของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงไม่มีกำหนดอายุความ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า การกระทำของโจทก์ตลอดมาดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 4 เชื่อว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 มาทำนิติกรรมการขายฝากนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 4 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทเป็นจำนวนเงินถึง 2,500,000 บาท โดยรู้เห็นอยู่แล้วว่าหนังสือมอบอำนาจมีเพียงลายมือชื่อของโจทก์ซึ่งไม่มีข้อความว่ามอบอำนาจให้ทำสิ่งใด และรู้เห็นถึงการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจที่สำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราโดยโจทก์ไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 4 เอง ที่หลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 มิใช่เกิดจากการที่โจทก์เชิดจำเลยที่ 1 หรือยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเอง เป็นตัวแทนของโจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821, 822 ดังจำเลยที่ 4 ฎีกา และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินของโจทก์ไปจดทะเบียนขายฝากต่อจำเลยที่ 4 นิติกรรมขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 จึงไม่ชอบและไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 4 ได้ และกรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 4 อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 822 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเลียบ ประสาททอง
จำเลย — นายสมพงษ์ ใจแจ่ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายคมกฤช เทียนทัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4997/2549
#267295
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดิน โจทก์ให้จำเลยที่ 1 พาโจทก์ไปดูที่ดินที่จะขายฝาก จำเลยที่ 1 กลับชี้ให้โจทก์ดูที่ดินของผู้อื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางแปลงเดียวกับที่จำเลยที่ 2 เคยพาบุคคลอื่นไปดู ซึ่งมิใช่ที่ดินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดินต่อโจทก์ ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงนายหน้าของจำเลยที่ 1 หรือเป็นผู้ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 แล้วนำไปขายต่อให้แก่โจทก์ และไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์หวังผลกำไรจากการรับซื้อฝากที่ดินหรือไม่ เพราะมิใช่สาระสำคัญที่จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป การที่โจทก์หลงเชื่อและรับฝากที่ดินไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินแปลงที่อยู่ติดถนนลาดยางตามที่จำเลยที่ 1 นำชี้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเป็นกรณีที่โจทก์แสดงเจตนารับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 มีผลเท่ากับการขายฝากที่ดินมิได้เกิดมีขึ้น และไม่ก่อสิทธิใด ๆ แก่จำเลยที่ 1 ที่จะยึดถือเอาเงินของโจทก์ไว้ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

โจทก์ตั้งเรื่องฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงโจทก์โดยนำชี้และอ้างว่าที่ดินของผู้อื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 โจทก์หลงเชื่อ จึงรับซื้อฝากและมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง ความจริงแล้วที่ดินโฉนดดังกล่าวอยู่ห่างไกลถนนและมีราคาต่ำกว่าที่โจทก์รับซื้อฝากไว้มากหากโจทก์ทราบความจริงจะไม่รับซื้อฝาก การบรรยายฟ้องดังกล่าวเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในลักษณะเล่าเรื่องให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยคดี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงและฟังว่าโจทก์แสดงเจตนารับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 ก็ดี หรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยข้อเท็จจริงและฟังว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 ก็ดี จึงเป็นการปรับข้อเท็จจริงที่ได้ความเข้ากับตัวบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยถึงสิทธิของคู่ความแต่ละฝ่าย ซึ่งหากจำเลยทั้งสองมิได้หลอกลวงโจทก์และโจทก์มิได้แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดแล้ว จำเลยทั้งสองก็ไม่ต้องรับผิดคืนเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง กรณีมิใช่เป็นการวินิจฉัยคดีนอกฟ้องหรือพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้อง

การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดินของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์หลงเชื่อและเสียเงินให้แก่จำเลยทั้งสองไป 1,500,000 บาท และมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 1,500,000 บาท เท่ากับราคาที่ดินที่ซื้อฝากซึ่งโจทก์ได้มอบให้แก่จำเลยทั้งสองไปนั้น มิใช่คำฟ้องในเรื่องละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี เพียงอย่างเดียว แต่มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืนจากจำเลยทั้งสองผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ด้วย ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาให้เจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิเช่นนี้ ส่วนดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นค่าเสียหายนั้นคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์ฟ้องคดีในระหว่างที่คดีอาญายังไม่เด็ดขาด จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2539 จำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงโจทก์ โดยนำชี้และอ้างว่าที่ดินของผู้อื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางสายพุหวายห่างจากทางรถไฟสายใต้ ประมาณ 100 เมตร เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา ของจำเลยที่ 1 และเสนอขายฝากไว้แก่โจทก์ในราคา 1,950,000 บาท กำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี โจทก์หลงเชื่อ จึงรับซื้อฝากไว้และมอบเงิน 1,500,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ความจริงแล้วที่ดินโฉนดดังกล่าวอยู่ห่างไกลถนนและมีราคาต่ำกว่าที่โจทก์รับซื้อฝากมาก หากโจทก์ทราบความจริงจะไม่รับซื้อฝาก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการจงใจละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากโจทก์นำเงินไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมจะได้ดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 744,375 บาท โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงไว้แล้วเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2539 ตามคดีหมายเลขดำที่ 2125/2539 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,244,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 900,000 บาท มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 จะให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 หรือบุคคลใดตามความประสงค์ของจำเลยที่ 2 ก็ได้ ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2539 ซึ่งเป็นวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์และจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์โดยทำเป็นสัญญาขายฝาก เพื่อให้เสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่าทำสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 ไม่เข้าใจเรื่องขายฝากและเห็นว่าคงไม่เสียหาย จึงจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยหลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดิน จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 นำที่ดินไปขายต่อให้แก่โจทก์ในราคา 1,500,000 บาท โจทก์มิได้ระมัดระวังตรวจสอบที่ดินให้ถูกต้องแน่ชัด จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง จำเลยที่ 1 มีเจตนาสุจริตและมิได้คบคิดกับจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์หวังผลกำไรจากการรับซื้อฝากที่ดิน เมื่อที่ดินราคาตกต่ำเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี โจทก์จะมาเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาละเมิดและเรียกค่าเสียหาย เป็นฟ้องที่ขาดอายุความตามกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี คืนแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่โจทก์ได้รับชำระเงินครบถ้วน หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 15,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคม 2539 โจทก์ได้รับแจ้งจากนายนพรัตน์ เลาหพงษ์พันธ์ น้องชายโจทก์ว่า มีผู้ต้องการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา ในราคา 1,500,000 บาท โดยนายนพรัตน์ได้รับการติดต่อจากนางปราณี นาคแสง ซึ่งทราบเรื่องจากจำเลยที่ 2 อีกต่อหนึ่ง ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ในการติดต่อเพื่อขายฝากที่ดิน จำเลยที่ 2 เคยพานายนพรัตน์และนางปราณีไปชี้ดูที่ดินของบุคคลอื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางสายพุหวายตามที่ดินแปลงหมายเลข 1 ในแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.1 โดยอ้างว่าเป็นที่ดินที่ต้องการขายฝาก โจทก์สนใจรับซื้อฝากและมีการนัดหมายกัน จนในที่สุดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ดังกล่าวให้แก่โจทก์มีกำหนด 1 ปี กำหนดสินไถ่เป็นเงิน 1,950,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาโจทก์ทราบความจริงว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ที่จำเลยที่ 1 ขายฝากให้แก่โจทก์มิได้อยู่ติดถนน แต่ต้องเดินเท้าเข้าไป และช่วงฤดูฝนไม่สามารถเข้าไปได้ ตามที่ดินแปลงหมายเลข 2 ในแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,500,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนให้ วันที่ 27 สิงหาคม 2539 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2125/2539 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากคำฟ้องมิได้ลงลายมือชื่อผู้เรียงและพิมพ์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดิน และต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ก่อนทำสัญญาขายฝากจำเลยที่ 1 ไม่เคยพาโจทก์หรือนายนพรัตน์หรือนางปราณีไปชี้ให้ดูที่ดินโฉนด 19140 แต่ดาบตำรวจประเสริฐ เทศลาภ สามีจำเลยที่ 1 เคยพานายหน้าไปดูที่ดิน 2 ครั้ง ครั้งแรกมีนายชาย สันตจิตติ์ และนายสมจิตร บุญเรือง ครั้งที่ 2 มีจำเลยที่ 2 และนางปราณีร่วมไปดูที่ดินด้วย พยานโจทก์เบิกความอย่างเลื่อนลอยและมีการซักซ้อมกันมา ไม่มีหลักฐานอื่นยืนยันได้ว่า จำเลยที่ 1 สมคบกับจำเลยที่ 2 หลวกลวงโจทก์ และเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ที่ไม่ตรวจสอบที่ดินให้ดีเสียก่อน เห็นว่า พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดิน นางปราณีแนะนำให้โจทก์รู้จักกับจำเลยทั้งสอง โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 พาไปดูที่ดินก่อนทำสัญญาขายฝาก จำเลยที่ 1 แสดงท่าทีบ่ายเบี่ยง แต่ในที่สุดจำเลยที่ 1 ยอมพาโจทก์ไปดูที่ดินโดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมเดิมทางไปด้วย ที่ดินที่จำเลยที่ 1 พาโจทก์ไปดูอยู่ติดถนนลาดยางสายพุหวาย ตรงกับที่ดินแปลงหมายเลข 1 ในแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งโจทก์มาทราบภายหลังว่าเป็นที่ดินของผู้อื่น นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายนพรัตน์และนางปราณีเบิกความสนับสนุนว่าก่อนวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดิน จำเลยที่ 2 เคยพาพยานทั้งสองไปดูที่ดิน ซึ่งก็คือที่ดินแปลงหมายเลข 1 ในแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.1 เช่นเดียวกัน และต่อมาในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดิน จำเลยที่ 1 ยอมพาโจกท์ไปดูที่ดินอีกครั้งหนึ่งโดยพาโจทก์ไปดูที่ดินแปลงเดียวกับที่จำเลยที่ 2 เคยพาพยานทั้งสองไปดู ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของโจทก์ และเมื่อพิเคราะห์ว่าโจทก์รับซื้อฝากที่ดินในราคาสูงถึง 1,500,000 บาท การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพาไปดูที่ดินด้วยตนเองก่อนทำสัญญาขายฝากย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุผลและน่าเชื่อถือว่าเป็นความจริง พยานจำเลยที่ 1 คือดาบตำรวจประเสริฐละนายสมจิตรก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ว่า ในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดินมีการพากันไปดูที่ดินอีกครั้งหนึ่งโดยจำเลยที่ 1 ร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งตามพฤติการณ์ไม่มีเหตุที่จะพากันไปดูที่ดินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขายฝากส่วนจำเลยที่ 1 คงเบิกความลอย ๆ เพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยพาโจทก์ไปดูที่ดิน และในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดินไม่มีการไปชี้ที่ดินแปลงใด ๆ ซึ่งขัดกับคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 1 ปากอื่นดังกล่าว พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อยิ่งกว่าพยานจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดิน โจทก์ให้จำเลยที่ 1 พาโจทก์ไปดูที่ดินที่จะขายฝาก จำเลยที่ 1 กลับชี้ให้โจทก์ดูที่ดินของผู้อื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางสายพุหวายแปลงเดียวกับที่จำเลยที่ 2 เคยพานายนพรัตน์ และนางปราณีไปดู ซึ่งมิใช่ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 19140 ของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดิน อย่างน้อยก็ในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดินอันเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงนายหน้าของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์นำสืบ หรือเป็นผู้ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 แล้วนำไปขายต่อให้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบ และไมต้องคำนึงว่าโจทก์หวังผลกำไรจากการรับซื้อฝากที่ดินดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาหรือไม่ เพราะมิใช่สาระสำคัญที่จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป การที่โจทก์หลงเชื่อและรับฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินแปลงที่อยู่ติดถนนลาดยางพุหวายตามที่จำเลยที่ 1 นำชี้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเป็นกรณีที่โจทก์แสดงเจตนารับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม การขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 มีผลเท่ากับการขายฝากที่ดินมิได้เกิดมีขึ้น และไม่ก่อสิทธิใด ๆ แก่จำเลยที่ 1 ที่จะยึดถือเอาเงินของโจทก์ไว้ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยคดีนอกฟ้องและพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะตั้งเรื่องฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงโจทก์โดยนำชี้และอ้างว่าที่ดินของผู้อื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางสายพุหวายเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ของจำเลยที่ 1 โจทก์หลงเชื่อ จึงรับซื้อฝากและมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง ความจริงแล้วที่ดินโฉนดดังกล่าวอยู่ห่างไกลถนนและมีราคาต่ำกว่าที่โจทก์รับซื้อฝากไว้มาก หากโจทก์ทราบความจริงจะไม่รับซื้อฝาก การบรรยายฟ้องดังกล่าวเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในลักษณะเล่าเรื่องให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมาเช่นนี้แล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยคดี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงและฟังว่าโจทก์แสดงเจตนารับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 ก็ดี หรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยข้อเท็จจริงและฟังว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 ก็ดี จึงเป็นการปรับข้อเท็จจริงที่ได้ความเข้ากับตัวบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยถึงสิทธิของคู่ความแต่ละฝ่าย ซึ่งหากจำเลยทั้งสองมิได้หลอกลวงโจทก์และโจทก์มิได้แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดแล้ว จำเลยทั้งสองก็ไม่ต้องรับผิดคืนเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง กรณีหาใช่เป็นการวินิจฉัยคดีนอกฟ้องหรือพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดินของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์หลงเชื่อและเสียเงินให้แก่จำเลยทั้งสองไป 1,500,000 บาท และมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 1,500,000 บาท เท่ากับราคาที่ดินที่ซื้อฝากซึ่งโจทก์ได้มอบให้แก่จำเลยทั้งสองไปนั้นมิใช่คำฟ้องในเรื่องละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี เพียงอย่างเดียว แต่มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืนจากจำเลยทั้งสองผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ด้วย ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาให้เจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิเช่นนี้ เว้นแต่จะถูกจำกัดด้วยอายุความได้สิทธิ ส่วนดอกเบี้ยซึ่งถือว่าเป็นค่าเสียหายนั้น คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกง ได้ความว่าโจทก์ทราบเหตุเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2539 อายุความซึ่งโจทก์มีสิทธิจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2542 ในระหว่างที่อายุความสะดุดหยุดลงและคดีอาญายังไม่เด็ดขาด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะฟ้องเรียกดอกเบี้ยจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเกินมาชั้นละ 9,305 บาท เห็นสมควรสั่งคืนแก่จำเลยที่ 1"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 15,000 บาท แทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่เสียเกินมาชั้นละ 9,305 บาท แก่จำเลยที่ 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 1336
ป.วิ.อ. ม. 51
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุรางค์ วงษ์สุวรรณ
จำเลย — นางสมพงษ์ เทศลาภ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4991/2549
#267609
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ไปใช้ในกิจการของจำเลย มีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 ตอนท้ายฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจการค้าหรือประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ที่โจทก์ขายแบตเตอรี่แก่จำเลย สินค้าเป็นประเภทใช้แล้วสิ้นเปลืองหมดไปและสามารถส่งให้แก่จำเลยได้เป็นคราว ๆ ไปไม่เกี่ยวข้องกันโดยในใบส่งของโจทก์ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ 90 วัน นับแต่วันส่งสินค้า จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนต้น เป็นฎีกาที่ยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดอายุความ 2 ปี หรือ 5 ปี จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 4 เมษายน 2538 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2540 จำเลยสั่งซื้อแบตเตอรี่จากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยหลายครั้งรวมเป็นเงินค่าสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้นจำนวน 139,851.94 บาท จำเลยตกลงจะชำระค่าสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 90 วัน นับแต่วันส่งของ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2538 จำเลยชำระค่าสินค้าแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 25,000 บาท เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2541 จำเลยได้รับสภาพหนี้โดยชำระค่าสินค้าแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 38,974.92 บาท ยังคงค้างชำระค่าสินค้าอยู่อีก 75,877.02 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 91,209.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,877.02 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้รับสินค้าจากโจทก์ โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว การชำระหนี้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2541 ไม่เป็นการละประโยชน์แห่งอายุความเพราะมิใช่เป็นการชำระหนี้บางส่วนก่อนพ้นอายุความและมิใช่เป็นการรับสภาพหนี้ เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 75,877.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ไปใช้ในกิจการของจำเลย กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ตอนท้าย อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนด 5 ปี ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจการค้าหรือประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ที่โจทก์ขายแบตเตอรี่แก่จำเลยตามใบส่งสินค้าเอกสารหมาย จ.10 และ จ.12 สินค้าเป็นประเภทใช้แล้วสิ้นเปลืองหมดไปและสินค้าสามารถส่งให้แก่จำเลยได้เป็นคราว ๆ ไปไม่เกี่ยวข้องกันโดยในใบส่งของโจทก์ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ 90 วัน นับแต่วันส่งสินค้า กรณีพิพาทในคดีนี้จึงปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนต้น ซึ่งใช้อายุความ 2 ปี นั้น เป็นฎีกาที่ยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดอายุความ 2 ปี หรือ 5 ปี จึงเป็ฯฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยโดยเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายก็ไม่ทำให้ฎีกาของจำเลยกลับเป็นฎีกาที่ไม่ต้องห้ามไปได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า การที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์มิใช่เป็นการรับสภาพหนี้และไม่เป็นการที่จำเลยละประโยชน์แห่งอายุความ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดอายุความ 2 ปี หรือไม่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การแบตเตอรี่
จำเลย — สหกรณ์เดินรถพิบูลมังสาหาร จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4985/2549
#269200
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างประจำของกรมชลประทาน ตำแหน่งพนักงานผู้รักษาอาคารชลประทาน จำเลยมิใช่พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100 จึงไม่อาจลงโทษจำเลยโดยระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 100 เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่), 100 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยโดยระวางโทษจำเลยเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 ที่ใช้บังคับในขณะจำเลยกระทำผิดนั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะบทบัญญัติมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "กรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้าราชการหรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐผู้ใด ผลิต จำหน่าย นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อม ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" แต่จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างประจำของกรมชลประทาน ตำแหน่งพนักงานผู้รักษาอาคารชลประทาน จำเลยมิใช่พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยโดยระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ข้อหาความผิดของจำเลยในคดีนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำฟ้องโดยไม่มีการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ แต่สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์นั้น ย่อมรวมถึงความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 และในกรณีที่พนักงานองค์การและหน่วยงานของรัฐกระทำผิดดังกล่าว มาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น และโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยมาในฟ้องแล้ว ความผิดฐานนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานต่อไปได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่), 100 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นั้น ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่โทษจำคุกที่จะลงแก่จำเลยนั้นไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษให้เกินกว่า 3 ปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น ทั้งยังจะเป็นการเพิ่มเติมโทษอันเป็นผลร้ายแก่จำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงแก่จำเลยนั้น ต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งจำเลยต้องได้รับโทษอันเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข และยาเสพติดให้โทษเป็นปัญหาสำคัญของประเทศมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงของชาติ การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย นับเป็นต้นเหตุทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น จึงไม่เป็นเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายควรชิตหรือน้อย ชาติสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4973/2549
#268801
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้กำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 104 ที่มิใช่การพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปเพื่อกักหรืออบรมมีกำหนดระยะเวลาเกินสามปีแล้วย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อที่ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 121 และคู่ความจะอุทธรณ์ได้ก็ต่อเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อดังกล่าวตามมาตรา 122 เท่านั้น สำหรับการฎีกา มาตรา 124 บัญญัติว่าคดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 121 ซึ่งมีความหมายว่าคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 นั้น ย่อมต้องห้ามฎีกาด้วย โดยไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้ฎีกาได้ดังเช่น กรณีอุทธรณ์ เพราะหากกฎหมายประสงค์จะให้มีการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้แล้วก็ชอบที่จะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเช่นเดียวกับการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ด้วย และกรณีไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 221 โดยอาศัย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก เมื่อได้คำนึกถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพของความผิด ประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตรังแล้ว ปรากฏว่าขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ จำเลยเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงินจำนวนหนึ่งแล้ว สมควรลงโทษจำเลยสถานเบา ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี แต่เห็นว่าจำเลยกระทำผิดเพราะความเยาว์วัย หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัย ความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา มีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษหรือมอบตัวจำเลยให้แก่บิดามารดาไปดูแล โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 บัญญัติว่า คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (2) กำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 เว้นแต่ในกรณีที่การใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้นเป็นการพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปเพื่อกักและอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกินสามปี และตามมาตรา 122 บัญญัติว่า ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัว หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค และอนุญาตให้อุทธรณ์ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป ตามบทกฎหมายดังกล่าวคงมีความหมายว่าในคดีศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวได้กำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 ที่มิใช่การพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปเพื่อกักและอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกินสามปีแล้วย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อที่ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน และคู่ความจะอุทธรณ์ได้ก็ต่อเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อดังกล่าวได้เท่านั้น สำหรับการฎีกานั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 124 บัญญัติว่าคดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 121 ซึ่งมีความหมายว่าคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 นั้น ย่อมต้องห้ามฎีกาไปด้วย โดยไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้ฎีกาได้ดังเช่นกรณีอุทธรณ์ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย จำคุก 1 ปี และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อที่เกี่ยวกับการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน เมื่อจำเลยอุทธรณ์ขอให้ใช้วิธีการสำหรับเด็ก รอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษ หรือมอบตัวจำเลยให้แก่บิดามารดาไปดูแลโดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาดังกล่าวเพราะหากกฎหมายประสงค์จะให้มีการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้แล้วก็ชอบที่จะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเช่นเดียวกับการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ด้วย และกรณีไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ ดังนั้น การที่จำเลยฎีกาขอให้ใช้วิธีการสำหรับเด็ก รอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษ หรือมอบตัวจำเลยให้แก่บิดามารดาไปดูแล โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 104 (2) ม. 121 ม. 122 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรัง
จำเลย — นายอนุสรณ์ อรรคบุตร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิชา มหาคุณ
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4970/2549
#267121
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำอาคารสำนักงานใหญ่ของตนให้บริษัทในเครือหลายบริษัทเช่าพื้นที่ แม้โจทก์จะได้ทำสัญญาให้บริการในด้านอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ด้วย แต่ก็แบ่งแยกเป็นสัญญาเช่าอาคารต่างหากจากสัญญาให้บริการและอำนวยความสะดวก นอกจากนี้การที่โจทก์จะเข้าตรวจสถานที่เช่าก็ต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าก่อน ส่วนกรณีที่มีกำหนดวันและเวลาใช้อาคารสถานที่ระหว่างวันจันทร์ถึงวันศุกร์เวลา 7 ถึง 18 นาฬิกา ไว้ด้วย ก็เป็นข้อสัญญาที่ระบุอยู่ในสัญญาให้บริการและอำนวยความสะดวก สำหรับระเบียบปฏิบัติที่กำหนดว่าผู้เช่าจะต้องบอกกล่าวแก่พนักงานของโจทก์ให้มาเปิดและปิดอาคารสถานที่และดูแลให้ความสะดวกในส่วนของการบริการ โดยเสียค่าบริการเพิ่มจากเวลาปกตินั้น เป็นเพียงการกำหนดเพื่อความสะดวกแก่การใช้อาคารในพื้นที่เช่าตามที่โจทก์มีภาระต้องจัดพนักงานมาคอยให้บริการตามสัญญาให้บริการและอำนวยความสะดวกที่ทำขึ้นต่างหากจากสัญญาเช่าอาคารเท่านั้น มิใช่ข้อจำกัดสิทธิของผู้เช่าสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทในเครือดังกล่าวต้องตามหลักเกณฑ์ในลักษณะการเช่าทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 จึงเป็นการที่โจทก์ให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ต) ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับประกอบกิจการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2541 ว่า โจทก์มียอดซื้อและภาษีตรงตามแบบแสดงรายการที่ยื่นไว้ แต่ยอดขายและภาษีขายต่ำกว่าที่ควร ต้องชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 5,850,954.90 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และเป็นการประเมินเกินกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ก) โดยโจทก์นำเงินจำนวนตามการประเมินนั้นไปชำระแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์แบ่งพื้นที่อาคารบางส่วนให้บริษัทในเครือหลายบริษัทใช้เป็นสำนักงานและสถานประกอบการโดยใช้อุปกรณ์รื้อถอนได้กั้นเป็นฝาผนังและแนวเขตพื้นที่ โจทก์รับผิดชอบจัดระบบความเย็นในบริเวณนั้นตามกำหนดเวลา และให้ใช้บริการส่วนกลางโดยแยกเป็นสัญญาบริการต่างหาก จึงมิใช่การเช่าดังที่ทำสัญญาไว้แก่กัน แต่เป็นการให้บริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) และมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์แสดงรายการไม่ถูกต้องตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย การประเมินชอบแล้ว โจทก์เห็นว่า โจทก์ปลูกสร้างอาคารใช้ในกิจการของตนและให้บริษัทในเครือเช่าเป็นที่ตั้งสำนักงานหรือสถานประกอบการ โดยทำสัญญาเช่าอาคารอย่างชัดแจ้ง โดยกำหนดสถานที่และพื้นที่อัตราค่าเช่า กำหนดเวลาชำระค่าเช่าและระยะเวลาเช่า ตลอดจนภาระหน้าที่ในความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่าย ส่วนการให้บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ระบบความเย็น น้ำประปา กระแสไฟฟ้า ระบบรักษาความปลอดภัย การบริการรักษาความสะอาดกำจัดขยะแยกเป็นสัญญาให้บริการและอำนวยความสะดวกต่างหาก รายรับจากค่าเช่าอาคารตามสัญญาเช่าจึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ต) เพราะเป็นการเช่าทรัพย์สินตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ยอดรายได้ของโจทก์เกิดจากค่าเช่าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม มิใช่รายได้จากค่าบริการที่ต้องเสียภาษีดังกล่าวตามมาตรา 77/2 การออกหมายเรียกและการประเมินมิได้กระทำภายในกำหนดเวลา 2 ปี ตามมาตรา 88/6 (1) (ก) จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ให้จำเลยคืนเงิน 6,159,862.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,888,816.10 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ให้บริษัทในเครือใช้พื้นที่ 14,026 ตารางเมตร ในรอบระยะเวลาบัญชี 2541 โดยคิดค่าเช่าตารางเมตรละ 150 บาทต่อเดือน มีรายรับเดือนละ 2,103,900 บาท จำเลยตรวจสอบพบว่า พื้นที่ตามสัญญาเช่าอาคารเป็นที่โล่ง โดยจัดโต๊ะทำงานเรียงตามแผนกต่าง ๆ ไม่อาจจำแนกได้ว่าบริเวณใดเป็นพื้นที่เช่าของบริษัทใด โจทก์จัดหาอุปกรณ์ บริการด้านความสะอาด เครื่องปรับอากาศ น้ำประปา ไฟฟ้า น้ำดื่ม โทรศัพท์ ห้องสุขา กระดาษชำระ ไม้ประดับและที่จอดรถ โดยเรียกเก็บค่าตอบแทนแยกจากค่าเช่าพื้นที่และเป็นผู้กำหนดเวลาให้พนักงานของบริษัทในเครือเข้าทำงานในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ระหว่างเวลา 7 ถึง 18 นาฬิกา การทำงานนอกกำหนดเวลาต้องเสียค่าบริการเพิ่มแก่พนักงานส่วนกลางของโจทก์เพื่ออำนวยความสะดวก จึงมิใช่การเช่าอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีลักษณะเป็นการให้บริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) รายรับจากการให้บริการเช่นนั้นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 จำเลยจึงประเมินให้โจทก์เสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่มีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับจึงลดให้ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย และตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคท้าย เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์เสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง จำเลยมีอำนาจออกหมายเรียกและประเมินโดยอนุมัติอธิบดีกรมสรรพากรได้ภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันพ้นกำหนดเวลานำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมิได้บังคับว่าต้องมีการอนุมัติภายในกำหนดเวลา 2 ปี การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว เมื่อโจทก์ชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินตามฟ้องแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 02/01005290/5/000009 ถึงเลขที่ ก.02/01005290/5/000020 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/26/2546 ถึงเลขที่ ภญ.(อธ.3)/37/2546 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 6,159,862.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,888,816.10 บาท นับแต่วันฟ้อง (24 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารกับบริษัทในเครือ โดยแบ่งพื้นที่อาคาร 14,026 ตารางเมตร ให้บริษัทในเครือเช่าเป็นที่ตั้งสำนักงานและสถานประกอบการ โดยใช้อุปกรณ์ที่รื้อถอนได้กั้นเป็นฝาผนังและแนวเขตพื้นที่ และโจทก์ทำสัญญาให้บริการและอำนวยความสะดวกกับบริษัทในเครือโดยโจทก์รับผิดชอบจัดระบบความเย็นในบริเวณนั้นตามกำหนดเวลาและให้ใช้บริการส่วนกลางอื่น ๆ โดยแยกเป็นสัญญาต่างหากจากกันและคิดค่าเช่ากับค่าตอบแทนการให้บริการและอำนวยความสะดวกแยกต่างหากจากกันด้วย ตามสัญญาเช่าอาคารกับสัญญาให้บริการและอำนวยความสะดวกเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 โดยในส่วนค่าตอบแทนตามสัญญาให้บริการและอำนวยความสะดวกนั้น โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2541 เพราะเห็นว่าสัญญาเช่าอาคารระหว่างโจทก์กับบริษัทในเครือมิใช่สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นการให้บริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 5,850,954.90 บาท และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์แสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 10 ถึง 21 เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินโดยอนุมัติอธิบดีกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี โจทก์อุทธรณ์การประเมินตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 22 ถึง 33 (ล.5 แผ่นที่ 53 ถึง 64) และชำระภาษีตามจำนวนที่จำเลยประเมินไว้ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 35 ถึง 37 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินชอบแล้ว โดยลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การทำสัญญาเช่าอาคารตามเอกสารหมาย จ.2 ระหว่างโจทก์กับบริษัทในเครือซึ่งโจทก์แบ่งพื้นที่อาคารสำนักงานใหญ่ให้บริษัทเหล่านั้นใช้ตั้งสถานประกอบการ เป็นการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ต) ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการหรือเป็นการบริการตามมาตรา 77/1 (10) ซึ่งผู้ประกอบการให้บริการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้จัดหาฝากั้นแนวเขตพื้นที่ที่ให้เช่าจัดหาโต๊ะเก้าอี้พนักงาน และกำหนดรายละเอียดให้ผู้เช่าใช้พื้นที่ได้เฉพาะในช่วงเวลาระหว่าง 7 ถึง 18 นาฬิกา หากจะใช้พื้นที่เช่านอกเหนือจากเวลาที่กำหนด ผู้เช่าจะต้องแจ้งพนักงานของโจทก์ให้มาเปิดทำการ และเสียค่าบริการเพิ่มในช่วงเวลานั้น นอกจากนั้นผู้เช่ายังต้องคอยดูแลควบคุมพนักงานของตนให้ปฏิบัติตามระเบียบและคำแนะนำในการเข้าและออกพื้นที่เช่าตามที่โจทก์กำหนดไว้ จึงเป็นการให้บริการ มิใช่การให้เช่า เห็นว่า ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 โจทก์นำอาคารสำนักงานใหญ่ของตนให้บริษัทในเครือหลายบริษัทเช่าพื้นที่เป็นสำนักงานและสถานประกอบการทั้งชั้นในอาคารบ้างเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งในแต่ละชั้นของอาคารบ้าง แม้โจทก์จะได้ทำสัญญาให้บริการในด้านอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ด้วยก็ตาม แต่ก็แบ่งแยกเป็นสัญญาเช่าอาคารที่มีแผนผังแบบแปลนกำหนดตัวอาคารและพื้นที่เช่าไว้อย่างแน่นอนชัดเจนต่างหากจากสัญญาให้บริการและอำนวยความสะดวกที่ทำควบคู่กันไปตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 โดยเฉพาะในสัญญาเช่าอาคารได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา อัตราค่าเช่า ระยะเวลาชำระค่าเช่าระยะเวลาการเช่าไว้ชัดเจนรวมทั้งข้อห้ามผู้เช่านำทรัพย์ที่เช่าไปให้ผู้อื่นใช้หรือแบ่งการครอบครองสถานที่เช่าแก่ผู้อื่นไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน นอกจากนี้การที่โจทก์ให้ผู้เช่าหรือผู้แทนจะเข้าตรวจสถานที่เช่าก็ต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าก่อน ส่วนกรณีที่มีกำหนดวันและเวลาใช้อาคารสถานที่ระหว่างวันจันทร์ถึงวันศุกร์เวลา 7 ถึง 18 นาฬิกา ไว้ด้วย ก็เป็นข้อสัญญาที่ระบุอยู่ในสัญญาให้บริการและอำนวยความสะดวก ซึ่งมีข้อสัญญาเปิดช่องให้ผู้เช่าสามารถใช้พื้นที่เช่านอกเหนือจากช่วงเวลาดังกล่าวได้ตามความจำเป็นของผู้เช่าได้โดยเพียงแต่แจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเท่านั้น ข้อสัญญาต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ แสดงอยู่ในตัวว่า โจทก์ตกลงยอมให้ผู้เช่ามีสิทธิครอบครองพื้นที่เช่าของตนตลอดทั้งวัน และมีอิสระในการใช้ทรัพย์สินที่เช่าได้เต็มที่เยี่ยงสิทธิของผู้เช่าอสังหาริมทรัพย์สำหรับระเบียบปฏิบัติที่กำหนดว่าผู้เช่าจะต้องบอกกล่าวแก่พนักงานของโจทก์ให้มาเปิดและปิดอาคารสถานที่และดูแลให้ความสะดวกในส่วนของการบริการ โดยเสียค่าบริการเพิ่มจากเวลาปกตินั้น แท้ที่จริงก็เป็นเพียงการกำหนดเพื่อความสะดวกแก่การใช้อาคารในพื้นที่เช่าตามที่โจทก์มีภาระต้องจัดพนักงานมาคอยให้บริการตามสัญญาให้บริการและอำนวยความสะดวกที่ทำขึ้นต่างหากจากสัญญาเช่าอาคารเท่านั้น มิใช่ข้อจำกัดสิทธิของผู้เช่าดังที่จำเลยอุทธรณ์ ตามพฤติการณ์ดังวินิจฉัยมาเห็นได้ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทในเครือดังกล่าวเป็นสัญญาที่ตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้หรือรับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด ต้องตามหลักเกณฑ์ในลักษณะการเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 จึงเป็นการที่โจทก์ให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ต) ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับประกอบกิจการ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ป.รัษฎากร ม. 81/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4952/2549
#266728
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องขอบังคับจำนองอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกัน แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้อง แต่จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของผู้อื่น ไม่ตรงกับที่โจทก์ฟ้อง จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 767,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 590,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 35961 ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 751,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 590,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 ตุลาคม 2542) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 35961 ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่าได้ลงชื่อในช่องผู้ให้กู้ในสัญญากู้เงิน การที่โจทก์รับจำนองที่ดินของจำเลยทั้งสอง โดยในสัญญาจำนองมีข้อความเพียงว่าให้ถือสัญญาจำนองเป็นสัญญากู้เงินด้วยเท่านั้น แต่โจทก์กลับทำหนังสือสัญญากู้เงินกับนายองอาจมีข้อความรายละเอียดว่าเป็นการกู้เงิน 400,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อเดือน เป็นเวลา 12 เดือน รวมเป็นเงิน 592,000 บาท ใกล้เคียงกับยอดเงินจำนอง กับระบุหลักประกันตรงกับสัญญาจำนองของจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ยังมีบันทึกต่อท้าย มีรายการชำระเงิน 12 ครั้ง และนายองอาจเป็นผู้นำเงิน 16,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักให้เชื่อว่านายองอาจเป็นผู้กู้และรับเงินจากโจทก์ แต่นายองอาจไม่มีหลักประกัน จึงได้นำที่ดินของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นมารดาและพี่สาวมาจำนองเป็นประกันแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนากู้ยืมเงินโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองมิได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่เป็นผู้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ที่นายองอาจกู้ยืมเงินโจทก์เท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องขอบังคับจำนองอ้างว่าจำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกัน แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้อง แต่จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของผู้อื่น ไม่ตรงกับที่โจทก์ฟ้อง เป็นเรื่องนอกฟ้องที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสะใบ ทองถม
จำเลย — นางอ่อน วรจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวจิรารส พร้อมปริศนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายฐานันท์ วรรณโกวิท
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4948/2549
#268929
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และ ก. หย่ากันโดยทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินตามใบยอมความและได้กระทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายยินยอมที่จะขอจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยความสมัครใจและตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน รวมทั้งสวนยางพาราที่ดิน ส.ค.1 ตามฟ้อง เห็นได้ว่าโจทก์และ ก. ประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีอยู่หรือที่จะมีขึ้นต่อไปภายหน้าให้เสร็จไปด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 เมื่อใบยอมความเป็นข้อตกลงกันในเรื่องเกี่ยวกับสินสมรส จึงเป็นผลให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับสินสมรสระงับไป โจทก์คงได้สิทธิใหม่ตามที่แสดงไว้ในใบยอมความดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินตามฟ้องอีก

โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป มิได้ขอให้ชนะคดีตามคำฟ้อง โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้คือชั้นละ 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นภริยานายกุศล แซ่ต๋อหรือแซ่ต่อหรือต่อไมตรี จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2491 ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาได้ร่วมกันครอบครองและทำประโยชน์สวนยางพาราที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค.1 เลขที่ 115 หมู่ที่ 5 ตำบลหล่อยูง อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา โดยโจทก์ยินยอมให้ลงชื่อนายกุศลเป็นเจ้าของแทนโจทก์ด้วย ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2508 โจทก์และนายกุศลจดทะเบียนหย่าที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ตกลงให้แบ่งสินสมรสข้างต้นแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ครั้นวันที่ 25 มกราคม 2544 นายกุศลทำพินัยกรรมยกที่ดิน ส.ค.1 ทั้งแปลงแก่จำเลยทั้งสอง ภายหลังทำพินัยกรรมเพียง 10 วัน นายกุศลก็ถึงแก่ความตาย พินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่ผูกพันที่ดินและสวนยางพาราที่เป็นของโจทก์อยู่กึ่งหนึ่ง ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 115 ตำบลหล่อยูง อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เนื้อที่ 37 ไร่ 15 ตารางวา เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายกุศล แซ่ต๋อหรือแซ่ต่อหรือต่อไมตรี และให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและสวนยางพาราดังกล่าวกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการทางทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอตะกั่วทุ่งให้โจทก์ได้ที่ดิน ส.ค.1 กึ่งหนึ่ง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองตลอดทั้งบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินและสวนยางพาราเฉพาะส่วนของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งสินสมรสในที่ดินและสวนยางพารากึ่งหนึ่ง เพราะสิทธิเรียกร้องขอแบ่งสินสมรสของโจทก์ระงับไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือสัญญาแบ่งสินสมรสที่โจทก์ทำไว้กับนายกุศล ต่อไมตรี ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2508 ในวันจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา โดยนายกุศลตกลงแบ่งที่ดินสวนยางพาราพิพาทให้แก่โจทก์ 12 แถว โดยยื่นเรื่องแบ่งปันแก่โจทก์ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา หากไม่ถือปฏิบัติให้โจทก์ฟ้องบังคับได้ตามใบยอมความและบันทึกรูปแผนที่สังเขปแสดงที่ดินสวนยางที่แบ่งปันท้ายคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงว่า ได้ทำใบยอมความตกลงแบ่งทรัพย์สินในขณะหย่ากับนายกุศล ต่อไมตรี ตามเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยจริง ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงพอวินิจฉัย จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดิน ส.ค.1 ตามฟ้องเป็นสินสมรสซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะได้รับจากนายกุศลตามข้อตกลงกึ่งหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องนั้น เห็นว่า การที่โจทก์และนายกุศลหย่ากันโดยทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินตามใบยอมความเอกสารท้ายคำให้การและได้กระทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายยินยอมที่จะจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยความสมัครใจและตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน รวมทั้งสวนยางพาราที่ดิน ส.ค.1 ตามฟ้อง เห็นได้ว่าโจทก์และนายกุศลประสงค์ระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีอยู่หรือที่จะมีขึ้นต่อไปภายหน้าให้เสร็จไปด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน อันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 เมื่อใบยอมความที่โจทก์และนายกุศลทำไว้ต่อกันตามเอกสารท้ายคำให้การเป็นข้อตกลงกันในเรื่องเกี่ยวกับสินสมรส จึงเป็นผลให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับสินสมรสระงับไป โจทก์คงได้สิทธิใหม่ตามที่แสดงไว้ในใบยอมความดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินตามฟ้องอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป มิได้ขอให้ชนะคดีตามคำฟ้อง โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือชั้นศาลละ 200 บาท ซึ่งต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินกว่าชั้นศาลละ 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุดา แซ่ต๋อหรือแซ่ต่อหรือรัตนพงษ์
จำเลย — นางสมัย ต่อไมตรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4944/2549
#267120
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์แล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้โทรศัพท์ซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงเข้ากับโทรศัพท์ในตู้โทรศัพท์สาธารณะของผู้เสียหายแล้วโทรศัพท์ออกไป หลังจากนั้นศาลจึงนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยความหมายของคำว่า "โทรศัพท์" ตามที่สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 7 ให้ความหมายไว้ว่า โทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในลวดไปเข้าเครื่องรับปลายทาง ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งแล้ววินิจฉัยว่าการที่จำเลยลอบใช้สัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ การวินิจฉัยของศาลจึงเป็นการสืบค้นจากหนังสืออ้างอิงที่วิญญูชนทั่วไปก็สามารถทราบได้เมื่อเปิดดูจากหนังสือดังกล่าว โดยอาศัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปที่ศาลสามารถวินิจฉัยได้เอง กรณีมิใช่เป็นการรับฟังและวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะหมายเลข 249835 ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดอุดรธานีไป คิดเป็นเงิน 106 บาท โดยจำเลยใช้โทรศัพท์ชนิดกดหมายเลขในตัวซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงออกไป หนีบต่อเข้ากับขั้วกันฟ้าโทรศัพท์ที่ข้างตู้โทรศัพท์ดังกล่าวแล้วโทรศัพท์ออกโดยไม่ต้องหยอดเหรียญ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และริบของกลาง กับให้จำเลยใช้เงินจำนวน 106 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (ที่ถูก มาตรา 335 (1) วรรคหนึ่ง) ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบโทรศัพท์ สายโทรศัพท์พร้อมที่หนีบโทรศัพท์จำนวน 1 ชุด ของกลาง และให้จำเลยใช้เงินจำนวน 106 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง จำเลยใช้โทรศัพท์ชนิดกดหมายเลขในตัวซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงที่ปลายสายอีกข้างหนึ่งมีที่หนีบใช้ต่อกับขั้วกันฟ้าโทรศัพท์ที่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะ ทำให้จำเลยสามารถต่อโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องหยอดเหรียญชำระค่าโทรศัพท์ จำเลยใช้วิธีการดังกล่าวต่อโทรศัพท์ออกไป ทำให้โทรศัพท์สาธารณะเครื่องดังกล่าวมีการโทรออก แต่จำนวนเงินที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์ขาดจำนวนไป 106 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังและวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้าไปในเส้นลวดไปเข้าเครื่องรับปลายทางที่ทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูด เมื่อจำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะที่เกิดเหตุไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็วินิจฉัยทำนองเดียวกัน ซึ่งข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานี้โจทก์มิได้นำสืบแต่เป็นกรณีที่ศาลวินิจฉัยไปตามที่รับรู้เอง ซึ่งมิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปนั้น เห็นว่า ก่อนที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์แล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้โทรศัพท์ซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงเข้ากับโทรศัพท์ในตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วโทรศัพท์ออกไปทำให้จำนวนเงินที่บันทึกไว้ในเครื่องโทรศัพท์สาธารณะนั้นขาดจำนวนไป 106 บาท หลังจากนั้นศาลจึงนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยความหมายของคำว่า "โทรศัพท์" ตามที่สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 7 หน้าที่ 250 ให้ความหมายไว้ว่า โทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในลวดไปเข้าเครื่องรับปลายทาง ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แล้ววินิจฉัยว่าการที่จำเลยลอบใช้สัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายเป็นการเอาไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ การวินิจฉัยของศาลจึงเป็นการสืบค้นจากหนังสืออ้างอิงที่วิญญูชนทั่วไปก็สามารถทราบได้เมื่อเปิดดูจากหนังสือดังกล่าวโดยอาศัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปที่ศาลสามารถวินิจฉัยได้เอง กรณีหาเป็นการรับฟังและวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษทุก 4 เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายลักษณะอาญา ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายสุริยา อมฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4942/2549
#267107
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลอาคารชุดได้แต่งตั้งให้บริษัท ก. เป็นผู้จัดการ บริษัท ก. ได้แต่งตั้งให้ บ. เป็นผู้ดำเนินการแทนในฐานะผู้จัดการเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 วรรคสอง บ. ย่อมมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ด้วยตามมาตรา 36 (3) ทั้งมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีตามข้อบังคับของโจทก์ที่ระบุให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับกิจการของนิติบุคคลอาคารชุด บ. ย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าเบี้ยประกันภัยที่ค้างชำระแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 การดำเนินการกิจการใด ๆ มีผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด คือบริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยมีนางสาวเบ็ญจรัตน์ ภูริปรัชญา ได้รับแต่งตั้งตามมติของเจ้าของร่วมให้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ในการฟ้องร้องคดีนี้โจทก์โดยนางสาวเบ็ญรัตน์ได้มอบอำนาจให้นายอนุรัตน์ พูลอาภรณ์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ด้วย และนายอนุรัตน์ได้มอบอำนาจช่วงให้นายพิริยะ จิตต์พิริยะการ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 365/1467 มีเนื้อที่ 52.78 ตารางเมตรของอาคารชุดดังกล่าวและจำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าเบี้ยประกันภัยและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หลายปี รวมเป็นเงิน 43,071.79 บาท เมื่อคิดรวมกันเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ตามข้อบังคับข้อ 9 คิดถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 เป็นเงิน 129,147.95 บาท และค่าน้ำประปา 51.9 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 172,321.44 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 172,321.44 บาท พร้อมเบี้ยปรับร้อยละ 10 ต่อเดือนของต้นเงิน 43,071.79 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้เนื่องจากบริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ที่อ้างว่าได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดนั้น ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจะต้องมีกรรมการสองคนลงชายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทจึงจะดำเนินการได้และมีผลเป็นการกระทำแทนบริษัท แต่คดีนี้ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 ซึ่งบริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลทำหนังสือมอบอำนาจให้นายอนุรัตน์ พูลอาภรณ์ เป็นผู้รับมอบอำนาจเพื่อดำเนินคดีนี้นั้น ปรากฏว่ามีกรรมการลงลายมือชื่อเพียงคนเดียวคือนางสาวเบ็ญจรัตน์ ภูริปรัชญา จึงไม่ถูกต้องตามอำนาจที่จดทะเบียนไว้ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง นายอนุรัตน์จึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ นายยุทธนา ปานคง จึงไม่มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ในฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยแถลงว่า จำเลยติดใจต่อสู้ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่ชอบ และโจทก์เรียกเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนประเด็นข้ออื่น ๆ นอกนี้จำเลยขอสละและไม่ติดใจสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ในการดำเนินการของโจทก์มีผู้จัดการนิติบุคคลคือบริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยนางสาวเบ็ญจรัตน์ ภูริปรัชญา ได้รับแต่งตั้งตามมติของเจ้าของร่วมให้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ แต่ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทเอกสารหมาย จ.3 กรรมการซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทได้คือกรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญบริษัท ดังนั้นแม้โจทก์จะได้ยื่นขอจดทะเบียเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลมาเป็นบริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยนางสาวเบ็ญจรัตน์เพียงคนเดียวตามคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด เอกสารหมาย จ.4 ก็ไม่อาจถือว่านางสาวเบ็ญจรัตน์ได้กระทำในนามนิติบุคคลตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทเอกสารหมาย จ.3 ได้ การมอบอำนาจและการมอบอำนาจช่วงตามหนังสือเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 จึงไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ตามสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเอกสารหมาย จ.2 โจทก์มีบริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้จัดการตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดเอกสารหมาย จ.4 และบริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นนิติบุคคลมีผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทเอกสารหมาย จ.3 โจทก์โดยนางสาวเบ็ญจรัตน์ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัททำหนังสือมอบอำนาจให้นายอนุรัตน์ พูลอาภรณ์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ด้วยตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.6 และนายอนุรัตน์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจช่วงให้นายพิริยะ จิตต์พิริยะการ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนได้ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.7 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้แต่งตั้งให้บริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้จัดการ และตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้จัดการให้นิติบุคคลนั้นแต่งตั้งบุคคลธรรมดาคนหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการแทนนิติบุคคลในฐานะผู้จัดการ" ในเมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า ในการดำเนินเพื่อกิจการใด ๆ ของนิติบุคคลอาคารชุดบ้านสวนธน 1 วี นั้นมีผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดคือบริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยมีนางสาวเบ็ญจรัตน์ ภูริปรัชญา ได้รับแต่งตั้งตามมติของเจ้าของรวมให้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ รายละเอียดตามหนังสือรับรองบริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด สำเนารายการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับและตัวอย่างลายมือชื่อเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3, 4, 5 ตามลำดับ และตามคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวเอกสารหมาย จ.4 ปรากฏว่าโจทก์ขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการใหม่เป็นบริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด และระบุไว้ด้วยว่าโดยนางสาวเบ็ญจรัตน์ ภูริปรัชญา ดังนี้แสดงว่าบริษัทกรีน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ได้แต่งตั้งให้นางสาวเบ็ญจรัตน์เป็นผู้ดำเนินการแทนในฐานะผู้จัดการเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 35 วรรคสอง ดังกล่าว เมื่อนางสาวเบ็ญจรัตน์เป็นผู้จัดการของโจทก์ตามมาตรา 35 วรรคสอง นางสาวเบ็ญจรัตน์ย่อมมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ด้วย ตามมาตรา 36 (3) ของพระราชบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติไว้ว่า "ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุด" รวมทั้งมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดี ตามข้อบังคับของโจทก์เอกสารหมาย จ.9 ข้อ 39.10 ที่ระบุให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับกิจการของนิติบุคคลอาคารชุด นางสาวเบ็ญจรัตน์แต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ และปรากฏว่าคดีนี้โจทก์โดยนางสาวเบ็ญจรัตน์ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งทนายความเอง ไม่ได้มอบอำนาจให้นายอนุรัตน์เป็นผู้ดำเนินคดีแทนแต่อย่างใดที่จะทำให้หนังสือมอบอำนาจไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายดังจำเลยให้การต่อสู้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นและเห็นว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดเป็นไปตามลำดับศาลจึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย อนึ่ง อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 ก. เมื่อปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมาจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย ค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาในชั้นนี้ให้คืนแก่โจทก์ ค่าทนายความในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 35 ม. 36
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดบ้านสวนธน 1 วี
จำเลย — นายไพโรจน์ จิรชนานนท์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4939/2549
#267593
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรเป็นตัวแทนขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลำเนาในต่างประเทศผิดสัญญาไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินคืนแก่โจทก์ เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการในราชอาณาจักรโดยจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ย่อมกระทำได้โดยส่ง ณ สถานที่ที่จำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 1 ตัวแทนใช้ประกอบกิจการหรือสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนในการประกอบกิจการในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 83 ทวิ วรรคหนึ่ง โจทก์ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายสินค้าแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ เมื่อโจทก์ไม่ได้รับมอบสินค้าที่สั่งซื้อทั้งที่ชำระเงินไปแล้วและได้มีการบอกเลิกสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดแต่ลำพังตนเองด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824

เงินจำนวน 2,239,140 บาท รวมต้นเงินจำนวน 1,859,853 บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเข้าด้วยกัน การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,239,140 บาท จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2540 โจทก์ตกลงซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน 1 เครื่อง จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในราคาเครื่องละ 54,200 ปอนด์สเตอร์ลิง โดยโจทก์ทำการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าผ่านทางธนาคารให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ จำเลยที่ 2 ได้รับชำระค่าสินค้าเรียบร้อยแล้ว แต่โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 ซ้ำอีก ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 2 ได้ส่งสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทราบว่าได้ชำระค่าสินค้าซ้ำซ้อนให้แก่จำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ช่วยติดตามทวงถามให้จำเลยที่ 2 ส่งเงินคืนให้แก่โจทก์ แต่ในระหว่างนั้นประมาณวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 โจทก์ตกลงซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกจำนวน 2 เครื่อง พร้อมชุดอุปกรณ์ จำนวน 2 ชุด จากจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 2 ในราคาเครื่องละ 29,245 ปอนด์สเตอร์ลิง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 58,490 ปอนด์สเตอร์ลิง โดยตกลงนำเงินที่โจทก์โอนซ้ำให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 54,875.64 ปอนด์สเตอร์ลิง มาหักกลบลบหนี้และให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 3,614.34 ปอนด์สเตอร์ลิง โจทก์ตกลงและโอนชำระเงินส่วนที่เหลือดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว ต่อมาประมาณวันที่ 28 ตุลาคม 2541 จำเลยทั้งสองได้ส่งมอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้แก่โจทก์เพียง 1 เครื่อง ส่วนอีก 1 เครื่อง จำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบให้โจทก์จึงได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เหลือภายใน 15 วัน โดยหากไม่ส่งมอบภายในกำหนดเวลาก็ขอบอกเลิกสัญญานั้น แต่จำเลยทั้งสองยังเพิกเฉยจนล่วงเลยเวลาที่กำหนด จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองต้องชำระจำนวน 2,239,140 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดนัดและไม่เคยได้รับเงินจากโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องโดยระบุภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นที่เดียวกันกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาไม่สุจริตเพื่อไม่ให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าถูกฟ้อง มูลคดีนี้เกิดในต่างประเทศ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลสั่งให้พิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ไปฝ่ายเดียว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,239,140 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2540 โจทก์ติดต่อซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินโดยทางโทรสารจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ทำใบเสนอราคาสินค้าไปให้โจทก์ โจทก์ตกลงซื้อสินค้าดังกล่าว 1 เครื่อง ในราคา 54,200 ปอนด์สเตอร์ลิง และได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2540 แต่พนักงานโจทก์เข้าใจผิดว่าโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าสินค้า จึงสั่งให้ธนาคารโอนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซ้ำอีกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2540 ต่อมาโจทก์ทราบเรื่องที่ผิดพลาดจึงแจ้งจำเลยที่ 1 ให้ติดต่อกับจำเลยที่ 2 เพื่อคืนเงินให้แก่โจทก์ ระหว่างนั้นโจทก์ตกลงซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพิ่มอีก 2 เครื่อง ในราคา 58,490 ปอนด์สเตอร์ลิง โดยให้นำเงินที่โอนซ้ำให้แก่จำเลยที่ 2 มาหักกลบลบหนี้กัน จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์มีเงินค้างในบัญชีของจำเลยที่ 2 รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 54,875.64 ปอนด์สเตอร์ลิง โจทก์ต้องชำระค่าสินค้าเพิ่มอีก 3,614.36 ปอนด์สเตอร์ลิง โจทก์จึงสั่งให้ธนาคารโอนเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 2 แต่หลังจากนั้นโจทก์ได้รับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่สั่งซื้อเพิ่มเพียง 1 เครื่อง โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาซื้อขายและเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าซื้อสินค้าพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงวันฟ้อง เป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,239,140 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า การที่โจทก์ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรเป็นตัวแทนขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลำเนาในต่างประเทศผิดสัญญาไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ตามที่ตกลง ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินคืนแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการในราชอาณาจักรโดยจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ย่อมกระทำได้โดยส่ง ณ สถานที่ที่จำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 1 ตัวแทนใช้ประกอบกิจการหรือสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนในการประกอบกิจการในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 83 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในทำนองว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจในการรับชำระเงินจากโจทก์โดยตรง โจทก์ได้โอนเงินชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 โดยตรง โจทก์ติดต่อซื้อขายสินค้าและตกลงชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 เองไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ต้องการเงินที่จ่ายซ้ำซ้อนไปคืนก็ต้องไปเรียกเอาแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินที่โจทก์โอนไปให้จำเลยที่ 2 คืนแก่โจทก์ เห็นว่า โจทก์มีนายศิริพงษ์ บัวภิรมย์ เป็นพยานให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงซึ่งได้ความว่าโจทก์ติดต่อเสนอซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 และบริษัทต่าง ๆ จำเลยที่ 1 ได้เสนอขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้แก่โจทก์โดยทางโทรสาร ตามใบเสนอราคาเอกสารหมาย จ.1 ราคาสินค้าที่ซื้อขายกันก็ได้ความว่าได้มีการต่อรองราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อตกลงกันได้แล้ว จำเลยที่ 1 จึงส่งใบกำกับสินค้า ใบสำคัญแสดงรายการเกี่ยวกับสินค้า ใบรับรองแหล่งกำเนิดของสินค้า และใบสำคัญผู้รับเงินค่าสินค้าของจำเลยที่ 2 ไปให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ชำระค่าสินค้าที่ซื้อให้แก่จำเลยที่ 2 โดยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ตามเอกสารหมาย จ.3 เมื่อโจทก์ ต้องการซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพิ่มอีก 2 เครื่อง จำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้ส่งโทรสารแจ้งรายละเอียดของสินค้าและราคาตามเอกสารหมาย จ.8 โจทก์ได้ต่อรองค่าสินค้ากับจำเลยที่ 1 และขอให้จำเลยที่ 2 หักเงินค่าสินค้าจากเงินที่โจทก์ชำระค่าสินค้าซ้ำซ้อนในการซื้อขายครั้งแรก จำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้ยืนยันราคาสินค้าที่ตกลงขายในครั้งหลังให้โจทก์ทราบตามเอกสารหมาย จ.9 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งรายละเอียดจำนวนเงินค่าสินค้า จำนวนเงินที่โจทก์มีค้างอยู่ในบัญชีของจำเลยที่ 2 และจำนวนเงินค่าสินค้าที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มเติมตามเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 เมื่อโจทก์ได้รับเอกสารเรียกเก็บเงินตามเอกสารหมาย จ.14 แล้ว จึงสั่งให้ธนาคารโอนเงินที่ต้องชำระเพิ่มเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.17 จำเลยที่ 1 มีนายบุญลือ ปรัชญาจุฑา เป็นพยานเพียงปากเดียวมาให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงปฏิเสธว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 ติดต่อซื้อขายสินค้ากันเองและชำระค่าสินค้ากันโดยตรงจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นตัวแทนหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงนำสินค้าเข้า ประกอบ และติดตั้งสินค้าให้แก่โจทก์โดยได้รับค่าจ้างในการประกอบและติดตั้งสินค้าจากจำเลยที่ 2 ซึ่งก็เป็นคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ แม้จะได้ความว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจในการรับชำระเงินค่าสินค้าจากโจทก์ โดยโจทก์โอนเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 โดยตรง ตามพฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวก็ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายสินค้าแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ เมื่อโจทก์ไม่ได้รับมอบสินค้าที่สั่งซื้อทั้งที่ชำระเงินไปแล้วและได้มีการบอกเลิกสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดแต่ลำพังตนเองด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,239,140 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นไม่ถูกต้องเนื่องจากเงินจำนวน 2,239,140 บาท เป็นจำนวนเงินที่รวมต้นเงินจำนวน 1,859,853 บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเข้าด้วยกัน การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,239,140 บาท จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,859,853 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 824
ป.วิ.พ. ม. 82 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซันแวลเล่ย์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท บี พี เจนเนอเรเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4932/2549
#267791
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบอำนาจให้บุคคลที่มีรายชื่อในกลุ่ม ก. คนใดคนหนึ่งในจำนวน 3 คน ลงลายมือชื่อหรือบุคคลที่มีรายชื่อในกลุ่ม ข. 2 คน ในจำนวน 8 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันกระทำกิจการต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึงข้อ 5 ได้แก่ ยื่นคำฟ้อง ดำเนินคดีทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา คดีล้มละลาย แจ้งความร้องทุกข์ รับเงินหรือทรัพย์สิน รวมทั้งให้มอบอำนาจช่วงแทนโจทก์ได้ การมอบอำนาจให้บุคคลในกลุ่ม ก. เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนกระทำกิจการแยกกันได้ ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ 30 บาท ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้าย ป.รัษฎากร ข้อ 7 (ค) ส่วนการมอบอำนาจให้บุคคลในกลุ่ม ข. เป็นการมอบอำนาจให้บุคคลหลายคนร่วมกันกระทำมากกว่าครั้งเดียวต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้าย ป.รัษฎากร ข้อ 7 (ข)

การมอบอำนาจช่วงให้บุคคลที่มีรายชื่อคนใดคนหนึ่งในจำนวน 3 คน มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งที่รวมทั้งมีอำนาจมีรับเงินหรือเอกสารและอื่นๆ ได้ เป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียวต้องเสียค่าอากรแสตมป์จำนวน 10 บาท ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้าย ป.รัษฎากร ข้อ 7 (ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายยอดยิ่ง เดชภูวดล และ นางสาวขจิตมาศ เย็นบำรุง มีอำนาจแต่งตั้ง นายอรรถพล ชูสาย หรือนายโกศล อัศวเดชานุกร หรือนายสุริยนันท์ ชาญประโคน เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงเพื่อฟ้องร้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนเอเชียธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักฐานการกู้ยืมโดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ทุกชนิดทุกประเภทจำนวนที่มีอยู่ในเวลานั้นและที่จะมีต่อไปในอนาคตในวงเงิน 14,500,000 บาท โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้และมียอดหนี้ค้างชำระ ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นเงิน 3,266,677.14 บาท ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง 2,037,914.30 บาท รวมเป็นเงิน 5,304,591.44 บาท เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนเอเชียธนกิจ จำกัด (มหาชน) ที่มีต่อจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้โดยได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องและบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์แล้วจำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,304,591.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 3,266,677.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นลายมือชื่อปลอมและการปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย จำเลยชำระหนี้แก่บริษัทเงินทุนเอเชียธนกิจ จำกัด (มหาชน) แล้ว สัญญาขายสินทรัพย์เป็นโมฆะ โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วเงินโดยไม่สุจริต คิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย ทั้งคำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้จำเลยที่ 1 และโจทก์กับบริษัทเงินทุนเอเชียธนกิจ จำกัด เพิกเฉยไม่รับเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,013,403.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,266,677.14 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 17 พฤษภาคม 2544) ต้องไม่เกินจำนวน 1,291,187.70 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5 และ 6 ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) ขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องใหม่กับวินิจฉัยประเด็นอื่นๆ ตามรูปคดีต่อไปนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีและหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5 และ 6 ของโจทก์ ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามกฎหมายคดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสองฉบับปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การปิดอากรแสตมป์ไม่จำต้องปิดในขณะฟ้องเพราะสามารปิดได้ในวันที่อ้างส่งเอกสารเพื่อรับฟังเป็นพยานหลักฐานเท่านั้น โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวข้างต้น เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) และเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อให้พิพากษาในประเด็นที่มิได้วินิจฉัยใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 แต่เมื่อได้พิเคราะห์ถึงว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีข้ออื่นๆ แล้ว โดยที่จำเลยทั้งสี่ก็มิได้อุทธรณ์โต้เถียงคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นข้ออื่นๆ นั้น คงอุทธรณ์คัดค้านเฉพาะในข้อที่ว่าศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับของโจทก์ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามกฎหมายเท่านั้นประกอบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้ว และเพื่อมิให้เป็นการล่าช้าแก่คดี ศาลฎีกาจึงเป็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก่อน ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่มิได้โต้เถียงกันฟังเป็นยุติได้ว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ4 (เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5) และหนังสือมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีเอกสารหมาย จ.5 (เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6) ได้ปิดอากรแสตมป์จำนวน 330 บาท และ 90 บาท และขีดฆ่าแล้วตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับดังกล่าวปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 (เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5) เป็นกรณีที่โจทก์มอบอำนาจให้บุคคลที่มีรายชื่อในกลุ่ม ก. คนใดคนหนึ่งในจำนวน 3 คน ลงลายมือชื่อหรือบุคคลที่มีรายชื่อในกลุ่ม ข.2 คนในจำนวน 8 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันกระทำกิจการต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึงข้อ 5 ได้แก่ ยื่นคำฟ้อง ดำเนินคดีทั้งในคดีแพ่งคดีอาญา คดีล้มละลาย แจ้งความร้องทุกข์ รับเงินหรือทรัพย์สินรวมทั้งให้มอบอำนาจช่วงแทนโจทก์ได้ การมอบอำนาจให้บุคคลในกลุ่ม ก. เป็นการมอบอำนาจให้กระทำกิจการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ 30 บาท ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ค) ส่วนการมอบอำนาจให้บุคคลในกลุ่ม ข. เป็นการมอบอำนาจให้บุคคลหลายคนร่วมกันกระทำมากกว่าครั้งเดียวต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ข) สำหรับการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีเอกสารหมาย จ.5 (เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6) ผู้รับมอบอำนาจมอบอำนาจช่วงให้บุคคลที่มีรายชื่อคนใดคนหนึ่งในจำนวน 3 คน มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่รวมทั้งมีอำนาจรับเงินหรือเอกสารและอื่นๆ ได้ เป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียวต้องเสียค่าอากรแสตมป์จำนวน 10 บาท ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ก) หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 และหนังสือมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีเอกสารหมาย จ.5 ของโจทก์จึงปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนตามกฎหมายสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับขีดฆ่าอากรแสตมป์แล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททวีคอน แอนด์ ดีไซน์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4931/2549
#266727
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ไว้ 4 ประเด็นคือ ข้อ 1. เรื่องอำนาจฟ้อง ข้อ 2. จำเลยที่ 1 จะต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่โจทก์จำนวนเท่าใด ข้อ 3. ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และข้อ 4. การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งทนายจำเลยทั้งสองได้แถลงสละประเด็นในข้อ 4. ต่อมาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องกำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี วันที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ครั้งสุดท้ายและถอนเงินครั้งสุดท้าย กับจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระขณะนั้น แล้วจำเลยที่ 1 แถลงไม่ติดใจประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ทนายโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานบุคคลเพียงขออ้างส่งพยานเอกสาร ส่วนทนายจำเลยทั้งสองก็ไม่ติดใจสืบพยาน นอกจากนี้คู่ความยังแถลงขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาให้เนิ่นนานออกไป เพื่อขอเวลาในการเจรจากันอีกครั้งเนื่องจากคดีอาจมีทางตกลงกันได้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยทั้งสองสละประเด็นในเรื่องอำนาจฟ้องด้วยโดยปริยาย จึงคงเหลือแต่เพียงประเด็นข้อ 2. ที่ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่โจทก์จำนวนเท่าใด ซึ่งคู่ความขอให้ศาลวินิจฉัยตามพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งและตามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับ ศาลจึงไม่ต้องวินิจฉัยในเรื่องอำนาจฟ้องอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 14,315,154.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,589,285.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในอายุความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ในประเด็นอื่นต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมของทั้งสองศาลให้รวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์จำนวน 199,800 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีมีประเด็นในเรื่องอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ไว้ 4 ประเด็นคือ ข้อ 1. เรื่องอำนาจฟ้อง ข้อ 2. จำเลยที่ 1 จะต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่โจทก์จำนวนเท่าใด ข้อ 3. ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และข้อ 4. การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งทนายจำเลยทั้งสองได้แถลงยอมรับว่าได้รับการทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว จึงขอสละประเด็นในข้อ 4 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 ทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้ง โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ในระหว่างอายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1 ถอนเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2540 คงค้างชำระต้นเงินจำนวน 9,998,151.76 บาท เมื่อรวมดอกเบี้ยค้างชำระจนถึงเดือนตุลาคม 2540 แล้ว รวมเป็นเงิน 10,127,662.55 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ติดใจประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจริง ทนายโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานบุคคลเพียงขออ้างส่งพยานเอกสาร ส่วนทนายจำเลยทั้งสองก็แถลงไม่ติดใจสืบพยาน นอกจากนี้ทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสองยังแถลงขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาให้เนิ่นนานออกไป เพื่อขอเวลาในการเจรจากันอีกสักครั้งเนื่องจากคดีอาจมีทางตกลงกันได้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยทั้งสองสละประเด็นในเรื่องอำนาจฟ้องด้วยโดยปริยาย จึงคงเหลือแต่เพียงประเด็น ข้อ 2. ที่ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่โจทก์จำนวนเท่าใด ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองขอให้ศาลวินิจฉัยตามพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่ง และตามข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงรับ ศาลจึงไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
จำกัด — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท เอ.วี.โฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์
ศาลชั้นต้น — นางสาวมาลีรัตน์ เอื้อเพิ่มเกีย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4929/2549
#267610
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้ผู้รับมอบอำนาจว่าความอย่างทนายความเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกอันมิได้มีอาชีพเป็นทนายความมาว่าความในศาลอย่างทนายความ แต่กรณีที่ผู้รับมอบอำนาจมีอาชีพเป็นทนายความและมีสิทธิว่าความในศาลได้อยู่แล้ว หากประสงค์จะว่าความอย่างทนายความก็ชอบที่จะแต่งตั้งตนเองเป็นทนายความได้ตามมาตรา 61 และ 62 เมื่อ ย. ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องจำเลยมีอาชีพทนายความ ย. ย่อมมีสิทธิที่จะตั้งแต่งตนเองเป็นทนายความอีกฐานะหนึ่งได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 60 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,942,814.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,857,250.64 บาท นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 398 (ที่ถูก เลขที่ 393) ตำบลดอกไม้ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ของจำเลยที่ 2 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้จำนวนเงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การสืบพยานโจทก์ปากอื่นซึ่งเบิกความหลังพยานโจทก์ปากนายยุทธนา รังษีกาญจน์ส่อง แล้วพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์โดยนายโอฬาร ไชยประวัติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ได้มอบหมายให้นายยิ่งศักดิ์ ตันตินุชวงศ์ เป็นผู้ดำเนินการฟ้องคดีแทน กับให้นายยิ่งศักดิ์มีอำนาจตั้งทนายความหรือตั้งพนักงานธนาคารเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง และให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงดังกล่าวมีอำนาจตั้งทนายความหรือตั้งพนักงานธนาคารเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงได้ตามหนังสือรับรองและหนังสือรับมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 นายยิ่งศักดิ์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายยุทธนา รังษีกาญจน์ส่อง พนักงานธนาคารโจทก์เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ปรากฏว่านายยุทธนาได้ตั้งแต่งตนเองเป็นทนายความและว่าความอย่างทนายความในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นายยุทธนามีอำนาจว่าความอย่างทนายความได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนดังที่ได้กล่าวมาแล้วทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดี ผู้รับมอบอำนาจเช่นว่านั้นจะว่าความอย่างทนายความไม่ได้ แต่ย่อมตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาได้" นั้น หมายถึง ห้ามมิให้ผู้รับมอบอำนาจว่าความอย่างทนายความ เพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกอันมิได้มีอาชีพเป็นทนายความมาว่าความดำเนินคดีในศาลอย่างทนายความ โดยถือเอาการรับมอบอำนาจจากตัวความมาเป็นข้ออ้างซึ่งอาจทำความเสียหายให้แก่ตัวความได้ แต่ในกรณีที่ผู้รับมอบอำนาจมีอาชีพเป็นทนายความและมีสิทธิว่าความในศาลได้อยู่แล้ว หากผู้รับมอบอำนาจนั้นประสงค์จะว่าความอย่างทนายความก็ชอบที่จะแต่งตั้งตนเองเป็นทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 และ 62 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามใบแต่งทนายความโจทก์ ฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2541 ว่า นายยุทธนาเป็นทนายความได้รับใบอนุญาตให้ว่าความโดยถูกต้อง และหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ระบุว่าให้นายยิ่งศักดิ์และนายยุทธนามีอำนาจฟ้องคดีแพ่งแทนโจทก์ รวมทั้งมีอำนาจตั้งทนายความ จึงเป็นการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องคดีแทนแล้ว แม้ไม่ได้ระบุตัวบุคคลที่จะให้ฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงดังที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมแก้ฎีกาก็ตาม นายยุทธนาก็มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมแทนโจทก์ได้ ส่วนคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมในข้อที่ว่ามีการมอบอำนาจช่วงตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ก่อน แต่ยังไม่มีการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อนายยุทธนามีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมแทนโจทก์ และนายยุทธนาเป็นทนายความมีสิทธิว่าความในศาลได้อยู่แล้ว ดังนี้ นายยุทธนาย่อมมีสิทธิที่จะตั้งแต่งตนเองเป็นทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาและว่าความอย่างทนายความแทนโจทก์อีกฐานะหนึ่งได้ หาเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วม จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่เพื่อเป็นไปตามลำดับชั้นศาล"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบรรจง กฤตยเรืองโรจน์ กับพวก
จำเลยร่วม — นายนิยม ไชยพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4921/2549
#266824
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การโดยชัดแจ้งว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 ทั้งปรากฏตามหลักฐานใบรับรถซึ่งจำเลยเป็นฝ่ายอ้างส่งว่า โจทก์ได้รับรถที่เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 ดังนั้น จึงต้องฟังว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 ดังนั้น คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 โจทก์มีสิทธิเรียกค่าใช้ทรัพย์สินและค่าเสียหายจากจำเลยได้ เมื่อพิจารณาถึงสภาพรถที่เช่าซื้อซึ่งเป็นรถใหม่ และการนำรถไปใช้บรรทุกดินเพื่อรับจ้างของจำเลยแล้ว เห็นควรกำหนดค่าใช้ทรัพย์สินและค่าเสียหายแก่โจทก์เท่ากับค่าเช่าซื้อที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ในแต่ละเดือน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่าซื้อจำนวน 408,753 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 392,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 177,100 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 168,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 3,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อ 1 คัน จากโจทก์ ในราคา 2,016,000 บาท กำหนดผ่อนชำระงวดละ 56,000 บาท รวม 36 งวด ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ จำเลยได้ออกเช็คพิพาทชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าให้แก่โจทก์จำนวน 7 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 56,000 บาท เมื่อถึงกำหนดเวลาตามเช็คแต่ละฉบับ โจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ปรากฏตามเช็คและใบคืนเช็ค ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2540 โจทก์ได้รับรถที่เช่าซื้อคืนจากจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย จำเลยมิได้ปฏิเสธลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายว่ามิใช่ลายมือชื่อของจำเลย ถือว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายจริง จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค เมื่อจำเลยปฏิเสธว่าไม่ต้องรับผิดโดยอ้างว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วโจทก์ไม่มีสิทธินำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย หาใช่ตกแก่โจทก์ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 4 คืองวดวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันในวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ดังนั้น เช็คพิพาทที่จำเลยชำระหนี้ค่าเช่าซื้อประจำงวดวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 วันที่ 1 สิงหาคม 2540 และวันที่ 1 กันยายน 2540 จึงไม่มีมูลหนี้ จำเลยไม่มีภาระต้องชำระแก่โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยให้การโดยชัดแจ้งว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 ที่จำเลยอ้างว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 จึงแตกต่างจากคำให้การ ทั้งปรากฏตามหลักฐานใบรับรถซึ่งจำเลยเป็นฝ่ายอ้างส่งว่า โจทก์ได้รับรถที่เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 ดังนั้น จึงต้องฟังว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 ดังนั้น คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โจทก์มีสิทธิเรียกค่าใช้ทรัพย์สินและค่าเสียหายจากจำเลยได้ เมื่อพิจารณาถึงสภาพรถที่เช่าซื้อซึ่งเป็นรถใหม่ และการนำรถไปใช้บรรทุกดินเพื่อรับจ้างของจำเลยแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าใช้ทรัพย์สินและค่าเสียหายแก่โจทก์เท่ากับค่าเช่าซื้อที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ในแต่ละเดือน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 วันที่ 1 สิงหาคม 2540 และวันที่ 1 กันยายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 573 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีซูซุสงวนไทยมอเตอร์เซลส์ จำกัด
จำเลย — นายวิทยา แซ่แต้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4917 -ที่ 4918/2549
#268919
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงผู้เดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า ย. ลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธรณ์ของจำเลยร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในสำนวนที่ 2 มีเพียงคนละไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ และสมควรแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ถูกต้อง เหตุที่รถยนต์บรรทุกที่ ย. ขับเสียหลักแล่นไปชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ 1 เป็นเพราะผู้ตายขับรถยนต์เก๋งแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้าไปชนรถยนต์บรรทุกก่อน ดังนั้น ย. จึงไม่ได้ขับรถประมาท เหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดความประมาทเลินเล่อของผู้ตายฝ่ายเดียว มิใช่เป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการที่ ย. ขับรถด้วยความเร็วสูง หรือขับรถยนต์บรรทุกที่บรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างใด

โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนแรก และโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 4 ที่เป็นโจทก์ในสำนวนที่สองบรรยายฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์เก๋งรับผิดในฐานะเป็นตัวการรับผิดร่วมกับผู้ตายซึ่งเป็นบุตรและเป็นตัวแทนขับรถไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสี่มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายที่กระทำละเมิด แม้โจทก์ที่ 1 จะแก้ไขคำฟ้องโดยระบุชื่อจำเลยที่ 2 ว่าในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของ อ. แต่ในคำฟ้องก็มิได้ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะทายาทด้วย การที่ศาลล่างพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของ อ. ผู้ตาย จึงเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวมาในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ทั้งสามในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในคดีทั้งสองสำนวนและจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นสำนวนที่สามว่าจำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 และเรียกจำเลยร่วมของทั้งสองสำนวนและโจทก์ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยร่วม แต่คดีสำนวนหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้นยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะสองสำนวนนี้

สำนวนแรก โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 8861 ราชบุรี มีนายยิ้วซวง เซียงฉิน ลูกจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี มีนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ บุตรจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับ ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2534 นายยิ้วซวงและนายอนันต์ชัยขับรถยนต์ดังกล่าวโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้พุ่งเข้าชนรถยนต์โดยสารหมายทะเบียน 10-0473 เพชรบุรี ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอให้เรียกบริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สอง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า ผู้ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี และผู้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-8861 ราชบุรี ได้ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันชนกัน ทำให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งโดยสารมาในรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-0473 เพชรบุรี ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 694,287 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 664,368 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 669,857 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 156,525 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 281,624.25 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 273,242.25 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 278,388.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องในแต่ละสำนวนจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 52,175 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 93,878.75 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 91,080.75 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 92,796.25 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันฟ้องในแต่ละสำนวนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 จะร้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ โดยรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ไม่เกิน 250,000 บาท รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่เกินคนละ 50,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัยชำระเงินแก่จำเลยร่วมจำนวน 223,110 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องในสำนวนที่สามจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมของทุกฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยร่วมสำนวนที่หนึ่งและที่สองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 208,700 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 375,499 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 364,323 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 371,185 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันฟ้องในแต่ละสำนวนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัยชำระเงินแก่จำเลยร่วมจำนวน 297,480 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องในสำนวนที่สามเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายยิ้วซวงลูกจ้างจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-8861 ราชบุรี ซึ่งจำเลยที่ 1 เอาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วม แล่นไปตามถนนพระราม 2 (สายธนบุรี-ปากท่อ) มุ่งหน้าไปจังหวัดสมุทรสาคร นายอนันต์ชัยผู้ตายซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี ของจำเลยที่ 2 แล่นสวนทางมา โจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-0473 เพชรบุรี ของโจทก์ที่ 1 แล่นมาทางเดียวกันกับผู้ตาย เมื่อรถยนต์ดังกล่าวแล่นมาถึงตำบลบางขันแตก อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุดสงคราม ผู้ตายขับรถโดยประมาทเลินเล่อแซงรถคันอื่นแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุก เป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งและรถยนต์บรรทุกชนกันและรถยนต์บรรทุกเสียหลักแล่นไปชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย เช่นนี้ การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า นายยิ้วซวงลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธรณ์ของจำเลยร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในสำนวนที่ 2 มีเพียงคนละไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึง 4 ได้ และสมควรแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ถูกต้อง คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า นายยิ้วซวงขับรถโดยประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่รถยนต์บรรทุกที่นายยิ้วซวงขับเสียหลักแล่นไปชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ 1 เป็นเพราะผู้ตายขับรถยนต์เก๋งแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้าไปชนรถยนต์บรรทุกก่อน ทั้งนายยิ้วซวงก็ได้เบิกความว่าเมื่อเห็นรถยนต์เก๋งแล่นแซงรถคันอื่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้ามาในช่องเดินรถของตนนั้น รถยนต์เก๋งอยู่ห่างจากรถยนต์ของตนประมาณ 10 เมตร คำเบิกความของนายยิ้วซวงสอดคล้องกับแผนที่สังเขปประกอบคดีเอกสารหมาย ป.จ.2 (ศาลจังหวัดเพชรบุรี) ที่พนักงานสอบสวนจัดทำไว้ โดยแผนที่ดังกล่าวได้แสดงแนวเดินรถของรถยนต์ที่ผู้ตายขับแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้ามาในระยะกระชั้นชิดซึ่งระยะห่างเพียงเท่านี้รถยนต์บรรทุกย่อมไม่อาจห้ามล้อได้ทัน ผู้ตายขับรถยนต์เก๋งเข้าไปชนรถยนต์บรรทุกที่นายยิ้วซวงขับโดยกระทันหัน นายยิ้วซวงจึงไม่ได้ขับรถประมาท เหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ตายฝ่ายเดียว มิใช่เป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการที่นายยิ้วซวงขับรถด้วยความเร็วสูง หรือขับรถยนต์บรรทุกที่บรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดตามที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนแรกและโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ที่เป็นโจทก์ในสำนวนที่สองบรรยายฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี รับผิดในฐานะเป็นตัวการรับผิดร่วมกับผู้ตายซึ่งเป็นบุตรและเป็นตัวแทนขับรถไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสี่มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายที่กระทำละเมิดแต่อย่างใด แม้โจทก์ที่ 1 จะแก้ไขคำฟ้องโดยระบุชื่อจำเลยที่ 2 ว่าในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของนายอนันต์ชัย แต่ในคำฟ้องก็มิได้ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะทายาทด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอนันต์ชัย ผู้ตาย จึงเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวมาในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม โดยมิได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 นั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมและให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลยที่ 2 กับให้ยกอุทธรณ์จำเลยร่วมสำหรับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และให้ยกฎีกาโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้บังคับคดีระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเฉพาะที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้แก่จำเลยร่วมและโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนในส่วนนี้ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม และระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5) ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 242 (1) ม. 248 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฉลวย ป้านสุวรรณ กับพวก
จำเลย — นางซกเจ็ง จิวมงคลชัย กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4902 -ที่ 4904/2549
#266790
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดจำนวนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนในขณะคดีฟื้นฟูกิจการอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและเป็นการกำหนดตามที่ศาลได้มีคำสั่งเพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตรวจสอบเบื้องต้นโดยให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 เช่นนี้ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวจึงอาจถูกคัดค้านโต้แย้งได้ภายในกำหนด 14 วัน หาเป็นที่สุดไม่ แม้ในวันเดียวกันนั้นศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว แต่ผลของคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวยังมีผลกระทบต่อสิทธิของลูกหนี้หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นและเมื่อบุคคลดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาคำร้องคัดค้านต่อไปได้ ทั้งคำร้องคัดค้านดังกล่าวที่ขอให้กลับหรือแก้ไขคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

ผู้ทำแผนจะมีฐานะเป็นผู้ทำแผนและมีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้นับแต่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/17 ก่อนหน้านั้นหาได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ระหว่างลูกหนี้ซึ่งมิได้เป็นผู้ร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการกับผู้ทำแผนไม่ แต่หากว่ามีหนี้ค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนซึ่งเกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนก็เป็นเรื่องที่ผู้ทำแผนในฐานะเจ้าหนี้จะต้องดำเนินการขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 90/26 ประกอบมาตรา 90/27 ในส่วนค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายซึ่งเกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนนั้น ศาลจะพิจารณาให้ผู้ทำแผนมีสิทธิเบิกจ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นจำนวนเท่าใด ศาลต้องพิจารณาถึงผลสำเร็จในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการว่าแผนดังกล่าวมีหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายหรือไม่ แผนสามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ แผนดังกล่าวที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนและศาลได้ให้ความเห็นชอบหรือไม่ และศาลต้องพิจารณาถึงระยะเวลาที่เหมาะสมที่ผู้ทำแผนสมควรใช้ประกอบคุณภาพและความสำเร็จของงาน รวมทั้งความสามารถของผู้ทำแผนในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ว่าลูกหนี้มีสถานะหรือผลประกอบการดีขึ้นเพียงใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามและตั้งบริษัท เซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2542 ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ทำแผนเบิกจ่ายค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการในอัตราร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือจะพิจารณาสั่งภายหลังมีการประชุมเจ้าหนี้แล้ว และวันที่ 22 ตุลาคม 2542 ศาลล้มละลายกลางซึ่งรับโอนสำนวนจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของผู้ทำแผน และบุคคลผู้ได้รับความเสียหายให้ใช้สิทธิคัดค้านได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2542 ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสาม และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งกำหนดและจ่ายค่าทำแผนส่วนที่เหลือตามคำสั่งศาลให้แก่ผู้ทำแผนเป็นค่าตอบแทนจำนวน 60,973,150.25 บาท และค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 17,865,558.56 บาท รวมเป็นเงิน 78,838,708.81 บาท

ผู้ร้องทั้งสามและลูกหนี้ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกลับหรือแก้ไขคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้ผู้ทำแผนคืนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายจำนวน 78,838,708.81 บาท ให้แก่ลูกหนี้ทั้งสาม และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนลูกหนี้ทั้งสามด้วย

ผู้ทำแผนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นกำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนคงเหลืออัตราร้อยละ 45 ของจำนวนเงินที่ผู้ทำแผนร้องขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/79 (เดิม)

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามแล้ว ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับการโต้แย้งในการกำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนต่อไปอีกหรือไม่ เห็นว่า ในการกำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดในขณะที่คดีฟื้นฟูกิจการอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และเป็นการกำหนดตามที่ศาลได้มีคำสั่งเพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตรวจสอบกลั่นกรองในเบื้องต้นและศาลยังได้กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียสามารถร้องคัดค้านได้ตามมาตรา 146 เช่นนี้ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะถูกคัดค้านโต้แย้งได้ภายในกำหนดเวลา 14 วัน หาเป็นที่สุดไม่ แม้ในวันเดียวกันนั้นศาลจะมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว แต่ผลของคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวยังมีผลที่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นและบุคคลผู้มีส่วนได้เสียได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลแล้ว ศาลจึงมีอำนาจในการที่จะพิจารณาคำร้องคัดค้านต่อไปได้อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้ทำแผนฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ผู้ทำแผนมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ทั้งสามรับผิดในค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายเพียงใด ปัญหาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนซึ่งเกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนนั้น เห็นว่า การที่ผู้ทำแผนจะมีฐานะเป็นผู้ทำแผนและมีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามเริ่มตั้งแต่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/17 ก่อนหน้านั้นหาได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ระหว่างลูกหนี้ทั้งสามซึ่งมิได้เป็นผู้ร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการกับผู้ทำแผนใหม่ แต่หากว่ามีหนี้ค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนซึ่งเกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ทำแผนในฐานะเจ้าหนี้จะต้องดำเนินการขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 ประกอบมาตรา 90/27 หาใช่เบิกจ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามในส่วนค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนซึ่งเกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนแล้วนั้น เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้ศาลเข้ามากำกับและตรวจสอบการกระทำการต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้เพื่อให้แผนฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงไป ทั้งมีอำนาจในการตั้งผู้ทำแผนและให้ผู้บริหารแผนพ้นจากตำแหน่ง กรณีจึงรวมถึงการอนุญาตหรือมีคำสั่งใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วย เมื่อเกิดปัญหาประการใด ๆ เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คณะกรรมการเจ้าหนี้ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลได้โดยตรง ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้มีการจ่ายเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนได้ ในการพิจารณาค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนนั้นเนื่องจากหลังจากศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วผู้ทำแผนมีหน้าที่ในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการส่งแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/43 และผู้ทำแผนมีหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 90/25 ในการจ่ายค่าตอบแทนผู้ทำแผนเนื่องจากการกระทำหน้าที่ดังกล่าวในส่วนของการทำแผนฟื้นฟูกิจการนั้นศาลจะพิจารณาให้ผู้ทำแผนมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนได้เป็นจำนวนเท่าใด ศาลต้องพิจารณาถึงผลสำเร็จในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการว่าแผนดังกล่าวที่ผู้ทำแผนได้จัดทำนั้นมีหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ แผนสามารถนำมาใช้ในการฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ แผนดังกล่าวที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนและศาลได้ให้ความเห็นชอบหรือไม่ และศาลต้องพิจารณาถึงระยะเวลาที่เหมาะสมที่ผู้ทำแผนสมควรใช้ประกอบคุณภาพของงานและความสำเร็จของงาน รวมทั้งความสามารถของผู้ทำแผนในการดำเนินกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามว่ามีสถานะหรือผลประกอบการดีขึ้นเพียงใดมีรายได้รับเพิ่มขึ้นหรือไม่

เมื่อได้พิจารณาถึงความไม่สำเร็จในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ ประกอบกับผลงานในการบริหารกิจการของลูกหนี้ทั้งสามในระหว่างที่ผู้ทำแผนเป็นผู้จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามอยู่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลล้มละลายกลางได้กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนในอัตราร้อยละ 45 ของจำนวนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายเฉพาะในส่วนที่ผู้ทำแผนขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สำหรับผลงานในการปฏิบัติหน้าที่ผู้ทำแผนภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว นับว่าเป็นจำนวนที่สูงและเป็นคุณแก่ผู้ทำแผนมากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะต้องเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลาง อุทธรณ์ของผู้ทำแผนข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามและลูกหนี้ทั้งสามได้ร้องคัดค้านเพื่อขอให้ศาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งได้กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนตามคำสั่งศาลอันเป็นการโต้แย้งกระบวนการในคดีฟื้นฟูกิจการเพื่อให้ศาลซึ่งมีอำนาจในการกำกับดูแลคดีฟื้นฟูกิจการได้ควบคุมกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการให้เป็นไปอย่างเหมาะสม กรณีถือได้ว่าเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ในชั้นอุทธรณ์ผู้ทำแผนอุทธรณ์ขอให้พิพากษากลับเป็นยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามและลูกหนี้ทั้งสามจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ศาลล้มละลายเรียกเก็บมาจำนวน 200,000 บาท จึงให้คืนเงินค่าขึ้นศาลที่เกินจำนวน 199,800 บาท แก่ผู้ทำแผน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นนี้ส่วนที่เกินมา 199,800 บาท แก่ผู้ทำแผน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/17 ม. 90/25 ม. 90/26 ม. 90/27 ม. 90/43 ม. 146 ม. 179
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทออสเตรเลียน-ไทย เครื่องจักรกล จำกัด กับพวก
ผู้ทำแผน — บริษัทเซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัทน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายไกรสร บารมีอวยชัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4902 -ที่ 4904/2549
#269074
เปิดฉบับเต็ม

ในการกำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดในขณะที่คดีฟื้นฟูกิจการอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและเป็นการกำหนดตามที่ศาลได้มีคำสั่งเพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตรวจสอบกลั่นกรองในเบื้องต้นและศาลยังได้กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียสามารถร้องคัดค้านได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 146 เช่นนี้ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ถูกคัดค้านโต้แย้งได้ภายในกำหนดเวลา 14 วัน หาเป็นที่สุดไม่ แม้ในวันเดียวกันนั้นศาลจะมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแต่เมื่อคำสั่งดังกล่าวยังมีผลที่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ทั้งสามหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่น และบุคคลผู้มีส่วนได้เสียได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางแล้ว ศาลจึงมีอำนาจในการที่จะพิจารณาคำร้องคัดค้านต่อไปได้

การที่ผู้ทำแผนจะมีฐานะเป็นผู้ทำแผนและมีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามเริ่มตั้งแต่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/17 ก่อนหน้านั้นหาได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างลูกหนี้ทั้งสามซึ่งมิได้เป็นผู้ร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการกับผู้ทำแผนไม่ เช่นนี้ผู้ทำแผนจะขอเรียกค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนซึ่งเกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนหาได้ไม่ หากว่าหนี้ดังกล่าวจะมีอยู่จริงก็เป็นหนี้ซึ่งลูกหนี้ทั้งสามได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ทำแผนในฐานะเจ้าหนี้จะต้องดำเนินการขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/26 ประกอบมาตรา 90/27 หาใช่เบิกจ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม ในส่วนค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนซึ่งเกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนแล้วนั้น เมื่อ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้ศาลเข้ามากำกับและตรวจสอบการกระทำการต่างๆ ได้ ทั้งนี้เพื่อให้แผนฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงไป ทั้งมีอำนาจในการตั้งผู้ทำแผนและให้ผู้บริหารแผนพ้นจากตำแหน่งกรณีจึงรวมถึงการอนุญาตหรือมีคำสั่งใดๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วย เมื่อเกิดปัญหาประการใดๆ เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คณะกรรมการ เจ้าหนี้ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลได้โดยตรง ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้มีการจ่ายเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เพื่อเป็นค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนได้

เนื่องจากหลังจากศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วผู้ทำแผนมีหน้าที่ในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการส่งแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/43 และผู้ทำแผนมีหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 90/25 ในการจ่ายค่าตอบแทนผู้ทำแผนเนื่องจากการกระทำหน้าที่ดังกล่าวในส่วนของการทำแผนฟื้นฟูกิจการนั้นศาลจะพิจารณาให้ผู้ทำแผนมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนได้เป็นจำนวนเท่าใด ศาลต้องพิจารณาถึงผลสำเร็จในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการว่าแผนดังกล่าวที่ผู้ทำแผนได้จัดทำนั้นมีหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ทั้งแผนฟื้นฟูกิจการที่ผู้ทำแผนได้จัดทำขึ้นมาแล้วนั้นสามารถนำมาใช้ในการฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ อีกทั้งเมื่อมีการนำแผนฟื้นฟูกิจการมาเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลแล้ว แผนฟื้นฟูกิจการนั้นที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนและศาลได้ให้ความเห็นชอบหรือไม่ ทั้งในการพิจารณาดังกล่าวศาลจะต้องคำนึงถึงระยะเวลาที่เหมาะสมที่ผู้ทำแผนสมควรจะใช้เมื่อพิจารณาประกอบคุณภาพของงานและความสำเร็จของงาน อัตราค่าตอบแทนผู้ทำแผนศาลอาจจะกำหนดเป็นหน่วยรายชั่วโมงหรือกำหนดเหมารวมเป็นรายชิ้นงานไปก็ได้ ในส่วนที่ผู้ทำแผนได้เข้าไปจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามนั้นศาลจะต้องพิจารณาถึงความสามารถในการดำเนินกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามในระหว่างที่ผู้ทำแผนเข้ามาจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม ผู้ทำแผนได้ทำให้กิจการของลูกหนี้ทั้งสามมีสถานะหรือผลประกอบการดีขึ้นเพียงใด มีรายได้รับเพิ่มขึ้นหรือไม่ ในส่วนค่าใช้จ่ายซึ่งได้แก่ ค่าที่ปรึกษากฎหมายที่ผู้ทำแผนได้จ่ายไป ศาลจะต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายอันจำเป็นตามปกติในการดำเนินธุรกิจของลูกหนี้ทั้งสามทั้งยังจะต้องพิจารณาว่าได้มีการเบิกจ่ายเงินส่วนนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามไปดำเนินการเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ทั้งสามโดยแท้จริงหรือไม่ทั้งค่าที่ปรึกษากฎหมายที่จะพิจารณาให้เบิกนั้นก็ย่อมอยู่ในกรอบเฉพาะค่าที่ปรึกษากฎหมายในส่วนที่ผู้ทำแผนได้ปรึกษากับที่ปรึกษากฎหมายเพื่อดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม

คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามและลูกหนี้ทั้งสามได้ร้องคัดค้านเพื่อขอให้ศาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งได้กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนตามคำสั่งอันเป็นการโต้แย้งกระบวนการในคดีฟื้นฟูการเพื่อให้ศาลมีอำนาจในการกำกับดูแลคดีฟื้นฟูกิจการได้ควบคุมกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการให้เป็นไปอย่างเหมาะสม กรณีถือได้ว่าเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามและตั้งบริษัทเซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2542 ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ทำแผนเบิกจ่ายค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการในอัตราร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือจะพิจารณาสั่งภายหลังมีการประชุมเจ้าหนี้แล้ว และวันที่ 22 ตุลาคม 2542 ศาลล้มละลายกลางซึ่งรับโอนสำนวนจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของผู้ทำแผน และบุคคลผู้ได้รับความเสียหายให้ใช้สิทธิคัดค้านได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2542 ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสาม และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งกำหนดและจ่ายค่าทำแผนส่วนที่เหลือตามคำสั่งศาลให้แก่ผู้ทำแผนเป็นค่าตอบแทนจำนวน 60,973,150.25 บาท และค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 17,865,558.56 บาท รวมเป็นเงิน 78,838,708.81 บาท

ผู้ร้องทั้งสามและลูกหนี้ทั้งสามยื่นคำร้องในทำนองเดียวกันว่า คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในส่วนที่กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของผู้ทำแผนเป็นเงิน 78,838,708.81 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ใช้ดุลพินิจอย่างไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม ทำให้ลูกหนี้ทั้งสามและผู้ร้องทั้งสามในฐานะเจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งกลับหรือแก้ไขคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ผู้ทำแผนคืนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายจำนวน 78,838,708.81 บาท ให้แก่ลูกหนี้ทั้งสาม และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนลูกหนี้ทั้งสามด้วย

ผู้ทำแผนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นกำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผน คงเหลืออัตราร้อยละ 45 ของจำนวนเงินที่ผู้ทำแผนร้องขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/79 (เดิม)

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2542 ว่า ค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการอันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลจะมีคำสั่งให้หักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายดังกล่าว ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2542 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนเป็นเงินรวม 78,838,708.81 บาท และผู้ทำแผนได้เบิกเงินดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามไปแล้ว และในวันเดียวกันนั้นศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสาม กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามแล้ว ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับการโต้แย้งในการกำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนต่อไปอีกหรือไม่ เห็นว่า ในการกำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดในขณะที่คดีฟื้นฟูกิจการอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และเป็นการกำหนดตามที่ศาลได้มีคำสั่งเพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตรวจสอบกลั่นกรองในเบื้องต้นและศาลยังได้กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียสามารถร้องคัดค้านได้ตามมาตรา 146 เช่นนี้ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ถูกคัดค้านโต้แย้งได้ภายในกำหนดเวลา 14 วัน หาเป็นที่สุดไม่ แม้ในวันเดียวกันนั้นศาลจะมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แต่เมื่อคำสั่งดังกล่าวยังมีผลกระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ทั้งสามหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่น และบุคคลผู้มีส่วนได้เสียได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางแล้ว ศาลจึงมีอำนาจในการพิจารณาคำร้องคัดค้านต่อไปได้อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้ทำแผนฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ผู้ทำแผนมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ทั้งสามรับผิดในค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายเพียงใด ปัญหาเกียวกับค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนซึ่งเกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนนั้น เห็นว่า การที่ผู้ทำแผนจะมีฐานะเป็นผู้ทำแผนและมีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามเริ่มตั้งแต่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/17 ก่อนหน้านั้นหาได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างลูกหนี้ทั้งสามซึ่งมิได้เป็นผู้ร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการกับผู้ทำแผนไม่ เช่นนี้ ผู้ทำแผนจะขอเรียกค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนซึ่งเกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนหาได้ไม่ หากว่าหนี้ดังกล่าวจะมีอยู่จริงก็เป็นหนี้ซึ่งลูกหนี้ทั้งสามได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ทำแผนในฐานะเจ้าหนี้จะต้องดำเนินการขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 ประกอบมาตรา 90/27 หาใช่เบิกจ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม ในส่วนค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนซึ่งเกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนแล้วนั้น เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้ศาลเข้ามากำกับและตรวจสอบการกระทำการต่างๆ ได้ ทั้งนี้เพื่อให้แผนฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงไป ทั้งมีอำนาจในการตั้งผู้ทำแผนและให้ผู้บริหารแผนพ้นจากตำแหน่งกรณีจึงรวมถึงการอนุญาตหรือมีคำสั่งใดๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วย เมื่อเกิดปัญหาประการใดๆ เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คณะกรรมการเจ้าหนี้หรือที่ประชุมเจ้าหนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลได้โดยตรง ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้มีการจ่ายเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนได้ ในการพิจารณาค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนนั้นเนื่องจากหลังจากศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วผู้ทำแผนมีหน้าที่ในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการส่งแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/43 และผู้ทำแผนมีหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 90/25 ในการจ่ายค่าตอบแทนผู้ทำแผนเนื่องจากการกระทำหน้าที่ดังกล่าวในส่วนของการทำแผนฟื้นฟูกิจการนั้นศาลจะพิจารณาให้ผู้ทำแผนมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนได้เป็นจำนวนเท่าใด ศาลต้องพิจารณาถึงผลสำเร็จในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการว่าแผนดังกล่าวที่ผู้ทำแผนได้จัดทำนั้นมีหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ทั้งแผนฟื้นฟูกิจการที่ผู้ทำแผนได้จัดทำขึ้นมาแล้วนั้นสามารถนำมาใช้ในการฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ อีกทั้งเมื่อมีการนำแผนฟื้นฟูกิจการมาเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลแล้ว แผนฟื้นฟูกิจการนั้นที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนและศาลได้ให้ความเห็นชอบหรือไม่ ทั้งในการพิจารณาดังกล่าวศาลจะต้องคำนึงถึงระยะเวลาที่เหมาะสมที่ผู้ทำแผนสมควรจะใช้เมื่อพิจารณาประกอบคุณภาพของงานและความสำเร็จของงาน อัตราค่าตอบแทนผู้ทำแผนศาลอาจจะกำหนดเป็นหน่วยรายชั่วโมงหรือกำหนดเหมารวมเป็นรายชิ้นงานไปก็ได้ ในส่วนที่ผู้ทำแผนได้เข้าไปจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามนั้นศาลจะต้องพิจารณาถึงความสามารถในการดำเนินกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามซึ่งลูกหนี้ทั้งสามได้ประกอบกิจการอ้อยและน้ำตาลในระหว่างที่ผู้ทำแผนเข้ามาจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม ผู้ทำแผนได้ทำให้กิจการของลูกหนี้ทั้งสามมีสถานะหรือผลประกอบการดีขึ้นเพียงใด มีรายได้รับเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้ได้ความจากลูกหนี้ทั้งสามว่า การบริหารกิจการของลูกหนี้ทั้งสามโดยผู้ทำแผนนั้นได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลูกหนี้ทั้งสาม ในส่วนการทำแผนนั้นก็ได้ความว่าแผนฟื้นฟูกิจการที่ผู้ทำแผนได้จัดทำไม่สามารถนำมาใช้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามได้แต่อย่างใดเพราะที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติไม่ยอมรับแผนในส่วนค่าใช้จ่ายซึ่งได้แก่ค่าที่ปรึกษากฎหมายที่ผู้ทำแผนได้จ่ายไป ศาลจะต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายอันจำเป็นตามปกติในการดำเนินธุรกิจของลูกหนี้ทั้งสาม ทั้งยังจะต้องพิจารณาว่าได้มีการเบิกจ่ายเงินส่วนนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามไปดำเนินการเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ทั้งสามโดยแท้จริงหรือไม่ ทั้งค่าที่ปรึกษากฎหมายที่จะพิจารณาให้เบิกนั้นก็ย่อมอยู่ในกรอบเฉพาะค่าที่ปรึกษากฎหมายในส่วนที่ผู้ทำแผนได้ปรึกษากับที่ปรึกษากฎหมายเพื่อดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามเมื่อได้พิจารณาถึงความไม่สำเร็จในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ ประกอบกับผลงานในการบริหารกิจการของลูกหนี้ทั้งสามในระหว่างที่ผู้ทำแผนเป็นผู้จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามอยู่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลล้มละลายกลางได้กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนในอัตราร้อยละ 45 ของจำนวนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายเฉพาะในส่วนที่ผู้ทำแผนขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สำหรับผลงานในการปฏิบัติหน้าที่ผู้ทำแผนภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว นับว่าเป็นจำนวนที่สูงและเป็นคุณแก่ผู้ทำแผนมากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะต้องเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลาง อุทธรณ์ของผู้ทำแผนข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามและลูกหนี้ทั้งสามได้ร้องคัดค้านเพื่อขอให้ศาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งได้กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนตามคำสั่งอันเป็นการโต้แย้งกระบวนการในคดีฟื้นฟูกิจการเพื่อให้ศาลซึ่งมีอำนาจในการกำกับดูแลคดีฟื้นฟูกิจการได้ควบคุมกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการให้เป็นไปอย่างเหมาะสม กรณีถือได้ว่าเป็นคำขอให้ปลดเลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ในชั้นอุทธรณ์ผู้ทำแผนอุทธรณ์ขอให้พิพากษากลับเป็นยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามและลูกหนี้ทั้งสามจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ศาลล้มละลายกลางเรียกเก็บมาจำนวน 200,000 บาท จึงให้คืนเงินค่าขึ้นศาลที่เกินจำนวน 199,800 บาท แก่ผู้ทำแผน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นนี้ส่วนที่เกินมา 199,800 บาท แก่ผู้ทำแผน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/17 ม. 90/25 ม. 90/26 ม. 90/27 ม. 90/43 ม. 146
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทออสเตรเลียนไทย เครื่องจักรกล จำกัด กับพวก
ผู้ทำแผน — บริษัทเซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัทน้ำตาลเกษตรไทยเอกลักษณ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ