คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4644/2549
#266938
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาได้ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดและเมื่อผู้ให้เช่าซื้อเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว ถ้าขายได้ราคาไม่พอชำระค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อยังคงต้องชำระตามสัญญารวมถึงค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดหักด้วยค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระแล้ว ผู้เช่าซื้อตกลงจะชดใช้เงินจำนวนที่ขาดนั้นให้แก่เจ้าของ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อ การฟ้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าวมิใช่เป็นการเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ และไม่ใช่เป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่า จึงไม่ตกอยู่ในอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6) ทั้งไม่ใช่เป็นคดีที่ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวกับสัญญาเช่าที่อยู่ในอายุความ 6 เดือน เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อพร้อมกระบะ ไปจากโจทก์ในราคา 1,508,904.72 บาท ตกลงชำระงวดละ 41,914.02 บาท รวม 36 งวด ชำระงวดแรกวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 งวดต่อไปทุกวันที่ 24 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 20 เป็นต้นมา โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์ให้โจทก์ จนวันที่ 20 มีนาคม 2541 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนได้และนำออกประมูลขายได้เงินเพียง 363,636.37 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคา 348,901.97 บาท และค่าเช่าซื้อค้างชำระรวม 12 เดือน เป็นเงิน 502,968.24 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 851,869 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 348,901.97 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยที่ 4 ไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขเครื่อง พีอี 6 - 183605 ไปจากโจทก์ ในราคา 1,508,904.72 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่ม 105,623.28 บาท ตกลงชำระ 36 งวดๆละ 41,914.02 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 และงวดต่อไปทุกวันที่ 24 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ หากจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าซื้องวดใดหรือชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบตามจำนวนถึง 2 ครั้งและโจทก์มีหนังสือทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ครบภายใน 7 วันนับแต่วันได้รับหนังสือ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อ สัญญาค้ำประกันและสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ. 8 ถึง จ. 13 ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 20 ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2541 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาจำเลยที่ 4 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อ 5.2 บรรยายขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่ขาดมิใช่ขอให้ชำระค่าเสียหายจึงมีอายุความ 2 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ. 8 ข้อ 4 (ข) ได้กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาได้ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดและเมื่อผู้ให้เช่าซื้อเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว ถ้าขายได้ราคาไม่พอชำระค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อยังคงต้องชำระตามสัญญารวมถึงค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดหักด้วยค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระแล้ว ผู้เช่าซื้อตกลงจะชดใช้เงินจำนวนที่ขาดนั้นให้แก่เจ้าของ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้นตามคำฟ้องข้อ 5.2 ที่โจทก์บรรยายว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าเช่าซื้อส่วนที่ขาดโดยโจทก์นำทรัพย์ที่เช่าซื้อออกประมูลขายโดยเปิดเผยได้ในราคา 363,636.37 บาท เมื่อนำราคาที่ขายรวมกับค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้วจำนวน 796,366.38 บาท เป็นเงินที่โจทก์ได้ชำระมาแล้วจำนวน 1,160,002.75 บาท หักกับราคาเช่าซื้อทั้งหมดที่ต้องชำระตามสัญญา ยังคงมีค่าเช่าซื้อที่ขาดอยู่จำนวน 348,901.97 บาท ซึ่งเป็นการคิดคำนวณค่าเสียหายตามที่ตกลงไว้ในสัญญาเช่าซื้อข้อ 4 (ข) จึงเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อในลักษณะที่เป็นค่าขาดราคารถยนต์ หาใช่เป็นการเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเนื่องจากไม่ได้นำค่าเช่าซื้อที่ชำระแล้วมาหักค่าเช่าซื้อทั้งหมดตามสัญญา และไม่ใช่เป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่าจึงไม่ตกอยู่ในอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) ทั้งไม่ใช่เป็นคดีที่ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวกับสัญญาเช่าที่อยู่ในอายุความ 6 เดือน ดังที่จำเลยที่ 4 ฎีกา แต่การฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีนี้โจทก์ได้รับรถยนต์คืนวันที่ 20 มีนาคม 2541 และฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความและเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่เกินหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 248,901 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 ม. 563
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพแกรนด์แปซิฟิคลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททีเอชแอนด์ที คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4644/2549
#268987
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อได้กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาได้ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดและเมื่อผู้ให้เช่าซื้อเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว ถ้าขายได้ราคาไม่พอชำระค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อยังคงต้องชำระตามสัญญา รวมถึงค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดหักด้วยค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระแล้ว ผู้เช่าซื้อตกลงจะชดใช้เงินจำนวนที่ขาดนั้นให้แก่เจ้าของ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อในลักษณะเป็นค่าขาดราคารถยนต์หาใช่เป็นการเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระแล้วมาหักจากค่าเช่าซื้อทั้งหมดตามสัญญา และไม่ใช่เป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่า จึงไม่ตกอยู่ในอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6) ทั้งไม่ใช่เป็นคดีที่ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวกับสัญญาเช่าที่อยู่ในอายุความ 6 เดือน การฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อพร้อมกระบะไปจากโจทก์ในราคา 1,508,904.72 บาท ตกลงชำระงวดละ 41,914.02 บาท รวม 36 งวด ชำระงวดแรกวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 งวดต่อไปทุกวันที่ 24 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 20 เป็นต้นมา โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์ให้โจทก์ โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนได้และนำออกประมูลขายได้เงินเพียง 363,636.37 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคา 348,901.97 บาท และค่าเช่าซื้อค้างชำระรวม 12 เดือน เป็นเงิน 502,968.24 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 851,869 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 348,901.97 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อได้กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาได้ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดและเมื่อผู้ให้เช่าซื้อเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว ถ้าขายได้ราคาไม่พอชำระค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อยังคงต้องชำระตามสัญญารวมถึงค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดหักด้วยค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระแล้ว ผู้เช่าซื้อตกลงจะชดใช้เงินจำนวนที่ขาดนั้นให้แก่เจ้าของ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น ตามคำฟ้องที่โจทก์บรรยายว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าเช่าซื้อส่วนที่ขาดโดยโจทก์นำทรัพย์ที่เช่าซื้อออกประมูลขายโดยเปิดเผยได้ในราคา 363,636.38 บาท เมื่อนำราคาที่ขายรวมกับค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้วจำนวน 796,366.38 บาท เป็นเงินที่โจทก์ได้รับชำระมาแล้วจำนวน 1,160,002.75 บาท หักกับราคาค่าเช่าซื้อทั้งหมดที่ต้องชำระตามสัญญา ยังคงมีค่าเช่าซื้อที่ขาดอยู่จำนวน 348,901.97 บาท ซึ่งเป็นการคิดคำนวณค่าเสียหายตามที่ตกลงไว้ในสัญญาเช่าซื้อ จึงเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อในลักษณะเป็นค่าขาดราคารถยนต์ หาใช่เป็นการเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเนื่องจากไม่ได้นำค่าเช่าซื้อที่ชำระแล้วมาหักจากค่าเช่าซื้อทั้งหมดตามสัญญา และไม่ใช่เป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่าจึงไม่ตกอยู่ในอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) ทั้งไม่ใช่เป็นคดีที่ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวกับสัญญาเช่าที่อยู่ในอายุความ 6 เดือน แต่การฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีนี้โจทก์ได้รับรถยนต์คืนวันที่ 20 มีนาคม 2541 และฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์เสียหายเป็นค่าขาดราคาหรือไม่เพียงใด ในข้อนี้ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วว่าค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดราคาตามฟ้อง เป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับมีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาได้ มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะให้สัญญาเช่าซื้อที่ระงับแล้วให้กลับมีผลใช้บังคับต่อไปอีก ส่วนที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระไป 19 งวด คุ้มกับการลงทุนของโจทก์ ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจึงสูงเกินไปค่าเสียหายอย่างมากไม่เกิน 10,000 บาท นั้น เห็นว่า ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 1,508,904.72 บาท มิใช่เป็นราคารถยนต์ที่แท้จริงหากแต่เป็นราคารถรวมกับจำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์คำนวณล่วงหน้าไว้แล้ว และยังได้ความว่าจำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2538 โจทก์ได้รับมอบรถคืนหลังสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2541 ปรากฏว่าสภาพรถโดยทั่วไปยังสามารถติดเครื่องยนต์ได้ขับส่งได้ไม่ปรากฏความเสียหายเสื่อมสภาพทรุดโทรมมาก คงมีความเสียหายภายนอกฝากระโปรงหน้าไม่มี ยากแตก 2 เส้นเท่านั้น ตามสภาพรถที่ใช้มาเพียง 3 ปี ที่โจทก์ขายไปในราคา 363,636.37 บาท ถือว่าเป็นราคาที่ต่ำ ทั้งรถย่อมเสื่อมสภาพไปเนื่องจากการใช้ตามปกติ เมื่อคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทั้งหมดประกอบค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระไปแล้วเป็นเงิน 796,366.38 บาท ซึ่งรวมกับราคาที่ขายได้อีก 363,636.37 บาท เป็นเงินจำนวน 1,160,002.75 บาท และพิจารณาถึงราคารถยนต์ที่แท้จริงและค่าเสื่อมราคาจากการใช้รถแล้ว เห็นว่าค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้นสูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาเป็นเงิน 248,901 บาท ฎีกาจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน และเนื่องจากเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะถึงที่สุดแล้วก็ให้คำพิพากษามีผลถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 248,901 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพแกรนด์แปซิฟิคลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททีเอชแอนด์ทีคอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4642/2549
#267112
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ตาราง 5 หมายเลข 3 (เดิม) ท้าย ป.วิ.พ. ที่กำหนดให้ผู้นำยึดและขอถอนการยึดต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึด หมายถึงเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนดราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อคำนวณค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ส่วนการประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นการประเมินราคาเบื้องต้นเท่านั้น ยังถือเป็นราคาทรัพย์สินที่แน่นอนแล้วไม่ได้ ดังนั้น หากปรากฏในภายหลังว่าราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ในขณะทำการยึดนั้นไม่เหมาะสมหรือสูงเกินไป เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่ให้เหมาะสมได้

เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินที่ยึดตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน 1,160,000 บาท และประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างที่ยึดเป็นเงิน 15,000 บาท ต่อมาได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วรวม 17 ครั้ง เป็นเวลานานถึง 2 ปีเศษ แต่ไม่มีผู้ใดเสนอราคาสูงถึงราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แสดงว่าราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ในครั้งแรกเป็นราคาที่สูงเกินไป เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบที่จะประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ และราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินใหม่นี้ถือได้ว่าเป็นราคาทรัพย์ที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดใหม่เป็นเงิน 595,000 บาท โจทก์จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีร้อยละ 3 ครึ่ง จากเงินจำนวนดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 612,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 598,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 5 เมษายน 2541 หากผิดนัดให้บังคับคดีได้ทันที โดยให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 38901 ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่ศาลชั้นต้นสั่งคืนให้เป็นพับ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 38901 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อบังคับจำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาที่ดินขณะทำการยึดไว้ตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน 1,160,000 บาท และประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 15,000 บาท ตามสำเนารายงานการยึดทรัพย์ฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 รายการยึดที่ดินและบัญชียึดทรัพย์ในสำนวน เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดจำนวน 17 ครั้ง แต่ไม่สามารถขายได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงทำการประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่เป็นเงิน 595,000 บาท และประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดเป็นครั้งที่ 18 ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 15 มีนาคม 2545

วันที่ 26 เมษายน 2545 โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2545 จำเลยตกลงขายทรัพย์สินที่ยึดให้แก่นางบุญเรือน เสงคิศิริ ในราคา 500,000 บาท เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์จึงขอถอนการยึด เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง จากยอดหนี้ ตามหมายบังคับคดีจำนวน 1,005,172.47 บาท เป็นเงิน 35,181.04 บาท โจทก์ได้เสียค่าธรรมเนียมจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่โจทก์เห็นว่าโจทก์มีหน้าที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจากราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินใหม่จำนวน 595,000 บาท เป็นค่าธรรมเนียมจำนวน 20,825 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดค่าธรรมเนียมจากยอดหนี้ตามหมายบังคับคดีจำนวน 1,005,172.47 บาท เป็นการคิดค่าธรรมเนียมที่ไม่ถูกต้อง ขอให้คืนค่าธรรมเนียมส่วนที่คิดเกินจำนวน 14,356.04 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง จากจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา 1,005,172.47 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณจากจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 หมายเลข 3 (เดิม) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่กำหนดว่าค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายโจทก์ผู้นำยึดและขอถอนการยึดต้องเสียในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ส่วนการคำนวณราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนด ถ้าไม่ตกลงกันให้คู่ความที่เกี่ยวข้องเสนอเรื่องต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296 นั้น หมายถึงเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนดราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อคำนวณค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ส่วนการประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นการประเมินราคาเบื้องต้นเท่านั้น ยังถือเป็นราคาทรัพย์สินที่แน่นอนแล้วไม่ได้ ดังนั้น หากปรากฏในภายหลังว่าราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ในขณะทำการยึดนั้นไม่เหมาะสมหรือสูงเกินไป เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานประเมินราคาที่ดินที่ยึดตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน 1,160,000 บาท และประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างที่ยึดเป็นเงิน 15,000 บาท ต่อมาได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วรวม 17 ครั้ง เป็นเวลานานถึง 2 ปีเศษ แต่ไม่มีผู้ใดเสนอราคาสูงถึงราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แสดงว่าราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ในครั้งแรกเป็นราคาที่สูงเกินไป มีผลทำให้ไม่มีผู้สนใจเข้าประมูลซื้อทรัพย์สินในราคาที่สูงเกินจริง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบที่จะประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ และราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินใหม่นี้ถือได้ว่าเป็นราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดใหม่เป็นเงิน 595,000 บาท โจทก์จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีร้อยละ 3 ครึ่ง จากเงินจำนวนดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีร้อยละ 3 ครึ่ง จากจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา 1,005,172.47 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สิน ซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของเงินจำนวน 595,000 บาท โดยให้คืนค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจำนวน 14,356.04 บาท ที่เสียเกินให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเมศร์ พันธุ์โชติ
จำเลย — นายสมชัย โพธิ์สูง
จำเลย — บริษัทกรุงไทยสตีล อินดัสทรี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4642/2549
#268984
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 หมายเลข 3 (เดิม) ท้าย ป.วิ.พ. ที่กำหนดว่า ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย โจทก์ผู้นำยึดและขอถอนการยึดต้องเสียในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ส่วนการคำนวณราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนด ถ้าไม่ตกลงกันให้คู่ความที่เกี่ยวข้องเสนอเรื่องต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296 นั้น หมายถึงเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนดราคมทรัพย์สินที่ยึดเพื่อคำนวณค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ส่วนการประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นการประเมินราคาเบื้องต้นเท่านั้น ยังถือเป็นราคาทรัพย์สินที่แน่นอนแล้วไม่ได้ ดังนั้น หากพฤติการณ์ต่างๆ ปรากฏในภายหลังว่าราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ในขณะทำการยึดนั้นไม่เหมาะสมหรือสูงเกินไป เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ และราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินใหม่นี้ถือได้ว่าเป็นราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 612,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 598,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 5 เมษายน 2541 หากผิดนัดให้บังคับคดีได้ทันที โดยให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 38901 ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่ศาลชั้นต้นสั่งคืนให้เป็นพับ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 38901 ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อบังคับจำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาที่ดินขณะทำการยึดไว้ตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน 1,160,000 บาท และประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 15,000 บาท รายการยึดที่ดินและบัญชียึดทรัพย์ในสำนวน เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดจำนวน 17 ครั้ง แต่ไม่สามารถขายได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงทำการประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่เป็นเงิน 595,000 บาท และประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดเป็นครั้งที่ 18 ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2545

วันที่ 26 เมษายน 2545 โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2545 จำเลยตกลงขายทรัพย์สินที่ยึดให้แก่นางบุญเรือน เสงคิศิริ ในราคา 500,000 บาท เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์จึงขอถอนการยึด เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง จากยอดหนี้ตามหมายบังคับคดีจำนวน 1,005,172.47 บาท เป็นเงิน 35,181.04 บาท โจทก์ได้เสียค่าธรรมเนียมจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่โจทก์เห็นว่าโจทก์มีหน้าที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจากราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินใหม่จำนวน 595,000 บาท เป็นค่าธรรมเนียมจำนวน 20,825 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดค่าธรรมเนียมจากยอดหนี้ตามหมายบังคับคดีจำนวน 1,005,172.47 บาท เป็นการคิดค่าธรรมเนียมที่ไม่ถูกต้อง ขอให้คืนค่าธรรมเนียมส่วนที่คิดเกินจำนวน 14,356.04 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งจากจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา 1,005,172.47 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณจากจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 หมายเลข 3 (เดิม) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่กำหนดว่าค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายโจทก์ผู้นำยึดและขอถอนการยึดต้องเสียในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ส่วนการคำนวณราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนด ถ้าไม่ตกลงกันให้คู่ความที่เกี่ยวข้องเสนอเรื่องต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296 นั้น หมายถึงเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนดราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อคำนวณค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ส่วนการประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นการประเมินราคาเบื้องต้นเท่านั้น ยังถือเป็นราคาทรัพย์สินที่แน่นอนแล้วไม่ได้ ดังนั้น หากปรากฏในภายหลังว่าราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ในขณะทำการยึดนั้นไม่เหมาะสมหรือสูงเกินไปเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินที่ยึดตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน 1,160,000 บาท และประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างที่ยึดเป็นเงิน 15,000 บาท ต่อมาได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้ว รวม 17 ครั้ง เป็นเวลานานถึง 2 ปีเศษ แต่ไม่มีผู้ใดเสนอราคาสูงถึงราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แสดงว่าราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ในครั้งแรกเป็นราคาที่สูงเกินไปมีผลทำให้ไม่มีผู้สนใจเข้าประมูลซื้อทรัพย์สินในราคาที่สูงเกินจริง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบที่จะประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ และราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินใหม่นี้ถือได้ว่าเป็นราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดใหม่เป็นเงิน 595,000 บาท โจทก์จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีร้อยละ 3 ครึ่ง จากเงินจำนวนดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีร้อยละ 3 ครึ่ง จากจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา 1,005,172.47 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้ว่า ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของเงินจำนวน 595,000 บาท โดยให้คืนค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจำนวน 14,356.04 บาท ที่เสียเกินให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเมศร์ พันธุ์โชติ
จำเลย — นายสมชัย โพธิ์สูง
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2549
#266755
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้โจทก์จะอ้างมูลเหตุว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่โจทก์อ้างด้วยว่าหลังจากมีคำพิพากษาในคดีก่อนจำเลยทั้งสามไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์ได้ติดตามยึดรถคืนได้ในสภาพชำรุด ความเสียหายในคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในคดีนี้จึงต่างจากคำขอบังคับในคดีก่อน และมิใช่ประเด็นที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและมิใช่กรณีจะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จำนวน 590,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1996/2542 ของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1996/2542 ของศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่ส่งมอบคืนให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 430,000 บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,800 บาท นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 33 เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1996/2542 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ แต่คดีนี้แม้โจทก์จะอ้างมูลเหตุว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่โจทก์อ้างด้วยว่าหลังจากมีคำพิพากษาในคดีก่อนจำเลยทั้งสามไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์ได้ติดตามยึดรถคืนได้ในสภาพชำรุด ความเสียหายในคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในคดีนี้จึงต่างจากคำขอบังคับในคดีก่อน และมิใช่ประเด็นที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและมิใช่กรณีจะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ ดังนั้นฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเอ็กซ์คลูซีฟ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทดารวรรฒน์ ทรานสปอร์ต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัช เศรษฐมงคล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2549
#268983
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้โจทก์จะอ้างมูลเหตุว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่โจทก์อ้างด้วยว่าหลังจากมีคำพิพากษาในคดีก่อนจำเลยทั้งสามไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์ติดตามยึดรถคืนได้ในสภาพชำรุด ความเสียหายในคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในคดีนี้จึงต่างจากคำขอบังคับในคดีก่อน และมิใช่ประเด็นที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และมิใช่กรณีจะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 590,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1996/2542 ของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามไม่แก้อุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1996/2542 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ แต่คดีนี้แม้โจทก์จะอ้างมูลเหตุว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่โจทก์อ้างด้วยว่าหลังจากมีคำพิพากษาในคดีก่อนจำเลยทั้งสามไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์ได้ติดตามยึดรถคืนได้ในสภาพชำรุด ความเสียหายในคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในคดีนี้จึงต่างจากคำขอบังคับในคดีก่อน และมิใช่ประเด็นที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และมิใช่กรณีจะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเอ็กซ์คลูซีฟลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทดารวรรฒน์ ทรานสปอร์ต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4634/2549
#266752
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 12 ไม่ให้ใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาปรับใช้กับข้อกำหนดตามสัญญาดังกล่าวได้ ต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติทั่วไป สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง จึงต้องนำบทบัญญัติลักษณะเช่าทรัพย์มาบังคับด้วย เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้ออีกต่อไป ส่วนข้อกำหนดตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 ที่ระบุว่า ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยหรือสูญหาย ผู้เช่าซื้อยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบนั้น ถือได้ว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายให้ผู้ให้เช่าซื้อไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะกำหนดให้ตามที่เห็นสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามข้อสัญญาดังกล่าว สำหรับค่าขาดประโยชน์ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายให้โจทก์ประจำงวดวันที่ 2 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าเช่าซื้องวดต่อไปวันที่ 2 มิถุนายน 2542 แต่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันในวันที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ผิดนัดหรือค้างชำระค่าเช่าซื้อแต่อย่างใด และค่าเสียหายส่วนนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิด ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์ก่อนรถยนต์สูญหาย จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ษ - 2502 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 210,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 56,955.95 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 9,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 103,500 บาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 90,400 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเช่าซื้อที่ขาดอยู่และค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการดูแลรักษารถยนต์ที่เช่าซื้อตามที่วิญญูชนพึงกระทำแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อที่ขาด ข้อกำหนดตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ประกอบกับโจทก์ได้รับเงินค่าเช่าซื้อไปจากจำเลยที่ 1 มากกว่าราคารถยนต์ค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือ คงเป็นเฉพาะค่าดอกเบี้ยที่โจทก์คิดล่วงหน้ากับจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 4 ปี ส่วนค่าเสียหายโจทก์ก็ไม่ควรได้รับเนื่องจากโจทก์มิได้เสียหาย เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 12 ไม่ให้ใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ คดีนี้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 ก่อนที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาปรับใช้กับข้อกำหนดตามสัญญาดังกล่าวได้ ต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติทั่วไป สำหรับค่าเช่าซื้อส่วนที่ขาดเนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง จึงต้องนำบทบัญญัติลักษณะเช่าทรัพย์มาใช้บังคับด้วย เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหายคือวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้ออีกต่อไป ส่วนข้อกำหนดตามสัญญาเช่าซื้อที่ระบุว่า ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยหรือสูญหาย ผู้เช่าซื้อยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบนั้น พอแปลได้ว่าผู้เช่าซื้อยอมชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามจำนวนดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายให้ผู้ให้เช่าซื้อไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะกำหนดให้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามข้อสัญญาดังกล่าว ปรากฏกว่าตามสัญญาเช่าซื้อกำหนดราคาเช่าซื้อรถยนต์ไว้ 587,297.38 บาท ผู้เช่าซื้อชำระในวันทำสัญญา 73,831.78 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระรวม 48 งวด งวดละ 10,697.20 บาท ต่อเดือน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์แล้ว 35 งวด งวดสุดท้ายที่ชำระคือ งวดประจำวันที่ 2 พฤษภาคม 2542 ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไป รวมค่าเช่าซื้อที่ผ่อนชำระและที่ชำระในวันทำสัญญารวมเป็นเงิน 448,233.78 บาท ค่าเช่าซื้อยังคงขาดอยู่ 139,063.60 บาท เนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป ความสูญหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 หรือความผิดของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 86,900 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว สำหรับค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดให้ 3,500 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายให้โจทก์ประจำงวดวันที่ 2 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าเช่าซื้องวดต่อไปวันที่ 2 มิถุนายน 2542 แต่ปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายเสียก่อน โดยสูญหายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันในวันที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ผิดนัดหรือค้างชำระค่าเช่าซื้อแต่อย่างใด และค่าเสียหายส่วนนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์ก่อนรถยนต์สูญหายเป็นเงิน 3,500 บาท จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 86,900 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 12
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางกัลยา แตงเกษม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกิตติ อารีรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4617/2549
#266943
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่จำเลยอ้างว่าการกักขังไม่เป็นผลดีต่อครอบครัวจำเลย จำเลยมีภริยาและบุตรที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู ต้องขับรถไปส่งภริยาเพื่อไปค้าขายที่ตลาดทุกวันเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว จึงขอให้จำเลยถูกกักขังอยู่ที่บ้านของจำเลย โดยให้ภรรยาเป็นผู้ควบคุมความประพฤติของจำเลยนั้น ยังไม่พอฟังว่าการกักขังจำเลยไว้ที่บ้านของจำเลยจะมีความเหมาะสมกับประเภทหรือสภาพของจำเลยอย่างไร จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะสั่งให้กักขังจำเลยไว้ที่บ้านของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 24

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 78, 157, 160 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท ฐานขับรถโดยประมาทสองกระทง ปรับกระทงละ 1,000 บาท ฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรพร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีสองกระทง ปรับกระทงละ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานควบคุมประพฤติ 3 ครั้ง ภายในเวลาที่รอการลงโทษ และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 7 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นและการขับรถโดยประมาท เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 15 วัน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 30 วัน ฐานไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร จำคุกกระทงละ 15 วัน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 30 วัน รวมจำคุก 60 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 30 วัน (ที่ถูกโดยไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลย) และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยเพียงประการเดียวว่า จะสมควรส่งตัวจำเลยไปกักขังที่บ้านของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 24 วรรคสอง จะให้ดุลพินิจแก่ศาลที่จะสั่งในคำพิพากษาให้กักขังผู้กระทำผิดไว้ในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นที่ยินยอมรับผู้นั้นไว้หรือสถานที่อื่นที่อาจกักขังได้ เพื่อให้เหมาะสมกับประเภทหรือสภาพของผู้ถูกกักขังก็ตาม แต่ก็จะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเป็นการสมควรว่าสถานที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมกับประเภทหรือสภาพของผู้ถูกกักขังด้วย ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า การกักขังไม่เป็นผลดีต่อครอบครัวจำเลย จำเลยมีภริยาและบุตรที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู ต้องขับรถไปส่งภริยาเพื่อไปค้าขายที่ตลาดทุกวันเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว จึงขอให้จำเลยถูกกักขังอยู่ที่บ้านซึ่งเป็นที่อาศัยของจำเลย โดยให้ภริยาเป็นผู้ควบคุมความประพฤติของจำเลยนั้น ข้ออ้างดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าการกักขังจำเลยไว้ที่บ้านของจำเลยจะมีความเหมาะสมกับประเภทหรือสภาพของจำเลยอย่างไร กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะสั่งให้กักขังจำเลยไว้ที่บ้านของจำเลยตามที่ขอ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครปฐม
จำเลย — นายชูชาติ แย้มสำรวล
จำเลย — นางลัดดา ไชยวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4610/2549
#268789
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหาย เพราะความผิดทั้งสองฐานมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกัน และเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้เกี่ยวเนื่องกันไป การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียว คือ พรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อกระทำชำเราโดยผู้เสียหายยินยอมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควร ได้พรากเด็กหญิง ช. อายุ 14 ปีเศษ ผู้เสียหาย ไปจากบิดามารดาผู้ปกครองดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วย และเมื่อระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิง ช. ผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยจำนวนหลายครั้งโดยผู้เสียหายยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีให้ลงโทษจำคุก 4 ปี และฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี รวมให้ลงโทษจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยกับการกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นการกระทำกรรมเดียวคือการพรากผู้เสียหายไปเพื่อกระทำชำเราโดยผู้เสียหายยินยอมนั้น เห็นว่า เป็นความผิดฐานพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหาย เพราะความผิดทั้งสองฐานมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้เกี่ยวเนื่องกันไป การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวคือพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อกระทำชำเราโดยผู้เสียหายยินยอมดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละฐานดังกล่าวมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายประวิทย์ คงสันเทียะ
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4594/2549
#267590
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเคยสั่งให้โจทก์ลงโฆษณามาก่อนหลายครั้ง โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบสั่งโฆษณา แม้ในครั้งที่พิพาทกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จะมิได้ลงลายมือชื่อไว้แต่ก็เป็นเรื่องข้อตกลงภายในของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งบุคคลภายนอก ทั้งข้อความที่ลงโฆษณาก็เป็นเรื่องที่อยู่ในกิจการและประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 เชิดจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของตนว่าจ้างโจทก์โฆษณา จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดชำระสินจ้างแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนและในฐานะส่วนตัวว่าจ้างโจทก์ลงโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าเหลือง ภาษาไทย ในเขตนครหลวง ประจำปี 2539 เป็นเงินจำนวน 301,280 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 30,128 บาท โจทก์จัดพิมพ์โฆษณาในสมุดโทรศัพท์แล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 410,494 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 301,280 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ว่าจ้างโจทก์ลงโฆษณา จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 แต่เป็นพนักงานของบริษัทกิมสต๊อก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 การจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวอยู่นอกเหนืออำนาจของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจลงนามจัดซื้อจัดจ้างและมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 คือนายอรรถกร จารุเธียร และนางสาวจารุนันท์ จารุเธียร กรรมการพร้อมประทับตราจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 จัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้เป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 2 กระทำโดยพลการ เนื่องจากพนักงานขายของโจทก์ใช้กลลวง แจ้งจำเลยที่ 2 ว่าหากลงโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าเหลือง ช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 322,369.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 301,280 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่ออนุมัติว่าจ้างโจทก์ลงโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าเหลือง เขตนครหลวง โจทก์จัดส่งใบร่างแบบโฆษณาในสมุดโทรศัพท์ไปให้จำเลยที่ 2 ตรวจสอบ จำเลยที่ 2 อนุมัติตามเอกสารหมาย จ.5 โจทก์จึงจัดพิมพ์โฆษณาตามคำสั่งตามเอกสารหมาย จ.6 คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระสินจ้างให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่... เห็นว่า ได้ความจากนายคมสันต์พยานโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเคยสั่งให้โจทก์ลงโฆษณาก่อนหน้านี้หลายครั้ง ข้อนี้จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 เคยติดต่อโจทก์เพื่อลงโฆษณาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในใบสั่งโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.4 เช่นกัน แต่กรรมการของจำเลยที่ 1 ต้องลงลายมือชื่ออีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าในการว่าจ้างโจทก์โฆษณาที่ผ่านมา จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบสั่งลงโฆษณา แม้ในครั้งนี้กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จะมิได้ลงลายมือชื่อไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องข้อตกลงภายในของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดต่อโจทก์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทั้งข้อความที่ลงโฆษณาก็เป็นเรื่องที่อยู่ในกิจการและประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว กรณีไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะกระทำไปโดยพลการตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง พฤติการณ์ดังกล่าวมาบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 เชิดจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของตนว่าจ้างโจทก์โฆษณาดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดชำระสินจ้างแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบและศาลอุทธรณ์มิได้มีคำพิพากษาแก้ไขเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอิ้งค์ แอนด์ แอ้ด จำกัด
จำเลย — บริษัทคีย์ เคมิคัลส์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4540/2549
#267424
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน 2537 ข้อ 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสามนั้น เป็นการเพิ่มหรือลดอัตราเงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่ายเป็นการเพิ่มหรือลดตามสัดส่วนการสูญเสียของนายจ้างที่ต้องจ่ายเงินทดแทนโดยใช้จำนวนเงินทดแทนที่ต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างแต่ละคนแต่ละปี สำหรับเงินทดแทนส่วนที่เป็นค่าทดแทนรายเดือนที่กำหนดจ่ายเกินกว่า 1 ปี ค่าทดแทนดังกล่าวหมายเฉพาะค่าทดแทนที่ต้องจ่ายจริงในปีนั้น ๆ เท่านั้น หาได้หมายความรวมถึงค่าทดแทนส่วนที่ยังไม่ถึงเวลาที่ลูกจ้างจะได้รับในปีนั้นด้วยไม่ คำวินิจฉัยคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 167/2545 ของจำเลยที่ถือเอาเงินทดแทนที่ต้องจ่ายทั้งสิ้นจำนวน 484,368 บาท เป็นฐานในการคำนวณอัตราส่วนการสูญเสียจึงไม่ชอบ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว และกำหนดอัตราเงินสมทบใหม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 167/2545 ของจำเลย และกำหนดให้โจทก์ชำระเงินสมทบประจำปี 2545 ในอัตราร้อยละ 0.2 ของเงินค่าจ้าง 41,000,000 บาท เป็นเงิน 82,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 167/2545 ของจำเลย และกำหนดให้โจทก์จ่ายเงินสมทบจากการประเมินประจำปี 2545 ในอัตราร้อยละ 0.4 ของค่าจ้าง 41,000,000 บาท เป็นเงิน 164,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน 2537 ข้อ 15 บัญญัติในวรรคหนึ่งว่านายจ้างซึ่งต้องจ่ายเงินสมทบตามตารางที่ 1 มาแล้วสี่ปีติดต่อกัน ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบในปีถัดไปลดหรือเพิ่มอัตราเงินสมทบตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างตามตารางที่ 2 ท้ายประกาศนี้ ในวรรคสองว่า การคำนวณหาอัตราส่วนการสูญเสียตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคำนวณอัตราส่วนการสูญเสียโดยเฉลี่ยของนายจ้างแต่ละรายย้อนหลังไปสามปีติดต่อกัน และนำผลที่คำนวณได้ไปใช้ในปีถัดไปจากปีที่คำนวณหาอัตราส่วนการสูญเสีย และในวรรคสามว่า อัตราส่วนการสูญเสียนั้น ให้นำเงินทดแทนซึ่งต้องจ่ายให้ลูกจ้างแต่ละคนคำนวณเป็นร้อยละของเงินสมทบที่นายจ้างผู้นั้นต้องจ่ายในระยะเวลาเดียวกันตามบทบัญญัติข้อ 15 วรรคหนึ่ง วรรคสองและวรรคสาม แห่งประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมดังกล่าวเห็นได้ว่า การเพิ่มหรือลดอัตราเงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่ายเป็นการเพิ่มหรือลดตามสัดส่วนการสูญเสียของนายจ้างที่ต้องจ่ายเงินทดแทนโดยใช้จำนวนเงินทดแทนที่ต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างแต่ละคนแต่ละปี สำหรับเงินทดแทนส่วนที่เป็นค่าทดแทนรายเดือนที่กำหนดจ่ายเกินกว่า 1 ปี ค่าทดแทนดังกล่าวหมายเฉพาะค่าทดแทนที่ต้องจ่ายจริงในปีนั้น ๆ เท่านั้น หาได้หมายรวมถึงค่าทดแทนส่วนที่ยังไม่ถึงเวลาที่ลูกจ้างจะได้รับในปีนั้นด้วยไม่ คำวินิจฉัยคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 167/2545 ของจำเลยที่ถือเอาเงินทดแทนที่ต้องจ่ายทั้งสิ้นจำนวน 484,368 บาท เป็นฐานในการคำนวณอัตราส่วนการสูญเสียจึงไม่ชอบที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวและกำหนดอัตราเงินสมทบใหม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5 ม. 44
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน 2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอดิศรสงขลา จำกัด
จำเลย — คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชูศักดิ์ โชติวานิช
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4538/2549
#266714
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดก่อนกฎหมายแก้ไขใหม่ แม้โจทก์นำสืบว่า เมทแอมเฟตามีน 14,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 232.106 กรัม แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายในคำฟ้องว่า คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โจทก์ต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ทั้งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้ายาเสพติดให้โทษนั้นมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม?" แสดงว่าปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษเป็นการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำความผิด ที่โจทก์ไม่บรรยายจึงถือว่า ไม่ปรากฏปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ จึงต้องห้ามพิพากษาให้ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ที่โจทก์นำสืบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เพราะเกินคำขอและมิได้กล่าวในฟ้อง ทั้งยังเป็นการรับฟังอันเป็นผลร้ายแก่จำเลยซึ่งไม่ชอบ จึงต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 มาตรา 66 และมาตรา 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 และมาตรา 33 โดยโจทก์ขอจะริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์ของกลางต่อไปต่างหาก และขอให้ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) และมาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 33 ปี 8 เดือน (ที่ถูกต้องเป็น 33 ปี 4 เดือน) ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 (เดิม) และมาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมทแอมเฟตามีน 14,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 232.106 กรัม แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายในคำฟ้องว่า คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โจทก์ต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ทั้งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้ายาเสพติดให้โทษนั้นมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม" ซึ่งแสดงว่าปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษเป็นการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด กรณีที่โจทก์ไม่บรรยายจึงถือว่า ไม่ปรากฏปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ จึงต้องห้ามพิพากษาให้ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ที่โจทก์นำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เพราะเกินคำขอและมิได้กล่าวในฟ้อง ทั้งยังเป็นการรับฟังอันเป็นผลร้ายแก่จำเลยซึ่งไม่ชอบ จึงต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 66 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายพัฒนะ บุญนาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายเอกชัย มณีรัตน์โรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ประทีป ปิติสันต์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4538/2549
#268988
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โจทก์ต้องบรรยายว่าการกระทำทั้งหลายอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ทั้งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้ายาเสพติดให้โทษนั้นมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม" ซึ่งแสดงว่าปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษเป็นการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด กรณีที่โจทก์ไม่บรรยายจึงถือว่า ไม่ปรากฏปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ จึงต้องห้ามพิพากษาให้ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ที่โจทก์นำสืบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เพราะเกินคำขอและมิได้กล่าวในฟ้อง ทั้งยังเป็นการรับฟังอันเป็นผลร้ายแก่จำเลยซึ่งไม่ชอบ จึงต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 24 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 14,000 เม็ด น้ำหนัก 1,284.38 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อที่ล่อซื้อในราคา 700,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามและยึดเมทแอมเฟตามีน จำนวน 14,000 เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง รถยนต์ทะเบียน บก - 9614 ตราด และ 7 ธ - 4982 กรุงเทพมหานคร และธนบัตร 700,000 บาท ของเจ้าพนักงานที่จำเลยทั้งสามได้จากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 มาตรา 66 และมาตรา 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 และมาตรา 33 และริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) และมาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 33 ปี 8 เดือน (ที่ถูกต้องเป็น 33 ปี 4 เดือน) ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 (เดิม) และมาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมทแอมเฟตามีน 14,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 232.106 กรัม แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายในคำฟ้องว่า คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โจทก์ต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ทั้งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้ายาเสพติดให้โทษนั้นมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม" ซึ่งแสดงว่าปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษเป็นการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด กรณีที่โจทก์ไม่บรรยายจึงถือว่า ไม่ปรากฏปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ จึงต้องห้ามพิพากษาให้ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ที่โจทก์นำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เพราะเกินคำขอและมิได้กล่าวในฟ้อง ทั้งยังเป็นการรับฟังอันเป็นผลร้ายแก่จำเลยซึ่งไม่ชอบ จึงต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายพัฒนะ บุญนาค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ประทีป ปิติสันต์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4535/2549
#267110
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลย ขอให้จำเลยส่งเงินเดือนของ ส. ให้ตามคำสั่งอายัด โจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทย่อมมีหน้าที่จัดการกิจการภายในของบริษัท จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดดังกล่าว แต่จำเลยกลับมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ส่งเงินตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้โจทก์ทำหนังสือลงนามแจ้งว่า ส. ไม่ได้ทำงานในบริษัทจำเลย เพื่อปฏิเสธไม่ส่งเงินตามคำสั่งอายัดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำสั่งของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ การที่โจทก์ไม่ทำตามคำสั่งจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ทั้งมิใช่การจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวยังเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 อีกด้วย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2541 จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 41,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 27 ถึง 30 ของเดือน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548 กรมบังคับคดีได้มีหนังสือถึงจำเลยให้อายัดเงินเดือนของนายสมชาติ อังกาบสี จำนวนร้อยละสามสิบ โจทก์ในฐานะผู้บังคับบัญชาจึงแจ้งกรมบังคับคดีว่านายสมชาติทำงานอยู่กับจำเลยและจะทำการหักเงินเดือนนายสมชาติส่งให้ ต่อมาโจทก์ทราบว่านายสมชาติเป็นพนักงานของบริษัทแกรนด์ เพิร์ล จำกัด ซึ่งมีที่ตั้งบริษัทอยู่ที่เดียวกับจำเลย โจทก์จึงทำหนังสือฉบับใหม่เพื่อแจ้งให้กรมบังคับคดีทราบว่านายสมชาติไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลย แต่จำเลยระงับหนังสือดังกล่าวแล้วอ้างว่าโจทก์ปลอมแปลงลายมือชื่อจำเลย ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 เมษายน 2548 โดยไม่ได้ตักเตือนหรือสอบสวนตามข้อบังคับการทำงานของโจทก์ การกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิดร้ายแรง และไม่ทำให้จำเลยเสียหายแต่อย่างใด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายในเดือนเมษายน 2548 จำนวน 18 วัน คิดเป็นเงิน 24,899.94 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 45 วัน เป็นเงิน 62,249.85 บาท ค่าชดเชยจำนวน 240 วัน เป็นเงิน 331,999.20 บาท ค่าเครื่องแบบที่จำเลยหักไว้เป็นเงิน 2,500 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5 วัน เป็นเงินจำนวน 6,916.65 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 4,482,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเครื่องแบบ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการทั่วไป เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือที่ ยธ 0511 (3)/4804 แจ้งเตือนให้บริษัทจำเลย ส่งเงินตามที่แจ้งอายัดค่าจ้างร้อยละสามสิบของเงินเดือน เงินโบนัสประจำปีและเงินตอบแทนกรณีออกจากงานเต็มจำนวนของนายสมชาติ อังกาบสี โจทก์ได้ปรึกษาประธานบริษัทจำเลย ซึ่งได้เรียกที่ปรึกษากฎหมายมาหารือกับโจทก์ด้วย ที่ปรึกษากฎหมายได้สอบถามโจทก์แล้ว โจทก์แจ้งว่านายสมชาติไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลย ที่ปรึกษากฎหมายจึงแนะนำให้โจทก์ทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยให้โจทกืในฐานะผู้จัดการทั่วไปหรือผู้จัดการใหญ่เป็นผู้ลงนามโดยด่วน เพราะหนังสือจากเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นฉบับที่ 3 แล้ว หากเนิ่นช้าไปอาจมีผลให้ประธานบริษัทจำเลยถูกหมายเรียกไปสอบถามได้ หรืออาจมีโทษจำคุก แต่โจทก์กลับฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยมิได้จัดทำหนังสือชี้แจงดังกล่าว เมื่อที่ปรึกษากฎหมายสอบถามถึง โจทก์ก็จัดทำหนังสือเสนอให้ประธานบริษัทจำเลยเป็นผู้ลงนามโดยแจ้งประธานบริษัทจำเลยว่าที่ปรึกษากฎหมายเป็นผู้แนะนำให้ดำเนินการ เมื่อที่ปรึกษากฎหมายได้สอบถามประธานบริษัทจำเลย โจทก์จึงได้ทำลายเอกสารดังกล่าวและมิได้ทำหนังสือชี้แจงเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยจึงได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 จำเลยได้จ่ายเงินเดือนให้แก่โจทก์ในวันเลิกจ้างแต่โจทก์ไม่ยอมรับ การกระทำของโจทก์ถือว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอย่างร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายในกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเนื่องจากโจทก์เป็นผู้จัดการใหญ่ของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างจำนวน 24,899.94 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 6,916.65 บาท ค่าชดเชยจำนวน 331,999.20 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 62,249.85 บาท ค่าเครื่องแบบจำนวน 2,500 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 332,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทแกรนด์ เพิร์ล จำกัด และบริษัทจำเลย ประกอบกิจการเรือสำราญ ใช้สถานที่ประกอบกิจการร่วมกัน โดยมีนายพิชิต กุลเกียรติเดช เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัททั้งสองแต่ผู้เดียว บริษัททั้งสองใช้ลูกจ้างชุดเดียวกัน โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการทั่วไป รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 41,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 27 ถึง 30 ของเดือน และโจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการของบริษัทแกรนด์ เพิร์ล จำกัด ด้วย นายสมชาติ อังกาบสี เป็นลูกจ้างบริษัทตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ นั่งทำงานอยู่ติดกับโจทก์และรับเงินเดือนจากบริษัทแกรนด์ เพิร์ล จำกัด มูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากกรมบังคับคดีมีหนังสือแจ้งเตือนไปยังกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยว่า กรมบังคับคดียังไม่ได้รับเงินที่แจ้งอายัดเงินค่าจ้างจำนวนร้อยละสามสิบของนายสมชาติ นายพิชิตให้โจทก์ปรึกษากับนายทศพล โตวิชา ซึ่งเป็นทนายความส่วนตัวของนายพิชิต นายทศพลแนะนำให้โจทก์ทำหนังสือแจ้งไปในนามโจทก์ในฐานะผู้จัดการทั่วไป ตามร่างหนังสือแจ้งเอกสารหมาย ล.2 ว่า นายสมชาติไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยจึงไม่สามารถส่งเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่แจ้งอายัดได้ แต่โจทก์เห็นว่านายพิชิตซึ่งเป็นประธานบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย โจทก์จึงทำหนังสือเพื่อแจ้งไปดังกล่าวนำเสนอให้นายพิชิตประธานบริษัทลงนาม แต่นายพิชิตไม่ยอมลงนามและมีคำสั่งให้โจทก์ทำหนังสือลงนามในนามของโจทก์ส่งไป แต่โจทก์ขอให้มีหนังสือมอบอำนาจของนายพิชิตแนบไปด้วย แล้วโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่ง จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอย่างร้ายแรงแล้ววินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้จัดการทั่วไปของทั้งสองบริษัท แต่นายพิชิตเพียงผู้เดียวเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัททั้งสอง การให้ผู้อื่นกระทำการใด ๆ แทนอันมีผลผูกพันบริษัท นายพิชิตจะต้องทำหนังสือมอบอำนาจให้กระทำการแทน ที่นายพิชิตสั่งให้โจทก์ออกหนังสือในนามโจทก์จึงไม่ถูกต้อง เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ไม่ยอมทำตามคำสั่งจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการขัดคำสั่งของนายพิชิตซึ่งเป็นนายจ้างแต่อย่างใด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และยังถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยอุทธรณ์ว่าการออกหนังสือตอบกรมบังคับคดีว่านายสมชาติไม่ได้ทำงานอยู่ในบริษัทของจำเลยไม่ใช่การทำนิติกรรม ไม่มีผลผูกพันเกี่ยวกับสิทธิใด ๆ ของจำเลย โจทก์ในฐานะผู้จัดการทั่วไปสามารถจัดทำและลงนามแจ้งไปได้ คำสั่งของนายพิชิตจึงชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ไม่ยอมจัดทำหนังสือแจ้งไปตามคำสั่งจึงเป็นการขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างและร้ายแรง จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งของนายพิชิตซึ่งเป็นนายจ้างเป็นคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมหรือไม่ โจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.3 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลย ขอให้จำเลยส่งเงินให้ตามคำสั่งอายัดโดยด่วนภายในกำหนด 10 วัน มิฉะนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีจะรายงานศาลเพื่อหมายเรียกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 ต่อไป ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ทั้งบริษัทจำเลยและบริษัทแกรนด์ เพิร์ล จำกัด มีนายพิชิต กุลเกียรติเดช เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัททั้งสองแต่ผู้เดียว โจทก์เป็นผู้จัดการทั่วไปของทั้งสองบริษัท ทั้งสองบริษัทประกอบกิจการเรือสำราญในสถานประกอบการเดียวกัน ใช้ลูกจ้างชุดเดียวกันทำงาน นายสมชาติ อังกาบสี นั่งทำงานอยู่ติดกับโจทก์ ดังนี้แม้บริษัทแกรนด์ เพิร์ล จำกัด และจำเลยจะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกันและนายสมชาติ เป็นลูกจ้างของบริษัทแกรนด์ เพิร์ล จำกัด แต่โจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของทั้งสองบริษัทย่อมมีหน้าที่จัดการกิจการภายในของทั้งสองบริษัท ตลอดจนมีอำนาจวางระเบียบหรือจัดการเกี่ยวกับการจ่ายหรืองดจ่ายเงินค่าจ้างแก่ลูกจ้างของทั้งสองบริษัท จึงมีเหตุให้โจทก์เชื่อว่าเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดดังกล่าว แต่จำเลยกลับมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ส่งเงินตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้โจทก์ทำหนังสือลงนามโจทก์แจ้งว่านายสมชาติไม่ได้ทำงานในบริษัทจำเลย เพื่อปฏิเสธไม่ส่งเงินตามคำสั่งอายัดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ครั้นโจทก์ขอให้มีหนังสือมอบอำนาจของจำเลยเพื่อแนบหนังสือตอบปฏิเสธส่วนราชการดังกล่าวของโจทก์ด้วย นายพิชิตก็ปฏิเสธไม่ทำให้ โจทก์จึงมีเหตุควรกลัวว่าอาจเกิดผลเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดเป็นส่วนตนได้ คำสั่งของนายพิชิตหรือจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ดังนั้นการที่โจทก์ไม่ทำตามคำสั่งดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ทั้งมิใช่การจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวยังเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 อีกด้วย ดังนั้นจำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีเลิศ อรุณชัยรัตน์
จำเลย — บริษัทควีนแมรี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4533/2549
#266776
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 หรือไม่นั้น หาใช่พิจารณาแต่เพียงว่านายจ้างมีสิทธิเลิกสัญญาจ้างตามข้อตกลงในสัญญาจ้างประการเดียวเท่านั้นไม่ แต่จะต้องพิจารณาด้วยว่ากรณีการเลิกจ้างดังกล่าวมีเหตุแห่งการเลิกจ้างและเป็นเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้บริหารทั่วไปเกี่ยวกับสินค้าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ให้เป็นระบบทางคอมพิวเตอร์ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยเหตุว่าโครงการดังกล่าวสิ้นสุดลงถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันจำเป็นและสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์

โจทก์แก้อุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาเพิ่มค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลาง จึงชอบที่จะทำเป็นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ซึ่งโจทก์ได้อุทธรณ์แล้วแต่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเป็นที่สุด ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัยคำแก้อุทธรณ์โจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอภิญญาณ์ หงษาภรณีบุตร
จำเลย — บริษัทดีทแฮล์ม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4532/2549
#266725
เปิดฉบับเต็ม

ว. จ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างในหน่วยวิคตอรี่ของบริษัท อ. แม้ต่อมา ว. จะถึงแก่ความตาย แต่หน่วยวิคตอรี่ก็ยังคงสามารถดำรงอยู่และบริการลูกค้าของบริษัท อ. ต่อไปได้โดยมิได้ยุบไปในทันทีที่ ว. ถึงแก่ความตาย สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับ ว. จึงหามีสาระสำคัญอยู่ที่ตัว ว. ผู้เป็นนายจ้างไม่ แม้ ว. จะถึงแก่ความตาย สัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวก็ไม่ระงับสิ้นไป

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับ ว. ระบุว่า "ข้าพเจ้า (นาย ว.) ในฐานะนายจ้างยินดีจ่ายเงินสะสมในบัญชีของข้าพเจ้า บัญชีฝากประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสุรวงศ์ บัญชีเลขที่ 125 - 2 - 10103 - 8 ให้แก่ ส. (โจทก์) ในฐานะลูกจ้างครึ่งหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้ามีความประสงค์ยุบหน่วยวิคตอรี่และหรือเมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ขอมอบให้ ส. (โจทก์) มีสิทธิยุบหน่วยวิคตอรี่ตามที่เห็นสมควร" ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะพึงได้รับเงินสะสมจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวของ ว. ครึ่งหนึ่งก็ต่อเมื่อมีการยุบหน่วยวิคตอรี่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องทายาทโดยธรรมของ ว. ให้แบ่งเงินฝากของ ว. ก่อนที่จะมีการยุบหน่วยวิคตอรี่ ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะเรียกร้องเงินดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดจ่ายเงินรวม 1,840,925.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งเจ็ดปิดบัญชีเงินฝากประเภทประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสุรวงศ์ เลขที่ 125 - 2 - 10103 - 8 ของนายวิจิตร แจ่มใส แล้วนำยอดฝากก่อนและหลังจากวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 มาแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ดให้โจทก์มีอำนาจปิดบัญชีนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ทันที ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท ตั้งแต่เดือนกันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะยุบหน่วยวิคตอรี่หรือปิดบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันจ่ายเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นหลังปิดบัญชีตามข้อ 2 ถึงวันยุบหน่วยวิคตอรี่ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งของผลประโยชน์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นดังกล่าว หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระตามข้อ 3 และ 4 ให้จำเลยทั้งเจ็ดเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดที่ค้างชำระแต่ละยอด นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ขาดนัด

จำเลยที่ 6 แถลงไม่ประสงค์ยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินเดือนค้างจ่ายจำนวน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 66,000 บาท เงินผลประโยชน์ค้างจ่าย 1,039,232.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 415,692.93 บาท รวมเป็นเงินค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยทั้งสิ้นจำนวน 1,840,925.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งเจ็ดนำเงินในบัญชีเงินฝากประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 125 - 10103 - 8 สาขาสุรวงศ์ ของนายวิจิตรจำนวนครึ่งหนึ่งของยอดเงินฝากก่อนและหลังวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 มาแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท และเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจำนวนครึ่งหนึ่งจากบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะยุบหน่วยวิคตอรี่ (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545) หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระเงินเดือนตั้งแต่เดือนกันยายน 2545 กับเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นก่อนวันยุบหน่วยวิคตอรี่ ก็ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดเงินที่ค้างชำระแต่ละยอดนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย คำขอนอกเหนือจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับนายวิจิตร ผู้เป็นนายจ้างมีสาระสำคัญอยู่ที่ตัวนายวิจิตรย่อมระงับสิ้นไปด้วยความตายแห่งนายวิจิตรนายจ้างหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า นายวิจิตรจ้างโจทก์ทำงานในหน่วยวิคตอรี่ บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด แม้ต่อมานายวิจิตรจะถึงแก่ความตาย แต่หน่วยวิคตอรี่ก็ยังคงสามารถดำรงอยู่และบริการลูกค้าของบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ต่อไปได้ หาใช่ว่าหน่วยงานนี้ต้องยุบไปในทันทีที่นายวิจิตรถึงแก่ความตายแต่อย่างใดไม่ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับนายวิจิตรจึงหามีสาระสำคัญอยู่ที่ตัวนายวิจิตรผู้เป็นนายจ้างไม่ แม้นายวิจิตรจะถึงแก่ความตาย สัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวก็ไม่ระงับสิ้นไปด้วยความตาย คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อต่อไป ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้รับไว้ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดมอบผลประโยชน์เงินสะสมตามสัญญาจ้างงานหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามสัญญาจ้างงานระหว่างโจทก์กับนายวิจิตรระบุว่า "ข้าพเจ้า (นายวิจิตร) ในฐานะนายจ้าง ยินดีจ่ายเงินสะสมในบัญชีของข้าพเจ้า บัญชีฝากประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสุรวงศ์ บัญชีเลขที่ 125 - 2 - 10103 - 8 ให้แก่นางสาวพิศมัย (โจทก์) ในฐานะลูกจ้างครึ่งหนึ่ง (50%) เมื่อข้าพเจ้ามีความประสงค์ยุบหน่วยวิคตอรี่และหรือเมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ขอมอบให้นางสาวพิศมัยมีสิทธิยุบหน่วยวิคตอรี่ตามที่เห็นสมควร" จะเห็นได้ว่า สิทธิของโจทก์ที่จะพึงได้รับเงินสะสมจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวของนายวิจิตรครึ่งหนึ่งก็ต่อเมื่อมีการยุบหน่วยวิคตอรี่แล้วนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามที่โจทก์และฝ่ายจำเลยนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของศาลแรงงานกลางว่าบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด สั่งให้ยุบหน่วยวิคตอรี่ลงตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไป แต่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งหมดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายวิจิตรแบ่งเงินฝากของนายวิจิตรตามบัญชีเงินฝากท้ายคำฟ้องเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2545 อันเป็นเวลาก่อนที่จะมีการยุบหน่วยวิคตอรี่ ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะเรียกร้องเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดมอบผลประโยชน์เงินสะสามตามสัญญาจ้างงาน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจำนวนครึ่งหนึ่งจากบัญชีเงินฝากประจำของนายวิจิตรตามคำฟ้องพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง และเนื่องจากคำพิพากษานี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้คำพิพากษานี้มีผลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยทั้งเจ็ดปิดบัญชีเงินฝากของนายวิจิตรตามฟ้องแล้วนำมาแบ่งจ่ายให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 584
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 245 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพิศมัย มูรพันธุ์
นางดวงสมรหรือสมร แจ่มใส โดยพันโทสุษฎา
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4532/2549
#267256
เปิดฉบับเต็ม

ว. จ้างโจทก์ให้ทำงานในหน่วยวิคตอรี่ของบริษัท อ. โดยโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท ตามสัญญาจ้างงานมีข้อความว่า เมื่อ ว. ถึงแก่ความตายขอมอบให้โจทก์มีสิทธิยุบหน่วยวิคตอรี่ตามที่เห็นสมควร ทั้งบริษัท อ. ยังคงให้สิทธิแก่ทายาทโดยธรรมของ ว. ที่จะเข้ารับช่วงบริหารงานในหน่วยวิคตอรี่ต่อไปในกรณีที่ ว. ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยวิคตอรี่ถึงแก่ความตาย ภายหลังจาก ว. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2543 จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ ว. ได้มีหนังสือขอให้ทางบริษัท อ. จัดสรรเงินเดือนของโจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2543 ถึงเดือนมกราคม 2545 รวม 25 เดือน เป็นเงิน 250,000 บาท และเงินเดือนประจำทุกวันสิ้นเดือน 10,000 บาท ให้แก่โจทก์ แม้ ว. จะถึงแก่ความตาย หน่วยวิคตอรี่ก็ยังคงสามารถดำรงอยู่และบริการลูกค้าของบริษัท อ. ต่อไปได้ มิใช่ว่าต้องยุบไปในทันทีที่ ว. ถึงแก่ความตาย สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับ ว. จึงหามีสาระสำคัญอยู่ที่ตัว ว. ผู้เป็นนายจ้างไม่ แม้ ว. จะถึงแก่ความตายก็ไม่ระงับสิ้นไป

ตามสัญญาจ้างงานระบุว่า "ข้าพเจ้า ว. ในฐานะนายจ้างยินดีจ่ายเงินสะสมในบัญชีของข้าพเจ้า ให้แก่ พ. (โจทก์) ในฐานะลูกจ้างครึ่งหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้ามีความประสงค์ยุบหน่วยวิคตอรี่และหรือเมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมขอมอบให้ พ. มีสิทธิยุบหน่วยวิคตอรี่ตามที่เห็นสมควร" ตามข้อสัญญาดังกล่าว สิทธิของโจทก์ที่จะพึงได้รับเงินสะสมจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวครึ่งหนึ่งก็ต่อเมื่อมีการยุบหน่วยวิคตอรี่แล้วนั่นเอง เมื่อบริษัท อ. สั่งให้ยุบหน่วยวิคตอรี่ลงตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไป แต่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ ว. แบ่งเงินฝากของ ว. เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2545 ก่อนที่จะมีการยุบหน่วยวิคตอรี่ขณะที่โจทก์ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยมอบผลประโยชน์เงินสะสมตามสัญญาจ้างงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของนายวิจิตร แจ่มใส ผู้ตาย ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ผู้ตายเป็นตัวแทนขายประกันให้แก่บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ตำแหน่งผู้จัดการหน่วยวิคตอรี่ โดยแยกการบริหารงานการขายมาบริหารเอง เมื่อได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการบริหารก็ให้บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด จ่ายเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ตายที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสุรวงศ์ ในการบริหารงานดังกล่าวผู้ตายได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างผู้ตาย ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ เงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนและตกลงจ่ายเงินผลประโยชน์ในบัญชีเงินฝากประจำข้างต้นให้โจทก์อีกครึ่งหนึ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2543 ผู้ตายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของผู้ตายมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตร จำเลยที่ 4 เป็นภริยาของผู้ตายมีจำเลยที่ 5 และที่ 6 และที่ 7 เป็นบุตร เมื่อสิ้นเดือนมกราคม 2543 โจทก์ได้ติดตามทวงถามจำเลยทั้งเจ็ดในฐานะทายาทของผู้ตายให้จ่ายค่าจ้างและผลประโยชน์แทนผู้ตาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ยินยอม จำเลยทั้งเจ็ดมีหน้าที่จ่ายเงินเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2543 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 รวม 32 เดือน เป็นเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 66,000 บาท และผลประโยชน์จากบัญชีเงินฝากประจำซึ่งมียอดเงินฝาก ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 จำนวน 2,078,646.64 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 1,039,232.32 บาท พร้อมดอกเบี้ย 415,692.93 บาท ซึ่งยังไม่รวมอีกครึ่งหนึ่งของยอดหลังวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 จนถึงวันปิดบัญชี รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องจ่ายให้โจทก์เป็นเงิน 1,840,925.25 บาท โจทก์ไม่มีทางใดจะบังคับจำเลยทั้งเจ็ดได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดจ่ายเงินรวม 1,840,925.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งเจ็ดปิดบัญชีเงินฝากประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสุรวงศ์ เลขที่ 125-2-10103-8 ของนายวิจิตร แจ่มใส แล้วนำยอดฝากก่อนและหลังจากวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 มาแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ดให้โจทก์มีอำนาจปิดบัญชีนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ทันที ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท ตั้งแต่เดือนกันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะยุบหน่วยวิคตอรี่หรือปิดบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันจ่ายเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นหลังปิดบัญชีตามข้อ 2 ถึงวันยุบหน่วยวิคตอรี่ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งของผลประโยชน์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นดังกล่าว หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระตามข้อ 3 และ 4 ให้จำเลยทั้งเจ็ดเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดที่ค้างชำระแต่ละยอด นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้พิทักษ์ นายวิจิตร แจ่มใส เป็นตัวแทนขายประกันชีวิตให้แก่บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยวิคตอรี่แยกบริหารงานการขายประกันออกจากบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด เมื่อนายวิจิตร แจ่มใส ถึงแก่ความตายในวันที่ 14 มกราคม 2543 สัญญาจ้างโจทก์ย่อมระงับ ทั้งตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 โจทก์มีสิทธิยุบหน่วยวิคตอรี่ แต่โจทก์หาได้กระทำไม่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายวิจิตร แจ่มใส จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเดือนให้โจทก์รวม 32 เดือน รวมเป็นเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 66,000 บาท ตามฟ้อง ส่วนเงินผลประโยชน์ตามบัญชีเงินฝากประจำครึ่งหนึ่งไม่ใช่เป็นเงินที่มีลักษณะเป็นค่าตอบแทนในการทำงานหรือเป็นสินจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ขาดนัด

จำเลยที่ 6 แถลงไม่ประสงค์ยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินเดือนค้าจ่ายจำนวน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 66,000 บาท เงินผลประโยชน์ค้างจ่าย 1,039,232.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 415,692.93 บาท รวมเป็นเงินค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยทั้งสิ้นจำนวน 1,840,925.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งเจ็ดนำเงินในบัญชีเงินฝากประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 125-10103-8 สาขาสุรวงศ์ ของนายวิจิตร แจ่มใส จำนวนครึ่งหนึ่งของยอดเงินฝากก่อนและหลังวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 มาแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ดกับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท และเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจำนวนครึ่งหนึ่งจากบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะยุบหน่วยวิคตอรี่ (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545) หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระเงินเดือนตั้งแต่เดือนกันยายน 2545 กับเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นก่อนวันยุบหน่วยวิคตอรี่ ก็ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดเงินที่ค้างชำระแต่ละยอด นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย คำขอนอกเหนือจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับนายวิจิตร แจ่มใส ผู้เป็นนายจ้างมีสาระสำคัญอยู่ที่ตัวนายวิจิตรย่อมระงับสิ้นไปด้วยความตายแห่งนายวิจิตรนายจ้างหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า นายวิจิตรจ้างโจทก์ทำงานในหน่วยวิคตอรี่ บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ตามเอกสารหมาย จ. 1 จ. 2 และ จ. 4 โดยโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท ตามสัญญาจ้างแรงงาน เอกสารหมาย จ. 1 ข้อ 2 มีข้อความว่า เมื่อนายวิจิตรถึงแก่ความตายขอมอบให้โจทก์มีสิทธิยุบหน่วยวิคตอรี่ตามที่เห็นสมควร ทั้งบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ยังคงให้สิทธิแก่ทายาทโดยธรรมของนายวิจิตรที่จะเข้ารับช่วงบริหารงานในหน่วยวิคตอรี่ต่อไปในกรณีที่นายวิจิตรซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยวิคตอรี่ถึงแก่ความตาย ภายหลังจากนายวิจิตรถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2543 จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 (ที่ถูกจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7) ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายวิจิตรได้มีหนังสือเอกสารหมาย จ. 11 ขอให้ทางบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด จัดสรรเงินเดือนของโจทก์ผู้ช่วยบริหารงานหน่วยวิคตอรี่ตั้งแต่เดือนมกราคม 2543 ถึงเดือนมกราคม 2545 รวม 25 เดือน เป็นเงินจำนวน 250,000 บาท และเงินเดือนประจำทุกวันสิ้นเดือนจำนวน 10,000 บาท ให้แก่โจทก์ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าแม้นายวิจิตรจะถึงแก่ความตาย หน่วยวิคตอรี่ก็ยังคงสามารถดำรงอยู่และบริการลูกค้าของบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ต่อไปได้ หาใช่ว่าหน่วยงานนี้ต้องยุบไปในทันทีที่นายวิจิตรถึงแก่ความตายแต่อย่างใดไม่ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับนายวิจิตรจึงหามีสาระสำคัญอยู่ที่ตัวนายวิจิตรผู้เป็นนายจ้างไม่ แม้นายวิจิตรจะถึงแก่ความตายสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวก็ไม่ระงับสิ้นไปด้วยความตายแห่งนายวิจิตรผู้เป็นนายจ้าง คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อต่อไปซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้รับไว้ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดมอบผลประโยชน์เงินสะสมตามสัญญาจ้างงาน เอกสารหมาย จ. 1 ข้อ 2 หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามสัญญาจ้างงานเอกสารหมาย จ. 1 ข้อ 2 ระบุว่า "ข้าพเจ้า (นายวิจิตร) ในฐานะนายจ้างยินดีจ่ายเงินสะสมในบัญชีของข้าพเจ้า บัญชีฝากประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสุรวงศ์ บัญชีเลขที่ 125-2-10103-8 ให้แก่นางพิศมัย มูรพันธุ์ (โจทก์) ในฐานะลูกจ้างครึ่งหนึ่ง (50%) เมื่อข้าพเจ้ามีความประสงค์ยุบหน่วยวิคตอรี่และหรือเมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมขอมอบให้นางสาวพิศมัย มูรพันธุ์ มีสิทธิยุบหน่วยวิคตอรี่ตามที่เห็นสมควร" ตามข้อสัญญาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สิทธิของโจทก์ที่จะพึงได้รับเงินสะสมจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวของนายวิจิตรครึ่งหนึ่งก็ต่อเมื่อมีการยุบหน่วยวิคตอรี่แล้วนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามที่โจทก์และฝ่ายจำเลยนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของศาลแรงงานกลางว่าบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด สั่งให้ยุบหน่วยวิคตอรี่ ลงตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไป ตามเอกสารหมาย ลต. 1 แต่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งหมดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายวิจิตรแบ่งเงินฝากของนายวิจิตรตามบัญชีเงินฝากท้ายคำฟ้องเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2545 อันเป็นเวลาก่อนที่จะมีการยุบหน่วยวิคตอรี่ ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะเรียกร้องเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดมอบผลประโยชน์เงินสะสมตามสัญญาจ้างงาน เอกสารหมาย จ. 1 ข้อ 2 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจำนวนครึ่งหนึ่งจากบัญชีเงินฝากประจำของนายวิจิตร แจ่มใส ตามคำฟ้องพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง และเนื่องจากคำพิพากษานี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้คำพิพากษานี้มีผลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยทั้งเจ็ดปิดบัญชีเงินฝากของนายวิจิตรตามฟ้องแล้วนำมาแบ่งจ่ายให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพิศมัย มูรพันธุ์
จำเลย — นางดวงสมรหรือสมร แจ่มใส ฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4530/2549
#267286
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำให้การโดยมิได้โต้แย้งว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง ศาลแพ่งชี้สองสถานกำหนดประเด็นและนัดสืบพยานแบบต่อเนื่อง ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยกลับโต้แย้งอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งมาตั้งแต่แรก กรณีจึงไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจของศาลแพ่งตามที่จำเลยเพิ่งโต้แย้งในภายหลัง และถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลตามที่จำเลยอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 9 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ส่งสินค้าของจำเลยไปที่ประเทศฝรั่งเศสรวม 4 ครั้ง โจทก์ส่งสินค้าให้แล้วแต่จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าจ้างรวม 696,403.08 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยยังเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 696,403.08 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้า แต่เป็นเพียงผู้แนะนำเจ้าของสินค้าให้ไปติดต่อว่าจ้างโจทก์โดยตรงเจ้าของสินค้าได้ชำระค่าจ้างให้โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 696,403.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลแพ่งไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เพราะเป็นคดีซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด คดีนี้เมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องจนกระทั่งยื่นคำให้การแล้วจำเลยมิได้โต้แย้งว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งแต่อย่างใด ครั้นถึงวันนัดชี้สองสถานวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ศาลแพ่งกำหนดประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การไว้ 2 ประเด็น โจทก์แถลงว่าจะสืบพยานรวม 3 ปาก 1 นัด จำเลยแถลงว่าประสงค์จะสืบพยาน 3 ปาก โดยใช้เวลา 1 นัด ศาลแพ่งจึงนัดสืบพยานแบบต่อเนื่องโดยนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 30 สิงหาคม 2548 เวลา 9.00 ถึง 16.30 นาฬิกา และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เวลา 9.00 ถึง 16.30 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 30 สิงหาคม 2548 จำเลยกลับโต้แย้งอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งมาตั้งแต่แรก กรณีจึงไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจของศาลแพ่งตามที่จำเลยเพิ่งโต้แย้งในภายหลัง และถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลตามที่จำเลยอุทธรณ์มา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นนี้ให้แก่จำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดีพีอี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยฟลายอิ้ง คาร์โก้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4530/2549
#267494
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีโอกาสโต้แย้งอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งตั้งแต่จำเลยได้รับสำเนาคำฟ้อง วันนัดชี้สองสถาน แต่จำเลยก็มิได้โต้แย้งจนกระทั่งวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยจึงโต้แย้งเขตอำนาจศาลแพ่งว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ดังนี้ ถือว่าจำเลยได้ยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งมาตั้งแต่แรก กรณีจึงถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งตามที่จำเลยเพิ่งโต้แย้งในภายหลัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 696,403.08 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 696,403.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลแพ่งไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เพราะเป็นคดีซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด คดีนี้เมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้อง จนกระทั่งยื่นคำให้การแล้วจำเลยมิได้โต้แย้งว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งแต่อย่างใด ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 30 สิงหาคม 2548 จำเลยกลับโต้แย้งอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งมาตั้งแต่แรก กรณีจึงไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจของศาลแพ่งตามที่จำเลยเพิ่งโต้แย้งในภายหลัง และถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลตามที่จำเลยอุทธรณ์มา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นนี้ให้แก่จำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดีพีอี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยฟลายอิ้ง คาร์โก้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวปณิธิ อัครนิธิ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4530/2549
#268800
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 9 บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด คดีนี้เมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้อง จนกระทั่งยื่นคำให้การแล้วจำเลยมิได้โต้แย้งว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งแต่อย่างใด ครั้นถึงวันนัดชี้สองสถาน ศาลแพ่งกำหนดประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การไว้ 2 ประเด็น ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยกลับโต้แย้งอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งมาตั้งแต่แรก กรณีจึงไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจของศาลแพ่งตามที่จำเลยเพิ่งโต้แย้งในภายหลัง และถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลตามที่จำเลยอุทธรณ์มา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ส่งสินค้าของจำเลยไปที่ประเทศฝรั่งเศสรวม 4 ครั้ง โจทก์ส่งสินค้าให้แล้ว แต่จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าจ้างรวม 696,403.08 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยก็ยังเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 696,403.08 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้า แต่เป็นเพียงผู้แนะนำเจ้าของสินค้าให้ไปติดต่อว่าจ้างโจทก์โดยตรง เจ้าของสินค้าได้ชำระค่าจ้างให้โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 696,403.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลแพ่งไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เพราะเป็นคดีซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 บัญญัติว่า ในกรณีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด คดีนี้เมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้อง จนกระทั่งยื่นคำให้การแล้วจำเลยมิได้โต้แย้งว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งแต่อย่างใด ครั้นถึงวันนัดชี้สองสถาน วันที่ 27 ธันวาคม 2547 ศาลแพ่งกำหนดประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การไว้ 2 ประเด็น โจทก์แถลงว่าจะสืบพยานรวม 3 ปาก 1 นัด จำเลยแถลงว่าประสงค์จะสืบพยาน 3 ปาก โดยใช้เวลา 1 นัด ศาลแพ่งจึงนัดสืบพยานแบบต่อเนื่องโดยนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 30 สิงหาคม 2548 เวลา 9.00 ถึง 16.30 นาฬิกา และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เวลา 9.00 ถึง 16.30 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 30 สิงหาคม 2548 จำเลยกลับโต้แย้งอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งมาตั้งแต่แรก กรณีจึงไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจของศาลแพ่งตามที่จำเลยเพิ่งโต้แย้งในภายหลัง และถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลตามที่จำเลยอุทธรณ์มา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นนี้ให้แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดีพีอี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยฟลายอิ้ง คาร์โก้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ