คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4528/2549
#266685
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 144 และ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มีเจตนารมณ์ที่ให้การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งแต่เริ่มจัดการการเลือกตั้งจนถึงการประกาศผลการเลือกตั้ง ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ย. เสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองควาย เนื่องจากขาดคุณสมบัติไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นการยื่นคำร้องตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 50 ประกอบมาตรา 49 ซึ่งบัญญัติให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง มิได้ให้ยื่นต่อศาลยุติธรรม การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนและเปิดหีบบัตรเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และหีบบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีหน่วยเลือกตั้งที่ 5 เขตเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 2 ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ทั้งสองหีบ และมีคำสั่งว่านายยอดเป็นผู้เสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 37

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ หากเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายและสั่งรับอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์ก่อนมีคำสั่งอนุญาต ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากคดีนี้ผู้ร้องเพียงแต่ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องเนื่องจากเห็นว่าคดีมิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม กรณีจึงไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ เพราะเป็นเรื่องระหว่างศาลและผู้ร้องเท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องและสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า อนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้โดยชอบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่าศาลยุติธรรมมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไปได้หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 144 ประกอบ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มีเจตนารมณ์ที่ให้อำนาจการจัดการการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งแต่เริ่มจัดการการเลือกตั้งจนถึงการประกาศผลการเลือกตั้ง ฉะนั้น ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่านายยอดเสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์บริหารส่วนตำบลคลองควาย เนื่องจากขาดคุณสมบัติไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นการยื่นคำร้องตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 50 ประกอบมาตรา 49 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง มิได้บัญญัติให้ยื่นต่อศาลยุติธรรม ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 144
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 49 ม. 50
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวินัย มุขศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายทวี ศรุตานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4528/2549
#267285
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องเนื่องจากเห็นว่าคดีมิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม กรณีจึงไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ เพราะเป็นเรื่องระหว่างศาลและผู้ร้องเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องและสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า อนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้รวบรวมถ้อยสำนวนส่งศาลฎีกา กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้โดยชอบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 144 ประกอบพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มีเจตนารมณ์ที่ให้อำนาจการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งแต่เริ่มจัดการการเลือกตั้งจนถึงการประกาศผลการเลือกตั้ง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมมีคำสั่งว่า ย. เสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเนื่องจากขาดคุณสมบัติไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอันเป็นการยื่นคำร้องตามพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 50 ประกอบมาตรา 49 ซึ่งบัญญัติให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง มิได้บัญญัติให้ยื่นต่อศาลยุติธรรม จึงเป็นคำร้องขอที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยยื่นใบสมัครต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลคลองควายเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2548 ได้หมายเลขประจำตัวผู้สมัครหมายเลข 2 และมีนายยอด ภู่เฉลิมตระกูล ยื่นใบสมัครในวันเดียวกัน แต่นายยอดถูกตัดสิทธิการรับสมัครเพราะไม่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 ต่อมานายยอดได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปทุมธานีว่าได้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 แล้ว ประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปทุมธานีตั้งกรรมการทำการเปิดหีบบัตรเลือกตั้งและตรวจสอบต้นขั้วบัตรเลือกตั้งโดยไม่แสดงความบริสุทธิ์ใจไม่เชิญผู้ร้องหรือผู้มีความเป็นกลางเข้าสังเกตการณ์ในการเปิดหีบบัตรเลือกตั้งและตรวจสอบเอกสารในหีบบัตรเลือกตั้งและไม่เชิญกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในวันเลือกตั้งไปพิสูจน์ลายมือชื่อของตนที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งอันเป็นต้นฉบับที่อ้างว่าเป็นของนายยอดแล้วกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปทุมธานีสรุปความเห็นโดยไม่ฟังความเห็นของผู้เกี่ยวข้องและมีมติให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลคลองควาย ประกาศให้นายยอดเป็นผู้สมัครได้รับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครหมายเลข 1 ผู้ร้องมีพยานว่านายยอดไม่ได้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในวันที่ 14 มีนาคม 2547 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนและเปิดหีบบัตรเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และหีบบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี หน่วยเลือกตั้งที่ 5 เขตเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 2 ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ทั้งสองหีบ และมีคำสั่งว่านายยอดเป็นผู้เสียสิทธิในการรับสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 37

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า นายยอด ภู่เฉลิมตระกูล เป็นผู้เสียสิทธิตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แต่ตามมาตรา 50 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่ายี่สิบวัน เพื่อให้ถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งผู้นั้น และให้นำมาตรา 49 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ซึ่ง มาตรา 49 บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยโดยเร็วและให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามคำวินิจฉัยนั้น จะเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าหากผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ (ที่ถูกคือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด) บุคคลนั้นจะสามารถฟ้องร้องเพื่อให้ศาลกลับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวได้ เมื่อคณะกรรมการฯ เคยมีคำวินิจฉัยแล้วว่า นายยอดเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ จึงผูกพันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามคำวินิจฉัยนั้น ดังนั้น เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจผู้ร้องยื่นคำร้องเช่นนี้ได้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ หากเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายและรับสั่งอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์ก่อนมีคำสั่งอนุญาต ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากคดีนี้ผู้ร้องเพียงแต่ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องเนื่องจากเห็นว่าคดีมิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม กรณีจึงไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ เพราะเป็นเรื่องระหว่างศาลและผู้ร้องเท่านั้น ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องและสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า อนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้โดยชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่าศาลยุติธรรมมีอำนาจรับคำร้องของผู้รอ้งไว้พิจารณาต่อไปได้หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 144 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม" ประกอบกับมาตรา 285 วรรคเจ็ด บัญญัติว่า "คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ" ซึ่งกฎหมายบัญญัติก็คือพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 49 และมาตรา 50 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยโดยเร็ว และคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจมอบอำนาจให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดดำเนินการแทนได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบิกษาจากบทบัญญัติทั้งหมดดังกล่าวเป็นการชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มีเจตนารมณ์ที่ให้อำนาจการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งแต่เริ่มจัดการการเลือกตั้งจนถึงการประกาศผลการเลือกตั้ง ฉะนั้น ที่ผู้ร้องในคดีนี้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่านายยอด ภู่เฉลิมตระกูล เสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองควาย เนื่องจากขาดคุณสมบัติไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอันเป็นการยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 50 ประกอบมาตรา 49 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง มิได้บัญญัติให้ยื่นต่อศาลยุติธรรม ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 223 ทวิ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 144
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 49 ม. 50
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวินัย มุชศรี
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4528/2549
#269069
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 144 ประกอบ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ มีเจตนารมณ์ที่ให้อำนาจการจัดการการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งแต่เริ่มจัดการการเลือกตั้งจนถึงการประกาศผลการเลือกตั้ง ผู้ที่ร้องในคดีนี้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่านาย ย. เสียสิทธิในการรับสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองควาย เนื่องจากขาดคุณสมบัติไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอันเป็นการยื่นคำร้องตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ มาตรา 50 ประกอบมาตรา 49 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง มิได้บัญญัติให้ยื่นต่อศาลยุติธรรมการที่ผู้ร้องยื่นต่อศาลยุติธรรมจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนและเปิดหีบบัตรเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และหีบบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี หน่วยเลือกตั้งที่ 5 เขตเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 2 ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ทั้งสองหีบ และมีคำสั่งว่านายยอดเป็นผู้เสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 37

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่านายยอด ภู่เฉลิมตระกูล เป็นผู้มีสิทธิตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แต่ตามมาตรา 50 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งผู้เลือกตั้งผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่ายี่สิบวัน เพื่อให้ถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งผู้นั้น และให้นำมาตรา 49 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ซึ่งมาตรา 49 บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยโดยเร็วและให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามคำวินิจฉัยนั้นจะเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า หากผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ (ที่ถูกคือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด) บุคคลนั้นจะสามารถฟ้องร้องเพื่อให้ศาลกลับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวได้ เมื่อคณะกรรมการฯ เคยมีคำวินิจฉัยแล้วว่า นายยอดเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ จึงผูกพันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามคำวินิจฉัยนั้น ดังนั้น เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจผู้ร้องยื่นคำร้องเช่นนี้ได้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่หากเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายและสั่งรับอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์ก่อนมีคำสั่งอนุญาต ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากคดีนี้ผู้ร้องเพียงแต่ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องเนื่องจากเห็นว่าคดีมิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม กรณีจึงไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ เพราะเป็นเรื่องระหว่างศาลและผู้ร้องเท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องและสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะปัญาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า อนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้โดยชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่าศาลยุติธรรมมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไปได้หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 144 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวิฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม" ประกอบกับมาตรา 285 วรรคเจ็ด บัญญัติว่า "คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ" ซึ่งกฎหมายบัญญัติก็คือพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 49 และมาตรา 50 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยโดยเร็วและคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจมอบอำนาจให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดดำเนินการแทนได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากบทบัญญัติทั้งหมดดังกล่าวเป็นการชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มีเจตนารมณ์ที่ให้อำนาจการจัดการการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งแต่เริ่มจัดการการเลือกตั้งจนถึงการประกาศผลการเลือกตั้งที่ผู้ร้องในคดีนี้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่านายยอด ภู่เฉลิมตระกูล เสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองวาย เนื่องจากขาดคุณสมบัติไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอันเป็นการยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 50 ประกอบมาตรา 49 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง มิได้บัญญัติให้ยื่นต่อศาลยุติธรรม การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมจึงเป็นการไม่ชอบ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 144
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 49 ม. 50
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวินัย มุขศรี
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4524/2549
#266942
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้หนังสือรับรองการทำประโยชน์พิพาทมาจากการซื้อขายที่ดินจากโจทก์ มิใช่เป็นการได้รับมอบไว้จาก ท. ผู้ตายเพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินระหว่าง ท. กับจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงหนังสือรับรองการทำประโยชน์พิพาทไว้ได้โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางทุม ดรปัดสาหรือดอนปัดสา เมื่อปี 2521 นางทุมกู้เงินจำเลยจำนวน 7,000 บาท โดยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1196 ตำบลนาชุมแสง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ให้ยึดถือไว้ หลังจากนางทุมตายโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทุมติดต่อชำระหนี้และขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืน แต่จำเลยไม่ยอม โจทก์จึงมอบให้ทนายความนำเงินจำนวน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดย้อนหลัง 5 ปีเป็นเงิน 2,625 บาท รวมเป็นเงิน 9,625 บาท ส่งให้จำเลยทางไปรษณีย์ธนาณัติ จำเลยได้รับแล้วแต่ไม่คืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นางทุมไม่เคยกู้ยืมเงินจำเลย หากแต่ฝ่ายตกลงขายที่ดินบางส่วนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์พิพาทจำนวน 1 ไร่ ให้แก่จำเลย ในราคา 5,000 บาท เพื่อนำเงินไปรักษานางทุมซึ่งเจ็บป่วยและได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว ฝ่ายโจทก์โดยนางสุดใจ ดรปัดสา มอบหลักฐานที่ดินและส่งมอบการครอบครองที่ดินให้จำเลยทำประโยชน์ตลอดมา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1196 ตำบลนาชุมแสง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้เป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางทุม ดรปัดสาหรือดอนปัดสา ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2523 ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ. 3 นางทุมมีชื่อเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1196 ตำบลนาชุมแสง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เอกสารหมาย ล. 2 แต่จำเลยเป็นผู้ยึดถือครอบครองหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2523 โดยความยินยอมของนางทุม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย ล. 2 คืนให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางทุมผู้ตายหรือไม่... เห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้หนังสือรับรองการทำประโยชน์พิพาทมาจากการซื้อขายที่ดิน มิใช่เป็นการได้รับมอบไว้จากนางทุมผู้ตาย เพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินระหว่างนางทุมกับจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงหนังสือรับรองการทำประโยชน์พิพาทไว้ได้โดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับดังกล่าวมานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบุญ ดรปัดสา
จำเลย — นางสะอาด บรรพรหม
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4479/2549
#267284
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำตัวจำเลยทั้งสามมาที่ศาลชั้นต้นเพื่อส่งตัวตามฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์แล้ว น. ภริยาของจำเลยที่ 3 ได้มอบเงิน 300 บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เพื่อไปดำเนินการให้จำเลยทั้งสามไม่ต้องถูกนำตัวเข้าห้องควบคุม และผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกให้จำเลยทั้งสามรออยู่บริเวณหน้าห้องควบคุมโดยมิได้ส่งตัวจำเลยทั้งสามให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้ตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 และ 26 และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ผู้พิพากษาที่สั่งให้เจ้าหน้าที่รายงานการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลทำการไต่สวนพยานและพิพากษาคดีดังกล่าวด้วยตนเอง ทั้งไม่เข้ากรณีที่จะเป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 คัดค้านผู้พิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 11 อีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2546 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 14, 15 ขณะศาลชั้นต้นเรียกจำเลยทั้งสมเข้าสอบคำให้การ ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมิได้ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมของศาล เมื่อสอบถามจำเลยทั้งสามได้ความว่าในวันเดียวกันเวลาประมาณ 12 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ควบคุมตัวจำเลยทั้งสามมาที่ศาลชั้นต้นตามคำสั่งของพนักงานสอบสวน จำเลยทั้งสามมอบเงินคนละ 100 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้นำตัวไปส่งแล้วเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวบอกให้จำเลยทั้งสามรออยู่หน้าห้องควบคุม จนเวลาประมาณ 14 นาฬิกา จึงมีการเรียกชื่อไปให้ผู้พิพากษาสอบถามคำให้การ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 3 เรียกรับเงินจากจำเลยทั้งสามเพื่อไม่ต้องนำตัวจำเลยทั้งสามเข้าห้องควบคุม เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), มาตรา 33 (ที่ถูกประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15) ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2546 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำตัวจำเลยทั้งสามไปที่ศาลชั้นต้นเพื่อส่งตัวตามฟ้องของโจทก์ในข้อหาร่วมกันเล่นการพนัน เมื่อไปถึงจำเลยทั้งสามได้นั่งรอเรียกตัวเพื่อพิจารณาคดีอยู่บริเวณหน้าห้องควบคุมของศาลโดยมิได้ถูกนำตัวเข้าไปในห้องควบคุม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ประการแรกว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ นางจิรพรรณ คำดี ภริยาของจำเลยที่ 3 เบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ขับรถเข้าไปจอดในบริเวณศาลชั้นต้นแล้ว นางจิรพรรณซึ่งนั่งรถมาด้วยได้สอบถามผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ว่าทำอย่างไรจำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องเข้าห้องควบคุม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกว่าเหมือนเดิม ซึ่งนางจิรพรรณเข้าใจว่าต้องเสียเงินคนละ 100 บาท เนื่องจากจำเลยที่ 3 เคยถูกดำเนินคดีข้อหาสูดดมสารระเหย และเสียเงิน 100 บาท ให้เจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อไม่ต้องเข้าห้องควบคุม นางจิรพรรณจึงมอบเงิน 300 บาท ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกให้จำเลยทั้งสามกับนางจิรพรรณรออยู่บริเวณริมรั้วหน้าห้องควบคุมและจำเลยทั้งสามเบิกความยืนยันทำนองเดียวกันว่านางจิรพรรณเก็บเงินจากจำเลยทั้งสามคนละ 100 บาท นำไปมอบให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เพื่อไม่ต้องถูกควบคุมตัวในห้องควบคุม และจำเลยทั้งสามได้รออยู่บริเวณริมรั้วหน้าห้องควบคุม จนกระทั่งมีเจ้าพนักงานตำรวจประจำศาลมาเรียกและนำตัวขึ้นไปที่หน้าห้องผู้พิพากษา ทั้งผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ก็เบิกความเจือสมกับพยานเหล่านี้โดยยอมรับว่าได้รับเงินจากพวกของจำเลยทั้งสาม 300 บาท เพื่อไปดำเนินการไม่ให้จำเลยทั้งสามต้องเข้าห้องควบคุมจริง เพียงแต่อ้างว่าไม่ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปมอบให้แก่ผู้ใดเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำตัวจำเลยทั้งสามมาที่ศาลชั้นต้นเพื่อส่งตัวตามฟ้องของโจทก์แล้ว นางจิรพรรณภริยาของจำเลยที่ 3 ได้มอบเงิน 300 บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เพื่อไปดำเนินการให้จำเลยทั้งสามไม่ต้องถูกนำตัวเข้าห้องควบคุม และผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกให้จำเลยทั้งสามรออยู่บริเวณหน้าห้องควบคุมโดยมิได้ส่งตัวจำเลยทั้งสามให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฎีกาอ้างว่าไม่ได้กระทำความผิดและเหตุไม่ได้เกิดในบริเวณศาลชั้นต้นนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฎีกาข้อต่อไปว่าผู้พิพากษาที่ให้นางพรทิพย์ แสงใส เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นรายงานความผิดของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้เป็นเจ้าของสำนวนทำการไต่สวนพยานและพิพากษาคดีด้วยตนเอง เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า กรณีนี้อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 และ 26 และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ผู้พิพากษาที่สั่งให้เจ้าหน้าที่รายงานการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ทำการไต่สวนพยานและพิพากษาคดีดังกล่าวด้วยตนเองแต่อย่างใด ทั้งไม่เข้ากรณีที่จะเป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 คัดค้านผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 อีกด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และที่ 5 ถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วย และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และที่ 5 ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด แต่มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และที่ 5 ไว้ในคำพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขในเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และที่ 5 ไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 11 ม. 30
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
ผู้ถูกกล่าวหา — จ่าสิบตำรวจคนอง วงษ์ศรีแก้ว กับพวก
จำเลย — นายสุนทร ไหมสีทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4471/2549
#267283
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่มีเหตุบอกล้างการให้โดยเสน่หาและให้ถอนอายัด ขอให้ศาลยกฟ้องส่วนฟ้องแย้งเป็นเรื่องที่จำเลยขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสิ่งปลูกสร้างและค่าความเสียหายเดือดร้อนต่าง ๆ ที่จำเลยได้รับเกี่ยวกับการก่อสร้าง ถ้าศาลให้เพิกถอนคืนการให้โดยเสน่หา ฟ้องแย้งที่เรียกค่าสิ่งปลูกสร้างและค่าเสียหาย จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม มาตรา 179 วรรคท้าย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นภริยาโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน 3 แปลง ซึ่งโจทก์ผู้เป็นสามียกให้โดยเสน่หาคืนโจทก์ เพราะโจทก์ได้บอกล้างสัญญายกให้นั้นแล้ว ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยนำที่ดินทั้งสามแปลงที่โจทก์ยกให้โดยเสน่หาไปยื่นขอกู้เงินที่ใช้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าว และจำนองไว้ต่อธนาคารอาคารสงเคราะห์ กับทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างซึ่งจำเลยต้องใช้เงินถึง 3,650,000 บาท เป็นเงินกู้จากธนาคารดังกล่าวส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินส่วนตัวของจำเลย การที่โจทก์ใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมยกที่ดินให้โดยเสน่หา และใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนสัญญายกให้นั้น เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว จงใจกลั่นแกล้งเอาเปรียบจำเลย โดยไม่คำนึงถึงความเดือนร้อนและความเสียหายอันจำเลยจะพึงได้รับ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ภายหลังจากศาลชั้นต้นงดชี้สองสถาน แต่ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง 2 ฉบับ คือ ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2546 และ 8 สิงหาคม 2546 โดยฉบับแรกขอแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องกับฟ้องแย้งว่า หากศาลพิจารณาว่าโจทก์สามารถใช้สิทธิบอกล้างได้ทุกฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โจทก์ต้องชดใช้สิ่งปลูกสร้างและค่าความเดือดร้อนต่าง ๆ ที่จำเลยได้รับจากโจทก์ เพราะจำเลยได้ใช้เงินซึ่งเป็นสินส่วนตัวและก่อหนี้สินส่วนตัวเพื่อสร้างบ้านดังกล่าวขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลย 10,145,187 บาท และต่อมาอีก 2 วัน จำเลยขอแก้ไขฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายเพิ่มขึ้นรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,343,841 บาท

ศาลชั้นต้นตรวจคำให้การ คำร้องขอแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งแล้ว สั่งรับคำให้การและแก้ไขคำให้การ แต่ไม่รับฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การปฏิเสธว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่มีเหตุบอกล้างการให้โดยเสน่หาและให้ถอนอายัด ขอให้ศาลยกฟ้อง ส่วนฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งเป็นเรื่องที่จำเลยขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสิ่งปลูกสร้าง และค่าความเสียหายเดือดร้อนต่าง ๆ ที่จำเลยได้รับเกี่ยวกับการก่อสร้าง ถ้าศาลให้เพิกถอนคืนการให้โดยเสน่หา ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งที่เรียกค่าสิ่งปลูกสร้าง ค่าเสียหาย และค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากที่ฟ้องแย้งไว้ครั้งแรกรวม 16,000,000 บาทเศษ นั้น เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม พอที่จะรวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม มาตรา 179 วรรคท้าย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปฐม เฉลยวาเรศ
จำเลย — นางชนิดา เฉลยวาเรศ
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
วิชา มหาคุณ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4436/2549
#268799
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 92 นั้น ผู้ที่จะถูกเพิ่มโทษได้จะต้องเป็นผู้ที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและได้กระทำความผิดขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษคำคุกในคดีก่อน ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อนโดยให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี กรณีเช่นนี้จึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษได้ แม้ว่าจำเลยจะมาทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายใน 5 ปี นับแต่วันครบกำหนดรอการลงโทษก็ตาม ก็เพิ่มโทษมิได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ก็ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 297 และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 กำหนด 5 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามเป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น ผู้ที่จะถูกเพิ่มโทษได้จะต้องเป็นผู้ที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและได้กระทำความผิดขึ้นอีกภายในเวลาห้าปี นับแต่วันพ้นโทษ ซึ่งวันพ้นโทษก็คือพ้นโทษจำคุกในคดีก่อนนั่นเอง ดังนั้น เมื่อปรากฏหลักฐานตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แนบท้ายฎีกาของจำเลยซึ่งเจ้าพนักงานศาลยุติธรรม 6 รับรองความถูกต้องและโจทก์มิได้กล่าวแก้เป็นอย่างอื่นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 510/2545 ให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี กรณีเช่นนี้จึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษได้ แม้ว่าจำเลยจะมาทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในห้าปี นับแต่วันครบกำหนดรอการลงโทษก็ตามก็เพิ่มโทษมิได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 มานั้น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฏหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 "

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี แต่ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายคงคา งามประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4407/2549
#268985
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของบุคคลใดจะเป็นความผิดและต้องรับโทษตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ มาตรา 35 นั้น จะต้องมีองค์ประกอบความผิดที่ว่า บุคคลนั้นได้มาหรือล่วงรู้ความลับทางการค้าดังกล่าวเนื่องจากการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ หรือบุคคลนั้นได้มาหรือล่วงรู้ความลับทางการค้าเนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้จัดการ โดยไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งห้าได้มาหรือล่วงรู้ความลับทางการค้าดังกล่าวเนื่องจากการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ หรือบุคคลนั้นได้มาหรือล่วงรู้ความลับทางการค้าเนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้จัดการ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด เมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม 2547 จนปัจจุบัน ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้าร่วมกันคบคิดเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการการผลิตน้ำหมักสมุนไพรไวน์พลูคาว ตราโพรแลคของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าไวน์สมุนไพรพลูคาว ตราโพรแลคดังกล่าว โดยการนำสูตรการผลิตน้ำหมักสมุนไพรไวน์พลูคาวของโจทก์ทั้งสองมาใช้ผลิตน้ำหมักสมุนไพรไวน์พลูคาวของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันที่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 2 ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นที่ทำการสำนักงานของจำเลยที่ 3 โดยผลิตน้ำหมักสมุนไพรไวน์พลูคาวบำรุงสุขภาพออกมาในชื่อตรา ไอ.เอ็ม.ซี ไลฟ์ ซึ่งเป็นชื่อของจำเลยที่ 5 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผยซึ่งจำเลยที่ 1 ได้มาจากโจทก์ทั้งสองและเป็นการผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสอง แล้วนำออกจำหน่าย ณ สำนักงานเลขที่ 299/19 ซอยลาดพร้าว 101/3 ถนนลาดพร้าว แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสำนักงานขายของจำเลยที่ 5 ทำให้เสียหายต่อกิจการค้าและชื่อเสียงของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนัดไต่สวนมูลฟ้องระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้สำเนาคำร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งห้าซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า คำฟ้องมิได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งห้าได้กระทำความผิดที่ว่า "เป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ" ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 โดยโจทก์ทั้งสองบรรยายเพิ่มเติมไว้ในคำฟ้องฉบับแก้ไขใหม่หน้าที่ 2 บรรทัดที่ 2 และ 3 กับหน้าที่ 3 บรรทัดที่ 7 และ 8 จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นอกจากจะถือว่าเป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญของความผิดไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งห้าได้ยังเป็นคำฟ้องที่ศาลไม่อาจสั่งแก้ไขให้ถูกต้องในชั้นตรวจคำฟ้อง ตามมาตรา 161 และโจทก์ทั้งสองเองไม่มีสิทธิที่จะขอแก้ไขคำฟ้องนั้นให้สมบูรณ์ถูกต้องขึ้นใหม่ภายหลังตาม มาตรา 163 และ 164 จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขคำฟ้องยกคำร้อง และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งห้านั้น กฎหมายมุ่งที่จะเอาผิดและลงโทษบุคคลผู้เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้าอันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งตนได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 อันได้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ได้แต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการและมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นเกี่ยวกับความลับทางการค้าด้วยเหตุที่มีหน้าที่ปฏิบัติการดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติตอนท้ายของวรรคหนึ่งในมาตราดังกล่าวที่ยกเว้นความผิดสำหรับกรณีเป็นการเปิดเผยในการปฏิบัติราชการหรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีหาใช่เป็นการกระทำของบุคคลอื่นทั่วไปตามที่โจทก์ทั้งสองยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ไม่ ดังนั้น การกระทำของบุคคลใดจะเป็นความผิดและต้องรับโทษตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว จะต้องมีองค์ประกอบของความผิดที่ว่า บุคคลนั้นได้มาหรือล่วงรู้ความลับทางการค้าดังกล่าวเนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 หรือบุคคลนั้นได้มาหรือล่วงรู้ความลับทางการค้าเนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้จัดการ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าได้มาหรือล่วงรู้ความลับทางการค้าดังกล่าวเนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 หรือเนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ม. 35
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ กับพวก
จำเลย — นายณรงค์ การสะสม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4399/2549
#266941
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ผู้ล้มละลาย และได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งได้ชำระราคาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว จึงรับโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยตามคำพิพากษาในคดีนี้ด้วย การที่ผู้ร้องร้องสอดเข้ามาในคดีก็เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่แล้ว หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ทำให้ผู้ร้องได้ทรัพย์สินใด ๆ เพิ่มเติมขึ้น ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าคำร้อง 20 บาท ตามที่ระบุไว้ในตาราง 2 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 458,812 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 450,000 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 47284 ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยให้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของโจทก์และดำเนินการชำระบัญชีตามกฎหมาย ต่อมาผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลายเนื่องจากโจทก์มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน และศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายแล้ว อำนาจการจัดการทรัพย์สินต่าง ๆ ของโจทก์จึงตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในคดีนี้ออกขายโดยวิธีประมูลตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ ผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูล จึงได้เข้าทำหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องคำพิพากษาของจำเลยในคดีนี้ และได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว จึงรับโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ต่อจำเลยตามคำพิพากษาในคดีนี้รวมทั้งหลักประกันและการค้ำประกันที่ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305 และ 306 ถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีการบังคับคดีและมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง รวมทั้งมีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์และเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ ผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2.5 ตามจำนวนทุนทรัพย์ และโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) แล้ว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์แถลงไม่คัดค้าน ส่วนจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ผู้ล้มละลาย แลได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทั้งได้ชำระราคาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว จึงรับโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยตามคำพิพากษาในคดีนี้ด้วย การที่ผู้ร้องร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ก็เพื่อยังให้ได้ความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่แล้ว หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็หาได้ทำให้ผู้ร้องได้ทรัพย์สินใด ๆ เพิ่มเติมขึ้นไม่ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าคำร้อง 20 บาท ตามที่ระบุไว้ในตาราง 2 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น หาจำต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ ที่ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ และให้คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกิน 20 บาท ให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ตาราง 2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางลัดดา ไชยวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4396/2549
#266889
เปิดฉบับเต็ม

การแก้ไขคำฟ้องคดีล้มละลายต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 โดยจะต้องเป็นการแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างที่มีต่อจำเลยโดยการเพิ่มหรือลดจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือสละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ มิใช่เป็นการเพิ่มหรือเปลี่ยนตัวจำเลย ซึ่งเป็นตัวบุคคลที่จะต้องระบุไว้แน่ชัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (2) คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นการแก้ไขโดยเปลี่ยนตัวจำเลยซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะขอแก้ไขได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงขอแก้ไขคำฟ้องเช่นนั้นไม่ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 67 (2) ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวพรทิพย์ สุขประวิทย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4394/2549
#269147
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร้องคัดค้านการขายทอดตลาดของผู้คัดค้าน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 24 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 และพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบล้มละลายเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 ขณะนี้ยังไม่พ้นภาวะดังกล่าว เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2546 ผู้คัดค้านขายทอดตลาดหุ้นบริษัทอเล็กซานเดอร์โฮเต็ล จำกัด หมายเลขหุ้น 242701 ถึง 350700 รวม 108,000 หุ้น ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นไปในราคา 12,185,640 บาท และเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 ขายทอดตลาดที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 138607 และ 139146 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ไปในราคา 14,060,000 บาท กับที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 3739 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ไปในราคา 1,940,000 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปในราคาต่ำกว่าราคาซื้อขายในท้องตลาดมาก โดยมีการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้เข้าสู้ราคาและความไม่สุจริตหรือประมาทเลินล่ออย่างร้ายแรงของผู้คัดค้านที่ไม่ประเมินราคาทรัพย์ที่ขายใหม่ตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์ และเป็นการขายภายหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้งดการพิจารณาและจำหน่ายคดีหลักไว้ชั่วคราว ส่วนการประกาศขายหุ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2546 ผู้คัดค้านไม่ได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทั้งสองครั้งดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า การขายทอดตลาดชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร้องคัดค้านการขายทอดตลาดของผู้คัดค้าน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลาย เว้นแต่ (1) คำพิพากษายกฟ้องหรือคำสั่งยกคำร้องหรือคำร้องขอให้ล้มละลาย (2) คำสั่งยกคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ (3) คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน (4) คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด (5) คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกับคดีตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย" ดังนี้ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามบทกฎหมายข้างต้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนแล้วไม่มีกรณีจำต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานคดีแพ่งสำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายกังวาลชัย งามวิไลดี
จำเลย — บริษัทบลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊พ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4377/2549
#267303
เปิดฉบับเต็ม

ช. ยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะแล้ว แม้จะระบุว่า ช. จะมาจดทะเบียนให้เสร็จภายใน 3 วัน แต่เป็นการยกให้เป็นทางสาธารณะจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายทันทีที่ ช. ได้แสดงเจตนาโดยไม่จำต้องจดทะเบียนโอนสิทธิการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 อีก ทั้งการยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่ต้องมีนายอำเภอหรือนายกเทศมนตรีในท้องที่แสดงเจตนารับ

ทางพิพาทติดจำนองอยู่โดยสัญญาจำนองระบุว่า ผู้จำนองจะให้สิทธิหรือทรัพยสิทธิไม่ว่าด้วยประการใด ๆ แก่ผู้อื่นในทรัพย์สินที่จำนอง เป็นที่เสื่อมเสียต่อสิทธิของผู้จำนองเองในทรัพย์สินที่จำนอง ผู้จำนองต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับจำนองเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น เป็นเรื่องระหว่างผู้จำนองกับผู้รับจำนอง ทั้งในหนังสือสัญญาจำนองก็ระบุไว้ว่า ถ้าผู้จำนองประพฤติผิดหรือไม่ประพฤติตามสัญญาที่กำหนดไว้ข้อหนึ่งข้อใดหรือทั้งหมด ผู้รับจำนองมีสิทธิจะเรียกให้ผู้จำนองชำระหนี้และบังคับจำนองได้ทันทีเท่านั้น การที่ธนาคารผู้รับจำนองมิได้ให้ความยินยอมจึงไม่มีผลบังคับให้การยกทางพิพาทเป็นทางสาธารณะเสียเปล่า

คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาว่า เข้าไปยึดครอบครองและก่อสร้างในที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยไม่มีสิทธิ ศาลพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด แต่ศาลวินิจฉัยแต่เพียงว่า กรณียังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นนำดินไปถมในทางพิพาทโดยเชื่อว่ามีสิทธิทำได้ในฐานะเจ้าของที่ดินนั้น จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้อง คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดที่วินิจฉัยว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะ คดีนี้จึงไม่ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2503 เทศบาลนครกรุงเทพจะปรับปรุงแหล่งเสื่อมโทรมบริเวณกรมทางหลวงใกล้พระราชวังสวนจิตรลดา จึงได้จัดซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 428 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมอาคารจำนวน 103 หลัง จากบริษัทที่ดินและอาคารสงเคราะห์ จำกัด จัดสรรให้ราษฎรที่อยู่อาศัยบริเวณดังกล่าวมาอยู่อาศัยอีก มีชื่อว่า หมู่บ้านอาคารแจ้งวัฒนะเวศม์ ซึ่งจะต้องผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 432 ของนายชื้น แย้มบุญ นายช้วน แย้มบุญ และนายล้วน แย้มบุญ กับที่ดินของบริษัทที่ดินและอาคารสงเคราะห์ จำกัด จึงจะเข้าสู่ถนนแจ้งวัฒนะได้ บริษัทดังกล่าวได้ทำถนนจากหมู่บ้านดังกล่าวไปยังถนนแจ้งวัฒนะ กว้าง 6 เมตร ผ่านที่ดินของบริษัทดังกล่าวและที่ดินโฉนดเลขที่ 432 ของนายชื้นกับพวก โดยนายชื้นกับพวกยินยอมอนุญาตให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ให้ประชาชนใช้ร่วมกัน ประชาชนทั่วไปและผู้อาศัยในหมู่บ้านอาคารแจ้งวัฒนะเวศม์ได้ใช้ถนนสาธารณประโยชน์นี้เข้าสู่ถนนแจ้งวัฒนะตลอดมา ต่อมาประมาณปี 2505 บริษัทดังกล่าวได้จดทะเบียนภาระจำยอมถนนดังกล่าวให้แก่เทศบาลนครกรุงเทพ ส่วนนายชื้นกับพวกได้ทำหนังสือให้ไว้แก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีและเทศบาลนครกรุงเทพว่า ยินดีและยินยอมให้เจ้าหน้าที่จดทะเบียนถนนที่ผ่านที่ดินของนายชื้นกับพวกในปัจจุบันซึ่งเชื่อมต่อกับถนนแจ้งวัฒนะให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ กว้าง 6 เมตร ส่วนความยาวให้เป็นไปตามแนวถนนในปัจจุบันตลอดจนแนวที่ดินดังกล่าว ซึ่งการแสดงเจตนายินยอมจดทะเบียนถนนเป็นถนนสาธารณะของนายชื้นกับพวกดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนายกที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 432 ให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ ที่ดินดังกล่าวย่อมตกเป็นถนนสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 แล้ว ปี 2510 นายชื้นกับพวกโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวทั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้รวมเอาที่ดินที่เป็นถนนสาธารณประโยชน์ดังกล่าวเข้าไปด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อมาจนถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ และในปี 2515 จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันปิดถนนสาธารณประโยชน์ดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน ทางราชการและโจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาจำเลยที่ 1 กับพวกนำดินไปถมปิดกั้นถนนสาธารณประโยชน์ดังกล่าว นายอำเภอปากเกร็ดจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวก พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรีได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกต่อศาลแขวงนนทบุรี ศาลแขวงนนทบุรีพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาราษฎรที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวและโจทก์ช่วยกันทำถนนสาธารณประโยชน์ให้ใช้สัญจรได้โดยสะดวกแล้ว การที่นายชื้นกับพวกได้ทำหนังสือยกที่ดินให้ไว้แก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีและเทศบาลนครกรุงเทพซึ่งประชาชนทั่วไปและราษฎรที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวได้ใช้ประโยชน์ถนนสาธารณประโยชน์ในการเข้าออกถนนแจ้งวัฒนะตั้งแต่ปี 2503 เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว ถนนดังกล่าวจึงเป็นทางสาธารณะและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์และจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการขายจากนายชื้นกับพวก และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อมาจนปัจจุบันมีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์คงมีผลสมบูรณ์เฉพาะที่ดินส่วนที่มิใช่ถนนสาธารณประโยชน์ การโอนขายที่ดินและการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมส่วนที่เป็นถนนสาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองร่วมกันหรือแทนกันทำการเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเฉพาะส่วนที่เป็นถนนสาธารณประโยชน์ กว้าง 6 เมตร ยาว 118 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 432 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และกันเขตถนนสาธารณประโยชน์ในโฉนดที่ดินและรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสิบสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นในการจดทะเบียนเอง หากจำเลยทั้งสิบสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสิบสอง

จำเลยทั้งสิบสองให้การว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 432 เป็นของนายชื้น นายล้วน และนายช้วน แย้มบุญ ถือกรรมสิทธิ์รวมกัน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2503 บุคคลทั้งสามร่วมกันจำนองที่ดินโฉนดดังกล่าวไว้แก่สหธนาคารกรุงเทพ จำกัด เพื่อเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่น นายชื้นแต่เพียงผู้เดียวจึงไม่อาจกระทำผิดสัญญาจำนองโดยทำหนังสือยกที่ดินทรัพย์จำนองให้เป็นทางสาธารณะได้ นอกจากจะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากธนาคารผู้รับจำนองเท่านั้น แต่นายชื้นผู้จำนองก็หาได้รับอนุญาตจากผู้รับจำนองไม่ หนังสือยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะยังระบุว่าจะจดทะเบียนให้เป็นทางสาธารณะภายใน 3 วัน แต่ธนาคารผู้รับจำนองไม่อนุญาต หนังสือยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระหนี้จำนองให้แก่สหธนาคารกรุงเทพ จำกัด แทนนายชื้นกับพวก ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของสหธนาคารกรุงเทพ จำกัด ผู้รับจำนองและมีอำนาจบอกล้างหรือปฏิเสธการกระทำใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนสัญญาจำนองที่ดินของนายชื้นได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินและรับซื้อที่ดินโฉนดดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ดำเนินการปักป้ายแสดงทางพิพาทเป็นทางส่วนบุคคลหลายครั้ง เมื่อปี 2515 จำเลยที่ 1 ปิดทางพิพาททำให้มีเรื่องถึงหัวหน้าสำนักงานกลางปรับปรุงแหล่งชุมชน นายปัญญา ฤกษ์อุไร จึงได้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายอำเภอปากเกร็ด และนายบรรหาร ศิลปอาชา กับจำเลยที่ 1 มาประชุมเพื่อตกลงเรื่องทางพิพาทซึ่งที่ประชุมยอมรับว่าทางพิพาทในที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นทางชั่วคราว ตกลงให้สำนักงานกลางปรับปรุงแหล่งชุมชนตั้งงบประมาณสร้างทางออกถาวรขึ้นใหม่ โดยให้นายอำเภอปากเกร็ดติดต่อเจรจาขอที่ดินของเอกชนให้ เมื่อปี 2527 ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขออนุญาตให้การประปานครหลวงวางท่อประปาผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสิบสองเข้าสู่หมู่บ้าน จำเลยที่ 1 ไม่ขัดข้องและได้วางแนวทำแผนที่สังเขปให้การเคหะแห่งชาติวางท่อประปาผ่านที่ดินโฉนดดังกล่าวของจำเลยทั้งสิบสองได้ หากที่ดินโฉนดดังกล่าวของจำเลยทั้งสิบสองมีทางสาธารณะจริง ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติก็คงไม่ต้องมีหนังสือขออนุญาตวางท่อประปาผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสิบสอง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ฃ 2534 นายอำเภอปากเกร็ดขอให้พนักงานอัยการและชาวหมู่บ้านอาคารแจ้งวัฒนะเวศม์ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกข้อหาบุกรุก ปลูกปักถือครองถนนทางสาธารณะทางพิพาทต่อศาลแขวงนนทบุรี แต่ศาลแขวงนนทบุรีได้พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา ยืนคดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกนางใช้กี่ เหตระกูล เข้าร่วมเป็นจำเลย และนายแก้ว บุตรชาติ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า ที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยร่วมในที่ดินพิพาท จำเลยร่วมรับโอนมรดกมาจากนายแสง เหตระกูล สามี เมื่อปี 2525 ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่าที่ดินโฉนดดังกล่าวมีถนนสาธารณะรวมอยู่ด้วย มีเพียงทางชั่วคราวที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ยินยอมให้ชาวหมู่บ้านอาคารแจ้งวัฒนะเวศม์ผ่านเข้าออกชั่วคราวเท่านั้น คดีที่พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรีฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวก เป็นคดีอาญาข้อหายึดถือครองและปลูกปักวางสิ่งของเกะกะในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลแขวงนนทบุรีพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและกันเขตถนนสาธารณประโยชน์ในที่ดินโฉนดดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายประทักษ์ เหตระกูล จำเลยที่ 10 ถึงแก่กรรม นายปารเมศ เหตระกูล ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 432 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เฉพาะส่วนกว้าง 6 เมตร ยาว 118 เมตร ซึ่งสร้างทำเป็นถนนสายที่ 2 ที่เข้าออกของหมู่บ้านอาคารแจ้งวัฒนะเวศม์ ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ. 7 เป็นทางสาธารณะ แต่ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 432 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี มีนายชื้น แย้มบุญ นายช้วน แย้มบุญ และนายล้วน แย้มบุญ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2503 บุคคลทั้งสามร่วมกันจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่สหธนาคารกรุงเทพ จำกัด เพื่อเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่น ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2510 จึงไถ่ถอนจำนองแล้วโอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมโดยมีจำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เมื่อประมาณปี 2503 เทศบาลนครกรุงเทพ (ในขณะนั้น) จะทำการปรับปรุงแหล่งเสื่อมโทรมบริเวณกรมทางหลวงใกล้พระราชวังสวนจิตรลดา จึงจัดซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 428 พร้อมอาคารจำนวน 103 หลัง ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 432 จากบริษัทที่ดินและอาคารสงเคราะห์ จำกัด จัดสรรให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณที่จะปรับปรุงแหล่งเสื่อมโทรมดังกล่าวมาอยู่ที่หมู่บ้านอาคารแจ้งวัฒนะเวศม์ ที่ดินที่ซื้อมานั้นจะต้องผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 432 จึงจะออกสู่ถนนแจ้งวัฒนะได้ บริษัทที่ดินและอาคารสงเคราะห์ จำกัด จึงทำถนนจากหมู่บ้านอาคารแจ้งวัฒนะเวศม์ไปยังถนนแจ้งวัฒนะ กว้าง 6 เมตร ผ่านที่ดินของบริษัทดังกล่าวและที่ดินโฉนดเลขที่ 432 คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ. 7 เป็นทางสาธารณะหรือไม่ จำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมฎีกามาหลายประการ เห็นควรวินิจฉัยประการแรกเสียก่อนว่า นายชื้นกับพวกยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะหรือไม่ ข้อนี้ โจทก์มีนางสุรางค์ พระสมบูรณ์ อดีตปลัดอำเภอปากเกร็ด พันตำรวจโทสุรศักดิ์ จีระพันธ์ ผู้ซื้ออาคารแจ้งวัฒนะเวศม์ นายสมคิด อมรรัตน์ อดีตรองผู้อำนวยการกองที่ดิน การเคหะแห่งชาติ และนายอุดม พานิชวัฒน์ ขณะเบิกความดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการฝ่ายบริหาร การเคหะแห่งชาติ เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ. 2 ถึง จ. 6 ทำนองเดียวกันว่า นายชื้นยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะแล้ว โดยเฉพาะนายอุดมเบิกความว่า เมื่อปี 2518 คณะกรรมการหมู่บ้านอาคารแจ้งวัฒนะเวศม์ ร้องขอให้การเคหะแห่งชาติเดินท่อประปาเข้าไปในหมู่บ้านเนื่องจากบ่อบาดาลในหมู่บ้านใช้ไม่ได้ แต่การเคหะแห่งชาติไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะการวางท่อจะต้องผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 432 ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ยินยอม ขณะนั้นพยานดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกคดี กองกฎหมายของการเคหะแห่งชาติจึงตรวจสอบว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมมีชื่อนายชื้นนายช้วนและนายล้วน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม นายชื้นได้ทำหนังสือยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์กว้าง 6 เมตร ยาวตลอดแนวเขตที่ดิน ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2505 ตามเอกสารหมาย จ. 2 และเมื่อปี 2508 ยังมีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้อีก 1 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ 3 การบันทึกเมื่อปี 2508 นายช้วนกับนายล้วนทำหนังสือมอบอำนาจให้นายชื้นทำนิติกรรมแทนด้วย ตามเอกสารหมาย จ. 4 การยกที่ดินให้ดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนยกให้ทางพิพาทดังกล่าว ชาวบ้านใช้เป็นทางเข้าออกหมู่บ้านโดยตลอด การเคหะแห่งชาติจึงมีความเห็นว่าเป็นทางสาธารณะแล้ว แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่ามีการยกให้เป็นทางสาธารณะ ในปี 2518 พยานจึงไปพบนายชื้นและให้ทำบันทึกยืนยันว่าแสดงเจตนายกให้เป็นทางสาธารณะแล้ว ตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ. 6 หลังจากนั้นการเคหะแห่งชาติวางท่อประปาเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านมีน้ำใช้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด นอกจากนี้การเคหะแห่งชาติยังปรับปรุงทางพิพาทเป็นถนนลาดยางอีกด้วย ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งเทศบาลตำบลปากเกร็ด ทางพิพาทจึงอยู่ในความดูแลของเทศบาลตำบลปากเกร็ด เมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบเอกสารหมาย จ. 2 ถึง จ. 6 แล้วจะเห็นได้ว่า ตามเอกสารหมาย จ. 2 ซึ่งเป็นบันทึกถ้อยคำที่นายชื้นให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีมีใจความสำคัญว่า นายชื้นยินยอมยกทางพิพาทให้เป็นถนนสาธารณะโดยไม่มีข้อแม้แต่ประการใด และนายชื้นจะได้มาจดทะเบียนให้เสร็จภายใน 3 วัน แม้ในขณะนั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 432 จะมีชื่อนายชื้น นายช้วน และนายล้วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่านายช้วนและนายล้วนทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 18 ธันวาคม 2505 ให้นายชื้นทำนิติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 432 ได้ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 4 นอกจากนี้ยังปรากฏตามบันทึกข้อความ เรื่อง การให้ความยินยอมในการจดทะเบียนให้เป็นถนนสาธารณะ ลงวันที่ 5 มีนาคม 2508 ที่นายชื้นให้ถ้อยคำต่อหัวหน้าสำนักงานกลางปรับปรุงแหล่งชุมชนว่า นายชื้นในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายช้วนและนายล้วนตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 18 ธันวาคม 2505 ยินยอมให้จดทะเบียนผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 432 เป็นถนนสาธารณะตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ. 3 ประกอบกับข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายช้วนและนายล้วนได้โต้แย้งว่าไม่เคยมอบอำนาจให้นายชื้นยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะแต่อย่างใด จึงต้องฟังว่านายชื้นยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะแล้ว แม้ตามบันทึกการยกให้ของนายชื้นตามเอกสารหมาย จ. 2 จะระบุว่า นายชื้นจะมาจดทะเบียนให้เสร็จภายใน 3 วัน ก็ตาม แต่กรณีนี้เป็นการยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายทันทีที่นายชื้นได้แสดงเจตนายกให้โดยไม่จำต้องจดทะเบียนโอนสิทธิการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 อีกแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมอ้างว่า การยกให้ของนายชื้นไม่มีนายอำเภอหรือนายกเทศมนตรีในท้องที่แสดงเจตนารับไว้จึงไม่สมบูรณ์ เพราะการยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะจะต้องมีนายอำเภอหรือนายกเทศมนตรีในท้องที่แสดงเจตนารับมิฉะนั้นก็ต้องจดทะเบียนนั้น เห็นว่า กรณีหาได้มีบทบัญญัติใดบัญญัติว่าการยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะต้องยกให้แก่นายอำเภอหรือนายกเทศมนตรีในท้องที่ดังที่จำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมเข้าใจไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมอ้างต่อไปว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 432 นายชื้นและนายล้วนนำไปจำนองไว้แก่สหธนาคารกรุงเทพ จำกัด เพื่อประกันหนี้ของบริษัทที่ดินและอาคารสงเคราะห์ จำกัด ตามหนังสือสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกสารหมาย ล. 9 (หรือ จ.ร. 4) ซึ่งในเอกสารดังกล่าวระบุในข้อ 10 ว่า "ผู้จำนองจะให้สิทธิหรือทรัพยสิทธิไม่ว่าด้วยประการใด ๆ แก่ผู้อื่นในทรัพย์สินที่จำนองนี้ เช่น อาศัย ปลูกสร้าง ทางเดิน เป็นต้น อันเป็นการเสื่อมสิทธิ ลดสิทธิ รอนสิทธิ ทอนสิทธิ เป็นที่เสื่อมเสียต่อสิทธิของผู้จำนองเองในทรัพย์สินที่จำนองนี้ ผู้จำนองต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับจำนองเป็นลายลักษณ์อักษร..." การที่นายชื้นผู้จำนองยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากธนาคารผู้รับจำนอง การยกให้ดังกล่าวจึงไม่มีผลตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างผู้จำนองกับผู้รับจำนอง ทั้งในหนังสือสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกสารหมาย ล. 9 ในข้อ 12 ก็ระบุไว้ว่า ถ้าผู้จำนองประพฤติผิดหรือไม่ประพฤติตามสัญญาที่กำหนดไว้ข้างบนนี้แต่ข้อหนึ่งข้อใดหรือทั้งหมด ผู้รับจำนองมีสิทธิจะเรียกให้ผู้จำนองชำระหนี้และบังคับจำนองได้โดยทันทีเท่านั้น มิได้มีผลบังคับให้การยกทางพิพาทเป็นทางสาธารณะเสียเปล่าแต่อย่างใด และยังปรากฏว่าในที่สุดธนาคารผู้รับจำนองไม่ได้บังคับจำนองแต่อย่างใด โดยจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่ผู้รับจำนองแทนนายชื้น นายช้วนและนายล้วนและก่อนที่นายชื้นจะโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 432 ให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ได้มีการไถ่ถอนจำนองแล้ว ตามเอกสารหมาย ล. 10 แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองแทนบุคคลทั้งสามตามที่จำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมอ้างมาก็ตาม แต่ก็ทำเพื่อประโยชน์ในการโอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น หาใช่เป็นการปฏิเสธหรือบอกล้างการยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น เมื่อมีการไถ่ถอนจำนองแล้ว ผลการแสดงเจตนายกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะของนายชื้นจึงยังคงมีผลสมบูรณ์อยู่โดยไม่จำต้องไปจดทะเบียนหรือได้รับความยินยอมจากผู้รับจำนองอีก ที่จำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมอ้างเป็นประการสุดท้ายว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อศาลแขวงนนทบุรีวินิจฉัยไว้แล้วว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะ คดีส่วนแพ่งนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น เห็นว่า คดีที่พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีอาญาว่าร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองและก่อสร้างในที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยไม่มีสิทธิ... ในที่สุดศาลแขวงนนทบุรีพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพราะคดีต้องห้ามอุทธรณ์นั้น ปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแขวงนนทบุรีแต่เพียงว่า กรณียังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ก็ยังโต้แย้งอยู่ว่าทางพิพาทมิใช่ทางสาธารณะ ซึ่งข้อโต้แย้งดังกล่าวก็ยังไม่เป็นที่ยุติ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นนำดินไปถมในทางพิพาทโดยเชื่อว่ามีสิทธิทำได้ในฐานะเจ้าของที่ดินนั้น จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้อง... จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดที่วินิจฉัยว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะดังที่จำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมกล่าวอ้าง ดังนั้น คดีนี้จึงไม่ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แต่อย่างใด สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วม แม้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ. 7 เป็นทางสาธารณะนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสิบสองและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 525 ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลปากเกร็ด
โจทก์ร่วม — นายแก้ว บุตรชาติ
จำเลย — นายประสงค์ เหตระกูล กับพวก
จำเลยร่วม — นางใช้กี่ เหตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4369/2549
#267196
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคสอง และมาตรา 38 มีเจตนารมณ์ที่จะบัญญัติเป็นความผิดโดยเฉพาะสำหรับเจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตจากนายทะเบียน เมื่อจำเลยไม่ใช่เจ้าของร้านที่เกิดเหตุเป็นเพียงผู้ดูแลคอมพิวเตอร์และดูแลร้าน โดยร้านที่เกิดเหตุมี ส. เป็นผู้ดำเนินการขออนุญาตฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ แต่ใบอนุญาตขาดอายุแล้ว จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องด้วย จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดการสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์อันจะมีความผิดตามมาตรา 38

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 31, 70 และ 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 20 และ 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 ให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) และ 70 วรรคสอง และพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 และ 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษปรับ 50,000 บาท ฐานฉายและให้บริการเผยแพร่เทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 3,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิด เป็นปรับ 53,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมามีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคสอง และมาตรา 38 ดังนั้น ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 และมาตรา 34 มานั้นจึงไม่ชอบ แต่การอ้างบทกฎหมายผิดดังกล่าว โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงตามฟ้องได้แล้ว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า อนึ่ง ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคสอง และมาตรา 38 ดังกล่าว มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ลงโทษจำเลยปรับ 3,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับความผิดฐานนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 (4) อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าพยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดข้อหานี้เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่รับวินิจฉัยให้ และถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังไว้ด้วย คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องพิจารณาว่า จำเลยมีความผิดฐานนี้หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 38 บัญญัติว่า เจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 20 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การฉายหรือการให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์จะต้องกระทำในวันและเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาต ดังนี้ แสดงว่าบทบัญญัติมาตรา 20 วรรคสอง และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มีเจตนารมณ์ที่จะบัญญัติเป็นความผิดโดยเฉพาะสำหรับเจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตจากนายทะเบียน เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยไม่ใช่เจ้าของร้านที่เกิดเหตุ เป็นเพียงผู้ดูแลคอมพิวเตอร์และดูแลร้านที่เกิดเหตุ โดยร้านที่เกิดเหตุมีนายสำเริง ประเสริฐศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินการขออนุญาตฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ แต่ใบอนุญาตขาดอายุแล้ว ปรากฏตามใบอนุญาตให้ฉายหรือให้บริการซึ่งเทปและวัสดุโทรทัศน์เอกสารหมาย จ. 12 แสดงให้เห็นว่า ร้านที่เกิดเหตุมีผู้อื่นดำเนินการเกี่ยวกับการขออนุญาตฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์อยู่แล้ว จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องด้วย จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดการสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 38 ดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานฉายหรือให้บริการซึ่งเทปวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับจำเลย 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 20 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายคำราม คุ้มตุ้ม
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4369/2549
#267712
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 20 วรรคสอง พ.ร.บ. ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มีเจตนารมณ์ที่จะบัญญัติเป็นความผิดโดยเฉพาะสำหรับเจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตจากนายทะเบียน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ใช่เจ้าของร้านที่เกิดเหตุ เป็นเพียงผู้ดูแลคอมพิวเตอร์และร้านที่เกิดเหตุ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดการสถานที่ที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ตาม พ.ร.บ. ควบคุมกิจการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 20 วรรคสอง และมาตรา 38

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 20 วรรคสอง ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายคำราม คุ้มตุ้ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4369/2549
#268796
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 20 วรรคสอง และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มีเจตนารมณ์ที่จะบัญญัติเป็นความผิดโดยเฉพาะสำหรับเจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตจากนายทะเบียน เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยไม่ใช่เจ้าของร้านที่เกิดเหตุ เป็นเพียงผู้ดูแลคอมพิวเตอร์และดูแลร้านที่เกิดเหตุโดยร้านที่เกิดเหตุมีนาย ส. เป็นผู้ดำเนินการขออนุญาตฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ แต่ใบอนุญาตขาดอายุแล้ว แสดงให้เห็นว่า ร้านที่เกิดเหตุมีผู้อื่นดำเนินการเกี่ยวกับการขออนุญาตฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์อยู่แล้ว จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องด้วย จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดการสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 31, 70 และ 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 20 และ 34 ประมวลกฎมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 ให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) และ 70 วรรคสอง และพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 และ 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษปรับ 50,000 บาท ฐานฉายและให้บริการเผยแพร่เทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 3,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นปรับ 53,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีการเปิดเพลง "รอ" ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายในร้านที่เกิดเหตุให้ลูกค้าร้องคาราโอเกะ เมื่อทำการตรวจสอบพบเพลงดังกล่าวในเครื่องประมวลผล (ซีพียู) เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยซึ่งอยู่ในร้านที่เกิดเหตุพร้อมของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยไม่ใช่เจ้าของร้านที่เกิดเหตุ เป็นเพียงลูกจ้าง มีหน้าที่คุมเครื่องเสียงและบริการอาหารและมีรายได้เป็นเงินเดือน จำเลยจึงไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเปิดเพลงดังกล่าว เพลงที่อยู่ในเครื่องประมวลผล (ซีพียู) เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ และร้านที่เกิดเหตุได้รับอนุญาตเผยแพร่การใช้งานดนตรีของผู้เสียหายแล้ว เห็นว่า ในประเด็นที่ว่าเพลงที่อยู่ในเครื่องประมวลผล (ซีพียู) เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น โจทก์มีนายชัชวาลย์ ธนชวาลวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วง เบิกความว่า พยานได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ร้านที่เกิดเหตุ ในเวลาที่เกิดเหตุ เมื่อมีการเปิดเพลง "รอ" ของผู้เสียหาย พยานและเจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าทำการตรวจสอบ และขอดูใบอนุญาตเผยแพร่การใช้งานดนตรีของผู้เสียหายกับเครื่องสัญญาณที่ได้รับอนุญาต (Start Up) ปรากฏว่าร้านที่เกิดเหตุไม่มีใบอนุญาตดังกล่าว และตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หากเป็นเพลงที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง เมื่อเปิดเพลงปรากฏสัญลักษณ์ของผู้เสียหาย และจบเพลงจะปรากฏมิติของผู้เสียหาย แต่เพลง "รอ" ที่เปิดในเวลาเกิดเหตุ และจบเพลงจะปรากฏมิติของผู้เสียหาย แต่เพลง "รอ" ที่เปิดในเวลาเกิดเหตุไม่มีสัญลักษณ์มิติของผู้เสียหาย เมื่อพิจารณาพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า ร้านที่เกิดเหตุไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับชำระค่าอนุญาตเผยแพร่การใช้งานดนตรีของผู้เสียหาย พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ว่า เพลง "รอ" ในเครื่องประมวลผล (ซีพียู) นั้น เป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายสำหรับพยานหลักฐานของจำเลย เช่น หนังสือตกลงขอรับสิทธิเผยแพร่ในสถานประกอบการคาราโอเกะเอกสารหมาย ล.4 (เอกสารหมาย จ.10) นั้น เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของฝ่ายจำเลยและเป็นการจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ไม่แน่ว่าได้จัดทำขึ้นเมื่อใด และมีการจัดส่งให้แก่ผูเสียหายจริงหรือไม่ และสำเนาปกแผ่นคาราโอเกะท้ายเอกสารหมาย จ.10 ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นปกแผ่นคาราโอเกะที่จำเลยกล่าวอ้างว่าซึ้อมาถูกต้องหรือไม่ เพราะไม่มีหลักฐานการซื้อสินค้าดังกล่าวมาแสดงให้ปรากฏแต่อย่างใด ส่วนหลักฐานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นใบรับเงินชั่วคราว นามบัตร เอกสารของบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ไทย จำกัด รายชื่อบริษัท/ค่ายเพลง เจ้าของลิขสิทธิ์งานเพลง และสำเนาบัตรเจ้าหน้าที่จัดเก็บลิขสิทธิ์ เอกสารหมาย ล.6 และสำเนาปกแผ่นคาราโอเกะ เอกสารหมาย ล.8 ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ สำหรับพยานจำเลยปากนายสุริยา คำวิชิต และนายสมบูรณ์ นันทศิลปชัย นั้นต่างไม่ได้รู้เห็นโดยตรงหรือเกี่ยวข้องกับการซื้อแผ่นคาราโอเกะของร้านที่เกิดเหตุจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ จำเลยคงมีแต่คำเบิกความของตัวจำเลย นายสำเริง ประเสริฐศักดิ์ ซึ่งเป็นทนายจำเลยและเป็นสามีของหุ้นส่วนร้านที่เกิดเหตุ และนายสิทธิเดช กุนเรือง ซึ่งตามบันทึกคำให้การ เอกสารหมาย จ.14 ระบุว่าเป็นหุ้นส่วนของร้านที่เกิดเหตุอีกคนหนึ่งเท่านั้นพยานบุคคลของจำเลยดังกล่าวล้วนเกี่ยวข้องกับจำเลยและร้านที่เกิดเหตุทั้งสิ้น การรับฟังพยานหลักฐานจึงต้องเป็นไปโดยระมัดระวัง แม้พยานจำเลยดังกล่าวเบิกความประกอบพยานเอกสารข้างต้นยืนยันว่า เพลง "รอ" ในเครื่องประมวลผล (ซีพียู) มีการซื้อมาถูกต้อง แต่พยานเอกสารดังกล่าวไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เช่นนี้ พยานหลักฐานจำเลยย่อมไม่อาจรับฟังได้ คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่า เพลง "รอ" ในเครื่องประมวลผล (ซีพียู) มีการซื้อมาถูกต้อง ดังนี้ จำเลยย่อมไม่อาจอ้างสิทธิตามหนังสือตกลงขอรับสิทธิเผยแพร่ในสถานประกอบการคาราโอเกะ เอกสารหมาย ล.5 (เอกสารหมาย จ.10) ได้ เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดอีก ย่อมรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ว่า ร้านที่เกิดเหตุเผยแพร่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต อนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของร้านที่เกิดเหตุ แต่จำเลยก็เป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลในเรื่องของการเผยแพร่งานดังกล่าวในร้าน ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยแสดงว่าจำเลยทราบเรื่องเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเป็นอย่างดี พฤติการณ์แห่งคดีจึงเชื่อได้ว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นในการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายด้วย จำเลยย่อมมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมามีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโสตทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคสอง และมาตรา 38 ดังนั้น ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 และมาตรา 34 มานั้นจึงไม่ชอบ แต่การอ้างบทกฎหมายผิดดังกล่าว โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงตามฟ้องได้แล้ว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า อนึ่ง ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคสอง และมาตรา 38 ดังกล่าว มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ลงโทษจำเลยปรับ 3,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญญาข้อเท็จจริงสำหรับความผิดฐานนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 (4) อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าพยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดข้อหานี้เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่รับวินิจฉัยให้ และถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังไว้ด้วย คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องพิจารณาว่า จำเลยมีความผิดฐานนี้หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 38 บัญญัติว่า เจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 20 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การฉายหรือการให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์จะต้องกระทำในวันและเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาต ดังนี้ แสดงว่าบทบัญญัติมาตรา 20 วรรคสอง และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มีเจตนารมณ์ที่จะบัญญัติเป็นความผิดโดยเฉพาะสำหรับเจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตจากนายทะเบียน เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของร้านที่เกิดเหตุ เป็นเพียงผู้ดูแลคอมพิวเตอร์และดูแลร้านที่เกิดเหตุ โดยร้านที่เกิดเหตุมีนายสำเริง ประเสริฐศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินการขออนุญาตฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ แต่ใบอนุญาตขาดอายุความแล้ว ปรากฏตามใบอนุญาตให้ฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ เอกสารหมาย จ.12 แสดงให้เห็นว่า ร้านที่เกิดเหตุมีผู้อื่นดำเนินการเกี่ยวกับการขออนุญาตฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์อยู่แล้ว จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องด้วย จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดการสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 38 ดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับจำเลย 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 20 วรรคสอง ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายคำราม คุ้มตุ้ม
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4362/2549
#266940
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีคำสั่งปลดโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างออกจากงาน ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว การที่โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยต่อคณะกรรมการการสื่อสารแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการ ฯ ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ก็ไม่เป็นข้อจำกัดสิทธิมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาล

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น จะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายในระหว่างลูกจ้างถูกพักงานและถูกเลิกจ้างจนถึงเวลาที่นายจ้างรับกลับเข้าทำงานไม่ได้ แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 เมื่อจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยแม้โจทก์จะไม่ได้ทำงานให้เลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ปัจจุบันได้แปรสภาพเป็นบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด โจทก์เป็นอดีตพนักงานของจำเลย เข้าทำงานเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2520 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสน ระดับ 8 อัตราขั้นเงินเดือน 29,750 บาท จำเลยมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2542 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เป็นความจริง กล่าวคือ เมื่อวันที่ 21 ถึง 23 ธันวาคม 2541 คณะผู้ตรวจการจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ได้เข้าตรวจการเงินและการงานของที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสน ผลการตรวจเรียบร้อยดี ไม่มีข้อบกพร่อง ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2542 เวลา 8 นาฬิกา เจ้าหน้าที่จากสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 7 จำนวน 3 คน คือ นายวิจารณ์ ศรีสมบูรณ์ นายวุฒิ วาดบุญมา และนายอุดม หมื่นจำนงค์ ได้เข้ามาทำการตรวจสอบการเงินและการงานของที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสน ตามคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 7 ซึ่งขัดกับระเบียบจำเลยฉบับที่ 321/2541 ที่กำหนดให้เป็นอำนาจของผู้ว่าการที่จะสั่งให้กองตรวจสอบภายในเป็นผู้ดำเนินการตรวจ เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนดังกล่าวได้ทำการตรวจนับเงินสดในช่วงเช้า ปรากฏว่ามีอยู่ครบถ้วนถูกต้อง ช่วงบ่ายได้ทำการตรวจนับตราไปรษณียากร แต่ไม่ได้ให้คณะกรรมการเก็บรักษาเงินของที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสนทั้งสามคนทำการตรวจนับเพื่อความถูกต้องอีกครั้งหนึ่งและลงนามรับทราบ ตามระเบียบจำเลยที่ 83/2525 จึงเป็นการกระทำที่มิชอบ เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนดังกล่าวยังได้ร่วมกันปลอมแปลงโดยการขีดฆ่าและแก้ไข บันทึกผลการตรวจนับตราไปรษณียากรข้อที่ 2 และข้อที่ 3 ในภายหลัง ในช่วงเย็นของวันที่ 6 มกราคม 2542 ก่อนปิดตู้นิรภัย คณะกรรมการเก็บรักษาเงินได้ตรวจนับเงินสดและตราไปรษณียากร ปรากฏว่ามีอยู่ครบถ้วนถูกต้องและได้รายงานให้จำเลยทราบตามคำสั่งปลดออกที่รายงานว่าได้นำเงินส่วนที่ขาดมาลงชดใช้ในภายหลังแล้วนั้น ความจริงไม่ได้มีการชดใช้ เพราะตราไปรษณียากรไม่ได้ขาดจริง ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2542 โจทก์ได้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ ณ ที่ทำการไปรษณีย์เพชรบุรีได้ส่งมอบการเงินและงานให้นายมนัส มีชอบ หัวหน้าแผนกธุรการ สำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 7 มารับหน้าที่หัวหน้าไปรษณีย์กำแพงแสนต่อจากโจทก์ ได้มีการตรวจนับเงินและรับงานจากโจทก์ก็เรียบร้อยดีไม่มีปัญหาใด ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2542 จึงมีการร้องเรียนต่อจำเลยถึงการย้ายตำแหน่งโดยไม่เป็นธรรม จำเลยจึงมีคำสั่งสอบสวนทางวินัยโจทก์และมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากงานโดยไม่ได้รับบำเหน็จ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินเดือนนับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2542 ถึงวันฟ้องรวมระยะเวลา 2 ปี 7 เดือน เป็นเงิน 922,250 บาท ค่าเสียหายทางด้านชื่อเสียงจำนวน 5,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งที่ กสท. ที่ 51317/2542 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2542 พร้อมให้โจทก์เข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ควรได้รับทั้งหมดและค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาท

จำเลยให้การว่า การที่นายวิจารณ์ ศรีสมบูรณ์ นายวุฒิ วาดบุญมา และนายอุดม หมื่นจำนงค์ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 7 ไปทำการตรวจที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสนนั้น เนื่องจากนายบุญชู โกสุข ผู้อำนวยการสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 7 ในฐานะผู้บังคับบัญชาดูและรับผิดชอบการปฏิบัติงานของโจทก์โดยตรง ได้ทราบผลจากรายงานการตรวจงานและการเงินของผู้ตรวจการ ตามรายงานการตรวจสอบการเงิน (ตก. 6) เมื่อวันที่ 21 ถึง 23 ธันวาคม 2541 ว่าการปฏิบัติงานของที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสนไม่เป็นไปตามระเบียบ จึงให้เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนดังกล่าวไปทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อเจ้าหน้าที่ทั้งสามคนดังกล่าวทำการตรวจนับเงินสดและตราไปรษณียากรแล้วปรากฏว่าขาด ได้ทำบันทึกรายงานผลการตรวจสอบต่อผู้บังคับบัญชาโจทก์ก็ได้ลงลายมือชื่อยอมรับว่ามีตราไปรษณียากรขาดจริง คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้พิจารณาเอกสารหลักฐานประกอบคำยืนยันของพยานบุคคลแล้วเชื่อว่าโจทก์ได้กระทำการทุจริตนำเงินที่จำหน่ายตราไปรษณียากรรวมจำนวน 48,385.50 บาท ไปใช้เป็นประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบตามข้อกล่าวหาและได้มีการนำเงินมาชดใช้แล้ว คณะกรรมการได้ประชุมปรึกษาหารือกันแล้วมีมติเอกฉันท์เห็นสมควรให้ลงโทษไล่โจทก์ออกจากงาน แต่เนื่องจากโจทก์ได้นำเงินมาชดใช้แล้ว จึงมีเหตุอันควรลดหย่อนให้ลดโทษไล่ออกจากงานเป็นการปลดโจทก์ออกจากงาน ซึ่งคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวินัยและคณะกรรมการบริหารงานบุคคลพิจารณาแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกันกับคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจำเลย จึงมีคำสั่งที่ 51317/2542 ปลดโจทก์ออกจากงาน นอกจากนี้ โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งโดยระบุในตอนท้ายของอุทธรณ์ว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการอุทธรณ์เพื่อขอลดโทษลงบ้าง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน แสดงว่าโจทก์ได้กระทำความผิดตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย อนึ่งอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์อยู่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของฝ่ายบริหารของจำเลย ดังนั้น กรณีของโจทก์จึงยังไม่ถึงที่สุด โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลมิได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม โดยให้นับอายุงานต่อเนื่อง ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 25,000 บาท นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยพยานบุคคลของจำเลยประกอบพยานเอกสารต่าง ๆ ของจำเลยรวมทั้งเอกสารหมาย ล. 12 ว่าบันทึกการตรวจสอบเอกสารหมาย ล. 12 แผ่นที่ 2 ถึงแผ่นที่ 7 มีรอยแก้ไขและขีดฆ่าหลายรายการโดยไม่มีผู้ลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขขีดฆ่า มีการคำนวณตัวเลขผิดหลายรายการ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจนับตราไปรษณียากรที่ใช้ในกิจการคงเหลือตามพยานเอกสารและพยานบุคคลขัดแย้งกัน และตราไปรษณียากรสะสมจำนวนที่ตรวจนับได้ทั้งหมดตามเอกสารหมาย ล. 12 แผ่นที่ 2 และแผนที่ 3 ก็ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวแผ่นที่ 5 และแผ่นที่ 6 นอกจากนี้เมื่อระหว่างวันที่ 21 ถึง 23 ธันวาคม 2541 ผู้ตรวจการได้ทำการตรวจการงานและการเงินของไปรษณีย์กำแพงแสนแล้วทำรายงานการตรวจสอบการปฏิบัติงานไว้ตามเอกสารหมาย ล. 9 ว่า การปฏิบัติงานของไปรษณีย์กำแพงแสนเป็นไปตามระเบียบทุกข้อมีเพียงการจำหน่ายตราไปรษณียากรเพื่อการสะสมระหว่างวันที่ 18 ถึง 20 ธันวาคม 2541 จำนวน 35,500 บาท ไม่ได้จัดทำใบยืมชั่วคราวซึ่งผู้ตรวจการได้บันทึกแนะนำว่าในโอกาสต่อไปให้จัดทำใบยืมชั่วคราวตามระเบียบด้วยเท่านั้น มิได้กล่าวว่าเป็นการทุจริตหรือมีเจตนาทุจริต นายมนัส มีชอบ พยานจำเลยซึ่งมารับตำแหน่งรักษาการหัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสนแทนโจทก์เบิกความว่า วันที่ 15 มกราคม 2542 โจทก์ได้ส่งมอบงาน นายมนัสได้ตรวจนับเงินสด ตราไปรษณียากรและของมีค่าอื่น ๆ ปรากฏว่าครบถ้วนถูกต้อง ทั้งโจทก์ยังได้นำตราไปรษณียากรเพื่อการสะสมจำนวน 20,000 บาท มาให้ตรวจนับ แต่เนื่องจากตราไปรษณียากรถูกฉีกไปจำหน่ายเป็นดวง ๆ กระจัดกระจายตรวจนับลำบาก นายมนัสจึงขอให้โจทก์คืนเป็นเงินสด โจทก์ได้คืนตราไปรษณียากรส่วนที่เหลือพร้อมเงินสดรวมจำนวน 20,000 บาท ครบถ้วน ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าตราไปรษณียากรเพื่อใช้ในกิจการและเพื่อสะสมได้ขาดไปและโจทก์ได้ทุจริตนำเงินที่จำหน่ายตราไปรษณียากรเพื่อใช้ในกิจการและเพื่อการสะสมรวมจำนวน 48,385.50 บาท ไปเป็นประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น คำสั่งของจำเลยที่ 51317/2542 ที่ลงโทษปลดโจทก์ออกจากงานจึงไม่ชอบและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ การที่จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า การรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างในอุทธรณ์สรุปว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงขัดกับพยานหลักฐานตามเอกสารหมาย จ. 38 และเอกสารหมาย ล. 24 และ ล. 31 ทั้งขัดกับคำเบิกความของโจทก์ ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นไปดังที่จำเลยอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อที่สองว่า ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์มากเกินไปนั้นก็เป็นการอุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ข้อที่หนึ่งและที่สองของจำเลย

สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยประการที่สามเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์นั้นจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นไว้แล้วซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รอวินิจฉัยพร้อมคำพิพากษา (ที่ถูกคือศาลแรงงานกลางสั่งว่าให้รอไว้สั่งในนัดหน้าตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง วันที่ 21 พฤศจิกายน 2544) แต่ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีได้ความว่า จำเลยมีคำสั่งที่ 51317/2542 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2542 ปลดโจทก์ออกจากงานโดยให้มีผลนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2542 ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว การที่โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยต่อคณะกรรมการการสื่อสารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2542 และคณะกรรมการ ฯ ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ก็หามีข้อจำกัดสิทธิมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในวันที่ 5 ตุลาคม 2544 จึงถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม โดยให้นับอายุงานต่อเนื่องแล้วจำเลยจะต้องรับผิดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 25,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น จะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายในระหว่างลูกจ้างถูกพักงานและถูกเลิกจ้างจนถึงเวลาที่นายจ้างรับกลับเข้าทำงานไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นการขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 เมื่อจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยแม้โจทก์จะไม่ได้ทำงานให้จำเลยก็ตาม ศาลแรงงานพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศรีนครหรือพงศ์เจริญ คำนึงกิจ
จำเลย — การสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4362/2549
#267467
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากงานโดยให้มีผลนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2542 ถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว การที่โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยต่อคณะกรรมการการสื่อสารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการฯ ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ก็หามีข้อจำกัดสิทธิมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลไม่ จึงถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น จะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายในระหว่างลูกจ้างถูกพักงานและถูกเลิกจ้างจนถึงเวลาที่นายจ้างรับกลับเข้าทำงานไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นการขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 เมื่อจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยเลิกจ้างโจทก์อย่างไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยแม้โจทก์จะไม่ได้ทำงานให้จำเลยก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งที่ กสท. ที่ 51317/2542 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2542 พร้อมให้โจทก์เข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ควรได้รับทั้งหมดและค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม โดยให้นับอายุงานต่อเนื่อง ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 25,000 บาท นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์นั้นจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นไว้แล้วซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รอวินิจฉัยพร้อมคำพิพากษา (ที่ถูกคือศาลแรงงานกลางสั่งว่าให้รอไว้สั่งในนัดหน้าตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง วันที่ 21 พฤศจิกายน 2544) แต่ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีได้ความว่า จำเลยมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากงานโดยให้มีผลนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2542 ถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว การที่โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยต่อคณะกรรมการการสื่อสารแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการฯ ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ก็หามีข้อจำกัดสิทธิมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลไม่ จึงถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม โดยให้นับอายุงานต่อเนื่องแล้วจำเลยจะต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 25,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น จะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายในระหว่างลูกจ้างถูกพักงานและถูกเลิกจ้างจนถึงเวลาที่นายจ้างรับกลับเข้าทำงานไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นการขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 เมื่อจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยเลิกจ้างโจทก์อย่างไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยแม้โจทก์จะไม่ได้ทำงานให้จำเลยก็ตาม ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศรีนครหรือพงษ์เจริญ คำนึงกิจ
การสื่อสารแห่งประเทศไทย
จำเลย — หรือบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4344/2549
#268797
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมแกล้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นหนี้จำเลยที่ 4 จำนวนอันไม่เป็นความจริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 แต่โจทก์มิได้บรรยายให้แน่ชัดว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมเมื่อใด ส่วนวันเวลาที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องและตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้น เป็นพียงวันเวลาที่แสดงว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อใด และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นเมื่อใดเท่านั้น จะถือเอาวันเวลาระหว่างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบกันเพื่อจะให้เข้าใจเอาเองว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เกิดขึ้นในระหว่างวันและเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ ถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาที่เกิดการกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2537 และวันที่ 13 เมษายน 2537 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารตามฟ้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทราบคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมเพื่อให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าหนี้นำคดีมาฟ้องศาลและยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 230718, 230719 และ 227974 แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องโอนให้โจทก์ตามฟ้องออกขายทอดตลาด ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้โดยโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาศาลแพ่งซึ่งระบุวันที่มีคำพิพากษาและสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวซึ่งระบุว่าได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 การอ่านคำพิพากษาและการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินย่อมกระทำกันในเวลาราชการอันเป็นเวลากลางวัน ถือว่าโจทก์ได้บรรยายถึงวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดตามกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมแกล้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นหนี้จำเลยที่ 4 จำนวนอันไม่เป็นความจริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แต่โจทก์มิได้บรรยายให้แน่ชัดว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมเมื่อใด ส่วนวันเวลาที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องและตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้น เป็นเพียงวันเวลาที่แสดงว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อใด และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นเมื่อใดเท่านั้น จะถือเอาวันเวลาระหว่างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบกันเพื่อจะให้เข้าใจเอาเองว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เกิดขึ้นในระหว่างวันและเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ ถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกัยวันเวลาที่เกิดการกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัศมี กลีบบัว
จำเลย — บริษัทต้องตา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4344/2549
#269019
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมแกล้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นหนี้จำเลยที่ 4 เป็นจำนวนอันไม่เป็นความจริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 แต่โจทก์มิได้บรรยายให้แน่ชัดว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมเมื่อใด วันเวลาที่โจทก์อ้างในคำฟ้องตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นเพียงวันเวลาที่แสดงว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อใด และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นเมื่อใด จะถือเอาวันเวลาระหว่างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบกันเพื่อจะให้เข้าใจเอาเองว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เกิดระหว่างวันและเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ ถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่เกิดการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ครบถ้วนแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัทศรีวรา ทาวน์ อินทาวน์ จำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อปี 2534 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับที่ 3 และยื่นฟ้องบริษัทศรีวรา แลนด แอนด์ เฮ้าส์ ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนต่อศาลแพ่งรวม 2 คดี ซึ่งศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2537 และเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2537 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถโอนได้ให้ร่วมกันชำระเงินแทน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 19769/2537 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5818/2537 ของศาลแพ่ง หลังจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาที่จะมิให้โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมการเป็นหนี้ปลอมให้จำเลยที่ 4 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้วจำเลยที่ 4 นำยึดทรัพย์ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 230718, 230719 และ 227974 ตำบลวันทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไป เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำพิพากษาของศาล การกระทำของจำเลยทั้งสี่มีเจตนาทุจริตเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้แล้ว ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือในบางส่วน โดยแกล้งเป็นหนี้จำเลยที่ 4 อันไม่เป็นความจริง หรือย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์นั้น เหตุเกิดเวลากลางวัน ที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ และแขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครเกี่ยวเนื่องกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากคำฟ้องมิได้ระบุวันเวลาที่อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิด เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2537 และวันที่ 13 เมษายน 2537 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารตามฟ้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทราบคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมเพื่อให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าหนี้นำคดีมาฟ้องศาลและยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 230718, 230719 และ 227974 แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องโอนให้โจทก์ตามฟ้องออกขายทอดตลาด ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ โดยโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาศาลแพ่งซึ่งระบุวันที่มีคำพิพากษาและสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวซึ่งระบุว่าได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 การอ่านคำพิพากษาและการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินย่อมกระทำกันในเวลาราชการอันเป็นเวลากลางวัน ถือว่าโจทก์ได้บรรยายถึงวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดตามกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมแกล้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นหนี้จำเลยที่ 4 จำนวนอันไม่เป็นความจริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แต่โจทก์มิได้บรรยายให้แน่ชัดว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมเมื่อใด ส่วนวันเวลาที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องและตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้น เป็นเพียงวันเวลาที่แสดงว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อใด และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นเมื่อใดเท่านั้น จะถือเอาวันเวลาระหว่างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบกันเพื่อจะให้เข้าใจเอาเองว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เกิดขึ้นในระหว่างวันและเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ ถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาที่เกิดการกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัศมี กลีบบัว
จำเลย — บริษัทต้องตา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางสิริรัชต์ เมตตามิตรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายดิเรก อิงคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4311/2549
#267505
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า WILD GEESE ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์อ้างว่ามีความเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า WILD TURKY ของโจทก์จนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันเป็นเหตุเดียวกันกับเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบห้าในฐานะนายทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ที่ยกคำคัดค้านของโจทก์และรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ร้อง ซึ่งหากศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มีคำวินิจฉัยเห็นพ้องด้วยกับโจทก์ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ผลแห่งคดีย่อมกระทบถึงสิทธิในเครื่องหมายการค้าของผู้ร้องที่มีอยู่ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิตนที่มีอยู่โดยมีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนการค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "WILD GEESE"

จำเลยทั้งสิบห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน โลดสตาร์ แอนสตัลท์ โดยนางเนตยา ผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 29 กันยายน 2548 อ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "WILD GEESE" ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งรับจดทะเบียนไว้ จึงร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ต่อมาผู้ร้องจึงยื่นคำร้องลงวันที่ 10 ตุลาคม 2548 อ้างว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนี้ จึงร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) หรือร้องสอดเข้ามาเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) หรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เสียก่อน ได้ความว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศลิคเตนสไตน์ ผู้ร้องเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "WILD GEESE" ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 32 และ 33 โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียน แต่นายทะเบียนมีคำวินิจฉัยยกคำคัดค้านและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสิบห้าเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "WILD GEESE" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์อ้างว่ามีความเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "WILD TURREY" ของโจทก์ จนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบห้าเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ยกคำคัดค้านของโจทก์และรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ร้องก็โดยเหตุที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ร้องมีความเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งหากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำวินิจฉัยเห็นพ้องด้วยกับโจทก์ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ผลแห่งคดีย่อมกระทบถึงสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "WILD GEESE" ของผู้ร้องที่มีอยู่ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่โดยยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) หรือไม่ เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ออสติน นิโคลส์ แอนด์โก อินคอร์ปอเรเต็ด
ผู้ร้อง — โลดสตาร์ แอนสตัลท์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุพจน์ กาวชู
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา