คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4310/2549
#268971
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าเป็นความผิดอันยอมความได้ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 66 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ก็ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ แม้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานระบุไว้ว่า "นาย ศ. อายุ 26 ปี... ได้รับมอบอำนาจจากบริษัท อาร์ เอส ให้แจ้งร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์วีซีดีภาพยนตร์... เพื่อดำเนินคดีต่อไป" ก็ไม่ถือว่าเป็นคำร้องทุกข์ โดยถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) เพราะมิได้ชัดแจ้งว่าเป็นการแจ้งความโดยเจตนา จะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ เป็นเหตุให้การสอบสวนในความผิดฐานนี้ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75 และ 76 ให้วีซีดีภาพยนตร์ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 4 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทอาร์. เอส. โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า คดีนี้มีการแจ้งความร้องทุกข์โดยชอบและโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่โดยโจทก์ร่วมอุทธรณ์ในทำนองว่า คำเบิกความของพันตำรวจตรีสุรวุฒิ กุมภีพงษ์ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมน่าเชื่อถือและรับฟังได้ว่ามีการแจ้งความร้องทุกข์โดยชอบแล้ว เห็นว่า พันตำรวจตรีสุรวุฒิเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้เป็นคนจัดทำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เมื่อความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามฟ้องเป็นความผิดอันยอมความได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 66 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ก็ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง การที่ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏเพียงว่ามีการแจ้งความไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน โดยมีข้อความระบุไว้ในรายงานประจำวันฯ ความว่า "นายศุภมิตร ดิลกโชติ อายุ 26 ปี...ได้รับมอบอำนาจจากบริษัท อาร์ เอส ให้แจ้งร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์วีซีดีภาพยนตร์...เพื่อดำเนินคดีต่อไป" เท่านั้น ซึ่งการรับแจ้งความเช่นนี้แม้จะมีคำว่าร้องทุกข์อยู่ด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นคำร้องทุกข์ โดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) เพราะมิได้ชัดแจ้งว่าเป็นการแจ้งความโดยเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ เป็นเหตุให้การสอบสวนในความผิดฐานนี้ไม่ชอบโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทอาร์.เอส.โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวศิรินทร์ญา พงษ์นิธิตระกูล
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4278/2549
#268787
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 50 บาท แต่ ป.อ. มาตรา 30 บัญญัติว่า ในการกักขังแทนค่าปรับ ให้ถืออัตราสองร้อยบาทต่อหนึ่งวัน ฉะนั้น การบังคับค่าปรับจึงกักขังแทนค่าปรับไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 จึงเป็นการไม่ถูกต้อง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 358, 364,365 และ 371

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 364, 365 (2) (3), 371 ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูกมาตรา 358, 371,365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองโดยไม่มีเหตุอันสมควร ปรับ 100 บาท ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ กับฐานร่วมกับบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี และปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยเฉพาะในความผิดฐานบุกรุกว่า สมควรลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษให้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปในหอพักอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืนแล้วร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า และทำให้ไร้ประโยชน์แก่ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำดังกล่าวของจำเลยแม้ไม่ทำให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายมากนัก แต่ก็เป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายทั้งยังเป็นการคุกคามต่อสวัสดิภาพและความสงบสุขในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง การที่จำเลยได้พยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการชดใช้ค่าเสียหายให้จนเป็นที่พอใจและผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจเอาความแล้วก็ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 50 บาท แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 บัญญัตติว่า ในการกักขังแทนค่าปรับ ให้ถืออัตราสองร้อยบาทต่อหนึ่งวัน ฉะนั้น การบังคับค่าปรับจึงกักขังแทนค่าปรับไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จึงเป็นการไม่ถูกต้องแต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ออกจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุวิทย์ กกฝ้าย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4267/2549
#267282
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมกับ ป. ขนท่อแก๊สของผู้เสียหายลงจากรถยนต์บรรทุกที่ ป. เป็นผู้ขับไปไว้ในที่เกิดเหตุเพื่อขายต่อให้แก่บุคคลอื่น การที่จำเลยและ ป. ครอบครองท่อแก๊สในขณะที่นำไปส่งให้ลูกค้าของผู้เสียหายเป็นการครอบครองแทนผู้เสียหายไว้ชั่วคราวชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น การครอบครองโดยแท้จริงยังอยู่ที่ผู้เสียหาย เมื่อจำเลยนำท่อแก๊สไปกองทิ้งในที่เกิดเหตุจึงเป็นการเคลื่อนย้ายท่อแก๊สจากที่ตั้งปกติเพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะขายแก่บุคคลอื่น เป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ไปจากผู้เสียหายแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการร่วมกับ ป. กระทำความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2543 เวลากลางวันจำเลยกับนายปรีชา คำทองไชย จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ 6269/2543 ของศาลชั้นต้นได้ร่วมกันลักเอาท่อแก๊สเปล่า จำนวน 10 ท่อ ราคารวม 30,000 บาท ของบริษัท ที.ไอ.จี. เทรดดิ้ง จำกัด ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยกับพวกไปโดยทุจริต โดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ทะเบียน 92-9797 กรุงเทพมหานคร เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดการพาทรัพย์นั้นไป เพื่อให้พ้นจากการจับกุมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ วางโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง, 83 วางโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยและนายปรีชา คำทองไชย เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย นายปรีชาทำหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกส่งท่อแก๊สของผู้เสียหายให้แก่ลูกค้า ส่วนจำเลยทำหน้าที่พนักงานประจำรถมีหน้าที่ยกของ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายปรีชาขับรถยนต์บรรทุกไปส่งท่อแก๊สให้ลูกค้าโดยมีจำเลยไปด้วย เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบริเวณที่ว่างในซอยเอกชัย 128 ถนนเอกชัย แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร จำเลยและนายปรีชาช่วยกันขนท่อแก๊สเปล่าจำนวน 10 ท่อ ลงจากรถยนต์บรรทุกนำไปกองไว้ในกอหญ้าริมถนน ขณะเดียวกันนายอำนาจ สมจิตร พนักงานของผู้เสียหายซึ่งสืบทราบว่านายปรีชากับพวกเคยมีพฤติการณ์ลักลอบนำท่อแก๊สเปล่าของผู้เสียหายไปขายในซอยดังกล่าวได้ซุ่มดูเห็นเหตุการณ์จึงแจ้งให้นายอาคม ไม้ดัดจันทร์ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมุนษย์ของผู้เสียหายทราบ นายอาคมไปที่เกิดเหตุสอบถามแล้วนายปรีชาให้การรับสารภาพว่าจะนำท่อแก๊สเปล่าของผู้เสียหายดังกล่าวไปขายให้บุคคลอื่น นายอาคมจึงบันทึกพฤติการณ์และคำรับสารภาพของนายปรีชาไว้ ตามเอกสารหมาย จ.3 ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธต่อมานายปรีชาให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาของศาลและถูกศาลพิพากษาลงโทษแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับนายปรีชากระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับนายปรีชาขนท่อแก๊สของกลางของผู้เสียหายลงไว้ในที่เกิดเหตุเพื่อขายต่อให้แก่บุคคลอื่น การที่จำเลยและนายปรีชาครอบครองท่อแก๊สของผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุเป็นการครอบครองแทนผู้เสียหายไว้ชั่วคราวชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น การครอบครองท่อแก๊สของกลางโดยแท้จริงยังอยู่ที่ผู้เสียหาย เมื่อจำเลยนำท่อแก๊สของกลางของผู้เสียหายไปกองทิ้งในที่เกิดเหตุจึงเป็นการเคลื่อนย้ายท่อแก๊สจากที่ตั้งปกติเพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะขายแก่บุคคลอื่น อันเป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ไปจากผู้เสียหายแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการร่วมกับนายปรีชากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง มิใช่ยักยอกตามที่จำเลยฎีกา"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพีรวัฒน์ คุ้มสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4258/2549
#267588
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่กำหนดให้จำเลยส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน 1,250,000 บาท เป็นการกำหนดขั้นตอนการบังคับคดีไว้ ซึ่งโจทก์จะต้องบังคับคดีไปตามลำดับในคำพิพากษา เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อยังมีอยู่และโจทก์ยังสามารถบังคับให้จำเลยคืนได้ ซึ่งหากการคืนรถยนต์ยังอยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิบังคับให้ใช้ราคาแทน กรณีจึงไม่แน่ชัดว่าหนี้ที่จะบังคับให้ใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจะมีหรือไม่ จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 329/2543 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,250,000 บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาท และให้ใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์เสร็จสิ้น แต่ไม่เกิน 6 เดือน ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ยอดหนี้ตามคำพิพากษาคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,936,750 บาท โจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามแล้วไม่พบว่ามีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้กับโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และจำเลยทั้งสามได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์แล้วทั้งสองครั้งแต่ไม่ชำระหนี้ กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามมิได้เป็นบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากจำเลยทั้งสามประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งและมีรายได้ที่แน่นอน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังมีที่ดินอีก 1 แปลง มีราคาประเมินของทางราชการเป็นเงิน 2,283,450 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 มีทรัพย์สินเป็นบ้านอีก 1 หลัง ทั้งโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ไว้แล้วจำนวน 1 แปลง โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 2,093,130 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด หากไม่พอชำระหนี้จำเลยทั้งสามสามารถคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 329/2543 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 1,250,000 บาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาท และให้ใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์เสร็จสิ้น แต่ไม่เกิน 6 เดือน ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.3 ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 244 ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ของจำเลยที่ 1 ขณะนี้อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาดตามสำเนาประกาศขายทอดตลาดเอกสารหมาย จ.16 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์แล้วทั้งสองครั้ง ตามสำเนาหนังสือแจ้งเตือนให้ชำระหนี้และใบตอบรับเอกสารหมาย จ.7 ถึง 7.12 แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ จำนวนหนี้ตามคำพิพากษาคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,936,750 บาท ตามบัญชีลูกหนี้เอกสารหมาย จ.6 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนี้ตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 1,250,000 บาท นั้นเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.3 กำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้จึงให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน 1,250,000 บาท ดังนี้เป็นกรณีคำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีไว้ ซึ่งโจทก์จะต้องบังคับคดีไปตามลำดับในคำพิพากษาโดยจะต้องบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนก่อน หากไม่สามารถบังคับเอาตัวรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้จึงจะสามารถบังคับเอาราคาใช้แทนจำนวน 1,250,000 บาท ได้ ตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามไม่สามารถคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ได้ โจทก์คงมีเพียงนางสาวยุวนันท์ อินถา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายกนกศักดิ์ แสงอุทัย เจ้าหน้าที่สืบทรัพย์และบังคับคดีของโจทก์มาเบิกความเป็นพยานเพียงว่า โจทก์ได้ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้วแต่ไม่พบ ซึ่งในข้อนี้กลับได้ความจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 บุตรจำเลยที่ 1 ซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองใช้รถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่ที่บ้านจำเลยที่ 1 โจทก์ก็ไม่ได้ซักค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งจำเลยทั้งสามให้การต่อสู้มาโดยตลอดว่าสามารถนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งมอบคืนแก่โจทก์ได้ กรณีน่าเชื่อว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อยังมีอยู่และโจทก์ยังสามารถบังคับให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ ซึ่งหากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อยังอยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิบังคับให้ใช้ราคาแทนจำนวน 1,250,000 บาท เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีตามลำดับในคำพิพากษา กรณีจึงไม่แน่ชัดว่าหนี้ที่จะบังคับให้ใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจะมีหรือไม่ จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิชลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางอำไพ ราศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4258/2549
#269145
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษากำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เป็นกรณีคำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีไว้ ซึ่งโจทก์ต้องบังคับคดีไปตามลำดับ โจทก์มีพยานมาเบิกความเพียงว่า ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว แต่ไม่พบ โดยมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามไม่สามารถคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ได้ ซึ่งในข้อนี้กลับได้ความจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตอบคำถามค้านว่าจำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งจำเลยทั้งสามให้การต่อสู้มาโดยตลอดว่าสามารถนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งมอบคืนได้ กรณีน่าเชื่อว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อยังมีอยู่ และโจทก์ยังสามารถบังคับให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ จึงยังไม่แน่ชัดว่าหนี้ที่จะบังคับให้ใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจะมีหรือไม่ จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 9 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ยอดหนี้ตามคำพิพากษาคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,936,750 บาท โจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามแล้วไม่พบว่ามีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กับโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และจำเลยทั้งสามได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์แล้วทั้งสองครั้งแต่ไม่ชำระหนี้กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามมิได้เป็นบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเนื่องจากจำเลยทั้งสามประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งและมีรายได้ที่แน่นอน ทั้งโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ไว้แล้วจำนวน 1 แปลง โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 2,093,130 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด หากไม่พอชำระหนี้จำเลยทั้งสามสามารถคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "หนี้ตามคำพิพากษากำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้จึงให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคารถยนต์ ดังนี้เป็นกรณีคำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีไว้ ซึ่งโจทก์จะต้องบังคับคดีไปตามลำดับในคำพิพากษาโดยจะต้องบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนก่อน หากไม่สามารถบังคับเอาตัวรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้จึงจะสามารถบังคับเอาราคาใช้แทนได้ ตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามไม่สามารถคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ได้ โจทก์คงมีเพียงนางสาวยุวนันท์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายกนกศักดิ์ เจ้าหน้าที่สืบทรัพย์และบังคับคดีของโจทก์มาเบิกความเป็นพยานเพียงว่า โจทก์ได้ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้วแต่ไม่พบ ซึ่งในข้อนี้กลับได้ความจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 บุตรจำเลยที่ 1 ซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองใช้รถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่ที่บ้านจำเลยที่ 1 โจทก์ก็ไม่ได้ซักค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งจำเลยทั้งสามให้การต่อสู้มาโดยตลอดว่าสามารถนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งมอบคืนแก่โจทก์ได้ กรณีน่าเชื่อว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อยังมีอยู่และโจทก์ยังสามารถบังคับให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ซึ่งหากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อยังอยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิบังคับให้ใช้ราคาแทนจำนวน 1,250,000 บาท เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีตามลำดับในคำพิพากษา กรณีจึงไม่แน่ชัดว่าหนี้ที่จะบังคับให้ใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจะมีหรือไม่ จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิช ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางอำไพ ราศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4247/2549
#266743
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาแฟ็กเตอริง บริษัทจำกัด ที่จำเลยที่ 1 นำหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องจากบุคคลภายนอกและเป็นหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระมาขายแก่โจทก์ โดยมีข้อสัญญาสรุปได้ว่าจำเลยที่ 1 จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินและออกใบเสร็จรับเงินแก่ลูกหนี้ในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ขายแก่โจทก์แล้ว หากลูกหนี้นำมาชำระแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต้องนำมามอบแก่โจทก์ เป็นการแสดงว่าเมื่อจำเลยที่ 1 นำหนี้รายใดมาขายแก่โจทก์แล้ว โจทก์ผู้เดียวมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ และรับชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องหรือรับชำระหนี้ในหนี้รายนั้นต่อไป สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 ส่วนข้อตกลงที่ว่า หากจำเป็นโจทก์มีสิทธิใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ในการฟ้องคดี ก็เป็นเพียงวิธีการและรายละเอียดเพื่อให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในหนี้ที่รับซื้อไว้เท่านั้น หาทำให้สัญญาดังกล่าวไม่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้จำนวน 2,702,930.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,670,012.24 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,670,012.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2540 และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า สัญญาแฟ็กเตอริง บริษัทจำกัด เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 และ 306 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาแฟ็กเตอริง บริษัทจำกัด ข้อ 8 การเก็บเงินจากลูกหนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันโดยสรุปความว่า จำเลยที่ 1 จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินและออกใบเสร็จรับเงินแก่ลูกหนี้ ในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ขายแก่โจทก์แล้ว หากลูกหนี้นำเงินมาชำระแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต้องนำมามอบแก่โจทก์ แสดงว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำหนี้รายใดมาขายแก่โจทก์แล้ว โจทก์ผู้เดียวมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ และรับชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องหรือรับชำระหนี้ในหนี้รายนั้นต่อไป สัญญาดังกล่าวถือเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 ส่วนข้อตกลงว่า หากจำเป็นโจทก์มีสิทธิใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ในการฟ้องคดี ก็เป็นเพียงวิธีการและรายละเอียดเพื่อให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในหนี้ที่รับซื้อไว้ ส่วนการบอกกล่าวเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องมีผลเพียงว่าหากยังไม่บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้ โจทก์ไม่สามารถยกเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง เท่านั้น หาทำให้สัญญาดังกล่าวไม่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาจำนวน 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็มบีเอฟ แฟคเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทภาคย์อัพเปอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายทรงฤทธิ์ โพธิ์ศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชูวงศ์ ละอองศิริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4247/2549
#267220
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาแฟ็กเตอริง ข้อ 8 ระบุว่าการเก็บเงินจากลูกหนี้ จำเลยที่ 1 จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินและออกใบเสร็จรับเงินแก่ลูกหนี้ในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ขายแก่โจทก์แล้ว หากลูกหนี้นำเงินมาชำระแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต้องนำมามอบแก่โจทก์ แสดงว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำหนี้รายใดมาขายแก่โจทก์แล้ว โจทก์ผู้เดียวมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับชำระหนี้และรับชำระหนี้ สัญญาดังกล่าวถือเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 ส่วนข้อตกลงว่า หากจำเป็นโจทก์มีสิทธิใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ในการฟ้องคดี ก็เป็นเพียงวิธีการเพื่อให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในหนี้ที่รับซื้อไว้ ส่วนการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องมีผลเพียงว่าหากยังไม่บอกกล่าวไปยังลูกหนี้ โจทก์ไม่สามารถยกเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง เท่านั้น มิได้ทำให้สัญญาดังกล่าวไม่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแฟ็กเตอริงกับโจทก์ ตกลงเสนอขายลดหนี้ของลูกหนี้จำเลยที่ 1 ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เหล่านั้นแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์จะจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 และเมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดถึงกำหนดชำระ โจทก์จะเป็นผู้ไปดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 หากโจทก์เรียกเก็บเงินได้ โจทก์จะหักค่าใช้จ่ายตามสัญญาออกก่อนมีเงินเหลือเท่าใดโจทก์จะชำระคืนแก่จำเลยที่ 1 และหากหนี้รายใดไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์พร้อมค่าส่วนลดอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ค่าธรรมเนียมจัดการอัตราร้อยละ 0.9 ของมูลค่าที่เริ่มโอนกับใบอินวอยซ์และใบเครดิตที่โอนมาครั้งต่อ ๆ ไป แต่อย่างต่ำเดือนละ 4,500 บาท เบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของยอดหนี้ที่เกินกำหนดเวลาชำระ ในการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะส่วนตัวเข้าค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ได้นำหนี้ของลูกหนี้จำเลยที่ 1 ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระมาขายลดแก่โจทก์หลายครั้งหลายราย โจทก์ได้จ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 ไปแล้ว แต่หนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดแก่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้หลายรายการ โจทก์ได้แจ้งจำเลยที่ 1 ทราบ ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในจำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยที่ 1 ไปพร้อมส่วนลด เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมการดำเนินการจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 2,670,012.24 บาท โจทก์ได้แจ้งหนี้ให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวเป็นต้นไป จนถึงวันฟ้องคิดดอกเบี้ย 32,918.10 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 2,702,930.34 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้จำนวน 2,702,930.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,670,012.24 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาแฟ็กเตอริงกับโจทก์ ทั้งมิได้มีข้อตกลงในการโอนสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้จำเลยที่ 1 เป็นหนังสือให้ไว้แก่โจทก์ อีกทั้งโจทก์มิได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 หรือลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ให้ความยินยอมในการโอนหนี้ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,670,012.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2540 และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2538 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาแฟ็กเตอริง บริษัทจำกัด โดยจำเลยที่ 1 จะนำหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องจากบุคคลภายนอก และเป็นหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระมาขายแก่โจทก์ โจทก์จะจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 ไม่เกินร้อยละ 80 ของหนี้ที่นำมาขาย นอกจากนี้โจทก์มีสิทธิคิดค่าธรรมเนียม รวมทั้งเบี้ยปรับด้วย และเมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแล้วเหลือเท่าใด โจทก์ต้องชำระคืนแก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาสัญญาแฟ็กเตอริง บริษัทจำกัด เอกสารหมาย จ. 5 และ จ. 6 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า สัญญาแฟ็กเตอริง บริษัทจำกัด เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 และ 306 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาแฟ็กเตอริง บริษัทจำกัด เอกสารหมาย จ. 5 ข้อ 8 การเก็บเงินจากลูกหนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินและออกใบเสร็จรับเงินแก่ลูกหนี้ในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ขายแก่โจทก์แล้ว หากลูกหนี้นำเงินมาชำระแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต้องนำมามอบแก่โจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสัญญาแฟ็กเตอริง บริษัทจำกัด เอกสารหมาย จ. 5 ข้อ 8.1 ถึง 8.9 แสดงว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำหนี้รายใดมาขายแก่โจทก์แล้ว โจทก์ผู้เดียวมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับชำระหนี้และรับชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องหรือรับชำระหนี้ในหนี้รายนั้นต่อไป สัญญาดังกล่าวถือเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 ส่วนข้อตกลงว่าหากจำเป็นโจทก์มีสิทธิใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ในการฟ้องคดี ก็เป็นเพียงวิธีการและรายละเอียดเพื่อให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในหนี้ที่รับซื้อไว้ ส่วนการบอกกล่าวเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องมีผลเพียงว่าหากยังไม่บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้ โจทก์ไม่สามารถยกเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง เท่านั้น หาทำให้สัญญาดังกล่าวไม่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาจำนวน 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 306 ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็มบีเอฟ แฟคเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทภาคย์อัพเปอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4246/2549
#266826
เปิดฉบับเต็ม

จำนวนเงินตามหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ บริษัท ล. ผู้รับจ้างนำไปมอบให้โจทก์ยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา มิใช่เงินที่บริษัท ล. มอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญา แต่เป็นเพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อที่จะให้โจทก์เชื่อได้ว่า บริษัท ล. จะปฏิบัติตามสัญญา และหากบริษัท ล. ผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ผู้ออกหนังสือค้ำประกันนั้นแทน จำนวนเงินตามสัญญาไม่ใช่เงินมัดจำที่บริษัท ล. ให้ไว้แก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 377 และ 378 จึงมิใช่หลักประกันที่โจทก์จะริบได้ทันทีเมื่อบริษัท ล. ผิดสัญญา แต่จะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายฐานผิดสัญญา และเป็นเพียงข้อตกลงที่ให้ความสะดวกในวิธีการบังคับชำระหนี้หากมี และจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัท ล. ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเพียงเท่ากับความรับผิดที่บริษัท ล. ต้องรับผิดต่อโจทก์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,082,575 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,332,900 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 192,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2534 เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,140,600 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? จำนวนเงินตามสัญญาค้ำประกันของจำเลยมิใช่เงินที่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด มอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญา แต่เป็นเพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อที่จะให้โจทก์เชื่อได้ว่าบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด จะปฏิบัติตามสัญญา และหากบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ผู้ออกหนังสือค้ำประกันนั้นแทนนั่นเอง จำนวนเงินตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินมัดจำที่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ให้ไว้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 และ 378 และที่ในสัญญาค้ำประกันของจำเลยระบุว่าหากบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญาดังกล่าวซึ่งโจทก์มีสิทธิริบหลักประกัน หรือเรียกค่าปรับและค่าเสียหายใด ๆ จากบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ได้แล้ว จำเลยยอมชำระเงินแทนให้ทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ชำระก่อนนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด มอบให้ไว้แก่โจทก์ไม่ใช่มัดจำดังกล่าวแล้วนั้น จำนวนเงินตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่หลักประกันที่โจทก์จะริบได้ทันทีเมื่อบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ผิดสัญญาตามสัญญาจ้าง แต่จะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายฐานผิดสัญญา หากมี และเป็นเพียงข้อตกลงที่ให้ความสะดวกในวิธีการบังคับชำระหนี้เท่านั้น หาใช่ข้อตกลงที่ให้สิทธิโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันของจำเลย โดยไม่คำนึงว่าบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด จะมีหนี้ค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาที่ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์หรือไม่ การจะพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากหลักประกันตามสัญญาได้เพียงใด จึงต้องพิจารณาว่าบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์เพียงใดหรือไม่ก่อน ในคดีนี้ จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ต่อโจทก์จึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเท่ากับความรับผิดที่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ต้องรับผิดต่อโจทก์เท่านั้นดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงต้องชำระค่าขึ้นศาลเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาโดยคิดจากจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลบด้วยจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษา แต่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาตามจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ จึงชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเกิน

พิพากษาแก้เป็น ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินให้แก่จำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377 ม. 378 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4246/2549
#267587
เปิดฉบับเต็ม

จำนวนเงินตามสัญญาค้ำประกันมิใช่เงินที่บริษัท ล. มอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญา แต่เป็นเพียงหลักประกันว่าบริษัท ล. จะปฏิบัติตามสัญญาและหากบริษัท ล. ผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ผู้ออกหนังสือค้ำประกันนั้นแทน จึงไม่ใช่เงินมัดจำที่บริษัท ล. ให้ไว้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 และ 378 ที่โจทก์จะริบได้ทันทีเมื่อบริษัท ล. ผิดสัญญาตามสัญญาจ้าง แต่ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายฐานผิดสัญญา และมิใช่ข้อตกลงที่ให้สิทธิโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันโดยไม่คำนึงว่าบริษัท ล. จะมีหนี้ที่ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์หรือไม่จึงต้องพิจารณาว่าบริษัท ล. ต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์เพียงใดหรือไม่ก่อน เพราะจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงเท่าที่บริษัท ล. ต้องรับผิดต่อโจทก์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2526 บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ทำสัญญารับจ้างโจทก์ก่อสร้างปรับปรุงถนนประชาชื่น (ตอนที่ 2) จากคลองบางเขนถึงถนนงามวงศ์วาน โดยนำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยเลขที่ 28-42-0489-1 จำนวน 1,910,000 บาท และเลขที่ 29-42-0846-1 จำนวน 422,900 บาท มอบให้โจทก์เป็นหลักประกันในการดำเนินงานตามสัญญา หากบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาหรือผิดเงื่อนไขมีสิทธิถูกริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับ หรือค่าเสียหาย จำเลยยอมชำระแทนทันที บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ไม่ดำเนินการตามสัญญาเกี่ยวกับการติดตั้งไฟฟ้าให้แสงสว่างบนสะพานข้ามคลองบางเขนให้เสร็จเรียบร้อย ถูกต้องครบถ้วนตามแบบแปลนและรายการที่กำหนดไว้ โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2532 และจ้างการไฟฟ้านครหลวงติดตั้งไฟฟ้าแทนเป็นค่าจ้างเพิ่ม 192,300 บาท ซึ่งต่อมาเมื่อบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลผิดสัญญาดังกล่าวจากโจทก์ โจทก์ได้ฟ้องแย้งให้บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ชดใช้เงิน 192,300 บาท พร้อมค่าปรับวันละ 116,645 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2530 รวม 547 วัน เป็นค่าปรับ 63,804,815 บาท รวมเงินที่ต้องชำระให้โจทก์ 63,997,115 บาท ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ชำระเงินจำนวน 192,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2534 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ การที่โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาไปยังบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด นั้น โจทก์มีสิทธิริบหลักประกันตามข้อ 6 (1) ของสัญญาจ้างอีกด้วย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,082,575 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,332,900 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยออกหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด เพื่อมอบให้โจทก์เป็นหลักประกัน แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานของหนังสือค้ำประกันที่ลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญมาแสดงที่จะนำมาฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิริบหลักประกัน โจทก์มีสิทธิเรียกเงินประกันจากจำเลยได้เพียงเท่าที่โจทก์เสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกา ไม่มีสิทธิเรียกเต็มจำนวนที่ค้ำประกัน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2534 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ผิดนัด การค้ำประกันเป็นการจำกัดวงเงิน โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าวงเงินค้ำประกัน โจทก์ฟ้องเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญากับบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 192,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2534 เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,140,600 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2526 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ก่อสร้างปรับปรุงถนนประชาชื่น ตอนที่ 2 และได้ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม (ครั้งที่ 2) กับสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม (ครั้งที่ 3) ตามสัญญาจ้างและสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 ในการทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ได้นำหลักประกันเป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันของจำเลยจำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2528 และ 8 กันยายน 2529 จำนวนเงิน 1,910,000 บาท และ 422,900 บาท มามอบให้โจทก์ยึดถือไว้เพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญา ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ผิดสัญญาไม่ก่อสร้างงานเกี่ยวกับการติดตั้งไฟฟ้าบนสะพานข้ามคลองบางเขน เมื่อส่งมอบงานงวดที่ 10 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย โจทก์ไม่ตรวจรับงานและมีหนังสือแจ้งให้แก้ไขงานเกี่ยวกับไฟฟ้าให้ถูกต้อง แต่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด เพิกเฉย โจทก์บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2532 และว่าจ้างการไฟฟ้านครหลวงติดตั้งไฟฟ้าแทนเป็นเงินค่าจ้าง 192,300 บาท บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เรียกให้โจทก์ชำระเงินงวดที่ 10 พร้อมค่าเสียหาย โจทก์ให้การและฟ้องแย้งให้บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ชำระค่าจ้างที่โจทก์ต้องจ่ายให้การไฟฟ้านครหลวงเพิ่มเติมเป็นจำนวนเงิน 192,300 บาท และเรียกค่าปรับตามสัญญาเป็นรายวัน วันละ 116,645 บาท รวม 547 วัน เป็นค่าปรับจำนวน 63,804,815 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1741/2540 ให้บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ชำระเงินจำนวน 192,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญากับบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด แล้ว วันที่ 20 เมษายน 2532 โจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาจ้างให้จัดส่งเงินประกันตามสัญญาจำนวน 2,332,900 บาท เพื่อเป็นค่าปรับและค่าเสียหายแก่โจทก์ ตามหนังสือให้ส่งเงินประกันและใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย จ.6 แต่จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด แจ้งว่าไม่ได้เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา ขอให้จำเลยระงับการจ่ายเงินตามเอกสารหมาย จ.7

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 ข้อ 2 ระบุว่า เพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินการตามสัญญา ผู้รับจ้างได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ (จำเลย) เลขที่ 28-42-0489-1 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2528 เป็นจำนวน 1,910,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 5 ของราคาค่าจ้าง (38,200,000 บาท) มามอบให้ผู้ว่าจ้าง (โจทก์) ยึดถือไว้เพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลักประกันดังกล่าวต้องมีอายุประกันหลังจากวันกิจการแล้วเสร็จภายในกำหนดความรับผิดตามสัญญา และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 ข้อ 18 ระบุว่า เพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินงานตามสัญญา ผู้รับจ้างได้นำหลักประกันเป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ (จำเลย) เลขที่ 28-42-0489-1 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2528 เป็นจำนวน 1,910,000 บาท และหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ (จำเลย) เลขที่ 29-42-0846-1 ลงวันที่ 8 กันยายน 2529 เป็นจำนวน 422,900 บาท คิดรวมเป็นร้อยละ 5 ของราคาค่าจ้าง (46,657,998.75 บาท) มามอบให้ผู้ว่าจ้าง (โจทก์) ยึดถือไว้เพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลักประกันดังกล่าวต้องมีอายุประกันหลังจากวันกิจการแล้วเสร็จภายในกำหนดความรับผิดตามสัญญา ดังนี้ จำนวนเงินตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว มิใช่เงินที่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด มอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญา แต่เป็นเพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อที่จะให้โจทก์เชื่อได้ว่าบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด จะปฏิบัติตามสัญญาและหากบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยซึ่เงป็นธนาคารพาณิชย์ผู้ออกหนังสือค้ำประกันนั้นแทนนั่นเอง จำนวนเงินตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินมัดจำที่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ให้ไว้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 และ 378 และที่ในสัญญาค้ำประกันของจำเลยข้อ 1 ระบุว่าหากบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญาดังกล่าวซึ่งโจทก์มีสิทธิริบหลักประกัน หรือเรียกค่าปรับและค่าเสียหายใด ๆ จากบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ได้แล้ว จำเลยยอมชำระเงินแทนให้ทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ชำระก่อนนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด มอบให้ไว้แก่โจทก์ไม่ใช่มัดจำดังกล่าวแล้วนั้น จำนวนเงินตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่หลักประกันที่โจทก์จะริบได้ทันทีเมื่อบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ผิดสัญญาตามสัญญาจ้าง ข้อ 6 (1) แต่จะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายฐานผิดสัญญา หากมี และเป็นเพียงข้อตกลงที่ให้ความสะดวกในวิธีการบังคับชำระหนี้เท่านั้น หาใช่ข้อตกลงที่ให้สิทธิโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันของจำเลยโดยไม่คำนึงว่าบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด จะมีหนี้ค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาที่ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์หรือไม่ การจะพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากหลักประกันตามสัญญาได้เพียงใด จึงต้องพิจารณาว่าบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้างจำกัด ต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์เพียงใดหรือไม่ก่อน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าค่าเสียหายในส่วนที่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์นั้น โจทก์ได้ฟ้องแย้งให้บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ชำระค่าเสียหายที่ต้องว่าจ้างการไฟฟ้านครหลวงให้ดำเนินการติดตั้งไฟฟ้าเป็นค่าจ้างเพิ่มเติมจำนวน 192,300 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าปรับตามสัญญาเป็นรายวัน วันละ 116,645 บาท รวม 547 วัน เป็นค่าปรับ 63,804,815 บาท ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1741/2540 โดยวินิจฉัยว่า ความเสียหายของโจทก์นอกจากที่โจทก์ต้องว่าจ้างการไฟฟ้านครหลวงทำการแก้ไขให้แล้วเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างอื่นอีกแต่อย่างใด ส่วนค่าปรับรายวันนั้นแม้โจทก์ยังไม่ได้รับเงินประกันสัญญาจำนวน 2,332,900 บาท ก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่ต้องชำระค่าจ้างงานงวดที่ 10 ที่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ทำงานแล้วเสร็จภายในกำหนดสัญญาคิดเป็นเงินจำนวนสูงมากถึง 7,710,085.35 บาท เพราะสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างจำนวนดังกล่าวของบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ขาดอายุความแล้ว ศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ทุกอย่างโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าปรับรายวันให้แก่โจทก์เป็นการใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับที่กำหนดไว้สูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนพอสมควรชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 แล้ว และศาลฎีกาพิพากษาในคดีดังกล่าวยืนตามศาลอุทธรณ์ให้บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียง 192,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2534 เป็นต้นไป ในคดีนี้ จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ต่อโจทก์จึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเท่ากับความรับผิดที่บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด ต้องรับผิดต่อโจทก์เท่านั้นดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงต้องชำระค่าขึ้นศาลเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาโดยคิดจากจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลบด้วยจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษา แต่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาตามจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ จึงชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเกิน"

พิพากษาแก้เป็น ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินให้แก่จำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4215/2549
#267219
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าอาจให้เช่าได้เดือนละ 60,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงเดือนละ 5,000 บาท โจทก์มิได้ฎีกา ส่วนจำเลยฎีกาโต้แย้งว่าค่าเสียหายควรต่ำกว่านั้น จึงถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่อาจให้เช่าได้ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

คำฟ้องโจทก์ตอนท้ายได้บรรยายแล้วว่า โจทก์ประสงค์จะนำที่ดินไปทำประโยชน์โดยทำเป็นท่าเรือขนส่งสินค้า จึงให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งบังหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งหมดออกไป และบรรยายฟ้องต่อไปอีกว่า การที่จำเลยไม่รื้อถอนบ้านจำเลยบางส่วนแม้จะปลูกนอกเขตที่ดินโจทก์ แต่บังหน้าที่ดินทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้หน้าที่ดินที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาทำประโยชน์ได้ ขอให้รื้อถอนบ้านจำเลยบางส่วนออกไปจากหน้าที่ดินพิพาทด้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย เป็นกรณีที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่า การที่จำเลยใช้สิทธิปลูกบ้านในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือควรคาดหมายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์บังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านที่ปลูกบังหน้าที่ดินโจทก์ทั้งยังมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทนจากจำเลยได้อีก จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลูกบ้านส่วนหนึ่งอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา และอีกส่วนหนึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 8928 ของจำเลย ต่อมาจำเลยได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงว่าจะรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปแต่จำเลยไม่ยอมรื้อถอน โจทก์มีความประสงค์จะใช้ที่ดินดังกล่าวทำเป็นท่าเรือขนส่งและท่าขนส่งทราย แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าทำท่าเรือได้เพราะบ้านของจำเลยบางส่วนปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ และบางส่วนแม้จะปลูกนอกเขตที่ดินของโจทก์แต่บังหน้าที่ดินของโจทก์ที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้โจทก์เสียหายเดือนละ 60,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไป รื้อถอนบ้านเลขที่ 786/1 ออกไปจากที่ดินพิพาท และส่วนที่บังหน้าที่ดินของโจทก์ด้านติดแม่น้ำเจ้าพระยา กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 60,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไป

จำเลยให้การว่า จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 786/1 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร อยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา มิได้ปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ ไม่ได้ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย โจทก์สามารถใช้คลองแฝดเข้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 786/1 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ออกไปจากแม่น้ำเจ้าพระยาจนพ้นบริเวณหน้าที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 8928 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านออกไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าอาจให้เช่าได้เดือนละ 60,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงเดือนละ 5,000 บาท โจทก์มิได้ฎีกา ส่วนจำเลยฎีกาโต้แย้งว่าค่าเสียหายควรต่ำกว่านั้น จึงถือได้ว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่อาจให้เช่าได้ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วว่าบ้านของจำเลยเลขที่ 786/1 ปลูกอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาบังหน้าที่ดินโจทก์ตลอดแนวทางด้านทิศใต้ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาตามแผนที่วิวาทหมาย จ. 6 ระหว่างพิจารณาจำเลยได้รื้อถอนบ้านของจำเลยบางส่วนที่ปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์ออกไปแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้ระหว่างพิจารณาจำเลยรื้อบ้านส่วนที่อยู่ในที่ดินโจทก์ออกไปแล้ว แต่โจทก์ก็ยังคงฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อบ้านส่วนที่ปิดบังหน้าที่ดินโจทก์ออกไปได้อีกนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ตอนท้ายได้บรรยายแล้วว่า โจทก์ประสงค์จะนำที่ดินไปทำประโยชน์โดยทำเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าและท่าเรือขนส่งทราย จึงให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งบังหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งหมดออกไป และบรรยายฟ้องต่อไปอีกว่า การที่จำเลยไม่รื้อถอนบ้านจำเลยบางส่วนแม้จะปลูกนอกเขตที่ดินโจทก์ก็ดี แต่ส่วนนี้บังหน้าที่ดินโจทก์ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้หน้าที่ดินที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาทำประโยชน์ได้ ทำให้โจทก์เสียหาย และคำขอท้ายฟ้องโจทก์ข้อที่ 1 ตอนท้ายก็ระบุให้รื้อถอนบ้านจำเลยบางส่วนออกไปจากหน้าที่ดินพิพาทด้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย จากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เช่นนี้ ไม่ใช่โจทก์จะขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์เท่านั้น แต่เป็นกรณีที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องให้เห็นแล้วว่า การที่จำเลยใช้สิทธิปลูกบ้านแม้อยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาก็ตาม แต่เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถใช้เป็นท่าเรือขนส่งสินค้าหรือท่าเรือขนส่งทรายได้ ทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือควรคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรเมื่อคำนึงถึงสภาพและตำแหน่งของที่ดินโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านที่ปลูกบังหน้าที่ดินโจทก์ได้ ทั้งยังมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทนจากจำเลยได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ยังคงฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่ปิดบังหน้าที่ดินโจทก์ออกไปได้นั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาและหาเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับค่าทดแทนความเสียหายของโจทก์ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกาตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 238 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิตร อนันตประยูร
จำเลย — นางสาวเซียม ภาณุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4206/2549
#267218
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 46 ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้รับตราส่งหรือผู้ส่งของฟ้องให้ผู้ขนส่งรับผิดในค่าเสียหายเพื่อความสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าแห่งของที่รับขนตามสัญญารับขนของทางทะเลเท่านั้น

โจทก์ฟ้องว่าจ้างจำเลยดำเนินการจัดส่งสินค้าของโจทก์ไปให้ลูกค้าของโจทก์ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ ให้จำเลยรับผิดเพราะจัดส่งเอกสารไปให้แก่ลูกค้าที่ปลายทางตามข้อตกลงล่าช้า ทำให้ลูกค้าไม่ยอมรับสินค้าเท่านั้น โจทก์ไม่ได้อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งของทางทะเลและให้จำเลยรับผิดเพราะเหตุการสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าแห่งสินค้าที่รับขนเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยตามมาตรา 39 ของ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ที่จะนำบทบัญญัติมาตรา 46 มาใช้บังคับได้ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้ไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติเรื่องความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการตาม ป.พ.พ. มาใช้บังคับ แต่ ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 6 หมวด 2 ว่าด้วยอายุความก็มิได้มีบัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้โดยเฉพาะอีกเช่นกัน จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ทราบในวันที่ 8 ธันวาคม 2544 ว่าจำเลยกระทำผิดข้อตกลงทำให้ลูกค้าไม่สามารถรับสินค้าได้ทันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ และนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 โจทก์จ้างจำเลยเป็นตัวแทนดำเนินการจัดส่งสับปะรดให้แก่ลูกค้าของโจทก์ทางเรือ ณ เมืองดามัม ประเทศซาอุดิอาระเบีย 1 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยมีหน้าที่เป็นตัวแทนของโจทก์ทุกขั้นตอนในการขนส่งสินค้า อาทิเช่น การจ้างเรือขนส่งสินค้า ดำเนินพิธีการทางศุลกากร ตลอดจนการจัดทำและส่งเอกสารให้แก่ลูกค้าของโจทก์เพื่อลูกค้าจะได้นำเอกสารไปติดต่อรับสินค้า ตกลงค่าว่าจ้างเป็นเงิน 174,864.52 บาท กำหนดให้สินค้าออกจากกรุงเทพมหานครวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 ถึงปลายทางวันที่ 5 ธันวาคม 2544 และโจทก์จะชำระค่าว่าจ้างให้แก่จำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลูกค้าได้รับสินค้า ต่อมาหลังจากจำเลยจัดส่งสินค้าถึงปลายทาง โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คเป็นค่าจ้างให้จำเลย แต่จำเลยไม่ส่งเอกสารให้ถึงลูกค้าของโจทก์ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2544 อันเป็นวันที่สินค้าถึงปลายทางตามข้อตกลง เมื่อลูกค้าของโจทก์ไม่ได้รับเอกสารการขนส่งสินค้าจากจำเลย ทำให้ลูกค้าของโจทก์ไม่ยอมรับสินค้าเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขาดรายได้จากสินค้าที่จัดส่งอันได้แก่สับปะรด จำนวน 1,883 กล่อง ราคากล่องละ 5 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 44.58 บาท รวมเป็นราคาสินค้า 419,720.70 บาท จำเลยในฐานะตัวแทนต้องรับผิดชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าวต่อโจทก์ในฐานะตัวการ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 439,729.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 419,720.70 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์รับทราบถึงสินค้าที่ส่งไปให้ลูกค้าของโจทก์ปลายทางพร้อมเอกสารใบตราส่งตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2544 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 จึงเลยระยะเวลา 1 ปี ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 46 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ว่าจ้างจำเลยดำเนินการจัดส่งสินค้าของโจทก์ คือ สับปะรดสด จำนวน 1,883 กล่อง 1 ตู้คอนเทนเนอร์ จากท่าเรือกรุงเทพให้แก่ลูกค้าของโจทก์ ณ ท่าเรือเมืองดามัม ประเทศซาอุดิอาระเบีย จากนั้นจำเลยยืนยันว่าได้มีการจองเรือโดยเรือจะออกจากท่าต้นทางในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 และถึงท่าปลายทางในวันที่ 5 ธันวาคม 2544 ตามเอกสารหมาย จ. 6 ต่อมาจำเลยส่งตู้คอนเทนเนอร์มาบรรจุสับปะรดที่โรงงานของโจทก์และแจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้โจทก์ทราบ ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ. 7 พร้อมคำแปล ในวันที่ 7 ธันวาคม 2544 เรือได้ขนสินค้าถึงท่าเรือเมืองดามัม และในวันที่ 8 เดือนเดียวกัน เวลากลางคืน ลูกค้าของโจทก์ได้รับเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการรับสินค้าโดยจำเลยเป็นผู้จัดส่งไป แต่จากนั้นลูกค้าของโจทก์ไม่ได้นำเอกสารดังกล่าวไปขอรับสินค้าอ้างว่าช่วงเวลาหลังจากวันที่ 8 ธันวาคม 2544 ในประเทศซาอุดิอาระเบียตรงกับประเพณีทางศาสนาเป็นวันหยุดทำงานติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์ ลูกค้าของโจทก์ไม่ได้ไปรับสินค้า ต่อมาในวันที่ 27 เดือนเดียวกัน ลูกค้าของโจทก์ได้รับสินค้าและนำไปทำลายแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งและลูกค้าของโจทก์ได้ไปรับสินค้าเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 จึงพ้นระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยส่งมอบของ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 46 เห็นว่า ตามมาตรา 46 ดังที่บัญญัติไว้มีความว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อความสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าแห่งของที่รับขนตามสัญญารับขนของทางทะเล ถ้าไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของให้เป็นอันขาดอายุความ กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้รับตราส่งหรือผู้ส่งของฟ้องให้ผู้ขนส่งรับผิดในค่าเสียหายเพื่อความสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้า แห่งของที่รับขนตามสัญญารับขนของทางทะเลเท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบ และจำเลยให้การ กับนายสวัสดิ์หรือนายศิวัช ยี่สุ้นแสง ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ นายชาญชัย ปิยวัชรวิจิตร ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยตอบคำถามค้าน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ว่าจ้างจำเลยดำเนินการจัดส่งสินค้าของโจทก์ไปให้ลูกค้าของโจทก์ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยโจทก์ฟ้องอ้างเหตุว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ ให้จำเลยรับผิดเพราะจัดส่งเอกสารไปให้แก่ลูกค้าของโจทก์ที่ปลายทางตามข้อตกลงล่าช้า ทำให้ลูกค้าของโจทก์ไม่ยอมรับสินค้าเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเท่านั้น โจทก์ไม่ได้อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งของทางทะเล และให้จำเลยรับผิดเพราะเหตุการสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าแห่งสินค้าที่รับขนเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยในฐานะเป็นผู้ขนส่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวที่จะนำบทบัญญัติมาตรา 46 มาใช้บังคับได้แต่อย่างใด แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้ไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติเรื่องความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการเพราะไม่ทำการเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 หมวด 2 ว่าด้วยอายุความก็มิได้มีบัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้โดยเฉพาะอีกเช่นกัน จึงต้องถือว่ากรณีนี้มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์ทราบในวันที่ 8 ธันวาคม 2544 ว่าจำเลยกระทำผิดข้อตกลงทำให้ลูกค้าของโจทก์ไม่สามารถรับสินค้าได้ทันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ และนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยไม่ล่าช้าจึงเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าจำเลยผิดสัญญาและต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัย เห็นว่า... ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดังโจทก์อ้าง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จำกัด
จำเลย — บริษัท เอส. อาร์. อินเตอร์ทรานสปอร์ต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4206/2549
#267452
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ที่ว่า สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้าแห่งของที่รับขนตามสัญญารับขนของทางทะเลถ้าไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของให้เป็นอันขาดอายุความ นั้นเป็นเรื่องที่ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้ส่งของหรือผู้รับตราส่งฟ้องให้ผู้ขนส่งรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้าแห่งของที่รับขนตามสัญญารับขนของทางทะเลเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ส่งของว่าจ้างจำเลยดำเนินการจัดส่งสินค้าของโจทก์ไปให้ลูกค้าของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่ต่างประเทศ โดยโจทก์ฟ้องอ้างเหตุว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ ให้จำเลยรับผิดเพราะจัดส่งเอกสารการขนส่งสินค้าไปให้ลูกค้าของโจทก์ที่ปลายทางตามข้อตกลงล่าช้า ทำให้ลูกค้าของโจทก์ไม่ยอมรับสินค้า เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หาได้ฟ้องอ้างว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งทางทะเล และให้จำเลยรับผิดเพราะเหตุการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้าแห่งสินค้าที่รับขนเกิดขึ้นในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยในฐานะจำเลยเป็นผู้ขนส่งทางทะเลตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น จึงจะนำบทบัญญัติเรื่องอายุความตามมาตรา 46 ดังกล่าวมาใช้บังคับมิได้ เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้ไว้ ก็ต้องนำบทบัญญัติเรื่องความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการเพราะไม่ทำการเป็นตัวแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 812 และบทบัญญัติเรื่องอายุความตาม ป.พ.พ. มาใช้บังคับ แต่เมื่อ ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 6 หมวด 2 ว่าด้วยอายุความมิได้มีบทบัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะ ก็ต้องถือว่ากรณีนี้มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 439,729.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 419,720.70 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 46 บัญญัติไว้มีความว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อความสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าแห่งของที่รับขนตามสัญญารับขนของทางทะเล ถ้าไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของให้เป็นอันขาดอายุความ ตามบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องที่ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้รับตราส่งหรือผู้ส่งของฟ้องให้ผู้ขนส่งรับผิดในค่าเสียหายเพื่อความสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าแห่งของที่รับขนตามสัญญารับขนของทางทะเลเท่านั้น แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยดำเนินการจัดส่งสินค้าของโจทก์ไปให้ลูกค้าของโจทก์ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยโจทก์ฟ้องอ้างเหตุว่าจำเลยเป็นตัวเทนของโจทก์ ให้จำเลยรับผิดเพราะจัดส่งเอกสารไปให้แก่ลูกค้าของโจทก์ที่ปลายทางตามข้อตกลงล่าช้า ทำให้ลูกค้าของโจทก์ไม่ยอมรับสินค้าเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเท่านั้น โจทก์ไม่ได้อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งของทางทะเล และเป็นตัวแทนจองเรือ จ้างรถหัวลาก และหน้าที่ทางด้านเอกสาร ให้จำเลยรับผิดเพราะเหตุการณ์สูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าแห่งสินค้าที่รับขนเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยในฐานะเป็นผู้ขนส่งตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 39 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่จะนำบทมาตรา 46 มาใช้บังคับได้ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติการรับขนของทะเล พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้ไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติเรื่องความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการเพราะไม่ทำการเป็นตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 และบทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับนี้ แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 หมวด 2 ว่าด้วยอายุความก็มิได้มีบัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้โดยเฉพาะอีกเช่นกัน จึงต้องถือว่ากรณีนี้มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์ทราบในวันที่ 8 ธันวาคม 2544 ว่าจำเลยกระทำผิดข้อตกลงทำให้ลูกค้าของโจทก์ไม่สามารถรับสินค้าได้ทันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้และนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น....

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 812
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 ม. 46
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอส. เอ. พี. สยาม ฟู้ด
โจทก์ — อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทเอส. อาร์. อินเตอร์ทรานสปอร์ต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวอัญชลี อนันต์โท
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4205/2549
#267769
เปิดฉบับเต็ม

กรมทรัพย์สินทางปัญญาจำเลยมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงพาณิชย์โดยผลของพระราชบัญญัติโอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2535 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 จำเลยจึงมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า ซึ่งได้แก่การดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และถึงแม้ว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงในการมีคำสั่งเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและมีคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นผู้พิจารณาอุทธรณ์ แต่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก็อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลยในฐานะที่เป็นกรมซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติงานในเรื่องนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่จะเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่งนั้น เป็นเพียงถึงที่สุดในทางฝ่ายบริหารเท่านั้นหาได้ตัดสิทธิโจทก์มิให้นำคดีมาฟ้องศาลไม่ ดังนั้น ถ้าโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้

ยา Tequin ของโจทก์เป็นยาที่ใช้สำหรับรักษามนุษย์ซึ่งต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และมีจำหน่ายในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเท่านั้น ส่วนยา TRIQUIN ของจำเลยเป็นยาที่ใช้สำหรับสัตว์ซึ่งจำหน่ายในร้านขายยาแผนปัจจุบันสำหรับสัตว์ แม้โจทก์จะใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับสินค้าจำพวกที่ 5 เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว แต่สินค้าของโจทก์เป็นผลิตภัณฑ์ยาสำหรับรักษามนุษย์ ส่วนสินค้าตามเครื่องหมายการค้าที่มีการจดทะเบียนแล้วเป็นยาสำหรับรักษาสัตว์ซึ่งมีสถานที่จำหน่ายยาแยกต่างหากจากกัน ลักษณะของตัวอักษรในเครื่องหมายการค้า เสียงเรียกขานและผลิตภัณฑ์สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าไม่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีการจดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนเกิดการสับสนหรือหลงผิดในตัวสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า จึงมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 และ มาตรา 13

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟัองว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า TEQUIN ในลักษณะประดิษฐ์สำหรับสินค้าจำพวกที่ 5 รายการสินค้ายาที่เตรียมขึ้นเพื่อรักษาโรคติดเชื้อ และได้ยื่นขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้าในคำขอจดทะเบียนดังกล่าว ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยอ้างเหตุว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 เพราะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว คือ เครื่องหมายการค้าคำว่า TRIQUIN คำขอเลขที่/ทะเบียนเลขที่ 236210/ค 2757 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 5 รายการสินค้ายาฆ่าเชื้อแบคทีเรียสำหรับใช้กับสัตว์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเครื่องหมายการค้าคำว่า

ในลักษณะประดิษฐ์ของโจทก์แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าคำว่า TRIQUIN ทั้งตัวสะกด เสียงเรียกขาน และรูปลักษณะโดยรวม นอกจากนี้สินค้าที่ขอจดทะเบียนก็ต่างกันด้วย เครื่องหมายการค้าของโจทก์มิได้เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าแต่อย่างใด โจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า TRIQUIN ต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าของตนโดยเจตนาอันสุจริตตลอดมาในหลายประเทศโดยปราศจากการสับสนหลงผิดของสาธารณูปโภค อีกทั้งมิได้มีการลอกเลียนหรืออาศัยชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของอีกฝ่ายหนึ่งโจทก์ได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนตำรับยาตามกฎหมายต่อคณะกรรมการอาหารและยาและได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนตามหนังสือเลขที่ พณ 0704/2242 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1051/2544 และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 411883 แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวขอให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แต่เป็นหน้าที่ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง อย่างไรก็ตาม นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาคำขอของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายโดยสุจริตและเป็นธรรมแล้ว เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าย่อมเป็นที่สุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้อีก โจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า มาแล้วโดยสุจริตและมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือเลขที่ พณ 0704/2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1051/2542 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 411883 ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า Tequin เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 4 รายการสินค้า ยาที่เตรียมขึ้นเพื่อรักษาโรคติดเชื้อ ตามคำขอเลขที่ 411883 เอกสารหมาย จ.5 และได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขรายการในคำขอจดทะเบียนโดยขอเปลี่ยนรูปเครื่องหมายการค้าใหม่ นายทะเบียนมีคำสั่งอนุญาต ตามสำเนาคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหมาย จ.6 หรือ ล.3 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้ โดยเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นตามทะเบียนเลขที่ 236210 ตามสำเนาคำสั่งนายทะเบียนเอกสารหมาย จ.7 หรือ ล.4 โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนและให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาล ปัญหาที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เนื่องจากอำนาจหน้าที่ดังกล่าวเป็นของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งอย่างไรแล้วหากโจทก์ไม่พอใจย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกคำสั่งบังคับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงพาณิชย์โดยผลของพระราชบัญญัติโอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2535 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 จำเลยจึงมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าซึ่งได้แก่การดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และถึงแม้ว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงในการมีคำสั่งเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและมีคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นผู้พิจารณาอุทธรณ์ดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ก็ตาม แต่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก็อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลยในฐานะเป็นที่กรมซึ่งรับผิดชอบการปฏิบัติงานในเรื่องนี้ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่อ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพราะอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยเฉพาะนั้น ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยในข้อต่อไปมีว่าการที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น มาตรา 18 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 บัญญัติให้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องเพื่อให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่จะเป็นที่สุดตาม มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นั้น การเป็นที่สุดของคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นเพียงถึงที่สุดในทางฝ่ายบริหารเท่านั้น หาได้ตัดสิทธิโจทก์มิให้นำคดีมาฟ้องศาลไม่ ดังนั้น ถ้าโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ ที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจึงเป็นหลักประกันได้ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าย่อมถูกต้องและเที่ยงธรรมที่สุดแล้วนั้น เห็นว่า ไม่ใช่ข้อที่จะจำกัดสิทธิโจทก์ในการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของคณะกรรมการดังกล่าวต่อศาล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า Tequin ของโจทก์มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 และมาตรา 13 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า Tequin ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า TRIQUIN ซึ่งมีการจดทะเบียนไว้แล้วมีความคล้ายกันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในแหล่งกำเนิดหรือความเป็นเจ้าของสินค้า ในประเด็นนี้จำเลยอ้างว่าเครื่องหมายการค้า Tequin ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนและเครื่องหมายการค้า TRIQIN ที่มีบุคคลอื่นเคยจดทะเบียนไว้แล้วมีความคล้ายกันจนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในแหล่งกำเนิดหรือความเป็นเจ้าของสินค้าได้เมื่อใช้กับสินค้าในจำพวกเดียวกัน เห็นว่า โจทก์นำสืบฟังได้ว่า โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า Tequin กับสินค้ายาที่เตรียมขึ้นเพื่อรักษาโรคติดเชื้อ ซึ่งเป็นยารักษาโรคมนุษย์ ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRIQUIN ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วใช้กับสินค้ายาฆ่าเชื้อแบคทีเรียสำหรับใช้กับสัตว์ ซึ่งเป็นยารักษาโรคสัตว์เท่านั้น ยา Tequin ที่จำหน่ายในประเทศไทยมี 2 รูปแบบ คือ รูปเม็ด ขนาด 400 มิลลิกรัม บรรจุในแผงอลูมิเนียมฟอยด์ 1 แผง มี 7 เม็ด และรูปน้ำสำหรับฉีดขนาด 40 มิลลิลิตร ลักษณะน้ำยาใส สีเหลืองอ่อนบรรจุในขวดแก้วใส ยา Tequin ทั้งในรูปเม็ดและรูปน้ำสำหรับฉีดจะบรรจุในกล่องกระดาษสีขาว มีแถบสีฟ้าคาดอีกทีหนึ่ง ที่กล่องยาโจทก์ใช้ชื่อยา Tequin ตัวอักษรสีฟ้าบนพื้นขาวโดยวงเล็บชื่อสามัญของยา คือ gatifloxacin ตัวอักษรสีฟ้าไว้ข้างใต้ชื่อยา และระบุชื่อโจทก์ไว้ชัดเจน ฉลากยามีฉลากกาวปิดเขียนด้วยตัวอักษรสีแดงว่า ยาอันตราย ส่วนยา TRIQUIN มีลักษณะเป็นผง บรรจุในถุงพลาสติกใส ซอง ขวดพลาสติก และถังพลาสติก บรรจุภัณฑ์ทุกชนิดมีฉลากยาเป็นสีเขียวหรือสีขาวกับสีเขียว บรรจุภัณฑ์ที่เป็นซองและกล่องกระดาษสีเขียวตามใบโฆษณาเอกสารหมาย จ.2 มีรูปลูกไก่ปรากฏอยู่และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นซองตามวัตถุพยานหมาย จ.23 ที่ฉลากยาเขียนด้วยอักษรสีแดงว่า ยาอันตราย ยาสำหรับสัตว์ และระบุว่าผลิตโดยเชอริ่ง พลาว ลิมิเต็ด ความผิดแผกแตกต่างระหว่างรูปลักษณะของยาและบรรจุภัณฑ์ของยา Tequin และยา TRIQUIN มีอยู่เห็นได้ชัดแจ้งแม้เมื่อแรกเห็น นอกจากนี้ตามเอกสารกำกับยาภาษาไทยของยา Tequin ยังระบุข้อบ่งใช้ของยา Tequin ว่ายา Tequin ควรใช้ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป ขนาดและวิธีให้ยาเป็นขนาดยาและวิธีให้ยาที่ใช้สำหรับผู้ป่วย 1 ราย ส่วนเอกสารกำกับยาภาษาไทยของยา TRIQUIN ตามเอกสารหมาย จ.1 และตามที่ปรากฏบนฉลากยาในวัตถุพยานหมาย จ.23 ระบุข้อบ่งใช้ในซองยา TRIQUIN ว่าเป็นยาที่ใช้ในโรคติดเชื้อของไก่ เป็ด ขนาดยาก็เป็นขนาดยาที่ใช้ผสมกันน้ำดื่มหรือาหารสัตว์ สำหรับอาหารสัตว์จำนวนมากตั้งแต่ 10,000 ตัวขึ้นไป ทั้งยา Tequin ของโจทก์ และยา TRIQUIN เป็นยาอันตราย มีบุคคลบางประเภทเท่านั้นที่จะใช้ ไม่ใช่สินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้สอย เป็นการยากมากที่ผู้ใช้จะหลงผิดเข้าใจว่า ยาของโจทก์เป็นยาของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว ยา Tequin เป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และมีจำหน่ายในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเท่านั้น ส่วนยา TRIQUIN จำหน่ายในร้านขายยาแผนปัจจุบันสำหรับสัตว์ ซึ่งจำหน่ายเฉพาะยาสำหรับสัตว์ ถึงแม้ยาประเภทนี้จะสามารถวางจำหน่ายในร้านขายยาแผนปัจจุบันสำหรับมนุษย์ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการวางจำหน่ายในสถานที่ดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนใหญ่จะเป็นการขายตรง คือ มีสัตว์แพทย์หรือพนักงานของบริษัทนำไปจำหน่ายแก่ฟาร์มสัตว์ ส่วนจำเลยนำสืบโต้แย้งว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า Tequin เป็นคำสองพยางค์ขึ้นต้นด้วยอักษร T และมีพยางค์ท้ายเป็นคำว่า quin เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว แม้ตัวอักษรอื่นที่ประกอบเป็นคำในพยางค์แรกเป็น e กับ RI จะแตกต่างกันอยู่บ้างก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงการเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า เทควิน ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วเรียกขานได้ว่า ไทรควิน นับว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายมีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เมื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับสินค้าจำพวกที่ 5 เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วก็ตาม แต่สินค้าของโจทก์เป็นผลิตภัณฑ์ยาสำหรับรักษามนุษย์ ส่วนสินค้าตามเครื่องหมายการค้าที่มีการจดทะเบียนแล้วเป็นสำหรับรักษาสัตว์ซึ่งมีสถานที่จำหน่ายยาแยกต่างหากจากกัน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทุกอย่างประกอบกันไม่ว่าจะเป็นลักษณะของตัวอักษรในเครื่องหมายการค้า เสียงเรียกขานและผลิตภัณฑ์สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีการจดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนเกิดการสับสนหรือหลงผิดในตัวสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์อาจพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ยาของโจทก์ในอนาคตก็ดี โจทก์อาจนำผลิตภัณฑ์ยาของโจทก์วางจำหน่ายในร้านขายยาทั่วไปอนาคตก็ดี ซึ่งอาจทำให้มีการจ่ายยาผิดแก่สาธารณชนนั้น เห็นว่า เป็นเพียงการคาดการณ์เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าของโจทก์ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยาที่ย่อมอยู่ในการควบคุมของรัฐได้ตามกฎหมายอื่น เช่น พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ดังนั้น เมื่อเครื่องหมายกาค้าของโจทก์มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 และมาตรา 13 คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ายืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าย่อมไม่ชอบดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมา อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 13 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริสตอล ไมเยอร์ซ ลิควิบบ์ คัมปะนี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมคักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4204/2549
#267586
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จ้าง ส. ออกแบบเครื่องหมายบริการพิพาทแทนบริษัท ฟ. เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ในบริษัท ฟ. บริษัท ฟ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจึงมีสิทธิในเครื่องหมายบริการพิพาท แม้โจทก์จะเป็นผู้คิดค้นคำว่า LA FIESTA อ่านว่า ลา เฟียสต้า แต่เป็นการกระทำในระหว่างที่โจทก์เป็นผู้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ในบริษัท ฟ. และการจ้างออกแบบเครื่องหมายบริการพิพาทก็เป็นการกระทำแทนบริษัท ฟ. บริษัท ฟ. จึงเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการพิพาทที่แท้จริง การที่ ป. ได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการพิพาทและต่อมาโอนให้แก่โจทก์ เป็นกรณีที่โจทก์ร่วมกับพวกนำเครื่องหมายบริการพิพาทไปขอจดทะเบียนแล้วโอนมาเป็นของโจทก์เพื่อฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการมีลักษณะเป็นรูปและคำ (สัญลักษณ์เครื่องหมายการค้า) LA FIESTA อ่านว่า ลา เฟียสต้า ในบริการจำพวก 42 รายการบริการ บริการอาหารและเครื่องดื่ม เดิมจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ประกอบกิจการประเภทบริการอาหารและเครื่องดื่มในนามของบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ที่จำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมอยู่ด้วยภายใต้เครื่องหมายบริการของโจทก์คือ (สัญลักษณ์เครื่องหมายการค้า) อ่านว่า ลา เฟียสต้า ตั้งอยู่เลขที่ 109-111 ถนนพัฒน์พงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 โดยจำเลยที่ 2 กับบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ได้ร่วมกันละเมิดเครื่องหมายบริการของโจทก์อย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งเดือนกันยายน 2543 จำเลยที่ 2 กับบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ยังคงละเมิดเครื่องหมายบริการของโจทก์ โจทก์จึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมดำเนินคดีเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 901/2543 และโจทก์ได้ฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ทป.119/2544 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 จำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดเครื่องหมายบริการ (สัญลักษณ์เครื่องหมายการค้า) ลา เฟียสต้า โดยการจำหน่าย เสนอจำหน่ายและให้บริการภายใต้เครื่องหมายบริการของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท และขอคิดค่าเสียหายตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 20 วัน โดยจำเลยทั้งสองประกอบกิจการ มีรายได้สุทธิต่อวันไม่น้อยกว่า 40,000 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ ของยอดจำหน่ายสุทธิ คิดเป็นค่าเสียหาย 80,000 บาท และโจทก์ขอคิดค่าเสียหายอีกวันละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจำเลยทั้งสองจะยุติการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,080,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและร่วมกันชำระค่าเสียหายวันละ 4,000 บาท จนกว่าจะยุติการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์อีกต่อไป โดยขอให้เก็บ ทำลาย หรือไม่ทำให้ปรากฏซึ่งเครื่องหมายบริการของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิในเครื่องหมายบริการเนื่องจากประมาณปี 2537 โจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้อยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาประมาณปี 2541 บริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการทั่วไปได้เปิดกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ได้ว่าจ้างผู้รับจ้างออกแบบเครื่องหมายบริการในลักษณะรูปและคำ LA FIESTA อ่านว่า ลา เฟียสต้า เพื่อใช้ติดป้ายหน้าร้านและตามบริเวณต่าง ๆ ของร้าน รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ของบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ซึ่งแสดงถึงเครื่องหมายบริการด้านอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องดนตรี โดยมีบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการออกแบบเครื่องหมายดังกล่าว โจทก์เป็นเพียงผู้จัดการทั่วไปมีหน้าที่ดูแลร้าน ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ บริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด เคยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเมื่อประมาณปี 2541 แต่ไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ได้รับการจดทะเบียน เต่บริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ได้ใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวตลอดมา จนกระทั่งปลายปี 2543 ได้เกิดปัญหาการบริหารงานในบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด จำเลยที่ 2 จึงได้เปิดบริษัทจำเลยที่ 1 ขึ้นในกลางปี 2544 โดยตั้งสำนักงานอยู่สถานที่เดียวกันกับบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด และเมื่อประมาณปลายปี 2544 จำเลยที่ 1 ได้เปิดร้านอาหารและเครื่องดื่มชนิด ประเภท และสถานที่เดียวกันกับที่บริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ได้เคยประกอบกิจการอยู่ โดยมีการนำเครื่องหมายบริการ LA FIESTA อ่านว่า ลา เฟียสต้า ตามฟ้องซึ่งได้รับอนุญาตจากบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ผู้มีสิทธิอย่างแท้จริงมาใช้ในการประกอบกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่มของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองประกอบกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่มโดยใช้เครื่องหมายบริการตามฟ้องโดยได้รับอนุญาตจากบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ผู้มีสิทธิในเครื่องหมายบริการที่แท้จริงแล้ว จึงไม่ถือว่าจำเลยทั้งสองได้ทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ การที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิทางทะเบียนในเครื่องหมายบริการเพราะโจทก์กับนางสาวจิดาภา ฉัตรเจริญสุข ผู้สมรู้ร่วมคิดกันนำเครื่องหมายบริการของบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด ไปจดทะเบียนในนามของนางสาวจิดาภา แล้วต่อมาโอนให้โจทก์ทั้งที่ความจริงบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด เป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในเครื่องหมายบริการ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองใช้ จำหน่าย หรือเสนอจำหน่ายสินค้าและบริการภายใต้เครื่องหมายบริการ (สัญลักษณ์เครื่องหมายการค้า) LA FIESTA อ่านว่า ลาเฟียสต้า หรือทำให้ปรากฏซึ่งเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ธันวาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะยุติการใช้และทำให้ปรากฏซึ่งเครื่องหมายบริการดังกล่าวตามฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2536 ถึงปี 2542 จึงเลิกกัน โจทก์กับจำเลยที่ 2 เคยร่วมกันประกอบกิจการร้านอาหารในนามบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด โดยใช้เครื่องหมายบริการพิพาท ร้านอาหารดังกล่าวเช่าช่วงในนามของบริษัทดังกล่าวจากบริษัทเวนดี้ส์ไทย จำกัด โดยเสียค่าโอนสิทธิการเช่าเป็นเงิน 1,000,000 บาท เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2541 ตามใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย จ.14 และบริษัทดังกล่าวได้จ่ายค่าจ้างออกแบบร้านซึ่งใช้เครื่องหมายบริการพิพาทให้แก่นายไกรสีห์ ชมอุตม์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ตามใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย จ.16 กับจ่ายค่าจ้างทำป้ายร้านซึ่งใช้เครื่องหมายบริการพิพาทให้แก่บริษัทพีค ควอลิตี้ โปรดักส์ จำกัด เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2541 ตามใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย จ.17 ร้านอาหารดังกล่าวได้เปิดดำเนินกิจการในเดือนกันยายน 2541 ต่อมาในเดือนมกราคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้ไล่โจทก์ออกจากร้าน ระหว่างดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 บริษัทดังกล่าวได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการพิพาท แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเนื่องจากเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ปรากฏตามคำขอจดทะเบียนและคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 นางสาวปนัดดา แสงด้วง ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการพิพาท นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนและต่อมานางสาวปนัดดาได้โอนเครื่องหมายบริการพิพาทให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้เครื่องหมายบริการพิพาทในการประกอบกิจการร้านอาหารที่ร้านเดิม

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า บริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด เป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการพิพาทที่แท้จริงหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีตัวโจทก์และนายสุรชัย วรวรุณศาสตร์ เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เป็นผู้คิดค้นคำว่า LA FIESTA อ่านว่า ลา เฟียสต้า และว่าจ้างให้นายสุรชัยออกแบบลีลาตัวอักษรและภาพประดิษฐ์จนสำเร็จเป็นเครื่องหมายบริการพิพาทตามเอกสารหมาย ว.จ.1 และ จ.15 แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายสุรชัยว่า นายสุรชัยเริ่มออกแบบเครื่องหมายบริการพิพาทในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2541 ใช้เวลาออกแบบ 2 ถึง 3 เดือน จึงแล้วเสร็จ ฉะนั้น เดือนที่นายสุรชัยออกแบบเครื่องหมายบริการพิพาทแล้วเสร็จจึงอยู่ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2541 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2536 ถึงปี 2542 จึงเลิกกัน และได้ร่วมกันประกอบกิจการร้านอาหารในนามบริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด โดยรับโอนสิทธิการเช่าช่วงร้านอาหารดังกล่าวจากบริษัทเวนดี้ส์ไทย จำกัด เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2541 ตามใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย จ.14 ก็มีเหตุทำให้เชื่อได้ว่าการจ้างนายสุรชัยออกแบบเครื่องหมายบริการพิพาทเกิดขึ้นในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 เตรียมการเปิดร้านอาหารในนามบริษัทดังกล่าว การที่โจทก์จ้างนายสุรชัยออกแบบเครื่องหมายบริการพิพาทจึงเป็นการจ้างในนามของบริษัทดังกล่าว มิใช่โจทก์จ้างเป็นการส่วนตัว การที่บริษัทดังกล่าวเป็นผู้จ่ายค่าจ้างออกแบบร้านและป้ายร้านโดยใช้เครื่องหมายบริการพิพาทให้แก่นายไกรสีห์ ชมอุตม์ และบริษัทพีค ควอลิตี้ โปรดักส์ จำกัด ตามใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 ทั้งยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการพิพาทเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 ตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ตลอดจนการประกอบกิจการร้านอาหารดังกล่าวกระทำในนามของบริษัทดังกล่าว ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่าการที่โจทก์จ้างนายสุรชัยออกแบบเครื่องหมายบริการพิพาทเป็นการกระทำแทนบริษัทดังกล่าวเนื่องจากโจทก์เป็นผู้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ในบริษัทดังกล่าว ฉะนั้น บริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจึงมีสิทธิในเครื่องหมายบริการพิพาท แม้โจทก์จะเป็นผู้คิดค้นคำว่า LA FIESTA อ่านว่า ลา เฟียสต้า แต่เมื่อเป็นการกระทำในระหว่างที่โจทก์เป็นผู้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ในบริษัทดังกล่าว และการจ้างออกแบบเครื่องหมายบริการพิพาทก็เป็นการกระทำแทนบริษัทดังกล่าว บริษัทเฟมัส แอสโซซิเอท จำกัด จึงเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการพิพาทที่แท้จริง การที่นางสาวปนัดดาได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการพิพาทและต่อมาโอนให้แก่โจทก์ เห็นได้ชัดว่า เป็นกรณีที่โจทก์ร่วมกับพวกนำเครื่องหมายบริการพิพาทไปขอจดทะเบียนแล้วโอนมาเป็นของโจทก์ เพื่อฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกมลชัย ผดุงกิจ
จำเลย — บริษัทแพ็ทแม็กซ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4174/2549
#272413
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพยายามส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 65 วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 80 วางโทษจำเลยในความผิดฐานนี้จำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะมีอำนาจหยิบยกปัญหาที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษความผิดข้อหาดังกล่าวมาไม่ถูกต้องขึ้นวินิจฉัยเอง โดยพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา 80 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฯ มาตรา 7 อันเป็นการปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องลงโทษแก่จำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยเสียใหม่เป็นประหารชีวิตตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งสูงกว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยในความผิดฐานนี้นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นจึงไม่อาจลงโทษจำเลยเกินกว่าจำคุกตลอดชีวิตได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษซึ่งทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นอันเป็นผลร้ายแก่จำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91 ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน หีบไม้แกะสลัก พลาสติกและกระดาษที่ใช้ห่อหุ้มหีบไม้ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต ฐานพยายามส่งออกซึ่งเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 และ 53 ลงโทษฐานมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานพยายามส่งออกซึ่งเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน จำคุก 33 ปี 4 เดือน จำเลยต้องโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต จึงกำหนดให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน หีบไม้แกะสลัก พลาสติก และกระดาษที่ใช้ห่อหุ้มหีบไม้ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย ซึ่งมีระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตลดโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน พยานโจทก์ทั้งสี่ปากไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุจะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยในความผิดร้ายแรงเช่นนี้ โดยเฉพาะนางระวิภาเห็นจำเลยครั้งแรก วันที่ 7 หรือ 8 พฤษภาคม 2542 และได้พูดคุยกับจำเลยเนื่องจากจำเลยสอบถามเกี่ยวกับการฝากส่งสิ่งของ และวันที่ 10 เดือนเดียวกันจำเลยก็นำหีบไม้แกะสลักไปฝากส่งกับนางระวิภาอีก และวันที่ 11 เดือนเดียวกันนั้นนางระวิภาก็ชี้ให้ตำรวจดูจำเลยว่าเป็นคนส่งหีบไม้แกะสลักดังกล่าว นับว่านางระวิภาเห็นจำเลยก่อนชี้ตัวจำเลยให้เจ้าพนักงานตำรวจ 2 ครั้ง และหลังจากนั้นเพียงวันเดียวก็ชี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลย นางระวิภาย่อมจำจำเลยได้ว่าเป็นคนฝากส่งหีบไม้แกะสลักดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจค้นตัวจำเลยก็พบใบเสร็จรับเงินและนามบัตรของนางระวิภาและใบเสร็จรับเงินค่าซื้อหีบไม้แกะสลักจากนายเดชที่ตัวจำเลย อันเป็นการสนับสนุนพยานโจทก์ทั้งสี่ปากให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น ที่จำเลยเบิกความต่อสู้ว่าใบเสร็จรับเงินและนามบัตรของนางระวิภาและใบเสร็จรับเงินค่าซื้อหีบไม้แกะสลักจากนายเดชเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ค้นได้จากกระเป๋าเงินของจำเลยนั้นก็มีตัวจำเลยเป็นพยานปากเดียวไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ทั้งในบันทึกการจับกุมก็ระบุว่าค้นพบเอกสารดังกล่าวที่กระเป๋าเงินของจำเลย ซึ่งจำเลยก็ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมดังกล่าว ที่จำเลยเบิกความต่อสู้ว่าจำเลยไม่เคยเห็นบันทึกการจับกุมมาก่อน ลายมือชื่อผู้ต้องหาไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย ไม่มีลักษณะเป็นลายมือชื่อแต่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ ลายมือชื่อของจำเลยในใบแต่งทนายความ รายงานกระบวนพิจารณาของศาลทุกฉบับและหนังสือเดินทางแตกต่างกับลายมือชื่อในช่องผู้ต้องหาตามบันทึกการจับกุมนั้น เห็นว่า การเขียนลายมือชื่อเป็นเรื่องของจำเลยว่าจะเขียนอย่างไร จำเลยมีตัวจำเลยเพียงคนเดียวที่อ้างว่าลายมือชื่อผู้ต้องหาไม่ใช่ของจำเลย ฝ่ายโจทก์มีดาบตำรวจเสนาะและพันตำรวจตรีธนรัชต์เบิกความยืนยันว่าจำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมโดยมีนางสาวจตุรพรเป็นล่ามแปลบันทึกการจับกุมให้จำเลยฟัง ซึ่งฝ่ายจำเลยก็ไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเกี่ยวกับลายมือชื่อของจำเลยในช่องผู้ต้องหา แต่ถามค้านพันตำรวจตรีธนรัชต์เรื่องค้นได้อะไรจากกระเป๋าเงินของจำเลย พันตำรวจตรีธนรัชต์ก็เบิกความยืนยันว่าพบใบเสร็จรับเงินของบริษัทที.เค.เอ๊กซ์เพรส จำกัด ใบเสร็จรับเงินในการซื้อหีบไม้แกะสลักและนามบัตรของนางระวิภา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจค้นเอกสารดังกล่าวได้จากตัวจำเลย ที่จำเลยนำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ โดยจำเลยเบิกความว่าจำเลยเช่ารถจากนางอ้อยหรือนางสุรีย์พร เดินทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2542 และเดินทางกลับมาถึงเชียงใหม่ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2542 การไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนจำเลยไปกับเพื่อน 2 คน คนหนึ่งเป็นผู้หญิงไทยอีกคนเป็นชายชาวฝรั่งเศสนั้น จำเลยก็ไม่ได้นำเพื่อนของจำเลย 2 คนดังกล่าวมาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลย นางสุรีย์พรพยานจำเลยก็เบิกความแต่เพียงว่าจำเลยเช่ารถไปจากนางสุรีย์พร โดยจำเลยบอกว่าจะเดินทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เห็นได้ว่านางสุรีย์พรไม่ได้เดินทางไปกับจำเลยด้วย จำเลยจะเดินทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนหรือไม่ นางสุรีย์พรก็ไม่ทราบ นางสุรีย์พรทราบจากจำเลยว่าจำเลยจะเดินทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนก็เป็นพยานบอกเล่าไม่มีนำหนักให้รับฟัง ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ก็มีตัวจำเลยเพียงปากเดียวไม่มีน้ำหนัก เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักปราศจากข้อระแวงสงสัย พยานจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อย่างไรก็ตามสำหรับความผิดฐานพยายามส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 วางโทษจำเลยในความผิดฐานนี้จำคุกตลอดชีวิต ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะมีอำนาจหยิบยกปัญหาที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษความผิดข้อหาดังกล่าวมาไม่ถูกต้องขึ้นวินิจฉัยเอง โดยพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 อันเป็นการปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องลงโทษแก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยเสียใหม่เป็นประหารชีวิตตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งสูงกว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยในความผิดฐานนี้นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นจึงไม่อาจลงโทษจำเลยเกินกว่าจำคุกตลอดชีวิตได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษซึ่งทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นอันเป็นผลร้ายแก่จำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานนี้มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว โทษจำคุกตลอดชีวิตที่ลงแก่จำเลยนั้นเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษต่ำกว่านี้ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษสำหรับความผิดฐานพยายามส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต เมื่อลดโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้วคงลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 65 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
นายแจนนาติหรือแจนติหรือแจนแนติหรือแวนนาติ
จำเลย — หรือแจนแนติกหรือโจ วาหิตหรือวาทิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสุรินทร์ สุทธิธรรมดำรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
องอาจ โรจนสุพจน์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4165/2549
#267281
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักบัตรถอนเงินสดของผู้เสียหายในเคหสถาน อันเป็นการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคแรก และจำเลยใช้บัตรดังกล่าวเบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก - ถอนเงินอัตโนมัติ อันเป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหายอีกจำนวน 5 ครั้ง ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 334 และจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา 335 และลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 เพียงมาตราเดียว แต่ความผิดข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานตามที่โจทก์ฟ้องนั้นรวมการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง การที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 ด้วยจึงเป็นการลงโทษจำเลยในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

จำเลยลักบัตรถอนเงินสดไปจากผู้เสียหาย แล้วนำไปลักเงินของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝาก - ถอนเงินอัตโนมัติรวมจำนวน 5 ครั้ง ทรัพย์ที่จำเลยลักเป็นคนละประเภทและเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระ และอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2546 ถึงวันที่ 26 กันยายน 2546 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยเข้าไปในบ้านเลขที่ 98 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองน้อย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายโกมล สงกรานต์ ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วลักบัตรถอนเงินสด (บัตร เอ ที เอ็ม) ใช้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากผ่านเครื่องฝาก - ถอนเงินอัตโนมัติ จำนวน 1 ใบ ซึ่งธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ออกให้แก่ผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2546 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยใช้บัตรถอนเงินสดดังกล่าวโดยใช้รหัสเบิกถอนเงินที่จำเลยรู้จากผู้เสียหาย เบิกถอนเงินสดจำนวน 20,020 บาท และจำนวน 520 บาท ไปเป็นของตนโดยทุจริต ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2546 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยใช้บัตรถอนเงินสดดังกล่าวเบิกถอนเงินสดจำนวน 10,020 บาท จำนวน 5,020 บาท และจำนวน 2,020 บาท ไปเป็นของตนโดยทุจริตรวมเงินที่จำเลยได้ไปจากการลักทรัพย์ จำนวน 37,600 บาท เหตุเกิดที่ตำบลคลองน้อย และตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกี่ยวพันกัน ผู้เสียหายได้รับเงินคืนจากจำเลยแล้วจำนวน 6,000 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 31,600 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (8) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน จำคุก 3 ปี ฐานลักทรัพย์ รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 13 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 19,100 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาประการแรกว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 โดยมิได้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 มาด้วย เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักบัตรถอนเงินสด (บัตร เอ ที เอ็ม) ของผู้เสียหายในเคหสถาน อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก และจำเลยใช้บัตรดังกล่าวเบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก ถอนเงินอัตโนมัติ อันเป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหายอีกจำนวน 5 ครั้ง ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาเป็นอันยุติตามคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ซึ่งเป็นความผิดข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานแต่เพียงมาตราเดียว แต่ความผิดข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ตามที่โจทก์ฟ้องนั้นรวมการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จึงเป็นการลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า การลักบัตรถอนเงินสด (บัตร เอ ที เอ็ม) ของผู้เสียหายแล้วจำเลยใช้บัตรดังกล่าวไปลักเงินของผู้เสียหายผ่านเครื่องฝาก ถอนเงินอัตโนมัติ เป็นการกระทำกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยลักบัตรถอนเงินสด (บัตร เอ ที เอ็ม) ไปจากผู้เสียหาย แล้วนำไปลักเงินของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝาก - ถอนเงินอัตโนมัติ รวมจำนวน 5 ครั้งนั้น ทรัพย์ที่จำเลยลักเป็นทรัพย์คนละประเภทและเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระ และอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ การลักบัตรถอนเงินสด (บัตร เอ ที เอ็ม) ไปจากผู้เสียหายกับลักเงินของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝาก - ถอนเงินอัตโนมัติ รวมจำนวน 5 ครั้ง จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งจะต้องใช้กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยได้มีการชดใช้เงินให้ผู้เสียหายบางส่วน อันเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นหนักเกินไปเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสม"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน 1 ปี 6 เดือน และฐานลักทรัพย์รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 36 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นางสาวรัชฎาภรณ์ หรือเล็ก ศิลป์พูลเกิด
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยง
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4116/2549
#268785
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 เดือน แต่มีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้นซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ. จัดจั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4, 83 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 เดือน แต่มีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาเพียงคนเดียว ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้ เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้นซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินไทยวัสดุ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ้านเรา-คอนสตรัคชั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4102/2549
#268935
เปิดฉบับเต็ม

การประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลซึ่งเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) นั้น จะต้องเกิดขึ้นในบริเวณศาล การที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนกล่าวหาว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีตามหนังสือร้องเรียนมีพฤติการณ์ละเลยต่อหน้าที่ และด้อยประสบการณ์ในการพิจารณาพิพากษาคดี ฟังความโจทก์ข้างเดียว ตัดสินคดีผิดพลาดไม่ยุติธรรมและลงโทษผิดหลักมนุษยชาติกระทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายอย่างมากนั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนไปยังประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งขณะนั้นมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ร้องเรียนไปยังศาลชั้นต้นหรือได้ทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวขึ้นในบริเวณศาลชั้นต้นแต่อย่างใด แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นการก้าวร้าวและดูหมิ่นเสียดสีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอย่างร้ายแรงโดยปราศจากความเคารพยำเกรงทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันศาลยุติธรรมและอาจทำให้ผู้พิพากษาดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน ซึ่งสมควรที่จะลงโทษให้หลาบจำมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปก็ตามแต่เมื่อการกระทำของผู้ถูกกล่าวหามิได้เกิดขึ้นในบริเวณศาล กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) จึงไม่อาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาฐานละเมิดอำนาจศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากนางสาวดาริกา วัฒนวงศ์ และนายสุภัทร ดวงศรี เจ้าหน้าที่ประจำศาลชั้นต้นกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กล่าวพาดพิงถึงผู้พิพากษาและผู้พิพากษาหัวหน้าศาลว่ารับสินบนจากนายประกันและผู้มีอรรถคดีในศาล และผู้ถูกกล่าวหาได้ทำหนังสือร้องเรียนผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่าตัดสินคดีไม่เป็นธรรมศาลชั้นต้นผู้กล่าวหาจึงดำเนินคดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยกล่าวหาว่าผู้พิพากษารับสินบนหรือกระทำการโดยทุจริต เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับกฎหมายและศาล แต่ยอมรับว่าผู้ถูกกล่าวหารู้จักกับญาติของจำเลยในคดีที่ ว. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผู้ตัดสิน ด้วยความเห็นใจและสงสารญาติของจำเลยจึงได้ทำหนังสือฉบับดังกล่าวเพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่ญาติของจำเลยโดยไม่มีเจตนาจะทำให้กระทบกระเทือนถึงผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีแต่ประการใด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 เป็นความผิดสองกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมเป็นจำคุก 2 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกข้อกล่าวหาในกระทงที่กล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาพูดจาพาดพิงผู้พิพากษาและผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในเรื่องรับสินบนคงจำคุก 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวหาว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีตามหนังสือร้องเรียนมีพฤติกรรมละเลยต่อหน้าที่ และด้อยประสบการณ์ในการพิจารณาพิพากษาคดี ฟังความโจทก์ข้างเดียว ตัดสินคดีผิดพลาดไม่ยุติธรรมและลงโทษหนักผิดหลักมนุษยชาติกระทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากนั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนไปยังประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งขณะนั้นมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครโดยตามทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ร้องเรียนไปยังศาลชั้นต้นหรือได้ทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวขึ้นในบริเวณศาลชั้นต้นแต่อย่างใด แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นการก้าวร้าวและดูหมิ่นเสียดสีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นอย่างร้ายแรงโดยปราศจากความเครพยำเกรง ทำให้เลื่อมเสียต่อสถาบันศาลยุติธรรมและอาจทำให้ผู้พิพากษาดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน ซึ่งสมควรที่จะลงโทษให้หลาบจำมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปก็ตาม แต่เมื่อการกระทำของผู้ถูกกล่าวหามิได้เกิดขึ้นในบริเวณศาล กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) จึงไม่อาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาฐานละเมิดอำนาจศาลได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และกรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาอีกต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกข้อกล่าวหาในกระทงที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ทำหนังสือร้องเรียนผู้พิพากษาศาลชั้นต้นด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ถูกกล่าวหา — นายเสกสงคราม แสงทอง
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4095/2549
#268788
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย..." คำว่า คดีมรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า คดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดก ฉะนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของทายาทคือจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของ บ. และโจทก์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินจากจำเลยทั้งสองเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของ บ. กรณีมิใช่เรื่องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จำเลยที่ 2 ไม่อาจยกอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ขึ้นกล่าวอ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 25 ตำบลบางแก้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาอำเภอบรรพตพิสัย ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แทนฉบับที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่นายบุตรถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 25 ให้โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาทั้งสองศาลแก่โจทก์เป็นเงิน 6,600 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายบุตร สุริยะ จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เมื่อนายบุตรถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุตรตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นเอกสารหมาย จ.2 นายบุตรมีทรัพย์มรดกคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 25 ตำบลบางแก้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เอกสารหมาย ล.3 จำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่นายบุตรถึงแก่ความตายจนถึงปัจจุบัน เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุตรฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของนายบุตรยึดถือไว้เพื่อนำมาจัดการมรดกตามหน้าที่ จึงเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับเรื่องมรดก นายบุตรถึงแก่ความตายเมื่อปี 2515 และโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ซึ่งพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 โจทก์หมดสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์และจำเลยทั้งสองครอบครองทำกินเป็นของตนเอง โจทก์ฟ้องเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่นายบุตรตายเป็นการฟ้องร้องในเรื่องมรดก จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 2 เท่านั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย..." คำว่าคดีมรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่าคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดก ฉะนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายบุตร และโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบุตรฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนจากจำเลยทั้งสองเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของนายบุตร กรณีมิใช่เรื่องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกจำเลยที่ 2 ไม่อาจยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ขึ้นกล่าวอ้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางนงค์ น้ำชุ่ม ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายบุตร สุริยะ
จำเลย — นายทรงศักดิ์ สุริยะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4094/2549
#268931
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้นจะต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะรับคดีนั้นไว้พิจารณาพิพากษาได้ ซึ่งคดีเรื่องนี้แม้ศาลจังหวัดพิษณุโลกได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาสืบพยานโจทก์จนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดสืบพยานจำเลยดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพิษณุโลกตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดพิษณุโลกเสียแล้ว ศาลจังหวัดพิษณุโลกย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดพิษณุโลกที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ด้วย ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงพิษณุโลกซึ่งเป็นศาลที่เขตอำนาจพิพากษาคดีได้นั้นเป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดพิษณุโลกว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 171 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 โจทก์ยื่นคำขอสอบเขตที่ดินและนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยซึ่งมีที่ดินติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกได้คัดค้านการรังวัด โดยอ้างว่าโจทก์นำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยเนื้อที่ 1 ไร่ 54 ตารางวา ตามรูปแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 54 ตารางวา ในแผนที่เอกสารท้ายฟ้องเป็นที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและขอแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 310 ซึ่งไม่มีส่วนใดอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินเข้าไปรังวัดในที่ดินของจำเลยเป็นการรบกวนการครอบครองและแย่งการครอบครองที่ดินของจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องและห้ามมิให้โจทก์และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ไม่ได้บุกรุกและแย่งการครอบครองที่ดินของจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างการพิจารณาศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อทำแผนที่พิพาท และมีคำสั่งให้จำเลยเสนอราคาประเมินของที่ดินพิพาทและเสียค่าขึ้นศาลตามราคาที่ดินดังกล่าวเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ต่อมาจำเลยเสนอสำเนาหนังสือประเมินราคาที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลกซึ่งได้ประเมินราคาที่ดินพิพาทตารางวาละ 100 บาท ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 7 ไร่ 74 ตารางวา คิดเป็นทุนทรัพย์ 287,400 บาท โจทก์และจำเลยได้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังกล่าว

ศาลจังหวัดพิษณุโลกดำเนินการสืบพยานโจทก์จนเสร็จ ระหว่างนัดสืบพยานจำเลย ศาลจังหวัดพิษณุโลกเห็นว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพิษณุโลก จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงพิษณุโลกตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลจังหวัดพิษณุโลกที่ให้โอนคดีไปยังศาลแขวงพิษณุโลกชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้นจะต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะรับคดีนั้นไว้พิจารณาพิพากษาได้ ซึ่งคดีเรื่องนี้แม้ศาลจังหวัดพิษณุโลกได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาสืบพยานโจทก์จนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดสืบพยานจำเลยดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพิษณุโลกตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดพิษณุโลกเสียแล้ว ศาลจังหวัดพิษณุโลกย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดพิษณุโลกที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ด้วย ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงพิษณุโลกซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้นเป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคท้าย ม. 17 ม. 18 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพียรศรี บุญยิ้ม
จำเลย — นางสาวปราณี อินทร์สิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ