คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3973/2549
#268780
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 50 บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหายตามมาตรา 43 และ 44 ให้ถือว่าผู้เสียหายนั้นเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น ผู้เสียหายที่จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตราดังกล่าวจะต้องเป็นผู้เสียหายเฉพาะในความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เท่านั้น อันได้แก่คดีลักทรัพย์ วิ่งราว ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกหรือรับของโจร คดีที่ผู้ร้องเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานรุกล้ำคลองชลประทานตาม พ.ร.บ. การชลประทานหลวงฯ จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 50

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.2485 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 37 วรรคหนึ่ง และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิม โดยให้ยกคำร้องขอเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจขอเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหายตามมาตรา 43 และ 44 ให้ถือว่าผู้เสียหายนั้นเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น ผู้เสียหายที่จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตราดังกล่าวจะต้องเป็นผู้เสียหายเฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เท่านั้น อันได้แก่ คดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอก หรือรับของโจร แต่คดีนี้ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานรุกล้ำคลองชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.2485 อันมิใช่ความผิดตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แต่อย่างใด กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจขอเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้ร้อง — กรมชลประทาน
จำเลย — นายมานะ โพธิ์กระจ่าง
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3966/2549
#267023
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับรถยนต์สามล้อขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถยนต์สามล้อด้วยความเร็วในขณะเมาสุราจนไม่สามารถควบคุมบังคับรถได้ตามปกติแซงรถจักรยานที่ผู้ตายขี่ ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์สามล้อของจำเลยเฉี่ยวชนรถจักรยานของผู้ตายและผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 นั้น เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยขับรถยนต์สามล้อโดยสารหมายเลขทะเบียน ย-2079 นนทบุรี ไปตามถนนซอยเรวดีจากทางด้านถนนติวานนท์ มุ่งหน้าไปทางถนนเลี่ยงเมืองในขณะเมาสุรา โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจำนวน 151 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยขับรถยนต์สามล้อโดยสารคันดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังโดยขับด้วยความเร็วในขณะเมาสุราจนไม่สามารถควบคุมบังคับรถได้ตามปกติ ขณะนั้นนายประเทือง ฮ้อยิ่ง ผู้ตายขี่รถจักรยานสองล้อไปตามถนนอยู่ด้านหน้ารถยนต์สามล้อโดยสารที่จำเลยขับ จำเลยขับแซงรถจักรยานของผู้ตายไปทางด้านขวาด้วยความเร็ว ไม่ใช้ความระมัดระวัง และไม่เว้นระยะห่างพอสมควร เป็นเหตุให้เบียดเฉี่ยวชนรถจักรยานของผู้ตายอย่างแรง ผู้ตายกระเด็นตกจากรถจักรยานศรีษะกระแทกพื้นถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 2 เดือน ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 6 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายหลายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานขับรถขณะมึนเมาสุรากับความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยขับรถขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วในขณะเมาสุราจนไม่สามารถควบคุมบังคับรถได้ตามปกติแซงรถจักรยานที่ผู้ตายขี่ ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้รถยนต์สามล้อโดยสารของจำเลยเฉี่ยวชนรถจักรยานของผู้ตาย และผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 นั้น เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายอมรเดช สืบจากเทียม
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3952/2549
#268973
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 237 บัญญัติว่า ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับโดยไม่ชักช้า และตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น บัญญัติว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิด หรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิด โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี (4) เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 237 การที่จำเลยถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหาและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 เวลา 18.30 นาฬิกา จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายนายเดชา อ่างแก้ว ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เหตุเกิดที่ตำบลไผ่ อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร วันที่ 16 ธันวาคม 2546 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนโดยไม่มีการออกหมายจับ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 บัญญัติว่า ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับโดยไม่ชักช้า และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น (ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4) บัญญัติว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิด หรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิด โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นกระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี (4) เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิด และแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 การที่จำเลยถูกเรียก หรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเองหรือมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหา และมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 237
ป.วิ.อ. ม. 78 (เดิม) ม. 80 ม. 134 (เดิม)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายนิรันดร์ ช่างสลัก
ชื่อองค์คณะ
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3932/2549
#266627
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งอ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อทายาทของจำเลยที่ 1 เป็น ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม ไม่อาจพิจารณารวมไปกับคำฟ้องเดิมได้ และการที่สัญญาค้ำประกันระบุว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้น มีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 157,020 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 306,000 บาท และค่าเสื่อมราคาอีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี จากต้นเงิน 463,020 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่อาศัยสิทธิของบุคคลภายนอกมาฟ้องโจทก์ ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมราคาแก่โจทก์ ตามสัญญาค้ำประกันระบุให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงสามารถยกข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และสิทธิใดที่เป็นของจำเลยที่ 1 จะใช้ในการเรียกร้องหรือต่อสู้คดีกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ร่วมย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างอิงและมีคำขอบังคับได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม จึงเป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องแย้งจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และจะต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้าย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงต้องจดทะเบียนให้เด็กชายกิตติ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อและมีคำขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในส่วนนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ไม่อาจพิจารณารวมไปกับฟ้องเดิมได้ การที่สัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้น คงมีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งจนสิ้นเชิงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น หาได้ทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 688 ม. 689 ม. 690
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 55 ม. 172 วรรคสอง ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซูนครปฐม (ตั้งเฮงฮวด) จำกัด
จำเลย — นางศิริพร แสงจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายพิทักษ์ หลิมจานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3932/2549
#267079
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง การบรรยายฟ้องแย้งจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 172 วรรคสอง และต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยอย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้าย

ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วโจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงต้องจดทะเบียนให้เด็กชาย ก. ทายาทของจำเลยที่ 1 และมีคำขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชาย ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในส่วนนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ทั้งการที่สัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้น คงมีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งจนสิ้นเชิงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ในมาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วย จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 157,020 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 306,000 บาท และค่าเสื่อมราคาอีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนพร้อมดอกบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี จากต้นเงิน 463,020 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสื่อมราคา ค่าขาดประโยชน์ หรือค่าเสียหายใด ๆ และจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถเก่าที่โจทก์ใช้งานมานานแล้วจึงมีการเสื่อมสภาพและเสื่อมราคา ราคารถยนต์ที่โจทก์เรียกร้อง 157,020 บาท มิใช่ราคาที่แท้จริงเพราะได้รวมดอกเบี้ยไว้ ด้วยค่าเสื่อมราคาที่โจทก์เรียกร้องเป็นค่าเสียหายที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงต้องจดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่อาศัยสิทธิของบุคคลภายนอกมาฟ้องโจทก์ ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมราคาแก่โจทก์ ตามสัญญาค้ำระกันระบุให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงสามารถยกข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และสิทธิใดที่เป็นของจำเลยที่ 1 จะใช้ในการเรียกร้องหรือต่อสู้คดีกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ร่วมย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างอิงและมีคำขอบังคับได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมจึงเป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องแย้งจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และจะต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้าย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงต้องจดทะเบียนให้เด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ และมีคำขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในส่วนนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ไม่อาจพิจารณารวมไปกับฟ้องเดิมได้ การที่สัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้น คงมีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งจนสิ้นเชิงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น หาได้ทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 691
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซูนครปฐม (ตั้งเฮงฮวด) จำกัด
จำเลย — นางศิริพร แสงจันทร์ กับพวก
จำเลย — นายบุญธรรม บรรจงจิตต์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3932/2549
#268923
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งอ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม ไม่อาจพิจารณารวมไปกับคำฟ้องเดิมได้และการที่สัญญาค้ำประกันระบุว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้น มีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 157,020 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 306,000 บาท และค่าเสื่อมราคาอีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าชื้อคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี จากต้นเงิน 463,020 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่อาศัยสิทธิของบุคคลภายนอกมาฟ้องโจทก์ ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมจึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมราคาแก่โจทก์ ตามสัญญาค้ำประกันระบุให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงสามารถยกข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และสิทธิใดที่เป็นของจำเลยที่ 1 จะใช้ในการเรียกร้องหรือต่อสู้คดีกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ร่วมย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างอิงและมีคำขอบังคับได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมจึงเป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้นการบรรยายฟ้องแย้งจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และจะต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตาม มาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้ายฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงต้องจดทะเบียนให้เด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ และมีคำขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในส่วนนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ไม่อาจพิจารณารวมไปกับฟ้องเดิมได้ การที่สัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้นคงมีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งจนสิ้นเชิงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น หาได้ทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 688 ม. 689 ม. 690
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 55 ม. 172 วรรคสอง ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซูนครปฐม (ตั้งเฮงฮวด) จำกัด
จำเลย — นางศิริพร แสงจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3920/2549
#267585
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยขอแก้บทลงโทษจาก พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40, 42, 65, 66, 70 ทวิ เป็นมาตรา 21, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 70, 71 ซึ่งเป็นการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคหนึ่ง, 164 เมื่อจำเลยไม่ค้านและศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง จำเลยย่อมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การได้ เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำร้องดังกล่าว แสดงว่าจำเลยรับสารภาพโดยมิได้หลงต่อสู้ในฐานะความผิดที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้น ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามคำฟ้องที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมได้

กฎหมายล้มละลายเพียงบัญญัติมิให้บุคคลที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีในทางแพ่งด้วยตนเอง หรือก่อหนี้สินขึ้นอีกในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ มิได้คุ้มครองให้ผู้กระทำผิดอาญาพ้นผิดไปด้วย ทั้งจำเลยกระทำความผิดก่อนจะถูกพิทักษ์ทรัพย์และไม่เกี่ยวข้องกับการถูกพิทักษ์ทรัพย์ในภายหลัง ศาลจึงพิพากษาลงโทษปรับจำเลยได้

ความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 มีกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 120,000 บาท ความผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (4) โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2544 จึงเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิด จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของอาคารเลขที่ 2425, 2425/1 ตั้งอยู่ที่ถนนลาดพร้าว เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชยกรรมและที่พักอาศัย เมื่อวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 12 กันยายน 2539 เวลากลางวัน จำเลยได้ก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมดังกล่าว โดยก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมอาคารเป็นตึกสูงสามชั้น 1 หลัง ขนาดกว้าง 6 เมตร สูง 9.50 เมตร เชื่อมติดกับอาคารเดิมดังกล่าว ก่อสร้างโครงเหล็กชั้นเดียวขนาดกว้าง 12 เมตร สูง 11 เมตร และก่อสร้างรั้วคอนกรีตยาว 6 เมตร สูง 2 เมตร ให้ผิดไปจากรูปแบบที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง และไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และจำเลยได้ดัดแปลงก่อสร้างอาคารตึกสูงสามชั้น 1 หลัง ก่อสร้างโครงเหล็กชั้นเดียวและก่อสร้างรั้วคอนกรีตดังกล่าวลงบนถนนสาธารณะ ซึ่งเป็นการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่สาธารณะ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2539 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดของจำเลย เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงได้มีคำสั่งลงวันที่ 30 กันยายน 2539 จำนวน 2 ฉบับ ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในอาคารดังกล่าว และมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและรุกล้ำที่สาธารณะทั้งหมดภายในเวลา 30 วัน เนื่องจากการกระทำของจำเลยไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ จำเลยได้ทราบคำสั่งดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2539 ครั้นครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง จำเลยฝ่าฝืนไม่รื้อถอนอาคารตึกสามชั้น โครงเหล็กชั้นเดียว และรั้วคอนกรีต โดยจำเลยฝ่าฝืนคำสั่งตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันฟ้องยังไม่มีการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เหตุทั้งหมดเกิดขึ้นที่แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 70, 71 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนถึงวันฟ้อง และจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนอาคาร

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40 (2) (3), 42, 65 (ที่ถูกมาตรา 65 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง), 67 (ที่ถูกมาตรา 67 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง), 70 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 40,000 บาท กับปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน ฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำคุก 1 ปี และปรับ 80,000 บาท กับปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน รวมจำคุก 2 ปี 2 เดือน และปรับ 130,000 บาท กับปรับอีกวันละ 2,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 1 เดือน และปรับ 65,000 บาท กับปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก (ที่ถูกไม่ต้องมีคำขออื่นให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง โดยขอแก้บทลงโทษจากพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40, 42, 65, 66, 70 ทวิ เป็นมาตรา 21, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 70, 71 ซึ่งเป็นการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง, 164 เมื่อจำเลยไม่ค้านและศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง หากจำเลยเห็นว่าที่จำเลยรับสารภาพไปจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การได้ เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำร้องดังกล่าว แสดงว่าจำเลยรับสารภาพโดยมิได้หลงต่อสู้ในฐานความผิดที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้น ศาลล่างทั้งสองย่อมลงโทษจำเลยตามคำฟ้องที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2545 แล้ว การบริหารจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินของจำเลยจึงอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษปรับจำเลย จึงเป็นการขัดต่อกฎหมายดังกล่าวนั้น เห็นว่า กฎหมายล้มละลายเพียงบัญญัติมิให้บุคคลที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีในทางแพ่งด้วยตนเอง หรือก่อหนี้สินขึ้นอีกในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ กฎหมายล้มละลายมิได้คุ้มครองให้ผู้กระทำผิดอาญาพ้นผิดไปด้วย ทั้งปรากฏว่าคดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2539 แต่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2545 การกระทำผิดได้เกิดขึ้นก่อนจะถูกพิทักษ์ทรัพย์และไม่เกี่ยวข้องกับการถูกพิทักษ์ทรัพย์ในภายหลังแต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษปรับจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 มีกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 120,000 บาท ความผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 จึงเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิด คดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตระงับไปแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ว่าความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงลงโทษจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำคุก 1 ปี และปรับ 80,000 บาท กับปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน ความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 90,000 บาท กับปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 45,000 บาท กับปรับอีกวันละ 500 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 164
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปัญจพล ไทยลิ่มทอง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณปกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3920/2549
#268779
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง โดยขอแก้ไขบทลงโทษ ซึ่งเป็นการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดความผิดก่อนที่ศาลชั้นพิพากษาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคหนึ่ง, 164 เมื่อจำเลยไม่ค้านและศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง หากจำเลยเห็นว่าที่จำเลยรับสารภาพไปจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การได้ เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำร้องดังกล่าวแสดงว่าจำเลยรับสารภาพโดยมิได้หลงต่อสู้ในฐานความผิดที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้น ศาลล่างทั้งสองย่อมลงโทษจำเลยตามคำฟ้องที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมได้

ความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาติตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคารฯ มาตรา 21 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 มีกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 120,000 บาท ความผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (4) โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิด คดีนี้สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ที่ศาลล่างพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 70, 71 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนถึงวันฟ้อง และจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนอาคาร

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40 (2) (3), 42, 65 วรรคหนึ่ง, 67 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 70 ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท กับปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้นถอน ฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครองที่ดินของรัฐ จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำคุก 1 ปี และปรับ 80,000 บาท กับปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน รวมจำคุก 2 ปี 2 เดือน และปรับ 130,000 บาท กับปรับอีกวันละ 2,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 1 เดือน และปรับ 65,000 บาท กับปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง โดยขอแก้บทลงโทษจากพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40, 42, 65, 66, 70 ทวิ เป็นมาตรา 21, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 70, 71 ซึ่งเป็นการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง, 164 เมื่อจำเลยไม่ค้านและศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง หากจำเลยเห็นว่าที่จำเลยรับสารภาพไปจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การได้ เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำร้องดังกล่าว แสดงว่าจำเลยรับสารภาพโดยมิได้หลงต่อสู้ในฐานความผิดที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้น ศาลล่างทั้งสองย่อมลงโทษจำเลยตามคำฟ้องที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 มีกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 120,000 บาท ความผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 จึงเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิด คดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตระงับไปแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ว่าความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงลงโทษจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำคุก 1 ปี และปรับ 80,000 บาท กับปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน ความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 90,000 บาท กับปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 45,000 บาท กับปรับอีกวันละ 500 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (4)
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 39 (6) ม. 163 วรรคหนึ่ง ม. 164 ม. 195 วรรคหนึ่ง ม. 225
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 65 วรรคหนึ่ง ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปัญจพล ไทยลิ่มทอง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3915/2549
#268910
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องจะบรรยายว่าจำเลยสั่งซื้อสินค้าจำพวกฟิล์มจากโจทก์ แต่ต่อมาโจทก์ได้ขอแก้ไขคำฟ้องแล้วว่า เป็นสินค้าจำพวกแผ่นรองพิมพ์เพื่อให้ตรงกับที่ระบุในสัญญาซื้อขาย แม้จะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำให้การแล้ว ก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดเล็กน้อยเพื่อให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่ระบุในสัญญาซื้อขายท้ายคำฟ้อง จึงหาทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้แต่ประการใดไม่คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายและแสดงถึงรายละเอียดเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ สินค้าที่ซื้อขาย ใบแจ้งหนี้ทางการค้าและการส่งสินค้าให้แก่จำเลย จึงเป็นคำฟ้องที่ชัดแจ้งฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

การซื้อขายสินค้าดังกล่าวตกลงชำระเงินโดยโอนผ่านธนาคารเข้าบัญชีของโจทก์ภายใน 90 วัน นับถัดจากวันที่ลงในใบตราส่ง คือนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2544 จำเลยจึงต้องชำระเงินภายในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2544 หากจำเลยไม่ชำระโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากจำเลยได้นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 จึงยังอยู่ในระยะเวลา 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,791,451.36 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,429,082.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,791,448.92 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,429,082.98 บาท นับถัดจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2544 จำเลยสั่งซื้อสินค้าจำพวกแผ่นรองพิมพ์จากโจทก์ โดยตกลงชำระเงินแบบ T.T 90 Days After B/L Date คือการชำระเงินโดยโอนเงินผ่านธนาคารเข้าบัญชีของโจทก์ภายใน 90 วัน นับถัดจากวันที่ลงในใบตราส่ง โจทก์ส่งสินค้าให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับสินค้าจากโจทก์ครบถ้วนแล้วตามสำเนารายการสินค้าเอกสารหมาย จ.7 สำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย จ.8 และสำเนาใบแจ้งหนี้ทางการค้าเอกสารหมาย จ.6 แต่จำเลยไม่ได้ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจำพวกฟิล์มจากโจทก์ แต่ตามคำฟ้องและหลักฐานแห่งหนี้ที่โจทก์อ้าง ไม่ปรากฏว่าสินค้าที่โจทก์นำลงเรือและส่งมอบให้แก่จำเลยเป็นสินค้าประเภทไหนกันแน่ เป็นสินค้าจำพวกฟิล์มหรือสินค้าจำพวกเพลท เนื่องจากเอกสารท้ายคำฟ้องระบุว่าเป็นสินค้าจำพวกเพลท แต่ตามคำฟ้องระบุว่าเป็นสินค้าจำพวกฟิล์ม ทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้ทั้งโจทก์มิได้แสดงโดยแจ้งชัดให้ได้ความว่าจำเลยตกลงซื้อสินค้าจากโจทก์เมื่อไรได้รับสินค้าจากโจทก์แล้วหรือไม่เพียงใด หากจำเลยได้รับสินค้าจำเลยได้รับเมื่อไรคุณภาพตรงตามที่จำเลยสั่งซื้อหรือไม่ เพียงใด คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าประมาณเดือนมิถุนายน 2544 จำเลยสั่งซื้อสินค้าจำพวกฟิล์มจากโจทก์ โจทก์จัดส่งสินค้าให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับสินค้าจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว รายละเอียดปรากฏตามใบสั่งซื้อ สัญญาซื้อขาย ใบแจ้งหนี้ทางการค้า รายการผลิตภัณฑ์และใบตราส่ง เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ถึง 8 ซึ่งในสัญญาซื้อขายเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องระบุสินค้าว่าเป็นแผ่นรองพิมพ์ แม้ในคำฟ้องโจทก์จะบรรยายฟ้องว่าเป็นสินค้าจำพวกฟิล์ม แต่ต่อมาโจทก์ได้ขอแก้ไขคำฟ้องแล้วว่า เป็นสินค้าจำพวกแผ่นรองพิมพ์เพื่อให้ตรงกับที่ระบุในสัญญาซื้อขาย แม้จะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำให้การแล้วก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดเล็กน้อยเพื่อให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่ระบุในสัญญาซื้อขายท้ายคำฟ้อง จึงหาทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้แต่ประการใดไม่ คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายและแสดงถึงรายละเอียดเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ สินค้าที่ซื้อขาย ใบแจ้งหนี้ทางการค้าและการส่งสินค้าให้แก่จำเลย จึงเป็นคำฟ้องที่ชัดแจ้งแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยตกลงซื้อสินค้าจากโจทก์และได้รับสินค้าเมื่อไร มีคุณภาพตรงตามที่จำเลยสั่งซื้อหรือไม่ เพียงใด เป็นรายละเอียดที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลย โจทก์หาจำต้องบรรยายไว้ในฟ้องไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การซื้อขายสินค้าดังกล่าวตกลงชำระเงินโดยโอนผ่านธนาคารเข้าบัญชีของโจทก์ภายใน 90 วัน นับถัดจากวันที่ลงในใบตราส่ง คือนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2544 จำเลย จึงต้องชำระเงินภายในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2544 หากจำเลยไม่ชำระ โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากจำเลยได้นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป กรณีหาใช่นับแต่วันส่งมอบสินค้าคือวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 หรือวันที่ลงในใบตราส่งคือวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 หรือวันที่ลงในใบตราส่งคือวันที่ 8 สิงหาคม 2544 ดังอุทธรณ์ของจำเลยไม่ โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 จึงยังอยู่ในระยะเวลา 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายเนื่องจากโจทก์ส่งมอบสินค้าด้อยคุณภาพหรือมีคุณภาพต่ำกว่าที่เคยส่งมอบในครั้งก่อนๆ ให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยจำเลยมีนายเฉลิมชัย ชินวิกรานต์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า สินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ในครั้งที่ 7 จำเลยได้รับสินค้าที่ด้อยคุณภาพ เมื่อจำเลยนำไปขายให้แก่ลูกค้า ปรากฏว่าลูกค้าเกือบทุกรายคืนสินค้าให้แก่จำเลยตามหนังสือปฏิเสธการสั่งซื้อเอกสารหมาย ล.3 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ให้แก้ไขเรื่องคุณภาพแล้วตามเอกสารหมาย ล.2 แต่โจทก์ไม่ปรับปรุงแก้ไข จำเลยจึงตกลงกับโจทก์ โดยจำเลยจะชำระค่าสินค้าดังกล่าวก่อนและหากสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อและโจทก์ส่งมาในครั้งที่ 8 คุณภาพไม่ได้มาตรฐานโจทก์จะไม่คิดราคาสินค้าในครั้งที่ 8 ต่อมาสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อและโจทก์ส่งมาในครั้งที่ 8 มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน จำเลยจึงไม่ต้องชำระราคาสินค้าดังกล่าว เห็นว่า จำเลยมีแต่นายเฉลิมชัยมาให้ถ้อยคำลอยๆ ว่าสินค้าจำเลยสั่งซื้อและโจทก์ส่งมาในครั้งที่ 8 เป็นสินค้าที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ทั้งไม่ได้ความว่าจำเลยได้ส่งสินค้าดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ข้อตกลงที่จำเลยอ้างว่าโจทก์จะไม่คิดราคาสินค้าที่ส่งมาในครั้งที่ 8 หากสินค้ามีคุณภาพไม่ได้มาตรฐานก็ได้ความจากนายเฉลิมชัยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เป็นการตกลงด้วยวาจา จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ของพยานจำเลย ไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือ ทั้งจำเลยไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ถึงคุณภาพของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานดังที่จำเลยอ้างและพยานโจทก์ก็มิได้ยอมรับว่าสินค้าที่โจทก์ส่งมาให้แก่จำเลยในครั้งที่ 8 มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐานแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์กับจำเลยได้มีข้อตกลงกันให้จำเลยไม่ต้องชำระราคาสินค้าที่โจทก์ส่งมาให้จำเลยในครั้งที่ 8 หากสินค้าดังกล่าวมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน และสินค้าดังกล่าวมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1)
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
บริษัทเดอะ เซ็กเกิ้ล ฟิลม์
โจทก์ — แฟคตอรี่ ออฟ ลัคกี้ กรุ๊ฟ จำกัด
จำเลย — บริษัททีแอนด์ซี ดิจิตอล เพรส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3913/2549
#269123
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องระบุมอบอำนาจให้ ว. ยื่นฟ้อง ต่อสู้คดีดำเนินการไปจนสำเร็จในศาลทั้งปวงแทนผู้รับมอบอำนาจ ว. จึงมีอำนาจกระทำการแทนผู้รับมอบอำนาจในการยื่นฟ้องและดำเนินคดีในศาลได้ทุกคดีโดยไม่มีกำหนดเวลาจนกว่าผู้มอบอำนาจจะเพิกถอนการมอบอำนาจนั้น

สัญญาการเป็นหุ้นส่วน เป็นสัญญาระหว่างผู้ร้องกับกลุ่มบุคคล กำหนดให้คู่สัญญาก่อตั้งบริษัทขึ้นภายใต้กฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตสินค้าภายใต้สลากเครื่องหมายการค้าที่ตกลงกัน และในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นสัญญาระหว่างผู้ร้องกับบริษัทผู้คัดค้าน โดยมีกลุ่มบุคคลลงลายมือชื่อในฐานะส่วนตัว และ อ. ลงลายมือชื่อในฐานะประธานบริษัทผู้คัดค้านซึ่งจะจัดตั้งขึ้นในอนาคต โดยผู้ร้องมีวัตถุประสงค์ในการแต่งตั้งผู้คัดค้านให้เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้ใบอนุญาตที่อนุมัติโดยผู้ร้องและภายใต้เครื่องหมายการค้าที่กำหนด สัญญาทั้งสองฉบับจึงเป็นสัญญาที่ผู้ริเริ่มก่อการบริษัทผู้คัดค้านได้กระทำไว้เพื่อก่อตั้งบริษัทผู้คัดค้านเพื่อถือสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ เมื่อผู้คัดค้านได้จดทะเบียนเป็นบริษัทตามกฎหมายไทยแล้วก็ได้เข้าถือสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าว โดยผลิตและจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของผู้ร้อง และได้อ้างข้อตกลงที่ให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิขึ้นต่อสู้คดีในศาล กับนำเสนอข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านต่ออนุญาโตตุลการ ดังนี้ถือว่าผู้คัดค้านได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงต้องผูกพันตามสัญญานั้น กรณีถือว่าผู้คัดค้านเข้าเป็นคู่สัญญาโดยชอบและมิได้บกพร่องในเรื่องความสามารถแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลการของสมาคมอนุญาโตตุลากรอเมริกัน

ผู้คัดค้านคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่งสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกัน ดังนี้

1. ผู้ร้องมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC ดีกว่าผู้คัดค้าน

2. ให้ผู้คัดค้านเลิกใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC และดำเนินการเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว

3. สิทธิและประโยชน์ของผู้คัดค้านในเครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC และ PRISTINE (ที่ถูก PRISTINE BLUE) เป็นอันหมดสิ้นตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2540

4. ให้ผู้คัดค้านคืนเอกสารหรือสิ่งพิมพ์โฆษณาที่มีคำว่า EARTHTEC PRISTINE BLUE และ EARTH SCIENCE LABORATORIES แก่ผู้ร้อง ณ ภูมิลำเนาผู้ร้อง โดยค่าใช้จ่ายของผู้คัดค้าน

5. ให้ผู้คัดค้านเลิกใช้ชื่อ หรือกล่าวอ้างชื่อ หรือคำดัดแปลงชื่อ EARTH SCIENCE LABORATORIES INC.

6. ห้ามผู้คัดค้านรบกวนหรือขัดขวางตัวแทนจำหน่ายของผู้ร้องในการใช้เครื่องหมายการค้า EARTHTEC และ PRISTINE BLUE

7. ผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2537

8. ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้ผู้ร้องจ่ายเงินในฐานะผู้ถือหุ้นตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ

9. ผู้คัดค้านไม่อาจเรียกร้องจากผู้ร้องเกี่ยวกับการผิดสัญญาหุ้นส่วนหรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ

10. ให้ผู้คัดค้านดำเนินการตาม 1 ถึง 8 ภายใน 30 วันนับแต่วันมีคำพิพากษา

11. ให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 166,452.30 ดอลลาร์สหรัฐ

12. ให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียมในคดีนี้แทนผู้ร้อง โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 10,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย ผู้ร้องเป็นจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC และ PRISTINE BLUE โดยจดทะเบียนไว้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2535 ผู้ร้องและบุคคลกลุ่มเดไซ ปาเต็ล ได้ทำสัญญาการเป็นหุ้นส่วนเพื่อจัดตั้งบริษัทในประเทศไทย ตามสัญญาการเป็นหุ้นส่วนและผู้ร้องทำสัญญาอนุญาตให้ผู้คัดค้านผลิตและจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของผู้ร้องตามสัญญาอนุญาตให้สิทธิ ปี 2536 ผู้คัดค้านนำเครื่องหมายการค้า EARTHTEC ไปจดทะเบียนในนามของผู้คัดค้าน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญาตามทะเบียนเครื่องหมายการค้า และปี 2538 พวกผู้คัดค้านนำชื่อของผู้ร้องไปจดทะเบียนเป็นชื่อบริษัทว่า "บริษัทเอิร์ธซายส์ ลาบอราตอรี่ส์ จำกัด" ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียน ปี 2540 ผู้ร้องบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิต่อผู้คัดค้านตามหนังสือบอกเลิกสัญญา ปี 2541 ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC ดีกว่าจำเลย ให้จำเลยยกเลิกการใช้เครื่องหมายการค้ากับขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ผู้คัดค้านยื่นคำให้การสู้คดีและขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำหน่ายคดีเนื่องจากมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการในสัญญาการเป็นหุ้นส่วนและสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่พิพาทไปดำเนินการทางวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ทป.29/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ปี 2544 ผู้คัดค้านได้นำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแห่งสหรัฐอเมริกา ณ นครนิวยอร์ค โดยอ้างว่าผู้ร้องผิดสัญญาการเป็นหุ้นส่วนและสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตามหนังสือแจ้งของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกัน ผู้ร้องให้การปฏิเสธต่อสู้คดีและยื่นข้อโต้แย้งว่า ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาและร้องแย้งเพื่อบังคับผู้คัดค้านให้เลิกการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ร้อง เพิกถอนเครื่องหมายการค้าและชื่อบริษัทผู้ร้องออกจากทะเบียน อนุญาโตตุลาการแห่งสหรัฐอเมริกาวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายชนะคดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจนำคดีสู่ศาลหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องที่มอบอำนาจให้นางวรนุช เปเรร่า เป็นผู้รับมอบอำนาจในการยื่นคำร้องบังคับผู้คัดค้านตามคำชี้ขาดคดีนี้ เป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเดิมในคดีหมายเลขดำที่ ทป.34/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ผู้คัดค้านจะนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการและผู้ร้องยังไม่ทราบว่าจะต้องนำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาขอบังคับต่อศาล หนังสือมอบอำนาจไม่มีข้อความระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้หรือมีอำนาจดำเนินคดีต่อผู้คัดค้าน หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้บังคับไม่ได้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องระบุมอบอำนาจให้นางวรนุชยื่นฟ้อง ต่อสู้คดี ดำเนินการไปจนสำเร็จในศาลทั้งปวงแทนผู้รับมอบอำนาจ หาได้ระบุมอบอำนาจให้นางวรนุชฟ้องผู้คัดค้านเป็นการเฉพาะคดีตามคดีหมายเลขดำที่ ทป.34/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแต่ประการใดไม่ นางวรนุชจึงมีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้บมอบอำนาจในการยื่นฟ้องและดำเนินคดีในศาลได้ทุกคดีโดยไม่มีกำหนดเวลาจนกว่าผู้มอบอำนาจจะเพิกถอนการมอบอำนาจนั้น การมอบอำนาจดังกล่าวหาใช่เป็นการหลีกเลี่ยงประมวลรัษฎากรที่ใช้หนังสือมอบอำนาจฉบับเดิมมาฟ้องคดีไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หนังสือมอบอำนาจและการมอบอำนาจชอบด้วยกฎหมายและใช้บังคับได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจนำคดีสู่ศาล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ 2 มีว่า คู่สัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้านบกพร่องในเรื่องความสามารถจึงควรปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญาการเป็นหุ้นส่วนและสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2535 แต่บริษัทผู้คัดค้านก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2536 ผู้คัดค้านจึงไม่อาจทำสัญญาทั้งสองฉบับได้ เมื่อบริษัทผู้คัดค้านก่อตั้งขึ้นแล้วก็ไม่ได้เข้าทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิกับผู้ร้อง ศาลจึงชอบที่จะปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เห็นว่า สัญญาการเป็นหุ้นส่วนเป็นสัญญาระหว่างผู้ร้องกับบุคคลกลุ่มเดไซ ปาเต็ล กำหนดให้คู่สัญญาก่อตั้งบริษัทขึ้นภายใต้กฎหมายไทยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้สลากว่า EARTHTEC และ PRISTINE BLUE และในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นสัญญาระหว่างผู้ร้องกับบริษัทผู้คัดค้านโดยมีบุคคลกลุ่มเดไซ ปาเต็ล ลงลายมือชื่อในฐานะส่วนตัวและนายอาวิน ซี. เดไซ ลงลายมือชื่อในฐานะประธานบริษัทผู้คัดค้านซึ่งจะจัดตั้งขึ้นในอนาคต โดยผู้ร้องมีวัตถุประสงค์ในการแต่งตั้งผู้คัดค้านให้เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้ใบอนุญาตที่อนุมัติโดยผู้ร้องและภายใต้สลากว่า EARTHTEC และ PRISTINE BLUE สัญญาทั้งสองฉบับจึงเป็นสัญญาที่ผู้เริ่มก่อการบริษัทผู้คัดค้านได้กระทำไว้เพื่อก่อตั้งบริษัทผู้คัดค้านเพื่อถือสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ เมื่อผู้คัดค้านได้จดทะเบียนเป็นบริษัทตามกฎหมายไทยแล้วก็ได้เข้าถือสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าว โดยผลิตและจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของผู้ร้อง และได้อ้างข้อตกลงที่ให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิขึ้นต่อสู้คดีในชั้นศาล กับนำเสนอข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านต่ออนุญาโตตุลาการ ดังนี้ถือว่าผู้คัดค้านได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวผู้คัดค้านจึงต้องผูกพันตามสัญญานั้น กรณีถือว่าผู้คัดค้านเข้าเป็นคู่สัญญาโดยชอบและมิได้บกพร่องในเรื่องความสามารถแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ 3 มีว่า องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบ เนื่องจากมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ จึงควรปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ได้กำหนดกรณีมีความเห็นไม่ตรงกันของคู่สัญญาว่าให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกัน ภายใต้มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการของประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าด้วย "อนุญาโตตุลาการ" การที่อนุญาโตตุลาการของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกันเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านจึงเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า หลังจากผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทแล้ว ต่อมาได้ขอถอนเรื่องจากอนุญาโตตุลาการแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ถอนเรื่อง ผู้คัดค้านไม่มีโอกาสแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการที่มีสัญชาติไทย ผู้คัดค้านไม่สามารถเข้าร่วมในการพิจารณาข้อพิพาท เพราะทนายความของผู้คัดค้านถอนตัวโดยไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจนำพยานหลักฐานเข้าแสดงต่อนุญาโตตุลาการได้ อนุญาโตตุลาการไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านแต่งตั้งทนายความคนใหม่แต่กลับด่วนวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททั้งๆ ที่ผู้คัดค้านไม่มีทนายความและผู้คัดค้านไม่สามารถจัดส่งเอกสารให้ตามที่ผู้ร้องร้องขอ อนุญาโตตุลาการจึงยกประโยชน์ให้แก่ผู้ร้องว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นคุณแก่ผู้ร้องนั้น ผู้คัดค้านก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวของผู้คัดค้านมีผลให้องค์ประกอบของอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการขัดต่อกฎข้อบังคับของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวข้อไหนอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าองค์ประกอบของอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ 4 มีว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบเนื่องจากเป็นคำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมายหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า อนุญาโตตุลาการแห่งสหรัฐอเมริกาวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้คัดค้านเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ร้อง เป็นการก้าวล่วงอำนาจของศาลไทย จึงเป็นข้อพิพาทที่ไม่อาจระงับได้โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ เห็นว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านอ้างเป็นกรณีพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในเครื่องหมายการค้าระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่าใครมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่ากัน เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าผู้คัดค้าน ก็ได้มีคำชี้ขาดตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้คัดค้านดำเนินการตามความจำเป็นในการยกเลิกทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทหรือโอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทให้แก่ผู้ร้องแล้วแต่ผู้คัดค้านจะเลือก อันเป็นคำชี้ขาดให้คู่สัญญากระทำการตามสัญญาหรืองดเว้นจากการกระทำผิดสัญญาต่อไป กรณีจึงไม่ใช่ข้อพิพาทที่ไม่อาจระงับได้โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการสุดท้ายมีว่า การบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า อนุญาโตตุลาการอเมริกันกำหนดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมจำนวน 166,452.30 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ผู้คัดค้านจ่ายค่าธรรมเนียมในการบริการจัดการของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกันด้วย จึงเป็นจำนวนที่สูงเกินสมควรศาลไทยชอบที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดให้ตามที่เห็นสมควร เห็นว่า ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกันได้กำหนดเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไว้ เมื่อผู้คัดค้านเป็นฝ่ายนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านจึงต้องตระหนักและผูกพันตามข้อบังคับอนุญาโตตุลาการดังกล่าวอันเป็นข้อบังคับที่ใช้แก่คู่สัญญาทั่วไปที่เข้าสู่กระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกันโดยไม่เลือกปฏิบัติต่อประเทศหรือสัญชาติของคู่สัญญา ผู้คัดค้านไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผู้คัดค้านต้องชำระตามที่คณะอนุญาโตตุลาการของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกันกำหนดขัดต่อข้อบังคับอนุญาโตตุลาการดังกล่าวอย่างไรผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามที่คณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวกำหนด การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในกระบวนการอนุญาโตตุลาการหาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างในอุทธรณ์ว่า คณะอนุญาโตตุลาการมิได้ส่งคำวินิจฉัยชี้ขาดให้แก่ผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านไม่ได้ต่อสู้ไว้ในคำคัดค้านเรื่องดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจาณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 801 ม. 1023
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 ม. 41
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเอิร์ธซายส์ ลาบอราตอรี่ส์ อิ้งค์
ผู้คัดค้าน — บริษัทยัลป้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3913/2549
#271902
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องระบุมอบอำนาจให้ ว.ยื่นฟ้องต่อสู้คดีดำเนินการไปจนสำเร็จในศาลทั้งปวงแทนผู้รับมอบอำนาจ หาได้ระบุมอบอำนาจให้ ว.ฟ้องผู้คัดค้านเป็นการเฉพาะคดีแต่ประการใดไม่ ว.จึงมีอำนาจกระทำการแทนผู้รับมอบอำนาจในการยื่นฟ้องและดำเนินคดีในศาลได้ทุกคดีโดยไม่มีกำหนดเวลาจนกว่าผู้รับมอบอำนาจจะเพิกถอนการมอบอำนาจนั้น

คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านอ้างเป็นกรณีพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในเครื่องหมายการค้าระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่าใครมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่ากัน เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าผู้คัดค้านก็ได้มีคำชี้ขาดตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อ 5 (1) โดยให้ผู้คัดค้านดำเนินการตามความจำเป็นในการยกเลิกทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทหรือโอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทให้แก่ผู้ร้องแล้วแต่ผู้คัดค้านจะเลือก อันเป็นคำชี้ขาดให้คู่สัญญากระทำการตามสัญญาหรืองดเว้นจากการกระทำตามสัญญาต่อไป จึงไม่ใช่ข้อพิพาทที่ไม่อาจระงับได้โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ

ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกัน ข้อ 31, 32 ได้กำหนดเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไว้ เมื่อผู้คัดค้านเป็นฝ่ายนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านจึงต้องตระหนักและผูกพันตามข้อบังคับอนุญาโตตุลาการดังกล่าวอันเป็นข้อบังคับที่ใช้แก่คู่สัญญาทั่วไปที่เข้าสู่กระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกันโดยไม่เลือกปฏิบัติต่อประเทศหรือสัญชาติของคู่สัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกันดังนี้

1. ผู้ร้องมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC ดีกว่าผู้คัดค้าน

2. ให้ผู้คัดค้านเลิกใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC และดำเนินการเพิกถอนทะเบียน

เครื่องหมายการค้าดังกล่าว

3. สิทธิและประโยชน์ของผู้คัดค้านในเครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC และ PRESTINE BLUE

เป็นอันหมดสิ้นตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2540 อันเป็นวันบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าและสัญญาการเป็นหุ้นส่วน ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิผลิตหรือจำหน่ายสินค้าของผู้ร้องภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อไป

4. ให้ผู้คัดค้านเลิกใช้และคืนเอกสารหรือสิ่งพิมพ์โฆษณาที่มีคำว่า EARTHTEC, PRESTINE

BLUE และ EARTH SCIENCE LABORATORIES แก่ผู้ร้อง ณ ภูมิลำเนาผู้ร้อง โดยค่าใช้จ่ายของผู้คัดค้าน

5. ให้ผู้คัดค้านเลิกใช้ชื่อ กล่าวอ้างชื่อ หรือคำดัดแปลงชื่อในบริษัทเอิร์ธซายส์ ลาบอราตอรี่ส์

จำกัด และ เอิร์ธซายส์ ลาบอราตอรี่ส์ อิ้งค์

6. ห้ามผู้คัดค้านรบกวนหรือขัดขวางตัวแทนจำหน่ายของผู้ร้องในการใช้เครื่องหมายการค้า

EARTHTEC และ PRESTINE BLUE

7. ผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2537

8. ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้ผู้ร้องจ่ายเงินในฐานะผู้ถือหุ้นตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือ

สัญญาการเป็นหุ้นส่วน

9. ผู้คัดค้านไม่อาจเรียกร้องจากผู้ร้องเกี่ยวกับการผิดสัญญาการเป็นหุ้นส่วนหรือสัญญาอนุญาต

ให้ใช้สิทธิ

10. ให้ผู้คัดค้านดำเนินการตาม 1 ถึง 8 ภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา

11. ให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในกระบวนการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ

เป็นเงิน 166,452.30 ดอลลาร์สหรัฐ

ผู้คัดค้านคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่งสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกันดังนี้

1. ผู้ร้องมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC ดีกว่าผู้คัดค้าน

2. ให้ผู้คัดค้านเลิกใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC และดำเนินการเพิกถอนทะเบียน

เครื่องหมายการค้าดังกล่าว

3. สิทธิและประโยชน์ของผู้คัดค้านในเครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC และ PRISTINE

(ที่ถูก PRISTINE BLUE) เป็นอันหมดสิ้นตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2540

4. ให้ผู้คัดค้านคืนเอกสารหรือสิ่งพิมพ์โฆษณาที่มีคำว่า EARTHTEC, PRISTINE BLUE และ

SCIENCE LABORATORIES แก่ผู้ร้อง ณ ภูมิลำเนาผู้ร้อง โดยค่าใช้จ่ายของผู้คัดค้าน

5. ให้ผู้คัดค้านเลิกใช้ชื่อ หรือกล่าวอ้างชื่อ หรือคำดัดแปลงชื่อ EARTH SCIENCE

LABORATORIES INC.

6. ห้ามผู้คัดค้านรบกวนหรือขัดขวางตัวแทนจำหน่ายของผู้ร้องในการใช้เครื่องหมายการค้า

EARTHTEC และ PRISTINE BLUE

7. ผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2537

8. ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้ผู้ร้องจ่ายเงินในฐานะผู้ถือหุ้นตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ

9. ผู้คัดค้านไม่อาจเรียกร้องจากผู้ร้องเกี่ยวกับการผิดสัญญาหุ้นส่วนหรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ

10. ให้ผู้คัดค้านดำเนินการตาม 1 ถึง 8 ภายใน 30 วันนับแต่วันมีคำพิพากษา

11. ให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ

เป็นเงิน 166,452.30 ดอลลาร์สหรัฐ

12. ให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียมในคดีนี้แทนผู้ร้อง โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 10,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า

ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย ผู้ร้องเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC และ PRISTINE BLUE โดยจดทะเบียนไว้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2535 ผู้ร้องและบุคคลกลุ่มเคไซ ปาเต็ล ได้ทำสัญญาการเป็นหุ้นส่วนเพื่อจัดตั้งบริษัทในประเทศไทย และผู้ร้องทำสัญญาอนุญาตให้ผู้คัดค้านผลิตและจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของผู้ร้อง ผู้คัดค้านนำเครื่องหมายการค้า EARTHTEC ไปจดทะเบียนในนามของผู้คัดค้าน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา และปี 2538 พวกผู้คัดค้านนำชื่อของผู้ร้องไปจดทะเบียนเป็นชื่อบริษัทว่า "บริษัทเอิร์ธซายส์ ลาบอราตอรี่ส์ จำกัด" ผู้ร้องบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิต่อผู้คัดค้าน ปี 2541 ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า EARTHTEC ดีกว่าจำเลย ให้จำเลยยกเลิกการใช้เครื่องหมายการค้ากับขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ผู้คัดค้านยื่นคำให้การสู้คดีและขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำหน่ายคดีเนื่องจากมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการในสัญญาการเป็นหุ้นส่วนและสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่พิพาทไปดำเนินการทางวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ทป.29/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางปี 2544 ผู้คัดค้านได้นำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแห่งสหรัฐอเมริกา ณ นครนิวยอร์ค โดยอ้างว่าผู้ร้องผิดสัญญาการเป็นหุ้นส่วนและสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ผู้ร้องให้การปฏิเสธต่อสู้คดีและยื่นข้อโต้แย้งว่า ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาและร้องแย้งเพื่อบังคับผู้คัดค้านให้เลิกการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ร้อง เพิกถอนเครื่องหมายการค้าและชื่อบริษัทผู้ร้องออกจากทะเบียนอนุญาโตตุลาการแห่งสหรัฐอเมริกาวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายชนะคดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจนำคดีสู่ศาลหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องที่มอบอำนาจให้นางวรนุชเป็นผู้รับมอบอำนาจในการยื่นคำร้องบังคับผู้คัดค้านตามคำชี้ขาดคดีนี้ เป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเดิมในคดีหมายเลขดำที่ ทป.34/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ผู้คัดค้านจะนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการและผู้ร้องยังไม่ทราบว่าจะต้องนำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาขอบังคับต่อศาล หนังสือมอบอำนาจไม่มีข้อความระบุให้ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้หรือมีอำนาจดำเนินคดีต่อผู้คัดค้าน หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้บังคับไม่ได้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องระบุมอบอำนาจให้นางวรนุชยื่นฟ้อง ต่อสู้คดี ดำเนินการไปจนสำเร็จในศาลทั้งปวงแทนผู้รับมอบอำนาจ หาได้ระบุมอบอำนาจให้นางวรนุชฟ้องผู้คัดค้านเป็นการเฉพาะคดีตามคดีหมายเลขดำที่ ทป.34/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแต่ประการใดไม่ นางวรนุชจึงมีอำนาจกระทำการแทนผู้รับมอบอำนาจในการยื่นฟ้องและดำเนินคดีในศาลได้ทุกคดีโดยไม่มีกำหนดเวลาจนกว่าผู้มอบอำนาจจะเพิกถอนการมอบอำนาจนั้น การมอบอำนาจดังกล่าวหาใช่เป็นการหลีกเลี่ยงประมวลรัษฎากรที่ใช้หนังสือมอบอำนาจฉบับเดิมมาฟ้องคดีไม่ เมื่อหนังสือมอบอำนาจและการมอบอำนาจชอบด้วยกฎหมายและใช้บังคับได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจนำคดีสู่ศาล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบเนื่องจากเป็นคำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมายหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า อนุญาโตตุลาการแห่งสหรัฐอเมริกาวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้คัดค้านเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ร้อง เป็นการก้าวล่วงอำนาจของศาลไทย จึงเป็นข้อพิพาทที่ไม่อาจระงับได้โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ เห็นว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านอ้างเป็นกรณีพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในเครื่องหมายการค้าระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่าใครมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่ากัน เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าผู้คัดค้าน ก็ได้มีคำชี้ขาดตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้คัดค้านดำเนินการตามความจำเป็นในการยกเลิกทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทหรือโอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทให้แก่ผู้ร้องแล้วแต่ผู้คัดค้านจะเลือก อันเป็นคำชี้ขาดให้คู่สัญญากระทำการตามสัญญาหรืองดเว้นจากการกระทำผิดสัญญาต่อไป กรณีจึงไม่ใช่ข้อพิพาทที่ไม่อาจระงับได้โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการสุดท้ายมีว่า การบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า อนุญาโตตุลาการอเมริกันกำหนดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมจำนวน 166,452.30 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ผู้คัดค้านจ่ายค่าธรรมเนียมในการบริการจัดการของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกันด้วย จึงเป็นจำนวนสูงเกินสมควร ศาลไทยชอบที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดให้ตามที่เห็นสมควร เห็นว่า ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกัน ข้อ 31, 32 ได้กำหนดเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไว้ เมื่อผู้คัดค้านเป็นฝ่ายนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านจึงต้องตระหนักและผูกพันตามข้อบังคับอนุญาโตตุลาการดังกล่าว อันเป็นข้อบังคับที่ใช้แก่คู่สัญญาทั่วไปที่เข้าสู่กระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกันโดยไม่เลือกปฏิบัติต่อประเทศหรือสัญชาติของคู่สัญญา ผู้คัดค้านไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผู้คัดค้านต้องชำระตามที่คณะอนุญาโตตุลาการของสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกันกำหนดขัดต่อข้อบังคับอนุญาโตตุลาการดังกล่าวอย่างไร ผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามที่คณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวกำหนด การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในกระบวนการอนุญาโตตุลาการหาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน... ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14 วรรคหนึ่ง ม. 40 ม. 43
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเอิร์ธซายส์ ลาบอราตอรี่ส์ อิงค์
ผู้คัดค้าน — บริษัทยัลป้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3912/2549
#266638
เปิดฉบับเต็ม

ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน บิดามารดาจำเลยยังคงรักใคร่ห่วงใย โดยหลังจากจำเลยถูกดำเนินคดีได้เข้ามาร่วมดูแลจำเลยอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทั้งหลังเกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยไปกระทำความผิดใดอีก นับว่าจำเลยยังอยู่ในวิสัยที่สามารถแก้ไขฟื้นฟูตนเองให้ทำคุณประโยชน์แก่สังคมได้ เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง อาศัยอำนาจตาม ป.อ. มาตรา 56 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 106 (2) (3) ให้รอการลงโทษจำคุกและโทษปรับแก่จำเลย แต่เพื่อแก้ไขความประพฤติที่เสียหายของจำเลยดังกล่าวและสอดส่องดูแลจำเลยไปอีกระยะหนึ่ง จึงเห็นควรกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสอง, 100/1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พฤติการณ์ไม่ร้ายแรง ประกอบกับจำเลยอายุยังไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 75 จำคุก 3 ปี 6 เดือน ปรับ 200,000 บาท อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลางมีกำหนด 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลาง มีกำหนด 30 วัน ริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้จำเลยได้ศึกษาเล่าเรียนนั้นถือได้ว่าจำเลยขอให้รอการลงโทษ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณเพียง 27 เม็ด และปรากฏตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน บิดามารดาจำเลยยังคงรักใคร่ห่วงใย โดยหลังจากจำเลยถูกดำเนินคดีได้เข้ามาร่วมดูแลจำเลยอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทั้งหลังเกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยไปกระทำความผิดใดอีก นับว่าจำเลยยังอยู่ในวิสัยที่สามารถแก้ไขฟื้นฟูตนเองให้ทำคุณประโยชน์แก่สังคมได้ เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง อาศัยอำนาจตาม ป.อ. มาตรา 56 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 106 (2) (3) ให้รอการลงโทษจำคุกและโทษปรับแก่จำเลย แต่เพื่อแก้ไขความประพฤติที่เสียหายของจำเลยดังกล่าวและสอดส่องดูแลจำเลยไปอีกระยะหนึ่ง จึงเห็นควรกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนแปลงโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลางมีกำหนด 2 ปี และไม่ส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลางมีกำหนด 30 วัน หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ แต่โทษจำคุกและโทษปรับให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยในระยะเวลา 6 เดือนแรกของปีที่หนึ่ง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเดือนละครั้ง ในระยะเวลา 6 เดือนถัดไป ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 2 เดือนต่อครั้ง และในปีที่สองให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ให้จำเลยนำผลการเรียนมาแสดงต่อพนักงานคุมประพฤติทุกครั้งที่มารายงานตัว ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดทุกชนิด ห้ามคบสมาคมกับบุคคลความประพฤติไม่ดี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 48 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 106 (2) (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 106 (2) ม. 106 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวัชระหรือตี้ เอี่ยมละออ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายธงชัย ฉัตรเพิ่มพร
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัตร
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
วิชา มหาคุณ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3902/2549
#266636
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติของ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22, 24 และ 25 เป็นบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้แต่เฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น หาได้รวมถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วยไม่ กรณีที่โจทก์เป็นผู้เสียหายฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาบุกรุกโดยมิได้มีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ แม้โจทก์จะถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องร้องคดีอาญาได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (3) ประกอบมาตรา 28 (2) หรือจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องแทนก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 358, 362, 365, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดถูกศาลแพ่งพิพากษาให้ล้มละลาย บริษัทโจทก์ย่อมเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1236 (5) แต่ตามมาตรา 1249 ก็ให้พึงถือว่าบริษัทโจทก์ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และการชำระบัญชีของโจทก์อันเป็นบริษัทจำกัดซึ่งล้มละลายให้จัดทำไปตามบทกฎหมายลักษณะล้มละลายที่คงใช้อยู่ตามแต่จะทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1247 วรรคแรก ซึ่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป (2) เก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" มาตรา 24 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้" และมาตรา 25 บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์?" เห็นได้ว่าบทบัญญัติของ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้แต่เฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น หาได้รวมถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วยไม่ โดยการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีแพ่งที่กระทบต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้โดยตรงนั้นเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในการดำเนินการตามมาตรา 22 (3) สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาหรือฐานความผิดบุกรุก ขอให้ลงโทษจำเลยในทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียวมิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 22 (3) ดังกล่าวที่โจทก์จะต้องดำเนินการฟ้องร้องโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยกรรมการผู้มีอำนาจสามารถฟ้องร้องคดีอาญาได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (3) ประกอบมาตรา 28 (2) โจทก์มีอำนาจฟ้องและมอบอำนาจให้นายมานพฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับชั้นศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 3 ม. 5 ม. 28
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เสรีสากลธนกิจ จำกัด
จำเลย — นายธนากร ทองอารีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3902/2549
#267210
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดถูกศาลแพ่งพิพากษาให้ล้มละลาย บริษัทโจทก์ย่อมเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1236 (5) แต่ตามมาตรา 1249 ให้พึงถือว่าบริษัทโจทก์ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และการชำระบัญชีของโจทก์อันเป็นบริษัทจำกัดซึ่งล้มละลายให้จัดทำไปตามบทกฎหมายลักษณะล้มละลายแต่จะทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1247 วรรคแรก ซึ่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 มาตรา 24 และมาตรา 25 จำกัดอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้แต่เฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น ไม่รวมถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วย

โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาบุกรุก มิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ กรณีจึงไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่โจทก์จะต้องดำเนินการฟ้องร้องโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยกรรมการผู้มีอำนาจสามารถฟ้องร้องคดีอาญาได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (3) ประกอบมาตรา 28 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1190 เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2532 ถึงเดือนเมษายน 2542 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จำเลยกับพวกซึ่งโจทก์ยังไม่ได้ฟ้องร่วมกันบุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อครอบครองที่ดินของโจทก์ โดยขุดดินปลูกสร้างโรงเรือน และทำลายทรัพย์สินมีเจตนาถือครองที่ดินของโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 365, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด นางโกสม สุชาตะประคัลภ์ และนางโสภินทร์ เต็มเจริญ กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์โดยนางโกสุมและนางโสภินทร์ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราดังกล่าวมอบอำนาจให้นายมานพ พลจันทร์ ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1190 ตำบลคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร และก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาดเมื่อปี 2526 และพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายเมื่อปี 2527 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ล. 153/2526 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดถูกศาลแพ่งพิพากษาให้ล้มละลาย บริษัทโจทก์ย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (5) แต่ตามมาตรา 1249 ก็ให้พึงถือว่าบริษัทโจทก์ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และการชำระบัญชีของโจทก์อันเป็นบริษัทจำกัดซึ่งล้มละลายให้จัดทำไปตามบทกฎหมายลักษณะล้มละลายที่คงใช้อยู่ตามแต่จะทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1247 วรรคแรก ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป (2) เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" มาตรา 24 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้" และมาตรา 25 บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์..." เห็นได้ว่าบทบัญญัติของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้แต่เฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น หาได้รวมถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วยไม่ โดยการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีแพ่งที่กระทบต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้โดยตรงนั้นเป็นอำนาจของของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในการดำเนินการตามมาตรา 22 (3) สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาหรือฐานความผิดบุกรุก ขอให้ลงโทษจำเลยในทางอาญาแต่เพียงผู้เดียว มิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 22 (3) ดังกล่าวที่โจทก์จะต้องดำเนินการฟ้องร้องโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยกรรมการผู้มีอำนาจสามารถฟ้องร้องคดีอาญาได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (3) ประกอบมาตรา 28 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและมอบอำนาจให้นายมานพ พลจันทร์ ฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และเมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับชั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เสรีสากลธนกิจ จำกัด
จำเลย — นายธนากร ทองอารีย์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3902/2549
#268778
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดถูกพิพากษาให้ล้มละลายบริษัทโจทก์ย่อมเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1236 (5) แต่ตามมาตรา 1249 ก็ให้พึงถือว่าบริษัทโจทก์ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และการชำระบัญชีของโจทก์อันเป็นบริษัทจำกัดซึ่งล้มละลายให้จัดทำไปตามบทกฎหมายลักษณะล้มละลายที่คงใช้อยู่ตามแต่จะทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1247 วรรคแรกซึ่ง พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 22, 24 และมาตรา 25 เป็นบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้แต่เฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น หาได้รวมถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วยไม่ โดยการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีแพ่งที่กระทบต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้โดยตรงนั้นเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในการดำเนินการตามมาตรา 22 (3) สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาหรือฐานความผิดบุกรุกขอให้ลงโทษจำเลยในทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียว มิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 22 (3) ดังกล่าวที่โจทก์จะต้องดำเนินการฟ้องร้องโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยกรรมการผู้มีอำนาจสามารถฟ้องร้องคดีอาญาได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (3) ประกอบมาตรา 28 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 365, 83

ศาลชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดถูกศาลแพ่งพิพากษาให้ล้มละลาย บริษัทโจทก์ย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (5) แต่ตามมาตรา 1249 ก็ให้พึงถือว่าบริษัทโจทก์ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และการชำระบัญชีของโจทก์อันเป็นบริษัทจำกัดซึ่งล้มละลายให้จัดทำไปตามบทกฎหมายลักษณะล้มละลายที่คงใช้อยู่ตามแต่จะทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1247 วรรคแรก ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป (2) เก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" มาตรา 24 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้" และมาตรา 25 บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์..." เห็นได้ว่าบทบัญญัติของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้แต่เฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น หาได้รวมได้ถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วยไม่ โดยการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีแพ่งที่กระทบต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้โดยตรงนั้นเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในการดำเนินการตามมาตรา 22 (3) สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาหรือฐานความผิดบุกรุก ขอให้ลงโทษจำเลยในทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียว มิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 22 (3) ดังกล่าวที่โจทก์จะต้องดำเนินการฟ้องร้องโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยกรรมการผู้มีอำนาจสามารถฟ้องร้องคดีอาญาได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (3) ประกอบมาตรา 28 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและมอบอำนาจให้นายมานพ พลจันทร์ ฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1236 (5) ม. 1247 วรรคแรก ม. 1249
ป.วิ.อ. ม. 3 (2) ม. 5 (3) ม. 28 (2)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 25
ชื่อคู่ความ
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
โจทก์ — เสรีสากลธนกิจ จำกัด
จำเลย — นายธนากร ทองอารีย์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3900/2549
#267278
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโดยมิได้สอบถามข้อเท็จจริงใด ๆ จากคู่ความแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์จากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องเท่านั้น จึงเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องมิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 227 ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้ อุทธรณ์ของโจทก์ก็ไม่เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้าม โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ตามมาตรา 24 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 227

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก ท. โจทก์ชำระราคาและเข้าครอบครองตลอดมา แต่ ท. ยังมิได้จดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่ง ท. และทายาทอื่นรวม 4 คน ร่วมกันรับมรดกมาจาก อ. เจ้ามรดก ต่อมา ม. ทายาทคนหนึ่งของ อ. จดทะเบียนให้จำเลยเข้าร่วมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในส่วนของตน และที่ดินดังกล่าวได้ออกเป็นโฉนดที่ดิน ที่ดินที่จำเลยได้รับมาจากการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมนั้นรวมที่ดินพิพาทกับที่ดินอื่นอีกส่วนหนึ่งที่จำเลยได้รับสิทธิมาจาก ม. ต่อมา ท. ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงมาฟ้องจำเลย ดังนี้ หากโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะ ท. ไม่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะว่ากล่าวเอากับ ท. หรือทายาทของ ท. หรือหากโจทก์เห็นว่าสิทธิของโจทก์ถูกกระทบกระเทือนอันเนื่องมาจากมีการออกโฉนดที่ดินและแบ่งแยกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองก็ชอบที่จะฟ้องผู้เกี่ยวข้องเพื่อขอให้เพิกถอนการกระทำดังกล่าว แต่โจทก์จะมาฟ้องเพื่อขอให้จดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทให้แก่โจท์หาได้ไม่ เพราะจำเลยไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมหรือสัญญาใด ๆ ที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ได้

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์และจำเลยฎีกาต่อมาเป็นการอุทธรณ์และฎีกาตามมาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 40 ตารางวา เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 194 หมู่ที่ 3 ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 2 งาน 73 ตารางวา ซึ่งนายเอก สุขสำราญ เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เมื่อนายเอกถึงแก่ความตาย นายเทิ้ม สุขสำราญ นายทิพย์ สุขสำราญ นางประทีป สาดเพ็ง และนางสุทิน ทองมอญ ทายาทของนายเอกตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและต่างครอบครองทำกินในที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วน โดยนายทิพย์ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกและที่ดินด้านทิศตะวันตกอีกส่วนหนึ่ง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 นายทิพย์ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 25,000 บาท วันทำสัญญานายทิพย์ได้รับเงินค่าที่ดินจากโจทก์ครบถ้วนและได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว และตกลงจะไปจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินให้แก่โจทก์หลังจากจดทะเบียนรับโอนมรดกจากนายเอก โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2541 นายเทิ้มในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเอกได้จดทะเบียนโอนมรดกใส่ชื่อนายเทิ้ม นายทิพย์ นางประทีป และนางสุทินเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินร่วมกัน โจทก์ทวงถามให้นายทิพย์จดทะเบียนโอนและแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่นายทิพย์ขอผัดผ่อนเรื่อยมาจนกระทั่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2544 หลังจากนั้นโจทก์จึงทราบว่าในปี 2541 ทายาทของนายเอกได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวทั้งแปลงไปดำเนินการออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 21932 ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ซึ่งมีชื่อจำเลยเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมด้วย และในวันที่ 21 ธันวาคม 2541 มีการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 2 งาน 49 ตารางวา ซึ่งจำเลยได้รับมาจากการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมนั้นเป็นที่ดินพิพาทรวมกับที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่จำเลยได้รับสิทธิมาจากนายเทิ้มเมื่อครั้งที่ดินทั้งแปลงยังมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนและแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ส่วนที่เป็นที่ดินพิพาท เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 40 ตารางวา ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยขอผัดผ่อนแล้วในที่สุดก็เพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยได้รับสิทธิในที่ดินมาจากนายเทิ้ม สุขสำราญ มิใช่นายทิพย์ สุขสำราญ จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์หรือความผูกพันตามสัญญาที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ให้แก่โจทก์ ขณะโจทก์ซื้อที่ดินจากนายทิพย์เมื่อปี 2540 นายทิพย์ยังไม่มีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นายทิพย์เพิ่งรับโอนมรดกเมื่อปี 2541 ที่ดินที่นายทิพย์ขายให้แก่โจทก์จึงอาจเป็นคนละแปลงกัน และขณะเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดเพื่อแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 21932 ออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 โจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน แสดงว่าโจทก์มิได้ครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องและคำให้การแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยาน และนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์โดยมิได้ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นได้สอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความ โดยมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้ทำแผนที่วิวาท เพื่อจะสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยชี้ขาดคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงจริงที่ได้ความ มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แต่เป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งไว้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) นั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นสั่งให้ทำแผนที่วิวาท แต่ศาลชั้นต้นก็มิได้สอบถามข้อเท็จจริงใด ๆ จากคู่ความดังที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงตามสำนวนคงปรากฏเพียงว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์จากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องเท่านั้น จึงเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง มิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้ อุทธรณ์ของโจทก์ก็ไม่เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้าม โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ตามมาตรา 24 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 227 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องประกอบเอกสารท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายทิพย์ สุขสำราญ โจทก์ชำระราคาครบถ้วนและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของตลอดมา แต่นายทิพย์ยังมิได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งนายทิพย์และทายาทอื่นรวม 4 คน ร่วมกันรับมรดกมาจากนายเอก สุขสำราญ ผู้เป็นเจ้ามรดก ต่อมานายเทิ้ม สุขสำราญ ทายาทคนหนึ่งของนายเอกจดทะเบียนให้จำเลยเข้าร่วมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในส่วนของตน และที่ดินดังกล่าวได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 21932 ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมออกเป็นโฉนดที่ดินแปลงย่อยในระหว่างผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมด้วยกัน โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ที่จำเลยได้รับมาจากการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมนั้นรวมที่ดินพิพาทกับที่ดินอื่นอีกส่วนหนึ่งที่จำเลยได้รับสิทธิมาจากนายเทิ้ม ต่อมานายทิพย์ถึงแก่ความตายโจทก์ได้รับความเสียหายจึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ดังนี้ หากโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะนายทิพย์ไม่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะว่ากล่าวเอากับนายทิพย์หรือทายาทของนายทิพย์ซึ่งต้องรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดตามสัญญาที่นายทิพย์ทำไว้กับโจทก์ หรือหากโจทก์เห็นว่าสิทธิของโจทก์ถูกกระทบกระเทือนหรือต้องเสียหายอันเนื่องมาจากมีการออกโฉนดที่ดินและแบ่งแยกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครอง ก็ชอบที่จะฟ้องผู้เกี่ยวข้องเพื่อขอให้เพิกถอนการกระทำดังกล่าว แต่โจทก์จะมาฟ้องจำเลยเพื่อขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ในส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หาได้ไม่ เพราะจำเลยไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมหรือสัญญาใด ๆ ที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์และจำเลยฎีกาต่อมาเป็นการอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท จึงเห็นควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์เสียเกินมาในชั้นอุทธรณ์และที่จำเลยเสียเกินมาในชั้นฎีกาแก่โจทก์และจำเลย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 55 ม. 142 ม. 227 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองพูน เกิดมี
จำเลย — นางสุนัน คำนก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3892/2549
#268909
เปิดฉบับเต็ม

แม้ทางจำเป็นที่โจทก์ขอผ่านที่ดินจัดสรรของจำเลยเป็นถนนซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรได้จัดให้มีขึ้นและตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งมี พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก แต่เมื่อจำเลยรับว่าถนนดังกล่าวตกอยู่ภายใต้สิทธิที่โจทก์จะขอเปิดทางจำเป็นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย มิใช่เป็นเรื่องที่ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระแก่ที่ดินที่ตกเป็นสาธารณูปโภค จึงหาได้ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวไม่ และหากการที่จำเลยเปิดทางจำเป็นให้แก่โจทก์ทำให้จำเลยต้องเสียหายจำเลยย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนเพื่อความเสียหายจากโจทก์ได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทที่จำเลยสร้างรั้วกำแพงปิดกั้นเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกและจัดวางท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์สู่ทางสาธารณะได้

เมื่อทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแล้ว โจทก์มีสิทธิใช้ทางดังกล่าวได้โดยอำนาจของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 จึงไม่จำต้องให้จำเลยไปจดทะเบียนทางจำเป็นตามคำขอของโจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินของจำเลยส่วนที่เป็นถนนในหมู่บ้านจัดสรรตั้งแต่แนวเขตที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกติดต่อกับที่ดินของจำเลยตามความกว้างและความยาวที่ดินจนถึงถนนฉิมพลี - ตลิ่งชัน เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองโฉนดเพื่อโจทก์จะได้ใช้ทางดังกล่าวเข้าออกและจัดวางท่อระบายน้ำสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ สู่ทางสาธารณะ ให้จำเลยไปจดทะเบียนให้ถนนดังกล่าวเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตเฉพาะส่วนที่ปิดกั้นที่ดินของโจทก์ดังกล่าว

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 1431 แขวงฉิมพลี (ตลิ่งชัน) เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นถนนใหญ่ในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยตามแผนที่เอกสารหมาย จ.7 จ.8 หรือ ล.1 ตั้งแต่เขตที่ดินของโจทก์จนถึงถนนฉิมพลี - ตลิ่งชัน เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองโฉนด เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกและจัดวางท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ ให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตซึ่งเปิดกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับถนนในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยตามรูปถ่ายหมาย จ.9 รูปที่ 2, 3, 4 โดยให้รื้อถอนกว้าง 4 เมตร เพื่อให้โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกและจัดวางท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์สู่ทางสาธารณะ และให้ใช้คำพิพากษานี้จดทะเบียนทางจำเป็นเพื่อเปิดเผยให้เป็นที่ทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7850 และ 7851 เลขที่ดิน 433 และ 434 ตำบลบางระมาด (ตลิ่งชัน) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1431 เลขที่ดิน 62 และที่ดินโฉนดเลขที่ 1490 เลขที่ดิน 150 ตำบลฉิมพลี (ตลิ่งชัน) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยจัดสรรที่ดินทั้งสองแปลงและปลูกสร้างบ้านบนที่ดินจัดสรรขายต่อบุคคลอื่นโดยใช้ชื่อหมู่บ้านว่า "มัณฑนา" ที่ดินของโจทก์ถูกปิดล้อมโดยที่ดินแปลงอื่นรวมทั้งที่ดินจัดสรรของจำเลยจนไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้โดยภายในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 1431 มีสภาพเป็นถนนเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านมัณฑนาผ่านออกสู่ถนนสาธารณะสายฉิมพลี - ตลิ่งชัน และจำเลยได้ก่อสร้างรั้วกำแพงปิดกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับถนนในหมู่บ้านมัณฑนาทางด้านทิศใต้ไว้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย จ.7 รูปแผนที่ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.8 และแผนที่สังเขปเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งจำเลยสร้างรั้วกำแพงปิดกั้นไว้หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ เว้นเสียแต่จะผ่านไปตามทางพิพาทอันเป็นถนนภายในหมู่บ้านของจำเลยออกไปสู่ถนนสายฉิมพลี - ตลิ่งชัน ซึ่งเป็นทางสาธารณะเพียงทางเดียวจำเลยให้การต่อสู้ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์ขอให้จำเลยเปิดทางพิพาทในที่ดินจัดสรรของจำเลยขัดต่อมาตรา 43 วรรคหนึ่ง แห่งราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ที่ให้ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคภายในที่ดินจัดสรรให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเลื่อมความสะดวกไม่ได้เท่านั้น โดยจำเลยมิได้ให้การว่า ที่ดินของโจทก์ทางด้านข้างยังมีที่ดินแปลงอื่นซึ่งมีสภาพเป็นที่ดินว่างเปล่าที่โจทก์จะใช้เป็นทางเดินสู่ทางรถไฟอันเป็นทางสาธารณะได้แต่อย่างใด ซึ่งเท่ากับจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องว่า ถนนภายในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะสำหรับที่ดินของโจทก์ได้เพียงเส้นทางเดียว อีกทั้งนายอำนวยวินารักษ์วงศ์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยก็ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่าที่ดินของโจทก์ด้านที่ติดทางรถไฟไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ายังมีที่ดินแปลงอื่นที่โจทก์สามารถใช้เป็นทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ดีกว่าถนนพิพาทภายในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลย ยังไม่สมควรเปิดถนนในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยให้เป็นทางจำเป็นตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิจารณานอกฟ้องนอกประเด็น มิใช่ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่อสู้กันไว้แต่ประการใด จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา คดีคงมีประเด็นข้อกฎหมายเพียงว่า การที่โจทก์ขอใช้ทางจำเป็นผ่านถนนในที่ดินจัดสรรของจำเลยเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่าแม้ทางจำเป็นที่โจทก์ขอผ่านที่ดินจัดสรรของจำเลยเป็นถนนซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรได้จัดให้มีขึ้นและตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรับแล้วว่าถนนดังกล่าวตกอยู่ภายใต้สิทธิที่โจทก์จะขอเปิดทางจำเป็นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย มิใช่เป็นเรื่องที่ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระแก่ที่ดินที่ตกเป็นสาธารณูปโภค จึงหาได้ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ไม่ และหากการที่จำเลยเปิดทางจำเป็นให้แก่โจทก์ดังกล่าวทำให้จำเลยต้องเสียหาย จำเลยย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนเพื่อความเสียหายจากโจทก์ได้ เมื่อข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง เช่นนี้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทที่จำเลยสร้างรั้วกำแพงปิดกั้นเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกและจัดวางท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์สู่ทางสาธารณะได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอให้พิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนทางจำเป็นแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิใช้ทางดังกล่าวได้โดยอำนาจของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 จึงไม่ต้องให้จำเลยไปจดทะเบียนทางจำเป็นตามคำขอของโจทก์"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่คำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนทางจำเป็นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธงชัย จิรดิลก
จำเลย — บริษัทเซาท์เทอร์น เรียลเอสเตท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3882/2549
#267755
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อตกลงในใบตราส่งจะระบุให้นำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นฟ้องต่อศาลเมืองฮ่องกง แต่ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 และมาตรา 7 (5) ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่สินค้าได้เสียหายหรือสูญหายในระหว่างการขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างประเทศไทยกับประเทศสเปนอันเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ และให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครในฐานะตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศให้ร่วมรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 มูลคดีจึงเกิดจากสัญญารับขนของทางทะเลที่ทำในราชอาณาจักรไทย กฎหมายที่ใช้บังคับคือกฎหมายไทย พยานหลักฐานต่าง ๆ ก็อยู่ในเขตอำนาจศาลไทยเป็นส่วนใหญ่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจย่อมพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้ด้วย หาจำต้องนำคดีไปฟ้องยังศาลเมืองฮ่องกงแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นไม่

กรณีพิพาทเป็นการขนส่งทางทะเลอันเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ และปรากฏว่าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งคือบริษัท อ. เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย กฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญารับขนของทางทะเลดังกล่าวจึงต้องเป็น พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 469,326.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงฟ้อง ซึ่งโจทก์ขอคิดเพียง 3 เดือน เป็นเงิน 8,780 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 469,326.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชำระเงิน 469,326.38 บาท ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง 8,780 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 469,326.38 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทเอส ที ยูไนเต็ด เทรดเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ขายในประเทศไทยขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้แก่ผู้ซื้อในประเทศสเปน รวม 5 ครั้ง ผู้ขายส่งสินค้าพิพาทจากประเทศไทยให้แก่ผู้ซื้อที่เมืองเทเนรีฟ ประเทศสเปน และติดต่อเกี่ยวกับการขนส่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนในประเทศไทยของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนผู้ติดต่อกับผู้ขายติดต่อกับสายการเดินเรือเมอร์สค สาขากรุงเทพมหานคร และเป็นผู้ลงนามออกใบตราส่งแก่ผู้ขาย ซึ่งตามใบตราส่งดังกล่าวจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้ขนส่งโดยระบุไว้ว่าลงนามแทนผู้ขนส่ง กับจำเลยที่ 1 ยังได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้รับเงินต่างๆ แทน สินค้าพิพาทถูกบรรจุในตู้สินค้าและมีเงื่อนไขในการขนส่งแบบ CFS/CFS เมื่อสินค้าไปถึงปลายทางปรากฏว่ามีกล่องสินค้าฉีกขาดและสินค้าภายในกล่องสูญหายไปบางส่วน ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยและใบตราส่งได้เรียกร้องค่าเสียหายไปยังผู้ขนส่ง แต่ผู้ขนส่งไม่ยอมชดใช้ให้ ผู้ซื้อจึงเรียกร้องมายังโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย โจทก์ชำระค่าเสียหายไปเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2545

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่เห็นสมควรวินิจฉัยมีว่า โจทก์มีอำนาจเลือกฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยไม่ฟ้องที่ศาลเมืองฮ่องกงตามที่ใบตราส่งระบุไว้ให้เป็นศาลระงับข้อพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 5 และมาตรา 7 (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและกาค้าระหว่างประเทศกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่สินค้าได้เสียหายและสูญหายไปในระหว่างการขนส่ง ตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างประเทศไทยไปยังประเทศสเปนอันเป็นการขนส่งระหว่างประเทศและให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครในฐานะตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศร่วมรับผิดโดยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามบทมาตราดังกล่าวได้ด้วย หาจำต้องนำไปฟ้องยังศาลแห่งเมืองฮ่องกงแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากมูลคดีพิพาทคือ สัญญารับขนของทางทะเลเกิดในราชอาณาจักรไทย กฎหมายที่ใช้บังคับคือ กฎหมายไทย พยานหลักฐานต่างๆ ก็อยู่ในเขตอำนาจศาลไทยเป็นส่วนใหญ่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งเป็นศาลที่มีแต่อำนาจย่อมพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์มาด้วยว่า ตามใบตราส่งระบุว่าต้องใช้กฎหมายของเมืองฮ่องกง จึงต้องใช้กฎหมายของเมืองฮ่องกงกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ด้วยนั้น เห็นว่า กรณีพิพาทเป็นการขนส่งทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังที่อีกแห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักร และปรากฏว่าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งคือบริษัทเอส ทียูไนเต็ด เทรดเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ส่งของ เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย กฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญารับขนของทางทะเลจึงต้องเป็นพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 272,181.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถึงฟ้องเป็นเวลา 3 เดือน และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 5 ม. 7 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอซ อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทยูโร บ๊อกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพิธี อุปปาติก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3882/2549
#269100
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่สินค้าได้เสียหายและสูญหายไปในระหว่างการขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างประเทศไทยไปยังประเทศสเปนอันเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ และให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครในฐานะตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศร่วมรับผิด โดยผลของ ป.พ.พ. มาตรา 824 จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศตามมาตรา 5 และมาตรา 7 (5) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ แม้ใบตราส่งจะระบุว่าต้องใช้กฎหมายของเมืองฮ่องกง แต่กรณีพิพาทเป็นการขนส่งทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังที่อีกแห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักร และปรากฏว่าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ส่งของเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญารับขนของทางทะเลจึงต้องเป็น พ.ร.บ.การรับขนของทางทะลฯ ตามมาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 469,326.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงวันฟ้อง ซึ่งโจทก์ขอคิดเพียง 3 เดือน เป็นเงิน 8,780 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 469,326.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชำระเงิน 469,326.38 บาท ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง 8,780 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 469,326.38 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า บริษัท เอส ที ยูไนเต็ด เทรดเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ขายในประเทศไทยขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้แก่ผู้ซื้อในประเทศสเปน ผู้ขายส่งสินค้าพิพาทจากประเทศไทยให้แก่ผู้ซื้อที่เมืองเทเนรีฟประเทศสเปน และติดต่อเกี่ยวกับการขนส่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนในประเทศไทยของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนผู้ติดต่อกับผู้ขาย ติดต่อกับสายการเดินเรือเมอร์สค สาขากรุงเทพมหานคร และเป็นผู้ลงนามออกใบตราส่งแก่ผู้ขาย ซึ่งตามใบตราส่งดังกล่าวจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้ขนส่งโดยระบุไว้ว่าลงนามแทนผู้ขนส่ง กับจำเลยที่ 1 ยังได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้รับเงินต่างๆ แทน สินค้าพิพาทถูกบรรจุในตู้สินค้าและมีเงื่อนไขในการขนส่งแบบ CFS/CFS เมื่อสินค้าไปถึงปลายทางปรากฏว่ามีกล่องสินค้าฉีกขาดและสินค้าภายในกล่องสูญหายไปบางส่วน ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยและใบตราส่งได้เรียกร้องค่าเสียหายไปยังผู้ขนส่ง แต่ผู้ขนส่งไม่ยอมชดใช้ให้ ผู้ซื้อจึงเรียกร้องมายังโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย โจทก์ชำระค่าเสียหายไปเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2545

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่เห็นสมควรวินิจฉัยเป็นข้อแรกมีว่าโจทก์มีอำนาจเลือกฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยไม่ฟ้องที่ศาลเมืองฮ่องกงตามที่ใบตราส่งระบุไว้ให้เป็นศาลระงับข้อพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 5 และมาตรา 7 (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีอำนาจพิพากษาคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่สินค้าได้เสียหายและสูญหายไปในระหว่างการขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างประเทศไทยไปยังประเทศสเปนอันเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ และให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครในฐานะตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนส่งดังกล่าวแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศร่วมรับผิด โดยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามบทมาตราดังกล่าวได้ด้วย หาจำต้องนำไปฟ้องยังศาลแห่งเมืองฮ่องกงแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากมูลคดีพิพาทคือสัญญารับขนของทางทะเลเกิดในราชอาณาจักรไทย กฎหมายที่ใช้บังคับคือกฎหมายไทย พยานหลักฐานต่างๆ ก็อยู่ในเขตอำนาจศาลไทยเป็นส่วนใหญ่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจย่อมพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์มาด้วยว่า ตามใบตราส่งระบุว่าต้องใช้กฎหมายของเมืองฮ่องกง จึงต้องใช้กฎหมายของเมืองฮ่องกงกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ด้วยนั้น เห็นว่า กรณีพิพาทเป็นการขนส่งทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังที่อีกแห่งหนึ่งนอกจากราชอาณาจักร และปรากฏว่าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งคือ บริษัท เอส ที ยูไนเต็ด เทรดเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ส่งของเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย กฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญารับขนของทางทะลจึงต้องเป็นพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศเป็นผู้ขนส่งครั้งพิพาทหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับขนครั้งพิพาทแทนจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์มีใบตราส่งเป็นพยานหลักฐานว่า ผู้ขนส่งที่ออกหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งดังกล่าวคือ บริษัท ยูโร บ๊อกซ์ไลน์ จำกัด จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ที่เมืองฮ่องกง มีผู้ลงนามแทนผู้ขนส่งดังกล่าวคือจำเลยที่ 1 โดยผู้ขนส่งรับขนสินค้าจากแหลมฉบังประเทศไทย ไปยังเมืองเทเนรีฟ ประเทศสเปน ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบยอมรับว่า จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนติดต่อกับผู้ส่งของมอบหมายให้ติดต่อกับสายการเดินเรือเมอร์สค สาขากรุงเทพมหานคร และมอบให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงนามออกใบตราส่งแก่ผู้ขายและตามใบตราส่งดังกล่าวจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้ขนส่งโดยระบุไว้ว่า ลงนามแทนผู้ขนส่ง นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้รับเงินต่างๆ แทนจำเลยที่ 2 ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวนั้น เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 รับขนส่งสินค้าครั้งพิพาทโดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อและตกลงรายละเอียดต่างๆ อันเป็นเงื่อนไขของสัญญารับขนทางทะเลแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่ง ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนผู้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 ตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สินค้าพิพาทสูญหายและเสียหายในระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์มีใบตราส่งใบกำกับสินค้า บันทึกการตรวจสภาพสินค้าของตัวแทนผู้ออกสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ และรายงานการสำรวจสินค้าเมื่อส่งไปถึงผู้ซื้อเป็นพยานหลักฐาน โดยมีนางสาววาสนา แซ่อึ้ง มาเบิกความรับรองความถูกต้องแท้จริงของพยานเอกสารดังกล่าว ตามใบตราส่งนั้นระบุไว้ว่าสินค้าเสื้อผ้า จำนวนกล่อง 33 กล่อง 34 กล่อง 16 กล่อง 37 กล่อง และ 22 กล่อง ตามรายละเอียดในใบกำกับสินค้าเลขที่ ST/1215/2001 เลขที่ ST/1344/2001 เลขที่ ST/1271/2001 เลขที่ ST/1269/2001 และเลขที่ ST/1302/2001 สินค้าถูกขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปยังเมืองเทเนรีฟ ประเทศสเปน ในเงื่อนไขการขนส่งแบบ CFS/CFS ซึ่งโจทก์นำสืบว่า หมายถึงผู้ขนส่งมีหน้าที่บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าที่ท่าต้นทางและปลายทางผู้ขนส่งก็มีหน้าที่เปิดตู้สินค้า เพื่อนำสินค้าออกจากตู้สินค้าแล้วส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่ง สินค้าถูกบรรจุอยู่ในตู้สินค้า เลขที่ XTRU 2063556 เลขที่ CMBU 2301730 เลขที่ GLDUO 165315 #S.ML - TH 0682667 เลขที่ GLDUO 165315 #S.ML - TH 0682667 และเลขที่ MAEU 7934613 ตามลำดับ และมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า ผู้ขนส่งรับสินค้าไว้ในสภาพเรียบร้อยโดยไม่มีการระบุข้อสงวนใดไว้ว่าสินค้าหรือสิ่งที่ใช้บรรจุสินค้าอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยเนื้อความตามใบตราส่งดังกล่าวจึงสันนิษฐานได้ว่า ขณะที่ผู้ขนส่งรับสินค้าไว้จากผู้ส่งของนั้นสินค้าและกล่องที่ใช้บรรจุสินค้ามีสภาพเรียบร้อย ดังนั้น เมื่อปรากฏตามบันทึกการตรวจสอบสภาพสินค้าของตัวแทนผู้ออกสินค้าให้แก่ผู้ซื้อว่า ขณะที่มีการรับสินค้าจากคลังสินค้าของตัวแทนผู้ขนส่งนั้น ก็พบแล้วว่ากล่องบรรจุสินค้าฉีกขาดและมีสินค้าสูญหายจำนวนมาก กับตามรายงานการสำรวจความเสียหายซึ่งเป็นการตรวจสอบตามรูปแบบมาตรฐานการตรวจสอบของสถาบันลอยด์ (LLOYD"S) ในขณะที่สินค้าถูกส่งถึงสถานประกอบกิจการของผู้ซื้อที่ปลายทางซึ่งมีรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ที่ควรจะมีไว้อย่างครบถ้วนและสมเหตุผลพร้อมทั้งมีภาพถ่ายสภาพสินค้าแสดงถึงความเสียหายของสินค้าไว้ชัดเจน ก็พบว่าเมื่อสินค้าถูกขนส่งมาถึงท่าเรือ ตัวแทนของผู้ขนส่งได้ขนสินค้าไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าของตัวแทนผู้ขนส่งอยู่หลายวัน ก่อนที่ตัวแทนของผู้ซื้อจะนำรถบรรทุกไปรับสินค้าเพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ซื้อที่สถานประกอบกิจการของผู้ซื้อ ในระหว่างที่สินค้าอยู่ที่คลังสินค้าของตัวแทนผู้ขนส่งนั้นตัวแทนของผู้ขนส่งได้เปิดตู้สินค้าอยู่แล้ว เมื่อสินค้ามาถึงสถานประกอบการของผู้ซื้อ ผู้สำรวจก็ได้สำรวจสภาพสินค้าในวันรุ่งขึ้นเพราะสินค้าถูกขนมาถึงในตอนดึก ผลการสำรวจพบว่าในครั้งที่ 1 กล่องบรรจุสินค้าฉีกขาดและสินค้าสูญหายไปหลายรายการ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือใดมานำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าว คงมีเพียงกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 พนักงานบริษัทตัวแทนเรือ และผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำโต้แย้งลอยๆ แต่เพียงว่า ผู้ส่งของเป็นผู้บรรจุสินค้าลงกล่องกระดาษเองจึงไม่อาจทราบสภาพและจำนวนสินค้าในกล่อง แต่ก็ไม่ได้มีพยานหลักฐานใดนอกจากนี้มาหักล้างว่าการขนส่งครั้งพิพาทไม่ได้มีรูปแบบการขนส่ง แบบ CFS/CFS ซึ่งผู้ขนส่งมีหน้าที่บรรจุสินค้าที่ผู้ส่งของได้บรรจุไว้ในกล่องกระดาษในสภาพเรียบร้อยแล้วเข้าตู้สินค้าที่ท่าต้นทางและที่ปลายทางผู้ขนส่งก็มีหน้าที่เปิดตู้สินค้าและนำสินค้าออกจากตู้สินค้า พยานหลักฐานของโจทก์จึงน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง เชื่อได้ว่า สินค้าพิพาทได้สูญหายและเสียหายระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง ดังที่ปรากฏในรายงานการสำรวจความเสียหายอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิอ้างข้อจำกัดความรับผิดตามกฎหมายได้เพียงใด ปรากฏตามใบส่งว่า สินค้าที่ขนส่งมีจำนวน 33 กล่อง 34 กล่อง 16 กล่อง 37 กล่อง และ 22 กล่องตามลำดับ แต่ไม่ได้ระบุไว้ว่าในแต่ละกล่องมีสินค้าอยู่ภายในกี่โหล ดังนั้น หน่วยการขนส่งในครั้งพิพาทจึงถือได้ว่า 1 กล่องเป็น 1 หน่วย ตามที่พระราชบัญญัติการรับขนของทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 59 (1) บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่มีการรวมของหลายหน่วยการขนส่งเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกัน... ถ้าระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่ง ให้ถือว่าของตามใบตราส่งนั้นมีจำนวนหน่วยการขนส่งตามที่ระบุไว้นั้น แต่ถ้ามิได้ระบุให้ถือว่าของทั้งหมดที่รวมเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกันนั้นเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง" เมื่อคำนวณข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ประกอบกับรายงานการสำรวจความเสียหายของสินค้าและภาพถ่ายการขนส่งทั้งห้าครั้ง ซึ่งปรากฏว่า การขนส่งในแต่ละครั้งมีกล่องสินค้าฉีกขาด และสินค้าแต่ละกล่องสูญหายไป โดยราคาเฉลี่ยต่อโหลของสินค้าที่ขนส่งทั้งห้าครั้งและอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ประกอบใบกำกับสินค้า ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นปรากฏว่ารวมค่าเสียหายในการขนส่งทั้งห้าครั้งแล้ว จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 เป็นเงิน 272,181.66 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 เดือน เท่าที่โจทก์ขอ และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการขนส่งสินค้าเกิน 1 ปี นับแต่มีการส่งมอบสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การขนส่งสินค้าครั้งพิพาทเป็นการขนส่งภายใต้เงื่อนไขให้ผู้ส่งของนำสินค้าไปมอบให้แก่ผู้ขนส่ง จากนั้นผู้ขนส่งเป็นผู้บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าเอง เมื่อถึงปลายทางผู้ขนส่งเป็นผู้เปิดตู้สินค้าเอง แล้วนำสินค้าของผู้ส่งของแต่ละครั้งไปเก็บไว้ในคลังสินค้ารอผู้รับตราส่งมารับสินค้า ไม่ใช่การขนส่งที่ผู้ส่งของนำตู้สินค้าและปิดผนึกตู้เองแล้วนำมาให้แก่ผู้ขนส่งที่ลานวางตู้สินค้าและที่ปลายทางผู้รับตราส่งมารับตู้สินค้าที่ลานวางตู้สินค้านำไปเปิดยังสถานที่ของผู้รับตราส่งเอง ดังนั้น เมื่อโจทก์มีเอกสารหลักฐานบันทึกการตรวจสภาพสินค้าของตัวแทนผู้ออกสินค้าให้แก่ผู้ซื้อมาแสดงว่าได้มีการรับสินค้าที่คลังสินค้าของตัวแทนผู้ขนส่งเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 วันที่ 30 มกราคม 2545 วันที่ 14 ธันวาคม 2544 วันที่ 14 ธันวาคม 2544 และวันที่ 19 ธันวาคม 2544 ตามลำดับวันที่ที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นวันที่มีการส่งมอบสินค้าที่แท้จริงให้แก่ผู้รับตราส่ง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 (1) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 กรณีไม่ใช่เป็นการส่งมอบตู้สินค้าทั้งตู้ให้แก่ผู้รับตราส่งที่ลานวางตู้สินค้าที่ท่าเรือเป็นวันส่งมอบ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 (3) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 21 ตุลาคม 2545 จึงเป็นการฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่มีการส่งมอบสินค้าแต่ละครั้ง เป็นการฟ้องคดีภายในอายุความตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติการขนของทางทะเล พ.ศ.2534 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 272,181.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 เดือน และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 5 ม. 7 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอซ อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทยูโร บ๊อกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2549
#269091
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำสืบเพียงว่าโจทก์ได้ใช้และโฆษณาเครื่องหมายบริการดังกล่าวสำหรับสถานบริการและสถานบันเทิงของโจทก์ตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันแต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเครื่องหมายบริการพิพาทมีปริมาณการให้บริการจำนวนมากหรือโจทก์ได้ใช้หรือโฆษณาเครื่องหมายบริการดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และเครื่องหมายบริการดังกล่าวมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภค ฉะนั้น เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงมิได้เป็นเครื่องหมายบริการที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป เครื่องหมายบริการดังกล่าวจึงมิใช่เครื่องหมายบริการที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (10) ประกอบมาตรา 6 (2) และมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ และเมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าบริษัท ว. และเครื่องหมายบริการพิพาทมิใช่เครื่องหมายบริการที่ห้ามมิให้รับจดทะเบียน การขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการพิพาทของบริษัท ว. จึงเป็นการกระทำโดยสุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 346/2544 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 และคำวินิจฉัยที่ 175/2542 ของจำเลยที่ 12 และห้ามมิให้จำเลยทั้งสิบสองรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 252566 และจำหน่ายคำขอดังกล่าวออกจากสารบบ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2536 บริษัท วี ซีเครท แคตตาลอกซ์ อิงค์. ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ยื่นคำขอเลขที่ 252566 ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า VICTORIA'S SECRET เพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 4 รายการบริการจัดการด้านร้านค้าปลีกและรับส่งสินค้าทางไปรษณีย์ในวงการเสื้อผ้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเครื่องหมายพึงที่รับจดทะเบียนได้จึงประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนในหนังสือจดหมายเหตุแสดงรายการเครื่องหมายบริการ ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2537 โจทก์ยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าขอให้ระงับการจดทะเบียน บริษัท วี ซีเครท แคตตาลอกซ์ อิงค์. ยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้านของโจทก์ให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวต่อไป โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายบริการคำว่า VICTORIA'S SECRET ดีกว่าบริษัท วี ซีเครทแคตตาลอกซ์ อิงค์. ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าว เห็นว่า โจทก์มีนายสาธิต อารยเวชกิจ ทนายโจทก์และนายอธิตศักดิ์ บรรจงโพธิ์กลาง ที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์เบิกความว่า เมื่อประมาณปี 2535 โจทก์ได้ก่อสร้างสถานบริการอาบน้ำและสถานบันเทิง และเปิดดำเนินกิจการเมื่อประมาณปี 2536 โดยใช้ชื่อว่า VICTORIA'S SECRET และวิคตอเรีย ซีเครท โจทก์ได้โฆษณาสถานบริการและสถานบันเทิงดังกล่าวตั้งแต่เริ่มการก่อสร้างจนถึงปัจจุบันทั้งทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์และแผ่นป้ายโฆษณา ปรากฏตามเอกสารโฆษณาและใบเสร็จรับเงินหมาย จ.8 และ จ.9 ขณะที่โจทก์ใช้และโฆษณาและเครื่องหมายบริการดังกล่าวไม่มีบุคคลใดรวมทั้งบริษัท วี ซีเครท แคตตาลอกซ์ อิงค์. ใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้ใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวก่อนบุคคลอื่น ส่วนจำเลยทั้งสิบสองนอกจากมีนายชาญวิทย์ สุวรรณะบุณย์ จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้านายวิชัย สุขลิ้ม เลขานุการคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และนายสมศักดิ์ พณิชยกุล จำเลยที่ 12 ซึ่งเป็นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเบิกความเป็นพยานแล้วยังมีนายธเนศ เปเรร่า ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการแทนบริษัท วี ซีเครท แคตตาลอกซ์ อิงค์. เบิกความว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า VICTORIA'S SECRET ทั้งแบบตัวอักษรโรมันและตัวอักษรประดิษฐ์จดทะเบียนครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและใช้ตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา สำหรับสินค้าเสื้อผ้าและกางเกงชั้นในและบริการร้านค้าปลีกกับบริการสั่งซื้อสินค้าทางไปรษณีย์นอกจากนี้ยังได้จดทะเบียนในประเทศต่างๆ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง เป็นต้น ปรากฏตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการเอกสารหมาย ล.11 ส่วนประเทศไทยนั้นมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2530 ใช้สำหรับสินค้าจำพวก 25 เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายสตรีและมีการต่ออายุเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2540 ชื่อเจ้าของคือบริษัท วี ซีเครท แคตตาลอกซ์ อิงค์. ปรากฏตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำขอต่ออายุเอกสาร หมาย ล.12 นอกจากนี้มีการให้บริการสั่งซื้อสินค้าและแคตตาล๊อกทางไปรษณีย์แก่ลูกค้าในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา ปรากฏตามบัญชีรายชื่อลูกค้าและการสั่งซื้อเอกสารหมาย ล. 17 และ ล.18 ทั้งมีการโฆษณาเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวในประเทศไทยทางสื่อหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต เห็นได้ว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เพราะมีพยานบุคคลและพยานเอกสารที่น่าเชื่อถือสนับสนุนตามพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสองฟังได้ว่าบริษัท วี ซีเครท แคตตาลอกซ์ อิงค์. ได้ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า VICTORIA'S SECRET มาก่อนโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิในเครื่องหมายบริการดังกล่าวดีกว่าบริษัทดังกล่าว

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้ใช้และโฆษณาเครื่องหมายบริการดังกล่าวสำหรับสถานบริการและสถานบันเทิงของโจทก์ตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันเป็นเหตุให้มีผู้ใช้บริการของโจทก์เป็นจำนวนมาก เครื่องหมายบริการดังกล่าวจึงเป็นเครื่องหมายบริการที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป เครื่องหมายบริการดังกล่าวจึงเป็นเครื่องหมายบริการที่ห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (10) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายบริการอันพึงรับจดทะเบียนได้ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้ (1) เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ (2) เป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และ (3) ไม่เป็นเครื่องหมายบริการที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้ว คดีนี้ปัญหาตาม (2) คือ เครื่องหมายบริการที่ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายบริการดังกล่าวต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (10) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ปัญหาจึงมีว่ามาตรา 8 (10) ดังกล่าวเป็นมาตรา 8 (10) ก่อนแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ซึ่งบัญญัติว่า เครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ห้ามมิให้รับจดทะเบียน ... (10) เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย หรือเป็นมาตรา 8 (10) ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้วโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ซึ่งบัญญัติว่า เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ห้ามมิให้รับจดทะเบียน... (10) เครื่องหมายที่เหมือนกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด หรือคล้ายกับเครื่องหมายดังกล่าวจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อตามคำฟ้องโจทก์มิได้คัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการพิพาทโดยอ้างว่าเป็นเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย มาตรา 8 (10) ที่โจทก์อ้างจึงเป็นมาตรา 8 (10) ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ปรากฏว่าพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นมา แต่บริษัท วี ซีเครท แคตตาลอกซ์ อิงค์. ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการพิพาทวันที่ 24 กันยายน 2536 ก่อนกฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ จึงมีปัญหาว่าจะใช้บทบัญญัติมาตรา 8 (10) ตามกฎหมายใหม่บังคับได้หรือไม่ เมื่อมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 บัญญัติว่า บรรดา... คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ ... ที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นคำขอตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้จึงต้องใช้มาตรา 8 (10) ตามกฎหมายใหม่บังคับตามที่โจทก์อ้างตามมาตรา 8 (10) ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ประกอบมาตรา 80 นั้น เครื่องหมายบริการที่จะถือเป็นเครื่องหมายบริการที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจะต้องเป็นเครื่องหมายบริการตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ประกาศนั้นได้แก่ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2543) เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2543 ตามเอกสารหมาย ล.4 ตามประกาศฉบับนี้เครื่องหมายบริการที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ดังนี้ 1. เครื่องหมายนั้นจะต้องมีปริมาณการจำหน่ายจำนวนมากหรือมีการใช้หรือโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธาณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศรู้จักเป็นอย่างดี และ 2. เครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภค แต่โจทก์นำสืบเพียงว่า โจทก์ได้ใช้และโฆษณาเครื่องหมายบริการดังกล่าวสำหรับสถานบริการและสถานบันเทิงของโจทก์ตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเครื่องหมายบริการพิพาทมีปริมาณการให้บริการจำนวนมากหรือโจทก์ได้ใช้หรือโฆษณาเครื่องหมายบริการดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และเครื่องหมายบริการดังกล่าวมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภค ฉะนั้น เครื่องหมายบริการดังกล่าวจึงมิได้เป็นเครื่องหมายบริการที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป เครื่องหมายบริการดังกล่าวจึงมิใช่เครื่องหมายบริการที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (10) ประกอบมาตรา 6 (2) และมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิในเครื่องหมายบริการดังกล่าวดีกว่าบริษัทดังกล่าวและเครื่องหมายบริการดังกล่าวมิใช่เครื่องหมายบริการที่ห้ามมิให้รับจดทะเบียน การขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของบริษัทดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยสุจริต หากบริษัทดังกล่าวไม่ใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวหลังจากจดทะเบียนแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็อาจร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 63 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต่อไปคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมาย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (2) ม. 8 (10) ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ