คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3874/2549
#267103
เปิดฉบับเต็ม

การกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป ถ้าไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง นั้น หมายความรวมถึงการห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้คดีด้วย เมื่อการกู้ยืมเงิน 5,000,000 บาท ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กับ ร. ร่วมกันกู้ยืมจากจำเลยนั้นไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ จำเลยจึงไม่อาจอ้างการกู้ยืมเงินดังกล่าวขึ้นต่อสู้เพื่อยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ที่จำเลยมอบให้ยึดถือเป็นประกันไว้ได้

โจทก์กับ ร. ตกลงโอนที่ดินให้แก่จำเลยเป็นการตีใช้หนี้โดยจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับ ร. อีกจำนวนหนึ่งซึ่งจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระเพิ่มนั้นเป็นสาระสำคัญที่จะต้องตกลงกัน แต่จำเลยยังไม่ได้ตกลงในรายละเอียดว่าจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับ ร. เป็นจำนวนเท่าใด จึงนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 27058 โจทก์รับมอบโฉนดที่ดินพร้อมหนังสือมอบอำนาจซึ่งไม่ได้กรอกข้อความให้นายราชันย์ เศวตอมรกุล น้องชายโจทก์นำไปจดทะเบียนเลิกเช่ากับผู้เช่า และจดทะเบียนไถ่ถอนการจำนอง ต่อมาโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจตกไปอยู่ในความครอบครองของจำเลยโดยมิชอบและจำเลยไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ โจทก์แจ้งเจ้าพนักงานที่ดินให้ระงับการทำนิติกรรมและแจ้งความเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจไว้แล้ว ต่อมาจำเลยไปขออายัดที่ดินของโจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน อ้างว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งไม่เป็นความจริงและจำเลยได้มอบหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าพนักงานที่ดินไว้ด้วย โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 27058 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมหนังสือมอบอำนาจคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ออกหมายจับจำเลยมากักขังไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล

จำเลยให้การว่า โจทก์กับนายราชันย์ เศวตอมรกุล ร่วมกันกู้ยืมเงินจำเลยไป 5,000,000 บาท โดยโจทก์มอบโฉนดที่ดินหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้โดยไม่ได้กรอกข้อความสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันแต่โจทก์กับนายราชันย์ไม่สามารถชำระหนี้ โจทก์จึงเสนอที่ดินดังกล่าวตีใช้หนี้แก่จำเลย โดยจำเลยต้องเพิ่มเงินค่าที่ดินแก่โจทก์อีกจำนวนหนึ่ง จำเลยยอมตกลงด้วย ต่อมาจำเลยไปดำเนินการขอรับโอนที่ดินที่สำนักงานที่ดินตามข้อตกลง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากโจทก์ยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ระงับการทำนิติกรรมเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจ อันเป็นการผิดข้อตกลง จำเลยมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 27058 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมหนังสือมอบอำนาจคืนแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ชอบที่จะดำเนินการในชั้นบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 27058 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และหนังสือมอบอำนาจที่ระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยทำนิติกรรมขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยไว้ในครอบครองโดยจำเลยอ้างว่าโจทก์กับนายราชันย์ เศวตอมรกุล น้องชายโจทก์ร่วมกันกู้ยืมเงินจำเลยไป 5,000,000 บาท แล้วตกลงโอนที่ดินให้แก่จำเลยเป็นการตีใช้หนี้ โดยจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับนายราชันย์อีกจำนวนหนึ่ง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไว้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า แม้การกู้ยืมเงินจำนวน 5,000,000 บาท จะไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ แต่จำเลยมิได้เป็นผู้ใช้สิทธิฟ้องร้องโจทก์กับนายราชันย์ให้ชำระหนี้ จึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เห็นว่า การกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป ถ้าไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง นั้น หมายความรวมถึงการห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้คดีด้วย เมื่อการกู้ยืมเงิน 5,000,000 บาท ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กับนายราชันย์ร่วมกันกู้ยืมจากจำเลยนั้นไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ จำเลยจึงไม่อาจอ้างการกู้ยืมเงินดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ได้ ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ผิดข้อตกลงโอนขายที่ดินให้แก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้นั้น ข้อนี้จำเลยนำสืบว่า โจทก์กับนายราชันย์ตกลงโอนที่ดินให้แก่จำเลยเป็นการตีใช้หนี้ โดยจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับนายราชันย์อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเห็นได้ว่าจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระเพิ่มนั้นเป็นสาระสำคัญที่จะต้องตกลงกัน แต่จำเลยเบิกความว่ายังไม่มีการตกลงกันในรายละเอียดว่าจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับนายราชันย์เป็นจำนวนเท่าใด จึงนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยส่งมอบหนังสือมอบอำนาจให้แก่โจทก์ด้วยนั้น ในชั้นอุทธรณ์โจทก์กล่าวยืนยันมาในอุทธรณ์ตรงกับที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ไม่เคยทำหนังสือมอบอำนาจฉบับที่จำเลยนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ และโจทก์เห็นพ้องด้วยที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกหนังสือมอบอำนาจคืนจากจำเลย ทั้งโจทก์ก็มิได้ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยส่งมอบหนังสือมอบอำนาจแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยส่งมอบหนังสือมอบอำนาจแก่โจทก์ด้วยจึงเป็นการพิพากษานอกเหนือไปจากประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องส่งมอบหนังสือมอบอำนาจให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 366 ม. 653
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณัฐพัฒน์ เศวตอมรกุล
จำเลย — นางชูลัชชา นิเวศธนะ
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3874/2549
#268906
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่ว่า ถ้าไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้นั้น หมายความรวมถึงการห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้คดีด้วย เมื่อการกู้ยืมเงิน 5,000,000 บาท ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กับ ร. ร่วมกันกู้ยืมจากจำเลยนั้นไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ จำเลยจึงไม่อาจอ้างการกู้ยืมเงินดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ได้ และการที่โจทก์กับ ร. ตกลงโอนที่ดินให้แก่จำเลยเป็นการตีใช้หนี้ โดยจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับ ร. อีกจำนวนหนึ่ง เห็นได้ว่าจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระเพิ่มนั้นเป็นสาระสำคัญที่จะต้องตกลงกัน แต่จำเลยก็ยังไม่มีการตกลงกันในรายละเอียดว่าจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับ ร. เป็นจำนวนเท่าใด จึงนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 27058 ตำบลคลองหนึ่งอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมหนังสือมอบอำนาจคืนแก่โจทก์หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ออกหมายจับจำเลยมากักขังไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 27058 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมหนังสือมอบอำนาจคืนแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ชอบที่จะดำเนินการในชั้นบังคับคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 27058 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และหนังสือมอบอำนาจที่ระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยทำนิติกรรมขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยไว้ในความครอบครอง โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์ กับนายราชันย์ เศวตอมรกุล น้องชายโจทก์ร่วมกันกู้ยืมเงินจำเลยไป 5,000,000 บาท แล้วตกลงโอนที่ดินให้แก่จำเลยเป็นการตีใช้หนี้โดยจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับนายราชันย์อีกจำนวนหนึ่ง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไว้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่าแม้การกู้ยืมเงินจำนวน 5,000,000 บาท จะไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือแต่จำเลยมิได้เป็นผู้ใช้สิทธิฟ้องร้องโจทก์กับนายราชันย์ให้ชำระหนี้ จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เห็นว่า การกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป ถ้าไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้ร้องบังคับคดีไม่ได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง นั้น หมายความรวมถึงการห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้คดีด้วย เมื่อการกู้ยืมเงิน 5,000,000 บาท ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กับนายราชันย์ร่วมกันกู้ยืมจากจำเลยนั้นไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ จำเลยจึงไม่อาจอ้างการกู้ยืมเงินดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ได้ ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ผิดข้อตกลงโอนขายที่ดินให้แก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้นั้น ข้อนี้จำเลยนำสืบว่าโจทก์กับนายราชันย์ตกลงโอนที่ดินให้แก่จำเลยเป็นการตีใช้หนี้ โดยจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับนายราชันย์อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเห็นได้ว่าจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระเพิ่มนั้นเป็นสาระสำคัญที่จะต้องตกลงกัน แต่จำเลยเบิกความว่ายังไม่มีการตกลงกันในรายละเอียดว่าจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับนายราชันย์เป็นจำนวนเท่าใด จึงนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยส่งมอบหนังสือมอบอำนาจให้แก่โจทก์ด้วยนั้น ในชั้นอุทธรณ์โจทก์กล่าวยืนยันมาในอุทธรณ์ตรงกับที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ไม่เคยทำหนังสือมอบอำนาจฉบับที่จำเลยนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ และโจทก์เห็นพ้องด้วยที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกหนังสือมอบอำนาจคืนจากจำเลย ทั้งโจทก์ก็มิได้ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยส่งมอบหนังสือมอบอำนาจแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยส่งมอบหนังสือมอบอำนาจแก่โจทก์ด้วยจึงเป็นการพิพากษานอกเหนือไปจากประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องส่งมอบหนังสือมอบอำนาจให้แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241 ม. 366 ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณัฐพัฒน์ เศวตอมรกุล
จำเลย — นางชูลัชชา นิเวศธนะ
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3823/2549
#266814
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.13 และ 1.14 ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานยักยอกเงินของผู้เสียหาย ระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ตามลำดับ โดยเงินดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้รับจากผู้สมัครเรียนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2546 และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ตามลำดับ เป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของผู้เสียหายก่อนวันที่จำเลยทั้งสองได้ครอบครองทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอก ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 86,880 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูกมาตรา 352 วรรคแรก), 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 34 กระทง จำคุกคนละ 34 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 17 เดือน และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 86,880 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.13 และ 1.14 ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานยักยอกเงินของผู้เสียหาย ระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 จำนวนเงิน 2,000 บาท และ 3,150 บาท ตามลำดับ โดยเงินดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้รับจากผู้สมัครเรียนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2546 และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ตามลำดับ เป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของผู้เสียหายก่อนวันที่จำเลยทั้งสองได้ครอบครองทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามฟ้องทั้งสองข้อและให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายมาด้วยนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหาย กลับเบียดบังเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต รวม 32 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 81,730 บาท ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้บรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสองไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว รวมทั้งเหตุผลความจำเป็นประการอื่น ก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยทั้งสองเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อ 1.13 และ 1.14 คงให้จำคุกจำเลยทั้งสอง รวม 32 กระทง และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 81,730 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ
จำเลย — นายเพทาย บัวงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายสหรัฐ สิริวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประเสริฐ โกวิทยา
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3823/2549
#267277
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานยักยอกเงินของผู้เสียหายระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 จำนวนเงิน 2,000 บาท และ 3,150 บาท โดยเงินดังกล่าวจำเลยได้รับจากผู้สมัครเรียนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ตามลำดับ เป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของผู้เสียหายก่อนวันที่จำเลยได้ครอบครองทรัพย์ การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 86,880 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคหนึ่ง), 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 34 กระทง จำคุกคนละ 34 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 17 เดือน และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 86,880 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.13 และ 1.14 ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานยักยอกเงินของผู้เสียหาย ระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ตามลำดับ จำนวนเงิน 2,000 บาท และ 3,150 บาท โดยเงินดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้รับจากผู้สมัครเรียนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2546 และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ตามลำดับ เป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของผู้เสียหายก่อนวันที่จำเลยทั้งสองได้ครอบครองทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามฟ้องทั้งสองข้อและให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายมาด้วยนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อ 1.13 และ 1.14 คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองรวม 32 กระทง และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 81,730 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ
จำเลย — นายเพทาย บัวงาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3814/2549
#268782
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ให้บทนิยามคำว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่ในหลอดกาแฟโดยยังมีหลอดกาแฟหลายหลอดที่เตรียมไว้เพื่อการแบ่งบรรจุเช่นนี้ ถือว่าเป็นารผลิตตามบทนิยามในมาตรา 4 ดังกล่าว

ในฟ้องข้อ 1 ก โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้บังอาจร่วมกันผลิตโดยแบ่งบรรจุและมีเมทแอมเฟตามีน 246 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำว่า เพื่อจำหน่ายนั้น โจทก์ได้บรรยายมุ่งถึงข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง มิใช่ข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีน ทั้งในฟ้องข้อ 2 ก็ได้บรรยายย้ำว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสามร่วมกันผลิตและมีไว้เพื่อจำหน่าย และที่เหลือจากการจำหน่ายกับจำหน่ายด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์บรรยายข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายมาในฟ้องแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย และลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยที่ 1 และที่ 3 คงมีความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น แม้ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 เนื่องจากต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปตลอดถึงจำเลยที่ 2 ได้ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.5135/2543 ของศาลชั้นต้น กับบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2141/2542 ของศาลจังหวัดตรัง เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้การปฏิเสธฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิตฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนในความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย และคำให้การรับสารภาพฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสามลดโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายจำคุกตลอดชีวิต และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นและโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษมาบวกเข้ากับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ได้อีก จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษประหารชีวิต คำรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษมาบวกเข้ากับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้ คำขอส่วนนี้จึงให้ยก ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่มิได้ระบุว่าให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์จึงพิจารณาคดีให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ด้วย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย แต่ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด โดยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้เนื่องจากเป็นคดีที่ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนข้อที่ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิด จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่หลอดกาแฟแล้วใช้เทียนไขลนปิดหัวท้าย บทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ให้บทนิยามคำว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย การที่จำเลยที่1 และที่ 3 ร่วมกันแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่ในหลอดกาแฟโดยยังมีหลอดกาแฟหลายหลอดที่เตรียมไว้เพื่อการแบ่งบรรจุเช่นนี้ ถือว่าเป็นการผลิตตามบทนิยามในมาตรา 4 ดังกล่าวอันเป็นการแบ่งบรรจุ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ปรากฏว่า ในฟ้องข้อ 1 ก โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้บังอาจร่วมกันผลิตโดยแบ่งบรรจุและมีเมทแอมเฟตามีน 246 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เห็นว่า คำว่าเพื่อจำหน่ายนั้นโจทก์ได้บรรยายมุ่งถึงข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง มิใช่ข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีน ทั้งในฟ้องข้อ 2 ก็ได้บรรยายย้ำว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสามร่วมกันผลิต และมีไว้เพื่อจำหน่าย และที่เหลือจากการจำหน่ายกับจำหน่ายด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์บรรยายข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายมาในฟ้องแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย และลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยที่ 1 และที่ 3 คงมีความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน แม้ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 เนื่องจากต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาไปตลอดถึงจำเลยที่ 2 ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม), 65 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุ และฐานมีเมทแอมเฟตามีนกับเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนกับเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 12 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 8 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 10 เดือน บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.5135/2543 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 3 มีกำหนด 15 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2141/2542 ของศาลจังหวัดตรัง เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 16 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 15 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 245 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสากล จองเดิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2549
#266674
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ตาม ป.อ. มาตรา 36 ย่อมหมายความถึงคำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้เป็นกรณีเดียวกันแต่ฟ้องคดีคนละคราว ทรัพย์สินที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์สินรายเดียวกัน รวมทั้งธนบัตรของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบไปแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ก่อนคดีนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้ริบธนบัตรของกลางในคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบ ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลคดีนี้ที่จะสั่งให้ริบธนบัตรของกลางซ้ำอีก ธนบัตรของกลางจึงมิใช่ของกลางในคดีนี้ที่ศาลจึงพึงวินิจฉัยสั่งด้วย เมื่อคดีหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ถึงที่สุด และผู้ร้องมายื่นคำร้องในคดีนี้ขอคืนของกลางภายหลังวันที่คำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลางถึงที่สุดแล้วเกิน 1 ปี คำร้องของผู้ร้องจึงต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 36

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบธนบัตร ฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ รวม 230 ฉบับ ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งคืนธนบัตรของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนธนบัตรของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง กับนายอิดริสซ่าและนายบาบัททูเนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268 และ 341 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 62 และ 91 กับให้ริบบัตรเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ 3 ใบ หนังสือเดินทางของประเทศสาธารณรัฐเซียร่าเลโอน หนังสือเดินทางของประเทศสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือ ธนบัตรดอลล่าร์สหรัฐ ฉบับละ 100 ดอลล่าร์ รวม 230 ฉบับ เช็คของธนาคารบอสตัน และเช็คของธนาคารเมลลอน แบงค์เอ็น เอ จำกัด ของกลาง นายบาบัททูเนให้การสารภาพ ส่วนจำเลยยื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ให้การปฏิเสธเป็นคดีใหม่ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายบาบัททูเนตามฟ้องกับริบหนังสือเดินทางของประเทศสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือ ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6667/2541 คดีหมายเลขแดงที่ 7607/2541 ของศาลชั้นต้น นายบาบัททูเนอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษสถานเบา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองและนายอิดริสซ่าเป็นคดีใหม่ โดยขอให้ศาลสั่งริบบัตรเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ หนังสือเดินทางของประเทศสาธารณรัฐเซียร่าเลโอน ธนบัตรดอลล่าร์สหรัฐ ฉบับละ 100 ดอลล่าร์ รวม 230 ฉบับ เช็คของธนาคารบอสตัน และเช็คของธนาคารเมลลอน แบงค์เอ็น เอ จำกัด ของกลาง นายอิดริสซ่าให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีใหม่แล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายอิดริสซ่าตามฟ้อง และสั่งริบของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลยดำที่ 8406/2541 คดีหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้น นายอิดริสซ่าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่าน

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2542 ส่วนจำเลยทั้งสองโจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2542 และขอให้ศาลสั่งริบบัตรเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ 3 ใบ ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฉบับละ 100 ดอลล่าร์ รวม 230 ฉบับ เช็คของธนาคารบอสตัน และเช็คของธนาคารเมลลอน แบงค์เอ็น เอ จำกัด ของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2794/2542 คดีหมายเลขที่ 6155/2543 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 โดยศาลชั้นต้นพิพาษายกฟ้องและสั่งริบของกลางด้วย ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2544 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอคืนธนบัตรของกลางเป็นคดีนี้ เห็นว่า การขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเจ้าของมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ย่อมีสิทธิขอคืนต่อศาลได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น คำว่า "วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ย่อมหมายความถึงคำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ ตามข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้เป็นกรณีเดียวกัน แต่ฟ้องคดีคนละคราวกัน ทรัพย์สินที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์สินรายเดียวกัน ทรัพย์สินต่าง ๆ รวมทั้งธนบัตรของกลางจึงเป็นของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้น ก่อนคดีนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้ริบธนบัตรของกลางในคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบธนบัติของกลาง ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีหลังที่สั่งให้ริบธนบัตรของกลางซ้ำอีก ธนบัติของกลางจึงมิใช่ของกลางในคดีนี้ที่ศาลจะพึงวินิจฉัยสั่งด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลางแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 นายอิดริสซ่าซึ่งเป็นจำเลยในดคีดังกล่าวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2542 ผู้ร้องมายื่นคำร้องในคดีนี้ขอคืนธนบัตรของกลางเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 จึงเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันที่คำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลางถึงที่สุดแล้วเกิน 1 ปี คำร้องของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — ธนาคารแห่งโตเกียว - มิตซูบิชิ จำกัด
จำเลย — นายคาโยดี อาจิโบล่า โอบัสซันย่า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวัชร เลิศชัยมงคล
ศาลอุทธรณ์ — นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2549
#267197
เปิดฉบับเต็ม

การขอคืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36 ซึ่งเจ้าของมีสิทธิขอคืนต่อศาลได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น คำว่า "วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ย่อมหมายความถึงคำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์

คดีก่อนกับคดีนี้เป็นกรณีเดียวกัน แต่ฟ้องคนละคราวกัน ทรัพย์สินที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์สินรายเดียวกัน ทรัพย์สินต่าง ๆ รวมทั้งธนบัตรของกลางจึงเป็นของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบธนบัตรของกลางในคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลาง ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลในคดีนี้ที่จะสั่งให้ริบธนบัตรของกลางซ้ำอีก ธนบัตรของกลางจึงมิใช่ของกลางในคดีนี้ที่ศาลจะพึงวินิจฉัยสั่งด้วย เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลางแล้ว จำเลยในคดีดังกล่าวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนธนบัตรของกลางในคดีนี้เกิน 1 ปี จึงต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 36

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแต่ให้ริบธนบัตรฉบับละ 100 ดอลล่าร์สหรัฐรวม 230 ฉบับ ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของธนบัตรฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ 230 ฉบับ ของกลาง และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้สั่งคืนธนบัตรของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ธนบัตรของกลาง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนธนบัตรของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับนายอิดริสซ่า แซสซี่ และนายบาบัททูเน โอลาโบเด ฟาชิน่า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268 และ 341 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 62 และ 91 กับให้ริบบัตรเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ 3 ใบ หนังสือเดินทางของประเทศสาธารณรัฐเซียร่าเลโอน หนังสือเดินทางของประเทศสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือ ธนบัตรดอลล่าร์สหรัฐ ฉบับละ 100 ดอลล่าร์ รวม 230 ฉบับ เช็คของธนาคารบอสตันและเช็คของธนาคารเมลลอน แบงค์ เอ็น เอ จำกัด ของกลาง นายบาบัททูเน โอลาโบเด ฟาชิน่า ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ให้การปฏิเสธเป็นคดีใหม่ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายบาบัททูเน โอลาโบเด ฟาชิน่า ตามฟ้องกับริบหนังสือเดินทางของประเทศสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6667/2541 คดีหมายเลขแดงที่ 7607/2541 ของศาลชั้นต้น นายบาบัททูเน โอลาโบเด ฟาชิน่า อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษสถานเบา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง และนายอิดริสซ่า แซสซี่ เป็นคดีใหม่ โดยขอให้ศาลสั่งริบบัตรเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ หนังสือเดินทางของประเทศสาธารณรัฐเซียร่าเลโอน ธนบัตรดอลล่าร์สหรัฐฉบับละ 100 ดอลล่าร์ รวม 230 ฉบับ เช็คของธนาคารบอสตัน และเช็คของธนาคารเมลลอล แบงค์ เอ็น เอ จำกัด ของกลาง นายอิดริสซ่า แซสซี่ ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีใหม่แล้วศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายอิดริสซ่า แซสซี่ ตามฟ้อง และสั่งริบของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8406/2541 คดีหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้น นายอิดริสซ่า แซสซี่ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2542 ส่วนจำเลยทั้งสองโจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2542 และขอให้ศาลสั่งริบบัตรเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ 3 ใบ ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฉบับละ 100 ดอลลาร์ รวม 230 ฉบับ เช็คของธนาคารบอสตัน และเช็คของธนาคารเมลลอน แบงค์ เอ็น เอ จำกัด ของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2794/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 6155/2543 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 โดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและสั่งริบของกลางด้วย ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2544 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอคืนธนบัตรของกลางเป็นคดีนี้ เห็นว่า การขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเจ้าของมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ย่อมมีสิทธิขอคืนต่อศาลได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น คำว่า "วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ย่อมหมายความถึงคำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ ตามข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้เป็นกรณีเดียวกัน แต่ฟ้องคดีคนละคราวกัน ทรัพย์สินที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์สินรายเดียวกัน ทรัพย์สินต่าง ๆ รวมทั้งธนบัตรของกลาง จึงเป็นของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้น ก่อนคดีนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้ริบธนบัตรของกลางในคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลาง ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีหลังที่จะสั่งให้ริบธนบัตรของกลางซ้ำอีก ธนบัตรของกลางจึงมิใช่ของกลางในคดีนี้ที่ศาลจะพึงวินิจฉัยสั่งด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลางแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 นายอิดริสซ่า แซสซี่ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2542 ผู้ร้องมายื่นคำร้องในคดีนี้ ขอคืนธนบัตรของกลางเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 จึงเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันที่คำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลางถึงที่สุดแล้วเกิน 1 ปี คำร้องของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — ธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ จำกัด
จำเลย — นายคาโยดี อาจิโบล่า โอบัสซันย่า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2549
#268781
เปิดฉบับเต็ม

การขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 ซึ่งเจ้าของมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ย่อมมีสิทธิขอคืนต่อศาลได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น คำว่า "วันคำพิพากษาถึงที่สุด" หมายความถึงคำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้นในคดีก่อนกับคดีนี้ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลางเป็นกรณีเดียวกัน ทรัพย์สินที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์สินรายเดียวกันทรัพย์สินต่างๆ รวมทั้งธนบัตรของกลางจึงเป็นของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้น ก่อนคดีนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้ริบธนบัตรของกลางในคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลาง ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีหลังที่จะสั่งให้ริบธนบัตรของกลางซ้ำอีก ธนบัตรของกลางจึงมิใช่ของกลางในคดีนี้ที่ศาลจะพึงวินิจฉัยสั่งด้วย เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2542 ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนธนบัตรของกลางเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 จึงเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันที่คำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลางถึงที่สุดแล้วเกิน 1 ปี จึงต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 36

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบธนบัตรฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐรวม 230 ฉบับ ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของธนบัตรฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ 230 ฉบับ ของกลาง และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้สั่งคืนธนบัตรของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ธนบัตรของกลาง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนธนบัตรของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง กับนายอิดริสซ่า แซสซี่ กับนายบาบัททูเน โอลาโบเด ฟาชิน่า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268 และ 341 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 62 และ 91 กับให้ริบบัตรเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ 3 ใบ หนังสือเดินทางของประเทศสาธารณรัฐเซียร่าเลโอน หนังสือเดินทางของประเทศสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือ ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ ฉบับละ 100 ดอลลาร์ รวม 230 ฉบับ เช็คของธนาคารบอสตัน และเช็คของธนาคารเมลลอน แบงค์ เอ็น เอ จำกัด ของกลาง นายบาบัททูเน โอลาโบเด ฟาชิน่า ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ฟ้องกับริบหนังสือเดินทางของประเทศสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6667/2541 คดีหมายเลขแดงที่ 7607/2541 ของศาลชั้นต้น นายบาบัททูเน โอลาโบเด ฟาชิน่า อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษสถานเบานอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง และนายอิดริสซ่า แซสซี่ เป็นคดีใหม่ โดยขอให้ศาลสั่งริบบัตรเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ หนังสือเดินทางของประเทศสาธารณรัฐเซียร่าเลโอน ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฉบับละ 100 ดอลลาร์ รวม 230 ฉบับ เช็คของธนาคารบอสตัน และเช็คของธนาคารเมลลอล แบงค์ เอ็น เอ จำกัด ของกลาง นายอิดริสซ่า แซสซี่ ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีใหม่ และพิพากษาลงโทษนายอิดริสซ่า แซสซี่ ตามฟ้อง และสั่งริบของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8406/2541 คดีหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้น นายอิดริสซ่า แซสซี่ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2542 ส่วนโจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2542 ขอให้ศาลสั่งริบบัตรเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ 3 ใบ ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฉบับละ 100 ดอลลาร์ รวม 230 ฉบับ เช็คของธนาคารบอสตัน และเช็คของธนาคารเมลลอน แบงค์ เอ็น เอ จำกัด ของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2794/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 6155/2543 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 โดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและสั่งริบของกลางด้วย ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2544 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอคืนธนบัตรของกลางเป็นคดีนี้ เห็นว่า การขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเจ้าของมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ย่อมมีสิทธิขอคืนต่อศาลได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น คำว่า "วันพิพากษาถึงที่สุด" ย่อมหมายความถึงคำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ ตามข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้เป็นกรณีเดียวกัน แต่ฟ้องคดีคนละคราวกัน ทรัพย์สินที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์สินรายเดียวกัน ทรัพย์สินต่างๆ รวมทั้งธนบัตรของกลาง จึงเป็นของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 ของศาลชั้นต้น ก่อนคดีนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้ริบธนบัตรของกลางในคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลาง ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีหลังที่จะสั่งให้ริบธนบัตรของกลางซ้ำอีก ธนบัตรของกลางจึงมิใช่ของกลางในคดีนี้ที่ศาลจะพึงวินิจฉัยสั่งด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลางแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2436/2542 นายอิดริสซ่า แซสซี่ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2542 ผู้ร้องมายื่นคำร้องในคดีนี้ขอคืนธนบัตรของกลางเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 จึงเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันที่คำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบธนบัตรของกลางถึงที่สุดแล้วเกิน 1 ปี คำร้องของผู้ร้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — ธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ จำกัด
จำเลย — นายคาโยดี อาจิโบล่า โอบัสซันย่า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3808/2549
#266673
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษา จำเลยไม่ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนการบังคับคดีโดยอ้างว่าจำเลยชำระหนี้ตามข้อตกลงใหม่นอกศาลแก่โจทก์แล้ว โจทก์ปฏิเสธข้ออ้างของจำเลย ดังนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำการนอกศาล โดยศาลมิได้รับรู้ด้วย ข้อตกลงดังกล่าวหากมีอยู่จริงก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องว่ากล่าวกับโจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่ง จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อเป็นเหตุให้ถอนการบังคับคดีหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยรวม 10 รายการ โดยมอบให้จำเลยเป็นผู้ดูแลรักษาทรัพย์ที่ยึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งถอนการบังคับคดีโดยอ้างว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยยอมลดยอดหนี้ตามคำพิพากษาลงเหลือ 150,000 บาท จำเลยชำระให้โจทก์ไว้ก่อนแล้ว 20,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 130,000 บาท จำเลยผ่อนชำระให้โจทก์ครบถ้วนตามข้อตกลงแล้ว โจทก์ยื่นคำคัดค้านปฏิเสธว่าข้ออ้างของจำเลยตามคำร้องไม่เป็นความจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ถอนการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยหรือไม่ ที่จำเลยอ้างว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับการลดยอดหนี้ดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่กระทำนอกศาลโดยศาลมิได้รับรู้ด้วย เมื่อโจทก์ปฏิเสธ จำเลยจะยกมาเป็นเหตุเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการบังคับคดีหาได้ไม่ ข้อตกลงนอกศาลดังกล่าวหากมีอยู่จริงก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องว่ากล่าวกับโจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยเพราะฟังว่าโจทก์ไม่ได้ตกลงลดยอดหนี้ให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

ส่วนฎีกาของจำเลยประการต่อมาที่ว่า โจทก์เพิกเฉยไม่ไปติดต่อกับเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงสมควรที่ศาลจะสั่งถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 ทวิ นั้น เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยจำเลยมิได้ขอให้ศาลสั่งถอนการบังคับคดีด้วยเหตุที่อ้างดังกล่าว จึงเป็นเรื่องนอกเหนือคำร้องของจำเลย ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิยกขึ้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุณรักษ์ ตันอมาตยรัตน์
จำเลย — นายวิชัย บัวทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนนท์ ชัยปกรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3808/2549
#267276
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งถอนการบังคับคดีโดยอ้างว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยยอมลดหนี้ตามคำพิพากษาลงเหลือ 150,000 บาท จำเลยชำระให้โจทก์ไว้ก่อนแล้ว 20,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 130,000 บาท จำเลยผ่อนชำระให้โจทก์ครบถ้วนตามข้อตกลงแล้ว การที่จำเลยอ้างว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับการลดยอดหนี้ดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่กระทำนอกศาลโดยศาลมิได้รับรู้ด้วย เมื่อโจทก์ปฏิเสธ จำเลยจะยกมาเป็นเหตุเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการบังคับคดีหาได้ไม่ เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องว่ากล่าวกับโจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยรวม 10 รายการ โดยมอบให้จำเลยเป็นผู้ดูแลรักษาทรัพย์ที่ยึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปที่บ้านของจำเลยเพื่อขนย้ายทรัพย์ที่ยึดไปเก็บรักษา แต่โจทก์กับจำเลยตกลงกันได้โดยจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ในวันที่ 14 มีนาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดย้ายทรัพย์ ต่อมาโจทก์กับจำเลยตกลงลดยอดหนี้ตามคำพิพากษาลงเหลือ 150,000 บาท โดยจำเลยชำระไปก่อนหน้านั้นแล้ว 20,000 บาท คงเหลือหนี้ 130,000 บาท ซึ่งต่อมาจำเลยได้ผ่อนชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่ถอนการยึดทรัพย์ตามข้อตกลง และเพิกเฉยไม่ไปติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อ แสดงว่าโจทก์ได้รับเงินครบถ้วนตามจำนวนที่ตกลงกับจำเลยแล้ว ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ไม่เคยตกลงลดยอดหนี้ให้จำเลยลงเหลือ 150,000 บาท และไม่เคยตกลงว่าจะถอนการบังคับคดีหากจำเลยชำระหนี้อีก 130,000 บาท ข้อตกลงที่จำเลยอ้างไม่เคยปรากฏต่อศาล จำเลยจะอ้างว่ามีข้อตกลงนอกศาลไม่ได้ โจทก์ได้รับชำระหนี้ยังไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งถอนการบังคับคดีโดยอ้างว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยยอมลดหนี้ตามคำพิพากษาลงเหลือ 150,000 บาท จำเลยชำระให้โจทก์ไว้ก่อนแล้ว 20,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 130,000 บาท จำเลยผ่อนชำระให้โจทก์ครบถ้วนตามข้อตกลงแล้ว โจทก์ยื่นคำคัดค้านปฏิเสธว่าข้ออ้างของจำเลยตามคำร้องไม่เป็นความจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ถอนการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับการลดยอดหนี้ดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่กระทำนอกศาลโดยศาลมิได้รับรู้ด้วย เมื่อโจทก์ปฏิเสธจำเลยจะยกมาเป็นเหตุเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการบังคับคดีหาได้ไม่ ข้อตกลงนอกศาลดังกล่าวหากมีอยู่จริงก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องว่ากล่าวกับโจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยเพราะฟังว่าโจกท์ไม่ได้ตกลงลดยอดหนี้ให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุณรักษ์ ตันอมาตยรัตน์
จำเลย — นายวิชัย บัวทอง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3807/2549
#268970
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติอายุความในกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันวันที่ 30 พฤษภาคม 2541 โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2544 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อายุความ 6 เดือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 นั้น เป็นเรื่องเช่าทรัพย์ จะเอามาใช้กับสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อไม่ได้

ผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิริบเงินที่จำเลยชำระให้โจทก์ไว้แล้วรวมทั้งเงินดาวน์ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 574 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การแก้ไขคำให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 91,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 กันยายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ยึดรถยนต์คันดังกล่าวคืน ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวกับโจทก์ใหม่ในราคาเช่าซื้อ 1,273,300 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด งวดละเดือน เดือนละ 26,527 บาท ชำระงวดแรกวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 30 ของเดือนจนกว่าจะชำระครบถ้วน หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ 10 งวด กับบางส่วนจำนวน 1,444 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 266,714 บาท แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 11 ประจำวันที่ 30 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นมา ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2542 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืน

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 91,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง แม้จำเลยทั้งสองจะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาโดยคำนวณจากทุนทรัพย์ตามคำฟ้องและฟ้องแย้งรวมกันมา แต่ทุนทรัพย์ที่แท้จริงที่พิพาทตามคำฟ้องในชั้นฎีกามีเพียง 91,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่มาเบิกความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกหรือรับรองการจดทะเบียนบริษัทและหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาในปัญหาดังกล่าวมา ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติอายุความในกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2541 โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2544 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า อายุความคดีนี้ 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 นั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องเช่าทรัพย์ จะเอามาใช้กับสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อไม่ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองก็ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกให้โจทก์คืนเงิน 300,000 บาท หรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินดาวน์ที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์ในการเช่าซื้อรถ เห็นว่า หากเป็นจริงดังฎีกาของจำเลยทั้งสองเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิริบเงินจำนวนดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคแรก จำเลยที่ 1 จึงเรียกให้โจทก์คืนเงินดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 563 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีซูซุหาดใหญ่ จำกัด
จำเลย — นายวันชัย ประยูรหงส์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3806/2549
#267308
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงที่โจทก์จำเลยกำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลงและสัญญารับดำเนินการก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ต่อกันระหว่างคู่สัญญากำหนดให้ทรัพย์สินต่าง ๆ ตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลง ตกเป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้ร้อง โดยไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ทั้ง 22 รายการ ที่โจทก์นำยึดถูกกำหนดโดยกฎหมายว่าจะต้องปฏิบัติตามแบบของนิติกรรมเสียก่อนจึงจะมีผลให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ร้อง ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเข้าทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับสมาคมนิสิตเก่าสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ และจำเลยโดยผู้ร้องแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ยอมรับทรัพย์สินตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลงและสัญญารับดำเนินการซึ่งมีทรัพย์สินทั้ง 22 รายการที่โจทก์นำยึดรวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าว และทรงไว้ซึ่งอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ที่จะใช้ยันได้ต่อบุคคลทั่วไป

จำเลยเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ร้อง และไม่มีข้อบังคับของผู้ร้องหรือบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามมิให้ตัวแทนของผู้ร้องเข้าเป็นกรรมการจำเลย จำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ในอาคารศศปาฐศาลาย่อมมีอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ที่จะยินยอมให้โอนกรรมสิทธิ์ไปยังผู้ร้อง อันเป็นกรณีผูกพันตามบันทึกข้อตกลงและสัญญารับดำเนินการซึ่งจัดทำกันไว้ การที่ผู้ร้องใช้สิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินทั้ง 22 รายการ จากการยึดจึงไม่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 736,348.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 521,308.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2542 รวม 22 รายการ รวมราคาเป็นเงิน 300,500 บาท เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ทรัพย์ที่ยึดทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแล้วตามเงื่อนไขที่กำหนดในบันทึกข้อตกลงและสัญญารับดำเนินการ ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า ทรัพย์ที่โจทก์ยึดทั้งหมดเป็นของจำเลย ผู้ร้องกับจำเลยมีนิติสัมพันธ์กันอย่างไร โจทก์ไม่ทราบและไม่ผูกพันโจทก์ ผู้ร้องทราบถึงการกระทำของจำเลยเพราะผู้ร้องมีตัวแทนเป็นกรรมการของจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิร้องขัดทรัพย์โดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์พิพาททั้ง 22 รายการ คืนแก่ผู้ร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยให้ชำระราคาสินค้าที่สั่งซื้อไปจากโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2541 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 736,348.35 บาท พร้อมดอกเบี้ย คดีถึงที่สุด แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2542 โจทก์ดำเนินการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์รวม 22 รายการ ตามสำเนาบัญชียึดทรัพย์เอกสารหมาย ร. 4 ซึ่งอยู่ที่อาคารศศปาฐศาลาชั้นที่ 10 และ 11 ของผู้ร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า ข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับสมาคมนิสิตเก่าสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2535 เอกสารหมาย ร. 7 และสัญญารับดำเนินการระหว่างสมาคมกับนายภูษณ ปรีย์มาโนช และนายปภัสร์ ช่วงสุวนิช ตัวแทนกลุ่ม เอ็มเอ็ม 89 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2535 เอกสารหมาย ร. 8 ซึ่งกำหนดให้ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่สมาคมดังกล่าวหรือกลุ่ม เอ็มเอ็ม 89 นำมาไว้ในอาคารศศปาฐศาลาชั้นที่ 10 และ 11 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง เป็นเพียงบุคคลสิทธิใช้บังคับเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ทรัพย์ทั้ง 22 รายการ จึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลงและสัญญารับดำเนินการเอกสารหมาย ร. 7 และ ร. 8 ย่อมก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ต่อกันระหว่างคู่สัญญา เมื่อข้อตกลงกำหนดให้ทรัพย์สินต่าง ๆ ตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ร. 7 ข้อ 9 และในสัญญารับดำเนินการเอกสารหมาย ร. 8 ข้อ 2 และข้อ 3 ตกเป็นของผู้ร้อง โดยไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินทั้ง 22 รายการ ที่โจทก์นำยึดถูกกำหนดโดยกฎหมายว่าจะต้องปฏิบัติตามแบบของนิติกรรมเสียก่อนจึงจะมีผลให้กรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นทรัพยสิทธิตกเป็นของผู้ร้อง ดังนั้น เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับสมาคมนิสิตเก่าสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์และจำเลย ฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 ตามเอกสารหมาย ร. 11 โดยผู้ร้องแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ยอมรับทรัพย์สินตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลงและสัญญารับดำเนินการเอกสารหมาย ร. 7 และ ร. 8 ซึ่งมีทรัพย์สินทั้ง 22 รายการที่โจทก์นำยึดในภายหลังรวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2541 เป็นต้นมา และผู้ร้องย่อมทรงไว้ซึ่งอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ในอันที่จะใช้ยันได้ต่อบุคคลทั่วไป มิใช่เฉพาะคู่สัญญาเท่านั้นดังที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า ผู้ร้องมีตัวแทนเข้าร่วมเป็นกรรมการจำเลย การร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินทั้ง 22 รายการ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ร้อง และไม่ปรากฏว่ามีข้อบังคับของผู้ร้องหรือบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามมิให้ตัวแทนของผู้ร้องเข้าเป็นกรรมการจำเลย จำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ในอาคารศศปาฐศาลาชั้นที่ 10 และ 11 ย่อมมีอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ที่จะยินยอมให้โอนกรรมสิทธิ์ไปยังผู้ร้อง อันเป็นกรณีผูกพันตามบันทึกข้อตกลงและสัญญารับดำเนินการเอกสารหมาย ร. 7 และ ร. 8 ซึ่งจัดทำกันไว้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2535 ต่อเนื่องกันมาโดยไม่ปรากฏข้อระแวงสงสัยว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ฉะนั้นลำพังเพียงเหตุที่โจทก์ยกขึ้นอ้างจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ร้องใช้สิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินทั้ง 22 รายการ โดยไม่สุจริต ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ผู้ร้องไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 369 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จำกัด
ผู้ร้อง — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จำเลย — บริษัทศูนย์นิสิตเก่าศศินทร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3796/2549
#266626
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้ตรวจสอบและทราบการตายของ อ. เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 และโจทก์ที่ 1 โดยรองอธิบดีฝ่ายที่ 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีของโจทก์ที่ 1 ทราบการตายของ อ. เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2545 ยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ทราบการตายของ อ. ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงอยู่ในอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม

ในขณะที่ อ. นำเข้ารถยนต์คันพิพาทนั้น โจทก์ที่ 1 ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ประเมินอากรไม่ให้ใช้ราคาตาม PRICE LIST เดิมเป็นราคามาตรฐานกลางและเป็นเกณฑ์ในการประเมินอากรต่อไป แต่ให้รอราคาประเมินตามที่คณะกรรมการติดตามและพิจารณาราคาประเมินกำหนดเสียก่อน การที่เจ้าหน้าที่ประเมินอากรเห็นว่าราคาที่ อ. สำแดงต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาด จึงสั่งตีราคาโดยใช้เกณฑ์การรับราคาตาม PRICE LIST ปีก่อน และกำหนดให้วางเงินประกันจึงไม่ขัดต่อระเบียบของโจทก์ที่ 1 เมื่อต่อมาคณะกรรมการติดตามและพิจารณาราคาประเมินของโจทก์ที่ 1 ได้ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ใช้ราคาขายปลีกในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นฐานราคาในการคำนวณราคาประเมิน ซึ่งอธิบดีของโจทก์ที่ 1 ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เจ้าหน้าที่ประเมินอากรย่อมมีอำนาจที่จะประเมินราคารถยนต์ที่ อ. นำเข้าและประเมินค่าภาษีอากรเสียใหม่ได้ การประเมินจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรตามจำนวนดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่มภาษีแต่ละประเภทตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 783,247.22 บาท ให้ชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากร 111,433 บาท เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 278,583 บาท 27,859 บาท 40,166 บาท ตามลำดับ แต่เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องไม่เกินต้นเงินค่าภาษีที่ค้างชำระ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า เมื่อจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของนายอัจฉรินทร์ ศาลแพ่งได้ประกาศโฆษณาคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของนายอัจฉรินทร์ในหนังสือพิมพ์รายวันซึ่งมีจำหน่ายในท้องที่กรุงเทพมหานครอันเป็นที่ตั้งของโจทก์ทั้งสาม โดยประกาศตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ทั้งสามควรทราบการตายของนายอัจฉรินทร์ตั้งแต่มีการประกาศหนังสือพิมพ์ดังกล่าว นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 รับทราบการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินของนายอัจฉรินทร์ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2544 อย่างช้าที่สุด โจทก์ทั้งสามควรรู้การตายของนายอัจฉรินทร์ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2544 การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันดังกล่าวข้างต้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 เห็นว่า การประกาศหนังสือพิมพ์เพื่อโฆษณาคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกดังกล่าวนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของนายอัจฉรินทร์ที่ประสงค์จะคัดค้านได้มีโอกาสทราบและยื่นคำคัดค้านในเวลาที่กำหนดเท่านั้น หาได้มีผลผูกมัดให้บุคคลทุกคนจะต้องทราบการประกาศโฆษณาคำร้องขอนั้นแต่อย่างใด ส่วนการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินของนายอัจฉรินทร์นั้น เป็นการดำเนินการในชั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เนื่องจากผู้นำเข้าไม่ชำระภาษี และสำนักงานที่ดินก็ไม่ได้แจ้งเกี่ยวกับการตายของเจ้าของกรรมสิทธิ์ อันจะถือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ทราบการตายของนายอัจฉรินทร์แล้ว การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ทราบการตายของนายอัจฉรินทร์แล้วทำรายงานแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาในระดับอธิบดีหรือรองอธิบดีผู้ปฏิบัติราชการแทนของโจทก์ที่ 1 ได้ทราบ เมื่ออธิบดีของโจทก์ที่ 1 หรือรองอธิบดีผู้ปฏิบัติราชการแทนทราบรายงานนั้นแล้วจึงจะถือว่าโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ทราบเรื่องที่ปรากฏตามรายงานนั้นด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้ตรวจสอบและทราบการตายของนายอัจฉรินทร์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 และโจทก์ที่ 1 โดยนายเรืองศักดิ์รองอธิบดีฝ่ายที่ 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีของโจทก์ที่ 1 ได้ทราบการตายของนายอัจฉรินทร์เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2545 ยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ทราบการตายของนายอัจฉรินทร์ ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงอยู่ในอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางในประเด็นพิพาทข้อนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า การประเมินของเจ้าพนักงานไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะนายอัจฉรินทร์ผู้ตายได้นำรถยนต์เข้ามาภายในประเทศโดยผ่านพิธีการถูกต้อง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ประเมินภาษีผิดพลาดโดยมาประเมินใหม่ตามราคาประเมินที่เกิดขึ้นหลังจากนายอัจฉรินทร์นำเข้า ซึ่งในขณะที่นายอัจฉรินทร์นำรถยนต์เข้านั้นโจทก์ที่ 1 ยังไม่ได้ยกเลิกราคาตาม PRICE LIST เดิมแต่อย่างใด การประเมินจะต้องใช้ราคาตาม PRICE LIST ตามระเบียบของโจทก์ที่ 1 การประเมินเรียกเก็บภาษีอากรครั้งแรกจึงครบถ้วนตามกฎหมายและระเบียบของโจทก์ที่ 1 แล้ว ทั้งยังให้มีการวางประกันอีกด้วย แต่ราคาที่โจทก์ที่ 1 ประเมินใหม่สูงกว่าราคาตาม PRICE LIST ฉบับเดิมที่ยังไม่ถูกยกเลิกเป็นการเอาเปรียบผู้นำเข้าและขัดกับระเบียบของโจทก์ที่ 1 เอง การประเมินเพิ่มเติมจึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยระเบียบของโจทก์ที่ 1 นั้น ในข้อนี้ได้ความตามบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าของเจ้าหน้าที่ประเมินอากรทำหน้าที่ประเมินราคาสินค้าและตรวจสอบประเภทพิกัดอัตราศุลกากรและสินค้าสำหรับรายของนายอัจฉรินทร์ว่า พยานได้ตรวจดูเอกสารประกอบใบขนสินค้าขาเข้าแล้วยังไม่สามารถพิจารณาราคาสินค้าที่นายอัจฉรินทร์นำเข้าในขณะนั้นได้เนื่องจากอยู่ในระหว่างรอการพิจารณา PRICE LIST รถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปของคณะกรรมการติดตามและพิจารณาราคาประเมินที่โจทก์ที่ 1 ตั้งขึ้น ทั้งราคารถยนต์ที่ผู้นำเข้าสำแดงเป็นราคาต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาด จึงสั่งตีราคาโดยใช้เกณฑ์การรับราคาตาม PRICE LIST ของปีก่อน และกำหนดให้วางเงินประกัน จึงไม่ขัดต่อระเบียบของโจทก์ที่ 1 และเป็นกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าอากร ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 กับผู้นำเข้าตกลงกันให้ชำระอากรตามจำนวนที่สำแดงและให้วางเงินเพิ่มเติมเป็นประกัน ทำให้ผู้นำเข้าได้รับรถยนต์ที่นำเข้าไปใช้ก่อน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษารถยนต์โดยไม่จำเป็น เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ประเมินเงินอากรอันพึงต้องเสียและแจ้งให้ผู้นำเข้าทราบแล้ว ผู้นำเข้าก็มีหน้าที่ต้องชำระอากรตามจำนวนที่ได้รับแจ้งให้ครบถ้วนตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 และ 112 ทวิ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ดังนั้น เมื่อต่อมาคณะกรรมการติดตามและพิจารณาราคาประเมินของโจทก์ที่ 1 ได้ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ใช้ราคาขายปลีกในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นฐานราคาในการคำนวณราคาประเมินซึ่งอธิบดีของโจทก์ที่ 1 ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เจ้าหน้าที่ประเมินอากรย่อมมีอำนาจที่จะประเมินราคารถยนต์ที่นายอัจฉรินทร์นำเข้าและประเมินค่าภาษีอากรเสียใหม่ได้ การประเมินของเจ้าพนักงานจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอัจฉรินทร์ย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสาม.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคสาม
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 2 วรรคสิบสอง ม. 10 ทวิ วรรคสอง ม. 112 ม. 112 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — นางมาลี จินดาสมัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3794/2549
#268771
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องเกี่ยวเนื่องกับระบบการขนส่งสินค้ากล่องเชื่อมโยงต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออกของประเทศและการเติบโตของท่าเรือแหลมฉบัง โดยผู้ดำเนินการที่สถานีนี้จะทำหน้าที่ขนถ่ายและแยกสินค้าที่บรรจุมาในตู้สินค้าที่บรรทุกมาจากต่างประเทศโดยทางเรือมาที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง แล้วขนขึ้นรถไฟมาที่สถานีดังกล่าวเพื่อนำส่งให้แก่ผู้นำเข้าหรือนำสินค้าที่จะต้องส่งไปต่างประเทศโดยทางเรือมาบรรจุในตู้สินค้าเพื่อขนขึ้นรถไฟไปที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยคิดค่าบริการจากผู้ที่ใช้บริการ เป็นการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟคือการรับขนส่งสินค้าตามมาตรา 6 (2) และ มาตรา 9 (7) แห่ง พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทยฯ สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการรถไฟโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และ มาตรา 225 วรรคสอง

โจทก์เป็นผู้รับเหมาสัมปทานเข้าดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามคำชี้ขาดให้แก่จำเลยที่ 1 แทนการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาสัมปทาน โดยเข้าใจว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมาย เมื่อสถานีดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยึดเงินค่าภาษีจำนวนดังกล่าวไว้ โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับคืนเงินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และมีอำนาจฟ้องศาลบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นมิได้เป็นผู้รับเงินค่าภาษีจากโจทก์ ทั้งการแจ้งประเมินและการแจ้งคำชี้ขาดดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) ฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 และคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.10) ฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2545 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 3,990,616.89 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ทำสัญญาสัมปทานดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องดังกล่าวกับการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยเสียค่าตอบแทนให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดไว้ในการเสนอประมูล กับต้องชำระค่าภาษีต่างๆ และค่าธรรมเนียมตลอดจนค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบกิจการต้องชำระตามกฎหมายแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งรวมถึงจำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบสำหรับภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินใดๆ ของสถานี และต้องประกันวินาศภัยโรงเรือนที่ได้รับสัมปทานโดยการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับประโยชน์ ตามสัญญาสัมปทานเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 81 และคำแปลเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 82 ถึงแผ่นที่ 128 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 เจ้าพนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตลาดกระบังของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 ของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทาน โดยประเมินค่ารายปีจากค่าธรรมเนียมที่โจทก์ชำระให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยในปี 2543 รวมกับค่าเบี้ยประกันภัย และค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์จะต้องชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาสัมปทานคูณด้วย 8 แล้วหารด้วย 7 ตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรและคำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวนตามฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยที่ 2 ชี้ขาดว่าโจทก์หมดสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ได้ตามมาตรา 26 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามคำชี้ขาดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการรถไฟโดยตรง ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9(2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 บัญญัติว่า ให้จัดตั้งการรถไฟขึ้น เรียกว่า "การรถไฟแห่งประเทศไทย" มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้...(2) จัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการรถไฟเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟและธุรกิจอื่นซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะกระทำการต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง...(7) รับขนส่งคนโดยสาร สินค้า พัสดุภัณฑ์ และของอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการรถไฟ เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับประกาศการรถไฟแห่งประเทศไทยที่เชิญผู้สนใจยื่นประกวดข้อเสนอเพื่อรับสัมปทานเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่ลาดกระบังสถานี A ถึง F เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 20 ถึง 33 และสัญญาสัมปทานเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 34 ถึง 81 และคำแปลเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 82 ถึง 128 แล้วจะเห็นได้ว่าการดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องนี้เกี่ยวเนื่องกับระบบการขนส่งสินค้ากล่องเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังเพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออกของประเทศและการเติบโตของท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยผู้ดำเนินการที่สถานีนี้จะทำหน้าที่ขนถ่ายและแยกสินค้าที่บรรจุมาในตู้สินค้าที่บรรทุกมาจากต่างประเทศโดยทางเรือมาที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง แล้วขนขึ้นรถไฟมาที่สถานีดังกล่าวเพื่อนำส่งให้แก่ผู้นำเข้าหรือนำสินค้าที่จะต้องส่งไปต่างประเทศโดยทางเรือมาบรรจุในตู้สินค้าเพื่อขนขึ้นรถไฟไปที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยคิดค่าบริการจากผู้ที่ใช้บริการ การดำเนินกิจการของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องนี้ จึงเป็นการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟคือ การรับขนส่งสินค้าตามมาตรา 6 (2) และมาตรา 9 (7) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ดังนั้น สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการรถไฟโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การประเมินของเจ้าพนักงานเก็บภาษี สำนักงานเขตลาดกระบังของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวแม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางและโจทก์มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 225 วรรคสอง โจทก์เป็นผู้รับสัมปทานเข้าดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามคำชี้ขาดให้แก่จำเลยที่ 1 แทนการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาสัมปทานโดยเข้าใจว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าสถานีดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยึดเงินค่าภาษีจำนวนดังกล่าวไว้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับคืนเงินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และมีอำนาจฟ้องศาลบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นมิได้เป็นผู้รับเงินค่าภาษีจากโจทก์ ทั้งการแจ้งประเมินและการแจ้งคำชี้ขาดดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์เมื่อผลแห่งการวินิจฉัยเป็นดังนี้แล้วอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม โจทก์มิได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ตนได้ชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งหมด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ได้เท่าจำนวนตามคำฟ้องเท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานเก็บภาษี สำนักงานเขตลาดกระบังของจำเลยที่ 1 ตามใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ตามใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2545 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีจำนวน 3,990,616.89 บาท ให้แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่ฟังคำพิพากษา หากไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ม. 6 (2) ม. 9 (7)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเวอร์กรีน
คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3790/2549
#269363
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 เป็นนัดแรก ทนายจำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดีอ้างว่าป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์โรงพยาบาล ร. มาแสดง ระบุว่าทนายจำเลยที่ 1 มีอาการปวดหลัง กล้ามเนื้ออักเสบ ประกอบกับทนายโจทก์ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดีจึงน่าเชื่อว่าทนายจำเลยที่ 1 มีอาการป่วยจริง พฤติการณ์ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ จึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14

ในวันนัดสืบพยานดังกล่าวทนายจำเลยที่ 1 มอบฉันทะให้ ป. เสมียนทนายมาศาลและมีอำนาจในการยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี กำหนดวันนัดพิจารณา ฟังคำสั่งและลงลายมือชื่อแทนทนายจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ป. จึงมีฐานะเป็นคู่ความแล้ว มิใช่ไม่มีคู่ความฝ่ายจำเลยที่ 1 มาศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 200 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย จำเลยทั้งสองไม่ให้การต่อสู้คดีและขาดนัดพิจารณาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2547 ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ใหม่ และให้นัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 ในวันที่ 21 มีนาคม 2548 เวลา 9 นาฬิกา

ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 ทนายจำเลยที่ 1 มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยที่ 1 ป่วย มีอาการปวดหลังเนื่องจากประสบอุบัติเหตุไม่สามารถมาศาลได้ ขอเลื่อนการพิจารณาออกไปสักนัดหนึ่ง ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ทนายจำเลยที่ 1 ป่วย และทนายโจทก์ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดี แต่เนื่องจากไม่ได้ความว่าตัวจำเลยที่ 1 มีเหตุขัดข้องจนไม่สามารถมาศาลได้ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ขวนขวายเจรจาหาทางชำระหนี้หรือมีข้อเท็จจริงใด ๆ ว่ามีทรัพย์สินพอชำระหนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้เลื่อนคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว และดำเนินการสืบพยานโจทก์ได้ 1 ปาก โจทก์แถลงหมดพยาน คดีเสร็จการพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่ามีเหตุควรอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลล้มละลายกลางเคยมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2547 ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 1 และนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 ในวันที่ 21 มีนาคม 2548 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล แต่ทนายจำเลยที่ 1 มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นอ้างว่าทนายจำเลยที่ 1 ป่วยเนื่องจากประสบอุบัติเหตุมีอาการปวดหลังรายละเอียดปรากฏตามใบรับรองแพทย์ท้ายคำร้อง ขอเลื่อนการพิจารณาคดีไปสักนัดหนึ่งก่อน ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน เห็นว่า หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าวเป็นนัดแรก ทนายจำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดีอ้างว่าป่วยโดยมีใบรับรองของแพทย์โรงพยาบาลรัทรินทร์มาแสดงระบุว่าทนายจำเลยที่ 1 มีอาการปวดหลัง กล้ามเนื้ออักเสบ ประกอบกับทนายโจทก์ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดี จึงน่าเชื่อว่าทนายจำเลยที่ 1 มีอาการป่วยจริง ไม่สามารถมาว่าความตามกำหนดนัดได้ พฤติการณ์ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ จึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง ในวันนัดสืบพยานดังกล่าวทนายจำเลยที่ 1 มอบฉันทะให้นายประวิตร แจ้งประจักษ์ เสมียนทนายมาศาลและมีอำนาจในการยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี กำหนดวันนัดพิจารณา ฟังคำสั่ง และลงลายมือชื่อแทนทนายจำเลยที่ 1 เช่นนี้นายประวิตรจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนทนายจำเลยที่ 1 ตามใบมอบฉันทะดังกล่าว จึงมีฐานะเป็นคู่ความแล้ว มิใช่ไม่มีคู่ความฝ่ายจำเลยที่ 1 มาศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาจึงไม่ชอบ"

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดี และคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาให้ศาลล้มละลายกลางสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 ใหม่ แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลล้มละลายกลางรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 64 ม. 200
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายสมศักดิ์ พรเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3788/2549
#266886
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นค่าเสียหายจำนวน 17,500,000 บาท โดยระบุในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินฯ ด้านหลังคำขอรับชำระหนี้ว่าให้ผู้ชำระบัญชีหรือผู้มีอำนาจทำการแทนลูกหนี้ทำสัญญาเช่าที่ดินรวม 17 แปลง กับเจ้าหนี้ และจดทะเบียนการเช่าเป็นเวลา 15 ปี หากปฏิบัติไม่ได้ให้ชำระค่าเสียหายตามที่ขอรับชำระหนี้โดยเจ้าหนี้อ้างสิทธิตามสัญญาเช่าฉบับเดิมว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดานั้น เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ชอบที่จะดำเนินการให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) ปฏิบัติตามสัญญาตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ก่อน หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาดังกล่าวภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ทราบ เจ้าหนี้จึงจะมีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าเสียหายได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 92 ประกอบมาตรา 122 วรรคสอง เจ้าหนี้ไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันทีตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (1) ม. 91 ม. 92 ม. 122 วรรคหนึ่ง ม. 122 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
จำกัด — นางสุวิมล กฤตยาเกียรณ์ ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ บริษัทเงินทุนมหาสมุทร
ผู้ชำระบัญชี — ล้มละลาย
เจ้าหนี้ — นายกานต์ นาอุดม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางนุชนภางค์ ศิริอัสสกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3788/2549
#266991
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นค่าเสียหายจำนวน 17,500,000 บาท โดยระบุในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินฯ ด้านหลังคำขอรับชำระหนี้ว่าให้ผู้ชำระบัญชีหรือผู้มีอำนาจทำการแทนลูกหนี้ทำสัญญาเช่าที่ดินรวม 17 แปลง กับเจ้าหนี้ และจดทะเบียนการเช่าเป็นเวลา 15 ปี หากปฏิบัติไม่ได้ให้ชำระค่าเสียหายตามที่ขอรับชำระหนี้โดยเจ้าหนี้อ้างสิทธิตามสัญญาเช่าฉบับเดิมว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดานั้น เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ชอบที่จะดำเนินการให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) ปฏิบัติตามสัญญาตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ก่อน หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาดังกล่าวภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ทราบ เจ้าหนี้จึงจะมีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าเสียหายได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 92 ประกอบมาตรา 122 วรรคสอง เจ้าหนี้ไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันทีตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนมหาสมุทร จำกัด ลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2546

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นค่าเสียหายจำนวน 17,500,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้และกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เจ้าหนี้รายที่ 3 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว มีความเห็นว่าควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบว่าทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญานั้นได้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลใดได้รับความเสียหายโดยเหตุที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมรับดังกล่าว มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าเสียหายได้" การที่เจ้าหนี้อ้างสิทธิตามสัญญาเช่าฉบับเดิมว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ขอให้ลูกหนี้ทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าเป็นเวลา 15 ปี นั้น เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ชอบที่จะดำเนินการให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปแต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) ปฏิบัติตามสัญญาตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวก่อน ซึ่งหากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่ทราบ เจ้าหนี้จึงจะมีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าเสียหายได้ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 92 ประกอบมาตรา 122 วรรคสอง เจ้าหนี้จึงไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันทีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความว่าเจ้าหนี้เพิ่งดำเนินการขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาเช่าดังกล่าว โดยกรมบังคับคดีได้รับหนังสือของเจ้าหนี้ ฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และสำนวนขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ดังนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 1 ม. 91 ม. 92 ม. 122 วรรคหนึ่ง ม. 122 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ชำระบัญชี — นางสุวิมล กฤตยาเกียรณ์ ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทเงินทุนมหาสมุทร จำกัด ล้มละลาย
เจ้าหนี้ผู้ร้อง — นายกานต์ นาอุดม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางนุชนภางค์ ศิริอัสสกุล
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3778/2549
#267765
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่ามีค่าเช่าเดือนละ 24,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าค่าเช่ามีเพียงเดือนละ 2,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่าอาคารพิพาทมีค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท และในส่วนฟ้องแย้งนั้นจำเลยมีคำขอบังคับให้โจทก์คืนเงินมัดจำ 50,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยไม่มาศาล การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาย่อมถือได้ว่าจำเลยขาดนัดทั้งสองฐานะ คือทั้งที่เป็นจำเลยและที่เป็นโจทก์ฟ้องแย้งด้วย เมื่อโจทก์ได้นำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นตามฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์จนเสร็จแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้แจ้งให้ศาลทราบโดยปริยายว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้ขอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ตาม ป.วิ.พ. 201 (เดิม) แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาคดีในส่วนฟ้องแย้งจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2537 จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารเลขที่ 4296 กับโจทก์มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่า จำเลยขอเช่าต่อโจทก์ตกลงโดยเปลี่ยนแปลงค่าเช่าเป็นเดือนละ 24,000 บาท กำหนดชำระค่าเช่าทุกวันที่ 1 ของเดือน หากผิดสัญญาถือว่าสัญญาเลิกกัน จำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนกันยายน 2541 โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่าหลายครั้ง จำเลยไม่ชำระ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในอาคารที่เช่าต่อไป จึงมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่าและชำระค่าเช่าที่ค้างอยู่แก่โจทก์ภายใน 30 วัน

นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากอาคารที่เช่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 248,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 24,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่า

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์และไม่มีสิทธิ์เป็นผู้ให้เช่าอาคารพิพาท ในการทำสัญญาเช่ากับโจทก์ตามฟ้องมีข้อตกลงคิดค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท และจำเลยวางเงินมัดจำการเช่าให้โจทก์ไว้เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท โดยโจทก์จะคืนเงินมัดจำให้แก่จำเลยเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่า แต่เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่า โจทก์ไม่ยอมคืนเงินมัดจำให้จำเลย และให้จำเลยครอบครองทรัพย์สินอยู่ต่อ และคิดค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ตลอดเวลาการเช่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์มอบหมายให้คนรับใช้มาเก็บค่าเช่าจากจำเลยทุกเดือน จำเลยชำระเงินค่าเช่าครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่อาจบอกเลิกการเช่าได้ หากจำเลยจะค้างชำระค่าเช่าก็เพียงเดือนละ 2,000 บาท รวม 10 เดือน เป็นเงิน 20,000 บาท จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ออกจากอาคารที่เช่า หากโจทก์ประสงค์จะฟ้องขับไล่จำเลย โจทก์ต้องคืนเงินมัดจำนวน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์คืนเงินมัดจำจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมอาคารพิพาท แต่ถึงแม้โจทก์จะไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เช่าแต่โจทก์เป็นผู้ให้เช่าได้ ซึ่งจำเลยก็ยอมรับและทำสัญญาเช่ากับโจทก์ เงินจำนวน 50,000 บาท ที่จำเลยมอบให้โจทก์เป็นเงินประกันความเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า และเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน 2539 จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากโจทก์แล้ว ภายหลังจากครบกำหนดสัญญาเช่าฉบับลงวันที 1 ตุลาคม 2537 จำเลยขอเช่าอาคารพิพาทต่อโจทก์ยินยอมให้จำเลยเช่าต่อโดยเปลี่ยนแปลงค่าเช่าเป็นเดือนละ 24,000 บาท แต่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ ก่อนฟ้องโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาให้จำเลยออกจากอาคารพิพาทและให้ชำระค่าเช่าที่ค้างแก่โจทก์ ภายในกำหนดระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือซึ่งเป็นเวลาพอสมควร ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารเลขที่ 4296 ถนนพระรามที่ 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพหมานคร และให้จำเลยชำระค่าเช่าเป็นเงินจำนวน 8,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มและนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยออกจากสารบบความ ยกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจปัญหาตามอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาแล้วพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่เป็นการไม่ชอบ เพราะศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยออกจากสารบบความแล้ว จึงไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่ตามอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยอีก แม้จำเลยจะกล่าวอ้างปัญหาดังกล่าวมาในอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยก็เป็นอุทธรณ์นอกเหนือจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่ามีค่าเช่าเดือนละ 24,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าค่าเช่ามีเพียงเดือนละ 2,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่าอาคารพิพาทมีค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ในส่วนฟ้องแย้งนั้นจำเลยมีคำขอบังคับท้ายฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินมัดจำนวน 50,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้น คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาก็ดี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าและโจทก์ยังไม่ได้คืนเงินมัดจำให้แก่จำเลยก็ดี ล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้หรือได้รับอนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาแล้วพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า เมื่อจำเลยขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยจากสารบบความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยเมื่อปรากฏว่าคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและคงมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอยู่เพียงประการเดียว เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำรวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย สำหรับปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาคดีไป โดยไม่จำหน่ายคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและได้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาย่อมถือได้ว่าจำเลยขาดนัดทั้งสองฐานะ คือ ทั้งที่เป็นจำเลยและที่เป็นโจทก์ฟ้องแย้งด้วย เมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้นำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นตามฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ไปจนเสร็จสิ้นแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้แจ้งให้ศาลทราบโดยปริยายว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้ขอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 (เดิม) แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาคดีในส่วนฟ้องแย้งจึงชอบด้วยกฎหมาย หาใช้ต้องจำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความดังกล่าวที่จำเลยเข้าใจไม่

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากายกฟ้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีโดยมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำพิพากษาที่จำเลยเสียเกินมาจำนวน 50 บาท ให้แก่จำเลย เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 50 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 201 (เดิม) ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพัฒน์ พินธุโสภณ
จำเลย — นายเดชา จำรัสวุฒิกุล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3778/2549
#268899
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน ในวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและได้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาย่อมถือได้ว่าจำเลยขาดนัดทั้งสองฐานะ คือทั้งที่เป็นจำเลยและที่เป็นโจทก์ฟ้องแย้งด้วยเมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้นำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ไปจนเสร็จสิ้นแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้แจ้งให้ศาลทราบโดยปริยายว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้ขอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 201 (เดิม) แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาคดีในส่วนฟ้องแย้งจึงชอบด้วยกฎหมาย หาใช่ต้องจำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าให้จำเลยชำระเงินจำนวน 248,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 24,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่า

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์คืนเงินมัดจำจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ไขฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารเลขที่ 4296 และให้จำเลยชำระค่าเช่าเป็นเงินจำนวน 8,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารดังกล่าวคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มและนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยออกจากสารบบความยกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาแล้วพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่เป็นการไม่ชอบเพราะศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยออกจากสารบบความแล้วจึงไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่ตามอุทธรณ์คำสั่งจำเลยอีกแม้จำเลยจะกล่าวอ้างปัญหาดังกล่าวมาในอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยก็เป็นอุทธรณ์นอกเหนือจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่ามีค่าเช่าเดือนละ 24,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าค่าเช่ามีเพียงเดือนละ 2,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่าอาคารพิพาทมีค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ในส่วนฟ้องแย้งนั้นจำเลยมีคำขอบังคับท้ายฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินมัดจำจำนวน 50,000 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้น คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาก็ดี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าและโจทก์ยังไม่ได้คืนเงินมัดจำให้แก่จำเลยก็ดี ล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้หรือได้รับอนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาแล้วพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายฎีกาโจทก์ฟังขึ้น สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า เมื่อจำเลยขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยจากสารบบความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและคงมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอยู่เพียงประการเดียว เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยสำหรับข้อกฎหมายที่ว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาคดีไป โดยไม่จำหน่ายคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน ในวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและได้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาย่อมถือได้ว่าจำเลยขาดนัดทั้งสองฐานะ คือทั้งที่เป็นจำเลยและที่เป็นโจทก์ฟ้องแย้งด้วยเมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้นำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ไปจนเสร็จสิ้นแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้แจ้งให้ศาลทราบโดยปริยายว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้ขอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 (เดิม) แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาคดีในส่วนฟ้องแย้งจึงชอบด้วยกฎหมาย หาใช่ต้องจำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความดังที่จำเลยเข้าใจไม่

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีโดยมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำพิพากษาที่จำเลยเสียเกินมาจำนวน 50 บาท ให้แก่จำเลย เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 50 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 201 (เดิม) ม. 202 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพัฒน์ พินธุโสภณ
จำเลย — นายเดชา จำรัสวุฒิกุล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2549
#267584
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ แต่จำเลยผู้จะขายจะต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ภายในเวลาอันสมควร เมื่อนับจากวันที่ทำสัญญาจนถึงวันที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเป็นเวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน และจำเลยรับเงินที่โจทก์ผ่อนชำระตามสัญญาไปครบถ้วนเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 3 เดือน แต่จำเลยยังมิได้ลงมือก่อสร้างบ้านเลย ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

เหตุที่จำเลยสร้างบ้านให้แก่โจทก์ไม่ได้เป็นเพราะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ผิดสัญญากับจำเลยโดยไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่จำเลยตามสัญญา เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์โดยเฉพาะ ไม่ใช่เหตุที่จะยกขึ้นมากล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ได้

โจทก์ไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย แต่เมื่อโจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยชอบแล้ว

จำเลยจดทะเบียนสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจำเลยอยู่แห่งหนึ่ง แต่ตามใบเสร็จรับเงินชั่วคราวที่จำเลยออกให้โจทก์ได้ระบุที่ตั้งที่ทำการจำเลยอยู่อีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานโครงการจำเลย ถือได้ว่าจำเลยมีที่ตั้งที่ทำการหลายแห่ง และที่ตั้งสำนักงานโครงการจำเลยถือเป็นภูมิลำเนาของจำเลยในส่วนกิจการอันได้กระทำ ณ ที่นั้นด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 69 โจทก์ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังสำนักงานโครงการซึ่งเป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3141 เนื้อที่ 24 ตารางวา จากจำเลย โจทก์ชำระราคาให้จำเลยไปแล้วเป็นเงิน 476,000 บาท แต่จำเลยไม่ปลูกสร้างอาคารและไม่จัดสร้างสาธารณูปโภคตามข้อตกลง โจทก์ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 648,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 476,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา เพราะตามสัญญาจะซื้อจะขายมีข้อตกลงว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายให้โจทก์เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมทั้งได้รับชำระเงินส่วนที่เหลือเรียบร้อยแล้ว โดยจำเลยจะแจ้งโจทก์ให้มารับโอนภายใน 15 วัน ดังนั้นจำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินให้โจทก์ โจทก์ไม่เคยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยก่อสร้างอาคารและบอกเลิกสัญญา จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 476,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2539 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเนื้อที่ 24 ตารางวา กับจำเลย โดยโจทก์ผู้จะซื้อชำระเงินค่าที่ดินและบ้านในวันทำสัญญา 55,000 บาท ชำระเงินค่าวัสดุก่อสร้าง 18,000 บาท และชำระค่างวดจนครบถ้วนทั้ง 14 งวด เป็นเงิน 403,000 บาท โดยชำระงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 476,000 บาท ให้จำเลยผู้จะขายแล้ว แต่จำเลยไม่ก่อสร้างบ้านให้โจทก์ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4 ระบุว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และได้รับชำระเงินส่วนที่เหลือเรียบร้อยแล้ว ที่จำเลยยังสร้างบ้านให้โจทก์ไม่ได้เพราะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) ไม่ยอมให้จำเลยนำโฉนดที่ดินไปจัดสรรและไม่ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่จำเลยเพื่อดำเนินการตามโครงการนี้ต่อไป จำเลยจึงไม่สามารถสร้างบ้านให้โจทก์ได้ และยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย จ.2 จะไม่มีกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยผู้จะขายจะต้องดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ภายในเวลาอันสมควร แต่กลับได้ความจากนางพรพรรณ คลังมี ผู้รับมอบอำนาจจำเลยว่า จำเลยยังไม่ได้ก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ ซึ่งเมื่อนับจากวันที่ทำสัญญาจนถึงวันที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเป็นเวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน และจำเลยรับเงินที่โจทก์ผ่อนชำระตามสัญญาไปครบถ้วนเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 3 เดือน แต่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา โดยยังมิได้ลงมือก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์เลย กรณีเช่นนี้ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าเหตุที่จำเลยสร้างบ้านให้แก่โจทก์ไม่ได้เป็นเพราะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) ผิดสัญญากับจำเลยโดยไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่จำเลยตามสัญญานั้น ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) โดยเฉพาะไม่ใช่เหตุที่จะยกขึ้นมากล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ได้ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินที่ได้ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและหนังสือบอกเลิกสัญญาส่งไปที่สำนักงานโครงการจำเลย มิได้ส่งไปที่สำนักงานแห่งใหญ่ที่จดทะเบียนไว้ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 เป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย แต่เมื่อโจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปที่สำนักงานโครงการจำเลยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะจดทะเบียนสำนักงานแห่งใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง แต่ตามใบเสร็จรับเงินชั่วคราวเอกสารหมาย จ.3 แผ่นสุดท้ายที่จำเลยออกให้โจทก์ได้ระบุที่ตั้งที่ทำการจำเลยอยู่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งนางพรพรรณ คลังมี ผู้รับมอบอำนาจจำเลยเบิกความว่าที่อยู่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งสำนักงานโครงการจำเลย เมื่อหนังสือบอกเลิกสัญญาที่โจทก์ส่งให้แก่จำเลย ณ ที่อยู่ดังกล่าวซึ่งตามใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.5 ระบุว่าผู้รับแทนเป็นพนักงานของจำเลย ดังนี้ย่อมถือได้ว่า จำเลยมีที่ตั้งที่ทำการหลายแห่ง และที่ตั้งสำนักงานโครงการจำเลยถือเป็นภูมิลำเนาของจำเลยในส่วนกิจการอันได้กระทำ ณ ที่นั้นด้วย ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 โจทก์ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังสำนักงานโครงการซึ่งเป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่งนั้นจึงชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 69 ม. 368 ม. 391 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธิติ รัตนกาญจน์
จำเลย — บริษัท 101 ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา