คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3774/2549
#267119
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลงมีที่ดินของจำเลยและบุคคลอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ โจทก์จึงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง เนื่องจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงที่ถูกปิดล้อมทิศเหนือติดถนนคอนกรีตซึ่งอยู่บนที่ดินของจำเลย และมีรั้วคอนกรีตสูงประมาณ 1.5 เมตร กั้นตลอดแนว การเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยดังกล่าวย่อมเหมาะสมที่สุด เพราะเพียงแต่ทุบรั่วคอนกรีตออกเท่านั้น ก็จะมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้สะดวกที่สุด หากจะเปิดทางจำเป็นด้านที่ติดที่ดินของ ส. ก็ไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากหนังสือข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระหว่างจำเลยและ น. กับ ส. กำหนดไว้ว่า ทางภาระจำยอมที่จำเลยและ น. ยินยอมให้ ส. ใช้ผ่านนั้นให้ใช้เป็นทางผ่านเข้าที่ดินของ ส. เท่านั้น ด้านทิศตะวันออกที่ติดคลองเปรมประชากร มีชาวบ้านชุมชนแออัดปลูกบ้านอยู่อาศัยบนที่ดินของกรมชลประทานตามแนวคลองติดรั้วคอนกรีตของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางออกสู่ทางสาธารณะตามแนวคลองได้ โจทก์จึงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยได้

ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสาม กำหนดว่า ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็น ผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยเปิดทางจำเป็นให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 6 เมตร จึงเกินความจำเป็นที่โจทก์จะต้องใช้ เพราะโจทก์ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นเพื่อให้โจทก์ใช้ทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะเท่านั้น ศาลฎีกาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นกว้าง 3.50 เมตร

ในกรณีทางจำเป็น โจทก์มีสิทธิใช้ทางได้โดยอำนาจของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 โดยไม่ต้องจดทะเบียน จำเลยจะฟ้องแย้งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมค่าภาษี กับค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนทางจำเป็นหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2068 ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 2095 ตำบลลาดยาว อำเภอจตุจักร กรุงเทพมหานคร ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ทั้งสี่ด้านไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ที่ดินของจำเลยอยู่ติดที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงด้านทิศเหนือ มีลักษณะเป็นถนนมีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จำเป็นต้องผ่านที่ดินของจำเลยไปสู่ทางสาธารณะ ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางในที่ดินโฉนดเลขที่ 128706 ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร กว้างแปลงละประมาณ 8 เมตร ยาวตลอดไปถึงถนนสาธารณะ โดยโจทก์ยินยอมจ่ายค่าผ่านทางให้จำเลยเป็นเงิน 100,000 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2068 และ 2095 เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกโฉนดเลขที่ 113160 ตำบลลาดยาว อำเภอจตุจักร กรุงเทพมหานคร โจทก์ต้องฟ้องขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งเป็นที่ดินที่ได้แบ่งแยกออกไป ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงด้านทิศตะวันออกติดคลองสาธารณะ ซึ่งโจทก์สามารถใช้เป็นทางสัญจรได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง หากโจทก์ต้องการให้จำเลยเปิดทางให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยยาวตลอดไปถึงถนนสาธารณะ โจทก์ต้องใช้ค่าที่ดินให้จำเลยตารางวาละ 10,000 บาท ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงมีเนื้อที่ประมาณ 405 ตารางวา โจทก์จึงต้องใช้ค่าที่ดิน 4,050,000 บาท ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยเปิดทางตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าที่ดินแก่จำเลยในกรณีที่ต้องเปิดทางจำเป็นเป็นเงิน 1,000,000 บาท และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมค่าภาษีกับค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนทางจำเป็น หากโจทก์ไม่ชดใช้ค่าที่ดินดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในการเปิดทางสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลย โฉนดเลขที่ 128706 ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร โดยกำหนดความกว้าง 6 เมตร จากแนวเขตติดต่อระหว่างที่ดินของโจทก์ โฉนดเลขที่ 2068 ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 2095 ตำบลบาดยาว อำเภอจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้านละ 3 เมตร ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยเป็นเงิน 300,000 บาท กับให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจดทะเบียนทางจำเป็น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เดิมที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 113160 ของนายสุปรีดี นิมิตรกุล สามารถออกสู่ถนนสาธารณะได้ โดยผ่านที่ดินของจำเลยที่เป็นภารยทรัพย์ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินได้เฉพาะบนที่ดินโฉนดเลขที่ 113160 ที่ได้แบ่งแยกและโอนกันโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อขอใช้ทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 128706 และที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกติดคลองชลประทานซึ่งเป็นทางสาธารณะตามกฎหมาย จึงไม่ใช่กรณีที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ เพียงแต่โจทก์ใช้คลองชลประทานซึ่งเป็นทางสาธารณะไม่สะดวกเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าองค์ประกอบตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 โจทก์จึงไม่มีสิทธิใช้ทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยได้นั้น โจทก์มีตัวโจทก์และนายสุปรีดีเบิกความเป็นพยานว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงมีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบอยู่ ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ หากจะอาศัยคลองชลประทานเป็นทางสัญจรไปมาก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากมีชุมชนแออัดอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว และถ้าโจทก์จะต้องออกไปสู่ทางสาธารณะจะต้องอาศัยที่ดินของจำเลย เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 ที่องค์คณะผู้พิพากษาศาลชั้นต้นไปเผชิญสืบที่ดินพิพาทโดยมีคู่ความทั้งสองฝ่ายนำชี้ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงทิศเหนือติดถนนคอนกรีตซึ่งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 128706 ของจำเลย มีรั้วคอนกรีตสูงประมาณ 1.5 เมตร กั้นตลอดแนว ทิศตะวันตกติดที่ดินโฉนดเลขที่ 113160 ของนายสุปรีดี มีรั้วสังกะสีสูงประมาณ 2 เมตร กั้นเป็นแนว ทิศใต้ติดที่ดินโฉนดเลขที่ 2642 และ 2641 ซึ่งเป็นที่ดินของผู้อื่น มีรั้วคอนกรีตของโจทก์สูงประมาณ 2 เมตร กั้นตลอดแนว ทางทิศตะวันออกติดคลองเปรมประชากร แต่ระหว่างที่ดินของโจทก์และคลองเปรมประชากรมีบ้านพักอาศัยเป็นชุมชนปลูกสร้างบนที่ดินของกรมชลประทานตลอดแนว มีรั้วคอนกรีตของโจทก์สูงประมาณ 2 เมตร กั้นตลอดแนวความกว้างระหว่างรั้วคอนกรีตของโจทก์ถึงคลองเปรมประชากรประมาณ 7 เมตร มีทางเดินกว้างประมาณ 1 เมตร ตลอดแนวคลอง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในละแวกดังกล่าวใช้เป็นทางเดินและทางรถจักรยานยนต์ ส่วนรถยนต์ไม่สามารถแล่นผ่านเข้าออกได้ จากที่ดินโจทก์ไม่สามารถเดินออกไปยังทางเท้าดังกล่าวได้เนื่องจากตลอดแนวรั้วมีบ้านปลูกอยู่ และทิศใต้ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลงดังกล่าวมีที่ดินของจำเลยและบุคคลอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ โจทก์จึงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง เนื่องจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงที่ถูกปิดล้อมทิศเหนือติดถนนคอนกรีตซึ่งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 128706 ของจำเลย และมีรั้วคอนกรีตสูงประมาณ 1.5 เมตร กั้นตลอดแนว การเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยดังกล่าวย่อมเหมาะสมที่สุด เพราะเพียงแต่ทุบรั้วคอนกรีตออกเท่านั้น ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงก็จะมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้สะดวกที่สุด หากจะเปิดทางจำเป็นด้านที่ติดที่ดินโฉนดเลขที่ 113160 ของนายสุปรีดีตามที่จำเลยฎีกานั้นก็ไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากหนังสือข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระหว่างจำเลยและนายสิน ผลช่วย กับนายสุปรีดี เอกสารหมาย จ.7 กำหนดไว้ว่า ทางภาระจำยอมที่จำเลยและนายสินยินยอมให้นายสุปรีดีใช้ผ่านนั้นให้ใช้เป็นทางผ่านเข้าที่ดินของนายสุปรีดีเท่านั้น โจทก์จึงไม่สามารถผ่านทางภาระจำยอมดังกล่าวได้ ส่วนที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกที่ติดคลองเปรมประชากรนั้น ปรากฏจากการเผชิญสืบที่ดินพิพาทขององค์คณะผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่ามีชาวบ้านชุมชนแออัดปลูกบ้านอยู่อาศัยบนที่ดินของกรมชลประทานตามแนวคลองติดรั้วคอนกรีตของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางออกสู่ทางสาธารณะตามแนวคลองได้ กรณีดังกล่าวถือได้ว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ โจทก์จึงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยเปิดทางจำเป็นให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 6 เมตร เกินความจำเป็นที่โจทก์จะต้องใช้และทำให้จำเลยเสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ขอเปิดทางเพื่อทำประตูตั้วจากที่ดินของโจทก์ออกถนนของหมู่บ้านซึ่งเป็นของจำเลย ที่จัดไว้สำหรับผู้อาศัยในหมู่บ้านความกว้าง 6 เมตร เกือบเท่าความกว้างของถนนภายในหมู่บ้าน เมื่อเอาสภาพความเป็นอยู่และที่ตั้งแห่งทรัพย์แล้วเกินความจำเป็นแก่การใช้ ประตูรั้วบ้านไม่จำต้องให้รถสามารถสวนทางกันได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ถือว่าขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม การขอเปิดทางจำเป็นของโจทก์จะต้องทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยน้อยที่สุด จำเลยเห็นว่า ควรเปิดทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง กว้างแปลงละ 1.75 เมตร รวมกันไม่เกิน 3.50 เมตรนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม กำหนดว่า ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ในเสียหายแต่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็น ผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยเปิดทางจำเป็นให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 6 เมตร จึงเกินความจำเป็นที่โจทก์จะต้องใช้ เพราะโจทก์ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นเพื่อให้โจทก์ใช้ทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดให้จำเลยเปิดทางจำเป็นกว้าง 3.50 เมตร ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์ควรจ่ายค่าทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการใช้ทางจำเป็นเพิ่มขึ้นจากที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์ได้ทางจำเป็นจะทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงราคาเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 750,000 บาท ปัจจุบันราคาประเมินตารางวาละ 50,000 บาท ทั้งที่ยังไม่มีทางออก เมื่อเปิดทางโจทก์ยังสามารถใช้ถนนเข้าออกภายในหมู่บ้านไม่ต้องลงทุนก่อสร้างถนนไปสู่ทางสาธารณะอีก จำเลยลงทุนทำถนนเป็นเงินหลายสิบล้านบาท ใช้ประโยชน์สำหรับผู้อาศัยในหมู่บ้านของจำเลยเท่านั้น และเมื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขที่จำเลยทำไว้แก่นายปรีดีตามเอกสารหมาย จ.7 แล้ว การที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนจำนวน 1,000,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จ่ายเพียง 300,000 บาท นับว่าน้อยมาก ขอให้โจทก์จ่ายค่าทดแทนให้แก่จำเลยเพิ่มขึ้นอีก 70,000 บาท (ที่ถูกน่าจะเป็น 700,000 บาท) นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยให้เหตุผลไว้อย่างละเอียดและชัดแจ้งแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาบังคับให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจดทะเบียนทางจำเป็นด้วยนั้น ในกรณีทางจำเป็น โจทก์มีสิทธิใช้ทางได้โดยอำนาจของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 โดยไม่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องบังคับตามคำขอบังคับในฟ้องแย้งของจำเลยข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเปิดทางจำเป็นให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 128706 ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร กว้าง 3.50 เมตร จากแนวเขตติดต่อระหว่างที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2068 ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 2095 ตำบลลาดยาว อำเภอจตุจักร กรุงเทพมหานคร กว้างด้านละ 1.75 เมตร คำขอของจำเลยที่ให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจดทะเบียนทางจำเป็นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ป.วิ.อ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุธาศินี เปาทอง
จำเลย — บริษัทพัฒนาที่ดินประชาชื่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3770/2549
#267582
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่จำเลยใช้ประกอบการถามค้านโจทก์ ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานโดยโจทก์เองก็เบิกความรับรองข้อเท็จจริงตามเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานที่ไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 88 และมาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 ไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,562.50 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 2,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 111720 ตำบลสีกัน (บ้านใหม่) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ ส.1669/898 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.13 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นสามีของจำเลยที่ 3 และเป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 รู้จักกันมาก่อน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ที่ 1 ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหมาย จ.6 ว่าโจทก์ทั้งสองได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทและลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 จัดการหาเงินกู้จำนวน 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยที่ 1 กลับนำหนังสือมอบอำนาจไปกรอกข้อความเป็นว่าโจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแล้วจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจและโฉนดที่ดินดังกล่าวไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 และต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันเงินกู้ที่จำเลยที่ 3 กู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี ในวงเงิน 940,000 บาท หลังจากโจทก์ที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์แล้ว ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2541 โจทก์ทั้งสองได้ไปขออายัดที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครและเจ้าพนักงานที่ดินได้รับอายัดไว้ตามสำเนาคำขออายัดที่ดินและบันทึกข้อความเรื่องการอายัดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในเบื้องต้นมีว่าจำเลยทั้งสามอ้างเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 เป็นพยาน โดยไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยานและไม่ต้องส่งสำเนาให้แก่โจทก์ทั้งสองก่อนสืบพยาน 7 วัน หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยทั้งสามมิได้ระบุเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 เป็นพยาน แต่ได้ใช้เอกสารเหล่านั้นประกอบการถามค้านโจทก์ที่ 1 ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานปากแรกว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับเงินที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้วตามใบรับฝากเงินเอกสารหมาย ล.1 ทั้งโจทก์ที่ 1 เองก็เบิกความรับรองข้อเท็จจริงตามเอกสาร ล.1 ถึง ล.4 โดยยืนยันว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องเกี่ยวกับหลักฐานการที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 จำเลยที่ 1 จึงอ้างเอกสารเหล่านั้นเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และมาตรา 90 ดังนั้น แม้เอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 มิได้ระบุไว้ในบัญชีพยานและส่งสำเนาให้โจทก์ทั้งสองก็หาต้องห้ามมิให้รับฟังเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิรชัย ใจโปร่ง กับพวก
จำเลย — นายฐิตวัฒน์หรือปรพัฒน์ อุ่มฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3770/2549
#268894
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งสามมิได้ระบุเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 เป็นพยานหลักฐานแต่ได้ใช้เอกสารเหล่านั้นประกอบการถามค้านโจทก์ที่ 1 ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้วตามใบรับฝากเงินเอกสารหมาย ล.1 ทั้งโจทก์ที่ 1 เองก็เบิกความรับรองเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 โดยยืนยันว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องเกี่ยวกับหลักฐาน การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 จำเลยที่ 1 จึงอ้างเอกสารเหล่านั้นเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 88 และมาตรา 90 แม้เอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 มิได้ระบุไว้ในบัญชีพยานและส่งสำเนาให้โจทก์ทั้งสอง ก็หาต้องห้ามมิให้รับฟังเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด

โจทก์ทั้งสองได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสองและทราบดีว่าเมื่อจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 จะต้องจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้เงินที่จำเลยที่ 3 กู้ยืมสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อนำเงินมาชำระค่าที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในขอบอำนาจที่โจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้ไว้ หาใช่ร่วมกันสมคบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉ้อฉลโจทก์ทั้งสองไม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 ไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,562.50 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 2,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันเป็นเจ้าของผู้ถือกรรสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 111720 ตำบลสีกัน (บ้านใหม่) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ ส.1669/898 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.13 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นสามีของจำเลยที่ 3 และเป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 รู้จักกันมาก่อน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ที่ 1 ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหมาย จ.6 ว่าโจทก์ทั้งสองได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทและลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 จัดการหาเงินกู้จำนวน 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยที่ 1 กลับนำหนังสือมอบอำนาจไปกรอกข้อความเป็นว่าโจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแล้วจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจและโฉนดที่ดิน ดังกล่าวไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 และต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันเงินกู้ที่จำเลยที่ 3 กู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี ในวงเงิน 940,000 บาท หลังจากโจทก์ที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์แล้ว ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2541 โจทก์ทั้งสองได้ไปขออายัดที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร และเจ้าพนักงานที่ดินได้รับอายัดไว้ตามสำเนาคำขออายัดที่ดินและบันทึกข้อความเรื่องการอายัดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในเบื้องต้นมีว่าจำเลยทั้งสามอ้างเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 เป็นพยาน โดยไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยานและไม่ต้องส่งสำเนาให้แก่โจทก์ทั้งสองก่อนสืบพยาน 7 วัน หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยทั้งสาม มิได้ระบุเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 เป็นพยาน แต่ได้ใช้เอกสารเหล่านั้นประกอบการถามค้านโจทก์ที่ 1 ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานปากแรกว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับเงินที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่โจกท์ที่ 1 แล้วตามใบรับฝากเงินเอกสารหมาย ล.1 ทั้งโจทก์ที่ 1 เองก็เบิกความรับรองข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 โดยยืนยันว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องเกี่ยวกับหลักฐานการที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 จำเลยที่ 1 จึงอ้างเอกสารเหล่านั้นเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และมาตรา 90 ดังนั้น แม้เอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 มิได้ระบุไว้ในบัญชีพยานและส่งสำเนาให้โจทก์ทั้งสองก็หาต้องห้ามมิให้รับฟังเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 หลอกลวงให้โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อว่าจะหากู้เงิน 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยให้โจทก์ทั้งสองนำโฉนดที่ดินพิพาทพร้อมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสองไปวางเป็นการประกันการชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับนำหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ที่โจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อไว้โดยมิได้กรอกข้อความใดๆ ไปกรอกข้อความว่าให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.2 จากนั้นจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำแลยที่ 3 ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งมีผลทำให้สัญญาขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นโมฆะ ไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 เพื่อให้โจทก์ที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปประกันการกู้ยืมเงินที่โจทก์ประสงค์จะขอกู้เพียง 100,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองมิได้มีเจตนาจะขายที่ดินดังกล่าวแต่จากหลักฐานหนังสือที่ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด มีไปถึงสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมือง เพื่อขอทราบราคาประเมินที่ดินพิพาทซึ่งสำนักงานที่ดินดังกล่าวได้แจ้งราคาประเมินที่ดินพิพาทว่า ราคาตารางวาละ 15,000 บาท ตามสำเนาเอกสารหมาย ล.2 ก็ดี ใบสั่งเงินค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายและค่าภาษีอากรในการซื้อขายที่ดินพิพาทตามสำเนาเอกสารหมาย ล.3 ก็ดีล้วนแล้วเป็นเอกสารที่โจทก์ที่ 1 รับว่าโจทก์ที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องของเอกสารทั้งสองฉบับไว้ บ่งชัดว่าโจทก์ที่ 1 ทราบถึงการขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และทราบราคาประเมินของที่ดินพิพาท ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันเงินที่จำเลยที่ 3 กู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด อีกทั้งยังยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนเงิน 50,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ตามสำเนาใบรับฝากเงินเอกสารหมาย ล.1 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนเงินให้โจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากวันที่มีการทำนิติกรรมจดทะเบียนขายและจำนองที่ดินพิพาทแล้ว จากพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยประกอบพฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสองที่มอบบัตรประจำตัวประชาชนสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์ทั้งสองพร้อมกับลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม ตลอดจนรับรู้ถึงค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนขาย และราคาประเมินของที่ดินพิพาทในการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวจึงมีน้ำหนักฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสอง และทราบดีว่าเมื่อจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 จะต้องจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้เงินที่จำเลยที่ 3 กู้ยืมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด เพื่อนำเงินมาชำระค่าที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองดังข้อนำสืบของจำเลยทั้งสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในขอบอำนาจที่โจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้ไว้ หาใช่ร่วมกันสมคบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉ้อฉลโจทก์ทั้งสองแต่ประการใดไม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกานอกเหนือจากนี้ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิรชัย ใจโปร่ง กับพวก
จำเลย — นายฐิตวัฒน์หรือปรพัฒน์ อุ่นฤกษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3762/2549
#268777
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 คำว่า ผลิต หมายความว่า เพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป ฯลฯ เมื่อมีการผสมปรุงจนเป็นเมทแอมเฟตามีนแล้ว แม้อยู่ในสภาพของเหลวก็ใช้เสพได้เลย การอัดของเหลวให้เป็นเม็ดเป็นเพียงทำให้สะดวกในการซื้อขายกำหนดราคาและปริมาณในการจำหน่ายกันต่อไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษสำเร็จแล้ว

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ของกลางมิได้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่น ซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 (2) ไม่อาจริบได้ แต่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาคืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของแม้คู่ความมิได้ฎีกาเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจสั่งคืนแก่เจ้าของได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 และ 186 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 5, 6, 11, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 4, 5, 7, 18, 43, 74, พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 30, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นของกลางตาม บัญชีของกลางท้ายฟ้องลำดับที่ 78 ถึง 81

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, มาตรา 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทตามมาตรา 106 วรรคหนึ่งอีก), 106 ทวิ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง, 74 วรรคหนึ่ง, ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย กับฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี (ที่ถูกฐานร่วมกันมีวัตถุอกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายกับฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ใหประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ฐานร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 ปี การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของกลางมีจำนวนมาก เป็นภัยต่อชาติบ้านเมืองทั้งในทางสังคมและเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนในสังคมโดยรวม กระทบต่อความมั่นคงของชาติ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็ไม่ลดโทษให้ เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสามแล้วจึงไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นมารวมอีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสามสถานเดียว ริบของกลางตามบัญชีของกลางเอกสารหมาย จ.9 ลำดับที่ 1 ถึงที่ 77 และลำดับที่ 111 ถึง 116 ส่วนของกลางลำดับที่ 83 ถึง 100 ให้คืนแก่เจ้าของ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 65 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ฐานร่วมกันพยายามผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายกับฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลดโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด เพื่อจำหน่าย และข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พฤติการณ์แห่งคดีเป็นการลักลอบผลิตยาเสพติดให้โทษรายใหญ่ ของกลางมีจำนวนมาก ต้องกระทำโดยปกติเป็นความลับ บุคคลที่ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องจึงยากที่จะเข้าไปอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุในขณะเกิดเหตุได้ เชื่อว่าจำเลยทั้งสามมีส่วนรู้เห็นร่วมกระทำความผิดด้วย ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อสู้ว่าเพียงแต่ทำหน้าที่รับจ้างขับรถยนต์ไปส่งของที่บ้านที่เกิดเหตุโดยไม่ทราบว่าสิ่งของดังกล่าวเป็นอะไร เมื่อส่งของเสร็จเป็นเวลาดึกมากจึงไม่กล้าขับรถกลับเพราะเป็นทางเปลี่ยวนั้น เห็นว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง นายเคนและอาฉีคงไม่กล้าผลิตเมทแอมเฟตามีนในบ้านที่เกิดเหตุในวันนั้นเป็นแน่ เพราะจะมีผู้ล่วงรู้ความลับในการกระทำความผิดต่อกฎหมายข้อหาร้ายแรงซึ่งจะเป็นอันตรายต่อนายเคนและนายอาฉีได้ ข้ออ้างดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 3 ต่อสู้ว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของนายเคนนั้น เห็นว่า วันเกิดเหตุมีคนภายนอกหลายคนไปที่บ้านของจำเลยที่ 3 และร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายโดยผลิตเมทแอมเฟตามีนจำนวนมาก จำเลยที่ 3 มิได้ห้ามปรามแต่กลับช่วยเหลือหยิบสิ่งของส่งให้ คอยดูแลอำนวยความสะดวกและจัดหาเครื่องดื่มไว้คอยบริการจะฟังว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดได้อย่างไร ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พยานโจทก์ผู้จับกุมเบิกความแตกต่างกัน กล่าวคือ พันตำรวจเอกถาวรเบิกความว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอนอยู่ชั้นล่าง จำเลยที่ 3 นอนอยู่ชั้นบน พันตำรวจโทกมลวิทย์เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพบจำเลยทั้งสามอยู่ชั้นล่างของบ้านนั่งอยู่ในสภาพเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน ร้อยตำรวจเอกณรงค์เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพบจำเลยทั้งสามอยู่ชั้นล่าง พันตำรวจโทจิรวัฒน์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า จำเลยที่ 3 นอนอยู่ตรงไหนไม่ทราบ แต่พบว่าเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมจำเลยที่ 3 อยู่ชั้นล่าง เห็นว่า ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นรายเดือนปลีกย่อย ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดจริงแต่เฉพาะเมทแอมเฟตามีนข่องกลางจำนวน 40 เม็ดนั้น ตามคำเบิกความของพันตำรวจตรีกมลวิทย์ได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจพบอยู่ในห้องครัวและเป็นชนิดสีส้ม ส่วนเมทแอมเฟตามีนของเหลวในถังจำนวน 6 ถัง มีสีน้ำตาลจึงเห็นชัดว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนคนละจำนวนกัน เมทแอมเฟตามีนของเหลวในถังเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันผลิตในวันเวลาเกิดเหตุ ส่วนเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ดนั้นตามคำพยานโจทก์ยังไม่ชัดเจนพอที่จะรับฟังว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเพราะนอกจากจำเลยทั้งสามแล้วยังมีผู้กระทำความผิดบางคนหลบหนีไปได้ กรณียังเป็นที่สงสัยอยู่ว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด อาจเป็นของผู้กระทำความผิดที่หลบหนีไปโดยจำเลยทั้งสามมิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องก็เป็นได้ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสามตามประมวบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดข้อหาเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยทั้งสามร่วมกับพวกกระทำความผิดในข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีนของเหลวที่บรรจุอยู่ในถังจำนวน 6 ถัง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสามและโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนซึ่งยังอยู่ในสภาพของเหลว ยังไม่ได้อัดเป็นเม็ดนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจะเป็นความผิดสำเร็จหรืออยู่ในชั้นพยายามกระทำความผิด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 คำว่า ผลิต หมายความว่า เพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป ฯลฯ เมื่อตามข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีการผสมปรุงจนเป็นเมทแอมเฟตามีนแล้ว แม้อยู่ในสภาพของเหลวก็ใช้เสพได้เลย การอัดของเหลวให้เป็นเม็ดเป็นเพียงทำให้สะดวกในการซื้อขายกำหนดราคาและปริมาณในการจำหน่ายกันต่อไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า เป็นความผิดฐานพยายามผลิต ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ควรลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษข้อหามีโทษร้ายแรงสำหรับความผิดข้อหาร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายนั้นเป็นความผิดตามมาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งมีอัตราโทษให้ประหารชีวิตสถานเดียวจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ให้ต่ำกว่านี้ได้ อย่างไรก็ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ในการพิจารณาอยู่บ้าง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามนับว่าเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 3 มากอยู่แล้ว และไม่มีเหตุอื่นจะลดโทษให้ได้อีก ส่วนข้อหาร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ของกลางลำดับที่ 82 มิได้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ยานพาหนะหรือวัตถุอื่น ซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 (2) ไม่อาจริบได้ แต่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาคืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ แม้คู่ความมิได้ฎีกาเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจสั่งคืนแก่เจ้าของได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 และ 186 (9)"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 65 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายกับฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามียไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต เมื่อรวมกับโทษจำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และโทษจำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้ คงให้จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3) คืนของกลางลำดับที่ 82 ตามบัญชีของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 (2)
ป.วิ.อ. ม. 49 ม. 186 (9)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายประเสริฐ สินธบัณฑิต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3741/2549
#270949
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นรองโดยนำงานที่ทำขึ้นละเมิดลิขสิทธิ์ออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่าตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ซึ่งมีองค์ประกอบความผิด คือ

(1) มีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 31 (1) ถึง (4) ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยนำออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่า

(2) ต้องเป็นการกระทำต่องานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยให้เช่าหรือเสนอให้เช่าวีดีโอซีดีภาพยนตร์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ แม้โจทก์จะมิได้ระบุชื่อผู้ทำขึ้นก็ถือว่าครบองค์ประกอบแล้ว เพราะโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยทำซึ่งวีดีโอซีดีภาพยนตร์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 28 (1) แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 31

(3) ผู้กระทำรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นวีดีโอซีดีดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ส่วนจำเลยจะรู้หรือไม่อย่างไรเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา

(4) เป็นการกระทำเพื่อหากำไร ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า การนำออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่าเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โจทก์จึงบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31 (1)

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 15 (3) บัญญัติให้สิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ในการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานของโสตทัศนวัสดุและภาพยนตร์ และมาตรา 28 (3) บัญญัติว่า การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เห็นได้ว่า บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานแม้จะเป็นของแท้หรือชอบด้วยกฎหมายยังต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน ดังนั้น เมื่อวีดีโอซีดีของกลางเป็นของที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์และจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ยังนำออกให้เช่าเพื่อหากำไรในทางการค้า จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 31, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ให้แผ่นวีดีโอซีดีภาพยนตร์ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้อง จำนวน 2 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ ภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยให้การใหม่เป็นรับสารภาพเฉพาะข้อหาประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 50,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหานี้ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 3 เดือน ปรับ 52,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้แผ่นวีดีโอซีดีภาพยนตร์ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 20 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 76 แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า บริษัทอาร์.เอส.โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ ผู้เสียหายเป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทภาพยนตร์และงานโสตทัศนวัสดุเรื่อง "ตะลุมพุก" และ "พันธุ์ร็อกหน้าย่น" และได้มีการประกาศโฆษณาเป็นครั้งแรกในประเทศไทยแล้ว ผู้เสียหายอนุญาตให้บริษัทแมงป่อง จำกัด เป็นผู้มีสิทธิทำซ้ำภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องดังกล่าวได้แต่เพียงผู้เดียวตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือมีสิทธิ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 นายธนะซึ่งแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายได้พาร้อยตำรวจเอกสุขุมกับพวกเข้าทำการตรวจค้นร้านเค.ที.วีดีโอ-ซีดี หมู่ที่ 4 ตำบลบางยอ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และยึดได้แผ่นวีดีโอซีดีภาพยนตร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย 2 เรื่อง จำนวน 20 แผ่น เป็นของกลาง ขณะนั้นจำเลยอยู่ในร้าน ชั้นจับกุมจำเลยให้การปฏิเสธ ร้อยตำรวจเอกสุขุมทำการตรวจสอบแผ่นวีดีโอซีดีของกลางดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเป็นภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยนำแผ่นวีดีโอซีดีภาพยนตร์ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกให้เช่าเพื่อแสวงหากำไรทางการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นวีดีโอซีดีภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์และผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นรองโดยนำงานที่ทำขึ้นละเมิดลิขสิทธิ์ออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ซึ่งมีองค์ประกอบความผิด ดังนี้

(1) มีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 31 (1) ถึง (4) ซึ่งคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยนำออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่า

(2) ต้องเป็นการกระทำต่องานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยให้เช่าหรือเสนอให้เช่าวีดีโอซีดีภาพยนตร์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ฟ้องไม่ได้ระบุชื่อผู้ที่ทำขึ้น (ทำซ้ำ) ซึ่งวีดีโอซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยว่าทำซ้ำซึ่งวีดีโอซีดีภาพยนตร์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1) แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 31 (1) ดั้งนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นการกระทำต่องานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ก็ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดข้อนี้แล้ว

(3) ผู้กระทำรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นวีดีโอซีดีภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ส่วนจำเลยจะรู้หรือไม่อย่างไร เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา

(4) เป็นการกระทำเพื่อหากำไร ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า การนำออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่าเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โจทก์จึงได้บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าเนื่องจากจำเลยเข้าใจว่า สามารถนำแผ่นวีดีโอซีดีที่ทำซ้ำออกให้เช่าได้ จึงขาดเจตนาในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีนายธนะเบิกความว่า ผู้เสียหายอนุญาตให้บริษัทแมงป่อง จำกัด มีสิทธิแต่ผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและบริษัทแมงป่อง จำกัด มีสิทธิอนุญาตช่วงให้บริษัทยูไนเต็ด โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ในการให้เช่าวีดีโอซีดี ซึ่งวีดีโอซีดีที่ได้รับอนุญาตถูกต้องจะมีตราของบริษัทยูไนเต็ด โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ประทับอยู่และมีข้อห้ามในการนำไปจำหน่ายโดยระบุว่า "สำหรับเช่าเท่านั้น" ดังนั้น ผู้ที่มีสิทธิแต่ผู้เดียวในการทำซ้ำงานลิขสิทธิ์ตามฟ้องของผู้เสียหายคือ บริษัทแมงป่อง จำกัด และผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในการให้เช่าคือ บริษัทยูไนเต็ด โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ที่จำเลยนำสืบว่า ได้ซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ตามฟ้องจากห้างหุ้นส่วนจำกัดมูฟวี่โฮม เอ็นเตอร์เทนเมนท์ นั้น ปรากฏในข้อ 1 ของเงื่อนไขการขายว่า "ค่าสิทธิ์บริษัทยูไนเต็ด 50 ก็อปปี้ต่อเดือน" ซึ่งน่าจะมีความหมายว่า หากมีการให้เช่าจะจำกัดแผ่นที่ให้เช่าได้ 50 แผ่นต่อเดือน ดังนั้น การที่จำเลยนำสืบว่า ในสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ตามฟ้องนั้นไม่มีข้อความห้ามที่ระบุว่า "สามารถนำแผ่นวีดีโอซีดีก๊อปปี้ไปให้เช่า" และจำเลยต้องไปซื้อแผ่นปลอมจากตลาดนัดมาให้แก่ลูกค้าเนื่องจากแผ่นที่บริษัทยูไนเต็ด โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ส่งมาให้ไม่เพียงพอนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 15 (3) บัญญัติให้สิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ในการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานของโสตทัศนวัสดุและภาพยนตร์ และมาตรา 28 (3) บัญญัติว่า การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เห็นได้ว่าบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานแม้จะเป็นของแท้หรือชอบด้วยกฎหมายยังต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เสียก่อน การที่จำเลยอ้างว่า เมื่อไม่มีข้อห้ามก็สามารถนำแผ่นก๊อปปี้ไปให้เช่าได้ ซึ่งเท่ากับต่อสู้ว่าหากเป็นแผ่นวีดีโอซีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ จำเลยก็เข้าใจว่าสามารถนำออกให้เช่าได้โดยไม่มีความผิด ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยและขัดแย้งกับกฎหมายลิขสิทธิ์และทางปฏิบัติในการประกอบการค้าให้เช่าเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ตามฟ้องซึ่งจำกัดจำนวนให้เช่า 50 ก๊อปปี้ต่อเดือน และข้อ 6.4 ที่ระบุว่าศูนย์วีดีโอจะนำวีดีโอเฉพาะที่ได้รับจากเอเย่นต์เท่านั้นมีไว้เพื่อการค้า กับคำเบิกความของนายธนะที่เบิกความว่า วีดีโอซีดีที่ได้รับอนุญาตต้องมีตราของบริษัทยูไนเต็ด โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด และข้อความระบุว่า "สำหรับเช่าเท่านั้น" ประกอบกับอาชีพจำเลยซึ่งได้ความว่าอยู่ในวงการให้เช่าวีดีโอซีดีมานานถึง 13 ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะไม่รู้ว่าการนำแผ่นวีดีโอซีดีที่ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ออกให้เช่าเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อปรากฏว่าวีดีโอซีดีของกลางเป็นของที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ และจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของละเมิดลิขสิทธิ์แต่ยังนำออกให้เช่าเพื่อหากำไรในทางการค้า จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 15 (3) ม. 28 (3) ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวอรสา เส็งชุนวรพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปลื้มจิต จุลฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3740/2549
#267075
เปิดฉบับเต็ม

การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองโจทก์เนื่องจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาจำเลยกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนระหว่างการพิจารณาคดี แต่ผู้ที่ทำให้โจทก์เดือดร้อนคือ บริษัท ด. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่จำเลย ศาลจึงมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของโจทก์ให้กระทบกระเทือนถึงบริษัท ด. หาได้ไม่ การที่จำเลยออกสิทธิบัตรให้บริษัท ด. เป็นเหตุให้บริษัท ด. อ้างสิทธิจากสิทธิบัตรมาออกหนังสือบังคับมิให้โจทก์ทำการซื้อขายหรือผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาออกสิทธิบัตร ทั้งจำเลยไม่ได้ร่วมกับบริษัท ด. ออกหนังสือห้ามมิให้โจทก์ทำการซื้อขายหรือผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร ส่วนการที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทำการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรได้โดยมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรของบริษัท ด. ศาลก็มิอาจสั่งได้เพราะตราบใดที่ยังมิได้มีการเพิกถอนสิทธิบัตร บริษัท ด. ย่อมมีสิทธิห้ามมิให้บุคคลอื่นทำการซื้อขายหรือผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรได้ ศาลจะอนุญาตให้โจทก์กระทำการใด ๆ ที่เป็นการขัดต่อสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรโดยมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรไม่ได้ โจทก์จึงไม่อาจขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการผลิตและจำหน่าย อุปกรณ์การเกษตร โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงงานผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางและโลหะทุกชนิด โจทก์ที่ 3 ประกอบกิจการโรงงานตัด ปั๊มเหล็กแผ่น ผลิตอะไหล่รถไถนาและชิ้นส่วนผานจาน ใช้ชื่อในทางการค้าว่า "ชัยเจริญโลหะกิจ" โจทก์ที่ 4 ประกอบกิจการโรงงานผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตรทุกชนิด ใช้ชื่อในทางการค้าคำว่า "P.S.M. โลหะ" จำเลยเป็นนิติบุคคลในฐานะกรม สังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจดูแลเกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มีนายทะเบียนสิทธิบัตรเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลย โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าโลหะสำหรับการเกษตรหลายประเภทมาเป็นระยะเวลายาวนาน รวมทั้งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทผานจานสำหรับรถไถนา ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเดียวกันกับที่บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ซึ่งออกโดยจำเลย เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2548 โจทก์ทั้งสี่ได้รับการติดต่อจากร้านค้าซึ่งซื้อสินค้าประเภทผานจานสำหรับรถไถนาจากโจทก์ทั้งสี่ไปจำหน่ายว่า บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ได้มีหนังสือถึงร้านค้าต่าง ๆ อ้างว่าบริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด เป็นเจ้าของสิทธิบัตรในการออกแบบผลิตภัณฑ์ผานจานสำหรับรถไถนาดังกล่าว ให้ร้านค้าต่าง ๆ ระงับการจำหน่าย ผลิต หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าดังกล่าว มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสี่ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าจำเลยได้ออกสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 เลขที่ 18331 โดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 56 มาตรา 57 และมาตรา 64 เนื่องจากแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใหม่ โจทก์ทั้งสี่ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 เนื่องจากโจทก์ทั้งสี่ดำเนินธุรกิจโรงงานซึ่งผลิตและจำหน่ายผานจานสำหรับรถไถนาเช่นเดียวกับแบบผลิตภัณฑ์ที่จำเลยออกให้แก่บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด การที่จำเลยออกสิทธิบัตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้แก่บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่อาจถูกบริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ดำเนินคดีฐานละเมิดสิทธิบัตร รวมทั้งทำให้ลูกค้าของโจทก์ทั้งสี่ไม่สั่งซื้อสินค้าที่โจทก์ทั้งสี่ผลิต เพราะเกรงจะถูกบริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ดำเนินคดีเช่นกัน ขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 18331 ที่จำเลยออกให้แก่บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ระหว่างที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยเพื่อยื่นคำให้การโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวว่า หลังจากจำเลยออกสิทธิบัตรให้บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด แล้วบริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ได้มีหนังสือบอกกล่าวห้ามมิให้บุคคลในแวดวงทำการผลิต ซื้อขายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ไม่สามารถทำการผลิตและจัดจำหน่ายได้ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) อนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิโดยชอบในการผลิต จัดจำหน่ายและใช้ผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรโดยให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตรของบริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนที่โจทก์ทั้งสี่จะได้รับจนกว่าศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า เมื่อสิทธิบัตรเลขที่ 18331 ยังมิได้ถูกเพิกถอน ผู้ทรงสิทธิบัตรย่อมมีสิทธิตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 การผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสี่จะเป็นการละเมิดสิทธิบัตรของผู้ทรงสิทธิบัตรหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง กรณียังไม่มีเหตุที่ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ตามคำร้องของโจทก์ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า คดีมีเหตุสมควรไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองโจทก์เนื่องจากจำเลยกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนระหว่างการพิจารณาคดี แต่ปรากฏตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ว่า ผู้ที่ทำให้โจทก์ทั้งสี่เดือดร้อนคือ บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่จำเลยในคดีนี้ ศาลจึงจะมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ให้กระทบกระเทือนถึงบริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่มีโอกาสต่อสู้คดีหาได้ไม่ ที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าจำเลยรับรองสิทธิในสิทธิบัตรโดยออกสิทธิบัตรให้บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด เป็นเหตุให้บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด อ้างสิทธิจากสิทธิบัตรมาออกหนังสือบังคับมิให้โจทก์ทั้งสี่ทำการซื้อขายหรือผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรนั้น เห็นว่า การที่จำเลยออกสิทธิบัตรให้แก่บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาออกสิทธิบัตรให้แก่ผู้ขอรับสิทธิบัตรหากสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวมีลักษณะเข้าเงื่อนไขที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ ทั้งไม่ปรากฏตามคำฟ้องหรือคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ว่าจำเลยได้ร่วมกับบริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ออกหนังสือห้ามมิให้โจทก์ทั้งสี่ทำการซื้อขายหรือผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรแต่อย่างใด ส่วนการที่โจทก์ทั้งสี่ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ทำการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรได้โดยมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรของบริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด นั้น ศาลก็มิอาจสั่งได้เพราะในเบื้องต้นบริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรและมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้ ขายหรือเสนอขายซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 63 ดังนั้น ตราบใดที่ยังมิได้มีการเพิกถอนสิทธิบัตร บริษัท ดี. เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ย่อมมีสิทธิห้ามมิให้บุคคลอื่นทำการซื้อขายหรือผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรได้ ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่กระทำการใด ๆ ที่เป็นการขัดต่อสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรโดยมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรไม่ได้ กรณีตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่โจทก์ทั้งสี่ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องโจทก์ทั้งสี่โดยไม่ไต่สวนนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

(เกรียงชัย จึงจตุรพิธ - สุวัฒน์ วรรธนะหทัย - ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 254
พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพบูลย์ส่งเสริมการเกษตร จำกัด กับพวก
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3740/2549
#267497
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ผานจานสำหรับรถไถนาที่จำเลยออกให้บริษัท ด. และโจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวให้ศาลอนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ผลิตและจัดจำหน่ายผานจานโดยมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรของบริษัท ด ดังนี้ การขอคุ้มครองชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. 254 (2) ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองโจทก์เนื่องจากจำเลยกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนระหว่างพิจารณาคดี แต่ตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ผู้ที่ทำให้โจทก์เดือนร้อนคือบริษัท ด. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองโจทก์ทั้งสี่ให้กระทบกระเทือนถึงบุคคลภายนอกและไม่มีโอกาสต่อสู้คดีหาได้ไม่ ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าเป็นเพราะจำเลยออกสิทธิบัตรให้บริษัท ด. เป็นเหตุให้บริษัทดังกล่าวอ้างสิทธิจากสิทธิบัตรมาออกหนังสือห้ามโจทก์ทั้งสี่นั้น การที่จำเลยออกสิทธิบัตรเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งโจทก์ทั้งสี่มิได้อ้างว่าจำเลยร่วมกับบริษัท ด. ออกหนังสือห้ามโจทก์ซื้อขายหรือผลิตผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด และในเบื้องต้นบริษัท ด. เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้ ขาย เสนอขาย ผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร ตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 63 ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่กระทำการใด ๆ ที่เป็นการขัดต่อสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรโดยมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรไม่ได้ คำร้องของโจทก์ทั้งสี่ไม่ต้องด้วยบทกฎหมายที่โจทก์จะขอคุ้มครองชั่วคราวได้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องโจทก์ทั้งสี่โดยมิได้ไต่สวนนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 18331 ที่จำเลยออกให้แก่บริษัท ดี.เอ็น. แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ระหว่างที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยเพื่อยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวโดยขอให้ศาลมีคำสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) อนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิโดยชอบในการผลิตจัดจำหน่ายและใช้ผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรโดยให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตรของบริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนที่โจทก์ทั้งสี่จะได้รับจนกว่าศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองโจทก์เนื่องจากจำเลยกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนระหว่างการพิจารณาคดี แต่ปรากฏตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ว่าผู้ที่ทำให้โจทก์ทั้งสี่เดือดร้อนคือ บริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่จำเลยในคดีนี้ ศาลจึงจะมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ให้กระทบกระเทือนถึงบริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่มีโอกาสต่อสู้คดีหาได้ไม่ ที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าจำเลยรับรองสิทธิในสิทธิบัตรโดยออกสิทธิบัตรให้บริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด เป็นเหตุให้บริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด อ้างสิทธิจากสิทธิบัตรมาออกหนังสือบังคับมิให้โจทก์ทั้งสี่ทำการซื้อขายหรือผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรนั้น เห็นว่า การจำเลยออกสิทธิบัตรให้แก่บริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาออกสิทธิบัตรให้แก่ผู้ขอรับสิทธิบัตรหากสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวมีลักษณะเข้าเงื่อนไขที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ ทั้งไม่ปรากฏตามคำฟ้องหรือคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ว่า จำเลยได้ร่วมกับบริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ออกหนังสือห้ามมิให้โจทก์ทั้งสี่ทำการซื้อขายหรือผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรแต่อย่างใด ส่วนการที่โจทก์ทั้งสี่ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ทำการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรได้โดยมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรของบริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด นั้น ศาลก็มิอาจสั่งได้เพราะในเบื้องต้นบริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรและมีสิทธิผู้เดียวในการใช้ ขายหรือเสนอขายซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 63 ดังนั้น ตราบใดที่ยังมิได้มีการเพิกถอนสิทธิบัตร บริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด ย่อมมีสิทธิห้ามมิให้บุคคลอื่นทำการซื้อขายหรือผลิตได้ ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่กระทำการใด ๆ ที่เป็นการขัดต่อสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรโดยมิได้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรไม่ได้ กรณีตามคำร้องของโจทก์ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่โจทก์จะขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องโจทก์ทั้งสี่โดยไม่ไต่สวนนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 63
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 254 (2) ม. 255 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพบูลย์ส่งเสริมการเกษตร จำกัด กับพวก
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3737/2549
#268968
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเลียนแบบเครื่องหมายการค้าตราเด็กสมบูรณ์และคำว่า หยั่นหว่อหยุ่น ของโจทก์ โดยนำเอารูปรอยประดิษฐ์ตลอดจนสีสันในฉลากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปดัดแปลงเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองเพื่อใช้กับสินค้าชนิดเดียวกันทำให้สาธารณชนผู้บริโภคเกิดความสับสนในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ดังนี้ ตามฟ้องดังกล่าวแสดงว่าจำเลยเอาสินค้าของจำเลยไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งการลวงขายนี้เครื่องหมายการค้าของจำเลยไม่จำเป็นต้องเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทุกประการ เพียงแต่คล้ายกันเช่นอย่างที่ปรากฏในคดีนี้ก็ถือว่าเป็นการลวงขายได้แล้ว ที่สำคัญก็คือเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามมาตรา 8 (10) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ ฉะนั้น แม้ภาคส่วนอื่นๆ ในฉลากที่โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนไว้ โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องได้ตามมาตรา 46 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 402540, 402541 และ 402542 และคำขออื่นซึ่งมีคำว่า หยั่น หว่อ หยุ่น ให้จำเลยทั้งสองตัดคำว่า หยั่น หว่อ หยุ่น ออกจากชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 และห้ามจำเลยทั้งสองใช้ชื่อทางการค้าคำว่า หยั่น หว่อ หยุ่น อีกต่อไป หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยทั้งสองใช้คำว่า หยั่น หว่อ หยุ่น เป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสอง และห้ามใช้คำว่า หยั่น หว่อ หยุ่น ในลักษณะประดิษฐ์ รวมถึงการใช้คำว่า หยั่น หว่อ หยุ่น ในการโฆษณาขายสินค้าของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองใช้หรือยุ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าตราเด็กสมบูรณ์ และคำว่า หยั่น หว่อ หยุ่น เจียงหยิ่น ของโจทก์ นอกจากนี้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 2,000,000 บาท พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 160,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะได้ปฏิบัติตามคำขอบังคับจนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองใช้หรือยุ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าตราเด็กสมบูรณ์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เดิมนายถ่ง แซ่ตั้ง ซึ่งเป็นบิดาของนายหมั่นซ้ง แซ่ตั้ง หรือชาญ เธียรกิจ นายนธี ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ นายวิเชียร ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ นายศิวะชัย ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ และนายมงคลหรือยศธน ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ได้ประกอบกิจการค้า มีร้านขายของชำพร้อมกับโรงงานขนาดเล็ก ผลิตซีอิ้วออกจำหน่ายในเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าคำว่า หยั่น หว่อ หยุ่น และตราเด็กสมบูรณ์โดยมีร้านขายของชำอยู่เลขที่ 1443 ถนนเจริญกรุง กับร้านขายของชำเลขที่ 501 ถนนสุขสวัสดิ์ กับมีโรงงานผลิตซีอิ้วซึ่งเดิมอยู่ที่ถนนประมวล ภายหลังจึงย้ายไปอยู่เลขที่ 767 ถนนวัดไผ่เงิน สำหรับร้านขายของชำเลขที่ 501 ถนนสุขสวัสดิ์นั้นต่อมาเป็นของนายหมั่นซ้งบุตรคนโต ร้านขายของชำเลขที่ 1443 ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของนายถ่งกับบุตร คือ นายนธี จำเลยที่ 2 และนายศิระชัยกับนางสุรีย์ ภริยา ส่วนนายวิเชียรหลังจากแต่งงานกับนางสุมาลี เมื่อประมาณปี 2496 ก็แยกไปอยู่ที่โรงงานซีอิ้วเลขที่ 767 ถนนวัดไผ่เงิน ซึ่งขณะนั้นนายศิวะชัยกับจำเลยที่ 2 ยังเป็นเด็ก นายถ่งได้ส่งนายศิวะชัย และจำเลยที่ 2 ไปศึกษายังต่างประเทศ หลังจากจบการศึกษากลับมาแล้ว นายศิวะชัยได้ช่วยทำงานอยู่ที่โรงงานซีอิ้วเลขที่ 767 ส่วนจำเลยที่ 2 มาช่วยงานในร้านขายของชำเลขที่ 1443 จนกระทั่งในปี 2511 นายถ่งถึงแก่กรรม นายนธีได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกตามเอกสารหมาย จ.63 ต่อมาในปี 2518 นายศิวะชัย ถึงแก่กรรม หลังจากนั้นนอกจากนายวิเชียรแล้วก็ไม่มีบุตรของนายถ่งคนใดได้เข้ามาทำงานหรือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการโรงงานซีอิ้วเลขที่ 767 ถนนวัดไผ่เงินอีกเลย ส่วนจำเลยที่ 2 และนางสุรีย์ภริยาของนายศิวะชัยก็ยังคงอยู่ในร้านขายของชำเลขที่ 1443 ที่มีนายนธีเป็นผู้ดูแลอยู่เช่นเดิม นายนธี ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายถ่งจึงขอให้จำเลยที่ 2 และนางสุรีย์ออกไปจากร้านโดยขอให้นายวิเชียรจ่ายเงินค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 4 ล้านบาทและจ่ายเงินให้นางสุรีย์เป็นเงิน 3 ล้านบาท แล้วนายนธีจะจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าตราเด็กสมบูรณ์รวมทั้งชื่อในทางการค้าคำว่า หยั่นหว่อหยุ่น ให้แก่นายวิเชียร นายวิเชียรตกลง จึงได้มีการเรียกให้นายกิติพจน์ วงศ์สืบสันติ ซึ่งเป็นทนายความที่ปรึกษาของครอบครัวมาจัดทำเอกสารตามข้อตกลงดังกล่าวที่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.64

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า ส่วนอื่นในใบฉลากที่นอกจากเครื่องหมายการค้าที่โจทก์รับโอนมาจากนายวิเชียรนั้น โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในประเด็นนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าในใบฉลากที่โจทก์ใช้กับสินค้านั้นภาคส่วนอื่นๆ ในฉลากนอกจากส่วนที่เป็นเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 14687 ทะเบียนเลขที่ 9352 อันได้แก่ รูปเด็กนั่งถือขวด มีอักษรภาษาไทยคำว่า ตราเด็กสมบูรณ์ และอักษรภาษาจีนคำว่า หยั่นหว่อหยุ่นเจียงหยิ่น แล้วโจทก์ไม่ได้จดทะเบียนไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเพื่อป้องกันการละเมิดหรือเรียกค่าเสียหายเพื่อการละเมิดสิทธิดังกล่าวได้ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้าตราเด็กสมบูรณ์และคำว่าหยั่นหว่อหยุ่น ของโจทก์ โดยนำเอารูปรอยประดิษฐ์ ตลอดจนสีสันในฉลากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปดัดแปลงเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองเพื่อใช้กับสินค้าชนิดเดียวกันทำให้สาธารณชนผู้บริโภคเกิดความสับสนในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าดังนี้ ตามฟ้องดังกล่าวแสดงว่าจำเลยเอาสินค้าของจำเลยไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งการลวงขายนี้เครื่องหมายการค้าของจำเลยไม่จำเป็นต้องเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทุกประการ เพียงแต่คล้ายกันเช่นอย่างที่ปรากฏในคดีนี้ก็ถือว่าเป็นการลวงขายได้แล้ว ที่สำคัญก็คือเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ฉะนั้น แม้ภาคส่วนอื่นๆ ในฉลากที่โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนไว้ โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องได้ตามมาตรา 46 วรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะวินิจฉัยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าโจทก์หรือไม่ ในประเด็นข้อนี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ฟังมายุติในเบื้องต้นว่า ชื่อในทางการค้าและเครื่องหมายการค้า คำว่า หยั่นหว่อหยุ่น ถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปแล้ว ก็ย่อมจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ฉะนั้น บุคคลอื่นจึงไม่อาจนำคำว่า หยั่นหว่อหยุ่น ไปใช้ประกอบเป็นชื่อในทางการค้าหรือเครื่องหมายการค้าได้เพราะอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ซึ่งเมื่อได้พิจารณาสินค้าของโจทก์ตามวัตถุพยานหมาย วจ.15 ซึ่งเป็นซีอิ้วขาวสูตร 1 กับสินค้าซีอิ้วขาวสูตร 1 ของจำเลยทั้งสองตามวัตถุพยานหมาย วจ.17 เปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นได้ว่าทั้งสีสันของฉลากตลอดจนรูปรอยประดิษฐ์มีความเหมือนคล้ายกันมาก และที่สำคัญก็คือแหล่งกำเนิดของสินค้าของจำเลยทั้งสองมีการใช้คำว่าหยั่นหว่อหยุ่นเป็นชื่อทางการค้าหรือประกอบเป็นเครื่องหมายการค้าอยู่ด้วย และสินค้าของจำเลยตามวัตถุพยานหมาย วจ.18 กับสินค้าของโจทก์ตามวัตถุพยานหมาย วจ.16 ก็อยู่ในลักษณะทำนองเดียวกัน ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยถึงความคล้ายกันไว้แล้วจึงไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้นำรูปรอยประดิษฐ์ตลอดจนสีสันในใบฉลากสินค้าของโจทก์ไปดัดแปลงใช้เป็นใบฉลากแสดงเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองอันมีลักษณะเป็นการลวงขายโดยโจทก์มีนางอรวรรณ พรมจันทร์ พนักงานขายสินค้าของบริษัทสยามแมคโคร จำกัด (มหาชน) สาขาสุราษฎร์ธานี ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีอาชีพที่ต้องสัมผัสกับสินค้าโดยตรงมาเบิกความสอดคล้องตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากนางสาวจันทร์เพ็ญ บุพนิมิตรร์ ว่าคำว่า หยั่นหว่อหยุ่น เป็นส่วนที่อาจจะทำให้ประชาชนสับสนได้ ดังนั้น เมื่อดูชื่อบริษัทโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้แล้วเข้าใจว่าเป็นบริษัทในเครือเดียวกันเนื่องจากมีคำว่า หยั่นหว่อหยุ่น เหมือนกัน พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 นำชื่อทางการค้าของโจทก์คำว่า หยั่นหว่อหยุ่น ไปจดทะเบียนประกอบเป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ในปี 2543 จึงเป็นการแอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์จากชื่อเสียงทางการค้าของโจทก์ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายซึ่งเป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่สำคัญก็คือมาตรฐานสินค้าของจำเลยที่ 1 ตามที่ได้ความจากนางนันทนา และนางอรวรรณ พนักงานขายสินค้าของบริษัทสยามแมคโคร จำกัด (มหาชน) สาขานครสวรรค์และสาขาสุราษฎร์ธานี พยานโจทก์ตรงกันว่า สินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ ต้องมีการนำส่งคืนเพราะจำหน่ายไม่ได้ ดังนี้ เมื่อสาธารณชนผู้บริโภคสับสนหลงผิดเข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอันเป็นผลจากการที่นำคำว่าหยั่นหว่อหยุ่น ซึ่งเป็นชื่อในทางการค้าของโจทก์ไปใช้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายจากการละเมิดชื่อทางการค้าและลวงขายรวมเป็นเงินจำนวน 600,000 บาท ส่วนค่าเสียหายในอนาคตนั้นตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเสียหายอย่างไรบ้าง จึงไม่กำหนดให้ สรุปแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 402540, 402541 และ 402542 หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองใช้คำว่า หยั่นหว่อหยุ่น เป็นชื่อในทางการค้า หรือประกอบเป็นเครื่องหมายการค้า กับห้ามมิให้จำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าตราเด็กสมบูรณ์ และคำว่า หยั่นหว่อหยุ่นเจียงหยิ่น คำขอเลขที่ 14687 ทะเบียนเลขที่ 9352 ของโจทก์อีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 600,000 บาท คำขออื่นให้ยก

3/3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (10) ม. 46 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหยั่น หว่อ หยุ่น จำกัด
บริษัทผลิตภัณฑ์อาหารสมบูรณ์
จำเลย — หยั่นหว่อหยุ่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3727/2549
#267183
เปิดฉบับเต็ม

การขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบตาม ป.อ. มาตรา 36 เป็นการใช้สิทธิทางศาล และเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยเท่านั้นที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนได้ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบแสดงให้ได้ความตามเงื่อนไขดังกล่าวก่อน โดยนอกจากนำสืบพิสูจน์ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางแล้ว ผู้ร้องยังต้องนำพยานมาสืบให้เห็นว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบขัดแย้งกันและมีพิรุธ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุมีการยืมรถยนต์บรรทุกของกลางไปจากผู้ร้อง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 และริบรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 90 - 9650 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า ให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 90 - 9650 กรุงเทพมหานคร ของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เป็นการใช้สิทธิทางศาล และเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยเท่านั้นที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนได้ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบแสดงให้ได้ความตามเงื่อนไขดังกล่าวก่อน โดยนอกจากนำสืบพิสูจน์ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางแล้ว ผู้ร้องยังต้องนำพยานมาสืบให้เห็นว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบขัดแย้งกันและมีพิรุธ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า ขณะเกิดเหตุมีการยืมรถยนต์บรรทุกของกลางไปจากผู้ร้อง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
ผู้ร้อง — บริษัท เอ. เค. ที กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — นายกิตติพนธ์ หมั่นมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายถาวร เศษมะพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3709/2549
#269174
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 12 กำหนดว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้โดยจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 54 ปี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว แม้ปัญหานี้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 10 ริบเมทแอมเฟตามีนและกล่องสบู่ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ให้ระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้ จึงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 54 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและกล่องสบู่ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น และแม้ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์จะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่คดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้โดยจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 54 ปี นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า "การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี" แม้ปัญหานี้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสัญญาหรือแอะ ทิพย์เลิศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3655/2549
#268770
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลย และให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายใน 15 วัน แต่จำเลยไม่ชำระภายในกำหนด กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการวางเงินศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องและไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ดังนี้ ทางแก้ของจำเลยคือจำเลยต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวจนพ้นกำหนดระยะเวลา คดีย่อมถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมศาลได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์จำเลยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยมิได้ยากจนจริง ยังมีเงินพอเสียค่าธรรมเนียมศาล จึงให้ยกคำร้อง และให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน วันที่ 9 สิงหาคม 2545 จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลบางส่วนและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลานำเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือมาวางศาลภายในวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยไม่ได้นำค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด จนกระทั่งพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน จำเลยกลับยื่นคำร้องขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมส่วนที่เหลือ โดยอ้างเหตุผลว่า เข้าใจว่าครบกำหนดวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ 20 ตุลาคม 2545

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมแล้ว และศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ วันที่ 29 กรกฎาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน วันที่ 9 สิงหาคม 2545 จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระบางส่วน และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาล ส่วนที่เหลือในวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นอนุญาต ปรากฏว่าจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาออกไป วันที่ 14 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยผู้อุทธรณ์ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในกำหนดตามคำสั่งศาล จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ในวันเดียวกันจำเลยยื่นคำร้องว่า ที่จำเลยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางภายในกำหนดเวลานั้นด้วยความเข้าใจผิดของจำเลยว่าจะครบกำหนดวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ 20 ตุลาคม 2545 และจำเลยได้เตรียมค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือมาวางแล้วมีความประสงค์จะวางเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือ ขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเนื่องจากพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมแล้ว และศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยจึงฎีกาเป็นคดีนี้ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยไปแล้ว ทางแก้ของจำเลยคือจำเลยต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่บทบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวจนพ้นกำหนดระยะเวลา คดีย่อมถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ได้อีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และรับฎีกาของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยเรื่องการขอวางเงินค่าธรรมเนียมให้จึงเป็นการไม่ชอบ"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจเร ศักดิ์พันธ์
จำเลย — นายจำลอง โพธิ์ทับทิม
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3651/2549
#266786
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 195 ต. เขาทราย อ. ทับคล้อ จ. พิจิตร โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ทำเกินขอบอำนาจโดยจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 จำนองต่อจำเลยที่ 3 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ดังนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว แม้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการฟ้องบุพการีต้องห้ามตาม ป.พ.พ. 1562 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น หามีผลไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 195 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร พร้อมบ้านเลขที่ 947 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวคืนโจทก์ และให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์แล้ว โจทก์แถลงว่าจำเลยที่ 1 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จริง และก่อนคดีนี้โจทก์ได้ร้องขอให้พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตรฟ้องจำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 340/2540 ของศาลชั้นต้น และต่อมาศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอาญาอีกคดีหนึ่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดการชี้สองสถานและงดสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 195 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ทำเกินขอบอำนาจโดยจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 จำนองต่อจำเลยที่ 3 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ดังนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว แม้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 เพราะเป็นการฟ้องบุพการีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น หามีผลไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 เป็นบุพการีของโจทก์ ฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมตกไปด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1562
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสังวล หรือธิดาทิพย์ แปรสนม หรือศรีรุณ
จำเลย — นางจำลอง ดาราวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายพรรลอง มั่นดี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3651/2549
#267195
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ทำเกินขอบอำนาจโดยจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 จำนองต่อจำเลยที่ 3 ขอให้เพิกถอนการให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 การซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และการจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว แม้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการฟ้องบุพการีต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนโจทก์ กระทำการปลอมหนังสือมอบอำนาจว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 195 แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จ โดยความจริงโจทก์เพียงแต่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำการไถ่ถอนจำนองแทนโจทก์เท่านั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขายแก่จำเลยที่ 2 และในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นประกันต่อจำเลยที่ 3 โดยปราศจากอำนาจและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 195 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร พร้อมบ้านเลขที่ 947 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวคืนโจทก์ และให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์เป็นบุตรสืบสายโลหิตของจำเลยที่ 1 ฟ้องของโจทก์เป็นคดีอุทลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกมิได้มีส่วนรู้เห็นการทำนิติกรรมของโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้คบคิดกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ การทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นการทำต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินและกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมิได้มีอยู่แล้วจึงเป็นการฟ้องผิดตัว ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์ โจทก์แถลงว่าจำเลยที่ 1 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จริง และก่อนคดีนี้โจทก์ได้ร้องขอให้พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตรฟ้องจำเลยที่ 1 ตามคดีหมายเลขดำที่ 340/2540 ของศาลชั้นต้น และต่อมาศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอาญาอีกคดีหนึ่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดการชี้สองสถานและงดสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 195 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปไถ่ถอนที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ทำเกินขอบอำนาจ โดยจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 จำนองต่อจำเลยที่ 3 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ดังนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว แม้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการฟ้องบุพการีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น หามีผลไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 เป็นบุพการีของโจทก์ ฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมตกไปด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1562
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสังวลหรือธิดาทิพย์ แปรสนมหรือศรีรุณ
จำเลย — นางจำลอง ดาราวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3651/2549
#268762
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 ทำเกินขอบอำนาจโดยจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 จำนองต่อจำเลยที่ 3 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว แม้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการฟ้องบุพการีต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 ก็ตาม ก็เป็นเหตุเฉพาะตัวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น หามีผลไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลถายนอกด้วยไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนโจทก์ กระทำการปลอมหนังสือมอบอำนาจว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 195 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จ โดยความจริงโจทก์เพียงแต่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำการไถ่ถอนจำนองแทนโจทก์เท่านั้น ต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขายแก่จำเลยที่ 2 และในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นประกันต่อจำเลยที่ 3 โดยปราศจากอำนาจและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และเลขที่ 195 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิต พร้อมบ้านเลขที่ 947 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จงหวัดพิจิตร และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวคืนโจทก์ และให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโจทก์เป็นบุตรสืบสายโลหิตของจำเลยที่ 1 ฟ้องของโจทก์เป็นคดีอุทลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์แล้ว โจทก์แถลงว่าจำเลยที่ 1 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จริง และก่อนคดีนี้โจทก์ได้ร้องขอให้พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตรฟ้องจำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 340/2540 ของศาลชั้นต้น และต่อมาศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอาญาอีกคดีหนึ่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดการชี้สองสถานและงดสืบพยานศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 195 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ทำเกินขอบอำนาจโดยจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 จำนองต่อจำเลยที่ 3 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ดังนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว แม้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการฟ้องบุพการีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าว เป็นเหตุเฉพาะตัวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น หามีผลไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 เป็นบุพการีของโจทก์ ฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมตกไปด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1562
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นางสังวล หรือธิดาทิพย์
โจทก์ — แปรสนม หรือศรีรุณ
จำเลย — นางจำลอง ดาราวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3648/2549
#266663
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 เป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นกรมตำรวจฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เนื่องจากจำเลยทั้งสองกระทำตามหน้าที่ของผู้แทนของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น และโจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และมีอายุความ 10 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 711,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 711,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 สิงหาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 304,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกราคาเป็ดส่วนที่ชดใช้เกินไปภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์รับผิดเพียงเท่าที่จำเลยทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะฎีกาของโจทก์จากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมในกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2533 ขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำรงตำแหน่งสารวัตรใหญ่และสารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพรหมพิราม ซึ่งอยู่ในสังกัดของโจทก์ตามลำดับ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันยึดเป็ดจำนวน 16,959 ตัว เป็นของกลางในคดีคนร้ายปล้นทรัพย์เอาเป็ดของนายสำเริงไป แต่นายประทุมโต้เถียงกรรมสิทธิ์และตกลงกันไม่ได้ จำเลยทั้งสองจึงแบ่งเป็ดของกลางมอบให้นายประทุมเป็นผู้ดูแลรักษาจำนวน 9,036 ตัว และให้นายสำเริงดูแลรักษาจำนวน 7,923 ตัว โดยมีข้อตกลงว่าถ้าเป็ดเสียหายหรือตายต้องชดใช้ราคาตัวละ 45 บาท ตามบันทึกรับมอบเป็ดของกลางไว้เก็บรักษา ต่อมานายประทุมได้ฟ้องโจทก์และจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันคืนเป็ด จำนวน 15,800 ตัว ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้โจทก์และจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเป็ดจำนวน 15,800 ตัว แก่นายประทุม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนตัวละ 45 บาท ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2538 โจทก์ได้นำเงินจำนวน 711,000 บาท ไปวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่นายประทุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 และนายประทุมได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลแล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองกระทำตามหน้าที่ของผู้แทนของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นและโจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ส่วนมาตรา 5 ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 นั้น เป็นเรื่องที่หากว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ซึ่งผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองในค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์นำเงินไปวางศาล เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 เพื่อชำระหนี้ให้แก่นายประทุม จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2538 จึงขาดอายุความตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ภายหลังวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสองแล้ว อายุความที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสองจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แต่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ชำระแก่นายประทุมดังกล่าว ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์ยังไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปจึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมตำรวจ
จำเลย — พันตำรวจตรีสุพัฒน์ อาจทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายไพมาส เพ็งมาก
ศาลอุทธรณ์ — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3648/2549
#268891
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์กับโจทก์ร่วมกันคืนเป็ดแก่ ป. หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน โจทก์ได้นำเงินไปวางศาลชำระหนี้แก่ ป. ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 ซึ่ง ป. ได้รับเงินแล้วโจทก์จึงฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองก่อนที่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 อายุความที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. ซึ่งการฟ้องของโจทก์ ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีก่อนว่า จำเลยทั้งสองยึดเป็ดของ ป. ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดต่อ ป. แม้โจทก์กับจำเลยทั้งสองจะเป็นจำเลยด้วยกันในคดีก่อนก็ตาม ก็ต้องถือว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลในคดีก่อนด้วย คำพิพากษาของศาลฎีกาจึงมีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยทั้งสองด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองไม่อาจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงโต้แย้งให้ฟังเป็นอื่นได้อีก

จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อ ป. เป็นการกระทำตามหน้าที่ของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ที่เป็นนิติบุคคล โจทก์ได้นำเงินไปวางศาลเพื่อใช้ราคาเป็ดแก่ ป. ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 711,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 711,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 สิงหาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 304,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกราคาเป็ดส่วนที่ชดใช้เกินภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะฎีกาของโจทก์จากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติแล้วว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมในกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2533 ขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำรงตำแหน่งสารวัตรใหญ่และสารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูรธรอำเภอพรหมพิราม ซึ่งอยู่ในสังกัดของโจทก์ตามลำดับ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันยึดเป็ดจำนวน 16,959 ตัว เป็นของกลางในคดีคนร้ายปล้นทรัพย์เอาเป็ดของนายสำเริง รุกขชาติ ไป แต่นายประทุม คงคำ โต้เถียงกรรมสิทธิ์และตกลงกันไม่ได้ จำเลยทั้งสองจึงแบ่งเป็ดของกลางมอบให้นายประทุมเป็นผู้ดูแลรักษาจำนวน 9,036 ตัว และให้นายสำเริงดูแลรักษาจำนวน 7,923 ตัว โดยมีข้อตกลงว่าเป็ดเสียหายหรือตายต้องชดใช้ราคาตัวละ 45 บาท ตามบันทึกรับมอบเป็ดของกลางไว้เก็บรักษา เอกสารหมาย ป.ล.1 ต่อมานายประทุมได้ฟ้องโจทก์และจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันคืนเป็ด จำนวน 15,800 ตัว ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้โจทก์และจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเป็ดจำนวน 15,800 ตัว แก่นายประทุม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนตัวและ 45 บาท ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2538 เอกสารหมาย จ.3 โจทก์ได้นำเงินจำนวน 711,000 บาท ไปวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่นายประทุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 และนายประทุมได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลแล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองกระทำตามหน้าที่ของผู้แทนของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นและโจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ส่วนมาตรา 5 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นั้น เป็นเรื่องที่หากว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ซึ่งผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองในค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์นำเงินไปวางศาล เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 เพื่อชำระหนี้ให้แก่นายประทุม จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2538 จึงขาดอายุความตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 9 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ภายหลังวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสองแล้ว อายุความที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสองจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แต่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ชำระแก่นายประทุมดังกล่าว ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์ยังไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปจึงไม่ขาดอายุความ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองยึดเป็ดของนายประทุมไว้ เนื่องจากมีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์เป็ดของกลางระหว่างนายประทุมกับนายสำเริงผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายปล้นเป็ดจำเลยทั้งสองไม่สามารถแยกเป็ดของกลางได้ว่าเป็นของผู้ใดจึงแบ่งเป็ดให้นายประทุมรับไปดูแลจำนวน 9,036 ตัว ให้นายสำเริง ดูแลจำนวน 8,024 ตัว หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำให้เป็ดตายหรือเสียหายชดใช้เงินตัวละ 45 บาท เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย และมีระเบียบให้ปฏิบัติได้ โจทก์จึงไม่เสียหายนั้น เห็นว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 725/2538 ที่โจทก์และจำเลยทั้งสองถูกนายประทุมฟ้องเป็นจำเลยร่วมกันให้คืนเป็ดหรือชดใช้ราคานั้นได้วินิจฉัยว่า เป็ดของกลาง 15,800 ตัว มีเป็ดผ่าตีนอยู่ 12,800 ตัว ไม่ผ่าตีน 3,000 ตัว สามารถแยกความแตกต่างของเป็ดทั้งสองชนิดได้ นายสำเริงผู้เสียหายก็รับว่าเป็ดที่ผ่าตีนไม่ใช่ของตนและข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าคนร้ายนำเป็ดที่ปล้นไปรวมไว้กับฝูงเป็ดของนายประทุมน่าเชื่อว่า เป็ดของกลางเป็นของนายประทุมทั้งหมด จำเลยไม่มีสิทธิยึดเป็ดของกลางต่อไปอีก จำเลยต้องคืนเป็ดของกลางดังกล่าวให้แก่นายประทุม จึงเป็นการวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองยึดเป็ดของนายประทุมไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำละเมิดต่อนายประทุม แม้โจทก์กับจำเลยทั้งสองคดีนี้จะเป็นจำเลยด้วยกันก็ตาม ก็ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลในคดีก่อนด้วยคำพิพากษาในคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองคดีนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก จำเลยทั้งสองไม่อาจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงโต้แย้งให้ฟังเป็นอื่นได้อีก ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อนายประทุม เมื่อคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวให้โจทก์และจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเป็ดของกลางแก่นายประทุม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องคืนเป็ดของกลางดังกล่าว ส่วนโจทก์เป็นนิติบุคคลที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองด้วยเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการคืนเป็ดของกลางแก่นายประทุม การที่โจทก์นำเงินใช้ราคาเป็ดไปวางศาลเพื่อชำระให้แก่นายประทุมนั้นจึงเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ที่ต้องแจ้งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพรหมพิรามเรียกเป็ดของกลางจากนายสำเริงมาคืนให้แก่นายประทุม การกระทำของโจทก์จึงไม่ได้ประมาทเลินเล่อตามข้ออ้างของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อนายประทุม และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำตามหน้าที่ของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์ได้นำเงินไปวางศาลเพื่อใช้ราคาเป็ดให้แก่นายประทุมตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว จึงมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เป็ดของกลางที่นายสำเริงรับไปดูแลตายหมด นายสำเริงต้องใช้ราคาเป็ดเป็นเงิน 304,380 บาท ให้แก่โจทก์และนายสำเริงได้ทำบันทึกชดใช้ค่าเสียหายเป็ดรวมเป็นเงิน 304,380 บาท โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 6,000 บาท ให้แก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพรหมพิรามไว้ โจทก์จึงไม่เสียหายนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อีกทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76 ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมตำรวจ
จำเลย — พันตำรวจตรีสุพัฒน์ อาจทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3647/2549
#268735
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 3 มิใช่ผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกการตกลงค่าเสียหายว่าจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ดังนี้ ถือว่าจำเลยที่ 3 สมัครใจเข้าทำสัญญากับโจทก์รับที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จากการถูกผู้อื่นกระทำละเมิด เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญา ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 3 นำสืบในสำนวนความมาวินิจฉัยโดยตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตของคู่กรณีและโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 368 จึงมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาและมารดาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันกระทำโดยประมาทจุดธูปทิ้งไว้ในบ้านของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้บ้านของจำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วลุกลามไหม้บ้านของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 722,950 บาท หลังเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 3 ในฐานะเจ้าของบ้านต้นเพลิงและในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้ทำบันทึกข้อตกลงโดยจำเลยที่ 3 ยินยอมซ่อมแซมบ้านของโจทก์ ส่วนความเสียหายของเครื่องตกแต่งบ้านและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านของโจทก์ จำเลยที่ 3 จะจัดให้มีการประเมินราคาและตกลงค่าเสียหายกันในภายหลัง แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ซ่อมแซมบ้านของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 ทำบันทึกดังกล่าว โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 775,685.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 722,950 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 400,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 442,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องได้เกิดเพลิงไหม้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่จุดธูปทิ้งไว้ในห้องพระชั้น 2 เพลิงลุกลามไปไหม้หลังคาและบริเวณชั้น 2 ของบ้านโจทก์ ต่อมาวันรุ่งขึ้นโจทก์และจำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกการตกลงค่าเสียหายและจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามเอกสารหมาย จ.7 ต่อหน้าร้อยตำรวจโทชูตระกูล ยศมาดี รองสารวัตรสอบสวนทำหน้าที่ร้อยเวรที่สถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ โดยในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำละเมิดหรือก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ต่อมาจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าเสียหายตามข้อตกลงให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย... คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 มิใช่ผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่การที่จำเลยที่ 3 สมัครใจเข้าทำสัญญากับโจทก์รับที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จากการถูกผู้อื่นกระทำละเมิด ก็เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญานั้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตีความการแสดงเจตนาตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีมีประเด็นข้ออ้างข้อเถียงเกี่ยวกับข้อความในบันทึกเอกสารหมาย จ.7 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 ด้วยหรือไม่ ในเมื่อบันทึกตามเอกสารหมาย จ.7 ถือว่าเป็นสัญญาประเภทหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 3 นำสืบในสำนวนความมาวินิจฉัยโดยตีความสัญญาไปตามความประสงค์ในทางสุจริตของคู่กรณีและโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 นั้น ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวราณี ขาวราศรี
จำเลย — นายกมล ตันตินราวัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3613/2549
#268768
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยความว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 เมษายน 2536 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 22 เมษายน 2536 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักเลื่อยโซ่ยนต์ของผู้เสียหายไป...แม้คำบรรยายของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่า วันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาล เห็นว่า จำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืนจึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (4) (8) วรรคสอง จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยได้ความว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 เมษายน 2536 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 22 เมษายน 2536 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักเลื่อยโซ่ยนต์ของผู้เสียหายไป...แม้คำบรรยายของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่า วันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาลเห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืนซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวแม้มิได้มีฝ่ายใดฎีกาก็ตามแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีจึงฟังได้เพียงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์และเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยลักทรัพย์ราคา 15,000 บาท ของผู้เสียหายในสถานที่ราชการ โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ และเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นไปโดยอุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนแก่เจ้าของทรัพย์ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในสังคมพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ก็เป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัว ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตามปรากฏจากคำฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับการชดใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายแล้ว นับว่าจำเลยได้บรรเทาผลร้ายแห่งคดีมาบ้างแล้ว มีศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกจำเลยถึง 3 ปี ก่อนลดโทษ นั้นหนักเกินไป จึงเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (4) (8) วรรคสอง ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายไพรัช วรพุฒ
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3597/2549
#267194
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1001 ได้บัญญัติให้ฟ้องผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่ตั๋วถึงกำหนด โดยไม่ได้บัญญัติว่าผู้ใดเป็นผู้ฟ้องดังเช่นมาตรา 1002 การที่โจทก์ในฐานะที่ผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินได้รับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากผู้รับเงินฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1001

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2537 จำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินโดยสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวน 4,300,595 บาท แก่บริษัทแอสตราโก เอเชียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในวันที่ 21 ตุลาคม 2540 และให้โจทก์สาขาวิสุทธิ์กษัตริย์เป็นผู้รับอาวัลซึ่งตกลงว่า ถ้าจำเลยไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ภายในกำหนด เป็นเหตุให้โจทก์ต้องจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินในฐานะผู้รับอาวัลแล้ว จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2537 บริษัทดังกล่าวได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินมาขายลดให้แก่โจทก์ที่สาขาลุมพินี เพื่อขอรับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินไปก่อน และได้รับเงินจากโจทก์ที่สาขาลุมพินีไปแล้ว เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ขอบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,740,852.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 12.75 ต่อปี ในต้นเงิน 4,300,595 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทแอสตราโก เอเชียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่มาขายลด โจทก์จึงเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดในวันที่ 21 ตุลาคม 2540 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประเด็นแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องโดยสัญญาจะจ่ายเงินให้แก่บริษัทแอสตราโก เอเชียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในวันที่ 21 ตุลาคม 2540 โดยมีโจทก์ซึ่งประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ สาขาวิสุทธิ์กษัตริย์ เป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน และบริษัทแอสตราโก เอเชียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้ทรงได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไปขายลดให้แก่โจทก์ที่สาขาลุมพินี และได้รับเงินไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2537 แต่เมื่อถึงกำหนดใช้เงิน จำเลยไม่ชำระตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ เห็นว่า วันถึงกำหนดใช้เงินของตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องคือวันที่ 21 ตุลาคม 2540 และในคดีฟ้องผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน กฎหมายห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาสามปีนับแต่วันตั๋วนั้น ๆ ถึงกำหนดใช้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 เมื่อนับจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 25 มิถุนายน 2546 จึงพ้นเวลาสามปีนับแต่วันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดแล้ว ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้รับอาวัลมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยจำเลยผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินได้ภายในอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 ได้บัญญัติให้ฟ้องผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่ตั๋วถึงกำหนด โดยไม่ได้บัญญัติว่าผู้ใดเป็นผู้ฟ้องดังเช่นมาตรา 1002 ที่บัญญัติให้ผู้ทรงตั๋วเงินฟ้องผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่าย ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะที่ผู้รับอาวัลจะฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1001 เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยภายในเวลาดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 3506/2528 นั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวไม่ตรงกับคดีนี้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1001
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทชินภูม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3597/2549
#268694
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1001 บัญญัติให้ฟ้องผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินภายในกำหนดเวลาสามปี นับแต่วันที่ตั๋วถึงกำหนด โดยไม่ได้บัญญัติว่าผู้ใดเป็นผู้ฟ้องดังเช่นมาตรา 1002 ที่บัญญัติให้ผู้ทรงตั๋วเงินฟ้องผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่าย ดังนั้นการที่โจทก์ในฐานะผู้รับอาวัลจะฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์จึงต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความตาม มาตรา 1001 มิใช่ภายในอายุความสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,740,852.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13.75 ต่อปี ในต้นเงิน 4,300,595 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประเด็นแรกว่า ฟ้องโจกท์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องโดยสัญญาจะจ่ายเงินให้แก่ บริษัทแอสตราโก เอเชียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในวันที่ 21 ตุลาคม 2540 โดยมีโจทก์ซึ่งประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ สาขาวิสุทธิ์กษัตริย์ เป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน และบริษัทแอสตราโก เอเชียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้ทรงได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไปขายลดให้แก่โจทก์ที่สาขาลุมพินี และได้รับเงินไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2537 แต่เมื่อถึงกำหนดใช้เงิน จำเลยไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ เห็นว่า วันถึงกำหนดใช้เงินของตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องคือวันที่ 21 ตุลาคม 2540 และคดีฟ้องผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน กฎหมายห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาสามปีนับแต่วันตั๋วนั้นๆ ถึงกำหนดใช้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 เมื่อนับจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 25 มิถุนายน 2546 จึงพ้นเวลาสามปีนับแต่วันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดแล้ว ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้รับอาวัลมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยจำเลยผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินได้ภายในอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 ได้บัญญัติให้ฟ้องผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่ตั๋วถึงกำหนด โดยไม่ได้บัญญัติว่าผู้ใดเป็นเป็นผู้ฟ้องดังเช่นมาตรา 1002 ที่บัญญัติให้ผู้ทรงตั๋วเงินฟ้องผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่าย ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะที่ผู้รับอาวัลจะฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1001 เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยภายในเวลาดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ... ดังนั้น เมื่อวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นอื่นอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1001 ม. 1002
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทชินภูม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ