คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3028/2565
#684816
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมมีประเด็นวินิจฉัยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งหม้อกำเนิดไอน้ำซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาในการส่งมอบงานล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการขอขยายระยะเวลาฎีกา ส่วนคดีนี้ประเด็นวินิจฉัยเป็นเช่นเดียวกับคดีเดิมว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งหม้อกำเนิดไอน้ำ เมื่อการซื้อขายสินค้าของทั้งสองคดีเกี่ยวกับการซื้อขายตามสัญญาฉบับเดียวกัน แม้คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญา เหตุละเมิดที่อ้างก็สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดสัญญาฉบับเดียวกันนั้นเอง ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์คดีก่อนกับคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกัน แม้โจทก์อ้างในฎีกาว่าความเสียหายนี้มิได้เกี่ยวกับเครื่องจักรตามสัญญาแต่แท้จริงแล้วมูลเหตุของความเสียหายที่อ้างมาจากการผิดสัญญาส่งมอบหม้อกำเนิดไอน้ำถูกต้องครั้งเดียวกันนั้นเอง เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน และคดีเดิมศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้น ฟ้องของโจทก์ในประเด็นว่าจำเลยกระทำละเมิดส่งมอบสินค้าไม่เป็นไปตามสัญญาทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 180,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาให้ฎีกาเฉพาะประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งมีประเด็นว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งหม้อกำเนิดไอน้ำ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.386/2560 หมายเลขแดงที่ ผบ.206/2561 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีเดิมมีประเด็นวินิจฉัยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งหม้อกำเนิดไอน้ำ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาในการส่งมอบงานล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการขอขยายระยะเวลาฎีกา ส่วนคดีนี้ประเด็นวินิจฉัยเป็นเช่นเดียวกับคดีเดิมว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งหม้อกำเนิดไอน้ำ เมื่อการซื้อขายสินค้าของทั้งสองคดีเกี่ยวกับการซื้อขายตามสัญญาฉบับเดียวกัน แม้คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญา เหตุละเมิดที่อ้างก็สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดสัญญาฉบับเดียวกันนั้นเอง ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์คดีก่อนกับคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกัน แม้โจทก์อ้างในฎีกาว่าความเสียหายคดีนี้มิได้เกี่ยวกับเครื่องจักรตามสัญญา แต่แท้จริงแล้วมูลเหตุของความเสียหายที่อ้างมาจากการผิดสัญญาส่งมอบหม้อกำเนิดไอน้ำถูกต้องครั้งเดียวกันนั้นเอง เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน และคดีเดิมศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้น ฟ้องของโจทก์ในประเด็นว่าจำเลยกระทำละเมิดส่งมอบสินค้าไม่เป็นไปตามสัญญาทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายยุทธนา คุ้มมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3026/2565
#688896
เปิดฉบับเต็ม

การประกอบธุรกิจเป็นนายทุนวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ นอกจากจะมีผลกระทบต่อการออมของประชาชนแล้วยังกระทบต่อการระดมเงินออมของสถาบันการเงินที่ทางราชการสนับสนุนและรับผิดชอบ ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัฐให้เสียหาย ความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 จึงเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพนักงานอัยการเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้อง โจทก์เป็นราษฎรจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 9, 17, 19 กับให้จำเลยคืนเงิน จำนวน 1,110,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) (3), 9, 17, 19 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปฐานเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์โดยมิชอบจำคุก 6 เดือน และฐานโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในการเล่นแชร์ปรับ 50,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์โดยมิชอบ คงจำคุก 3 เดือน และฐานโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในการเล่นแชร์คงปรับ 25,000 บาท รวมจำคุก 3 เดือน และปรับ 25,000 บาท แต่จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนด 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยคืนเงิน 1,110,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ด้วย ให้จำเลยคืนเงิน 1,038,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ เพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 และมีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การประกอบธุรกิจเป็นนายทุนวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ นอกจากจะมีผลกระทบต่อการออมของประชาชนแล้วยังกระทบต่อการระดมเงินออมของสถาบันการเงินที่ทางราชการสนับสนุนและรับผิดชอบ ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัฐให้เสียหาย ความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 จึงเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพนักงานอัยการเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้อง โจทก์เป็นราษฎรจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและ กำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ณ.
จำเลย — นางสาว ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมโชค มีมะแม
ศาลอุทธรณ์ — นางกันยารัตน์ ดำรงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3018/2565
#685353
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง 400 เม็ด ที่ล่อซื้อจากจำเลยบริเวณข้างบ้านที่เกิดเหตุ มีการตรวจค้นบริเวณบ้านที่เกิดเหตุแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ในระหว่างนั้น จำเลยให้ข้อมูลว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนฝังดินไว้พร้อมพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด บริเวณหลังบ้านที่เกิดเหตุ และขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 1,000 เม็ด บริเวณไร่อ้อยห่างจากหลังบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตร ทั้งเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองให้ข้อมูลว่า หากไม่ได้ข้อมูลจากจำเลย ก็จะไม่สามารถตรวจค้นเจอยาเสพติดของกลาง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยซุกซ่อนไว้และพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนอีก 1,600 เม็ด เจ้าพนักงานคงไม่สามารถตรวจพบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวได้ ถือว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อพนักงานฝ่ายปกครอง โดยหาจำต้องเป็นข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นไม่ และมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานเพื่อเป็นเหตุบรรเทาโทษที่เกิดจากการรู้สึกความผิด หรือลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานอันควรได้รับการลดโทษตามความแห่ง ป.อ. มาตรา 78 ศาลชอบที่จะใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 58, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 58, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 6 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 3 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท รวมจำคุก 29 ปี 6 เดือน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 58, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91 ประกอบมาตรา 100/2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 3 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 36 ปี และปรับ 720,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี และปรับ 150,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 18 ปี และปรับ 360,000 บาท รวมจำคุก 20 ปี 3 เดือน และปรับ 510,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามทางนำสืบของโจทก์จากคำเบิกความของนายชาติชายปลัดอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้ร่วมจับกุมจำเลย ประกอบบันทึกการตรวจค้น/จับกุม และแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ว่า หลังจากจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง 400 เม็ด ที่ล่อซื้อจากจำเลยบริเวณข้างบ้านที่เกิดเหตุ มีการตรวจค้นบริเวณบ้านที่เกิดเหตุแต่ไม่พบสิ่งกฎหมาย ในระหว่างนั้น จำเลยให้ข้อมูลว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนฝังดินไว้พร้อมทั้งพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด บริเวณหลังบ้านที่เกิดเหตุ และขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 1,000 เม็ด บริเวณไร่อ้อยห่างจากหลังบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตร ทั้งเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองให้ข้อมูลว่า หากไม่ได้ข้อมูลจากจำเลย ก็จะไม่สามารถตรวจค้นเจอยาเสพติดของกลาง 1,600 เม็ด การให้ข้อมูลของจำเลยเป็นเหตุให้มีการขยายผลจนสามารถตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกเป็นจำนวนค่อนข้างมาก หากแพร่ระบาดออกไปย่อมเป็นอันตรายต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยซุกซ่อนไว้และพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนอีก 1,600 เม็ด เจ้าพนักงานคงไม่สามารถตรวจพบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวได้ ถือว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อพนักงานฝ่ายปกครอง โดยหาจำต้องเป็นข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่น และมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานเพื่อเป็นเหตุบรรเทาโทษที่เกิดจากการรู้สึกความผิด หรือลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานอันควรได้รับการลดโทษตามความแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน โดยบทบัญญัติเกี่ยวกับการให้ข้อมูลสำคัญที่จะเป็นเหตุให้ลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดมีบัญญัติไว้ใน มาตรา 153 โดยเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ที่แตกต่างจากเดิม คือ ต้องให้พนักงานอัยการระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล หรือหากพนักงานอัยการไม่ระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้อง ผู้กระทำความผิดอาจยื่นคำร้องต่อศาลก็ได้ จึงเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติดที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบัญญัติหลักเกณฑ์ดังกล่าวที่ไม่เป็นคุณ จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานเสพมอร์ฟีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 58 และมีบทกำหนดโทษไว้ในมาตรา 91 ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปีหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดได้บัญญัติความผิดเกี่ยวกับการเสพเมทแอมเฟตามีนและการเสพมอร์ฟีนไว้ในมาตรา 104 และมีบทกำหนดโทษในมาตรา 162 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การเสพเมทแอมเฟตามีนและการเสพมอร์ฟีน คงเป็นความผิดอยู่ แต่อัตราโทษตามกฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องนำประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดและเป็นคุณมากกว่ามาบังคับแก่จำเลย ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นั้น ตามมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ได้ให้คำนิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนถือเป็นความผิดอย่างเดียวกันอันเป็นกรรมเดียว ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกรรมเดียว ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่แยกเป็นคนละฐานความผิด ประกอบกับความผิดของจำเลยต้องด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสองและวรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท และระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิตตามลำดับ โดยการลงโทษหนักเบาถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญ แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติดที่เป็นบทบัญญัติของกฎหมายใหม่ มาตรา 90 ที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาเพียงปริมาณยาเสพติดดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ได้ในระดับหนึ่งก็ตาม ต้องถือว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดที่เป็นกฎหมายใหม่มิได้ได้ยกเลิกความผิดตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ มาตรา 66 วรรคสองและวรรคสามไปเสียทีเดียว แต่เมื่อกฎหมายใหม่ไม่ได้บัญญัติให้ศาลลงโทษผู้กระทำความผิดหนักขึ้นเพียงเพราะปริมาณยาเสพติดให้โทษดังเช่นกฎหมายเดิม แต่ต้องมีพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่กำหนดไว้ด้วย การกระทำของจำเลยย่อมอาจเป็นความผิดตามมาตรา 90 ประกอบมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ โดยขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาปรับบทความผิดของจำเลยไปตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 พนักงานฝ่ายปกครองได้ร่วมกันจับกุมตัวนางสาวศิริเพ็ญในเขตพื้นที่ตำบลห้วยขมิ้น จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีน 198 เม็ด นางสาวศิริเพ็ญต้องการได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 จึงให้ข้อมูลว่าตนซื้อยาเสพติดจากผู้ค้าในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าไซและอำเภอดอนเจดีย์ เจ้าพนักงานจึงมีการขยายผลทราบว่าซื้อยาเสพติดจากนายบุญชวนสามีจำเลย จึงมีการวางแผนโทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อ โดยจำเลยเป็นผู้รับโทรศัพท์และนัดหมายส่งมอบยาเสพติด 2 ถุง ในราคาถุงละ 5,200 บาท ที่หน้าบ้านของนายบุญชวน ต่อมาเมื่อถึงเวลานัดหมาย เจ้าพนักงานเข้าประจำจุด เห็นจำเลยนั่งรออยู่หน้าบ้าน เมื่อสายลับขี่รถจักรยานยนต์มาถึงจุดนัดหมาย สายลับส่งมอบธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อและจำเลยส่งมอบยาเสพติดให้แก่สายลับ จึงแสดงตัวเข้าจับกุม ภายหลังจับจำเลยได้ จำเลยให้การรับว่า ยาเสพติดทั้งหมดนายบุญชวนสามีของจำเลยเป็นผู้สั่งซื้อมาจากผู้ค้าเพื่อให้จำเลยจำหน่ายให้แก่ผู้ค้าและผู้เสพในพื้นที่อำเภอดอนเจดีย์ ส่วนนายบุญชวนหลบหนีไป จากนั้นจำเลยยอมรับว่ายังมียาเสพติดซุกซ่อนฝังดินและซุกซ่อนในป่าอ้อย และนำเจ้าพนักงานเข้าตรวจค้น และพบยาเสพติดของกลางเพิ่มเติมอีก 1,600 เม็ด นอกเหนือจากที่จำหน่ายแก่สายลับ 400 เม็ด จากพฤติการณ์ในการครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลย เป็นการทำให้ยาเสพติดแพร่กระจายในกลุ่มผู้ค้าและผู้เสพ และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน จึงถือเป็นพฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนถึงสองล้านบาท อันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคสอง (2), 162 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 3 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 10 ปี และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี 2 เดือน 30 วัน และปรับ 500,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาง ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางอัมพวัน ตันยาภิรมย์
ศาลอุทธรณ์ — นายอภิชาต ภมรบุตร
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
อุดม วัตตธรรม
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3018/2565
#685354
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง 400 เม็ด ที่ล่อซื้อจากจำเลยบริเวณข้างบ้านที่เกิดเหตุ มีการตรวจค้นบริเวณบ้านที่เกิดเหตุแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ในระหว่างนั้น จำเลยให้ข้อมูลว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนฝังดินไว้พร้อมทั้งพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด บริเวณหลังบ้านที่เกิดเหตุ และขุดพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 1,000 เม็ด บริเวณไร่อ้อยห่างจากหลังบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตร ทั้งเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองให้ข้อมูลว่า หากไม่ได้ข้อมูลจากจำเลย ก็จะไม่สามารถตรวจค้นเจอยาเสพติดของกลางนั้น เห็นว่า หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยซุกซ่อนไว้และพาเจ้าพนักงานไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนอีก 1,600 เม็ด เจ้าพนักงานคงไม่สามารถตรวจพบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวได้ ถือว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อพนักงานฝ่ายปกครอง โดยหาจำต้องเป็นข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่น และมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานเพื่อเป็นเหตุบรรเทาโทษที่เกิดจากการรู้สึกความผิด หรือลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานอันควรได้รับการลดโทษตามความแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาง ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางอัมพวัน ตันยาภิรมย์
ศาลอุทธรณ์ — นายอภิชาต ภมรบุตร
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
อุดม วัตตธรรม
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
คำพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3010/2565
#686036
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาเช่ารถยนต์กับโจทก์ ต่อมาเมื่อโจทก์รับรถยนต์ไปใช้ปรากฏว่าเกิดเสียงดังในขณะขับรถถอยหลัง เมื่อนำกลับไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมหลายครั้งแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ เป็นการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าในสภาพที่ไม่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ เป็นความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นก่อนหรือในขณะส่งมอบและเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังจากการส่งมอบรถ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดตามสัญญาเช่าเนื่องจากส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซึ่งไม่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา มิใช่กรณีฟ้องขอให้รับผิดในกรณีชำรุดบกพร่อง บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 474 จึงไม่นำมาปรับใช้กับคดีนี้ และการฟ้องขอให้รับผิดโดยขอคืนเงินที่ชำระตามสัญญาเช่าเนื่องจากส่งมอบทรัพย์ที่เช่าไม่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันเป็นการผิดสัญญาเช่านั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 190/30

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 549 ซึ่งบัญญัติว่า "การส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเช่าก็ดี ความรับผิดของผู้ให้เช่าในกรณีชำรุดบกพร่องและรอนสิทธิก็ดี ผลแห่งข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดก็ดี เหล่านี้ ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการซื้อขายอนุโลมความตามควร" และมาตรา 472 วรรคแรก บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด อันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด" ดังนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ให้เช่ารถยนต์นอกจากมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์โดยมีสภาพที่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย เมื่อความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นก่อนส่งมอบและเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากส่งมอบแก่โจทก์ และเสียงที่ดังเกิดที่เบรกรถยนต์ซึ่งเป็นระบบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับรถยนต์ แม้จำเลยที่ 1 จะซ่อมแซมหลายครั้งแล้วก็ยังแก้ไขไม่ได้ ย่อมทำให้เกิดความวิตกกังวลและความไม่เชื่อมั่นในการใช้รถที่เช่า ความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าดังกล่าวจึงถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้ตามปกติ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ให้เช่าได้ส่งมอบรถยนต์โดยมีสภาพที่เหมาะกับการใช้ประโยชน์ตามที่เช่า แม้สัญญาเช่ามีข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าอันเป็นการยกเว้นความผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 549 ประกอบมาตรา 472 ก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนด ทำให้จำเลยที่ 2 ได้เปรียบโจทก์เกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีผลใช้บังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม (1) จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 2 ด้วยการนำรถกลับไปคืนจำเลยที่ 1 แล้วต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา และจำเลยที่ 2 นำรถยนต์ที่เช่าไปขายแก่บุคคลภายนอกแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมด้วยการคืนเงินค่าเช่าที่ได้รับมาทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ส่วนจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทในขณะที่โจทก์ฟ้องคดี ทั้งไม่ใช่ผู้รับชำระค่าเช่าจากโจทก์ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าที่ชำรุดบกพร่องและเรียกค่าเสียหายภายใต้บังคับของกฎหมายเท่านั้น กรณีไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมชำระเงินดังกล่าวที่โจทก์ชำระไปแล้วคืนให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอให้เรียกบริษัท ม. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งเรียกบริษัท ม. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามขอ

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 1,654,108 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้นให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมนำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์

จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยร่วมมีวัตถุประสงค์ในการประกอบและจำหน่ายรถยนต์กับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับรถยนต์รวมทั้งให้บริการที่เกี่ยวข้อง มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนจำหน่าย โจทก์ติดต่อเช่ารถยนต์กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระราคารถยนต์ที่เช่าแก่จำเลยที่ 1 แล้วนำมาให้โจทก์ทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่งในวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 โดยมีนางสาววิสุทธิณี ทำสัญญาค้ำประกันการเช่ารถยนต์ของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 ต่อมารถยนต์ที่เช่ามีเสียงดังเกิดขึ้นในระบบเบรกขณะขับเคลื่อนถอยหลัง โจทก์จึงนำรถยนต์ที่เช่าไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมครั้งแรกวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมแซมแล้วมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ได้นำรถยนต์ที่เช่าไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมอีกในวันที่ 9 สิงหาคม 2559 วันที่ 6 กันยายน 2559 วันที่ 11 ตุลาคม 2559 และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 จำเลยที่ 1 รับรถยนต์ที่เช่าไว้ทำการซ่อมแซม โดยจำเลยร่วมได้ส่งช่างและผู้เชี่ยวชาญจากแผนกเทคนิคศูนย์บริการกลาง (CSD) มาร่วมทำการตรวจสอบแก้ไขด้วยแล้วส่งคืนโจทก์ จนกระทั่งวันที่ 25 มกราคม 2560 โจทก์ได้นำรถยนต์ที่เช่าไปคืนจำเลยที่ 1 และไม่กลับไปรับคืนอีกโดยได้บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 2 จึงนำรถยนต์ที่เช่าไปขายแก่บุคคลภายนอก โจทก์ได้ชำระค่าเช่าไปแล้วทั้งสิ้นรวม 1,654,108 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาเช่ารถยนต์กับโจทก์ ต่อมาเมื่อโจทก์รับรถยนต์ไปใช้ปรากฏว่าเกิดเสียงดังในขณะขับรถถอยหลัง เมื่อนำรถกลับไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมหลายครั้งแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ เป็นการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าในสภาพที่ไม่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ เป็นความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นก่อนหรือในขณะส่งมอบและเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังจากการส่งมอบรถ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดตามสัญญาเช่าเนื่องจากส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซึ่งไม่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ หรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา มิใช่กรณีฟ้องขอให้รับผิดในกรณีชำรุดบกพร่อง บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 จึงไม่นำมาปรับใช้กับคดีนี้ และการฟ้องขอให้รับผิดโดยขอคืนเงินที่ชำระตามสัญญาเช่า เนื่องจากส่งมอบทรัพย์ที่เช่าไม่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันเป็นการผิดสัญญาเช่านั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 190/30 โจทก์เอารถไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 แล้วไม่ได้ไปรับรถคืนอันเป็นการบอกเลิกสัญญา สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับแต่วันที่ 26 มกราคม 2560 โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อมาว่า จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินค่าเช่ารถยนต์พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน การรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่เช่าต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 549 ซึ่งบัญญัติว่า "การส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเช่าก็ดี ความรับผิดของผู้ให้เช่าในกรณีชำรุดบกพร่องและรอนสิทธิก็ดี ผลแห่งข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดก็ดี เหล่านี้ ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการซื้อขายอนุโลมความตามควร" และมาตรา 472 วรรคแรก บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด อันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด" ดังนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ให้เช่ารถยนต์นอกจากมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์โดยมีสภาพที่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าไปใช้ประโยชน์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 ต่อมารถยนต์ที่เช่ามีเสียงดังเกิดขึ้นในระบบเบรกขณะขับเคลื่อนถอยหลัง โจทก์จึงนำรถยนต์ที่เช่าไปเข้าศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 ครั้งแรกวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 จะเห็นได้ว่ารถยนต์ที่เช่ามีปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรกหลังจากโจทก์รับไปขับเพียงประมาณ 1 เดือนเศษเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากการใช้ตามปกติหลังจากรับมอบรถยนต์ไปใช้หรือเกิดจากการกระทำโดยตรงของโจทก์ เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวเป็นความชำรุดบกพร่องที่เกิดจากการผลิตหรือการประกอบรถยนต์ อันเป็นความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นก่อนส่งมอบและเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังจากส่งมอบแก่โจทก์ และเสียงที่ดังเกิดที่เบรกรถยนต์ซึ่งเป็นระบบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับรถยนต์ แม้จำเลยที่ 1 จะซ่อมแซมหลายครั้งแล้วก็ยังแก้ไขไม่ได้ย่อมทำให้เกิดความวิตกกังวลและความไม่เชื่อมั่นในการใช้รถที่เช่า ความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าดังกล่าวจึงถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ให้เช่าได้ส่งมอบรถยนต์โดยมีสภาพที่เหมาะกับการใช้ประโยชน์ตามที่เช่า แม้สัญญาเช่ามีข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าอันเป็นการยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 549 ประกอบมาตรา 472 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้บริการสินเชื่อในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ให้เช่าหรือเช่าซื้อ เป็นต้น จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ ส่วนโจทก์เป็นผู้บริโภค และข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนดให้จำเลยที่ 2 ได้รับยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาถือได้ว่าข้อตกลงเช่นนี้ทำให้จำเลยที่ 2 ได้เปรียบโจทก์อีกฝ่ายเกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีผลใช้บังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม (1) จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เช่าโดยไม่อาจยกข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในสัญญาดังกล่าวขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ เมื่อรถยนต์ที่เช่ามีความชำรุดบกพร่องและความชำรุดบกพร่องดังกล่าวถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติดังวินิจฉัยมาแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ให้เช่าผิดสัญญาด้วยการนำรถยนต์ที่มีความชำรุดบกพร่องถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญามาให้โจทก์เช่า โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าต่อจำเลยที่ 2 ด้วยการนำรถยนต์ที่เช่าไปคืน โดยถือว่าโจทก์ไม่สามารถใช้รถยนต์ที่เช่าให้เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญามาตั้งแต่ต้น เมื่อสัญญาเช่าเลิกกันโดยโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าไปคืนจำเลยที่ 1 แล้วมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และจำเลยที่ 2 นำรถยนต์ที่เช่าไปขายแก่บุคคลภายนอกแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมด้วยการคืนเงินค่าเช่าที่ได้มาทั้งหมดจำนวน 1,654,108 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประกอบมาตรา 224 แก่โจทก์ โดยศาลไม่จำต้องกำหนดให้โจทก์ชำระค่าใช้ทรัพย์แก่จำเลยที่ 2 เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถใช้ทรัพย์ให้สมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้ปกติดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเช่ารถพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาประการสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ตั้งข้อหาในการฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยร่วมนำรถยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐานมีความชำรุดบกพร่องมาขายให้แก่โจทก์โดยให้โจทก์ทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่งกับจำเลยที่ 2 โจทก์ต้องผ่อนชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยที่ 2 ทุกเดือนโดยไม่สามารถใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ โจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยร่วมร่วมกันคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วทั้งหมด เป็นค่าเช่างวดแรก 1,456,000 บาท ค่าเช่าที่โจทก์ชำระตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เป็นเงิน 198,108 บาท ค่าติดตั้งบันไดข้างรถยนต์ 55,000 บาท ค่าเคลือบแก้วรถยนต์ 37,000 บาท ค่าบำรุงรักษารถ 15,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ 400,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 2,161,108 บาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าคืนให้แก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบ สัญญาเช่าเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โจทก์จึงขอบังคับให้จำเลยที่ 2 คืนเงินดังกล่าวที่โจทก์ชำระไปแล้วให้แก่โจทก์ได้ แต่สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทในขณะที่โจทก์ฟ้องคดี ทั้งไม่ใช่ผู้รับชำระค่าเช่าจากโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้บริโภคคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าที่ชำรุดบกพร่องและเรียกค่าเสียหายภายใต้บังคับของกฎหมายเท่านั้น กรณีย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมชำระเงินดังกล่าวที่โจทก์ชำระไปแล้วคืนให้แก่โจทก์ตามคำขอบังคับของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าเช่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ต้องคืนแก่โจทก์ ซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,654,108 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2560) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 472 ม. 474 ม. 549
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคสาม (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายเลิศดิลก ยุติธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ช้างหัวหน้า
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2998/2565
#698315
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. และเด็กชาย ศ. บุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราวโดยเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดู ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2565 ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียวแยกออกจากกันเช่นนี้แล้ว ย่อมมีผลทำให้คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการชั่วคราวนั้น ไม่อาจบังคับได้ต่อไป เนี่องจากต้องปฏิบัติไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป แต่หากจะจำหน่ายคดีโดยยังคงผลของคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไว้ในคดีนี้ จะเป็นการขัดแย้งกับผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2565 ที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แยกกันใช้อำนาจในการปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้ให้ถูกต้องเสียด้วย พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง แล้วให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความของศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 เวลา 14 นาฬิกา ณ สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ไปจดทะเบียนหย่าขอถือเอาคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการแสดงเจตนาของฝ่ายนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินเลขที่ 95/50 เป็นชื่อของ เด็กชาย ศ. และเด็กชาย ป. บุตรผู้เยาว์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนจำนองและให้โจทก์มีสิทธิอาศัยได้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระค่างวดรายเดือนกันคนละครึ่ง โดยโจทก์จะโอนเงินค่างวดดังกล่าวเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 เป็นเงินเดือนละ 21,451 บาท ภายในวันที่ 3 ของทุกเดือน เริ่มงวดแรกวันที่ 3 มิถุนายน 2560 และจำเลยที่ 1 จะทำการซ่อมแซมบ้านให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดและตกลงให้บ้านพร้อมที่ดินเลขที่ 55/69 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 3567 เป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ 6,000,000 บาท โดยจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค จำนวน 3,000,000 บาท ภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 และจำนวน 3,000,000 บาท ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2560 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา ส่วนรถยนต์ยี่ห้อซูซุกิ รุ่นสวิฟ และรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์จะส่งมอบรถทั้งสองคันดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมเอกสารการโอนภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งเครื่องมือแพทย์ตามวิชาชีพของแต่ละฝ่ายคนละครึ่ง โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมาตรวจสอบและส่งมอบเครื่องมือแพทย์ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เวลา 13 นาฬิกา ตามบัญชีเครื่องมือแพทย์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่แนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกัน โดยให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอาศัยอยู่กับฝ่ายโจทก์และตกลงให้โจทก์มีอำนาจกำหนดถิ่นที่อยู่ของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองโดยให้อยู่ที่บ้านเลขที่ 95/50 ให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการเลือกสถานที่ในการศึกษาภาคบังคับของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยคำนึงถึงประโยชน์และความสะดวกของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นที่ตั้ง โดยจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายชำระค่าการศึกษาทั้งหมดให้แก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง และโจทก์มีอำนาจในการเลือกสถานที่ในการศึกษาเสริมของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองศึกษาที่โรงเรียน ฮ. จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 100,000 บาท งวดแรกชำระภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 และงวดถัดไปชำระภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชี นางรัสรินทร์ จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรี โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเรื่องการเยี่ยมและการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยโจทก์ตกลงส่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ 1 ครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม 2560 เวลา 9.30 นาฬิกา ที่ห้างสรรพสินค้า ท. และส่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคืนโจทก์ในวันเดียวกันภายในเวลา 20 นาฬิกา และครั้งต่อไปส่งมอบทุกวันอาทิตย์ เวลา 9.30 นาฬิกา ที่ห้างสรรพสินค้า ท. และจำเลยที่ 1 จะนำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปส่งที่โรงเรียนในวันจันทร์ เว้นแต่สถานที่ที่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น ในช่วงปิดภาคเรียนย่อยให้แบ่งเป็นสองช่วงเท่า ๆ กันและโจทก์ยินยอมให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่กับจำเลยที่ 1 หนึ่งช่วงสลับกัน ในช่วงปิดภาคเรียนใหญ่ปี 2560 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับโจทก์และจำเลยที่ 1 สลับกันฝ่ายละสัปดาห์ ส่วนในช่วงปิดภาคเรียนใหญ่ปีถัด ๆ ไปให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 เป็นระยะเวลาสองสัปดาห์สลับกันกับฝ่ายโจทก์จนกว่าจะเปิดภาคเรียน หากบุตรผู้เยาว์ทั้งสองหรือคนหนึ่งประสงค์จะอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกินกว่าสองสัปดาห์ อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องให้ความยินยอม และมีข้อตกลงเพิ่มเติมว่าเมื่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสองมีอายุมากขึ้นและมีความพร้อม โจทก์ยินยอมให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 ติดต่อกันเป็นระยะเวลาที่เท่า ๆ กัน ในการที่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะไปกับโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ที่มีคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ด้วย อีกฝ่ายจะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ โดยบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะต้องยินยอมไปด้วย หากบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุ 15 ปี บริบูรณ์ ไม่ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ห้ามคู่ความทั้งสองฝ่ายว่ากล่าวให้ร้ายแก่กัน โจทก์ตกลงมอบหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 1,469,500 บาท ให้แก่เด็กชาย ศ. และจำเลยที่ 1 ตกลงมอบหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาล ร. จำนวน 725,700 บาท ให้แก่เด็กชาย ป. เมื่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะ โจทก์และจำเลยที่ 1 ยินยอมถอนฟ้อง ถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาทุกคดี และไม่ติดใจดำเนินคดีกันในภายหน้าอีก และจะนำคำร้องขอถอนฟ้องหรือถอนแจ้งความร้องทุกข์มามอบให้อีกฝ่ายภายใน 7 วัน นับแต่วันกระทำการดังกล่าวและจะนำหลักฐานแถลงเข้าสำนวนให้ศาลทราบ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมกันตามข้อ 1 ถึงข้อ 12 โดยไม่ติดใจเรียกร้องอย่างหนึ่งอย่างใดต่อกันอีก หากผิดนัดข้อหนึ่งข้อใดยินยอมให้โจทก์หรือจำเลยที่ 1 บังคับคดีได้ทันที

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราวโดยเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดูเป็นระยะเวลา 6 เดือน ให้โจทก์ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลยที่ 1 ในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 25 สิงหาคม 2560) โดยโจทก์สามารถรับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปพักค้างคืนกับโจทก์ได้ในคืนวันอาทิตย์และให้โจทก์ไปส่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองที่โรงเรียนในวันจันทร์ ในช่วงการทดลองปกครองเลี้ยงดูนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 8

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2561 ว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนการส่งมอบเด็กชาย ป. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าอนุญาตให้เลื่อนการส่งมอบเด็กชาย ป. ได้เพียงจนถึงวันพาเด็กชาย ป. ไปตรวจติดตามอาการที่โรงพยาบาลตามวันนัดของแพทย์โรงพยาบาล ส. ในวันที่ 25 ธันวาคม 2560 เท่านั้น ให้โจทก์ส่งมอบเด็กชาย ป. พร้อมยารักษาโรคที่จำเป็นคืนจำเลยที่ 1 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2560 เมื่อถึงกำหนดโจทก์มิได้นำเด็กชาย ป. มาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์มีเจตนาฝ่าฝืนคำสั่งศาล ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์ส่งมอบเด็กชาย ป. ให้แก่จำเลยที่ 1 ในทันที

โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2561 ว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองทดลองพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 เป็นระยะเวลา 6 เดือน โจทก์สามารถพบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ทุกวันอาทิตย์ และโจทก์ต้องส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคืนแก่จำเลยที่ 1 ทุกเช้าวันจันทร์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่ส่งมอบเด็กชาย ศ. ให้แก่โจทก์ ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเด็กชาย ศ. ส่งมอบให้แก่โจทก์ทุกวันอาทิตย์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด และให้เด็กชาย ศ. อาศัยอยู่กับโจทก์เพื่อชดเชยที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ส่งมอบเด็กชาย ศ. ให้โจทก์ตามกำหนดระหว่างที่โรงเรียนหยุดปีใหม่เป็นเวลา 9 วัน

จำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้านของอีกฝ่าย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเด็กชาย ศ. คืนแก่โจทก์รับไปในวันนี้ที่ศาล ในรอบอื่นให้ส่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ห้างสรรพสินค้า ท. และให้โจทก์ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 26 มีนาคม 2561 ที่บ้านพักของจำเลยที่ 1 และสลับกันดูแลบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้เป็นไปตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวเป็นการชั่วคราวโดยเป็นการทดลองปกครองเลี้ยงดู ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ แต่เมื่อปรากฏว่าศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 1781/2565 ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง เด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียวแยกออกจากกันเช่นนี้แล้ว ย่อมมีผลทำให้คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการชั่วคราวนั้น ไม่อาจบังคับได้อีกต่อไป เนื่องจากต้องปฏิบัติไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป แต่หากจะจำหน่ายคดีโดยยังให้คงผลของคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไว้ในคดีนี้ จะเป็นการขัดแย้งกับผลของคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 1781/2565 ที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แยกกันใช้อำนาจในการปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้เสียให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง แล้วให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 131 (2) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสาวศุภลักษณ์ ลาภทวีโชค
- นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2997/2565
#685224
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคําร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องลงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ต่อศาลชั้นต้น โดยบรรยายฟ้องและมีคําขอให้นับโทษจําคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจําเลยที่ 1 คดีนี้ติดต่อกับโทษจําคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจําเลย (ที่ถูกจําเลยที่ 2) ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3709/2560 หมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา โดยบรรยายทั้งคดีหมายเลขดำและหมายเลขแดงซึ่งคดีหมายเลขดำเป็นหมายเลขที่ถูกต้อง ส่วนคดีหมายเลขแดงนั้นโจทก์พิมพ์ตัวเลขคลาดเคลื่อนเฉพาะปีพุทธศักราช เมื่อจําเลยที่ 1 ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจําเลย (ที่ถูกจําเลยที่ 2) ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งยังแถลงต่อศาลชั้นต้นรับว่า จําเลยที่ 1 ถูกจําคุกอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาระยะหนึ่งแล้วในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3709/2560 หมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา ซึ่งศาลอาญาพิพากษาให้จําคุก 43 ปี ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 และวันที่ 24 ธันวาคม 2563 แสดงว่าจําเลยที่ 1 เข้าใจดีว่าตนถูกดำเนินคดีอีกคดีหนึ่งที่ศาลอาญา การพิมพ์คดีหมายเลขแดงในส่วนเลข พ.ศ. คลาดเคลื่อนจากปี 2562 เป็น 2560 จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจให้เริ่มนับโทษจําคุกของจําเลยที่ 1 ต่อจากโทษจําคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2562 ของศาลอาญาได้

อนึ่ง สำหรับรถจักรยานยนต์ของกลางที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบนั้น เห็นว่า เมื่อรถจักรยานยนต์ของกลาง มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด แต่เป็นเพียงยานพาหนะที่จําเลยที่ 1 กับพวกขับมายังที่เกิดเหตุและขับออกไปจากที่เกิดเหตุ เมื่อการปล้นทรัพย์สำเร็จแล้วเท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นก็ตาม แต่การที่จะริบได้นั้น ต้องเป็นทรัพย์ซึ่งได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) เมื่อรถจักรยานยนต์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะริบได้ จึงจะสั่งริบหาได้ไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. 8 ปลอก ชิ้นส่วนหัวกระสุนปืน 3 ชิ้น วัสดุทรงกลม 1 ชิ้น ชิ้นส่วนหัวกระสุนปืน 3 ชิ้น เม็ดลูกปืนทรงกลม 9 เม็ด รถจักรยานยนต์และปืนพก ขนาด 9 มม. 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. 5 นัด ซองกระสุน 1 อัน ของกลาง และให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 159/2559 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 159/2559 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา

ระหว่างพิจารณา นาง พ. ผู้ร้องที่ 1 มารดาของนายธนวินท์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 351,758 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1

นางสาว อ. ผู้ร้องที่ 2 มารดาของนาย ว. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย ร. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 407,155 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 และในส่วนของผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 115,196 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลชั้นต้นใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี โดยจำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติตามแผนและชำระค่าสินไหมทดแทนจนเป็นที่พอใจแก่ผู้ร้องทั้งสองและไม่ติดใจในส่วนของจำเลยที่ 2 แล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยุติคดีโดยมิต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 340 วรรคสามและวรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี (ที่ถูก มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 340 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี, 340 วรรคท้าย), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำความผิดและฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ที่ถูก ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปโดยใช้ปืนยิงเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสโดยใช้ยานพาหนะ และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ที่ถูก ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต (ที่ถูกไม่ต้องวางโทษประหารชีวิต) ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม คงจำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 25 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 8 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. 8 ปลอก ชิ้นส่วนหัวกระสุนปืน 3 ชิ้น วัสดุทรงกลม 1 ชิ้น ชิ้นส่วนหัวกระสุนปืน 3 ชิ้น เม็ดลูกปืนทรงกลม 9 เม็ด รถจักรยานยนต์และปืนพก ขนาด 9 มม. 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 5 นัด ซองกระสุน 1 อัน ของกลาง ยกคำขอให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 159/2559 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหม-ทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 327,758 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 334,351 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 6 เดือน สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นจำคุก 12 ปี 12 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 327,758 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 6 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรือดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 334,351 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 6 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรือดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอของผู้ร้องทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2562 ของศาลอาญาได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องลงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ต่อศาลชั้นต้น โดยบรรยายฟ้องและมีคำขอให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 คดีนี้ติดต่อกับโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3709/2560 หมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา โดยบรรยายทั้งคดีหมายเลขดำและหมายเลขแดงซึ่งคดีหมายเลขดำเป็นหมายเลขที่ถูกต้อง ส่วนคดีหมายเลขแดงนั้นโจทก์พิมพ์ตัวเลขคลาดเคลื่อนเฉพาะปีพุทธศักราช เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งยังแถลงต่อศาลชั้นต้นรับว่าจำเลยที่ 1 ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาระยะหนึ่งแล้วในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3709/2560 หมายเลขแดงที่ อ 240/2560 ของศาลอาญา ซึ่งศาลอาญาพิพากษาให้จำคุก 43 ปี ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น แสดงว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจดีว่าตนถูกดำเนินคดีอีกคดีหนึ่งที่ศาลอาญา การพิมพ์คดีหมายเลขแดงในส่วนเลข พ.ศ. คลาดเคลื่อนจากปี 2562 เป็น 2560 จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจให้เริ่มนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2562 ของศาลอาญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง สำหรับรถจักรยานยนต์ของกลางที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบนั้น เห็นว่า เมื่อรถจักรยานยนต์ของกลาง มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิด แต่เป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยที่ 1 กับพวกขับมายังที่เกิดเหตุและขับออกไปจากที่เกิดเหตุ เมื่อการปล้นทรัพย์สำเร็จแล้วเท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นก็ตาม แต่การที่จะริบได้นั้นต้องเป็นทรัพย์ซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เมื่อรถจักรยานยนต์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะริบได้ตามมาตราดังกล่าว จึงจะสั่งริบหาได้ไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 240/2562 ของศาลอาญา ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 33 ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 182/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาง พ. กับพวก
จำเลย — นาย ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางรัตนา อนุกูลกิจ
- นางสาวขวัญชีวี เสียงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2991/2565
#684819
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362 จะต้องเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข คดีนี้ จำเลยทั้งสามพักอาศัยอยู่บ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่ก่อนที่โจทก์ร่วมจะได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากนาง ส. โดยนาย น. เจ้าของที่ดินเดิมและนาง ส. ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนาย น. ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน เชื่อว่านาย น. และนาง ส. เจ้าของที่ดินในขณะนั้นยินยอมให้จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาท แม้ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ยกบ้านให้นาง ก. แล้วย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมา อันเป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในที่ดินพิพาทในวันเกิดเหตุขณะที่มีการนำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถที่ดินแม้จะเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่ก็เป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากการเข้าไปอยู่โดยชอบในตอนแรก ถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 จะไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาทแล้ว แต่วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 นำรถแทรกเตอร์เข้ามายังที่ดินพิพาทเพื่อช่วยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไถที่ดิน อันเป็นการเข้ามาโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุกเช่นเดียวกัน

ที่ดินพิพาทก่อนเกิดเหตุ มีหญ้าและวัชพืชขึ้นรกทั่วทั้งแปลง จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้รถแทรกเตอร์ไถที่ดินพิพาทเพื่อปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพโล่งเตียน ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมมีผลให้หน้าดินบางส่วนต้องถูกไถออกไปบ้างเป็นธรรมดา มิใช่เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วม อันจะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358

แม้ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่านาย น. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 เข้าไปปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ปลูกต้นไม้อยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่ที่ดินพิพาทยังเป็นของนาย น. และนาง ส. จนกระทั่งนาง ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ร่วมเมื่อปี 2553 เป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยไม่ปรากฏว่านาย น. และนาง ส. ได้โต้แย้งคัดค้านหรือเข้าไปดำเนินการใด ๆ ในที่ดินพิพาท น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ไม่ทราบเรื่องที่นาย น. ยกที่ดินพิพาทให้แก่นาง ส. มาก่อน เมื่อต้นไม้ตามฟ้องจำเลยที่ 3 ปลูกขึ้นในขณะที่จำเลยที่ 3 เข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 ย่อมมีเหตุผลให้จำเลยที่ 3 เชื่อโดยสุจริตด้วยเช่นกันว่าต้นไม้ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ผู้ปลูก แม้ต่อมาภายหลังศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ได้รับการยกให้จากผู้เป็นเจ้าของเดิมติดต่อกันมาโดยชอบ ซึ่งจากคำพิพากษามีผลเท่ากับว่าจำเลยที่ 3 ปลูกต้นไม้ตามฟ้องลงบนที่ดินของผู้อื่น เมื่อต้นไม้ดังกล่าวเป็นไม้ยืนต้นจึงเป็นส่วนควบของที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนสุดท้ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 วรรคสอง และมาตรา 145 แต่การที่ต้นไม้ตามฟ้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวมานั้น เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่มิใช่เป็นเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันที่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านทั่วไปอาจทราบได้ การที่ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามทราบผลคำพิพากษาดังกล่าวแล้วน่าจะทราบเพียงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมตามที่ได้มีการกล่าวไว้ในคำพิพากษาเท่านั้น ไม่น่าจะทราบถึงกรรมสิทธิ์ของต้นไม้ตามฟ้องด้วย ดังเห็นได้จากจำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ในเวลากลางวันโดยเปิดเผย มิได้กระทำในลักษณะของการลักลอบตัดฟันอันจะบ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยทั้งสามว่าทราบอยู่แล้วว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรให้เชื่อได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ตามฟ้องด้วยเชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของต้นไม้ดังกล่าว อันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ว่าต้นไม้ที่ตนร่วมกันตัดฟันแล้วเอาไปนั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่น จะถือว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาในการกระทำความผิดมิได้ ทั้งนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 334, 335, 336 ทวิ, 358, 362, 365 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รวม 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ณ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการที่ที่ดินเป็นแอ่งใช้การไม่ได้ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 358, 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข และฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า ทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนกอไผ่ 1 กอ ต้นคูณ 1 ต้น ต้นพญาสัตบรรณ 1 ต้น ต้นมะขาม 1 ต้น ต้นกระถิน 3 ต้น ต้นมะขามเทศ 2 ต้น และต้นมะตูม 1 ต้น หรือใช้ราคาทรัพย์ 25,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 16 ธันวาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์และโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กับที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสามไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า นางสุดี มารดาโจทก์ร่วม และนางบุญทัน ภริยาจำเลยที่ 3 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนายเนียม กับนางเติ๊ก สำหรับนางกวินธิดา และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 3 กับนางบุญทัน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2525 จำเลยที่ 3 และนางบุญทันสมรสกันจึงเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่เศษ ของนายเนียมซึ่งเดิมเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2370 จังหวัดสระบุรี ต่อมาปี 2526 นายเนียมยกที่ดินพิพาทให้แก่นางสุดีและนางสุดีนำไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 12322 จังหวัดสระบุรี ระหว่างอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ได้ปลูกบ้านเลขที่ 109/1 นอกจากนั้นยังปลูกต้นไม้ตามฟ้องประกอบด้วย กอไผ่ 1 กอ ต้นคูณ 1 ต้น ต้นพญาสัตบรรณ 1 ต้น ต้นมะขาม 1 ต้น ต้นกระถิน 3 ต้น ต้นมะขามเทศ 2 ต้น และต้นมะตูม 1 ต้น ในที่ดินพิพาทด้วย ต่อมาปี 2551 จำเลยที่ 3 ยกบ้านเลขที่ 109/1 ให้นางกวินธิดาและได้ย้ายออกไปปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ที่อื่น คงเหลือนางกวินธิดา จำเลยที่ 1 และที่ 2 พักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวโดยมีชื่อนางกวินธิดาเป็นเจ้าบ้าน ปี 2553 นางสุดีจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 โจทก์ร่วมยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นขอให้ขับไล่นางกวินธิดาและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 109/1 และที่ดินพิพาท วันที่ 27 กันยายน 2561 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม แต่จำเลยที่ 3 เข้าใจว่าที่ดินเป็นของตนเอง เป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 190/1 แต่ต้องใช้ค่าที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้าง แล้วพิพากษาให้นางกวินธิดาขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 109/1 โดยให้โจทก์ร่วมชดใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นแก่นางกวินธิดา 100,000 บาท โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 คดีถึงที่สุดแล้ว ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้องภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 992/2561 และก่อนที่โจทก์ร่วมจะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ตามฟ้องที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท แล้วขนขึ้นรถยนต์กระบะพาเอาไป นอกจากนั้นยังร่วมกันนำรถแทรกเตอร์มาไถที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางวา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันนำรถแทรกเตอร์มาไถที่ดินพิพาทเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกนั้น โจทก์ร่วมฎีกาว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 992/2561 มีคำพิพากษาให้ขับไล่นางกวินธิดาและบริวารออกจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นบริวารของนางกวินธิดาทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิเข้าไปกระทำการใด ๆ ในที่ดินพิพาทอีก การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุก เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 นั้น จะต้องเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสามพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 109/1 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่ก่อนที่โจทก์ร่วมจะได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากนางสุดี โดยนายเนียมเจ้าของที่ดินเดิมและนางสุดีซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายเนียมไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน เชื่อว่านายเนียมและนางสุดีเจ้าของที่ดินในขณะนั้นยินยอมให้จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาท แม้ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ยกบ้านเลขที่ 109/1 ให้นางกวินธิดาแล้วย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมา อันเป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในที่ดินพิพาทในวันเกิดเหตุขณะที่มีการนำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถที่ดินแม้จะเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่ก็เป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากการเข้าไปอยู่โดยชอบในตอนแรก ถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขตามที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 จะไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาทแล้ว แต่วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 นำรถแทรกเตอร์เข้ามายังที่ดินพิพาทเพื่อช่วยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไถที่ดิน อันเป็นการเข้ามาโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุกเช่นเดียวกัน ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เนื่องจากไม่ปรากฏว่าการไถปรับที่ดินพิพาททำให้ที่ดินมีลักษณะเกิดเป็นแอ่งตามฟ้อง โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทที่ถูกไถมีลักษณะเป็นแอ่ง คงฎีกาโต้แย้งเพียงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำให้ทรัพย์เปลี่ยนแปลงในทางที่เลวลง มีราคาลดลง ย่อมเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์แล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมได้นำชี้ที่ดินพิพาทบริเวณที่อ้างว่าถูกรถแทรกเตอร์ไถดันได้รับความเสียหายให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูปไว้ แต่พิจารณาภาพถ่ายดังกล่าวแล้วปรากฏว่าที่ดินพิพาทบริเวณที่ถูกรถแทรกเตอร์ไถดันเพียงมีลักษณะโล่งเตียน ไม่ปรากฏว่าเป็นหลุมหรือแอ่งลึกแต่อย่างใด เมื่อพิเคราะห์ประกอบภาพถ่ายที่ดินพิพาทก่อนเกิดเหตุ ซึ่งมีหญ้าและวัชพืชขึ้นรกทั่วทั้งแปลงแล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้รถแทรกเตอร์ไถที่ดินพิพาทเพื่อปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพโล่งเตียน ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมมีผลให้หน้าดินบางส่วนต้องถูกไถออกไปบ้างเป็นธรรมดา มิใช่เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วม อันจะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และมิใช่เป็นการทำละเมิดอันจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ รวมทั้งยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ตามฟ้องซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทเอาไปเป็นของตนเองเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ต้นไม้ตามฟ้องเป็นไม้ยืนต้นถือเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์ร่วมจึงเป็นเจ้าของต้นไม้ตามฟ้อง การที่จำเลยทั้งสามตัดต้นไม้ตามฟ้องเอาไปโดยทุจริตครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ประเด็นข้อนี้ จำเลยทั้งสามมีจำเลยที่ 3 เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2525 นายเนียมและนางเติ๊กบิดามารดาของนางบุญทันภริยาจำเลยที่ 3 ยกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้จำเลยที่ 3 เป็นของขวัญวันแต่งงาน จำเลยที่ 3 และนางบุญทันรื้อถางแล้วปลูกสร้างบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทมาตลอดโดยทำประโยชน์ปลูกต้นไม้ในที่ดินด้วย เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่านายเนียมยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 ดังที่จำเลยที่ 3 เบิกความ เนื่องจากภายหลังจากนั้นเพียงปีเดียวนายเนียมได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้นางสุดีมารดาโจทก์ร่วม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 เข้าไปปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ปลูกต้นไม้อยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่ที่ดินพิพาทยังเป็นของนายเนียมและนางสุดีจนกระทั่งนางสุดีจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ร่วมเมื่อปี 2553 เป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยไม่ปรากฏว่านายเนียมและนางสุดีได้โต้แย้งคัดค้านหรือเข้าไปดำเนินการใด ๆ ในที่ดินพิพาท น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ไม่ทราบเรื่องที่นายเนียมยกที่ดินพิพาทให้แก่นางสุดีมาก่อน เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นได้ว่าต้นไม้ตามฟ้องมีต้นใดบ้างที่ปลูกขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ร่วมได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากนางสุดี กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามว่า ต้นไม้ตามฟ้องถูกปลูกขึ้นตั้งแต่ก่อนที่โจทก์ร่วมจะได้รับการยกให้ที่ดินพิพาท ฉะนั้น เมื่อต้นไม้ตามฟ้องจำเลยที่ 3 ปลูกขึ้นในขณะที่จำเลยที่ 3 เข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 ย่อมมีเหตุผลให้จำเลยที่ 3 เชื่อโดยสุจริตด้วยเช่นกันว่าต้นไม้ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ผู้ปลูก แม้ต่อมาภายหลังศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 992/2561 จะมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ได้รับการยกให้จากผู้เป็นเจ้าของเดิมติดต่อกันมาโดยชอบ ซึ่งจากคำพิพากษามีผลเท่ากับว่าจำเลยที่ 3 ปลูกต้นไม้ตามฟ้องลงบนที่ดินของผู้อื่น เมื่อต้นไม้ดังกล่าวเป็นไม้ยืนต้นจึงเป็นส่วนควบของที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนสุดท้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง และมาตรา 145 แต่การที่ต้นไม้ตามฟ้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวมานั้น เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่มิใช่เป็นเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันที่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านทั่วไปอาจทราบได้ การที่ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามทราบผลคำพิพากษาดังกล่าวแล้วน่าจะทราบเพียงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมตามที่ได้มีการกล่าวไว้ในคำพิพากษาเท่านั้น ไม่น่าจะทราบถึงกรรมสิทธิ์ของต้นไม้ตามฟ้องด้วย ดังเห็นได้จากจำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ในเวลากลางวันโดยเปิดเผย มิได้กระทำในลักษณะของการลักลอบตัดฟันอันจะบ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยทั้งสามว่าทราบอยู่แล้วว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ ประกอบกับพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่พอจะชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามน่าจะทราบว่าต้นไม้ตามฟ้องไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรให้เชื่อได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้ตามฟ้องด้วยเชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของต้นไม้ดังกล่าว อันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ว่าต้นไม้ที่ตนร่วมกันตัดฟันแล้วเอาไปนั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่น จะถือว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาในการกระทำความผิดมิได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานลักทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาต้นไม้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญาสำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มีคำขอส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อำนาจของพนักงานอัยการที่จะว่ากล่าวเกี่ยวกับคำขอส่วนแพ่งย่อมยังคงมีต่อไป และศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตามมาตรา 47 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันเอาต้นไม้ตามฟ้องของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม ต้องร่วมกันรับผิดคืนหรือใช้ราคาต้นไม้ตามฟ้องแก่โจทก์ร่วม แต่ที่ศาลชั้นต้นกำหนดราคาต้นไม้ให้ใช้คืนเป็นเงินรวม 25,000 บาท นั้น จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าเป็นราคาที่สูงเกินความจริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นว่า ต้นไม้ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันเอาไปประกอบด้วย กอไผ่ 1 กอ ต้นคูณ 1 ต้น ต้นพญาสัตบรรณ 1 ต้น ต้นมะขาม 1 ต้น ต้นกระถิน 3 ต้น ต้นมะขามเทศ 2 ต้น และต้นมะตูม 1 ต้น แม้ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมจะมีบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย ที่ระบุราคาต้นไม้ตามฟ้องแต่ละรายการไว้ แต่เป็นราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดเองฝ่ายเดียวโดยไม่ปรากฏว่าใช้เกณฑ์ใดมาพิจารณาคำนวณราคาต้นไม้ดังกล่าว จึงไม่อาจรับฟังได้ นอกจากนี้ตอของต้นไม้ที่ถูกตัดไปตามภาพถ่าย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าประเภทของต้นไม้ตามฟ้องจะสามารถขายลำต้นได้ในราคาสูงแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นกำหนดราคาต้นไม้ให้ใช้คืนเป็นเงินรวม 25,000 บาท จึงสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดราคาต้นไม้ให้ใช้คืนเป็นเงินรวม 10,000 บาท ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนกอไผ่ 1 กอ ต้นคูณ 1 ต้น ต้นพญาสัตบรรณ 1 ต้น ต้นมะขาม 1 ต้น ต้นกระถิน 3 ต้น ต้นมะขามเทศ 2 ต้น และต้นมะตูม 1 ต้น แก่โจทก์ร่วม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสาม ม. 358 ม. 362
ป.พ.พ. ม. 144 วรรคสอง ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาว ณ.
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายวโรตม์ สี่ทิศประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอานัด อุเบกขานุกูล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2980/2565
#686083
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าต่อโจทก์และไม่ชำระหนี้ให้ ต่อมาตกลงผ่อนชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นในวันที่ 28 กันยายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ตามข้อตกลงดังกล่าว เมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คให้ โดยจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเช็คที่รวมทั้งหนี้ค่าสินค้าที่ค้างและดอกเบี้ยด้วย ซึ่งเท่ากับมีเจตนาจะชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเช็คดังกล่าวนั้นเอง แต่ต่อมากลับให้โจทก์นำเช็คดังกล่าวกลับไปคืน แล้วออกเช็คพิพาทให้แทน โดยทำบันทึกขึ้นเองฝ่ายเดียวว่าเป็นเช็คค้ำประกันหนี้ ไม่มีข้อตกลงกำหนดเวลาที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้ไว้เลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะตกลงด้วยเช่นนั้น เมื่อเช็คเดิมออกให้เพื่อชำระหนี้ แล้วมาออกเช็คพิพาทให้แทน ก็ต้องถือว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 จำนวน 828,580.65 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงินโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินตามระเบียบและวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ที่ลงในเช็คโดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายภูวิศ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2560 ถึง 2562 จำเลยที่ 1 ซื้อเหล็กจากโจทก์หลายรายการเป็นเงิน 739,144.23 บาท โจทก์ส่งสินค้าแก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้า ต่อมาเช็คที่ชำระค่าสินดังกล่าว ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ติดต่อทวงถามให้ชำระหนี้ จำเลยทั้งสองขอผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ๆ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามที่ขอผ่อนผัน โจทก์ติดตามทวงถาม จนจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย โดยเป็นยอดรวมค่าสินค้าและดอกเบี้ยตรงกับบัญชีค้างชำระ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์เป็นเงิน 739,144.23 บาท และค่าดอกเบี้ย 89,436.42 บาท โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองจึงสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้แทนเช็ค ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์นำเช็คมาเปลี่ยนเป็นเช็คพิพาทและในวันรับเช็คจำเลยทั้งสองทำใบรับเงิน ระบุว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คไว้เพื่อเป็นการค้ำประกัน โดยพนักงานส่งเอกสารของโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบรับเงิน แต่พนักงานส่งเอกสารมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการใด ๆ แทนบริษัทโจทก์ การลงลายมือชื่อดังกล่าวจึงมิใช่การที่โจทก์ตกลงให้เช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าต่อโจทก์จริงและไม่ชำระหนี้ให้ จนในที่สุดต้องตกลงผ่อนชำระหนี้ต่อกัน โดยตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นในวันที่ 28 กันยายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ชำระหนี้ตามข้อตกลงดังกล่าว เมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยทั้งสองก็ร่วมกันออกเช็คให้ โดยจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเช็คที่รวมทั้งหนี้ค่าสินค้าที่ค้างและดอกเบี้ยด้วย ซึ่งเท่ากับมีเจตนาจะชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเช็คดังกล่าวนั้นเอง แต่ต่อมากลับให้โจทก์นำเช็คดังกล่าวกลับไปคืน แล้วออกเช็คพิพาทให้แทน โดยทำบันทึกขึ้นเองฝ่ายเดียวว่าเป็นเช็คค้ำประกันหนี้ ไม่มีข้อตกลงกำหนดเวลาที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้ไว้เลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะตกลงด้วยเช่นนั้น เมื่อเช็คออกให้เพื่อชำระหนี้ แล้วมาออกเช็คพิพาทให้แทน ก็ต้องถือว่าเช็คเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นางศิริพร โสรัจจ์ ละการชั่ว
ศาลอุทธรณ์ — นายนิรันดร์ อนรรฆมณีกุล
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2972/2565
#686570
เปิดฉบับเต็ม

การขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามที่ได้แสดงไว้ในคำขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (4) โดยมีกำหนดระยะเวลาการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ตามมาตรา 23 (5) และมีหน้าที่ดูแลสาธารณูปโภค ตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วดังนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตาม พ.ร.บ.นี้หรือตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการบำรุง ดูแล รักษา... (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ จากบทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดหน้าที่และการสิ้นสุดหน้าที่การบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้จัดสรรที่ดินเป็น 2 ระยะ ระยะแรกผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่ระบุในแผนผังโครงการที่ดินจัดสรรที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) และระยะที่สอง เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลารับผิดชอบดังกล่าว ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไปจนกว่าจะมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องดำเนินการก่อสร้างสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตเพื่อโอนให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรรับไปดำเนินการจัดการดูแลเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคได้โดยสมบูรณ์ภายในเวลาอันสมควร ข้อตกลงที่มีผลผลักความรับผิดค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

สำหรับค่าบริการสาธารณะเป็นคนละกรณีกับค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ความรับผิดค่าบริการสาธารณะจึงไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 43 และ 44 แห่งพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดใน พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดความรับผิดในค่าบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนการบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภค เมื่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงบังคับกันได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่โจทก์อ้างส่งสำเนาสัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองแนบท้ายฎีกา มีข้อตกลงว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าใช้จ่ายให้โจทก์รายเดือน นั้น แม้โจทก์จะเพิ่งส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาซึ่งล่วงพ้นระยะเวลาการอ้างพยานหลักฐานตามกฎหมายแล้ว แต่พยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานเอกสารสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี และเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงสมบูรณ์ครบถ้วนเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ยื่นคำแก้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรรับฟังสำเนาสัญญาบริการแนบท้ายฎีกา เป็นพยานศาลตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 33 และรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาบริการกันจริง เมื่อบริการที่โจทก์จัดทำเป็นบริการสาธารณะ สัญญาบริการจึงใช้บังคับกันได้

แม้โจทก์จะได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินฉบับเดิมปี 2539 ซึ่งออกตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 แต่การที่โจทก์ขอขยายโครงการและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครให้ทำการแก้ไขแผนผังโครงการจัดสรรในปี 2545 ภายหลัง พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องบังคับตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 อัตราที่เรียกเก็บจึงต้องไม่เกินอัตราที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 53 เช่นกัน เมื่อโจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครในอัตราที่เรียกเก็บจำเลยยังคงต้องรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะ นั้น และเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับการกำหนดค่าเสียหายคดีแพ่งทั่วไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 62,457.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 58,174.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด หนึ่งในวัตถุประสงค์คือการจัดสรรที่ดิน โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินโครงการหมู่บ้านสัมมากรนิมิตรใหม่ ได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2545 ได้รับอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินครั้งที่ 1 มีการจัดทำสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ มีกำหนดเวลาบำรุงรักษาสาธารณูปโภค 2 ปี เป็นเงิน 1,020,000 บาท จำเลยทั้งสองเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโครงการหมู่บ้านสัมมากรนิมิตรใหม่โดยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59809 เนื้อที่ 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ปัจจุบันยังไม่มีการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์ เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตามสัดส่วนเนื้อที่จัดสรรรวม 4 อัตรา ตั้งแต่ปี 2546 ตารางวาละ 5 บาทต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2547 ตารางวาละ 7 บาท ต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2555 ตารางวาละ 10 บาทต่อเดือน ในปี 2556 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2556 ตารางวาละ 12 บาทต่อเดือน และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 จนปัจจุบัน ตารางวาละ 10 บาทต่อเดือน ซึ่งมิใช่อัตราที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร จำเลยทั้งสองค้างชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 จนปัจจุบัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภครวมทั้งบริการสาธารณะจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามที่แสดงไว้ในคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (4) โดยมีกำหนดระยะเวลาการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) สำหรับหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภค พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (เดิม) ให้ผู้จัดสรรที่ดินพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลำดับดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดสรรที่ดิน (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ จากบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดหน้าที่และการสิ้นสุดหน้าที่ในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้จัดสรรที่ดินไว้เป็น 2 ระยะ ระยะแรกผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่ระบุในแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) และระยะที่สองเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลารับผิดชอบดังกล่าวผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไปจนกว่าจะจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องดำเนินการก่อสร้างสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตเพื่อโอนให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรรับไปดำเนินการจัดการดูแลหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคได้โดยสมบูรณ์ครบถ้วนภายในเวลาอันสมควร มิฉะนั้นผู้จัดสรรที่ดินไม่อาจพ้นจากความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคได้ บทกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมิให้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธาณูปโภคก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ดังจะเห็นได้จากมาตรา 49 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เริ่มเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเมื่อเริ่มจัดตั้งนิติบุคคลตามมาตรา 44 (1) หรือเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการตามมาตรา 44 (2) ดังนี้ ข้อตกลงที่มีผลเป็นการผลักภาระความรับผิดค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สำหรับค่าบริการสาธารณะนั้นกฎหมายได้บัญญัติไว้เป็นคนละกรณีกับค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ความรับผิดชอบค่าบริการสาธารณะจึงไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 43 และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดความรับผิดในค่าบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ให้ตกเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินต้องรับผิดเหมือนดังเช่นการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค เมื่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเป็นผู้ได้รับประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันจากบริการสาธารณะโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงบังคับกันได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่โจทก์ฎีกาโดยอ้างสำเนาสัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองแนบท้ายฎีกาหมายเลข 3 มีข้อตกลงว่าจำเลยทั้งสองตกลงชำระค่าใช้จ่ายให้โจทก์รายเดือนนั้น เห็นว่า แม้โจทก์เพิ่งส่งพยานเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาซึ่งล่วงพ้นระยะเวลาการอ้างพยานหลักฐานตามกฎหมายแล้วก็ตาม แต่พยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี และเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงสมบูรณ์ครบถ้วนเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านสำเนาสัญญาบริการแนบท้ายสำเนาฎีกาที่ส่งให้แก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรรับฟังสำเนาสัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองท้ายฎีกา เป็นพยานศาลตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 33 และรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาบริการดังกล่าวกันจริง ได้ความจากคำเบิกความของนายฤที ผู้รับมอบอำนาจช่วง พยานโจทก์ว่าบริการสาธารณะที่โจทก์เป็นผู้ให้บริการ ได้แก่ ไฟฟ้าส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การรักษาความสะอาด ความปลอดภัย และจัดจ้างพนักงานเพื่อให้บริการสาธารณะ ซึ่งล้วนเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยทั้งสองสัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงบังคับกันได้ ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกำหนดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 53 ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 โดยเริ่มดำเนินการโครงการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2537 จึงอยู่ในบังคับประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินเรียกเก็บเงินค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบในอัตราเรียกเก็บจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินก่อนนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อปี 2543 ตามมาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าว การขออนุญาตตลอดจนการดำเนินการจัดสรรที่ดินหลังจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ดังนี้ แม้โจทก์ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินฉบับเดิมเมื่อปี 2539 ซึ่งออกตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 แต่การที่โจทก์ขอขยายโครงการและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ให้ทำการแก้ไขผังโครงการจัดสรรที่ดินหมู่บ้านสัมมากรนิมิตรใหม่ (แก้ไขแผนครั้งที่ 1) ในปี 2545 ภายหลังพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ใช้บังคับแล้ว จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งปรากฏว่าคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ได้ออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามที่โจทก์ได้ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินครั้งที่ 1 ฉบับใหม่ ก็โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 การจัดสรรที่ดินหลังจากนั้นจึงอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 นอกจากนี้ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 บัญญัติให้การบำรุงรักษาบริการสาธารณะให้นำมาตรา 53 ซึ่งเป็นเรื่องการเรียกเก็บค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาสาธารณะได้ตามอัตราที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบมาใช้บังคับแก่การจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ด้วย ดังนี้ การเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 หรือตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ก็ต้องเรียกเก็บตามอัตราเรียกเก็บที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินเช่นกัน ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าบริการสาธารณะจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นอัตราเรียกเก็บที่มิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครหรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบในอัตราที่เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครนั้นมิใช่เหตุที่จะทำให้จำเลยทั้งสองหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะ หรือทำให้หนี้ค่าบริการสาธารณะระงับไปอันจะทำให้จำเลยทั้งสองได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะโดยไม่ต้องเสียค่าบริการแต่อย่างใด ทั้งหากศาลไม่รับบังคับหนี้ค่าบริการสาธารณะย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่และความสงบสุขโดยรวมของผู้ที่อาศัยอยู่ในโครงการที่ดินจัดสรรที่มิได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร การที่โจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครในอัตราที่เรียกเก็บจำเลยทั้งสองก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะนั้น และเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับอำนาจศาลในการกำหนดค่าเสียหายในคดีแพ่งทั่วไปทั้งนี้เพราะไม่มีอัตราเรียกเก็บที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครให้ศาลจำต้องถือตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายโดยอ้างว่าเป็นค่าบริการสาธารณะคิดตามสัดส่วนของเนื้อที่ดินจัดสรรแต่ละราย ได้ความว่าที่ดินของจำเลยทั้งสอง เนื้อที่ 60 ตารางวา โจทก์เรียกค่าบริการสาธารณะตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 ถึงเดือนตุลาคม 2561 โดยมีอัตราเรียกเก็บในช่วงปี 2552 ถึงปี 2554 ตารางวาละ 7 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 420 บาทต่อเดือน) ปี 2555 ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 600 บาท ต่อเดือน) ปี 2556 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ตารางวาละ 12 บาทต่อเดือน (เท่ากับ 720 บาท ต่อเดือน) และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 600 บาท ต่อเดือน) เห็นว่า เมื่อคำนึงถึงเนื้อที่ดินจำเลยมี 60 ตารางวา บริการสาธารณะที่โจทก์จัดให้มีขึ้นได้แก่ ไฟฟ้าส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การดูแลรักษาความสะอาดและความปลอดภัย และการจัดจ้างพนักงานบริการสาธารณะ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยทั้งสองรับผิดปี 2554 เป็นเงินเดือนละ 350 บาท รวม 12 เดือน เป็นเงิน 4,200 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 ถึงเดือนตุลาคม 2561 รวม 82 เดือน เป็นเงินเดือนละ 500 บาท เป็นเงิน 41,000 บาท รวมเป็นเงิน 45,200 บาท สำหรับดอกเบี้ยผิดนัดนั้น โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดเป็นรายเดือนที่ผิดนัดนั้น เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาบริการ ไม่มีกำหนดเวลาชำระค่าบริการสาธารณะที่จำเลยทั้งสองต้องชำระรายเดือนเมื่อใด จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบอกกล่าวทวงถามแล้วไม่ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 ได้ความว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าบริการสาธารณะ แต่จากหลักฐานการส่งหนังสือบอกกล่าวที่ปรากฏด้านหลังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าได้ส่งให้แก่จำเลยทั้งสองวันใด เพียงแต่ระบุข้อความว่าคืนผู้ฝากไม่มารับตามกำหนด ทั้งนายฤทีซึ่งเป็นพยานโจทก์เพียงปากเดียวก็มิได้เบิกความยืนยันว่าได้ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองวันใด จึงไม่อาจกำหนดวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยผิดนัดให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ก่อนฟ้องได้ จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป สำหรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนั้นปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2564 โดยในมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบัญญัติความขึ้นใหม่ โดยมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" วรรคสองบัญญัติว่า "อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์" ส่วนมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." ประกอบกันแล้วดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ มีอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่เมื่อใด ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว บัญญัติว่า "บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ" โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยทั้งสองอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) นับแต่วันฟ้องซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ใช้บังคับ และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามบทบัญญัติใหม่ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้สอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 45,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 23 ม. 43 ม. 44 ม. 49 ม. 53
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายสุรเชษฐ์วริศ มหัทธนะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ช่างสลัก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2971/2565
#684390
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลัง ท. ถึงแก่ความตาย ได้มีผู้ไถ่ถอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งมีชื่อ ท. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และในการที่ บ. ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ก็ได้ระบุว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์มรดก ดังนั้น โฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอยู่ในครอบครองของ บ. แล้ว ต่อมาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีการจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 1 โดยมีลายมือชื่อ ท. เป็นผู้มอบอำนาจและมี ส. ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ซึ่ง บ. มิได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดกเสียก่อน แต่กลับมีผู้นำหนังสือมอบอำนาจของ ท. ไปโอนขายแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีลายมือชื่อของ ส. เป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจของทั้งสองฝ่าย แม้ตามสัญญาซื้อขายระหว่าง ท. กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่า บ. มีส่วนเกี่ยวข้องทำหนังสือมอบอำนาจให้ แต่ ส. ย่อมมีหนังสือมอบอำนาจที่ ท. ลงลายมือชื่อไว้ล่วงหน้าโดยมีชื่อ ส. เป็นพยาน ดังนั้น ในการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเชื่อได้ว่า ส. เป็นผู้ดำเนินการภายหลัง ท. ถึงแก่ความตายแล้ว จึงสามารถนำโฉนดที่ดินพิพาทมาคืนแก่ บ. ได้ การที่ บ. มอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้ ส. ไปดำเนินการโอนขายแก่จำเลยที่ 1 นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของ บ. หรืออาจเป็นเพราะ บ. ทราบจาก ส. ว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินใส่ชื่อ บ. ในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนขายต่อบุคคลภายนอกจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 2 ครั้ง พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้ บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของ ท. ไม่อาจยกเอาความบกพร่องของตนมาใช้ยันแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้รับความเสียหาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของ บ. และ ฮ. จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หนังสือสัญญาจำนองที่ดินและการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10932 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองในเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงให้กลับสู่ฐานะเดิม พร้อมทั้งส่งมอบเอกสารสิทธิทั้งสองฉบับคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีดำเนินการเพิกถอนสัญญาจำนองและเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองและเอกสารสิทธิในที่ดินโฉนดทั้งสองแปลงให้กลับสู่ฐานะเดิม

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10932 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 คืนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่กองมรดกของนางสาวทัศนียาโดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า นางสาวทัศนียา เป็นบุตรของนายฮง และนางบุญรวม มีพี่น้องด้วยกันอีก 5 คน คือ นายสาโรจน์ นางสุนทรี (ตาย) โจทก์ นายธีระชัย และนางสาวจุไรรัตน์ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2546 นางสาวทัศนียาถึงแก่ความตาย โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญรวมเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ครั้นวันที่ 10 ตุลาคม 2555 นางบุญรวมถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายฮง เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ในวันที่ 22 ธันวาคม 2555 ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2558 นายฮงถึงแก่ความตาย เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และ 10932 เนื้อที่รวม 85 ไร่ 1 งาน 84.9 ตารางวา มีชื่อนางสาวทัศนียาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยซื้อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2535 ในปี 2547 ภายหลังจากนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว มีการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจากบริษัท บ. ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2549 นางสาวจินตนา นำใบมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ที่ระบุว่านางสาวทัศนียา เป็นผู้มอบอำนาจไปประกอบการทำสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 1 โดยนางสาวจินตนา เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อเช่นเดียวกัน จากนั้นวันที่ 10 กันยายน 2552 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อเป็นประกันเงินที่บริษัท ธ. และ/หรือจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต่อจำเลยที่ 2 วงเงินจำนอง 40,000,000 บาท ต่อมาบริษัท ธ. และจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 จึงยื่นฟ้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1523/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ.1094/2558 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 875/2561 หมายเลขแดงที่ 1085/2561 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2549 คดีถึงที่สุด จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.754/2561

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 คงมีหลักฐานหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ที่นางสาวทัศนียามอบอำนาจให้นางสาวจินตนาขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ซึ่งในคดีหมายเลขดำที่ 875/2561 หมายเลขแดงที่ 1085/2561 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่ผู้รับมอบอำนาจนำหนังสือมอบอำนาจที่กระทำขึ้นภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยคือจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยมิชอบ เพราะเป็นเอกสารที่มีการทำปลอมขึ้น จึงไม่ผูกพันคู่สัญญา นางสาวทัศนียายังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาโดยตลอด อย่างไรก็ดีการพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนอง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้หรือไม่ เป็นอีกกรณีหนึ่ง หาใช่ว่าเมื่อผู้จำนองไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่จำนองแล้ว ผู้รับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่อาจยกเหตุใด ๆ ขึ้นต่อสู้เจ้าของที่แท้จริงทุกกรณีไม่ คดีนี้ได้ความว่า ภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว ได้มีผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในปี 2547 และในการที่นางบุญรวมร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียาก็ได้ระบุที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกไว้สองแปลง คือ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10932 และที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 ย่อมแสดงว่า โฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและโฉนดที่ดินเลขที่ 35015 อยู่ในความครอบครองของนางบุญรวมแล้ว จากนั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2549 นางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้สิบเอกอนุวัฒน์ จดทะเบียนลงชื่อนางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียาในที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 แล้วไถ่ถอนจำนองกับขายที่ดินดังกล่าว โดยมีนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ซึ่งสิบเอกอนุวัฒน์ได้ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และจดทะเบียนขายให้แก่สิบเอกอนุวัฒน์ในวันเดียวกัน ส่วนที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งมีการจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 1 ในภายหลังกลับปรากฏว่า มีลายมือชื่อนางสาวทัศนียาเป็นผู้มอบอำนาจ โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานเช่นเดียวกัน นางบุญรวมมิได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดกเสียก่อน แต่กลับมีผู้นำหนังสือมอบอำนาจของนางสาวทัศนียาไปให้นางสาวจินตนาไปโอนขายแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีลายมือชื่อของนายสุรพงษ์เป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจของทั้งสองฝ่าย เมื่อปรากฏว่านายสุรพงษ์เป็นผู้ดำเนินการให้นางบุญรวมเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้ว นายสุรพงษ์ย่อมทราบดีว่านางสาวทัศนียามีทรัพย์สินเป็นที่ดินกี่แปลงและตั้งอยู่ที่ใดบ้าง ดังจะเห็นได้จากเมื่อนางบุญรวมถึงแก่ความตายภายในปี 2555 นายสุรพงษ์ก็ช่วยดำเนินการให้นายฮงร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา โดยมิได้ระบุถึงที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 แต่กลับระบุถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 34989 และเลขที่ 36867 ว่าเป็นทรัพย์มรดกของนางสาวทัศนียา ซึ่งปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 36867 มีการไถ่ถอนจำนองจากกองทุนรวม บ. ในวันที่ 17 กันยายน 2547 อันเป็นวันเดียวกับที่ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ต่อมานายฮงในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวษิญาภา ขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นางสาวษิญาภาเองในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 34989 นายฮงทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวอริสา ไปดำเนินการรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ฉบับลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ซึ่งมีนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานเช่นเดียวกันภายหลังนายฮงถึงแก่ความตายแล้ว กลับปรากฏว่ามีหนังสือมอบอำนาจที่นายฮงลงลายมือชื่อไว้ ระบุวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 มอบอำนาจให้นางสาวษิญาภา ไปดำเนินการรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยาน เห็นได้ว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญรวมและนายฮงเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา นั้น บุคคลทั้งสองมีอายุ 81 ปี และ 84 ปี ตามลำดับ โดยไม่มีบุตรคนใดช่วยเหลือในการจัดการมรดก ทั้งนายสุรพงษ์ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและมีความใกล้ชิดกับนางบุญรวมและนายฮง ย่อมเป็นปกติวิสัยที่บุคคลทั้งสองจะไว้วางใจให้นายสุรพงษ์ช่วยดำเนินการเกี่ยวกับการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แม้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่านางบุญรวมมีส่วนเกี่ยวข้องทำหนังสือมอบอำนาจให้ แต่นายสุรพงษ์ย่อมมีหนังสือมอบอำนาจที่นางสาวทัศนียาลงลายมือชื่อไว้ล่วงหน้าโดยมีชื่อนายสุรพงษ์เป็นพยาน ดังนั้นในการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเชื่อได้ว่า นายสุรพงษ์เป็นผู้ดำเนินการภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว จึงสามารถนำโฉนดที่ดินพิพาทมาคืนแก่นางบุญรวมได้ การที่นางบุญรวมมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้นายสุรพงษ์ไปดำเนินการโดยนายสุรพงษ์ให้นางสาวจินตนาไปติดต่อกับเจ้าพนักงานที่ดินแล้วโอนขายแก่จำเลยที่ 1 นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนางบุญรวม หรืออาจเป็นเพราะนางบุญรวมทราบจากนายสุรพงษ์ว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินใส่ชื่อนางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนขายต่อบุคคลภายนอกจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 2 ครั้ง ดังที่นางสุภา อดีตเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีเบิกความ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้นางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของนางสาวทัศนียาไม่อาจยกเอาความบกพร่องของตนมาใช้ยันแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้รับความเสียหาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของนางบุญรวมและนายฮง จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 705 ม. 1299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นาย ธ. โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายพงษ์นรินทร์ ศรีประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
พิชัย เพ็งผ่อง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2970/2565
#684771
เปิดฉบับเต็ม

การขออนุญาตจัดสรร ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามที่ได้แสดงไว้ในคำขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (4) โดยมีกำหนดระยะเวลาการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ตามมาตรา 23 (5) และมีหน้าที่ดูแลสาธารณูปโภค ตามมาตรา 43 และมาตรา 44 (เดิม) ให้ผู้จัดสรรที่ดินพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูโภคตามมาตรา 23 (5) แล้ว ดังนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตาม พ.ร.บ. นี้หรือตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการบำรุง ดูแล รักษา...(2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ จากบทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดหน้าที่และการสิ้นสุดการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้จัดสรรที่ดินเป็น 2 ระยะ ระยะแรกผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่ระบุในแผนผังโครงการที่ดินจัดสรรที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) และระยะที่สอง เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลารับผิดชอบดังกล่าว ผู้จัดสรรที่ดินยังมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไปจนกว่าจะมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตาม มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องดำเนินการก่อสร้างสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตเพื่อโอนให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรรับไปดำเนินจัดการดูแลเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคได้โดยสมบูรณ์ภายในเวลาอันควร ข้อตกลงที่มีผลผลักความรับผิดค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตาม มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

สำหรับค่าบริการสาธารณะเป็นคนละกรณีกับค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ความรับผิดค่าบริการสาธารณะจึงไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 43 และ 44 แห่ง พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดใน พ.ร.บ. ดังกล่าวกำหนดความรับผิดในค่าบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนการบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภค เมื่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงบังคับกันได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาบริการจึงใช้บังคับกันได้แต่ต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกำหนดตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 53 เมื่อโจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครในอัตราที่เรียกเก็บ จำเลยยังคงต้องรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะนั้น และเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับการกำหนดค่าเสียหายคดีแพ่งทั่วไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 73,043.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 68,074.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด หนึ่งในวัตถุประสงค์ คือการจัดสรรที่ดิน โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินโครงการหมู่บ้าน ส. กรุงเทพมหานคร ได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2545 โจทก์ได้รับอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินครั้งที่ 1 มีการจัดทำสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ มีกำหนดเวลาบำรุงรักษาสาธารณูปโภค 2 ปี เป็นเงิน 1,020,000 บาท จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโครงการหมู่บ้าน ส. โดยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17302 เนื้อที่ 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ปัจจุบันยังไม่มีการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตามสัดส่วนเนื้อที่ดินจัดสรร รวม 4 อัตรา ตั้งแต่ปี 2546 ตารางวาละ 5 บาท ต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2547 ตารางวาละ 7 บาท ต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2555 ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน ในปี 2556 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2556 ตารางวาละ 12 บาท ต่อเดือน และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 จนถึงปัจจุบัน ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน ซึ่งมิใช่อัตราที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร จำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 จนถึงปัจจุบัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าไม่มีกฎหมายห้ามมิให้โจทก์เรียกเก็บค่าบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภครวมถึงค่าบริการสาธารณะ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากจำเลยได้ เห็นว่า การขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามที่แสดงไว้ในคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (4) โดยมีกำหนดระยะเวลาการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) สำหรับหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภค พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (เดิม) ให้ผู้จัดสรรที่ดินพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลำดับดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้ หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น เพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดสรรที่ดิน (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ จากบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดหน้าที่และการสิ้นสุดหน้าที่ในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้จัดสรรที่ดินไว้เป็น 2 ระยะ ระยะแรกผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่ระบุในแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) และระยะที่สอง เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลารับผิดชอบดังกล่าวผู้จัดสรรที่ดินยังมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไปจนกว่าจะมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องดำเนินการก่อสร้างสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตเพื่อโอนให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรรับไปดำเนินจัดการดูแลหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคได้โดยสมบูรณ์ครบถ้วนภายในเวลาอันควร มิฉะนั้นผู้จัดสรรที่ดินไม่อาจพ้นจากความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคได้ บทกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมิให้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ดังจะเห็นได้จากมาตรา 49 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เริ่มเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเมื่อเริ่มจัดตั้งนิติบุคคลตามมาตรา 44 (1) หรือเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการตามมาตรา 44 (2) ดังนี้ ข้อตกลงที่มีผลเป็นการผลักภาระความรับผิดค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สำหรับค่าบริการสาธารณะนั้นกฎหมายบัญญัติไว้เป็นคนละกรณีกับค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ความรับผิดชอบค่าบริการสาธารณะจึงไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 43 และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดความรับผิดในค่าบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ให้ตกเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินต้องรับผิดเหมือนดังเช่นการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค เมื่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเป็นผู้ได้รับประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันจากบริการสาธารณะโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงบังคับกันได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาบริการให้โจทก์เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากจำเลยได้ มีข้อสัญญาเช่นเดียวกับตัวอย่างสำเนาสัญญาบริการ ซึ่งโจทก์ทำกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายอื่น ส่วนสัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยได้สูญหาย โจทก์ได้แจ้งความเอกสารสูญหายไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบางชัน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์ตามสัญญานั้น เห็นว่า ข้อความตามสำเนาสัญญาบริการมีลักษณะเป็นแบบฟอร์มทั่วไปที่จำเลยใช้กับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการของจำเลย กับโจทก์มีสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายมาแสดงยืนยันว่าสัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยสูญหายไป รับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาบริการมีข้อความทำนองเดียวกับสำเนาสัญญาบริการ ดังฎีกาของโจทก์ ได้ความจากคำเบิกความของนายฤที ผู้รับมอบอำนาจช่วง พยานโจทก์ว่า บริการสาธารณะที่โจทก์เป็นผู้ให้บริการ ได้แก่ ไฟฟ้าส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การรักษาความสะอาด ความปลอดภัย และจัดจ้างพนักงานเพื่อให้บริการสาธารณะ ซึ่งล้วนเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย สัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยจึงบังคับกันได้ ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกำหนดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 53 ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 โดยเริ่มดำเนินการโครงการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2537 จึงอยู่ในบังคับประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินเรียกเก็บเงินค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบในอัตราเรียกเก็บจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินก่อนนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อปี 2543 ตามมาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าว การขออนุญาตตลอดจนการดำเนินการจัดสรรที่ดินหลังจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ดังนี้แม้โจทก์ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินฉบับเดิมเมื่อปี 2539 ซึ่งออกตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 แต่การที่โจทก์ขอขยายโครงการและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ให้ทำการแก้ไขผังโครงการจัดสรรที่ดินหมู่บ้าน ส. (แก้ไขแผนครั้งที่ 1) ในปี 2545 ภายหลังพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งปรากฏว่าคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ได้ออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามที่โจทก์ได้ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินครั้งที่ 1 ฉบับใหม่ ก็โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 การจัดสรรที่ดินหลังจากนั้นจึงอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 นอกจากนี้ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 บัญญัติให้การบำรุงรักษาบริการสาธารณะให้นำมาตรา 53 ซึ่งเป็นเรื่องการเรียกเก็บค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาสาธารณะได้ตามอัตราที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบมาใช้บังคับแก่การจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ด้วย ดังนี้ การเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 หรือตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ก็ต้องเรียกเก็บตามอัตราเรียกเก็บที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินเช่นกัน ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าบริการสาธารณะจากจำเลยซึ่งเป็นอัตราเรียกเก็บที่มิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครหรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบในอัตราที่เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครนั้นมิใช่เหตุที่จะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะ หรือทำให้หนี้บริการสาธารณะระงับไปอันจะทำให้จำเลยได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะโดยไม่ต้องเสียค่าบริการแต่อย่างใด ทั้งหากศาลไม่รับบังคับหนี้ค่าบริการสาธารณะย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่และความสงบสุขโดยรวมของผู้ที่อาศัยอยู่ในโครงการที่ดินจัดสรรที่มิได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร การที่โจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครในอัตราที่เรียกเก็บจำเลยยังคงต้องรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะนั้น และเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับอำนาจศาลในการกำหนดค่าเสียหายในคดีแพ่งทั่วไปทั้งนี้เพราะไม่มีอัตราเรียกเก็บที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครให้ศาลจำต้องถือตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าบริการสาธารณะคิดตามสัดส่วนของเนื้อที่ดินของผู้จัดสรรที่ดินแต่ละราย โจทก์เรียกค่าบริการสาธารณะตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 ถึงเดือนตุลาคม 2561 รวม 116 งวด อัตราเรียกเก็บในช่วงปี 2552 ถึงปี 2554 ตารางวาละ 7 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 420 บาทต่อเดือน) ปี 2555 ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 600 บาท ต่อเดือน) ปี 2556 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ตารางวาละ 12 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 720 บาท ต่อเดือน) และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 จนถึงปัจจุบัน ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 600 บาท ต่อเดือน) เห็นว่า เมื่อคำถึงเนื้อที่ดินของจำเลยที่มี 60 ตารางวา บริการสาธารณะที่โจทก์จัดให้มีขึ้นได้แก่ ไฟฟ้าส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การดูแลรักษาความสะอาดและความปลอดภัย และการจัดจ้างพนักงานบริการสาธารณะ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา นับว่าทำให้จำเลยได้รับความสะดวกสบายและความปลอดภัยตามสมควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 ถึงเดือนธันวาคม 2554 เป็นเงินเดือนละ 350 บาท รวม 34 เดือน เป็นเงิน 11,900 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 ถึงเดือนตุลาคม 2561 รวม 82 เดือน เป็นเงินเดือนละ 500 บาท เป็นเงิน 41,000 บาท รวมเป็นเงิน 52,900 บาท สำหรับดอกเบี้ยผิดนัดนั้น โจทก์เรียกให้จำเลยรับผิดเป็นรายเดือนที่ผิดนัดนั้น เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาบริการไม่มีกำหนดเวลาชำระค่าบริการสาธารณะที่จำเลยต้องชำระรายเดือนเมื่อใด ถือว่าจำเลยผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบอกกล่าวทวงถามแล้วไม่ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 ได้ความว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะ แต่จากหลักฐานการส่งหนังสือบอกกล่าวที่ปรากฏด้านหลังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าได้ส่งให้แก่จำเลยในวันใดเพียงแต่ระบุข้อความว่าคืนผู้ฝากไม่มารับตามกำหนด ทั้งนายฤทีซึ่งเป็นพยานโจทก์เพียงปากเดียวก็มิได้เบิกความยืนยันว่าได้ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยวันใด จึงไม่อาจกำหนดวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยผิดนัดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ก่อนฟ้องได้ จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป สำหรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนั้น ปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2564 โดยในมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติความขึ้นใหม่ โดยมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และวรรคสองบัญญัติว่า "อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์" ส่วนมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." ประกอบกันแล้วดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ มีอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่เมื่อใด ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว บัญญัติว่า "บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ" โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิม นับแต่วันฟ้องซึ่งเป็นวันก่อนวันที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ใช้บังคับและอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามบทบัญญัติใหม่ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้สอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 52,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 23 (4) ม. 23 (5) ม. 43 ม. 44 (1) ม. 44 (2) ม. 44 (3) ม. 49 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นางแก้วตา พันธุ์อุไร
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ช่างสลัก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2565
#686037
เปิดฉบับเต็ม

การปรับโครงสร้างเงินเดือนของจำเลยก็ดี การย้ายโจทก์ให้ไปทำงานในตำแหน่งอื่นก็ดี เป็นอำนาจการบริหารจัดการของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างที่มีอำนาจกระทำได้ แต่ต้องไม่ทำให้ลูกจ้างได้รับความเสียหายหรือเสียเปรียบ

โจทก์เริ่มเข้าทำงานตำแหน่งบรรณารักษ์ ระดับ 4 วุฒิการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์ ขณะที่จำเลยเปลี่ยนโครงสร้างเงินเดือนปี 2551 โจทก์ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 สังกัดแผนกบำรุงรักษาสวน กองอาคารสถานที่ ถูกปรับให้อยู่ในตำแหน่งเดิมคือเจ้าหน้าที่ธุรการกองอาคารสถานที่ แต่ปรับลดระดับให้อยู่ในโครงสร้างเงินเดือนระดับ 2 ซึ่งคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ในระดับ 2 นั้น ต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือมัธยมมีประสบการณ์ ฐานเงินเดือนขั้นต่ำของระดับ คือ 7,700 บาท เงินเดือนขั้นสูงสุด 17,600 บาท และขณะจำเลยปรับโจทก์ให้อยู่ในระดับ 2 โจทก์ได้รับเงินเดือน เดือนละ 22,960 บาท สูงกว่าเพดานเงินเดือนของโครงสร้างเงินเดือนระดับ 2 (ใหม่) การที่จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ กองอาคารสถานที่ เมื่อจำเลยปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือน จำเลยตีค่างานดังกล่าวอยู่ในระดับ 2 แล้วจำเลยปรับโครงสร้างเงินเดือนใหม่ โดยให้โจทก์อยู่ในระดับ 2 โดยโครงสร้างเงินเดือนของโจทก์เกินเพดานระดับ 2 ถึง 5,360 บาท แม้จำเลยจะมิได้ปรับลดเงินเดือนของโจทก์หรือทำให้เงินเดือนของโจทก์ลดลง แต่ย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสได้ปรับขึ้นเงินเดือนในอนาคตอย่างแน่แท้ เว้นแต่จำเลยจะปรับฐานเงินเดือนขั้นสูงสุดให้สูงกว่าเงินเดือนที่โจทก์ได้รับอยู่ ทั้งที่จำเลยสามารถที่จะปรับย้ายโจทก์ให้ไปทำงานอยู่ในแท่งค่างานที่ใช้คุณวุฒิปริญญาตรีเท่ากับระดับตำแหน่งที่รับโจทก์เข้ามาทำงานได้ แต่จำเลยมิได้กระทำ การปรับโครงสร้างเงินเดือนของจำเลยย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบและได้รับความเสียหายจากการขาดโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือน

ปัญหาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาข้างต้นประกอบข้อเท็จจริงที่ยุติต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเดือนส่วนที่โจทก์ไม่ได้รับการปรับเพิ่ม 1,104,431.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ในระหว่างเวลาผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยผิดนัดคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 625,805.95 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังและข้อเท็จจริงที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2537 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งบรรณารักษ์ ระดับ 4 ประจำสำนักหอสมุดกลาง โดยใช้วุฒิการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์ ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2549 จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งบรรณารักษ์ 4 สังกัดฝ่ายบริหาร วันที่ 12 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2552 จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 สังกัดแผนกบำรุงรักษาสวน กองอาคารสถานที่ โดยในปี 2550 โจทก์ได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ ทำให้เงินเดือนอยู่ในสถานะเกินเพดาน ในปีการศึกษา 2551 จำเลยเปลี่ยนโครงสร้างเงินเดือนจากโครงสร้างจำแนกตามระดับเป็นโครงสร้างเงินเดือนตามค่างาน ซึ่งตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ กองอาคารสถานที่อยู่ในโครงสร้างเงินเดือนระดับ 2 และเงินเดือนของโจทก์อยู่ในสถานะเกินเพดานเช่นเดิมตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 จำเลยย้ายโจทก์ให้ไปช่วยงานที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งปีการศึกษา 2553 จำเลยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเงินเดือนเป็น 10 ระดับ โดยกรณีของโจทก์กำหนดอยู่ในกระบอกเงินเดือนระดับ 2 และเงินเดือนของโจทก์อยู่ในสถานะเกินเพดานเช่นเดิม วันที่ 1 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 2 กันยายน 2555 โจทก์ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ช่วยงานบัณฑิตวิทยาลัย และตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2555 เป็นต้นไป จำเลยย้ายโจทก์กลับไปต้นสังกัดคือให้ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ กองอาคารสถานที่ โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย ห. จำเลยจึงได้ปรับระดับตำแหน่งงานของโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 เช่นเดิม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2558 เป็นต้นไป ทำให้โจทก์ได้รับการปรับเงินเดือนขึ้นจากเดิมเดือนละ 24,380 บาท เป็นเดือนละ 31,250 บาท และต่อมาจำเลยได้นำเงินจำนวน 531,678 บาท ไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 โดยคำนวณจากอัตราเงินเดือนโจทก์ทำงานอยู่ในระดับ 4 ตามที่โจทก์ร้องเรียนนับแต่วันที่มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนในปี 2551 เป็นต้นไป แต่โจทก์ไม่ยอมรับเงินเดือนดังกล่าวเนื่องจากโจทก์เห็นว่าจำเลยคำนวณการปรับขึ้นเงินเดือนให้โจทก์ไม่ถูกต้อง โดยโจทก์เห็นว่าที่ถูกต้องนั้นโจทก์ควรได้รับเงินเดือนส่วนต่างปรับขึ้นเป็นร้อยละ 6 ทุกปีการศึกษาเพราะก่อนปี 2551 โจทก์อ้างว่าโจทก์เคยได้รับการปรับอัตราเงินเดือนขึ้นตลอดมา เมื่อคำนวณเงินส่วนต่างที่โจทก์ควรได้รับการปรับขึ้นในอัตราดังกล่าวตั้งแต่ปี 2551 ถึงเดือนตุลาคม 2561 ขณะยื่นฟ้องคิดเป็นเงิน 1,104,431.29 บาท แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งบรรณารักษ์ 4 ต่อมาจำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 สังกัดแผนกบำรุงรักษาสวน กองอาคารสถานที่ โดยพิจารณาตามความเหมาะสมตามคำสั่งและข้อบังคับของจำเลย ซึ่งโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ดังนั้นในขณะที่จำเลยปรับโครงสร้างเงินเดือนปี 2551 ตำแหน่งของโจทก์คือเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 สังกัดแผนกบำรุงรักษาสวน กองอาคารสถานที่ ซึ่งการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนเป็นการพิจารณาจากค่างาน ความรู้ความสามารถ และผลการปฏิบัติงาน ไม่ได้พิจารณาจากวุฒิการศึกษา ทั้งจำเลยไม่ได้ปรับลดเงินเดือนของโจทก์ และข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าการปรับระดับของโจทก์ จำเลยเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ ส่วนที่โจทก์เรียกเงินเพิ่มร้อยละ 6 ของทุกปีการศึกษา ก็ฟังไม่ได้ว่าก่อนปีการศึกษา 2551 จำเลยปรับเพิ่มเงินเดือนร้อยละ 6 ทุกปี และพนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนตามโครงสร้างใหม่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานและโครงสร้างของการปรับเงินเดือนของจำเลย ไม่ได้ปรับขึ้นเงินเดือนในอัตราเท่ากันทุกคนและมิได้ปรับขึ้นในอัตราเท่ากันทุกปี โดยสภามหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากผลประกอบการหรือรายได้ในแต่ละปีด้วย เมื่อโจทก์มีอัตราเงินเดือนเกินเพดานเงินเดือนระดับ 2 จึงไม่สามารถปรับเงินเดือนให้โจทก์ได้ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจากการปรับโครงสร้างเงินเดือนของจำเลย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ในปัญหาว่าโจทก์ควรได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในอัตราร้อยละ 6 ตามที่โจทก์เรียกร้องมานั้นเพียงพอที่จะรับฟังตามที่โจทก์กล่าวอ้างแล้ว เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการปรับโครงสร้างเงินเดือน คำสั่งและข้อบังคับของจำเลยที่ให้มีการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือน ออกโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนและกฎหมายจึงบังคับไม่ได้นั้น เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลแรงงานกลาง สำหรับอุทธรณ์ที่ว่าคำสั่งและข้อบังคับดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าการกระทำที่จะถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างนั้นจะต้องได้ความว่าเป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างของลูกจ้างและเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง แต่กรณีลดระดับตำแหน่งของโจทก์จากระดับ 4 เป็นระดับ 2 เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินเดือนจากเดิมที่จำแนกตามระดับเป็นจำแนกตามค่างาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งระบบมิได้เจาะจงกลั่นแกล้งบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แม้โจทก์จะถูกปรับลดระดับตำแหน่งเป็นระดับ 2 แต่หน้าที่งานในความรับผิดชอบและอัตราค่าจ้างมิได้ลดลงไปด้วย และแม้ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้เงินเดือนโจทก์อยู่ในฐานะเกินเพดานและไม่ได้รับการปรับเงินเดือนตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นไป ก็ตาม ดังนั้น คำสั่งและข้อบังคับของจำเลยที่ให้มีการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนจึงหาใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนจากการจำแนกตามระดับเป็นโครงสร้างเงินเดือนตามค่างาน เป็นการกระทำที่เป็นผลให้สถานะของโจทก์ต่ำลงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยหลังบังคับใช้โครงสร้างเงินเดือนใหม่ โดยปรับลดระดับตำแหน่งโจทก์จากระดับ 4 เป็นระดับ 2 โดยโจทก์ไม่ยินยอม ทำให้โจทก์ไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนจากการที่เงินเดือนเกินเพดาน เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การปรับโครงสร้างเงินเดือนของจำเลยก็ดี การย้ายโจทก์ให้ไปทำงานในตำแหน่งอื่นก็ดี เป็นอำนาจการบริหารจัดการของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างที่มีอำนาจกระทำได้ แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้ลูกจ้างได้รับความเสียหายหรือเสียเปรียบ โจทก์เริ่มเข้าทำงานตำแหน่งบรรณารักษ์ ระดับ 4 วุฒิการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์ ขณะที่จำเลยเปลี่ยนโครงสร้างเงินเดือนปี 2551 โจทก์ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 สังกัดแผนกบำรุงรักษาสวน กองอาคารสถานที่ ถูกปรับให้อยู่ในตำแหน่งเดิมคือเจ้าหน้าที่ธุรการ กองอาคารสถานที่ แต่ปรับลดระดับให้อยู่ในโครงสร้างเงินเดือนระดับ 2 ซึ่งคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ในระดับ 2 นั้นต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือมัธยม มีประสบการณ์ ฐานเงินเดือนขั้นต่ำของระดับ คือ 7,700 บาท เงินเดือนขั้นสูงสุด 17,600 บาท และขณะจำเลยปรับโจทก์ให้อยู่ในระดับ 2 โจทก์ได้รับเงินเดือน เดือนละ 22,960 บาท สูงกว่าเพดานเงินเดือนของโครงสร้างเงินเดือนระดับ 2 (ใหม่) ดังนั้น การที่จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ กองอาคารสถานที่ ซึ่งเมื่อจำเลยปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนจำเลยตีค่างานดังกล่าวอยู่ในระดับ 2 แล้วจำเลยปรับโครงสร้างเงินเดือนใหม่โดยให้โจทก์อยู่ในระดับ 2 โดยโครงสร้างเงินเดือนของโจทก์เกินเพดานระดับ 2 ถึง 5,360 บาท แม้จำเลยจะมิได้ปรับลดเงินเดือนของโจทก์หรือทำให้เงินเดือนของโจทก์ลดลง แต่ย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสได้ปรับขึ้นเงินเดือนในอนาคตอย่างแน่แท้ เว้นแต่จำเลยจะปรับฐานเงินเดือนขั้นสูงสุดให้สูงกว่าเงินเดือนที่โจทก์ได้รับอยู่ ทั้งที่จำเลยสามารถที่จะปรับย้ายโจทก์ให้ไปทำงานอยู่ในแท่งค่างานที่ใช้คุณวุฒิปริญญาตรีเท่ากับระดับตำแหน่งที่รับโจทก์เข้ามาทำงานได้ แต่จำเลยมิได้กระทำ การปรับโครงสร้างเงินเดือนของจำเลยย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบและได้รับความเสียหายจากการขาดโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ลดเงินเดือนโจทก์ไม่ได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใดนั้น แม้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัยจำเลยได้มีความเห็นจนทำให้จำเลยทบทวนคำสั่งปรับระดับตำแหน่งของโจทก์กลับมาเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 ดังเดิม และได้นำเงินส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีสิทธิได้ปรับขึ้นเงินเดือนตั้งแต่ปี 2551 ถึงปี 2561 จำนวน 531,678 บาท ไปวางทรัพย์เพื่อชำระให้แก่โจทก์ อันอาจเป็นค่าเสียหายอย่างน้อยที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาข้างต้นประกอบข้อเท็จจริงที่ยุติต่อไป ส่วนฎีกาในข้อปลีกย่อยอื่นของโจทก์ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับเป็นว่า การที่จำเลยปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — มหาวิทยาลัย ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางชุติมา รางชางกูร
- นางดณยา วีรฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2950/2565
#684775
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไปดำเนินการกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยลงลายมือชื่อแทนโจทก์ร่วมในเอกสาร ก็เนื่องมาจากได้ปรึกษากันแล้วภายในครอบครัวให้จำเลยเป็นผู้ไปดำเนินการ ดังเช่นการดำเนินการของบริษัทตั้งแต่เริ่มก่อการที่มีการจดทะเบียนบริษัทและลงลายมือชื่อแทนกรรมการผู้เริ่มก่อการทุกคน จำเลยก็เป็นผู้ดำเนินการลงลายมือชื่อแทนกรรมการดังกล่าวและโจทก์ร่วมด้วยความยินยอมของทุกคนตลอดมา รวมทั้งการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท ดังนั้นการที่จำเลยลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมในเอกสารต่าง ๆ ทุกฉบับรวมทั้งเอกสารตามฟ้อง จึงเชื่อว่าจำเลยได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วมให้ไปดำเนินการ โจทก์ร่วมจึงไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารดังกล่าวปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ท. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 (เดิม) และ 265 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1.7 ฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 1 ปี และลงโทษตามฟ้องข้อ 1.5 ฐานใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมเป็นจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์ร่วม จำเลย และนางสาวธัสสพร เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยจำเลยเป็นพี่ชายคนโต โจทก์ร่วมเป็นน้องสาวคนกลางและนางสาวธัสสพรเป็นน้องสาวคนเล็ก นางสาวธัสสพรมีสามีชื่อนายสุขสันต์ มีอาชีพประกอบธุรกิจ เมื่อประมาณปี 2555 นางสาวธัสสพรมีปัญหาเรื่องการเงินเนื่องจากบริษัทของสามีประสบปัญหาขาดทุนและสามีไปมีหญิงอื่น จำเลยจึงให้คำปรึกษาแนะนำให้นางสาวธัสสพรนำทรัพย์สินที่ทำมาหาได้มาฝากไว้ในชื่อของจำเลย นางสาวธัสสพรได้โอนที่ดินที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีให้จำเลย ส่วนบ้านสองหลังพร้อมที่ดินพิพาท นางสาวธัสสพรเห็นว่ามีราคาสูงจึงประสงค์จะโอนให้แก่โจทก์ร่วม แต่จำเลยเสนอให้โอนบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัท ข. โดยให้โจทก์ร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2555 จึงมีการทำหนังสือสัญญาขายบ้านทั้งสองหลังพร้อมที่ดินสองโฉนดให้แก่บริษัท ข. โดยไม่มีการชำระเงินกันจริง ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 บริษัท ข. ได้ขายบ้านพร้อมที่ดินทั้งสองโฉนดให้แก่จำเลย และจำเลยได้นำบ้านพร้อมที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจำนองไว้กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และต่อมามีการนำเงิน 17,200,000 บาท เข้าบัญชีของบริษัท ข. ที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นได้มีการถอนและโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของจำเลย 14,000,000 บาทเศษ แล้วโอนให้บุคคลภายนอก 3,000,000 บาทเศษ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมก่อนว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมปลอมในเอกสารตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า รายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.3 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเอกสารหมาย จ.4 สำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.5 บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.6 และข้อมูลลูกค้าเอกสารหมาย จ.7 ที่จำเลยและนายณัฐนำไปขอเปิดบัญชีของบริษัท ข. กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย นั้น ได้ความจากนางสาวอุบล เจ้าหน้าที่ผู้รับเปิดบัญชีที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้ว่า วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 นายณัฐกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทฯ มาขอเปิดบัญชีของบริษัทและลงลายมือชื่อในเอกสารของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และมีจำเลยผู้รับมอบฉันทะลงลายมือชื่อด้วย สำหรับโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป และในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ เจ้าหน้าที่ธนาคารตรวจสอบรายการเอกสารเกี่ยวกับการขอเปิดบัญชีดังกล่าวแล้วจึงมอบเอกสารข้อมูลลูกค้าการขอเปิดบัญชีตามการทำธุรกรรมของธนาคารเพื่อนำไปให้โจทก์ร่วมลงนามในเอกสาร หลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 วัน มีบุคคลนำเอกสารขอเปิดบัญชีของโจทก์ร่วมมาให้กับธนาคาร และจากการตรวจสอบลายมือชื่อในเอกสารของโจทก์ร่วมประธานที่ประชุมของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทำธุรกรรมของธนาคาร ปรากฏว่าตรงกับลายมือชื่อที่ได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานการประชุมของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 จากคำให้การของนางสาวอุบลแสดงว่าขณะมีการยื่นเอกสารข้อมูลลูกค้าให้แก่นางสาวอุบลเจ้าหน้าที่ผู้รับเปิดบัญชีนั้น ยังไม่มีการเขียนข้อความและโจทก์ร่วมไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านางสาวอุบล นางสาวอุบลจึงมอบเอกสารข้อมูลลูกค้าในการขอเปิดบัญชีเพื่อนำไปให้โจทก์ร่วมลงนาม ซึ่งโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้เขียนและลงลายมือชื่อในเอกสารที่ส่งมอบให้แก่ธนาคารตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.7 และโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อเป็นภาษาไทยไม่เคยลงลายมือชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ประกอบกับเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับลายมือชื่อของโจทก์ร่วมที่เป็นภาษาอังกฤษตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวมีความแตกต่างกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในเอกสารกรรมการเข้าใหม่ด้วย นอกจากนี้ยังได้ความจากผลการตรวจพิสูจน์และความเห็นของผู้ชำนาญการว่า ลายมือชื่อของโจทก์ร่วมตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.7 กับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ร่วม เขียนเป็นคนละแบบกัน ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่า สำเนารายงานการประชุม สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน (สำเนาทะเบียนบ้าน) สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และสำเนาข้อมูลลูกค้าเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.7 ที่มีลายมือชื่อของโจทก์ร่วมเป็นภาษาอังกฤษดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความสนับสนุนว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2562 ยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพร เพียงแต่กล่าวอ้างว่าได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพรแล้วเท่านั้น ดังนี้จึงถือได้ว่าจำเลยยอมรับแล้วว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมปลอมในเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.7 จริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมปลอมในเอกสารดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการตามที่โจทก์ร่วมฎีกา และฐานใช้เอกสารปลอมกับฐานใช้เอกสารราชการปลอม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยลงลายมือชื่อปลอมของโจทก์ร่วม จำเลยได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วมแล้ว จึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมนั้น จำเลยมีตัวจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า เดิมบิดามีที่ดินที่ใส่ชื่อนายการุณ รวม 5 แปลง ต่อมาปี 2558 จะขายที่ดินดังกล่าว บิดาและครอบครัวตกลงกันให้นางสาวธัสสพรน้องสาวไปติดต่อกับนายสุขสันต์สามีเพื่อไปขอกู้เงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีชื่อนางสาวธัสสพรเป็นผู้กู้และใช้ที่ดินทั้ง 5 แปลงดังกล่าวเป็นหลักประกัน ทำสัญญาซื้อขายระหว่างนายการุณกับนางสาวธัสสพร และจดทะเบียนจำนองกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 43,700,000 บาท ตกลงให้ฝ่ายครอบครัวจำเลย 15,000,000 บาท แต่มีการจ่ายจริงเพียง 4,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 11,000,000 บาท และทำสัญญากู้ยืมเงินโดยจำเลยและนางสาวธัสสพรเป็นผู้กู้ในวงเงิน 15,000,000 บาท จากบริษัทของนายสุขสันต์ แต่จำเลยและนางสาวธัสสพรไม่ได้ลงลายมือชื่อ หลังจากนั้นจำเลยไปจดทะเบียนตั้งบริษัท ข. เพื่อรับซื้อผลผลิตจากปาล์ม ในการจัดตั้งบริษัท จำเลยแจ้งให้บุคคลที่มีชื่อเป็นกรรมการทราบแล้ว โดยไปจดทะเบียนที่จังหวัดระนอง มีจำเลย โจทก์ร่วม นางสาวธัสสพร นายมโน นางสาวพัชราภรณ์ นางสาวปานวาด นายณัฐ เป็นผู้เริ่มก่อการ การจดทะเบียนตั้งบริษัทดังกล่าวนั้นทุกคนให้จำเลยลงลายมือชื่อแทน เนื่องจากต้องลงลายมือชื่อตัวอย่างแต่ละคนไว้เพื่อใช้ในการดำเนินการของบริษัทต่อไป หลังจากนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนจำเลยก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทนทุกคนแต่เพียงผู้เดียวโดยได้รับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวแล้ว ประมาณเดือนมกราคม 2555 นางสาวธัสสพรเล่าให้จำเลยฟังที่บ้านเลขที่ 88/17 ของนางสาวธัสสพรว่านายสุขสันต์และบริษัทมีปัญหา นางสาวธัสสพรกลัวว่าจะถูกฟ้องล้มละลายถูกยึดทรัพย์ จึงขอเอาทรัพย์สินมาฝากไว้ที่บริษัทฯ นางสาวธัสสพร โอนบ้านทั้งสองหลังพร้อมที่ดินมาไว้ที่บริษัทฯ ของจำเลย ต่อมาเมื่อนางสาวธัสสพรถูกฟ้องเป็นคดีแพ่ง โจทก์ในคดีดังกล่าวยินยอมให้ไถ่ถอนที่ดิน 5 แปลงข้างต้นในวงเงิน 28,000,000 บาท แล้วจะถอนฟ้องนางสาวธัสสพร หลังจากนั้นบิดา จำเลย นางสาวธัสสพร และโจทก์ร่วมตกลงให้เอาบ้านพร้อมที่ดินพิพาทไปจำนองกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และเอาที่ดินเขาชายที่ติดจำนองกับโจทก์ในคดีแพ่งไปขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่อมาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย อนุมัติเงินกู้ให้ 17,850,000 บาท และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อนุมัติวงเงิน 22,000,000 บาท โดยการดำเนินการดังกล่าวได้แจ้งไว้ในคดีแพ่งแล้วเพื่อขอเลื่อนการพิจารณาคดี วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยอนุมัติเงิน จำเลยได้โอนเงินไปไว้ในบัญชีของจำเลยที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสินเชื่อของธนาคารดังกล่าว การดำเนินการตั้งแต่ต้นนางสาวธัสสพรและโจทก์ร่วมทราบและยินยอมโดยตลอด โดยก่อนวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 นางสาวธัสสพรได้บอกให้จำเลยติดต่อญาติ ๆ เพื่อมาทำบันทึกการเจรจาตกลงกัน หลังจากมีการพูดคุยกันแล้วได้ทำบันทึก ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 วันดังกล่าวนางสาวธัสสพรไม่ได้มาร่วมพูดคุยด้วย ก่อนที่จะมีการจัดทำบันทึกดังกล่าว นายบุญโชค อาของจำเลยได้นำ น.ส.3 ข. เป็นที่ดิน 2 แปลง ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมาคืนให้เนื่องจากชำระหนี้ให้แล้ว โจทก์ร่วมขอให้ใส่ชื่อโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว จำเลยจึงทำหนังสือมอบอำนาจ เพื่อให้โจทก์ร่วมไปดำเนินการด้วยตนเอง วันรุ่งขึ้นโจทก์ร่วมก็ไปดำเนินการ ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 จำเลย นางสาวธัสสพร และนายสุขสันต์ไปที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ เพื่อทำสัญญากัน วันดังกล่าวนายสุขสันต์และนางสาวธัสสพรแจ้งว่าต้องแบ่งเงินที่ได้จากการจำนองบ้านทั้งสองหลังและที่ดินไว้กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยให้ด้วย 10,000,000 บาท เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองคนทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จำเลยปฏิเสธ วันดังกล่าวจึงไม่มีการทำสัญญากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หลังจากนั้นนายสุขสันต์และนางสาวธัสสพรกับโจทก์ร่วมได้ข่มขู่จำเลย จำเลยได้ฟ้องเป็นคดีที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยโอนเงินที่ได้จากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเข้าบัญชีจำเลยที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 8,000,000 บาท อีก 3,000,000 บาท โอนให้แก่นายบุญโชคเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และนายบุญโชคได้คืน น.ส.3 ข. ให้แก่จำเลย ส่วนเงินที่เหลือ 11,000,000 บาท ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งของบิดาและสร้างบ้านให้บิดาพักอาศัยที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2557 หลังจากได้ดำเนินการเปิดบัญชีและได้กู้เงิน 1 วัน นางสาวธัสสพรได้นัดจำเลย โจทก์ร่วม และญาติ ๆ ซึ่งเป็นพี่และน้อง ๆ ของบิดามาตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของครอบครัวต่อหน้าบิดาและมารดา โดยมีการบันทึกทรัพย์สินทั้งหมดว่าเป็นของผู้ใดบ้างและระบุขั้นตอนในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว โดยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 88/17-18 เป็นของนางสาวธัสสพรคนเดียว และระบุต่อไปว่าให้จำเลยนำหลักฐานดังกล่าวเข้าจำนองต่อธนาคารเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ของนางสาวธัสสพรตามวงเงินที่ธนาคารอนุมัติ และได้ระบุต่อไปด้วยว่า จำเลยจะไม่นำหลักทรัพย์ดังกล่าวข้างต้นไปเพิ่มวงเงินกู้ซึ่งบันทึกดังกล่าวจำเลยและโจทก์ร่วมได้ลงนามร่วมกัน โดยมีมารดาและญาติซึ่งเป็นพี่และน้องของบิดาร่วมลงนามเป็นพยาน อันสอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมนำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้มีการโอนกรรมสิทธิ์บ้านทั้งสองหลังและที่ดินพิพาทของนางสาวธัสสพรที่โจทก์ร่วมกับนางสาวธัสสพรอาศัยอยู่ไปเป็นของบริษัท ข. โดยให้ใส่ชื่อโจทก์ร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและถือหุ้นส่วนใหญ่ และโจทก์ร่วมรับว่าได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกข้อความ โดยมีรายละเอียดตามที่จำเลยนำสืบจริง โดยเฉพาะมีการระบุให้จำเลยนำหลักฐานดังกล่าวเข้าจำนองต่อธนาคารเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ของนางสาวธัสสพรตามวงเงินที่ธนาคารอนุมัติ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพรยินยอมให้จำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปติดต่อดำเนินการกับธนาคาร นอกจากนี้ในการก่อตั้งบริษัทฯ ตลอดจนการดำเนินการเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการของบริษัทฯ รวมทั้งการนำโจทก์ร่วมเข้ามาเป็นกรรมการเข้าใหม่ของบริษัทฯ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมเข้าไปดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการของบริษัทด้วยตนเอง เนื่องจากไม่ปรากฏว่ารายการเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการมีการลงลายมือชื่อของโจทก์ร่วมแต่อย่างใด คงมีเพียงลายมือชื่อที่เป็นภาษาอังกฤษในนามโจทก์ร่วมพร้อมประทับตราบริษัทฯ ไว้ตามเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วเท่านั้น จึงน่าเชื่อว่าการจดทะเบียนตั้งบริษัทดังกล่าวนั้น ทุกคนรวมทั้งโจทก์ร่วมให้จำเลยลงลายมือชื่อแทนเนื่องจากต้องลงลายมือชื่อตัวอย่างแต่ละคนไว้เพื่อใช้ในการดำเนินการของบริษัทฯ ต่อไป หลังจากนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนจำเลยก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทนทุกคนแต่เพียงผู้เดียวโดยได้รับความยินยอมแล้ว นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า โฉนดที่ดินพิพาทของนางสาวธัสสพร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเอกสารหมาย จ.4 และสำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน (สำเนาทะเบียนบ้าน) ของโจทก์ร่วมเอกสารหมาย จ.5 นั้น โจทก์ร่วมรับว่าได้ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องไว้ในเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ดังกล่าวไว้แล้วจริง โดยเอกสารดังกล่าวและโฉนดที่ดินพิพาทเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟของนางสาวธัสสพรที่บ้านของนางสาวธัสสพร หากโจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพรไม่ทราบและไม่รู้เห็นยินยอมให้จำเลยนำโฉนดที่ดินและเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ดังกล่าวไปดำเนินการเปิดบัญชี และทำนิติกรรมกู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยดังกล่าวแล้ว โฉนดที่ดินและเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ซึ่งเก็บอยู่ในตู้เซฟภายในห้องของนางสาวธัสสพร จำเลยก็ไม่สามารถที่จะนำออกไปได้ ที่โจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพรเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2557 ทราบจากแม่บ้านชาวพม่าว่ามารดามาที่บ้านและออกจากห้องนอนของโจทก์ร่วมโดยถือกระดาษไว้ในมือ ในทำนองว่ามารดาเอาโฉนดที่ดินและเอกสารของโจทก์ร่วมจากตู้เซฟที่อยู่ในห้องนอนไปนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ได้นำแม่บ้านชาวพม่ามาเบิกความยืนยันต่อศาล กลับได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตู้เซฟเป็นที่เก็บทรัพย์สินของโจทก์ร่วมรวมทั้งเอกสารของนางสาวธัสสพร และนางสาวธัสสพรเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามทำนองเดียวกันว่า ประมาณเดือนพฤษภาคม 2557 แม่บ้านชาวพม่าแจ้งว่ามารดามาที่บ้านและเข้าไปในห้องนอนของนางสาวธัสสพร ขณะที่เดินออกมาจากห้องนอนถือเอกสารออกมาด้วย แล้วก็ออกจากบ้านไป ก่อนเกิดเหตุไม่ได้เปิดตู้เซฟจึงไม่ทราบว่าโฉนดที่ดินหายไป เชื่อว่ามารดาเป็นคนเอาโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงไป เพราะก่อนหน้านี้มารดาเคยขอยืมเครื่องประดับของนางสาวธัสสพรหลายครั้ง ซึ่งนางสาวธัสสพรได้กดรหัสตู้เซฟต่อหน้ามารดา นั้น คำเบิกความของโจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพรดังกล่าวก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งขัดต่อเหตุผล เพราะแม้นางสาวธัสสพรจะอ้างว่าเคยกดรหัสตู้เซฟต่อหน้ามารดาก็ตาม แต่นางสาวธัสสพรเบิกความรับว่ามารดาไม่ทราบรหัสการเปิด ซึ่งการเปิดตู้เซฟดังกล่าวลำตัวและมือของนางสาวธัสสพรก็น่าจะบังสายตาของมารดาไม่สามารถที่จะเห็นและจดจำรหัสตู้เซฟได้ ประกอบกับขณะนั้นมารดาอายุมากถึง 66 ปี แล้วและป่วยมีโรคประจำตัวหลายอย่าง สภาพร่างกายไม่แข็งแรงตามธรรมชาติ สายตาและความทรงจำไม่แม่นยำเหมือนกับบุคคลที่อายุยังน้อย นางสาวธัสสพรเพียงแต่สันนิษฐานเอาเองว่ามารดาจดจำรหัสตู้เซฟได้ทั้ง ๆ ที่ไม่ปรากฏว่ามารดาเคยเปิดตู้เซฟมาก่อน และเป็นการผิดปกติวิสัยที่มารดาจะเป็นผู้ลักทรัพย์สินของบุตรสาวตนเอง อีกทั้งหากนางสาวธัสสพรและโจทก์ร่วมทราบว่ามารดาลักเอาเอกสารไป ก็น่าจะต้องเปิดตู้เซฟดูว่ามีทรัพย์สินและเอกสารใดหายไปบ้าง แต่ก็ไม่มีการเปิดดูจึงไม่ทราบว่าโฉนดที่ดินได้หายไป และไม่เคยสอบถามหรือโต้แย้งกับมารดา แต่กลับปล่อยปละละเลยมานาน จึงเป็นพิรุธและไม่สมเหตุผล กลับน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่า การที่จำเลยไปดำเนินการกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยลงลายมือชื่อแทนโจทก์ร่วมในเอกสารเองก็เนื่องมาจากได้ปรึกษากันแล้วภายในครอบครัวให้จำเลยเป็นผู้ไปดำเนินการ ดังเช่นการดำเนินการของบริษัทตั้งแต่เริ่มก่อการที่มีการจดทะเบียนบริษัทและลงลายมือชื่อแทนกรรมการผู้เริ่มก่อการทุกคน จำเลยก็เป็นผู้ดำเนินการลงลายมือชื่อแทนกรรมการดังกล่าวรวมทั้งโจทก์ร่วมด้วยความยินยอมของทุกคนตลอดมา รวมทั้งการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท ดังนั้น การที่จำเลยลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมในเอกสารต่าง ๆ ทุกฉบับรวมทั้งเอกสารตามฟ้องจึงเชื่อว่าจำเลยได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วมให้ไปดำเนินการตามที่จำเลยนำสืบ โจทก์ร่วมจึงไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารปลอมกับฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้น โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 (เดิม) ม. 265 (เดิม) ม. 267 (เดิม) ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ท.
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
สนิท ตระกูลพรายงาม
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2943/2565
#684395
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องและคําขอท้ายฟ้องเป็นกรณีโจทก์ทั้งสองโต้แย้งเกี่ยวกับมติที่ประชุมใหญ่โดยอ้างว่ามติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจําเลย และมีคําขอบังคับขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ซึ่งกฎหมายกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องให้จําเลยรับผิดในมูลละเมิด จึงต้องนําอายุความละเมิดมาใช้บังคับกับกรณีการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่หาได้ไม่

แม้ข้อบังคับนิติบุคคลจําเลย จะมีข้อความว่าต้องร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติในการประชุมครั้งนั้นภายใน 30 นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ โดยไม่ปรากฏหน่วยนับเป็นวัน เดือน หรือปี แต่ข้อบังคับนิติบุคคลดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานที่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีเอกสารมาแสดงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) จึงไม่ต้องห้ามที่จะนําพยานบุคคลมานําสืบแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร เมื่อผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมาเบิกความยืนยันว่าการร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่ลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ จะต้องยื่นคําร้องขอต่อศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันลงมติ สอดคล้องกับกฎกระทรวงว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบและการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ. 2545 ข้อ 15 ดังนั้น ตามข้อบังคับของนิติบุคคลจําเลย การร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ

ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43, 44 ประกอบมาตรา 48 สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าว แต่ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่นี้เมื่อมีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งมีคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้ดำเนินการภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิก กรณีจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของจําเลยตามกฎหมายรวมทั้งตามข้อบังคับและมติของที่ประชุมใหญ่ในการดูแลถนนในหมู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร เหตุที่จําเลยนํากรวยหรือนําหมุดไปปักบริเวณถนนสายหลักข้างบ้านโจทก์ทั้งสองและบริเวณหัวมุมถนนซอยเท่าที่จําเป็นก็เพื่อมิให้สมาชิกในหมู่บ้านนํารถยนต์มาจอด เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการขับรถเลี้ยวโค้ง เข้า - ออก บริเวณหัวมุมถนน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจําเลยตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ในการบริหารจัดการอํานวยความสะดวกในการใช้สาธารณูปโภค ตลอดจนการใช้พื้นที่ส่วนกลางในหมู่บ้านที่พักอาศัยร่วมกันของสมาชิกทั้งหมด การกระทำดังกล่าวของจําเลยมิได้เลือกปฏิบัติเฉพาะสมาชิกผู้หนึ่งผู้ใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ข้อ 5.2.2 และมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 ในส่วนที่กำหนดสิทธิให้สมาชิกมีรถยนต์ได้ตามสิทธิ ให้จำเลยยุติการกระทำที่เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก โดยให้จำเลยเคลื่อนย้ายเครื่องกีดขวางที่ได้ตั้งขวางเพื่อมิให้รถยนต์เข้าจอดได้

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 55567 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กรุงเทพมหานคร และเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธ. โจทก์ทั้งสองใช้บ้านเลขที่ 559/201 ดังกล่าวเป็นที่ตั้งสำนักงานบริษัท อ. ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีหน้าที่บริหารจัดการดูแลทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภค และกระทำการเพื่อประโยชน์สูงสุดในการอยู่อาศัยของสมาชิกหมู่บ้านจัดสรร ตลอดจนออกข้อบังคับกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้สาธารณูปโภค การอยู่อาศัยและการจราจรภายในที่จัดสรร วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสองเรื่องการกำหนด ค่าจอดรถในพื้นที่ส่วนกลาง อ้างว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิจอดรถได้ 4 คัน ในบ้าน 3 คัน หน้าบ้าน 1 คัน ส่วนรถที่เกินมา 4 คัน โจทก์ทั้งสองต้องเสียค่าจอดรถในพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มอัตราคันละ 6,000 บาท ต่อคันต่อปี ตามรายงานการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2558 และหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสองเรื่องการกำหนด ค่าจอดรถในพื้นที่ส่วนกลางตามมติที่ประชุมใหญ่ประจำปี 2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2560 จำเลยจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2560 ที่ประชุมได้ลงมติเรื่องการจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคประจำปี 2561 ข้อ 5.2.2 อนุมัติการปรับขึ้นค่าสาธารณูปโภคบ้านที่ทำพาณิชย์ เป็นเงิน 1,000 บาท ต่อตารางวาต่อปี จากเดิมที่คิด 700 บาท ต่อตารางวาต่อปี โดยจะเริ่มเก็บในปี 2561 โจทก์ทั้งสองไม่ยินยอมชำระ ค่าจอดรถส่วนที่เกินสิทธิตามที่จำเลยแจ้งและชำระค่าส่วนกลางประจำปี 2561 ให้จำเลยในอัตราเดิมเป็นเงิน 40,670 บาท ส่วนยอดเงินอีก 17,430 บาท ตามที่จำเลยแจ้ง โจทก์ทั้งสองยังไม่ชำระ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกมีว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2558 ที่กำหนดให้สมาชิกจอดรถได้เพียงตามจำนวนสิทธิที่มีเท่านั้น โดยคิดค่าจอดรถกรณีนำรถยนต์มาจอดในพื้นที่ส่วนกลางเกินสิทธิ กับขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2560 ข้อ 5.2.2 ที่อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าสาธารณูปโภคบ้านที่ทำพาณิชย์จากอัตราเดิม 700 บาท ต่อตารางวาต่อปี เป็น 1,000 บาท ต่อตารางวาต่อปี หรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาในทำนองว่า การลงมติของที่ประชุมใหญ่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 และเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องร้องขอต่อศาลภายใน 1 เดือน หรือ 30 วัน นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องสรุปสาระสำคัญได้ว่า ในการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2558 ที่ประชุมลงมติให้สมาชิกจอดรถยนต์ภายในบ้านและหน้าบ้านตามสิทธิที่มีอยู่เท่านั้น ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีเนื้อที่ 58.10 ตารางวา ซึ่งหากคำนวณตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ควรจอดรถได้ 7 คัน แต่จำเลยกลับกำหนดให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจอดรถเพียง 4 คัน โดยให้จอดในบ้าน 3 คัน และหน้าบ้าน 1 คัน เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ขัดต่อกฎหมายและไม่สอดคล้องกับอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ บริษัท ธ. ผู้จัดสรรที่ดินและเจ้าของโครงการได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเป็นที่พักอาศัยประเภทเดียว แต่ในการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2560 ที่ประชุมกลับลงมติให้แบ่งประเภทบ้านออกเป็นบ้านพักอาศัยและบ้านที่ทำพาณิชย์ และอนุมัติให้จำเลยจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคบ้านที่ทำพาณิชย์ในอัตรา 1,000 บาท ต่อตารางวาต่อปี อันเป็นการเพิ่มภาระแก่โจทก์ทั้งสอง ไม่ชอบด้วยระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการจัดการสาธารณูปโภค และการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อีกทั้งยังเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต จึงไม่มีผลบังคับใช้ นอกจากนี้มติดังกล่าวยังให้อำนาจคณะกรรมการจำเลยที่จะใช้ดุลพินิจในการบริหารจัดการตามความเหมาะสมหากมีบ้านที่ทำพาณิชย์มาต่อรองขอลดค่าบริการ ทั้งที่ไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ โจทก์ทั้งสองเจรจากับจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่รับฟัง และมีคำขอท้ายฟ้องโดยขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ข้อ 5.2.2 และมติที่ประชุมใหญ่ประจำปี 2558 ในส่วนที่กำหนดสิทธิให้สมาชิกมีรถยนต์ได้ตามสิทธิ ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองโต้แย้งเกี่ยวกับมติที่ประชุมใหญ่โดยอ้างว่ามติของที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกทั้ง 2 ครั้ง เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลย และมีคำขอบังคับขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ซึ่งกฎหมายกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด จึงต้องนำอายุความละเมิดมาใช้บังคับกับกรณีการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่หาได้ไม่ ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาต่อมาว่า ข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธ. ข้อ 41 มีข้อความกำหนดไว้เพียงว่า ต้องร้องขอเพิกถอนภายใน 30 โดยมิได้ระบุหน่วยนับเป็นวัน เดือน หรือปี การที่ศาลอุทธรณ์นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 มาปรับใช้วินิจฉัยคดีในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ว่าต้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งหรือ 30 วัน นับแต่วันลงมติ นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1171 ถึงมาตรา 1195 เห็นว่า แม้ข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธ. ข้อ 41 จะมีข้อความว่า ในการประชุมใหญ่ครั้งใด ถ้าได้มีการประชุมหรือการลงมติโดยไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ สมาชิกอาจร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติในการประชุมครั้งนั้นได้ แต่ต้องร้องขอต่อศาลภายใน 30 นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ โดยไม่ปรากฏหน่วยนับเป็น วัน เดือน หรือปี แต่ข้อบังคับนิติบุคคลดังกล่าว มิใช่พยานหลักฐานที่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีเอกสารมาแสดงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำพยานบุคคลมานำสืบแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ซึ่งจำเลยมีนางสาวกุสุมา ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาเบิกความยืนยันว่า การร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่ลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ จะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันลงมติ จึงมิใช่การนำสืบเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ไม่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว ประกอบกับโจทก์ทั้งสองเองก็มิได้นำสืบโต้แย้งหรือคัดค้านว่าที่พยานจำเลยเบิกความว่าหน่วยนับเป็นวันนั้น ไม่ถูกต้องอย่างไร ทั้งคำเบิกความของพยานจำเลยปากนี้สอดคล้องกับกฎกระทรวงว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบและการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ. 2545 ข้อ 15 ที่กำหนดว่าในการประชุมใหญ่ครั้งใด ถ้าได้มีการประชุมหรือการลงมติโดยไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ สมาชิกอาจร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติในการประชุมใหญ่ครั้งนั้นได้ แต่ต้องร้องขอต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ตามข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำเลย การร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า มติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2558 และมติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2560 ที่โจทก์ทั้งสองร้องขอเพิกถอน มีการลงมติเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2558 และ 30 กรกฎาคม 2560 ตามลำดับ แต่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องต่อศาลขอเพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2561 จึงพ้นกำหนดเวลาที่จะร้องขอต่อศาลตามข้อบังคับของจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาอื่นของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับประเด็นนี้อีกต่อไปเพราะเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อมามีว่า การกระทำของจำเลยที่ตั้งเครื่องกีดขวางบริเวณถนนในหมู่บ้าน ทาสีขาวแดงบนขอบทางเท้า และนำกรวยมาตั้ง ขึงเชือกแต่ต่อมาเหลือแต่การตั้งกรวย หรือปักเสาหมุด และขึงเชือก เพื่อมิให้โจทก์ทั้งสองและสมาชิกอื่นนำรถยนต์มาจอด กับตีช่องจอดรถในพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แห่งที่ดินจัดสรร ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องนำรถยนต์ไปจอดบริเวณพื้นที่ส่วนกลางหน้าบ้านที่ยังไม่มีผู้พักอาศัย เป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43, 44 ประกอบมาตรา 48 สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าว แต่ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่นี้เมื่อมีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งมีคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้ดำเนินการภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิก กรณีจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามกฎหมายรวมทั้งตามข้อบังคับและมติของที่ประชุมใหญ่ในการดูแลถนนในหมู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรดังกล่าว ซึ่งในข้อนี้นางสาวกุสุมาพยานจำเลยเบิกความสรุปได้ความว่า การที่จำเลยปักหมุด 1 ช่อง ขนาดเท่ากับรถยนต์จอดได้บริเวณถนนสายหลักด้านข้างบ้านโจทก์ทั้งสองเพื่อมิให้สมาชิกนำรถยนต์มาจอด เนื่องจากถนนข้างบ้านโจทก์ทั้งสองเป็นถนนสายหลักและเป็นหัวมุมซอยซึ่งมีขนาดไม่กว้างมาก อยู่ใกล้ป้อมยามลักษณะเป็นทางบีบแคบเหมือนคอขวด หากมีผู้นำรถยนต์ไปจอดบริเวณดังกล่าวจะกีดขวางรถยนต์ที่ขับเข้า – ออก ทำให้สมาชิกในหมู่บ้านไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย จำเลยจึงปักหมุดเท่าที่จำเป็น 1 ช่องเดินรถบริเวณหัวมุมทางโค้งซอยต่าง ๆ ที่เห็นว่าไม่ปลอดภัยเพื่อให้ผู้ขับขี่รถสามารถเลี้ยวโค้งได้สะดวก นายคมสัน สามีโจทก์ที่ 1 และเป็นประธานบริษัท อ. ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ตามแผนผังแสดงพื้นที่จอดรถส่วนกลางของหมู่บ้าน บ้านของโจทก์ทั้งสองตั้งอยู่ตรงพื้นที่สีชมพูมีหมายเลข 201 กำกับ ซึ่งอยู่หัวมุม หากขับรถออกจากหมู่บ้านตรงไปจะผ่านป้อมยามที่ตั้งอยู่กลางถนนซึ่งต้องขับเบี่ยงออกเล็กน้อยจากป้อมยามเพื่อออกไปนอกหมู่บ้าน การปักเสาและทำแนวกั้นจะมีเฉพาะบริเวณหัวโค้งและส่วนที่เป็นถนนหลักบางส่วน ไม่ได้ทำเต็มพื้นที่ทั้งหมดเจือสมกับคำเบิกความพยานจำเลย ทำให้เชื่อได้ว่า เหตุที่จำเลยนำกรวยหรือนำหมุดไปปักบริเวณถนนสายหลักข้างบ้านโจทก์ทั้งสองและบริเวณหัวมุมถนนซอยเท่าที่จำเป็นก็เพื่อมิให้สมาชิกในหมู่บ้านนำรถยนต์มาจอด โดยไปกำหนดช่องจอดรถบนถนนซอยแทน ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการขับรถเลี้ยวโค้ง เข้า – ออก บริเวณหัวมุมถนนเนื่องจากถนนในหมู่บ้านไม่ได้กว้างมาก และถนนสายหลักมีผู้ขับรถผ่านมากกว่าถนนซอย อีกทั้งทางเข้า – ออกหมู่บ้านก็มีเพียงทางเดียว คือ ใช้ถนนหลัก เข้า – ออก ผ่านป้อมยาม ซึ่งอยู่ใกล้กับถนนข้างบ้านของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ในการบริหารจัดการอำนวยความสะดวกในการใช้สาธารณูปโภค ตลอดจนการใช้พื้นที่ส่วนกลางในหมู่บ้านที่พักอาศัยร่วมกันของสมาชิกทั้งหมด การกระทำดังกล่าวของจำเลยมิได้เลือกปฏิบัติเฉพาะสมาชิกผู้หนึ่งผู้ใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคหนึ่ง (ข)
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 ม. 44 ม. 48
กฎกระทรวง ว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบและการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก. กับพวก
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิเกียรติ กิติคุณไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2941/2565
#685877
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดนัดรวมตัวกันเพื่อเล่นการพนันชนไก่ อันเป็นการรวมตัวกันทำกิจกรรมร่วมกันและเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ที่ให้ปิดสถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่มีคนแออัดเบียดเสียด เช่น สนามชนไก่ ฯลฯ อันเป็นอำนาจของคณะกรรมการดังกล่าวตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1) และโจทก์บรรยายฟ้องอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ที่ให้ปิดสนามชนไก่กับความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่มาคนละข้อต่างหากจากกัน แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นพนันชนไก่ดังกล่าวอันหมายความว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่และที่จำเลยที่ 1 ไม่ปิดสนามชนไก่ก็เพื่อจัดให้มีการเล่นการพนันในสนามชนไก่นั้น แม้ความผิดทั้งสองฐานจะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายบทต่างกัน และจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพก็ตาม ก็ยังคงเป็นการกระทำความผิดโดยเกิดจากเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่

ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 มิใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเปิดหรือปิดสนามชนไก่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 เป็นเพียงผู้เข้าร่วมเล่นการพนันชนไก่ แม้จะเป็นการชุมนุมมั่วสุมทำกิจกรรมแต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องและประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1), 52 แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่มาด้วย ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ในความผิดฐานดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเจ็ดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1), 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 12 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 458/2562 ของศาลชั้นต้น และโทษจำคุกของจำเลยที่ 15 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 237/2563 ของศาลจังหวัดทุ่งสง เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 12 และที่ 15 ในคดีนี้ด้วย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 17 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 12 และที่ 15 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 12 (2) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1), 52 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสิบเจ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน (ชนไก่) ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน (ชนไก่) ปรับจำเลยทั้งสิบเจ็ด คนละ 2,000 บาท ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ปรับจำเลยทั้งสิบเจ็ด คนละ 4,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 คนละ 6,000 บาท จำเลยทั้งสิบเจ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 คนละ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกคำขอให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 12 และที่ 15

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและฐานเป็นผู้เข้าร่วมเล่นการพนัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และให้คุมความประพฤติไว้ในระหว่างรอการลงโทษ ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยที่ 1 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 10 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน (ชนไก่) และฐานร่วมกันเล่นการพนัน (ชนไก่) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนและเข้าร่วมเล่นด้วยมาในข้อเดียวกัน แต่ก็เข้าใจได้ว่าโจทก์บรรยายแยกกระทงเรียงลำดับกันไป และแม้มาตรา 12 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้แบ่งแยกกำหนดโทษของผู้จัดให้มีการเล่นและผู้เข้าพนันในการเล่นไว้ต่างหากจากกันก็ตาม แต่สภาพแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกัน กล่าวคือ การจัดให้มีการเล่นก็โดยเจตนาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่น จำเลยที่ 1 ก็ได้ผลประโยชน์แห่งตนแล้ว ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จไปกรรมหนึ่งและเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันอยู่ด้วย เป็นการที่จำเลยที่ 1 มีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่นจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง มิใช่จำเลยที่ 1 มีเจตนาเดียวเพื่อที่จะเล่นการพนันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกันในส่วนนี้ สำหรับในส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ โจทก์บรรยายฟ้องในข้อหนึ่งว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดนัดรวมตัวกันเพื่อเล่นการพนันชนไก่ อันเป็นการรวมตัวกันทำกิจกรรมร่วมกันและเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ตามข้อ 2.1 ที่ให้ปิดสถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่มีคนแออัดเบียดเสียด ได้แก่ สนามชนโค สนามชนไก่ บ่อนกัดปลา สนามมวยและสนามกีฬาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย อันเป็นอำนาจของคณะกรรมการดังกล่าวตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1) ที่โจทก์มีคำขอมาท้ายฟ้อง และโจทก์บรรยายฟ้องอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ที่ให้ปิดสนามชนไก่ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่มีคนแออัดเบียดเสียด กับความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่มาคนละข้อต่างหากจากกัน แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นพนันชนไก่ดังกล่าวอันหมายความว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่และที่จำเลยที่ 1 ไม่ปิดสนามชนไก่ก็เพื่อจัดให้มีการเล่นพนันในสนามชนไก่นั้น แม้ความผิดทั้งสองฐานจะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายบทต่างกัน และจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพก็ตาม ก็ยังคงเป็นการกระทำความผิดโดยเกิดจากเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ อย่างไรก็ตามในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 มิใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเปิดหรือปิดสนามชนไก่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 เป็นเพียงผู้เข้าร่วมเล่นการพนันชนไก่ แม้จะเป็นการชุมนุมมั่วสุมทำกิจกรรมแต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องและประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1), 52 แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่มาด้วย ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ในความผิดฐานดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 นอกจากนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันก่อนลดโทษ จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท นั้น เป็นการลงโทษเกินกว่าโทษปรับในความผิดฐานดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ส่วนปัญหาที่โจทก์ฎีกาขอให้วางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ และฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันมาด้วยนั้น เมื่อศาลฎีกามิได้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็วางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันแล้ว เพียงแต่รอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง วรรคสาม, 12 (2) มาตรา 4 วรรคสอง วรรคสาม, 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1), 52 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง วรรคสาม, 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดให้มีการเล่นการพนันกับฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนันปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ลงโทษปรับคนละ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนัน คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน คงปรับ 1,000 บาท รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 คงปรับคนละ 1,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายจีรพงษ์ ตรงวานิชนาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
ธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2939/2565
#687614
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบได้ต้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3 บัญญัตินิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง การสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย และนิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด" หมายความว่า เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยการใช้เงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ซื้อหรือกระทำไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ให้เงินหรือทรัพย์สินนั้นเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนสภาพกี่ครั้ง และไม่ว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น โอนไปเป็นของบุคคลอื่นหรือปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ตาม คดีนี้ผู้ร้องบรรยายคำร้องเกี่ยวกับคดียาเสพติดที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 เวลา 11.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทราร่วมกันจับกุม ว. (ผู้คัดค้านที่ 1) ย. ป. และ จ. พร้อมยึด กัญชาแห้งอัดแท่ง 747 แท่ง น้ำหนักรวม 772.30 กิโลกรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต่อมาผู้ร้องยื่นฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกดังกล่าวต่อศาลชั้นตันเป็นคดีหมายเลขดำที่ 3685/2558 (หลังจากนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกผู้คัดค้านที่ 1 มีกำหนด 15 ปี และปรับ 900,000 บาท ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1740/2559) ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ออกใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษ ในประเภท 5 อีกต่อไป การผลิต นำเข้า ส่งออกจำหน่าย หรือมีพืชกัญชาไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/2, 26/3, 75, 76 และ 76/1 และ ป.ยาเสพติด มาตรา 93, 148 ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพันจากการเป็นผู้กระทำความผิด และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงสุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง เมื่อพืชกัญชา ไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ฉะนั้น การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกตามที่ผู้ร้องบรรยายมาในคำร้องจึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป และไม่ปรากฏจากคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกและผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษโดยประการอื่น ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามจึงไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดที่ศาลจะสั่งริบได้ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29 อีกต่อไป ประกอบกับไม่ปรากฏว่าเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสั่งให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดไปแล้ว จึงต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่เจ้าของและผู้คัดค้านทั้งสามแต่ทรัพย์สินรายการที่ 8 และที่ 11 ไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้านแสดงตนเป็นเจ้าของเข้ามาในคดี จึงเป็นเรื่องที่เจ้าของที่แท้จริงจะมาแสดงตนและขอรับคืนในภายหลัง ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 รวม 17 รายการข้างต้น ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2535 มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประกาศหนังสือพิมพ์ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้ง 17 รายการ ตามคำร้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2543 มาตรา 27, 29, 31

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประกาศหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว ยังไม่มีประกาศคำร้องในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนคดีถึงที่สุด แล้วพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นส่งประกาศคำร้องไปลงหนังสือพิมพ์รายวันสื่อโฆษณาสองวันติดต่อกัน ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินสด 1,000,000 บาท เงินสด 40,000 บาท ทองคำแท่ง 1 แท่ง น้ำหนักประมาณ 761.7 กรัม ทองคำแท่ง 4 แท่ง น้ำหนักแท่งละประมาณ 152.3 กรัม รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์นายปัญจพล รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ยี่ห้อโตโยต้า ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์นายวัชรินทร์ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์นางสาวสมศรี เงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 118-2-71xxx-x ชื่อบัญชีนายบุญเลิศ เงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 118-2-79xxx-x ชื่อบัญชี นางสาวสมศรี เงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 260-2-77xxx-x ชื่อบัญชีนางสาวสมศรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 35700 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์นางสาวสมศรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 35702 เนื้อที่ 3 งาน 79 ตารางวา ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์นางสาวสมศรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 35703 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 41 ตารางวา ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์นางสาวสมศรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 35964 เนื้อที่ 3 งาน 42 ตารางวา ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์นางสาวสมศรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ทรัพย์สินทั้ง 17 รายการ ตามคำร้อง) ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 29, 31

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 260-2-77xxx-x ชื่อบัญชี นางสาวสมศรี พร้อมดอกเบี้ย (ทรัพย์สินรายการที่ 13) แก่ผู้คัดค้านที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เนื่องจากในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับและมีผลเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดยังคงมีมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินและขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดแต่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" ดังนั้น กรณีที่มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามกฎหมายเดิมก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับและค้างพิจารณาอยู่ไม่ว่าในชั้นใด ก็ต้องดำเนินการต่อไปตามกฎหมายเดิมจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อคดีนี้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ จึงต้องพิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาขอให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 13 ด้วย เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ทรัพย์สินทั้ง 17 รายการ ยังคงเป็นทรัพย์สินที่พึงริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบได้ต้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3 บัญญัตินิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย และนิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด" หมายความว่า เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยการใช้เงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ซื้อหรือกระทำไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ให้เงินหรือทรัพย์สินนั้นเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนสภาพกี่ครั้ง และไม่ว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น โอนไปเป็นของบุคคลอื่นหรือปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ตาม คดีนี้ผู้ร้องบรรยายคำร้องเกี่ยวกับคดียาเสพติดที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 เวลา 11.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทราร่วมกันจับกุมนายวินัย (ผู้คัดค้านที่ 1) นายยงยุทธ์ นายประพิศ และนายจำปา พร้อมยึดกัญชาแห้งอัดแท่ง 747 แท่ง น้ำหนักรวม 772.30 กิโลกรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต่อมาผู้ร้องยื่นฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 3685/2558 (หลังจากนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกผู้คัดค้านที่ 1 มีกำหนด 15 ปี และปรับ 900,000 บาท ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1740/2559) ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ออกใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อีกต่อไป การผลิต นำเข้า ส่งออกจำหน่าย หรือมีพืชกัญชาไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/2, 26/3, 75, 76 และ 76/1 และประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 93, 148 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง เมื่อพืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ฉะนั้นการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ตามที่ผู้ร้องบรรยายมาในคำร้องจึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป และไม่ปรากฏจากคำร้องของผู้ร้องว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกและผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษโดยประการอื่น ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามจึงไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดที่ศาลจะสั่งริบได้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29 อีกต่อไป ประกอบกับไม่ปรากฏว่าเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสั่งให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดไปแล้ว จึงต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่เจ้าของและผู้คัดค้านทั้งสาม แต่ทรัพย์สินรายการที่ 8 และที่ 11 ไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้านแสดงตนเป็นเจ้าของเข้ามาในคดี จึงเป็นเรื่องที่เจ้าของที่แท้จริงจะมาแสดงตนและขอรับคืนในภายหลัง ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 เมื่อไม่อาจริบทรัพย์สินดังกล่าวได้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ทรัพย์สินทั้ง 17 รายการ ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 2, 27, 29 ให้คืนทรัพย์สินทั้ง 17 รายการ แก่เจ้าของโดยเฉพาะทรัพย์สินรายการที่ 3 และที่ 4 คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 รายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 10 ที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ทรัพย์สินรายการที่ 9 คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 39 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 29
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26/2 ม. 26/3 ม. 75 ม. 76 ม. 76/1
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้คัดค้าน — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาววชิราพรรณ ณ กาฬสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเจษฎา สรณวิช
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
เมธี ประจงการ
เชด กวีบริบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2905/2565
#684565
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของโจทก์ร่วม เมื่อความผิดตามฟ้องมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยเหตุผลว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายย่อมไม่กระทบอำนาจฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับการเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5, 16 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง ศ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (3) (7), 16 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุก 1 ปี ฐานประกอบกิจการให้สินเชื่อภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 16 เดือน ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างจดทะเบียนใช้ชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ข. เมื่อประมาณปลายปี 2558 โจทก์ร่วมไปพบจำเลยที่ 1 ที่ร้านค้าของจำเลยที่ 1 ติดต่อขอกู้ยืมเงิน 600,000 บาท เพื่อนำเงินไปเป็นทุนค้าขายหมากเคี้ยวตามคำแนะนำของเพื่อน แต่จำเลยที่ 1 ต้องการหลักประกันและให้ทำเป็นสัญญาขายฝาก โจทก์ร่วมเสนอที่ดินโฉนดเลขที่ 15902 ของโจทก์ร่วม เป็นหลักประกัน จำเลยที่ 1 ไปดูที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วพอใจ แต่ที่ดินติดจำนองธนาคารเป็นประกันหนี้ที่โจทก์ร่วมค้างชำระอยู่ 300,000 บาทเศษ ต้องนำเงินไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองก่อนนำที่ดินมาจดทะเบียนขายฝาก โจทก์ร่วมจึงต้องการเงิน 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานของจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วม และนายบรรจบ สามีของโจทก์ร่วม เดินทางไปที่ธนาคาร จำเลยที่ 1 นำเงินชำระหนี้ของโจทก์ร่วมให้แก่ธนาคาร 300,000 บาทเศษ แล้วรับโฉนดที่ดินพร้อมทั้งเอกสารที่จำเป็นจากธนาคารพากันเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาปรางค์กู่ ดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง จากนั้นโจทก์ร่วมจดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองมีกำหนด 1 ปี โดยระบุราคาขายฝาก 1,000,000 บาท และสินไถ่ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งหมดโดยจะนำมาหักออกจากจำนวนเงินที่มอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในภายหลัง ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยทั้งสองขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นางจิ มารดาของโจทก์ร่วม ในราคา 1,400,000 บาท คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน หรือร้อยละ 36 ต่อปี หักวันแรกเป็นการชำระดอกเบี้ยล่วงหน้าระยะเวลา 1 ปี เป็นเงิน 360,000 บาท แล้วส่งมอบเงินให้โจทก์ร่วมเพียง 640,000 บาท อันเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แม้ทำเป็นสัญญาขายฝากแต่การที่จำเลยที่ 1 หักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ลักษณะของการขายฝาก การกระทำของจำเลยที่ 1 มีเจตนาให้กู้ยืมเงินโดยประสงค์ต่อดอกเบี้ย การขายฝากจึงเป็นการอำพรางการกู้ยืมเงิน ในข้อนี้ โจทก์มีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมขอกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท แบ่งเป็นไว้ใช้เอง 600,000 บาท ส่วนที่เหลือ 300,000 บาทเศษ ใช้ไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคาร แต่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าต้องทำเป็นสัญญาขายฝาก โจทก์ร่วมต้องการใช้เงินจึงตกลงทำสัญญาขายฝากตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ หลังจากจดทะเบียนขายฝากที่ดินแล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งว่านอกจากต้องหักหนี้ไถ่ถอนจำนอง 300,000 บาทเศษแล้ว ยังมีค่าดำเนินการ ค่าภาษีเกี่ยวกับที่ดิน และหักดอกเบี้ยอีกประมาณ 360,000 บาท โจทก์ร่วมคงได้รับเงินเพียง 300,000 บาทเศษ ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า โจทก์ร่วมมาขอกู้ยืมเงินไปลงทุนค้าขาย จำเลยที่ 1 แจ้งว่าให้กู้ยืมเงินได้แต่ต้องมีหลักประกันและทำเป็นขายฝาก โจทก์ร่วมต้องการใช้เงินรวมประมาณ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ตกลงรับซื้อฝากในราคา 950,000 บาท ระยะเวลา 1 ปี ไถ่ถอนในราคา 1,000,000 บาท โจทก์ร่วมตกลง จำเลยที่ 1 มอบเงิน 350,000 บาท ให้โจทก์ร่วมนำไปใช้ในการไถ่ถอนจำนอง โดยชำระค่าไถ่ถอนจำนอง 300,000 บาทเศษ เหลือเงินสดอีก 10,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์ร่วมไปก่อน ส่วนที่เหลืออีก 600,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ไปถอนเงินจากธนาคารนำมามอบให้โจทก์ร่วมแล้ว รวมเป็นเงินที่โจทก์ร่วมได้รับไปทั้งสิ้น 950,000 บาท เห็นว่า ในส่วนของเงินที่ใช้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองนั้น โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เบิกความรับกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มอบเงินให้โจทก์ร่วมนำไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองประมาณ 300,000 บาทเศษ คงมีปัญหาโต้แย้งกันเฉพาะเงินในส่วนที่เหลือ ซึ่งโจทก์ร่วมอ้างว่าได้รับเพียง 300,000 บาทเศษ โดยโจทก์ร่วมได้ฝากเข้าบัญชีธนาคารผ่านตู้รับฝากเงินอัตโนมัติ ตามรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่ามอบให้โจทก์ร่วม 600,000 บาท โดยโจทก์ร่วมทำหลักฐานการรับเงินไว้ และมีจำเลยที่ 2 เบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนไปถอนเงินจากธนาคารซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า จำนวน 200,000 บาท เมื่อเวลา 17.09 นาฬิกา และจำนวน 475,000 บาท เมื่อเวลา 17.11 นาฬิกา รวม 675,000 บาท แล้วมอบให้จำเลยที่ 1 จำนวน 600,000 บาท ศาลฎีกาพิจารณารายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ปรากฏว่าหลังจากได้รับเงินมาโจทก์ร่วมนำฝากเข้าบัญชีธนาคารผ่านตู้รับฝากเงินอัตโนมัติในวันนั้นเลยตั้งแต่เวลา 16.15 ถึง 16.22 นาฬิกา รวม 4 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 300,000 บาท โดยในวันดังกล่าวไม่มีรายการฝากเงินจำนวนอื่นเข้าบัญชีอีก แต่ตามสำเนาบันทึกรายการธุรกรรมประจำวัน จำเลยที่ 2 เพิ่งจะทำรายการถอนเงินในวันเดียวกันเมื่อเวลา 17.09 และ 17.11 นาฬิกา เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 มอบให้แก่โจทก์ร่วมตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ แม้โจทก์ร่วมทำหลักฐานการรับเงินไว้ให้จำเลยที่ 1 ระบุว่า ได้รับเงินจากจำเลยทั้งสอง 950,000 บาท ไปครบถ้วนแล้ว แต่ปรากฏจากบันทึกที่จำเลยที่ 1 เขียนขึ้นเองและมอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อประกอบคดี ข้อ 4 และข้อ 5 ว่า จำเลยที่ 1 รับซื้อฝากไว้ในราคา 1,000,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี โดยหักดอกเบี้ย 150,000 บาท ไว้ก่อน วันจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายฝากจำเลยที่ 1 มีเงินไป 850,000 บาท หลังจากชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยที่ 1 ได้มอบเงินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ร่วมไป แสดงว่าจำนวนเงินที่โจทก์ร่วมได้รับไปจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งสิ้นไม่ถึง 950,000 บาท ขัดกับที่จำเลยที่ 1 นำสืบ บ่งชี้ว่าหลักฐานการรับเงินเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมเขียนขึ้นไม่ตรงกับจำนวนเงินที่ได้รับไปจริง ข้อเท็จจริงเชื่อได้ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 หักค่าดอกเบี้ยที่คิดไว้ล่วงหน้ารวมกับค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นเงินทั้งสิ้น 360,000 บาท แม้โจทก์จะนำสืบได้ไม่ชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีจำนวนเท่าใด แต่ก็ไม่น่าจะมีจำนวนที่มากนัก จึงเชื่อว่าเงินในส่วนของดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 หักไว้มีจำนวนมากกว่า 150,000 บาท อันเกิดจากการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อตามกฎหมายมิได้บัญญัติให้นิติกรรมขายฝากมีการเรียกดอกเบี้ยกันได้ การที่โจทก์ร่วมมาติดต่อเพื่อขอกู้ยืมเงิน แต่จำเลยที่ 1 กลับให้ทำเป็นสัญญาขายฝากโดยใช้วิธีคิดดอกเบี้ยจากราคาขายฝากในระยะเวลาไถ่ถอน 1 ปี แล้วหักเงินไว้ล่วงหน้า อันเป็นลักษณะของการเรียกค่าตอบแทนจากการให้กู้ยืมเงิน แทนที่จะกำหนดสินไถ่ให้สูงกว่าราคาขายฝาก อันเป็นลักษณะของการคิดผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายฝาก ส่อชัดว่าจำเลยที่ 1 หาได้มีเจตนาจะผูกนิติสัมพันธ์ตามสัญญาขายฝากดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ ส่วนที่โจทก์ร่วมยินยอมทำสัญญาขายฝากก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินกู้ในลักษณะที่จำยอมต้องกระทำตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 มิใช่ว่าโจทก์ร่วมเปลี่ยนเจตนาในการทำนิติกรรมจากกู้ยืมเงินมาเป็นการขายฝากโดยสมัครใจ สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสองจึงทำขึ้นเพื่ออำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยมีที่ดินเป็นหลักประกัน แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงินโดยทำเป็นสัญญาขายฝากอำพรางการให้กู้ยืมเงินดังที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์และโจทก์ร่วมสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงมีความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ต่อมามีการประกาศใช้พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 โดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 แต่โดยที่มาตรา 4 (1) ของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 บัญญัติให้การให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ยังคงเป็นความผิดเช่นเดิม เพียงแต่แก้ไขโทษใหม่ กรณีจึงมิใช่เป็นการยกเลิกการกระทำอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิมไปเสียทีเดียว ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังด้วย แต่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังมีระวางโทษสูงกว่าที่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) กำหนดไว้ ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 กรณีจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานประกอบกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกับการธนาคาร และประกอบกิจการสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ย เป็นการประกอบธุรกิจให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลังในทางการค้าปกติ โดยร่วมกันจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้มีชื่อและบุคคลอื่นทั่วไปกู้ยืมเงิน โดยไม่มีทรัพย์หรือทรัพย์สินเป็นหลักประกัน อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคาร และเป็นกิจการให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่านอกจากโจทก์ร่วมแล้ว ยังมีบุคคลอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ให้กู้ยืมเงินโดยประสงค์ที่จะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลประโยชน์ตอบแทนอันเป็นทางค้าปกติของจำเลยที่ 1 แต่กลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพค้าขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างโดยจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด อีกทั้งยังได้ความจากพันตำรวจโทประยงค์ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ร้านค้าของจำเลยที่ 1 อยู่ห่างจากสถานีตำรวจเพียง 300 เมตร พยานไม่เคยได้ยินว่าจำเลยที่ 1 ปล่อยเงินกู้ หรือมีบุคคลใดมาร้องเรียนกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ปล่อยเงินกู้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้บุคคลทั่วไปกู้ยืมเงินเป็นทางค้าปกติ ลำพังการที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน ถือไม่ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกับการธนาคาร และประกอบกิจการสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (3) (7) และข้อ 16 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ นั้น เห็นว่า ปัญหาว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของโจทก์ร่วม เมื่อความผิดตามฟ้องมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยเหตุผลว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหาย ย่อมไม่กระทบอำนาจฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) จำคุก 3 เดือน และปรับ 900 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 600 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับนอกจากให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงินแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินในลักษณะเดียวกันอีก พฤติการณ์กระทำความผิดไม่ร้ายแรงนัก โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
จำเลย — นางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายจีรวัต สิทธิคงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวุฒิ มณีนิล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2891/2565
#685760
เปิดฉบับเต็ม

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์เป็นเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ หาใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิด้วย จึงเป็นเพียงเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 1 (8) เมื่อจำเลยปลอมและนำใบอนุญาตประกอบวิชาชีพปลอมดังกล่าวมาใช้ประกอบในการทำงานกับผู้เสียหายในตำแหน่งหน้าที่พยาบาล การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่โจทก์ฟ้องคดีและได้ตัวจำเลยมายังศาลเกินสิบปี นับแต่วันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 28, 46

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 46 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี ฐานมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ กระทำการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 46 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม กับฐานกระทำการพยาบาลหรือการผดุงครรภ์ หรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต เป็นการกระทำสองกรรมต่างกันหรือไม่ นั้น เห็นว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์เป็นเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ หาใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิด้วย จึงเป็นเพียงเอกสารราชการตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยปลอมใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์และนำใบอนุญาตประกอบวิชาชีพปลอมดังกล่าวมาใช้ประกอบในการทำงานกับบริษัท ม. ผู้เสียหาย ในตำแหน่งหน้าที่พยาบาล การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ไม่ใช่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งแม้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่ได้ความจากทางพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย แต่การจะลงโทษจำเลยก็ต้องพิจารณาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ด้วย เมื่อตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี แต่โจทก์ฟ้องคดีและได้ตัวจำเลยมายังศาลเกินสิบปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) คดีของโจทก์สำหรับข้อหานี้จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และต้องพิพากษายกฟ้องในความผิดข้อหาดังกล่าว ตามมาตรา 185 วรรคหนึ่ง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 46 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 95 ม. 264 ม. 265 (เดิม) ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายกีรวัฒน์ ฤทธิเพชร์
ศาลอุทธรณ์ — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2878/2565
#684596
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับซึ่งเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายกิจการ แต่ก่อนที่โจทก์จะนำเช็คพิพาททั้งสามฉบับไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ทั้งสองฝ่ายมีข้อขัดแย้งกันต่างฝ่ายต่างอ้างว่า อีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา กล่าวคือ จำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์จดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อประกอบธุรกิจรับจ้างเหมาแรงงานอันเป็นการค้าแข่งกับกิจการตามสัญญาที่มีต่อกัน ส่วนโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 โอนกิจการของจำเลยที่ 1 ที่จะซื้อขายกันไปให้บริษัทอื่นในระหว่างผ่อนชำระหนี้ แม้เหตุในการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 2 โจทก์ยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่มีข้อกำหนดในสัญญาให้สิทธิจำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาได้ก็ตาม แต่การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 และขอให้คืนกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 แก่โจทก์เท่ากับยอมรับที่จะเลิกสัญญากัน ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นผลผูกพันและทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อสัญญาเลิกกันจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือและมีสิทธิระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดนั้นได้ การที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงถือไม่ได้ว่ามีเจตนาทุจริต จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ขายกิจการรวมทั้งบริษัทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 40,000,000 บาท โดยให้ผ่อนชำระรวม 60 งวด ตามสัญญาขายธุรกิจ ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 มีการตกลง ทำสัญญากันใหม่เป็นสัญญาจะซื้อจะขายกิจการ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คของจำเลยที่ 1 เป็นเช็คธนาคาร จำนวน 60 ฉบับ ฉบับละ 350,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวให้แก่โจทก์ เช็คพิพาททั้งสามฉบับ คือ ฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 วันที่ 10 สิงหาคม 2562และวันที่ 10 กันยายน 2562 เป็นเช็คที่รวมอยู่ในจำนวน 60 ฉบับดังกล่าว เมื่อเช็คพิพาททั้งสามฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสามฉบับ โดยให้เหตุผลอย่างเดียวกันว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับซึ่งเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายกิจการ แต่ก่อนที่โจทก์จะนำเช็คพิพาท ทั้งสามฉบับไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ทั้งสองฝ่ายมีข้อขัดแย้งกันต่างฝ่ายต่างอ้างว่า อีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา กล่าวคือ จำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์จดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อประกอบธุรกิจรับจ้างเหมาแรงงานอันเป็นการค้าแข่งกับกิจการตามสัญญาที่มีต่อกัน ส่วนโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 โอนกิจการของจำเลยที่ 1 ที่จะซื้อขายกันไปให้บริษัทอื่นในระหว่างผ่อนชำระหนี้ แม้เหตุในการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 2 โจทก์ยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่มีข้อกำหนดในสัญญาให้สิทธิจำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาได้ก็ตาม แต่การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 และขอให้คืนกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 แก่โจทก์เท่ากับยอมรับที่จะเลิกสัญญากัน ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นผลผูกพันและทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อสัญญาเลิกกันจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือและมีสิทธิระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดนั้นได้ ที่โจทก์อ้างว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยระบุให้จำเลยที่ 2 โอนหุ้นและกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 คืนแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้ดำเนินการ สัญญาย่อมไม่ระงับ จำเลยที่ 2 ต้องผูกพันปฏิบัติตามสัญญา เช็คพิพาททั้งสามฉบับ จึงยังมีมูลหนี้อยู่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการโอนหุ้นและกิจการ ของบริษัทจำเลยที่ 1 คืนให้แก่โจทก์เพื่อให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมนั้นเป็นเรื่องผลของการเลิกสัญญาซึ่งต้องกระทำภายหลังจากเลิกสัญญากันแล้ว หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ไม่มีผลทำให้สัญญาซึ่งเลิกกันแล้วกลับมีผลผูกพันกันต่อไปอีก การที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงถือไม่ได้ว่ามีเจตนาทุจริต จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามฟ้อง ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 284 – 285/2553 ที่โจทก์อ้างมานั้นเป็นกรณีธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คก่อนมีการบอกเลิกสัญญา ข้อเท็จจริงจึงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์นอกจากนี้เป็นประเด็นปลีกย่อยไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — บริษัท ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวนิโลบล หิรัญรัศ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
สุวิชา นาควัชระ
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา