คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2478/2565
#687038
เปิดฉบับเต็ม

เงินมัดจำคือเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญา แม้คู่กรณีจะระบุไว้ในสัญญาว่าโจทก์ได้ให้เงินมัดจำแก่จำเลย 1,000,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ งวดแรกชำระในวันทำสัญญา 500,000 บาท แต่ในวันทำสัญญาโจทก์ก็มิได้มอบเงิน 500,000 บาท แก่จำเลย คงให้จำเลยในวันหลัง เงิน 500,000 บาทนี้ จึงหาใช่เงินมัดจำตามกฎหมายไม่ แม้หากฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยก็หาอาจริบเงินดังกล่าวในฐานะเป็นการริบเงินมัดจำได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 423,835 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันผิดนัด (วันที่ 1 มีนาคม 2561) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 20,110 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 211,917.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2561) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 423,835 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตฎีกาจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560 โจทก์ตกลงซื้อผลลำไยล่วงหน้าจากจำเลยในที่ดิน 5 แปลง ต่อมาลดลงเหลือเพียง 1 แปลง มีต้นลำไยประมาณ 200 ต้น น้ำหนักผลประมาณ 15 ตัน ซื้อเฉพาะช่อดีเบอร์ 1 ถึงเบอร์ 4 ราคากิโลกรัมละ 40 บาท กำหนดราดสารเร่งดอกลำไยระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2560 เมื่อจำเลยราดสารเร่งดอกลำไยแล้วจึงมาลงวันกำหนดเก็บผลลำไยในสัญญา จำเลยราดสารเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2560 และลงวันที่กำหนดเก็บผลลำไยครั้งแรกวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 และตกลงราคากันใหม่เป็นราคากิโลกรัมละ 37 บาท วันทำสัญญาซื้อขายโจทก์มิได้วางมัดจำ ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2560 จำเลยรับเงินไปจากโจทก์ 500,000 บาท วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 คนงานของโจทก์เข้าเก็บผลลำไยในสวนของจำเลยได้น้ำหนักรวม 2,058.5 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 76,165 บาท คงเหลือเงินส่วนต่าง 423,835 บาท โจทก์เรียกส่วนต่างคืนจากจำเลย จำเลยปฏิเสธอ้างว่าเป็นการซื้อขายเหมา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิริบเงิน 500,000 บาท ที่รับมาจากโจทก์ในฐานะเป็นเงินมัดจำ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า เงินที่จำเลยรับจากโจทก์ 500,000 บาท นั้น เป็นเงินมัดจำหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ..." ซึ่งหมายถึงว่า มัดจำนั้นต้องเป็นสิ่งที่มอบไว้ให้แก่กันในวันทำสัญญา กรณีตามปัญหา แม้ว่าคู่กรณีจะระบุไว้ในสัญญาว่าโจทก์ได้ให้เงินมัดจำแก่จำเลย 1,000,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ งวดแรกชำระในวันทำสัญญา 500,000 บาท ก็ตาม แต่ในวันนั้นโจทก์ก็มิได้มอบเงิน 500,000 บาท แก่จำเลย คงให้จำเลยไปรับในวันหลัง เงินที่จำเลยรับในวันดังกล่าว จึงหาใช่เงินมัดจำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ คงเป็นเพียงเงินซื้อผลลำไยล่วงหน้าที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยเท่านั้น แม้หากจะฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยก็หาอาจจะริบเงินดังกล่าวในฐานะเป็นการริบเงินมัดจำได้ไม่ ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ก่อนอื่นเห็นสมควรพิจารณาก่อนว่าโจทก์มีเจตนาที่จะออกใบปิดสวนให้แก่จำเลยหรือไม่ โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้ออกใบปิดสวนให้แก่จำเลยแล้ว แต่ฝ่ายจำเลยไม่ยอมลงชื่อในใบปิดสวน จำเลยอ้างว่า โจทก์ไม่ได้ออกใบปิดสวนให้แก่จำเลย จากทางนำสืบของคู่ความได้ความว่า ใบปิดสวนนี้คือเอกสารที่แสดงว่าโจทก์เสร็จสิ้นการเก็บผลลำไยในสวนที่ตนตกลงซื้อแล้ว จำเลยมีสิทธินำผลลำไยที่เหลืออยู่ในสวนที่เรียกกันว่าลำไยก้นสวนไปจำหน่ายให้แก่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ห.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายธวัชชัย หมื่นนาวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สิริกานต์ มีจุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470 -ที่ 2471/2565
#687061
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลอกลวงฉ้อโกงให้โอนเงินเข้าบัญชีของจําเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง เป็นเงิน 937,500 บาท เข้าบัญชีของจําเลยที่ 2 จำนวน 2 ครั้ง เป็นเงิน 612,500 บาท และเข้าบัญชีของจําเลยที่ 4 จำนวน 5 ครั้ง เป็นเงิน 1,370,000 บาท โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จําเลยแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการเปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน กรณีเป็นเรื่องต่างคนต่างทำ จําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย แต่คงต้องรับผิดคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจากผลเฉพาะที่ตนกระทำ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 342 กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 4,392,500 บาท (ที่ถูก 4,392,000 บาท) แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ชำระเงินให้แก่ผู้เสียหาย 300,000 บาท ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 กระทงละ 2 ปี รวม 18 กระทง เป็นจำคุกคนละ 36 ปี ความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 4,079,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4

ระหว่างยื่นอุทธรณ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 5 ได้ชำระเงินคืนให้แก่ผู้เสียหาย 100,000 บาท ครบแล้ว ขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ

โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นกรรมเดียว จำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 3,979,500 บาทแก่ผู้เสียหาย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุวันเวลากระทำความผิดและจำนวนเงินที่ผู้เสียหายโอนให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกแต่ละครั้งตามคำหลอกลวง และผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานโจทก์ซึ่งมีการแจ้งข้อเท็จจริงในแต่ละครั้งเพิ่มเติมแตกต่างจากข้อเท็จจริงครั้งแรก เมื่อผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกแต่ละครั้งเป็นความผิดสำเร็จทันที จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องและผู้เสียหายเบิกความแยกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกมาเป็นหลายกรรมต่างกัน 18 ครั้ง คือ วันที่ 30 มีนาคม 2561 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 31 มีนาคม 2561 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 1 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 3 เมษายน 2561 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 5 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 10 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 16 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 17 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 22 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้งวันที่ 25 เมษายน 2561 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 27 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง และวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 จำนวน 1 ครั้ง ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ สาเหตุที่ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก 18 ครั้ง ดังกล่าวก็เนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทจัดส่งของ มีผู้ส่งของขวัญจากต่างประเทศมาให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นความเท็จในเรื่องเดียวกัน และข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2561 นายวิลเลียมเพื่อนผู้เสียหายแจ้งผู้เสียหายว่าจะส่งของขวัญไปให้ผู้เสียหาย ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง มีหญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นพนักงานของบริษัทรับขนของจากสถานทูตอังกฤษ (สหราชอาณาจักร) ประจำประเทศไทย โทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายแจ้งว่ามีของส่งจากประเทศอังกฤษ แต่การรับของจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ผู้เสียหายจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) สอบถามนายวิลเลียมซึ่งแจ้งว่าส่งของขวัญให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และแนะนำให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียม ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากตามที่หญิงคนดังกล่าวแจ้ง แต่ผู้เสียหายยังคงไม่ได้รับของ จากนั้นได้รับการติดต่อจากหญิงคนเดิมหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งจะมีการขอให้ผู้เสียหายโอนเงินไปให้เพิ่มเติมอ้างว่าเป็นค่าน้ำชา ค่าประกันของสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ค่าเช่ารถคุ้มกันและค่ารักษาความปลอดภัยของสินค้าที่จัดส่ง ค่าภาษี ค่าเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ของสินค้าที่จัดส่ง และค่าล้างสารเคมีซึ่งนายวิลเลียมแนะนำให้ผู้เสียหายโอนเงินทุกครั้ง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากตามที่หญิงคนดังกล่าวแจ้ง แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับของแต่อย่างใด โดยในระหว่างเกิดเหตุคดีนี้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งห้ากับพวก รวม 18 ครั้ง เป็นเงิน 4,392,000 บาท ทำให้เห็นได้ว่า การที่ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในแต่ละครั้ง เป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายครั้งแรกว่ามีการส่งของขวัญจากต่างประเทศไปให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้เสียหายจะต้องโอนเงินชำระค่าธรรมเนียม ค่าน้ำชา ค่ารักษาความปลอดภัยของสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อที่จะได้รับสิ่งของดังกล่าวในวันเวลาต่อเนื่องใกล้เคียงกัน จึงเป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 3,979,500 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลอกลวงฉ้อโกงให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง เป็นเงิน 937,500 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 2 ครั้ง เป็นเงิน 612,500 บาท และเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 จำนวน 5 ครั้ง เป็นเงิน 1,370,000 บาท โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการเปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน กรณีเป็นเรื่องต่างคนต่างทำ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย แต่คงต้องรับผิดคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจากผลเฉพาะที่ตนกระทำ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 937,500 บาท ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 612,500 บาท และให้จำเลยที่ 4 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 1,370,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 342 (1)
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววรางคณา สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2565
#683778
เปิดฉบับเต็ม

ระยะเวลา 30 วัน ที่ให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 อัฏฐารส เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ที่ศาลอาจขยายให้ได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องออกไปได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่ศาลขยายให้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 ดังกล่าว ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร เมื่อพิจารณาข้อ 2.1 ในประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวประกอบกับความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียนแล้วเห็นได้ว่า ของที่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว คือ ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้า ซึ่งคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการ AICO ของโจทก์ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ (Transmission) ซึ่งมี รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) H9 หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0510 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 55 H, HP, HPY รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) 8F หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0540 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFS 55 HPY, GY รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HU หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0460 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY และ รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HY หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0480 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมอนุมัติคำขอเข้าร่วมโครงการของโจทก์ เมื่อผลิตภัณฑ์ซึ่งหมายถึงสินค้าของโจทก์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามโครงการ AICO ตามใบรับรองผลิตภัณฑ์ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ ดังนั้น ชื่อ หมายเลข ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่จะได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) จึงหมายถึง ชื่อของชุดเกียร์ หมายเลขของชุดเกียร์ ยี่ห้อของชุดเกียร์ และรุ่นของชุดเกียร์ หาใช่รุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบไม่ ซึ่งรุ่นของชุดเกียร์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ AICO คือ MUA และ MSG ส่วนคำว่า Pick up Model in THAILAND TFR 54 TFR 55 และ TFS 55 ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์เป็นเพียงรหัสรุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบเท่านั้น ซึ่งแม้จะระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ก็หาใช่เป็นเงื่อนไขในการนำมาพิจารณาการได้สิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ไม่ ซึ่งข้อวินิจฉัยนี้สอดคล้องกับที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหนังสือตอบข้อหารือของจำเลยที่ 1 กรณีที่โจทก์นำชุดเกียร์ไปประกอบกับรถยนต์ไม่ตรงรุ่นตามที่แจ้งในใบรับรองผลิตภัณฑ์ว่า ในการพิจารณาคำขอของคณะกรรมการมิได้นำเรื่องรุ่น (Model) ซึ่งหมายถึงรุ่นของรถยนต์ที่นำชุดเกียร์ไปประกอบมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา นอกจากนี้ยังได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า รหัส TFR 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น D. หรือ ด. เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFR 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น D. เช่นเดียวกันกับรหัส TFR 55 เดิม ส่วนรหัส TFS 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น R. หรือ ร.เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFS 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น R. เช่นเดียวกันกับรหัส TFS 55 เดิม ทั้งเมื่อเปรียบเทียบในโครงการเดียวกันนี้กับใบรับรองผลิตภัณฑ์เลขที่ Honda/2000/12 ของบริษัทฮอนด้า ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า CIVIC กับใบรับรองผลิตภัณฑ์เลขที่ Toyota/2000/11 ของบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า Corolla โดยไม่ได้ระบุเป็นรหัสของรุ่นรถยนต์ดังเช่นใบรับรองผลิตภัณฑ์ของโจทก์ก็ยังได้รับสิทธิตามโครงการนี้ ดังนั้น รุ่นของรถยนต์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่สาระสำคัญในการได้รับสิทธิลดอัตราอากรของโจทก์ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อชุดเกียร์รถยนต์ที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์แต่ละฉบับซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1)

คดีนี้เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินจึงต้องเป็นไปตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินไว้ตั้งแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ทำการวินิจฉัย จำเลยทั้งสองจะเพิ่มเติมประเด็นอื่นขึ้นใหม่ในชั้นศาลนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้มีการประเมินไว้เพื่อให้โจทก์ต้องรับผิดหาได้ไม่ มิฉะนั้นจะเท่ากับเป็นการขยายระยะเวลาการประเมินและประเด็นในการประเมินโดยไม่มีที่สิ้นสุดและไม่แน่นอน ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ต้องเสียภาษีอากรและไม่ชอบด้วยหลักการในการประเมินและการอุทธรณ์การประเมิน เมื่อข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นใหม่เพื่ออ้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากร ซึ่งมีอยู่หลายกรณีอันเป็นการตั้งประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ต้องรับผิดมาแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ จึงเป็นการมิชอบ แม้ศาลล่างทั้งสองจะรับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ไม่รับวินิจฉัย

แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษี และค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." โดยมาตรา 83/10 บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร..." ดังนั้น เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นอากรเท่าใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ที่ทำแทนจำเลยที่ 2 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรศุลกากรแล้ว จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดในอากรขาเข้าแล้ว โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 (1)

โจทก์ซึ่งยื่นคำฟ้องต่อศาลไม่ว่าศาลชั้นใดจะเสียค่าขึ้นศาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องของโจทก์และศาลเท่านั้น ประกอบกับศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามฟ้องของโจทก์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์มิได้เรียกร้องเงินหรือขอให้ปลดเปลื้องความรับผิดในการชำระเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับแล้วตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/247/3-3-03670 ถึง /3-3-03673 กค. 0514(2)/247/3-3-03675 ถึง /3-3-03685 กค. 0514(2)/247/3-3-03687 กค. 0514(2)/247/3-3-03689 กค. 0514(2)/247/3-3-03768 กค. 0514(2)/247/3-3-03770 ถึง /3-3-036772 (ที่ถูก แบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/274/3–3–03670 ถึง /3–3–03673 กค. 0514(2)/274/3–3–03675 ถึง /3-3-03685 กค. 0514(2)/274/3–3–03687 กค. 0514(2)/274/3-3-03689 กค. 0514(2)/274/3-3-03768 กค. 0514(2)/274/3–3–03770 ถึง /3–3–03772) จำนวน 21 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ กอ 111/2557/ป6/2557 (3.3) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอากรภายใต้โครงการ AICO ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 สำหรับการนำเข้าชุดเกียร์รถยนต์ตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งยี่สิบเอ็ดฉบับ งดหรือลดเงินเพิ่มศุลกากร เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/247/3-3-03670 ถึง /3-3-03673 กค. 0514(2)/247/3-3-03675 ถึง /3-3-03685 กค. 0514(2)/247/3-3-03687 กค. 0514(2)/247/3-3-03689 กค. 0514(2)/247/3-3-03768 กค. 0514(2)/247/3-3-03770 ถึง /3-3-036772 (ที่ถูก แบบแจ้งการประเมิน / เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/274/3–3–03670 ถึง /3–3–03673 กค. 0514(2)/274/3–3–03675 ถึง /3–3–03685 กค. 0514(2)/274/3–3–03687 กค. 0514(2)/274/3–3–03689 กค. 0514(2)/274/3–3–03768 กค. 0514(2)/274/3-3-03770 ถึง /3-3-03772) จำนวน 21 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ กอ 111/2557/ป6/2557 (3.3) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 (ที่ถูก เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอากรภายใต้โครงการ AICO ตามใบขนสินค้า 21 ฉบับ) ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2539 รัฐบาลของประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 7 ประเทศ ประกอบด้วยรัฐบาลแห่งเนการาบรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงค์โปร์ ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้ลงนามในความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN Industrial Cooperation Scheme : AICO) มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยบริษัทผู้เข้าร่วมโครงการของประเทศสมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติในอัตราพิเศษร้อยละ 0 ถึง 5 และผลิตภัณฑ์จะได้รับการยอมรับเสมือนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศคู่สัญญา โดยแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานรับผิดชอบเพื่อดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว ซึ่งในส่วนของราชอาณาจักรไทย คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาคำขอโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) โดยกำหนดให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการรับคำขอและการอนุมัติคำขอรับสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงดังกล่าว โดยสำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นหน่วยงานผู้ออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility : COE) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อใช้ยื่นต่อหน่วยงานด้านศุลกากรของประเทศผู้นำเข้า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร ให้ของนำเข้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศภาคีอาเซียนและนำเข้าตามโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ได้รับการลดอัตราอากร โจทก์และบริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทในราชอาณาจักรไทย กับบริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) และบริษัท อ. ออโต้พาร์ทส ซึ่งเป็นบริษัทในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ AICO เพื่อแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ โดยโจทก์จะนำเข้าชุดเกียร์รถยนต์จากบริษัท อ. ออโต้พาร์ทส (สาธารณรัฐฟิลิปปินส์) เพื่อนำไปผลิตหรือประกอบกับรถยนต์กระบะในราชอาณาจักรไทย 347,049 ชิ้น และในขณะเดียวกันบริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) จะส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลจากราชอาณาจักรไทยไปยังบริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) เพื่อนำไปผลิตหรือประกอบเป็นรถยนต์นั่งเอนกประสงค์ในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 99,600 ชุด ในระหว่างปี 2541 ถึงปี 2546 สำนักเลขาธิการอาเซียนออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ให้แก่โจทก์ ครั้งแรกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 และต่อมาออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนอีก 3 ครั้ง มีรายละเอียด ดังนี้

ฉบับที่ 2 เลขที่ ISUZU/1999/1 ลงวันที่ 18 กันยายน 2542 แก้ไขในส่วนของหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงท่อภายในเล็กน้อยและเพิ่มคุณสมบัติการปลดลักษณะการขับเคลื่อน ยังคงรหัสรถยนต์เช่นเดิม

ฉบับที่ 3 เลขที่ ISUZU/1999/1 (A) ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 แก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของเครื่องยนต์ที่นำชุดเกียร์ไปใช้จากเดิม 2,800 ซีซี เป็น 3,000 ซีซี

ฉบับที่ 4 เลขที่ ISUZU/1999/1 (A1) ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 แก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแผนการผลิตโดยระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2543 โจทก์นำชุดเกียร์รถยนต์จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์เข้ามาในราชอาณาจักรไทยตามใบขนสินค้าขาเข้า 21 ฉบับ โดยแสดงใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) และใบรับรองเมืองกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อขอใช้สิทธิลดอัตราอากรตามโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 เจ้าหน้าที่เฉพาะกิจตรวจสอบภาษีและสิทธิประโยชน์ทางศุลกากรของจำเลยที่ 1 เข้าตรวจค้นสำนักงานของโจทก์ วันที่ 11 กรกฎาคม 2552 โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ระบุว่า โจทก์นำเข้าชุดเกียร์รถยนต์จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์เกินจำนวนตามที่กำหนดไว้ในหนังสืออนุมัติของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) รวมทั้งนำชุดเกียร์รถยนต์ดังกล่าวไปประกอบกับชิ้นส่วน CKD ที่นำเข้าโดยบริษัท ต. ผลิตเป็นรถบรรทุกเล็ก Model TFR 77 และ TFS 77 ทั้งที่ใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ระบุว่าให้นำไปประกอบเป็นรถบรรทุกเล็ก Model TFR 55 และ TFS 55 เป็นเหตุให้ชุดเกียร์รถยนต์ที่โจทก์นำเข้าไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามโครงการ AICO เหลือร้อยละ 5 ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) และประกาศกรมศุลกากร ที่ 115/2541 โจทก์จึงต้องชำระอากรในฐานะเป็นชิ้นส่วน CKD ที่นำเข้าจากต่างประเทศตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 19/2542 และประกาศกรมศุลกากรที่ 121/2542 ในอัตราร้อยละ 33 และเรียกเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้า เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า กรณีนำเข้าเกินกว่าปริมาณที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) และหนังสือรับรองจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมนั้น โจทก์ยังคงได้รับสิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการ AICO เหลืออัตราร้อยละ 5 ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 เนื่องจากประกาศกระทรวงการคลังไม่ได้กำหนดเงื่อนไขของปริมาณไว้ว่าต้องนำเข้ามาในแต่ละปีในปริมาณเท่าใด โจทก์นำเข้าชุดเกียร์ 155,134 ชิ้น ในขณะที่ได้รับอนุมัติให้นำเข้าทั้งโครงการ 6 ปี จำนวน 347,049 ชิ้น การพิจารณาปริมาณที่ได้รับสิทธิจึงต้องพิจารณาจากจำนวนรวมทั้งโครงการ 6 ปี มิใช่พิจารณาเฉลี่ยเป็นรายปี แต่กรณีนำชุดเกียร์รถยนต์ไปใช้ไม่ตรงรุ่น (Model) ตามที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) 50,174 ชิ้น นั้น ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ข้อ 2.1 กำหนดให้ของที่ได้รับการลดอัตราอากรต้องตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่ได้ระบุอยู่ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility) แต่ละฉบับ ซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียน เมื่อในใบรับรองผลิตภัณฑ์มีการระบุรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับรุ่น (Model) ที่จะนำไปใช้ในการผลิตไว้อย่างชัดเจน คือ รถบรรทุกเล็ก TFR 55 และ TFS 55 แต่โจทก์นำชุดเกียร์รถยนต์ที่นำเข้าไปประกอบรถบรรทุกเล็ก TFR 77 และ TFS 77 ซึ่งไม่ตรงกับใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงน่าจะถือได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญ จึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับสิทธิตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงดังกล่าว โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ส่วนการใช้สิทธิอัตราอากร AFTA-CEPT ต้องมีใบรับรองเมืองกำเนิดจากประเทศภาคีของอาเซียนที่ออกตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการกำหนดอัตราอากรร่วมเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (Form D) และต้องสำแดงรหัสอ้างอิง CEPT ไว้ในต้นฉบับและสำเนาใบขนสินค้าทุกฉบับ แต่โจทก์ไม่สำแดงรหัสอ้างอิง CEPT (8708.40.090) จึงไม่สามารถใช้สิทธิอัตราอากร AFTA-CEPT ได้ ส่วนการใช้สิทธิลดอัตราอากรชิ้นส่วน CKD มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการขออนุมัติว่าต้องยื่นคำร้องและได้รับอนุมัติให้เป็นผู้นำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบรถยนต์ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องและได้รับอนุมัติแต่รับจ้างบริษัท ต. ประกอบรถบรรทุกเล็กโดยนำชุดเกียร์ที่ขอใช้สิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการ AICO มาใช้ร่วมกับชิ้นส่วน CKD ที่บริษัท ต. นำเข้ามาประกอบเป็นรถบรรทุกเล็กซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของการใช้สิทธิอัตรา CKD โจทก์จึงต้องชำระอากรในอัตราทั่วไป ประเภทพิกัด 8708.40 อัตราอากรร้อยละ 42 ทำให้จำนวนใบขนสินค้าขาเข้าจากเดิม 102 ฉบับ คงมีใบขนสินค้าขาเข้าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่ามีการชำระอากรไม่ครบถ้วน 90 ฉบับ สำนักตรวจสอบอากรของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระอากรขาเข้า 624,061,738 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 จำนวน 1,042,319,795.43 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท และเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท รวมเป็นเงิน 1,797,434,493.43 บาท เดิมโจทก์ฟ้องและขอแก้ไขคำฟ้องให้เพิกถอนการประเมิน 90 ฉบับ แต่ต่อมาโจทก์ได้แยกฟ้องออกเป็นสี่สำนวน โดยสำนวนคดีนี้ขอให้เพิกถอนการประเมินรวม 21 ฉบับ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฟ้องให้โจทก์ไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า ระยะเวลา 30 วัน ที่ให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 อัฏฐารส เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ที่ศาลอาจขยายให้ได้ เมื่อปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องออกไปได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่ศาลขยายให้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า ชุดเกียร์ที่โจทก์นำเข้าได้รับสิทธิลดอัตราอากรภายใต้ความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า รายละเอียดที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) เป็นสาระสำคัญที่จะพิจารณาว่าผู้นำเข้าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) โดยถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่จึงจะมีสิทธิได้รับการลดอัตราอากร ตามประกาศกระทรวงการคลังที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อโจทก์ปฏิบัติผิดข้อตกลงตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ด้วยการนำชุดเกียร์ไปใช้ไม่ตรงกับรุ่น (Model) ของรถยนต์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ที่โจทก์ได้รับอนุมัติ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิลดอัตราอากร ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศยกเว้น ลด หรือเพิ่มอากรจากอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศเรียกเก็บอากรตามอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศกำหนดอัตราอากรตามราคาหรือตามสภาพ สำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ร่วมลงนามหรือลักษณะตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือความตกลงดังกล่าว ทั้งนี้ จะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้" เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร โดยข้อ 2 ของประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวกำหนดว่า "การลดอัตราอากรตามประกาศนี้ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 2.1 ของที่ได้รับการลดอัตราอากรต้องตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่ได้ระบุอยู่ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility) แต่ละฉบับ ซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียนภายใต้ความตกลงดังกล่าว" ซึ่งตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน ข้อ 1 ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า "ผลิตภัณฑ์ AICO ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้... ซึ่งจะระบุในใบรับรองผลิตภัณฑ์ที่ออกให้แก่บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ" ข้อ 7 กำหนดขั้นตอนการยื่นคำขอไว้ว่า "บริษัทผู้สนใจเข้าร่วมในกลุ่มความร่วมมือ AICO จะต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบในการอนุมัติ... สำนักเลขาธิการอาเซียนจะต้องออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ภายใน 14 วัน หลังจากที่ได้รับแจ้งการอนุมัติกลุ่มความร่วมมือ AICO จากหน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศผู้เข้าร่วมโครงการ..." เมื่อพิจารณาข้อ 2.1 ในประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวประกอบกับความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียนแล้วเห็นได้ว่า ของที่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว คือ ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้า ซึ่งคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการ AICO ของโจทก์ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ (Transmission) ซึ่งมี รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) H9 หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0510 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 55 H, HP, HPY รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) 8F หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0540 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFS 55 HPY, GY รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HU หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0460 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY และ รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HY หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0480 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมอนุมัติคำขอเข้าร่วมโครงการของโจทก์ เมื่อผลิตภัณฑ์ซึ่งหมายถึงสินค้าของโจทก์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามโครงการ AICO ตามใบรับรองผลิตภัณฑ์ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ ดังนั้น ชื่อ หมายเลข ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่จะได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) จึงหมายถึง ชื่อของชุดเกียร์ หมายเลขของชุดเกียร์ ยี่ห้อของชุดเกียร์ และรุ่นของชุดเกียร์ หาใช่รุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบไม่ ซึ่งรุ่นของชุดเกียร์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ AICO คือ MUA และ MSG ส่วนคำว่า Pick up Model in THAILAND TFR 54 TFR 55 และ TFS 55 ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์เป็นเพียงรหัสรุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบเท่านั้น ซึ่งแม้จะระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ก็หาใช่เป็นเงื่อนไขในการนำมาพิจารณาการได้สิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ไม่ ซึ่งข้อวินิจฉัยนี้สอดคล้องกับที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหนังสือตอบข้อหารือของจำเลยที่ 1 กรณีที่โจทก์นำชุดเกียร์ไปประกอบกับรถยนต์ไม่ตรงรุ่นตามที่แจ้งในใบรับรองผลิตภัณฑ์ว่า ในการพิจารณาคำขอของคณะกรรมการมิได้นำเรื่องรุ่น (Model) ซึ่งหมายถึงรุ่นของรถยนต์ที่นำชุดเกียร์ไปประกอบมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา ตามหนังสือของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ อก 0802/524 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2557 นอกจากนี้ยังได้ความจากนายปัญญา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า รหัส TFR 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น Dragon เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFR 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น Dragon เช่นเดียวกันกับรหัส TFR 55 เดิม ส่วนรหัส TFS 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น Rodeo หรือ เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFS 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น Rodeo เช่นเดียวกันกับรหัส TFS 55 เดิม ทั้งเมื่อเปรียบเทียบในโครงการเดียวกันนี้กับใบรับรองผลิตภัณฑ์ ของบริษัท ฮ. (ประเทศไทย) ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า CIVIC กับใบรับรองผลิตภัณฑ์ ของบริษัท ต. (ประเทศไทย) ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า Corolla โดยไม่ได้ระบุเป็นรหัสของรุ่นรถยนต์ดังเช่นใบรับรองผลิตภัณฑ์ของโจทก์ก็ยังได้รับสิทธิตามโครงการนี้ ดังนั้น รุ่นของรถยนต์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่สาระสำคัญในการได้รับสิทธิลดอัตราอากรของโจทก์ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อชุดเกียร์รถยนต์ที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์แต่ละฉบับซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์นำเข้าชุดเกียร์น้อยกว่าจำนวนที่ได้รับอนุมัติ บริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) ไม่ส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลไปยังบริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) ตามข้อตกลงที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ AICO โจทก์กับบริษัทในกลุ่มอาเซียนขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการ AICO เพราะโจทก์ไม่ใช่บริษัทผู้แลกเปลี่ยนสินค้าสำเร็จรูป แต่โจทก์เป็นผู้ดำเนินการทางการค้าโดยนำชุดเกียร์ตามโครงการ AICO ไปจำหน่ายให้บริษัท ต. และในช่วงที่ปฏิบัติตามโครงการ AICO ในช่วงปี 2539 ถึง 2546 โจทก์กับบริษัทอื่นในกลุ่มอาเซียนมีสัดส่วนการถือหุ้นของคนชาตินั้นน้อยกว่าร้อยละ 30 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีนี้เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินจึงต้องเป็นไปตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินไว้ตั้งแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ทำการวินิจฉัย จำเลยทั้งสองจะเพิ่มเติมประเด็นอื่นขึ้นใหม่ในชั้นศาลนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้มีการประเมินไว้เพื่อให้โจทก์ต้องรับผิดหาได้ไม่ มิฉะนั้นจะเท่ากับเป็นการขยายระยะเวลาการประเมินและประเด็นในการประเมินโดยไม่มีที่สิ้นสุดและไม่แน่นอน ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ต้องเสียภาษีอากรและไม่ชอบด้วยหลักการในการประเมินและการอุทธรณ์การประเมิน เมื่อข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นใหม่เพื่ออ้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากร ซึ่งมีอยู่หลายกรณีอันเป็นการตั้งประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ต้องรับผิดมาแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ จึงเป็นการมิชอบ แม้ศาลล่างทั้งสองจะรับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ไม่รับวินิจฉัย ดังนี้ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระอากรขาเข้ากับเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ส่วนประเด็นที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 หนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจึงถึงที่สุด เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ศาลภาษีอากรกลางจึงไม่มีอำนาจขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ความรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นไว้ต่อจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้ว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษี และค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." โดยมาตรา 83/10 บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร..." ดังนั้น เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นอากรเท่าใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ที่ทำแทนจำเลยที่ 2 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรศุลกากรแล้ว จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดในอากรขาเข้าแล้ว โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 79/2 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาและแก้ฎีกาว่า อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่โจทก์ไม่เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ที่พิพาท อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะรับไว้พิจารณาและโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ซึ่งยื่นคำฟ้องต่อศาลไม่ว่าศาลชั้นใดจะเสียค่าขึ้นศาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องของโจทก์และศาลเท่านั้น ประกอบกับศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามฟ้องของโจทก์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์มิได้เรียกร้องเงินหรือขอให้ปลดเปลื้องความรับผิดในการชำระเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับแล้วตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 79/2 ม. 83/10
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 อัฏฐารส
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ. (ประเทศไทย)
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
- นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อุดม วัตตธรรม
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2565
#685222
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของ จ. ว่า จำเลยที่ 4 ปลอมลายมือชื่อตน ทำรายงานการประชุมเท็จ และนำห้องชุด 20 ห้องของจำเลยที่ 5 ไปจดทะเบียนจำนองกับโจทก์ตามฟ้อง และ จ. มาฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นคดีอาญาและคดีแพ่งดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ผลแห่งคดีเป็นเช่นไร ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวนั้น ก็เป็นเรื่องการดำเนินการภายในของจำเลยที่ 5 ไม่มีผลผูกพันโจทก์ โดยโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองห้องชุด 20 ห้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร ข้ออ้างของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวจึงใช้ยันโจทก์ไม่ได้ โจทก์มิอาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 5 ดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา ประกอบกับโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 5 โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันโดยไม่เพิ่มวงเงิน รวม 20 ห้องชุด และตามสัญญาค้ำประกัน ตามที่โจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.10 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าและทรัพย์จำนองตามฟ้องพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 5 กับโจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแย้งแล้ว มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 5

ระหว่างพิจารณาบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งห้าสละประเด็นเรื่องฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.25 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์ หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 6092 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ ถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างผู้ร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์กับจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ บวก 3 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.10 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดห้องชุด จำนวน 20 ห้อง ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4832, 4833, 29044 และ 177744 ของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ เนื่องจากโจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 90,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์ 65,000,000 บาท มีกำหนดเวลา 7 ปี มีระยะเวลาปลอดต้นเงิน 6 เดือน ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ ต่อปี นับแต่วันที่เบิกเงินกู้เป็นต้นไป และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ ตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 1,100,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 84 เดือน นับแต่เดือนที่จำเลยเบิกเงินกู้งวดแรก โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6092 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้โจทก์ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมรับผิดส่วนที่ขาดจนครบ จำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองห้องชุด จำนวน 20 ห้อง ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4832, 4833, 29044 และ 177744 ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 เบิกเงินกู้ไปจากโจทก์ 64,556,250 บาท และจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้โจทก์ 500,000 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระอีก คงค้างชำระต้นเงิน 57,377,361.10 บาท และดอกเบี้ยถึงก่อนวันฟ้อง 24,267,051.15 บาท

กรณีเห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ก่อนว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.21 และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.19 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของนางจิตติมาว่า จำเลยที่ 4 ปลอมลายมือชื่อตน ทำรายงานการประชุมเท็จ และนำห้องชุด 20 ห้อง ของจำเลยที่ 5 ไปจดทะเบียนจำนองกับโจทก์ตามฟ้อง และนางจิตติมาฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นคดีอาญาและคดีแพ่งดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ผลแห่งคดีเป็นเช่นไร ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวนั้น ก็เป็นเรื่องการดำเนินการภายในของจำเลยที่ 5 ไม่มีผลผลผูกพันโจทก์ โดยโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองห้องชุด 20 ห้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร ข้ออ้างของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวจึงใช้ยันโจทก์ไม่ได้ โจทก์มิอาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 5 ดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา ประกอบกับโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 5 โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันโดยไม่เพิ่มวงเงิน รวม 20 ห้องชุด เอกสารหมาย จ.21 และตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.19 ตามที่โจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 5 ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า แม้โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีอำนาจเรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ซึ่งให้โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้เงินที่ผิดเงื่อนไขในอัตราสูงสุดได้ถึงร้อยละ 18 ต่อปี แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายก่อนฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 13 ต่อปี และนับจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ดังกล่าว ข้อ 3.2 กรณีดังกล่าวจึงเป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดจากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แห่งบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงการแก้ไขเรื่องอัตราดอกเบี้ยในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในมาตรา 7 และมาตรา 224 แล้ว เห็นสมควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันฟ้องให้แก่โจทก์ร้อยละ เอ็ม แอล อาร์ บวก 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นส่วนฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาว่า หากยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนมาด้วยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามหนังสือสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันโดยไม่เพิ่มวงเงิน รวม 20 ห้องชุด เอกสารหมาย จ.21 ซึ่งในสัญญาข้อ 6 ระบุว่า หากบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองยินยอมให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นจนครบถ้วน ศาลอุทธรณ์จึงต้องพิพากษาด้วยว่า หากยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนด้วยตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าว คำพิพากษาศาลส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ บวก 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.10 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 ม. 705 ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร พ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายณัฐกิตต์ มฤคินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพร สายสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ขนิษฐา อรุณวงศ์
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2565
#686990
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธรวม 2 กระทง แม้ลงโทษจำคุกกระทงละตลอดชีวิต ก็เรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลย 2 กระทง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 277, 279, 285 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธกับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และเป็นการกระทำแก่ผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละตลอดชีวิต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เมื่อลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธให้จำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 เพิ่มโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ คงจำคุกกระทงละ 25 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 เดือน 20 วัน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละตลอดชีวิต แล้วลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละกึ่งหนึ่ง ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยมา 2 กระทง นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นบทหนักรวม 2 กระทง ศาลจึงต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยมา 2 กระทง นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 53 ม. 91 (3) ม. 277 วรรคสี่ ม. 279 วรรคสาม ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นางสาวณัฐนิตา ธรรมกิตติคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อศักดิ์ เจนสมุทรสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2379/2565
#685426
เปิดฉบับเต็ม

แม้เมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางจะเป็นเมทแอมเฟตามีนคนละชนิดและตรวจยึดได้คนละสถานที่ก็ตาม เมื่อได้ความว่า จำเลยที่ 3 ซื้อเมทแอมเฟตามีนทั้งสองชนิดมาพร้อมกัน และนํามาซุกซ่อนไว้ใต้ฐานพัดลมในบ้านของจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุ อ. โทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อ จำเลยที่ 3 ได้แยกเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ออกมาเพื่อเตรียมไว้จำหน่าย ดังนี้ เมื่อเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางคดีนี้ โดยจำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกเก็บไว้ในสถานที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อศาลมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธินําคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามกฎหมายและนับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 489/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 3 ถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ แต่ยกข้อต่อสู้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นอันระงับไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษปรับ เป็นปรับ 1,500,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 750,000 บาท หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นับโทษจำเลยที่ 3 คดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ริบของกลางเว้นแต่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางไม่ริบ แต่ให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายอิทธิชัย พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 92 เม็ด และขยายผลการจับกุมโดยไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 562 และ 562/2 พบจำเลยที่ 3 อยู่ใต้ถุนบ้านเลขที่ 562 จำเลยที่ 3 โยนเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงทิ้งลงข้างตัวเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและแยกดำเนินคดีต่างหาก จากการตรวจค้นบ้านเลขที่ 562/2 ของจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 31 ถุง น้ำหนัก 90.130 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 78.891 กรัม ซุกซ่อนอยู่ใต้ฐานพัดลม เครื่องชั่งดิจิทัลพร้อมซองหนังสีดำ 1 เครื่อง ถุงพลาสติกใสแบบกดปิดดึงเปิด 40 ถุง ช้อนพลาสติกสีขาว 1 คัน หลอดพลาสติกใส 1 หลอดกล่องกระดาษสำหรับส่งไปรษณีย์ 1 กล่อง และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด ได้ยึดเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 31 ถุง ของกลางคดีนี้ได้ในคราวเดียวกันในเวลาที่ต่อเนื่องกัน แม้เมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางจะเป็นเมทแอมเฟตามีนคนละชนิดและตรวจยึดได้คนละสถานที่ก็ตาม ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งโจทก์มิได้ซักถามให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 3 ซื้อเมทแอมเฟตามีนทั้งสองชนิดมาพร้อมกัน และนำมาซุกซ่อนไว้ใต้ฐานพัดลมในบ้านของจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุนายอิทธิชัยโทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อ จำเลยที่ 3 ได้แยกเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ออกมาเพื่อเตรียมไว้จำหน่าย ดังนี้ เมื่อเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางคดีนี้โดยจำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกเก็บไว้ในสถานที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวกันเมื่อศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
จำเลย — นาง ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นางสาวนาวีพรรณ สีหพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2367/2565
#687018
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ทำงานรวม 3 สัญญา จำเลยที่ 3 นำจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมาร่วมทำงานรับจ้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงเข้าร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำงานรับจ้างให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 3 ตามสัญญาจ้างอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาที่ 1 โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ตั้งแต่ต้นปี 2557 ความรับผิดของจำเลยที่ 3 จึงเกิดขึ้นนับแต่เวลาดังกล่าวเป็นต้นมา แม้จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนก่อตั้งภายหลังจากโจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 3 แล้วก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มีต่อโจทก์จำกัดอยู่เฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นไม่สำหรับงานตามสัญญาที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องแก้ไขซ่อมแซมงานเป็นเงิน 130,765 บาท ค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลอื่นทำแบบแนวสายเคเบิลเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าสายเคเบิลที่ต้องคืนเป็นเงิน 279,296.75 บาท รวมเป็นเงิน 510,061.75 บาท แต่โจทก์นำสืบค่าเสียหายที่ถูกบริษัทผู้ว่าจ้างหักเงินค่าจ้าง 275,528 บาท เพิ่มเข้ามา ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายแก้ไขงานกับที่โจทก์ถูกหักค่าจ้างและเสียค่าใช้จ่ายในการทำแบบแนวสายเคเบิล โดยกำหนดค่าเสียหาย 3 ส่วนนี้เป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับค่าสายเคเบิลจำนวน 279,296.75 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แล้ว ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 3 รับผิดเป็นจำนวน 679,296.75 บาท จึงเกินกว่าที่โจทก์ฟ้อง อันเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และโจทก์หาอาจเรียกค่าเสียหายในส่วนที่กำหนดเกินไปจากคำฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 5,680,037.94 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงิน 5,540,037.94 บาท ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงิน 4,248,107.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวจนกว่าจำเลยทั้งหกจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระตามสัญญาที่ 1 และที่ 2 และตามสัญญาจ้างสำหรับการทำงานที่จังหวัดยโสธรและเชียงราย รวมเป็นเงิน 2,943,564.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยที่ 3 ขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 4,140,083.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้เป็นพับ) ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฏีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างทุกชนิด และรับเหมาติดตั้งงานระบบเครือข่ายโทรคมนาคม เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2557 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนก่อตั้งนิติบุคคลจำเลยที่ 1 โดยใช้ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นชื่อห้าง และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการร่วมกับจำเลยที่ 3 และวันที่ 8 เมษายน 2559 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ คงเหลือจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเพียงผู้เดียว โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ทำงาน และร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 3 ในการทำงานรวม 3 สัญญา สัญญาที่ 1 เมื่อต้นปี 2557 ว่าจ้างให้ติดตั้งระบบเครือข่ายโทรคมนาคมในจังหวัดยโสธร ชัยนาท พะเยา ตาก แม่ฮ่องสอน สุโขทัย และน่าน ซึ่งเป็นงานที่โจทก์รับจ้างมาจากบริษัท ท. โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้จำเลยที่ 3 ไป 9,526,738.81 บาท แต่จำเลยที่ 3 ผิดสัญญาละทิ้งงานไปไม่ทำงานให้แล้วเสร็จ จนโจทก์ต้องเข้าทำงานต่อจนแล้วเสร็จ ระหว่างการทำงานจำเลยที่ 3 ขอให้โจทก์จัดหาวัสดุและสำรองจ่ายค่าวัสดุที่ใช้ในการทำงานแทนจำเลยที่ 3 ไปก่อน ซึ่งต้องชำระคืนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 7,500,000 บาท ปริมาณงานที่จำเลยที่ 3 ทำเสร็จไปคิดเป็นเงินค่าจ้างหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว เป็นเงิน 13,700,721.35 บาท สัญญาที่ 2 เมื่อเดือนเมษายน 2557 ว่าจ้างติดตั้งระบบเครือข่ายโทรคมนาคมในจังหวัดลำปาง น่าน และเชียงรายซึ่งเป็นงานที่โจทก์รับจ้างมาจากบริษัท ท. โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้จำเลยที่ 3 ไป 1,578,050 บาท แต่จำเลยที่ 3 ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา จนโจทก์ต้องเข้าแก้ไขและทำงานต่อจนแล้วเสร็จ จำเลยที่ 3 ต้องคืนสายเคเบิลราคา 279,296.75 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ไม่คืนให้ ในระหว่างการทำงานจำเลยที่ 3 ขอให้โจทก์จัดหาวัสดุและสำรองจ่ายค่าวัสดุที่ใช้ในการทำงานแทนจำเลยที่ 3 คิดเป็นเงิน 600,000 บาท ปริมาณงานที่จำเลยที่ 3 ทำเสร็จไปคิดเป็นเงินค่าจ้างหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วเป็นเงิน 2,263,280.63 บาท สัญญาที่ 3 เมื่อเดือนมกราคม 2558 โจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 3 ในงานที่จำเลยที่ 3 รับจ้างเปลี่ยนแปลงสายเคเบิล พาวเวอร์ซัพพลาย แอมป์ ระบบสายดินและระบบเครือข่ายโทรคมนาคมให้แก่ บริษัท ท. โดยจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนในการร่วมลงทุนเป็นเงิน 1,300,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 ผิดสัญญาไม่ชำระเงินให้ตามที่ตกลงกันโดยค้างชำระเป็นเงิน 140,000 บาท จำเลยที่ 3 นำจำเลยที่ 1 มาร่วมทำงานรับจ้างกับโจทก์และร่วมลงทุนกับโจทก์ตามสัญญาทั้งสามสัญญา สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ต่อโจทก์ และคดีในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงเข้าร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำงานรับจ้างให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 3 ตามสัญญาจ้างอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาที่ 1 โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ตั้งแต่ต้นปี 2557 ความรับผิดของจำเลยที่ 3 จึงเกิดขึ้นนับแต่เวลาดังกล่าวเป็นต้นมา แม้จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนก่อตั้งขึ้นภายหลังจากโจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 3 แล้วก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มีต่อโจทก์จำกัดอยู่เฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 โดยหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าตามสัญญาที่ 1 ที่มีการจ่ายเงินก่อนวันที่ 23 เมษายน 2557 ออกจากเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 3 รับไป และหักเงินค่าจัดหาวัสดุ และค่าวัสดุที่โจทก์ออกทดรองแทนจำเลยที่ 3 ไป ก่อนวันที่ 23 เมษายน 2557 ออกจากเงินที่ต้องรับผิดตามสัญญาที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการมิชอบ สำหรับเงินค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องแก้ไขงานจนแล้วเสร็จตามสัญญาที่ 1 ที่โจทก์เรียกร้องมาจำนวน 110,000 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่กำหนดให้นั้น โจทก์มีนายพรสหภัส ผู้จัดการโจทก์มาเบิกความยืนยันค่าใช้จ่ายดังกล่าว แม้ตามตารางสรุปงานจะระบุว่าเป็นค่าจัดทำเอกสารที่ไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะความผิดพลาดในการจัดทำเอกสาร การที่จำเลยที่ 3 ละทิ้งงานไปไม่ทำงานให้แล้วเสร็จจนโจทก์ต้องเข้ามาทำงานแก้ไขต่อนั้นโจทก์ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำงานเกิดขึ้น ทั้งจำเลยที่ 3 ก็มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น และเมื่อพิจารณาถึงปริมาณงานตามสัญญาที่มีค่าจ้างจำนวนมากกว่าสิบล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายจำนวน 110,000 บาท ที่โจทก์เรียกร้องมานั้นนับว่าเหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อคิดหักความรับผิดตามสัญญาที่ 1 จำเลยที่ 3 ต้องชำระเงินคืนแก่โจทก์ 3,406,017.81 บาท สำหรับงานตามสัญญาที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องแก้ไขซ่อมแซมงานเป็นเงิน 130,765 บาท ค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลอื่นทำแบบแนวสายเคเบิลเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าสายเคเบิลที่ต้องคืนเป็นเงิน 279,296.75 บาท ซึ่งรวมเป็นเงิน 510,061.75 บาท แต่โจทก์นำสืบค่าเสียหายที่ถูกบริษัทผู้ว่าจ้างหักเงินค่าจ้าง 275,528 บาท เพิ่มเข้ามา ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายแก้ไขงานกับที่โจทก์ถูกหักค่าจ้าง และเสียค่าใช้จ่ายในการทำแบบแนวสายเคเบิล โดยกำหนดค่าเสียหาย 3 ส่วนนี้เป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับค่าสายเคเบิลจำนวน 279,296.75 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แล้ว ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 3 รับผิดเป็นจำนวน 679,296.75 บาท จึงเกินไปกว่าที่โจทก์ฟ้อง อันเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และโจทก์หาอาจเรียกค่าเสียหายในส่วนที่กำหนดเกินไปจากคำฟ้องได้ โจทก์คงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้เพียง 230,765 บาท โดยเป็นค่าแก้ไขงาน 130,765 บาท และค่าทำแบบแนวสายเคเบิล 100,000 บาท เมื่อรวมกับค่าสายเคเบิลที่ต้องคืน 279,296.75 บาท และค่าจัดหาและสำรองเงินค่าวัสดุอีก 600,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 3 ต้องคืนเงินและชำระค่าเสียหายรวม 1,110,061.75 บาท ซึ่งเมื่อนำมาหักกับเงินค่าจ้างที่โจทก์ค้างชำระ 685,230.63 บาท แล้ว จำเลยที่ 3 คงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ 424,831.12 บาท เมื่อรวมความรับผิดตามสัญญาที่ 1 จำนวน 3,406,017.81 บาท และตามสัญญาที่ 3 จำนวน 140,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แล้ว รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด 3,970,848.93 บาท เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยทำงานไม่แล้วเสร็จ และไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ให้ครบถ้วนตามสัญญาร่วมลงทุน จึงต้องรับผิดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน และมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปี และกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 3,970,848.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2559) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 297 ม. 301 ม. 1113
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวทัศลักษณ์ จันภูตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2356/2565
#680729
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1144/2561 ของศาลอาญา ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 144 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.63/2562 ของศาลจังหวัดทองผาภูมิ และโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1143/2561 และ อ.1144/2561 ของศาลอาญา และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.63/2562 ของศาลจังหวัดทองผาภูมิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 จำคุก 1 ปี ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.63/2562 ของศาลจังหวัดทองผาภูมิ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1143/2561 และ อ.1144/2561 ของศาลอาญานั้น เนื่องจากคดีทั้งสองดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุนายวิเชียร ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานโดยมีอำนาจหน้าที่ตามสำเนาประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยทั้งสองกับพวก 2 คน เดินทางเข้าไปกางเต็นท์พักแรมที่ริมลำห้วยปะชิ ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก และเป็นบริเวณที่ไม่อนุญาตให้พักแรมได้ ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา นายวิเชียรกับพวกทำการตรวจค้นบริเวณที่พักของจำเลยที่ 1 กับพวก ในเบื้องต้นพบอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืน มีดปลายแหลม เบ็ดตกปลา อุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ ซากเครื่องในสัตว์ป่าสภาพถูกชำแหละออกจากตัวซุกซ่อนอยู่ที่ร่องหินภายในลำห้วยปะชิ ถุงเกลือแกง กระจุกขนของสัตว์ป่าลักษณะใหม่และอ่อนนุ่มสีเทาดำ หล่นอยู่ห่างจากซากเครื่องในสัตว์ป่าประมาณ 1 เมตร ซากไก่ฟ้าหลังเทา และเนื้อเก้งแช่อยู่ในถังน้ำแข็ง จากนั้นวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 2.30 นาฬิกา นายวิเชียรกับพวกนำตัวจำเลยทั้งสองกับพวกพร้อมของกลางไปที่ห้องภายในอาคารนิทรรศการและศูนย์บริการของสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบา และรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขโทษให้เบากว่านี้อีก ส่วนที่ขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก นั้น เห็นว่า หลักเกณฑ์ที่ศาลจะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้นั้น จะต้องปรากฏว่าผู้กระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกหรือปรับและศาลลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ผู้กระทำความผิดนั้นต้องไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือผู้กระทำความผิดเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษจำคุกสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือผู้กระทำความผิดเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ความผิดต่อพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และความผิดคดีนี้ในครั้งหลังเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ กรณีของจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น และเมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1144/2561 ของศาลอาญา ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1144/2561 ของศาลอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 7
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 — นายกิตติพงษ์ กลิ่นขจร
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2565
#684594
เปิดฉบับเต็ม

ผลิตภัณฑ์สินค้ายี่ห้อ ค. กับสินค้ายี่ห้อ ช. เป็นสินค้าประเภทนาฬิกาและเครื่องประดับเช่นเดียวกัน ในการพิจารณาว่าคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หมายถึงบริษัทใดเป็นเรื่องที่ศาลต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 ซึ่งโดยปกติของการดำเนินธุรกิจย่อมนับว่าบริษัทที่ประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกัน จำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทเดียวกันสามารถใช้ทดแทนกันได้เป็นคู่แข่งทางการค้าไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งวัตถุประสงค์ของสัญญาว่าจ้างซึ่งโจทก์ตกลงจ่ายค่าจ้างแก่จำเลยที่ 2 เป็นจำนวนเงินสูง ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 มีส่วนในการส่งเสริมการขายและยกภาพลักษณ์ยี่ห้อ ช. ให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นเป็นยี่ห้อชั้นนำในท้องตลาด ดังนั้น การที่จะนับว่ายี่ห้อ ค. ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทเดียวกับสินค้ายี่ห้อ ช. เป็นคู่แข่งทางการค้ากันจึงเป็นเจตนาที่คาดหมายได้ในทางสุจริต และเกณฑ์การพิจารณาในเรื่องนี้ต้องถือเอาความเข้าใจของวิญญูชนดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นเป็นเกณฑ์กำหนดความประสงค์ในทางสุจริต ไม่อาจรับฟังเฉพาะความรู้สึกหรือความเข้าใจของจำเลยที่ 2 เพียงฝ่ายเดียวหรือยึดข้อมูลการจัดอันดับสินค้าดังกล่าวมาเป็นข้อพิจารณา จึงฟังได้ว่า สินค้ายี่ห้อ ค. เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เป็นคู่แข่งของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ลงภาพที่ตนสวมใส่เครื่องประดับยี่ห้อ ค. ในอินสตาแกรมส่วนตัวจึงเป็นการประพฤติผิดสัญญาข้อ 6.6 ต่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมจำเลยที่ 2 ให้ปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างจึงตกเป็นผู้ผิดสัญญาต่อโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ เมื่อจำเลยทั้งสองประพฤติผิดสัญญา การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยข้อสัญญาในส่วนของค่าเสียหาย เป็นการกำหนดความรับผิดในการที่ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลอาจพิจารณาปรับลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

เมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระค่าจ้างตามข้อตกลงในสัญญาได้อีก แต่อย่างไรก็ดีเมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นค่าการงานอันได้กระทำให้ ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จำเลยทั้งสองคงมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งงานที่จำเลยทั้งสองได้กระทำไปแล้วเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 47,886,125.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 47,460,954 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าจ้าง 2,958,762.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มีนาคม 2561) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องแย้งเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระค่าตอบแทนค้างชำระ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสองศาลที่ไม่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้รับแต่งตั้งจากบริษัท ฟ. ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ายี่ห้อ ช. เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างเพื่อให้จำเลยที่ 2 เป็น Brand Ambassador หรือตัวแทนประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทนาฬิกาและจิวเวอรี่ (เครื่องประดับ) ยี่ห้อ ช. โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมจำเลยที่ 2 ให้ทำหน้าที่เป็น Brand Ambassador และปฏิบัติภารกิจตามสัญญาจ้างข้อ 1.1 ถึง 1.4 ซึ่งกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวให้แก่สินค้ายี่ห้อ ช. ลงภาพผลิตภัณฑ์โปรโมชั่นหรือพรีเซ็นเตอร์สินค้ายี่ห้อ ช. ในอินสตาแกรมส่วนตัว 12 ภาพ กับปรากฏตัวในนามของสินค้ายี่ห้อ ช. 4 ครั้ง สัญญามีกำหนดเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2560 จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2561 โจทก์ตกลงชำระค่าจ้างแก่จำเลยที่ 2 ผ่านทางจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,226,804.12 บาท แบ่งชำระเป็น 4 งวด งวดที่ 1 ชำระวันทำสัญญา 1,268,041.23 บาท งวดที่ 2 ชำระภายในเดือนตุลาคม 2560 เป็นเงิน 1,268,041.23 บาท งวดที่ 3 ชำระภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 เป็นเงิน 1,268,041.23 บาท และงวดที่ 4 ชำระภายในเดือนเมษายน 2561 เป็นเงิน 422,680.41 บาท โจทก์ชำระค่าจ้างงวดแรกแล้วในวันทำสัญญา ส่วนงวดที่เหลือโจทก์จะจ่ายตามงวดงานเมื่อจำเลยทั้งสองได้ทำงานตามที่ระบุในสัญญาว่าจ้าง ข้อ 1.1 ถึง 1.4 เสร็จสมบูรณ์ จำเลยที่ 2 ปฏิบัติภารกิจยังไม่แล้วเสร็จตามข้อสัญญา ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2560 จำเลยที่ 2 ลงภาพของตนที่สวมใส่กำไลข้อมือและแหวน ยี่ห้อ ค. พร้อมกับติดเครื่องหมายแฮชแท็ก ค. ในสื่อออนไลน์อินสตาแกรมส่วนตัวของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสองตามหนังสือบอกเลิกสัญญา สำหรับปัญหาว่าจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญากับ โจทก์ตามสัญญาว่าจ้างด้วยหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ได้ยอมผูกพันตนตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวตามบันทึกท้ายสัญญาซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ โต้แย้งคัดค้านในประเด็นนี้ คดีจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญากับโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างเป็น Brand Ambassador

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาว่าจ้างเป็น Brand Ambrassador ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 หาได้แสดงให้ปรากฏเฉพาะแหวนวงที่อ้างว่าได้รับมาจากคนรักของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ได้แสดงภาพที่ตนสวมใส่แหวนถึง 3 วง เกี่ยวกับกำไลก็ระบุข้อความว่า # lovebracelet ซึ่งทำให้ผู้ติดตามอินสตาแกรมของจำเลยที่ 2 สามารถกดที่ข้อความเชื่อมโยงไปดูสินค้าประเภทกำไลยี่ห้อ ค. ได้ด้วย จากภาพแสดงให้เห็นถึงการนำเสนอทั้งกำไลและแหวนเป็นจุดสนใจมิได้มีลักษณะเป็นภาพที่แสดงอิริยาบถโดยทั่วไปของจำเลยที่ 2 พิจารณาลำพังภาพและข้อความดังกล่าวไม่มีข้อบ่งชี้ให้เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาจะอวดแหวนหรือขอบคุณคนรัก พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงส่อเจตนาใน การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์สินค้ายี่ห้อ ค. มากกว่าที่จะมีลักษณะเป็นการใช้สอยกำไลเป็นเครื่องประดับตามปกติในชีวิตประจำวันหรือเป็นการอวดแหวนดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การลงภาพของจำเลยที่ 2 ที่สวมใส่เครื่องประดับจำพวกกำไลและแหวนยี่ห้อ ค. ในอินสตาแกรมเป็นการกระทำให้ปรากฏออกสื่อในลักษณะการโฆษณาสินค้าหรือเป็นการส่งเสริมการขายให้แก่สินค้ายี่ห้อ ค. จึงมีข้อต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวผิดสัญญาว่าจ้างเป็น Brand Ambassador ข้อ 6.6 หรือไม่ ตามสัญญาข้อ 6.6 ดังกล่าวระบุว่า ผู้รับจ้างและ/หรือ Brand Ambassador จะไม่กระทำการใด ๆ ซึ่งทำให้ภาพและเสียงของผู้รับจ้างปรากฏในสื่อประชาสัมพันธ์ทุกประเภท หรือปรากฏตัวในกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อโฆษณา หรือส่งเสริมการขายให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของผู้ว่าจ้างในเรื่องการแปลความหมายคำว่าคู่แข่งทางการค้านั้น เห็นว่า คดีได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ฎีกาโต้แย้งแล้วว่า ผลิตภัณฑ์สินค้ายี่ห้อ ค. กับสินค้ายี่ห้อ ช. เป็นสินค้าประเภทนาฬิกาและเครื่องประดับเช่นเดียวกัน แต่เมื่อข้อสัญญาไม่ได้กำหนดชื่อบริษัทที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ไว้อย่างชัดเจน ในการพิจารณาว่าบริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หมายถึงบริษัทใดนั้นเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 ซึ่งโดยปกติของการดำเนินธุรกิจย่อมนับว่าบริษัทที่ประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกัน จำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทเดียวกันสามารถใช้ทดแทนกันได้เป็นคู่แข่งทางการค้ากันไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของสัญญาว่าจ้าง ซึ่งเห็นได้ว่าการที่โจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยทั้งสองโดยยอมจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นจำนวนสูงถึง 4,226,804.12 บาท ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 มีส่วนในการส่งเสริมการขายและยกภาพลักษณ์ยี่ห้อ ช. จึงเป็นธรรมดาที่เจ้าของสินค้าผู้ว่าจ้างจะมีความมุ่งหวัง ให้การโฆษณาสินค้าด้วยการว่าจ้างจำเลยที่ 2 เป็น Brand Ambassador จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่สินค้า ช. และวางตำแหน่งทางการตลาดให้ยี่ห้อ ช. อยู่ในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งผลักดันสินค้ายี่ห้อ ช. ให้ขึ้นเป็นยี่ห้อชั้นนำในท้องตลาด ดังนั้น การที่จะนับว่ายี่ห้อ ค. ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทเดียวกับสินค้ายี่ห้อ ช. เป็นคู่แข่งทางการค้ากันจึงเป็นเจตนาที่คาดหมายได้ในทางสุจริต ที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ทำนองว่า สินค้ายี่ห้อ ช. กับยี่ห้อ ค. มีกลุ่มลูกค้าคนละเป้าหมาย ราคาและคุณภาพสินค้าแตกต่างกันจึงไม่ได้เป็นคู่แข่งทางการค้ากัน โดยอ้างถึงการจัดอันดับสินค้าแบรนด์หรู ซึ่งไม่ปรากฏ ยี่ห้อ ช. นั้น เห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องนี้ต้องถือเอาความเข้าใจของวิญญูชนดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นเป็นเกณฑ์กำหนดความประสงค์ในทางสุจริต ไม่อาจรับฟังเฉพาะความรู้สึกหรือความเข้าใจของจำเลยที่ 2 เพียงฝ่ายเดียวหรือยึดข้อมูลการจัดอันดับสินค้าดังกล่าวมาเป็นข้อพิจารณา จึงฟังได้ว่า สินค้ายี่ห้อ ค. เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เป็นคู่แข่งของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ลงภาพที่ตนสวมใส่เครื่องประดับยี่ห้อ ค. ในอินสตาแกรมส่วนตัวจึงเป็นการประพฤติผิดสัญญาข้อ 6.6 ต่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมจำเลยที่ 2 ให้ปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างจึงตกเป็นผู้ผิดสัญญาต่อโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลอาจพิจารณาปรับลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ที่ศาลชั้นต้นปรับลดโดยกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดจำนวน 300,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังบางส่วนขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าจ้างตามฟ้องแย้งหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระค่าจ้างตามข้อตกลงในสัญญาได้อีก แต่อย่างไรก็ดีเมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นค่าการงานอันได้กระทำให้ ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จำเลยทั้งสองคงมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งงานที่จำเลยทั้งสองได้กระทำไปแล้วเท่านั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติภารกิจตามสัญญาเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ภารกิจที่กำหนดตามสัญญาข้อ 1.1 ถึง 1.4 ได้ปฏิบัติงานตามข้อ 1.1 และ 1.2 คือ การถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวให้แก่โจทก์แล้ว สำหรับงานตามข้อ 1.3 การลงภาพเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ ช. ในอินสตาแกรมส่วนตัว จำนวน 12 ภาพ คงลงภาพไปเพียง 2 ภาพ ส่วนงานข้อ 1.4 ซึ่งต้องปรากฏตัวในนามของยี่ห้อ ช. 4 ครั้ง คงปฏิบัติไปเพียง 1 ครั้ง ค่าจ้างที่จำเลยทั้งสองได้รับไปแล้วเป็นเงิน 1,268,041.23 บาท จึงพอสมควรแก่มูลค่าของงานที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์รับผิดในส่วนฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และกรณีหนี้เงิน ให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบมาตรา 252

อนึ่ง โจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้ง และยกฟ้องโจทก์ โดยขอให้พิพากษายกฟ้องแย้งและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 4,522,680.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาในส่วนฟ้องเดิมจึงมีเพียง 4,522,680.41 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 90,453 บาท การที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องเดิม 200,000 บาท จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมา 109,547 บาท ต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 14 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ยกฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมา 109,547 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 383 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเจริญชัย อัศวพิริยอนันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
สุวิชา นาควัชระ
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2565
#684699
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้คัดค้านระบุว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินหรือสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 9, 60 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2547 เมื่อความผิดที่ผู้ร้องขอให้ออกหมายจับมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 60 ซึ่งบัญญัติระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) ความผิดตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลออกหมายจับดังกล่าวจึงขาดอายุความนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2562 ส่วนที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ" นั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ตุลาคม 2559 อันเป็นระยะเวลาภายหลังวันกระทำความผิดของผู้คัดค้านและการนับอายุความโดยมิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีรวมเข้าด้วยตามบทบัญญัติมาตรานี้มีผลทำให้ผู้คัดค้านสามารถถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้แม้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ตัวผู้คัดค้านมาฟ้องภายในระยะเวลา 15 ปี นับแต่วันกระทำความผิด ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติให้นับแต่วันกระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่มีบทบัญญัติยกเว้นไม่ให้นับระยะเวลาที่หลบหนีรวมเข้าด้วยดังเช่นที่มาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 บัญญัติไว้ บทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ดังกล่าวจึงไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้าน ซึ่ง ป.อ. มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว..." ดังนั้น แม้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มีบทบัญญัติในบทเฉพาะกาล มาตรา 52 ว่า บรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด และกรณีของผู้คัดค้านยังไม่มีการฟ้องคดีก็ตาม แต่เมื่อบทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้าน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่ผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องดำเนินการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้คัดค้านว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 9, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ต่อมาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นสั่งฟ้องผู้คัดค้านในข้อหาดังกล่าว จึงได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหา (คือผู้คัดค้าน) ให้แก่พนักงานอัยการแล้ว พนักงานอัยการนัดผู้คัดค้านให้มาพบเพื่อฟังคำสั่งในวันที่ 30 มกราคม 2562 แต่ผู้คัดค้านไม่มาตามกำหนดนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ศาลชั้นต้นไต่สวนและพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้องแล้วเห็นว่า พฤติการณ์เชื่อว่า ผู้คัดค้านหลบหนี จึงออกหมายจับผู้คัดค้านที่ 7/2562 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 โดยระบุหมายเหตุไว้ในหมายจับว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีไป เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 ซึ่งอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี จึงมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายเหตุที่ปรากฏในหมายจับที่ 7/2562 หรือเพิกถอนหมายจับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีที่จะใช้กฎหมายอาญาที่มีกำหนดอายุความในระหว่างหลบหนีมาใช้บังคับนั้น ต้องเป็นคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ใช้บังคับ ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อคดีนี้ยังมิได้มีการยื่นฟ้อง จึงต้องใช้มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ ศาลจึงออกหมายจับโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนหมายเหตุในหมายจับหรือเพิกถอนหมายจับตามขอ ให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกา โดยรับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านโดยวินิจฉัยว่า อำนาจในการออกหมายจับผู้คัดค้านเป็นอำนาจเฉพาะตัวของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายเหตุที่ระบุไว้ในหมายจับหรือเพิกถอนหมายจับ ผู้คัดค้านย่อมอุทธรณ์ไม่ได้ นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนข้อความหมายเหตุที่ระบุไว้ในหมายจับว่า "ผู้ต้องหาได้หลบหนีไป เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 ซึ่งอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดี จึงมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559" หรือเพิกถอนหมายจับเนื่องจากคดีขาดอายุความแล้ว โดยกล่าวอ้างว่า หลักเกณฑ์การนับอายุความตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มีผลใช้บังคับภายหลังวันกระทำความผิด จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นโทษแก่ผู้คัดค้านได้ คดีของผู้คัดค้านจึงขาดอายุความแล้ว กรณีมิใช่เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับเหตุแห่งการออกหมายจับซึ่งเป็นดุลพินิจอำนาจเฉพาะตัวของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอันจะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ แต่เป็นการโต้แย้งถึงระยะเวลาการมีผลใช้บังคับของหมายจับว่า กรณีจะนำบทบัญญัติของมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาใช้บังคับแก่คดีของผู้คัดค้านได้หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเพราะเห็นว่าผู้คัดค้านไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการต่อไปว่า กรณีสามารถนำบทบัญญัติ มาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาใช้บังคับแก่กรณีของผู้คัดค้านได้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แม้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาคดีของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้คัดค้านนั้น ผู้ร้องระบุว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินหรือสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 9, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2547 เมื่อความผิดที่ผู้ร้องขอให้ออกหมายจับมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 60 ซึ่งบัญญัติระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) ความผิดตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลออกหมายจับดังกล่าวจึงขาดอายุความนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2562 ส่วนที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี หรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ" นั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ตุลาคม 2559 อันเป็นระยะเวลาภายหลังวันกระทำความผิดของผู้คัดค้านและการนับอายุความโดยมิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีรวมเข้าด้วยกัน ตามบทบัญญัติมาตรานี้มีผลทำให้ผู้คัดค้านสามารถถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้ แม้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ตัวผู้คัดค้านมาฟ้องภายในระยะเวลา 15 ปี นับแต่วันกระทำความผิด ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติให้นับแต่วันกระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่มีบทบัญญัติยกเว้นไม่ให้นับระยะเวลาที่หลบหนีรวมเข้าด้วยดังเช่นที่มาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 บัญญัติไว้ บทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ดังกล่าวจึงไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้าน ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว..." ดังนั้น แม้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มีบทบัญญัติในบทเฉพาะกาล มาตรา 52 ว่า บรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด และกรณีของผู้คัดค้านยังไม่มีการฟ้องคดีก็ตาม แต่เมื่อบทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้าน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่ผู้คัดค้านได้ ที่ศาลชั้นต้นระบุหมายเหตุไว้ในหมายจับไม่ให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหา (ผู้คัดค้าน) หลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนข้อความหมายเหตุในหมายจับผู้คัดค้านที่ 7/2562 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 83 ม. 95 (2)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 ม. 9 ม. 60
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม. 13 วรรคหนึ่ง ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ
ผู้คัดค้าน — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายปิยะพล สำเริง
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2314/2565
#688312
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี โดยใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการกระทำไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 นั้น เมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจาร จึงประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามมาตรา 279 วรรคห้า ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังจำเลยกระทำความผิด อันเป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติภายหลังกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามมาตรา 3 ต้องลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามมาตรา 279 วรรคห้า ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่ความผิดฐานนี้มีระวางโทษเท่ากับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ในส่วนระวางโทษจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด มิใช่ตามมาตรา 279 วรรคแรก (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283 ทวิ, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 2 ผู้แทนโดยชอบธรรม และผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะส่วนตัวยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 150,000 บาทและแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยไม่ให้การในส่วนคดีแพ่ง แต่ต่อมาคดีในส่วนแพ่งคู่ความตกลงกันได้ ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม), 279 วรรคห้า, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำเลยกระทำความผิดรวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารกับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดรวม 4 กระทง แต่กระทงแรกให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) จำคุก 7 ปี ส่วนอีก 3 กระทง จำคุกกระทงละ 7 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนมีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 12 ปี 16 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน เป็นจำคุก 16 ปี 32 เดือน รวมจำคุก 28 ปี 48 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารกับฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดรวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 5 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 15 ปี 12 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษให้แล้ว เป็นจำคุก 31 ปี 36 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของนางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 2 กับนาย บ. บิดามารดาอยู่กินกันฉันสามีภริยาต่อมาเลิกร้างกัน ผู้เสียหายที่ 1 จึงอยู่ในความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ได้อยู่กินกันฉันสามีภริยากับนาย ค. พี่ชายของนาง ก. ซึ่งเป็นภริยาของจำเลย เมื่อปี 2558 นาย ค. และผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 กับบุตรของผู้เสียหายที่ 2 ที่เกิดกับนาย ค. อีก 2 คน ซึ่งเป็นเด็กมาพักอาศัยอยู่ร่วมกันกับจำเลยที่บ้านของจำเลย ซึ่งเป็นบ้านที่เกิดเหตุตามฟ้อง บ้านดังกล่าวมี 2 ห้องนอน ห้องหนึ่งจำเลยพักอยู่คนเดียวเพราะจำเลยไม่มีบุตร ส่วนนาง ก. ภริยาจำเลยไปทำงานอยู่กรุงเทพมหานคร ส่วนอีกห้องหนึ่งผู้เสียหายทั้งสอง นาย ค. และบุตรอีก 2 คน พักอยู่ สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำกระทงแรกตามฟ้องข้อ 1.2 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย โจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดในฐานความผิดต่าง ๆ ดังกล่าว เป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

มีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซี่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและมิใช่ภริยาของจำเลย โดยไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม รวม 3 กระทง ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในทำนองว่า นาง ก. ภริยาจำเลยไปทำงานอยู่กรุงเทพมหานคร ประสงค์จะหย่ากับจำเลยเพื่อไปอยู่กับคนรักใหม่ จึงสมรู้ร่วมคิดกับครอบครัวของผู้เสียหายทั้งสองที่มาอาศัยอยู่บ้านของจำเลย ซึ่งเป็นการละเมิดต่อจำเลย โดยประสงค์จะอยู่บ้านของจำเลย อันเป็นมูลเหตุจูงใจให้นาง ก. และครอบครัวของผู้เสียหายทั้งสองเอาชนะจำเลย โดยนาง ก. โทรศัพท์มาพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 1 เห็นว่า การที่นาย ค. ซึ่งเป็นพี่ชายนาง ก. ภริยาจำเลย กับผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 และบุตรที่เป็นเด็กอีก 2 คน ซึ่งเป็นครอบครัวมาพักอาศัยอยู่ร่วมกับจำเลยที่บ้านของจำเลยตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมาจนถึงเกิดเหตุนั้น เป็นเวลานาน 2 ถึง 3 ปี ก็แสดงว่าจำเลยยินยอมให้นาย ค. ผู้เสียหายทั้งสอง และครอบครัวเข้ามาพักอาศัยได้ เพราะนาย ค. เป็นพี่ชายของนาง ก. ซึ่งนับว่าเป็นญาติและยากจน เมื่อจำเลยให้ความยินยอมจึงไม่เป็นการละเมิดต่อจำเลย เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของบ้านดังกล่าว หากไม่ประสงค์ให้นาย ค. ผู้เสียหายทั้งสอง และครอบครัวอยู่อาศัยต่อไป จำเลยเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านก็ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องขับไล่ออกไปหากบอกกล่าวแล้ว ผู้อาศัยอยู่ไม่ยอมออก ส่วนที่นาง ก. ประสงค์จะหย่ากับจำเลย โดยจำเลยมีนาย ส. ผู้ใหญ่บ้าน มาเบิกความสนับสนุนรับฟังได้ว่าเป็นความจริง ก็เป็นเรื่องของครอบครัวระหว่างจำเลยซึ่งเป็นสามีกับนาง ก. ที่เป็นภริยาที่จะตกลงกันมากกว่า ส่วนที่นาง ก. โทรศัพท์มาพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่มีหลักฐานใดว่าพูดคุยกันเรื่องอะไร คงเป็นการพูดคุยกันตามปกติในฐานะคนที่รู้จักกันมากกว่า นอกจากนี้จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดง หรือมีพฤติการณ์ใดที่พอจะบ่งบอกหรือเป็นไปได้ว่านาย ค. ผู้เสียหายทั้งสอง หรือทั้งครอบครัวร่วมกับนาง ก. ร่วมมือกันหรือสมรู้ร่วมคิดเพื่อเอาชนะจำเลย ให้จำเลยต้องรับโทษ เพื่อให้นาง ก. หย่ากับจำเลย และผู้เสียหายทั้งสองพร้อมครอบครัวจะได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยดังที่จำเลยอ้าง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 2 ร้อยตำรวจ อ. และร้อยตำรวจโทหญิง อ. พนักงานสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง ข้อนี้ แม้ตามหลักของกฎหมายมาตราดังกล่าวห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าดังที่จำเลยอ้างก็จริง แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ (1) (2) โดยเฉพาะในคดีนี้ เมื่อตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ก็ย่อมนำมาประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เมื่อคดีนี้โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันว่า จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถึง 3 ครั้ง โดยระบุไว้ชัดเจนว่า ครั้งที่ 1 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 เวลากลางวัน ครั้งที่ 2 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2563 เวลาช่วงบ่าย และครั้งที่ 3 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2563 เวลาช่วงเช้า ทั้งสามวันขณะที่ไม่มีใครอยู่บ้าน จำเลยเข้ามาหาผู้เสียหายที่ 1 ถอดกางเกงทั้งชั้นนอกชั้นในของผู้เสียหายที่ 1 ออก แล้วใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 พยายามจะสอดใส่เข้าไป ผู้เสียหายที่ 1 ร้องว่าเจ็บจำเลยก็หยุด เหตุทั้งหมดเกิดภายในห้องของจำเลยที่บ้านของจำเลยที่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 และครอบครัวมาพักอาศัยอยู่ เมื่อได้พิจารณาถึงวันเวลาสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งขณะนั้นไม่มีผู้ใดอยู่บ้าน คงอยู่ตามลำพังเฉพาะจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นไปได้ ต่อมาเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ไปโรงเรียนตามปกติ ครูที่โรงเรียนจึงมาตามที่บ้าน และผู้เสียหายที่ 2 เห็นความผิดปกติของผู้เสียหายที่ 1 จึงสอบถาม ผู้เสียหายที่ 1 จึงเล่าเรื่องให้ครูและผู้เสียหายที่ 2 ฟัง จึงได้มีการดำเนินคดีแก่จำเลย ชั้นสอบสวนได้ให้การยืนยันต่อพนักงานสอบสวนทั้งสองปากและต่อบุคลากร สหวิชาชีพที่ร่วมกันสอบสวนตามกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ 3 ปาก ดังกล่าว แตกต่างจากที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความหลายกรณี นับแต่วันเกิดเหตุ และการกระทำ โดยร้อยตำรวจโทหญิง อ. เบิกความว่า เหตุเกิดครั้งแรกวันที่ 27 ธันวาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยกระทำโดยจำเลยได้สอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ข้อนี้ เมื่อทางพิจารณาข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้งในวันเวลาที่ต่างกัน ทั้งการกระทำที่ต่าง ๆ กัน มีทั้งการกระทำอนาจาร การกระทำข่มขืนเพื่อชำเรา ดังนั้น ที่ผู้เสียหายที่ 1 และพยานโจทก์ทั้งสามปากที่เบิกความแตกต่างกันไปนั้นเป็นเพียงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ย่อมจดจำที่ผิดหลงไปบ้าง ซึ่งหาใช่สาระสำคัญของคดีไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ผลการตรวจร่างกายของผู้เสียหายที่ 1 แพทย์ผู้ตรวจระบุว่าไม่พบหลักฐานการร่วมประเวณี ข้อนี้ แม้ตามความเห็นของแพทย์ที่ทำรายงานไว้จะเป็นเช่นที่จำเลยฎีกา ก็คงเป็นเพราะว่าอวัยวะเพศของจำเลยไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 เพราะผู้เสียหายที่ 1 เจ็บ จำเลยจึงหยุดการกระทำ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงขั้นพยายามกระทำความผิด ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว และที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามา จึงเกินคำขอ ข้อนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 เมื่อทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยอยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ก็ลงโทษจำเลยในฐานที่พิจารณาได้ความได้ไม่เป็นการเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ฎีกาของจำเลยนอกจากนี้เป็นรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การกระทำของจำเลยในความผิดกระทงแรกเมื่อประมาณปี 2561 ตามฟ้องข้อ 1.2 ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) นั้น ยังไม่ถูกต้อง โดยข้อนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี โดยใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยะเพศของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการกระทำไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 นั้น กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสามสิบปีตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจาร จึงประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามมาตรา 279 วรรคห้า ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังจำเลยกระทำความผิด อันเป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติภายหลังกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามมาตรา 3 ต้องลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่ความผิดฐานนี้มีระวางโทษเท่ากับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ในส่วนระวางโทษจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยศาลต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด มิใช่ตามมาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา279 วรรคแรก (เดิม) สำหรับความผิดกระทงแรกตามฟ้องข้อ 1.2 จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า โดยให้กำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคสาม (เดิม) ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 279 วรรคแรก (เดิม), 279 ม. 279 วรรคห้า
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ก. โดยนางสาว บ. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายทศพร สุนทรสีมะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ จำปา
สุทิน นาคพงศ์
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2311/2565
#693704
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องใดจะเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมหรือไม่ต้องพิจารณาจากฟ้องที่โจทก์ยื่นต่อศาล คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเป็นใจความสำคัญว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยกับ ช. จำเลยที่ 1 และ ส. จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1990/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ บริเวณป่าบ้านผักกาด โดยการใช้รถไถ 1 คัน ทำการโค่นล้มทำลายต้นไม้ขนาดต่าง ๆ และต้นไม้อื่น ๆ ปรับไถพื้นที่ป่าและทำการแผ้วถางต้นไม้ออก เพื่อปรับพื้นที่ซึ่งเป็นป่าในบริเวณดังกล่าว เป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 54 ตารางวา คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐ 145,722.73 บาท อันเป็นการร่วมกันทำลายป่าและร่วมกันเข้าไปยึดถือครองครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์ได้ระบุชัดแล้วว่าจำเลยกับ ช. จำเลยที่ 1 และ ส. จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1990/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ บริเวณป่าบ้านผักกาดซึ่งเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ส่วนข้อเท็จจริงอื่นและพยานหลักฐานเป็นเรื่องที่โจทก์สามารถทำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำต้องกล่าวมาในฟ้อง การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ไม่ใช่เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมตามที่จำเลยอ้างในฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กับสั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากเขตป่าที่เกิดเหตุ นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1590/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 6 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1590/2562 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากเขตป่าที่เกิดเหตุ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีจึงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาแต่เฉพาะข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องใดจะเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมหรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้องที่โจทก์ยื่นต่อศาล คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเป็นใจความสำคัญว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยกับนายเชาวลิต จำเลยที่ 1 และนายสมเกียรติ จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1990/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ บริเวณป่าบ้านผักกาด หมู่ที่ 3 โดยการใช้รถไถ 1 คัน ทำการโค่นล้มทำลายต้นไม้ขนาดต่าง ๆ และต้นไม้อื่น ๆ ปรับไถพื้นป่าและทำการแผ้วถางต้นไม้ออก เพื่อปรับพื้นที่ซึ่งเป็นป่าในบริเวณป่าดังกล่าว เป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 54 ตารางวา คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐ 145,722.73 บาท อันเป็นการร่วมกันทำลายป่าและร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้ระบุชัดแล้วว่า จำเลยกับนายเชาวลิต จำเลยที่ 1 และนายสมเกียรติ จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1990/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ บริเวณป่าบ้านผักกาด ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ส่วนข้อเท็จจริงอื่นและพยานหลักฐานเป็นเรื่องที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำต้องกล่าวมาในฟ้อง การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่ใช่เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 ม. 72 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายโอภาส คุรุปราการกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประหยัด ศรศักดา
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2297/2565
#684173
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินพิพาทของโจทก์เพื่อประกอบธุรกิจร้านอาหาร มีกำหนด 3 ปี มีข้อสัญญาข้อหนึ่งว่า ผู้เช่าจะโอนสิทธิการเช่าหรือนำทรัพย์สินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงไม่ได้เว้นแต่ผู้เช่าจะได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมาราวเดือนพฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 นำบ้านและที่ดินไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วง เป็นการผิดสัญญาเช่า การที่จำเลยที่ 3 อยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ใช่ผู้เช่าช่วงแต่เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ระงับ จำเลยทั้งสามสามารถอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ นับว่าเป็นการกล่าวอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยที่ 3 อยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ คำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นคำให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้งแล้ว ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง

แม้จำเลยที่ 3 ทำสัญญาเช่าช่วงบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และได้ใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาท แต่ก็เป็นการอยู่และใช้ประโยชน์โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีผลเพียงว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิให้เช่าช่วง จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทอีกต่อไป แต่ไม่ทำให้การที่จำเลยที่ 3 ได้อยู่และใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทมาก่อนแล้วนั้น กลายเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่จำต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 880,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย 480,000 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหาย 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวตามลำดับ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าบ้านเลขที่ 61/25 ตามฟ้องจากโจทก์เพื่อประกอบธุรกิจร้านอาหาร ตกลงค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท มีบันทึกข้อตกลงท้ายสัญญาเช่าว่าในช่วงปีที่ 4 ถึงที่ 6 ปรับค่าเช่าเป็นเดือนละ 55,000 บาท โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 749/2559 หมายเลขแดงที่ 2020/2560 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากบ้านและที่ดินพิพาท ให้ชำระค่าเช่าที่ค้างและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะเป็นเพียงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ไม่มีฝ่ายใด ฎีกาคัดค้าน คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

คดีมีปัญหาที่วินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า คำให้การของจำเลยที่ 3 ชอบด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินพิพาทของโจทก์เพื่อประกอบธุรกิจร้านอาหาร มีกำหนด 3 ปี มีข้อสัญญาข้อหนึ่งว่า ผู้เช่าจะโอนสิทธิการเช่าหรือนำทรัพย์สินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงไม่ได้เว้นแต่ผู้เช่าจะได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมาราวเดือนพฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 นำบ้านและที่ดินไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วง เป็นการผิดสัญญาเช่า การที่จำเลยที่ 3 อยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ข้อนี้จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ใช่ผู้เช่าช่วงแต่เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ระงับ จำเลยทั้งสามสามารถอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ นับว่าเป็นการกล่าวอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยที่ 3 อยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ คำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นคำให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้งแล้ว ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยที่ 3 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้เช่าช่วงบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 หรือเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 โจทก์มีนายวินิจ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายชัชวาลย์ และนางสาวณัฐชยา เบิกความได้ใจความว่า เดือนธันวาคม 2558 จำเลยที่ 1 เริ่มไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์และมิได้ประกอบกิจการใด ๆ บนทรัพย์สินที่เช่า ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2559 มีร้านค้าไปประกอบกิจการค้าขายสินค้ามือสองในบ้านและที่ดินพิพาท การค้าขายสินค้าดังกล่าวไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 นายชัชวาลย์จึงมอบหมายให้นางสาวณัฐชยาไปสอบถาม ได้ความว่าร้านดังกล่าวเป็นของบุคคลที่มีชื่อว่า เดียร์ ปลายเดือนมิถุนายน 2560 จำเลยที่ 3 ไปพบนายชัชวาลย์และขอเช่าบ้านและที่ดินพิพาทจากนายชัชวาลย์โดยแจ้งว่าได้เช่าบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท โจทก์จึงทราบว่าร้านค้าขายสินค้ามือสองดังกล่าวเป็นร้านของจำเลยที่ 3 แต่นายชัชวาลย์ปฏิเสธมิให้จำเลยที่ 3 เช่า ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 3 ย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและที่ดินพิพาท ฝ่ายจำเลยที่ 3 มีจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 เช่าอาคารที่ถนนเบญจางค์ซึ่งไม่ใช่บ้านพิพาทจากจำเลยที่ 2 เพื่อค้าขายสินค้ามือสองจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อมีสินค้ามากขึ้น อาคารที่ถนนเบญจางค์ไม่มีเนื้อที่พอรองรับสินค้า จำเลยที่ 2 จึงอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ใช้พื้นที่ชั้นล่างของบ้านพิพาทเป็นที่เก็บสินค้า จำเลยที่ 3 มิได้เช่าช่วงบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอณุวัฒน์ ทนายความและผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 3 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 ไม่ใช่ผู้เช่าช่วงแต่เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไว้ชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 1 นำบ้านและที่ดินพิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วง จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาโต้แย้งในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า จำเลยที่ 1 นำบ้านและที่ดินพิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงจริง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มิได้เป็นผู้เช่าช่วงบ้านและที่ดินพิพาท โดยเป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 จะให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 มิใช่ผู้เช่าช่วงก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ให้การในเรื่องของการให้เช่าช่วงเพียงว่า ไม่ทราบ ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิเสธว่ามิได้ให้เช่าช่วง และจำเลยที่ 1 มิได้ให้การยอมรับเลยว่าจำเลยที่ 3 เป็นบริวารของตน คงมีแต่จำเลยที่ 3 เท่านั้นที่ให้การว่าจำเลยที่ 3 เป็นบริวารของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ยังได้ความจากนางสาวณัฐชยา พนักงานของโจทก์ ว่า นายชัชวาลย์ใช้พยานให้ไปสอบถามเรื่องร้านค้าสินค้ามือสองที่ตั้งอยู่ในบ้านพิพาทหลังจากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ ได้ความว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้เช่าช่วงบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ยังมาพบพยาน ณ ที่ทำงานของพยานแจ้งว่าขอพบนายชัชวาลย์และบอกพยานว่าจำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท แต่นายชัชวาลย์ปฏิเสธไม่ยินยอมให้จำเลยที่ 3 เช่าบ้านและที่ดินพิพาท และนายชัชวาลย์ก็เบิกความในทำนองเดียวกันนี้ ซึ่งจำเลยที่ 3 มิได้นำสืบปฏิเสธว่ามิได้ไปพบนางสาวณัฐชยาและนายชัชวาลย์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้เช่าช่วงบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ตาม แม้นหากจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ทำสัญญาเช่าช่วงบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และได้ใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทจริง แต่ก็เป็นการอยู่และใช้ประโยชน์โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีผลเพียงว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิให้เช่าช่วง จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทอีกต่อไป แต่ไม่ทำให้การที่จำเลยที่ 3 ได้อยู่และใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทมาก่อนแล้วนั้น กลายเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่จำต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย 480,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ไปจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอ ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — บริษัท จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวสุพจี รุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายรุ่งอรุณ หลินหะตระกูล
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สิริกานต์ มีจุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2296/2565
#684595
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารโภชนาการกำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง แม้จำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างตามฟ้องเพื่อติดตั้งในอาคารโภชนาการ และเป็นผู้ชำระราคาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้ขาย แต่เป็นการทดรองจ่ายแทนโจทก์ จำเลยจึงเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างแทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างที่จำเลยจัดซื้อมาจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนคงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวการจ่ายเงินทดรองคืนให้แก่จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 816 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 844,294.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 804,090 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 804,090 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ตุลาคม 2560) ต้องไม่เกิน 40,204.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางสาวอุไรศรี นายศรัณยู นายศาสนัย และนายศีขรินทร์ เป็นกรรมการ นางสาวอุไรศรีประธานกรรมการ ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีกหนึ่งคนและประทับตราสำคัญของจำเลย หรือกรรมการคนอื่นสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของจำเลยมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยได้ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2558 จำเลยโดยนางสาวอุไรศรี ประธานกรรมการ และนายศรัณยู กรรมการของจำเลย ลงลายมือชื่อในช่องผู้ว่าจ้างแต่ไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลย ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารโภชนาการ 1 ชั้น (ที่ถูก เป็น อาคารโภชนาการชั้น 1) เป็นเงิน 5,445,000 บาท กำหนดเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 70 วัน วันที่ 19 กันยายน 2558 จำเลยโดยนายศรัณยู กรรมการของจำเลย ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารห้องน้ำ 1 ชั้น (ที่ถูก เป็น อาคารห้องน้ำชั้น 1) เป็นเงิน 3,637,250 บาท กำหนดเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 70 วัน วันที่ 12 มกราคม 2559 จำเลยโดยนายศรัณยูกรรมการของจำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารโภชนาการชั้น 2 ถึงชั้น 4 เป็นเงิน 23,500,000 บาท กำหนดเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน หลังจากได้รับค่าจ้างงวดที่ 1 ซึ่งโจทก์ได้รับเงินค่าจ้างงวดที่ 1 ไปแล้วในวันทำสัญญา ในวันเดียวกันนั้น จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารห้องน้ำชั้น 2 เป็นเงิน 2,728,000 บาท กำหนดเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน หลังจากได้รับค่าจ้างงวดที่ 1 วันที่ 29 สิงหาคม 2559 โจทก์และจำเลยทำรายการระบุว่า มูลค่างานเดิมเป็นเงิน 44,046,012 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นเงิน 3,083,220.84 บาท รวมมูลค่างานเดิม 47,129,232.84 บาท ผลงานที่โจทก์ก่อสร้างเสร็จแล้วและได้รับค่าจ้างไปแล้วเป็นเงิน 28,843,725.71 บาท คงเหลือ 18,285,507.13 บาท โจทก์และจำเลยตกลงลดสินจ้างค่าก่อสร้างลงเหลือเพียง 37,500,000 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นเงิน 2,625,000 บาท รวมเป็นเงิน 40,125,000 บาท เมื่อหักสินจ้างตามผลงานที่โจทก์ก่อสร้างเสร็จแล้วและได้รับค่าจ้างไปแล้วเป็นเงิน 28,843,725.71 บาท คงเหลือสินจ้าง 11,281,274.29 บาท และเมื่อหักเงินที่จำเลยทดรองจ่ายแทนโจทก์เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ซื้อมาก่อสร้างติดตั้งในอาคารก่อสร้างเป็นวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ซื้อจากบริษัท ค. เป็นเงิน 473,312.36 บาท และ 276,557.55 บาท บริษัท ก. เป็นเงิน 61,067.72 บาท 280,277.12 บาท และบริษัท ท. เป็นเงิน 250,920.35 บาท รวมเป็นเงิน 1,342,135.11 (ที่ถูก 1,342,135.10) บาท แล้วคงเหลือสินจ้างเป็นเงิน 9,939,139.18 (ที่ถูก 9,939,139.19) บาท วันที่ 5 กันยายน 2559 โจทก์ทำบันทึกเสนอแก่จำเลยกำหนดเวลาการก่อสร้างงานส่วนที่เหลือคิดเป็นสินจ้างเพียง 9,288,915.13 บาท แบ่งชำระเป็น 4 งวด ตามผลงานที่โจทก์ก่อสร้างดังที่กำหนดไว้ในบันทึกดังกล่าว โดยจำเลยจะชำระสินจ้างงวดแรก 3,500,000 บาท เมื่อโจทก์ต้องก่อสร้างโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก งานหลังคา (รางน้ำและท่อน้ำฝน) ผนังปล่องลิฟท์ งานประตูหน้าต่าง งานกั้นผนังห้องพักนักเรียน งานทำพื้นขัดมันชั้น 4 งานทาสีผนังภายในและฝ้าเพดานแล้วเสร็จ งวดที่ 2 และงวดที่ 3 ชำระงวดละ 2,000,000 บาท และงวดสุดท้ายเหลือค่าจ้าง 1,788,915.13 บาท เมื่อหักค่าประกันผลงาน 500,000 บาท คงเหลือจ่ายงวดสุดท้าย 1,288,915.13 บาท นางสาวอุไรศรี ประธานกรรมการของจำเลย ลงชื่ออนุมัติในวันเดียวกันนั้น แต่โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างงวดแรกไปแล้วในวันทำบันทึก วันที่ 29 ธันวาคม 2559 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ โจทก์จัดทำใบเสนอราคาวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2560 ต่อนายศรัณยู กรรมการของจำเลย เป็นเงิน 887,684 บาท วันที่ 31 มกราคม 2560 นายอธิป พนักงานของบริษัท อ. ทำหน้าที่ผู้จัดการโครงการมีหนังสือแจ้งนายศรัณยูว่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่โจทก์แจ้งขายคืนแก่โครงการมีจำนวนไม่ครบถ้วน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์จัดทำใบส่งสินค้า/ใบวางบิล ส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง 15 รายการ คิดเป็นเงินเพียง 804,090 บาท ให้แก่นายศรัณยูด้วย โดยนายเฉลิมพล พนักงานของจำเลย ลงชื่อรับทราบ และนายวัชรสิทธิ์ พนักงานของบริษัท อ. ซึ่งเป็นที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานก่อสร้างให้แก่จำเลยเขียนข้อความว่า รับทราบรายการตรงตามจำนวนที่นำส่งจริงแล้วลงชื่อไว้ แล้วจำเลยส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างดังกล่าวให้แก่บริษัท ส. ซึ่งเป็นผู้รับเหมารายใหม่ไปติดตั้งภายในอาคารโภชนาการของจำเลย โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2560 บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระราคาวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า สัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารโภชนาการกำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างแม้จำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างตามฟ้องเพื่อติดตั้งในอาคารโภชนาการ และเป็นผู้ชำระราคาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้ขาย แต่เป็นการทดรองจ่ายแทนโจทก์ จำเลยจึงเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างแทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างที่จำเลยจัดซื้อมาจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนคงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวการจ่ายเงินทดรองคืนให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 816 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องพิจารณาด้วยว่าโจทก์คืนเงินทดรองจ่ายให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ใบแสดงรายการค่าก่อสร้างคงเหลือระบุว่า มูลค่างานเดิมคิดเป็นสินจ้าง 44,046,012 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นเงิน 3,083,220.84 บาท รวมมูลค่างานเดิมคิดเป็นสินจ้าง 47,129,232.84 บาท ผลงานที่โจทก์ก่อสร้างเสร็จและได้รับสินจ้างไปแล้วเป็นเงิน 28,843,725.71 บาท คงเหลือมูลค่างานคิดเป็นสินจ้าง 18,285,507.13 บาท ซึ่งน่าจะเป็นมูลค่างานที่โจทก์ยังไม่ได้ก่อสร้าง แล้วโจทก์และจำเลยตกลงมูลค่างานใหม่คิดเป็นสินจ้าง 37,500,000 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นเงิน 2,625,000 บาท รวมเป็นมูลค่างานคิดเป็นสินจ้าง 40,125,000 บาท เมื่อหักผลงานที่โจทก์ก่อสร้างเสร็จและได้รับสินจ้างไปแล้วเป็นเงิน 28,843,725.71 บาท คงเหลือมูลค่างานคิดเป็นสินจ้าง 11,281,274.29 บาท แสดงว่าเงินจำนวน 11,281,274.29 บาท เป็นมูลค่าของงานที่โจทก์ยังไม่ได้ก่อสร้างดังคำเบิกความของนายพิมล หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ ที่ตอบคำถามของทนายจำเลยตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น หาใช่เป็นสินจ้างที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์เพราะโจทก์ก่อสร้างงานเสร็จแล้วแต่อย่างใดไม่ แต่การที่ใบแสดงรายการค่าก่อสร้างคงเหลือ ระบุว่า หักค่าใช้จ่ายที่จำเลยทดรองจ่ายเป็นเงิน 1,342,135.11 บาท นั้น คงเหลือมูลค่างานคิดเป็นสินจ้าง 9,939,139.18 บาท ซึ่งน่าจะเป็นการตกลงลดสินจ้างลงจากจำนวนเงิน 11,281,274.29 บาท หาใช่ว่าโจทก์จะมีสิทธิหักเงินทดรองจ่ายต่อเมื่อโจทก์ก่อสร้างงานเสร็จสิ้นตามสัญญาและส่งมอบอาคารโภชนาการให้แก่จำเลยแต่อย่างใดไม่ ดังจะเห็นได้จากเมื่อโจทก์ทำบันทึกเรื่องเงื่อนไขการชำระเงินเสนอแก่จำเลย กำหนดสินจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยเมื่อโจทก์ก่อสร้างงานเสร็จตามสัญญาให้เหลือเพียง 9,288,915.13 บาท แบ่งชำระสินจ้างเป็น 4 งวด ซึ่งนางสาวอุไรศรี ประธานกรรมการของจำเลย อนุมัติตามบันทึกดังกล่าว และเมื่อจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญา จำเลยเพียงแต่แจ้งให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่ก่อสร้าง โดยไม่ได้เรียกร้องให้โจทก์คืนเงินทดรองจ่ายค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างแก่จำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยตกลงตามข้อเสนอของโจทก์ที่ลดสินจ้างจากเดิม 11,281,274.29 บาท ลงเหลือ 9,939,139.18 บาท และเหลือ 9,288,915.13 บาท โดยสินจ้างที่ลดจำนวนลงนั้นถือว่าเป็นเงินที่โจทก์คืนทดรองจ่ายค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ครั้นเมื่อโจทก์เสนอราคาขายวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างดังกล่าวต่อนายศรัณยู กรรมการจำเลย ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยเป็นเงิน 887,684 บาท แล้วนายอธิป ผู้จัดการโครงการของจำเลย มีหนังสือแจ้งนายศรัณยูระบุว่า จากการตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในก่อสร้างที่โจทก์แจ้งขายคืนแก่โครงการมีจำนวนไม่ครบถ้วนโดยระบุรายการวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างที่ขาดไป แม้โจทก์ไม่ได้นำสืบนายศรัญยูและนายอธิปเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงตามหนังสือดังกล่าวว่า นายศรัณยูได้รับใบเสนอราคาจากโจทก์แล้วแจ้งให้นายอธิปตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างตามใบเสนอราคาของโจทก์ แต่พฤติการณ์ที่โจทก์จัดทำใบส่งสินค้า/ใบวางบิล มีรายละเอียดวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในสำเนาหนังสือ และลดราคาลงเหลือเพียง 804,090 บาท แล้วนายเฉลิมพล วิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างซึ่งเป็นตัวแทนจำเลย ลงชื่อในใบส่งสินค้า/ใบวางบิล รับทราบการส่งวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยเท่านั้น และนายวัชรสิทธิ์ พนักงานของบริษัท อ. ซึ่งเป็นที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานก่อสร้างให้แก่จำเลย เขียนข้อความในใบส่งสินค้า/ใบวางบิล ว่ารับทราบรายการตรงตามจำนวนที่นำส่งจริงแล้วลงชื่อไว้ ทำให้น่าเชื่อว่านายศรัณยู ตัวแทนของจำเลย ได้รับใบเสนอราคาจากโจทก์แล้วแจ้งให้นายอธิปตรวจสอบ เมื่อนายศรัณยูรับทราบข้อมูลจากนายอธิปแล้วแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงจัดทำใบส่งสินค้า/ใบวางบิลมีรายละเอียดวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างถูกต้องครบถ้วนตามรายการที่นายอธิปตรวจสอบไว้ แม้นายศรัณยูไม่ใช่กรรมการที่ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียวมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย แต่ในการว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารโภชนาการและห้องน้ำ ฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2558 และวันที่ 12 มกราคม 2559 นั้น นายศรัณยูลงลายมือชื่อเป็นผู้ว่าจ้างแทนจำเลย และจำเลยยอมรับการกระทำของนายศรัณยูโดยให้โจทก์ก่อสร้างอาคารโภชนาการและห้องน้ำตามสัญญาแล้วชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ตลอดมา ถือได้ว่า จำเลยเชิดนายศรัณยูแสดงออกเป็นตัวแทนของตนหรือรู้แล้วยอมให้นายศรัณยูเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตน ตกลงซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างตามราคาที่ระบุไว้ในใบส่งสินค้า/ใบวางบิล และแม้จำเลยไม่ได้แต่งตั้งให้นายเฉลิมพลและนายวัชรสิทธิ์เป็นตัวแทนของจำเลย แต่เมื่อนายเฉลิมพลและนายวัชรสิทธิ์ลงชื่อรับทราบแล้วจำเลยได้รับมอบวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างดังกล่าวและส่งมอบให้แก่บริษัท ส. ซึ่งเป็นผู้รับเหมารายใหม่นำไปใช้ในการก่อสร้างงานให้แก่จำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเชิดนายเฉลิมพลและนายวัชรสิทธิ์แสดงออกเป็นตัวแทนของตนหรือรู้แล้วยอมให้นายเฉลิมพลและนายวัชรสิทธิ์เชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตน ในการรับมอบวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างจากโจทก์ จำเลยในฐานะตัวการจึงต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำของนายศรัณยู นายเฉลิมพล และนายวัชรสิทธิ์ โดยต้องชำระราคาค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลดังกล่าวเป็นตัวแทนของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 จำเลยให้การว่า จำเลยว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่เข้าไปก่อสร้างต่อจากโจทก์ เสียสินจ้างเป็นเงิน 6,650,000 บาท จำเลยชำระสินจ้างล่วงหน้าไปแล้ว 3,500,000 บาท จำเลยต้องจ่ายสินจ้างเพิ่มขึ้นจากสัญญาเดิม 861,087.97 บาท โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลย จำเลยจึงมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์สินตามคำฟ้องที่โจทก์จะต้องติดตั้งให้แล้วเสร็จ เนื่องจากโจทก์ได้รับสินจ้างไปแล้ว จึงขอใช้สิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินตามคำฟ้องจนกว่าโจทก์จะชำระค่าแห่งการงานที่โจทก์ทำไม่แล้วเสร็จให้แก่จำเลย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากบันทึกเรื่องเงื่อนไขการชำระเงิน จะเห็นได้ว่าสินจ้างที่โจทก์เสนอและจำเลยอนุมัติเป็นเงิน 9,288,915.13 บาท แบ่งชำระเป็น 4 งวด จำเลยจะชำระสินจ้างงวดแรก 3,500,000 บาท จึงคงเหลือสินจ้างที่จำเลยยังไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 5,788,915.13 บาท จำเลยว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่เป็นเงิน 6,650,000 บาท เพิ่มขึ้นจากสินจ้างที่จำเลยยังไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 861,087.87 บาท ประกอบกับเมื่อจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ ไม่ได้บอกกล่าวทวงถามให้โจทก์คืนสินจ้างดังกล่าว และไม่ได้ระบุว่า สินจ้างที่โจทก์ได้รับไป 3,500,000 บาท รวมค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างที่โจทก์ขายคืนให้แก่จำเลย ทำให้เชื่อได้ว่าสินจ้าง 3,500,000 บาท ที่โจทก์ได้รับไป เป็นค่าแห่งการงานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยไม่รวมค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างที่โจทก์ขายคืนให้แก่จำเลยเหมือนดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ เมื่อโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2560 บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระราคาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ และจำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 แล้ว แต่จำเลยไม่ชำระราคาให้แก่โจทก์ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระราคาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างตามฟ้องเป็นเงิน 804,090 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หาใช่นับแต่พ้นกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง คือ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแต่อย่างใดไม่ ปัญหาที่ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ แล้วให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยข้อความใหม่บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 คือ ร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราที่ปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว บัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้อง นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 804,090 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 อัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้อง นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587 ม. 816 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวประวีณณัฐ มูลเมฆ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2565
#686989
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ผู้ตาย ซึ่งมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันได้แก่การแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนเท่านั้น แม้ในการจัดการมรดกทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาท จำเลยที่ 1 อาจทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายมรดกได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท แต่ต้องเป็นการกระทำเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 ไม่อาจกระทำการใด ๆ ต่อทรัพย์มรดกโดยประการอื่นได้ การที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือไม่ได้ว่าเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากแต่เป็นการกระทำใด ๆ กับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริต แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำโดยอาศัยสิทธิการเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่อาจกระทำได้ หากปราศจากความยินยอมของทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะรับฟังว่าซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพราะจำเลยที่ 3 ซื้อจากจำเลยที่ 1 ซึ่งขายที่ดินพิพาทแล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น อันมิใช่เป็นการทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายให้อำนาจผู้จัดการมรดกให้กระทำได้ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขาย การที่โจทก์และ อ. ซึ่งเป็นคู่สมรสและบุตรของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรม ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง จึงมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1151 ให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 2,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมจึงมีคำสั่งไม่รับ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ห้ามจำเลยทั้งสามจำหน่าย จ่าย โอนหรือทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างพิจารณา แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ตกเป็นโมฆะและให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 คืนแก่โจทก์ตามฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้คำสั่งศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีการบังคับตามคำพิพากษาเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นสามีของนางมยุเรศผู้ตาย เด็กชายอเล็กซานเดอร์เป็นบุตรของโจทก์กับผู้ตาย โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายอเล็กซานเดอร์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 ทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคา 1,000,000 บาท แล้วเบียดบังเอาเงินที่ได้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกไม่เคยทราบและไม่เคยยินยอมให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และนำสืบข้อเท็จจริงโดยนำนายจตุพรผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์และทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายไม่ทราบและมิได้รู้เห็นยินยอม ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์และมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 โดยพลการ โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายมิได้รู้เห็นยินยอมในการขายที่ดินพิพาทด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 บัญญัติว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ได้ความจากสำเนาคำสั่งศาลแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางมยุเรศผู้ตาย ว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันได้แก่การแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนเท่านั้น แม้ในการจัดการมรดกทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 อาจทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายมรดกได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท แต่ต้องเป็นการกระทำเพื่อแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 ไม่อาจกระทำการใด ๆ ต่อทรัพย์มรดกโดยประการอื่นได้ การที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือไม่ได้ว่าเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากแต่เป็นการกระทำใด ๆ กับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริต แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำโดยอาศัยสิทธิการเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่อาจกระทำได้ หากปราศจากความยินยอมของทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะรับฟังว่าซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพราะจำเลยที่ 3 ซื้อจากจำเลยที่ 1 ซึ่งขายที่ดินพิพาทแล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น อันมิใช่เป็นการทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายให้อำนาจผู้จัดการมรดกให้กระทำได้ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขาย การที่โจทก์และเด็กชายอเล็กซานเดอร์ซึ่งเป็นคู่สมรสและบุตรของผู้ตายที่ยังมีชีวิตและมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมิชอบดังกล่าว จึงมีเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 และไม่ได้ความจากทางพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์จากการขายที่ดินพิพาท จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว

พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสองศาลรวม 15,000 บาท เพิ่มเติมจากความรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง ม. 1336 ม. 1719
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นางสาวสุธินี อารีเจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2294/2565
#687037
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินและบ้านพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยซื้อมาในระหว่างเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 2 มอบหมายให้ ก. ประกาศขายที่ดินและบ้านพิพาทแทน โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทกับบริษัท ซ. โดย ก. จากการติดต่อชี้ช่องของ ช. ทางเว็บไซต์เฟซบุ๊กของ ก. โดย ก. นำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัท ซ. ขายที่ดินและบ้านพิพาทแทน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ตรวจสอบ ส่วนจำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดิน ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาต รวมทั้งใบอนุญาตขับรถของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ดูและแนะนำตัวว่าเป็นสามีของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบอำนาจให้บริษัท ซ. ขายที่ดินและบ้านพิพาท แต่ไม่ได้นำจำเลยที่ 1 มาสืบหักล้าง จึงมีน้ำหนักน้อย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้บริษัท ซ. ขายที่ดินและบ้านพิพาทแทน ต้องผูกพันตามสัญญา เสมือนว่ากระทำด้วยตนเองตามมาตรา 820 ส่วนจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจและสัญญาซื้อขาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า รู้เห็นยินยอมให้บริษัท ซ. โดย ก. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นสินสมรสแก่โจทก์ สัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัท ซ.จึงมีผลผูกพัน จำเลยทั้งสองมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14027 พร้อมบ้านเลขที่ 39/954 แก่โจทก์ และรับเงิน 2,340,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าคำขอ ค่าพยาน และอากรแสตมป์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้หักจากเงินที่โจทก์ต้องจ่ายแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดิน ต้นฉบับทะเบียนบ้าน เอกสารเกี่ยวกับไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ เคเบิลทีวี และอินเทอร์เน็ตแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันที่สมาพันธรัฐสวิส ตั้งแต่ปี 2544 จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14027 พร้อมบ้านเลขที่ 39/954 โดยซื้อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2559 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2561 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทกับบริษัท ซ. โดยนายเกแทน ในราคา 2,600,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำ 260,000 บาท ส่วนที่เหลือ 2,340,0000 บาท ตกลงชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์วันที่ 15 สิงหาคม 2561 มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจให้บริษัท ซ. เป็นผู้มีอำนาจขายที่ดินพร้อมบ้านแทน ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกขอเลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์เป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2561 โดยมีข้อตกลงว่า หากผิดนัดยินยอมชำระเงิน 780,000 บาท และคืนเงินมัดจำแก่โจทก์เมื่อถึงกำหนด จำเลยทั้งสองไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2544 ที่ดินและบ้านพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยซื้อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2559 ในระหว่างที่จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยทั้งสองช่วยกันออกเงินซื้อที่ดินและบ้านพิพาทคนละครึ่ง ดังนั้นที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้มาในระหว่างสมรสอันเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 2 ประกาศขายที่ดินและบ้านพิพาทบนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2561 และวันที่ 19 เมษายน 2561 ก่อนจำเลยที่ 1 เดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 24 เมษายน 2561 แต่ไม่มีผู้สนใจซื้อ จำเลยที่ 2 จึงมอบหมายให้นายเกแทนประกาศขายที่ดินและบ้านพิพาทแทนโดยลดราคาลงเหลือ 3,500,000 บาท และ 2,900,000 บาท ตามลำดับโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทกับบริษัท ซ. โดยนายเกแทนจากการติดต่อชี้ช่องของนางสาวชวนพิศ ซึ่งทราบประกาศขายที่ดินและบ้านพิพาททางเว็บไซต์เฟซบุ๊กของนายเกแทน ขณะทำสัญญา จำเลยที่ 2 และนายเกแทนต่างมีเอกสารสำคัญของจำเลยที่ 1 ถือไว้และอยู่ด้วยกัน โดยนายเกแทนนำหนังสือมอบอำนาจที่กรอกข้อความครบถ้วนแล้วว่าจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้บริษัท ซ. ขายที่ดินและบ้านพิพาทแทน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ตรวจสอบส่วนจำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างบ้านพิพาทรวมทั้งใบอนุญาตขับรถของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ดูและแนะนำตัวว่าเป็นสามีของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 น่าจะลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไว้ก่อนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางปรีดา ผู้จัดการฝ่ายนิติกรรมสำนักงานทนายความ พ. ศูนย์การแปลนานาชาติและกฎหมาย มาเบิกความยืนยันว่า นางปรีดาเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจมาให้ใหม่ เนื่องจากหนังสือมอบ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นภาษาไทยไม่ตรงกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในสารบบที่ดินที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็รับปากว่าจะทำหนังสือมอบอำนาจมาให้ใหม่ อันไม่ได้เป็นการปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ขายที่ดินและบ้านพิพาท ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบอำนาจให้ขายที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว ก็น่าจะปฏิเสธไปเลยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบอำนาจให้ขายที่ดินและบ้านพิพาท ไม่น่าจะต้องบอกว่าจะทำหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ให้ และนางปรีดาเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ขณะพูดคุยกับปลายทางผ่านวีดีโอคอล บุคคลที่ปรากฏในโทรศัพท์เคลื่อนที่มีหน้าตาเหมือนกับภาพบัตรประชาชนของจำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์นำสืบเกี่ยวกับการมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ให้ขายที่ดินและบ้านพิพาทตามที่โจทก์มีภาระการพิสูจน์แล้ว จำเลยทั้งสอง ซึ่งให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้บริษัท ซ. ขายที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้นำจำเลยที่ 1 มานำสืบหักล้างว่ามิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ขายที่ดินและบ้านพิพาทเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้สมกับข้อต่อสู้ของตน โดยไม่ปรากฏเหตุผลที่จำเลยทั้งสองไม่สามารถนำจำเลยที่ 1 มาเบิกความต่อศาลได้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้บริษัท ซ. ขายที่ดินและบ้านพิพาทแทนตน จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายเสมือนว่ากระทำด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจและสัญญาจะซื้อจะขายพิพาทนั้น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมให้บริษัท ซ. โดยนายเกแทนทำสัญญา จะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นสินสมรสแก่โจทก์ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับบริษัท ซ. จึงมีผลผูกพัน จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาอีกทั้งจำเลยทั้งสองต้องชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาท ข้อ 5 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14027 พร้อมบ้านเลขที่ 39/954 ให้แก่โจทก์ และรับเงิน 2,340,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ รวมทั้งค่าภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้โจทก์มีสิทธิหักจากเงินที่ต้องจ่ายแก่จำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาท ต้นฉบับทะเบียนบ้านพิพาท เอกสารเกี่ยวกับไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ เคเบิลทีวี และอินเทอร์เน็ต (ถ้ามี) แก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง ม. 820 ม. 1474 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายขจร เลิศสกุลพาณิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2283/2565
#689213
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสิบสองซื้อบ้านและที่ดิน โครงการหมู่บ้าน ศ. 1 โดยจำเลยทั้งสองและ จ. ปกปิดข้อความจริงว่า โครงการหมู่บ้าน ศ. 1 ไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรตามกฎหมายและ จ. แจ้งว่าโครงการจัดให้มีลานจอดรถอันเป็นสาธารณูปโภค โจทก์ทั้งสิบสองชำระเงินครบถ้วนและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านแล้ว ดังนั้น เงินค่าซื้อที่ดินและบ้านที่จำเลยทั้งสองได้รับจากโจทก์ทั้งสิบสอง จึงเกิดจากการซื้อขายที่ดินและบ้าน มิใช่เกิดจากการปกปิดข้อความจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดิน ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ขออนุญาตจากทางราชการให้ดำเนินการจัดสรรที่ดิน ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะฉ้อโกงโจทก์ทั้งสิบสอง และที่จำเลยทั้งสองไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารบนที่ดินที่ จ. จัดให้เป็นลานจอดรถโดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสิบสองทราบนั้น มิใช่การปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งเพราะจำเลยทั้งสองไม่จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ทั้งสิบสองทราบ ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้ทรัพย์สินไปจากโจทก์ทั้งสิบสองเพราะที่ดินเป็นลานจอดรถยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. ส่วนการที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นบนที่ดินสาธารณูปโภคที่เป็นลานจอดรถ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามคำมั่นของ จ. ที่ให้ไว้กับโจทก์ทั้งสิบสองเท่านั้น กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสองฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2928/2560, 2929/2560, 3021/2560, 3025/2560, 3026/2560, 3027/2560, 3028/2560 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาฉ้อโกงให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 11 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หรือไม่ ตามทางไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสองได้ความว่า โจทก์ทั้งสิบสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านในโครงการจัดสรรหมู่บ้านศุภวรรณ 1 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการจัดสรรหมู่บ้านศุภวรรณ 1 ร่วมกับนางเจือจันทร์ มารดาของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองและนางเจือจันทร์ร่วมกันเปิดขายที่ดินและบ้านโครงการจัดสรรโครงการจัดสรรหมู่บ้านศุภวรรณ 1 เมื่อปี 2518 ปิดการขายเมื่อปี 2532 นางเจือจันทร์กับจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ทั้งสิบสองโดยปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่า โครงการจัดสรรหมู่บ้านศุภวรรณ 1 ไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 พ.ศ. 2515 และนางเจือจันทร์ยังได้แจ้งต่อโจทก์ทั้งสิบสองว่า นางเจือจันทร์ได้จัดให้มีสาธารณูปโภคอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางสำหรับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและบ้านในโครงการดังกล่าว ได้แก่ ถนนภายในหมู่บ้าน ท่อระบายน้ำ ระบบประปา ไฟฟ้า ระบบบำบัดน้ำเสีย พื้นที่ลานจอดรถ สนามเด็กเล่น และสวนสาธารณะ จากการหลอกลวงดังกล่าว ทำให้จำเลยที่ 1 และนางเจือจันทร์ได้ไปซึ่งเงินค่าซื้อที่ดินและบ้านที่โจทก์ทั้งสิบสองได้ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และนางเจือจันทร์ และจากการที่จำเลยที่ 1 และนางเจือจันทร์ไม่ขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ทำให้ที่ดินที่จัดไว้เป็นสาธารณูปโภคไม่ได้รับการจดแจ้งลงในโฉนดที่ดินว่าที่ดินนั้นอยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดิน จำเลยที่ 1 กับนางเจือจันทร์จึงนำที่ดินสาธารณูปโภคที่จัดไว้เป็นลานจอดรถไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตน ที่ดินสาธารณูปโภคที่นางเจือจันทร์จัดไว้เป็นลานจอดรถ สนามเด็กเล่น และสวนสาธารณะ จึงตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลงในโครงการจัดสรรหมู่บ้านศุภวรรณ 1 โดยผลของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 พ.ศ. 2515 โจทก์ทั้งสิบสองมีสิทธิเหนือที่ดินสาธารณูปโภคดังกล่าว ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557 ได้มีการประชุมสมาชิกหมู่บ้านศุภวรรณ 1 จำเลยที่ 2 แจ้งต่อที่ประชุมว่า นางเจือจันทร์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2557 และจำเลยที่ 2 ได้หลอกลวงโจทก์ทั้งสิบสองว่า จำเลยที่ 2 ไม่รับรู้ที่นางเจือจันทร์ให้คำมั่นสัญญาว่าได้จัดที่ดินส่วนหน้าหมู่บ้านศุภวรรณ 1 ไว้เป็นลานจอดรถ จำเลยที่ 2 มีเจตนาทุจริตที่จะเอาที่ดินสาธารณูปโภคที่เป็นลานจอดรถไปสร้างอาคารเจ็ดชั้นเพื่อให้บุคคลภายนอกเช่าอยู่อาศัย ความจริงแล้วจำเลยที่ 2 ทราบมาโดยตลอดว่า นางเจือจันทร์ให้คำมั่นสัญญากับโจทก์ทั้งสิบสองว่าจะจัดให้ที่ดินสาธารณูปโภคด้านหน้าหมู่บ้านศุภวรรณ 1 เป็นลานจอดรถ เมื่อประมาณปี 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2558 จำเลยทั้งสองเจตนาทุจริตด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ทั้งสิบสองว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้น 1 หลัง บนที่ดินสาธารณูปโภคในส่วนที่เป็นลานจอดรถ รวมทั้งได้ขอต่อใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นดังกล่าว จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เริ่มทำการก่อสร้างอาคาร โจทก์ทั้งสิบสองจึงทราบว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารและขอต่ออายุใบอนุญาต จากการปกปิดความจริงดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสิบสองไม่ได้ไปร้องเรียนคัดค้านการก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นบนที่ดินที่เป็นลานจอดรถของหมู่บ้านศุภวรรณ 1 และต้องเสียสิทธิเหนือพื้นดินที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย โดยไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณูปโภคที่เป็นลานจอดรถ สนามเด็กเล่น และสวนสาธารณะที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางได้ เห็นว่า โจทก์ทั้งสิบสองได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว ดังนั้นเงินค่าซื้อที่ดินและบ้านที่จำเลยทั้งสองได้รับจากโจทก์ทั้งสิบสองตามฟ้อง จึงเกิดจากการซื้อขายที่ดินและบ้าน มิใช่เกิดจากการปกปิดข้อความจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ขออนุญาตจากทางราชการให้ดำเนินการจัดสรรที่ดิน ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะฉ้อโกงโจทก์ทั้งสิบสอง เพราะจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองแล้ว ส่วนฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสองที่ว่า จำเลยทั้งสองปกปิดข้อความจริงเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างและขอต่ออายุใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ทำให้โจทก์ทั้งสิบสองเสียสิทธิในการคัดค้านก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นและเสียสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินสาธารณูปโภค เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองได้ก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นบนที่ดินสาธารณูปโภคที่เป็นลานจอดรถนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารโดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสิบสองทราบนั้น มิใช่การปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งเพราะจำเลยทั้งสองไม่จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ทั้งสิบสองทราบ ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้ทรัพย์สินไปจากโจทก์ทั้งสิบสองเพราะที่ดินเป็นลานจอดรถยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนางเจือจันทร์ ส่วนการที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นบนที่ดินสาธารณูปโภคที่เป็นลานจอดรถ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามคำมั่นของนางเจือจันทร์ที่ให้ไว้กับโจทก์ทั้งสิบสองเท่านั้น กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางสาววรศนา เศรณีปราการ
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2278/2565
#684518
เปิดฉบับเต็ม

การสั่งแก้ไขข้อบกพร่องของงานย่อมต้องระบุรายการของงานและข้อที่อ้างว่าเป็นความบกพร่องเพื่อที่คู่สัญญาจะได้นําไปพิจารณาแก้ไข และที่สัญญากำหนดให้การสั่งแก้ไขข้อบกพร่องของงานให้กระทำโดยจําเลยมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรก็ด้วยเจตนาให้เป็นหลักฐานชัดเจนเพื่อป้องกันการโต้แย้งกันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายหลัง การทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงโจทก์ตามสัญญาจึงย่อมหมายถึงการส่งคำสั่งเป็นหนังสือให้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างคู่สัญญา ส่วนการส่งข้อความสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ หากจะให้ถือเป็นการออกคำสั่งในการแก้ไขงาน ก็ต้องปรากฏทางปฏิบัติที่ชัดแจ้งว่า คู่สัญญาประสงค์ให้ใช้คำสั่งเช่นนั้นได้

โจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญา แต่เมื่อโจทก์ส่งมอบงานแก่จําเลยแล้ว พนักงานของจําเลยก็จัดทำใบขอให้จ่ายเงินเพื่อเสนอจําเลยให้อนุมัติจ่ายเงินแก่โจทก์ แต่จําเลยอ้างเพียงว่าโจทก์ทำงานบกพร่องจึงยังไม่ชําระเงินโดยไม่โต้แย้งเรื่องการทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา พฤติการณ์ตามที่ปฏิบัติต่อกันดังกล่าวแสดงว่า โจทก์และจําเลยมิได้มีเจตนาที่จะถือเอากำหนดเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ ดังนั้น การที่โจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์ส่งมอบงานแก่จําเลยแล้ว แต่จําเลยไม่ตรวจรับมอบงานตามสัญญา หรือจําเลยมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์แก้ไขงานที่ตรวจรับแล้วพบว่ามีความบกพร่องและจําเลยไม่ชําระค่างานแก่โจทก์ตามสัญญา โดยที่สัญญาว่าจ้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์ย่อมมีสิทธิบรรเทาความเสียหายด้วยการไม่ทำงานในงวดต่อไปได้ หากไม่ได้รับค่าจ้างตามผลงานที่เกิดขึ้นจริง ส่วนการที่จําเลยต้องว่าจ้างบริษัท อ. เข้าดำเนินการแทนก็เป็นเหตุอันเนื่องมาจากจําเลยเป็นฝ่ายไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ตามผลงานที่เกิดขึ้นจริงก่อน โจทก์จึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ในส่วนการริบเงินประกันนั้น ตามสัญญากำหนดว่าหากเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามที่ระบุไว้ จําเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรแก่โจทก์ และเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วจําเลยจึงจะมีสิทธิริบเงินประกันหรือหลักประกันที่โจทก์มอบให้ไว้แก่จําเลยได้ตามสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจําเลยบอกเลิกสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว จําเลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินประกันผลงานของโจทก์ตามสัญญา แต่เมื่อต่อมาปรากฏว่าโจทก์ไม่เข้าทำงานในงวดต่อ ๆ ไปให้แล้วเสร็จตามสัญญา ส่วนจําเลยก็ไม่ชําระค่าจ้างและได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้าทำงานแทนเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์กับจําเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์และจําเลยต่างต้องคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 861,530.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 698,172.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 668,268.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติฟังได้ว่า วันที่ 1 ธันวาคม 2559 จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างถนนในหมู่บ้านของจำเลยเป็นเงิน 3,173,712.90 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยจะชำระเงินเมื่อโจทก์ทำงานแล้วเสร็จเป็นงวดโดยมีวิศวกรของจำเลยตรวจรับงานทุกวันที่ 5 และ 20 ของเดือนและจะชำระเงินให้โจทก์ภายใน 14 วันทำการหลังจากส่งมอบเอกสารและตรวจรับงานที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน โดยแบ่งชำระงวดที่ 1 ร้อยละ 10 ชำระเมื่อเข้าเริ่มงาน และงวดต่อไปชำระตามผลงานที่เกิดขึ้นจริงตามสัญญาข้อ 3 โจทก์ค้ำประกันผลงานก่อสร้างเป็นเวลา 180 วัน นับจากวันที่จำเลยตรวจรับมอบงานงวดสุดท้าย โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินค่าจ้างร้อยละ 5 ของเงินแต่ละงวด และอีกร้อยละ 10 ของแต่ละงวดงานที่เกิดจากการจ่ายเงินล่วงหน้าร้อยละ 10 ตามสัญญาข้อ 4 โจทก์จะเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 กำหนดแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้จำเลยภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 ถ้าโจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จ จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามสัญญาข้อ 5 จำเลยมีอำนาจในการสั่งรื้อทำใหม่ แก้ไข หรือซ่อมแซมงานที่ไม่ได้คุณภาพโดยมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงโจทก์ และโจทก์จะต้องแก้ไขงานนั้นภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งตามสัญญาข้อ 6.4 เมื่อมีเหตุตามสัญญาข้อ 9 จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันทีโดยบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร และเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยมีสิทธิริบเงินประกันหรือหลักประกันที่โจทก์มอบให้ไว้แก่จำเลยตามสัญญาข้อ 10 โจทก์ส่งมอบงานแก่จำเลยตามใบขอให้จ่ายกับใบวางบิล/แจ้งหนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยชำระเงินร้อยละ 10 จำนวน 339,587.28 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามสัญญาข้อ 3 เป็นค่าจ้างล่วงหน้าหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีนายอภิวัฒน์ กรรมการจำเลยเบิกความยืนยันประกอบพยานเอกสารว่า หลังจากทำสัญญา จำเลยชำระค่าจ้างล่วงหน้า 339,587.28 บาท ตามใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน แต่จำเลยมิได้หักค่าจ้างล่วงหน้าที่ได้ชำระแก่โจทก์ในแต่ละงวดเนื่องจากไม่ต้องการให้โจทก์ขาดสภาพคล่องในการทำงาน ไม่ใช่จ่ายเงินให้เพราะโจทก์ทำงานให้แก่จำเลยมาแล้ว ในข้อนี้ นายบัญชา กรรมการโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า จำเลยได้จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าร้อยละ 10 ของสัญญาให้แก่โจทก์แล้วในวันที่ 30 ธันวาคม 2559 ตามสำเนาใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน และในการส่งมอบงานให้แก่จำเลยนั้น จำเลยไม่ได้หักเงินร้อยละ 10 ตามที่ตกลงกันไว้จริง โดยเงินจำนวนร้อยละ 10 ที่เป็นค่าจ้างล่วงหน้าดังกล่าวทั้งหมดยังอยู่ที่โจทก์ ส่วนที่นายบัญชาเบิกความตอบทนายโจทก์ขออนุญาตศาลถามว่า ตามสำเนาใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน (ตรงกับสำเนาใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน) ความจริงแล้วไม่ใช่การจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าร้อยละ 10 ตามสัญญา แต่เป็นค่างวดงานที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยขอให้ออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินให้ตรงกับเอกสารว่าเป็นค่าจ้างล่วงหน้าร้อยละ 10 นั้น ว่า เงินที่โจทก์ได้รับไปดังกล่าวเป็นเงินค่าจ้างล่วงหน้าร้อยละ 10 ของมูลค่างานรวม 4 รายการ คำเบิกความของนายบัญชาจึงขัดกับที่ระบุในเอกสาร ทั้งไม่ปรากฏว่า มีเหตุผลใดที่จำเลยต้องให้โจทก์กระทำเช่นนั้น จึงเป็นการเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ส่วนที่จำเลยหักเงินค่าประกันผลงานร้อยละ 5 ของเงินค่าจ้างล่วงหน้าดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่เมื่อมีการจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าแก่โจทก์แล้ว จำเลยก็หักเงินประกันผลงานร้อยละ 5 ไปตามสัญญา และในส่วนที่จำเลยไม่หักเงินร้อยละ 10 ของเงินค่างวดงานในงวดถัด ๆ ไป ก็เป็นเรื่องภายหลังที่จำเลยได้จ่ายค่าจ้างล่วงหน้าดังกล่าวไปแล้ว ซึ่งจำเลยอาจนำเงินค่าจ้างล่วงหน้านี้ไปหักคืนในภายหลังได้ จึงไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานจำเลยเสียไป พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยชำระเงินค่าจ้างร้อยละ 10 รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเงิน 339,587.28 บาท ตามสัญญาข้อ 3 แก่โจทก์เป็นเงินค่าจ้างล่วงหน้า ไม่ใช่เป็นเงินค่าจ้างที่โจทก์ทำงานส่งมอบแก่จำเลยตามสัญญาจ้าง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยว่าจ้างให้โจทก์ทำงานเพิ่มในส่วนงานใส่แผ่นกันดินริมคลองและงานรั้วเหล็กโปร่งด้านคลองภาษีเจริญ (ส่วนขาด) รวมเป็นเงิน 52,969.28 บาท หรือไม่ เห็นว่า สัญญาว่าจ้างก่อสร้างเป็นสัญญาจ้างทำของไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็ใช้บังคับได้ เมื่อโจทก์เข้าทำงานเพิ่มงานรั้วเหล็กโปร่งด้านคลองภาษีเจริญ (ส่วนขาด) ดังกล่าวนั้น จำเลยซึ่งมีนายปิยะศักดิ์เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานของจำเลยไม่ได้เข้าห้ามปรามหรือบอกกล่าวให้โจทก์หยุดทำงานในส่วนนี้ กระทั่งโจทก์ทำงานแล้วเสร็จและส่งมอบงานแก่จำเลยแล้ว และยังปรากฏว่า นายปิยะศักดิ์เป็นผู้ลงลายมือชื่อยืนยันการสั่งจ้างงานใส่แผ่นกันดินริมคลองตามใบเสนอราคา ที่จำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่าไม่ได้อนุมัติให้โจทก์ทำงานเพิ่มดังกล่าวย่อมมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำงานเพิ่มดังกล่าวแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยต้องชำระค่าจ้าง 315,916.58 บาท กับค่าจ้าง 155,604.64 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 471,521.22 บาท หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาข้อ 6.4 ระบุว่า เมื่อโจทก์ส่งมอบงานแก่จำเลย จำเลยมีหน้าที่ตรวจรับ หากตรวจรับแล้วงานไม่ได้คุณภาพฝีมือตามต้องการหรือใช้วัสดุหรือกระทำไม่ถูกต้องตามแบบแปลนและข้อกำหนดประกอบแบบ จำเลยมีอำนาจในการสั่งรื้อทำใหม่ แก้ไข หรือซ่อมแซมงานที่ได้กระทำไปแล้ว โดยทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงโจทก์ แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยตรวจรับงานดังกล่าวแล้วพบว่างานยังมีข้อบกพร่องไม่เรียบร้อยแล้วมีคำสั่งแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทำการแก้ไขงานก่อนแล้วแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ข้อความการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างนายบัญชาซึ่งเป็นกรรมการโจทก์กับนายอภิวัฒน์ซึ่งเป็นกรรมการจำเลย ถือเป็นข้อความที่ทำให้ปรากฏหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างหนึ่งที่จำเลยได้ส่งไปถึงโจทก์ให้ทราบถึงเหตุแห่งการบกพร่องของงานที่ทำและการผิดสัญญาตามสัญญาข้อ 6.4 นั้น เห็นว่า การสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องของงานย่อมต้องระบุรายการของงานและข้อที่อ้างว่าเป็นความบกพร่องเพื่อที่คู่สัญญาจะได้นำไปพิจารณาแก้ไขต่อไป และที่สัญญากำหนดให้การสั่งแก้ไขข้อบกพร่องของงานให้กระทำโดยจำเลยมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรก็ด้วยเจตนาให้เป็นหลักฐานชัดเจนเพื่อป้องกันการโต้แย้งกันที่อาจเกิดขึ้นได้ภายหลัง การทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงโจทก์ตามสัญญาจึงย่อมหมายถึงการส่งคำสั่งเป็นหนังสือให้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างคู่สัญญา ส่วนการส่งข้อความสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์หากจะให้ถือเป็นการออกคำสั่งในการแก้ไขงาน ก็ต้องปรากฏทางปฏิบัติที่ชัดแจ้งว่า คู่สัญญาประสงค์ให้ใช้คำสั่งเช่นนั้นได้ แต่จำเลยก็หาได้นำสืบในข้อนี้ไว้ไม่ นอกจากนี้ข้อความสนทนากันดังกล่าวเป็นการที่นายบัญชาทวงถามให้นายอภิวัฒน์ชำระค่าจ้าง มิได้เป็นการแจ้งให้โจทก์เข้าแก้ไขงานที่จำเลยตรวจแล้วพบว่าบกพร่องส่วนไหน อย่างไร หากมีก็เป็นการแจ้งให้โจทก์ทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาซึ่งเป็นงานคนละส่วนกับงานตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยค้างชำระค่าจ้าง 315,916.58 บาท และค่าจ้างที่โจทก์ออกใบวางบิล 155,604.64 บาท ซึ่งรวมค่าจ้างงานเพิ่ม เป็นเงินค่าจ้างทั้งสิ้น 471,521.22 บาท ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และจำเลยต้องคืนเงินประกันผลงานแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ส่งมอบงานแก่จำเลยตามใบวางบิล/แจ้งหนี้แล้ว นายภธัญยู ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยก็จัดทำใบขอให้จ่ายเสนอนายปิยะศักดิ์ในฐานะผู้จัดการฝ่ายของจำเลยเพื่อเสนอจำเลยให้อนุมัติจ่ายเงินแก่โจทก์แต่จำเลยอ้างเพียงว่าโจทก์ทำงานบกพร่องจึงยังไม่ชำระเงินโดยไม่ได้โต้แย้งเรื่องการทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาแต่อย่างใด พฤติการณ์ตามที่ปฏิบัติต่อกันดังกล่าวแสดงว่า โจทก์และจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะถือเอากำหนดเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ ดังนั้น การที่โจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์ส่งมอบงานตามฟ้องแก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ตรวจรับมอบงานทุกวันที่ 5 และ 20 ของเดือน ให้แล้วเสร็จตามสัญญาข้อ 3 หรือจำเลยมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์แก้ไขงานหากตรวจรับแล้วพบว่างานที่โจทก์ส่งมอบมีความบกพร่องตามสัญญาข้อ 6.4 และจำเลยไม่ชำระค่างานแก่โจทก์ตามสัญญาข้อ 6.1 ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น โดยที่สัญญาว่าจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์ย่อมมีสิทธิบรรเทาความเสียหายด้วยการไม่ทำงานในงวดต่อไปได้ หากไม่ได้รับค่าจ้างตามผลงานที่เกิดขึ้นจริง ส่วนการที่จำเลยต้องว่าจ้างบริษัท อ. เข้าดำเนินการแทนก็เป็นเหตุอันเนื่องมาจากจำเลยเป็นฝ่ายไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ตามผลงานที่เกิดขึ้นจริงก่อน โจทก์จึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ในส่วนการริบเงินประกันนั้น ตามสัญญาข้อ 9 กำหนดว่า หากเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามที่ระบุไว้ จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรแก่โจทก์ และเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยจึงจะมีสิทธิริบเงินประกันหรือหลักประกันที่โจทก์มอบให้ไว้แก่จำเลยได้ตามสัญญาข้อ 10.1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินประกันผลงานของโจทก์ตามสัญญาข้อ 10.1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อต่อมาปรากฏว่าโจทก์ไม่เข้าทำงานตามสัญญาในงวดต่อ ๆ ไปให้แล้วเสร็จตามสัญญา ส่วนจำเลยก็ไม่ชำระค่าจ้างและได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้าทำงานแทน เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์และจำเลยต่างต้องคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์ต้องคืนค่าจ้างล่วงหน้าร้อยละ 10 พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวน 339,587.28 บาท ซึ่งยังอยู่ที่โจทก์แก่จำเลย ส่วนโจทก์ได้ทำงานที่รับจ้างตามที่ขอเบิกแล้ว เป็นการงานอันโจทก์ได้กระทำให้แก่จำเลยแล้วตามมาตรา 391 วรรคสาม จำเลยจึงต้องชำระค่าจ้าง 471,521.22 บาท และคืนเงินประกันผลงาน 196,747.77 บาท แก่โจทก์ เมื่อหักกลบกันแล้ว จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์ 328,681.71 บาท ปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี จึงต้องปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยผิดนัดของค่าจ้างและเงินประกันผลงานซึ่งเป็นหนี้เงินตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาเรื่องการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 328,681.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายเทิดศักดิ์ อินทรปรีชา
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กาญจนา ชัยคงดี
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2253/2565
#687002
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 861 บัญญัติว่า อันว่าสัญญาประกันภัยนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้นหรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย จะเห็นได้ว่าในการทำสัญญาประกันภัย คู่สัญญาอาจกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นเหตุวินาศภัยหรือเหตุอย่างอื่นที่มิใช่วินาศภัยก็ได้ แล้วแต่ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยจะตกลงกัน และคำว่า วินาศภัย นั้น ป.พ.พ. มาตรา 869 บัญญัติให้หมายรวมเอาความเสียหายอย่างใด ๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนั้น ความเสียหายอันเป็นวินาศภัยย่อมต้องเป็นเหตุหรือภัยใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น มิใช่ความรับผิดตามข้อสัญญาระหว่างคู่กรณีที่มีลักษณะเป็นนิติกรรม เมื่อหนี้ที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดชําระแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงื่อนไขที่จําเลยที่ 2 จะใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ในนามของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เงื่อนไขความรับผิดระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจําเลยที่ 2 จึงมีลักษณะเป็นนิติกรรมสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งจําเลยที่ 2 ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในเหตุอย่างอื่นในอนาคตหากมีการกระทำอันเป็นการผิดสัญญา มิใช่กรณีเมื่อเกิดวินาศภัยขึ้น จึงมิใช่สัญญาประกันวินาศภัยซึ่ง ป.พ.พ. บัญญัติเกี่ยวกับการประกันวินาศภัยไว้ในลักษณะ 20 หมวด 2 และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้เป็นการเฉพาะตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง คือ ห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกําหนดเวลาสองปีนับแต่วันวินาศภัย แต่กรณีดังกล่าวเป็นการทำสัญญาประกันภัยในเหตุแห่งการผิดสัญญาอันเป็นเหตุอย่างอื่นในอนาคต ซึ่ง ป.พ.พ. หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 นับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสามอาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยได้ตามมาตรา 193/12 การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดียังอยู่ในระยะเวลา 10 ปี คดีของโจทก์ทั้งสามสำหรับจําเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจําเลยที่ 1 ต่อโจทก์ที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หากจําเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชําระหนี้ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ย่อมต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ที่ 1 ด้วย ถือว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 863 แม้จําเลยที่ 1 จะเป็นคนชําระเบี้ยประกันภัยก็เป็นการชําระในนามของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ผู้เอาประกันภัย และเป็นเรื่องระหว่างจําเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่มีผลให้การเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ต้องเปลี่ยนแปลงไป สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจําเลยที่ 2 จึงมีผลผูกพันคู่สัญญา

ส่วนที่จําเลยที่ 2 ให้การว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามข้อบังคับโจทก์ที่ 1 นั้น จําเลยที่ 2 ไม่ได้ระบุว่าไม่ถูกต้องตามข้อบังคับอย่างไรบ้าง และที่ให้การว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้แจ้งให้จําเลยที่ 2 ทราบถึงการผิดนัดชําระหนี้เงินกู้ของจําเลยที่ 1 ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ผิดนัดงวดแรก ก็ไม่ได้ระบุว่าผลเป็นประการใด ถือเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จึงไม่เกิดประเด็นให้ต้องวินิจฉัย

ส่วนปัญหาว่าจําเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เพียงใด นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจําเลยที่ 2 เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกและโจทก์ที่ 1 ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้วก็ตาม แต่ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องให้จําเลยที่ 2 รับผิด ยังไม่เต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย อีกทั้งหลังจากได้รับหนังสือทวงถามแล้ว จําเลยที่ 2 ปฏิเสธไม่ชําระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประกันภัย ทำให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจําเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ในต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชําระรวมทั้งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ชําระดอกเบี้ยที่ค้างชําระอยู่เดิมและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นใหม่รวมทั้งต้นเงินบางส่วนให้โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะคู่สัญญาประกันภัยย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจําเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรับผิดชําระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามสัญญาประกันภัยในส่วนของจำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหลืออยู่ได้ ดังนั้นจําเลยที่ 2 ต้องรับผิดชําระเงินแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เพียงเท่าจำนวนเงินเอาประกันภัยส่วนที่เหลือโดยเฉลี่ยให้เท่ากัน พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ทวงถามให้จําเลยที่ 2 ชําระหนี้ ยังไม่อาจถือได้ว่าจําเลยที่ 2 ผิดนัด จึงให้จําเลยที่ 2 ชําระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ฎีกาขอให้จําเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจําเลยที่ 1 จึงเป็นคดีที่มีคําขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคํานวณเป็นราคาได้ โจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท การที่โจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ที่ฟ้องจึงไม่ถูกต้อง ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์ทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 231,079.48 บาท พร้อมให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 217,940 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงิน 217,940 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 89,094.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 86,465.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 74,409.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 72,213.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 224,496.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี ของต้นเงิน 217,940 บาท นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทั้งหมด และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยในโครงการประกันภัยผู้ค้ำประกัน โดยถือเอาข้อกำหนด (TOR) โครงการประกันชีวิตและประกันภัยผู้ค้ำประกันเงินกู้สามัญเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินและได้รับเงินไปจากโจทก์ที่ 1 ครบถ้วนแล้ว 325,850 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินคืนเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 2,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอีกต่างหาก เริ่มชำระงวดแรกเดือนตุลาคม 2554 งวดถัดไปทุกสิ้นเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมีโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันเดียวกันโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 23 กันยายน 2554 สิ้นสุดวันที่ 23 กันยายน 2555 จำนวนเงินเอาประกันภัย 325,850 บาท โดยจำเลยที่ 2 ตกลงว่าจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยให้แก่โจทก์ที่ 1 สำหรับจำนวนเงินกู้ที่ค้างชำระเกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน (รวมดอกเบี้ย) และผู้กู้ได้พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 แล้ว ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย จำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้เงินกู้ตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมาเกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน วันที่ 6 มิถุนายน 2555 โจทก์ที่ 1 จึงมีมติให้จำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทน แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระ หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ แต่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้บางส่วน โดยโจทก์ที่ 2 ชำระ 86,465.25 บาท โจทก์ที่ 3 ชำระ 72,213.75 บาท จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระเป็นต้นเงิน 217,940 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2559 เป็นเงิน 6,556.50 บาท คดีระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861 บัญญัติว่า อันว่าสัญญาประกันภัยนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า เบี้ยประกันภัย จะเห็นได้ว่าในการทำสัญญาประกันภัย คู่สัญญาอาจกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นเหตุวินาศภัยหรือเหตุอย่างอื่นที่มิใช่วินาศภัยก็ได้ แล้วแต่ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยจะตกลงกัน และคำว่า วินาศภัย นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 869 บัญญัติให้หมายรวมเอาความเสียหายอย่างใด ๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนั้น ความเสียหายอันถือเป็นวินาศภัยย่อมต้องเป็นเหตุหรือภัยใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น มิใช่ความรับผิดตามข้อสัญญาระหว่างคู่กรณีที่มีลักษณะเป็นนิติกรรม การที่ข้อตกลงกำหนดความคุ้มครอง คือ จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยตกลงจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันให้แก่โจทก์ที่ 1 ผู้ให้กู้ สำหรับจำนวนเงินกู้ที่ค้างชำระเกินกว่า 2 งวดติดต่อกันตามสัญญาค้ำประกันที่ตกลงกันไว้ (รวมดอกเบี้ย) และจำเลยที่ 1 ผู้กู้ได้พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ผู้ให้กู้แล้วเท่านั้น ถือว่าหนี้ที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 จะใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ในนามของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เงื่อนไขความรับผิดระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงมีลักษณะเป็นนิติกรรมสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งจำเลยที่ 2 ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในเหตุอย่างอื่นในอนาคตหากมีการกระทำอันเป็นการผิดสัญญา มิใช่กรณีเมื่อเกิดวินาศภัยขึ้น จึงมิใช่สัญญาประกันวินาศภัยซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเกี่ยวกับการประกันวินาศภัยไว้ในลักษณะ 20 หมวด 2 และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้เป็นการเฉพาะตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง คือ ห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัย แต่กรณีดังกล่าวเป็นการทำสัญญาประกันภัยในเหตุแห่งการผิดสัญญาอันเป็นเหตุอย่างอื่นในอนาคต ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสามอาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยได้ตามมาตรา 193/12 เมื่อตามสำเนาบันทึกข้อตกลงและหนังสือรับรองการประกันภัย ระบุว่า บริษัทตกลงจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยให้แก่ผู้ให้กู้สำหรับจำนวนเงินกู้ที่ค้างชำระเกิน 2 งวดติดต่อกัน (รวมดอกเบี้ย) และผู้กู้ได้พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของผู้ให้กู้แล้วเท่านั้น แสดงว่าโจทก์ทั้งสามจะบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยได้ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้เกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน และจำเลยที่ 1 ได้พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 แล้ว คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา เกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน และจำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2555 ดังนั้น อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2555 อันเป็นวันครบกำหนดทุกเงื่อนไขที่โจทก์ทั้งสามอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนได้ การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559 ยังอยู่ในระยะเวลา 10 ปี คดีของโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามในส่วนจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น และเห็นสมควรวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ทั้งสามโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน

ปัญหาว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ย่อมต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ที่ 1 ด้วย ถือว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นคนชำระเบี้ยประกันภัยก็เป็นการชำระในนามของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ผู้เอาประกันภัย และเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่มีผลให้การเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ต้องเปลี่ยนแปลงไป สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 2 จึงมีผลผูกพันคู่สัญญา ส่วนที่จำเลยที่ 2 ให้การว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามข้อบังคับโจทก์ที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ระบุว่าไม่ถูกต้องตามข้อบังคับอย่างไรบ้าง และที่ให้การว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงการผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ผิดนัดงวดแรก ก็ไม่ได้ระบุว่าผลเป็นประการใด ถือเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จึงไม่เกิดประเด็นให้ต้องวินิจฉัย คงมีปัญหาต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ที่ 1 ได้เอาประกันภัยความรับผิดในหนี้ดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยให้แก่โจทก์ที่ 1 สำหรับจำนวนเงินกู้ที่ค้างชำระเกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน และผู้กู้ได้พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระเกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน และพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 28 มิถุนายน 2555 แจ้งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าสินไหมทดแทนในหนี้คงเหลือเป็นต้นเงิน 317,450 บาท และดอกเบี้ย 5,088 บาท แต่ต่อมาโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ชำระดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวและต้นเงินอีกบางส่วนให้โจทก์ที่ 1 แล้ว คงเหลือหนี้ค้างชำระเพียงต้นเงิน 217,940 บาท ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 ในต้นเงิน 217,940 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามสำเนาบันทึกข้อตกลง ข้อ 4.6 ที่ระบุว่า จำเลยที่ 2 ตกลงทำการจ่ายเงินสินไหมทดแทนภายใน 13 วันทำการ นับแต่ได้รับเอกสารครบถ้วน หากจำเลยที่ 2 ไม่อาจจ่ายค่าทดแทนให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาข้างต้น จำเลยที่ 2 จะรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยให้อีกในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ต้องจ่าย ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนไปให้จำเลยที่ 2 ซึ่งตามสำเนาหนังสือมีการประทับตราลงรับเอกสารวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้เขียนข้อความถึงเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เพียงว่าได้ตรวจสอบเอกสารแล้วมีเอกสารบางส่วนที่มีข้อมูลขัดแย้งกัน หาได้โต้แย้งว่าเอกสารที่ได้รับไม่ครบถ้วนแต่อย่างใดไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับเอกสารครบถ้วนแล้วในวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ครบกำหนด 13 วันทำการในวันที่ 25 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่โจทก์ที่ 1 ขอคิดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง จึงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวตามที่ขอ นอกจากนี้ดอกเบี้ยที่ระบุให้จำเลยที่ 2 รับผิดแก่โจทก์ที่ 1 ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรือเท่ากับอัตราร้อยละ 24 ต่อปี นั้น มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับและสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ที่ 1 แล้ว เห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยให้อัตราร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เพียงใด นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก และโจทก์ที่ 1 ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้วก็ตาม แต่ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามหนังสือทวงถาม คงเหลือเพียง 217,940 บาท ยังไม่เต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย อีกทั้งหลังจากได้รับหนังสือทวงถามแล้ว จำเลยที่ 2 ปฏิเสธไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประกันภัย ทำให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ในต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมทั้งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่เดิมและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นใหม่ รวมทั้งต้นเงินบางส่วนให้โจทก์ที่ 1 แล้ว รวมเป็นเงิน 86,465.25 บาท และ 72,213.75 บาท ตามลำดับ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะคู่สัญญาประกันภัยย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามสัญญาประกันภัยในส่วนของจำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหลืออยู่ได้ คดีนี้จำนวนเงินเอาประกันภัย 325,850 บาท จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 217,940 บาท คงเหลือจำนวนเงินเอาประกันภัยอีก 107,910 บาท น้อยกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งมีจำนวนรวมกัน 158,679 บาท ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เพียงเท่าจำนวนเงินเอาประกันภัยส่วนที่เหลือโดยเฉลี่ยให้เท่ากันคนละ 53,955 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัด แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัด จึงให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อนึ่ง โจทก์ที่ 1 ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาได้ โจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท การที่โจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ที่ฟ้องจึงไม่ถูกต้อง ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์ทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 217,940 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ตุลาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 คนละ 53,955 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ขอ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับยกเว้น ให้จำเลยที่ 2 ชำระต่อศาลในนามโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ชนะคดีในชั้นฎีกา คืนค่าขึ้นศาล 7,691 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 861 ม. 863 ม. 869 ม. 882 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ ก. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นางธรณิศร คชินทร์ กิตติวุฒิศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต ทัศนานุกุลกิจ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2565
#684814
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 861 บัญญัติว่า อันว่าสัญญาประกันภัยนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย จะเห็นได้ว่าในการทำสัญญาประกันภัย คู่สัญญาอาจกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นเหตุวินาศภัยหรือเหตุอย่างอื่นที่มิใช่วินาศภัยก็ได้ แล้วแต่ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยจะตกลงกัน และคำว่า วินาศภัย นั้น ป.พ.พ. มาตรา 869 บัญญัติให้หมายรวมเอาความเสียหายอย่างใด ๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนั้น ความเสียหายอันเป็นวินาศภัยย่อมต้องเป็นเหตุหรือภัยใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น มิใช่ความรับผิดตามข้อสัญญาระหว่างคู่กรณีที่มีลักษณะเป็นนิติกรรม เมื่อหนี้ที่โจทก์ที่ 2 และ ธ. ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 จะใช้ค่าสินไหมแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ในนามของโจทก์ที่ 2 กับ ธ. เงื่อนไขความรับผิดระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงมีลักษณะเป็นนิติกรรมสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งจำเลยที่ 2 ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในเหตุอย่างอื่นในอนาคตหากมีการกระทำอันเป็นการผิดสัญญา มิใช่กรณีเมื่อเกิดวินาศภัยขึ้น จึงมิใช่สัญญาประกันวินาศภัยซึ่ง ป.พ.พ. บัญญัติเกี่ยวกับการประกันวินาศภัยไว้ในลักษณะ 20 หมวด 2 และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้เป็นการเฉพาะตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง คือ ห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันวินาศภัย แต่กรณีดังกล่าวเป็นการทำสัญญาประกันภัยในเหตุแห่งการผิดสัญญาอันเป็นเหตุอย่างอื่นในอนาคต ซึ่ง ป.พ.พ. หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 นับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสองอาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยได้ตามมาตรา 193/12 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดียังอยู่ในระยะเวลา 10 ปี คดีของโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ

ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 หรือไม่ เพียงใด นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์ที่ 2 และ ธ. กับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก และโจทก์ที่ 1 ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้วก็ตาม แต่ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามหนังสือทวงถามยังไม่เต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย อีกทั้งหลังจากได้รับหนังสือทวงถามแล้ว จำเลยที่ 2 ปฏิเสธไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประกันภัย ทำให้โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ในต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมทั้งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 2 ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่เดิมและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นใหม่รวมทั้งต้นเงินบางส่วนให้โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 2 ในฐานะคู่สัญญาประกันภัยย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 ตามสัญญาประกันภัยในส่วนของจำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหลืออยู่ได้ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัด จึงให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 384,502.73 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 332,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงิน 332,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 41,839.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,109.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 384,502.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 332,700 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 8,326 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยในโครงการประกันภัยผู้ค้ำประกัน โดยถือเอาข้อกำหนด (TOR) โครงการประกันชีวิตและประกันภัยผู้ค้ำประกันเงินกู้สามัญเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง โจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 และนายธานินทร์ เป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินและได้รับเงินไปจากโจทก์ที่ 1 ครบถ้วนแล้ว 353,800 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินคืนเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอีกต่างหาก เริ่มชำระงวดแรกเดือนตุลาคม 2554 งวดถัดไปทุกสิ้นเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมีโจทก์ที่ 2 และนายธานินทร์เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันเดียวกันโจทก์ที่ 2 และนายธานินทร์เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 29 กันยายน 2554 สิ้นสุดวันที่ 29 กันยายน 2555 จำนวนเงินเอาประกันภัย 353,800 บาท โดยจำเลยที่ 2 ตกลงว่าจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยให้แก่โจทก์ที่ 1 สำหรับจำนวนเงินกู้ที่ค้างชำระเกินกว่า 2 งวด ติดต่อกัน (รวมดอกเบี้ย) และผู้กู้ได้พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 แล้ว ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย จำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้เงินกู้ตั้งแต่งวดเดือนพฤษภาคม 2555 เป็นต้นมาเกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2555 บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด มีคำสั่งไล่จำเลยที่ 1 ออกจากงาน ต่อมาโจทก์ที่ 1 มีมติให้จำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทน แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระ หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ทวงถามให้จำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 และนายธานินทร์ชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ชำระหนี้ให้บางส่วน โดยโจทก์ที่ 2 ชำระต้นเงิน 100 บาท ดอกเบี้ย 40,009.25 บาท รวมเป็นเงิน 40,109.25 บาท จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระจนถึงวันฟ้องเป็นต้นเงิน 332,700 บาท และดอกเบี้ย 51,802.73 บาท รวมเป็นเงิน 384,502.73 บาท คดีระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861 บัญญัติว่า อันว่าสัญญาประกันภัยนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า เบี้ยประกันภัย จะเห็นได้ว่าในการทำสัญญาประกันภัย คู่สัญญาอาจกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นเหตุวินาศภัยหรือเหตุอย่างอื่นที่มิใช่วินาศภัยก็ได้ แล้วแต่ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยจะตกลงกัน และคำว่า วินาศภัย นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 869 บัญญัติให้หมายรวมเอาความเสียหายอย่างใด ๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนั้น ความเสียหายอันเป็นวินาศภัยย่อมต้องเป็นเหตุหรือภัยใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น มิใช่ความรับผิดตามข้อสัญญาระหว่างคู่กรณีที่มีลักษณะเป็นนิติกรรม การที่ข้อตกลงกำหนดความคุ้มครอง คือ จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยตกลงจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของโจทก์ที่ 2 และนายธานินทร์ ผู้ค้ำประกันให้แก่โจทก์ที่ 1 ผู้ให้กู้สำหรับจำนวนเงินกู้ที่ค้างชำระเกินกว่า 2 งวดติดต่อกันตามสัญญาค้ำประกันที่ตกลงกันไว้ (รวมดอกเบี้ย) และจำเลยที่ 1 ผู้กู้ได้พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ผู้ให้กู้แล้วเท่านั้น ถือว่าหนี้ที่โจทก์ที่ 2 และนายธานินทร์ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 จะใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ในนามของโจทก์ที่ 2 และนายธานินทร์ เงื่อนไขความรับผิดระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงมีลักษณะเป็นนิติกรรมสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งจำเลยที่ 2 ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในเหตุอย่างอื่นในอนาคตหากมีการกระทำอันเป็นการผิดสัญญา มิใช่กรณีเมื่อเกิดวินาศภัยขึ้น จึงมิใช่สัญญาประกันวินาศภัยซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเกี่ยวกับการประกันวินาศภัยไว้ในลักษณะ 20 หมวด 2 และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้เป็นการเฉพาะตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง คือ ห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันวินาศภัย แต่กรณีดังกล่าวเป็นการทำสัญญาประกันภัยในเหตุแห่งการผิดสัญญาอันเป็นเหตุอย่างอื่นในอนาคต ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสองอาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยได้ตามมาตรา 193/12 เมื่อตามสำเนาบันทึกข้อตกลงและสำเนาหนังสือรับรองการประกันภัย ระบุว่า บริษัทตกลงจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยให้แก่ผู้ให้กู้สำหรับจำนวนเงินกู้ที่ค้างชำระเกิน 2 งวดติดต่อกัน (รวมดอกเบี้ย) และผู้กู้ได้พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของผู้ให้กู้แล้วเท่านั้น แสดงว่าโจทก์ทั้งสองจะบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยได้ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้เกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน และจำเลยที่ 1 ได้พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 แล้ว คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดเดือนพฤษภาคม 2555 เป็นต้นมา เกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน และจำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2555 เนื่องจากถูกบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด มีคำสั่งไล่ออกจากงาน ดังนั้น อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2555 อันเป็นวันครบกำหนดทุกเงื่อนไขที่โจทก์ทั้งสองอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนได้ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ยังอยู่ในระยะเวลา 10 ปี คดีของโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น และเห็นสมควรวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน

สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเพราะโจทก์ที่ 1 อนุมัติเงินกู้ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้วว่าการอนุมัติเงินกู้ของโจทก์ที่ 1 ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 2 แก้อุทธรณ์โดยไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ ปัญหาข้อนี้จึงเป็นอันยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ที่ 1 ได้เอาประกันภัยความรับผิดในหนี้ดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยให้แก่โจทก์ที่ 1 สำหรับจำนวนเงินกู้ที่ค้างชำระเกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน และผู้กู้ได้พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระเกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน และได้พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 28 กันยายน 2555 แจ้งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าสินไหมทดแทนในหนี้คงเหลือเป็นต้นเงิน 332,800 บาท และดอกเบี้ย 5,334 บาท แต่ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้ชำระดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวและต้นเงินอีกบางส่วนให้โจทก์ที่ 1 แล้ว คงเหลือหนี้ค้างชำระเพียงต้นเงิน 332,700 บาท ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 ในต้นเงิน 332,700 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามสำเนาบันทึกข้อตกลง ข้อ 4.6 ที่ระบุว่า จำเลยที่ 2 ตกลงทำการจ่ายเงินสินไหมทดแทนภายใน 13 วันทำการ นับแต่ได้รับเอกสารครบถ้วน หากจำเลยที่ 2 ไม่อาจจ่ายค่าทดแทนให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาข้างต้น จำเลยที่ 2 จะรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยให้อีกในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ต้องจ่าย ซึ่งจากคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การโต้แย้งรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนครบถ้วนแล้วในวันที่ 28 กันยายน 2555 ครบกำหนด 13 วันทำการในวันที่ 17 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่โจทก์ที่ 1 ขอคิดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง จึงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวตามที่ขอ นอกจากนี้ดอกเบี้ยที่ระบุให้จำเลยที่ 2 รับผิดแก่โจทก์ที่ 1 ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรือเท่ากับอัตราร้อยละ 24 ต่อปี นั้น มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับและสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ที่ 1 แล้ว เห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยให้อัตราร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 หรือไม่ เพียงใด นั้น

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์ที่ 2 และนายธานินทร์ กับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก และโจทก์ที่ 1 ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้วก็ตาม แต่ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามหนังสือทวงถามคงเหลือเพียง 332,700 บาท ยังไม่เต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย อีกทั้งหลังจากได้รับหนังสือทวงถามแล้ว จำเลยที่ 2 ปฏิเสธไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประกันภัย ทำให้โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ในต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมทั้งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 2 ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่เดิมและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นใหม่รวมทั้งต้นเงินบางส่วนให้โจทก์ที่ 1 แล้ว รวมเป็นเงิน 40,109.25 บาท โจทก์ที่ 2 ในฐานะคู่สัญญาประกันภัยย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 ตามสัญญาประกันภัยในส่วนของจำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหลืออยู่ได้ คดีนี้จำนวนเงินเอาประกันภัย 353,800 บาท จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 332,700 บาท คงเหลือจำนวนเงินเอาประกันภัยอีก 21,100 บาท น้อยกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เพียง 21,100 บาท เท่าจำนวนเงินเอาประกันภัยส่วนที่เหลือ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัด แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัด จึงให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 384,502.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 332,700 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2559) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 332,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 21,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 อัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ขอ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ที่ 2 ได้รับยกเว้น ให้จำเลยที่ 2 ชำระต่อศาลในนามโจทก์ที่ 2 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 861 ม. 869 ม. 882 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ ก. กับพวก
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายเวสารัช ปราโมช ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา