คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3458/2565
#687104
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ซึ่งตามมาตรา 45 วรรคสอง กำหนดให้การอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยเร็ว และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง และให้ศาลแรงงานกลางส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อันเป็นการผิดหลงที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการยื่นอุทธรณ์และการพิจารณาคดี ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวนั้นเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายกำหนดมาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่นายจ้างจะต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างเป็นอย่างน้อย แต่กฎหมายมิได้มีข้อห้ามมิให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ หากนายจ้างฝ่าฝืนมาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ก็ถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากนายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำตามกฎหมายก็มีผลใช้บังคับได้ คดีนี้ผู้ร้องทำสัญญาจ้างแรงงานกับผู้คัดค้าน ข้อ 1 มีกำหนดเวลาจ้าง 4 ปี ข้อ 4.1 ให้ค่าจ้างปีละ 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย ข้อ 9.3 ผู้ร้องเลิกสัญญาโดยไม่มีสาเหตุ ผู้คัดค้านจะได้รับค่าชดเชย 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือค่าจ้าง 1 ปี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากันเป็นเงินบาท จำนวนนี้ให้ถือเป็นเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานของไทย โดยสัญญาไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าผู้คัดค้านจะต้องทำงานขั้นต่ำมานานเท่าใด และไม่มีเงื่อนไขให้ผู้คัดค้านทดลองงาน ถือได้ว่า ผู้ร้องได้สมัครใจทำสัญญาจ้างแรงงานปฏิบัติต่อผู้คัดค้านเรื่องเงินค่าชดเชยสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ สัญญาจ้างแรงงานเรื่องค่าชดเชยดังกล่าวมีผลผูกพันและใช้บังคับคู่ความได้ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านโดยมีสาเหตุมาจากผู้คัดค้านทำงานไม่เป็นที่พอใจของผู้ร้องและทำงานไม่มีประสิทธิภาพซึ่งผู้ร้องได้ตักเตือนแล้วจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งผู้ร้องจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้คัดค้าน 108,333.33 บาท แต่กลับไม่ถูกนำมาพิจารณาในคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยแล้วว่าการเลิกจ้างของผู้ร้องมิใช่การเลิกจ้างโดยมีสาเหตุและไม่พบเหตุการณ์ใดเชื่อมโยงไปถึงการเลิกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ 9.2 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 และเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการกำหนดค่าเสียหายของคณะอนุญาโตตุลาการที่นำเงินช่วยเหลือของผู้ร้องจ่ายแก่ผู้คัดค้านมาคำนวณไว้ในส่วนการกำหนดค่าเสียหายอื่นที่ผู้คัดค้านร้องขอ ซึ่งศาลแรงงานกลางให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดดังกล่าว ดังนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 58/2560 หมายเลขแดงที่ 123/2562 ฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2562 และคำสั่งของอนุญาโตตุลาการในการแก้ไขคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องและบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ในคดีขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการภายใต้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหามีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้ไม่ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องพร้อมสำนวนมายังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่ชอบ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อไป แล้วพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง ให้ศาลแรงงานกลางส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 22 เมษายน 2559 ผู้ร้องทำสัญญาจ้างผู้คัดค้านให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กร (Corporate Chief Executive Officer) เป็นเวลา 4 ปี เริ่มงานวันที่ 1 กันยายน 2559 ค่าจ้างปีละ 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่มีการกำหนดระยะเวลาให้ผู้คัดค้านทดลองงาน และกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทไว้โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ซึ่งข้อ 9.3 มีเจตนารมณ์ในกรณีผู้ร้องบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีสาเหตุที่ให้สิทธิผู้คัดค้านได้รับเงินชดเชย 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือค่าจ้าง 1 ปี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากัน โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาการทำงาน วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านหลังจากผู้คัดค้านทำงานได้เพียง 91 วัน โดยจ่ายเงินค่าตอบแทนเพิ่มเติมให้เป็นเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน และเงินช่วยเหลือ 1 เดือน รวมเป็นเงิน 108,333 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,683,333 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน ก่อนเลิกจ้างผู้ร้องมีหนังสือเตือนผู้คัดค้านตามเอกสาร R22, R30, R31, R34, R41-R43 ซึ่งมีข้อความเป็นการเตือนพฤติกรรมของผู้คัดค้านให้แก้ไขปรับปรุง โดยไม่ได้ระบุการกระทำความผิดของผู้คัดค้านอย่างชัดแจ้ง การเลิกสัญญาของผู้ร้องเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีสาเหตุ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 ผู้คัดค้านยื่นข้อเรียกร้องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 58/2560 ขอให้ผู้ร้องชำระค่าชดเชย เงินโบนัสค่าลงนามในสัญญา เงินชดเชยวันลาประจำปี ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน ค่าประกันสุขภาพ ค่าเดินทางกลับบ้าน ค่าเช่าบ้าน ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอันเนื่องจากการกระทำของผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ย ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและยื่นข้อเรียกร้องแย้งขอให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหาย 42,825,120.72 บาท แก่ผู้ร้อง วันที่ 14 มิถุนายน 2561 มีการทำข้อตกลงในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยมีข้อสำคัญให้ติดต่อสื่อสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์พร้อมทั้งส่งเอกสารเป็นกระดาษให้แก่สถาบันอนุญาโตตุลาการในวันเดียวกัน ซึ่งผู้คัดค้านปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก่อนที่คณะอนุญาโตตุลาการจะมีคำชี้ขาด ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอแก้ไขอัตราดอกเบี้ยจาก "อัตราร้อยละ 7.5" เป็น "อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี" โดยผู้ร้องไม่คัดค้าน วันที่ 19 กันยายน 2562 คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากมีคำชี้ขาดเป็นข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 123/2562 ให้ผู้ร้องจ่ายค่าชดเชย 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินโบนัสค่าลงนามในสัญญา 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินชดเชยวันลาประจำปี 1,805 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเดินทางกลับบ้าน 23,888 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าเช่าบ้าน 11,176.47 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 761,869.47 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันเลิกจ้างสำหรับค่าชดเชย และนับแต่วันยื่นคำร้องสำหรับเงินอื่น จนกว่าจะมีการจ่ายให้แก่ผู้คัดค้านครบถ้วน โดยอนุญาโตตุลาการเสียงข้างน้อยทำความเห็นแย้งไว้ วันที่ 16 ตุลาคม 2562 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอแก้ไขคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ วันที่ 1 ตุลาคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเป็นการแก้ไขคำผิดเล็กน้อยไม่มีผลกระทบต่อคำชี้ขาด จึงอนุญาตให้แก้ไขตามที่ผู้คัดค้านร้องขอโดยมีอนุญาโตตุลาการลงลายมือชื่อเพียงสองคน และมีการจดแจ้งเหตุขัดข้องของอนุญาโตตุลาการที่ไม่ลงลายมือชื่อตามกฎหมาย แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การแก้ไขฝ่ายพยานของพยานปากนางลินดา จากพยานฝ่ายนายจ้างเป็นพยานฝ่ายลูกจ้างให้ถูกต้องไม่มีผลกระทบต่อคำชี้ขาด การแก้ไขอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ผู้คัดค้านขอแก้ไขก่อนมีคำชี้ขาดซึ่งผู้ร้องไม่คัดค้าน คำสั่งที่อนุญาตให้แก้ไขคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องดังกล่าวที่ผิดพลาดหรือผิดหลงจึงชอบด้วยกฎหมาย ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านไม่ได้ระบุระยะเวลาทดลองงาน การกำหนดค่าเสียหายในสัญญาจ้างแรงงานข้อ 9.3 ไม่ใช่เบี้ยปรับ หนังสือเตือนของผู้ร้องไม่ใช่หนังสือตักเตือนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน การบอกเลิกสัญญาของผู้ร้องเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีสาเหตุ ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามเจตนารมณ์ของคู่ความ ค่าจ้างวันหยุดประจำปีตามส่วน (ที่ถูก เงินชดเชยวันลาประจำปี) และค่าเดินทางกลับบ้าน ตามสัญญาจ้างแรงงาน มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านเนื่องจากเป็นความเสียหายโดยตรงจากการบอกเลิกสัญญาของผู้ร้อง และมีสิทธิได้รับเงินโบนัสค่าลงนามในสัญญา คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่หยิบยกในประเด็นค่าเสียหายดังกล่าวมาพิจารณาครบถ้วนทุกประเด็น จึงชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่มีเหตุเพิกถอน ให้ยกคำร้องของผู้ร้องและบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เสียก่อนว่า ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยเร็ว และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งที่ผู้ร้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ซึ่งตามมาตรา 45 วรรคสอง กำหนดให้การอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยเร็ว และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 422/2564 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง และให้ศาลแรงงานกลางส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อันเป็นการผิดหลงที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการยื่นอุทธรณ์และการพิจารณาคดี ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวนั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง เมื่ออุทธรณ์ของผู้ร้องและสำนวนส่งมายังศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำต้องให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องใหม่อีก และเห็นสมควรพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องตามกฎหมายต่อไป

ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า กระบวนการทำคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีการทำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีการปรึกษาหารือกันในคณะอนุญาโตตุลาการมาก่อนแต่อย่างใด อันไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 35 การยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นเรื่องที่ไม่ปรากฏในคำร้องของผู้ร้อง ย่อมไม่มีประเด็นให้ศาลแรงงานกลางต้องรับฟังถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่ผู้ร้องเพิ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงนี้ในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในเรื่องค่าชดเชยไม่เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งผู้คัคค้านจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจะต้องทำงานครบ 120 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 และแม้สัญญาจ้างแรงงานจะไม่ได้ระบุระยะเวลาการทดลองงานไว้ แต่ผู้ร้องมีข้อบังคับการทำงานเอกสาร HAP 6.16 พนักงานที่ถูกเลิกจ้างในระยะทดลองงานจะไม่ได้ค่าชดเชย ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านภายในระยะทดลองงานหลังจากที่ผู้คัดค้านทำงานเพียง 91 วัน จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การที่อนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากและศาลแรงงานกลางตัดสินผู้ร้องว่าจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้คัดค้านจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายกำหนดมาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่นายจ้างจะต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างเป็นอย่างน้อย แต่กฎหมายมิได้มีข้อห้ามมิให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ หากนายจ้างฝ่าฝืนมาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ก็ถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากนายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำตามกฎหมายก็มีผลใช้บังคับได้ คดีนี้ ผู้ร้องทำสัญญาจ้างแรงงาน กับผู้คัดค้าน ข้อ 1 มีกำหนดเวลาจ้าง 4 ปี ข้อ 4.1 ให้ค่าจ้างปีละ 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย ข้อ 9.3 ผู้ร้องเลิกสัญญาโดยไม่มีสาเหตุ ผู้คัดค้านจะได้รับค่าชดเชย 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือค่าจ้าง 1 ปี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากันเป็นเงินบาท จำนวนนี้ให้ถือเป็นเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานของไทย โดยสัญญาไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าผู้คัดค้านจะต้องทำงานขั้นต่ำมานานเท่าใด และไม่มีเงื่อนไขให้ผู้คัดค้านทดลองงาน ถือได้ว่าผู้ร้องได้สมัครใจทำสัญญาจ้างแรงงาน ปฏิบัติต่อผู้คัดค้าน เรื่องเงินค่าชดเชยสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ สัญญาจ้างแรงงานเรื่องค่าชดเชยดังกล่าวมีผลผูกพันและใช้บังคับคู่ความได้ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านโดยมีสาเหตุมาจากผู้คัดค้านทำงานไม่เป็นที่พอใจของผู้ร้องและทำงานไม่มีประสิทธิภาพซึ่งผู้ร้องได้ตักเตือนแล้วจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งผู้ร้องจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้คัดค้าน 108,333.33 บาท แต่กลับไม่ถูกนำมาพิจารณาในคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยแล้วว่าการเลิกจ้างของผู้ร้องมิใช่การเลิกจ้างโดยมีสาเหตุและไม่พบเหตุการณ์ใดเชื่อมโยงไปถึงการเลิกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ 9.2 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 และเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการกำหนดค่าเสียหายของคณะอนุญาโตตุลาการที่นำเงินช่วยเหลือของผู้ร้องจ่ายแก่ผู้คัดค้านมาคำนวณไว้ในส่วนการกำหนดค่าเสียหายอื่นที่ผู้คัดค้านร้องขอ ซึ่งศาลแรงงานกลางให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดดังกล่าว ดังนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลางที่มีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 57/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคหนึ่ง ม. 119
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 วรรคหนึ่ง ม. 45 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ร.
ผู้คัดค้าน — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสัณห์ รางชางกูร
- นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3441/2565
#686568
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า จำเลยใช้บริการสินเชื่อประเภทบัตรกดเงินสดจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างจากจำเลย รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปเป็นกรณีที่จำเลยให้การว่าหนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) หรือไม่ เท่านั้น แม้จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในทำนองว่า หนี้ส่วนนี้ขาดอายุความ 5 ปี ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นขึ้นเพราะเป็นเรื่องนอกคำให้การ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ฎีกาในเรื่องนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

ส่วนที่จำเลยให้การในตอนท้ายต่อมาว่า นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องแต่ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินภายในกำหนดดังกล่าว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น คำให้การในส่วนนี้ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่าขาดอายุความเรื่องใด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ 5 ปี ได้ความว่า สินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ เป็นกรณีที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อเป็นวงเงินกู้ประเภทหมุนเวียนแบบมีกำหนดการชำระคืนขั้นต่ำและหรือแบบมีการกำหนดชำระคืนแน่นอน ซึ่งการเบิกรับเงินกู้สามารถเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติโดยใช้บัตรกดเงินสดที่ธนาคารออกให้หรือให้ธนาคารนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากหรือวิธีการอื่น ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินกู้นับแต่วันที่ขอเบิกถอนเงินแต่ละครั้ง รูปคดีจึงเป็นสัญญาบริการสินเชื่อหาใช่เป็นเรื่องผู้ประกอบธุรกิจรับทำงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บจากจำเลยภายหลัง สิทธิเรียกร้องเช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มิใช่ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) ฟ้องโจทก์สำหรับหนี้สินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 438,959.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปีของต้นเงิน 182,450.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นหนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. เป็นเงิน 151,443.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 142,636.25 บาท นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561) ต้องไม่เกิน 198,362.25 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22 ต่อปี ของต้นเงิน 142,636.25 บาท นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 และวันที่ 27 เมษายน 2555 ธนาคาร ก. อนุมัติวงเงินสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ให้จำเลยเป็นเงิน 40,000 บาทและอนุมัติวงเงินสินเชื่อบุคคล ก. ให้จำเลยเป็นเงิน 170,000 บาท ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2557 ธนาคาร ก. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่ต่อจำเลยให้แก่โจทก์ โดยโจทก์แต่งตั้งให้ ธนาคาร ก. เป็นตัวแทนเรียกเก็บ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. เป็นเงิน 151,443.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 142,636.25 บาท นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22 ต่อปี ของต้นเงิน 142,636.25 บาท นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยไม่ขออนุญาตฎีกาและฎีกาเรื่องนี้ หนี้สัญญาสินเชื่อบุคคล ก. จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ มีอายุความ 10 ปี หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ระบุให้มีการผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันในแต่ละเดือน ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีการผ่อนชำระเงินต้นจำนวนแน่นอนและมีจำนวนไม่เท่ากัน และหากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ต้องชำระเบี้ยปรับกรณีชำระล่าช้า ซึ่งจำเลยอาจชำระหนี้สูงเพียงใดก็ได้ สัญญาไม่ได้กำหนดว่าจำเลยต้องผ่อนชำระทุนคืนเป็นเวลากี่งวดจึงไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้เสร็จสิ้น ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) (2) หากแต่ต้องใช้อายุความตามมาตรา 193/30 จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 31 ตุลาคม 2559 ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 จึงอยู่ในกำหนดอายุความ 10 ปี และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 3 กันยายน 2556 และผิดนัดในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ก็ยังอยู่ในกำหนดอายุความ 10 ปี นั้น เห็นว่า จำเลยให้การว่า จำเลยใช้บริการสินเชื่อประเภทบัตรกดเงินสดจาก ธนาคาร ก. ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างจากจำเลย รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปเป็นกรณีที่จำเลยให้การว่าหนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) หรือไม่ เท่านั้น แม้จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในทำนองว่า หนี้ส่วนนี้ขาดอายุความ 5 ปี ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นขึ้นเพราะเป็นเรื่องนอกคำให้การ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ฎีกาในเรื่องนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ส่วนที่จำเลยให้การในตอนท้ายต่อมาว่า นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องแต่ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินภายในกำหนดดังกล่าว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น คำให้การในส่วนนี้ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่าขาดอายุความเรื่องใด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ 5 ปี ได้ความว่า สินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ เป็นกรณีที่ ธนาคาร ก. อนุมัติสินเชื่อเป็นวงเงินกู้ประเภทหมุนเวียนแบบมีกำหนดการชำระคืนขั้นต่ำและหรือแบบมีการกำหนดชำระคืนแน่นอน ซึ่งการเบิกรับเงินกู้สามารถเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติโดยใช้บัตรกดเงินสดที่ธนาคารออกให้หรือให้ธนาคารนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากหรือวิธีการอื่น ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินกู้นับแต่วันที่ขอเบิกถอนเงินแต่ละครั้ง รูปคดีจึงเป็นสัญญาบริการสินเชื่อหาใช่เป็นเรื่องผู้ประกอบธุรกิจรับทำงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บจากจำเลยภายหลัง สิทธิเรียกร้องเช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มิใช่ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) ฟ้องโจทก์สำหรับหนี้สินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้สินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ที่ค้างชำระแก่โจทก์ซึ่งศาลล่างทั้งสองรับฟังข้อเท็จจริงว่า ธนาคาร ก. คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ตามที่โจทก์นำสืบ จำเลยไม่แก้อุทธรณ์และแก้ฎีกาในเรื่องนี้ โดยปรากฏตามรายการคำนวณภาระหนี้ว่ามีต้นเงินคงค้าง 39,814.17 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 58,146.66 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าว และจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 28 ต่อปีตามคำขอของโจทก์ ของต้นเงิน 39,814.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้สินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ 97,960.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงิน 39,814.17 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — นาง ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายประสิทธิผล ปทุมลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประสาร กีรานนท์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3432/2565
#685874
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังยุติตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า จำเลยไม่ทราบประกาศของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเรื่องห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์นั้น เป็นการขอให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่ผิดไปจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาและขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ความผิดฐานเคลื่อนย้ายสัตว์ เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตประกาศกำหนดเฝ้าระวังโรคระบาดโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้น เป็นความผิดเพียงเพราะเคลื่อนย้ายสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้นตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 65 หากได้รับอนุญาตก็ไม่เป็นความผิด และตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลได้พิพากษาลงโทษผู้ใดเนื่องจากกระทำผิดตาม... มาตรา 65... ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบสัตว์... ยานพาหนะ... ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเสียทั้งสิ้น... ก็เป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจในการริบสัตว์หรือยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด การริบสัตว์และยานพาหนะตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 จึงเป็นดุลพินิจของศาล ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นสุกรของกลางที่จำเลยไม่ได้ฎีกาได้ ซึ่งได้ความจากข้อเท็จจริงในสำนวนว่า จำเลยมีอาชีพรับจ้างบรรทุกสิ่งของทั่วไปไม่ได้รับจ้างบรรทุกสุกรเป็นอาชีพ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าสุกร 9 ตัว ของกลางติดโรคระบาดแต่อย่างใด จึงไม่สมควรริบสุกร 9 ตัว และรถบรรทุกของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 22, 65, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 22, 65 จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 9,000 บาท เพียงสถานเดียว เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 4,500 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า สถานที่จับกุมเป็นที่ซึ่งไม่มีประกาศของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเรื่องห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ และไม่มีการแจ้งมายัง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ปกครองท้องที่แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามีข้อห้ามดังกล่าว นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยแนบประกาศจังหวัดสงขลา เรื่อง กำหนดเขตเฝ้าระวัง โรคระบาดชนิดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever) ในสัตว์ชนิดสุกรและหมูป่า ลงวันที่ 15 มีนาคม 2564 มาท้ายฟ้อง โดยที่ประกาศดังกล่าวกำหนดให้ทุกท้องที่ในจังหวัดสงขลาเป็นเขตเฝ้าระวังโรคระบาด ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตเฝ้าระวังโรคระบาด เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้นและจำเลยได้ทราบประกาศนั้นแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังยุติตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ฎีกาของจำเลยส่วนนี้จึงเป็นการขอให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่ผิดไปจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาและขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบของกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเคลื่อนย้ายสัตว์ เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตประกาศกำหนดเฝ้าระวังโรคระบาดโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้น เป็นความผิดเพียงเพราะเคลื่อนย้ายสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้น ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 65 หากได้รับอนุญาตก็ไม่เป็นความผิด และตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลได้พิพากษาลงโทษผู้ใดเนื่องจากได้กระทำผิดตาม... มาตรา 65 ... ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบสัตว์... ยานพาหนะ... ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเสียทั้งสิ้น... ก็เป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจในการริบสัตว์หรือยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด การริบสัตว์และยานพาหนะตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ จึงเป็นดุลพินิจของศาล ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นสุกรของกลางที่จำเลยไม่ได้ฎีกาได้ ซึ่งได้ความจากข้อเท็จจริงในสำนวนว่า จำเลยมีอาชีพรับจ้างบรรทุกสิ่งของทั่วไป ไม่ได้รับจ้างบรรทุกสุกรเป็นอาชีพ จำเลยรับจ้างบรรทุกสุกรของกลางเพราะเจ้าของสุกรว่าจ้างโดยจ่ายค่าจ้างตามระยะทาง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าสุกร 9 ตัว ของกลาง ติดโรคระบาดแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีถือว่าไม่ร้ายแรงนัก จึงยังไม่สมควรริบสุกร 9 ตัว และรถบรรทุกของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจริบสุกร 9 ตัว และรถบรรทุกของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบสุกร 9 ตัว และรถบรรทุกของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ม. 65 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นางสาวธนวรรณ จินตณวิชญ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวสุพัชร์ จงเพิ่มวัฒนะผล
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3417/2565
#686009
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี (1) ....(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" โดยในส่วนของการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดนั้น หมายถึง ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย สำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามคำฟ้องของโจทก์ ป.อ. มาตรา 137 บัญญัติว่า "ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษ..." จึงเป็นกรณีซึ่งกฎหมายกำหนดให้ถือเอาความเสียหายที่อาจเกิดแก่ผู้อื่นหรือประชาชนเป็นองค์ประกอบของความผิด ซึ่งโจทก์ต้องบรรยายให้ปรากฏในคำฟ้องด้วย แต่ฟ้องโจทก์บรรยายเพียงเฉพาะข้อความที่จำเลยแจ้งแก่ ส. อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ว. ผู้เสียหาย ซึ่งอ้างว่าเป็นความเท็จ แม้โจทก์จะระบุมาในคำฟ้องด้วยว่า ข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวอาจทำให้ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ นิติกรของผู้เสียหาย ผู้อื่น หรือประชาชนได้รับความเสียหาย ก็เป็นเพียงการหยิบยกถ้อยคำของกฎหมายมาบรรยายให้ปรากฏแบบกว้าง ๆ โดยมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ชัดแจ้งว่าผู้เสียหายหรือผู้ใดอาจได้รับความเสียหายหรือผลกระทบจากการแจ้งข้อความดังกล่าวของจำเลยอย่างไร แม้จะพิจารณาฟ้องโจทก์ทั้งเรื่องก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่าโจทก์ร่วมหรือผู้ใดอาจได้รับความเสียหายอย่างไรจากการกระทำของจำเลย คำฟ้องโจทก์จึงบรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1124/2562 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา มหาวิทยาลัยราชภัฏ ว. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 2 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1124/2562 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม 6 ครั้ง เป็นเวลา 2 ปี และให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี (1) ... (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" โดยในส่วนของการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดนั้น หมายถึง ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย สำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามคำฟ้องของโจทก์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 บัญญัติว่า "ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษ..." จึงเป็นกรณีซึ่งกฎหมายกำหนดให้ถือเอาความเสียหายที่อาจเกิดแก่ผู้อื่นหรือประชาชนเป็นองค์ประกอบของความผิด ซึ่งโจทก์ต้องบรรยายให้ปรากฏในคำฟ้องด้วย แต่ฟ้องโจทก์บรรยายเพียงเฉพาะข้อความที่จำเลยแจ้งแก่นายสุพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ว. ผู้เสียหาย ซึ่งอ้างว่าเป็นความเท็จ แม้โจทก์จะระบุมาในคำฟ้องด้วยว่า ข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวอาจทำให้ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ นิติกรของผู้เสียหาย ผู้อื่น หรือประชาชนได้รับความเสียหาย ก็เป็นเพียงการหยิบยกถ้อยคำของกฎหมายมาบรรยายให้ปรากฏแบบกว้าง ๆ โดยมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ชัดแจ้งว่าผู้เสียหายหรือผู้ใดอาจได้รับความเสียหายหรือผลกระทบจากการแจ้งข้อความดังกล่าวของจำเลยอย่างไร แม้จะพิจารณาฟ้องโจทก์ทั้งเรื่องก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่าโจทก์ร่วมหรือผู้ใดอาจได้รับความเสียหายอย่างไรจากการกระทำของจำเลย คำฟ้องโจทก์จึงบรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของจำเลยข้ออื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — มหาวิทยาลัยราชภัฏ ว.
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายสมบูรณ์ ไวนฤนาท
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3414/2565
#687053
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องจะบรรยายความผิดฐานฉ้อโกงมาด้วย แต่การกระทำอันเดียวกันอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือยักยอกฐานหนึ่งฐานใดก็ได้ และเป็นเรื่องในใจของจำเลยว่าจำเลยมีเจตนาปลอมใบส่งของและใบเสร็จรับเงินเพื่อการหลอกลวงให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือเพื่อปกปิดการกระทำความผิดฐานยักยอกของตน กรณีจึงไม่ทำให้จำเลยไม่เข้าใจฟ้องหรือหลงต่อสู้ ทั้งฟ้องของโจทก์ประสงค์ให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้นจึงไม่เป็นฟ้องที่ขัดแย้งกันเองหรือเคลือบคลุม ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 352, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 268 (ที่ถูก 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก), 341, 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกง ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก ฐานใช้เอกสารปลอม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่าคำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก)

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง การกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานยักยอกซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก ฐานใช้เอกสารปลอม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกฟ้องความผิดฐานฉ้อโกง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงและยักยอกรวมกันมา เป็นฟ้องที่ขัดแย้งกันเองและเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายขายของโจทก์มีหน้าที่รับเงินค่าสินค้ากับจัดทำใบส่งของและใบเสร็จรับเงิน โดยเจตนาทุจริต ปลอมใบส่งของและใบเสร็จรับเงินโดยแก้ไขราคาสินค้าของโจทก์ที่จำเลยจำหน่ายแก่ลูกค้า ให้ต่ำกว่าราคาที่แท้จริงของสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อ อันเป็นการหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อว่าใบส่งของและใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง แล้วจำเลยเบียดบังยักยอกเงินส่วนต่างของราคาสินค้าที่ลูกค้าชำระไปเป็นของตน แม้ตามคำฟ้องจะเป็นการบรรยายความผิดฐานฉ้อโกงมาด้วย ดังที่จำเลยเข้าใจในฎีกา แต่การกระทำอันเดียวกันอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือยักยอกฐานหนึ่งฐานใดก็ได้ และเป็นเรื่องในใจของจำเลยว่า จำเลยมีเจตนาปลอมใบส่งของและใบเสร็จรับเงินเพื่อการหลอกลวงให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หรือเพื่อปกปิดการกระทำความผิดฐานยักยอกของตน กรณีจึงไม่ทำให้จำเลยไม่เข้าใจฟ้องหรือหลงต่อสู้แต่อย่างใด ทั้งฟ้องของโจทก์ประสงค์ให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยแต่เพียงฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น จึงไม่เป็นฟ้องที่ขัดแย้งกันเองหรือเคลือบคลุม ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 264 ม. 265 ม. 268 ม. 341 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายชัช โชชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธีร์ ไทยจินดา
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2565
#687050
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า มูลคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่โจทก์ โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกันภัยต่อโจทก์โดยไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 20 ที่กำหนดให้บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเป็นคดีนี้ จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้รับประกันภัยให้รับผิดตามสัญญาประกันภัย มิใช่กรณีโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของมารดาผู้ตายมาฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในมูลละเมิดดังที่โจทก์ฎีกา สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาประกันภัย จังหวัดสุรินทร์อันเป็นสถานที่ทำสัญญาประกันภัยและออกกรมธรรม์ประกันภัยจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิด อย่างไรก็ตาม ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 20 เหตุแห่งวินาศภัยอันเกิดจากรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยจึงเป็นมูลก่อให้เกิดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัย สถานที่เกิดเหตุวินาศภัยอันเป็นมูลละเมิดจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาประกันภัยเกิดอีกแห่งหนึ่ง นอกเหนือจากสถานที่ทำสัญญาประกันภัย เมื่อปรากฏว่าเหตุรถบรรทุกคันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 รับประกันภัยไว้จากโจทก์ไปเกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับเกิดที่จังหวัดชลบุรี ในเขตศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 426,876.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 27 ธันวาคม 2561) ต้องไม่เกิน 26,876.71 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาล และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของนายไพฑูรย์ ผู้ทำละเมิด ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางลัดดาว มารดาผู้ตายไปแล้ว ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้รับประกันภัยรับผิดในมูลละเมิดเป็นคดีนี้ สถานที่เกิดเหตุละเมิดและสถานที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิดนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น (1) คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ (2) ..." คำว่า มูลคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่โจทก์ โจทก์อ้างว่าได้นำรถบรรทุกคันเกิดเหตุ หมายเลขตัวถังรถ BBC2-FM760-0XX-XX เอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงมีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาประกันภัยโดยโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัย ที่โจทก์อ้างว่านายไพฑูรย์ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปก่อเหตุละเมิดชนรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับ ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางลัดดาวมารดาของผู้ตาย โจทก์ในฐานะนายจ้างของนายไพฑูรย์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 300,000 บาท ให้แก่นางลัดดาวมารดาผู้ตายไปนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกันภัยต่อโจทก์โดยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 20 ที่กำหนดให้บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเป็นคดีนี้ จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้รับประกันภัยให้รับผิดตามสัญญาประกันภัย มิใช่กรณีโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของนางลัดดาวมารดาผู้ตายมาฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในมูลละเมิดดังที่โจทก์ฎีกา สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาประกันภัย จังหวัดสุรินทร์อันเป็นสถานที่ทำสัญญาประกันภัยและออกกรมธรรม์ประกันภัยจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิด อย่างไรก็ตาม ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 20 เหตุแห่งวินาศภัยอันเกิดจากรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยจึงเป็นมูลก่อให้เกิดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัย สถานที่เกิดเหตุวินาศภัยอันเป็นมูลละเมิดจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาประกันภัยเกิดอีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากสถานที่ทำสัญญาประกันภัย เมื่อปรากฏว่าเหตุรถบรรทุกคันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 รับประกันภัยไว้จากโจทก์ไปเกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับเกิดที่อำเภอพานทองจังหวัดชลบุรี ในเขตศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายนววิธ มานะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3410/2565
#686006
เปิดฉบับเต็ม

พระภิกษุในคณะสงฆ์ไทยรวมทั้งผู้ตายที่ได้ไปพำนักและปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงถือว่าอยู่ในความปกครองดูแลโดยมหาเถรสมาคม แต่การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นผลให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 ที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรมีฐานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายอื่นบัญญัติรับรองให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทวัด จึงถือไม่ได้ว่าวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นวัดตามกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าที่ตั้งของวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศดังกล่าว ที่ผู้ตายพำนักเป็นภูมิลำเนาของผู้ตาย ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 ผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกไม่มีสิทธิขอจัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงยินยอมให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งวัด ด. ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายหรือพระครูปลัดจำลอง ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองและคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วัดผู้คัดค้านที่ 2 ตั้งอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา จดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรประเภทสถานสักการะบูชาซึ่งได้รับยกเว้นการเสียภาษีการบริหารงานของวัดเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการมีนางสาวจิตตรานนท์ เป็นประธานมีอำนาจดำเนินกิจการแทนวัดผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ตายอุปสมบทที่วัด ม. กรุงเทพมหานคร ผู้ตายสังกัดวัดผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2522 ผู้ตายย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดผู้คัดค้านที่ 2 จนกระทั่งต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2562 ผู้ตายอาพาธและมรณภาพ ผู้ตายมีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศที่ปรากฏขณะยื่นคำร้องขอจัดการมรดก ได้แก่ ที่ดิน 2 แปลง ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งบุคคลใดเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ร้องทั้งสองไม่อุทธรณ์ คดีผู้ร้องทั้งสองจึงยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกมีสิทธิร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 บัญญัติว่า วัดมีสองอย่าง (1) วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (2) สำนักสงฆ์ ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป และมาตรา 32 บัญญัติว่า การสร้าง การตั้ง... วัด ... ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งตามกฎกระทรวง การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย และการยุบเลิกวัด... พ.ศ. 2559 หมวด 1 การสร้างวัด ข้อ 5 ถึง ข้อ 8 กำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญสรุปได้ว่า ที่ดินที่ใช้เป็นสถานที่สร้างวัดต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่าหกไร่ ผู้ประสงค์จะสร้างวัดให้ยื่นคำขอสร้างวัดต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดในจังหวัดที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ เพื่อขอความเห็นจากเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ นายอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัด ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรให้สร้างวัดได้ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรายงานให้นายกรัฐมนตรีและมหาเถรสมาคมทราบ หมวด 2 การตั้งวัด ข้อ 9 ถึงข้อ 11 กำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญสรุปได้ว่า เมื่อได้สร้างเสนาสนะขึ้นพร้อมที่จะเป็นที่พำนักของพระภิกษุและประกอบศาสนกิจแล้ว ให้ผู้ได้รับอนุญาตสร้างวัด ยื่นรายงานเพื่อขอตั้งวัดต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดในจังหวัดที่ที่ดินได้รับอนุญาตให้สร้างวัดนั้นตั้งอยู่ เพื่อขอความเห็นต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอรายงานพร้อมความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรให้ตั้งวัดได้ ให้เสนอรายงานพร้อมความเห็นไปยังเจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ ที่เกี่ยวข้อง และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อพิจารณาตามลำดับ เมื่อผู้มีอำนาจดังกล่าวเห็นสมควรให้ตั้งวัดได้ ให้เสนอรายงานพร้อมความเห็นต่อคณะกรรมการที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องการตั้งวัดและการใช้ชื่อวัดนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาเห็นชอบ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศเรื่องการตั้งวัดในราชกิจจานุเบกษาต่อไป สำหรับวัดผู้คัดค้านที่ 2 เดิมใช้ชื่อว่า "ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา อ. นครนิวยอร์ค" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น"วัด อ. นิวยอร์คหรือนครนิวยอร์ค" จดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรประเภทสถานสักการะบูชาได้รับการยกเว้นการเสียภาษี การบริหารงานของวัดเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการโดยมีประธานกรรมการ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการลงมติให้เป็นประธานกรรมการมีอำนาจดำเนินกิจการแทนวัดผู้คัดค้านที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความไม่ปรากฏว่าการสร้างและการตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีการบังคับให้ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงฯ ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เช่นเดียวกับวัดทั่วไปที่ตั้งอยู่ภายในราชอาณาจักร นอกจากนี้กรณีของวัด ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร การจัดตั้งและการบริหารองค์กรย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายของประเทศดังกล่าว ไม่อาจที่จะนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นกฎหมายภายในของประเทศไทยไปใช้บังคับนอกราชอาณาจักร ในทางที่ขัดหรือแย้งกับหลักกฎหมายของประเทศนั้นได้ ตามหลักทั่วไปเรื่องการใช้เขตอำนาจรัฐตามหลักดินแดนที่กำหนดให้รัฐมีอำนาจออกกฎหมายและใช้บังคับกฎหมายเหนือบุคคลหรือทรัพย์สินในดินแดนของตน การสร้างและการจัดตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดจากความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่อาศัยอยู่ในประเทศดังกล่าวที่ร่วมกันจัดสร้างและขออนุญาตจดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา การที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาขนานนามวัดผู้คัดค้านที่ 2 และทรงรับวัดผู้คัดค้านที่ 2 ไว้ในพระสังฆราชูปถัมภ์นั้น คงเป็นไปเพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนในต่างประเทศ มิได้มุ่งหมายเพื่อที่จะสถาปนาวัดผู้คัดค้านที่ 2 ยกขึ้นเป็นวัดตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแต่อย่างใด สำหรับพระภิกษุในคณะสงฆ์ไทยรวมทั้งผู้ตายที่ได้ไปพำนักและปฏิบัติศาสนากิจอยู่ที่วัดผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงถือว่าอยู่ในความปกครองดูแลโดยมหาเถรสมาคม แต่การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นผลให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 ที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรมีฐานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายอื่นบัญญัติรับรองให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทวัด จึงถือไม่ได้ว่าวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นวัดตามกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าที่ตั้งของวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศดังกล่าวที่ผู้ตายพำนักเป็นภูมิลำเนาของผู้ตาย ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกไม่มีสิทธิขอจัดการมรดกของผู้ตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1623
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว ฉ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — วัด ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวณิชารัตน์ สุจริตวรางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
เศรณี ศิริมังคละ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
อุทัย โสภาโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3398/2565
#687900
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่ได้ความจากทางพิจารณาว่า เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 390 แม้จะเป็นการแตกต่างจากฟ้อง แต่การต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาทนั้น กฎหมายมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า นาย ส. นาย อ. และบุคคลอื่นเข้ามาขัดขวาง ยื้อแย่งอาวุธปืน เป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่น สะเก็ดกระสุนปืนถูก นาย อ. และ นาย ส. ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยนำสืบว่า มีการแย่งอาวุธปืนทำให้ปืนลั่น และหลังเกิดเหตุจำเลยไปเยี่ยม นาย อ. และ นาย ส. ที่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดกระสุนปืน แสดงว่า จำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามที่ได้ความจากการพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองและเครื่องกระสุนปืน ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบจำเลยและคำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 3,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนพกออโตเมติกและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายนพคุณ ผู้เสียหาย เป็นหัวหน้าคนงานรับจ้างคัดแยกผลทุเรียนอยู่ที่แผงทุเรียนเป่าเหิงซางเหอของนายอาหลี่ซึ่งเป็นแผงทุเรียนที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยรับจ้างนายอาหลี่ตัดผลทุเรียนจากสวนนำมาส่งที่แผงทุเรียนดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้เสียหายคัดผลทุเรียนที่จำเลยตัดมาส่งออก 2 ครั้ง อ้างว่าเป็นทุเรียนอ่อน ครั้งแรกประมาณ 100 กิโลกรัม และครั้งที่ 2 ประมาณ 1,000 กิโลกรัม เกินครึ่งของผลทุเรียนที่ตัดมา ต่อมาในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ระหว่างที่ผู้เสียหายกับลูกน้องรวมประมาณ 10 คน นั่งดื่มเบียร์และรับประทานอาหารอยู่ที่แผงทุเรียนที่เกิดเหตุ นางพลอยซึ่งเป็นภริยาของนายอาหลี่ได้เรียกผู้เสียหายกับลูกน้องไปตำหนิว่าคัดแยกทุเรียนไม่ดี ผู้เสียหายบอกว่าจะรับผิดชอบเอง สักครู่หนึ่งนางพลอยโทรศัพท์บอกให้จำเลยมายังแผงทุเรียนที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นประมาณ 20 ถึง 30 นาที จำเลยขับรถยนต์มาจอดที่แผงทุเรียนที่เกิดเหตุแล้วเดินเข้าไปพูดคุยกับนายอาหลี่ ผู้เสียหายเดินเข้าไปหาจำเลยและนายอาหลี่ เกิดปากเสียงกันขึ้นระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายประมาณ 1 นาที จำเลยพูดขึ้นว่า "มึงจะเอาอะไรกับกู จะเอาไอ้นี่ไปกินมั้ย" พร้อมกับชักอาวุธปืนพกออโตเมติกซึ่งเหน็บอยู่ที่เอวออกมากระชากลูกเลื่อนให้กระสุนเข้าลำกล้องแล้วหันปากกระบอกปืนจ้องไปที่ผู้เสียหายซึ่งยืนอยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 1 เมตร แต่ลูกน้องของผู้เสียหายประมาณ 4 คน เข้าไปจับมือและแขนของจำเลยให้หันปากกระบอกปืนลงที่พื้น เกิดการยื้อแย่งกันเป็นเหตุให้ปืนลั่นขึ้น 1 นัด กระสุนปืนถูกพื้นแตกเป็นสะเก็ดกระเด็นถูกนายอนุกูลที่ขาซ้ายและต้นขาขวาเป็นแผลถลอก และถูกนายสะกรีที่ขาขวาเป็นแผลฉีกขาด ได้รับอันตรายแก่กาย หลังจากปืนลั่น จำเลยบอกว่าพอแล้ว ไม่ทำอะไรแล้ว ผู้เสียหายกับพวกจึงปล่อยตัวจำเลย จากนั้นจำเลยถืออาวุธปืนเดินไปขึ้นรถขับออกไปจากที่เกิดเหตุ และไปมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรทุ่งตะโก หลังเกิดเหตุจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้นายอนุกูล 20,000 บาท และนายสะกรี 25,000 บาท สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 3,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะประเด็นการกำหนดโทษของศาลชั้นต้นว่าสูงเกินไปหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ทั้งที่เมื่ออ่านอุทธรณ์ของจำเลยโดยละเอียดทั้งฉบับ ปรากฏว่านอกจากจำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแล้ว จำเลยยังได้กล่าวไว้ในอุทธรณ์ด้วยว่า จำเลยโมโหที่ถูกผู้เสียหายตำหนิว่าตัดทุเรียนอ่อนมาให้ จึงขาดสติคว้าอาวุธปืนออกมาโดยมิได้มีเจตนาที่จะกระทำการคิดร้ายต่อผู้เสียหายแม้แต่น้อย จำเลยกระทำไปเพราะอยากจะเอาชนะผู้เสียหายและต้องการให้ผู้เสียหายหยุดว่ากล่าวจำเลยเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น และไม่คิดว่าลูกน้องของผู้เสียหายจะคิดว่าจำเลยจะลงมือยิงผู้เสียหายจริง ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้ยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยคำฟ้องอุทธรณ์ทุกข้อ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน โดยเห็นว่า การพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 นอกจากผู้กระทำได้ลงมือกระทำถึงขั้นใกล้ชิดต่อผลสำเร็จที่จะเกิดเป็นความผิดขึ้นแล้ว ผู้กระทำยังต้องมีเจตนาในการกระทำความผิดนั้นด้วย การจะทราบได้ว่าเจตนาของผู้กระทำมีอย่างไรต้องพิจารณาจากการกระทำของผู้กระทำประกอบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวง ในข้อนี้ได้ความจากผู้เสียหายว่า นอกจากเรื่องการคัดผลทุเรียนอ่อนแล้ว ผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน แสดงว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยมีปากเสียงกันเรื่องผลทุเรียนที่จำเลยตัดมาส่งแล้วถูกผู้เสียหายคัดออกบางส่วนอ้างว่าเป็นทุเรียนอ่อน ซึ่งมิใช่เรื่องร้ายแรงถึงขนาดที่ต้องเอาชีวิตกัน นอกจากนี้อาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นอาวุธปืนพกออโตเมติก เมื่อจำเลยกระชากลูกเลื่อนให้กระสุนเข้าลำกล้องแล้วย่อมสามารถเหนี่ยวไกยิงได้ทันทีในเวลาต่อเนื่องกัน ขณะนั้นผู้เสียหายยืนอยู่ตรงหน้าจำเลยในระยะห่างเพียง 1 เมตร หากจำเลยตั้งใจที่จะยิงจริง พวกของผู้เสียหายไม่น่าจะเข้าไปช่วยกันจับมือและแขนของจำเลยให้หันปากกระบอกปืนลงที่พื้นได้ทัน ประกอบกับขณะที่ชักอาวุธปืนออกมา จำเลยพูดว่า "มึงจะเอาอะไรกับกู จะเอาไอ้นี่ไปกินมั้ย" ก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าจำเลยจะยิงผู้เสียหายในทันที อีกทั้งหลังจากปืนลั่น เมื่อจำเลยบอกว่าพอแล้ว ไม่ทำอะไรแล้ว ผู้เสียหายกับพวกได้ปล่อยตัวจำเลยโดยอาวุธปืนยังคงอยู่ในมือจำเลย หากจำเลยจะถือโอกาสใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายย่อมสามารถกระทำได้โดยง่าย แต่จำเลยกลับถืออาวุธปืนเดินไปขึ้นรถขับออกไปจากที่เกิดเหตุแต่โดยดี พยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยจ้องเล็งอาวุธปืนไปที่ผู้เสียหายเพื่อข่มขู่หรือจะยิงให้ตาย กรณีต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเพียงใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยชักอาวุธปืนพกออโตเมติกออกมากระชากลูกเลื่อนให้กระสุนเข้าลำกล้องแล้วหันปากกระบอกปืนไปข่มขู่ผู้เสียหาย หากมีการยื้อแย่งกันย่อมมีโอกาสที่จะทำให้ปืนลั่นขึ้นได้โดยง่าย ถือเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เมื่อพวกของผู้เสียหายเข้ายื้อแย่งอาวุธปืนกับจำเลยเป็นเหตุให้ปืนลั่น กระสุนปืนถูกพื้นแตกเป็นสะเก็ดกระเด็นถูกนายอนุกูลและถูกนายสะกรีได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 แม้ความผิดที่ได้ความจากการพิจารณาแตกต่างจากฟ้องโจทก์ที่ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่การต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาทนั้น กฎหมายมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าการกระทำของจำเลยไม่บรรลุผล เนื่องจากนายอนุกูล นายสะกรี และบุคคลอื่นเข้ามาขัดขวางด้วยการคว้ามือของจำเลยไว้แล้วช่วยกันยื้อแย่งอาวุธปืนจากจำเลย เป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่น สะเก็ดกระสุนปืนถูกนายอนุกูลและนายสะกรีได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งจำเลยนำสืบรับว่ามีการแย่งอาวุธปืนทำให้ปืนลั่น และหลังเกิดเหตุจำเลยได้ไปเยี่ยมนายอนุกูลและถูกนายสะกรีที่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดกระสุนปืน แสดงว่าจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามที่ได้ความจากการพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 จำคุก 1 เดือน และปรับ 9,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน และปรับ 6,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุก 20 วัน และปรับ 9,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน อีกทั้งจำเลยได้บรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บตามสมควรแล้ว จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นางสาวเสริมศรี ผ่องศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายฐิตินนทน์ สุรดิฐนันท์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3397/2565
#687613
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 390 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้มีคำพิพากษาให้แก้ไขนั้น มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีอายุความ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 เป็นเวลาเกิน 1 ปี แล้ว จึงขาดอายุความ ซึ่งการจะลงโทษจำเลยตามที่ได้ความจากการพิจารณาก็จะต้องพิจารณาว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายศฐาวุฒิ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืนโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าซ่อมแซมรถยนต์ ยี่ห้อฟอร์ด ของโจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,539,116.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 จำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้จำเลยทำงานบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับงานจราจรและอุบัติเหตุมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งแทนโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการกระทำที่อุกอาจและเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ร่วมขับรถยนต์ ยี่ห้อฟอร์ด มีผู้เสียหายที่ 2 นั่งโดยสารมาด้วยออกจากสำนักงานศุลกากรแหลมฉบัง มีรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีดำ มีจำเลยซึ่งเคยเป็นหัวหน้างานของอดีตคนรักโจทก์ร่วมขับลักษณะปาดหน้ารถของโจทก์ร่วม และมีรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีบรอนซ์ ขับตาม โจทก์ร่วมเบี่ยงรถหลบแล้วขับต่อ เมื่อมาถึงบริเวณปากทางเลี้ยวเข้าโรงงานไมเออร์ จำเลยขับรถเบียดลักษณะตัดหน้าให้โจทก์ร่วมหยุดรถ และรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีบรอนซ์ มาจอดปิดท้ายรถของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงจอดรถ จำเลยลงจากรถพร้อมถือวัตถุในมือเดินมาเคาะกระจกรถของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมขับถอยหลังเบี่ยงหลบรถที่จอดปิดอยู่ และขับรถหนีไปด้วยความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง จำเลยยังคงขับรถไล่ตามจนกระทั่งเฉี่ยวชนกับรถที่โจทก์ร่วมขับ ทำให้รถของโจทก์ร่วมหมุนเสียหลักชนเข้ากับต้นไม้บริเวณเกาะกลางถนน โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งแพทย์ได้ตรวจและให้ความเห็นว่ารักษาประมาณ 7 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน รถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย คืนเกิดเหตุโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง ชั้นสอบสวน โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 4 มิถุนายน 2559 และวันที่ 24 กันยายน 2559 ตามลำดับ จำเลยให้การในวันที่ 23 กรกฎาคม 2560 โดยปฏิเสธว่า จำเลยเห็นรถยนต์ของโจทก์ร่วม จึงขับรถยนต์ตามไปเพื่อปรับความเข้าใจ เมื่อจำเลยลงจากรถเดินไปที่รถยนต์ของโจทก์ร่วม จำเลยถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดมือเพื่อจะใช้บันทึกเสียงการสนทนาหรือบันทึกคลิปวิดีโอ สำหรับข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ เพราะหากจำเลยถืออาวุธปืนเดินไปที่รถของโจทก์ร่วมจริง โจทก์ร่วมคงต้องขับรถหนีไปตั้งแต่ขณะที่จำเลยถืออาวุธปืนแล้ว คงไม่รอให้จำเลยถืออาวุธปืนเดินมาเคาะที่กระจกรถของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งต่างอยู่ในที่เกิดเหตุเป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยขับรถตัดหน้ารถคันที่โจทก์ร่วมขับในลักษณะให้โจทก์ร่วมจอดรถ เมื่อโจทก์ร่วมจอดรถแล้วจำเลยลงจากรถพร้อมถืออาวุธปืนเดินมายังรถที่โจทก์ร่วมขับ แล้วใช้มือซ้ายที่ถืออาวุธปืนเคาะบริเวณกระจกรถตรงที่โจทก์ร่วมนั่งเพื่อให้โจทก์ร่วมลงจากรถ หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบังแทบจะทันที โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ที่จำเลยถืออาวุธปืนมาเคาะกระจกรถ โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ได้ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมรีบขับรถหนีไปโดยเร็วในทันทีที่จำเลยเดินมาเคาะกระจกรถ ของโจทก์ร่วม จำเลยก็ขับรถตามไปจนเฉี่ยวชนกัน และรถของโจทก์ร่วมเสียหลักหมุนชนเข้ากับต้นไม้บริเวณเกาะกลางถนน จนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ รถของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายมากประกอบกันแล้ว เชื่อว่าสิ่งที่จำเลยถือเดินมาเคาะกระจกรถนั้น คือ อาวุธปืน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกามาอีกประการหนึ่งขอให้รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 จะได้รับบาดเจ็บไม่มาก แต่การที่จำเลยขับรถยนต์ในลักษณะปาดหน้ารถของโจทก์ร่วมหลายครั้งเพื่อให้โจทก์ร่วมจอดรถลงมา เมื่อโจทก์ร่วมจอดรถแล้ว จำเลยถืออาวุธปืนไปเคาะกระจกรถของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมขับรถหนี จำเลยก็ยังขับติดตามด้วยความเร็วมากจนกระทั่งเฉี่ยวชนกับรถที่โจทก์ร่วมขับทำให้รถของโจทก์ร่วมหมุนเสียหลักชนเข้ากับต้นไม้บริเวณเกาะกลางถนน รถของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายมาก หลังเกิดเหตุจำเลยก็มิได้บรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำของตน นับว่าเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยนั้น มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 เป็นเวลาเกิน 1 ปี แล้ว จึงขาดอายุความ ซึ่งการจะลงโทษจำเลยตามที่ได้ความจากการพิจารณาก็จะต้องพิจารณาว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ ยี่ห้อฟอร์ด 1,539,116.89 บาท ของโจทก์ร่วม และศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมมานั้น เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องร้องเท่านั้น โจทก์ร่วมจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเกิดแก่รถยนต์ของโจทก์ร่วม ดังนี้ โจทก์ร่วมจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รถยนต์ดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ 900,000 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีส่วนแพ่ง และยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ 900,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5) ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
โจทก์ร่วม — นาย ศ.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายพฤฒิพงษ์ เลิศชัยมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมเกียรติ อุ่นอนันต์
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
สุทิน นาคพงศ์
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3396/2565
#685873
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดเงินเพิ่มจากหนี้ค่าส่วนกลางค้างชำระของเจ้าของห้องชุด เป็นกรณีการค้างชำระเงินเกินหกเดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ที่จดทะเบียนกับทางราชการ และมีการรับรองโดยที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม (ครั้งแรก) ของโจทก์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 โดยจำเลยมีตัวแทนในฐานะเป็นเจ้าของห้องชุดส่วนหนึ่งร่วมประชุมและรับรองข้อบังคับดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยเป็นผู้ยกร่างข้อบังคับอาคารชุดของโจทก์และนำไปจดทะเบียนต่อทางราชการและมีการจดทะเบียนและรับรองข้อบังคับดังกล่าวแล้ว เจ้าของร่วมห้องชุดทุกคนรวมทั้งจำเลยจึงต้องผูกพันตามข้อบังคับของโจทก์ เมื่อพิจารณาข้อบังคับ หมวดที่ 11 การออกค่าใช้จ่ายของเจ้าของร่วม ข้อ 31 ถึงข้อ 38 ซึ่งตามข้อบังคับข้อ 35.4 ย่อหน้าสุดท้ายระบุว่า "...เจ้าของร่วมที่ค้างชำระเงินตามข้อบังคับข้างต้น ตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละยี่สิบ (20) ต่อปี...เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522..." โดยอัตราเงินเพิ่มดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 18/1 แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 จึงถือเป็นข้อตกลงร่วมกันของเจ้าของห้องชุดทุกคนรวมถึงจำเลยซึ่งเปลี่ยนฐานะจากเดิมที่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารชุดกลายเป็นเจ้าของร่วมในห้องชุดรายหนึ่ง และต้องรับผิดชอบในเงินเพิ่มตามมาตรา 18/1 วรรคหนึ่งและวรรคสอง สำหรับค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระเช่นเดียวกับเจ้าของร่วมคนอื่น ซึ่งเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นทั้งหมดตลอดมาจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นนั้น ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางทันทีด้วยตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18/1 วรรคท้าย และข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 35.4 วรรคท้าย ซึ่งมีผลต่อเนื่องตามมาถึงการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากภาระผูกพันของห้องชุดห้องนั้นเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้เจ้าของห้องชุดรายใหม่ ตามข้อบังคับข้อ 9.12 ของโจทก์ เจ้าของห้องชุดแต่ละห้องจึงต้องรับผิดชอบในเงินเพิ่มซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จะนำมาใช้ในการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางอันเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมอย่างเคร่งครัดและเสมอภาคเท่าเทียม ซึ่งหากปรับลดให้ต่างไปจากข้อบังคับ ก็จะมีผลต่อเจ้าของห้องชุดคนอื่นที่ปฏิบัติถูกต้องตามข้อบังคับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงกำหนดเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 3,939,995.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามคำขอบังคับของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,497,098.45 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 5,838,710.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 6,773,730.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 2,596,358.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 24 กันยายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 5,106,482.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 24 กันยายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้จำเลย 5,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังยุติได้ว่า อาคารชุด ช. เดิมมีจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ได้จดทะเบียนอาคารชุดและจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 และวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ตามลำดับ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด จำเลยประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม และอื่น ๆ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 โจทก์จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม (ครั้งแรก) จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าส่วนกลางห้องชุดที่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์นับแต่วันจดทะเบียนอาคารชุดถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2557 ก่อนจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างบุคคลภายนอกรวม 4 สัญญา สัญญาฉบับแรกว่าจ้างบริษัท ค. เป็นผู้บริหารจัดการอาคารชุดโจทก์ ฉบับที่สองว่าจ้างบริษัท ว. เป็นผู้ดูแลทำความสะอาดฉบับที่สาม ว่าจ้างบริษัท อ. เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัย และฉบับที่สี่ว่าจ้างบริษัท ม. เป็นผู้รับจ้างจัดสวน ตกแต่ง และตัดแต่งพรรณไม้ต่าง ๆ และบำรุงรักษา ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยชำระค่าไฟฟ้าเป็นเงิน 4,996,337.16 บาท ชำระค่าน้ำประปา เป็นเงิน 882,478.98 บาท รวมค่าใช้จ่ายข้างต้นที่จำเลยอ้างเพื่อหักกลบลบหนี้ตามฟ้องแย้ง เป็นเงิน 13,093,457.14 บาท จำเลยเป็นลูกหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามฟ้องโจทก์อันเนื่องมาจากจำเลยเป็นเจ้าของร่วมในห้องชุดที่ยังไม่ได้โอนในช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2557 รวมเงินเพิ่มตามข้อบังคับโจทก์ อัตราร้อยละ 12 และ 20 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมา

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่หักกลบลบหนี้ตามฟ้องแย้งชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต้องพิจารณาก่อนว่า หนี้ค่าจ้างที่จำเลยเป็นคู่สัญญากับบุคคลภายนอก นั้น มีเหตุที่โจทก์ต้องรับผิดชอบหนี้ดังกล่าวตามข้อสัญญาหรือข้อกฎหมายใดหรือไม่ เพียงใด และเห็นควรพิจารณาสัญญาฉบับที่สองก่อน คือสัญญาทำความสะอาด โดยเอกสารแผ่นแรกและแผ่นที่สองเป็นใบเสนอราคาฝ่ายบริการทำความสะอาด ของบริษัท ว. ผู้รับจ้าง กับบริษัท พ. คือจำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง ข้อความในสัญญาระบุรายการทำความสะอาด คือ 1. ดูแลรักษาความสะอาดสำนักงานขาย 2. บริการเสิร์ฟน้ำ ต้อนรับและช่วยฝ่ายขายในสำนักงาน 3. ล้างแก้วน้ำ ถ้วยกาแฟ เก็บกวาดเทขยะ 4. ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องครัว ห้องรับแขก และตามสัญญาจ้างบริการพนักงานทำความสะอาด ก็ระบุไว้ในวงเล็บของบรรทัดถัดมาว่าเป็น (โครงการ คอนโด 2) ระบุคู่สัญญาที่ลงนามท้ายสัญญาเป็นบริษัทจำเลย ผู้ว่าจ้างกับบริษัท ว. ผู้รับจ้าง มีข้อความย่อหน้าที่ 3 ระบุว่า "....โดยที่ผู้ว่าจ้าง (คือจำเลย) เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท น. บริษัท ท. และบริษัท ส. ซึ่งดำเนินการประกอบธุรกิจพัฒนาและจัดสรรอสังหาริมทรัพย์ เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ดังนั้น "ผู้ว่าจ้าง" ให้หมายรวมถึงบริษัทในเครือดังกล่าวด้วย..." สัญญาระบุเวลาให้บริการนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 เวลาเริ่มสัญญา ก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลอาคารชุดประมาณ 4 เดือน สัญญาข้อ 7. ระบุหน้าที่ของผู้รับจ้างตามข้อ 7.1 ว่า ผู้รับจ้างยินดีจะดูแลรักษาสถานที่ปฏิบัติงานของผู้ว่าจ้างให้สะอาดอยู่เสมอ ข้อ 7.6 พนักงานของผู้รับจ้างจะต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ดังนี้ ตามสัญญาดังกล่าว นอกจากจำเลยแล้วยังมีบริษัทในเครืออีก 3 บริษัท เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับบุคคลภายนอก สัญญาฉบับนี้จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของจำเลย และบริษัทในเครือของจำเลยโดยเฉพาะ เพราะเป็นการว่าจ้างบริษัท ว. ให้ดูแลและให้บริการในสำนักงานขายของจำเลย อีกทั้งบริษัท ว. ผู้รับจ้างต้องทำงานตามการควบคุมสั่งการดูแลของจำเลย และบริษัทในเครือ วันเริ่มสัญญาก็เกิดก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ประมาณ 4 เดือน ไม่มีข้อความใดเป็นการกระทำเพื่อการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์แต่อย่างใด ไม่ปรากฏเหตุในสัญญาจ้างบริการพนักงานทำความสะอาดหรือข้อกฎหมายใดอันมีผลผูกพันให้โจทก์ต้องรับผิดชอบหนี้ค่าจ้างตามที่จำเลยอ้าง ตามสัญญาฉบับที่สี่คือสัญญาว่าจ้าง จัดสวน ก็ปรากฏว่าระบุวันเริ่มสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 ก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ถึง 1 ปีเศษ คู่สัญญาของสัญญาว่าจ้างจัดสวน คือบริษัทจำเลยและบริษัทในเครืออีก 3 บริษัท เป็นผู้ว่าจ้างทำนองเดียวกับสัญญาจ้างบริการทำความสะอาด ชื่อสัญญาที่ระบุไว้ก็เป็นสัญญาว่าจ้างจัดสวนของทุกโครงการ แสดงว่ามิได้จัดสวนเพื่อประโยชน์ในพื้นที่ส่วนกลางของโจทก์โดยเฉพาะแต่อย่างใด นอกจากนี้ตามข้อตกลงข้อ 9 ระบุให้ผู้ว่าจ้างซึ่งหมายถึงจำเลยและบริษัทในเครืออีก 3 บริษัท มีอำนาจตรวจสอบและควบคุมงานจัดสวนเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา ไม่ปรากฏข้อตกลงหรือข้อกฎหมายใดที่ก่อนิติสัมพันธ์ให้โจทก์ต้องรับผิดชอบในหนี้ค่าจ้างที่จำเลยก่อหนี้กับบริษัท ม. ผู้รับจ้างซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยแต่อย่างใด ตามสัญญาฉบับที่สาม คือสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยระบุวันทำสัญญาวันที่ 1 เมษายน 2557 ก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประมาณ 1 เดือน ก็เป็นสัญญาที่บริษัทจำเลยในฐานะผู้ว่าจ้างทำกับบริษัท อ. ผู้รับจ้าง แม้ชื่อสัญญาระบุว่า เป็นของโครงการ ช. แต่สัญญาข้อ 2 ระบุเรื่องขอบเขตการให้บริการ โดยกำหนดให้ผู้รับจ้างตรวจตราดูแลทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง และผู้อยู่อาศัยในโครงการภายในสถานที่ปฏิบัติงานโดยมิได้ครอบคลุมถึงพื้นที่ส่วนกลางของโจทก์ และผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามนโยบาย และวัตถุประสงค์ของจำเลยผู้ว่าจ้าง มิใช่ปฏิบัติตามนโยบายและวัตถุประสงค์ของโจทก์ ไม่มีข้อสัญญาว่าจัดจ้างเพื่อประโยชน์ของโจทก์ เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ช. และไม่มีข้อตกลงที่กำหนดให้โจทก์รับผิดชอบหนี้ค่าจ้างตามสัญญาดังกล่าวแทนจำเลยแต่อย่างใด จะถือว่าข้อตกลงตามสัญญาที่จำเลยนำไปผูกพันโจทก์ให้ต้องชำระหนี้คืนจำเลยก็ไม่ได้ เพราะจำเลยกับโจทก์มิได้อยู่ในฐานะตัวแทน ตัวการ และเมื่อโจทก์ก็ยังมิได้ก่อตั้งขึ้นจึงไม่ใช่กรณีจัดการงานนอกสั่งด้วยเพราะตัวการยังไม่มีตัวตนขณะเริ่มสัญญา อีกทั้งก่อนจดทะเบียนอาคารชุดและจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยอยู่ในฐานะผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารชุด เมื่อจำเลยจดทะเบียนอาคารชุดกับจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ ความสัมพันธ์และความรับผิดซึ่งกันและกันระหว่างจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของโครงการเดิม กับโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลอาคารชุด ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์กันไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นการก่อภาระผูกพันใด ๆ ของจำเลย ในฐานะผู้ที่เข้าบริหารแทนตามกฎหมาย ก่อนขอจดทะเบียนก่อตั้งโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐซึ่งเป็นผู้รับจดทะเบียน และภายใต้บังคับของกฎหมายรวมทั้งข้อบังคับของโจทก์ เมื่อจำเลยก่อหนี้กับบุคคลภายนอกโดยอ้างว่าเป็นภาระผูกพันที่โจทก์ในฐานะนิติบุคคลอาคารชุดต้องรับผิดเป็นลูกหนี้จำเลย ก็ชอบที่จำเลยจะแสดงให้ปรากฏโดยชัดแจ้ง การที่จำเลยได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นอาคารชุดย่อมเป็นปริยายว่า อาคารที่ขอจดทะเบียนอาคารชุดซึ่งโจทก์เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินส่วนกลางในฐานะนิติบุคคลอาคารชุดปราศจากภาระผูกพันใด ๆ เว้นแต่การจำนองอาคารรวมกับที่ดิน มิฉะนั้นจำเลยย่อมไม่อาจจดทะเบียนอาคารชุดได้ตามบทบัญญัติมาตรา 6 (5) มาตรา 7 วรรคสาม และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 และกฎหมายกำหนดนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 18 วรรคท้าย นอกจากนี้เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาและจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำดังปรากฏตามคำให้การจำเลยและเป็นผู้มีประสบการณ์มาหลายปีดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดมาหลายแห่ง จำเลยย่อมรู้ถึงภาระหนี้ที่อาจมีขึ้นได้ และถือเป็นต้นทุนธุรกิจที่อาจเฉลี่ยเพิ่มในราคาขายห้องชุดได้ตั้งแต่แรกแล้วเพราะจำเลยเป็นผู้กำหนดราคาขายเอง ทั้งจำเลยนำสืบรับว่า มิได้นำค่าส่วนกลางที่ผู้ซื้อห้องชุดในช่วงแรกชำระไว้มาใช้ แสดงว่าค่าส่วนกลางดังกล่าวยังอยู่ที่จำเลย และจำเลยยังนำสืบรับว่ายังไม่มีการสะสางบัญชีกัน ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีดังวินิจฉัยมาข้างต้นจึงฟังไม่ได้ว่า มีหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลย ส่วนสัญญาฉบับแรก คือสัญญาว่าจ้างบริหารและการจัดการอาคารชุด วันเริ่มสัญญาวันที่ 1 เมษายน 2557 ก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประมาณ 1 เดือน เช่นเดียวกับสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย สัญญาฉบับนี้ระบุว่าเป็นของโครงการ ช. และเมื่อพิจารณาย่อหน้าที่ 3 ของสัญญาหน้าแรก ระบุว่า "...เมื่อ "ผู้ว่าจ้าง" (หมายถึงบริษัทจำเลย) ได้จัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุด ช. เรียบร้อยแล้ว "ผู้ว่าจ้าง" ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญานี้ให้แก่ "นิติบุคคลอาคารชุด ช." เป็น "ผู้ว่าจ้าง" และผูกพันตามสัญญานี้แทน โดย "ผู้รับจ้าง" ยินยอมให้ "ผู้ว่าจ้าง" โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญานี้ ให้แก่ "นิติบุคคลอาคารชุด ช." ได้ ดังนี้ ถือได้ว่ามีข้อตกลงระบุให้โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างบริหารและการจัดการอาคารชุด จึงถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกระหว่างจำเลยในฐานะคู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้างกับบริษัท อ. คู่สัญญาฝ่ายผู้รับจ้าง ตกลงกันโดยคู่ความนำสืบรับกันว่า โจทก์ในฐานะบุคคลภายนอกได้รับเอาประโยชน์แล้ว และได้ความว่ามีการปฏิบัติตามสัญญาไปโดยผู้รับจ้างได้ชำระหนี้ กระทำการตามสัญญาดังกล่าวโดยเป็นผู้บริหารนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างให้แก่บริษัท ค. เป็นการตอบแทน แต่อย่างไรก็ตามการที่จำเลยในฐานะเจ้าของโครงการอาคารชุดพักอาศัย ช. ว่าจ้างบริษัท ค. มาเป็นผู้บริหารจัดการอาคารชุดดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2557 ก่อนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและบริษัทดังกล่าวได้เป็นผู้บริหารนิติบุคคอาคารชุดโจทก์ต่อมานั้นย่อมเป็นประโยชน์ต่อจำเลยในการดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าวให้แล้วเสร็จ รวมทั้งเป็นประโยชน์แก่จำเลยในการขายห้องชุดส่วนที่จำเลยยังมีชื่อถือกรรมสิทธิ์อยู่ ซึ่งก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า หลังจากจำเลยดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์แล้ว จำเลยได้ทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่จำเลยถือกรรมสิทธิ์อยู่จำนวน 1,875 ห้อง ให้แก่ลูกค้า คิดถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2557 จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดไปแล้ว 1,185 ห้อง คงเหลือห้องชุดของจำเลยที่ยังไม่ได้โอน 690 ห้อง เมื่อจำเลยได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการของบริษัท ค. ด้วย จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดชอบในการชำระค่าจ้างในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม 2557 ให้แก่บริษัท ค. ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์และจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์และจำเลยรับผิดชอบชำระค่าจ้างดังกล่าวคนละครึ่ง จำเลยชำระค่าจ้างให้แก่บริษัท ค. ไปแล้ว จำนวน 3,797,430 บาท จำเลยจึงมีสิทธิเรียกเอาเงินจำนวน 1,898,715 บาท ซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยทดรองจ่ายแทนโจทก์ไปคืน ดังนั้น จำเลยชอบที่จะนำหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระโจทก์ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม 2557 จำนวน 5,838,710.40 บาท ไปหักกลบกับหนี้ค่าจ้างจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ค้างชำระจำเลย ซึ่งก็จะเหลือเงินค่าส่วนกลางที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์อีกจำนวน 3,939,995.40 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่ม และเมื่อการหักกลบลบหนี้มีผลตั้งแต่เมื่อโจทก์และจำเลยสามารถหักกลบลบหนี้กันได้เป็นครั้งแรกซึ่งก็คือตั้งแต่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม 2557 และไม่มีหนี้ตามฟ้องแย้งที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยอีก จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งจำเลยขาดอายุความหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป สำหรับหนี้ค่าไฟฟ้าและค่าใช้น้ำประปา นั้น เมื่อพิจารณาใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จค่าไฟฟ้าและค่าใช้น้ำประปา พบว่าเป็นการใช้ไฟฟ้าจากรหัสเครื่องวัด หมายเลข 9568xxxx และใช้น้ำประปาจากทะเบียนผู้ใช้น้ำ 14-10 71436539 95x-xxx เอกสารทั้งหมดระบุในนามผู้ใช้ชื่อบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) คือจำเลย มิใช่โจทก์ แม้เป็นยอดที่ระบุสถานที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาเป็นที่ตั้งของโจทก์ แต่เป็นยอดหนี้จากการใช้ไฟฟ้า และน้ำประปา เพียงมิเตอร์เดียวในแต่ละยอด แต่ละเดือน เป็นการอ้างยอดหนี้ในลักษณะเหมารวม มิได้แยกยอดหนี้ตามห้องชุดแต่ละห้อง แต่ละอาคารซึ่งมี 3 อาคาร รวม 1,875 ห้อง และไม่แยกตามสัดส่วนในทรัพย์ส่วนบุคคล และทรัพย์ส่วนกลาง หรือจากคนงานก่อสร้างที่ยังทำงานอยู่ในพื้นที่ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยยังมีชื่อเป็นผู้ใช้ไฟฟ้า และผู้ใช้น้ำประปา ดังนี้จะถือยอดหนี้การใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา หลังจากโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดแล้วให้เป็นหนี้ของโจทก์ทั้งหมดมิได้ เพราะโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการจัดการดูแลเฉพาะทรัพย์ส่วนกลางเท่านั้น ทั้งปรากฏว่าในช่วงเวลาก่อหนี้ดังกล่าวจำเลยเพิ่งเริ่มจำหน่ายและโอนห้องชุดได้ส่วนน้อย และยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์เท่ากับหนี้ที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่วนมากเป็นหนี้ค่าใช้ไฟฟ้า และค่าใช้น้ำประปาในส่วนของจำเลยที่ต้องรับผิดชอบ แต่ผลักภาระให้โจทก์ทั้งหมด เมื่อจำเลยซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไม่อาจแยกแยะสะสางระบุยอดหนี้ให้ชัดเจน ทั้งเป็นหนี้ที่ก่อขึ้นโดยจำเลยเอง ไม่ปรากฏว่าโจทก์เข้าตกลงยินยอมรับผิดด้วยในยอดค่าใช้ไฟฟ้า และค่าใช้น้ำประปาในส่วนใด ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบมา ฟังไม่ได้ว่ามีหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดชอบด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

ปัญหาพิจารณาประการสุดท้ายมีว่า เห็นควรกำหนดเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 3,939,995.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามคำขอบังคับของโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกำหนดเงินเพิ่มจากหนี้ค่าส่วนกลางค้างชำระของเจ้าของห้องชุด เป็นกรณีการค้างชำระเงินเกินหกเดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ที่จดทะเบียนกับทางราชการ และมีการรับรองโดยที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม (ครั้งแรก) ของโจทก์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 โดยจำเลยมีตัวแทนในฐานะเป็นเจ้าของห้องชุดส่วนหนึ่งร่วมประชุมและรับรองข้อบังคับดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยเป็นผู้ยกร่างข้อบังคับอาคารชุดของโจทก์และนำไปจดทะเบียนต่อทางราชการและมีการจดทะเบียนและรับรองข้อบังคับดังกล่าวแล้ว เจ้าของร่วมห้องชุดทุกคนรวมทั้งจำเลยจึงต้องผูกพันตามข้อบังคับของโจทก์ เมื่อพิจารณาข้อบังคับ หมวดที่ 11 การออกค่าใช้จ่ายของเจ้าของร่วม ข้อ 31 ถึงข้อ 38 ซึ่งตามข้อบังคับข้อ 35.4 ย่อหน้าสุดท้ายระบุว่า "...เจ้าของร่วมที่ค้างชำระเงินตามข้อบังคับข้างต้น ตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละยี่สิบ (20) ต่อปี...เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุดฯ..." โดยอัตราเงินเพิ่มดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายตามมาตรา 18/1 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 จึงถือเป็นข้อตกลงร่วมกันของเจ้าของห้องชุดทุกคนรวมถึงจำเลยซึ่งเปลี่ยนฐานะจากเดิมที่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารชุดกลายเป็นเจ้าของร่วมในห้องชุดรายหนึ่ง และต้องรับผิดชอบในเงินเพิ่มตามมาตรา 18/1 วรรคหนึ่งและวรรคสอง สำหรับค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระเช่นเดียวกับเจ้าของร่วมคนอื่น ซึ่งเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นทั้งหมดตลอดมาจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นนั้น ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางทันทีด้วยตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18/1 วรรคท้าย และข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 35.4 วรรคท้าย หน้า 14 ซึ่งมีผลต่อเนื่องตามมาถึงการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากภาระผูกพันของห้องชุดห้องนั้น เมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้เจ้าของห้องชุดรายใหม่ ตามข้อบังคับข้อ 9.12 ของโจทก์ข้างต้น เจ้าของห้องชุดแต่ละห้องจึงต้องรับผิดชอบในเงินเพิ่มซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จะนำมาใช้ในการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางอันเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมอย่างเคร่งครัดและเสมอภาคเท่าเทียม ซึ่งหากปรับลดให้ต่างไปจากข้อบังคับ ก็จะมีผลต่อเจ้าของห้องชุดคนอื่นที่ปฏิบัติถูกต้องตามข้อบังคับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงกำหนดเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 3,939,995.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามคำขอบังคับของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ให้จำเลยชำระเงิน 4,656,318.42 บาท แก่โจทก์ และชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 3,939,995.40 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวมเป็นเงิน 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 18/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ช.
จำเลย — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสุวภา สุขคตะ
ศาลอุทธรณ์ — นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชลิต กฐินะสมิต
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3386/2565
#685757
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งผู้ร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้ผู้ร้องมาตรวจรับรองบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 จำนวน 44,959.86 บาท หากประสงค์จะคัดค้านบัญชีให้ยื่นคำแถลงคัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือผู้ร้องตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากจำเลยทั้งสองเจ้าของห้องชุดพิพาทต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องตามข้อบังคับของผู้ร้องและ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาด รวมค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่ม 189,327.28 บาท กรณีเป็นเรื่องผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่ม 189,327.28 บาท มิใช่เป็นการโต้แย้งว่ากระบวนการในการจัดทำบัญชีส่วนเฉลี่ยไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 342 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 จึงไม่เป็นที่สุด

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (14) และมาตรา 278 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จะเห็นได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลและเป็นตัวแทนของคู่ความทุกฝ่ายทั้งโจทก์ ผู้ร้อง และจำเลย จึงมีอำนาจยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ประกอบกับโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ค่าส่วนกลางที่ผู้ร้องเรียกเก็บเป็นรายเดือนเมื่อเจ้าของรวมไม่ได้ชำระจึงถือเป็นเงินค้างจ่าย และ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำเรื่องอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) มาใช้บังคับ หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระจึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี อันเป็นการยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ เมื่อ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องสำหรับเงินดังกล่าวไว้โดยเฉพาะจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อบังคับของผู้ร้องกำหนดให้ชำระค่าส่วนกลางเป็นรายเดือน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงถือเป็นเงินค้างจ่ายซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ซึ่งบัญญัติไว้ว่า เงินค้างจ่าย...และเงินอื่นๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา ดังนั้น ค่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเกิดจากการไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เป็นหนี้อุปกรณ์ของค่าใช้จ่ายส่วนกลาง จึงมีอายุความ 5 ปี เช่นกัน ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระและค่าเบี้ยปรับย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 637,357.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 490,571.98 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มิถุนายน 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 11/870 ชั้นที่ 14 อาคารเลขที่ 9 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9104 และ 9108 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดห้องชุดของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เพิกถอนบัญชีแสดงรายการรับ-จ่าย ของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้จัดทำบัญชีดังกล่าวใหม่ตามมูลหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่ม 189,327.28 บาท แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการจัดทำบัญชีแสดงรายรับ-จ่าย ครั้งที่ 1 สิ้นสุดเพียงวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายใหม่ ตามมูลหนี้ที่ผู้ร้องเคยแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ 189,327.28 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดพิพาท เลขที่ 11/870 ชั้นที่ 14 อาคารเลขที่ 9 ที่จำเลยทั้งสองจำนองแก่โจทก์ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 342 หรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งผู้ร้องว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้วขอให้ผู้ร้องมาตรวจรับรองบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 จำนวน 44,959.86 บาท หากประสงค์จะคัดค้านบัญชีให้ยื่นคำแถลงคัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ... ตามหนังสือแจ้งขอให้ตรวจรับรองบัญชีแสดงรายการรับและจ่ายเงิน กรณีค่าภาระส่วนกลาง ผู้ร้องตรวจสอบบัญชีแสดงรายรับ-จ่ายของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้องเนื่องจากจำเลยทั้งสองเจ้าของห้องชุดพิพาทต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องตามข้อบังคับของผู้ร้องและพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาด รวมค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่ม 189,327.28 บาท ตามแบบแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางลงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 กรณีเป็นเรื่องผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่ม 189,327.28 บาท มิใช่เป็นการโต้แย้งว่ากระบวนการในการจัดทำบัญชีส่วนเฉลี่ยไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 342 ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการจัดทำบัญชีแสดงรายรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 จึงไม่เป็นที่สุด ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ด้วยเหตุที่ว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามฎีกาของโจทก์ไปทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ ในประเด็นทีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 ตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินครั้งที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (14) บัญญัติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่นผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติการแทน ฉะนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของคู่ความทุกฝ่าย และมาตรา 278 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลได้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลในการดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดีและตามบทบัญญัติในลักษณะ 2 แห่งภาคนี้ ทั้งนี้ จะเรียกให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาช่วยเหลือก็ได้ คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการดำเนินการบังคับคดีต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลไว้ด้วย และวรรคสองบัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นผู้แทนของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลภายนอกนำมาวางและออกใบรับให้ จะเห็นได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลและเป็นตัวแทนของคู่ความทุกฝ่ายทั้งโจทก์ ผู้ร้อง และจำเลยจึงมีอำนาจยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ประกอบกับโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่าค่าส่วนกลางที่ผู้ร้องเรียกเก็บเป็นรายเดือนดังกล่าวเมื่อเจ้าของรวมไม่ได้ชำระหนี้จึงถือเป็นเงินค้างจ่ายและพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) มาใช้บังคับ หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระจึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี อันเป็นการยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แม้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ผู้ร้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมของเจ้าของร่วมก็ตาม แต่เมื่อพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องสำหรับเงินดังกล่าวไว้โดยเฉพาะจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อตามข้อบังคับของผู้ร้องกำหนดให้ชำระค่าส่วนกลางเป็นรายเดือน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงถือเป็นเงินค้างจ่ายซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) ซึ่งบัญญัติไว้ว่า เงินค้างจ่าย...และเงินอื่นๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา ดังนั้น ค่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเกิดจากการไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เป็นหนี้อุปกรณ์ของค่าใช้จ่ายส่วนกลาง จึงมีอายุความ 5 ปี เช่นกัน ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระและค่าเบี้ยปรับย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 ถึงเดือนกรกฎาคม 2559 รวมเป็นเงิน 44,959.86 บาท ตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินครั้งที่ 1 และหนังสือรายงานข้อเท็จจริง ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมายังศาลชั้นต้นประกอบการพิจารณา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 จำนวน 44,959.86 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (4)
ป.วิ.พ. ม. 1 (14) ม. 278 ม. 342
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นิติบุคคลอาคารชุด ป.
จำเลย — นาง อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวอโนชา วิชิตะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3384/2565
#684761
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการจัดสรรที่ดินเพื่อจำหน่าย มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อปี 2517 จำเลยที่ 1 จัดสรรที่ดินโดยสร้างถนนบนที่ดินพิพาทให้ผู้ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกัน และสร้างกำแพงคอนกรีตบนที่ดินพิพาทเป็นแนวเขตถนนกับที่ดินของโจทก์ วันที่ 30 สิงหาคม 2550 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมให้กรุงเทพมหานครก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสาธารณูปโภคในที่ดินเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 1 ไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือผลประโยชน์ตอบแทน และมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสงวนกรรมสิทธิ์ต่อไป แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้กรุงเทพมหานครและประชาชนทั่วไปใช้สอยทรัพย์สินหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และเมื่อคำนึงถึงความประสงค์ของกรุงเทพมหานครที่ประสงค์จะก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสิ่งสาธารณูปโภคอย่างอื่นบนที่ดินพิพาทเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามหนังสือสัญญายินยอมให้ใช้สอยทรัพย์ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 อุทิศที่ดินพิพาทให้กรุงเทพมหานคร เพื่อให้กรุงเทพมหานครใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเข้าไปพัฒนาถนนเดิมให้กลายเป็นถนนคอนกรีตพร้อมวางระบบระบายน้ำและสาธารณูปโภคที่จำเป็น เพื่อเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยมุ่งหมายให้ตนพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณประโยชน์ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 แล้ว ดังนั้น ถนนและที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ทันที แม้ไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่กรุงเทพมหานครก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย กรุงเทพมหานครจึงเป็นผู้ดูแลและมีหน้าที่บำรุงถนนและที่ดินพิพาทตามกฎหมาย

แต่สำหรับกำแพงคอนกรีตนั้นมิได้เป็นประโยชน์แก่โจทก์และประชาชนอื่นที่อยู่นอกที่ดินที่จัดสรรหรือนอกโครงการของจำเลยที่ 1 อีกทั้งกรุงเทพมหานครมีความประสงค์เพียงเฉพาะแต่จะทำการก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสิ่งสาธารณูปโภคอื่นบนที่ดินพิพาทเพื่อให้ประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางสัญจรร่วมกันเท่านั้น แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้ว่า มิได้มีเจตนาอุทิศหรือโอนกำแพงคอนกรีตให้แก่กรุงเทพมหานครด้วย กำแพงคอนกรีตยังคงเป็นสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินที่จัดสรรในโครงการของจำเลยที่ 1 และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องบำรุงรักษากำแพงคอนกรีตให้คงสภาพเช่นที่ได้จัดทำขึ้นต่อไป และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับกำแพงคอนกรีตโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องรื้อกำแพงคอนกรีตและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4482 เป็นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนกำแพงคอนกรีตบนที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนเองโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองขัดขวางหรือปิดทางเข้าออกในการที่โจทก์นำรถบรรทุกเข้าไปถมดินในที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายวันละ 10,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนกำแพงออกจากทางสาธารณประโยชน์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้ง กับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 42,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และห้ามมิให้โจทก์หรือบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับกำแพงของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ถึงแก่ความตาย นายอนุชาญ ผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4482 เป็นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนกำแพงยาวประมาณ 120 เมตร ออกจากที่ดินดังกล่าว และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 มีนาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนกำแพงออกไปจากที่ดินดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการจัดสรรที่ดินเพื่อจำหน่าย อันเป็นวัตถุประสงค์หนึ่งของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อปี 2517 จำเลยที่ 1 ได้จัดสรรที่ดินบริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ หรือซอยสกุลชัย โดยสร้างถนนบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4482 (เดิม 4627) เลขที่ดิน 162 (เดิม 300) ให้ผู้ที่ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกัน และจำเลยที่ 1 ได้สร้างกำแพงคอนกรีตสูง 180 เซนติเมตร ยาว 120 เมตร บนที่ดินพิพาทเป็นแนวเขตถนนกับที่ดินโฉนดเลขที่ 5794 ของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 จำเลยที่ 1 กับกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตบางพลัด ทำสัญญายินยอมให้กรุงเทพมหานครใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทกับที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้รวม 19 แปลง ของจำเลยที่ 1 โดยกรุงเทพมหานครมีความประสงค์จะทำการก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสิ่งสาธารณูปโภคอย่างอื่น เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งข้อตกลงมีสาระสำคัญว่าให้กรุงเทพมหานครและประชาชนทั่วไปใช้สอยทรัพย์สินหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทกับที่ดินพิพาทแปลงอื่นที่ระบุไว้รวม 19 แปลง ตลอดไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยจำเลยที่ 1 ไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือผลประโยชน์ตอบแทน และจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสงวนกรรมสิทธิ์ต่อไป แต่จะไม่ดำเนินการใด ๆ อันเป็นการกีดขวางหรือขัดขวางการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าว จากนั้นในปี 2551 กรุงเทพมหานครได้ปรับปรุงซอยจรัญสนิทวงศ์ (ซอยสกุลชัย) ในวงเงิน 8,412,000 บาท วันที่ 9 มีนาคม 2560 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางพลัดว่า โจทก์กับพวกบุกรุกเข้าไปทำลายกำแพงคอนกรีตเสียหายเพื่อดำเนินคดีต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ถนนและกำแพงคอนกรีตบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4482 ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไปจากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ซึ่งใช้บังคับในขณะจำเลยทั้งสองจัดสรรที่ดินพิพาท ข้อ 30 บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้น เพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอม เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไป ที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าว ให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" และวรรคสองบัญญัติว่า "หน้าที่ในการบำรุงรักษาตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่ผู้จัดสรรที่ดิน หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไป ได้อุทิศทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือได้โอนให้แก่ เทศบาลสุขาภิบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งท้องที่ ที่ที่ดินจัดสรรอยู่ในเขต" จากข้อ 30 ของประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว เห็นได้ว่าถนนหรือสาธารณูปโภคอื่นซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นย่อมตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรที่ดินตั้งแต่ปี 2517 และได้จัดแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4482 (เดิม 4627) เป็นถนนซอยจรัญสนิทวงศ์ (เดิมแยก 6) หรือซอยสกุลชัย ให้ผู้ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการใช้ประโยชน์ร่วมกัน กับสร้างกำแพงคอนกรีตสูง 180 เซนติเมตร ยาว 120 เมตร เป็นแนวเขตถนนกับที่ดินของโจทก์ เมื่อกำแพงคอนกรีตก่อสร้างมาแต่เดิมตั้งแต่ที่มีการจัดสรรที่ดินย่อมเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้อาศัยในโครงการโดยเฉพาะ ทั้งสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง หาได้จำกัดไว้เฉพาะถนน สวนสาธารณะ และสนามเด็กเล่นไม่ ดังนั้น ทั้งถนนซอยสกุลชัย และกำแพงคอนกรีต จึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรโดยผลของกฎหมาย และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไป ที่จะต้องบำรุงรักษาถนนและกำแพงคอนกรีตให้คงสภาพดังที่จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 อีกทั้งตามข้อ 30 วรรคสอง แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่รับรองว่า ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีสิทธิที่จะอุทิศสาธารณูปโภคให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือโอนให้แก่เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด แห่งท้องที่ที่ที่ดินจัดสรรอยู่ในเขตได้ ทั้งนี้ เพื่อให้พ้นจากหน้าที่และความรับผิดในการบำรุงรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภค แม้ต่อมาจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ยังคงมีบทบัญญัติกำหนดให้สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไปและจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ และยังมีบทเฉพาะการตามมาตรา 70 วรรคสาม ประกอบมาตรา 44 (2) บัญญัติถึงการพ้นจากความรับผิดในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้ได้รับใบอนุญาตหรือผู้รับโอนใบอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ว่าสามารถทำได้โดยการจดทะเบียนโอนสาธารณูปโภคให้เป็นสาธารณประโยชน์ ดังนั้น แม้ตามหนังสือยินยอมให้ใช้สอยทรัพย์สินที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตบางพลัด กำหนดไว้ว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมให้กรุงเทพมหานครและประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทกับที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยมิได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกับที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้ให้กรุงเทพมหานคร อันจะมีผลให้ถนนและกำแพงคอนกรีตบนที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคที่ตกอยู่ในภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายต้องโอนไปเป็นสาธารณประโยชน์ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 44 (2) แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสงวนสิทธิในที่ดินพิพาทและที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้ต่อไปตามข้อตกลงก็ตามแต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้กรุงเทพมหานครและประชาชนทั่วไปใช้สอยทรัพย์สินหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และเมื่อคำนึงถึงความประสงค์ของกรุงเทพมหานครที่ประสงค์จะก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสิ่งสาธารณูปโภคอย่างอื่นบนที่ดินพิพาทและที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้ เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามหนังสือสัญญายินยอมให้ใช้สอยทรัพย์สิน ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 อุทิศที่ดินพิพาทให้กรุงเทพมหานครเพื่อให้กรุงเทพมหานครใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเข้าไปพัฒนาถนนเดิมให้กลายเป็นถนนคอนกรีตพร้อมวางระบบระบายน้ำและสาธาณูปโภคที่จำเป็นเพื่อเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยมุ่งหมายให้ตนพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 แล้ว ดังนั้น ถนนและที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ อันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ทันที แม้ไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่กรุงเทพมหานครก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย กรุงเทพมหานครจึงเป็นผู้ดูแลและมีหน้าที่บำรุงถนนและที่ดินพิพาทตามกฎหมาย แต่สำหรับกำแพงคอนกรีตนั้น มิได้เป็นประโยชน์แก่โจทก์และประชาชนอื่นที่อยู่นอกที่ดินที่จัดสรรหรือนอกโครงการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำสืบอ้างสิทธิเหนือกำแพงคอนกรีตไว้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อาศัยในโครงการจัดสรรของจำเลยที่ 1 อีกทั้งกรุงเทพมหานครมีความประสงค์เพียงเฉพาะแต่จะทำการก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำและสิ่งสาธารณูปโภคอื่นบนที่ดินพิพาทกับที่ดินแปลงอื่นที่ระบุไว้ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางสัญจรร่วมกันเท่านั้น แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้ว่ามิได้มีเจตนาอุทิศหรือโอนกำแพงคอนกรีตให้แก่ กรุงเทพมหานครด้วย ดังนั้น ต้องถือว่าขณะที่จำเลยที่ 1 อุทิศถนนและที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์นั้น จำเลยที่ 1 มีเจตนาแยกกำแพงคอนกรีตออกมาเป็นคนละส่วนกับถนนและที่ดินพิพาทกำแพงคอนกรีตจึงไม่ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่ยังคงเป็นสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินที่จัดสรรในโครงการของจำเลยที่ 1 และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องบำรุงรักษากำแพงคอนกรีตให้คงสภาพเช่นที่ได้จัดทำขึ้นต่อไป และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับกำแพงคอนกรีตของจำเลยที่ 1 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องรื้อถอนกำแพงคอนกรีตและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้โจทก์ชดใช้ค่าซ่อมแซมกำแพงคอนกรีตตามฟ้องแย้ง 42,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยมาด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้ง แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งเนื่องจากทุนทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวประเด็นค่าเสียหายตามฟ้องแย้งจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้จำเลยทั้งสองหยิบยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาอีกก็เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ชั้นฎีกาจำเลยทั้งสองมิได้ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าขึ้นศาลส่วนนี้ที่ต้องคืนแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1336
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 ม. 44 (2) ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. โดยนาย ช. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายวิญญู พิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
น้ำเพชร ปานะถึก
อรุณี วีระรัศมี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3379/2565
#687051
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 196/2561 ที่จําเลยยื่นคําร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจําเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ไม่ได้มีการส่งสำเนาคําร้องขอ หรือหมายนัด หรือหมายเรียกให้แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่โจทก์กับจําเลยรู้จักกันดีและติดต่อทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ กันเป็นประจำ แม้ศาลจะมีการประกาศตามระเบียบหรือข้อบังคับ ก็ไม่ใช่สื่อหรือช่องทางที่แพร่หลายอันจะทำให้โจทก์หรือประชาชนทั่วไปทราบหรือเห็นได้ การที่โจทก์ไม่ได้เข้ามาคัดค้านหรือต่อสู้ในคดีจึงเชื่อว่าโจทก์ไม่ทราบจริง แต่เชื่อว่าโจทก์เพิ่งทราบว่าศาลสั่งว่าจําเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เมื่อจําเลยนําคำสั่งที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าจําเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมาเป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจยื่นคําคัดค้านหรือต่อสู้ในคดีดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจําเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายด้วย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจําเลยคดีนี้ได้ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งว่าจําเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 จึงเป็นกรณีที่จําเลยไม่ได้ร้องหรือฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่จําเลยบรรลุนิติภาวะ คดีจําเลยจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 วรรคสาม จึงมีเหตุให้ถอนจําเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ถอนจำเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนจำเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันยุติรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตาย กับนาง ป. โดยบิดา มารดาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2530 โจทก์เกิดวันที่ 8 มกราคม 2535 ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2538 บิดามารดาของโจทก์จดทะเบียนหย่ากัน ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางสาว ภ. เกิดวันที่ 19 กันยายน 2539 โดยตามสูติบัตรระบุชื่อบิดาว่านาย ส. และตามแบบแสดงรายการจดทะเบียนราษฎรระบุชื่อบิดาว่านาย ณ. เดิมผู้ตายชื่อนาย ส. เปลี่ยนชื่อเป็นนาย ณ. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2560 ผู้ตายถึงแก่ความตาย วันที่ 23 มีนาคม 2561 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและวันที่ 17 มกราคม 2562 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีนี้ โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลพิพากษาถอนจำเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตาย ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 296/2561 ดังนั้น แม้โจทก์จะบรรยายคำฟ้องไว้บางตอนว่าจำเลยไม่ได้เป็นบุตรที่แท้จริงของผู้ตาย และจำเลยก็ให้การต่อสู้ด้วยว่าเป็นบุตรที่แท้จริงของผู้ตาย โดยผู้ตายได้ให้ใช้ชื่อสกุลของผู้ตายตามสูติบัตรใบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ให้การอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาเล่าเรียนตลอดจนแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยเป็นบุตรของผู้ตาย ที่ผู้ตายรับรองโดยพฤติการณ์หรือตามความเป็นจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 แล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้มีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยไม่ใช่บุตรตามความเป็นจริงที่ผู้ตายได้ให้การรับรองโดยพฤติการณ์หรือตามความเป็นจริงแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 คดีนี้จึงไม่มีประเด็นที่จะให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาในปัญหาที่ว่าจำเลยเป็นบุตรที่ผู้ตายได้รับรองแล้วโดยพฤติการณ์หรือตามความเป็นจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 เพราะจะเป็นการเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142, 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองศาลจะวินิจฉัยมาในปัญหาข้อนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น คดีนี้จึงมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า มีเหตุที่จะถอนที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตามคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 296/2561 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังได้ว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 196/2561 ที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายนั้น ไม่ได้มีการส่งสำเนาคำร้องขอ หรือหมายนัด หรือหมายเรียกให้แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่โจทก์กับจำเลยรู้จักกันดี และติดต่อทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ กันเป็นประจำแม้ศาลจะมีการประกาศตามระเบียบหรือข้อบังคับ ก็ไม่ใช่สื่อหรือช่องทางที่แพร่หลายอันจะทำให้โจทก์หรือประชาชนทั่วไปทราบหรือเห็นได้ ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้เข้ามาคัดค้านหรือต่อสู้ในคดีดังกล่าวจึงเชื่อว่าโจทก์ไม่ทราบจริง แต่เชื่อว่าโจทก์เพิ่งทราบว่าศาลสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เมื่อจำเลยนำคำสั่งที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมาเป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำคัดค้าน หรือต่อสู้ในคดีดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายด้วย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยคดีนี้ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเกิดวันที่ 19 กันยายน 2539 จำเลยจึงมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2559 จำเลยย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุยี่สิบปีบริบูรณ์ นับแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่ได้ร้องหรือฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยบรรลุนิติภาวะ คดีจำเลยจึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1556 วรรคสาม จึงมีเหตุให้ถอนจำเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้ถอนจำเลยจากการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. หรือ ณ. ผู้ตาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1556 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภ.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นางลลิตา อิศโรทัยกุล กลัดวัง
- นางพนารัตน์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ จำปา
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3377/2565
#686574
เปิดฉบับเต็ม

ศาลไม่ได้บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ที่ถามค้านโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมปลอมโดยเห็นว่าไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดี ก็เป็นการใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริง หาใช่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลจึงชอบด้วยกฎหมาย เพราะการไต่สวนมูลฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อให้ศาลได้ทราบข้อเท็จจริงว่าฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ คำสั่งดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีกหาได้ไม่ หากในชั้นพิจารณาปรากฏว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 180

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ในประเด็นลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อในพินัยกรรมปลอม โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากโจทก์ซึ่งเบิกความเป็นพยานเพียงว่า เหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าเนื่องจากมีการฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีที่ศาลแพ่งกล่าวหาว่าพินัยกรรมของภริยาโจทก์ปลอม ตามคดีหมายเลขดำที่ พ. 5072/2561 คดีหมายเลขแดงที่ พ. 1886/2563 ซึ่งไม่เป็นความจริงใช่หรือไม่เท่านั้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาลเพื่อให้ศาลได้ทราบข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานมาสืบ แต่มีสิทธิตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ได้ การที่ศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูลก็เป็นเพียงแต่ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเท่านั้น หากในชั้นพิจารณาปรากฏว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ศาลก็มีอำนาจยกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 สำหรับคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยพยานหลักฐานแล้วมีคำสั่งว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมิได้บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ที่ถามค้านโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมปลอมโดยอ้างว่าไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้ก็ตาม ก็เป็นการใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริง หาใช่เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงนอกสำนวนความและเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใดไม่ คำสั่งดังกล่าวได้แสดงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพร้อมเหตุผลประกอบตามสมควรแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย และคำสั่งดังกล่าวย่อมเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีกหาได้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในทำนองโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้คดีมีมูล จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170 วรรคหนึ่ง ม. 185 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตรี ธ.
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางธนิดา นิรันตรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3372/2565
#686005
เปิดฉบับเต็ม

แม้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับตามฟ้องจะขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและคดีไม่มีประเด็นว่าหนี้เงินกู้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ศาลย่อมไม่มีอำนาจหยิบยกประเด็นเรื่องหนี้ขาดอายุความขึ้นวินิจฉัย แต่ในส่วนของหนี้จำนอง เมื่อหนี้เงินกู้ขาดอายุความจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้จำนองสามารถบังคับเอากับทรัพย์จำนองได้แม้หนี้ประธานขาดอายุความ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ อันเป็นบทบังคับไม่ให้ลูกหนี้จำนองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ระบุไว้ในคำพิพากษาให้ชัดแจ้งด้วยว่าดอกเบี้ยย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี ให้นำมาใช้เฉพาะกรณีที่โจทก์บังคับจำนองเท่านั้น เป็นการพิพากษาให้สิทธิของโจทก์ในการบังคับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญในส่วนของดอกเบี้ยน้อยกว่าสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,733,784.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.750 ต่อปี ของต้นเงิน 520,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จากกองมรดกของนาวสาววัชรี แต่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลย หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์มรดกอื่นของนางสาววัชรีขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาววัชรี นำทรัพย์มรดกมาชำระหนี้แก่โจทก์รวม 1,733,784.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 520,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ไม่เกินวงเงินจำนองรวมดอกเบี้ย หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์มรดกของนางสาววัชรีนำมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท แต่ทั้งนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้ต้นเงิน 520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563) ย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปี และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ว่า นางสาววัชรี ทำหนังสือกู้เงินโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 จำนวนหนี้ 450,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี รวม 8 งวด งวดสุดท้ายชำระหนี้คืนในวันที่ 31 มีนาคม 2547 กรณีผิดนัดโจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้อีกร้อยละ 3 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด นางสาววัชรีได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาจำนองและที่จะมีขึ้นในอนาคต นางสาววัชรีนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ในต้นเงินสูงสุด 1,050,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีเงื่อนไขว่า หากบังคับจำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นได้ ครั้งที่ 2 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 70,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี รวม 7 งวด งวดสุดท้ายชำระหนี้คืน ในวันที่ 31 สิงหาคม 2547 กรณีผิดนัดโจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้อีกร้อยละ 3 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด นางสาววัชรีได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว ปรากฏว่านางสาววัชรีไม่สามารถชำระหนี้โจทก์ตามหนังสือกู้เงินทั้งสองฉบับได้จึงได้ทำสัญญารับใช้หนี้เงินกู้โดยตกลงจะชำระเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี แต่ก็ไม่สามารถชำระหนี้โจทก์ได้ วันที่ 30 มีนาคม 2548 โจทก์และนางสาววัชรีได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยนางสาววัชรีรับว่าเป็นหนี้ในต้นเงินฉบับแรก 450,000 บาท ดอกเบี้ย 519,711 บาท ฉบับที่ 2 ต้นเงิน 70,000 บาท ดอกเบี้ย 67,978 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี โจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่โจทก์กำหนดแต่ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ตกลงชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี รวม 20 งวด งวดสุดท้ายชำระในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 กรณีนางสาววัชรีผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด โจทก์มีสิทธิเรียกเงินกู้คืนได้โดยไม่ต้องรอหนี้ถึงกำหนดตามสัญญาได้ นางสาววัชรีชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน ครั้งสุดท้ายฉบับแรกชำระวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 2 วันที่ 28 มีนาคม 2555 คงค้างชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ 520,000 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 1,213,784.66 บาท นางสาววัชรีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาววัชรี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า ฟ้องส่วนดอกเบี้ยตามหนังสือกู้เงินขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยขาดอายุความหรือไม่ และไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นาวสาววัชรีตกลงกู้เงินโจทก์ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 520,000 บาท โดยนางสาววัชรีตกลงผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี ปรากฏว่า นางสาววัชรีผิดเงื่อนไขไม่ชำระหนี้โจทก์ นางสาววัชรีจึงได้ทำสัญญารับใช้หนี้เงินกู้โดยตกลงผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายงวด งวดละ 1 ปี แต่ก็ยังผิดสัญญาอีก โจทก์และนางสาววัชรีจึงได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยนางสาววัชรีตกลงผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เป็นรายงวด งวดละ 1 ปี รวม 20 งวด หลังจากทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วนางสาววัชรีผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายตามหนังสือกู้เงินฉบับแรกวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 2 วันที่ 28 มีนาคม 2555 และถือว่านางสาววัชรีผิดนัดชำระหนี้งวดที่เหลือทั้งหมดนับแต่วันดังกล่าว กรณีเป็นการชำระหนี้ที่มีข้อตกลงชำระหนี้ผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ อายุความฟ้องเรียกเงินตามจำนวนเงินที่ค้างชำระต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ที่มีอายุความ 5 ปี นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 และวันที่ 29 มีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้นางสาววัชรีชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับ เมื่อนับถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จึงเกิน 5 ปี หนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานเป็นอันขาดอายุความ แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มีประเด็นว่าหนี้เงินกู้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ที่ศาลจะมีอำนาจหยิกยกขึ้นวินิจฉัยก็ตาม แต่ในส่วนของหนี้จำนองนั้น เมื่อหนี้เงินกู้ขาดอายุความกรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 ที่บัญญัติให้สิทธิเจ้าหนี้ผู้รับจำนองสามารถบังคับเอากับทรัพย์จำนองได้แม้หนี้ประธานขาดอายุความ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ดอกเบี้ยเกินกว่าห้าปีที่ผู้รับจำนองไม่ต้องรับผิดเป็นบทบังคับไม่ให้ลูกหนี้ผู้จำนองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยเพียง 5 ปี นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ระบุไว้ในคำพิพากษาเพียงว่าให้จำเลยชำระหนี้ต้นเงิน 520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี โดยมิได้ระบุไว้ให้ชัดแจ้งด้วยว่า ให้นำมาใช้เฉพาะในกรณีที่โจทก์บังคับจำนองเท่านั้น เป็นการพิพากษาให้สิทธิของโจทก์ในการบังคับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญในส่วนของดอกเบี้ยน้อยกว่าสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อนึ่ง คดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา 953,785.66 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 19,075 บาท แต่โจทก์เสียค่าชั้นศาลชั้นฎีกามา 24,275 บาท เกินมา 5,200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 1,733,784.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 520,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เฉพาะในส่วนดอกเบี้ยก่อนฟ้องให้ชำระย้อนหลังขึ้นไปไม่เกินห้าปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์ชำระเกินมา 5,200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2) ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร พ.
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายพิสิษฐ์ เจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ไชยผล สุรวงษ์สิน
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3370/2565
#689212
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมเช็ค 3 ฉบับ ที่จำเลยสั่งจ่ายพร้อมสัญญากู้เงินก่อนทำหนังสือรับสภาพหนี้และสั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง เมื่อเช็คที่โจทก์ทั้งสองนำไปฟ้องจำเลยในคดีก่อนเป็นเช็คคนละฉบับกับที่มาฟ้องเป็นคดีนี้ ซึ่งเป็นการกระทำต่างกัน แม้จำเลยจะออกเช็คเพื่อชำระหนี้อันมีหนี้มาจากหนี้กู้ยืมเช่นเดียวกันก็ตาม โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และนับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) จำคุก 1 ปี และให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปลายปี 2557 จำเลยกู้เงินโจทก์ทั้งสองหลายครั้งโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ต่อมาวันที่ 4 กันยายน 2559 จำเลยสรุปรายการจำนวนต้นเงินที่ค้างชำระกับโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 10,600,000 บาท หลังจากวันดังกล่าวจำเลยขอกู้เงินโจทก์ทั้งสองอีก 1,550,000 บาท โดยทำสัญญาเงินกู้รวม 3 ฉบับ พร้อมสั่งจ่ายเช็ครวม 3 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้ แต่เช็คทั้งสามฉบับดังกล่าว ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2560 จำเลยตกลงทำหนังสือรับสภาพหนี้และสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นงวด ๆ เช็คตามฟ้องเป็นเช็คฉบับที่ 3 ที่จำเลยสั่งจ่ายชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ในงวดที่ 3 เมื่อเช็คตามฟ้องถึงกำหนด โจทก์ที่ 1 นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 โดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 257/2561 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 257/2561 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมเช็ค 3 ฉบับ ที่จำเลยสั่งจ่ายพร้อมทำสัญญากู้เงินก่อนทำหนังสือรับสภาพหนี้และสั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง เมื่อเช็คที่โจทก์ทั้งสองนำไปฟ้องจำเลยในคดีก่อนเป็นเช็คคนละฉบับกับที่มาฟ้องเป็นคดีนี้ ซึ่งเป็นการกระทำต่างกัน แม้จำเลยจะออกเพื่อชำระหนี้อันมีมูลหนี้มาจากหนี้กู้ยืมเช่นเดียวกันก็ตาม โจทก์ทั้งสองก็ย่อมนำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ หาเป็นฟ้องซ้ำตามที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ทั้งสองเป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ทั้งสองจนกระทั่งมีต้นเงินค้างชำระเป็นจำนวนมาก จำเลยจึงทำสัญญากู้ยืม 3 ฉบับ พร้อมสั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้กู้ยืมดังกล่าว แต่เช็คทั้งสามฉบับดังกล่าวธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงทำหนังสือรับสภาพหนี้พร้อมทั้งสั่งจ่ายเช็คเป็นรายงวดเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง รวมถึงเช็คตามฟ้อง อันสอดคล้องกับข้อความในสำเนาสัญญากู้ยืมและสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งยอดเงินกู้มีการระบุว่าเป็นต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมและยอดเงินที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวเป็นจำนวนเดียวกัน โดยมีการระบุว่าจำเลยออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้กู้ยืมตามหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความตอบทนายจำเลยซักถามยอมรับว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้กู้ยืมตามหนังสือรับสภาพหนี้ อันเป็นการเจือสมให้คำเบิกความของโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์ทั้งสองมีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุน ทั้งได้ความจากจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านยอมรับว่า จำเลยได้เบิกความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 ของศาลชั้นต้นว่าหนังสือรับสภาพหนี้มีเฉพาะต้นเงินไม่รวมดอกเบี้ยแต่อย่างใดประกอบกับท้ายหนังสือรับสภาพหนี้ยังระบุว่า จำเลยยอมชำระดอกเบี้ยด้วยเช็คของธนาคาร ท. คนละฉบับกับเช็คตามฟ้องที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายชำระต้นเงินเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้กู้ยืมตามหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าสัญญากู้เงิน ที่โจทก์อ้างต้นฉบับไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ถือว่าไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 กำหนดว่าตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้น เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ซึ่งต้องห้ามเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้นำตราสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ทั้งในคดีนี้จำเลยตกลงชำระหนี้กู้ยืมโดยทำหนังสือรับสภาพหนี้ และสั่งจ่ายเช็คคดีนี้ชำระหนี้แก่โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งหนังสือรับสภาพหนี้ก็มิใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 104 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้กู้ยืมตามหนังสือรับสภาพหนี้โดยมีสัญญาเงินกู้มาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คตามฟ้องถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ในคดีนี้แตกต่างกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4155/2560 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1344/2563 ของศาลแขวงนนทบุรี ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งมอบเงินให้แก่จำเลย การคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ที่มาและจำนวนรายได้ตามเอกสารแนบท้ายฎีกานั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น เมื่อในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่ได้นำสืบหรือถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองด้วยเอกสารดังกล่าวให้ปรากฏข้อเท็จจริงไว้ จำเลยย่อมไม่อาจยกข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นมาเพื่อขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามที่จำเลยกล่าวอ้างได้เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 ของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้วว่า คดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ โจทก์ทั้งสองถอนฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีตามเอกสารท้ายฎีกาของจำเลย โดยโจทก์ทั้งสองยื่นคำแก้ฎีการับข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีจึงไม่มีโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนที่ศาลฎีกาจะนับโทษต่อได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ. กับพวก
จำเลย — นางสาว ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวอิษณี กำลัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สันทัด สุจริต
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3339/2565
#685758
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ต้องการประมูลซื้อรถพิพาทที่ประกอบและนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งคัน แต่เมื่อปรากฏว่ารถพิพาทเป็นรถที่นำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบเป็นรถจักรยานยนต์ในประเทศ การที่โจทก์ประมูลซื้อรถพิพาทจากการขายทอดตลาดของจำเลยจึงเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งเป็นข้อสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวโจทก์ย่อมไม่เข้าร่วมประมูลซื้อรถพิพาท การแสดงเจตนาของโจทก์ในการประมูลรถพิพาทจึงเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 โจทก์จึงมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 175 (3) เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว ถือว่าการประมูลซื้อรถพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2559 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยรับมอบรถจักรยานยนต์คืนไปด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับมอบรถจักรยานยนต์ที่โจทก์เป็นผู้ชนะการประมูลคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ และคืนเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับมอบรถจักรยานยนต์คืนจากโจทก์ และชำระเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 23 สิงหาคม 2559 จำเลยประกาศประมูลขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2559 โจทก์ประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ หรือรถพิพาทราคา 460,000 บาท ชำระเงินครบถ้วนและได้รับเอกสารประกอบการจดทะเบียนจากจำเลย เมื่อนำรถพิพาทไปจดทะเบียนต่อสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียน โดยแจ้งว่ารถพิพาทเป็นรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในบังคับของกฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2557 ตามหนังสือแจ้งผลการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการขายทอดตลาดของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายอำพล ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความได้ความว่า วันที่ 25 สิงหาคม 2559 โจทก์เข้าร่วมประมูลขายทอดตลาดรถพิพาท มีเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งรายละเอียดให้ทราบถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการขายทอดตลาดของกลางก่อนที่จะมีการประมูลรถของกลางทุกคัน รถพิพาทที่จำเลยนำมาประมูลขายทอดตลาดเป็นรถจักรยานยนต์ที่ประกอบและนำเข้าจากต่างประเทศทั้งคัน ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ที่ใช้ชิ้นส่วนมาประกอบขึ้นในประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี เมื่อผู้ชนะการประมูลและชำระราคาครบถ้วน จำเลยจะออกหนังสือพร้อมเอกสารให้ผู้ชนะการประมูลนำไปจดทะเบียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องต่อไป แต่เมื่อโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนต่อสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก นายทะเบียนแจ้งว่ารถพิพาทเป็นรถที่นำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบเป็นรถจักรยานยนต์ในประเทศ ขัดต่อกฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2557 กรมการขนส่งทางบกจึงงดรับจดทะเบียนรถพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ต้องการประมูลซื้อรถพิพาทที่ประกอบและนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งคัน แต่เมื่อปรากฏว่ารถพิพาทเป็นรถที่นำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบเป็นรถจักรยานยนต์ในประเทศ การที่โจทก์ประมูลซื้อรถพิพาทจากการขายทอดตลาดของจำเลยจึงเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวโจทก์ย่อมไม่เข้าร่วมประมูลซื้อรถพิพาท การแสดงเจตนาของโจทก์ในการประมูลรถพิพาทจึงเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 โจทก์จึงมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 175 (3) ส่วนที่จำเลยอ้างว่า การที่กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียนรถพิพาทให้แก่โจทก์เป็นการตีความกฎกระทรวงดังกล่าวกว้างเกินไปนั้น เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับกรมการขนส่งทางบก เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว ถือว่าการประมูลซื้อรถพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์ต้องคืนรถพิพาทแก่จำเลย และจำเลยต้องคืนเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2561 แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปีหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงิน คือ วันที่ 25 สิงหาคม 2559 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ จึงไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลในอนาคตตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ย ให้จำเลยชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2561 ไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลอนาคตในศาลชั้นต้น 100 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 157 ม. 175 (3) ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางชุลีภรณ์ เฟื่องฟุ้ง ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2565
#686081
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงในเรื่องไม้พะยูงของกลาง จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่จำเลยที่ 1 ร้องขอไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อพิสูจน์ว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยเจตนาที่จะให้มีการรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้อื่น ทำนองเดียวกับการขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ถือได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องในประเด็นเดียวกันกับที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องของจำเลยที่ 1 มา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบไม้พะยูงและรถของกลาง กับจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสี่ ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย คงจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน ริบไม้พะยูงแปรรูปและไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปกับรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า และรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำขอให้ริบรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า ของกลาง และให้คืนแก่เจ้าของ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้น เนื่องจากศาลชั้นต้นมิได้ลงโทษปรับแก่จำเลยที่ 1 คำขอส่วนนี้จึงให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะแต่ในปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนปัญหาข้อเท็จจริงมีคำสั่งไม่รับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในป่า ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นไม้ที่ขึ้นในป่าแนบมาท้ายฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น เห็นว่า คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ซึ่งประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ มีผลใช้บังคับแล้ว โดยในข้อ 1. ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับดังกล่าวกำหนดให้ไม้พะยูงไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ดังนั้น โจทก์จึงหาจำต้องบรรยายฟ้องว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในป่า และไม่ต้องแสดงหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นไม้ที่ขึ้น ในป่าแนบมาท้ายฟ้อง เมื่อโจทก์ได้กล่าวถึงประกาศดังกล่าวไว้ในคำฟ้องข้อ 1. ว่า เนื่องด้วยได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ข้อ 1. กำหนดให้ไม้พะยูงไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. และบรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองไว้ในคำฟ้องข้อ 2. ว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองกับนายธีรภัทร จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3842/2561 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูป 39 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.728 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ และร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูป 15 ท่อน ปริมาตร 0.167 ลูกบาศก์เมตรไว้ในครอบครอง โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นการบรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายอันครบองค์ประกอบความผิดตามฟ้องแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ขอให้ศาลไต่สวนเพื่อพิสูจน์ว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของชาวบ้านในอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องที่มาของไม้พะยูงของกลาง จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่จำเลยที่ 1 ร้องขอไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าวนี้อีกโดยเจตนา ที่จะให้มีการรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้อื่น ทำนองเดียวกับการขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงถือได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องในประเด็นเดียวกันกับที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้อง ของจำเลยที่ 1 มา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายนราธิป ใจน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3319/2565
#686080
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ยื่นคําร้องลงวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ขอให้ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อกฎหมาย จําเลยที่ 1 ได้ยื่นคําร้องลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 ว่า จําเลยที่ 1 ขอสละสิทธิเรียกร้องที่มีในสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนของที่ดินตามเอกสารสิทธิในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4-01) ที่ระบุในข้อ 3.2 และให้ข้อตกลงในส่วนอื่น ๆ ที่เหลือของสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลบังคับต่อคู่สัญญาโดยสมบูรณ์ต่อไป และในวันนัดพร้อมศาลชั้นต้นได้บันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า ศาลสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วข้อสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความอาจจะไม่สามารถปฏิบัติตามได้ คือ ข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื่องจากในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุทํานองว่าให้มีการโอนสิทธิครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่กัน ซึ่งอาจเป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว จําเลยที่ 1 จึงขอสละโดยให้นําข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมออกไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความ จําเลยที่ 1 ไม่ติดใจบังคับคดีหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่ในข้อสัญญาส่วนอื่นให้คงไว้ตามสัญญาเดิม โจทก์และทนายโจทก์ไม่คัดค้านและยินยอมให้นําข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งหมดออกไป คงปฏิบัติตามสัญญาข้ออื่น ๆ ตามเดิม ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อคู่ความตกลงกันในการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้นจึงให้คู่ความทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในสํานวนตามเดิม ยกเว้นแต่ในเรื่องหรือข้อที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามความประสงค์ของคู่ความทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ แสดงว่าโจทก์และจําเลยที่ 1 ตกลงกันใหม่เพียงว่าให้นําเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในสัญญาประนีประนอมยอมความออกไปเท่านั้น แต่ในข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความอื่นให้คงไว้ตามเดิม มิใช่เป็นการตกลงระงับข้อพิพาทและมีการตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความกันใหม่ทั้งหมด ดังนั้น โจทก์และจําเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ความผูกพันต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนอื่นตามเดิม เว้นแต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งมีการตกลงกันใหม่เท่านั้น ทั้งในวันที่จําเลยที่ 1 ชําระเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ โจทก์ยังสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 โดยส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดิน เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขาย หรือเอกสารอื่นใดที่แยกกันต่างหากไม่เกี่ยวกับเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่จําเลยที่ 1 ในวันที่ 2 กันยายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่จําเลยที่ 1 ชําระเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ได้อยู่แล้ว และในวันดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้อ้างเหตุขัดข้องต่อจําเลยที่ 1 ว่าจะต้องรอให้มีการตกลงเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความกันเสียใหม่ก่อน เมื่อได้ความว่าโจทก์ส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวให้แก่จําเลยที่ 1 ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งล่วงเลยไปจากระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ถึง 2 เดือนเศษ จึงถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จําเลยที่ 1 ย่อมร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีโจทก์ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 6 ได้โดยชอบ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดีโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ซึ่งมีข้อตกลง ดังนี้

ข้อ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 ยินยอมหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 จะไปดำเนินการจดทะเบียนหย่า ณ สำนักทะเบียนอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญา หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ดำเนินการให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนา

ข้อ 2 โจทก์ยินยอมถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ทันที โดยจำเลยที่ 2 จะไปดำเนินการถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 กล่าวหาโจทก์ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความแทนการแสดงเจตนา

ข้อ 3 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงร่วมกันว่าระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากัน โจทก์และจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินร่วมกัน คือ

3.1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 16383 และที่ดินโฉนดเลขที่ 16387 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 250 ซึ่งอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลง

3.2 ที่ดินตามเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01) เนื้อที่ 15 ถึง 20 ไร่

ข้อ 4 จำเลยที่ 1 ยินยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ 2,500,000 บาท เพื่อให้โจทก์ส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามข้อ 3.1 และข้อ 3.2 แก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลที่จำเลยที่ 1 จัดหามา โดยจำเลยที่ 1 จะแบ่งชำระเงินแก่โจทก์ ดังนี้

งวดที่ 1 ชำระเงิน 300,000 บาท ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2562 งวดต่อไปชำระเงินไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ภายในทุกวันสิ้นเดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 โดยจำเลยที่ 1 จะชำระผ่านบัญชีธนาคารชื่อบัญชี นางพิไล ธนาคาร ก. หากจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วน โจทก์จะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและทรัพย์สินตามข้อ 3.1 และส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินตามข้อ 3.2 ให้แก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลที่จำเลยที่ 1 จัดหามาทันที โดยค่าใช้จ่าย ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ฝ่ายจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเองทั้งสิ้น หากโจทก์ไม่ดำเนินการในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

ข้อ 5 นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 อยู่อาศัยและครอบครองที่ดินตามข้อ 3.1 และข้อ 3.2 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินแก่โจทก์ตามข้อ 4 ครบถ้วน โดยโจทก์จะไม่เข้าไปรบกวนการครอบครองของจำเลยที่ 1 และโจทก์จะส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดินตามข้อ 3.1 และข้อ 3.2 เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขายและเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01) หรือเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวกับที่ดินข้างต้นให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดแรกแก่โจทก์และฝ่ายโจทก์จะนำฝ่ายจำเลยไปนำชี้ที่ดินตามข้อ 3.2 เพื่อให้จำเลยที่ 1 เก็บไว้เป็นหลักฐานและดำเนินการเสนอขายให้แก่บุคคลภายนอกต่อไป

ข้อ 6 ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการนำทรัพย์สินตามข้อ 3.1 และข้อ 3.2 เสนอขายให้แก่บุคคลภายนอกได้ตลอดระยะเวลา โดยหากจำเลยที่ 1 จัดหาบุคคลมาซื้อทรัพย์สินดังกล่าวได้เป็นเงินจำนวนเท่าใดขอให้เงินจำนวนดังกล่าวตกแก่จำเลยที่ 1 ทั้งหมด โดยโจทก์ยินยอมไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ดำเนินการส่งมอบการครอบครองทรัพย์สิน หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อให้การขายทรัพย์สินข้างต้นสมบูรณ์

ข้อ 7 หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระเงินตามข้อ 4 งวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยจำเลยที่ 1 ต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามข้อ 3.1 และส่งมอบการครอบครองที่ดินตามข้อ 3.2 คืนแก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์ริบเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระทั้งหมดได้ทันที

หากโจทก์ผิดนัดไม่ไปดำเนินการตามข้อ 4 ถึงข้อ 6 โจทก์ยินดีคืนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้วทั้งหมดและยอมให้จำเลยที่ 1 บังคับคดีโดยให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนาในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามข้อ 3.1 และส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินตามข้อ 3.2 ให้แก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลที่จำเลยที่ 1 จัดหามาทันที

ข้อ 8 โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงตามข้อ 1 ถึงข้อ 7 นอกจากที่ตกลงกันแล้วโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างไม่ติดใจเรียกร้องและ/หรือฟ้องร้องดำเนินคดีใด ๆ ต่อกันอีก และโจทก์ตกลงนัดหมายและคืนทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดที่บ้านของบิดาและมารดาโจทก์ในจังหวัดลำพูนและที่อื่น ๆ ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญา

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

วันที่ 2 กันยายน 2562 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16383 และ 16387 และที่ดินตามเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ วันที่ 3 กันยายน 2562 ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 สามารถชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในวันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2562 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรกได้โดยชอบ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2562 ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ทนายโจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นนัดพร้อมและมีคำสั่งว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ข้อ 5 ระบุว่า โจทก์จะส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดิน เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขาย และเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01) ในวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดแรกแก่โจทก์ และฝ่ายโจทก์จะนำฝ่ายจำเลยไปนำชี้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01) เพื่อให้จำเลยที่ 1 เก็บไว้เป็นหลักฐาน ดังนั้น เมื่อความปรากฏแล้วว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดแรกแก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงข้างต้น จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อดังกล่าว ชอบที่จำเลยที่ 1 จะขอให้ออกหมายบังคับคดีได้ อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าหนี้จะขอให้มีการบังคับคดี จะต้องยื่นคำขอต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งถึงวิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีด้วย แต่คำร้องของจำเลยที่ 1 หาได้ระบุวิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีไว้แต่อย่างใด จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 ให้ยกคำร้อง

วันที่ 9 ตุลาคม 2562 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในสำนวนตามเดิม ยกเว้นแต่ในเรื่องหรือข้อที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 - 01)

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี บังคับไปตามคำพิพากษาตามยอม

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีตามคำขอของทนายโจทก์

ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่า โจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะขอให้ออกหมายบังคับคดีได้ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้องของโจทก์และให้เพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดีโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ขอให้ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 ว่า จำเลยที่ 1 ขอสละสิทธิเรียกร้องที่มีในสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนของที่ดินตามเอกสารสิทธิในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4 – 01) ที่ระบุในข้อ 3.2 และให้ข้อตกลงในส่วนอื่น ๆ ที่เหลือของสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลบังคับต่อคู่สัญญาโดยสมบูรณ์ต่อไป และในวันนัดพร้อมศาลชั้นต้นได้บันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า ศาลสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วข้อสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความอาจจะไม่สามารถปฏิบัติตามได้คือข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื่องจากในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุทำนองว่าให้มีการโอนสิทธิครอบครองที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่กันซึ่งอาจเป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 จึงขอสละโดยให้นำข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมออกไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ไม่ติดใจบังคับคดีหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่ในข้อสัญญาส่วนอื่นให้คงไว้ตามสัญญาเดิม โจทก์และทนายโจทก์ไม่คัดค้านและยินยอมให้นำข้อตกลงที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งหมดออกไป คงปฏิบัติตามสัญญาข้ออื่น ๆ ตามเดิม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคู่ความตกลงกันในการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้น จึงให้คู่ความทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในสำนวนตามเดิม ยกเว้นแต่ในเรื่องหรือข้อที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามความประสงค์ของคู่ความทั้งสองฝ่าย เช่นนี้ แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันใหม่เพียงว่าให้นำเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในสัญญาประนีประนอมยอมความออกไปเท่านั้น แต่ในข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความอื่นให้คงไว้ตามเดิม มิใช่เป็นการตกลงระงับข้อพิพาทและมีการตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความกันใหม่ทั้งหมดตามที่โจทก์ฎีกา ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ความผูกพันต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนอื่นตามเดิม เว้นแต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดินในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งมีการตกลงกันใหม่เท่านั้น ทั้งในวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ โจทก์ยังสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 โดยส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดิน เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขาย หรือเอกสารอื่นใดที่แยกกันต่างหากไม่เกี่ยวกับเอกสารสิทธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 2 กันยายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ได้อยู่แล้วและในวันดังกล่าวโจทก์ก็มิได้อ้างเหตุขัดข้องต่อจำเลยที่ 1 ว่าจะต้องรอให้มีการตกลงเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความกันใหม่เสียก่อนตามที่โจทก์ฎีกา เมื่อได้ความว่าโจทก์ส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งล่วงเลยไปจากระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ถึง 2 เดือนเศษ จึงถือได้ว่าโจทก์ผิดนัดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ย่อมร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีโจทก์ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 6 ได้โดยชอบ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดีโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 274 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาย ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ — นายธนู พุ่มพวง
- นางพนารัตน์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3316/2565
#686079
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 การพิจารณาสิทธิของโจทก์ที่จะขอคืนเงินค่าหุ้นที่ได้ชำระไปแล้วจึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และข้อบังคับของจำเลยตลอดจนคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ โดยในเรื่องการจ่ายคืนค่าหุ้นนั้น แม้สหกรณ์แต่ละแห่งสามารถกำหนดในข้อบังคับของตนเองได้ตามมาตรา 34 (4) ประกอบมาตรา 43 (5) ก็ตาม แต่ทั้งนี้ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ยังคงตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายทะเบียนสหกรณ์เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินลุล่วงไปได้อย่างมั่นคงเพื่อประโยชน์ของสหกรณ์ เมื่อความปรากฏตามรายงานผลการตรวจสอบบัญชีว่า จำเลยมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี มียอดขาดทุนสะสม 188,292,559.62 บาท มีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่ายอดรวมสินทรัพย์ 206,667,002.51 บาท อันต้องด้วยกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ 278/2549 การที่จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 จึงเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์ดังกล่าวซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 16 (8) และมาตรา 22 (2) โดยเฉพาะคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ตามมาตรา 22 นี้ หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษทางอาญาตามมาตรา 132 ข้อบังคับของจำเลยที่ได้มีการแก้ไขเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 จึงเป็นไปโดยชอบ

การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเรื่องการคืนเงินค่าหุ้นเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ที่ 278/2549 มิใช่คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ สสพ.288/2559 โจทก์เกษียณอายุปี 2558 และขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลยเมื่อปี 2559 อันเป็นเวลาภายหลังจากจำเลยแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับแล้ว สิทธิของโจทก์ที่จะขอคืนเงินค่าหุ้นจึงต้องตกอยู่ภายใต้ข้อบังคับของจำเลยที่ใช้อยู่ในเวลาที่ขอลาออกจากการเป็นสมาชิก

เงินค่าหุ้นมีลักษณะเป็นทุนของสหกรณ์ เมื่อสมาชิกจ่ายให้แก่สหกรณ์แล้วย่อมตกเป็นทุนของสหกรณ์ซึ่งสหกรณ์สามารถนำไปดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของตน เช่น การให้กู้ ให้สินเชื่อ หรือให้ยืมทรัพย์สินได้ตามความในบทบัญญัติมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 เงินสะสมทุนเรือนหุ้นจึงมิใช่เงินฝากหรือการฝากทรัพย์ที่สมาชิกมีสิทธิจะถอนคืนต้นเงินฝากได้เต็มจำนวน หากแต่ถือเป็นการลงทุนซึ่งสมาชิกมีโอกาสได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามสัดส่วนของการลงทุน ในทางกลับกันหากผลการดำเนินงานขาดทุน การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสมาชิกลาออกก็ต้องนำทุนเรือนหุ้นที่ชำระไปทั้งหมดมาคำนวณเพื่อให้เป็นมูลค่าปัจจุบันโดยสมาชิกต้องรับผิดชอบในส่วนที่ขาดทุนด้วย ดังนี้ หลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าหุ้นตามที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้คำแนะนำไว้ท้ายคำสั่งนายทะเบียนที่ 278/2549 ซึ่งจำเลยได้นำมากำหนดไว้ในข้อบังคับจึงหาใช่เป็นการออกข้อบังคับไม่เป็นธรรม เมื่อปรากฏตามรายงานผลการตรวจสอบบัญชีของจำเลยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ว่า ข้อบังคับของจำเลยข้อที่ 44 กำหนดให้จำเลยชะลอการจ่ายคืนค่าหุ้นของสมาชิกที่ขาดจากการเป็นสมาชิกภาพแล้ว โดยจำเลยจะต้องคำนวณมูลค่าหุ้นจ่ายคืนให้เป็นปัจจุบันทุกปี และสหกรณ์จำเลยสามารถปิดงบการเงินประจำปีได้จนถึงปี 2557 ซึ่งมูลค่าต่อหุ้นของจำเลยมีมูลค่าติดลบ 32.35 บาท หลังจากนั้นจนถึงปี 2562 (ปีที่โจทก์ยื่นฟ้อง) ยังไม่สามารถปิดงบการเงินประจำปีได้ เช่นนี้ แม้จำเลยจะประสบภาวะขาดทุนทำให้จำเลยไม่สามารถจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่โจทก์ที่พ้นจากสมาชิกภาพในเวลาที่โจทก์ขอคืนค่าหุ้นได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิของโจทก์ในกรณีนี้เป็นอันระงับสิ้นไปเลยทีเดียว เพราะหากภายภาคหน้าสหกรณ์จำเลยสามารถแก้ไขภาวะขาดทุนสะสมได้แล้ว หรือสามารถจ่ายเงินค่าหุ้นได้เมื่อใด โจทก์ก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับคืนเงินค่าหุ้นอยู่เมื่อนั้น จึงชอบที่จะให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 146,147 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ปี ของต้นเงิน 118,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 138,761.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ปี ของต้นเงิน 112,700 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในชั้นนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยตั้งแต่ปี 2540 นับแต่วันเข้าเป็นสมาชิกจนถึงปี 2559 โจทก์ได้ชำระค่าหุ้นให้แก่จำเลยรวมเป็นเงิน 118,700 บาท โจทก์เกษียณอายุปี 2558 ต่อมาในปี 2559 โจทก์ลาออกจากการเป็นสมาชิกและขอคืนค่าหุ้นที่ชำระไปจำนวนดังกล่าว จำเลยไม่จ่ายคืนให้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 นายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่งที่ 278/2549 ให้สหกรณ์กำหนดวิธีการจ่ายคืนค่าหุ้นในกรณีสหกรณ์ขาดทุนเกินทุนสำรองไว้ในข้อบังคับ กับให้คำแนะนำเรื่องแนวทางปฏิบัติในการจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ขาดทุนสะสมโดยสหกรณ์จะต้องชะลอการจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกไว้ก่อนและจะต้องกำหนดแนวปฏิบัติในการจ่ายคืนค่าหุ้นโดยแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับให้สามารถจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกน้อยกว่ามูลค่าหุ้นเดิมได้ และสหกรณ์จะต้องคำนวณมูลค่าเงินค่าหุ้นจ่ายคืนต่อหุ้น ณ วันสิ้นปีทางบัญชี เพื่อให้เป็นมูลค่าเงินค่าหุ้นจ่ายคืนต่อหุ้นปัจจุบัน จำเลยมีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี และได้มีการคำนวณมูลค่าเงินค่าหุ้นของจำเลย ณ วันสิ้นปีทางบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม 2557 จำเลยมีมูลค่าต่อหุ้นติดลบ 32.35 บาท ต่อมานายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่งให้จำเลยระงับการจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิกที่ลาออกตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ สสพ.288/2559 ทั้งนี้จำเลยได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับตามคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์ดังกล่าวข้างต้น เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 ตามรายงานผลการตรวจสอบบัญชีดังกล่าวหน้าที่ 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องจ่ายคืนเงินค่าหุ้นจำนวน 112,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 การพิจารณาสิทธิของโจทก์ที่จะขอคืนเงินค่าหุ้นที่ได้ชำระไปแล้วจึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และข้อบังคับของจำเลยตลอดจนคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ โดยในเรื่องการจ่ายคืนค่าหุ้นนั้น แม้สหกรณ์แต่ละแห่งสามารถกำหนดในข้อบังคับของตนเองได้ตามมาตรา 34 (4) ประกอบมาตรา 43 (5) ก็ตาม แต่ทั้งนี้ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ยังคงตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายทะเบียนสหกรณ์เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินลุล่วงไปได้อย่างมั่นคงเพื่อประโยชน์ของสหกรณ์ เมื่อความปรากฏตามรายงานผลการตรวจสอบบัญชีว่า จำเลยมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี มียอดขาดทุนสะสม 188,292,559.62 บาท มีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่ายอดรวมสินทรัพย์ 206,667,002.51 บาท อันต้องด้วยกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ 278/2549 การที่จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 จึงเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์ดังกล่าวซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 16 (8) และมาตรา 22 (2) โดยเฉพาะคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ตามมาตรา 22 นี้ หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษทางอาญาตามมาตรา 132 ข้อบังคับของจำเลยที่ได้มีการแก้ไขเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 จึงเป็นไปโดยชอบ ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ สสพ. 288/2559 ออกภายหลังจากโจทก์เกษียณอายุ (เกษียณสิ้นเดือนกันยายน 2558) แล้ว และกรณีไม่อาจใช้ข้อบังคับดังกล่าวให้มีผลย้อนหลังมาเป็นโทษแก่โจทก์ได้นั้น เห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเรื่องการคืนเงินค่าหุ้นเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ที่ 278/2549 มิใช่คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ สสพ.288/2559 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์เกษียณอายุปี 2558 และขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลยเมื่อปี 2559 อันเป็นเวลาภายหลังจากจำเลยแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับแล้ว สิทธิของโจทก์ที่จะขอคืนเงินค่าหุ้นจึงต้องตกอยู่ภายใต้ข้อบังคับของจำเลยที่ใช้อยู่ในเวลาที่ขอลาออกจากการเป็นสมาชิก ส่วนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยทำนองว่า การแก้ไขข้อบังคับของจำเลยไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบสิทธิของโจทก์ในค่าหุ้นที่โจทก์ได้ชำระไปก่อนวันที่ 10 ตุลาคม 2557 โดยจำเลยไม่จำต้องคืนเฉพาะเงินค่าหุ้นที่โจทก์ได้ชำระหลังวันที่ 10 ตุลาคม 2557 ดังที่โจทก์ประสงค์ให้บังคับตามนั้น เห็นว่า เงินค่าหุ้นมีลักษณะเป็นทุนของสหกรณ์ เมื่อสมาชิกจ่ายให้แก่สหกรณ์แล้วย่อมตกเป็นทุนของสหกรณ์ซึ่งสหกรณ์สามารถนำไปดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของตน เช่น การให้กู้ ให้สินเชื่อ หรือให้ยืมทรัพย์สินได้ตามความในบทบัญญัติมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ เงินสะสมทุนเรือนหุ้นจึงมิใช่เงินฝากหรือการฝากทรัพย์ที่สมาชิกมีสิทธิจะถอนคืนต้นเงินฝากได้เต็มจำนวน หากแต่ถือเป็นการลงทุนซึ่งสมาชิกมีโอกาสได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามสัดส่วนของการลงทุน ในทางกลับกันหากผลการดำเนินงานขาดทุน การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสมาชิกลาออกก็ต้องนำทุนเรือนหุ้นที่ชำระไปทั้งหมดมาคำนวณเพื่อให้เป็นมูลค่าปัจจุบันโดยสมาชิกต้องรับผิดชอบในส่วนที่ขาดทุนด้วย ดังนี้ หลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าหุ้นตามที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้คำแนะนำไว้ท้ายคำสั่งนายทะเบียนที่ 278/2549 ซึ่งจำเลยได้นำมากำหนดไว้ในข้อบังคับจึงหาใช่เป็นการออกข้อบังคับไม่เป็นธรรมดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อปรากฏตามรายงานผลการตรวจสอบบัญชีของจำเลยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2557 หน้าที่ 3 ว่า ข้อบังคับของจำเลยข้อที่ 44 กำหนดให้จำเลยชะลอการจ่ายคืนค่าหุ้นของสมาชิกที่ขาดจากการเป็นสมาชิกภาพแล้ว โดยจำเลยจะต้องคำนวณมูลค่าหุ้นจ่ายคืนให้เป็นปัจจุบันทุกปี และตามคำเบิกความของนางสาวสุมณฑา พยานจำเลย ซึ่งเป็นนักวิชาการสหกรณ์ปฏิบัติการ สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ในองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ อันมีจำเลยรวมอยู่ด้วย ได้ความว่า สหกรณ์จำเลยสามารถปิดงบการเงินประจำปีได้จนถึงปี 2557 ซึ่งมูลค่าต่อหุ้นของจำเลยมีมูลค่าติดลบ 32.35 บาท หลังจากนั้นจนถึงปี 2562 (ปีที่โจทก์ยื่นฟ้อง) ยังไม่สามารถปิดงบการเงินประจำปีได้ เช่นนี้ แม้จำเลยจะประสบภาวะขาดทุนทำให้จำเลยไม่สามารถจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่โจทก์ที่พ้นจากสมาชิกภาพในเวลาที่โจทก์ขอคืนค่าหุ้นได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิของโจทก์ในกรณีนี้เป็นอันระงับสิ้นไปเลยทีเดียว เพราะหากภายภาคหน้าสหกรณ์จำเลยสามารถแก้ไขภาวะขาดทุนสะสมได้แล้ว หรือสามารถจ่ายเงินค่าหุ้นได้เมื่อใด โจทก์ก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับคืนเงินค่าหุ้นอยู่เมื่อนั้น จึงชอบที่จะให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 16 (8) ม. 22 ม. 34 (4) ม. 43 (5) ม. 46 ม. 132
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นางฉันทนา วาพันสุ
ศาลอุทธรณ์ — นางสุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา