คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2774/2565
#684563
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จำเลยจำนองที่ดินเป็นหลักประกันเดียวกับหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์เดียวกันและโจทก์ยื่นฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์และศาลแขวงขอนแก่น เมื่อปรากฏว่าศาลจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นศาลที่มีคำพิพากษาและออกหมายบังคับคดี แม้ทรัพย์จำนองจะตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์มีหนังสือขอให้ศาลจังหวัดขอนแก่นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์และทำการขายทอดตลาดแทน และต่อมาศาลแขวงมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ และศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มีอำนาจพิจารณา ทำคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ที่บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่กำหนดไว้ในมาตรา 271" และมาตรา 271 บัญญัติให้ ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีซึ่งมีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 276 และมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใดอันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น คือศาลจังหวัดกาฬสินธุ์เพราะขณะมีการยึดทรัพย์คดีนี้ศาลแขวงขอนแก่นยังมิได้มีคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยจำนวน 2 คดี คือคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2941/2561 ของศาลแขวงขอนแก่น แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ วันที่ 28 มิถุนายน 2560 ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาด วันที่ 26 กันยายน 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปในราคา 2,290,000 บาท ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2562 ผู้ร้องมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นยึดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2941/2561 ของศาลแขวงขอนแก่น ศาลแขวงขอนแก่นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดี ศาลนี้ไม่มีอำนาจวินิจฉัยคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า โจทก์หรือผู้ร้องกับจำเลยในคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2941/2561 ของศาลแขวงขอนแก่น เป็นคู่ความรายเดียวกัน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2559 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,339,396.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,079,075.47 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มีนาคม 2559) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าไม่พอชำระให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามขอ วันที่ 27 มิถุนายน 2560 ผู้แทนโจทก์คดีนี้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ในวันเดียวกันเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์มีหนังสือขอให้ศาลจังหวัดขอนแก่นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นยึดทรัพย์และทำการขายทอดตลาดทรัพย์แทนเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์ วันที่ 28 มิถุนายน 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561 ผู้คัดค้านที่ 2 ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดได้ ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์หรือผู้ร้องที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามขอ วันที่ 27 มิถุนายน 2560 ผู้แทนโจทก์คดีนี้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วันที่ 28 มิถุนายน 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่กำหนดไว้ในมาตรา 271" และมาตรา 271 บัญญัติให้ ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีซึ่งมีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 276 และมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนี้ เมื่อศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นรวมทั้งมีอำนาจบังคับคดีและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด คือศาลชั้นต้น ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยถูกยึดไว้และขายทอดตลาดตามคำพิพากษาของศาลแขวงขอนแก่น ศาลแขวงขอนแก่นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวกับการบังคับคดีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวของจำเลย โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลแขวงขอนแก่นไม่ใช่ศาลชั้นต้นนั้นเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนเพราะที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยมิได้ถูกยึดและขายทอดตลาดตามคำพิพากษาของศาลแขวงขอนแก่น ขณะมีการยึดทรัพย์คดีนี้เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560 คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2941/2561 ศาลแขวงขอนแก่นยังมิได้มีคำพิพากษา โดยศาลแขวงขอนแก่นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2561 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตาม คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยมิได้ไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลฎีกาจึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น และคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 271 ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ก.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ณ กับพวก
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสรินทิพย ทรงศิริศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ธีรวัฒน์ ไตรวารี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2565
#684760
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยหมาย ล.4 ข้อ 3.1.7 มีข้อความว่า กรณีผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยและเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุ หรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ประสบภัย บริษัทจะรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยจะอ้างข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อจำกัดความรับผิดไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นจึงมีได้เพียง 2 กรณี คือ (1) ผู้ประสบภัยซึ่งเป็นผู้ขับขี่เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือ (2) ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ในอุบัติเหตุนั้น ซึ่งตามกรมธรรม์ ฯ ข้อ 17 กำหนดว่า ความหมายและเจตนารมณ์ของข้อความที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยนี้ รวมทั้งเอกสารแนบท้ายและเอกสารประกอบให้ตีความตามที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้ ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 11/2552 ซึ่งสั่งให้ใช้คู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถได้ยกตัวอย่างอธิบายความหมายของข้อความที่ว่า ไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่ ทำให้เห็นว่า ข้อความดังกล่าวมุ่งเฉพาะกรณีไม่ทราบตัวผู้ที่ต้องรับผิด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า ผู้ตายเป็นผู้ประสบภัยซึ่งขับรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยมิได้เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นและมีผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ตายคือ ท. ผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย เพียงแต่ ท. ถึงแก่ความตายไปก่อนถูกดำเนินคดีอาญา หาใช่เป็นกรณีไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะรับผิดเพียงไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นดังที่กำหนดไว้ในข้อ 3.1.7การตีความสัญญาประกันภัยซึ่งข้อความในสัญญาถูกกำหนดขึ้นฝ่ายเดียวโดยที่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้บริโภคไม่สามารถแก้ไขเป็นอย่างอื่นได้ จึงต้องตีความโดยคำนึงถึงความเข้าใจและความคาดหมายของผู้บริโภคอันเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาในการเข้าทำสัญญาประกอบด้วยเสมอ ดังนั้น ถึงแม้ว่าข้อความในกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 3 ตอนต้นจะตรงกับ เรื่องประกันภัยค้ำจุน แต่ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัยที่ทำขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และเมื่อพิจารณาต่อไปในข้อ 3.1.6 ที่กำหนดให้บริษัทผู้รับประกันภัยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้เอาประกันภัยและบุคคลในครอบครัวในกรณีรถที่เอาประกันภัยเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องจากความผิดของผู้อื่นที่ขับขี่รถคันนั้น รวมทั้งข้อ 3.1.7 ดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น จะเห็นว่าทั้งสองข้อเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระหว่างผู้รับประกันภัยกับผู้เอาประกันภัย ไม่ใช่ข้อตกลงว่าผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกผู้ต้องเสียหายซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ สัญญาประกันภัยที่พิพาทจึงแตกต่างจากสัญญาประกันภัยค้ำจุน และการที่ข้อ 3.1.7 ซึ่งกำหนดว่า ผู้รับประกันภัยจะรับผิดเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นกล่างถึงแต่เฉพาะกรณีผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยเป็นฝ่ายต้องรับผิดหรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิด ย่อมทำให้ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นวิญญูชนเข้าใจโดยสุจริตว่า หากตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิดแล้วจะมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเหมือนผู้ประสบภัยคนอื่น ๆ ไม่ใช่ได้รับเพียงค่าเสียหายเบื้องต้น ทั้งการที่กฎหมายบังคับให้เจ้าของรถทุกคันต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยยิ่งทำให้ผู้ซึ่งปฏิบัติตามกฎหมายต่างคาดหมายว่าหากตนประสบอุบัติเหตุโดยที่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด ก็ต้องได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยเต็มตามวงเงินที่คุ้มครอง เมื่อข้อความในสัญญาไม่ชัดเจนทำให้เกิดปัญหาในการตีความและเป็นที่สงสัย เมื่อกรมธรรม์ ฯ หรือสัญญาประกันภัยในคดีนี้เป็นเอกสารสัญญาที่จำเลยกำหนดสาระสำคัญต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 การตีความในกรณีมีข้อสงสัยจึงต้องอยู่ภายใต้มาตรา 4 วรรคสอง จึงต้องตีความสัญญาไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายเต็มจำนวนความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีเสียชีวิต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีชอบด้วยกฎหมายของนางทิพวรรณ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยเฉพาะการประกันภัยรถตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำเลยรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไว้จากนางทิพวรรณเจ้าของกรรมสิทธิ์ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2561 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 นางทิพวรรณขับรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่มีนายทินกรเป็นคนขับ เป็นเหตุให้นางทิพวรรณถึงแก่ความตาย โดยรถจักรยานยนต์ ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่าตาฝั่งรับเป็นคดีจราจรโดยกล่าวหาว่านายทินกรเป็นฝ่ายประมาท แต่สรุปสำนวนสั่งไม่ฟ้องเนื่องจากนายทินกรถึงแก่ความตาย จำเลยชำระค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 35,000 บาท ให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมหลังจากนั้นโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นอีก 265,000 บาท แต่จำเลยปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเอกสารหมาย ล.4 ข้อ 3.1.7 มีข้อความว่า กรณีผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยและเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุหรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ประสบภัย บริษัทจะรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยจะอ้างข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อจำกัดความรับผิดของตนเองไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นจึงมีได้เพียงสองกรณี คือ (1) ผู้ประสบภัยซึ่งเป็นผู้ขับขี่เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือ (2) ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ในอุบัติเหตุนั้น ซึ่งตามกรมธรรม์ฯ ข้อ 17 กำหนดว่า ความหมายและเจตนารมณ์ของข้อความที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยนี้ รวมทั้งเอกสารแนบท้ายและเอกสารประกอบให้ตีความตามที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้ และจำเลยได้อ้างส่งคำสั่งนายทะเบียนที่ 11/2552 ซึ่งสั่งให้ใช้คู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ แต่เมื่อพิจารณาคู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถท้ายคำสั่งดังกล่าวหน้า 8 ข้อ 3.3 ใน 2) ได้ยกตัวอย่างอธิบายความหมายของข้อความที่ว่า "ไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่นั้น เช่น ถูกรถอื่นชนเป็นเหตุให้ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่รถที่มาชนนั้นหลบหนีไปไม่สามารถติดตามหรือทราบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย" ทำให้เห็นว่าข้อความดังกล่าวมุ่งเฉพาะกรณีไม่ทราบตัวผู้ที่ต้องรับผิด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า นางทิพวรรณผู้ตายและเป็นผู้ประสบภัยซึ่งขับรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยมิได้เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และมีผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ตายคือ นายทินกร ผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย เพียงแต่นายทินกรถึงแก่ความตายไปก่อนถูกดำเนินคดีอาญา หาใช่เป็นกรณีไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัยดังที่จำเลยอ้างไม่ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะรับผิดเพียงไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นดังที่กำหนดไว้ในข้อ 3.1.7

เมื่อไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะรับผิดเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ความรับผิดของจำเลยจะมีเพียงใดนั้น จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า สัญญาประกันภัยตามฟ้องเป็นประกันภัยคํ้าจุนซึ่งจำเลยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นต่อเมื่อเป็นกรณีที่ผู้เอาประกันภัย (ซึ่งหมายถึงนางทิพวรรณผู้ตาย) เป็นฝ่ายที่จะต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย เมื่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้เอาประกันภัย หากแต่เกิดเพราะความประมาทของนายทินกรคู่กรณี จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินแก่คู่กรณี ส่วนทางด้านผู้เอาประกันภัยแม้จะเป็นฝ่ายถูก แต่ตามหลักของสัญญาประกันภัยคํ้าจุน จำเลยไม่มีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัย ในขณะที่โจทก์อ้างว่านางทิพวรรณผู้ตายและโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอยู่ในฐานะผู้ประสบภัยมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนในกรณีเสียชีวิตตามกรมธรรม์ ฯ เพราะข้อ 3.1 ที่กำหนดอัตราค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยจะชดใช้ในกรณีต่าง ๆ ระบุตัวผู้ที่จะได้รับการชดใช้โดยใช้คำว่า "ผู้ประสบภัย" ซึ่งตามกรมธรรม์ ฯ ข้อ 2 ได้ให้นิยามคำว่า "ผู้ประสบภัย" หมายความรวมทั้งคู่กรณีและผู้เอาประกันภัยที่ได้รับอันตราย ฯ และในข้อ 3.1 ก็ไม่ได้มีข้อความใดจำกัดว่าหมายถึงเฉพาะผู้ประสบภัยที่เป็นคู่กรณีซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เท่านั้น การตีความตามสัญญาของคู่ความทั้งสองต่างอ้างอิงข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัย ฝ่ายจำเลยตีความโดยอาศัยความในข้อ 3 ตอนต้นที่ระบุว่า" ...บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัยของผู้ประสบภัยในนามผู้เอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัย ..." ซึ่งตรงกับหลักเรื่องประกันภัยค้ำจุนและเป็นการตีความตามแนวทางที่อยู่ในคู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ฯ หน้า 9 ย่อหน้าแรก ซึ่งอธิบายทำนองว่า แม้ผู้ขับขี่รถคันเอาประกันภัยจะเป็นฝ่ายถูก ก็ต้องไปใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นจากฝ่ายผิด หรือบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่เป็นฝ่ายผิดนั้น ส่วนฝ่ายโจทก์ตีความโดยอ้างความในข้อ 2 กับข้อ 3.1 ซึ่งให้ความหมายของคำว่า "ผู้ประสบภัย" และสิทธิของผู้ประสบภัยที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนในกรณีต่าง ๆ รวมทั้งกรณีเสียชีวิตโดยไม่ได้ยกเว้นว่าไม่รวมถึงผู้เอาประกันภัยที่ประสบภัย แต่เมื่อสัญญาเกิดขึ้นโดยอาศัยเจตนาของคู่สัญญาเป็นสำคัญ การตีความโดยเฉพาะเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยซึ่งข้อความในสัญญาถูกกำหนดขึ้นฝ่ายเดียวโดยที่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้บริโภคไม่สามารถแก้ไขเป็นอย่างอื่นได้ จึงต้องตีความโดยคำนึงถึงความเข้าใจและความคาดหมายของผู้บริโภคอันเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาในการเข้าทำสัญญาประกอบด้วยเสมอ ดังนั้น ถึงแม้ว่าข้อความในกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 3 ตอนต้นจะตรงกับเรื่องประกันภัยค้ำจุนดังที่จำเลยต่อสู้ก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัยที่ทำขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และเมื่อพิจารณาต่อไปในข้อ 3.1.6 ที่กำหนดให้บริษัทผู้รับประกันภัยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้เอาประกันภัยและบุคคลในครอบครัวในกรณีรถที่เอาประกันภัยเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องจากความผิดของผู้อื่นที่ขับขี่รถคันนั้น รวมทั้งข้อ 3.1.7 ดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น จะเห็นว่าทั้งสองข้อเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระหว่างผู้รับประกันภัยกับผู้เอาประกันภัย ไม่ใช่ข้อตกลงว่าผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกผู้ต้องเสียหายซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ สัญญาประกันภัยที่พิพาทจึงแตกต่างจากสัญญาประกันภัยค้ำจุน นอกจากนี้ การที่ข้อ 3.1.7 ซึ่งกำหนดว่า ผู้รับประกันภัยจะรับผิดเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นกล่าวถึงแต่เฉพาะกรณีผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยเป็นฝ่ายต้องรับผิดหรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิด ย่อมทำให้ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นวิญญูชนเข้าใจโดยสุจริตว่า หากตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิดแล้วจะมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเหมือนผู้ประสบภัยคนอื่น ๆ ไม่ใช่ได้รับเพียงค่าเสียหายเบื้องต้น ทั้งการที่กฎหมายบังคับให้เจ้าของรถทุกคันต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยยิ่งทำให้ผู้ซึ่งปฏิบัติตามกฎหมายต่างคาดหมายว่าหากตนประสบอุบัติเหตุโดยที่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดก็ต้องได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยเต็มตามวงเงินที่คุ้มครอง

เมื่อข้อความในสัญญาไม่ชัดเจนทำให้เกิดปัญหาในการตีความว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ประสบภัยจากรถด้วยหรือไม่และเป็นที่สงสัย เมื่อกรมธรรม์ ฯ หรือสัญญาประกันภัยในคดีนี้เป็นเอกสารสัญญาที่จำเลยผู้รับประกันภัยนำมาใช้ในการประกอบกิจการรับประกันภัย โดยมีการกำหนดสาระสำคัญต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 3 ที่ให้นิยามคำว่า "สัญญาสำเร็จรูป" หมายความว่า สัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะทำในรูปแบบใดซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน การตีความในกรณีมีข้อสงสัยจึงต้องอยู่ภายใต้มาตรา 4 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความสัญญาสำเร็จรูปไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น" กรณีจึงต้องตีความสัญญาไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายเต็มจำนวนความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีเสียชีวิตเป็นเงิน 300,000 บาท ตามกรมธรรม์ ฯ ข้อ 3.1 ประกอบข้อ 3.1.3 เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท ให้แก่โจทก์ไปแล้วคงเหลือค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์อีก 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด แต่โจทก์ขอเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ซึ่งไม่เกินสิทธิที่จะได้รับ จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์มีคำขอ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สะเรียง — นายวิชา เหล่าเทิดพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2565
#685394
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 3.1.7 มีข้อความว่า กรณีผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยและเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุหรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ประสบภัย บริษัทจะรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยจะอ้างข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อจำกัดความรับผิดของตนเองไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นจึงมีได้เพียงสองกรณีคือ (1) ผู้ประสบภัยซึ่งเป็นผู้ขับขี่เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือ (2) ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ในอุบัติเหตุนั้น เมื่อพิจารณาคู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหน้า 8 ข้อ 3.3 ใน2) ได้ยกตัวอย่างอธิบายความหมายของข้อความที่ว่า "ไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่นั้น เช่น ถูกรถอื่นชนเป็นเหตุให้ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่รถที่มาชนนั้นหลบหนีไปไม่สามารถติดตามหรือทราบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย" ทำให้เห็นว่าข้อความดังกล่าวมุ่งเฉพาะกรณีไม่ทราบตัวผู้ที่ต้องรับผิด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าท. ผู้ตายและเป็นผู้ประสบภัยซึ่งขับรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยมิได้เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และมีผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ตายคือ น. ผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย เพียงแต่ น.ถึงแก่ความตายไปก่อนถูกดำเนินคดีอาญา หาใช่เป็นกรณีไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัยดังที่จำเลยอ้างไม่ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะรับผิดเพียงไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นตามที่กำหนดไว้ในข้อ 3.1.7

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สะเรียง — วิชา เหล่าเทิดพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — กัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
คำพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565
#684770
เปิดฉบับเต็ม

อายุความตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 13 แยกความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยเป็น 2 กรณี คือ กรณีแรกเป็นผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้บริโภค และกรณีที่สองเป็นผลของสารที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการของผู้บริโภค เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จําเลยที่ 2 ฉีดชีวโมเลกุลให้โจทก์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2558 รวม 6 ครั้ง การฉีดชีวโมเลกุลเข้าสู่ร่างกายเป็นการให้บริการทางการแพทย์ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของฝ่ายจําเลยผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จําเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากโจทก์ได้รับการฉีดชีวโมเลกุลครั้งแรก โจทก์มีอาการแพ้ และเมื่อโจทก์ได้รับการฉีดในครั้งต่อ ๆ มา โจทก์มีอาการแพ้รุนแรงมากขึ้นจนเกิดอาการผื่นขึ้นบนใบหน้า ลำคอและเกิดตุ่มขึ้นตามร่างกายโจทก์ จนกระทั่งจําเลยที่ 1 ต้องพาโจทก์เข้ารับการรักษาอาการแพ้ที่โรงพยาบาล ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 จนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 แต่การรักษาไม่ได้ผล แพทย์จึงหยุดการรักษา แสดงว่าอาการแพ้ที่เกิดขึ้นตามร่างกายของโจทก์มีมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 2 ปี ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ และไม่แน่นอนว่าในอนาคตจะมีอาการอย่างไรต่อไป ผลของสารที่โจทก์ได้รับจากการฉีดสารชีวโมเลกุลจําต้องใช้ระยะเวลาในการแสดงอาการ ไม่อาจถืออาการแพ้ที่เห็นได้โดยประจักษ์ก่อนหน้านั้นเป็นผลสุดท้ายของความเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีจึงต้องใช้อายุความ 3 ปี ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 13 มิใช่อายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วันที่โจทก์รู้ถึงความเสียหายจึงยังไม่เริ่มต้นนับ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2560 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนเงินค่าบริการรักษาสุขภาพและความงามที่โจทก์ชำระไป 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 รับเงินจากโจทก์เป็นต้นไป กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อจิตใจและธุรกิจของโจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษอัตราสูงสุดแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยยังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาในส่วนค่ารักษาพยาบาลในอนาคตของโจทก์เพื่อให้อาการแพ้หายเป็นปกติภายในกำหนดเวลาสามปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 20,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน ใช้ชื่อว่า ม. คลีนิค มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นแพทย์ประจำและเป็นลูกจ้างที่ให้บริการในสถานพยาบาลของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 โจทก์เข้ารับการบริการที่ ม. คลีนิค เพื่อรักษาและฟื้นฟูสภาพตับ โดยการฉีดชีวโมเลกุลเข้าสู่ร่างกายของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับการฉีดชีวโมเลกุลตามนัดอย่างต่อเนื่องตามปริมาณที่จำเลยที่ 2 กำหนดจนครบ โดยฉีดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2558 ผลการฉีดชีวโมเลกุลดังกล่าวทำให้โจทก์มีอาการแพ้ เกิดผื่นขึ้นใบหน้า ลำคอและเกิดตุ่มขึ้นตามร่างกายของโจทก์ จำเลยที่ 1 พาโจทก์เข้ารับการรักษาอาการแพ้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล บ. ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 แต่การรักษาไม่ได้ผล แพทย์ผู้ทำการรักษาโจทก์จึงหยุดการรักษา สำหรับจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และโจทก์เสียหายเพียงใดนั้น ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดด้วย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า อายุความในคดีนี้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 13 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัย โดยผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้บริโภคหรือเป็นกรณีที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในสามปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องรับผิดแต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย" บทบัญญัติดังกล่าวแยกความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัย เป็น 2 กรณี คือ กรณีแรกเป็นผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้บริโภค และกรณีที่สองเป็นผลของสารที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการของผู้บริโภค เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 โจทก์เข้ารับการบริการที่ ม. คลีนิค เพื่อรักษาและฟื้นฟูสภาพตับ โดยการฉีดชีวโมเลกุลเข้าสู่ร่างกายของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับการฉีดชีวโมเลกุลตามนัดอย่างต่อเนื่องตามปริมาณที่จำเลยที่ 2 กำหนดจนครบ โดยฉีดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2558 รวม 6 ครั้ง การฉีดชีวโมเลกุลเข้าสู่ร่างกายดังกล่าวจึงเป็นการให้บริการทางการแพทย์อย่างหนึ่งที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ในข้อนี้นายวิฑูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาล บ. พยานโจทก์เบิกความว่า จากการสอบถามจำเลยที่ 2 ถึงส่วนประกอบของชีวโมเลกุลที่ฉีดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ทราบเพียงว่าเป็นสารสกัดจากวัวและผลิตจากประเทศเยอรมันเท่านั้น และตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานใดในชั้นพิจารณาเลยว่าสารดังกล่าว คืออะไร ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของทางราชการที่เกี่ยวข้อง หรือมีงานวิจัยทางวิชาการใดมาสนับสนุนให้เห็นว่าสารชีวโมเลกุลอาจตกค้างหรือสะสมอยู่ในร่างกายจนก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยได้หรือไม่ และข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่าภายหลังจากโจทก์ได้รับฉีดชีวโมเลกุลครั้งแรก โจทก์เริ่มมีอาการแพ้ และเมื่อโจทก์ได้รับการฉีดชีวโมเลกุลในครั้งต่อๆ มา โจทก์มีอาการแพ้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนเกิดอาการผื่นขึ้นบนใบหน้า ลำคอและเกิดตุ่มขึ้นตามร่างกายของโจทก์ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ต้องพาโจทก์เข้ารับการรักษาอาการแพ้ที่โรงพยาบาล บ. ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 จนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 แต่การรักษาไม่ได้ผลแพทย์จึงหยุดการรักษา แสดงว่าอาการแพ้ที่เกิดขึ้นตามร่างกายของโจทก์มีมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 2 ปี ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ และไม่แน่นอนว่าในอนาคตจะมีอาการอย่างไรต่อไป ผลของสารที่โจทก์ได้รับจากการฉีดชีวโมเลกุลจำต้องใช้ระยะเวลาในการแสดงอาการ ไม่อาจถืออาการแพ้ที่เห็นได้โดยประจักษ์ก่อนหน้านั้นเป็นผลสุดท้ายของความเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีต้องปรับด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 13 มิใช่ปรับด้วยอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา วันที่โจทก์รู้ถึงความเสียหายคดีนี้จึงยังไม่เริ่มต้นนับ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2560 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เงินค่าใช้จ่ายในการฉีดชีวโมเลกุลที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 130,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ถือเป็นค่าสินจ้างตามสัญญาจ้างทำของที่โจทก์จ้างให้จำเลยที่ 1 ให้บริการเกี่ยวกับการรักษาตามปกติ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้คืนในฐานะเป็นค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิด นอกจากนี้ ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี ... และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดเกินกว่าหนี้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือไม่ก็ดี การคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายก็ดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ตุลาคม 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 13 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางพาณิภัค เขมนิจกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2757/2565
#684591
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดสรรจัดให้มีขึ้นบนโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และ 10813 ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในโครงการดังกล่าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และโดยผลของกฎหมายดังกล่าวย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้จัดสรรหรือจำเลยที่ 4 ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่จะต้องบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และ 10813 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 เนื่องจากจำเลยที่ 3 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 4 ไปแล้ว สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 กับบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมทะเลสาบเต็มทั้งแปลง และถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 10 เมตร ด้านทิศเหนือของที่ดินโดยมีระยะทางจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกจนสุดแนวเขตที่ดิน รวมทั้งถนนลาดยางรอบทะเลสาบ กว้าง 2.80 เมตร ยาว 550 เมตร จากแนวเขตที่ดินด้านทิศเหนือเป็นเส้นรอบวงรอบทะเลสาบมาทางด้านทิศใต้จนสุดแนวเขตที่ดินบนโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 ให้แก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดที่ดินเลขที่ 33734, 148559, 33736, 148560, 39041, 28060, 28061, 28062, 33793, 33794, 33795, 28137, 28138, 28139 และ 10810 รวม 15 แปลง ของโจทก์ที่ 2 โฉนดที่ดินเลขที่ 33806 โจทก์ที่ 3 โฉนดที่ดินเลขที่ 41456, 41457 และ 41458 โจทก์ที่ 4 โฉนดที่ดินเลขที่ 19332 โจทก์ที่ 5 โฉนดที่ดินเลขที่ 28149 โจทก์ที่ 6 โฉนดที่ดินเลขที่ 33919 โจทก์ที่ 7 โฉนดที่ดินเลขที่ 33766 และ 33767 โจทก์ที่ 8 โฉนดที่ดินเลขที่ 33900 โจทก์ที่ 9 โฉนดที่ดินเลขที่ 33832 และ 33833 โจทก์ที่ 10 โฉนดที่ดินเลขที่ 41461 และโจทก์ที่ 11 โฉนดที่ดินเลขที่ 30854 หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมสวนสาธารณะและถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 10 เมตร ติดสวนสาธารณะจากทิศตะวันออกมาทิศตะวันตกกึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งใช้เป็นทะเลสาบบนโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 ให้แก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดที่ดินเลขที่ 33737 (ที่ถูก 33734), 148559, 33736, 148560, 39041, 28060, 28061, 28062, 33793, 33794, 33795, 28137, 28138, 28139 และ 10810 รวม 15 แปลง ของโจทก์ที่ 2 โฉนดที่ดินเลขที่ 33806 โจทก์ที่ 3 โฉนดที่ดินเลขที่ 41456, 41457 และ 41458 โจทก์ที่ 4 โฉนดที่ดินเลขที่ 19332 โจทก์ที่ 5 โฉนดที่ดินเลขที่ 28149 โจทก์ที่ 6 โฉนดที่ดินเลขที่ 33919 โจทก์ที่ 7 โฉนดที่ดินเลขที่ 33766 และ 33767 โจทก์ที่ 8 โฉนดที่ดินเลขที่ 33900 โจทก์ที่ 9 โฉนดที่ดินเลขที่ 33832 และ 33833 โจทก์ที่ 10 โฉนดที่ดินเลขที่ 41461 และโจทก์ที่ 11 โฉนดที่ดินเลขที่ 30854 หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสี่ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมทะเลสาบเต็มทั้งแปลงในที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 10 เมตร ด้านทิศเหนือของที่ดินโดยมีระยะทางจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกจนสุดแนวเขตที่ดินให้แก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดที่ดินเลขที่ 33734, 148559, 33736, 148560, 39041, 28060, 28061, 28062, 33793, 33794, 33795, 28137, 28138, 28139 และ 10810 รวม 15 แปลง ของโจทก์ที่ 2 โฉนดที่ดินเลขที่ 33806 โจทก์ที่ 3 โฉนดที่ดินเลขที่ 41456, 41457 และ 41458 โจทก์ที่ 4 โฉนดที่ดินเลขที่ 19332 โจทก์ที่ 5 โฉนดที่ดินเลขที่ 28149 โจทก์ที่ 6 โฉนดที่ดินเลขที่ 33919 โจทก์ที่ 7 โฉนดที่ดินเลขที่ 33766 และ 33767 โจทก์ที่ 8 โฉนดที่ดินเลขที่ 33900 โจทก์ที่ 9 โฉนดที่ดินเลขที่ 33832 และ 33833 โจทก์ที่ 10 โฉนดที่ดินเลขที่ 41461 และโจทก์ที่ 11 โฉนดที่ดินเลขที่ 30854 กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมสวนสาธารณะเต็มทั้งแปลงในที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 และถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 10 เมตร ติดสวนสาธารณะจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกกึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งใช้เป็นทะเลสาบ ให้แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดดังกล่าว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยทั้งสี่นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจัดสรรที่ดินในโครงการบ้านสีวลีทั้ง 6 โครงการ โดยใช้ชื่อโครงการเดียวกันว่า "บ้าน ส." โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ระบุในใบโฆษณาว่าผู้จัดสรรจะจัดให้มีทะเลสาบและถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) กว้าง 10 เมตร ริมทะเลสาบด้านทิศเหนือจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกจนสุดแนวเขตที่ดินไว้บนโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และส่วนที่ติดต่อกับทะเลสาบอันเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 อันเป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้จัดสรรจะจัดให้มีทะเลสาบและถนนคอนกรีตกับสวนสาธารณะและถนนคอนกรีตตามที่โฆษณา จึงเป็นสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นในที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และเลขที่ 10813 เต็มพื้นที่ทั้งสองแปลง ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในโครงการดังกล่าวตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น โจทก์ที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 จัดตั้งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะแก่โจทก์ที่ 1 รวม 15 แปลง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านจัดสรรโครงการพิพาทซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และ 10813 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2533 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 แก่จำเลยที่ 4 คดีในส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 กับให้จำเลยที่ 4 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 แก่โฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เนื่องจากโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดสรรจัดให้มีขึ้นบนโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และ 10813 ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในโครงการดังกล่าวตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และโดยผลของกฎหมายดังกล่าวย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้จัดสรรหรือจำเลยที่ 4 ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่จะต้องบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และ 10813 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 เนื่องจากจำเลยที่ 3 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 4 ไปแล้ว สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 กับบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10812 เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด กับให้จำเลยที่ 4 จดทะเบียนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10813 เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 1387
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ส. กับพวก
จำเลย — บริษัท ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายธีรวัฒน์ กล้าการรบ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชวลิต อิศเรศ
ชื่อองค์คณะ
น้ำเพชร ปานะถึก
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2756/2565
#684817
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1410 สิทธิเหนือพื้นดินเป็นกรณีที่เจ้าของที่ดินก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่บุคคลอื่น ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17394 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 6 ชั้น จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17395 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 7 ชั้น โดยตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างในลักษณะมีผนังแบ่งตึกแถวออกเป็นคูหา (ผนังร่วม) มีฐานรากและโครงสร้างหลักเชื่อมต่อเป็นอันเดียวกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 รื้อถอนตึกแถวของจำเลยที่ 1 เหลือเพียงผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง ผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมจึงต่างอยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่ใช่เรื่องสิทธิเหนือพื้นดินไม่สามารถนำ ป.พ.พ. มาตรา 1415 มาปรับใช้ได้

เมื่อพิจารณาว่าวัตถุประสงค์และสภาพการใช้งานผนังร่วมตึกแถวใช้เพื่อแบ่งกั้นตึกแถวออกเป็นคูหา ผนังร่วมเปรียบได้กับผนังกำแพงซึ่งหมายเขตที่ดิน โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมกันและหลักกรรมสิทธิ์ยังคงมีอยู่ หาได้เปลี่ยนแปลงเพราะสภาพการใช้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงไป โจทก์ทั้งสองทราบดีว่าผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นกรรมสิทธิ์รวม แม้ต่อมาภายหลังสภาพของผนังร่วมระหว่างตึกแถวเปลี่ยนแปลงไปและไม่อาจใช้ได้ตามวัตถุประสงค์เดิม แต่ผนังร่วมก็ยังคงบ่งบอกเขตแดนกรรมสิทธิ์ของที่ดินอันเป็นประโยชน์แก่เจ้าของรวม กรรมสิทธิ์ผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 จึงหาได้เปลี่ยนแปลงไปไม่ จำเลยที่ 1 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ทั้งสอง แม้จำเลยที่ 2 จะทำประตูบ้านหรือประตูเข้าพื้นที่ใหม่ในตำแหน่งใหม่ โดยรื้อถอนประตูเดิมทิ้งก็ตาม ก็ไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 ได้สละสิทธิในการใช้ประโยชน์ผนังร่วมดังกล่าวไปด้วย ในเมื่อจำเลยที่ 1 ยังคงหวงกันผนังร่วมในฝั่งที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่เช่นเดิม กรณีหามีเหตุอันใดให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผนังร่วมตึกแถวที่เหลือจากการรื้อถอนทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสี่รื้อถอนนั่งร้านเหล็กก่อสร้างของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสี่เปิดประตูรั้วเหล็กให้โจทก์ทั้งสองนำคนงานและวัสดุเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 17395 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เพื่อทำการก่อสร้าง ซ่อมแซม ปรับปรุงผนังตึกแถวของโจทก์ทั้งสองเลขที่ 45/8 ฝั่งด้านทิศใต้จนกว่าจะแล้วเสร็จ และร่วมกันใช้เงิน 1,001,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้พิพากษาว่าผนังร่วมที่เหลือจากการรื้อถอนของจำเลยทั้งสี่ทางด้านทิศใต้ของอาคารตึกแถว 6 ชั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัท ท. และบริษัท ด. เข้าเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 โดยอ้างว่า บริษัท ท. เป็นผู้รับประกันภัยซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 และบริษัท ด. เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และได้ร่วมละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและยกคำร้องขอของจำเลยที่ 4

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งสอง) โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งสอง) สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และจำเลยร่วมทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และจำเลยร่วมทั้งสองในศาลชั้นต้น กับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดิน โฉนดเลขที่ 17394 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 6 ชั้น จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 17395 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 7 ชั้น จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้เช่าทรัพย์สิน จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ 4 ประกอบกิจการบริหารงานก่อสร้าง จำเลยร่วมที่ 1 ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย และจำเลยร่วมที่ 2 ประกอบกิจการตกแต่งภายใน เดิมตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ก่อสร้างพร้อมกัน มีผนังแบ่งตึกแถวเป็นคูหาร่วมกัน (ผนังร่วม) มีฐานรากและโครงสร้างหลักเชื่อมต่อเป็นอันเดียวกัน จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17394 พร้อมตึกแถวให้แก่บริษัท ซ. และบริษัท ซ. ขายที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อตึกแถวของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเพื่อก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยโครงการคงเหลือผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และจำเลยร่วมทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองมิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเพียงประการเดียวว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผนังร่วมตึกแถวที่เหลือจากการรื้อถอนทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ปรับบทกฎหมายมาตรา 1415 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ เมื่อตึกแถวของจำเลยที่ 1 รื้อถอนจนหมดสิ้น ถือว่าจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ตึกแถวของจำเลยที่ 1 ผนังร่วมตึกแถวที่เหลือจากการรื้อถอนจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410 เรื่องสิทธิเหนือพื้นดิน เป็นกรณีที่เจ้าของที่ดินก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่บุคคลอื่น คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นแล้วว่า เดิมจำเลยที่ 1 ก่อสร้างตึกแถวบนที่ดินของจำเลยที่ 1 ในลักษณะมีผนังแบ่งตึกแถวออกเป็นคูหา (ผนังร่วม) มีฐานรากและโครงสร้างหลักเชื่อมต่อเป็นอันเดียวกัน ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 17394 พร้อมตึกแถวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง จากนั้นจำเลยที่ 1 รื้อถอนตึกแถวส่วนของจำเลยที่ 1 เพื่อก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย คงเหลือผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น ผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 อันเป็นกรรมสิทธิ์รวมจึงต่างก็อยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 กรณีจึงมิใช่เรื่องสิทธิเหนือพื้นดินดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผนังร่วมทั้งหมดนั้น คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องยอมรับว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17394 ของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศใต้มีแนวเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 17395 ของจำเลยที่ 1 โดยมีตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว มีผนังแบ่งตึกแถวเป็นคูหาร่วมกัน (ผนังร่วม) มีฐานรากและโครงสร้างหลักเชื่อมต่อเป็นอันเดียวกัน และเมื่อระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 ถึงปลายเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันรื้อถอนตึกแถวของจำเลยที่ 1 และตึกแถวอื่น ๆ จนแล้วเสร็จ โดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้รื้อถอนผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งของจำเลยที่ 1 ไปด้วย ดังนั้น ผนังร่วมตึกแถวที่เหลือจากการรื้อถอนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียว แสดงให้เห็นว่า โจทก์ทั้งสองทราบเป็นอย่างดีว่าผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมสิทธิ์รวม คงอ้างแต่เพียงว่าภายหลังเมื่อมีการรื้อถอนตึกแถวของจำเลยที่ 1 และเหลือผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง ย่อมตกเป็นของโจทก์ทั้งสองทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียว ในข้อนี้เมื่อพิจารณาว่าโดยวัตถุประสงค์และสภาพของการใช้งานผนังร่วมตึกแถวใช้เพื่อแบ่งกั้นตึกแถวออกเป็นคูหาตามสัดส่วนที่แต่ละฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ ผนังร่วมเปรียบได้กับผนังกำแพงซึ่งหมายเขตที่ดิน โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมกัน และหลักกรรมสิทธิ์ยังคงมีอยู่ หาได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะสภาพการใช้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงไป ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน โจทก์ทั้งสองทราบดีว่าผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมสิทธิ์รวม แม้ต่อมาภายหลังสภาพของผนังร่วมระหว่างตึกแถวดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป และไม่อาจใช้ได้ตามวัตถุประสงค์เดิม แต่ผนังร่วมก็ยังคงบ่งบอกเขตแดนกรรมสิทธิ์ของที่ดินอันเป็นประโยชน์แก่เจ้าของรวม กรรมสิทธิ์ผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 จึงหาได้เปลี่ยนแปลงไปไม่ จำเลยที่ 1 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ทั้งสอง ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่อ้างว่า ปัจจุบันจำเลยที่ 2 ได้ทำประตูบ้านหรือประตูเข้าพื้นที่ใหม่ ในตำแหน่งใหม่ โดยรื้อถอนประตูเดิมทิ้ง จึงถือได้ว่าสละสิทธิในการจะใช้ประโยชน์ในการใช้ประตูอันเก่าที่ติดตั้งบริเวณผนังร่วมเดิมแล้ว ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้มีเจตนาหวงแหนการใช้ประโยชน์ในผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 อีกต่อไปนั้น ในข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 3 รื้อถอนตึกแถวของจำเลยที่ 1 แล้วเสร็จและส่งมอบงาน เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 ส่วนโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2559 มีระยะเวลาห่างกันประมาณ 3 เดือน ดังนั้น ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้มีเจตนาหวงแหนการใช้ประโยชน์ในผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ทั้งที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองนำคนงานเข้ามาซ่อมแซมผนังร่วมดังกล่าว จึงเป็นการด่วนสรุปของโจทก์ทั้งสองฝ่ายเดียว นอกจากนั้นแม้ได้ความจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำประตูบ้านหรือประตูเข้าพื้นที่ใหม่ ในตำแหน่งใหม่ โดยรื้อถอนประตูเดิมทิ้งก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองก็ไม่อาจทึกทักเอาเสียทีเดียวว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 ได้สละสิทธิในการใช้ประโยชน์ผนังร่วมดังกล่าวไปด้วยในเมื่อจำเลยที่ 1 ก็ยังคงหวงกันผนังร่วมในฝั่งที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่เช่นเดิม กรณีหามีเหตุอันใดให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผนังร่วมตึกแถวที่เหลือจากการรื้อถอนทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เนื่องจากมีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2559) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1410 ม. 1415
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ธ. กับพวก
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุกิจ ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2755/2565
#684391
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ค. กรรมการของโจทก์ไม่ได้ทำสัญญาโอนหุ้นของโจทก์ในบริษัท ช. ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับโอนหุ้นพิพาทจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ใช่เจ้าของหุ้นพิพาท จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. และไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้น การดำเนินการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ในบริษัท ช. ในเวลาต่อมา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ต้องแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นตามเดิม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการบริษัท ช. ก่อนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นให้แก่กรรมการชุดเดิม โดยโจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ให้แก่โจทก์ เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นของบริษัท ช. ลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นพร้อมรายการจดทะเบียนของบริษัท ช. ให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. จำนวน 6,868 หุ้น แบ่งเป็นหุ้นกลุ่ม ก จำนวน 2,000 หุ้น หมายเลขหุ้น 00000 (ที่ถูก 00001) ถึง 02000 และหุ้นกลุ่ม ข จำนวน 4,686 (ที่ถูก 4,868) หุ้น หมายเลขหุ้น 02001 ถึง 06686 (ที่ถูก 06868) ตามเดิม รวมทั้งดำเนินการเอาชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช. และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช. ใหม่ โดยให้นายคริสโตเฟอร์มีชื่อกลับคืนสู่ฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช. ตามเดิม ทั้งนี้จนกว่าจะมีการประชุมตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท ช. เพื่อให้ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งกรรมการคนใหม่โดยชอบด้วยกฎหมายต่อไป โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินการแต่ฝ่ายเดียว หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยไม่ดำเนินการดังกล่าวข้างต้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับแก่จำเลยทั้งสามไม่ว่าเพราะเหตุใดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 3,434,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ในสภาพที่เป็นอยู่ก่อนมีการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ให้แก่กรรมการบริษัทชุดเดิม หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดภายใต้กฎหมายกิจการบริษัทของหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เดิมโจทก์มีนายคริสโตเฟอร์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและเป็นผู้ถือหุ้นเพียงผู้เดียว นายริชาร์ด และนายโรบิน เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายคริสโตเฟอร์และเป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิเข้าเป็นกรรมการกระทำการแทนโจทก์และเป็นผู้ถือหุ้นแทนนายคริสโตเฟอร์ตามกฎหมายดังกล่าว นายริชาร์ดและนายโรบินเป็นผู้จัดการมรดกของนายคริสโตเฟอร์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 33/2561 ในการดำเนินคดีนี้นายริชาร์ดและนายโรบินมอบอำนาจให้บริษัท ฮ. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน และบริษัท ฮ. มอบอำนาจช่วงให้นายพงษ์ศักดิ์ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ เดิมโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นพิพาทของบริษัท ช. จำนวน 6,868 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น 5,000 หุ้น และมีนายคริสโตเฟอร์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวเพียงผู้เดียว เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2560 นายคริสโตเฟอร์ถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2560 มีการจดแจ้งเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดภูเก็ต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นพิพาท จำนวน 6,868 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือหุ้นคนละ 2,500 หุ้น โดยรับโอนจากจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวจากนายคริสโตเฟอร์เป็นจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนหุ้นที่ตนเองถือครองให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการโอนหุ้นในส่วนนี้และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งคู่ความที่เกี่ยวข้องมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ฎีกากล่าวอ้างว่าบริษัท ฮ.เป็นบริษัทที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและประกอบธุรกิจฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย อันจะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลจะหยิบยกข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 เพียงกล่าวอ้างมาในชั้นฎีกามารับฟังไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่เคยนำสืบว่าบริษัท ฮ. เป็นบริษัทที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและประกอบธุรกิจฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอย่างไร จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ได้รับโอนหุ้นพิพาทจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาลายมือชื่อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ในสำเนาสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย ล.3 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ที่ปรากฏในสำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาพินัยกรรม และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น แล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะแตกต่างกัน โดยลายมือชื่อนายคริสโตเฟอร์ที่ปรากฏในสำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาพินัยกรรม และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นมีลายเส้นวนทับกันบริเวณกลางลายมือชื่อจนมีสีเข้มกว่าลายมือชื่อส่วนอื่น ส่วนลายมือชื่อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ในสำเนาสัญญาโอนหุ้นแม้จะมีลายเส้นวนคล้ายคลึงกันแต่มิได้วนทับกันบริเวณกลางลายมือชื่อจนมีสีเข้มกว่าลายมือชื่อส่วนอื่นแต่อย่างใด ซึ่งแม้ลายมือชื่อของบุคคลคนหนึ่งอาจแตกต่างกันได้บ้างตามแต่ละช่วงเวลา ทั้งอาจมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลให้แตกต่าง เช่น สุขภาพและวัย แต่จุดเด่นและลักษณะพิเศษของลายมือชื่อควรจะต้องเป็นเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ซึ่งปรากฏในสำเนาพินัยกรรมที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2546 และในสำเนาหนังสือเดินทางที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งแม้นายคริสโตเฟอร์ได้ลงลายมือชื่อไว้ก่อนการลงลายมือชื่อในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ทำเมื่อปี 2559 เป็นระยะเวลาถึง 13 ปีเศษ และ 4 ปีเศษ ก็มีลายเส้นวนทับกันบริเวณกลางลายมือชื่อจนมีสีเข้มกว่าลายมือชื่อส่วนอื่นเช่นเดียวกัน แต่สัญญาโอนหุ้นซึ่งทำหลังบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเพียง 9 เดือน กลับไม่มีลักษณะการลงลายมือชื่อดังที่ว่ามานี้ จึงเป็นข้อน่าพิรุธสงสัยประการหนึ่ง นอกจากนี้รอยตราประทับของบริษัท ช. ที่ปรากฏในสำเนาสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย ล.3 มีรูปแบบตัวอักษรภาษาอังกฤษโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวอักษร จี แตกต่างจากรอยตราประทับเดิมเมื่อครั้งที่ยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับในข้อนี้ เพียงแต่อ้างว่าตราประทับที่ประทับในเอกสารหมาย ล.3 นายคริสโตเฟอร์เป็นผู้มอบให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อพิรุธอีกประการหนึ่ง กรณีจึงไม่น่าเชื่อว่าลายมือชื่อที่ปรากฏในสัญญาโอนหุ้นตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์จริงดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายคริสโตเฟอร์มอบสัญญาโอนหุ้นฉบับจริงให้จำเลยที่ 1 นำไปถ่ายสำเนาไว้ ตามเอกสารหมาย ล.3 แล้วจำเลยที่ 1 คืนสัญญาโอนหุ้นฉบับจริงให้แก่นายคริสโตเฟอร์นายคริสโตเฟอร์ไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้ ซึ่งก็เป็นข้อพิรุธอีกว่าเหตุใดสัญญาโอนหุ้นดังกล่าวจึงจัดทำเป็นภาษาไทยโดยไม่มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ อันเป็นการผิดวิสัยของนักธุรกิจในการทำนิติกรรมสัญญา ทั้งหากนายคริสโตเฟอร์ประสงค์ที่จะยกหุ้นพิพาทให้จำเลยที่ 1 จริง เหตุใดนายคริสโตเฟอร์จึงยังคงเก็บต้นฉบับสัญญาโอนหุ้นไว้โดยเพียงแต่มอบฉบับสำเนาให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นพยานในการทำสัญญาโอนหุ้นเกี่ยวพันเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่พยานคนกลาง จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายคริสโตเฟอร์ไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาโอนหุ้นพิพาทตามสำเนาสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย ล.3 จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับโอนหุ้นพิพาทจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของหุ้นพิพาท ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของหุ้นพิพาท ทั้งได้โอนหุ้นในส่วนของตนทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. และไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้น การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ให้หุ้นของโจทก์ทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 1 และต่อมาได้แจ้งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น ออกหนังสือเชิญประชุม เข้าร่วมประชุม ออกเสียงในที่ประชุม ลงมติและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ช. จากนายคริสโตเฟอร์เป็นจำเลยที่ 1 จึงล้วนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมายผูกพันบริษัท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า กรณีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับโอนหุ้นพิพาทมาโดยชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการของจำเลยที่ 1 ในเวลาต่อมาในเรื่องหุ้น การจัดประชุม และเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงเป็นไปโดยไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมายทั้งสิ้น ชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ในสภาพที่เป็นอยู่ก่อนมีการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 แก่กรรมการบริษัทชุดเดิม หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ให้หุ้นของโจทก์ทั้งหมดในบริษัท ช. เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 แทนโจทก์โดยไม่ชอบ โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นของบริษัท ช. ลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นพร้อมรายการจดทะเบียนของบริษัท ช. โดยให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นของบริษัทตามสิทธิที่มีอยู่เดิม ก็เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงในบริษัท ช. กลับมามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัทตามเดิม โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ในสภาพที่เป็นอยู่ก่อนมีการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้น จึงเป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. โดยให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. จำนวน 6,868 หุ้น เป็นหุ้นกลุ่ม ก จำนวน 2,000 หุ้น หมายเลขหุ้น 00001 ถึง 02000 และหุ้นกลุ่ม ข จำนวน 4,868 หุ้น หมายเลขหุ้น 02001 ถึง 06868 ตามเดิม หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
จำเลย — นางสาว อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวปาริมา คงสุจริต
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุทธิพงษ์ วัชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2738/2565
#684046
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด มีเจตนารมณ์เพื่อให้รัฐควบคุมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน อันเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้การรับรองและ คุ้มครองไว้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย รักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ อันเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม มิได้มุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองบุคคลใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ความผิดตามบทบัญญัติทั้งสองจึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายและมีหน้าที่ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษตามบทบัญญัติทั้งสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้?ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 74 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ข้อ 1 และข้อ 2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด เป็นความผิดต่อรัฐ โจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า จำเลยทั้งสองรับรู้บันทึกข้อความเสียงสนทนาทางโทรศัพท์อันเป็นการสื่อสารทางโทรคมนาคมระหว่างโจทก์กับนายพิมลจากนายพิมล โดยจำเลยที่ 1 นำข้อความดังกล่าวไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันเปิดเผยข้อความดังกล่าวแก่ทนายความของจำเลยทั้งสองและพนักงานสอบสวนโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องได้ จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป แต่ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 74 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ข้อ 1 และข้อ 2 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด มีเจตนารมณ์เพื่อให้รัฐควบคุมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน อันเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้การรับรองและคุ้มครองไว้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย รักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ อันเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม มิได้มุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองบุคคลใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ความผิดตามบทบัญญัติทั้งสองจึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายและมีหน้าที่ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษตามบทบัญญัติทั้งสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้?ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อฟังได้ดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายนรินทร์ เชี่ยวชาญศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2736/2565
#688769
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2561 จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ภายหลังคดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 สรุปใจความว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการประประกอบอาชีพสุจริตของชุมชนเพื่อให้เศรษฐกิจมีความคล่องตัวเกิดการกระจายรายได้ เกิดการสร้างงาน...ตามหลักการดังกล่าวปรากฏว่ามีผู้นำอาคารมาให้บริการเป็นที่พักแก่ประชาชนตลอดจนใช้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้บริการในรูปแบบของโรงแรมตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อหารายได้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้โดยถูกต้อง ซึ่งเห็นควรให้โอกาสดำเนินการเสียให้ถูกต้องภายในระยะเวลาและตามเงื่อนไขที่กำหนดอันจะทำให้กิจการเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ จึงได้กำหนดไว้ในข้อ 2 (1) ของคำสั่งดังกล่าว ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งใช้อาคารในการประกอบธุรกิจโรงแรมอยู่ในวันก่อนที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และอาคารนั้นมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนและดำเนินการปรับปรุงระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แล้วติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ 1 เครื่องต่อพื้นที่อาคารไม่เกิน 200 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 30 เมตร แต่ไม่น้อยกว่าชั้นละ 2 เครื่อง ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับพร้อมทั้งยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด ซึ่งต่อมามีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยื่นเอกสารหรือหลักฐานของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ซึ่งมีอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 2 ของจำเลยที่เสนอต่อศาลเป็นหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบล ก. ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การแก้ไขอาคารตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 หนังสือดังกล่าวเป็นเอกสารของทางราชการ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องพร้อมเอกสารดังกล่าวของจำเลยไว้แล้วมิได้โต้แย้งความถูกต้อง และ ท. ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก. ผู้ลงนามในเอกสารได้แถลงรับรองเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 มกราคม 2563 จึงรับฟังเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานได้ว่า จำเลยได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาไทยแล้ว และต่อมานายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีหนังสือแจ้งต่อจำเลยว่า ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบล ก. ได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารที่ใช้ประกอบกิจการโรงแรมตามหนังสือแจ้งประกาศกระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารส่วนตำบล ก. ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วผลปรากฎว่าสถานที่ประกอบกิจการของจำเลยได้รับการดำเนินการแก้ไข ตามอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 วรรคหนึ่ง ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งผ่านการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ได้รับยกเว้นโทษอาญาสำหรับความผิดตามข้อ 2 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

ส่วนที่จำเลยขอคืนเงินค่าปรับนั้น กรณีของจำเลยต้องตามบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลของการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วออกจากกัน กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นหากมีส่วนที่ใดที่ยังค้างระหว่างการบังคับ ก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่อีกต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่ โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้น ค่าปรับที่จำเลยได้ชำระไปตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือว่าการบังคับโทษปรับในส่วนนั้นเสร็จสิ้นแล้วจำเลยจึงไม่อาจถอนคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคืนเงินค่าปรับที่จำเลยชำระนับถัดจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนถึงปัจจุบัน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน อันเป็นความผิดพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลย 10,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ อาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรมของจำเลยอยู่ภายใต้กฎกระทรวง ฉบับที่ 35 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ต่อมามีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 เรื่อง มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2562

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 เรื่อง มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ซึ่งออกคำสั่งเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 แม้จำเลยจะหยิบยกคำสั่งดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างภายหลังและคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่จำเลยกำลังรับโทษปรับตามคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ หากปรากฏตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าจำเลยไม่ต้องรับโทษในการกระทำของจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 แล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้กำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คดีนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2561 จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ภายหลังคดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 มีใจความสรุปได้ว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการประกอบอาชีพสุจริตของชุมชนเพื่อให้เศรษฐกิจมีความคล่องตัวเกิดการกระจายรายได้ เกิดการสร้างงาน ขณะเดียวกันก็ลดความขัดแย้งในชุมชนและจัดให้กิจการที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีการบริหารจัดการที่ดีและมีการตรวจสอบควบคุมโดยรัฐ ตามหลักการดังกล่าวนี้ปรากฏว่ามีผู้นำอาคารมาให้บริการเป็นที่พักแก่ประชาชน ตลอดจนใช้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้บริการในรูปแบบของโรงแรมตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อหารายได้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้โดยถูกต้อง ซึ่งเห็นควรให้โอกาสดำเนินการเสียให้ถูกต้องภายในระยะเวลาและตามเงื่อนไขที่กำหนดเช่นเดียวกับที่เคยมีกฎหมายผ่อนผันในเรื่องอื่นทำนองเดียวกัน อันจะทำให้กิจการเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ จึงได้กำหนดไว้ในข้อ 2 (1) ของคำสั่งดังกล่าว ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งใช้อาคารในการประกอบธุรกิจโรงแรมอยู่ในวันก่อนที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และอาคารนั้นมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนและดำเนินการปรับปรุงระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แล้วติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ 1 เครื่อง ต่อพื้นที่อาคารไม่เกิน 200 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 30 เมตร แต่ไม่น้อยกว่าชั้นละ 2 เครื่อง ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับพร้อมทั้งยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด ซึ่งต่อมาได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยื่นเอกสารหรือหลักฐานของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งมีอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าวและตามเอกสารท้ายคำร้องของจำเลยที่เสนอต่อศาลเป็นหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบล ก. ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การแก้ไขอาคารตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 หนังสือดังกล่าวเป็นเอกสารของทางราชการ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องพร้อมเอกสารดังกล่าวของจำเลยไว้แล้ว มิได้โต้แย้งความถูกต้อง และนายทวี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก. ผู้ลงนามในเอกสารได้แถลงรับรองเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2563 จึงรับฟังเอกสารนั้นเป็นหลักฐานได้ว่า จำเลยได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาดไทยแล้ว และต่อมานายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีหนังสือแจ้งต่อจำเลยว่า ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบล ก. ได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารที่ใช้ประกอบกิจการโรงแรมตามหนังสือแจ้งประกาศกระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารส่วนตำบล ก. ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วผลปรากฏว่า สถานที่ประกอบกิจการของจำเลยได้ดำเนินการแก้ไข ตามอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 วรรคหนึ่ง ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งผ่านการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ได้รับยกเว้นโทษอาญาสำหรับความผิด ตามข้อ 2 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนี้ ถือว่ากรณีเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยมีสิทธิขอคืนเงินค่าปรับหรือไม่ เห็นว่า กรณีของจำเลยต้องตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลของการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วออกจากกันกล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นหากมีส่วนใดที่ยังค้างระหว่างการบังคับ ก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่อีกต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกแต่อย่างใด โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้น ค่าปรับที่จำเลยได้ชำระไปตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือว่าการบังคับโทษปรับในส่วนนั้นเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจถอนคืนได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15, 59 ซึ่งเป็นเรื่องของการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนั้น ของกลางต่าง ๆ ในคดีนี้ คือ บัตรลงเวลาพนักงานโรงแรม ใบแสดงราคาห้องพักผ่านอินเตอร์เน็ต ใบเสร็จรับเงิน เมนูแสดงราคาอาหาร ทะเบียนผู้เข้าพัก นามบัตรและเอกสารโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต จึงไม่ใช่ของกลางที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้หรือได้มาจากการกระทำความผิดซึ่งศาลจะใช้อำนาจริบได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบของกลางและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนมานั้นจึงไม่ชอบ สมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับว่า จำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 ยกคำขอให้ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ม. 15 วรรคหนึ่ง
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายจิรวัฒน์ เล่งน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุระ อนันต์สุขเสรี
ชื่อองค์คณะ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
นพเรศ พันธุ์นรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2729/2565
#684393
เปิดฉบับเต็ม

คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกกับคดีมรดกเป็นคนละประเภทกัน กฎหมายบัญญัติแยกไว้คนละส่วนและให้อยู่ในบังคับแห่งอายุความฟ้องร้องคนละมาตรา โดยอายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ส่วนคดีมรดกมีอายุความหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายตามมาตรา 1754 วรรคสี่ เมื่อโจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่ของมารดาในทรัพย์มรดกของ ส. ที่ พ. ปกปิดความเป็นทายาทของมารดาโจทก์ และ พ. ไม่จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมาย จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การตั้งผู้จัดการมรดกมีการปกปิดทายาท การแบ่งทรัพย์มรดกเป็นไปในทางที่ไม่สุจริต การโอนทรัพย์มรดกให้กับตนเองเพียงคนเดียวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โดยไม่มีการแจ้งให้ทายาททราบ เมื่อเป็นการกระทำที่ไม่ชอบจึงไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว กรณีต้องถือว่า พ. ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายแทนทายาทอื่น ผู้จัดการมรดกยังคงมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคน ตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้ การจัดการมรดกจึงยังไม่สิ้นสุดลงจะนำอายุความห้าปี ตามมาตรา 1733 วรรคสอง และอายุความฟ้องเรียกทรัพย์มรดกหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง หรือพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายตามวรรคสี่มาใช้บังคับไม่ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะโอนเกินกว่าห้าปีและโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นทายาทผู้รับมรดกแทนที่นางสุภาพร ในกองมรดกของนางสว่าง และให้โจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่นางสุภาพรตามส่วนที่นางสุภาพรมีสิทธิได้รับจากกองมรดกของนางสว่าง และให้เพิกถอนการกระทำนิติกรรมทุกรายการที่นางสาวพรรณีและจำเลยทั้งเก้ากระทำแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2290, 2100, 2098, 2099, 2298 และ 2575 และที่ดินโฉนดเลขที่ 2465, 2286 และ 2287 เว้นแต่การจดทะเบียนแบ่งหักที่ดินให้แก่ทางหลวงชนบทและให้นายทะเบียนจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวทั้งเก้าแปลงตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่นางสุภาพร ให้เพิกถอนการโอนโฉนดที่ดินเลขที่ 273956, 274063 และ 288974 (ที่ถูก 288994) และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 274063 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 4 หากไม่สามารถเพิกถอนได้ให้นายทะเบียนจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยทั้งเก้าซึ่งร่วมทำนิติกรรมในที่ดินแต่ละแปลงใช้ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่าภาษีทุกประเภทแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดนครราชสีมาส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยเรื่องอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 11 ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นบุตรและเป็นผู้สืบสันดานของนางสุภาพร มีสิทธิรับมรดกแทนที่นางสุภาพรและมีสิทธิรับมรดกของนางสว่าง เจ้ามรดก เฉพาะส่วนแบ่งของนางสุภาพรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 2290, 2100, 2098, 2099, 2298, 2575 และ 2465 ระหว่างนางสาวพรรณี ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสว่างกับนางสาวพรรณีในฐานะส่วนตัว และระหว่างนางสาวพรรณีกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณี กับเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 273956, 274063, 288994, 2290, 2100, 2098, 2099, 280673, 280674 และ 2465 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณีกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2298 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณีกับจำเลยที่ 3 กับเพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณี กับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 274063 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 4 และให้เจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2287, 273956, 274063, 288994, 2290, 2100, 2098, 2099, 280673 และ 280674 หนึ่งในสองส่วน ที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และโฉนดที่ดินเลขที่ 2298 สามในแปดส่วน และที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 และโฉนดที่ดินเลขที่ 2465 หนึ่งในสี่ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายรวม 300,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์เป็นบุตรของนายอัมพล กับนางสุภาพร นางสว่าง เจ้ามรดก จดทะเบียนสมรสกับนายทองอยู่ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2512 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาวพรรณี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นบุตรของนางสาวพรรณี เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 นายทองอยู่ถึงแก่ความตาย และวันที่ 25 มิถุนายน 2547 นางสว่างถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งตั้งนางสาวพรรณีเป็นผู้จัดการมรดกของนายทองอยู่และนางสว่าง ต่อมาวันที่ 15 และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 นางสาวพรรณีในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสว่างและนายทองอยู่จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 2465, 2290, 2100, 2098, 2099, 2298 และ 2575 ให้แก่ตนเอง วันที่ 29 เมษายน 2556 นางสาวพรรณีถึงแก่ความตาย วันที่ 9 กรกฎาคม 2556 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณี หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณีจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลงดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 2465, 2290, 2100, 2098 และ 2099 ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2298 ให้แก่จำเลยที่ 3 และจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 ให้แก่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนแบ่งหักที่ดินโฉนดเลขที่ 2099 เนื้อที่ 2 งาน 41.7 ตารางวา และเนื้อที่ 2 งาน 11.9 ตารางวา เป็นที่สาธารณประโยชน์แก่ทางหลวงชนบท แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2099 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 280673 และ 280674 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2287 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 273956, 274063 และ 288994 และจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 274063 ให้แก่จำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยตรงกันว่า นางสุภาพรมารดาโจทก์เป็นบุตรของนางสว่างเจ้ามรดกถึงแก่ความตายก่อนนางสว่างเจ้ามรดก โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนางสุภาพรเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงจึงมีสิทธิรับมรดกแทนที่นางสุภาพร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 9 ไม่ฎีกาในประเด็นนี้จึงต้องยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในระหว่างพิจารณาตกลงกันได้ โจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตั้งแต่กระบวนการตั้งผู้จัดการมรดกมีการปกปิดทายาท การแบ่งทรัพย์มรดกเป็นไปในทางที่ไม่สุจริต การโอนทรัพย์มรดกให้กับตนเองเพียงคนเดียวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โดยไม่มีการแจ้งให้ทายาททราบ เมื่อเป็นการกระทำที่ไม่ชอบจึงไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว กรณีต้องถือว่านางสาวพรรณีครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายแทนทายาทอื่น ผู้จัดการมรดกยังคงมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคน ตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้ การจัดการมรดกจึงยังไม่สิ้นสุดลงจะนำอายุความห้าปี ตามมาตรา 1733 วรรคสอง และอายุความฟ้องเรียกทรัพย์มรดกหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง หรือพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายตามวรรคสี่มาใช้บังคับไม่ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะโอนเกินกว่าห้าปีและโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อที่สองมีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 จำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เห็นว่า โจทก์ได้ที่ดินของนางสว่างโดยการรับมรดกแทนที่ถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่จำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่ จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 แล้ว ได้ความว่าที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ด้วยความสุจริต เสียค่าตอบแทน การที่ศาลชั้นต้นได้นำหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมาใช้บังคับ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อโฉนดที่ดินมีชื่อจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่อาจยกสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 แต่คดีนี้แม้โจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินหรือชดใช้ราคาแทนที่ดิน โจทก์ไม่นำสืบว่า จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินโดยไม่สุจริต และเมื่อพิจารณาราคาซื้อขายที่ดิน มีราคาสูงกว่าราคาประเมินมาก จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต เสียค่าตอบแทนย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง ดังนี้กรณีจึงไม่อาจเพิกถอนการโอนได้ แต่เงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากการขายที่ดินมรดกเป็นเงินเข้าแทนที่ที่ดินมรดก ถือได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นมรดกในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง โดยมีส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับรวมอยู่ด้วย ฉะนั้น จึงให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ จึงไม่นอกเหนือหรือเกินไปจากคำขอ แต่สำหรับที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกของนางสว่าง นางพรรณีโอนที่ดินทั้งหมดเป็นของนางพรรณีในฐานะส่วนตัว และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกของนางสว่างไปให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า เป็นทรัพย์มรดกของนางสว่างในส่วนที่โจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่ของมารดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดก จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิขอเพิกถอนได้เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เว้นแต่กรณีโอนให้บุคคลภายนอกผู้สุจริต เสียค่าตอบแทนย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 สำหรับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 274063 ให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 4 ได้ โดยจำเลยที่ 4 จ่ายเงินให้โจทก์จำนวน 4,300,000 บาท แล้ว เมื่อโจทก์รับเงินแล้วจึงแถลงต่อศาลว่าจะไม่บังคับคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้อีกต่อไป ตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2562 และไม่ได้ฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 4 เท่ากับโจทก์พอใจในการขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 4 แล้ว จึงไม่อาจเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวได้ย่อมมีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในการขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นบางส่วน และเห็นพ้องด้วยในผลที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ จึงฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกเพียงใด เห็นว่า เมื่อฟังว่าโจทก์เป็นบุตรของนางสุภาพรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนางสว่างเจ้ามรดก โจทก์ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ของนางสุภาพร โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์เกี่ยวกับการแบ่งสัดส่วนทรัพย์มรดกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้อง ประเด็นนี้ จึงฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า นางสว่างเจ้ามรดกได้ที่ดินมาก่อนสมรสกับนายทองอยู่ ดังนั้น ที่ดินทั้ง 9 แปลง ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2290, 2287, 273956, 288994, 2100, 2098, 2099, 280673 และ 280674 จึงเป็นสินส่วนตัวของนางสว่างเจ้ามรดก เมื่อนายทองอยู่ถึงแก่ความตายก่อนนางสว่าง ต่อมาเมื่อนางสว่างเจ้ามรดกถึงแก่ความตายสิทธิในที่ดินทั้ง 9 แปลง จึงตกแก่นางสุภาพรและนางสาวพรรณีผู้สืบสันดานของนางสว่าง โจทก์มีสิทธิรับมรดกที่ดินทั้ง 9 แปลง คิดเป็นหนึ่งในสองส่วนของที่ดินทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1633 นางสว่างเจ้ามรดกกับนายทองอยู่จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2512 ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2517 นางสว่างเจ้ามรดกได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 2298 โดยซื้อที่ดินทั้งสองแปลงจากนางพรสมาน เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2517 ดังนั้น ที่ดินทั้งสองแปลงนี้จึงเป็นทรัพย์สินที่นางสว่างเจ้ามรดกได้มาในระหว่างสมรสกับนายทองอยู่ ที่ดินทั้งสองแปลงจึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) เมื่อนายทองอยู่ถึงแก่ความตายต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันก่อนซึ่งเป็นของนางสว่างกึ่งหนึ่งทันทีที่นายทองอยู่ถึงแก่ความตาย ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายทองอยู่ ซึ่งต้องแบ่งให้นางสว่างซึ่งเป็นภริยากับนางสาวพรรณีซึ่งเป็นบุตรคนละกึ่งหนึ่ง ทำให้นางสว่างมีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลง รวม 3 ใน 4 ส่วน เมื่อนางสว่างเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงตกแก่นางสุภาพรและนางสาวพรรณีผู้สืบสันดานของนางสว่าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินทั้งสองแปลงของนางสว่างคนละกึ่งหนึ่งของสามในสี่ส่วนของที่ดินทั้งหมด ที่ดินโฉนดเลขที่ 2465, 2575 นายทองอยู่ได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2465 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2490 ก่อนจดทะเบียนสมรสกับนางสว่างเจ้ามรดกและได้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2527 แม้ได้มาในระหว่างสมรส ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินส่วนตัวของนายทองอยู่ เมื่อนายทองอยู่ถึงแก่ความตายจึงต้องแบ่งให้นางสว่างซึ่งเป็นภริยากับนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่ง ต่อมานางสว่างตายต้องแบ่งให้นางสุภาพรกับนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่งของหนึ่งในสองส่วน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ด้วย แต่สำหรับที่ดินแปลงที่ขายไป ฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 เป็นสินส่วนตัวของนายทองอยู่ เมื่อนำที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไปขาย เงินที่ขายได้ย่อมเป็นทรัพย์มรดก เมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 ราคาซื้อขาย 50,500,000 บาท จะต้องนำมาแบ่งให้นางสว่างกับนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่ง จำนวน 25,250,000 บาท และเมื่อนางสว่างถึงแก่ความตาย แบ่งให้นางสุภาพรและนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในสี่ของที่ดินทั้งหมดเป็นเงิน 12,625,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกต้องรับผิดชอบนำเงินส่วนแบ่งทรัพย์มรดกที่โจทก์มีสิทธิได้รับมาชำระให้แก่โจทก์ และในฐานะผู้ขายที่ดิน จำนวนเงินดังกล่าวเป็นการใช้แทนที่ดินมรดกที่เพิกถอนไม่ได้ จึงไม่อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 12,625,000 บาท ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินที่เป็นมรดกของนางสว่างโฉนดที่ดินที่มีชื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754 วรรคหนึ่ง ม. 1754 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ค.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา — นายเสกสรร วิทยารุ่งเรืองศรี
- นางรัชดาพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ จำปา
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2700/2565
#686039
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพ ม. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 จำเลยที่ 1 ดำเนินการอนุมัติให้จัดซื้อวัสดุตามโครงการติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบไฟฟ้าสำหรับห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 6 ห้อง และให้ อ. ครูหัวหน้าแผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เป็นผู้จัดทำบันทึกขออนุญาตดำเนินการจัดซื้อวัสดุตามโครงการดังกล่าวโดยใช้งบประมาณบำรุงการศึกษา 269,950 บาท โดยแบ่งซื้อวัสดุออกเป็น 3 ครั้ง ให้อยู่ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่สามารถอนุมัติได้ อันเป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ที่แก้ไขแล้ว ที่กำหนดให้ต้องดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีการสอบราคา แต่องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 นั้น ผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ อย่างไร คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของวิทยาลัยการอาชีพ ม. เท่านั้น ส่วนการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ อยู่ในความรับผิดชอบของงานพัสดุ และการที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จัดซื้อจัดจ้างก็เป็นการเสนอขึ้นมาตามลำดับชั้นและเป็นการใช้อำนาจในฐานะผู้บังคับบัญชา ทำให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการจัดซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 และจำเลยที่ 3 ย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานนี้

ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้มีการจัดซื้อหรือจัดจ้างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตามโครงการติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบไฟฟ้าสำหรับห้องเรียนคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งวงเงินที่จะซื้อออกเป็น 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท จนทำให้อำนาจสั่งซื้อหรือสั่งจ้างเปลี่ยนไปจากวิธีสอบราคาเป็นวิธีตกลงราคา ที่เจ้าหน้าที่พัสดุสามารถติดต่อกับผู้ขายหรือผู้รับจ้างเพียงรายเดียวมาตกลงราคาได้โดยตรง และจำเลยที่ 1 ยังมีคำสั่งเจาะจงให้ซื้อจากร้าน ส. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมเป็นหุ้นส่วนจึงเป็นการเอื้ออำนวยแก่ร้าน ส. ให้ได้เป็นผู้เข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังได้กระทำการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 22 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายมิให้มีผู้เสนอราคารายอื่นเข้ามาแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม แม้การจะจัดซื้อโดยวิธีตกลงราคากันนั้น ต้องประกอบด้วยข้อเสนอของผู้ขายและคำสนองรับของผู้ซื้อเป็นสำคัญก็ตาม ทั้งยังปรากฏด้วยว่าร้าน ส. เพียงรายเดียวที่เข้ามาตกลงราคาวิทยาลัยการอาชีพ ม. จึงถือได้ว่าร้าน ส. โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐอันเกี่ยวกับการซื้อ ซึ่งเป็นการเสนอราคาตามบทนิยาม มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 แล้ว อีกทั้งเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติว่า "ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม..." องค์ประกอบหลักของความผิดตามมาตรานี้ คือ กระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม แสดงให้เห็นได้ว่าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นได้แม้จะมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว โดยหาจำต้องมีผู้เสนอราคา 2 รายขึ้นไปไม่ จำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งวงเงินให้อยู่ในวงเงินที่สามารถจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคาตามที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 19 ที่แก้ไขแล้ว กำหนด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้มีผู้อื่นเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมด้วยวิธีสอบราคาเพื่อเอื้ออำนวยแก่ร้าน ส. เพียงรายเดียวให้เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. โดยมิชอบ เป็นเหตุให้รัฐต้องเสียหาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่รู้ถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 และจัดหาวัสดุให้ในนามของร้าน ส. ที่ตนเองเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย โดยจัดทำบิลส่งของนำวัสดุอุปกรณ์ตามรายการขอซื้อขอจ้าง มาส่งให้แก่วิทยาลัยการอาชีพ ม. ตามที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จัดซื้อหรือจัดจ้าง การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 อันเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 12,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ความผิดฐานอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยทั้งสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ทางไต่สวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพ ม. จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำรงตำแหน่งครูอัตราจ้างสอน วิทยาลัยการอาชีพ ม. ในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 จำเลยที่ 1 ดำเนินการอนุมัติให้จัดซื้อวัสดุตามโครงการติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบไฟฟ้าสำหรับห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 6 ห้อง และให้นายอานนท์ ครูหัวหน้าแผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เป็นผู้จัดทำบันทึกขออนุญาตดำเนินการจัดซื้อวัสดุตามโครงการดังกล่าวโดยใช้งบประมาณบำรุงการศึกษา 269,950 บาท จำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งซื้อวัสดุออกเป็น 3 ครั้ง ให้อยู่ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่สามารถอนุมัติได้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 29 โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการปรับปรุงห้องเรียนคอมพิวเตอร์ กับให้จัดซื้อโดยวิธีตกลงราคาแล้วได้จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์รวม 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้า 6 รายการ เป็นเงิน 82,620 บาท ครั้งที่ 2 จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าและวิทยุ 8 รายการ เป็นเงิน 98,480 บาท ครั้งที่ 3 จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าและวิทยุ 7 รายการ เป็นเงิน 88,850 บาท รวมเป็นเงิน 269,950 บาท นอกจากนี้ ยังสั่งให้มีการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง เป็นวัสดุไฟฟ้าและวิทยุ 4 รายการ เป็นเงิน 34,400 บาท ซึ่งการจัดซื้อทั้ง 4 ครั้ง จำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการตรวจรับการจัดซื้อวัสดุตามโครงการดังกล่าว และสั่งให้ฝ่ายงานพัสดุดำเนินการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่จะดำเนินการจากร้าน ส. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ นั้น เห็นว่า การจัดซื้อหรือจัดจ้างในโครงการปรับปรุงห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ โดยใช้งบประมาณบำรุงการศึกษาเป็นเงิน 269,950 บาท จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 เพราะการจัดซื้อหรือจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวที่ใช้สำหรับปรับปรุงห้องเรียนคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นวัสดุไฟฟ้าและวิทยุประเภทและชนิดเดียวกัน มีความต้องการในการใช้งานในลักษณะและระยะเวลาเดียวกัน โดยมีงบประมาณในการจัดซื้อหรือจัดจ้างเป็นเงิน 269,950 บาท ซึ่งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 20 และข้อ 40 ถึงข้อ 43 ที่แก้ไขแล้ว สรุปความว่า ต้องดำเนินการจัดซื้อหรือจัดจ้างโดยวิธีการสอบราคา เนื่องจากมีราคาในการจัดซื้อหรือจัดจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท โดยจะต้องส่งประกาศเผยแพร่การสอบราคาและเอกสารสอบราคาไปยังผู้มีอาชีพขายหรืออาชีพรับจ้างเกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงห้องเรียนคอมพิวเตอร์ให้มากที่สุด อันจะทำให้มีผู้ที่จะเสนอราคาหลายราย ทำให้มีการแข่งขันราคาได้อย่างเป็นธรรม แม้การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งซื้อวัสดุออกเป็น 3 ครั้ง ให้อยู่ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท แล้วสั่งให้จัดซื้อโดยวิธีตกลงราคา เพื่อให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่สามารถอนุมัติได้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 19 และข้อ 29 ที่แก้ไขแล้ว อันเป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ที่แก้ไขแล้ว ที่กำหนดให้ต้องดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีการสอบราคาดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ตาม แต่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นั้น ผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ อย่างไร คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของวิทยาลัยการอาชีพ ม. เท่านั้น ส่วนการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ อยู่ในความรับผิดชอบของงานพัสดุ และการที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จัดซื้อจัดจ้างก็เป็นการเสนอขึ้นมาตามลำดับชั้นและเป็นการใช้อำนาจในฐานะผู้บังคับบัญชา ทำให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการจัดซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และจำเลยที่ 3 ย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 3 ได้บัญญัติบทนิยามคำว่า "การเสนอราคา" ไว้ ซึ่งหมายความว่า ต้องมีการเสนอราคาของผู้เข้าร่วมเสนอราคาตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ดังนั้น การจัดซื้อโดยวิธีตกลงราคากับร้าน ส. เพียงรายเดียว ไม่ถือว่าเป็นผู้เสนอราคา อันจะเป็นความผิดฐานนี้ นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 บัญญัติว่า "เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ มีความผิดฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่..." การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้มีการจัดซื้อหรือจัดจ้างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตามโครงการติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบไฟฟ้าสำหรับห้องเรียนคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งวงเงินที่จะซื้อออกเป็น 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท จนทำให้อำนาจสั่งซื้อหรือสั่งจ้างเปลี่ยนไปจากวิธีสอบราคาเป็นวิธีตกลงราคา ที่เจ้าหน้าที่พัสดุสามารถติดต่อกับผู้ขายหรือผู้รับจ้างเพียงรายเดียวมาตกลงราคาได้โดยตรง และจำเลยที่ 1 มีคำสั่งเจาะจงให้ซื้อจากร้าน ส. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมเป็นหุ้นส่วนจึงเป็นการเอื้ออำนวยแก่ร้าน ส. ให้ได้เป็นผู้เข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังได้กระทำการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 22 วรรคสอง ที่กำหนดว่า "การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไป จะกระทำมิได้" ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายมิให้มีผู้เสนอราคารายอื่นเข้ามาแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และแม้การจัดซื้อโดยวิธีตกลงราคาในคดีนี้นั้น มีร้าน ส. เพียงรายเดียวที่เข้ามาตกลงราคากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. แต่การจะตกลงราคากันได้นั้นต้องประกอบด้วยข้อเสนอของผู้ขายและคำสนองรับของผู้ซื้อเป็นสำคัญจึงถือได้ว่าร้าน ส. โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐอันเกี่ยวกับการซื้อ ซึ่งเป็นการเสนอราคาตามบทนิยาม มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 แล้ว อีกทั้งเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติว่า "ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม..." ซึ่งองค์ประกอบหลักของความผิดตามมาตรานี้คือ กระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม แสดงให้เห็นได้ว่าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นได้แม้จะมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว โดยหาจำต้องมีผู้เสนอราคา 2 รายขึ้นไปดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาไม่ จำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งวงเงินให้อยู่ในวงเงินที่สามารถจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา ตามที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 19 ที่แก้ไขแล้ว กำหนด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้มีผู้อื่นเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมด้วยวิธีสอบราคา เพื่อเอื้ออำนวยแก่ร้าน ส. เพียงรายเดียวให้เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม.โดยมิชอบ เป็นเหตุให้รัฐต้องเสียหาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่รู้ถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 และจัดหาวัสดุให้ในนามของร้าน ส. ที่ตนเองเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย โดยจัดทำบิลส่งของนำวัสดุอุปกรณ์ตามรายการขอซื้อขอจ้างทั้ง 4 ครั้ง มาส่งให้แก่วิทยาลัยการอาชีพ ม. ตามที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จัดซื้อหรือจัดจ้าง การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 อันเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีว่า ศาลอุทธรณ์ลงโทษหนักเกินไปและมีเหตุควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของร้าน ส. ได้ประโยชน์จากการที่สามารถเข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. หน่วยงานของรัฐ ได้โดยไม่ต้องสอบราคาเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม แต่ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของศาลและการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป.ป.ช.ได้ความว่า การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตามโครงการในครั้งนี้ไม่ได้มีราคาสูงกว่าราคาตามท้องตลาด สามารถประหยัดงบประมาณได้ ทั้งเป็นประโยชน์แก่วิทยาลัยการอาชีพ ม. ในการจ้างแรงงานเพราะใช้นักศึกษาของวิทยาลัยดำเนินการติดตั้งเอง โดยมีอาจารย์ที่สอนด้านนี้โดยตรงเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกงานและเป็นประสบการณ์ต่อนักศึกษาในภาคปฏิบัติ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายมากนัก จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 อีกสถานหนึ่ง สำหรับฎีกาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง และเนื่องจากเป็นเหตุลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี และปรับ 108,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 72,000 บาท ทางไต่สวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 72,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 48,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสามฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 151
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 7 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 — นายเกรียงศักดิ์ ผ่องโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมพงษ์ ฐิติสุริยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2699/2565
#685987
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีและการพิสูจน์ถึงนิติกรรมสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติมิให้นำบทบัญญัติมาตรา 94 แห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับแก่ผู้บริโภคในการฟ้องคดีผู้บริโภค และการพิสูจน์ถึงนิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้บริโภคจึงนำพยานบุคคลมานำสืบถึงนิติกรรมการชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 กระทำต่อโจทก์โดยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมได้ โดยไม่อยู่ในบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง และ ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ก) ที่ห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารเมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 149,116,570 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 98,183,750 บาท จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระต้นเงิน 98,183,750 บาท แก่โจทก์ แทนจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนาย ศ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากโจทก์ 100,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว โดยโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่นาย ศ. ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นผู้มีอำนาจบริหารกิจการโจทก์ ดังนั้นหากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี จำเลยทั้งสองอาจฟ้องนาย ศ. เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนได้ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความและยกคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความและพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการระหว่างวันที่ 4 กันยายน 2550 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2559 ปัจจุบันมีนางสาวขวัญศิรินทร์ บุตรสาวของจำเลยร่วม และพันตำรวจเอกอภิเชษฐ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ 100,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 ต่อปี กำหนดเวลาชำระต้นเงินและดอกเบี้ยภายใน 36 เดือน นับแต่วันทำสัญญา โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นบางส่วนให้แก่โจทก์ เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญากู้เงินแล้ว คงเหลือต้นเงิน 98,183,750 บาท วันที่ 17 กันยายน 2557 นางสาวสุรียส กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ศ. บุตรสาวจำเลยทั้งสองโอนเงินจำนวน 100,000,000 บาท จากบัญชีธนาคาร ก. ของบริษัท ศ. ดังกล่าว เข้าบัญชีธนาคาร ส. สาขาสำนักพหลโยธินของจำเลยร่วม คดีสำหรับจำเลยร่วมไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่ากรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองนำสืบการชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งสองนำสืบการใช้หนี้เงินกู้ตามฟ้องโดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมด้วยพยานบุคคลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคและเป็นกรณีที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง บัญญัติว่า ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น จะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว ดังนี้ การฟ้องคดีและการพิสูจน์ถึงนิติกรรมสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจจึงอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 10 โดยในวรรคสามบัญญัติว่ามิให้นำบทบัญญัติมาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่ผู้บริโภคในการฟ้องคดีผู้บริโภคและการพิสูจน์ถึงนิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยทั้งสองเป็นผู้บริโภคจึงนำสืบพยานบุคคลถึงนิติกรรมการชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 กระทำต่อโจทก์โดยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมได้ โดยไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ก) ที่ห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารเมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยร่วมมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจหรือตัวแทนเชิดของโจทก์ จึงไม่มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์ การที่นางสาวสุรียส บุตรสาวของจำเลยทั้งสองโอนเงิน 100,000,000 บาท จากบัญชีธนาคารของบริษัท ศ.เข้าบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมเป็นการโอนผ่านบัญชีของจำเลยร่วมเพื่อคืนให้แก่บริษัท ท. และบริษัท ฮ. มิใช่เป็นการชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแก่โจทก์ เห็นว่า ที่มาของเงินจำนวน 100,000,000 บาทที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นเงินชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าโรงเรียน 5 สาขา ที่บริษัท ศ. ซื้อจากบริษัท ท. และบริษัท ศ. ได้ชำระให้บริษัท ท. ไปแล้ว แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะประธานบริษัท ศ. ได้มีหนังสือขอเบิกเงินจำนวน 100,000,000 บาท คืนจากบริษัท ท. บริษัท ท. ตกลงคืนให้โดยสั่งจ่ายเป็นเช็คธนาคาร ก. จำนวน 40,000,000 บาท ที่เหลืออีก 60,000,000 บาท บริษัท ท. ได้ขอยืมจากบริษัท ฮ. โดยบริษัท ฮ. สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ส. จำนวนเงิน 60,000,000 บาท ให้แก่บริษัท ศ. จากนั้นวันที่ 17 กันยายน 2557 หลังจากได้รับเงินตามเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว นางสาวสุรียส บุตรสาวของจำเลยทั้งสองและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท ศ. โอนเงินจำนวน 100,000,000 บาท ดังกล่าว จากบัญชีธนาคารของบริษัท ศ. ไปยังบัญชีธนาคาร ส. สาขาสำนักพหลโยธินของจำเลยร่วม ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าการโอนเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์นั้น เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อปฏิเสธความรับผิดจำเลยทั้งสองย่อมมีภาระการพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันตามข้อต่อสู้ดังกล่าว และพยานจำเลยปากนางสาวลำไพ พนักงานของจำเลยที่ 1 เบิกความสนับสนุนว่า ตนเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับพนักงานของโจทก์เพื่อขอหมายเลขบัญชีธนาคารของโจทก์ตามที่ได้รับแจ้งจากจำเลยร่วม ส่วนนางสาวสุรียสเป็นผู้ดำเนินการโอนเงินจำนวนดังกล่าวจากบัญชีธนาคารของบริษัท ศ.ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ ไปยังบัญชีธนาคารของจำเลยร่วม นางสาวสุรียสจึงเป็นผู้รู้เห็นโดยตรงว่าการโอนเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้รายใด เป็นไปดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์หรือไม่แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่นำนางสาวสุรียสมาเบิกความต่อศาล มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่ให้ทนายโจทก์มีโอกาสถามค้านเพื่อตีแผ่ความจริงต่อศาล จึงเป็นข้อพิรุธ กับเมื่อพิจารณาข้อความตามหนังสือเอกสารหมาย จ.6 ที่จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานบริษัท ศ. มีไปถึงจำเลยร่วมในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ท. ได้ระบุวัตถุประสงค์ไว้โดยชัดแจ้งว่าต้องการขอเบิกเงินค่าโรงเรียนจำนวน 100,000,000 บาท คืนจากบริษัท ท. ก็เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงสถานศึกษาทั้ง 5 สาขา ที่บริษัท ศ. ซื้อจากบริษัท ท. โดยไม่มีข้อความระบุว่าจะนำเงินไปให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงเกี่ยวกับเอกสารหมาย จ.6 และจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบอธิบายว่าเหตุใดเอกสารหมาย จ.6 จึงระบุวัตถุประสงค์การขอเบิกเงินคืนไว้เช่นนั้น อันเป็นการแตกต่างจากข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองว่าต้องการนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ ทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ต้องปกปิดเหตุผลที่แท้จริงในการขอคืนเงินจากบริษัท ท. เพราะจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้รับชำระหนี้เงินกู้แทนโจทก์ก็เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ท. อยู่ด้วย โดยจำเลยร่วมเป็นผู้ลงชื่อเป็นผู้อนุมัติให้คืนเงินดังกล่าวแก่บริษัท ศ. อันเป็นการแสดงถึงการรับรู้ของจำเลยร่วมถึงการดำเนินการดังกล่าวมาโดยตลอด ที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงว่า มีการตกลงยกเลิกการโอนขายโรงเรียนจำนวน 4 แห่ง ให้แก่บริษัท ศ. เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ต้องการเงิน 100,000,000 บาท คืนจากบริษัท ท. เพื่อนำไปชำระหนี้แก่โจทก์นั้นเป็นข้ออ้างที่ขัดแย้งกับข้อความในเอกสารหมาย จ.6 ที่ระบุว่าบริษัท ศ. ต้องการเงินเพื่อนำไปปรับปรุงสถานศึกษาทั้ง 5 สาขาคำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้เกี่ยวกับจำนวนเงินกู้ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านำชำระแก่โจทก์ซึ่งมีจำนวน 100,000,000 บาท ก็ไม่สอดคล้องกับจำนวนเงินกู้ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าค้างชำระแก่โจทก์ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 อ้างว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดอกเบี้ยและเงินต้นให้แก่โจทก์ไปแล้วบางส่วน ไม่มีการคิดดอกเบี้ยกันอีก เท่ากับจำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยทั้งสองค้างชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์เฉพาะเงินต้นจำนวน 98,183,750 บาท เท่านั้น แต่จำเลยทั้งสองกลับนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ไป 100,000,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าหนี้เงินกู้ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าค้างชำระเป็นเงินเกือบ 1,200,000 บาท โดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ จากฝ่ายจำเลยทั้งสองว่า เหตุใดจึงมีการชำระหนี้เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าค้างชำระกันจริง ดังนี้ ข้อที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเงินจำนวน 100,000,000 บาท ที่นางสาวสุรียศโอนจากบัญชีธนาคารของบริษัท ศ. ไปยังบัญชีธนาคาร ส. สาขาสำนักพหลโยธินของจำเลยร่วมเป็นการชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์จึงไม่สมเหตุสมผลไม่น่าเชื่อถือ หากแต่สอดคล้องกับข้ออ้างของโจทก์ว่า การโอนเงินดังกล่าวเป็นการโอนผ่านบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมเพื่อคืนให้แก่บริษัท ท. และบริษัท ฮ. ทั้งนี้เพราะจำเลยร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของทั้งสองบริษัทดังกล่าว โดยสอดคล้องกันทั้งจำนวนเงินและข้อความตามเอกสารหมาย จ.6 ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายโรงเรียน 5 สาขา ระหว่างบริษัท ศ. และบริษัท ท. ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างถึงพฤติการณ์หลังจากมีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2557 แล้วโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เป็นเวลานาน แสดงว่าโจทก์ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วนั้น เห็นว่าลำพังพฤติการณ์ที่โจทก์มิได้เรียกร้องทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ก่อนฟ้องเป็นเวลาประมาณ 3 ปี ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ยอมรับว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องให้แก่โจทก์แล้ว หนี้เงินกู้ตามฟ้องจึงยังไม่ระงับ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระหนี้ที่ค้างตามสัญญากู้เงินตามฟ้องต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยร่วมเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ในการรับชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแทนโจทก์หรือไม่อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินกู้ตามฟ้องเป็นเงินต้น 98,183,750 บาท สำหรับความรับผิดในดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นบางส่วนให้แก่โจทก์แล้ว ไม่มีการคิดดอกเบี้ยกันอีก สอดคล้องกับงบการเงินของบริษัทโจทก์รอบปีบัญชี ปี 2555 ถึงปี 2559 ที่โจทก์แสดงต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ระบุว่าในรายการเงินให้กู้ระยะยาวแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกันไม่มีการคิดดอกเบี้ยระหว่างกัน โจทก์ซึ่งนำพยานเข้าสืบภายหลังมิได้นำสืบโต้แย้งว่ารายการหนี้เงินกู้ระยะยาวตามที่ปรากฏในสำเนางบการเงินปี 2555 ถึงปี 2559 ที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นพยานเป็นหนี้รายอื่น มิใช่หนี้เงินกู้ตามฟ้อง หรือข้อความที่ระบุว่าไม่มีการคิดดอกเบี้ยนั้นไม่เกี่ยวกับหนี้เงินกู้ตามฟ้องหรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริงเพราะเหตุใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าภายหลังจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นบางส่วนแก่โจทก์แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงไม่คิดดอกเบี้ยต่อกันเรื่อยมาจนโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยรวม 149,116,570 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 98,183,750 บาท กำหนดเวลาให้จำเลยทั้งสองชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดในวันที่ครบกำหนดทวงถามคือวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 ส่วนความรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพียงใด ปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับวันที่ 11 เมษายน 2564 โดยในมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิม และบัญญัติความขึ้นใหม่โดยมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และวรรคสองบัญญัติว่า "อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์" ส่วนมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." ดังนี้ ดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ตามบทบัญญัติใหม่ เปลี่ยนจากอัตราเดิมร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่ปรับเพิ่มหรือลดลงโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยส่วนเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้บทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนพระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยที่ 1 อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันเป็นวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยพิพากษาให้เป็นไปตามบทบัญญัติใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 สำหรับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน โจทก์มีคำขอเพียงว่ากรณีจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเฉพาะเงินต้น 98,183,750 บาท โดยไม่มีคำขอให้รับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดด้วย ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดเฉพาะเงินต้นจำนวนดังกล่าวตามคำขอของโจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 98,183,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กรณีมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนเฉพาะต้นเงิน 98,183,750 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ก)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 10 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
จำเลยร่วม — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสุทธิพงษ์ กิจชัยเจริญพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวงศ์สถิตย์ แสงสุก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2698/2565
#684653
เปิดฉบับเต็ม

การที่จําเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ด้วยวิธีเผาลนจนเกิดควันแล้วสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย หลังจากนั้น จําเลยเสพเฮโรอีน โดยนําเฮโรอีนใส่ในอุปกรณ์การเสพผสมกับบุหรี่จุดไฟให้เกิดควันแล้วสูดดมควันเข้าสู่ร่างกายแม้วิธีการเสพจะแตกต่างกัน และโจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็นข้อ ๆ ต่างหากจากกัน แต่การเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพเฮโรฮีนเป็นความผิดในบทบัญญัติกฎหมายมาตราเดียวกัน จําเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วเสพเฮโรอีนในเวลาต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ย่อมไม่อาจอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 550,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพเฮโรอีน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และปรับ 275,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี และปรับ 250,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพเฮโรอีนที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 3 ปี 3 เดือน และปรับ 250,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ ปัญหานี้แม้โจทก์จะฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน หลังจากนั้นจำเลยเสพเฮโรอีนซึ่งมีลักษณะการเสพที่แตกต่างกัน และลักษณะทางกายภาพของเมทแอมเฟตามีนเป็นเม็ด ส่วนเฮโรอีนเป็นผงละเอียด ไม่สามารถเสพเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนได้ในคราวเดียวกัน แต่เมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีน ต่างเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามกฎหมาย โดยการเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57 ที่ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 การเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพเฮโรอีนต่างเป็นความผิดซึ่งมีบทกำหนดโทษบัญญัติอยู่ในกฎหมายมาตราเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องปรากฏว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วเสพเฮโรอีนในเวลาต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ย่อมไม่อาจอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีน จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มิใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีนเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย และการจำหน่ายได้บัญญัติบทความผิดและบทกำหนดโทษไว้ในมาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง แสดงว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ได้นำไปรวมไว้เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท เมื่อความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้ กฎหมายใหม่ยังคงบัญญัติให้การเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพเฮโรอีนเป็นความผิดอยู่เช่นเดิม แต่โทษตามกฎหมายใหม่เป็นคุณกว่า จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ซึ่งใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคหนึ่ง, 162 วางโทษในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีน จำคุก 4 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีน จำคุก 2 เดือน รวมลงโทษจำเลยจำคุก 2 ปี 2 เดือน และปรับ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายสมควร จารุธำรง
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ประจุมาศ
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2565
#687003
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์บรรยายถึงรายละเอียดการกระทำผิดของจำเลยข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ ทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้อง โดยระบุสถานที่เกิดเหตุในประเทศไทย มิได้ระบุว่าสถานที่เกิดเหตุนอกราชอาณาจักรแต่อย่างใด แม้ตามฟ้องมีการระบุถึงการกระทำที่หลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นคนสัญชาติลาว และผลการหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ได้นำพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นคนสัญชาติลาว เข้ามาในราชอาณาจักรไทยให้จำเลยรับไว้ที่จังหวัดหนองคายก็ตาม ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดในฟ้องถึงการกระทำของจำเลยนอกราชอาณาจักร และแม้หากมีการหลอกลวงของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 2 นอกราชอาณาจักร ก็เป็นเพียงการตระเตรียม พยายาม หรือการกระทำส่วนหนึ่งเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 5 ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรทั้งสิ้น กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 20 ที่บัญญัติ ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ

การสืบพยานก่อนฟ้องตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 31 ไม่มีเงื่อนไขให้ต้องรอหรือแจ้งผู้ต้องหา จำเลย หรือทนายมาถามค้านก่อนสืบพยานแต่อย่างใด เพราะศาลต้องสืบพยานทันทีที่ได้รับคำร้องและเป็นผู้ไต่สวนค้นหาความจริงรวมถึงถามค้านแทนฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย และแม้หากมีจำเลยหรือทนายมา ศาลก็อาจไม่อนุญาตให้ถามค้านก็ได้ การมิได้ถามค้านจึงมิใช่เหตุที่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นสืบพยานก่อนฟ้องรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 35, 52 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5, 44, 51, 70, 144, 148/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 317 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 332,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 317 วรรคสาม (ที่ถูก (เดิม)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 5 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสาม (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 44, 70 (เดิม), 144 วรรคหนึ่ง (เดิม), 148 (เดิม) ด้วย ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ จำคุก 8 ปี ฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง จำคุก 1 เดือน ฐานเป็นนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายในกำหนด จำคุก 1 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในห้า ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ คงจำคุก 6 ปี 4 เดือน 24 วัน ฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง คงจำคุก 24 วัน ฐานเป็นนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายในกำหนด คงจำคุก 24 วัน เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 14 ปี 6 เดือน 12 วัน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 332,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า นาง ส. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 12 ปีเศษ (เกิดวันที่ 12 มิถุนายน 2546) เป็นบุตรบุญธรรมของนาย บ. และนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายทั้งสองเป็นคนสัญชาติลาว พักอาศัยอยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2558 ผู้เสียหายทั้งสองเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรที่จังหวัดหนองคาย บริเวณสะพานมิตรภาพไทย–ลาว ผู้เสียหายที่ 2 รับเงินจากจำเลย 50,000 บาท แล้วส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ให้จำเลย จำเลยขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ร้านค้าของจำเลยที่จังหวัดขอนแก่น จากนั้นนาง อ. ภริยาจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ร้าน ฮ. ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผู้เสียหายที่ 1 พักอยู่กับนาง อ. ที่ร้านดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2558 จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2559 จากนั้นนาง อ. ให้ผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถโดยสารไปที่กรุงเทพมหานคร วันรุ่งขึ้นจำเลยไปรับผู้เสียหายที่ 1 แล้วขับรถพาไปที่จังหวัดหนองคาย ระหว่างทางนอนพักที่โรงแรม 1 คืน วันรุ่งขึ้นจำเลยส่งผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นเรือข้ามฟากแม่น้ำโขงที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ให้ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางกลับไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบผู้เสียหายที่ 2 มารับผู้เสียหายที่ 1 ที่ตลาดเช้านครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 ผู้เสียหายที่ 2 พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองคาย ได้มาพบร้อยตำรวจเอก ก. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย ผู้เสียหายที่ 2 ให้ร้อยตำรวจเอก ก. ติดตามผู้เสียหายที่ 1 กลับมา เนื่องจากก่อนหน้าได้ให้จำเลยพาไปทำงานแล้วติดต่อไม่ได้ ร้อยตำรวจเอก ก. ได้โทรศัพท์ไปหาจำเลยในวันเดียวกัน ขอให้ส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้าน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2559 ผู้เสียหายทั้งสองได้มาร้องทุกข์ต่อนาง ย. พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหนองคาย และผู้เสียหายที่ 1 ให้ข้อมูลคดีค้ามนุษย์ต่อนาง พ. นักพัฒนาสังคม สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองคาย ต่อหน้านางมยุราและเจ้าหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ผู้เสียหายทั้งสองไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอก ก. ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย ร้อยตำรวจเอก ก. ส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกาย แพทย์มีความเห็นว่า ตรวจพบรอยแผลฉีกขาดเก่าที่เยื่อพรหมจารีบริเวณ 5 นาฬิกา และ 8 นาฬิกา ไม่พบบาดแผลภายนอก ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้ออสุจิในช่องคลอด และไม่พบสารประกอบของน้ำอสุจิ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองคายได้ร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีค้ามนุษย์

เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฐานค้ามนุษย์ ฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง และฐานเป็นนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายในกำหนดหรือไม่ โดยเห็นควรวินิจฉัยความผิดทั้งสามฐานนี้ไปพร้อมกัน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเกิดเหตุเดียวกัน เห็นว่า การพิจารณาการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามฟ้องโจทก์ เป็นการกระทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี 5 เดือน นับแต่วันที่ 14 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2559 จึงต้องพิจารณาพยานหลักฐานในภาพรวมนับแต่วันเริ่มต้นกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องจนถึงวันที่สิ้นสุดการกระทำความผิด มิใช่การพิจารณาพยานหลักฐานเฉพาะคำพยานบุคคลเพียงช่วงเวลาหนึ่งหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งโดยเฉพาะตามที่จำเลยอ้างมาตามฎีกาข้างต้น คดีนี้พฤติการณ์แห่งคดีได้ความตามข้อเท็จจริงยุติว่า ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาบุญธรรมและเป็นผู้ปกครองผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 1 นำตัวผู้เสียหายที่ 1 จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาส่งให้จำเลยรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ที่จังหวัดหนองคาย บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แล้วผู้เสียหายที่ 2 รับมอบเงิน 50,000 บาท จากจำเลย จำเลยนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 12 ปี 2 เดือน ไปร้านจำเลยที่จังหวัดขอนแก่น 1 วัน หลังจากนั้นจำเลยนำตัวผู้เสียหายที่ 1 เดินทางจากจังหวัดขอนแก่นไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปอยู่ร้านจำเลยอีกแห่งหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี 5 เดือน แล้วจำเลยนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ส่งคืนผู้เสียหายที่ 2 โดยจำเลยได้รับการแจ้งจากร้อยตำรวจเอก ก. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย ให้นำตัวผู้เสียหายที่ 1 มาส่งคืนเพราะมีการร้องทุกข์ดำเนินคดี ตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือน ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยและนาง อ. ภริยาจำเลย ที่ร้าน ฮ. อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ของจำเลยซึ่งจำหน่ายชุดกีฬา ดังนี้ การกระทำของจำเลยถือเป็นธุระจัดหา พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด จัดให้อยู่อาศัย รับไว้ซึ่งเด็กตามบทบัญญัติมาตรา 6 (2) เดิม แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ปัญหาวินิจฉัยต่อมามีว่า จำเลยกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตามมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยการบังคับใช้แรงงานหรือบริการหรือไม่ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ฟังยุติตรงกันตามทางนำสืบโจทก์จำเลยว่า ในช่วงแรกผู้เสียหายที่ 2 ตกลงรับมอบเงินเป็นค่าตอบแทน 50,000 บาท แลกกับการให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลย แต่ผู้เสียหายที่ 2 อ้างว่าตกลงมอบให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่ร้านจำเลยในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเคยไปดูสถานที่ทำงานมาก่อนหน้าแล้ว แต่จำเลยอ้างว่ารับตัวผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุ 12 ปีเศษ ไว้ดูแลเหมือนลูก ให้อยู่เป็นเพื่อนลูกของจำเลย 2 คน อายุ 9 ขวบ และ 7 ขวบ ที่เกิดกับนาง อ. มิได้รับตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเพื่อจ้างแรงงาน และข้อเท็จจริงรับตรงกันว่า ไม่มีการจ่ายค่าจ้างใด ๆ ตลอดมานับแต่รับตัวผู้เสียหายที่ 1 มาจนถึงวันส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 คืนผู้เสียหายที่ 2 นาง อ. ให้การชั้นสอบสวนต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ว่า นาง อ. ไม่ได้มอบหมายงานใด ๆ ให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำแต่อย่างใด โดยให้เป็นเพื่อนเล่นกับลูกนาง อ. กิน นอน เล่นด้วยกันกับลูกนาง อ. โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ช่วยงานที่ร้านหรือทำงานบ้านแต่อย่างใด เพียงแต่ล้างจานที่ตนเองกินและซักผ้าที่ตนเองใส่ ซึ่งลูกนาง อ. ก็ทำเช่นนั้นด้วย เห็นว่า คำให้การดังกล่าวมีพิรุธน่าสงสัย เพราะหากลูกนาง อ. ทั้งสองคนไปเรียนหนังสือในเวลากลางวัน ก็ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 จะเป็นเพื่อนลูกนาง อ. ได้ เนื้อหาตามคำให้การจึงมีลักษณะเป็นการให้ข้อมูลเพื่อหลีกเลี่ยงพฤติการณ์ที่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำงานพนักงานขายและงานผู้ช่วยงานบ้าน ซึ่งนาง อ. เคยให้การไว้กับนาย จ. พนักงานตรวจแรงงาน ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2559 ซึ่งตามคำให้การดังกล่าวอ้างว่าไม่ได้จ้างผู้เสียหายที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้าง แต่ยอมรับว่าในบางครั้งนาง อ. ก็ให้ผู้เสียหายที่ 1 ช่วยงานบ้างโดยอยู่หน้าร้านขายชุดกีฬา ซึ่งเหมือนกับลูกของนาง อ. ทั้งสองคน และให้การว่าร้าน ฮ. เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 7 ถึง 21 นาฬิกา โดยไม่มีวันหยุดแต่อย่างใด พักระหว่างเวลาทำงานวันละ 1 ชั่วโมง และยอมรับว่าไม่ได้ให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปไหนแต่เพียงลำพัง แต่ไปกับนาง อ. และครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสืบพยานล่วงหน้าของศาลชั้นต้นและคำให้การในชั้นสอบสวน และในชั้นให้การต่อพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหนองคายโดยนาง ย. เป็นผู้สอบสวน ซึ่งได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 1 เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2558 เป็นพนักงานขายสินค้าเสื้อผ้าชุดกีฬา เริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 6 ถึง 21 นาฬิกา ไม่มีการลงเวลาทำงาน ไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์ ไม่มีวันหยุดตามประเพณี พักระหว่างทำงานวันละ 1 ชั่วโมง และมอบให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำงานบ้านและทำกับข้าว ซักผ้า โดยให้เริ่มทำงานบ้านตั้งแต่เวลา 3 ถึง 6 นาฬิกา และเปิดหน้าร้านขายของตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกา เป็นต้นไป จนถึงเวลา 21 นาฬิกา โดยจำเลยให้นาง อ. ภริยาจำเลยเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานของผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่ได้จ่ายค่าจ้างใด ๆ ให้ผู้เสียหายที่ 1 เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์แห่งคดีซึ่งฟังได้ว่า จำเลยต้องเสียเงินในการได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 มาจากผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท แสดงว่าความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาบุญธรรมผู้เสียหายที่ 1 มิใช่เรื่องของความเป็นญาติเกี่ยวดองหรือสนิทสนมกันพิเศษกับจำเลย แต่เป็นนิติสัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนกันและกัน จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะนำผู้เสียหายที่ 1 มาอยู่เฉย ๆ เพราะมิฉะนั้นก็ไม่จำต้องเสียเงินจัดหาผู้เสียหายที่ 1 มา ทั้งการดำเนินการเพื่อได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 มานั้น จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำหนังสือเดินทางให้ผู้เสียหายทั้งสองอีกประมาณ 5,000 บาท เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากจังหวัดหนองคายมาจังหวัดขอนแก่นต่อมายังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงค่าที่พัก ค่าอาหารระหว่างพักอยู่ด้วยกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยนำตัวผู้เสียหายที่ 1 มาอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำงานอะไร ทั้งหากให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเพื่อนลูก 2 คน ของนาง อ. ก็ยังถือเป็นการทำงานในลักษณะเป็นพี่เลี้ยงเด็กซึ่งย่อมต้องจ่ายค่าจ้างด้วย นอกจากนี้ข้ออ้างจำเลยที่ว่าจะนำผู้เสียหายที่ 1 มาเลี้ยงอย่างลูก ในทางนิตินัยก็ไม่ปรากฏว่าตลอดระยะ 1 ปี 5 เดือน จำเลยได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อทางราชการ ที่จะรับผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรม หรือทางพฤตินัยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยหรือนาง อ. ได้ให้การศึกษาในโรงเรียนแก่ผู้เสียหายที่ 1 อย่างลูกของตนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบโจทก์ว่า จำเลยจัดหาและรับตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเพื่อทำงาน ไม่ว่างานมีลักษณะเป็นพนักงานขายหน้าร้าน งานผู้ช่วยงานบ้าน งานพี่เลี้ยงเด็ก หรืองานลักษณะใดก็ตามที่จำเลยหรือนาง อ. ผู้ควบคุมดูแลมอบหมาย ก็ถือเป็นการจ้างงานทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์การใช้แรงงาน ที่จำเลยเป็นธุระจัดหา นำพาและส่งไป ให้ที่พักอาศัยเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าทำงานในประเทศไทยกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างโดยใช้หนังสือเดินทางซึ่งระบุเข้ามาแบบนักท่องเที่ยวมีระยะเวลาอยู่ประเทศไทยเพียง 1 เดือน แต่ผู้เสียหายที่ 1 ต้องทำงานเป็นเวลาถึง 1 ปี 5 เดือน โดยไม่ได้รับค่าจ้าง และอยู่และทำงานในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายเพราะไม่มีใบอนุญาต ทั้งยังเป็นเด็กอายุเพียง 12 ปี ไม่ได้ทำงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นตามที่จำเลยได้ตกลงไว้ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงภูมิลำเนาของผู้เสียหายทั้งสองที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกส่งตัวออกห่างไกลไปยังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ใช้เวลาเดินทางทางบก 2 ถึง 3 วัน ทั้งผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ๆ ไม่มีญาติมิตรใกล้ชิดที่สามารถติดต่อได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะครอบครองหนังสือเดินทางของตนไว้หรือไม่ก็ตาม สภาพของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุ 12 ปี จึงต้องอยู่ในฐานะผู้อยู่และทำงานในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ไม่รู้จักพื้นที่และไม่อาจเดินทางไปสถานที่ใด ๆ ได้โดยลำพัง โดยภาวะสภาพของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอ่อนด้อยทางร่างกาย ภาษาและการสื่อสาร และฐานะทางกฎหมายจึงตกอยู่ในสภาพถูกบังคับในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ต้องทำงานให้กับจำเลยและนาง อ. โดยไม่ได้รับค่าจ้าง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ อันเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสาม (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง ฐานเป็นนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายในกำหนดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 44, 70 (เดิม), 144 วรรคหนึ่ง (เดิม), 148 (เดิม) ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การและเบิกความยืนยันเรื่องที่ถูกจำเลยกระทำชำเราได้ผ่านการกลั่นกรองข้อเท็จจริง และพิสูจน์พยานหลักฐานตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ซึ่งบุคคลที่เกี่ยวข้องดังกล่าวต่างไม่รู้จักจำเลย ไม่มีเหตุที่จะช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยทางหนึ่งทางใด ผลการตรวจสอบพิสูจน์พยานไม่ปรากฏข้อพิรุธหรือข้อสงสัยในคำให้การผู้เสียหายที่ 1 ในส่วนที่ให้การเรื่องถูกจำเลยกระทำชำเราแต่อย่างใด ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์แห่งคดีซึ่งได้ความว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวของจำเลยโดยลำพังเพียงสองต่อสอง ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 13 ปี อยู่ในวัยเจริญพันธ์ ทั้งอยู่ในสภาพอ่อนด้อยวุฒิภาวะและด้อยกำลังเมื่อเทียบกับจำเลย จำเลยนำผู้เสียหายที่ 1 เข้าพักในห้องพักเดียวกัน อยู่ด้วยกัน 2 คน ในเวลากลางคืน พฤติเหตุแวดล้อมเจือสมกับข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยัน นอกจากนี้ข้อเท็จจริงเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยกระทำชำเราก็เป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับเด็กหญิงดังเช่นผู้เสียหายที่ 1 ทั้งไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 จะสร้างเรื่องราวนี้ขึ้นเพราะผู้เสียหายที่ 1 รวมถึงผู้เสียหายที่ 2 มิได้ใช้เป็นเหตุเรียกค่าสินไหมทดแทนใด ๆ ต่อจำเลยในส่วนนี้ เท่ากับเหตุเรื่องนี้เป็นแต่ทางเสียหายต่อผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น ที่จำเลยนำสืบอ้างว่าหากจะชำเราผู้เสียหายที่ 1 ก็อาจทำได้ตลอดเวลาที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่กับตนตลอด 1 ปีเศษ นั้น ไม่อาจฟังได้ เพราะผู้เสียหายที่ 1 พักอยู่กับนาง อ. ภริยาจำเลยตลอดเวลา และจำเลยกลับไปพบนาง อ. ประมาณปีละ 4 ครั้ง ส่วนที่จำเลยอ้างทำนองว่าป่วยไร้สมรรถภาพทางเพศ นั้น ก็เป็นข้ออ้างหลังจากจำเลยถูกดำเนินคดีนี้แล้ว พิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมา ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าในวันเวลาที่จำเลยนำผู้เสียหายที่ 1 เดินทางโดยลำพังเพื่อนำส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 คืนผู้เสียหายที่ 2 จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง สำหรับข้อหาความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร นั้น จำเลยฎีกาอ้างว่า การที่จำเลยรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 2 ส่งมอบตัวผู้เสียหายที่ 1 ให้แก่จำเลยด้วยความสมัครใจ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานนี้แต่อย่างใด และอ้างว่าคำบรรยายฟ้องโจทก์ระบุวันเวลาเกิดเหตุความผิดฐานนี้วันที่ 14 เมษายน 2558 ซึ่งขาดตอนไปแล้ว เพราะขัดกับคำฟ้องในฐานความผิดเรื่องกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งระบุเวลาเกิดเหตุวันที่ 28 กันยายน 2559 ห่างกันเกือบ 2 ปี นั้น พิจารณาคำฟ้องโจทก์ข้อ 1.4 ระบุว่า "เมื่อระหว่างวันที่ 14 เมษายน 2558 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 กันยายน 2559 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ต่อเนื่องกัน จำเลยนี้โดยปราศจากเหตุสมควรได้พรากผู้เสียหายที่ 1 อายุ 12 ปีเศษ ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วย..." เมื่อพิจารณาประกอบพยานหลักฐานจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงยุติฟังได้ว่า วันที่ 14 เมษายน 2558 เวลากลางวัน จำเลยรับมอบตัวผู้เสียหายที่ 1 จากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองผู้ดูแล บริเวณสะพานมิตรภาพไทย–ลาว จังหวัดหนองคาย หลังจากผู้เสียหายที่ 2 รับมอบเงิน 50,000 บาท จากจำเลย และข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยและนาง อ. ภริยาจำเลยร่วมกันจัดหา พามาหรือส่งไป หรือรับไว้ ให้ที่พักอาศัยซึ่งผู้เสียหายที่ 1 เพื่อทำงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างหรือค่าตอบแทนใด ๆ โดยเป็นการกระทำต่อเนื่องนับแต่วันที่ 20 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยและนาง อ. ส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 เดินทางออกจากจังหวัดสงขลาเพื่อส่งตัวคืนผู้เสียหายที่ 2 ดังนี้ถือว่าคำบรรยายฟ้องโจทก์ข้อ 1.4 ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นการกระทำต่อเนื่อง เพราะผู้เสียหายที่ 2 ประสงค์ให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำงานที่จังหวัดขอนแก่นตั้งแต่แรก แต่จำเลยส่งผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่จังหวัดสงขลา แม้ไม่ตรงตามเจตนาที่ผู้เสียหายที่ 2 เข้าใจแต่แรก และผู้เสียหายที่ 2 ติดต่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ตลอดมาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นว่า จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 ไว้จากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อทำงาน และผู้เสียหายที่ 2 ตกลงยินยอมแต่เฉพาะเรื่องให้ทำงาน การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 28 และ 29 กันยายน 2559 จึงอยู่ในช่วงเวลาเกิดเหตุระหว่างวันที่ 14 เมษายน 2558 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 กันยายน 2559 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ตามฟ้องโจทก์ และเป็นการกระทำเพื่อการอนาจารนอกเหนือเจตนาของผู้เสียหายที่ 2 แต่แรกที่ยินยอมให้รับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้เพื่อทำงานเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันควรเพื่อการอนาจาร คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เรียกมาตามฟ้องข้อ 3 ระบุว่า เป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 35 เป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนผู้เสียหายที่ 1 ตามที่ได้รับแจ้งจากปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โจทก์เรียกมาเป็นเงิน 332,000 บาท ตามที่มีการคำนวณตามเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนโดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองคายร่วมกับพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน และผู้เสียหายที่ 1 โดยกำหนดประเด็นการคำนวณค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายบัญญัติและตามระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ พ.ศ. 2552 ข้อ 15 ประกอบพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 33 และมาตรา 35 ซึ่งเป็นความเสียหายจากการขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ความเสียหายต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสียหายต่อจิตใจและอนามัย ความเสียหายต่อชื่อเสียง ความเสียหายอันเนื่องมาจากการเสื่อมสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ ความเสียหายจากการสูญเสียความสุข ความรื่นเริงตลอดชีวิต และความเสียหายต่อเสรีภาพ ดังนี้ ฐานการคำนวณค่าสินไหมทดแทนจึงมีที่มาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานของรัฐดังกล่าวข้างต้นเป็นผู้ช่วยเหลือตามกฎหมาย มิใช่มาจากฐานความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ตามคำขอท้ายคำร้องและคำให้การของผู้ใช้แรงงานคือผู้เสียหายที่ 1 ตามที่ปรากฏในฟ้องโจทก์ข้อ 1.3 ซึ่งเป็นการคำนวณเฉพาะค่าตอบแทนการทำงานเพียงอย่างเดียวโดยผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ใช้สิทธิเรียกร้อง ดังนั้น แม้มีการถอนคำร้องทางแพ่งโดยผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่มีผลต่อความรับผิดในค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ เพราะมีที่มาและข้อกฎหมายอ้างอิงแตกต่างกันดังกล่าวข้างต้น เมื่อจำเลยไม่โต้แย้งยอดเงินค่าสินไหมทดแทนตามเอกสารท้ายฟ้อง ประกอบกับศาลฎีกาเห็นว่ายอดเงินที่โจทก์ขอมาเหมาะสมแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การสอบสวนคดีนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.5 บรรยายถึงรายละเอียดการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ ทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้อง โดยระบุสถานที่เกิดเหตุในประเทศไทย คือตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย และแขวงใด เขตใดไม่ปรากฏชัด กรุงเทพมหานคร มิได้ระบุว่ามีสถานที่เกิดเหตุนอกราชอาณาจักรแต่อย่างใด แม้ตามฟ้องข้อ 1.1 อาจมีการระบุถึงการกระทำที่มีการหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว และผลการหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ได้นำพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว เข้ามาในราชอาณาจักรไทยให้จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 ไว้ ที่ตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ก็ตาม ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดในฟ้องถึงการกระทำของจำเลยนอกราชอาณาจักรตามที่ฎีกาจำเลยอ้างมาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม แม้หากมีการหลอกลวงของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 2 นอกราชอาณาจักร ก็เป็นเพียงการตระเตรียม พยายาม หรือการกระทำส่วนหนึ่งได้เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรทั้งสิ้น กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด เพราะมาตรา 20 บัญญัติว่า "ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ..." เป็นบทบัญญัติที่บังคับใช้กรณีเฉพาะความผิดที่ได้กระทำการนอกราชอาณาจักรไทยเท่านั้น คดีนี้มีการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายมีว่า ศาลรับฟังคำเบิกความของพยานซึ่งศาลชั้นต้นได้สืบไว้ก่อนฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า กฎหมายได้กำหนดวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 8 ซึ่งให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว รวมถึงในชั้นสืบพยานบุคคล ให้ศาลแจ้งให้พยานทราบประเด็นและข้อเท็จจริงที่จะทำการสืบพยาน แล้วให้พยานเบิกความในข้อนี้ด้วยตนเองหรือตอบคำถามศาล ให้ศาลมีอำนาจถามพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดี แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างก็ตาม แล้วจึงอนุญาตให้คู่ความถามพยานเพิ่มเติม และตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 บัญญัติเรื่องการสืบพยานก่อนฟ้องตามมาตรา 31 ว่า

"ก่อนฟ้องคดีต่อศาล ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พนักงานอัยการโดยตนเองหรือโดยได้รับคำร้องขอจากพนักงานสอบสวนจะนำผู้เสียหายหรือพยานบุคคลมายื่นคำร้องต่อศาล โดยระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าได้มีการกระทำความผิดและเหตุแห่งความจำเป็นที่จะต้องมีการสืบพยานไว้โดยพลันก็ได้

ในกรณีที่ผู้เสียหายหรือพยานบุคคลจะให้การต่อศาลเอง เมื่อผู้เสียหายหรือพยานบุคคลแจ้งแก่พนักงานอัยการแล้ว ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลโดยไม่ชักช้า

ให้ศาลสืบพยานทันทีที่ได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ในการนี้ หากผู้มีส่วนได้เสียในคดีคนใดยื่นคำร้องต่อศาลแถลงเหตุผลและความจำเป็นขอถามค้าน หรือตั้งทนายความถามค้าน เมื่อเห็นสมควรก็ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตได้ และให้นำความในมาตรา 237 ทวิ วรรคสาม และวรรคสี่ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม

ถ้าต่อมามีการฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยในการกระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ในหมวด 1 ก็ให้รับฟังพยานดังกล่าวในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้"

ดังนี้ เห็นว่า ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาตรา 31 วรรคท้าย บัญญัติให้ศาลรับฟังพยานปากผู้เสียหายทั้งสองที่ได้สืบพยานไว้ก่อนฟ้องได้ รวมถึงรับฟังพยานเอกสารที่พยานทั้งสองปากเบิกความยืนยันรับรองได้ เพราะตามมาตรา 31 วรรคสาม กำหนดให้ศาลชั้นต้นสืบพยานทันทีที่ได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง นอกจากนี้คำร้องที่ขอให้สืบพยานไว้ก่อนฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2561 ก็เป็นคำร้องตามวรรคหนึ่ง คือพนักงานอัยการยื่นโดยตนเอง โดยพนักงานอัยการเป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ร้องท้ายคำร้อง ส่วนข้อความที่จำเลยอ้างทำนองว่าเป็นการดำเนินการมิชอบโดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองคายนั้น พิจารณาคำร้องข้อ 2 ปรากฏว่าเป็นเพียงการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของข้อเท็จจริงในคำร้องเพราะหน่วยงานดังกล่าวเป็นหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบดูแลช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่มีโอกาสถามค้านพยานนั้น ตามมาตรา 31 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขให้ต้องรอหรือแจ้งผู้ต้องหา จำเลย หรือทนายมาถามค้านก่อนสืบพยานแต่อย่างใด เพราะศาลต้องสืบพยานทันทีที่ได้รับคำร้องและเป็นผู้ไต่สวนค้นหาความจริงรวมถึงถามค้านแทนฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย และแม้หากมีจำเลยหรือทนายมา ศาลก็อาจไม่อนุญาตให้ถามค้านก็ได้ตามมาตรา 31 วรรคสาม ข้างต้น การมิได้ถามค้านจึงมิใช่เหตุที่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองในชั้นสืบพยานก่อนฟ้องรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จำเลยมีตัวอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาลในขณะนั้นจึงอาจหมายเรียกจำเลยมาได้นั้น เห็นว่า นอกจากมาตรา 31 ดังกล่าวมิได้กำหนดเงื่อนไขให้ดำเนินการรอให้ได้ตัวจำเลยมาก่อนจึงจะสืบพยานก่อนฟ้องได้ตามที่จำเลยอ้างแล้ว ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่า จำเลยได้รับประกันตัวจากศาลชั้นต้นในชั้นฝากขังจนครบฝากขัง 7 ครั้ง แล้ว จำเลยจึงพ้นจากการควบคุมของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาลชั้นต้นแล้วตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2560 ตามรายละเอียดหลังคำร้องฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 7 ลงวันที่ 5 มกราคม 2560 และโจทก์ยื่นคำร้องขอสืบพยานไว้ก่อนฟ้องเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2561 และยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 หลังจากจำเลยพ้นฝากขัง 2 ปี สืบเนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 รายละเอียดตามคำร้องดังกล่าวของจำเลยเป็นการให้การแก้ข้อกล่าวหาของผู้เสียหายทั้งสองตามคำร้องและตามบันทึกถ้อยคำของผู้เสียหายทั้งสองแสดงว่าจำเลยรู้ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่ถูกผู้เสียหายทั้งสองกล่าวหามาก่อนแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ซับซ้อนเพราะมีเนื้อหาหลักในเรื่องผู้เสียหายที่ 1 ทำงานแล้วไม่ได้ค่าจ้างค่าตอบแทนและเรื่องจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงมีโอกาสพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพิสูจน์พยานหลักฐานของโจทก์ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามหนังสือ จำเลยขอให้พนักงานอัยการสอบสวนพยานหลักฐานต่าง ๆ เพิ่มเติมตามที่จำเลยอ้าง โดยมีพยานบุคคลซึ่งมีผู้เสียหายทั้งสองรวมอยู่ด้วย รวมถึงพยานปากอื่นรวม 13 ปาก และต่อมาพนักงานอัยการก็ได้ดำเนินการให้จำเลยผ่านพนักงานสอบสวนและหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เทียบได้กับจำเลยได้มีโอกาสถามค้านพยานและพิสูจน์ความจริงเป็นเวลาถึง 2 ปี ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ถือว่าจำเลยไม่เสียเปรียบ การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นสืบพยานก่อนฟ้องชอบแล้ว ศาลรับฟังพยานดังกล่าวในการพิจารณาพิพากษาคดีได้ สำหรับฎีกาส่วนอื่นของจำเลยนั้นไม่เป็นสาระไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยข้างต้น ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 5
ป.วิ.อ. ม. 20
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 31
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายวริทธิ์ จิตรเพียรค้า
ศาลอุทธรณ์ — นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชลิต กฐินะสมิต
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2565
#687042
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี ห้ามเปิดสถานบริการเกินเวลาที่กำหนด และความผิดฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กำหนดโดยฝ่าฝืนกฎหมายนั้น จำเลยมีเจตนาที่จะขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 3, 4, 28, 39 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 9, 18, 19 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 5, 22, 34, 35, 45, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง, 39 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (ที่ถูก 35 (1)), 52 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคสอง (ที่ถูก 9 (5) วรรคหนึ่ง), 18 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน ฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กำหนดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับ 2,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี ห้ามเปิดสถานบริการเกินกว่าเวลาที่กำหนด กับฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ในการเปิดกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่มของจำเลยมีการขอใบอนุญาต แต่ในบางครั้งใบอนุญาตหมดอายุ ซึ่งจำเลยได้ยื่นขอใบอนุญาตใหม่ทุกครั้ง จำเลยไม่ได้เปิดกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตและจำเลยไม่มีเจตนาจะทำผิดกฎหมายนั้น มีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กระทงหนึ่ง ฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กำหนดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กระทงหนึ่ง ส่วนฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี ห้ามเปิดสถานบริการเกินเวลาที่กำหนด กับฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นบทหนักกระทงหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน นั้น เห็นว่า ความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี ห้ามเปิดสถานบริการเกินเวลาที่กำหนด และความผิดฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กำหนดโดยฝ่าฝืนกฎหมาย นั้น จำเลยมีเจตนาที่จะขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำความผิดของจำเลยจะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่ตั้งสถานบริการโดยไม่มีใบอนุญาตและฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในขณะที่มีการประกาศมาตรการเร่งด่วนในการป้องกันวิกฤตการณ์จากโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว มีลักษณะเป็นการมุ่งหวังแต่ประโยชน์ในทางการค้าส่วนตนเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะตามมา อันจะส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นการกระทำที่ค่อนข้างร้ายแรงก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน ทั้งโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเป็นเพียงระยะสั้น เมื่อพิจารณาข้อฎีกาของจำเลยแล้ว จำเลยได้แสดงข้อความสำนึกผิดเชื่อว่าการที่จำเลยถูกดำเนินคดีนี้ทำให้เกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมาย ส่วนที่จำเลยมีประวัติเคยกระทำความผิดมาก่อน ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุก กรณีจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีอีกสักครั้ง โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตามเพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่กลับมากระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้ซ้ำอีกเห็นควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง กับคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 30,000 บาท และฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ปรับ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน และฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จำคุก 1 เดือน รวมเป็นจำคุก 2 เดือน และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ลงโทษปรับฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กำหนดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวศิริพร ขันทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2676/2565
#684813
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี...(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ และคุณภาพอันเกี่ยวกับสินค้า โฆษณา เสนอขาย และขายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติเพื่อร่วมเผยแพร่แสดงความจงรักภักดี "โครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" "ซึ่งในชุดประกอบด้วย หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" สายข้อมือ (ริสต์แบนด์) วิดีโอซีดีพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สติกเกอร์ "เรารักในหลวง" บัตรถวายพระพร บัตรคาถาเงินล้าน สติกเกอร์ตราสัญลักษณ์ทรงครองราชย์ 60 ปี และพระจิตรลดาหรือพระสมเด็จมหามงคล รุ่นทรงครองราชย์ 60 ปี (มวลสารจิตรลดา) รวม 9 รายการ บรรจุอยู่ในกล่องเดียวกัน โดยมีการพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว โดยเสนอขายและขายแก่ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปในราคาชุดละ 299 บาท ทั้งนี้ เพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ หรือเกี่ยวข้องกับสำนักราชเลขาธิการซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงสำนักราชเลขาธิการไม่เคยอนุญาตให้จำเลยใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี กับสินค้าดังกล่าว ทั้งนี้ จำเลยแสวงหาผลกำไรและประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยมิชอบ ซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 271 บัญญัติว่า "ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ..." เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์ประกอบมาตรา 271 ดังกล่าวแล้ว ในส่วนของการกระทำโดยการหลอกลวงซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดมาตรา 271 เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้ว เห็นได้ว่าโจทก์ได้บรรยายระบุการกระทำหรือวิธีการหลอกลวงไว้แล้วว่า จำเลยโฆษณา เสนอขาย และขายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติ โดยพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว เพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ อันเป็นความเท็จ ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าการหลอกลวงขายของของจำเลยคือการที่จำเลยพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ลงบนกล่องสินค้า โดยที่รู้อยู่แล้วว่าความจริงมิได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ในการขาย แต่ทำไปเพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่ได้รับอนุญาตให้ขายโดยถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ จึงถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2559 โดยขณะนั้นจำเลยยังไม่มีทนายความว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธ เพราะไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา และตามคำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 โดยจำเลยได้แต่งตั้งทนายความในวันดังกล่าวแล้วปรากฏว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ รายละเอียดจะได้นำสืบพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นพิจารณาต่อไป ซึ่งแสดงว่าจำเลยทราบข้อเท็จจริงและข้อหาตามคำฟ้องแล้ว จึงให้การปฏิเสธ ประกอบกับตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 ปรากฏว่า จำเลยแถลงว่า วันนี้ได้แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีแล้ว และได้พบปรึกษากับทนายความแล้ว ศาลจึงอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยแถลงว่าเข้าใจข้อหาโดยตลอดแล้ว ยืนยันให้การปฏิเสธ ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ได้มีการบรรยายเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271, 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ลงโทษจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ยกคำขอให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี...(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ และคุณภาพอันเกี่ยวกับสินค้า โฆษณา เสนอขาย และขายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติเพื่อร่วมเผยแพร่แสดงความจงรักภักดี "โครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา"" ซึ่งในชุดประกอบด้วย หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" สายข้อมือ (ริสต์แบนด์) วิดีโอซีดีพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สติกเกอร์ "เรารักในหลวง" บัตรถวายพระพร บัตรคาถาเงินล้าน สติกเกอร์ตราสัญลักษณ์ทรงครองราชย์ 60 ปี และพระจิตรลดาหรือพระสมเด็จมหามงคล รุ่นทรงครองราชย์ 60 ปี (มวลสารจิตรลดา) รวม 9 รายการ บรรจุอยู่ในกล่องเดียวกัน โดยมีการพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว โดยเสนอขายและขายแก่ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปในราคาชุดละ 299 บาท ทั้งนี้ เพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ หรือเกี่ยวข้องกับสำนักราชเลขาธิการซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงสำนักราชเลขาธิการไม่เคยอนุญาตให้จำเลยใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี กับสินค้าดังกล่าว ทั้งนี้ จำเลยแสวงหาผลกำไรและประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยมิชอบ ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 บัญญัติว่า "ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ..." เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์ประกอบมาตรา 271 ดังกล่าวแล้ว ในส่วนของการกระทำโดยการหลอกลวงซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดมาตรา 271 เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้ว เห็นได้ว่าโจทก์ได้บรรยายระบุการกระทำหรือวิธีการหลอกลวงไว้แล้วว่า จำเลยโฆษณา เสนอขาย และขายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติ โดยพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว เพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ อันเป็นความเท็จ ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าการหลอกลวงขายของของจำเลยคือการที่จำเลยพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ลงบนกล่องสินค้าโดยที่รู้อยู่แล้วว่าความจริงมิได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ในการขาย แต่ทำไปเพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่ได้รับอนุญาตให้ขายโดยถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ จึงถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2559 โดยขณะนั้นจำเลยยังไม่มีทนายความว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธ เพราะไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา และตามคำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 โดยจำเลยได้แต่งตั้งทนายความในวันดังกล่าวแล้วปรากฏว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ รายละเอียดจะได้นำสืบพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นพิจารณาต่อไป ซึ่งแสดงว่าจำเลยทราบข้อเท็จจริงและข้อหาตามคำฟ้องแล้ว จึงให้การปฏิเสธ ประกอบกับตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 ปรากฏว่า จำเลยแถลงว่า วันนี้ได้แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีแล้ว และได้พบปรึกษากับทนายความแล้ว ศาลจึงอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยแถลงว่าเข้าใจข้อหาโดยตลอดแล้ว ยืนยันให้การปฏิเสธ ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ได้มีการบรรยายเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่เป็นการหลอกลวง เป็นฟ้องที่บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ไม่ครบถ้วนพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้อง แล้วพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเนื่องจากโจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมาด้วย เพื่อมิให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยล่าช้า จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาตามอุทธรณ์ของจำเลยเสียก่อน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 บัญญัติว่า "ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ..." คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีการจำหน่ายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติเพื่อร่วมเผยแพร่แสดงความจงรักภักดี "โครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา"" ซึ่งในชุดประกอบด้วย หนังสือดี"ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" สายข้อมือ (ริสต์แบนด์) วิดีโอซีดีพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯสติกเกอร์ "เรารักในหลวง" บัตรถวายพระพร บัตรคาถาเงินล้าน สติกเกอร์ตราสัญลักษณ์ทรงครองราชย์ 60 ปี และพระจิตรลดาหรือพระสมเด็จมหามงคล รุ่นทรงครองราชย์ 60 ปี (มวลสารจิตรลดา) รวม 9 รายการ บรรจุอยู่ในกล่องเดียวกัน โดยมีการพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว เสนอขายและขายในราคาชุดละ 299 บาท โดยได้ความจากพยานโจทก์ปากนายณพลและนาวาโทหญิงอุไรวรรณว่า พยานทั้งสองปากเห็นกล่องสินค้าแบบเดียวกับวัตถุพยานแล้วเห็นว่ามีคุณค่าในการเก็บรักษาเพื่อบูชา และเชื่อว่าน่าจะมีการใช้ตราสัญลักษณ์กับสินค้าโดยได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง พยานจึงรับสินค้าไปจำหน่าย แสดงให้เห็นว่ามีผู้ซื้อสินค้าโดยหลงเชื่อว่าสินค้าแบบเดียวกับวัตถุพยาน ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดอยู่ที่ตัวสินค้า เป็นสินค้าที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์และจำหน่ายได้โดยถูกต้อง ทั้งที่ความจริงสินค้าดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการให้ใช้ตราสัญลักษณ์ในการผลิตและจำหน่าย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ที่นำมาใช้กับสินค้าดังกล่าวเป็นสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของสินค้าที่ประชาชนหรือผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจซื้อสินค้า โดยเป็นการบ่งบอกถึงแหล่งที่มาของสิ่งของที่บรรจุในกล่องสินค้านั้นว่าเป็นสิ่งของที่ได้รับการตรวจสอบจากสำนักราชเลขาธิการแล้วว่ามีคุณค่าควรแก่การเก็บรักษาไว้เป็นที่ระลึก เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และอนุญาตให้ติดตราสัญลักษณ์ดังกล่าวลงบนกล่องสินค้าได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย การที่มีบุคคลนำตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมาใช้กับสินค้าแล้วขายให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมแสดงถึงเจตนาที่ต้องการให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่ได้รับอนุญาตโดยถูกต้อง ย่อมเป็นความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดของสินค้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การกระทำเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้า ตามฟ้องเป็นการขายของโดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำที่เป็นความผิดตามมาตรา 271

คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพระอธิการชัยรัตน์ เจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอนมาเบิกความว่า ภายหลังสำนักราชเลขาธิการมีหนังสือแจ้งอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งระบุว่าห้ามนำไปใช้ในการโฆษณาหรือแสวงหาผลประโยชน์อื่นใดทั้งสิ้นแล้ว พระอธิการชัยรัตน์มอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการจัดทำหนังสือ "ชีวิตสมถะ" และจัดสร้างพระผงตามที่ได้รับอนุญาต รวมถึงให้ดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้งานสำเร็จบรรลุตามเป้าหมาย การจัดทำหนังสือและพระผงดังกล่าวเพื่อนำไปแจกให้แก่ผู้มีจิตศรัทธามาฟังการแสดงพระธรรมเทศนาตามหนังสือแต่งตั้งจำเลยดังกล่าวเป็นการมอบหมายให้ไปดำเนินการ ไม่ได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับการจัดหารายได้ และโจทก์มีนายนวธร ญาติของจำเลย มาเบิกความว่า ประมาณปลายปี 2549 ถึงต้นปี 2550 พยานได้รับแจ้งจากจำเลยว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้ผลิตชุดหนังสือ "ชีวิตสมถะ" ซึ่งประกอบด้วยหนังสือ 1 เล่ม สายรัดข้อมือ พระผง ภาพในหลวง สติกเกอร์ และซีดี เป็นต้น อยู่ในกล่อง โดยจำเลยบอกว่าได้รับอนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการให้นำออกจำหน่ายได้ ให้พยานช่วยงานในส่วนการประชาสัมพันธ์และจัดจำหน่าย พยานจึงประสานงานกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยนำกล่อง ไปให้ดูและแจ้งว่าจะจัดจำหน่ายในราคา 299 บาท ซึ่งบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ตกลงว่าจะจัดจำหน่ายให้ กับโจทก์มีนายวัฒนา หัวหน้าส่วนบริการสินค้าฝากขายบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด มาเบิกความว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2549 มีผู้มาฝากขายหนังสือ "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" โดยมีหนังสือขอความร่วมมือจากจำเลยในฐานะประธานดำเนินการโครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด มีหนังสือแจ้งตอบรับการรับฝากจำหน่ายไปยังจำเลย ซึ่งต่อมาจำเลยมีหนังสือตอบรับเงื่อนไขการจัดจำหน่ายการแบ่งรายได้ และการจ่ายเงินค่าสินค้า จากนั้นโครงการของจำเลยได้ส่งชุดหนังสือ รวม 3,000 ชุด มาให้วางจำหน่ายที่ไปรษณีย์ทั่วประเทศประมาณ 300 แห่ง ในการจำหน่ายจะมีการตัดยอดให้แก่โครงการของจำเลยเป็นรายเดือน และต่อมามีการจัดส่งมาให้วางจำหน่ายอีกประมาณ 5,000 ชุด บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด โอนเงินรายได้ให้แก่โครงการของจำเลยเป็นเงิน 900,000 บาทเศษ จำเลยในฐานะประธานโครงการได้มอบอำนาจให้นายนวธรเป็นผู้รับเงินจากบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เห็นได้ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งหมดในส่วนนี้เชื่อมโยงสอดคล้องกัน รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการจัดจำหน่ายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติเพื่อร่วมเผยแพร่แสดงความจงรักภักดี "โครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา"" ซึ่งในชุดประกอบด้วย หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" สายรัดข้อมือ (ริสต์แบนด์) วิดีโอซีดีพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สติกเกอร์ "เรารักในหลวง" บัตรถวายพระพร บัตรคาถาเงินล้าน สติกเกอร์ตราสัญลักษณ์ทรงครองราชย์ 60 ปี และพระจิตรลดาหรือพระสมเด็จมหามงคล รุ่นทรงครองราชย์ 60 ปี (มวลสารจิตรลดา) รวม 9 รายการ ที่มีการพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความจากพยานโจทก์ปากนาวาโทหญิงอุไรวรรณ ผู้เคยรับสินค้าไปจำหน่ายต่อ ว่า พยานเคยพบกับจำเลยที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยจำเลยนำเอกสารที่อ้างว่าได้รับอนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการมาให้พยานดู จำเลยยืนยันว่าได้รับอนุญาตโดยถูกต้องและได้ความจากพยานโจทก์ปากนายณพล ผู้ซื้อสินค้าจากจำเลยนำไปจำหน่ายต่อ ว่าพยานเคยพบจำเลยที่สำนักงานของโครงการตามแผ่นพับโฆษณาที่จัดจำหน่ายชุดหนังสือ "ชีวิตสมถะ" ซึ่งพยานได้ขอดูเอกสารว่าได้รับอนุญาตโดยถูกต้องหรือไม่พยานตรวจสอบแล้วเข้าใจว่าจำเลยได้รับอนุญาตโดยถูกต้อง จึงรับไปจำหน่ายต่อ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อสินค้าหลงเชื่อว่าสินค้าได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายสินค้าดังกล่าวโดยถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ และเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ทั้งหมดดังกล่าวประกอบทางนำสืบจำเลย ที่จำเลยเบิกความรับว่า จำเลยได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอนให้เป็นผู้ดำเนินการจัดทำชุดเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ 9) ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยจัดทำหนังสือ "ชีวิตสมถะ" และพระผงสมเด็จมหามงคล ซึ่งตามหนังสือแต่งตั้งดังกล่าวมีการอ้างถึงเอกสารหนังสือที่สำนักราชเลขาธิการอนุญาตให้อัญเชิญตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในการจัดพิมพ์หนังสือของวัดถ้ำหมีนอนและแนบท้ายหนังสือแต่งตั้ง โดยจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับแต่งตั้งไว้ด้วย และจำเลยยังได้อ้างเอกสารหนังสือที่สำนักราชเลขาธิการอนุญาตให้อัญเชิญตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ดังกล่าวไว้ในหนังสือเรื่องขอประทานพระอนุญาตใช้สถานที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งจำเลยเป็นผู้ออกหนังสือและลงลายมือชื่อไว้ในฐานะประธานดำเนินการโครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" อีกด้วย ย่อมแสดงว่าจำเลยทราบข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่าสำนักราชเลขาธิการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ได้สำหรับลงพิมพ์ในหนังสือ "ชีวิตสมถะ" เพื่อแจกให้แก่ผู้มีจิตศรัทธามาฟังการแสดงพระธรรมเทศนาเท่านั้น โดยห้ามนำไปใช้ในการโฆษณาหรือแสวงหาผลประโยชน์อื่นใดทั้งสิ้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยขายสินค้า โดยมีเจตนาหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดของสินค้านั้นอันเป็นเท็จ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยเกี่ยวกับสภาพความผิดคดีนี้ว่า ภายหลังจำเลยได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอนแล้ว จำเลยได้ดำเนินการต่าง ๆ ในการจัดทำหนังสือ "ชีวิตสมถะ" และพระผงสมเด็จมหามงคลตามที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ ซึ่งจำเลยนำเงินที่ได้บางส่วนไปทำบุญแด่วัดถ้ำหมีนอน วัดในถิ่นทุรกันดาร และช่วยเหลือประชาชนตามวัตถุประสงค์ของโครงการและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอนซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้มีนายสมบัติ พยานจำเลย มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลย และสอดคล้องกับคำเบิกความของพระอธิการชัยรัตน์ เจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอนที่เบิกความว่า วัตถุประสงค์เกี่ยวกับเงินบริจาคของโครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" ส่วนหนึ่งเพื่อนำเงินบางส่วนพัฒนาวัดในถิ่นทุรกันดารวัดทางภาคใต้ และช่วยเหลือประชาชน โดยจำเลยได้นำเงินมอบให้แก่วัด 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 122,000 บาท และมีการนำชุดเทิดพระเกียรติไปแจกที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ด้วย ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พฤติการณ์แห่งคดีเกี่ยวกับสภาพความผิดของจำเลยดังกล่าวนับว่าจำเลยได้ทำคุณประโยชน์ในการมีส่วนช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือสังคมอันเป็นเหตุอันควรปรานี โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงเห็นสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 (เดิม)จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 271
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอนงค์รัตน์ คงลาภ
- นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2674/2565
#684044
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 271 กำหนดว่า ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น เป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีและมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น ดังนั้น กระบวนการบังคับคดีให้เป็นไปคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทุกชั้นศาล จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นในชั้นต้น และมาตรา 357 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษากระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลไม่ได้กำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการจดทะเบียนให้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้บุคคลดังกล่าวนั้นจดทะเบียนไปตามคำสั่งศาล" ดังนั้นโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นการบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสองกระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 357 อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย และศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม คำร้องของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357 นั้น เป็นคำร้องที่ ป.วิ.พ. มิได้บัญญัติว่าให้ทำได้แต่ฝ่ายเดียวโดย ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) บัญญัติห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองโอนหรือร่วมกันโอนทรัพย์พิพาทรวม 7 รายการ คือ 1. ห้องชุดเลขที่ 77/130 อาคารชุด ส. อาคารเลขที่ 1 มีชื่อจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 2. หุ้นบริษัท ภ. รวม 9,545,400 หุ้น มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น 3. ที่ดินโฉนดเลขที่ 1794 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 4. ที่ดินโฉนดเลขที่ 211444 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 5. ที่ดินโฉนดเลขที่ 83709 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 6. ห้องชุดเลขที่ 77/150 อาคารชุด ส. มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และ 7. ห้องชุดเลขที่ 140/211 และ 140/212 อาคารชุด ท. มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสินธุ์ ผู้ตาย เพื่อแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 8 ใน 14 ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสองคนละ 1 ใน 14 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์พิพาททั้งเจ็ดรายการออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ตามส่วนที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสองแต่ละคนจะได้รับ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับโดยชอบแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในการแจ้งจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท และให้กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ภ. รับจดแจ้งการโอนหุ้นและจดลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น กับให้เจ้าพนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาทดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาททั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 6 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่ง ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เนื่องจากเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งคำร้องดังกล่าวไม่ใช่คำขออันจะทำได้แต่ฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยไม่ส่งสำเนาให้จำเลยทั้งสองมีโอกาสคัดค้านก่อนเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งอนุญาตถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ในการให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ที่ 6 กับให้กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ภ. จดแจ้งการโอนหุ้นและจดลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 กำหนดว่า ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น เป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีและมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น ดังนั้น กระบวนการบังคับคดีให้เป็นไปคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทุกชั้นศาล จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นในชั้นต้น และมาตรา 357 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษากระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลไม่ได้กำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการจดทะเบียนให้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้บุคคลดังกล่าวนั้นจดทะเบียนไปตามคำสั่งศาล" ตามบทบัญญัติมาตรา 271 และมาตรา 357 ดังกล่าวแม้เป็นกฎหมายที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 และมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กล่าวคือนับแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 เป็นต้นไป ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่คดีทั้งคดีที่ค้างมาก่อนการแก้ไขกฎหมายและคดีฟ้องใหม่นับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับเป็นต้นไป เพียงแต่ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเท่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้ยังมิได้กระทำการใดเกี่ยวกับกระบวนวิธีการบังคับคดี การบังคับคดีจึงต้องนำบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมาใช้บังคับ โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จึงมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองโอนหรือร่วมกันโอนทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ ให้แก่โจทก์ที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสินธุ์ ผู้ตาย เพื่อแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 8 ใน 14 ส่วน โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสอง คนละ 1 ใน 14 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ตามส่วนที่โจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสองแต่ละคนจะได้รับ แต่จำเลยทั้งสองไม่โอนทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ ให้แก่โจทก์ที่ 6 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว และทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ มีชื่อจำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตาย โดยคำพิพากษาของศาลดังกล่าวมิได้สั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองไว้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ดังนั้นโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นการบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสองกระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย และศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม คำร้องของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 นั้น เป็นคำร้องที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้บัญญัติว่าให้ทำได้แต่ฝ่ายเดียวโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) บัญญัติห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2562 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองและมีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจดทะเบียนให้นั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า "อนุญาต" เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2562 โดยมิได้มีการส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองได้มีโอกาสคัดค้านก่อน ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 แต่เมื่อยังไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) ก่อน ถือว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในการบังคับคดี กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2562 โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การส่งสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยทั้งสองแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 271 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ม. กับพวก
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2565
#687040
เปิดฉบับเต็ม

หมายจับเป็นหมายอาญาตามที่ ป.วิ.อ. บัญญัติไว้ใน หมวด 2 เมื่อตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 บัญญัติให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) ออกหมายเรียก หมายอาญา... ดังนั้นผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีอำนาจในการออกหมายอาญาประเภทหมายจับได้ รวมทั้งให้หมายความถึงมีอำนาจพิจารณาการยกคำร้องขอออกหมายจับโดยพิจารณาว่าคดีอาญาตามที่ขอออกหมายจับนั้นขาดอายุความหรือไม่ ทั้งนี้ ในการออกหมายจับนั้นต้องพิจารณาประกอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 68 ซึ่งบัญญัติว่า หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าในการออกหมายจับ ผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาออกหมายจับมีอำนาจพิจารณาว่า คดีที่จะออกหมายจับนั้นขาดอายุความแล้วหรือไม่ด้วย การสั่งยกคำร้องขอออกหมายจับของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบการนับอายุความตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 แตกต่างจากบทบัญญัติเรื่องอายุความในประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติให้นับแต่วันกระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่มีข้อยกเว้นไม่ให้นับวันที่หลบหนีรวมเข้าด้วยดังที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 บัญญัติไว้ และตามมาตรา 3 แห่ง ป.อ. บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว... เมื่อบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับวันที่ 22 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า และการนับอายุความโดยมิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีเข้าด้วยตามมาตราดังกล่าวมีผลทำให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้ ทั้งที่ผู้ร้องไม่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามาฟ้องภายใน 15 ปี ซึ่งไม่เป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า จึงต้องนําอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ากระทำความผิดมาบังคับใช้เพราะเป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามากกว่า ไม่อาจนําบทบัญญัติเรื่องการนับอายุความตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาใช้บังคับแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายจับนายประสิทธิ์ นายบัณฑิต นายประวีณ นายภัทรภูมิ นายราเชนทร์ นายศฤงคาร นายวสันต์ นายอัครชัย และนายสุภกิจ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 10 ต่อศาลชั้นต้น ในความผิดฐานร่วมกันทุจริตในการเบิกเงินค่าจ้างเหมาปลูกป่า ปีงบประมาณ 2548 ตามโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ป่าแม่สรอย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 เนื่องจากสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 5 มีคำสั่งรับดำเนินคดีอาญาฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดีในวันที่ 6 สิงหาคม 2563 แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าไม่ไปตามนัด มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าตามหมายจับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2563 ในข้อหาความผิดดังกล่าวภายในอายุความ 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548 แต่ไม่เกินวันที่ 15 สิงหาคม 2563

วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าต่อศาลชั้นต้น เนื่องจากหมายจับดังกล่าวใกล้จะครบกำหนดตามที่ระบุในหมายแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่า ศาลออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าแล้วอันเป็นการกระทำผิดในคราวเดียวกับที่ขอออกหมายจับใหม่ ผู้ร้องกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าหมายจับเดิมเป็นกรรมแรก แต่ไม่สามารถชี้แจงให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ หมายจับเดิมจึงยังคงมีผลบังคับใช้ ไม่มีเหตุออกหมายจับใหม่ ให้ยกคำร้อง

วันที่ 18 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าต่อศาลชั้นต้นอีก ศาลชั้นต้นเห็นว่า ได้ความว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจรับการจ้างในโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยพื้นที่ป่าแม่สรอย แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าทุจริต เข้าดำเนินการเป็นผู้รับจ้างปลูกป่าเสียเองโดยเชิดบุคคลอื่นเป็นผู้รับจ้าง ความจริงผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าเป็นผู้จัดหากล้าไม้ ปุ๋ย กำหนดพื้นที่ปลูก จัดหาคนปลูกโดยจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน ฯลฯ และเป็นผู้ตรวจรับงานและเบิกค่าจ้างเอง มีวัตถุประสงค์จะเอาเงินดังกล่าวจากค่าใช้จ่ายเป็นของตน แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่การจัดหาคนมาทำสัญญาจ้าง สัญญาจ้างทำวันที่ 15 สิงหาคม 2548 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าวซึ่งเป็นวันเริ่มต้นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 ซึ่งมีอายุความ 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) ครบอายุความในวันที่ 15 สิงหาคม 2563 ที่ผู้ร้องอ้างว่า อายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าครบองค์ประกอบความผิดคือวันที่ตรวจรับงานนั้น การตรวจรับงานเป็นส่วนหนึ่งหรือขั้นตอนหนึ่งในการทำให้บรรลุวัตถุประสงค์เรื่องเงินของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าที่ลงมือกระทำความผิดไปตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548 แล้ว ลำพังการตรวจรับงานไม่ใช่การกระทำความผิดในตัวเอง จึงไม่ใช่วันเริ่มนับอายุความ คดีขาดอายุความจึงไม่อาจออกหมายจับได้ ให้ยกคำร้อง

วันที่ 19 กันยายน 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งเก้าต่อศาลชั้นต้น อ้างเหตุว่าผู้ร้องได้มีมติในการประชุมในวันที่ 17 กันยายน 2563 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำ นอกจากวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาจ้างแล้วยังคงกระทำความผิดต่อเนื่องไป โดยวันที่ 1 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2548 ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าตรวจรับงานจ้างที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จอันเป็นเท็จ และกระทำความผิดจนถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินตามโครงการระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 โดยผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนแต่ละกรณีเบิกถอนเงินอ้างว่าเพื่อให้ผู้รับจ้างทั้งที่ตนเป็นผู้ดำเนินการเอง คดีจึงไม่ขาดอายุความ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าทราบวันนัดมารายงานตัวเพื่อยื่นฟ้องแต่ไม่มา มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 บัญญัติว่า ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ กรณีจึงมีเหตุออกหมายจับ ศาลชั้นต้นสอบผู้ร้องและบันทึกคำให้การพยานผู้ร้องเพิ่มเติมว่า สอบผู้ร้องแล้วได้ความว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 10 ร่วมกระทำความผิดมาตั้งแต่ต้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏเพิ่มเติมจากครั้งก่อนหน้านี้ แล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ก่อนหน้านี้ผู้ร้องยื่นคำร้องมาแล้วหลายครั้ง พิจารณาแล้วไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งยกคำร้องขอออกหมายจับลงวันที่ 19 กันยายน 2563 ของผู้ร้อง และมีคำสั่งออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เดิมผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายจับเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2563 และศาลออกหมายจับให้ผู้ร้องในวันดังกล่าวแล้ว โดยผู้ร้องมิได้โต้แย้ง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 ใหม่อีก อ้างเหตุผลเดิม ศาลเห็นว่าได้ออกหมายจับให้แล้ว จึงยกคำร้อง หลังจากนั้นวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องยื่นขอออกหมายจับเป็นครั้งที่ 3 ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยให้เหตุผลไว้อย่างชัดเจนแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 (ที่ถูก วันที่ 19 กันยายน 2563) ผู้ร้องยื่นเป็นครั้งที่ 4 ศาลเรียกสอบ ผู้ร้องแถลงว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 10 ร่วมกระทำความผิดมาตั้งแต่เริ่มต้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏเพิ่มเติมจากครั้งก่อนหน้านี้ ตามคำให้การลงวันที่ 19 กันยายน 2563 จึงเห็นว่ากรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ซึ่งในกรณีนี้เป็นอำนาจของผู้พิพากษานายเดียวที่มีอำนาจสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 ส่วนกรณีที่ผู้ร้องอ้างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 นั้น เห็นว่า เรื่องนี้เหตุเกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับ ทั้งไม่มีบทเฉพาะกาล ไม่อาจนำมาบังคับกับกรณีนี้ได้ จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้เพิกถอน ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า หมายจับเป็นหมายอาญาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ในภาค 1 ลักษณะ 4 หมวด 2 เมื่อตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 บัญญัติให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) ออกหมายเรียก หมายอาญา.... ดังนั้นผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีอำนาจในการออกหมายอาญาประเภทหมายจับได้ รวมทั้งให้หมายความถึงมีอำนาจพิจารณาการยกคำร้องขอออกหมายจับโดยพิจารณาว่าคดีอาญาตามที่ขอออกหมายจับนั้นขาดอายุความหรือไม่ ทั้งนี้ ในการออกหมายจับนั้นต้องพิจารณาประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 68 ซึ่งบัญญัติว่า หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าในการออกหมายจับนั้น ผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาออกหมายจับมีอำนาจที่จะพิจารณาว่า คดีที่จะออกหมายจับนั้นขาดอายุความแล้วหรือไม่ด้วย การสั่งยกคำร้องขอออกหมายจับของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า เนื่องจากเห็นว่าคดีขาดอายุความนั้น ตามคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า ลงวันที่ 19 กันยายน 2563 ผู้ร้องระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามีพฤติการณ์กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 ซึ่งเหตุเกิดระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 โดยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 ที่ผู้ร้องขอให้ออกหมายจับมีอายุความ 15 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) และผู้ร้องฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และเมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยได้หลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 มาใช้บังคับ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ออกหมายจับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2563 โดยระบุให้ดำเนินการตามหมายนับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548 แต่ไม่เกินวันที่ 15 สิงหาคม 2563 จึงต้องถือว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าคนหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี และมีผลตามมาตรา 7 คือมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป อายุความของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าคนจึงสะดุดหยุดอยู่จนกว่าจะได้ตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามาดำเนินคดี ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติเกี่ยวกับวิธีนับอายุความ และไม่ขัดต่อการนับอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะไม่มีผลเป็นการขยายอายุความ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าหลบหนี ความผิดที่ผู้ร้องขอออกหมายจับจึงยังไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า การนับอายุความตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ดังกล่าวแตกต่างจากบทบัญญัติเรื่องอายุความในประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติให้นับแต่วันกระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่มีข้อยกเว้นไม่ให้นับวันที่หลบหนีรวมเข้าด้วยดังที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 บัญญัติไว้ และตามมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว... เมื่อบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับวันที่ 22 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า และการนับอายุความโดยมิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีเข้าด้วยตามมาตราดังกล่าวมีผลทำให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้ทั้งที่ผู้ร้องไม่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามาฟ้องภายใน 15 ปี ซึ่งไม่เป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า จึงต้องนำอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ากระทำความผิดมาบังคับใช้เพราะเป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามากกว่า ไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการนับอายุความตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาใช้บังคับแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าได้ ดังนี้ แม้ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ากระทำความผิด ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ซึ่งอายุความต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าแต่ละคนกระทำความผิดกรรมที่ยาวที่สุดนั้น แต่เมื่ออายุความสำหรับความผิดที่ผู้ร้องกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) กำหนดไว้ 15 ปี ซึ่งจะครบกำหนดอย่างช้าที่สุดตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างคือ สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในวันที่ 29 กันยายน 2563 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ในวันที่ 26 กันยายน 2563 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ในวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ในวันที่ 3 ตุลาคม 2563 และผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 และที่ 10 ในวันที่ 28 กันยายน 2563 ตามลำดับ แต่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 โดยศาลอุทธรณ์ได้รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ล่วงพ้นระยะเวลา 15 ปี สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ 4 และ ที่ 7 ถึงที่ 10 แล้ว ทั้งเมื่อนับถึงวันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษานั้นได้ล่วงพ้นระยะเวลา 15 ปี สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้องโดยให้เหตุผลไว้ละเอียดแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 95 (2)
ป.วิ.อ. ม. 68
ป.วิ.พ. ม. 27
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 — นายวันชัย เวชพาณิชย์กิจกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางวิเวียน พิธานพร
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2565
#685425
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อจัดงานแสดงดนตรี เมื่องานแสดงดนตรีดังกล่าวได้จัดขึ้นและเสร็จสิ้นลงแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญจึงเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) เมื่อยังไม่ได้มีการชำระบัญชีของห้าง และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดคืนรวมถึงส่วนแบ่งกำไร แต่จำเลยทั้งสามโต้แย้งว่าการจัดงานแสดงดนตรีดังกล่าวขาดทุน กรณีจึงมีข้อโต้แย้งเรื่องผลประกอบการของห้างหุ้นส่วนซึ่งต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนเพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนจริงหรือไม่ และมีทรัพย์สินคงเหลือเพียงใด แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีมาด้วย แต่การบรรยายฟ้องของโจทก์ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วยแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวได้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีกการตั้งโจทก์หรือจำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกันย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาการไม่ร่วมมือกันในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 23,235,626 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,557,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ประมาณเดือนกันยายน 2555 โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนจัดงานแสดงดนตรี ระหว่างวันที่ 30 และ 31 ธันวาคม 2555 ที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยโจทก์ร่วมลงทุนเป็นเงิน 6,900,000 บาท จำเลยที่ 1 ร่วมลงทุนเป็นเงิน 46,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมลงทุนในจำนวนเงินที่เหลือ โจทก์ชำระเงินลงทุนให้จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว หลังจากงานแสดงดนตรีดังกล่าวสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ส่งบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายให้แก่โจทก์โดยระบุว่ามีรายได้เป็นเงิน 14,437,046.78 บาท ขาดทุนเป็นเงิน 67,103,838.79 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาล โจทก์ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อจัดงานแสดงดนตรีงานแสดงดนตรีดังกล่าวถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 และ 31 ธันวาคม 2555 ที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญจึงเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติเนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่ายังไม่ได้มีการชำระบัญชีของห้าง และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แล้วโจทก์ฟ้องเรียกเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดคืน รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากการจัดงานแสดงดนตรี เมื่อจำเลยทั้งสามโต้แย้งว่า การจัดงานแสดงดนตรีดังกล่าวมีผลประกอบการขาดทุนตามสำเนางบกำไรขาดทุนสะสม กรณีจึงยังมีข้อโต้แย้งกันเรื่องผลประกอบการของห้างหุ้นส่วนว่ากำไรหรือขาดทุนและต้องคืนทุนให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนเพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนจริงหรือไม่ และมีทรัพย์สินคงเหลือเพียงใด ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีมาด้วยก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่คืนเงินลงทุนและแบ่งกำไรส่วนที่เป็นของโจทก์ ซึ่งจะสามารถบังคับชำระได้เมื่อมีการชำระบัญชี ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วยแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวได้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาล โจทก์ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนการจะตั้งโจทก์หรือจำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระบัญชีหรือผู้ชำระบัญชีร่วมกันนั้น ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาการไม่ร่วมมือกันในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055 (3) ม. 1061 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางมาณพิกา มุลพรม อาภาศิริผล
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2648/2565
#684598
เปิดฉบับเต็ม

โรงแรมของผู้เสียหายปิดกิจการตั้งแต่ปี 2559 ทั้งปักป้ายมีข้อความระบุว่า "ห้ามเข้า ห้ามบุกรุก ปิดกิจการ" และไม่มีผู้รักษาความปลอดภัยประจำอยู่ สุจริตชนโดยทั่วไปย่อมไม่เข้าไปในบริเวณดังกล่าว ช่วงเวลาเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์สามล้อผ่านหน้าโรงแรมของผู้เสียหาย อ.ร้องเรียกให้จำเลยช่วยลากรถเข็นล้อเลื่อนซึ่งบรรทุกบานไม้อัดยางช่องชาร์ปกลับบ้าน เมื่อเหตุเกิดเวลากลางคืนอันเป็นยามวิกาล ซึ่ง อ. พยานจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า พยานไปนำบานประตูไม้จากโรงแรม ร. ไม่ได้ขออนุญาตจากผู้ใด บานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปที่ อ. นำมามีจำนวนมากถึง 14 บาน จำเลยย่อมต้องตระหนักถึงความไม่สุจริตของ อ. และรับรู้ถึงความผิดปกติเกี่ยวกับแหล่งที่มาของบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปว่าต้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรับไว้ด้วยประการใด ๆ และช่วยพาเอาไปเสียซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ครบองค์ประกอบเป็นความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 แล้ว แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมตาม ป.อ. มาตรา 334, 335, 336 ทวิ แต่เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจร อันเป็นกรณีซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวมาในคำฟ้อง แต่ไม่ใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 6 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 เวลา 21.30 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกนิคม เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีและศูนย์วิทยุว่า มีคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ภายในโรงแรม ร. จึงร่วมกับพวกเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบจำเลยและนายอนันต์ ยืนอยู่ข้างรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่องพ่วงติดรถเข็นล้อเลื่อน บรรทุกบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บาน ไว้ด้านบน จึงนำจำเลยและนายอนันต์ไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด พร้อมยึดรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่อง รถเข็นล้อเลื่อน และบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปเป็นของกลาง ต่อมาร้อยตำรวจเอกกริน พนักงานสอบสวนตรวจสอบพบว่า บานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บานดังกล่าว เป็นของบริษัท ว. (โรงแรม ร.) ผู้เสียหาย ได้ติดต่อให้นายศุภชาติ ซึ่งเคยทำงานเป็นพนักงานของผู้เสียหายมาตรวจสอบ นายศุภชาติยืนยันว่าบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บาน ดังกล่าวเป็นของผู้เสียหาย จึงดำเนินการขออนุมัติออกหมายจับจำเลยและนายอนันต์ ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2562 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและนายอนันต์ได้ ร้อยตำรวจเอกกรินแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยและนายอนันต์ว่า ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือรับของโจร จำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนนายอนันต์ให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยและนายอนันต์ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3396/2562 นายอนันต์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธ จึงแยกฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายอนันต์ กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกนิคมไปตามลำดับเป็นขั้นเป็นตอน สอดคล้องลงรอยกับที่ร้อยตำรวจเอกนิคมให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า เมื่อร้อยตำรวจเอกนิคมเดินทางไปตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุหลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีและศูนย์วิทยุว่า เกิดเหตุลักทรัพย์ พบจำเลยและนายอนันต์ยืนอยู่ด้วยกันข้างรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่องพ่วงติดรถเข็นล้อเลื่อนซึ่งบรรทุกบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บาน แต่ร้อยตำรวจเอกนิคมมิใช่ประจักษ์พยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ขณะนายอนันต์และจำเลยเข้าไปก่อเหตุลักบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บานดังกล่าว ซึ่งติดตั้งไว้ภายในตัวอาคารโรงแรม ร. โดยร้อยตำรวจเอกนิคมเป็นเพียงพยานพฤติเหตุแวดล้อมซึ่งพบเห็นจำเลยยืนอยู่กับนายอนันต์ข้างรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่องพ่วงติดรถเข็นล้อเลื่อนซึ่งบรรทุกบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บาน ตรงบริเวณลานด้านหน้าอาคารโรงแรมเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปดังกล่าวถูกรื้อถอนแยกออกจากผนังอาคารโรงแรม และเคลื่อนมาอยู่ในการยึดถือครอบครองของนายอนันต์ อันถือว่า นายอนันต์กระทำความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว โดยที่กระบวนพิจารณาคดีอาญาในเรื่องภาระการพิสูจน์และมาตรฐานการพิสูจน์มีหลักการสำคัญถูกบัญญัติวางเป็นหลักไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง ใจความว่า โจทก์มีหน้าที่นำพยานหลักฐานทั้งปวงเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ซึ่งนอกจากต้องนำสืบให้ศาลรับฟังจนแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดแล้ว ยังต้องนำสืบเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สิ้นข้อสงสัยตามสมควรด้วยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น จึงย่อมไม่เป็นธรรมและเอาเปรียบจำเลยซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา หากนำเพียงพฤติการณ์ของจำเลยที่ถูกร้อยตำรวจเอกนิคมพบเห็นว่า จำเลยยืนอยู่กับนายอนันต์ซึ่งเป็นคนร้ายในบริเวณที่เกิดเหตุมาใช้สันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยว่าต้องมีส่วนรู้เห็นกับนายอนันต์ในการก่อเหตุลักทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยปราศจากพยานหลักฐานมานำสืบเพื่อยืนยันให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า จำเลยร่วมรู้เห็นถึงการกระทำของนายอนันต์ และประสงค์ร่วมกระทำการดังกล่าวกับนายอนันต์ดังกล่าว แม้ได้ความตามคำเบิกความและคำให้การในชั้นสอบสวนของร้อยตำรวจเอกนิคมว่า เมื่อร้อยตำรวจเอกนิคมสอบถามจำเลยและนายอนันต์ จำเลยและนายอนันต์แจ้งว่า มายังบริเวณที่เกิดเหตุด้วยกันเพื่อขนบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปของผู้เสียหายไปใช้ซ่อมบ้าน แต่ร้อยตำรวจเอกนิคมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า คืนเกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกนิคมมิได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยและนายอนันต์ ทั้งเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า เหตุที่ร้อยตำรวจเอกนิคมมิได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยและนายอนันต์เป็นเพราะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บานดังกล่าว เป็นของจำเลยและนายอนันต์หรือบุคคลใด ดังนี้ จึงมีข้อให้ต้องเคลือบแคลงว่าจำเลยได้แจ้งพฤติการณ์แห่งการกระทำของตนไปดังที่ร้อยตำรวจเอกนิคมเบิกความและให้การไว้ดังกล่าวหรือไม่ เพราะหากจำเลยยอมรับว่า จำเลยและนายอนันต์มายังบริเวณที่เกิดเหตุด้วยกันเพื่อขนบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปของผู้เสียหายไปใช้ซ่อมบ้าน ย่อมไม่มีเหตุผลที่ร้อยตำรวจเอกนิคมซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจะไม่ปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ โดยละเลยไม่ควบคุมตัวจำเลยและนายอนันต์ส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป นับเป็นข้อพิรุธ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมา โดยให้การในชั้นสอบสวน และอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในชั้นพิจารณา ทั้งมีนายอนันต์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนสอดคล้องเป็นไปในทำนองเดียวกันว่า จำเลยมิได้มายังบริเวณที่เกิดเหตุพร้อมกับนายอนันต์ หากแต่เพิ่งมาถึงและพบนายอนันต์ขณะยืนอยู่บริเวณลานด้านหน้าอาคารโรงแรม ร. โดยบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปถูกขนวางบรรทุกไว้บนรถเข็นล้อเลื่อนเรียบร้อยแล้ว ข้อนำสืบของร้อยตำรวจเอกนิคมย่อมถูกลิดรอนทอนน้ำหนักลง พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงตกอยู่ในความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายอนันต์ลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ได้ความตามคำเบิกความของนายศุภชาติผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายว่า โรงแรม ร. ของผู้เสียหายปิดกิจการตั้งแต่ปี 2559 ทั้งปักป้ายมีข้อความระบุว่า "ห้ามเข้า ห้ามบุกรุก ปิดกิจการ" และไม่มีผู้รักษาความปลอดภัยประจำอยู่ สุจริตชนโดยทั่วไปย่อมไม่เข้าไปในบริเวณดังกล่าว จำเลยและนายอนันต์เบิกความสอดคล้องตรงกันในข้อสาระสำคัญว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่องผ่านบริเวณหน้าโรงแรม ร. นายอนันต์ร้องเรียก และให้จำเลยช่วยลากรถเข็นล้อเลื่อนซึ่งบรรทุกบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปกลับบ้าน จากนั้นนายอนันต์นำรถเข็นล้อเลื่อนมาพ่วงต่อเข้ากับรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่องของจำเลย ดังนี้ เมื่อได้พิจารณาโดยเฉพาะเจาะจงแล้ว เห็นว่า เหตุเกิดเวลากลางคืนอันเป็นยามวิกาล ซึ่งนายอนันต์พยานจำเลยก็เบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า พยานไปนำบานประตูไม้จากโรงแรม ร. ไม่ได้ขออนุญาตจากผู้ใด เมื่อบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปที่นายอนันต์นำมามีจำนวนมากถึง 14 บาน จำเลยย่อมต้องตระหนักถึงความไม่สุจริตของนายอนันต์ และรับรู้ถึงความผิดปกติเกี่ยวกับแหล่งที่มาของบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปว่า ต้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรับไว้ด้วยประการใด ๆ และช่วยพาเอาไปเสียซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ครบองค์ประกอบเป็นความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 แล้ว แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ แต่เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจร อันเป็นกรณีซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวมาในคำฟ้อง แต่ไม่ใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 ม. 336 ทวิ ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายปิติพัชญ์ สมจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรัตน์ สีดาคุณ
ชื่อองค์คณะ
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
กฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา