คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2699/2565
#685987
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีและการพิสูจน์ถึงนิติกรรมสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติมิให้นำบทบัญญัติมาตรา 94 แห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับแก่ผู้บริโภคในการฟ้องคดีผู้บริโภค และการพิสูจน์ถึงนิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้บริโภคจึงนำพยานบุคคลมานำสืบถึงนิติกรรมการชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 กระทำต่อโจทก์โดยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมได้ โดยไม่อยู่ในบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง และ ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ก) ที่ห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารเมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 149,116,570 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 98,183,750 บาท จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระต้นเงิน 98,183,750 บาท แก่โจทก์ แทนจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนาย ศ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากโจทก์ 100,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว โดยโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่นาย ศ. ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นผู้มีอำนาจบริหารกิจการโจทก์ ดังนั้นหากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี จำเลยทั้งสองอาจฟ้องนาย ศ. เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนได้ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความและยกคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความและพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการระหว่างวันที่ 4 กันยายน 2550 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2559 ปัจจุบันมีนางสาวขวัญศิรินทร์ บุตรสาวของจำเลยร่วม และพันตำรวจเอกอภิเชษฐ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ 100,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 ต่อปี กำหนดเวลาชำระต้นเงินและดอกเบี้ยภายใน 36 เดือน นับแต่วันทำสัญญา โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นบางส่วนให้แก่โจทก์ เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญากู้เงินแล้ว คงเหลือต้นเงิน 98,183,750 บาท วันที่ 17 กันยายน 2557 นางสาวสุรียส กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ศ. บุตรสาวจำเลยทั้งสองโอนเงินจำนวน 100,000,000 บาท จากบัญชีธนาคาร ก. ของบริษัท ศ. ดังกล่าว เข้าบัญชีธนาคาร ส. สาขาสำนักพหลโยธินของจำเลยร่วม คดีสำหรับจำเลยร่วมไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่ากรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองนำสืบการชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งสองนำสืบการใช้หนี้เงินกู้ตามฟ้องโดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมด้วยพยานบุคคลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคและเป็นกรณีที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง บัญญัติว่า ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น จะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว ดังนี้ การฟ้องคดีและการพิสูจน์ถึงนิติกรรมสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจจึงอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 10 โดยในวรรคสามบัญญัติว่ามิให้นำบทบัญญัติมาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่ผู้บริโภคในการฟ้องคดีผู้บริโภคและการพิสูจน์ถึงนิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยทั้งสองเป็นผู้บริโภคจึงนำสืบพยานบุคคลถึงนิติกรรมการชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 กระทำต่อโจทก์โดยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมได้ โดยไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ก) ที่ห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารเมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยร่วมมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจหรือตัวแทนเชิดของโจทก์ จึงไม่มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์ การที่นางสาวสุรียส บุตรสาวของจำเลยทั้งสองโอนเงิน 100,000,000 บาท จากบัญชีธนาคารของบริษัท ศ.เข้าบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมเป็นการโอนผ่านบัญชีของจำเลยร่วมเพื่อคืนให้แก่บริษัท ท. และบริษัท ฮ. มิใช่เป็นการชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแก่โจทก์ เห็นว่า ที่มาของเงินจำนวน 100,000,000 บาทที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นเงินชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าโรงเรียน 5 สาขา ที่บริษัท ศ. ซื้อจากบริษัท ท. และบริษัท ศ. ได้ชำระให้บริษัท ท. ไปแล้ว แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะประธานบริษัท ศ. ได้มีหนังสือขอเบิกเงินจำนวน 100,000,000 บาท คืนจากบริษัท ท. บริษัท ท. ตกลงคืนให้โดยสั่งจ่ายเป็นเช็คธนาคาร ก. จำนวน 40,000,000 บาท ที่เหลืออีก 60,000,000 บาท บริษัท ท. ได้ขอยืมจากบริษัท ฮ. โดยบริษัท ฮ. สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ส. จำนวนเงิน 60,000,000 บาท ให้แก่บริษัท ศ. จากนั้นวันที่ 17 กันยายน 2557 หลังจากได้รับเงินตามเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว นางสาวสุรียส บุตรสาวของจำเลยทั้งสองและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท ศ. โอนเงินจำนวน 100,000,000 บาท ดังกล่าว จากบัญชีธนาคารของบริษัท ศ. ไปยังบัญชีธนาคาร ส. สาขาสำนักพหลโยธินของจำเลยร่วม ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าการโอนเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์นั้น เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อปฏิเสธความรับผิดจำเลยทั้งสองย่อมมีภาระการพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันตามข้อต่อสู้ดังกล่าว และพยานจำเลยปากนางสาวลำไพ พนักงานของจำเลยที่ 1 เบิกความสนับสนุนว่า ตนเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับพนักงานของโจทก์เพื่อขอหมายเลขบัญชีธนาคารของโจทก์ตามที่ได้รับแจ้งจากจำเลยร่วม ส่วนนางสาวสุรียสเป็นผู้ดำเนินการโอนเงินจำนวนดังกล่าวจากบัญชีธนาคารของบริษัท ศ.ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ ไปยังบัญชีธนาคารของจำเลยร่วม นางสาวสุรียสจึงเป็นผู้รู้เห็นโดยตรงว่าการโอนเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้รายใด เป็นไปดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์หรือไม่แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่นำนางสาวสุรียสมาเบิกความต่อศาล มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่ให้ทนายโจทก์มีโอกาสถามค้านเพื่อตีแผ่ความจริงต่อศาล จึงเป็นข้อพิรุธ กับเมื่อพิจารณาข้อความตามหนังสือเอกสารหมาย จ.6 ที่จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานบริษัท ศ. มีไปถึงจำเลยร่วมในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ท. ได้ระบุวัตถุประสงค์ไว้โดยชัดแจ้งว่าต้องการขอเบิกเงินค่าโรงเรียนจำนวน 100,000,000 บาท คืนจากบริษัท ท. ก็เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงสถานศึกษาทั้ง 5 สาขา ที่บริษัท ศ. ซื้อจากบริษัท ท. โดยไม่มีข้อความระบุว่าจะนำเงินไปให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงเกี่ยวกับเอกสารหมาย จ.6 และจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบอธิบายว่าเหตุใดเอกสารหมาย จ.6 จึงระบุวัตถุประสงค์การขอเบิกเงินคืนไว้เช่นนั้น อันเป็นการแตกต่างจากข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองว่าต้องการนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ ทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ต้องปกปิดเหตุผลที่แท้จริงในการขอคืนเงินจากบริษัท ท. เพราะจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้รับชำระหนี้เงินกู้แทนโจทก์ก็เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ท. อยู่ด้วย โดยจำเลยร่วมเป็นผู้ลงชื่อเป็นผู้อนุมัติให้คืนเงินดังกล่าวแก่บริษัท ศ. อันเป็นการแสดงถึงการรับรู้ของจำเลยร่วมถึงการดำเนินการดังกล่าวมาโดยตลอด ที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงว่า มีการตกลงยกเลิกการโอนขายโรงเรียนจำนวน 4 แห่ง ให้แก่บริษัท ศ. เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ต้องการเงิน 100,000,000 บาท คืนจากบริษัท ท. เพื่อนำไปชำระหนี้แก่โจทก์นั้นเป็นข้ออ้างที่ขัดแย้งกับข้อความในเอกสารหมาย จ.6 ที่ระบุว่าบริษัท ศ. ต้องการเงินเพื่อนำไปปรับปรุงสถานศึกษาทั้ง 5 สาขาคำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้เกี่ยวกับจำนวนเงินกู้ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านำชำระแก่โจทก์ซึ่งมีจำนวน 100,000,000 บาท ก็ไม่สอดคล้องกับจำนวนเงินกู้ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าค้างชำระแก่โจทก์ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 อ้างว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดอกเบี้ยและเงินต้นให้แก่โจทก์ไปแล้วบางส่วน ไม่มีการคิดดอกเบี้ยกันอีก เท่ากับจำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยทั้งสองค้างชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์เฉพาะเงินต้นจำนวน 98,183,750 บาท เท่านั้น แต่จำเลยทั้งสองกลับนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ไป 100,000,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าหนี้เงินกู้ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าค้างชำระเป็นเงินเกือบ 1,200,000 บาท โดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ จากฝ่ายจำเลยทั้งสองว่า เหตุใดจึงมีการชำระหนี้เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าค้างชำระกันจริง ดังนี้ ข้อที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเงินจำนวน 100,000,000 บาท ที่นางสาวสุรียศโอนจากบัญชีธนาคารของบริษัท ศ. ไปยังบัญชีธนาคาร ส. สาขาสำนักพหลโยธินของจำเลยร่วมเป็นการชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์จึงไม่สมเหตุสมผลไม่น่าเชื่อถือ หากแต่สอดคล้องกับข้ออ้างของโจทก์ว่า การโอนเงินดังกล่าวเป็นการโอนผ่านบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมเพื่อคืนให้แก่บริษัท ท. และบริษัท ฮ. ทั้งนี้เพราะจำเลยร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของทั้งสองบริษัทดังกล่าว โดยสอดคล้องกันทั้งจำนวนเงินและข้อความตามเอกสารหมาย จ.6 ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายโรงเรียน 5 สาขา ระหว่างบริษัท ศ. และบริษัท ท. ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างถึงพฤติการณ์หลังจากมีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยร่วมเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2557 แล้วโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เป็นเวลานาน แสดงว่าโจทก์ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วนั้น เห็นว่าลำพังพฤติการณ์ที่โจทก์มิได้เรียกร้องทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ก่อนฟ้องเป็นเวลาประมาณ 3 ปี ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ยอมรับว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องให้แก่โจทก์แล้ว หนี้เงินกู้ตามฟ้องจึงยังไม่ระงับ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระหนี้ที่ค้างตามสัญญากู้เงินตามฟ้องต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยร่วมเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ในการรับชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแทนโจทก์หรือไม่อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินกู้ตามฟ้องเป็นเงินต้น 98,183,750 บาท สำหรับความรับผิดในดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นบางส่วนให้แก่โจทก์แล้ว ไม่มีการคิดดอกเบี้ยกันอีก สอดคล้องกับงบการเงินของบริษัทโจทก์รอบปีบัญชี ปี 2555 ถึงปี 2559 ที่โจทก์แสดงต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ระบุว่าในรายการเงินให้กู้ระยะยาวแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกันไม่มีการคิดดอกเบี้ยระหว่างกัน โจทก์ซึ่งนำพยานเข้าสืบภายหลังมิได้นำสืบโต้แย้งว่ารายการหนี้เงินกู้ระยะยาวตามที่ปรากฏในสำเนางบการเงินปี 2555 ถึงปี 2559 ที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นพยานเป็นหนี้รายอื่น มิใช่หนี้เงินกู้ตามฟ้อง หรือข้อความที่ระบุว่าไม่มีการคิดดอกเบี้ยนั้นไม่เกี่ยวกับหนี้เงินกู้ตามฟ้องหรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริงเพราะเหตุใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าภายหลังจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นบางส่วนแก่โจทก์แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงไม่คิดดอกเบี้ยต่อกันเรื่อยมาจนโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยรวม 149,116,570 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 98,183,750 บาท กำหนดเวลาให้จำเลยทั้งสองชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดในวันที่ครบกำหนดทวงถามคือวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 ส่วนความรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพียงใด ปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับวันที่ 11 เมษายน 2564 โดยในมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิม และบัญญัติความขึ้นใหม่โดยมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และวรรคสองบัญญัติว่า "อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์" ส่วนมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." ดังนี้ ดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ตามบทบัญญัติใหม่ เปลี่ยนจากอัตราเดิมร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่ปรับเพิ่มหรือลดลงโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยส่วนเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้บทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนพระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยที่ 1 อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันเป็นวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยพิพากษาให้เป็นไปตามบทบัญญัติใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 สำหรับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน โจทก์มีคำขอเพียงว่ากรณีจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเฉพาะเงินต้น 98,183,750 บาท โดยไม่มีคำขอให้รับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดด้วย ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดเฉพาะเงินต้นจำนวนดังกล่าวตามคำขอของโจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 98,183,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กรณีมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนเฉพาะต้นเงิน 98,183,750 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ก)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 10 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
จำเลยร่วม — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสุทธิพงษ์ กิจชัยเจริญพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวงศ์สถิตย์ แสงสุก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2698/2565
#684653
เปิดฉบับเต็ม

การที่จําเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ด้วยวิธีเผาลนจนเกิดควันแล้วสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย หลังจากนั้น จําเลยเสพเฮโรอีน โดยนําเฮโรอีนใส่ในอุปกรณ์การเสพผสมกับบุหรี่จุดไฟให้เกิดควันแล้วสูดดมควันเข้าสู่ร่างกายแม้วิธีการเสพจะแตกต่างกัน และโจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็นข้อ ๆ ต่างหากจากกัน แต่การเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพเฮโรฮีนเป็นความผิดในบทบัญญัติกฎหมายมาตราเดียวกัน จําเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วเสพเฮโรอีนในเวลาต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ย่อมไม่อาจอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 550,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพเฮโรอีน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และปรับ 275,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี และปรับ 250,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพเฮโรอีนที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 3 ปี 3 เดือน และปรับ 250,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ ปัญหานี้แม้โจทก์จะฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน หลังจากนั้นจำเลยเสพเฮโรอีนซึ่งมีลักษณะการเสพที่แตกต่างกัน และลักษณะทางกายภาพของเมทแอมเฟตามีนเป็นเม็ด ส่วนเฮโรอีนเป็นผงละเอียด ไม่สามารถเสพเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนได้ในคราวเดียวกัน แต่เมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีน ต่างเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามกฎหมาย โดยการเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57 ที่ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 การเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพเฮโรอีนต่างเป็นความผิดซึ่งมีบทกำหนดโทษบัญญัติอยู่ในกฎหมายมาตราเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องปรากฏว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วเสพเฮโรอีนในเวลาต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ย่อมไม่อาจอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีน จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มิใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีนเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย และการจำหน่ายได้บัญญัติบทความผิดและบทกำหนดโทษไว้ในมาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง แสดงว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ได้นำไปรวมไว้เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท เมื่อความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้ กฎหมายใหม่ยังคงบัญญัติให้การเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพเฮโรอีนเป็นความผิดอยู่เช่นเดิม แต่โทษตามกฎหมายใหม่เป็นคุณกว่า จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ซึ่งใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคหนึ่ง, 162 วางโทษในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีน จำคุก 4 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเฮโรอีน จำคุก 2 เดือน รวมลงโทษจำเลยจำคุก 2 ปี 2 เดือน และปรับ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายสมควร จารุธำรง
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ประจุมาศ
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2565
#687003
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์บรรยายถึงรายละเอียดการกระทำผิดของจำเลยข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ ทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้อง โดยระบุสถานที่เกิดเหตุในประเทศไทย มิได้ระบุว่าสถานที่เกิดเหตุนอกราชอาณาจักรแต่อย่างใด แม้ตามฟ้องมีการระบุถึงการกระทำที่หลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นคนสัญชาติลาว และผลการหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ได้นำพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นคนสัญชาติลาว เข้ามาในราชอาณาจักรไทยให้จำเลยรับไว้ที่จังหวัดหนองคายก็ตาม ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดในฟ้องถึงการกระทำของจำเลยนอกราชอาณาจักร และแม้หากมีการหลอกลวงของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 2 นอกราชอาณาจักร ก็เป็นเพียงการตระเตรียม พยายาม หรือการกระทำส่วนหนึ่งเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 5 ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรทั้งสิ้น กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 20 ที่บัญญัติ ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ

การสืบพยานก่อนฟ้องตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 31 ไม่มีเงื่อนไขให้ต้องรอหรือแจ้งผู้ต้องหา จำเลย หรือทนายมาถามค้านก่อนสืบพยานแต่อย่างใด เพราะศาลต้องสืบพยานทันทีที่ได้รับคำร้องและเป็นผู้ไต่สวนค้นหาความจริงรวมถึงถามค้านแทนฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย และแม้หากมีจำเลยหรือทนายมา ศาลก็อาจไม่อนุญาตให้ถามค้านก็ได้ การมิได้ถามค้านจึงมิใช่เหตุที่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นสืบพยานก่อนฟ้องรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 35, 52 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5, 44, 51, 70, 144, 148/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 317 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 332,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 317 วรรคสาม (ที่ถูก (เดิม)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 5 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสาม (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 44, 70 (เดิม), 144 วรรคหนึ่ง (เดิม), 148 (เดิม) ด้วย ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ จำคุก 8 ปี ฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง จำคุก 1 เดือน ฐานเป็นนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายในกำหนด จำคุก 1 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในห้า ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ คงจำคุก 6 ปี 4 เดือน 24 วัน ฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง คงจำคุก 24 วัน ฐานเป็นนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายในกำหนด คงจำคุก 24 วัน เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 14 ปี 6 เดือน 12 วัน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 332,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า นาง ส. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 12 ปีเศษ (เกิดวันที่ 12 มิถุนายน 2546) เป็นบุตรบุญธรรมของนาย บ. และนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายทั้งสองเป็นคนสัญชาติลาว พักอาศัยอยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2558 ผู้เสียหายทั้งสองเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรที่จังหวัดหนองคาย บริเวณสะพานมิตรภาพไทย–ลาว ผู้เสียหายที่ 2 รับเงินจากจำเลย 50,000 บาท แล้วส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ให้จำเลย จำเลยขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ร้านค้าของจำเลยที่จังหวัดขอนแก่น จากนั้นนาง อ. ภริยาจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ร้าน ฮ. ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผู้เสียหายที่ 1 พักอยู่กับนาง อ. ที่ร้านดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2558 จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2559 จากนั้นนาง อ. ให้ผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถโดยสารไปที่กรุงเทพมหานคร วันรุ่งขึ้นจำเลยไปรับผู้เสียหายที่ 1 แล้วขับรถพาไปที่จังหวัดหนองคาย ระหว่างทางนอนพักที่โรงแรม 1 คืน วันรุ่งขึ้นจำเลยส่งผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นเรือข้ามฟากแม่น้ำโขงที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ให้ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางกลับไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบผู้เสียหายที่ 2 มารับผู้เสียหายที่ 1 ที่ตลาดเช้านครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 ผู้เสียหายที่ 2 พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองคาย ได้มาพบร้อยตำรวจเอก ก. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย ผู้เสียหายที่ 2 ให้ร้อยตำรวจเอก ก. ติดตามผู้เสียหายที่ 1 กลับมา เนื่องจากก่อนหน้าได้ให้จำเลยพาไปทำงานแล้วติดต่อไม่ได้ ร้อยตำรวจเอก ก. ได้โทรศัพท์ไปหาจำเลยในวันเดียวกัน ขอให้ส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้าน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2559 ผู้เสียหายทั้งสองได้มาร้องทุกข์ต่อนาง ย. พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหนองคาย และผู้เสียหายที่ 1 ให้ข้อมูลคดีค้ามนุษย์ต่อนาง พ. นักพัฒนาสังคม สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองคาย ต่อหน้านางมยุราและเจ้าหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ผู้เสียหายทั้งสองไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอก ก. ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย ร้อยตำรวจเอก ก. ส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกาย แพทย์มีความเห็นว่า ตรวจพบรอยแผลฉีกขาดเก่าที่เยื่อพรหมจารีบริเวณ 5 นาฬิกา และ 8 นาฬิกา ไม่พบบาดแผลภายนอก ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้ออสุจิในช่องคลอด และไม่พบสารประกอบของน้ำอสุจิ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองคายได้ร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีค้ามนุษย์

เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฐานค้ามนุษย์ ฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง และฐานเป็นนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายในกำหนดหรือไม่ โดยเห็นควรวินิจฉัยความผิดทั้งสามฐานนี้ไปพร้อมกัน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเกิดเหตุเดียวกัน เห็นว่า การพิจารณาการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามฟ้องโจทก์ เป็นการกระทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี 5 เดือน นับแต่วันที่ 14 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2559 จึงต้องพิจารณาพยานหลักฐานในภาพรวมนับแต่วันเริ่มต้นกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องจนถึงวันที่สิ้นสุดการกระทำความผิด มิใช่การพิจารณาพยานหลักฐานเฉพาะคำพยานบุคคลเพียงช่วงเวลาหนึ่งหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งโดยเฉพาะตามที่จำเลยอ้างมาตามฎีกาข้างต้น คดีนี้พฤติการณ์แห่งคดีได้ความตามข้อเท็จจริงยุติว่า ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาบุญธรรมและเป็นผู้ปกครองผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 1 นำตัวผู้เสียหายที่ 1 จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาส่งให้จำเลยรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ที่จังหวัดหนองคาย บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แล้วผู้เสียหายที่ 2 รับมอบเงิน 50,000 บาท จากจำเลย จำเลยนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 12 ปี 2 เดือน ไปร้านจำเลยที่จังหวัดขอนแก่น 1 วัน หลังจากนั้นจำเลยนำตัวผู้เสียหายที่ 1 เดินทางจากจังหวัดขอนแก่นไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปอยู่ร้านจำเลยอีกแห่งหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี 5 เดือน แล้วจำเลยนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ส่งคืนผู้เสียหายที่ 2 โดยจำเลยได้รับการแจ้งจากร้อยตำรวจเอก ก. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย ให้นำตัวผู้เสียหายที่ 1 มาส่งคืนเพราะมีการร้องทุกข์ดำเนินคดี ตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือน ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยและนาง อ. ภริยาจำเลย ที่ร้าน ฮ. อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ของจำเลยซึ่งจำหน่ายชุดกีฬา ดังนี้ การกระทำของจำเลยถือเป็นธุระจัดหา พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด จัดให้อยู่อาศัย รับไว้ซึ่งเด็กตามบทบัญญัติมาตรา 6 (2) เดิม แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ปัญหาวินิจฉัยต่อมามีว่า จำเลยกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตามมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยการบังคับใช้แรงงานหรือบริการหรือไม่ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ฟังยุติตรงกันตามทางนำสืบโจทก์จำเลยว่า ในช่วงแรกผู้เสียหายที่ 2 ตกลงรับมอบเงินเป็นค่าตอบแทน 50,000 บาท แลกกับการให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลย แต่ผู้เสียหายที่ 2 อ้างว่าตกลงมอบให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่ร้านจำเลยในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเคยไปดูสถานที่ทำงานมาก่อนหน้าแล้ว แต่จำเลยอ้างว่ารับตัวผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุ 12 ปีเศษ ไว้ดูแลเหมือนลูก ให้อยู่เป็นเพื่อนลูกของจำเลย 2 คน อายุ 9 ขวบ และ 7 ขวบ ที่เกิดกับนาง อ. มิได้รับตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเพื่อจ้างแรงงาน และข้อเท็จจริงรับตรงกันว่า ไม่มีการจ่ายค่าจ้างใด ๆ ตลอดมานับแต่รับตัวผู้เสียหายที่ 1 มาจนถึงวันส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 คืนผู้เสียหายที่ 2 นาง อ. ให้การชั้นสอบสวนต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ว่า นาง อ. ไม่ได้มอบหมายงานใด ๆ ให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำแต่อย่างใด โดยให้เป็นเพื่อนเล่นกับลูกนาง อ. กิน นอน เล่นด้วยกันกับลูกนาง อ. โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ช่วยงานที่ร้านหรือทำงานบ้านแต่อย่างใด เพียงแต่ล้างจานที่ตนเองกินและซักผ้าที่ตนเองใส่ ซึ่งลูกนาง อ. ก็ทำเช่นนั้นด้วย เห็นว่า คำให้การดังกล่าวมีพิรุธน่าสงสัย เพราะหากลูกนาง อ. ทั้งสองคนไปเรียนหนังสือในเวลากลางวัน ก็ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 จะเป็นเพื่อนลูกนาง อ. ได้ เนื้อหาตามคำให้การจึงมีลักษณะเป็นการให้ข้อมูลเพื่อหลีกเลี่ยงพฤติการณ์ที่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำงานพนักงานขายและงานผู้ช่วยงานบ้าน ซึ่งนาง อ. เคยให้การไว้กับนาย จ. พนักงานตรวจแรงงาน ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2559 ซึ่งตามคำให้การดังกล่าวอ้างว่าไม่ได้จ้างผู้เสียหายที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้าง แต่ยอมรับว่าในบางครั้งนาง อ. ก็ให้ผู้เสียหายที่ 1 ช่วยงานบ้างโดยอยู่หน้าร้านขายชุดกีฬา ซึ่งเหมือนกับลูกของนาง อ. ทั้งสองคน และให้การว่าร้าน ฮ. เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 7 ถึง 21 นาฬิกา โดยไม่มีวันหยุดแต่อย่างใด พักระหว่างเวลาทำงานวันละ 1 ชั่วโมง และยอมรับว่าไม่ได้ให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปไหนแต่เพียงลำพัง แต่ไปกับนาง อ. และครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสืบพยานล่วงหน้าของศาลชั้นต้นและคำให้การในชั้นสอบสวน และในชั้นให้การต่อพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหนองคายโดยนาง ย. เป็นผู้สอบสวน ซึ่งได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 1 เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2558 เป็นพนักงานขายสินค้าเสื้อผ้าชุดกีฬา เริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 6 ถึง 21 นาฬิกา ไม่มีการลงเวลาทำงาน ไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์ ไม่มีวันหยุดตามประเพณี พักระหว่างทำงานวันละ 1 ชั่วโมง และมอบให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำงานบ้านและทำกับข้าว ซักผ้า โดยให้เริ่มทำงานบ้านตั้งแต่เวลา 3 ถึง 6 นาฬิกา และเปิดหน้าร้านขายของตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกา เป็นต้นไป จนถึงเวลา 21 นาฬิกา โดยจำเลยให้นาง อ. ภริยาจำเลยเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานของผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่ได้จ่ายค่าจ้างใด ๆ ให้ผู้เสียหายที่ 1 เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์แห่งคดีซึ่งฟังได้ว่า จำเลยต้องเสียเงินในการได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 มาจากผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท แสดงว่าความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาบุญธรรมผู้เสียหายที่ 1 มิใช่เรื่องของความเป็นญาติเกี่ยวดองหรือสนิทสนมกันพิเศษกับจำเลย แต่เป็นนิติสัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนกันและกัน จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะนำผู้เสียหายที่ 1 มาอยู่เฉย ๆ เพราะมิฉะนั้นก็ไม่จำต้องเสียเงินจัดหาผู้เสียหายที่ 1 มา ทั้งการดำเนินการเพื่อได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 มานั้น จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำหนังสือเดินทางให้ผู้เสียหายทั้งสองอีกประมาณ 5,000 บาท เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากจังหวัดหนองคายมาจังหวัดขอนแก่นต่อมายังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงค่าที่พัก ค่าอาหารระหว่างพักอยู่ด้วยกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยนำตัวผู้เสียหายที่ 1 มาอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำงานอะไร ทั้งหากให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเพื่อนลูก 2 คน ของนาง อ. ก็ยังถือเป็นการทำงานในลักษณะเป็นพี่เลี้ยงเด็กซึ่งย่อมต้องจ่ายค่าจ้างด้วย นอกจากนี้ข้ออ้างจำเลยที่ว่าจะนำผู้เสียหายที่ 1 มาเลี้ยงอย่างลูก ในทางนิตินัยก็ไม่ปรากฏว่าตลอดระยะ 1 ปี 5 เดือน จำเลยได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อทางราชการ ที่จะรับผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรม หรือทางพฤตินัยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยหรือนาง อ. ได้ให้การศึกษาในโรงเรียนแก่ผู้เสียหายที่ 1 อย่างลูกของตนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบโจทก์ว่า จำเลยจัดหาและรับตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเพื่อทำงาน ไม่ว่างานมีลักษณะเป็นพนักงานขายหน้าร้าน งานผู้ช่วยงานบ้าน งานพี่เลี้ยงเด็ก หรืองานลักษณะใดก็ตามที่จำเลยหรือนาง อ. ผู้ควบคุมดูแลมอบหมาย ก็ถือเป็นการจ้างงานทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์การใช้แรงงาน ที่จำเลยเป็นธุระจัดหา นำพาและส่งไป ให้ที่พักอาศัยเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าทำงานในประเทศไทยกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างโดยใช้หนังสือเดินทางซึ่งระบุเข้ามาแบบนักท่องเที่ยวมีระยะเวลาอยู่ประเทศไทยเพียง 1 เดือน แต่ผู้เสียหายที่ 1 ต้องทำงานเป็นเวลาถึง 1 ปี 5 เดือน โดยไม่ได้รับค่าจ้าง และอยู่และทำงานในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายเพราะไม่มีใบอนุญาต ทั้งยังเป็นเด็กอายุเพียง 12 ปี ไม่ได้ทำงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นตามที่จำเลยได้ตกลงไว้ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงภูมิลำเนาของผู้เสียหายทั้งสองที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกส่งตัวออกห่างไกลไปยังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ใช้เวลาเดินทางทางบก 2 ถึง 3 วัน ทั้งผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ๆ ไม่มีญาติมิตรใกล้ชิดที่สามารถติดต่อได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะครอบครองหนังสือเดินทางของตนไว้หรือไม่ก็ตาม สภาพของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุ 12 ปี จึงต้องอยู่ในฐานะผู้อยู่และทำงานในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ไม่รู้จักพื้นที่และไม่อาจเดินทางไปสถานที่ใด ๆ ได้โดยลำพัง โดยภาวะสภาพของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอ่อนด้อยทางร่างกาย ภาษาและการสื่อสาร และฐานะทางกฎหมายจึงตกอยู่ในสภาพถูกบังคับในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ต้องทำงานให้กับจำเลยและนาง อ. โดยไม่ได้รับค่าจ้าง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ อันเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสาม (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง ฐานเป็นนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายในกำหนดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 44, 70 (เดิม), 144 วรรคหนึ่ง (เดิม), 148 (เดิม) ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การและเบิกความยืนยันเรื่องที่ถูกจำเลยกระทำชำเราได้ผ่านการกลั่นกรองข้อเท็จจริง และพิสูจน์พยานหลักฐานตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ซึ่งบุคคลที่เกี่ยวข้องดังกล่าวต่างไม่รู้จักจำเลย ไม่มีเหตุที่จะช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยทางหนึ่งทางใด ผลการตรวจสอบพิสูจน์พยานไม่ปรากฏข้อพิรุธหรือข้อสงสัยในคำให้การผู้เสียหายที่ 1 ในส่วนที่ให้การเรื่องถูกจำเลยกระทำชำเราแต่อย่างใด ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์แห่งคดีซึ่งได้ความว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวของจำเลยโดยลำพังเพียงสองต่อสอง ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 13 ปี อยู่ในวัยเจริญพันธ์ ทั้งอยู่ในสภาพอ่อนด้อยวุฒิภาวะและด้อยกำลังเมื่อเทียบกับจำเลย จำเลยนำผู้เสียหายที่ 1 เข้าพักในห้องพักเดียวกัน อยู่ด้วยกัน 2 คน ในเวลากลางคืน พฤติเหตุแวดล้อมเจือสมกับข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยัน นอกจากนี้ข้อเท็จจริงเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยกระทำชำเราก็เป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับเด็กหญิงดังเช่นผู้เสียหายที่ 1 ทั้งไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 จะสร้างเรื่องราวนี้ขึ้นเพราะผู้เสียหายที่ 1 รวมถึงผู้เสียหายที่ 2 มิได้ใช้เป็นเหตุเรียกค่าสินไหมทดแทนใด ๆ ต่อจำเลยในส่วนนี้ เท่ากับเหตุเรื่องนี้เป็นแต่ทางเสียหายต่อผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น ที่จำเลยนำสืบอ้างว่าหากจะชำเราผู้เสียหายที่ 1 ก็อาจทำได้ตลอดเวลาที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่กับตนตลอด 1 ปีเศษ นั้น ไม่อาจฟังได้ เพราะผู้เสียหายที่ 1 พักอยู่กับนาง อ. ภริยาจำเลยตลอดเวลา และจำเลยกลับไปพบนาง อ. ประมาณปีละ 4 ครั้ง ส่วนที่จำเลยอ้างทำนองว่าป่วยไร้สมรรถภาพทางเพศ นั้น ก็เป็นข้ออ้างหลังจากจำเลยถูกดำเนินคดีนี้แล้ว พิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมา ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าในวันเวลาที่จำเลยนำผู้เสียหายที่ 1 เดินทางโดยลำพังเพื่อนำส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 คืนผู้เสียหายที่ 2 จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง สำหรับข้อหาความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร นั้น จำเลยฎีกาอ้างว่า การที่จำเลยรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 2 ส่งมอบตัวผู้เสียหายที่ 1 ให้แก่จำเลยด้วยความสมัครใจ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานนี้แต่อย่างใด และอ้างว่าคำบรรยายฟ้องโจทก์ระบุวันเวลาเกิดเหตุความผิดฐานนี้วันที่ 14 เมษายน 2558 ซึ่งขาดตอนไปแล้ว เพราะขัดกับคำฟ้องในฐานความผิดเรื่องกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งระบุเวลาเกิดเหตุวันที่ 28 กันยายน 2559 ห่างกันเกือบ 2 ปี นั้น พิจารณาคำฟ้องโจทก์ข้อ 1.4 ระบุว่า "เมื่อระหว่างวันที่ 14 เมษายน 2558 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 กันยายน 2559 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ต่อเนื่องกัน จำเลยนี้โดยปราศจากเหตุสมควรได้พรากผู้เสียหายที่ 1 อายุ 12 ปีเศษ ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วย..." เมื่อพิจารณาประกอบพยานหลักฐานจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงยุติฟังได้ว่า วันที่ 14 เมษายน 2558 เวลากลางวัน จำเลยรับมอบตัวผู้เสียหายที่ 1 จากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองผู้ดูแล บริเวณสะพานมิตรภาพไทย–ลาว จังหวัดหนองคาย หลังจากผู้เสียหายที่ 2 รับมอบเงิน 50,000 บาท จากจำเลย และข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยและนาง อ. ภริยาจำเลยร่วมกันจัดหา พามาหรือส่งไป หรือรับไว้ ให้ที่พักอาศัยซึ่งผู้เสียหายที่ 1 เพื่อทำงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างหรือค่าตอบแทนใด ๆ โดยเป็นการกระทำต่อเนื่องนับแต่วันที่ 20 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยและนาง อ. ส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 เดินทางออกจากจังหวัดสงขลาเพื่อส่งตัวคืนผู้เสียหายที่ 2 ดังนี้ถือว่าคำบรรยายฟ้องโจทก์ข้อ 1.4 ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นการกระทำต่อเนื่อง เพราะผู้เสียหายที่ 2 ประสงค์ให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำงานที่จังหวัดขอนแก่นตั้งแต่แรก แต่จำเลยส่งผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่จังหวัดสงขลา แม้ไม่ตรงตามเจตนาที่ผู้เสียหายที่ 2 เข้าใจแต่แรก และผู้เสียหายที่ 2 ติดต่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ตลอดมาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นว่า จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 ไว้จากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อทำงาน และผู้เสียหายที่ 2 ตกลงยินยอมแต่เฉพาะเรื่องให้ทำงาน การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 28 และ 29 กันยายน 2559 จึงอยู่ในช่วงเวลาเกิดเหตุระหว่างวันที่ 14 เมษายน 2558 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 กันยายน 2559 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ตามฟ้องโจทก์ และเป็นการกระทำเพื่อการอนาจารนอกเหนือเจตนาของผู้เสียหายที่ 2 แต่แรกที่ยินยอมให้รับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้เพื่อทำงานเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันควรเพื่อการอนาจาร คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เรียกมาตามฟ้องข้อ 3 ระบุว่า เป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 35 เป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนผู้เสียหายที่ 1 ตามที่ได้รับแจ้งจากปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โจทก์เรียกมาเป็นเงิน 332,000 บาท ตามที่มีการคำนวณตามเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนโดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองคายร่วมกับพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน และผู้เสียหายที่ 1 โดยกำหนดประเด็นการคำนวณค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายบัญญัติและตามระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ พ.ศ. 2552 ข้อ 15 ประกอบพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 33 และมาตรา 35 ซึ่งเป็นความเสียหายจากการขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ความเสียหายต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสียหายต่อจิตใจและอนามัย ความเสียหายต่อชื่อเสียง ความเสียหายอันเนื่องมาจากการเสื่อมสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ ความเสียหายจากการสูญเสียความสุข ความรื่นเริงตลอดชีวิต และความเสียหายต่อเสรีภาพ ดังนี้ ฐานการคำนวณค่าสินไหมทดแทนจึงมีที่มาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานของรัฐดังกล่าวข้างต้นเป็นผู้ช่วยเหลือตามกฎหมาย มิใช่มาจากฐานความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ตามคำขอท้ายคำร้องและคำให้การของผู้ใช้แรงงานคือผู้เสียหายที่ 1 ตามที่ปรากฏในฟ้องโจทก์ข้อ 1.3 ซึ่งเป็นการคำนวณเฉพาะค่าตอบแทนการทำงานเพียงอย่างเดียวโดยผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ใช้สิทธิเรียกร้อง ดังนั้น แม้มีการถอนคำร้องทางแพ่งโดยผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่มีผลต่อความรับผิดในค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ เพราะมีที่มาและข้อกฎหมายอ้างอิงแตกต่างกันดังกล่าวข้างต้น เมื่อจำเลยไม่โต้แย้งยอดเงินค่าสินไหมทดแทนตามเอกสารท้ายฟ้อง ประกอบกับศาลฎีกาเห็นว่ายอดเงินที่โจทก์ขอมาเหมาะสมแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การสอบสวนคดีนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.5 บรรยายถึงรายละเอียดการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ ทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้อง โดยระบุสถานที่เกิดเหตุในประเทศไทย คือตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย และแขวงใด เขตใดไม่ปรากฏชัด กรุงเทพมหานคร มิได้ระบุว่ามีสถานที่เกิดเหตุนอกราชอาณาจักรแต่อย่างใด แม้ตามฟ้องข้อ 1.1 อาจมีการระบุถึงการกระทำที่มีการหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว และผลการหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ได้นำพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว เข้ามาในราชอาณาจักรไทยให้จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 ไว้ ที่ตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ก็ตาม ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดในฟ้องถึงการกระทำของจำเลยนอกราชอาณาจักรตามที่ฎีกาจำเลยอ้างมาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม แม้หากมีการหลอกลวงของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 2 นอกราชอาณาจักร ก็เป็นเพียงการตระเตรียม พยายาม หรือการกระทำส่วนหนึ่งได้เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรทั้งสิ้น กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด เพราะมาตรา 20 บัญญัติว่า "ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ..." เป็นบทบัญญัติที่บังคับใช้กรณีเฉพาะความผิดที่ได้กระทำการนอกราชอาณาจักรไทยเท่านั้น คดีนี้มีการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายมีว่า ศาลรับฟังคำเบิกความของพยานซึ่งศาลชั้นต้นได้สืบไว้ก่อนฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า กฎหมายได้กำหนดวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 8 ซึ่งให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว รวมถึงในชั้นสืบพยานบุคคล ให้ศาลแจ้งให้พยานทราบประเด็นและข้อเท็จจริงที่จะทำการสืบพยาน แล้วให้พยานเบิกความในข้อนี้ด้วยตนเองหรือตอบคำถามศาล ให้ศาลมีอำนาจถามพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดี แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างก็ตาม แล้วจึงอนุญาตให้คู่ความถามพยานเพิ่มเติม และตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 บัญญัติเรื่องการสืบพยานก่อนฟ้องตามมาตรา 31 ว่า

"ก่อนฟ้องคดีต่อศาล ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พนักงานอัยการโดยตนเองหรือโดยได้รับคำร้องขอจากพนักงานสอบสวนจะนำผู้เสียหายหรือพยานบุคคลมายื่นคำร้องต่อศาล โดยระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าได้มีการกระทำความผิดและเหตุแห่งความจำเป็นที่จะต้องมีการสืบพยานไว้โดยพลันก็ได้

ในกรณีที่ผู้เสียหายหรือพยานบุคคลจะให้การต่อศาลเอง เมื่อผู้เสียหายหรือพยานบุคคลแจ้งแก่พนักงานอัยการแล้ว ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลโดยไม่ชักช้า

ให้ศาลสืบพยานทันทีที่ได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ในการนี้ หากผู้มีส่วนได้เสียในคดีคนใดยื่นคำร้องต่อศาลแถลงเหตุผลและความจำเป็นขอถามค้าน หรือตั้งทนายความถามค้าน เมื่อเห็นสมควรก็ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตได้ และให้นำความในมาตรา 237 ทวิ วรรคสาม และวรรคสี่ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม

ถ้าต่อมามีการฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยในการกระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ในหมวด 1 ก็ให้รับฟังพยานดังกล่าวในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้"

ดังนี้ เห็นว่า ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาตรา 31 วรรคท้าย บัญญัติให้ศาลรับฟังพยานปากผู้เสียหายทั้งสองที่ได้สืบพยานไว้ก่อนฟ้องได้ รวมถึงรับฟังพยานเอกสารที่พยานทั้งสองปากเบิกความยืนยันรับรองได้ เพราะตามมาตรา 31 วรรคสาม กำหนดให้ศาลชั้นต้นสืบพยานทันทีที่ได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง นอกจากนี้คำร้องที่ขอให้สืบพยานไว้ก่อนฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2561 ก็เป็นคำร้องตามวรรคหนึ่ง คือพนักงานอัยการยื่นโดยตนเอง โดยพนักงานอัยการเป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ร้องท้ายคำร้อง ส่วนข้อความที่จำเลยอ้างทำนองว่าเป็นการดำเนินการมิชอบโดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองคายนั้น พิจารณาคำร้องข้อ 2 ปรากฏว่าเป็นเพียงการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของข้อเท็จจริงในคำร้องเพราะหน่วยงานดังกล่าวเป็นหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบดูแลช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่มีโอกาสถามค้านพยานนั้น ตามมาตรา 31 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขให้ต้องรอหรือแจ้งผู้ต้องหา จำเลย หรือทนายมาถามค้านก่อนสืบพยานแต่อย่างใด เพราะศาลต้องสืบพยานทันทีที่ได้รับคำร้องและเป็นผู้ไต่สวนค้นหาความจริงรวมถึงถามค้านแทนฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย และแม้หากมีจำเลยหรือทนายมา ศาลก็อาจไม่อนุญาตให้ถามค้านก็ได้ตามมาตรา 31 วรรคสาม ข้างต้น การมิได้ถามค้านจึงมิใช่เหตุที่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองในชั้นสืบพยานก่อนฟ้องรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จำเลยมีตัวอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาลในขณะนั้นจึงอาจหมายเรียกจำเลยมาได้นั้น เห็นว่า นอกจากมาตรา 31 ดังกล่าวมิได้กำหนดเงื่อนไขให้ดำเนินการรอให้ได้ตัวจำเลยมาก่อนจึงจะสืบพยานก่อนฟ้องได้ตามที่จำเลยอ้างแล้ว ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่า จำเลยได้รับประกันตัวจากศาลชั้นต้นในชั้นฝากขังจนครบฝากขัง 7 ครั้ง แล้ว จำเลยจึงพ้นจากการควบคุมของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาลชั้นต้นแล้วตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2560 ตามรายละเอียดหลังคำร้องฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 7 ลงวันที่ 5 มกราคม 2560 และโจทก์ยื่นคำร้องขอสืบพยานไว้ก่อนฟ้องเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2561 และยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 หลังจากจำเลยพ้นฝากขัง 2 ปี สืบเนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 รายละเอียดตามคำร้องดังกล่าวของจำเลยเป็นการให้การแก้ข้อกล่าวหาของผู้เสียหายทั้งสองตามคำร้องและตามบันทึกถ้อยคำของผู้เสียหายทั้งสองแสดงว่าจำเลยรู้ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่ถูกผู้เสียหายทั้งสองกล่าวหามาก่อนแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ซับซ้อนเพราะมีเนื้อหาหลักในเรื่องผู้เสียหายที่ 1 ทำงานแล้วไม่ได้ค่าจ้างค่าตอบแทนและเรื่องจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงมีโอกาสพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพิสูจน์พยานหลักฐานของโจทก์ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามหนังสือ จำเลยขอให้พนักงานอัยการสอบสวนพยานหลักฐานต่าง ๆ เพิ่มเติมตามที่จำเลยอ้าง โดยมีพยานบุคคลซึ่งมีผู้เสียหายทั้งสองรวมอยู่ด้วย รวมถึงพยานปากอื่นรวม 13 ปาก และต่อมาพนักงานอัยการก็ได้ดำเนินการให้จำเลยผ่านพนักงานสอบสวนและหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เทียบได้กับจำเลยได้มีโอกาสถามค้านพยานและพิสูจน์ความจริงเป็นเวลาถึง 2 ปี ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ถือว่าจำเลยไม่เสียเปรียบ การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นสืบพยานก่อนฟ้องชอบแล้ว ศาลรับฟังพยานดังกล่าวในการพิจารณาพิพากษาคดีได้ สำหรับฎีกาส่วนอื่นของจำเลยนั้นไม่เป็นสาระไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยข้างต้น ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 5
ป.วิ.อ. ม. 20
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 31
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายวริทธิ์ จิตรเพียรค้า
ศาลอุทธรณ์ — นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชลิต กฐินะสมิต
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2565
#687042
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี ห้ามเปิดสถานบริการเกินเวลาที่กำหนด และความผิดฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กำหนดโดยฝ่าฝืนกฎหมายนั้น จำเลยมีเจตนาที่จะขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 3, 4, 28, 39 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 9, 18, 19 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 5, 22, 34, 35, 45, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง, 39 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (ที่ถูก 35 (1)), 52 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคสอง (ที่ถูก 9 (5) วรรคหนึ่ง), 18 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน ฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กำหนดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับ 2,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี ห้ามเปิดสถานบริการเกินกว่าเวลาที่กำหนด กับฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ในการเปิดกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่มของจำเลยมีการขอใบอนุญาต แต่ในบางครั้งใบอนุญาตหมดอายุ ซึ่งจำเลยได้ยื่นขอใบอนุญาตใหม่ทุกครั้ง จำเลยไม่ได้เปิดกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตและจำเลยไม่มีเจตนาจะทำผิดกฎหมายนั้น มีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กระทงหนึ่ง ฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กำหนดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กระทงหนึ่ง ส่วนฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี ห้ามเปิดสถานบริการเกินเวลาที่กำหนด กับฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นบทหนักกระทงหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน นั้น เห็นว่า ความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี ห้ามเปิดสถานบริการเกินเวลาที่กำหนด และความผิดฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กำหนดโดยฝ่าฝืนกฎหมาย นั้น จำเลยมีเจตนาที่จะขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำความผิดของจำเลยจะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่ตั้งสถานบริการโดยไม่มีใบอนุญาตและฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในขณะที่มีการประกาศมาตรการเร่งด่วนในการป้องกันวิกฤตการณ์จากโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว มีลักษณะเป็นการมุ่งหวังแต่ประโยชน์ในทางการค้าส่วนตนเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะตามมา อันจะส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นการกระทำที่ค่อนข้างร้ายแรงก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน ทั้งโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเป็นเพียงระยะสั้น เมื่อพิจารณาข้อฎีกาของจำเลยแล้ว จำเลยได้แสดงข้อความสำนึกผิดเชื่อว่าการที่จำเลยถูกดำเนินคดีนี้ทำให้เกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมาย ส่วนที่จำเลยมีประวัติเคยกระทำความผิดมาก่อน ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุก กรณีจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีอีกสักครั้ง โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตามเพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่กลับมากระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้ซ้ำอีกเห็นควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง กับคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 30,000 บาท และฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ปรับ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน และฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จำคุก 1 เดือน รวมเป็นจำคุก 2 เดือน และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ลงโทษปรับฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กำหนดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวศิริพร ขันทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2676/2565
#684813
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี...(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ และคุณภาพอันเกี่ยวกับสินค้า โฆษณา เสนอขาย และขายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติเพื่อร่วมเผยแพร่แสดงความจงรักภักดี "โครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" "ซึ่งในชุดประกอบด้วย หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" สายข้อมือ (ริสต์แบนด์) วิดีโอซีดีพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สติกเกอร์ "เรารักในหลวง" บัตรถวายพระพร บัตรคาถาเงินล้าน สติกเกอร์ตราสัญลักษณ์ทรงครองราชย์ 60 ปี และพระจิตรลดาหรือพระสมเด็จมหามงคล รุ่นทรงครองราชย์ 60 ปี (มวลสารจิตรลดา) รวม 9 รายการ บรรจุอยู่ในกล่องเดียวกัน โดยมีการพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว โดยเสนอขายและขายแก่ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปในราคาชุดละ 299 บาท ทั้งนี้ เพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ หรือเกี่ยวข้องกับสำนักราชเลขาธิการซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงสำนักราชเลขาธิการไม่เคยอนุญาตให้จำเลยใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี กับสินค้าดังกล่าว ทั้งนี้ จำเลยแสวงหาผลกำไรและประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยมิชอบ ซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 271 บัญญัติว่า "ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ..." เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์ประกอบมาตรา 271 ดังกล่าวแล้ว ในส่วนของการกระทำโดยการหลอกลวงซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดมาตรา 271 เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้ว เห็นได้ว่าโจทก์ได้บรรยายระบุการกระทำหรือวิธีการหลอกลวงไว้แล้วว่า จำเลยโฆษณา เสนอขาย และขายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติ โดยพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว เพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ อันเป็นความเท็จ ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าการหลอกลวงขายของของจำเลยคือการที่จำเลยพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ลงบนกล่องสินค้า โดยที่รู้อยู่แล้วว่าความจริงมิได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ในการขาย แต่ทำไปเพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่ได้รับอนุญาตให้ขายโดยถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ จึงถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2559 โดยขณะนั้นจำเลยยังไม่มีทนายความว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธ เพราะไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา และตามคำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 โดยจำเลยได้แต่งตั้งทนายความในวันดังกล่าวแล้วปรากฏว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ รายละเอียดจะได้นำสืบพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นพิจารณาต่อไป ซึ่งแสดงว่าจำเลยทราบข้อเท็จจริงและข้อหาตามคำฟ้องแล้ว จึงให้การปฏิเสธ ประกอบกับตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 ปรากฏว่า จำเลยแถลงว่า วันนี้ได้แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีแล้ว และได้พบปรึกษากับทนายความแล้ว ศาลจึงอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยแถลงว่าเข้าใจข้อหาโดยตลอดแล้ว ยืนยันให้การปฏิเสธ ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ได้มีการบรรยายเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271, 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ลงโทษจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ยกคำขอให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี...(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ และคุณภาพอันเกี่ยวกับสินค้า โฆษณา เสนอขาย และขายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติเพื่อร่วมเผยแพร่แสดงความจงรักภักดี "โครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา"" ซึ่งในชุดประกอบด้วย หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" สายข้อมือ (ริสต์แบนด์) วิดีโอซีดีพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สติกเกอร์ "เรารักในหลวง" บัตรถวายพระพร บัตรคาถาเงินล้าน สติกเกอร์ตราสัญลักษณ์ทรงครองราชย์ 60 ปี และพระจิตรลดาหรือพระสมเด็จมหามงคล รุ่นทรงครองราชย์ 60 ปี (มวลสารจิตรลดา) รวม 9 รายการ บรรจุอยู่ในกล่องเดียวกัน โดยมีการพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว โดยเสนอขายและขายแก่ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปในราคาชุดละ 299 บาท ทั้งนี้ เพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ หรือเกี่ยวข้องกับสำนักราชเลขาธิการซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงสำนักราชเลขาธิการไม่เคยอนุญาตให้จำเลยใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี กับสินค้าดังกล่าว ทั้งนี้ จำเลยแสวงหาผลกำไรและประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยมิชอบ ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 บัญญัติว่า "ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ..." เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์ประกอบมาตรา 271 ดังกล่าวแล้ว ในส่วนของการกระทำโดยการหลอกลวงซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดมาตรา 271 เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้ว เห็นได้ว่าโจทก์ได้บรรยายระบุการกระทำหรือวิธีการหลอกลวงไว้แล้วว่า จำเลยโฆษณา เสนอขาย และขายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติ โดยพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว เพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อและประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ อันเป็นความเท็จ ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าการหลอกลวงขายของของจำเลยคือการที่จำเลยพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ลงบนกล่องสินค้าโดยที่รู้อยู่แล้วว่าความจริงมิได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ในการขาย แต่ทำไปเพื่อหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่ได้รับอนุญาตให้ขายโดยถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ จึงถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2559 โดยขณะนั้นจำเลยยังไม่มีทนายความว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธ เพราะไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา และตามคำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 โดยจำเลยได้แต่งตั้งทนายความในวันดังกล่าวแล้วปรากฏว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ รายละเอียดจะได้นำสืบพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นพิจารณาต่อไป ซึ่งแสดงว่าจำเลยทราบข้อเท็จจริงและข้อหาตามคำฟ้องแล้ว จึงให้การปฏิเสธ ประกอบกับตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 ปรากฏว่า จำเลยแถลงว่า วันนี้ได้แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีแล้ว และได้พบปรึกษากับทนายความแล้ว ศาลจึงอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยแถลงว่าเข้าใจข้อหาโดยตลอดแล้ว ยืนยันให้การปฏิเสธ ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ได้มีการบรรยายเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่เป็นการหลอกลวง เป็นฟ้องที่บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ไม่ครบถ้วนพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้อง แล้วพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเนื่องจากโจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมาด้วย เพื่อมิให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยล่าช้า จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาตามอุทธรณ์ของจำเลยเสียก่อน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 บัญญัติว่า "ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ..." คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีการจำหน่ายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติเพื่อร่วมเผยแพร่แสดงความจงรักภักดี "โครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา"" ซึ่งในชุดประกอบด้วย หนังสือดี"ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" สายข้อมือ (ริสต์แบนด์) วิดีโอซีดีพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯสติกเกอร์ "เรารักในหลวง" บัตรถวายพระพร บัตรคาถาเงินล้าน สติกเกอร์ตราสัญลักษณ์ทรงครองราชย์ 60 ปี และพระจิตรลดาหรือพระสมเด็จมหามงคล รุ่นทรงครองราชย์ 60 ปี (มวลสารจิตรลดา) รวม 9 รายการ บรรจุอยู่ในกล่องเดียวกัน โดยมีการพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว เสนอขายและขายในราคาชุดละ 299 บาท โดยได้ความจากพยานโจทก์ปากนายณพลและนาวาโทหญิงอุไรวรรณว่า พยานทั้งสองปากเห็นกล่องสินค้าแบบเดียวกับวัตถุพยานแล้วเห็นว่ามีคุณค่าในการเก็บรักษาเพื่อบูชา และเชื่อว่าน่าจะมีการใช้ตราสัญลักษณ์กับสินค้าโดยได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง พยานจึงรับสินค้าไปจำหน่าย แสดงให้เห็นว่ามีผู้ซื้อสินค้าโดยหลงเชื่อว่าสินค้าแบบเดียวกับวัตถุพยาน ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดอยู่ที่ตัวสินค้า เป็นสินค้าที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์และจำหน่ายได้โดยถูกต้อง ทั้งที่ความจริงสินค้าดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการให้ใช้ตราสัญลักษณ์ในการผลิตและจำหน่าย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ที่นำมาใช้กับสินค้าดังกล่าวเป็นสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของสินค้าที่ประชาชนหรือผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจซื้อสินค้า โดยเป็นการบ่งบอกถึงแหล่งที่มาของสิ่งของที่บรรจุในกล่องสินค้านั้นว่าเป็นสิ่งของที่ได้รับการตรวจสอบจากสำนักราชเลขาธิการแล้วว่ามีคุณค่าควรแก่การเก็บรักษาไว้เป็นที่ระลึก เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และอนุญาตให้ติดตราสัญลักษณ์ดังกล่าวลงบนกล่องสินค้าได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย การที่มีบุคคลนำตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมาใช้กับสินค้าแล้วขายให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมแสดงถึงเจตนาที่ต้องการให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่ได้รับอนุญาตโดยถูกต้อง ย่อมเป็นความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดของสินค้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การกระทำเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้า ตามฟ้องเป็นการขายของโดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำที่เป็นความผิดตามมาตรา 271

คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพระอธิการชัยรัตน์ เจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอนมาเบิกความว่า ภายหลังสำนักราชเลขาธิการมีหนังสือแจ้งอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งระบุว่าห้ามนำไปใช้ในการโฆษณาหรือแสวงหาผลประโยชน์อื่นใดทั้งสิ้นแล้ว พระอธิการชัยรัตน์มอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการจัดทำหนังสือ "ชีวิตสมถะ" และจัดสร้างพระผงตามที่ได้รับอนุญาต รวมถึงให้ดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้งานสำเร็จบรรลุตามเป้าหมาย การจัดทำหนังสือและพระผงดังกล่าวเพื่อนำไปแจกให้แก่ผู้มีจิตศรัทธามาฟังการแสดงพระธรรมเทศนาตามหนังสือแต่งตั้งจำเลยดังกล่าวเป็นการมอบหมายให้ไปดำเนินการ ไม่ได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับการจัดหารายได้ และโจทก์มีนายนวธร ญาติของจำเลย มาเบิกความว่า ประมาณปลายปี 2549 ถึงต้นปี 2550 พยานได้รับแจ้งจากจำเลยว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้ผลิตชุดหนังสือ "ชีวิตสมถะ" ซึ่งประกอบด้วยหนังสือ 1 เล่ม สายรัดข้อมือ พระผง ภาพในหลวง สติกเกอร์ และซีดี เป็นต้น อยู่ในกล่อง โดยจำเลยบอกว่าได้รับอนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการให้นำออกจำหน่ายได้ ให้พยานช่วยงานในส่วนการประชาสัมพันธ์และจัดจำหน่าย พยานจึงประสานงานกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยนำกล่อง ไปให้ดูและแจ้งว่าจะจัดจำหน่ายในราคา 299 บาท ซึ่งบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ตกลงว่าจะจัดจำหน่ายให้ กับโจทก์มีนายวัฒนา หัวหน้าส่วนบริการสินค้าฝากขายบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด มาเบิกความว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2549 มีผู้มาฝากขายหนังสือ "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" โดยมีหนังสือขอความร่วมมือจากจำเลยในฐานะประธานดำเนินการโครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด มีหนังสือแจ้งตอบรับการรับฝากจำหน่ายไปยังจำเลย ซึ่งต่อมาจำเลยมีหนังสือตอบรับเงื่อนไขการจัดจำหน่ายการแบ่งรายได้ และการจ่ายเงินค่าสินค้า จากนั้นโครงการของจำเลยได้ส่งชุดหนังสือ รวม 3,000 ชุด มาให้วางจำหน่ายที่ไปรษณีย์ทั่วประเทศประมาณ 300 แห่ง ในการจำหน่ายจะมีการตัดยอดให้แก่โครงการของจำเลยเป็นรายเดือน และต่อมามีการจัดส่งมาให้วางจำหน่ายอีกประมาณ 5,000 ชุด บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด โอนเงินรายได้ให้แก่โครงการของจำเลยเป็นเงิน 900,000 บาทเศษ จำเลยในฐานะประธานโครงการได้มอบอำนาจให้นายนวธรเป็นผู้รับเงินจากบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เห็นได้ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งหมดในส่วนนี้เชื่อมโยงสอดคล้องกัน รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการจัดจำหน่ายสินค้าชุดเทิดพระเกียรติเพื่อร่วมเผยแพร่แสดงความจงรักภักดี "โครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา"" ซึ่งในชุดประกอบด้วย หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" สายรัดข้อมือ (ริสต์แบนด์) วิดีโอซีดีพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สติกเกอร์ "เรารักในหลวง" บัตรถวายพระพร บัตรคาถาเงินล้าน สติกเกอร์ตราสัญลักษณ์ทรงครองราชย์ 60 ปี และพระจิตรลดาหรือพระสมเด็จมหามงคล รุ่นทรงครองราชย์ 60 ปี (มวลสารจิตรลดา) รวม 9 รายการ ที่มีการพิมพ์ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ติดไว้บนสินค้าดังกล่าว นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความจากพยานโจทก์ปากนาวาโทหญิงอุไรวรรณ ผู้เคยรับสินค้าไปจำหน่ายต่อ ว่า พยานเคยพบกับจำเลยที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยจำเลยนำเอกสารที่อ้างว่าได้รับอนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการมาให้พยานดู จำเลยยืนยันว่าได้รับอนุญาตโดยถูกต้องและได้ความจากพยานโจทก์ปากนายณพล ผู้ซื้อสินค้าจากจำเลยนำไปจำหน่ายต่อ ว่าพยานเคยพบจำเลยที่สำนักงานของโครงการตามแผ่นพับโฆษณาที่จัดจำหน่ายชุดหนังสือ "ชีวิตสมถะ" ซึ่งพยานได้ขอดูเอกสารว่าได้รับอนุญาตโดยถูกต้องหรือไม่พยานตรวจสอบแล้วเข้าใจว่าจำเลยได้รับอนุญาตโดยถูกต้อง จึงรับไปจำหน่ายต่อ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อสินค้าหลงเชื่อว่าสินค้าได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายสินค้าดังกล่าวโดยถูกต้องจากสำนักราชเลขาธิการ และเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ทั้งหมดดังกล่าวประกอบทางนำสืบจำเลย ที่จำเลยเบิกความรับว่า จำเลยได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอนให้เป็นผู้ดำเนินการจัดทำชุดเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ 9) ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยจัดทำหนังสือ "ชีวิตสมถะ" และพระผงสมเด็จมหามงคล ซึ่งตามหนังสือแต่งตั้งดังกล่าวมีการอ้างถึงเอกสารหนังสือที่สำนักราชเลขาธิการอนุญาตให้อัญเชิญตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในการจัดพิมพ์หนังสือของวัดถ้ำหมีนอนและแนบท้ายหนังสือแต่งตั้ง โดยจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับแต่งตั้งไว้ด้วย และจำเลยยังได้อ้างเอกสารหนังสือที่สำนักราชเลขาธิการอนุญาตให้อัญเชิญตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ดังกล่าวไว้ในหนังสือเรื่องขอประทานพระอนุญาตใช้สถานที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งจำเลยเป็นผู้ออกหนังสือและลงลายมือชื่อไว้ในฐานะประธานดำเนินการโครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" อีกด้วย ย่อมแสดงว่าจำเลยทราบข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่าสำนักราชเลขาธิการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ได้สำหรับลงพิมพ์ในหนังสือ "ชีวิตสมถะ" เพื่อแจกให้แก่ผู้มีจิตศรัทธามาฟังการแสดงพระธรรมเทศนาเท่านั้น โดยห้ามนำไปใช้ในการโฆษณาหรือแสวงหาผลประโยชน์อื่นใดทั้งสิ้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยขายสินค้า โดยมีเจตนาหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดของสินค้านั้นอันเป็นเท็จ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยเกี่ยวกับสภาพความผิดคดีนี้ว่า ภายหลังจำเลยได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอนแล้ว จำเลยได้ดำเนินการต่าง ๆ ในการจัดทำหนังสือ "ชีวิตสมถะ" และพระผงสมเด็จมหามงคลตามที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ ซึ่งจำเลยนำเงินที่ได้บางส่วนไปทำบุญแด่วัดถ้ำหมีนอน วัดในถิ่นทุรกันดาร และช่วยเหลือประชาชนตามวัตถุประสงค์ของโครงการและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอนซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้มีนายสมบัติ พยานจำเลย มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลย และสอดคล้องกับคำเบิกความของพระอธิการชัยรัตน์ เจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอนที่เบิกความว่า วัตถุประสงค์เกี่ยวกับเงินบริจาคของโครงการมหามงคลครองราชย์ 60 ปี หนังสือดี "ชีวิตสมถะ" "พระจิตรลดา" ส่วนหนึ่งเพื่อนำเงินบางส่วนพัฒนาวัดในถิ่นทุรกันดารวัดทางภาคใต้ และช่วยเหลือประชาชน โดยจำเลยได้นำเงินมอบให้แก่วัด 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 122,000 บาท และมีการนำชุดเทิดพระเกียรติไปแจกที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ด้วย ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พฤติการณ์แห่งคดีเกี่ยวกับสภาพความผิดของจำเลยดังกล่าวนับว่าจำเลยได้ทำคุณประโยชน์ในการมีส่วนช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือสังคมอันเป็นเหตุอันควรปรานี โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงเห็นสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 (เดิม)จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 271
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอนงค์รัตน์ คงลาภ
- นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2674/2565
#684044
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 271 กำหนดว่า ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น เป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีและมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น ดังนั้น กระบวนการบังคับคดีให้เป็นไปคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทุกชั้นศาล จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นในชั้นต้น และมาตรา 357 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษากระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลไม่ได้กำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการจดทะเบียนให้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้บุคคลดังกล่าวนั้นจดทะเบียนไปตามคำสั่งศาล" ดังนั้นโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นการบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสองกระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 357 อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย และศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม คำร้องของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357 นั้น เป็นคำร้องที่ ป.วิ.พ. มิได้บัญญัติว่าให้ทำได้แต่ฝ่ายเดียวโดย ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) บัญญัติห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองโอนหรือร่วมกันโอนทรัพย์พิพาทรวม 7 รายการ คือ 1. ห้องชุดเลขที่ 77/130 อาคารชุด ส. อาคารเลขที่ 1 มีชื่อจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 2. หุ้นบริษัท ภ. รวม 9,545,400 หุ้น มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น 3. ที่ดินโฉนดเลขที่ 1794 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 4. ที่ดินโฉนดเลขที่ 211444 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 5. ที่ดินโฉนดเลขที่ 83709 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 6. ห้องชุดเลขที่ 77/150 อาคารชุด ส. มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และ 7. ห้องชุดเลขที่ 140/211 และ 140/212 อาคารชุด ท. มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสินธุ์ ผู้ตาย เพื่อแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 8 ใน 14 ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสองคนละ 1 ใน 14 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์พิพาททั้งเจ็ดรายการออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ตามส่วนที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสองแต่ละคนจะได้รับ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับโดยชอบแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในการแจ้งจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท และให้กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ภ. รับจดแจ้งการโอนหุ้นและจดลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น กับให้เจ้าพนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาทดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาททั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 6 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่ง ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เนื่องจากเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งคำร้องดังกล่าวไม่ใช่คำขออันจะทำได้แต่ฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยไม่ส่งสำเนาให้จำเลยทั้งสองมีโอกาสคัดค้านก่อนเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งอนุญาตถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ในการให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ที่ 6 กับให้กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ภ. จดแจ้งการโอนหุ้นและจดลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 กำหนดว่า ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น เป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีและมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น ดังนั้น กระบวนการบังคับคดีให้เป็นไปคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทุกชั้นศาล จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นในชั้นต้น และมาตรา 357 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษากระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลไม่ได้กำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการจดทะเบียนให้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้บุคคลดังกล่าวนั้นจดทะเบียนไปตามคำสั่งศาล" ตามบทบัญญัติมาตรา 271 และมาตรา 357 ดังกล่าวแม้เป็นกฎหมายที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 และมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กล่าวคือนับแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 เป็นต้นไป ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่คดีทั้งคดีที่ค้างมาก่อนการแก้ไขกฎหมายและคดีฟ้องใหม่นับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับเป็นต้นไป เพียงแต่ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเท่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้ยังมิได้กระทำการใดเกี่ยวกับกระบวนวิธีการบังคับคดี การบังคับคดีจึงต้องนำบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมาใช้บังคับ โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จึงมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองโอนหรือร่วมกันโอนทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ ให้แก่โจทก์ที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสินธุ์ ผู้ตาย เพื่อแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 8 ใน 14 ส่วน โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสอง คนละ 1 ใน 14 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ตามส่วนที่โจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสองแต่ละคนจะได้รับ แต่จำเลยทั้งสองไม่โอนทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ ให้แก่โจทก์ที่ 6 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว และทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ มีชื่อจำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตาย โดยคำพิพากษาของศาลดังกล่าวมิได้สั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองไว้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ดังนั้นโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นการบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสองกระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย และศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม คำร้องของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 นั้น เป็นคำร้องที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้บัญญัติว่าให้ทำได้แต่ฝ่ายเดียวโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) บัญญัติห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2562 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองและมีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจดทะเบียนให้นั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า "อนุญาต" เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2562 โดยมิได้มีการส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองได้มีโอกาสคัดค้านก่อน ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 แต่เมื่อยังไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) ก่อน ถือว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในการบังคับคดี กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2562 โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การส่งสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยทั้งสองแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 271 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ม. กับพวก
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2565
#687040
เปิดฉบับเต็ม

หมายจับเป็นหมายอาญาตามที่ ป.วิ.อ. บัญญัติไว้ใน หมวด 2 เมื่อตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 บัญญัติให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) ออกหมายเรียก หมายอาญา... ดังนั้นผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีอำนาจในการออกหมายอาญาประเภทหมายจับได้ รวมทั้งให้หมายความถึงมีอำนาจพิจารณาการยกคำร้องขอออกหมายจับโดยพิจารณาว่าคดีอาญาตามที่ขอออกหมายจับนั้นขาดอายุความหรือไม่ ทั้งนี้ ในการออกหมายจับนั้นต้องพิจารณาประกอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 68 ซึ่งบัญญัติว่า หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าในการออกหมายจับ ผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาออกหมายจับมีอำนาจพิจารณาว่า คดีที่จะออกหมายจับนั้นขาดอายุความแล้วหรือไม่ด้วย การสั่งยกคำร้องขอออกหมายจับของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบการนับอายุความตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 แตกต่างจากบทบัญญัติเรื่องอายุความในประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติให้นับแต่วันกระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่มีข้อยกเว้นไม่ให้นับวันที่หลบหนีรวมเข้าด้วยดังที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 บัญญัติไว้ และตามมาตรา 3 แห่ง ป.อ. บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว... เมื่อบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับวันที่ 22 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า และการนับอายุความโดยมิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีเข้าด้วยตามมาตราดังกล่าวมีผลทำให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้ ทั้งที่ผู้ร้องไม่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามาฟ้องภายใน 15 ปี ซึ่งไม่เป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า จึงต้องนําอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ากระทำความผิดมาบังคับใช้เพราะเป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามากกว่า ไม่อาจนําบทบัญญัติเรื่องการนับอายุความตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาใช้บังคับแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายจับนายประสิทธิ์ นายบัณฑิต นายประวีณ นายภัทรภูมิ นายราเชนทร์ นายศฤงคาร นายวสันต์ นายอัครชัย และนายสุภกิจ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 10 ต่อศาลชั้นต้น ในความผิดฐานร่วมกันทุจริตในการเบิกเงินค่าจ้างเหมาปลูกป่า ปีงบประมาณ 2548 ตามโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ป่าแม่สรอย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 เนื่องจากสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 5 มีคำสั่งรับดำเนินคดีอาญาฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดีในวันที่ 6 สิงหาคม 2563 แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าไม่ไปตามนัด มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าตามหมายจับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2563 ในข้อหาความผิดดังกล่าวภายในอายุความ 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548 แต่ไม่เกินวันที่ 15 สิงหาคม 2563

วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าต่อศาลชั้นต้น เนื่องจากหมายจับดังกล่าวใกล้จะครบกำหนดตามที่ระบุในหมายแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่า ศาลออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าแล้วอันเป็นการกระทำผิดในคราวเดียวกับที่ขอออกหมายจับใหม่ ผู้ร้องกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าหมายจับเดิมเป็นกรรมแรก แต่ไม่สามารถชี้แจงให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ หมายจับเดิมจึงยังคงมีผลบังคับใช้ ไม่มีเหตุออกหมายจับใหม่ ให้ยกคำร้อง

วันที่ 18 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าต่อศาลชั้นต้นอีก ศาลชั้นต้นเห็นว่า ได้ความว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจรับการจ้างในโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยพื้นที่ป่าแม่สรอย แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าทุจริต เข้าดำเนินการเป็นผู้รับจ้างปลูกป่าเสียเองโดยเชิดบุคคลอื่นเป็นผู้รับจ้าง ความจริงผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าเป็นผู้จัดหากล้าไม้ ปุ๋ย กำหนดพื้นที่ปลูก จัดหาคนปลูกโดยจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน ฯลฯ และเป็นผู้ตรวจรับงานและเบิกค่าจ้างเอง มีวัตถุประสงค์จะเอาเงินดังกล่าวจากค่าใช้จ่ายเป็นของตน แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่การจัดหาคนมาทำสัญญาจ้าง สัญญาจ้างทำวันที่ 15 สิงหาคม 2548 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าวซึ่งเป็นวันเริ่มต้นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 ซึ่งมีอายุความ 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) ครบอายุความในวันที่ 15 สิงหาคม 2563 ที่ผู้ร้องอ้างว่า อายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าครบองค์ประกอบความผิดคือวันที่ตรวจรับงานนั้น การตรวจรับงานเป็นส่วนหนึ่งหรือขั้นตอนหนึ่งในการทำให้บรรลุวัตถุประสงค์เรื่องเงินของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าที่ลงมือกระทำความผิดไปตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548 แล้ว ลำพังการตรวจรับงานไม่ใช่การกระทำความผิดในตัวเอง จึงไม่ใช่วันเริ่มนับอายุความ คดีขาดอายุความจึงไม่อาจออกหมายจับได้ ให้ยกคำร้อง

วันที่ 19 กันยายน 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งเก้าต่อศาลชั้นต้น อ้างเหตุว่าผู้ร้องได้มีมติในการประชุมในวันที่ 17 กันยายน 2563 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำ นอกจากวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาจ้างแล้วยังคงกระทำความผิดต่อเนื่องไป โดยวันที่ 1 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2548 ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าตรวจรับงานจ้างที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จอันเป็นเท็จ และกระทำความผิดจนถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินตามโครงการระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 โดยผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนแต่ละกรณีเบิกถอนเงินอ้างว่าเพื่อให้ผู้รับจ้างทั้งที่ตนเป็นผู้ดำเนินการเอง คดีจึงไม่ขาดอายุความ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าทราบวันนัดมารายงานตัวเพื่อยื่นฟ้องแต่ไม่มา มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 บัญญัติว่า ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ กรณีจึงมีเหตุออกหมายจับ ศาลชั้นต้นสอบผู้ร้องและบันทึกคำให้การพยานผู้ร้องเพิ่มเติมว่า สอบผู้ร้องแล้วได้ความว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 10 ร่วมกระทำความผิดมาตั้งแต่ต้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏเพิ่มเติมจากครั้งก่อนหน้านี้ แล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ก่อนหน้านี้ผู้ร้องยื่นคำร้องมาแล้วหลายครั้ง พิจารณาแล้วไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งยกคำร้องขอออกหมายจับลงวันที่ 19 กันยายน 2563 ของผู้ร้อง และมีคำสั่งออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เดิมผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายจับเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2563 และศาลออกหมายจับให้ผู้ร้องในวันดังกล่าวแล้ว โดยผู้ร้องมิได้โต้แย้ง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 ใหม่อีก อ้างเหตุผลเดิม ศาลเห็นว่าได้ออกหมายจับให้แล้ว จึงยกคำร้อง หลังจากนั้นวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องยื่นขอออกหมายจับเป็นครั้งที่ 3 ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยให้เหตุผลไว้อย่างชัดเจนแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 (ที่ถูก วันที่ 19 กันยายน 2563) ผู้ร้องยื่นเป็นครั้งที่ 4 ศาลเรียกสอบ ผู้ร้องแถลงว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 10 ร่วมกระทำความผิดมาตั้งแต่เริ่มต้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏเพิ่มเติมจากครั้งก่อนหน้านี้ ตามคำให้การลงวันที่ 19 กันยายน 2563 จึงเห็นว่ากรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ซึ่งในกรณีนี้เป็นอำนาจของผู้พิพากษานายเดียวที่มีอำนาจสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 ส่วนกรณีที่ผู้ร้องอ้างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 นั้น เห็นว่า เรื่องนี้เหตุเกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับ ทั้งไม่มีบทเฉพาะกาล ไม่อาจนำมาบังคับกับกรณีนี้ได้ จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้เพิกถอน ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า หมายจับเป็นหมายอาญาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ในภาค 1 ลักษณะ 4 หมวด 2 เมื่อตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 บัญญัติให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) ออกหมายเรียก หมายอาญา.... ดังนั้นผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีอำนาจในการออกหมายอาญาประเภทหมายจับได้ รวมทั้งให้หมายความถึงมีอำนาจพิจารณาการยกคำร้องขอออกหมายจับโดยพิจารณาว่าคดีอาญาตามที่ขอออกหมายจับนั้นขาดอายุความหรือไม่ ทั้งนี้ ในการออกหมายจับนั้นต้องพิจารณาประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 68 ซึ่งบัญญัติว่า หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าในการออกหมายจับนั้น ผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาออกหมายจับมีอำนาจที่จะพิจารณาว่า คดีที่จะออกหมายจับนั้นขาดอายุความแล้วหรือไม่ด้วย การสั่งยกคำร้องขอออกหมายจับของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า เนื่องจากเห็นว่าคดีขาดอายุความนั้น ตามคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า ลงวันที่ 19 กันยายน 2563 ผู้ร้องระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามีพฤติการณ์กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 ซึ่งเหตุเกิดระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 โดยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 ที่ผู้ร้องขอให้ออกหมายจับมีอายุความ 15 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) และผู้ร้องฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และเมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยได้หลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 มาใช้บังคับ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ออกหมายจับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2563 โดยระบุให้ดำเนินการตามหมายนับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548 แต่ไม่เกินวันที่ 15 สิงหาคม 2563 จึงต้องถือว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าคนหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี และมีผลตามมาตรา 7 คือมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป อายุความของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าคนจึงสะดุดหยุดอยู่จนกว่าจะได้ตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามาดำเนินคดี ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติเกี่ยวกับวิธีนับอายุความ และไม่ขัดต่อการนับอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะไม่มีผลเป็นการขยายอายุความ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าหลบหนี ความผิดที่ผู้ร้องขอออกหมายจับจึงยังไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า การนับอายุความตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ดังกล่าวแตกต่างจากบทบัญญัติเรื่องอายุความในประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติให้นับแต่วันกระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่มีข้อยกเว้นไม่ให้นับวันที่หลบหนีรวมเข้าด้วยดังที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 บัญญัติไว้ และตามมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว... เมื่อบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับวันที่ 22 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า และการนับอายุความโดยมิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีเข้าด้วยตามมาตราดังกล่าวมีผลทำให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้ทั้งที่ผู้ร้องไม่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามาฟ้องภายใน 15 ปี ซึ่งไม่เป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้า จึงต้องนำอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ากระทำความผิดมาบังคับใช้เพราะเป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามากกว่า ไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการนับอายุความตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาใช้บังคับแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าได้ ดังนี้ แม้ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ากระทำความผิด ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ซึ่งอายุความต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าแต่ละคนกระทำความผิดกรรมที่ยาวที่สุดนั้น แต่เมื่ออายุความสำหรับความผิดที่ผู้ร้องกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) กำหนดไว้ 15 ปี ซึ่งจะครบกำหนดอย่างช้าที่สุดตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างคือ สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในวันที่ 29 กันยายน 2563 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ในวันที่ 26 กันยายน 2563 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ในวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ในวันที่ 3 ตุลาคม 2563 และผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 และที่ 10 ในวันที่ 28 กันยายน 2563 ตามลำดับ แต่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 โดยศาลอุทธรณ์ได้รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ล่วงพ้นระยะเวลา 15 ปี สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ 4 และ ที่ 7 ถึงที่ 10 แล้ว ทั้งเมื่อนับถึงวันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษานั้นได้ล่วงพ้นระยะเวลา 15 ปี สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้องโดยให้เหตุผลไว้ละเอียดแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 95 (2)
ป.วิ.อ. ม. 68
ป.วิ.พ. ม. 27
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 — นายวันชัย เวชพาณิชย์กิจกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางวิเวียน พิธานพร
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2565
#685425
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อจัดงานแสดงดนตรี เมื่องานแสดงดนตรีดังกล่าวได้จัดขึ้นและเสร็จสิ้นลงแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญจึงเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) เมื่อยังไม่ได้มีการชำระบัญชีของห้าง และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดคืนรวมถึงส่วนแบ่งกำไร แต่จำเลยทั้งสามโต้แย้งว่าการจัดงานแสดงดนตรีดังกล่าวขาดทุน กรณีจึงมีข้อโต้แย้งเรื่องผลประกอบการของห้างหุ้นส่วนซึ่งต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนเพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนจริงหรือไม่ และมีทรัพย์สินคงเหลือเพียงใด แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีมาด้วย แต่การบรรยายฟ้องของโจทก์ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วยแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวได้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีกการตั้งโจทก์หรือจำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกันย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาการไม่ร่วมมือกันในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 23,235,626 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,557,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ประมาณเดือนกันยายน 2555 โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนจัดงานแสดงดนตรี ระหว่างวันที่ 30 และ 31 ธันวาคม 2555 ที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยโจทก์ร่วมลงทุนเป็นเงิน 6,900,000 บาท จำเลยที่ 1 ร่วมลงทุนเป็นเงิน 46,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมลงทุนในจำนวนเงินที่เหลือ โจทก์ชำระเงินลงทุนให้จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว หลังจากงานแสดงดนตรีดังกล่าวสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ส่งบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายให้แก่โจทก์โดยระบุว่ามีรายได้เป็นเงิน 14,437,046.78 บาท ขาดทุนเป็นเงิน 67,103,838.79 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาล โจทก์ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อจัดงานแสดงดนตรีงานแสดงดนตรีดังกล่าวถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 และ 31 ธันวาคม 2555 ที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญจึงเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติเนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่ายังไม่ได้มีการชำระบัญชีของห้าง และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แล้วโจทก์ฟ้องเรียกเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดคืน รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากการจัดงานแสดงดนตรี เมื่อจำเลยทั้งสามโต้แย้งว่า การจัดงานแสดงดนตรีดังกล่าวมีผลประกอบการขาดทุนตามสำเนางบกำไรขาดทุนสะสม กรณีจึงยังมีข้อโต้แย้งกันเรื่องผลประกอบการของห้างหุ้นส่วนว่ากำไรหรือขาดทุนและต้องคืนทุนให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนเพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนจริงหรือไม่ และมีทรัพย์สินคงเหลือเพียงใด ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีมาด้วยก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่คืนเงินลงทุนและแบ่งกำไรส่วนที่เป็นของโจทก์ ซึ่งจะสามารถบังคับชำระได้เมื่อมีการชำระบัญชี ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วยแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวได้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาล โจทก์ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนการจะตั้งโจทก์หรือจำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระบัญชีหรือผู้ชำระบัญชีร่วมกันนั้น ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาการไม่ร่วมมือกันในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055 (3) ม. 1061 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางมาณพิกา มุลพรม อาภาศิริผล
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2648/2565
#684598
เปิดฉบับเต็ม

โรงแรมของผู้เสียหายปิดกิจการตั้งแต่ปี 2559 ทั้งปักป้ายมีข้อความระบุว่า "ห้ามเข้า ห้ามบุกรุก ปิดกิจการ" และไม่มีผู้รักษาความปลอดภัยประจำอยู่ สุจริตชนโดยทั่วไปย่อมไม่เข้าไปในบริเวณดังกล่าว ช่วงเวลาเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์สามล้อผ่านหน้าโรงแรมของผู้เสียหาย อ.ร้องเรียกให้จำเลยช่วยลากรถเข็นล้อเลื่อนซึ่งบรรทุกบานไม้อัดยางช่องชาร์ปกลับบ้าน เมื่อเหตุเกิดเวลากลางคืนอันเป็นยามวิกาล ซึ่ง อ. พยานจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า พยานไปนำบานประตูไม้จากโรงแรม ร. ไม่ได้ขออนุญาตจากผู้ใด บานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปที่ อ. นำมามีจำนวนมากถึง 14 บาน จำเลยย่อมต้องตระหนักถึงความไม่สุจริตของ อ. และรับรู้ถึงความผิดปกติเกี่ยวกับแหล่งที่มาของบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปว่าต้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรับไว้ด้วยประการใด ๆ และช่วยพาเอาไปเสียซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ครบองค์ประกอบเป็นความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 แล้ว แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมตาม ป.อ. มาตรา 334, 335, 336 ทวิ แต่เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจร อันเป็นกรณีซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวมาในคำฟ้อง แต่ไม่ใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 6 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 เวลา 21.30 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกนิคม เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีและศูนย์วิทยุว่า มีคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ภายในโรงแรม ร. จึงร่วมกับพวกเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบจำเลยและนายอนันต์ ยืนอยู่ข้างรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่องพ่วงติดรถเข็นล้อเลื่อน บรรทุกบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บาน ไว้ด้านบน จึงนำจำเลยและนายอนันต์ไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด พร้อมยึดรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่อง รถเข็นล้อเลื่อน และบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปเป็นของกลาง ต่อมาร้อยตำรวจเอกกริน พนักงานสอบสวนตรวจสอบพบว่า บานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บานดังกล่าว เป็นของบริษัท ว. (โรงแรม ร.) ผู้เสียหาย ได้ติดต่อให้นายศุภชาติ ซึ่งเคยทำงานเป็นพนักงานของผู้เสียหายมาตรวจสอบ นายศุภชาติยืนยันว่าบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บาน ดังกล่าวเป็นของผู้เสียหาย จึงดำเนินการขออนุมัติออกหมายจับจำเลยและนายอนันต์ ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2562 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและนายอนันต์ได้ ร้อยตำรวจเอกกรินแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยและนายอนันต์ว่า ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือรับของโจร จำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนนายอนันต์ให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยและนายอนันต์ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3396/2562 นายอนันต์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธ จึงแยกฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายอนันต์ กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกนิคมไปตามลำดับเป็นขั้นเป็นตอน สอดคล้องลงรอยกับที่ร้อยตำรวจเอกนิคมให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า เมื่อร้อยตำรวจเอกนิคมเดินทางไปตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุหลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีและศูนย์วิทยุว่า เกิดเหตุลักทรัพย์ พบจำเลยและนายอนันต์ยืนอยู่ด้วยกันข้างรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่องพ่วงติดรถเข็นล้อเลื่อนซึ่งบรรทุกบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บาน แต่ร้อยตำรวจเอกนิคมมิใช่ประจักษ์พยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ขณะนายอนันต์และจำเลยเข้าไปก่อเหตุลักบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บานดังกล่าว ซึ่งติดตั้งไว้ภายในตัวอาคารโรงแรม ร. โดยร้อยตำรวจเอกนิคมเป็นเพียงพยานพฤติเหตุแวดล้อมซึ่งพบเห็นจำเลยยืนอยู่กับนายอนันต์ข้างรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่องพ่วงติดรถเข็นล้อเลื่อนซึ่งบรรทุกบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บาน ตรงบริเวณลานด้านหน้าอาคารโรงแรมเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปดังกล่าวถูกรื้อถอนแยกออกจากผนังอาคารโรงแรม และเคลื่อนมาอยู่ในการยึดถือครอบครองของนายอนันต์ อันถือว่า นายอนันต์กระทำความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว โดยที่กระบวนพิจารณาคดีอาญาในเรื่องภาระการพิสูจน์และมาตรฐานการพิสูจน์มีหลักการสำคัญถูกบัญญัติวางเป็นหลักไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง ใจความว่า โจทก์มีหน้าที่นำพยานหลักฐานทั้งปวงเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ซึ่งนอกจากต้องนำสืบให้ศาลรับฟังจนแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดแล้ว ยังต้องนำสืบเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สิ้นข้อสงสัยตามสมควรด้วยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น จึงย่อมไม่เป็นธรรมและเอาเปรียบจำเลยซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา หากนำเพียงพฤติการณ์ของจำเลยที่ถูกร้อยตำรวจเอกนิคมพบเห็นว่า จำเลยยืนอยู่กับนายอนันต์ซึ่งเป็นคนร้ายในบริเวณที่เกิดเหตุมาใช้สันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยว่าต้องมีส่วนรู้เห็นกับนายอนันต์ในการก่อเหตุลักทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยปราศจากพยานหลักฐานมานำสืบเพื่อยืนยันให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า จำเลยร่วมรู้เห็นถึงการกระทำของนายอนันต์ และประสงค์ร่วมกระทำการดังกล่าวกับนายอนันต์ดังกล่าว แม้ได้ความตามคำเบิกความและคำให้การในชั้นสอบสวนของร้อยตำรวจเอกนิคมว่า เมื่อร้อยตำรวจเอกนิคมสอบถามจำเลยและนายอนันต์ จำเลยและนายอนันต์แจ้งว่า มายังบริเวณที่เกิดเหตุด้วยกันเพื่อขนบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปของผู้เสียหายไปใช้ซ่อมบ้าน แต่ร้อยตำรวจเอกนิคมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า คืนเกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกนิคมมิได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยและนายอนันต์ ทั้งเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า เหตุที่ร้อยตำรวจเอกนิคมมิได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยและนายอนันต์เป็นเพราะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ป 14 บานดังกล่าว เป็นของจำเลยและนายอนันต์หรือบุคคลใด ดังนี้ จึงมีข้อให้ต้องเคลือบแคลงว่าจำเลยได้แจ้งพฤติการณ์แห่งการกระทำของตนไปดังที่ร้อยตำรวจเอกนิคมเบิกความและให้การไว้ดังกล่าวหรือไม่ เพราะหากจำเลยยอมรับว่า จำเลยและนายอนันต์มายังบริเวณที่เกิดเหตุด้วยกันเพื่อขนบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปของผู้เสียหายไปใช้ซ่อมบ้าน ย่อมไม่มีเหตุผลที่ร้อยตำรวจเอกนิคมซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจะไม่ปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ โดยละเลยไม่ควบคุมตัวจำเลยและนายอนันต์ส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป นับเป็นข้อพิรุธ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมา โดยให้การในชั้นสอบสวน และอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในชั้นพิจารณา ทั้งมีนายอนันต์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนสอดคล้องเป็นไปในทำนองเดียวกันว่า จำเลยมิได้มายังบริเวณที่เกิดเหตุพร้อมกับนายอนันต์ หากแต่เพิ่งมาถึงและพบนายอนันต์ขณะยืนอยู่บริเวณลานด้านหน้าอาคารโรงแรม ร. โดยบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปถูกขนวางบรรทุกไว้บนรถเข็นล้อเลื่อนเรียบร้อยแล้ว ข้อนำสืบของร้อยตำรวจเอกนิคมย่อมถูกลิดรอนทอนน้ำหนักลง พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงตกอยู่ในความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายอนันต์ลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ได้ความตามคำเบิกความของนายศุภชาติผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายว่า โรงแรม ร. ของผู้เสียหายปิดกิจการตั้งแต่ปี 2559 ทั้งปักป้ายมีข้อความระบุว่า "ห้ามเข้า ห้ามบุกรุก ปิดกิจการ" และไม่มีผู้รักษาความปลอดภัยประจำอยู่ สุจริตชนโดยทั่วไปย่อมไม่เข้าไปในบริเวณดังกล่าว จำเลยและนายอนันต์เบิกความสอดคล้องตรงกันในข้อสาระสำคัญว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่องผ่านบริเวณหน้าโรงแรม ร. นายอนันต์ร้องเรียก และให้จำเลยช่วยลากรถเข็นล้อเลื่อนซึ่งบรรทุกบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปกลับบ้าน จากนั้นนายอนันต์นำรถเข็นล้อเลื่อนมาพ่วงต่อเข้ากับรถจักรยานยนต์สามล้อเครื่องของจำเลย ดังนี้ เมื่อได้พิจารณาโดยเฉพาะเจาะจงแล้ว เห็นว่า เหตุเกิดเวลากลางคืนอันเป็นยามวิกาล ซึ่งนายอนันต์พยานจำเลยก็เบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า พยานไปนำบานประตูไม้จากโรงแรม ร. ไม่ได้ขออนุญาตจากผู้ใด เมื่อบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปที่นายอนันต์นำมามีจำนวนมากถึง 14 บาน จำเลยย่อมต้องตระหนักถึงความไม่สุจริตของนายอนันต์ และรับรู้ถึงความผิดปกติเกี่ยวกับแหล่งที่มาของบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปว่า ต้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรับไว้ด้วยประการใด ๆ และช่วยพาเอาไปเสียซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ครบองค์ประกอบเป็นความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 แล้ว แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ แต่เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจร อันเป็นกรณีซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวมาในคำฟ้อง แต่ไม่ใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 ม. 336 ทวิ ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายปิติพัชญ์ สมจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรัตน์ สีดาคุณ
ชื่อองค์คณะ
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
กฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2629/2565
#684519
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีมติให้กำหนดขอบเขตสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 แก่รัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง ซึ่งรวมถึงจำเลยขณะเป็นบริษัท ท. โดยให้สามารถดำเนินการปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ในการกำหนดอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทนหรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานได้เอง เมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้ว ถือว่าจำเลยมีอำนาจปรับปรุงระเบียบบริษัท ท. ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินในการกำหนดค่าตอบแทนหรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานและอยู่ในขอบเขตที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ไม่จำต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งอีก

การที่จำเลยมอบให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาปรับปรุงสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) ร่วมกันพิจารณามีมติเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบดังกล่าว แล้วจำเลยเสนอกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบในการใช้บังคับ จึงถูกต้องตามกระบวนการใน พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ที่เห็นชอบการแปลงสภาพองค์การ ท. เป็นบริษัท ท. ตามที่ประธานคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจเสนอ มีใจความ ให้ผู้ปฏิบัติงานขององค์การ ท. ที่โอนไปยังบริษัท ท. ณ วันที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิมเป็นมติที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 วรรคสอง ที่ให้พนักงานตามวรรคหนึ่งได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม กับให้ถือว่าเวลาการทำงานของพนักงานดังกล่าวในรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นเวลาการทำงานในบริษัทโดยไม่ถือว่าการเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นบริษัทนั้นเป็นการเลิกจ้าง มติคณะรัฐมนตรีและบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ใช้ในช่วงเวลาเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจในรูปองค์การของรัฐเป็นบริษัท

ในขณะที่จำเลยแปลงสภาพจากองค์การของรัฐเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยได้ให้พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เคยได้รับอยู่เดิมและยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขออกเป็นระเบียบจำเลย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 กรณีไม่อาจอ้าง พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และมติคณะรัฐมนตรีมาปรับหรือบังคับให้ระเบียบดังกล่าวตกไป

พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มิได้เป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้มีการแก้ไขสภาพการจ้าง เพราะการแก้ไขสภาพการจ้างของลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ซึ่งมีคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์กำกับดูแลในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้ฝ่ายบริหารกับพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบในขอบเขตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนความมั่นคงของประเทศ

สภาพการจ้างตามระเบียบจำเลย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 นอกจากเป็นสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินที่อยู่ในขอบเขตที่กำหนดตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 (2) ที่จำเลยมีอำนาจที่จะแก้ไขปรับปรุงได้เอง ไม่ใช่สภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง เจรจาตกลงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีข้อห้ามตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 29 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าแล้ว หลักของการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เกิดสภาพการจ้างใหม่ แม้ข้อตกลงหรือข้อยุติไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง เป็นการลดประโยชน์ที่ลูกจ้างมีสิทธิที่ได้รับอยู่เดิมลงบ้าง แต่อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตามเหตุผลในหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ย่อมใช้บังคับได้

จำเลยออกระเบียบแก้ไขหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จ เพราะจำเลยปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานเป็นกรณีพิเศษ ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของจำเลยที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงานมากขึ้น ฝ่ายพนักงานลูกจ้างหรือโจทก์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษแล้ว หากจะต้องลดประโยชน์จากการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จไปบ้าง เพื่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมขององค์กร ย่อมถือได้ว่าอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ระเบียบจำเลย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 จึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลใช้บังคับแก่พนักงานของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายบำเหน็จที่ยังขาดอยู่ 694,005.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยเพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความเห็นชอบในการแก้ไขวิธีคำนวณบำเหน็จพนักงาน และระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 และแก้ไขระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 และพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มาตรา 25

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันและศาลแรงงานภาค 1 ฟังมาว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2522 ขณะจำเลยเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยแปลงสภาพเป็นบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจมีกระทรวงการคลังถือหุ้นเพียงผู้เดียว คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินสำหรับจำเลยซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสองรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการบริหารจัดการได้เอง ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบให้จำเลยสามารถดำเนินการปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินในการกำหนดอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทน หรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานได้เอง เมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้ว ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 (2) ทั้งนี้เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และอาจมีกรณีจำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อแข่งขันกับกิจการอื่น เดิมจำเลยมีสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จกรณีพนักงานหรือลูกจ้างเกษียณอายุการทำงาน ตามข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ. 2529 และระเบียบบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 โดยให้นำค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาทำงานนับตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุหรือแต่งตั้งเป็นพนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจนถึงวันสุดท้ายที่เกษียณอายุการทำงาน ต่อมาจำเลยออกระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 แก้ไขการนับเวลาทำงานสำหรับคำนวณบำเหน็จและวิธีการคำนวณบำเหน็จ โดยกำหนดให้แบ่งการคำนวณบำเหน็จเป็นสองช่วง ช่วงแรกให้นับเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุหรือแต่งตั้งเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจนถึงวันพ้นสภาพการเป็นพนักงานก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2548 คูณด้วยอัตราค่าจ้าง ณ วันดังกล่าว ช่วงที่สองให้นับเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ระเบียบฉบับแก้ไขมีผลใช้บังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2548 จนถึงวันสุดท้ายที่เกษียณอายุการทำงาน เหตุผลที่จำเลยออกระเบียบฉบับแก้ไขดังกล่าวสืบเนื่องมาจากจำเลยปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานเป็นกรณีพิเศษตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ทำให้จำเลยมีภาระต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของจำเลย และเพื่อให้สอดคล้องเป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกันกับบริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังด้วย คณะกรรมการจัดการกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน จึงเห็นควรเสนอแก้ไขระเบียบให้แบ่งการคำนวณจ่ายเงินบำเหน็จเป็นช่วง ๆ ทุกครั้งที่มีการปรับขึ้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ จำเลยจึงให้คณะกรรมการกลั่นกรองงานกิจการสัมพันธ์ ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองเรื่องร้องทุกข์ต่าง ๆ พิจารณาก่อนแล้วนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายบริหารซึ่งเป็นนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายพนักงานคือ สมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีมติเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบตามเสนอ จำเลยจึงมีหนังสือขอความเห็นชอบในการแก้ไขระเบียบผ่านกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปยังกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นทั้งหมดของจำเลย วันที่ 9 สิงหาคม 2548 กระทรวงการคลังมีหนังสือถึงจำเลยให้แก้ไขระเบียบบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ตามหลักการของมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547 ให้แล้วเสร็จและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ต่อมาโจทก์พ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 ด้วยเหตุเกษียณอายุ รวมระยะเวลาทำงานทั้งสิ้น 36 ปี 6 เดือน 15 วัน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์ได้รับเดือนละ 67,960 บาท จากผลที่จำเลยแก้ไขวิธีการนับเวลาทำงานเพื่อคำนวณบำเหน็จใหม่ ให้ใช้ตามระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 ทำให้โจทก์ได้รับบำเหน็จเป็นเงิน 1,715,619.86 บาท ซึ่งหากคำนวณตามข้อบังคับและระเบียบเดิม โจทก์จะได้รับบำเหน็จถึง 2,409,625 บาท โจทก์เห็นว่าระเบียบฉบับที่แก้ไขไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลใช้บังคับ จึงมาฟ้องเรียกร้องบำเหน็จจำนวนที่ขาดอีก 694,005.14 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 ชอบด้วยกฎหมายและมีผลใช้บังคับแก่พนักงานของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีมติให้กำหนดขอบเขตสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 แก่รัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง ซึ่งรวมถึงจำเลยขณะเป็นบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยให้สามารถดำเนินการปรับปรุงสภาพจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ในการกำหนดอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทน หรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานได้เอง เมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้ว กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยมีอำนาจปรับปรุงระเบียบบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินในการกำหนดค่าตอบแทนหรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานและอยู่ในขอบเขตที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ไม่จำต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งอีก การที่จำเลยมอบให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาปรับปรุงสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) ร่วมกันพิจารณามีมติเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบดังกล่าว แล้วจำเลยเสนอกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบในการใช้บังคับ จึงถูกต้องตามกระบวนการในพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ทุกประการ สำหรับปัญหาว่าการปรับปรุงแก้ไขระเบียบดังกล่าวออกเป็นระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 เป็นการลดประโยชน์ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับอยู่เดิมลง ขัดต่อพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 หรือไม่ เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ที่เห็นชอบการแปลงสภาพองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตามที่ประธานคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจเสนอ มีใจความตอนหนึ่งว่า ให้ผู้ปฏิบัติงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่โอนไปยังบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ณ วันที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม เป็นมติที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ให้พนักงานตามวรรคหนึ่งได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม กับให้ถือว่าเวลาการทำงานของพนักงานดังกล่าวในรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นเวลาการทำงานในบริษัทโดยไม่ถือว่าการเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นบริษัทนั้นเป็นการเลิกจ้าง" ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีและบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ใช้ในช่วงเวลาเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจในรูปองค์การของรัฐเป็นบริษัท ดังจะเห็นจากคำว่า "พนักงานตามวรรคหนึ่ง" หมายถึง บรรดาพนักงานตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นลูกจ้างของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในวันจดทะเบียนบริษัท ซึ่งในขณะที่จำเลยแปลงสภาพจากองค์การของรัฐเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยได้ให้พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เคยได้รับอยู่เดิมและยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขออกเป็นระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 แต่อย่างไร กรณีไม่อาจอ้างพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และมติคณะรัฐมนตรีมาปรับหรือบังคับให้ระเบียบดังกล่าวตกไป ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยไว้ว่าพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มิได้เป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้มีการแก้ไขสภาพการจ้าง เพราะการแก้ไขสภาพการจ้างของลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ซึ่งมีคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กำกับดูแลในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้ฝ่ายบริหารกับพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบในขอบเขตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนความมั่นคงของประเทศ สำหรับการแก้ไขสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินของจำเลยในกรณีตามคำฟ้อง คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์กำกับดูแลโดยเสนอคณะรัฐมนตรีกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินให้จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพอาจดำเนินการได้เอง นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ซึ่งมีผู้แทนฝ่ายนายจ้างจากฝ่ายบริหารของจำเลย และผู้แทนฝ่ายลูกจ้างจากสมาชิกของสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจจำเลย เป็นกรรมการพิจารณาให้ความเห็น ปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาปรับปรุงสภาพการจ้างอีกด้วย ส่วนปัญหาว่าการออกระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 เป็นการลดประโยชน์ที่โจทก์มีสิทธิได้รับอยู่เดิมลงขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สภาพการจ้างตามระเบียบดังกล่าว นอกจากเป็นสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินที่อยู่ในขอบเขตที่กำหนดตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 (2) ที่จำเลยมีอำนาจที่จะแก้ไขปรับปรุงได้เอง ไม่ใช่สภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง เจรจาตกลงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ที่มีข้อห้ามตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 29 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าแล้ว โดยหลักของการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เกิดสภาพการจ้างใหม่ ไม่ว่าจะเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง เจรจาต่อรองกัน หรือการปรึกษาหารือกัน ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าข้อตกลงหรือข้อยุติจะต้องเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าเท่านั้น แม้ข้อตกลงหรือข้อยุติไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง เป็นการลดประโยชน์ที่ลูกจ้างมีสิทธิที่ได้รับอยู่เดิมลงบ้าง แต่อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตามเหตุผลในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ก็ย่อมใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยออกระเบียบดังกล่าวแก้ไขหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จ เพราะจำเลยปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานเป็นกรณีพิเศษ ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของจำเลยที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงานมากขึ้น แสดงว่าฝ่ายพนักงานลูกจ้างหรือโจทก์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษแล้ว หากจะต้องลดประโยชน์จากการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จไปบ้าง เพื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมขององค์กร ย่อมถือได้ว่าอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 จึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลใช้บังคับแก่พนักงานของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า กรณีเป็นการปรับปรุงสภาพการจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุผลเพียงพอ ไม่ปรากฏว่าเป็นการกลั่นแกล้งบุคคลหนึ่งบุคคลใด ย่อมมีผลใช้บังคับแก่โจทก์และลูกจ้างทุกคนและพิพากษายืนตามศาลแรงงานภาค 1 ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมดนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 13 (2) ม. 23 (5) ม. 29 วรรคสอง
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ม. 25 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นางสุวิมล ศรีสงวน สุพรรณพงษ์
- นายสมเกียรติ คูวัธนไพศาล
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
สันทัด สุจริต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2623/2565
#685227
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาตรา 49 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 กำหนดว่า ผู้ใดประสงค์จะเป็นมัคคุเทศก์ก็ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์จากนายทะเบียน การขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การต่อใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งถือเป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในการประกอบอาชีพ และมีการกำหนดโทษทางอาญาไว้ตามมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การพิจารณาว่าใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์เฉพาะพื้นที่ บัตรสีชมพู มีเงื่อนไขห้ามนำเที่ยวทางทะเลชายฝั่งในพื้นที่ที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ จึงต้องตีความบทกฎหมายดังกล่าวตลอดจนข้อกำหนดในกฎกระทรวงโดยเคร่งครัด จะตีความเพื่อขยายความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยหาได้ไม่ เพราะจะขัดต่อความรับผิดของบุคคลในการรับโทษทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง เมื่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 ซึ่งคู่ความนำสืบรับกันว่ามีผลใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ ข้อ 1 กำหนดว่า ให้ยกเลิกความในข้อ 1 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "ข้อ 1 การอนุญาตให้เป็นมัคคุเทศก์ แบ่งเป็นสองประเภท ดังนี้ (1) มัคคุเทศก์ทั่วไป หมายความว่า มัคคุเทศก์ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับงานนำเที่ยวครอบคลุมในทุกสาขา สำหรับนำนักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ โดยใช้ภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศ (2) มัคคุเทศก์เฉพาะ หมายความว่า มัคคุเทศก์ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับงานนำเที่ยวเฉพาะสาขา เช่น สาขาประวัติศาสตร์ โบราณคดี และการนำเที่ยวป่า เป็นต้น อันเป็นการให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจในสาขานั้น ๆ ตามที่นักท่องเที่ยวต้องการจะทราบ..." และ ข้อ 2 กำหนดว่า ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของข้อ 5 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "ข้อ 5 ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ก็มีสองประเภท ดังนี้ (1) ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ทั่วไป ให้ใช้ได้ทั่วราชอาณาจักรตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต (2) ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์เฉพาะ ให้ใช้ได้เฉพาะงานนำเที่ยวเฉพาะสาขาและตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต" จะเห็นว่าไม่มีข้อความตอนใดที่กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับมัคคุเทศก์เฉพาะพื้นที่ให้ได้ความชัดเจน ทั้งที่เหตุผลในการออกกฎกระทรวงท้ายกฎกระทรวงระบุว่า "มัคคุเทศก์เฉพาะปฏิบัติงานนำเที่ยวได้เฉพาะสาขาหรือเฉพาะพื้นที่.." แสดงถึงเจตนารมณ์ในการออกกฎกระทรวงที่ต้องการแยกเงื่อนไขในการใช้ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์เฉพาะสาขาและเฉพาะพื้นที่ออกจากกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเงื่อนไขการใช้ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์เฉพาะตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวซึ่งระบุว่าให้ใช้ได้เฉพาะงานนำเที่ยวเฉพาะสาขาจะหมายความรวมถึงใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์เฉพาะพื้นที่ด้วยหรือไม่ ประกอบกับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์เฉพาะพื้นที่ของจำเลย ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขห้ามนำเที่ยวเฉพาะสาขาด้วยแล้ว กรณีจึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยว่า ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์เฉพาะพื้นที่ บัตรสีชมพู ซึ่งออกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2539) ไม่มีเงื่อนไขที่กำหนดห้ามนำเที่ยวทางทะเลชายฝั่งในพื้นที่ที่ได้รับใบอนุญาต เมื่อพิจารณาเงื่อนไขในการใช้ใบอนุญาตมัคคุเทศก์ชนิดต่าง ๆ มัคคุเทศก์เฉพาะทางทะเลชายฝั่ง บัตรสีเหลือง สามารถนำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 49, 86

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาตรา 49, 86 ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยได้รับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ประเภทเฉพาะพื้นที่จังหวัดภูเก็ต (ให้บริการนำเที่ยวแก่นักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ) บัตรสีชมพู ซึ่งสามารถนำเที่ยวในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อรวมถึงจังหวัดกระบี่ นับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2563 โดยใบอนุญาตดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2561 มีการออกกฎกระทรวง การอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2561 ตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และมาตรา 49 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามร้อยวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดประเภทใบอนุญาต หลักเกณฑ์และวิธีการในการขอรับและการออกใบอนุญาต การขอต่อและการต่ออายุใบอนุญาต และการขอรับและการออกใบแทนใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ขึ้นใหม่ แต่ก่อนกฎกระทรวงฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์นำนักท่องเที่ยวของบริษัท ป. โดยสารเรือนำเที่ยวออกจากอ่าวปิเละ บ้านเกาะพีพี ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ และถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2562 จำเลยผ่านการฝึกอบรมและทดสอบความรู้ความสามารถในการเป็นมัคคุเทศก์ หลักสูตรการฝึกอบรมวิชามัคคุเทศก์เฉพาะภูมิภาค กรณีเปลี่ยนผ่านประเภทใบอนุญาตจากมัคคุเทศก์เฉพาะ เป็นมัคคุเทศก์เฉพาะภูมิภาค ภาคใต้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาตรา 49 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 กำหนดว่า ผู้ใดประสงค์จะเป็นมัคคุเทศก์ก็ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์จากนายทะเบียน การขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การต่อใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งถือเป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในการประกอบอาชีพ และมีการกำหนดโทษทางอาญาไว้ตามมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การพิจารณาว่าใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์เฉพาะพื้นที่ บัตรสีชมพู มีเงื่อนไขห้ามนำเที่ยวทางทะเลชายฝั่งในพื้นที่ที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ จึงต้องตีความบทกฎหมายดังกล่าวตลอดจนข้อกำหนดในกฎกระทรวงโดยเคร่งครัด จะตีความเพื่อขยายความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยหาได้ไม่ เพราะจะขัดต่อความรับผิดของบุคคลในการรับโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง เมื่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 ซึ่งคู่ความนำสืบรับกันว่ามีผลใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ ข้อ 1 กำหนดว่า ให้ยกเลิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ม. 49 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายธันวา ถนอมเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2606/2565
#687021
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นตามคำฟ้องคดีก่อนเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในแบบคำขอสินเชื่อ หนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และเอกสารประกอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ เท่ากับศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ตามฟ้อง ส่วนฟ้องโจทก์คดีนี้ โจทก์ยอมรับผลของคำพิพากษาคดีก่อนว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์และกล่าวอ้างว่าการที่โจทก์โอนเงิน 600,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลย โดยโจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินโจทก์ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ อันเป็นการฟ้องโดยอาศัยผลของคำพิพากษาคดีก่อนมาเป็นมูลฟ้องร้องในคดีนี้ แม้เงินที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในคดีนี้จะเป็นเงินจำนวนเดียวกับในคดีก่อนก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการฟ้องโดยอาศัยสภาพแห่งข้อหาที่ต่างกัน ไม่ถือเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดคืนเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน เมื่อพยานหลักฐานในคดีก่อนฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้รับเงินตามฟ้องจากโจทก์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินตามฟ้องแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 453,277.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 798/2561 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฟ้องคดีก่อนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 798/2561 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีคำขอใช้บริการสินเชื่อบุคคล สปีดี้โลนกับโจทก์ โดยโจทก์ได้อนุมัติสินเชื่อดังกล่าวและโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยแล้ว และจำเลยได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 716,976.77 บาท พร้อมดอกเบี้ย ประเด็นตามคำฟ้องคดีก่อนเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินโดยอาศัยคำขอใช้บริการสินเชื่อบุคคล สปีดี้โลน และสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นหลักฐานการฟ้องร้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในแบบคำขอสินเชื่อและเอกสารประกอบคำขอ และหนังสือสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และเอกสารประกอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ เท่ากับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ตามฟ้อง ส่วนฟ้องโจทก์คดีนี้ โจทก์ยอมรับผลของคำพิพากษาคดีก่อนว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ และกล่าวอ้างว่าการที่โจทก์ได้โอนเงิน 600,000 บาท ไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. จำกัด ของจำเลย โดยโจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินแก่โจทก์ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์ในฐานลาภมิควรได้อันเป็นการฟ้องโดยอาศัยผลของคำพิพากษาคดีก่อนมาเป็นมูลฟ้องร้องคดีนี้ ดังนี้ แม้เงินที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีนี้เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับจำนวนเงินตามสัญญากู้เงินตามฟ้องคดีก่อนก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการฟ้องโดยอาศัยสภาพแห่งข้อหาที่แตกต่างกัน คดีทั้งสองสำนวนจึงเป็นคนละประเด็นกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.798/2561 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยเพราะได้วินิจฉัยตัดฟ้องโจทก์ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเสียก่อน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน โดยโจทก์อ้างว่าการที่โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยโดยโจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยจึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.798/2561 ของศาลชั้นต้น มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ว่าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่โจทก์โอนเงินกู้เข้าบัญชีนั้น เป็นบัญชีที่จำเลยเปิดให้บิดานำไปใช้ในกิจการของบริษัท ถ. ขณะมีการโอนเงินกู้นั้น จำเลยและบิดาได้ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวโดยจำเลยและบิดาไม่ได้เข้าไปมีส่วนในการดำเนินกิจการของบริษัทดังกล่าว เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในแบบคำขอสินเชื่อ เอกสารประกอบคำขอสินเชื่อ จึงไม่ใช่ผู้กู้เงินจากโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีผู้ปลอมลายมือชื่อจำเลยในเอกสารดังกล่าวเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอกู้เงินโจทก์โดยใช้บัญชีเงินฝากของจำเลยรับโอนเงินที่กู้จากโจทก์ โดยมีบุคคลอื่นใช้บัญชีของจำเลยในการรับโอนเงินและถอนเงินออกไปใช้ดังจะเห็นได้จากรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากของจำเลย มีแต่รายการถอนหรือโอนเงินโดยไม่มีสมุดคู่ฝาก เชื่อว่าจำเลยไม่มีส่วนทำรายการดังกล่าว ทั้งเป็นความผิดของโจทก์เองที่ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบชัดเจนถึงตัวบุคคลผู้กู้เงินว่าเป็นบุคคลที่แท้จริงที่โจทก์ประสงค์ให้กู้หรือไม่ เป็นเหตุให้มีการปลอมเอกสารโดยใช้หลักฐานของจำเลย ประกอบกับตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากเงินกู้นั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้รับเงินตามฟ้องจากโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอนันต์ ลิ้มฉาย
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2604/2565
#686994
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับประกันภัยจากโจทก์ตามกรมธรรม์อุบัติเหตุ โดยให้ความคุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากการบาดเจ็บทางร่างกายของผู้เอาประกันภัยโดยอุบัติเหตุและทำให้ผู้ประกันเสียภัยชีวิต สูญเสียอวัยวะโดยสิ้นเชิง หรือสายตาโดยถาวรสิ้นเชิง หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่เกิดอุบัติเหตุ หรือการบาดเจ็บที่ได้รับและทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องพักรักษาตัวติดต่อกันในฐานะผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลและเสียชีวิตเพราะการบาดเจ็บนั้น จะเห็นได้ว่ากรมธรรม์ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เป็นการประสบอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับการเสี่ยงภัยถึงชีวิตเป็นสัญญาประกันชีวิตอย่างหนึ่งเพราะอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของผู้เอาประกันเป็นเงื่อนไขแห่งการใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 889 แต่กรณีผู้เอาประกันไม่เสียชีวิตเพียงแต่สูญเสียอวัยวะ หรือสายตาโดยถาวรสิ้นเชิง หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง อันเป็นการถือเอาลักษณะการบาดเจ็บต่อผู้เอาประกันภัยเนื่องจากอุบัติเหตุเป็นเงื่อนไขในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยกำหนดจำนวนเงินแน่นอนสำหรับการชดใช้ ในส่วนนี้จึงหาใช่สัญญาประกันชีวิต แต่ถือว่าเป็นวินาศภัยอย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ แพทย์ลงความเห็นว่าโจทก์มีความพิการและถือว่าโจทก์ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุแต่ไม่เสียชีวิต การฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุนี้จึงเป็นในส่วนของการประกันวินาศภัย ซึ่งต้องใช้อายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคแรก เมื่อโจทก์ประสบอุบัติเหตุวันที่ 5 ตุลาคม 2556 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 22 กันยายน 2561 เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,070,684.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเชิงลงโทษตามกฎหมายและค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเป็นเงิน 1,000,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2556 โจทก์ทำสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลกับจำเลย โดยมีจำเลยเป็นผู้รับประกันภัย และมีโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย ระยะเวลาเอาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 5 มิถุนายน 2556 สิ้นสุดวันที่ 5 มิถุนายน 2557 มีเงื่อนไขในการคุ้มครองผู้เอาประกันภัยในกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือสายตาโดยถาวรสิ้นเชิง หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุทั่วไป เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2556 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา โจทก์ลื่นล้มในห้องน้ำเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ วันที่ 23 ธันวาคม 2558 แพทย์ลงความเห็นว่าโจทก์มีความพิการ และถือว่าโจทก์เป็นผู้ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลมีลักษณะเป็นทั้งการรับประกันวินาศภัยและประกันชีวิตแยกต่างหากจากกัน เมื่อโจทก์แจ้งมายังจำเลยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยใช้สิทธิเรียกร้องสืบเนื่องมาจากทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงเนื่องจากอุบัติเหตุที่จำเลยได้ระบุไว้ในแบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนประกันอุบัติเหตุ จึงเป็นการเรียกร้องตามสัญญาประกันวินาศภัย หาใช่การเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิต การฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนความเสียหายดังกล่าวจึงต้องใช้อายุความ 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัย เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล แผนประกันภัย ที่โจทก์ทำไว้กับจำเลย มีข้อตกลงในการคุ้มครองผู้เอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางว่า การเสียชีวิต การสูญเสียอวัยวะ หรือสายตาโดยถาวรสิ้นเชิง หรือการทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุทั่วไป หรือกรณีอื่น ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่ากรมธรรม์ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เป็นการประสบอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับการเสี่ยงภัยถึงชีวิตเป็นสัญญาประกันชีวิตอย่างหนึ่งเพราะอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของผู้เอาประกันเป็นเงื่อนไขแห่งการใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 แต่กรณีผู้เอาประกันไม่เสียชีวิตเพียงแต่สูญเสียอวัยวะหรือสายตาโดยถาวรสิ้นเชิงหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง อันเป็นการถือเอาลักษณะการบาดเจ็บต่อผู้เอาประกันเนื่องจากอุบัติเหตุเป็นเงื่อนไขในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยกำหนดเป็นจำนวนเงินแน่นอนสำหรับการชดใช้ ในส่วนนี้จึงหาใช่สัญญาประกันชีวิต แต่ถือว่าเป็นประกันวินาศภัยอย่างหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะแพทย์ลงความเห็นว่าโจทก์มีความพิการและถือว่าโจทก์ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุ แต่ไม่เสียชีวิต การฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลกรณีนี้จึงเป็นในส่วนของการประกันวินาศภัย ซึ่งต้องใช้อายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคแรก เมื่อโจทก์ประสบอุบัติเหตุวันที่ 5 ตุลาคม 2556 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 24 กันยายน 2561 เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า กรณีเป็นสัญญาประกันชีวิต โจทก์ต้องฟ้องคดีภายในอายุความ 10 ปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีระ กิ่งแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์ ทัศนา
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2598/2565
#688310
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วม ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น คู่ความตกลงกันได้ โดยจำเลยตกลงชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมได้รับชำระครบถ้วนแล้ว โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลย ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที แต่กลับมีเงื่อนไขให้จำเลยชำระหนี้ให้ครบถ้วนเสียก่อน โจทก์ร่วมจึงจะถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นจึงให้จำหน่ายคดีชั่วคราวและนัดพร้อมเพื่อฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาตามคำแถลงของคู่ความเพื่อให้โอกาสแก่จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อถึงกำหนดนัด จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมบางส่วน และประสงค์จะชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมอีก แต่จำเลยไม่สามารถชำระเงินแก่โจทก์ร่วมตามที่ตกลงกันและขอเลื่อนนัดไปอีกหลายนัด จำเลยยังคงไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วน โจทก์ร่วมจึงแถลงขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย ยิ่งทำให้เห็นเจตนาของโจทก์ร่วมชัดเจนว่า ตราบใดที่จำเลยยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วน โจทก์ร่วมก็ยังติดใจที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยอยู่เช่นเดิม ดังนี้ ข้อตกลงที่โจทก์ร่วมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมดังกล่าว จึงไม่ได้มีลักษณะเป็นการยอมความอันจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องต้องระงับสิ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 2,104,991.13 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา บริษัท ซ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน เป็นเงินทั้งสิ้น 2,104,991.13 บาท ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยชำระคืนให้โจทก์เพียงบางส่วนแล้ว คงเหลือ 1,404,991.13 บาท จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดในจำนวนดังกล่าวต่อโจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเป็นเงิน 1,404,991.13 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การที่จำเลยตกลงชำระเงินที่ยักยอกคืนแก่โจทก์ร่วมเป็นการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันก่อนคดีถึงที่สุด ทำให้สิทธินำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 ได้ความว่า ผู้ประนีประนอมไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงกันได้ โดยจำเลยตกลงชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ร่วม จำนวน 2,104,991.13 บาท ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เมื่อโจทก์ร่วมได้รับชำระครบถ้วนแล้ว โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลย โดยโจทก์ไม่คัดค้าน คู่ความจึงขอให้จำหน่ายคดีชั่วคราวและแถลงขอให้ศาลช่วยกำหนดนัดเพื่อตามผลการชำระด้วย ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เพื่อให้โอกาสจำเลยหาเงินมาชำระหนี้ตามข้อตกลง จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความชั่วคราว หากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ ให้โจทก์หรือโจทก์ร่วมแถลงต่อศาลเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาต่อไป โดยให้นัดพร้อมเพื่อฟังผลการชำระหนี้หรือถอนคำร้องทุกข์หรือนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เวลา 9.00 นาฬิกา ข้อตกลงที่ปรากฏดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที แต่กลับมีเงื่อนไขให้จำเลยชำระหนี้ให้ครบถ้วนเสียก่อน โจทก์ร่วมจึงจะถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นจึงให้จำหน่ายคดีชั่วคราวและนัดพร้อมเพื่อฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาตามคำแถลงของคู่ความเพื่อให้โอกาสแก่จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วม นอกจากนั้นความยังปรากฏว่า เมื่อถึงกำหนดนัดพร้อมเพื่อฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมบางส่วน และประสงค์จะชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมอีก โจทก์และโจทก์ร่วมไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงให้โอกาสแก่จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ร่วม และอนุญาตให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อฟังผลการชำหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 แต่ถึงวันนัดจำเลยยังไม่สามารถชำระเงินแก่โจทก์ร่วมตามที่ตกลงกันและขอเลื่อนนัดพร้อมเพื่อฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาไปอีกหลายนัดจนถึงวันนัดในวันที่ 14 ธันวาคม 2563 จำเลยยังคงไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วน โจทก์ร่วมจึงแถลงขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 14 ธันวาคม 2563 ยิ่งทำให้เห็นเจตนาของโจทก์ร่วมชัดเจนว่า ตราบใดที่จำเลยยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วน โจทก์ร่วมก็ยังติดใจที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยอยู่เช่นเดิม ดังนี้ ข้อตกลงที่โจทก์ร่วมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมดังกล่าว จึงไม่ได้มีลักษณะเป็นการยอมความอันจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องต้องระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท ซ.
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายสมเดช เอี่ยมวิเชียรเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2565
#689384
เปิดฉบับเต็ม

กรมป่าไม้และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยกรมป่าไม้มีอำนาจหน้าที่ ควบคุม กำกับดูแล ป้องกันการบุกรุก ทำลายป่าและการกระทำผิดในพื้นที่รับผิดชอบตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยพื้นที่เกิดเหตุในคดีนี้อยู่ภายในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ การเข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้และป่าสงวนแห่งชาตินั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีกรมป่าไม้โดยการอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามมาตรา ๑๕ ถึง ๒๔ แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ทั้งยังต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่าแล้วแต่กรณีด้วย โดยกฎหมายและข้อกำหนดดังกล่าวมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงถือว่าจำเลยและประชาชนทั่วไปทราบถึงข้อบังคับตามกฎหมายดังกล่าวโดยทั่วกันแล้ว การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำลายป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยยังตั้งและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ ๓ โดยนำรถขุดไฮดรอลิก (แบ็กโฮ) ขุดหรือลอกกรวด ทรายหรือดินและบรรทุกดินทราย เพื่อประโยชน์ทางการค้าของจำเลย ที่บริเวณป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นจำเลยร่วมกันลักขุดทราย ๑๙๕,๙๘๙.๕๘ ลูกบาศก์เมตร ราคา ๕๗,๖๙๗,๓๖๖.๕๖ บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้เสียหาย ไปโดยทุจริต โดยพฤติการณ์การกระทำความผิดดังกล่าวสร้างความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมากและใช้ระยะเวลานานประมาณ ๓ ปี ๔ เดือน ลักษณะของการกระทำความผิดดังกล่าวไม่สามารถกระทำผิดแต่เพียงลำพังคนเดียว แสดงว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดขุดทรายจำนวนมากซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐออกไปจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุอันเป็นที่ดินของรัฐและอยู่ในอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาตามกฎหมายของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองและผู้อื่น จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง และเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยจึงต้องรับผิดคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 335 วรรคสอง (7) (10) (เดิม)
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 15 ถึง 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายสิทธิศักดิ์ หล๋อโตน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
คำพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2584 -ที่ 2586/2565
#687020
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในการฟ้องคดีนี้การส่งตัวจําเลยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนได้ดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 และตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่บรรดาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อความตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ดังนั้นการดำเนินคดีกับจําเลยต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 ซึ่งตาม ข้อ 6 กำหนดว่า "ผู้ร้ายที่ส่งไปให้แล้วนั้น ห้ามมิให้ประเทศที่รับตัวนั้นเอาไปกักขังหรือชําระโทษอย่างอื่น ๆ นอกจากโทษที่ร้องขอรับตัวไป..." หลักการนี้เป็นหลักความรับผิดเฉพาะเรื่อง หรือ Doctrine of Specialty เพื่อมิให้ประเทศผู้ร้องขอ เมื่อได้รับการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว จะฉวยโอกาสดำเนินคดีอื่นนอกเหนือจากคดีที่กล่าวอ้างในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารัฐบาลประเทศแคนาดาส่งตัวจําเลยกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยในคดีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับบริษัท บ. ซึ่งจําเลยถูกดำเนินคดีที่ศาลชั้นต้น ถือเป็นคดีหลัก แต่ต่อมาจากการสืบสวนของเจ้าพนักงานพบว่าจําเลยกระทำความผิดอื่นอีก อัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลางตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ได้มีหนังสือขอความยินยอมจากรัฐบาลแคนาดาเพื่อดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติมรวม 16 คดี ซึ่งจําเลยก็ยอมรับตามฎีกาว่าทางการแคนาดาได้ให้คำยินยอมแก่อัยการสูงสุดดำเนินคดีกับจําเลยเพิ่มเติม รวม 3 คดี เมื่ออัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลางมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการขอความยินยอมจากประเทศผู้รับคำร้องขอและมีอำนาจดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 5 และการขอความยินยอมดังกล่าวมิใช่เป็นการไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาข้อ 6 แต่กลับเป็นการปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเมื่อประเทศแคนาดาไม่ยินยอมให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมกับจําเลยในคดีใด พนักงานอัยการก็ปฏิบัติตาม และการขอความยินยอมดำเนินคดีเพิ่มเติมก็มิใช่เป็นการแก้ไขสนธิสัญญา ดังนั้น การดำเนินคดีกับจำเลยเป็นคดีนี้ชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องทั้งสามสำนวนขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 3, 4, 307, 308, 311, 315, 334 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้จำเลยร่วมกันคืนเงินโดยใช้เงินจำนวน 722,136,005.03 บาท จำนวนเงิน 1,427,195,799.92 บาท และจำนวนเงิน 353,363,966 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3622/2553, 3799/2553 และคดีหมายเลขแดงที่ 1817/2555 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.302/2553, อ.691/2553, อ.692/2553, อ.754/2553, อ.798/2553, อ.799/2553, อ.800/2553, อ.983/2553, อ.984/2553, อ.1568/2553, อ.1722/2553, อ.1981/2553, อ.1982/2553 ของศาลอาญา

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 307, 308, 311 ประกอบมาตรา 315 (ที่ถูก 315 (เดิม)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการเบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับ (ที่ถูก กระทงละ) 500,000 บาท ในสำนวนแรก 60 กระทง ในสำนวนที่สอง 6 กระทง ในสำนวนที่สาม 1 กระทง รวม 67 กระทง เป็นจำคุก 335 ปี และปรับ 33,500,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และปรับ 33,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 2 ปี ให้จำเลยร่วมกันคืนโดยใช้เงิน ในสำนวนคดีแรกจำนวน 722,136,005.03 บาท ในสำนวนที่สองจำนวน 1,427,195,799.92 บาท และในสำนวนที่สามจำนวน 353,363,966 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 1817/2555 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.302/2553, อ.691/2553, อ.692/2553, อ.754/2553, อ.798/2553, อ.799/2553, อ.800/2553, อ.983/2553, อ.984/2553, อ.1568/2553, อ.1722/2553, อ.1981/2553 และ อ.1982/2553 ของศาลอาญา และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3622/2553, 3799/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงในรายงานฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 2556 ว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.984/2553 ของศาลอาญา โอนมาเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3799/2553 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีหมายเลขดำอื่น ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากประเทศแคนาดาไม่อนุญาตให้ดำเนินคดี และคดีหมายเลขดำที่ 3622/2553 และ 3799/2553 ของศาลชั้นต้น ได้รวมพิจารณาเข้ากับสำนวนคดีนี้แล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อในคดีดังกล่าวได้ คำขอในส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุธนาคาร ก. ผู้เสียหาย เป็นบริษัทมหาชนจำกัด และนิติบุคคลที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์และกิจการทั้งปวงเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์ ระหว่างปี 2531 ถึงปี 2539 ธนาคารผู้เสียหายมีนายเกริกเกียรติ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ จำเลยเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติตั้งแต่ปี 2533 มีหน้าที่ดูแลฝ่ายบริหารการเงินและวิเทศธนกิจ ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2538 ธนาคารผู้เสียหายมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นทางการ ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2539 เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง ธนาคารผู้เสียหายมิได้ต่อสัญญาจ้างกับจำเลยอีก และในระหว่างที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งคณะตรวจการธนาคารพาณิชย์เข้าตรวจสอบกิจการธนาคารผู้เสียหายพบความผิดปกติในการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มธุรกิจที่จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้หนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นมาก การอนุมัติสินเชื่อที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน ระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย ขัดต่อกฎหมายและขัดต่อคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เพราะศาลสูงสุดแห่งบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดาส่งตัวจำเลยข้ามแดนจากประเทศแคนาดามายังประเทศไทยตามคำสั่งศาล ซึ่งระบุอ้างถึงรายงานการสืบสวนคดีอาญาที่จำเลยเป็นผู้ถูกกล่าวหา โดยมีความเกี่ยวข้องกับบริษัท ซ. ซึ่งต่อมาจำเลยถูกดำเนินคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 3054/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 1817/2555 จนศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว ซึ่งตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 (ค.ศ. 1911) ข้อ 6 ระบุว่า "ผู้ร้ายที่ส่งไปให้แล้วนั้น ห้ามไม่ให้ประเทศที่รับตัวไปนั้นเอาไปกักขังหรือชำระโทษอย่างอื่น ๆ นอกจากโทษที่ร้องขอรับตัวไปจนกว่าจะได้ปล่อยตัว หรือให้โอกาสแก่คนที่รับตัวไปนั้น เพื่อกลับไปยังประเทศที่ส่งตัวให้นั้นได้ แล้วจึงจะชำระโทษคดีอย่างอื่น ๆ ได้..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นหลักความผิดเฉพาะเรื่องที่ได้ร้องขอรับตัวไปเท่านั้นที่จะถูกดำเนินคดีได้ ส่วนความผิดอื่นนอกเหนือจากความผิดที่ร้องขอรับตัว โจทก์ไม่สามารถดำเนินคดีกับจำเลยได้ ซึ่งหลักนี้เป็นที่ทราบกันในวงการกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนว่า คือ "หลักความผิดเฉพาะเรื่อง"หรือ"Doctrine of Specialty" ซึ่งอัยการสูงสุดมีหนังสือถึงรัฐบาลแห่งประเทศแคนาดาขอให้ยินยอมในการดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติมอีก 16 คดี ซึ่งล้วนแต่เป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อนการส่งตัวจำเลยมายังประเทศไทย แต่ก่อนที่จะได้รับจดหมายตอบจากรัฐบาลแห่งประเทศแคนาดา โจทก์ฟ้องจำเลยเพิ่มเติมจากคดีเดิมเป็นอีกหลายคดี ในจำนวนนั้นมีคดีทั้งสามสำนวนนี้ด้วย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาข้อ 6 การดำเนินการของอัยการสูงสุดดังกล่าวอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการแก้ไขสนธิสัญญาระหว่างประเทศซึ่งไม่มีข้อกำหนดให้ยกเว้นการปฏิบัติตามข้อ 6 นี้ได้ เห็นว่า การส่งตัวจำเลยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนได้ดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 ซึ่งตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่บรรดาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อความตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ดังนั้น การดำเนินคดีกับจำเลยจะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 ซึ่งตามข้อ 6 กำหนดว่า "ผู้ร้ายที่ส่งไปให้แล้วนั้น ห้ามไม่ให้ประเทศที่รับตัวไปนั้นเอาไปกักขังหรือชำระโทษอย่างอื่น ๆ นอกจากโทษที่ร้องขอรับตัวไป..." หลักการนี้เป็นหลักความผิดเฉพาะเรื่องหรือ "Doctrine of Specialty" เพื่อป้องกันมิให้ประเทศผู้ร้องขอ เมื่อได้รับการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว จะฉวยโอกาสดำเนินคดีอื่นนอกเหนือจากคดีที่กล่าวอ้างในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน จนในที่สุดอาจจะมีการดำเนินคดีอื่นที่ต้องห้ามมิให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีที่มีโทษประหารชีวิต ก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารัฐบาลประเทศแคนาดาส่งตัวจำเลยกลับมาให้ดำเนินคดีในประเทศไทย ในคดีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับบริษัท ซ. ซึ่งต่อมาจำเลยถูกดำเนินคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 3054/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 1817/2555 ซึ่งคดีดังกล่าวถือว่าเป็นคดีหลัก แต่ต่อมาจากการสืบสวนของเจ้าพนักงานทราบว่าจำเลยกระทำความผิดอื่นอีก อัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลางตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ได้มีหนังสือขอความยินยอมจากรัฐบาลแคนาดาเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมรวม 16 คดี ในข้อนี้ จำเลยยอมรับตามฎีกาจำเลยว่าทางการแคนาดาให้คำยินยอมแก่อัยการสูงสุดดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติม 3 คดี และคดีทั้งสามสำนวนนี้รวมอยู่ในจำนวนคดีที่ขออนุญาตทั้งหมด 16 คดี ซึ่งอัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลาง มีอำนาจหน้าที่ประสานงานการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้ประเทศผู้ร้องขอ และการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนแก่ประเทศไทยและการอื่นที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 5 อัยการสูงสุดจึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการขอความยินยอมจากประเทศผู้รับคำร้องขอ ส่วนการที่อัยการสูงสุดดำเนินการประสานงานขอความยินยอมในการดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติมนั้น หาใช่เป็นการไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาข้อ 6 ไม่ ตรงกันข้าม กลับเป็นการปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพราะเมื่อประเทศแคนาดาไม่ยินยอมให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมกับจำเลยในคดีใด พนักงานอัยการก็ปฏิบัติตาม และการดำเนินการขอความยินยอมในการดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติมดังกล่าว มิใช่เป็นการแก้ไขสนธิสัญญาแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า การที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้มีคำวินิจฉัยว่า การที่ประเทศไทยโดยอัยการสูงสุดได้ทำหนังสือไปยังประเทศแคนาดาขออนุญาตดำเนินคดีเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสามคดีนี้ในภายหลัง หลังจากที่ทางการแคนาดาส่งตัวจำเลยให้ทางการไทยเป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิส่วนบุคคลของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติดังกล่าว มีลักษณะเป็นรายงานสรุปความเห็น (views adopted by the committee) ว่ากรณีดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของประเทศแคนาดาออกหนังสือให้ความยินยอมตามการร้องขอของอัยการสูงสุดแห่งประเทศไทย โดยไม่เสนอหรือเปิดโอกาสให้จำเลยได้เสนอข้อเท็จจริงตลอดจนความเห็นคัดค้าน และตามรายงานดังกล่าวเพียงแต่ระบุให้ประเทศแคนาดาชดใช้เยียวยาหรือฟื้นฟูอย่างจริงจัง จึงเป็นเรื่องของความเห็นและต้องมีการดำเนินการทางวิถีทางในทางระหว่างประเทศในลักษณะการเยียวยาต่อไป ทั้งจำเลยก็รับในฎีกาว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติข้างต้นยังไม่ผูกพันประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีในพิธีสารเลือกรับที่เพิ่มเติมจากกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กรณีจึงไม่อาจอ้างเรื่องการเยียวยาดังกล่าวมาเป็นการแก้ไขฟื้นฟูโดยการยกฟ้องจำเลยตามที่จำเลยฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า การที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เป็นผู้กล่าวโทษตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นแล้วได้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับจำเลยตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 46 นว แม้การร้องทุกข์จะมิได้ร้องทุกข์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม แต่เมื่อการสอบสวนได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ประกอบกับฐานความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหามิใช่ความผิดต่อส่วนตัว เจ้าพนักงานของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่จำเป็นต้องร้องทุกข์ซ้ำอีก พนักงานสอบสวนมีอำนาจดำเนินการสอบสวนได้ โดยแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ ซึ่งปรากฏตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว การร้องทุกข์ของเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่เป็นโมฆะ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า การส่งตัวจำเลยกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การส่งตัวจำเลยกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะในการส่งตัวจำเลยจากประเทศแคนาดามายังประเทศไทยนั้น ปรากฏว่าไม่มีการแสดงเอกสารใด ๆ ที่ระบุตัวตนของจำเลยที่ออกให้โดยรัฐบาลอินเดีย และจำเลยยังฎีกาในทำนองว่าหนังสือเดินทางของจำเลยหมดอายุ ตราประทับและกระบวนการเข้าเมืองของจำเลยไม่ชอบ ถือว่าขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของประเทศไทยและพิธีสารระหว่างประเทศนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยไม่ได้อ้างข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ชัดแจ้ง ประกอบกับการดำเนินการส่งตัวจำเลยมาดำเนินคดีในประเทศไทยเป็นการดำเนินการตามกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่มีการประสานงานระหว่างรัฐต่อรัฐซึ่งมีวิธีปฏิบัติเป็นการเฉพาะ ลำพังข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ว่า ไม่มีการแสดงเอกสารใด ๆ ที่ระบุตัวตนของจำเลยที่ออกให้โดยรัฐบาลอินเดีย หรือกระบวนการเข้าเมืองกระทำโดยไม่ถูกต้องนั้น ยังไม่มีผลถึงขนาดทำให้กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของจำเลยมิชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ก่อนอื่นเห็นควรวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำของนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายก่อน เนื่องจากจำเลยเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ จำเลยฎีกาทั้งสามสำนวนในทำนองเดียวกันว่า การทำธุรกรรม 60 ครั้ง นายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร ก. ผู้เสียหาย เป็นผู้ใช้บัตรผ่านรายการ ในคดีหมายเลขดำที่ 3622/2553 คดีหมายเลขแดงที่ 4138/2559 ของศาลชั้นต้น อนุมัติวงเงินสินเชื่อชั่วคราวให้แก่ลูกค้า 13 ราย และจำเลยอ้างว่า การทำธุรกรรม 42 ครั้งจาก 60 ครั้ง เป็นการเบิกเงินเกินบัญชี และได้จ่ายคืนทั้งหมดแล้ว การทำธุรกรรมอีก 10 ครั้งไม่มีการจ่ายเงินออกจากธนาคาร ก. ผู้เสียหาย ส่วนการทำธุรกรรมที่เหลืออีก 8 ครั้ง โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง ธนาคารผู้เสียหายจึงไม่ได้รับความเสียหาย ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า เมื่อปี 2533 จำเลยทำงานเป็นที่ปรึกษานายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารผู้เสียหาย ต่อมาธนาคารผู้เสียหายมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่ปี 2538 ตามคำสั่งที่ 399/2538 ลงวันที่ 5 เมษายน 2538 และธนาคารผู้เสียหายมีระเบียบของธนาคารหลายฉบับที่เกี่ยวกับขอบเขตการอนุมัติสินเชื่อและการก่อภาระผูกพัน ได้แก่

1.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยขอบเขตการอนุมัติสินเชื่อและการก่อภาระผูกพัน พ.ศ. 2537 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2537 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการให้สินเชื่อว่าต้องมีการเรียกหลักประกันในกรณีที่มีการจดจำนองจำนำหลักประกันจะให้สินเชื่อได้ไม่เกินวงเงินราคาหลักประกันที่ธนาคารประเมิน

2.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยขอบเขตการอนุมัติสินเชื่อและการก่อภาระผูกพัน พ.ศ. 2539 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 ซึ่งนำมาใช้แทนระเบียบธนาคารฉบับปี 2537

3.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีการปฏิบัติงานสำรวจตรวจสอบและประเมินราคาหลักประกันสินเชื่อ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2537 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2537 เป็นระเบียบที่กำหนดเกี่ยวกับการประเมินราคาหลักประกันซึ่งมีสาระสำคัญว่า ผู้ที่สำรวจ วิธีการสำรวจของสินเชื่อแต่ละวัตถุประสงค์ ถ้าทำการประเมินหลักประกันสินเชื่อโดยบุคคลภายนอกต้องส่งผลประเมินหลักประกันสินเชื่อให้สำนักควบคุมสินเชื่อตรวจสอบและให้ความเห็นชอบก่อน ซึ่งระเบียบนี้มีการแก้ไขโดยระเบียบว่าด้วยวิธีการปฏิบัติงานสำรวจตรวจสอบและประเมินราคาหลักประกันสินเชื่อ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2538 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2538

4.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการอำนวยสินเชื่อเร่งด่วน พ.ศ. 2538 ประกาศเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2538 มีผลใช้บังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2538 โดยกำหนดนิยามคำว่า สินเชื่อเร่งด่วน คือ สินเชื่อที่มีความจำเป็นไม่สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนปกติได้และเป็นสินเชื่อที่มีระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน หากดำเนินการอนุมัติสินเชื่อเร่งด่วนไปแล้ว ต้องนำเอกสารไปขอสัตยาบันจากผู้มีอำนาจอนุมัติวงเงินถาวรตามระเบียบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งระเบียบนี้ถูกแก้ไขในปี 2539 โดยระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการอำนวยสินเชื่อชั่วคราว พ.ศ. 2539 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 โดยแก้ไขนิยามคำว่า สินเชื่อชั่วคราวกำหนดระยะเวลาให้สั้นลงเหลือเพียง 45 วัน

5.ระเบียบปฏิบัติงานระบบออนไลน์เป็นระเบียบที่กำหนดการใช้บัตรผ่านรายการ ตามหนังสือที่ สญ. 148/2533 ลงวันที่ 28 กันยายน 2533 เรื่องระเบียบปฏิบัติงานระบบออนไลน์คอมพิวเตอร์ และหนังสือที่ สญ. 063/2536 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2536 มีข้อกำหนดว่า การมอบบัตรทำรายการหรือบัตรผ่านรายการให้ผู้อื่นทำรายการแทน ผู้ถือบัตรต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหายต่อธนาคาร และหากเกิดความเสียหายแก่ธนาคาร เจ้าของบัตรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยเจ้าของบัตรต้องลงนามให้ครบถ้วนทุกรายการและถือว่ารับทราบการใช้บัตรผ่านรายการของตนเองโดยลงนามในใบอนุมัติผ่านรายการหรือ cut form ซึ่งเป็นเอกสารที่พิมพ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์หลังจากใช้บัตรรูดผ่านรายการ

6.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการอำนวยสินเชื่อชั่วคราว พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับวันที่ 1 เมษายน 2539 ออกมาเพื่อใช้แทนระเบียบว่าด้วยวิธีปฏิบัติการอำนวยสินเชื่อเร่งด่วน พ.ศ. 2538

นอกจากนี้ยังมีหลักการพิจารณาให้สินเชื่อทุกประเภทตามหลักทั่วไป ได้แก่ 5c ประกอบด้วย 1.capital หมายถึง ทุน โดยต้องพิจารณาทุนของลูกหนี้ที่จะนำมาร่วมกับเงินสินเชื่อ 2.character หมายถึงลักษณะนิสัยประวัติของลูกหนี้ 3.conditions เงื่อนไขในการขอใช้สินเชื่อและสภาพเศรษฐกิจ 4.capacity หมายถึงความสามารถในการดำเนินการและชำระหนี้คืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการให้สินเชื่อ 5.collaterals หมายถึง ต้องพิจารณาหลักประกันว่าลูกหนี้มีหลักประกันเพียงไร เพียงพอต่อการชำระหนี้หรือไม่ โดยหากไม่มีหลักประกัน หลักเกณฑ์ในการให้สินเชื่อก็จะมีความเข้มงวดมากกว่าปกติ ระเบียบทั้งหมด ทุกฝ่ายในธนาคารรวมทั้งผู้บริหารการเงินฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อยกเว้น ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารครั้งที่ 9/2537 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2537 ปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อประเภท investment banking หรือการให้สินเชื่อเพื่อครอบงำกิจการหรือธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน กล่าวคือ ลูกหนี้ผู้ขอสินเชื่อต้องนำหุ้นที่ซื้อทั้งหมดมาจำนำไว้กับธนาคาร และในส่วนหลักประกันที่เป็นหุ้น ธนาคารให้สินเชื่อได้ไม่เกินร้อยละ 60 ของวงเงิน โดยมูลค่าหุ้นดังกล่าว ธนาคารตีราคาให้เท่ากับร้อยละ 70 ของราคาที่ตกลงซื้อและต้องนำอสังหาริมทรัพย์มาวางเป็นประกันอีกร้อยละ 40 ของวงเงินส่วนที่เหลือ โดยธนาคารจะประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์เท่ากับร้อยละ 75 ของราคาประเมินที่ดินตามรายงานการประชุมและมติที่ประชุม โดยโจทก์มีนายสำรอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร ก. ผู้เสียหาย และนายเศกสรร ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย มาเบิกความว่า คณะผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ได้เข้าตรวจสอบกิจการและสินทรัพย์ของธนาคาร ก. เป็นประจำทุกปีโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 การตรวจสอบจัดแบ่งเป็น 5 คณะ ได้แก่ 1.คณะตรวจสอบด้านสินเชื่อ 2.ด้านธุรกิจ 3.ด้านต่างประเทศ 4.ด้านกำไร ขาดทุนเงินฝากและการค้ำประกัน และ 5.ด้านสินทรัพย์หนี้สินทั่วไป จากการตรวจสอบพบว่าธนาคารผู้เสียหายให้สินเชื่อก่อให้เกิดหนี้เสียและมีปัญหาเรื่องฐานะการเงิน โดยกลุ่มธุรกิจของจำเลยมีหนี้คงค้างกับธนาคารผู้เสียหายจำนวนสูงขึ้นมาก โดยในปี 2536 เป็นลูกหนี้ธนาคารผู้เสียหายรวม 11 ราย เป็นเงินจำนวน 1,030 ล้านบาท แต่มีหลักประกันเพียง 387 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกคำสั่งตามหนังสือที่ ธปท.ณป.184/2537 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 และมีคำสั่งข้อกำหนดข้อ 8 ว่าการให้สินเชื่อต้องให้สินเชื่อแก่บริษัทที่มีฐานธุรกิจที่แท้จริงและในการให้สินเชื่อเกินกว่า 30 ล้านบาทต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารกลั่นกรองก่อน ต่อมาในปี 2537 กลุ่มธุรกิจของจำเลยเป็นลูกหนี้ธนาคารผู้เสียหายเพิ่มขึ้นรวม 56 ราย เป็นเงินจำนวน 6,590 ล้านบาท มีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่ออย่างรวบรัด ไม่มีการวางหลักประกัน และในปี 2538 กลุ่มของจำเลยเป็นลูกหนี้ธนาคารผู้เสียหายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 17,413 ล้านบาท แต่มีหลักประกันที่สามารถตรวจสอบได้เพียง 5,680 ล้านบาท ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยได้แก้ไขระเบียบดังกล่าวโดยออกคำสั่งฉบับใหม่ส่งไปพร้อมกับหนังสือที่ ธปท.ณป.783/2538 ลงวันที่ 18 เมษายน 2538 โดยสั่งการเกี่ยวกับด้านสินเชื่อ โดยเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาให้สินเชื่อแก่บริษัทที่มีฐานทางธุรกิจที่แท้จริงและการให้สินเชื่อเกินกว่า 30 ล้านบาท ต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารกลั่นกรองก่อน ซึ่งนายเกริกเกียรติไม่ได้แจ้งคำสั่งในหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารผู้เสียหายทราบโดยละเอียด ต่อมาภายหลังการตรวจสอบในปี 2538 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แก้ไขระเบียบดังกล่าวและออกคำสั่งส่งไปพร้อมกับหนังสือที่ ธปท.ณป.838/2539 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2539 โดยเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อมากขึ้นและให้ระงับการให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ลูกหนี้เพื่อซื้อหุ้นเข้าครอบงำกิจการ จัดแผนลดภาระหนี้ ให้เลิกจ้างจำเลยภายใน 10 วัน ห้ามมอบหมายให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจของธนาคารผู้เสียหายทุกชนิด หลังจากทราบคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย นายเกริกเกียรติกรรมการผู้จัดการใหญ่ นายเอกชัย และนายวันชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ยังคงอนุมัติสินเชื่อโดยฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย และนายเศกสรรพยานโจทก์ตรวจสอบพบว่า มีการอนุมัติสินเชื่อผิดปกติและมีจำนวนสูงตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อและคณะกรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง แต่พบข้อเท็จจริงว่า ในการประชุมของคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2538 ที่ประชุมมีมติมอบอำนาจให้กรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่อนุมัติสินเชื่อชั่วคราวโดยไม่จำกัดจำนวนซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจของจำเลยมีหนี้ค้างชำระอยู่กับธนาคารผู้เสียหาย ได้แก่ หนี้เงินกู้ระยะสั้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเพื่อซื้อหุ้นครอบงำกิจการ การอาวัลตั๋วเงินกับซื้อลดตั๋วแลกเงิน และการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวให้แก่บริษัทในกลุ่มธุรกิจของจำเลยที่มิได้ประกอบกิจการอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีเงินทุนจดทะเบียนต่ำ การอนุมัติสินเชื่อไม่ผ่านคณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารของธนาคารผู้เสียหายเพื่อพิจารณากลั่นกรองความเป็นไปได้ของโครงการ กับไม่มีการเรียกหลักประกันและไม่ประเมินความสามารถในการชำระหนี้คืน นอกจากนี้หลักประกันสินเชื่อเงินกู้ระยะสั้นก็เป็นหุ้นกับที่ดินที่มีมูลค่าต่ำและที่ดินดังกล่าวมีผู้ประเมินราคาไว้สูงเกินความเป็นจริงมากโดยไม่ผ่านการตรวจสอบของสำนักควบคุมสินเชื่อของธนาคารผู้เสียหาย ลูกหนี้ส่วนใหญ่มีสถานที่ตั้งและมีที่อยู่ติดต่อแห่งเดียวกัน เป็นบริษัทที่เพิ่งมีการจดทะเบียนใหม่ ไม่มีงบการเงินที่ใช้ในการวิเคราะห์ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้ธนาคารผู้เสียหายตรวจสอบราคาประเมินที่ดินที่เป็นหลักประกันใหม่ก็พบว่าที่ดินที่นำมาเป็นหลักประกันมีราคาต่ำกว่าราคาประเมินมาก การขอสินเชื่อของลูกค้ากลุ่มธุรกิจจำเลยไม่มีใบคำขอสินเชื่อ มีเพียงใบขออนุมัติที่พนักงานของธนาคารผู้เสียหายบันทึกเสนอขึ้นไปตามลำดับชั้น และส่วนใหญ่การขอสินเชื่อจะไม่มีสัญญากู้ยืม คงมีแต่ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ลูกค้าออกให้เป็นหลักฐานแห่งหนี้และลูกหนี้มิได้นำเงินกู้ที่ได้รับไปซื้อหุ้นครอบงำกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ขอกู้ การอนุมัติวงเงินอาวัลและซื้อลดตั๋วแลกเงินไม่มีหลักประกัน ส่วนสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวตรวจสอบแล้วพบว่า หลังจากมีการกู้เงินระยะสั้นโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินไว้เป็นหลักฐานแห่งหนี้แล้ว ต่อมามิได้ชำระหนี้ตามตั๋วแต่มีการส่งจ่ายเช็คทั้งที่เงินในบัญชีไม่พอจ่ายเพื่อขออนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีและนำเงินที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมไปชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเดิมพร้อมดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งระงับการให้สินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวในทันที แต่ยังมีการฝ่าฝืน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีคำสั่งระงับการให้สินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวโดยเด็ดขาดและโดยพลัน เห็นว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบการประกอบกิจการของธนาคารผู้เสียหายเพราะพบความผิดปกติในการปล่อยสินเชื่อและมีหนี้เสียเพิ่มจำนวนสูงขึ้นในลักษณะผิดปกติ จึงมีคำสั่งให้ธนาคารผู้เสียหายชี้แจงและเพิ่มมาตรการต่าง ๆ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 24 และมาตรา 24 ทวิ ซึ่งธนาคารผู้เสียหายโดยนายเกริกเกียรติในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารอื่นมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอย่างเคร่งครัด สำหรับการอนุมัติสินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มิได้เป็นไปตามระเบียบของธนาคารผู้เสียหายและฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย นายเกริกเกียรติและผู้บริหารอื่นต้องรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุมัติสินเชื่อตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการอนุมัติโดยใช้บัตรผ่านรายการซึ่งธนาคารผู้เสียหายออกให้แก่นายเกริกเกียรติโดยเฉพาะ และเป็นการอนุมัติฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย ซึ่งระเบียบดังกล่าวและคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยล้วนแล้วแต่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ธนาคารผู้เสียหายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนผู้ฝากเงินซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของธนาคารผู้เสียหายทั้งสิ้น หากนายเกริกเกียรติดำเนินการตามกฎหมาย คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบดังกล่าวแล้ว ความเสียหายก็ย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ที่จำเลยฎีกาว่าตามเอกสารที่โจทก์อ้างส่ง ไม่มีหลักฐานการโอนเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดออกไปจากธนาคารผู้เสียหาย จึงไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ธนาคารผู้เสียหาย ธนาคารผู้เสียหายมีผลประกอบการได้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปีตามรายงานประจำปี 2537 และปี 2538 การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งและมีหนังสือถึงธนาคารผู้เสียหาย จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ระเบียบของธนาคารผู้เสียหายและคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยล้วนแต่เป็นแนวปฏิบัติของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีธรรมาภิบาล โดยเฉพาะคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคำสั่งที่มีกฎหมายรองรับให้กระทำได้ และไม่ใช่เป็นการเลือกปฏิบัติกับธนาคารผู้เสียหายแต่เพียงธนาคารเดียว อีกทั้งข้ออ้างที่จำเลยนำสืบว่ากิจการของธนาคารผู้เสียหายมีผลกำไรนั้น ก็ปรากฏจากการตรวจสอบของคณะผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ว่า ความจริงแล้วธนาคารผู้เสียหายประสบภาวะขาดทุนมีหนี้เสียจำนวนมาก นอกจากนี้นายเกริกเกียรติกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก็ถูกดำเนินคดีสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นจนศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9661/2559 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3072-3074/2563 โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า นายเกริกเกียรติกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่านายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหาย อนุมัติสินเชื่อโดยฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและคำสั่งของธนาคารผู้เสียหาย สำหรับปัญหาว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกับนายเกริกเกียรติด้วยหรือไม่ จำเลยฎีกาทั้งสามสำนวนในทำนองเดียวกันว่าลูกหนี้ของผู้เสียหายได้ชำระหนี้หมดแล้ว การอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวมิได้มีการเบิกเงินไปจริง ลูกหนี้บางรายยังเป็นเจ้าหนี้ของธนาคารผู้เสียหาย ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ชักนำมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับบริษัทหลายบริษัทที่ขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย ได้แก่บริษัท ก. บริษัท ล. บริษัท ข. บริษัท อ. บริษัท ค. บริษัท ช. บริษัท ส. บริษัท น. บริษัท ต. บริษัท พ. บริษัท ซ. บริษัท ท. บริษัท ม. ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทในสำนวนแรก บริษัท ว. บริษัทในสำนวนคดีที่สอง และบริษัท ส. บริษัทในสำนวนที่สาม โดยพฤติการณ์ในการขอสินเชื่อและการอนุมัติกระทำในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ บริษัทแต่ละบริษัทที่จำเลยชักนำหรือมีส่วนเกี่ยวข้องจะได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว การให้สินเชื่อเพื่อครอบงำกิจการ การอาวัลตั๋วเงินและการซื้อลดตั๋วแลกเงินกับธนาคารผู้เสียหายโดยมีการใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติหรือบัตรผ่านรายการของนายเอกชัย อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชี อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว ในบางครั้งจะมีรายการรายงานประจำวัน - รายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงินที่แสดงการหักเงินจากบัญชีกระแสรายวันและยอดที่ค้างในรายการเคลื่อนไหวบัญชีกระแสรายวันพร้อมดอกเบี้ยเงินเกินบัญชี หรือบางครั้งเป็นการหักเงินจากเช็คที่มีการเรียกเก็บเงิน หรือบางครั้งเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้ภายในธนาคารหรือที่ลูกหนี้มีต่อธนาคารตามใบหักเงินหรือสลิป จากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหายส่วนในประเด็นเรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างจำเลยกับบริษัทต่าง ๆ นั้น ในสำนวนแรกโจทก์นำสืบโดยโจทก์มีนางสุวิมล รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ นายอนันต์ หัวหน้าฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ ธนาคารผู้เสียหาย และนายเศกสรร ผู้ตรวจการธนาคาร ฝ่ายกฎหมายและคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า ระบบการใช้งานของบัตรผ่านรายการซึ่งเป็นบัตรในความรับผิดชอบของนายเกริกเกียรติ หมายเลขบัตรดังกล่าวสื่อความหมายว่าผู้ใช้บัตรเป็นชั้นสูงสุด ซึ่งอยู่ชั้น 12 ส่วนบัตรผ่านรายการเป็นบัตรลำดับรอง ซึ่งอยู่ในชั้น 9 ขั้นตอนอนุมัติ เมื่อมีรายการหักบัญชีตามใบหักเงินหรือสลิปแล้วก็ให้เรียกเก็บจากหน่วยงานภายในธนาคารหรือมีเช็คเรียกเก็บเงินจากบัญชีกระแสรายวันของลูกค้ามาผ่านโดยส่งที่พนักงานที่ให้บริการรับฝากถอนเงินโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่าพนักงานเทลเลอร์ที่ฝ่ายการธนาคารชั้น 1 สำนักงานใหญ่ จากนั้นพนักงานเทลเลอร์จะทำการผ่านบัญชีของลูกค้าตามเอกสารหักเงินหรือเช็คชั่วคราว หากเงินในบัญชีกระแสรายวันของลูกค้าไม่พอให้หักเงินหรือมีไม่พอให้จ่ายเงินตามเช็ค พนักงานเทลเลอร์จะรวบรวมใบหักเงินหรือเช็คเสนอหัวหน้าผู้ควบคุมพนักงานเทลเลอร์เพี่อแยกลูกค้าของฝ่ายงานสินเชื่อและติดต่อให้ตรวจสอบบัญชีลูกค้า ในการดำเนินการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชี โดยปกติในช่วงเย็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจจะนำบัตรผ่านรายการ ลงมาที่ฝ่ายการธนาคารชั้น 1 โดยพยานปากนางสุวิมลเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้นำบัตรผ่านรายการมาส่งมอบให้กับพยานทุกครั้งและพยานมอบบัตรผ่านรายการดังกล่าวให้หัวหน้าผู้ดูแลพนักงานเทลเลอร์เพื่อส่งมอบบัตรผ่านรายการดังกล่าวพร้อมใบหักเงินหรือเช็คเรียกเก็บให้พนักงานเทลเลอร์ใช้บัตรผ่านรายการ รูดผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์อนุมัติตั้งวงเงินสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวหรืออนุมัติเพิ่มวงเงินสินเชื่อเบิกเกินบัญชีชั่วคราวหรืออนุมัติขยายระยะเวลาวงเงินและเบิกจ่ายสินเชื่อให้แก่ลูกค้า โดยธนาคารผู้เสียหายเป็นผู้จ่ายเงินไปตามจำนวนในใบหักเงินหรือสลิปหรือเช็คเรียกเก็บแทนลูกหนี้ ซึ่งธนาคารผู้เสียหายจะหักเงินจากบัญชีกระแสรายวันของลูกหนี้ หลังจากพนักงานเทลเลอร์ใช้บัตรผ่านรายการแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์จะพิมพ์เอกสารที่เรียกว่า cut form ซึ่งเป็นรายงานการใช้บัตรผ่านรายการแต่ละรายการ จากนั้นพนักงานเทลเลอร์จะคืนบัตรผ่านรายการพร้อมแบบ cut form ในแต่ละรายการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ จากนั้นจะนำบัตรผ่านรายการพร้อมแบบ cut form ดังกล่าวส่งมอบให้แก่จำเลยต่อไป และหลังจากธนาคารปิดทำการแล้ว ฝ่ายการธนาคารจะพิมพ์รายงานประจำวันออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่ารายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน หรือ CD1120 (รวม 2 แฟ้ม) ซึ่งในช่องผู้อนุมัติจะปรากฏเลขที่บัตรผ่านรายการทั้งสิ้น โดยฝ่ายการธนาคารจะส่งรายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงินของแต่ละวันให้นายเกริกเกียรติในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่เพื่อตรวจสอบ โดยไม่ปรากฏว่า นายเกริกเกียรติได้ท้วงติงการใช้บัตรผ่านรายการ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของตนในการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวดังกล่าวแต่อย่างใด โดยในข้อนี้โจทก์มีนายธีรพันธ์ นายสุโรจน์ นายคมหรือสันติ พนักงานของธนาคารผู้เสียหายตำแหน่งเทลเลอร์ มาเบิกความสนับสนุนให้เห็นว่านายเกริกเกียรติได้กระทำการโดยใช้โอกาสที่ตนมีอำนาจในการใช้บัตรผ่านรายการของธนาคารผู้เสียหายอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวอนุมัติผ่านเงินเข้าบัญชีกระแสรายวันให้แก่นิติบุคคลต่าง ๆ ต่างกรรมต่างวาระ โดยจำเลยมีความเกี่ยวพันกับบริษัทดังกล่าว คือ

1) บริษัท ก. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติตั้งวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 7,800,701.84 บาท ตามรายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปจากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหายและหักดอกเบี้ยเงินเกินบัญชี ปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีกระแสรายวันและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวบัญชีกระแสรายวัน ครั้งที่ 2 วันที่ 4 มีนาคม 2539 มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,722,430.38 บาท ตามรายงานประจำวันและรายการอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปจากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหาย ปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีของบัญชีกระแสรายวัน ซึ่งบริษัทนี้มีนายรังสรรค์ พนักงานบริษัทในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการ บริษัทมีที่ตั้งอยู่ที่เลขที่ 586 จำเลยเป็นผู้จัดหาลูกหนี้รายนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

2) บริษัท ล. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว บัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 3,126,687.21 บาท ปรากฏตามรายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคารผู้เสียหาย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติตั้งวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 3,831,517.91 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปจากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหาย จำนวน 6,258,726.01 บาท บริษัทเป็นหนี้ธนาคารผู้เสียหาย 17,531,517.91 บาท จำเลยเป็นผู้จัดหาบริษัทนี้เข้ามาขอสินเชื่อกับธนาคารผู้เสียหาย

3) บริษัท ข. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว บัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 9 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 27 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 51,107.48 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามเช็คเรียกเก็บเงิน รายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี ครั้งที่ 2 วันที่ 29 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,338,370.84 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามเช็คเรียกเก็บเงินจำนวน 3 ฉบับ ครั้งที่ 3 วันที่ 8 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวจำนวน 1,059,604.73 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 24 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 7,880 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินที่มีอยู่ภายในธนาคารผู้เสียหายจำนวน 3 รายการ ครั้งที่ 5 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,263,359.20 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคารผู้เสียหายจำนวน 3 รายการ ครั้งที่ 6 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 55,624,191.79 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคาร ครั้งที่ 7 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,360,616.43 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามเช็คเรียกเก็บเงิน ครั้งที่ 8 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 6,914,178.08 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคารปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายงานการเคลื่อนไหวทางบัญชี ครั้งที่ 9 วันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 2,620,183.30 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีและจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บจำนวน 3 ฉบับ ปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี บริษัท ข. มีจำเลยเป็นกรรมการบริษัท และได้ร่วมกับนายวันชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ นายเอกชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายขอเปิดบัญชีกระแสรายวันของบริษัทและเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายและถอนเงินจากบัญชีของบริษัทโดยมีจำเลยเป็นผู้ลงนามในเช็คของบริษัท เพื่อนำมาเบิกจ่ายเงินสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

4) บริษัท อ. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 4 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 5 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 7,842,087.43 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 8 มกราคม 2539 เป็นเงิน 84,433.25 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 4,253,714.52 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 12 มีนาคม 2539 เป็นเงิน 10,409,522.45 บาท บริษัทนี้มีนางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาจำเลยและนายวันชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการเงินและวิเทศธนกิจของธนาคารผู้เสียหายเป็นกรรมการ และจำเลยเป็นผู้จัดหาลูกค้ามาขอสินเชื่อธนาคารผู้เสียหายเพื่อครอบงำกิจการบริษัทดังกล่าว

5) บริษัท ค. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว บัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อลูกหนี้มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 1 ครั้ง วันที่ 7 มีนาคม 2539 อนุมัติตั้งวงเงินชั่วคราวจำนวน 90,574,794.53 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บ บริษัทนี้มีนายปรีชาพล พนักงานบริษัทในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น เดิมสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 30 ต่อมาได้ย้ายไปตั้งอยู่เลขที่ 586 ซึ่งเป็นที่ตั้งเดียวกับบริษัท ก.

6) บริษัท ช. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 1 ครั้ง วันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 513,321.04 บาท ถึง 70 บริษัทนี้มีนายเกริกเกียรติเป็นกรรมการ และมีนางสาวสุนันทาน้องสาวภรรยาของจำเลยเป็นกรรมการและเป็นผู้ร่วมลงนามสั่งจ่ายเช็คของบริษัท

7) บริษัท ส. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 3 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 12 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว เป็นเงิน 29,080,741.46 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 188,884,342.25 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 20 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 104,713,864.04 บาท บริษัทนี้มีนายจรัญ พนักงานขับรถของจำเลยเป็นกรรมการบริษัท และต่อมาได้เปลี่ยนให้นางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาจำเลยเข้ามาเป็นกรรมการร่วมกับพนักงานในกลุ่มบริษัทของจำเลยเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายและเบิกถอนเงินจากบัญชี

8) บริษัท น. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามรายการสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 30 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 27 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 140,104.07 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นรายการหักบัญชีเพื่อจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บ 4 ฉบับ ครั้งที่ 2 วันที่ 28 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว จำนวน 118,691.36 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 10 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 183,842.77 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 12 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 168,330 บาท ครั้งที่ 5 วันที่ 15 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 152,000 บาท ครั้งที่ 6 วันที่ 16 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว เป็นเงิน 37,790 บาท ครั้งที่ 7 วันที่ 17 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 137,543.20 บาท ครั้งที่ 8 วันที่ 19 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 3,173,096 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีเพื่อชำระเงินกู้ที่มีอยู่ในธนาคารผู้เสียหาย ครั้งที่ 9 วันที่ 23 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 464,466.35 บาท ครั้งที่ 10 วันที่ 25 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 493,782 บาท ครั้งที่ 11 วันที่ 29 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 2,080 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีเพื่อจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บ ครั้งที่ 12 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 9,369,534.79 บาท ครั้งที่ 13 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 500 บาท ครั้งที่ 14 วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 16,873 บาท ครั้งที่ 15 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 17,313 บาท ครั้งที่ 16 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 42,062 บาท ครั้งที่ 17 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 840,440 บาท ครั้งที่ 18 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 16,572 บาท ครั้งที่ 19 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 2,485 บาท ครั้งที่ 20 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 837,846.89 บาท ครั้งที่ 21 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 268,615 บาท ครั้งที่ 22 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 20,000 บาท ครั้งที่ 23 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 10,991,932.53 บาท ครั้งที่ 24 วันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 9,328,439.86 บาท ครั้งที่ 25 วันที่ 7 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 9,537 บาท ครั้งที่ 26 วันที่ 8 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 467,656 บาท ครั้งที่ 27 วันที่ 11 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 181,487.90 บาท ครั้งที่ 28 วันที่ 15 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 103,567 บาท ครั้งที่ 29 วันที่ 18 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 561,898.19 บาท ครั้งที่ 30 วันที่ 21 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 100,600 บาท บริษัทนี้มีนางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาของจำเลย เป็นกรรมการบริษัทร่วมกับพนักงานในกลุ่มบริษัทของจำเลย มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่เลขที่ 586 ซึ่งนางสาวสุนันทาเป็นผู้ร่วมลงนามสั่งจ่ายเช็คเรียกเก็บเงินของบริษัทนี้ด้วย และจำเลย เป็นผู้จัดหาชักนำบริษัทดังกล่าวมาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

9) บริษัท ต. มีทุนจดทะเบียน 10,000 บาท ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 58,101,786.01 บาท บริษัทนี้มีนายภิเศก และนางสาวสมบูรณ์ พนักงานในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการ และมีนายจิตตสร ลูกพี่ลูกน้องของนายเกริกเกียรติถือหุ้นร่วมด้วย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 30

10) บริษัท พ. ได้รับอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราววันที่ 29 ธันวาคม 2538 เป็นการอนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 15,148,687.28 บาท บริษัทนี้มีนางสาวนิตยา และนางสันทนา พนักงานในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น จำเลยเป็นผู้จัดหาชักนำบริษัทนี้เข้ามาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

11) บริษัท ซ. ได้รับอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 28 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 5,757,260.28 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีเพื่อชำระดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 03/2538 ที่มีอยู่กับธนาคารตามใบหักเงินหรือสลิป ครั้งที่ 2 วันที่ 22 มกราคม 2539 อนุมัติตั้งวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 4,447,383.55 บาท บริษัทนี้มีนางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาจำเลยเป็นกรรมการ จำเลยเป็นผู้ติดต่อประสานงานบริษัทนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

12) บริษัท ท. ได้รับอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 54,253,197.84 บาท จำเลยเป็นผู้ประสานงานจัดหาบริษัทนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

13) บริษัท ม. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 3 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 30 มกราคม 2539 อนุมัติตั้งวงเงินเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 23,293.85 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 24,568,293.85 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 4 มีนาคม 2539 เป็นเงิน 9,266.30 บาท บริษัทนี้จำเลยเป็นผู้ติดต่อประสานงานจัดหาบริษัทนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

และนอกจากนี้โจทก์มีนายสุรพลหรือสืบศักดิ์ นางสมบูรณ์ นางสาวลำเจียก นางสันทนา นายพิศาล นางสาวจารุนันท์ นางสาวนิตยาหรือสุภิญญา นางมุกดา นายธนวัฒน์ พยานโจทก์มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานเคยเป็นพนักงานบริษัทในกลุ่มของจำเลย และมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทและ/หรือเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทในกลุ่มของจำเลย โดยจะมีนายรังสรรค์หรือประสาร เป็นหัวหน้า หรือมีนางสาวสุนันทา น้องภรรยาจำเลยเป็นผู้สั่งการ และบุคคลทั้งสองได้รับคำสั่งมาจากจำเลยในการนำชื่อพยานแต่ละคนมาเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ซึ่งพยานโจทก์ดังกล่าวทุกปากไม่มีบุคคลใดมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าพยานจะเบิกความใส่ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบหลักฐานการใช้บัตรผ่านรายการ ของนายเกริกเกียรติทั้งหมดแล้ว สนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยชักนำบริษัทดังกล่าวซึ่งจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียในบริษัท มาขอสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารผู้เสียหาย แล้วจำเลยอาศัยความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติเอื้อประโยชน์ในการอนุมัติให้บริษัทในกลุ่มของจำเลยและบริษัทที่จำเลยชักนำมาได้รับอนุมัติสินเชื่อ โดยใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวได้โดยง่าย รวมทั้งเป็นการอนุมัติโดยไม่มีการทำสัญญาและไม่มีหลักประกัน โดยจำเลยและนายเกริกเกียรติรู้อยู่แล้วว่าบริษัทดังกล่าวไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยรู้เห็นและมีส่วนร่วมกับนายเกริกเกียรติอาศัยโอกาสที่นายเกริกเกียรติเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีหน้าที่อนุมัติสินเชื่อและจำเลยเป็นที่ปรึกษาในการกระทำเป็นขั้นตอนเพื่อเบียดบังเอาทรัพย์และเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่จำเลยเป็นเพียงที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ จำเลยมิใช่กรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับนายเกริกเกียรติได้ แต่ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้ความสะดวกในการกระทำความผิดของนายเกริกเกียรติ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายเกริกเกียรติกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายให้กระทำผิดหน้าที่ เบียดบังเอาทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของธนาคารผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องและตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ว่าธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างไร และเมื่อดูจากรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและหลักทรัพย์ประกันความเสียหายแล้ว ผู้เสียหายไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากกรณีการทำธุรกรรมผ่านบัตรผ่านรายการ จำนวน 60 ครั้ง นั้น จำนวน 42 ครั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเบิกเงินเกินบัญชี และได้มีการจ่ายคืนหมดแล้ว จำนวน 10 ครั้ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับรายการที่ไม่ใช่เงินสด เช่น การจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารผู้เสียหายหรือการโอนหนี้สินระหว่างบัญชีลูกค้าของผู้เสียหาย และอีกจำนวน 8 ครั้ง โจทก์ขาดหลักฐานในการนำมาแสดงเนื่องจากไม่มีอยู่จริง นั้น เห็นว่า การที่จำเลยอาศัยตำแหน่งในฐานะที่ตนเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายเข้าไปมีส่วนในการใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัทที่จำเลยมีส่วนได้เสียหรือบริษัทที่จำเลยเป็นผู้จัดหามา จนทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับอนุมัติสินเชื่อโดยไม่มีการทำสัญญาและไม่มีหลักประกัน ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อธนาคารผู้เสียหายที่อาจจะไม่ได้รับชำระหนี้หรือได้รับชำระหนี้ไม่ครบจำนวน ซึ่งในข้อนี้นายอุทัย หัวหน้าตรวจสอบ 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เบิกความสนับสนุนว่าพยานได้ทำการตรวจสอบธนาคารผู้เสียหายจำนวน 4 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2534 พบว่ามีการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง มีหลักประกันไม่คุ้มหนี้ มีหนี้เสียมาก ครั้งที่ 2 ปี 2536 พบว่าธนาคารผู้เสียหายไม่สามารถแก้ไขปัญหาลูกหนี้เก่ารายใหญ่และลูกหนี้ใหม่รายใหญ่ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้น กระทบต่อเงินกองทุนของธนาคารผู้เสียหาย การให้สินเชื่อฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุว่าการให้สินเชื่อลูกหนี้รายใหม่เกิน 30 ล้านบาท ต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณา และมีการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่ไม่มีพื้นฐานทางธุรกิจรองรับจริง มีทุนจดทะเบียนต่ำ ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เมื่อปี 2537 และปี 2538 ผลการตรวจสอบพบว่าธนาคารผู้เสียหายไม่มีการแก้ปัญหาเรื่องหนี้เสีย และยังให้สินเชื่อที่ฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย จนทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้ธนาคารผู้เสียหายเลิกจ้างจำเลย สนับสนุนให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายและธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างมาก ส่วนที่จำเลยอ้างว่า การทำธุรกรรมผ่านบัตรผ่านรายการ จำนวน 42 ครั้ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเบิกเงินเกินบัญชีและได้มีการจ่ายคืนหมดแล้ว ธุรกรรมจำนวน 10 ครั้ง เป็นการจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารผู้เสียหายหรือการโอนหนี้สินระหว่างบัญชีลูกค้าของผู้เสียหาย และธุรกรรมอีกจำนวน 8 ครั้ง โจทก์ขาดหลักฐานในการนำมาแสดงเนื่องจากไม่อยู่จริง เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารใดมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับสำนวนที่สองซึ่งจำเลยฎีกาทำนองว่าการที่บริษัท ว. นำตั๋วแลกเงินจำนวน 50 ฉบับ ฉบับละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ มาขายลดให้แก่ผู้เสียหาย นั้น ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับธนาคารผู้เสียหาย ส่วนกรณีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว ไม่มีใครได้รับประโยชน์จากการอนุมัติวงเงินชั่วคราวโดยใช้บัตรผ่านรายการดังกล่าว และกรณีที่ธนาคารผู้เสียหายอนุมัติสินเชื่อเงินกู้ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ แก่บริษัท ว. นั้น ธนาคารผู้เสียหายได้รับการชำระเงินเต็มจำนวนจากการขายทอดตลาดหลักประกันแล้ว นั้น เห็นว่า ในข้อนี้โจทก์มีนางสุวิมลมาเบิกความว่า จำเลยมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการขอสินเชื่อของบริษัทดังกล่าวโดยบริษัทได้ขายลดตั๋วเงินจำนวน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีธนาคาร น. ซึ่งจดทะเบียนที่ประเทศรัสเซียเป็นผู้อาวัลตั๋ว จำเลยเป็นผู้นำเอกสารของบริษัทมาส่งมอบและจำเลยได้รับมอบอำนาจจากบริษัททำสัญญาขายลดตั๋วเงินดังกล่าวกับธนาคารผู้เสียหายตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน โดยนายเกริกเกียรติเป็นผู้อนุมัติ ต่อมาบริษัทได้ขอสินเชื่อกับธนาคารผู้เสียหาย จำเลยเร่งรัดให้พยานจัดทำใบขออนุมัติสินเชื่อเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและในที่สุดก็ได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทดังกล่าวโดยใช้บัตรผ่านรายการ ซึ่งเป็นบัตรที่ธนาคารผู้เสียหายออกให้นายเอกชัยในการอนุมัติสินเชื่อ 4 ครั้ง และบริษัทนำสินเชื่อที่ได้รับไปซื้อกิจการของบริษัท ร. แล้วนำหุ้นของบริษัทดังกล่าว รวมจำนวน 4,900,000 หุ้น มาจำนำเป็นหลักประกัน พร้อมกับจำนองที่ดินของบริษัท ธ. ที่จังหวัดพิจิตรและจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีราคาประเมินสูงเกินความจริง ซึ่งความจริงราคาที่ดินดังกล่าวมีราคาต่ำกว่าสินเชื่อที่ได้รับเป็นจำนวนมากมาเป็นหลักประกัน และเมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อจากนายเกริกเกียรติแล้ว บริษัท ซ. มอบอำนาจให้จำเลยลงนามในสัญญา และจำเลยมีหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการธนาคารผู้เสียหายแจ้งให้ธนาคารผู้เสียหายโอนเงินที่ขายลดตั๋วแลกเงินเข้าบัญชีกระแสรายวันของบริษัท 7 บริษัท รวมเป็นเงิน 1,172,171,999.92 บาท ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทในเครือของจำเลย กระบวนการขอและอนุมัติสินเชื่อดังกล่าว ผิดระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย โดยได้ความจากนายสาธิต นายไพโรจน์ นายธานินทร์ และนายเศกสรร พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยที่ตรวจสอบการอนุมัติสินเชื่อรายนี้พบว่า การให้สินเชื่อไม่ได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารธนาคารผู้เสียหายเพื่อกลั่นกรองแต่อย่างใด แต่เป็นการอนุมัติโดยลำพังของนายเกริกเกียรติและนายเอกชัยเอง เป็นการผิดระเบียบของธนาคารว่าด้วยการอนุมัติสินเชื่อ Investment Banking และฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนราคาประเมินที่ดินที่เป็นประกันนั้นก็มิได้ส่งเรื่องให้สำนักควบคุมสินเชื่อของธนาคารผู้เสียหายตรวจสอบและให้ความเห็นก่อน ต่อมาเมื่อตรวจสอบภายหลังจึงทราบว่าราคาประเมินที่ดินสูงเกินความเป็นจริงไปมาก นอกจากนี้การให้สินเชื่อเพื่อครอบงำกิจการบริษัท ร. แล้วนำหุ้นของบริษัทมาจำนำก็ขัดต่อมติที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารผู้เสียหาย และไม่มีเหตุผลใด ๆ ประกอบว่าเหตุใดธนาคารผู้เสียหายจึงอนุมัติวงเงินสินเชื่อให้บริษัท ซ. โดยไม่มีการเสนอแผนโครงการนำสินเชื่อไปประกอบกิจการใดและไม่มีการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารธนาคารผู้เสียหายพิจารณา แม้กระทั่งธนาคารผู้อาวัลก็ไม่ปรากฏว่ามีการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของผู้อาวัลแต่อย่างใด อีกทั้งการกระจายเงินสินเชื่อที่ได้รับไปยังบรรดาบริษัทต่าง ๆ ถึง 7 บริษัท ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทในเครือข่ายของจำเลยและยังมีการโอนเงินบางส่วนไปยังบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและอยู่ในต่างประเทศหลายครั้ง นั้น เป็นพฤติการณ์ที่ส่อแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตที่ต้องการยักย้ายถ่ายเทเงินสินเชื่อให้ยากต่อการติดตาม ในการดำเนินการดังกล่าวจำเลยซึ่งเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ ถือว่า เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของธนาคาร กลับมีพฤติการณ์ที่เป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ของธนาคารผู้เสียหายกับผลประโยชน์ในกลุ่มธุรกิจที่จำเลยมีส่วนได้เสีย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงปราศจากข้อสงสัยรับฟังได้ว่า จำเลยอาศัยตำแหน่งที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารผู้เสียหายร่วมกับนายเกริกเกียรติใช้ตำแหน่งหน้าที่และความรู้ในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการธนาคารและการลงทุน กระทำผิดหน้าที่วางแผนเบียดบังทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายอันเป็นการแสวงหาประโยชน์มิควรได้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 แต่จำเลยมิได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมได้ จำเลยจึงต้องรับผิดฐานช่วยเหลือให้ความสะดวกการกระทำความผิดของนายเกริกเกียรติและนายเอกชัย พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ในสำนวนที่สองนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับสำนวนที่สาม เกี่ยวกับการให้สินเชื่อบริษัท ส. โจทก์มีนายอนันต์ นางสาวสุวิมล และนายเศกสรรเบิกความทำนองเดียวกันว่า เดิมบริษัทมีนายจรัญ เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นคนเดียว เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 บริษัทฯติดต่อขอสินเชื่อกับธนาคารผู้เสียหายในวงเงิน 660,000,000 บาท เพื่อครอบงำกิจการของบริษัท น. นายอนันต์จัดทำใบขออนุมัติสินเชื่อ เสนอให้นายเกริกเกียรติ และวันที่ 19 กันยายน 2537 นายเกริกเกียรติได้อนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในวงเงิน 660,000,000 บาท จากนั้นบริษัทได้นำหุ้นจำนวน 6,670,000 หุ้น ราคาประเมินโดยบริษัท ฟ. หุ้นละ 75 บาท มาจำนำเป็นประกันพร้อมกับจำนองที่ดินที่จังหวัดสระแก้ว จำนวน 16 แปลง เนื้อที่รวม 459 ไร่ 88 ตารางวา รวมราคาประเมินเป็นเงิน 826,000,000 บาท ประเมินโดยบริษัท ร. หลังจากได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2537 บริษัท ส. ได้รับเงินสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหายจำนวน 347,953,425 บาท โดยบริษัทฯ ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ธนาคารผู้เสียหายในจำนวนเงินเดียวกัน บริษัท ส. นำเช็คของธนาคารผู้เสียหายเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแล้ว แล้วบริษัทฯ สั่งจ่ายเช็คจำนวน 341 ล้านบาทเศษให้แก่บริษัท ย. ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2538 นายอนันต์ทำบันทึกเสนอต่ออายุวงเงินสินเชื่อของบริษัทฯ ออกไปอีก 1 ปี ธนาคารผู้เสียหายโดยนายเกริกเกียรติอนุมัติการต่ออายุสินเชื่อให้บริษัท ส. เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2538 แต่ลดวงเงินกู้เหลือ 360 ล้านบาท และเพิ่มวงเงินอาวัลจำนวน 300 ล้านบาท โดยใช้หลักประกันเดิม ซึ่งต่อมาบริษัทฯ ขอให้ธนาคารผู้เสียหายรับอาวัลตั๋วแลกเงิน รวม 13 ฉบับ ที่จ่ายเงินให้แก่บริษัท น. จำนวน 60 ล้านบาท บริษัท ส. นำตั๋วแลกเงินฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 ที่ธนาคารผู้เสียหายอาวัลขายลดให้แก่บริษัท ง. แล้วนำเงินที่ขายลดได้จำนวน 58,471,232.88 บาท ไปชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2538 บริษัท ส. ขอให้ธนาคารผู้เสียหายอาวัลตั๋วแลกเงินอีก 13 ฉบับ และมีคำขอเพิ่มเติมให้อาวัลตั๋วแลกเงินอีก 12 ฉบับ สั่งให้ผู้เสียหายจ่ายเงินให้แก่บริษัท น. รวมเป็นผู้เสียหายอาวัลตั๋วแลกเงินทั้งสิน 80 ล้านบาท ครบกำหนดชำระวันที่ 11 กรกฎาคม 2538 เมื่อรวมภาระอาวัลเดิมแล้วเป็นภาระอาวัลทั้งสิ้น 140 ล้านบาท บริษัท ส. นำตั๋วแลกเงินดังกล่าวขายลดให้กับบริษัท ง. และนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินวันที่ 9 พฤษภาคม 2538 และนำเข้าฝากบัญชีกระแสรายวันของบริษัท ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 บริษัท ส. ขออาวัลตั๋วแลกเงิน 16 ฉบับ ฉบับละ 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 160 ล้านบาท ครบกำหนดชำระวันที่ 16 สิงหาคม 2538 ตามตั๋วเงิน สั่งให้ธนาคารผู้เสียหายจ่ายเงินให้กับบริษัท น. ธนาคารผู้เสียหายได้อาวัลตั๋วแลกเงินดังกล่าว บริษัท ส. นำตั๋วแลกเงินขายลดและนำเงินเข้าบัญชีกระแสรายวันของบริษัท จำนวน 154,593,464.19 บาท และมีการถอนเงินออกจากบัญชีกระแสรายวัน จำนวน 160 ล้านบาท ชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน ทำให้หนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวคงเหลือ 53,363,966 บาท ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2538 เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน ครบกำหนด บริษัท ส. ได้ขอรับเงินกู้และนำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ ระบุจำนวนเงิน 53,363,966 บาท มาวางชำระแทน และในวันเดียวกันบริษัท ส. ได้ขอรับเงินกู้อีก จำนวน 60 ล้านบาท โดยนำตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 60 ล้านบาท มาวางชำระและนำเงินกู้เข้าฝากบัญชีกระแสรายวัน ตามคำขอรับเงินกู้ ตั๋วสัญญาใช้เงินและบัญชีกระแสรายวัน บริษัท ส. ได้นำเงินเข้าบัญชีชำระหนี้อาวัลตั๋วเงิน คงเหลือหนี้ค้างชำระจำนวน 240 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2538 เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน ครบกำหนดชำระมียอดหนี้รวมกัน 113,363,966 บาท มีการขอกู้เงินใหม่เพื่อชำระหนี้เดิมโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวครบกำหนดชำระ บริษัท ส. มีการขอกู้เงินใหม่เพื่อชำระหนี้เดิมโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน รวมจำนวน 113,363,966 บาท มีนายจรัญลงนามในฐานะผู้ออกตั๋วและประทับตราสำคัญของบริษัทโดยระบุว่าให้นำเงินหักชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวครบกำหนด บริษัท ส. ไม่ชำระหนี้ ยังคงค้างชำระต้นเงิน จำนวน 113,363,966 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันที่ 12 เมษายน 2539 จำนวน 4,573,389.92 บาท ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 ธนาคารผู้เสียหายได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินอาวัลที่ครบกำหนดชำระให้แก่บุคคลภายนอกแทนบริษัท ส. รวมจำนวน 240 ล้านบาท รวมเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 353,363,966 บาท เห็นว่า นายอนันต์ และนางสาวสุวิมล เบิกความสอดคล้องต้องกันว่าการอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัท ส. นายอนันต์จัดทำเอกสารเสนอผ่านนางสุวิมลให้นายเกริกเกียรติพิจารณาอนุมัติ ซึ่งขณะนั้นบริษัท ส. มีนายจรัญซึ่งเป็นพนักงานขับรถของจำเลยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาบริษัท ส. ได้เปลี่ยนตัวกรรมการและผู้ถือหุ้นจากนายจรัญเป็นนางสาวสุนันทาน้องสาวภรรยาจำเลย ตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการและตราประทับ โดยพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้เตรียมเอกสารในการขออนุมัติสินเชื่อของบริษัท ส. การอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวไม่เป็นไปตามขั้นตอนของธนาคารผู้เสียหายและฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย การขอสินเชื่ออ้างว่าจะนำเงินไปซื้อหุ้นบริษัท อ. เพื่อครอบงำกิจการบริษัท แต่แท้จริงแล้วเป็นการซื้อหุ้นจากบริษัท ย. ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทของจำเลย และมีการโอนเงินสินเชื่อให้แก่บริษัท ย. เพื่อใช้เป็นช่องทางในการโอนเงินออกจากธนาคารผู้เสียหาย และจำเลยให้พนักงานบริษัทในเครือของจำเลยดำเนินการขายลดตั๋วแลกเงินให้แก่บริษัท น. และบริษัท น. ที่ธนาคารผู้เสียหายเป็นผู้อาวัลรับรองให้แก่ บริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด และบริษัท ง. เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินแล้ว บริษัท ส. ไม่ชำระหนี้ โดยโจทก์มีนายจตุพร เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของธนาคารผู้เสียหายมาเบิกความสนับสนุน และนอกจากนี้นายเศกสรร ผู้ตรวจการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เบิกความยืนยันว่าพยานตรวจสอบการให้สินเชื่อดังกล่าวพบว่าดำเนินการโดยฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและผิดระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย และที่ดินที่จดจำนองมีการประเมินราคาสูงเกินความจริง ทำให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับหลักประกันไม่คุ้มกับยอดหนี้และมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินสินเชื่อคืนหรือได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน อีกทั้งการนำหุ้นมาจำนำเป็นหลักประกันไม่ครบตามหนังสืออนุมัติให้จำนำหุ้น และมีการประเมินมูลค่าหุ้นสูงเกินความเป็นจริง พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะเบิกความปรักปรำหรือกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยให้ต้องได้รับโทษ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า นายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวโดยฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย และจำเลยรู้เห็นและมีส่วนร่วมกับนายเกริกเกียรติในการกระทำเป็นขั้นตอนเพื่อเบียดบังเอาทรัพย์และแสวงหาประโยชน์ร่วมกันโดยมิชอบ แต่จำเลยเป็นเพียงที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ มิใช่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับนายเกริกเกียรติซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่กระทำผิดหน้าที่เบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้ แต่จำเลยต้องรับผิดฐานช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกการกระทำความผิดของนายเกริกเกียรติตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมา ที่จำเลยฎีกาว่าธนาคารผู้เสียหายอนุมัติผ่านตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ บริษัท ส. เพื่อซื้อหุ้นสำหรับครอบงำกิจการของบริษัท อ. จากบริษัท ย. โดยเงินกู้ดังกล่าวหักค่าธรรมเนียมแล้วนำมาใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้จากธนาคารผู้เสียหายของบริษัท ย. โดยไม่มีการถอนเงินใด ๆ จากธนาคารผู้เสียหาย ส่วนหลักประกันนั้นเมื่อนำมาประมูลขายแล้ว ย่อมไม่เกิดความเสียหายต่อธนาคารผู้เสียหาย นั้น เห็นว่า การที่นายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัท ส. โดยไม่เป็นไปตามขั้นตอนของธนาคารผู้เสียหาย และเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นการอนุมัติสินเชื่อโดยนายเกริกเกียรติเพียงผู้เดียวไม่ผ่านการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการสินเชื่อ และไม่มีการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ ทั้งเป็นการอนุมัติเกินอำนาจสินเชื่อที่ธนาคารผู้เสียหายมอบหมาย จนในที่สุดเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับครบกำหนด บริษัท ส. มีการขอสินเชื่อเพิ่มเติมและออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่เพื่อชำระหนี้ตามตั๋วฉบับเดิมหมุนเวียนหลายครั้งและท้ายสุดยังคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 113,363,966 บาท และธนาคารผู้เสียหายได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินอาวัลที่ครบกำหนดให้แก่บุคคลภายนอกแทนบริษัท ส. รวมจำนวน 240 ล้านบาท พฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยใช้แหล่งเงินสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย ย่อมทำให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างชัดเจน ส่วนหลักประกันในการอนุมัติสินเชื่อไม่ว่าจะเป็นหุ้นของบริษัท อ. และที่ดินที่จดจำนองนั้น ก็มีการประเมินราคาสูงกว่าความเป็นจริงไปมาก ย่อมทำให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับหลักประกันไม่คุ้มกับยอดหนี้ และมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้คืนหรือได้รับชำระหนี้ไม่ครบจำนวน ดังนั้นฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จะนำบทบัญญัติในมาตรา 315 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาใช้บังคับจำเลยได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ทราบคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ณป.184/2537 และจำเลยไม่ได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนายเกริกเกียรติฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 315 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาบังคับจำเลยได้ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยรู้เห็นร่วมกับนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ในการอนุมัติสินเชื่อโดยฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย การกระทำของนายเกริกเกียรติจึงเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารผู้เสียหาย และเป็นผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย ครอบครองทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหาย เบียดบังเอาทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และเป็นการกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมกันโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 307, 308 และ 311 แต่จำเลยมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนายเกริกเกียรติได้ ทั้งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำการอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่นายเกริกเกียรติกระทำความผิดดังกล่าว อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 315 กรณีจึงนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่จำเลยได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายทวีศักดิ์ ทัศนชัยสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2583/2565
#684815
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้ออกหมายจับบุคคลใดย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกออกหมายจับ พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าโจทก์กระทำผิดจริงซึ่งต้องกระทำด้วยความรอบคอบรัดกุม มิให้เกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นที่แน่ใจว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายที่ได้มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายหรือไม่ก่อนที่จะขอให้ออกหมายจับ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าจ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราวซึ่งเป็นการกระทำเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของโจทก์จากการถูกดำเนินคดีโดยมิชอบจึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการที่พนักงานสอบสวนทำละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยชำระแก่ศาลแทนในนามโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 570,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเป็นหน่วยงานของรัฐ ร้อยตำรวจโทหรือพันตำรวจตรีสิทธานต์ และร้อยตำรวจเอกหรือพันตำรวจตรีณธกรหรือพัชรธนพล เป็นเจ้าพนักงานตำรวจในสังกัดของจำเลยเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนประจำสถานีตำรวจภูธรประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จังหวัดปทุมธานี โดยร้อยตำรวจโทสิทธานต์ดำเนินการสอบสวนคดีที่นายภานุวัฒน์ และนายเกียรติกุล ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนายภานุวัฒน์ให้ถ้อยคำว่านาย ส. ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อและนามสกุลคล้ายกับโจทก์เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดด้วย แต่ร้อยตำรวจโทสิทธานต์เห็นว่าผู้เสียหายไม่มายืนยันและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอจึงไม่ดำเนินคดีโจทก์ ต่อมาร้อยตำรวจโทสิทธานต์ย้ายไปรับราชการที่อื่นและมีร้อยตำรวจเอกณธกรดำเนินคดีต่อแล้วได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2557 ให้ดำเนินคดีกับนาย ส. จากนั้นร้อยตำรวจเอกณธกรดำเนินการสอบสวนต่อและขออนุมัติจากศาลชั้นต้นออกหมายจับโจทก์ โจทก์ถูกจับกุมวันที่ 1 ธันวาคม 2559 และฟ้องต่อศาลชั้นต้นวันที่ 2 สิงหาคม 2561 คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าร้อยตำรวจเอกณธกรเป็นพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนและดำเนินคดีโจทก์โดยมิชอบ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนร้อยตำรวจโทสิทธานต์มิได้มีส่วนในการกระทำความผิด โจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าจ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 1 รักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี มีหนังสือแจ้งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีอาญา คือ นาย ส. และการฟ้องคดีจะเป็นอำนาจและดุลพินิจของพนักงานอัยการก็ตาม แต่ร้อยตำรวจเอกณธกรพยานจำเลยก็เบิกความว่า ขอออกหมายจับโจทก์ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี โดยใช้คำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีประกอบการขอออกหมายจับ เนื่องจากมีการขอออกหมายจับโจทก์มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ศาลจังหวัดธัญบุรียกคำร้องขอ เนื่องจากเป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกัน พนักงานอัยการจึงมีคำสั่งให้นำคำพิพากษาดังกล่าวมาประกอบเพื่อการขอออกหมายจับครั้งนี้ การขอออกหมายจับโจทก์ครั้งนี้เนื่องจากมีชื่อโจทก์ตรงกับคำสั่งของพนักงานอัยการโดยไม่ได้ค้นข้อมูลทะเบียนราษฎรว่ามีบุคคลอื่นที่มีชื่อใกล้เคียงกับโจทก์หรือไม่ ประกอบกับไม่ได้นำรูปในข้อมูลทะเบียนราษฎรของโจทก์ให้ผู้เสียหายนายภานุวัฒน์ และนายเกียรติกุลดู จะเห็นได้ว่า การขอให้ออกหมายจับบุคคลใดย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกออกหมายจับ ดังนั้นร้อยตำรวจเอกณธกร พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าโจทก์กระทำผิดจริงซึ่งต้องกระทำด้วยความรอบคอบรัดกุม มิให้เกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นที่แน่ใจว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายที่ได้มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ร้อยตำรวจเอกณธกรไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายหรือไม่อย่างน้อยที่สุดก็ควรได้จัดให้ผู้เสียหายหรือพยานชี้ภาพถ่ายโจทก์ที่ปรากฏดูว่าใช่คนร้ายหรือไม่ก่อนที่จะขอให้ออกหมายจับต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2561 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.4194/2561 ของศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าจ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราวซึ่งเป็นการกระทำเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของโจทก์จากการถูกดำเนินคดีโดยมิชอบจึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการที่ร้อยตำรวจเอกณธกรทำละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าจ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวส่วนละ 150,000 บาท เพราะคดีนี้มีโทษถึงประหารชีวิตและศาลตีราคาหลักประกันถึง 1,000,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 570,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438 วรรคสอง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางจิราภรณ์ ชูขวัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2565
#686993
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ร่วมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งรองสารวัตรจราจร ไม่ใช่พนักงานสอบสวน ไม่มีอำนาจเปรียบเทียบคดีตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำการเป็นการเฉพาะตัวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 38 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำเองเป็นการเฉพาะตัวไปเสียทั้งหมด ดังจะเห็นได้จาก ป.วิ.อ. มาตรา 128 (1) และ (2) ได้บัญญัติให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนที่จะร้องขอหรือสั่งให้เจ้าพนักงานอื่นทำการแทนตนได้บ้าง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมช่วยร้อยตำรวจโทหญิง ส. พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบโดยนั่งเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับให้แก่ผู้ต้องหากระทำความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จราจรทางบกตามที่ตั้งด่านกวดขันวินัยจราจร และผู้ต้องหายินยอมชำระค่าปรับตามที่ร้อยตำรวจโทหญิง ส. พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว อยู่บนโต๊ะใกล้ ๆ กับร้อยตำรวจโทหญิง ส. พนักงานสอบสวน ถือได้ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยในการสอบสวนซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของร้อยตำรวจโทหญิง ส. พนักงานสอบสวน และมิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดเจาะจงให้พนักงานสอบสวนต้องเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับด้วยตนเอง การกระทำของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามที่พนักงานสอบสวนได้มอบหมายให้กระทำ และข้อความที่จำเลยลงในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งเป็นสื่อสังคมออนไลน์สาธารณะว่า โจทก์ร่วมปิดหน้าปิดตายังกะโจร เป็นข้อความที่กล่าวสบประมาทโจทก์ร่วมขณะปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 136

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ร้อยตำรวจเอก อ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และเรียกค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 400,000 บาท แต่ทิ้งคำร้อง ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีในส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 จำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกฟ้องคดีส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองมหาสารคาม ตำแหน่งรองสารวัตรจราจร เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 โจทก์ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจอื่นรวมประมาณ 13 คน ตั้งด่านกวดขันวินัยจราจรที่ศาลาที่พักผู้โดยสารบ้านดอนบม ถนนแจ้งสนิท ตำบลแวงน่าง อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม โดยมีร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์ เป็นพนักงานสอบสวน โจทก์ร่วมเป็นผู้ช่วยพนักงานสอบสวนในการเปรียบเทียบโดยนั่งเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับอยู่ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารดังกล่าว ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2563 โจทก์ร่วมเห็นข้อความที่จำเลยโพสต์ลงเฟซบุ๊กของจำเลย มีข้อความตอนหนึ่งว่า "เวลาตั้งจุดตรวจก็ปิดหน้าปิดตายังกะโจรซึ่งทำให้ประชาชนอย่างเราเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะมีบุคลิกคล้ายคลึงกัน" ใต้ข้อความมีภาพชายสวมเสื้อยืดสีดำ 1 ภาพ และภาพโจทก์ร่วมกับร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์แต่งเครื่องแบบตำรวจ สวมหน้ากากอนามัย และโจทก์ร่วมสวมแว่นตาดำลักษณะกำลังทำงานเอกสารอยู่บนโต๊ะใกล้ ๆ ร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์อีก 2 ภาพ เรียงซ้อนกัน โดยภาพล่างมีชื่อกำกับว่าร้อยตำรวจเอกสุภาพ ซึ่งจำเลยโพสต์ตั้งค่าเป็นสาธารณะบุคคลทั่วไปที่เข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตทางเฟซบุ๊กสามารถเห็นได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมไม่ใช่พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจเปรียบเทียบคดีตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 145 ซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำเองเป็นการเฉพาะตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 38 และมาตรา 144 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำเองเป็นการเฉพาะตัวไปเสียทั้งหมด ดังจะเห็นได้จากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 128 (1) และ (2) ได้บัญญัติให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนที่จะร้องขอหรือสั่งให้เจ้าพนักงานอื่นทำการแทนตนได้บ้าง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมช่วยร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบโดยนั่งเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับให้แก่ผู้ต้องหากระทำความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจราจรทางบกตามที่ตั้งด่านกวดขันวินัยจราจร และผู้ต้องหายินยอมชำระค่าปรับตามที่ร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว อยู่บนโต๊ะใกล้ ๆ กับร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์พนักงานสอบสวน ถือได้ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยในการสอบสวนซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์พนักงานสอบสวน และมิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดเจาะจงให้พนักงานสอบสวนต้องเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับด้วยตนเอง การกระทำของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามที่พนักงานสอบสวนได้มอบหมายให้กระทำ และข้อความที่ว่าโจทก์ร่วมปิดหน้าปิดตายังกะโจรเป็นข้อความที่กล่าวสบประมาทโจทก์ร่วมขณะปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ปรากฏว่าคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลล่างทั้งสองยังมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง และมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ทั้งการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีส่วนแพ่ง โดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 และสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 44/2 ทั้งโจทก์ร่วมมิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะเป็นฐานในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิชอบ เห็นสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีส่วนอาญาไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้ยกคำสั่งจำหน่ายคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลย สอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง และพิจารณาคดีส่วนแพ่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 136
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 38 ม. 128
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
โจทก์ร่วม — ร้อยตำรวจเอก อ.
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายชุมพล จันทศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทองเพียร มูลกาย
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2535/2565
#689539
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด โดยขณะกระทำความผิด การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) เมื่อฐานความผิดตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องปรับบทความผิดตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามมาตรา 3 แต่ระวางโทษตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังมีระวางโทษเท่ากับมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ในส่วนระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278 วรรคสอง, 283 ทวิ, 284, 310, 318

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสอง (ที่ถูก ผู้เสียหายที่ 2) ถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ, 284, 310 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร (ที่ถูก ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร) จำคุก 3 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 318 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ โดยจำเลยไม่คัดค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 44 ปี ปัจจุบันจำเลยอยู่กับภริยาคนที่ 2 ไม่มีบุตรด้วยกัน จำเลยมีบุตรกับภริยาคนแรก 2 คน นับว่าเป็นผู้มีวัยวุฒิและประสบการณ์ชีวิตพอสมควร สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิด แต่จำเลยกลับไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีฉวยโอกาสมุ่งสนองอารมณ์ใคร่ของตนเอง โดยกระทำการคุกคามทางเพศที่สร้างความเสื่อมเสียและความหวาดกลัวแก่ผู้เสียหายที่ 2 จนต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจสภาพจิต ในช่วงแรกผู้เสียหายที่ 2 มีอาการไม่ชอบร่างกายตัวเองและต้องการฆ่าตัวตาย ต่อมามีอาการดีขึ้นแต่ยังคงหวาดกลัวชายอื่น และกลัวความสัมพันธ์กับผู้อื่น ทำให้เป็นคนเก็บตัวไม่กล้าอยู่ในสถานที่มีคนมาก ทั้งเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองสร้างความเดือดร้อนกังวลใจและความรู้สึกอับอายแก่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไปนาน 2 ปีเศษ จึงถูกจับกุมได้ตามหมายจับ แสดงว่าจำเลยมิได้สำนึกผิดในการกระทำของตน หรือแสดงความรับผิดชอบช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายทั้งสองเพื่อบรรเทาผลร้ายภายในเวลาอันสมควร แม้จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองจนเป็นที่พอใจ และผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องข้อ 1 ข ขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำ โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใดตามมาตรา 3 โดยขณะกระทำความผิดการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) มิใช่ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามมาตรา 278 (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย และเมื่อฐานความผิดตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องปรับบทความผิดตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่ระวางโทษตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังมีระวางโทษเท่ากับมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ในส่วนระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้กำหนดโทษตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), 318 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 278 วรรคสอง (ใหม่)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายสิทธิชัย ไชยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ขนิษฐา อรุณวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2534/2565
#687039
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายเพียงว่าจำเลยนำคำพูดที่โจทก์พูดกับจำเลยทางโทรศัพท์ไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจแล้วจำเลยส่งภาพถ่ายรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานไปในโปรแกรมไลน์ให้ผู้ปกครองนักเรียนในกลุ่มนักเรียนที่เป็นเพื่อนกับบุตรจำเลย โดยตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและข้อความที่จำเลยพิมพ์ส่งไปในโปรแกรมไลน์นั้นเป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) อย่างไร และข้อความจริงมีอยู่อย่างไร จึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2540 (ที่ถูก 2550) มาตรา 3, 14 และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,000,000 บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) วรรคสอง ให้ปรับ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือที่บิดเบือน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษ...(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา" แต่ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยนำคำพูดที่โจทก์พูดกับจำเลยทางโทรศัพท์ว่า "การก้าวล่วงถึงบุพการีใคร ไม่สมควรที่สุจริตชนจะมาพูดกันง่าย ๆ ยกเว้นไม่ได้รับการสั่งสอนเหมือนกัน เข้าใจมั๊ยคะ คุณแม่" ไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจแล้วจำเลยส่งภาพถ่ายรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานดังกล่าวไปในโปรแกรมไลน์ให้ผู้ปกครองนักเรียนในกลุ่มนักเรียนที่เป็นเพื่อนกับบุตรจำเลย และพิมพ์ข้อความประกอบว่า "แจ้งบันทึกประจำวัน ได้รับการก่อกวนทางโทรศัพท์ และมีการดูหมิ่น ผู้ใหญ่เจอกันที่ศาลแขวงนนทบุรี เด็กเจอกันที่ศาลเยาวชนดุสิต" การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือที่บิดเบือนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน และข้อความที่จำเลยพิมพ์ส่งไปในโปรแกรมไลน์นั้นเป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จอย่างไร และข้อความจริงมีอยู่อย่างไร จึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาว่าฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบอันศาลจะรับไว้พิจารณาได้แล้ว กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวอารีย์พร วงศ์จันทร
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา