คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1879/2565
#687044
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจดหน่วยพร้อมแจ้งค่าไฟฟ้าให้แก่โจทก์ แต่พนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดหน่วยมิเตอร์ไฟฟ้า โจทก์ตรวจสอบพบว่ามิเตอร์ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าถูกดัดแปลงทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าหมุนช้าลงและแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อน ซึ่งเกิดการกระทำละเมิดของผู้ใช้ไฟฟ้า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าไฟฟ้าปรับปรุงอันเกิดจากการที่มิเตอร์ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าหมุนช้าลงและแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อน จึงมิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาตั้งตัวแทนจดหน่วยพร้อมแจ้งค่าไฟฟ้า ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้คาดเห็นหรือควรจะคาดเห็นพฤติกรรมเช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 ย่อมไม่มีค่าเสียหายซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ขออนุญาตฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,840,674.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,433,655.99 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงินแทนจำเลยที่ 1 จำนวน 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,114,046 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์นี้ต้องไม่เกินกว่าความรับผิดของนายชัยยันต์ และหรือนางวิมล ที่จะมีต่อโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่ ผบ.89/2562 ของศาลชั้นต้น และภายหลังจากนั้นหากนายชัยยันต์และหรือนางวิมลชำระเงินให้แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวเพียงใด ให้นำเงินจำนวนนั้นมาหักจำนวนหนี้ในคดีนี้ด้วย โดยทุกครั้งที่นำมาหักทอนบัญชีนั้น ให้หักชำระดอกเบี้ยก่อน คงเหลือเงินอีกเพียงใดให้นำไปหักชำระต้นเงินทุกครั้ง และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,433,655.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทำสัญญาตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจดหน่วยพร้อมแจ้งค่าไฟฟ้าในเขตจำหน่ายกระแสไฟฟ้าของโจทก์ เริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 และต่ออายุสัญญากันมาโดยตลอดจนถึงปี 2560 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2559 พนักงานช่างกองมิเตอร์ของโจทก์ตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าที่บ่อเลี้ยงกุ้งซึ่งมีนายชัยยันต์ เป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้า นางวิมล เป็นผู้ครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้า พบตัวมิเตอร์ไฟฟ้าบริเวณตราตะกั่วฝาครอบตัวมิเตอร์ จำนวน 2 ดวงตรา มีร่องรอยงัดแงะตัดลวดที่ใช้ร้อยตะกั่วจนขาด แล้วสอดลวดเข้าร่องตะกั่ว บีบอำพรางไว้ อันเป็นพฤติการณ์ละเมิดการใช้ไฟฟ้าของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับกรณีพนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปจดหน่วยมิเตอร์ไฟฟ้าและอ่านหน่วยไฟฟ้าผิดพลาด หน่วยละ 500 บาท ต่อรายการที่ผิดพลาดตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงวันที่ตรวจสอบพบเป็นเวลา 44 เดือน เป็นเงิน 22,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับดังกล่าวแล้ว ต่อมาโจทก์นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมมีมติให้แจ้งจำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าปรับปรุงตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 เป็นเงิน 3,433,655.99 บาท และแจ้งให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ได้ฟ้องนายชัยยันต์เป็นจำเลยที่ 1 กับนางวิมลเป็นจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกันชำระหนี้ค่าไฟฟ้าปรับปรุงจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บุคคลทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าไฟฟ้าปรับปรุงให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาตั้งตัวแทนจดหน่วยพร้อมแจ้งค่าไฟฟ้าในเขตจำหน่ายกระแสไฟฟ้าของโจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า พนักงานช่างจากกองมิเตอร์ของโจทก์ตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าที่บ่อเลี้ยงกุ้งของนายชัยยันต์ผู้ใช้ไฟฟ้าพบว่า ตราตะกั่วฝาครอบมิเตอร์ 2 ดวงตรา มีร่องรอยงัดแงะตัดลวดที่ใช้ร้อยตะกั่วจนขาด แล้วสอดลวดเข้าร่องตะกั่วและบีบอำพรางไว้ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าหมุนช้าลงและแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีการดัดแปลงชุดตัวเลขบอกหน่วยของมิเตอร์ไฟฟ้า การละเมิดดังกล่าวมิได้เกิดจากการกระทำของนายทรงวุฒิ พนักงานของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้ไปจดหน่วยมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งการเรียกเอาค่าเสียหายนั้น มี 2 กรณี ได้แก่ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ ประการหนึ่ง และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว อีกประการหนึ่ง ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 แต่ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดนั้น เกิดจากการที่มิเตอร์ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าหมุนช้าลงและแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีการดัดแปลงชุดตัวเลขบอกหน่วยของมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากการกระทำละเมิดของผู้ใช้ไฟฟ้า จึงมิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้คาดเห็นหรือควรจะคาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับค่าปรับหรือเบี้ยปรับเพื่อการไม่ชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว และค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของผู้ใช้ไฟฟ้า มิใช่ค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จึงไม่มีค่าเสียหายซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น สำหรับจำเลยที่ 2 แม้จะมิได้ขออนุญาตฎีกามาด้วย แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ไปประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
วิธูร คลองมีคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2565
#685351
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา ถือเป็นการแก้ไขคำให้การ ต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง จำเลยจึงไม่อาจรับสารภาพในชั้นฎีกาได้ อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่ได้โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในส่วนของเช็คตามฟ้องไปแล้ว จำนวน 2 ฉบับ คงเหลือเช็คตามฟ้อง 5 ฉบับ จำเลยได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วน ขอให้ศาลพิพากษารอการลงโทษ โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาฎีกาแล้วไม่แก้ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยนำเงินมาวางศาลชำระหนี้ตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ ครบถ้วนตามที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์ร่วมได้รับเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว หนี้ที่จำเลยออกเช็คทั้ง 5 ฉบับ เพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันกันแล้วด้วยการชำระเงินครบถ้วนไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีมาฟ้องตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนงและศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์เฉพาะเช็คเลขที่ 09965285 และ 09965286 (ฟ้องข้อ 1.1 และ 1.2) ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 12 วัน รวม 5 กระทง รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 60 วัน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลากลางวัน จำเลยออกเช็คพิพาท รวม 7 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม (ภายหลังโจทก์ร่วมถอนฟ้องไป 2 ฉบับ) เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระโจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 60 วัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกากระทำได้หรือไม่ เห็นว่า การแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง จำเลยจึงไม่อาจรับสารภาพในชั้นฎีกาได้ แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลฎีกาโดยขอให้การรับสารภาพเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่ได้โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า ได้ความตามข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาว่าระหว่างฎีกาจำเลยได้ชำระเงิน 140,035 บาท แก่โจทก์ร่วมโดยการนำเงินมาวางศาล โจทก์ร่วมได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลแล้ว ซึ่งจำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในส่วนของเช็คตามฟ้องไปแล้ว จำนวน 2 ฉบับ คงเหลือเช็คตามฟ้อง 5 ฉบับ จำนวนเงิน 140,035 บาท จำเลยได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วน ขอให้ศาลพิพากษารอการลงโทษ โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาฎีกาแล้วไม่แก้ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้นำเงินมาวางศาลชั้นต้นและชำระหนี้ตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ เป็นเงิน 140,035 บาท แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วนตามที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์ร่วมได้รับเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คทั้ง 5 ฉบับ เพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันกันแล้วด้วยการชำระเงินครบถ้วนไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีมาฟ้องตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10

จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 163 วรรคสอง ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวีระพงษ์ ทองอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปราช ตัณฑศรี
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1873/2565
#684943
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทอันเป็นเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ซึ่งอยู่ภายในบ้านชั้นล่างโดยไม่ได้ล็อกกุญแจ ย่อมง่ายต่อการเปิดโอกาสให้บุคคลที่มาใช้บริการร้านเสริมสวยของ บ. และ บ. หยิบฉวยโฉนดที่ดินพิพาทไปได้โดยง่าย ถือเป็นการเก็บโฉนดที่ดินพิพาทไว้ในที่ไม่ปลอดภัย อันเป็นการไม่ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาอย่างวิญญูชนพึงกระทำ การที่ บ. ลักโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไปทำการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลย ถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์โดยตรง เมื่อจำเลยมิได้ล่วงรู้ว่า บ. ลักโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไปทำการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างความสุจริต ฝ่ายที่ประมาทเลินเล่อย่อมเสียเปรียบและต้องรับผลต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่อาจยกเอาความประมาทของตนมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อจำเลยได้ สัญญาขายฝากดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 26769 ระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนรายการขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบให้โจทก์มีอำนาจขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน กับให้จำเลยรื้อถอนป้ายที่จำเลยนำไปติดไว้ และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่รื้อถอนป้ายให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 26769 ระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการขายฝากดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26769 คืนแก่โจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนป้ายที่จำเลยนำไปติดไว้ในที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่โจทก์เสียไว้เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นมารดาของนางสาวเบญจมาศ และเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 26769 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 นางสาวเบญจมาศลักโฉนดที่ดินพิพาทที่โจทก์เก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานในบ้านไป ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 นางสาวเบญจมาศนำโฉนดที่ดินพิพาทพร้อมหนังสือมอบอำนาจ ที่มีผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยในราคา 472,000 บาท มีกำหนด 1 ปี จากนั้น โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นางสาวเบญจมาศ พนักงานอัยการจังหวัดเชียงรายฟ้องนางสาวเบญจมาศเป็นคดีอาญาข้อหาลักทรัพย์และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม และข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ นางสาวเบญจมาศให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษ 3 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4081/2561 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นมารดาของนางสาวเบญจมาศและพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน นางสาวเบญจมาศใช้บ้านหลังนี้เปิดเป็นร้านเสริมสวย นอกจากนี้นางสาวเบญจมาศยังเป็นหนี้เงินกู้นอกระบบ ซึ่งโจทก์ก็รู้ดีเพราะเคยใช้หนี้เงินกู้นอกระบบแทนนางสาวเบญจมาศประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 20,000 ถึง 30,000 บาท เมื่อโจทก์รู้ถึงพฤติกรรมของนางสาวเบญจมาศเช่นนี้แล้ว โจทก์ย่อมต้องมีความระมัดระวังในการเก็บรักษาทรัพย์สินที่สำคัญเป็นอย่างดี การที่โจทก์เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทอันเป็นเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่ภายในบ้านชั้นล่างโดยไม่ได้ล็อกกุญแจ ย่อมง่ายต่อการเปิดโอกาสให้บุคคลที่มาใช้บริการร้านเสริมสวยของนางสาวเบญจมาศและนางสาวเบญจมาศหยิบฉวยโฉนดที่ดินพิพาทไปได้โดยง่าย ถือว่าเป็นการเก็บโฉนดที่ดินพิพาทไว้ในที่ไม่ปลอดภัยอย่างดี อันเป็นการไม่ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาอย่างวิญญูชนพึงกระทำ ดังนั้น การที่นางสาวเบญจมาศลักโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไปทำการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลย ถือได้ว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์โดยตรง เมื่อจำเลยมิได้ล่วงรู้ว่านางสาวเบญจมาศลักโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไปทำการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างว่าตนสุจริต ฝ่ายที่ประมาทเลินเล่อย่อมเสียเปรียบและต้องรับผลต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่อาจยกเอาความประมาทของตนมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อจำเลยได้ สัญญาขายฝากดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่โจทก์เสียไว้เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 491
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวศศิเพ็ญ จันทโสภีพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางจุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
ชื่อองค์คณะ
กีรติ เชียงปวน
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2565
#686999
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันบุกรุก และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปเป็นเงิน 668,953.50 บาท ส่วนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 18,835,776.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จึงเป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคำร้องให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินติดมากับฟ้องอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 หรือมีคำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในส่วนของการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 254 วรรคสอง มาใช้บังคับ เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในส่วนของการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตามหากโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต บทบัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งให้โจทก์ร่วมชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ โดยโจทก์ร่วมไม่อาจขอยกเว้นค่าธรรมเนียมตามคำสั่งศาลในกรณีเช่นนี้ได้ ถือเป็นบทบังคับเด็ดขาด เพราะหากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องในคดีส่วนแพ่ง

การพิจารณาว่าโจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนในชั้นฎีกาสูงเกินสมควรหรือไม่ ศาลชอบที่จะนำเหตุผลตามคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มาประกอบดุลพินิจ โดยไม่จำต้องพิจารณาตามคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ของโจทก์ร่วมที่ยื่นประกอบการไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมที่มีข้อเรียกร้องทำนองเดียวกันซ้ำอีก คดีในส่วนแพ่งชั้นฎีกาโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมเป็นค่าเสียหายกรณีลักไม้ผนังร่วม 270,583 บาท ค่าทรัพย์สินเสียหาย 521,223 บาท ค่าเสียโอกาสในการให้เช่าและอยู่อาศัย 630,000 บาท ค่าเสียหายจากการเพิ่มภาระน้ำหนักกดลงบนโครงสร้างร่วม เสาร่วม คานร่วม ของตึกโจทก์ร่วม 4,000,000 บาท ค่าเสียโอกาสนำบ้านเป็นหลักประกันการกู้เงินธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจ 1,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,721,806 บาท ซึ่งล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำขอพร้อมแสดงเหตุแห่งการยกคำขอไว้เพียงพอให้เห็นได้ว่าค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมขอในชั้นฎีกายังคงสูงเกินสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกา วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ร่วม หากโจทก์ร่วมประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน

วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านการดำเนินกระบวนพิจารณาและคำสั่งศาลชั้นต้น ชั้นไต่สวนขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกา วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของโจทก์ร่วมแล้ว แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น จึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง และมาตรา 254 วรรคสอง เห็นควรให้เพิ่มเติมคำสั่งในส่วนของเหตุผลว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ร่วมชนะคดีในส่วนแพ่ง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้ไขเป็น 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่โจทก์ร่วมยื่นฎีกาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมอีก โดยขอเป็นค่าเสียหายกรณีลักไม้ผนังร่วม 270,583 บาท ค่าทรัพย์สินเสียหาย 531,223 บาท ค่าเสียโอกาสในการให้เช่าบ้านและอยู่อาศัย 630,000 บาท ค่าเสียหายจากการเพิ่มภาระน้ำหนักกดลงบนโครงสร้างร่วมเสาร่วม คานร่วมของตึกโจทก์ร่วม 4,000,000 บาท ค่าเสียโอกาสในการนำบ้านเป็นหลักประกันในการกู้เงินธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจ 1,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,721,806 บาท นั้น โจทก์ร่วมกล่าวอ้างโดยอ้างตนเองเบิกความเพียงปากเดียว โดยไม่มีหลักฐานอื่นเป็นข้อสนับสนุน ซึ่งจำนวนที่เรียกร้องต่างจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาไว้หลายเท่าตัว จึงเป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนที่เกินสมควร กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำสั่งศาลชั้นต้นหรือนัดไต่สวนใหม่ ให้ยกคำร้อง

วันที่ 4 สิงหาคม 2563 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านการดำเนินกระบวนพิจารณาและคำสั่งศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาโดยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 254 วรรคสอง แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้พิจารณาไต่สวนเพื่อให้โจทก์ร่วมได้มีโอกาสแสดงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้เห็นว่าคดีอาญาที่ฟ้องมีมูลหรือไม่ และการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนนั้นไม่เกินสมควรและเป็นไปด้วยความสุจริตหรือไม่ ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาและเพิกถอนคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2563

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกา ฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2560 ของโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันบุกรุก และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปเป็นเงิน 668,953.50 บาท ส่วนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 18,835,776.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมจึงเป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคำร้องให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินติดมากับฟ้องอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 หรือมีคำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในส่วนของการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 254 วรรคสอง มาใช้บังคับ เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในส่วนของการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตามหากโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งให้โจทก์ร่วมชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ โดยโจทก์ร่วมไม่อาจขอยกเว้นค่าธรรมเนียมตามคำสั่งศาลในกรณีเช่นนี้ได้ ถือเป็นบทบังคับเด็ดขาด เพราะหากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องในคดีส่วนแพ่ง เมื่อความปรากฏในสำนวนว่า โจทก์ร่วมขอค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยในคดีส่วนแพ่งเป็นเงิน 25,178,723 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะในส่วนของค่าเสียหายของบ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมสำหรับค่าขาดประโยชน์ในการนำบ้านออกให้เช่าในอัตราเดือนละ 70,000 บาท รวม 3 เดือน เป็นเงิน 210,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงชอบที่ศาลจะนำเหตุผลตามคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มาประกอบดุลพินิจเพื่อพิจารณาว่าโจทก์ร่วมเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนในชั้นฎีกาสูงเกินสมควรหรือไม่ โดยไม่จำต้องพิจารณาตามคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ของโจทก์ร่วมที่ยื่นประกอบการไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมที่มีข้อเรียกร้องทำนองเดียวกันซ้ำอีก คดีในส่วนแพ่งชั้นฎีกาโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมเป็นค่าเสียหายกรณีลักไม้ผนังร่วม 270,583 บาท ค่าทรัพย์สินเสียหาย 521,223 บาทค่าเสียโอกาสในการให้เช่าและอยู่อาศัย 630,000 บาท ค่าเสียหายจากการเพิ่มภาระน้ำหนักกดลงบนโครงสร้างร่วม เสาร่วม คานร่วม ของตึกโจทก์ร่วม 4,000,000 บาท ค่าเสียโอกาสนำบ้านเป็นหลักประกันการกู้เงินธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจ 1,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,721,806 บาท ซึ่งล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำขอพร้อมแสดงเหตุแห่งการยกคำขอไว้เพียงพอให้เห็นได้ว่าค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมขอในชั้นฎีกายังคงสูงเกินสมควร ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนคดีแพ่งชั้นฎีกาของโจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน หากโจทก์ร่วมประสงค์จะดำเนินคดีในส่วนแพ่งชั้นฎีกาต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 253 วรรคหนึ่ง ม. 254 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นาง ว.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชาคริต จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858/2565
#684394
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 18 และมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (4) อยู่ในส่วนที่ 1 การจัดตั้งและเปิดดำเนินการโรงเรียนในระบบ มีเจตนารมณ์มุ่งเน้นให้การจัดตั้งโรงเรียนในระบบจะต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อน มิฉะนั้นอาจมีโทษตามมาตรา 130 และการขอรับใบอนุญาตให้แนบรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนในระบบตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (4) เช่น หลักเกณฑ์การจ้างฯลฯ ไปให้ทราบเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ ส่วนการคุ้มครองการทำงานไปอยู่ในส่วนที่ 6 มาตรา 86 เมื่อพิจารณาระเบียบการลา ก็มิใช่เอกสารที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนในระบบ จึงมิใช่เอกสารตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (4) ที่ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องแนบพร้อมตราสารจัดตั้งมาพร้อมคำขอตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ด้วย

ในการกำหนดบทลงโทษตามมาตรา 130 เป็นกรณีที่ผู้จัดตั้งโรงเรียนในระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 18 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับระเบียบการลา

เมื่อไม่มีกรณีที่จำเลยต้องจัดส่งระเบียบการลาให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน การที่จำเลยกำหนดระเบียบการลา และโจทก์ทราบระเบียบดังกล่าว ถือว่าระเบียบการลามีผลใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยแล้ว ส่วนที่ว่าระเบียบการลามีผลใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยเพียงใดนั้นจะต้องพิจารณาประกอบระเบียบเกี่ยวกับการคุ้มครองการทำงานที่คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกำหนดตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 86 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับกับผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชน

ในขณะเกิดเหตุยังไม่ได้ออกระเบียบดังกล่าวเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 มาใช้บังคับแทนโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติดังกล่าวตามมาตรา 166

ระเบียบการลาประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ที่กำหนดว่า "ต้องยื่นใบลาต่อผู้บริหารล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำงาน" ไม่สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) ที่ว่า "การลากิจ หรือลาเพื่อทำหมันให้ยื่นใบลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ในกรณีจำเป็นและไม่สามารถยื่นใบลาได้ตามกำหนด ให้แจ้งการลาโดยเร็วที่สุด" ดังนี้ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับลากิจในส่วนนี้จึงต้องใช้บังคับตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) ดังนี้ แม้การยื่นขอลากิจของโจทก์ได้ยื่นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ก่อนวันแรกที่ขอลากิจคือวันที่ 13 มิถุนายน 2561 เป็นเวลาอย่างน้อย 1 วัน ซึ่งพอถือได้ว่าได้ยื่นใบลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) ก็ตาม แต่เมื่อการลากิจตามระเบียบการลาของจำเลย ข้อ 2 การลากิจยังได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นอีกในข้อ 4 ไว้ด้วยว่า "การอนุมัติคำขอขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บริหาร หากไม่มาปฏิบัติงาน โดยที่ผู้บริหารยังไม่อนุมัติคำขอลาจะถือว่า "ขาดงาน" และไม่ได้รับค่าจ้างในวันดังกล่าว" เช่นนี้ การขอลากิจของโจทก์จึงต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวด้วย การที่โจทก์หยุดโดยยังไม่ได้รับอนุมัติจากจำเลย และเดินทางไปกับบิดาทันทีภายหลังยื่นขอลากิจและหลังเวลาเลิกงานโดยไม่ได้รออนุมัติจากจำเลย เมื่อต่อมาจำเลยไม่ได้อนุมัติใบลากิจของโจทก์เนื่องจากโจทก์เพิ่งกลับเข้ามาปฏิบัติงานเป็นวันแรกหลังจากถูกพักงานครั้งที่สองและจำเลยได้เรียกโจทก์ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่และแจ้งคำสั่งตามหนังสือไม่อนุมัติการลาให้ทราบแล้ว และโจทก์ไม่ได้มาทำงานในวันที่ 13 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการลา อีกทั้งเมื่อสาเหตุการลากิจของโจทก์เป็นการพาบิดาซึ่งมีอายุกว่า 70 ปี ไปเยี่ยมพี่สาวของบิดาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ไม่ใช่กรณีมีความจำเป็นทางครอบครัว ถือว่าไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของโจทก์จึงถือได้ว่าเป็นการละทิ้งการงานไปเสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุดังกล่าวนี้ด้วย ถือได้ว่าเป็นเหตุอันสมควรและเพียงพอในการเลิกจ้าง ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 23,270 บาท เงินพิเศษค้างชำระในเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน 2561 รวม 3 เดือน เป็นเงิน 15,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าชดเชย 107,400 บาท และค่าจ้างค้างชำระของการทำงานระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2561 เป็นเงิน 12,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายตามฟ้องให้โจทก์แล้ว และโจทก์แถลงไม่ติดใจเรียกร้องเงินดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 23,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าชดเชย 109,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทโรงเรียนในระบบตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มีบริษัท ร. เป็นผู้รับใบอนุญาต โจทก์เริ่มทำงานกับจำเลยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 ในตำแหน่งครูประจำชั้นอนุบาล กำหนดให้ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โจทก์ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 18,200 บาท โจทก์จะต้องถูกหักเงินเดือนสมทบส่งกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนในอัตราร้อยละ 3 ของเงินเดือนทุกเดือน โจทก์จึงได้รับเงินเดือนเพียง 17,654 บาท และเบี้ยขยันอีกเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่จำเลยกำหนดขึ้นเพื่อตอบแทนความขยันในการทำงานของครูทุกคนรวมถึงโจทก์ด้วย เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้เหตุผลในหนังสือเลิกจ้างว่า โจทก์กระทำผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยและจงใจขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา และขาดงานตั้งแต่วันที่ 13 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2561 เป็นเวลา 4 วัน ติดต่อกัน แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กระทำความผิดระเบียบข้อบังคับและขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในเวลาปฎิบัติงานโดยใช้โทรศัพท์ในเวลาทำงานจนเป็นเหตุให้จำเลยมีหนังสือเตือนโจทก์ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 (ที่ถูก วันที่ 10) พฤษภาคม 2561 แต่โจทก์ก็ยังคงจงใจขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาอีกจนเป็นเหตุให้จำเลยพักงานโจทก์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2561 นั้น เป็นการกระทำความผิดที่ไม่ร้ายแรง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำความผิดซ้ำคำเตือน และหนังสือเตือนฉบับดังกล่าวไม่มีข้อความระบุห้ามไม่ให้โจทก์กระทำผิดอีกและหากฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษสถานหนักหรือเลิกจ้าง สำหรับสาเหตุการเลิกจ้างที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ละทิ้งการงานติดต่อกันเกิน 4 วันทำการนั้น โจทก์ไม่ได้ยื่นใบลากิจล่วงหน้าตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยซึ่งจะต้องยื่นล่วงหน้าก่อน 3 วันทำการ และจะต้องได้รับอนุมัติจากจำเลย ปรากฏว่าจำเลยไม่อนุมัติใบลากิจของโจทก์และได้เรียกโจทก์ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ เมื่อโจทก์ไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่จึงถือว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ โจทก์ต้องเดินทางไปกับนายอิศเรศวรซ์ บิดาโจทก์ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อไปเยี่ยมพี่สาวนายอิศเรศวรซ์ซึ่งสถาบันครอบครัวเป็นหน่วยที่สำคัญของสังคม การที่โจทก์มีความจำเป็นต้องเดินทางไปพร้อมกับบิดาซึ่งมีอายุกว่า 70 ปี ถือว่าการลากิจของโจทก์มีเหตุอันสมควรแล้ว แม้จะขาดงานเกินกว่า 4 วันทำการก็ตาม ประกอบกับโจทก์เพิ่งกลับมาทำงานให้กับจำเลยเป็นวันแรกหลังจากที่โจทก์ถูกพักงานครั้งที่ 2 ดังนั้นกรณีที่โจทก์ขาดงานนั้นจึงยังไม่ทำความเสียหายให้แก่จำเลยแต่อย่างใด ไม่ถือว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำการติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (5) จำเลยจะนำมาเป็นสาเหตุของการเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้ เมื่อจำเลยเลิกจ้าง จำเลยจึงต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง จำเลยจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยมีหนังสือบอกเลิกจ้าง วันที่ 22 มิถุนายน 2561 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน 9 วัน และเมื่อโจทก์ได้รับเงินเดือน 18,200 บาท จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 23,660 บาท แต่โจทก์เรียกร้องจำนวน 23,270 บาท เพื่อความเป็นธรรมอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 เห็นควรให้จ่ายจำนวน 23,660 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นเวลา 5 ปีเศษ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (3) ในอัตราไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน คิดเป็นเงิน 109,200 บาท ที่โจทก์ขอมา 107,400 บาท ไม่ถูกต้องเช่นกัน เห็นควรกำหนดให้จำนวน 109,200 บาท ที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 34 (2) (3) (4) (6) และ (7) นั้น เห็นว่าการที่จำเลยออกหนังสือเลิกจ้างโจทก์ไม่เข้าข้อกำหนดตามระเบียบนี้และการเลิกจ้างด้วยเหตุตาม (4) (5) (6) และ (7) จะต้องเสนอให้คณะกรรมการประนีประนอมดำเนินการพิจารณาก่อน ข้อต่อสู้ของจำเลยนี้ฟังไม่ขึ้น กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นควรกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 500,000 บาท ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ถูกจำเลยสั่งให้พักงานเพิ่งกลับมาทำงานในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 เมื่อโจทก์ขอลากิจระหว่างวันที่ 13 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โดยยื่นใบลาในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่สามารถยื่นใบลาต่อผู้บริหารของจำเลยล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำงานตามระเบียบการลาของจำเลย เมื่อผู้บริหารของจำเลยไม่อนุมัติให้โจทก์ลากิจตามคำขอและแจ้งให้โจทก์กลับมาทำงาน แต่โจทก์ไม่มาทำงานในวันที่ 13 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2561 ถือว่าโจทก์ขาดงานติดต่อกัน 4 วันทำงาน จึงต้องพิจารณาว่าโจทก์ขาดงานติดต่อกัน 4 วันทำงานโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ โจทก์อ้างว่าบิดาโจทก์จำเป็นต้องเดินทางไปเยี่ยมพี่สาวของบิดาโจทก์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยจะขับรถไป โจทก์เห็นว่าบิดาเดินทางคนเดียวจึงอาสาไปเป็นเพื่อน โจทก์จำเป็นต้องลางาน บิดาโจทก์แจ้งพี่สาวว่าหากว่างจากภารกิจจะไปเยี่ยมในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ยังไม่แน่ว่าจะได้ไปหรือไม่ เพียงแต่บอกโจทก์คร่าว ๆ ว่าในวันพรุ่งนี้จะเดินทางไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดังนั้นจากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่าบิดาโจทก์ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบเดินทางไปจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อไปเยี่ยมพี่สาวในวันที่ 13 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โดยไม่สามารถเลื่อนวันเดินทางได้ การลากิจของโจทก์ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน การที่โจทก์นำใบลาไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานของหัวหน้าฝ่ายอนุบาลในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 เวลา 16.30 นาฬิกา แล้วหยุดงานทันทีโดยไม่รอฟังว่าผู้บริหารของจำเลยอนุมัติให้ลาหรือไม่ เป็นการขัดต่อระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในเรื่องระเบียบการลา เมื่อผู้บริหารของจำเลยไม่อนุมัติการลาและแจ้งให้โจทก์กลับมาทำงานโดยส่งข้อความให้โจทก์ทางแอปพลิเคชันไลน์ แต่โจทก์ไม่ใส่ใจเปิดดูข้อความทั้งที่ยังไม่ทราบว่าได้รับอนุมัติให้ลากิจหรือไม่ เมื่อการลากิจของโจทก์ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน การที่โจทก์ไม่มาทำงานในวันที่ 13 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2561 จึงเป็นการขาดงาน 4 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการละทิ้งการงานไปเสีย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนค่าชดเชยนั้นตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 34 กำหนดว่า ผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ครู ซึ่งเลิกสัญญาการเป็นครูในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้ (8) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 4 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ โจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นเวลา 5 ปีเศษ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่า 6 เดือน ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 32 (3)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 18 และมาตรา 20 (4) อยู่ในส่วนที่ 1 การจัดตั้งและเปิดดำเนินการโรงเรียนในระบบ มีเจตนารมณ์มุ่งเน้นให้การจัดตั้งโรงเรียนในระบบจะต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อนมิฉะนั้นอาจมีโทษตามมาตรา 130 และการขอรับใบอนุญาตให้แนบรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนในระบบตามมาตรา 20 (4) เช่น หลักเกณฑ์การจ้าง ฯลฯ ไปให้ทราบเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ ส่วนการคุ้มครองการทำงานไปอยู่ในส่วนที่ 6 มาตรา 86 เมื่อพิจารณาระเบียบการลา ก็มิใช่เอกสารที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนในระบบ จึงมิใช่เอกสารตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (4) ที่ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องแนบพร้อมตราสารจัดตั้งมาพร้อมคำขอตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ด้วย ส่วนที่โจทก์อ้างว่าถ้านายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษตามมาตรา 130 นั้น เห็นได้ว่าในการกำหนดบทลงโทษตามมาตรา 130 เป็นกรณีที่ผู้จัดตั้งโรงเรียนในระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 18 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับระเบียบการลาตามที่โจทก์อ้างในฎีกา ดังนี้ จึงไม่มีกรณีที่จำเลยต้องจัดส่งระเบียบการลาให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตามที่โจทก์อ้างในฎีกาแต่อย่างใด เมื่อคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายุติว่าจำเลยกำหนดระเบียบการลา และโจทก์ทราบระเบียบดังกล่าวตามรายงานการประชุมครูและบุคลากรของโรงเรียน ถือว่าระเบียบการลา มีผลใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยแล้ว ส่วนที่ว่าระเบียบการลา มีผลใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยเพียงใดนั้นจะต้องพิจารณาประกอบระเบียบเกี่ยวกับการคุ้มครองการทำงานที่คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกำหนดตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 86 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับกับผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชน แต่เมื่อในขณะเกิดเหตุยังไม่ได้ออกระเบียบดังกล่าวเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 มาใช้บังคับแทนโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติดังกล่าวตามมาตรา 166 เมื่อพิจารณาระเบียบการลา ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 24 และ ข้อ 25 แล้ว ปรากฏว่าระเบียบการลา ข้อ 2 การลากิจ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เฉพาะข้อ 2 ที่กำหนดว่า "ต้องยื่นใบลาต่อผู้บริหารล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำงาน" นั้น ไม่สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) ที่ว่า "การลากิจ หรือลาเพื่อทำหมันให้ยื่นใบลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ในกรณีจำเป็นและไม่สามารถยื่นใบลาได้ตามกำหนด ให้แจ้งการลาโดยเร็วที่สุด" ดังนี้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับลากิจในส่วนนี้จึงต้องใช้บังคับตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายุติว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นใบลากิจล่วงหน้าก่อน 3 วันทำงาน ตามระเบียบการลา เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 โจทก์ขอลากิจระหว่างวันที่ 13 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ตามหนังสือขอลากิจ โดยโจทก์เขียนหนังสือขอลากิจและวางไว้ที่โต๊ะทำงานของหัวหน้าฝ่ายอนุบาล ระบุเวลาส่ง 16.45 นาฬิกา หลังเวลาเลิกงานโจทก์รีบเดินทางไปกับบิดาทันทีโดยยังไม่ได้รับอนุมัติการลาจากจำเลยเพราะไม่สามารถรอคำอนุมัติได้ ต่อมาจำเลยไม่ได้อนุมัติใบลากิจของโจทก์เนื่องจากโจทก์เพิ่งกลับเข้ามาปฏิบัติงานเป็นวันแรกหลังจากถูกพักงานครั้งที่สองและจำเลยได้เรียกโจทก์ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่และแจ้งคำสั่งให้ทราบแล้วตามหนังสือไม่อนุมัติการลา โจทก์ไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ และโจทก์ไม่ได้มาทำงานในวันที่ 16 มิถุนายน 2561 สาเหตุที่โจทก์ลากิจเนื่องจากโจทก์ต้องเดินทางไปกับนายอิศเรศวรซ์ บิดาโจทก์ซึ่งมีอายุกว่า 70 ปี ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปเยี่ยมพี่สาวของนายอิศเรศวรซ์ ดังนี้ แม้การยื่นขอลากิจของโจทก์ดังกล่าวได้ยื่นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ก่อนวันแรกที่ขอลากิจคือวันที่ 13 มิถุนายน 2561 เป็นเวลาอย่างน้อย 1 วัน ซึ่งพอถือได้ว่าได้ยื่นใบลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) ก็ตาม แต่เมื่อการลากิจตามระเบียบการลา ของจำเลย ข้อ 2 การลากิจยังได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นอีกในข้อ 4 ไว้ด้วยว่า "การอนุมัติคำขอขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บริหาร หากไม่มาปฏิบัติงาน โดยที่ผู้บริหารยังไม่อนุมัติคำขอลาจะถือว่า "ขาดงาน" และไม่ได้รับค่าจ้างในวันดังกล่าว" เช่นนี้ การขอลากิจของโจทก์จึงต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวด้วย การที่โจทก์หยุดโดยยังไม่ได้รับอนุมัติจากจำเลย และเดินทางไปกับบิดาทันทีภายหลังยื่นขอลากิจและหลังเวลาเลิกงานโดยไม่ได้รออนุมัติจากจำเลย เมื่อต่อมาจำเลยไม่ได้อนุมัติใบลากิจของโจทก์เนื่องจากโจทก์เพิ่งกลับเข้ามาปฏิบัติงานเป็นวันแรกหลังจากถูกพักงานครั้งที่สองและจำเลยได้เรียกโจทก์ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่และแจ้งคำสั่งตามหนังสือไม่อนุมัติการลาให้ทราบแล้ว และโจทก์ไม่ได้มาทำงานในวันที่ 13 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 นั้น จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการลา อีกทั้งเมื่อสาเหตุการลากิจของโจทก์เป็นการพาบิดาซึ่งมีอายุกว่า 70 ปี ไปเยี่ยมพี่สาวของบิดาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น ก็เห็นได้ว่าตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ไม่ใช่กรณีมีความจำเป็นทางครอบครัว ถือว่าไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของโจทก์จึงถือได้ว่าเป็นการละทิ้งการงานไปเสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์แต่อย่างใด และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุดังกล่าวนี้ด้วย ถือได้ว่าเป็นเหตุอันสมควรและเพียงพอในการเลิกจ้าง ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาคดีส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 18 วรรคสอง ม. 19 ม. 20 วรรคหนึ่ง (4) ม. 20 วรรคสอง ม. 20 วรรคสาม ม. 86 ม. 130 ม. 166
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ภ.
จำเลย — โรงเรียน อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสาโรช สำราญทรัพย์
- นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2565
#688899
เปิดฉบับเต็ม

การค้าประเวณี 3 วัน ของผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแยกเป็น 3 ข้อนั้น เกิดจากเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปหรือชักพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีของจำเลยทั้งสองกับพวกที่กระทำแก่ผู้เสียหายโดยฉ้อฉล หลอกลวงตั้งแต่แรกเพียงเจตนาเดียว การค้าประเวณีที่เนื่องมาย่อมไม่เป็นความผิดต่างกรรมไปจากความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นแต่ละฐานอีก

เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาตามสำเนาคำพิพากษาในคดีอาญาของศาลแขวงพระนครเหนือท้ายฎีกาของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้แก้ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 เดือนจริง จึงต้องบวกโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 มาตรา 3, 4, 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 283 บวกโทษจำเลยที่ 1 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือรอการลงโทษไว้เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยไม่ได้ให้การในคดีแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวง และฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี เป็นจำคุกคนละ 15 ปี รวมทุกกระทงเป็นจำคุกคนละ 17 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 215/2561 ของศาลแขวงพระนครเหนือเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 2 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์เป็นเงิน 781,330 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก เพียงบทเดียว รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 3 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจากทางไต่สวนประกอบสำนวนการสอบสวนซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งฟังได้ว่า ผู้เสียหายจบการศึกษานอกโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีบุตรแล้ว 3 คน ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2561 ระหว่างรอที่จะไปทำงานนวดที่สาธารณรัฐเกาหลี ผู้เสียหายได้รับการชักชวนจากเพื่อนชื่อนางสาวพรรณิภา ให้ไปทำงานที่รัฐบาห์เรนด้วยกัน โดยจะมีจำเลยที่ 1 ซึ่งผู้เสียหายไม่รู้จักเป็นผู้ดำเนินการ หลังจากผู้เสียหายสนใจและรับทราบวิธีทำงานจากจำเลยที่ 1 แล้ว รุ่งขึ้นวันที่ 16 มีนาคม 2561 ผู้เสียหาย นางสาวพรรณิภากับหญิงไทยอีกหนึ่งคนก็ร่วมเดินทางไปยังรัฐบาห์เรนโดยมีนางสาวกนกรัตน์ กับชายชาวบาห์เรน 1 คน มารับที่สนามบินแล้วพาไปพักที่ตึก อ. กรุงมานามา ซึ่งมีจำเลยที่ 2 กับพวกพักอยู่ก่อนแล้ว คืนแรกที่ไปถึงจำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายไปทำงานที่บาร์ของโรงแรม ป. ซึ่งมีหญิงไทยหลายคนยืนอยู่รอลูกค้าคืนนั้นผู้เสียหายต้องออกไปร่วมประเวณีกับลูกค้าคนหนึ่งที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำ ต่อมาวันที่ 20 เดือนเดียวกัน นางสาวกนกรัตน์พาผู้เสียหายไปอยู่กับนางสาววิชุดา ที่ตึก ย. ร่วมกับหญิงไทยอีกหลายคนที่มีวิธีหาลูกค้าด้วยการส่งข้อความโต้ตอบกับลูกค้าทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านแอปพลิเคชัน ที่ตึกดังกล่าวผู้เสียหายต้องออกไปร่วมประเวณีกับลูกค้าอีก 2 ครั้ง คือ ในคืนวันที่ 20 กับคืนวันที่ 21 มีนาคม 2561 ครั้งแรกที่ทราบว่าต้องออกไปร่วมประเวณีกับลูกค้า ผู้เสียหายได้ส่งข่าวผ่านแอปพลิเคชันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้นายดุสิต พี่ชายที่ประเทศไทยทราบเพื่อหาทางช่วยเหลือ และจากการประสานงานของหน่วยราชการไทยกับสถานทูตไทยในรัฐบาห์เรน ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2561 ผู้เสียหายก็ได้รับความช่วยเหลือและพาตัวส่งกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 เดือนเดียวกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นตามที่โจทก์ฟ้องอันทำให้ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนและศาลมีอำนาจบวกโทษจำเลยที่ 1 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือรอการลงโทษไว้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ชัดเจนว่างานบริการที่ผู้เสียหายต้องทำที่รัฐบาห์เรนนั้น คือ การขายบริการทางเพศเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีบริการนวดให้แก่ลูกค้าแต่อย่างใด คำว่า "นวด" หรือ "massage" เป็นเพียงคำที่จำเลยที่ 2 กับพวกใช้พูดกับลูกค้าเพื่อชักชวนให้มีการซื้อบริการทางเพศเท่านั้น ดังคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่าคืนแรกเมื่อไปถึงผับ (หรือบาร์) ของโรงแรม จำเลยที่ 2 ได้สอนให้พยานพูดกับลูกค้าว่า You massage with me ซึ่งมีความหมายทำนองเชิญชวนให้ลูกค้าไปนวดกับผู้เสียหายแต่เมื่อมีลูกค้าคนหนึ่งสนใจ จำเลยที่ 2 ก็รับเงินจากลูกค้าแล้วแอบส่งถุงยางอนามัยห่อด้วยกระดาษชำระให้แก่ผู้เสียหายก่อนที่จะบอกให้ผู้เสียหายออกไปกับลูกค้า ฉะนั้นงานบริการที่ผู้เสียหายต้องทำก็คือการค้าประเวณีนั่นเอง ข้อเท็จจริงฟังได้ต่อไปว่า เมื่อรู้ว่าต้องออกไปร่วมประเวณีกับลูกค้าโดยไม่มีการนวดแล้ว ผู้เสียหายก็บอกให้นางสาวพรรณิภาเพื่อนที่ชักชวนมาได้ทราบความจริงทันทีว่างานที่ทำไม่ใช่งานนวดอย่างที่คิด แล้วส่งข้อความทางแอปพลิเคชันไลน์ให้นายดุสิตพี่ชายที่อยู่ประเทศไทยทราบว่าถูกหลอกมาขายบริการทางเพศและขอให้หาทางช่วยเหลือ อันแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าผู้เสียหายมิได้สมัครใจมาค้าประเวณี แต่เหตุที่ตัดสินใจมาเป็นเพราะจำเลยที่ 1 บอกว่าเป็นงานนวด ซึ่งเชื่อว่าจำเลยที่ 1 น่าจะนำคำว่า "massage" ที่ใช้ชักชวนลูกค้ามาแปลเพื่อชักจูงให้ผู้เสียหายเกิดความสนใจ โดยไม่บอกลักษณะของงานที่แท้จริงให้ผู้เสียหายทราบและเข้าใจ ส่วนที่นางสาวพรรณิภาให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 บอกให้ทราบแล้วว่างานที่ทำเป็นงานค้าประเวณีนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เพราะนางสาวพรรณิภาสมัครใจมาค้าประเวณีและยังอยากจะทำงานที่รัฐบาห์เรนต่อ จึงน่าจะให้การที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายจำเลยมากกว่า การชักชวนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยฉ้อฉล หลอกลวง จัดส่งผู้เสียหายให้ไปค้าประเวณียังรัฐบาห์เรน อันเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตามมาตรา 6 (1) ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง และฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าผู้เสียหายไม่ได้ถูกหลอกลวงเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องไปค้าประเวณีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อความปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้จัดที่อยู่อาศัยให้ผู้เสียหายและพาผู้เสียหายไปค้าประเวณีเมื่อไปถึงรัฐบาห์เรนแล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นตัวการในความผิดฐานค้ามนุษย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำด้วย ทั้งยังฟังว่าเป็นการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งในวรรคสองกำหนดให้ผู้ร่วมสมคบด้วยกันทุกคนต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดในมาตรา 6 อีกกระทงหนึ่ง และนอกจากจำเลยทั้งสองแล้วยังมีพวกอีกหลายคนร่วมกันกระทำความผิดอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป จำเลยทั้งสองจึงต้องรับโทษหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้สำหรับมาตรา 6 อีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 10 วรรคหนึ่งดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักขึ้น มิใช่บทบัญญัติที่ระบุว่าการกระทำใดเป็นความผิด แต่ที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ข้อ 1.3 และข้อ 1.4 ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยขอให้ลงโทษแยกเป็นสามกระทงนั้นยังไม่ถูกต้องไม่อาจลงโทษตามขอได้ ปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า แม้การร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปหรือชักพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีอาจเป็นความผิดหลายกระทงได้ แต่การออกไปค้าประเวณี 3 วัน ของผู้เสียหายตามที่โจทก์แยกฟ้องนั้นเกิดจากเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวข้างต้นของจำเลยทั้งสองกับพวกที่กระทำแก่ผู้เสียหายโดยฉ้อฉล หลอกลวงตั้งแต่แรกเพียงเจตนาเดียว การค้าประเวณีที่เนื่องมาย่อมไม่เป็นความผิดต่างกรรมไปจากความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นแต่ละฐานอีก อย่างไรก็ตามความผิดฐานค้ามนุษย์ดังกล่าวเกิดจากการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ร่วมสมคบทุกคนต้องระวางโทษตามที่ได้บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นอีกกระทงหนึ่งด้วย ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องรับโทษฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง และฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 วรรคสอง รวม 2 กระทง ซึ่งจากคำบรรยายฟ้อง เท่ากับโจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นข้อ 1.1 กระทงหนึ่ง กับข้อ 1.2 ถึงข้อ 1.4 อีกกระทงหนึ่งเป็น 2 กระทง จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษและกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ และเมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามที่โจทก์ขอและจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งคัดค้านได้ สำหรับฎีกาเรื่องการบวกโทษจำเลยที่ 1 ความปรากฏแก่ศาลฎีกาตามสำเนาคำพิพากษาของศาลแขวงพระนครเหนือ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 215/2561 ท้ายฎีกาของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้แก้ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 เดือนจริงจึงต้องบวกโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำขอในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (เดิม), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวง ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี รวมทุกกระทงเป็นจำคุกคนละ 7 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 215/2561 ของศาลแขวงพระนครเหนือเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 2 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์เป็นเงิน 781,330 บาท แก่ผู้เสียหาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 ม. 90 ม. 283
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 9 วรรคสี่
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 วรรคหนึ่ง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวเขมจุฑา สุวรรณจินดา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยนตร์ โสตถิทัต
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1802/2565
#684041
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ การจัดให้มีพนักงานดูแลลูกค้ารายใหญ่ด้วยการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่ต้องการทำธุรกรรมกับจำเลยถึงที่ทำการของลูกค้าโดยลูกค้าไม่ต้องมาดำเนินการที่สาขาของจำเลยด้วยตนเอง ถือเป็นบริการอย่างหนึ่งของจำเลยเพื่อประโยชน์ในกิจการของจำเลยเอง ซึ่งจำเลยสมควรคัดเลือกพนักงานที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่นี้และคอยสอดส่องไม่ให้ทำผิดหน้าที่ เมื่อ จ. พนักงานผู้มีหน้าที่ดูแลลูกค้าของจำเลยกลุ่มลูกค้าบุคคลได้รับมอบหมายจากจำเลยให้เป็นผู้ดูแลโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ การที่ จ. อำนวยความสะดวกให้โจทก์ด้วยการนำใบนำฝาก/โอน และใบคำสั่งซื้อหน่วยลงทุนไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อถึงที่ทำการของโจทก์ แล้วรับเอกสารดังกล่าวมาดำเนินการต่อที่สาขาของจำเลย ถือเป็นกิจการของจำเลยที่มอบหมายให้ จ. ไปกระทำ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบหมายให้ จ. เป็นตัวแทนของโจทก์ไปทำธุรกรรมกับจำเลยดังที่จำเลยฎีกา การที่ จ. รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับโจทก์มาก่อนมีผลเพียงทำให้โจทก์ให้ความไว้วางใจ จ. ในฐานะพนักงานของจำเลยที่มาอำนวยความสะดวกให้โจทก์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น หาทำให้ จ. กลับกลายเป็นตัวแทนของโจทก์ไปทำธุรกรรมกับจำเลยไม่ จ. เพียงทำหน้าที่นำเอกสารที่ใช้ในการถอนเงินและซื้อหน่วยลงทุนไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วรับเอกสารจากโจทก์ไปมอบให้พนักงานของจำเลยที่มีอำนาจหน้าที่ในการทำธุรกรรมนั้น ๆ เป็นผู้ดำเนินการต่อ หาใช่ว่า จ. เป็นผู้รับทำธุรกรรมให้โจทก์ด้วยตนเองไม่ ดังนั้น แม้ขณะทำธุรกรรมดังกล่าว จ. ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้แนะนำการลงทุนดังที่จำเลยฎีกา การกระทำของ จ. ก็ยังอยู่ในขอบอำนาจและในกิจการที่ได้รับมอบหมายจากจำเลย เมื่อ จ. นำใบนำฝาก/โอน มาทำรายการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีของบุคคลอื่นโดยมิได้นำไปซื้อหน่วยลงทุนอันผิดไปจากความประสงค์ของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ จ. ลูกจ้างของจำเลยกระทำไปในทางการที่จ้าง

โจทก์สามารถตรวจสอบได้โดยง่ายว่า จ. ได้ซื้อหน่วยลงทุนถูกต้องตามความประสงค์ของโจทก์ในแต่ละครั้งหรือไม่ โดยการเรียกสมุดคู่ฝากบัญชีและสมุดบัญชีกองทุนรวมทั้งเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบทุกครั้งภายหลังจากที่ได้มอบหมายให้ไปทำธุรกรรม ทั้งการโอนเงินตามฟ้องแต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกัน หากโจทก์ได้ตรวจสอบดังเช่นวิญญูชนพึงกระทำก็ย่อมจะทราบได้ตั้งแต่แรกว่ามีการทำธุรกรรมผิดไปจากความประสงค์ของตน ซึ่งอาจจะอายัดเงินในบัญชีของผู้รับโอนกลับคืนมาได้ทันหรืออย่างน้อยก็ทำให้สามารถป้องกันมิให้เกิดความเสียหายซ้ำอีก แต่โจทก์กลับมอบสมุดคู่ฝากบัญชีและสมุดบัญชีกองทุนให้ จ. เป็นผู้เก็บรักษา ทั้งยังปล่อยปละไม่ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมจนเวลาล่วงเลยมานานหลายเดือนจึงทราบเหตุละเมิด ถือได้ว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับเกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์ประกอบด้วย การกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชำระแก่โจทก์มากน้อยเพียงใด จึงต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 23,343,047.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 21,500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท โดยส่วนที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 21,500,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 ของต้นเงิน 5,500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 และของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2559) ของต้นเงิน 6,000,000 บาท ต้องไม่เกิน 641,095.89 บาท ของต้นเงิน 5,500,000 บาท ต้องไม่เกิน 439,623.29 บาท และของต้นเงิน 10,000,000 บาท ต้องไม่เกิน 762,328.77 บาท ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ต่อศาลในนามของโจทก์ กำหนดค่าทนายให้ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนของกองทุนต่าง ๆ โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ กับธนาคารจำเลยสาขาแพลทินัม ประตูน้ำ และในวันเดียวกันโจทก์เปิดบัญชีซื้อขายหน่วยลงทุนกองทุนเปิด ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ผ่านจำเลยซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนดังกล่าว มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหน่วยลงทุน นางสาวพจมานย์ เป็นพนักงานของจำเลยระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2559 โดยได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป นางสาวพจมานย์มีหน้าที่ดูแลลูกค้าของจำเลยกลุ่มลูกค้าบุคคล (Relationship Manager) ที่สาขาแพลทินัม ประตูน้ำ จำเลยมอบหมายให้นางสาวพจมานย์ดูแลโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้วยการไปอำนวยความสะดวกให้แก่โจทก์ในการนำเอกสารมาทำธุรกรรมกับจำเลยที่สาขา นอกจากนี้นางสาวพจมานย์ยังมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับโจทก์เนื่องจากเป็นภริยานายสมเดช พนักงานของบริษัท พ. ซึ่งมีโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2558 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 และวันที่ 4 ธันวาคม 2558 นางสาวพจมานย์นำใบนำฝาก/โอน ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและผู้ขอทำรายการ มาทำรายการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ ที่ธนาคารจำเลยสาขาซิตี้ คอมเพล็กซ์ ซึ่งมีผู้จัดการสาขาคนเดียวกับสาขาแพลทินัม ประตูน้ำ โดยวันที่ 8 กรกฎาคม 2558 โอนเงิน 6,000,000 บาท ไปเข้าบัญชีของนางสาวสุพัตรา วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 โอนเงิน 5,500,000 บาท ไปเข้าบัญชีของนายสุวรรณ และวันที่ 4 ธันวาคม 2558 โอนเงิน 10,000,000 บาท ไปเข้าบัญชีของนางสาวสุพัตรา ต่อมานางสาวพจมานย์ถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงและปลอมเอกสาร อันเนื่องมาจากนางสาวพจมานย์นำใบนำฝาก/โอนไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วนำไปทำรายการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 รวม 25,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินคนละรายการกับที่โอนในคดีนี้ ไปเข้าบัญชีของบุคคลอื่นผิดไปจากความประสงค์ของโจทก์ที่ให้นำไปซื้อหน่วยลงทุน แต่จำเลยติดตามเงินจำนวนดังกล่าวจากบัญชีของผู้รับโอนนำกลับคืนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ได้ นางสาวพจมานย์ให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกนางสาวพจมานย์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า นางสาวพจมานย์เป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำธุรกรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า นางสาวพจมานย์นำใบนำฝาก/โอน ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและผู้ขอทำรายการ มาทำรายการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีของบุคคลอื่นผิดไปจากความประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการให้หักเงินจากบัญชีเงินฝากนำไปซื้อหน่วยลงทุน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า นางสาวพจมานย์เป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำธุรกรรมดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ การจัดให้มีพนักงานดูแลลูกค้ารายใหญ่ด้วยการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่ต้องการทำธุรกรรมกับจำเลยถึงที่ทำการของลูกค้าโดยลูกค้าไม่ต้องมาดำเนินการที่สาขาของจำเลยด้วยตนเอง ถือเป็นบริการอย่างหนึ่งของจำเลยเพื่อประโยชน์ในกิจการของจำเลยเอง ซึ่งจำเลยสมควรคัดเลือกพนักงานที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่นี้และคอยสอดส่องไม่ให้ทำผิดหน้าที่ เมื่อนางสาวพจมานย์พนักงานผู้มีหน้าที่ดูแลลูกค้าของจำเลยกลุ่มลูกค้าบุคคลได้รับมอบหมายจากจำเลยให้เป็นผู้ดูแลโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ การที่นางสาวพจมานย์อำนวยความสะดวกให้โจทก์ด้วยการนำใบนำฝาก/โอน และใบคำสั่งซื้อหน่วยลงทุนไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อถึงที่ทำการของโจทก์ แล้วรับเอกสารดังกล่าวมาดำเนินการต่อที่สาขาของจำเลย ถือเป็นกิจการของจำเลยที่มอบหมายให้นางสาวพจมานย์ไปกระทำ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบหมายให้นางสาวพจมานย์เป็นตัวแทนของโจทก์ไปทำธุรกรรมกับจำเลยดังที่จำเลยฎีกา การที่นางสาวพจมานย์รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับโจทก์มาก่อนมีผลเพียงทำให้โจทก์ให้ความไว้วางใจนางสาวพจมานย์ในฐานะพนักงานของจำเลยที่มาอำนวยความสะดวกให้โจทก์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น หาทำให้นางสาวพจมานย์กลับกลายเป็นตัวแทนของโจทก์ไปทำธุรกรรมกับจำเลยไม่ นางสาวพจมานย์เพียงทำหน้าที่นำเอกสารที่ใช้ในการถอนเงินและซื้อหน่วยลงทุนไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วรับเอกสารจากโจทก์ไปมอบให้พนักงานของจำเลยที่มีอำนาจหน้าที่ในการทำธุรกรรมนั้น ๆ เป็นผู้ดำเนินการต่อ หาใช่ว่านางสาวพจมานย์เป็นผู้รับทำธุรกรรมให้โจทก์ด้วยตนเองไม่ ดังนั้น แม้ขณะทำธุรกรรมดังกล่าวนางสาวพจมานย์ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้แนะนำการลงทุนดังที่จำเลยฎีกา การกระทำของนางสาวพจมานย์ก็ยังอยู่ในขอบอำนาจและในกิจการที่ได้รับมอบหมายจากจำเลย เมื่อนางสาวพจมานย์นำใบนำฝาก/โอน มาทำรายการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีของบุคคลอื่นโดยมิได้นำไปซื้อหน่วยลงทุนอันผิดไปจากความประสงค์ของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่นางสาวพจมานย์ลูกจ้างของจำเลยกระทำไปในทางการที่จ้าง โดยต้องคืนเงินที่นางสาวพจมานย์ทำรายการโอนจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีของบุคคลอื่นรวม 21,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันโอนเงินแต่ละรายการจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ หรืออย่างน้อยโจทก์ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดในความเสียหายจากการกระทำของโจทก์ด้วย นั้น เห็นว่า โจทก์สามารถตรวจสอบได้โดยง่ายว่านางสาวพจมานย์ได้ซื้อหน่วยลงทุนถูกต้องตามความประสงค์ของโจทก์ในแต่ละครั้งหรือไม่ โดยการเรียกสมุดคู่ฝากบัญชีและสมุดบัญชีกองทุนรวมทั้งเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบทุกครั้งภายหลังจากที่ได้มอบหมายให้ไปทำธุรกรรม ทั้งการโอนเงินตามฟ้องแต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกัน หากโจทก์ได้ตรวจสอบดังเช่นวิญญูชนพึงกระทำก็ย่อมจะทราบได้ตั้งแต่แรกว่ามีการทำธุรกรรมผิดไปจากความประสงค์ของตน ซึ่งอาจจะอายัดเงินในบัญชีของผู้รับโอนกลับคืนมาได้ทันหรืออย่างน้อยก็ทำให้สามารถป้องกันมิให้เกิดความเสียหายซ้ำอีก แต่โจทก์กลับมอบสมุดคู่ฝากบัญชีและสมุดบัญชีกองทุนให้นางสาวพจมานย์เป็นผู้เก็บรักษา ทั้งยังปล่อยปละไม่ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมจนเวลาล่วงเลยมานานหลายเดือนจึงทราบเหตุละเมิด ถือได้ว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับเกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์ประกอบด้วย การกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชำระแก่โจทก์มากน้อยเพียงใด จึงต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า ความเสียหายที่โจทก์ได้รับเกิดขึ้นเพราะฝ่ายจำเลยเป็นผู้ก่อมากกว่า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์สองในสามส่วน เป็นเงินรวม 14,333,333.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 ของต้นเงิน 3,666,666.67 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 และของต้นเงิน 6,666,666.67 บาท นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2558 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดรวม 21,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อศาลฎีกาแก้ไขจำนวนเงินที่ให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ จึงเห็นสมควรแก้ไขค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้แทนโจทก์เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีด้วย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 14,333,333.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 ของต้นเงิน 3,666,666.67 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 และของต้นเงิน 6,666,666.67 บาท นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 425 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — ธนาคาร ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางอภิวดี เหลืองรุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายกีรติ วรพุทธพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1800/2565
#683749
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานใดย่อมจะต้องพิจารณาว่าพยานหลักฐานนั้นเกี่ยวกับประเด็นในคดีหรือไม่ หากพยานหลักฐานใดไม่เกี่ยวกับประเด็นหรือนอกประเด็น แม้คู่ความจะนำสืบกล่าวอ้างพยานหลักฐานนั้นต่อศาล ศาลย่อมมีอำนาจที่จะไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้น

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทุจริตต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ตั้งระบบอัตโนมัติในเครื่องคอมพิวเตอร์และบันทึกข้อมูลในระบบว่ามีการหักเงินบางส่วนของบัญชีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แล้วนำไปตั้งพักไว้ในบัญชีตั้งพักของธนาคารโจทก์ หลังจากนั้นได้ล้างรายการเงินฝากของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจ แล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีของตนไป การที่โจทก์นำสืบถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับค่าตรวจสอบบัญชี จำนวน 700,000 บาท เศษ โดยมีการระบุถึงรหัสประจำตัวพนักงานของจำเลยที่ 2 เป็นผู้บันทึกข้อมูล และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติรายการต่อศาลแรงงานกลาง จึงเป็นการนำสืบถึงรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากเป็นเรื่องความเป็นมาที่โจทก์ตรวจพบการทุจริตของจำเลยทั้งสองก่อนหน้าที่จะมีการกระทำผิดตามคำฟ้อง และอาจใช้สนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับการทุจริตของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่การนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานขัดกับสำนวน เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด อันเป็นการร่วมกันกระทำทุจริตและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ เป็นอุทธรณ์ที่ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 หรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนของการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย เพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพัก เพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองกับพวก โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 ได้รับโอนเงินของโจทก์เข้าบัญชีถึง 2 ครั้ง จำนวน 240,000 บาท และ 250,000 บาท แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยลอย ๆ เพียงว่า โจทก์ไม่มีพยานบุคคลมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิด มิได้วินิจฉัยถึงพยานเอกสารอื่นว่าไม่อาจรับฟังเชื่อมโยงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทุจริตเงินตามคำฟ้องเพราะเหตุใด นอกจากนั้น เงินที่โอนเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 รวมสองครั้งมิใช่เงินจำนวนเล็กน้อย จำเลยที่ 2 ย่อมต้องให้ความสำคัญและย่อมทราบว่าเงินดังกล่าวมีที่มาอย่างไร แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยเพียงว่าเงินที่เข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ถอนให้จำเลยที่ 1 ไป จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เอาเงินของโจทก์ไปโดยทุจริตเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ แต่ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทราบถึงที่มาของการโอนเงินดังกล่าวอย่างไร เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เช่นนี้ แม้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจะยังไม่ถึงกับเป็นการวินิจฉัยขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่ก็เป็นคำพิพากษาที่มิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 490,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย 490,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 ธันวาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติและปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ทำข้อมูลด้านการเงินใช้บัญชีชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นบัญชีบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ จำเลยที่ 2 เริ่มทำงานเป็นพนักงานโจทก์เมื่อเดือนกันยายน 2557 ในตำแหน่งพนักงานเดินเอกสาร ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2558 จำเลยที่ 2 ย้ายมาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ธนาคาร สังกัดฝ่ายบัญชีและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ในการทำงานจำเลยที่ 2 จะมีรหัสเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ซึ่งเป็นความลับเฉพาะตัว ไม่สามารถบอกรหัสให้บุคคลอื่นทราบ ทั้งห้ามนำรหัสไปให้บุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ การตั้งรายการอัตโนมัติจะต้องมีการบันทึกข้อมูล โดยผู้ทำรายการและมีผู้อนุมัติรายการ แต่ละคนจะมีรหัสประจำตัวซึ่งต้องเก็บไว้เป็นความลับ ผู้อนุมัติรายการไม่สามารถบันทึกข้อมูลเพื่อทำรายการได้ ต้องเป็นคนละคนกับผู้ทำรายการ วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 มีการตั้งระบบอัตโนมัติล่วงหน้าให้ทำรายการโดยการหักกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อโอนเข้าบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย หน้าจอคอมพิวเตอร์ระบุว่ามีบุคคลเข้าไปดำเนินการแต่ไม่ได้ระบุรหัสของผู้เข้าไปดำเนินการ วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 มีการทำบัญชีอัตโนมัติล่วงหน้า ล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักดังกล่าว เพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำนวน 240,000 บาท จำเลยที่ 1 จำนวน 309,500 บาท และคุณบุญนุช ซึ่งเป็นพนักงานโจทก์อีกคนหนึ่ง จำนวน 200,000 บาท แล้วบุคคลทั้งสามได้มีการถอนเงินดังกล่าวออกจากบัญชีของแต่ละคน วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 มีการตั้งระบบอัตโนมัติล่วงหน้าให้ทำรายการโดยการหักกำไรจากบัญชีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อโอนเข้าบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 มีการตั้งบัญชีพักไว้เช่นกันโดยล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักดังกล่าวเพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 จำนวน 290,000 บาท และจำนวน 272,500 บาท เข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำนวน 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 601,450 บาท และจำนวน 211,050 บาท จากการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ทำรายการและอนุมัติรายการพบว่ามีการแก้ไขข้อมูลและมีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และบุคคลทั้งสองได้มีการถอนเงินดังกล่าวออกจากบัญชีของแต่ละคนแล้ว วันที่ 9 สิงหาคม 2560 จำเลยทั้งสองมีหนังสือชี้แจงไปยังโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานบุคคลมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดหรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด คงได้ความเพียงว่าตามวันเวลาที่เกิดเหตุดังกล่าวข้างต้นมีการกระทำของบุคคลตั้งระบบอัตโนมัติล่วงหน้าให้ทำรายการโดยการหักกำไรจากบัญชีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อโอนเข้าบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย หน้าจอคอมพิวเตอร์ระบุว่ามีการเข้าไปดำเนินการแต่ไม่ได้ระบุรหัสของผู้เข้าไปดำเนินการ มีการทำบัญชีอัตโนมัติล่วงหน้าล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 คุณบุญนุช ซึ่งเป็นพนักงานโจทก์อีกคนหนึ่งและจำเลยที่ 1 แล้วบุคคลทั้งสามได้มีการถอนเงินออกจากบัญชีของแต่ละคน โดยเงินที่เข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ถอนให้จำเลยที่ 1 ไป จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เอาเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ และกระทำละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย แต่ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยจำเลยที่ 2 เปิดเผยรหัสเข้าถึงข้อมูลให้จำเลยที่ 1 รู้เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นได้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 เป็นเงินที่มาจากบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทยของโจทก์ ไม่ใช่เงินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ต้องรายงานให้โจทก์ทราบ และจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิรับโอนเงินดังกล่าวไว้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้แจ้งโจทก์กลับถอนเงินไปให้จำเลยที่ 1 และพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาแสดงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำรายการหรือนำรหัสประจำตัวของตนเองให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการทำรายการ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้บันทึกข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เงินไปจากโจทก์ อันเป็นการร่วมกันกระทำทุจริตและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์นั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟังข้อเท็จจริงว่าข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยจำเลยที่ 2 เปิดเผยรหัสเข้าถึงข้อมูลให้จำเลยที่ 1 รู้เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องได้ จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง เพราะผู้ทำรายการหักกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้มีเพียงจำเลยที่ 2 เหตุที่โจทก์ตรวจพบการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้อง เนื่องจากก่อนหน้านั้น โจทก์พบการบันทึกรายการค่าตรวจสอบบัญชี จำนวน 700,000 บาท เศษ ที่มีการระบุรหัสประจำตัวพนักงานของจำเลยทั้งสองว่าเป็นผู้ร่วมกันทำรายการอันเป็นเท็จ แต่มีการแก้ไขข้อมูลเพื่อมิให้ถูกตรวจสอบได้นั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า อุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานใดย่อมจะต้องพิจารณาว่าพยานหลักฐานนั้นเกี่ยวกับประเด็นในคดีหรือไม่ หากพยานหลักฐานใดไม่เกี่ยวกับประเด็นหรือนอกประเด็น แม้คู่ความจะนำสืบกล่าวอ้างพยานหลักฐานนั้นต่อศาล ศาลย่อมมีอำนาจที่จะไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้น คดีนี้โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทุจริตต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ตั้งระบบอัตโนมัติในเครื่องคอมพิวเตอร์และบันทึกข้อมูลในระบบว่ามีการหักเงินบางส่วนของบัญชีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แล้วนำไปตั้งพักไว้ในบัญชีตั้งพักของธนาคารโจทก์ หลังจากนั้นได้ล้างรายการเงินฝากของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจ แล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีของตนไป การที่โจทก์นำสืบถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับค่าตรวจสอบบัญชี จำนวน 700,000 บาท เศษ โดยมีการระบุถึงรหัสประจำตัวพนักงานของจำเลยที่ 2 เป็นผู้บันทึกข้อมูล และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติรายการ ต่อศาลแรงงานกลาง จึงเป็นการนำสืบถึงรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ซึ่งแม้ไม่ได้กล่าวบรรยายไว้ในคำฟ้องก็สามารถนำสืบได้ เนื่องจากการตรวจสอบเรื่องค่าตรวจสอบบัญชี จำนวน 700,000 บาท เศษ เป็นเรื่องความเป็นมาที่โจทก์ตรวจพบการทุจริตของจำเลยทั้งสองก่อนหน้าที่จะมีการกระทำผิดตามคำฟ้อง และอาจใช้สนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับการทุจริตของจำเลยที่ 2 ตามคำฟ้องได้ ไม่ใช่การนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นข้อที่โจทก์ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบและไม่รับวินิจฉัยให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า อุทธรณ์ของโจทก์ว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรืออุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์โดยสรุปว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานขัดกับสำนวน เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ตรวจพบการทำทุจริตของพนักงานเนื่องจากสำนักงานตรวจสอบบัญชีภายนอกแจ้งว่ามีรายการค่าตรวจสอบบัญชี จำนวน 700,000 บาท เศษ แต่สำนักงานตรวจสอบบัญชีไม่ได้รับเงินดังกล่าว โจทก์ตรวจพบว่ามีการทำบันทึกค่าตรวจสอบบัญชีเป็นเท็จขึ้น โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้บันทึกข้อมูล และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติ แต่มีการลบข้อมูลการทำรายการดังกล่าวออกไปเพื่อให้โจทก์ไม่สามารถตรวจสอบการทำรายการดังกล่าว สำหรับเหตุตามคำฟ้องคดีนี้ โจทก์ตรวจพบว่า มีการตั้งระบบอัตโนมัติในเครื่องคอมพิวเตอร์และบันทึกข้อมูลในระบบว่ามีการหักเงินบางส่วนของบัญชีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แล้วนำไปตั้งพักไว้ในบัญชีตั้งพักของธนาคารโจทก์สองครั้ง และโจทก์พบว่ามีการล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักของโจทก์แล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองกับพวก หลังจากนั้น จำเลยที่ 2 เบิกถอนเงินจากบัญชีของตนเองไป โดยจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เงินของจำเลยที่ 1 ดังที่ให้การต่อสู้คดี แต่เป็นเงินที่มาจากบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทยของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรายงานให้โจทก์ทราบ และจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิรับโอนเงินดังกล่าวไว้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้แจ้งโจทก์กลับถอนเงินไปให้จำเลยที่ 1 และพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาแสดงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำรายการด้วยตนเองหรือนำรหัสประจำตัวของตนเองให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการทำรายการดังกล่าวด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด อันเป็นการร่วมกันกระทำทุจริตและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์นั้น ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 หรือไม่ แม้ในอุทธรณ์ของโจทก์บางตอนจะอ้างคำเบิกความพยานบุคคลและพยานเอกสารต่าง ๆ มาด้วย แต่เป็นการอ้างเพื่อแสดงให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ครบประเด็นอย่างไร และข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบไว้ในสำนวนอย่างไร อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาและมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัย โดยปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดต่อโจทก์หรือไม่ และคำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น ดังนั้น คำพิพากษาศาลแรงงานในส่วนของการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า การตั้งรายการอัตโนมัติจะต้องมีการบันทึกข้อมูล โดยผู้ทำรายการคนหนึ่ง และมีผู้อนุมัติรายการอีกคนหนึ่ง แต่ละคนจะมีรหัสประจำตัวที่ต้องเก็บไว้เป็นความลับ ผู้อนุมัติรายการไม่สามารถบันทึกข้อมูลเพื่อทำรายการได้ ต้องเป็นคนละคนกับผู้ทำรายการ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ตรวจพบว่ามีการตั้งระบบอัตโนมัติล่วงหน้าให้ทำรายการโดยการหักกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อโอนเข้าบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย หน้าจอคอมพิวเตอร์ระบุว่ามีบุคคลเข้าไปดำเนินการแต่ไม่ได้ระบุรหัสของผู้เข้าไปดำเนินการ และมีการล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักดังกล่าว เพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองกับพวก โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 ได้รับโอนเงินของโจทก์เข้าบัญชีถึง 2 ครั้ง จำนวน 240,000 บาท และจำนวน 250,000 บาท แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยลอย ๆ เพียงว่า โจทก์ไม่มีพยานบุคคลมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดคงได้ความเพียงว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุดังกล่าวมีการกระทำของบุคคลตั้งระบบอัตโนมัติล่วงหน้าให้ทำรายการโดยการหักกำไรจากบัญชีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อโอนเข้าบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย หน้าจอคอมพิวเตอร์ระบุว่ามีการเข้าไปดำเนินการ แต่ไม่ได้ระบุรหัสของผู้เข้าไปดำเนินการเท่านั้น แต่ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยถึงพยานเอกสารอื่นว่า ไม่อาจรับฟังเชื่อมโยงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทุจริตเงินตามคำฟ้องเพราะเหตุใด รวมถึงเอกสารหมาย จ.21 ซึ่งเป็นหลักฐานที่โจทก์นำสืบพฤติการณ์แห่งคดีว่าจำเลยทั้งสองเคยร่วมกันทำรายการอันเป็นเท็จมาก่อนเกิดเหตุ แม้ในครั้งเกิดเหตุ จะไม่พบรหัสของผู้เข้ามาดำเนินการ แต่จำเลยที่ 2 ก็ได้รับโอนเงินของโจทก์เข้าบัญชีตนเอง นอกจากนั้น เงินที่โอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 รวมสองครั้งมิใช่เงินจำนวนเล็กน้อย จำเลยที่ 2 ย่อมต้องให้ความสำคัญและย่อมทราบว่าเงินดังกล่าวมีที่มาอย่างไร ซึ่งโจทก์ฟ้องและนำสืบแล้วว่า เมื่อมีการล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำนวนสองครั้งข้างต้น จำเลยที่ 2 ย่อมทราบว่าเงินดังกล่าวเป็นของโจทก์เพราะมีรหัสการโอนเงินระบุกำกับไว้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นเงินที่โอนมาจากบัญชีของโจทก์ แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยเพียงว่าเงินที่เข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ถอนให้จำเลยที่ 1 ไป จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เอาเงินของโจทก์ไปโดยทุจริตเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ แต่ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทราบถึงที่มาของการโอนเงินดังกล่าวอย่างไร เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เช่นนี้ แม้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจะยังไม่ถึงกับเป็นการวินิจฉัยขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่ก็เป็นคำพิพากษาที่มิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้เสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง จึงให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดสำหรับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โดยให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงใหม่ในประเด็นว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 ธันวาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 243 (1) ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 57/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ.
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส
- นางกนกรดา ไกรวิชญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
นพเรศ พันธุ์นรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1792/2565
#687036
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายและสัญญาจ้างเหมาที่มีกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้หรือเวลาส่งมอบงาน โจทก์ทั้งสองมีหนังสือขอเลื่อนการส่งมอบงาน จำเลยมีหนังสืออนุญาต แต่กำหนดเวลาให้โจทก์ทั้งสองเร่งงานให้เสร็จภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ในชั้นต้นแสดงว่าจำเลยถือเอากำหนดเวลาเป็นสำคัญ แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ขอขยายเวลาออกไปถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2560 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2560 ตัวแทนโจทก์ทั้งสองและผู้จัดการโครงการของจำเลยประชุมกันขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ประกอบกับหลังพ้นวันที่ 15 มิถุนายน 2560 โจทก์ทั้งสองยังคงทำงานอยู่ โดยจำเลยมิได้บอกเลิกสัญญา และเมื่อมีการส่งมอบงานไม่ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมรับงานหรือสงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยมิได้ถือเอากำหนดส่งมอบงานวันที่ 15 มิถุนายน 2560 เป็นสำคัญ และถือว่าเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาส่งมอบงานแน่นอน การที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญาจะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้น ถ้าไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงจะบอกเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาทันทีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยบอกเลิกสัญญาและโจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ ถือว่าคู่ความตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย โดยไม่ถือว่าโจทก์ทั้งสองผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ทั้งสอง เมื่อสัญญาเลิกกัน โจทก์ทั้งสองและจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ส่วนงานอันได้กระทำให้ ให้ใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ ตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม และเมื่อโจทก์ทั้งสองมิต้องรับผิดต่อจำเลย จำเลยจึงไม่อาจนำหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับไปเรียกให้ธนาคารรับผิดตามหนังสือค้ำประกันได้ จำเลยจึงมีหน้าที่เพียงคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 7,128,633.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,836,485.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินแทน 4,071,222.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว จนกว่าจำเลยจะคืนหรือชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เสร็จสิ้นและให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ส. ฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 2 หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินแทน 1,064,777.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว จนกว่าจำเลยจะคืนหรือชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองและขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 7,790,254.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,605.839.35 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 1 ชำระเสร็จแก่จำเลย และขอให้บังคับโจทก์ที่ 2 ชำระเงิน 3,603,479.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,518,175.32 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 2 ชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,776,298.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,066,051.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าชำระแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระเงิน 4,071,222.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว จนกว่าจำเลยจะคืนหรือชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เสร็จสิ้นและให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ส. ฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 2 หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระเงิน 1,064,777.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว จนกว่าจำเลยจะคืนหรือชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เสร็จสิ้นคำขออื่นของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ที่ 1 ชดใช้เงินให้แก่จำเลย 7,790,254.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,605,839.35 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระให้แก่จำเลยเสร็จสิ้น กับให้โจทก์ที่ 2 ชดใช้เงินให้แก่จำเลย 3,603,479.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,518,175.32 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 2 จะชำระให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นตามฟ้องแย้งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 และวันที่ 13 มีนาคม 2560 โจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ประตู หน้าต่างอะลูมิเนียม กระจก สัญญาซื้อขายไม้เนื้อแข็ง กรุไม้อัดยางกรุกระจกเงา และสัญญาจ้างเหมาติดตั้งประตู หน้าต่าง อะลูมิเนียม กระจก สัญญาจ้างเหมาติดตั้งไม้เนื้อแข็ง กรุไม้อัด กรุกระจกเงา กับจำเลย รวมสี่สัญญา โดยมีมูลค่าตามสัญญาซื้อขายและสัญญาจ้างงานเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 17,968,519.60 บาท สัญญาทั้งสี่ดังกล่าวมีกำหนดให้โจทก์ทั้งสองส่งมอบงานแก่จำเลยภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ภายหลังจากโจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญากับจำเลยแล้ว โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2559 เป็นเงิน 4,071,222.77 บาท และหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ส. ฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2559 เป็นเงิน 1,064,777.22 บาท ส่งมอบไว้ให้แก่จำเลยตามลำดับ ต่อมาเมื่อโจทก์ทั้งสองทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง โจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบงานในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้ว และจำเลยได้ชำระเงินในงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 แก่โจทก์ทั้งสองเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 4 เมษายน 2560 ถึงจำเลยเพื่อขอขยายระยะเวลาในการส่งมอบงานงวดที่เหลือออกไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 โดยจำเลยได้ยินยอมอนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการส่งมอบงานได้ตามที่โจทก์ทั้งสองมีหนังสือขอมา และต่อมาในวันที่ 2 มิถุนายน 2560 จำเลยได้มีหนังสือเร่งรัดการทำงานไปยังโจทก์ทั้งสอง โดยขอให้โจทก์ทั้งสองพยายามอย่างสุดความสามารถและเร่งรัดงานให้แล้วเสร็จในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือลงวันที่ 5 มิถุนายน 2560 เรื่องขอขยายระยะเวลาในการส่งมอบงานโดยขอเลื่อนกำหนดส่งมอบงานให้แล้วเสร็จไปเป็นภายในเดือนกรกฎาคม 2560 จำเลยได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ขอสงวนสิทธิในการหักค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายจากเงินประกันผลงานของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ โจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบงานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 ให้แก่จำเลย และได้วางใบแจ้งหนี้/วางบิล ในงวดงานที่ 4 ถึงงวดที่ 6 แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยชำระค่างวดงานในงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 แต่จำเลยมิได้ชำระแก่โจทก์ทั้งสอง และต่อมาในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและห้ามพนักงานโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานในพื้นที่ รวมถึงได้สงวนสิทธิคิดค่าปรับและเรียกคืนมัดจำที่โจทก์ทั้งสองได้รับไปจากจำเลย 1,920,406.90 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายและสัญญาจ้างเหมา ที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำกันไว้มีกำหนดระยะเวลาในการชำระหนี้หรือระยะเวลาในการส่งมอบงานให้แล้วเสร็จในวันที่ 31 มีนาคม 2560 แต่ได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลยว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองทำงานได้ระยะหนึ่ง โจทก์ทั้งสองมีหนังสือขอเลื่อนการส่งมอบงานออกไปเป็นสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 และจำเลยได้มีหนังสืออนุญาตตามที่โจทก์ทั้งสองขอแต่ได้ให้โจทก์ทั้งสองใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถและเร่งรัดงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 มิฉะนั้นจำเลยมีความจำเป็นต้องชะลอการจ่ายเงินในงวดงานถัดไป และสงวนสิทธิในการเรียกค่าเสียหายและค่าปรับตามสัญญาในชั้นต้น แสดงว่าจำเลยถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานเป็นสำคัญอย่างไรก็ดี หลังจากนั้นได้ความจากพยานโจทก์ปากนายศราวุฒิ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถติดตั้งกระจกอะลูมิเนียมได้เนื่องจากงานโครงสร้างไม่เรียบร้อย จึงขอขยายระยะเวลาออกไปถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2560 ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างนายคณิสรตัวแทนโจทก์ทั้งสองและผู้จัดการโครงการของจำเลยซึ่งที่ประชุมได้ขยายระยะเวลาในการทำงานออกไปถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับการยืนยันเป็นหนังสือ โจทก์ทั้งสองจึงมีหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องของการล่าช้าไปยังจำเลยว่า เกิดจากการล่าช้าของจำเลยที่ไม่สามารถส่งพื้นที่ทำงานให้โจทก์ทั้งสอง และพยานจำเลยปากนางสาวเป็นธรรม เบิกความเจือสมพยานโจทก์ทั้งสองว่า นายชัยยุทธ ที่ลงลายมือชื่อในข้อความเขียนด้วยหมึกปากกาสีน้ำเงิน เป็นที่ปรึกษาของประธานกรรมการจำเลย โดยเขียนทำนองว่าขอขยายเวลาการส่งมอบงานของโจทก์ทั้งสองไปถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 แม้นายชัยยุทธจะไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยตามที่จำเลยอ้าง แต่ในขณะนั้นย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองเข้าใจได้ว่าจำเลยขยายระยะเวลาให้โจทก์ทั้งสองส่งมอบงาน เมื่อพิจารณาประกอบกับหลังจากพ้นวันที่ 15 มิถุนายน 2560 โจทก์ทั้งสองยังคงทำงานอยู่ที่ไซด์งานของจำเลยต่อไปจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 โดยที่จำเลยมิได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์ทั้งสองทันทีเมื่อพ้นวันที่ 15 มิถุนายน 2560 นอกจากนี้ยังได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลยว่าโจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบงานในงวดที่ 6 ในวันที่ 23 มิถุนายน 2560 และเจ้าหน้าที่จำเลยลงลายมือชื่อรับมอบงานในวันที่ 27 มิถุนายน 2560 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมรับมอบงานหรือสงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับในเวลารับมอบงานทำให้จำเลยเสียสิทธิในการเรียกเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยมิได้ถือเอากำหนดส่งมอบงานของโจทก์ทั้งสองในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 เป็นสำคัญ และถือว่าสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาส่งมอบงานกันไว้อย่างแน่นอนการที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญากับโจทก์ทั้งสองนั้น จำเลยจะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้น ถ้าโจทก์ทั้งสองไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่จำเลยกำหนด จำเลยจึงจะบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 การที่จำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 บอกเลิกสัญญากับโจทก์ทั้งสองทันที โดยมิได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์ทั้งสองปฏิบัติตามสัญญา การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้สัญญาเลิกกัน อย่างไรก็ดีพฤติการณ์ที่จำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์ทั้งสอง และในวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้าง โดยไม่ปรากฏว่าภายหลังวันที่ 15 มิถุนายน 2560 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยแต่ละฝ่ายได้มีการเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามสัญญาต่อกัน จึงถือว่าคู่สัญญาตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย โดยไม่ถือว่าโจทก์ทั้งสองผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ทั้งสอง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการที่สองมีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเลิกกัน โจทก์ทั้งสองและจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นงานอันได้กระทำให้ การชดใช้คืนให้ใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม สำหรับงานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 นั้น โจทก์ทั้งสองได้นำใบแจ้งหนี้/วางบิลในงานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 มาแสดงต่อศาลและเมื่อได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าว ก็ได้ความว่าได้มีพนักงานจำเลยลงลายมือชื่อตรวจรับงานไว้แล้ว โดยมิได้มีหนังสือปฏิเสธไม่รับงานหรือให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขงานทั้งสามงวดดังกล่าวอย่างใด ซึ่งในส่วนนี้พยานจำเลยก็ได้เบิกความเจือสมกับเอกสารดังกล่าวด้วย โดยพยานจำเลยได้เบิกความว่า ในส่วนงานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 นั้น พนักงานจำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องตรวจรับงานเรียบร้อยแล้วโดยจำเลยไม่เคยมีหนังสือโต้แย้งหรือเรียกร้องให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขงานในงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 แต่อย่างใด ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบงานในงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 แก่จำเลยตรวจรับเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่างานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 และเงินประกันค่าสินค้า 5 เปอร์เซ็นต์ที่จำเลยได้หักไว้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยต้องชำระค่างานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 เป็นเงินจำนวน 3,553,990.05 บาท และต้องชำระเงินประกันค่าสินค้า 5 เปอร์เซ็นต์เป็นเงินจำนวน 222,308.80 บาท แก่โจทก์ที่ 1 รวมเป็นเงิน 3,776,298.85 บาท และจำเลยต้องชำระเงินค่างานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 เป็นเงินจำนวน 1,015,649.26 บาท และต้องชำระเงินประกันค่าสินค้า 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินจำนวน 50,402.25 บาท แก่โจทก์ที่ 2 รวมเป็นเงิน 1,066,051.51 บาท

อนึ่ง ส่วนอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ร้อยละ 5 ต่อปี ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 และ 224 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน สำหรับหนังสือค้ำประกันนั้น เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเลิกกันแล้วจำเลยก็มีหน้าที่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ทั้งสองมอบให้จำเลยแก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้คืนหนังสือค้ำประกัน หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระเงิน 4,071,222.77 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยชำระเงิน 1,064,777.22 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว จนกว่าจำเลยจะคืนหรือชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้นนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยเลิกกันโดยปริยาย โดยโจทก์ทั้งสองมิต้องรับผิดต่อจำเลย ดังนั้น จำเลยไม่อาจนำหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับไปเรียกให้ธนาคารรับผิดตามหนังสือค้ำประกันได้ จำเลยจึงมีหน้าที่เพียงคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น โจทก์ทั้งสองไม่อาจบังคับให้จำเลยชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่โจทก์ทั้งสองได้ จึงให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ว่า หากจำเลยไม่คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแทน

พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,776,298.85 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กรกฎาคม 2560) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,066,051.51 บาทแก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันเของธนาคาร ก. ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 1 และคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ส. ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสายัณห์ ลิมปกาญจน์เวช
ศาลอุทธรณ์ — นายธนิต สุธีรพรหม
ชื่อองค์คณะ
กำพล ษมาคุณากร
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1772/2565
#686982
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองเรือโอเชียน เฟลเวอร์ และเหตุเรือโดนกันเกิดจากความผิดของเรือโอเชียน เฟลเวอร์ เพียงฝ่ายเดียว จำเลยย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโจทก์ทั้งสองซึ่งได้รับช่วงสิทธิมาจากผู้เอาประกันภัยทั้งสี่แล้วตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางแพ่งและค่าเสียหายจากเรือโดนกัน พ.ศ. 2548 มาตรา 12 ทั้งตามบทบัญญัติดังกล่าว และพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 (ฉบับที่ 2) มาตรา 11 ต่างบัญญัติว่า ไม่ว่าเหตุเรือโดนกันดังกล่าวจะเกิดจากความผิดของนายเรือของเรือโอเชียน เฟลเวอร์ หรือเกิดจากความผิดของผู้นำร่องตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จำเลยในฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองเรือโอเชียนเฟลเวอร์ ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระให้แก่ผู้เอาประกันภัยทั้งสี่ไป จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) แสดงเหตุว่า จำเลยอาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้จำเลยแพ้คดี ดังนี้ เมื่อจำเลยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโจทก์ทั้งสองตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนได้ ส่วนจำเลยร่วมจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยหรือไม่ ก็มีผลเพียงให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกให้จำเลยกับจำเลยร่วมร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเรียกร้องให้จำเลยหรือจำเลยร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชดใช้เต็มจำนวนได้เท่านั้น ไม่มีผลให้ความรับผิดที่จำเลยมีต่อโจทก์ทั้งสองต้องเปลี่ยนแปลงไปแม้ในการนำร่องผู้นำร่องอาจให้คำบอก คำแนะนำ หรือคำสั่งการในบังคับเรือได้ แต่ในการทำหน้าที่ดังกล่าวของผู้นำร่องเป็นการดำเนินการโดยอยู่ในความรับรู้และเห็นชอบของนายเรือ โดยนายเรือมีอำนาจที่จะระงับคำสั่งการของผู้นำร่องหรือไม่ปฏิบัติตามคำบอกหรือคำแนะนำของผู้นำร่องได้หากเห็นว่าไม่ปลอดภัยหรือจะทำให้เกิดอันตรายหรือเกิดความเสียหาย จึงถือได้ว่านายเรือยังคงมีอำนาจในการควบคุมเรืออยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ที่ผู้นำร่องเป็นผู้กล่าวออกคำสั่งการต่าง ๆ โดยผู้นำร่องจะสั่งคำสั่งไปยังลูกเรือซึ่งรับผิดชอบในแต่ละหน้าที่ กล่าวคือ สั่งคำสั่งเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไปยังผู้ช่วยต้นเรือ และคำสั่งเกี่ยวกับหางเสือไปที่ผู้บังคับหางเสือ ลูกเรือผู้รับผิดชอบจะทวนคำสั่ง ปฏิบัติ และทวนคำสั่งอีกครั้งหลังปฏิบัติแล้ว แต่ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำร่องถือว่าเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำแก่ลูกเรือว่าจะให้ปฏิบัติตามอย่างไรเท่านั้น ผู้นำร่องจะไม่สั่งการไปที่กัปตันเรือ แต่จะสั่งการไปที่ลูกเรือที่ปฏิบัติหน้าที่แต่ละจุดโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับกฎกระทรวงเศรษฐการว่าด้วยการนำร่องฯ แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 56 (พ.ศ. 2534) ข้อ 37 ที่กำหนดให้ผู้นำร่องต้องแนะนำนายเรือให้ปฏิบัติตามกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และวรรคสองกำหนดคำว่า "ทำการนำร่อง" หมายความว่า เข้าทำการช่วยเหลือหรือทำหน้าที่แทนนายเรือโดยนายเรือรับรู้และเห็นชอบด้วยกับคำบอก คำแนะนำ หรือคำสั่งการของผู้นำร่อง และข้อ 47 ที่นายเรือยังคงมีอำนาจที่จะระงับคำสั่งการ หรือไม่ปฏิบัติตามคำบอกหรือคำแนะนำของผู้นำร่องได้ ดังนั้น ลำพังเพียงการที่ผู้นำร่องออกคำสั่งการต่าง ๆ ไปยังลูกเรือโดยตรง จึงไม่อาจถือเป็นการบังคับควบคุมเรือได้ เนื่องจากคำสั่งการต่าง ๆ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 31,669,089.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 29,561,194.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระเงิน 7,278,570.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,827,010.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยชำระเงิน 867,804.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่โจทก์ที่ 1 ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระเงิน 216,102.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่โจทก์ที่ 2 ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมเจ้าท่าเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องและยกคำร้องขอเรียกจำเลยร่วมของจำเลย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 31,408,294.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 28,432,594.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 7,212,126.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,544,463.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชนะคดี

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาโดยรับฎีกาของจำเลยเฉพาะประเด็นที่ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ทั้งสองเนื่องจากเหตุเรือโดนกันเกิดจากความผิดของผู้นำร่องแต่เพียงผู้เดียว กับรับฎีกาของจำเลยร่วมเฉพาะประเด็นที่ว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเนื่องจากผู้นำร่องของจำเลยร่วมไม่ใช่ผู้ควบคุมเรือ แต่เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของนายเรือลูกจ้างของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้จึงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โจทก์ทั้งสองต่างมีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกประเภทรวมถึงการรับประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลทั้งในและระหว่างประเทศ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศปานามา มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเดินเรือและรับขนส่งสินค้าทางทะเล จำเลยเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองดูแลเรือโอเชียน เฟลเวอร์ (Ocean Flavor) ในช่วงเดือนมิถุนายน 2551 ถึงเดือนตุลาคม 2554 จำเลยร่วมเป็นกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคม มีภารกิจเกี่ยวกับการกำกับดูแล ส่งเสริม พัฒนาระบบการขนส่งทางน้ำและการพาณิชย์นาวีให้มีการเชื่อมต่อกับระบบการขนส่งอื่น ๆ ทั้ง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ก)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 40
กฎกระทรวงเศรษฐการว่าด้วยการนำร่อง ออกตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2477 (ฉบับที่ 2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
จำเลยร่วม — กรมเจ้าท่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1771/2565
#685986
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าโจทก์ทั้งห้าและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือต่อศาลในประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากเหตุเรือโดนกันเดียวกับคดีนี้ และโจทก์ทั้งห้าได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไปแล้ว เพียงแต่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างถึงขอบเขตของการมีผลบังคับของสัญญาประนีประนอมยอมความนี้แตกต่างกัน จึงต้องวินิจฉัยในเรื่องผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวคู่สัญญาตกลงให้หนี้อันเกิดจากเหตุเรือโดนกันระงับสิ้นไปหรือไม่เพียงใด โดยต้องตีความจากเจตนาของคู่สัญญาซึ่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นสำคัญ คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างเป็นนิติบุคคลต่างสัญชาติกัน โจทก์ทั้งห้าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศปานามา ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวที่ประเทศญี่ปุ่น การวินิจฉัยตีความเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่พิพาทกันคดีนี้ว่าจะต้องนำบทบัญญัติใดมาใช้บังคับนั้นย่อมเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง แม้การทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว คู่สัญญามิได้ระบุข้อความในสัญญาว่าให้ใช้กฎหมายใดบังคับแก่ผลแห่งสัญญา จึงไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งของคู่สัญญาได้ แต่หลังเกิดเหตุเรือโดนกันจำเลยยื่นคำร้องขอเริ่มต้นคดีตาม พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือ ที่ศาลแขวงโอกายามะ ประเทศญี่ปุ่น ศาลดังกล่าวมีคำสั่งอนุญาตให้เริ่มคดีโดยแต่งตั้งผู้บริหารจัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้พิจารณาข้อเรียกร้องและจัดทำตารางส่วนแบ่งเงินกองทุนการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือเสนอต่อศาล ต่อมาโจทก์ทั้งห้ายื่นข้อเรียกร้องต่อผู้บริหารจัดการกองทุน ภายหลังที่มีการพิจารณาโดยผู้บริหารจัดการกองทุนแล้ว ปรากฏว่าจำนวนเงินตามข้อเรียกร้องเป็นที่ยอมรับได้โดยเจ้าหนี้แต่ละราย จึงตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ประกอบกับฝ่ายโจทก์เองได้เข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าวโดยความสมัครใจ อีกทั้งมีข้อความระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยว่า การทำสัญญาให้มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับการมีคำพิพากษา โดยมีการอ้างถึง พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นในเงื่อนไขของสัญญาด้วย ถือได้ว่าคู่สัญญามีเจตนาให้ใช้กฎหมายญี่ปุ่นบังคับแก่ผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความนี้

ส่วนการที่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้ขอสงวนสิทธิตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นไว้ จะทำให้สิทธิ์เรียกร้องของโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้ระงับสิ้นไปหรือไม่ และตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้แต่เพียงว่า ให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะข้อเรียกร้องอื่นในคดีที่ยื่นฟ้องในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น จำเลยยังต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าตามฟ้องคดีนี้ด้วยหรือไม่นั้น เมื่อโจทก์ทั้งห้าเรียกร้องให้กำหนดข้อสงวนไว้ในสัญญาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลกระทบต่อคดีที่ดำเนินการที่ประเทศไทย แต่ฝ่ายจำเลยปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว จึงทำให้ไม่มีข้อสงวนเกี่ยวกับการฟ้องคดีนี้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ พฤติการณ์ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งห้าทราบดีถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวรวมทั้งเข้าใจกระบวนการการขอสงวนสิทธิอันเป็นผลตามกฎหมายของมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นแล้ว และในที่สุดโจทก์ทั้งห้าได้ตกลงตามข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย ถือได้ว่าโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีระหว่างกันซึ่งรวมถึงข้อพิพาทที่มีการดำเนินคดีที่ศาลไทยด้วย การที่โจทก์ทั้งห้าตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยไม่ได้ระบุข้อสงวนสิทธิในการดำเนินคดีที่ศาลไทยไว้ในสัญญา เท่ากับโจทก์ทั้งห้าตกลงยินยอมที่จะไม่ดำเนินคดีนอกเหนือจากกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่ศาลในประเทศญี่ปุ่น และเมื่อโจทก์ทั้งห้าได้รับชำระเงินจากกองทุนตามจำนวนที่ได้รับจัดสรรแล้ว จำเลยย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น การทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ประเทศญี่ปุ่น ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายตามฟ้องของโจทก์ทั้งห้าระงับสิ้นไปทั้งหมด

แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการจำกัดความรับผิดเพื่อสิทธิเรียกร้องทางทะเล ค.ศ. 1976 และคำพิพากษาของศาลประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีผลบังคับใช้ในประเทศไทย แต่เนื่องจากคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยแล้วว่า ให้นำ พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง อีกทั้งหนี้หรือสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีมูลหนี้ที่เกิดจากเหตุเรือโดนกันเดียวกับคดีนี้เป็นอันระงับสิ้นไปแล้ว ตามมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น โดยที่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศไทย ศาลไทยย่อมนำหลักกฎหมายตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาทคดีนี้มาใช้บังคับได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 5 ดังนั้น การมิได้เป็นรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาดังกล่าวจึงไม่กระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่ความทั้งสองฝ่ายซึ่งมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และมีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งในประเทศที่ทำสัญญาและประเทศอื่นรวมทั้งประเทศไทยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,614,651.47 ดอลลาร์สหรัฐ และ 8,898.39 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,459,567.76 ดอลลาร์สหรัฐ และ 8,586.11 ปอนด์สเตอร์ลิง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 130,526.13 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,092,850.33 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,747.89 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,062,122.38 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,685.55 ปอนด์สเตอร์ลิง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 25,638.88 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 344,510.08 ดอลลาร์สหรัฐ และ 615.71 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 387,185.39 ดอลลาร์สหรัฐ และ 615.71 ปอนด์สเตอร์ลิง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 9,359.98 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 443,205.69 ดอลลาร์สหรัฐ และ 703.07 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 430,185.06 ดอลลาร์สหรัฐ และ 678.40 ปอนด์สเตอร์ลิง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 10,312.99 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 37,906.15 ดอลลาร์สหรัฐ และ 56.62 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 34,495.63 ดอลลาร์สหรัฐ และ 54.63 ปอนด์สเตอร์ลิง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 830.55 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมเจ้าท่าเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วม และยกคำร้องขอเรียกจำเลยร่วมของจำเลย

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 5 ควบรวมกิจการกับโจทก์ที่ 3 ตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น และโจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขออนุญาตให้โจทก์ที่ 3 เข้าใช้สิทธิของโจทก์ที่ 5 ในการดำเนินคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ในต้นเงินรวม 1,650,876.69 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 ในต้นเงินรวม 337,737.40 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 3 ในต้นเงินรวม 124,034.78 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 4 ในต้นเงินรวม 131,982.04 ดอลลาร์สหรัฐ และชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 5 ในต้นเงินรวม 10,823.96 ดอลลาร์สหรัฐ โดยให้โจทก์ที่ 3 ได้ไปซึ่งสิทธิในบรรดาเงินทั้งหลายที่มีอยู่แก่โจทก์ที่ 5 เพราะได้ควบบริษัทเข้ากับโจทก์ที่ 3 แล้ว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน (Claims for Salvage) 1,447,480.81 ดอลลาร์สหรัฐ 297,139.77 ดอลลาร์สหรัฐ 109,178.49 ดอลลาร์สหรัฐ 115,837.50 ดอลลาร์สหรัฐ และ 9,514.43 ดอลลาร์สหรัฐของโจทก์ทั้งห้าตามลำดับแต่ละจำนวน นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน (General Average Contribution) 130,526.13 ดอลลาร์สหรัฐ 25,638.88 ดอลลาร์สหรัฐ 9,359.98 ดอลลาร์สหรัฐ 10,312.99 ดอลลาร์สหรัฐ และ 830.55 ดอลลาร์สหรัฐ ของโจทก์ทั้งห้าตามลำดับแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความแก่โจทก์ทั้งห้าเป็นเงิน 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ทั้งห้าชนะคดี (ให้คำนวณค่าขึ้นศาลใช้แทนด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.3875 บาท ขณะยื่นฟ้อง)

โจทก์ทั้งห้า จำเลย และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งห้า) คืนค่าขึ้นศาลชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ไม่ได้สั่งคืนนั้นและในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 5 ควบรวมกิจการเป็นส่วนหนึ่งของโจทก์ที่ 3 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศปานามา ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าของเรือเดินทะเล โจทก์ทั้งห้ารับประกันภัยสินค้าของผู้ขายสินค้าแผ่นเหล็กม้วนในประเทศญี่ปุ่น 6 ราย ซึ่งตกลงขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขสัญญาซื้อขายแบบ CIF โจทก์ทั้งห้าตกลงให้ความคุ้มครองความเสียหายและสูญหายของสินค้าที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางทะเลตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นจนถึงโกดังหรือโรงงานของผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าในประเทศไทยตามกรมธรรม์ประกันภัย สินค้าที่โจทก์ทั้งห้ารับประกันภัยถูกขนส่งจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทยด้วยเรือ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ขณะเรือจอดเทียบท่าเรือหมายเลข 2 ของท่าเรือ จังหวัดชลบุรี เพื่อทำการขนถ่ายสินค้า เรือของจำเลยพุ่งไปโดนเรือ ย. จนเรือ ย. จมลงใต้ทะเลพร้อมกับสินค้าแผ่นเหล็กม้วนที่บรรทุกมา สินค้าได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้งานได้ทั้งหมด ผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเรียกร้องให้โจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่สินค้า โจทก์ทั้งห้าชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย 11 ราย เมื่อเดือนสิงหาคม 2554 จำเลยยื่นคำขอเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น ต่อศาลแขวงโอกายามะ (Okayama District Court) ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ทั้งห้าและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความจิดัง เคียวอุเต โช ศาลแขวงโอกายามะมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าว วันที่ 3 มีนาคม 2557 โจทก์ทั้งห้าได้รับเงินชดเชยจากกองทุนจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เงินชดเชยดังกล่าวไม่ครอบคลุมค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ทั้งห้าเรียกร้องในคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าประการแรกว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลย มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายตามฟ้องของโจทก์ทั้งห้าระงับสิ้นไปหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ จิดัง เคียวอุเต โช ทำขึ้นหลังจากที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องคดีนี้ แสดงว่าโจทก์ทั้งห้าและจำเลยต่างไม่ประสงค์ให้ยุติข้อพิพาทระหว่างกัน อีกทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็ไม่มีข้อความใดระบุว่าเป็นการระงับข้อพิพาทคดีนี้ด้วย นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าโจทก์ทั้งห้าและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือต่อศาลในประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากเหตุเรือโดนกันเดียวกับคดีนี้ และโจทก์ทั้งห้าได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไปแล้ว เพียงแต่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างถึงขอบเขตของการมีผลบังคับของสัญญาประนีประนอมยอมความนี้แตกต่างกัน กรณีจึงต้องวินิจฉัยในเรื่องผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความ เสียก่อนว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งทำขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น คู่สัญญาตกลงให้หนี้อันเกิดจากเหตุเรือโดนกันระงับสิ้นไปหรือไม่ เพียงใด ในการพิจารณาถึงเรื่องดังกล่าวจำต้องตีความจากเจตนาของคู่สัญญาซึ่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นสำคัญ คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างเป็นนิติบุคคลต่างสัญชาติกัน โดยโจทก์ทั้งห้าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศปานามา ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวที่ประเทศญี่ปุ่น การวินิจฉัยตีความเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่พิพาทกันคดีนี้จะต้องนำบทบัญญัติใดมาใช้บังคับนั้น ย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ หรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับ ก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น" เห็นได้ว่าในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ คู่สัญญามิได้ระบุข้อความในสัญญาว่าให้ใช้กฎหมายใดบังคับแก่ผลแห่งสัญญา จึงไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งของคู่สัญญาได้ แต่ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า หลังเกิดเหตุเรือโดนกันจำเลยยื่นคำร้องขอเริ่มต้นคดีตามพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือ ที่ศาลแขวงโอกายามะ ประเทศญี่ปุ่น ศาลดังกล่าวมีคำสั่งอนุญาตให้เริ่มคดีโดยแต่งตั้งผู้บริหารจัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้พิจารณาข้อเรียกร้องและจัดทำตารางส่วนแบ่งเงินกองทุนการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือเสนอต่อศาล ต่อมาโจทก์ทั้งห้ายื่นข้อเรียกร้องต่อผู้บริหารจัดการกองทุน ภายหลังที่มีการพิจารณาโดยผู้บริหารจัดการกองทุนแล้ว ปรากฏว่าจำนวนเงินตามข้อเรียกร้องเป็นที่ยอมรับได้โดยเจ้าหนี้แต่ละราย จึงตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ประกอบกับโจทก์ทั้งห้านำสืบรับว่าฝ่ายโจทก์เองได้เข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าวโดยความสมัครใจ อีกทั้งมีข้อความระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยว่า การทำสัญญาให้มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับการมีคำพิพากษา โดยมีการอ้างถึงพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นในเงื่อนไขของสัญญาด้วย ถือได้ว่าคู่สัญญามีเจตนาให้ใช้กฎหมายญี่ปุ่นบังคับแก่ผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ ที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาต่อไปว่า การที่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้ขอสงวนสิทธิตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นไว้ ไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้ระงับสิ้นไปแต่อย่างใด และตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้แต่เพียงว่า ให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะข้อเรียกร้องอื่นในคดีที่ยื่นฟ้องในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น จำเลยยังต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าตามฟ้องคดีนี้ด้วย นั้น ได้ความจากนายโยเฮ ทนายความของจำเลยซึ่งเป็นทนายความของจำเลยในคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่ประเทศญี่ปุ่น เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จำเลยมีเจตนาที่จะยุติข้อพิพาททั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเหตุเรือโดนกันระหว่างเรือของจำเลย กับเรือ ย. อันทำให้มีผลเป็นการปลดเปลื้องความรับผิดทั้งปวงของจำเลยตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่บัญญัติว่า เมื่อผู้เข้าร่วมในกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิดมีสิทธิได้รับชำระเงินจากกองทุนตามจำนวนที่ได้รับจัดสรรแก่ตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการวางเงินตามกฎหมายแล้ว ผู้ร้องและลูกหนี้ผู้ได้รับประโยชน์ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดต่อผู้เข้าร่วมสำหรับข้อเรียกร้องที่อยู่นอกกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิด (When a participant in proceedings for limitation of liability becomes entitled to receive a payment from a Fund in an amount to be distributed thereto pursuant to the provisions of laws and regulations concerning statutory deposits, the Petitioner and Beneficiary Debtor shall be discharged from their liability for the claim for a liquidating distribution to such participant outside of the proceedings for limitation of liability.) และโจทก์ทั้งห้าไม่ได้ขอสงวนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยในฐานะเจ้าของเรือต้องรับผิดนอกเหนือจากคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือดังกล่าวตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือ ที่บัญญัติว่า ผู้เข้าร่วมในกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิดอาจร้องขอต่อผู้บริหารกองทุนสำหรับการสงวนสิทธิในการรับเงินชดเชยก่อนครบกำหนดระยะเวลาสำหรับการยื่นคำคัดค้านบัญชีรายการเงินชดเชยได้ โดยต้องพิสูจน์ว่าการดำเนินการนอกเหนือจากกระบวนพิจารณาคดีที่ค้างอยู่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องที่ตนได้ยื่นไว้ หรือการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินหรือหลักประกันเกิดขึ้นโดยอาศัยข้อเรียกร้องดังกล่าว (A participant in proceedings for limitation of liability may make a request to an administrator for the reservation of a liquidating distribution prior to the expiration of the period of filing an objection to the distribution list, by proving that an Action Outside the Proceedings is pending in relation to his/her filed claim or that the compulsory execution or exercise of a security interest has taken place based on said claim.) ส่วนโจทก์ทั้งห้ามีนายอริโต้ ทนายความของโจทก์ทั้งห้าในคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่ประเทศญี่ปุ่นและคดีนี้ เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ภายหลังที่โจทก์ทั้งห้ายื่นข้อเรียกร้องค่าชดเชยตามกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ได้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเรียกร้องค่าชดเชยเป็นเวลา 8 วัน เพื่อประเมินค่าชดเชยที่ควรได้รับในแต่ละราย โดยโจทก์ทั้งห้าเสนอข้อเรียกร้องในค่าเสียหายสำหรับสินค้า แต่จำเลยโต้แย้งคัดค้านหลายครั้งจนกระทั่งในวันตรวจสอบวันที่ 5 ผู้บริหารกองทุนมีความเห็นว่าจำเลยควรต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าเต็มจำนวน จำเลยจึงยกเลิกการคัดค้านเพื่อขอให้โจทก์ทั้งห้าลดจำนวนเงินที่เรียกร้อง ซึ่งต่อมาจำเลยยอมรับจำนวนเงินรวมที่โจทก์ทั้งห้าเสนอหลังจากที่มีการหักจำนวนเงินที่ได้จากการขายซากสินค้าแล้ว โดยในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์แจ้งให้ผู้บริหารกองทุนและทนายความของจำเลยทราบแล้วว่า เนื่องจากโจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลในประเทศไทยไว้แล้ว ในกรณีที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน สัญญาดังกล่าวไม่ควรกระทบต่อการดำเนินคดีในประเทศไทย แต่ในวันตรวจสอบวันที่ 6 จำเลยแจ้งว่าไม่ประสงค์ให้ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินคดีในศาลไทย เห็นว่า การที่นายอริโต้ ทนายความของโจทก์ทั้งห้า เรียกร้องให้กำหนดข้อสงวนไว้ในสัญญาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลกระทบต่อคดีที่ดำเนินการที่ประเทศไทย แต่ฝ่ายจำเลยปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว จึงทำให้ไม่มีข้อสงวนเกี่ยวกับการฟ้องคดีนี้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งห้าทราบดีถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวรวมทั้งเข้าใจกระบวนการการขอสงวนสิทธิอันเป็นผลตามกฎหมายของมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นแล้ว และในที่สุดโจทก์ทั้งห้าได้ตกลงตามข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความ ด้วย ถือได้ว่า โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีระหว่างกันซึ่งรวมถึงข้อพิพาทที่มีการดำเนินคดีที่ศาลไทยด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้าตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยไม่ได้ระบุข้อสงวนสิทธิในการดำเนินคดีที่ศาลไทยไว้ในสัญญา เท่ากับโจทก์ทั้งห้าตกลงยินยอมที่จะไม่ดำเนินคดีนอกเหนือจากกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่ศาลในประเทศญี่ปุ่น และเมื่อโจทก์ทั้งห้าได้รับชำระเงินจากกองทุนตามจำนวนที่ได้รับจัดสรรแล้ว จำเลยย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น การทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายตามฟ้องของโจทก์ทั้งห้าระงับสิ้นไปทั้งหมด ที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาต่อไปว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นสัญญาที่โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยตกลงกันเพื่อยุติกระบวนพิจารณาคดีจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลที่ประเทศญี่ปุ่นตามกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น และมีผลเฉพาะภายในประเทศญี่ปุ่นและรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการจำกัดความรับผิดเพื่อสิทธิเรียกร้องทางทะเล ค.ศ. 1976 เท่านั้น เมื่อประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีอนุสัญญาดังกล่าว ผลของการหลุดพ้นความรับผิดของจำเลยในฐานะเจ้าของเรือจึงไม่มีผลต่อคดีนี้ นั้น เห็นว่า แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการจำกัดความรับผิดเพื่อสิทธิเรียกร้องทางทะเล ค.ศ. 1976 และคำพิพากษาของศาลประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีผลบังคับใช้ในประเทศไทย แต่เนื่องจากคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยแล้วว่า ให้นำพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือมาใช้บังคับแก่คดีนี้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง อีกทั้งหนี้หรือสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีมูลหนี้ที่เกิดจากเหตุเรือโดนกันเดียวกับคดีนี้เป็นอันระงับสิ้นไปแล้ว ตามมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น โดยที่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศไทย ศาลไทยย่อมนำหลักกฎหมายตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาทคดีนี้มาใช้บังคับได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 5 ดังนั้น การมิได้เป็นรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาดังกล่าวจึงไม่กระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่ความทั้งสองฝ่ายซึ่งมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และมีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งในประเทศที่ทำสัญญาและประเทศอื่นรวมทั้งประเทศไทยด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นสัญญาที่คู่ความตกลงประนีประนอมยอมความกันในคดีการจำกัดความรับผิดที่ประเทศญี่ปุ่น โดยโจทก์ทั้งห้าได้รับเงินชดเชยความเสียหายจากจำเลยไปตามจำนวนที่ผู้บริหารกองทุนแบ่งสรรให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งห้าในมูลหนี้อันเกิดจากเหตุเรือโดนกันคดีนี้จึงเป็นอันระงับสิ้นไปทั้งหมด แล้วพิพากษายกฟ้อง นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาขอให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยต่อโจทก์ทั้งห้าตามฟ้อง นั้น เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความแล้วว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า โดยมูลความแห่งคดีระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ กรณีจึงไม่มีหนี้ที่จำเลยร่วมจะต้องรับผิดอีก ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 5 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
จำเลยร่วม — กรมเจ้าท่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758/2565
#688059
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงในสัญญาใดจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม ว่าเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนพึงจะคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อพิจารณาใบสมัครเอาประกันภัยที่โจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขอสมัครเอาประกันภัยไว้ทุกแผ่น จะเห็นได้ว่ามีข้อความที่อธิบายถึงความหมายของคำว่า ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรไว้หลายที่ โดยเฉพาะในแผ่นที่ 2 จะมีข้อความที่อธิบายถึงความหมายของคำว่าทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรพิมพ์อยู่เหนือบริเวณโจทก์ลงลายมือชื่อและโจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านว่าโจทก์ไม่ทราบข้อความดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่า โจทก์ทราบถึงเงื่อนไขความรับผิดของจำเลยในกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพในระหว่างอายุสัญญาประกันชีวิตแล้ว หากโจทก์เห็นว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยดังกล่าวทำให้เสียเปรียบเกินสมควรโจทก์ก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่เข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยและเลือกทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยที่โจทก์เห็นว่าข้อจำกัดความรับผิดของผู้รับประกันภัยเป็นประโยชน์แก่โจทก์สูงสุด โจทก์จึงไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนที่จะเข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลย เมื่อโจทก์สมัครใจเข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยก็เท่ากับโจทก์ตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขการจำกัดความรับผิดของจำเลยจากกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นสัญญาเพิ่มเติมที่โจทก์ได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัย ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่จะตกเป็นโมฆะ

สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกัน ให้คำจำกัดความของคำว่า ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวร หมายถึง ทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ โดยไม่ขาดระยะเป็นอย่างน้อย 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้หรือกรณีดังต่อไปนี้ ตาบอดทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือข้างใดข้างหนึ่งและเท้าข้างใดข้างหนึ่ง ตาบอดข้างใดข้างหนึ่งและการตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อได้ความตามใบรับรองแพทย์ ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2560 นายแพทย์ ว. แพทย์ผู้ทำการรักษาโจทก์บันทึกไว้ในใบรับรองแพทย์ว่า โจทก์ต้องพักฟื้นรักษาตัวมีกำหนดสามเดือน นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 หลังจากนั้น ยังต้องทำกายภาพบำบัดและรอเวลาใส่ขาเทียม อีก 3 ถึง 6 เดือน เห็นได้ว่าเป็นกรณีโจทก์ทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ โดยไม่ขาดระยะเป็นอย่างน้อย 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้ เข้าเงื่อนไขของการทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรแล้ว โจทก์มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย โดยได้รับยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยคุ้มครองทุพพลภาพและเบี้ยประกันชีวิตที่ครบกำหนดชำระในระหว่างที่ทุพพลภาพถึงสิ้นสุดระยะเวลาประกันภัยอันจะมีผลให้กรมธรรม์ชีวิตที่สัญญาฉบับนี้ออกควบอยู่ ยังคงมีสิทธิเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยตามกำหนดทุกประการ เมื่อโจทก์เข้ารับการผ่าตัดตัดขาซ้ายออกระดับเหนือเข่าลงมาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 นับแต่นั้นมาโจทก์ย่อมตกอยู่ในสภาพทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร ดังนั้น โจทก์จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเบี้ยประกันรายเดือน เดือนละ 2,015.20 บาท ตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2560 จนครบกำหนดระยะเวลา 7 ปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นสัญญาประกันภัย แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอส่วนนี้มาแต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้อง ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยงวดเดือนธันวาคม 2560 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2561 โดยวิธีหักจากบัญชีธนาคารเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 16,121.60 บาท จำเลยจึงต้องคืนค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวฐานลาภมิควรได้ เมื่อโจทก์ได้แจ้งการยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยอันถือได้ว่าเป็นการทวงถามเบี้ยประกันที่โจทก์ชำระไปดังกล่าวคืนจากจำเลย แต่จำเลยไม่ชำระ จึงถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ทุจริตและตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง และมาตรา 415

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 315,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองไม่ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิต ชนิดไม่มีเงินปันผล จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย และสัญญาเพิ่มเติม จำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท ตกลงชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายเดือน เดือนละงวด งวดละ 2,015.20 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน หักจากบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ ตามกรมธรรม์ประกันภัย ประเภทสามัญ สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย และสัญญาเพิ่มเติม ระหว่างอายุสัญญาประกันชีวิต โจทก์ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บต้องตัดขาซ้ายตั้งแต่ระดับเหนือเข่าลงมา โจทก์จึงแจ้งเรื่องดังกล่าวและยื่นเอกสารขอรับสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยจากจำเลยกรณีโจทก์สูญเสียขาซ้ายตั้งแต่ระดับเหนือเข่าลงมา จำเลยปฏิเสธจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ในส่วนของสัญญาประกันชีวิต ชนิดไม่มีปันผล และสัญญาเพิ่มเติม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ข้อความในกรมธรรม์เป็นการเอาเปรียบโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค ถือว่า เป็นสัญญาไม่เป็นธรรมตกเป็นโมฆะที่จำเลยต้องคืนเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า คำจำกัดความในสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย ที่ว่าทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร หมายถึง ทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ โดยไม่ขาดระยะเวลาเป็นอย่างน้อย 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้ หรือกรณีดังต่อไปนี้ ตาบอดทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือข้างใดข้างหนึ่งและเท้าข้างใดข้างหนึ่ง ตาบอดข้างใดข้างหนึ่งและการตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าข้างใดข้างหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคกับจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ข้อตกลงในสัญญาใดจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม ว่า เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนพึงจะคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อพิจารณาใบสมัครเอาประกันภัย ที่โจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขอสมัครเอาประกันภัยไว้ทุกแผ่น จะเห็นได้ว่า มีข้อความที่อธิบายถึงความหมายของคำว่า ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรไว้หลายที่ โดยเฉพาะในแผ่นที่ 2 จะมีข้อความที่อธิบายถึงความหมายของคำว่าทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรพิมพ์อยู่เหนือบริเวณโจทก์ลงลายมือชื่อและโจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านว่าโจทก์ไม่ทราบข้อความดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่า โจทก์ทราบถึงเงื่อนไขความรับผิดของจำเลยในกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพในระหว่างอายุสัญญาประกันชีวิตแล้ว และหากโจทก์เห็นว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยดังกล่าวทำให้เสียเปรียบเกินสมควรโจทก์ก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่เข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยก็ได้ และเลือกทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยที่โจทก์เห็นว่า ข้อจำกัดความรับผิดของผู้รับประกันภัยเป็นประโยชน์แก่โจทก์สูงสุด โจทก์จึงไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนที่จะเข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลย เมื่อโจทก์สมัครใจเข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยก็เท่ากับโจทก์ตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขการจำกัดความรับผิดของจำเลยจากกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นสัญญาเพิ่มเติมที่โจทก์ได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัย ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่จะตกเป็นโมฆะ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์สูญเสียขาข้างซ้ายไปทำให้โจทก์เป็นบุคคลทุพพลภาพโดยถาวรสิ้นเชิงด้วยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตแบบโครงการ ซึ่งมีสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันต่อท้าย ซึ่งให้ความคุ้มครองเป็น 2 ส่วน คือกรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต และกรณีผู้เอาประกันทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวร เมื่อสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกัน ให้คำจำกัดความของคำว่า ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวร หมายถึง ทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ โดยไม่ขาดระยะเป็นอย่างน้อย 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้หรือกรณีดังต่อไปนี้ ตาบอดทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือข้างใดข้างหนึ่งและเท้าข้างใดข้างหนึ่ง ตาบอดข้างใดข้างหนึ่งและการตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อได้ความตามใบรับรองแพทย์ ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2560 นายแพทย์วรนิติ์ แพทย์ผู้ทำการรักษาโจทก์บันทึกไว้ในใบรับรองแพทย์ ว่า โจทก์ต้องพักฟื้นรักษาตัวมีกำหนดสามเดือน นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 หลังจากนั้น ยังต้องทำกายภาพบำบัดและรอเวลาใส่ขาเทียม อีก 3 ถึง 6 เดือน เห็นได้ว่า เป็นกรณีโจทก์ทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ โดยไม่ขาดระยะเป็นอย่างน้อย 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้ เข้าเงื่อนไขของการทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรแล้ว โจทก์มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย โดยได้รับยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยคุ้มครองทุพพลภาพและเบี้ยประกันชีวิตที่ครบกำหนดชำระในระหว่างที่ทุพพลภาพถึงสิ้นสุดระยะเวลาประกันภัยอันจะมีผลให้กรมธรรม์ชีวิตที่สัญญาฉบับนี้ออกควบอยู่ ยังคงมีสิทธิเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยตามกำหนดทุกประการ เมื่อโจทก์เข้ารับการผ่าตัดตัดขาซ้ายออกระดับเหนือเข่าลงมาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 นับแต่นั้นมาโจทก์ย่อมตกอยู่ในสภาพทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร ดังนั้น โจทก์จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเบี้ยประกันรายเดือน เดือนละ 2,015.20 บาท ตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2560 จนครบกำหนดระยะเวลา 7 ปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นสัญญาประกันภัย แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอส่วนนี้มา แต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้อง ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยงวดเดือนธันวาคม 2560 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2561 โดยวิธีหักจากบัญชีธนาคารเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 16,121.60 บาท จำเลยจึงต้องคืนค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวฐานลาภมิควรได้ เมื่อโจทก์ได้แจ้งการยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยในวันที่ 7 กันยายน 2561 อันถือได้ว่า เป็นการทวงถามเบี้ยประกันที่โจทก์ชำระไปดังกล่าวคืนจากจำเลย แต่จำเลยไม่ชำระ จึงถือว่า จำเลยตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ทุจริตและตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง และมาตรา 415 จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 7 กันยายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยกำหนดให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่

พิพากษากลับให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าเบี้ยประกันรายเดือน เดือนละ 2,015.20 บาท ตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2560 จนครบกำหนดระยะเวลา 7 ปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2560 ให้จำเลยชำระเงิน 16,121.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 415 ม. 861 ม. 889
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 4 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกมลวัน จงสงวน จรรยาสัณห์
ศาลอุทธรณ์ — นางจันทนา ปุญญาภิชัย
ชื่อองค์คณะ
ไชยผล สุรวงษ์สิน
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1757/2565
#687015
เปิดฉบับเต็ม

คำนิยาม "ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร" ตามกรมธรรม์ประกันภัย หมายความถึง การบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยนั้น ทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถประกอบหน้าที่การงานในอาชีพใด ๆ ได้โดยสิ้นเชิง และการทุพพลภาพนั้นต้องเป็นการต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 180 วัน นับตั้งแต่วันที่พิสูจน์ได้ว่าเกิดการทุพพลภาพขึ้นและไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติ รวมถึงการสูญเสียอวัยวะดังต่อไปนี้ (ก) สูญเสียสายตาทั้งสองข้าง และไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ หรือ (ข) สูญเสียมือทั้งสองข้าง หรือสูญเสียมือหนึ่งข้างและเท้าหนึ่งข้างโดยการตัดออกตั้งแต่ข้อมือหรือข้อเท้า หรือ (ค) สูญเสียสายตาหนึ่งข้างและไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้และสูญเสียมือหรือเท้าหนึ่งข้างโดยการตัดออกตั้งแต่ข้อมือหรือข้อเท้า ทั้งนี้ให้รวมถึงการสูญเสียสมรรถภาพในการใช้งานของอวัยวะข้างต้นโดยสิ้นเชิงและมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจนว่าไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อีกต่อไป นิยามที่ว่า การทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ ได้ นั้น ต้องตีความโดยคำนึงถึงอาชีพเดิมก่อนการสูญเสียอวัยวะอย่างเป็นธรรมและพิจารณาเปรียบเทียบกับความสูญเสียอวัยวะตามคำนิยามของกรมธรรม์ในส่วนอื่น ๆ มาประกอบด้วย โจทก์สูญเสียขาขวาทั้งข้างโดยตัดออกตั้งแต่เชิงกรานแม้จะเป็นการสูญเสียขาขวาเพียงข้างเดียวแต่ก็นับได้ว่าเป็นการสูญเสียมากกว่าการสูญเสียเท้าหนึ่งข้างโดยตัดออกตั้งแต่ข้อเท้าอย่างมาก โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ต้องควบคุมการก่อสร้าง ติดต่อลูกค้า การที่โจทก์เสียขาขวาทั้งขาตั้งแต่เชิงกรานย่อมไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ การทำกิจวัตรประจำวันไม่ใช่การประกอบอาชีพ การที่โจทก์ต้องตัดขาขวาทั้งข้างตั้งแต่เชิงกรานเป็นการสูญเสียถาวรจึงต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้ เป็นการหย่อนกำลังความสามารถที่จะประกอบการงานในอาชีพตามปกติที่เคยทำ ถือได้ว่า โจทก์ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรตามคำนิยามในสัญญาประกันชีวิต

ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตมีข้อกำหนดการจ่ายผลประโยชน์กรณีโจทก์เสียชีวิต จำเลยจะจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์เท่ากับจำนวนเงินที่เอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญาหรือมูลค่าเวนคืนในขณะนั้นตามแต่จำนวนใดจะมากกว่า กรณีโจทก์มีชีวิตอยู่จนถึงวันครบกำหนดสัญญา จำเลยจ่ายให้เท่ากับจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญาจำนวน 10,500,000 บาท และตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ที่ได้รับยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยที่ออกควบกับสัญญาประกันภัยให้ความคุ้มครองหากโจทก์ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดโรคร้ายจนกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร จำเลยจะยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยที่ครบกำหนดชำระในระหว่างทุพพลภาพจนถึงสิ้นสุดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัยอันจะมีผลให้กรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาฉบับนี้ออกควบอยู่ยังคงมีสิทธิเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยตามกำหนดทุกประการ เมื่อโจทก์เข้ารับการตัดขาขวาตั้งแต่เชิงกรานออกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 นับแต่นั้นมาโจทก์ย่อมตกอยู่ในสภาพทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร ดังนั้น โจทก์จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ครบกำหนดชำระตั้งแต่นั้นจนถึงสิ้นสุดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย แต่โจทก์ยังไม่สามารถขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความทุพพลภาพจำนวน 10,500,000 บาท แม้โจทก์มิได้มีคำขอส่วนนี้มาแต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้อง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้ภริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 15,089,065 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลย 3 ฉบับ หลังทำสัญญาประกันภัยโจทก์เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเส้นประสาทขาขวาโดยการตัดขาขวาระดับข้อสะโพกออกและแพทย์ระบุว่า โจทก์ทุพพลภาพถาวรตามใบรับรองแพทย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรตามที่ระบุไว้ในกรรมธรรม์ประกันภัยทั้งสามฉบับหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับแรกให้ความคุ้มครองกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวร และให้คำจำกัดความของคำว่า "ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร" ไว้ ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยอีกสองฉบับให้ความคุ้มครองกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรและให้นิยามคำว่า "การทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร" ไว้ ดังนั้น การพิจารณาว่าอาการทุพพลภาพของโจทก์เป็นการทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร หรือเป็นการทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากคำจำกัดความหรือคำนิยามตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวซึ่งระบุไว้ในทำนองเดียวกันว่า หมายความถึง การบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยนั้น ทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถประกอบหน้าที่การงานในอาชีพใด ๆ ได้โดยสิ้นเชิง และการทุพพลภาพนั้นต้องเป็นต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 180 วัน นับตั้งแต่วันที่พิสูจน์ได้ว่าเกิดการทุพพลภาพขึ้นและไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติ รวมถึงการสูญเสียอวัยวะ ดังต่อไปนี้ (ก) สูญเสียสายตาทั้งสองข้าง และไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ หรือ (ข) สูญเสียมือทั้งสองข้าง หรือสูญเสียเท้าทั้งสองข้าง หรือสูญเสียมือหนึ่งข้างและเท้าหนึ่งข้างโดยการตัดออกตั้งแต่ข้อมือหรือข้อเท้า หรือ (ค) สูญสียสายตาหนึ่งข้างและไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้และสูญเสียมือหรือเท้าหนึ่งข้าง โดยการตัดออกตั้งแต่ข้อมือหรือข้อเท้า ทั้งนี้ให้รวมถึงการสูญเสียสมรรถภาพในการใช้งานของอวัยวะข้างต้นโดยสิ้นเชิงและมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจนว่าไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อีกต่อไป นิยามที่ว่า การทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ ได้ นั้น ในความเป็นจริงการสูญเสียอวัยวะถึงขั้นไม่สามารถประกอบอาชีพการงานใด ๆ ได้ เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะบุคคลที่สูญเสียตาทั้งสองข้างและสูญเสียมือหรือเท้าด้วยก็ยังสามารถใช้ปากประกอบอาชีพได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะประกอบอาชีพเช่นนั้นได้ การตีความกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจึงต้องตีความโดยคำนึงถึงอาชีพเดิมก่อนการสูญเสียอวัยวะอย่างเป็นธรรมและพิจารณาเปรียบเทียบกับความสูญเสียอวัยวะตามคำนิยามของกรมธรรม์ในส่วนอื่น ๆ มาประกอบด้วย โจทก์สูญเสียขาขวาทั้งขาโดยตัดออกตั้งแต่เชิงกรานแม้จะเป็นการสูญเสียขาขวาเพียงข้างเดียว แต่ก็นับได้ว่าเป็นการสูญเสียมากกว่าการสูญเสียเท้าหนึ่งข้างโดยตัดออกตั้งแต่ข้อเท้าอย่างมาก โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ต้องควบคุมการก่อสร้าง ติดต่อลูกค้า การที่โจทก์สูญเสียขาขวาทั้งขาตั้งแต่เชิงกราน ย่อมไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ ส่วนที่นายแพทย์สรัณ แพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ให้ความเห็นว่า โจทก์มีความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน สามารถอาบน้ำได้เอง สวมหรือถอดเสื้อผ้าและกางเกงได้เอง ทานอาหารได้เอง ควบคุมระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะได้ ดวงตาสามารถมองเห็นได้ทั้งสองข้าง ใช้มือและแขนทำกิจวัตรได้ทั้งสองข้าง สติปัญญาเหมือนคนปกติมีความสามารถระดับที่ 4 คือ ช่วยเหลือตัวเองในการประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวันได้เอง อาจใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการหรือการปรับปรุงสิ่งของเครื่องใช้ประจำตัว สามารถออกนอกบ้าน ศึกษาเล่าเรียนหรือเข้าสังคมได้ด้วยตนเองในสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อคนพิการเป็นการให้ความเห็นถึงการทำกิจวัตรประจำวันไม่ใช่การประกอบอาชีพ การที่โจทก์ต้องตัดขาขวาทั้งข้างตั้งแต่เชิงกรานเป็นการสูญเสียถาวรจึงต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้ เป็นการหย่อนกำลังความสามารถที่จะประกอบการงานในอาชีพตามปกติที่เคยทำ ถือได้ว่าโจทก์ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรตามคำนิยามในสัญญาประกันชีวิตฉบับที่ 1 ตามกรมธรรม์เลขที่ 5083843771 และทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรตามคำนิยามในสัญญาประกันชีวิตฉบับที่ 2 และที่ 3 ตามกรมธรรม์เลขที่ 5084735711 เลขที่ 5084735596 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาที่ว่าเหตุที่โจทก์สูญเสียขาขวาเกิดจากการเจ็บป่วยที่เป็นมาก่อนทำสัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์ฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 ตามกรมธรรม์เลขที่ 5084735711 และเลขที่ 5084735596 อันเป็นผลให้สัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นโมฆียะหรือไม่ และศาลฎีการับพิจารณาเฉพาะปัญหาที่ว่า โจทก์ทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสามฉบับหรือไม่เท่านั้นปัญหาว่า สัญญาประกันชีวิตฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 เป็นโมฆียะหรือไม่ นั้น จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ฉบับที่ 2 และที่ 3 คงเหลือปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า เมื่อโจทก์ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรตามคำนิยามในกรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับที่ 1 เลขที่ 5083843771 โจทก์มีสิทธิได้รับความคุ้มครองหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาดังกล่าว และสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัยหรือไม่ อย่างไร นั้น เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย ประเภทสามัญ เลขที่ 5083843771 มีข้อกำหนดการจ่ายผลประโยชน์กรณีโจทก์เสียชีวิต จำเลยจะจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์เท่ากับจำนวนเงินที่เอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา หรือมูลค่าเวนคืนในขณะนั้นตามแต่จำนวนใดจะมากกว่า กรณีโจทก์มีชีวิตอยู่จนถึงวันครบกำหนดสัญญา คือวันที่ 27 มกราคม 2611 จำเลยจ่ายเงินให้เท่ากับจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา จำนวน 10,500,000 บาท และตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ได้ร้บยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยที่ออกควบกับสัญญาประกันภัยให้ความคุ้มครองหากโจทก์ได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดโรคร้ายจนกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร จำเลยจะยกเว้นการชำระเบี้ยประกันชีวิตที่ครบกำหนดชำระในระหว่างทุพพลภาพจนถึงสิ้นสุดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัยอันจะมีผลให้กรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาฉบับนี้ออกควบอยู่ ยังคงมีสิทธิเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยตามกำหนดทุกประการ เมื่อโจทก์เข้ารับการตัดขาขวาตั้งแต่เชิงกรานออกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 นับแต่นั้นมาโจทก์ย่อมตกอยู่ในสภาพทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร ดังนั้น โจทก์จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ครบกำหนดชำระตั้งแต่นั้นจนถึงสิ้นสุดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย แต่โจทก์ยังไม่สามารถขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความทุพพลภาพจำนวน 10,500,000 บาท แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอส่วนนี้มา แต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้อง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉ้ยให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39

พิพากษากลับให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 5083843771 ที่ครบกำหนดชำระในวันที่ 27 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบกำหนดสัญญา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1755/2565
#686872
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนนำรถยนต์ของกลางออกขายทอดตลาด จำเลยปฏิบัติตามประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2556 ข้อ 1 3 4 22 ที่กำหนดให้ตรวจสอบรถยนต์ที่ตรวจยึดทุกคันไม่ว่าจะมีผู้ต้องหาหรือไม่ก็ตามจาก 6 หน่วยงานแล้ว ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมการขนส่งทางบกนั้น จำเลยมีหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบกขอความร่วมมือตรวจสอบรถยนต์ของกลางที่จะประมูลขายทอดตลาดว่าสามารถจดทะเบียนได้หรือไม่ โดยหากกรมการขนส่งทางบกพบว่ารถคันใดมีปัญหาในการที่จะนำไปจดทะเบียน ขอให้กรมการขนส่งทางบกแจ้งให้จำเลยทราบพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายในวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ต่อมากรมการขนส่งทางบกได้แจ้งผลการตรวจสอบรถยนต์ที่จะประมูลดังกล่าวตามหนังสือของกรมการขนส่งทางบก ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวกรมการขนส่งทางบกได้ส่งผลการตรวจสอบรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางที่จะประมูลขายทอดตลาด 343 คัน โดยแบ่งออกเป็น 1. รายการรถที่สามารถจดทะเบียนได้ 3 คัน 2. รายการรถที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ 1 คัน 3. รายการรถที่มีการตรวจสอบพบว่ามีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องรถยนต์ไว้ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้ 70 คัน และ 4. รายการรถที่ตรวจสอบแล้วไม่พบข้อมูลใด ๆ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรถยนต์ของกลางอยู่ในรายการที่ 3 คือตรวจสอบพบว่ามีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ไว้ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้ แสดงให้เห็นว่า กรมการขนส่งทางบกเองก็มิได้ยืนยันว่ารถยนต์ของกลางสามารถจดทะเบียนได้ดังเช่นรถในรายการที่ 1 การที่จำเลยอ้างตามฎีกาว่า กฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 ระบุไว้เพียงแค่ชิ้นส่วนที่เป็นตัวถังรถ โครงคัสซี หรือ แชสซี (Chassis) รถหรือโครงรถจักรยานยนต์เท่านั้น มิได้ระบุส่วนของเครื่องยนต์อันเป็นชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศที่จะนำมาประกอบการงดรับจดทะเบียนตามข้อ 1 ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว รถยนต์ของกลางมีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ มิได้มีการส่งบัญชีตัวถังรถ โครงคัสซีรถและโครงรถจักรยานยนต์ ดังนั้น รถยนต์ของกลางจึงไม่ตกอยู่ในบังคับของกฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 และคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยว่าสินค้าที่นำเข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาตซึ่งถูกริบตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากได้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว ถ้าจำเลยนำสินค้าดังกล่าวออกขายทอดตลาด ผู้ซื้อไปจากการขายทอดตลาดไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าอีกเพราะมิได้เป็นผู้นำเข้า การที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางขายทอดตลาดและออกเอกสารประกอบการขอจดทะเบียนจึงเป็นการกระทำภายใต้ความเชื่อโดยสุจริตว่ารถยนต์ของกลางสามารถนำไปจดทะเบียนได้นั้น จึงเป็นเพียงความเห็นของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยทราบอยู่แล้วว่ารถยนต์ของกลางยังไม่ได้รับการยืนยันจากกรมการขนส่งทางบกว่าจดทะเบียนได้หรือไม่ แต่กลับนำออกขายทอดตลาด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แจ้งให้ผู้เข้าประมูลรวมถึงโจทก์ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนการประมูล นอกจากนี้ เมื่อพิเคราะห์ประกาศส่วนกลาง สำนักสืบสวนและปราบปราม ที่ 5/2559 เรื่อง ประมูลขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559 และบัญชีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางที่จะทำการขายทอดตลาดในวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ที่มีรายละเอียดของรถยนต์ของกลางแล้ว ได้ความจาก ว. พนักงานจำเลย เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ตามเอกสารดังกล่าวรถยนต์ของกลางมิได้มีการระบุในช่องหมายเหตุ 1 ว่า "ไม่ออกแบบที่ 32" ซึ่งหมายความว่ารถยนต์ของกลางสามารถจดทะเบียนได้ ย่อมทำให้ผู้เข้าร่วมประมูลรวมทั้งโจทก์ที่อ่านประกาศดังกล่าวเข้าใจได้ว่ารถยนต์ของกลางสามารถจดทะเบียนได้ เมื่อต่อมารถยนต์ของกลางไม่สามารถจดทะเบียนได้ จึงถือได้ว่าจำเลยในฐานะผู้ขายไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่มีสภาพเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติตามวิสัยของการใช้ทรัพย์แก่โจทก์ในฐานะผู้ซื้อ เนื่องจากผู้ซื้อรถยนต์ย่อมต้องการใช้รถยนต์ที่สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,882,398.39 บาท (ที่ถูก 2,882,378.34) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,624,251 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยรับมอบรถยนต์ ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนคืนจากโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับรถยนต์ ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนคืนจากโจทก์ และชำระเงิน 2,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 จำเลยขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยวิธีประมูลขายด้วยวาจาตามประกาศส่วนกลาง สำนักสืบสวนและปราบปราม ที่ 5/2559 เรื่อง ประมูลขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559 และบัญชีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางที่จะทำการขายทอดตลาดในวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ในวันดังกล่าวโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือแสดงการรับทราบและยอมรับผลการประมูล และประมูลซื้อทรัพย์รายการที่ 280 ซึ่งเป็นทรัพย์ประเภทรถยนต์ ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ในราคา 2,200,000 บาท จากจำเลย โดยโจทก์ชำระราคาประมูลซื้อทรัพย์ด้วยแคชเชียร์เช็คแก่จำเลยและรับมอบรถยนต์ที่ประมูลได้แล้ว ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2559 จำเลยออกหนังสือรับรองประกอบการขอจดทะเบียนให้แก่โจทก์ เพื่อยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ส่วนทะเบียนรถยนต์ โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนรถยนต์ที่ประมูลได้ พร้อมเอกสารต่าง ๆ ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 แต่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครไม่รับจดทะเบียนรถยนต์ที่ประมูลได้ โดยให้เหตุผลว่ารถยนต์ที่ประมูลได้ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งต้องงดรับจดทะเบียนตามกฎกระทรวง งดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของนายทะเบียนกรุงเทพมหานครต่ออธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมการขนส่งทางบกมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร งดรับจดทะเบียนรถคันดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่าก่อนนำรถยนต์ของกลางที่พิพาทออกขายทอดตลาด จำเลยปฏิบัติตามประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2556 ข้อ 1 3 4 22 ที่กำหนดให้ตรวจสอบรถยนต์ที่ตรวจยึดทุกคันไม่ว่าจะมีผู้ต้องหาหรือไม่ก็ตามจาก 6 หน่วยงานแล้ว ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมการขนส่งทางบกนั้น จำเลยมีหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบกขอความร่วมมือตรวจสอบรถยนต์ของกลางที่จะประมูลขายทอดตลาดว่าสามารถจดทะเบียนได้หรือไม่ โดยหากกรมการขนส่งทางบกพบว่ารถคันใดมีปัญหาในการที่จะนำไปจดทะเบียน ขอให้กรมการขนส่งทางบกแจ้งให้จำเลยทราบพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายในวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ต่อมากรมการขนส่งทางบกได้แจ้งผลการตรวจสอบรถยนต์ที่จะประมูลดังกล่าว ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวกรมการขนส่งทางบกได้ส่งผลการตรวจสอบรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางที่จะประมูลขายทอดตลาด 343 คัน โดยแบ่งออกเป็น 1. รายการรถที่สามารถจดทะเบียนได้ 3 คัน 2. รายการรถที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ 1 คัน 3. รายการรถที่มีการตรวจสอบพบว่ามีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องรถยนต์ไว้ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้ 70 คัน และ 4. รายการรถที่ตรวจสอบแล้วไม่พบข้อมูลใด ๆ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรถยนต์ของกลางที่พิพาทอยู่ในรายการที่ 3 คือตรวจสอบพบว่ามีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ไว้ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้ แสดงให้เห็นว่า กรมการขนส่งทางบกเองก็มิได้ยืนยันว่ารถยนต์ของกลางที่พิพาทสามารถจดทะเบียนได้ดังเช่นรถในรายการที่ 1 การที่จำเลยอ้างตามฎีกาว่า กฎกระทรวง งดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 ระบุไว้เพียงแค่ชิ้นส่วนที่เป็นตัวถังรถ โครงคัทซีรถหรือโครงรถจักรยานยนต์เท่านั้น มิได้ระบุส่วนของเครื่องยนต์เป็นชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศที่จะนำมาประกอบการงดรับจดทะเบียนตามข้อ 1 ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว รถยนต์ของกลางที่พิพาทมีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ มิได้มีการส่งบัญชีตัวถังรถ โครงคัทซีรถและโครงรถจักรยานยนต์ ดังนั้นรถยนต์ของกลางที่พิพาทจึงไม่ตกอยู่ในบังคับของกฎกระทรวง งดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 และคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยว่าสินค้าที่นำเข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาตซึ่งถูกริบตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากได้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว ถ้าจำเลยนำสินค้าดังกล่าวออกขายทอดตลาด ผู้ซื้อไปจากการขายทอดตลาดไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าอีกเพราะมิได้เป็นผู้นำเข้า การที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางที่พิพาทขายทอดตลาดและออกเอกสารประกอบการขอจดทะเบียนจึงเป็นการกระทำภายใต้ความเชื่อโดยสุจริตว่ารถยนต์ของกลางที่พิพาทสามารถนำไปจดทะเบียนได้นั้น จึงเป็นเพียงความเห็นของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยทราบอยู่แล้วว่ารถยนต์ของกลางที่พิพาทยังไม่ได้รับการยืนยันจากกรมการขนส่งทางบกว่าจดทะเบียนได้หรือไม่ แต่กลับนำออกขายทอดตลาด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แจ้งให้ผู้เข้าประมูลรวมถึงโจทก์ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนการประมูล นอกจากนี้ เมื่อพิเคราะห์ประกาศส่วนกลาง สำนักสืบสวนและปราบปราม ที่ 5/2559 เรื่อง ประมูลขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559 และบัญชีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางที่จะทำการขายทอดตลาดในวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ที่มีรายละเอียดของรถยนต์ของกลางที่พิพาทแล้ว ได้ความจากนายวรชิต พนักงานจำเลย เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ตามเอกสารดังกล่าวรถยนต์ของกลางที่พิพาทมิได้มีการระบุในช่องหมายเหตุ 1 ว่า "ไม่ออกแบบที่ 32" ซึ่งหมายความว่ารถยนต์ของกลางที่พิพาทสามารถจดทะเบียนได้ ย่อมทำให้ผู้เข้าร่วมประมูลรวมทั้งโจทก์ที่อ่านประกาศดังกล่าวเข้าใจได้ว่ารถยนต์ของกลางที่พิพาทสามารถจดทะเบียนได้ เมื่อต่อมารถยนต์ของกลางที่พิพาทไม่สามารถจดทะเบียนได้ จึงถือได้ว่าจำเลยในฐานะผู้ขายไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่มีสภาพเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติตามวิสัยของการใช้ทรัพย์แก่โจทก์ในฐานะผู้ซื้อ เนื่องจากผู้ซื้อรถยนต์ย่อมต้องการใช้รถยนต์ที่สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปีหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 472
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวชาลินี นวกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางกันยารัตน์ ดำรงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
กาญจนา ชัยคงดี
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1753/2565
#686997
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของร่วมคนหนึ่งในอาคารชุด ศ. แต่ไม่ได้เป็นกรรมการและไม่ได้เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจําเลยที่ 1 ทั้งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการงานของนิติบุคคลอาคารชุดจําเลยที่ 1 ฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 ซึ่งมีมติให้จําเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ จําเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ และจําเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด และเพิกถอนการประชุมคณะกรรมการในวาระพิเศษเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ซึ่งมีมติอนุมัติว่าจ้างบริษัท ว. เข้าบริหารจัดการอาคารชุดรายใหม่ โดยกล่าวอ้างในฟ้องเพียงว่า ในการประชุมคณะกรรมการทั้งสองครั้ง ไม่มีการเชิญหรือแจ้งนัดประชุมให้แก่ อ. และ ณ. ซึ่งเป็นกรรมการทราบ ทำให้ อ. และ ณ. ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ซึ่ง อ. และ ณ. ผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรงไม่ได้เป็นผู้ฟ้อง เมื่อคําฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า มติที่ประชุมทั้งสองครั้งก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ หรือนิติบุคคลอาคารชุดจําเลยที่ 1 หรือบรรดาเจ้าของร่วมอย่างไร หรือมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลทั้งสองครั้งกระทบต่อสิทธิของโจทก์อย่างไร จําเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งที่คณะกรรมการมีมติแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 ตามที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมให้อำนาจไว้ และบริษัท ว. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่คณะกรรมการมีมติอนุมัติว่าจ้างให้เข้าบริหารจัดการอาคารชุดรายใหม่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่าจําเลยที่ 2 และบริษัท ว. ได้ปฏิบัติหน้าที่หรือทำงานผิดพลาดบกพร่องหรือทุจริตแต่อย่างใด ทั้งมติที่ประชุมที่โจทก์ขอเพิกถอนนั้นมีการลงมติตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 และวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ตามลำดับ แต่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ล่วงเลยเวลานานหลายเดือน และยังขอให้จําเลยที่ 2 คืนเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากจําเลยที่ 1 ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 โดยอ้างเรื่องไม่ได้มีการเชิญหรือแจ้งนัดประชุมให้ อ. และ ณ. กรรมการทราบเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจําเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดบกพร่องหรือทุจริตแต่ประการใด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่า จําเลยทั้งห้าได้กระทำสิ่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติคณะกรรมการในการประชุมครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 และในการประชุมคณะกรรมการวาระพิเศษเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 ให้แก่จำเลยที่ 1

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ศ. จำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 และมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ในการประชุมวาระพิเศษเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 2/253 อาคารชุด ศ. เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2560 มีการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม (เรียกครั้งที่สอง) ประจำปี 2560 ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 รวม 9 คน คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 นางอัมภาภรณ์ นายณัฐพงศ์ นายคมิก นางนัชริน และนายวีรยุทธ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี และมีมติให้คณะกรรมการมีอำนาจเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแทนตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 38 ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2560 มีการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2560 มีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม 5 คน ได้แก่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และนางสาวนัชริน ที่ประชุมมีมติให้จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 มีการประชุมคณะกรรมการในวาระพิเศษ โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม 4 คน ได้แก่ จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และนายคมิก ที่ประชุมมีมติอนุมัติว่าจ้างบริษัท ว. เข้าบริหารจัดการอาคารชุดรายใหม่ ในการประชุมคณะกรรมการทั้งสองครั้งไม่มีการเชิญหรือแจ้งนัดประชุมแก่นางอัมภาภรณ์และนายณัฐพงศ์ทราบ

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการแรกว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพียงว่าในการประชุมคณะกรรมการทั้งสองครั้งไม่มีการเชิญหรือแจ้งนัดประชุมให้แก่นางอัมภาภรณ์และนายณัฐพงศ์ซึ่งเป็นกรรมการทราบ ทำให้นางอัมภาภรณ์และนายณัฐพงศ์ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเท่านั้น ซึ่งนางอัมภาภรณ์และนายณัฐพงศ์ผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรงไม่ได้เป็นผู้ฟ้อง ทั้งได้ความว่าทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งกับกรรมการคนอื่น ๆ ในประเด็นว่าทั้งสองได้ลาออกจากการเป็นกรรมการไปแล้วก่อนมีการเรียกประชุมคณะกรรมการหรือไม่ เมื่อตรวจคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า มติที่ประชุมทั้งสองครั้งก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ หรือนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 หรือบรรดาเจ้าของร่วมอย่างไร หรือมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลทั้งสองครั้งกระทบต่อสิทธิของโจทก์อย่างไร จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งซึ่งคณะกรรมการมีมติแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 ตามที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมให้อำนาจไว้ ส่วนบริษัท ว. เป็นบุคคลภายนอกที่คณะกรรมการมีมติอนุมัติว่าจ้างให้เข้าบริหารจัดการอาคารชุดรายใหม่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ซึ่งฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 และบริษัท ว. ได้ปฏิบัติหน้าที่หรือทำงานผิดพลาดบกพร่องหรือทุจริตแต่อย่างใด ทั้งมติที่ประชุมที่โจทก์ขอเพิกถอนนั้นมีการลงมติตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 และวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ตามลำดับ แต่โจทก์กลับเพิ่งมาฟ้องเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ซึ่งล่วงเลยเวลานานหลายเดือน และยังขอให้จำเลยที่ 2 คืนเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 โดยอ้างเรื่องไม่มีการเชิญหรือแจ้งนัดประชุมให้แก่นางอัมภาภรณ์และนายณัฐพงศ์กรรมการทราบเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดบกพร่องหรือทุจริตแต่ประการใด จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่า จำเลยทั้งห้าได้กระทำการสิ่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามข้อกล่าวอ้างในฎีกาประการอื่นของจำเลยทั้งห้าอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสมรศรี ตีระวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
สุทิน อุ้ยตระกูล
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1732/2565
#687014
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือมีเงินเหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็ค เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ว่าในวันที่ออกเช็คนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลรู้ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้เช่นกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยทั้งสามย่อมไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง และกรณีนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 225 มาตรา 215 มาตรา 213 และมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 225 และมาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การปฏิเสธเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (2) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 9 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท และคงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์บริการ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเลขานุการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจกระทำการแทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อร่วมกันมีผลผูกพันสหกรณ์จำเลยที่ 1 และนางสาวมาริน เป็นผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 โจทก์เป็นสมาชิกของสหกรณ์จำเลยที่ 1 โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ (พิเศษ) เลขที่ 0049 ไว้กับจำเลยที่ 1 เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คธนาคาร ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 จำนวน 1,000,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินฝากให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2562 โจทก์นำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย"

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คธนาคาร ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ชำระหนี้เงินฝากคืนให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 1 มีเงินในบัญชีเงินฝากจำนวนมากพอที่จะชำระหนี้เงินตามเช็คดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดเจตนากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 นั้น เห็นว่า การกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) ถึง (4) นั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าวันที่จำเลยทั้งสามร่วมกันออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คได้นั้น เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันจะเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวได้นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องมีเจตนากระทำความผิดโดยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ และโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ถึงเจตนาในการกระทำความผิดดังกล่าวให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำความผิดดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องจริง ศาลจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามที่ถูกกล่าวหาตามคำฟ้องของโจทก์ได้ แต่จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกเช็คธนาคาร ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2562 โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" โดยปรากฏตามสำเนารายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากกระแสรายวันธนาคารของจำเลยที่ 1 ระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ที่โจทก์นำสืบว่า ในวันที่ 21 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากจำนวน 235.77 บาท หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีการทำรายการที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวทางบัญชีอื่นใดอีก แสดงว่าในวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ซึ่งถือเป็นวันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 1 คงมีเงินอยู่ในบัญชีเพียง 235.77 บาท ซึ่งไม่เพียงพอที่จะพึงใช้ให้แก่โจทก์ตามเช็คนั้นได้ อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถามค้านว่า เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2562 โจทก์ได้รับเช็คที่จำเลยทั้งสามร่วมกันออกจากนางสาวมาริน ผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2562 เช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่นำไปเรียกเก็บเงินที่ธนาคารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 และในวันที่ 30 สิงหาคม 2562 โจทก์เดินทางไปที่สหกรณ์จำเลยที่ 1 เพื่อยืนยันยอดเงินฝากที่ฝากไว้กับจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นภายในสหกรณ์จำเลยที่ 1 โดยนางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ทุจริตนำเงินของสหกรณ์จำเลยที่ 1 ไปใช้ส่วนตัว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีเงินฝากคืนให้แก่สมาชิกของสหกรณ์จำเลยที่ 1 รวมถึงโจทก์ได้ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเจือสมกับที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเงินในเช็คให้แก่โจทก์เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2562 โดยนางสาวมาริน ผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเช็คของจำเลยที่ 1 มาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อ และในขณะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 มีเงินในบัญชีจำนวนมากพอที่จะชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากในการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบสถานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ผ่านทางการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 โดยการรายงานข้อมูลและการจัดทำเอกสารทางการเงินที่นางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 มาโดยตลอดว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะทางการเงินมั่นคง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 จำเลยที่ 1 มีสินทรัพย์เป็นเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของธนาคาร เงินสลากออม และดอกเบี้ยสลากออม รวมมูลค่าสินทรัพย์เป็นเงินทั้งสิ้น 31,000,000 บาทเศษ แต่เนื่องจากวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากสมาชิกของสหกรณ์จำเลยที่ 1 ว่าเบิกถอนเงินฝากจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ธนาคาร ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2562 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ร่วมประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อตรวจสอบความผิดปกติทางด้านการเงินของสหกรณ์จำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าวนางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เข้าร่วมประชุมด้วยและนางสาวมารินให้การรับสารภาพว่า ได้นำเงินของจำเลยที่ 1 ไปใช้ส่วนตัวจนหมด โดยนางสาวมารินได้ลงลายมือชื่อยอมรับผิดในบันทึกสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งมีการบันทึกภาพถ่ายวิดีโอในขณะที่มีการประชุมสอบสวนข้อเท็จจริงประกอบคำรับสารภาพของนางสาวมารินไว้ตามวัตถุพยาน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเพิ่งทราบในวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินในบัญชีเพียงพอชำระหนี้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ ต่อมาคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 มีคำสั่งลงโทษนางสาวมาริน โดยให้ไล่ออกจากการเป็นผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกเสกสรร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานีให้ดำเนินคดีแก่ นางสาวมารินในความผิดฐานยักยอกเงินของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งเรื่องที่สหกรณ์จำเลยที่ 1 มีการทุจริตเกิดขึ้นภายในสหกรณ์ ทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินฝากให้แก่โจทก์และสมาชิกทุกคนทราบ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการ ปิดประกาศแจ้งเรื่องดังกล่าวให้สมาชิกทุกคนทราบ ณ หน้าที่ทำการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ตามประกาศของสหกรณ์ ด. จำกัด เรื่อง การขอถอนเงินฝาก ลงวันที่ 6 กันยายน 2562 ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นี้นอกจากจะมีตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริง โดยมีพยานเอกสารมานำสืบสนับสนุนด้วยแล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีก็ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนหรือได้รับส่วนแบ่งจากเงินของสหกรณ์จำเลยที่ 1 ที่นางสาวมารินยักยอกไปแต่อย่างใด จึงเป็นข้อสนับสนุนให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนางสาวมารินดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบ ดังนี้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่า ในวันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกเช็คสั่งจ่ายเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระหนี้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ ทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการที่นางสาวมารินยักยอกเงินของสหกรณ์จำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือมีเงินเหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็ค การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องกระทำโดยการแสดงเจตนาในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ผ่านทางจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการสหกรณ์ในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เลขานุการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ร่วมกันลงลายมือชื่อออกเช็คตามฟ้องลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือมีเงินเหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็ค เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ว่าในวันที่ออกเช็คนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลรู้ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้เช่นกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง และกรณีนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 มาตรา 215 มาตรา 213 และมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 และมาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — สหกรณ์ ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายราชัณห์ สังเมฆ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพีระพันธ์ ปาละคะเชนทร์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
พิชัย เพ็งผ่อง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1731/2565
#683748
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยทั้งสองนำเงินเต็มตามจำนวนที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นนัดสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่าย ในวันนัดพร้อมทนายโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าฝ่ายโจทก์ไม่ประสงค์จะรับเงินดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลไป ประกอบกับโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีคดีพิพาทกันอีกหลายเรื่อง ไม่ประสงค์จะยอมความกันในคดีนี้ โดยทนายโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านแสดงเหตุผลให้ชัดแจ้งว่า การที่จำเลยทั้งสองนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ไม่ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพันเพราะเหตุใด คงอ้างเพียงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีคดีพิพาทกันอีกหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลที่โจทก์ไม่อาจยกขึ้นอ้างได้ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ เช่นนี้การวางเงินของจำเลยทั้งสองถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการเพื่อชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์อันทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีจึงเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 25,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองสำนึกในการกระทำความผิดแล้ว จึงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการขอแก้ไขคำให้การ ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงถือเป็นเพียงการสละข้อต่อสู้เดิมและยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองนำเงินตามเช็คพิพาทมาวางศาลและแจ้งโจทก์ให้มารับเงินไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปนั้น ในข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยทั้งสองนำเงิน 543,200 บาท เต็มตามจำนวนที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และศาลชั้นต้นได้นัดพร้อมเพื่อสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2564 ว่า ในวันนัดพร้อมทนายโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าฝ่ายโจทก์ไม่ประสงค์จะรับเงินดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลไป ประกอบกับโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีคดีพิพาทกันอีกหลายเรื่อง จึงไม่ประสงค์จะยอมความกันในคดีนี้ โดยทนายโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านแสดงเหตุผลให้ชัดแจ้งว่า การที่จำเลยทั้งสองนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ไม่ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพันเพราะเหตุใด คงกล่าวอ้างแต่เพียงว่าเป็นเพราะโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีคดีพิพาทกันอีกหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลที่โจทก์ไม่อาจยกขึ้นอ้างได้ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ เช่นนี้ พฤติการณ์การวางเงินของจำเลยทั้งสองตามที่ได้ความดังกล่าว จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการเพื่อชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์อันทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 โจทก์จะยกข้อต่อสู้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาทยังไม่สิ้นผลผูกพันเพราะโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยดังที่กล่าวแก้ฎีกามาหาได้ไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 163
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายธีริทธิ์ ยอดสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ศิริชัย ศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1730/2565
#688795
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องกระทำโดยการแสดงเจตนาในการกระทำความผิดผ่านทางจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการสหกรณ์ในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เลขานุการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ร่วมกันลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ออกเช็คตามฟ้อง เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ว่าในวันที่ออกเช็คนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลรู้ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามที่โจทก์ฟ้อง และกรณีนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 225 มาตรา 215 มาตรา 213 และมาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การปฏิเสธเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท และให้จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 8 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท และคงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเลขานุการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจกระทำการแทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อร่วมกันมีผลผูกพันสหกรณ์จำเลยที่ 1 และนางสาวมารินเป็นผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 โจทก์เป็นสมาชิกและผู้ถือหุ้นของสหกรณ์จำเลยที่ 1 โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ (พิเศษ) ไว้กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 โจทก์เบิกถอนเงินจำนวน 800,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คธนาคารลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 จำนวน 800,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามใบเบิกถอนเงินฝากให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2562 โจทก์นำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย"

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คธนาคารลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 800,000 บาท ชำระหนี้เงินฝากคืนให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 1 มีเงินในบัญชีเงินฝากจำนวนมากพอที่จะชำระหนี้เงินตามเช็คดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดเจตนากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 นั้น เห็นว่า การกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) ถึง (4) นั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าวันที่จำเลยทั้งสามร่วมกันออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้นั้น เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันจะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 ได้นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องมีเจตนากระทำความผิดโดยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ และโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ถึงเจตนาในการกระทำความผิดดังกล่าวให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำความผิดดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องจริง ศาลจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามที่ถูกกล่าวหาตามคำฟ้องของโจทก์ได้ แต่จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกเช็คธนาคารลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 800,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2562 โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" ที่โจทก์นำสืบว่า ในวันที่ 21 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากจำนวน 235.77 บาท หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีการทำรายการที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวทางบัญชีอื่นใดอีก แสดงว่าในวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ซึ่งถือเป็นวันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 1 คงมีเงินอยู่ในบัญชีเพียง 235.77 บาท ซึ่งไม่เพียงพอที่จะพึงใช้ให้แก่โจทก์ตามเช็คนั้นได้ อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถามค้านว่า ในวันที่ 22 สิงหาคม 2562 โจทก์ได้รับเช็คที่จำเลยทั้งสามร่วมกันออกจากนางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 จากนั้นวันเดียวกันโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปฝากเรียกเก็บเงินที่ธนาคาร ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2562 โจทก์ไปติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบเช็ค แต่ได้รับแจ้งจากพนักงานธนาคารว่าได้คืนเช็คให้จำเลยที่ 2 ไป โจทก์จึงเดินทางไปที่ที่ทำการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เพื่อขอรับเช็คคืนเพื่อจะนำไปเรียกเก็บเงิน โจทก์ได้พบกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์ทราบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นภายในสหกรณ์จำเลยที่ 1 โจทก์ยืนยันว่าต้องการจะรับเช็คกลับคืน จำเลยที่ 2 จึงส่งมอบเช็คคืนให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 แจ้งให้สมาชิกทุกคนไปตรวจสอบยอดเงินในบัญชีเงินฝากที่ฝากไว้กับจำเลยที่ 1 ต่อมาประมาณต้นเดือนกันยายน 2562 โจทก์และสมาชิกสหกรณ์จำเลยที่ 1 เดินทางไปติดต่อขอรับเงินฝากคืนจากจำเลยที่ 1 โดยในวันดังกล่าวคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 แจ้งแก่สมาชิกของจำเลยที่ 1 ทุกคนว่าจำเลยที่ 1 ขาดสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากเกิดการทุจริตขึ้นภายในสหกรณ์ จึงไม่สามารถคืนเงินฝากให้แก่สมาชิกรวมถึงโจทก์ได้ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเจือสมกับที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเงินในเช็คให้แก่โจทก์ โดยเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 มีเงินในบัญชีจำนวนมากพอที่จะชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากในการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบสถานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ผ่านทางการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 โดยการรายงานข้อมูลและการจัดทำเอกสารทางการเงินที่นางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 มาโดยตลอดว่าจำเลยที่ 1 มีฐานะทางการเงินมั่นคง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 จำเลยที่ 1 มีสินทรัพย์เป็นเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของธนาคาร เงินสลาก และดอกเบี้ยสลากรวมมูลค่าสินทรัพย์เป็นเงินทั้งสิ้น 31,000,000 บาทเศษ แต่เนื่องจากวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากบุตรสะใภ้โจทก์ว่าโจทก์เบิกถอนเงินสดจำนวน 800,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2562 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และบุคคลที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมกันประชุมปรึกษาหารือเรื่องที่สมาชิกของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถเบิกถอนเงินสดจากจำเลยที่ 1 ได้ และที่ประชุมได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปตรวจสอบบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 กับธนาคาร จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเพิ่งทราบในวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินในบัญชีเพียงพอชำระหนี้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ นอกจากนี้ในวันดังกล่าวคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ได้สอบข้อเท็จจริงจากนางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 นางสาวมารินให้การรับสารภาพว่า ได้นำเงินของจำเลยที่ 1 ประมาณ 30,000,000 บาท ไปใช้ส่วนตัวโดยทุจริต โดยนางสาวมารินกระทำความผิดเพียงคนเดียว ไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และนางสาวมารินได้ลงลายมือชื่อยอมรับผิดในบันทึกสืบสวนข้อเท็จจริงลงวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ไว้ด้วย ต่อมาคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 มีคำสั่งลงโทษนางสาวมารินโดยให้ไล่ออกจากการเป็นผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ที่ 3/2562 ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2562 และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกเสกสรรพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานีให้ดำเนินคดีแก่นางสาวมารินในความผิดฐานยักยอกเงินของจำเลยที่ 1 โดยข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นี้ นอกจากจะมีตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริง โดยมีพยานเอกสารมานำสืบสนับสนุนด้วยแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังมีพันตำรวจโทภูสโรจพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนด้วยว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ไปยังบุคคลภายนอกในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม 2557 ถึงเดือนสิงหาคม 2562 พบว่ามีเงินของจำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวมารินจำนวนทั้งสิ้น 43,795,009 บาท โดยเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีเงินฝากของนางสาวมารินนั้น บางส่วนนางสาวมารินถอนเป็นเงินสดออกไป และบางส่วนมีการโอนเข้าในบัญชีเงินฝากของบุคคลภายนอก แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในส่วนที่มีการโอนเงินไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลภายนอกนั้น ไม่พบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรณีจึงมีเหตุผลสนับสนุนให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนางสาวมารินดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบมา เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่า ในวันที่ 27 สิงหาคม 2562 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกเช็คสั่งจ่ายเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระหนี้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ ทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการที่นางสาวมารินยักยอกเงินของสหกรณ์จำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องกระทำโดยการแสดงเจตนาในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ผ่านทางจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการสหกรณ์ในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เลขานุการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ร่วมกันลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ออกเช็คตามฟ้องลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 800,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ว่าในวันที่ออกเช็คนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลรู้ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามที่โจทก์ฟ้อง และกรณีนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 มาตรา 215 มาตรา 213 และมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 และมาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 213
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
จำเลย — สหกรณ์ ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นางสาวภคินี ก่อคุณากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวจริยา ปาละวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
พิชัย เพ็งผ่อง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2565
#687035
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมทราบว่าถูกหลอกลวงเมื่อโจทก์ร่วมไปตามหาจําเลยที่หน่วยงานของจําเลย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2561 โจทก์ร่วมย่อมทราบได้ว่า จําเลยคือผู้ที่หลอกลวงโจทก์ร่วมตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ร่วมไปพบพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ข้อความที่ปรากฏในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานระบุแจ้งชัดว่า เป็นการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานและผู้แจ้งขอไปติดตามการสนทนาระหว่างผู้แจ้งกับจําเลยเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป มิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ การแจ้งความตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน จึงไม่เป็นคําร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 เพราะขณะแจ้งยังมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ โจทก์ร่วมเพิ่งแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจําเลย เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 เมื่อโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ว่าจําเลยเป็นผู้กระทำความผิด ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2561 การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมจึงพ้นกำหนดระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความ สิทธิของโจทก์และโจทก์ร่วมในการนําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 342 และให้จำเลยคืนเงิน 4,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุดาพร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 3 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 4,000,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการแรกว่า คดีขาดอายุความตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าว ฟังได้ว่าโจทก์ร่วมทราบว่าถูกหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคาร ก. ที่มีชื่อนางสาวลดา เป็นเจ้าของบัญชี ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร อ. และบัญชีธนาคาร ก. ของนางสาวชนันท์ ภริยาจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมไปตามหาจำเลยที่หน่วยงานของจำเลยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2561 และถูกจำเลยปฏิเสธ อีกทั้งการที่โจทก์ร่วมถูกหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวลดา และนางสาวชนันท์ก็เพื่อให้ธนาคารผู้ให้กู้อนุมัติเงินกู้แก่จำเลยแล้วนำมาชำระหนี้เงินกู้คืนโจทก์ร่วม โดยส่วนหนึ่งของการหลอกลวงคือการกล่าวอ้างของจำเลยว่าสามารถกู้ยืมเงินจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นสวัสดิการเงินกู้แก่บุคลากรของหน่วยงานที่จำเลยสังกัดอยู่ เมื่อจำเลยปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ร่วมย่อมทราบได้ว่าจำเลยคือผู้ที่หลอกลวงโจทก์ร่วมตั้งแต่วันดังกล่าวนั้นเอง เมื่อโจทก์ร่วมไปพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ซึ่งรับแจ้งความจากโจทก์ร่วม มีเนื้อความสรุปได้ว่า เมื่อเดือนเมษายน 2560 จำเลยและนางสาวชนันท์ภริยามาขอความช่วยเหลือด้านการเงิน โดยโจทก์ร่วมโอนเงินประมาณ 47,000 บาท เข้าธนาคาร ก. ของนางสาวลดา เพื่อชำระหนี้แทนให้แก่กรมทหารราบที่ 19 จำเลยได้ติดต่อโจทก์ร่วมทางโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยแอบอ้างว่าเป็นผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ธนาคาร อ. ทั้งมีการส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงมาขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะไปขอติดตามการสนทนาระหว่างผู้แจ้งกับจำเลย เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ร้อยตำรวจเอกพินิจ พนักงานสอบสวนรับแจ้งความไว้ตามความประสงค์ของผู้แจ้งแล้ว และให้โจทก์ร่วมไปพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ดังนี้เมื่อข้อความตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานดังกล่าวระบุชัดเจนว่าแจ้งไว้เพื่อเป็นหลักฐานและผู้แจ้งจะขอไปติดตามการสนทนาระหว่างผู้แจ้งกับจำเลยเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป มิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การแจ้งความดังกล่าวพนักงานสอบสวนทราบแล้วว่าโจทก์ร่วมประสงค์ดำเนินคดีเพียงแต่อยู่นอกเขตอำนาจสอบสวนจึงเป็นคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การลงบันทึกประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเป็นความเข้าใจโดยคลาดเคลื่อนของพนักงานสอบสวนเอง นั้น เห็นว่า แม้ร้อยตำรวจเอกพินิจจะเบิกความว่าโจทก์ร่วมแจ้งว่าถูกจำเลยฉ้อโกงเงินไป 4,000,000 บาท แต่พยานเห็นว่ายังไม่แน่ชัดว่าเป็นการกระทำผิดอย่างไร ยังสงสัยว่าจะเป็นเรื่องทางแพ่งหรือไม่จึงลงบันทึกประจำวันไว้แล้วพยานจึงรวบรวมพยานหลักฐานด้วยการตรวจสอบชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องและชื่อผู้ใช้หมายโทรศัพท์ติดต่อกับโจทก์ร่วมซึ่งพบว่า คือ จำเลย เมื่อทราบแล้วพยานจึงตั้งเลขคดีรับไว้ดำเนินการเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ก็ตาม แต่เมื่อตรวจสอบจากหนังสือที่อ้างถึงผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แจ้งผลการตรวจสอบชื่อผู้ใช้บริการมายังพนักงานสอบสวน ซึ่งอ้างถึงหนังสือขอตรวจสอบของพนักงานสอบสวนฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2561 และพนักงานสอบสวนส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมไปตรวจสอบกู้คืนข้อความสนทนาที่ถูกลบทิ้งไปแล้ว ก็อ้างถึงหนังสือขอให้ตรวจสอบของพนักงานสอบสวนฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2561 อันเป็นระยะเวลาภายหลังวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 โดยระบุวันที่แจ้งความร้องทุกข์คือวันที่ 25 กรกฎาคม2561 หาใช่วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ไม่ ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า การไปแจ้งความเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม2561 นั้น โจทก์ร่วมยังไม่แน่ใจว่าใครคือผู้กระทำผิดเพียงแต่สงสัยจำเลยและแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในวันดังกล่าวโดยประสงค์จะร้องทุกข์และเอาผิดกับจำเลยแล้วนั้น เห็นว่า การแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ไม่จำต้องทราบตัวผู้กระทำความผิดแต่ต้องมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ เมื่อข้อความที่ปรากฏในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ระบุแจ้งชัดแล้วว่า เป็นการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานและผู้แจ้งขอไปติดตามการสนทนาระหว่างผู้แจ้งกับจำเลยเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป มิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ ทั้งยังปรากฏข้อความที่พนักงานสอบสวนให้โจทก์ร่วมผู้แจ้งความไปพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี โดยเข้าใจว่าเป็นท้องที่อันอยู่ในเขตอำนาจสอบสวน และพนักงานสอบสวนก็ยังมิได้ดำเนินการใด ๆ การตรวจสอบหาตัวผู้ร่วมกระทำผิดของพนักงานสอบสวนเป็นการดำเนินการภายหลังจากลงบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 แล้วทั้งสิ้น การแจ้งความตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (7) และมาตรา 123 เพราะขณะแจ้งยังมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ โจทก์ร่วมเพิ่งแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 เมื่อโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2561 การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมจึงพ้นกำหนดระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความแล้ว สิทธิของโจทก์และโจทก์ร่วมในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุคดีโจทก์ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 39 (6) ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — สิบเอกหรือนาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายเอกรินทร์ รุ่งรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายมโน ภักดิ์ภูวดล
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1685/2565
#687987
เปิดฉบับเต็ม

ในการทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่าง อ. และโจทก์ที่ 2 กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย นั้น มีวัตถุประสงค์ระบุไว้ในข้อ 2 ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของ อ. และโจทก์ที่ 2 และให้ถือว่าเป็นเพียงข้อตกลงรับสภาพหนี้ และ/หรือผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ ไม่ใช่การระงับหนี้เดิม มูลหนี้เดิมรวมทั้งหลักประกันยังคงมีอยู่โดยไม่ถูกกระทบกระเทือน และใน ข้อ 1 ให้คำนิยามศัพท์ "มูลหนี้เดิม" หมายถึง "สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อประเภทต่าง ๆ ที่สถาบันผู้โอนมีอยู่ต่อลูกหนี้...และ บสท. (บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย) ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว...ตามสัญญาโอนสินทรัพย์..." ซึ่งมูลหนี้เดิมดังกล่าว อ. และโจทก์ที่ 2 ยอมรับสภาพหนี้ไว้ในข้อ 3 ว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 ช. ซึ่งเป็นลูกหนี้เป็นหนี้ตามมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท และสัญญา ข้อ 4 ระบุการผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ให้ อ. และโจทก์ที่ 2 ชำระหนี้เพียง 15,200,000 บาท บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ที่ อ. และโจทก์ที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมผู้จำนองทำไว้ดังกล่าว จึงเป็นการผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้อันเป็นการรับสภาพในมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท แต่ให้ อ. และโจทก์ที่ 2 ผู้รับจำนองทั้งสองชำระหนี้บางส่วนเพียง 15,200,000 บาท มิใช่เป็นการปลดหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมผู้จำนองทุกคน ดังนั้น เมื่อ อ. กับโจทก์ที่ 2 ชำระเงินไปเพียง 200,000 บาท จึงยังคงต้องรับผิดชำระอีก 15,000,000 บาท โดยต้องนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองตามส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์ของตนไปชำระให้แก่จำเลยให้ครบถ้วนตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ส่วนที่บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ข้อ 21 ที่ระบุว่า เมื่อ อ. และโจทก์ที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วนแล้ว ให้ถือว่า อ. และโจทก์ที่ 2 ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมนั้น ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุให้ ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ หลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมด้วย บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เจ้าหนี้ว่าไม่ประสงค์จะเรียกให้ อ. และโจทก์ที่ 2 ชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมให้แก่เจ้าหนี้โดยสิ้นเชิง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 เท่านั้น ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ ยังคงต้องรับผิดอยู่ตามจำนวนมูลหนี้เดิม ดังนั้น แม้จำเลยจะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนกรรมสิทธิ์ของ ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ แล้ว 11,277,358.84 บาท ก็ไม่มีผลทำให้ ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ หลุดพ้นจากความรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามมูลหนี้เดิมแต่อย่างใดเพราะหนี้ยังไม่ได้ชำระโดยสิ้นเชิง ดังนี้ โจทก์ทั้งสองจึงคงต้องชำระหนี้แก่จำเลยตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองขอชำระหนี้เพียง 3,722,641.16 บาท จำเลยย่อมมีสิทธิไม่รับชำระหนี้ดังกล่าว การที่จำเลยยื่นคำคัดค้านและขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่เป็นการผิดบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 2,111,913.69 บาท และ 682,634.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 12,068,678.35 บาท และ 3,900,769.25 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถอนคำคัดค้านการจ่ายเงินของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จ่ายเงิน 12,068,678.35 บาท และ 3,900,769.25 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับแล้ว ให้จำเลยถอนคำคัดค้าน ลงวันที่ 30 มกราคม 2555 ในคดีหมายเลขแดงที่ 5223/2547 ของศาลล้มละลายกลาง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิได้รับเงินตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ตามฟ้องเพียง 15,000,000 บาท เมื่อจำเลยได้รับชำระไปแล้ว 11,277,358.84 บาท จำเลยยังคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากโจทก์ทั้งสองเพียง 3,722,641.16 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 3,722,641.16 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมวันที่ 25 เมษายน 2539 นาย อ. กับโจทก์ที่ 2 นายอุดม และนายชัยยุทธ์ จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้อง เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ หนี้ขายลดเช็คและหนี้สินทุกชนิดที่ผู้จำนองและ/หรือนายชัยยุทธ์ มีต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. ผู้รับจำนอง เป็นเงิน 26,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี มีข้อตกลงว่าผู้จำนองยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้อย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังมีการโอนสิทธิรับจำนองให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. ธนาคาร ท. และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ตามลำดับ วันที่ 28 ธันวาคม 2547 นายอุดมและนายชัยยุทธ์ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีหมายเลขแดงที่ 5223/2547 ของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งมีบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ และวันที่ 29 มิถุนายน 2548 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 นายชัยยุทธ์เป็นหนี้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง เป็นเงินต้น 14,928,650.68 บาท และดอกเบี้ยค้างรับตามสิทธิ 14,462,794.99 บาท รวมเป็นเงิน 29,391,445.67 บาท และนาย อ. กับโจทก์ที่ 2 ตกลงชำระหนี้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. 15,200,000 บาท แบ่งชำระเงินต้น 14,928,650.68 บาท และดอกเบี้ยค้างรับ 271,349.32 บาท โดยในวันทำสัญญาชำระเงินต้น 200,000 บาท และนาย อ. ตกลงนำผู้เข้าประมูลการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองในราคาไม่ต่ำกว่า 15,000,000 บาท หากได้ราคาต่ำกว่านั้น นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ตกลงชำระให้จนครบ 15,000,000 บาท และเมื่อชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ตกลงไถ่ถอนจำนองหลักประกันให้แก่นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายดังกล่าวขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองตามฟ้อง และขายได้ในราคา 29,020,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 นาย อ. กับโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว แต่วันที่ 30 มกราคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ยื่นคำร้องคัดค้าน วันที่ 22 มกราคม 2556 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย อ. กับพวก
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอดิศร บุปผเวส
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ประมวญ รักศิลธรรม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา