คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3294/2565
#685157
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อยาแก้ไอของกลางที่จำเลยมีไว้เพื่อขายเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายและยาปลอม และจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขายยาแผนปัจจุบัน แต่ความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมดังกล่าว ล้วนเป็นจำนวนเดียวกัน และถูกยึดไว้เป็นของกลางในคราวเดียวกันโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 72, 73, 101, 119, 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 72 (1), 101, 119 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขายยาแผนปัจจุบันหรือมีไว้เพื่อขาย (ที่ถูก ฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) จำคุก 3 ปี ฐานขายยาปลอมหรือมีไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอม (ที่ถูก ฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอม) ปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี และปรับ 4,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 2,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกสรายุทธ และสิบตำรวจเอกมาฮูเซ็น เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีร่วมกันจับกุมจำเลยขณะนั่งอยู่บนแคร่ข้างบ้านเลขที่ 4 ซึ่งเป็นบ้านพักของจำเลยพร้อมยึดยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร 1 ขวด ที่วางอยู่บนแคร่ข้างตัวจำเลยเป็นของกลาง และยึดยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร จำนวน 1,949 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 39 ใบ ยาแก้ไอยี่ห้อ น. ปริมาตร 60 มิลลิลิตร จำนวน 4,050 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 81 ใบ จากในบ้านร้าง ห่างจากบ้านพักของจำเลยประมาณ 800 ถึง 900 เมตร เป็นของกลาง จากนั้นนำตัวจำเลยพร้อมของกลางทั้งหมดส่งมอบให้ร้อยตำรวจเอกยงยุทธ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรยะหริ่งดำเนินคดี ร้อยตำรวจเอกยงยุทธร่วมกับนายอริษฎ์ เภสัชกรชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลยะริ่ง และนายอับดุลการิม สาธารณสุขอำเภอยะหริ่งสุ่มตัวอย่างของกลางยาแก้ไอยี่ห้อ อ. จำนวน 28 ขวด และยาแก้ไอยี่ห้อ น. จำนวน 84 ขวด ส่งให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา ตรวจพิสูจน์ พบว่ายาแก้ไอยี่ห้อ อ. เป็นยาปลอม ส่วนยาแก้ไอยี่ห้อ น. เป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตราย จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขายยาแผนปัจจุบัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่มีการตรวจค้นจับกุมจำเลยสืบเนื่องมาจากก่อนเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกสรายุทธสืบทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบค้าพืชกระท่อม น้ำต้มพืชกระท่อมและจำหน่ายยาแผนปัจจุบันประเภทยาแก้ไอให้แก่วัยรุ่นในพื้นที่หมู่ที่ 3 และพื้นที่ใกล้เคียง ตามวันเวลาเกิดเหตุสายลับแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกสรายุทธว่าจำเลยจะลักลอบจำหน่ายยาแก้ไอ ร้อยตำรวจเอกสรายุทธจึงเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเกี่ยวกับการสืบทราบและได้รับการบอกเล่าจากสายลับโดยตรง แม้โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความเป็นพยานก็ไม่มีผลทำให้คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสรายุทธเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยรับฟังไม่ได้ เมื่อร้อยตำรวจเอกสรายุทธรับแจ้งจากสายลับแล้วได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ หลังจากนั้นมีการวางแผนจับกุม โดยได้ความจากร้อยตำรวจเอกสรายุทธและสิบตำรวจเอกมาฮูเซ็นพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยตรงกันว่า เมื่อเดินทางไปยังบ้านพักของจำเลยเห็นจำเลยนั่งอยู่บนแคร่ข้างบ้านจึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้น จำเลยมีท่าทีตกใจ แต่ก็ยินยอมให้ตรวจค้น ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายที่ตัวจำเลย พบเพียงยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร 1 ขวด วางอยู่บนแคร่ข้างตัวจำเลย จำเลยรับว่ายาแก้ไอดังกล่าวเป็นของจำเลย เมื่อสอบถามว่ามียาแก้ไออีกหรือไม่ จำเลยตอบว่ามีและพาไปยังบ้านร้างห่างจากบ้านพักของจำเลยประมาณ 800 ถึง 900 เมตร พบยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร จำนวน 1,949 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 39 ใบ และยาแก้ไอยี่ห้อ น. ปริมาตร 60 มิลลิลิตร จำนวน 4,050 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 81 ใบ กองรวมกันอยู่ที่พื้นภายในบ้าน จึงยึดยาแก้ไอทั้งหมดเป็นของกลาง พยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ร่วมกันในการตรวจค้นจับกุมจำเลยมาตั้งแต่ต้นและได้บันทึกภาพไว้เป็นพยานหลักฐานในขณะตรวจค้นจับกุม ประกอบกับจำเลยเบิกความรับว่า ยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร 1 ขวด ที่เจ้าพนักงานตำรวจพบวางอยู่บนแคร่เป็นของจำเลย เมื่อยาแก้ไอดังกล่าวเป็นชนิดเดียวกับยาแก้ไอของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นพบในบ้านร้าง จึงสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองให้มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับยาแก้ไอของกลางในบ้านร้างและเป็นคนพาพยานโจทก์ทั้งสองไปตรวจยึดจริง แม้จำเลยจะครอบครองยาแก้ไอของกลาง 1 ขวด แต่ยาแก้ไอของกลางในบ้านร้างกองมัดใส่ในถุงพลาสติกสีดำจำนวนมาก สภาพบ้านไม่ได้ใส่กุญแจ หน้าต่างเปิดแง้มได้จะเข้าไปเอายาแก้ไอของกลางออกมาตอนไหนก็ได้ ไม่มีคนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองยาแก้ไอของกลางในบ้านร้างโดยเจตนามีไว้เพื่อขาย เมื่อยาแก้ไอของกลางที่จำเลยมีไว้เพื่อขายเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายและยาปลอม และจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขายยาแผนปัจจุบัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป แต่ความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมดังกล่าวล้วนเป็นจำนวนเดียวกัน และถูกยึดไว้เป็นของกลางในคราวเดียวกันโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 2 ปี และริบของกลางทั้งหมดให้แก่กระทรวงสาธารณสุข นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ม. 12 วรรคหนึ่ง ม. 72 (1) ม. 101 ม. 119 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นางสาวฉัตรภรณ์ แตงแจ้
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชาคริต จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3248/2565
#686887
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 7 กำหนดให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่อ้างถึงบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นอ้างบทบัญญัติแห่ง ป.ยาเสพติดในมาตราที่มีนัยเช่นเดียวกัน เมื่อ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง อ้างถึง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 จึงถือว่าอ้างถึง ป.ยาเสพติด มาตรา 162 ด้วยอันเป็นบทกำหนดความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในการเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1, 162 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 92, 93, 94, 95, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ เพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตขับรถทั้งสองของจำเลยไม่น้อยกว่าหกเดือน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 เพียงบทเดียว ตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับรถทั้งสองของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกหกล้อ หากมีอาการมึนเมาย่อมทำให้ขาดสติ ไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยอาจสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่น อันก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์เหมาะสมแก่รูปคดี ศาลฎีกาไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดได้บัญญัติไว้ในมาตรา 104 และต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้ จะเห็นได้ว่ากฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำผิดและเป็นกฎหมายใหม่ ยังคงบัญญัติให้การเสพเมทแอมเฟตามีนยังเป็นความผิดอยู่เช่นเดิมสำหรับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนนั้น พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 7 กำหนดให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่อ้างถึงบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นอ้างบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายยาเสพติดในมาตราที่มีนัยเช่นเดียวกัน เมื่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง อ้างถึงพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 จึงถือว่าอ้างถึงประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ซึ่งเป็นบทกำหนดความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในการเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนจึงต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ซึ่งหมายความรวมถึงประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและเป็นโทษจำคุกระยะสั้น สมควรแก้ไขดุลพินิจในการกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 มาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มารตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีระวางโทษเท่ากัน ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา 162 วางโทษจำคุก 4 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยมีกำหนด 2 เดือนแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 127 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นางสาวปรายฝน เพชรโพธิ์ศรี
ศาลอุทธรณ์ — นางเกดแก้ว หว่างอุ่น
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3222/2565
#685875
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว เมื่อตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมีใจความว่าตามที่บริษัท ว. โดย ร. ผู้รับมอบอำนาจได้ร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ น. ผู้ต้องหาในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ไว้นั้น บัดนี้ บริษัท ว. ไม่ประสงค์จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ น. อีกต่อไป เนื่องจากได้ตกลงกับผู้ต้องหาจนเป็นที่พอใจแล้ว ผู้กล่าวหาจึงขอถอนคำร้องทุกข์ โดยมี ร. ลงชื่อในช่องผู้กล่าวหา ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ร. ไปถอนคำร้องทุกข์โดยไม่ดำเนินคดีแก่จำเลย ส่วนที่ ซ. พยานโจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า พยานไปถอนคำร้องทุกข์ เนื่องจากพนักงานสอบสวนใช้เวลาดำเนินคดีนาน พยานประสงค์จะนำเช็คมาฟ้องคดีด้วยตนเองนั้น นอกจากจะขัดแย้งกับข้อความในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่ระบุว่าผู้กล่าวหาได้ตกลงกับผู้ต้องหาจนเป็นที่พอใจแล้ว ยังปรากฏว่าโจทก์เพิ่งไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยก่อนที่จะถอนคำร้องทุกข์เพียง 13 วันเท่านั้น คำเบิกความของ ซ. ย่อมรับฟังไม่ได้ ดังนี้ เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 5 การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปในคดีความผิดต่อส่วนตัวเมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 10 กระทง จำคุกกระทงละ 18 วัน รวมจำคุก 180 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 90 วัน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) (5)) จำคุกกระทงละ 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว เมื่อตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมีใจความว่า ตามที่บริษัท ว. โดยนายรามจันดรา ผู้รับมอบอำนาจได้ร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่นายนพศร ผู้ต้องหาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ไว้นั้น บัดนี้ บริษัท ว. ไม่ประสงค์จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่นายนพศร อีกต่อไป เนื่องจากได้ตกลงกับผู้ต้องหาจนเป็นที่พอใจแล้ว ผู้กล่าวหาจึงขอถอนคำร้องทุกข์ โดยมีนายรามจันดรา ลงชื่อในช่องผู้กล่าวหา ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายรามจันดรา ไปถอนคำร้องทุกข์โดยไม่ดำเนินคดีแก่จำเลย ส่วนที่นายซานดิฟ พยานโจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า พยานไปถอนคำร้องทุกข์ เนื่องจากพนักงานสอบสวนใช้เวลาดำเนินคดีนาน พยานประสงค์จะนำเช็คมาฟ้องคดีด้วยตนเองนั้น นอกจากจะขัดแย้งกับข้อความในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ที่ระบุว่าผู้กล่าวหาได้ตกลงกับผู้ต้องหาจนเป็นที่พอใจแล้ว ยังปรากฏว่าโจทก์เพิ่งไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยก่อนที่จะถอนคำร้องทุกข์เพียง 13 วันเท่านั้น คำเบิกความของนายซานดิฟ ย่อมรับฟังไม่ได้ ดังนี้ เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 5 การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปในคดีความผิดต่อส่วนตัวเมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นก็ตาม จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องพิจารณาฎีกาของจำเลยในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวีระพงษ์ ทองอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นางจันทนา ปุญญาภิชัย
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3210/2565
#684042
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระเงินที่ค้างตามสัญญากู้ยืมเงิน จําเลยให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องมีมูลหนี้มาจากการที่จําเลยเป็นหนี้การพนันทายผลฟุตบอลกับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้ามือ จึงมีมูลหนี้อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินสืบเนื่องมาจากการที่จําเลยเป็นหนี้การพนันทายผลฟุตบอลแก่โจทก์ จึงหาก่อให้เกิดหนี้อันจะเรียกร้องกันได้ไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 853 จําเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,040,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,040,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดคัดค้านว่า จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้ยืมเงิน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินมีมูลหนี้มาจากการที่จำเลยเป็นหนี้การพนันทายผลฟุตบอลนั้น จำเลยนำสืบว่า จำเลยเล่นการพนันทายผลฟุตบอลออนไลน์ผ่านทาง www.SXX.com และ www.IXX.com กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้ามือ โดยมีเอกสารเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ข้อมูลที่ปรากฏตามเอกสารชี้ให้เห็นว่า SXX เป็นเว็บไซต์ที่เปิดให้สมาชิกเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลออนไลน์ ส่วนข้อความในโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 จากผู้ใช้โทรศัพท์หมายเลข 08 6889 xxxx ซึ่งจำเลยบันทึกชื่อผู้ส่งว่า บอย มีลักษณะเป็นการสรุปยอดเงินที่จำเลยได้และเสียจากการเล่นพนันในเว็บไซต์ SXX และ IXX จากข้อความดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นว่า นายบอยผู้แจ้งยอดเงินแก่จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับพนันทายผลฟุตบอลจากเว็บไซต์ดังกล่าวโดยเป็นฝ่ายเจ้ามือ และเอกสารของบริษัท อ. ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งปรากฏว่าหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวมีความเป็นมาตั้งแต่เดิมจดทะเบียนในนามบริษัท ก. ที่มีโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการ แล้วมีการโอนผู้ใช้บริการต่อ ๆ มาจนมาเป็นในนามบริษัท ห. อันมีโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการ ประกอบกับโจทก์เองก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าโจทก์มีชื่อเล่นว่าบอย พยานหลักฐานของจำเลยในส่วนนี้จึงเชื่อมโยงให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยมีพฤติการณ์ร่วมเล่นการพนันทายผลฟุตบอลกันมาก่อน อีกทั้งในข้อนี้จำเลยยังมีนางอรอุมา มารดาจำเลย และนางสาวอรวรรณ ภริยาจำเลย กับนางผกาพันธ์ มาเบิกความสนับสนุนถึงพฤติการณ์การเล่นการพนันระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งได้ความว่า จำเลยเคยเป็นหนี้พนันโจทก์เป็นเงินประมาณ 20,000,000 บาท โดยจำเลยเคยให้นางสาวอรวรรณไปขอยืมเงินจากนางผกาพันธ์มาใช้หนี้แก่โจทก์ 6,500,000 บาท เมื่อบิดาจำเลยทราบเรื่องจึงชำระหนี้แทนจำเลยด้วยการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตีใช้หนี้ให้แก่นางผกาพันธ์ คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสามดังกล่าวสอดรับกับสำเนาสัญญาขายที่ดินระหว่างนายสมชาติ บิดาจำเลย ผู้ขาย กับนางผกาพันธ์ ผู้ซื้อ ซึ่งได้มีการจดทะเบียนนิติกรรมตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ก่อนจำเลยจะถูกฟ้องเป็นคดีนี้และเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับช่วงที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยเพิ่งปั้นแต่งขึ้นภายหลัง ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่โจทก์ฎีกาอ้างทำนองว่า พยานบุคคลของจำเลยล้วนเป็นญาติสนิทของจำเลยมีน้ำหนักน้อยและพยานเอกสารของจำเลยไม่อาจยืนยันได้ว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับการรับพนันนั้น เห็นว่า การพนันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เจ้ามือและผู้เล่นย่อมจะปกปิดมิให้บุคคลภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องล่วงรู้ จึงยากที่จะหาพยานหลักฐานที่แน่ชัดมาอ้างอิง นอกจากนี้การที่จะหาพยานคนกลางที่ไม่ได้รู้จักใกล้ชิดกับจำเลยมาเป็นพยานคงเป็นไปได้ยากเช่นกัน ดังนั้น พยานหลักฐานของจำเลยจึงหาได้ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาไม่ ส่วนข้อนำสืบของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์นั้น คงมีโจทก์เพียงลำพังปากเดียวเบิกความลอย ๆ เกี่ยวกับเงินที่ให้จำเลยกู้ยืมจำนวน 5,100,000 บาท โจทก์เบิกความว่าเป็นเงินที่ได้จากการประกอบธุรกิจและเงินที่ได้รับวงเงินเบิกเกินบัญชีจากสถาบันการเงิน และในส่วนของการส่งมอบเงินกู้แก่จำเลยนั้น ได้ความตามที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ก่อนทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จำเลยโทรศัพท์ติดต่อขอยืมเงินโจทก์ประมาณเดือนละ 4 ครั้ง ภายในช่วงระยะเวลาตามที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยหลายครั้งรวมเป็นเงิน 5,100,000 บาท ดังนั้น หากมีการส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยด้วยวิธีการโอนเงินจริง โจทก์ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะนำหลักฐานการโอนเงินมาแสดงต่อศาลเพื่อให้เห็นว่าได้มีการส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยจริง แต่โจทก์หาได้นำสืบให้ปรากฏทั้งที่หลักฐานดังกล่าวนับเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่จะสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของโจทก์ได้ ทั้งเมื่อพิจารณาถึงเงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมรวมแล้วมีจำนวนมาก แต่ในการกู้ยืมเงินก็ไม่มีผู้ใดค้ำประกันหรือมีการเรียกหลักประกันใดจากจำเลยมายึดถือไว้ อีกประการหนึ่ง การให้จำเลยกู้ยืมเงินนั้น มิใช่ให้เป็นเงินก้อนจำนวน 5,100,000 บาท ไปเลยทีเดียว แต่เป็นการทยอยให้กู้ยืมเดือนละหลาย ๆ ครั้ง ในช่วงเวลาเกือบ 6 เดือน ดังที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงิน จำนวนหนี้เพิ่มขึ้นมาตลอด หากเป็นการให้จำเลยกู้ยืมเงินไปเพื่อการลงทุนจริง ยากที่จะเชื่อว่าโจทก์จะยอมเสี่ยงให้จำเลยกู้ยืมเงินเรื่อย ๆ ต่อไปจนมียอดหนี้ถึง 5 ล้านบาทเศษ ทั้งที่ไม่มีหลักประกันให้มั่นใจแต่อย่างใด โดยเฉพาะเงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมไปเป็นเงินที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจและวงเงินเบิกเกินบัญชี แต่โจทก์กลับยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้เป็นระยะเวลายาวนานโดยไม่คิดดอกเบี้ย และเพิ่งมาทวงถามโดยฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 10 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงิน พฤติการณ์ของโจทก์ผิดวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจโดยทั่วไป ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยอมแบกรับภาระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 5,100,000 บาทที่จะต้องเสียให้แก่สถาบันการเงินเป็นระยะเวลายาวนานเกือบ 10 ปี ด้วยเหตุเพียงเพราะเป็นความสนิทสนมกันและโจทก์มุ่งหวังที่จะพึ่งพาอาศัยทางธุรกิจกับครอบครัวจำเลยในภายหน้าส่วนมูลเหตุที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินนั้น โจทก์อ้างว่าเนื่องจากจำเลยต้องการใช้เงินในการประกอบธุรกิจค้าน้ำยางพาราร่วมกับเพื่อน ซึ่งเพื่อนที่จำเลยอ้างถึงโจทก์เบิกความยอมรับว่ารู้จัก แต่โจทก์ก็หาได้อ้างหรือนำเพื่อนคนดังกล่าวมาเป็นพยานไม่ และไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่าจำเลยได้ประกอบธุรกิจดังกล่าวจริง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าครอบครัวของจำเลยมีฐานะมั่นคงซึ่งในข้อนี้โจทก์ก็รับมาในฎีกา เช่นนี้ จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจำเป็นจะต้องกู้ยืมเงินจากโจทก์ข้อนำสืบของโจทก์ล้วนมีข้อพิรุธผิดปกติวิสัยของผู้ให้กู้ เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยดังวินิจฉัยมานี้โดยพิเคราะห์ถึงเหตุผลและความเป็นไปได้ประกอบแล้ว เห็นได้ว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีรับฟังได้ว่า มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยเป็นหนี้การพนันทายผลฟุตบอลแก่โจทก์ จึงหาก่อให้เกิดหนี้อันจะเรียกร้องกันได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 853 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 853
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางจรัสวรรณ ใจฐิติวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3208/2565
#684592
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยยังคงค้างชำระ 1,819,355 บาท วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ มีข้อตกลงว่า โจทก์จะชำระเงินตามจำนวนที่ค้างชำระดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน ให้แก่จำเลย หรือจนกว่าโจทก์หรือจำเลยจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบันทึกแนบท้ายสัญญา ส่อแสดงอย่างแจ้งชัดว่าแม้โจทก์จะเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยก็ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคหนึ่ง ทั้งมีบันทึกแนบท้ายสัญญาดังกล่าวอีกว่าหากขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยจะคืนเงินส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่จำเลยเสียไปคืนให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาได้ต่อไป จึงคืนกุญแจส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย ส่งผลให้สัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยไม่อาจสำเร็จวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ได้ ถือเป็นคำเสนอของโจทก์เพื่อบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยบุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า เมื่อจำเลยสนองรับด้วยการแสดงเจตนาถูกต้องตรงกันโดยรับมอบกุญแจ รับมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์โดยไม่อิดเอื้อน ทำการซ่อมแซมและนำไปขายต่อแก่บุคคลภายนอกเยี่ยงนี้ พฤติการณ์ของโจทก์จำเลยดังกล่าวเป็นการสมัครใจเลิกสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 และมาตรา 356 หาจำต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดผิดสัญญา ถึงกระนั้นผลแห่งการเลิกสัญญา แม้ ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมก็ตาม แต่คู่สัญญาอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นโดยให้ไม่ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ ฉะนั้น เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันตามบันทึกแนบท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ว่าให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขาย หากขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยจะคืนเงินส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่จำเลยเสียไปคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าไม่ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมเมื่อมีการเลิกสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายหรือฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ย่อมใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,130,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 เมษายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ และฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,396,637 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลย 216,000 บาท ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงแทนจำเลย เฉพาะค่าขึ้นศาลฟ้องแย้งให้ใช้เพียงเท่าที่จำเลยชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท และกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 880,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 30196 เนื้อที่ 38 ตารางวา พร้อมบ้านพักอาศัยแบบทาวน์เฮาส์จากจำเลยในราคา 2,950,000 บาท หลังจากทำสัญญาโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยแล้ว 1,130,645 บาท ยังคงค้างชำระ 1,819,355 บาท ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ มีข้อตกลงว่าโจทก์จะชำระเงินตามจำนวนที่ค้างชำระดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน ให้แก่จำเลย หรือจนกว่าโจทก์หรือจำเลยจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ และมีบันทึกแนบท้ายสัญญาดังกล่าวว่า หากขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยจะคืนเงินส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่จำเลยเสียไปคืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบันทึกแนบท้ายสัญญา ระหว่างผ่อนชำระเงินโจทก์เข้าอยู่อาศัยในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจนถึงเดือนตุลาคม 2558 แต่โจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงคืนกุญแจส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปขายให้แก่บุคคลภายนอก เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2562 ในราคา 2,800,000 บาท

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า สัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเลิกกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยยังคงค้างชำระ 1,819,355 บาท วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ มีข้อตกลงว่า โจทก์จะชำระเงินตามจำนวนที่ค้างชำระดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน ให้แก่จำเลย หรือจนกว่าโจทก์หรือจำเลยจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบันทึกแนบท้ายสัญญา ส่อแสดงอย่างแจ้งชัดว่าแม้โจทก์จะเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยก็ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิเลิกสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง ทั้งมีบันทึกแนบท้ายสัญญาดังกล่าวอีกว่าหากขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยจะคืนเงินส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่จำเลยเสียไปคืนให้แก่โจทก์ตามบันทึกแนบท้ายสัญญา เมื่อโจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ต่อไป จึงคืนกุญแจส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย ส่งผลให้สัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยไม่อาจสำเร็จวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ได้ ถือเป็นคำเสนอของโจทก์เพื่อบอกเลิกสัญญา แก่จำเลยบุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า เมื่อจำเลยสนองรับด้วยการแสดงเจตนาถูกต้องตรงกันโดยรับมอบกุญแจรับมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์โดยไม่อิดเอื้อน ทำการซ่อมแซมและนำไปขายต่อแก่บุคคลภายนอกเยี่ยงนี้ พฤติการณ์ของโจทก์จำเลยดังกล่าวเป็นการสมัครใจเลิกสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 และมาตรา 356 หาจำต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดผิดสัญญาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ถึงกระนั้นผลแห่งการเลิกสัญญา แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมก็ตาม แต่คู่สัญญาอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นโดยให้ไม่ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ ฉะนั้น เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันตามบันทึกแนบท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ว่าให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขาย หากขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยจะคืนเงินส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่จำเลยเสียไปคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าไม่ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมเมื่อมีการเลิกสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายหรือฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 188 ย่อมใช้บังคับได้

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องคืนเงินส่วนที่เหลือแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ค่าใช้จ่ายประการแรก คือ ค่าดอกเบี้ยธนาคาร ก. 706,137 บาท ที่จำเลยกล่าวอ้างว่าต้องนำบ้านพร้อมที่ดินจำนองกับธนาคารแทนโจทก์ที่ขอกู้เงินไม่ผ่าน แล้วให้โจทก์ผ่อนกับจำเลยตามยอดที่จำเลยจำนองกับธนาคาร ข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ตามสารบัญจดทะเบียนหลังสำเนาโฉนดที่ดิน มีรายการจดทะเบียนจำนองที่ดินที่จะขายให้แก่โจทก์ไว้กับธนาคาร ท. ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 แม้ต่อมาเปลี่ยนเป็นธนาคาร ก. แต่ก็เป็นการจำนองต่อเนื่องกันมาตลอดตั้งแต่ก่อนที่จำเลยจะขายบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ทั้งปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน เป็นการจำนองที่ดินรวมสองโฉนดในวงเงินกู้ 3,500,000 บาท ต่างจากราคาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินเพียง 2,950,000 บาท กรณีจึงเห็นได้ว่าการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าว ของจำเลยมิใช่การนำบ้านพร้อมที่ดินเข้าจำนองกับธนาคารแทนโจทก์ที่ขอกู้เงินไม่ผ่านดังที่จำเลยกล่าวอ้าง โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยที่จำเลยเสียไป ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระไปแล้วในระหว่างผ่อนชำระเงินให้แก่จำเลยถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โจทก์ไม่มีสิทธิจะได้รับคืน ซึ่งเป็นการพิจารณาจากพยานเอกสารหลักฐานที่จำเลยนำสืบและอ้างส่งต่อศาล จึงมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานนอกสำนวนดังที่จำเลยฎีกา ค่าใช้จ่ายประการที่สอง คือ ค่าปรับปรุงซ่อมแซมบ้านให้พร้อมขาย 170,500 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ทางนำสืบของจำเลยมีรายการปรับปรุงบ้านมาแสดง แต่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า ไม่มีใบเสร็จค่าซ่อมแซมบ้านเนื่องจากจำเลยเป็นผู้รับเหมาซ่อมเอง ทั้งไม่มีใบเสร็จค่าวัสดุก่อสร้างมาแสดง รายการปรับปรุงบ้านเป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นเอง ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าจำเลยได้ซ่อมแซมตามรายการที่ทำขึ้นและมีค่าใช้จ่ายจริงหรือไม่ เมื่อคำนึงว่าโจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้านพิพาทหากนับแต่วันทำสัญญาฉบับแรกจนถึงวันที่โจทก์ส่งมอบการครอบครองคืน เป็นเวลาประมาณ 2 ปี จำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินให้บุคคลอื่นได้หลังจากโจทก์ส่งมอบบ้านพร้อมที่ดินคืนแล้ว 3 ปีเศษ เชื่อว่า จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านบางส่วน จึงเห็นควรกำหนดค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยฎีกาว่า จำเลยนำช่างเข้าไปซ่อมแซมโดยวัสดุอุปกรณ์ของจำเลยเอง หาได้โต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไม่ชอบไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ชอบที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จำเลยซ่อมแซมส่วนใดไปอย่างไร มีค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายตามที่ฟ้องจริงหรือไม่ และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยขาดประโยชน์จากการเสียโอกาสในการขายหรือให้เช่า 270,000 บาท และค่าขาดทุนจากการขายบ้านพร้อมที่ดิน 150,000 บาท นั้น เป็นความเสียหายที่จำเลยได้รับโดยตรงและแท้จริง เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่มีรายละเอียดในการคิดคำนวณว่าค่าขาดประโยชน์จากการเสียโอกาสในการขายหรือให้เช่าและค่าขาดทุนจากการขายบ้านพร้อมที่ดินนั้น จำเลยคิดคำนวณเป็นรายเดือนเท่าใด หรือคิดคำนวณอย่างใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ ค่าใช้จ่ายประการสุดท้าย คือ ค่านายหน้าช่วยขายบ้านพร้อมที่ดิน 100,000 บาท จำเลยมีนายนิมิต ผู้ประกอบอาชีพนายหน้า มาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า พยานเป็นนายหน้าขายบ้านพร้อมที่ดินพิพาทให้แก่ลูกค้าโดยพาลูกค้าไปดูถึง 6 ครั้ง พยานได้รับค่านายหน้าจากจำเลย 100,000 บาท โจทก์มิได้ถามค้านให้ศาลเห็นว่าคำเบิกความของพยานไม่เป็นความจริง จึงรับฟังได้ว่าจำเลยจ่ายเงินจำนวน 100,000 บาท เป็นค่านายหน้า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่กำหนดค่าใช้จ่ายส่วนนี้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ดังนี้เมื่อรวมกับเงินที่โจทก์ค้างชำระ 1,819,355 บาท แล้วนำไปหักออกจากราคาขายบ้านพร้อมที่ดินที่จำเลยขายให้แก่บุคคลอื่นได้ 2,800,000 บาท คงเหลือเงินส่วนที่จำเลยต้องชำระคืนให้แก่โจทก์ 780,645 บาท

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 4 ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบถึงอัตราดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ มีผลใช้บังคับในวันที่ 11 เมษายน 2564 จึงให้ใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ในอัตราใหม่ดังกล่าว การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 แม้จำเลยมิได้ฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 780,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 150 ม. 356 ม. 386 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายวิรชาติ สิทธิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2565
#684946
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มี ส. และ ม. เจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ยืนยันว่าร้าน บ. ซึ่งเป็นร้านคาราโอเกะมีการให้บริการร้องคาราโอเกะเป็นห้องส่วนตัว ในห้องดังกล่าวมีอุปกรณ์สำหรับร้องเพลงคาราโอเกะ ได้แก่ จอโทรทัศน์ เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมซีพียู แป้นพิมพ์ ลำโพง ไมโครโฟน ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่าย โดยในภาพถ่ายยังปรากฎหน้าจอโทรทัศน์ที่มีชื่อเพลง มิวสิควีดิโอคาราโอเกะเพลง และเนื้อเพลง และสอดคล้องกับภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงที่บันทึกในแผ่นดีวีดี ซึ่งมีภาพพนักงานจำเลยกำลังช่วยแกะสายไมโครโฟนให้แก่ ส. และ ม. เพื่อร้องเพลงคาราโอเกะ บนจอโทรทัศน์ก็ปรากฏภาพเคลื่อนไหวเป็นมิวสิควีดิโอคาราโอเกะด้วย โดยไม่ปรากฎว่าพนักงานจำเลยทักท้วงว่ามิวสิควีดิโอคาราโอเกะที่ ส. และ ม. กำลังร้องอยู่นั้นไม่ใช่มิวสิควีดิโอคาราโอเกะของร้านแต่อย่างใด ดังนี้ จึงเชื่อได้ว่า ร้าน บ. ของจำเลยมีการให้บริการร้องเพลงคาราโอเกะ โดยจัดให้มีเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการฉาย เล่น หรือดูวีดิทัศน์ ซึ่งเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะคาราโอเกะที่มีภาพประกอบ อันเป็นการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ตามคำนิยามของคำว่า "ร้านวีดิทัศน์" ตาม พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 จำเลยจึงประกอบกิจการวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีความผิดตาม พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 5, 6, 53, 82 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 69, 70, 76 และจ่ายเงินค่าปรับที่จำเลยชำระตามคำพิพากษาในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2), 28 (2) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ปรับ 100,000 บาท ฐานประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 100,000 บาท รวมปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายค่าปรับที่จำเลยชำระในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า บริษัท ร. ผู้เสียหาย เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรม ทั้งคำร้องและทำนอง งานสิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุ เพลงคนกับหมา คิดถึงบ้าน จ.รอคอย ตังเก น้ำตาหอยทาก ฝนจางนางหาย นาแล้ง บ่อสร้างกางจ้อง ปักษ์ใต้บ้านเรา สาวมอเตอร์ไซค์ และอับดุลเลาะห์ จำเลยเป็นเจ้าของร้านบ้านกลางฟาร์ม เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 นายสิทธิชัย นายมานพ และนายนฤดีพนักงานของผู้เสียหาย เข้าไปใช้บริการที่ร้านบ้านกลางฟาร์ม ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 นายมานพ ผู้รับมอบอำนาจผู้เสียหาย เข้าร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกชัยรัตน์ พนักงานสอบสวน ว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ร้านบ้านกลางฟาร์ม พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า และจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ สำหรับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายสิทธิชัยและนายมานพ เจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13.50 นาฬิกา นายสิทธิชัยและนายมานพเดินทางไปที่ร้านบ้านกลางฟาร์มซึ่งเป็นร้านคาราโอเกะ มีให้บริการร้องคาราโอเกะเป็นห้องส่วนตัว ในห้องดังกล่าวมีอุปกรณ์สำหรับร้องเพลงคาราโอเกะ ได้แก่ จอโทรทัศน์ เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมซีพียู แป้นพิมพ์ ลำโพง ไมโครโฟน ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่าย ที่แสดงให้เห็นถึงจอโทรทัศน์ เครื่องซีพียู แป้นพิมพ์ และอุปกรณ์ร้องเพลงคาราโอเกะ ที่ถูกจัดสำหรับให้บริการลูกค้า โดยนางสาวเบญญาภาคนรักของจำเลย ก็เบิกความรับว่าภาพถ่าย เป็นภาพภายในร้านบ้านกลางฟาร์มจริง ทั้งนี้ ยังปรากฏหน้าจอโทรทัศน์ที่มีชื่อเพลง มิวสิควีดีโอคาราโอเกะเพลง และเนื้อเพลง อันสอดคล้องกับภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงที่บันทึกในแผ่นดีวีดี ซึ่งมีภาพพนักงานจำเลยขณะกำลังช่วยแกะสายไมโครโฟนให้แก่นายสิทธิชัยและนายมานพเพื่อร้องเพลงคาราโอเกะ บนจอโทรทัศน์ก็ปรากฏภาพเคลื่อนไหวเป็นมิวสิควีดีโอคาราโอเกะด้วย โดยไม่ปรากฏว่าพนักงานจำเลยทักท้วงว่ามิวสิควีดีโอคาราโอเกะที่นายสิทธิชัยและนายมานพกำลังร้องอยู่นั้นไม่ใช่มิวสิควีดีโอคาราโอเกะที่ร้านให้บริการแต่อย่างใด ดังนี้ กรณีจึงเชื่อได้ว่าร้านบ้านกลางฟาร์มของจำเลย มีการให้บริการร้องเพลงคาราโอเกะ โดยจัดให้มีเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการฉายเล่นหรือดูวีดิทัศน์ ซึ่งเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะคาราโอเกะที่มีภาพประกอบ อันเป็นการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ตามนิยามของคำว่า "ร้านวีดิทัศน์" ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าเครื่องคาราโอเกะของจำเลยมีเพียงเสียงดนตรีและตัวหนังสือวิ่งนั้นเป็นเพียงการเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อร้านของจำเลยไม่เคยขอใบอนุญาตประกอบกิจการวีดิทัศน์ คดีจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 ฐานประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 53 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวศลิษา สมบัติศิริ
- นายวิวัฒน์ วงศกิตติรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3197/2565
#686995
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของเด็ก ย่อมเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) และเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งลักษณะการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ การค้าประเวณีของเด็กก็เป็นการประพฤติตนไม่สมควรตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) อยู่ในตัวด้วย จำเลยจึงมีเจตนากระทำความผิดเพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของเด็กเท่านั้น ถือว่ามีเพียงเจตนาเดียว เมื่อความผิดทั้งสองฐานต่างมีองค์ประกอบความผิดเหมือนกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9, 11 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3 (4) (ข), 4, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 4, 45, 47, 50, 144, 146, 148/2 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 282, 319 และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 70,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 80,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 110,000 บาท และผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 140,600 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพบางข้อหาและให้การปฏิเสธบางข้อหา แต่เมื่อไต่สวนพยานโจทก์ไปบางส่วนแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) (ที่ถูก วรรคหนึ่ง), 52 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง, 11 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3 (4) (ข) (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 3 (4) (ข)), 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 45 (1) (ที่ถูก วรรคหนึ่ง), 47 วรรคหนึ่ง, 50 (3), 144 (1) (ที่ถูก วรรคหนึ่ง), 146, 148/2 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) (ที่ถูก 26 (3) (5) วรรคหนึ่ง), 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (ที่ถูก ต้องปรับบทวรรคหนึ่งด้วย), 319 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 30,000 บาท ฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการ จำคุก 2 เดือน ฐานเป็นนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเป็นลูกจ้างโดยไม่แจ้งการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน ปรับ 2,000 บาท ฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 6 นาฬิกา โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 2,000 บาท ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร (ที่ถูก และเพื่อหากำไร) โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี กับฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง และมาตรา 11 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นความผิดที่อาศัยเจตนาต่างกันและมีองค์ประกอบความผิดต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน แต่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดดังกล่าวรวมกันมาในข้อเดียวย่อมเห็นได้ว่า โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในทุกฐานความผิดเพียงกรรมเดียว หาได้มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จึงลงโทษจำเลยสำหรับความผิดในข้อหานี้ได้เพียงกรรมเดียว ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ซึ่งความผิดฐานดังกล่าวกับฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี (ที่ถูก และฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง) ฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี และฐานส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิดและเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 ปี รวมจำคุก 17 ปี 2 เดือน และปรับ 34,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 7 เดือน และปรับ 17,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 เป็นเงินคนละ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี กับความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และฐานส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิดและเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีเพียงกรรมเดียว จำคุก 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี 1 เดือน และปรับ 17,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2), 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 กับความผิดฐานส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิดและเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) (5), 78 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นความผิดที่อาศัยเจตนาต่างกัน มีองค์ประกอบความผิดต่างกัน และมีลักษณะการกระทำความผิดแตกต่างกัน ซึ่งความผิดตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ผู้กระทำไม่จำต้องมีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของเด็กแต่อย่างใด จึงเป็นความผิดต่างกรรม เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) ไม่ต้องมีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กเป็นองค์ประกอบความผิดก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยในคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของเด็ก ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ด้วย และเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) ด้วยเช่นกัน ซึ่งลักษณะของการกระทำความผิดทั้งสองฐานตั้งแต่ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือเป็นธุระจัดหา ล่อไป ชักพาไป จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้เพื่อให้เด็กกระทำการค้าประเวณี อันเป็นการสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองจากการค้าประเวณีของเด็ก ซึ่งการค้าประเวณีของเด็กก็เป็นการประพฤติตนไม่สมควรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) อยู่ในตัวด้วยแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดเพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของเด็กเท่านั้น ถือว่ามีเพียงเจตนาเดียว เมื่อความผิดของจำเลยทั้งสองฐานต่างมีองค์ประกอบความผิดเหมือนกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยฐานค้ามนุษย์โดยจำคุก 6 ปี เหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาทำนองว่า สถานที่เกิดเหตุอยู่กลางเมืองอุดรธานีและมีการโฆษณาเชิญชวนลูกค้ามาใช้บริการโดยโชว์รูปร่างเด็กและผู้หญิงที่เป็นลูกจ้างของจำเลยทางแอปพลิเคชัน เฟซบุ๊กโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายขอให้ลงโทษสถานหนัก เห็นว่า ความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) นั้น มีการกระทำที่จะเป็นความผิดตั้งแต่เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องกลับปรากฏว่าผู้เสียหายที่เป็นเด็กและผู้หญิงต่างมาทำงานที่ร้านของจำเลยด้วยความสมัครใจ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ความรุนแรงหรือหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายและนอกจากข้อหานี้จำเลยยังได้รับการลงโทษในข้อหาอื่นอีก ส่วนข้อเท็จจริงที่โจทก์ฎีกามานั้นยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่ลงโทษจำเลยหนักขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยมานั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 6 ม. 35 ม. 52
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาง ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายยศวริศ ศรีไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3181/2565
#684772
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามดำเนินการบังคับคดีให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างซึ่งมีการขายทอดตลาดห้องชุดที่ยึดไว้โดยประเมินราคาเป็นเงิน 18,129,200 บาท และคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เห็นชอบให้ใช้ราคาประเมินดังกล่าว ราคาขายตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคดีต้องเริ่มต้นที่ 12,690,440 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีออกประกาศขายทอดตลาดระบุราคาที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เป็นเงิน 29,880,000 บาท ซึ่งไม่ถูกต้องตรงตามราคาประเมินที่แท้จริงของคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ แล้วจำเลยทั้งสามประมาทเลินเล่อไม่ได้ตรวจสอบที่มาที่ไปของราคาประเมินดังกล่าว ทำให้ราคาขายเริ่มต้นที่ 20,920,000 บาท โจทก์จึงเสนอซื้อห้องชุดที่ยึดตามราคาขายเริ่มต้นที่ 20,920,000 บาท แม้เมื่อโจทก์ซื้อห้องชุดดังกล่าวแล้วอาจจะขายห้องชุดได้กำไรเพิ่มขึ้นจากราคาซื้อดังกล่าว แต่การที่โจทก์เสนอราคาซื้อสูงกว่าราคาขายเริ่มต้นที่ควรจะเป็น ทำให้โจทก์ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้น 8,229,560 บาท ซึ่งเป็นความเสียหายอันเกิดแต่ความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสามที่ไม่ได้ตรวจสอบที่มาที่ไปของราคาประเมิน แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายอาจจะมีส่วนทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความเสียหายด้วยทำให้หนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินที่โจทก์ต้องเสียเพิ่มขึ้นเพียง 2,790,800 บาท คิดเป็นร้อยละ 33.91 ของค่าเสียหายที่โจทก์เสียเงินเพิ่มขึ้นทั้งหมด 8,229,560 บาท ซึ่งเป็นการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์ที่โจทก์อาจจะมีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 2,100,000 บาท จึงเหมาะสมแก่ความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นสำนักงานทนายความ มีจำเลยที่ 2 และนางสาวสุขาวดี เป็นกรรมการ จำเลยที่ 2 หรือนางสาวสุขาวดีลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ และจำเลยที่ 2 ยังมีชื่อเป็นหัวหน้าสำนักงานทนายความอีกด้วย โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ย.102/2555 ต่อศาลชั้นต้น โดยโจทก์ตกลงชำระสินจ้างเป็นค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องคดีจำนวน 200,000 บาท ไม่รวมค่าฤชาธรรมเนียมตามใบเสร็จรับเงินของทางราชการที่โจทก์ต้องรับผิดชอบเอง หากมีการบังคับคดีต้องชำระค่าใช้จ่ายในชั้นบังคับคดีเป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ตกลงชำระค่าสินจ้างเป็นค่าวิชาชีพทนายความในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาคดี (สืบพยาน) อัตราร้อยละ 10 ของทุนทรัพย์ตามคำฟ้อง และในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อัตราร้อยละ 8 ของทุนทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยชำระค่าวิชาชีพร้อยละ 30 ในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยในคดีชำระหนี้แก่โจทก์ และชำระค่าวิชาชีพที่เหลือร้อยละ 70 ในวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยในคดีหรือในวันที่ได้รับโอนทรัพย์สินตีราคาใช้หนี้จากจำเลยในคดี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการยื่นฟ้องนางสาวสมใจเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับนางสาวสมใจชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเป็นเงิน 24,972,693.15 บาท วันที่ 8 มิถุนายน 2555 โจทก์ชำระค่าวิชาชีพเป็นเงิน 749,180 บาท แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 3 กันยายน 2555 โจทก์และนางสาวสมใจตกลงกันได้จึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยนางสาวสมใจตกลงชำระเงิน 18,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แล้วยังตกลงจดทะเบียนจำนองห้องชุด 47 ห้อง ของอาคารชุด พ. เป็นประกัน หากผิดนัด นางสาวสมใจยินยอมชำระเงิน 22,720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ย.176/2555 ของศาลชั้นต้น ครั้นนางสาวสมใจผิดนัดไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยที่ 2 ให้โจทก์แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบอำนาจในชั้นบังคับคดี วันที่ 8 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 3 นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดทั้งหมดออกขายทอดตลาด โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 18,129,200 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดนัดที่ 1 วันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ระบุราคาประเมินตามรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ หากไม่มีผู้สนใจเข้าประมูล เจ้าพนักงานบังคับคดีจะลดราคาขายเริ่มต้นลงร้อยละ 10 ทุก ๆ นัด แต่เมื่อรวมทุกนัดแล้วราคาขายเริ่มต้นต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 วันที่ 19 สิงหาคม 2558 นางสาวสมใจยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ประเมินราคาใหม่และงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดและยกเลิกประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นชอบให้ใช้ราคาประเมินของกลุ่มงานประเมินราคาทรัพย์จำนวน 18,129,200 บาท แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีออกประกาศขายทอดตลาดฉบับใหม่ ระบุราคาที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เป็นเงิน 29,880,000 บาท วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์เสนอราคาซื้อห้องชุดในราคา 20,920,000 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุด เจ้าพนักงานบังคับคดีขายห้องชุดที่ยึดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 แจ้งให้โจทก์เตรียมเงินค่าภาษีและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โดยแนบรายละเอียดค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดไปด้วยซึ่งระบุราคาประเมินเป็นเงินเพียง 17,674,200 บาท และโจทก์จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นของโจทก์แล้ว นอกจากนี้ คดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยที่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ในการขายทอดตลาดห้องชุดที่ยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาขายเริ่มต้นที่ร้อยละ 70 ของราคาประเมิน ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาห้องชุดที่ยึดเป็นเงิน 18,129,200 บาท และคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นชอบให้ใช้ราคาประเมินของกลุ่มงานประเมินราคาทรัพย์จำนวน 18,129,200 บาท ดังนั้น หากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและราคาประเมินของคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เป็นเงิน 18,129,200 บาท ราคาขายในวันดังกล่าวต้องเริ่มต้นที่ 12,690,440 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีระบุราคาที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เป็นเงิน 29,880,000 บาท ซึ่งไม่ถูกต้องตรงตามราคาประเมินที่แท้จริงของคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ แล้วจำเลยทั้งสามประมาทเลินเล่อไม่ได้ตรวจสอบที่มาที่ไปของราคาประเมินดังกล่าว ทำให้ราคาขายเริ่มต้นที่ 20,920,000 บาท ไม่ใช่เริ่มต้นที่ 12,690,440 บาท ซึ่งเป็นราคาเริ่มต้นร้อยละ 70 ของราคาประเมินที่ถูกต้องแท้จริง โจทก์จึงเสนอซื้อห้องชุดที่ยึดตามราคาขายเริ่มต้นที่ 20,920,000 บาท แม้เมื่อโจทก์ซื้อห้องชุดดังกล่าวแล้วอาจจะขายห้องชุดได้กำไรเพิ่มขึ้นจากราคาซื้อดังกล่าว แต่การที่โจทก์เสนอราคาซื้อสูงกว่าราคาขายเริ่มต้นที่ควรจะเป็น ทำให้โจทก์ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้น 8,229,560 บาท ซึ่งเป็นความเสียหายอันเกิดแต่ความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสามที่ไม่ได้ตรวจสอบที่มาที่ไปของราคาประเมิน แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายอาจจะมีส่วนทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความเสียหายด้วยดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ทำให้หนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินที่โจทก์ต้องเสียเพิ่มขึ้นเพียง 2,790,800 บาท เท่านั้น คิดเป็นร้อยละ 33.91 ของค่าเสียหายที่โจทก์เสียเงินเพิ่มขึ้นทั้งหมด 8,229,560 บาท ซึ่งเป็นการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์ที่โจทก์อาจจะมีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายแล้ว นอกจากนี้ โจทก์ไม่ได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสามคิดค่าวิชาชีพจากราคาซื้อห้องชุดที่ยึดแต่อย่างใด จึงไม่จำต้องพิจารณาค่าสินไหมทดแทนโดยคำนึงถึงค่าวิชาชีพตามสัญญาจ้างว่าความที่จำเลยทั้งสามคิดจากราคาซื้อห้องชุดที่ยึดดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้กล่าวในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ส่วนที่โจทก์ต้องชำระค่าวิชาชีพให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงใด เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวในคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าวิชาชีพแก่จำเลยที่ 1 ต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,100,000 บาท แก่โจทก์ คิดเป็นร้อยละ 25.52 ของค่าเสียหายที่โจทก์เสียเงินเพิ่มขึ้นทั้งหมด 8,229,560 บาท นั้น เป็นค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสมแก่ความเสียหายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล จึงไม่มีเหตุผลที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขลดจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนให้ต่ำไปกว่านี้ และค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นหนี้เงินที่จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยข้อความใหม่บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 คือ ร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราที่ปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว บัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 อัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปฐม สมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร ประสารวรรณ
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3178/2565
#687023
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 91 ให้อำนาจศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปและกรณีที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้นแล้วต้องไม่เกินยี่สิบปีนั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการลงโทษจำคุกในกรณีกระทำความผิดหลายกรรมที่เกี่ยวพันกันและโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง หรือกรณีที่จำเลยถูกฟ้องหลายคดีและคดีแต่ละคดีเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันจนศาลได้มีคำสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน และรวมถึงคดีที่เกี่ยวพันกันแต่โจทก์กลับแยกฟ้องจำเลยเป็นหลายคดีและไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน จึงจะอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 91 (2) สำหรับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1066/2562 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอกสารท้ายคำแถลงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาฉบับลงวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ของโจทก์ว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่โจทก์ที่ 2 คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่และฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น แม้ข้อหาความผิดที่ฟ้องจะเป็นอย่างเดียวกับคดีนี้ แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีเป็นคนละรายกันกับคดีนี้และพยานหลักฐานในคดีเป็นคนละชุดกัน จึงไม่เป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน ไม่อาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีเดียวกันหรือรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีนี้ได้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาแต่ละคดีและให้นับโทษต่อกันตาม ป.อ. มาตรา 22 แม้มีกำหนดระยะเวลาจำคุกเกินยี่สิบปี ก็พิพากษาให้บังคับเช่นนั้นได้ กรณีไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1066/2562 ของศาลชั้นต้นนั้น เป็นการไม่ชอบ ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1242/2562 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอกสารท้ายคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่า คดีดังกล่าวและคดีนี้มีโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน แม้วันเวลากระทำความผิดจะแตกต่างกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองซึ่งได้รับมอบหมายจากโจทก์ที่ 1 ให้เป็นผู้จัดทำบัญชีและนําเงินไปเสียภาษีแทน กระทำการทุจริตเบียดบังเอาเงินที่มอบให้นําไปเสียภาษีไป และจำเลยทั้งสองไม่คืนเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการทำบัญชีและเสียภาษีแก่โจทก์ที่ 1 เช่นเดียวกับคดีนี้ ดังนั้น เมื่อคดีมีคู่ความเดียวกัน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวเกี่ยวพันกัน โจทก์ที่ 1 อาจฟ้องจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดคดีนี้และคดีที่ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อเป็นคดีเดียวกันได้ แต่โจทก์ที่ 1 แยกฟ้องคดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่ง แยกต่างหากจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1242/2562 ดังกล่าวโดยศาลมิได้สั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ทุกกรรมโดยจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี เต็มตามกำหนดไว้ใน ป.อ. มาตรา 91 (2) แล้ว ย่อมไม่อาจนําโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไปนับโทษต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1242/2562 ของศาลชั้นต้นได้เพราะจะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องได้รับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ ป.อ. มาตรา 91 (2) บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1242/2562 ของศาลชั้นต้นมานั้น ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188, 341, 352, 353, 354 กับนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561, 4344/2561 และ 4345/2561 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีของโจทก์ที่ 1 มีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 352, 353 ประกอบมาตรา 83 ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง คดีของโจทก์ที่ 2 ไม่มีมูล จึงมีคำสั่งให้ยกฟ้อง (ที่ถูก มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง)

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ที่ 1 ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 353 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท ฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี รวม 24 กระทง ฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี รวม 64 กระทง ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 20,000 บาท รวม 64 กระทง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท ฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน รวม 24 กระทง คงจำคุก 144 เดือน ฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน รวม 64 กระทง คงจำคุก 384 เดือน ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 10,000 บาท รวม 64 กระทง คงปรับ 640,000 บาท เมื่อรวมทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และปรับจำเลยที่ 2 รวมเป็นเงิน 650,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 กับให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4345/2561 หมายเลขแดงที่ 1066/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 และหมายเลขดำที่ 4344/2561 ของศาลชั้นต้น ยังไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 (เดิมและที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 83 สำหรับการกระทำของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ ตามฟ้องข้อ 2.25 ถึง 2.61 ปรับกระทงละ 2,000 บาท จำนวน 37 กระทง รวมโทษปรับจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.62 ถึงข้อ 2.88 กระทงละ 20,000 บาท จำนวน 27 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นปรับจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 614,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 307,000 บาท รวมโทษปรับฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีก 10,000 บาท แล้ว เป็นปรับ 317,000 บาท ยกคำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4345/2561 หมายเลขแดงที่ 1066/2562 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 หมายเลขแดงที่ 1242/2562 ของศาลชั้นต้นเพราะเมื่อจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 20 ปี แล้ว ไม่อาจนับโทษต่อจากคดีอื่นได้อีก ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนด ดังต่อไปนี้ (2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี" ตามบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป และกรณีที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้นแล้วต้องไม่เกิน 20 ปี นั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการลงโทษจำคุกในกรณีกระทำความผิดหลายกรรมที่เกี่ยวพันกันและโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง หรือกรณีที่จำเลยถูกฟ้องหลายคดี และคดีแต่ละคดีเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันจนศาลได้มีคำสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน และรวมถึงคดีที่เกี่ยวพันกัน แต่โจทก์กลับแยกฟ้องจำเลยเป็นหลายคดีและไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน จึงจะอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) สำหรับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4345/2561 หมายเลขแดงที่ 1066/2562 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอกสารท้ายคำแถลงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาฉบับลงวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ของโจทก์ว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่โจทก์ที่ 2 คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่และฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น แม้ข้อหาความผิดที่ฟ้องจะเป็นอย่างเดียวกับคดีนี้ แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีเป็นคนละรายกันกับคดีนี้และพยานหลักฐานในคดีเป็นคนละชุดกัน จึงไม่เป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน ไม่อาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีเดียวกันหรือรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีนี้ได้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาแต่ละคดีและให้นับโทษต่อกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 แม้มีกำหนดระยะเวลาจำคุกเกิน 20 ปี ก็พิพากษาให้บังคับเช่นนั้นได้ กรณีไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4345/2561 หมายเลขแดงที่ 1066/2562 ของศาลชั้นต้นนั้น เป็นการไม่ชอบ

ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 หมายเลขแดงที่ 1242/2562 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอกสารท้ายคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่า คดีดังกล่าวและคดีนี้มีโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน แม้วันเวลากระทำความผิดจะแตกต่างกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองซึ่งได้รับมอบหมายจากโจทก์ที่ 1 ให้เป็นผู้จัดทำบัญชีและนำเงินไปเสียภาษีแทน กระทำการทุจริตเบียดบังเอาเงินที่มอบให้นำไปเสียภาษีไป และจำเลยทั้งสองไม่คืนเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการทำบัญชีและเสียภาษีแก่โจทก์ที่ 1 เช่นเดียวกับคดีนี้ ดังนั้น เมื่อคดีมีคู่ความเดียวกัน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวเกี่ยวพันกัน โจทก์ที่ 1 อาจฟ้องจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดคดีนี้และคดีที่ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อเป็นคดีเดียวกันได้ แต่โจทก์ที่ 1 แยกฟ้องคดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งแยกต่างหากจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 หมายเลขแดงที่ 1242/2562 ดังกล่าวโดยศาลมิได้สั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ทุกกรรมโดยจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี เต็มตามกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) แล้ว ย่อมไม่อาจนำโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไปนับโทษต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 หมายเลขแดงที่ 1242/2562 ของศาลชั้นต้นได้ เพราะจะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องได้รับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4300/2561 หมายเลขแดงที่ 1242/2561 ของศาลชั้นต้น มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 83 สำหรับฟ้องข้อ 2.62 โดยปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2560 ต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองว่ากระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.62 ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ ตามฟ้องข้อ 2.62 ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 2,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นปรับ 616,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 308,000 บาท ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4345/2561 หมายเลขแดงที่ 1066/2562 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 22 ม. 91 (2)
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว. กับพวก
จำเลย — นางสาว น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสรวุฒิ อนุกูลกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3127/2565
#686575
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 ใช้บังคับแก่เงินของเอกชนและเงินของรัฐที่ฝากธนาคาร แม้เงินงบประมาณเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่เมื่อส่วนราชการตั้งฎีกาขอเบิกเงินงบประมาณแล้ว กระทรวงการคลังโอนเงินงบประมาณเข้าบัญชีเงินฝากของส่วนราชการนั้นที่เปิดบัญชีไว้กับธนาคาร ก. เมื่อธนาคาร ก. ได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวเข้าสู่บัญชีเงินฝากของส่วนราชการแล้ว เงินฝากนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ก. ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังหรือส่วนราชการเจ้าของบัญชีเงินฝากอีกต่อไป ธนาคาร ก. คงมีหน้าที่ต้องคืนเงินฝากให้แก่เจ้าของบัญชีเงินฝากหรือกระทรวงการคลังครบจำนวนเท่านั้น

เมื่อได้ความว่า จําเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้สั่งจ่ายตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์อยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้ธนาคาร ก. ดังนั้นธนาคาร ก. ย่อมไม่มีสิทธินําเงินที่ธนาคารจ่ายตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 ไปลงรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ได้ตามบทบัญญัติมาตรา 1008 แต่เมื่อธนาคาร ก. ลงรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์แล้วจึงมีหน้าที่ต้องเพิกถอนรายการเบิกถอนเงินดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ธนาคาร ก. โอนเงิน 9,752,000 บาท เท่ากับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ อันเป็นการชดใช้ตามสัญญาฝากทรัพย์ ซึ่งน่าจะเป็นกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการเห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ที่เสียหายมีส่วนเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายด้วย โดยโจทก์และธนาคาร ก. เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 จึงมีมติให้ธนาคาร ก. คืนเงินแก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง ถือได้ว่าธนาคาร ก. เพิกถอนรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 ฉบับละกึ่งหนึ่ง ซึ่งมีผลให้จำนวนเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คฉบับที่ 3 ถึงที่ 25 ฉบับที่ 27 ถึงที่ 39 และฉบับที่ 41 ถึงที่ 43 ที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คโดยฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจําเลยที่ 2 และที่ 3 โดยผิดวัตถุประสงค์ที่โจทก์ย่อมไม่ให้เบิกถอนเงิน หากไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ เงินอีกกึ่งหนึ่งนั้นยังคงเป็นสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิติดตามและเอาเงินดังกล่าวคืนจากจําเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 จําเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจําเลยที่ 1 รับผิดคืนเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 รวมเป็นเงิน 1,705,405 บาท พร้อมดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจําเลยที่ 2 ให้ชําระหนี้ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2559 แต่จําเลยที่ 2 ไม่ชําระหนี้แก่โจทก์ จําเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จําเลยที่ 2 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวของต้นเงินเต็มจำนวนตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 จนกว่าชําระเสร็จแก่โจทก์ และจําเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจําเลยที่ 1 รับผิดคืนเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ 3 รวมเป็นเงิน 7,433,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจําเลยที่ 3 ให้ชําระหนี้ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2559 แต่จําเลยที่ 3 ไม่ชําระหนี้แก่โจทก์ จําเลยที่ 3 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จําเลยที่ 3 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวของต้นเงินเต็มจำนวนตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 จนกว่าชําระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,471,901 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,146,100 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 5,286,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,061,110 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 20,173,673 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 15,552,302 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 110,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึง ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 4 ตกลงกันมีใจความสำคัญว่า จำเลยที่ 4 ยินยอมชดใช้เงินตามเช็คเลขที่ 0372460 ลงวันที่ 13 เมษายน 2555 จำนวน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 110,427 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 12 งวด งวดละ 9,202.25 บาท ชำระทุกวันที่ 3 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ณ ที่ทำการของโจทก์ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง ยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2560

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 25,426,237 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 19,504,012 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤษภาคม 2560) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 9,902,006 บาท ไปหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ดังกล่าวตามลำดับที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 สำหรับจำเลยที่ 4 การชำระเงินให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเห็นสมควรไม่กำหนดให้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลที่เกินมาในศาลชั้นต้น 307,932 บาท และชั้นอุทธรณ์ 305,324 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายเจนยุทธ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อารัมภบทตอนต้นของบันทึกดังกล่าวกล่าวถึงการที่จำเลยที่ 1 นำเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 0457315 จำนวนเงิน 650,300 บาท และเลขที่ 0457353 จำนวนเงิน 685,200 บาท ไปเรียกเก็บเงินเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2557 และวันที่ 31 มกราคม 2557 ตามลำดับ โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 424-0-07xxx-x ของธนาคาร ก. ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของร้าน ท. ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้าน และบัญชีเงินฝากเลขที่ 424-0-16xxx-x ของธนาคาร ก. ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของร้าน ส. ที่มีจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของร้าน ซึ่งพนักงานสอบสวนอายัดเงินดังกล่าวไว้ทั้งสองบัญชี ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเงิน 150,000 บาท คืนให้แก่โจทก์ ส่วนที่เหลือไม่ได้คืน ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนเงินคืนแต่ได้รับการปฏิเสธ นายเจนยุทธเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 โอนเงินจากบัญชีเลขที่ 424-0-07xxx-x จำนวน 650,300 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ 3 โอนเงินจากบัญชีเลขที่ 424-0-16xxx-x จำนวน 535,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นสัญญาที่มุ่งเน้นถึงการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับจำนวนเงินตามเช็คทั้งสองฉบับเท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงจำนวนเงินตามเช็คฉบับอื่นด้วย ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ได้ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดชำระเงินตามเช็คฉบับอื่นระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ดังคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองแต่อย่างใด แต่เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบพยานหลักฐานมาครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปตามพยานหลักฐานโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาใหม่ โดยเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คเลขที่ 0379708 เลขที่ 0379730 เลขที่ 0379739 เลขที่ 0386770 เลขที่ 0386780 เลขที่ 0386814 เลขที่ 0386834 เลขที่ 0386858 เลขที่ 0397449 เลขที่ 0394184 เลขที่ 0394210 เลขที่ 0397426 เลขที่ 0397448 เลขที่ 0397477 เลขที่ 0397486 เลขที่ 0397507 เลขที่ 0397508 เลขที่ 0412007 เลขที่ 0412050 เลขที่ 0412089 เลขที่ 0412100 เลขที่ 0412016 เลขที่ 0419823 เลขที่ 0419887 เลขที่ 0419937 เลขที่ 0419950 เลขที่ 0432754 เลขที่ 0432755 เลขที่ 0432817 เลขที่ 0432895 เลขที่ 0444187 เลขที่ 0444252 เลขที่ 0444253 เลขที่ 0444260 เลขที่ 0444240 เลขที่ 0457244 เลขที่ 0457265 เลขที่ 0457266 และเลขที่ 0457314 แล้วจำเลยที่ 1 นำเช็คเลขที่ 0379730 เลขที่ 0379739 เลขที่ 0397449 เลขที่ 0412007 เลขที่ 0412016 เลขที่ 0419950 เลขที่ 0432755 และเลขที่ 0444252 ไปเรียกเก็บเงินจนธนาคาร ก. หลงเชื่อจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันลักเงินดังกล่าวของโจทก์ไป จำเลยที่ 1 นำเช็คเลขที่ 0379708 เลขที่ 0386770 เลขที่ 0386780 เลขที่ 0386814 เลขที่ 0386834 เลขที่ 0386858 เลขที่ 0394184 เลขที่ 0394210 เลขที่ 0397426 เลขที่ 0397448 เลขที่ 0397477 เลขที่ 0397486 เลขที่ 0397507 เลขที่ 0397508 เลขที่ 0412050 เลขที่ 0412089 เลขที่ 0412100 เลขที่ 0419823 เลขที่ 0419887 เลขที่ 0419937 เลขที่ 0432754 เลขที่ 0432817 เลขที่ 0432895 เลขที่ 0444187 เลขที่ 0444253 เลขที่ 0444260 เลขที่ 0444240 เลขที่ 0457244 เลขที่ 0457265 เลขที่ 0457266 และเลขที่ 0457314 ไปเรียกเก็บเงินจนธนาคาร ก. หลงเชื่อจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันลักเงินดังกล่าวของโจทก์ไป ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 คืนเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมูลเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์ของตนจากบุคคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นจำเลยในคดีอาญา และโจทก์โดยนายเจนยุทธในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2558 แจ้งให้จำเลยที่ 2 และแจ้งให้จำเลยที่ 3 คืนเงินแก่โจทก์ แสดงว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าที่สุดในวันที่ 7 สิงหาคม 2558 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 พ้นกำหนดเวลา 1 ปี คดีโจทก์ในมูลละเมิดส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แต่ยังมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เงินตามเช็คทั้ง 39 ฉบับดังกล่าว มีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ ได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฝากเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน" และวรรคสองบัญญัติว่า "อนึ่ง ผู้รับฝากจะเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ก็ได้ แต่หากจำต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น แม้ว่าเงินซึ่งฝากนั้นจะได้สูญหายไปด้วยเหตุสุดวิสัยก็ตาม ผู้รับฝากก็จำต้องคืนเงินเป็นจำนวนดั่งว่านั้น" บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่เงินของเอกชนและเงินของรัฐที่ฝากธนาคาร มิใช่ใช้บังคับเฉพาะเงินของเอกชนดังที่โจทก์ฎีกา แม้เงินงบประมาณเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่เมื่อส่วนราชการตั้งฎีกาขอเบิกเงินงบประมาณดังกล่าวแล้ว กระทรวงการคลังโอนเงินงบประมาณเข้าบัญชีเงินฝากของส่วนราชการนั้นที่เปิดบัญชีไว้กับธนาคาร ก. เมื่อธนาคาร ก. ได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของส่วนราชการแล้ว เงินที่ฝากนั้นจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ก. ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังหรือส่วนราชการเจ้าของบัญชีเงินฝากอีกต่อไป ธนาคาร ก. คงมีหน้าที่ต้องคืนเงินฝากให้แก่เจ้าของบัญชีเงินฝากหรือกระทรวงการคลังครบจำนวนเท่านั้น นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติทั้งหลายในประมวลกฎหมายนี้ เมื่อใดลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือปลอมก็ดี เป็นลายมือชื่อลงไว้โดยที่บุคคลซึ่งอ้างเอาเป็นเจ้าของลายมือชื่อนั้นมิได้มอบอำนาจให้ลงก็ดี ท่านว่าลายมือชื่อปลอมหรือลงปราศจากอำนาจเช่นนั้นเป็นอันใช้ไม่ได้เลย ใครจะอ้างอิงอาศัยแสวงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อยึดหน่วงตั๋วเงินไว้ก็ดี เพื่อทำให้ตั๋วนั้นหลุดพ้นก็ดี หรือเพื่อบังคับการใช้เงินเอาแก่คู่สัญญาแห่งตั๋วนั้นคนใดคนหนึ่งก็ดี ท่านว่าไม่อาจจะทำได้เป็นอันขาด เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายซึ่งจะพึงถูกยึดหน่วงหรือถูกบังคับใช้เงินนั้นจะอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอม หรือข้อลงลายมือชื่อปราศจากอำนาจนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้" ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้สั่งจ่ายตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์อยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้ธนาคาร ก. ได้ ดังนั้น ธนาคาร ก. ย่อมไม่มีสิทธินำเงินที่ธนาคารจ่ายตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 ไปลงรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ได้ตามบทบัญญัติมาตรา 1008 ดังกล่าว แต่เมื่อธนาคาร ก. ลงรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์แล้ว จึงมีหน้าที่ต้องเพิกถอนรายการเบิกถอนเงินดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ธนาคาร ก. โอนเงิน 9,752,006 บาท เท่ากับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ อันเป็นการชดใช้เงินคืนตามสัญญาฝากทรัพย์ ซึ่งน่าจะเป็นกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการเห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ที่เสียหายมีส่วนเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายด้วย โดยโจทก์และธนาคารเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 จึงมีมติให้ธนาคาร ก. คืนเงินให้แก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง แล้วยังถือได้ว่า ธนาคาร ก. ยินยอมเพิกถอนรายการเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 ฉบับละกึ่งหนึ่ง ซึ่งมีผลให้จำนวนเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คฉบับที่ 3 ถึงที่ 25 ฉบับที่ 27 ถึงที่ 39 และฉบับที่ 41 ถึงที่ 43 ที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คโดยฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยผิดวัตถุประสงค์ที่โจทก์ย่อมไม่ให้เบิกถอนเงิน หากไม่มีหนี้ที่ต้องอ้าง เงินอีกกึ่งหนึ่งนั้นยังคงเป็นสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิติดตามและเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดคืนเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ 5 เลขที่ 0379730 ฉบับที่ 6 เลขที่ 0379739 ฉบับที่ 15 เลขที่ 0397449 ฉบับที่ 20 เลขที่ 0412007 ฉบับที่ 21 เลขที่ 0412016 ฉบับที่ 29 เลขที่ 0419950 ฉบับที่ 31 เลขที่ 0432755 และฉบับที่ 36 เลขที่ 0444252 เป็นเงิน 1,705,405 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2559 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวของต้นเงินเต็มจำนวนตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดคืนเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ 3 เลขที่ 0379708 ฉบับที่ 4 เลขที่ 0386770 ฉบับที่ 7 เลขที่ 0386814 ฉบับที่ 8 เลขที่ 0386780 ฉบับที่ 9 เลขที่ 0386834 ฉบับที่ 10 เลขที่ 0386858 ฉบับที่ 11 เลขที่ 0394184 ฉบับที่ 12 เลขที่ 0384210 ฉบับที่ 13 เลขที่ 0397426 ฉบับที่ 14 เลขที่ 0397448 ฉบับที่ 16 เลขที่ 0397477 ฉบับที่ 17 เลขที่ 0397486 ฉบับที่ 18 เลขที่ 0397507 ฉบับที่ 19 เลขที่ 0397508 ฉบับที่ 22 เลขที่ 0412050 ฉบับที่ 23 เลขที่ 0412089 ฉบับที่ 24 เลขที่ 0412100 ฉบับที่ 25 เลขที่ 0419823 ฉบับที่ 27 เลขที่ 0419887 ฉบับที่ 28 เลขที่ 0419937 ฉบับที่ 30 เลขที่ 0432754 ฉบับที่ 32 เลขที่ 0432817 ฉบับที่ 33 เลขที่ 0432895 ฉบับที่ 34 เลขที่ 0444187 ฉบับที่ 35 เลขที่ 0444240 ฉบับที่ 37 เลขที่ 0444253 ฉบับที่ 38 เลขที่ 0444260 ฉบับที่ 39 เลขที่ 0457244 ฉบับที่ 41 เลขที่ 0457265 ฉบับที่ 42 เลขที่ 0457266 และฉบับที่ 43 เลขที่ 0457314 เป็นเงิน 7,433,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 3 ให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2559 แต่จำเลยที่ 3 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวของต้นเงินเต็มจำนวนตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงินกึ่งหนึ่งตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ แล้วให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยข้อความใหม่บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 คือ ร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราที่ปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว บัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ แม้คู่ความมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขทั้งในส่วนที่โจทก์ฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสี่ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน และฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2.9 ว่า วันที่ 29 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 นำเช็คเลขที่ 0386834 จำนวนเงิน 195,600 บาท ไปเรียกเก็บเงินจนธนาคาร ก. หลงเชื่อจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันลักทรัพย์เงินดังกล่าวไป แล้วสรุปตอนท้ายว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 3 ชำระเงินตามเช็คที่มีการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงวันฟ้อง แต่ตามรายการคำนวณค่าเสียหายดังกล่าวระบุว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยตามเช็คฉบับดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2555 อันเป็นเวลาก่อนวันที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปี 286 วัน เป็นดอกเบี้ย 70,175 บาท รวมกับดอกเบี้ยของต้นเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 43 อีก 5,922,225 บาท และเงินต้นตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 จำนวน 19,504,012 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 25,426,237 บาท แล้วศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงต้องคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คเลขที่ 0386834 จำนวน 195,600 บาท นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2555 ถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย 70,094 บาท เท่านั้น เมื่อรวมกับดอกเบี้ยของต้นเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 43 อีก 5,922,225 บาท แล้วเป็นดอกเบี้ย 5,992,319 บาท ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ธนาคาร ก. คืนเงิน 9,752,006 บาท ให้แก่โจทก์ เป็นการชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาฝากทรัพย์ อีกทั้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ไม่ได้พิพากษาให้ธนาคาร ก. ชำระหนี้แก่โจทก์ จึงไม่ใช่เป็นกรณีลูกหนี้ที่ต้องผูกพันต่อโจทก์ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย และการชำระหนี้นั้น ไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินได้หมดทุกราย ไม่อาจนำเงินดังกล่าวไปหักออกจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ดังกล่าวตามลำดับที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 ดังคำวินิจฉัยและคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ต้องเฉลี่ยหักชำระเงินต้นตามเช็คแต่ละฉบับ ฉบับละกึ่งหนึ่ง ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพียง 9,752,006 บาท และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพียง 40,000 บาท อย่างไรก็ตาม ธนาคาร ก. คืนเงินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 43 จำนวน 19,504,012 บาท นับแต่วันที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย 5,992,319 บาท เมื่อรวมกับค่าสินไหมทดแทน 9,752,006 บาทแล้ว รวมเป็นเงิน 15,744,325 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงินจำนวนเดียวกัน นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 แล้วชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงิน 9,752,006 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้อง นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จ และโจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินตามเช็คฉบับที่ 1 จำนวน 80,000 บาท นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2555 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย 30,427 บาท เมื่อรวมกับค่าสินไหมทดแทน 40,000 บาทแล้ว รวมเป็นเงิน 70,427 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้อง นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 4 จะชำระเสร็จ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้พิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 4 มิได้อุทธรณ์และขออนุญาตฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 1 นำเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 0457315 จำนวนเงิน 650,300 บาท และเลขที่ 0457353 จำนวนเงิน 685,200 บาท ไปเรียกเก็บเงินเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2557 และวันที่ 31 มกราคม 2557 ตามลำดับ โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 424-0-07xxx-x ของธนาคาร ก. ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของร้าน ท. ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้าน และบัญชีเงินฝากเลขที่ 424-0-16xxx-x ของธนาคาร ก. ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของร้าน ส. ที่มีจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของร้าน ซึ่งพนักงานสอบสวนอายัดเงินดังกล่าวไว้ทั้งสองบัญชี ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเงิน 150,000 บาท คืนให้แก่โจทก์ แสดงว่า เงิน 150,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวนแล้วต่อมาโจทก์ได้รับคืนจากพนักงานสอบสวนเป็นส่วนหนึ่งของเงินตามเช็คเลขที่ 0457353 จำนวน 685,200 บาท ไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามเช็คฉบับอื่นให้แก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตามคำพิพากษาจึงไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ แม้โจทก์มีคำขอแยกกันให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,471,901 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,146,100 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 5,286,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,061,110 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 20,173,673 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 15,552,302 บาท ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 110,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ลักษณะคำขอประสงค์จะให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงิน 20,839,512 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคาร ก. จ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับ เมื่อคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 6,202,714 บาท รวมเป็นเงิน 27,042,226 บาท เป็นสำคัญ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีนี้จึงเป็นเงิน 27,042,226 บาท ไม่เกิน 50,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นในอัตราร้อยละ 2 แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ข้อ (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ที่อาจแบ่งแยกชำระได้ที่ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วยดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่สั่งไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาในวันชี้สองสถาน จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่เกินกว่า 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ดังคำวินิจฉัยและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ส่วนค่าส่งคำคู่ความไม่ใช่ค่าขึ้นศาล ไม่ต้องคืนให้แก่โจทก์ด้วย ประกอบกับโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีข้อพิพาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท แก่โจทก์ อีกทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษา...ให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" และมาตรา 162 บัญญัติว่า "บุคคลที่เป็นโจทก์ร่วมกันหรือจำเลยร่วมกันนั้น หาต้องรับผิดร่วมกันในค่าฤชาธรรมเนียมไม่ หากต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้เป็นเจ้าหนี้ร่วมหรือลูกหนี้ร่วม หรือศาลได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" และตามตาราง 6 ค่าทนายความ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้ศาลกำหนดค่าทนายความตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรไม่เกินอัตราขั้นสูง โดยกำหนดอัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้นเป็นเงินร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์ คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 4 ชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 110,427 บาท แสดงว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 4 จำกัดอยู่เพียงไม่เกิน 110,427 บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ส่วนของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะทุนทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง มาตรา 162 และมาตรา 167 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ซึ่งเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ 27,042,226 บาท ซึ่งเกินกว่าทุนทรัพย์ในหนี้ร่วมของจำเลยที่ 1 และที่ 4 แล้วยังต้องร่วมรับผิดใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นสูงกว่าอัตราขั้นสูงที่กำหนดไว้ในตาราง 6 เป็นเงินร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์ในหนี้ร่วมของจำเลยที่ 1 และที่ 4 จำนวน 110,427 บาท คือ เป็นเงินไม่เกิน 5,521.35 บาท อีกด้วย ซึ่งไม่ยุติธรรมแก่จำเลยที่ 4 แม้จำเลยที่ 4 มิได้อุทธรณ์และขออนุญาตฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขโดยสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมของศาลชั้นต้นให้ถูกต้องได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 15,744,325 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,504,012 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤษภาคม 2560) ถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 9,752,006 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ของต้นเงิน 9,752,006 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยไม่นำเงิน 150,000 บาท ไปหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,705,405 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 289,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 144,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 459,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 229,750 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 298,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 149,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 420,560 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 210,280 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 596,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 298,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 557,450 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 278,725 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 และต้นเงิน 639,300 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 319,650 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,705,405 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 7,433,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 75,000 นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 379,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 189,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 259,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 129,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 473,200 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 236,600 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 195,600 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 97,800 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 325,900 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 162,950 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 498,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 249,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 435,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 217,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 432,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 216,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 425,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 212,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 543,200 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 271,600 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 402,550 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 201,275 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 590,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 295,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 485,300 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 242,650 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 บาท ต้นเงิน 436,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 218,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 506,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 253,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 396,200 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 198,100 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 594,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 297,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 563,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 281,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 396,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 198,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 496,300 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 248,150 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 429,350 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 214,675 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 619,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 309,750 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 693,050 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 346,525 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 520,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 260,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 403,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 201,500 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 670,200 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 335,100 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 524,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 262,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 530,500 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 265,250 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ต้นเงิน 697,200 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 348,600 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 และต้นเงิน 796,052 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 398,026 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,433,551 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงิน 70,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 และของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีแก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีแก่จำเลยที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 20,000 บาท และใช้ค่าทนายความในศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวมเป็นเงิน 10,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าขึ้นศาลแทนตามทุนทรัพย์ 110,427 บาท และใช้ค่าทนายความแทนเป็นเงิน 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 672
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบล บ.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายโกวิทย์ ดวงพรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประทีป บุพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3126/2565
#684762
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุว่าการบังคับตามคําพิพากษาไม่อาจบังคับจำเลยที่ 2 ได้เพราะจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจจำเลยที่ 1 ไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1139 วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 2 จัดทำสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์แล้วนําหุ้นของโจทก์ที่ลดลงไปเพิ่มในสัดส่วนการถือหุ้นของจำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อโดยไม่ชอบขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การโอนหุ้นตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้โจทก์กลับมาถือหุ้นของโจทก์ตามเดิม ซึ่งเลขหมายใบหุ้นบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถือครองอยู่ และบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนไปให้บุคคลอื่นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในเวลาต่อมาจึงเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยตรง จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคําพิพากษาศาลชั้นต้นและฎีกาโต้แย้งคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้

ที่จำเลยที่ 2 ให้การตอนแรกว่า จำเลยที่ 2 มอบหุ้นให้โจทก์เพื่อตอบแทนการที่โจทก์จะช่วยเหลือทำงานจนกว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับประทานบัตรและประกอบธุรกิจเหมืองแร่ เป็นเพียงการบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ชําระค่าหุ้นด้วยแรงงานซึ่งผู้ถือหุ้นสามารถชําระค่าหุ้นด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงินได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1108 (5) ส่วนที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อมาว่า โจทก์ไม่ได้ชําระค่าหุ้นหากฟังว่าโจทก์ชําระค่าหุ้น โจทก์ก็ได้รับค่าหุ้นคืนจากจำเลยที่ 2 แล้ว และบรรยายต่อมาว่า โจทก์ได้รับหุ้น ต่อมาจำเลยที่ 2 ชําระค่าหุ้นดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์แล้ว ถือเป็นเพียงการบรรยายรายละเอียดเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ให้ชัดแจ้งเท่านั้น คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้ขัดแย้งกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย

จำเลยที่ 2 ให้การและนําสืบในทำนองว่า โจทก์ไม่ได้ชําระค่าหุ้นจึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ตกลงมอบหุ้นให้โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการที่โจทก์จะทำงาน แต่โจทก์ทำไม่ได้ตามที่ตกลงและจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมาโดยตลอด จึงได้มีการพูดคุยปรับสัดส่วนในการถือหุ้นของโจทก์ ซึ่งโจทก์ให้ความยินยอมในการปรับลดหุ้นทุกครั้ง หลังจากจำเลยที่ 2 ปรับลดหุ้นของโจทก์ไปเป็นของตนเองแล้วได้ขายหุ้นให้ พ. ซึ่งชําระค่าหุ้นให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ครบถ้วนและยังพยายามหาทางเอากิจการของจำเลยที่ 1 ไปเป็นของตนเอง โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันกับโจทก์ในการถอดถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยที่ 2 โดยรวมพอถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ให้การและต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ

เมื่อเริ่มจัดตั้งจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้นําส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ทั้งโจทก์มีใบสำคัญรับชําระเงินลงหุ้นซึ่งจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับเงินไว้มาแสดง ข้ออ้างที่ว่าโจทก์ได้รับเงินค่าหุ้นคืนแล้วก็ไม่ปรากฏการบันทึกเป็นหลักฐาน ทั้งไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 มอบหุ้นให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานจนเสร็จแต่โจทก์ทำไม่ได้ตามที่ตกลงกัน นอกจากนี้จำเลยที่ 2 นําสืบว่า จำเลยที่ 2 ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในการปรับลดหุ้นของโจทก์ทุกครั้ง แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 เคารพสิทธิของโจทก์ในการเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง พยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งอ้างว่ากระทำโดยไม่ชอบ ทั้งไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง

แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยจัดทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นคนใดรวมถึงโจทก์ แต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์หลายครั้งจนเหลือเพียง 500 หุ้น โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์โอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โจทก์จึงยังเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,000 หุ้น ตามที่มีอยู่เดิม เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์จำนวน 2,500 หุ้น ไปเป็นของตนเองโดยไม่ชอบ และจำเลยที่ 2 ยังถือหุ้นจำเลยที่ 1 อยู่จำนวน 4,000 หุ้น ซึ่งสามารถโอนให้แก่โจทก์ได้ จึงชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้รับโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 2,500 หุ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์ถือหุ้น 3,000 หุ้น เลขหมาย 03501 ถึง 06500 แล้วแจ้งต่อนายทะเบียนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ขอสละประเด็นในเรื่องอายุความและฟ้องเคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น โดยให้โจทก์ถือหุ้นจำเลยที่ 1 จำนวน 3,000 หุ้น เลขหมายใบหุ้น 13501 ถึง 06500 แล้วแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ด้วยทุน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยมีผู้เริ่มก่อการและเข้าชื่อซื้อหุ้น 6 คน ได้แก่ จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 3,500 หุ้น เลขหมาย 00001 - 03500 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น เลขหมาย 03501 - 06500 นางสาวกัลย์ชณิต ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น เลขหมาย 06501 - 09500 นางสุวคนธ์ ถือหุ้นจำนวน 300 หุ้น เลขหมาย 09501 - 09800 นายศิริวัฒน์ ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น เลขหมาย 09801 - 09900 และนายชาคริส ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น เลขหมาย 09901 - 10000 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 2 และนางพัชรกันย์ ทำบันทึกข้อตกลงบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 2 ตกลงขายหุ้นจำนวน 5,000 หุ้น เป็นมูลค่า 65,000,000 บาท ให้แก่นางพัชรกันย์ จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท ระหว่างวันที่ 27 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2562 คือ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2562 คือ นางพัชรกันย์และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ถึงปัจจุบัน คือ นางพัชรกันย์ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 และวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 5,900 หุ้น เลขหมาย 0001 - 05900 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 2,000 หุ้น เลขหมาย 05901 - 07900 นางสาวกัลย์ชณิตถือหุ้นจำนวน 2,000 หุ้น เลขหมาย 07901 - 09900 และนายศิริวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น เลขหมาย 09901 - 10000 แล้วส่งไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสระบุรี วันที่ 25 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น เลขหมาย 00001 - 08000 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 08001 - 09000 นางสาวกัลย์ชณิตถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 09001 - 10000 วันที่ 11 เมษายน 2561 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น เลขหมาย 00001 - 08000 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 08001 - 09000 นายจิรวัฒน์ แก้วรุ่งโรจน์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 09001 - 10000 วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น เลขหมาย 00001 - 08000 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 08001 - 09000 และนางสาวกัลย์ชณิตถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 09001 - 10000 วันที่ 3 เมษายน 2562 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า นางพัชรกันย์ถือหุ้นจำนวน 4,000 หุ้น เลขหมาย 00001 - 04000 จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 4,000 หุ้น เลขหมาย 04001 - 08000 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น เลขหมาย 08001 - 08500 นายจิรวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น เลขหมาย 08501 - 90000 นายเอกธนพัชร์ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น เลขหมาย 09001 - 09500 และนายอติชาตถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น เลขหมาย 09501 - 10000 วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น เลขหมาย 00001 - 08000 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 08001 - 09000 และนายจิรวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น เลขหมาย 09001 - 10000 และเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 นางพัชรกันย์ในฐานะกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนโดยระบุชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นเช่นเดียวกับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 ปัจจุบันโจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น เลขหมาย 08001 – 08500

คดีมีปัญหาสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุว่าการบังคับตามคำพิพากษาไม่อาจบังคับจำเลยที่ 2 ได้เพราะจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจจำเลยที่ 1 ไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1139 วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 จัดทำสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์แล้วนำหุ้นของโจทก์ที่ลดลงไปเพิ่มในสัดส่วนการถือหุ้นของจำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อโดยไม่ชอบขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การโอนหุ้นดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยให้โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น เลขหมายใบหุ้น 03501 - 06500 ซึ่งเลขหมายใบหุ้นดังกล่าวบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถือครองอยู่และบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนไปให้บุคคลอื่นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในเวลาต่อมาจึงเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยตรง ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยที่ 2 ให้การตอนแรกว่า จำเลยที่ 2 มอบหุ้นให้โจทก์เพื่อตอบแทนการที่โจทก์จะช่วยเหลือทำงานจนกว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับประทานบัตรและประกอบธุรกิจเหมืองแร่ เป็นเพียงการบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ชำระค่าหุ้นด้วยแรงงาน ซึ่งผู้ถือหุ้นสามารถชำระค่าหุ้นด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1108 (5) ส่วนที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อมาว่า โจทก์ไม่ได้ชำระค่าหุ้น หากฟังว่าโจทก์ชำระค่าหุ้น โจทก์ก็ได้รับค่าหุ้นคืนจากจำเลยที่ 2 แล้ว และบรรยายต่อมาว่า โจทก์ได้รับหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นเงิน 300,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ชำระค่าหุ้นดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์แล้ว ถือเป็นเพียงการบรรยายรายละเอียดเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ให้ชัดแจ้งเท่านั้น คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้ขัดแย้งกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้เรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไว้ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยนั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้การและนำสืบในทำนองว่า โจทก์ไม่ได้ชำระค่าหุ้นจึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ตกลงมอบหุ้นให้โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการที่โจทก์จะทำงาน แต่โจทก์ทำไม่ได้ตามที่ตกลงและจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมาโดยตลอด จึงได้มีการพูดคุยปรับสัดส่วนในการถือหุ้นของโจทก์ ซึ่งโจทก์ให้ความยินยอมในการปรับลดหุ้นทุกครั้ง หลังจากที่จำเลยที่ 2 ปรับลดหุ้นของโจทก์ไปเป็นของตนเองแล้ว จำเลยที่ 2 ขายหุ้นในส่วนของจำเลยที่ 2 เองให้นางพัชรกันย์ ซึ่งนอกจากนางพัชรกันย์จะชำระค่าหุ้นให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ครบถ้วนแล้วยังพยายามหาทางเอากิจการของจำเลยที่ 1 ไปเป็นของตนเอง โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันกับโจทก์ในการถอดถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยที่ 2 โดยรวมพอถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ให้การและต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และพิพากษายกอุทธรณ์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และโจทก์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัย เมื่อคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอีก โดยปัญหาในข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ขอรับค่าหุ้นคืนไปแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เมื่อเริ่มจัดตั้งจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ทั้งโจทก์นำสืบว่าได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้วโดยมีใบสำคัญรับชำระเงินลงหุ้น ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับเงินไว้มาแสดง แม้จำเลยที่ 2 อ้างว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 โจทก์ได้รับเงินค่าหุ้นคืนไปแล้ว และโจทก์เบิกความว่าในวันดังกล่าวได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 300,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบคำถามค้านว่าได้รับเงินจำนวนเดียวกันด้วย เมื่อต่างก็ได้รับเงินเท่ากันจึงไม่น่าจะเป็นการคืนเงินค่าหุ้น ทั้งโจทก์เองก็นำสืบยืนยันมาโดยตลอดว่าชำระเงินค่าหุ้นครบถ้วนและเป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างที่ว่าโจทก์ได้รับเงินค่าหุ้นคืนแล้ว ก็ไม่ปรากฏการบันทึกเป็นหลักฐานในข้อนี้ไว้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามอบหุ้นให้โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานจนเสร็จแต่โจทก์ทำไม่ได้ตามที่ตกลงกัน จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงข้อตกลงในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ มีน้ำหนักรับฟังได้น้อย นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า ในแต่ละครั้งที่มีการปรับลดหุ้นของโจทก์ได้มีการตกลงพูดคุยซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในการปรับลดหุ้นทุกครั้ง จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เคารพสิทธิของโจทก์ในการเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งอ้างว่ากระทำโดยไม่ชอบ ทั้งไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการต่อมาว่า โจทก์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใดนั้น จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใด การโอนหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกันจึงไม่จำต้องทำเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ปรับลดหุ้นของโจทก์ไปเป็นของจำเลยที่ 2 เองโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ทุกครั้ง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง บัญญัติว่า การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ อนึ่ง ตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย และตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 4 กำหนดว่า การโอนหุ้นจะต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอน โดยมีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรอง และจะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว ขณะเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น เลขหมาย 03501 - 06500 ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยจัดทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นคนใดรวมถึงโจทก์ แต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 1129 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์หลายครั้งจนเหลือเพียงจำนวน 500 หุ้น โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์โอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โจทก์จึงยังเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,000 หุ้น ตามที่มีอยู่เดิม เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์จำนวน 2,500 หุ้น ไปเป็นของตนเองโดยไม่ชอบ และจำเลยที่ 2 ยังถือหุ้นจำเลยที่ 1 อยู่จำนวน 4,000 หุ้น ซึ่งสามารถโอนให้แก่โจทก์ได้ จึงชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้รับโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 2,500 หุ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น ด้วยการนำหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 2,500 หุ้น มาโอนให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1108, 1129 วรรคสอง ม. 1141
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ค.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายศรสิทธิ์ เหลืองคุณวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนุภาพ สุวรรณโชติ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3125/2565
#684392
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุว่าการบังคับตามคำพิพากษาไม่อาจบังคับจำเลยที่ 2 ได้เพราะจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจจำเลยที่ 1 ไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1139 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์ฟ้องว่าอ้าง จำเลยที่ 2 จัดทำสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์แล้วนำหุ้นของโจทก์ที่ลดลงไปเพิ่มในสัดส่วนการถือหุ้นของจำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อโดยไม่ชอบขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การโอนหุ้นตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้โจทก์กลับมาถือหุ้นของโจทก์ตามเดิม ซึ่งเลขหมายใบหุ้นบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถือครองอยู่ และบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนไปให้บุคคลอื่นแล้ว คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยตรง จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้

เมื่อเริ่มจัดตั้งจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ทั้งโจทก์มีใบสำคัญรับชำระเงินลงหุ้นซึ่งจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับเงินไว้มาแสดง และจำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ที่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในการปรับลดหุ้นของโจทก์ทุกครั้ง แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 เคารพสิทธิของโจทก็ในการเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งอ้างว่ากระทำโดยไม่ชอบ

แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยจัดทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นคนใดรวมถึงโจทก์แต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์หลายครั้งและสุดท้ายไม่ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์โอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่เดิม

หลังจากเกิดข้อพาทเกี่ยวกับการโอนหุ้นโดยมิชอบ โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้เจรจาและทำบันทึกข้อตกลงกันว่าจำเลยที่ 2 ตกลงยกหุ้นของตนในบริษัทจำเลยที่ 1 บางส่วนให้แก่โจทก์และพี่สาวโจทก์ โดยโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงปฏิบัติตามที่ได้ตกลงกัน ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ทำสัญญานี้ ทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจฟ้องร้องดำเนินคดีหรือเรียกร้องสิ่งอื่นใดต่อกันอีก ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ตกลงประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 อันมีผลให้ข้อเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่เดิมนั้นได้ระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเอาหุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนให้แก่ตนเองโดยมิชอบได้ คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 โอนหุ้นตามบันทึกข้อตกลงเท่านั้น แม้โจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 และทางพิจารณามีการนำสืบต่อสู้เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงมาแล้ว ศาลย่อมวินิจฉัยไปตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ เมื่อปรากฏตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า จำเลยที่ 2 ยังถือหุ้นจำเลยที่ 1 ซึ่งสามารถโอนให้แก่โจทก์ได้ จึงชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้รับโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลง

เมื่อโจทก์ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่ 2 แล้ว ย่อมมีผลผูกพันให้ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม การจะเลิกบันทึกข้อตกลงหรือสัญญาจะกระทำได้ต่อเมื่อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเท่านั้น คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจบอกเลิกโดยอำเภอใจ เมื่อบันทึกข้อตกลงไม่ได้ให้สิทธิคู่สัญญาที่จะบอกเลิกข้อตกลงและไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะบอกเลิกข้อตกลงแล้ว การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวจึงไม่ชอบ โจทก์และจำเลยที่ 2 จึงคงต้องผูกพันและปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น แล้วแจ้งต่อนายทะเบียนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น โดยให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 จำนวน 3,000 หุ้น แล้วแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น ด้วยการนำหุ้นของจำเลยที่ 2 มาโอนให้แก่โจทก์ แล้วแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ด้วยทุน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยมีผู้เริ่มก่อการและเข้าชื่อซื้อหุ้น 6 คน ได้แก่ จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 3,500 หุ้น นายคมสันถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น นางสุวคนธ์ถือหุ้นจำนวน 300 หุ้น นายศิริวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น และนายชาคริสถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 2 และนางพัชรกันย์ทำบันทึกข้อตกลงบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 2 ตกลงขายหุ้นจำนวน 5,000 หุ้น เป็นมูลค่า 65,000,000 บาท ให้แก่นางพัชรกันย์ จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท ระหว่างวันที่ 27 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2562 คือ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2562 คือ นางพัชรกันย์และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ถึงปัจจุบัน คือ นางพัชรกันย์ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 และวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 5,900 นายคมสันถือหุ้นจำนวน 2,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้นจำนวน 2,000 หุ้น และนายศิริวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น แล้วส่งไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสระบุรี วันที่ 25 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น นายคมสันถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น วันที่ 11 เมษายน 2561 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียน โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 8,000 หุ้น นายคมสันถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น และโจทก์ถือหุ้นจำนวน 1,000 หุ้น วันที่ 3 เมษายน 2562 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนว่า นางพัชรกันย์ถือหุ้นจำนวน 4,000 จำเลยที่ 2 ถือหุ้นจำนวน 4,000 หุ้น นายคมสันถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น นายจิรวัฒน์ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น นายเอกธนพัชร์ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น และนายอติชาตถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น และเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 นางพัชรกันย์ในฐานะกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและส่งไปยังนายทะเบียนโดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 วันที่ 5 สิงหาคม 2562 โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงว่า จำเลยที่ 2 ตกลงยกหุ้นของตนในบริษัทจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์จำนวน 1,000 หุ้น และให้แก่นางสาวอุทัยวรรณ พี่สาวของโจทก์จำนวน 500 หุ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุว่าการบังคับตามคำพิพากษาไม่อาจบังคับจำเลยที่ 2 ได้เพราะจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจจำเลยที่ 1 ไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1139 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 จัดทำสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์แล้วนำหุ้นของโจทก์ที่ลดลงไปเพิ่มในสัดส่วนการถือหุ้นของจำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อโดยไม่ชอบขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การโอนหุ้นดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยให้โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น ซึ่งเลขหมายใบหุ้นดังกล่าวบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถือครองอยู่และบางส่วนเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนไปให้บุคคลอื่นแล้ว คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยตรง จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยให้โจทก์กลับเป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อเริ่มจัดตั้งจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ทั้งโจทก์นำสืบว่าได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้วโดยมีใบสำคัญรับชำระเงินลงหุ้น ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับเงินไว้มาแสดง ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์ไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้น แต่จำเลยที่ 2 ตกลงมอบหุ้นให้โดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นแต่เริ่มแรกเพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยเหลือทำงานจนจำเลยที่ 1 ได้รับประทานบัตรและประกอบธุรกิจเหมืองแร่ แต่โจทก์ทำงานไม่ได้ตามที่ตกลงกันนั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงข้อตกลงดังกล่าว จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ มีน้ำหนักรับฟังได้น้อย อีกทั้งการที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า ในแต่ละครั้งที่มีการปรับลดหุ้นของโจทก์ได้มีการตกลงพูดคุยซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในการปรับลดหุ้นทุกครั้ง จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เคารพสิทธิของโจทก์ในการเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งอ้างว่ากระทำโดยไม่ชอบ และที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า ในการปรับลดหุ้นของโจทก์ได้มีการพูดคุยตกลงกัน จำเลยที่ 2 ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในการปรับลดหุ้นทุกครั้งนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง บัญญัติว่า การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ อนึ่ง ตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย และตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 4 กำหนดว่า การโอนหุ้นจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอน โดยมีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรอง และจะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว ซึ่งขณะเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 โจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยจัดทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นคนใดรวมถึงโจทก์ แต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 1129 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์หลายครั้งและสุดท้ายไม่ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์โอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองแก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่เดิม อย่างไรก็ดี ได้ความว่าหลังจากที่โจทก์และจำเลยที่ 2 เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการโอนหุ้นโดยมิชอบดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้เจรจาและทำบันทึกข้อตกลงกันโดยมีนายอำเภอวังน้ำเขียวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย มีใจความสำคัญโดยสรุปว่า จำเลยที่ 2 ตกลงยกหุ้นของตนในบริษัทจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์จำนวน 1,000 หุ้น ให้แก่นางสาวอุทัยวรรณ พี่สาวของโจทก์ 500 หุ้น และให้ทรัพย์สินภายในอาคารสำนักงานทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ ส่วนโจทก์ตกลงยินยอมคืนตาชั่งและรถแบคโฮแก่จำเลยที่ 2 และหากที่ดินเลขที่ 6/2558 และเลขที่ 1/2559 ซึ่งใช้ในการขอประทานบัตรเหมืองแร่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการเหมือนแร่ ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันเรื่องค่าใช้ที่ดินกันอีกครั้งหนึ่ง โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงปฏิบัติตามที่ได้ตกลงกันโดยข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ทำสัญญานี้ ทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจฟ้องร้องดำเนินคดีหรือเรียกร้องสิ่งอื่นใดต่อกันอีก และต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2562 โจทก์ได้มีหนังสือถึงนายอำเภอวังน้ำเขียวว่า ตามที่จำเลยที่ 2 กรรมการจำเลยที่ 1 ได้ทำให้หุ้นของโจทก์จำนวน 3,000 หุ้น ไปเป็นของจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับการโอนหุ้นจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ทราบเรื่องและต้องการหุ้นคืน จำเลยที่ 2 จึงให้โจทก์มาเจรจาไกล่เกลี่ยที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอวังน้ำเขียวและมีการตกลงจะโอนหุ้นคืนให้โจทก์ 1,000 หุ้น และโอนให้นางสาวอุทัยวรรณ พี่สาวโจทก์ 500 หุ้น แต่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการโอนหุ้นตามที่ได้ตกลง จึงขอให้นายอำเภอวังน้ำเขียวดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามข้อตกลง ตามหนังสือขอความอนุเคราะห์ให้ดำเนินการโอนหุ้น กรณีดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ตกลงประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 อันมีผลให้ข้อเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่เดิมนั้นได้ระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเอาหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น กลับคืนมาได้ คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 1,000 หุ้น เท่านั้น แม้คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 และตามทางพิจารณาก็มีการนำสืบต่อสู้เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมาแล้ว ศาลย่อมวินิจฉัยไปตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความดังกล่าวได้ เมื่อปรากฏตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า วันที่ 3 เมษายน 2562 จำเลยที่ 2 ยังถือหุ้นจำเลยที่ 1 อยู่จำนวน 4,000 หุ้น ซึ่งสามารถโอนให้แก่โจทก์ได้ จึงชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้รับโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 1,000 หุ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ให้การตอนแรกว่าโจทก์ขอถอนตัวจากการเป็นผู้ถือหุ้นเนื่องจากบริษัทไม่อาจได้รับประทานบัตรประกอบธุรกิจเหมืองแร่ แต่ต่อมากลับให้การว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ตกลงแปลงหนี้กันใหม่ คำให้การดังกล่าวจึงขัดแย้งกันเอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องวินิจฉัยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การตอนแรกว่าเป็นผู้มอบหุ้นให้แก่โจทก์จำนวน 3,000 หุ้น เพื่อตอบแทนโจทก์ที่ช่วยเหลือทำงานจนจำเลยที่ 1 ได้รับประทานบัตรและประกอบธุรกิจเหมืองแร่ แต่ต่อมาโจทก์ถอนตัวเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับประทานบัตรดังกล่าว และให้การต่อมาว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ทำบันทึกข้อตกลงอันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ มูลหนี้เดิมระงับไปแล้ว จำเลยที่ 2 มีหลักฐานยืนยันว่าโจทก์ตกลงขอถือหุ้นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นเพียงการบรรยายรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า จำเลยที่ 2 มอบหุ้นให้โจทก์เพื่อตอบแทนที่โจทก์ทำงานจนกว่าจะได้รับประทานบัตรให้ประกอบธุรกิจเหมืองแร่ แต่ต่อมาโจทก์ถอนตัวไม่ทำงานร่วมกับจำเลยทั้งสองและได้มีการทำบันทึกข้อตกลงเรื่องจำนวนหุ้นที่ถือกัน คำให้การดังกล่าวจึงมิได้ขัดแย้งกันดังที่โจทก์อ้าง และที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงเนื่องจากเข้าใจผิดในสาระสำคัญว่ากรรมสิทธิ์ในหุ้นของโจทก์ได้โอนไปแล้วนั้น เมื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงและหนังสือขอความอนุเคราะห์ให้ดำเนินการโอนหุ้น แสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการจะระงับข้อพิพาทจากการที่จำเลยที่ 2 โอนหุ้นของโจทก์ไปโดยไม่ชอบไว้อย่างชัดเจน หาใช่การทำบันทึกข้อตกลงโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการโอนหุ้นพิพาทดังที่อ้างแต่อย่างใด และที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บอกเลิกบันทึกข้อตกลงแล้วนั้น เมื่อโจทก์ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่ 2 แล้ว ย่อมมีผลผูกพันให้ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม การจะเลิกบันทึกข้อตกลงหรือสัญญาจะกระทำได้ต่อเมื่อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจบอกเลิกโดยอำเภอใจ เมื่อบันทึกข้อตกลงไม่ได้ให้สิทธิคู่สัญญาที่จะบอกเลิกข้อตกลงและไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะบอกเลิกข้อตกลงแล้ว การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวจึงไม่ชอบ โจทก์และจำเลยที่ 2 จึงคงต้องผูกพันและปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยให้โอนหุ้นของจำเลยที่ 2 กลับไปให้โจทก์จำนวน 1,000 หุ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 850 ม. 1129 วรรคสอง ม. 1139 ม. 1141
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสุชาติ สุทธิปัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3124/2565
#684561
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสองบัญญัติให้ผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญและตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่จำเลยและผู้คัดค้านจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์มีข้อความระบุว่า ผู้จำนองจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่มีอยู่ต่อผู้รับจำนองในเวลานี้หรือในเวลาหนึ่งเวลาใดภายหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่า นอกจากจะเป็นการจำนองประกันหนี้ตามสัญญาจำนองดังกล่าวแล้ว ผู้จำนองยังตกลงจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่จะมีขึ้นต่อผู้รับจำนองในภายหน้าด้วย ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยยังคงค้างชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 แก่ผู้ร้อง จึงถือได้ว่าจำเลยยังมีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อผู้ร้องตามสัญญาจำนองรายนี้อยู่ แม้จำเลยจะได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ที่จำเลยและผู้คัดค้านนำที่ดินแปลงดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ครบถ้วนแล้วก็ตาม ก็หามีผลทำให้สัญญาจำนองระงับสิ้นไป ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองจึงเป็นผู้มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองก่อน เจ้าหนี้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องบังคับขอให้จำเลยชำระหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 20,598,259.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,914,736.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 46774 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 46774 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 เพื่อบังคับคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลเดียวกันกับโจทก์ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยและผู้คัดค้านนำมาจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ต่อผู้ร้อง ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิชอบที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ขอให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินจากการขายที่ดินดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้อื่น

จำเลยและผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าส่งคำคู่ความ 400 บาท แก่จำเลย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 จำเลยและผู้คัดค้านจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 350,000 บาท ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2551 จำเลยและผู้คัดค้านจดทะเบียนขึ้นวงเงินจำนองครั้งที่หนึ่งรวมเป็นวงเงินจำนอง 857,000 บาท และเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์อีก 20,000,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 46774 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้แล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 46774 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดแต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 ของจำเลยและผู้คัดค้านเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หนี้ตามสัญญากู้ที่จำเลยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้นั้น จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องมีสิทธิรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญและตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนอง ข้อ 1 ที่จำเลยและผู้คัดค้านจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้แก่โจทก์มีข้อความระบุว่า ผู้จำนองจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่มีอยู่ต่อผู้รับจำนองในเวลานี้หรือในเวลาหนึ่งเวลาใดภายหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่า นอกจากจะเป็นการจำนองประกันหนี้ตามสัญญาจำนองดังกล่าวแล้ว ผู้จำนองยังตกลงจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่จะมีขึ้นต่อผู้รับจำนองในภายหน้าด้วย ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยยังคงค้างชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 แก่ผู้ร้องจึงถือได้ว่าจำเลยยังมีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อผู้ร้องตามสัญญาจำนองรายนี้อยู่ แม้จำเลยจะได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ที่จำเลยและผู้คัดค้านนำที่ดินแปลงดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ครบถ้วนแล้วก็ตาม ก็หามีผลทำให้สัญญาจำนองระงับสิ้นไป ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองจึงเป็นผู้มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า สัญญาจำนองมิได้ครอบคลุมถึงหนี้ตามสัญญากู้ที่เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องนำมาฟ้องเป็นคดีนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 61 ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ ธ.
ผู้ร้อง — สหกรณ์ออมทรัพย์ ธ.
ผู้คัดค้าน — นาง พ. กับพวก
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายอรรณพ หล่อประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรชาญ พูลสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3096/2565
#686571
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง และ ป.วิ.พ. มาตรา 94 ห้ามการนำสืบเฉพาะกรณีการใช้เงิน ไม่ห้ามการนำสืบกรณีการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ส. เพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ แล้ว ส. โอนเงินดังกล่าวทั้งหมดเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยโจทก์ยินยอมรับเงินที่ ส. โอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ ซึ่งเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง และจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ย. ผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 315 ถือได้ว่าจำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 608,082 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 345,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกัน ในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน 500,000 บาท จากโจทก์ ไม่มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ย จำเลยตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น ภายในวันที่ 27 มิถุนายน 2558 ต่อมาจำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยการโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 8 ธันวาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 จำนวน 15,000 บาท วันที่ 13 สิงหาคม 2560 จำนวน 15,000 บาท วันที่ 8 กันยายน 2560 จำนวน 15,000 บาท วันที่ 30 มกราคม 2561 จำนวน 20,000 บาท วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 จำนวน 20,000 บาท และวันที่ 20 มีนาคม 2561 จำนวน 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 155,000 บาท เป็นการชำระหนี้บางส่วนแล้ว โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2561 บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงิน ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อ ผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทง เพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว" ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์หรือหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้เวนคืนหรือแทงเพิกถอนเป็นพยานหลักฐานในคดี จึงต้องห้ามมิให้นำสืบเรื่องการใช้เงินชำระหนี้กู้ยืม จึงไม่อาจรับฟังคำเบิกความของจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยานว่า จำเลยชำระหนี้เป็นเงินสดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2560 วันที่ 30 ตุลาคม 2560 และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 วันละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท แก่โจทก์เป็นพยานหลักฐานได้ เพราะต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวห้ามการนำสืบเฉพาะกรณีการใช้เงิน ไม่ห้ามการนำสืบกรณีการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามคำแนะนำของนายสุเทพ โจทก์อ้างว่าโจทก์ ไม่มีบัญชีเงินฝาก จึงตกลงให้จำเลยชำระหนี้ผ่านนายสุเทพ ต่อมาโจทก์ให้จำเลยชำระหนี้ผ่านนายยุทธนา ซึ่งเป็นพนักงานขับรถของโจทก์ จำเลยเริ่มต้นชำระหนี้ผ่านนายสุเทพ โดยเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม 2558 จำเลยชำระเงินสดให้แก่นายสุเทพ 50,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพที่ธนาคาร ท. เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 27 กรกฎาคม 2558 จำนวน 3,000 บาท วันที่ 5 สิงหาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 11 สิงหาคม 2558 จำนวน 20,000 บาท วันที่ 19 สิงหาคม 2558 จำนวน 11,000 บาท วันที่ 4 กันยายน 2558 จำนวน 5,000 บาท วันที่ 21 กันยายน 2558 จำนวน 10,000 บาท วันที่ 3 ธันวาคม 2558 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 9 ธันวาคม 2558 เป็นเงินสองจำนวน 25,000 บาท และ 50,000 บาท ตามลำดับ วันที่ 4 มกราคม 2559 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 15 เมษายน 2559 จำนวน 25,000 บาท นายจักรพงศ์ ลูกหนี้ของจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 26 มีนาคม 2559 เป็นเงินสองจำนวน 30,500 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ วันที่ 6 เมษายน 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท นางสาวพลอยไพลิน หลานจำเลย โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 7 ตุลาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท นายยศกร หลานจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 8 มกราคม 2560 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นเงินสองจำนวน 24,000 บาท และ 1,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 779,500 บาท ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนาที่ธนาคาร ก. จำเลยจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนาดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 จำนวน 15,000 บาท แล้วยังให้นายยศกรโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 จำนวน 25,000 บาท และให้นางสาวเขมิกา บุตรนายยศกร โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนา เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2560 จำนวน 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท โดยจำเลยมีนายยศกรและนายยุทธนาเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายยุทธนาเบิกความเป็นพยานจำเลยยืนยันว่า เมื่อจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานแล้ว พยานถอนเงินสดส่งมอบแก่โจทก์แล้ว ซึ่งการนำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารว่า จำเลยชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ก) ส่วนโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า นายสุเทพเป็นลูกน้องของบุตรโจทก์ แต่โจทก์ไม่เคยตกลงให้จำเลยชำระหนี้ผ่านนายสุเทพ จำเลยเคยชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ แต่จำไม่ได้ว่าชำระคืนเท่าใด เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ประมาณ 20,000 บาท จำเลยจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้อื่นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์บ้างหรือไม่ โจทก์ไม่ทราบ เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญา จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์โทรศัพท์ทวงถามจำเลยแล้ว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จำเลยยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า นายสุเทพเป็นผู้พาจำเลยมากู้ยืมเงินจากโจทก์ นายสุเทพไม่เคยนำเงินสดชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์เคยมอบหมายให้นายยุทธนาซึ่งเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ขับรถให้แก่โจทก์ทวงถามจำเลย จำเลยไม่เคยโอนเงินให้นายยุทธนาชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์ยังเบิกความตอบคำถามติง ของทนายโจทก์ว่านายยุทธนาไม่เคยส่งมอบเงินหรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ นายสุเทพจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์หรือไม่ โจทก์จำไม่ได้ แล้วโจทก์ยังมีนายสุเทพเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานเพื่อนำไปชำระคืนแก่โจทก์ แล้วพยานโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ก. 4 ถึง 5 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 100,000 บาท แล้วนายสุเทพเบิกความ ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า จำเลยโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานที่ ธนาคาร ท. เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 5 สิงหาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 3 ธันวาคม 2558 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 9 ธันวาคม 2558 เป็นเงินสองจำนวน 25,000 บาท และ 50,000 บาท ตามลำดับ วันที่ 4 มกราคม 2559 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 25,000 บาท และวันที่ 15 พฤษภาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท ส่วนการโอนเงินรายการอื่นไม่เกี่ยวกับการชำระหนี้แก่โจทก์ พยานไม่เคยได้รับเงินโอนเข้าบัญชีเงินฝากของพยานเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2559 จำนวน 30,500 บาท และ 100,000 บาท นายจักรพงษ์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท ส่วนวันที่ 6 เมษายน 2559 และวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 นายจักรพงษ์จะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานวันละ 25,000 บาท หรือไม่ พยานจำไม่ได้ นางสาวพลอยไพลินจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของพยานเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2559 และวันที่ 7 ตุลาคม 2559 วันละ 25,000 บาท หรือไม่ พยานจำไม่ได้ เมื่อจำเลยโอนเงินให้แก่พยานเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว พยานโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ก. แม้จำเลยมิได้นำสืบบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ก. ตามคำเบิกความของนายสุเทพเป็นพยานหลักฐานของจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายสุเทพดังกล่าว เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของโจทก์เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าคำเบิกความดังกล่าวของพยานโจทก์ปากนายสุเทพไม่เป็นความจริง แต่โจทก์มิได้นำสืบ พยานหลักฐานพิสูจน์และคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายสุเทพเจือสมคำเบิกความของจำเลย ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ปากนายสุเทพมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์มาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความเข้าข้างจำเลย เชื่อว่า พยานโจทก์ปากนายสุเทพเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รู้เห็นมาโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ จึงรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ ปากนายสุเทพสนับสนุนพยานหลักฐานของจำเลยให้มีน้ำหนักรับฟังได้มากยิ่งขึ้น แม้พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังได้ว่า นายสุเทพเป็นผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์ ดังข้อกล่าวอ้างของจำเลยก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนว่า นายสุเทพโอนเงินจำนวนอื่นนอกจากคำเบิกความของนายสุเทพชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เป็นเงินจำนวนอื่นนอกจากที่นายสุเทพเบิกความยอมรับไว้ นอกจากนี้ โจทก์เบิกความยอมรับว่า โจทก์มอบหมายให้นายยุทธนาทวงถามจากจำเลย ถือได้ว่านายยุทธนาเป็นบุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาสมแก่ภาระการพิสูจน์และมีน้ำหนัก รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพตามจำนวนที่นายสุเทพเบิกความยอมรับว่า จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 5 สิงหาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 3 ธันวาคม 2558 จำนวน 25,000 บาท วันที่ 9 ธันวาคม 2558 จำนวน 25,000 บาท และจำนวน 50,000 บาท วันที่ 4 มกราคม 2559 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 25,000 บาท และวันที่ 15 พฤษภาคม 2559 จำนวน 25,000 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ รวมเป็นเงิน 350,000 บาท แล้วนายสุเทพโอนเงินดังกล่าวทั้งหมดเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ โดยโจทก์ยินยอมรับเงินที่นายสุเทพโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ ซึ่งเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง และจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนาผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์ เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 80,000 บาท ถือได้ว่า จำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 315 แม้หนังสือสัญญากู้เงินข้อ 4. มีข้อตกลงให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่ไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยไว้ ซึ่งตามปกติแล้วจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ซึ่งขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกู้ยืมเงินเป็นต้นไป ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องเรียกร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป ศาลจึงต้องพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดเป็นต้นไป ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยกู้ยืมเงินเป็นต้นไปได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง คำบรรยายฟ้องของโจทก์แสดงให้เห็นว่า โจทก์เข้าใจว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลา คือวันที่ 27 มิถุนายน 2558 แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากครบกำหนดเวลาดังกล่าวตามหนังสือสัญญากู้เงินแล้ว โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเรียก ให้ชำระหนี้ทั้งหมดทันที โจทก์กลับยังยินยอมรับชำระหนี้จากจำเลยโดยไม่อิดเอื้อนถือได้ว่า โจทก์ไม่ได้ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาเป็นสำคัญดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังนั้น เมื่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนจำเลยผู้เป็นลูกหนี้แล้ว จำเลยยังไม่ชำระหนี้ จึงจะตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง และมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2561 บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561 ดังนั้น หากจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในวันที่ 4 เมษายน 2561 ก็จะตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2561 เป็นต้นไป ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา และฎีกา รวมทั้งไม่ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้านคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า หากโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ก็จะนับแต่วันที่ 5 เมษายน 2561 เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนวันที่ 5 เมษายน 2561 จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปแล้วเป็นเงิน 155,000 บาท โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุเทพแล้วนายสุเทพโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธนาซึ่งเป็นบุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนโจทก์เป็นเงิน 80,000 บาท รวมเป็นเงิน 585,000 บาท ซึ่งเกินกว่าจำนวนเงินต้นตามสัญญาแล้ว ต้องถือว่าจำเลยชำระหนี้เงินต้นให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์อีก และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 315 ม. 321
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นางสาว ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวิภัตต์ รุจิปเวสน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2565
#687022
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 จะต้องเป็นการใส่ความคือ การพูดหาเหตุร้าย หรือกล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวว่า "ไอ้สันดานหมา" คำว่า "สันดาน" หมายความถึงอุปนิสัยที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งอาจมีสันดานดีหรือสันดานเลวก็ได้ แม้มักใช้ไปในทางไม่สู้จะดี แต่ก็มิใช่เป็นการใส่ความให้ร้ายผู้ร้อง ทั้งตามความรู้สึกนึกคิดของบุคคลธรรมดาไม่เชื่อว่าผู้ร้องจะเป็นเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ไม่น่าจะทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่จำเลยกล่าวถ้อยคำนั้น น่าจะเป็นเพราะจำเลยไม่พอใจผู้ร้องที่ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ ส. ซึ่งเป็นหลานของจำเลยมาก่อนหน้านี้แล้ว ครั้นพนักงานสอบสวนเรียกคู่กรณีและผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นญาติไปไกล่เกลี่ย ผู้ร้องก็ยังคงยืนกรานให้ดำเนินคดี ส. ต่อไป โดยไม่เห็นแก่ความเป็นญาติ ย่อมทำให้จำเลยไม่พอใจผู้ร้องเพิ่มขึ้นไปอีก จึงเป็นการด่าผู้ร้องอันเนื่องมาจากความรู้สึกไม่พอใจผู้ร้อง ไม่ได้มีความมุ่งหมายถึงความประพฤติของผู้ร้องว่าเป็นคนมีอุปนิสัยที่ไม่ดีมาแต่กำเนิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็เป็นการรับสารภาพตามฟ้องที่ไม่เป็นความผิด ย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 กับให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีผลบังคับ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาให้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญานอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นพี่ของนางสมส่วน ภริยาของผู้ร้อง ก่อนเกิดเหตุผู้ร้องถูกนายสิรภพ บุตรของนางม่วย ไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล ซึ่งเป็นพี่ของจำเลยดูหมิ่นและทำร้ายร่างกาย ผู้ร้องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองแค ให้ดำเนินคดีนายสิรภพ ตามวันเวลาเกิดเหตุ ผู้ร้อง นายสิรภพ นางสาวยุพิน ไม่ทราบชื่อสกุล คนรักของนายสิรภพ จำเลยและนางดวงแก้ว กำลังไกล่เกลี่ยกรณีผู้ร้องร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนายสิรภพอยู่ในห้องไกล่เกลี่ยของสถานีตำรวจภูธรหนองแค จำเลยด่าผู้ร้องต่อหน้าร้อยตำรวจเอกสถิตยพงษ์ และบุคคลอื่น ๆ ว่า "อย่าเข้าไปในบ้านพ่อกูอีกนะ มันไล่ด่าชาวบ้านเขาไปทั่วไอ้สันดานหมา" มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จะต้องเป็นการใส่ความคือ การพูดหาเหตุร้าย หรือกล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวว่า "ไอ้สันดานหมา" คำว่า "สันดาน" หมายความถึงอุปนิสัยที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งอาจมีสันดานดีหรือสันดานเลวก็ได้แม้มักใช้ไปในทางไม่สู้จะดี แต่ก็มิใช่เป็นการใส่ความให้ร้ายผู้ร้อง ทั้งตามความรู้สึกนึกคิดของบุคคลธรรมดาไม่เชื่อว่าผู้ร้องจะเป็นเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ไม่น่าจะทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่จำเลยกล่าวถ้อยคำนั้นน่าจะเป็นเพราะจำเลยไม่พอใจผู้ร้องที่ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นายสิรภพ ซึ่งเป็นหลานของจำเลยมาก่อนหน้านี้แล้ว ครั้นพนักงานสอบสวนเรียกคู่กรณีและผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นญาติไปไกล่เกลี่ย ผู้ร้องก็ยังคงยืนกรานให้ดำเนินคดีนายสิรภพต่อไป โดยไม่เห็นแก่ ความเป็นญาติ ย่อมทำให้จำเลยไม่พอใจผู้ร้องเพิ่มขึ้นไปอีก จึงเป็นการด่าผู้ร้องอันเนื่องมาจากความรู้สึกไม่พอใจผู้ร้อง ไม่ได้มีความมุ่งหมายถึงความประพฤติของผู้ร้องว่าเป็นคนมีอุปนิสัยที่ไม่ดีมาแต่กำเนิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็เป็นการรับสารภาพตามฟ้องที่ไม่เป็นความผิดย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสระบุรี
ผู้ร้อง — นาย ป.
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสระบุรี — นายไพรินทร์ ลาพระอินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวฉวีวรรณ แม้นโชติ
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3069/2565
#685990
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 ก. พ. และ ด. มาเบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคำให้การของบุคคลดังกล่าว โดยผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันถึงตัวคนร้ายและจำเลยที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ไม่สามารถนำตัวพยานดังกล่าวมาเบิกความในชั้นพิจารณาเนื่องจากไม่ทราบที่อยู่ของพยาน โดยโจทก์ใช้เวลาติดตามพยานเป็นเวลาถึง 5 เดือนเศษ นับว่ามีเหตุจำเป็นที่โจทก์ไม่สามารถนำพยานซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนี้ด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และเมื่อจำเลยหลบหนีไปนานจนติดตามพยานได้ยาก กรณีเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2726/2559 ของศาลชั้นต้น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 318 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม), 318 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 10 ปี รวมเป็นจำคุก 12 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2530 ขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปีเศษ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างและอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของนาย ช. ผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจาร และร่วมกันฉุดผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถจักรยานยนต์ไปข่มขืนกระทำชำเราที่ป่าข้างทาง พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล บ. ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า บิดามารดาผู้เสียหายที่ 1 ฝากผู้เสียหายที่ 2 ให้เป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 1 คืนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 เห็นนางสาว พ. และนางสาว ก. ส่งเสียงเอะอะโวยวายบอกว่าโดนฉุดแต่หนีมาได้ แล้วช่วยกันตามหาผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกหญิง ศ. พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานสอบคำให้การผู้เสียหายที่ 1 นางสาว พ. นางสาว ก. และนางสาว ด. ได้ความว่าทั้งสี่คนขับรถจักรยานยนต์ไปที่ปากซอยวัดหนองใหญ่เพื่อโทรศัพท์ ระหว่างนั้นมีคนร้ายสี่คนขับรถจักรยานยนต์มาสองคัน คันแรกนาย อ. เป็นคนขับ นาย ป. นั่งซ้อนท้าย คันที่สองคนขับไม่ทราบว่าชื่ออะไร แต่คนที่นั่งซ้อนท้ายคือจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 ถูกคนร้ายฉุดกระชากขึ้นรถจักรยานยนต์ที่นาย อ. ขับ มีนาย ป. นั่งซ้อนท้ายไปที่ป่าข้างทาง จากนั้นนาย ป. ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยเข้ามาข่มขืนกระทำชำเราต่อ และนาย ป. เข้ามาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีกครั้ง ผู้เสียหายที่ 1 ชี้ยืนยันภาพคนร้ายสามคนคือนาย ป. นาย อ. และจำเลย นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว่า ผู้เสียหายที่ 1 มาให้การเพิ่มเติมชี้ภาพถ่ายยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย เห็นว่า แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 นางสาว ก. นางสาว พ. และนางสาว ด. เต็มมาเบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคำให้การของบุคคลดังกล่าว โดยผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันถึงตัวคนร้ายและจำเลยที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ไม่สามารถนำตัวพยานดังกล่าวมาเบิกความในชั้นพิจารณาเนื่องจากไม่ทราบที่อยู่ของพยาน โดยโจทก์ใช้เวลาติดตามพยานเป็นเวลาถึง 5 เดือนเศษ แล้ว นับว่ามีเหตุจำเป็นที่โจทก์ไม่สามารถนำพยานซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนี้ด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และเมื่อจำเลยหลบหนีไปนานจนติดตามพยานได้ยาก กรณีเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2726/2559 ของศาลชั้นต้น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันในคดีที่นาย อ. ถูกฟ้องข้างต้นว่า ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยและทำงานกับผู้เสียหายที่ 2 คืนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 นางสาว พ. นางสาว ด. และนางสาว ก. ไปปากซอย เห็นกลุ่มคนร้ายสี่คนเดินเข้าไปฉุดกระชากนางสาว พ. และนางสาว ด. เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ลงจากรถจักรยานยนต์ คนร้ายเดินเข้ามา นางสาว ก. วิ่งหนีไป ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ถูกนาย ป. ลากไปที่รถจักรยานยนต์ซึ่งมีนาย อ. เป็นคนขับ นาย ป. บังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งตรงกลางแล้วนั่งประกบท้าย นาย อ. ขับรถจักรยานยนต์พาไปบริเวณอ่างเก็บน้ำมาบประชัน โดยมีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์อีกคันตามมา ระหว่างทางนาย ป. ถอดเสื้อและกางเกงผู้เสียหายที่ 1 เมื่อถึงป่านาย อ. จอดรถจักรยานยนต์และถอดหมวกนิรภัยออก นาย ป. ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้วนาย อ. และคนร้ายอีกสองคนเข้ามาข่มขืนกระทำชำเรา โดยนาย อ. ชักอาวุธปืนสั้นโชว์ ผู้เสียหายที่ 1 กลัวจึงไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน จากนั้นนาย อ. และนาย ป. พาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่ห้องพัก หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 บอกเพื่อนและผู้เสียหายที่ 2 ว่าถูกข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนาย อ. กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจพาผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและส่งผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล บ. ผู้เสียหายที่ 1 จำคนร้ายสามคนที่ข่มขืนกระทำชำเราได้ ผู้เสียหายที่ 1 ให้การครั้งแรกว่าจำหน้าคนร้ายได้ทั้งหมด และให้การเพิ่มเติมครั้งที่สองว่ามีบุคคลใดข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยได้ชี้ยืนยันภาพถ่ายคนร้ายและนางสาว พ. กับนางสาว ด. เบิกความยืนยันในคดีที่นาย อ. ถูกฟ้องว่า นางสาว ก. ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งนางสาว พ. และนางสาว ด. ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วไปรับผู้เสียหายที่ 1 ระหว่างนั้นมีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์สองคัน คนร้ายสองคนเดินเข้ามาฉุดกระชากนางสาว พ. และนางสาว ด. ให้ออกจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ คนร้ายตบนางสาว พ. และนางสาว ด. ที่บริเวณศีรษะ นางสาว ก. ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาโดยมีผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้าย คนร้ายเข้าไปหา นางสาว ก. และผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีแต่ผู้เสียหายที่ 1 กลุ่มคนร้ายพาตัวไปได้ นางสาว พ. ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาว ก. จำคนร้ายได้ ภาพแรกคือนาย ป. ซึ่งเป็นคนตบนางสาว พ. ภาพที่ 2 จำไม่ได้ว่าคนร้ายตามภาพทำอะไรกับนางสาว พ. หรือไม่ ส่วนภาพที่ 3 เป็นคนร้ายที่ฉุดกระชากนางสาว พ. ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาว ก. แม้คำเบิกความดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเกิดเหตุถึง 1 ปีเศษ แต่ก็ยังสอดคล้องกับพยานโจทก์ข้างต้น โดยผู้เสียหายที่ 1 ได้ให้การชั้นสอบสวนบอกเล่าเหตุการณ์ รายละเอียดและขั้นตอนการกระทำผิดของจำเลยกับพวกใกล้ชิดกับวันเกิดเหตุต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย โดยยืนยันถึงตัวคนร้ายและจำเลยที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 เบิกความในคดีที่นาย อ. ถูกฟ้องยืนยันถึงเหตุที่จำจำเลยได้เนื่องจากมีแสงสว่างไฟฟ้าตลอดเส้นทาง เห็นจำเลยตั้งแต่แรกที่มีการฉุดกระชากผู้เสียหายที่ 1 จนข่มขืนกระทำชำเรา และหลังเกิดเหตุได้ชี้ภาพถ่ายจำเลยว่าเป็นคนร้ายที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในคดีที่นาย อ. ถูกฟ้องไปตามความจริง ไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำจำเลยได้ แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะไม่ได้ให้การในชั้นสอบสวนครั้งแรกว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราไว้ แต่ก็ปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนว่า ผู้เสียหายที่ 1 ไม่กล้าบอกความจริงเนื่องจากมีความอับอาย เมื่อขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การชั้นสอบสวนมีอายุเพียง 16 ปี แสดงให้เห็นถึงความคิดตามประสาเด็กที่ยังอ่อนวัยของผู้เสียหายที่ 1 หากไม่เป็นความจริงคงไม่กล้านำเรื่องที่ทำให้ตนเองและครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียงมาให้การต่อพนักงานสอบสวนเช่นนี้ได้ นอกจากนี้แม้คำให้การชั้นสอบสวนและการเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในคดีที่นาย อ. ถูกฟ้องจะแตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยร่วมกันเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ว่า เป็นคนที่สองหรือคนที่สามก็ตาม ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่ฟังได้ว่าจำเลยร่วมกันเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อยู่ด้วยเช่นกัน หาได้ทำให้คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพิรุธถึงกับรับฟังไม่ได้แต่อย่างใดไม่ เมื่อผลการตรวจชันสูตรของแพทย์ ได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 1 บาดเจ็บมีบาดแผลถลอกตกสะเก็ดบริเวณเข่าซ้ายยาว 1 เซนติเมตร เยื่อพรหมจารีฉีกขาดเก่า ตรวจพบตัวอสุจิ สารที่เป็นส่วนประกอบของน้ำกามเพศชาย แพทย์ให้ความเห็นตรวจพบหลักฐานว่าผ่านการร่วมประเวณี เชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงจริง พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นผู้เยาว์ไม่ได้บรรลุนิติภาวะ และพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแล การที่จำเลยกับพวกร่วมกันฉุดและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกระทำอันมีเจตนาล่วงล้ำอำนาจผู้ปกครองหรือผู้ดูแลของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว การกระทำของจำเลยย่อมมีความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง (2) ม. 226/5 ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวปภาวรินทร์ จีนสลุต
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ภัทริกา จุลฤกษ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3066/2565
#688897
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา จำเลยไม่คัดค้าน แต่คดีนี้มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป โจทก์จึงยังคงมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลย และการถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มีผลเท่ากับเป็นการขอถอนฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 ซึ่งโจทก์ร่วมจะขอถอนฟ้องได้ต่อเมื่อก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา อีกทั้งศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่สมควรอนุญาตให้ถอนฎีกาและคำแก้ฎีกา จึงยกคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนขอถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวกรรณิการ์หรือปติมา ภริยาของนายสุทัศน์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 83 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้อง ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันได้เป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป ขอถอนคำร้องทุกข์ คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา จำเลยไม่คัดค้าน เห็นว่า คดีนี้มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป โจทก์ยังคงมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลย และการถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มีผลเท่ากับเป็นการขอถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 โจทก์ร่วมจะขอถอนฟ้องได้ต่อเมื่อก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา อีกทั้งศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่สมควรอนุญาตให้ถอนฎีกาและคำแก้ฎีกา ยกคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนขอถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 นายสุทัศน์ พี่ชายจำเลยซื้อรถยนต์ตู้ ยี่ห้อเบนซ์ ในราคา 250,000 บาท แล้วนำมาใช้ในกิจการร้านอาหาร จ. โดยจำเลยและนายสุทัศน์เป็นกรรมการบริษัท ค. ประกอบกิจการร้านอาหารดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 นายสุทัศน์ถึงแก่ความตาย นางสาวพรพิมล พนักงานบริษัท ค. แจ้งแก่จำเลยว่ามีผู้ติดต่อขอซื้อรถตู้ในราคา 80,000 บาท จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายรถยนต์ในฐานะผู้ขาย และมีการโอนเงินค่ารถเข้าบัญชีของจำเลย 2 ครั้ง ครั้งละ 40,000 บาท จากนั้นนางสาวภัทรานิษฐ์ ผู้ซื้อมอบให้นายเทพชัยไปรับรถตู้ พร้อมสัญญาซื้อขายรถยนต์และชุดโอนรถยนต์ประกอบด้วยแบบคำขอโอนและรับโอนของกรมการขนส่งทางบก แบบคำขออื่น ๆ แบบคำขอเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของรถ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของนายสุทัศน์ และหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อของนายสุทัศน์ ภายหลังโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและนางวันเพ็ญ พนักงานสอบสวนส่งเอกสารข้างต้นไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลการตรวจพิสูจน์ระบุว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของนายสุทัศน์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญานั้นเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์และโจทก์ร่วมโดยตรงที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนฟ้องและพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง คดีนี้แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีนางสาวพรพิมลเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์ก็ตาม แต่พยานปากนี้เบิกความอ้างว่า ได้รับเอกสารดังกล่าวที่บรรจุอยู่ในซองเอกสารจากนางสาวสุ เมื่อพยานเปิดดูจึงทราบว่ามีการปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์ หากแต่นางศุภมาศ มาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานคือนางสาวสุ พยานไม่เคยรับเอกสารจากจำเลยมาส่งมอบให้แก่นางสาวพรพิมล โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้ถามค้านโต้แย้งว่าพยานไม่ใช่นางสาวสุตามที่นางสาวพรพิมลเบิกความ ทำให้เชื่อได้ว่านางศุภมาศเป็นบุคคลคนเดียวกับนางสาวสุเมื่อพฤติการณ์ที่พยานทั้งสองฝ่ายต่างเบิกความยันกันเช่นนี้ การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมพึงต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความของนางสาวพรพิมลให้มีน้ำหนักมั่นคง ซึ่งได้ความจากนางสาวพรพิมลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามติงว่า ขณะพยานนำซองเอกสารไปส่งมอบให้แก่นางสาวฐิตาภา พยานยังพูดกับนางสาวฐิตาภาว่าเซ็นเหมือน ส่อแสดงว่านางสาวฐิตาภารู้เห็นเหตุการณ์ที่อ้างว่าจำเลยปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ด้วย แต่โจทก์และโจทก์ร่วมกลับมิได้ขวนขวายนำนางสาวฐิตาภามาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้ตามบันทึกคำให้การนางสาวพรพิมลให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าตนเองเป็นผู้ดาวน์โหลดเอกสารชุดโอนรถยนต์ อันแตกต่างจากคำเบิกความของนางสาวพรพิมลที่ยืนยันว่านางสาวฐิตาภาเป็นผู้ดาวน์โหลดชุดโอนรถยนต์ คำเบิกความของพยานย่อมมีลักษณะไม่อยู่กับร่องกับรอย อีกทั้งที่พยานเบิกความว่าได้นำสัญญาซื้อขายรถยนต์ไปให้นางวันเพ็ญลงลายมือชื่อในฐานะพยาน ลายมือชื่อดังกล่าวจะเป็นของนางวันเพ็ญจริงหรือไม่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะนางวันเพ็ญถึงแก่ความตายไปแล้ว กอปรกับตามบันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา นางวันเพ็ญใช้พิมพ์ลายนิ้วมือแทนการลงลายมือชื่อ โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่ต้องกระทำเช่นนั้น แล้วยังเป็นระยะเวลาห่างจากการจัดทำเอกสารไม่ถึงหนึ่งปี ยิ่งกว่านั้นนางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อไม่ทราบว่านายสุทัศน์เจ้าของรถตู้ถึงแก่ความตายไปแล้ว การจะปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในฐานะผู้ขายไปเสียทีเดียว เพื่อให้สอดคล้องกับลายมือชื่อปลอมของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์น่าจะกระทำได้ง่ายกว่าและไม่เป็นข้อพิรุธว่าเหตุใดจำเลยในฐานะผู้ขายกับผู้โอนมิใช่เป็นบุคคลคนเดียวกันส่วนการชำระเงินก็สามารถระบุไว้ได้ต่างหากว่าจะให้ชำระในนามของบุคคลใด และตามบันทึกคำให้การนางสาวพรพิมลยังให้การว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายรถยนต์ ต่อหน้าพยาน แล้วส่งมอบให้แก่พยาน แตกต่างจากที่พยานเบิกความว่า พยานนำเอกสารทั้งหมดใส่ซองเอกสารมอบให้แก่จำเลย จำเลยนำเอกสารเข้าไปในห้องทำงาน ก่อนให้นางศุภมาศไปรับซองเอกสารดังกล่าวมามอบให้แก่พยาน ดังนี้ เมื่อนำคำวินิจฉัยข้างต้นมาประมวลเข้าด้วยกันแล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า ขณะจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขายตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้น ไม่ได้มีการนำชุดโอนรถยนต์ไปให้จำเลยด้วย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในเอกสารดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมปลอม แม้ตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์ ข้อ 5 จะมีข้อความระบุว่า "ผู้ซื้อตกลงจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถยนต์ในสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อเองทั้งสิ้น โดยผู้ขายได้จัดทำหนังสือมอบอำนาจ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวมอบให้ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้วในวันทำสัญญานี้" แต่ตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์เป็นเพียงแบบฟอร์มของสัญญาซื้อขายรถยนต์ทั่วไปเท่านั้น ซึ่งนางสาวพรพิมลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมก็เบิกความรับว่าพยานใช้วิธีดาวน์โหลดมาการมีข้อความดังกล่าวมิใช่ข้อบ่งชี้แน่ชัดว่าจำเลยรู้ว่าชุดโอนรถยนต์เป็นเอกสารปลอมและได้มอบเอกสารนั้นให้แก่นางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อไป ประกอบกับนางสาวภัทรานิษฐ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า พยานมอบหมายให้นายเทพชัย ไม่ทราบนามสกุล ไปรับมอบรถตู้และเอกสารต่าง ๆ แทนพยาน แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำนายเทพชัยมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่านายเทพชัยไปรับเอกสารจากบุคคลใดและเกี่ยวข้องกับจำเลยอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยรู้ว่าชุดโอนรถยนต์เป็นเอกสารปลอมและได้ส่งมอบให้แก่นางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่ให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 35 ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3044/2565
#684764
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลย แทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะ ป.อ. มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้น การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วันหรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนผลปาล์มน้ำมันน้ำหนัก 500 กิโลกรัม น้ำหนัก 1,100 กิโลกรัม และน้ำหนัก 950 กิโลกรัม ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 12,400 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบรถกระบะของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง, ประกอบมาตรา 336 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน และปรับ 12,000 บาท รวม 4 กระทง จำคุก 4 ปี 24 เดือน และปรับ 48,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน และปรับ 24,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย 1 ปี โดยให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดกับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ห้ามจำเลยออกจากบ้านพักระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึง 5 นาฬิกา เป็นเวลา 31 วัน โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดไว้กับจำเลยตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยเข้าร่วมรับการอบรมธรรมพุทธที่สำนักงานคุมประพฤติจัดขึ้นตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถกระบะของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย ยกคำขอให้คืนผลปาล์มน้ำมันที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยไม่คัดค้านว่า จำเลยเคยทำงานเป็นช่างซ่อมรถในลานเทปาล์มของผู้เสียหายนานประมาณ 2 ปีเศษ ขณะที่จำเลยทำงานกับผู้เสียหายจำเลยมีพฤติกรรมเล่นการพนันไก่ชน และเสพยาเสพติด ผู้เสียหายเคยว่ากล่าวตักเตือนจำเลย ต่อมาระยะหลังจำเลยเริ่มมีพฤติกรรมคดโกงผู้เสียหายในการทำงาน เช่น โกงเงินค่าซื้ออะไหล่รถโดยไปซื้อของเก่ามาแทนของใหม่ เป็นต้น ผู้เสียหายจึงเลิกจ้าง ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยอาศัยข้อมูลที่ล่วงรู้จากที่เคยทำงานเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายว่าในเวลากลางคืนจะไม่มีบุคคลอยู่ในลานเทปาล์ม จึงวางแผนกลับมาลักผลปาล์มน้ำมันของผู้เสียหายโดยใช้รถกระบะเพื่อบรรทุกพาผลปาล์มน้ำมันในลักษณะเตรียมการไว้ล่วงหน้า ทั้งจำเลยกระทำความผิดในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ 4 ครั้ง รวมน้ำหนักผลปาล์มน้ำมันมากถึง 3,550 กิโลกรัม โดยจำเลยใช้รถกระบะดังกล่าวเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมอีกด้วย นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากผลปาล์มน้ำมันที่ยังไม่ได้คืนแล้ว หรือมีฐานะยากจน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลย แทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้น การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงลงโทษจำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 36 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายธงไท รัมมะศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมยศ ชัยประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3038/2565
#684820
เปิดฉบับเต็ม

แม้คู่ความฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์จะมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาได้ หากไม่มีบทกฎหมายให้คำพิพากษานั้นเป็นที่สุดหรือบัญญัติห้ามมิให้ฎีกา แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองจะมีสิทธิฎีกาได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยทั้งสอง สำหรับที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า ร. ผู้จัดการมรดกของ ก. โจทก์ และ น. ทายาท ไม่ทราบเรื่องและไม่ยินยอมให้กระทำการดังกล่าว คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งอยู่ จำเลยทั้งสองก็ให้เหตุผลในการฎีกาประเด็นนี้ว่า จำเลยทั้งสองเกรงว่าจะมีการนำเอาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังได้ในเบื้องต้นโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนดังกล่าวไปใช้อ้างในทางที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟัง เพราะนอกจากคดีนี้แล้วยังมีคดีอื่น ๆ อีกหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งจะสร้างความวุ่นวายยุ่งยากให้จำเลยทั้งสองนำสืบอธิบายข้อเท็จจริง ก็เป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลยทั้งสอง การรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงหาได้กระทบกระเทือนหรือมีผลทำให้จำเลยทั้งสองอาจได้รับความเสียหายแต่ประการใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 137 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองฎีกาประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 และวันที่ 25 ตุลาคม 2546 จำเลยทั้งสองในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ได้ประชุมเพิ่มทุนจาก 177,000,000 บาท เป็น 200,000,000 บาท และจำเลยทั้งสองร่วมกันลงลายมือชื่อยื่นคำขอจดทะเบียนเพิ่มทุน โดยนางรัชนี ผู้จัดการมรดกของนายกัญจน โจทก์ และนางนวลเพ็ญ ทายาท ไม่ทราบเรื่องและไม่ยินยอมให้กระทำการดังกล่าว ต่อมานางรัชนีฟ้องขอให้เพิกถอนมติและเพิกถอนการจดทะเบียนเพิ่มทุนตามมติ เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากแม้โจทก์จะนำสืบว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลงลายมือชื่อยื่นคำขอจดทะเบียนเพิ่มทุน นางรัชนี ผู้จัดการมรดกของนายกัญจน โจทก์ และนางนวลเพ็ญ ทายาท ไม่ทราบเรื่องและไม่ยินยอมให้กระทำการ แต่จำเลยทั้งสองก็นำสืบหักล้างว่า นางรัชนี โจทก์ นางนวลเพ็ญ และผู้ถือหุ้นทุกคนทราบเรื่องและยินยอมให้กระทำการ การรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองฎีกาประการที่สองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 โดยบรรยายฟ้องขัดกันไม่แน่ชัดว่าข้อความตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่อ้างว่าเป็นเท็จ ไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงตามผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 หรือไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงตามสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท ก. อย่างไรและในช่วงเวลาใด และโจทก์บรรยายฟ้องลอย ๆ ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า การที่ทุนจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้น จำนวนผู้ถือหุ้น และจำนวนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นในบริษัท ก. มากขึ้น อาจทำให้โจทก์และหรือผู้อื่นและหรือประชาชนเสียหายอย่างไร และหรือเป็นการกระทำเพื่อลวงอย่างไรให้บริษัท ก. หรือผู้ถือหุ้นของบริษัท ก. ขาดประโยชน์อันควรได้อย่างไร จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และจำเลยทั้งสองฎีกาประการที่สามว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดี เนื่องจากโจทก์ในคดีนี้มิได้เป็นโจทก์ในคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และการเพิ่มทุนจดทะเบียนทำให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัท ก. ผู้ถือหุ้นคนอื่น และหรือบริษัท ก. และหรือผู้อื่นหรือประชาชนที่เกี่ยวข้องได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้น รวมทั้งโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ผู้ถือหุ้นคนอื่น ผู้อื่นหรือประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายหรือขาดประโยชน์อันควรได้ นั้น เห็นว่า แม้คู่ความฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์จะมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาได้ หากไม่มีบทกฎหมายให้คำพิพากษานั้นเป็นที่สุดหรือบัญญัติห้ามมิให้ฎีกา แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองจะมีสิทธิฎีกาได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยทั้งสอง สำหรับที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า นางรัชนี ผู้จัดการมรดกของนายกัญจน โจทก์ และนางนวลเพ็ญ ทายาท ไม่ทราบเรื่องและไม่ยินยอมให้กระทำการดังกล่าว คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งอยู่ จำเลยทั้งสองก็ให้เหตุผลในการฎีกาประเด็นนี้ว่า จำเลยทั้งสองเกรงว่าจะมีการนำเอาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังได้ในเบื้องต้นโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนดังกล่าวไปใช้อ้างในทางที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟัง เพราะนอกจากคดีนี้แล้วยังมีคดีอื่น ๆ อีกหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งจะสร้างความวุ่นวายยุ่งยากให้จำเลยทั้งสองนำสืบอธิบายข้อเท็จจริง ก็เป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลยทั้งสอง การรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงหาได้กระทบกระเทือนหรือมีผลทำให้จำเลยทั้งสองอาจได้รับความเสียหายแต่ประการใดไม่ สำหรับที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการที่สองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และประการที่สามว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ก็หามีผลทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เปลี่ยนแปลง จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกประการเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 137
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางภัทรา พุทธสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวอารีย์พร วงศ์จันทร
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3034/2565
#684396
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ไม่มีการลงโทษปรับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 8 วรรคสอง นั้น ยังไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเป็นว่า ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 3, 4, 166, 167, 168, 242, 246, 252 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 203 (1) พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 9, 117, 118, 191, 196, 282, 284, 285, 290 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง และจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งหกขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 203 (1) พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118, 191 วรรคหนึ่ง, 196 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 284 วรรคหนึ่ง, 290 (ที่ถูก มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 284 วรรคหนึ่ง, 290 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2481 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 282 (ที่ถูก มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 282 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2481 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 285, 290 (ที่ถูก มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 285, 290 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2481 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งน้ำมันดีเซลอันเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ (ที่ถูก ปรับคนละ) 2,576,000 บาท ฐานร่วมกันปลูกสร้างเสาไม้ค้อล่วงล้ำเข้าไปในทะเลภายในน่านน้ำไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันขนถ่ายน้ำมันดีเซลจากเรือขึ้นบกโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันใช้เรือที่มิได้รับใบอนุญาตใช้เรือ ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละ 5,000 บาท ฐานทำการเป็นนายเรือโดยไม่ได้เก็บประกาศนียบัตรนายเรือไว้ในเรือ ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท ฐานทำการเป็นต้นกลและช่างเครื่องกลภายในเรือโดยมิได้รับประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน และฐานทำงานเป็นคนรับจ้างสำหรับทำการในเรือโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 2,000 บาท จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งน้ำมันดีเซลอันเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร คงจำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับ (ที่ถูก คนละ) 1,288,000 บาท ฐานร่วมกันปลูกสร้างเสาไม้ค้อล่วงล้ำเข้าไปในทะเลภายในน่านน้ำไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันขนถ่ายน้ำมันดีเซลจากเรือขึ้นบกโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันใช้เรือที่มิได้รับใบอนุญาตใช้เรือ คงปรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละ 2,500 บาท ฐานทำการเป็นนายเรือโดยไม่ได้เก็บประกาศนียบัตรนายเรือไว้ในเรือ คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,000 บาท ฐานทำการเป็นต้นกลและช่างเครื่องกลภายในเรือโดยมิได้รับประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถ คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 วัน และฐานทำงานเป็นคนรับจ้างสำหรับทำการในเรือโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,500 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน 15 วัน และปรับ 2,500 บาท จำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,500 บาท จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีกำหนดคนละ 1 ปี 6 เดือน กับให้ปรับจำเลยทั้งหก (ที่ถูก ให้ปรับจำเลยทั้งหกคนละ) 1,288,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ) ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้ทำผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 8 วรรคสอง

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งหกฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งหกฎีกาในทำนองว่า จำเลยทั้งหกมิได้มีเจตนากระทำความผิดนั้น ขัดกับที่จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับความผิดฐานทำการเป็นนายเรือโดยไม่ได้เก็บประกาศนียบัตรนายเรือไว้ในเรือของจำเลยที่ 1 และฐานทำงานเป็นคนรับจ้างสำหรับทำการในเรือโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เนื่องจากต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยทั้งหกในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งหกหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกที่ร่วมกันใช้เรือประมงที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เรือและดัดแปลงเรือสำหรับไว้บรรจุน้ำมันไปขนถ่ายน้ำมันจากเรือบรรทุกน้ำมันที่ลอยลำอยู่ในทะเล แล้วนำมาขนถ่ายใส่รถบรรทุกที่ชายฝั่ง โดยมีการปักเสาไม้ค้อไว้ในทะเลใกล้กับชายฝั่งสำหรับจอดเรือ แล้ววางท่อมาที่ชายฝั่งเพื่อขนถ่ายน้ำมันจากเรือใส่รถบรรทุก โดยเจ้าพนักงานสามารถยึดน้ำมันดีเซลของกลางได้จำนวนมากถึง 100,000 ลิตร ลักษณะของการกระทำดังกล่าวจึงมีลักษณะกระทำกันเป็นขบวนการลักลอบขนส่งน้ำมันรายใหญ่ ถือเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งหกจะไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยทั้งหกให้เบาลง หรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งหก ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งหกและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งหกมานั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งน้ำมันดีเซลอันเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการทางศุลกากร ฐานร่วมกันมีน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นสินค้าที่ยังมิได้เสียภาษีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันปลูกสร้างเสาไม้ค้อล่วงล้ำเข้าไปในทะเลในน่านน้ำไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันขนถ่ายน้ำมันดีเซลจากเรือขึ้นบกโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันใช้เรือที่มิได้รับใบอนุญาตใช้เรือ ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำการเป็นนายเรือโดยไม่เก็บประกาศนียบัตรนายเรือไว้ในเรือ ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานทำการเป็นต้นกลและช่างเครื่องกลภายในเรือโดยมิได้รับประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถ และลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานทำงานเป็นคนรับจ้างสำหรับทำการในเรือโดยไม่ได้รับอนุญาต ของกลางบางส่วนที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบได้แก่ สมุดเติมน้ำมัน 2 เล่ม สมุดบัญชี 2 เล่ม ใบกำกับการขนส่งน้ำมัน 2 ฉบับ ใบปล่อยเรือ 1 ฉบับ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 1 ฉบับ บิลทั่วไป 1 ฉบับ สมุดบันทึก 3 เล่ม ตะกั่วหัวปั๊ม 1 ถุง สมุดบันทึกรายการที่มาที่ไปของน้ำมันปี 2561 ถึง 2562 จำนวน 1 เล่ม บิลเงินสด 1 เล่ม สมุดฉีกแบบมีเส้น 3 เล่ม สมุดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ 1 เล่ม วัตถุเก็บข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ (แฟลชไดรฟ์) 3 อัน เอกสารเกี่ยวกับเรือ 1 ซอง เอกสารกรมเจ้าท่า 1 ฉบับ รายการจดทะเบียน 1 ฉบับ สำเนาใบประกอบกิจการ 1 ฉบับ ใบกำกับการขนส่ง 1 ฉบับ สำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัย 1 ฉบับ บัตรผ่านเข้าคลังน้ำมันเชฟรอน 1 ฉบับ สำเนาใบอนุญาตขนส่งไม่ประจำทาง 1 ฉบับ ใบส่งของ 4 ฉบับ ใบกำกับการขนส่งน้ำมัน 2 ฉบับ ซีลหัวจ่าย 10 อัน คีมสำหรับซีลลวด 1 ชุด และกิ๊บซีลวาล์วน้ำมัน 1 ถุง มิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบของกลางดังกล่าวได้ ต้องคืนแก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 ประกอบมาตรา 186 (9) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และที่ศาลล่างทั้งสองให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 8 วรรคสอง นั้น ยังไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน แต่ไม่ริบ สมุดเติมน้ำมัน 2 เล่ม สมุดบัญชี 2 เล่ม ใบกำกับการขนส่งน้ำมัน 2 ฉบับ ใบปล่อยเรือ 1 ฉบับ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 1 ฉบับ บิลทั่วไป 1 ฉบับ สมุดบันทึก 3 เล่ม ตะกั่วหัวปั๊ม 1 ถุง สมุดบันทึกรายการที่มาที่ไปของน้ำมันปี 2561 ถึง 2562 จำนวน 1 เล่ม บิลเงินสด 1 เล่ม สมุดฉีกแบบมีเส้น 3 เล่ม สมุดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ 1 เล่ม วัตถุเก็บข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ (แฟลชไดรฟ์) 3 อัน เอกสารเกี่ยวกับเรือ 1 ซอง เอกสารกรมเจ้าท่า 1 ฉบับ รายการจดทะเบียน 1 ฉบับ สำเนาใบประกอบกิจการ 1 ฉบับ ใบกำกับการขนส่ง 1 ฉบับ สำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัย 1 ฉบับ บัตรผ่านเข้าคลังน้ำมันเชฟรอน 1 ฉบับ สำเนาใบอนุญาตขนส่งไม่ประจำทาง 1 ฉบับ ใบส่งของ 4 ฉบับ ใบกำกับการขนส่งน้ำมัน 2 ฉบับ ซีลหัวจ่าย 10 อัน คีมสำหรับซีลลวด 1 ชุด และกิ๊บซีลวาล์วน้ำมัน 1 ถุง ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ และให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 วรรคสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายนิกร จันทร์สุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนพรัตน์ อักษร
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา