คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2868/2565
#684818
เปิดฉบับเต็ม

นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงไม่ว่าจะกรณีใด สิทธิและหน้าที่อันเกิดจากการปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไปด้วย จำเลยย่อมไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง น้ำมัน ค่าเที่ยว หรือค่าโทรศัพท์ตามสัญญาจ้างแรงงานให้แก่โจทก์อีกต่อไป เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์อีก

แม้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะมีคำสั่งที่ 378/2561 ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานพร้อมทั้งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับโจทก์กลับเข้าทำงาน เพราะเห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมก็ตาม แต่คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวก็เป็นเพียงการใช้อำนาจตามที่กฎหมายแรงงานสัมพันธ์กำหนดไว้เท่านั้น หาใช่เป็นการถือเสมือนว่าจำเลยไม่เคยเลิกจ้างโจทก์ อำนาจการรับโจทก์กลับเข้าทำงานจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมเพื่อผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานเดิมย่อมเป็นของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง เพราะหากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงานอาจต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อเนื่องไปตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงแล้วได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหาย 816,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 598,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งกันและศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งพนักงานขับรถหัวลาก 18 ล้อ ส่งสินค้าให้ห้างเทสโก้โลตัสตามสาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 9,775 บาท ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงน้ำมันรายเดือน ค่าเที่ยวตามจำนวนเที่ยวที่วิ่งงานตามเงื่อนไขของจำเลย และค่าโทรศัพท์ที่ใช้ในธุรกิจของจำเลย โจทก์เป็นกรรมการสหภาพแรงงาน ล. เดือนกันยายน 2558 สหภาพแรงงาน ล. ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย วันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 จำเลยไม่ได้มอบหมายงานให้โจทก์ไปส่งสินค้าตามต่างจังหวัด โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ 1-4/2559 ให้จำเลยมอบหมายงานในตำแหน่งที่โจทก์ทำงานตามปกติ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งย้ายงานโจทก์ซึ่งต้องทำงานเป็นกะ ทำให้ไม่มีเวลาเข้างานและออกงานเช่นเดียวกับตำแหน่งเดิม วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ 308/2559 วินิจฉัยว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม และมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมกับจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับกลับเข้าทำงาน วันที่ 22 มิถุนายน 2559 จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถตามปกติ วันที่ 23 มิถุนายน 2559 จำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ขับรถและไม่ให้เข้าพื้นที่ทำงาน วันที่ 6 กันยายน 2561 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ 378/2561 วินิจฉัยว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม และมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานพร้อมทั้งให้จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ตามคดีหมายเลขดำที่ ร.290/2562 คดีหมายเลขแดงที่ ร.3466/2562 ของศาลแรงงานกลางแล้ว ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ แต่กลับย้ายงานโจทก์ไม่ให้ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถส่งสินค้าตามเดิมทำให้โจทก์ขาดรายได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ถูกบีบคั้นทางจิตใจ อันเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจเป็นผลให้โจทก์ไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ ถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมดังที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์จากการที่ไม่มอบหมายงานตามปกติซึ่งเป็นค่าเที่ยวเดือนละ 8,000 บาท เงินรางวัลเดือนละ 16,000 บาท และค่าโทรศัพท์เดือนละ 1,000 บาท รวมเป็นเงินเดือนละ 25,000 บาท ส่วนค่าเดินทางที่โจทก์เรียกร้องไม่ปรากฏว่าจำเลยมีข้อตกลงจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว เมื่อคำนวณค่าเสียหายของโจทก์ถึงวันฟ้องแล้วคิดเป็นเงิน 598,000 บาท ส่วนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า หลังจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 6 กันยายน 2561 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ 378/2561 วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานพร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงต้องถือเสมือนหนึ่งว่าจำเลยไม่เคยเลิกจ้างโจทก์ แม้ต่อมาจำเลยฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจึงมีผลผูกพันจำเลย ต้องถือว่าโจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างจำเลยจนถึงวันฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 ย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนถึงวันฟ้องได้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาเพียงว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์หลังจากวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 6 กันยายน 2561 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงน้ำมัน ค่าเที่ยว และค่าโทรศัพท์ โดยอ้างว่าจำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ ไม่ได้ขับรถส่งสินค้า โจทก์ต้องขาดประโยชน์ในเงินดังกล่าว ซึ่งเป็นการเรียกค่าเสียหายอันมีมูลมาจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น หากนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงไม่ว่าจะกรณีใด สิทธิและหน้าที่อันเกิดจากการปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไปด้วย จำเลยย่อมไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงน้ำมัน ค่าเที่ยว หรือค่าโทรศัพท์ตามสัญญาจ้างแรงงานให้แก่โจทก์อีกต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าในวันที่ 6 กันยายน 2561 จำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์อีก แม้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะมีคำสั่งที่ 378/2561 ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานพร้อมทั้งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับโจทก์กลับเข้าทำงาน เพราะเห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมก็ตาม แต่คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวก็เป็นเพียงการใช้อำนาจตามที่กฎหมายแรงงานสัมพันธ์กำหนดไว้เท่านั้น หาใช่เป็นการถือเสมือนว่าจำเลยไม่เคยเลิกจ้างโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไว้ไม่ อำนาจการรับโจทก์กลับเข้าทำงานจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมเพื่อผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานเดิมย่อมเป็นของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง เพราะหากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงานอาจต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อเนื่องไปตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยยังไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงแล้วได้อีก โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายที่ศาลแรงงานภาค 1 กำหนดให้เดือนละ 25,000 บาท คิดถึงวันเลิกจ้างเป็นจำนวน 20 เดือน 6 วัน คิดเป็นเงิน 505,000 บาท เท่านั้น ที่ศาลแรงงานภาค 1 กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง แม้ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นหนี้เงินที่โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกรณีดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของค่าเสียหายในขณะเกิดเหตุคดีนี้ แต่เมื่อในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี โดยไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 505,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 ธันวาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 40 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายสิงห์ชัย สุพรรณพงษ์
- นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2862/2565
#689124
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกต่างทราบดีอยู่แล้วว่าเงินที่ต่างเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องได้มาจากการค้ายาเสพติด โดยจำเลยกับพวกสมคบกันกระทำการเพื่อโอนและรับโอนเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดนั้นด้วยเจตนาปกปิดแหล่งที่มาของเงินดังกล่าว อันเป็นการฟอกเงิน ด้วยการใช้บัญชีเงินฝากของ ท. ม. ส. อ. และ ว. เพื่อโอนและรับโอนเงิน แล้วจำเลยรวบรวมเงินที่ได้รับมาไปมอบให้แก่กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด จึงต้องถือว่าการที่ ท. ม. ส. อ. และ ว. ฟอกเงินด้วยการโอนและรับโอนเงินที่ได้มาดังกล่าวเป็นการกระทำของจำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 100 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 66 ปี 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เฉพาะตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.10 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึงข้อ 1.9 และข้อ 1.11

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2561 เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกันจับกุมนายคชา ตามหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรปราการในข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) และได้มีการสืบสวนขยายผลจนนำไปสู่การจับกุมนายไพบูลย์ นายสิทธิพงค์ และนางสาวสุชาดา โดยกล่าวหาว่าร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 61,054 เม็ด และชนิดเกล็ดน้ำหนักประมาณ 589 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 7 เครื่อง กับทรัพย์สินอื่นหลายรายการเป็นของกลาง และวันที่ 2 เมษายน 2561 จับกุมนายอภิชิต และนายรณชัย ด้วยข้อกล่าวหาเดียวกัน พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 1,832 เม็ด ที่แตกหักเป็นซีกและป่นน้ำหนักประมาณ 10 กรัม และชนิดเกล็ด 4 ซอง น้ำหนักประมาณ 37 กรัม เป็นของกลาง นางสาวทับทิม มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 024-3-67xxx-x นางสาวเมวิกา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 024-1-72xxx-x นางสาวสุกัญญา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 017-1-87xxx-x นางสาวอภิญญา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 271-2-17xxx-x นางสาวเมวิสา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 030-3-38xxx-x ส่วนจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 176-2-55xxx-x ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย นางสาวทับทิม และนางสาวเมวิกา โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามบันทึกการจับกุม ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสาแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกสมคบกันกระทำความผิดฐานฟอกเงินและร่วมกับนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสากระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกัน อันเป็นความผิดหลายกรรมตามฟ้องนั้น โจทก์มีพันตำรวจโทอุดมรัตน์ รองผู้กำกับการ กองบังคับการข่าวกรองยาเสพติด เป็นพยานเบิกความถึงพฤติการณ์ก่อนจับกุมจำเลยว่า สืบเนื่องมาจากหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายคชาแล้ว พยานได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายคชาพบข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์เรื่องนัดหมายส่งมอบยาเสพติดกัน จึงขยายผลการสอบสวนจนเจ้าพนักงานตำรวจสามารถติดตามจับกุมนายไพบูลย์ นายสิทธิพงค์ นายอภิชิต และนายรณชัยได้พร้อมของกลางหลายรายการ และจากการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายไพบูลย์ยังพบข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์แจ้งหมายเลขบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมให้สมาชิกในกลุ่มไลน์ทราบจึงดำเนินการสืบสวนต่อมา และจากการสืบสวนต่อมาพบว่ามีกระแสเงินหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาจำนวนมาก โดยเป็นการรับโอนเงินจากที่ต่าง ๆ และเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากที่ธนาคารสาขาต่าง ๆ ในตัวอำเภอแม่สายซึ่งเป็นการผิดปกติ จึงได้แจ้งให้พันตำรวจโทปัญญา ทราบเพื่อสะกดรอยติดตาม และโจทก์มีพันตำรวจโทปัญญา สารวัตรกองกำกับการ 3 กองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการสืบสวนพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินของผู้เกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดของนายไพบูลย์กับพวกที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้แล้ว โดยในเบื้องต้นทราบว่านายไพบูลย์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมซึ่งทำงานที่ห้างสรรพสินค้า ห. ในตัวอำเภอแม่สาย พยานกับพวกจึงเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมของนางสาวทับทิมอย่างต่อเนื่อง ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 ช่วงพักเที่ยง พยานเห็นนางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาซึ่งทำงานที่เดียวกัน ขับรถจักรยานยนต์ไปธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สาย นางสาวทับทิมเข้าไปในธนาคารเพียงคนเดียว ไม่นานก็ถือซองสีน้ำตาลออกมายื่นให้นางสาวเมวิกาแล้วพากันกลับไปยังที่ทำงาน แล้วนางสาวเมวิกานำซองสีน้ำตาลไปเก็บที่ตู้ล็อกเกอร์ของห้างสรรพสินค้า ห. สำหรับให้พนักงานใช้เก็บสัมภาระ จนเวลาประมาณ 18 นาฬิกา นางสาวเมวิกาได้ไปนำซองสีน้ำตาลดังกล่าวออกมามอบให้จำเลยซึ่งทำงานที่ห้างสรรพสินค้า ห. เช่นกัน ก่อนที่จำเลยจะนำซองสีน้ำตาลใส่กระเป๋าเป้ให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งนำข้ามไปยังฝั่งประเทศเมียนมา วันที่ 8 มีนาคม 2561 พยานกับพวกเฝ้าดูอยู่ที่หน้าห้างสรรพสินค้า ห. เวลาประมาณ 17 นาฬิกา เห็นจำเลยเดินไปเปิดตู้ล็อกเกอร์ หยิบสิ่งของคล้ายซองใส่เงินนำใส่กระเป๋าแล้วขับรถจักรยานยนต์ไปที่ร้านกาแฟชื่อ ฮ. ของนางสาวสุกัญญา และจากการสืบสวนพบว่าจำเลยไปที่ร้านกาแฟดังกล่าวบ่อย ๆ จากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปทางตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย แล้วไม่มีความเคลื่อนไหวใดอีก วันรุ่งขึ้นจำเลยก็มีพฤติการณ์ทำนองเดียวกัน เพียงแต่เมื่อจำเลยเปิดตู้ล็อกเกอร์นำซองสีน้ำตาลออกมาและเดินออกไปทางบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า ห. แล้ว พยานตามจำเลยไปไม่ทัน ครั้นวันที่ 21 มีนาคม 2561 ช่วงเวลาบ่าย พยานเห็นนางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาขับรถจักรยานยนต์ไปที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) อีกครั้ง นางสาวทับทิมเข้าไปในธนาคารและกลับออกมาพร้อมซองสีน้ำตาลแล้วเดินทางกลับ จนกระทั่งเวลาประมาณ 20 นาฬิกา พยานเห็นจำเลยเดินไปเปิดตู้ล็อกเกอร์พร้อมกับหยิบซองสีน้ำตาลใส่กระเป๋าแล้วเดินทางมุ่งหน้าไปยังพรมแดนแม่สาย เมื่อทำพิธีการที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเสร็จแล้วจึงเดินข้ามสะพานไปยังฝั่งประเทศเมียนมา พยานจึงทำรายงานเสนอพนักงานสอบสวนตามบันทึกผลการสืบสวน ซึ่งปรากฏรายละเอียดการสืบสวนและพฤติการณ์ของนางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาเป็นระยะ รวมทั้งสำเนาข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ของนายไพบูลย์กับพวกที่พาดพิงถึงการโอนเงินและเลขที่บัญชีของนางสาวทับทิมอันเป็นมูลเหตุให้มีการสืบสวนขยายผลต่อมา กับมีรายละเอียดการโอนและรับโอนเงินในบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา และนางสาวเมวิสามากมายหลายรายการและจากท้องที่ต่าง ๆ กัน บางวันมีการทำธุรกรรมกันหลายครั้ง แต่ละรายการเป็นเงินจำนวนมากตั้งแต่หลักหลายหมื่นบาท หลายแสนบาทถึงล้านบาท ซึ่งมีทั้งภาพถ่ายบุคคลและสำเนาเอกสารสอดคล้องกับแต่ละเหตุการณ์ อันแสดงให้เห็นว่าเจ้าพนักงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างดำเนินการสืบสวนไปตามหน้าที่อย่างจริงจังโดยละเอียดและเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับเรื่อยมา กับโจทก์มีร้อยตำรวจเอกวีรศักดิ์ รองสารวัตร และพันตำรวจโทธนา รองผู้กำกับการ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 เป็นพยานเบิกความว่า ร้อยตำรวจเอกวีรศักดิ์เป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยได้ที่ร้าน ฮ. ส่วนพันตำรวจโทธนาร่วมจับกุมนางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกา แล้วพาไปตรวจค้นที่ห้างสรรพสินค้า ห. พร้อมกัน จากการตรวจค้นตู้ล็อกเกอร์หมายเลข 18 ของจำเลย พบเงิน 2,118,000 บาท กับสมุดบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา และนางสาวอภิญญา ซึ่งสนับสนุนให้เชื่อได้ว่า จำเลย นางสาวทับทิม และนางสาวเมวิกาต่างมีความเกี่ยวข้องและมีพฤติการณ์ตามทางการสืบสวนของพันตำรวจโทอุดมรัตน์และพันตำรวจโทปัญญาจริง ซึ่งในข้อนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวีรศักดิ์ประกอบบันทึกการตรวจยึดท้ายบันทึกการจับกุม ด้วยว่า ในชั้นตรวจค้นและยึดของกลางนั้น พยานสอบถามจำเลย นางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาแล้ว ต่างให้ถ้อยคำไปในทำนองเดียวกันว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการให้นางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาไปเบิกถอนเงินสดแล้วนำมาเก็บไว้ในตู้ล็อกเกอร์ เมื่อเลิกงานแล้วจำเลยจะนำเงินดังกล่าวไปมอบให้นายเล ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง ชาวเมียนมาที่ฝั่งประเทศเมียนมา นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทธานินทร์ พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้สอบคำให้การนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา และจำเลยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งแม้บุคคลทั้งสามจะให้การปฏิเสธ แต่ก็ให้การตรงกันในสาระสำคัญสรุปความได้ว่า จำเลยเป็นผู้ชักชวนและขอใช้บัญชีเงินฝากธนาคารของนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสาเพื่อโอนและรับโอนเงินแล้วจำเลยจะรวบรวมเงินที่ได้รับมาไปมอบให้นายเลชาวเมียนมา อันเป็นพฤติการณ์ตรงกับที่พันตำรวจโทอุดมรัตน์และพันตำรวจโทปัญญาได้มาจากการสืบสวนข้างต้น จำเลยเองก็ไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่าพฤติการณ์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรวมทั้งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยกับพวกตามบันทึกคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้อง อันจะแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำตามที่โจทก์กล่าวอ้างอย่างไร ส่วนข้อที่จำเลยกล่าวอ้างในชั้นสอบสวนว่า จำเลยเพียงทราบจากนายเลว่าเงินที่จะรับโอนมาเป็นเงินที่ญาติของนายเลขายที่ดินในประเทศไทย ก็ขัดต่อเหตุผล เพราะการโอนและรับโอนเงินแต่ละครั้งได้กระทำขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นระยะ ๆ แต่ละครั้งเป็นเงินจำนวนมาก และในบางวันยังมีการรับโอนเงินหลายครั้ง ผิดวิสัยของการค้าขายปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังปรากฏจากแผนภูมิเชื่อมโยงบัญชีเงินฝากและข้อมูลการทำรายการอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบัญชีเงินฝาก ประกอบคำเบิกความของพันตำรวจโทธานินทร์ และรายการบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา นางสาวเมวิสา และจำเลย ด้วยว่า จำนวนเงินที่มีการโอนและรับโอนนั้น ล้วนแต่เกินฐานะและรายได้ของแต่ละคนทั้งสิ้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยกับพวกต่างทราบดีอยู่แล้วว่าเงินที่ต่างเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าวได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งนี้โดยจำเลยกับพวกสมคบกันกระทำการเพื่อโอนและรับโอนเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดด้วยเจตนาปกปิดแหล่งที่มาของเงินดังกล่าว อันเป็นการฟอกเงิน ด้วยการใช้บัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสาเพื่อโอนและรับโอนเงินแล้วจำเลยรวบรวมเงินที่ได้รับมาไปมอบให้แก่กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ดังนั้น จึงต้องถือว่าการที่นางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสาฟอกเงินด้วยการโอนและรับโอนเงินที่ได้มาดังกล่าวเป็นการกระทำของจำเลยด้วย หาใช่รับฟังได้เพียงว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะกรณีที่นางสาวทับทิมรับโอนเงินจากนายสิทธิพงค์และนายอภิชิตเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561 และวันที่ 24 มกราคม 2561 ตามคำให้การชั้นสอบสวนของพันตำรวจโทธานินทร์และพันตำรวจโทอุดมรัตน์เท่านั้น ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่อย่างใดไม่ และเมื่อปรากฏจากแผนภูมิเชื่อมโยงบัญชีเงินฝากและข้อมูลการทำรายการอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบัญชีเงินฝากว่า ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2561 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมผ่านเครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติ (เครื่องเอทีเอ็ม) เข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิกา 34 ครั้ง เป็นเงิน 13,965,000 บาท ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2561 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิกาผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม 25 ครั้ง เป็นเงิน 11,986,000 บาท ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2560 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวสุกัญญาผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 2 ครั้ง เป็นเงิน 219,000 บาท ระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2561 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญาผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวสุกัญญา 11 ครั้ง เป็นเงิน 4,999,000 บาท ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวสุกัญญา 18 ครั้ง เป็นเงิน 8,740,000 บาท วันที่ 31 ตุลาคม 2561 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิสาผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม 1 ครั้ง เป็นเงิน 100,000 บาท วันที่ 26 สิงหาคม 2560 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิสา 2 ครั้ง เป็นเงิน 1,000,000 บาท ระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิสาผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิกา 3 ครั้ง เป็นเงิน 1,030,000 บาท ระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 มีการถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม 191 ครั้ง เป็นเงิน 228,876,000 บาท และระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 มีการถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิกา 30 ครั้ง เป็นเงิน 99,468,000 บาท ตรงตามที่โจทก์ฟ้องกับมีคำขอให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามแต่ละช่วงเวลา เช่นนี้ จำเลยจึงมีความผิดรวม 10 กระทง ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 10 กระทง โดยให้บังคับโทษจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (1) ม. 5 (2) ม. 9 วรรคสอง ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรพันธุ์ บุญช่วย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กาญจนา ชัยคงดี
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2825/2565
#684763
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเปิดบริษัท ท. ประกอบกิจการอันเป็นการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ อันเป็นข้อห้ามที่ระบุในกฎผู้ถือหุ้น การที่จำเลยถูกริบหุ้นนำออกขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กฎผู้ถือหุ้น ข้อ 6. ระบุถึงผลแห่งการที่ผู้ถือหุ้นทำการก่อตั้งบริษัทซึ่งกระทำธุรกิจประเภทเดียวกันกับบริษัทซึ่งส่งผลให้บริษัทเกิดความเสียหายว่า ผู้ถือหุ้นดังกล่าวยินยอมให้ริบหุ้นส่วนทั้งหมดที่ครอบครองอยู่และยินยอมชดใช้ค่าปรับอีกหนึ่งร้อยเท่าของความเสียหายที่ประเมินได้ และหรือความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินได้ซึ่งความเสียหายประเภทนี้จะใช้การคาดการณ์ความเสียหายเป็นมูลค่าแทน ข้อตกลงเช่นนี้เป็นการกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้นเหตุหมดสิทธิจากบริษัทอันเป็นการชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเมื่อผู้ถือหุ้นนั้นล่วงละเมิดข้อตกลงในระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกันที่จะไม่กระทำการค้าขายแข่งขันกับบริษัท ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เกิดจากความสมัครใจและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ตกเป็นโมฆะ สามารถใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1,496,905.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ริบหุ้นของจำเลย หมายเลขหุ้น 142501 ถึง 202500 จำนวน 60,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดตามกฎหมาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 916,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบหุ้นของจำเลย หมายเลขหุ้น 142501 ถึง 202500 จำนวน 60,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดตามกฎหมายนำเงินมาชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่ต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายเคมีภัณฑ์ ผสมหรือแบ่งบรรจุหรือผลิตน้ำยาล้างทำความสะอาดผิวโลหะหรือน้ำยาเคลือบผิวโลหะ มีนายสรธภพผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ 60,000 หุ้น เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2547 ผู้ถือหุ้นและบริษัทโจทก์ร่วมกันทำข้อตกลงเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นของผู้เกี่ยวข้อง การบริหารจัดการบริษัท การถอนหุ้น ตลอดจนการห้ามผู้ถือหุ้นทำการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ ซึ่งอาจทำให้บริษัทโจทก์ได้รับความเสียหาย รวมทั้งบทลงโทษสำหรับผู้ถือหุ้นที่ฝ่าฝืน กฎผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย ตามกฎผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ ข้อ 6 ระบุว่า ผู้ถือหุ้นท่านใดกระทำการแข่งขันรวมถึงสนับสนุนบริษัทอื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งของบริษัทและหรือก่อตั้งบริษัทซึ่งกระทำธุรกิจประเภทเดียวกับบริษัท ซึ่งส่งผลให้บริษัทเกิดความเสียหายทั้งทางตรงและหรือทางอ้อม ทั้งปัจจุบันและอนาคตถือว่าผู้ถือหุ้นท่านนั้นหมดสิทธิจากสภาพการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท รวมถึงยินยอมให้ริบหุ้นทั้งหมดที่ครอบครองอยู่และยินยอมชดใช้ค่าปรับอีกหนึ่งร้อยเท่าของความเสียหายที่ประเมินได้ ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำเลยจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ท. มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายเคมีภัณฑ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายมีรายได้ลดลงเพียงใด เมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างแล้ว หุ้นซึ่งจำเลยถือทั้งหมดมูลค่า 600,000 บาท น่าจะพอสมควรแก่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับ จึงให้ริบหุ้นทั้งหมดของจำเลยเพียงประการเดียว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1143 บัญญัติห้ามมิให้บริษัทจำกัดเป็นเจ้าของถือหุ้นตนเอง จึงให้ริบหุ้นของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดตามกฎหมาย และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบหุ้นของจำเลยหมายเลขหุ้น 142501 ถึง 202500 จำนวน 60,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดตามกฎหมายนำเงินมาชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่ต้องชำระเงินตามมูลค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แสดงว่า โจทก์พอใจในจำนวนค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโดยพิจารณาตามมูลค่าหุ้นของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า การเปิดบริษัท ท. ของจำเลย เป็นการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ตามข้อห้ามที่ระบุในกฎผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยเปิดบริษัทใหม่เป็นการประกอบอาชีพโดยสุจริตเพราะกรรมการบริษัทโจทก์ทำการทุจริตปลดจำเลยออกจากการเป็นพนักงานบริษัทโจทก์ เป็นเหตุให้จำเลยไม่มีรายได้ใด ๆ การที่ลูกค้าบริษัทโจทก์มาซื้อสินค้าจากบริษัทจำเลยเพราะทราบเรื่องความขัดแย้งกันในบริษัทโจทก์ จึงประสงค์เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนการค้าของจำเลย มิใช่เกิดจากการที่จำเลยทำการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ ปัญหานี้โจทก์มีนายสรธภพผู้รับมอบอำนาจเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ จำเลยก่อตั้งบริษัท ท. มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการจำหน่ายสารเคมีและผลิตภัณฑ์เคมี ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์เป็นอย่างเดียวกับโจทก์ เพื่อประโยชน์ในการแข่งขันทางธุรกิจการค้ากับโจทก์ บุคคลทั่วไปที่จำเลยค้าขายด้วยเข้าใจว่าเป็นสินค้าของบริษัทโจทก์ จำเลยขายสินค้าของบริษัท ท. ของจำเลยให้แก่ลูกค้าของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยจำเลยให้การรับว่าบุคคลที่ติดต่อค้าขายกับจำเลยส่วนใหญ่ต่างทราบเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์และต่างเต็มใจและเห็นใจที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนจำเลย ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยจัดตั้งบริษัท ท. ภายหลังจากที่จำเลยถูกปลดออกจากการเป็นพนักงานของบริษัทโจทก์แล้ว แต่จำเลยยังมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ ผลประกอบการของบริษัท ท. ยังคงขาดทุน ไม่ได้มีผลกำไรตามคำฟ้อง เห็นว่า วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำเลยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ท. ขณะนั้นจำเลยยังคงมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ เมื่อจำเลยให้การรับว่า บุคคลที่ติดต่อค้าขายกับจำเลยส่วนใหญ่ต่างทราบเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ ทั้งต่างเต็มใจและเห็นใจที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนจำเลย เท่ากับจำเลยรับว่าลูกค้าของบริษัท ท. ที่จำเลยจัดตั้งขึ้นนั้นเป็นลูกค้าของบริษัทโจทก์ด้วย แม้สถานที่ตั้งของบริษัทโจทก์และบริษัท ท. ที่จำเลยจัดตั้งขึ้นจะมีสถานที่ตั้งต่างพื้นที่กัน โดยบริษัทโจทก์มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนบริษัท ท. ของจำเลยมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครก็ตาม แต่การที่ลูกค้าของบริษัททั้งสองซึ่งอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกันกลับเป็นข้อบ่งชี้ว่า บริษัท ท. ของจำเลย สามารถประกอบกิจการค้าแข่งขันกับการประกอบกิจการของบริษัทโจทก์ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ จำเลยมิได้ปฏิเสธว่าบริษัท ท. ประกอบธุรกิจต่างประเภทกับธุรกิจของบริษัทโจทก์ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์การประกอบธุรกิจและฐานลูกค้าของบริษัททั้งสองประกอบกันแล้ว ย่อมรับฟังได้ว่า การเปิดบริษัท ท. ของจำเลยเป็นการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์อันเป็นข้อห้ามที่ระบุในกฎผู้ถือหุ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ริบหุ้นของจำเลยที่ถืออยู่ในบริษัทโจทก์ชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายจากการริบหุ้นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำมาชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการกำหนดค่าเสียหายเกินกว่าความเป็นจริง การกำหนดเบี้ยปรับเป็นการริบหุ้นไม่เหมาะสมกับความเสียหายที่โจทก์ได้รับนั้น

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กฎผู้ถือหุ้น ข้อ 6. ระบุถึงผลแห่งการที่ผู้ถือหุ้นทำการก่อตั้งบริษัทซึ่งกระทำธุรกิจประเภทเดียวกันกับบริษัทซึ่งส่งผลให้บริษัทเกิดความเสียหายว่า ผู้ถือหุ้นดังกล่าวยินยอมให้ริบหุ้นส่วนทั้งหมดที่ครอบครองอยู่และยินยอมชดใช้ค่าปรับอีกหนึ่งร้อยเท่าของความเสียหายที่ประเมินได้ และหรือความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินได้ซึ่งความเสียหายประเภทนี้จะใช้การคาดการณ์ความเสียหายเป็นมูลค่าแทน ข้อตกลงเช่นนี้เป็นการกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้นเหตุหมดสิทธิจากบริษัทอันเป็นการชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเมื่อผู้ถือหุ้นนั้นล่วงละเมิดข้อตกลงในระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกันที่จะไม่กระทำการค้าขายแข่งขันกับบริษัทซึ่งเป็นข้อตกลงที่เกิดจากความสมัครใจและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ตกเป็นโมฆะ สามารถใช้บังคับได้ เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นล่วงละเมิดข้อตกลงในระหว่างผู้ถือหุ้นกระทำการเปิดบริษัท ท. ค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามข้อตกลง หาใช่เป็นการกำหนดเบี้ยปรับด้วยการริบหุ้นซึ่งไม่เหมาะสมกับความเสียหายที่โจทก์ได้รับดังที่จำเลยฎีกาไม่ ปัญหาต่อไปจึงมีว่าโจทก์เสียหายเพียงใดนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าคิดเทียบจากกำไรของบริษัท ท. ในปี 2557 และปี 2558 แต่เมื่อพิจารณางบกำไรขาดทุนดังกล่าวกลับปรากฏว่า ในปี 2557 และปี 2558 บริษัท ท. มีผลประกอบการขาดทุน 891,041.31 บาท และ 605,864.68 บาท ตามลำดับ จึงไม่อาจนำงบกำไรขาดทุนดังกล่าวมาคิดเทียบเพื่อพิจารณาค่าเสียหายที่โจทก์ควรมีสิทธิได้รับจากการทำการค้าขายแข่งขันของจำเลยได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์การประกอบธุรกิจและลูกค้าของบริษัทจำเลยซึ่งมาจากกลุ่มลูกค้าของโจทก์ย่อมส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของโจทก์โดยตรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายด้วยการให้โจทก์ริบหุ้นซึ่งจำเลยถืออยู่ในบริษัทโจทก์นำออกขายทอดตลาดเหมาะสมแล้ว และเมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเพิ่มเติมแก่โจทก์อีกซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่จำเลย การกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวจึงไม่เกินกว่าความเป็นจริงดังที่จำเลยฎีกา การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ริบหุ้นของจำเลยที่ถืออยู่ในบริษัทโจทก์นำออกขายทอดตลาดนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสมพร ธิติรังสี
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
สุทิน นาคพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2811/2565
#693453
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากห้องชุดพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ว่า ห้องชุดพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง คดีฟ้องขับไล่จึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์อันเป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วย โดยหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสองหากเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาท โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทคืนแก่จำเลยทั้งสองตามฟ้องแย้ง ดังนั้น การฟ้องขับไล่โดยมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ห้องชุด จึงเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีนั้นทั้งหมดแทนจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 จำเลยที่ 1 ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปโดยยื่นฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุดเลขที่ 25/57 อาคารชุด อ. ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7475, 7477, 40551 ถึง 40555 และส่งมอบห้องชุดดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดของโจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 25/57 อาคารชุด อ. ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7475, 7477, 40551 ถึง 40555 คืนแก่จำเลยทั้งสอง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ กับให้โจทก์ส่งมอบหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทฉบับเจ้าของห้องชุดแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดเลขที่ 25/57 ชั้นที่ 23 อาคารชุด อ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 11/2536 ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7475, 7477, 40551 ถึง 40555 พร้อมส่งมอบห้องชุดพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กันยายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาทจนเสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องแย้งให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นออกหมายแจ้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 2 มกราคม 2566 เมื่อครบกำหนดแล้วปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระ จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น เป็นการทิ้งฎีกาในส่วนฟ้องแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 ให้จำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งออกจากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย หมายเลขแดงที่ ล.1656/2562 จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แถลงขอเข้าว่าคดีเฉพาะส่วนฟ้องแย้งซึ่งเป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เข้ามาในคดีส่วนฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ในส่วนฟ้องขับไล่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยตรง จึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จะดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) ให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะประเด็นฟ้องขับไล่ นั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากห้องชุดพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ว่า ห้องชุดพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง คดีฟ้องขับไล่จึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์อันเป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วย โดยหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสองหากเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาท โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทคืนแก่จำเลยทั้งสองตามฟ้องแย้ง ดังนั้น การฟ้องขับไล่โดยมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ห้องชุด จึงเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีนั้นทั้งหมดแทนจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปโดยยื่นฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะในส่วนเกี่ยวกับฟ้องขับไล่ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทไว้แทนจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อรูปคดีตามคำให้การและฟ้องแย้งกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทโดยโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน จึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น ฎีกาในประเด็นการครอบครองปรปักษ์จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และ 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อตามข้อเท็จจริงนั้น โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทที่ได้จดทะเบียนแล้ว ย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 โจทก์เป็นฝ่ายได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์เป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ซึ่งจากข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองว่าการจดทะเบียนโอนขายห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดีให้ขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากร โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้นายซันจีฟ (MR. SANJEEP) พนักงานของบริษัท พ. ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มีจำเลยที่ 1 กับนายฮาริส น้องชายของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัท ทำการโอนเงินจำนวน 230,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9,857,800 บาท ของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นหลักฐานทางการเงินของโจทก์ในการนำมาแสดงต่อกรมที่ดินสำหรับการจดทะเบียนซื้อขายห้องชุดพิพาทให้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน โดยไม่ได้ให้โจทก์ชำระค่าซื้อห้องชุดพิพาทอย่างใด เมื่อพิจารณาสำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศให้ตัวแทนรับอนุญาต ซึ่งระบุว่านายซันจีฟเป็นผู้ส่งเงิน แต่เอกสารดังกล่าวหาได้มีข้อความแสดงหรือสื่อความหมายว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าซื้อห้องชุดพิพาทตามจำนวนเงินที่นายซันจีฟเป็นผู้ส่งเงิน หรือจำเลยที่ 1 ใช้เงินของบริษัท พ. จึงรับฟังได้เพียงเป็นหลักฐานการขายเงินตราต่างประเทศผ่านธนาคารพาณิชย์ตัวแทนที่ได้รับอนุญาตระหว่างนายซันจีฟ ผู้ส่ง กับโจทก์ ผู้ขายเงินตราต่างประเทศเท่านั้น ไม่อาจเป็นหลักฐานแสดงว่านายซันจีฟ โอนเงินของจำเลยที่ 1 หรือบริษัท พ. มาให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการจดทะเบียนขายห้องชุดพิพาทให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน โดยในขณะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทยังไม่มีระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของคนต่างด้าวและนิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าว พ.ศ. 2547 ใช้บังคับ การจดทะเบียนซื้อขายห้องชุดพิพาทเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 19 (5) และแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 ว่า คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ต่อเมื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ดังนั้น ลำพังแต่สำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศให้ตัวแทนรับอนุญาต จึงเป็นเพียงหลักฐานประกอบการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์คนต่างด้าวเท่านั้น มิใช่หลักฐานการนำเงินของจำเลยที่ 1 หรือจากบริษัท พ. มาใช้เป็นค่าซื้อห้องชุดพิพาทเอง โดยจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านเรื่องการขายห้องชุดพิพาทว่า ไม่มีการทำหลักฐานให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทแทนกับไม่มีพยานบุคคลใดรู้เห็น ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านางสาวอรุณี รู้เห็นเรื่องการโอนเงินของจำเลยที่ 1 นั้น นางสาวอรุณีซึ่งเป็นพนักงานบัญชีของบริษัท พ. บริษัทในเครือที่จดทะเบียนจัดตั้งอยู่ในราชอาณาจักรไทยและเป็นเลขานุการส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 บอกพยานเรื่องให้นายซันจีฟโอนเงิน 230,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9,857,800 บาท จากบริษัท พ. เข้ามาในราชอาณาจักรผ่านธนาคาร ฮ. โดยพยานพาจำเลยที่ 1 กับโจทก์ไปรับเงินจากธนาคาร สำนักงานสาขาในราชอาณาจักรไทย และเบิกความตอบคำถามค้านว่า ตามสำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศให้ตัวแทนรับอนุญาต ไม่มีรายละเอียดว่าเงินที่ส่งให้โจทก์มาจากบริษัท พ. และหลังจากโจทก์ได้รับเงินที่ส่งมาแล้วได้ออกแคชเชียร์เช็คชำระหนี้จำนองห้องชุดพิพาทให้แก่กองทุนรวม ก. ผู้ที่จะยืนยันว่ามีการโอนเงินค่าห้องชุดพิพาทจากจำเลยที่ 1 เพื่อเปลี่ยนชื่อให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนคือนายซันจีฟ ตามคำเบิกความดังกล่าวแสดงว่านางสาวอรุณีเป็นเพียงได้รับฟังมาว่าการขายเงินตราต่างประเทศตามเอกสารดังกล่าวเป็นเงินของจำเลยที่ 1 เอง เมื่อนายซันจีฟไม่ได้มาเบิกความในคดี จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งมิได้รู้เห็นการส่งเงินตามสำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศ ไม่อาจนำมารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 หรือบริษัท พ. เป็นผู้ส่งเงินชำระค่าซื้อห้องชุดพิพาท ส่วนเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 เกี่ยวกับการสืบหาทรัพย์สินของโจทก์ในสหราชอาณาจักรเพื่อเป็นหลักฐานว่าโจทก์ไม่อยู่ในฐานะมีเงินพอจะซื้อห้องชุดพิพาทได้ และเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 2 เรื่องการโอนเงินระหว่างนายฮาริส น้องชายของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ นั้น เป็นการอ้างเอกสารเพิ่มเติมจากบัญชีระบุพยานที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้น โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นพร้อมกับบัญชีระบุพยานและสำเนาบัญชีระบุพยาน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยพยานหลักฐานมาตรา 88 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงไม่อาจนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ กรณีเช่นนี้เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบไม่ได้ว่าสำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศให้ตัวแทนรับอนุญาต เป็นการชำระค่าซื้อห้องชุดพิพาทโดยจำเลยที่ 1 เอง ก็ต้องฟังว่าโจทก์เป็นผู้ชำระเงินค่าซื้อห้องชุดพิพาท มิฉะนั้นแล้ว การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทและการมีต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทไว้ในครอบครองของโจทก์ย่อมไม่อาจมีขึ้นได้ แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานการนำเงินค่าซื้อห้องชุดพิพาทมอบให้แก่นายซันจีฟเพื่อให้ทำหลักฐานการโอนเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทยหรือหลักฐานแสดงข้อตกลงระหว่างกันให้มีการซื้อห้องชุดพิพาทคืนต่อไปหากจำเลยที่ 1 มีฐานะดีขึ้น ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 กลับมีน้ำหนักเหตุผลให้รับฟังได้ เมื่อภาระการพิสูจน์เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กับครอบครัวอยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทโดยไม่เก็บค่าเช่าหรือโจทก์ไม่เคยเข้ามาพักอาศัย หาใช่เป็นการยอมรับความเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ในห้องชุดพิพาท ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบอยู่ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันครอบครัวเนื่องจากโจทก์สมรสกับน้องสาวของภริยานายฮาริส และมีปัญหาเรื่องหนี้สิน การให้ความช่วยเหลือดังกล่าวไม่พอฟังว่าเป็นการกระทำในฐานะของผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน เมื่อจำเลยที่ 1 มีหน้าที่นำสืบตามที่อ้างให้เห็นว่าโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทโดยมิได้มีการชำระเงินตามสำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศให้ตัวแทนรับอนุญาต เนื่องจากเป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์แทน แต่พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ได้ตามที่นำสืบ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทตามที่ได้จดทะเบียนซื้อมาจากจำเลยทั้งสอง มิใช่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวศิญาภัสร์ พีรสิทธิ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ขนิษฐา อรุณวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2810/2565
#684564
เปิดฉบับเต็ม

การทำหนังสือสัญญาธุรกิจระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. และการทำคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์และคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวพันและเป็นลำดับสืบเนื่องกันมา ถือได้ว่า อ. เป็นตัวแทนของโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 จึงมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวถึงหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ไว้ในหนังสือสัญญาธุรกิจ และโจทก์ยื่นคำร้องโดยระบุข้อความว่า ขอถอนฟ้อง ประกอบกับโจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินลงทุนทั้งหมด ส่วนโจทก์เป็นผู้บริหารกิจการโดยมิได้ออกเงินลงทุนเพิ่มเติม แสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้คดียุติลงอย่างแท้จริง โดยนำหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แปลงเป็นทุนในการทำธุรกิจร่วมกัน และโจทก์ยอมสละสิทธิในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1

การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาธุรกิจและยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและคำร้องขอถอนอุทธรณ์ จึงเป็นข้อตกลงในชั้นบังคับคดีที่โจทก์ยอมรับในศาลแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยแปลงเป็นทุนในการทำธุรกิจร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาธุรกิจครบถ้วนแล้ว หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ย่อมระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยยึดและอายัดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้ หมายบังคับคดีและการบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นดำเนินการจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,775,806.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 โจทก์และจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ถอนอุทธรณ์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคาร ก. เป็นเงิน 9,143,427.32 บาท จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า หลังจากยื่นอุทธรณ์แล้วโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันตามหนังสือสัญญาธุรกิจ ให้นำหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แปลงเป็นทุนเพื่อทำธุรกิจร่วมกัน และจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามหนังสือสัญญาธุรกิจครบถ้วนแล้ว หนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นระงับสิ้นไปตามเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 การกระทำของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี การบังคับคดีและยกเลิกคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคาร ก.

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างยื่นอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 นายโอทำสัญญาร่วมลงทุนกับฝ่ายจำเลยที่ 1 โดยในสัญญาข้อ 14 มีข้อความทำนองว่า ทันทีที่ลงนามในสัญญาต่อกัน ให้ฝ่ายนายโอรับผิดชอบในการยกเลิกการฟ้องร้องคดีทั้งหมดที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นวันที่ 26 ธันวาคม 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง และจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่า การขอถอนฟ้องของโจทก์พอแปลความได้ว่าโจทก์ขอถอนอุทธรณ์ จึงอนุญาตให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ถอนอุทธรณ์ แต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 โจทก์กลับยื่นคำขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคาร ก.

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า หมายบังคับคดีและการบังคับคดีบกพร่องผิดพลาดหรือฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือสัญญาธุรกิจพร้อมคำแปล เป็นสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายโอ ก็ตามแต่ก็ได้ความตามคำเบิกความของนายซอง กรรมการจำเลยที่ 1 ที่ตอบทนายจำเลยที่ 1 ซักถามว่า นายโอ ร่วมกับนางสาวกุญญดา ก่อตั้งบริษัทโจทก์และเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ ในการติดต่อประสานงานกับจำเลยที่ 1 หรือบริษัทแม่ของจำเลยที่ 1 ที่ประเทศเกาหลี นายโอเป็นตัวแทนติดต่อประสานงานแทนโจทก์ทั้งหมด เนื่องจากนางสาวกุญญดาไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาเกาหลีได้ นอกจากนี้นายโอ ยังแสดงตนโดยเปิดเผยต่อคนทั่วไปว่า ตนเองเป็นเจ้าของหรือตัวแทนของโจทก์ ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือบริคณห์สนธิ ที่ระบุว่า นายโอ เป็นผู้เริ่มก่อการและเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ ประกอบกับสัญญาว่าจ้างผลิตชิ้นงาน ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 พิพาทกันในคดีนี้ นายโอก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวแทนโจทก์ นอกจากนี้ภายหลังจากที่นายโอทำสัญญาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาธุรกิจพร้อมคำแปล ซึ่งมีข้อตกลงในข้อ 14 ว่า "...ทันทีที่ลงนามในสัญญาต่อกันให้ฝ่าย ข (คือนายโอ) รับผิดชอบในการยกเลิกการฟ้องร้องคดีทั้งหมดที่ TSE (คือโจทก์) ได้ฟ้องร้องต่อบริษัท T. (คือจำเลยที่ 1)" แล้ว ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและจำเลยที่ 1 ต่างยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ โดยคำร้องของโจทก์ระบุว่า เนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้ โจทก์จึงไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป จึงขออนุญาตถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย โดยนางสาวกุญญดาซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ในคำร้องขอถอนฟ้องด้วยตนเองและจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไม่คัดค้าน ส่วนคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นางสาวกุญญดาได้ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ไม่คัดค้านเช่นเดียวกัน ดังนี้ จะเห็นได้ว่า การทำหนังสือสัญญาธุรกิจระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายโอ และการทำคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์และคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวพันและเป็นลำดับสืบเนื่องกันมา จึงถือได้ว่านายโอเป็นตัวแทนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 ในการทำหนังสือสัญญาธุรกิจกับฝ่ายจำเลยที่ 1 ผู้เป็นบุคคลภายนอก จึงมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 เมื่อพิจารณาเจตนาของโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 1 ในการทำหนังสือสัญญาธุรกิจ ประกอบคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์และคำร้องขออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว จะเห็นได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะยุติคดีที่มีการฟ้องร้องต่อกันทั้งหมด เพราะหากโจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ยังมีอยู่ต่อไปและโจทก์ประสงค์ถอนอุทธรณ์เท่านั้น คำร้องของโจทก์น่าจะต้องระบุข้อความชัดเจนว่า ขอถอนอุทธรณ์ และน่าจะต้องระบุความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไว้ให้ชัดเจนในหนังสือสัญญาธุรกิจด้วยว่า โจทก์ยังติดใจที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวถึงหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ไว้ในหนังสือสัญญาธุรกิจ และยื่นคำร้องโดยระบุข้อความว่า ขอถอนฟ้อง ประกอบกับโจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินลงทุนทั้งหมดในอัตราร้อยละร้อยเป็นเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐ ส่วนโจทก์เป็นผู้บริหารกิจการโดยมิได้ออกเงินลงทุนเพิ่มเติม ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้คดียุติลงอย่างแท้จริงโดยนำหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แปลงเป็นทุนในการทำธุรกิจร่วมกัน และโจทก์ยอมสละสิทธิในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 นอกจากนี้ภายหลังโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาธุรกิจแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาธุรกิจครบถ้วน คงเหลือเพียงแต่การถอนฟ้องคดีนี้เท่านั้นที่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ล่วงเลยเวลาตามกฎหมายที่จะถอนฟ้องแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงทำได้เพียงการถอนอุทธรณ์เท่านั้น ดังนั้น การถอนอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมมีผลเท่ากับเจตนาที่จะให้หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้สิ้นสุดลงทั้งหมด การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาธุรกิจและยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและคำร้องขอถอนอุทธรณ์ตามคำร้องลงวันที่ 26 ธันวาคม 2561 จึงเป็นข้อตกลงในชั้นบังคับคดีที่โจทก์ยอมรับในศาลแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยแปลงเป็นทุนในการทำธุรกิจร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาธุรกิจครบถ้วนแล้ว โดยการก่อตั้งบริษัท ว. ที่ประเทศเมียนมา มีนายโอเป็นกรรมการ ตามหนังสือรับรอง หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ย่อมระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยยึดและอายัดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้ การที่โจทก์ขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หมายบังคับคดีและการบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นดำเนินการจึงไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ตามหมายบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 797 ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — บริษัท ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายศรายุธ การะเกตุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมงคล แสงอรุณ
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2794/2565
#685228
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหมายเลขแดงที่ 11988/2561 ให้โจทก์ในฐานะนายจ้างชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดของลูกจ้างเป็นค่าขนส่งสินค้าไปกลับและค่าตรวจเช็กสภาพเครื่องให้แก่บริษัท อ. และให้จำเลยในฐานะผู้รับจ้าง บริษัท อ. ดำเนินการทางพิธีการศุลกากรนำสินค้าออกจากคลังสินค้าของโจทก์ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายดังกล่าวก็ตาม แต่ระหว่างโจทก์ผู้ทำการขนย้ายสินค้าออกจากคลังเก็บสินค้า กับจำเลยผู้รับจ้างให้ดำเนินการเกี่ยวกับการนำสินค้าเข้าผ่านพิธีการศุลกากรและนำสินค้าออกจากคลังสินค้าของโจทก์จะมีความรับผิดต่อกันหรือไม่อย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจำเลยมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า พนักงานขับรถยกของโจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียวเป็นเหตุให้ลังสินค้าพลิกตกกระแทกพื้นสินค้าได้รับความเสียหาย โดยจำเลยมิได้มีส่วนกระทำโดยประมาทเลินเล่อด้วย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 296 ที่บัญญัติให้ต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นดังที่โจทก์ฎีกานั้น จะบังคับแก่กรณีนี้ได้ต่อเมื่อลูกหนี้ร่วมแต่ละคนจะมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย แม้โจทก์ได้ชำระหนี้เต็มจำนวนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับจำเลย โจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ชำระได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 70,660.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 69,265.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เดิมบริษัท อ.สั่งซื้อเครื่องเอกซเรย์ฟัน 2 เครื่อง จากบริษัท ร. ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยว่าจ้างจำเลยเป็นผู้ดำเนินการนำสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและนำสินค้าออกจากโกดังของโจทก์ส่งมอบให้แก่บริษัท อ. แต่ระหว่างสินค้าอยู่ในความครอบครองของโจทก์ พนักงานของโจทก์ได้ขับรถยกเคลื่อนย้ายสินค้าโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้สินค้าเครื่องเอกซเรย์ฟัน 1 เครื่อง ซึ่งบรรจุหีบห่ออยู่ในลังตกจากรถยกกระแทกพื้น บริษัท อ. ได้รับความเสียหายโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายส่งสินค้ากลับไปให้ผู้ขายตรวจสอบตามมาตรฐานที่ผู้ขายกำหนดมาและส่งกลับคืนมากับค่าตรวจเช็คสภาพเครื่องเป็นเงินรวม 116,708.47 บาท จึงฟ้องจำเลยให้รับผิดต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม 440/2559 ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นได้หมายเรียกโจทก์นี้เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำขอของจำเลย ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ม 1412/2560 ให้จำเลยร่วม (โจทก์คดีนี้) ชำระเงิน 116,708 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท อ. และยกฟ้องจำเลย แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยและจำเลยร่วม (โจทก์คดีนี้) ร่วมกันชำระเงิน 116,708.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท อ. คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยให้ร่วมกันวางเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 โจทก์นำเงิน 116,708.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 เป็นเงิน 21,822.89 บาท รวมเป็นเงิน 138,531.36 บาท ซึ่งรวมส่วนที่จำเลยต้องร่วมรับผิดมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่บริษัท อ. ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์รับช่วงสิทธิฟ้องไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ชำระไปได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหมายเลขแดงที่ 11988/2561 ให้โจทก์ในฐานะนายจ้างชำระหนี้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดของลูกจ้างเป็นค่าขนส่งสินค้าไปกลับและค่าตรวจเช็กสภาพเครื่องให้แก่บริษัท อ. และให้จำเลยในฐานะผู้รับจ้างบริษัท อ. ดำเนินการทางพิธีการศุลกากรนำสินค้าออกจากคลังสินค้าของโจทก์ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายดังกล่าวก็ตาม แต่ระหว่างโจทก์กับผู้ทำการขนย้ายสินค้าออกจากคลังเก็บสินค้า กับจำเลยผู้รับจ้างให้ดำเนินการเกี่ยวกับการนำสินค้าเข้าผ่านพิธีศุลกากรและนำสินค้าออกจากคลังสินค้าของโจทก์จะมีความรับผิดต่อกันหรือไม่อย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจำเลยมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าพนักงานขับรถของโจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียวเป็นเหตุให้ลังสินค้าพลิกตกกระแทกพื้นสินค้าได้รับความเสียหาย โดยจำเลยมิได้มีส่วนกระทำโดยประมาทเลินเล่อด้วยจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 ที่บัญญัติให้ต่างคนต่างรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ดังที่โจทก์ฎีกานั้น จะบังคับแต่กรณีนี้ได้ต่อเมื่อลูกหนี้ร่วมแต่ละคนจะมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย แม้โจทก์ได้ชำระหนี้เต็มจำนวนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับจำเลย โจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ชำระได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 229 ม. 296 ม. 420 ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายประยุทธ ประชุมชน
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศาล อัยยะวรากุล
ชื่อองค์คณะ
นพเรศ พันธุ์นรา
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2787/2565
#684566
เปิดฉบับเต็ม

พ. ซึ่งร่วมกระทำความผิดกับจําเลยขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 ที่สี่แยกบ้านไผ่แล้วพาไปส่งที่ท่าอากาศยานดอนเมือง จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 โดยสารเครื่องบินไปหาจําเลยที่ประเทศญี่ปุ่น การพรากผู้เยาว์ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่ พ. ขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 ที่สี่แยกบ้านไผ่แล้ว หาได้เพิ่งเกิดขึ้นขณะที่จําเลยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ จึงเป็นกรณีที่การกระทำส่วนหนึ่งในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ได้กระทำในราชอาณาจักรและอีกส่วนหนึ่งได้กระทำนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ศาลจึงลงโทษจําเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8, 83, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317, 319

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาและที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังได้ว่านางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 2 เกิดวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ขณะเกิดเหตุตามคำฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 มีอายุ 14 ปีเศษ ขณะเกิดเหตุตามคำฟ้องข้อ 1.7 มีอายุ 15 ปีเศษ และอยู่ในความปกครองดูแลของนางสาว ข. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติญี่ปุ่นเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยหลายครั้งต่อปี โดยมีนาย พ. ให้การต้อนรับขณะที่จำเลยอาศัยอยู่ในประเทศไทย ผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยรู้จักกันในประเทศไทยตั้งแต่กลางปี 2561 ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อระหว่างวันที่ 16 ถึง 21 เมษายน 2562 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 มีอายุ 15 ปีเศษ จำเลยร่วมกับนาย พ. พรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามคำฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าว สาเหตุที่ไม่ปรากฏหลักฐานการจองห้องพักของนาย พ. ในโรงแรมที่เกิดเหตุในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2561 อาจเป็นเพราะจำเลยใช้บุคคลอื่นให้จองห้องพักแทนนาย พ. และสาเหตุที่พยานโจทก์ปาก นางสาว ศ. เบิกความว่าไม่เคยเห็นผู้เสียหายที่ 2 ในโรงแรมที่เกิดเหตุ เป็นเพราะนางสาว ศ. ซึ่งเป็นพนักงานของโรงแรมที่เกิดเหตุกลัวว่าการให้เด็กเข้าพักในโรงแรมจะทำให้เจ้าของโรงแรมเดือดร้อน นั้น โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อกลางปี 2561 นาย พ. ชวนผู้เสียหายที่ 2 ไปทำงานดูแลคนสูงอายุที่โรงแรมที่เกิดเหตุ โดยนาย พ. พาผู้เสียหายที่ 2 ไปพบจำเลยในห้องพัก จำเลยกอดจูบและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการใช้อวัยะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 พยายามขัดขืนจำเลยแล้วแต่ไม่เป็นผล ผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในห้องพักดังกล่าวจนถึงเวลา 8 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น แล้ว นาย พ. เดินทางมารับตัวผู้เสียหายที่ 2 โดยจำเลยให้เงิน 10,000 บาท แก่นาย พ. ซึ่งนาย พ. แบ่งเงินให้ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 5,000 บาท จากนั้นอีก 2 วันต่อมานาย พ. แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปหาจำเลยที่ห้องพักในโรงแรมที่เกิดเหตุอีก ผู้เสียหายที่ 2 เดินทางไปหาจำเลยที่ห้องพักดังกล่าวแล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการใช้อวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 จากนั้น นาย พ. ให้เงินผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 5,000 บาท อีก 1 สัปดาห์ต่อมานาย พ. แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปหาจำเลยอีก แต่ผู้เสียหายที่ 2 ปฏิเสธว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนนาย พ. ใช้ให้ลูกน้องมาดักใช้อาวุธมีดขู่ว่าจะแทงผู้เสียหายที่ 2 จนผู้เสียหายที่ 2 กลัว แล้ว นาย พ. เดินทางมารับตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปหาจำเลยที่ห้องพักในโรงแรมอีกแห่งหนึ่ง จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ยังคงอยู่ในห้องพักดังกล่าวจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วนาย พ. เดินทางมารับตัวผู้เสียหายที่ 2 และให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 6,000 บาท ต่อมาเมื่อปี 2562 นาย พ. ถามผู้เสียหายที่ 2 ว่าสนใจเดินทางไปหาจำเลยที่ประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ ผู้เสียหายที่ 2 อยากเดินทางไปเที่ยวจึงตอบว่าสนใจนาย พ. เดินทางมารับตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปส่งที่ท่าอากาศยาน แล้วผู้เสียหายที่ 2 โดยสารเครื่องบินเดินทางไปหาจำเลยที่ประเทศญี่ปุ่น จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งโดยที่ไม่มีเพศสัมพันธ์กัน แต่จำเลยหอมแก้มผู้เสียหายที่ 2 หนึ่งครั้ง ครั้นผู้เสียหายที่ 2 เดินทางกลับประเทศไทย ผู้เสียหายที่ 2 มีอาการปวดท้อง ผู้เสียหายที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปตรวจดูอาการที่โรงพยาบาลบ้านไผ่ ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 มีอาการมดลูกอักเสบ ผู้เสียหายที่ 2 เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายที่ 1 ฟัง จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 เดินทางไปยังโรงแรมที่เกิดเหตุ พบจำเลยกับนาย พ. อยู่ในที่ดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ แต่ผู้เสียหายทั้งสองได้รับคำแนะนำจากเจ้าพนักงานตำรวจให้ไปร้องทุกข์ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดขอนแก่น ผู้เสียหายที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวน และมีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ปี 2562 ผู้เสียหายที่ 2 มีอาการปวดท้อง ผู้เสียหายที่ 1 จึงพาผู้เสียหายที่ 2 ไปตรวจอาการที่โรงพยาบาลบ้านไผ่ แล้วผู้เสียหายที่ 2 เล่าให้ฟังว่าตนถูกจำเลยซึ่งมีสัญชาติญี่ปุ่นใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศ โดยมีนาย พ. ทำหน้าที่เป็นคนพาผู้เสียหายที่ 2 ไปหาจำเลย จากนั้น 1 เดือนต่อมา ผู้เสียหายที่ 2 แจ้งว่าจำเลยเดินทางมาที่อำเภอบ้านไผ่ และนัดให้ผู้เสียหายที่ 2 เดินทางไปหาจำเลยอีก ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังโรงแรมที่เกิดเหตุโดยผู้เสียหายที่ 1 ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ภายนอกโรงแรม ผู้เสียหายที่ 1 เห็นนาย พ. พาผู้เสียหายที่ 2 เดินไปที่หน้าห้องพัก แล้วจำเลยเปิดประตูห้องพักรับผู้เสียหายที่ 2 เข้าห้องไปตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา จนถึงเวลา 13 นาฬิกาเศษ ผู้เสียหายที่ 1 ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน และมีนางสาว ศ. พนักงานโรงแรมที่เกิดเหตุเป็นพยานเบิกความว่านาย พ. เปิดใช้บริการห้องพักของโรงแรมโดยมีจำเลยเป็นผู้ชำระเงินหลายครั้ง ดังนี้ ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ระบุว่าเหตุครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เกิดขึ้นห่างกันประมาณ 2 วัน และเหตุครั้งที่ 3 เกิดขึ้นห่างจากครั้งที่ 2 ประมาณ 1 สัปดาห์ โดยในครั้งที่ 3 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมไปหาจำเลยตามที่ นาย พ. สั่งการนาย พ. จึงให้ลูกน้องมาดักใช้อาวุธมีดขู่ผู้เสียหายที่ 2 กลัวจนยอมไปหาจำเลย สอดคล้องกับที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า ภายหลังจากที่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมทำตามที่นาย พ. สั่งในครั้งที่ 3 แล้ว ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 ไปเดินเที่ยวดูรถแห่ในตลาด มีหญิงประมาณ 10 คน เข้ามารุมกระชากผมและตบตีผู้เสียหายที่ 2 โดยมีคนชักอาวุธมีดออกมาข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ด้วย แต่ภายหลังจากนั้นจนกระทั่งผู้เสียหายที่ 2 เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น และผู้เสียหายที่ 1 ทราบเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 ได้เบิกความหรือให้การว่ามีเหตุการณ์ที่ตนถูกรุมทำร้ายอีก และผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่ได้เบิกความว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวอีกเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 แล้ว กลับปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 ให้การว่านาย พ. ส่งคนมารุมทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2562 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ในวันเดียวกันนั้น ซึ่งสอดคล้องกับรายละเอียดที่ผู้เสียหายที่ 1 แจ้งความไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า "เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2562 บุตรสาวของผู้แจ้งไปเที่ยวงานรถแห่ แต่ได้ถูกกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายร่างกาย ซึ่งผู้แจ้งเชื่อว่าเป็นฝีมือของนาย พ. ที่สั่งให้กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวรุมทำร้ายบุตรสาวตน" จึงเชื่อได้ว่า เหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 2 อ้างว่าถูกพวกของนาย พ. รุมทำร้ายและใช้อาวุธมีดขู่ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 ดูรถแห่ในตลาด กับเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 แจ้งความว่าผู้เสียหายที่ 2 ถูกพวกของนาย พ. รุมทำร้ายในงานรถแห่เป็นเหตุการณ์เดียวกัน เพราะหากเป็นคนละเหตุการณ์กันแล้ว ผู้เสียหายทั้งสองย่อมต้องเบิกความถึงเรื่องดังกล่าวต่อศาล เนื่องจากเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ตัดสินใจเดินทางไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายทั้งสองอ้างถึงวันเวลาในการกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 แตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงเป็นพิรุธ ประกอบกับเมื่อพิจารณาใบเสร็จรับเงินของโรงแรมแล้ว ไม่ปรากฏว่านาย พ. ได้จองห้องพักโรงแรมที่เกิดเหตุในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2561 อันเป็นช่วงเวลาตามฟ้องแต่อย่างใด อีกทั้งไม่ปรากฏจากทางนำสืบโจทก์ด้วยว่านอกจากนาย พ. แล้วยังมีบุคคลอื่นทำหน้าที่จองห้องพักและจัดหาเด็กหญิงมาให้จำเลยกระทำชำเราหรือกระทำอนาจารอีก นอกจากนี้ พยานโจทก์ปากนางสาว ศ. ซึ่งเป็นพนักงานโรงแรมที่เกิดเหตุยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านโดยปราศจากข้อพิรุธสงสัยว่าตนไม่เคยเห็นผู้เสียหายที่ 2 เข้ามาในโรงแรมที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดในราชอาณาจักร จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายไทย เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงตามใบต่อคำให้การเพิ่มเติมของผู้เสียหายที่ 2 ที่ได้ความว่านาย พ. ซึ่งร่วมกระทำความผิดกับจำเลยขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 ที่สี่แยกบ้านไผ่แล้วพาไปส่งที่ท่าอากาศยานดอนเมือง จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 โดยสารเครื่องบินไปหาจำเลยที่ประเทศญี่ปุ่น เห็นได้ว่าการพรากผู้เยาว์ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่นาย พ. ขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 ที่สี่แยกบ้านไผ่แล้ว หาได้เพิ่งเกิดขึ้นขณะที่จำเลยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ จึงเป็นกรณีที่การกระทำส่วนหนึ่งในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ได้กระทำในราชอาณาจักร และอีกส่วนหนึ่งได้กระทำนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ศาลจึงลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายวิศณุกร แทนรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทองเพียร มูลกาย
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2781/2565
#684352
เปิดฉบับเต็ม

การพาอาวุธใด ๆ ไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจะต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 371 แต่หากเป็นการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควรแล้ว ย่อมจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง อีกบทหนึ่ง ซึ่งมีโทษหนักกว่าการพาอาวุธทั่ว ๆ ไป ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่า กฎหมายบัญญัติความผิดและบทลงโทษแยกไว้สำหรับกรณีพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นอีกความผิดหนึ่ง ทั้งวัตถุของกลางเป็นคนละประเภทกัน แสดงว่าเจตนาในการพาไปย่อมแตกต่างกัน และความผิดแต่ละประเภทย่อมสำเร็จแล้วนับตั้งแต่การพาเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ แม้จำเลยจะพาอาวุธปืนและอาวุธมีดไปในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบอาวุธปืนและอาวุธมีดปลายแหลมของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และฐานพาอาวุธมีดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 9 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง ส่วนอาวุธมีดของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอบโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท รวมเป็นโทษจำคุก 9 เดือน และปรับ 500 บาท ริบอาวุธมีดของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่าความผิดฐานพาอาวุธปืนและฐานพาอาวุธมีด เป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า การพาอาวุธใด ๆ ไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจะต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 แต่หากเป็นการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควรจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง อีกบทหนึ่ง ซึ่งมีโทษหนักกว่าการพาอาวุธทั่ว ๆ ไป ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่า กฎหมายบัญญัติความผิดและบทลงโทษแยกไว้สำหรับกรณีพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นอีกความผิดหนึ่ง ทั้งวัตถุของกลางก็เป็นคนละประเภทกัน แสดงว่าเจตนาในการพาไปแตกต่างกัน และความผิดแต่ละประเภทสำเร็จแล้ว นับตั้งแต่พาเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และแยกบรรยายฟ้องความผิดฐานพาอาวุธปืนและฐานพาอาวุธมีดออกมาคนละข้อ การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในแต่ละข้อต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง ต่างกรรมต่างวาระ และโจทก์ยังมีคำขอให้ลงโทษเป็นหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาท้ายคำฟ้องด้วย แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ แม้จำเลยพาอาวุธปืนและอาวุธมีดไปในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวิญญู พิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2775/2565
#686084
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 องค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เช็คนั้นต้องออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ในกรณีของการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ป.พ.พ. มาตรา 538 กำหนดว่า การเช่าอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ สัญญาเช่าทำขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ตกลงให้การเช่ามีผลย้อนหลังเป็นการเช่าตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไปซึ่งเป็นข้อตกลงเช่าอสังริมทรัพย์มีกำหนดเวลา 5 เดือน โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ การเช่าในระยะเวลาย้อนหลังดังกล่าวจึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีได้ การที่จำเลยที่ 1 ออกเช็ครวม 5 ฉบับ เพื่อชำระค่าเช่าเดือนมิถุนายน 2561 ถึงตุลาคม 2561 แม้ต่อมาได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่สัญญาเช่าดังกล่าวกระทำภายหลังจากจำเลยที่ 1 ออกเช็คทั้ง 5 ฉบับแล้ว และถึงแม้ว่าจะได้กระทำในวันเดียวกันก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการออกเช็คที่มีหนี้อยู่จริง แต่หนี้นั้นไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นการขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 นอกจากนี้ตามสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 7.2 ระบุว่า เมื่อผู้ให้เช่าได้รับค่าเช่าและค่าตอบแทนการจดสิทธิเก็บกินที่ผู้เช่าค้างชำระ... ครบถ้วนแล้ว ผู้ให้เช่าตกลงจะคืนเช็คพิพาททั้ง 10 ฉบับ ให้แก่ผู้เช่า แสดงว่าจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทเพื่อประกันการชำระหนี้หาใช่เพื่อชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุกกระทงละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 10 กระทง จำคุก 40 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า หนี้ตามสัญญาเช่าเป็นหนี้ที่ไม่มีอยู่จริง เนื่องจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องทั้ง 4 แปลง ซึ่งมีการทำสัญญาขายฝากและขายให้แก่โจทก์ในครั้งแรกและต่อมาโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าจากโจทก์นั้น นิติกรรมการขายฝากและซื้อขายดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินซึ่งโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ค่าเช่าที่กำหนดไว้ในสัญญาแท้จริงแล้วคือดอกเบี้ยเงินกู้เกินอัตราที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 อันเป็นมูลหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าหนี้ค่าเช่าดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายจึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ใช้วิธีคัดลอกข้อความในอุทธรณ์แบบคำต่อคำ แม้มีเพิ่มเติมเข้ามาบ้างในข้อ 5 และข้อ 6 ก็เป็นเพียงการขยายความเพียงเล็กน้อยจากเนื้อหาในอุทธรณ์เดิมนั้นเอง และแก้ไขชื่อศาลที่โต้แย้งจากศาลชั้นต้นเป็นศาลอุทธรณ์ภาค 8 ส่วนศาลที่ขอให้วินิจฉัยแก้ไขจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นศาลฎีกาเพื่อให้ตรงตามความเป็นจริงเท่านั้น โดยเนื้อหาในฎีกายังคงเป็นเช่นเดียวกับอุทธรณ์แทบทั้งสิ้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องนิติกรรมอำพรางไว้โดยมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยที่เพิ่มเติมมากขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้ว แต่ฎีกาของจำเลยที่ 1 กลับมิได้โต้แย้งเหตุผลในข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด ข้อความในฎีกาของจำเลยที่ 1 เช่นนี้จึงต้องถือว่าเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่เช่นเดิม ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้มาก็เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อย่างไรก็ดี คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยต่อไปว่า หนี้ค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินรวม 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การออกเช็คซึ่งต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 องค์ประกอบความผิดที่สำคัญประการหนึ่งคือเช็คนั้นต้องออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงขณะที่ออกเช็คนั้นและหนี้นั้นจะต้องบังคับได้ตามกฎหมาย ในกรณีของการเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บัญญัติว่า "เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่..." สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561 โดยให้การเช่าดังกล่าวมีผลย้อนหลังเป็นการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป ซึ่งเมื่อนับถึงวันที่ทำสัญญาเช่าจะเห็นได้ว่า คู่สัญญามีข้อตกลงเช่าอสังหาริมทรัพย์กันเป็นระยะเวลา 5 เดือน โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ หนี้การเช่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คเลขที่ 24732031 ถึง 24732035 รวม 5 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าในงวดเดือนมิถุนายน 2561 ถึงเดือนตุลาคม 2561 ซึ่งแม้ต่อมาได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์ อันเป็นหลักฐานเป็นหนังสือว่าจำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจากโจทก์ แต่สัญญาเช่าดังกล่าวได้กระทำภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คทั้ง 5 ฉบับแล้ว และถึงแม้ว่าจะได้กระทำในวันเดียวกันก็ตาม ก็ยังต้องถือว่าในขณะที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าทั้ง 5 เดือน ซึ่งแม้เป็นหนี้ที่มีอยู่จริง แต่หนี้นั้นก็ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คทั้ง 5 ฉบับ ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดสำหรับการออกเช็คทั้ง 5 ฉบับ ประกอบกับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 บัญญัติว่า "อันว่าเช่าทรัพย์สินนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น" แสดงให้เห็นถึงวัตถุที่ประสงค์ของสัญญาให้เช่าทรัพย์สินก็เพื่อที่ผู้ให้เช่าจะได้รับค่าเช่าจากการที่ตนนำทรัพย์สินไปให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ ซึ่งตามสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ข้อ 2 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าต้องชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 1,500,000 บาท และจำเลยที่ 1 ออกเช็คเป็นการชำระค่าเช่ามอบให้แก่โจทก์สำหรับการเช่าในระยะเวลา 8 เดือน ตั้งแต่งวดเดือนมิถุนายน 2561 ถึงงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2562 รวม 8 ฉบับ อันแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าที่ประสงค์จะได้รับค่าเช่าจากการทำธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารของจำเลยที่ 1 เป็นรายเดือน แต่ในสัญญาเช่าดังกล่าวกลับระบุไว้ว่าให้ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ในคราวเดียวเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเช่าในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นเงิน 12,000,000 บาท โดยวันที่ลงในเช็คทั้ง 8 ฉบับ ก็เป็นวันเดียวกับวันสิ้นสุดระยะเวลาการเช่าดังกล่าวและเมื่อพิจารณาตามสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ข้อ 7.2 ที่ระบุว่า "...เมื่อผู้เช่า (ที่ถูก ผู้ให้เช่า) ได้รับค่าเช่าและค่าตอบแทนการจดสิทธิเก็บกินที่ผู้เช่าค้างชำระพร้อมทั้งค่าซื้อขายทรัพย์สินที่เช่าจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 134,700,000 บาท (หนึ่งร้อยสามสิบสี่ล้านเจ็ดแสนบาทถ้วน) ครบถ้วนแล้ว ผู้ให้เช่าตกลงจะคืนเช็คตามสัญญาข้อ 2.1 และ 6.2 ให้กับผู้เช่า..." การที่ผู้ให้เช่าตกลงจะคืนเช็คตามสัญญาข้อ 2.1 ให้แก่ผู้เช่าเมื่อชำระเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้วโดยที่ตามสัญญาไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้ครบถ้วน ก่อนที่เช็คจะถึงกำหนดเรียกเก็บเงินย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของการออกเช็คทั้ง 8 ฉบับดังกล่าวว่า คู่สัญญามีเจตนาให้เช็คดังกล่าวเป็นพียงการประกันหนี้เท่านั้น หาใช่เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าในแต่ละงวดเดือนไม่ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 สำหรับทั้ง 8 ฉบับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามเช็คชำระค่าเช่าทั้ง 8 ฉบับนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

สำหรับเช็คอีก 2 ฉบับ คือเช็ค เลขที่ 24732029 และ 24732030 ซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,200,000 บาท และ 1,500,000 บาท ตามลำดับ มอบให้แก่โจทก์เป็นค่าตอบแทนการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระค่าตอบแทนการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าตอบแทนสิทธิเก็บกินให้แก่โจทก์สำหรับเดือนเมษายน 2561 จำนวน 1,200,000 บาท และเดือนพฤษภาคม 2561 จำนวน 1,500,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,700,000 บาท โดยตกลงชำระในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 และได้สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ส่งมอบเช็คให้แก่โจทก์ไว้เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย..." ซึ่งไม่ปรากฏในคำฟ้องรวมถึงในสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างว่า โจทก์จดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับที่ดินแปลงใด และมีข้อตกลงเรื่องการชำระค่าตอบแทนกันไว้อย่างไร ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องที่มิได้บรรยายให้ครบถ้วนถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคล หรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 อีกทั้งตามสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ข้อ 7.2 ระบุถึงการคืนเช็คตามข้อ 6.2 ด้วย โดยเมื่อมีการชำระค่าเช่า ค่าตอบแทนการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินและค่าซื้อขายทรัพย์สินที่เช่าครบถ้วนแล้ว โจทก์จะคืนเช็คตามสัญญาข้อ 6.2 ให้ด้วย ซึ่งเช็คตามข้อ 6.2 ได้แก่ เช็ค การที่สัญญาระบุให้มีการคืนเช็คทั้ง 2 ฉบับ นี้ด้วย เมื่อมีการชำระเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว การออกเช็คจึงเป็นการออกเพื่อประกันการชำระหนี้ค่าตอบแทนการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินด้วยเช่นกัน จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามเช็คทั้ง 2 ฉบับ นี้ได้ ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามเช็คทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวเป็นความผิด 2 กรรม นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเช่นกัน

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นางสาว น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงภูเก็ต — นายทวีป เหมะรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมหวัง คล้ำชื่น
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2774/2565
#684563
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จำเลยจำนองที่ดินเป็นหลักประกันเดียวกับหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์เดียวกันและโจทก์ยื่นฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์และศาลแขวงขอนแก่น เมื่อปรากฏว่าศาลจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นศาลที่มีคำพิพากษาและออกหมายบังคับคดี แม้ทรัพย์จำนองจะตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์มีหนังสือขอให้ศาลจังหวัดขอนแก่นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์และทำการขายทอดตลาดแทน และต่อมาศาลแขวงมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ และศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มีอำนาจพิจารณา ทำคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ที่บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่กำหนดไว้ในมาตรา 271" และมาตรา 271 บัญญัติให้ ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีซึ่งมีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 276 และมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใดอันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น คือศาลจังหวัดกาฬสินธุ์เพราะขณะมีการยึดทรัพย์คดีนี้ศาลแขวงขอนแก่นยังมิได้มีคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยจำนวน 2 คดี คือคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2941/2561 ของศาลแขวงขอนแก่น แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ วันที่ 28 มิถุนายน 2560 ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาด วันที่ 26 กันยายน 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปในราคา 2,290,000 บาท ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2562 ผู้ร้องมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นยึดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2941/2561 ของศาลแขวงขอนแก่น ศาลแขวงขอนแก่นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดี ศาลนี้ไม่มีอำนาจวินิจฉัยคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า โจทก์หรือผู้ร้องกับจำเลยในคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2941/2561 ของศาลแขวงขอนแก่น เป็นคู่ความรายเดียวกัน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2559 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,339,396.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,079,075.47 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มีนาคม 2559) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าไม่พอชำระให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามขอ วันที่ 27 มิถุนายน 2560 ผู้แทนโจทก์คดีนี้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ในวันเดียวกันเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์มีหนังสือขอให้ศาลจังหวัดขอนแก่นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นยึดทรัพย์และทำการขายทอดตลาดทรัพย์แทนเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์ วันที่ 28 มิถุนายน 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561 ผู้คัดค้านที่ 2 ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดได้ ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์หรือผู้ร้องที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามขอ วันที่ 27 มิถุนายน 2560 ผู้แทนโจทก์คดีนี้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วันที่ 28 มิถุนายน 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่กำหนดไว้ในมาตรา 271" และมาตรา 271 บัญญัติให้ ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีซึ่งมีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 276 และมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนี้ เมื่อศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นรวมทั้งมีอำนาจบังคับคดีและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด คือศาลชั้นต้น ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยถูกยึดไว้และขายทอดตลาดตามคำพิพากษาของศาลแขวงขอนแก่น ศาลแขวงขอนแก่นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวกับการบังคับคดีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวของจำเลย โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลแขวงขอนแก่นไม่ใช่ศาลชั้นต้นนั้นเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนเพราะที่ดินโฉนดเลขที่ 252403 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยมิได้ถูกยึดและขายทอดตลาดตามคำพิพากษาของศาลแขวงขอนแก่น ขณะมีการยึดทรัพย์คดีนี้เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560 คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2941/2561 ศาลแขวงขอนแก่นยังมิได้มีคำพิพากษา โดยศาลแขวงขอนแก่นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2561 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตาม คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยมิได้ไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลฎีกาจึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น และคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 271 ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ก.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ณ กับพวก
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสรินทิพย ทรงศิริศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ธีรวัฒน์ ไตรวารี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2565
#684760
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยหมาย ล.4 ข้อ 3.1.7 มีข้อความว่า กรณีผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยและเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุ หรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ประสบภัย บริษัทจะรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยจะอ้างข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อจำกัดความรับผิดไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นจึงมีได้เพียง 2 กรณี คือ (1) ผู้ประสบภัยซึ่งเป็นผู้ขับขี่เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือ (2) ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ในอุบัติเหตุนั้น ซึ่งตามกรมธรรม์ ฯ ข้อ 17 กำหนดว่า ความหมายและเจตนารมณ์ของข้อความที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยนี้ รวมทั้งเอกสารแนบท้ายและเอกสารประกอบให้ตีความตามที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้ ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 11/2552 ซึ่งสั่งให้ใช้คู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถได้ยกตัวอย่างอธิบายความหมายของข้อความที่ว่า ไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่ ทำให้เห็นว่า ข้อความดังกล่าวมุ่งเฉพาะกรณีไม่ทราบตัวผู้ที่ต้องรับผิด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า ผู้ตายเป็นผู้ประสบภัยซึ่งขับรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยมิได้เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นและมีผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ตายคือ ท. ผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย เพียงแต่ ท. ถึงแก่ความตายไปก่อนถูกดำเนินคดีอาญา หาใช่เป็นกรณีไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะรับผิดเพียงไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นดังที่กำหนดไว้ในข้อ 3.1.7การตีความสัญญาประกันภัยซึ่งข้อความในสัญญาถูกกำหนดขึ้นฝ่ายเดียวโดยที่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้บริโภคไม่สามารถแก้ไขเป็นอย่างอื่นได้ จึงต้องตีความโดยคำนึงถึงความเข้าใจและความคาดหมายของผู้บริโภคอันเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาในการเข้าทำสัญญาประกอบด้วยเสมอ ดังนั้น ถึงแม้ว่าข้อความในกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 3 ตอนต้นจะตรงกับ เรื่องประกันภัยค้ำจุน แต่ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัยที่ทำขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และเมื่อพิจารณาต่อไปในข้อ 3.1.6 ที่กำหนดให้บริษัทผู้รับประกันภัยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้เอาประกันภัยและบุคคลในครอบครัวในกรณีรถที่เอาประกันภัยเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องจากความผิดของผู้อื่นที่ขับขี่รถคันนั้น รวมทั้งข้อ 3.1.7 ดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น จะเห็นว่าทั้งสองข้อเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระหว่างผู้รับประกันภัยกับผู้เอาประกันภัย ไม่ใช่ข้อตกลงว่าผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกผู้ต้องเสียหายซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ สัญญาประกันภัยที่พิพาทจึงแตกต่างจากสัญญาประกันภัยค้ำจุน และการที่ข้อ 3.1.7 ซึ่งกำหนดว่า ผู้รับประกันภัยจะรับผิดเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นกล่างถึงแต่เฉพาะกรณีผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยเป็นฝ่ายต้องรับผิดหรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิด ย่อมทำให้ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นวิญญูชนเข้าใจโดยสุจริตว่า หากตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิดแล้วจะมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเหมือนผู้ประสบภัยคนอื่น ๆ ไม่ใช่ได้รับเพียงค่าเสียหายเบื้องต้น ทั้งการที่กฎหมายบังคับให้เจ้าของรถทุกคันต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยยิ่งทำให้ผู้ซึ่งปฏิบัติตามกฎหมายต่างคาดหมายว่าหากตนประสบอุบัติเหตุโดยที่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด ก็ต้องได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยเต็มตามวงเงินที่คุ้มครอง เมื่อข้อความในสัญญาไม่ชัดเจนทำให้เกิดปัญหาในการตีความและเป็นที่สงสัย เมื่อกรมธรรม์ ฯ หรือสัญญาประกันภัยในคดีนี้เป็นเอกสารสัญญาที่จำเลยกำหนดสาระสำคัญต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 การตีความในกรณีมีข้อสงสัยจึงต้องอยู่ภายใต้มาตรา 4 วรรคสอง จึงต้องตีความสัญญาไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายเต็มจำนวนความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีเสียชีวิต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีชอบด้วยกฎหมายของนางทิพวรรณ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยเฉพาะการประกันภัยรถตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำเลยรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไว้จากนางทิพวรรณเจ้าของกรรมสิทธิ์ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2561 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 นางทิพวรรณขับรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่มีนายทินกรเป็นคนขับ เป็นเหตุให้นางทิพวรรณถึงแก่ความตาย โดยรถจักรยานยนต์ ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่าตาฝั่งรับเป็นคดีจราจรโดยกล่าวหาว่านายทินกรเป็นฝ่ายประมาท แต่สรุปสำนวนสั่งไม่ฟ้องเนื่องจากนายทินกรถึงแก่ความตาย จำเลยชำระค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 35,000 บาท ให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมหลังจากนั้นโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นอีก 265,000 บาท แต่จำเลยปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเอกสารหมาย ล.4 ข้อ 3.1.7 มีข้อความว่า กรณีผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยและเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุหรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ประสบภัย บริษัทจะรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยจะอ้างข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อจำกัดความรับผิดของตนเองไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นจึงมีได้เพียงสองกรณี คือ (1) ผู้ประสบภัยซึ่งเป็นผู้ขับขี่เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือ (2) ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ในอุบัติเหตุนั้น ซึ่งตามกรมธรรม์ฯ ข้อ 17 กำหนดว่า ความหมายและเจตนารมณ์ของข้อความที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยนี้ รวมทั้งเอกสารแนบท้ายและเอกสารประกอบให้ตีความตามที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้ และจำเลยได้อ้างส่งคำสั่งนายทะเบียนที่ 11/2552 ซึ่งสั่งให้ใช้คู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ แต่เมื่อพิจารณาคู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถท้ายคำสั่งดังกล่าวหน้า 8 ข้อ 3.3 ใน 2) ได้ยกตัวอย่างอธิบายความหมายของข้อความที่ว่า "ไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่นั้น เช่น ถูกรถอื่นชนเป็นเหตุให้ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่รถที่มาชนนั้นหลบหนีไปไม่สามารถติดตามหรือทราบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย" ทำให้เห็นว่าข้อความดังกล่าวมุ่งเฉพาะกรณีไม่ทราบตัวผู้ที่ต้องรับผิด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า นางทิพวรรณผู้ตายและเป็นผู้ประสบภัยซึ่งขับรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยมิได้เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และมีผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ตายคือ นายทินกร ผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย เพียงแต่นายทินกรถึงแก่ความตายไปก่อนถูกดำเนินคดีอาญา หาใช่เป็นกรณีไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัยดังที่จำเลยอ้างไม่ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะรับผิดเพียงไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นดังที่กำหนดไว้ในข้อ 3.1.7

เมื่อไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะรับผิดเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ความรับผิดของจำเลยจะมีเพียงใดนั้น จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า สัญญาประกันภัยตามฟ้องเป็นประกันภัยคํ้าจุนซึ่งจำเลยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นต่อเมื่อเป็นกรณีที่ผู้เอาประกันภัย (ซึ่งหมายถึงนางทิพวรรณผู้ตาย) เป็นฝ่ายที่จะต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย เมื่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้เอาประกันภัย หากแต่เกิดเพราะความประมาทของนายทินกรคู่กรณี จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินแก่คู่กรณี ส่วนทางด้านผู้เอาประกันภัยแม้จะเป็นฝ่ายถูก แต่ตามหลักของสัญญาประกันภัยคํ้าจุน จำเลยไม่มีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัย ในขณะที่โจทก์อ้างว่านางทิพวรรณผู้ตายและโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอยู่ในฐานะผู้ประสบภัยมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนในกรณีเสียชีวิตตามกรมธรรม์ ฯ เพราะข้อ 3.1 ที่กำหนดอัตราค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยจะชดใช้ในกรณีต่าง ๆ ระบุตัวผู้ที่จะได้รับการชดใช้โดยใช้คำว่า "ผู้ประสบภัย" ซึ่งตามกรมธรรม์ ฯ ข้อ 2 ได้ให้นิยามคำว่า "ผู้ประสบภัย" หมายความรวมทั้งคู่กรณีและผู้เอาประกันภัยที่ได้รับอันตราย ฯ และในข้อ 3.1 ก็ไม่ได้มีข้อความใดจำกัดว่าหมายถึงเฉพาะผู้ประสบภัยที่เป็นคู่กรณีซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เท่านั้น การตีความตามสัญญาของคู่ความทั้งสองต่างอ้างอิงข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัย ฝ่ายจำเลยตีความโดยอาศัยความในข้อ 3 ตอนต้นที่ระบุว่า" ...บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัยของผู้ประสบภัยในนามผู้เอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัย ..." ซึ่งตรงกับหลักเรื่องประกันภัยค้ำจุนและเป็นการตีความตามแนวทางที่อยู่ในคู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ฯ หน้า 9 ย่อหน้าแรก ซึ่งอธิบายทำนองว่า แม้ผู้ขับขี่รถคันเอาประกันภัยจะเป็นฝ่ายถูก ก็ต้องไปใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นจากฝ่ายผิด หรือบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่เป็นฝ่ายผิดนั้น ส่วนฝ่ายโจทก์ตีความโดยอ้างความในข้อ 2 กับข้อ 3.1 ซึ่งให้ความหมายของคำว่า "ผู้ประสบภัย" และสิทธิของผู้ประสบภัยที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนในกรณีต่าง ๆ รวมทั้งกรณีเสียชีวิตโดยไม่ได้ยกเว้นว่าไม่รวมถึงผู้เอาประกันภัยที่ประสบภัย แต่เมื่อสัญญาเกิดขึ้นโดยอาศัยเจตนาของคู่สัญญาเป็นสำคัญ การตีความโดยเฉพาะเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยซึ่งข้อความในสัญญาถูกกำหนดขึ้นฝ่ายเดียวโดยที่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้บริโภคไม่สามารถแก้ไขเป็นอย่างอื่นได้ จึงต้องตีความโดยคำนึงถึงความเข้าใจและความคาดหมายของผู้บริโภคอันเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาในการเข้าทำสัญญาประกอบด้วยเสมอ ดังนั้น ถึงแม้ว่าข้อความในกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 3 ตอนต้นจะตรงกับเรื่องประกันภัยค้ำจุนดังที่จำเลยต่อสู้ก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัยที่ทำขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และเมื่อพิจารณาต่อไปในข้อ 3.1.6 ที่กำหนดให้บริษัทผู้รับประกันภัยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้เอาประกันภัยและบุคคลในครอบครัวในกรณีรถที่เอาประกันภัยเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องจากความผิดของผู้อื่นที่ขับขี่รถคันนั้น รวมทั้งข้อ 3.1.7 ดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น จะเห็นว่าทั้งสองข้อเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระหว่างผู้รับประกันภัยกับผู้เอาประกันภัย ไม่ใช่ข้อตกลงว่าผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกผู้ต้องเสียหายซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ สัญญาประกันภัยที่พิพาทจึงแตกต่างจากสัญญาประกันภัยค้ำจุน นอกจากนี้ การที่ข้อ 3.1.7 ซึ่งกำหนดว่า ผู้รับประกันภัยจะรับผิดเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นกล่าวถึงแต่เฉพาะกรณีผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยเป็นฝ่ายต้องรับผิดหรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิด ย่อมทำให้ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นวิญญูชนเข้าใจโดยสุจริตว่า หากตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิดแล้วจะมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเหมือนผู้ประสบภัยคนอื่น ๆ ไม่ใช่ได้รับเพียงค่าเสียหายเบื้องต้น ทั้งการที่กฎหมายบังคับให้เจ้าของรถทุกคันต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยยิ่งทำให้ผู้ซึ่งปฏิบัติตามกฎหมายต่างคาดหมายว่าหากตนประสบอุบัติเหตุโดยที่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดก็ต้องได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยเต็มตามวงเงินที่คุ้มครอง

เมื่อข้อความในสัญญาไม่ชัดเจนทำให้เกิดปัญหาในการตีความว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ประสบภัยจากรถด้วยหรือไม่และเป็นที่สงสัย เมื่อกรมธรรม์ ฯ หรือสัญญาประกันภัยในคดีนี้เป็นเอกสารสัญญาที่จำเลยผู้รับประกันภัยนำมาใช้ในการประกอบกิจการรับประกันภัย โดยมีการกำหนดสาระสำคัญต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 3 ที่ให้นิยามคำว่า "สัญญาสำเร็จรูป" หมายความว่า สัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะทำในรูปแบบใดซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน การตีความในกรณีมีข้อสงสัยจึงต้องอยู่ภายใต้มาตรา 4 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความสัญญาสำเร็จรูปไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น" กรณีจึงต้องตีความสัญญาไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายเต็มจำนวนความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีเสียชีวิตเป็นเงิน 300,000 บาท ตามกรมธรรม์ ฯ ข้อ 3.1 ประกอบข้อ 3.1.3 เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท ให้แก่โจทก์ไปแล้วคงเหลือค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์อีก 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด แต่โจทก์ขอเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ซึ่งไม่เกินสิทธิที่จะได้รับ จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์มีคำขอ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สะเรียง — นายวิชา เหล่าเทิดพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2565
#685394
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 3.1.7 มีข้อความว่า กรณีผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยและเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุหรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ประสบภัย บริษัทจะรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยจะอ้างข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อจำกัดความรับผิดของตนเองไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นจึงมีได้เพียงสองกรณีคือ (1) ผู้ประสบภัยซึ่งเป็นผู้ขับขี่เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือ (2) ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ในอุบัติเหตุนั้น เมื่อพิจารณาคู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหน้า 8 ข้อ 3.3 ใน2) ได้ยกตัวอย่างอธิบายความหมายของข้อความที่ว่า "ไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่นั้น เช่น ถูกรถอื่นชนเป็นเหตุให้ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่รถที่มาชนนั้นหลบหนีไปไม่สามารถติดตามหรือทราบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย" ทำให้เห็นว่าข้อความดังกล่าวมุ่งเฉพาะกรณีไม่ทราบตัวผู้ที่ต้องรับผิด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าท. ผู้ตายและเป็นผู้ประสบภัยซึ่งขับรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยมิได้เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และมีผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ตายคือ น. ผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย เพียงแต่ น.ถึงแก่ความตายไปก่อนถูกดำเนินคดีอาญา หาใช่เป็นกรณีไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัยดังที่จำเลยอ้างไม่ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะรับผิดเพียงไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นตามที่กำหนดไว้ในข้อ 3.1.7

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สะเรียง — วิชา เหล่าเทิดพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — กัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
คำพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565
#684770
เปิดฉบับเต็ม

อายุความตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 13 แยกความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยเป็น 2 กรณี คือ กรณีแรกเป็นผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้บริโภค และกรณีที่สองเป็นผลของสารที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการของผู้บริโภค เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จําเลยที่ 2 ฉีดชีวโมเลกุลให้โจทก์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2558 รวม 6 ครั้ง การฉีดชีวโมเลกุลเข้าสู่ร่างกายเป็นการให้บริการทางการแพทย์ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของฝ่ายจําเลยผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จําเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากโจทก์ได้รับการฉีดชีวโมเลกุลครั้งแรก โจทก์มีอาการแพ้ และเมื่อโจทก์ได้รับการฉีดในครั้งต่อ ๆ มา โจทก์มีอาการแพ้รุนแรงมากขึ้นจนเกิดอาการผื่นขึ้นบนใบหน้า ลำคอและเกิดตุ่มขึ้นตามร่างกายโจทก์ จนกระทั่งจําเลยที่ 1 ต้องพาโจทก์เข้ารับการรักษาอาการแพ้ที่โรงพยาบาล ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 จนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 แต่การรักษาไม่ได้ผล แพทย์จึงหยุดการรักษา แสดงว่าอาการแพ้ที่เกิดขึ้นตามร่างกายของโจทก์มีมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 2 ปี ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ และไม่แน่นอนว่าในอนาคตจะมีอาการอย่างไรต่อไป ผลของสารที่โจทก์ได้รับจากการฉีดสารชีวโมเลกุลจําต้องใช้ระยะเวลาในการแสดงอาการ ไม่อาจถืออาการแพ้ที่เห็นได้โดยประจักษ์ก่อนหน้านั้นเป็นผลสุดท้ายของความเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีจึงต้องใช้อายุความ 3 ปี ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 13 มิใช่อายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วันที่โจทก์รู้ถึงความเสียหายจึงยังไม่เริ่มต้นนับ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2560 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนเงินค่าบริการรักษาสุขภาพและความงามที่โจทก์ชำระไป 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 รับเงินจากโจทก์เป็นต้นไป กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อจิตใจและธุรกิจของโจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษอัตราสูงสุดแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยยังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาในส่วนค่ารักษาพยาบาลในอนาคตของโจทก์เพื่อให้อาการแพ้หายเป็นปกติภายในกำหนดเวลาสามปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 20,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน ใช้ชื่อว่า ม. คลีนิค มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นแพทย์ประจำและเป็นลูกจ้างที่ให้บริการในสถานพยาบาลของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 โจทก์เข้ารับการบริการที่ ม. คลีนิค เพื่อรักษาและฟื้นฟูสภาพตับ โดยการฉีดชีวโมเลกุลเข้าสู่ร่างกายของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับการฉีดชีวโมเลกุลตามนัดอย่างต่อเนื่องตามปริมาณที่จำเลยที่ 2 กำหนดจนครบ โดยฉีดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2558 ผลการฉีดชีวโมเลกุลดังกล่าวทำให้โจทก์มีอาการแพ้ เกิดผื่นขึ้นใบหน้า ลำคอและเกิดตุ่มขึ้นตามร่างกายของโจทก์ จำเลยที่ 1 พาโจทก์เข้ารับการรักษาอาการแพ้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล บ. ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 แต่การรักษาไม่ได้ผล แพทย์ผู้ทำการรักษาโจทก์จึงหยุดการรักษา สำหรับจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และโจทก์เสียหายเพียงใดนั้น ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดด้วย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า อายุความในคดีนี้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 13 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัย โดยผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้บริโภคหรือเป็นกรณีที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในสามปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องรับผิดแต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย" บทบัญญัติดังกล่าวแยกความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัย เป็น 2 กรณี คือ กรณีแรกเป็นผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้บริโภค และกรณีที่สองเป็นผลของสารที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการของผู้บริโภค เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 โจทก์เข้ารับการบริการที่ ม. คลีนิค เพื่อรักษาและฟื้นฟูสภาพตับ โดยการฉีดชีวโมเลกุลเข้าสู่ร่างกายของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับการฉีดชีวโมเลกุลตามนัดอย่างต่อเนื่องตามปริมาณที่จำเลยที่ 2 กำหนดจนครบ โดยฉีดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2558 รวม 6 ครั้ง การฉีดชีวโมเลกุลเข้าสู่ร่างกายดังกล่าวจึงเป็นการให้บริการทางการแพทย์อย่างหนึ่งที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ในข้อนี้นายวิฑูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาล บ. พยานโจทก์เบิกความว่า จากการสอบถามจำเลยที่ 2 ถึงส่วนประกอบของชีวโมเลกุลที่ฉีดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ทราบเพียงว่าเป็นสารสกัดจากวัวและผลิตจากประเทศเยอรมันเท่านั้น และตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานใดในชั้นพิจารณาเลยว่าสารดังกล่าว คืออะไร ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของทางราชการที่เกี่ยวข้อง หรือมีงานวิจัยทางวิชาการใดมาสนับสนุนให้เห็นว่าสารชีวโมเลกุลอาจตกค้างหรือสะสมอยู่ในร่างกายจนก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยได้หรือไม่ และข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่าภายหลังจากโจทก์ได้รับฉีดชีวโมเลกุลครั้งแรก โจทก์เริ่มมีอาการแพ้ และเมื่อโจทก์ได้รับการฉีดชีวโมเลกุลในครั้งต่อๆ มา โจทก์มีอาการแพ้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนเกิดอาการผื่นขึ้นบนใบหน้า ลำคอและเกิดตุ่มขึ้นตามร่างกายของโจทก์ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ต้องพาโจทก์เข้ารับการรักษาอาการแพ้ที่โรงพยาบาล บ. ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 จนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 แต่การรักษาไม่ได้ผลแพทย์จึงหยุดการรักษา แสดงว่าอาการแพ้ที่เกิดขึ้นตามร่างกายของโจทก์มีมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 2 ปี ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ และไม่แน่นอนว่าในอนาคตจะมีอาการอย่างไรต่อไป ผลของสารที่โจทก์ได้รับจากการฉีดชีวโมเลกุลจำต้องใช้ระยะเวลาในการแสดงอาการ ไม่อาจถืออาการแพ้ที่เห็นได้โดยประจักษ์ก่อนหน้านั้นเป็นผลสุดท้ายของความเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีต้องปรับด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 13 มิใช่ปรับด้วยอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา วันที่โจทก์รู้ถึงความเสียหายคดีนี้จึงยังไม่เริ่มต้นนับ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2560 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เงินค่าใช้จ่ายในการฉีดชีวโมเลกุลที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 130,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ถือเป็นค่าสินจ้างตามสัญญาจ้างทำของที่โจทก์จ้างให้จำเลยที่ 1 ให้บริการเกี่ยวกับการรักษาตามปกติ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้คืนในฐานะเป็นค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิด นอกจากนี้ ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี ... และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดเกินกว่าหนี้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือไม่ก็ดี การคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายก็ดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ตุลาคม 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 13 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางพาณิภัค เขมนิจกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2757/2565
#684591
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดสรรจัดให้มีขึ้นบนโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และ 10813 ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในโครงการดังกล่าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และโดยผลของกฎหมายดังกล่าวย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้จัดสรรหรือจำเลยที่ 4 ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่จะต้องบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และ 10813 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 เนื่องจากจำเลยที่ 3 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 4 ไปแล้ว สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 กับบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมทะเลสาบเต็มทั้งแปลง และถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 10 เมตร ด้านทิศเหนือของที่ดินโดยมีระยะทางจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกจนสุดแนวเขตที่ดิน รวมทั้งถนนลาดยางรอบทะเลสาบ กว้าง 2.80 เมตร ยาว 550 เมตร จากแนวเขตที่ดินด้านทิศเหนือเป็นเส้นรอบวงรอบทะเลสาบมาทางด้านทิศใต้จนสุดแนวเขตที่ดินบนโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 ให้แก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดที่ดินเลขที่ 33734, 148559, 33736, 148560, 39041, 28060, 28061, 28062, 33793, 33794, 33795, 28137, 28138, 28139 และ 10810 รวม 15 แปลง ของโจทก์ที่ 2 โฉนดที่ดินเลขที่ 33806 โจทก์ที่ 3 โฉนดที่ดินเลขที่ 41456, 41457 และ 41458 โจทก์ที่ 4 โฉนดที่ดินเลขที่ 19332 โจทก์ที่ 5 โฉนดที่ดินเลขที่ 28149 โจทก์ที่ 6 โฉนดที่ดินเลขที่ 33919 โจทก์ที่ 7 โฉนดที่ดินเลขที่ 33766 และ 33767 โจทก์ที่ 8 โฉนดที่ดินเลขที่ 33900 โจทก์ที่ 9 โฉนดที่ดินเลขที่ 33832 และ 33833 โจทก์ที่ 10 โฉนดที่ดินเลขที่ 41461 และโจทก์ที่ 11 โฉนดที่ดินเลขที่ 30854 หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมสวนสาธารณะและถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 10 เมตร ติดสวนสาธารณะจากทิศตะวันออกมาทิศตะวันตกกึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งใช้เป็นทะเลสาบบนโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 ให้แก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดที่ดินเลขที่ 33737 (ที่ถูก 33734), 148559, 33736, 148560, 39041, 28060, 28061, 28062, 33793, 33794, 33795, 28137, 28138, 28139 และ 10810 รวม 15 แปลง ของโจทก์ที่ 2 โฉนดที่ดินเลขที่ 33806 โจทก์ที่ 3 โฉนดที่ดินเลขที่ 41456, 41457 และ 41458 โจทก์ที่ 4 โฉนดที่ดินเลขที่ 19332 โจทก์ที่ 5 โฉนดที่ดินเลขที่ 28149 โจทก์ที่ 6 โฉนดที่ดินเลขที่ 33919 โจทก์ที่ 7 โฉนดที่ดินเลขที่ 33766 และ 33767 โจทก์ที่ 8 โฉนดที่ดินเลขที่ 33900 โจทก์ที่ 9 โฉนดที่ดินเลขที่ 33832 และ 33833 โจทก์ที่ 10 โฉนดที่ดินเลขที่ 41461 และโจทก์ที่ 11 โฉนดที่ดินเลขที่ 30854 หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสี่ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมทะเลสาบเต็มทั้งแปลงในที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 10 เมตร ด้านทิศเหนือของที่ดินโดยมีระยะทางจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกจนสุดแนวเขตที่ดินให้แก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดที่ดินเลขที่ 33734, 148559, 33736, 148560, 39041, 28060, 28061, 28062, 33793, 33794, 33795, 28137, 28138, 28139 และ 10810 รวม 15 แปลง ของโจทก์ที่ 2 โฉนดที่ดินเลขที่ 33806 โจทก์ที่ 3 โฉนดที่ดินเลขที่ 41456, 41457 และ 41458 โจทก์ที่ 4 โฉนดที่ดินเลขที่ 19332 โจทก์ที่ 5 โฉนดที่ดินเลขที่ 28149 โจทก์ที่ 6 โฉนดที่ดินเลขที่ 33919 โจทก์ที่ 7 โฉนดที่ดินเลขที่ 33766 และ 33767 โจทก์ที่ 8 โฉนดที่ดินเลขที่ 33900 โจทก์ที่ 9 โฉนดที่ดินเลขที่ 33832 และ 33833 โจทก์ที่ 10 โฉนดที่ดินเลขที่ 41461 และโจทก์ที่ 11 โฉนดที่ดินเลขที่ 30854 กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมสวนสาธารณะเต็มทั้งแปลงในที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 และถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 10 เมตร ติดสวนสาธารณะจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกกึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งใช้เป็นทะเลสาบ ให้แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดดังกล่าว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยทั้งสี่นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจัดสรรที่ดินในโครงการบ้านสีวลีทั้ง 6 โครงการ โดยใช้ชื่อโครงการเดียวกันว่า "บ้าน ส." โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ระบุในใบโฆษณาว่าผู้จัดสรรจะจัดให้มีทะเลสาบและถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) กว้าง 10 เมตร ริมทะเลสาบด้านทิศเหนือจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกจนสุดแนวเขตที่ดินไว้บนโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และส่วนที่ติดต่อกับทะเลสาบอันเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 อันเป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้จัดสรรจะจัดให้มีทะเลสาบและถนนคอนกรีตกับสวนสาธารณะและถนนคอนกรีตตามที่โฆษณา จึงเป็นสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นในที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และเลขที่ 10813 เต็มพื้นที่ทั้งสองแปลง ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในโครงการดังกล่าวตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น โจทก์ที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 จัดตั้งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะแก่โจทก์ที่ 1 รวม 15 แปลง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านจัดสรรโครงการพิพาทซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และ 10813 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2533 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 แก่จำเลยที่ 4 คดีในส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 กับให้จำเลยที่ 4 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 แก่โฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เนื่องจากโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดสรรจัดให้มีขึ้นบนโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และ 10813 ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในโครงการดังกล่าวตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และโดยผลของกฎหมายดังกล่าวย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้จัดสรรหรือจำเลยที่ 4 ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่จะต้องบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 และ 10813 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 เนื่องจากจำเลยที่ 3 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 4 ไปแล้ว สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10812 กับบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 10813 แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10812 เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด กับให้จำเลยที่ 4 จดทะเบียนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10813 เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 1387
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ส. กับพวก
จำเลย — บริษัท ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายธีรวัฒน์ กล้าการรบ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชวลิต อิศเรศ
ชื่อองค์คณะ
น้ำเพชร ปานะถึก
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2756/2565
#684817
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1410 สิทธิเหนือพื้นดินเป็นกรณีที่เจ้าของที่ดินก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่บุคคลอื่น ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17394 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 6 ชั้น จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17395 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 7 ชั้น โดยตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างในลักษณะมีผนังแบ่งตึกแถวออกเป็นคูหา (ผนังร่วม) มีฐานรากและโครงสร้างหลักเชื่อมต่อเป็นอันเดียวกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 รื้อถอนตึกแถวของจำเลยที่ 1 เหลือเพียงผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง ผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมจึงต่างอยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่ใช่เรื่องสิทธิเหนือพื้นดินไม่สามารถนำ ป.พ.พ. มาตรา 1415 มาปรับใช้ได้

เมื่อพิจารณาว่าวัตถุประสงค์และสภาพการใช้งานผนังร่วมตึกแถวใช้เพื่อแบ่งกั้นตึกแถวออกเป็นคูหา ผนังร่วมเปรียบได้กับผนังกำแพงซึ่งหมายเขตที่ดิน โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมกันและหลักกรรมสิทธิ์ยังคงมีอยู่ หาได้เปลี่ยนแปลงเพราะสภาพการใช้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงไป โจทก์ทั้งสองทราบดีว่าผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นกรรมสิทธิ์รวม แม้ต่อมาภายหลังสภาพของผนังร่วมระหว่างตึกแถวเปลี่ยนแปลงไปและไม่อาจใช้ได้ตามวัตถุประสงค์เดิม แต่ผนังร่วมก็ยังคงบ่งบอกเขตแดนกรรมสิทธิ์ของที่ดินอันเป็นประโยชน์แก่เจ้าของรวม กรรมสิทธิ์ผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 จึงหาได้เปลี่ยนแปลงไปไม่ จำเลยที่ 1 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ทั้งสอง แม้จำเลยที่ 2 จะทำประตูบ้านหรือประตูเข้าพื้นที่ใหม่ในตำแหน่งใหม่ โดยรื้อถอนประตูเดิมทิ้งก็ตาม ก็ไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 ได้สละสิทธิในการใช้ประโยชน์ผนังร่วมดังกล่าวไปด้วย ในเมื่อจำเลยที่ 1 ยังคงหวงกันผนังร่วมในฝั่งที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่เช่นเดิม กรณีหามีเหตุอันใดให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผนังร่วมตึกแถวที่เหลือจากการรื้อถอนทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสี่รื้อถอนนั่งร้านเหล็กก่อสร้างของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสี่เปิดประตูรั้วเหล็กให้โจทก์ทั้งสองนำคนงานและวัสดุเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 17395 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เพื่อทำการก่อสร้าง ซ่อมแซม ปรับปรุงผนังตึกแถวของโจทก์ทั้งสองเลขที่ 45/8 ฝั่งด้านทิศใต้จนกว่าจะแล้วเสร็จ และร่วมกันใช้เงิน 1,001,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้พิพากษาว่าผนังร่วมที่เหลือจากการรื้อถอนของจำเลยทั้งสี่ทางด้านทิศใต้ของอาคารตึกแถว 6 ชั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัท ท. และบริษัท ด. เข้าเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 โดยอ้างว่า บริษัท ท. เป็นผู้รับประกันภัยซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 และบริษัท ด. เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และได้ร่วมละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและยกคำร้องขอของจำเลยที่ 4

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งสอง) โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งสอง) สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และจำเลยร่วมทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และจำเลยร่วมทั้งสองในศาลชั้นต้น กับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดิน โฉนดเลขที่ 17394 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 6 ชั้น จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 17395 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 7 ชั้น จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้เช่าทรัพย์สิน จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ 4 ประกอบกิจการบริหารงานก่อสร้าง จำเลยร่วมที่ 1 ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย และจำเลยร่วมที่ 2 ประกอบกิจการตกแต่งภายใน เดิมตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ก่อสร้างพร้อมกัน มีผนังแบ่งตึกแถวเป็นคูหาร่วมกัน (ผนังร่วม) มีฐานรากและโครงสร้างหลักเชื่อมต่อเป็นอันเดียวกัน จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17394 พร้อมตึกแถวให้แก่บริษัท ซ. และบริษัท ซ. ขายที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อตึกแถวของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเพื่อก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยโครงการคงเหลือผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และจำเลยร่วมทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองมิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเพียงประการเดียวว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผนังร่วมตึกแถวที่เหลือจากการรื้อถอนทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ปรับบทกฎหมายมาตรา 1415 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ เมื่อตึกแถวของจำเลยที่ 1 รื้อถอนจนหมดสิ้น ถือว่าจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ตึกแถวของจำเลยที่ 1 ผนังร่วมตึกแถวที่เหลือจากการรื้อถอนจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410 เรื่องสิทธิเหนือพื้นดิน เป็นกรณีที่เจ้าของที่ดินก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่บุคคลอื่น คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นแล้วว่า เดิมจำเลยที่ 1 ก่อสร้างตึกแถวบนที่ดินของจำเลยที่ 1 ในลักษณะมีผนังแบ่งตึกแถวออกเป็นคูหา (ผนังร่วม) มีฐานรากและโครงสร้างหลักเชื่อมต่อเป็นอันเดียวกัน ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 17394 พร้อมตึกแถวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง จากนั้นจำเลยที่ 1 รื้อถอนตึกแถวส่วนของจำเลยที่ 1 เพื่อก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย คงเหลือผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น ผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 อันเป็นกรรมสิทธิ์รวมจึงต่างก็อยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 กรณีจึงมิใช่เรื่องสิทธิเหนือพื้นดินดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผนังร่วมทั้งหมดนั้น คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องยอมรับว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17394 ของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศใต้มีแนวเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 17395 ของจำเลยที่ 1 โดยมีตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว มีผนังแบ่งตึกแถวเป็นคูหาร่วมกัน (ผนังร่วม) มีฐานรากและโครงสร้างหลักเชื่อมต่อเป็นอันเดียวกัน และเมื่อระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 ถึงปลายเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันรื้อถอนตึกแถวของจำเลยที่ 1 และตึกแถวอื่น ๆ จนแล้วเสร็จ โดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้รื้อถอนผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งของจำเลยที่ 1 ไปด้วย ดังนั้น ผนังร่วมตึกแถวที่เหลือจากการรื้อถอนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียว แสดงให้เห็นว่า โจทก์ทั้งสองทราบเป็นอย่างดีว่าผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมสิทธิ์รวม คงอ้างแต่เพียงว่าภายหลังเมื่อมีการรื้อถอนตึกแถวของจำเลยที่ 1 และเหลือผนังร่วมในส่วนที่ติดกับตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง ย่อมตกเป็นของโจทก์ทั้งสองทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียว ในข้อนี้เมื่อพิจารณาว่าโดยวัตถุประสงค์และสภาพของการใช้งานผนังร่วมตึกแถวใช้เพื่อแบ่งกั้นตึกแถวออกเป็นคูหาตามสัดส่วนที่แต่ละฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ ผนังร่วมเปรียบได้กับผนังกำแพงซึ่งหมายเขตที่ดิน โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมกัน และหลักกรรมสิทธิ์ยังคงมีอยู่ หาได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะสภาพการใช้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงไป ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน โจทก์ทั้งสองทราบดีว่าผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมสิทธิ์รวม แม้ต่อมาภายหลังสภาพของผนังร่วมระหว่างตึกแถวดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป และไม่อาจใช้ได้ตามวัตถุประสงค์เดิม แต่ผนังร่วมก็ยังคงบ่งบอกเขตแดนกรรมสิทธิ์ของที่ดินอันเป็นประโยชน์แก่เจ้าของรวม กรรมสิทธิ์ผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 จึงหาได้เปลี่ยนแปลงไปไม่ จำเลยที่ 1 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ทั้งสอง ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่อ้างว่า ปัจจุบันจำเลยที่ 2 ได้ทำประตูบ้านหรือประตูเข้าพื้นที่ใหม่ ในตำแหน่งใหม่ โดยรื้อถอนประตูเดิมทิ้ง จึงถือได้ว่าสละสิทธิในการจะใช้ประโยชน์ในการใช้ประตูอันเก่าที่ติดตั้งบริเวณผนังร่วมเดิมแล้ว ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้มีเจตนาหวงแหนการใช้ประโยชน์ในผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 อีกต่อไปนั้น ในข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 3 รื้อถอนตึกแถวของจำเลยที่ 1 แล้วเสร็จและส่งมอบงาน เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 ส่วนโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2559 มีระยะเวลาห่างกันประมาณ 3 เดือน ดังนั้น ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้มีเจตนาหวงแหนการใช้ประโยชน์ในผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ทั้งที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองนำคนงานเข้ามาซ่อมแซมผนังร่วมดังกล่าว จึงเป็นการด่วนสรุปของโจทก์ทั้งสองฝ่ายเดียว นอกจากนั้นแม้ได้ความจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำประตูบ้านหรือประตูเข้าพื้นที่ใหม่ ในตำแหน่งใหม่ โดยรื้อถอนประตูเดิมทิ้งก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองก็ไม่อาจทึกทักเอาเสียทีเดียวว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในผนังร่วมระหว่างตึกแถวของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยที่ 1 ได้สละสิทธิในการใช้ประโยชน์ผนังร่วมดังกล่าวไปด้วยในเมื่อจำเลยที่ 1 ก็ยังคงหวงกันผนังร่วมในฝั่งที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่เช่นเดิม กรณีหามีเหตุอันใดให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผนังร่วมตึกแถวที่เหลือจากการรื้อถอนทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เนื่องจากมีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2559) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1410 ม. 1415
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ธ. กับพวก
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุกิจ ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2755/2565
#684391
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ค. กรรมการของโจทก์ไม่ได้ทำสัญญาโอนหุ้นของโจทก์ในบริษัท ช. ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับโอนหุ้นพิพาทจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ใช่เจ้าของหุ้นพิพาท จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. และไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้น การดำเนินการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ในบริษัท ช. ในเวลาต่อมา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ต้องแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นตามเดิม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการบริษัท ช. ก่อนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นให้แก่กรรมการชุดเดิม โดยโจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ให้แก่โจทก์ เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นของบริษัท ช. ลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นพร้อมรายการจดทะเบียนของบริษัท ช. ให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. จำนวน 6,868 หุ้น แบ่งเป็นหุ้นกลุ่ม ก จำนวน 2,000 หุ้น หมายเลขหุ้น 00000 (ที่ถูก 00001) ถึง 02000 และหุ้นกลุ่ม ข จำนวน 4,686 (ที่ถูก 4,868) หุ้น หมายเลขหุ้น 02001 ถึง 06686 (ที่ถูก 06868) ตามเดิม รวมทั้งดำเนินการเอาชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช. และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช. ใหม่ โดยให้นายคริสโตเฟอร์มีชื่อกลับคืนสู่ฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช. ตามเดิม ทั้งนี้จนกว่าจะมีการประชุมตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท ช. เพื่อให้ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งกรรมการคนใหม่โดยชอบด้วยกฎหมายต่อไป โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินการแต่ฝ่ายเดียว หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยไม่ดำเนินการดังกล่าวข้างต้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับแก่จำเลยทั้งสามไม่ว่าเพราะเหตุใดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 3,434,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ในสภาพที่เป็นอยู่ก่อนมีการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ให้แก่กรรมการบริษัทชุดเดิม หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดภายใต้กฎหมายกิจการบริษัทของหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เดิมโจทก์มีนายคริสโตเฟอร์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและเป็นผู้ถือหุ้นเพียงผู้เดียว นายริชาร์ด และนายโรบิน เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายคริสโตเฟอร์และเป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิเข้าเป็นกรรมการกระทำการแทนโจทก์และเป็นผู้ถือหุ้นแทนนายคริสโตเฟอร์ตามกฎหมายดังกล่าว นายริชาร์ดและนายโรบินเป็นผู้จัดการมรดกของนายคริสโตเฟอร์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 33/2561 ในการดำเนินคดีนี้นายริชาร์ดและนายโรบินมอบอำนาจให้บริษัท ฮ. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน และบริษัท ฮ. มอบอำนาจช่วงให้นายพงษ์ศักดิ์ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ เดิมโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นพิพาทของบริษัท ช. จำนวน 6,868 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น 5,000 หุ้น และมีนายคริสโตเฟอร์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวเพียงผู้เดียว เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2560 นายคริสโตเฟอร์ถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2560 มีการจดแจ้งเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดภูเก็ต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นพิพาท จำนวน 6,868 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือหุ้นคนละ 2,500 หุ้น โดยรับโอนจากจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวจากนายคริสโตเฟอร์เป็นจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนหุ้นที่ตนเองถือครองให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการโอนหุ้นในส่วนนี้และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งคู่ความที่เกี่ยวข้องมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ฎีกากล่าวอ้างว่าบริษัท ฮ.เป็นบริษัทที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและประกอบธุรกิจฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย อันจะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลจะหยิบยกข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 เพียงกล่าวอ้างมาในชั้นฎีกามารับฟังไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่เคยนำสืบว่าบริษัท ฮ. เป็นบริษัทที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและประกอบธุรกิจฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอย่างไร จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ได้รับโอนหุ้นพิพาทจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาลายมือชื่อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ในสำเนาสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย ล.3 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ที่ปรากฏในสำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาพินัยกรรม และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น แล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะแตกต่างกัน โดยลายมือชื่อนายคริสโตเฟอร์ที่ปรากฏในสำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาพินัยกรรม และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นมีลายเส้นวนทับกันบริเวณกลางลายมือชื่อจนมีสีเข้มกว่าลายมือชื่อส่วนอื่น ส่วนลายมือชื่อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ในสำเนาสัญญาโอนหุ้นแม้จะมีลายเส้นวนคล้ายคลึงกันแต่มิได้วนทับกันบริเวณกลางลายมือชื่อจนมีสีเข้มกว่าลายมือชื่อส่วนอื่นแต่อย่างใด ซึ่งแม้ลายมือชื่อของบุคคลคนหนึ่งอาจแตกต่างกันได้บ้างตามแต่ละช่วงเวลา ทั้งอาจมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลให้แตกต่าง เช่น สุขภาพและวัย แต่จุดเด่นและลักษณะพิเศษของลายมือชื่อควรจะต้องเป็นเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ซึ่งปรากฏในสำเนาพินัยกรรมที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2546 และในสำเนาหนังสือเดินทางที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งแม้นายคริสโตเฟอร์ได้ลงลายมือชื่อไว้ก่อนการลงลายมือชื่อในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ทำเมื่อปี 2559 เป็นระยะเวลาถึง 13 ปีเศษ และ 4 ปีเศษ ก็มีลายเส้นวนทับกันบริเวณกลางลายมือชื่อจนมีสีเข้มกว่าลายมือชื่อส่วนอื่นเช่นเดียวกัน แต่สัญญาโอนหุ้นซึ่งทำหลังบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเพียง 9 เดือน กลับไม่มีลักษณะการลงลายมือชื่อดังที่ว่ามานี้ จึงเป็นข้อน่าพิรุธสงสัยประการหนึ่ง นอกจากนี้รอยตราประทับของบริษัท ช. ที่ปรากฏในสำเนาสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย ล.3 มีรูปแบบตัวอักษรภาษาอังกฤษโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวอักษร จี แตกต่างจากรอยตราประทับเดิมเมื่อครั้งที่ยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับในข้อนี้ เพียงแต่อ้างว่าตราประทับที่ประทับในเอกสารหมาย ล.3 นายคริสโตเฟอร์เป็นผู้มอบให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อพิรุธอีกประการหนึ่ง กรณีจึงไม่น่าเชื่อว่าลายมือชื่อที่ปรากฏในสัญญาโอนหุ้นตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์จริงดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายคริสโตเฟอร์มอบสัญญาโอนหุ้นฉบับจริงให้จำเลยที่ 1 นำไปถ่ายสำเนาไว้ ตามเอกสารหมาย ล.3 แล้วจำเลยที่ 1 คืนสัญญาโอนหุ้นฉบับจริงให้แก่นายคริสโตเฟอร์นายคริสโตเฟอร์ไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้ ซึ่งก็เป็นข้อพิรุธอีกว่าเหตุใดสัญญาโอนหุ้นดังกล่าวจึงจัดทำเป็นภาษาไทยโดยไม่มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ อันเป็นการผิดวิสัยของนักธุรกิจในการทำนิติกรรมสัญญา ทั้งหากนายคริสโตเฟอร์ประสงค์ที่จะยกหุ้นพิพาทให้จำเลยที่ 1 จริง เหตุใดนายคริสโตเฟอร์จึงยังคงเก็บต้นฉบับสัญญาโอนหุ้นไว้โดยเพียงแต่มอบฉบับสำเนาให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นพยานในการทำสัญญาโอนหุ้นเกี่ยวพันเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่พยานคนกลาง จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายคริสโตเฟอร์ไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาโอนหุ้นพิพาทตามสำเนาสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย ล.3 จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับโอนหุ้นพิพาทจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของหุ้นพิพาท ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของหุ้นพิพาท ทั้งได้โอนหุ้นในส่วนของตนทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. และไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้น การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ให้หุ้นของโจทก์ทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 1 และต่อมาได้แจ้งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น ออกหนังสือเชิญประชุม เข้าร่วมประชุม ออกเสียงในที่ประชุม ลงมติและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ช. จากนายคริสโตเฟอร์เป็นจำเลยที่ 1 จึงล้วนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมายผูกพันบริษัท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า กรณีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับโอนหุ้นพิพาทมาโดยชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการของจำเลยที่ 1 ในเวลาต่อมาในเรื่องหุ้น การจัดประชุม และเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงเป็นไปโดยไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมายทั้งสิ้น ชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ในสภาพที่เป็นอยู่ก่อนมีการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 แก่กรรมการบริษัทชุดเดิม หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ให้หุ้นของโจทก์ทั้งหมดในบริษัท ช. เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 แทนโจทก์โดยไม่ชอบ โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นของบริษัท ช. ลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นพร้อมรายการจดทะเบียนของบริษัท ช. โดยให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นของบริษัทตามสิทธิที่มีอยู่เดิม ก็เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงในบริษัท ช. กลับมามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัทตามเดิม โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ในสภาพที่เป็นอยู่ก่อนมีการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้น จึงเป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. โดยให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. จำนวน 6,868 หุ้น เป็นหุ้นกลุ่ม ก จำนวน 2,000 หุ้น หมายเลขหุ้น 00001 ถึง 02000 และหุ้นกลุ่ม ข จำนวน 4,868 หุ้น หมายเลขหุ้น 02001 ถึง 06868 ตามเดิม หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
จำเลย — นางสาว อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวปาริมา คงสุจริต
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุทธิพงษ์ วัชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2738/2565
#684046
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด มีเจตนารมณ์เพื่อให้รัฐควบคุมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน อันเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้การรับรองและ คุ้มครองไว้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย รักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ อันเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม มิได้มุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองบุคคลใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ความผิดตามบทบัญญัติทั้งสองจึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายและมีหน้าที่ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษตามบทบัญญัติทั้งสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้?ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 74 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ข้อ 1 และข้อ 2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด เป็นความผิดต่อรัฐ โจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า จำเลยทั้งสองรับรู้บันทึกข้อความเสียงสนทนาทางโทรศัพท์อันเป็นการสื่อสารทางโทรคมนาคมระหว่างโจทก์กับนายพิมลจากนายพิมล โดยจำเลยที่ 1 นำข้อความดังกล่าวไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันเปิดเผยข้อความดังกล่าวแก่ทนายความของจำเลยทั้งสองและพนักงานสอบสวนโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องได้ จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป แต่ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 74 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ข้อ 1 และข้อ 2 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด มีเจตนารมณ์เพื่อให้รัฐควบคุมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน อันเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้การรับรองและคุ้มครองไว้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย รักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ อันเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม มิได้มุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองบุคคลใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ความผิดตามบทบัญญัติทั้งสองจึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายและมีหน้าที่ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษตามบทบัญญัติทั้งสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้?ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อฟังได้ดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายนรินทร์ เชี่ยวชาญศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2736/2565
#688769
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2561 จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ภายหลังคดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 สรุปใจความว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการประประกอบอาชีพสุจริตของชุมชนเพื่อให้เศรษฐกิจมีความคล่องตัวเกิดการกระจายรายได้ เกิดการสร้างงาน...ตามหลักการดังกล่าวปรากฏว่ามีผู้นำอาคารมาให้บริการเป็นที่พักแก่ประชาชนตลอดจนใช้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้บริการในรูปแบบของโรงแรมตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อหารายได้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้โดยถูกต้อง ซึ่งเห็นควรให้โอกาสดำเนินการเสียให้ถูกต้องภายในระยะเวลาและตามเงื่อนไขที่กำหนดอันจะทำให้กิจการเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ จึงได้กำหนดไว้ในข้อ 2 (1) ของคำสั่งดังกล่าว ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งใช้อาคารในการประกอบธุรกิจโรงแรมอยู่ในวันก่อนที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และอาคารนั้นมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนและดำเนินการปรับปรุงระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แล้วติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ 1 เครื่องต่อพื้นที่อาคารไม่เกิน 200 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 30 เมตร แต่ไม่น้อยกว่าชั้นละ 2 เครื่อง ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับพร้อมทั้งยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด ซึ่งต่อมามีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยื่นเอกสารหรือหลักฐานของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ซึ่งมีอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 2 ของจำเลยที่เสนอต่อศาลเป็นหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบล ก. ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การแก้ไขอาคารตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 หนังสือดังกล่าวเป็นเอกสารของทางราชการ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องพร้อมเอกสารดังกล่าวของจำเลยไว้แล้วมิได้โต้แย้งความถูกต้อง และ ท. ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก. ผู้ลงนามในเอกสารได้แถลงรับรองเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 มกราคม 2563 จึงรับฟังเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานได้ว่า จำเลยได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาไทยแล้ว และต่อมานายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีหนังสือแจ้งต่อจำเลยว่า ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบล ก. ได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารที่ใช้ประกอบกิจการโรงแรมตามหนังสือแจ้งประกาศกระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารส่วนตำบล ก. ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วผลปรากฎว่าสถานที่ประกอบกิจการของจำเลยได้รับการดำเนินการแก้ไข ตามอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 วรรคหนึ่ง ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งผ่านการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ได้รับยกเว้นโทษอาญาสำหรับความผิดตามข้อ 2 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

ส่วนที่จำเลยขอคืนเงินค่าปรับนั้น กรณีของจำเลยต้องตามบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลของการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วออกจากกัน กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นหากมีส่วนที่ใดที่ยังค้างระหว่างการบังคับ ก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่อีกต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่ โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้น ค่าปรับที่จำเลยได้ชำระไปตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือว่าการบังคับโทษปรับในส่วนนั้นเสร็จสิ้นแล้วจำเลยจึงไม่อาจถอนคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคืนเงินค่าปรับที่จำเลยชำระนับถัดจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนถึงปัจจุบัน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน อันเป็นความผิดพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลย 10,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ อาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรมของจำเลยอยู่ภายใต้กฎกระทรวง ฉบับที่ 35 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ต่อมามีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 เรื่อง มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2562

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 เรื่อง มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ซึ่งออกคำสั่งเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 แม้จำเลยจะหยิบยกคำสั่งดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างภายหลังและคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่จำเลยกำลังรับโทษปรับตามคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ หากปรากฏตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าจำเลยไม่ต้องรับโทษในการกระทำของจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 แล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้กำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คดีนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2561 จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ภายหลังคดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 มีใจความสรุปได้ว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการประกอบอาชีพสุจริตของชุมชนเพื่อให้เศรษฐกิจมีความคล่องตัวเกิดการกระจายรายได้ เกิดการสร้างงาน ขณะเดียวกันก็ลดความขัดแย้งในชุมชนและจัดให้กิจการที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีการบริหารจัดการที่ดีและมีการตรวจสอบควบคุมโดยรัฐ ตามหลักการดังกล่าวนี้ปรากฏว่ามีผู้นำอาคารมาให้บริการเป็นที่พักแก่ประชาชน ตลอดจนใช้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้บริการในรูปแบบของโรงแรมตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อหารายได้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้โดยถูกต้อง ซึ่งเห็นควรให้โอกาสดำเนินการเสียให้ถูกต้องภายในระยะเวลาและตามเงื่อนไขที่กำหนดเช่นเดียวกับที่เคยมีกฎหมายผ่อนผันในเรื่องอื่นทำนองเดียวกัน อันจะทำให้กิจการเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ จึงได้กำหนดไว้ในข้อ 2 (1) ของคำสั่งดังกล่าว ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งใช้อาคารในการประกอบธุรกิจโรงแรมอยู่ในวันก่อนที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และอาคารนั้นมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนและดำเนินการปรับปรุงระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แล้วติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ 1 เครื่อง ต่อพื้นที่อาคารไม่เกิน 200 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 30 เมตร แต่ไม่น้อยกว่าชั้นละ 2 เครื่อง ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับพร้อมทั้งยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด ซึ่งต่อมาได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยื่นเอกสารหรือหลักฐานของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งมีอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าวและตามเอกสารท้ายคำร้องของจำเลยที่เสนอต่อศาลเป็นหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบล ก. ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การแก้ไขอาคารตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 หนังสือดังกล่าวเป็นเอกสารของทางราชการ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องพร้อมเอกสารดังกล่าวของจำเลยไว้แล้ว มิได้โต้แย้งความถูกต้อง และนายทวี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก. ผู้ลงนามในเอกสารได้แถลงรับรองเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2563 จึงรับฟังเอกสารนั้นเป็นหลักฐานได้ว่า จำเลยได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาดไทยแล้ว และต่อมานายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีหนังสือแจ้งต่อจำเลยว่า ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบล ก. ได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารที่ใช้ประกอบกิจการโรงแรมตามหนังสือแจ้งประกาศกระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารส่วนตำบล ก. ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วผลปรากฏว่า สถานที่ประกอบกิจการของจำเลยได้ดำเนินการแก้ไข ตามอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 วรรคหนึ่ง ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งผ่านการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ได้รับยกเว้นโทษอาญาสำหรับความผิด ตามข้อ 2 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนี้ ถือว่ากรณีเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยมีสิทธิขอคืนเงินค่าปรับหรือไม่ เห็นว่า กรณีของจำเลยต้องตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลของการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วออกจากกันกล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นหากมีส่วนใดที่ยังค้างระหว่างการบังคับ ก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่อีกต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกแต่อย่างใด โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้น ค่าปรับที่จำเลยได้ชำระไปตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือว่าการบังคับโทษปรับในส่วนนั้นเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจถอนคืนได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15, 59 ซึ่งเป็นเรื่องของการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนั้น ของกลางต่าง ๆ ในคดีนี้ คือ บัตรลงเวลาพนักงานโรงแรม ใบแสดงราคาห้องพักผ่านอินเตอร์เน็ต ใบเสร็จรับเงิน เมนูแสดงราคาอาหาร ทะเบียนผู้เข้าพัก นามบัตรและเอกสารโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต จึงไม่ใช่ของกลางที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้หรือได้มาจากการกระทำความผิดซึ่งศาลจะใช้อำนาจริบได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบของกลางและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนมานั้นจึงไม่ชอบ สมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับว่า จำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 ยกคำขอให้ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ม. 15 วรรคหนึ่ง
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายจิรวัฒน์ เล่งน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุระ อนันต์สุขเสรี
ชื่อองค์คณะ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
นพเรศ พันธุ์นรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2729/2565
#684393
เปิดฉบับเต็ม

คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกกับคดีมรดกเป็นคนละประเภทกัน กฎหมายบัญญัติแยกไว้คนละส่วนและให้อยู่ในบังคับแห่งอายุความฟ้องร้องคนละมาตรา โดยอายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ส่วนคดีมรดกมีอายุความหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายตามมาตรา 1754 วรรคสี่ เมื่อโจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่ของมารดาในทรัพย์มรดกของ ส. ที่ พ. ปกปิดความเป็นทายาทของมารดาโจทก์ และ พ. ไม่จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมาย จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การตั้งผู้จัดการมรดกมีการปกปิดทายาท การแบ่งทรัพย์มรดกเป็นไปในทางที่ไม่สุจริต การโอนทรัพย์มรดกให้กับตนเองเพียงคนเดียวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โดยไม่มีการแจ้งให้ทายาททราบ เมื่อเป็นการกระทำที่ไม่ชอบจึงไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว กรณีต้องถือว่า พ. ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายแทนทายาทอื่น ผู้จัดการมรดกยังคงมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคน ตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้ การจัดการมรดกจึงยังไม่สิ้นสุดลงจะนำอายุความห้าปี ตามมาตรา 1733 วรรคสอง และอายุความฟ้องเรียกทรัพย์มรดกหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง หรือพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายตามวรรคสี่มาใช้บังคับไม่ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะโอนเกินกว่าห้าปีและโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นทายาทผู้รับมรดกแทนที่นางสุภาพร ในกองมรดกของนางสว่าง และให้โจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่นางสุภาพรตามส่วนที่นางสุภาพรมีสิทธิได้รับจากกองมรดกของนางสว่าง และให้เพิกถอนการกระทำนิติกรรมทุกรายการที่นางสาวพรรณีและจำเลยทั้งเก้ากระทำแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2290, 2100, 2098, 2099, 2298 และ 2575 และที่ดินโฉนดเลขที่ 2465, 2286 และ 2287 เว้นแต่การจดทะเบียนแบ่งหักที่ดินให้แก่ทางหลวงชนบทและให้นายทะเบียนจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวทั้งเก้าแปลงตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่นางสุภาพร ให้เพิกถอนการโอนโฉนดที่ดินเลขที่ 273956, 274063 และ 288974 (ที่ถูก 288994) และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 274063 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 4 หากไม่สามารถเพิกถอนได้ให้นายทะเบียนจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยทั้งเก้าซึ่งร่วมทำนิติกรรมในที่ดินแต่ละแปลงใช้ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่าภาษีทุกประเภทแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดนครราชสีมาส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยเรื่องอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 11 ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นบุตรและเป็นผู้สืบสันดานของนางสุภาพร มีสิทธิรับมรดกแทนที่นางสุภาพรและมีสิทธิรับมรดกของนางสว่าง เจ้ามรดก เฉพาะส่วนแบ่งของนางสุภาพรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 2290, 2100, 2098, 2099, 2298, 2575 และ 2465 ระหว่างนางสาวพรรณี ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสว่างกับนางสาวพรรณีในฐานะส่วนตัว และระหว่างนางสาวพรรณีกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณี กับเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 273956, 274063, 288994, 2290, 2100, 2098, 2099, 280673, 280674 และ 2465 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณีกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2298 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณีกับจำเลยที่ 3 กับเพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณี กับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 274063 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 4 และให้เจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2287, 273956, 274063, 288994, 2290, 2100, 2098, 2099, 280673 และ 280674 หนึ่งในสองส่วน ที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และโฉนดที่ดินเลขที่ 2298 สามในแปดส่วน และที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 และโฉนดที่ดินเลขที่ 2465 หนึ่งในสี่ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายรวม 300,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์เป็นบุตรของนายอัมพล กับนางสุภาพร นางสว่าง เจ้ามรดก จดทะเบียนสมรสกับนายทองอยู่ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2512 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาวพรรณี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นบุตรของนางสาวพรรณี เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 นายทองอยู่ถึงแก่ความตาย และวันที่ 25 มิถุนายน 2547 นางสว่างถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งตั้งนางสาวพรรณีเป็นผู้จัดการมรดกของนายทองอยู่และนางสว่าง ต่อมาวันที่ 15 และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 นางสาวพรรณีในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสว่างและนายทองอยู่จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 2465, 2290, 2100, 2098, 2099, 2298 และ 2575 ให้แก่ตนเอง วันที่ 29 เมษายน 2556 นางสาวพรรณีถึงแก่ความตาย วันที่ 9 กรกฎาคม 2556 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณี หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณีจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลงดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 2465, 2290, 2100, 2098 และ 2099 ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2298 ให้แก่จำเลยที่ 3 และจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 ให้แก่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนแบ่งหักที่ดินโฉนดเลขที่ 2099 เนื้อที่ 2 งาน 41.7 ตารางวา และเนื้อที่ 2 งาน 11.9 ตารางวา เป็นที่สาธารณประโยชน์แก่ทางหลวงชนบท แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2099 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 280673 และ 280674 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2287 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 273956, 274063 และ 288994 และจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 274063 ให้แก่จำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยตรงกันว่า นางสุภาพรมารดาโจทก์เป็นบุตรของนางสว่างเจ้ามรดกถึงแก่ความตายก่อนนางสว่างเจ้ามรดก โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนางสุภาพรเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงจึงมีสิทธิรับมรดกแทนที่นางสุภาพร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 9 ไม่ฎีกาในประเด็นนี้จึงต้องยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในระหว่างพิจารณาตกลงกันได้ โจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตั้งแต่กระบวนการตั้งผู้จัดการมรดกมีการปกปิดทายาท การแบ่งทรัพย์มรดกเป็นไปในทางที่ไม่สุจริต การโอนทรัพย์มรดกให้กับตนเองเพียงคนเดียวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โดยไม่มีการแจ้งให้ทายาททราบ เมื่อเป็นการกระทำที่ไม่ชอบจึงไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว กรณีต้องถือว่านางสาวพรรณีครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายแทนทายาทอื่น ผู้จัดการมรดกยังคงมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคน ตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้ การจัดการมรดกจึงยังไม่สิ้นสุดลงจะนำอายุความห้าปี ตามมาตรา 1733 วรรคสอง และอายุความฟ้องเรียกทรัพย์มรดกหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง หรือพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายตามวรรคสี่มาใช้บังคับไม่ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะโอนเกินกว่าห้าปีและโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อที่สองมีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 จำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เห็นว่า โจทก์ได้ที่ดินของนางสว่างโดยการรับมรดกแทนที่ถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่จำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่ จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 แล้ว ได้ความว่าที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ด้วยความสุจริต เสียค่าตอบแทน การที่ศาลชั้นต้นได้นำหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมาใช้บังคับ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อโฉนดที่ดินมีชื่อจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่อาจยกสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 แต่คดีนี้แม้โจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินหรือชดใช้ราคาแทนที่ดิน โจทก์ไม่นำสืบว่า จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินโดยไม่สุจริต และเมื่อพิจารณาราคาซื้อขายที่ดิน มีราคาสูงกว่าราคาประเมินมาก จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต เสียค่าตอบแทนย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง ดังนี้กรณีจึงไม่อาจเพิกถอนการโอนได้ แต่เงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากการขายที่ดินมรดกเป็นเงินเข้าแทนที่ที่ดินมรดก ถือได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นมรดกในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง โดยมีส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับรวมอยู่ด้วย ฉะนั้น จึงให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ จึงไม่นอกเหนือหรือเกินไปจากคำขอ แต่สำหรับที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกของนางสว่าง นางพรรณีโอนที่ดินทั้งหมดเป็นของนางพรรณีในฐานะส่วนตัว และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกของนางสว่างไปให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า เป็นทรัพย์มรดกของนางสว่างในส่วนที่โจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่ของมารดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดก จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิขอเพิกถอนได้เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เว้นแต่กรณีโอนให้บุคคลภายนอกผู้สุจริต เสียค่าตอบแทนย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 สำหรับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 274063 ให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 4 ได้ โดยจำเลยที่ 4 จ่ายเงินให้โจทก์จำนวน 4,300,000 บาท แล้ว เมื่อโจทก์รับเงินแล้วจึงแถลงต่อศาลว่าจะไม่บังคับคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้อีกต่อไป ตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2562 และไม่ได้ฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 4 เท่ากับโจทก์พอใจในการขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 4 แล้ว จึงไม่อาจเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวได้ย่อมมีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในการขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นบางส่วน และเห็นพ้องด้วยในผลที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ จึงฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกเพียงใด เห็นว่า เมื่อฟังว่าโจทก์เป็นบุตรของนางสุภาพรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนางสว่างเจ้ามรดก โจทก์ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ของนางสุภาพร โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์เกี่ยวกับการแบ่งสัดส่วนทรัพย์มรดกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้อง ประเด็นนี้ จึงฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า นางสว่างเจ้ามรดกได้ที่ดินมาก่อนสมรสกับนายทองอยู่ ดังนั้น ที่ดินทั้ง 9 แปลง ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2290, 2287, 273956, 288994, 2100, 2098, 2099, 280673 และ 280674 จึงเป็นสินส่วนตัวของนางสว่างเจ้ามรดก เมื่อนายทองอยู่ถึงแก่ความตายก่อนนางสว่าง ต่อมาเมื่อนางสว่างเจ้ามรดกถึงแก่ความตายสิทธิในที่ดินทั้ง 9 แปลง จึงตกแก่นางสุภาพรและนางสาวพรรณีผู้สืบสันดานของนางสว่าง โจทก์มีสิทธิรับมรดกที่ดินทั้ง 9 แปลง คิดเป็นหนึ่งในสองส่วนของที่ดินทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1633 นางสว่างเจ้ามรดกกับนายทองอยู่จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2512 ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2517 นางสว่างเจ้ามรดกได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 2298 โดยซื้อที่ดินทั้งสองแปลงจากนางพรสมาน เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2517 ดังนั้น ที่ดินทั้งสองแปลงนี้จึงเป็นทรัพย์สินที่นางสว่างเจ้ามรดกได้มาในระหว่างสมรสกับนายทองอยู่ ที่ดินทั้งสองแปลงจึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) เมื่อนายทองอยู่ถึงแก่ความตายต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันก่อนซึ่งเป็นของนางสว่างกึ่งหนึ่งทันทีที่นายทองอยู่ถึงแก่ความตาย ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายทองอยู่ ซึ่งต้องแบ่งให้นางสว่างซึ่งเป็นภริยากับนางสาวพรรณีซึ่งเป็นบุตรคนละกึ่งหนึ่ง ทำให้นางสว่างมีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลง รวม 3 ใน 4 ส่วน เมื่อนางสว่างเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงตกแก่นางสุภาพรและนางสาวพรรณีผู้สืบสันดานของนางสว่าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินทั้งสองแปลงของนางสว่างคนละกึ่งหนึ่งของสามในสี่ส่วนของที่ดินทั้งหมด ที่ดินโฉนดเลขที่ 2465, 2575 นายทองอยู่ได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2465 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2490 ก่อนจดทะเบียนสมรสกับนางสว่างเจ้ามรดกและได้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2527 แม้ได้มาในระหว่างสมรส ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินส่วนตัวของนายทองอยู่ เมื่อนายทองอยู่ถึงแก่ความตายจึงต้องแบ่งให้นางสว่างซึ่งเป็นภริยากับนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่ง ต่อมานางสว่างตายต้องแบ่งให้นางสุภาพรกับนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่งของหนึ่งในสองส่วน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ด้วย แต่สำหรับที่ดินแปลงที่ขายไป ฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 เป็นสินส่วนตัวของนายทองอยู่ เมื่อนำที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไปขาย เงินที่ขายได้ย่อมเป็นทรัพย์มรดก เมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 ราคาซื้อขาย 50,500,000 บาท จะต้องนำมาแบ่งให้นางสว่างกับนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่ง จำนวน 25,250,000 บาท และเมื่อนางสว่างถึงแก่ความตาย แบ่งให้นางสุภาพรและนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในสี่ของที่ดินทั้งหมดเป็นเงิน 12,625,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกต้องรับผิดชอบนำเงินส่วนแบ่งทรัพย์มรดกที่โจทก์มีสิทธิได้รับมาชำระให้แก่โจทก์ และในฐานะผู้ขายที่ดิน จำนวนเงินดังกล่าวเป็นการใช้แทนที่ดินมรดกที่เพิกถอนไม่ได้ จึงไม่อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 12,625,000 บาท ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินที่เป็นมรดกของนางสว่างโฉนดที่ดินที่มีชื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754 วรรคหนึ่ง ม. 1754 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ค.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา — นายเสกสรร วิทยารุ่งเรืองศรี
- นางรัชดาพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ จำปา
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2700/2565
#686039
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพ ม. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 จำเลยที่ 1 ดำเนินการอนุมัติให้จัดซื้อวัสดุตามโครงการติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบไฟฟ้าสำหรับห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 6 ห้อง และให้ อ. ครูหัวหน้าแผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เป็นผู้จัดทำบันทึกขออนุญาตดำเนินการจัดซื้อวัสดุตามโครงการดังกล่าวโดยใช้งบประมาณบำรุงการศึกษา 269,950 บาท โดยแบ่งซื้อวัสดุออกเป็น 3 ครั้ง ให้อยู่ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่สามารถอนุมัติได้ อันเป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ที่แก้ไขแล้ว ที่กำหนดให้ต้องดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีการสอบราคา แต่องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 นั้น ผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ อย่างไร คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของวิทยาลัยการอาชีพ ม. เท่านั้น ส่วนการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ อยู่ในความรับผิดชอบของงานพัสดุ และการที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จัดซื้อจัดจ้างก็เป็นการเสนอขึ้นมาตามลำดับชั้นและเป็นการใช้อำนาจในฐานะผู้บังคับบัญชา ทำให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการจัดซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 และจำเลยที่ 3 ย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานนี้

ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้มีการจัดซื้อหรือจัดจ้างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตามโครงการติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบไฟฟ้าสำหรับห้องเรียนคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งวงเงินที่จะซื้อออกเป็น 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท จนทำให้อำนาจสั่งซื้อหรือสั่งจ้างเปลี่ยนไปจากวิธีสอบราคาเป็นวิธีตกลงราคา ที่เจ้าหน้าที่พัสดุสามารถติดต่อกับผู้ขายหรือผู้รับจ้างเพียงรายเดียวมาตกลงราคาได้โดยตรง และจำเลยที่ 1 ยังมีคำสั่งเจาะจงให้ซื้อจากร้าน ส. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมเป็นหุ้นส่วนจึงเป็นการเอื้ออำนวยแก่ร้าน ส. ให้ได้เป็นผู้เข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังได้กระทำการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 22 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายมิให้มีผู้เสนอราคารายอื่นเข้ามาแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม แม้การจะจัดซื้อโดยวิธีตกลงราคากันนั้น ต้องประกอบด้วยข้อเสนอของผู้ขายและคำสนองรับของผู้ซื้อเป็นสำคัญก็ตาม ทั้งยังปรากฏด้วยว่าร้าน ส. เพียงรายเดียวที่เข้ามาตกลงราคาวิทยาลัยการอาชีพ ม. จึงถือได้ว่าร้าน ส. โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐอันเกี่ยวกับการซื้อ ซึ่งเป็นการเสนอราคาตามบทนิยาม มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 แล้ว อีกทั้งเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติว่า "ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม..." องค์ประกอบหลักของความผิดตามมาตรานี้ คือ กระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม แสดงให้เห็นได้ว่าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นได้แม้จะมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว โดยหาจำต้องมีผู้เสนอราคา 2 รายขึ้นไปไม่ จำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งวงเงินให้อยู่ในวงเงินที่สามารถจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคาตามที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 19 ที่แก้ไขแล้ว กำหนด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้มีผู้อื่นเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมด้วยวิธีสอบราคาเพื่อเอื้ออำนวยแก่ร้าน ส. เพียงรายเดียวให้เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. โดยมิชอบ เป็นเหตุให้รัฐต้องเสียหาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่รู้ถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 และจัดหาวัสดุให้ในนามของร้าน ส. ที่ตนเองเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย โดยจัดทำบิลส่งของนำวัสดุอุปกรณ์ตามรายการขอซื้อขอจ้าง มาส่งให้แก่วิทยาลัยการอาชีพ ม. ตามที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จัดซื้อหรือจัดจ้าง การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 อันเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 12,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ความผิดฐานอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยทั้งสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ทางไต่สวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพ ม. จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำรงตำแหน่งครูอัตราจ้างสอน วิทยาลัยการอาชีพ ม. ในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 จำเลยที่ 1 ดำเนินการอนุมัติให้จัดซื้อวัสดุตามโครงการติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบไฟฟ้าสำหรับห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 6 ห้อง และให้นายอานนท์ ครูหัวหน้าแผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เป็นผู้จัดทำบันทึกขออนุญาตดำเนินการจัดซื้อวัสดุตามโครงการดังกล่าวโดยใช้งบประมาณบำรุงการศึกษา 269,950 บาท จำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งซื้อวัสดุออกเป็น 3 ครั้ง ให้อยู่ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่สามารถอนุมัติได้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 29 โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการปรับปรุงห้องเรียนคอมพิวเตอร์ กับให้จัดซื้อโดยวิธีตกลงราคาแล้วได้จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์รวม 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้า 6 รายการ เป็นเงิน 82,620 บาท ครั้งที่ 2 จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าและวิทยุ 8 รายการ เป็นเงิน 98,480 บาท ครั้งที่ 3 จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าและวิทยุ 7 รายการ เป็นเงิน 88,850 บาท รวมเป็นเงิน 269,950 บาท นอกจากนี้ ยังสั่งให้มีการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง เป็นวัสดุไฟฟ้าและวิทยุ 4 รายการ เป็นเงิน 34,400 บาท ซึ่งการจัดซื้อทั้ง 4 ครั้ง จำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการตรวจรับการจัดซื้อวัสดุตามโครงการดังกล่าว และสั่งให้ฝ่ายงานพัสดุดำเนินการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่จะดำเนินการจากร้าน ส. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ นั้น เห็นว่า การจัดซื้อหรือจัดจ้างในโครงการปรับปรุงห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ โดยใช้งบประมาณบำรุงการศึกษาเป็นเงิน 269,950 บาท จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 เพราะการจัดซื้อหรือจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวที่ใช้สำหรับปรับปรุงห้องเรียนคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นวัสดุไฟฟ้าและวิทยุประเภทและชนิดเดียวกัน มีความต้องการในการใช้งานในลักษณะและระยะเวลาเดียวกัน โดยมีงบประมาณในการจัดซื้อหรือจัดจ้างเป็นเงิน 269,950 บาท ซึ่งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 20 และข้อ 40 ถึงข้อ 43 ที่แก้ไขแล้ว สรุปความว่า ต้องดำเนินการจัดซื้อหรือจัดจ้างโดยวิธีการสอบราคา เนื่องจากมีราคาในการจัดซื้อหรือจัดจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท โดยจะต้องส่งประกาศเผยแพร่การสอบราคาและเอกสารสอบราคาไปยังผู้มีอาชีพขายหรืออาชีพรับจ้างเกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงห้องเรียนคอมพิวเตอร์ให้มากที่สุด อันจะทำให้มีผู้ที่จะเสนอราคาหลายราย ทำให้มีการแข่งขันราคาได้อย่างเป็นธรรม แม้การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งซื้อวัสดุออกเป็น 3 ครั้ง ให้อยู่ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท แล้วสั่งให้จัดซื้อโดยวิธีตกลงราคา เพื่อให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่สามารถอนุมัติได้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 19 และข้อ 29 ที่แก้ไขแล้ว อันเป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ที่แก้ไขแล้ว ที่กำหนดให้ต้องดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีการสอบราคาดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ตาม แต่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นั้น ผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ อย่างไร คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของวิทยาลัยการอาชีพ ม. เท่านั้น ส่วนการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ อยู่ในความรับผิดชอบของงานพัสดุ และการที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จัดซื้อจัดจ้างก็เป็นการเสนอขึ้นมาตามลำดับชั้นและเป็นการใช้อำนาจในฐานะผู้บังคับบัญชา ทำให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการจัดซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และจำเลยที่ 3 ย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 3 ได้บัญญัติบทนิยามคำว่า "การเสนอราคา" ไว้ ซึ่งหมายความว่า ต้องมีการเสนอราคาของผู้เข้าร่วมเสนอราคาตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ดังนั้น การจัดซื้อโดยวิธีตกลงราคากับร้าน ส. เพียงรายเดียว ไม่ถือว่าเป็นผู้เสนอราคา อันจะเป็นความผิดฐานนี้ นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 บัญญัติว่า "เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ มีความผิดฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่..." การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้มีการจัดซื้อหรือจัดจ้างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตามโครงการติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบไฟฟ้าสำหรับห้องเรียนคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งวงเงินที่จะซื้อออกเป็น 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท จนทำให้อำนาจสั่งซื้อหรือสั่งจ้างเปลี่ยนไปจากวิธีสอบราคาเป็นวิธีตกลงราคา ที่เจ้าหน้าที่พัสดุสามารถติดต่อกับผู้ขายหรือผู้รับจ้างเพียงรายเดียวมาตกลงราคาได้โดยตรง และจำเลยที่ 1 มีคำสั่งเจาะจงให้ซื้อจากร้าน ส. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมเป็นหุ้นส่วนจึงเป็นการเอื้ออำนวยแก่ร้าน ส. ให้ได้เป็นผู้เข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังได้กระทำการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 22 วรรคสอง ที่กำหนดว่า "การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไป จะกระทำมิได้" ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายมิให้มีผู้เสนอราคารายอื่นเข้ามาแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และแม้การจัดซื้อโดยวิธีตกลงราคาในคดีนี้นั้น มีร้าน ส. เพียงรายเดียวที่เข้ามาตกลงราคากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. แต่การจะตกลงราคากันได้นั้นต้องประกอบด้วยข้อเสนอของผู้ขายและคำสนองรับของผู้ซื้อเป็นสำคัญจึงถือได้ว่าร้าน ส. โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐอันเกี่ยวกับการซื้อ ซึ่งเป็นการเสนอราคาตามบทนิยาม มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 แล้ว อีกทั้งเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติว่า "ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม..." ซึ่งองค์ประกอบหลักของความผิดตามมาตรานี้คือ กระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม แสดงให้เห็นได้ว่าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นได้แม้จะมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว โดยหาจำต้องมีผู้เสนอราคา 2 รายขึ้นไปดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาไม่ จำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งวงเงินให้อยู่ในวงเงินที่สามารถจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา ตามที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 19 ที่แก้ไขแล้ว กำหนด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้มีผู้อื่นเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมด้วยวิธีสอบราคา เพื่อเอื้ออำนวยแก่ร้าน ส. เพียงรายเดียวให้เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม.โดยมิชอบ เป็นเหตุให้รัฐต้องเสียหาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่รู้ถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 และจัดหาวัสดุให้ในนามของร้าน ส. ที่ตนเองเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย โดยจัดทำบิลส่งของนำวัสดุอุปกรณ์ตามรายการขอซื้อขอจ้างทั้ง 4 ครั้ง มาส่งให้แก่วิทยาลัยการอาชีพ ม. ตามที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จัดซื้อหรือจัดจ้าง การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 อันเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีว่า ศาลอุทธรณ์ลงโทษหนักเกินไปและมีเหตุควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของร้าน ส. ได้ประโยชน์จากการที่สามารถเข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. หน่วยงานของรัฐ ได้โดยไม่ต้องสอบราคาเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม แต่ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของศาลและการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป.ป.ช.ได้ความว่า การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตามโครงการในครั้งนี้ไม่ได้มีราคาสูงกว่าราคาตามท้องตลาด สามารถประหยัดงบประมาณได้ ทั้งเป็นประโยชน์แก่วิทยาลัยการอาชีพ ม. ในการจ้างแรงงานเพราะใช้นักศึกษาของวิทยาลัยดำเนินการติดตั้งเอง โดยมีอาจารย์ที่สอนด้านนี้โดยตรงเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกงานและเป็นประสบการณ์ต่อนักศึกษาในภาคปฏิบัติ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายมากนัก จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 อีกสถานหนึ่ง สำหรับฎีกาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง และเนื่องจากเป็นเหตุลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี และปรับ 108,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 72,000 บาท ทางไต่สวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 72,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 48,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสามฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 151
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 7 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 — นายเกรียงศักดิ์ ผ่องโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมพงษ์ ฐิติสุริยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา