คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3130/2549
#267442
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 7 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์นำหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทหักกับบัญชีเงินฝากทุกประเภทของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับโจทก์เพื่อชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาทรัสต์รีซีท อันเป็นการให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะดำเนินการตามข้อตกลงที่ระบุไว้โดยไม่จำต้องขอรับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 อีก ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ใช่ข้อตกลงที่บังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติเสมอไป การที่โจทก์มิได้นำหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทไปหักทอนในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์เป็นจำนวนสูงเกือบเต็มวงเงินที่จะเบิกเกินบัญชีได้ ทั้งนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดดังกล่าว โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 หากโจทก์นำหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสองรายการไปหักทอนในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ก็อาจเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระหนี้สินมากขึ้น ประกอบกับก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามบัญชีกระแสรายวันเกินกว่าวงเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะเบิก ดังนี้กรณีที่โจทก์มิได้นำหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทไปหักทอนในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 87,804,762.14 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 69,462,679.97 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 87,804,762.14 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ (ที่ประกาศใช้บังคับหลังวันฟ้อง) แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 69,462,679.97 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า แม้จะปรากฏว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 โดยปรับเปลี่ยนให้สูงขึ้นจากอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี มาเป็นอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ฉบับต่าง ๆ ก็ตาม แต่โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามประกาศธนาคารโจทก์ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปซึ่งไม่ผิดนัดคืออัตราร้อยละ 21.25 ต่อปี 19.75 ต่อปี 19 ต่อปี 18.50 ต่อปี 18.25 ต่อปี 17.25 ต่อปี 17.25 ต่อปี 16.75 ต่อปี 16.50 ต่อปี 15.75 ต่อปี 15.25 ต่อปี 14.75 ต่อปี และ 14.50 ต่อปี ตามลำดับ ตามช่วงระยะเวลาต่าง ๆ ที่ประกาศธนาคารโจทก์แต่ละฉบับมีผลใช้บังคับตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 4 เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยลอยตัวจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดผิดสัญญาตามประกาศธนาคารโจทก์ ในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี 22.75 ต่อปี 22 ต่อปี 21.50 ต่อปี 21.25 ต่อปี 20.75 ต่อปี 20.25 ต่อปี 19.25 ต่อปี 18.75 ต่อปี 18.50 ต่อปี 17.75 ต่อปี 16.75 ต่อปี 16.75 ต่อปี 16.75 ต่อปี 16.25 ต่อปี และ 16 ต่อปี ตามลำดับ ตามช่วงระยะเวลาต่าง ๆ ตามที่ระบุในตารางปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้เพราะสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาไม่ว่าโจทก์จะได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ค้างชำระในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 คืออัตราสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บได้ ซึ่งย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดอันเป็นอัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 4 เท่านั้น หาได้มีความหมายว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ผิดนัดผิดสัญญาตามที่โจทก์ฟ้องไม่ และเมื่อได้ความว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราที่ไม่ถูกต้องย่อมทำให้การคำนวณจำนวนหนี้ผิดพลาดสูงกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อมีการชำระหนี้ก็ทำให้ชำระดอกเบี้ยเกินไป อันจำเป็นต้องนำไปหักชำระต้นเงินได้ต่อไปด้วย โดยปรากฏตามบัญชีแสดงการคิดจำนวนหนี้ว่า หนี้รายการแรกตามสัญญาทรัสต์รีซีทเดิมมีหนี้เป็นต้นเงินจำนวน 12,172,561.71 บาท มีการชำระดอกเบี้ยจำนวน 926,448.67 บาท และต่อมามีการชำระต้นเงินจำนวน 12,172,561.71 บาท ไปบางส่วนจนเหลือต้นเงินเพียง 8,102,919.97 บาท แสดงว่ามีการชำระหนี้ต้นเงินบางส่วนเป็นเงิน 4,069,641.74 บาท ส่วนหนี้รายการที่ 2 ตามสัญญาทรัสต์รีซีทมีหนี้ต้นเงินจำนวน 61,359,760 บาท และมีการชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,412,115.02 บาท ซึ่งต้องนำไปคิดหักชำระหนี้และคิดจำนวนหนี้กับดอกเบี้ยให้ถูกต้องดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น นอกจากนี้ในส่วนการคิดดอกเบี้ยของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ภายหลังวันฟ้องก็ต้องเป็นไปตามอัตราลอยตัวตามประกาศธนาคารโจทก์ในเรื่องนี้ที่ประกาศภายหลังวันฟ้องด้วย แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง และเนื่องจากตามตารางการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยระบุว่า ระหว่างวันที่ 2 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20.25 ต่อปี แสดงว่าในช่วงนี้โจทก์น่าจะมีประกาศธนาคารโจทก์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากอัตราเดิมลงร้อยละ 0.50 แต่โจทก์มิได้ส่งอ้างประกาศธนาคารโจทก์ฉบับนี้ต่อศาลด้วย นอกจากนี้ตามบัญชีแสดงรายการคำนวณหนี้มีการคิดดอกเบี้ยของต้นเงิน 12,172,561.71 บาท ในช่วงระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2541 ในอัตราร้อยละ 25 ต่อปี แต่โจทก์มิได้ส่งอ้างประกาศธนาคารโจทก์ที่ใช้บังคับในช่วงนี้ด้วยเช่นกัน ถือว่าโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในช่วงดังกล่าวตามอัตราที่โจทก์ฟ้อง เห็นสมควร กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลา 2 ช่วง ดังกล่าวอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ตามที่ระบุในสัญญาทรัสต์รีซีทเท่านั้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์รวม 2 รายการตามสัญญาทรัสต์รีซีท โดยหนี้รายการแรกให้ร่วมกันชำระต้นเงินที่เป็นผลลัพธ์จากการคิดคำนวณโดยนำต้นเงินที่ค้างชำระอยู่เดิม 12,172,561.71 บาท มาคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2541 ในอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี และคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 16 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ในอัตราร้อยละ 21.25 ต่อปี ได้จำนวนดอกเบี้ยทั้งสองช่วงเวลาดังกล่าวรวมกันเท่าใด ให้นำเงินที่มีการชำระหนี้จำนวน 926,448.67 บาท เข้าหักชำระดอกเบี้ยดังกล่าว เหลือเงินที่ชำระหนี้อีกเท่าใด ให้นำมาหักชำระต้นเงินจำนวน 12,172,561.71 บาท ได้ต้นเงินคงเหลือเท่าใดให้คิดดอกเบี้ยของต้นเงินคงเหลือนี้นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2541 แล้วนำเงินชำระหนี้จำนวน 4,069,641.71 บาท เข้าหักชำระต้นเงินคงเหลือดังกล่าวทั้งจำนวน ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้เป็นต้นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระหนี้นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ส่วนหนี้รายการที่ 2 ให้ร่วมกันชำระต้นเงินที่เป็นผลลัพธ์จากการคิดคำนวณ โดยนำต้นเงินจำนวน 61,359,760 บาท มาคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 ในอัตราร้อยละ 21.25 ต่อปี แล้วนำเงินชำระหนี้จำนวน 1,412,115.02 บาท เข้าหักชำระหนี้ดอกเบี้ย เหลือเท่าใดให้หักชำระต้นเงินจำนวน 61,359,760 บาท ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้เป็นต้นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป โดยการคิดดอกเบี้ยของต้นเงินที่ต้องชำระทั้ง 2 รายการ ให้คิดต่อไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นดังกล่าวข้างต้นในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปซึ่งไม่ได้ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง อัตราดอกเบี้ยให้สินเชื่อรวม 13 ชุด คือฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2541 ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 ฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2541 ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2541 ฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2542 ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2542 ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2542 ฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2542 และฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคมคม 2542 กับประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง อัตราดอกเบี้ยให้สินเชื่อฉบับที่โจทก์ประกาศต่อ ๆ ไปภายหลังวันฟ้องโดยคิดตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศธนาคารโจทก์แต่ละฉบับมีผลใช้บังคับสำหรับหนี้แต่ละรายการจนกว่าจำเลยทั้งสามจะร่วมกันชำระหนี้แต่ละรายการเสร็จสิ้น แต่ดอกเบี้ยหลังวันฟ้องต้องไม่เกินร้อยละ 16 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง เว้นแต่ดอกเบี้ยเฉพาะช่วงระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 คงให้คิดในอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทจิวเต็กเซ้ง (1978) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายโชติช่วง ทัพวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3128/2549
#269160
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด คดีนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางเป็นประเด็นข้อพิพาทมาแต่ต้น กรณีนี้จึงมีปัญหาเกิดขึ้นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้เป็นอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยแต่เพียงผู้เดียว ศาลแรงงานกลางซึ่งรับฟ้องคดีนี้ไม่มีอำนาจวินิจฉัยเสียเองว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางโดยไม่ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อน จึงเป็นการไม่ชอบ แม้คดีนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินคืนแก่โจทก์ อันเป็นการชำระหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้อุทธรณ์เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) มาตรา 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 654,289.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจกท์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 654,289.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (28 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เป็นข้อกฎหมายในข้อ 2.1 มีใจความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ได้ขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าผู้มีชื่อของโจทก์จำนวน 10 ราย โจทก์ส่งสินค้าให้ลูกค้าครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 เบิกใบเสร็จรับเงินจากโจทก์เพื่อเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าทั้ง 10 ราย ดังกล่าว โดยได้เก็บเงินและรับสินค้าคืนจากลูกค้าทั้ง 10 รายแล้ว แต่จำเลยที่ 1 มิได้นำเงินที่เก็บได้กับสินค้าที่ลูกค้าคืนมามอบให้โจทก์เป็นการละเมิดต่อโจทก์และเป็นความผิดอาญาที่กระทำนอกกรอบสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยมีวัตถุประสงค์ที่จะจ้างลูกจ้างให้กระทำผิดในทางอาญา จึงมิใช่การทำละเมิดที่เกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด คดีนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน การปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางเป็นประเด็นข้อพิพาทมาแต่ต้น กรณีจึงมีปัญหาเกิดขึ้นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้เป็นอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยแต่เพียงผู้เดียว ศาลแรงงานกลางซึ่งรับฟ้องคดีนี้ไม่มีอำนาจวินิจฉัยเสียเองว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางโดยไม่ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น อนึ่ง แม้คดีนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 654,289.02 บาท คืนแก่โจทก์ อันเป็นการชำระหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้อุทธรณ์เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) มาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางหรือไม่ แล้วให้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคสอง ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็น เอส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
จำเลย — นายชวน พรหมทัต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2549
#267508
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสินค้าแผ่นเหล็กจำนวน 1 แผ่นรอง น้ำหนัก 1,426 กิโลกรัม สูญหายไปโดยตู้สินค้าและดวงตราผนึกตู้อยู่ในสภาพปกติเรียบร้อย ทั้งในระหว่างการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก รถบรรทุกจะนำตู้สินค้าหลบไปที่ใดก็ได้ การลักขโมยสินค้าน่าจะกระทำได้โดยสะดวกกว่าขณะตู้สินค้าอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ ณ ท่าเรือ อเล็กซานเดรีย ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าสินค้าสูญหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ก่อนที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าไว้แก่เจ้าหน้าที่ ณ ท่าเรืออเล็กซานเดรีย จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายดังกล่าว

แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 บัญญัติให้ตัวแทนต้องรับผิดแต่ลำพังตนเอง เว้นแต่ข้อความแห่งสัญญาจะแย้งกันกับความรับผิดของตัวแทน ดังนี้ เมื่อตามใบตราส่งพิพาทข้อ 27 ได้กำหนดเงื่อนไขยกเว้นความรับผิดของตัวแทนไว้ เท่ากับผู้ขนส่งและผู้ส่งของตกลงยกเว้นความรับผิดไว้ ย่อมเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 824 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งหรือโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 96,013.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 95,037.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 96,013.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 95,037.18 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ธันวาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า สินค้าแผ่นเหล็ก จำนวน 1 แผ่นรอง น้ำหนัก 1,426 กิโลกรัม สูญหายในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าสินค้าสูญหายไปโดยตู้สินค้าและดวงตราผนึกตู้อยู่ในสภาพปกติเรียบร้อย ทั้งในระหว่างการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก รถบรรทุกจะนำตู้สินค้าหลบไปที่ใดก็ได้ การลักขโมยสินค้าน่าจะกระทำได้ง่ายและสะดวกกว่าขณะตู้สินค้าอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ ณ ท่าเรืออเล็กซานเดรีย ดังนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสินค้าแผ่นเหล็กจำนวน 1 แผ่นรอง น้ำหนัก 1,426 กิโลกรัม สูญหายไปในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ก่อนจำเลยที่ 1 มอบไว้แก่เจ้าหน้าที่ ณ ท่าเรืออเล็กซานเดรีย จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายดังกล่าว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยทั้งสองยอมรับในอุทธรณ์ได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนได้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 บัญญัติให้จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนต้องรับผิดตามสัญญานั้นตามลำพัง เว้นแต่ข้อความแห่งสัญญาจะแย้งกันกับความรับผิดของตัวแทน ดังนี้ เมื่อตามใบตราส่งสินค้าพิพาทข้อ 27 ได้กำหนดเงื่อนไข ยกเว้นความรับผิดของตัวแทนไว้ว่า ผู้ประกอบการพาณิชย์รับรองว่าไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือข้อกล่าวหาใด ๆ ต่อลูกจ้าง ตัวแทนหรือผู้รับสัญญาช่วงของผู้ขนส่ง จึงเท่ากับว่าผู้ขนส่งและผู้ส่งสินค้าตกลงยกเว้นความรับผิดกันไว้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่กรณี จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิดในการสูญหายของสินค้าต่อผู้รับตราส่งหรือโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
สายการเดินเรือ ซีเอ็มเอ ไลน์ หรือบริษัท ซีเอ็มเอ
ซีจีเอ็ม โซซิเอเต้ อองโนนีม จำกัด หรือ
จำเลย — บริษัทซีเอ็มเอ ซีจีเอ็ม เอส.เอ. จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศกลาง — นางปราณี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3103/2549
#266793
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีอาญาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาบุกรุก แม้ปรากฏว่าโจทก์อยู่ในฐานะเป็นบุคคลล้มละลายที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไปแล้วก็ตาม แต่ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น หมายถึง เฉพาะแต่การฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีแพ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้เท่านั้น ไม่รวมถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วย และการที่ลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้ล้มละลายก็ไม่มีฐานะถึงขนาดจะตกเป็นผู้ไร้ความสามารถอันจำต้องมีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (1) อีกทั้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5 และ 6 มิได้มีบทมาตราใดกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วด้วย ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 365, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า ข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ขณะยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ยังอยู่ในฐานะเป็นบุคคลล้มละลายที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไปแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องในข้อหาบุกรุกได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์เมื่อปี 2526 และได้มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลายแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ล.153/2526 ของศาลแพ่ง คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เจตนารมณ์ของมาตรา 22 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น หมายถึง เฉพาะแต่การฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีแพ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้เท่านั้น หาได้หมายความรวมถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วยไม่ และกรณีที่ลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ลูกหนี้หาได้มีฐานะถึงขนาดตกเป็นผู้ไร้ความสามารถอันจำต้องมีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) ด้วยไม่ อีกทั้งตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 4, 5 และ 6 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็มิได้มีบทมาตราใดกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วด้วย ดังนั้น แม้ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ในส่วนของคดีอาญาลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายหรือจำเลยก็จะต้องฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีด้วยตนเอง เพราะสิทธิการเป็นผู้เสียหายหรือความรับผิดในทางอาญานั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัว กล่าวโดยเฉพาะสำหรับอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายในคดีอาญา หากไม่เข้าเกณฑ์กรณีตามมาตรา 4, 5 และ 6 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วก็เป็นเรื่องของผู้เสียหายโดยตรงที่จะต้องจัดการเอง บุคคลอื่นใดนอกจากที่กฎหมายกำหนดไว้ในบทมาตราดังกล่าวแล้วหามีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 83 อันเป็นการฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษทางอาญาแก่จำเลยแต่เพียงอย่างเดียว หาได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ไม่ กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องร้องแทนโจทก์ผู้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าการฟ้องคดีอาญาในข้อหาบุกรุกเป็นการฟ้องร้องเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ จึงเป็นการฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ผู้เป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 (3) ดังกล่าวข้างต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อผลแห่งการวินิจฉัยในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นดังนี้ คดีจึงมีปัญหาที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานบุกรุกจริงตามฟ้องหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะได้พิจารณาคดีนี้มาจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้วก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็เห็นว่ายังไม่สมควรที่จะวินิจฉัยไปเสียทีเดียว หากแต่สมควรที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาตามลำดับชั้นของศาล ทั้งนี้เพราะคดีอาจถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาก็ได้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาอื่น ๆ ต่อไป แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 ม. 4 ม. 5 ม. 6
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เสรีสากลธนกิจ จำกัด
จำเลย — นางน้ำค้าง สุนทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3101/2549
#267106
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่าบ้านเป็นของโจทก์ แต่ศาลจังหวัดสมุทรสาครฟังข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่ของโจทก์ คดีถึงที่สุด โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนจำต้องผูกพันในคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรสาครตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคแรก แม้จะฟังว่าจำเลยทั้งห้า จำเลยร่วมกับพวกร่วมกันรื้อบ้านตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของบ้านดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 137/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 29 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2538 จำเลยทั้งห้ากับพวกประมาณ 20 คน ร่วมกันทำลายทรัพย์สินและรื้อบ้านโจทก์จนพัง แล้วจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันขนทรัพย์สินมีค่าของโจทก์ทั้งหมด โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในการรื้อบ้านเป็นเงิน 700,000 บาท และค่าเสียหายสำหรับทรัพย์สินซึ่งถูกทำลายและสูญหายไปเป็นเงิน 200,000 บาท การกระทำของจำเลยทั้งห้ากับพวกทำให้โจทก์ขาดไร้บ้านที่อยู่อาศัยต้องเช่าบ้านผู้อื่น จึงขอคิดค่าเสียหายอัตราเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 180,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,080,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระราคาบ้านและทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นหรือเป็นเวลา 5 ปี

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมบังคับคดีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยที่ 1 ให้การและจำเลยที่ 2 และที่ 5 กับจำเลยร่วมให้การสรุปได้ใจความว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 540/2538 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร คดีโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากได้เริ่มดำเนินการบังคับคดีเพื่อรื้อถอนบ้านเลขที่ 137/2 ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2534 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี แล้ว จำเลยทั้งห้ามิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์เพราะเดิมจำเลยที่ 5 เป็นโจทก์ฟ้องนางผูก โพธิ์วัฒนา เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 920/2533 หมายเลขแดงที่ 173/2534 และศาลมีคำพิพากษาให้นางผูกและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 137/2 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1138 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร จำเลยที่ 5 จึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 รื้อบ้านเลขที่ดังกล่าวเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งทรัพย์สินของโจทก์ไม่สูญหายแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,000 บาท จำเลยที่ 2 ที่ 4 และจำเลยร่วม รวมกันเป็นเงิน 8,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 1,000 บาท และจำเลยที่ 5 เป็นเงิน 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่โจทก์ไม่ต้องใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์จำนวน 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ที่ 4 และจำเลยร่วม และจำนวน 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 1 แก้อุทธรณ์ด้วยตนเองและจำเลยที่ 3 ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 540/2538 หมายเลขแดงที่ 1546/2542 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ในคดีดังกล่าวโจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 137/2 หมู่ที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2536 จำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยบุกรุกเข้าไปรื้อค้นสิ่งของภายในบ้าน รื้อถอนฝาบ้านและหลังคาบ้านโจทก์ เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย ศาลจังหวัดสมุทรสาครฟังข้อเท็จจริงว่าบ้านเลขที่ 137/2 ดังกล่าวเป็นของนางผูก โพธิ์วัฒนา มารดาโจทก์ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1138 หมู่ 1 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งศาลจังหวัดสมุทรสาครได้พิพากษาในคดีที่จำเลยที่ 1 เคยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นางผูก คดีถึงที่สุดให้ขับไล่นางผูกและบริวารและให้รื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปจากที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 1138 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร จำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวได้ดำเนินการบังคับคดีรื้อถอนบ้านนางผูกให้เป็นไปตามคำพิพากษาแล้ว ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นวงศ์ญาติของนางผูกลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่แสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้ก่อนมีการบังคับคดี ส่วนในเรื่องทรัพย์สินที่โจทก์อ้างว่าเสียหายนั้น พยานโจทก์ไม่เห็นจำเลยหรือคนงานคนใดหยิบฉวยทรัพย์สินของโจทก์ไป และพยานก็ไม่รู้ว่าสิ่งของที่อยู่ในถุงนั้นเป็นอะไร ใช่ทรัพย์สินของโจทก์หรือไม่ อีกทั้งลักษณะของการนำถุงปุ๋ยออกไป ขนาดสิ่งของที่อยู่ในถุงกับทรัพย์ที่สูญหายไปมีขนาดแตกต่างกัน พยานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ในส่วนนี้เช่นกัน คดีมีปัญหาเบื้องต้นที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งห้า จำเลยร่วมในเรื่องที่จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันทำลายทรัพย์สินและรื้อบ้านเลขที่ 137/2 ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ในคดีนี้เป็นโจทก์ในคดีก่อนกล่าวอ้างในฟ้องว่าบ้านเลขที่ 137/2 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 เป็นบ้านของโจทก์ แต่ศาลจังหวัดสมุทรสาครฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นบ้านของนางผูกปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1138 ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ เท่ากับว่า ศาลจังหวัดสมุทรสาครฟังข้อเท็จจริงว่าบ้านเลขที่ 137/2 นั้น ไม่ใช่บ้านของโจทก์ในคดีก่อน ส่วนเรื่องทรัพย์สินที่โจทก์คดีก่อนอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเอาทรัพย์ไป แต่ศาลจังหวัดสมุทรสาครฟังว่าลักษณะอาการของการนำถุงปุ๋ยออกไป ขนาดสิ่งของที่อยู่ในถุงกับทรัพย์ที่สูญหายไปมีขนาดแตกต่างกันมากนักนั้น เท่ากับศาลจังหวัดสมุทรสาครฟังข้อเท็จจริงว่าทรัพย์สินของโจทก์ในคดีก่อนไม่ได้สูญหายไป โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อนจำต้องผูกพันในพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรสาครตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของบ้านเลขที่ 137/2 ตามที่กล่าวในฟ้อง แม้จะฟังว่าจำเลยทั้งห้า จำเลยร่วมกับพวกได้ร่วมกันทำลายทรัพย์สินและรื้อบ้านเลขที่ 137/2 ตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของบ้านดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนนี้ โดยอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายสำหรับทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินท้ายฟ้องที่โจทก์อ้างว่าถูกทำลาย ถูกลักและสูญหายไปได้หรือไม่นั้น ในปัญหานี้โจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยทั้งห้าคนใดทำลายหรือลักทรัพย์ดังกล่าว แต่กลับได้ความว่า ขณะที่รื้อถอนบ้านพิพาทโจทก์และญาติได้มาดูแลการรื้อถอนและเก็บของ นางจำปา แก้วแจ่ม น้องสาวโจทก์ก็เบิกความตอบคำถามถ้านทนายจำเลยที่ 1 ประกอบภาพถ่ายหมาย ล.7 ว่าวันที่เจ้าพนักงานบังคบคดีมารื้อบ้านพิพาทญาติ ๆ ของพยานเป็นผู้ขนย้ายทรัพย์สิน ดังนี้ เมื่อการรื้อถอนบ้านพิพาทเป็นการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาล การรื้อถอนบ้านพิพาทมีการแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจมารักษาความสงบเรียบร้อยตามที่ฝ่ายจำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมร้องขอ แสดงว่าฝ่ายจำเลยทั้งห้าประสงค์จะให้การบังคับคดีเป็นไปด้วยความถูกต้อง จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งห้าจะทำลายทรัพย์สินหรือลักทรัพย์ของโจทก์ไป คดีฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งห้ากระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำปี นุชประสิทธิ์
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรีพันธ์ชัย ตีรกรวิเศษภักดี กับพวก
จำเลยร่วม — กรมบังคับคดี
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3097/2549
#267704
เปิดฉบับเต็ม

ลายมือชื่อผู้แทนจำเลยที่ 2 ในช่องผู้ค้ำประกันคือลายมือชื่ออันแท้จริงของจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองของนายทะเบียน จึงเชื่อได้ว่าผู้ที่ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 2 ลงในช่องผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันคือ จำเลยที่ 6 มีผลเท่ากับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประทับตราสำคัญดังกล่าวเอง ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าตราสำคัญที่นำมาประทับดังกล่าวมิใช่ตราสำคัญที่จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนไว้ ถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 5 จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกเอาเหตุดังกล่าวมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อปัดความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้

การที่จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทผู้ขายในต่างประเทศ และให้โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 โดยชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อนนั้น เป็นการให้บริการสินเชื่อประเภทหนึ่งของธนาคารพาณิชย์เท่านั้น หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์เข้าเป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือเป็นผู้ดูแลกิจการของจำเลยที่ 1 หรือรับทำการงานต่าง ๆ แทนจำเลยที่ 1 ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ไม่ จึงไม่อาจนำเอาอายุความ 2 ปี ตามบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับในคดีได้ และการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตไว้กับโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารสิทธิจากโจทก์ไปรับสินค้าก่อน แล้วจะชำระเงินแก่โจทก์ในภายหลัง ต่อมาจำเลยที่ 1 รับสินค้าไปแล้วไม่ชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอันเป็นสัญญาซึ่งต่อเนื่องกับสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต สำหรับหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความโดยเฉพาะ ย่อมมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

สัญญาทรัสต์รีซีทในข้อ 4 ได้ระบุไว้ว่า จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 เห็นได้ว่าสัญญาทรัสต์รีซีทมิได้กำหนดจำนวนดอกเบี้ยไว้แน่นอนตายตัว ดอกเบี้ยในข้อ 4 นี้ ย่อมหมายถึงดอกเบี้ยลอยตัวในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกจากลูกค้าที่มิได้ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญาต่อโจทก์ แต่ตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวในข้อ 7 กลับระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ค้างชำระในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ตามข้อสัญญาดังกล่าวย่อมหมายความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดจากจำเลยที่ 1 ได้นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จสิ้นโดยต้องย้อนไปใช้อัตราตามที่ระบุในข้อ 4 ของสัญญา คืออัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดที่ใช้กับลูกค้าที่ยังไม่ผิดนัดผิดสัญญาเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,058,112.67 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 27,790,821.50 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งแปดไม่ชำระหนี้ หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองตามคำฟ้องและทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งแปดออกขายทอดตลาดแล้วเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ตามทางพิจารณาจะได้ความตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ว่า รอยตราสำคัญของจำเลยที่ 2 ที่จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครคือรอยตราสำคัญของจำเลยที่ 2 ที่ประทับไว้ท้ายสำเนาคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด ซึ่งแตกต่างจากรอยตราสำคัญของจำเลยที่ 2 ที่ประทับไว้ในช่องลายมือชื่อผู้ค้ำประกันในสำเนาหนังสือสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ส่งอ้างต่อศาล แต่ก็ได้ความว่าลายมือชื่อผู้แทนจำเลยที่ 2 ในช่องผู้ค้ำประกันก็คือลายมือชื่ออันแท้จริงของจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองของนายทะเบียน จึงเชื่อได้ว่าผู้ที่ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 2 ลงในช่องผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันคือ จำเลยที่ 6 มีผลเท่ากับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประทับตราสำคัญดังกล่าวเองทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าตราสำคัญที่นำมาประทับดังกล่าวมิใช่ตราสำคัญที่จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนไว้ ถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกเอาเหตุดังกล่าวมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อปัดความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งแปดข้อต่อไปว่า หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้อง 5 ฉบับแรกขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทผู้ขายในต่างประเทศ และให้โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 โดยชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อนนั้น เป็นการให้บริการสินเชื่อประเภทหนึ่งของธนาคารพาณิชย์เท่านั้น หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์เข้าเป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือเป็นผู้ดูแลกิจการของจำเลยที่ 1 หรือรับทำการงานต่าง ๆ แทนจำเลยที่ 1 ตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ดังที่จำเลยทั้งแปดเข้าใจไม่ จะนำอายุความ 2 ปี ตามบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับในคดีนี้หาได้ไม่ นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตไว้กับโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารสิทธิจากโจทก์ไปรับสินค้าก่อน แล้วจะชำระเงินแก่โจทก์ในภายหลัง ต่อมาจำเลยที่ 1 รับสินค้าไปแล้วไม่ชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอันเป็นสัญญาซึ่งต่อเนื่องกับสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต สำหรับหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอันเป็นสัญญาซึ่งต่อเนื่องกับสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ ย่อมมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 และหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้อง 5 ฉบับ ครบกำหนดชำระในวันที่ 14 ตุลาคม 2539 วันที่ 18 พฤศจิกายน 2539 วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 และวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 จึงเป็นการฟ้องคดีนี้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้อง 5 ฉบับแรกครบกำหนดชำระอันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวได้ หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวจึงยังไม่ขาดอายุความ

ข้อพิจารณาประการต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราผิดนัดหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาทรัสต์รีซีทในข้อ 4 ได้ระบุไว้ว่า จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 เห็นได้ว่าเมื่อสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับมิได้กำหนดจำนวนดอกเบี้ยไว้แน่นอนตายตัว ดอกเบี้ยในข้อ 4 นี้ ย่อมหมายถึงดอกเบี้ยลอยตัวในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกจากลูกค้าที่มิได้ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญาต่อโจทก์ แต่ตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวในข้อ 7 กลับระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ค้างชำระในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ตามข้อสัญญาดังกล่าวมานี้ย่อมมีหมายความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดจากจำเลยที่ 1 ได้นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จสิ้นโดยต้องย้อนไปใช้อัตราตามที่ระบุในข้อ 4 ของสัญญาทรัสต์รีซีท คืออัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดที่ใช้กับลูกค้าที่ยังไม่ผิดนัดผิดสัญญาเท่านั้นซึ่งได้แก่ อัตราระหว่างร้อยละ 14.25 ต่อปี ถึง 19.25 ต่อปี สำหรับช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 14 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 อันเป็นวันฟ้อง โดยดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากลูกค้าที่มิได้ผิดนัดชำระหนี้ได้แก่อัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสำหรับลูกค้าทั่วไปตามที่ระบุไว้ในประกาศธนาคารโจทก์ ซึ่งในช่วงระหว่างวันที่ 14 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 ระบุเป็นอัตราเอ็มอาร์อาร์ (MRR) บวก 2 หรือเท่ากับร้อยละ 15.25 ต่อปี และในช่วงระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดสำหรับเงินกู้ยืมทุกประเภทที่มิได้ผิดนัดหรือมิได้ผิดเงื่อนไขตามสัญญา โดยระบุเป็นอัตราเอ็มแอลอาร์ (MLR) บวก 4 ต่อปี หรือเท่ากับระหว่างร้อยละ 17.75 ต่อปี ถึง 19.25 ต่อปี ส่วนในช่วงระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 อันเป็นวันฟ้องได้แก่ อัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสำหรับลูกค้าทั่วไปโดยระบุไว้ไม่เกินอัตราเอ็มแอลอาร์ (MLR) บวก 4 ต่อปี หรือเท่ากับระหว่างร้อยละ 14.25 ต่อปี ถึง 19 ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญาซึ่งตามประกาศธนาคารโจทก์ดังกล่าวมีอัตราอยู่ระหว่างร้อยละ 18 ต่อปี ถึง 21.50 ต่อปี ในช่วงระยะเวลาเดียวกันตามประกาศธนาคารโจทก์ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งแปดชำระดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยข้อสัญญาตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ประกอบกับข้อ 4 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งแปดได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับแรกเป็นต้นเงินจำนวน 2,535,810.96 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไป ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่สองเป็นต้นเงินจำนวน 4,599,278.36 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไป ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่สามเป็นต้นเงินจำนวน 4,618,368.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยช่วงก่อนครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาจำนวน 268,250.25 บาท และดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่สี่เป็นต้นเงินจำนวน 4,870,536.36 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยช่วงก่อนครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาจำนวน 249,614.99 บาท และดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ห้าเป็นต้นเงินจำนวน 4,590,598.44 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยช่วงก่อนครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาจำนวน 253,566.81 บาท และดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่หกเป็นต้นเงินจำนวน 2,579,382 บาท พร้อมดอกเบี้ยช่วงก่อนครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาจำนวน 141,006.22 บาท และดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป และตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่เจ็ดเป็นต้นเงินจำนวน 3,996,846.62 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยช่วงก่อนครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาจำนวน 216,218.30 บาท และดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ละจำนวนแก่โจทก์เสร็จสิ้น โดยดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของต้นเงินทุกจำนวนดังกล่าวให้ชำระในอัตราลอยตัว ดังนี้ ช่วงระหว่างวันที่ 14 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 ให้ชำระในอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสำหรับลูกค้าทั่วไปร้อยละ เอ็มอาร์อาร์ บวก 2.00 ต่อปี ตามประกาศธนาคารโจทก์ ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2539 ฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 ฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2540 ฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2540 และช่วงระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ให้ชำระในอัตราดอกบี้ยและส่วนลดสูงสุดสำหรับเงินกู้ยืมทุกประเภทที่มิได้ผิดนัดหรือมิได้ผิดเงื่อนไขตามสัญญาร้อยละ เอ็มแอลอาร์ บวก 4 ต่อปี ตามประกาศธนาคารโจทก์ ฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 ฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2540 ฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2540 ฉบับลงวันที่ 2 ธันวาคม 2540 ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2541 และช่วงระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม 2541 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542) ให้ชำระในอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสำหรับลูกค้าทั่วไป (กรณีที่ลูกหนี้ไม่ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญา) ตามประกาศธนาคารโจทก์ ฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2541 ฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 ฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 ฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 ฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2542 ฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2542 และฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 ข้อ 4 ร้อยละเอ็มแอลอาร์ บวก 4 นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปให้ชำระในอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสำหรับลูกค้าทั่วไป (กรณีที่ลูกหนี้ไม่ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญา) ตามประกาศธนาคารโจทก์ ฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 ฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2542 ฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2542 ฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2542 ข้อ 4 ร้อยละ เอ็มแอลอาร์ บวก 4 กับอัตราดังกล่าวนี้หรืออัตราที่เรียกอย่างอื่นแต่มีผลเป็นอัตราสูงสุดเท่าที่โจทก์มีสิทธิเรียกจากลูกค้าทั่วไปซึ่งไม่ได้ผิดนัดหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยระบุไว้ในประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมและส่วนลด ฉบับที่โจทก์จะประกาศต่อ ๆ ไปหลังจากนั้น ทั้งนี้ ตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542) เป็นต้นไปต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องรวมกันต้องไม่เกินจำนวน 12,267,267.17 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง กับให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระค่าอากรแสตมป์สำหรับสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่สี่ถึงที่เจ็ดรวมเป็นเงิน 24 บาท แก่โจทก์ด้วย ถ้าจำเลยทั้งแปดไม่ชำระ ก็ให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 5 ตามคำฟ้องออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากไม่พอชำระหนี้ ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งแปดออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนอกนั้นให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 193/30 ม. 193/34 (7) ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทศิวะพิกุลเอเซีย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัส ติงสมิตร
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3094/2549
#267175
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรจากผู้ทรงสิทธิบัตรและมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้แบบผลิตภัณฑ์กับผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร หรือขาย มีไว้เพื่อขาย หรือเสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ไม่รวมถึงการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศไทย โจทก์จึงมิใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 เพราะผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามมาตรา 38 ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิบัตรที่ออกโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์เท่านั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่พึงจะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 33, 63 ประกอบมาตรา 65 และไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 84

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันละเมิดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ระบบกำแพงกันดิน "ก้อนมาตรฐานโครงสร้างของกำแพงกันดิน DURA HOLD" ที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิมาจากบริษัทจ๊ากน่า จำกัด ด้วยการเลียนแบบ หรือใช้แบบ ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าว อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ เหตุเกิดที่ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 3, 36, 38, 56, 63, 65, 85, 88 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ทางไต่สวนโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ผลิตวัสดุก่อสร้างที่ทำด้วยซีเมนต์ทุกชนิด ปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ. 1 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ. 2 สิทธิบัตรที่พิพาทในคดีนี้เป็นของนายแองเจิลโล ริชชี่ และนายแอนโตนิโอ ริชชี่ จดทะเบียนสิทธิบัตร ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นสิทธิบัตรระบบกำแพงกันดินใช้ชื่อทางการค้าคำว่า DURA HOLD ปรากฏตามใบรับรองสิทธิบัตร พร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ. 3 โดยมีบริษัทรูทเบอรี่ อินเตอร์เนชั่นแนลอิงค์ และบริษัทจ๊ากน่า จำกัด เป็นผู้บริหารสิทธิบัตรดังกล่าว โดยมีพื้นที่ทางการตลาดครอบคลุมถึงภาคใต้ของประเทศไทย ปรากฏตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ พร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ. 8 โดยเจ้าของสิทธิบัตรให้สัตยาบัน ปรากฏตามหนังสือให้สัตยาบันพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ. 4 มีการต่ออายุสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2545 ปรากฏตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ. 9 เมื่อโจทก์ได้รับสิทธิบัตรดังกล่าว โจทก์ได้ผลิตผลิตภัณฑ์ตามแบบผลิตภัณฑ์ ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ. 10 และได้โฆษณาผลิตภัณฑ์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ. 11 ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันผลิตผลิตภัณฑ์ระบบกำแพงกันดิน DURA HOLD ด้วยการเลียนแบบและนำไปใช้รับเหมาก่อสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบลรัษฎา ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ. 12 เดิมจำเลยที่ 1 เคยซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากโจทก์ เหตุเกิดที่ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 และการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดสิทธิบัตรตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะทำสัญญาเป็นผู้มีสิทธิในการผลิตการขายผลิตภัณฑ์ตามที่มีการจดสิทธิบัตรไว้แต่ผู้เดียว แต่สิทธิบัตรที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ต้องเป็นสิทธิบัตรที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พร้อมทั้งเปิดเผยรายละเอียดการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์และเมื่อผ่านการตรวจสอบว่ามีลักษณะครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงจะออกสิทธิบัตรให้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 33 สิทธิบัตรที่ออกโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวจึงจะได้รับความคุ้มครองในราชอาณาจักรไทยซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นหลักสากลกล่าวคือ ปกติแล้วผู้ทรงสิทธิบัตรจะบังคับสิทธิบัตรของตนได้เฉพาะภายในอาณาเขตของประเทศที่ออกสิทธิบัตรเท่านั้น ผู้ทรงสิทธิบัตรไม่สามารถบังคับสิทธิของตนต่อการกระทำละเมิดที่เกิดขึ้นภายนอกอาณาเขตของประเทศที่ออกสิทธิบัตรได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายชริน ธำรงเกียรติกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายแองเจโร่ ริชชี่ และนายแอนโตนิโอ ริชชี่ เจ้าของสิทธิบัตร ไม่เคยยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศไทย แต่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาหมายเลข 4,490,075 สิทธิบัตรดังกล่าวจึงย่อมได้รับความคุ้มครองเฉพาะภายในอาณาเขตประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นที่มีกฎหมายยอมรับบังคับให้ดังนั้น แม้โจทก์จะนำสืบว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรดังกล่าวจากผู้ทรงสิทธิบัตรและมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้แบบผลิตภัณฑ์กับผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร หรือขาย มีไว้เพื่อขาย หรือเสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ดังกล่าวไม่รวมถึงการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศไทย โจทก์จึงมิใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 เพราะผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามมาตรา 38 ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิบัตรที่ออกโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เท่านั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่พึงจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 33, 63 ประกอบด้วยมาตรา 65 และไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 84 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 33 ม. 38 ม. 63 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูเก็ตค้าซีเมนต์ จำกัด
จำเลย
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3094/2549
#267917
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทโจทก์ไม่เคยยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศไทย แต่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรที่ประเทศสหรัฐอเมริกาสิทธิบัตรดังกล่าวจึงย่อมได้รับความคุ้มครองเฉพาะภายในอาณาเขตประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นที่มีกฎหมายยอมรับบังคับให้ แม้โจทก์จะนำสืบว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรดังกล่าวจากผู้ทรงสิทธิบัตรและมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้แบบผลิตภัณฑ์กับผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรหรือขาย มีไว้เพื่อขาย หรือเสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ใช้แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาแต่สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ดังกล่าวไม่รวมถึงการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศไทย โจทก์จึงมิใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ.2522 เพราะผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามมาตรา 38 ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิบัตรที่ออกโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เท่านั้นโจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 33, 63 ประกอบด้วยมาตรา 65 และไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 85

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 3, 36, 38, 56, 63, 65, 85, 88 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บริษัทโจทก์ เจ้าของสิทธิบัตร ไม่เคยยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศไทย แต่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สิทธิบัตรดังกล่าวจึงย่อมได้รับความคุ้มครองเฉพาะภายในอาณาเขตประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นที่มีกฎหมายยอมรับบังคับให้ ดังนั้น แม้โจทก์จะนำสืบว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรดังกล่าวจากผู้ทรงสิทธิบัตรและมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้แบบผลิตภัณฑ์กับผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรหรือขาย มีไว้เพื่อขาย หรือเสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ดังกล่าวไม่รวมถึงการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศไทย โจทก์จึงมิใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 เพราะผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามมาตรา 38 ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิบัตรที่ออกโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เท่านั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่พึงจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 33, 63 ประกอบด้วยมาตรา 65 และไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 85 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 33 ม. 38 ม. 63 ม. 65 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูเก็ตค้าซีเมนต์ จำกัด
บริษัทเจ.อาร์.เอ็ม.เอ็นยิเนียริ่ง
จำเลย — แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายทวีชัย เจริญบัณฑิต
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3093/2549
#269362
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องมอบอำนาจให้ อ. ยื่นคำร้องขอคืนของกลางแทนผู้ร้องโดยให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีจนกว่าจะถึงที่สุด รวมทั้งใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาและมีสิทธิมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงดำเนินการแทนได้ตามความจำเป็นทุกกรณีแห่งกิจการที่มอบหมาย ซึ่ง อ. ได้มอบอำนาจให้ น. เป็นตัวแทนช่วงยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง แม้ในหนังสือมอบอำนาจฉบับที่สองนี้จะระบุไว้แต่เพียงว่าให้ น. มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอรับรถจักรยานยนต์ของกลางคืนโดยไม่มีข้อความว่า ให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจทั้ง 2 ฉบับ รวมกันแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่าผู้ร้องมอบอำนาจให้ น. มีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด อันมีความหมายรวมถึงการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเองหรือแต่งตั้งทนายความให้อุทธรณ์ฎีกาได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134, 160 ทวิ และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขขง สฎ 449 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องมอบอำนาจให้นางนงเยาว์ ทองอินทร์ ร้องขอคืนของกลางแทน ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขขง สฎ 449 ของกลาง และมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิด ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องมอบอำนาจให้นายเอกชัย มุกดากุล ยื่นคำร้องขอคืนของกลางแทนผู้ร้องโดยให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีจนกว่าจะถึงที่สุด รวมทั้งใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา และมีสิทธิมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงดำเนินการแทนได้ตามความจำเป็นทุกกรณีแห่งกิจการที่มอบหมาย ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ร.1 ซึ่งนายเอกชัยได้มอบอำนาจให้นางนงเยาว์ ทองอินทร์ เป็นตัวแทนช่วงยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางตามหนังสือมอบอำนาจ เอกสารหมาย ร.2 แม้ในหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้จะระบุไว้แต่เพียงว่าให้นางนงเยาว์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอรับรถจักรยานยนต์ของกลางคืนโดยไม่มีข้อความว่า ให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจทั้ง 2 ฉบับ ตามเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 รวมกันแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่า ผู้ร้องมอบอำนาจให้นางนงเยาว์มีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด อันมีความหมายรวมถึงการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเองหรือแต่งตั้งทนายความให้อุทธรณ์ฎีกาได้ด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องโดยนางนงเยาว์ ผู้รับมอบอำนาจและคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาคดีตามอุทธรณ์ของผู้ร้องแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 800
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชน
และครอบครัวจังหวัดสุราษฏร์ธานี
ผู้ร้อง — บริษัทบรรจงทรัพย์ สุราษฎร์ธานี จำกัด
จำเลย — นายอนุวัฒน์ ทองอินทร์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
วิชา มหาคุณ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3090/2549
#267078
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้นที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออก คำบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินที่โจทก์และจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันให้แก่โจทก์ตามส่วนในคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุรพงษ์ สมภักดี ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งนายสุรพงษ์และจำเลยเป็นเจ้าของรวม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 14913 ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุรพงษ์ สมภักดี จำนวน 59 ส่วน ใน 1,424 ส่วน ให้แก่โจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุรพงษ์ โดยให้มีเนวเขตที่ดินตามที่นายสุรพงษ์ครอบครองในกรอบรูปแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เริ่มจากทางด้านทิศตะวันตกซึ่งติดกับแม่น้ำสุพรรณบุรีไปทางด้านที่ติดกับที่ดินจำเลยให้ได้ 59 ส่วน ใน 1,424 ส่วน และให้กระทบต่อสิ่งปลูกสร้างของโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียหายน้อยที่สุด หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะโจทก์และจำเลยต้องร่วมกันยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ทั้งจะใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาก็ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นบังคับจำเลยฝ่ายเดียวไม่ได้บังคับโจทก์ จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกร่วมกับจำเลย แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการ จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษา หากโจทก์เพิกเฉยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรับคำขอรังวัดของจำเลยฝ่ายเดียวแล้วดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่มีสิทธิบังคับคดีและขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นยกคำขอของจำเลยที่ขอให้ศาลออกคำบังคับให้โจทก์ไปยื่นคำขอรังวัดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องคดีขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะออกคำบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามคำขอของจำเลยได้นั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" จากบทกฎหมายดังกล่าวนี้บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยไม่ใช่เป็นบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพ็ชรรัตน์ สมภักดี
นายวรวุฒิ สิทธิธัญญาการ หรือ
จำเลย — นายวรเชษฐ์ รัตน์วิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3090/2549
#268726
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์แล้ว จำเลยยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะโจทก์และจำเลยต้องร่วมกันยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกร่วมกับจำเลย แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพพาทนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยไม่ใช่เป็นบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุรพงษ์ สมภักดี ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งนายสุรพงษ์และจำเลยเป็นเจ้าของรวม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 14913 ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุรพงษ์ สมภักดี จำนวน 59 ส่วน ใน 1,424 ส่วน ให้แก่โจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุรพงษ์และให้กระทบต่อสิ่งปลูกสร้างของโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียหายน้อยที่สุด หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะโจทก์และจำเลยต้องร่วมกันยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ทั้งจะใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาก็ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นบังคับจำเลยฝ่ายเดียวไม่ได้บังคับโจทก์ จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกร่วมกับจำเลยแต่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการ จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษา หากโจทก์เพิกเฉย ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรับคำขอรังวัดของจำเลยฝ่ายเดียวแล้วดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีและขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นยกคำขอของจำเลยที่ขอให้ศาลออกคำบังคับให้โจทก์ไปยื่นคำขอรังวัดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์แล้วศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะออกคำบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามคำขอของจำเลยได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" จากบทกฎหมายดังกล่าวนี้บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยไม่ใช่เป็นบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพ็ชรรัตน์ สมภักดี
จำเลย — นายวรวุฒิ สิทธิธัญญาการ หรือนายวรเชษฐ์ รัตน์วิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3086/2549
#268769
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบุตรว่าประพฤติเนรคุณ ขอถอนคืนการให้ที่ดินต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยและบุตรคนอื่นปลูกบ้านให้โจทก์ และเลี้ยงดูโจทก์โดยส่งเสียเงินให้โจทก์ตามฐานานุรูปของแต่ละคนรวมกันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องถอนคืนการให้ของโจทก์ที่ฟ้องระงับสิ้นไป โจทก์คงได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามศาลจะต้องบังคับคดีไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ส่วนข้อตกลงรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้บนที่ดินและจดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณานั้น เป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นใหม่ภายหลังที่ศาลได้พิพากษาตามยอมแล้ว ไม่อาจบังคับในคดีนี้ได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติโจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอากับจำเลยแยกไปจากคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นบุตรประพฤติเนรคุณ ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยจัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่จัดการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทอันเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวหา ขอให้ยกฟ้อง

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยและบุตรคนอื่นๆ ของโจทก์ปฏิบัติตามเงื่อนไขต่อไปนี้ คือ ปลูกบ้านเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องให้แก่โจทก์ 1 หลัง เลี้ยงดูโจทก์โดยส่งเสียเงินให้เป็นรายเดือนตามฐานานรูปของแต่ละคนแต่รวมกันต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท จำเลยยอมรับผิดที่ได้ล่วงเกินโจทก์ไว้โดยจะทำการขอขมาโจทก์ภายหลัง โจทก์จำเลยตกลงไม่ติดใจเอาความกันอีก หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที

ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ศาลมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนแก่โจทก์ศาลนัดพร้อมเพื่อสอบถามโจทก์จำเลย เมื่อถึงวันนัดคือวันที่ 11 ตุลาคม 2544 โจทก์จำเลยตกลงกันได้ว่า จำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้บนที่ดินโฉนดเลขที่ 18825 จังหวัดราชบุรี และจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2544 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในกำหนดยอมให้โจทก์บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ต่อไป

ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยไม่โอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ ขอให้ศาลมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนให้แก่โจทก์ และเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 ศาลช้นต้นนัดพร้อมเพื่อสอบถามโจทก์จำเลยแล้วมีคำสั่งว่า การกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงให้บังคับคดีตามฟ้องโจทก์โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันลงวันที่ 15 มีนาคม 2544 ว่า จำเลยและบุตรคนอื่นๆ ของโจทก์จะปลูกบ้านเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องให้แก่โจทก์ 1 หลัง จะเลี้ยงดูโจทก์โดยส่งเสียเงินให้เป็นรายเดือนตามฐานานุรูปของแต่ละคน แต่รวมกันต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท จำเลยยอมรับผิดที่ได้ล่วงเกินโจทก์ไว้ โดยจะทำการขอขมาโจทก์ภายหลัง และโจทก์จำเลยตกลงไม่ติดใจเอาความกันอีกต่อไป ซึ่งผลของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้สิทธิเรียกถอนคืนการให้ของโจทก์ที่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี ระงับสิ้นไป โจทก์คงได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุดแล้วแทน ดังนั้น หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามศาลจะต้องบังคับคดีให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุว่าหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนแก่โจทก์ไว้แต่อย่างใด ส่วนข้อตกลงที่จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้บนที่ดินโฉนดเลขที่ 18825 จังหวัดราชบุรี และจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 นั้น เป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นใหม่ภายหลังที่ศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำขึ้นใหม่ดังกล่าวโจทก์ก็ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอากับจำเลยแยกไปจากคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหวาน พุ่มพวง
จำเลย — นางปราณี เคลอริชี
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3083/2549
#267102
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้ ส. เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบโดยขุดหาคานคอนกรีตเดิมซึ่งเป็นเขตที่ดินที่มีการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลย หากพบว่าคานเป็นเส้นตรงและกำแพงตั้งบนคานตรงกับคานที่วัด โจทก์ยอมรับว่าเป็นแนวเขตที่ดินของจำเลย แต่หากพบว่าคานโค้งรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จำเลยยินยอมรื้อถอนกำแพงที่สร้างใหม่ออกไปทั้งหมด ส. นำช่างแผนที่ออกไปตรวจสอบแล้ว การที่ ส. ให้ความเห็นว่า "สันนิษฐานว่าในเมื่อกำแพงโค้งคานน่าจะโค้งตามกำแพง" นั้น เกิดจากข้อเท็จจริงที่พบเห็นจากพยานหลักฐานในขณะทำการรังวัดเท่านั้นมิใช่เป็นการคาดคะเนของ ส. ดังนั้น เมื่อ ส. ตรวจสอบแล้วมีความเห็นว่ากำแพงตั้งอยู่บนคานเดิมตลอดแนว กำแพงโค้งตามคาน จึงทำให้กำแพงและคานตามรูปแผนที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตรงตามคำท้าแล้ว จำเลยจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1483 เลขที่ดิน 23 ตำบลมะเร็ต อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินทางด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ซึ่งมีเขตที่ดินติดต่อกัน เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2537 จำเลยก่อสร้างกำแพงรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์ทางด้านทิศเหนือยาวตลอดแนวของที่ดินและรุกล้ำเข้ามากว้างสุดประมาณ 10 นิ้ว โดยไม่สุจริต โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยรื้อถอนแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนกำแพงที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง ถ้าจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์ และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2531 จำเลยรื้อที่ดินแบ่งแยกมาจากที่ดินโจทก์ หลังจากนั้นประมาณเดือนเศษจำเลยก่อสร้างกำแพงตามแนวเขตที่ดินที่โจทก์ชี้ตามที่แบ่งขายหลังจากออกโฉนดที่ดินแล้ว เมื่อปลายปี 2535 จำเลยก่อสร้างกำแพงให้สูงขึ้นตามแนวเดิมโดยไม่ได้สร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ขอให้นายสุนทร จันทร์ผ่อง เจ้าพนักงานที่ดินเป็นคนกลางในการตรวจสอบโดยจะขุดหาคานคอนกรีตเดิมซึ่งเป็นเขตที่ดินที่มีการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยตามสัญญาแบ่งขายที่ดิน ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2531 หากพบว่าคานเป็นเส้นตรงและกำแพงที่ตั้งบนคานตรงกับคานที่วัด โจทก์ยอมรับว่าเป็นแนวเขตที่ดินของจำเลยและโจทก์จะดำเนินการถอนฟ้องจำเลย แต่หากพบว่าคานโค้งรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จำเลยยินยอมรื้อกำแพงที่สร้างใหม่ออกไปทั้งหมด โจทก์จึงจะดำเนินการถอนฟ้อง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานที่ดิน หากฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้ชำระ ทั้งนี้โจทก์และจำเลยตกลงสละประเด็นในคำฟ้องและคำให้การทั้งหมด โดยถือตามที่ตกลงกัน

วันตรวจสอบที่ดินพิพาทมีโจทก์และจำเลยนำชี้ นายสุนทร จันทร์ผ่อง ทำการตรวจสอบแล้วปรากฏว่ากำแพงตั้งอยู่บนคานเดิมตลอดแนว กำแพงโค้งตามคานจึงทำให้กำแพงและคานตามรูปแผนที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ตามหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 ศาลชั้นต้นจึงให้จำเลยรื้อกำแพงดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2544 แต่จำเลยมิได้ดำเนินการแต่อย่างใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกำแพงและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ เว้นแต่ค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่โจทก์ทดรองออกไปให้จำเลยใช้คืนแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้นายสุนทร จันทร์ผ่อง เจ้าพนักงานที่ดินเป็นคนกลางในการตรวจสอบที่ดิน โดยจะขุดหาคานคอนกรีตเดิมซึ่งเป็นเขตที่ดินที่มีการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยตามสัญญาแบ่งขายที่ดินลงวันที่ 25 ตุลาคม 2531 หากพบว่าคานเป็นเส้นตรงและกำแพงที่ตั้งบนคานตรงกับคานที่วัด โจทก์ยอมรับว่าเป็นแนวเขตที่ดินของจำเลย และโจทก์จะดำเนินการถอนฟ้องจำเลย แต่หากพบว่าคานโค้งรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์จำเลยยอมรื้อกำแพงที่สร้างใหม่ออกไปทั้งหมด โจทก์จึงจะดำเนินการถอนฟ้อง ต่อมานายสุนทร โจทก์และจำเลยร่วมกันนำช่างแผนที่ทำการตรวจสอบแล้ว นายสุนทรทำบันทึกถ้อยคำระบุว่ากำแพงตั้งอยู่บนคานเดิมตลอดแนว สันนิษฐานว่าในเมื่อกำแพงโค้ง คานน่าจะโค้งตามกำแพลงตามรูปแผนที่ที่โจทก์และจำเลยนำชี้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาของสาลล่างทั้งสองตรงตามคำท้าที่โจทก์และจำเลยตกลงกันหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สาระสำคัญของข้อตกลงในการตรวจสอบแนวเขตที่ดินพิพาท นายสุนทรจะต้องทำการขุดหาคานคอนกรีตซึ่งเป็นแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยเสียก่อนว่าคานตรงหรือโค้ง ข้อความในบันทึกถ้อยคำของนายสุนทรที่ว่าโจทก์จำเลยได้ร่วมกันนำช่างแผนที่ทำการตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่ากำแพงตั้งอยู่บนคานเดิมตลอดแนวนั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นว่าคานเดิมซึ่งกำแพงตั้งอยู่นั้นตรงหรือโค้ง นายสุนทรไม่ได้ขุดหาคานคอนกรีต เพียงแต่ตรวจดูกำแพงด้วยสายตาเท่านั้น แล้วสันนิษฐานเอาว่ากำแพงโค้งคานน่าจะโค้งตามกำแพง ซึ่งเป็นการคาดคะเนของนายสุนทร จำเลยยังไม่ได้ตรวจรับรองความถูกต้องของแผนที่พิพาท บันทึกถ้อยคำและแผนที่พิพาทที่นายสุนทรจัดทำขึ้นไม่ถูกต้องตามข้อตกลงของโจทก์จำเลยและไม่มีผลผูกพันใช้บังคับได้ ศาลล่างทั้งสองจึงมิอาจนำบันทึกและแผนที่พิพาทดังกล่าวมาพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีนั้น เห็นว่า ในวันที่นายสุนทรกับช่างแผนที่ออกไปตรวจสอบที่ดินพิพาทมีโจทก์และจำเลยเป็นผู้นำชี้ หากนายสุนทรไม่ดำเนินการตรวจสอบให้ถูกต้องตามข้อตกลงโดยไม่ขุดหาคานคอนกรีตเดิมจำเลยก็ควรจะทักท้วงหรือคัดค้านเสียในขณะนั้น แต่จำเลยกลับเพิกเฉย ทั้งยังลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในบันทึกถ้อยคำของนายสุนทรอีกด้วย ดังนั้น แม้ในบันทึกถ้อยคำของนายสุนทรจะไม่มีข้อความระบุว่าตรวจสอบโดยการขุดหาคานคอนกรีตเดิมก็ตาม ก็เชื่อว่านายสุนทรได้ดำเนินการตรวจสอบตามข้อตกลงของโจทก์และจำเลยแล้ว และเมื่อพิจารณาแผนที่พิพาทเอกสารท้ายหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 ในสำนวนจะเห็นว่า แผนที่พิพาทดังกล่าวมีการระบุมาตราไว้ในแผ่นแรก ส่วนแผนที่พิพาทแผ่นที่สอง นายสุนทรซึ่งเป็นผู้ทำการรังวัดและจำลองแผนที่พิพาทได้ระบุรายละเอียดและเขียนอธิบายไว้อย่างชัดเจน บุคคลทั่วไปเมื่ออ่านดูแล้วย่อมเข้าใจได้เชื่อว่านายสุนทรจัดทำแผนที่พิพาทดังกล่าวไปตามหลักวิชาการในการทำแผนที่ นอกจากนี้ วันที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2544 จำเลยแถลงต่อศาลแต่เพียงว่าเหตุที่ยังไม่ได้รื้อรั้วพิพาทเนื่องจากไม่ทราบคำสั่งศาลเท่านั้น จำเลยมิได้คัดค้านว่าบันทึกถ้อยคำของนายสุนทรและแผนที่พิพาทไม่ถูกต้องตามข้อตกลงแต่อย่างใด ถือว่าจำเลยยอมรับความถูกต้องของบันทึกถ้อยคำและแผนที่พิพาทที่นายสุนทรจัดทำขึ้นและตรงตามคำท้าของโจทก์และจำเลยที่ตกลงกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ส่วนการที่นายสุนทรให้ความเห็นว่า "สันนิษฐานว่าในเมื่อกำแพงโค้งคานน่าจะโค้งตามกำแพง" นั้น เป็นเพราะความเห็นที่ให้นั้นเกิดจากข้อเท็จจริงที่พบเห็นจากพยานหลักฐานในขณะทำการรังวัดเท่านั้นหาใช่เป็นการคาดคะเนของนายสุนทรแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น เมื่อนายสุนทรตรวจสอบแล้วมีความเห็นว่ากำแพงตั้งอยู่บนคานเดิมตลอดแนว กำแพงโค้งตามคาน จึงทำให้กำแพงและคานตามรูปแผนที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายน้อม ทองผุด
จำเลย — นายชา ชิมสกุล
จำเลย — บริษัทมอนเทอเรย์ เอเชีย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3082/2549
#268766
เปิดฉบับเต็ม

การแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้แต่เฉพาะที่ดินเป็นของผู้อื่น เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของจำเลยและจำเลยครอบครองเองจึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทจากโจทก์ คดีไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในหนึ่งปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 หรือไม่ ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นนี้ไว้ เพราะจะขัดแย้งกับประเด็นที่จำเลยให้การไว้ว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของจำเลยโดยได้รับการยกให้จากนาย ช. บิดาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทเดิม การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อนี้ไว้จึงเป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 หมู่ที่ 5 ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 งาน 83 ตารางวา และเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 34 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยได้รับการให้มาจากนางเทื้อม ศิลปกอบ มารดา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินของโจทก์เพื่อขอออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านของโจทก์คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าจำเลยได้ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ และไม่ยอมให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยต่อไป จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์ดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 หมู่ที่ 5 ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีและบ้านเลขที่ 34 หากจำเลยและบริวารไม่ยอมออกไป ขอให้จับกุมหรือคุมขังจำเลยไว้จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยเป็นผู้สิทธิครอบครองที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ทิศเหนือจดทางสาธารณประโยชน์ ทิศใต้จดถนนเพชรเกษม ทิศตะวันออกจดที่นางเทื้อมศิลปกอบ และทิศตะวันตกจดที่ดินนายสมใจ พ่วงสวัสดิ์ และนางประเสริฐ จันทร์ปรุง เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 80 ตารางวา โดยได้รับการยกให้มาจากนายชมเมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว พร้อมบ้านเลขที่ 34 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว หลังจากได้รับยกให้แล้วจำเลยเข้าครอบครองที่ดินและบ้านโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปี 2535 นางเทื้อมขอออกโฉนดที่ดินของนางเทื้อมทางด้านทิศตะวันออก และนางเทื้อมได้ชี้เขตที่ดินเข้ามาในที่ดินของจำเลยดังกล่าว จำเลยคัดค้าน นางเทื้อมจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินจำเลยครอบครองได้ แต่โดยการแนะนำของทนายความว่านางเทื้อมฟ้องจำเลยไม่ได้เพราะมาหาทนายความเกินหนึ่งปีตั้งแต่จำเลยคัดค้านดังกล่าว ทนายความจึงแนะนำให้นางเทื้อมโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2537 เพื่อนำไปออกโฉนดที่ดิน โจทก์ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินและจะรังวัดเข้ามาในที่ดินที่จำเลยครอบครองอีก จำเลยคัดค้าน ฉะนั้น โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ทั้งที่ทราบว่าจำเลยครอบครองเพื่อตนมาตั้งแต่ต้นจึงเกินหนึ่งปีนับแต่ถูกรบกวนการครอบครองหรือแย่งการครอบครองโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยและไม่สามารถเรียกค่าเสียหายได้ ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องมาสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 29 หมู่ที่ 5 ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี และบ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 5 ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 11 กันยายน 2538) จนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะออกจากที่ดินและบ้านดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นางเทื้อม ศิลปกอบ และจำเลยเป็นบุตรนายชม พ่วงสวัสดิ์ โจทก์เป็นบุตร นางเทื้อม เดิมนายชมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 29 หมู่ที่ 5 ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 2 งาน 68 ตารางวา เอกสารหมาย จ.8 ต่อมาวันที่ 8 เมษายน 2511 นายชมมอบอำนาจให้นางเทื้อมมีอำนาจจัดการขอรับรองการทำประโยชน์และแบ่งเวนคืนตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาคำขอรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.7 และ จ.15 ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เนื้อที่ 3 งาน 15 ตารางวา ให้แก่นายชมตามเอกสารหมาย จ.3 วันที่ 31 มกราคม 2515 ที่ดินดังกล่าวถูกแบ่งเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงสายนครปฐม - เพชรบุรี เนื้อที่ 43 ตารางวา วันที่ 11 พฤษภาคม 2515 นายชมยกที่ดินส่วนที่เหลือเนื้อที่ 2 งาน 72 ตารางวา ให้แก่นางเทื้อม วันที่ 20 กันยายน 2536 นางเทื้อมแบ่งที่ดินดังกล่าวให้นางประเสริฐ จันทร์ปรุง เนื้อที่ 43 ตารางวา ให้จำเลยเนื้อที่ 42 ตารางวา และให้นายสมใจ พ่วงสวัสดิ์ เนื้อที่ 32 ตารางวา คงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 83 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท เดือนกุมภาพันธ์ 2537 นางเทื้อมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 3 ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2537 โจทก์ไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.22 จำเลยคัดค้านการรังวัด คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่... เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน แม้จะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความมิใช่สาระสำคัญแต่อย่างใด โจทก์นอกจากจะมีพยานบุคคลซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยแล้วยังมีพยานเอกสารคือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.3 ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความเพียงลอยๆ ว่านายชมบิดาจำเลยยกที่ดินพิพาทพร้อมบ้านเลขที่ 34 ให้แก่จำเลย โดยไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นมาสนับสนุน แม้จำเลยจะมีนายถิ่นและนายผิวเพื่อนบ้านมาเป็นพยานว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทและบ้านทรงไทยตลอดมาก็ตาม แต่พยานจำเลยทั้งสองปากดังกล่าวเป็นบุคคลภายนอก ย่อมไม่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะที่นายชมยกที่ดินพิพาทและบ้านทรงไทยตามที่จำเลยอ้าง นอกจากนี้ก่อนที่นายชมจะยกที่ดินให้แก่นางเทื้อมและนางเทื้อมจะยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้มีการประกาศให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบก่อนจดทะเบียนการให้ตามระเบียบแล้ว ตามสำเนาประกาศอำเภอเมืองเพชรบุรี และสำเนาประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 จำเลยก็มิได้ไปโต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางเทื้อม เมื่อนางเทื้อมยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์พิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางเทื้อม เมื่อนางเทื้อมยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทอีกต่อไป จำเลยและบริวารก็ต้องออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในหนึ่งปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า นางเทื้อมได้เบิกความว่า เคยนำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินพร้อมกับที่ดินที่ซื้อมาจากนายคงเมื่อปี 2535 แต่จำเลยคัดค้านไว้ จึงออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้นางเทื้อมไม่ได้ คงออกโฉนดที่ดินได้เฉพาะที่ดินที่ซื้อมาจากนายคงเท่านั้น ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินอีก และนำช่างไปรังวัดที่ดินเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 จำเลยก็คัดค้านอีก โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อปี 2538 จึงเป็นการเกินหนึ่งปีนับจากวันที่นางเทื้อมถูกรบกวนการครอบครอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 วรรคสอง นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญและบ้านเลขที่ 34 โดยได้รับการยกให้จากนายชมบิดาจำเลย จำเลยครอบครองที่ดินและบ้านดังกล่าวตลอดมา จึงไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะที่ดินเป็นของผู้อื่น เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของจำเลยและจำเลยครอบครองเองจึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทจากโจทก์ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในหนึ่งปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 หรือไม่ ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นนี้ไว้ เพราะจะขัดแย้งกับประเด็นที่จำเลยให้การไว้ว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของจำเลยโดยได้รับการยกให้จากนายชม บิดาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทเดิม การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ไว้จึงเป็นการมิชอบ ทั้งปัญหานี้มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 696 - 700/2543 (ที่ถูก 696- 700/2493) ระหว่าง นางมอญ ละมูลเกตุ โจทก์ กับนางฮอ วงมณีฉาย กับพวก จำเลย ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมศรี เหรียญทอง
จำเลย — นายสมจิตร พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3081/2549
#268763
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นจะใช้ดุลพินิจรับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้หรือไม่ตามนัย ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นการใช้อำนาจเฉพาะตัวและถือว่าดุลพินิจดังกล่าวเป็นอันเด็ดขาด จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากเพิงไม่มีเลขที่ติดกับบ้านเลขที่ 564 ก. ถนนโนนม่วง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ และให้รื้อเพิ่งดังกล่าวพร้อมชำระค่าเสียหาย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของจำเลย

ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอทุธรณ์ภาค 3 พิพากษาอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นจะใช้ดุลพินิจรับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้หรือไม่ ตามนัยประมวลกฎหมายกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นการใช้อำนาจเฉพาะตัวและถือว่าดุลพินิจดังกล่าวเป็นอันเด็ดขาด จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเอี่ยม ยินผัน
จำเลย — นางสถาวร อ่อนจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3072/2549
#268893
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืนให้ถูกต้อง เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงความผิดไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ป.วิ.อ. มาตรา 221 กำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติข้อยกเว้นให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คือ ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป แต่บทบัญญัติมาตรานี้ มิได้วางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. 15 ซึ่งตามคำร้องของจำเลยระบุชื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นอีก การที่ผู้พิพากษาที่มิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องกลับเป็นผู้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ก็หามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ที่จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะไม่ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงาน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย ไม่มีเหตุสมควร และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งจำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงานและไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูกมาตรา 371) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีอาวุธปืน 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืน 3 เดือน รวมจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืนให้ถูกต้อง เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงความผิดไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติมาตรานี้ มิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาวิธีพิจารณาความอาญา จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งตามคำร้องจำเลยระบุชื่อขอให้นางสาวศุภัททิยะ ศุภางคเสน และนางสาวสิริลักษณ์ นาควิเชียร ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นอีก แต่นายทัดชัย บัวสอน ซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องกลับเป็นผู้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น แม้นายทัดชัยจะพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็หามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ที่จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่เพราะไม่ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยที่ขอให้นางสาวศุภัททิยะและนางสาวสิริลักษณ์เป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ"

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลย หากมีการอนุญาตหรือไม่อนุญาตประการใด ก็ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคท้าย
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — นายวิเชียร ประบุญเรือง
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3053/2549
#266802
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องแต่ละกระทงระบุถึงวันเวลาที่จำเลยนำสินค้าของผู้เสียหายแต่ละชนิดไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้ารวม 14 ครั้ง และลูกค้าแต่ละรายได้ผ่อนชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดเดือนมีนาคม 2544 จำเลยได้เบียดบังเงินค่าสินค้าของผู้เสียหายที่ลูกค้าแต่ละรายชำระให้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 150,720 บาท ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิด อีกทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว แม้ฟ้องโจทก์แต่ละกระทงมิได้บรรยายว่าจำเลยได้รับเงินค่าผ่อนชำระสินค้าแต่ละงวดเป็นจำนวนเท่าใด จึงรวมเป็นเงินที่จำเลยเบียดบังไป ก็เป็นเรื่องรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบให้ปรากฏในชั้นพิจารณาได้ ทั้งจำเลยย่อมทราบดีว่าจำเลยได้รับเงินค่าสินค้าจากลูกจ้างงวดละเท่าใด เพราะจำเลยเป็นผู้รับชำระจากลูกค้าด้วยตนเอง ฟ้องโจทก์แต่ละกระทงจึงไม่เคลือบคลุม

เงินค่าสินค้าที่จำเลยยักยอกไปแต่ละครั้ง เกิดจากการที่จำเลยขายสินค้าให้แก่ลูกค้าแต่ละรายต่างกรรมต่างวาระกัน และเป็นเงินค่าสินค้าแต่ละชนิดที่ลูกค้าชำระให้ต่างคราวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91, 352 ให้จำเลยคืนเงิน 150,720 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน 14 กระทง รวมจำคุก 28 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 14 เดือน กับให้จำเลยคืนเงิน 150,720 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าฟ้องโจทก์ทุกกระทงเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแต่ละกระทงระบุถึงวันเวลาที่จำเลยนำสินค้าของผู้เสียหายแต่ละชนิดไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าตามราคาที่ระบุไว้รวม 14 ครั้ง และลูกค้าแต่ละรายได้ผ่อนชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด เดือนมีนาคม 2544 จำเลยได้เบียดบังเงินค่าสินค้าของผู้เสียหายที่ลูกค้าแต่ละรายชำระให้ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยไปตามจำนวนที่กล่าวในฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 150,720 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดนั้น อีกทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ฟ้องโจทก์แต่ละกระทงมิได้บรรยายว่าจำเลยได้รับเงินค่าผ่อนชำระค่าสินค้าแต่ละงวดเป็นจำนวนเท่าใด จึงรวมเป็นจำนวนเงินที่จำเลยเบียดบังไปตามฟ้องนั้น ก็เป็นเรื่องรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบให้ปรากฏในชั้นพิจารณาได้ ทั้งจำเลยย่อมจะทราบดีว่าจำเลยได้รับเงินค่าผ่อนชำระสินค้าจากลูกค้าแต่ละงวดเป็นจำนวนเท่าใด เพราะจำเลยเป็นผู้รับชำระจากลูกค้าด้วยตนเองอีกด้วย ฟ้องโจทก์แต่ละกระทงจึงไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องระบุว่าจำเลยยักยอกเงินค่าสินค้าของลูกค้าทั้ง 14 ราย ไปเมื่อวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด เดือนมีนาคม 2544 ก็ตาม แต่เงินค่าสินค้าที่จำเลยยักยอกไปแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการที่จำเลยขายสินค้าให้แก่ลูกค้าแต่ละรายต่างกรรมต่างวาระกัน และเป็นเงินค่าสินค้าแต่ละชนิดที่ลูกค้าชำระให้ต่างคราวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 14 กระทง หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายช่วน สังเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นางสาววิภารัตน์ ปราบปราม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3053/2549
#267174
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องแต่ละกระทงระบุถึงวันเวลาที่จำเลยนำสินค้าของผู้เสียหายแต่ละชนิดไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าตามราคาที่ระบุไว้รวม 14 ครั้ง และลูกค้าแต่ละรายได้ผ่อนชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด เดือนมีนาคม 2544 จำเลยได้เบียดบังเงินค่าสินค้าของผู้เสียหายที่ลูกค้าแต่ละรายชำระให้ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยไปตามจำนวนที่กล่าวในฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 150,720 บาท เป็นคำฟ้องที่จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนจำเลยได้รับเงินค่าผ่อนชำระค่าสินค้าแต่ละงวดเป็นจำนวนเท่าใด เป็นรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ทั้งจำเลยย่อมจะทราบดีว่าจำเลยได้รับเงินจากลูกค้าแต่ละงวดเป็นจำนวนเท่าใด เพราะจำเลยเป็นผู้รับชำระจากลูกค้าด้วยตนเองอีกด้วย ฟ้องโจทก์แต่ละกระทงจึงไม่เคลือบคลุม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมเรียงกระทงเป็นลำดับไปว่า ตามวันเวลาที่ระบุในฟ้องจำเลยได้นำสินค้าของผู้เสียหายแต่ละชนิดไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าแต่ละรายตามราคาที่ระบุไว้รวม 14 ครั้ง ด้วยกัน และลูกค้าแต่ละรายได้ผ่อนชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยตามจำนวนที่ระบุในฟ้อง แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องระบุว่าจำเลยยักยอกเงินค่าสินค้าของลูกค้าทั้ง 14 ราย ไปเมื่อวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด เดือนมีนาคม 2544 แต่เงินค่าสินค้าที่จำเลยยักยอกไปแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการที่จำเลยขายสินค้าให้แก่ลูกค้าแต่ละรายต่างกรรมต่างวาระกัน และเป็นเงินค่าสินค้าแต่ละชนิดที่ลูกค้าชำระให้ต่างคราวกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 14 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 ให้จำเลยคืนเงิน 150,720 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน 14 กระทง รวมจำคุก 28 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 14 เดือน กับให้จำเลยคืนเงิน 150,720 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าฟ้องโจทก์ทุกกระทงเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแต่ละกระทงระบุถึงวันเวลาที่จำเลยนำสินค้าของผู้เสียหายแต่ละชนิดไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าตามราคาที่ระบุไว้รวม 14 ครั้ง และลูกค้าแต่ละรายได้ผ่อนชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด เดือนมีนาคม 2544 จำเลยได้เบียดบังเงินค่าสินค้าของผู้เสียหายที่ลูกค้าแต่ละรายชำระให้ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยไปตามจำนวนที่กล่าวในฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 150,720 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดนั้น อีกทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ฟ้องโจทก์แต่ละกระทงมิได้บรรยายว่าจำเลยได้รับเงินค่าผ่อนชำระค่าสินค้าแต่ละงวดเป็นจำนวนเท่าใด จึงรวมเป็นจำนวนเงินที่จำเลยเบียดบังไปตามฟ้องนั้นก็เป็นเรื่องรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบให้ปรากฏในชั้นพิจารณาได้ ทั้งจำเลยย่อมจะทราบดีว่าจำเลยได้รับเงินค่าผ่อนชำระค่าสินค้าจากลูกค้าแต่ละงวดเป็นจำนวนเท่าใด เพราะจำเลยเป็นผู้รับชำระจากลูกค้าด้วยตนเองอีกด้วย ฟ้องโจทก์แต่ละกระทงจึงไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมเรียงกระทงเป็นลำดับไปว่า ตามวันเวลาที่ระบุในฟ้องจำเลยได้นำสินค้าของผู้เสียหายแต่ละชนิดไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าแต่ละรายตามราคาที่ระบุไว้รวม 14 ครั้ง ด้วยกัน และลูกค้าแต่ละรายได้ผ่อนชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยตามจำนวนที่ระบุในฟ้อง เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดข้อหา ดังนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องระบุว่าจำเลยยักยอกเงินค่าสินค้าของลูกค้าทั้ง 14 ราย ไปเมื่อวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด เดือนมีนาคม 2544 ก็ตาม แต่เงินค่าสินค้าที่จำเลยยักยอกไปแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการที่จำเลยขายสินค้าให้แก่ลูกค้าแต่ละรายต่างกรรมต่างวาระกัน และเป็นเงินค่าสินค้าแต่ละชนิดที่ลูกค้าชำระให้ต่างคราวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 14 กระทง หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นางช่วน สังเพชร
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3044/2549
#268725
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายซึ่งมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ทางหลวงฯ และขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและคดีไม่จำต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพจึงฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย รถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่บุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) แม้ พ.ร.บ.ทางหลวงฯ มาตรา 61, 73 มิได้บัญญัติถึงการริบของกลางไว้ แต่ก็มิได้บัญญัติถึงเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างอื่น จึงนำมาตรา 33 มาใช้บังคับได้ตามมาตรา 17 แห่ง ป.อ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73 จำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานจึงไม่ลดโทษให้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 รถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงจึงไม่ริบ

โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรี ซึ่งปฏิบัติราชการในหน้าที่อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาดังกล่าว และให้จำเลยทำงานบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า รถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเพราะรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางมิใช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดโดยสภาพ และพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 เป็นเพียงบทบัญญัติให้ลงโทษจำเลยมิได้มุ่งถึงตัวทรัพย์แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า คดีโจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายซึ่งมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 และขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและคดีไม่จำต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย รถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่บุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) แม้พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 มิได้บัญญัติถึงการริบของกลางไว้แต่ก็มิได้บัญญัติถึงเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างอื่น จึงนำมาตรา 33 มาใช้บังคับได้ตามมาตรา 17 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้วินิจฉัยว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและการริบเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย่อมเห็นแล้วว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งโจทก์ขอให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและระบุบทกฎหมาย ก็ไม่ทำให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 17 ม. 33 (1)
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 61 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นายบัวกัน บุญจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3038/2549
#272474
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีโดยอาศัยประเด็นสำคัญเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยก็โดยอาศัยข้ออ้างที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากันและเป็นเรื่องที่โจทก์ชอบจะยกขึ้นว่ากล่าวในคดีเดิมได้ เมื่อศาลในคดีเดิมได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยที่ 3 คดีนี้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจนำประเด็นเรื่องว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 3 ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากันมารื้อร้องฟ้องกันอีก แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 พ่วงเข้ามาในคดีนี้อีกแต่ก็เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นคู่ความเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามเพราะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ ให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) เลขที่ 235 เล่ม 3 หน้า 35 อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ และให้ขับไล่จำเลยที่ 3 กับบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในการทำนาปีละ 20,000 บาท ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 3 และบริวารจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์เคยถูกจำเลยที่ 3 ฟ้องเกี่ยวกับที่ดินแปลงพิพาทเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 683/2536 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดและมีการบังคับคดีโดยกักขังโจทก์ในคดีนี้เพราะไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดี การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำ โจทก์ไม่เคยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมาก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้สมรู้ร่วมคิดแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์มาให้จำเลยที่ 3 แต่อย่างใด การอนุญาตให้จำเลยที่ 3 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นไปตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในที่ดินพิพาทซึ่งได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 683/2536 ของศาลชั้นต้น โดยเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันเป็นเหตุให้คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 683/2536 ของศาลชั้นต้น ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาหรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 683/2536 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิฉบับเดียวกับที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ และในคดีดังกล่าวโจทก์คดีนี้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ 3 เพราะโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทและชำระเงินให้จำเลยที่ 3 รวมทั้งเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและเสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้โจทก์คดีนี้และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4 - 01 ก.) ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ 3 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของโจทก์ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยประเด็นสำคัญเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาด้วยก็โดยอาศัยข้ออ้างที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากันและเป็นเรื่องที่โจทก์ชอบจะยกขึ้นว่ากล่าวในคดีเดิมได้ ดังนั้น เมื่อศาลในคดีเดิมได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยที่ 3 คดีนี้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจนำประเด็นเรื่องว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 3 ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากันมารื้อร้องฟ้องกันอีก แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 พ่วงเข้ามาในคดีนี้อีกแต่ก็เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นคู่ความเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามเพราะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทอง สมภูงา
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ