คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1082/2549
#270843
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันของผู้เสียหายเข้ามาจอดที่บริเวณบ้านของจำเลยที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายน้ำมันที่จำเลยที่ 1 จะดูดออกจากถังน้ำมันของรถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 2 ขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้คีมตัดลวดและซีลซึ่งใช้ปิดฝาถังน้ำมันเพื่อเปิดฝาถังน้ำมันออก โดยจำเลยที่ 2 ถือถังน้ำมันเตรียมไว้รองรับน้ำมันที่จำเลยที่ 1 จะลักมาขายให้ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม การที่จำเลยที่ 2 เตรียมถังน้ำมันไว้รองรับน้ำมันที่จำเลยที่ 1 จะลักจากรถยนต์บรรทุกน้ำมัน จำเลยที่ 2 ได้กระทำไปโดยมีเจตนาจะรับซื้อน้ำมันจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่อาจถือได้ว่าการที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์บรรทุกน้ำมันเข้ามาจอดในบริเวณบ้านของตนเป็นการกระทำโดยเจตนาช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 80, 83, 33 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) วรรคแรก, 80 จำคุก 1 ปี คำให้การจำเลยที่ 1 ชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 รีบคีมของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) วรรคแรก, 80, 86 จำคุก 8 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุบรรทุกน้ำมันของบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย มาจอดที่บ้านที่เกิดเหตุ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งสองขณะจำเลยที่ 1 กำลังพยายามลักน้ำมันจากถังน้ำมันบนรถยนต์บรรทุกดังกล่าว คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษมาหรือไม่ โจทก์นำสืบโดยมีร้อยตำรวจตรีสมศักดิ์ วงศ์พรหม เบิกความว่า พยานเป็นผู้จับกุมจำเลยทั้งสอง โดยพยานเห็นรถยนต์บรรทุกน้ำมันคันที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับแล่นเลี้ยวลงไปที่ถนนข้างทางตรงไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 พยานจึงลงจากรถไปแอบซุ่มดู เนื่องจากโดยปกติรถยนต์บรรทุกน้ำมันจะไม่จอดแวะที่ใดหากไม่ใช่สถานีบริการน้ำมัน พยานเห็นจำเลยที่ 1 ปีนรถขึ้นไปบนถังน้ำมันเพื่อเปิดฝาถังน้ำมัน โดยการใช้คีมตัดลวดและซีลซึ่งใช้ปิดฝาถังน้ำมันออก และขณะนั้นพยานพบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุถือถังน้ำมันเดินมาจากข้างรถ เพื่อนำถังมารองรับน้ำมัน พยานจึงจับกุมจำเลยทั้งสองและแจ้งข้อหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ป.จ.2 เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันของผู้เสียหายเข้ามาจอดที่บริเวณบ้านของจำเลยที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายน้ำมันที่จำเลยที่ 1 จะดูดออกจากถังน้ำมันของรถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 2 ขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้คีมตัดลวดและซีลซึ่งใช้ปิดฝาถังน้ำมันเพื่อเปิดฝาถังน้ำมันออก โดยจำเลยที่ 2 ถือถังน้ำมันเตรียมไว้รองรับน้ำมันที่จำเลยที่ 1 จะลักมาขายให้ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม การที่จำเลยที่ 2 เตรียมถังน้ำมันไว้รองรับน้ำมันที่จำเลยที่ 1 จะลักจากรถยนต์บรรทุกน้ำมัน จำเลยที่ 2 ได้กระทำไปโดยมีเจตนาจะรับซื้อน้ำมันจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่อาจจะถือได้ว่าการที่จำลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์บรรทุกน้ำมันเข้ามาจอดในบริเวณบ้านของตนเป็นการกระทำโดยเจตนาช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการลักทรัพย์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมา พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาช่วยเหลือหรือให้สะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ก่อนหรือขณะกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานพยายามลักทรัพย์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 86 ม. 335 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายบุญธรรม บุญต่อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081/2549
#267507
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่านายหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าโล่ที่จำเลยสัญญาว่าจะมอบให้ และค่าปรับเงินเดือนเพิ่ม พร้อมทั้งออกหนังสือรับรองเกี่ยวกับการทำงานให้โจทก์ ระหว่างการพิจารณาจำเลยขอให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม คงพิจารณาคดีต่อไปเฉพาะประเด็นเรื่องค่าโล่และค่าปรับเงินเดือนเพิ่ม อันเป็นการยกคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการอุทธรณ์คัดค้าน ข้อพิพาทในเรื่องค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจึงเป็นอันยุติเพราะฟ้องเคลือบคลุมซึ่งเป็นกรณีที่ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดี และไม่ได้อยู่ในกระบวนพิจารณาในคดีดังกล่าวต่อไปแล้ว การที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในเวลาต่อมา โดยจำเลยยอมจ่ายเงินให้โจทก์ 36,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าค่าโล่และค่าปรับเงินเดือนเพิ่มที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเงิน 5,000 บาท และ 66,000 บาท รวมกันโดยไม่ระบุว่าค่าอะไร และไม่มีข้อความที่แสดงให้เห็นว่าการประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อระงับข้อพิพาทในเรื่องค่านายหน้าที่ศาลยกฟ้องเพราะฟ้องเคลือบคลุมไปแล้วด้วยแต่อย่างใด แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาตามยอมไปแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องค่านายหน้าระหว่างโจทก์จำเลยไปแล้ว จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้โจทก์นำค่านายหน้ามาฟ้องเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่านายหน้า 416,617.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยแบ่งจ่ายค่านายหน้าจากการขายให้ลูกจ้างของจำเลยเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกร้อยละ 50 เมื่อลูกค้าลงนามในสัญญาจ้าง ส่วนหลังอีกร้อยละ 50 เมื่อจำเลยลงสื่อโฆษณาตามสัญญาจ้างครบถ้วนและลูกค้าได้ชำระเงินค่าจ้างแล้ว จำเลยจ่ายค่านายหน้าให้โจทก์แล้วจำนวน 543,977.77 บาท โจทก์พ้นจากการเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2544 ด้วยการลาออก จากนั้นก่อนฟ้องเป็นคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4186/2544 เรียกให้จำเลยจ่ายค่านายหน้าจากการขายจำนวน 416,985.25 บาท และเงินอื่น คดีดังกล่าวโจทก์จำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยอมจ่ายเงินให้โจทก์ 36,000 บาท และยอมออกใบผ่านงานและใบประกาศรับรองเกียรติคุณให้แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมแล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่านายหน้าเป็นค่านายหน้าในส่วนแรกร้อยละ 50 ของค่านายหน้าซึ่งคิดถึงวันที่โจทก์ออกจากงานค่านายหน้าที่โจทก์ฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4186/2544 จำนวน 416,895.25 บาท (ที่ถูก 416,985.25 บาท) เป็นค่านายหน้าส่วนหลังอีกร้อยละ 50 ซึ่งจ่ายเมื่อจำเลยลงสื่อโฆษณาตามสัญญาจ้างครบถ้วนและลูกค้าได้ชำระเงินค่าจ้างแล้ว เช่นเดียวกับค่านายหน้าที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ เมื่อโจทก์ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยในคดีก่อนโดยยอมรับเงินจำนวน 36,000 บาท อันเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปโดยไม่ปรากฏข้อยกเว้นเป็นอย่างอื่น และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมไปแล้ว การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่านายหน้าจำนวนเดียวกันอีกจึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน อันเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่านายหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าโล่ที่จำเลยสัญญาว่าจะมอบให้ และค่าปรับเงินเดือนเพิ่ม พร้อมทั้งออกหนังสือรับรองเกี่ยวกับการทำงานให้โจทก์ ระหว่างการพิจารณาจำเลยได้ขอให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม คงพิจารณาคดีต่อไปเฉพาะประเด็นเรื่องค่าโล่และค่าปรับเงินเดือนเพิ่ม อันเป็นการยกคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการอุทธรณ์คัดค้าน ข้อพิพาทในเรื่องค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจึงเป็นอันยุติเพราะฟ้องเคลือบคลุม ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดี ข้อพิพาทเรื่องค่านายหน้าจึงมิได้อยู่ในกระบวนพิจารณาในคดีก่อนต่อไปแล้ว การที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในเวลาต่อมา โดยจำเลยยอมจ่ายเงินให้โจทก์ 36,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าค่าโล่และค่าปรับเงินเดือนเพิ่มที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเป็นเงิน 5,000 บาท และ 66,000 บาท รวมกัน โดยไม่ระบุเป็นค่าอะไร และไม่มีข้อความที่แสดงให้เห็นว่าการประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อระงับข้อพิพาทในเรื่องค่านายหน้าที่ศาลยกฟ้องเพราะฟ้องเคลือบคลุมไปแล้วด้วยแต่อย่างใด แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาตามยอมไปแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องค่านายหน้าระหว่างโจทก์จำเลยไปแล้วในคดีก่อน จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้โจทก์นำค่านายหน้ามาฟ้องเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัชรินทร์ รัตนพรศิริ
จำเลย — บริษัทเทิร์นวัน (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081/2549
#268621
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนเป็นคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่านายหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าโล่ที่จำเลยสัญญาว่าจะมอบให้ และค่าปรับเงินเดือนเพิ่มพร้อมทั้งออกหนังสือรับรองเกี่ยวกับการทำงานให้โจทก์ ระหว่างการพิจารณาศาลแรงงานกลางได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม คงพิจารณาคดีต่อไปเฉพาะประเด็นเรื่องค่าโล่และค่าปรับเงินเดือนเพิ่ม จึงเป็นการยกคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว เมื่อไม่มีการอุทธรณ์คัดค้าน ข้อพิพาทในเรื่องค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์ฟ้องในคดีแพ่งดังกล่าว จึงเป็นอันยุติเพราะฟ้องเคลือบคลุม ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดีข้อพิพาทเรื่องค่านายหน้าจึงมิได้อยู่ในกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งดังกล่าวต่อไปแล้วการที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในเวลาต่อมา โดยจำเลยยอมจ่ายเงินให้โจทก์ 36,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าค่าโล่และค่าปรับเงินเดือนเพิ่มที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเป็นเงิน 5,000 บาท และ 66,000 บาท รวมกันโดยไม่ระบุเป็นค่าอะไร และไม่มีข้อความที่แสดงให้เห็นว่าการประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อระงับข้อพิพาทในเรื่องค่านายหน้าที่ศาลยกฟ้องเพราะฟ้องเคลือบคลุมไปแล้วด้วยแต่อย่างใด แม้ศาลแรงงานกลางและพิพากษาตามยอมไปแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องค่านายหน้าระหว่างโจทก์จำเลยไปแล้ว จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้โจทก์นำค่านายหน้ามาฟ้องเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่านายหน้า 416,617.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยแบ่งจ่ายค่านายหน้าจากการขายให้ลูกจ้างของจำเลยเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกร้อยละ 50 เมื่อลูกค้าลงนามในสัญญาจ้างส่วนหลังอีกร้อยละ 50 เมื่อจำเลยลงสื่อโฆษณาตามสัญญาจ้างครบถ้วนและลูกค้าได้ชำระเงินค่าจ้างแล้ว จำเลยจ่ายค่านายหน้าให้โจทก์แล้วจำนวน 543,977.77 บาท โจทก์พ้นจากการเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2544 ด้วยการลาออกจากนั้นก่อนฟ้องเป็นคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4186/2544 เรียกให้จำเลยจ่ายค่านายหน้าจากการขายจำนวน 416,985.25 บาท และเงินอื่น คดีดังกล่าวโจทก์จำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยอมจ่ายเงินให้โจทก์ 36,000 บาท และยอมออกใบผ่านงานและใบประกาศรับรองเกียรติคุณให้แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่านายหน้าเป็นค่านายหน้า ในส่วนแรกร้อยละ 50 ของค่านายหน้าซึ่งคิดถึงวันที่โจทก์ออกจากงาน ค่านายหน้าที่โจทก์ฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4186/2544 จำนวน 416,895.25 บาท (ที่ถูก 416,985.25 บาท) เป็นค่านายหน้าส่วนหลังอีกร้อยละ 50 ซึ่งจ่ายเมื่อจำเลยลงสื่อโฆษณาตามสัญญาจ้างครบถ้วนและลูกค้าได้ชำระเงินค่าจ้างแล้ว เช่นเดียวกับค่านายหน้าที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ เมื่อโจทก์ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยในคดีก่อนโดยยอมรับเงินจำนวน 36,000 บาท อันเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปโดยไม่ปรากฏข้อยกเว้นเป็นอย่างอื่น และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมไปแล้ว การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่านายหน้าจำนวนเดียวกันอีกจึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน อันเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหมาย ล.6 ล.7 ล.8 กับเอกสารท้ายคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานศาลรับรองความถูกต้องและจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ซึ่งศาลแรงงานกลางรับไว้เป็นคำแถลงการณ์ให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4186/2544 เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่านายหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีค่าโล่ที่จำเลยสัญญาว่าจะมอบให้ และค่าปรับเงินเดือนเพิ่มพร้อมทั้งออกหนังสือรับรองเกี่ยวกับการทำงานให้โจทก์ ระหว่างการพิจารณาจำเลยได้ขอให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และศาลแรงงานกลางได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาดังกล่าวเบื้องต้นตามคำสั่งลงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม คงพิจารณาคดีต่อไปเฉพาะประเด็นเรื่องค่าโล่และค่าปรับเงินเดือนเพิ่ม อันเป็นการยกคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการอุทธรณ์คัดค้าน ข้อพิพาทในเรื่องค่านายหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์ฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4186/2544 จึงเป็นอันยุติเพราะฟ้องเคลือบคลุม ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดี ข้อพิพาทเรื่องค่านายหน้าจึงมิได้อยู่ในกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4186/2544 ต่อไปแล้ว การที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในเวลาต่อมา โดยจำเลยยอมจ่ายเงินให้โจทก์ 36,000 บาท ซึ่งน้อยว่าค่าโล่และค่าปรับเงินเดือนเพิ่มที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเป็นเงิน 5,000 บาท และ 66,000 บาท รวมกัน โดยไม่ระบุเป็นค่าอะไร และไม่มีข้อความที่แสดงให้เห็นว่าการประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อระงับข้อพิพาทในเรื่องค่านายหน้าที่ศาลยกฟ้องเพราะฟ้องเคลือบคลุมไปแล้วด้วยแต่อย่างใด แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาตามยอมไปแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องค่านายหน้าระหว่างโจทก์จำเลยไปแล้วในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4186/2544 จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้โจทก์นำค่านายหน้ามาฟ้องเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4186/2544 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ เป็นฟ้องซ้ำและพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัชรินทร์ รัตนพรศิริ
จำเลย — บริษัทเทิร์นวัน (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1070/2549
#268540
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์โดยมีพนักงานอัยการผู้รักษาการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมีสำเนาคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 235/2546 ที่มอบหมายให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต หรือพนักงานอัยการผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขตมีอำนาจรับรองอุทธรณ์แทนอัยการสูงสุด เมื่อพิจารณาเห็นว่า มีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยสำหรับคดีอาญาซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขตนั้น ๆ ได้ โดยเป็นคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา 193 ตรี และ พ.ร.บ.พนักงานอัยการฯ มาตรา 15 พนักงานอัยการผู้รักษาการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 ตามมาตรา 18 จึงเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาจึงเป็นไปโดยชอบ

การกระทำความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ เป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุขของครอบครัว สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย แต่จำเลยมีอายุถึง 58 ปี และโทษจำคุกที่จะต้องรับแต่ละกระทงมีกำหนดเวลาน้อยกว่าสามเดือน เห็นสมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกให้น้อยลงอีกเพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ขอให้ริบของกลางและจ่ายสินบนนำจับ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก 12 (1) และ (2)), 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพหลังจากมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้ว จึงเห็นควรลดโทษให้เพียงหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้รวม 196 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน ปรับกระทงละ 3,333 บาท ฐานเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้รวม 7 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน ปรับกระทงละ 1,000 บาท รวมจำคุก 791 เดือน ปรับ 660,268 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ภายในกำหนด 1 ปี โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 4 ครั้งและให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง และให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ โดยพนักงานอัยการ รักษาการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ 196 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 4 เดือน ความผิดฐานเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ 7 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 798 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 532 เดือน แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี จึงให้ลงโทษจำคุก 10 ปี โดยไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติจำเลย ยกคำขอให้จ่ายสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าพนักงานอัยการผู้รักษาการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 ไม่มีอำนาจรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่มีอำนาจรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณานั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี อธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายมีอำนาจลงลายมือชื่อรับรองในคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์อุทธรณ์ โดยมีพนักงานอัยการผู้รักษาการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมีสำเนาคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 235/2546 ที่มอบหมายให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต หรือพนักงานอัยการผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต มีอำนาจรับรองอุทธรณ์แทนอัยการสูงสุด เมื่อพิจารณาเห็นว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยสำหรับคดีอาญาซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขตนั้นๆ ได้ โดยเป็นคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี และพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 15 พนักงานอัยการผู้รักษาการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 ตามมาตรา 18 จึงเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาจึงเป็นไปโดยชอบ ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาโดยรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบและทายผลการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศ ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนโดยมิได้คำนึงว่าจะเป็นเหตุให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุขอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจุบันการพนันทายผลฟุตบอลแพร่ระบาดทั่วไปในหมู่นักเรียน นักศึกษา ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุขของครอบครัว สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว รวมทั้งเหตุผลความจำเป็นประการอื่น ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุถึง 58 ปี และโทษจำคุกซึ่งจำเลยจะต้องรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในแต่ละกระทงมีกำหนดเวลาน้อยกว่าสามเดือนเห็นสมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกระยะสั้นของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้น้อยลงอีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 ทั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 3 วัน ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกระทงละ 2 วัน เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 203 กระทง คงจำคุกจำเลย 406 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 55 ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 193 ตรี
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 15 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นางอุไรวรรณ แซ่เลี้ยว
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1063/2549
#266996
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินให้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินไว้กับจำเลยที่ 2 นิติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจากกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นด้วยกับการกระทำของจำเลยที่ 1 นิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงตกเป็นโมฆียะ โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างได้ตามมาตรา 175 และการที่โจทก์ฟ้องคดีถือได้ว่าเป็นการบอกล้างแล้ว นิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 176

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 25080 เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2537 โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 และมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ครบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินพบว่า มีรายการโจทก์จดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ในสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่เคยทำสัญญาจำนองกับจำเลยที่ 2 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองและให้จำเลยทั้งสองคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์และพิพากษาว่าสัญญาจำนองดังกล่าวเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 จำนวน 150,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องเป็นประกันและมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 25080 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบและไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์กู้เงิน 10,000 บาท จากจำเลยที่ 1 และมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นประกันตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้และผู้จำนองในสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.4 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์อ่านหนังสือไม่ออก ที่โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย ล.1 และ ล.4 เพราะจำเลยที่ 1 บอกให้ลงลายมือชื่อจึงจะจ่ายเงินให้ เห็นว่า หนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 และสัญญากู้ยืมเงินกับหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย ล.1 และ ล.4 ต่างทำขึ้นในวันเดียวกัน โจทก์ประกอบอาชีพทำนา และที่ดินตามฟ้องมีเนื้อที่เพียง 4 ไร่เศษ ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบไม่ได้ความว่าโจทก์มีเหตุจำเป็นประการใดจึงต้องกู้เงินตามสัญญาทั้งสองฉบับรวมเป็นเงิน 160,000 บาท จำเลยที่ 2 มีทนายความจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 ว่า จำเลยที่ 1 ได้มาติดต่อขอกู้เงินจากจำเลยที่ 2 แทนโจทก์ และนำโฉนดที่ดินตามฟ้องมาแสดง จำเลยที่ 2 ตกลงรับจำนองที่ดินดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าทนายความจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นในการทำนิติกรรมจำนอง และตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย ล.4 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับจำนองแทนจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ให้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย ล.1 และ ล.4 นิติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจากกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง ทนายจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน แต่กลับมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนรับจำนองแทน และได้ความว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินตามฟ้องโดยไม่ใส่ใจว่าที่ดินตั้งอยู่ที่ใด พฤติการณ์ดังกล่าวไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ตกลงให้โจทก์กู้เงิน 150,000 บาท โดยมอบเงินดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 รับแทนตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างและนำสืบ แต่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นด้วยกับการกระทำของจำเลยที่ 1 นิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงตกเป็นโมฆียะ โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 175 และการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ถือได้ว่าเป็นการบอกล้างแล้ว นิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น โจทก์ฎีกาโดยมีคำขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ จึงบังคับให้ตามคำขอ"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่การส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 กระทำการแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159 ม. 175 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลำพันธ์ อิ่มเต็มหรือชรินทร์
จำเลย — นางบุษบา ไชยเชษฐ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2549
#266542
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าอาคารมีข้อความเกี่ยวกับค่าเช่าว่า ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท และผู้เช่าชำระเงินกินเปล่า 500,000 บาท เงินกินเปล่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระกันล่วงหน้า จึงต้องนำมาคำนวณเฉลี่ยรวมเป็นค่าเช่าสำหรับการยื่นอุทธรณ์ด้วย สัญญาเช่ากำหนดเวลาเช่า 9 ปี 6 เดือน ดังนั้น เงินกินเปล่าหรือค่าเช่าล่วงหน้า 500,000 บาท คิดเป็นค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ 4,385.96 บาท รวมกับค่าเช่าปกติเดือนละ 4,000 บาท เป็นค่าเช่าเดือนละ 8,385.96 บาท ในขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งเป็นค่าเช่า ที่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าและส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 52,000 บาท และ 12,000 บาท และค่าภาษีโรงเรือนจำนวน 54,780 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าและส่งมอบให้แก่โจทก์เรียบร้อย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากอาคารที่เช่า และส่งมอบอาคารดังกล่าวคืนให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 มีนาคม 2541) จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 48,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2543 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ได้บัญญัติหลักเกณฑ์กรณีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งแยกได้เป็น 2 กรณี คือ ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทและฟ้องขับไล่บุคคลอื่นนอกจากผู้เช่า เช่น ผู้อาศัยหรือผู้ละเมิดออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท คดีนี้โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องจำเลยผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ มีปัญหาว่า ในขณะยื่นคำฟ้องค่าเช่าเดือนละเท่าใด เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าและสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ต่อท้ายหนังสือสัญญาเช่ามีข้อความเกี่ยวกับค่าเช่าว่า ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท และผู้เช่าชำระเงินกินเปล่า 500,000 บาท เงินกินเปล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระกันล่วงหน้า จึงต้องนำมาคำนวณเฉลี่ยรวมเป็นค่าเช่าด้วย สัญญาเช่ากำหนดเวลาเช่า 9 ปี 6 เดือน ดังนั้น เงินกินเปล่าหรือค่าเช่าล่วงหน้า 500,000 บาท เป็นค่าเช่าล่วงหน้าเฉลี่ยเดือนละ 4,385.96 บาท รวมกับค่าเช่าปกติเดือนละ 4,000 บาท เป็นค่าเช่าเดือนละ 8,385.96 บาท ในขณะยื่นคำฟ้องซึ่งเป็นค่าเช่าที่เกินเดือนละสี่พันบาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งในคำพิพากษาใหม่ด้วย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททวีกีรติ์กิจ จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ. ดับเบิลยู. บิสสิเนท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2549
#268774
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง บัญญัติหลักเกณฑ์กรณีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งแยกได้เป็น 2 กรณี คือ ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทและฟ้องขับไล่บุคคลอื่นนอกจากผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท

หนังสือสัญญาเช่าและสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ต่อท้ายหนังสือสัญญาเช่ามีข้อความเกี่ยวกับค่าเช่าว่า ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท และผู้เช่าชำระเงินกินเปล่า 500,000 บาท เงินกินเปล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระกันล่วงหน้า จึงต้องนำมาคำนวณเฉลี่ยรวมเป็นค่าเช่าด้วย เมื่อสัญญาเช่ากำหนดเวลาเช่า 9 ปี 6 เดือน ดังนั้น เงินกินเปล่าหรือค่าเช่าล่วงหน้า 500,000 บาท เป็นค่าเช่าล่วงหน้าเฉลี่ยเดือนละ 4,385.96 บาท รวมกับค่าเช่าปกติเดือนละ 4,000 บาท เป็นค่าเช่าเดือนละ 8,385.96 บาท ในขณะยื่นคำฟ้องซึ่งเป็นค่าเช่าที่เกินเดือนละสี่พันบาท จึงไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าและส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 52,000 บาท และ 12,000 บาท และค่าภาษีโรงเรือนจำนวน 54,780 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าและส่งมอบให้แก่โจทก์เรียบร้อย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าเลขที่ 153/4-5 ซอยไชยยศ ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และส่งมอบอาคารดังกล่าวคืนให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 มีนาคม 2541) จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 48,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2543 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ได้บัญญัติหลักเกณฑ์กรณีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับคดีฟ้องขับไล่บุคคใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งแยกได้เป็น 2 กรณี คือ ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทและฟ้องขับไล่บุคคลอื่นนอกจากผู้เช่า เช่น ผู้อาศัย หรือผู้ละเมิดออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท คดีนี้โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องจำเลยผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ มีปัญหาว่า ในขณะยื่นคำฟ้องค่าเช่าเดือนละเท่าใด เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าและสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ต่อท้ายหนังสือสัญญาเช่ามีข้อความเกี่ยวกับค่าเช่าว่า ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท และผู้เช่าชำระเงินกินเปล่า 500,000 บาท เงินกินเปล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระกันล่วงหน้า จึงต้องนำมาคำนวณเฉลี่ยรวมเป็นค่าเช่าด้วย สัญญาเช่ากำหนดเวลาเช่า 9 ปี 6 เดือน ดังนั้น เงินกินเปล่าหรือค่าเช่าล่วงหน้า 500,000 บาท เป็นค่าเช่าล่วงหน้าเฉลี่ยเดือนละ 4,385.96 บาท รวมกับค่าเช่าปกติเดือนละ 4,000 บาท เป็นค่าเช่าเดือนละ 8,385.96 บาท ในขณะยื่นคำฟ้องซึ่งเป็นค่าเช่าที่เกินเดือนละสี่พันบาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วให้นำส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งในคำพิพากษาใหม่ด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททวีกีรติ์กิจ จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ.ดับเบิลยู. บิสสิเนท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1057/2549
#267682
เปิดฉบับเต็ม

การขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถานบันการเงินซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 321) พ.ศ.2541 มาตรา 3 (6) มิใช่หมายความว่า ทรัพย์สินที่ขายต้องเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน

องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้จัดการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ต. ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการโดยนำสิทธิการเช่าที่พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ต. ออกขายทอดตลาด เมื่อโจทก์เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ขายทอดตลาดแทน ก็ต้องถือว่าเป็นการดำเนินการขายโดยองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงินนั้นเอง ย่อมมีผลให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ต. มิต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534

โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 แห่งประมวลรัษฎากร แม้จำเลยจะมีข้อตกลงกับโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าว่าจำเลยจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระภาษีต่างๆ แทนโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับการว่าจ้างจากกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินให้ดำเนินการขายอสังหาริมทรัพย์ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินให้แก่บุคคลทั่วไปโดยวิธีการขายทอดตลาดและหรือวิธีการแข่งขันราคาแบบอื่น เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลสิทธิการเช่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าพื้นที่สำนักงานชั้น 3 และชั้น 4 อาคารเดอะแกรนด์ไชน่าเทรดทาวเวอร์ แอนด์โฮเต็ล รวม 10 ยูนิต อันเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ในการดำเนินการขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถานบันการเงินในราคา 6,750,000 บาท จำเลยจะต้องชำระเงินเป็นงวดรวม 4 งวด โดยผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบภาษีท้องถิ่น ภาษีท้องที่ (ที่ถูกภาษีส่วนท้องถิ่น) ภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีอื่น (ถ้ามี) การชำระเงินตามสัญญาดังกล่าว จำเลยต้องชำระเข้าบัญชีธนาคารของสถาบันการเงินเจ้าของทรัพย์สิน และจำเลยมีภาระและหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ในฐานะผู้ทอดตลาดต้องรับผิดร่วมกับสถาบันการเงินที่อยู่ในความควบคุมขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร แต่โจทก์มิได้ดำเนินการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากเงินที่จำเลยชำระตามสัญญาในแต่ละงวดเพื่อนำส่งกรมสรรพากรทั้งที่เป็นหน้าที่ของจำเลยตามกฎหมายที่ต้องชำระ รวมเป็นเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น 472,500 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) เพื่อนำส่งกรมสรรพากร แต่จำเลยเพิกเฉย เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ในฐานะผู้ทอดตลาดได้ชำระเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 472,500 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 0.75 ต่อเดือน คิดเป็นเงินเพิ่ม 83,278.13 บาท และได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้ทรงสิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมาย ได้แจ้งให้จำเลยชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืนให้แก่โจทก์จำเลยผัดผ่อนและเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย จึงต้องชดใช้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ได้ชำระแทนไปจำนวน 555,778.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 24,315.29 บาท รวมเป็นเงิน 580,093.42 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 580,093.42 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 555,778.13 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายเนื่องจากโจทก์เป็นผู้ทอดตลาดซึ่งทำการขายทอดตลาดในฐานะตัวแทนหรือผู้รับจ้างขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจึงเป็นตัวแทนขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการกับสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจกระทำกิจการต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์รวมถึงการถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองหรือมีทรัพย์สินต่างๆ รวมทั้งขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ซึ่งหากมีการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินก็จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่ใช่ผู้ประกอบการหรือผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทั้งการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รับยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (6) โจทก์ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนหรือผู้รับจ้างให้ดำเนินการทอดตลาดทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจึงไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องนำส่งตามกฎหมาย การที่โจทก์ก็ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มแก่กรมสรรพากร จึงเป็นการชำระไปโดยหลงผิดเพราะไม่มีมูลหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำต้องนำส่ง โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อการขายสิทธิการเช่าได้รับยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาที่จำเลยประมูลได้จึงเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (หากมี) เอาไว้ด้วยแล้ว หากจำเลยทราบว่าจะต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย จำเลยจะไม่เสนอราคาสูง การประมูลทรัพย์สินและการเข้าสู้ราคาเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรบอกให้แจ้งในราคาขายสินค้าที่ประมูลเป็นสาระสำคัญในสัญญา จึงเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค สัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าจึงตกเป็นโมฆะ หลังจากจำเลยชนะประมูลแล้ว โจทก์ได้ออกใบรับรองการประมูลเพื่อยืนยันราคาที่ประมูลได้ซึ่งในขณะที่ออกใบรับรองการประมูลนั้น โจทก์ย่อมต้องทราบว่าราคาที่ประมูลคือราคาซื้อขายหากมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จะต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้เลยว่าภาษีมูลค่าเพิ่มเท่าใด เพื่อทำสัญญาตกลงจะชำระค่าสินค้าตามหลักเกณฑ์ต่อไป แต่กลับทำสัญญาโดยไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นการผิดวิสัยในทางการค้า และโจทก์ควรที่จะต้องแจ้งให้จำเลยทราบในวันที่วางเงินชำระงวดแรก อีกทั้งโจทก์เป็นผู้มีหน้าที่นำส่งและยื่นแบบรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการหรือผู้ประกอบจดทะเบียนต่อกรมสรรพากรภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือผู้ประกอบการแล้วแต่กรณี และเป็นหน้าที่โจทก์ที่จะต้องทราบและตรวจสอบว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลได้ชำระเงินแก่โจทก์ตามเงื่อนไขสัญญาแล้วหรือไม่ แต่โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทราบว่ามีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยต้องรับผิดด้วย ซึ่งหลังจากจำเลยได้ชำระเงินงวดสุดท้ายในวันที่ 8 เมษายน 2542 แล้ว โจทก์ส่งมอบและโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลย แต่กลับไม่แจ้งเรื่องภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นการผิดวิสัยทางการค้าของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่ม หากฟังว่าจำเลยต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดในเงินเพิ่มและดอกเบี้ยตามฟ้องเพราะการไม่นำส่งหรือชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ไม่ใช่ความผิดของจำเลย และจำเลยไม่ทราบว่าหลังจากประมูลได้แล้วต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มอีก แต่เป็นความผิดของโจทก์เองที่ไม่ดำเนินการชำระหรือเรียกหรือนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่กรมสรรพากรภายในกำหนดตามกฎหมาย และการชำระเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่า จำเลยได้แจ้งการโอนเงินแก่โจทก์ทุกครั้ง โจทก์ไม่เคยออกใบกำกับภาษีหรือแจ้งว่ามีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยต้องรับผิดชำระแต่อย่างใด โจทก์ไม่ได้ชำระเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องแก่กรมสรรพากร และไม่เคยออกใบกำกับภาษีตามฟ้อง เนื่องจากข้อความในเอกสารโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้นเอง ไม่เคยแจ้งหรือส่งให้แก่จำเลย และการซื้อขายสิทธิการเช่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2542 แต่โจทก์เพิ่งออกใบกำกับภาษีในปี 2544 จึงไม่อาจทราบได้ว่าเป็นการชำระเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อขายสิทธิการเช่าตามฟ้องหรือไม่ เพราะไม่มีรายการว่าเป็นการชำระค่าภาษีอะไร เกี่ยวกับสินค้าชนิดไหน จำนวนค่าภาษีที่ชำระก็ไม่ตรงกับที่กล่าวอ้างให้จำเลยรับผิด มูลหนี้พิพาทที่โจทก์ฟ้องไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง เพราะจำเลยไม่เคยได้รับแจ้งการประเมินจากกรมสรรพากร มูลหนี้คดีไม่ใช่คดีที่พิพาทเกี่ยวกับสิทธิของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดการเก็บภาษีอากร เพราะโจทก์ฟ้องไล่เบี้ยให้จำเลยรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระแทนไป ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระแทนไปนั้นก็ไม่ใช่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระและจำเลยไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 472,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์รับจ้างองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) ให้ดำเนินการขายอสังหาริมทรัพย์โดยวิธีขายทอดตลาดและหรือวิธีแข่งขันราคาแบบอื่น เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยชนะการประมูลสิทธิการเช่าสำนักงานชั้น 3 และชั้น 4 อาคารเดอะแกรนด์ไชน่าเทรดทาวเวอร์แอนด์โฮเต็ล รวม 10 ยูนิต อันเป็นทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) โดยโจทก์เป็นผู้ทอดตลาดภายใต้การดำเนินการของ ปรส. ในราคา 6,750,000 บาท จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าทรัพย์ดังกล่าวและลงลายมือชื่อเป็นผู้จะซื้อ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทโจทก์ผู้รับอำนาจและโดยนายสุรศักดิ์ สรรพิทักษ์เสรี ผู้รับมอบอำนาจช่วงลงลายมือชื่อเป็นผู้จะขาย ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 3 ถึงที่ 7 มีเงื่อนไขสำคัญว่าผู้จะขายเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนผู้จะซื้อเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระภาษีท้องถิ่น ภาษีบำรุงท้องที่ (ที่ถูกภาษีส่วนท้องถิ่น) ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีอื่นๆ (ถ้ามี) การชำระเงินตามสัญญาแบ่งออกเป็น 4 งวด โดยจำเลยจะต้องชำระโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้จะขายหรือด้วยแคชเชียร์เช็คหรือดราฟต์ที่สามารถเรียกเก็บเงินได้ในเขตหักบัญชีกรุงเทพมหานครเท่านั้น โดยเช็คหรือดราฟต์ดังกล่าวจะต้องขีดคร่อมเฉพาะสั่งจ่าย "บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) (ปรส.2)" ซึ่งจำเลยได้ชำระราคาครบถ้วนแล้วแต่โจทก์มิได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยซึ่งต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ในฐานะผู้ทอดตลาดได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มรวมจำนวน 555,778.13 บาท แก่กรมสรรพากรแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า การขายสิทธิการเช่าทรัพย์พิพาทนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 321) พ.ศ.2541 ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการขายสินค้าดังต่อไปนี้... (6) การขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน" ซึ่งตามท้ายพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 321) นี้ได้ให้เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้คือเพื่อสนับสนุนการดำเนินการขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในอันที่จะแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินและฟื้นฟูฐานะของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ รวมทั้งลดภาระขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายทรัพย์สินหรือการให้บริการขององค์การ สมควรยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายทรัพย์สินหรือการให้บริการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ ดังนี้เมื่อพิจารณามาตรา 3 (6) ประกอบกับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้แล้วจะเห็นได้ว่ารัฐต้องการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายทรัพย์สินที่ดำเนินการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนและลดภาระให้แก่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในอันที่จะแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินให้ได้ผลสำเร็จโดยเร็ว และเนื่องจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการ พ.ศ.2540 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการในกรณีที่บริษัทดังกล่าวไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ เมื่อนำเอาวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินขึ้นมาพิจารณาประกอบด้วยแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่าการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หมายความว่า การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน หาใช่หมายความว่า ทรัพย์สินที่ขายเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่ ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้จัดการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการแล้วนำสิทธิการเช่าที่พิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) ออกขายทอดตลาดแม้จะเป็นการว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดแทนก็ต้องถือว่าเป็นการดำเนินการขายโดยองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงินนั้นเอง การขายเช่นนี้ย่อมมีผลให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) มิต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ฉะนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างดำเนินการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าพื้นที่พิพาทแทนองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจึงไม่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 แห่งประมวลรัษฎากร และแม้จำเลยจะมีข้อตกลงกับโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 3 ถึง 7 ข้อ 10 ว่าจำเลยจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระภาษีต่างๆ แทนโจทก์ ซึ่งหมายความว่าจำเลยจะต้องรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยก็ตาม แต่เมื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) ได้รับยกเว้นไม่ต้องภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องให้จำเลยรับผิดชอบแทน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 83/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็น.ซี.ซี.แมนเนจเม้นท์
แอนด์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเยาววงศ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1057/2549
#268616
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณา พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239)ฯ มาตรา 3 (6) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 321)ฯ ประกอบกับเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.ฎ. ฉบับนี้แล้ว จะเห็นได้ว่ารัฐต้องการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายทรัพย์สินที่ดำเนินการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนและลดภาระให้แก่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในอันที่จะแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินให้ได้ผลสำเร็จในอันที่จะแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินให้ได้ผลสำเร็จโดยเร็วและเนื่องจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจัดตั้งขึ้นโดย พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการในกรณีที่บริษัทดังกล่าวไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ ดังนี้ การขายสินทรัพย์ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หมายความว่า การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หาใช่หมายความว่า ทรัพย์สินที่ขายเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การเพื่อปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่ ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้จัดการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ต. ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการแล้วนำสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ต. ออกขายทอดตลาด แม้จะเป็นการว่าจ้างโจทก์ ให้เป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดแทนก็ต้องถือว่าเป็นการดำเนินการขายโดยองค์การ เพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินนั้นเอง การขายเช่นนี้มีผลให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ต. มิต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 3 (6) ดังนี้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างดำเนินการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าพื้นที่พิพาทแทนองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจึงไม่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 แห่งป.รัษฎากรฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 580,093.42 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 555,778.13 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 472,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์รับจ้างองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ให้ดำเนินการขายอสังหาริมทรัพย์โดยวิธีขายทอดตลาดและหรือวิธีแข่งขันราคาแบบอื่น เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยชนะการประมูลสิทธิการเช่าสำนักงานชั้น 3 และชั้น 4 อาคารเดอะแกรนไชน่าเทรดทาวเวอร์แอนด์โฮเต็ล รวม 10 ยูนิต อันเป็นทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) โดยโจทก์เป็นผู้ขายทอดตลาดภายใต้การดำเนินการของ ปรส. ในราคา 6,750,000 บาท จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าทรัพย์ดังกล่าวและลงลายมือชื่อเป็นผู้จะซื้อ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทโจทก์ผู้รับมอบอำนาจและโดยนายสุรศักดิ์ สรรพิทักษ์เสรี ผู้รับมอบอำนาจช่วงลงลายมือชื่อเป็นผู้จะขาย ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 3 ถึงที่ 7 มีเงื่อนไขสำคัญว่าผู้จะขายเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีเงินได้นิติบุคคลส่วนผู้จะซื้อเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระภาษีท้องถิ่น ภาษีบำรุงท้องที่ (ที่ถูกภาษีส่วนท้องถิ่น) ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีอื่นๆ (ถ้ามี) การชำระเงินตามสัญญาแบ่งออกเป็น 4 งวด โดยจำเลยจะต้องชำระโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้จะขายหรือด้วยแคชเชียร์เช็คหรือดราฟต์ที่สามารถเรียกเก็บเงินได้ในเขตหักบัญชีกรุงเทพมหานครเท่านั้น โดยเช็คหรือดราฟต์ดังกล่าวจะต้องขีดคร่อมเฉพาะสั่งจ่าย "บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) (ปรส.2)" ซึ่งจำเลยได้ชำระราคาครบถ้วนแล้วแต่โจทก์มิได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยซึ่งต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ในฐานะผู้ขายทอดตลาดได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มรวมจำนวน 555,778.13 บาท แก่กรมสรรพากรแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า การขายสิทธิการเช่าทรัพย์พิพาทนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 321) พ.ศ.2541 ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการขายสินค้าดังต่อไปนี้..." (6) การขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน" ซึ่งตามท้ายพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 321) นี้ได้ให้เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้คือ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในอันที่จะแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินและฟื้นฟูฐานะของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ รวมทั้งลดภาระขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายทรัพย์สินหรือการให้บริการขององค์การ สมควรยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายทรัพย์สินหรือการให้บริการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ ดังนี้ เมื่อพิจารณามาตรา 3 (6) ประกอบกับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้แล้วจะเห็นได้ว่ารัฐต้องการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายทรัพย์สินที่ดำเนินการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนและลดภาระให้แก่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในอันที่จะแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินให้ได้ผลสำเร็จโดยเร็ว และเนื่องจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการในกรณีที่บริษัทดังกล่าวไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ เมื่อนำเอาวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินขึ้นมาพิจารณาประกอบด้วยแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่า การขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หมายความว่า การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน หาใช่หมายความว่าทรัพย์สินที่ขายเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่ ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้จัดการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการแล้วนำสิทธิการเช่าที่พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) ออกขายทอดตลาดแม้จะเป็นการว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดแทนก็ต้องถือว่าเป็นการดำเนินการขายโดยองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงินนั้นเองการขายเช่นนี้ย่อมมีผลให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกไฟแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) มิต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ฉะนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างดำเนินการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าพื้นที่พิพาทแทนองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจึงไม่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 แห่งประมวลรัษฎากร และแม้จำเลยจะมีข้อตกลงกับโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 3 ถึง 7 ข้อ 10 ว่าจำเลยจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระภาษีต่างๆ แทนโจทก์ ซึ่งหมายความว่า จำเลยจะต้องรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยก็ตาม แต่เมื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องให้จำเลยรับผิดชอบแทน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 83/5
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2535 ม. 3 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็น.ซี.ซี แมนเนจเม้นท์
แอนด์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเยาววงศ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1057/2549
#272130
เปิดฉบับเต็ม

การขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 321) พ.ศ.2541 มาตรา 3 (6) มิใช่หมายความว่า ทรัพย์สินที่ขายต้องเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 11/2548)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 580,093.42 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 555,778.13 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 472,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า การขายสิทธิการเช่าทรัพย์พิพาทนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 321) พ.ศ.2541 ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการขายสินค้าดังต่อไปนี้... (6) การขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน" ซึ่งตามท้ายพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 321) นี้ได้ให้เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้คือเพื่อสนับสนุนการดำเนินการขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในอันที่จะแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินและฟื้นฟูฐานะของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับดำเนินกิจการ รวมทั้งลดภาระขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายทรัพย์สินหรือการให้บริการขององค์การ สมควรยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายทรัพย์สินหรือการให้บริการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ ดังนี้ เมื่อพิจารณามาตรา 3 (6) ประกอบกับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้แล้วจะเห็นได้ว่ารัฐต้องการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายทรัพย์สินที่ดำเนินการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนและลดภาระให้แก่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในอันที่จะแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินให้ได้ผลสำเร็จโดยเร็ว และเนื่องจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการในกรณีที่บริษัทดังกล่าวไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ เมื่อนำเอาวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินขึ้นมาพิจารณาประกอบด้วยแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่า การขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หมายความว่า การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน หาใช่หมายความว่า ทรัพย์สินที่ขายเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่ ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้จัดการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการแล้วนำสิทธิการเช่าที่พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) ออกขายทอดตลาดแม้จะเป็นการว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดแทนก็ต้องถือว่าเป็นการดำเนินการขายโดยองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงินนั้นเอง การขายเช่นนี้ย่อมมีผลให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกไฟแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) มิต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ฉะนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างดำเนินการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าพื้นที่พิพาทแทนองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจึงไม่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 แห่งประมวลรัษฎากร และแม้จำเลยจะมีข้อตกลงกับโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าข้อ 10 ว่าจำเลยจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระภาษีต่างๆ แทนโจทก์ ซึ่งหมายความว่าจำเลยจะต้องรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยก็ตาม แต่เมื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแนนซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องให้จำเลยรับผิดชอบแทน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 83/5
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 321) พ.ศ.2541 ม. 3 (6)
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์
โจทก์ — แอนด์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเยาววงศ์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2549
#268940
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กู้เงินจากธนาคารในต่างประเทศไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท อ. โดยโจทก์เสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้แล้วบริษัท อ. นำเงินทุนทั้งหมดไปให้บริษัท ท. กู้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยโดยเจตนาทำให้ต้นทุนของบริษัท ท. ต่ำลงและมีผลกำไรเพิ่มขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่าผลกำไรย่อมเกิดขึ้นแก่บริษัท ท. ซึ่งเป็นอีกนิติบุคคลหนึ่งต่างหากจากโจทก์ รายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่โจทก์จ่ายไปจึงเป็นรายจ่ายเพื่อให้เกิดกำไรแก่นิติบุคคลอื่น เป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ ต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) ส่วนค่าจ้างผู้สอบบัญชีและนักกฎหมายในต่างประเทศที่โจทก์จ่ายไปในการตรวจสอบฐานะและทรัพย์สินของบริษัท ท. เพื่อให้บริษัท ฮ. และบริษัท อ. เข้าไปซื้อหุ้นในบริษัท ท. เป็นรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปเพื่อประโยชน์แก่บริษัท ฮ. และบริษัท อ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลอื่นต่างหากจากโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ จึงต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (13) เช่นเดียวกัน

ตามสัญญาซื้อขายฐานลูกค้าของอีเอ็ม 2 มีความว่า โจทก์จ่ายเงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2 เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการให้บริการด้านการตลาดและการค้าอันเกี่ยวกับลูกค้า โดยบริษัทอีเอ็ม 2 ต้องให้ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลที่จำเป็นของลูกค้าของบริษัทอีเอ็ม 2 และอื่น ๆ แก่โจทก์และบริษัทในเครือของโจทก์ ข้อสัญญาดังกล่าวต้องตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการเลิกสัญญาผู้จัดจำหน่ายกับบริษัทอีเอ็ม 2 ก่อนครบกำหนดเวลาและเพื่อให้โจทก์สามารถเข้าไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้โดยไม่เป็นการผิดสัญญาผู้จัดจำหน่ายระหว่างโจทก์กับบริษัทอีเอ็ม 2 ข้อตกลงการเลิกสัญญาจึงเป็นการก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ ส่วนสัญญาซื้อขายฐานลูกค้าฯก็ทำให้โจทก์ได้รับข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นเกี่ยวกับลูกค้า เป็นต้นว่า ชื่อ ที่อยู่ ราคาและข้อตกลงทางการค้าของสิ่งที่บริษัทอีเอ็ม 2 จำหน่ายแก่ลูกค้า อันเป็นข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางพาณิชยกรรมของบริษัทอีเอ็ม 2 การที่โจทก์จ่ายเงินเพื่อให้ได้สิทธิในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและได้รับข้อมูลข้อสนเทศเกี่ยวกับการตลาดและลูกค้าของบริษัทอีเอ็ม 2 เช่นนี้จึงมีลักษณะเป็นการลงทุน ต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (5) แต่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในอัตราร้อยละ 10 ของมูลค่าต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิตามมาตรา 65 ทวิ (2) ประกอบพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 และการที่โจทก์จ่ายเงินค่าสิทธิอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) ให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแล้วนำส่งพร้อมยื่นรายการตามแบบตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง

ตามอนุสัญญาฯระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ข้อ 2 และ 11 เห็นได้ว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ฝ่ายคู่สัญญาผู้กู้ซึ่งอยู่ในประเทศไทยคือโจทก์ส่งไปให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามอนุสัญญาฯ ต่อเมื่อผู้รับซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์นั้นเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องหนี้เช่นว่านั้น และดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นเงินได้ของผู้รับนั้นซึ่งต้องเสียภาษีในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อโต้แย้งของจำเลยทั้งสี่ให้เห็นว่าธนาคารสาขาในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ผู้รับเงินดอกเบี้ยจากโจทก์เป็นคู่สัญญาผู้ให้กู้และเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเงินดอกเบี้ยจากโจทก์ ลำพังแต่ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าผู้รับดอกเบี้ยเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ จึงถือไม่ได้ว่าการจ่ายเงินดอกเบี้ยของโจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามอนุสัญญาฯ

โจทก์นำใบกำกับภาษีซื้อของเดือนภาษีพฤษภาคม 2538 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2538 มาคำนวณเป็นภาษีซื้อของเดือนมกราคม 2539 เนื่องจากความล่าช้าของฝ่ายบัญชีของโจทก์ ความผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากการกระทำของโจทก์หรือพนักงานของโจทก์เอง ใบกำกับภาษีซื้อมีผลโดยตรงต่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษี ใบกำกับภาษีซื้อที่ล่วงเลยกำหนดเวลาการใช้ย่อมไม่สามารถนำมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ หากนำมาใช้ย่อมมีผลทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีที่มีการใช้ลดน้อยลงจากที่ต้องชำระจริง อาจถึงขนาดได้รับคืนภาษีหรือได้รับคืนภาษีสูงกว่าที่มีสิทธิได้รับ จึงเป็นกรณีที่อาจเกิดความเสียหายได้ กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เชื่อว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี จึงลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 81/2542 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 เหมาะสมแล้ว

จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ยกความว่า "แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยให้ปลดภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธินำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีอื่นที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1" ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือแจ้งการประเมินเพราะโจทก์ไม่ยอมรับการประเมินและได้อุทธรณ์โต้แย้ง สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 จึงยังมีข้อต่อสู้อยู่ไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ ทั้งโจทก์ยังได้รับอนุมัติให้ทุเลาการชำระภาษีในระหว่างการอุทธรณ์แล้ว ไม่ใช่ข้อที่โจทก์กล่าวมาในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29

แม้ภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในคดีนี้จะเป็นภาษีที่เกิดจากรายได้และรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 เพียงปีเดียว แต่ภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับเป็นภาษีคนละประเภทภายใต้บังคับกฎหมายคนละบทมาตรา คำนวณจากเงินคนละจำนวน มีวิธีการคำนวณและกำหนดเวลาชำระแตกต่างกัน ทุนทรัพย์ตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับจึงเป็นคนละข้อหาคนละคดีแยกต่างหากจากกัน คำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.1/1006360/2/100059 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.1/1006360/2/100061 สต.1/1006360/2/100062 และ สต.1/1006360/2/100063 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ สต.1/1006360/5/101434 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/116/2544 สภ.1(อธ.1)/117/2544 และ สภ.1(อธ.1)/118/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.1/1006360/2/100061 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/117/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 จำนวน 11,474,453.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 8,773,623.76 บาท นับแต่เดือนกันยายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ สต.1/1006360/2/100062 และ 100063 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/117/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 จำนวน 850,223.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 644,108.52 บาท นับแต่เดือนกันยายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ สต.1/1006360/5/101435 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/119/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 จำนวน 9,686,934.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 7,451,488 บาท นับแต่เดือนกันยายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.1/1006360/2/100061 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เลขที่ สภ.1(อธ.1)/117/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย กรณีวินิจฉัยว่าโจทก์จ่ายเงินค่าแห่งสิทธิตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร และมีหน้าที่หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.1/1006360/2/100059 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เลขที่ สภ.1(อธ.1)/116/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 เฉพาะรายจ่ายจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 76,080,000 บาท ให้โจทก์ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ สต.1/1006360/5/101434 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เลขที่ สภ.1(อธ.1)/118/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 โดยให้งดเบี้ยปรับทั้งหมดแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.1/1006360/2/100061 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เลขที่ สภ.1(อธ.1)/117/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 และหนังสือชำระภาษีอากรคงค้างเลขที่ 126316, 126724 และ 126729 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2541 และลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 จำนวน 11,474,453.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 8,773,632.76 บาท นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 75.1) เลขที่ สต.1/1006360/5/101435 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เลขที่ สภ.1(อธ.1)/119/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 และหนังสือชำระภาษีอากรคงค้างเลขที่ 126730 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 จำนวนเงิน 9,686,934.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 7,451,488 บาท นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากนี้ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยข้อแรกเกี่ยวกับการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.1/1006360/2/100059 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/116/2544 ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างอุทธรณ์ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า รายจ่ายดอกเบี้ยจำนวน 54,660,993 บาท ที่เกิดจากโจทก์กู้เงินจากธนาคารในต่างประเทศไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทซึ่งจดทะเบียนในต่างประเทศ และรายจ่ายค่าจ้างผู้สอบบัญชีและนักกฎหมายในต่างประเทศจำนวน 12,853,636.07 บาท เป็นรายจ่ายของโจทก์ที่นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามกฎหมาย ไม่ใช่รายจ่ายที่ต้องห้ามไม่ให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (13) ส่วนจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่าเงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2 แอสโซซิเอทส์อินคอร์ปอเรทเต็ด จำกัด เป็นค่าสิทธิซึ่งเป็นทรัพย์สินไม่ใช่รายจ่ายค่าชดเชยการเลิกสัญญาก่อนกำหนด

ในส่วนอุทธรณ์ของโจทก์เห็นว่า เงินได้ของนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากรคือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี รอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือนเว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับการคำนวณรายได้และรายจ่ายให้ใช้เกณฑ์สิทธิ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีตามบทบัญญัติมาตรา 65 บริษัทฮานาเซมิคอนดักเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทฮานาเซมิคอนดักเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัทฮานาเทคโนโลยี จำกัด ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ทั้งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในต่างประเทศจึงเป็นนิติบุคคลต่างหากจากโจทก์ ย่อมมีรายได้และรายจ่าย รอบระยะเวลาบัญชี ตลอดจนกำไรหรือขาดทุนสุทธิและภาระภาษีของตนเอง การที่โจทก์กู้เงินจากธนาคารในต่างประเทศไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทฮานาเซมิคอนดักเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยโจทก์เสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้ แล้วบริษัทนั้นนำเงินทุนทั้งหมดไปให้บริษัทฮานาเทคโนโลยี จำกัด กู้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยโดยเจตนาทำให้ต้นทุนของบริษัทฮานาเทคโนโลยี จำกัด ต่ำลงและมีผลกำไรเพิ่มขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่า ผลกำไรเกิดขึ้นแก่บริษัทฮานาเทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นอีกนิติบุคคลหนึ่งต่างหากจากโจทก์ รายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่โจทก์จ่ายไปจึงเป็นรายจ่ายเพื่อให้เกิดกำไรแก่นิติบุคคลอื่น เป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ ต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (13) ส่วนค่าจ้างผู้สอบบัญชีและนักกฎหมายในต่างประเทศ โจทก์จ่ายไปในการตรวจสอบฐานะและทรัพย์สินของบริษัทฮานาเทคโนโลยี จำกัด เพื่อให้บริษัทฮานาเซมิคอนดักเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัทฮานาเซมิคอนดักเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เข้าไปซื้อหุ้นในบริษัทฮานาเทคโนโลยี จำกัด จึงเป็นรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปเพื่อประโยชน์แก่บริษัทฮานาเซมิคอนดักเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัทฮานาเซมิคอนดักเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนบ จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลอื่นต่างหากจากโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ และต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (13) เช่นเดียวกัน โจทก์จะอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทเหล่านั้น และเป็นกิจการภายใต้วัตถุประสงค์ของโจทก์ที่จดทะเบียนต่อกระทรวงพาณิชย์หาได้ไม่ เพราะแต่ละบริษัทจำกัดล้วนมีฐานะและสิทธิหน้าที่ของตนเอง ส่วนรายจ่ายภายใต้วัตถุประสงค์ของกิจการหากมีลักษณะตามที่บัญญัติในมาตรา 65 ตรี ก็ต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่โต้เถียงกันได้ความว่า เดิมโจทก์กับบริษัทอีเอ็ม 2 แอสโซซิเอทส์อินคอร์ปอเรทเต็ด จำกัด ทำสัญญากันเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2535 ตกลงกันว่าโจทก์แต่งตั้งให้บริษัทอีเอ็ม 2 ฯ เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาแต่ผู้เดียว มีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันทำสัญญา ต่อมาโจทก์กับบริษัทอีเอ็ม 2 ฯ ทำข้อตกลงเลิกสัญญาฉบับใหม่ยกเลิกสัญญาผู้จัดจำหน่ายและยกเลิกข้อตกลงเลิกสัญญาผู้จัดจำหน่ายฉบับลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2539 โดยโจทก์จ่ายเงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้บริษัทอีเอ็ม 2 ฯ เป็นการตอบแทน และจำเลยทั้งสี่มีนางสาวอำภาเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบภาษีรายพิพาท ในชั้นตรวจสอบภาษี นางเสาวณีย์ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์และพยานโจทก์ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ไปให้ถ้อยคำแก่พยานและได้ให้การว่าโจทก์ตกลงเลิกสัญญาผู้จัดจำหน่ายกับบริษัทอีเอ็ม 2 ฯ เพื่อให้โจทก์ได้สิทธิในการติดต่อและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ให้แก่ลูกค้าในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรงและไม่ต้องเสียค่ามาจิ้นให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2 ฯ โดยโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายฐานลูกค้ากับบริษัทอีเอ็ม 2 ฯ ในการนี้โจทก์จ่ายค่าตอบแทนให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2 ฯ เป็นจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งฝ่ายกฎหมายของโจทก์แนะนำให้ทำเป็นการจ่ายค่าบอกเลิกสัญญาแทนการทำเป็นสัญญาซื้อขายฐานลูกค้าเพื่อไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ทั้งโจทก์ได้แจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทยว่า โจทก์จ่ายเงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2 ฯ เพื่อวัตถุประสงค์ลงทุนในกิจการที่ต่างประเทศโดยซื้อตลาดบางส่วนจากบริษัทอีเอ็ม 2 ฯ เห็นว่า นายไบรอนพยานโจทก์ซึ่งเป็นประธานบริษัทอีเอ็ม 2 ฯ เบิกความรับว่า บริษัทอีเอ็ม 2 ฯ ทำสัญญาซื้อขายฐานลูกค้าของอีเอ็ม 2 กับโจทก์จริง ตามสัญญามีความว่า โจทก์จ่ายเงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2 ฯ เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการให้บริการด้านการตลาดและการค้าอันเกี่ยวกับลูกค้า โดยบริษัทอีเอ็ม 2 ฯ ต้องให้ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลที่จำเป็นของลูกค้าของบริษัทอีเอ็ม 2 ฯ และอื่น ๆ แก่โจทก์กับบริษัทในเครือของโจทก์ ข้อสัญญาดังกล่าวต้องตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการเลิกสัญญาผู้จัดจำหน่ายกับบริษัทอีเอ็ม 2 ฯ ก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาผู้จัดจำหน่าย และเพื่อให้โจทก์สามารถเข้าไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้โดยไม่เป็นการผิดสัญญาผู้จัดจำหน่ายระหว่างโจทก์กับบริษัทอีเอ็ม 2 ฯ ข้อตกลงการเลิกสัญญาจึงเป็นการก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ ส่วนสัญญาซื้อขายฐานลูกค้าของอีเอ็ม 2 ก็ทำให้โจทก์ได้รับข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นเกี่ยวกับลูกค้า เป็นต้นว่า ชื่อ ที่อยู่ ราคาและข้อตกลงทางการค้าของสิ่งที่บริษัทอีเอ็ม 2 ฯ จำหน่ายแก่ลูกค้า อันเป็นข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางพาณิชยกรรมของบริษัทอีเอ็ม 2 ฯ การที่โจทก์จ่ายเงิน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2 ฯ เพื่อให้โจทก์ได้สิทธิในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและได้รับข้อมูลข้อสนเทศเกี่ยวกับการตลาดและลูกค้าของบริษัทอีเอ็ม 2 ฯ การจ่ายเงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการลงทุน ต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (5) แต่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในอัตราร้อยละ 10 ของมูลค่าต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิตามมาตรา 65 ทวิ (2) ประกอบพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้ ทั้งเป็นคดีที่เกิดขึ้นมานานแล้ว สภาพเศรษฐกิจการค้าในขณะนั้นแตกต่างกับที่เป็นอยู่ในขณะเกิดข้อพิพาทคดีนี้ จึงไม่อาจนำคำพิพากษาศาลฎีกานั้นมาเป็นบรรทัดฐานหรือเทียบเคียงกับคดีนี้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปเกี่ยวกับการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.1/1006360/2/100061 ถึง 100063 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/117/2544 ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างอุทธรณ์ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่โจทก์ส่งไปให้ธนาคารสาขาในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ซึ่งสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ได้รับสิทธิประโยชน์จากอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ส่วนจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่าเงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2 ฯ ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย เป็นค่าสิทธิซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) ที่โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา 70

ในส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า ประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และโจทก์ได้ส่งเงินค่าดอกเบี้ยของเงินกู้ที่โจทก์กู้จากธนาคารในต่างประเทศไปยังธนาคารสาขาซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์โดยสำนักงานใหญ่ของธนาคารดังกล่าวไม่ใช่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เห็นว่า การพิจารณาว่าบุคคลใดและเงินได้ใดอยู่ในขอบข่ายได้รับสิทธิประโยชน์จากอนุสัญญาฯ หรือไม่ ต้องพิจารณาจากบริบททั้งหลายของอนุสัญญาฯ ที่มีความเกี่ยวข้องกันประกอบกัน หาใช่พิจารณาจากบริบทใดบริบทหนึ่งเพียงบริบทเดียวไม่ ตามอนุสัญญาฯ ข้อ 2 และข้อ 11 เห็นได้ว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ฝ่ายคู่สัญญาผู้กู้ซึ่งอยู่ในประเทศไทยคือโจทก์ส่งไปให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามอนุสัญญาฯ ต่อเมื่อผู้รับซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์นั้นเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องหนี้เช่นว่านั้น และดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นเงินได้ของผู้รับนั้นซึ่งต้องเสียภาษีในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อโต้แย้งของจำเลยทั้งสี่ให้เห็นว่าธนาคารสาขาในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ผู้รับเงินดอกเบี้ยจากโจทก์เป็นคู่สัญญาผู้ให้กู้และเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเงินดอกเบี้ยจากโจทก์ลำพังแต่ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าผู้รับดอกเบี้ยเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ จึงถือไม่ได้ว่าการจ่ายเงินดอกเบี้ยรายพิพาทของโจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามอนุสัญญาฯ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาไม่เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหานี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2 ฯ เป็นค่าสิทธิดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) เมื่อบริษัทดังกล่าวเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย แล้วนำส่งพร้อมกับยื่นแบบรายการตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหานี้จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปเกี่ยวกับการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ สต.1/1006360/5/101434 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1/(อธ.1)/118/2544 ข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติว่า โจทก์นำใบกำกับภาษีซื้อของเดือนภาษีพฤษภาคม 2538 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2538 มาคำนวณเป็นภาษีซื้อของเดือนมกราคม 2539 เนื่องจากความล่าช้าของฝ่ายบัญชีของโจทก์ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เชื่อว่าโจทก์น่าจะไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและโจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี จึงลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ตามข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.81/2542 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 เห็นว่า ความผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำของโจทก์หรือพนักงานของโจทก์เอง การพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับนี้คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.81/2542 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 กำหนดหลักเกณฑ์ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่เห็นว่าบุคคลที่จะต้องเสียเบี้ยปรับไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนด้วยดีอยู่แล้ว จึงไม่อาจนับเป็นเหตุพิเศษในการพิจารณาลดเบี้ยปรับถึงขนาดงดเบี้ยปรับในทุกกรณี ใบกำกับภาษีซื้อมีผลโดยตรงต่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษี ใบกำกับภาษีซื้อที่ล่วงเลยกำหนดเวลาการใช้ย่อมไม่สามารถนำมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ หากนำมาใช้ย่อมมีผลทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีที่มีการใช้นั้นลดน้อยลงจากที่ต้องชำระจริง และอาจถึงขนาดได้รับคืนภาษีหรือได้รับคืนภาษีในจำนวนสูงกว่าที่มีสิทธิได้รับ จึงเป็นกรณีที่อาจเกิดความเสียหายได้หาใช่ไม่เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ดังความเห็นของศาลภาษีอากรกลางไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่ากรณียังไม่มีเหตุสมควรให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในข้อนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปตามที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1/(อธ.1)/119/2544 ให้ปลดภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ สต.1/1006360/5/101435 แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 1 มีสิทธินำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีอื่นที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า คำให้การของจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ยกความข้อนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทุกประเภทภาษีหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มีสิทธินำเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนจากจำเลยที่ 1 ไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินหรือไม่ ในส่วนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้งดหรือลดนั้น เห็นว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนไปหักกลบลบหนี้เพราะโจทก์ไม่ยอมรับการประเมินและได้อุทธรณ์โต้แย้งการประเมิน สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 จึงยังมีข้อต่อสู้อยู่ไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ ทั้งโจทก์ยังได้รับอนุมัติให้ทุเลาการชำระภาษีในระหว่างการอุทธรณ์แล้ว การหักกลบลบหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยระเบียบของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ข้อที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลรวมแล้วเป็นเงินจำนวนเกิน 200,000 บาท ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในคดีนี้จะเป็นภาษีที่เกิดจากรายได้และรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 เพียงปีเดียว แต่ภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับเป็นภาษีคนละประเภทภายใต้บังคับกฎหมายคนละบทมาตรา คำนวณจากเงินคนละจำนวน มีวิธีคำนวณและกำหนดเวลาชำระแตกต่างกัน ทุนทรัพย์ตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับจึงเป็นคนละข้อหาคนละคดีแยกต่างหากจากกัน การฟ้องคดีรวมกันมาเป็นคดีเดียวก็เพื่อสะดวกแก่คู่ความและการพิจารณาคดี คำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ วรรคสอง ได้บัญญัติด้วยว่าดอกเบี้ยของเงินภาษีที่ได้รับคืนที่จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายให้แก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีนั้นมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่ได้รับคืน แต่คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางมิได้ระบุความข้อนี้ อาจทำให้จำเลยที่ 1 ต้องถูกบังคับคดีใช้ดอกเบี้ยเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนดได้ กรณีเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.1/1006360/2/100059 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/116/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 ไม่เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.1/1006360/2/100061 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และไม่แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/117/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ไม่ต้องใช้เงินจำนวน 11,474,453.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 8,773,632.76 บาท นับแต่เดือนกันยายน 2544 แก่โจทก์ ไม่แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ สต.1/1006360/5/101434 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/118/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 สำหรับเงินภาษีจำนวน 7,451,488 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ สต.1/1006360/5/101435 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/119/2544 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 ที่จำเลยที่ 1 ต้องใช้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินดังกล่าวนับแต่เดือนมีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยที่คำนวณถึงเดือนฟ้อง (ฟ้องเดือนสิงหาคม 2544) ให้จำเลยที่ 1 รับผิดไม่เกิน 2,235,446.40 บาท ตามที่โจทก์ขอ ทั้งนี้จำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้นมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่โจทก์ได้รับคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้โจทก์ใช้ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสี่ ส่วนค่าธรรมเนียมอื่นรวมทั้งค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคสอง ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 27 ทวิ ม. 40 (3) ม. 65 ทวิ (2) ม. 65 ตรี (5) ม. 65 ตรี (13) ม. 70 ม. 82/3 ม. 89
อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮานาเซมิคอนดักเตอร์ (กรุงเทพ) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1055/2549
#270837
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องโจทก์ในความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ เนื่องจากไม่มีตัวจำเลยมาศาล ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องข้อหาความผิดดังกล่าว จึงต้องห้ามฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 โดยขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผัดฟ้องและอยู่ในระหว่างที่จำเลยซึ่งเป็นเยาวชนได้รับการปล่อยชั่วคราวจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุพรรณบุรี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีตัวจำเลยมาศาลจึงไม่ประทับฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องข้อหาความผิดดังกล่าวจึงต้องห้ามฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายนพดล แก้วสีงามหรือแก้วศรีงาม
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
วิชา มหาคุณ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2549
#268772
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 รู้ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การที่จำเลยที่ 2 ขับรถไถนาพาจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนนั้น ย่อมเป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดให้ผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษสูงขึ้น เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตรา 6 (1) ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องถือว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83, 33 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ริบของกลางและวางโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าของโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 วรรคสอง, 67, 57, 91 ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่า คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 (ที่ถูกเฉพาะฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายประกอบมาตรา 53 ด้วย) กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคงจำคุก 25 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 ขณะกระทำความผิดอายุกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกคำขอให้ริบของกลางอื่น และข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 57, 66 วรรคสอง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยระวางโทษเป็นสามเท่าในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 27 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 33 ปี 4 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงทอง กิ่งอำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก ได้กระทำความผิดตามฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทศราวุธ มัจฉา ร้อยตำรวจเอกภาณุวัฒน์ ภูจอมเพชร และสิบตำรวจเอกวิชาญ มงคล ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ได้สืบทราบจากสายลับว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนจากบ้านผาผึ้งไปส่งที่ตำบลนาโบสถ์ การขนเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะมีรถจักรยานยนต์นำหน้าและมีรถไถนาแบบเดินตามมีพ่วงตามมา ต่อมาในวันเกิดเหตุนั้นเองพยานโจทก์ทั้งสามกับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ ในขณะจำเลยที่ 1 นั่งมาในรถไถนาแบบเดินตามที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำหน้าไป โดยจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5,052 เม็ด ของกลาง ซึ่งบรรจุในถุงพลาสติกแล้วซุกซ่อนไว้ในกระบอกข้าวหลามจำนวน 5 กระบอก ใส่มาในรถไถนาแบบเดินตามเพื่อนำไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณหน้าโรงเรียนผดุงปัญญานาโบสถ์ด้วย ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าทราบว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่ไม่ทราบรายละเอียดการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน และร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ โนรี พนักงานสอบสวนเบิกความว่าชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีน พยานโจทก์เหล่านี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่มีเหตุที่จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 เชื่อได้ว่าเบิกความไปตามความจริงโดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนทันทีทันใดในวันเกิดเหตุ จึงยังไม่ทันไตร่ตรองบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งหากไม่เป็นความจริง จำเลยที่ 2 ก็ย่อมปฏิเสธได้ในชั้นสอบสวนเพราะเป็นเจ้าพนักงานต่างคนและจดบันทึกคนละเวลากัน จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ให้การตามความเป็นจริงและโดยสมัครใจ มิใช่เจ้าพนักงานตำรวจทำขึ้นเองโดยพลการ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อนำไปจำหน่าย การที่จำเลยที่ 2 ขับรถไถนาแบบเดินตามพาจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนนั้น ย่อมเป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าตนไม่ได้รู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเพียงข้ออ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดโทษให้ผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษสูงขึ้น เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตรา 6 (1) ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องถือว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 โดยปรับบทลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล นอกจากนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดและลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปีนั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 และมาตรา 10 ระวางโทษหนักขึ้นเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งหมายความถึงการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น แม้ปัญหานี้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่งรถไถนา (อีแต๊ก) 1 คัน รถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กนก 818 กำแพงเพชร และเงินสด 2,800 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำขอให้ริบ เห็นควรสั่งคืนให้แก่เจ้าของเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 1 ปี เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกกระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน คืนรถไถนา (อีแต๊ก) 1 คัน รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กนก 818 กำแพงเพชร และเงินสด 2,800 บาท แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นายโยธินหรือโก๊ะ แซ่ว่าง หรือทิศกุลสว่าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1033/2549
#266702
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่มีข้อความว่าผู้ใดเป็นผู้เรียงพิมพ์ และไม่มีลายมือชื่อของผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว และได้ดำเนินกระบวนพิจารณากันมาจนเสร็จสิ้นถึงศาลฎีกาแล้ว ตามสำนวนปรากฏว่าโจทก์ได้แต่งตั้ง ช. เป็นทนายความ และ ช. ได้ลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องและได้ลงชื่อเป็นผู้เรียงพิมพ์ในคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกา จึงพอที่จะฟังได้ว่า ช. ทนายความโจทก์เป็นผู้เรียงและพิมพ์คำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 320,595.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 134,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 134,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังลงไป 5 ปี และนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่มีข้อความว่าผู้ใดเป็นผู้เรียงและผู้พิมพ์ มีสิทธิและหน้าที่เป็นทนายความหรือพนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นใดมีความสามารถหรือหน้าที่จัดทำเป็นผู้เรียง ผู้พิมพ์คำฟ้องเพื่อยื่นต่อศาลได้ตามกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่มีข้อความว่าผู้เรียงพิมพ์และลายมือชื่อของผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งดังกล่าวและคดีนี้ได้ดำเนินกระบวนพิจารณากันมาจนเสร็จสิ้นถึงศาลฎีกาแล้ว ตามสำนวนปรากฏว่าโจทก์ได้แต่งตั้งให้นางสาวชลธิดาเป็นทนายความ และในคำฟ้อง ทนายความโจทก์ลงชื่อเป็นโจทก์ในคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกา ทนายความโจทก์ลงชื่อเป็นผู้เรียงพิมพ์ พอที่จะฟังได้ว่าทนายความโจทก์เป็นผู้เรียงและพิมพ์คำฟ้อง ซึ่งมีอำนาจกระทำได้ คดีจึงไม่จำต้องคืนคำฟ้องให้โจทก์ไปทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่ดำเนินมาทั้งหมดจึงไม่เสียไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง ม. 67 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนภวรรณ บุญเพ็ชรแก้ว
จำเลย — นายนำโชค พฤกษะวัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุวิทย์ เหล่าพัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1033/2549
#266995
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 118 ไม่ได้บังคับให้ปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์ในขณะทำสัญญา แม้มิได้ปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์มาแต่แรกในขณะทำสัญญา แต่เมื่อได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนและขีดฆ่าแล้วก่อนฟ้องคดีย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ส่วนการที่โจทก์ได้ปฏิบัติการแก้ไขข้อบกพร่องในการปิดอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 113 แล้วหรือไม่ เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากกับการปิดอากรแสตมป์ตามปกติ

คำฟ้องของโจทก์ไม่มีข้อความว่าผู้เรียงพิมพ์และลายมือชื่อของผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) ศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ตามมาตรา 18 วรรคสอง แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งดังกล่าวและได้ดำเนินกระบวนพิจารณากันมาจนเสร็จสิ้นถึงศาลฎีกาแล้ว ปรากฏว่าโจทก์ได้แต่งตั้งให้ ช. เป็นทนายความ และในคำฟ้องทนายความโจทก์ลงชื่อเป็นโจทก์ ในคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาทนายความโจทก์ลงชื่อเป็นผู้เรียงพิมพ์ พอที่จะฟังได้ว่าทนายความโจทก์เป็นผู้เรียงพิมพ์คำฟ้อง ซึ่งมีอำนาจกระทำได้ จึงไม่จำต้องคืนคำฟ้องให้โจทก์ไปทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่ดำเนินมาทั้งหมดจึงไม่เสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ 2 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 21 ธันวาคม 2535 จำนวน 109,000 บาท กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 ฉบับที่สองลงวันที่ 7 มกราคม 2536 จำนวน 25,000 บาท กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 ตกลงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกัน รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญากู้ คิดถึงวันฟ้อง รวมเป็นดอกเบี้ยเป็นจำนวน 186,595.64 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 320,595.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 134,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้เงินโจทก์ หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างเป็นเอกสารปลอม ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่เคยลงลายมือชื่อในหนังสือค้ำประกัน ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับดอกเบี้ยค้างชำระขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 134,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังลงไป 5 ปี และนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับปิดอากรแสตมป์ภายหลังทำสัญญารับฟังเป็นหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้นั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 หาได้บังคับให้ปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์ในขณะทำสัญญาไม่ ดังนี้ แม้มิได้ปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์มาแต่แรกในขณะทำสัญญา แต่เมื่อได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนและขีดฆ่าแล้วก่อนฟ้องคดีนี้ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ส่วนการที่โจทก์ได้ปฏิบัติการแก้ไขข้อบกพร่องในการปิดอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 113 แล้วหรือไม่นั้น ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากกับการปิดอากรแสตมป์ตามปกติ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่มีข้อความว่าผู้ใดเป็นผู้เรียงและผู้พิมพ์ มีสิทธิและหน้าที่เป็นทนายความหรือพนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นใดมีความสามารถหรือหน้าที่จัดทำเป็นผู้เรียงผู้พิมพ์คำฟ้องเพื่อยื่นต่อศาลได้ตามกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่มีข้อความว่าผู้เรียงพิมพ์และลายมือชื่อของผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งดังกล่าวและคดีนี้ได้ดำเนินกระบวนพิจารณากันมาจนเสร็จสิ้นถึงศาลฎีกาแล้ว ตามสำนวนปรากฏว่าโจทก์ได้แต่งตั้งให้นางสาวชลธิดา ปาวสานต์ เป็นทนายความ และในคำฟ้องทนายความโจทก์ลงชื่อเป็นโจทก์ ในคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาทนายความโจทก์ลงชื่อเป็นผู้เรียงพิมพ์ พอที่จะฟังได้ว่าทนายความโจทก์เป็นผู้เรียงพิมพ์คำฟ้อง ซึ่งมีอำนาจกระทำได้ คดีจึงไม่จำต้องคืนคำฟ้องให้โจทก์ไปทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่ดำเนินมาทั้งหมดจึงไม่เสียไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 67
ป.รัษฎากร ม. 113 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนภวรรณ บุญเพ็ชรแก้ว
จำเลย — นายนำโชค พฤกษะวัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1017/2549
#268736
เปิดฉบับเต็ม

การเล่นการพนันทายผลฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวใน พ.ร.บ.การพนันฯ มาตรา 4 ซึ่งจะพนันกันหรือจะจัดให้มีเพื่อให้พนันกันได้เฉพาะการเล่นที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การพนันฯ มาตรา 4 ทวิ เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2485 มาตรา 3 พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2490 มาตรา 3 พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2505 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 10, 12 (2), 15 ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้นเห็นว่า จำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้จัดให้มีการพนันทายผลฟุตบอลขึ้น ซึ่งปัจจุบันการพนันชนิดนี้แพร่ระบาดทั่วไป โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนนักศึกษา จึงมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนของชาติให้ลุ่มหลงในอบายมุข มีผลกระทบโดยตรงต่อการศึกษาและบั่นทอนอนาคตของเยาวชน ถือว่าเป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าอันเป็นความหวังของชาติ เป็นภัยร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและความสงบสุขของสังคมโดยส่วนรวม พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงแม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวรวมทั้งเหตุผลความจำเป็นประการอื่น ก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การเล่นการพนันทายผลฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 ซึ่งจะพนันกันหรือจะจัดให้มีเพื่อให้พนันกันได้เฉพาะการเล่นที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 ทวิ เท่านั้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทความผิดตามมาตรา 4 มาด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2449 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ม. 4 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายสุทธิ เกิดผล
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1005/2549
#270799
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 จะต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอยู่ในหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้นเองโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือโดยทุจริต ถ้าไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรงแล้วย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้ เมื่อขณะที่จำเลยทั้งสองมาเอารถยนต์แท็กซี่จากโจทก์ไป จำเลยที่ 2 แต่งเครื่องแบบตำรวจเท่านั้น ทั้งตามฎีกาโจกท์ยังยอมรับด้วยว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีอำนาจหน้าที่จะต้องทำแสดงว่าการไปเอารถยนต์แท็กซี่จากโจทก์นั้น มิใช่การกระทำที่เกี่ยวกับหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์แท็กซี่ หมายเลขทะเบียน มข 9572 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2546 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยทั้งสองได้ทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบอำนาจจากนายโชคประเสริฐ สุขวรรณ ให้มายึดรถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าว และจำเลยทั้งสองใช้และแสดงหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวอันเป็นเอกสารที่จำเลยทั้งสองทำปลอมขึ้นแก่โจทก์ โจทก์จะไม่ยอมมอบรถยนต์แท็กซี่แก่จำเลยทั้งสอง แต่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ โจทก์จึงต้องมอบรถยนต์แท็กซี่ให้จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม และจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ต้องขาดรายได้ ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157, 264, 265, 268, 334 และ 335

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์สำหรับข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และข้อหาปลอมเอกสารไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ส่วนข้อหาลักทรัพย์และใช้เอกสารปลอมมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 334, 335, 83 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 2 มีมูลความผิดในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จะต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอยู่ในหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้นเองโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือโดยทุจริต ถ้าไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรงแล้ว ย่อมเป็นความผิดตามมาตรานี้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคงได้ความเพียงว่า ขณะที่จำเลยทั้งสองมาเอารถยนต์แท็กซี่จากโจทก์ไป จำเลยที่ 2 แต่งเครื่องแบบตำรวจเท่านั้น ทั้งตามฎีกาโจทก์ยังยอมรับด้วยว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปโดยไม่มีกฎหมายรองรับไม่มีอำนาจหน้าที่จะต้องทำ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าการไปเอารถยนต์แท็กซี่จากโจทก์นั้น มิใช่การกระทำที่เกี่ยวกับหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมจิตหรือมนตรี สุขวรรณ
จำเลย — นายวัลลภ แสงทิม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1003/2549
#266665
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานร่วมกันกรรโชกและฐานร่วมกันบุกรุก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่ละบทระวางโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันกรรโชกจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกรรโชก ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน และให้ยกฟ้องโจทก์ฐานร่วมกันบุกรุก ดังนี้ในความผิดฐานร่วมกันกรรโชกศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 83, 91, 337, 362, 365 (2) และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 8,100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสุนัยผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคแรก, 365 (2) ประกอบ 362, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันกรรโชก จำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคแรก, 83 ให้จำคุก 5 ปี ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องข้อหาบุกรุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกรรโชกและฐานร่วมกันบุกรุก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่ละบทระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันกรรโชก จำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกรรโชก ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน และให้ยกฟ้องโจทก์ฐานร่วมกันบุกรุก ดังนี้ ในความผิดฐานร่วมกันกรรโชกศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเข้าในบ้านของโจทก์ร่วมโดยไม่มีทีท่าข่มขู่โจทก์ร่วมนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

พิพากษายกคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาไปให้ผู้พิพากษาตามที่จำเลยระบุในคำร้องพิจารณาสั่ง แล้วดำเนินการต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายสุนัย สรณสถาพร
จำเลย — ดาบตำรวจวิริยะ คุ้มรักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางบุญศิริรัตน์ ศิริชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายคมวุฒ บุรีธนวัต
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ปัญญา สุทธิบดี
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 997/2549
#268723
เปิดฉบับเต็ม

ว. ได้เบิกความเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมของผู้ตายสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนโดย ว. ยืนยันว่า ขณะที่ ว. ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมนั้นได้มีการจัดพิมพ์ข้อความและมีบุคคลอื่นลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมและช่องพยานมาก่อนแล้ว อ. จึงได้นำพินัยกรรมมาให้ ว. ลงลายมือชื่อเป็นพยาน แสดงว่าผู้ตายทำพินัยกรรมมิได้ลงลายมือชื่อต่อหน้า อ. และ ว. ซึ่งเป็นพยานพร้อมกัน และ อ. และ ว. ก็มิได้ลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ตายผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นจึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามลักษณะการทำพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง พินัยกรรมย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 ผู้ร้องจึงไม่เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมอันจะมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย

ในระหว่างที่ผู้ตายมีชีวิต ผู้ตายได้กล่าวกับบุคคลในหมู่บ้านว่าผู้คัดค้านที่ 4 เป็นบุตรของผู้ตาย คนในหมู่บ้านก็รู้ว่าผู้คัดค้านที่ 4 เป็นบุตรของผู้ตาย ผู้ตายได้แสดงความเป็นบิดาโดยได้อุปการะเลี้ยงดูผู้คัดค้านที่ 4 โดยพาไปเที่ยวกับผู้ตายและส่งเสียค่าเลี้ยงดูตลอดมาเว้นแต่ขณะที่ผู้ตายถูกคุมขัง นับได้ว่าผู้ตายได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นบิดาผู้คัดค้านที่ 4 และให้การอุปการะเลี้ยงดูผู้คัดค้านที่ 4 ตลอดมา พฤติการณ์ของผู้ตายดังกล่าวเป็นการแสดงต่อผู้คัดค้านที่ 4 ให้เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าผู้คัดค้านที่ 4 เป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้ว ผู้คัดค้านที่ 4 จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายคนหนึ่ง จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งมารดาของผู้คัดค้านที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ นายธวัช กิจประยูร ผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 4 เป็นบุตรของผู้ตาย กับนางวรรวิภา ภูมาลาหรือพรมตัน จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งนางวรรวิภา มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับทายาทอื่นของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำแถลงคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 4

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง กับให้ตั้งนางสาวรัชนี กิจประยูร ผู้คัดค้านที่ 1 กับนางวรรวิภา ภูมาลาหรือพรมตัน เป็นผู้จัดการมรดกของนายธวัช กิจประยูร ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายธวัช กิจประยูร ผู้ตาย เคยทำงานเป็นลูกจ้างผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2529 ผู้ตายถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกฆ่านางสาวเชอรี่แอน ดันแคน ถูกควบคุมตัวเป็นเวลานาน 2 เดือน 16 วัน จากนั้นได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2533 ให้ประหารชีวิตผู้ตาย ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ศาลฎีกาพิพากษายืน หลังจากนั้นผู้ตายได้มาอยู่กับผู้ร้องที่บ้านเลขที่ 221 ถึง 223 ถนนศรีภูมิ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และผู้ตายได้นางราม เมื่องมา เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง ผู้ตายกับนายกระแสร์ พลอยพุ่ม ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่านางสาวเชอรี่แอน ดันแคน ได้ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างพิจารณาผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ต่อมาศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชำระเงินให้แก่ผู้ตาย ระหว่างมีชีวิตผู้ตายได้ทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.1 ไว้ ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายอนันต์ สุทธิสุนทร พยานผู้ร้องซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ว่า หลังจากผู้ตายมาปรึกษาพยานเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมแล้ว พยานจึงนัดหมายผู้ตายซึ่งจะต้องไปฉายแสงที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ให้ไปพบที่โรงพยาบาล วันที่ 16 มิถุนายน 2542 พยานได้ไปที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่บริเวณตึกคนไข้ซึ่งอยู่ห้องใต้ดินอาคารสุจิณโณ เมื่อไปถึงพบผู้ตายและนายชาลี ดีทิศ นั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว พยานได้นำพินัยกรรมที่จัดเตรียมไว้ให้ผู้ตายอ่าน จากนั้นผู้ตายได้เข้าไปพบนายแพทย์วิชาญ แพทย์ที่ทำการตรวจรักษา ผู้ตายให้ออกมาเรียกให้พยานเข้าไปพบนายแพทย์วิชาญ โดยนายชาลียังคงคอยอยู่ด้านนอก พยานได้แจ้งให้นายแพทย์วิชาญทราบว่าผู้ตายต้องการทำพินัยกรรม และมีความประสงค์ให้นายแพทย์วิชาญเป็นพยานในพินัยกรรมด้วย โดยขอให้ออกใบรับรองแพทย์รับรองสติสัมปชัญญะของผู้ตายให้ด้วย จากนั้นพยานได้ลงลายมือชื่อในช่องพยานในพินัยกรรมซึ่งจัดทำรวม 3 ฉบับ ได้ส่งพินัยกรรมให้ผู้ตายลงลายมือชื่อครบทั้ง 3 ฉบับ จากนั้นได้ส่งให้นายแพทย์วิชาญลงลายมือชื่อ แต่นายแพทย์วิชาญลงลายมือชื่อเพียงฉบับเดียว การลงลายมือชื่อได้ลงลายมือชื่อพร้อมกันต่อหน้าทั้งสามคน ส่วนนายชาลี ดีทิศ พยานผู้ร้องอีกปากหนึ่งเบิกความว่าในวันทำพินัยกรรม นายชาลีไปที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่กับผู้ตายและนายอนันต์ โดยนายชาลีรออยู่หน้าห้องซึ่งเป็นประตูแบบบานผลักมีกระจกใสมองเห็นภายในได้ นายชาลีเห็นนายอนันต์ไหว้นายแพทย์วิชาญ แล้วหยิบพินัยกรรมที่เตรียมมายื่นให้ผู้ตายลงลายมือชื่อก่อน จากนั้นนายอนันต์ได้ลงลายมือชื่อแล้วยื่นให้นายแพทย์วิชาญ นายแพทย์วิชาญอ่านข้อความสักครู่จึงได้ลงลายมือชื่อ ต่อมานายชาลีเห็นผู้ตายกับนายอนันต์ไหว้นายแพทย์วิชาญแล้วออกมาจากห้องพร้อมกับใบรับรองแพทย์ 1 ฉบับ โดยมีชื่อผู้ตาย นายอนันต์และนายแพทย์วิชาญ นายอนันต์ได้ยื่นเอกสารให้นายชาลีดู และด้วยความรีบร้อนจึงลืมให้นายชาลีลงลายมือชื่อในช่องพยาน นายอนันต์และนายชาลีอ้างว่านายอนันต์และนายแพทย์วิชาญได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 พร้อมกัน นายชาลีเบิกความยืนยันว่า ขณะนายอนันต์และนายแพทย์วิชาญลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม นายชาลีเห็นเหตุการณ์โดยมองผ่านทางกระจกใสของห้องทำงานของแพทย์ แต่นายแพทย์วิชาญเบิกความว่า ประตูทางเข้าห้องทำงานที่บานประตูและเปิดปิดเป็นบานไม้และมีกระจกอยู่ส่วนบนอยู่เศษหนึ่งส่วนสาม ถ้าประตูปิดคนที่ยืนอยู่ข้างนอกไม่สามารถมองเห็นคนที่ยืนด้านในได้ ส่วนใหญ่มักจะปิด นางสุรภี พุ่มบัว ซึ่งรับราชการอยู่ที่หน่วยรังสีรักษา คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ประจำโรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่เบิกความว่า ในช่วงปี 2542 พยานทำหน้าที่บริการส่วนหน้า และช่วยแพทย์ที่ห้องตรวจประจำกับนายแพทย์วิชาญยืนยันว่า ประตูด้านหน้ามีกระจกปิดอยู่ตรงกลาง หากประตูปิดคนภายนอกไม่สามารถมองทะลุด้านในได้ เห็นว่า ประตูเข้าห้องทำงานของแพทย์ปกติจะต้องปิดเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกมองเห็น นายชาลีไม่น่าจะมองเห็นเหตุการณ์ในขณะที่มีการออกใบรับรองแพทย์และขณะทำพินัยกรรมในห้องทำงานของนายแพทย์วิชาญได้ ได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์วิชาญแพทย์ผู้รักษาผู้ตายว่า ในวันที่ 16 มิถุนายน 2542 ขณะนายแพทย์วิชาญปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่หน้าห้องผู้ป่วย นายอนันต์พยานผู้ร้องได้เข้าไปพบ จำได้ว่าคงมีแต่นายอนันต์เข้าไปพบ นายแพทย์วิชาญยอมรับว่า ลายมือชื่อในช่องพยานในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 เป็นลายมือชื่อของนายแพทย์วิชาญและนายแพทย์วิชาญเป็นผู้เขียนและลงลายมือชื่อในใบรับรองแพทย์เอกสารหมาย ร.4 ระบุอาการของผู้ตายในขณะนั้นว่ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี จึงมีปัญหาว่านายแพทย์วิชาญได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมพร้อมกันกับนายอนันต์พยานถามค้าน ยอมรับว่าเคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 และให้การเพิ่มเติมอีกเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 ที่กรุงเทพมหานคร ตามเอกสารหมาย ค.2 โดยให้การเกี่ยวกับพินัยกรรมว่ามีการพิมพ์ข้อความในพินัยกรรมมาก่อนแล้ว โดยมีผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมและพยานและในคำให้การเพิ่มเติมได้ให้การตอนหนึ่งว่าผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมและพยานได้ลงลายมือชื่อก่อนแล้ว ไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านายแพทย์วิชาญ ในขณะนั้นผู้ตายไม่ได้อยู่กับนายแพทย์วิชาและหากในวันออกใบรับรองแพทย์ ถ้ามีผู้ตายอยู่ด้วยก็ต้องมีการสอบประวัติและต้องลงในบันทึกประวัติ แต่ในบันทึกประวัติตามเอกสารหมาย ค.9 ไม่ปรากฏ นายสุรภีก็เบิกความว่า ในวันที่ 16 มิถุนายน 2542 มีผู้มาติดต่อขอใบรับรองแพทย์ของผู้ตายจากนายแพทย์วิชาญโดยมาคนเดียว ผู้ตายไม่ได้มาพบนายแพทย์วิชาญเพื่อขอตรวจร่างกายแต่อย่างใด เห็นว่า นายแพทย์วิชาญได้เบิกความเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมของผู้ตายสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวน โดยนายแพทย์วิชาญยืนยันว่า ขณะที่นายแพทย์วิชาญลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมนั้นได้มีการจัดพิมพ์ข้อความและมีบุคคลอื่นลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมและช่องพยานมาก่อนแล้ว นายอนันต์จึงได้ทำพินัยกรรมมาให้นายแพทย์วิชาญลงลายมือชื่อเป็นพยานแสดงว่าผู้ตายทำพินัยกรรมมิได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านายอนันต์และนายแพทย์วิชาญซึ่งเป็นพยานพร้อมกัน และนายอนันต์และนายแพทย์วิชาญก็มิได้ลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ตายผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น จึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามลักษณะการทำพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.1 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 ผู้ร้องจึงไม่เป็นทายาทของผู้รับพินัยกรรมอันจะมีส่วนได้เสียที่ร้องขอจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่า ผู้คัดค้านที่ 4 เป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้วหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนางวรรวิภา ภูมาลา มารดาของผู้คัดค้านที่ 4 ว่า นางวรรวิภา รู้จักกับผู้ตายเมื่อปี 2529 และอยู่กินกันฉันสามีภริยาที่แฟลตสวนพลู กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของผู้ร้อง ต่อมาได้คลอดบุตรที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตามหนังสือเอกสารหมาย ค.6 ขณะนั้นยังไม่ได้ตั้งชื่อเด็ก เป็นเด็กชายเกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2531 เวลา 12.50 นาฬิกา มีบิดาชื่อนายธวัช กิจประยูร มารดาชื่อนางวรรวิภา พรมตัน อยู่ที่เลขที่ 121/16 แฟลตสวนพลู เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ต่อมาผู้ตายได้ไปแจ้งเกิดที่เขตปทุมวัน โดยตั้งชื่อว่าเด็กชายขวัญ กิจประยูร มีนางวรรวิภา พรมตัน เป็นมารดาและนายธวัช กิจประยูร เป็นบิดาที่อยู่เลขที่ 121/16 แฟลตสวนพลู เขตยานนาวา ตามสูติบัตรเอกสารหมาย ค.15 โดยแจ้งในวันที่ 17 พฤษภาคม 2531 ระบุเกิดวันที่ 16 พฤษภาคม 2516 ตรงกับที่แจ้งเอกสารหมาย ค.6 ในปลายปี 2529 นางวรรวิภา ทราบว่า ผู้ตายถูกกล่าวหาว่าฆ่านางสาวเชอรี่แอน ดันแคน ผู้ตายได้ปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องบุตรและขอร้องให้นางวรรวิภากลับไปอยู่กับบิดามารดาที่จังหวัดเชียงราย โดยให้บิดามารดาแจ้งเกิดบุตรในชื่อใหม่เพราะผู้ตายเกรงว่าบุตรจะมีปมด้อย ผู้ตายได้ร่วมกันเผาต้นฉบับเอกสารหมาย ค.15 นางวรรวิภาอุ้มเด็กชายขวัญมาที่บ้านขอร้องให้นายทอง พรมตัน บิดานางวรรวิภา เป็นผู้ไปแจ้งเกิดตั้งชื่อว่าเด็กชายกิตติศักดิ์ พรมตัน หรือน้องเกรียง โดยแจ้งเกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2531 และเข้ามาอยู่บ้านเลขที่ 103 หมู่ 5 ตำบลทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตามเอกสารหมาย ค.5 ระบุว่าเด็กเกิดวันที่ 30 พฤษภาคม 2531 เหตุที่ระบุวันดังกล่าวเนื่องจากหากระบุเกิดวันที่แท้จริงคือวันที่ 16 พฤษภาคม 2531 แล้วจะเกิน 15 วัน จะต้องถูกปรับ เด็กชายขวัญกับเด็กชายกิตติศักดิ์หรือเด็กชายเกรียงเป็นบุคคลคนเดียวกัน และเป็นบุตรของผู้ตายกับนางวรรวิภา เห็นว่า เด็กชายขวัญเกิดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตามหนังสือของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่ถึงนางวรรวิภา ภูมาลา ที่นางวรรวิภาขอรับใบเกิดระบุว่า "เด็กชาย.....กิจประยูร เกิดวันที่ 16 พฤษภาคม 2531 เวลา 12.56 นาฬิกา บิดาชื่อนายธวัช กิจประยูร มารดาชื่อนางวรรวิภา พรมตัน อยู่บ้านเลขที่ 121/16 แฟลตสวนพลู เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ในหนังสือก็ระบุว่าเป็นการขอรับใบเกิดของเด็กชายขวัญ กิจประยูร หนังสือดังกล่าวออกโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์เพิ่มยศ โกศลพันธุ์ รองผู้อำนวยการฯ ฝ่ายบริหาร ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิได้คัดค้านว่าหนังสือดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องแต่อย่างใด จึงต้องรับฟังว่าหนังสือตามเอกสารหมาย ค.6 เป็นหนังสือที่ถูกต้องแท้จริง ซึ่งต่อมาเขตปทุมวันก็ได้ออกสำเนาสูติบัตรเอกสารหมาย ค.15 ระบุว่าเด็กชายขวัญเป็นบุตรของนางวรรวิภา พรมตัน และนายธวัช กิจประยูร การที่ภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อบิดามารดาที่แท้จริงของเด็กชายขวัญตามที่นางวรรวิภาอ้างก็นับว่ามีเหตุผล นายทองซึ่งเป็นบิดาของนางวรรวิภาและมีชื่อเป็นบิดาของเด็กชายกิตติศักดิ์หรือเกรียงตามเอกสารหมาย ค.4 ก็เบิกความว่า ความจริงนายทองเป็นตาของเด็กชายกิตติศักดิ์ เด็กชายกิตติศักดิ์หรือเกรียงเป็นบุตรของผู้ตายและนางวรรวิภาและเป็นคนเดียวกับเด็กชายขวัญ ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของศาสตราจารย์นายแพทย์ธานินทร์ ภูพัฒน์ แพทย์ผู้ทำการตรวจพันธุกรรมระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 ว่า มีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติกับผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 และมีบิดาเป็นคนเดียวกันหรือไม่ว่า จากการทดสอบหมู่โลหิตและทางพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 2 เป็นญาติพี่น้องและมารดาเดียวกัน โดยผู้คัดค้านที่ 4 เป็นบุตรของนางวรรวิภาและนางวรรวิภาเป็นบุตรของนายทอง โดยศาตราจารย์นายแพทย์ธานินทร์ได้ทำรายงานการตรวจพิสูจน์เลือดและดีเอ็นเอตามเอกสารหมาย ค.41 กับยืนยันว่าเด็กชายกิตติศักดิ์ไม่ใช่บุตรของนายทอง ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายทองที่ว่านายทองเป็นตาของเด็กชายกิตติศักดิ์ ศาสตราจารย์นายแพทย์ธานินทร์ได้เบิกความตอบทนายผู้ร้องถามถ้านว่า เป็นไปได้เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ผู้คัดค้านทั้งสี่จะมีบิดาเป็นคนเดียวกัน ศาสตราจารย์นายแพทย์ธานินทร์เป็นหัวหน้าภาคนิติเวชศาสตร์คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในทางการแพทย์ที่ได้ศึกษาเล่าเรียน ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด เชื่อว่ากระทำการตรวจและให้ความเห็นถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงรับฟังได้ว่าเด็กชายกิตติศักดิ์ที่เกิดแต่นางวรรวิภามิใช่บุตรนายทองแต่อย่างใด ตามสำเนาสูติบัตรเอกสารหมาย ค.15 ก็ระบุว่านางวรรวิภามีบุตรที่เกิดกับผู้ตายคือเด็กชายขวัญ โดยเด็กชายขวัญเกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2531 เกิดก่อนเด็กชายกิตติศักดิ์ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2531 เป็นเวลาเพียง 15 วัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่นางวรรวิภาจะคลอดบุตรสองคนห่างกันเพียง 15 วัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเด็กชายขวัญและเด็กชายกิตติศักดิ์หรือเกรียงผู้คัดค้านที่ 4 เป็นบุคคลคนเดียวกัน และเป็นบุตรของผู้ตายกับนางวรรวิภา ในระหว่างที่ผู้ตายมีชีวิตได้ความว่าผู้ตายได้กล่าวกับบุคคลในหมู่บ้านว่าผู้คัดค้านที่ 4 เป็นบุตรของผู้ตาย คนในหมู่บ้านก็รู้ว่าผู้คัดค้านที่ 4 เป็นบุตรของผู้ตาย ผู้ตายได้แสดงความเป็นบิดาโดยได้อุปการะเลี้ยงดูผู้คัดค้านที่ 4 โดยพาไปเที่ยวกับผู้ตายและส่งเสียค่าเลี้ยงดูตลอดมาเว้นแต่ขณะที่ผู้ตายต้องถูกคุมขัง นับได้ว่าผู้ตายได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นบิดาผู้คัดค้านที่ 4 และให้การอุปการะเลี้ยงดูผู้คัดค้านที่ 4 ตลอดมา พฤติการณ์ของผู้ตายดังกล่าวเป็นการแสดงต่อผู้คัดค้านที่ 4 ให้เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าผู้คัดค้านที่ 4 เป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้ว ผู้คัดค้านที่ 4 จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายคนหนึ่ง จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งนางวรรวิภาเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ที่ศาลล่างทั้งสองตั้งผู้คัดค้านที่ 1 และนางวรรวิภาเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องและของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1627 ม. 1656 วรรคหนึ่ง ม. 1705 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวินัย ชัยพานิช
ผู้คัดค้าน — นางสาวรัชนี กิจประยูร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 996/2549
#267092
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าจ้างก่อสร้างแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาโจทก์ได้ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) จึงต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 58 วรรคสอง ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การจนศาลสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำให้การของตนเข้ามาอันเป็นการใช้สิทธินอกเหนือจากที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการผิดหลง ศาลชั้นต้นชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 แล้วสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องได้ ตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดร่วมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการชำระหนี้ค่าก่อสร้างให้โจทก์ การที่จำเลยที่ 2 จะเป็นคู่ความในคดีด้วยหรือไม่ ไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีสิทธิกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามกฎหมาย การที่โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่กระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ในการต่อสู้คดีรวมทั้งไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลจึงอนุญาตให้ถอนฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ว่าจ้างให้โจทก์ทำการก่อสร้างและติดตั้งถังโมลาสที่โรงงานน้ำตาลเกษตรไทย ตกลงชำระค่าจ้างรวม 9 งวด เป็นเงิน 3,040,000 บาท ระหว่างสัญญาจำเลยทั้งสี่บอกให้โจทก์หยุดงานและให้ส่งผลงานเท่าที่ทำเสร็จ ผลงานที่โจทก์ทำเสร็จคิดเป็นเงิน 2,486,943 บาท แต่จำเลยทั้งสี่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์เพียง 1,840,000 บาท ยังคงค้างชำระ 646,943 บาท จำเลยทั้งสี่ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2547 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,726 บาท รวมหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 656,369 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 656,369 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 646,943 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ก่อนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียจากสารบบความ

นายวิษณุ ธงทอง ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างไม่จำกัดจำนวนจึงขอร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายวิษณุ ธงทอง เข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1

จำเลยร่วมยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำให้การของจำเลยร่วม ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยร่วมต้องใช้สิทธิเท่าที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่ตนเข้าร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยร่วมย่อมยื่นคำให้การและนำสืบตามข้อต่อสู้ไม่ได้ การที่จำเลยร่วมยื่นคำให้การและศาลมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมเป็นคำสั่งโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วม และมีคำสั่งใหม่ว่าไม่รับคำให้การของจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

จำเลยร่วมอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมเพียงว่า ที่ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมแล้วสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า กรณีของจำเลยร่วมเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) จำเลยร่วมจึงต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 58 วรรคสอง ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การจนศาลสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว จำเลยร่วมย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำให้การของตนเข้ามาอันเป็นการใช้สิทธินอกเหนือจากที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ได้ และเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมไว้โดยผิดหลง ศาลชั้นต้นชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมแล้วสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยร่วมให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ข้อที่จำเลยร่วมฎีกาว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ถอนฟ้องจำเลยร่วมซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 เมื่อเห็นว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ เพื่อไม่ให้จำเลยร่วมมีโอกาสยื่นคำให้การต่อสู้คดีนั้น เห็นว่า การที่จำเลยร่วมจะเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วยหรือไม่ ไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป จำเลยร่วมในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีสิทธิกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามกฎหมาย การถอนฟ้องของโจทก์จึงไม่กระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ในการต่อสู้คดีรวมทั้งไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 57 ม. 175 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุฑาพร พุทธิวัฒน์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวุฒิวรรณการช่าง กับพวก
จำเลยร่วม — นายวิษณุ ธงทอง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา