คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 996/2549
#268538
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) จำเลยร่วมจึงต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 58 วรรคสอง ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การจนศาลสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว จำเลยร่วมย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำให้การของตนเข้ามา อันเป็นการใช้สิทธินอกเหนือจากที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ได้ และเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมไว้โดยผิดหลงศาลชั้นต้นชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมแล้วสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยร่วมให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

การที่จำเลยร่วมจะเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วยหรือไม่ ไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป จำเลยร่วมในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีสิทธิกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามกฎหมายการถอนฟ้องจำเลยร่วมซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ของโจทก์จึงไม่กระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ในการต่อสู้คดีรวมทั้งไม่เป็นการใช้สิทธิ โดยไม่สุจริตแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 656,369 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 646,943 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ก่อนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างไม่จำกัดจำนวน จึงขอร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วม ต่อมาศาลช้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยร่วมต้องใช้สิทธิเท่าที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่ตนเข้าร่วมเมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยร่วมย่อมยื่นคำให้การและนำสืบตามข้อต่อสู้ไม่ได้ การที่จำเลยร่วมยื่นคำให้การและศาลมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมเป็นการสั่งโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำลยร่วม และมีคำสั่งใหม่ว่าไม่รับคำให้การของจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

จำเลยร่วมอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีของจำเลยร่วมเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) จำเลยร่วมจึงต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 58 วรรคสอง ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การจนศาลสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว จำเลยร่วมย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำให้การของตนเข้ามาอันเป็นการใช้สิทธินอกเหนือจากที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ได้และเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมไว้โดยผิดหลง ศาลชั้นต้นชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมแล้วสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยร่วมให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และการที่จำเลยร่วมจะเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วยหรือไม่ ไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป จำเลยร่วมในฐานะหุ้นส่วนผู้ส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีสิทธิกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามกฎหมาย การถอนฟ้องของโจทก์จึงไม่กระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ในการต่อสู้คดีรวมทั้งไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 57 (2) ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุฑาพร พุทธิวัฒน์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวุฒิวรรณการช่าง กับพวก
จำเลยร่วม — นายวิษณุ ธงทอง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2549
#268717
เปิดฉบับเต็ม

ปรากฏตามสำเนาทะเบียนสมรสว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ส. เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2524 และทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 26526 ให้แก่ ส. เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2542 โดยไม่ปรากฏว่า ส. ได้ที่ดินมาด้วยเหตุใด กรณีจึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าที่ดินแปลงนี้เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับ ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) และวรรคสอง โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยย่อมมีสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 278 ประกอบมาตรา 282 ที่จะบังคับคดีเอาชำระหนี้จากที่ดินแปลงนี้ได้

ผู้ร้องและ ส. มีภูมิลำเนาอยู่หมู่ที่ 1 เช่นเดียวกัน จำเลยกับ ส. แต่งงานกันมาเกือบ 30 ปี และผู้ร้องทราบจาก ก. บ. และ ป. ก่อนผู้ร้องจะทำสัญญาซื้อที่ดินจาก ส. ว่าบุคคลทั้งสามกับพวกกำลังดำเนินคดีแก่จำเลยกับ ส. เป็นคดีอาญาและดำเนินคดีทางแพ่งแก่จำเลยอีกด้วย จึงรับฟังได้ว่าผู้ร้องซื้อที่ดินจาก ส. โดยคบคิดกันฉ้อฉลทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยการยึด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้จากจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยแต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 26526 ซึ่งมีชื่อนายสมาน โพธิ์ชัย สามีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยอ้างว่าเป็นสินสมรสของจำเลยกับนายสมาน เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้องส่วนหนึ่ง โดยผู้ร้องซื้อมาจากนายสมาน โพธิ์ชัย จำนวน 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา และได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นโฉนดเลขที่ 27593 แล้ว ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับนายสมานตั้งแต่ปี 2542 และเป็นการซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน โดยมิได้ฉ้อฉลเพื่อให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง

โจทก์ให้การ ขอให้ยกคำร้องขอและเพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26526 ลงวันที่ 19 มกราคม 2543

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอ และให้เพิกถอนหนังสือสัญญาแบ่งขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26526 ตำบลบ้านเขว้า อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2543 ระหว่างนายสมาน โพธิ์ชัย กับผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมาน โพธิ์ชัย และนายสมานมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 26526 ตำบลบ้านเขว้า อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2543 นายสมานทำหนังสือสัญญาแบ่งขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องในราคา 300,000 บาท และแบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 27593 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา ครั้นวันที่ 20 มกราคม 2543 นายบุญเลียม รักษาศิลป์ ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 26526 เดิมซึ่งมีเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา โดยอ้างว่าเป็นสินสมรสของจำเลยกับนายสมาน เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า นายสมานมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์และโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าที่ดินที่ถูกยึดเป็นสินสมรสของจำเลยกับนายสมาน กับผู้ร้องซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 26526 บางส่วนซึ่งแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 27593 จากนายสมานโดยสุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 27593 หรือไม่ เห็นว่า จากสำเนาทะเบียนการสมรสปรากฏชัดว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายสมานเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2524 และทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 26526 ให้แก่นายสมานเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2542 โดยไม่ปรากฏว่านายสมานได้ที่ดินมาด้วยเหตุใด กรณีจึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าที่ดินแปลงนี้เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนายสมาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) และวรรคสอง ซึ่งผู้ร้องมิได้นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 ประกอบมาตรา 282 ที่จะบังคับคดีเอาชำระหนี้จากที่ดินแปลงนี้ได้ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องรับโอนที่ดินจากนายสมานโดยสุจริตนั้น คงมีผู้ร้องเพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินตามคำร้องขอจากนายสมานโดยไม่ทราบว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ แต่ผู้ร้องตอบคำถามค้านทนายโจทก์รับว่า ผู้ร้องและนายสมานมีภูมิลำเนาอยู่หมู่ที่ 1 เช่นเดียวกัน จำเลยกับนายสมานแต่งงานกันมาเกือบ 30 ปี และมีบุตรด้วยกัน 2 คน และผู้ร้องได้ความจากนายแก้ว คุ้มกุดขมิ้น นายบุญเลียมและนางประพันธ์ คุ้มเขว้า ก่อนผู้ร้องจะทำสัญญาซื้อที่ดินจากนายสมานว่าบุคคลทั้งสามกับพวกกำลังดำเนินคดีแก่จำเลยกับนายสมานเป็นคดีอาญา และดำเนินคดีทางแพ่งแก่จำเลยอีกด้วย ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนายบุญเลียมและนายแก้วพยานโจทก์ที่ระบุว่าบุคคลทั้งสองได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบก่อนแล้วว่าที่ดินแปลงนี้กำลังจะถูกบังคับคดี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องซื้อที่ดินตามคำร้องขอจากนายสมานโดยคบคิดกันฉ้อฉลทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยการยึด และคดีไม่มีปัญหาว่าโจทก์ยึดทรัพย์เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 หรือไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 1474 (1) ม. 1474 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 278 ม. 282
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไสว มินขุนทด
ผู้ร้อง — นางประโลม เกลี้ยงเกลา
จำเลย — นางหลอด โพธิ์ชัย
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 990/2549
#266994
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนพิพาทในเรื่องจำเลยผิดสัญญาเช่ารถยนต์พิพาท โดยศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทอันเป็นวัตถุแห่งหนี้คืนแก่โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่สามารถบังคับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทตามคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยโอนรถยนต์ให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว จึงขอให้บังคับจำเลยชดใช้ราคารถยนต์จำนวน 350,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้เงินอันเป็นวัตถุแห่งหนี้แทนตัวทรัพย์ ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์พิพาทมาได้พร้อมกันในคดีก่อนได้อยู่แล้ว ดังนี้ เมื่อทั้งสองคดีคู่ความเป็นคนเดียวกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่เช่นเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-1244 ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2155/2540 ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนและส่งมอบรถคันดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่ไม่สามารถบังคับตามคำพิพากษาได้เพราะจำเลยได้โอนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ราคารถยนต์เป็นเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ขายรถยนต์ตามฟ้องให้ผู้อื่นไปก่อนที่จะได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในคดีตามที่โจทก์อ้างสภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้บังคับได้ โจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยส่งมอบรถยนต์หรือใช้ราคาแทน จึงยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2544 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 1,250 บาท แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังว่าฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 ดังกล่าวมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 ซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 828/2536 หรือไม่ จำเลยผิดสัญญาเช่าและต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทที่จำเลยเช่าคืนแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องซ้ำ สัญญาเช่าเลิกกันแล้ว จำเลยต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์ คดีไม่ขาดอายุความ จึงพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนและส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 30 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 เอกสารหมาย จ.2 เห็นว่าประเด็นข้อพิพาทสำคัญในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 เป็นการพิพาทในเรื่องจำเลยผิดสัญญาเช่ารถยนต์พิพาท โดยศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทอันเป็นวัตถุแห่งหนี้คืนแก่โจทก์ ซึ่งสืบเนื่องมาจากการผิดสัญญาเช่า ส่วนคดีนี้โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่สามารถบังคับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทตามคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยโอนรถยนต์ให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว จึงขอให้บังคับจำเลยชดใช้ราคารถยนต์จำนวน 350,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้เงินอันเป็นวัตถุแห่งหนี้แทนตัวทรัพย์ ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์พิพาทมาได้พร้อมกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 ได้อยู่แล้ว ดังนี้ เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 และคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันประเด็นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 และคดีนี้ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่เช่นเดียวกันโจทก์จะมารื้อร้องฟ้องให้จำเลยชดใช้ราคาทรัพย์ในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยอันถึงที่สุดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 แล้ว หาได้ไม่ กรณีจึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาชอบจะยกขึ้นวินิจฉัยได้"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายป้อ แซ่เซีย
จำเลย — นายธีระชาติ สิริโชติกุล
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 990/2549
#268696
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญในคดีก่อน เป็นการพิพาทในเรื่องจำเลยผิดสัญญาเช่ารถยนต์พิพาท โดยศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทอันเป็นวัตถุแห่งหนี้คืนแก่โจทก์ ซึ่งสืบเนื่องมาจากการผิดสัญญาเช่า ส่วนคดีนี้โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่สามารถบังคับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทตามคำพิพากษาเนื่องจากจำเลยโอนรถยนต์ให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว จึงขอให้บังคับจำเลยชดใช้ราคารถยนต์จำนวน 350,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้เงินอันเป็นวัตถุแห่งหนี้แทนตัวทรัพย์ ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์พิพาทมาได้พร้อมกันในคดีก่อนได้อยู่แล้ว ดังนี้ เมื่อคดีก่อนและคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นในคดีก่อน และคดีนี้ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่เช่นเดียวกัน โจทก์จะมารื้อร้องฟ้องให้จำเลยชดใช้ราคาทรัพย์ในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยกันถึงที่สุดในคดีก่อนแล้วหาได้ไม่ กรณีจึงเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-1244 ศรีสะเกษ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2155/2540 ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนและส่งมอบรถคันดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่ไม่สามารถบังคับตามคำพิพากษาได้เพราะจำเลยได้โอนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ราคารถยนต์เป็นเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ขายรถยนต์ตามฟ้องให้ผู้อื่นไปก่อนที่จะได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในคดีตามที่โจทก์อ้าง สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้บังคับได้ โจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยส่งมอบรถยนต์หรือใช้ราคาแทน จึงยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และเงินที่จำเลยได้มาจากการขายรถเป็นลาภมิควรได้ โจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่มีสิทธิเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 และมาตรา 419 คดีโจทก์ขาดอายุความ รถยนต์ตามฟ้องในสภาพปัจจุบันมิได้มีราคา 350,000 บาท เนื่องจากเสื่อมราคาปีละ 35,000 บาท เป็นเวลา 9 ปีเศษแล้ว จะมีราคาไม่เกิน 25,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2544 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังว่าฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 ดังกล่าว มีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 ซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 828/2536 หรือไม่ จำเลยผิดสัญญาเช่าและต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทที่จำเลยเช่าคืนแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องซ้ำ สัญญาเช่าเลิกกันแล้ว จำเลยต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์ คดีไม่ขาดอายุความ จึงพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนและส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 30 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 เอกสารหมาย จ.2 เห็นว่าประเด็นข้อพิพาทสำคัญในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 เป็นการพิพาทในเรื่องจำเลยผิดสัญญาเช่ารถยนต์พิพาท โดยศาลพิพากษาถึงที่สุด ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทอันเป็นวัตถุแห่งหนี้คืนแก่โจทก์ ซึ่งสืบเนื่องมาจากการผิดสัญญาเช่า ส่วนคดีนี้โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่สามารถบังคับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทตามคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยโอนรถยนต์ให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว จึงขอให้บังคับจำเลยชดใช้ราคารถยนต์จำนวน 350,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้เงินอันเป็นวัตถุแห่งหนี้แทนตัวทรัพย์ ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์พิพาทมาได้พร้อมกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 ได้อยู่แล้ว ดังนี้ เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 และคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 และคดีนี้ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่เช่นเดียวกัน โจทก์จะมารื้อร้องฟ้องให้จำเลยชดใช้ราคาทรัพย์ในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยกันถึงที่สุดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2155/2540 แล้วหาได้ไม่ กรณีจึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาชอบจะยกขึ้นวินิจฉัยได้ คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้ออื่นต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายป้อ แซ่เซีย
จำเลย — นายธีระชาติ สิริโชติกุล
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2549
#266516
เปิดฉบับเต็ม

อาคารที่ได้รับความเสียหายเป็นของ ส. ระหว่างเกิดเหตุได้ให้ บ. และ อ. เป็นผู้เช่า บ. และ อ. จึงเป็นผู้ทรงสิทธิการเช่ามีสิทธิที่จะใช้หรือได้รับประโยชน์ในอาคารที่เช่าตามสัญญาเช่า การที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดที่พักอาศัยเป็นเหตุให้อาคารของ ส. ดังกล่าวโยกไหวและแตกร้าวเสียหายย่อมกระทบต่อสิทธิที่จะใช้หรือได้รับประโยชน์ในอาคารของ บ. และ อ. ผู้ทรงสิทธิการเช่า บ. และ อ. จึงเป็นผู้เสียหายที่ถูกกระทำละเมิด ส่วนโจทก์ที่ 1 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับ ส. เจ้าของอาคารแต่อย่างไร การที่โจทก์ที่ 1 เข้ามาใช้อาคารดังกล่าวก็โดยอาศัยสิทธิการเช่าของ บ. และ อ. จึงเป็นเพียงบริวารของ บ. และ อ. เท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้อาคารจากจำเลยทั้งสอง

ตามสัญญาเช่ากำหนดให้ผู้เช่าต้องรักษาซ่อมแซมสถานที่เช่ารวมทั้งสิ่งตกแต่งและเครื่องอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยตลอดระยะเวลาเช่าด้วยทุนทรัพย์ของผู้เช่าเองนั้น หมายถึงการบำรุงรักษาตามปกติและซ่อมแซมเล็กน้อยเท่านั้น มิได้กำหนดให้ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องซ่อมแซมใหญ่แต่อย่างใด เมื่อได้ความว่าอาคารที่เช่าเสียหายมากยากที่จะซ่อมแซมให้กลับคืนดีได้ ต้องรื้อถอนและปลูกสร้างขึ้นใหม่และถึงแม้ว่าจะต้องทำการซ่อมแซมโครงสร้างของอาคารกับฐานรากบางส่วนและทำการหล่อเสาเพิ่มขึ้นรวมทั้งซ่อมแซมโครงอาคารภายนอก ส่วนความเสียหายภายในซึ่งมีมากได้รื้อออกแล้วก่อขึ้นใหม่ตามที่โจทก์ที่ 2 ฎีกาก็ตาม ความเสียหายดังกล่าวก็เป็นกรณีร้ายแรงต้องซ่อมแซมใหญ่ซึ่งไม่ใช่หน้าที่และความรับผิดของผู้เช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 553 หากแต่เป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่าที่จะต้องจัดการซ่อมแซมทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้โจทก์ที่ 2 ได้ใช้และได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ในการเช่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อ ส. เจ้าของอาคารที่โจทก์ที่ 2 เช่า แม้ ส. จะมีระเบียบปฏิบัติว่า ผู้เช่าจะต้องเป็นผู้ปลูกสร้างอาคารยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. แล้ว ส. จึงจะให้สิทธิในการเช่า ซึ่งทำให้โจทก์ที่ 2 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลูกสร้างอาคารขึ้นใหม่ ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ที่ 2 สมัครใจเข้าทำนิติกรรมผูกนิติสัมพันธ์กับ ส. มิใช่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายส่วนนี้จากจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,782,892.88 บาท และชำระค่าเช่าในอัตราเดือนละ 110,880 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นเวลา 24 เดือน ให้แก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 และให้ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 194,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ที่ 1 และจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ที่ 2 นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้ตกเป็นพับ

โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมนายบำรุงและนายอภิศักดิ์เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารจากสำนักงานพระคลังข้างที่ตั้งแต่ปี 2528 แล้วให้โจทก์ที่ 1 ใช้ประโยชน์เป็นที่ตั้งสำนักงานทนายความโดยโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าเช่าตลอดมา จนกระทั่งวันที่ 1 กันยายน 2537 จึงโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุดที่พักอาศัยชื่อเดอะรีเจ้นท์ รอยัล เพลส 1 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่เช่าจากสำนักงานพระคลังข้างที่และเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าวโดยมีจำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยการก่อสร้าง เมื่อประมาณกลางปี 2537 จำเลยที่ 2 ได้ปรับปรุงสถานที่เพื่อเตรียมการก่อสร้างโดยใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ มีการทุบบริเวณที่จะก่อสร้างจนเกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงเป็นเหตุให้อาคารสำนักงานของโจทก์ที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณที่ปรับปรุงเกิดการโยกไหวและแตกร้าวเสียหาย โจทก์ที่ 1 จึงย้ายสำนักงานออกไปเช่าอยู่ในอาคารแห่งใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2537 เพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากอาคารเดิมต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในเหตุละเมิดจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า อาคารที่ได้รับความเสียหายนั้นเป็นของสำนักงานพระคลังข้างที่ ระหว่างเกิดเหตุละเมิดได้ให้นายบำรุงและนายอภิศักดิ์เป็นผู้เช่า นายบำรุงและนายอภิศักดิ์จึงเป็นผู้ทรงสิทธิการเช่ามีสิทธิที่จะใช้หรือได้รับประโยชน์ในอาคารที่เช่าตามสัญญาเช่า การที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดที่พักอาศัยเป็นเหตุให้อาคารเลขที่ 155/19 ดังกล่าวโยกไหวและแตกร้าวเสียหายย่อมกระทบต่อสิทธิที่จะใช้หรือได้รับประโยชน์ในอาคารของนายบำรุงและนายอภิศักดิ์ผู้ทรงสิทธิการเช่า นายบำรุงและนายอภิศักดิ์จึงเป็นผู้เสียหายที่ถูกกระทำละเมิด ส่วนโจทก์ที่ 1 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับสำนักงานพระคลังข้างที่เจ้าของอาคารดังกล่าวแต่อย่างใด การที่โจทก์ที่ 1 เข้ามาใช้อาคารดังกล่าวตั้งสำนักงานทนายความก็โดยอาศัยสิทธิการเช่าของนายบำรุงและนายอภิศักดิ์จึงเป็นเพียงบริวารของนายบำรุงและนายอภิศักดิ์เท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้อาคารจากจำเลยทั้งสอง

สำหรับโจทก์ที่ 2 ที่อ้างว่าผลการดำเนินการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำให้ตัวอาคารที่โจทก์ที่ 2 เช่าจากสำนักงานพระคลังข้างที่ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถซ่อมแซมได้จำเป็นต้องรื้อถอนและก่อสร้างใหม่ ซึ่งต้องใช้เงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามสัญญาเช่าที่กำหนดให้ผู้เช่าต้องรักษาซ่อมแซมสถานที่เช่ารวมทั้งสิ่งตกแต่งและเครื่องอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยตลอดระยะเวลาเช่าด้วยทุนทรัพย์ของผู้เช่าเองนั้น หมายถึงการบำรุงรักษาตามปกติและซ่อมแซมเล็กน้อยเท่านั้น มิได้กำหนดให้ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องซ่อมแซมใหญ่แต่อย่างใด แต่ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ที่ 2 ได้ความว่า อาคารที่เช่าเสียหายมากยากที่จะซ่อมแซมให้กลับคืนดีได้ ต้องรื้อถอนและปลูกสร้างขึ้นใหม่และถึงแม้ว่าจะต้องทำการซ่อมแซมโครงสร้างของอาคารและฐานรากบางส่วนกับทำการหล่อเสาเพิ่มขึ้น รวมทั้งซ่อมแซมโครงอาคารภายนอก ส่วนความเสียหายภายในซึ่งมีมากได้รื้อออกแล้วก่อขึ้นใหม่ ตามที่โจทก์ที่ 2 ฎีกาก็ตาม ความเสียหายที่โจทก์อ้างมาดังกล่าว ก็เป็นกรณีร้ายแรงต้องซ่อมแซมใหญ่ซึ่งไม่ใช่หน้าที่และความรับผิดของผู้เช่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 553 หากแต่เป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่าที่จะต้องจัดการซ่อมแซมทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้โจทก์ที่ 2 ได้ใช้และได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ในการเช่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อสำนักงานพระคลังข้างที่เจ้าของอาคารที่โจทก์ที่ 2 เช่า แม้สำนักงานพระคลังข้างที่จะมีระเบียบปฏิบัติว่า ผู้เช่าจะต้องเป็นผู้ปลูกสร้างอาคารยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานพระคลังข้างที่แล้วสำนักงานพระคลังข้างที่จึงจะให้สิทธิในการเช่า ซึ่งทำให้โจทก์ที่ 2 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลูกสร้างอาคารขึ้นใหม่ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ที่ 2 สมัครใจเข้าทำนิติกรรมผูกนิติสัมพันธ์กับสำนักงานพระคลังข้างที่ มิใช่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายส่วนนี้จากจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมาชอบแล้ว ประเด็นข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 553
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสำนักงาน บำรุง สุวิชา อภิศักดิ์ ทนายความ จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทธนายง จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสาโรจน์ เกษมถาวรศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2549
#268680
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งห้า เนื่องจากเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานและยักยอกทรัพย์ การพิพากษาคดีส่วนแพ่งคดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และคดีดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับจำนองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ โจทก์มิใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์คดีนี้ การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีนี้มิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และคดีดังกล่าวศาลยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบ เพียงแต่วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นจะนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีดังกล่าวมารับฟังในคดีนี้ไม่ได้เพราะยังมีข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนำพยานเข้าสืบว่าจำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันคืนทรัพย์แก่โจทก์หรือไม่ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ (ที่ถูกยก) คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ใหม่โดยให้โจทก์และจำเลยทั้งห้านำพยานเข้าสืบต่อไปนั้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากศาลอุทธรณ์เห็นด้วยก็จะพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งห้าต่อไป เมื่อคำสั่งงดสืบพยานดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์จึงต้องโต้แย้งคำสั่งไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ แต่โจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใดจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226

โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับ (ที่ถูกยก) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา มิได้ขอให้โจทก์ชนะคดีตามคำฟ้อง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 ข้อ 2 (ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้และค่าไถ่ถอนจำนอง รวม 2,755,059.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,859,958.33 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยกู้เงินโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นตัวแทนโจทก์ในการรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1495/2541 ของศาลแขวงตลิ่งชัน ข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานและยักยอกทรัพย์ คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์มิใช่ผู้รับจำนองที่ดินพิพาท มิใช่ผู้เสียหาย คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว การพิพากษาคดีนี้จะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยกู้เงินโจทก์ แต่กู้เงินจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกัน และต่อมาได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนและไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การเกินกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 4

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งห้า เนื่องจากเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1495/2541 ของศาลแขวงตลิ่งชัน ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานและยักยอกทรัพย์ การพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับจำนองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ โจทก์มิใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1828/2543 ระหว่างนายประชัน วงศ์ไวศยวรรณ โจทก์ นายสุรพล อรุณแจ้งวัฒนะ จำเลย ศาลชั้นต้นจึงเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งห้าแล้วพิพากษา ยกฟ้องโจทก์โดยถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีนี้มิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1495/2541 ของศาลแขวงตลิ่งชัน และคดีดังกล่าวศาลยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบ เพียงแต่วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นจะนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีดังกล่าวมารับฟังในคดีนี้ไม่ได้เพราะยังมีข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนำพยานเข้าสืบว่าจำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันคืนทรัพย์แก่โจทก์หรือไม่ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ (ที่ถูกยก) คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ใหม่โดยให้โจทก์และจำเลยทั้งห้านำพยานเข้าสืบต่อไปนั้นเห็นได้ว่าอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้น ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากศาลอุทธรณ์เห็นด้วยก็จะพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งห้าต่อไปตามที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อคำสั่งงดสืบพยานดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์จึงต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ จึงจะมีสิทธิ์อุทธรณ์ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานวันที่ 7 กันยายน 2543 และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 แต่โจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใดจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับ (ที่ถูกยก) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา มิได้ขอให้โจทก์ชนะคดีตามคำฟ้อง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประชัน วงศ์ไวศยวรรณ
จำเลย — นายสุรพล อรุณแจ้งวัฒนะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2549
#268679
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาระหว่างจำเลยทั้งสองที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้จำเลยที่ 2 ปลูกสร้างอาคารพลาซ่า ตลาดและตึกแถวในที่ดินของจำเลยที่ 1 เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนการเช่าให้แก่ผู้ว่าจ้างหรือผู้ออกเงินช่วยค่าก่อสร้างมีกำหนดระยะเวลา 30 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีสิทธิเรียกเก็บเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่า สัญญาระหว่างจำเลยทั้งสองถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก และยังถือว่าเป็นการร่วมกันทางการค้าเพื่อหาผลประโยชน์ร่วมกัน เมื่อโจทก์เข้าทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 สร้างตึกแถวถือว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคสอง

โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะก่อสร้างอาคารพลาซ่าให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และปรับปรุงตกแต่งตึกแถวให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่สร้างอาคารพลาซ่า ไม่ตกแต่งตึกแถวให้เรียบร้อยจำเลยที่ 1 จึงผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วเป็นผลให้คู่กรณีต้องกลับสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินค่าช่วยก่อสร้างทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้แก่โจทก์และต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 391

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2532 จำเลยทั้งสองทำสัญญาร่วมกันเพื่อก่อสร้างตึกแถวอาคารพาณิชย์ 3.75 ชั้น อาคารพลาซ่า อาคารขายสินค้าแบบแผงตลาดบนที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 1187 และ 1189 โดยจำเลยที่ 2 ดำเนินการเกี่ยวกับแบบแปลนและขออนุญาตก่อสร้างในนามจำเลยที่ 1 เฉพาะตึกแถวจะให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ออกเงินช่วยค่าก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างเสร็จให้ตึกแถวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกที่ออกเงินช่วยค่าก่อสร้างเป็นเวลา 30 ปี หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ทำการโฆษณาชวนเชื่อต่อประชาชนทั่วไป เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2532 โจทก์จึงตกลงออกเงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถวจำนวน 2 คูหา เป็นเงินจำนวน 2,600,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นศูนย์การค้า ต่อมาประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2537 โจทก์และผู้ออกเงินช่วยค่าก่อสร้างอื่นกับจำเลยทั้งสองได้ตกลงกันว่าจำเลยทั้งสองจะต้องสร้างอาคารพลาซ่าและดำเนินการทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นศูนย์การค้าให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่า ก่อสร้างตกแต่งภายในอาคารที่เช่าให้เสร็จภายใน 3 เดือน แต่ระยะเวลาจดทะเบียนการเช่าลดลงเหลือเพียง 28 ปี เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2538 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนการเช่าที่สำนักงานที่ดินมีกำหนดระยะเวลา 28 ปี หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว แต่กลับปล่อยให้บริเวณและสถานที่เช่าเป็นสถานที่รกร้างไม่มีการปรับปรุงหรือบำรุงรักษา ปิดกั้นล้อมรั้วไม่ให้เข้าออกบริเวณสถานที่เช่า ไม่ดำเนินการก่อสร้างตกแต่งภายในอาคารให้พร้อมสมบูรณ์ที่จะเข้าอยู่อาศัยทำการค้าได้ และไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาเช่าให้เป็นธรรมตามที่ตกลงกับโจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระเงินที่โจทก์ออกไปช่วยค่าก่อสร้างจำนวน 2,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่และจำนวนเงินที่จ่ายในแต่ละงวด ซึ่งคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,642,418 บาท และขอคิดค่าขาดประโยชน์ในการใช้สอยตึกแถวที่เช่าเพื่อทำการค้าขาย โดยอาคารดังกล่าวสามารถนำออกให้ผู้อื่นเช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000 บาท ต่อ 1 คูหา ซึ่งนับแต่วันจดทะเบียนการเช่าคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,969,972 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 1,984,986 บาท โจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,227,404 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เป็นรายเดือน เดือนละ 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การ และจำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,746,533 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคารพลาซ่า ตลาด และตึกแถวในที่ดินของจำเลยที่ 1 เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีสิทธิเรียกเงินค่าช่วยก่อสร้างจากผู้เช่า และจำเลยที่ 1 ต้องจดทะเบียนการเช่าแก่ผู้เช่ามีกำหนดระยะเวลา 30 ปี โจทก์เป็นผู้เช่าและออกเงินค่าช่วยก่อสร้างตึกจำนวน 2 คูหา เป็นเงินจำนวน 2,600,000 บาท จำเลยที่ 2 ก่อสร้างตึกแถวเสร็จแล้วเมื่อปี 2534 ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้เช่าตึกแถวแก่โจทก์มีกำหนด 28 ปี สำหรับอาคารพลาซ่าไม่มีการก่อสร้าง ส่วนตลาดยังสร้างไม่เสร็จ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า สัญญาระหว่างจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย ล.1/1, ล.2/1 และ ล.3 ตกลงให้จำเลยที่ 2 ปลูกสร้างอาคารพลาซ่า ตลาด และตึกแถวบนที่ดินของจำเลยที่ 1 ในกรณีตึกแถวนั้นเมื่อสร้างเสร็จแล้วให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนการเช่าให้แก่ผู้ว่าจ้างหรือผู้ออกเงินช่วยค่าก่อสร้างมีกำหนดระยะเวลา 30 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีสิทธิเรียกเก็บเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่า สัญญาระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการร่วมกันทางการค้าเพื่อหาผลประโยชน์ร่วมกัน เมื่อโจทก์เข้าทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 สร้างตึกแถวตามสำเนาสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารเอกสารหมาย จ.2 ถือว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคสอง ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 สร้างตึกแถวเสร็จตั้งแต่ปี 2534 แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าอยู่ได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมจดทะเบียนการเช่า จนตึกแถวมีสภาพแตกร้าวและรกร้างตามสำเนาภาพถ่าย จ.6 ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเช่าตึกแถวกับโจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 จ.4 สัญญาระหว่างจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย ล.1/1, ล.2/1 และ ล.3 มีข้อตกลงสร้างอาคารพลาซ่าและตลาดด้วย แต่ขณะจดทะเบียนเช่าตึกแถว อาคารพลาซ่าและตลาดยังไม่ได้ก่อสร้างประกอบกับตึกแถวมีสภาพชำรุดรกร้าง ไม่เชื่อว่าโจทก์จะตกลงเช่าตึกแถวโดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ ฉะนั้น ที่โจทก์อ้างว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 จะก่อสร้างอาคารพลาซ่าให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และปรับปรุงตกแต่งตึกแถวให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือน จึงมีเหตุผลที่รับฟังได้ ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่สร้างอาคารพลาซ่า ไม่ตกแต่งตึกแถวให้เรียบร้อย จำเลยที่ 1 จึงผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วเป็นผลให้คู่กรณีต้องกลับสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินค่าช่วยก่อสร้างทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้แก่โจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 วรรคสอง ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมั่งเกียว แซ่กัว
จำเลย — นายประสาน ขุนทองแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 986/2549
#266537
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นตรวจคำฟ้อง เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีปกครองซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ก่อนมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ หากมีกรณีดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 12 วรรคสอง กล่าวคือ ศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัย หรือหากปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรก และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลต่างระบบที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อน และศาลต้องแนะนำโจทก์ให้แจ้งต่อศาลปกครองด้วยว่า เคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้ว และศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง นอกจากนี้ในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง หากโจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลระบบอื่นที่มีอำนาจ หากศาลในคดีหลังเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจ ศาลนั้นก็ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 12 วรรคสอง ต่อไปเสียก่อนเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองให้โจทก์ใช้น้ำบาดาลจากบ่อน้ำบาดาลของโจทก์ได้ต่อไปจนกว่าสำนักงานการประปาสามพรานจะติดตั้งหรือเชื่อมท่อส่งน้ำประปาขนาด 4 นิ้วฟุต 2 ท่อ ให้โจทก์แล้วเสร็จ และห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใดอันเป็นการรบกวนการใช้น้ำบาดาลจากบ่อน้ำบาดาลของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแล้ว เห็นว่า คำฟ้องโจทก์มีลักษณะเป็นคดีปกครองซึ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาล

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยเห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีปกครองซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ก่อนมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ หากมีกรณีดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 12 วรรคสอง กล่าวคือ ศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัยหรือหากปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรก และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลต่างระบบที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อน และศาลต้องแนะนำโจทก์ให้แจ้งต่อศาลปกครองด้วยว่า เคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง นอกจากนี้ในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง หากโจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลระบบอื่นที่มีอำนาจ หากศาลในคดีหลังเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจ ศาลนั้นก็ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 12 วรรคสอง ต่อไปเสียก่อนเช่นเดียวกัน

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 และคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามนัยดังกล่าวข้างต้นแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 12 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแหลมทองอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด
จำเลย — กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 986/2549
#268665
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีปกครองซึ่งไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมก่อนมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ หากมีกรณีดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 12 วรรคสอง โดยต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัย หรือหากปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรก และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลต่างระบบที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อน และศาลต้องแนะนำโจทก์ให้แจ้งต่อศาลปกครองด้วยว่าเคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง นอกจากนี้ในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง หากโจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลระบบอื่นที่มีอำนาจ หากศาลในคดีหลังเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจ ศาลนั้นก็ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 12 วรรคสอง ต่อไปเสียก่อนเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีลักษณะเป็นคดีปกครอง แล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันทีโดยมิได้สอบถามโจทก์เสียก่อนว่าโจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องหรือไม่ หากโจทก์ยังไม่เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ศาลต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องดังกล่าวว่าให้โจทก์แจ้งต่อศาลปกครองว่าเคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันทีโดยมิได้ดำเนินการดังกล่าว ครั้นเมื่อโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมในการผลิตอาหารสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ใช้น้ำจากบ่อน้ำบาดาลเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารตั้งแต่ปี 2516 ต่อมาจำเลยทั้งสองสั่งโจทก์ให้ใช้น้ำบาดาลได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ตามมติของคณะรัฐมนตรีที่เห็นว่าพื้นที่ใดการประปาเข้าถึงหรือสามารถเชื่อมต่อกับระบบประปาได้แล้วจะไม่อนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลอีก หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย วันที่ 30 กันยายน 2546 โจทก์จึงยื่นแบบคำขอติดตั้งน้ำประปาต่อสำนักงานประปาสามพรานเพื่อติดตั้งน้ำประปายังภูมิลำเนาของโจทก์ ณ บ้านเลขที่ 42/2 หมู่ที่ 2 ถนนเพชรเกษม ซอยเทศบาล 9 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม หลังจากนั้นโจทก์ทราบจากเจ้าหน้าที่สำนักงานการประปาสามพรานว่าการประปาส่วนภูมิภาคไม่เคยมีโครงการจ่ายน้ำประปาเข้าไปในซอยเทศบาล 9 ดังกล่าว ส่งผลให้โจทก์ไม่สามารถเลิกหรือหยุดการใช้น้ำบาดาลจากบ่อน้ำบาดาลของโจทก์ได้ ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองให้โจทก์ใช้น้ำบาดาลจากบ่อน้ำบาดาลของโจทก์ได้ต่อไปจนกว่าสำนักงานประปาสามพรานจะติดตั้งหรือเชื่อมท่อส่งน้ำประปาขนาด 4 นิ้วฟุต 2 ท่อ ให้โจทก์แล้วเสร็จ และห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใดอันเป็นการรบกวนการใช้น้ำบาดาลจากบ่อน้ำบาดาลของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแล้ว เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มีลักษณะเป็นคดีปกครองซึ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีปกครองซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ก่อนมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้ว และศาลปกครองไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ หากมีกรณีดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 12 วรรคสอง กล่าวคือ ศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัยหรือหากปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกและศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลต่างระบบที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อน และศาลต้องแนะนำโจทก์ให้แจ้งต่อศาลปกครองด้วยว่า เคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้ว และศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง นอกจากนี้ในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง หากโจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลระบบอื่นที่มีอำนาจหากศาลในคดีหลังเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจ ศาลนั้นก็ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 12 วรรคสอง ต่อไปเสียก่อนเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีลักษณะเป็นคดีปกครอง แล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันทีโดยมิได้สอบถามโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องหรือไม่ หากโจทก์ยังไม่เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ศาลต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องดังกล่าวด้วยว่าให้โจทก์แจ้งต่อศาลปกครองว่าเคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้ว และศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันที โดยมิได้ดำเนินการดังกล่าว ครั้นเมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 และคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามนัยดังกล่าวข้างต้นแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 12 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแหลมทองอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด
จำเลย — กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 983 -ที่ 984/2549
#266524
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 19 ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจาก ส. แต่ขณะนั้น ส. เป็นเพียงผู้จะซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 1 (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ในสำนวนหลัง) โดยสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่าง ส. กับโจทก์ที่ 1 มีข้อตกลงว่าในระหว่างการผ่อนชำระเงินค่าที่ดิน ส. จะต้องไม่ทำนิติกรรมใด ๆ ก่อให้เกิดภาระผูกพันที่ดินพิพาทด้วย ดังนั้น สัญญาเช่านาระหว่าง ส. กับจำเลยที่ 19 จึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่มีผลผูกพันระหว่าง ส. กับจำเลยที่ 19 เท่านั้น หาได้มีผลผูกพันโจทก์ที่ 1 ไม่

ส. มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่สัญญาเช่า ดังนั้น แม้ ส. จะให้จำเลยที่ 19 เช่าที่ดินพิพาททำนาก็หาใช่เป็นการที่ผู้เช่านำทรัพย์สินซึ่งเช่านั้นไปให้เช่าช่วง อันจะมีผลทำให้การเช่าที่ดินระหว่าง ส. กับจำเลยที่ 19 เข้าลักษณะเป็นการเช่าตามความหมายแห่ง พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 5 ทั้งโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 19 ใช้ที่ดินพิพาทเพื่องานเกษตรกรรมทำนาโดยได้รับค่าเช่า และมิได้กระทำนิติกรรมอื่นใดต่อกันอันจะเป็นการอำพรางการเช่านาด้วย ดังนั้น การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทำนาระหว่าง ส. กับจำเลยที่ 19 จึงมิได้มีผลถือว่าเป็นการเช่านาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 19 ตาม พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 5 จำเลยที่ 19 จึงมิได้รับสิทธิและความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 5 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 7 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 5 เรียกจำเลยที่ 6 ถึงที่ 10 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตามลำดับ ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 6 ถึงที่ 10 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 11 ถึงที่ 18 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 ตามลำดับ ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 11 ถึงที่ 18 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 19 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 19

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดลพบุรี ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 และขับไล่จำเลยที่ 19 ออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 19 และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 19 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ปีละไม่น้อยกว่า 280,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 19 จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 2

จำเลยทั้ง 19 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัย คชก.จังหวัดลพบุรี ครั้งที่ 2/2538 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ที่ให้จำเลยที่ 19 มีสิทธิซื้อและเช่าที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 19 พร้อมทั้งบริวารย้ายและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินดังกล่าวและคืนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 19 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ปีละ 36,000 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 19 และบริวารจะย้ายและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทแล้วเสร็จ กับให้จำเลยที่ 19 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 18 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 19 อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขที่ (ที่ถูกคดีหมายเลขแดงที่) 1495/2543 ของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ยกอุทธรณ์สำหรับคดีหมายเลขแดงที่ 1496/2543 ของศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวให้จำเลยที่ 19 จำนวน 200 บาท

จำเลยที่ 19 ฎีกาทั้งสองสำนวน

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยที่ 19 มีฐานะเป็นผู้เช่านาอันจะได้รับสิทธิและความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 หรือไม่ ในข้อนี้ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดนิยามความหมายของคำว่า "การเช่า" เอาไว้ว่า "การเช่า หมายความว่า การเช่าหรือการเช่าช่วงโดยได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซึ่งที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทที่การเช่าที่ดินเพื่อการนั้นมีการควบคุมตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าการเช่าหรือการเช่าช่วงนั้นจะมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่ก็ตามและหมายความรวมถึงการยินยอมให้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมดังกล่าวโดยได้รับค่าเช่าและการทำนิติกรรมอื่นใดอันเป็นการอำพรางการเช่านั้น" ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้การเช่านาจะเป็นการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประเภทที่การเช่าที่ดินเพื่อการนั้นมีการควบคุมตาม พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 หมวด 2 เรื่อง การเช่านาก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นการเช่าหรือเช่าช่วงโดยได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าที่ดิน หรือเป็นการยินยอมให้ใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดังกล่าวโดยได้รับค่าเช่า หรือการทำนิติกรรมอื่นใดอันเป็นการอำพรางการเช่านั้น ตามนัยแห่งบทนิยามความหมายของคำว่า "การเช่า" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังมาซึ่งจำเลยที่ 19 มิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 19 ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากนายสวัสดิ์ แต่ขณะนั้นนายสวัสดิ์เป็นเพียงผู้จะซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 1 โดยสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างนายสวัสดิ์กับโจทก์ที่ 1 มีข้อตกลงว่าในระหว่างการผ่อนชำระเงินค่าที่ดิน นายสวัสดิ์จะต้องไม่ทำนิติกรรมใด ๆ ก่อให้เกิดภาระผูกพันที่ดินพิพาทด้วย ดังนั้น สัญญาเช่านาระหว่างนายสวัสดิ์กับจำเลยที่ 19 จึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่มีผลผูกพันระหว่างนายสวัสดิ์กับจำเลยที่ 19 เท่านั้น หาได้มีผลผูกพันโจทก์ที่ 1 ไม่ ทั้งนี้เพราะนายสวัสดิ์มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ก็โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งหาใช่เป็นสิทธิที่นายสวัสดิ์ได้รับมาจากโจทก์ที่ 1 ตามสัญญาเช่าไม่ ดังนั้น แม้นายสวัสดิ์จะให้จำเลยที่ 19 เช่าที่ดินพิพาททำนาก็หาใช่เป็นการที่ผู้เช่านำทรัพย์สินซึ่งเช่านั้นไปให้เช่าช่วง อันจะมีผลทำให้การเช่าที่ดินระหว่างนายสวัสดิ์กับจำเลยที่ 19 เข้าลักษณะเป็น "การเช่า" ตามความหมายแห่ง พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 5 ดังกล่าวข้างต้นไม่ ส่วนข้อที่จำเลยที่ 19 กล่าวอ้างในฎีกาว่าโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 19 เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทเพื่อการเกษตรกรรมทำนานั้น ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 1 ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 19 ใช้ที่ดินพิพาทเพื่อเกษตรกรรมทำนาโดยได้รับค่าเช่าดังที่จำเลยที่ 19 อ้างในฎีกา และทางนำสืบของจำเลยที่ 19 ก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 19 ได้มีการทำนิติกรรมอื่นใดต่อกันอันจะเป็นการอำพรางการเช่านาด้วย ดังนั้น การเช่าที่ดินพิพาทเพื่อประกอบเกษตรกรรมทำนาระหว่างนายสวัสดิ์กับจำเลยที่ 19 จึงมิได้มีผลถือว่าเป็น "การเช่า" ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 19 ตามบทนิยามความหมายของคำว่า "การเช่า" ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ซึ่งย่อมส่งผลให้โจทก์ที่ 1 มิได้มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 19 ในฐานะที่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ให้เช่านา ส่วนจำเลยที่ 19 มีฐานะเป็นผู้เช่านาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 19 จึงมิได้รับสิทธิและความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินั้น ดังนั้น คำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดลพบุรี ครั้งที่ 2/2538 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ที่วินิจฉัยให้จำเลยที่ 19 มีสิทธิซื้อและเช่าที่ดินพิพาทต่อไป อันเป็นการวินิจฉัยให้จำเลยที่ 19 ได้รับสิทธิและความคุ้มครองในฐานะเป็นผู้เช่านาตามพระราชบัญญัตินั้น จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 19 เกี่ยวกับสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 1496/2543 ของศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาสำหรับสำนวนคดีดังกล่าวจำนวน 300 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สำหรับค่าขึ้นศาลอนาคต จำนวน 100 บาท ให้แก่จำเลยที่ 19 ส่วนสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 1495/2543 ของศาลชั้นต้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 19 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องคือวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 5
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสริม เม่นทอง กับพวก
จำเลย — นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายนนทวัฒน์ โชติพิมาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางช่อฟ้า เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 940/2549
#270790
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับรองของอัยการสูงสุดระบุว่า "เห็นว่ารูปคดีมีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย อัยการสูงสุดจึงรับรองฎีกาของโจทก์ เพื่อศาลฎีกาจะได้พิจารณาพิพากษาต่อไป" ข้อความในหนังสือแสดงว่าอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้วว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะได้รับวินิจฉัย จึงรับรองให้โจทก์ฎีกา ถือได้ว่ามีการรับรองให้ฎีกาโดยชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 221

จำเลยนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปใช้ โดยนำไปติดไว้ที่รถยนต์กระบะของกลางใช้ขับไปตามถนนสาธารณะเพื่อให้เจ้าพนักงานหรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม เป็นเอกสารที่แท้จริง เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาอย่างเดียวกันคือ เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือผู้อื่นที่พบเห็นเข้าใจว่าเอกสารปลอมเหล่านั้นเป็นเอกสารที่แท้จริง และเข้าใจว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นรถยนต์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268 และริบของกลาง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 264 วรรคแรก) 265, 268 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ริบป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ของกลาง ยกคำขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูกตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง) จำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คืนรถยนต์กระบะของกลางให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยโต้แย้งมาในคำแก้ฎีกาว่า หนังสือรับรองฎีกาของโจทก์ไม่ปรากฏว่าอัยการสูงสุดเห็นว่ามีเหตุอันควรที่จะให้ศาลสูงสุดวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 นั้น เห็นว่า หนังสือรับรองของอัยการสูงสุดลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เอกสารท้ายฎีกา ระบุว่า "เห็นว่ารูปคดีมีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย อัยการสูงสุดจึงรับรองฎีกาของโจทก์ เพื่อศาลฎีกาจะได้พิจารณาพิพากษาต่อไป" ข้อความในหนังสือดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่าอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้วว่ามีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย จึงรับรองให้แก่โจทก์ฎีกา กรณีย่อมถือได้ว่ามีการรับรองให้ฎีกาโดยชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 221 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 2 กระทง หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่า จำเลยนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปใช้ โดยนำไปติดไว้ที่รถยนต์กระบะของกลางใช้ขับไปตามถนนสาธารณะเพื่อให้เจ้าพนักงานหรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม เป็นเอกสารที่แท้จริง เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาอย่างเดียวกันคือเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือผู้ที่พบเห็นเข้าใจว่าเอกสารปลอมเหล่านั้นเป็นเอกสารที่แท้จริง และเข้าใจว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นรถยนต์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์อันเป็นเอกสารราชการแล้วนำไปติดไว้ที่รถยนต์กระบะใช้ขับไปตามถนนสาธารณะ เป็นเหตุให้รัฐไม่อาจควบคุมความปลอดภัยของสภาพรถรวมถึงปริมาณของรถ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมโดยส่วนรวม และยังเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีรถยนต์ให้แก่รัฐตามกฎหมาย ทั้งกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการที่จะใช้เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดมานั้น หนักเกินไปศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นางอัญชลา พวงพลับ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 937/2549
#267665
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคแรก คือ ผู้กระทำที่เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้กระทำได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ซึ่งผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการเท่านั้น ส่วนองค์ประกอบในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคสอง คือ ผู้กระทำที่ได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากผู้ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 โดยได้มาหรือล่วงรู้เนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวน หรือการพิจารณาคดีแล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น

ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงให้ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 หรือจำเลยได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงจากผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 อันเป็นองค์ประกอบความผิดในมาตรา 35 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 ระหว่างเวลา 14 ถึง 17.30 นาฬิกา จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกวางแผนและพัฒนาธุรกิจ มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานด้านคอมพิวเตอร์และใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รวบรวมข้อมูลลูกค้าของโจทก์ทั่วประเทศที่ซื้อหรือเช่าเครื่องถ่ายเอกสารและใช้บริการจากโจทก์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของลูกค้า รวมทั้งสัญญาที่ได้ทำกับโจทก์ จำเลยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยใช้ทำงานจัดเก็บข้อมูลลูกค้าอยู่ส่งข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าของโจทก์ เช่น รายละเอียดลูกค้าเครื่องเช่าทั่วประเทศ และรายละเอียดลูกค้าเครื่องขายในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองใช้งานอยู่ แล้วส่งข้อมูลต่อไปยังนายฐากูรด้วยวิธีการส่งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกัน โดยเจตนาเอาไปซึ่งข้อมูลลูกค้าใหญ่ของโจทก์อันเป็นความลับทางการค้าออกเปิดเผยให้แก่นายฐากูรทราบโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ด้วยอาศัยตำแหน่งหน้าที่การงานและโดยเจตนาทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ กระทำผิดขณะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้าหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 35 คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์เพียงว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติความลับการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 หรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกวางแผนและพัฒนาธุรกิจมีหน้าที่ควบคุมดูแลงานด้านคอมพิวเตอร์และใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รวบรวมข้อมูลลูกค้าของโจทก์ทั่วประเทศที่ซื้อหรือเช่าเครื่องถ่ายเอกสารและใช้บริการโจทก์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของลูกค้า รวมทั้งสัญญาที่ได้ทำกับโจทก์ จำเลยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยใช้ทำงานจัดเก็บข้อมูลลูกค้า ส่งข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าของโจทก์ เช่น รายละเอียดลูกค้าเครื่องเช่าทั่วประเทศ และรายละเอียดลูกค้าเครื่องขายในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองใช้งานอยู่ แล้วส่งข้อมูลต่อไปยังผู้มีชื่อ ด้วยวิธีการส่งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกันโดยเจตนาเอาไปซึ่งข้อมูลลูกค้าส่วนใหญ่ของโจทก์อันเป็นความลับทางการค้าออกเปิดเผยให้แก่ผู้มีชื่อทราบโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ด้วยอาศัยตำแหน่งหน้าที่การงานและโดยเจตนาทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 ซึ่งตามมาตรา 35 ดังกล่าว บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งว่า "ผู้ใดเปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า อันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งตนได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษ... เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในการปฏิบัติราชการหรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี" และบัญญัติในวรรคสองว่า "ผู้ใดได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากบุคคลตามวรรคหนึ่งเนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี แล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน" เห็นว่า องค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคแรก คือ ผู้กระทำที่เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้กระทำได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ซึ่งผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ส่วนองค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคสอง คือ ผู้กระทำที่ได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 โดยได้มาหรือล่วงรู้เนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวน หรือการพิจารณาคดีแล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น

เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงใดว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 หรือจำเลยได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงจากผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 อันเป็นองค์ประกอบความผิดในมาตรา 35 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอินเตอร์ ฟาร์อิสท์ วิศวการ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสุธิดา ทัพวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 935/2549
#269323
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถาน ศาลต้องตรวจข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์และข้อเถียงตามคำให้การของจำเลยทั้งสิบเอ็ด หากมีข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในคำฟ้อง แต่จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การโต้เถียงปฏิเสธไม่รับ ศาลต้องกำหนดข้อที่ไม่รับกันนั้นไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 183 เมื่อจากคำฟ้องและคำให้การเห็นได้ชัดแจ้งว่าคดีมีข้ออ้างและข้อเถียงกันเป็นประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า จำเลยร่วมจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 โดยเจตนาไม่สุจริตหรือไม่ เพราะโจทก์อ้างในคำฟ้องโดยแจ้งชัดว่าจำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 ได้นำเอาเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "TWO WAY" ไปใช้รวมกับคำอื่นโดยวางใต้อักษรโรมันคำว่า "Za" แล้วนำไปยื่นขอจดทะเบียนโดยมีเจตนาไม่สุจริตอาศัยการมีชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับสินค้าของโจทก์เพื่อให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การปฏิเสธไม่รับในข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างในคำฟ้อง โดยให้เหตุผลแห่งการปฏิเสธว่า การที่จำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 โดยมีคำว่า "TWO-WAY FOUNDATION" อยู่ใต้คำว่า "Za" โดยปฏิเสธที่จะขอถือสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO-WAY" ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยร่วมกระทำการโดยสุจริต ปัญหาเรื่องผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสุจริตหรือไม่ จึงมิได้มีเฉพาะกรณีการใช้เครื่องหมายการค้าต่างเจ้าของโดยสุจริตตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 27 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดประเด็นนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในชั้นชี้สองสถานจึงเป็นการที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาว่าด้วยการพิจารณา

การที่จำเลยร่วมยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รวมทั้งสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งด้วยตามคำขอเลขที่ 370236 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2541 เป็นเพียงการนำคำว่า "TWO WAY" ซึ่งเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเมื่อใช้กับสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งดังกล่าวมาใช้ประกอบกับคำว่า "Za" ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า ทั้งปรากฏว่า จำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" ดังนี้ การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 370236 ของจำเลยร่วมจึงหาใช่การนำคำว่า "TWO WAY" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า ของโจทก์มาใช้ประกอบเป็นเครื่องหมายการค้า โดยมีเจตนาไม่สุจริตอาศัยชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าแป้งแข็งสำหรับสุภาพสตรีมานานกว่า 20 ปี โดยใช้เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าคำว่า "ทู เวย์" เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้า Tellme Creance 2 WAY คือเครื่องหมาย และเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 1 เป็นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์เป็นผู้คิดประดิษฐ์และได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า แป้งผัดหน้า อายแชโดว์ บรัชออน ครีมรองพื้น ครีมกันแดด เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ตามทะเบียนเลขที่ ค 155392 กับสินค้าจำพวกที่ 48 เดิม ทั้งจำพวก เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2534 ตามทะเบียนเลขที่ 160769 ทะเบียนเลขที่ 161178 และทะเบียนเลขที่ 161542 กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า แป้งแข็ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2539 ตามทะเบียนเลขที่ ค 11378 และทะเบียนเลขที่ ค 11353 กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า แป้งผัดหน้า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2532 ตามทะเบียนเลขที่ ค 99129 และกับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้าแป้งผัดหน้า ลิปสติก บรัชออน อายแชโดว์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2532 ตามทะเบียนเลขที่ ค 99106 ตามลำดับ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2541 ซิเซอิโด คำปะนี ลิมิเต็ด สัญชาติญี่ปุ่น ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Za TWO-WAY FOUNDATION" คือเครื่องหมายการค้า ในสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้าสบู่ น้ำหอมที่สกัดจากดอกไม้ เครื่องสำอางใช้เสริมแต่งใบหน้า เครื่องสำอางถนอมผิว เครื่องสำอางใช้กับเส้นผมและเครื่องสำอางใช้กับผิวกาย ตามคำขอเลขที่ 370236 โดยไม่ขอถือสิทธิคำว่า "TWO WAY" แต่เพียงผู้เดียว โจทก์เห็นว่าผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 ได้นำเอาเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "TWO-WAY" ไปใช้ร่วมกับคำอื่นโดยวางใต้อักษรโรมันคำว่า "Za" แล้วนำไปยื่นขอจดทะเบียนโดยมีเจตนาไม่สุจริตอาศัยการมีชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ เพื่อให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าและแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่ควรที่นายทะเบียนจะสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนไม่ขอถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" ถึงแม้จะมีการสละสิทธิในคำดังกล่าว แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "TWO WAY" ก็ยังปรากฏอยู่ในเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียน โจทก์จึงได้ยื่นคำคัดค้านคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าโดยตัดคำว่า "TWO-WAY" ออก ซึ่งผู้ขอจดทะเบียนก็ได้ยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านของโจทก์ แต่นายทะเบียนจำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัยที่ 179/2543 ให้ยกคำคัดค้านของโจทก์และให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 ของผู้ขอจดทะเบียนต่อไป โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 273/2545 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นคดีนี้ โจทก์เห็นว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดมิได้พิจารณาตามคำคัดค้านและคำอุทธรณ์ของโจทก์ถึงความไม่สุจริตของผู้ขอจดทะเบียนที่นำเอาเครื่องหมายการค้าคำว่า "TWO WAY" ของโจทก์ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ไปใช้กับสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ ที่ผู้ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 370238 ยื่นคำโต้แย้งกล่าวอ้างว่า คำว่า "TWO WAY" เป็นคำที่มีความหมายว่า สองทาง เมื่อนำมาใช้กับสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็ง ก็ถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรงว่าเป็นแป้งที่ผัดหน้าที่สามารถใช้กับน้ำก็ได้ หรือไม่ใช้กับน้ำก็ได้นั้นฟังไม่ขึ้น เพราะนายทะเบียนได้พิจารณาเครื่องหมายการค้าคำว่า "TWO WAY" ของโจทก์แล้วเห็นว่าชอบที่จะรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว คำว่า "TWO WAY" ของโจทก์ไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง ผู้ขอจดทะเบียนไม่มีสิทธินำเอาคำว่า "TWO WAY" ของโจทก์ไปใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียน ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 179/2543 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 273/2545 ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 370236 ซึ่งมีอักษรโรมันคำว่า "TWO-WAY" ประกอบอยู่ด้วยมิชอบที่จะรับจดทะเบียนเป็นการขัดต่อมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กับขอให้บังคับให้ผู้ขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 โดยตัดอักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" ออก ตามมาตรา 15 และมาตรา 17 (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หากผู้ขอจดทะเบียนไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของผู้ขอจดทะเบียน

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้วินิจฉัยคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 ก็ดี หรือจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 11 ที่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ก็ดี จำเลยทั้งสิบเอ็ดได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยสุจริต โดยยึดหลักเกณฑ์การพิจารณาตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 6, 7, 8 และ 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยคำนึงถึงเหตุผลตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งได้ดำเนินการโดยครบถ้วนถูกต้องทุกขั้นตอน ตามระเบียบแบบแผนของทางราชการภายในขอบเขตของอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยชอบแล้ว กล่าวคือ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2541 ซิเซอิโด คำปะนี ลิมิเต็ด บริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า สบู่ น้ำหอมที่สกัดจากดอกไม้ เครื่องสำอางใช้เสริมแต่งใบหน้า เครื่องสำอางถนอมผิว เครื่องสำอางใช้กับเส้นผม เครื่องสำอางใช้กับผิวกาย ตามคำขอเลขที่ 370236 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 5 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ให้ผู้ยื่นคำขอแสดงการปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" เพราะเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขาย ผู้ยื่นคำขอได้มีหนังสือแสดงการปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 6 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงได้มีคำสั่งให้ประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนโดยขอให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 โดยตัดคำว่า "TWO WAY" ออก นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ให้ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอโต้แย้ง ผู้ยื่นคำขอได้ยื่นคำโต้แย้งโดยมีสาระสำคัญว่า เครื่องหมายการค้าที่ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนมีคำว่า "TWO WAY" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมาย 2 ทาง เมื่อนำมาใช้กับสินค้าต่าง ๆ ถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้า จะเห็นได้จากแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 150/2540 ที่วินิจฉัยคำว่า "TWO WAY" เมื่อใช้กับสินค้ากางเกงในสุภาพบุรุษ ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งสองด้านนับเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรง คำว่า "TWO WAY" หรือ "ทูเวย์" เมื่อนำมาใช้กับสินค้าแป้งผัดหน้า แป้งแข็ง ก็ถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงว่า เป็นแป้งผัดหน้าที่สามารถใช้กับน้ำก็ได้หรือไม่ใช้กับน้ำก็ได้และปัจจุบันนี้ คำว่า "TWO WAY" เป็นคำสามัญทางการค้า เป็นคำที่เล็งโดยตรงถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้า จนมีบุคคลหลายฝ่ายที่ต่างก็ใช้คำว่า "TWO WAY" บรรยายสินค้าของตน เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดจึงไม่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาคำคัดค้าน คำโต้แย้งและหลักฐานต่าง ๆ แล้ว เห็นว่ารูปลักษณะเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของผู้ยื่นคำขอตามคำขอเลขที่ 370236 แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาถึงเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของผู้จดทะเบียนก็อาจเรียกขานได้ว่า ซีเอทูเวย์ ฟาวเดชั่น หรือแซดเอทูเวย์ฟาวเดชั่น ส่วนของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่า ทูเวย์ นับว่ามีเสียงเรียกขานแตกต่างกัน ประกอบกับผู้ขอจดทะเบียนได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Za" ลักษณะประดิษฐ์ไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค 76861 (คำขอเลขที่ 337751) เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกับคำขอรายนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2540 ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 9 ฉะนั้น โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าย่อมไม่เกิดขึ้น เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้ว จึงได้วินิจฉัยให้ยกคำคัดค้านและดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 ต่อไปตามคำวินิจฉัยที่ 179/2543 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 โจทก์ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 179/2543 ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 10 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว เห็นว่าโอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าย่อมไม่เกิดขึ้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วจึงชอบที่จะรับจดทะเบียนได้โดยไม่ขัดต่อมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และไม่ต้องห้ามตามมาตรา 8 (9) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงให้ยกอุทธรณ์ และให้นายทะเบียนพิจารณาดำเนินการเพื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 370236 ต่อไป ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 273/2545 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 4 คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงถูกต้องเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "TWO WAY" ที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ถึงหมายเลข 10 โจทก์เป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้กับสินค้าแป้งแข็งซึ่งโจทก์ได้ทำการผลิตและจำหน่ายสินค้าดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง ความจริงอักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" นี้ โจทก์มิได้คิดและใช้เป็นรายแรก หากแต่บริษัทเครื่องสำอางโคซี่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมีคำว่า "TWO WAY" อยู่ในเครื่องหมายการค้าดังกล่าว คือเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2523 ไว้กับสินค้าจำพวก 48 เดิม รายการสินค้า แป้งผัดหน้า เช่นเดียวกับสินค้าโจทก์และได้โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวให้ คาบูชิกิ ไกชา โคบายาชิ โคเซ่ บริษัทจดทะเบียน ณ ประเทศญี่ปุ่น ตามทะเบียนเลขที่ 72866 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 11 และทะเบียนเลขที่ 98000 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 12 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์จึงได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำเป็นอักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" และระหว่างคำว่า "TWO" กับ "WAY" มีรูปลูกศร 2 ดอก ชี้ไปคนละด้านคือเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ดังนั้น โจทก์จึงมิใช่เป็นผู้ที่นำคำที่เป็นอักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" มาใช้เป็นรายแรกคำว่า "TWO WAY" ที่เขียนเป็นอักษรโรมันนี้เป็นคำสามัญที่ใช้กันมานาน มิใช่โจทก์เป็นผู้คิดค้นและสร้างสรรค์แต่อย่างใด โจทก์จะถือสิทธิเอาคำที่เขียนเป็นอักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" เป็นสิทธิของโจทก์แต่ผู้เดียวไม่ได้ การที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3, 5 และ 7 ที่มีคำว่า "TWO WAY" เป็นอักษรโรมันและมีลูกศร 2 ดอก ชี้ไปคนละด้านเป็นเครื่องหมายอักษรประดิษฐ์ เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงยอมจดทะเบียนให้โจทก์ โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองเพียงว่า หากผู้ใดนำเครื่องหมายอักษรประดิษฐ์ที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวข้างต้นนี้ไปใช้ ก็เป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่มิได้หมายความรวมไปถึงว่า หากมีการนำอักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" ที่มีการเขียนหรือพิมพ์ด้วยอักษรโรมันธรรมดา ๆ มาใช้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าจำพวกแป้งหรือเครื่องสำอางแล้วจะเป็นการละเมิดหรือต้องห้ามมิให้กระทำทั้งสิ้น โจทก์เองยังหลงผิดในขอบเขตของสิทธิและความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าของตน ทั้งโจทก์เองก็เข้าใจดีว่า คำว่า "TWO WAY" เป็นคำสามัญ ดังจะเห็นได้ว่าในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 220697 เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ตามคำขอเลขที่ 220698 เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5 และตามคำขอเลขที่ 220699 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ทั้งสามคำขอ โจทก์ได้ใช้อักษรไทยที่ออกเสียงคำว่า "ทูเวย์" ปรากฏอยู่ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ด้วย และโจทก์ได้แสดงการปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรไทยคำว่า "ทู" ทั้งสามคำขอนั้น ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นข้อสนับสนุนผลของจำเลยทั้งสิบเอ็ดที่มิได้วินิจฉัยให้ผู้ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 370236 ตัดคำว่า "TWO WAY" ออก ตามที่โจทก์ได้คัดค้าน ที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า ผู้ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 370236 มีเจตนาไม่สุจริตอาศัยการมีชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ นายทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามิได้พิจารณาถึงความไม่สุจริตของผู้ขอจดทะเบียนที่นำเอาอักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" ไปใช้รวมกับคำอื่นไปยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับโจทก์เพื่อให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าและแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น ไม่เป็นความจริง การที่ผู้ขอจดทะเบียนได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 โดยมีคำว่า "TWO WAY FOUNDATION" อยู่ใต้คำว่า "Za" โดยปฏิเสธที่จะขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขอจดทะเบียนกระทำการโดยสุจริตตามนัยบทบัญญัติในมาตรา 6 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์มิได้แสดงหลักฐานใด ๆ ในชั้นคัดค้านการขอจดทะเบียนว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่สุจริตอย่างไร ผู้ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 370236 ได้แสดงเหตุผลในคำโต้แย้งโดยยกตัวอย่างสินค้าชนิดต่าง ๆ ที่ใช้คำว่า "TWO WAY" เป็นคำที่ใช้กันสามัญในทางการค้าขายกับสินค้าเครื่องสำอาง รวมทั้งนำเครื่องหมายของผู้ขอจดทะเบียนมาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนมีความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ฉะนั้น โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าย่อมไม่เกิดขึ้น จึงไม่มีเหตุที่จะฟังได้ว่าผู้ขอจดทะเบียนมีเจตนาไม่สุจริต การใช้คำว่า "TWO WAY" ของผู้ขอจดทะเบียนจึงมีเหตุผลดังปรากฏในคำโต้แย้งของผู้ขอจดทะเบียนเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณา ซิเซอิโด คำปะนี ลิมิเต็ด ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและจำเลยร่วมโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 1,500 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่าโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยหลายเครื่องหมายด้วยกัน กล่าวคือ เครื่องหมายการค้า ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า แป้งผัดหน้า อายแชโดว์ บรัชออน ครีมรองพื้น ครีมกันแดด เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ตามทะเบียนเลขที่ ค 155392 เครื่องหมายการค้าคำว่า "ทู เวย์" เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้า ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 48 เดิม ทั้งจำพวก เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2534 ตามทะเบียนเลขที่ 160769 ทะเบียนเลขที่ 161173 และทะเบียนเลขที่ 161542 เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้า ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า แป้งแข็ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2535 ตามทะเบียนเลขที่ ค 11378 และทะเบียนเลขที่ ค 11353 เครื่องหมายการค้า ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า แป้งผัดหน้า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2532 ตามทะเบียนเลขที่ ค 99129 และเครื่องหมายการค้า ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า แป้งผัดหน้า ลิปสติก บรัชออน อายแชโดว์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2532 ตามทะเบียนเลขที่ ค 99106 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2541 จำเลยร่วมซึ่งมีสัญชาติญี่ปุ่นได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "Za TWO-WAY FOUNDATION" คือเครื่องหมายการค้า ในสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า สบู่ น้ำหอมที่สกัดจากดอกไม้ เครื่องสำอางใช้เสริมแต่งใบหน้า เครื่องสำอางถนอมผิว เครื่องสำอางใช้กับเส้นผม และเครื่องสำอางใช้กับผิวกาย ตามคำขอเลขที่ 370236 ในเอกสารหมาย จ.11 โดยไม่ขอถือสิทธิคำว่า "TWO WAY" แต่เพียงผู้เดียว โจทก์คัดค้านว่าจำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 ได้นำเอาเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "TWO WAY" ไปใช้รวมกับคำอื่นโดยวางใต้อักษรโรมันคำว่า "Za" แล้วนำไปยื่นขอจดทะเบียนโดยมีเจตนาไม่สุจริตเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ไม่ควรที่นายทะเบียนจะสั่งให้จำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนไม่ขอถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO-WAY" ถึงแม้จะมีการสละสิทธิ์ในคำดังกล่าว แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "TWO-WAY" ก็ยังปรากฏอยู่ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนขอให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้จำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าโดยตัดคำว่า "TWO-WAY" ออก ซึ่งจำเลยร่วมก็ได้ยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านของโจทก์แต่นายทะเบียนจำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัยที่ 179/2543 ให้ยกคำคัดค้านของโจทก์ และให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 ของจำเลยร่วมต่อไป โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 273/2545 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 370236 ของจำเลยร่วมที่ขอจดทะเบียนกับสินค้าจำพวกที่ 3 รวมทั้งสินค้าเครื่องสำอางใช้เสริมแต่งใบหน้า แป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "TWO WAY" หลายเครื่องหมายของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็ง ชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ และจำเลยร่วมขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 370236 ดังกล่าวโดยเจตนาไม่สุจริตหรือไม่ สำหรับปัญหาว่า จำเลยร่วมขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 โดยเจตนาไม่สุจริตหรือไม่นั้น ปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในชั้นชี้สองสถาน ซึ่งโจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านขอให้กำหนดปัญหานี้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วย แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาคำร้องโต้แย้งคัดค้านของโจทก์แล้วสั่งว่าเรื่องสุจริตมิใช่ประเด็นที่จำต้องวินิจฉัยในคดีนี้ในชั้นนี้ให้ยกคำร้องของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาดังกล่าวไว้ และอุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้ต่อศาลฎีกา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ในคำพิพากษาด้วยว่า "ในการชี้สองสถาน ศาลได้พิจารณาปัญหาเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยร่วมมีเจตนาไม่สุจริตนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปใช้ประกอบเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วม และขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และเห็นว่า การกล่าวอ้างเรื่องความไม่สุจริตนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบของกฎหมายที่กำหนดให้ต้องพิจารณาโดยตรงหรือพิจารณาประกอบเชื่อมโยงถึงประเด็นหลักอื่นที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมโดยเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เนื่องจากคำวินิจฉัยไม่ต้องด้วย มาตรา 8 (9) (10) และ (13) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยมิได้ฟ้องจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความด้วย การพิจารณาจึงเป็นการวินิจฉัยตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นที่บัญญัติไม่ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยมิจำต้องพิจารณาว่า ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เว้นแต่กรณีใช้เครื่องหมายการค้าต่างเจ้าของโดยสุจริตตามมาตรา 27 ซึ่งไม่เป็นประเด็นในคดีนี้ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยร่วมจะสุจริตในการยื่นคำขอจดทะเบียนอย่างใดหรือไม่จึงไม่เป็นประเด็นที่จำต้องนำมาพิจารณา ปัญหาเรื่องความสุจริตจึงมิใช่เรื่องที่ต้องนำมาวินิจฉัยในคดี" เห็นว่า การกำหนดประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถาน ศาลต้องตรวจข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์และข้อเถียงตามคำให้การของจำเลยทั้งสิบเอ็ด หากมีข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในคำฟ้อง แต่จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การโต้เถียงปฏิเสธไม่รับ ศาลต้องกำหนดข้อที่ไม่รับกันนั้นไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ตรวจดูคำฟ้องและคำให้การแล้วปรากฏว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่า จำเลยร่วมยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องสำอางใช้เสริมแต่งใบหน้า โดยแสดงการปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" แต่ผู้เดียวตามคำขอเลขที่ 370236 โจทก์ยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่าจำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 ได้นำเอาเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "TWO WAY" ไปใช้รวมกับคำอื่นโดยวางใต้อักษรโรมันคำว่า "Za" แล้วนำไปยื่นขอจดทะเบียนโดยมีเจตนาไม่สุจริตอาศัยการมีชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับสินค้าของโจทก์เพื่อให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่ควรที่นายทะเบียนจะสั่งให้จำเลยร่วมไม่ขอถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" ถึงแม้จะมีการสละสิทธิในคำดังกล่าวแต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "TWO-WAY" ก็ยังปรากฏในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียน ขอให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้จำเลยร่วมเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าโดยตัดคำว่า "TWO-WAY" ออก จำเลยร่วมยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านของโจทก์ แต่นายทะเบียนจำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัยที่ 179/2543 ให้ยกคำคัดค้านของโจทก์และให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 ของจำเลยร่วมต่อไป โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยที่ 273/2545 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสิบเอ็ดมิได้พิจารณาตามคำคัดค้านและคำอุทธรณ์ของโจทก์ถึงความไม่สุจริตของจำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนที่นำเอาเครื่องหมายการค้าคำว่า "TWO WAY" ของโจทก์ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วไปใช้กับสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 โดยตัดอักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" ออก ในข้อนี้จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การว่าที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าจำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 370236 มีเจตนาไม่สุจริตอาศัยการมีชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยทั้งสิบเอ็ดมิได้พิจารณาถึงความไม่สุจริตของผู้ขอจดทะเบียนที่นำเอาอักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" ไปใช้รวมกับคำอื่นไปยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับโจทก์เพื่อให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้านั้นไม่เป็นความจริง การที่จำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 โดยมีคำว่า "TWO WAY FOUNDATION" อยู่ใต้คำว่า "Za" โดยปฏิเสธที่จะขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนกระทำการโดยสุจริตตามมาตรา 6 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขอให้ยกฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต ให้จำเลยร่วมร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ดังนี้ จากคำฟ้องและคำให้การดังกล่าวเห็นได้ชัดแจ้งว่าคดีมีข้ออ้างและข้อเถียงกันเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ด้วยว่า จำเลยร่วมจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 โดยเจตนาไม่สุจริตหรือไม่ เพราะโจทก์อ้างในคำฟ้องโดยแจ้งชัดว่า จำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 ได้นำเอาเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "TWO WAY" ไปใช้รวมกับคำอื่นโดยวางใต้อักษรโรมันคำว่า "Za" แล้วนำไปยื่นขอจดทะเบียนโดยมีเจตนาไม่สุจริตอาศัยการมีชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับสินค้าของโจทก์เพื่อให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การปฏิเสธไม่รับในข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างในคำฟ้องนั้นโดยให้เหตุผลแห่งการปฏิเสธว่า การที่จำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 370236 โดยมีคำว่า "TWO WAY FOUNDATION" อยู่ใต้คำว่า "Za" โดยปฏิเสธที่จะขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO-WAY" ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยร่วมกระทำการโดยสุจริต ปัญหาเรื่องผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสุจริตหรือไม่ จึงมิได้มีเฉพาะกรณีการใช้เครื่องหมายการค้าต่างเจ้าของโดยสุจริตตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มิได้กำหนดประเด็นนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในชั้นชี้สองสถานจึงเป็นการที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาว่าด้วยการพิจารณา เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและจำเลยร่วมได้สืบพยานหลักฐานเป็นประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวมาแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ไปโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า เครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 370236 ซึ่งใช้กับสินค้าเครื่องสำอางใช้เสริมแต่งใบหน้ารวมทั้งแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าชนิดเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมซึ่งได้แก่ เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าคำว่า "ทู เวย์" เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้า Tellme creance 2 WAY คือเครื่องหมาย และเครื่องหมายการค้า เหมือนและคล้ายกันที่คำว่า "TWO WAY" คำว่า "2 WAY" และคำว่า "ทู เวย์" นายชุบ ชื่นแด่ชุ่ม ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสิบเอ็ดว่าความหมายของคำว่า "TWO WAY" ซึ่งได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าแป้งผัดหน้ามีความหมายว่าใช้ได้ 2 ทาง หมายถึงใช้เป็นแป้งผัดหน้าโดยตรงได้ทางหนึ่งและสามารถที่จะชุบน้ำใช้ผัดหน้าได้อีกทางหนึ่ง ลูกค้าที่ใช้แป้งแข็งทั่วไปเมื่อพบคำว่า "TWO WAY" ก็จะเข้าใจว่าแป้งแข็งดังกล่าวนั้นใช้ได้ทั้งแบบธรรมดาและแบบชุบน้ำด้วย ซึ่งข้อนี้เจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบเอ็ดและจำเลยร่วมที่นำสืบว่า คำว่า "TWO WAY" มีความหมายว่า 2 ทาง เมื่อนำมาใช้กับสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งจึงมีความหมายว่าแป้งผัดหน้าที่สามารถใช้กับน้ำก็ได้หรือไม่ใช้กับน้ำก็ได้ ดังนี้ คำว่า "TWO WAY" จึงเป็นคำที่มีความหมายเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งโดยตรงเมื่อนำคำว่า "TWO WAY" มาใช้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งย่อมทำให้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TWO WAY" เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 (1) และมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 บุคคลทั่วไปย่อมมีสิทธินำคำว่า "TWO WAY" มาประกอบกับคำอื่นหรือประกอบกับรูปภาพอื่นเพื่อให้เกิดลักษณะบ่งเฉพาะเป็นเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งนั้นได้ ปรากฏตามทะเบียนเครื่องหมายการค้า และทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ 72866 และทะเบียนเลขที่ 78000 ว่า บริษัทจำกัดจดทะเบียน ณ ประเทศญี่ปุ่นได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองไว้ในประเทศไทยกับสินค้าจำพวกที่ 48 เดิม รายการสินค้า แป้งผัดหน้า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2523 ก่อนที่โจทก์จะนำคำว่า "TWO WAY" ไปขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าแป้งผัดหน้าเป็นครั้งแรกคือเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ตามทะเบียนเลขที่ ค 155392 เป็นเวลาถึงเกือบ 5 เดือน แสดงว่าโจทก์เองก็เห็นว่าคำว่า "TWO WAY" เป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเมื่อใช้กับสินค้าแป้งผัดหน้า โจทก์จึงต้องนำคำว่า "TWO WAY" มาใช้ประกอบกับรูปลูกศร 2 ดอกชี้ไปคนละทางและทำให้คำว่า "TWO WAY" เป็นอักษรประดิษฐ์เพื่อให้เกิดลักษณะบ่งเฉพาะที่จะขอจดทะเบียนกับสินค้าแป้งผัดหน้าได้ การที่จำเลยร่วมยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รวมทั้งสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งด้วยตามคำขอเลขที่ 370236 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2541 ตามสำเนาประกาศโฆษณาคำขอเลขที่ 370236 ในจดหมายเหตุเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.11 จึงเป็นเพียงการนำคำว่า "TWO WAY" ซึ่งเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเมื่อใช้กับสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งดังกล่าวมาใช้ประกอบกับคำว่า "Za" ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า ทั้งปรากฏตามเอกสารหมาย จ.11 ว่า จำเลยร่วมผู้ขอจดทะเบียนไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "TWO WAY" ดังนี้ การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 370236 ของจำเลยร่วมจึงหาใช่การนำคำว่า "TWO WAY" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า ของโจทก์มาใช้ประกอบเป็นเครื่องหมายการค้า โดยมีเจตนาไม่สุจริตอาศัยชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ คำว่า "Za" เป็นคำที่ไม่มีความหมายและเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งโดยตรง จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "Za" แตกต่างไปจากสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งอื่นตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ทั้งเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมมีสำเนียงเรียกขานว่า ซีเอทูเวย์ฟาวเดชั่น หรือ แซดเอทูเวย์ฟาวเดชั่น ส่วนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์มีสำเนียงเรียกขานว่า ทูเวย์ เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีสำเนียงเรียกขานที่แตกต่างกัน ประชาชนผู้ซื้อสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็ง เรียกขานชื่อสินค้าจากส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้านั้น สินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งที่ใช้เครื่องหมายการค้า ประชาชนจะเรียกว่า แป้งผัดหน้าซีเอหรือแซดเอ ส่วนแป้งผัดหน้าของโจทก์ประชาชนจะเรียกขานว่า แป้งผัดหน้าทูเวย์ แม้เครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมกับเครื่องหมายการค้า ที่ได้รับการจดทะเบียนของโจทก์จะใช้กับสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งเช่นเดียวกัน แต่เครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวไม่เหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าและเครื่องหมายการค้า ดังกล่าวไม่มีลักษณะต้องห้ามอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ดังนี้ เครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมที่ขอจดทะเบียนกับสินค้าจำพวกที่ 3 รวมทั้งสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งจึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าว และไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "TWO WAY" ที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้หลายเครื่องหมาย สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 179/2543 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 273/2545 ที่วินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 370236 ชอบที่จะรับจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการ สินค้ารวมทั้งสินค้าแป้งผัดหน้าหรือแป้งแข็งนั้นชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 179/2543 และไม่เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 273/2545 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 27
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยู.บี.อุตสาหกรรมเคมี จำกัด
จำเลย — นายบุญนริศร์ สุวรรณพูล กับพวก
จำเลยร่วม — ซิเซอิโด คำปะนี ลิมิเต็ด
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 934/2549
#267417
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ค. ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ "วิธีการเดินชมทัศนียภาพบนพื้นทะเลและอุปกรณ์สำหรับการเดินชมทัศนียภาพบนพื้นทะเล" โจทก์ซึ่งประกอบกิจการนำเที่ยวโดยการเดินชมทัศนียภาพบนพื้นทะเลถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับสิ่งประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาท และได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่มีการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรดังกล่าว นับเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรได้ตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง

โจทก์มีพยานซึ่งอยู่ในวงการดำน้ำมาเบิกความชัดเจนว่าในส่วนของวิธีการตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรมีการใช้กันอย่างแพร่หลายแล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร พยานหลักฐานโจทก์ได้แสดงถึงรายละเอียดของระบบการทำงานของอุปกรณ์เดินใต้น้ำที่มีลักษณะเช่นเดียวกับข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรพิพาท โจทก์หาจำต้องนำสืบแยกแสดงขั้นตอนต่าง ๆ ตามลำดับทั้ง 10 ขั้นตอน ตามข้อถือสิทธิข้อ 1 รวมทั้งรายละเอียดเพิ่มเติมข้อ 2 ถึงข้อ 7 และกล่าวถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ว่าใช้ร่วมกันทั้งหมดหรือไม่อย่างไร กรณีที่มีการนำระบบและอุปกรณ์มาใช้กับนักท่องเที่ยวเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรตามมาตรา 6 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า สิทธิบัตร "วิธีการชมเดินชมทัศนียภาพบนพื้นทะเลและอุปกรณ์สำหรับการเดินชมทัศนียภาพบนพื้นทะเล" ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ยกเว้นในส่วนของคำขอท้ายฟ้องที่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม และไม่รับคำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทั้งหมด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายฉลาด นายดนัย และนายบริสุทธิ์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม และบริษัทเดอะ เค คัมปะนี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต โดยให้เรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 3 และผู้ร้องสอด ตามลำดับ

ผู้ร้องสอดให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เลขที่สิทธิบัตร 9725 เลขที่คำขอ 037838 ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ "วิธีการชมเดินชมทัศนียภาพบนพื้นทะเลและอุปกรณ์สำหรับการเดินชมทัศนียภาพบนพื้นทะเล" ของผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดประการแรกมีว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ทั้งสองประกอบกิจการนำเที่ยว ต่อมาผู้ร้องสอดแจ้งความร้องทุกข์ และเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งประกอบกิจการนำเที่ยวโดยการเดินชมทัศนียภาพบนพื้นทะเลได้รับความเสียหาย ไม่สามารถประกอบกิจการดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาท และได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่มีการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรดังกล่าว นับเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรได้ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง ซึ่งบุคคลผู้มีส่วนได้เสียนี้หาได้จำกัดเฉพาะในบุคคลตามที่ผู้ร้องสอดอุทธรณ์แต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องสอดอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และผู้ร้องสอดประการสุดท้ายมีว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทเป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานซึ่งอยู่ในวงการดำน้ำมาเบิกความชัดเจนว่า ในส่วนวิธีการตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรนี้ มีการใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรและถือว่าพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองได้แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของระบบการทำงานของอุปกรณ์เดินใต้น้ำที่มีลักษณะเป็นเช่นเดียวกับข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรพิพาทแล้ว โดยโจทก์ทั้งสองหาจำต้องนำสืบแยกแสดงเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ตามลำดับทั้ง 10 ขั้นตอน ตามข้อถือสิทธิข้อ 1 รวมทั้งรายละเอียดเพิ่มเติมข้อ 2 ถึงข้อ 7 และกล่าวถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ว่าใช้ร่วมกันทั้งหมดหรือไม่อย่างไร ส่วนกรณีที่มีการนำระบบและอุปกรณ์มาใช้กับนักท่องเที่ยวเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นการใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรตามมาตรา 6 วรรคสอง (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องสอด และจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 6 วรรคสอง (1) ม. 54 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีดรีม ไดวิ่ง คลับ จำกัด กับพวก
โจทก์ร่วม — นายฉลาด มาลี กับพวก
ผู้ร้องสอด — บริษัทเดอะ เค คัมปะนี จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 923/2549
#267089
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าอาคารทั้งสองฉบับครบกำหนดเวลาเช่าตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว สัญญาเช่าย่อมระงับลง โดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อน จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่ามีหน้าที่ต้องส่งคืนอาคารที่เช่าแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่า การที่จำเลยไม่ยอมส่งคืนอาคารที่เช่า เป็นการผิดสัญญาเช่าและการที่จำเลยยังครอบครองอาคารที่เช่าต่อไปโดยโจทก์ไม่ยินยอมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ทั้งฐานผิดสัญญาและฐานละเมิด เพียงแต่เมื่อใช้สิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาแล้วโจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดได้ เพราะเป็นค่าเสียหายมูลกรณีเดียวกัน

สัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 10 ข้อ 1 วรรคสองระบุว่า เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดหรือสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดก็ตาม "ผู้เช่า" ต้องส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" ทันที ในกรณีที่ "ผู้เช่า" ไม่สามารถส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" "ผู้เช่า" ยินยอมชำระค่าปรับให้แก่ "ผู้ให้เช่า" วันละ 2,000 บาท นับแต่วันครบกำหนดส่งมอบจนถึงวันที่ได้ส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ผู้เช่าผิดสัญญาไม่สามารถส่งมอบอาคารที่เช่าคืนให้แก่ผู้ให้เช่าในทันที โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าข้อ 1 วรรคสอง ได้ แต่เบี้ยปรับที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

สัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 11 ข้อ 8 วรรคสอง ระบุว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม "ผู้เช่า" จะต้องย้ายออกไปจากที่เช่าทันที ถ้าไม่ขนย้ายออกไปยอมให้ค่าเสียหายค่าปรับเป็นเงินวันละ 2,000 บาท แก่ "ผู้ให้เช่า" ทุกวันจนกว่าจะขนย้ายออกไป ซึ่งระบุเงื่อนไขในการยอมให้ค่าเสียหายเฉพาะกรณีมีการบอกเลิกสัญญาเช่าเท่านั้น แตกต่างจากสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 10 แต่แม้จะเป็นกรณีที่สัญญาเช่าสิ้นสุดหรือระงับลงเพราะครบกำหนดเวลาเช่าไม่เข้าเงื่อนไขที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่า แต่โจทก์ก็มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิดได้ซึ่งโจทก์ได้บรรยายมาในฟ้องและนำสืบถึงจำนวนค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดแล้ว ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2526 จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ในศูนย์การค้าเชียงใหม่ไนท์บาซาร์ ชั้นใต้ดินเลขที่ 11 จากโจทก์ และได้จดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2528 มีกำหนดการเช่า 15 ปี ซึ่งสัญญาจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ตุลาคม 2541 ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2537 จำเลยรับโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ชั้นใต้ดินห้องเลขที่ 10 จากผู้เช่าเดิมซึ่งจะสิ้นสุดการเช่าวันที่ 31 ธันวาคม 2541 จำเลยได้จดทะเบียนการเช่าห้องหมายเลข 10 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 จำเลยตกลงจะเป็นผู้ชำระค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ใช้ในอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องคืนโจทก์ จำเลยยอมเสียค่าปรับให้แก่โจทก์วันละ 2,000 บาท ต่ออาคารพาณิชย์ที่เช่าห้องหนึ่ง จำเลยเข้าไปใช้ประโยชน์จากอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องแต่ไม่ยอมชำระค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาทั้งสองห้องงวดประจำเดือนธันวาคม 2541 และเดือนมกราคม 2542 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,674 บาท เงินจำนวนนี้จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ เมื่อใกล้ครบกำหนดการเช่าโจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยว่าไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องอีกต่อไปให้จำเลยออกไปเสียจากอาคารพาณิชย์ที่เช่าทั้งสองห้อง หลังจากครบกำหนดการเช่าแล้วจำเลยไม่ส่งมอบอาคารพาณิชย์ที่เช่าทั้งสองห้องคืนโจทก์ คงครอบครองอยู่ตลอดมา การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องออกให้ผู้อื่นเช่าใช้ประโยชน์และจำเลยต้องเสียเบี้ยปรับแก่โจทก์ เป็นเงินวันละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 360,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพาณิชย์ห้องเลขที่ 10 และ เลขที่ 11 ชั้นใต้ดินศูนย์การค้าเชียงใหม่ไนท์บาร์ซาร์และส่งมอบอาคารทั้งสองห้องคืนโจทก์ภายใน 30 วัน ให้จำเลยชำระเงิน 362,674 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 362,674 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยชำระค่าปรับวันละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องให้โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ก่อนครบกำหนดการเช่า จำเลยได้จ่ายค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับอาคารพาณิชย์ห้องเลขที่ 11 ที่เช่าจากโจทก์ไปแล้ว และจำเลยได้เจรจาเพื่อขอต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องกับโจทก์ ระหว่างเจรจาโจทก์ยอมให้จำเลยครอบครองอาคารพาณิชย์ที่เช่าต่อไป ถือว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่ากันใหม่เป็นการเช่าไม่มีกำหนดเวลา ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกการเช่าถึงจำเลย แต่จำเลยไม่ได้รับหนังสือบอกเลิกการเช่าและการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาสำหรับเดือนธันวาคม 2541 จำเลยออกเช็คชำระให้โจทก์ไปแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับเช็คนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นมาจำเลยไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ในอาคารพาณิชย์ที่เช่าทั้งสองห้อง เนื่องจากโจทก์ตัดน้ำประปาและตัดไฟฟ้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเบี้ยปรับ จำเลยไม่ได้ใช้ประโยชน์ในอาคารพาณิชย์ที่เช่า จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาสำหรับเดือนมกราคม 2542 การกระทำของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้จำเลยไม่อาจขายสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2542 ซึ่งเป็นช่วงที่มีผู้จับจ่ายซื้อสินค้ากันมาก ต้องขาดประโยชน์จากการค้าขายเป็นเงินถึง 1,000,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การฟ้องแย้งว่า โจทก์รับเงินค่าเช่าอาคารพาณิชย์ห้องเลขที่ 11 ไว้จากจำเลยอ้างว่าต้องการใช้ประโยชน์ในอาคารพาณิชย์ห้องดังกล่าวในระหว่างที่เจรจาขอต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์กับโจทก์ แต่โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้อง จึงมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปถึงจำเลย จำเลยไม่ยอมรับหนังสือบอกเลิกการเช่าของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์แจ้งให้จำเลยส่งมอบอาคารพาณิชย์ที่เช่าคืนอีกหลายครั้ง ถือว่าโจทก์บอกเลิกการเช่าและให้เวลาแก่จำเลยตามสมควรแล้ว โจทก์มีอำนาจที่จะตัดไฟฟ้าและน้ำประปาได้ เนื่องจากจำเลยไม่ออกไปจากอาคารพาณิชย์ที่เช่า จำเลยไม่เสียหายจากการถูกตัดน้ำประปาและตัดไฟฟ้าโดยประกอบการต่อไปได้ เนื่องจากจำเลยนำเครื่องปั่นไฟฟ้ามาปั่นไฟฟ้าใช้เอง ค่าเสียหายของจำเลยไม่ถึง 1,000,000 บาท เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี หากจะต้องเสียหายจำเลยจะเสียหายเพียง 5,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 62,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2543 ซึ่งจำเลยได้ส่งมอบห้องเช่าทั้งสองคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ค้างจำนวน 2,674 บาท และชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวนดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก นอกจากแก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2526 จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ห้องเลขที่ 11 ชั้นเอ ซึ่งอยู่ในศูนย์การค้าเชียงใหม่ไนท์บาซาร์จากโจทก์ มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 15 ปี ครบกำหนดการเช่าวันที่ 31 ตุลาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.3 และต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2537 จำเลยรับโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 10 ของศูนย์การค้าเชียงใหม่ไนท์บาซาร์ ซึ่งอยู่ติดกับห้องเลขที่ 11 จากผู้เช่าเดิมโดยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ห้องนี้ใหม่กับโจทก์โดยตรง ซึ่งครบกำหนดการเช่าวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ตามเอกสาร จ.5 แต่เมื่อครบกำหนดการเช่า จำเลยไม่ยอมส่งคืนและยังครอบครองอาคารที่เช่าทั้งสองห้องทั้งที่โจทก์ได้ทักท้วงแล้ว นอกจากนี้จำเลยค้างชำระหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาแก่โจทก์จำนวน 2,674 บาท คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าอาคารทั้งสองฉบับดังกล่าวครบกำหนดเวลาเช่าตามที่ได้ตกลงกันไว้ สัญญาเช่าเป็นอันระงับลง โดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อนจำเลยมีหน้าที่ต้องส่งคืนอาคารที่เช่าทั้งสองห้องแก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ยอมส่งคืนอาคารที่เช่าแก่โจทก์ เป็นการผิดสัญญาเช่า และการที่จำเลยยังครอบครองอาคารที่เช่าต่อไปโดยโจทก์ไม่ยินยอม เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหากจำเลยได้ทั้งฐานผิดสัญญาและฐานกระทำละเมิด เพียงแต่ใช้สิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาแล้ว โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดได้ เพราะเป็นค่าเสียหายมูลกรณีเดียวกัน สำหรับสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 10 เอกสารหมาย จ.5 ข้อที่ 1 วรรคสองระบุว่า เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดหรือสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดก็ตาม "ผู้เช่า" ต้องส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" ทันที ในกรณีที่ "ผู้เช่า" ไม่สามารถส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" ได้ทันที "ผู้เช่า" ยินยอมชำระค่าปรับให้แก่ "ผู้ให้เช่า" วันละ 2,000 บาท นับแต่วันครบกำหนดส่งมอบจนถึงวันที่ได้ส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ผู้เช่าผิดสัญญาไม่สามารถส่งมอบอาคารที่เช่าคืนให้แก่ผู้ให้เช่าในทันที โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าข้อ 1 วรรคสองได้ แต่เบี้ยปรับที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ส่วนสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 11 เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 8 วรรคสอง มีข้อความว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม "ผู้เช่า" จะต้องย้ายออกไปจากที่เช่าทันที พร้อมทั้งบริวาร ถ้าไม่ขนย้ายออกไปยอมให้ค่าเสียหายค่าปรับเป็นเงินวันละ 2,000 บาท แก่ "ผู้ให้เช่า" ทุกวันไปจนกว่าจะขนย้ายออกไปเสร็จเรียบร้อย ซึ่งระบุเงื่อนไขในการยอมให้ค่าเสียหายเฉพาะกรณีมีการบอกเลิกสัญญาเช่าเท่านั้น แตกต่างจากสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 10 แต่คดีนี้เป็นกรณีที่สัญญาเช่าสิ้นสุดหรือระงับลงเพราะครบกำหนดเวลาเช่าไม่เข้าเงื่อนไขที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก็จริง แต่โจทก์ก็มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานกระทำละเมิดได้ซึ่งโจทก์ได้บรรยายมาในฟ้องและนำสืบถึงจำนวนค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยแล้ว ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง และเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ต่อห้องนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายเหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 ม. 391 ม. 420 ม. 438 ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนครพิงค์ไนท์บาซาร์ จำกัด
จำเลย — นางสาวอัจฉรา พัฒน์ทอง
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2549
#270818
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุ เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยทั้งสามนั่งดื่มสุราอยู่ในร้านคาราโอเกะห่างจากโต๊ะผู้เสียหายที่นั่งดื่มสุราเช่นกันเพียงประมาณ 1 เมตร ระหว่างที่นั่งอยู่ในร้านคาราโอเกะจำเลยทั้งสามและผู้เสียหายต่างก็ร้องเพลงคาราโอเกะ ต่อมาเวลาประมาณ 1 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น ผู้เสียหายกลับบ้านก่อนจำเลยทั้งสามประมาณ 5 นาที จากนั้นจำเลยทั้งสามได้ไปหาผู้เสียหายที่บ้านและขอร้องให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปส่งอย่างเปิดเผย ไม่ได้ปิดบังหรืออำพรางตัว ผู้เสียหายตกลงโดยให้จำเลยทั้งสามนั่งรถจักรยานยนต์ไปด้วย เมื่อรถวิ่งไปได้ประมาณ 100 เมตร จำเลยทั้งสามจึงทำร้ายผู้เสียหายโดยการเตะและกระทืบ ก่อนที่จะทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามไม่ได้เรียกร้องเอารถจักรยานยนต์หรือทรัพย์สินอื่นของผู้เสียหายก่อน หลังจากจำเลยทั้งสามทำร้ายผู้เสียหายแล้ว ได้ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากที่เกิดเหตุเพียง 100 เมตร ก็จอดรถทิ้งไว้โดยจอดไว้ริมถนนข้างบ้าน ว. ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่เกิดเหตุโดยเปิดเผยและเสียบกุญแจรถคาไว้ทั้งที่จำเลยทั้งสามสามารถนำรถจักรยานยนต์ไปได้โดยสะดวก เพราะไม่มีผู้ใดติดตามและเป็นยามวิกาล จากนั้นจำเลยทั้งสามพากันไปนอนที่บ้านของจำเลยที่ 1 มิได้หลบหนีและเมื่อทราบว่าเจ้าพนักงานตำรวจติดตามหาตัวจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามก็ยินยอมให้ ว. พาไปมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนโดยดี และให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า มีเจตนาเพียงทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ประสงค์จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสามมิได้มุ่งประสงค์ต่อผลในการจะแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินโดยแท้จริง การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงขาดเจตนาทุจริตในการลักทรัพย์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหาย การที่จำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามคงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหายเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยทั้งสามไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 ปี 8 เดือน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันชกต่อยเตะทำร้ายร่างกายนายสวนเพชรผู้เสียหายแล้วขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจอดไว้ที่ข้างบ้านนายวันชัยซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร และหลบหนีไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามนั่งดื่มสุราอยู่ในร้านคาราโอเกะ วี พี สาขา 2 ห่างจากโต๊ะผู้เสียหายที่นั่งดื่มสุราเช่นกันเพียงประมาณ 1 เมตร โดยผู้เสียหายนั่งดื่มสุราตั้งแต่เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จนถึงเวลาประมาณ 1 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น และจำเลยทั้งสามเข้ามานั่งก่อนผู้เสียหาย แล้วผู้เสียหายกลับบ้านก่อนประมาณ 5 นาที ในระหว่างนั่งอยู่ที่ร้านจำเลยทั้งสามและผู้เสียหายต่างก็ร้องเพลงคาราโอเกะ ดังนั้น จำเลยทั้งสามและผู้เสียหายย่อมจดจำกันได้ จำเลยทั้งสามไปหาผู้เสียหายที่บ้านและขอร้องให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งอย่างเปิดเผย ไม่ได้ปิดบังหรืออำพรางตัว จากนั้นจึงทำร้ายผู้เสียหาย ก่อนที่จะทำร้ายผู้เสียหายก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสามเรียกร้องเอารถจักรยานยนต์หรือทรัพย์สินอื่นของผู้เสียหายก่อน หากจำเลยทั้งสามต้องการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายย่อมจะต้องปิดบังหรืออำพรางตัวและไม่น่าจะต้องให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปส่งก่อน เพราะย่อมทราบดีว่าผู้เสียหายต้องจดจำได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่นั่งดื่มสุราอยู่ใกล้กันในร้านอาหารเป็นเวลานานและจำเลยที่ 1 ก็ไม่น่าจะมอบบัตรเอทีเอ็มของจำเลยที่ 1 ให้นายสิทธิวัฒน์ยึดถือไว้ด้วยเพราะจะเป็นหลักฐานให้ติดตามจับกุมได้ง่าย นอกจากนั้นยังปรากฏอีกว่า หลังจากจำเลยทั้งสามทำร้ายผู้เสียหายแล้ว ได้ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากที่เกิดเหตุเพียง 100 เมตร ก็จอดรถทิ้งไว้โดยจอดไว้ริมถนนข้างบ้านนายวันชัยผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่เกิดเหตุโดยเปิดเผยและเสียบกุญแจรถคาไว้ ทั้งที่จำเลยทั้งสามสามารถนำรถจักรยานยนต์ไปได้โดยสะดวกเพราะไม่มีผู้ใดติดตามและเป็นยามวิกาล แต่จำเลยทั้งสามหาได้กระทำไม่ แต่กลับจอดทิ้งไว้และพากันไปนอนที่บ้านของจำเลยที่ 1 มิได้หลบหนีไปไหนและเมื่อทราบว่าเจ้าพนักงานตำรวจติดตามหาตัวจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามก็ยินยอมให้นายวันชัยพาไปมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนโดยดีและให้การต่อพนักงานสอบสวนในทันทีทันใดว่า มีเจตนาเพียงแต่ทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ประสงค์จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่า จำเลยทั้งสามกระทำไปโดยมิได้มุ่งประสงค์ต่อผลในการจะแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวโดยแท้จริง การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงขาดเจตนาทุจริตในการลักทรัพย์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหาย การที่จำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 340 วรรคแรก ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายวิรัตน์หรือโก๋ พัดลม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสุจินต์ ขำไชโย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 890/2549
#270780
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ และยอดเงินทุนหมุนเวียน 4,480,100 บาท เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเล่นพนันและเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด และเมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การ จำเลยได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันและความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำคุกกระทงละ 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 16 กระทง จำคุก 16 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า จำเลยไม่เคยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 100 ต่อวัน และยอดเงินทุนหมุนเวียนที่ปรากฏในสมุดเงินฝากธนาคารออมสิน 2 เล่ม และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2 เล่ม จำนวน 4,480,100 บาท มิใช่เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการพนันฟุตบอลหรือมาจากการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรานั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ และยอดเงินทุนหมุนเวียน 4,480,100 บาท เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเล่นพนันกันและเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและเมื่อศาลชั้นต้นสอบสวนคำให้การ จำเลยได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศ การพนันสลากกินรวบและเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดโพยทายผลการแข่งขันฟุตบอล 3 แผ่น โพยทายผลหนังสือสปอร์ตพูล 14 แผ่น จำนวนเงินรวม 546,000 บาท และโพยสลากกินรวบ 62 แผ่น จำนวนเงินรวม 118,290 บาท เป็นของกลาง ซึ่งโพยดังกล่าวปรากฏว่ามีผู้เล่นหลายรายและวงเงินที่เล่นมีจำนวนสูงอันแสดงว่าจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันรายใหญ่ พฤติการณ์แห่งคดีจึงนับว่าร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว รวมทั้งมีเหตุผลความจำเป็นประการอื่น ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย และที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 16 เดือน เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษซึ่งเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวชลธิชาหรือปุ้ย นุพันธ์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884/2549
#266993
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับขับรถตามหลังรถคันอื่นด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิดจนหยุดรถไม่ทันในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยไปชนรถยนต์ได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดตามมาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำความผิดดังกล่าวจะเป็นการกระทำความผิดที่ต้องมีเจตนาและไม่มีเจตนา กับบทลงโทษบัญญัติไว้คนละมาตราก็ไม่ทำให้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-2364 กรุงเทพมหานคร ไปในทางตามถนนราชสีมาจากสี่แยกกองพล 1 มุ่งหน้าไปสี่แยกการเรือนในขณะเมาสุรา ถึงบริเวณหน้าสถาบันราชภัฏสวนดุสิต จำเลยขับรถตามหลังรถยนต์หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็ว เมื่อรถที่อยู่ด้านหน้าลดความเร็วลงเมื่อเข้ามาใกล้ทางแยก ในภาวะเช่นนั้นจำเลยต้องใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ โดยไม่ขับรถมาด้วยความเร็วและต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าพอสมควรเพื่อจะหยุดได้ทัน แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กลับขับรถตามหลังรถคันหน้ามาด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิด เมื่อรถคันที่อยู่ด้านหน้าหยุด จำเลยจึงหยุดรถไม่ทัน เป็นเหตุให้รถของจำเลยชนท้ายรถคันดังกล่าวได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 จำคุก 2 เดือน และมาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง จนกว่าจะครบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นการกระทำที่ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนาในการกระทำความผิด ส่วนความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ต้องมีเจตนาก็เป็นความผิด แม้ความผิดทั้งสองฐานจะบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตราเดียวกัน แต่ก็ต่างอนุมาตรากันและบทลงโทษก็บัญญัติไว้คนละมาตรา การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถตามหลังรถคันอื่นด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิดจนหยุดรถไม่ทันในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยไปชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำ

ความผิดดังกล่าวจะเป็นการกระทำความผิดที่ต้องเจตนาและไม่มีเจตนา กับบทลงโทษบัญญัติไว้คนละมาตราตามที่โจทก์ฎีกา ก็ไม่ทำให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชาย ถินปวัติ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884/2549
#270272
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถตามหลังรถคันอื่นด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิดจนหยุดรถไม่ทันในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยไปชนรถยนต์บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงให้รถยนต์ดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำความผิดดังกล่าวจะเป็นการกระทำความผิดที่ต้องมีเจตนาและไม่มีเจตนา กับบทลงโทษบัญญัติไว้คนละมาตรา ก็ไม่ทำให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 70 - 2364 กรุงเทพมหานคร ไปในทางตามถนนราชสีมา ในขณะเมาสุรา จำเลยขับรถตามหลังรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็ว เมื่อรถที่อยู่ด้านหน้าลดความเร็วลงเมื่อเข้ามาใกล้ทางแยก ในภาวะเช่นนั้นจำเลยต้องใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ โดยไม่ขับรถมาด้วยความเร็วและต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าพอสมควรเพื่อจะหยุดได้ทัน แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กลับขับรถตามหลังรถคันหน้ามาด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิด เมื่อรถคันที่อยู่ด้านหน้าหยุด จำเลยจึงหยุดรถไม่ทัน เป็นเหตุให้รถของจำเลยชนท้ายรถคันดังกล่าวได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 จำคุก 2 เดือน และมาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง จนกว่าจะครบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นการกระทำที่ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาในการกระทำความผิด ส่วนความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ต้องมีเจตนาก็เป็นความผิด แม้ความผิดทั้งสองฐานจะบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตราเดียวกัน แต่ก็ต่างอนุมาตรากันและบทลงโทษก็บัญญัติไว้คนละมาตรา การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตามพระราชบบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถตามหลังรถคันอื่นด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิดจนหยุดรถไม่ทันในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยไปชนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำความผิดดังกล่าวจะเป็นการกระทำความผิดที่ต้องมีเจตนาและไม่มีเจตนา กับบทลงโทษบัญญัติไว้คนละมาตราตามที่โจทก์ฎีกา ก็ไม่ทำให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 43 (4) ม. 157 ม. 160 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชาย ถินปวัติ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2549
#268819
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งไปฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา โดยให้ส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และส่งจำเลยที่ 2 ไปฝึกอบรมมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกาโดยให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายและมารดายื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์และขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา กระทำอนาจาร และพาไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก, 278 และ 284 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิการนำคดีมาฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดี ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นและพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารนั้น เมื่อผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจ ทั้งมีความประสงค์ที่จะให้จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา จึงลงโทษปรับและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 278, 284, 309, 318, 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 278, 284 วรรคหนึ่ง, 309 วรรคสอง, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 276, 278 และ 284 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 มีอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา 2 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น 1 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งไปฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา โดยให้ส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และส่งจำเลยที่ 2 ไปฝึกอบรมมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันพิพากษา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายและนางจะเรียม ช้างเย็นฉ่ำ มารดาผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองพร้อมบิดามารดาของจำเลยทั้งสองมาพบและตกลงกันให้จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายอยู่กินกันฉันสามีภริยา โดยบิดามารดาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายและให้ถือเป็นสินสอดของหมั้นและเงินค่าทำขวัญแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท บิดามารดาจำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย 10,000 บาท เป็นที่พอใจ ไม่ติดใจเอาความขอถอนคำร้องทุกข์และขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำเลยทั้งสอง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา กระทำอนาจาร และพาไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 278 และ 284 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิการนำคดีมาฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานดังกล่าว ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นและพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารนั้น เมื่อผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสอง ทั้งมีความประสงค์ตรงกันในอันที่จะให้จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองสักครั้ง เพื่อกลับตนเป็นพลเมืองดี แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสองหลาบจำและป้องกันมิให้กระทำความผิดเช่นนี้อีก เห็นควรให้ลงโทษปรับและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 4,000 บาท ฐานพรากผู้เยาว์จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 6,000 บาท รวมจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษจำเลยทั้งสองไว้คนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจังหวัดตรังทุก 3 เดือน มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมมีกำหนด 1 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 107 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิชา มหาคุณ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ