คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8055/2548
#266736
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ให้เช่าซื้อยอมรับค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระไม่ตรงตามกำหนดตลอดมาแสดงว่าผู้ให้เช่าซื้อไม่ถือเอากำหนดระยะเวลาการชำระค่าเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญ เมื่อจำเลยรับโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อจากผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่โต้แย้ง จึงต้องผูกพันตามความประสงค์ของคู่สัญญาที่ไม่ถือเอากำหนดระยะเวลาการชำระค่าเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญเช่นกัน เมื่อจะบอกเลิกสัญญาจำเลยต้องบอกกล่าวให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อภายในเวลาที่สมควรก่อน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้อเพียง 3 งวด การที่โจทก์ขอชำระค่าเช่าซื้อแต่จำเลยไม่ยอมรับอ้างว่าค้างชำระถึง 9 งวด จึงเป็นการไม่รับชำระหนี้โดยไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะอ้างได้ ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่โจทก์ไม่ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาตามหนังสือบอกเลิกสัญญายังถือไม่ได้ว่าโจทก์ผิดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ตามฟ้องและส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พร้อมเอกสารการโอนสิทธิรถยนต์ทั้งหมดให้โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากมีค่าปรับในการต่อทะเบียนรถยนต์เพื่อเสียภาษีประจำปีให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าปรับทั้งหมด ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องรบกวนการครอบครองรถยนต์ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลย หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 280,353.22 บาท ให้โจทก์ชดใช้ค่าขาดประโยชน์ซึ่งจำเลยอาจนำรถยนต์ให้บุคคลภายนอกเช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 39 เดือน เป็นเงิน 195,000 บาท และอัตราเดือนละ 5,000 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาจนเสร็จ กับให้ชำระค่าปรับอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นมาเป็นเงิน 204,330 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 679,683.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางศรีพรรณ ผู้ค้ำประกันโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์และโจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และโจทก์ร่วม ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 100,000 บาท กับให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 107,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 6 กรกฎาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 4 เดือน กับให้โจทก์และโจทก์ร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ตามฟ้อง และส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พร้อมเอกสารการโอนสิทธิรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากจำเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากมีค่าปรับในการต่อทะเบียนรถยนต์เพื่อเสียภาษีประจำปีอันเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาข้างต้น ให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าปรับทั้งหมดแทนโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องรบกวนการครอบครองรถยนต์ตามฟ้อง และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันตามหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือไม่ ในข้อนี้ข้อเท็จจริงรับกันได้ความว่าโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงกำหนดเวลาซึ่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แปซิฟิคไฟแนนซ์ จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อได้ยอมรับเงินค่าเช่าซื้อจากโจทก์ตลอดมาด้วยการออกใบเสร็จรับเงินให้โดยไม่โต้แย้ง แสดงว่าคู่สัญญามิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ แม้โจทก์ผู้เช่าซื้อจะผิดนัด 2 งวดติดต่อกันหรือผิดนัด 3 งวดไม่ติดต่อกัน แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แปซิฟิคไฟแนนซ์ จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อก็ยอมรับเงินค่าเช่าซื้อโดยไม่ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ดังปรากฏตามที่โจทก์ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 28 กับงวดที่ 29 งวดที่ 30 และงวดที่ 31 เป็นระยะเวลาห่างกันเกินกว่า 2 เดือน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แปซิฟิคไฟแนนซ์ จำกัด ก็ยอมรับค่าเช่าซื้อ และโจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อครั้งสุดท้ายประจำงวดที่ 39 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2541 ก่อนจำเลยรับโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แปซิฟิคไฟแนนซ์ จำกัด ได้รับค่าเช่าซื้อโดยไม่โต้แย้ง ส่วนการออกใบเสร็จรับเงินย้อนหลังลงวันที่ 10 กันยายน 2541 หลังจากจำเลยรับโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อแล้วก็ไม่ทำให้การชำระค่าเช่าซื้อของโจทก์ไม่ชอบ กลับแสดงให้เห็นว่าขณะชำระค่าเช่าซื้อครั้งสุดท้ายในงวดที่ 39 นั้น โจทก์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แปซิฟิคไฟแนนซ์ จำกัด ยังมีความประสงค์ที่จะผูกพันกันตามสัญญาเช่าซื้ออยู่ต่อไป แม้จะล่วงเลยกำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายตามสัญญา สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อจำเลยรับโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อจากผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่ได้โต้แย้งจึงต้องผูกพันตามความประสงค์ของคู่สัญญาที่ไม่ถือเอากำหนดเวลาการชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญเช่นกัน เมื่อจะบอกเลิกสัญญาจำเลยต้องบอกกล่าวให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อภายในเวลาที่สมควรก่อน เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวด การที่โจทก์ขอชำระค่าเช่าซื้อแต่จำเลยไม่ยอมรับชำระอ้างว่าค้างชำระถึง 9 งวด ดังนี้การที่โจทก์ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อภายในเวลาตามหนังสือบอกเลิกสัญญายังถือไม่ได้ว่าโจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อจำเลยไม่รับชำระหนี้โดยไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะอ้างได้ ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ชอบที่จะนำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจำนวน 3 งวด ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์และฟ้องบังคับขอให้จำเลยโอนทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่าการเสียภาษีรถยนต์ไม่จำต้องแนบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มาด้วยนั้น จำเลยมิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่กำหนดให้จำเลยเสียภาษีรถยนต์แทนโจทก์ จึงเป็นฎีกาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ได้ความตามฎีกาจำเลยเอกสารแนบท้ายฎีกาและคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์ได้ขอถอนเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดจากสำนักงานวางทรัพย์แล้ว ถือว่าไม่มีการวางทรัพย์มาแต่ต้น แต่สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน การที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนพร้อมเอกสารการโอนรถยนต์ให้โจทก์นั้น โจทก์จะต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดแก่จำเลยเป็นการตอบแทนด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ยี่ห้อวอลโล่ รุ่น 940 จีแอลอีเอ หมายเลขเครื่อง 1236007 001647 แชสซีเลขที่ วายวี 1944855 พี 4 129260 ให้โจทก์และส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พร้อมเอกสารการโอนสิทธิรถยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ 3 งวด พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนเงิน 107,043.87 บาทแก่จำเลย ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ฟังคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเห็นควรเป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 207 ม. 221 ม. 387 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชียงใหม่ทวีผล คอนสตรัคชั่น จำกัด
โจทก์ร่วม — นางศรีพรรณ ศรีบุญปวน
จำเลย — บริษัทวี. คอนกลอมเมอเรท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายครรชิต ปังคานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8041/2548
#266473
เปิดฉบับเต็ม

ป. อายุ 18 ปี เป็นบุตรสาวและอยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยซึ่งเป็นบิดา แม้ผู้ตายจะเป็นคนรักของ ป. แต่ก็ลักลอบคบหาไปมาหาสู่กันโดยจำเลยและ ม. ซึ่งเป็นบิดามารดาไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน ขณะเกิดเหตุเป็นยามวิกาล เวลาถึง 1 นาฬิกาเศษ ผู้ตายแอบเข้ามาในบ้านทางช่องหน้าต่างห้องนอนของ ป. ชั้นบนของบ้านซึ่งอยู่ติดกับห้องนอนของจำเลยและอยู่กันลำพังเพียงสองต่อสอง ย่อมเป็นการกระทำที่อุกอาจผิดแบบธรรมเนียมประเพณีขัดต่อศีลธรรมอันดี ขาดความเคารพยำเกรงกระทบกระเทือนต่อจิตใจของจำเลยผู้เป็นบิดา ป. และเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุอย่างร้ายแรง นับได้ว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยใช้อาวุธปืนสั้นติดตัวไปในขณะนั้นเนื่องจากได้ยินเสียงดังผิดปกติในห้องนอนของ ป. ยิงผู้ตายในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นการกระทำผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเหตุบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 288 ริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 จำคุก 20 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 15 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ลงโทษจำคุก 3 ปี ริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่าเนื่องจากโกรธที่ผู้ตายบุกรุกเข้ามาอยู่กับนางสาวปรารถนาลำพังสองต่อสองในห้องนอนของนางสาวปรารถนาซึ่งเป็นบุตรสาวในบ้านของจำเลยในเวลากลางคืน มิใช่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนโดยชอบ แต่นางสาวปรารถนาอายุ 18 ปี เป็นบุตรสาวและอยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยซึ่งเป็นบิดา แม้ผู้ตายจะเป็นคนรักของนางสาวปรารถนาแต่ก็ลักลอบคบหาไปมาหาสู่รักใคร่กันโดยจำเลยและนางมาลีซึ่งเป็นบิดามารดาไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน ขณะเกิดเหตุเป็นยามวิกาลเวลาถึง 1 นาฬิกาเศษ ผู้ตายแอบเข้ามาในบ้านทางช่องหน้าต่างห้องนอนของนางสาวปรารถนาชั้นบนของบ้านซึ่งอยู่ติดกับห้องนอนของจำเลย โดยเดิมเป็นห้องโล่งห้องเดียวกันแล้วนำกระดานไม้อัดมากั้นทำข้างฝาแบ่งเป็นห้องนอนสองห้องและอยู่กันลำพังเพียงสองต่อสอง ย่อมเป็นการกระทำที่อุกอาจผิดแบบธรรมเนียมประเพณี ขัดต่อศีลธรรมอันดี ขาดความเคารพยำเกรง กระทบกระเทือนต่อจิตใจของจำเลยผู้เป็นบิดานางสาวปรารถนาและเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุอย่างร้ายแรง นับได้ว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยใช้อาวุธปืนสั้นติดตัวไปในขณะนั้นเนื่องจากได้ยินเสียงดังผิดปกติในห้องนอนของนางสาวปรารถนา ยิงผู้ตายในช่วงเวลาเดียวกันเป็นการกระทำผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเหตุบันดาลโทสะ มิใช่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายชิต ลัดเล็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายเผดิม เพ็ชรกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8011/2548
#266582
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อไม่ได้ทำเป็นหนังสือ เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง หมายถึงเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อจะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาเช่าซื้อด้วยกันทั้งสองฝ่าย สัญญาเช่าซื้อจึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย สัญญาเช่าซื้อและสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อที่ทำขึ้นพร้อมกันและคู่สัญญาตกลงให้สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดย่อมเป็นสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น เมื่อคู่สัญญาลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในสัญญาแม้เพียงแห่งเดียวก็ย่อมมีผลเป็นสัญญาเช่าซื้อที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อได้ลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อแล้ว สัญญาเช่าซื้อก็ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หาใช่ว่าจะต้องลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายที่ท้ายหนังสือสัญญาในส่วนสัญญาเช่าซื้ออีกด้วยไม่ สัญญาเช่าซื้อจึงไม่เป็นโมฆะ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กล่าวไว้ในคำแก้อุทธรณ์ว่าอุทธรณ์ของโจทก์เคลือบคลุม จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ทั้งปัญหาดังกล่าวไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 663,730.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 สละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดโดยให้เหลือเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ประเภทรถขุดไปจากโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ สัญญาทั้งสองส่วนดังกล่าวทำขึ้นพร้อมกัน และสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 ระบุว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าซื้อ ท้ายสัญญาเช่าซื้อมีแต่ผู้เช่าซื้อลงลายมือชื่อ แต่ผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้ลงลายมือชื่อ ส่วนสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อทั้งผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่าย ศาลฎีกาเห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง บัญญัติว่า "สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ" ย่อมหมายถึงว่า เจ้าของทรัพย์สินผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อจะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาเช่าซื้อด้วยกันทั้งสองฝ่าย สัญญาเช่าซื้อจึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย สัญญาเช่าซื้อและสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อที่ทำขึ้นพร้อมกันและคู่สัญญาตกลงให้สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าซื้อ ทั้งหมดย่อมเป็นสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น เมื่อคู่สัญญาลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในสัญญาแม้เพียงแห่งเดียวก็ย่อมมีผลเป็นสัญญาเช่าซื้อที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ในเมื่อปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อได้ลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อแล้ว สัญญาเช่าซื้อก็ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หาใช่ว่าจะต้องลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายที่ท้ายหนังสือสัญญาในส่วนสัญญาเช่าซื้ออีกด้วยไม่ สัญญาเช่าซื้อจึงไม่เป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อมาว่า อุทธรณ์ของโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากไม่ได้บรรยายขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดเพียงใดหรือไม่นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กล่าวไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ทั้งปัญหาว่าอุทธรณ์ของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ. ซี. แอล. ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทสว่างมังกรทอง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเกียรติคุณ แม้นเลขา
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ปัญญา ถนอมรอด
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8011/2548
#268531
เปิดฉบับเต็ม

คู่สัญญาลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในสัญญาเช่าซื้อแม้เพียงแห่งเดียวก็มีผลเป็นสัญญาเช่าซื้อที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อได้ลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อที่ทำขึ้นพร้อมกับหนังสือสัญญาเช่าซื้อและคู่สัญญาตกลงให้สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าซื้อทั้งหมด ย่อมเป็นสัญญาเช่าซื้อที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย มิใช่ว่าจะต้องลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในหนังสือสัญญาในส่วนของสัญญาเช่าซื้ออีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันจำนวน 663,730.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 สละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมด โดยให้เหลือเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้ลงลายมือชื่อที่ท้ายหนังสือสัญญาในส่วนสัญญาเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นโมฆะนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ประเภทรถขุดไปจากโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ สัญญาทั้งสองส่วนดังกล่าวทำขึ้นพร้อมกัน และสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 ระบุว่าสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าซื้อ ท้ายสัญญาเช่าซื้อมีแต่ผู้เช่าซื้อลงลายมือชื่อ แต่ผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้ลงลายมือชื่อ ส่วนสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าซื้อลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่าย ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง บัญญัติว่า "สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ" ย่อมหมายถึงว่าเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อจะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาเช่าซื้อด้วยกันทั้งสองฝ่าย สัญญาเช่าซื้อจึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย สัญญาเช่าซื้อและสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อที่ทำขึ้นพร้อมกันและคู่สัญญาตกลงให้สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าซื้อ ทั้งหมดย่อมเป็นสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น เมื่อคู่สัญญาลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในสัญญาแม้เพียงแห่งเดียวก็ย่อมมีผลเป็นสัญญาเช่าซื้อที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ในเมื่อปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อได้ลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อแล้ว สัญญาเช่าซื้อก็ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หาใช่ว่าจะต้องลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายที่ท้ายหนังสือสัญญาในส่วนสัญญาเช่าซื้ออีกด้วยไม่ สัญญาเช่าซื้อจึงไม่เป็นโมฆะ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในฎีกาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากไม่ได้บรรยายขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดเพียงใดนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กล่าวไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ทั้งปัญหาว่าอุทธรณ์ของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ. ซี. แอล. ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทสว่างมังกรทอง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ปัญญา ถนอมรอด
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8010/2548
#266506
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนรถยนต์คันเกิดเหตุที่หายไปให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเท่านั้น ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยส่งคืนรถยนต์คันเกิดเหตุแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนรถยนต์กระบะคันดังกล่าวแก่โจทก์หรือชำระเงิน 251,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน น - 8453 กระบี่ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้นายพรสัยจะมิได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าได้นำรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุมาจอดไว้ที่บริเวณที่จอดรถยนต์โรงแรมจำเลยก็ตาม แต่วันรุ่งขึ้นเมื่อนายพรสัยทราบแน่ชัดว่ารถยนต์กระบะคันเกิดเหตุได้สูญหายไป นายพรสัยไปแจ้งแก่นางสาววิชญา กรรมการจำเลยให้ทราบทันที ซึ่งนางสาววิชญาพยานจำเลยก็เบิกความเจือสมข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกวิทยา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกระบี่ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเชื่อว่ารถยนต์คันเกิดเหตุถูกลักไปจริง จึงรับคำร้องทุกข์และบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้ ที่จำเลยฎีกาว่ารถยนต์กระบะคันเกิดเหตุไม่ได้สูญหายไปขณะจอดที่บริเวณที่จอดรถหน้าโรงแรมจำเลย แต่พวกนายพรสัยที่มาพักโรงแรมจำเลยด้วยกันขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุออกไป โดยมีนายสุรัตน์และนายสุทัศน์เป็นประจักษ์พยานรู้เห็น ซึ่งนายสุรัตน์พยานจำเลยเบิกความว่าเห็นชายผิวคล้ำเดินถือกุญแจลงมาจากห้องพักแล้วขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุออกไป ส่วนนายสุทัศน์พยานจำเลยเบิกความว่า เห็นพวกนายพรสัยรูปร่างสูงเดินไปไขกุญแจประตูรถแล้วขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุออกไป คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองดังกล่าวเพียงเท่านี้ยังไม่พอรับฟังได้ว่าผู้ที่ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุออกไปจากบริเวณที่จอดรถหน้าโรงแรมจำเลยเป็นพวกนายพรสัยที่มาพักโรงแรมจำเลยด้วยกัน ดังนี้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายพรสัยขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุไปจอดที่บริเวณที่จอดรถหน้าโรงแรมจำเลยและเข้าพักในโรงแรมจำเลย แล้วรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุได้สูญหายไป จำเลยในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 674 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่ารถยนต์กระบะคันเกิดเหตุเป็นของมีค่าอย่างอื่น หากจำเลยต้องรับผิดก็ไม่เกิน 500 บาท นั้น เห็นว่า แม้ราคารถยนต์กระบะคันเกิดเหตุจะค่อนข้างสูงก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาทั่ว ๆ ไป จึงยังถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นของมีค่า กรณีไม่อยู่ในข่ายที่จำเลยจะต้องรับผิดเพียง 500 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 675 วรรคสอง นายพรสัยไม่จำต้องแจ้งฝากรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุไว้ต่อจำเลย เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายสระสินผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จำเลยจำต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของนายสระสิน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ หมายเลขทะเบียน น - 8453 กระบี่ แก่โจทก์ก่อน หากคืนไม่ได้จึงให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยเนื่องจากโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายสระสินผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเท่านั้น จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยส่งคืนรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุแก่โจทก์ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน น - 8453 กระบี่ แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 674 ม. 675 วรรคหนึ่ง ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทเนาวรัตน์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายสุชาติ สุวินิจฉัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8007/2548
#268530
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่เกิดจากการที่ลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงแรมได้ซื้ออุปกรณ์เครื่องครัวพร้อมการติดตั้งจากเจ้าหนี้ เป็นการกระทำเพื่อหากำไรในการประกอบธุรกิจของลูกหนี้ต่อไป จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2543

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าซื้ออุปกรณ์เครื่องครัวพร้อมค่าติดตั้งและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 18,923,149.70 บาท จากกองทรัพย์ของลูกหนี้ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า หนี้ดังกล่าวขาดอายุความแล้ว เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 106

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2534 ลูกหนี้สั่งซื้ออุปกรณ์เครื่องครัวพร้อมการติดตั้งจากเจ้าหนี้เป็นเงิน 17,976,000 บาท โดยกำหนดส่งมอบสินค้าภายใน 120 วัน และกำหนดชำระเงินค่าสินค้าโดยชำระล่วงหน้าร้อยละ 20 ชำระหลังจากส่งสินค้าร้อยละ 30 และชำระหลังจากส่งสินค้าแล้วร้อยละ 50 โดยแบ่งชำระเป็น 8 งวด เท่าๆ กัน ตามเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาเจ้าหนี้ส่งมอบสินค้าพร้อมการติดตั้งให้แก่ลูกหนี้แล้ว ตามใบส่งสินค้าเลขที่ 0029/95, 0030/95, 0037/95 และ 0042/96 โดยกำหนดชำระเงินค่าสินค้าในวันที่ 27 เมษายน 2539 และตามใบส่งสินค้าเลขที่ 0065/97, 0066/97 และ 0067/97 โดยกำหนดชำระเงินค่าสินค้าในวันที่ 5 มีนาคม 2540 และค่าติดตั้งกำหนดชำระในวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 รวมเป็นเงินค่าสินค้าและค่าติดตั้งดังกล่าวจำนวน 12,882,895.39 บาท ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดชำระราคาแต่ละรายการลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2541 ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้โดยยอมรับว่า หลังจากลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แล้วจำนวน 3,360,000 บาท ลูกหนี้ยังคงเป็นหนี้ค่าสินค้าและค่าติดตั้งค้างชำระจำนวน 14,782,492 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวนับแต่วันที่หนี้ดังกล่าวถึงกำหนดชำระตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมายเลข จ.10 แต่ลูกหนี้ก็ไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2544 เจ้าหนี้จึงนำหนี้ค่าอุปกรณ์เครื่องครัวและค่าติดตั้งมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้จำนวน 19,923,149.70 บาท กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า หนี้ที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี

...(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/33 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี"

และมาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี

(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัถกรรม ผู้ประกอบศิลปกรรมหรือช่างผีมือ

เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่นรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" ตามบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดอายุความซึ่งจะต้องคำนึงถึงสภาพของลูกหนี้เป็นสำคัญ หมายความว่า ถ้าผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำให้ลูกหนี้และลูกหนี้ได้อุปโภคและบริโภคเองจะมีความอายุความ 2 ปี แต่หากเป็นการเรียกค่าของที่ได้ส่งมอบหรือค่าการงานที่ได้ทำเพื่อการประกอบกิจการของลูกหนี้ กล่าวคือหากลูกหนี้นำสิ่งของหรือการงานดังกล่าวมาใช้ในการประกอบกิจการโดยมุ่งหมายที่จะหากำไรแล้วจะมีอายุความ 5 ปี เมื่อหนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่เกิดจากการที่ลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงแรมได้ซื้ออุปกรณ์เครื่องครัวพร้อมการติดตั้งจากเจ้าหนี้เป็นจำนวนเงินถึง 17,976,000 บาท เป็นการกระทำเพื่อกิจการของลูกหนี้ในอันที่จะดำเนินกิจการเพื่อหากำไรในการประกอบธุรกิจของลูกหนี้ต่อไป กรณีจึงมีอายุความ 5 ปี ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าหนี้ได้ส่งมอบอุปกรณ์เครื่องครัวพร้อมติดตั้งให้แก่ลูกหนี้แล้วตามใบส่งสินค้าเลขที่ 0029/95, 0030/95, 0037/95 และ 0042/96 กำหนดชำระค่าสินค้าในวันที่ 27 เมษายน 2539 และตามใบส่งสินค้าเลขที่ 0065/97, 0066/97 และ 0067/97 กำหนดชำระค่าสินค้าในวันที่ 5 มีนาคม 2540 และค่าติดตั้งกำหนดชำระในวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2541 ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไว้ตามเอกสารหมาย จ.10 กรณีทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความและจะต้องนับระยะเวลาใหม่ในวันนั้น เมื่อนับอายุความตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 25 กันยายน 2544 อันเป็นวันที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ยังไม่เกินระยะเวลา 5 ปี คดีของเจ้าหนี้จึงไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ได้ตามขอ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า หนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงินจำนวน 19,923,149.70 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) เต็มตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟลอรอลแมนูแฟคเจอริ่งกรุ๊ป จำกัด
เจ้าหนี้ — บริษัทเมโทร เอช แอนด์ เรส จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงแรมบุรีรัมย์พลาซ่า จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8003/2548
#267486
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยโอนลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมเพลงพิพาท ทั้งคำร้องทำนองซึ่งขับร้องโดยนักร้องชื่อ ก. ในส่วนของคาราโอเกะทุกรูปแบบให้แก่โจทก์ที่ 2 เมื่อตามข้อสัญญาลิขสิทธิ์เพลงข้อ 1 ระบุข้อห้ามไว้ด้วยว่า "การโอนลิขสิทธิ์นี้เป็นการโอนตลอดอายุสัญญาแห่งลิขสิทธิ์ซึ่งผู้โอนลิขสิทธิ์ไม่มีสิทธิที่จะนำไปขายหรือจัดทำเอง รวมทั้งอนุญาตให้ผู้อื่นไปจัดทำ" ฉะนั้น การที่จำเลยร่วมกับพวกอนุญาตให้นาย ช. ใช้มาสเตอร์เทปเพลงพิพาทพร้อมลิขสิทธิ์ คือ ทั้งตามคำร้อง ทำนองเพลงพิพาทที่ขับร้องโดยนักร้องชื่อ ก. ไปทำการบันทึกเสียงและภาพทำเป็นคาราโอเกะได้ด้วยดังกล่าว จึงเป็นการกระทำผิดสัญญาลิขสิทธิ์ต่อโจทก์ที่ 2

การกระทำของจำเลยที่จงใจมอบหมายภริยาจำเลยให้นำมาสเตอร์เทปเพลง 2 เพลง เช่นเดียวกับที่ได้โอนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาดให้โจทก์ที่ 2 ไปแล้ว คือ เพลง น. และเพลง ส. ซึ่งขับร้องโดยนักร้องชื่อ ก. ไปให้บุคคลภายนอก ซึ่งจำเลยสามารถคาดหมายได้ว่าบุคคลภายนอกต้องนำมาสเตอร์เทปดังกล่าวไปผลิตเป็นวิดีโอซีดีคาราโอเกะออกจำหน่ายในท้องตลาดแข่งขันกับโจทก์ที่ 2 เพราะกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่ประชาชน จากนั้นบุคคลภายนอกก็ผลิตวิดีโอซีดีคาราโอเกะออกจำหน่ายแข่งขันกับโจทก์ที่ 2 ดังที่จำเลยคาดหมาย ถือว่าจำเลยกับพวกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์คาราโอเกะของโจทก์ที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟัองขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 มีว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาลิขสิทธิ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงพิพาท ส่วนนางจันทรเป็นภริยาของจำเลย การที่นางจันทรอนุญาตให้นายชาติชายใช้สิทธิเพลงพิพาทเป็นการจัดการทรัพย์สินของสามีภริยา เชื่อได้ว่าจำเลยรู้เห็นเป็นใจอนุญาตให้นายชาติชายใช้สิทธิเพลงพิพาท ถือได้ว่าจำเลยร่วมกระทำการดังกล่าวด้วย ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดใช้ลิขสิทธิ์เพลงตามฟ้องอีกนั้นฟังไม่ขึ้น และเมื่อตามสัญญาลิขสิทธิ์เพลงระบุไว้ชัดว่า จำเลยตกลงโอนลิขสิทธิ์ในดนตรีกรรมคือเพลงพิพาททั้งคำร้องทำนองที่จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งขับร้องโดยนักร้องชื่อ "กุ้ง" สุทธิราช วงศ์เทวัญ" ในส่วนของคาราโอเกะทุกรูปแบบของคาราโอเกะให้แก่โจทก์ที่ 2 นอกจากนี้ยังรวมทั้งภาพที่จำเลยถ่ายทำเสร็จแล้วด้วย มิใช่จำเลยตกลงโอนลิขสิทธิ์เฉพาะมิวสิกวิดีโอที่จำเลยถ่ายทำไว้เท่านั้น และหากโจทก์ที่ 2 และจำเลยตกลงซื้อขายกันเฉพาะมิวสิกวิดีโอที่จำเลยถ่ายทำไว้ดังกล่าวเพื่อให้โจทก์ที่ 2 นำไปจัดทำเป็นคาราโอเกะ เท่ากับว่าโจทก์ที่ 2 ซื้อเฉพาะมิวสิกวิดีโอเพลงดังกล่าวมาจัดทำเป็นคาราโอเกะได้เพียงรูปแบบเดียว คือ รูปแบบตามที่จำเลยถ่ายทำไว้เท่านั้น มิใช่ทุกรูปแบบตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ทั้งผลประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์ที่ 2 ชำระให้จำเลยคิดเป็นเงินถึง 800,000 บาท ก็มิใช่จำนวนเพียงเล็กน้อย ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยโอนลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวแต่บางส่วนคือ เฉพาะให้นำไปจัดทำเป็นคาราโอเกะเท่านั้น จำเลยยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในส่วนอื่นๆ ของเพลงดังกล่าวอยู่ฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยโอนลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมคือเพลงพิพาท ทั้งคำร้องทำนองซึ่งขับร้องโดยนักร้องชื่อ "กุ้ง สุทธิราช วงศ์เทวัญ" ในส่วนของคาราโอเกะทุกรูปแบบให้แก่โจทก์ที่ 2 เมื่อตอบข้อสัญญาลิขสิทธิ์เพลงข้อ 1 ระบุข้อห้ามไว้ด้วยว่า "การโอนลิขสิทธิ์นี้เป็นการโอนตลอดอายุสัญญาแห่งลิขสิทธิ์ซึ่งผู้โอนลิขสิทธิ์ไม่มีสิทธิที่จะนำไปขายหรือจัดทำเอง รวมทั้งอนุญาตให้ผู้อื่นไปจัดทำ" ฉะนั้น การที่จำเลยร่วมกับพวกอนุญาตให้นายชาติชายใช้มาสเตอร์เทปเพลงพิพาทพร้อมลิขสิทธิ์ คือ ทั้งตามคำร้อง ทำนองเพลงพิพาทที่ขับร้องโดยนักร้องชื่อ "กุ้ง สุทธิราช วงศ์เทวัญ" ไปทำการบันทึกเสียงและภาพทำเป็นคาราโอเกะได้ด้วยดังกล่าว จึงเป็นการกระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ที่ 2 ตามฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ต่อไปมีว่า จำเลยกระทำละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยตกลงโอนลิขสิทธิ์คาราโอเกะทุกรูปแบบที่จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งจำเลยได้ถ่ายทำเป็นมิวสิกวิดีโอแล้วทั้ง 12 เพลง รวมทั้งเพลงนกขมิ้นและเพลงสาวไฮเทคโดยเด็ดขาดให้แก่โจทก์ที่ 2 ต่อมาภายในระยะเวลาอายุลิขสิทธิ์ภริยาจำเลยทำสัญญาอนุญาตให้นายชาติชายใช้มาสเตอร์เทปเพลง 2 เพลง คือเพลงนกขมิ้นและเพลงสาวไฮเทค พร้อมลิขสิทธิ์ซึ่งขับร้องโดยสุทธิราช โดยอนุญาตให้นำไปบันทึกเสียงร้องและภาพทำเป็นวิซีดีคาราโอเกะออกจำหน่ายได้ด้วย จากนั้นนายชาติชายและนิติบุคคล 2 แห่ง ก็ได้ผลิตวิซีดีคาราโอเกะ 2 เพลง ออกจำหน่าย เห็นว่า หลังจากจำเลยได้ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอแล้วก็นำไปโอนลิขสิทธิ์เด็ดขาดให้แก่โจทก์ที่ 2 ในปี 2541 ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 2 ผลิตวิดีโอซีดีคาราโอเกะออกจำหน่ายแก่ประชาชนจนเป็นที่แพร่หลายแล้ว ในปี 2544 จำเลยจึงได้มอบหมายให้นางจันทรภริยาของจำเลยทำสัญญาอนุญาตให้นายชาติชายใช้มาสเตอร์เทปเพลงพร้อมลิขสิทธิ์เพลงนกขมิ้นและเพลงสาวไฮเทค ขับร้องโดย "สุทธิราช วงศ์เทวัญ" ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายต่อประชาชน นำไปผลิตเป็นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ออกจำหน่ายแข่งกับโจทก์ที่ 2 จากนั้นนายชาติและบริษัท 2 แห่งก็ได้ผลิตวิดีโอซีดีคาราโอเกะเหมือนกับของโจทก์ที่ 2 ทั้งเนื้อร้อง ทำนองดนตรี จังหวะดนตรี เช่นเดียวกับที่โจทก์ที่ 2 ได้รับโอนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาดมาจากจำเลย และบริษัททั้งสองที่ผลิตวิดีโอซีดีดังกล่าวก็ได้นำวิดีโอซีดีคาราโอเกะดังกล่าวออกจำหน่ายในท้องตลาดทั่วประเทศโดยลดราคามาเพื่อแข่งขันกับของโจทก์ที่ 2 การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอแล้วนำไปโอนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาดให้โจทก์ที่ 2 จากนั้นเมื่อโจทก์ที่ 2 ผลิตวิดีโอซีดีคาราโอเกะออกจำหน่ายจนเป็นที่นิยมแพร่หลายแล้ว จำเลยก็จงใจมอบหมายภริยาจำเลยให้นำมาสเตอร์เทปเพลง 2 เพลง เช่นเดียวกับที่ได้โอนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาดให้โจทก์ที่ 2 ไปให้บุคคลภายนอกซึ่งจำเลยสามารถคาดหมายได้ว่าบุคคลภายนอกต้องนำมาสเตอร์เทปดังกล่าวไปผลิตเป็นวิดีโอซีดีคาราโอเกะออกจำหน่ายในท้องตลาดแข่งขันกับโจทก์ที่ 2 เพราะกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่ประชาชน จากนั้นบุคคลภายนอกก็ผลิตวิดีโอซีดีคาราโอเกะออกจำหน่ายแข่งขันกับโจทก์ที่ 2 ดังที่จำเลยคาดหมาย ถือว่าจำเลยกับพวกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์คาราโอเกะของโจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นฟ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 420
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรส วีดีโอ จำกัด กับพวก
จำเลย — นายณรงค์ ศิลาลิขิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7983/2548
#266472
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอ้างว่ารู้จักกับ บ. ซึ่งสามารถติดต่อฝาก ส. บุตรโจทก์ร่วมเข้ารับราชการตำรวจได้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ร่วมหลงเชื่อและมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้ บ. แล้ว บ. พา ส. ไปพบพันตำรวจโท พ. และมอบเงินที่รับจากโจทก์ร่วมให้พันตำรวจโท พ. โดยไม่ปรากฏว่าพันตำรวจโท พ. มีหน้าที่ในการคัดเลือกหรือบรรจุแต่งตั้งให้บุคคลเข้ารับราชการตำรวจแต่อย่างใด การที่โจทก์ร่วมมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่พันตำรวจโท พ. จึงมิใช่เป็นการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ถือมิได้ว่าโจทก์ร่วมใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายและนับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1137/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1137/2541 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษา จึงยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีนี้หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนายสุรสิทธิ์ว่า จำเลยอ้างว่าจำเลยรู้จักนายบัวหอมซึ่งสามารถติดต่อฝากนายสุรสิทธิ์เข้ารับราชราชการตำรวจได้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงมอบเงินให้นายบัวหอม นายบัวหอมได้พานายสุรสิทธิ์ไปพบพันตำรวจโทพิบูลย์และมอบเงินจำนวน 100,000 บาท ที่นายบัวหอมรับไปจากโจทก์ร่วมให้พันตำรวจโทพิบูลย์ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วม จำเลยกับพวกนำเงินจำนวน 100,000 บาท ไปมอบให้พันตำรวจโทพิบูลย์เพื่อให้พันตำรวจโทพิบูลย์ช่วยให้นายสุรสิทธิ์บุตรโจทก์ร่วมเข้ารับราชการตำรวจได้ โดยไม่ปรากฏว่าพันตำรวจโทพิบูลย์มีหน้าที่ในการคัดเลือกหรือบรรจุแต่งตั้งให้บุคคลเข้ารับราชการตำรวจแต่อย่างใด การที่โจทก์ร่วมมอบเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่พันตำรวจโทพิบูลย์ซึ่งเป็นพวกของจำเลยจึงมิใช่เป็นการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมใช้ให้ผู้ใดกระทำผิดกฎหมาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้แก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า จำเลยรู้จักกับนายบัวหอมมาก่อน จำเลยเป็นฝ่ายชวนบุตรโจทก์ร่วมให้เข้ารับราชการตำรวจโดยบอกว่าจะต้องเสียเงินค่าวิ่งเต้น 100,000 บาท โจทก์ร่วมตกลง จะเห็นได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายชวนบุตรโจทก์ร่วมให้เข้ารับราชการตำรวจไม่ใช่โจทก์ร่วมเป็นฝ่ายขอให้จำเลยฝากบุตรโจทก์ร่วมเข้าทำงานดังที่จำเลยอ้าง จำเลยเห็นโจทก์ร่วมมีบุตรชายจึงสอบถามโจทก์ร่วมว่าประสงค์จะให้บุตรชายโจทก์ร่วมเข้ารับราชการตำรวจหรือไม่ อันเป็นการเริ่มวางแผนหลอกลวงโจทก์ร่วมตามที่ได้รับมอบหมายจากพวกของจำเลย หลังจากโจทก์ร่วมตกลงแล้วจำเลยได้พาโจทก์ร่วมและนายสุรสิทธิ์บุตรชายไปพบนายบัวหอมที่บ้าน นายบัวหอมก็หลอกลวงโจทก์ร่วมอีกว่าสามารถดำเนินการให้นายสุรสิทธิ์เข้าเรียนโรงเรียนตำรวจได้แต่ต้องเสียเงินเป็นค่าวิ่งเต้นจำนวน 100,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าจะเข้ารับราชการตำรวจต้องเสียเงิน 100,000 บาท นอกจากจำเลยจะพาโจทก์ร่วมไปที่บ้านนายบัวหอมแล้วฝ่ายจำเลยยังได้จดหลักฐานที่ต้องการใช้เข้าโรงเรียนตำรวจให้โจทก์ร่วมเพื่อใช้เข้าเรียน จำเลยเป็นผู้ชักชวนโจทก์ร่วมและเป็นธุระจัดการให้โจทก์ร่วมพบกับนายบัวหอมมาตลอดทั้งยังจดหลักฐานที่ต้องการให้โจทก์ร่วม หลังจากโจทก์ร่วมมอบเงินให้นายบัวหอมจำนวน 100,000 บาท ที่ท่ารถพิษณุโลกยานยนต์แล้ว จำเลยยังติดตามมาที่ท่ารถสอบถามโจทก์ร่วมว่ามอบเงินให้นายบัวหอมไปแล้วหรือยัง ที่จำเลยอ้างว่าไม่ทราบว่าโจทก์ร่วมมอบเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่นายบัวหอมจึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง หลังจากนายบัวหอมรับเงินจากโจทก์ร่วมไปแล้ว นายบัวหอมและจำเลยก็ไม่อาจฝากบุตรชายโจทก์ร่วมเข้ารับราชการตำรวจได้โดยนายบัวหอมและจำเลยผัดผ่อนเรื่อยมาโดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ เมื่อโจทก์ร่วมให้จำเลยโทรศัพท์ไปหาพันตำรวจโทพิบูลย์ที่กรุงเทพมหานคร จำเลยได้โทรศัพท์ไปหาตามคำขอของโจทก์ร่วม ซึ่งจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าไม่ต้องเป็นห่วงติดต่อเรียบร้อยแล้ว แสดงว่าจำเลยรู้จักพันตำรวจโทพิบูลย์มาก่อนไม่ใช่ว่าไม่รู้จักดังที่จำเลยอ้าง พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกเป็นการวางแผนกันมาอย่างดี โดยกำหนดหน้าที่ของแต่ละคนเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ร่วม โดยหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจำเลยกับพวกสามารถฝากบุตรของโจทก์ร่วมเข้ารับราชการตำรวจได้แต่ต้องเสียเงินค่าวิ่งเต้นเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมหลงเชื่อตามคำหลอกลวงของจำเลยกับพวกและได้มอบเงินจำนวน 100,000 บาท ให้จำเลยกับพวกไป ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้รับเงินไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำของนายบัวหอมและพันตำรวจโทพิบูลย์นั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ คดีฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นายสมศักดิ์ จีนใจตรง
จำเลย — นายบรรจง สงชนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นางสาววัชรี ขันทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมศักดิ์ ตันติภิรมย์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7982/2548
#266393
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ ปรากฏว่าโจทก์ได้ระบุฐานความผิดในข้อหาใช้รถไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ รวมทั้งการกระทำที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด โดยบรรยายว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์คันที่กล่าวในฟ้องโดยไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทั้งได้อ้าง พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 60 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่ารัฐมนตรีผู้มีอำนาจหน้าที่ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องมีและแสดงเครื่องหมายดังกล่าว ก็ไม่ถือว่าฟ้องของโจทก์ขาดข้อสำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด ทั้งถ้อยคำที่ว่า อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายก็มีความหมายแสดงโดยปริยายว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎกระทรวงดังกล่าวด้วย ถือว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องชัดเจนเพียงพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด ฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้ จึงชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 134, 160, 160 ทวิ พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 60, 64 ป.อ. มาตรา 33, 46, 91 ริบของกลาง สั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราวของจำเลย และให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยโดยเรียกประกันทัณฑ์บนแก่จำเลยด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8), 134, 160, 160 ทวิ พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2527 (ที่ถูก 2522) มาตรา 11, 60, 64 เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานแข่งรถในทาง จำคุก 2 เดือน ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น จำคุก 1 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 800 บาท และฐานขับรถโดยไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,800 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) (8), 134 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ความผิดฐานแข่งรถในทางกับความผิดฐานขับรถโดยประมาทและโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ความผิดฐานแข่งรถในทางกับฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นซึ่งมีโทษหนักกว่าความผิดฐานขับรถโดยประมาทนั้นมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานแข่งรถในทาง เมื่อรวมโทษในความผิดฐานนี้ที่ให้จำคุก 2 เดือน กับโทษในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่ให้ปรับ 800 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 800 บาท ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 400 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง 1 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 23 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไม่ได้บรรยายว่ารัฐมนตรีผู้มีอำนาจหน้าที่ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องมีและแสดงเครื่องหมายดังกล่าวแล้วตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 ทำให้ฟ้องของโจทก์ในข้อหานี้ขาดข้อความสำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยหรือไม่ เมื่อตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ระบุฐานความผิดในข้อหาใช้รถไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้ด้วย นอกจากนั้นได้ระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่อย่างครบถ้วน รวมทั้งการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดโดยบรรยายว่าจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์คันที่กล่าวในฟ้องโดยไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทั้งได้อ้าง พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 60 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ารัฐมนตรีผู้มีอำนาจหน้าที่ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องมีและแสดงเครื่องหมายดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ถือว่าฟ้องของโจทก์ขาดข้อความสำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด ทั้งถ้อยคำที่ว่าอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายก็มีความหมายซึ่งแสดงโดยปริยายว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎกระทรวงดังกล่าวด้วย จึงถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องได้ชัดเจนเพียงพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด ฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 อีก เพราะจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 60 อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษปรับ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงปรับ 1,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นายสมชาย บุตรตาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นางสาวเมตตา ท้าวสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7982/2548
#268259
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นทันทึกไว้ โจทก์ได้ระบุการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดโดยบรรยายว่าจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทั้งได้อ้างพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 11, 60 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ารัฐมนตรีผู้มีอำนาจหน้าที่ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องมีและแสดงเครื่องหมายดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ถือว่าฟ้องของโจทก์ขาดข้อความสำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวีธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2545 เวลากลางวันจำเลยซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถได้ขับรถจักรยานยนต์ หมายเลยทะเบียน ขพฉ สข 280 โดยไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และขับแข่งกับพวกที่หลบหนีไปตามถนนเพชรเกษมซึ่งเป็นทางตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก รถจักรยานยนต์ที่แข่งกันมีประมาณ 100 คัน จำเลยกับพวกต่างขับแซงกันโดยประมาทน่าหวาดเสียวด้วยความเร็วสูง โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นและไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้แข่งรถในทางได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 134, 160, 160 ทวิ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 11, 60, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46, 91 ริบของกลาง สั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราวของจำเลย และให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยโดยเรียกประกันทัณฑ์บนแก่จำเลยด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134, 160, 160 ทวิ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2527 (ที่ถูก 2522) มาตรา 11, 60, 64 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแข่งรถในทาง จำคุก 2 เดือน ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น จำคุก 1 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 800 บาท และฐานขับรถโดยไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 3 เดือนและปรับ 2,800 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 134 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ความผิดฐานแข่งรถในทางกับความผิดฐานขับรถโดยประมาทและโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ความผิดฐานแข่งรถในทางกับฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นซึ่งมีโทษหนักกว่าความผิดฐานขับรถโดยประมาทนั้นมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานแข่งรถในทาง เมื่อรวมโทษในความผิดฐานนี้ที่ให้จำคุก 2 เดือน กับโทษในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับอนุญาตที่ให้ปรับ 800 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 800 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 400 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไม่ได้บรรยายว่ารัฐมนตรีผู้มีอำนาจหน้าที่ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องมีและแสดงเครื่องหมายดังกล่าวแล้วตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ทำให้ฟ้องของโจทก์ในข้อหานี้ขาดข้อความสำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ในการฟ้องคดีด้วยวาจานั้น บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องด้วยวาจาของโจทก์และเป็นหลักฐานการฟ้องคดีด้วยวาจาเพื่อสะดวกที่ศาลจะบันทึกลงในแบบพิมพ์ของศาลได้รวดเร็วขึ้น โดยโจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงฐานความผิดการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี รวมทั้งมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง เพื่อให้ศาลบันทึกใจความไว้เป็นหลักฐานและมีคำพิพากษาต่อไป เมื่อพิเคราะห์บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ก็ปรากฎว่าโจทก์ได้ระบุฐานความผิดในข้อหาใช้รถไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้ด้วย นอกจากนั้นได้ระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่อย่างครบถ้วน รวมทั้งการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดโดยบรรยายว่าจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์คันที่กล่าวในฟ้องโดยไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทั้งได้อ้างพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 11, 60 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดในคำขอท้ายฟ้องด้วย แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ารัฐมนตรีผู้มีอำนาจหน้าที่ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องมีและแสดงเครื่องหมายดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ถือว่าฟ้องของโจทก์ขาดข้อความสำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย ทั้งถ้อยคำที่ว่าอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายก็มีความหมายซึ่งแสดงโดยปริยายว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎกระทรวงดังกล่าวด้วย เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง จำเลยก็ให้การรับสารภาพโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาทั้งหมดดีแล้วจึงถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องได้ชัดเจนเพียงพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด ฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 อีก เพราะจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานไม่ติดเครื่องหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 11, 60 อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษปรับ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 1,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นายสมชาย บุตรตาด
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7981/2548
#272560
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถไฟมาไม่เร็ว เสียงเงียบและไม่ได้เปิดหวีดรถไฟ บริเวณที่เกิดเหตุเป็นชุมนุมชน มีบ้านเรือนอยู่สองข้างทางรถไฟเป็นจำนวนมาก มีร่องรอยเป็นทางเดินชัดเจน จำเลยควรเปิดหวีดรถไฟเพื่อให้คนที่สัญจรไปมาทราบเป็นระยะๆ การที่จำเลยไม่เปิดหวีดรถไฟเป็นสัญญาณเพื่อเตือนคนที่สัญจรไปมาให้ทราบว่ามีขบวนรถไฟขับผ่านมาทำให้รถไฟที่จำเลยขับชนและทับเด็กหญิง ส. ผู้ตาย และเด็กหญิง ว. ผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นการกระทำโดยประมาท จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ส่วนผู้ตายและผู้เสียหายแม้จะมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ ก็ไม่ใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อปัดความรับผิดได้

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ตายและผู้เสียหายมีส่วนประมาท โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าเหตุที่เกิดเนื่องมาจากผู้ตายมีส่วนกระทำโดยประมาท ดังนั้น ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเอกชัย แซ่ลิ้ม บิดาของเด็กหญิงสรรัตน์ แซ่ลิ่มหรือแซ่ลิ้ม ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และปรับ 15,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 3 ปี กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 4 ครั้ง ในระยะเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมเพื่อบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถไฟขบวนรถด่วนที่ 16 หมายเลข 4541 ออกจากสถานีรถไฟนครศรีธรรมราชเพื่อสับเปลี่ยนรางจากรางรถไฟที่ 2 ไปเข้ารางรถไฟที่ 1 แล้วรถไฟที่จำเลยขับได้ชนและทับเด็กหญิงสรรัตน์ แซ่ลิ่ม ผู้ตาย และเด็กหญิงวิไลวรรณ แก้วสกุล ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะผู้เสียหายกับผู้ตายเดินข้ามทางรถไฟและอยู่กึ่งกลางระหว่างรางรถไฟทั้งสองข้าง ได้ยินคนร้องบอกว่ารถไฟมา เมื่อหันไปดูปรากฏว่ารถไฟถึงตัวแล้ว ทำให้ผู้เสียหายและผู้ตายถูกรถไฟชนและลากไปกับรถไฟ เด็กหญิงชนาภรณ์ แซ่จู้ เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเห็นผู้เสียหายและผู้ตายกำลังเดินอยู่บนรางรถไฟ เห็นรถไฟแล่นมาไม่ค่อยเร็วอยู่ห่างประมาณ 10 ถึง 15 เมตร ไม่ได้ยินเสียงหวีดรถไป รถไฟได้ชนผู้เสียหายและผู้ตาย นายสมมาต แซ่จู้ เบิกความว่า ขณะพยานอยู่ที่บ้านซึ่งอยู่ห่างจากรางรถไฟประมาณ 10 เมตร เห็นรถไฟแล่นมาโดยแล่นไปเรื่อยๆ เสียงรถไฟเบาและไม่มีเสียงหวีดรถไฟ รถไฟแล่นผ่านไปเป็นตู้โบกี้ที่ 3 ที่ 4 ก็ได้ยินเสียงชาวบ้านร้องว่ารถไฟทับเด็ก นางวราภรณ์ กลั่นสุวรรณ เบิกความว่า ขณะพยานเดินอยู่บนถนนข้างคิวรถแท็กซี่ห่างจากทางรถไฟประมาณ 10 เมตร เห็นผู้เสียหายและผู้ตายเดินอยู่ข้างหน้าห่างพยานประมาณ 10 เมตร ได้ยินเสียงแม่ค้าร้องว่ารถไฟมาๆ พยานไม่เห็นรถไฟและไม่ได้ยินเสียงหวีดรถไฟ หลังจากนั้นได้ยินเสียงรถไฟ นายฉ่าย พรรณรังษี เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานนั่งอยู่หน้าบ้านซึ่งอยู่ห่างจากรางรถไฟประมาณ 10 เมตร เห็นผู้เสียหายและผู้ตายเดินออกมาจากคิวรถแท็กซี่เพื่อข้ามทางรถไฟ เห็นรถไฟขบวนหนึ่งแล่นรถไม่เร็วเสียงเงียบมากและไม่มีเสียงหวีดรถไฟ รถไฟได้ชนผู้เสียหายและผู้ตายขณะก้าวขึ้นทางรถไฟ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้ง 5 ปาก เบิกความสอดคล้องต้องกัน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ได้รับโทษ เชื่อว่า พยานดังกล่าวเบิกความไปตามความเป็นจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยขับรถไฟมาไม่เร็ว เสียงเงียบและไม่ได้เปิดหวีดรถไฟ เมื่อพิเคราะห์ถึงบริเวณที่เกิดเหตุตามภาพถ่าย เป็นชุมนุมชน มีบ้านเรือนอยู่สองข้างทางรถไฟเป็นจำนวนมาก มีร่องรอยเป็นทางเดินชัดเจน จำเลยควรเปิดหวีดรถไฟเพื่อให้คนที่สัญจรไปมาทราบเป็นระยะๆ การที่จำเลยไม่เปิดหวีดรถไฟเป็นสัญญาณเพื่อเตือนคนที่สัญจรไปมาให้ทราบว่ามีขบวนรถไฟขับผ่านมาจนเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น จึงเป็นการกระทำโดยประมาท เมื่อจำเลยกระทำไปโดยประมาท จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ส่วนผู้ตายและผู้เสียหายแม้จะมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ ก็ไม่ใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อปัดความรับผิดได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยถึงจะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ตายและผู้เสียหายมีส่วนประมาท โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าเหตุที่เกิดเนื่องมาจากผู้ตายมีส่วนกระทำโดยประมาท ดังนั้น ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยขึ้นเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอเป็นโจทก์ร่วมของนายเอกชัย แซ่ลิ้ม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291 ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 5 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นายเอกชัย แซ่ลิ้ม
จำเลย — นายสมัคร รัตนพันธ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7976/2548
#266613
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องบังคับจำนองจำเลยในต้นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนองจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 ปีเศษ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าวจำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์บางส่วนและนำมาหักจากดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดแล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าครบกำหนดชำระดอกเบี้ยจำเลยไม่ชำระ จึงต้องถือว่าตามคำฟ้องดังกล่าวโจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระจากจำเลยเต็มจำนวนตั้งแต่วันจดทะเบียนจำนองจนถึงวันฟ้อง แม้ในตอนท้ายของคำฟ้อง โจทก์จะมีคำขอบังคับให้ชำระดอกเบี้ยเพียง 5 ปี เป็นจำนวน 225,000 บาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ยอมรับว่า จำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์บางส่วนแล้ว จำนวน 150,000 บาท ซึ่งทำให้ยอดหนี้ค่าดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องลดลง ศาลจึงมีอำนาจที่จะนำเงินที่จำเลยชำระมาหักออกจากดอกเบี้ยที่ค้างชำระที่โจทก์ขอมาก่อนวันฟ้องได้ ดังนั้นเมื่อหักค่าดอกเบี้ยที่จำเลยชำระมาแล้วจำนวน 150,000 บาท จึงคงเหลือจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 75,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 40710 ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ถึงวันฟ้องจำนวน 525,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากขายได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก

จำเลยไม่ให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 40710 ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จำนวน 525,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 กรกฎาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยคู่ความไม่โต้แย้งว่าจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน นับแต่วันจดทะเบียนจำนอง โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืม จำเลยได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนในวันจดทะเบียนจำนอง จำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์บางส่วน จำนวน 150,000 บาท โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองและจำเลยได้รับคำบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลจะนำเงินจำนวน 150,000 บาท ที่จำเลยชำระค่าดอกเบี้ยให้แก่โจทก์บางส่วนมาหักจากจำนวนเงินดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องมาตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับจำนองจำเลยในต้นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2537 อันเป็นวันจดทะเบียนจำนองจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 ปีเศษ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าว จำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์บางส่วนและนำมาหักจากดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดแล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าครบกำหนดชำระดอกเบี้ยจำเลยไม่ชำระ จึงต้องถือว่าตามคำฟ้องดังกล่าวโจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระจากจำเลยเต็มจำนวน ตั้งแต่วันจดทะเบียนจำนองจนถึงวันฟ้อง แม้ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์จะมีคำขอบังคับให้ชำระดอกเบี้ยเพียง 5 ปี เป็นจำนวน 225,000 บาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ยอมรับว่า จำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์บางส่วนแล้ว จำนวน 150,000 บาท ซึ่งทำให้ยอดหนี้ค่าดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องลดลง ศาลก็จึงมีอำนาจที่จะนำเงินที่จำเลยชำระมาหักออกจากดอกเบี้ยที่ค้างชำระที่โจทก์ขอมาก่อนวันฟ้องได้ ดังนั้นเมื่อหักค่าดอกเบี้ยที่จำเลยชำระมาแล้วจำนวน 150,000 บาท จึงคงเหลือจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 75,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเงินค่าดอกเบี้ยที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์บางส่วน มิได้หมายความถึงดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 225,000 บาท ที่โจทก์ขอมาในคำฟ้อง และไม่นำมาหักให้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับจำนองนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จำนวน 375,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นัดถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 745
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพลินพิศ แซ่โค้ว
จำเลย — นายดาบตำรวจพิฑูรย์ เพ็ญจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายอรรถวุฒิ สุวรรณมงคล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7973 -ที่ 7975/2548
#266505
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถบรรทุกวัตถุระเบิดของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้นำไปส่งที่คลังสินค้าของจำเลยที่ 1 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ระหว่างการขนส่งจำเลยที่ 4 ประมาทเลินเล่อขับรถด้วยความเร็วเกินสมควรแล่นเข้าทางโค้งที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งหักข้อศอกโดยไม่ระมัดระวังจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถควบคุมรถได้ ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำวัตถุระเบิดซึ่งบรรทุกมาตกกระจายอยู่บนพื้นถนน หลังจากนั้นมีชาวบ้านเข้ามายุ่งเกี่ยวกับวัตถุระเบิดที่ตกกระจายอยู่บนพื้นถนนดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดระเบิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมหลายร้อยคน และทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย การกระทำของชาวบ้านที่ทำให้เกิดระเบิดขึ้นเช่นนี้เป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดหมายได้เพราะเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนทางหลวง ก็จะมีชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงรวมทั้งประชาชนที่ใช้ยวดยานสัญจรผ่านที่เกิดเหตุจะหยุดรถลงไปมุงดูเหตุการณ์และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้บาดเจ็บ รวมทั้งอาจมีคนไม่ดีซึ่งปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นถือโอกาสหยิบฉวยเอาทรัพย์สินสิ่งของที่ตกหล่นไปได้ ทั้งการขนส่งวัตถุระเบิดครั้งนี้ก็มิได้จัดให้มีป้ายข้อความว่า "วัตถุระเบิด" ติดแสดงไว้ให้เห็นได้ง่ายที่ด้านหน้าและด้านหลังรถบรรทุกวัตถุระเบิดคันเกิดเหตุด้วย จึงต้องถือว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นผลใกล้ชิดสัมพันธ์ต่อเนื่องมาจากการขับรถโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 ซึ่งกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 4 ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองวัตถุระเบิดในขณะเกิดเหตุวัตถุระเบิดดังกล่าวระเบิดขึ้น วัตถุระเบิดที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองดังกล่าวเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้มีไว้ในครอบครองต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ทรัพย์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์ทั้งสามผู้เสียหายเอง

รถบรรทุกที่ใช้บรรทุกระเบิดดังกล่าวไม่ได้มีการจัดให้มีป้ายข้อความว่า "วัตถุระเบิด" ติดแสดงไว้ให้เห็นได้ง่ายที่ด้านหน้าและด้านหลัง และไม่ได้ติดแถบสะท้อนแสงสีแดงสลับขาวในแนวเส้นทะแยงมุมที่ท้ายรถตามกฎกระทรวงฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2522) ข้อ 1 ข้อ 2 และข้อ 3 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 5 และมาตรา 17 วรรคสอง อันเป็นการฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 422 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ทำการฝ่าฝืนนั้นเป็นผู้ผิด หากจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวแล้วชาวบ้านที่เห็นข้อความเตือนภัยดังกล่าวก็อาจจะหลีกเลี่ยงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับวัตถุระเบิดที่ตกกระจายอยู่บนพื้นถนนหรือแม้จะเข้ามายุ่งเกี่ยวก็อาจใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะไม่เกิดเหตุระเบิดขึ้นก็ได้ เมื่อเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ แต่จำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองวัตถุระเบิดมิได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น เพื่อป้องกันมิให้ชาวบ้านเข้ามายุ่งเกี่ยวและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น การที่ภายหลังจากรถบรรทุกระเบิดพลิกคว่ำและมีชาวบ้านเข้ามายุ่งเกี่ยวกับวัตถุระเบิดที่ตกกระจายอยู่บนพื้นถนนเป็นเหตุให้เกิดมีการระเบิดขึ้นทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามเสียหาย จึงมิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัย และชาวบ้านที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวัตถุระเบิดอันเป็นเหตุให้เกิดระเบิดขึ้นนั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ทั้งสาม จึงถือไม่ได้ว่าการระเบิดเกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์ทั้งสามเอง ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 91/2538 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 และศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งสามสำนวนนี้โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่าโจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์สำนวนที่สามว่าโจทก์ที่ 3 กับเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทั้งสามสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 4 สำนวนที่สามว่าจำเลยที่ 4

โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 จำนวน 651,546.21 บาท 348,525.27 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 4 โดยนายแปลกและนางคำร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 4,601,566.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นแต่ละจำนวน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขอให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 538,084.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 498,585.50 บาท นับถัดจากวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ โจทก์ที่ 2 จำนวน 215,205.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 3 จำนวน 2,416,742.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 2,193,760 บาท นับถัดจากวันที่ 23 มิถุนายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รายละ 20,000 บาท 10,000 บาท และ 50,000 บาท ตามลำดับ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละรายชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 สำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อและนำเข้าวัตถุระเบิดประเภทแก๊ปหรือเชื้อประทุจำนวน 1,350,000 ดอก บรรจุในลังไม้ 1,180 ลัง จากประเทศอินเดียมาขึ้นที่ท่าเรือจังหวัดภูเก็ต จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างและแต่งตั้งให้บริษัทปักษ์ใต้ขนส่งทางทะเล จำกัด เป็นตัวแทนดำเนินพิธีการทางศุลกากรในการนำเข้าและขนย้ายวัตถุระเบิดดังกล่าวจากท่าเรือจังหวัดภูเก็ตไปส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ที่คลังสินค้าจังหวัดสระบุรี จำเลยที่ 1 ติดต่อประสานงานให้รถตำรวจทางหลวงนำขบวนรถบรรทุกวัตถุระเบิด ซึ่งประกอบด้วยรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงคันเกิดเหตุหมายเลขทะเบียน 70 - 0311 ภูเก็ต และหมายเลขทะเบียน 70 - 0312 ภูเก็ต ของจำเลยที่ 3 ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นคนขับ 1 คัน และรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70 - 0334 ภูเก็ต ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีนายสันทัด อ่วมเถื่อน พนักงานของจำเลยที่ 1 นั่งไปด้วยอีก 1 คัน เมื่อขบวนรถบรรทุกวัตถุระเบิดดังกล่าวแล่นไปถึงทางโค้งบริเวณหมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งมะพร้าว อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 15.30 นาฬิกา รถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงคันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 4 เป็นคนขับเกิดเสียหลักตะแคงลงกับพึ้นถนนทำให้ลังบรรจุวัตถุระเบิดจำนวนหนึ่งกระเด็นตกจากรถ และต่อมาวัตถุระเบิดดังกล่าวเกิดการระเบิดขึ้นเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ จำเลยที่ 4 และชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และยังทำให้อาคารสถานที่ราชการ บ้านพักข้าราชการและพัสดุครุภัณฑ์ของโจทก์ทั้งสามเสียหายหลายรายการ และข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งคู่ความทุกฝ่ายมิได้ฎีกาหรือแก้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นอีกว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งซื้อและนำเข้ามาซึ่งวัตถุระเบิดและเป็นเจ้าของผู้ครอบครองวัตถุระเบิดในขณะที่เกิดเหตุการระเบิดดังกล่าวด้วย อีกทั้งได้ความจากคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิได้อุทธรณ์โต้เถียงฟังได้เป็นยุติด้วยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ร่วมรับจ้างขนส่ง นำรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงคันเกิดเหตุไปบรรทุกวัตถุระเบิดและให้จำเลยที่ 4 ขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงดังกล่าวบรรทุกวัตถุระเบิดไปส่งยังคลังสินค้าของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุ วัตถุระเบิดดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการขนส่งซึ่งถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ร่วมกันครอบครองวัตถุระเบิดดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ด้วย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวนหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องทั้งสามสำนวนในสภาพแห่งข้อหาฐานละเมิดโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 สั่งนำเข้าวัตถุระเบิดประเภทแก๊ปจากประเทศอินเดียมาขึ้นที่ท่าเรือจังหวัดภูเก็ต แล้วว่าจ้างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันขนส่งวัตถุระเบิดดังกล่าวไปส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ที่จังหวัดสระบุรี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงรับจ้างและจัดให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำหน้าขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงบรรทุกวัตถุระเบิดไปส่งให้ในทางการที่จ้างโดยมีตัวแทนของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมการขนส่ง ระหว่างทางจำเลยที่ 4 ขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงโดยประมาทพลิกคว่ำทำให้วัตถุระเบิดซึ่งบรรทุกมาตกหล่นแตกกระจาย และต่อมาวัตถุระเบิดบางส่วนเกิดระเบิดขึ้นทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยคดีตามประเด็นพิพาทว่า เมื่อขบวนรถแล่นมาถึงบริเวณทางโค้งทุ่งมะพร้าว หมู่ที่ 1 ตำบลท้ายเหมือง จังหวัดพังงา รถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงที่จำเลยที่ 4 ขับเกิดเสียหลักพลิกตะแคงลงขวางถนนขณะเข้าโค้ง เนื่องจากความประมาทของจำเลยที่ 4 ที่ขับรถเข้าทางโค้งที่เกิดเหตุซึ่งเป็นโค้งหักข้อศอกด้วยความเร็วเกินสมควรและไม่ระมัดระวังจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถควบคุมรถพ่วงได้ ทำให้รถพ่วงเสียหลักและพลิกตะแคงเป็นเหตุให้ลังบรรจุแก๊ปที่บรรทุกมาในรถพ่วงหล่นลงบนถนน ซึ่งความข้อนี้แม้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จะมิได้อุทธรณ์โต้แย้ง แต่จำเลยที่ 1 ยังติดใจอุทธรณ์โต้เถียงอยู่ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็หาได้วินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ กลับวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าหลังจากที่รถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงคันที่จำเลยที่ 4 ขับพลิกคว่ำแล้ว มีชาวบ้านนับร้อยคนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวัตถุระเบิดที่ตกกระจายอยู่บนพื้นถนน โดยไม่มีอำนาจหน้าที่และไม่ฟังคำห้ามปรามของเจ้าหน้าที่และนายสันทัดพนักงานของจำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมายอย่างรวดเร็วฉับพลัน จำเลยที่ 1 ไม่อาจป้องกันหรือควบคุมมิให้เกิดระเบิดขึ้นได้ ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ผู้ครอบครองวัตถุระเบิดดังกล่าวไม่ต้องรับผิดชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 วรรคสอง ดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้เหตุระเบิดเกิดขึ้นจากการที่ชาวบ้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวกระทำให้เกิดระเบิดขึ้นภายหลังจากจำเลยที่ 4 ขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงที่บรรทุกวัตถุระเบิดพลิกคว่ำดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงมาก็ตาม แต่การกระทำของชาวบ้านที่ทำให้เกิดระเบิดขึ้นเช่นนี้ก็เป็นผลโดยตรงมาจากการที่จำเลยที่ 4 ขับรถบรรทุกระเบิดพลิกคว่ำและนับว่าเป็นเหตุแทรกแซงที่ก่อให้เกิดผลบั้นปลายขึ้น ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเหตุแทรกแซงเช่นว่านี้เป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดหมายได้ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนทางหลวง ก็จะมีชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงรวมทั้งประชาชนที่ใช้ยวดยานสัญจรผ่านที่เกิดเหตุจะหยุดรถลงไปมุงดูเหตุการณ์และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้บาดเจ็บ รวมทั้งอาจมีคนไม่ดีซึ่งปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นถือโอกาสหยิบฉวยเอาทรัพย์สินสิ่งของที่ตกหล่นไปได้ ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความจากการที่คู่ความนำสืบรับกันด้วยว่า จำเลยทั้งสี่ผู้ครอบครองและขนส่งวัตถุระเบิดก็มิได้จัดให้มีป้ายข้อความว่า "วัตถุระเบิด" ติดแสดงไว้ให้เห็นได้ง่ายที่ด้านหน้าและด้านหลังของรถบรรทุกวัตถุระเบิดคันเกิดเหตุด้วย จึงต้องถือว่าการที่ภายหลังจากรถซึ่งบรรทุกวัตถุระเบิดพลิกคว่ำแล้ว มีชาวบ้านเข้ามายุ่งเกี่ยวกับวัตถุระเบิดและเป็นเหตุให้เกิดการระเบิดขึ้นเช่นนี้เป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดหมายได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น จึงต้องถือว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลใกล้ชิดสัมพันธ์ต่อเนื่องมาจากการขับรถพลิกคว่ำของจำเลยที่ 4 ซึ่งเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีจึงมีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ต่อไปในข้อที่ว่า เหตุที่รถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงซึ่งบรรทุกวัตถุระเบิดพลิกคว่ำเกิดจากการขับรถโดยประมาทของจำเลยที่ 4 หรือไม่ ซึ่งประเด็นข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้วินิจฉัยมา แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อนแต่อย่างใด เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์จึงประกอบชอบด้วยเหตุผลรับฟังเชื่อถือได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้ขับรถลากและรถพ่วงคันเกิดเหตุในขณะเข้าโค้งด้วยอัตราความเร็วดังกล่าวจริง ซึ่งเป็นอัตราความเร็วค่อนข้างสูง ทั้ง ๆ ที่เป็นทางโค้งหักข้อศอก ทำให้จำเลยที่ 4 ไม่สามารถควบคุมรถพ่วงได้ เป็นเหตุให้รถพ่วงเสียหลัก ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการขับรถเข้าทางโค้งตามภาวะและวิสัยของผู้ขับรถบรรทุกวัตถุระเบิดจะพึงต้องใช้ในพฤติการณ์เช่นนี้ แต่จำเลยที่ 4 ก็หาได้ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นไม่ การที่รถลากและรถพ่วงซึ่งบรรทุกวัตถุระเบิดพลิกคว่ำจึงเกิดจากการขับรถโดยประมาทของจำเลยที่ 4 เมื่อผลบั้นปลายคือการที่มีชาวบ้านเข้ามาเก็บวัตถุระเบิดที่ตกกระจายแล้วเกิดการระเบิดขึ้นเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายเป็นผลใกล้ชิดสัมพันธ์ต่อเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 4 ขับรถพลิกคว่ำดังที่ได้วินิจฉัยมาในประเด็นก่อน จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 4 ขับรถลากและรถพ่วงคันเกิดเหตุในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 4 ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425

สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ทั้งสามยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองวัตถุระเบิดซึ่งเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพนั้น เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับฟังมาและจำเลยที่ 1 มิได้แก้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองวัตถุระเบิดนั้นในขณะเกิดเหตุ กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 437 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายซึ่งเกิดแต่ทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพเช่นว่านั้น เว้นแต่จำเลยที่ 1 จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง คดีนี้โจทก์ทั้งสามเป็นหน่วยงานของรัฐและจากข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าชาวบ้านที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวัตถุระเบิดอันเป็นเหตุให้เกิดการระเบิดขึ้นนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ทั้งสามเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ทั้งสามและกระทำให้เกิดการระเบิดขึ้น จึงถือไม่ได้ว่าการระเบิดเกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์ทั้งสามผู้ต้องเสียหายนั้นเอง คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามเพียงว่า การระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ สำหรับปัญหาข้อนี้ ป.พ.พ. มาตรา 8 ได้กำหนดนิยามความหมายของคำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควร อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น คดีนี้คู่ความนำสืบรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสี่ผู้ครอบครองและขนส่งวัตถุระเบิดมิได้จัดให้มีป้ายข้อความว่า "วัตถุระเบิด" ติดแสดงไว้ให้เห็นได้ง่ายที่ด้านหน้าและด้านหลังของรถบรรทุกวัตถุระเบิดคันเกิดเหตุ ซึ่งนอกจากจะเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2522) ข้อ 1 ข้อ 2 และข้อ 3 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 5 และมาตรา 17 วรรคสอง ที่กำหนดให้รถที่ใช้บรรทุกวัตถุระเบิดต้องจัดให้มีป้ายที่มีข้อความว่า "วัตถุระเบิด" ป้ายต้องเป็นสีขาวใช้ตัวอักษรสีแดงติดอยู่ที่ด้านหน้าและด้านหลังของรถในลักษณะที่เห็นได้ง่ายตลอดเวลาที่บรรทุกวัตถุดังกล่าว ส่วนท้ายรถที่ใช้บรรทุกวัตถุระเบิดก็ต้องมีแถบสะท้อนแสงสีแดงสลับขาว อันเป็นการฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ ซึ่งเข้าเกณฑ์แห่ง ป.พ.พ. มาตรา 422 ที่กฎหมายบัญญัติว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยทั้งสี่ผู้ทำการฝ่าฝืนกฎหมายเช่นนี้เป็นผู้ผิดแล้ว ยังถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่มิได้จัดการขนส่งวัตถุระเบิดด้วยความระมัดระวังตามสมควร อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะหากจำเลยทั้งสี่จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรด้วยการปฏิบัติตามข้อบังคับของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ชาวบ้านที่เข้ามายุ่งเกี่ยวเมื่อเห็นข้อความเตือนภัยดังกล่าวก็อาจจะหลีกเลี่ยงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือแม้จะเข้ามายุ่งเกี่ยวก็อาจใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะไม่เกิดเหตุระเบิดขึ้นก็ได้ เมื่อเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ แต่จำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองวัตถุระเบิดซึ่งจัดเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ มิได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น เพื่อป้องกันมิให้ชาวบ้านเข้ามายุ่งเกี่ยวและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น กรณีจึงต้องถือว่าการที่ภายหลังจากรถลากและรถพ่วงที่บรรทุกระเบิดพลิกคว่ำ และมีชาวบ้านเข้ามายุ่งเกี่ยวกับวัตถุระเบิดที่ตกกระจายอยู่บนพื้นถนน เป็นเหตุให้เกิดมีการระเบิดขึ้นทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามเสียหายนั้น มิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองวัตถุระเบิดในขณะเกิดเหตุจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เหตุระเบิดเกิดแต่เหตุสุดวิสัยและพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย?

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 422 ม. 425 ม. 437
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กับพวก
จำเลย — บริษัทแม็คเคม ซัพพลาย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7814/2548
#267761
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ทำหนังสือสัญญาอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า หลังจากที่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มีผลใช้บังคับ มาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนได้ แต่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองเพิ่งยื่นคำขอและได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ภายหลังจากที่มีการฟ้องคดีนี้จึงเท่ากับว่าขณะยื่นฟ้องคดีนี้ จำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 ในเครื่องหมายการค้าตามที่กล่าวอ้างในฟ้อง โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเจ็ด

ลักษณะเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าบนขวดน้ำยาล้างจานเป็นภาพมะนาวอยู่ด้านบนภาพของจานช้อนอยู่ด้านล่าง คำว่า ซันไลต์ อยู่กลางมีข้อความผลิตภัณฑ์ล้างจาน ข้อความว่าขัดคราบมันและกลิ่นคาว และข้อความว่าล้างจานชามกองใหญ่ได้ใสสะอาด และมีกลุ่มของสีเป็นสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน และสีเหลือง ทั้งภาพ คำ ข้อความและกลุ่มสีทั้งหมดรวมกันเป็นเครื่องหมายการค้าเดียว จำเลยที่ 1 เพิ่งนำเครื่องหมายการค้าคำว่า ทีไลม ไปใช้กับภาพ คำ ข้อความและกลุ่มสี รวมเป็นเครื่องหมายการค้าเดียวแล้วนำไปใช้กับสินค้าน้ำยาล้างจาน หลังจากโจทก์ที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้ามานานหลายปี โดยมีภาพมะนาวอยู่ด้านบน ภาพกองจาน ช้อน แก้ว อยู่ด้านล่าง มีคำว่า ทีไลม อยู่ในตำแหน่งตรงกลางเช่นเดียวกับคำว่า ซันไลต์ โดยมีขนาดตัวอักษรใกล้เคียงกัน ข้อความว่าผลิตภัณฑ์ล้างจานชามกองใหญ่ได้สะอาดก็มีเช่นเดียวกับของโจทก์ที่ 1 ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ใช้คำว่า "ขจัดคราบน้ำมันและกลิ่นคาว" จำเลยก็เลี่ยงเป็นว่า "กำจัดคราบน้ำมันและกลิ่นคาว" และกลุ่มของสีจำเลยที่ 1 ใช้สีแดง เขียว น้ำเงิน และเหลือง โดยวางตำแหน่งและการเรียงสีในลักษณะที่คล้ายกันมาก เมื่อนำภาพ คำ ข้อความและกลุ่มของสีเหล่านี้ไปใช้กับขวดบรรจุสินค้าประเภทเดียวกันคือน้ำยาล้างจานที่มีลักษณะเช่นเดียวกันกับของโจทก์ที่ 1 ย่อมเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าลักษณะโดยรวมของการใช้เครื่องหมายการค้าทั้งหมดเป็นการจงใจเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่การพัฒนาการตลาดขึ้นเอง ย่อมเป็นการลวงสาธารณชนให้สับสนหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 คือสินค้าของโจทก์ที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำพิพากษาห้ามจำเลยทั้งเจ็ดใช้เครื่องหมายการค้าและขวดตามฟ้อง รวมทั้งห้ามใช้หรือยุ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าและขวดที่เหมือนคล้ายกับของโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นการรวมเครื่องหมายภาพ คำ ข้อความ และกลุ่มสีไว้เป็นเครื่องหมายการค้าเดียวและได้รับการจดทะเบียนในประเทศไทยเมื่อปี 2540 โดยก่อนหน้านั้นโจทก์ที่ 1 ได้มีการพัฒนาการในการออกแบบและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ไว้ตั้งแต่ปี 2498 ปี 2507 และปี 2537 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2544 และต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 อันเป็นเวลาภายหลังจากวันที่ 1 สิงหาคม 2544 ซึ่งโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำขอและได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าลักษณะเดียวกับที่จดทะเบียนไว้บนขวดวัตถุพยาน หมาย ว.จ.1 ในการขายสินค้าน้ำยาล้างจานซันไลต์ของโจทก์ทั้งสองมาตั้งแต่ปี 2539 ขวดตามวัตถุพยาน หมาย ว.จ.1 นั้น โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ออกแบบและได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2527 แต่ขณะเกิดข้อพิพาทกันคดีนี้สิทธิบัตรดังกล่าวหมดอายุการคุ้มครองตามกฎหมายไปแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นกรรมการเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นเครื่องหมายเฉพาะเครื่องหมายคำ จำเลยที่ 1 ได้นำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปใช้รวมกับเครื่องหมายภาพ คำ ข้อความและกลุ่มสี บนขวดสินค้าน้ำยาล้างจาน ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ในการขายน้ำยาล้างจานทีไลมของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2543

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเพราะสัญญาที่โจทก์ที่ 1 อนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ทำหนังสือสัญญาอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2544 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 ซึ่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มีผลใช้บังคับ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 68 บัญญัติไว้ว่า เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนได้ แต่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองเพิ่งยื่นคำขอและได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ภายหลังจากที่มีการฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544 จึงเท่ากับว่าขณะยื่นฟ้องคดีนี้ จำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 ในเครื่องหมายการค้าตามที่กล่าวอ้างในฟ้อง คงโต้แย้งแต่เพียงสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเจ็ด คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่า เครื่องหมายการค้าซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้บนขวดน้ำยาล้างจาน หมาย ว.จ.2 ในการขายน้ำยาล้างจานทีไลม ของจำเลยที่ 1 มีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ที่ 1 ใช้บนขวดน้ำยาล้างจาน หมาย ว.จ.1 ในการขายน้ำยาล้างจานซันไลต์ จนนับได้ว่าเป็นการลวงสาธารณชนให้สับสนหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 คือสินค้าของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ได้มีการพัฒนาการในการออกแบบและจดทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2498 ปี 2507 และปี 2537 และครั้งสุดท้ายปี 2540 และโจทก์ที่ 1 ได้นำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปใช้บนขวดน้ำยาล้างจาน หมาย ว.จ.1 ในการขายสินค้าน้ำยาล้างจานซันไลต์มานานหลายปีก่อนจำเลยที่ 1 จะเริ่มใช้เครื่องหมายการค้าบนขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ในการขายน้ำยาล้างจานทีไลม ลักษณะของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 บนขวดน้ำยาล้างจาน หมาย ว.จ.1 นั้น เป็นภาพมะนาวอยู่ด้านบนภาพของจานช้อนอยู่ด้านล่าง คำว่าซันไลต์อยู่กลางมีข้อความว่าผลิตภัณฑ์ล้างจาน ข้อความว่าขจัดคราบมันและกลิ่นคาว และข้อความว่าล้างจานชามกองใหญ่ได้ใสสะอาด และมีกลุ่มของสีเป็นสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน และสีเหลือง ทั้งภาพ คำ ข้อความและกลุ่มสีทั้งหมดรวมกันเป็นเครื่องหมายการค้าเดียว ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 นั้นเป็นเพียงเครื่องหมายคำ คำว่า ทีไลม โดยไม่มีภาพ ข้อความ หรือกลุ่มสีอื่นใดประกอบ จำเลยที่ 1 เพิ่งนำเครื่องหมายการค้าคำว่าทีไลมดังกล่าวไปใช้กับภาพ คำ ข้อความและกลุ่มสี รวมเป็นเครื่องหมายการค้าเดียวแล้วนำไปใช้กับสินค้าน้ำยาล้างจาน ตามวัตถุพยาน หมาย ว.จ.2 ตั้งแต่เมื่อปี 2543 หลังจากโจทก์ที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 บนขวดน้ำยาล้างจาน หมาย ว.จ.1 มานานหลายปี โดยเครื่องหมายการค้า ตามวัตถุพยาน หมาย ว.จ.2 ของจำเลยที่ 1 มีภาพมะนาวอยู่ด้านบน ภาพกองจาน ช้อน แก้วอยู่ด้านล่างเช่นเดียวกับของโจทก์ที่ 1 มีคำว่า ทีไลม อยู่ในตำแหน่งตรงกลางเช่นเดียวกับคำว่าซันไลต์ของโจทก์ที่ 1 โดยมีขนาดตัวอักษรใกล้เคียงกัน จำเลยที่ 1 ยังได้ทำตัวสระไม้มลายจากเดิมที่ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ได้หยักหัวไว้กลายเป็นตัวสระไม้มลายที่หยักหัวไว้คล้ายกับของโจทก์ที่ 1 ข้อความว่าผลิตภัณฑ์ล้างจานและล้างจานชามกองใหญ่ได้ใสสะอาดก็มีเช่นเดียวกับของโจทก์ที่ 1 ส่วนข้อความที่โจทก์ที่ 1 ใช้คำว่า "ขจัดคราบน้ำมันและกลิ่นคาว" จำเลยที่ 1 ก็เลี่ยงเป็นว่า "กำจัดคราบน้ำมันและกลิ่นคาว" และส่วนสุดท้ายคือกลุ่มของสี จำเลยที่ 1 ใช้สีแดง เขียว น้ำเงิน และเหลือง เช่นเดียวกับของโจทก์ที่ 1 โดยวางตำแหน่งและการเรียงสีในลักษณะที่คล้ายกันมาก เมื่อนำภาพ คำ ข้อความและกลุ่มของสีเหล่านี้ไปใช้กับขวดบรรจุสินค้าประเภทเดียวกันคือน้ำยาล้างจานที่มีลักษณะของขวดไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง คอขวด และฝาขวด รวมทั้งพื้นสีที่มีลักษณะเช่นเดียวกันกับของโจทก์ที่ 1 ย่อมเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าลักษณะโดยรวมของการใช้เครื่องหมายการค้าทั้งภาพ คำ ข้อความ และสี บนขวด ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ทั้งหมดเป็นการจงใจเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้า เอกสารหมาย จ.8 ที่ใช้อยู่บนวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 เพื่อประโยชน์ในการจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นการพัฒนาการตลาดขึ้นมาเอง การขายสินค้าน้ำยาล้างจานของจำเลยที่ 1 ในลักษณะเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้ซื้อสินค้าจำนวนหนึ่ง ซึ่งคงมีไม่น้อย สับสนหลงผิดได้ว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นสินค้าของโจทก์ที่ 1 คดีฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้บนขวดน้ำยาล้างจาน หมาย ว.จ.2 ในการขายน้ำยาล้างจานทีไลมของจำเลยที่ 1 มีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ที่ 1 ใช้บนขวดน้ำยาล้างจาน หมาย ว.จ.1 ในการขายน้ำยาล้างจานซันไลต์ จนนับได้ว่าเป็นการลวงสาธารณชนให้สับสนหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 คือสินค้าของโจทก์ที่ 1 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ร่วมกับภาพ คำ ข้อความ และกลุ่มสีดังกล่าว แม้จะคล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้สาธารณชนสันสบหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 คือสินค้าของโจทก์ที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้า ตามที่ปรากฏบนขวดวัตถุพยาน หมาย ว.จ.2 ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ตามที่ปรากฏบนขวดวัตถุพยาน หมาย ว.จ.1 ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมที่เกี่ยวกับคู่ความอื่นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยูนิลิเวอร์ เอ็น. วี. กับพวก
จำเลย — บริษัท เชอร์วู้ด เคมิคอล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจรูญลักษณ์ อินทจาร รัตนราช
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7786/2548
#266527
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 6 กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายเป็นกระบวนพิจารณาที่ดำเนินการต่อศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลเพื่อให้มีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาโดยเห็นว่าควรรายงานศาลให้มีคำสั่งเปิดคดี ผู้บังคับบัญชาเห็นชอบด้วย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงรายงานศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเปิดคดีโดยท้ายหนังสือดังกล่าวได้แนบสำเนาคำร้องของโจทก์ สำเนาบิลเงินสดที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงิน และความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาด้วย กรณีจึงเป็นการเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรอนุญาตให้เปิดคดีแล้วหรือไม่ หาจำเป็นต้องไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์ก่อนแต่อย่างใดไม่

ตามบทบัญญัติมาตรา 135 (4) มีความหมายว่าเมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอและศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยได้ แต่เมื่อศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลาย จำเลยก็ยังเป็นบุคคลล้มละลายอยู่ ส่วนที่ศาลมีคำสั่งให้ปิดคดีมีผลตามมาตรา 134 คือเพียงให้ระงับการจัดการต่าง ๆ ไว้ ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุดแต่ประการใด ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาก่อนจำเลยจะพ้นจากภาวะการล้มละลายย่อมเป็นทรัพย์สินที่อาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 109 จำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวและนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยต่อไป การที่ศาลมีคำสั่งให้เปิดคดีหลังจากมีคำสั่งให้ปิดคดีครบ 10 ปี แล้วหาใช่เป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยภายหลังที่จำเลยพ้นจากการล้มละลายแล้วแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้วพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์สินของจำเลยครั้งที่สุดพร้อมทำรายงานแสดงกิจการและบัญชีส่วนแบ่งครั้งที่สุดยื่นต่อศาลชั้นต้นและขอให้มีคำสั่งเปิดคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า จำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่โดยได้เปิดกิจการร้านถ่ายรูปชื่อ ห้องภาพแสงเสน่ห์ ขอให้รายงานศาลเพื่อมีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือลงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 รายงานศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเปิดคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เปิดคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีโดยมิได้มีการไต่สวนพยานก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 6 กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายนั้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ดำเนินการต่อศาลและต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลเพื่อมีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าทรัพย์สินเป็นของจำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 พร้อมแสดงหลักฐานเพิ่มเติม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาโดยเห็นว่าควรรายงานศาลให้มีคำสั่งเปิดคดี ผู้บังคับบัญชาเห็นชอบด้วย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงรายงานศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเปิดคดีโดยท้ายหนังสือดังกล่าวได้แนบสำเนาคำร้องของโจทก์ สำเนาบิลเงินสดและความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาด้วย กรณีดังกล่าวจึงเป็นการเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรอนุญาตให้เปิดคดีแล้วหรือไม่ หาจำเป็นต้องไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์ก่อนแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองมีว่า คำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีขัดต่อกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 เป็นเวลาหลังจากครบ 10 ปี นับแต่ศาลมีคำสั่งให้ปิดคดีแล้วจึงเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (4) เห็นว่า พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 บัญญัติว่า "เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอ ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ ถ้าปรากฏเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

ฯลฯ

(4) เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์ครั้งที่สุดหรือไม่มีทรัพย์สินจะแบ่งให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ต่อแต่นั้นมาภายในกำหนดเวลาสิบปี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายได้อีก และไม่มีเจ้าหนี้มาขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า เมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอและศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยได้ แต่เมื่อศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลาย จำเลยก็ยังเป็นบุคคลล้มละลายอยู่ และคำสั่งให้ปิดคดีก็มีผลตามมาตรา 134 คือเพียงให้ระงับการจัดการต่าง ๆ ไว้ ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุดแต่ประการใด ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาก่อนจำเลยจะพ้นจากภาวะการล้มละลายย่อมเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายที่อาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวและนำไปแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยต่อไป กรณีหาใช่เป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยภายหลังที่จำเลยพ้นจากการล้มละลายแล้วแต่อย่างใดไม่ คำสั่งให้เปิดคดีจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 134 ม. 135 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุข แซ่โค้ว
จำเลย — นายอมร เจียรนัยสุรรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายมนัส ซอศรีสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมชาย พงษธา
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7786/2548
#268526
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาให้เปิดคดีโดยมิได้มีการไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์เสียก่อนเป็นกระบวนการพิจารณาไม่ชอบและคำสั่งให้เปิดคดีล่วงเลยกำหนด 10 ปี นับแต่ศาลสั่งให้ปิดคดี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น แม้จำเลยจะเพิ่งยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม)

โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลเพื่อมีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าทรัพย์สินเป็นของจำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 พร้อมแสดงหลักฐานเพิ่มเติม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอต่อผู้บังคับบัญชาโดยเห็นว่าควรรายงานศาลให้มีคำสั่งเปิดคดีโดยท้ายหนังสือดังกล่าวได้แนบสำเนาคำร้องของโจทก์ สำเนาบิลเงินสดและความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาด้วยจึงเป็นการเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรอนุญาตให้เปิดคดีแล้วหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์ก่อน

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (4) มีความหมายว่า เมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอและศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยได้ แต่เมื่อศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลาย จำเลยก็ยังเป็นบุคคลล้มละลาย และคำสั่งให้ปิดคดีก็มีผลตามมาตรา 134 เพียงให้ระงับการจัดการต่างๆ ไว้ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุด ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาก่อนจำเลยจะพ้นจากภาวะการล้มละลายย่อมเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายที่อาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามมาตรา 109 ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจนำไปแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยต่อไป กรณีมิใช่เป็นการจัดการทรัพย์ของจำเลยภายหลังที่จำเลยพ้นจากการล้มละลายแล้ว คำสั่งให้เปิดคดีจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้วพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์สินของจำเลยครั้งที่สุดพร้อมทำรายงานแสดงกิจการและบัญชีส่วนแบ่งครั้งที่สุดยื่นต่อศาลชั้นต้นและขอให้มีคำสั่งปิดคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่โดยได้เปิดกิจการร้านถ่ายรูปชื่อห้องภาพแสงเสน่ห์ ขอให้รายงานศาลเพื่อมีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือลงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 รายงานศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเปิดคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เปิดคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รายงานขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเปิดคดี โดยท้ายรายงานดังกล่าวเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แนบสำเนาคำร้องของโจทก์ สำเนาบิลเงินสดค่าถ่ายรูปของห้องภาพแสงเสน่ห์ ซึ่งจำเลยลงลายชื่อเป็นผู้รับเงิน และสำเนาความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาด้วย จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาให้เปิดคดีโดยมิได้มีการไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์เสียก่อนเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และคำสั่งให้เปิดคดีล่วงเลยกำหนด 10 ปี นับแต่ศาลสั่งให้ปิดคดี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยดังกล่าวแม้จะเพิ่งยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาแต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีโดยมิได้มีการไต่สวนพยานก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายนั้นเป็นกระบวนการพิจารณาที่ดำเนินการต่อศาลและต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องลงฉบับวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลเพื่อมีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าทรัพย์สินเป็นของจำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 พร้อมแสดงหลักฐานเพิ่มเติมเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอต่อผู้บังคับบัญชาโดยเห็นว่าควรรายงานศาลให้มีคำสั่งเปิดคดี ผู้บังคับบัญชาเห็นชอบด้วย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงรายงานศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเปิดคดีโดยท้ายหนังสือดังกล่าวได้แนบสำเนาคำร้องของโจทก์ สำเนาบิลเงินสด และความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาด้วย กรณีดังกล่างจึงเป็นการเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรอนุญาตให้เปิดคดีแล้วหรือไม่ หาจำเป็นต้องไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์ก่อนแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองมีว่า คำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีขัดต่อกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 เป็นเวลาหลังจากครบ 10 ปี นับแต่ศาลมีคำสั่งให้ปิดคดีแล้วจึงเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (5) เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 บัญญัติว่า "เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอ ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ ถ้าปรากฏเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

ฯลฯ

(4) เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์ครั้งที่สุดหรือไม่มีทรัพย์สินจะแบ่งให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ต่อแต่นั้นมาภายในกำหนดเวลาสิบปี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายได้อีก และไม่มีเจ้าหนี้มาขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย" ตามบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า เมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอและศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยได้ แต่เมื่อศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลาย จำเลยก็ยังเป็นบุคคลล้มละลายอยู่ และคำสั่งให้ปิดคดีก็มีผลตามมาตรา 134 คือเพียงให้ระงับการจัดการต่างๆ ไว้ ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุดแต่ประการใด ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาก่อนจำเลยจะพ้นจากภาวะล้มละลายย่อมเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายที่อาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวและนำไปแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยต่อไป กรณีหาใช่เป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยภายหลังที่จำเลยพ้นจากการล้มละลายแล้วแต่อย่างใดไม่ คำสั่งให้เปิดคดีจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 109 ม. 134 ม. 135
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุข แซ่โค้ว
จำเลย — นายอมร เจียรนัยสุรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมชาย พงษธา
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7785/2548
#266717
เปิดฉบับเต็ม

การนำคดีไปสู่ศาลแรงงานกรณีผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน ฯ มาตรา 53 วรรคหนึ่ง ผู้อุทธรณ์สามารถกระทำได้เฉพาะในปัญหาที่ผู้อุทธรณ์ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเท่านั้น ผู้อุทธรณ์จะนำปัญหาอื่นที่ตนมิได้อุทธรณ์ไปสู่ศาลแรงงานย่อมมิได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่วินิจฉัยคำร้องที่โจทก์ขอรับเงินทดแทนกรณี ศ. เสียชีวิตว่าโจทก์ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ศ. และโจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะของ ศ. ก่อน ศ. ถึงแก่ความตาย โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยเพียงปัญหาเดียวว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับเงินทดแทนเนื่องจากโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของ ศ. ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเพียงขอให้ศาลแรงงานวินิจฉัยเฉพาะปัญหาที่ว่าโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของ ศ. ก่อน ศ. ถึงแก่ความตายหรือไม่อันเป็นปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยเท่านั้น แม้ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยมาด้วยว่าโจทก์ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ศ. จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนก็เป็นการไม่ชอบ โจทก์จะรื้อฟื้นปัญหาเรื่องโจทก์เป็นบิดาไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งยุติไปแล้วในชั้นพนักงานเจ้าหน้าที่มาอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 201/2544 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 และให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การนำคดีไปสู่ศาลแรงงานกรณีผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง นั้น ผู้อุทธรณ์สามารถกระทำได้เฉพาะในปัญหาที่ผู้อุทธรณ์ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเท่านั้น ผู้อุทธรณ์จะนำปัญหาอื่นที่ตนมิได้อุทธรณ์ไปสู่ศาลแรงงานย่อมมิได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยเพียงปัญหาเดียวว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตของนางสาวศุภิสรา เนื่องจากโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวศุภิสรา ซึ่งจำเลยก็วินิจฉัยเฉพาะในปัญหานี้ว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวศุภิสราก่อนนางสาวศุภิสราถึงแก่ความตาย จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ในชั้นพิจารณาของจำเลยจึงไม่มีปัญหาว่า โจทก์ซึ่งเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนางสาวศุภิสรามีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 (1) หรือไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของจำเลยและนำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 53 โจทก์ย่อมมีสิทธิเพียงขอให้ศาลแรงงานวินิจฉัยเฉพาะปัญหาที่ว่า โจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวศุภิสราก่อนนางสาวศุภิสราถึงแก่ความตายหรือไม่ อันเป็นปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยเท่านั้น แม้ศาลแรงงานกลางจะได้วินิจฉัยมาด้วยว่าโจทก์ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวศุภิสรา จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนก็เป็นการไม่ชอบ โจทก์จะรื้อฟื้นเรื่องโจทก์เป็นบิดาไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งยุติไปแล้วในชั้นพนักงานเจ้าหน้าที่มาอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนหาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 20 (1) ม. 53 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกลื่อม บุญพิชัย
จำเลย — คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7785/2548
#268416
เปิดฉบับเต็ม

สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสงขลา วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของ ศ. ลูกจ้างและก่อนถึงแก่ความตาย ศ. ไม่ได้เลี้ยงดูโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจำเลยเพียงปัญหาเดียวว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตของ ศ. เนื่องจากโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของ ศ. ซึ่งจำเลยก็วินิจฉัยเฉพาะในปัญหานี้ว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะของ ศ. จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนในชั้นพิจารณาของจำเลยจึงไม่มีปัญหาว่าโจทก์ซึ่งเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของ ศ. มีสิทธิได้รับเงินทดแทนหรือไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของจำเลยและนำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 53 โจทก์ย่อมมีสิทธิเพียงขอให้ศาลแรงงานวินิจฉัยเฉพาะปัญหาที่ว่าโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของ ศ. หรือไม่อันเป็นปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยเท่านั้น แม้ศาลแรงงานกลางจะได้วินิจฉัยมาด้วยว่าโจทก์ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ศ. จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนก็เป็นการไม่ชอบ โจทก์จะรื้อฟื้นเรื่องโจทก์เป็นบิดาไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งยุติไปแล้วในชั้นพนักงานเจ้าหน้าที่มาอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งเงินทดแทนตามคำวินิจฉัยที่ 201/2544 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ว่า โจทก์มิใช่ผู้อยู่ในอุปการะตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 จึงไม่มีสิทธิรับเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตของนางสาวศุภิสรา บุญพิชัย ลูกจ้าง คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบเพราะโจทก์เป็นบิดาที่แท้จริงของนางสาวศุภิสราและให้การรับรองนางสาวศุภิสราอีกทั้งเมื่อมีชีวิตอยู่นางสาวศุภิสราได้อุปการะโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยดังกล่าวและให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคำวินิจฉัยที่ 201/2544 ของจำเลยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายคือ นางน่วม บุญพิชัย มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือนางบุญเอื้อ บุญพิชัย นางบุญเอื้อม บุญพิชัย และนางบุญเอือนหรือเทียบ บุญพิชัย นอกจากนั้นโจทก์มีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสคือนางฉิ้ม ไม่ทราบนามสกุล นางสาวศุภิสรา บุญพิชัย ลูกจ้าง เป็นบุตรโจทก์ที่เกิดจากนางฉิ้ม เมื่อนางนาวศุภิสราถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ ท้องที่ที่นางสาวศุภิสราทำงานอยู่ พนักงานเจ้าหน้าที่ประกันสังคมวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนเนื่องจากโจทก์มิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวศุภิสราและนางสาวศุภิสราไม่ได้อุปการะโจทก์ก่อนถึงแก่ความตาย โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลย จำเลยวินิจฉัยตามคำวินิจฉัยที่ 201/2544 ยืนตามคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ประกันสังคม จากข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวศุภิสราและนางสาวศุภิสราอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนางสุพรรณี ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งเป็นพี่สาวร่วมมารดาของผู้ตายจนกระทั่งทำงานและถึงแก่ความตาย โดยอุทธรณ์ว่า แม้โจทก์มิได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวศุภิสรา แต่โจทก์เป็นบิดาตามความเป็นจริงของนางสาวศุภิสรา โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 (1) เห็นว่า การนำคดีไปสู่ศาลแรงงานกรณีผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง นั้นผู้อุทธรณ์สามารถกระทำได้เฉพาะในปัญหาที่ผู้อุทธรณ์ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเท่านั้น ผู้อุทธรณ์จะนำปัญหาอื่นที่ตนมิได้อุทธรณ์ไปสู่ศาลแรงงานย่อมมิได้ คดีนี้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของนาวสาวศุภิสราและก่อนถึงแก่ความตายนางสาวศุภิสราไม่ได้เลี้ยงดูโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยเพียงปัญหาเดียวว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตของนางสาวศุภิสราเนื่องจากโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวศุภิสรา ซึ่งจำเลยก็วินิจฉัยเฉพาะในปัญหานี้ว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวศุภิสราก่อนนางสาวศุภิสราถึงแก่ความตายจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ในชั้นพิจารณาของจำเลยจึงไม่มีปัญหาว่า โจทก์ซึ่งเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนางสาวศุภิสรามีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 (1) หรือไม่ ดังนั้น เมื่อโจกท์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของจำเลยและนำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 53 โจทก์ย่อมมีสิทธิเพียงขอให้ศาลแรงงานวินิจฉัยเฉพาะปัญหาที่ว่า โจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวศุภิสราก่อนนางสาวศุภิสราถึงแก่ความตายหรือไม่อันเป็นปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยเท่านั้น แม้ศาลแรงงานกลางจะได้วินิจฉัยมาด้วยว่าโจทก์ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวศุภิสราจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนก็เป็นการไม่ชอบ โจทก์จะรื้อฟื้นเรื่องโจทก์เป็นบิดาไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งยุติไปแล้วในชั้นพนักงานเจ้าหน้าที่มาอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนหาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธณ์ของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 20 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกลื่อม บุญพิชัย
จำเลย — คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7768/2548
#267709
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะเกิดเหตุ ว. จะเข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยาโดยการว่าจ้างตามความในมาตรา 50 ของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 แต่ปลัดเมืองพัทยาก็มีฐานะเป็นพนักงานเมืองพัทยาตามความในมาตรา 64 และพนักงานเมืองพัทยามีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. ตามความในมาตรา 66 ของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดคดีนี้ ดังนั้น หากขณะดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยา ว. ได้กระทำการใดผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และ ว. มิได้ถึงแก่ความตายเสียก่อน ว. ก็ต้องรับผิดในทางอาญาในฐานะเจ้าพนักงานตามที่ ป.อ. มาตรา 2 และมาตรา 147 ถึงมาตรา 166 บัญญัติไว้ แม้จะปรากฏว่าภายหลังกระทำความผิดได้มี พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยาแตกต่างจากกฎหมายเดิม แต่ความผิดที่ ว. ถูกกล่าวหาในคดีนี้มิได้มีการยกเลิกไปและก็มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายใหม่บัญญัติว่าการกระทำใดไม่เป็นความผิดหรือกำหนดโทษเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จะอ้าง ป.อ. มาตรา 2 และมาตรา 3 มาเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 1 ได้

จำเลยที่ 3 กับพวกได้ร่วมกันใช้หรือจ้างวานให้นาย อ. กับ ส. ไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ให้จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 ในราคา 1,200,000 บาท และจำเลยที่ 3 กับพวก ได้ร่วมกันใช้หรือจ้างวานให้ ย. กับ อ. ไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ให้จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42958 ในราคา 1,400,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวมิได้มีเจตนาซื้อขายที่ดินกันจริง เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง หลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงดำเนินการจดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวในเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดิน และบันทึกในสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดินดังกล่าวอันเป็นเอกสารมหาชนและเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เมืองพัทยา ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนและเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 267 ประกอบมาตรา 84

เมื่อ ว. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 และเมื่อการกระทำของ ว. เป็นความผิดตามมาตรา 151 อันเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อที่ดินของเมืองพัทยาด้วย จึงขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 151 แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดดังกล่าวของ ว. จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบด้วยมาตรา 86 อันเป็นความผิดบทเฉพาะและไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ประกอบด้วยมาตรา 86 เป็นบททั่วไปเช่นเดียวกัน เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องยกข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างมาในฎีกาขึ้นวินิจฉัย

ความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 นั้น มีลักษณะเป็นการยุยงส่งเสริมก่อให้ ว. ปลัดเมืองพัทยากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอยู่ในตัว แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า ในช่วงวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้สินบนหรือเป็นผู้ยุยงส่งเสริมให้ ว. ปลัดเมืองพัทยากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ได้เป็นตัวการร่วมกับ ว. กับพวกกระทำการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะเมืองพัทยาอย่างเป็นขบวนการโดยมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันกระทำมาแต่ต้นจนกระทั่งความผิดสำเร็จ เพียงแต่จำเลยที่ 1 ขาดคุณสมบัติการเป็นเจ้าพนักงาน จึงรับโทษแค่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของ ว. กับพวกดังกล่าว ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานหรือไม่ก็ตาม ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ย่อมเกลื่อนกลืนเป็นการกระทำความผิดในกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตแล้ว ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานะเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ได้แต่เพียงบทเดียวเท่านั้น กรณีนี้ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานอันเป็นบทเฉพาะเจาะจงแล้ว จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอีก

การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องข้อ (ข) (ง) และข้อ (ฉ) เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกันและเป็นเหตุการณ์คนละตอนกัน แม้จะอยู่ในแผนการทุจริตคอร์รัปชันเดียวกัน ก็มีการกระทำหลายอย่างและแต่ละอย่างเป็นความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบททั้งฐานใช้ให้ผู้อื่นแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตตามคำฟ้องข้อ (ง) (ฉ) และ (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 84, 86, 91, 144, 151, 157, 267 และริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 267 ประกอบมาตรา 84 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีกำหนดคนละ 3 ปี 4 เดือน ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามคำฟ้องข้อ (ง) และข้อ (ฉ) จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดกระทงละคนละ 1 ปี (รวม 2 กระทง) ฐานเป็นเจ้าพนักงาน (ผู้มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีกำหนดคนละ 5 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 (ทุกข้อหา) และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาตามคำฟ้องข้อ (จ) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

ระหว่างอุทธรณ์ (ภายในกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นขยายให้จำเลยที่ 2) จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ความผิดของจำเลยที่ 2 ย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) (ที่ถูก สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ย่อมระงับไปโดยความตายของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1))

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 กับมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 144 อีกกระทงหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 267 ประกอบมาตรา 84 อีกบทหนึ่ง (ที่ถูก สองบท) การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 3 ปี (ที่ถูกต้อง ยกฟ้องข้อหาตามมาตรา 151 ของจำเลยที่ 4 มาด้วย) การกระทำของจำเลยที่ 1

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้เมืองพัทยามีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 มาตรา 7 มีปลัดเมืองพัทยาทำหน้าที่บริหารกิจการเมืองพัทยาตามมาตรา 48 ของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูบูรณะเมืองพัทยา ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (สพอ.) เสนอ จำนวน 9 โครงการ โดยมีโครงการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลเป็นหนึ่งในโครงการดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (ปี 2535 ถึงปี 2537) และให้เมืองพัทยารับผิดชอบโครงการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ จำนวนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 140 ไร่ โดยมีระยะห่างจากเมืองพัทยาไม่เกิน 15 กิโลเมตร งบประมาณในการจัดซื้อจำนวน 98,000,000 บาท กับให้กรมโยธาธิการเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิควิชาการ ขณะเกิดเหตุนายวิทยา ได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดเมืองพัทยา มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการเมืองพัทยาให้เป็นไปตามกฎหมาย และได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา จำเลยที่ 4 รับราชการตำแหน่งหัวหน้างานนิติการ (นิติกร 6) เมืองพัทยา และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษที่ดินดังกล่าว กับได้รับมอบอำนาจจากปลัดเมืองพัทยาให้เป็นตัวแทนเมืองพัทยาไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าวตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่จำนวน 140 ไร่ จากนายพีระ ส่วนจำเลยที่ 5 รับราชการตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี (สาขา) ระดับ 7 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจรับพัสดุที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีคำสั่งเมืองพัทยาที่ 540/2535 แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดิน สำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา โดยมีนายบุญชัย หัวหน้าสำนักปลัดเมืองพัทยาเป็นประธานกรรมการ ให้มีหน้าที่ดำเนินการจัดหาที่ดินที่มีความเหมาะสมในการทิ้งขยะตลอดจนสอบถามราคาซื้อขาย ราคาประเมินของที่ดินและราคาซื้อขายที่ดินในบริเวณใกล้เคียงเพื่อเสนอปลัดเมืองพัทยาดำเนินการขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีพิจารณาอนุมัติให้จัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 นายพีระได้เสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ดังกล่าว เนื้อที่ 150 ไร่ ราคาไร่ละ 720,000 บาท ให้แก่เมืองพัทยา และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 นายพหลตัวแทนของนายคุณชัยกับนายมงคล ได้เสนอขายที่ดิน จำนวน 10 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 704, 904 ถึง 908, 912, 915, 916 และ 918 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี รวมเนื้อที่ 164 ไร่ 97 ตารางวา ราคาไร่ละ 950,000 บาท ให้แก่เมืองพัทยา คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินนัดเปิดซองพิจารณาในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 เวลา 10 นาฬิกา ต่อมานายสุพงษ์ รองปลัดเมืองพัทยารักษาราชการแทนปลัดเมืองพัทยามีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2535 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบางละมุง ขอทราบราคาซื้อขายที่ดินในตำบลเขาไม้แก้วย้อนหลังตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2535 อย่างน้อยปีละ 1 ราย เพื่อเป็นหลักฐานในการขออนุมัติวงเงินงบประมาณจัดซื้อที่ดินจากสำนักงบประมาณ และเป็นหลักฐานประกอบการจัดซื้อ จำเลยที่ 5 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง มีหนังสือฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ถึงปลัดเมืองพัทยาแจ้งราคาซื้อขายที่ดิน 3 ราย ต่อมานายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2536 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอทราบราคาประเมินที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อประกอบการพิจารณาในการจัดซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ได้ส่งราคาประเมินที่ดินไปให้ นายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอทราบราคาซื้อขายที่ดินที่บริเวณตำบลเขาไม้แก้วในครั้งหลังสุดของปี 2535 จำนวน 3 ราย เพื่อประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา จำเลยที่ 5 ได้มีหนังสือแจ้งการซื้อขายที่ดินรายนายอำนวยกับนายสมใจ รายนายเพ็ชร กับนางหอม และรายนายเยิ้ม กับนายอำพลไปให้ทราบ ต่อมานายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี แจ้งว่ามีผู้เสนอขายที่ดิน 2 ราย ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอนุมัติให้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ และตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษกับคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ นายยุวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี (ตำแหน่งในขณะนั้น) พิจารณาแล้วเห็นชอบให้เมืองพัทยาดำเนินการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษได้ แต่มีเงื่อนไข 3 ข้อ ดังนี้ ข้อ 1 เมืองพัทยาต้องยกเลิกการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการปกครองให้เปลี่ยนแปลงระยะห่างของที่ดินจากเมืองพัทยาจากระยะห่างไม่เกิน 15 กิโลเมตร เป็นระยะห่างไม่เกิน 25 กิโลเมตร ข้อ 2 เมืองพัทยาต้องยกเลิกการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ หากไม่ได้รับความเห็นชอบเรื่องราคาจากสำนักงบประมาณหรือไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการจัดซื้อ และข้อ 3 ให้เมืองพัทยาชะลอการทำสัญญาผูกพันในการจัดซื้อที่ดินกับผู้เสนอราคาไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากกรมการปกครอง สำนักงบประมาณ และได้รับแจ้งจากจังหวัดแล้ว และอนุมัติให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษกับคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ตามที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาเสนอ ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีคำสั่งเมืองพัทยาที่ 157/2536 แต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ โดยมีนายวิทยา ปลัดเมืองพัทยาเป็นประธานกรรมการ นายสุพงษ์ รองปลัดเมืองพัทยา นางสุมนัส ผู้อำนวยการกองคลังนายสมศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายโยธา และจำเลยที่ 4 หัวหน้างานนิติการ เป็นกรรมการ ส่วนคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ประกอบด้วย นายบุญชัย หัวหน้าสำนักปลัดเมืองพัทยา เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 5 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง นายภาธร ผู้อำนวยการกองช่าง นายปรีดา ผู้อำนวยการกองอนามัยและสิ่งแวดล้อม นางดวงเดือน หัวหน้าฝ่ายบริหารงานคลัง เป็นกรรมการ ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2536 คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการคนหนึ่งรวมอยู่ด้วยได้ประชุมเกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดิน ที่ประชุมมีมติให้จำเลยที่ 4 ติดต่อเจ้าของที่ดินและประสานงานกับคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษเพื่อไปดูที่ดินของนายพีระในวันรุ่งขึ้น และให้ทำหนังสือเชิญนายพีระซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมาทำการต่อรองราคาในวันที่ 17 มีนาคม 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2536 เชิญนายพีระมาต่อรองราคาในวันที่ 17 มีนาคม 2536 ต่อมาในวันดังกล่าวนายพีระมาพบคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษและได้มีการต่อรองราคากัน โดยนายพีระตกลงขายที่ดินเนื้อที่ 140 ไร่ ให้แก่เมืองพัทยาในราคาไร่ละ 668,000 บาท เป็นเงินจำนวน 93,520,000 บาท และนายพีระยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อ ของผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีด้วยแล้วนายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2536 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินจากนายพีระเนื้อที่ 140 ไร่ ราคาไร่ละ 668,000 บาท เป็นเงินจำนวน 93,520,000 บาท ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีมีหนังสือลงวันที่ 26 เมษายน 2536 แจ้งให้เมืองพัทยาทราบว่ากรมการปกครองเห็นชอบให้เมืองพัทยาเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะห่างของที่ดินจากเขตเมืองพัทยาจากเดิมไม่เกิน 15 กิโลเมตร เป็นไม่เกิน 25 กิโลเมตร พร้อมกับแจ้งให้เมืองพัทยาจัดส่งแผนที่สังเขปของที่ดินที่จะซื้อ ราคากลาง ราคาที่ดินซื้อขายตามท้องตลาดของที่ดินบริเวณใกล้เคียง และราคาที่ดินใกล้เคียงที่ประเมินเพื่อเสียภาษีพร้อมสำเนาโฉนดที่ดินไปให้จังหวัดชลบุรีเพื่อใช้ประกอบการขออนุมัติวงเงินและเงินประจำงวดจากสำนักงบประมาณ และผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอนุมัติให้เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินจากนายพีระได้ แต่มีเงื่อนไข 2 ข้อ คือ ข้อ 1 เมืองพัทยาต้องยกเลิกการจัดซื้อที่ดินกรณีไม่ได้รับความเห็นชอบในเรื่องราคาจากสำนักงบประมาณหรือไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการจัดซื้อจากสำนักงบประมาณ และข้อ 2 ให้เมืองพัทยาชะลอการลงนามในสัญญาการจัดซื้อที่ดินกับผู้เสนอราคาไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากกรมการปกครอง สำนักงบประมาณ และได้รับแจ้งจากจังหวัดชลบุรีแล้ว ต่อมาอธิบดีกรมการปกครองมีหนังสือลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2536 ถึงผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเพื่อขออนุมัติวงเงินค่าจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาภายในวงเงินจำนวน 93,520,000 บาท ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีมีหนังสือลงวันที่ 10 มิถุนายน 2536 แจ้งเมืองพัทยาว่า จังหวัดชลบุรีได้รับแจ้งจากกรมการปกครองว่าสำนักงบประมาณได้อนุมัติวงเงินค่าจัดซื้อที่ดินแล้ว คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษจึงแจ้งนายพีระมาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ครั้นวันที่ 11 มิถุนายน 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับนายพีระ ต่อมาคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ทำการตรวจรับที่ดิน นายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีขอเบิกเงินจำนวน 93,520,000 บาท มาไว้ที่เมืองพัทยาเพื่อเตรียมจ่ายให้แก่ผู้ขายและนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินในนามของเมืองพัทยา และมีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ระหว่างเมืองพัทยากับนายพีระกันเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2536 เมืองพัทยาได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 93,520,000 บาท ชำระค่าที่ดินให้นายพีระ โดยเช็คฉบับดังกล่าวเป็นเช็คขีดคร่อมระบุชื่อนายพีระเป็นผู้รับเงินและขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ และนายวิชัยได้รับมอบเช็คดังกล่าวจากนายพีระนำไปฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพัทยา เพื่อให้เรียกเก็บเงินและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ เลขที่ 497-0-04279-4 ของนายพีระที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ในวันเดียวกันนั้นนายพีระได้ถอนเงินจำนวน 32,260,986 บาท จากบัญชีแล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ เลขที่ 497-0-03992-3 ของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารดังกล่าวจำนวน 30,000,000 บาท 2,260,986 บาท นายวิชัยได้หักเป็นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่าภาษีที่นายวิชัยนำเงินของธนาคารไปทดรองจ่ายให้ก่อน ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระจำนวน 20,000,000 บาท ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 วันที่ 22 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระจำนวน 15,000,000 บาท ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และวันที่ 23 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากนายพีระจำนวน 19,761,000 บาท ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารเดียวกันจำนวน 5,000,000 บาท และโอนเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติล ภริยาจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน จำนวน 13,000,000 บาท และวันที่ 25 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินทั้งหมดจากบัญชีเงินฝากของตนที่ธนาคารดังกล่าวและปิดบัญชี

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายว่า ขณะเกิดเหตุนายกเมืองพัทยาทำสัญญาว่าจ้างให้นายวิทยาเป็นผู้รับจ้างดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยา ทำหน้าที่บริหารกิจการของเมืองพัทยา ต่อมามีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 ใช้บังคับ และไม่มีบทบัญญัติระบุตำแหน่งปลัดเมืองพัทยาเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แม้ขณะเกิดเหตุตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 รวมทั้งฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2523 จะบัญญัติให้ปลัดเมืองพัทยามีฐานะเป็นเจ้าพนักงานแต่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 แปลความหมายไม่ได้เลยว่าปลัดเมืองพัทยามีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน จึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ ราษฎรจึงไม่มีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน และไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (นายวิทยา) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หรือมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ได้อีก เนื่องจากขาดองค์ประกอบความผิด ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 144 และมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 จึงคลาดเคลื่อนต่อข้อกฎหมายดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุนายวิทยาจะเข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยาโดยการว่าจ้างตามความในมาตรา 50 ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 แต่ปลัดเมืองพัทยาก็มีฐานะเป็นพนักงานเมืองพัทยา ตามความในมาตรา 64 และพนักงานเมืองพัทยามีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาตามความในมาตรา 66 ของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดคดีนี้ ดังนั้น หากขณะดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยา นายวิทยาได้กระทำการใดผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และนายวิทยามิได้ถึงแก่ความตายเสียก่อน นายวิทยาก็ต้องรับผิดในทางอาญาในฐานะเจ้าพนักงานตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 และมาตรา 147 ถึงมาตรา 166 บัญญัติไว้ แม้จะปรากฏว่าภายหลังกระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยาแตกต่างจากกฎหมายเดิม แต่ความผิดที่นายวิทยาถูกกล่าวหาในคดีมิได้มีการยกเลิกไปและก็มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายใหม่บัญญัติว่าการกระทำใดไม่เป็นความผิดหรือกำหนดโทษเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จะอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 และ มาตรา 3 มาเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนและเอกสารราชการตามฟ้องข้อ (ง) และ (ฉ)หรือไม่ เห็นว่า เมื่อประมาณกลางปี 2535 นายอำพลซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านท้องที่ได้มาที่บ้านนายเยิ้ม พยานโจทก์ แจ้งว่าเมืองพัทยาจะมาซื้อที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้วสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะและต้องการทราบราคาซื้อขายที่ดินของชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงแต่ไม่ปรากฏว่าขณะนั้นมีการซื้อขายที่ดินกัน จำเป็นต้องสร้างหลักฐานขึ้น จึงขอความร่วมมือจากนายเยิ้มซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้กับที่ดินที่เมืองพัทยาจะซื้อโดยให้ทำเป็นว่า นายเยิ้มขายที่ดินให้แก่นายอำพล เมื่อเมืองพัทยาซื้อขายที่ดินเสร็จแล้ว จะโอนที่ดินคืนให้ นายเยิ้มเกรงใจนายอำพลจึงยอมตกลงด้วย ต่อมานายอำพลได้พาไปพบเสี่ยดำหรือจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ได้พานายเยิ้มกับนายอำพลไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42958 กันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง โดยซื้อขายกันในราคา 1,400,000 บาท ทั้งๆ ที่ที่ดินบริเวณนั้นหากมีราคาซื้อขายกันจริงจะซื้อขายกันไร่ละ 100,000 บาทเศษ แล้วจำเลยที่ 2 ได้มอบค่าใช้จ่ายให้นายเยิ้มกับนายอำพลคนละ 1,000 บาท หลังจากนั้นอีกประมาณ 8 ถึง 9 เดือน นายอำพลได้มาพาไปพบจำเลยที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง จำเลยที่ 2 ได้พานายเยิ้มกับนายอำพลไปจดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้โดยทำเป็นสัญญาซื้อขายที่ดินกันในราคา 500,000 บาท และจำเลยที่ 2 ได้มอบค่าใช้จ่ายให้นายเยิ้มกับนายอำพลอีกคนละ 2,000 บาท ดังนั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มาติดต่อให้จำเลยที่ 3 ช่วยดำเนินการปั่นราคาหรือสร้างราคาที่ดินในบริเวณนั้นให้สูงขึ้น จำเลยที่ 3 ก็ยอมตกลงดำเนินการให้ จึงมาขอความร่วมมือจากนายอำนวยและนายอำพลราษฎรในเขตปกครองของตนไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินหลอกๆ กัน ตามที่นายอำนวยและนายอำพลให้การไว้ในชั้นสอบสวน นอกจากนี้ศาลฎีกายังเห็นว่า ในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 และ 42958 ในครั้งแรก โดยกำหนดราคาที่ดินสูงๆ นั้น นับว่าเป็นข้อพิรุธของการจดทะเบียนซื้อขายครั้งนี้อย่างยิ่ง เพราะต่อมาหลังจากนำสัญญาขายที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าวไปใช้ประกอบในการที่เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 จากนายพีระแล้วไม่นาน ได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้แก่กันโดยการจดทะเบียนซื้อขายกำหนดราคาที่ดินต่ำกว่าครั้งแรกเป็นอันมาก เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นได้ว่า คู่กรณีหาได้ทำการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินกันโดยสุจริตไม่และน่าเชื่อว่า ในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินในครั้งแรกของนายอำนวยกับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนาแอบแฝงสร้างราคาที่ดินให้สูงกว่าความเป็นจริง เพื่อให้ผู้อื่นนำไปใช้อ้างอิงในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาดังที่พยานโจทก์ดังกล่าวให้การไว้ในชั้นสอบสวน ดังจะเห็นได้ว่าต่อมาเมืองพัทยาก็ได้นำราคาที่ดินที่มีการจดทะเบียนซื้อขายกันหลอกๆ ในครั้งแรกนี้ไปใช้ประโยชน์ในการเปรียบเทียบกับราคาที่ดินที่นายพีระเสนอขายให้แก่เมืองพัทยา โดยได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอทราบราคาที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นราคาซื้อขายครั้งหลังสุดในปี 2535 จำนวน 3 ราย เพื่อประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา และสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุงโดยจำเลยที่ 5 ก็ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 ถึงปลัดเมืองพัทยา แจ้งราคาซื้อขายที่ดินรวม 3 โฉนด คือการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 ของนายสมใจ ที่ดินโฉนดเลขที่ 42956 ของนางหอม และที่ดินโฉนดเลขที่ 42958 ของนายอำพล ดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจเอกอุดมพนักงานสอบสวนว่า จากการตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 3 พยานพบสมุดปกอ่อนเล่มหนึ่งมีข้อความเขียนด้วยลายมือถึงจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 3 โทรศัพท์กลับไปหาจำเลยที่ 2 ด่วนที่สุด ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เบิกความยอมรับในข้อนี้ เพียงแต่จำเลยที่ 3 เบิกความบ่ายเบี่ยงว่า จำเลยที่ 3 มิได้โทรศัพท์ติดต่อกลับไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะจำเลยที่ 3 น่าจะคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 2 เดินทางมาหาถึงบ้านเพราะมีธุระสำคัญกับจำเลยที่ 3 ทั้งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 2 ไปหาจำเลยที่ 3 ที่บ้านเพื่อสอบถามเกี่ยวกับที่ดินที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ เมื่อพิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอำนวย นายสมใจ นายอำพล และนายเยิ้ม ดังกล่าวประกอบสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและสำเนาสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดินที่โจทก์ส่งอ้างต่อศาล ตลอดจนเหตุผลและพฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ศาลฎีกาเชื่อว่า จำเลยที่ 3 กับพวกได้ร่วมกันใช้หรือจ้างวานให้นายอำนวยกับนายสมใจแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ให้จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในราคา 1,200,000 บาท และจำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันใช้หรือจ้างวานให้นายเยิ้มกับนายอำพลไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ให้จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42958 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในราคา 1,400,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวมิได้มีเจตนาซื้อขายที่ดินกันจริง เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง หลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงดำเนินการจดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวลงในเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดิน และบันทึกในสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดินดังกล่าวอันเป็นเอกสารมหาชนและเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เมืองพัทยา ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดตามคำฟ้อง ข้อ (ง) และ (ฉ) ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ตลอดจนเหตุผลต่างๆ ที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้างมาในฎีกา ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยว่า นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากับพวกได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตหรือไม่ ควบคู่กันไปด้วย โดยจะวินิจฉัยว่า นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากับพวกและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินอย่างไร แม้ว่านายวิทยาและจำเลยที่ 2 จะถึงแก่ความตายไปแล้วก็ตาม แต่ในการวินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าว จำต้องพิจารณาด้วยว่านายวิทยาได้กระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ (ก) หรือไม่ เสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีส่วนช่วยเหลือให้การกระทำความผิดของนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างไรบ้าง ส่วนที่นายวิทยาและจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไปแล้วนั้น คงมีผลแต่เพียงว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับนายวิทยาและจำเลยที่ 2 ได้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า การกระทำของนายวิทยาและจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ดังนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ว่า นายวิทยาและจำเลยที่ 2 กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตและปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามลำดับ โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือเข้าร่วมกระทำความผิด โดยมีการแบ่งหน้าที่กันกระทำอย่างเป็นขบวนการหรือไม่ การที่นายวิทยาถึงแก่ความตายและมิได้ถูกดำเนินคดี หาได้มีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายวิทยา ไม่เป็นความผิดตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้มาในฎีกาไม่ ดังนั้น หากคดีฟังว่านายวิทยาเป็นตัวการร่วมขบวนการกระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันสนับสนุนนายวิทยากระทำความผิดดังกล่าวได้ทันที โดยไม่ต้องรอฟังว่าจำเลยที่ 4 จะร่วมอยู่ในขบวนการกระทำความผิดกับนายวิทยาหรือไม่ สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายวิทยาปลัดเมืองพัทยากับพวกร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยถึงขั้นตอนหรือกระบวนการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาครั้งนี้ว่า มีความผิดปกติหรือมีข้อพิรุธ หรือไม่ ประการแรกเกี่ยวกับการประกาศจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาลงนามตามประกาศเมืองพัทยา นายวิทยาได้กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประสงค์จะขายที่ดินเสนอราคาพร้อมหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ต่อคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ โดยประกาศฉบับแรกกำหนดระยะเวลาเพียง 16 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2535 ประกาศ ณ วันที่ 1 กันยายน 2535 แต่ไม่มีผู้ยื่นใบเสนอราคา ประกาศฉบับที่ 2 กำหนดระยะเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2535 ประกาศ ณ วันที่ 23 กันยายน 2535 แต่ไม่มีผู้ยื่นใบเสนอราคาอีก และประกาศฉบับที่ 3 กำหนดระยะเวลา 22 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2535 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 ประกาศ ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2535 ทั้งๆ ที่เป็นการจัดซื้อที่ดินผืนใหญ่เนื้อที่มากถึง 140 ไร่ และวงเงินจัดซื้อสูงถึง 98,000,000 บาท ซึ่งถือได้ว่า นายวิทยามิได้กำหนดระยะเวลาให้พอเพียงต่อการให้โอกาสแก่เจ้าของที่ดินจำนวนมากรายมายื่นใบเสนอราคาแข่งขันกัน หากจะฟังว่า นายวิทยาต้องรีบดำเนินการจัดซื้อที่ดินเป็นกรณีเร่งด่วน ก็ไม่มีเหตุผลที่นายวิทยาจะต้องทิ้งช่วงในการออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 2 หลังจากพ้นกำหนดประกาศเมืองพัทยาฉบับแรกแล้วนานถึง 6 วัน และทิ้งช่วงในการออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 3 หลังจากพ้นกำหนดประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 2 แล้วนานถึง 14 วัน ทั้งๆ ที่การออกประกาศเมืองพัทยาฉบับใหม่เป็นเรื่องไม่มีความยุ่งยากอันจะต้องใช้เวลานานถึงเพียงนั้น นอกจากนี้ในการออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 2 นี้ ก็ปรากฏว่านายวิทยาได้รีบเปลี่ยนระยะทางห่างของที่ดินทันที ทำให้น่าสงสัยว่า จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังโดยนายวิทยาน่าจะรู้ว่านายพีระกับพวกกำลังดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองพัทยาเกินกว่า 15 กิโลเมตร ทั้งนี้เพราะคดียังได้ความตามทางพิจารณาว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินการตามแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเมืองพัทยาสำหรับโครงการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูบูรณะเมืองพัทยาให้เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาได้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2535 และผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 ถึงปลัดเมืองพัทยาให้ดำเนินการเรื่องนี้ แต่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาเพิ่งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 พร้อมกับออกประกาศเมืองพัทยาฉบับแรกเพื่อจัดซื้อที่ดินในวันเดียวกันนั้น ซึ่งน่าจะเป็นเพราะต้องการทอดระยะเวลาเพื่อรอให้พวกของตนมีโอกาสเตรียมจัดหาที่ดินมาเสนอขายให้แก่เมืองพัทยา ยิ่งกว่านั้นเมื่อพิจารณาจากสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 แล้ว ปรากฏว่าเพิ่งมีการแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 เนื้อที่ 150 ไร่ ออกจากที่ดินแปลงใหญ่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1110 เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2535 และบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด เจ้าของที่ดินเดิมเพิ่งจดทะเบียนโอนให้แก่นายพีระ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2535 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่นายวิทยาจะออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 3 เพียง 2 วัน พฤติกรรมของนายวิทยาในการดำเนินการออกประกาศเมืองพัทยาดังกล่าว จึงชี้ให้เห็นว่า มีเจตนาแอบแฝงเพื่อจะเอื้อประโยชน์แก่นายพีระโดยแท้ เพราะในระหว่างออกประกาศเมืองพัทยาสองครั้งแรกโดยกำหนดระยะเวลาช่วงสั้นๆ นั้น นายพีระยังไม่ได้รับโอนที่ดินจากบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ไม่อยู่ในฐานะที่จะยื่นใบเสนอราคาแก่คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินได้ จึงต้องออกประกาศกำหนดระยะเวลาสั้นๆ เพื่อไม่ให้มีผู้แข่งขันเสนอราคา ต่อเมื่อครบกำหนดประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 2 แล้ว แต่ยังไม่มีผู้เสนอราคา นายวิทยาก็ยังไม่ออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 3 ทันที แต่ทอดระยะเวลาออกไปเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยไม่ปรากฏเหตุผลพิเศษ น่าเชื่อว่า นายวิทยาประสงค์จะรอให้นายพีระได้รับโอนที่ดินมาก่อน ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อนายพีระได้รับโอนที่ดินมาแล้ว นายวิทยาก็รีบออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 3 ทันที ข้อพิรุธของนายวิทยาประการที่ 2 เกี่ยวกับเงื่อนไขเรื่องระยะทางห่างจากเมืองพัทยาของที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาที่นายวิทยาดำเนินการจัดซื้อ โดยนายวิทยาได้ออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 กำหนดเงื่อนไขระยะห่างของที่ดินจากเมืองพัทยาต้องไม่เกิน 25 กิโลเมตร ผิดไปจากมติคณะรัฐมนตรีซึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าต้องไม่เกิน 15 กิโลเมตร โดยไม่ปรากฏว่าก่อนออกประกาศเมืองพัทยาดังกล่าว นายวิทยาได้เสนอเรื่องไปยังกรมการปกครองขอให้แจ้งกระทรวงมหาดไทยดำเนินการขอแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด การที่นายวิทยาจงใจออกประกาศเมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาโดยฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีซึ่งอาจเป็นความผิดวินัยร้ายแรงเช่นนี้ จึงส่อแสดงให้เห็นว่า นายวิทยามีเจตนาอื่นแอบแฝง ทั้งนี้เพราะระยะห่างของที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะหากตั้งอยู่ห่างออกไปมากจะมีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณของเมืองพัทยาในการจัดเก็บขยะ โดยเฉพาะค่าขนส่งแต่ละเที่ยวจะต้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอนซึ่งนายวิทยาควรจะคาดหมายได้ ซึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขระยะห่างของที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยานั้น โจทก์มีนายสุรชัย รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา ต้องมีระยะห่างจากเมืองพัทยาไม่เกิน 15 กิโลเมตร นี้ หากจะมีการซื้อที่ดินมีระยะห่างนอกเหนือไปจากนี้ต้องให้คณะรัฐมนตรีมีมติแก้ไข ขณะที่พยานให้การต่อพนักงานสอบสวนในคดีนี้ (เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2537) คณะรัฐมนตรียังไม่ได้มีมติให้แก้ไขระยะห่างดังกล่าวแต่อย่างใด จึงแสดงให้เห็นว่านายวิทยาปลัดเมืองพัทยาไม่มีอำนาจที่จะออกประกาศจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยากำหนดระยะห่างของที่ดินแตกต่างจากมติของคณะรัฐมนตรีโดยพลการได้ ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากที่นายวิทยาได้ออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 3 แล้ว ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 นายพีระได้เสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 เนื้อที่ 150 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ห่างจากเมืองพัทยาประมาณ 18.5 กิโลเมตร ให้แก่เมืองพัทยาในราคาไร่ละ 720,000 บาท และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 นายพหล ตัวแทนของนายคุณชัย และนายมงคล ได้เสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) รวม 10 แปลงเนื้อที่ 164 ไร่เศษ ซึ่งตั้งอยู่ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ห่างจากเมืองพัทยาประมาณ 10 กิโลเมตร ให้แก่เมืองพัทยาในราคาไร่ละ 950,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีขออนุมัติจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ พร้อมทั้งขอตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษและคณะกรรมการตรวจรับพัสดุตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ข้อ 17 (5), 27 (4) (6), 28 และ 59 ข (2) โดยนายวิทยาได้เสนอขอตั้งตัวเองเป็นประธานกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษและแจ้งไปด้วยว่าที่ดินของผู้เสนอราคาทั้งสองรายดังกล่าวอยู่นอกเขตเมืองพัทยา จึงได้เสนอให้สภาเมืองพัทยา สภาตำบลเขาไม้แก้ว และสภาตำบลหนองปลาไหล พิจารณาตามระเบียบแล้ว ปรากฏว่าสภาเมืองพัทยาเห็นชอบ และสภาตำบลเขาไม้แก้วยินยอมให้เมืองพัทยาดำเนินการในเขตตำบลเขาไม้แก้วได้ ซึ่งแม้นายวิทยาจะมิได้ชี้เฉพาะเจาะจงไปว่า เมืองพัทยาจะซื้อที่ดินของผู้ใดแต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า นายวิทยามีเจตนาจะจัดซื้อที่ดินรายนายพีระตั้งอยู่ตำบลเขาไม้แก้ว แม้ว่าที่ตั้งของที่ดินจะอยู่ห่างจากเมืองพัทยาเกินกว่า 15 กิโลเมตร ขัดต่อมติของคณะรัฐมนตรีโดยนายวิทยามิได้แจ้งไปในหนังสือดังกล่าวว่าที่ดินของนายพีระตั้งอยู่ระยะห่างจากเมืองพัทยาเกินกว่า 15 กิโลเมตร ผิดไปจากมติคณะรัฐมนตรี และนายวิทยามิได้ขอให้จังหวัดชลบุรีแจ้งกรมการปกครองเพื่อขอให้กระทรวงมหาดไทยส่งเรื่องไปให้คณะรัฐมนตรีทบทวนแก้ไขมติเดิมแต่อย่างไร ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของนายวิทยาว่าจะมิได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยสุจริต ในการดำเนินการจัดซื้อที่ดินดังกล่าวจึงต้องรีบเร่งดำเนินการจัดซื้อที่ดินของนายพีระโดยผิดขั้นตอนทั้งยังตั้งตัวเองเป็นประธานกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษเพราะสามารถครอบงำกรรมการคนอื่นซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้โดยง่าย แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของนางสาวสุนิสา เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ 6 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก พยานโจทก์ว่า เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2535 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาเคยไปรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก เกี่ยวกับความก้าวหน้าของการดำเนินงานของเมืองพัทยาและรายงานว่าที่ดินที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อซึ่งกำหนดว่าระยะห่างเมืองพัทยาไม่เกิน 15 กิโลเมตร นั้น หาซื้อที่ดินไม่ได้ จึงได้ขยายระยะห่างไปไม่เกิน 25 กิโลเมตร ก็ตาม เห็นว่า เป็นการรายงานกิจการงานทั่วไปของเมืองพัทยาเท่านั้น เพราะไม่ปรากฏว่านายวิทยาได้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการดังกล่าวขอให้ส่งเรื่องไปให้คณะรัฐมนตรีแก้ไขมติเดิมแต่อย่างใด แต่นายวิทยากลับดำเนินการจัดซื้อที่ดินของนายพีระต่อไป โดยไม่ใส่ใจต่อมติของคณะรัฐมนตรี และแม้จะปรากฏว่ากรมโยธาธิการซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิควิชาการของเมืองพัทยาในการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวตามมติคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2536 ถึงอธิบดีกรมการปกครองแจ้งว่ากรมโยธาธิการได้พิจารณาถึงที่ดินที่ตำบลเขาไม้แก้วโดยส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการตรวจสอบสภาพที่ดินแล้ว เห็นว่าที่ดินดังกล่าว (หมายถึงที่ดินของนายพีระ) มีความเหมาะสมสำหรับใช้เป็นสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย จึงเห็นสมควรให้เปลี่ยนระยะห่างของที่ดินตามที่เมืองพัทยาเสนอได้นั้น ปรากฏว่านายสุจินต์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการ ซึ่งเป็นผู้ลงนามในหนังสือฉบับดังกล่าวได้มาเป็นพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ตามหนังสือฉบับดังกล่าวกรมโยธาธิการเพียงแต่ให้ความเห็นในทางเทคนิคว่าการเพิ่มระยะห่างของที่ดินสามารถทำได้ แต่จะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และนายสุจินต์ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า กรมโยธาธิการเป็นเพียงที่ปรึกษาทางเทคนิคของเมืองพัทยาเท่านั้น ส่วนเรื่องที่เมืองพัทยาไม่สามารถจัดซื้อที่ดินในระยะห่างที่ (มติคณะรัฐมนตรี) กำหนดได้นั้น กรมโยธาธิการไม่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเพราะไม่ใช่เรื่องเทคนิค และกรมโยธาธิการไม่มีอำนาจอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงระยะห่างของที่ดินที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อได้ ซึ่งแม้จะได้ความดังกล่าว แต่ก็ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาอีกว่า ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาก็ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินจากนายพีระแม้ว่าที่ดินดังกล่าวจะอยู่ห่างจากเมืองพัทยาเกินกว่า 15 กิโลเมตร เป็นการขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีก็ตาม ดังนั้น การที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาออกประกาศเมืองพัทยาทั้งสองฉบับ โดยเจตนาฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีและดำเนินการต่างๆ ต่อมาจนการจัดซื้อที่ดินดังกล่าวนี้เป็นผลสำเร็จนั้น ไม่อาจแปลเจตนาเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากเป็นการกระทำไปเพื่อให้สอดรับกับที่ดินของนายพีระซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองพัทยา 18.5 กิโลเมตร ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ซึ่งมูลเหตุจูงใจที่นายวิทยายอมเสี่ยงกระทำการดังกล่าว น่าจะมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องดังจะได้วินิจฉัยในตอนต่อไป ข้อพิรุธของนายวิทยาประการต่อมามีว่า การที่เมืองพัทยาซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาไม่ดำเนินการจัดส่งประกาศเกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาไปยังหน่วยงานอื่น หรือจัดส่งไปให้ในระยะเวลาใกล้ครบกำหนดเวลาตามประกาศรวมทั้งไม่ส่งไปประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงเพื่อให้ทราบกันทั่วไปในวงกว้าง จึงเป็นเรื่องผิดปกติของการดำเนินการจัดซื้อที่ดินของนายวิทยาอย่างมาก น่าเชื่อว่าจะเป็นการกระทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นายพีระกับพวกในการจัดหาที่ดินที่ตำบลเขาไม้แก้วมาเสนอขายให้เมืองพัทยาโดยไม่มีผู้แข่งขันหรือมีผู้แข่งขันน้อยรายที่สุด ตามลำพังพนักงานเมืองพัทยาระดับล่างไม่น่าจะทำเรื่องบกพร่องหลายครั้งเช่นนั้นได้โดยไม่ถูกผู้บังคับบัญชาตรวจพบ นอกจากนี้ในการออกประกาศจัดหาที่ดินดังกล่าว นายวิทยาควรจะมอบหมายให้คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดิน กำหนดวันยื่นใบเสนอราคาเอง แต่นายวิทยากลับเป็นผู้ออกประกาศเสียเองซึ่งน่าจะเป็นเพราะมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่ เมื่อนำพฤติกรรมต่างๆ ของนายวิทยาดังกล่าวมาฟังประกอบกับข้อพิรุธอื่นๆ ของนายวิทยาดังกล่าวข้างต้นแล้ว น่าเชื่อว่านายวิทยาจะอยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์ดังกล่าว สำหรับข้อพิรุธของนายวิทยาที่ต้องนำมาพิจารณาข้อสุดท้ายคือเรื่องเกี่ยวกับการตรวจสอบราคาที่ดินของนายพีระและที่ดินบริเวณใกล้เคียง ได้ความตามทางพิจารณาว่าหลังจากนายพีระยื่นใบเสนอราคาขอเสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ต่อคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 แล้ว นายสุพงษ์รองปลัดเมืองพัทยารักษาราชการแทนปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือลงวันที่ 18 ธันวาคม 2535 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบางละมุง ขอทราบราคาซื้อขายที่ดินในบริเวณตำบลเขาไม้แก้วย้อนหลังตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2535 อย่างน้อยปีละ 1 ราย เพื่อเป็นหลักฐานในการขอวงเงินงบประมาณจากสำนักงบประมาณและเป็นหลักฐานประกอบการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา จำเลยที่ 5 ได้มีหนังสือลงวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ถึงปลัดเมืองพัทยาแจ้งว่าได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแล้ว ปรากฏผลดังนี้ ที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 109 หมู่ที่ 2 เนื้อที่ 30 ไร่ มีการซื้อขายกันในราคา 6,000,000 บาท เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2533 ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 313 เนื้อที่ 28 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา มีการซื้อขายกันในราคา 8,000,000 บาท เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2534 และที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 7 ตารางวา (ของนายอำนวย) มีการซื้อขายกันในราคา 1,200,000 บาท เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2535 ซึ่งเมื่อคิดเฉลี่ยราคาต่อไร่แล้วจะปรากฏผลดังนี้ ที่ดินแปลงแรกซื้อขายกันในราคาไร่ละ 200,000 บาท ที่ดินแปลงที่ 2 ซื้อขายกันในราคาไร่ละ 276,576 บาท และที่ดินแปลงที่ 3 (ของนายอำนวย) ซื้อขายกันในราคาไร่ละ 678,924 บาท ซึ่งนายวิทยาพิจารณาแล้วคงจะเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์เพราะที่ดินสองแปลงแรกมีราคาซื้อขายต่อไร่ต่ำมาก ต่อมานายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือลงวันที่ 11 มกราคม 2536 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบางละมุง ขอทราบราคาประเมินที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้ว เพื่อประกอบการพิจารณาในการซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา ปรากฏว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุงได้ส่งบัญชีราคาประเมิน (ปี 2536) มาให้ กล่าวคือ ที่ดินติดถนนสายเขาไม้แก้วห้วยไข่เน่า (นอกจากหน่วยที่ 1) ระยะ 100 เมตร มีราคาประเมินไร่ละ 200,000 บาท ที่ดินติดถนน ติดทาง ติดซอย ระยะ 100 เมตร มีราคาประเมินไร่ละ 150,000 บาท ที่ดินนอกเหนือจากนั้น มีราคาประเมินไร่ละ 100,000 บาท ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอทราบราคาซื้อขายที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้วครั้งหลังสุดในปี 2535 จำนวน 3 ราย เพื่อเป็นเอกสารประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาอีกซึ่งขณะนั้นนายวิทยาน่าจะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินที่นายพีระนำมาเสนอขายให้เมืองพัทยาพอสมควรแล้ว ซึ่งน่าเชื่อว่า ขณะยื่นใบเสนอราคา นายพีระได้แนบสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 กับแผนที่แสดงที่ตั้งของที่ดินที่ตนเสนอขายมาให้คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดิน พิจารณาด้วย และน่าเชื่อว่าเอกสารประกอบใบเสนอราคานี้ คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินก็ได้เสนอต่อนายวิทยาเพื่อประกอบการพิจารณาเช่นเดียวกัน นายวิทยาน่าจะทราบดีว่าที่ดิน 150 ไร่ ที่นายพีระนำมาเสนอขายให้เมืองพัทยามีราคาประเมินของทางราชการเพียง 15,000,000 บาทเศษ โดยสามารถคำนวณได้จากบัญชีราคาประเมินดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเฉลี่ยได้ไร่ละ 100,000 บาทเศษ เท่านั้น เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่อยู่ลึกจากทางสาธารณะมาก ซึ่งหากนายวิทยาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ นายวิทยาก็น่าจะแจ้งตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินที่จะจัดซื้อไปให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบอย่างชัดเจนเพื่อทางสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบและนำราคาซื้อขายของที่ดินแปลงที่อยู่ใกล้เคียงกับที่ดินของนายพีระแจ้งกลับไปให้นายวิทยาทราบเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดินของคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษด้วย แต่นายวิทยาก็หาได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยการกระทำดังกล่าวไม่ นอกจากนี้นายวิทยายังไม่กระทำการตรวจสอบราคากลางของที่ดินที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อ จนกระทั่งกรมการปกครองต้องแจ้งให้เมืองพัทยาชี้แจงรายละเอียดของที่ดิน และขอทราบราคากลางของที่ดินซึ่งสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง เป็นผู้ประมาณการ นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาจึงได้มีหนังสือเมืองพัทยาลงวันที่ 20 เมษายน 2536 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอให้ประมาณการราคากลางของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ที่แนบไปพร้อมหนังสือดังกล่าว แต่นายวิทยาก็มิได้จัดส่งแผนที่แสดงที่ตั้งของที่ดินที่นายพีระสั่งไว้ไปด้วย จำเลยที่ 5 จึงได้มีหนังสือลงวันที่ 22 เมษายน 2536 แจ้งปลัดเมืองพัทยาว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ดินที่แน่ชัดลงในแผนที่ประเมินราคาที่ดินได้ จึงส่งรายละเอียดบัญชีราคาประเมินที่ดินตำบลเขาไม้แก้วมาให้พิจารณาแทน ยิ่งกว่านี้ยังปรากฏว่า ในการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2536 นั้น นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีคำสั่งแต่งตั้งตัวเองเป็นประธานกรรมการก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่า นายวิทยากระทำไปโดยมีวัตถุประสงค์จะชี้นำกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษคนอื่นอีก 4 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนให้มีมติจัดซื้อที่ดินของนายพีระซึ่งมีการวางแผนดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอนมาแล้วเป็นอย่างดี โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอทราบราคาซื้อขายที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้วครั้งหลังสุดในปี 2535 จำนวน 3 ราย เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาและจำเลยที่ 5 ก็ได้มีหนังสือลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 แจ้งให้นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาทราบว่า มีการซื้อขายที่ดิน 3 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 42827, 42956 และ 42958 ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นว่า การซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 และ 42958 เป็นการซื้อขายกันโดยคู่สัญญามิได้มีเจตนาจะซื้อขายกันจริง แต่เป็นการกระทำเพื่อปั่นราคาหรือสร้างราคาที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้วให้สูงขึ้นกว่าความเป็นจริงที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2536 นายวิทยาก็ได้นำราคาที่ดินที่จำเลยที่ 5 แจ้งมาไปใช้อ้างอิงในที่ประชุมคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ เมื่อพิจารณาแล้วจะปรากฏว่า ราคาที่ดินแต่ละแปลงจะใกล้เคียงกับราคาที่ดินที่นายพีระนำมาเสนอขายให้แก่เมืองพัทยาโดยนายพีระเสนอขายไว้ในราคาไร่ละ 720,000 บาท ซึ่งน่าจะเป็นราคาที่มีการวางแผนให้เสนอขายสูงไว้เล็กน้อยเพื่อให้มีการต่อรองราคาลงตามระเบียบของทางราชการเท่านั้น ซึ่งหลังจากมีการดำเนินการต่อรองราคาที่ดินกับนายพีระ จนเหลือไร่ละ 668,000 บาทแล้ว นายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือลงวันที่ 26 มีนาคม 2536 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีขออนุมัติจัดซื้อที่ดินของนายพีระเนื้อที่ 140 ไร่ โดยอ้างอิงหนังสือฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 ของจำเลยที่ 5 ที่แจ้งราคาซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นข้อสนับสนุนราคาที่ดินที่เมืองพัทยาตกลงจะซื้อจากนายพีระในราคาที่มีการต่อรองกันดังกล่าว และดำเนินการของบประมาณจัดซื้อที่ดินจากสำนักงบประมาณ ทั้งๆ ที่ราคาที่ดินที่จำเลยที่ 5 แจ้งมาดังกล่าวเป็นราคาที่ถูกสร้างขึ้นมาในการทุจริต โดยเป็นการซื้อขายกันหลอกๆ และที่ดินของนายพีระดังกล่าวก็อยู่ห่างจากเมืองพัทยาเกินกว่า 15 กิโลเมตร ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งนายวิทยายังมิได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งในการพิจารณาอนุมัติวงเงินจัดซื้อที่ดินของเมืองพัทยานั้น หากสำนักงบประมาณทราบว่าโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีปฏิบัติผิดไปจากมติคณะรัฐมนตรี สำนักงบประมาณก็จะไม่อนุมัติเงินประจำงวดในการจัดซื้อให้ พฤติกรรมของนายวิทยาดังกล่าวประกอบข้อพิรุธอื่นๆ ดังกล่าวข้างต้น จึงส่อแสดงให้เห็นว่า นายวิทยาน่าจะรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการทุจริตในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายร่วมมือกัน

สำหรับจำเลยที่ 3 ได้ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินของเมืองพัทยาครั้งนี้ด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ใช้ให้นายอำนวยและนายเยิ้มซึ่งมีที่ดินตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับที่ดินที่นายพีระนำไปขายให้เมืองพัทยาไปจดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับนายสมใจและนายอำพลตามลำดับ อันเป็นความเท็จโดยมีการสร้างราคาที่ดินดังกล่าวให้สูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งความจริงแล้วคู่สัญญาไม่มีการซื้อขายและชำระราคาที่ดินกันจริง ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงจะให้นายวิทยาปลัดเมืองพัทยานำราคาที่ดินดังกล่าวไปใช้ประกอบการที่เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินจากนายพีระในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงอันเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการจัดซื้อที่ดินโดยทุจริต ถือว่าจำเลยที่ 3 ได้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือในการกระทำความผิดของนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาจนเป็นผลสำเร็จด้วย นอกจากนั้น ระหว่างที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากำลังดำเนินการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาอยู่นั้น จำเลยที่ 3 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นกำนันตำบลเขาไม้แก้วได้ไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินว่า ที่ดินถ้าไม่ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 331 แต่ติดทางสาธารณะลึกเข้าไป 1 กิโลเมตร ถึง 3 กิโลเมตร มีราคาซื้อขายประมาณไร่ละ 1,000,000 บาท ถ้าที่ดินติดทางสาธารณะลึกเข้าไป 4 กิโลเมตร ถึง 5 กิโลเมตร ราคาซื้อขายประมาณไร่ละ 500,000 บาท ถึง 800,000 บาท ซึ่งถ้อยคำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวฟังไม่ได้ว่าเป็นความจริง เพราะขัดแย้งกับราคาที่ซื้อขายที่ดินในบริเวณตำบลเขาไม้แก้วซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินของนายพีระ และที่ดินของนายพีระดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ทั้งจำเลยที่ 3 ก็เป็นผู้ปกครองท้องที่ควรจะทราบดีว่าที่ดินแปลงนี้อาจมีปัญหาว่าอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพราะราษฎรบริเวณนั้นต่างก็ทราบดี หากจำเลยที่ 3 ให้ถ้อยคำโดยสุจริตมิได้เจตนาอื่นแอบแฝง จำเลยที่ 3 ก็ควรจะให้ข้อมูลนี้แก่คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษด้วย แต่จำเลยที่ 3 ก็หาได้มีกระทำไม่ นอกจากนี้ จำเลยที่ 3 ยังได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินเกี่ยวกับสภาพที่ดินในตำบลเขาไม้แก้วอีกว่า ส่วนใหญ่จะมีสภาพเป็นป่าละเมาะและเป็นที่ดอน มีประชาชนอยู่น้อย และใกล้ป่าสงวน (แห่งชาติ) ไม่มีอ่างเก็บน้ำและไม่มีต้นน้ำลำธาร ซึ่งฟังไม่ได้ว่าเป็นความจริงเช่นเดียวกัน เพราะขัดแย้งกับคำเบิกความของนายอำนวยพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 ในตำบลเขาไม้แก้วโดยนายอำนวยได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนยันว่า ที่ดินในตำบลเขาไม้แก้วส่วนใหญ่มีสภาพโล่งเตียนไม่อยู่ในสภาพป่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้ปลูกมันสำปะหลังและเลี้ยงสัตว์ และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาว่า ขณะเกิดเหตุที่ดินในบริเวณตำบลเขาไม้แก้วผืนใหญ่เนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ มีปัญหาว่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าบางละมุง หรือไม่ โดยมีราษฎรจำนวนมากบุกรุกเข้าไปทำไร่ และเจ้าพนักงานป่าไม้ได้ออกใบ สทก.2 ให้ราษฎรเหล่านั้นทำกินทับซ้อนกับที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1106 และเลขที่ 1110 ของบริษัทนิวัชแลนด์ จำกัด และบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ตามลำดับ ซึ่งออกโดยเจ้าพนักงานงานที่ดินอำเภอบางละมุง ทั้งยังขัดแย้งกับรายงานการศึกษาลักษณะดินในพื้นที่คัดเลือกเพื่อเป็นแหล่งฝังกลบขยะของเมืองพัทยาของกองวิศวกรรมสุขาภิบาล ซึ่งระบุว่าที่ดินแปลงที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อที่ตำบลเขาไม้แก้ว นั้น มีลักษณะเป็นพื้นที่ปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง สับปะรด ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพื้นที่มีห้วยไข่เน่า ห่างจากขอบพื้นที่ทางใต้ประมาณ 700 เมตร ถึง 1,000 เมตร น้ำในห้วยไข่เน่าไหลไปบรรจบกับคลองบางหวายหรือห้วยภูไทรซึ่งอยู่ห่างพื้นที่ประมาณ 2 กิโลเมตร และน้ำจากห้วยภูไทรไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยดอกรายซึ่งอยู่ห่างพื้นที่ประมาณ 15 ถึง 20 กิโลเมตร จำเลยที่ 3 เป็นผู้ปกครองท้องที่โดยเป็นกำนันตำบลเขาไม้แก้ว ควรจะรู้ดีถึงสภาพทั่วไปของที่ดินในเขตปกครองของตนเป็นอย่างดี แต่กลับให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินของเมืองพัทยา จึงส่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 ประสงค์จะจูงใจคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินให้เห็นว่าที่ดินในตำบลเขาไม้แก้วแปลงของนายพีระมีความเหมาะสมที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อไว้สำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะยิ่งกว่าที่ดินในตำบลอื่นๆ ซึ่งอาจอยู่ใกล้เมืองพัทยามากกว่าที่ดินของนายพีระอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่นายพีระกับพวกในการนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 มาเสนอขายให้เมืองพัทยา พฤติกรรมของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวมาทั้งหมดนี้จึงชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 ก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาในครั้งนี้ด้วย โดยมีการจัดสรรแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นขั้นตอน และจำเลยที่ 3 ได้รับหน้าที่กระทำในส่วนดังกล่าว

ส่วนจำเลยที่ 1 จะเป็นตัวการคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาในครั้งนี้ด้วยหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายพีระกับจำเลยที่ 1 และฐานะของนายพีระเสียก่อนว่านายพีระเป็นเพียงลูกจ้างเป็นคนทำสวนของจำเลยที่ 1 และไม่ใช่บุคคลที่มีฐานะดีพอที่จะซื้อที่ดินดังกล่าวได้จริงหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุนายพีระมีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างคนทำสวนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น และไม่ใช่บุคคลที่มีฐานะทางการเงินดีพอที่จะซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 จากบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ในราคาสูงถึง 7,500,000 บาท เพื่อนำที่ดินมาเสนอขายให้แก่เมืองพัทยาได้ ดังจะเห็นได้ว่า แม้แต่เงินค่าธรรมเนียมในการโอนและค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่เมืองพัทยานั้น นายพีระยังต้องให้นายวิชัยผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง นำเงินของธนาคารไปทดรองจ่ายให้ก่อน และยังได้ความจากคำเบิกความของนางสวนีย์ซึ่งเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดินของบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด พยานโจทก์อีกว่า ในการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ของบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ให้แก่นายพีระนั้น จำเลยที่ 2 เป็นคนมาติดต่อและเป็นคนจ่ายค่าที่ดินแก่พยานเพื่อนำไปมอบให้แก่บริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินกัน ซึ่งสอดคล้องตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสมใจประธานกรรมการบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ทั้งยังปรากฏว่าหลังเกิดเหตุนายพีระได้หลบหนีไปจากภูมิลำเนาโดยไม่ยอมมอบตัวต่อสู้คดีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ หากนายพีระมิได้กระทำการใดที่มิชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีเหตุที่นายพีระจะต้องหลบหนีไปจากภูมิลำเนาที่ตนประกอบอาชีพเช่นนั้น ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด กับนายพีระจะต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน และนายพีระถูกบุคคลอื่นเชิดให้ออกหน้าเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงนี้เพื่อนำมาขายต่อให้เมืองพัทยาอีกทอดหนึ่งซึ่งนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้ดำเนินการให้เมืองพัทยารับซื้อที่ดินจากนายพีระโดยมิชอบด้วยอำนาจหน้าที่และโดยทุจริตดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า นายพีระไม่ใช่คนทำสวนของจำเลยที่ 1 แต่นายพีระมีธุรกิจเป็นผู้รับเหมาจัดสวนที่จำเลยที่ 1 จ้างมาจัดสวนที่บ้านของจำเลยที่ 1 เป็นครั้งคราวนั้น ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ในข้อนี้ได้ ส่วนจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังโดยเป็นคนเชิดนายพีระคนทำสวนของตนให้ออกหน้าเป็นผู้ซื้อขายที่ดินแปลงนี้หรือไม่นั้น โจทก์มีนายปัญญา เจ้าหน้าที่ป้องกันดับเพลิงประจำเมืองพัทยาเป็นพยานเบิกความว่า ประมาณเดือนกันยายน 2535 เมืองพัทยาได้ปิดประกาศ ไว้ที่บอร์ดศาลาว่าการเมืองพัทยาว่าเมืองพัทยาประสงค์จะซื้อที่ดินเนื้อที่ 140 ไร่ ห่างจากเขตเมืองพัทยาไม่เกิน 15 กิโลเมตร เพื่อใช้สำหรับเป็นที่ทิ้งขยะโดยให้ยื่นหลักฐานระหว่างวันที่ 1 ถึง 15 กันยายน 2535 พยานจึงไปแจ้งให้นายวีระซึ่งเป็นเพื่อนกันทราบ เพื่อจัดหาที่ดินมาเสนอขายให้แก่เมืองพัทยา ต่อมาพยานทราบจากนายวีระว่าสามารถรวมรวบที่ดินได้แล้วเนื้อที่ 150 ไร่ ซึ่งพยานได้ดูหลักฐานที่นายวีระนำมาให้ดูแล้วปรากฏว่าเป็นที่ดินอยู่ตำบลเขาไม้แก้วบางส่วนและอยู่ตำบลโป่งบางส่วน นายวีระบอกว่าจะขายในราคาไร่ละ 300,000 บาท ถึง 350,000 บาท โดยที่ดินดังกล่าวอยู่ห่างจากเมืองพัทยาประมาณ 15 กิโลเมตร พยานได้ปรึกษานายวัฒนา รองนายกสภาเมืองพัทยา แล้ว ก็ทราบว่ามีผู้ขายรายอื่นยื่นขายที่ดินต่อเมืองพัทยาเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่ยื่นขายคือกำนัน พยานจึงไม่ได้นำหลักฐานเอกสารสิทธิที่ดินที่นายวีระรวบรวมมาเสนอต่อเมืองพัทยาและคืนให้แก่นายวีระไป โจทก์ยังมีนางเคี้ยน เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ประมาณเดือนสิงหาคม 2535 นายวีระ ญาติของพยานได้ขอให้พยานหาที่ดินในตำบลเขาไม้แก้ว เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ มาให้ครบภายใน 7 วัน เพื่อนำไปเสนอขายให้แก่เมืองพัทยาสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ พยานจึงไปติดต่อกับบุตรหลานซึ่งมีที่ดินอยู่บริเวณดังกล่าวและรวบรวมที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้วได้มาเนื้อที่ประมาณ 160 ไร่ ที่ดินดังกล่าวมีหลักฐานทางทะเบียนเป็น น.ส. 3 อยู่ห่างจากเมืองพัทยาประมาณ 11 กิโลเมตร และตกลงจะขายในราคาไร่ละ 300,000 บาท นายวีระได้บอกพยานว่าจะนำหลักฐานทางทะเบียนดังกล่าวไปยื่นขายให้แก่เมืองพัทยา แต่วันเดียวกันนั้นในเวลาตอนเย็นนายวีระกลับมาบอกพยานว่าไม่ต้องยื่นประมูลแล้ว เนื่องจากมีรายอื่นไปยื่นแล้ว และมีราคาต่ำกว่าที่พยานตกลงจะขายผู้ที่ยื่นประมูลตามที่นายวีระบอกคือกำนัน ซึ่งต่อมาพยานทราบว่ากำนันคนดังกล่าวคือกำนันเป๊าะจำเลยที่ 1 คดีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายปัญญาดังกล่าวข้างต้น โจทก์ยังมีนายชลอ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลโป่ง เป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกว่า พยานมีที่ดิน น.ส. 3 ก. เนื้อที่ 18 ไร่ อยู่ที่ตำบลเขาไม้แก้ว เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2535 นางเคี้ยนเคยไปติดต่อขอซื้อจากพยาน พยานตกลงขายในราคาไร่ละ 300,000 บาท นอกจากนี้ยังมีเจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียงตกลงขายที่ดินให้นางเคี้ยนเช่นเดียวกัน มีนางผวน นางสมควร นางพิน (ที่ถูกน่าจะเป็นนางพิมพ์) และนายธงชัยโดยตกลงขายในราคาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีนางบุญชูกับนางสมใจตกลงขายที่ดินให้นางเคี้ยนด้วย ต่อมานางเคี้ยนเอาสำเนาเอกสารที่ดินมาคืนให้พยานโดยบอกว่าขายไม่ได้แล้วและโจทก์มีนางพิมพ์ เป็นพยานเบิกความรับรองว่า พยานมีที่ดินอยู่ตำบลเขาไม้แก้วประมาณ 100 ไร่เศษ เดิมมีหลักฐานเป็น น.ส. 3 เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2535 นางเคี้ยนได้มาติดต่อขอซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวไปขายต่อให้เมืองพัทยาสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ พยานตกลงขายให้เนื้อที่ 70 ไร่ ในราคาไร่ละ 300,000 บาท แสดงให้เห็นว่า ในขณะนั้นน่าจะมีข่าววงในเป็นที่ทราบกันแล้วว่าจำเลยที่ 1 มีความประสงค์จะเสนอขายที่ดินให้แก่เมืองพัทยาเอง ซึ่งน่าจะเป็นเหตุให้นายปัญญาตัดสินใจไม่กล้ายื่นเสนอขายที่ดินที่นางเคี้ยนรวบรวมมาได้แข่งขันกับจำเลยที่ 1 ยิ่งกว่าเหตุอื่นตามที่นายปัญญาเบิกความอ้างถึง โจทก์ยังมีนายวิชัยผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณปลายปี 2535 พยานไปหาลูกค้าเงินฝากที่เมืองพัทยา และทราบจากนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาว่าเมืองพัทยาตกลงซื้อที่ดินจากนายพีระเนื้อที่ 140 ไร่ ต่อมานายวิทยาได้แนะนำให้พยานรู้จักกับนายพีระ นายพีระแจ้งว่าเงินค่าขายที่ดินต้องนำไปให้จำเลยที่ 1 ให้พยานไปคุยกับจำเลยที่ 1 เอาเอง ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2536 พยานไปพบจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยอมตกลงจะฝากเงินไว้เป็นการชั่วคราวแล้วจะโอนไปยังธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน นอกจากนี้ในเดือนเมษายน 2536 พยานทราบจากนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาว่าเมืองพัทยาจะซื้อที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ตำบลเขาไม้แก้วสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ และนายวิทยายังแนะนำพยานอีกว่าหากต้องการได้เงินที่เมืองพัทยาจ่ายเป็นค่าที่ดินไปฝากที่ธนาคารที่พยานทำงานก็ให้ไปขอกับจำเลยที่ 1 เองพยานจึงไปติดต่อกับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้นายวิชัยรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2526 และจำเลยที่ 1 เคยเป็นเจ้าภาพในงานแต่งงานของนายวิชัยอีกด้วย แสดงให้เห็นว่า นายวิชัยมีความคุ้นเคยและมีความเคารพนับถือยำเกรงจำเลยที่ 1 มาก จึงไม่มีเหตุให้สงสัยว่านายวิชัยจะให้การเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 โดยปราศจากมูลความจริง ดังนั้น สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝากเงินและถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระและจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉางนั้น คงรับฟังได้ว่า ในวันที่นายพีระจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ให้แก่เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2536 นั้น เมืองพัทยาได้สั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพัทยา จำนวนเงิน 93,520,000 บาท มอบให้นายพีระเป็นการชำระราคาที่ดินที่ซื้อขาย แล้วนายวิชัยผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง พยานโจทก์ได้นำเช็คไปฝากเรียกเก็บเงินที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพัทยา แล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายพีระที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ซึ่งนายพีระเปิดเตรียมไว้ก่อน แล้วนายพีระกับนายวิชัยได้เดินทางไปยังธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง นายวิชัยนำแบบพิมพ์ใบถอนเงินให้นายพีระลงลายมือชื่อไว้หลายแผ่น และในวันเดียวกันนั้นนายพีระได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนจำนวน 32,260,986 บาท แล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่เปิดรอไว้ก่อนที่ธนาคารเดียวกันเป็นเงินจำนวน 30,000,000 บาท ส่วนอีกจำนวน 2,260,986 บาท นายวิชัยได้หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนที่ดินที่ธนาคารได้ทดรองจ่ายให้นายพีระครั้นวันที่ 21 มิถุนายน 2536 มีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระจำนวน 20,000,000 บาท แล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารเดียวกัน ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2536 มีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระจำนวน 15,000,000 บาท แล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารเดียวกัน วันที่ 23 มิถุนายน 2536 มีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระจำนวน 19,761,000 บาท แล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000,000 บาท และโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติล ภริยาจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน จำนวน 13,000,000 บาท ส่วนเงินอีกจำนวน 1,760,000 บาท เบิกถอนเป็นเงินสดและไม่ปรากฏที่ไปของเงินและวันที่ 25 มิถุนายน 2536 มีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระก้อนสุดท้ายเป็นเงินสดจำนวน 6,535,042.74 บาท จนหมดบัญชีและนายพีระได้ขอปิดบัญชี ข้อมูลดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นว่า เงินที่นายพีระได้จากการขายที่ดินให้แก่เมืองพัทยาได้ถูกถ่ายโอนจากบัญชีเงินฝากของนายพีระไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เกือบทั้งหมดและมีการถ่ายโอนเงินบางส่วนไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 คงไม่ปรากฏที่ไปของเงินอีกจำนวนเพียง 8,000,000 บาทเศษ เท่านั้น นอกจากนี้คดียังได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบและฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าหลังจากมีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้วเมื่อระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน 2536 ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้โอนเงินมาเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน รวม 3 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวนมากถึง 70,000,000 บาท เมื่อรวมกับจำนวนเงินที่นายพีระโอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงมีเงินค่าที่ดินโอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 รวมจำนวน 83,000,000 บาท ซึ่งต่อมาปรากฏว่าเมื่อระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน 2536 ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2536 เงินในบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 ก็ได้ถ่ายโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน จำนวน 20,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 นางสาวศิริลักษณ์ และนางสาวศิริมาศ ที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด สาขาหนองมนรวม 3 บัญชี รวมเป็นเงินจำนวน 20,000,000 บาท และเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน จำนวน 10,000,000 บาท หากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ที่นายพีระขายให้แก่เมืองพัทยาเป็นของนายพีระ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมีการถ่ายโอนเงินค่าขายที่ดินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 กับนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 เกือบทั้งหมด แล้วมีการถ่ายโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 มาเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ใหม่เช่นนั้น ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่านายวิชัยรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 จึงมาขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยพูดกับนายพีระให้นำเงินค่าที่ดินไปฝากไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉางที่นายวิชัยเป็นผู้จัดการสาขาเพื่อแจ้งผลงานนั้น ก็ฟังดูไม่สมเหตุผล เพราะบัญชีของนายพีระและจำเลยที่ 1 ที่เปิดไว้เป็นเพียงบัญชีเงินฝากประเภทสะสมทรัพย์ และจำเลยที่ 1 กับนายพีระก็ฝากเงินไว้ในบัญชีเพียงไม่กี่วัน ก็มีการถ่ายโอนมาเข้าบัญชีของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน เกือบหมด ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาอีกว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 นายพีระได้นำเช็คผู้ถือจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คอีกด้วย ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวให้แก่นายพีระเป็นค่าตอบแทนที่นายพีระให้ความร่วมมือยอมเป็นหุ่นเชิดของจำเลยที่ 1 ในการดำเนินการซื้อแล้วนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ไปขายให้แก่เมืองพัทยา เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับข้อเท็จจริงที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยานำเช็คผู้ถือที่จำเลยที่ 1 กับนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินจำนวน 2,000,000 บาท และ 3,000,000 บาท ตามลำดับ รวมจำนวนเงิน 5,000,000 บาท ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าเป็นค่าตอบแทนที่นายวิทยาได้รับจากจำเลยที่ 1 เพื่อการทุจริตในการจัดซื้อที่ดินแปลงนี้ จึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้อยู่เบื้องต้นหรือตัวการในการเชิดให้นายพีระคนทำสวนของตนไปจัดซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ในราคา 7,500,000 บาท จากบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด แล้วนำมาเสนอขายให้แก่เมืองพัทยาในราคา 108,000,000 บาท เพราะเป็นไปไม่ได้ที่นายพีระซึ่งเป็นเพียงลูกจ้างเป็นคนทำสวนของจำเลยที่ 1 จะสามารถทำเรื่องใหญ่ที่มีความซับซ้อนและต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเช่นนี้ได้ตามลำพัง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าหากนายพีระเป็นเพียงคนทำสวน คงไม่มีใครใช้คนไม่มีความรู้ไปทำเรื่องซื้อขายที่ดินราคากว่า 93,000,000 บาท นั้น เห็นว่า ไม่ใช่เหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะยกเป็นข้ออ้างเพื่อหักล้างพยานโจทก์ได้เพราะได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนสนิทของจำเลยที่ 1 และเป็นนายหน้าค้าที่ดินได้ช่วยเดินเรื่องให้นายพีระ ส่วนเรื่องเงินค่าขายที่ดินจำนวนกว่า 93,000,000 บาท ก็มีนายวิชัยนายธนาคารซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 เป็นคนคอยดูแลนำฝากและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 กับภริยาจำเลยที่ 1 เสมือนหนึ่งจำเลยที่ 1 เป็นนายทุนเจ้าของที่ดินแปลงนี้ อันเป็นพฤติการณ์ที่สนับสนุนให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้เชิดให้นายพีระคนทำสวนของตนเป็นตัวแทนในการซื้อขายที่ดินแปลงนี้ นายพีระจึงต้องโอนเงินค่าที่ดินคืนให้จำเลยที่ 1 เมื่อนำมารับฟังประกอบเข้าด้วยกันแล้วก็มีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาในครั้งนี้ด้วยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และเหตุผลต่างๆ ที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างมาในฎีกา ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ โจทก์หาได้สืบไม่สมฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับนายวิทยาและพวกที่หลบหนีได้ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะครั้งนี้ด้วยกัน โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำตามขั้นตอนที่แต่ละคนได้รับมอบหมายไปกระทำดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นจนความผิดสำเร็จ นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และเมื่อการกระทำของนายวิทยาเป็นความผิดตามมาตรา 151 อันเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อที่ดินของเมืองพัทยาด้วย จึงขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 151 แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดดังกล่าวของนายวิทยา จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบด้วยมาตรา 86 อันเป็นความผิดบทเฉพาะและไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ประกอบด้วยมาตรา 86 เป็นบททั่วไปเช่นเดียวกัน เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องยกข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างมาในฎีกาขึ้นมาวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปในทางใด ก็ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลงไปได้

นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงเหตุแห่งการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา เป็นการเสียหายแก่รัฐของนายวิทยากับจำเลยที่ 4 และที่ 5 มารวม 2 ประการ ประการแรก นายวิทยากับจำเลยที่ 4 และที่ 5 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ของนายพีระตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และประการที่ 2 นายวิทยากับจำเลยที่ 4 และที่ 5 รู้อยู่แล้วว่านายพีระซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาในราคาไร่ละ 50,000 บาท แต่นายวิทยากับพวกดังกล่าวร่วมกันดำเนินการให้เมืองพัทยารับซื้อที่ดินดังกล่าวจากนายพีระในราคาไร่ละ 668,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเป็นจริงมาก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายวิทยากับพวกร่วมกันดำเนินการจัดซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายพีระในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงมาก ในเหตุประการที่ 2 อันเป็นการเพียงพอที่จะรับฟังว่า นายวิทยากับพวกได้กระทำความผิดตามคำฟ้องแล้ว เช่นนี้จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยต่อไปอีกว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าบางละมุง หรือไม่ ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นฎีกาอีก เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปในทางใด ก็ไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลงไปได้

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปอีกว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามคำฟ้องข้อ (ค) ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 นั้น มีลักษณะเป็นการยุยงส่งเสริมก่อให้นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อยู่ในตัว แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า ในช่วงวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้สินบนหรือเป็นผู้ยุยงส่งเสริมก่อให้นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ได้เป็นตัวการร่วมกับนายวิทยากับพวกกระทำการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาอย่างเป็นขบวนการโดยมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันกระทำมาแต่ต้นจนกระทั่งความผิดสำเร็จ เพียงแต่จำเลยที่ 1 ขาดคุณสมบัติการเป็นเจ้าพนักงาน จึงรับโทษแค่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายวิทยากับพวกดังกล่าว ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานหรือไม่ก็ตาม ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ย่อมเกลื่อนกลืนเป็นการกระทำความผิดในกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตแล้ว ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตได้แต่เพียงบทเดียวเท่านั้น กรณีนี้ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานอันเป็นบทเฉพาะเจาะจงแล้ว จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างเป็นปัญหาข้อกฎหมายมาในฎีกา เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องวินิจฉัยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้อีกต่อไป เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในส่วนนี้ได้ และเมื่อศาลฎีกาไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามคำฟ้องข้อ (ค) ได้ จึงมีผลทำให้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อกฎหมายข้อที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามฟ้องข้อ (ค) และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตตามคำฟ้องข้อ (ข) เป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ เป็นอันตกไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องข้อ (ข) (ง) และ (ฉ) เป็นความผิดสามกรรมต่างกัน ดังที่ศาลชั้นวินิจฉัยหรือเป็นความผิดกรรมเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย และมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดตามคำฟ้องข้อ (ง) และ (ฉ) แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดตามคำฟ้องข้อ (ข) หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวคงได้ความตามทางพิจารณาว่า ที่จำเลยที่ 3 กับพวกเป็นผู้ใช้จ้างวานให้นายอำนวยกับนายสมใจไปแจ้งแก่นายไพรัตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 ในราคา 1,200,000 บาท อันเป็นความเท็จ และที่จำเลยที่ 3 กับพวกเป็นผู้ใช้จ้างวานให้นายเยิ้มกับนายอำพลไปแจ้งแก่นายไพรัตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42958 ในราคา 1,400,000 บาท อันเป็นความเท็จ นั้น จำเลยที่ 3 กับพวกกระทำไปก็โดยมีเจตนาหรือวัตถุประสงค์ที่จะสร้างราคาที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ของนายพีระให้สูงขึ้นกว่าความเป็นจริงเพื่อให้นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากับพวกนำหลักฐานการซื้อขายที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานแสดงประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษของเมืองพัทยาในการจัดซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ของนายพีระ การกระทำของจำเลยที่ 3 กับพวกดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของแผนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาและจำเลยที่ 3 กับพวกได้ร่วมมือกันกระทำอย่างเป็นขบวนการโดยมีการแบ่งหน้าที่กันกระทำจนความผิดสำเร็จ อันเป็นความผิดตามคำฟ้องข้อ (ข) แม้วันเวลากระทำความผิด ลักษณะของความผิดและผู้เสียหายจะแตกต่างกัน แต่ก็เป็นกรณีการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน ความผิดของจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องข้อ (ข) (ง) และ (ฉ) จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย หาใช่เป็นเรื่องกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แตกต่างอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ดังที่โจทก์ฎีกาไม่

ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องข้อ (ง) และ (ฉ) เป็นการกระทำเดียวกับคำฟ้องข้อ (ข) เมื่อจำเลยที่ 3 มีความผิดตามคำฟ้อง ข้อ (ง) และ (ฉ) แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดตามคำฟ้องข้อ (ข) อีก เพราะโจทก์นำเอาข้อเท็จจริงเพียงเหตุการณ์เดียวมาแยกฟ้องจำเลยที่ 3 เป็น 2 ฐานความผิด นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องข้อ (ข) (ง) และข้อ (ฉ) เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกันและเป็นเหตุการณ์คนละตอนกัน แม้จะอยู่ในแผนการทุจริตคอร์รัปชันเดียวกัน ก็มีการกระทำหลายอย่างและแต่ละอย่างเป็นความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบททั้งฐานใช้ให้ผู้อื่นแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ตามคำฟ้องข้อ (ง) (ฉ) และ (ข)

สรุปแล้ว ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพียงบางส่วน และไม่เห็นพ้องด้วยในบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วนและฟังไม่ขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

อนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างอุทธรณ์นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 จากสารบบความ ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 เพียงบทเดียว กำหนดโทษให้คงเดิม ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 บทหนึ่ง และมาตรา 267 ประกอบมาตรา 84 อีกสองบท การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามมาตรา 90 กำหนดโทษให้คงเดิม สำหรับข้อหาอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 กับให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

??

??

??

??

22
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3 ม. 84 ม. 86 ม. 91 ม. 151 ม. 157 ม. 267
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายสมชาย คุณปลื้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายบุญชัย วงษาพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7750/2548
#266512
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าในการปล้นทรัพย์ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ" แสดงให้เห็นเจตนาของกฎหมายว่ามุ่งเอาผิดแก่ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคน เพราะผู้กระทำอาจใช้อาวุธนั้นทำร้ายผู้เสียหายอันเป็นเหตุฉกรรจ์ได้ ความในวรรคสี่ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า "ถ้าการปล้นทรัพย์ได้กระทำโดย ฯลฯ ใช้ปืนยิง ฯลฯ ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ แสดงให้เห็นต่อเนื่องกันไปว่าถ้าผู้กระทำคนหนึ่งคนใดใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์นั้น ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคนก็ยังคงต้องร่วมรับผิดในการกระทำนั้นตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในมาตราเดียวกัน เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 2 จึงต้องมีความผิดตามบทบัญญัติในวรรคสี่ของมาตรา 340 ด้วย.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 340, 340 ตรี, 371, 91, 83 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 4,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยแต่ละคนต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2024/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าต่างก็เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 18 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 19 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 9 ปี 9 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 4,900 บาท แก่ผู้เสียหาย เนื่องจากศาลยังมิได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุกคนละ 24 ปี ลดโทษให้ตามมาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 12 ปี เมื่อรวมกับโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ อีก 2 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกคนละ 12 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการกระทำที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงขึ้นฟ้า 2 นัด ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสี่ ด้วยหรือไม่ ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าในการปล้นทรัพย์ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ" แสดงให้เห็นเจตนาของกฎหมายว่ามุ่งเอาผิดแก่ผู้ปล้นทรัพย์ทุกคน ถ้าผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย เพราะผู้กระทำอาจใช้อาวุธนั้นทำร้ายผู้เสียหายอันเป็นเหตุฉกรรจ์ได้ ความในวรรคสี่ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า "ถ้าการปล้นทรัพย์ได้กระทำโดย ฯลฯ ใช้ปืนยิง ฯลฯ ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ" แสดงให้เห็นต่อเนื่องกันไปว่าถ้าผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์นั้น ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคนก็ยังคงต้องร่วมรับผิดในการกระทำนั้นตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในมาตราเดียวกัน ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิด เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์ ข้อที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าขณะจำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงนั้น จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาห่างจากนายพิทยาเกือบ 30 เมตร และอยู่ห่างจากถนน 2 เมตรเท่านั้น ทำนองว่าการปล้นทรัพย์ขาดตอนไปแล้ว เห็นว่า การปล้นทรัพย์จะขาดตอนแล้วหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ ซึ่งมิได้จำกัดด้วยระยะทางดังที่จำเลยที่ 2 เข้าใจ คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 จะขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาเกือบถึงถนนสายป่าโมก - สุพรรณบุรีแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในบริเวณสถานีบริการน้ำมันที่เกิดเหตุซึ่งทางฝ่ายนายพิทยากับพวกยังอาจติดตามขัดขวางการปล้นทรัพย์นั้นได้ ยังอยู่ในขั้นตอนของการพาเอาทรัพย์ไป การปล้นทรัพย์ของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงยังไม่ขาดตอนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสี่ จึงชอบแล้ว ข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุตนมีอายุเพียง 19 ปี ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จึงสมควรได้รับการลดหย่อนโทษนั้น เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 จะมีอายุเพียง 19 ปี แต่พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้ผิดชอบแล้วยังขืนกระทำความผิดโดยอุกอาจ มิใช่ทำด้วยความคะนอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 2 จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340 วรรคสอง ม. 340 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายนิทัศน์หรือโหน แย้มวารี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายวิเชียร เจียรสุธรรมพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา