คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6980/2548
#267456
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการ "เลมอนกรีน (LEMON GREEN)" ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วได้อนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวโดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนอันเป็นผลให้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับสิทธิหรือกล่าวอ้างสิทธิตามสัญญาแต่อย่างใด แต่ฟ้องกล่าวหาจำเลยกระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์ โดยจำเลยยังคงใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์ หลังจากที่โจทก์ได้แจ้งบอกเลิกการอนุญาตให้ใช้แล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วซึ่งมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายบริการนั้นสำหรับบริการที่ได้จดทะเบียนไว้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 44 ย่อมมีสิทธิฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์ได้

การที่จำเลยเคยใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งหมดให้ประชาชนได้เห็นแล้วต่อมาจำเลยเพียงแต่ลอกป้ายส่วนที่เป็นรูปและคำว่า "LEMON" ออกโดยป้ายต่างๆ ยังติดตั้งอยู่ที่เดิม ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปที่เคยเห็นป้ายร้านค้าของจำเลยดังกล่าวเข้าใจได้ว่าร้านค้าของจำเลยยังเป็นร้าน LEMON GREEN อยู่ส่วนรูปและคำว่า "LEMON" ที่หายไปนั้นก็อาจเข้าใจว่าเป็นเพราะป้ายได้รับความเสียหายเท่านั้น ถือว่าจำเลยยังใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์อยู่อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์

ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องว่า หากจำเลยไม่ดำเนินการถอดป้ายและลบเครื่องหมายบริการของโจทก์ออกจากร้านค้าของจำเลย โจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้โจทก์เข้าไปถอดป้ายและลบเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวได้โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น หากโจทก์จะกระทำการดังกล่าวย่อมเป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของจำเลยโดยไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดให้อำนาจแก่โจทก์ดำเนินการเช่นนั้นได้ คำขอในส่วนนี้ของโจทก์ จึงเป็นคำขอที่ไม่อาจพิพากษาบังคับให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอดป้ายและลบเครื่องหมายบริการรูปและคำว่า เลมอนกรีน (LEMON GREEN) ของโจทก์ออกจากร้านค้าสะดวกซื้อในสถานีบริการน้ำมันของจำเลย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์เข้าไปถอดป้ายและลบเครื่องหมายบริการของโจทก์ออกจากร้านค้าสะดวกซื้อในบริการสถานีบริการน้ำมันของจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด กับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 63,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถอดป้ายและลบเครื่องหมายบริการของโจทก์ในร้านค้าสะดวกซื้อในบริเวณสถานีบริการน้ำมันของจำเลยจนเป็นที่เรียบร้อย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยหากโจทก์ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่จำเลยจนครบถ้วน

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการ "เลมอนกรีน (LEMON GREEN)" คือเครื่องหมายบริการ และ ซึ่งได้จดทะเบียนไว้สำหรับบริการ จำพวกที่ 42 การจัดการขายสินค้า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2537 โจทก์อนุญาตด้วยวาจาให้จำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์สำหรับร้านค้าสะดวกซื้อของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสถานีบริการน้ำมันบางจากของจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2542 จำเลยเลิกเป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากแต่ยังคงประกอบกิจการร้านค้าสะดวกซื้อโดยใช้เครื่องหมายการค้า "เลมอนกรีน (LEMON GREEN)" ของโจทก์เรื่อยมา โจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์และบอกกล่าวให้จำเลยถอดป้ายและลบเครื่องหมายบริการของโจทก์ออกจากร้านค้าสะดวกซื้อของจำเลยแล้ว แต่จำเลยยังใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์ในกิจการร้านค้าสะดวกซื้อของจำเลยต่อไป ตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์อนุญาตด้วยวาจาให้จำเลยใช้เครื่องหมายบริการเลมอนกรีน (LEMON GREEN) โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนจะมีผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 68 จะบัญญัติให้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ดังนั้น การที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวโดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนย่อมทำให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการดังกล่าวตกเป็นโมฆะเพราะมิได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด แต่คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับสิทธิหรือกล่าวอ้างสิทธิตามสัญญาที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องหมายบริการเลมอนกรีน (LEMON GREEN) ของโจทก์แต่อย่างใด เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์ โดยจำเลยยังคงใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์หลังจากที่โจทก์ได้แจ้งบอกเลิกการอนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์แล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วซึ่งมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายบริการนั้นสำหรับบริการที่ได้จดทะเบียนไว้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 44 ย่อมมีสิทธิฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเหตุผลว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตกเป็นโมฆะจึงบังคับกันไม่ได้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น เมื่อปรากฏว่าคู่ความนำสืบพยานหลักฐานในประเด็นข้อพิพาทมาแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยอีก โดยมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า การที่จำเลยยังคงใช้เครื่องหมายบริการ เลมอนกรีน (LEMON GREEN) หลังจากโจทก์บอกเลิกการอนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์แล้ว เป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวมาข้างต้นแล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายบริการ "เลมอนกรีน (LEMON GREEN)" ที่ได้โจทก์ทะเบียนไว้แล้วสำหรับบริการการจัดการขายสินค้า โจทก์ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายบริการสำหรับบริการดังกล่าวที่ตนได้จดทะเบียนไว้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 44 การที่จำเลยยังคงใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์กับกิจการร้านค้าขายสินค้าอันเป็นการบริการที่โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายบริการไว้ย่อมเป็นการใช้โดยไม่มีสิทธิและเป็นการละเมิดต่อสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความหลังจากได้รับแจ้งจากโจทก์แล้วจำเลยได้ลอกป้ายรูปและคำว่า "LEMON" ออกแล้วก็ตาม แต่ก็เห็นว่า คำว่า "GREEN" เป็นส่วนหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายบริการของโจทก์ ทั้งการที่จำเลยเคยใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์ให้ประชาชนได้เห็นทั้งรูปและคำถามเครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งหมด แล้วต่อมาจำเลยเพียงแต่ลอกป้ายส่วนที่เป็นรูปและคำว่า "LEMON" ออก โดยป้ายต่างๆ ยังติดตั้งอยู่ที่เดิม ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปที่เคยเห็นป้ายร้านค้าสะดวกซื้อของจำเลยดังกล่าวเข้าใจว่าร้านค้าสะดวกซื้อของจำเลยยังเป็นร้านเลมอนกรีน (LEMON GREEN) อยู่ ส่วนรูปและคำว่า "LEMON" ที่หายไปนั้นก็อาจเข้าใจว่าเป็นเพราะป้ายได้รับความเสียหายเท่านั้น จึงถือว่าจำเลยยังใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์อยู่อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์มาโดยตลอด จำเลยจึงต้องระงับการใช้เครื่องหมายบริการอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายในการกระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์...

ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องว่า หากจำเลยไม่ดำเนินการถอดป้ายและลบเครื่องหมายบริการ เลมอนกรีน (LEMON GREEN) ของโจทก์ออกจากร้านค้าสะดวกซื้อของจำเลย โจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์เข้าไปถอดป้ายและลบเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวได้โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น หากโจทก์จะกระทำการดังกล่าวย่อมเป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของจำเลยโดยไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใด ให้อำนาจแก่โจทก์ดำเนินการเช่นนั้นได้ คำขอในส่วนนี้ของโจทก์จึงเป็นคำขอที่ไม่อาจพิพากษาบังคับให้ได้

พิพากษาว่า ให้จำเลยถอดป้ายและลบเครื่องหมายบริการ "เลมอนกรีน (LEMON GREEN)" ของโจทก์ออกจากร้านค้าสะดวกซื้อในสถานีบริการน้ำมันของจำเลยและให้จำเลยชำระเงินจำนวน 63,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถอดป้ายและลบเครื่องหมายบริการของโจทก์ในร้านค้าสะดวกซื้อในสถานีบริการน้ำมันของจำเลยจนเรียบร้อย คำขออื่นของโจทก์ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44 ม. 68 ม. 70 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากกรีนเนท จำกัด
จำเลย — บริษัทอรุณ-วรรณาปิโตรเลียม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรินทร์ นาควิเชียร
ชื่อองค์คณะ
กนก อินทรัมพรรย์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6967/2548
#266478
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม ย่อมเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง แยกการกระทำต่างหากจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นความผิดกรรมเดียวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย แต่โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรลงโทษจำเลยทั้งสี่ให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสี่ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบ มาตรา 225 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง และมีอำนาจวินิจฉัยไปถึงจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 4 ที่มิได้ฎีกาได้ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 63, 64 ป.อ. มาตรา 33, 83, 91, 92 ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6919/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63, 64 (ที่ถูกมาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร จำคุก 1 ปี ฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2547 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2547 ของศาลชั้นต้นและขอริบของกลางนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาเพราะจำเลยที่ 1 หลบหนี และของกลางที่โจทก์ขอริบ ศาลได้มีคำพิพากษาริบไว้ในคดีก่อนแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสี่กับพวกรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นนั่งโดยสารไปในรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน นค 241 ปทุมธานี และใช้รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บษ 1037 ชลบุรี ขับนำหน้ารถยนต์กระบะที่ใช้บรรทุกคนต่างด้าวในลักษณะเป็นขบวน เพื่อนำทางและหลบหลีกการตรวจค้นจับกุมของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุมย่อมเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง สามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ ทั้งจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทนั้นจึงเป็นการมิชอบ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรลงโทษจำเลยทั้งสี่ให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสี่ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง และมีอำนาจวินิจฉัยไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่มิได้ฎีกาได้ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นางสังเวียน แซ่ห่อ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายชาตรี พงษ์อาภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมชาย พันธุมะโอภาส
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6966/2548
#266424
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุผู้ตายและจำเลยต่างเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ที่สถานีตำรวจแห่งเดียวกัน ก่อนเกิดเหตุ เมื่อผู้ตายพบจำเลย ผู้ตายชอบพูดแหย่จำเลยว่าจะจีบคนรักของจำเลยซึ่งเป็นพยาบาล จนทำให้จำเลยมีอาการหึงหวงและโกรธผู้ตาย วันเกิดเหตุจำเลยเห็นผู้ตายยืนรอโทรศัพท์ที่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะฝั่งตรงข้ามกับสถานีตำรวจ จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปจอดฝั่งตรงข้ามกับตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวแล้วเดินกลับไปกลับมาบริเวณหน้าสถานีตำรวจ 3 ถึง 4 เที่ยว อันเป็นการคิดตัดสินใจไว้ล่วงหน้า จากนั้นจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทางด้านหลังถึง 5 นัด จนผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นการยิงโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หาใช่เป็นการตัดสินใจทันทีทันใดไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3736/2545 ของศาลชั้นต้นแต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

คดีนี้โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 289, 32, 33 ริบหัวกระสุนปืนขนาด .38 ของกลาง

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 158, 352, 91 นับโทษจำเลยต่อจากโทษในสำนวนแรก และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวนเงิน 12,941 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4), 158, 352 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต ฐานยักยอกและเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นหน้าที่ของตนที่จะรักษาไว้เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นหน้าที่ของตนที่จะรักษาไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อลงโทษประหารชีวิต จึงไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษในสำนวนที่ 2 (ที่ถูกสำนวนแรก) ได้ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 12,941 บาท แก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 158 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยในฐานนี้มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน ฐานเป็นเจ้าพนักงานเอาไปเสียหรือทำให้สูญหายซึ่งทรัพย์อันเป็นหน้าที่ของตนที่จะรักษาไว้ จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 38 ปี 10 เดือน คำขออื่นให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง มีหน้าที่ที่จะปกครองหรือรักษาไว้ซึ่งอาวุธปืนสั้น ขนาด .38 หมายเลขทะเบียนตราโล่ 3721899 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 6 นัด ซองพกหนัง จำนวน 1 ซอง และแส้ทำความสะอาดอาวุธปืนจำนวน 1 ชุด ของกรมตำรวจในขณะนั้น แต่จำเลยกลับเอาไปเสียหรือทำให้สูญหายซึ่งทรัพย์ดังกล่าว และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงสิบตำรวจชิษณุพงษ์ ผู้ตาย จนถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายและจำเลยต่างเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง ก่อนเกิดเหตุ เมื่อผู้ตายพบจำเลย ผู้ตายชอบพูดแหย่จำเลยว่าจะจีบคนรักของจำเลยซึ่งเป็นพยาบาล จนทำให้จำเลยมีอาการหึงหวงและโกรธผู้ตาย วันเกิดเหตุจำเลยเห็นผู้ตายยืนรอโทรศัพท์ที่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะฝั่งตรงข้ามกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปจอดฝั่งตรงข้ามกับตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวแล้วเดินกลับไปกลับมาบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง 3 ถึง 4 เที่ยว อันเป็นการคิดตัดสินใจไว้ล่วงหน้า จากนั้นจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทางด้านหลังถึง 5 นัด จนผู้ตายถึงแก่ตาย เป็นการยิงโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หาใช่เป็นการตัดสินใจทันทีทันใดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ให้ประหารชีวิต ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) จำคุกตลอดชีวิตเมื่อรวมโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน ในความผิดฐานอื่นตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) ด้วยแล้วคงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — พลตำรวจนพดล ยะธาตุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวิชล วิมุตติสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบัณฑิต รชตะนันท์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6960/2548
#266710
เปิดฉบับเต็ม

ความจำเป็นของนายจ้างที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นความจำเป็นที่สำคัญอันจะมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างมาก ทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้ มิใช่เป็นแต่เพียงความจำเป็นทั่ว ๆ ไป เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อกิจการของนายจ้างมากนัก อีกทั้งระยะเวลาในการแก้ไขเหตุแห่งความจำเป็นนั้นจะต้องมีกำหนดเวลาที่แน่นอนติดต่อกันอย่างพอสมควร การที่ในระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างมีคำสั่งให้ลูกจ้างบางส่วนคือ ท. กับพวกรวม 444 คน หยุดงานชั่วคราวเป็นระยะ ๆ จำนวน 17 ครั้ง ครั้งหนึ่งไม่เกิน 2 วัน รวม 31 วัน แม้โจทก์จะอ้างว่ายอดสั่งซื้อสินค้าลดลงก็ตาม ลักษณะการสั่งให้หยุดงานชั่วคราวของโจทก์ดังกล่าวเป็นการหยุดงานตามที่โจทก์คาดหมายว่าจะประสบปัญหาการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าซึ่งไม่มีความแน่นอน ประกอบกับโจทก์มีปัญหาด้านแรงงานกับลูกจ้างและบางครั้งโจทก์ขาดวัตถุดิบเนื่องจากไม่ได้กักตุนวัตถุดิบไว้ ความจำเป็นในการหยุดงานชั่วคราวของโจทก์จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการบริหารจัดการของโจทก์เองที่ขาดการวางแผนงานที่ดีและมีปัญหาด้านแรงงาน มิใช่เป็นเหตุจำเป็นถึงขนาดต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 14/2546 ลงวันที่ 22 เมษายน 2546

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 ว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนเครื่องคำนวณไฟฟ้า (คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์) นายทองเอื้อกับพวกรวม 444 คน ทำงานเป็นลูกจ้าง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ให้ลูกจ้างของโจทก์หยุดงานในระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 จำนวน 17 ครั้ง รวม 31 วัน เป็นการหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน" บทบัญญัติดังกล่าว เป็นกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองนายจ้างในกรณีที่นายจ้างประสบปัญหามีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวแต่นายจ้างยังมีความประสงค์จะประกอบกิจการของตนอีกต่อไปเพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายของนายจ้างจึงให้นายจ้างรับภาระจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างการหยุดงานเพียงครึ่งเดียวแทนที่จะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเต็มจำนวนในระหว่างที่หยุดกิจการนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน สำหรับความจำเป็นของนายจ้างที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้จะต้องเป็นความจำเป็นที่สำคัญอันจะมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างมาก ทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้ มิใช่เป็นแต่เพียงความจำเป็นทั่ว ๆ ไป เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบแก่กิจการของนายจ้างมากนัก อีกทั้งระยะเวลาในการแก้ไขเหตุแห่งความจำเป็นดังกล่าวจะต้องมีกำหนดเวลาที่แน่นอนติดต่อกันอย่างพอสมควร ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 โจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างบางส่วนคือนายทองเอื้อกับพวกรวม 444 คน หยุดงานชั่วคราวเป็นระยะ ๆ จำนวน 17 ครั้ง ครั้งหนึ่งไม่เกิน 2 วัน รวม 31 วัน แม้โจทก์จะอ้างว่ายอดสั่งซื้อสินค้าลดลงก็ตาม ลักษณะการสั่งให้หยุดงานชั่วคราวของโจทก์ดังกล่าวเป็นการหยุดงานตามที่โจทก์คาดหมายว่าจะประสบปัญหาการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าซึ่งไม่มีความแน่นอน ประกอบกับโจทก์มีปัญหาด้านแรงงานกับลูกจ้างและบางครั้งโจทก์ขาดวัตถุดิบเนื่องจากไม่ได้กักตุนวัตถุดิบไว้ ความจำเป็นในการหยุดงานชั่วคราวของโจทก์ดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการบริหารจัดการของโจทก์เองที่ขาดการวางแผนงานที่ดีและมีปัญหาด้านแรงงาน มิใช่เป็นเหตุจำเป็นถึงขนาดต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แต่อย่างใด คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชิโคนี่ อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางดวงใจ มาตยาคุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6960/2548
#268314
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง เป็นกฎหมายที่คุ้มครองนายจ้างที่ประสบปัญหามีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว แต่นายจ้างยังมีความประสงค์จะประกอบกิจการของตนอีกต่อไป เพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายจึงให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในระหว่างการหยุดงานเพียงครึ่งเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างด้วย สำหรับความจำเป็นของนายจ้างที่จะยกขึ้นอางจะต้องเป็นความจำเป็นที่สำคัญอันจะมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้มิใช่เป็นแต่เพียงความจำเป็นทั่ว ๆ ไป เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบแก่กิจการมากนัก อีกทั้งระยะเวลาในการแก้ไขเหตุแห่งความจำเป็นดังกล่าวจะต้องมีกำหนดเวลาที่แน่นอนติดต่อกันอย่างพอสมควร

โจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างบางส่วนคือ ท. กับพวกรวม 444 คน หยุดงานชั่วคราวเป็นระยะ ๆ จำนวน 17 ครั้ง ครั้งหนึ่งไม่เกิน 2 คน รวม 31 วัน แม้โจทก์จะอ้างว่ายอดสั่งซื้อสินค้าลดลง แต่ลักษณะการสั่งให้หยุดงานชั่วคราวของโจทก์เป็นการคาดหมายว่าจะประสบปัญหาการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าซึ่งไม่มีความแน่นอน ประกอบกับโจทก์มีปัญหาด้านแรงงานกับลูกจ้าง และบางครั้งโจทก์ขาดวัตถุดิบเนื่องจากไม่ได้กักตุนวัตถุดิบไว้ ความจำเป็นในการหยุดงานชั่วคราวของโจทก์เป็นผลสืบเนื่องมาจากการบริหารจัดการของโจทก์เองที่ขาดการวางแผนที่ดีและมีปัญหาด้านแรงงาน มิใช่เป็นเหตุจำเป็นถึงขนาดต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ส่วนจำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยได้วินิจฉัยคำร้องทุกข์ของพนักงานของโจทก์ที่มาร้องทุกข์โดยมีคำสั่งที่ 14/2546 ลงวันที่ 22 เมษายน 2546 ให้โจทก์ในฐานะนายจ้างจ่ายค่าจ้างส่วนที่ค้างอยู่ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานตามปกติระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 จำนวน 31 วัน ให้แก่ลูกจ้างผู้ร้องกับพวกรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,217,099.91 บาท โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากคำสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าลดลง โจทก์จึงมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว โดยมิจำต้องจ่ายเงินอีกร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานปกติในระหว่างวันดังกล่าว ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 14/2546 ลงวันที่ 22 เมษายน 2546

จำเลยให้การว่า คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ 14/2546 ลงวันที่ 22 เมษายน 2546 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การกล่าวอ้างของโจทก์ว่าคำสั่งซื้อสินค้าลดลงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โจทก์ไม่อาจอ้างเหตุความจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เพื่อจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 ว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนเครื่องคำนวณไฟฟ้า (คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์) นายทองเอื้อ อุ่นเรือง กับพวกรวม 444 คน ทำงานเป็นลูกจ้างมีอายุงาน ตำแหน่งงาน และอัตราค่าจ้าง ตามเอกสารแนบท้ายคำสั่งของจำเลยหมายเลข 1 และ 2 โดยเป็นลูกจ้างรายเดือน 18 คน ลูกจ้างรายวัน 426 คน กำหนดจ่ายค่าจ้างลูกจ้างรายเดือน เดือนละครั้งทุกวันสิ้นเดือนกำหนดจ่ายค่าจ้างลูกจ้างรายวันเดือนละ 2 ครั้ง ทุกวันที่ 1 และวันที่ 16 โจทก์มีโรงงานผลิตคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 3 โรงงาน ในประเทศไทยมี 1 โรงงาน การผลิตสินค้าบริษัทโจทก์จะผลิตตามความต้องการของลูกค้า และลูกจ้างจะเป็นผู้เลือกว่าจะให้โรงงานของโจทก์ในประเทศใดเป็นผูผลิต โดยพิจารณาจากราคาสินค้า สถานที่ผลิตชิ้นส่วนประกอบที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการผลิตในบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงรวมทั้งการส่งมอบสินค้าที่ตรงต่อเวลา โจทก์ไม่สามารถเลือกลูกค้าได้เอง ในแต่ละปีโจทก์มีการวางแผนการผลิตล่วงหน้าให้สอดคล้องกับคำสั่งการผลิต โดยพิจารณาจากปัจจัยกำลังคน กำลังการผลิตของเครื่องจักร วันทำงาน ประมาณการการสั่งซื้อสินค้าในกรณีที่มีการสั่งซื้อสินค้ามากเกินกว่าแผนการผลิตที่กำหนดไว้ โจทก์จะพิจารณาให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดและในกรณีที่มีคำสั่งซื้อสินค้าน้อยกว่าแผนการผลิตที่กำหนดไว้โจทก์จะให้ลูกจ้างหยุดการทำงานในบางวัน โดยประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าทุกครั้ง พร้อมทั้งจ่ายเงินให้ร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานปกติตลอดเวลาที่สั่งหยุด อย่างไรก็ตามในวันที่โจทก์สั่งให้ลูกจ้างหยุดการทำงาน โจทก์ได้ให้ลูกจ้างบางส่วนมาทำงานตามปกติเพื่อยิงตัวอักษรบนแป้นคีย์บอร์ดให้ทันกับยอดสั่งซื้อสินค้า ยิงตัวอักษรแทนอักษรที่ผลิตแล้วไม่ชัดเจน ทำตัวอย่างสินค้าหรือซ่อมแซมเครื่องจักร ทำบัญชีค่าจ้างและปิดบัญชี โดยจะให้ลูกจ้างแผนกต่าง ๆ มาช่วย ได้แก่ แผนกเลเซอร์ยิงตัวอักษร แผนกเอ็นจิเนียริ่ง แผนกบุคคลและแผนกบัญชี รวมแต่ละครั้งที่มีการสั่งหยุดงาน โจทก์จะให้ลูกจ้างบางส่วนมาทำงานครั้งละประมาณ 30 คน ในระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ได้ประกาศให้ลูกจ้างหยุดการทำงาน 17 ครั้ง รวม 31 วัน และจ่ายเงินให้ลูกจ้างร้อยละ 50 ของอัตราค่าจ้างในวันทำงานปกติ โดยชี้แจงเหตุผลการสั่งหยุดงานว่ายอดการสั่งซื้อสินค้ามีจำนวนลดลงทำให้กระบวนการผลิตสินค้าลดลงตามจำนวนประกอบกับโจทก์มีปัญหาแรงงานกับลูกจ้างตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2545 เป็นต้นมา โจทก์ไม่สามารถตกลงกับลูกจ้างในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงวันทำงาน เวลาทำงาน และวันหยุด กรณียอดสั่งซื้อสินค้ามาก โจทก์จะขอให้ลูกจ้างมาทำงานและเลื่อนไปหยุดในวันอื่นแทนซึ่งถ้าให้ลูกจ้างมาทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุดจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ราคาสินค้าจะสูงขึ้นผลกระทบทำให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าน้อยลง เวลาทำงานปกติของลูกจ้างน้อยลงกว่าเดิม คือเดิมเวลาทำงาน 8 ถึง 17.40 นาฬิกา เป็น 8 ถึง 17 นาฬิกา ลูกค้าต่างประเทศทราบข่าวจากสำนักงานใหญ่ประเทศไต้หวันว่ามีปัญหาแรงงานเกิดขึ้นกับโจทก์ในประเทศไทยทำให้ขาดความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้าในกระบวนการผลิต จึงทำให้ยอดสั่งซื้อสินค้าลดลง และบางช่วงโจทก์ขาดวัตถุดิบ เนื่องจากไม่ได้กักตุนวัตถุดิบไว้ เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต โจทก์จำเป็นต้องประกาศหยุดงานเพื่อให้คำสั่งการผลิตสอดคล้องกับจำนวนการสั่งซื้อสินค้า ในปี 2545 โจทก์มีการจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546 รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 2,700,000 บาท

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ให้ลูกจ้างของโจทก์หยุดงานในระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 จำนวน 17 ครั้ง รวม 31 วัน เป็นการหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองนายจ้างในกรณีที่นายจ้างประสบปัญหามีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว แต่นายจ้างยังมีความประสงค์จะประกอบกิจการของตนอีกต่อไปเพื่อการบรรเทาค่าใช้จ่ายของนายจ้างจึงให้นายจ้างรับภาระจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างการหยุดงานเพียงครึ่งเดียวแทนที่จะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเต็มจำนวนในระหว่างที่หยุดกิจการนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน สำหรับความจำเป็นของนายจ้างที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้จะต้องเป็นความจำเป็นที่สำคัญอันจะมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างมาก ทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้ มิใช่เป็นแต่เพียงความจำเป็นทั่ว ๆ ไป เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบแก่กิจการของนายจ้างมากนัก อีกทั้งระยะเวลาในการแก้ไขเหตุแห่งความจำเป็นดังกล่าวจะต้องมีกำหนดเวลาที่แน่นอนติดต่อกันอย่างพอสมควร ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 โจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างบางส่วนคือนายทองเอื้อ อุ่นเรือง กับพวกรวม 444 คน หยุดงานชั่วคราวเป็นระยะ ๆ จำนวน 17 ครั้ง ครั้งหนึ่งไม่เกิน 2 วัน รวม 31 วัน แม้โจทก์จะอ้างว่ายอดสั่งซื้อสินค้าลดลงก็ตาม ลักษณะการสั่งให้หยุดงานชั่วคราวของโจทก์ดังกล่าวเป็นการหยุดงานตามที่โจทก์คาดหมายว่าจะประสบปัญหาการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าซึ่งไม่มีความแน่นอน ประกอบกับโจทก์มีปัญหาด้านแรงงานกับลูกจ้าง และบางครั้งโจทก์ขาดวัตถุดิบเนื่องจากไม่ได้กักตุนวัตถุดิบไว้ ความจำเป็นในการหยุดงานชั่วคราวของโจทก์ดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการบริหารจัดการของโจทก์เองที่ขาดการวางแผนงานที่ดีและมีปัญหาด้านแรงงาน มิใช่เป็นเหตุจำเป็นถึงขนาดต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แต่อย่างใด คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชิโคนี่ อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางดวงใจ มาตยาคุณ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6937/2548
#267454
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีพฤติกรรมในการปฏิบัติงานไม่ถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานของจำเลย และมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการทุจริตของ ส. ในการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆโดยไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญคู่จ่ายประกอบการเบิกจ่ายแล้วนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ดังที่จำเลยระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งพักงานซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นกรณีความผิดร้ายแรง หากจะให้โจทก์คงปฏิบัติงานอยู่อาจจะเกิดผลร้ายแก่ธนาคารจำเลยได้ จำเลยย่อมมีอำนาจพักงานโจทก์ได้ คำสั่งพักงานของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานของจำเลย แม้จำเลยจะมิได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนและวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบก็เป็นกรณีที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์ไปโดยชอบแล้ว หาทำให้คำสั่งพักงานที่จำเลยมีอำนาจออกคำสั่งได้โดยชอบกลับกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมิได้วินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามที่ระเบียบกำหนดไว้ โจทก์ก็เพียงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเป็นการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นเท่านั้น

การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้กำหนดค่าเสียหายรายเดือนเท่ากับเงินเดือนของโจทก์ มิใช่ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายเพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้โจทก์ตามความเหมาะสม อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,721,557 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงรับว่าโจทก์ยังไม่ถูกเลิกจ้าง และโจทก์สละข้อเรียกร้องเงินสะสมและค่าชดเชย

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 114,165 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า... ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า คำสั่งพักงานเป็นคำสั่งที่ชอบดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าในขณะที่จำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ โจทก์มิได้ถูกสอบสวนหรือมีหลักฐานปรากฏชัดว่ามีความผิดร้ายแรง จำเลยเพิ่งตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 หลังจากพักงานถึง 15 เดือน และคณะกรรมการใช้เวลาสอบสวนและวินิจฉัยนานกว่า 1 ปี 6 เดือน จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบตามระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานของจำเลย เห็นว่า ระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานข้อ 7 วรรคแรก ระบุว่า "ในกรณีที่พนักงานถูกฟ้องหรือต้องหาคดีอาญา หรือกระทำผิดวินัยที่ร้ายแรง หากการพิจารณาคดีหรือการสอบสวนทางคดีหรือทางวินัยล่าช้า หากจะให้พนักงานผู้นั้นคงปฏิบัติงานอยู่ อาจเกิดผลร้ายแก่ธนาคาร หรือไม่สะดวกแก่การสอบสวน กรรมการผู้จัดการใหญ่จะสั่งพักงานตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าผู้ที่ถูกสั่งพักงานมิได้กระทำความผิด และไม่มีมลทินมัวหมองหรือขาดความไว้วางใจ กรรมการผู้จัดการใหญ่จะสั่งให้ผู้นั้นกลับคืนตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งอื่นในชั้นและอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิมแล้วแต่จะเห็นสมควร" และข้อ 8 วรรคแรก ระบุว่า "การวินิจฉัยโทษทางวินิยแก่พนักงานที่ถูกสั่งพักงานหรือถูกตั้งกรรมการสอบสวนหรือสอบข้อเท็จจริงธนาคารต้องตั้งกรรมการสอบสวน และ/หรือวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานหรือตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนด ให้กรรมการผู้จัดการใหญ่มีอำนาจพิจารณาขยายระยะเวลาต่อไปได้อีกไม่เกิน 2 ระยะ ระยะละไม่เกิน 3 เดือน สำหรับการสอบสวนทางวินัยที่ต้องรอการพิจารณาความดีความชอบ หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วยังไม่มีการวินิจฉัยโทษทางวินัย ให้พนักงานผู้นั้นได้รับการพิจารณาความดีความชอบตามผลงานในปีถัดไปตามปกติ สำหรับกรณีที่ถูกพักงานรอผลการวินิจฉัยโทษทางวินัยจากสำนวนการสอบสวนของกรรมการที่ธนาคารแต่งตั้งไว้ กรรมการผู้จัดการใหญ่จะพิจารณาสั่งให้กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่ต่ำกว่าเดิมไปก่อนที่จะวินิจฉัยโทษทางวินัยก็ได้" ระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานดังกล่าวมิได้ระบุว่าจำเลยจะพักงานโจทก์ได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ถูกสอบสวนความผิดทางวินัยเสียก่อน หรือจะต้องมีหลักฐานชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เพียงแต่ระบุว่าเมื่อจำเลยมีคำสั่งพักงานแล้ว จำเลยจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนหรือวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานหรือตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยเห็นว่า โจทก์มีพฤติกรรมในการปฏิบัติงานไม่ถูกต้องตามระเบียบการฝาก - ถอนเงินของจำเลย และมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการทุจริตของนางสุรวดีในการเบิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของสำนักงานภาค 3 โดยไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญคู่จ่ายประกอบการเบิกจ่ายแล้วนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ดังที่จำเลยได้ระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งพักงาน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเป็นกรณีความผิดร้ายแรง หากจะให้โจทก์คงปฏิบัติงานอยู่อาจจะเกิดผลร้ายแก่จำเลยได้ จำเลยย่อมมีอำนาจสั่งพักงานโจทก์ได้ คำสั่งพักงานเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานดังกล่าวแล้ว แม้จำเลยจะมิได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนและวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบก็เป็นกรณีที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยได้มีคำสั่งพักงานไปโดยชอบแล้ว หาทำให้คำสั่งพักงานที่จำเลยมีอำนาจออกคำสั่งได้โดยชอบกลับกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ และแม้จำเลยจะมิได้วินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 3 เดือนดังกล่าว ระเบียบของจำเลยก็ระบุไว้แต่เพียงว่ากรรมการผู้จัดการใหญ่จะพิจารณาสั่งให้กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่ต่ำกว่าเดิมไปก่อนที่จะวินิจฉัยโทษทางวินัยก็ได้ มิได้ระบุเป็นบทบังคับว่าจำเลยจะต้องมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลยต่อไปในทันทีที่ครบกำหนดเวลา 3 เดือนดังกล่าว การที่จำเลยยังคงพักงานโจทก์ต่อไปโดยมิได้มีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้าทำงานจึงไม่ขัดต่อระเบียบของจำเลยและมิใช่การพักงานโดยไม่ชอบอีกเช่นกัน หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมิได้วินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามที่ระเบียบกำหนดไว้ โจทก์ก็เพียงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเป็นการแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นเท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นรายเดือนเท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าจ้างเป็นเงินเดือนละ 6,342.50 บาท เป็นเวลา 18 เดือน เป็นเงิน 114,165 บาท ชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานข้อ 8 ระบุไว้ว่า ธนาคารต้องตั้งกรรมการสอบสวนและ/หรือวินิจฉัยโทษแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานหรือตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง จำเลยจึงต้องวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานโจทก์ ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2545 เป็นการกำหนดให้โจทก์ได้รับค่าจ้างรายเดือนหลังจากจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์แล้วถึง 9 เดือน จึงไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยต้องวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานโจทก์ จึงต้องกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นรายเดือนหลังจากจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์แล้ว 3 เดือน นอกจากนี้เมื่อโจทก์ยังมิได้ถูกเลิกจ้าง โจทก์จึงควรได้รับค่าเสียหายเป็นรายเดือนเท่ากับเงินเดือนของโจทก์ มิใช่ครึ่งหนึ่งของค่าจ้าง เห็นว่า ตามระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานข้อ 8 วรรคแรกดังกล่าว การวินิจฉัยโทษทางวินัยแก่พนักงานที่ถูกสั่งพักงาน หรือถูกตั้งกรรมการสอบสวนหรือสอบข้อเท็จจริงธนาคารต้องตั้งกรรมการสอบสวน และ/หรือวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานหรือตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนด ให้กรรมการผู้จัดการใหญ่มีอำนาจพิจารณาขยายระยะเวลาต่อไปได้อีกไม่เกิน 2 ระยะ ระยะละไม่เกิน 3 เดือน ดังนั้น การวินิจฉัยโทษจึงต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน กรรมการผู้จัดการใหญ่จะมีอำนาจขยายระยะเวลาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดเท่านั้น คดีนี้จำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์วันที่ 5 พฤษภาคม 2544 แต่เพิ่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากมีคำสั่งพักงานโจทก์แล้วถึง 1 ปีเศษ การที่ไม่อาจวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานจึงเป็นเพราะจำเลยมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ล่าช้านั่นเอง มิใช่เพราะมีเหตุจำเป็นไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จตามกำหนดได้ กรรมการผู้จัดการใหญ่จึงไม่มีอำนาจพิจารณาขยายระยะเวลาต่อไปได้อีก ค่าเสียหายรายเดือนที่โจทก์จะได้รับจึงต้องกำหนดให้หลังจากจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์แล้ว 3 เดือน หาใช่ 9 เดือน ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้กำหนดค่าเสียหายรายเดือนเท่ากับเงินเดือนของโจทก์มิใช่ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างนั้น เห็นว่า การกำหนดค่าเสียหายเพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้โจทก์ตามความเหมาะสม อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยจึงต้องชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือนเท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าจ้างเป็นเงินเดือนละ 6,342.50 บาท รวม 24 เดือน เป็นเงิน 152,220 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 152,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูชาติ หิรัฐประทีป
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6936/2548
#266830
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นายจ้างจะอ้างเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้นต่อสู้ได้หรือไม่นั้น ต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 17 วรรคสาม แม้โจทก์กระทำความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงซึ่งเข้าข้อยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (3) แต่เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการเลิกจ้างไว้ จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้พ้นความรับผิดได้ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินบำเหน็จและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 11,250 บาท และค่าชดเชย 337,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 พฤษภาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างหรือไม่จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118, 119 แต่นายจ้างจะอ้างเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้นต่อสู้ได้หรือไม่ต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 17 วรรคสาม เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายเลิกจ้างโดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการเลิกจ้างไว้ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์กระทำความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (3) จำเลยก็ไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้พ้นความรับผิดไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์จึงถูกต้องแล้ว ไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 119 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีกุล ดาแก้ว
จำเลย — สหกรณ์การเกษตรเมืองเลย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6927/2548
#266392
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ที่ 1 จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ 298,000 บาท ซึ่งเป็นการรวมทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทจำนวน 198,000 บาท กับค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกจากจำเลยทั้งสองจำนวน 100,000 บาท เข้าด้วยกันก็ตาม แต่ฎีกาของโจทก์ที่ 1 มิได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องค่าเสียหายว่าโจทก์ที่ 1 ยังประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จึงเท่ากับว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ฎีกาในประเด็นค่าเสียหาย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 มีเพียงประเด็นความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท เมื่อราคาที่ดินที่พิพาทอันเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท โจทก์ที่ 1 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1771 ตำบลหนองบัว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นมรดกของนางเพียร โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป ห้ามจำเลยที่ 2 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้ลงชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว ร่วมกับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลยที่ 2

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ตามฟ้องเป็นทรัพย์มรดกของนางเพียร เจ้ามรดก โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิครอบครองร่วมกัน จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสามและทายาททำให้โจทก์ทั้งสามเสียหายคิดเป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้ลงชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม 100,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางเพียร แต่เป็นของนายบุญมา นายบุญมายกให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง กรณีเป็นการฟ้องให้ได้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามและเรียกค่าเสียหาย คดีจึงมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 198,000 บาท กับมีทุนทรัพย์ตามจำนวนค่าเสียหายที่เรียกร้องอีก 100,000 บาท รวมทุนทรัพย์พิพาทเป็นเงิน 298,000 บาท แม้โจทก์ที่ 1 จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาในทุนทรัพย์รวมดังกล่าว แต่ฎีกาโจทก์ที่ 1 เพียงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอท้ายฟ้องโดยมิได้กล่าวให้ชัดแจ้งในประเด็นค่าเสียหายว่า โจทก์ที่ 1 ยังประสงค์และมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนเท่าใดจากจำเลยทั้งสองเพราะเหตุใด จึงมีผลเท่ากับว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ฎีกาในประเด็นค่าเสียหาย ฎีกาโจทก์ที่ 1 คงมีเพียงประเด็นความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 1 ฎีกาในประเด็นข้อนี้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางเพียร จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 และทายาท จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยที่ 2 เป็นการโต้แย้งปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายบุญมายกให้จำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ฎีกาโจทก์ที่ 1 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์ที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกอบ สุพัฒน์ กับพวก
จำเลย — นางวันทองหรือบัวทองหรือกมลวรรณ สุพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายสถาบัน บุญเติม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตรีวุฒิ สาขากร
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6926/2548
#266738
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 โดยที่จำเลยที่ 1 และ พ. ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 และชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การที่โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 และได้ครอบครองกับชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 และมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการเจตนา

จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 4 ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะเนื้อที่ 1 ใน 11 ส่วนของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขโฉนดใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมด้วยในที่ดินแปลงหนี้ตามส่วนดังกล่าว ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยในส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 โดยที่จำเลยที่ 1 และนายพงษ์ศักดิ์ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 และชำระราคาที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 12 ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 10655 ตำบลเมืองพล อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น จากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 และได้ครอบครองกับชำระราคาค่าที่ดินครบถ้วนแล้ว เหตุที่ยังไม่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เนื่องจากอยู่ระหว่างรอการรังวัดแบ่งแยกที่ดินส่วนที่ซื้อขายกันออกมาเท่านั้น โจทก์จึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 จดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรภูมิ หนุนพาณิชพงศ์
จำเลย — นายชูศักดิ์ ตังคณิตานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายวุฒิเกียรติ กิติคุณไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายกนก อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6920/2548
#266578
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของสถานฝึกซ้อมไดร์กอล์ฟและอาคารแจ้งวัฒนะกอล์ฟไดร์วิ่งเร้น ซึ่งเป็นอาคารตึก 2 ชั้น จำนวน 1 หลัง เสาโครงเหล็กจำนวน 52 ต้น และสนามกอล์ฟพื้นที่ 21,513 ตารางเมตร ต่อมาสนามไดร์กอล์ฟของโจทก์ดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วนผ่ากลางสนามหญ้า โดยมีการรื้อถอนเสาโครงเหล็กบางส่วน โจทก์จึงเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนไม่ได้ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ถูกเวนคืน เมื่อการเวนคืนดังกล่าวมีผลทำให้เสาโครงเหล็กตาข่ายและสนามหญ้าที่เหลือใช้การไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ จึงเป็นการเวนคืนสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นแต่เพียงบางส่วน ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 19 และโจทก์ฟ้องขอเงินค่าทดแทนในส่วนนี้จากตัวทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนอันเป็นกรณีตามมาตรา 19 มิใช่กรณีตามมาตรา 21 วรรคท้าย ซึ่งหมายถึงค่าเสียหายโดยตรงที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน ดังนั้นหากโจทก์เห็นว่าสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลืออยู่ใช้การไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์และโจทก์ประสงค์จะให้เวนคืน โจทก์จะต้องร้องขอต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนให้เวนคืนส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งใช้การไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์นั้นด้วย ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ยอมเวนคืนตามคำร้องของโจทก์ โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี ฯ ภายใน 60 วัน ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 19 เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนทรัพย์สินส่วนนี้ที่เหลือจากการเวนคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 41,594,928 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,575,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละ 9 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของสนามฝึกซ้อมไดร์กอล์ฟและอาคารแจ้งวัฒนะกอล์ฟไดร์วิ่งเร้น ซึ่งเป็นอาคารตึก 2 ชั้น จำนวน 1 หลัง เสาโครงเหล็กจำนวน 52 ต้น และสนามกอล์ฟพื้นที่ 21,513 ตารางเมตร โดยปลูกสร้างบนที่ดินของนางเง็กและพลอากาศตรีโกศล ต่อมาสนามฝึกซ้อมไดร์กอล์ฟของโจทก์ดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วนผ่ากลางสนามหญ้าอันเนื่องจากดำเนินการของฝ่ายจำเลยตาม พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลบางพูด ตำบลปากเกร็ด ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด และตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2537 เพื่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองปากเกร็ด ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2537 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนอาคาร โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง ค่าปลูกหญ้า รวมเป็นเงินจำนวน 2,028,342 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับไปแล้ว โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเป็นเงินจำนวน 21,723,270 บาท และค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 21,900,000 บาท แต่ยังไม่ได้รับคำวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนอาคารฝึกซ้อมไดร์กอล์ฟ สนามหญ้าและเสาโครงเหล็กที่ไม่ถูกเวนคืนหรือไม่เพียงใด เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของสนามฝึกซ้อมไดร์กอล์ฟและอาคารแจ้งวัฒนะกอล์ฟไดร์วิ่งเร้นซึ่งเป็นอาคารตึก 2 ชั้น 1 หลัง เสาโครงเหล็กจำนวน 52 ต้น และสนามหญ้าพื้นที่ 21,513 ตารางเมตร เฉพาะส่วนที่ถูกเวนคืนคือกลางสนามหญ้า โดยมีการรื้อถอนเสาเหล็กซึ่งหมายถึงเสาโครงเหล็กจำนวน 10 ต้น และในบริเวณดังกล่าวมีการถมดินไว้สูง 1 เมตร โดยมีหญ้าปลูกอยู่ในสนาม โจทก์จึงเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนไม่ได้ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ และเป็นบุคคลที่พึงได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 (2) เมื่อการเวนคืนกลางสนามหญ้าดังกล่าวเป็นการเวนคืนเพียงบางส่วน มีผลทำให้เสาโครงเหล็กตาข่าย และสนามหญ้าส่วนที่เหลือใช้การไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ จึงเป็นกรณีการเวนคืนสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นแต่เพียงบางส่วนตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 19 และโจทก์ฟ้องขอเงินค่าทดแทนในส่วนนี้โดยคำนวณราคาจากตัวทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งเป็นกรณีตามมาตรา 19 มิใช่เป็นกรณีตามมาตรา 21 วรรคท้าย ที่หมายถึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน โดยมาตรา 19 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ต้องเวนคืนโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นแต่เพียงบางส่วน เจ้าของจะร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งใช้การไม่ได้แล้วด้วยก็ได้

ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ยอมเวนคืนตามคำร้องขอของเจ้าของ เจ้าของมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 6 หรือรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับนั้น ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ถือว่ารัฐมนตรีวินิจฉัยให้เจ้าหน้าที่เวนคืนตามคำร้องขอของเจ้าของ

คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด?"

ดังนั้น จากบทบัญญัติดังกล่าวหากโจทก์เห็นว่าสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลืออยู่ใช้การไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์และประสงค์จะให้เวนคืนด้วย โจทก์จะต้องร้องขอต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนให้เวนคืนส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งใช้การไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์นั้นด้วย ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ยอมเวนคืนตามคำร้องขอของโจทก์ โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับคดีนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 2 เมื่อรัฐมนตรี ฯ วินิจฉัยอย่างไรแล้วถือเป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังที่กล่าวมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนอาคารฝึกซ้อมไดร์กอล์ฟ สนามหญ้า และเสาโครงเหล็กที่เหลือจากการเวนคืนได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,025,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนด และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ส่วนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองชำระเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 35,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 19 ม. 21 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแจ้งวัฒนะสปอร์ตเซ็นเตอร์ จำกัด
จำเลย — กรมโยธาธิการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6896/2548
#412654
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงป่าไม้เขตแพร่ว่ารถยนต์บรรทุกทั้งห้าคันที่จำเลยที่ 1 ยืมมานั้นเป็นของจำเลยที่ 1 เอง กรณีเช่นนี้ถือว่ามิใช่เป็นการยืม แต่เป็นการนำทรัพย์สินของตนเองไปใช้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ารถยนต์บรรทุกทั้งห้าคันซึ่งใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันไฟป่าเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อสัมปทานสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 2 แต่ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสี่มิได้ยกข้อนี้โต้แย้งไว้ในอุทธรณ์ กลับยกข้ออ้างขึ้นใหม่ว่ารถยนต์บรรทุกดังกล่าวไม่ใช่อุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยเพราะเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ จำเลยทั้งสี่มิได้ฎีกาโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยนั้นเป็นการไม่ชอบอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้วว่ารถยนต์บรรทุกทั้งห้าคันที่ใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันไฟป่าเป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้นที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่ารถยนต์บรรทุกทั้งห้าคันมิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ยืมหรือเช่ามาใช้เป็นการชั่วคราว จึงเป็นข้อที่จำเลยทั้งสี่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ก็เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้เงิน ศาลจึงไม่อาจกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ในการบังคับชำระหนี้จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ร่วมกันและแทนกันชดใช้เงินค่าปลูกป่า ค่าบำรุงรักษาป่า และดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าว ตลอดจนค่าอุปกรณ์ป้องกันไฟป่าและรถยนต์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 20,022,265.12 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาจำเลยทั้งสี่ในการบังคับชำระหนี้เอาเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาน่าน ประเภทออมทรัพย์เลขที่ 363-2-008355-5 และบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาน่าน ประเภทออมทรัพย์เลขที่ 337-031260-9 ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,360,930 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารกำหนดในต้นเงินจำนวน 14,209,050.34 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ร่วมกันและแทนกันชำระเงินจำนวน 18,224,065.12 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 562,730 บาท และอัตราดอกเบี้ยประเภทออมทรัพย์ตามที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (ที่ถูกจำกัด (มหาชน)) กำหนดของต้นเงินจำนวน 14,209,050.34 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท คำขออื่นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกนั้นให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2516 จำเลยที่ 1 ได้รับสัมปทานทำไม้จากโจทก์ที่ 1 รวม 5 สัมปทาน สัมปทานละ 30 ปี สิ้นสุดการทำสัมปทานวันที่ 31 พฤษภาคม 2546 พร้อมกัน โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปลูกต้นไม้ บำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกและที่ขึ้นอยู่แล้วในป่าสัมปทาน และบำรุงรักษาป่าสัมปทานด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 ตามวิธีการที่โจทก์ที่ 2 กำหนด จำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมนำเงินค่าใช้จ่ายในการดังกล่าวไปเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 363-2-008355-5 ไว้กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาน่าน และนำดอกเบี้ยของเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 337-031260-9 ไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาน่าน แล้วมอบสมุดคู่ฝากเงินทั้งสองบัญชีให้ป่าไม้จังหวัดน่านเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ในการเบิกถอนเงินออกมาใช้จ่ายเพื่อการบำรุงรักษาหรือปลูกสร้างสวนป่า จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการตามวิธีที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด อันเป็นมาตรการในการควบคุมการใช้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้รัดกุมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการป้องกันไฟป่าสำหรับป่าสัมปทาน และป่าที่มีการปลูกและบำรุงรักษาข้างต้นตามวิธีการที่โจทก์ที่ 2 กำหนด โดยจำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ตลอดทั้งเครื่องมือ สัมภาระ อุปกรณ์ แรงงานที่เป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อสัมปทานสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม จำเลยที่ 1 ยินยอมยกอุปกรณ์ในการดับไฟทั้งหมดให้เป็นของโจทก์ที่ 2 ทั้งสิ้น ครั้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2532 โจทก์ที่ 1 มีคำสั่งที่ 32/2532 ให้สัมปทานทำไม้หวงห้ามทุกชนิดสิ้นสุดลงก่อนอายุสัมปทาน ซึ่ง ณ วันที่โจทก์ที่ 1 มีคำสั่งดังกล่าว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ค้างค่าปลูกป่าและค้างค่าบำรุงรักษาป่าเป็นเงิน 7,919,438.78 บาท หลังจากนั้นวันที่ 29 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ชำระบัญชี โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยังมิได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแต่อย่างใด ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 5255/2539 ยกฟ้องในคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยขอให้ส่งมอบสมุดคู่ฝากเงินทั้งสองบัญชีดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 1 จากการที่สัมปทานทำไม้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ป่าไม้เขตแพร่จึงมีหนังสือลงวันที่ 29 ธันวาคม 2540 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการปลูกป่าให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขสัมปทาน มิฉะนั้นก็ให้ส่งมอบเงินค่าปลูกป่าและบำรุงรักษาป่าที่ค้างดำเนินการพร้อมดอกเบี้ยเงินฝากค่าปลูกป่าและบำรุงรักษาป่าทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ชำระบัญชีต้องส่งมอบเงินค่าปลูกป่าและค่าบำรุงรักษาป่าที่ค้างดำเนินการอยู่เป็นจำนวนเงิน 7,919,438.78 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 ทั้งนี้ ป่าไม้เขตแพร่มีหนังสือให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ชำระบัญชีมีหนังสือตอบรับยินยอมที่จะชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 นอกจากนี้ป่าไม้เขตแพร่ยังได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2541 และวันที่ 17 สิงหาคม 2541 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบอุปกรณ์ เครื่องมือดับไฟป่า หรือชำระเป็นเงินทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ชำระบัญชีมีหนังสือลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 แจ้งว่าจำเลยที่ 1ไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าวที่จะส่งมอบให้ แต่ตกลงจะชำระเป็นตัวเงินทดแทนให้เป็นจำนวนเงิน 112,730 บาท โดยยอดเงินตามบัญชีค่าใช้จ่ายค้างชำระในการปลูกป่าและบำรุงรักษาป่าที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ชำระบัญชีต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ณ วันที่ 13 มกราคม 2542 เป็นจำนวนเงิน 14,209,050.34 บาท...

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระราคารถยนต์บรรทุกขนาดกลางจำนวน 5 คัน ที่ใช้ในการป้องกันไฟป่าให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงป่าไม้เขตแพร่ว่ารถยนต์บรรทุกทั้งห้าคันที่จำเลยที่ 1 ยืมมานั้นเป็นของจำเลยที่ 1 เอง กรณีเช่นนี้ถือว่ามิใช่เป็นการยืม แต่เป็นการนำทรัพย์สินของตนเองไปใช้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ารถยนต์บรรทุกทั้งห้าคันซึ่งใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันไฟป่าเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อสัมปทานสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ก็ต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสี่มิได้ยกข้อนี้โต้แย้งไว้ในอุทธรณ์ แต่ยกข้ออ้างขึ้นใหม่ว่ารถยนต์บรรทุกดังกล่าวไม่ใช่อุปกรณ์ป้องกันไฟป่าซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัย เพราะเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ จำเลยทั้งสี่มิได้ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยนั้นเป็นการไม่ชอบอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้วว่ารถยนต์บรรทุกทั้งห้าคันที่ใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันไฟป่าเป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่ารถยนต์บรรทุกทั้งห้าคันมิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ยืมหรือเช่ามาใช้เป็นการชั่วคราว จึงเป็นข้อที่จำเลยทั้งสี่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฎีกาของจำเลยทั้งสี่จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้...

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประการสุดท้ายมีว่า ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจนาของจำเลยทั้งสี่ในการบังคับชำระหนี้จากบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ก็เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้เงิน ศาลจึงไม่อาจกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำขอของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทน่านทำไม้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายกริชชัย เชื้อชมภู
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6894/2548
#267747
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง การที่จำเลยที่ 3 ซึ่งรู้ว่าจะมีผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นของผิดกฎหมายมาแต่ต้นแล้ว จำเลยที่ 3 ยังบอกกล่าวแนะนำทำให้จำเลยที่ 2 ตกลงใจโทรศัพท์ติดต่อและร่วมดำเนินการกับผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจนมีการนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้แก่ ส. ยังที่เกิดเหตุ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว อันเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในฐานเป็นตัวการ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานนี้ได้

แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสาม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4734/2543 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จำเลยที่ 2 พ้นโทษในคดีดังกล่าวมาแล้ว กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษและก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6579/2544 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ภายในกำหนดเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำคุกในคดีดังกล่าว ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6579/2544 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่งด้วย), 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสามมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียว เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 21 ปี เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 31 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา และจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี 9 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 14 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6579/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการเข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำคุก 10 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 3 ได้ไปพบสิบตำรวจโทสิงหโรจน์ และสายลับที่ร้านอาหารชั้นที่ 2 ของห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีที่เกิดเหตุ ต่อมาได้มีนางอี๊ดและจำเลยที่ 2 มาร่วมพูดคุยด้วย แต่นางอี๊ดมีอาการมึนเมาสุรา สิบตำรวจโทสิงหโรจน์จึงบอกให้นางอี๊ดกลับไป จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนให้แก่สิบตำรวจโทสิงหโรจน์โดยนัดหมายให้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งที่บริเวณทางเข้าออกชั้นล่างของห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีใกล้กับร้านอาหารเอ็ม เค ต่อมาได้มีจำเลยที่ 1 นำถุงผ้าสีน้ำเงินมาส่งให้แก่สิบตำรวจโทสิงหโรจน์ตรงบริเวณที่นัดหมาย สิบตำรวจโทสิงหโรจน์ตรวจดูพบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนจึงส่งสัญญาณให้ว่าที่ร้อยตำรวจตรีบุญเกื้อ กับพวกเข้าจับกุมจำเลยทั้งสามตามแผนการล่อซื้อจับกุมที่ตกลงกันไว้ พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,600 เม็ดมีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 26.388 กรัม ที่บรรจุอยู่ในถุงผ้าดังกล่าวและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี และต่อมาศาลล่างทั้งสองได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าว แต่การที่จำเลยที่ 3 เข้ามาพบและบอกว่านางอี๊ดซึ่งเป็นบุคคลที่สิบตำรวจโทสิงหโรจน์และสายลับติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนให้มาดูเงินที่จะใช้ในการซื้อเมทแอมเฟตามีนก่อน และสิบตำรวจโทสิงหโรจนยอมให้จำเลยที่ 3 ดูเงินจำนวนดังกล่าว ก็เป็นวิสัยปกติที่บุคคลผู้ลักลอบซื้อขายยาเสพติดให้โทษครั้งละมาก ๆ จะพึงกระทำมิใช่เรื่องผิดปกติธรรมดา และหลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ได้โทรศัพท์ไปบอกนางอี๊ดและนางอี๊ดกับจำเลยที่ 2 จึงได้มาพบสิบตำรวจโทสิงหโรจน์ดังที่ได้ความตามคำเบิกความของว่าที่ร้อยตำรวจตรีบุญเกื้อและสิบตำรวจโทสิงหโรจน์นั้น ก็เป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 รู้มาแต่ต้นแล้วว่าจะมีการลักลอบซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกัน และเมื่อโจทก์ยังมีบันทึกถ้อยคำและบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 มาสืบแสดงประกอบว่า เมื่อถูกจับกุมจำเลยที่ 2 ได้เขียนบันทึกและให้การในชั้นสอบสวนในทำนองเดียวกันว่า หลังจากสิบตำรวจโทสิงหโรจน์บอกให้นางอี๊ดกลับไปและสอบถามว่ารู้จักผู้ขายเมทแอมเฟตามีนรายอื่นอีกหรือไม่แล้ว จำเลยที่ 3 ได้บอกให้จำเลยที่ 2 ลองโทรศัพท์ติดต่อกับนายเอกซึ่งเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอีกรายหนึ่งจนเป็นเหตุให้มีการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งมอบให้แก่สิบตำรวจโทสิงหโรจน์ในที่สุด ซึ่งแม้บันทึกและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ด้งกล่าวจะเป็นคำพยานบอกเล่าและมีลักษณะเป็นคำซัดทอดในระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ก็เป็นถ้อยคำที่จำเลยที่ 2 ให้ไว้ภายหลังจากที่ถูกจับกุมแล้วเกือบจะทันที ไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งเพื่อช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยที่ 3 แต่อย่างใด น่าเชื่อว่าเป็นถ้อยคำที่ให้ไว้ตามความเป็นจริง ทั้งยังเป็นถ้อยคำที่มิได้มุ่งประสงค์เพื่อจะให้ตนเองพ้นผิดแต่ประการใด จึงใช้รับฟังประกอบสนับสนุนคำเบิกความของว่าที่ร้อยตำรวจตรีบุญเกื้อและสิบตำรวจโทสิงหโรจน์ที่ว่า หลังจากนางอี๊ดกลับไปและสิบตำรวจโทสิงหโรจน์ขอให้ช่วยติดต่อผู้ขายเมทแอมเฟตามีนรายอื่น จำเลยที่ 3 ก็ได้บอกให้จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อจนเป็นเหตุให้มีการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งมอบให้แก่สิบตำรวจโทสิงหโรจน์นั้น ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นอีกด้วยแล้ว กรณีจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งรู้ว่าจะมีผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นของผิดกฎหมายมาแต่ต้นแล้ว จำเลยที่ 3 ยังบอกกล่าวแนะนำทำให้จำเลยที่ 2 ตกลงใจโทรศัพท์ติดต่อและร่วมดำเนินการกับผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจนมีการนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้แก่สิบตำรวจโทสิงหโรจน์ยังที่เกิดเหตุซึ่งนับได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว อันเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในฐานเป็นตัวการ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานนี้ได้ จำเลยที่ 3 จึงต้องมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสาม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะการทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานสนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 14 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมศักดิ์ เจริญขำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางน้ำทิพย์ อ่อนชด
ศาลอุทธรณ์ — นายไพโรจน์ นวานุช
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6864/2548
#266678
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมเป็นเอกสารประกอบในการขายรถยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร และการที่จำเลยที่ 2 ใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบในการขายรถยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยเจตนาอันเดียวกัน เพื่อให้การกระทำความผิดฐานรับของโจรสำเร็จผลตามความมุ่งหมายเท่านั้น ดังนั้น การใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ และใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์อันเป็นเอกสารราชการปลอมของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานรับของโจร ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 264, 265, 268, 335, 357, 83, 91, 33, 32 ริบของกลาง และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน เป็นเงิน 21,600 บาท แก่นางสาวรุจิราภรณ์ผู้เสียหาย และขอให้นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8892/2543 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 (ที่ถูกมาตรา 357 วรรคแรก) ลงโทษฐานรับของโจร จำคุก 4 ปี และมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และ 2 ปี รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง ริบแผ่นป้ายทะเบียนและใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานรับของโจรและใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์อันเป็นเอกสารราชการปลอมจริงตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังว่าได้จำเลยที่ 2 ได้ใช้ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมเป็นเอกสารประกอบในการขายรถยนต์ของกลางของผู้เสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขาย โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานรับของโจรและใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมจริงตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งวินิจฉัยว่าความผิดฐานรับของโจรและใช้เอกสารราชการปลอมเป็นความผิดต่างกรรมกันและเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบในการขายรถยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยเจตนาอันเดียวกันเพื่อให้การกระทำความผิดฐานรับของโจรสำเร็จตามความมุ่งหมายเท่านั้น ดังนั้น การใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์อันเป็นเอกสารราชการปลอมของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานรับของโจร หาใช่เป็นความผิดคนละกรรมกันดังที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 มาไม่ และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาโต้เถียงมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธวัชชัย ดวงแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางอารยา วิชิตชลชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6855/2548
#267217
เปิดฉบับเต็ม

น. บิดาจำเลยแบ่งที่ดินแปลงใหญ่ออกเป็นแปลงย่อย 11 แปลง โดยมีที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งเป็นที่พิพาทไม่มีลักษณะเป็นที่ดินอยู่อาศัยแต่เป็นทางผ่านที่ดินทั้ง 10 แปลง ไปเชื่อมกับทางสาธารณะ แล้วนำที่ดินที่เหลือ 10 แปลง ออกให้เช่า เมื่อ น. ถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นทายาท น. ได้รับโอนมรดกที่ดินทั้ง 11 แปลงดังกล่าวมา แล้วทำการแบ่งแยกโฉนดที่ดินใหม่จำนวน 10 แปลง โอนขายแก่ผู้ซื้อรวมทั้งโจทก์ การกระทำของ น. และจำเลยจึงเป็นการจัดสรรที่ดินตามความหมายของประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 1

เมื่อที่ดินพิพาทซึ่งเชื่อมต่อกับทางสาธารณะ น. บิดาจำเลยมีเจตนาที่จะให้เจ้าของที่ดินแปลงอื่นที่จัดสรรมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยสะดวก ที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงถือเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน และตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลงตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง

เมื่อทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้เนื่องจากการจดทะเบียนภาระจำยอมถือว่าเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1391

แม้ในคดีนี้จะมีประเด็นข้อพิพาทตามฟ้องว่า โจทก์ได้ภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ศาลก็มีอำนาจยกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 มาปรับว่าทางพิพาทเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน ทางพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินทุกแปลงได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามออกไปจากทางพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทำการรื้อถอนเอง โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยจดทะเบียนสิทธิในทางเดินพิพาทให้ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 32450 ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยในการจดทะเบียนสิทธิภาระจำยอม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32450 ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1740 ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 1740 ดังกล่าวเดิมเป็นที่ดินแปลงใหญ่โดยนายสุรินทร์บิดาจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมานายสุรินทร์ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นแปลงย่อย 11 แปลง โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 1740 ที่เหลืออยู่จากแบ่งแยกแล้วมีลักษณะเป็นทางผ่านที่ดิน 10 แปลง ที่แบ่งแยกออกไป และส่วนหนึ่งคือทางพิพาทในคดีนี้ ในปี 2516 นายสุรินทร์ได้นำที่ดินที่แบ่งแยกแล้วออกให้เช่า นางไสวมารดาภริยาโจทก์ได้เช่าที่ดินจากนายสุรินทร์เพื่อปลูกบ้านอาศัยด้วย ต่อมาในปี 2517 นายสุรินทร์ถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นทายาทได้รับโอนมรดกที่ดิน 11 แปลง ดังกล่าว และจำเลยยังคงให้นางไสวและผู้เช่ารายอื่นเช่าที่ดินต่อมา ในปี 2527 จำเลยได้ขายที่ดิน ส่วนที่นางไสวเช่าอยู่ให้แก่โจทก์และขายที่ดินให้แก่ผู้เช่าเดิมบางรายด้วย โดยจำเลยดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินใหม่จำนวน 10 แปลง โอนขายให้แก่ผู้ซื้อรวมทั้งโจทก์รวม 9 ราย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ภาระจำยอมในทางพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้ในคดีนี้จะมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ได้ภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ แต่เมื่อปรากฏว่าตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 1 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติว่า "การจัดสรรที่ดิน" หมายความว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปไม่ว่าด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทน และมีการให้คำมั่นหรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะหรือปรับปรุงให้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย จากข้อเท็จจริงฟังยุติเบื้องต้น เมื่อนำมาปรับเข้ากับข้อกฎหมายดังกล่าวเห็นได้ว่า การกระทำของนายสุรินทร์บิดาจำเลยและจำเลยเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว และตามข้อ 30 วรรคหนึ่งของประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ที่ว่า สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน เช่น ถนน ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อที่ดินจัดสรร ดังนี้ ทางพิพาทตามผังการจัดที่ดินซึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1740 ทั้งแปลง ไม่มีลักษณะเป็นที่ดินสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยแต่มีลักษณะเป็นทาง กว้างประมาณ 5 เมตร ยาวประมาณ 110 เมตร จากที่ดินแปลงในสุดผ่านหน้าที่ดินแปลงย่อยทั้งสองฟากไปเชื่อมกับทางสาธารณะ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของนายสุรินทร์บิดาจำเลยว่าเพื่อต้องการให้เจ้าของที่ดินแปลงในมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้โดยสะดวก ถือได้ว่าเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน ทางพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลงรวมทั้งที่ดินของโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิทำรั้วปิดกั้นหรือหวงห้ามทางมิให้โจทก์ใช้ทางพิพาท ปัญหาที่วินิจฉัยดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้เนื่องจากการจดทะเบียนภาระจำยอมถือว่าเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอมตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 1740 ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นทางภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 32450 ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามออกไปจากทางพิพาท และจดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมทางพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1391
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญเลิศ ยศศิริ
จำเลย — นายอุทัยหรือทองหล่อ มิลินทะเลข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางเรณี อินราชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญรอด ตันประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6851/2548
#266471
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาว่าจ้างให้พัฒนาที่ดิน จะมิได้กำหนดเวลาสำหรับการเริ่มต้นและการเสร็จสิ้นการพัฒนาที่ดินไว้ก็ตาม แต่สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวได้กำหนดเวลาชำระค่างวดไว้เป็น 12 งวด งวดละ 30 วัน และโจทก์ได้ชำระค่างวดดังกล่าวเสร็จสิ้นครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ดังนั้น จำเลยก็ควรจะต้องพัฒนาที่ดินให้แล้วเสร็จในระยะเวลาอันสมควร ไม่ควรปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานเกือบ 10 ปี นับแต่วันทำสัญญา โดยจำเลยยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างสระว่ายน้ำ สโมสร และสนามเทนนิสเลย จำเลยคงเพียงแต่กันพื้นที่ไว้เท่านั้น จึงเป็นที่เห็นได้ชัดว่า แม้โจทก์จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยก่อสร้าง จำเลยก็คงไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จในเวลาที่โจทก์กำหนดได้อย่างแน่นอน และจำเลยก็ยืนยันมาตลอดแล้วว่าไม่จำต้องสร้างสระว่ายน้ำ สโมสร และสนามเทนนิสให้เสร็จก่อน ดังนั้น การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาจึงไม่จำต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาอีกต่อไป ถือได้ว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาชอบแล้ว

เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยจำเลยต้องคืนเงินที่ได้รับไว้จากโจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับชำระเงินค่างวดสุดท้ายไปจากโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยไปแล้วแต่จำเลยกลับเพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยกับจำเลยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,164,800 บาท นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินงวดสุดท้ายคือวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 ปี 5 เดือน 20 วัน คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 303,333 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย 1,468,133 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,468,133 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,164,800 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,162,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 303,333 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฏีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาว่าจ้างให้พัฒนาที่ดินกับจำเลย และโจทก์ได้ชำระเงินรวมทั้งสองสัญญาให้แก่จำเลยไปแล้วจำนวน 1,162,800 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์ยังไม่ได้ชำระ และจำเลยได้พัฒนาที่ดินโดยถมที่ ทำถนน ทางเท้า ประปา ไฟฟ้า ท่อระบายน้ำ และบ่อบำบัดน้ำเสียแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และสโมสร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาว่าจ้างให้พัฒนาที่ดินจะมิได้กำหนดเวลาสำหรับการเริ่มต้นและการเสร็จสิ้นการพัฒนาที่ดินไว้ก็ตาม แต่สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวได้กำหนดเวลาชำระค่างวดไว้เป็น 12 งวด งวดละ 30 วัน และโจทก์ได้ชำระค่างวดดังกล่าวเสร็จสิ้นครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ดังนั้น จำเลยก็ควรจะต้องพัฒนาที่ดินให้แล้วเสร็จในระยะเวลาอันสมควร ไม่ควรปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานเกือบ 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาโดยจำเลยยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างสระว่ายน้ำ สโมสร และสนามเทนนิสเลย จำเลยคงเพียงแต่กันพื้นที่ไว้เท่านั้น จึงเป็นที่เห็นได้ชัดว่า แม้โจทก์จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยก่อสร้าง จำเลยก็คงไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จในเวลาที่โจทก์กำหนดได้อย่างแน่นอน และจำเลยก็ยืนยันมาตลอดแล้วว่าไม่จำต้องสร้างสระว่ายน้ำ สโมสร และสนามเทนนิสให้เสร็จก่อน ดังนั้น การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาตามหนังสือจึงไม่จำต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาอีกต่อไป ถือได้ว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาชอบแล้ว และโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ผิดสัญญาต่อจำเลยในการที่ไม่ไปรับโอนที่ดินจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาต่อจำเลยชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 บัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้นท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้" ดังนั้นเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยจำเลยต้องคืนเงินที่ได้รับไว้จากโจทก์จำนวน 1,162,800 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป อันเป็นวันเวลาที่จำเลยได้รับชำระเงินค่างวดสุดท้ายไปจากโจทก์จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 303,333 บาท ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุณีรัตน์ อรรณพพรชัย
จำเลย — บริษัทชะอำ ดีเวลล็อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกฤษณี เยพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2548
#266709
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้ลูกจ้างทั้งห้าซึ่งมีหน้าที่เฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินให้แก่ธุรกิจของโจทก์ทำงานทุกวันโดยไม่ได้จัดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ โจทก์ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าเสมือนว่าโจทก์สั่งให้ลูกจ้างทั้งห้าทำงานในวันหยุด เมื่อลูกจ้างทั้งห้าเป็นลูกจ้างรายวันที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 56 (1) โจทก์จึงต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าในอัตรา 2 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานตามมาตรา 62 (2) แต่โจทก์ได้จ่ายค่าทำงานในวันหยุดเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าไปแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดขาดไปจำนวน 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงาน การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าเพิ่มอีก 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรี ที่ 17/2547 เรื่องค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน นายเสริมศักดิ์ นายปัญญา นายเกรียงไกร นางสาวสอิ้ง และนางสาวอุทุมพร เป็นลูกจ้างของโจทก์ทำหน้าที่เฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินให้แก่ธุรกิจของโจทก์ ได้รับค่าจ้างรายวัน โจทก์ให้ลูกจ้างทั้งห้าทำงานทุกวันโดยไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์ ลูกจ้างทั้งห้าได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรี ที่ 17/2547 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งที่ 17/2547 ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน โดยวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกินหกวัน นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้ากำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์วันใดก็ได้" มาตรา 64 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมิได้จัดให้ลูกจ้างหยุดงานหรือจัดให้ลูกจ้างหยุดงานน้อยกว่าที่กำหนดไว้ตามมาตรา 28 มาตรา 29 และมาตรา 30 ให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 62 และมาตรา 63 เสมือนว่านายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด" และคดีนี้โจทก์ให้ลูกจ้างของโจทก์รวมทั้งลูกจ้างทั้งห้าทำงานทุกวันโดยไม่ได้จัดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ โจทก์จึงต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าเสมือนว่าโจทก์สั่งให้ลูกจ้างทั้งห้าทำงานในวันหยุด โดยลูกจ้างทั้งห้าเป็นลูกจ้างรายวันซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 56 (1) ซึ่งต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าในอัตรา 2 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานตามมาตรา 62 (2) แต่โจทก์ได้จ่ายค่าทำงานในวันหยุดเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าไปแล้ว จึงจ่ายค่าทำงานในวันหยุดขาดไปจำนวน 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงาน การที่จำเลยมีคำสั่งที่ 17/2547 ให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าเพิ่มอีก 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานจึงชอบแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 28 วรรคหนึ่ง ม. 56 (1) ม. 62 (2) ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรอแยล การ์ด โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — นายรังสรรค์ ศรีดาราวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2548
#268310
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 28 มาตรา 62 และมาตรา 64 หมายความว่า นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละหนึ่งวัน หากนายจ้างไม่จัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างเสมือนว่านายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด โดยจ่ายค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานสำหรับลูกจ้างที่มีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุดและจ่ายในอัตรา 2 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานสำหรับลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุด

โจทก์ให้ลูกจ้างของโจทก์ทำงานทุกวันโดยไม่ได้จัดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ โจทก์จึงต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างเสมือนว่าโจทก์สั่งให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด โดยลูกจ้างรายวันซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 56 (1) จะต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังกล่าวในอัตรา 2 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานตามมาตรา 62 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ส่วนที่ยังไม่ครบถ้วนให้แก่นายเสริมศักดิ์ จิตรหาญ กับพวกรวม 5 คน เป็นเงินจำนวน 63,558 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 64 ประกอบมาตรา 62 และมาตรา 28 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะโจทก์ให้ลูกจ้างทั้งห้าคนดังกล่าวทำงานรักษาความปลอดภัยเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน ซึ่งเมื่อโจทก์ได้จ่ายค่าจ้างเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำครบถ้วนแล้ว จึงเป็นการจ่ายค่าตอบแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (8) และกฎกระทรวงฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541) โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าคนตามคำสั่งของจำเลยอีก ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรี ที่ 17/2547 เรื่องค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์

จำเลยให้การว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตามฟ้องถูกต้องเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมายทุกประการแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน นายเสริมศักดิ์ จิตรหาญ นายปัญญา บุญช่วย นายเกรียงไกร ยนต์เกื้อ นางสาวสะอิ้ง เม่นตะเภา และนางสาวอุทุมพร สวัสดี เป็นลูกจ้างของโจทก์ทำหน้าที่เฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินให้แก่ธุรกิจของโจทก์ ได้รับค่าจ้างรายวัน โจทก์ให้ลูกจ้างทั้งห้าทำงานทุกวันโดยไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์ ลูกจ้างทั้งห้าได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรี ที่ 17/2547 ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวันโดยวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกินหกวัน นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้ากำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์วันใดก็ได้" มาตรา 64 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมิได้จัดให้ลูกจ้างหยุดงานหรือจัดให้ลูกจ้างหยุดงานน้อยกว่าที่กำหนดไว้ตามมาตรา 28 มาตรา 29 และมาตรา 30 ให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 62 และมาตรา 63 เสมือนว่านายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด" และมาตรา 62 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดตามมาตรา 28 มาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราดังต่อไปนี้ (1) สำหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดให้จ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำหรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้ สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (2) สำหรับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำหรือไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย" บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละหนึ่งวัน หากนายจ้างไม่จัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างเสมือนว่านายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด โดยจ่ายค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานสำหรับลูกจ้างที่มีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุดและจ่ายในอัตรา 2 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานสำหรับลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุด คดีนี้โจทก์ให้ลูกจ้างของโจทก์รวมทั้งลูกจ้างทั้งห้าทำงานทุกวันโดยไม่ได้จัดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ โจทก์จึงต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าเสมือนว่าโจทก์สั่งให้ลูกจ้างทั้งห้าทำงานในวันหยุด โดยลูกจ้างทั้งห้าเป็นลูกจ้างรายวันซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 56 (1) ซึ่งต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าในอัตรา 2 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานตามมาตรา 62 (2) แต่โจทก์ได้จ่ายค่าทำงานในวันหยุดเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าไปแล้วจึงจ่ายค่าทำงานในวันหยุดขาดไปจำนวน 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงาน การที่จำเลยมีคำสั่งที่ 17/2547 ให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างทั้งห้าเพิ่มอีก 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานจึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 28 ม. 29 ม. 30 ม. 56 ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรอแยล การ์ด โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — นายรังสรรค์ ศรีดาราวงษ์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2548
#268287
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานมีกำหนดเวลา 1 ปี แล้วจำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนครบกำหนดเวลาโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม กับค่าชดเชย ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้เฉพาะประเด็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนค่าชดเชยศาลแรงงานกลางมิได้มีคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยจึงไม่ครบทุกประเด็นแห่งคดีอันเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 เป็นกรณีลูกจ้างที่ได้ทำงานจริงและมีระยะเวลาติดต่อกันครบตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วยจึงจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชย มิใช่เอาระยะเวลาจ้างตามสัญญาจ้างมากำหนดว่าหากโจทก์ทำงานครบเวลาตามสัญญาจ้างแล้วโจทก์มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยมากำหนด เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยได้เพียง 3 เดือนเศษ ย่อมไม่มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งวิศวกรชั่วคราว กำหนดค่าจ้างเดือนละ 70,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าที่พักอีก 10,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาจ้าง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2547 ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเกิดจากการที่ไม่ได้รับเงินเดือนในการทำงานจนครบตามสัญญาจ้างอีก 9 เดือน เป็นเงินทั้งสิ้น 720,000 บาท จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีก 70,000 บาท และหากมีการทำงานจนครบกำหนดตามสัญญา 1 ปี โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นค่าจ้างเดือนสุดท้ายอีก 90 วัน เป็นเงิน 210,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรด้านไฟฟ้าชั่วคราว โจทก์ปฏิบัติงานไม่ได้คุณภาพ ซึ่งลักษณะงานต้องอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะทาง นอกจากนี้โจทก์ไม่เร่งรัดปฏิบัติงานให้สำเร็จลุล่วงภายในกำหนดเวลาตามปกติแต่กลับนำงานที่ควรจะทำเสร็จภายในเวลาทำงานปกติไปทำเป็นงานนอกเวลา ทั้งโจทก์ตอกบัตรลงเวลาและแสดงรายการใบแจ้งเวลาว่าโจทก์ทำงานในวันหยุดทำให้จำเลยหลงเชื่อว่าโจทก์ทำงานจริงจึงจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลา แต่ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้ทำงานตามที่แจ้งไว้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย นอกจากนี้โจทก์นำอุปกรณ์เครื่องใช้ของจำเลยไปใช้และแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยจำเลยไม่ได้อนุญาต พฤติการณ์ดังกล่าวนี้จำเลยได้ตักเตือนโจทก์หลายครั้งแต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่นำพาและไม่ปรับปรุงพฤติกรรมให้เหมาะสมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่วงล่วงหน้า 70,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 19,000 บาท และค่าล่วงเวลาค้างจ่าย จำนวน 2,625.03 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 8,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่จะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นไม่ครบตามคำฟ้องหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์ทำงานมีกำหนดเวลา 1 ปี แล้วจำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนครบกำหนดเวลาโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับค่าชดเชยอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้เฉพาะประเด็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนประเด็นค่าชดเชยศาลแรงงานกลางมิได้มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์จะมีสิทธิได้รับหรือไม่เพียงใด คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงไม่ครบทุกประเด็นแห่งคดีอันเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 แต่เมื่อปรากฏว่าศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงมาแล้วว่าโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2546 จึงถูกเลิกจ้างซึ่งมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เห็นว่า โจทก์มีระยะเวลาทำงานกับจำเลยเพียง 3 เดือนเศษ ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ในค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเวลา 90 วัน โดยอ้างว่าหากโจทก์ทำงานกับจำเลยครบระยะเวลา 1 ปี ตามสัญญาแล้ว โจทก์มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยจำนวนดังกล่าวนั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้ (1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่ครบหนึ่งปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน... (2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน..." นั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมหมายความว่า จะต้องเป็นกรณีลูกจ้างที่ได้ทำงานจริงและมีระยะเวลาติดต่อกันครบตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย หาใช่เอาระยะเวลาจ้างตามสัญญาจ้างมากำหนดว่าหากโจทก์ทำงานครบเวลาตามสัญญาจ้างแล้วโจทก์มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยมากำหนดไม่ เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยได้เพียง 3 เดือนเศษ ย่อมไม่มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวรรณ ชัชวาลชัมพูนท
จำเลย — บริษัทคเวอเนอ อีแอนด์ซี (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชวลิต ยอดเณร
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6815/2548
#268240
เปิดฉบับเต็ม

การลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คือ การลดอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ลงกึ่งหนึ่งแล้วจึงลงโทษ มิใช่ศาลกำหนดโทษลงไว้ก่อนแล้วจึงลดมาตราส่วนโทษจากโทษที่ลงไว้ และความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติให้ลงโทษปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคล คนละเท่าๆ กัน เมื่อจำเลยถูกฟ้อง จำเลยจึงเป็นบุคคลเดียวที่ถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดและต้องถูกลงโทษตามคำพิพากษา บุคคลอื่นที่ร่วมกระทำความผิด เมื่อยังไม่ถูกฟ้องย่อมไม่อาจถือเป็นผู้กระทำความผิดอันจะถูกลงโทษตามคำพิพากษาคดีนี้ได้ กรณีไม่อาจแบ่งแยกลดจำนวนความรับผิดสำหรับโทษปรับครั้งนี้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2545 เวลาประมาณ 18.40 นาฬิกา จำเลยกับพวกอีก 2 คน ซึ่งตามการสอบสวนยังไม่ทราบว่าเป็นใคร ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งบุหรี่ซิกาแรต ตรามาร์โบโร จำนวน 30,500 ซอง ราคา 305,000 บาท ต้องเสียอากรเป็นเงิน 189,100 บาท ซึ่งเป็นของผลิตในต่างประเทศ โดยซ่อนเร้นบุหรี่ดังกล่าวไว้ในเรือหางยาวโดยรู้อยู่แล้วว่าสิ่งของดังกล่าวเป็นของที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรและไม่ได้ผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้องตามกฎหมายและร่วมกันมีบุหรี่ซิกาแรตดังกล่าวน้ำหนัก 640,500 กรัม อันเป็นยาสูบตามกฎหมายที่ผลิตในต่างประเทศและมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบทั้งหมด ซึ่งต้องปิดแสตมป์ยาสูบซองละ 26.25 บาท รวมเป็นเงิน 800,625 บาท ไว้ในครอบครองเพื่อขาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะกระทำความผิดอายุ 14 ปี 6 เดือน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ, 32 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 19, 24, 44, 49, 50 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 75, 83, 90 ริบของกลางและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ, 32 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19, 24, 44, 49, 50 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามและข้อจำกัดซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับรวมเป็นเงิน 1,976,400 บาท เนื่องจากตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าวจึงให้ลงโทษปรับจำเลยเพียง 1 ใน 3 โดยให้ปรับเป็นเงิน 658,800 บาท ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 14 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงปรับเป็นเงิน 329,400 บาท อนึ่ง หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลามีกำหนด 6 เดือน ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 107 ริบบุหรี่รวมทั้งหีบห่อของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต ริบเรือหางยาวพร้อมเครื่องยนต์ของกลาง และให้จำเลยจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และ 8 (ที่ถูกมาตรา 8 วรรคสอง)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง และให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "อนึ่ง ในการลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คือ การลดอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ลงกึ่งหนึ่งแล้วจึงลงโทษ หาใช่ศาลกำหนดโทษลงไว้ก่อนแล้วจึงลดมาตราส่วนโทษจากโทษที่ลงไว้หาได้ไม่ และความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติให้ลงโทษปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคล คนละเท่าๆ กัน เมื่อจำเลยถูกฟ้อง จำเลยจึงเป็นบุคคลเดียวที่ถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดและต้องถูกลงโทษตามคำพิพากษา บุคคลอื่นที่ร่วมกระทำความผิดเมื่อยังไม่ถูกฟ้องย่อมไม่อาจถือเป็นผู้กระทำความผิดอันจะถูกลงโทษตามคำพิพากษาคดีนี้ได้ กรณีไม่อาจแบ่งแยกลดจำนวนความรับผิดสำหรับโทษปรับครั้งนี้แก่จำเลย ดังนั้น เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว ต้องปรับจำเลยสองเท่าของราคาของซึ่งได้รวมอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 988,200 บาท การที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยหนึ่งในสามเป็นเงิน 658,800 บาท จากเงินค่าปรับสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมอากรเข้าด้วยแล้ว (เป็นเงิน 1,976,400 บาท) แล้วจึงลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงปรับเป็นเงิน 329,400 บาท จึงไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงโทษปรับให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ, 32 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19, 24, 44, 49, 50 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิด จำเลยอายุ 14 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้วคงปรับ 988,200 บาท แต่ให้บังคับโทษปรับเป็นเงิน 329,400 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา มีกำหนด 6 เดือน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 107 ริบบุหรี่รวมทั้งหีบห่อของกลางเป็นของกรมสรรพสามิตริบเรือหางยาวพร้อมเครื่องยนต์ของกลาง และให้จำเลยจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และ 8 วรรคสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 75
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2467 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูลแผนกคดีเยาวชน
และครอบครัว
จำเลย — เด็กชาย....
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2548
#268223
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่บัญญัติว่า "คำฟ้อง" หมายความว่า กระบวนพิจารณาใดๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล... ไม่ว่าจะเสนอในภายหลัง... โดยสอดเข้ามาในคดี ฯลฯ นั้น เป็นการกำหนดให้คำร้องสอดที่มีลักษณะในการเสนอข้อหาต่อศาลเป็นคำฟ้องด้วยเท่านั้น มิได้กำหนดให้คำร้องสอดทุกฉบับเป็นคำฟ้อง เนื่องจากการร้องสอดเข้ามาในคดีบางกรณีเป็นการเข้ามาต่อสู้คดีในฐานะจำเลย คำร้องสอดกรณีเช่นนี้ย่อมไม่อาจมีสภาพเป็นคำฟ้องตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่คำร้องสอดจะเป็นคำฟ้องหรือไม่จึงต้องพิจารณาจากเนื้อหาของคำร้องสอดเป็นสำคัญ

ตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดอ้างว่า จำเลยไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินพิพาท แต่ผู้ร้องสอดเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ ต่อมาผู้ร้องสอดเปลี่ยนเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนเองโดยแย่งการครอบครองก่อนปี 2539 โจทก์ไม่ได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี ผู้ร้องสอดจึงเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท หากศาลพิพากษาขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดจะต้องได้รับความเสียหายจากการถูกบังคับคดีขับไล่โดยผลของคำพิพากษา ขอให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ดังนี้ คำร้องสอดดังกล่าวเป็นการขอเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลย ข้ออ้างสิทธิตามคำร้องสอดจึงถือได้ว่าเป็นการต่อสู้คดีเพื่อให้ศาลยกฟ้อง ไม่ใช่การเสนอข้อหาต่อศาลเพื่อบังคับโจทก์ จึงไม่เป็นคำฟ้องตามบทกฎหมายดังกล่าว ไม่จำต้องมีคำขอบังคับตามมาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (3)

ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวาร ผู้ร้องสอดยังไม่ได้รับความเสียหายจากการถูกบังคับคดีให้ออกจากที่ดินพิพาทตามคำร้องสอด ทั้งผู้ร้องสอดอาจยื่นคำร้องในชั้นบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา ได้อยู่แล้ว การที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาในโอกาสดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิร้องเข้ามาเป็นคู่ความตามมาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2479 หลวงสิทธิเทพการได้ยกที่ดินมือเปล่าให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ได้ให้นายวิศิษฏ์ วังตาล ไปแจ้งสิทธิครอบครอง (ส.ค.1) และขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) รวม 10 แปลง ใสชื่อนายวิศิษฏ์เป็นผู้มีชื่อแทนโจทก์ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 หมู่ที่ 3 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโจทก์ดังกล่าว เมื่อปี 2524 จำเลยเช่าบางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 ดังกล่าว เนื้อที่ 5 ไร่เศษ อัตราค่าเช่าไร่ละ 500 บาท ต่อปี เพื่อทำการเกษตรกรรม ต่อมาปี 2539 จำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อให้เรียกจำเลยมาทำการตกลงเรื่องค่าเช่าและชำระค่าเช่า ต่อมาคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลดอนกระเบื้องมีมติให้ผู้ใช้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่ากับผู้เช่าได้ โจทก์จึงบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากโจทก์สามารถนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 500 บาท ขอให้บังคับจำเลยพร้อมกับบริวารขนย้ายสัมภาระสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องหมายสีแดง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไร่ละ 500 บาท ต่อเดือนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความพร้อมยื่นคำให้การและแก้ไขคำร้องกับคำให้การว่า ผู้ร้องสอดแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์มาเกินกว่า 1 ปีแล้ว ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนการครองครอง โจทก์ไม่เป็นนิติบุคคลจึงไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ก่อนฟ้องโจทก์ไม่ได้บอกเลิกการเช่านากับผู้ร้องสอดตามขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมผู้ร้องสอดเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์จำเลยไม่ได้เป็นผู้เช่า จำเลยเป็นเพียงบริวารของผู้ร้องสอด จำเลยมิได้อาศัยอยู่บนที่ดินที่เช่า เพียงแต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทเท่านั้น หากศาลพิพากษาขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัยในที่ดินจะต้องได้รับความเสียหายจากการถูกบังคับคดีขับไล่ออกไปจากที่ดินพิพาทโดยผลของคำพิพากษา ขอให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องสอดพร้อมคำให้การและแก้ไขคำร้องสอดและคำให้การของผู้ร้องสอด

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องของผู้ร้องสอดว่า คำร้องของผู้ร้องสอดที่อ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาท จำเลยเป็นเพียงบริวารของผู้ร้องสอด และอ้างว่าจำเลยมิได้อาศัยอยู่บนที่ดินที่เช่าเพียงแต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินที่พิพาทเท่านั้นทำให้โจทก์ไม่สามารถให้การต่อสู้คดีได้ จึงเป็นคำร้องเคลือบคลุมการโต้แย้งการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินของผู้ร้องสอดกับพวกเมื่อปี 2539 เป็นคำคัดค้านที่คลุมเครือไม่ชัดเจน ไม่เป็นการคัดค้านในฐานะผู้เป็นเจ้าของ โจทก์เพียงแต่เข้าใจว่าเป็นการคัดค้านเพื่อไม่ให้โจทก์นำที่ดินไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้โจทก์ไม่อาจทราบถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้คัดค้านได้ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทบริเวณหมายสีแดงตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.14 เนื้อที่ 5 ไร่เศษ อันเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 หมู่ที่ 3 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องสอด คืนค่าขึ้นศาลแก่ผู้ร้องสอด ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องหมายสีแดง พร้อมขนย้ายสัมภาระสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่จะวินิจฉัยเป็นข้อแรกมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำร้องสอดถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ที่บัญญัติว่า "คำฟ้อง" หมายความว่า กระบวนพิจารณาใดๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล...ไม่ว่าจะเสนอในภายหลัง... โดยสอดเข้ามาในคดี ฯลฯ นั้น เป็นการกำหนดให้คำร้องสอดที่มีลักษณะในการเสนอข้อหาต่อศาลเป็นคำฟ้องด้วยเท่านั้น มิได้กำหนดให้คำร้องสอดทุกฉบับเป็นคำฟ้องแต่อย่างใด เนื่องจากการร้องสอดเข้ามาในคดีบางกรณีเป็นการเข้ามาต่อสู้คดีในฐานะจำเลย คำร้องสอดกรณีเช่นนี้ย่อมไม่อาจมีสภาพเป็นคำฟ้องตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่คำร้องสอดจะเป็นคำฟ้องหรือไม่จึงต้องพิจารณาจากเนื้อหาของคำร้องสอดฉบับนั้นเป็นสำคัญ ตามคำร้องสอดและคำร้องขอแก้ไขคำร้องสอดคดีนี้อ้างว่า จำเลยไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินพิพาท แต่ผู้ร้องสอดเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ ต่อมาผู้ร้องสอดเปลี่ยนเจตนาจากผู้เช่า แสดงเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนเองโดยแย่งการครอบครองก่อนปี 2539 โจทก์ไม่ได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี ผู้ร้องสอดจึงเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท หากศาลพิพากษาขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัยในที่ดินจะต้องได้รับความเสียหายจากการถูกบังคับคดีขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทโดยผลขอคำพิพากษา ขอให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ดังนี้ คำร้องสอดดังกล่าวเป็นการขอเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลย ข้ออ้างสิทธิตามคำร้องสอดจึงถือได้ว่าเป็นการต่อสู้คดีเพื่อให้ศาลยกฟ้อง ไม่ใช่การเสนอข้อหาต่อศาลเพื่อบังคับโจทก์ คำร้องสอดคดีนี้จึงไม่เป็นคำฟ้องตามบทกฎหมายดังกล่าว ไม่จำต้องมีคำขอบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (3) ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย อย่างไรก็ดี ในโอกาสที่ยื่นคำร้องสอดดังกล่าว ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวาร ผู้ร้องสอดยังไม่ได้รับความเสียหายจากการถูกบังคับคดีให้ออกจากที่ดินพิพาทตามคำร้องสอด ทั้งกรณีเช่นนี้ผู้ร้องสอดอาจยื่นคำร้องเช่นนี้ได้อยู่แล้ว ในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา ดังนั้น การที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาในโอกาสดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่แต่อย่างใด ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิร้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำร้องสอดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องสอด

อนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องสอดเฉพาะปัญหาว่าผู้ร้องสอดขอเข้ามาในคดีได้โดยชอบหรือไม่ ซึ่งเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของผู้ร้องสอด กรณีต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ผู้ร้องสอดได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามารวมเป็นเงิน 50,000 บาท จึงเป็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้องสอด"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียนชั้นฎีการะหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 57 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพฯ
ผู้ร้องสอด — นางสุดใจ สีงาม
จำเลย — นางแจง แซ่ตัน
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา