คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7481/2548
#266781
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้ส่วนเสียศาลจะต้องกำหนดให้มีผู้พิพากษาสมทบสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีด้วย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 24 ประกอบมาตรา 109 วรรคสอง ปรากฏตามสำนวนคดีนี้ได้ความว่าการพิจารณาคดีในแต่ละนัดบางครั้งก็มีลายมือชื่อผู้พิพากษาสมทบ 2 คนบ้าง หรือคนเดียวบ้างเป็นองค์คณะ และบางครั้งก็ไม่มีลายมือชื่อผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะเลย ซึ่งจำเลยทั้งสามได้ทราบเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางซึ่งเป็นศาลชั้นต้นนั้นมาโดยตลอด หากจำเลยทั้งสามเห็นว่าศาลชั้นต้นดังกล่าวมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องในการพิจารณาคดีอันเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายจะต้องยื่นคำคัดค้านก่อนมีคำพิพากษาแต่ต้องไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามได้ทราบการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้คัดค้านจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสามจะมาฎีกาโต้แย้งในภายหลังหาชอบไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 เป็นบุตรของโจทก์ ให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรต่อนายทะเบียน หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ยึดเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 3 อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กชายศุภณัฐ จำเลยที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 3 ร่วมกัน โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 3 บุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว แต่ให้โจทก์มีสิทธิเยี่ยมจำเลยที่ 3 บุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควร กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การพิจารณาคดีและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบ เพราะไม่มีผู้พิพากษาสมทบนั่งพิจารณาคดีให้ครบองค์คณะ ขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 24 ทั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 236 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสีย ศาลจะต้องกำหนดให้มีผู้พิพากษาสมทบสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีด้วย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 24 ประกอบมาตรา 109 วรรคสอง ปรากฏตามสำนวนได้ความว่า นัดสืบพยานโจทก์นัดแรก ศาลให้เลื่อนคดีเพื่อหมายเรียกจำเลยทั้งสามมาเจรจาไกล่เกลี่ย ไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะ นัดสืบพยานโจทก์นัดที่สองจึงปรากฏลายมือชื่อผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะ 2 คน ส่วนนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในนัดอื่น ๆ บางครั้งก็มีลายมือชื่อผู้พิพากษาสมทบ 2 คนบ้าง หรือคนเดียวบ้างเป็นองค์คณะ และบางครั้งก็ไม่มีลายมือชื่อผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะเลย ซึ่งจำเลยทั้งสามได้ทราบเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางซึ่งเป็นศาลชั้นต้นนั้นมาโดยตลอด หากจำเลยทั้งสามเห็นว่าศาลชั้นต้นดังกล่าวมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องในการพิจารณาคดีดังที่ได้ฎีกาอันเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายจะต้องยื่นคำคัดค้านก่อนมีคำพิพากษาแต่ต้องไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามได้ทราบการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้คัดค้านจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสามจะมาฎีกาโต้แย้งในภายหลังหาชอบไม่?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 24 ม. 109 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพนมกร เจริญวิทยาสิทธิ์
จำเลย — นางมณีวรรณ ชุ่มชื่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายณัฐพร สายสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบ — นายพีรพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
วิรัช ลิ้มวิชัย
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7475/2548
#266422
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ส. เจ้าของที่ดินยกทางเดินให้ที่ดินเป็นทางสาธารณะ โจทก์ทั้งห้าใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งห้าสู่ทางสาธารณะเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ทางพิพาทจึงเป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ที่ดินของโจทก์ทั้งห้ามีที่ดินแปลงอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นนั้น แม้จะเป็นการแสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ทางพิพาทเป็นทางสามประเภทดังกล่าว แต่ก็ได้แสดงลักษณะของการเป็นทางในแต่ละประเภทนั้นไว้ และฟ้องดังกล่าวมีคำขอให้บังคับเกี่ยวกับทางพิพาทประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงประเภทเดียวในจำนวนนั้น ซึ่งทางพิพาทจะเข้าลักษณะเป็นทางประเภทใด ย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณารับฟังข้อเท็จจริง หากได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางประเภทใด ศาลย่อมพิพากษาและบังคับตามคำขออย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่พิจารณาได้ความ ทั้งจำเลยก็ให้การปฏิเสธฟ้องโดยสิ้นเชิงว่า ทางพิพาทไม่ได้เป็นทางทั้งสามประเภทดังกล่าวอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยเข้าใจฟ้องโจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนที่ดินส่วนที่เป็นถนนซอยย่าสุ่นอุทิศในโฉนดเลขที่ 73 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร กว้าง 6 เมตร ยาว 380 เมตร เป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าและที่ดินของประชาชนผู้ใช้ถนนซอยย่าสุ่นอุทิศเป็นทางเข้าออกทุกแปลง หรือพิพากษาให้เป็นทางจำเป็นแก่โจทก์ทั้งห้า และยอมให้ทางราชการสำนักงานเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เข้าทำการปรับปรุงที่ดินถนนซอยย่าสุ่นอุทิศ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 73 เลขที่ 4382 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร กว้าง 6 เมตร ยาว 380 เมตร เป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อแรกที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า นางสาวสุ่นเจ้าของที่ดินยกทางเดินในที่ดินให้เป็นทางสาธารณะต่อมามีการขยายทางเป็นทางพิพาท โจทก์ทั้งห้าใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งห้าสู่ทางสาธารณะเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ทางพิพาทจึงเป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ที่ดินของโจทก์ทั้งห้ามีที่ดินแปลงอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นนั้น แม้จะเป็นการแสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ทางพิพาทเป็นทางสามประเภทดังกล่าว แต่ก็ได้แสดงลักษณะของการเป็นทางในแต่ละประเภทนั้นไว้ และคำฟ้องดังกล่าวมีคำขอให้บังคับเกี่ยวกับทางพิพาทประเภทเดียวในจำนวนนั้น ซึ่งทางพิพาทเป็นทางประเภทใดย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณารับฟังข้อเท็จจริง หากได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางประเภทใด ศาลย่อมพิพากษาและบังคับตามคำขออย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่พิจารณาได้ความ ทั้งจำเลยก็ให้การปฏิเสธฟ้องโดยสิ้นเชิงว่า ทางพิพาทไม่ได้เป็นทางทั้งสามประเภทดังกล่าว อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องโจทก์แล้ว คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี ชมกลิ่น กับพวก
จำเลย — นายสุวรรณ ถิระพานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพล เอี่ยมอธิคม
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7471/2548
#266503
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ยังมีสิทธิและโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นปาล์มน้ำมันที่ถูกเวนคืนอีกประมาณ 16 ปี แต่ผลผลิตและราคาของปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นผลิตผลทางเกษตรในอนาคตที่จะทำให้โจทก์ผู้ปลูกมีกำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่อาจควบคุมได้หลายประการ ทั้งจำเลยได้จ่ายเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ไปแล้วก่อนที่จำเลยจะเข้าครอบครองต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์ที่ถูกเวนคืนและจ่ายเงินค่าทดแทนความเสียหายจากการขาดรายได้จากต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดที่ถูกเวนคืนเป็นระยะเวลา 6 ปี ที่รัฐมนตรี ฯ วินิจฉัยเพิ่มให้แก่โจทก์ไปแล้วเช่นกัน โจทก์ย่อมนำเงินทั้งสองจำนวนนี้ไปลงทุนแสวงหากำไรอันเป็นส่วนที่สามารถชดเชยผลประโยชน์ที่โจทก์คาดหมายว่าจะได้ผลผลิตในอนาคตระยะเวลาประมาณ 16 ปี ของต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดของโจทก์ที่ถูกเวนคืน ดังนั้นความเสียหายที่โจทก์ได้รับอันเนื่องมาจากต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์ถูกเวนคืนกับความเสียหายเนื่องจากที่โจทก์ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนรวมกันแล้วจึงไม่มากถึงจำนวนเงินที่โจทก์คำนวณกำไรคงที่จากผลผลิตของต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดของโจทก์ที่ถูกเวนคืนในระยะเวลา 16 ปี โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มจากที่ฝ่ายจำเลยกำหนดไว้อีกเป็นจำนวนเท่ากับกำไรสุทธิจากผลผลิตต้นปาล์มน้ำมันต่อต้นต่อปีตามที่ฝ่ายจำเลยคำนวณไว้ของต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดที่ถูกเวนคืนในระยะเวลาอีก 2 ปี

โจทก์เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันในป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องเสียค่าตอบแทนให้แก่ทางราชการ ทั้งไม่ใช่กรณีการเช่าตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 (3) และได้มีการกำหนดเงินค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่โจทก์ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 21 วรรคท้ายแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนเป็นค่าสละที่ดินตามข้ออ้างของโจทก์แยกต่างหากอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 35,662,663 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,245,445 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินทดแทนเพิ่ม 27,820,071.80 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารออมสินกำหนดจ่ายแก่เงินฝากประเภทประจำ แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเงินค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าทดแทนเพิ่ม 9,306,095.61 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเบื้องต้นได้ว่า โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองเหยียน ในท้องที่ตำบลบางสวรรค์ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อทำสวนปาล์มน้ำมัน เนื้อที่ 20,000 ไร่ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2528 จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 มีการออก พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 44 สายกระบี่ - กาญจนดิษฐ์ ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (บ้านหนองหลุมพอ) - อำเภอเคียนซา พ.ศ. 2541 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2541 ทำให้สวนปาล์มน้ำมันของโจทก์ถูกเวนคืน 3 แปลง เนื้อที่รวม 351 ไร่ 2 งาน 57 ตารางวา ซึ่งมีต้นปาล์มน้ำมันอายุประมาณ 9 ปี ปลูกอยู่จำนวน 8,089 ต้น คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันให้แก่โจทก์ต้นละ 2,200 บาท รวมเป็นเงิน 17,795,800 บาท และเงินค่าทดแทนค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและค่าเสียหายต่าง ๆ รวมเป็นเงิน 1,705,018 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,500,818 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 43,465,492 บาท โดยเป็นเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันเป็นเงิน 37,346,913 บาท และค่าสละที่ดินเป็นเงิน 6,118,579 บาท คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์โดยแยกเป็นค่าต้นปาล์มน้ำมันต้นละ 1,507 บาท และค่าเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตต้นละ 130.43 กิโลกรัมต่อปี กำไรเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.50 บาท เป็นเวลา 6 ปี เป็นเงินต้นละ 1,956.45 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนต่อต้นต้นละ 3,463.45 บาท โจทก์ได้รับไปแล้วต้นละ 2,200 บาท จึงได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มอีกต้นละ 1,263.45 บาท จำนวน 8,089 ต้น เป็นเงิน 10,220,047 บาท ส่วนค่าสละที่ดินให้ยกอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์ควรจะได้รับเงินค่าทดแทนอันเนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเป็นเงินเท่าใด และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ควรได้รับค่าสละที่ดินหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ปลูกต้นปาล์มน้ำมันในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองเหยียน ซึ่งบางส่วนของที่ดินที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์นี้อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาคดีนี้โดยโจทก์ได้ปลูกต้นปาล์มน้ำมันในที่ดินดังกล่าวก่อนวันที่ใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาคดีนี้ ดังนั้นโจทก์จึงเป็นเจ้าของต้นปาล์มน้ำมันที่ขึ้นอยู่ในที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 (4) และเป็นผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายที่ประกอบการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้น จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนต้นไม้ยืนต้นคือต้นปาล์มน้ำมันที่ถูกเวนคืนและเงินค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนตามมาตรา 21 วรรคท้ายด้วย โจทก์มีนายสมบูรณ์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงถึง 3,500 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ในขณะที่สวนปาล์มน้ำมันของชาวสวนทั่วไปได้ผลผลิตเพียงปีละ 2,500 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี และในขณะถูกเวนคืน ต้นปาล์มน้ำมันมีอายุเฉลี่ย 9 ปี กำลังให้ผลผลิตเต็มที่ และสามารถให้ผลผลิตต่อไปได้อีกอย่างน้อย 16 ปี ทั้งโจทก์ประกอบกิจการแบบครบวงจร คือ มีทั้งสวนปาล์มน้ำมันและมีโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันอยู่ในบริเวณเดียวกัน จึงไม่ต้องเสียค่าขนส่งปาล์มน้ำมันไปยังโรงงาน นอกจากนี้โจทก์ซื้อปุ๋ยได้ในราคาถูกเพราะซื้อครั้งละจำนวนมาก ต้นทุนในการผลิตจึงไม่สูงเหมือนของชาวสวนทั่วไป โดยมิได้มีรายละเอียดหลักฐานเป็นหนังสือว่า ต้นทุนในการปลูกต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์มีอะไรบ้าง ได้ผลผลิตต้นละเท่าใด หักแล้วมีรายได้จากน้ำมันปาล์มต้นละเท่าใด ล้วนแต่เป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเอกสารสนับสนุน แม้โจทก์จะทำเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นรายการคำนวณหาผลผลิตของโจทก์ แต่ก็เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 247 ส่วนจำเลยมีนายชัยวัฒน์ เจ้าหน้าที่จัดหาที่ดิน สำนักจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน กรมทางหลวง เป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารสรุปความได้ว่า พยานเป็นผู้จัดหาพยานเอกสารเกี่ยวกับการเวนคืนในครั้งนี้ โดยได้ขอข้อมูลจากเกษตรจังหวัดกระบี่เกี่ยวกับการกำหนดราคาพืชผลของสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ ตามแนวถนนสายกระบี่ - ขนอม ซึ่งเป็นถนนสายเดียวกันกับถนนที่มีการเวนคืนในครั้งนี้ ได้มีการทำบัญชีราคาค่าต้นไม้ยืนต้น ปี 2541 ไว้ โดยต้นปาล์มน้ำมันขนาดเล็ก 1,000 บาท ขนาดกลาง 1,500 บาท และขนาดใหญ่ 3,000 บาท แต่สำนักจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน กรมทางหลวงได้พิจารณาตามรายละเอียดที่นักวิชาการเกษตรชี้แจงว่าต้นทุนการผลิตของต้นปาล์มน้ำมันต่อต้นอายุ 8 ปี เป็นเงิน 1,507 บาท ค่าเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตควรคิดเพียง 4 ปี เป็นเงิน 718 บาท รวมเป็นเงิน 2,225 บาท จึงเห็นควรกำหนดเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ต้นละ 2,200 บาท คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ จึงกำหนดเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันให้แก่โจทก์ต้นละ 2,200 บาท ครั้นเมื่อโจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ ได้พิจารณาโดยนำข้อมูลต่าง ๆ มาประกอบกันแล้วสรุปได้ว่า ตามหลักวิชาการ ปาล์มน้ำมันที่จะได้รับผลผลิตและราคาสูงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องคือ พันธุ์ปาล์มน้ำมัน ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปริมาณน้ำฝน การดูแลรักษา ทุนทรัพย์ของผู้ประกอบการ และเมื่อประกอบกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคท้าย แล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ ได้พิจารณาถึงผลผลิตต่อไร่ต่อปี อัตราปลูกต่อไร่ ต้นทุนการผลิต กำไรสุทธิ และค่าเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตในสมมติฐานการให้ปลูกใหม่เป็นระยะเวลา 6 ปี โดยชดเชยผลผลิตให้ปีละเท่า ๆ กัน ต้นละ 130.43 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 2.50 บาท ระยะเวลา 6 ปี เป็นเงินต้นละ 1,956.45 บาท (130.43 x 6 x 2.50) จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายจากค่าต้นทุนการผลิตต้นละ 1,507 บาท รวมกับค่าเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตต้นละ 1,956.45 บาท รวมเป็นค่าเสียหายต่อต้น ต้นละ 3,463.45 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนไปแล้วต้นละ 2,200 บาท จึงควรเพิ่มเงินค่าทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์อีกต้นละ 1,263.45 บาท จำนวน 8,089 ต้น เป็นเงิน 10,220,047 บาท ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเห็นชอบด้วย ในการคิดคำนวณเกี่ยวกับผลผลิต ต้นทุนการผลิต และกำไรสุทธิต่อต้นที่ฝ่ายจำเลยคำนวณมาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า มีรายละเอียดการคิดคำนวณตามหลักวิชาการ โดยมีการนำข้อมูลทั้งจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร และจากศูนย์วิจัยพืชสวนสุราษฎร์ธานี มาประกอบการพิจารณา จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ทั้งผลผลิตและราคาของปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นผลผลิตทางเกษตรในอนาคตที่จะทำให้โจทก์ผู้ปลูกมีกำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่อาจควบคุมได้หลายประการ ดังเช่น ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟไหม้ ความแห้งแล้ง ศัตรูพืช โรคพืช ปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูงขึ้น ภาวะตลาด เป็นต้น ไม่อาจคาดหมายได้ว่าโจทก์จะได้ผลผลิตและกำไรจากผลผลิตคงที่ตลอดระยะเวลายาวนานถึง 16 ปี ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง และประการสำคัญจำเลยได้จ่ายเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันและเงินค่าทดแทนสำหรับถนนลูกรังในสวนปาล์มน้ำมันตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดไว้รวมทั้งสิ้น 19,500,818 บาท ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 ตามสำเนาใบสำคัญจ่ายก่อนที่จำเลยจะเข้าครอบครองทำประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ที่ถูกเวนคืน และจำเลยได้จ่ายเงินค่าทดแทนความเสียหายจากการขาดรายได้จากต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดที่ถูกเวนคืนเป็นระยะเวลา 6 ปี ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยเพิ่มอีกเป็นเงิน 10,220,047 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2544 ตามคำเบิกความของนายชัยวัฒน์ พยานจำเลย ประกอบสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทน โจทก์ได้รับเงินทั้งสองจำนวนนี้รวมกันเกินกว่า 29,720,865 บาท ย่อมนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนแสวงหากำไรได้อย่างมาก อันเป็นส่วนที่สามารถชดเชยผลประโยชน์ที่โจทก์คาดหมายว่าจะได้จากผลผลิตในอนาคตระยะเวลาประมาณ 16 ปี ของต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์ที่ถูกเวนคืนได้บางส่วน ดังนั้น ความเสียหายที่โจทก์ได้รับอันเนื่องมาจากต้นปาล์มน้ำมันและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ถูกเวนคืนรวมกับความเสียหายเนื่องจากที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้นรวมกันแล้วไม่มากถึงจำนวนเงินที่โจทก์คำนวณกำไรคงที่จากผลผลิตของต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดของโจทก์ที่ถูกเวนคืนในระยะเวลา 16 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อคำนึงถึงเหตุผลดังที่วินิจฉัยมาแล้วกับระยะเวลาที่โจทก์เสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นปาล์มน้ำมันไปประมาณ 16 ปีแล้ว เห็นว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์ที่ถูกเวนคืนและสิ่งปลูกสร้างอื่นรวมกับความเสียหายเนื่องจากที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นจากเงินค่าทดแทนที่ฝ่ายจำเลยกำหนดและจ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้วอีกเป็นจำนวนเท่ากับกำไรสุทธิจากผลผลิตต้นปาล์มน้ำมันต่อต้นตามที่ฝ่ายจำเลยคำนวณไว้ในจำนวนต้นปาล์มน้ำมันที่ถูกเวนคืน 8,089 ต้น ในระยะเวลาอีก 2 ปี โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มอีกเป็นเงินจำนวน 5,275,241.35 บาท (130.43 x 2.50 x 8089 x 2) ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนค่าสละที่ดินนั้นได้ความว่า ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนนี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งโจทก์เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องเสียค่าตอบแทนให้แก่ทางราชการ ทั้งไม่ใช่กรณีการเช่าตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 (3) และได้มีการกำหนดเงินค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่โจทก์ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 21 วรรคท้ายแล้ว กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนเป็นค่าสละที่ดินตามข้ออ้างของโจทก์แยกต่างหากอีก ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2542 โจทก์กับผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนต้นไม้ยืนต้นและเงินค่าทดแทนถนนดินลูกรังในสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นกรณีที่ตกลงซื้อขายกันได้ตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งมาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายคือต้องจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 12 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคท้าย ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 อันเป็นวันก่อนที่โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามกฎหมายจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนเพิ่ม 5,275,241.35 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 18 (3) ม. 18 (4) ม. 21 วรรคหนึ่ง ม. 21 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแสงสวรรค์ปาล์มน้ำมันและอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาติยะ ดวงมณี
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7454/2548
#266494
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ส่งหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ถึง 2 ครั้ง โดยส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ครั้งแรกได้รับแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ย้ายที่อยู่ไม่ทราบที่อยู่ใหม่ และครั้งหลังมีการระบุเหตุขัดข้องว่าไม่มีเลขที่บ้านตามจ่าหน้า ทั้งในชั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ดังกล่าวปรากฏในรายงานของพนักงานเดินหมายว่ามีลักษณะเป็นบ้านร้าง ไม่มีผู้อยู่อาศัยเป็นเวลานานแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการปิดสถานประกอบธุรกิจเพื่อประวิงการชำระหนี้หรือมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 8 (4) (ข) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ไม่ได้เป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร และพิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า กรณีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ได้ส่งหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ถึง 2 ครั้ง โดยส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ครั้งแรกได้รับแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ย้ายที่อยู่ไม่ทราบที่อยู่ใหม่ และครั้งหลังมีการระบุเหตุขัดข้องว่าไม่มีเลขที่บ้านตามจ่าหน้า ทั้งโจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามภูมิลำเนาดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ในชั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ดังกล่าวปรากฏในรายงานของพนักงานเดินหมายว่ามีลักษณะเป็นบ้านร้าง ไม่มีผู้อยู่อาศัยเป็นเวลานานแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการปิดสถานประกอบธุรกิจเพื่อประวิงการชำระหนี้หรือมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (4) (ข) ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่นำพยานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาไม่นำพยานมาสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น กรณีจึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานได้ และกรณีไม่ปรากฏเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร นอกจากนี้แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (4) (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโมโนลิธิค คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอรรถวุฒิ สุวรรณมงคล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7451/2548
#268251
เปิดฉบับเต็ม

การเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จะเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อจำเลยกระทำความผิดและศาลเพียงแต่ลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษปรับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งห้าร่วมกันบุกรุกเข้าไปในห้องพัก อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสาวอรอุมา ไมตระรัตน์ ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่มีเหตุอันสมควร มีมีดกับขวานเป็นอาวุธ และโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำร้ายร่างกายนายสมเดช บุญมา ผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้มีด ขวาน และไม้ทุบตีที่บริเวณศีรษะและลำคอของผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจำเลยทั้งห้าร่วมกันพามีดและขวานไปในหมู่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลสามง่าม อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร โดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 8 ปี 9 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1779/2540 ของศาลชั้นต้น โดยพ้นโทษเมื่อปี 2543 จำเลยที่ 2 กลับมากระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ และจำเลยที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2246/2544 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 92, 295, 365, 371 กับเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และบวกโทษจำเลยที่ 3 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย กับฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 90 บาท รวมจำคุก 1 ปี และปรับคนละ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ 120 บาท จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 45 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 60 บาท ให้บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2246/2544 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 เดือน และปรับ 45 บาท หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษในความผิดกระทงแรกลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน 20 วัน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และรวมกับโทษอีกกระทงหนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คงจำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 45 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 60 บาท สำหรับจำเลยที่ 3 ให้บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก 7 เดือน และปรับ 45 บาท โดยที่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน และโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน จึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ให้ลงโทษกักขังจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 1 เดือน แทนโทษจำคุก ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2246/2544 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2246/2544 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 และมีคำขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 กระทำความผิดในคดีนี้อีก อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษในระหว่างที่ยังไม่ครบระยะเวลารอการลงโทษ 2 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงต้องนำโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก และกรณีนี้มิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 3 เพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพิ่มโทษปรับจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 บัญญัติว่า "...หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" การเพิ่มโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อการกระทำความผิดฐานดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพียงแต่ลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษในความผิดฐานนี้ไม่ได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำโทษจำคุก 6 เดือนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ก็ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 3 ต้องโทษจำคุก 3 เดือนเท่านั้น จึงต้องนำโทษจำคุก 3 เดือน ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษปรับจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว 90 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 45 บาท ให้นำโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2246/2544 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายเฉลย พันทัพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7418/2548
#268346
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตไปทันทีโดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยคัดค้านก่อน ซึ่งหากจำเลยคัดค้าน ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตไปจึงเป็นการไม่ชอบ ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของโจทก์ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ได้ และถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ ตามมาตรา 27 ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากพ้นระยะเวลาที่จำเลยจะยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้ว ศาลฎีกาจึงกำหนดระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำคัดค้านไว้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17431 ของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนองที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 153,777 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 90,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก จำเลยไม่ยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17431 ตำบลบ้านผือ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ 153,777 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 90,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ และยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมกับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยแก้ และมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลชั้นต้นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก้จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์ไปทันทีโดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยมีโอกาสคัดค้านก่อน ซึ่งหากจำเลยคัดค้านศาลชั้นต้นก็ไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตไปเช่นนี้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของโจทก์ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ และถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลฎีกาเห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากคดีนี้ได้พ้นระยะเวลาที่จำเลยจะยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำคัดค้านไว้ด้วย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลย โดยให้กำหนดไว้ในหมายนัดว่า หากจำเลยจะคัดค้านคำร้องดังกล่าว ก็ให้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุประวีณ์ ดาศรี
จำเลย — นายสุ บุตรงาม
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7390/2548
#267455
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 76 ที่บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างนำหนี้อื่นนอกจากหนี้ตาม (1) ถึง (5) มาหักกับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่จะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้าง มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกหักเงินดังกล่าวในระหว่างที่ลูกจ้างยังไม่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเท่านั้น โจทก์ขอหักกลบลบหนี้เงินค่าจ้าง เงินรางวัลจากการขายฯ ที่โจทก์จะต้องจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 กับค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์หลังจากจำเลยที่ 1 พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว และการหักกลบลบหนี้กระทำได้ด้วยการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย โจทก์จึงขอหักกลบลบหนี้ได้ แต่การหักกลบลบหนี้จะกระทำได้เฉพาะกับสิทธิเรียกร้องหรือหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้ ซึ่งในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าหนี้ค่าเช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง ต่อมาในชั้นพิจารณาของศาลโจทก์จึงยอมรับว่าหนี้ค่าเช่าซื้อเป็นดังที่จำเลยที่ 1 โต้แย้ง หนี้ค่าเช่าซื้อที่โจทก์ขอหักกลบลบหนี้ในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงานจึงยังเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้ ไม่สามารถหักกลบลบหนี้ได้ ที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับแก่จำเลยที่ 1 จึงมิได้ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่เมื่อในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานโจทก์และจำเลยที่ 1 แถลงรับจำนวนหนี้ค่าเช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยโดยมิได้โต้แย้งกันอีก หนี้ค่าเช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์จึงเป็นอันยุติ มิได้เป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้ต่อไป โจทก์จึงขอนำไปหักกลบลบหนี้กับเงินต่าง ๆ ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ 28/2546 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2546 สั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้าง เงินราวัลจากการขาย เงินประกัน เงินสะสม ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมเป็นเงิน 64,599 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์มีสิทธิหักเงินดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (1) (4) และมีสิทธิหักกลบลบหนี้กับค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 ฉบับลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2546 ว่า โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2536 ในตำแหน่งพนักงานขาย กำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2546 โจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินประกันจำนวน 5,000 บาท เงินสะสมจำนวน 4,200 บาท ค่าจ้างเดือนเมษายน 2546 กับค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2546 จำนวน 4,899 บาท เงินรางวัลจากการขายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน 2546 จำนวน 9,400 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 8,220 บาท และค่าชดเชยจำนวน 32,880 บาท จากโจทก์ รวมเป็นเงิน 64,599 บาท เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2539 ระหว่างการทำงานจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุจากโจทก์ไป 1 คัน โดยมิได้ยินยอมให้โจทก์นำเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับค่าเช่าซื้อ ก่อนที่โจทก์จะเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงของพนักงานตรวจแรงงานโจทก์อ้างว่ารวมเป็นเงิน 869,746 บาท จำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง ความจริงมีจำนวนเพียง 322,270 บาท เพราะจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ไปแล้ว และโจทก์กับจำเลยที่ 1 รับกันว่า ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ได้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้โจทก์แล้ว หนี้ค่าเช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยเหลืออยู่เพียง 322,270 บาท ซึ่งโจทก์จะขอหักกลบลบหนี้กับเงินต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากโจทก์ ขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธินำเงินค่าจ้าง เงินรางวัลจากการขาย เงินประกัน เงินสะสม ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากโจทก์รวม 64,599 บาท ไปหักกลบลบหนี้กับค่าเช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้หรือไม่ และคำสั่งของจำเลยที่ 2 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า หนี้ค่าเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ใช่หนี้ตามข้อยกเว้นในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (1) ถึง (5) และจำเลยที่ 1 มิได้ยินยอมให้โจทก์นำเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับไปหักกลบลบหนี้กับค่าเช่าซื้อดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับไปหักกลบลบหนี้กับค่าเช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ คำสั่งของจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า มีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 หรือไม่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 ที่บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างนำหนี้อื่นนอกจากหนี้ตาม (1) ถึง (5) มาหักกับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่จะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้าง มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกหักเงินดังกล่าวในระหว่างที่ลูกจ้างยังไม่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเท่านั้น คดีนี้โจทก์ขอหักกลบลบหนี้เงินค่าจ้าง เงินรางวัลจากการขาย เงินประกัน เงินสะสม ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์จะต้องจ่ายให้กับจำเลยที่ 1 กับค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์หลังจากจำเลยที่ 1 พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเนื่องจากถูกเลิกจ้างแล้ว และการหักกลบลบหนี้กระทำได้ด้วยการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า หนี้ค่าเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ใช่หนี้ตามข้อยกเว้นในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (1) ถึง (5) และจำเลยที่ 1 มิได้ยินยอมให้โจทก์นำเงินค่าจ้าง เงินรางวัลจากการขาย เงินประกัน เงินสะสม ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับไปหักกลบลบหนี้กับค่าเช่าซื้อดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิหักกลบลบหนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่การหักกลบลบหนี้จะกระทำได้เฉพาะกับสิทธิเรียกร้องหรือหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งว่าจำนวนหนี้ค่าเช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์อ้างรวมเป็นเงิน 869,746 บาท นั้น ไม่ถูกต้อง ความจริงมีจำนวนเพียง 322,270 บาท ซึ่งในชั้นพิจารณาของศาลโจทก์ยอมรับว่าเป็นดังที่จำเลยที่ 1 โต้แย้ง หนี้ค่าเช่าซื้อที่โจทก์ขอหักกลบลบหนี้กับเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากโจทก์ ในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงานจึงยังเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้ ยังไม่สามารถหักกลบลบหนี้ได้ การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับให้แก่จำเลยที่ 1 จึงมิได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน แต่ข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้แถลงรับกันว่าหนี้ค่าเช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้โจทก์มีจำนวน 322,270 บาท มิได้โต้แย้งกันอีก ทั้งโจทก์ขอหักกลบลบหนี้กับเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากโจทก์และคู่ความขอให้ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยแต่เพียงว่าโจทก์มีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้หรือไม่ ดังนี้ หนี้ค่าเช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้โจทก์จึงเป็นอันยุติว่ามีจำนวน 322,270 บาท มิได้เป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้แล้วตั้งแต่วันที่โจทก์และจำเลยที่ 1 แถลงรับกัน โจทก์จึงขอหักกลบลบหนี้กับเงินต่าง ๆ ที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ หนี้ที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 มีจำนวนเพียง 64,599 บาท น้อยกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นอันหลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ดังนั้น โจทก์จึงไม่ต้องชำระเงินต่าง ๆ ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ 28/2546 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2546 ซึ่งสั่งให้โจทก์ชำระค่าจ้าง เงินรางวัลจากการขาย เงินประกัน เงินสะสม ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวม 64,599 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีซูซุแสงหงษ์ลิซซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายไพรินทร์ นนทอุบล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7389/2548
#266676
เปิดฉบับเต็ม

การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้แสดงเจตนาจะต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การแสดงเจตนาดังกล่าว อาจทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ การบอกเลิกสัญญาจ้างจึงมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 94 การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจพิเคราะห์พยานบุคคลประกอบเหตุผลแวดล้อมต่าง ๆ แล้วฟังว่าจำเลยบังคับให้โจทก์ทำหนังสือลาออก จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 33,000 บาท พร้อมทั้งด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 16,499.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 พฤศจิกายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยบังคับให้โจทก์ยื่นใบลาออกโดยไม่สมัครใจนั้น เป็นการรับฟังพยานบุคคลเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารอันเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ป.วิ.พ. มาตรา 94 บัญญัติว่า "เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้าง และนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม หรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด" หมายความว่า เมื่อมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงแล้ว ห้ามนำพยานบุคคลมาสืบแทนเอกสาร หรือสืบแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร แต่ไม่ห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อหักล้างเอกสารว่าเอกสารนั้นปลอมหรือหนี้ตามเอกสารไม่สมบูรณ์ หรือตีความไม่ถูกต้อง เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นกรณีนายจ้างแสดงเจตนาเลิกจ้าง หรือลูกจ้างแสดงเจตนาขอลาออกจากงานไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้แสดงเจตนาจะต้องมีพยานเอกสารมาแสดงแต่อย่างใด การแสดงเจตนาดังกล่าวอาจทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ การบอกเลิกสัญญาจ้างจึงมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 94 ที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจพิเคราะห์พยานบุคคลประกอบเหตุผลแวดล้อมต่าง ๆ แล้วฟังว่าจำเลยบังคับให้โจทก์ทำหนังสือลาออกนั้น จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 17
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวัติ ทะสา
จำเลย — บริษัทซีฟาม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7386/2548
#268341
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้ให้การว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา การที่จำเลยเพิ่งหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

คำมั่นที่โจทก์จะให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทภายหลังสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาแล้วเป็นเพียงคำมั่นด้วยวาจาและอยู่นอกเหนือจากข้อตกลงตามสัญญาเช่าเดิมซึ่งโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาทอันเป็นทรัพย์สินที่เช่ามาจากมารดาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่า แม้จำเลยจะสนองรับคำมั่นนั้นก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าเดิมและเกิดเป็นสัญญาเช่าใหม่ แต่คราบใดที่โจทก์ยังมิได้ทำหลักฐานการเช่าตึกแถวพิพาทใหม่เป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จำเลยย่อมไม่อาจขอให้บังคับโจทก์ต้องยอมให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาเช่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของตึกแถวเลขที่ 100/6 หมู่ที่ 11 ตำบลบางด้วน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โจทก์ให้จำเลยเช่าตึกแถวดังกล่าวมีกำหนด 17 ปี 5 เดือน นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2524 ถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2541 เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไปจึงได้แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถว จำเลยไม่ยอมออกไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถว ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 57,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว กับค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยได้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวดังกล่าวและส่งมอบตึกแถวของโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมตึกแถวพิพาทเป็นของนางประจง นาควัชระ มารดาโจทก์ ให้จำเลยเช่ามีกำหนด 11 ปี 3 เดือน ต่อมาปี 2524 โจทก์ได้รับโอนตึกแถวพิพาทจากมารดาโจทก์ โจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่ากันใหม่มีระยะเวลา 15 ปี โดยมีข้อตกลงให้รวมระยะเวลาการเช่าที่เหลือจากสัญญาเดิม 2 ปี กับ 5 เดือน เข้าด้วย รวมเป็น 17 ปี 5 เดือน คิดค่าเช่าเดือนละ 200 บาท โดยให้จำเลยนำเงิน 262,500 บาท มอบให้แก่โจทก์เพื่อไปไถ่ถอนจำนองตึกแถวดังกล่าวจากธนาคาร โจทก์ได้ให้คำมั่นว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วจะให้จำเลยเช่าตึกแถวต่อไปอีก 10 ปี ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า จำเลยได้แจ้งความประสงค์ขอทำสัญญาเช่าต่อตามคำมั่นของโจทก์ แต่โจทก์เพิกเฉยและขอขึ้นค่าเช่าเป็นเดือนละ 12,000 บาท จึงจะต่อสัญญาเช่า จึงเป็นกรณีที่โจทก์ผิดสัญญาตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าได้เพียงเดือนละ 2,000 บาท เท่านั้น ขอค่าเช่าเดือนละ 500 บาท เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ขอให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยให้สัญญาว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วจะให้จำเลยเช่าต่อไปมีกำหนด 10 ปี แต่โจทก์เคยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยต่ออายุสัญญาเช่าต่อไปอีกไม่เกิน 10 เดือน นับแต่วันที่สัญญาเช่าครบกำหนด คิดค่าเช่าเดือนละ 18,000 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับแล้วแต่เพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยออกจากตึกแถวพิพาท จำเลยเพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวสามชั้นเลขที่ 100/6 หมู่ที่ 11 ตำบลบางด้วน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 19,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 ธันวาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวดังกล่าวและส่งมอบแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ว่า เมื่อโจทก์ยอมรับว่าได้รับเงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ไปจำนวน 400,000 บาท จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาซึ่งไม่จำเป็นต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือ จำเลยมีสิทธิบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าตามฟ้องแย้งได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้มาในศาลชั้นต้นว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา การที่จำเลยเพิ่งหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาเช่นนี้ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ผิดข้อตกลงคำมั่นที่เคยเสนอจำเลยจะให้จำเลยเช่าต่อไปอีก 10 ปีเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าเดิมในอัตราค่าเช่าเดือนละ 500 บาท ทั้งก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าจำเลยก็ได้แจ้งความประสงค์ที่จะเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปกับโจทก์ด้วยวาจา การที่จำเลยได้สนองคำมั่นที่โจทก์ได้เสนอไว้ตั้งแต่แรกนั้น ถือว่าสัญญาเช่าได้เกิดขึ้นแล้ว เห็นว่า เมื่อคำมั่นที่โจทก์จะให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทภายหลังสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาแล้วเป็นเพียงคำมั่นด้วยวาจาและอยู่นอกเหนือจากข้อตกลงตามสัญญาเช่าเดิมซึ่งโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาทอันเป็นทรัพย์สินที่เช่ามาจากมารดาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่า แม้จำเลยจะสนองรับคำมั่นนั้นก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าเดิมและเกิดเป็นสัญญาเช่าใหม่ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ทำหลักฐานการเช่าตึกแถวพิพาทใหม่เป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จำเลยย่อมไม่อาจขอให้บังคับโจทก์ต้องยอมให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาเช่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระชัย นาควัชระ
จำเลย — นางยุพา รัตนแสงหิรัญ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7385/2548
#268239
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับเป็นผู้จำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์และอะไหล่กับโจทก์โดยตกลงรับซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์เพื่อไปจำหน่ายอีกต่อหนึ่งและหนี้ค่าสินค้าตามฟ้องที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระ ก็เป็นหนี้ค่าเครื่องปรับอากาศอุปกรณ์และอะไหล่ที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง การซื้อขายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการค้าขายของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้นั้นเอง กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ดังนั้น สิทธิเรียกร้องค่าสินค้าของโจทก์ จึงมีกำหนดอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ "เทรน" ในประเทศไทย เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2536 โจทก์ทำสัญญาตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศยี่ห้อดังกล่าวในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 จะสั่งซื้อเครื่องปรับอากาศจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องชำระราคาสินค้าภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับสินค้า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวเมื่อประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ซื้อเครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์และอะไหล่จากโจทก์หลายครั้งหลายรายการรวมเป็นเงิน 397,719 บาท โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 เรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระราคาสินค้าภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับสินค้า ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 677,211.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 397,719 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันครบกำหนดชำระราคาสินค้า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องจึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญารับเป็นผู้จำหน่ายเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ "เทรน" กับโจทก์โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะซื้อเครื่องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์และอะไหล่จากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่าย และตกลงจำชำระค่าสินค้าดังกล่าวภายใน 60 วัน นับจากวันที่จำเลยที่ 1 รับสินค้าที่ซื้อไป รายละเอียดปรากฏตามสัญญาตั้งผู้จำหน่ายเอกสารหมาย จ.5 และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2538 โจทก์ได้ส่งสินค้าเครื่องปรับอากาศตามคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจะครบกำหนดชำระค่าสินค้าในวันที่ 29 สิงหาคม 2539 เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ซื้อไปจากโจทก์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2543 เป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินค้าดังกล่าวมีกำหนดอายุความห้าปีตามที่โจทก์ฎีกาหรือสองปีตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับเป็นผู้จำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์และอะไหล่กับโจทก์โดยตกลงรับซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์เพื่อไปจำหน่ายอีกต่อหนึ่งตามสัญญาตั้งผู้จำหน่ายเอกสารหมาย จ.5 และหนี้ค่าสินค้าตามฟ้องที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระ ก็เป็นหนี้ค่าเครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์และอะไหล่ที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง การซื้อขายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการค้าขายของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้นั้นเอง กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ดังนั้น สิทธิเรียกร้องค่าสินค้าตามคำฟ้องของโจทก์ จึงมีกำหนดอายุความห้าปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) เมื่อหนี้ค่าสินค้าตามคำฟ้องครบกำหนดชำระในวันที่ 29 สิงหาคม 2538 และโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 5 เมษายน 2543 จึงยังอยู่ภายในกำหนดอายุความห้าปี สิทธิเรียกร้องค่าสินค้าตามฟ้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และขาดอายุความแล้วนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องนั้น เนื่องจากคดียังมีประเด็นอื่นตามที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานไว้ซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัย เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยดังกล่าวก่อน"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอร์โค จำกัด
จำเลย — บริษัทสี่หนุ่มวิศวกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7382/2548
#266650
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของนานเกินกว่า 10 ปี ต่อมาเมื่อปี 2535 จำเลยขอรังวัดที่ดินของตนซึ่งมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินของ ก. จำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนเองโดยการครอบครองปรปักษ์ ทั้งยังยอมรับว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดของตนเอง แต่อยู่ในเขตโฉนดที่ดินของ ก. จึงถือได้ว่าจำเลยได้สละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว และแม้จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนเป็นเวลาเกิน 10 ปี ที่จำเลยอาจได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แล้วก็ตาม ถือได้ว่าจำเลยได้สละกรรมสิทธิ์ที่ได้มาดังกล่าวให้แก่ ก. แล้ว และการครอบครองที่มีมาก่อนดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 การครอบครองที่ดินที่จะเป็นเหตุให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ใหม่ได้อีกจึงต้องเริ่มต้นนับใหม่ตั้งแต่วันที่จำเลยได้ครอบครองที่ดินใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากจะถือว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินใหม่ทันทีหลังจากที่ได้รับรองแนวเขตเป็นต้นไป แต่เมื่อนับถึงวันฟ้องแล้วไม่ครบ 10 ปี จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1888 ตำบลลำพระยา อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) ของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1888 ตำบลลำพระยา อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) เฉพาะส่วนตามรูปแผนที่สังเขปท้ายคำให้การและฟ้องแย้ง เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกโจทก์ร่วมทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1888 ตำบลลำพระยา อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1888 ตำบลลำพระยา อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) เฉพาะส่วนตามรูปแผนที่พิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 และยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามแนวเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์ทั้งสองศาล และในส่วนฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการทำนาอย่างเป็นเจ้าของมานานเกินกว่า 10 ปีแล้ว ต่อมาเมื่อปี 2535 จำเลยและเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 1217 ได้นำเจ้าหน้าที่ที่ดินไปรังวัดเพื่อแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม แต่การรังวัดดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้เนื่องจากที่ดินและรูปโฉนดไม่ตรงกัน ทางฝ่ายจำเลยจึงทราบว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยครอบครองทำนาอยู่โดยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทนั้นอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 1217 ที่ขอรังวัด แต่เป็นที่ดินที่อยู่ในเขตโฉนดเลขที่ 1888 ซึ่งขณะนั้นเป็นของนางกิมลี้มารดาโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ หลังจากนั้นจำเลยจึงนำเจ้าหน้าที่ที่ดินไปรังวัดใหม่โดยชี้ตามแนวโฉนดที่แท้จริงของโฉนดเลขที่ 1217 ส่วนโจทก์ชี้แนวเขตโฉนดเลขที่ 1888 จึงสามารถรังวัดได้เสร็จ จากนั้นเจ้าหน้าที่ที่ดินได้บันทึกการรังวัดไว้โดยให้จำเลยและเจ้าของที่ดินข้างเคียงลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตไว้ตามบันทึกถ้อยคำ และในปี 2537 นางกิมลี้ยกที่ดินของตนดังกล่าวให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ ปัญหามีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า ในปี 2535 ที่ดินโฉนดเลขที่ 1217 ที่จำเลยขอรังวัดนั้นอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1888 ของนางกิมลี้มารดาโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ การรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 1217 จึงต้องเกี่ยวพันกับที่ดินของนางกิมลี้ เพราะนางกิมลี้เป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงซึ่งจะต้องมาระวังแนวเขตด้วย เมื่อการรังวัดที่ดินครั้งนี้จำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนเองโดยการครอบครองปรปักษ์อีก ทั้งยังยอมรับว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดของตน แต่อยู่ในเขตโฉนดที่ดินของนางกิมลี้ซึ่งต่อมานางกิมลี้ได้ยกให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ จึงถือได้ว่าจำเลยได้สละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว และแม้จำเลยจะเคยครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนเป็นเวลาเกิน 10 ปีที่จำเลยอาจได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แล้วก็ตาม ก็ถือได้ว่าจำเลยได้สละกรรมสิทธิ์ที่ได้มาดังกล่าวให้แก่นางกิมลี้แล้ว และการครอบครองที่มีมาก่อนดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 การครอบครองที่ดินที่จะเป็นเหตุให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ใหม่ได้อีกจึงต้องเริ่มต้นนับใหม่ตั้งแต่วันที่จำเลยได้ครอบครองที่ดินใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแม้หากจะถือว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินใหม่ทันทีหลังจากที่ได้รับรองแนวเขตเป็นต้นไป แต่เมื่อนับถึงวันฟ้องแล้วไม่ครบ 10 ปี จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์อีกแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1377 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเทือง สำรวลหรรษ์
โจทก์ร่วม — นางวิไล อ่อนน้อม กับพวก
จำเลย — นายใจ ศรีอ่วมบู่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายนุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7371/2548
#272481
เปิดฉบับเต็ม

การลดมาตราส่วนโทษตาม ป.อ. มาตรา 76 นั้น หมายความว่า ลดอัตราโทษขั้นสูงและขั้นต่ำลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งจากกำหนดโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำ แล้วจึงลงโทษในระวางโทษนั้น มิใช่กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ไว้ก่อนแล้วจึงลดจากโทษที่กำหนดไว้ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (3) (4) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และ 336 ทวิ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนถึงสิบปีหกเดือน และปรับตั้งแต่สามพันบาทถึงสองหมื่นหนึ่งพันบาท โดยศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งจากอัตราโทษดังกล่าวตาม ป.อ. มาตรา 76 แล้ววางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี และลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 อีกกึ่งหนึ่ง เพราะมีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จึงเป็นการชอบแล้วโดยไม่จำต้องระบุอัตราโทษของความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำทั้งก่อนและหลังลดมาตราส่วนโทษแล้วลงในคำพิพากษาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ, 357

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (7) (8) วรรคสอง (ที่ถูก 335 (3) (4) (7) (8) วรรคสอง) ประกอบมาตรา 83 และ 336 ทวิ จำเลยที่ 1 อายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี จำเลยที่ 2 ที่ 3 อายุกว่าสิบสี่ปีแต่ยังไม่เกินสิบเจ็ดปี ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75, 76 จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าศาลชั้นต้นลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 นั้น หมายความว่าลดอัตราโทษขั้นสูงและต่ำลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งจากกำหนดโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำ แล้วจึงลงโทษในระวางโทษนั้น มิใช่กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ไว้ก่อน แล้วจึงลดจากโทษที่กำหนดไว้ดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (4) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และ 338 ทวิ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนถึงสิบปีหกเดือน และปรับตั้งแต่สามพันบาทถึงสองหมื่นหนึ่งพันบาท โดยศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งจากอัตราโทษดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ววางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี และลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 อีกกึ่งหนึ่ง เพราะมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จึงเป็นการชอบแล้ว โดยหาจำต้องระบุอัตราโทษของความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำทั้งก่อนและหลังลดมาตราส่วนโทษแล้วลงในคำพิพากษาด้วยดังที่จำเลยที่ 1 อ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 76 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายณัฐพงษ์หรือเอ กันหา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7368/2548
#266497
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องของโจทก์จะอ้างว่าจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฏตามคำฟ้องว่า จำเลยยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย คำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ขายให้โจทก์มาเป็นของโจทก์ ซึ่งหากโจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ การที่ศาลจังหวัดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2568 เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 50 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ตำบลแดงหม้อ (เดิมนาคำใหญ่) อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทันที หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ส่งหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินพิพาทเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากจำเลยแต่ภายหลังจำเลยกลับปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์และจำเลยโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทกัน เป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาเพียง 76,875 บาท ไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะรับไว้พิจารณาได้ จึงไม่รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดเว้นแต่ค่าทนายความแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะกล่าวอ้างว่าจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฏตามคำฟ้องว่า จำเลยยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย คำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ สภาพแห่งคำฟ้องและคำขอบังคับจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ขายให้โจทก์มาเป็นของโจทก์ ซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองหรือความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยมีทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะรับไว้พิจารณาจึงชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษา ก็ชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นโอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงอุบลราชธานีเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัว พลบำเรอ
จำเลย — นายทองสวน พาชื่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายมณฑล ชัยมงคล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7349/2548
#268247
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีเจตนารมณ์ที่คำนึงถึงการลงโทษจำคุกในคดีก่อนเป็นสำคัญเพื่อให้ผู้กระทำความผิดที่เคยได้รับโทษจำคุกมาแล้วและหวนกลับมากระทำความผิดอีกเข็ดหลาบไม่กล้ากระทำความผิดอีกอันเป็นการป้องปรามผู้กระทำความผิด และบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีหลักเกณฑ์ว่าความผิดที่ศาลจะลงโทษในคดีหลังต้องเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยเจตนา จึงไม่อาจตีความได้ว่าการกระทำความผิดในคดีหลังต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาเท่านั้น แม้การกระทำความผิดในคดีหลังจะเป็นการกระทำความผิดโดยประมาท ศาลจะไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 56

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 56, 152 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์การแก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การรอการลงโทษไว้ว่าการกระทำความผิดในคดีหลังต้องเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนา ประมาท หรือความผิดลหุโทษจึงต้องใช้หลักเกณฑ์เหมือนกับกระทำความผิดในคดีก่อน โดยต้องเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนา เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำโดยประมาท ศาลย่อมใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ถ้าไม่ประกฏว่าผู้ใดนั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ... ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้" จากบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ผู้ที่กระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกและศาลลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ศาลจะรอการลงโทษได้ก็ต่อเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อนคดีที่ศาลจะมีคำพิพากษา เว้นแต่เป็นโทษจำคุกสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่คำนึงถึงการลงโทษจำคุกในคดีก่อนเป็นสำคัญเพื่อให้ผู้กระทำความผิดที่เคยได้รับโทษจำคุกมาแล้วและหวนกลับมากระทำความผิดอีกเข็ดหลาบไม่กล้ากระทำความผิดอีกอันเป็นการป้องปรามผู้กระทำความผิด และบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีหลักเกณฑ์ว่าความผิดที่ศาลจะลงโทษในคดีหลังต้องเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยเจตนา จึงไม่อาจตีความได้ว่าการกระทำความผิดในคดีหลังต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาเท่านั้นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา เมื่อปรากฏว่าคดีก่อนจำเลยได้รับโทษจำคุกในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยให้เหตุผลว่ากรณีของจำเลยไม่อาจรอการลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสมชาย คำดี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7349/2548
#272480
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 56 มีความหมายว่า ผู้ที่กระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกและศาลลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ศาลจะรอการลงโทษได้ก็ต่อเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อนคดีที่ศาลจะมีคำพิพากษา เว้นแต่เป็นโทษจำคุกสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่คำนึงถึงการลงโทษจำคุกในคดีก่อนเป็นสำคัญเพื่อให้ผู้กระทำความผิดที่เคยได้รับโทษจำคุกมาแล้วและหวนกลับมากระทำความผิดอีกเข็ดหลาบไม่กล้ากระทำความผิดอีกอันเป็นการป้องปรามผู้กระทำความผิด และบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีหลักเกณฑ์ว่าความผิดที่ศาลจะลงโทษในคดีหลังต้องเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยเจตนา จึงไม่อาจตีความได้ว่าการกระทำความผิดในคดีหลังต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าคดีก่อนจำเลยได้รับโทษจำคุกในความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยให้เหตุผลว่ากรณีของจำเลยไม่อาจรอการลงโทษได้ตาม ป.อ. มาตรา 56 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 56

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 56, 152 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การรอการลงโทษไว้ว่าการกระทำความผิดในคดี คดีหลังต้องเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนา ประมาท หรือเป็นความผิดลหุโทษจึงต้องใช้หลักเกณฑ์เหมือนกับกระทำความผิดในคดีก่อนโดยต้องเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนา เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำโดยประมาท ศาลย่อมใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ... ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้" จากบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ผู้ที่กระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกและศาลลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ศาลจะรอการลงโทษได้ก็ต่อเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อนคดีที่ศาลจะมีคำพิพากษา เว้นแต่เป็นโทษจำคุกสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่คำนึงถึงการลงโทษจำคุกในคดีก่อนเป็นสำคัญเพื่อให้ผู้กระทำความผิดที่เคยได้รับโทษจำคุกมาแล้วและหวนกลับมากระทำความผิดอีกเข็ดหลาบไม่กล้ากระทำความผิดอีกอันเป็นการป้องปรามผู้กระทำความผิด และบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีหลักเกณฑ์ว่าความผิดที่ศาลจะลงโทษในคดีหลังต้องเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยเจตนา จึงไม่อาจตีความได้ว่าการกระทำความผิดในคดีหลังต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาเท่านั้นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา เมื่อปรากฏว่าคดีก่อนจำเลยได้รับโทษจำคุกในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยให้เหตุผลว่ากรณีของจำเลยไม่อาจรอการลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสมชาย คำดี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7341/2548
#268245
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกธนาคาร ก. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าเป็นคู่ความในคดีคือเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วม คำร้องของจำเลยดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นคำฟ้องหรือคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) และ (5) เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยจึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายอุปกรณ์วิทยุคมนาคม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 521,581.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 476,718 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชำระเงินแก่โจทก์ตามหนังสือค้ำประกัน การที่โจทก์เรียกให้ธนาคารชำระเงินแก่โจทก์ทำให้ธนาคารนำยอดเงินตามหนังสือค้ำประกันมาหักออกจากบัญชีของจำเลย ทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงินที่ธนาคารจ่ายแก่โจทก์จำนวน 145,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วมกับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยโดยวินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลหมายเรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วมกับจำเลยเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าเป็นคู่ความในคดีคือเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วม คำร้องของจำเลยดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นคำฟ้องหรือคำคู่ความตามบทบัญญ้ติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) และ (5) เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วม คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 1 (5) ม. 18 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทเทเลแซท คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7338/2548
#266618
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ประกอบธุรกิจประกันภัยไม่ใช่สถาบันการเงินที่จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี นั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในข้อนี้ไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นการไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 41,710,815.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 32,900,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากไม่พอให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยมาชำระจนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ใช่ลายมือชื่อนายปรีชา และนายหาญ แต่เป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฉ้อฉลจำเลยโดยร่วมกับบุคคลอื่นหลอกลวงจำเลยให้ลงชื่อในสัญญากู้ยืมเงินโดยจำเลยไม่เคยได้รับเงินและไม่เคยเห็นสัญญากู้ยืมเงินมาก่อน โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เพราะอัตราดอกเบี้ยในสัญญากู้ยืมเงินและในสัญญาจำนองขัดกัน และข้อตกลงในส่วนของดอกเบี้ยโจทก์ก็กำหนดขึ้นเองเพียงฝ่ายเดียวโดยจำเลยไม่ได้ตกลงด้วยจึงตกเป็นโมฆะ ทั้งประกาศกระทรวงการคลังตามฟ้องก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเก็บค่าเสียหายในการบังคับจำนองในอัตราร้อยละ 5 ของต้นเงินที่ค้างชำระเพราะข้อตกลงดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์กำหนดขึ้นเองโดยจำเลยมิได้ตกลงด้วยและเป็นจำนวนที่สูงเกินความเป็นจริง หากโจทก์จะเสียหายก็ไม่เกินจำนวน 5,000 บาท การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้ระบุให้จำเลยเข้าใจว่าหากจำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแล้วโจทก์จะบังคับจำนอง จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์ โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาจำนองยังไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 32,900,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 และในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 90 ถึง 92 และ 94 ตำบลแก่งกระจาน (สองพี่น้อง) กิ่งอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยมาชำระจนกว่าจะครบ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เพราะจำเลยไม่ได้ตกลงด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ระบุอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์หากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาไว้ชัดแจ้งว่า ร้อยละ 19 ต่อปี ข้อที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ตกลงด้วยจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ประกอบธุรกิจประกันภัยไม่ใช่สถาบันการเงินที่จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี นั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในข้อนี้ไว้ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายทศพงศ์ จารุทวี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7337/2548
#267388
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งกฎหมายมิได้บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นเพียงแต่คู่สัญญาตกลงว่าจ้างและรับจ้างแล้ว สัญญาย่อมเกิดขึ้นและผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตามนั้น เมื่อจำเลยได้ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแล้ว แม้สัญญาจ้างว่าความจะมิได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ โจทก์ก็มีสิทธิที่จะนำพยานบุคคลมาสืบยืนยันว่าได้มีการตกลงค่าจ้างไว้เป็นจำนวนเท่าใด

ข้อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยในส่วนที่ตกลงให้สินจ้างกันร้อยละ 7.5 ของราคาทรัพย์สิน และถ้าจำเลยไม่ได้รับที่ดินพิพาทคืน โจทก์จะไม่ได้รับค่าจ้าง เช่นนี้ ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นการหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความ หรือยุยงให้ผู้อื่นเป็นความกัน จึงเป็นข้อสัญญาที่ให้ทนายความเข้ามีส่วนได้เสียในทางการเงินโดยตรงในผลของคดี จึงไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพของทนายความ ย่อมถือว่าเป็นข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,784,759.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 5,691,093.75 บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความของจำเลยฟ้องนายสุขสันต์ เพียรภักดี เพื่อบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนด เลขที่ 2064 ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 37 ไร่ 3 งาน 1 ตารางวา ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินซึ่งนายสุขสันต์ทำไว้แก่จำเลย โจทก์ทำหน้าที่ทนายความในคดีดังกล่าวจนศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชนะคดีเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2537 เห็นว่าสัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นเพียงแต่คู่สัญญาตกลงว่าจ้างและรับจ้างแล้ว สัญญาย่อมเกิดขึ้นและผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตามนั้น เมื่อจำเลยได้ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแล้ว ถือได้ว่าจำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ว่าความและโจทก์ตกลงรับจ้างแล้ว จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติชำระตอบแทนกัน ข้อตกลงตามสัญญาจ้างว่าความจึงเป็นหนี้ที่ต้องชำระแก่กัน เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นทนายความได้ทำงานให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง โดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระคดี และจำเลยได้รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นประโยชน์แก่ตนแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับสินจ้างตามผลแห่งการงาน แม้สัญญาจ้างว่าความจะมิได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ โจทก์ก็มีสิทธิที่จะนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อยืนยันว่าได้มีการตกลงค่าจ้างไว้เป็นจำนวนเท่าใด ปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์และจำเลยในส่วนข้อตกลงชำระค่าจ้างด้วยวิธีคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากราคาทรัพย์ที่พิพาท และตกลงว่าจะชำระให้เมื่อจำเลยชนะคดีและได้รับโอนที่ดินพิพาทมาแล้ว ถ้าแพ้คดีก็ไม่ต้องจ่าย โจทก์คิดค่าจ้างว่าความร้อยละ 7.5 ของราคาทรัพย์สินขณะที่มีการจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้นเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า วิชาชีพทนายความเป็นวิชาชีพที่มีลักษณะผูกขาดที่ผู้เป็นทนายความได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหลายประการ รวมทั้งการห้ามมิให้ผู้ที่มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ฟ้องฎีกาแก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่นอย่างผู้ที่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ผู้ที่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความจึงย่อมมีพันธกรณีต่อสังคมที่จะต้องปฏิบัติและดำรงให้ต้องกับหลักจริยธรรมทางวิชาชีพของทนายความ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความในฐานะที่ทนายความมีส่วนสำคัญในการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมแก่คู่ความดุจเป็นเจ้าหน้าที่ของศาล ทนายความไม่พึงทำสัญญากับลูกความของตนในลักษณะที่ตนเองมีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีจนกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ข้อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยในส่วนที่ตกลงในสินจ้างกันร้อยละ 7.5 ของราคาทรัพย์สิน และถ้าจำเลยไม่ได้รับที่ดินพิพาทคืน โจทก์จะไม่ได้รับค่าจ้าง เช่นนี้ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นการหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความ หรือยุยงให้ผู้อื่นเป็นความกัน จึงเป็นข้อสัญญาที่ให้ทนายความเข้ามีส่วนได้เสียในทางการเงินโดยตรงในผลของคดี จึงไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพของทนายความย่อมถือว่า เป็นข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ปัญหาข้อนี้แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วย มาตรา 246, 247 และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วคดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 94 (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก จัตตุวัฒนา
จำเลย — พันโทสำเนียง อินอิ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวกุลวดี ฟังเสนาะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7305/2548
#268338
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า จำเลยตัดไม้ยางแล้วทอนเป็นท่อน ไม้ยางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นไม้ที่ได้มาจากการที่จำเลยทำไม้หลังจากนั้นจำเลยแปรรูปไม้ดังกล่าวโดยเลื่อยตัดให้เป็นท่อนซึ่งเป็นการกระทำแก่ไม้ยางต้น จึงน่าจะเป็นฟ้องซ้ำในส่วนการครอบครองไม้ที่แปรรูป ทำนองว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองกับความผิดฐานมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง เป็นกรรมเดียวกันนั้น แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในชั้นอุทธรณ์ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ลักษณะของความผิดในข้อหามีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีไม้อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ แม้ไม้หวงห้ามที่จำเลยมีไว้ในครอบครองจะตัดมาจากต้นเดียวกันและเป็นจำนวนเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำไม้ยาง ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยการตัดฟันออกจากต้นแล้วทอนเป็นท่อน ๆ จำนวนหลายท่อน ปริมาตร 1.61 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และมิได้รับสัมปทานหรือได้รับยกเว้นให้ทำไม้ดังกล่าว จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันแปรรูปไม้ยางภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์เลื่อยเป็นเหลี่ยม 4 เหลี่ยม รวมปริมาตร 0.91 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นการทำให้ไม้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปจำนวนดังกล่าวและร่วมกันมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูป 1 ท่อน ปริมาตร 0.70 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม้ดังกล่าวไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตราของรัฐบาลขาย และจำเลยทั้งสองพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 47, 48, 64 ทวิ, 69, 73, 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนะล 2 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 1 ปีรวมจำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อกฎหมายว่าจำเลยทั้งสองตัดไม้ยาง แล้วทอนเป็นท่อน ไม้ยางที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเป็นไม้ที่ได้มาจากการที่จำเลยทั้งสองทำไม้หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองแปรรูปไม้ดังกล่าวโดยเลื่อยตัดให้เป็นท่อนซึ่งเป็นการกระทำแก่ไม้ยางต้นดังกล่าว จึงน่าจะเป็นฟ้องซ้ำในส่วนการครอบครองไม้ที่แปรรูป ทำนองว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกับความผิดฐานมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวกันนั้น แม้ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในชั้นอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองจึงยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้ เห็นว่า ลักษณะของความผิดในข้อหาการมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และการมีไม้อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ แม้ไม้หวงห้ามที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองจะตัดมาจากต้นเดียวกันและเป็นจำนวนเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายสุนทร วงศ์เกย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7305/2548
#272562
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวกันนั้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบความเรียบร้อย จำเลยทั้งสองจึงยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ลักษณะของความผิดในข้อหาการมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและการมีไม้อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ แม้ไม้หวงห้ามที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองจะตัดมาจากต้นเดียวกันและเป็นจำนวนเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำไม้ยาง ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยการตัดฟันออกจากต้นแล้วทอนเป็นท่อน ๆ จำนวนหลายท่อนปริมาตร 1.61 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และมิได้รับสัมปทานหรือได้รับยกเว้นให้ทำไม้ดังกล่าว จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันแปรรูปไม้ยางภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์เลื่อยเป็นเหลี่ยม 4 เหลี่ยมรวมปริมาตร 0.91 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นการทำให้ไม้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปจำนวนดังกล่าวและร่วมกันมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูป 1 ท่อน ปริมาตร 0.70 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม้ดังกล่าวไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตราของรัฐบาลขาย และจำเลยทั้งสองพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 47, 48, 64 ทวิ, 69, 73, 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อกฎหมายว่า จำเลยทั้งสองตัดไม้ยางแล้วทอนเป็นท่อน ไม้ยางที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเป็นไม้ที่ได้มาจากการที่จำเลยทั้งสองทำไม้ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองแปรรูปไม้ดังกล่าวโดยเลื่อยตัดให้เป็นท่อนซึ่งเป็นการกระทำแก่ไม้ยางต้นดังกล่าว จึงน่าจะเป็นฟ้องซ้ำในส่วนการครอบครองไม้ที่แปรรูป ทำนองว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกับความผิดฐานมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวกันนั้น แม้ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในชั้นอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองจึงยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้ เห็นว่า ลักษณะของความผิดในข้อหาการมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และการมีไม้อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ แม้ไม้หวงห้ามที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองจะตัดมาจากต้นเดียวกันและเป็นจำนวนเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 7 ม. 48
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — จังหวัดอุบลราชธานี
นายสุนทร วงศ์เกย
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ