คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6788/2548
#272447
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกเงินค่าตอบแทนตามกองทุนเกษียณอายุในการจ้างโดยกล่าวในคำฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่เป็นธรรม อันเป็นมูลคดีเดียวกับคดีก่อนซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินสะสม ตามคดีหมายเลขแดงที่ 9638/2545 ของศาลแรงงานกลาง ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ คดีหมายเลขแดงที่ 9638/2545 ของศาลแรงงานกลางยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สิทธิฟ้องเรียกเงินค่าตอบแทนตามกองทุนเกษียณอายุในการจ้างที่โจทก์ฟ้องคดีนี้มีมูลมาจากการเลิกจ้างของจำเลย ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยเมื่อโจทก์ฟ้องคดีก่อน แต่โจทก์มิได้ฟ้องรวมไปในคดีก่อน กลับมาฟ้องใหม่ในคดีนี้อีกโดยอาศัยเหตุแห่งการเลิกจ้างคราวเดียวกันในระหว่างที่คดีก่อนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าตอบแทนตามกองทุนเกษียณอายุในการจ้างจำนวน 467,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยออกใบสำคัญการทำงานหรือหนังสือรับรองการทำงาน (ใบผ่านงาน) แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกเงินค่าตอบแทนตามกองทุนเกษียณอายุในการจ้างโดยกล่าวในคำฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่เป็นธรรมอันเป็นมูลคดีเดียวกับคดีก่อนซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินสะสม ตามคดีหมายเลขแดงที่ 9638/2545 ของศาลแรงงานกลาง ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ คดีหมายเลขแดงที่ 9638/2545 ของศาลแรงงานกลางยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สิทธิฟ้องเรียกเงินค่าตอบแทนตามกองทุนเกษียณอายุในการจ้างที่โจทก์ฟ้องคดีนี้มีมูลมาจากการเลิกจ้างของจำเลย ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยเมื่อโจทก์ฟ้องคดีก่อน แต่โจทก์มิได้ฟ้องรวมไปในคดีก่อนกลับมาฟ้องใหม่ในคดีนี้อีกโดยอาศัยเหตุแห่งการเลิกจ้างคราวเดียวกันในระหว่างที่คดีก่อนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 173 วรรคสอง ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิริพร ทองนพ
จำเลย — บริษัทพอนเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วิชัย วิวิตเสวี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6787/2548
#272446
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งคู่สัญญาอาจแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญากันได้ตามหลักเกณฑ์ใน ป.พ.พ. มาตรา 386 และมาตรา 582 โดยนายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน จำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน เมื่อโจทก์ยื่นใบลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 ซึ่งเป็นวันก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 31 มกราคม 2546 ย่อมมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แม้จำเลยจะมีระเบียบขององค์การค้าของคุรุสภาที่ออกโดยอาศัยอำนาจของ พ.ร.บ.ครูฯ กำหนดให้การลาออกของลูกจ้างของจำเลยต้องได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาก่อน จำเลยก็มิได้โต้แย้งหรือสั่งให้ระงับใบลาออกของโจทก์ จนกระทั่งการสอบสวนที่กล่าวหาว่าโทษกระทำผิดสิ้นสุดลงโดยที่โจทก์มิได้กระทำผิด จำเลยก็มิได้สั่งการเกี่ยวกับใบลาออกของโจทก์แต่กลับจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2546 แสดงว่าจำเลยอนุมัติให้โจทก์ลาออกโดยปริยายแล้ว

สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยได้สิ้นสุดลงด้วยการลาออก มิได้สิ้นสุดลงเนื่องจากโจทก์กระทำความผิด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการจ่ายเงินบำเหน็จ เงินทำขวัญ และเงินช่วยเหลือในการทำศพเจ้าหน้าที่คุรุสภา (ฉบับที่ 2)ฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จ 284,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จ 284,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2532 ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับ 7 สังกัดผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,320 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน นายชาติชัย พาราสุข มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาในขณะเกิดเหตุ วันที่ 29 มกราคม 2546 โจทก์ยื่นใบลาออกโดยให้มีผลเป็นการลาออกตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 และโจทก์เคยมีหนังสือขอรับเงินบำเหน็จ จำเลยจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ในระหว่างทำงานจำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าลูกโลก ประธานกรรมการสอบสวนทางวินัยได้มีหนังสือถึงรักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเพื่อให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยโจทก์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้มีคำสั่งจ้างโจทก์และมีการทำสัญญาว่าจ้างจำเลยแจ้งการลาออกของโจทก์ให้สำนักงานประกันสังคมทราบ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 ในกรณีที่โจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายสินค้าลูกโลก คณะกรรมการสอบสวนได้สรุปผลการสอบสวนไว้ ต่อมาผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภามีความเห็นว่าโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงให้ยุติการสอบสวน โจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องการออกใบรับเงินชั่วคราวไม่ถูกต้อง ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าเป็นความผิดให้ลงโทษตัดเงินเดือน แต่เนื่องจากโจทก์ออกจากงานไปก่อนจึงไม่ได้ลงโทษ จำเลยเคยเป็นโจทก์ฟ้องนายวิชัย พยัคฆโส กับพวก รวม 10 คน ต่อศาลแรงงานกลาง เพื่อเรียกค่าเสียหายกรณีเกี่ยวกับการจัดซื้อสินค้าลูกโลก โดยมิได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ได้ขาดจากการเป็นลูกจ้างจำเลยด้วยการลาออกหรือไม่ มีผลเมื่อใด โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ขาดจากการเป็นลูกจ้างจำเลยด้วยการลาออกนับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 อันเป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะกรณีที่หน่วยงานหรือสถานประกอบการที่ไม่มีระเบียบข้อบังคับใช้ในหน่วยงานของตนเองหรือไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใช้บังคับเท่านั้น ส่วนหน่วยงานของจำเลยมีพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งขององค์การค้าของคุรุสภาฉบับต่างๆ กำหนดให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุญาต เมื่อโจทก์ยื่นหนังสือลาออกเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 แต่ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภายังไม่ได้ลงนามในคำสั่งให้โจทก์ลาออก เนื่องจากโจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย โจทก์มีหน้าที่ต้องมาให้ถ้อยคำแก่คณะกรรมการสอบสวน และต้องมาปฏิบัติงานจนกว่าผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาจะพิจารณาอนุญาตให้โจทก์ลาออกได้แต่โจทก์ไม่มาปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 อันเป็นการละทิ้งหน้าที่เกินกว่าสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 คำพิพากษาศาลแรงงานกลางย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 ระเบียบและคำสั่งขององค์การค้าของคุรุสภาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งคู่สัญญาอาจแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญากันได้ตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 และมาตรา 582 โดยนายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าแต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน จำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน เมื่อโจทก์ยื่นใบลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 ซึ่งเป็นวันก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 30 มกราคม 2546 ย่อมมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แม้จำเลยจะมีระเบียบขององค์การค้าของคุรุสภาที่ออกโดยอาศัยอำนาจของพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 กำหนดให้การลาออกของลูกจ้างของจำเลยต้องได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาก่อน จำเลยก็มิได้โต้แย้งหรือสั่งให้ระงับใบลาออกของโจทก์ จนกระทั่งการสอบสวนที่กล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าลูกโลกสิ้นสุดลงโดยที่โจทก์มิได้กระทำผิด จำเลยก็มิได้สั่งการเกี่ยวกับใบลาออกของโจทก์ แต่กลับจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2546 แสดงว่าจำเลยอนุมัติให้โจทก์ลาออกโดยปริยายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลยตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์ยื่นใบลาออกโดยยังไม่ได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา แต่โจทก์ไม่มาปฏิบัติงานให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรจนถูกจำเลยเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลยนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาในอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 ด้วยการลาออก มิได้สิ้นสุดลงเนื่องจากถูกจำเลยเลิกจ้างเพราะละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร เมื่อสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงโดยที่โจทก์มิได้กระทำความผิด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการจ่ายเงินบำเหน็จ เงินทำขวัญ และเงินช่วยเหลือในการทำศพเจ้าหน้าที่คุรุสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2520 จำนวนตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 582
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญชัย วลีธรชีพสวัสดิ์
จำเลย — คุรุสภา
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6786/2548
#267485
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่น" ที่ลูกจ้างใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) หมายถึงสินจ้างตามมาตรา 575 ซึ่งเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นตามสัญญาจ้าง แต่สิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ลูกจ้างเรียกร้องเอาจากนายจ้าง อันเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการเลิกจ้างภายหลังสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว ไม่ใช่สิทธิตามสัญญาจ้าง ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/34 (9) จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทำละเมิดและผิดสัญญาจ้าง เป็นเงิน 8,491,124.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอศาลสั่งให้โจทก์รับจำเลยกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมพร้อมทั้งจ่ายค่าจ้างย้อนหลังให้จำเลยตั้งแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับกลับเข้าทำงาน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่จำเลยเป็นเงิน 13,549,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเพิ่มอีก 120,000 บาท และ 5,333 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีก 81,160 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท กับจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเป็นเงิน 120,000 บาท 5,333 บาท และ 81,160 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2542 สำหรับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับหยุดพักผ่อนประจำปี และนับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 9 เมษายน 2546) สำหรับค่าเสียหายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยฟ้องแย้งในคดีนี้เป็นสินจ้างอย่างอื่นตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) จึงมีอายุความ 2 ปี ไม่ใช่ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า นายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" โดยมิได้มีบทมาตราใดให้คำจำกัดความว่าสินจ้างจะต้องเป็นสิ่งใด จึงอาจเป็นได้ทั้งเงินและทรัพย์สินอื่น คำว่า "ค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่น" ที่ลูกจ้างใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากนายจ้างตามความในมาตรา 193/34 (9) จึงหมายถึงสินจ้างตามมาตรา 575 ซึ่งเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นตามสัญญาจ้าง แต่สิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมรวมทั้งสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างฟ้องแย้งเรียกร้องเอาจากโจทก์ผู้เป็นนายจ้างในคดีนี้ เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเลิกจ้างภายหลังสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว ไม่ใช่สิทธิตามสัญญาจ้าง ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/34 (9) จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (9) ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด
จำเลย — นายนพดล สวนประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6783/2548
#266809
เปิดฉบับเต็ม

ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างภายใต้การบังคับบัญชาของนายจ้างซึ่งต้องทำงานตามที่นายจ้างมอบหมายในวันเวลาทำงานที่นายจ้างกำหนด และต้องปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง หากฝ่าฝืนนายจ้างลงโทษได้ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มาตรา 119 และ ป.พ.พ. มาตรา 583 เมื่อโจทก์มีอำนาจเต็มในการบริหารกิจการและไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์บริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ไปตามที่เห็นสมควร เพียงแต่รายงานผลการทำงานให้กรรมการอื่นทราบเดือนละครั้ง ดังนี้โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัทจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะทำงานให้บริษัทจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 50,000 บาท ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลแรงงานภาค 8 พิจารณาพิพากษารวมกับคดีหมายเลขดำที่ 75/2547 ของศาลแรงงานภาค 8 แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดไปโดยคู่ความไม่ได้อุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 50,000 บาท ค่าจ้างค้างชำระจำนวน 231,666.50 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 16,666.50 บาท ค่าชดเชยจำนวน 499,999.75 บาท และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 4,200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 4,998,332.75 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างภายใต้การบังคับบัญชาของนายจ้างซึ่งต้องทำงานตามที่นายจ้างมอบหมายในวันเวลาทำงานที่นายจ้างกำหนด และต้องปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง หากฝ่าฝืนนายจ้างลงโทษได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มาตรา 119 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 คดีนี้ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีอำนาจเต็มในการบริหารกิจการไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์บริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ไปตามที่เห็นสมควร เพียงแต่รายงานผลการทำงานให้กรรมการอื่นทราบเดือนละครั้ง แม้โจทก์จะทำงานให้บริษัทจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 50,000 บาท แต่โจทก์ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลง จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 119
ป.พ.พ. ม. 583
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนพรัตน์ ทองตัน
จำเลย — บริษัทชนานิเทศ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นางสาวอรุณี วีระรัศมี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6775 -ที่ 6776/2548
#272554
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องเดิมโจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าถูกจำเลยเลิกจ้างโดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองยักยอกทรัพย์ซึ่งไม่เป็นความจริง สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิเหนือจำเลยคือโจทก์ทั้งสองถูกจำเลยเลิกจ้าง โดยข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือเหตุที่เลิกจ้างนั้นไม่มีอยู่จริง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดและคืนเงินประกัน ซึ่งค่าเสียหายจากการละเมิดนั้นเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโจทก์ทั้งสองขอเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดอันเกิดจากการที่จำเลยจงใจกลั่นแกล้งร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาฐานยักยอกแก่โจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิเหนือจำเลยคือจำเลยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริงว่าโจทก์ทั้งสองยักยอกทรัพย์ ด้วยข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจากการร้องทุกข์นั้นทำให้โจทก์ทั้งสองถูกจับกุมและถูกฟ้องเป็นคดีอาญาได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ไม่สามารถประกอบอาชีพในระหว่างถูกจับกุม แม้ว่าตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจะเป็นเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเช่นกัน แต่เป็นการกระทำละเมิดเนื่องจากการร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญา ไม่เกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควรที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายตามฟ้องเดิม คำฟ้องภายหลังตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องจึงไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 179 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลย ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง กล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองยักยอกทรัพย์ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะศาลแขวงเชียงใหม่พิพากษายกฟ้อง เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ทำงานกับจำเลยต่อไป ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายที่จำเลยกระทำละเมิดพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง และคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า คำฟ้องภายหลังไม่เกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้ากับฟ้องเดิมได้ ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่า คำฟ้องตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามคำฟ้องเดิมโจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าถูกจำเลยเลิกจ้างโดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองยักยอกทรัพย์ซึ่งไม่เป็นความจริง สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิเหนือจำเลยคือโจทก์ทั้งสองถูกจำเลยเลิกจ้าง สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิเหนือจำเลยคือโจทก์ทั้งสองถูกจำเลยเลิกจ้าง โดยข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือเหตุที่เลิกจ้างนั้นไม่มีอยู่จริง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการการทำละเมิด และคืนเงินประกันสำหรับค่าเสียหายจากการทำละเมิดตามคำฟ้องเดิมโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เท่ากับโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเกิดจากฝ่ายโจทก์ทั้งสองผู้เป็นลูกจ้างหรือเกิดจากฝ่ายจำเลยผู้เป็นนายจ้าง ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโจทก์ทั้งสองขอเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดอันเกิดจากการที่จำเลยจงใจกลั่นแกล้งร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาฐานยักยอกแก่โจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิเหนือจำเลยคือจำเลยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริงว่าโจทก์ทั้งสองยักยอกทรัพย์ ด้วยข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจากการร้องทุกข์นั้นทำให้โจทก์ทั้งสองถูกจับกุมและถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ไม่สามารถประกอบอาชีพในระหว่างถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา ต้องเสียค่าว่าจ้างทนายความในคดีอาญา เสียหายต่อชื่อเสียงและจิตใจ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองไม่สามารถประกอบอาชีพในระหว่างถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา ค่าว่าจ้างทนายความในคดีอาญา ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและจิตใจในการที่ถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา แม้ว่าตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจะเป็นการเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเช่นกัน แต่เป็นการกระทำละเมิดเนื่องจากการร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญา ไม่เกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควรที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายตามฟ้องเดิม คำฟ้องภายหลังตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องจึงไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องและยกคำร้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 17 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัญชัญ ตุ่นใจ กับพวก
จำเลย — บริษัทพรพิงค์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6774/2548
#266780
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุผลเพียงพอให้เลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้วางหลักเกณฑ์ของมาตรฐานการทำงานไว้ และโจทก์ได้รับการประเมินผลงานในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานตลอดมา ไม่มีช่วงใดเลยที่อยู่ในเกณฑ์ต้องปรับปรุงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน ดังนั้น แม้ประสิทธิภาพการทำงานของโจทก์จะลดลงไปบ้าง แต่ต้องถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีความรู้ความสามารถไม่เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบจึงฟังไม่ขึ้น การที่จำเลยมีรายได้ลดลงตั้งแต่ปี 2543 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแข่งขันทางธุรกิจของโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือ และบริการโทรทางไกลราคาประหยัดขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แม้โจทก์ซึ่งมีหน้าที่เสนอกลยุทธ์ในการตลาดเพื่อแข่งขันกับภายนอก และโจทก์ไม่มีแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อแข่งขันกับธุรกิจภายนอกให้เป็นผลสำเร็จดังที่จำเลยอ้าง แต่โจทก์ก็ยังทำงานได้เกณฑ์ตามมาตรฐานของจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์มีความรู้ความสามารถไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง จำเลยไม่สามารถเสนองานในตำแหน่งที่เหมาะสมให้แก่โจทก์ได้ จึงยังไม่ใช่เหตุผลสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 3,374,258.20 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 3,174,647 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะครบถ้วนแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดลูกค้าทั่วไป เงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 165,780 บาท วันที่ 20 มีนาคม 2545 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าไม่สามารถเสนองานในตำแหน่งที่เหมาะสมให้โจทก์ได้และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2545 จำเลยได้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,282,269 บาท ให้โจทก์รับไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีความสามารถเหมาะสมกับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสภาวะการณ์ขณะนั้น จำเลยจึงย่อมมีสิทธิที่จะมอบหมายงานในความรับผิดชอบของโจทก์ให้บุคคลซึ่งจำเลยมั่นใจว่าสามารถรับผิดชอบงานได้เป็นผู้รับผิดชอบแทนโจทก์และหาตำแหน่งงานใหม่คือตำแหน่งผู้อำนวยการทรัพยากรบุคคลอันเป็นตำแหน่งงานอื่นซึ่งไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิมให้โจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธที่จะทำงานในตำแหน่งดังกล่าว จำเลยไม่มีตำแหน่งงานอื่นซึ่งเหมาะสมให้แก่โจทก์ จึงต้องเลิกจ้างโจทก์ เช่นนี้ ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เห็นว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 โดยศาลจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุเพียงพอให้เลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยได้วางหลักเกณฑ์ของมาตรฐานการทำงานไว้ว่า ผลการประเมินได้ระดับเอ (บวก) ถือว่าดีกว่ามาตรฐานมาก ระดับเอถือว่าดีกว่ามาตรฐาน ระดับบีถือว่าได้ตามมาตรฐาน ระดับซีต้องปรับปรุง ระดับดีต้องปรับปรุงทันที โจทก์ได้รับการประเมินผลงานจากจำเลยอยู่ในระดับเอซึ่งดีกว่ามาตรฐานตั้งแต่เริ่มทำงานคือวันที่ 1 ตุลาคม 2540 เฉพาะครึ่งปีหลังของปี 2544 เท่านั้น โจทก์จึงได้รับการประเมินผลงานอยู่ในระดับบี ซึ่งก็ยังอยู่ในมาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทำผลงานให้แก่จำเลยไว้ในเกณฑ์ดี ไม่มีช่วงใดเลยที่อยู่ในเกณฑ์ต้องปรับปรุงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน ดังนั้น แม้ประสิทธิภาพการทำงานของโจทก์จะลดลงไปบ้าง แต่ต้องถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีความรู้ความสามารถไม่เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดจึงฟังไม่ขึ้น การที่จำเลยมีรายได้ลดลงตั้งแต่ปี 2543 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันทางธุรกิจของโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือ และบริการโทรทางไกลราคาประหยัดขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แม้โจทก์ซึ่งมีหน้าที่เสนอกลยุทธ์ในการตลาดเพื่อแข่งขันกับภายนอก และโจทก์ไม่มีแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อแข่งขันกับธุรกิจภายนอกให้เป็นผลสำเร็จดังที่จำเลยอ้าง แต่โจทก์ก็ยังทำงานได้เกณฑ์ตามมาตรฐานของจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์มีความรู้ความสามารถไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง จำเลยไม่สามารถเสนองานในตำแหน่งที่เหมาะสมให้แก่โจทก์ได้ จึงยังไม่ใช่เหตุผลสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 48 ม. 49
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 121 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชาต ธรรมสโรช
จำเลย — บริษัททีทีแอนด์ ที จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ชวลิต ยอดเณร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6744/2548
#268271
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 เป็นเพียงบทบัญญัติสำหรับวิธีการสืบพยานวัตถุเท่านั้น หาใช่บทบังคับให้สืบพยานวัตถุเสมอไปไม่ หากศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตรวจดูพยานวัถตุก็อาจใช้ดุลพินิจไม่ตรวจดูเสียได้ การที่โจทก์อ้างส่งสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อซึ่งมีความชัดเจนสามารถตรวจดูลักษณะและหมายเลขธนบัตรได้โดยง่าย ทั้งจำเลยก็มิได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องของสำเนาภาพถ่ายธนบัตรดังกล่าว ศาลจึงรับฟังสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อประกอบพยานบุคคลและพยานเอกสารอื่น ๆ เป็นพยานหลักฐานในคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 450/2541 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอบวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 6 ปี 10 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าระหว่างการสืบพยานโจทก์ โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 200 บาทต่อศาล แต่โจทก์ส่งสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่มีลายมือชื่อของพันตำรวจโท เมธี ต่อศาลโดยไม่ปรากฏว่าต้นฉบับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อได้สูญหายไปหรือไม่สามารถหาต้นฉบับมาอ้างอิงเป็นพยานต่อศาลได้ การที่โจทก์อ้างส่งเพียงสำเนาภาพถ่ายธนบัตร ดังกล่าวเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 เป็นเพียงบทบัญญัติสำหรับวิธีการสืบพยานวัตถุเท่านั้น หาใช่บทบังคับให้สืบพยานวัตถุเสมอไปไม่ หากศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตรวจดูพยานวัตถุก็อาจใช้ดุลพินิจไม่ตรวจดูเสียได้ สำหรับคดีนี้โจทก์อ้างส่งสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อซึ่งมีความชัดเจนสามารถตรวจดูลักษณะและหมายเลขธนบัตรได้โดยง่าย ทั้งจำเลยก็มิได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องของสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อดังกล่าวแต่อย่างใด การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อประกอบพยานบุคคลและพยานเอกสารอื่นๆ เพื่อเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และ 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายบทความผิดกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน บทความผิดตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงใช้กฎหมายขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย คดีนี้จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 14 เม็ด น้ำหนัก 1.28 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด น้ำหนัก 0.18 กรัม โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนดังกล่าวมีปริมาณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีความผิดทั้งสองฐานต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งโทษจำคุกตามกฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 16 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้าโทษกับคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 4 ปี 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายประสิทธิ์ กลิ่นเมือง
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6744/2548
#272445
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 241 เป็นบทบัญญัติสำหรับวิธีการสืบพยานวัตถุหาใช่บทบังคับให้สืบพยานวัตถุเสมอไปไม่ หากศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตรวจดูพยานวัตถุก็อาจใช้ดุลพินิจไม่ตรวจดูได้ คดีนี้โจทก์อ้างส่งสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อซึ่งมีความชัดเจนสามารถตรวจดูลักษณะและหมายเลขธนบัตรได้โดยง่าย ทั้งจำเลยไม่ได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องของสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแต่อย่างใด ศาลจึงรับฟังสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อประกอบพยานบุคคลและพยานเอกสารอื่นๆ เพื่อเป็นหลักฐานในคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 450/2541 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอบวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 6 ปี 10 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ระหว่างการสืบพยานโจทก์ โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 200 บาท ต่อศาล แต่โจทก์ส่งสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่มีลายมือชื่อของพันตำรวจโทเมธีต่อศาลโดยไม่ปรากฏว่าต้นฉบับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อได้สูญหายไปหรือไม่สามารถหาต้นฉบับมาอ้างอิงเป็นพยานต่อศาลได้ การที่โจทก์อ้างส่งเพียงสำเนาภาพถ่ายธนบัตรดังกล่าวเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 เป็นเพียงบทบัญญัติสำหรับวิธีการสืบพยานวัตถุเท่านั้นหาใช่บทบังคับให้สืบพยานวัตถุเสมอไปไม่ หากศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตรวจดูพยานวัตถุก็อาจใช้ดุลพินิจไม่ตรวจดูเสียได้ สำหรับคดีนี้โจทก์อ้างส่งสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อซึ่งมีความชัดเจนสามารถตรวจดูลักษณะและหมายเลขธนบัตรได้โดยง่าย ทั้งจำเลยก็มิได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องของสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อดังกล่าวแต่อย่างใด การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อประกอบพยานบุคคลและพยานเอกสารอื่นๆ เพื่อเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 16 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 4 ปี 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายประสิทธิ์ กลิ่นเมือง
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6737/2548
#266391
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเบนซินไปวางบนแคร่หน้าบ้านผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยก็บุกรุกเข้าบ้านผู้เสียหายที่ 1 และทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 แล้วรีบหลบหนีออกจากบ้านผู้เสียหายที่ 1 ไปโดยไม่ได้สนใจถุงน้ำมันเบนซินดังกล่าวอีก แม้ขณะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจะกล่าวขึ้นว่า "โกหกกู จะฆ่าและเผาให้หมด" แต่จำเลยก็มิได้แสดงอาการจะฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้หญิงอยู่คนเดียว ซึ่งจำเลยอาจกระทำการฆ่าได้โดยง่าย และทั้งจำเลยก็มิได้กลับไปเปิดถุงพลาสติกเอาน้ำมันเบนซินราดหน้าบ้านผู้เสียหายที่ 2 เพื่อจุดไฟเผาดังพูด พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่าจำเลยหาได้มีเจตนาจะกระทำการฆ่าหรือเผาตามที่กล่าวขึ้นไม่ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานตระเตรียมเพื่อวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 91, 218, 219, 295, 364, 365 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ในระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาบุกรุกและทำร้ายร่างกาย ส่วนข้อหาตระเตรียมเพื่อวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 218 (1), 219, 295, 365 (1) (3) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานตระเตรียมเพื่อวางเพลิงเผาทรัพย์ จำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานบุกรุกและทำร้ายร่างกาย ให้ลงโทษฐานบุกรุกอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพของจำเลยฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษในความผิดฐานนี้ลงหนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกฐานบุกรุก 8 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295, 365 (1) (3) (ที่ถูกต้องประกอบมาตรา 364) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 2 ปี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยนำถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณ 1.5 ลิตร ไปวางไว้ที่แคร่ไม้หน้าบ้านผู้เสียหายที่ 2 แล้วบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายที่ 1 และทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดถุงน้ำมันเบนซินดังกล่าวกับไฟแช็กแก๊ส 1 อัน เป็นของกลาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานตระเตรียมเพื่อวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า เมื่อจำเลยนำถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเบนซินไปวางบนแคร่หน้าบ้านผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยก็บุกรุกเข้าบ้านผู้เสียหายที่ 1 และทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 แล้วรีบหลบหนีออกจากบ้านผู้เสียหายที่ 1 ไปโดยไม่ได้สนใจถุงน้ำมันเบนซินดังกล่าวอีก เช่นนี้ แม้ขณะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจะกล่าวขึ้นว่า "โกหกกู จะฆ่าและเผาให้หมด" แต่จำเลยก็มิได้แสดงอาการจะฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้หญิงอยู่คนเดียว ซึ่งจำเลยอาจกระทำการฆ่าได้โดยง่ายและทั้งจำเลยก็มิได้กลับไปเปิดถุงพลาสติกเอาน้ำมันเบนซินราดหน้าบ้านผู้เสียหายที่ 2 เพื่อจุดไฟเผาดังพูด พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่า จำเลยหาได้มีเจตนาจะกระทำการฆ่าหรือเผาตามที่กล่าวขึ้นไม่ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานตระเตรียมเพื่อวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 218 (1) ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายลือเลิศ มานะรุ่งเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายธีรศักดิ์ คงเทพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญส่ง ฤกษ์สมบูรณ์ดี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6735/2548
#266501
เปิดฉบับเต็ม

แม้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจะระบุว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นพิพาท ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ไม่เด็ดขาด คู่ความมีสิทธินำสืบหักล้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องคำให้การแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้และมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยจึงไม่ชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่สืบพยานโจทก์ต่อไปและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้โจทก์ชนะคดี โดยอุทธรณ์มาในฉบับเดียวกัน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะในปัญหาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานโดยเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ เห็นสมควรให้ฟังพยานหลักฐานโจทก์จำเลยเสียก่อนโดยไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ขอให้โจทก์ชนะคดี และพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่การสืบพยานโจทก์ต่อไปและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แม้โจทก์อุทธรณ์ขอให้โจทก์ชนะคดีมาด้วยก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาตามคำฟ้องและคำให้การ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงเนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยจนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ จึงเป็นกรณีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. กำหนดให้เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแก้ไขทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัทโรแยลปริ๊นส์รัชดา จำกัด ทะเบียนเลขที่ 9044/2533 ที่ระบุจำนวนหุ้นที่จำเลยถือ 153,000 หุ้น เป็น 93,000 หุ้น และแก้ไขจำนวนหุ้นที่โจทก์ถือจำนวน 99,000 หุ้น เป็น 159,000 หุ้น หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องคำให้การแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่การสืบพยานโจทก์ต่อไปและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า โจทก์ถือหุ้นของบริษัทโรแยลปริ๊นส์รัชดา จำกัด จำนวน 60,000 หุ้น จำเลยถือหุ้นจำนวน 93,000 หุ้น ต่อมาผู้ถือหุ้นอื่นของบริษัทรวม 4 คน ได้ขายหุ้นให้แก่โจทก์จำนวน 99,000 หุ้น โดยทำสัญญาเป็นหนังสือ และโจทก์ได้ขายหุ้นจำนวน 60,000 บาท ให้แก่จำเลยโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือโอนหุ้นและไม่มีการชำระราคา การซื้อขายหุ้นจึงเป็นโมฆะ จำเลยดำเนินการแก้ไขทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นว่าจำเลยถือหุ้นจำนวน 153,000 หุ้น ส่วนโจทก์ถือหุ้นจำนวน 99,000 หุ้น โดยไม่มีสิทธิกระทำการดังกล่าว จำเลยให้การปฏิเสธว่า จำเลยไม่เคยซื้อหรือรับโอนหุ้นของบริษัทโรแยลปริ๊นส์รัชดา จำกัด จากโจทก์ จำเลยซื้อและรับโอนหุ้นจำนวน 60,000 หุ้น มาจากนายสุภาตและนายอุดม ดังนี้ ข้อเท็จจริงยังโต้เถียงกันอยู่ว่า จำเลยซื้อหุ้นจากโจทก์โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือโอนหุ้นและไม่มีการชำระราคา ทำให้การซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะตามฟ้อง หรือจำเลยซื้อหุ้นจากบุคคลอื่นตามคำให้การ แม้ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจะระบุว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นพิพาท ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 ที่บัญญัติว่า "สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องในข้อกระทงความบรรดาที่กฎหมายบังคับ หรือให้อำนาจให้เอาลงในทะเบียนนั้น" แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ไม่เด็ดขาด คู่ความมีสิทธินำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การจึงยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่สืบพยานโจทก์ต่อไปและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อนจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้โจทก์ชนะคดี โดยอุทธรณ์มาในฉบับเดียวกัน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะในปัญหาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานโดยเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ เห็นสมควรให้ฟังพยานหลักฐานโจทก์จำเลยเสียก่อน โดยไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ขอให้โจทก์ชนะคดี และพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่การสืบพยานโจทก์ต่อไปและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แม้โจทก์อุทธรณ์ขอให้โจทก์ชนะคดีมาด้วยก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์ก็ไม่วินิจฉัยในเนื้อหาตามคำฟ้องและคำให้การ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงเนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยจนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. กำหนดให้เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท นั้น ถูกต้องแล้ว สำหรับค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า เมื่อมีการย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีแล้ว คดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้นอีกครั้ง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาสั่งให้คู่ความชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องได้ ไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์จะก้าวล่วงเข้าไปสั่งเรื่องค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ไม่สั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นก่อนนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1141
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 85 ม. 149 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกันกุล อิงคนางกูล
จำเลย — นายอรรถวิทย์ อิงคนางกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศิรวรรธน์ คูตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6732/2548
#266348
เปิดฉบับเต็ม

เหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่ตำบลนากลาง อำเภอสูงเนิน ซึ่งอยู่ในเขตการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรอำเภอสูงเนินซึ่งมีพันตำรวจโท ข. เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 ส่วนที่มีพันตำรวจโท ว. เข้ามาเป็นพนักงานสอบสวนในเรื่องนี้ด้วยก็เป็นเรื่องที่พลตำรวจตรี ถ. ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา แต่งตั้งเป็นพิเศษเกี่ยวกับการสอบสวนพยานหลักฐานในคดีนี้โดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. 2523 ข้อ 2.3 ตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาที่ 310/2542 เรื่องแต่งตั้งพนักงานสอบสวนคดีอาญา ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 พันตำรวจโท ว. จึงมีอำนาจหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน และมีอำนาจในการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 80, 83, 91, 289, 371, 32, 33 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4), 371, 80, 83 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 72 วรรคสาม), 72 ทวิ วรรคสอง, 78 (ที่ถูก 78 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืน จำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืนสั้นมีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนยาวไม่มีทะเบียน จำคุก 4 เดือน แต่เมื่อศาลได้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานแรกให้จำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษในความผิดฐานอื่นมารวมได้ คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตสถานเดียว (ที่ถูกเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสองไว้ตลอดชีวิต) ริบหัวกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ป.อ. มาตรา 289 (4), 80 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 กระทงหนึ่ง และจำเลยทั้งสองยังคงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนยาวไม่มีทะเบียนตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกกระทงหนึ่ง เมื่อรวมโทษทั้ง 2 กระทงดังกล่าวแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีอาวุธปืนสั้นและพาติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า การสอบสวนดำเนินคดีนี้เป็นไปโดยไม่ถูกต้องเพราะพันตำรวจโทวิวัฒน์ รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสีคิ้วไม่มีอำนาจสอบสวนนั้น เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่ตำบลนากลาง อำเภอสูงเนินซึ่งมีพันตำรวจโทขวัญเมืองเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 ส่วนที่มีพันตำรวจโทวิวัฒน์เข้ามาเป็นพนักงานสอบสวนในเรื่องนี้ด้วยก็เป็นเรื่องที่พลตำรวจตรีเถลิงศักดิ์ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา แต่งตั้งเป็นพิเศษเกี่ยวกับการสอบสวนพยานหลักฐานในคดีนี้โดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. 2523 ข้อ 2.3 ตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาที่ 310/2542 เรื่องแต่งตั้งพนักงานสอบสวนคดีอาญา ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 ที่แนบท้ายคำแก้ฎีกา ดังนั้น พันตำรวจโทวิวัฒน์จึงมีอำนาจหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน และมีอำนาจในการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับคดีนี้ได้ทั้งสิ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — จ่าสิบตำรวจอดิศร ประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6723/2548
#272444
เปิดฉบับเต็ม

การรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยว่ากระทำผิดฐานยักยอกนั้นถือเป็นการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) ซึ่งการสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานใดเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ก็ไม่ทำให้การสอบสวนที่กระทำไปแล้วเสียไป การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนเงินสดจำนวน 870,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ให้จำเลยคืนเงินสดจำนวน 870,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายวีระพงษ์ พลศักดิ์ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย นายวีระพงษ์ได้ร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทสังวาลย์ รางสถิตย์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2541 กล่าวหาจำเลยว่ายักยอกเงินจำนวน 870,000 บาท ของโจทก์ร่วม พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่ายักยอก ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยในฐานความผิดลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง มีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยมีการสอบสวนโดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยว่ากระทำผิดฐานยักยอก การรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาถือเป็นการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (11) การสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานใดเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ก็ไม่ทำให้การสอบสวนที่กระทำไปแล้วเสียไป การสอบสวนจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (11) ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ร่วม — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชาตรี อาจสาลี
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6697/2548
#266440
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความท้ากันให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า ที่ดินพิพาทหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 หรือไม่ หากสามารถจดทะเบียนโอนได้ โจทก์จะยอมแพ้ หากไม่สามารถโอนได้ จำเลยทั้งสี่จะยอมแพ้คดี และตกลงให้สืบพยานคนกลางเพียงปากเดียว โดยให้ศาลถามพยานว่าที่ดินพิพาทสามารถจดทะเบียนโอนให้ได้ตามกฎหมายหรือไม่ แล้วตัดสินคดีไปตามนั้น พยานคนกลางเบิกความตอบคำถามว่า ที่ดินพิพาทถึงแม้จะทำกัน (หมายถึงทำสัญญาจะซื้อจะขาย) ภายหลังที่ พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2531 ใช้บังคับ หากคู่สัญญายืนยันรับผิดชอบกันเองก็สามารถที่จะโอนกันได้ตามกฎหมาย คำเบิกความของพยานคนกลางจึงตรงตามคำท้าและสมฝ่ายจำเลย เพราะรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 แล้ว โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างสละประเด็นอื่นทั้งหมด คงเหลือประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า ที่ดินทั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 หรือไม่ หากสามารถจดทะเบียนโอนได้โจทก์จะยอมแพ้คดี หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้ได้ จำเลยทั้งสี่จะยอมแพ้คดี คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงให้หัวหน้าสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ เป็นพยานเบิกความโดยให้ศาลถามพยานว่า ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเจ้าพนักงานที่ดินสามารถจดทะเบียนโอนให้ตามกฎหมายได้หรือไม่ แล้วให้ตัดสินไปตามที่พยานเบิกความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 4,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กันยายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีที่คู่ความท้ากันให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 หรือไม่ หากสามารถจดทะเบียนโอนได้ โจทก์จะยอมแพ้คดี หากไม่สามารถโอนได้จำเลยทั้งสี่จะยอมแพ้คดีและตกลงให้สืบพยานคนกลางเพียงปากเดียวโดยให้ศาลถามพยานว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงสามารถจดทะเบียนโอนให้ได้ตามกฎหมายหรือไม่ แล้วตัดสินคดีไปตามที่พยานเบิกความนั้น ก็จะต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่พยานคนกลางเบิกความนั้นตรงต่อคำท้าหรือไม่ หากเหตุการณ์ที่พยานคนกลางเบิกความตรงตามคำท้าแล้ว ศาลก็จะต้องตัดสินตามคำท้านั้น ตามคำเบิกความของนายเกษมที่ตอบศาลถามนั้น นายเกษมยืนยันว่า ที่ดินพิพาทถึงแม้จะทำกัน (หมายถึงทำสัญญาจะซื้อจะขาย) ภายหลังที่พระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2531 ใช้บังคับ หากคู่สัญญายืนยันรับผิดชอบกันเองก็สามารถที่จะโอนกันได้ตามกฎหมาย แม้นายเกษมเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า หากมีการอายัดโดยชอบด้วยกฎหมายก็ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกันได้นั้นเป็นเงื่อนไขที่พยานเบิกความขึ้นเองไม่เกี่ยวกับเงื่อนไขตามคำท้าเพราะตามคำท้ามิได้กล่าวถึงการอายัดไว้ด้วย คำเบิกความของนายเกษมจึงตรงตามคำท้าและสมฝ่ายจำเลยเพราะรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 แล้ว โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แม้ศาลอุทธรณ์จะกล่าวด้วยว่าคำเบิกความของนายเกษมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และ ป.พ.พ. มาตรา 1336 ก็เป็นเพียงการให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าคำเบิกความของนายเกษมตรงตามคำท้า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย...

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลยทั้งสี่ 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2531
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกียรติ ดิษฐอุดม
จำเลย — นางบุญมี จันทิมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6697/2548
#272442
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีที่คู่ความท้ากันให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถจดทะเบียนโอนได้หรือไม่และตกลงให้สืบพยานคนกลางเพียงปากเดียวโดยให้ศาลถามพยานว่าที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงสามารถจดทะเบียนโอนให้ได้ตามกฎหมายหรือไม่ แล้วตัดสินคดีไปตามที่พยานเบิกความนั้น จะต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่พยานคนกลางเบิกความตรงตามคำท้าหรือไม่ หากเหตุการณ์ที่พยานคนกลางเบิกความตรงตามคำท้าแล้ว ศาลก็จะต้องตัดสินตามคำท้านั้น เมื่อคำเบิกความของพยานคนกลางที่ตอบศาลถาม พยานยืนยันว่าหากคู่สัญญายืนยันรับผิดชอบกันเองก็สามารถที่จะโอนกันได้ตามกฎหมาย แม้พยานจะตอบคำถามติงของทนายโจทก์ว่าหากมีการอายัดโดยชอบด้วยกฎหมายก็ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกันได้นั้น เป็นเงื่อนไขที่พยานเบิกความขึ้นเองไม่เกี่ยวกับเงื่อนไขตามคำท้าเพราะคำท้ามิได้กล่าวถึงการอายัดไว้ด้วย คำเบิกความของพยานจึงตรงตามคำท้าและสมฝ่ายจำเลย โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือวางมัดจำที่ดินเนื้อที่ 72 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา ในราคา 61,650,500 บาท นัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์วันที่ 3 ตุลาคม 2533 มีข้อตกลงว่า โจทก์ไม่ทราบว่ามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2531 ที่ดินทั้งห้าแปลงตามสัญญาจะซื้อจะขายอยู่ในเขตเวนคืนด้วย โจทก์และจำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 ได้ สัญญาจึงสิ้นผลใช้บังคับตกเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสี่ได้รับเงินไปจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างสละประเด็นอื่นทั้งหมด คงเหลือประเด็นข้อพิพาทข้อเดียวว่า ที่ดินทั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 หรือไม่ หากสามารถจดทะเบียนโอนได้โจทก์จะยอมแพ้คดี หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้ได้ จำเลยทั้งสี่จะยอมแพ้คดี คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงให้หัวหน้าสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศเป็นพยานเบิกความโดยให้ศาลถามพยานว่า ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเจ้าพนักงานที่ดินสามารถจดทะเบียนโอนให้ตามกฎหมายได้หรือไม่ แล้วให้ตัดสินไปตามที่พยานเบิกความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 4,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กันยายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาคดีไปตามคำท้าอย่างเคร่งครัดเพราะคดีนี้คู่ความท้ากัน โดยให้ถือเอาคำเบิกความของหัวหน้าสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ ว่าที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถที่จะจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 หรือไม่ หากได้ความว่า วันที่ 3 ตุลาคม 2533 เจ้าพนักงานที่ดินสามารถจดทะเบียนโอนให้ได้แล้ว โจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี หากวันที่ 3 ตุลาคม 2533 เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามาถจดทะเบียนโอนให้ได้ จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี การที่ศาลอุทธรณ์ไปวินิจฉัยถึงข้อกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงไม่ถูกต้อง และเกินจากคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย เห็นว่า ในกรณีที่คู่ความท้ากันให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 หรือไม่ หากสามารถจดทะเบียนโอนได้โจทก์จะยอมแพ้คดี หากไม่สามารถโอนได้จำเลยทั้งสี่จะยอมแพ้คดีและตกลงให้สืบพยานคนกลางเพียงปากเดียวโดยให้ศาลถามพยานว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงสามารถจดทะเบียนโอนให้ได้ตามกฎหมายหรือไม่ แล้วตัดสินคดีไปตามที่พยานเบิกความนั้น ก็จะต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่พยานคนกลางเบิกความนั้นตรงต่อคำท้าหรือไม่ หากเหตุการณ์ที่พยานคนกลางเบิกความตรงตามคำท้าแล้ว ศาลก็จะต้องตัดสินตามคำท้านั้น ตามคำเบิกความของนายเกษม จินดา ที่ตอบศาลถามนั้น นายเกษมยืนยันว่า ที่ดินพิพาทถึงแม้จะทำสัญญาจะซื้อจะขายภายหลังที่พระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ.2531 ใช้บังคับ หากคู่สัญญายืนยันรับผิดชอบกันเองก็สามารถที่จะโอนกันได้ตามกฎหมาย แม้นายเกษมเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า หากมีการอายัดโดยชอบด้วยกฎหมายก็ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกันได้นั้น เป็นเงื่อนไขที่พยานเบิกความขึ้นเองไม่เกี่ยวกับเงื่อนไขตามคำท้าเพราะตามคำท้ามิได้กล่าวถึงการอายัดไว้ด้วย คำเบิกความของนายเกษมจึงตรงตามคำท้าและสมฝ่ายจำเลยเพราะรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 แล้ว โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แม้ศาลอุทธรณ์จะกล่าวด้วยว่าคำเบิกความของนายเกษมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ก็เป็นเพียงการให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าคำเบิกความของนายเกษมตรงตามคำท้า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกียรติ ดิษฐอุดม
จำเลย — นายบุญมี จันทิมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6695/2548
#266500
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่า การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทและตั๋วแลกเงิน เป็นการคิดในอัตราสินเชื่อผิดนัด แต่อัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทเป็นอัตราดอกเบี้ยไม่ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ผู้ทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์และจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทในอัตราดอกเบี้ยไม่ผิดนัด การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในอัตราสินเชื่อผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์เอกสารหมาย จ. 58 เป็นการคิดดอกเบี้ยผิดไปจากสัญญาที่ระบุไว้โดยไม่มีสิทธิที่จะคิดได้โดยชอบ จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซีท ค้ำประกัน และจำนอง จำนวน 172,137,928.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 115,888,406.70 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จนครบถ้วน หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองตามคำฟ้องและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 172,137,928.79 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราลอยตัวตามประกาศธนาคารโจทก์แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ตามโจทก์ขอโดยคำนวณจากต้นเงิน 115,888,406.70 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดด้วยเป็นเงินคนละ 20,000,000 บาท มิฉะนั้นให้บังคับจำนองเอาจากเครื่องจักรเลขที่ 28-326-302-0001 ถึง 28-326-302-0024 และที่ดินตามโฉนดเลขที่ 241776 ชำระหนี้ภายในวงเงินที่จำนอง หากเงินไม่พอแก่หนี้ ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ต่อไปจนกว่าจะครบ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าทนายความให้โจทก์จำนวน 80,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าทนายความให้โจทก์จำนวน 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 7 ฉบับ และตั๋วแลกเงิน 7 ฉบับ รวมทั้งสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 และตั๋วแลกเงินฉบับที่ 2 ดังกล่าวข้างต้นเป็นการคิดดอกเบี้ยในอัตราสินเชื่อผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์เอกสารหมาย จ. 58 ซึ่งสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ฉบับที่ 3 ฉบับที่ 4 ฉบับที่ 5 ฉบับที่ 6 และฉบับที่ 7 กับตั๋วแลกเงินฉบับที่ 1 ฉบับที่ 3 ฉบับที่ 4 ฉบับที่ 5 ฉบับที่ 6 และฉบับที่ 7 มีข้อความเหมือนกับข้อความในสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 และตั๋วแลกเงินฉบับที่ 2 ในสาระสำคัญทุกประการ ต่างกันเฉพาะในรายละเอียดเกี่ยวกับหมายเลขเลตเตอร์ออฟเครดิต วันที่ระบุในตั๋วแลกเงิน จำนวนเงินตามตั๋วแลกเงิน ตัวเลขอัตราดอกเบี้ย และวันครบกำหนดชำระหนี้เท่านั้น และได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 เป็นอัตราดอกเบี้ยไม่ผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ผู้ทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์และจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยไม่ผิดนัด การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในอัตราสินเชื่อผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์เอกสารหมาย จ. 58 เป็นการคิดดอกเบี้ยผิดไปจากสัญญาที่ระบุไว้โดยไม่มีสิทธิที่จะคิดได้โดยชอบ จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 7 แก่โจทก์จำนวน 9,968,465.25 บาท จำนวน 20,109,358.43 บาท จำนวน 15,045,275.63 บาท จำนวน 4,956,227.31 บาท จำนวน 9,029,003.39 บาท จำนวน 20,948,984.98 บาท และจำนวน 30,738,754.76 บาท ตามลำดับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินแต่ละจำนวนใน 7 จำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 วันที่ 22 พฤศจิกายน 2540 วันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 วันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 วันที่ 13 พฤษภาคม 2541 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 และวันที่ 19 ธันวาคม 2540 ตามลำดับ จนถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 อันเป็นวันฟ้องในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไป ซึ่งขึ้นลงตามประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลด ที่ใช้บังคับอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี ร้อยละ 17.75 ต่อปี ร้อยละ 17.75 ต่อปี ร้อยละ 17.75 ต่อปี ร้อยละ 16.75 ต่อปี ร้อยละ 18.25 ต่อปี และร้อยละ 18.25 ต่อปี ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 7 ตามลำดับ และชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินแต่ละจำนวนใน 7 จำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปซึ่งขึ้นลงตามประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลด ที่ใช้บังคับอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมในต้นเงินจำนวน 20,109,358.43 บาท ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 เป็นเงินตามสัญญาค้ำประกัน จำนวนคนละ 20,000,000 บาท และร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวนคนละ 20,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 อันเป็นวันฟ้องในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไป ซึ่งขึ้นลงตามประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลด ที่ใช้บังคับอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี ตามสัญญาทรัสต์รีซีท ฉบับที่ 2 และในดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไป ซึ่งขึ้นลงตามประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลด ที่ใช้บังคับอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.พ.พ. ม. 221 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอส ซี เอช อินดัสทรี่ส์ จำกัด หรือบริษัทซินจิ้นเฮง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายสอนชัย สิราริยกุล
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661 -ที่ 6664/2548
#266379
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำการสืบพยาน แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เนื่องจากศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งแสดงว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวนั้น กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ขาดนัดพิจารณาและทำไว้ก่อนศาลฎีกาพิพากษาให้ย้อนสำนวนเป็นไปโดยชอบ ต้องสืบพยานใหม่เฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ศาลชั้นต้นหยิบยกคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวมาวินิจฉัย จึงไม่เป็นการผิดระเบียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวน ศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 โจทก์สำนวนที่สองว่าโจทก์ที่ 2 โจทก์สำนวนที่สามว่าโจทก์ที่ 3 โจทก์สำนวนที่สี่ว่าโจทก์ที่ 4 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสี่สำนวนว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การทั้งสี่สำนวน

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสอง เฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ ตามแผนผังสังเขปการแบ่งที่ดิน และให้จำเลยทั้งสองทั้งสี่สำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่สำนวน โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 2,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสี่สำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 1,500 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำการสืบพยาน แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาทั้งสี่สำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญา (ซื้อขาย) ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปแสดงแนวเขตการแบ่งที่ดิน กับให้จำเลยทั้งสองทั้งสี่สำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่สำนวน โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 3,500 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเดิมศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปการแบ่งที่ดินทั้งสี่สำนวน และให้จำเลยทั้งสองทั้งสี่สำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่สำนวน โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 2,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสี่สำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 1,500 บาท แต่ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่วันที่เริ่มทำการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น ศาลชั้นต้นจะนำเอาคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณและนางพิสมัยหรือพยานโจกท์และจำเลยทุกปากซึ่งสืบพยานไว้ก่อนที่ศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า ในวันที่ศาลชั้นต้นเริ่มทำการสืบพยานคดีนี้ คือวันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 มาศาล ที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานไปโดยมิได้มีคำสั่งแสดงว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาให้ชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียวนั้น กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยชอบต้องสืบพยานใหม่เฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ที่เบิกความไว้ก่อนที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ย้อนสำนวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ได้ ไม่มีข้อได้เปรียบหรือเสียเปรียบในเชิงคดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณและนางพิสมัยมาวินิจฉัยประกอบพยานอื่น เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดี เป็นการวินิจฉัยที่ชอบแล้ว ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 202 (เดิม) ม. 243 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำลี กรุณา กับพวก
จำเลย — นางลำดวน เชิงสมอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายวิชาญ ศรีสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661 -ที่ 6664/2548
#272158
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่ศาลชั้นต้นเริ่มทำการสืบพยาน จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 มาศาล ที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานไปโดยมิได้มีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาให้ชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 ส่วนการดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยชอบ จึงต้องสืบพยานใหม่เฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความไว้ก่อนที่ศาลฎีกาพิพากษาย้อนสำนวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ได้ ไม่มีข้อได้เปรียบในเชิงคดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 496 และโฉนดเลขที่ 19222 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับมรดกมาจากนายสังข์และนางแย้ม กรุณา บิดามารดา เมื่อปี 2537 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสังข์และนางแย้ม แล้วโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดิน 2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยทั้งสองคบคิดกันฉ้อฉลและรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ทั้งสี่เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การทั้งสี่สำนวน

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้น ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาทั้งสี่สำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญา (ซื้อขาย) ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปแสดงแนวเขตการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2538 เฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่วันที่เริ่มทำการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น ศาลชั้นต้นจะนำเอาคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณ เชิงเสมอ และนางพิสมัย มะลิวัลย์ หรือพยานโจทก์และจำเลยทุกปากซึ่งสืบพยานไว้ก่อนที่ศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า ในวันที่ศาลชั้นต้นเริ่มทำการสืบพยานคดีนี้ คือ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 มาศาล ที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานไปโดยมิได้มีคำสั่ง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาให้ชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 ส่วนการดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยชอบ จึงต้องสืบพยานใหม่เฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความไว้ก่อนที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ย้อนสำนวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ได้ ไม่มีข้อได้เปรียบหรือเสียเปรียบในเชิงคดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณและนางพิสมัยมาวินิจฉัยประกอบพยานอื่น แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดี เป็นการวินิจฉัยที่ชอบแล้ว ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำลี กรุณา กับพวก
จำเลย — นางลำดวน เชิงเสมอ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6658/2548
#266460
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาททั้งสองฉบับจำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย โดยไม่ได้กรอกข้อความและจำนวนเงินไว้ เช็คพิพาททั้งสองฉบับดังกล่าวจึงมีรายการขาดตกบกพร่องในขณะออกเช็ค โดยไม่มีคำสั่งปราศจากเงื่อนไขให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 988 (2) จึงไม่สมบูรณ์เป็นเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 987 และมาตรา 910 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ทั้งเช็คพิพาททั้งสองฉบับก็มิใช่หลักฐานการกู้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 611,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 611,250 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมอบให้แก่นางมาลัยเพื่อเป็นการประกันการกู้เงิน โดยไม่ได้กรอกข้อความหรือไม่ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า จำเลยกู้ยืมเงินนางมาลัยแล้วมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ไว้เป็นประกันเงินกู้โดยจำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย ไม่ได้กรอกข้อความและจำนวนเงินไว้ นางมาลัยกรอกข้อความและจำนวนเงินในภายหลัง แล้วโจทก์จึงนำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เช็คพิพาททั้งสองฉบับมีรายการขาดตกบกพร่องในขณะออกเช็ค โดยไม่มีคำสั่งปราศจากเงื่อนไขให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 988 (2) จึงไม่สมบูรณ์เป็นเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 987 และมาตรา 910 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ทั้งเช็คพิพาททั้งสองฉบับก็มิใช่หลักฐานการกู้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และฎีการวม 15,000 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 987 ม. 988 (2) ม. 989 วรรคหนึ่ง ม. 910
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนันทวรรณ ลิขิตเจริญพงษ์
จำเลย — นางเยาวลักษณ์ สุทธิบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายวิธูร คลองมีคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6658/2548
#272514
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกู้ยืมเงิน ม. แล้วมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ไว้เป็นประกันเงินกู้โดยลงแต่เพียงลายมือชื่อสั่งจ่าย ไม่ได้กรอกข้อความและจำนวนเงินไว้ ม. กรอกข้อความและจำนวนเงินในภายหลัง แล้วโจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงมีรายการขาดตกบกพร่องในขณะออกเช็ค โดยไม่มีคำสั่งอันปราศจากเงื่อนไขให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 988 (2) ไม่สมบูรณ์เป็นเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 987 และมาตรา 910 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ทั้งเช็คพิพาททั้งสองฉบับก็มิใช่หลักฐานการกู้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 611,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คทั้งสองฉบับโดยไม่ได้กรอกข้อความให้นางมาลัย กันมาลัย เพื่อเป็นประกันการที่จำเลยกู้ยืมเงินจากนางมาลัยต่อมาจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่นางมาลัยครบถ้วนแล้ว โจทก์กับนางมาลัยคบคิดกันฉ้อฉลโดยนำเช็คทั้งสองฉบับมากรอกข้อความปลอมแล้วนำไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงิน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 611,250 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระเงินแล้วโจทก์ได้นำไปเรียกเก็บเงินธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมอบให้แก่นางมาลัย กันมาลัยเพื่อเป็นการประกันการกู้เงิน โดยไม่ได้กรอกข้อความหรือไม่ จำเลยอ้างตนเองเบิกความว่า จำเลยไม่เคยรู้จักโจทก์มาก่อน นางมาลัยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย จำเลยมอบเงินจำนวน 10,000 บาท ให้นางมาลัยไปติดต่อขอเปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหล่มสัก และเป็นผู้รับเช็ค 2 เล่มจากธนาคารเมื่อปลายปี 2536 หรือต้นปี 2537 เป็นต้นมาประมาณ 2 ถึง 3 ปี จำเลยได้กู้ยืมเงินนางมาลัยประมาณ 4 ถึง 5 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 300,000 บาท นางมาลัยให้จำเลยลงลายมือชื่อในเช็ค 2 ฉบับ โดยไม่ได้กรอกข้อความ เมื่อเช็คถึงกำหนดแล้วนางมาลัยให้จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คไปเปลี่ยนประมาณ 10 ฉบับ โดยมิได้กรอกข้อความ เพื่อเป็นประกันเงินกู้ เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คในกลุ่ม 10 ฉบับดังกล่าว จำเลยได้ชำระเงินกู้คืนนางมาลัยแล้ว นางมาลัยได้นำเช็คเหล่านั้นไปแจกจ่ายให้แก่นายสุวิทย์ ภู่สุวรรณรัตน์ โจทก์ และบุคคลอื่น ๆ นางมาลัยได้นำเช็ค 2 ฉบับดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา และนายสุวิทย์ก็ได้นำเช็คมาฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาเช่นเดียวกัน ส่วนเช็คพิพาททั้งสองฉบับได้ตกมาอยู่ในความยึดถือของโจทก์โดยโจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ข้อความในเช็คพิพาททั้งสองฉบับนางมาลัยเป็นคนเขียนเนื่องจากจำเลยจำลายมือของนางมาลัยได้ เห็นว่า ข้อความในเช็คพิพาททั้งสองฉบับมีลักษณะการเขียนเป็นการเขียนตัวตรง โดยเฉพาะอักษรตัว "ส" มีลักษณะและลีลาการเขียนเหมือนกัน เป็นลายมือของคนคนเดียวกัน คนเขียนข้อความในเช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงต้องเป็นคนเดียวกัน เมื่อพิจารณาคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันแล้ว เห็นได้ชัดว่าข้อความในเอกสารดังกล่าวมีลักษณะตัวอักษรและลีลาการเขียนเหมือนข้อความในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ น่าเชื่อว่าคนเขียนข้อความในเช็คพิพาททั้งสองฉบับและคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันเป็นคนเดียวกัน ได้ความจากคำเบิกความของนางมาลัยในคดีอาญาที่เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยว่า นางมาลัยเบิกความว่าข้อความที่เขียนในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันไม่ใช่ลายมือของจำเลยคงยืนยันเฉพาะลายมือชื่อเท่านั้นว่าเป็นของจำเลย แสดงว่าจำเลยไม่ได้เขียนข้อความในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันรวมทั้งเช็คพิพาททั้งสองฉบับด้วย นอกจากนี้ลายมือเขียนข้อความในเช็คพิพาททั้งสองฉบับก็ยังเหมือนกับลายมือเขียนข้อความในรายการเงินต้นและบันทึกการชำระหนี้ ซึ่งนางมาลัยได้เบิกความในคดีอาญาดังกล่าวรับว่าตนเป็นผู้ทำเอกสารนั้น ข้อความในเช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงเป็นข้อความที่นางมาลัยเป็นคนเขียนไม่ใช่จำเลยเป็นคนเขียน ข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่าจำเลยกู้ยืมเงินนางมาลัยแล้วมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ไว้เป็นประกันเงินกู้ โดยลงแต่เพียงลายมือชื่อสั่งจ่าย ไม่ได้กรอกข้อความและจำนวนเงินไว้ นางมาลัยกรอกข้อความและจำนวนเงินในภายหลัง แล้วโจทก์จึงนำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เช็คพิพาททั้งสองฉบับมีรายการขาดตกบกพร่องในขณะออกเช็ค โดยไม่มีคำสั่งปราศจากเงื่อนไขให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 988 (2) จึงไม่สมบูรณ์เป็นเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 987 และมาตรา 910 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ทั้งเช็คพิพาททั้งสองฉบับก็มิใช่หลักฐานการกู้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับได้ ที่โจทก์อ้างตนเองเบิกความว่าเมื่อปี 2537 นางมาลัยแนะนำจำเลยให้รู้จักกับโจทก์ จำเลยเริ่มกู้เงินโจทก์ตั้งแต่ปี 2539 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 350,000 บาท และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยได้กู้เงินโจทก์อีก 400,000 บาท ในการกู้เงินดังกล่าวจำเลยติดต่อขอกู้เงินทางโทรศัพท์ โจทก์นำเงินไปให้จำเลยที่บ้านพักของจำเลย จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าเขียนไว้แล้วมอบไว้ให้โจทก์ ตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ขัดต่อเอกสารหลักฐานได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 910 ม. 987 ม. 988 (2) ม. 989 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนันทวรรณ ลิขิตเจริญพงษ์
จำเลย — นางเยาวลักษณ์ สุทธิบุตร
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6655/2548
#266334
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ (ที่ถูก 15 ปีเศษ) ให้ลงโทษจำเลยโดยลดมาตราโทษกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 ให้จำคุกจำเลยไว้ 10 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ซึ่งตามฟ้องระบุว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย 2 ครั้ง เมื่อศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันถือได้ว่า มีการลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี เมื่อจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดเป็นการโต้แย้งคัดค้านการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 124 อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาฟ้องโจทก์แล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่าระหว่างเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนตุลาคม 2543 ต่อเนื่องเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย รวม 2 ครั้ง ทั้งคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 277 โดยไม่ระบุ ป.อ. มาตรา 91 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองให้เรียงกระทงลงโทษมาด้วยนั้น แม้ตามทางพิจารณาจะได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด 2 กรรม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและให้เรียงกระทงลงโทษจึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6 กรณีดังกล่าวแม้คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 และนับโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 238/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมต่อ

ระหว่างพิจารณา นางกุศล มารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ (ที่ถูกขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ) ให้ลงโทษจำเลยโดยลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 ให้จำคุกจำเลย 10 ปี กรณีไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก คำขอให้นับโทษต่อให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าคดีนี้ ตามฟ้องระบุว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย 2 ครั้ง เมื่อศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันถือได้ว่า มีการลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี เมื่อจำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดเป็นการโต้แย้งคัดค้านการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 124 อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่าระหว่างเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนตุลาคม 2543 ต่อเนื่องเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย รวม 2 ครั้ง ทั้งคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 277 โดยไม่ระบุ มาตรา 91 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองให้เรียงกระทงลงโทษมาด้วยนั้น แม้ตามทางพิจารณาจะได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด 2 กรรม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและให้เรียงกระทงลงโทษ จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6 กรณีดังกล่าวแม้คู่ความไม่อุทธรณ์ ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 75 ม. 91 ม. 277
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ร่วม — นางกุศล โชติษฐยางกูร ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายไชยณรงค์หรืออ้าง แก้วฉิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชแผนกคดี — นายประสิทธิ์ รวมสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนแ — นายทวีศักดิ์ ทองภักดี
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา