คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001 -ที่ 4002/2548
#271702
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยยอมให้โจทก์ที่ 1 เข้าครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทนับเป็นการสละเจตนาครอบครองและไม่ยึดถือที่ดินพิพาทต่อไป การที่โจทก์ที่ 1 ครอบครองต่อมาและชำระภาษีบำรุงท้องที่มาตลอดจึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดเพื่อตน โจทก์ที่ 1 ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว แม้จะมีชื่อจำเลยที่ 2 ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้รับโอน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

เมื่อคดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยไม่แยกเป็นรายสำนวนนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคู่ความในสำนวนแรก และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นคู่ความในสำนวนหลัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์สำนวนแรกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์ นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์สำนวนหลังฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 87 ตำบลเปือย อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยทั้งสองเข้ารบกวนการครอบครองของโจทก์ในที่ดินดังกล่าว ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นให้เรียกชื่อคู่ความทั้งสองสำนวนดังนี้ นายธงหรือธงชัย ร่มเย็น เป็นโจทก์ที่ 1 นายปรีชา สายคำ เป็นโจทก์ที่ 2 นายสมพร ปาสาเนาว์ เป็นโจทก์ที่ 3 นางบัวลอย บุญสะอาด เป็นจำเลยที่ 1 นางวรรณพร ปัดใจ เป็นจำเลยที่ 2 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 87 ตำบลเปือย อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ) ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในส่วนสำนวนที่จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ทั้งสามให้ยกฟ้อง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

จำเลยที่ 2 ทิ้งอุทธรณ์สำหรับโจทก์ที่ 3 ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีอุทธรณ์เฉพาะโจทก์ที่ 3

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 พร้อมบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 87 ตำบลเปือย อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ ห้ามมิให้เกี่ยวข้อง และให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายปีละ 10,000 บาท นับแต่ปี 2542 เป็นต้นไป ให้แก่จำเลยที่ 2 จนกว่าจะออกจากที่ดินของจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องสำนวนที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า เดิมจำเลยที่ 1 ยืมเงินโจทก์ที่ 1 และมอบที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 87 ตำบลเปือย อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ) เนื้อที่ 21 ไร่ 36 ตารางวา ให้โจทก์ที่ 1 ทำประโยชน์แทนดอกเบี้ย ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์ที่ 1 ทำนาในที่ดินพิพาทและชำระภาษีบำรุงท้องที่ติดต่อกันมา ครั้นวันที่ 30 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 มีว่า โจทก์ที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ที่ 1 แม้ไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่กัน แต่จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ที่ 1 เข้าครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท นับเป็นการสละเจตนาครอบครองและไม่ยึดถือที่ดินพิพาทต่อไป การที่โจทก์ที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาและชำระภาษีบำรุงท้องที่มาตลอด จึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดเพื่อตน โจทก์ที่ 1 ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิเช่นนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะมีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยไม่แยกเป็นรายสำนวนนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคู่ความในสำนวนแรก และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นคู่ความในสำนวนหลัง ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสามในสำนวนแรก และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 1 ในสำนวนหลัง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธง ร่มเย็น กับพวก
จำเลย — นางบัวลอย บุญสะอาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2548
#271699
เปิดฉบับเต็ม

การใช้ทางที่จะเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความนั้น โจทก์ต้องได้ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ต่อเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เมื่อโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยได้รับความยินยอมจาก พ. เจ้าของเดิม การที่โจทก์เอาหินกรวดมาทำถนนบนทางพิพาทเท่ากับเป็นการถือวิสาสะที่อาศัยความเกี่ยวพันในฐานะที่จำเลยจะเข้ามาเป็นเครือญาติของโจทก์เป็นสำคัญ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ต่อจำเลยตามมาตรา 1382 แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยมากว่า 10 ปี ทางพิพาทก็หาตกเป็นทางภาระจำยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางภาระจำยอมบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2931 ตำบลออนเหนือ อำเภอสันกำแพง (กิ่งอำเภอแม่ออน) จังหวัดเชียงใหม่ มีความกว้าง 4 เมตร ตลอดแนวของความยาวประมาณ 75 เมตร บนที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศใต้จากที่ดินของโจทก์ถึงทางสาธารณประโยชน์ในหมู่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลออนเหนือ กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาและให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยเปิดทางพิพาทในส่วนที่ระบายสีแดงตามแผนที่พิพาท มีความกว้าง 2 เมตร ความยาวตลอดที่ดินของจำเลยทางด้านทิศใต้ตั้งแต่ส่วนที่ติดกับที่ดินของโจทก์จนถึงถนนสาธารณะเป็นทางภาระจำยอมให้จำเลยจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่จดทะเบียนภาระจำยอมให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ส่วนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 23301 ตำบลออนเหนือ อำเภอสันกำแพง (กิ่งอำเภอแม่ออน) จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2931 ตำบลออนเหนือ อำเภอสันกำแพง (กิ่งอำเภอแม่ออน) จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินของจำเลยตั้งอยู่หน้าที่ดินของโจทก์ โดยทางทิศตะวันออกของที่ดินของจำเลยติดถนนสาธารณะ โจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยทางด้านทิศใต้ตามแนวเขตที่ระบุสีแดงในแผนที่เอกสารหมาย จ.5 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ ก่อนโจทก์นำคดีมาฟ้อง จำเลยได้สร้างรั้วลวดหนามล้อมที่ดินของจำเลยโดยปิดกั้นทางเข้าออกดังกล่าว หลังจากนั้นโจทก์ใช้ทางด้านทิศตะวันตกจากบ้านโจทก์ผ่านบ้านนายพิรุณ ธิอินโต และนายสุข ธิอินโต ไปทางซอยหนองหอย ซอย 1 และซอย 3 เพื่อเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ทางพิพาทตามแนวเขตที่ระบายสีแดงในแผนที่เอกสารหมาย จ.5 เป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ปลูกสร้างบ้านอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 23301 ตามเอกสารหมาย จ.1 มาตั้งแต่ปี 2509 โดยที่ดินดังกล่าวเดิมเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ก็ตาม แต่โจทก์หามีหลักฐานที่ดินตามที่กล่าวอ้างมาแสดงไม่ อีกทั้งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 2931 เอกสารหมาย จ.4 คงมีแต่ชื่อนางพัทราเป็นผู้มีสิทธิครอบครองมาแต่ต้น ทั้งโจทก์ก็ไม่มีหลักฐานที่บ่งแสดงว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกถนนสาธารณะบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นของผู้มีสิทธิครอบครองคนใดก่อนหน้านางพัทรา จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์อยู่อาศัยในที่ดินโฉนดเลขที่ 23301 และใช้ทางพิพาทบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2931 มาตั้งแต่ปี 2509 ตามที่กล่าวอ้าง โดยพยานหลักฐานโจทก์ตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 23301 เอกสารหมาย จ.1 ประกอบสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.2 ที่ระบุว่าโจทก์เข้ามาอยู่ในบ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 2 ตำบลออนเหนือ กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2527 คงฟังได้แต่เพียงว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกถนนสาธารณะในปี 2527 เป็นต้นมาจนถึงปี 2543 มีระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี และจำเลยล้อมรั้วห้ามมิให้โจทก์ผ่านเข้าออกที่ดินของจำเลย ทั้งนี้การใช้ทางที่จะเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความนั้น โจทก์ต้องพิสูจน์ได้ว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ต่อเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จะเห็นได้ว่าจากคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีมีเหตุฉุกเฉินเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2543 และในชั้นขอเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2544 ก็ดี ตลอดจนคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในชั้นสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 ก็ดี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ล้วนแต่ยืนยันว่าขณะที่นางพัทราเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2931 โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทบนที่ดินดังกล่าวเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยได้รับความยินยอมจากนางพัทราแล้ว ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนางพัทราพยานจำเลยที่ว่าโจทก์ได้ขออนุญาตใช้ทางพิพาทดังกล่าวจากพยาน อีกทั้งผู้รับมอบอำนาจโจทก์เองก็กล่าวอ้างว่าจำเลยกับตนเคยอยู่กินฉันสามีภริยากันมาก่อนและจำเลยซื้อที่ดินจากนางพัทราเพื่อปลูกบ้านเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน การที่โจทก์เอาหินกรวดมาทำถนนบนทางพิพาทเท่ากับเป็นการถือวิสาสะที่อาศัยความเกี่ยวพันในฐานะที่จำเลยจะเข้ามาเป็นเครือญาติของโจทก์เป็นสำคัญ ดังนั้น กรณีดังกล่าวข้างต้นจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ต่อจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยมากว่า 10 ปี ทางพิพาทก็หาตกเป็นทางภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเมืองแก้ว แปงฟอง
จำเลย — นายสรายุทธ์ มาลังค์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3998/2548
#271347
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกประเภทของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์และยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และที่ 6 แถลงรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ ไม่ติดใจต่อสู้ตามคำให้การและทางนำสืบของตน เท่ากับจำเลยที่ 4 และที่ 6 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ทุกประเภทที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์แล้ว ฉะนั้น จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 6 อีกต่อไป การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไปวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 6 จึงไม่ถูกต้อง

ตามสัญญาทรัสต์รีซีทโจทก์ต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ในการคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวนที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ และตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 4 ระบุว่าจำเลยที่ 1 ต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีทตลอดจนยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารโจทก์ นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ เกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีท และข้อ 7 ระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 เมื่อตามสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 7 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้ตามอัตราที่ระบุในสัญญาข้อ 4 และข้อความในสัญญาข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นเป็นกรณีระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัด ซึ่งแม้สัญญาข้อ 4 นี้จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ก็ตาม ย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น เพราะตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้เฉพาะกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้น ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เพียงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์เท่านั้น ไม่ใช่อัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญาแต่อย่างใด ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 18,746,129.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทกับค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น 15,368,190.73 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 18,746,129.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 15,368,190.73 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องระบุข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกประเภทของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์และยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และที่ 6 แถลงรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ ไม่ติดใจต่อสู้ตามคำให้การและทางนำสืบของตนตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เท่ากับจำเลยที่ 4 และที่ 6 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ทุกประเภทที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์แล้ว ฉะนั้น จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 6 อีกต่อไป การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไปวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 6 อีก จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อมาว่า จำเลยที่ 7 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 7 ยอมเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ในหนี้ที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 1 ซึ่งรวมถึงหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตามฟ้องด้วย และตามสัญญาฉบับนี้จำเลยที่ 7 มีวงเงินที่จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดถึง 135,000,000 บาท แต่หนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ในคดีนี้มีไม่ถึง 135,000,000 บาท จำเลยที่ 7 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปรากฏตามคำฟ้องและข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า ในการคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวนที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีทคดีนี้โจทก์ต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ และตามสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 ระบุว่าจำเลยที่ 1 ต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีทตลอดจนยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารโจทก์ นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ เกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีท และข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 เมื่อตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้ตามอัตราที่ระบุในสัญญาข้อ 4 และข้อความในสัญญาข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นเป็นกรณีระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัดซึ่งแม้สัญญาข้อ 4 นี้จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ก็ตาม ย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เพียงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์เท่านั้น ไม่ใช่อัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญาแต่อย่างใดเพราะตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้เฉพาะกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้น สัญญาทรัสต์รีซีทครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 10 มีนาคม 2541 วันที่ 10 กันยายน 2541 วันที่ 10 มีนาคม 2542 วันที่ 10 กันยายน 2542 วันที่ 10 มีนาคม 2543 และวันที่ 10 กันยายน 2543 ตามลำดับ และตามประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อของโจทก์ในช่วงเวลาครบกำหนดชำระหนี้ดังกล่าวมีอัตราสูงสุด คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี ในระหว่างอัตราร้อยละ 9.75 ถึง 17.50 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาในสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยจากหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทในอัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญาโดยเริ่มต้นจากร้อยละ 24 ต่อปี จากนั้นปรับเปลี่ยนไปตามอัตราสูงสุด ในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญาตามประกาศธนาคารโจทก์ ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีที่ไม่ผิดนัดตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์โดยไม่ตรงตามข้อสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ประกอบด้วยข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยที่สูงเกินไปโดยไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 3,012,776.67 บาท จำนวน 2,710,400.01 บาท จำนวน 2,414,709.46 บาท จำนวน 2,475,876.54 บาท จำนวน 2,307,948.04 บาท และจำนวน 2,446,480.01 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2541 วันที่ 10 กันยายน 2541 วันที่ 10 มีนาคม 2542 วันที่ 10 กันยายน 2542 วันที่ 10 มีนาคม 2543 และวันที่ 10 กันยายน 2543 ตามลำดับ เป็นต้นไป โดยให้คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของลูกค้ารายย่อยชั้นดีที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้ตามที่ระบุไว้ในประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของธนาคารโจทก์ฉบับต่าง ๆ และที่ประกาศต่อไปหลังวันฟ้อง โดยปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยดังกล่าวตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับจนกว่าชำระเสร็จ แต่อัตราดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทเพชรสยามดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3997/2548
#267425
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ตัดโครงคัสซีของรถยนต์ของกลางบริเวณตัวอักษรตัวเลขออกแล้วนำชิ้นส่วนของโครงคัสซีที่ระบุตัวอักษรตัวเลขอื่นมาเชื่อมติดใหม่ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขุดลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลงตัวอักษรตัวเลขคัสซีแต่อย่างใดการกระทำของจำเลขที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขคัสซี

การที่จำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นทำลายตัวอักษรตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนเครื่องยนต์ของรถยนต์ของกลางแล้วตอกตัวอักษรตัวเลขให้ตรงกับตัวอักษรตัวเลขของเครื่องยนต์ที่จำเลขที่ 1 ซื้อจากบุคคลอื่น แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการปลอมแปลงเอกสารดังกล่าวโดยไม่ได้บรรยายว่าโจทก์เป็นผู้ใช้ ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารดังกล่าวไม่ได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตัวอักษรตัวเลขของเครื่องรถยนต์ของกลาง ตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 เท่านั้น

การที่จำเลขที่ 1 นำรถยนต์ของกลางซึ่งมีการปลอมตัวอักษรเลขเครื่องยนต์ไปแจ้งข้อความอันเป็นเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกฯ ก็เพื่อประโยชน์ของจำเลขที่ 1 ในการใช้หลักฐานปลอมดังกล่าวโดยมุ่งประสงค์ให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นหลงเชื่อว่ารถยนต์ของกลางประกอบขึ้นจากโครงคัสซี เครื่องยนต์ อุปกรณ์ส่วนต่าง ๆ จากชิ้นส่วนรถยนต์เก่าจนเจ้าหน้าที่เหล่านั้นหลงเชื่อรับจดทะเบียนรถยนต์ของกลางสมดังเจตนาของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 137, 157, 162, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, 102 ตรี ริบรถยนต์ของกลาง จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1531/2539 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1531/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5022/2537 ซึ่งต่อมาเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 712/2542 ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 265, 84 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ข้อหาแจ้งความเท็จ จำคุก 6 เดือน ข้อหาใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารราชการ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 712/2542 ของศาลอาญาริบรถยนต์ของกลาง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานแจ้งความเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขคัสซี และตัวอักษรตัวเลขบนเครื่องยนต์รถยนต์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาหรือไม่ สำหรับการกระทำที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารตัวอักษรคัสซีนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ตัดโครงคัสซีของรถยนต์ของกลางบริเวณตัวอักษรตัวเลข แอล 049 จี 00802 ออกแล้วนำชิ้นส่วนของโครงคัสซีที่ระบุตัวอักษรตัวเลขแอล 025 พี 000694 มาเชื่อมติดใหม่โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขูดลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลงตัวอักษรตัวเลขคัสซีแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขคัสซีดังโจทก์ฟ้องเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขคัสซีตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาได้

แต่สำหรับการกระทำที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขเครื่องยนต์นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นทำลายตัวอักษรตัวเลข 4 ดี 56 ซีอี 0239 ที่ปรากฏอยู่บนเครื่องยนต์ของรถยนต์ของกลางแล้วตอกตัวอักษรตัวเลขให้ตรงกับตัวอักษรตัวเลขของเครื่องยนต์ที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากบุคคลอื่น พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่นำสืบมามีข้อพิรุธจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการปลอมเอกสารดังกล่าวโดยไม่ได้บรรยายว่าโจทก์เป็นผู้ใช้ ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารดังกล่าวไม่ได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขบนเครื่องยนต์ของรถยนต์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 เท่านั้น

แต่การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของกลางซึ่งมีการปลอมตัวอักษรตัวเลขเครื่องยนต์ไปแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดมหาสารคามเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ในการใช้หลักฐานปลอมดังกล่าวโดยมุ่งประสงค์ให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นหลงเชื่อว่ารถยนต์ของกลางคือรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีเทาดำ หมายเลขเครื่องยนต์ 4 ดี 55 เอเอกซ์ 4847 ที่ประกอบขึ้นจากโครงคัสซี เครื่องยนต์ อุปกรณ์ส่วนต่าง ๆ จากชิ้นส่วนรถยนต์เก่าจนเจ้าหน้าที่เหล่านั้นหลงเชื่อรับจดทะเบียนรถยนต์ของกลางสมดังเจตนาของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาแต่อย่างใดไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ในสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลย่อมต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 อันเป็นบทหนักที่สุดเพียงบทเดียวซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ให้เบาลงได้อีก ส่วนพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องร้ายแรงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นเป็นบางข้อ

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 ม. 90 ม. 264 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายสมชายหรือติ๊ สุขสมรูป กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยยงค์ คงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3996/2548
#266356
เปิดฉบับเต็ม

ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ. 1 จำเลยรับว่าโจทก์ไม่สามารถเข้า ครอบครองที่ดินที่จำเลยขายให้โจทก์ได้จริง จึงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 180,000 บาท (หนึ่งแสน แปดหมื่นบาท) โจทก์พอใจและไม่เรียกร้องใด ๆ หากจำเลยนำเงินมาให้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันนี้ เมื่อโจทก์ได้รับเงินแล้วจะโอนที่ดิน น.ส. 3 ก. ดังกล่าวให้แก่จำเลย หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ได้ตกลงจะยินยอมเสีย ดอกเบี้ยตามกฎหมาย ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโดยแต่ละฝ่ายมีหน้าที่ปฏิบัติต่างตอบแทน ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระเงิน 180,000 บาท ให้แก่โจทก์ก่อน แล้วโจทก์จึงจะโอนสิทธิในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่จำเลย ดังนั้นจำเลยจึงจะเกี่ยงให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้โดยส่งมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยก่อนมิฉะนั้นจะไม่ชำระเงิน 180,000 บาท ให้แก่โจทก์ไม่ได้

คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามมานั้นได้กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2542 นั้นผิดพลาดไปเพราะศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงภายในวันที่ 18 กรกฎาคม 2541 ดังนั้นย่อมจะต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2541 ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยแม้จำเลยฎีกาเพียงฝ่ายเดียว ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องโดยอาศัยอำนาจมาตรา 143 แห่ง ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2541 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระเงิน 290,000 บาท โดยจะชำระแก่โจทก์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญาหากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ครบกำหนดแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,191 บาท รวมทั้งสิ้น 291,191 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 291,191 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 290,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์จริง แต่เป็นจำนวนเพียง 180,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อจำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์แล้ว โจทก์ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1003 ตำบลอิปัน อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี คืนแก่จำเลย แต่โจทก์โอนที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ วันที่ 19 กรกฎาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2538 โจทก์ตกลงซื้อที่ดินมีหนังสือ รับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จากจำเลย แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองได้เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นของ นายภิญโญ ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2541 โจทก์และจำเลยตกลงกันได้โดยจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เป็นเงิน 180,000 บาท โจทก์พอใจและไม่เรียกร้องใด ๆ อีก หากจำเลยนำเงินมาชำระ 180,000 บาท ภายใน 2 เดือน นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2541 เมื่อโจทก์ได้รับเงินแล้วจะโอนที่ดินตามสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่จำเลย หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ตกลงจะยินยอมเสียดอกเบี้ยให้ตามกฎหมาย ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ. 1 เมื่อครบกำหนด 2 เดือน ตามที่ได้ตกลงกันจำเลยยังไม่ชำระเงิน ให้แก่โจทก์

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดข้อตกลงที่ทำไว้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ. 1 ระบุว่า ?นายสนิทรับว่านายสุรพล ไม่สามารถเข้าครอบครองที่ดินได้จริง จึงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายสุรพลเป็นเงิน 180,000 บาท (หนึ่งแสนแปดหมื่นบาท) นายสุรพลพอใจและไม่เรียกร้องใด ๆ หากนายสนิทนำเงินมาให้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันนี้ (วันที่ 18 พฤษภาคม 2541) เมื่อนายสุรพลได้รับเงินตามจำนวนแล้วจะโอนที่ดินตามสิทธิ น.ส. 3 ก. ดังกล่าวแล้วให้กับนายสนิท หากนายสนิทไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ตกลงจะยินยอมเสียดอกเบี้ยตามกฎหมาย ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยแต่ละฝ่ายมีหน้าที่ปฏิบัติต่างตอบแทน ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระเงิน 180,000 บาท ให้แก่โจทก์ก่อน แล้วโจทก์จึงจะโอนสิทธิในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่จำเลย ตามข้อเท็จจริงโจทก์ยังไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้เนื่องจากจำเลยไม่สามารถดำเนินการส่งมอบที่ดินพิพาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงทำให้ได้เพียงโอนทางทะเบียนคืนให้แก่จำเลยเท่านั้น ดังนั้น จำเลยจึงจะเกี่ยงให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้โดยส่งมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยก่อน มิฉะนั้นจะไม่ชำระเงิน 180,000 บาท ให้แก่โจทก์ไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ตามมาได้กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2542 นั้นผิดพลาดไป เพราะศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงภายในวันที่ 18 กรกฎาคม 2541 ดังนั้นเมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในวันดังกล่าวก็ย่อมจะต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2541 ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยแม้จำเลยฎีกาเพียงฝ่ายเดียว ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 143 แห่ง ป.วิ.พ.

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 453 ม. 475
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพล นุ่นกุล
จำเลย — นายสนิท ทองขำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายวิทยา หะยีหมัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3983 -ที่ 3985/2548
#271243
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดเงื่อนไขในวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่มีกฎหมายจำกัดให้ศาลกำหนดเงื่อนไขได้เฉพาะตามที่คู่ความร้องขอ เมื่อศาลเห็นว่าวิธีการชั่วคราวเดิมก่อให้เกิดปัญหาแก่คู่ความในการปฏิบัติตามคำสั่งของศาล รวมทั้งมีการโต้แย้งกันเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจนทำให้เป็นปัญหาในการพิจารณาเนื้อหาแห่งคดี ศาลชอบที่จะแก้ไขโดยกำหนดวิธีการชั่วคราวใหม่ได้ตามเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายที่จะชนะคดีต่อไป โดยไม่จำต้องรอให้คู่ความยื่นคำร้องขอเข้ามาอีกหรือต้องทำการไต่สวนใหม่ ส่วนที่ศาลอายัดข้อสันนิษฐานของกฎหมายมากำหนดให้แต่ละฝ่ายต่างเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่ตนมีชื่อเป็นผู้ครอบครองในหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่แก้ไขใหม่นั้นก็เป็นเพียงการยกเหตุผลประกอบดุลพินิจเพื่อให้เห็นว่ามีเหตุสมควรที่จะกำหนดเงื่อนไขให้เป็นไปเช่นนั้น มิได้เป็นการชี้ขาดตัดสินคดี จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และที่ศาลกำหนดเงื่อนไขในวิธีการชั่วคราวที่แก้ไขใหม่ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเข้าทำประโยชน์ในสวนยางพาราพิพาทแทนฝ่ายที่ผิดเงื่อนไขการวางเงินหรือขัดขวางการทำประโยชน์โดยไม่ต้องนำรายได้ส่วนที่เข้าทำประโยชน์แทนการมาวางศาล ก็เป็นไปเพื่อให้ข้อกำหนดที่ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายนำเงินมาวางศาลสัมฤทธิ์ผลอันเป็นประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี จึงเป็นการชอบที่จะกำหนดเงื่อนไขนี้ไว้ได้ คำสั่งของศาลที่กำหนดวิธีการชั่วคราวขึ้นใหม่นี้จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 261 วรรคสามและมาตรา 262 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและสำนวนที่สอง และจำเลยในสำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ส่วนผู้ร้องสอดในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนที่สองและเป็นโจทก์ในสำนวนที่สาม เรียกว่า ผู้ร้องสอด

คดีสืบเนื่องมาจากสำนวนแรก โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสวนยางพาราเนื้อที่ประมาณ 13,500 ไร่ ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 กรีดยางพาราและทำให้ต้นยางพาราในที่ดินพิพาทเสียหายขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้องและจำเลยที่ 4 ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสี่ทำกิจการสวนยางพาราในที่ดินพิพาทโดยบริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด (ผู้ร้องสอด) ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเป็นผู้มอบหมายให้ทำ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เข้าไปประกอบกิจการสวนยางพาราในที่ดินพิพาท หลังจากฟ้องคดีนี้โดยขัดขวางไม่ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารผ่านทางในที่ดินพิพาทเพื่อจะเข้าไปประกอบกิจการสวนยางพาราในที่ดินของจำเลยที่ 4 ซึ่งอยู่นอกที่ดินพิพาท ทำให้จำเลยที่ 4 เสียหาย ขอให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 4

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การแก้ฟ้องแย้งต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ครอบครองแทน โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ห้ามกรรมการหรือพนักงานของผู้ร้องสอดเข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสวนยางพารา หลังจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ฟ้องคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นมา ผู้ร้องสอดจึงขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และหรือส่งมอบที่ดินมือเปล่าให้แก่ผู้ร้องสอด หากไม่ไปจดทะเบียนโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 หากโอนที่ดินพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ราคาที่ดินและค่าเสียหาย

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดโดยต่อสู้คดี ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอด

สำนวนที่สอง โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่า ผู้ร้องสอดนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) รวม 61 แปลง เนื้อที่ 2,152 ไร่ 68 ตารางวา ของนายชัยสิน งานทวี เจ้ามรดกไปจดทะเบียนโอนเป็นของผู้ร้องสอดโดยนายชัยสินไม่รู้เห็นยินยอม ขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดิน 61 แปลง ตามฟ้องระหว่างนายชัยสินผู้ให้สัญญากับผู้ร้องสอดผู้รับสัญญา ให้ผู้ร้องสอดนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของที่ดินจำนวน 61 แปลง ไปให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขรายการจดทะเบียนเป็นของนายชัยสิน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของผู้ร้องสอด

ผู้ร้องสอดให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สาม ผู้ร้องสอดฟ้องว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยใช้ชื่อนายชัยสินถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครองแทนจำนวน 217 แปลง ต่อมานายชัยสินโอนที่ดินให้ผู้ร้องสอด และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 โจทก์ที่ 3 ผู้ร้องสอดปลูกต้นยางพาราไว้ในที่ดินดังกล่าว โจทก์ที่ 6 กับพวกโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินของผู้ร้องสอดและนำน้ำยางพาราของผู้ร้องสอดไปตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2541 เป็นต้นมา ทำให้ผู้ร้องสอดเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ที่ 6 และบริวารขนย้ายทรัพย์ออกไปและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของผู้ร้องสอด ให้โจทก์ที่ 6 ใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องสอด

โจทก์ที่ 6 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ในวันฟ้องสำนวนแรก โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน โดยขอให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้อง ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองดูแลทำประโยชน์ที่ดินพิพาท กรีดยางพารา และนำน้ำยางพาราไปขายแก่บุคคลภายนอกได้

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 ว่า ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าไปอยู่อาศัยในอาคารและกรีดยางพาราในที่ดินพิพาทจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันหรือคนใดคนหนึ่งวางหลักประกันความเสียหายของจำเลยทั้งสี่จำนวน 3,000,000 บาท

จำเลยทั้งสี่และผู้ร้องสอดยื่นคำขอโดยพลัน ขอให้ยกเลิกคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องอีกสามฉบับขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาด้วยการห้ามโจทก์ทั้งหกและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องครอบครองที่ดินและอาคารกับห้ามกรีดยางพาราในที่ดินพิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและบัญชีรายรับรายจ่ายในการกรีดยางพาราและการจำหน่ายน้ำยางพารามาวางศาลทุก 10 วัน นับแต่วันมีคำขอ หรือให้มีการประมูลเพื่อประกอบกิจการสวนยางพาราในที่ดินพิพาทในระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 กับผู้ร้องสอด

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องและไม่ขอประมูล

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 24 สิงหาคม 2543 แก้ไขคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 เป็นว่า ให้ผู้ร้องสอดและจำเลยที่ 4 เข้าไปดูแลบำรุงรักษาต้นยางพาราและกรีดยางพาราในที่ดินพิพาทได้เฉพาะที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 . หรือน.ส. 3 ก) ที่ระบุชื่อผู้ร้องสอด 61 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,100 ไร่ และที่ระบุชื่อจำเลยที่ 4 จำนวน 101 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,200 ไร่ นับแต่วันมีคำสั่ง โดยให้ผู้ร้องสอดและจำเลยที่ 4 ร่วมกันนำเงินรายได้มาวางศาลเดือนละ 1,500,000 บาท ห้ามโจทก์ทั้งหกและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินส่วนดังกล่าว ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นำเงินรายได้มาวางศาลเดือนละ 3,000,000 บาท การวางเงินให้นำมาวางภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไปทุกเดือนให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในการดูแลรักษาและกรีดน้ำยางพารานับแต่วันมีคำสั่ง และให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันนำเงินจำนวน 60,000,000 บาท หรือตั๋วเงินที่ออกหรือรับรองโดยธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินตามกฎหมายหรือนำทรัพย์สินอื่นมาวางศาลเป็นประกันการชำระเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลภายใน 60 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งที่คุ้มครองฝ่ายนั้นทั้งหมด คำขออื่นให้ยก

ต่อมาโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นหลักประกันเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)

จำเลยที่ 3 ที่ 4 และผู้ร้องสอดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ให้รับที่ดิน 5 แปลง ตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2543 เป็นหลักประกันตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และไม่รับหลักประกันที่ดินจำนวน 15 แปลง ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นำมาเพื่อวางประกันเพิ่มเติม แต่ให้โอกาสโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เสนอหลักประกันเข้ามาใหม่ในนัดหน้าโดยยังไม่ถือว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ผิดข้อกำหนดตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 วางหลักประกันไม่ครบถ้วนตามกำหนดต้องยกเลิกวิธีการคุ้มครองชั่วคราวของฝ่ายโจทก์และหลักประกันของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ศาลชั้นต้นรับไว้นั้นถูกจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดคัดค้านศาลชั้นต้นจะต้องไต่สวนเสียก่อนมีคำสั่งรับประกัน ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้รับหลักประกันของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอด ให้รับหลักประกันที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นเพิ่มเติม

ต่อมาปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการนำเงินรายได้มาวางศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งลงวันที่ 25 มกราคม 2544 ให้เพิกถอนหมายห้ามชั่วคราวฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 ที่ห้ามจำเลยทั้งสี่และผู้ร้องสอดเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและเพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทบางส่วน โดยแก้ไขเป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งหมด ให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดนำรายได้จากการกรีดยางพารามาวางศาลเดือนละ 4,500,000 บาท และจัดทำบัญชีรับจ่ายในการดูแลรักษาสวนยางพาราและรายได้จากการกรีดยางพารายื่นต่อศาลทุกวันที่ 10 ของเดือน ให้ฝ่ายโจทก์พร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท

ครั้นวันที่ 20 เมษายน 2544 จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้หักเงินค่าใช้จ่ายในการทำสวนยางพาราพิพาทจากเงินที่นำมาวางศาลแก่จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและเห็นว่า จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดวางเงินรายได้ไม่ครบ จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 25 มกราคม 2544 และให้นัดพร้อมเพื่อพิจารณาใช้วิธีการชั่วคราวโดยการให้คู่ความประมูลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่ให้ฝ่ายจำเลยและผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนถึงวันนัดดังกล่าว

ในวันนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ยให้คู่ความประมูลเข้าทำประโยชน์ คู่ความตกลงกันไม่ได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ว่า ให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ตนมีชื่อเป็นเจ้าของตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 หรือ น.ส. 3 ก.) เนื้อที่ประมาณ 4,252 ไร่ ส่วนที่เหลือปรากฏชื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าของเนื้อที่ประมาณ 8,700 ไร่ ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เข้าทำประโยชน์ และให้นำรายได้จากการกรีดยางพารามาวางศาลสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เดือนละ 600,000 บาท จำเลยที่ 4 กับผู้ร้องสอดเดือนละ 300,000 บาท เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไป ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นำเงินรายได้จากการเข้าทำประโยชน์ในสวนยางพาราเนื้อที่ 8,700 ไร่ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2544 เป็นเวลา 25 วัน คิดเป็นเงิน 500,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 กับผู้ร้องสอดนำเงินรายได้จากการทำประโยชน์ในสวนยางพาราพิพาททั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 เป็นเวลา 4 เดือน คิดเป็นเงิน 3,600,000 บาท มาวางศาลก่อนเข้าทำประโยชน์ตามคำสั่งนี้พร้อมวางเงินในแต่ละเดือนที่แต่ละฝ่ายต้องนำมาวางศาลล่วงหน้าเท่ากับรายได้ที่กำหนดตามคำสั่งนี้ก่อนเข้าทำประโยชน์ในแต่ละเดือนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามและกระทำการใดอันเป็นการขัดขวางมิให้อีกฝ่ายเข้าทำประโยชน์ ให้คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวของฝ่ายนั้นเป็นอันยกเลิกไปทันที แล้วให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเข้าทำประโยชน์แทนโดยไม่ต้องนำรายได้ส่วนที่เข้าทำประโยชน์แทนมาวางศาล

ต่อมาจำเลยที่ 3 ที่ 4 และผู้ร้องสอดยื่นคำร้องมีใจความทำนองเดียวกันว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตัดโค่นต้นยางพาราในที่ดินพิพาทนำไปขายโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ห้ามโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาท และเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว สำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ขนย้ายทรัพย์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้นำเงินที่ได้จากการขายไม้ยางพาราดังกล่าวมาวางศาลกับให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทน

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 ยื่นคำร้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตัดโค่นต้นยางพาราเพื่อปลูกต้นยางพาราใหม่ทดแทนและได้รับอนุญาตจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางด้วยวาจาแล้ว และขออนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ต้องนำเงินรายได้มาวางศาลตามคำสั่งดังกล่าว

จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดคัดค้าน โดยถือว่าฝ่ายโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 4 ตุลาคม 2544 กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมคำสั่งลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ห้ามคู่ความทุกฝ่ายกระทำการใด ๆ ที่ทำให้ทรัพย์สินพิพาทคือที่ดินและต้นยางพาราเสียหายหรือเสื่อมค่า หากฝ่ายใดฝ่าฝืนให้บังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว และสั่งให้ไต่สวนเรื่องการตัดโค่นต้นยางพาราไปขายเพื่อให้มีการนำเงินที่ได้จากการนั้นมาวางศาล ส่วนการที่ฝ่ายโจทก์ไม่วางเงินเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง แต่พิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จึงให้โอกาสฝ่ายโจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งโดยนำเงินรายได้ 600,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 8 ตุลาคม 2544

สำหรับการตัดโค่นต้นยางพาราไปขายศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 ให้โจทก์ที่ 4 นำเงินงวดแรกที่ได้จากการตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาทไปขายจำนวน 400,000 บาท มาวางศาลภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ให้ฝ่ายโจทก์เข้าทำประโยชน์

โจทก์ทั้งหกวางเงินรายได้ตามคำสั่งศาล ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2544 แต่ต่อมายื่นคำร้องขอลดเงินรายได้ที่ต้องวางศาลตามที่ศาลเห็นสมควรเนื่องจากรายได้จากการขายน้ำยางพาราลดลงและฝ่ายจำเลยเอาอุปกรณ์การทำสวนยางพาราไปก่อนที่จะฝ่ายโจทก์จะกลับเข้าไปทำประโยชน์

จำเลยทั้งสี่และผู้ร้องสอดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งหก

จำเลยที่ 3 ที่ 4 และผู้ร้องสอดยื่นคำร้องมีใจความทำนองเดียวกันว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่นำเงินมาวางศาลภายในกำหนดและไม่นำเงิน 400,000 บาท ที่ได้จากการตัดต้นยางพาราไปขายมาวางศาลตามคำสั่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ขอให้ยกเลิกคำสั่งที่คุ้มครองชั่วคราวสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ให้โจทก์ทั้งหกขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากสวนยางพาราพิพาท ให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนโดยไม่ต้องนำรายได้ส่วนที่เข้าทำประโยชน์แทนมาวางศาล และห้ามโจทก์ทั้งหกกระทำการอันเป็นการรบกวนการเข้าทำประโยชน์ของจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอด

ศาลชั้นต้นสอบถามแล้ว ทนายโจทก์ที่ 4 แถลงว่า ไม่ได้นำเงินมาวางศาลเพราะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งลงวันที่ 27 มีนาคม 2545 ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่วางเงินตามคำสั่งโดยเข้าใจว่ามีสิทธิเนื่องจากรอฟังคำสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ เป็นการกระทำครั้งแรก ยังฟังไม่ได้ชัดว่าจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อคำนึงถึงทรัพย์สินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่มากกว่า 8,000 ไร่ เกี่ยวข้องกับบุคคลจำนวนมากที่ต้องขนย้าย หากมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง มีเหตุอันควรปรานี จึงให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันหรือคนใดคนหนึ่งนำเงินรายได้ 1,800,000 บาท และสำหรับโจทก์ที่ 4 นำเงินได้จากการขายไม้ยางพารา 400,000 บาท มาวางศาลภายในวันที่ 10 เมษายน 2545 มิฉะนั้นจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงต่อไป

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์คำสั่งรวม 3 ฉบับ จำเลยทั้งสี่และผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่งรวม 6 ฉบับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งหกฎีการวม 3 ฉบับ จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดฎีการวม 5 ฉบับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดที่ว่าการกำหนดให้ใช้วิธีการชั่วคราวตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ชอบแล้วหรือไม่นั้น คำสั่งดังกล่าวสืบเนื่องมาจากในระหว่างพิจารณาผู้ร้องสอดขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวโดยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่แต่ละฝ่ายมีชื่อเป็นผู้ครอบครองตามหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 สิงหาคม 2543 แม้ต่อมาจะมีการแก้ไขวิธีการชั่วคราวให้ยกเลิกการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 โดยให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งหมดตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 25 มกราคม 2544 และหลังจากนั้นมีการแก้ไขวิธีการชั่วคราวให้ยกเลิกการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งหมดของจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดอีกตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 20 เมษายน 2544 ตามที่จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดฎีกา แต่ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นฉบับหลังนี้ได้กำหนดไว้ด้วยว่า ให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทไปพลางก่อนจนถึงวันนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ยให้คู่ความประมูลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท กรณีเป็นการแก้ไขคำสั่งชั่วคราวโดยยังคงกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวไว้ และมิได้เป็นการยกคำร้องของจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดที่ให้ใช้วิธีการชั่วคราวดังกล่าวข้างต้น เมื่อถึงวันนัดพร้อมดังกล่าวคู่ความตกลงกันไม่ได้ ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า วิธีการชั่วคราวเดิมนั้นก่อให้เกิดปัญหาแก่คู่ความในการนำเงินมาวางศาล รวมทั้งมีการโต้แย้งกันเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจนทำให้เป็นปัญหาในการพิจารณาเนื้อหาแห่งคดี จึงมีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขโดยกำหนดวิธีการชั่วคราวใหม่ได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี ไม่มีบทกฎหมายจำกัดให้กำหนดเงื่อนไขในวิธีการชั่วคราวได้เฉพาะตามที่คู่ความร้องขอกรณีเช่นนี้จึงอาจนำวิธีการชั่วคราวตามที่อีกฝ่ายหนึ่งขอมากำหนดไว้ด้วยก็ได้โดยไม่จำต้องรอให้คู่ความยื่นคำร้องขอเข้ามาอีกหรือต้องทำการไต่สวนใหม่ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามข้อกำหนดในวิธีการชั่วคราวเดิมต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งศาลชั้นต้นกำหนดเงื่อนไข วิธีการชั่วคราวใหม่จึงมีเหตุสมควรเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 กำหนดให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดนำเงินจากการเข้าทำประโยชน์ในสวนยางพาราพิพาทในระหว่างเวลาดังกล่าว จำนวน 3,600,000 บาท มาวางศาลได้ ศาลชั้นต้นกำหนดเงื่อนไขข้อนี้ชอบแล้ว ส่วนที่ศาลชั้นต้นอาศัยข้อสันนิษฐานของกฎหมายมากำหนดให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดอีกฝ่ายหนึ่งต่างเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่แต่ละฝ่ายมีชื่อเป็นผู้ครอบครองในหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่แก้ไขใหม่นั้น เป็นเพียงการยกเหตุประกอบดุลพินิจในการกำหนดเงื่อนไขข้อนี้เพื่อให้เห็นว่ามีเหตุสมควรที่จะกำหนดเงื่อนไขให้เป็นไปเช่นนั้น มิได้เป็นการชี้ขาดตัดสินคดี จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและที่ศาลชั้นต้นกำหนดเงื่อนไขในวิธีการชั่วคราวที่แก้ไขใหม่ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเข้าทำประโยชน์ในสวนยางพาราพิพาทแทนฝ่ายที่ผิดเงื่อนไขการวางเงินหรือขัดขวางการทำประโยชน์โดยไม่ต้องนำรายได้ส่วนที่เข้าทำประโยชน์แทนการมาวางศาล ก็เป็นไปเพื่อให้ข้อกำหนดที่ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายนำเงินมาวางศาลสัมฤทธิ์ผลอันเป็นประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี จึงเป็นการชอบที่จะกำหนดเงื่อนไขนี้ไว้ได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 261 วรรคสาม และมาตรา 262 วรรคหนึ่ง แล้ว ในชั้นนี้ไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะกำหนดให้ใช้วิธีการชั่วคราวโดยให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเพียงฝ่ายเดียว..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 261 วรรคสาม ม. 262 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นายเกียรติชัย งานทวี และนางสกุณี
งานทวี ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชัยสิน
โจทก์ — งานทวี กับพวก
ผู้ร้องสอด — บริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด
จำเลย — นายศิวะ งานทวี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3981/2548
#268165
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทสืบเนื่องกับสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยจำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นแก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทพร้อมดอกเบี้ย และได้รับเอกสารจากโจทก์ไปก่อน เป็นเรื่องการให้สินเชื่อของโจทก์ซึ่งมีผลผูกพันให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทนั้นโดยตรง ส่วนที่ตามสัญญาดังกล่าวให้โจทก์ยังคงมีสิทธิในสินค้านั้น เป็นเพียงเงื่อนไขที่มีวัตถุประสงค์ให้โจทก์บังคับชำระหนี้ได้โดยสะดวกเท่านั้น สัญญาทรัสต์รีซีทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการให้สินเชื่อของโจทก์และการได้รับชำระหนี้จากการให้สินเชื่อเป็นสำคัญ มิใช่สัญญาซึ่งโจทก์มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนนำสินค้าออกไปจำหน่ายแทนโจทก์อันจะมีผลให้สัญญาทรัสต์รีซีทระงับไปแล้วผูกพันกันตามสัญญาตัวการตัวแทน

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทโดยโจทก์ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 รวม 2 ฉบับ และชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วตามที่มีการเรียกเก็บโดยตั๋วแลกเงินในสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับระบุกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนคือ วันที่ 16 มิถุนายน 2536 และวันที่ 18 สิงหาคม 2536 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า สิทธิเรียกร้องให้รับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์กล่าวอ้างเกิดขึ้นฉบับแรกนับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2536 ฉบับที่สองนับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2536 แต่โจทก์เรียกดอกเบี้ยมาเกินกว่า 5 ปี จึงขาดอายุความ ดังนี้ แม้ตามคำให้การดังกล่าวจะระบุถึงตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในคำฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ ดังกล่าวเท่านั้น และตามคำให้การดังกล่าวก็ระบุถึงวันเริ่มนับอายุความถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ แสดงให้เห็นได้ว่า เป็นคำให้การที่ประสงค์จะยกอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยของต้นเงินที่เป็นหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ นี้นั่นเอง ถือว่ายกอายุความขึ้นต่อสู้แล้ว

ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ อันเป็นสัญญาที่ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำฟ้องมีกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอนเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดย่อมถือว่าผิดนัดนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้นั่นคือ วันที่ 17 มิถุนายน 2536 และ 19 สิงหาคม 2536 อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2544 โดยเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันครบกำหนดตลอดมา ซึ่งเกินกว่า 5 ปี ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเฉพาะส่วนที่เกินกว่า 5 ปี จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) โจทก์จึงเรียกร้องดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เฉพาะส่วนที่นับถึงวันฟ้องไม่เกิน 5 ปี เท่านั้น

ตามสัญญาทรัสต์รีซีทไม่มีข้อสัญญาให้คิดดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดหรือคิดดอกเบี้ยในอัตราสินเชื่อผิดนัดซึ่งมีอัตราสูงขึ้นกว่าอัตราสินเชื่อทั่วไป แต่โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดตลอดมาซึ่งผิดจากข้อสัญญาอันเป็นการคิดดอกเบี้ยสูงเกินสิทธิที่โจทก์จะเรียกได้ตามสัญญาและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็พิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยดังกล่าวตามคำฟ้อง ทั้งที่เป็นการคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องซึ่งทำให้จำเลยทั้งสามต้องชำระหนี้เกินกว่าจำนวนหนี้ที่ต้องชำระจริง อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2535 และวันที่ 18 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อประกอบการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากผู้ขายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และผู้ขายในประเทศญี่ปุ่น โดยตกลงจะชำระเงินที่โจทก์จ่ายไปนั้นแก่โจทก์ โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 และได้ชำระค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตตามที่ผู้ขายได้ยื่นตั๋วแลกเงิน 2 ฉบับ พร้อมเอกสารตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว ต่อมาเมื่อมีการขนส่งสินค้ามาถึงประเทศไทยจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเงินชำระแก่โจทก์จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์รวม 2 ฉบับ เพื่อนำเอกสารแสดงสิทธิในสินค้าจากโจทก์รับสินค้า โดยตกลงจะชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดตามประกาศของโจทก์ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 ได้สัญญาจำนองเครื่องจักร และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ด้วย แต่เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสองฉบับแล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา คิดถึงวันฟ้องเป็นหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยรวมจำนวน 761,774.24 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 316,609.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรทำเกลียว เครื่องปั๊มโลหะ เครื่องบดสี หมายเลขทะเบียน 23-323-218-0012 ถึง 23-323-218-0033 รวม 22 เครื่อง เครื่องผสม เครื่องหล่อแบบพลาสติก เครื่องบด หมายเลขทะเบียน 28-323-606-077 และ 28-323-606-0078 หมายเลขทะเบียน 22-323-606-0080 ถึง 28-323-606-0081 หมายเลขทะเบียน 28-323-606-0083 ถึง 28-323-0085 และหมายเลขทะเบียน 29-323-606-0412 ถึง 29-323-606-0417 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 24416 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์จริง โจทก์ตกลงมอบเอกสารสิทธิที่จะใช้ในการขอรับสินค้าแก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 ไปรับสินค้าและนำสินค้าไปขายได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าแล้ว สัญญาทรัสต์รีซีทย่อมสิ้นสุดลง การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองสินค้าหรือได้รับเงินค่าสินค้าที่ขายได้ เป็นการครอบครองในฐานะตัวแทนโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบแก่โจทก์สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีตัวการเรียกเงินค่าสินค้าจากตัวแทน แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันเกิดสิทธิเรียกร้อง จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 2 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 รับสินค้าของโจทก์มาขายแล้วไม่ส่งมอบเงินค่าสินค้าคืน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้จำนวนนี้สิทธิเรียกร้องให้รับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2536 และฉบับที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2536 โจทก์มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันเกิดสิทธิ ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องจึงไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน 361,744.24 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน 316,609.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้โจทก์จนครบ และร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากผู้ขายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจำนวน 6,930 มาร์กเยอรมัน และที่ประเทศญี่ปุ่นจำนวนเงิน 845,000 เยน โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าว พร้อมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 ทั้งสองฉบับและเมื่อผู้ขายสินค้าส่งสินค้าแล้วได้ยื่นตั๋วแลกเงินและเอกสารเพื่อขอรับเงิน โจทก์ได้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต ต่อมาเมื่อสินค้าที่ผู้ขายแต่ละรายส่งมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์รวม 2 ฉบับ เพื่อนำเอกสารการส่งสินค้าไปรับสินค้าจากผู้ขนส่งโดยจำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระเงินให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดในสัญญาทรัสต์รีซีทพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต 2 ฉบับ ตั๋วแลกเงิน 2 ฉบับ และสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ เอกสารหมาย จ.10 จ.11 จ.13 จ.15 จ.12 และ จ.14 ตามลำดับ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจดทะเบียนจำนองเครื่องจักรต่อโจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อโจทก์เป็นประกันการชำระหนี้นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย ตามสัญญาจำนองเครื่องจักรรวม 3 ฉบับ สัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 1 ฉบับ และสัญญาค้ำประกัน 2 ฉบับ เอกสารหมาย จ.3 จ.4 จ.5 จ.7 จ.6 และ จ.9 ตามลำดับ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เพียงเฉพาะในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของสัญญา ซึ่งเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการรับสินค้าออกไปจำหน่ายแล้วโจทก์เรียกเอาเงินค่าสินค้าจากตัวแทนเท่านั้นหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า ในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์นั้น ตามประเพณีและพิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเครดิตที่มีเอกสารประกอบ กรรมสิทธิ์ในสินค้าเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อรับเอกสารสิทธิในการรับสินค้าจากโจทก์ไปรับสินค้าแทนโจทก์ แล้วนำออกขายรับเงินไว้ในนามของโจทก์ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าดังกล่าวแล้ว สัญญาทรัสต์รีซีทย่อมสิ้นสุดลงโจทก์จึงคงมีสิทธิเรียกร้องในฐานะเป็นตัวการเรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวแทนคืนเงินค่าสินค้าแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้องอีกแต่อย่างใด และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดด้วย เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องการสินค้าจึงสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและผู้ขายในประเทศญี่ปุ่น เมื่อผู้ขายตกลงขายก็มีหน้าที่ ส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขาย แต่ในการชำระราคาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 เพื่อให้โจทก์ชำระเงินแก่ผู้ขายแต่ละรายตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่โจทก์ออกให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินที่โจทก์จ่ายไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นพร้อมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ แสดงว่าการที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวนี้เป็นวิธีการเพื่อการชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายให้โจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินป็นผู้ยอมตนเข้าชำระเงินนั้นแก่ผู้ขายเอง อันเป็นการให้สินเชื่อที่โจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมต้องการได้รับชำระหนี้สินเชื่อนี้จากจำเลยที่ 1 และเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับชำระหนี้ดังกล่าว การเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตก็มีเงื่อนไขให้ผู้ขายซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตขอรับเงินได้ เมื่อยื่นเอกสารถูกต้องครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเอกสารที่จะใช้ในการขอรับสินค้าจากผู้ขนส่ง เพื่อโจทก์จะได้ยึดเอกสารดังกล่าวไว้และจำเลยที่ 1 จะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ก่อนจึงจะได้รับเอกสารนั้นอันเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ต้องการไปใช้ประโยชน์ในการรับสินค้าได้แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้และต้องการเอกสารจากโจทก์ไปก่อน จึงมีการทำสัญญาทรัสต์รีซีทกันตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.14 ซึ่งเป็นสัญญาที่สืบเนื่องกับสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยจำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นแก่โจทก์ในกำหนดเวลาตามสัญญาทรัสต์รีซีทพร้อมดอกเบี้ยและได้รับเอกสารจากโจทก์ไปก่อน ข้อตกลงตามสัญญาเช่นนี้ก็เป็นเรื่องการให้สินเชื่อของโจทก์ซึ่งย่อมมีผลผูกพันให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยภายในกำหนดเวลาตามสัญญาทรัสต์รีซีทนั้นโดยตรง ส่วนที่ตามสัญญาดังกล่าวระบุข้อความทำนองให้โจทก์ยังคงมีสิทธิในสินค้านั้น ก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่มีวัตถุประสงค์ให้โจทก์บังคับชำระหนี้ได้โดยสะดวกเท่านั้น สัญญาทรัสต์รีซีทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการให้สินเชื่อของโจทก์และการได้รับชำระหนี้จากการให้สินเชื่อเป็นสำคัญ มิใช่สัญญาซึ่งโจทก์มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนนำสินค้าออกไปจำหน่ายแทนโจทก์อันจะมีผลให้สัญญาทรัสต์รีซีทระงับไป แล้วผูกพันกันตามสัญญาตัวการตัวแทนดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์มาแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้องของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อไปโดยอ้างถึงสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาตัวการตัวแทน จึงมีผลให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวขาดอายุความ 2 ปี ก็ดี โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ก็ดี โจทก์มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราตามสัญญาทรัสต์รีซีทก็ดี ย่อมฟังไม่ขึ้นด้วยเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกประการหนึ่งว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำฟ้องเฉพาะในส่วนดอกเบี้ยที่ค้างชำระขาดอายุความเพียงใด หรือไม่ ปัญหานี้ในเบื้องต้นเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทที่ทำสัญญากันสืบเนื่องจากสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต โดยโจทก์ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 รวม 2 ฉบับ และชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต แล้วตามที่มีการเรียกเก็บ โดยตั๋วแลกเงินในสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ ระบุกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนคือ วันที่ 16 มิถุนายน 2536 และวันที่ 18 สิงหาคม 2536 แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า สิทธิเรียกร้องให้รับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์กล่าวอ้างเกิดขึ้นฉบับแรกนับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2536 ฉบับที่สอง นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2536 แต่โจทก์เรียกดอกเบี้ยมาตามคำฟ้องเกินกว่า 5 ปี จึงขาดอายุความ ดังนี้ แม้ตามคำให้การดังกล่าวจะระบุถึงตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในคำฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับดังกล่าวเท่านั้น และตามคำให้การดังกล่าวก็ระบุถึงวันเริ่มนับอายุความถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับแสดงให้เห็นได้ว่า เป็นคำให้การประสงค์จะยกอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยของต้นเงินที่เป็นหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ นี้นั่นเอง ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้วแต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ไว้ จึงไม่ชอบ แต่เมื่อคดีปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาใหม่ โดยศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ อันเป็นสัญญาที่ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำฟ้องมีกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอนดังกล่าวข้างต้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาย่อมถือว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้นั้นคือ วันที่ 17 มิถุนายน 2536 และ 19 สิงหาคม 2536 ตามลำดับอันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2544 โดยเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวตลอดมา ซึ่งเกินกว่า 5 ปี ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเฉพาะส่วนเกินกว่า 5 ปี จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) โจทก์จึงเรียกร้องดอกเบี้ยตามคำฟ้องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เฉพาะส่วนที่นับถึงวันฟ้องไม่เกิน 5 ปี เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันที่ตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นกรณีความรับผิดของจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันที่ตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นกรณีการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ด้วย

อนึ่ง ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอีก 2 ฉบับ ตามคำฟ้องซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2536 และวันที่ 16 เมษายน 2536 ตามลำดับตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.14 ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 16 ต่อปี ทั้งสองฉบับ ซึ่งตรงกับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับสินเชื่อทั่วไปตามประกาศของธนาคารโจทก์ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2536 ในชุดเอกสารหมาย จ.26 ที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญานั้น และตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวไม่มีข้อสัญญาให้คิดดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดหรือคิดดอกเบี้ยในอัตราสินเชื่อผิดนัดซึ่งมีอัตราสูงขึ้นกว่าอัตราสินเชื่อทั่วไปแต่อย่างใด แต่โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยจากหนี้ต้นเงินที่ จำเลยที่ 1 ค้างชำระ นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดตลอดมา ซึ่งผิดจากข้อสัญญาอันเป็นการคิดดอกเบี้ยสูงเกินสิทธิที่โจทก์จะเรียกได้ตามสัญญาและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็พิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยดังกล่าวตามคำฟ้อง ทั้งที่เป็นการคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องซึ่งทำให้จำเลยทั้งสามต้องชำระหนี้เกินกว่าจำนวนหนี้ที่ต้องชำระจริงอันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142(5)"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 316,609.38 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 กันยายน 2544) ย้อนหลังไป 5 ปี และถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุด สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์ที่ใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลาทั้งก่อนวันฟ้องและที่ประกาศหลังวันฟ้อง แต่อัตราดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องต้องไม่เกินร้อยละ 16 ต่อปี ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.12 และ จ.14 และอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปต้องไม่เกินร้อยละ 14 ต่อปี ตามคำฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 369 ม. 797
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทนานชัยอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3981/2548
#271219
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาทรัสต์รีซีทเป็นสัญญาที่สืบเนื่องกับสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นแก่โจทก์ในกำหนดเวลาตามสัญญาทรัสต์รีซีทพร้อมดอกเบี้ย และได้รับเอกสารจากโจทก์ไปก่อน ข้อตกลงเช่นนี้ย่อมมีผลผูกพันให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยภายในกำหนดเวลา ส่วนที่ตามสัญญาดังกล่าวระบุข้อความทำนองให้โจทก์ยังคงมีสิทธิในสินค้านั้นก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่มีวัตถุประสงค์ให้โจทก์บังคับชำระหนี้ได้โดยสะดวกเท่านั้น สัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการให้สินเชื่อของโจทก์และการได้รับชำระหนี้จากการให้สินเชื่อเป็นสามัญ มิใช่สัญญาซึ่งโจทก์มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนนำสินค้าออกไปจำหน่ายแทนโจทก์อันจะมีผลให้สัญญาทรัสต์รีซีทระงับไปแล้วผูกพันกันตามสัญญาตัวการตัวแทนดังที่จำเลยฎีกา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท

สัญญาทรัสต์รีซีทระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 16 ต่อปี ซึ่งตรงกับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับสินเชื่อทั่วไปตามประกาศของธนาคารโจทก์ที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญานั้นและตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวไม่มีข้อสัญญาให้คิดดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดหรือคิดดอกเบี้ยในอัตราสินเชื่อผิดนัดซึ่งมีอัตราสูงขึ้นกว่าอัตราสินเชื่อทั่วไปแต่อย่างใด แต่โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยจากหนี้ต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดตลอดมาเป็นการคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องซึ่งทำให้จำเลยทั้งสามต้องชำระหนี้เกินกว่าจำนวนหนี้ที่ต้องชำระจริง อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขถูกต้องได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 316,609.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน 361,744.24 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 316,609.38 บาท ถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เพียงเฉพาะในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของสัญญาซึ่งเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการรับสินค้าออกไปจำหน่ายแล้วโจทก์เรียกเอาเงินค่าสินค้าจากตัวแทนเท่านั้นหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า ในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์นั้น ตามประเพณีและพิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเครดิตที่มีเอกสารประกอบกรรมสิทธิ์ในสินค้าเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อรับเอกสารสิทธิในการรับสินค้าจากโจทก์ไปรับสินค้าแทนโจทก์ แล้วนำออกขายรับเงินไว้ในนามของโจทก์ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าดังกล่าวแล้ว สัญญาทรัสต์รีซีทย่อมสิ้นสุดลง โจทก์จึงคงมีสิทธิเรียกร้องในฐานะเป็นตัวการเรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวแทนคืนเงินค่าสินค้าแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้องอีกแต่อย่างใด และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดด้วย เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องการสินค้าจึงสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันและผู้ขายในประเทศญี่ปุ่น เมื่อผู้ขายตกลงขายก็มีหน้าที่ส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องชำระสินค้าแก่ผู้ขาย แต่ในการชำระราคาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อให้โจทก์ชำระเงินแก่ผู้ขายแต่ละราย โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินที่โจทก์จ่ายไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นพร้อมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ แสดงว่าการที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวนี้เป็นวิธีการเพื่อการชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายให้โจทก์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเป็นผู้ยอมตนเข้าชำระเงินนั้นแก่ผู้ขายเอง อันเป็นการให้สินเชื่อที่โจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมต้องการได้รับชำระหนี้สินเชื่อนี้จากจำเลยที่ 1 และเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับชำระหนี้ดังกล่าว การเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตก็มีเงื่อนไขให้ผู้ขายซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตขอรับเงินได้ เมื่อยื่นเอกสารถูกต้องครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเอกสารที่จะใช้ในการขอรับสินค้าจากผู้ขนส่ง เพื่อโจทก์จะได้ยึดเอกสารดังกล่าวไว้และจำเลยที่ 1 จะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ก่อนจึงจะได้รับเอกสารนั้นอันเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ต้องการไปใช้ประโยชน์ในการรับสินค้าได้ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้และต้องการเอกสารจากโจทก์ไปก่อน จึงมีการทำสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งเป็นสัญญาที่สืบเนื่องกับสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยจำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นแก่โจทก์ในกำหนดเวลาตามสัญญาทรัสต์รีซีทพร้อมดอกเบี้ย และได้รับเอกสารจากโจทก์ไปก่อน ข้อตกลงตามสัญญาเช่นนี้ก็เป็นเรื่องการให้สินเชื่อของโจทก์ซึ่งย่อมมีผลผูกพันให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยภายในกำหนดเวลาตามสัญญาทรัสต์รีซีทนั้นโดยตรง ส่วนที่ตามสัญญาดังกล่าวระบุข้อความทำนองให้โจทก์ยังคงมีสิทธิในสินค้านั้นก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่มีวัตถุประสงค์ให้โจทก์บังคับชำระหนี้ได้โดยสะดวกเท่านั้น สัญญาทรัสต์รีซีทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการให้สินเชื่อของโจทก์และการได้รับชำระหนี้จากการให้สินเชื่อเป็นสำคัญ มิใช่สัญญาซึ่งโจทก์มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนนำสินค้าออกไปจำหน่ายแทนโจทก์อันจะมีผลให้สัญญาทรัสต์รีซีทระงับไป แล้วผูกพันกันตามสัญญาตัวการตัวแทนดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์มาแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้องของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกประการหนึ่งว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำฟ้องเฉพาะในส่วนดอกเบี้ยที่ค้างชำระขาดอายุความเพียงใดหรือไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ และตามคำให้การดังกล่าวก็ระบุถึงวันเริ่มนับอายุความถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ แสดงให้เห็นว่า เป็นคำให้การประสงค์จะยกอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยของต้นเงินที่เป็นหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ นั่นเอง ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้ว เห็นว่า ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ อันเป็นสัญญาที่ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำฟ้องมีกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาย่อมถือว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้นั้นคือ วันที่ 17 มิถุนายน 2536 และ 19 สิงหาคม 2536 ตามลำดับ อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2544 โดยเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวตลอดมา ซึ่งเกินกว่า 5 ปี ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเฉพาะส่วนเกินกว่า 5 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) โจทก์จึงเรียกร้องดอกเบี้ยตามคำฟ้องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เฉพาะส่วนที่นับถึงวันฟ้องไม่เกิน 5 ปี เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันที่ตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นกรณีความรับผิดของจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันที่ตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นกรณีการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ด้วย

อนึ่ง ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า ตามสัญญาทรัสต์รีซีทระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 16 ต่อปี ซึ่งตรงกับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับสินเชื่อทั่วไปตามประกาศของธนาคารโจทก์ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2536 ที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญานั้น และตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวไม่มีข้อสัญญาให้คิดดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดหรือคิดดอกเบี้ยในอัตราสินเชื่อผิดนัดซึ่งมีอัตราสูงขึ้นกว่าอัตราสินเชื่อทั่วไปแต่อย่างใด แต่โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยจากหนี้ต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดตลอดมา เป็นการคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องซึ่งทำให้จำเลยทั้งสามต้องชำระหนี้เกินกว่าจำนวนหนี้ที่ต้องชำระจริงอันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขถูกต้องได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 316,609.38 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 กันยายน 2544) ย้อนหลังไป 5 ปี และถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์ที่ใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลาทั้งก่อนวันฟ้องและที่ประกาศหลังวันฟ้อง แต่อัตราดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องต้องไม่เกินร้อยละ 16 ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปต้องไม่เกินร้อยละ 14 ต่อปี ตามคำฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทนานชัยอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3978/2548
#113330
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยมีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าระงับหรือละเว้นการปลอมสินค้าหรือปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ด้วย ซึ่งคำขอในส่วนนี้หมายถึงการระงับหรือละเว้นการกระทำดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไป กรณีจึงเป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้เกิดมีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งห้าดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 55 จึงเป็นคำขอบังคับที่ไม่อาจพิพากษาบังคับจำเลยทั้งห้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผลิตและขายสินค้าเลียนสินค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้แล้ว และปลอมเครื่องหมายการค้าตามฟ้องของโจทก์เพื่อใช้กับสินค้าที่จำเลยที่ 1 ผลิตขึ้น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชำระเงินจำนวน 10,636,040.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งห้าระงับหรือละเว้นการปลอมสินค้าหรือปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินจำนวน 610,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าระงับหรือละเว้นการปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในทุนทรัพย์ตามที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า? ตามคำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าระงับหรือละเว้นการปลอมสินค้าหรือปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งหมายถึงการระงับหรือละเว้นกระทำการดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไปนั้น เป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้เกิดมีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งห้าดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 55 จึงเป็นคำขอบังคับที่ไม่อาจพิพากษาบังคับจำเลยทั้งห้าได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับจำเลยทั้งห้าตามคำขอนี้จึงมิชอบ และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าระงับหรือละเว้นการปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จอสต์ - แวร์เคอ จีเอ็มบีเอช แอนด์ โก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกใจแสงยนต์อุตสาหกรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3978/2548
#271070
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยมีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าระงับหรือละเว้นการปลอมสินค้าหรือปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ด้วย ซึ่งคำขอในส่วนนี้หมายถึงการระงับหรือละเว้นการกระทำดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไป กรณีจึงเป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้เกิดมีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งห้าดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 55 จึงเป็นคำขอบังคับที่ไม่อาจพิพากษาบังคับจำเลยทั้งห้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินจำนวน 10,636,040.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งห้าระงับหรือละเว้นการปลอมสินค้าหรือปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินจำนวน 610,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้อวันที่ 20 มีนาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งห้าระงับหรือละเว้นการปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในทุนทรัพย์ตามที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำความผิดอาญาฐานร่วมกันปลอมและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าตามฟ้องของโจทก์ อันเป็นการร่วมกันละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยที่ 5 เป็นกรรมการและมีอำนาจกระทำการแทนของจำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการฝ่ายส่งออกของจำเลยที่ 1 และเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 โดยพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานของจำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าประการแรกว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ. 4 ระบุว่า จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมการ ซึ่งกรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญกระทำการผูกพันจำเลยที่ 4 ได้ และตามคำให้การของจำเลยทั้งห้า ฉบับลงวันที่ 12 เมษายน 2544 ข้อ 5 ระบุว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 4 จริง แต่ก็ไม่ได้เข้าจัดการกิจการค้าของจำเลยที่ 4 กิจการค้าของจำเลยที่ 4 อยู่ภายใต้การจัดการของจำเลยที่ 5 แต่เพียงผู้เดียว เท่ากับจำเลยทั้งห้ารับอยู่ว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้แทนในการดำเนินกิจการค้าของจำเลยที่ 4 แต่ผู้เดียว ซึ่งการที่จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลย่อมไม่อาจแสดงเจตนาและกระทำการเองได้ จำเป็นต้องแสดงเจตนาและกระทำการโดยผู้แทนของตน ถือว่าจำเลยที่ 5 มีส่วนรู้เห็นในการดำเนินการและตัดสินใจของจำเลยที่ 4 ด้วย เมื่อรับฟังประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้จัดการฝ่ายส่งออกของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยทั้งห้านำสืบรับว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดอาญา กับจำเลยทั้งห้ามีความผูกพันกันอยู่เช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมามีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 มีส่วนรู้เห็นในการกระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าตามฟ้องจริง ข้อนำสืบของฝ่ายจำเลยที่ว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้ละเมิดในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยที่ 5 จึงไม่เกี่ยวข้องด้วยนั้น ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ นอกจากนี้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าที่ว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันก็ดี การอ้างความสัมพันธ์ในครอบครัวเพื่อสรุปว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดด้วยไม่ถูกต้องก็ดี หรือที่ตั้งของจำเลยที่ 1 และที่ 4 แม้จะอยู่ในบริเวณเดียวกันแต่ก็ต้องใช้เวลาเดินถึง 5 นาทีก็ดี ไม่อาจรับฟังหักล้างเช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าตามฟ้องด้วยนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งห้าประการต่อมามีว่าจำเลยทั้งห้าต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า สำหรับค่าเสียหายรายการค่าจ้างทนายความในการติดตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่าง ๆ นั้น โจทก์มีนายณัฐวุฒิ พลภักดี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ค่าเสียหายของโจทก์ในส่วนนี้รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12,566 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยจำนวน 552,152.68 บาท ปรากฏตามสำเนาใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ. 28 ซึ่งโจทก์ได้โอนชำระให้แก่สำนักงานทนายความเอพีเอแล้ว ปรากฏตามสำเนารายการตามสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ของสำนักงานทนายความเอ พี เอ ใบเสร็จรับเงินและใบเสร็จชำระค่าภาษีอากรออกให้โดยสรรพากรเขตปทุมวัน เอกสารหมาย จ. 29 ถึง จ. 31 ตามลำดับ แม้พยานจะได้เบิกความถึงรายละเอียดของค่าใช้จ่ายดังกล่าวว่าเป็นการใช้คนเฝ้าดูบริเวณสำนักงานของฝ่ายจำเลยและบุคคลอื่น ค่ารถในการดำเนินการค่าตอบแทนตำรวจสำหรับเข้าจับกุม ค่าดำเนินการของทนายความและเสมียนทนายความ ค่าตรวจสอบเอกสาร ค่าแปลเอกสาร การนำพยานไปให้พนักงานสอบสวนการรับพนักงานสอบสวนไปสอบสวนที่ต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมเอกสารค่าถ่ายเอกสาร รวมทั้งค่าพาหนะที่จะต้องดำเนินการทุกขั้นตอน แต่เห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่กล่าวมาข้างต้นไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนแยกในแต่ละรายการ บางรายการก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่พึงต้องจ่ายดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยมาแล้ว และบางรายการมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ เช่น ค่าพาหนะกับการนำพยานไปให้พนักงานสอบสวนและการรับพนักงานสอบสวนไปสอบสวน เป็นต้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์ยังไม่อาจนำสืบพิสูจน์ได้ชัดเจนว่า จำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายไปนั้นเป็นค่าสินไหมทดแทนอันจะพึงได้ใช้ทดแทนต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง หรือไม่ อย่างไรก็ดีจำเลยทั้งห้าไม่ได้โต้แย้งว่าโจทก์มีความเสียหายในส่วนนี้จริงหรือไม่ เพียงโต้แย้งว่าค่าเสียหายในส่วนนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดมานั้นสูงเกินไป ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิจารณาและใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เหมาะสมดีแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งห้าในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

สำหรับค่าเสียหายในเรื่องค่าลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ซึ่งโจทก์ได้เรียกมาเป็นเงินจำนวน 83,888 บาท ปรากฏตามประกาศโฆษณาและใบเสร็จรับเงินรวม 3 ชุด เอกสารหมาย จ. 32 ถึง จ. 37 นั้น เห็นว่า นายณัฐวุฒิเบิกความประกอบประกาศโฆษณาดังกล่าวว่า โฆษณาจะมีรายการสินค้าของโจทก์ 5 รายการ เป็นสินค้าที่มีการปลอมในคดีนี้ 1 รายการ เท่ากับว่าการประกาศโฆษณาสินค้าดังกล่าวของโจทก์เป็นไปเพื่อประโยชน์ในกิจการค้าของโจทก์ด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการโฆษณานับเป็นค่าใช้จ่ายตามปกติของการทำการค้า ทั้งไม่ได้มีผลโดยตรงจากการกระทำความผิดครั้งนี้ทั้งหมด ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกำหนดค่าเสียหายบางส่วนให้แก่โจทก์จึงเหมาะสมดีแล้ว ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอค่าเสียหายในส่วนนี้ทั้งหมด และอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าที่ว่าไม่ต้องรับผิดทั้งหมดแล้วฟังไม่ขึ้น

ค่าเสียหายรายการสุดท้ายได้แก่ ค่าเสียชื่อเสียงเกียรติคุณของสินค้าโจทก์เห็นว่า การที่จำเลยทั้งห้าผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพต่ำโดยใช้เครื่องหมายการค้าตามฟ้องของโจทก์ปลอม ย่อมทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณแก่สินค้าของโจทก์ และมีผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าของโจทก์ในประเทศไทย แต่โจทก์ไม่อาจนำสืบให้ปรากฏถึงความเสียหายในส่วนนี้ คงเป็นเรื่องที่โจทก์กำหนดจำนวนค่าเสียหายโดยปราศจากหลักฐานมาสนับสนุน ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์บางส่วนจึงเหมาะสมดีแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอค่าเสียหายจำนวน 4,673,959.32 บาท และอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าที่ว่าไม่ต้องรับผิดทั้งหมดฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าระงับหรือละเว้นการปลอมสินค้าหรือปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งหมายถึงการระงับหรือละเว้นกระทำการดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไปนั้น เป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้เกิดมีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งห้าดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 จึงเป็นคำขอบังคับที่ไม่อาจพิพากษาบังคับจำเลยทั้งห้าได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับจำเลยทั้งห้าตามคำขอนี้จึงมิชอบ และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าระงับหรือละเว้นการปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด
จอสต์ - แวร์เคอ
จีเอ็มบีเอช แอนด์ โก
ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอก
จำเลย — ใจแสงยนต์อุตสาหกรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3975/2548
#266526
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 โดยการเสนอให้เช่าและให้เช่าวิดีโอเทปภาพยนตร์ซึ่งเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แต่ทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า วิดีโอเทปภาพยนตร์ของกลางเป็นวิดีโอเทปภาพยนตร์มีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และมีสติกเกอร์ที่มีตราประทับของเจ้าพนักงานกับข้อความว่า "อนุญาตแล้ว" ปรากฏอยู่ ไม่ใช่วิดีโอเทปภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องและเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบ และเมื่อไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องแล้วก็ย่อมไม่อาจพิพากษาให้ริบของกลาง รวมทั้งให้วิดีโอเทปของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 8, 15, 31, 61, 66, 70, 75 76 ป.อ. มาตรา 33 สั่งให้วิดีโอเทปภาพยนตร์ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบเอกสารให้เช่าวิดีโอเทปภาพยนตร์ของกลาง กับจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 และ 30 ให้วิดีโอเทปภาพยนตร์ของกลางจำนวน 3 ม้วน ตกเป็นของผู้เสียหายแต่ละคน ริบเอกสารการให้เช่าวิดีโอเทปภาพยนตร์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 75 และให้จ่ายค่าปรับที่ชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายทั้งสองส่วนแห่งความเสียหาย ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองว่า "...จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของร้านวีดีโอ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินกิจการได้ร่วมกันประกอบธุรกิจการค้าในการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ในตลับเทปบันทึกภาพและเสียง (วีดีโอเทป) เรื่อง "ปล้นรักหักด่านเอฟบีไอ" จำนวน 1 ม้วน เรื่อง "ทหารจิ๋วไฮเทคโตคับโลก" จำนวน 1 ม้วน และเรื่อง "คู่เจรจาฟอกนรก" จำนวน 1 ม้วน ซึ่งเป็นงานที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แล้วออกโฆษณาในร้านของจำเลย รวมทั้งเสนอขาย เสนอให้เช่า ให้เช่าแก่ประชาชนทั่วไปที่เข้ามาในร้านดังกล่าวนั้น ทั้งนี้ จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่างานดังกล่าวนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น..." จึงเป็นเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 โดยการเสนอให้เช่าและให้เช่าวิดีโอเทปภาพยนตร์ซึ่งเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แต่ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังเป็นยุติได้ว่า วิดีโอเทปภาพยนตร์ของกลาง เป็นวิดีโอเทปภาพยนตร์มีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และมีสติกเกอร์ที่มีตราประทับของเจ้าพนักงานกับข้อความว่า "อนุญาตแล้ว" ปรากฏอยู่ ไม่ใช่วิดีโอเทปภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง และเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญเช่นนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องพิพากษายกฟ้องคดีนี้เสียตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง จึงเป็นการไม่ชอบ และเมื่อไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 2 ในความผิดที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง ทั้งของกลางมิได้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์จึงไม่อาจพิพากษาให้ริบของกลางที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และคำขอให้ริบของกลางรวมทั้งคำขอที่ให้ของกลางตกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง ม. 75
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นางสาวเกศราพร ประยูรหาญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายพิธี อุปปาติก
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3971/2548
#113212
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้รถแบ๊กโฮขุดตักดินในที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นการทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทรายในบริเวณที่รัฐมนตรีประกาศหวงห้ามในราชกิจจานุเบกษา ต่อมาจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นประธาน สภาตำบลได้จัดทำบันทึกการประชุมสภาตำบลอันเป็นเท็จว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการขุด ตักดินได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 มิใช่เป็นการเตรียมทำเอกสารไว้ก่อนมีการขุดตักดินในที่สาธารณประโยชน์หรือ นำไปใช้อ้างอิงในการขุดตักดินดังกล่าว อันจะเป็นการแสดงเจตนาในการมีส่วนร่วมเข้าไปขุดตักดินในที่ สาธารณประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 3 ไม่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิด กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2) ประกอบมาตรา 108 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2343/2543 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยทั้งสามในสำนวนคดีนี้เช่นเดิม และให้เรียกจำเลยที่ 1 (เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในสำนวนนี้) และจำเลยที่ 2 ในสำนวนดังกล่าวว่าจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ความผิดต่อ ป. ที่ดิน และคดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 เฉพาะคดีนี้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดต่อ ป. ที่ดินด้วยหรือไม่

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ป.อ. มาตรา 83

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2), 108 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83 จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) (4), 83 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานทำลายและทำให้เสื่อมสภาพซึ่งที่ดิน สาธารณประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี ฐานรับรองเอกสารเป็นหลักฐานอันเป็นเท็จจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2), 108 ทวิ วรรคสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาเฉพาะคดีนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีชาวบ้านมาร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายว่า มีผู้ลักลอบขุดดินในป่าช้าบ้านว่าน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย จึงสั่งการให้นายอำเภอท่าบ่อตรวจสอบข้อเท็จจริง นายอำเภอท่าบ่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่า สภาตำบล บ้านว่านซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นประธานสภาตำบลโดยตำแหน่งได้มีการประชุมครั้งที่ 10/2538 และมีข้อความใน สมุดบันทึกการประชุมว่า ให้ขุดสระน้ำขนาดกว้าง 100 เมตร ยาว 120 เมตร ลึก 3 เมตร ในบริเวณที่ป่าช้าดังกล่าว โดยขอรับการสนับสนุนเครื่องจักรกลของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทางจังหวัดหนองคายพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงให้นายอำเภอท่าบ่อดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกเข้าไปขุดดินที่เกิดเหตุ นายอำเภอท่าบ่อมอบอำนาจให้นายสิทธิพร ปลัดอำเภอท่าบ่อร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกเข้าไปขุดตักดิน หิน กรวด และทรายในที่ดินดังกล่าว ตาม ป. ที่ดิน ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2) ประกอบมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่ายกฟ้องจำเลยที่ 3 คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันทำบันทึกการประชุมสภาตำบลบ้านว่าน ครั้งที่ 10/2538 มีข้อความว่า จำเลยที่ 3 ในฐานะประธานสภาตำบลบ้านว่านแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าเห็นควรขุดสระบริเวณที่ดินสาธารณะประโยชน์ข้างโรงเรียนบ้านว่าน ทางทิศเหนือ โดยจะขอเครื่องจักรกลจากจำเลยที่ 1 สมาชิกสภาจังหวัด รับปากจะมาทำการขุดให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด จึงขอให้ที่ประชุมได้พิจารณาว่าจะเห็นชอบให้ดำเนินการขุดหรือไม่ ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นชอบให้ดำเนินการขุดสระได้ ซึ่งเป็นความเท็จ จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งโจทก์ฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1916/2540 หมายเลขแดงที่ 2343/2543 ของศาลชั้นต้น และได้นำมาพิจารณารวมกับคดีนี้ แต่คดีในส่วนดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้นำคดีมาพิจารณาและพิพากษารวมกัน แต่ก็เป็นการกระทำคนละกรรมแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2) ประกอบมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง หรือไม่ จึงต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบของมาตรา 9 (2) ซึ่งองค์ประกอบของมาตรา 9 (2) ต้องประอบด้วยการลงมือกระทำด้วยประการใด ๆ โดยตรง และโดยเจตนาให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่ดิน ที่กรวด หรือที่ทราบในบริเวณที่รัฐมนตรีประกาศ หวงห้ามในราชกิจจานุเบกษาซึ่งในกรณีนี้ก็คือ ป่าช้าบ้านว่านซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ และมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิ ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการขุดดินดังกล่าว ทั้งการขุดดินในป่าช้าบ้านว่านเริ่มกระทำตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2538 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันทำบันทึกการประชุมสภาตำบลบ้านว่านครั้งที่ 10/2538 อันเป็นความเท็จ และเป็นการกระทำต่างกรรมกันดังกล่าวมาแล้ว จึงมิใช่เป็นการเตรียมทำเอกสารไว้ก่อนมีการขุดดินในป่าช้าบ้านว่าน หรือนำไปใช้อ้างอิงในการขุดดินดังกล่าวของจำเลยที่ 3 อันจะเป็นการแสดงเจตนาในการมีส่วนร่วมเข้าไปขุดดินในที่สาธารณประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำดังที่โจทก์ฎีกา จำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2) ประกอบมาตรา 108 ทวิ

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.ที่ดิน ม. 9 (2) ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดท่าบ่อชัชวาลย์ก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3970/2548
#113312
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับ ฮ. เป็นสัญญาขายฝากที่มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การทำสัญญาซื้อขายกันเองเป็นโมฆะ โจทก์ไม่อาจกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ในบ้านที่ซื้อขายกันตามสัญญาขายฝากดังกล่าวได้ ส่วนหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่กรมประชาสงเคราะห์ตกลงยอมให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ มีลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน ซึ่งเป็นบุคคลสิทธิ โจทก์ไม่อาจบังคับผู้อื่นนอกจากคู่สัญญาได้ จำเลยครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทอยู่ก่อนโดยโจทก์ยังมิได้เข้าครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท ถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิตามสัญญาเช่าของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่า อ. ผู้ให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาท มิได้รับโอนสิทธิและได้รับอนุญาตจากกรมประชาสงเคราะห์การครอบครองของ อ. จึงเป็นการครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น การเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์นั้น มิได้เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่วินิจฉัยมาแต่อย่างใด เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับ ฮ. เป็นสัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอย่างหนึ่ง จึงต้องทำตามแบบตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมตกเป็นโมฆะ

ขณะที่ ฮ. โอนสิทธิในบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และกรมประชาสงเคราะห์ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านดังกล่าว โจทก์ไม่อาจเข้าครอบครองทำประโยชน์ได้เนื่องจากจำเลยครอบครองอยู่ แสดงว่าโจทก์ไม่เคยเข้าไปยึดถือครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทเลย โจทก์ย่อมไม่ได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 การที่จำเลยยังคงครอบครองและทำประโยชน์อยู่ในบ้านและที่ดินอยู่นั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ห้ามมิให้เข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทในนิคมสร้างตนเองธารโต จังหวัดยะลา อยู่ในความครอบครองดูแลของกรมประชาสงเคราะห์ และได้จัดสรรให้ราษฎรเข้าไปจับจองใช้ประโยชน์ ซึ่งแต่เดิมนางฮามีด๊ะ เป็นผู้ได้รับจัดสรรและใช้ประโยชน์ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 68 บนที่ดินพิพาทและได้ให้จำเลยครอบครองเปิดร้านขายอาหาร ต่อมานางฮามีด๊ะได้โอนบ้านดังกล่าวพร้อมสิทธิในที่ดินให้แก่โจทก์ และกรมประชาสงเคราะห์ได้ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 68 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว แต่โจทก์ไม่อาจเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากจำเลยยังคงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ และศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับนางฮามีด๊ะเป็นสัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การทำสัญญาซื้อขายกันเอง จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่อาจกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ในบ้านที่ซื้อขายกันตามสัญญาขายฝากดังกล่าวได้ ส่วนหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่กรมประชาสงเคราะห์ตกลงยอมให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ มีลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเพียงบุคคลสิทธิ อันเป็นสิทธิเหนือบุคคลผู้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น โจทก์ไม่อาจบังคับบุคคลอื่นนอกจากคู่สัญญาได้ เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทตามฟ้องอยู่ก่อน โดยโจทก์ยังมิได้เข้าครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทตามสัญญาเช่า จึงยังไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาท ถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิตามสัญญาเช่าของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่า นายอูมา ผู้ให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมิได้รับโอนสิทธิและได้รับอนุญาตจากกรมประชาสงเคราะห์ การครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของนายอูมา จึงเป็นการครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้นการเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์นั้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้นเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในแนวเขตนิคมสร้างตนเอง กรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งเป็นที่ดินของทางราชการ การทำสัญญาซื้อขายบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว จึงไม่ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เพียงแต่ส่งมอบการครอบครองและได้ปฏิบัติมาตามระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่ทางราชการได้กำหนดก็เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและถือว่าผู้นั้นมีสิทธิแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติจากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับนางฮามีด๊ะเป็นสัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอย่างหนึ่ง จึงต้องอยู่ภายในบังคับแห่งแบบของสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมตกเป็นโมฆะ อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดบัญญัติว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินของทางราชการ ได้รับยกเว้นไม่ต้องทำตามแบบของมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้นด้วย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาประการต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทแล้วนั้น เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 1367 บัญญัติถึงหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งสิทธิครอบครองว่า บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังและโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้เถียงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะที่นางฮามีด๊ะโอนสิทธิในบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และกรมประชาสงเคราะห์ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านดังกล่าว โจทก์ไม่อาจเข้าครอบครองทำประโยชน์ได้ เนื่องจากจำเลยครอบครองอยู่ แสดงว่าโจทก์เพียงแต่ได้รับโอนสิทธิจากผู้ได้รับสิทธิจากกรมประชาสงเคราะห์เท่านั้น แต่โจทก์ยังไม่เคยเข้าไปยึดถือครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทเลย โจทก์ย่อมยังไม่ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในบ้านและที่ดินพิพาทตามมาตรา 1367 ดังกล่าวข้างต้น ข้อกล่าวอ้างตามฎีกาของโจทก์แม้จะรับฟังได้ว่ากรมประชาสงเคราะห์ได้ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์เข้าใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินดังกล่าวถูกต้องตามระเบียบราชการแล้วก็ตาม ก็มีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทแล้วเท่านั้น แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ โจทก์ย่อมยังไม่ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในบ้านและที่ดินพิพาทตามฟ้อง การที่จำเลยยังคงครอบครองและทำประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทอยู่นั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิดังกล่าวของโจทก์ อันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 1367
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแวดีเยาะ ยานยา
จำเลย — นายยาการียา สะอิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายพัฐวิศ สังข์วรษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3970/2548
#271728
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทอยู่ในนิคมสร้างตนเองและอยู่ในความดูแลครอบครองของกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งได้จัดสรรให้ ฮ. ใช้ประโยชน์ ฮ.ได้ปลูกบ้านพิพาทและให้จำเลยครอบครองเปิดเป็นร้านอาหาร ต่อมา ฮ. ทำสัญญาขายฝากบ้านพิพาทพร้อมสิทธิในที่ดินแก่โจทก์ ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอย่างหนึ่ง แม้อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจะปลูกสร้างบนที่ดินของทางราชการก็ตาม การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่งเช่นกัน แต่เมื่อสัญญาระหว่าง ฮ. กับโจทก์เป็นการซื้อขายกันเองจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทได้ และแม้กรมประชาสงเคราะห์จะทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทในลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ก็ตาม ก็เป็นเพียงบุคคลสิทธิ โจทก์ก็ไม่อาจบังคับบุคคลอื่นนอกจากคู่สัญญาได้ เมื่อจำเลยยังคงครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทและโจทก์ยังไม่อาจเข้าครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมยังไม่ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในบ้านและที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 การที่จำเลยยังคงครอบครองและทำประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาท จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินจากกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เมื่อประมาณกลางปี 2541 จำเลยได้เข้าอาศัยอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยไม่ได้ทำสัญญากับโจทก์หรือกรมประชาสงเคราะห์ ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ห้ามมิให้เข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า บ้านพร้อมที่ดินตามฟ้องไม่ใช่ของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ที่ดินในนิคมสร้างตนเองธารโต อำเภอธารโต จังหวัดยะลา อยู่ในความครอบครองดูแลของกรมประชาสงเคราะห์ และได้จัดสรรให้ราษฎรเข้าไปจับจองใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทตามฟ้องเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในนิคมสร้างตนเองธารโตดังกล่าว ซึ่งแต่เดิมนางฮามิด๊ะ รานิง เป็นผู้ได้รับจัดสรรและใช้ประโยชน์ นางฮามีด๊ะได้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 68 บนที่ดินพิพาทและได้ให้จำเลยครอบครองเปิดเป็นร้านขายอาหาร ต่อมานางฮามีด๊ะได้โอนบ้านด้งกล่าวพร้อมสิทธิในที่ดินให้แก่โจทก์และกรมประชาสงเคราะห์ได้ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 68 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว แต่โจทก์ไม่อาจเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากจำเลยยังคงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ และศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับนางฮามีด๊ะเป็นสัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การทำสัญญาซื้อขายกันเองจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่อาจกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ในบ้านที่ซื้อขายกันตามสัญญาขายฝากดังกล่าวได้ ส่วนหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่กรมประชาสงเคราะห์ตกลงยอมให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ มีลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สินซึ่งเป็นเพียงบุคคลสิทธิอันเป็นสิทธิเหนือบุคคลผู้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น โจทก์ไม่อาจบังคับบุคคลอื่นนอกจากคู่สัญญาได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทตามฟ้องอยู่ก่อน โดยโจทก์ยังมิได้เข้าครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทตามสัญญาเช่าที่ทำกับกรมประชาสงเคราะห์ โจทก์จึงยังไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาท และถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิตามสัญญาเช่าของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่า นายอูมา แวอูเซ็ง ผู้ให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมิได้รับโอนสิทธิและได้รับอนุญาตจากกรมประชาสงเคราะห์ การครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของนายอูมาจึงเป็นการครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น การเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์นั้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้น เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในแนวเขตนิคมสร้างตนเอง กรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งเป็นที่ดินของทางราชการ การทำสัญญาซื้อขายบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวจึงไม่จำต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่ส่งมอบการครอบครองและได้ปฏิบัติมาตามระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่ทางราชการได้กำหนดก็เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและถือว่าผู้นั้นมีสิทธิแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติจากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับนางฮามิด๊ะเป็นสัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขายอย่างหนึ่ง จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งแบบของสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะ อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดบัญญัติว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินของทางราชการ ได้รับยกเว้นไม่ต้องทำตามแบบของมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้นด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาประการต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว โดยอ้างคำเบิกความของนางสาวเพ็ญรุ่ง สุขอนันต์ เจ้าหน้าที่ประชาสงเคราะห์ ที่เบิกความว่า โจทก์ได้โอนสิทธิ (ที่ถูกรับโอนสิทธิ) มาจากผู้ได้รับอนุญาตจากนิคมสร้างตนเอง นางฮามีด๊ะผู้ได้รับสิทธิจากนิคมจะต้องทำสัญญาโดยผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาซึ่งได้รับมอบอำนาจจากกรมประชาสงเคราะห์เป็นคู่สัญญาและนายอำนวย รองเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้ลงนามในฐานะตัวแทนของกรมประชาสงเคราะห์ กับเบิกความอีกตอนหนึ่งว่าผู้ที่จะอ้างสิทธิในที่ดินของนิคมจะต้องเป็นผู้ได้รับสัญญาจากนิคมโดยถูกต้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 บัญญัติถึงหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งสิทธิครอบครองว่า บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังและโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า ขณะที่นางฮามีด๊ะโอนสิทธิในบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และกรมประชาสงเคราะห์ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านดังกล่าว โจทก์ไม่อาจเข้าครอบครองทำประโยชน์ได้ เนื่องจากจำเลยครอบครองเปิดเป็นร้านขายอาหารอยู่ แสดงว่าโจทก์เพียงแต่ได้รับโอนสิทธิจากผู้ได้รับสิทธิจากกรมประชาสงเคราะห์เท่านั้น แต่โจทก์ยังไม่เคยเข้าไปยึดถือครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทเลย โจทก์ย่อมยังไม่ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในบ้านและที่ดินพิพาทตามมาตรา 1367 ดังกล่าวข้างต้น ข้อกล่าวอ้างตามฎีกาของโจทก์แม้จะรับฟังได้ว่ากรมประชาสงเคราะห์ได้ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์เข้าใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินดังกล่าวถูกต้องตามระเบียบราชการแล้วก็ตาม ก็มีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทแล้วเท่านั้น แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ โจทก์ย่อมยังไม่ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในบ้านและที่ดินพิพาทตามฟ้อง การที่จำเลยยังคงครอบครองและทำประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทอยู่นั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิดังกล่าวของโจทก์ อันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1367
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแวดีเยาะ ยานยา
จำเลย — นายยาการียา สะอิ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3964/2548
#113329
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับจากวันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองเข้าปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 แต่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มิใช่ที่ดินมือเปล่าที่มีแต่สิทธิครอบครอง จึงไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 1375 มาใช้บังคับได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไม่อาจทำให้จำเลยทั้งสองชนะคดีได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 9 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 7735 ตำบลบางปู (ท้ายบ้าน) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 6,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปลูกบ้านอยู่บนที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย โจทก์ไม่เคยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนบ้านและขนย้ายออกจากที่ดิน คดีขาดอายุความฟ้องขับไล่แล้ว ที่ดินพิพาทหากจะให้เช่าก็ไม่เกินเดือนละ 50 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินว่างเปล่าไม่มีผู้ใดมีกรรมสิทธิ์เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์ได้กรรมสิทธิ์มาในภายหลังจึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวตามกฎหมาย คดีขาดอายุความฟ้องขับไล่แล้ว ที่ดินของโจทก์หากจะให้เช่าก็ไม่เกินเดือนละ 50 บาท ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ก่อนชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ไม่อาจบังคับได้ เพราะแม้จำเลยที่ 2 จะชนะคดีโดยฟังว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้สิทธิมา โจทก์ก็ไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยทั้งสองปลูกบ้านและอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์จริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนบ้านไม่มีเลขที่หมู่ที่ 9 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7735 ตำบลบางปู (ท้ายบ้าน) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 3,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 เกินกว่า 1 ปี นับจากวันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองเข้าปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนด ที่ดินซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มิใช่ที่ดินมือเปล่าที่มีแต่สิทธิครอบครอง จึงไม่อาจนำมาตรา 1375 มาใช้บังคับได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไม่อาจทำให้จำเลยทั้งสองชนะคดีได้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสมุทรนคร จำกัด
จำเลย — นางสุกัญญา สุดสวาท กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายจุฬา อินจิว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายมนูญ เฉลิมช่วง
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2548
#271693
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยตกลงรับขนสินค้าและเป็นผู้ออกใบตราส่งให้แก่บริษัท บ. ใบจองระวางเรือก็ปรากฏว่าเป็นแบบฟอร์มที่จำเลยจัดเตรียมให้แก่ผู้ส่ง โดยข้อตกลงในเรื่องการชำระค่าระวางที่กำหนดไว้ในใบตราส่งระบุว่า Freight prepaid แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้รับบำเหน็จค่าระวางเรืออันเนื่องมาจากการขนส่งสินค้านี้แล้ว นอกจากนี้จำเลยยังเป็นนิติบุคคลอันมีวัตถุประสงค์คือประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในการที่จำเลยทำสัญญากับบริษัท บ. จำเลยก็ไม่ได้มีการแจ้งหรือสำแดงไว้แต่ประการใดว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งรายใด ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่ง ตามคำนิยามคำว่า "ผู้ขนส่ง" ในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยรวมทั้งการประกันภัยทางทะเล จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเลเพื่อบำเหน็จทางการค้า บริษัทเบญจพืช จำกัด ขายข้าวให้แก่บริษัทพีที. มูซินโด การิมัน จำกัด ผู้ซื้อ ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยผู้ขายได้ติดต่อขอเอาประกันภัยสินค้าที่ขายให้แก่ผู้ซื้อรายดังกล่าวกับโจทก์โดยได้ขอเอาประกันภัยสินค้าสำหรับการเสียหายหรือสูญหายอันจะเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งตั้งแต่ต้นทางจากประเทศไทยไปจนถึงโกดังของผู้ซื้อที่ประเทศอินโดนีเซีย จำเลยตกลงรับขนส่งจากประเทศไทยไปส่งให้แก่ผู้รับตราส่งตามที่ได้รับว่าจ้างจากผู้ขาย เมื่อเรือเดินทางไปถึงเมืองท่าปลายทางและผู้รับตราส่งได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายพร้อมกับได้รับโอนใบตราส่งและสิทธิต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสินค้าและตามสัญญาประกันภัยมาเป็นของผู้รับตราส่ง จำเลยได้เริ่มทำการขนถ่ายสินค้าเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่ง แต่ปรากฏว่าสินค้าซึ่งเป็นข้าวขาวที่จำเลยได้ส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งเปียกน้ำเสียหายและสูญหายไปบางส่วน ผู้รับตราส่งได้เรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับสินค้าข้าวที่เปียกน้ำเสียหายและที่สูญหายแต่จำเลยเพิกเฉย ผู้รับตราส่งจึงได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ โจทก์เห็นว่าความเสียหายของสินค้าข้าวและการสูญหายของสินค้าข้าวอยู่ในความดูแลของจำเลยซึ่งถือว่าอยู่ในระหว่างการขนส่งของจำเลย และเกิดขึ้นก่อนที่ผู้รับตราส่งจะได้รับมอบสินค้าจากจำเลย อยู่ภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์จึงได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่ง และโจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากผู้รับตราส่งเพื่อเรียกร้องเอากับจำเลยในฐานะเป็นผู้ขนส่ง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 4,670.10 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,670.10 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางทะเลแต่จำเลยเป็นตัวแทนเจ้าของเรือ จำเลยมีหน้าที่ออกใบตราส่งในฐานะตัวแทนเจ้าของเรือให้ผู้ส่งสินค้าเพื่อนำไปมอบให้ผู้รับตราส่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,670.10 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บริษัทเบญจพืช จำกัด ได้ติดต่อให้จำเลยรับขนสินค้า จำเลยตกลงและเป็นผู้ออกใบตราส่ง เมื่อตรวจดูใบจองระวางเรือก็ปรากฏว่าเป็นเอกสารแบบฟอร์มของจำเลยที่จัดเตรียมให้ ซึ่งหากจำเลยไม่ใช่ผู้ขนส่ง เอกสารใบตราจองเรือก็น่าจะเป็นแบบฟอร์มของผู้ขนส่งที่ระบุว่าผู้ใดจะเป็นผู้ขนส่งสินค้ารายนี้ และเมื่อพิเคราะห์ต่อไปถึงข้อตกลงในเรื่องการชำระค่าระวางที่กำหนดไว้ในใบตราส่งว่า Frieght prepaid หมายความว่า เจ้าของเรือได้รับชำระเงินค่าระวางก่อนที่จะมีการออกใบตราส่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งโดยได้รับบำเหน็จค่าระวางเรืออันเนื่องมาจากการขนส่งสินค้าในคดีนี้แล้ว จำเลยเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์คือประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ในการที่จำเลยทำสัญญากับบริษัทเบญจพืช จำกัด จำเลยก็ไม่ได้มีการแจ้งหรือสำแดงไว้แต่ประการใดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งรายใดเอกสารที่ใช้ประกอบการขนส่งสินค้ารวมทั้งใบตราส่งเป็นเอกสารที่จำเลยเป็นผู้ออกโดยเฉพาะในใบตราส่งก็ไม่ปรากฏว่ามีการระบุชื่อผู้ขนส่งอื่นใดซึ่งมิใช่จำเลย ดังนั้น เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการขนส่งจำเลยจะนำสืบเพียงลอย ๆ ว่าจำเลยเป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่ง โดยไม่สามารถนำสืบถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการกับบริษัทเบญจพืช จำกัด ได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าของบริษัทเบญจพืช จำกัด ในคดีนี้ตามคำนิยาม คำว่า "ผู้ขนส่ง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีจียู ประกันภัย (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทแสงเกียรติ อินเตอร์เนชั่นแนล ไลนซ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3953/2548
#271918
เปิดฉบับเต็ม

การที่ จ. ลงนามในสัญญาจ้างแรงงานในฐานะรองกรรมการผู้จัดการของบริษัทลูกหนี้ แม้จะไม่มีอำนาจกระทำแทนบริษัท แต่เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้ได้ยอมรับเอาผลงานที่เจ้าหนี้ทำให้และลูกหนี้ได้จ่ายค่าจ้างนับแต่เจ้าหนี้เริ่มทำงานตลอดมาจนเลิกจ้าง เป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน โดยไม่ได้โต้แย้งถือว่าลูกหนี้ตัวการได้ให้สัตยาบันยอมรับโดยปริยายว่าเจ้าหนี้เป็นลูกจ้างของลูกหนี้แล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 ลูกหนี้จะต้องผูกพันและรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงาน

สัญญาจ้างไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนทั้งลูกหนี้เลิกจ้างเจ้าหนี้ก่อนครบกำหนดสัญญา ซึ่งในการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาจ้างไว้ เมื่อการบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ระบุเหตุผลในการบอกเลิกการจ้าง ถือได้ว่าลูกหนี้ไม่ติดใจหยิบยกสาเหตุใด ๆ มาเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้าง เมื่อเจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ ลูกหนี้จะยกเหตุว่าเจ้าหนี้ได้ละทิ้งงานโดยไม่มีการลาเป็นลายลักษณ์อักษรและเจ้าหนี้ได้ร่วมกับบุคคลอื่นกระทำการฉ้อฉลกับกระทำการโดยทุจริตอันเป็นเหตุให้ลูกหนี้เสียหาย มาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายไม่ได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัท ม. เป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้เกี่ยวกับค่าจ้างส่วนที่เหลือตามสัญญาจ้างแรงงาน ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินจำนวน 17,922,452.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 15,862,500 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอรับชำระหนี้

ผู้ทำแผนคนใหม่ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งแก้คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นจำนวน 15,187,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 หาได้บัญญัติว่าสัญญาจ้างแรงงานจะต้องทำเป็นหนังสือประการใดไม่เพียงแต่ตกลงจ้างและตกลงให้สินจ้างกัน สัญญาจ้างแรงงานย่อมเกิดแล้ว ดังนั้น การที่นายจอห์นลงนามในสัญญาจ้างแรงงานในฐานะรองกรรมการผู้จัดการแม้จะไม่มีอำนาจกระทำแทนบริษัทแต่เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้ได้ยอมรับเอาผลงานที่เจ้าหนี้ทำให้และลูกหนี้ได้จ่ายค่าจ้างนับแต่เจ้าหนี้เริ่มทำงานตลอดมาจนเลิกจ้างเป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน โดยไม่ได้โต้แย้งถือว่าลูกหนี้ตัวการได้ให้สัตยาบันยอมรับโดยปริยายว่าเจ้าหนี้เป็นลูกจ้างของลูกหนี้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 ลูกหนี้จะต้องผูกพันและรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงาน และอัตราค่าจ้างไม่เป็นการเอาเปรียบลูกหนี้ อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนในประการต่อไปว่า ลูกหนี้มีอำนาจเลิกจ้างเจ้าหนี้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าเสียหายใด ๆ หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนซึ่งจะเข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 46 วรรคสาม นั้น จะต้องเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดสัญญาเอาไว้แน่นอนไม่มีการเปลี่ยนแปลงและจะต้องเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นด้วย ประกอบกับกฎหมายเรื่องค่าชดเชยเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนคู่สัญญาไม่อาจตกลงเป็นประการอื่นได้ เมื่อสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ 4 เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงว่า "เฉพาะผู้จัดการทั่วไปหรือผู้จัดการโครงการของ NSM (ลูกหนี้) เท่านั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ก่อนครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ดังกล่าว NSM ตกลงจ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกจ้างสำหรับระยะเวลาการจ้างส่วนที่เหลือ ผู้จัดการทั่วไปหรือผู้จัดการโครงการของ NSM สงวนสิทธิในการบอกเลิกสัญญาได้ทุกเวลาโดยความเห็นของผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์และการวางแผนธุรกิจ หากปรากฏว่าลูกจ้างไม่ได้แสดงความสามารถหรือใช้ความชำนาญทางเทคนิคหรือทางธุรกิจในการปฏิบัติงานนี้ หากลูกจ้างถูกปลดออกจากงานไม่ว่าด้วยเหตุใด NSM จะจ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกจ้างสำหรับระยะเวลาส่วนที่เหลือของปีที่ปลดออกจากงาน ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 90 วัน หากจะมีการเลิกสัญญาหรือหากลูกจ้างจะลาออก NSM จะไม่จ่ายค่าปรับหรือเงินอื่นใดให้แก่ลูกจ้างหากลูกจ้างบอกเลิกสัญญาหรือลาออก" สัญญาจ้างดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน ทั้งลูกหนี้เลิกจ้างเจ้าหนี้ก่อนครบกำหนดสัญญา ซึ่งในการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้นั้น เมื่อการบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ระบุเหตุผลในการบอกเลิกการจ้างถือได้ว่าลูกหนี้ไม่ติดใจหยิบยกสาเหตุใด ๆ มาเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ ลูกหนี้จะยกเหตุว่าเจ้าหนี้ได้ละทิ้งงานโดยไม่มีการลาเป็นลายลักษณ์อักษร และเจ้าหนี้ได้ร่วมกับบุคคลอื่นกระทำการฉ้อฉลกับกระทำการโดยทุจริตอันเป็นเหตุให้ลูกหนี้เสียหาย มาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายไม่ได้ อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

เมื่อเจ้าหนี้ทำงานกับลูกหนี้คิดถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2541 ตามใบจ่ายเงินเดือนเป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน เจ้าหนี้จะได้รับค่าชดเชยในกรณีถูกเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 46 (2) "ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย" จึงได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 937,500.30 บาท และค่าเสียหายเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ลูกหนี้ตกลงจ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกจ้างสำหรับระยะเวลาการจ้างส่วนที่เหลือ เป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน รวมเป็นเงิน 6,562,502.10 บาท สำหรับสินจ้างแทนการบอกล่วงหน้าเป็นเงินซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 บัญญัติให้คู่สัญญาฝ่ายที่บอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าต้องรับผิดจ่ายแก่อีกฝ่ายหนึ่ง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงมิใช่เงินค่าชดเชยเพื่อช่วยเหลือเมื่อออกจากงาน เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเมื่อถูกเลิกจ้าง และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ลูกหนี้จะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา 90 วัน เป็นเงิน 937,500.30 บาท

สำหรับสิทธิในการได้รับชำระดอกเบี้ยตามคำขอรับชำระหนี้นั้น เมื่อลูกหนี้ยังมิได้จ่ายค่าชดเชย ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันเลิกจ้างแล้วโดยไม่จำต้องมีการทวงถามก่อน เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ส่วนดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายอื่น มิใช่หนี้เงินที่กฎหมายกำหนดให้จ่ายทันทีที่เลิกจ้าง เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้มีการทวงถามก่อนเห็นควรกำหนดดอกเบี้ยให้นับถัดจากวันยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นต้นไป ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าชดเชยจำนวน 937,500.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และได้รับชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายอื่นจำนวนรวม 7,500,002.40 บาท พร้อมด้วยเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 823
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) ม. 46 ม. 47 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย กับพวก
เจ้าหนี้ — นายเจมส์ อาร์ โอเรียร์
ลูกหนี้ — บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2548
#267207
เปิดฉบับเต็ม

ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นระบุว่า กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใด จะยังคงใช้บังคับในการเก็บภาษีอากรจากเงินได้ในรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐ เว้นแต่ในกรณีที่บทของอนุสัญญานี้ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น การที่บริษัทดังกล่าวจะนำรายจ่ายค่ารับรองและเงินสำรองบำเหน็จพนักงานมาหักเป็นรายจ่ายเพื่อเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย บริษัทดังกล่าวจะต้องปฏิบัติไปตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ด้วย

ผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยอยู่ในขอบข่ายที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยด้วย หากเข้าเงื่อนไขตามที่ ป. รัษฎากร มาตรา 70 ทวิ กำหนดไว้ ทั้งนี้เพื่อความเสมอภาคในการเสียภาษีให้แก่รัฐบาลไทยเช่นเดียวกับกรณีที่บริษัทต่างประเทศเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยในลักษณะของสำนักงานสาขา ซึ่งหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีตามมาตรา 70 ทวิ ให้จัดเก็บจากจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทย เพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลต่างประเทศที่ได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย เมื่อการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการระหว่างผู้ซื้อในประเทศไทยกับบริษัท ม. เป็นการทำสัญญาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย การที่โจทก์เข้าไปผูกพันกับบริษัท ม. ในการยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน โจทก์ย่อมรู้ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของบริษัท ม. เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัท ม. อย่างมาก มิฉะนั้นโจทก์คงไม่เข้าไปผูกพันกับบริษัท ม. เช่นนั้น ดังนั้น การที่บริษัท ม. มีข้อตกลงให้ลูกค้าในประเทศไทยส่งเงิน หรือจ่ายค่าตอบแทนให้แก่บริษัท ม. ด้วย วิธีการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารพาณิชย์ชำระให้แก่บริษัท ม. โดยตรง หรือบริษัท ม. ไปเบิกเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลประเทศญี่ปุ่นโดยตรง จึงเป็นเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินชำระค่าสินค้า หรือค่าบริการตามที่โจทก์ตกลงกับบริษัท ม. เท่านั้น โจทก์จะนำความแตกต่างเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าหรือค่าจ้างเพียงเท่านี้ มาเป็นเหตุให้เกิดภาระภาษีที่แตกต่างกันหาได้ไม่ แม้ลูกค้าจะเป็นผู้ส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างให้แก่บริษัท ม. ซึ่งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นโดยตรงก็ตาม ก็หามีผลผิดแผกแตกต่างไปจากการที่ลูกค้าส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ แล้วโจทก์จึงส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างดังกล่าวไปให้บริษัท ม. อีกทอดหนึ่ง จึงต้องถือว่าโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ทวิ (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่)

กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย แม้ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย จะแจ้งแก่โจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัท ม. แต่โจทก์ในฐานะสถานประกอบการถาวรของบริษัท ม. ได้จ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเข้ามาควบคุมติดตั้งเครื่องจักรในโครงการต่าง ๆ ที่บริษัท ม. ได้รับอนุญาตให้ทำในประเทศไทย เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นผู้จ่ายเงินตาม ป. รัษฎากร มาตรา 50 มิได้หักและนำส่งหรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินคือโจทก์ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 54 โจทก์จึงเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรงย่อมมีอำนาจฟ้อง

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 6/2548)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.4/1041/2/100258 ถึง 100260 และ 100263 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 และให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ที่ ต.4/1041/1/100852 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 ของจำเลยที่ 1 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/196 ถึง 200/2542 ลงวันที่ 27 เมษายน 2542 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจในประเด็นเรื่องการคำนวณเงินเพิ่มเกินกว่าภาษีที่ต้องชำระ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า รายจ่ายค่ารับรองและเงินสำรองบำเหน็จพนักงานสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528 จำนวน 1,129,214.04 และ 705,483.24 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2529 จำนวน 2,010,741.41 และ 1,105,719.46 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1) และ (4) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยอมรับตามคำฟ้องว่า การตั้งเงินสำรองบำเหน็จพนักงานเป็นรายจ่ายนั้นเป็นการตั้งตามวิธีการทางบัญชีของบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ที่จัดสรรมาให้โจทก์ในอัตราเฉลี่ยเป็นร้อยละซึ่งเป็นวิธีการทางบัญชีที่ปฏิบัติกันทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งเป็นวิธีการที่กรมสรรพากรประเทศญี่ปุ่นยอมรับเท่านั้น ส่วนรายจ่ายค่ารับรองตามฟ้องโจทก์อ้างว่าบริษัทดังกล่าวได้ใช้จ่ายเงินเป็นค่ารับรองลูกค้าเพื่อประโยชน์ในทางการค้า แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นถึงรายละเอียดว่าเป็นค่ารับรองลูกค้าเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของสถานประกอบการถาวรอย่างใด เกี่ยวข้องกับกิจการในประเทศไทยหรือไม่ โจทก์จะนำมาถือเป็นรายจ่ายโดยพิจารณาแต่เพียงว่ามีจำนวนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายของบริษัทดังกล่าวเท่านั้นไม่ได้เพราะตามข้อ 14 วรรคแรก ของอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ระบุว่ากฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใด จะยังคงใช้บังคับในการเก็บภาษีอากรจากเงินได้ในรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐ เว้นแต่ในกรณีที่บทของอนุสัญญานี้ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น การที่บริษัทดังกล่าวจะนำรายจ่ายค่ารับรองและเงินสำรองบำเหน็จพนักงานมาหักเป็นรายจ่ายเพื่อเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย บริษัทดังกล่าวจะต้องปฏิบัติไปตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปมีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยตาม ป. รัษฎากร มาตรา 70 ทวิ แทนบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์ยอมรับตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวและได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทดังกล่าวตาม ป. รัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรานี้ให้ถือว่าบริษัทดังกล่าวนั้นประกอบกิจการในประเทศไทยและให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นเป็นตัวแทนของบริษัทซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้คือ ส่วนที่ 3 ของหมวด 3 ลักษณะ 2 แห่ง ป. รัษฎากร เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว ซึ่งการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในกรณีการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตาม ป. รัษฎากร มาตรา 70 ทวิ อยู่ในส่วน 3 ด้วย ดังนั้น ผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย จึงอยู่ในขอบข่ายที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยด้วย หากเข้าเงื่อนไขตามที่ ป. รัษฎากร มาตรา 70 ทวิ กำหนดไว้ ทั้งนี้ เพื่อความเสมอภาคในการเสียภาษีให้แก่รัฐบาลไทยเช่นเดียวกับกรณีที่บริษัทต่างประเทศเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยในลักษณะของสำนักงานสาขา ซึ่งหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยนั้น ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ให้จัดเก็บจากจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลต่างประเทศที่ได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย เมื่อการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการกรณีนี้ระหว่างผู้ซื้อในประเทศไทยกับบริษัทดังกล่าวเป็นการทำสัญญาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีโจทก์เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อให้แก่บริษัทดังกล่าวในประเทศไทย อีกทั้งโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทดังกล่าว การที่โจทก์เข้าไปผูกพันกับบริษัทดังกล่าวในการยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน โจทก์ย่อมรู้ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของบริษัทดังกล่าวเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทดังกล่าวอย่างมาก มิฉะนั้น โจทก์คงไม่เข้าไปผูกพันกับบริษัทดังกล่าวเช่นนั้น โจทก์จึงมิใช่เป็นเพียงตัวแทนธรรมดาทั่วไปที่หาลูกค้าให้บริษัทดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้นการที่บริษัทดังกล่าวมีข้อตกลงให้ลูกค้าในประเทศไทยส่งเงินหรือจ่ายค่าตอบแทนให้แก่บริษัทดังกล่าวด้วยวิธีการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารพาณิชย์ชำระให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยตรง หรือบริษัทดังกล่าวไปเบิกเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลประเทศญี่ปุ่นโดยตรง จึงเป็นเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการตามที่โจทก์ตกลงกับบริษัทดังกล่าวเท่านั้น โจทก์จะนำความแตกต่างเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าหรือค่าจ้างเพียงเท่านี้มาเป็นเหตุให้เกิดภาระภาษีที่แตกต่างกันหาได้ไม่ ด้วยเหตุนี้ แม้ลูกค้าจะเป็นผู้ส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างให้แก่บริษัทดังกล่าวซึ่งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นโดยตรงก็ตาม ก็หามีผลผิดแผกแตกต่างไปจากการที่ลูกค้าส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อ แล้วโจทก์จึงส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างดังกล่าวไปให้บริษัทดังกล่าวอีกทอดหนึ่ง เพราะไม่ว่าโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อจะเป็นผู้ส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างออกไปเองหรือให้ลูกค้าของบริษัทดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือค่าจ้างทั้งหมดให้แก่บริษัทดังกล่าวในต่างประเทศโดยตรงด้วยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทดังกล่าวไปเบิกเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ก็ถือได้ว่ามีผลทำให้บริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ถือว่าประกอบกิจการในประเทศไทยได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย และเมื่อเงินที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยมีส่วนของกำไรหรือถือได้ว่าเป็นกำไรรวมอยู่ด้วยเนื่องจากในการกำหนดราคาขายสินค้าหรือให้บริการ ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการจะต้องคิดค่าสินค้าหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นผลกำไรไว้ด้วย เมื่อไม่ปรากฏปัจจัยอื่นที่จะมีผลทำให้กำไรที่คำนวณไว้โดยปกติธรรมดาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะทำให้มีการขาดทุน จึงต้องถือว่าโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป. รัษฎากร มาตรา 70 ทวิ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศตาม ป. รัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ว่า ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีไม่ถูกต้อง ในกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งการที่จะเรียกให้ผู้ทำการแทนรับผิดตาม ป. รัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคแรกนั้น เจ้าพนักงานประเมินจะต้องดำเนินการตามมาตรา 19 และ 20 แห่ง ป. รัษฎากร ก่อน กล่าวคือ จะต้องเรียกบุคคลผู้ต้องรับผิดนั้นมาไต่สวนแล้วแจ้งจำนวนเงินที่จะประเมินไปยังบุคคลผู้ต้องรับผิด เพื่อที่บุคคลนั้นจะได้มีโอกาสอุทธรณ์การประเมินตามความในมาตรา 76 ทวิ วรรคสาม แห่ง ป. รัษฎากร ก่อน ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง สำหรับกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย แม้ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย จะแจ้งแก่โจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะสถานประกอบการถาวรของบริษัทดังกล่าวได้จ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเข้ามาควบคุมติดตั้งเครื่องจักรในโครงการต่าง ๆ ที่บริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ทำในประเทศไทย ดังนั้น เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 แห่ง ป. รัษฎากร มิได้หักและนำเงินส่งหรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินคือโจทก์ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 54 ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 (2) ม. 50 ม. 54 ม. 70 ทวิ ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทย - เอ็มซี จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2548
#268345
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ทำการแทนบริษัท ม. ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ซึ่งให้ถือว่าบริษัท ม. ประกอบกิจการในประเทศไทย และบุคคลผู้เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นเป็นตัวแทนของบริษัทซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว ซึ่งการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในกรณีการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นกำไรออกไปจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ อยู่ในส่วนนี้ด้วย ดังนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยด้วย หากเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 70 ทวิ กำหนดไว้

บริษัท ม. เป็นนิติบุคคลต่างประเทศและไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทย ส่วนโจทก์เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยเป็นนายหน้าทำหน้าที่ชี้ช่องให้บริษัท ม. และผู้ซื้อในประเทศไทยได้ซื้อขายสินค้ากันเท่านั้น โจทก์จะหาข้อมูลตามความต้องการของผู้ซื้อในประเทศไทยว่ามีผู้ซื้อรายใดที่ประสงค์จะซื้อสินค้าประเภทใด เมื่อโจทก์ทราบข้อมูลแล้วจะแจ้งให้บริษัท ม. ทราบ เพื่อให้บริษัท ม. ติดต่อกับผู้ซื้อและเจรจาซื้อขายในรายละเอียดกันเอง ผลตอบแทนที่โจทก์ได้รับมีเพียงค่านายหน้าจากบริษัท ม. เมื่อผู้ซื้อในประเทศไทยและบริษัท ม. ตกลงซื้อขายสินค้ากันแล้ว ผู้ซื้อจะชำระเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัท ม. โดยตรงด้วยวิธีการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เมื่อการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ซื้อในประเทศไทยกับบริษัท ม. เป็นการทำสัญญาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีโจทก์เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อให้แก่บริษัท ม. ในประเทศไทย อีกทั้งโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัท ม. โจทก์จึงมิใช่เป็นเพียงตัวแทนธรรมดาทั่วไปที่หาลูกค้าให้บริษัท ม. เท่านั้น ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะเป็นผู้ส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างออกไปเองหรือให้ลูกค้าของบริษัท ม. ชำระค่าสินค้าหรือค่าจ้างทั้งหมดให้แก่บริษัท ม. ในต่างประเทศโดยตรงด้วยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต หรือบริษัท ม. ไปเบิกเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ก็ถือได้ว่ามีผลทำให้บริษัท ม. ได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทยและเมื่อเงินที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยมีส่วนของกำไรหรือถือได้ว่าเป็นกำไรรวมอยู่ด้วย เนื่องจากในการกำหนดราคาขายสินค้าหรือให้บริการ ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการจะต้องคิดค่าสินค้าหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นผลกำไรไว้ด้วย เมื่อไม่ปรากฏปัจจัยอื่นที่จะมีผลทำให้กำไรที่คำนวณไว้โดยปกติธรรมดาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะทำให้มีการขาดทุน จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ

ตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัท ม. ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ว่า ในกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งการที่จะเรียกให้ผู้ทำการแทนรับผิดตามมาตรา 76 ทวิ วรรคแรกนั้น เจ้าพนักงานประเมินจะต้องดำเนินการตามมาตรา 19 และ 20 ก่อน โจกท์จึงเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย แม้ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย จะแจ้งแก่โจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัท ม. แต่โจทก์ในฐานะสถานประกอบการถาวรของบริษัท ม.ได้จ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเข้ามาควบคุมติดตั้งเครื่องจักรในโครงการต่างๆ ที่บริษัท ม. ได้รับอนุญาตให้ทำในประเทศไทย ดังนั้น เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 มิได้หักและนำเงินส่งหรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินคือโจทก์ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไปแล้วแต่กรณี ตามมาตรา 54 โจทก์ย่อมเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรงเช่นกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจควบคุมการจัดเก็บภาษีอากร จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ วันที่ 31 สิงหาคม 2536 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโจทก์ 5 ฉบับ โจกท์ได้รับวันที่ 8 กันยายน 2536 ดังนี้ ฉบับที่ 1 และที่ 2 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2529 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,120,011 บาท และ 172,393,710 บาท ตามลำดับ เนื่องจากโจทก์แสดงรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (1) แห่งประมวลรัษฎากรแสดงรายจ่ายค่ารับรองโดยหลักฐานไม่ชัดแจ้งมาถือเป็นรายจ่ายและแสดงต้นทุนสูงเกินสมควรสำหรับโครงการประกอบกิจการชั่วคราวฉบับที่ 3 และที่ 4 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2529 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 36,083,643 บาท และ 86,828,974 บาท ตามลำดับ เนื่องจากโจทก์มีกำไรสุทธิที่ถือเป็นเงินกำไรจำหน่ายไปต่างประเทศที่โจทก์ไม่ได้ชำระภาษีตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 5 หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายปี 2529 รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 29,348.60 บาท วันที่ 7 ตุลาคม 2536 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน จำเลยทั้งสี่มีคำวินิจฉัยลงวันที่ 27 เมษายน 2542 ให้ลดเฉพาะเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายและให้ยกอุทธรณ์ในประเด็นอื่น ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย จำเลยทั้งสี่ให้ยกอุทธรณ์โจทก์และแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ทำกิจการในประเทศไทยโดยเป็นนายหน้าติดต่อซื้อขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในประเทศไทยและผู้ขายในต่างประเทศ ในระหว่างปีภาษีที่โจทก์ถูกประเมิน โจทก์เป็นผู้ติดต่อให้ผู้ซื้อในประเทศไทยซื้อสินค้าจากบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ผู้ขายโดยโจทก์แจ้งให้บริษัทผู้ขายรู้ว่ามีผู้ซื้อในประเทศไทยรายใดต้องการซื้อสินค้าประเภทใด เมื่อโจทก์แจ้งแล้วผู้ขายจะทำข้อตกลงซื้อขายกับผู้ซื้อและผู้ซื้อจะชำระเงินค่าสินค้าให้ผู้ขายโดยตรง โจทก์ไม่มีหน้าที่กำหนดเงื่อนไขและวิธีการชำระเงินและไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าสินค้าใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อผู้ขายส่งสินค้าและได้รับเงินค่าสินค้าแล้วก็จะจ่ายค่านายหน้าให้โจทก์ตามจำนวนที่ตกลงกัน ในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวผู้ขายได้ขออนุญาตประกอบกิจการในประเทศไทยโดยผ่านสถานประกอบการถาวรเพื่อทำโครงการให้หน่วยงานต่างๆ ของประเทศไทย ได้แก่ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ โครงการแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โครงการห้วยสะพานหิน จังหวัดจันทบุรี ของสำนักงานพลังงานแห่งชาติ โครงการ Ash Disposal System ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และโครงการขยายพันธุ์พืชของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กิจการดังกล่าวเมื่อมีเงินได้และผลกำไรในประเทศไทย โจทก์ผู้กระทำการแทนบริษัทดังกล่าวในประเทศไทยจึงมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้แทนตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และเสียภาษีครบถ้วน แต่โดยที่ภาษีเงินได้ดังกล่าวเป็นภาษีเงินได้ของบริษัทต่างประเทศ ซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2505 บัญญัติให้ยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นเพื่อการเว้นเก็บภาษีซ้อนและป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2506 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2506 ดังนั้นการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อจัดเก็บภาษีเงินได้ที่เกิดจากกิจการในประเทศไทยของบริษัทดังกล่าว นอกจากจะต้องเป็นไปตามประมวลรัษฎากรแล้วยังต้องพิจารณาประกอบกับพระราชกฤษฎีกาและอนุสัญญาดังกล่าว การประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นเรื่องการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชี 2527 และ 2528 กรณีโจทก์แสดงรายจ่ายเงินสำรองบำเหน็จพนักงานซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (1) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการคำนวณกำไรสุทธิ รอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528 จำนวน 705,483.24 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2529 จำนวน 1,105,719.46 บาท โจทก์เห็นว่ารายจ่ายดังกล่าวไม่ใช่รายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (1) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่นได้ส่งบุคลากรเข้ามาบริหารงานเพื่อสนับสนุนกิจการของสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย โจทก์เป็นสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยของบริษัทดังกล่าวจึงต้องตั้งเงินสำรองบำเหน็จพนักงานเป็นรายจ่ายตามวิธีการทางบัญชีของบริษัทดังกล่าวที่จัดสรรมาให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 0.24 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 ถึง 2528 และอัตราร้อยละ 0.32 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528 ถึง 2529 รายจ่ายดังกล่าวมีอยู่จริงและสามารถพิสูจน์ได้ว่า การตั้งสำรองดังกล่าวเป็นวิธีการทางบัญชีที่ปฏิบัติกันทั่วไปในประเทศญี่ปุ่นและกรมสรรพากร ประเทศญี่ปุ่นยอมรับ จำเลยที่ 1 ต้องยอมให้โจทก์หักรายจ่ายดังกล่าวซึ่งเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ของสถานประกอบการถาวรโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกาและอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งข้อ 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กำไรจากอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์ (ไม่รวมถึงกำไรอันได้จากการเดินเรือหรือเดินอากาศ) ของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งจะไม่อยู่ในบังคับให้เสียภาษีในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง เว้นไว้แต่ว่าวิสาหกิจนั้นประกอบการค้าหรือธุรกิจในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้นโดยผ่านทางสถานประกอบการถาวรซึ่งตั้งอยู่ในรัฐนั้น ถ้าวิสาหกิจนั้นประกอบการค้าหรือธุรกิจดังกล่าวแล้ว รัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้นอาจตั้งบังคับภาษีเอาจากกำไรเหล่านั้นได้ แต่ต้องเก็บจากกำไรเท่าที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้นเท่านั้น" และตามวรรคสามบัญญัติว่า "ในการกำหนดกำไรจากอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์ของสถานประกอบการถาวรจะต้องยอมให้หักค่าใช้จ่ายทั้งปวงซึ่งเกิดขึ้นเพื่อความมุ่งประสงค์ของสถานประกอบการถาวรนั้นรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปซึ่งเกิดขึ้นในการนั้นไม่ว่าในรัฐผู้ทำสัญญาที่สถานประกอบการถาวรนั้นตั้งอยู่หรือที่อื่น" การที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 อ้างว่ารายจ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นการอ้างข้อกฎหมายที่ไม่ถูกต้องและไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่จะใช้บังคับกับโจทก์ และการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ารายจ่ายนี้เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยตรงจึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์แสดงรายจ่ายค่ารับรองโดยหลักฐานไม่ชัดแจ้งมาถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528 จำนวน 1,129,214.04 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2529 จำนวน 2,010,741.41 บาท นั้น ค่ารับรองดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่เกิดจากการส่งสินค้าเข้ามาขายในประเทศไทยของบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่นในปี 2527 ถึง 2528 บริษัทดังกล่าวมีรายได้จากการขายสินค้าถึง 4,002,188,886.12 บาท ปี 2528 ถึง 2529 มีรายได้จากการขายสินค้าถึง 6,417,041,056.33 บาท แต่บริษัทดังกล่าวได้ใช้จ่ายเงินเป็นค่ารับรองลูกค้าเพื่อประโยชน์ในทางการค้าเพียงปีละ 1,129,214.04 บาท และ 2,010,741.14 บาท ตามลำดับเท่านั้น บริษัทดังกล่าวได้จัดทำงบการเงินโดยมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของสำนักงานสอบบัญชีประเทศญี่ปุ่นรับรองความถูกต้องตามหลักการและมาตรฐานบัญชีของประเทศญี่ปุ่น โดยปรากฏจากงบการเงินปีบัญชีสิ้นสุดลงวันที่ 31 มีนาคม 2528 และวันที่ 31 มีนาคม 2529 ว่า มีรายจ่ายเป็นค่ารับรองตรงตามที่โจทก์แสดงรายจ่ายในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 โจทก์ได้ส่งหลักฐานงบการเงินดังกล่าวพร้อมคำแปลโดยมีหนังสือรับรองของโนตารีปับลิกรับรองลายมือชื่อในรายการสอบบัญชีงบการเงินและมีคำรับรองของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ให้แก่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 แล้วจึงไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ารายจ่ายค่ารับรองดังกล่าวมีหลักฐานไม่ชัดแจ้งและเมื่อการประกอบกิจการของบริษัทดังกล่าวการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามอนุสัญญาดังที่กล่าวข้างต้นในข้อ 3 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ดังนั้นในการกำหนดกำไรจากการค้าขายของสถานประกอบการถาวร จำเลยที่ 1 จะต้องยอมให้หักรายจ่ายทั้งปวงในการบริหารและการจัดการทั่วไปซึ่งเกิดขึ้นในการนั้นไม่ว่ารายจ่ายดังกล่าวจะเกิดขึ้นที่ใด เมื่อโจทก์ได้พิสูจน์โดยส่งหลักฐานอันควรเพียงพอแก่กรณีแล้วว่าค่ารับรองดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่บริษัทดังกล่าวได้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรายจ่ายเพื่อประโยชน์ของสถานประกอบการในประเทศไทยและถือว่าเป็นเงินจำนวนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทย โจทก์จึงมีสิทธินำเงินค่ารับรองดังกล่าวมาลงเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิได้ กรณีไม่จำต้องดำเนินการตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ.2522) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ ลงวันที่ 5 กันยายน 2522 การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์แสดงหลักฐานค่ารับรองไม่ชัดแจ้งและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าค่ารับรองดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการส่งสินค้าเข้ามาขายในประเทศไทยและไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 143 ดังกล่าวจึงเป็นการประเมินและเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์แสดงต้นทุนสูงเกินสมควรสำหรับโครงการประกอบกิจการชั่วคราวในรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528 จำนวน 2,431,979.18 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2529 จำนวน 140,544,965.11 บาท แล้วนำเงินจำนวนดังกล่าวไปปรับปรุงกำไรสุทธิในการคำนวณถาษีแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีของโจทก์ใหม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์หลายประการคือ ประการที่หนึ่ง การคำนวณกำไรสุทธิต้องเป็นไปตามวิธีการตามมาตรา 65, 65 ทวิ และ 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร กรณีของโจทก์เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินหักรายจ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 70 ของยอดเงินได้ก่อนหักรายจ่ายโดยไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานกระทำเช่นนี้ได้ การกำหนดให้หักรายจ่ายเป็นการเหมาของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประการที่สอง เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินหักรายจ่ายของโจทก์เป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 70 ก็โดยนำเอาคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.13/2529 ลงวันที่ 7 เมษายน 2529 ข้อ 5(1) มาเป็นเกณฑ์ โจทก์เห็นว่าคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.13/2529 ดังกล่าว เป็นแต่เพียงระเบียบภายในของกรมสรรพากรที่ออกไว้เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวปฏิบัติเท่านั้น คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายและไม่มีผลบังคับเสมือนกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่โจทก์ได้ เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจอาศัยคำสั่งดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์การหักรายจ่ายเป็นการเหมาเพื่อคำนวณกำไรสุทธิให้แตกต่างไปจากบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร การที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 นำวิธีปฏิบัติมาใช้กับโจทก์จึงผิดกฎหมาย ประการที่สาม คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.13/2529 ลงวันที่ 7 เมษายน 2529 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเกิดเงินได้ของบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ในคดีนี้แล้ว เพราะเหตุว่ารอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดแล้วตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2529 เมื่อกิจการของบริษัทดังกล่าวมีรายจ่ายเกี่ยวกับต้นทุนตามความเป็นจริงและสมควรสูงกว่าอัตราที่คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.13/2529 กำหนดไว้ การนำคำสั่งในส่วนที่ไม่เป็นคุณกับโจทก์มาใช้บังคับย้อนหลังจึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ต้องยอมให้โจทก์แสดงหลักฐานต้นทุนตามความเป็นจริง ประการที่สี่ โจทก์สามารถแสดงหลักฐานให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงได้ว่าบริษัทดังกล่าวมีต้นทุนจริงตามที่โจทก์แสดงไว้ในแบบ ภ.ง.ด.50 และในชั้นตรวจสอบของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ก่อนการประเมินภาษีโจทก์ได้ส่งหลักฐานให้เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2536 แต่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่นำไปประกอบการพิจารณาเพราะจำเลยที่ 1 เร่งจะประเมินภาษีโจทก์โดยอาศัยวิธีการรวบรัดที่ผิดกฎหมาย เมื่อเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่ได้พิจารณาหลักฐานที่โจทก์ส่งให้ตรวจสอบ แต่กลับรู้ได้ว่าโจทก์แสดงต้นทุนสูงเกินไปเป็นจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินไว้ จึงเห็นได้ชัดว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อโจทก์และในชั้นพิจารณาอุทธรณ์การประเมิน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ไม่นำไปประกอบพิจารณา การประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประการที่ห้า สำหรับสถานประกอบการถาวรของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย การเสียภาษีเงินได้จะต้องเสียจากกำไรสุทธิเสมอ และในการคำนวณกำไรสุทธิจำเลยที่ 1 ต้องยอมให้หักรายจ่ายเพื่อสถานประกอบการถาวรนั้น รวมทั้งรายจ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม ทั้งนี้ตามพระราชกฤษฎีกาและอนุสัญญาที่กล่าวมาข้างต้นในข้อ 3 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประการที่หก ในกรณีที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 อ้างว่าจะต้องหักรายจ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 70 ไม่ว่าโดยอาศัยคำสั่งข้อบังคับใดก็ตาม เมื่อเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 หักรายจ่ายเหมาในอัตราร้อยละ 70 ของยอดเงินได้ก่อนหักรายจ่ายทั้งสิ้นแล้ว ก็ไม่มีกรณีที่จะต้องนำรายจ่ายที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าวข้างต้นมาปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่ การที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 หักรายจ่ายเป็นการเหมาแล้ว ยังนำรายจ่ายที่อ้างว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามมารวมคำนวณกำไรสุทธิใหม่อีก จึงป็นการซ้ำซ้อนและเป็นวิธีปฏิบัติที่ไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอน ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์มีกำไรสุทธิที่ถือเป็นเงินกำไรจำหน่ายไปต่างประเทศในรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528 จำนวน 54,125,464.96 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2529 จำนวน 130,243,461.02 บาท ซึ่งโจทก์ไม่ได้ชำระภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ปรับปรุงกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 ถึง 2528 และปี 2528 ถึง 2529 ใหม่แล้ว โดยถือว่าโจทก์มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (1) แห่งประมวลรัษฎากร มีรายจ่ายค่ารับรองโดยหลักฐานไม่แจ้งชัด และแสดงต้นทุนสูงเกินสมควรสำหรับโครงการประกอบธุรกิจชั่วคราว เมื่อปรับปรุงให้เป็นไปตามประมวลรัษฎากรแล้ว ทำให้โจทก์มีกำไรสุทธิคิดเป็นภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 ถึง 2528 เป็นกำไรสุทธิ 90,209,108.26 บาท หักภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 36,083,643.30 บาท คงมีกำไรสุทธิที่ถือเป็นเงินกำไรที่จำหน่ายไปต่างประเทศจำนวน 54,125,646.96 บาท ซึ่งโจทก์ต้องชำระภาษีตามมาตรา 90 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรเพิ่มเติมจำนวน 9,020,910.82 บาท เบี้ยปรับ 2 เท่า จำนวน 18,041,821.64 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 9,020,910.82 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 36,083,643.28 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528 ถึง 2529 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์มีรายจ่ายต้องห้าม มีรายจ่ายค่ารับรองไม่ชัดแจ้งและมีต้นทุนสูงเกินสมควร จึงได้ปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่ว่าโจทก์มีกำไรสุทธิจำนวน 217,072,435.03 บาท หักภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 86,828,974.01 บาท คงมีกำไรสุทธิที่ต้องถือเป็นกำไรที่จำหน่ายไปต่างประเทศ 130,243,461.02 บาท ซึ่งโจทก์ต้องชำระภาษีตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรเพิ่มเติมจำนวน 21,707,243.50 บาท เบี้ยปรับ 2 เท่า จำนวน 43,414,487 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 21,707,243.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 86,828,974 บาท โจทก์เห็นว่าการประเมินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 ถึง 2528 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528 ถึง 2529 โจทก์เป็นเพียงผู้ทำการแทนในการติดต่อซื้อขายสินค้าให้ผู้ซื้อสินค้าในประเทศไทยซื้อสินค้าจากบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่นผู้ขาย เมื่อติดต่อผู้ซื้อได้แล้วโจทก์จะแจ้งไปยังบริษัทดังกล่าวให้ทำการตกลงซื้อขายสินค้ากับผู้ซื้อ เมื่อผู้ขายขายสินค้าให้ผู้ซื้อแล้ว ผู้ซื้อจะส่งเงินชำระค่าสินค้าหรือโดยวิธีเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วแต่กรณีให้ผู้ขายโดยตรง เมื่อบริษัทดังกล่าวได้รับเงินค่าสินค้าแล้วจะจ่ายค่านายหน้าให้โจกท์ การที่โจทก์เป็นเพียงผู้ทำการแทนดังกล่าวโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการและชำระเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แทนผู้ขายแล้วและได้ดำเนินการไปตามข้อ 3 ของอนุสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้ส่งเงินค่าสินค้าให้ผู้ขาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้จำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายชัดเจนว่าผู้เสียภาษีเงินได้ในการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยต้องเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรเท่านั้น โจทก์เป็นผู้แนะนำบริษัทต่างประเทศที่ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยที่ต้องการซื้อสินค้าจากนั้นลูกค้าจะติดต่อทำสัญญาซื้อขายและชำระค่าสินค้าให้แก่บริษัทต่างประเทศโดยตรง แม้ค่าสินค้าที่ลูกค้าชำระจะมีกำไรรวมอยู่ด้วย แต่โจทก์ก็มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการส่งเงินไปชำระค่าสินค้าถือไม่ได้ว่าว่าโจทก์เป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น มีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชี 2527 ถึง 2528 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528 ถึง 2529 อยู่สองประเภท ประเภทแรก เป็นรายได้ที่เกิดจากการขออนุญาตประกอบกิจการโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในประเทศไทย โดยผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย งานประเภทนี้มีรายได้สองส่วน คือ ส่วนแรกเป็นรายได้จากการขายเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในโครงการให้แก่หน่วยงานของประเทศไทย เช่น จำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานของประเทศไทยที่สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้จ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยตรง ส่วนที่สองเป็นรายได้ที่ได้จากค่างานที่ทำในโครงการให้แก่หน่วยงานของรัฐในประเทศไทย เงินค่างานดังกล่าวหน่วยงานเจ้าของโครงการต่างๆ ได้จ่ายเป็นเงินบาทให้สถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ซึ่งสถานประกอบการถาวรนำไปใช้ในการทำโครงการ โดยไม่มีการส่งเงินจำนวนนี้ออกไปนอกประเทศไทยเลย เงินจำนวนดังกล่าวนี้ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นไม่ได้บัญญัติให้ถือว่าเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย โจทก์ได้จัดทำงบการเงินของสถานประกอบการถาวรและยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรและตามอนุสัญญาที่กล่าวข้างต้น โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ประเภทที่สองเป็นรายได้จากการขายสินค้าให้ผู้ซื้ออื่นๆ ในประเทศไทย โดยโจทก์ทำหน้าที่เป็นนายหน้า ผู้ซื้อทุกรายทำความตกลงซื้อขายและจ่ายเงินค่าสินค้าโดยตรงให้ผู้ขายโดยไม่ผ่านโจทก์ รายได้ส่วนนี้ผู้ขายต้องจัดทำงบการเงินแสดงรายได้รายจ่ายจากการค้าขายสินค้าแล้วส่งให้โจทก์ โจทก์จะจัดทำงบการเงินรวมของบริษัทดังกล่าวกับกิจการที่ขออนุญาตทำโครงการในประเทศไทยดังกล่าวเพื่อคำนวณภาษีและยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 3 ของอนุสัญญาที่กล่าวข้างต้นครบถ้วนแล้ว จำนวนเงินที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นเงินกำไรสุทธิที่โจทก์จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยทั้งจำนวนนั้น เจ้าพนักงานคำนวณไม่ถูกต้อง เพราะเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้คำนวณและปรับปรุงกำไรสุทธิของโจทก์ใหม่โดยอ้างว่าโจทก์มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (1) แห่งประมวลรัษฎากร มีรายจ่ายค่ารับรองที่หลักฐานไม่ชัดแจ้งและแสดงต้นทุนสูงเกินสมควร แต่รายจ่ายที่โจทก์แสดงไม่ใช่รายจ่ายต้องห้ามและต้นทุนที่โจทก์แสดงไว้เป็นต้นทุนจริงซึ่งไม่ได้สูงเกินสมควร โจทก์จึงมีสิทธินำรายจ่ายที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม และต้นทุนที่แท้จริงมาคำนวณกำไรสุทธิได้ตามที่โจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ไว้ ดังนั้นจำนวนเงินกำไรสุทธิที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 นำมากล่าวอ้างว่าเป็นกำไรสุทธิที่โจทก์จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยจึงสูงกว่าความเป็นจริงซึ่งไม่ถูกต้อง การที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 นำเงินกำไรสุทธิที่ปรับปรุงหักออกด้วยจำนวนภาษีเงินได้ที่ต้องชำระแล้วถือว่าเงินกำไรสุทธิที่เหลืออยู่เป็นกำไรที่โจทก์จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยทั้งจำนวน จึงไม่ถูกต้อง การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 วินิจฉัยแต่เพียงว่ากรณีการขายสินค้าผ่านสถานประกอบการถาวรโดยลูกค้าในประเทศไทยได้จัดส่งสินค้าไปให้ผู้ขายในประเทศญี่ปุ่นโดยตรง เงินค่าสินค้าที่จัดส่งไปมีกำไรรวมอยู่ด้วยถือได้ว่าได้มีการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ส่วนกรณีบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้รับเงินค่าก่อสร้าง ค่าขายเครื่องจักร เครื่องมือพร้อมการติดตั้งทดสอบจากหน่วยราชการโดยตั้งผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาทำการแทนในประเทศไทยเพื่อดำเนินการตามโครงการส่งมอบเงินและรับเงินค่าจ้างจากโครงการประกอบธุรกิจชั่วคราวเพื่อส่งไปให้บริษัทดังกล่าวซึ่งมีเงินกำไรรวมอยู่ด้วย จึงถือได้ว่าได้มีการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์เห็นว่า เป็นการพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับการดำเนินกิจการของโจทก์และเป็นการวินิจฉัยไปตามเรื่องที่เจ้าหน้าที่กองอุทธรณ์เสนอเรื่องเท่านั้น โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ละเอียดก่อน คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ในปี 2529 เพิ่มจำนวน 10,976.80 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 18,371.80 บาท เป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ในฐานะสถานประกอบการถาวรของบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น จ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเข้ามาควบคุมติดตั้งเครื่องจักรในโครงการต่างๆ ที่บริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ทำในประเทศไทย โดยกำหนดจ่ายเป็นรายเดือนแก่พนักงานซึ่งประกอบด้วยเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นๆ ได้แก่ ค่าเช่าบ้าน ค่าไฟฟ้า และค่าภาษีที่ออกให้ ผลประโยชน์อื่นๆ นั้นผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนจะได้รับไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพงานและข้อตกลงของแต่ละโครงการ การทำงานในประเทศไทยของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวต้องขอใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายไทยก่อน ดังนั้นระหว่างการขอใบอนุญาตทำงานโจทก์จะยังไม่จ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ในแต่ละเดือนให้แก่ผู้เชียวชาญเหล่านั้น เมื่อผู้เชี่ยวชาญได้รับใบอนุญาตให้ทำงานถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โจทก์จะจ่ายเงินเดือนให้โดยจ่ายย้อนหลังนับตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเดินทางเข้ามาประจำในโครงการต่างๆ ในประเทศไทย การจ่ายเงินเดือนดังกล่าวโจทก์คำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร โดยนำเงินเดือนรวมด้วยผลประโยชน์อื่นคูณด้วยจำนวณคราวที่ต้องจ่ายเสมือนจ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดแล้วหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย แต่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายโดยนำเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นที่โจทก์จ่ายให้ผู้เชี่ยวชาญย้อนหลังทั้งหมดในเดือนเดียวกันคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายแล้วนำมาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร ได้เงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด แล้วหารด้วยจำนวนคราวที่ต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เท่าใด เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นเงินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เท่านั้น ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นวิธีการคิดคำนวณที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับการคำนวณเงินเพิ่มของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้อง ตามมาตรา 27 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย ให้โจทก์เสียเพิ่มจำนวน 10,976.86 บาท แต่คำนวณเงินเพิ่มเป็นเงินถึง 18,371.80 บาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่าการประเมินไม่ถูกต้องและให้ยกเลิกหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และขอให้งดเงินเพิ่มเป็นการอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องเงินเพิ่มแล้ว ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.4/1041/2/100258 ถึง 100260 และ 100263 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 และให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ที่ ต.4/1041/1/100852 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 ของจำเลยที่ 1 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/196 ถึง 200/2542 ลงวันที่ 27 เมษายน 2542 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย

จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปมีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ แทนบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ ข้อนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า หากการกระทำของบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ที่ปฏิบัติตามวิธีการชำระเงินทางการค้าระหว่างประเทศดังที่กระทำในคดีนี้เป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยและบริษัทดังกล่าวจะต้องรับผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ก็ตาม โจทก์ก็ไม่ต้องรับผิดยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติดังกล่าว เนื่องจากหน้าที่ของผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ไม่รวมถึงหน้าที่ในการนำส่งภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยด้วยนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์ยอมรับตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวและได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ถือว่าบริษัทดังกล่าวนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นเป็นตัวแทนของบริษัทซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้คือส่วนที่ 3 ของหมวด 3 ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้วซึ่งการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในกรณีการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นกำไรออกไปจากประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ อยู่ในส่วน 3 ด้วย ดังนั้น ผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้กระทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย จึงอยู่ในขอบข่ายที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยด้วย หากเข้าเงื่อนไขตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ กำหนดไว้ ทั้งนี้ เพื่อความเสมอภาคในการเสียภาษีให้แก่รัฐบาลไทยเช่นเดียวกับกรณีที่บริษัทต่างประเทศเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยในลักษณะของสำนักงานสาขา ซึ่งหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นกำไรออกไปจากประเทศไทยนั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ให้จัดเก็บจากจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลต่างประเทศที่ได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่าบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น เป็นนิติบุคคลต่างประเทศและไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทย ส่วนโจทก์เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย บริษัทดังกล่าวกระทำกิจการในประเทศไทยด้วยกัน 2 ประเภท ประเภทแรกคือ ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในประเทศไทย และอีกประเภทหนึ่ง คือ ประกอบกิจการก่อสร้างและขายสินค้าประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในทางอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมให้แก่โครงการของหน่วยงานรัฐบาลไทย การขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในประเทศไทยนั้นโจทก์เป็นนายหน้าทำหน้าที่ชี้ช่องให้บริษัทดังกล่าวและผู้ซื้อในประเทศไทยได้ซื้อขายสินค้ากันเท่านั้น โดยโจทก์จะหาข้อมูลตามความต้องการของผู้ซื้อในประเทศไทยว่ามีผู้ซื้อรายใดที่ประสงค์จะซื้อสินค้าประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในทางอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรม เมื่อโจกท์ทราบข้อมูลแล้วจะแจ้งข้อมูลและความต้องการของผู้ซื้อให้บริษัทดังกล่าวทราบ เพื่อให้บริษัทดังกล่าวติดต่อกับผู้ซื้อและเจรจาซื้อขายในรายละเอียดกันเองเกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้าที่ต้องการ การส่งสินค้า ราคาและวิธีการชำระราคา ผลตอบแทนที่โจทก์ได้รับมีเพียงค่านายหน้าจากบริษัทดังกล่าวเมื่อผู้ซื้อในประเทศไทยและบริษัทดังกล่าวตกลงซื้อขายสินค้ากันแล้วผู้ซื้อจะชำระเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยตรงด้วยวิธีการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ส่วนการทำโครงการในประเทศที่บริษัทดังกล่าวทำให้แก่หน่วยงานราชการไทยนั้น หน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นผู้จ่ายเงินค่าสินค้าและค่าจ้างให้บริษัทดังกล่าวโดยตรง โดยจ่ายให้แก่สำนักงานชั่วคราวของบริษัทดังกล่าวที่ประจำอยู่ ณ หน่วยงานในโครงการเพื่อเป็นรายจ่ายในประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวได้ใช้จ่ายเงินบาททั้งหมดในประเทศไทย หรือโดยจ่ายให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยตรงด้วยวิธีเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทดังกล่าวไปเบิกเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลประเทศญี่ปุ่นโดยตรงนั้น เห็นว่า เมื่อการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการกรณีนี้ระหว่างผู้ซื้อในประเทศไทยกับบริษัทดังกล่าวเป็นการทำสัญญาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีโจทก์เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อให้แก่บริษัทดังกล่าวในประเทศไทย อีกทั้งโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทดังกล่าว การที่โจทก์เข้าไปผูกพันกับบริษัทดังกล่าวในการยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนโจทก์ย่อมรู้ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของบริษัทดังกล่าวเป็นอย่างดีแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทดังกล่าวอย่างมาก มิฉะนั้นโจทก์คงไม่เข้าไปผูกพันกับบริษัทดังกล่าวเช่นนั้นโจทก์จึงมิใช่เป็นเพียงตัวแทนธรรมดาทั่วไปที่หาลูกค้าให้บริษัทดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้น การที่บริษัทดังกล่าวมีข้อตกลงให้ลูกค้าในประเทศไทยส่งเงินหรือจ่ายค่าตอบแทนให้แก่บริษัทดังกล่าวด้วยวิธีการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารพาณิชย์ชำระให้แก่บริษัทดังกล่าวอีกทอดหนึ่ง เพราะไม่ว่าโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อจะเป็นผู้ส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างออกไปเองหรือให้ลูกค้าของบริษัทดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือค่าจ้างทั้งหมดให้แก่บริษัทดังกล่าวในต่างประเทศโดยตรงด้วยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทดังกล่าวไปเบิกเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ก็ถือได้ว่ามีผลทำให้บริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ถือว่าประกอบกิจการในประเทศไทยได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย และเมื่อเงินที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยมีส่วนของกำไรหรือถือได้ว่าเป็นกำไรรวมอยู่ด้วย เนื่องจากในการกำหนดราคาขายสินค้าหรือให้บริการ ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการจะต้องคิดค่าสินค้าหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นผลกำไรไว้ด้วย เมื่อไม่ปรากฏปัจจัยอื่นที่จะมีผลทำให้กำไรที่คำนวณไว้โดยปกติธรรมดาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะทำให้มีการขาดทุน จึงต้องถือว่าโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น....

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิหรือไม่ จำเลยทั้งสี่ยื่นคำแก้อุทธรณ์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ทำการประเมินภาษีบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเทศญี่ปุ่นและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อบริษัทดังกล่าว หาใช่เป็นการประเมินภาษีต่อโจทก์ไม่ โจทก์มีฐานะเป็นผู้กระทำการแทนบริษัทดังกล่าวสำหรับประกอบกิจการในประเทศไทย ผู้เป็นตัวการในการที่จะต้องรับผิดเสียภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นบริษัทดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยทั้งสี่ได้ต่อสู้เรี่องอำนาจฟ้องว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เพื่อขอเพิกถอนการประเมิน และคำวินิจฉัยในทุกประเภทภาษีตามฟ้อง หาใช่เฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย เท่านั้นไม่ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้ตั้งเป็นประเด็นไว้ แต่วินิจฉัยเฉพาะกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย เท่านั้น เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำคู่ความและสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นที่แล้วเสร็จ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ถึง 6 และ 10 ถึง 14 เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ว่า ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีไม่ถูกต้อง ในกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งการที่จะเรียกให้ผู้ทำการแทนรับผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคแรกนั้น เจ้าพนักงานประเมินจะต้องดำเนินการตามมาตรา 19 และ 20 แห่งประมวลรัษฎากรก่อน กล่าวคือ จะต้องเรียกบุคคลผู้ต้องรับผิดนั้นมาไต่สวนแล้วแจ้งจำนวนเงินที่จะประเมินไปยังบุคคลผู้ต้องร้บผิด เพื่อที่บุคคลนั้นจะได้มีโอกาสอุทธรณ์การประเมินตามในมาตรา 76 ทวิ วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ก่อน ดังนี้ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง สำหรับกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย แม้ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย จะแจ้งแก่โจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะสถานประกอบการถาวรของบริษัทดังกล่าวได้จ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเข้ามาควบคุมติดตั้งเครื่องจักรในโครงการต่างๆ ที่บริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ทำในประเทศไทย ดังนั้น เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร มิได้หักและนำเงินส่งหรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินคือโจทก์ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 54 ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.รัษฎากร ม. 54 ม. 70 ทวิ ม. 76 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทย-เอ็มซี จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2548
#271049
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ซ. จำกัด ประเทศญี่ปุ่น เป็นนิติบุคคลต่างประเทศและไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทย ส่วนโจทก์เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย แม้โจทก์จะเป็นเพียงนายหน้าทำหน้าที่ชี้ช่องให้แก่บริษัท ซ. จำกัดและผู้ซื้อหรือหน่วยงานในประเทศไทยเจรจาซื้อขายสินค้าระหว่างกันเอง และผลตอบแทนที่โจทก์ได้รับมีเพียงค่านายหน้าจากบริษัท ซ. จำกัด และการชำระราคาสินค้า ผู้ซื้อสินค้าจะชำระค่าสินค้าให้แก่บริษัท ซ. จำกัด โดยตรงด้วยวิธีการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต หรือหน่วยงานเจ้าของโครงการจ่ายเงินค่าสินค้าและค่าจ้างให้แก่บริษัท ซ. จำกัดโดยตรง โดยจ่ายให้แก่สำนักงานชั่วคราวของบริษัทที่ประจำอยู่ ณ หน่วยงานในโครงการเพื่อเป็นรายจ่ายในประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานได้จ่ายเงินบาททั้งหมดในประเทศไทย หรือจ่ายให้แก่บริษัท ซ. จำกัด โดยตรงโดยวิธีเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัท ซ. จำกัดไปเบิกเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลประเทศญี่ปุ่นโดยตรงก็ตาม แต่เมื่อการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการกรณีนี้ระหว่างผู้ซื้อในประเทศไทยกับบริษัท ซ. จำกัดเป็นการทำสัญญาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีโจทก์เป็นผู้กระทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อให้กับบริษัท ซ. จำกัด ในประเทศไทย อีกทั้งโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัท ซ. จำกัด การที่โจทก์เข้าไปผูกพันกับบริษัท ซ. จำกัดในการยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน โจทก์ย่อมรู้ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของบริษัทดังกล่าวเป็นอย่างดี โจทก์มีความใกล้ชิดกับบริษัทดังกล่าวเป็นอย่างมาก มิเช่นนั้นโจทก์คงไม่เข้าไปผูกพันกับบริษัทดังกล่าวเช่นนั้นโจทก์จึงมิใช่เป็นเพียงตัวแทนธรรมดาทั่วไปที่หาลูกค้าให้บริษัทดังกล่าวเท่านั้น การที่บริษัท ซ. จำกัด มีข้อตกลงกับลูกค้าเกี่ยวกับการส่งเงินหรือค่าตอบแทนโดยตรงหรือการเบิกเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ก็เป็นเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการตามที่โจทก์ตกลงกับบริษัท ซ. จำกัด เท่านั้น โจทก์จะนำความแตกต่างเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าหรือค่าจ้างเพียงเท่านี้มาเป็นเหตุให้เกิดภาระภาษีที่แตกต่างกันหาได้ไม่ แม้ลูกค้าจะเป็นผู้ส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างให้แก่บริษัท ซ. จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศญี่ปุ่นโดยตรงก็หามีผลแตกต่างไปจากการที่ลูกค้าส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อแล้วโจทก์จึงส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างดังกล่าวไปให้บริษัท ซ. จำกัด อีกทอดหนึ่ง เพราะไม่ว่าโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อจะเป็นผู้ส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างออกไปเองหรือให้ลูกค้าของบริษัทดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือค่าจ้างทั้งหมดให้ในต่างประเทศโดยตรงด้วยวิธีการต่าง ๆ ข้างต้น ก็มีผลทำให้บริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ถือว่าประกอบกิจการในประเทศไทยได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย และเมื่อเงินที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยมีส่วนของกำไรหรือถือว่าเป็นกำไรรวมอยู่ด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 70 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล และให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ของจำเลยที่ 1 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจในประเด็นเรื่องการคำนวณเงินเพิ่มเกินกว่าภาษีที่ต้องชำระ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปมีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ แทนบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ ข้อนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า หากการกระทำของบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ที่ปฏิบัติตามวิธีการชำระเงินทางการค้าระหว่างประเทศดังที่กระทำในคดีนี้เป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยและบริษัทดังกล่าวจะต้องรับผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ก็ตาม โจทก์ก็ไม่ต้องรับผิดยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติดังกล่าว เนื่องจากหน้าที่ของผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ไม่รวมถึงหน้าที่ในการนำส่งภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยด้วยนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์ยอมรับตามคำฟ้องของโจทก์ว่าโจทก์เป็นผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวและได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ถือว่าบริษัทดังกล่าวนั้นประกอบกิจการในประเทศไทยและให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นเป็นตัวแทนของบริษัทซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้คือส่วนที่ 3 ของหมวด 3 ลักษณะ 2 แห่ง ประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว ซึ่งการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในกรณีการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ อยู่ในส่วน 3 ด้วย ดังนั้น ผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย จึงอยู่ในขอบข่ายที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยด้วย หากเข้าเงื่อนไขตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ กำหนดไว้ ทั้งนี้ เพื่อความเสมอภาคในการเสียภาษีให้แก่รัฐบาลไทยเช่นเดียวกับกรณีที่บริษัทต่างประเทศเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยในลักษณะของสำนักงานสาขาซึ่งหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กั้นไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยนั้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ให้จัดเก็บจากจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลต่างประเทศที่ได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า บริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น เป็นนิติบุคคลต่างประเทศและไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทย ส่วนโจทก์เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย บริษัทดังกล่าวกระทำกิจการในประเทศไทยด้วยกัน 2 ประเภท ประเภทแรกคือ ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในประเทศไทย และอีกประเภทหนึ่งคือ ประกอบกิจการก่อสร้างและขายสินค้าประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในทางอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมให้แก่โครงการของหน่วยงานรัฐบาลไทยการขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในประเทศไทยนั้น โจทก์เป็นนายหน้าทำหน้าที่ชี้ช่องให้บริษัทดังกล่าวและผู้ซื้อในประเทศไทยได้ซื้อขายสินค้ากันเท่านั้น โดยโจทก์จะหาข้อมูลตามความต้องการของผู้ซื้อในประเทศไทยว่ามีผู้ซื้อรายใดที่ประสงค์จะซื้อสินค้าประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในทางอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรม เมื่อโจทก์ทราบข้อมูลแล้วจะแจ้งข้อมูลและความต้องการของผู้ซื้อให้บริษัทดังกล่าวทราบ เพื่อให้บริษัทดังกล่าวติดต่อกับผู้ซื้อและเจรจาซื้อขายในรายละเอียดกันเองเกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้าที่ต้องการ การส่งสินค้า ราคา และวิธีการชำระราคาผลตอบแทนที่โจทก์ได้รับมีเพียงค่านายหน้าจากบริษัทดังกล่าว เมื่อผู้ซื้อในประเทศไทยและบริษัทดังกล่าวตกลงซื้อขายสินค้ากันแล้ว ผู้ซื้อจะชำระเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยตรงด้วยวิธีการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ส่วนการทำโครงการในประเทศที่บริษัทดังกล่าวทำให้แก่หน่วยงานราชการไทยนั้น หน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นผู้จ่ายเงินค่าสินค้าและค่าจ้างให้บริษัทดังกล่าวโดยตรง โดยจ่ายให้แก่สำนักงานชั่วคราวของบริษัทดังกล่าวที่ประจำอยู่ ณ หน่วยงานในโครงการเพื่อเป็นรายจ่ายในประเทศไทยซึ่งหน่วยงานดังกล่าวได้ใช้จ่ายเงินบาททั้งหมดในประเทศไทย หรือโดยจ่ายให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยตรงด้วยวิธีเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทดังกล่าวไปเบิกเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลประเทศญี่ปุ่นโดยตรงนั้น เห็นว่า เมื่อการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการกรณีนี้ระหว่างผู้ซื้อในประเทศไทยกับบริษัทดังกล่าวเป็นการทำสัญญาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีโจทก์เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อให้แก่บริษัทดังกล่าวในประเทศไทย อีกทั้งโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทดังกล่าว การที่โจทก์เข้าไปผูกพันกับบริษัทดังกล่าวในการยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน โจทก์ย่อมรู้ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของบริษัทดังกล่าวเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทดังกล่าวอย่างมาก มิฉะนั้นโจทก์คงไม่เข้าไปผูกพันกับบริษัทดังกล่าวเช่นนั้น โจทก์จึงมิใช่เป็นเพียงตัวแทนธรรมดาทั่วไปที่หาลูกค้าให้บริษัทดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้น การที่บริษัทดังกล่าวมีข้อตกลงให้ลูกค้าในประเทศไทยส่งเงินหรือจ่ายค่าตอบแทนให้แก่บริษัทดังกล่าวด้วยวิธีการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารพาณิชย์ชำระให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยตรง หรือบริษัทดังกล่าวไปเบิกเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลประเทศญี่ปุ่นโดยตรง จึงเป็นเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการตามที่โจทก์ตกลงกับบริษัทดังกล่าวเท่านั้น โจทก์จะนำความแตกต่างเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าหรือค่าจ้างเพียงเท่านี้มาเป็นเหตุให้เกิดภาวะภาษีที่แตกต่างกันหาได้ไม่ ด้วยเหตุนี้ แม้ลูกค้าจะเป็นผู้ส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างให้แก่บริษัทดังกล่าวซึ่งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นโดยตรงก็ตาม ก็หามีผลผิดแผกแตกต่างไปจากการที่ลูกค้าส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อแล้วโจทก์จึงส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างดังกล่าวไปให้บริษัทดังกล่าวอีกทอดหนึ่ง เพราะไม่ว่าโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อจะเป็นผู้ส่งเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างออกไปเองหรือให้ลูกค้าของบริษัทดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือค่าจ้างทั้งหมดให้แก่บริษัทดังกล่าวในต่างประเทศโดยตรงด้วยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทดังกล่าวไปเบิกเงินค่าสินค้าหรือค่าจ้างจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ก็ถือได้ว่ามีผลทำให้บริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ถือว่าประกอบกิจการในประเทศไทยได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย และเมื่อเงินที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยมีส่วนของกำไรหรือถือได้ว่าเป็นกำไรรวมอยู่ด้วย เนื่องจากในการกำหนดราคาขายสินค้าหรือให้บริการ ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการจะต้องคิดค่าสินค้าหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นผลกำไรไว้ด้วย เมื่อไม่ปรากฏปัจจัยอื่นที่จะมีผลทำให้กำไรที่คำนวณไว้โดยปกติธรรมดาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะทำให้มีการขาดทุน จึงต้องถือว่าโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น....."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 70 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทย-เอ็มซี จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ