คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4055 -ที่ 4056/2548
#266290
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางตรวจสำนวนโดยพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ พยานหลักฐานที่คู่ความส่งต่อศาลและสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังยุติเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย และวินิจฉัยคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้นั้น เป็นการรับฟังพยานหลักฐานและวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 84 และ 104 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2547 ในระหว่างเวลาทำงานและในที่ทำงาน โจทก์ทั้งสองโต้เถียงกันในเรื่องการทำงาน เมื่อหัวหน้างานห้ามปรามให้เงียบโจทก์ทั้งสองก็ยังคงโต้เถียงกันอีก และโจทก์ที่ 2 ได้เขวี้ยงท่อพีวีซีใส่โจทก์ที่ 1 แต่ไม่โดน และทรัพย์สินของจำเลยไม่ได้เสียหาย การกระทำของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวมีลักษณะไม่รุนแรงและไม่เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหาย จึงเป็นการฝ่าฝืนในกรณีที่ไม่ร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองทันทีโดยไม่เคยตักเตือนโจทก์ทั้งสองเป็นหนังสือมาก่อนจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสอง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 (2) และ (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลมีคำสั่งรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 2,380 บาท ค่าชดเชยจำนวน 15,300 บาท และค่าเสียหายจำนวน 80,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 2,380 บาท ค่าชดเชยจำนวน 30,600 บาท และค่าเสียหายจำนวน 80,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 15,300 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 30,600 บาท แก่โจทก์ที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2543 โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างรายวันได้รับค่าจ้างวันละ 170 บาท จำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 และ 20 ของเดือน จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547 อ้างว่าโจทก์ทั้งสองทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันในบริเวณโรงงานและนอกโรงงานเมื่อวันที่ 1 และ 3 มีนาคม 2547 อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยคดีโดยรับฟังข้อเท็จจริงจากการสอบถามโจทก์และจำเลย และตัดสินชี้ขาดคดีตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ โดยไม่เปิดโอกาสให้โจทก์และจำเลยนำพยานเข้าสืบเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 27, 87 และ 88 จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ฝ่าฝืนกฎหมายและผิดระเบียบนั้น เห็นว่า ป.วิ.พ. มาตรา 84 บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใด ๆ เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตนให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้าง แต่ว่า

(1) คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปหรือซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือซึ่งศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว?" บทบัญญัติดังกล่าว หมายความว่า คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์สนับสนุนข้อเท็จจริงนั้น เว้นแต่คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป หรือซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือศาลเห็นว่าไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์เนื่องจากข้อเท็จจริงนั้นอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว คดีนี้ศาลแรงงานกลางได้ตรวจสำนวนโดยพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ พยานหลักฐานต่าง ๆ ที่คู่ความส่งต่อศาลและสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังยุติเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย และวินิจฉัยคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้นั้น เป็นการรับฟังพยานหลักฐานและวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 84 และ 104 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกันในบริเวณที่ทำงาน อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยแล้วไม่ว่าการฝ่าฝืนนั้นจะร้ายแรงหรือไม่ จำเลยก็สามารถเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น เห็นว่า การฝ่าฝืนคำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง ซึ่งนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) ต้องเป็นการฝ่าฝืนในกรณีร้ายแรง หรือกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนสำหรับในกรณีฝ่าฝืนในกรณีไม่ร้ายแรง คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2547 ในระหว่างเวลาทำงานและในที่ทำงาน โจทก์ทั้งสองโต้เถียงกันในเรื่องการทำงานเมื่อหัวหน้างานห้ามปรามให้เงียบ โจทก์ทั้งสองก็ยังคงโต้เถียงกันอีก และโจทก์ที่ 2 ได้เขวี้ยงท่อพีวีซีใส่โจทก์ที่ 1 แต่ไม่โดนและทรัพย์สินของจำเลยไม่ได้เสียหาย การกระทำของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวมีลักษณะไม่รุนแรงและไม่เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหาย จึงเป็นการฝ่าฝืนในกรณีที่ไม่ร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองทันทีโดยไม่เคยตักเตือนโจทก์ทั้งสองเป็นหนังสือมาก่อน จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 (2) และ (3) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 104
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 (2) ม. 118 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแก้วมณี ขุนาพรม
จำเลย — บริษัทแจ๊คสัน พรีเชียสเมทอลเพลทติ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4055 -ที่ 4056/2548
#271725
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 84 หมายความว่า คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใดคู่ความฝ่ายนั้นต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์สนับสนุนข้อเท็จจริงนั้น แต่ว่าคู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป หรือซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้หรือซึ่งศาลเห็นว่าไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์เนื่องจากข้อเท็จจริงนั้นอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว การที่ศาลแรงงานกลางได้ตรวจสำนวนโดยพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ พยานหลักฐานต่าง ๆ ที่คู่ความส่งต่อศาลและสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังยุติเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย และวินิจฉัยคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้นั้น เป็นการรับฟังพยานหลักฐานและวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 84 และ 104 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 แล้ว

การฝ่าฝืนคำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง ซึ่งนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) ต้องเป็นการฝ่าฝืนในกรณีร้ายแรงหรือกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนสำหรับการฝ่าฝืนในกรณีไม่ร้ายแรง ปรากฏว่าในระหว่างเวลาทำงานและในที่ทำงานโจทก์ทั้งสองโต้เถียงกันในเรื่องการทำงาน เมื่อหัวหน้างานห้ามปรามให้เงียบ โจทก์ทั้งสองก็ยังคงโต้เถียงกันอีก และโจทก์ที่ 2 ได้เขวี้ยงท่อพีวีซีใส่โจทก์ที่ 1 แต่ไม่โดน และทรัพย์สินของจำเลยไม่ได้เสียหาย เป็นการกระทำที่มีลักษณะไม่รุนแรงและไม่เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหาย จึงเป็นการฝ่าฝืนในกรณีที่ไม่ร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองทันทีโดยไม่เคยตักเตือนโจทก์ทั้งสองเป็นหนังสือมาก่อน จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 (2) และ (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลมีคำสั่งรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 2,380 บาท ค่าชดเชยจำนวน 15,300 บาท และค่าเสียหายจำนวน 80,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 2,380 บาท ค่าชดเชยจำนวน 30,600 บาท และค่าเสียหายจำนวน 80,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 15,300 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 30,600 บาท แก่โจทก์ที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยคดีโดยรับฟังข้อเท็จจริงจากการสอบถามโจทก์และจำเลยและตัดสินชี้ขาดคดีตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ โดยไม่เปิดโอกาสให้โจทก์และจำเลยนำพยานเข้าสืบเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27, 87 และ 88 จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ฝ่าฝืนกฎหมายและผิดระเบียบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใด ๆ เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตน ให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้าง แต่ว่า

(1) คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปหรือซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้หรือซึ่งศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว..." บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่าคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์สนับสนุนข้อเท็จจริงนั้น เว้นแต่คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป หรือซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือศาลเห็นว่าไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์เนื่องจากข้อเท็จจริงนั้นอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว คดีนี้ศาลแรงงานกลางได้ตรวจสำนวนโดยพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่คู่ความส่งต่อศาลและสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังยุติเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย และวินิจฉัยคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้นั้น เป็นการรับฟังพยานหลักฐานและวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 และ 104 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 แล้วอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกันในบริเวณที่ทำงาน อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยแล้ว ไม่ว่าการฝ่าฝืนนั้นจะร้ายแรงหรือไม่ จำเลยก็สามารถเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น เห็นว่า การฝ่าฝืนคำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง ซึ่งนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ต้องเป็นการฝ่าฝืนในกรณีร้ายแรง หรือกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือน สำหรับในกรณีฝ่าฝืนในกรณีไม่ร้ายแรง คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2547 ในระหว่างเวลาทำงานและในที่ทำงานโจทก์ทั้งสองโต้เถียงกันในเรื่องการทำงานเมื่อหัวหน้างานห้ามปรามให้เงียบ โจทก์ทั้งสองก็ยังคงโต้เถียงกันอีกและโจทก์ที่ 2 ได้เขวี้ยงท่อพีวีซีใส่โจทก์ที่ 1 แต่ไม่โดน และทรัพย์สินของจำเลยไม่ได้เสียหาย การกระทำของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวมีลักษณะไม่รุนแรง และไม่เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหาย จึงเป็นการฝ่าฝืนในกรณีที่ไม่ร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองทันทีโดยไม่เคยตักเตือนโจทก์ทั้งสองเป็นหนังสือมาก่อน จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (2) และ (3) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 104
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 (2) ม. 118 (3) ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแก้วมณี ขุนาพรม กับพวก
จำเลย — บริษัทแจ๊คสัน พรีเชียสเมทอลเพลทดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2548
#266730
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความในสัญญาประกันความเสียหายที่ว่า หากโจทก์ทำความเสียหายให้แก่จำเลยไม่ว่ากรณีใด ๆ โจทก์ยินดีให้จำเลยหักเงินประกันความเสียหาย คำว่า กรณีใด ๆ ย่อมหมายความถึงกรณีที่โจทก์ทำความเสียหายให้แก่จำเลยโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของโจทก์ แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมิได้เกิดจากการกระทำของโจทก์ จะให้โจทก์รับผิดโดยอาศัยข้อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าข้อสัญญาที่ให้โจทก์รับผิดในความเสียหายเพราะเหตุสุดวิสัยด้วยใช้บังคับได้หรือไม่ เพราะสัญญามิได้ระบุเช่นนั้น ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าเสียหายที่หักไปชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า หลังจากศาลแรงงานกลางพิพากษาแล้ว จำเลยยังหักเงินของโจทก์ต่อไปอีกจำนวน 890 บาท รวมเป็นเงินที่หักไป 5,770 บาท ขอให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยด้วยนั้น เงินจำนวน 890 บาท จำเลยเพิ่งหักไปหลังจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืนและการเรียกร้องเอาเงินในส่วนที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง โจทก์ต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นขึ้นมา จะขอมาในคำแก้อุทธรณ์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าปรับแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 4,880 บาท ให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิหักเงินประกันความเสียหายจำนวน 4,880 บาท ดังกล่าวหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาประกันความเสียหายลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งเป็นสัญญาที่ทำขึ้นก่อนเกิดเหตุคดีนี้ระบุไว้ว่า หากโจทก์ทำความเสียหายให้แก่จำเลยไม่ว่ากรณีใด ๆ โจทก์ยินดีให้จำเลยหักเงินประกันความเสียหาย คำว่า กรณีใด ๆ ย่อมหมายความรวมถึงกรณีเหตุสุดวิสัยด้วย ข้อตกลงดังกล่าวไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย และไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมใช้บังคับได้ จำเลยจึงมีสิทธิหักเงินประกันความเสียหายจำนวน 7,000 บาท และไม่จำต้องคืนเงินที่จำเลยหักจากโจทก์ไปแล้วจำนวน 4,880 บาท ให้แก่โจทก์ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อความในสัญญาประกันความเสียหายดังกล่าวที่ว่า หากโจทก์ทำความเสียหายให้แก่จำเลยไม่ว่ากรณีใด ๆ โจทก์ยินดีให้จำเลยหักเงินประกันความเสียหาย คำว่า กรณีใด ๆ ย่อมหมายความถึงกรณีที่โจทก์ทำความเสียหายให้แก่จำเลยโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของโจทก์ แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมิได้เกิดจากการกระทำของโจทก์ จะให้โจทก์รับผิดโดยอาศัยข้อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าข้อสัญญาที่ให้โจทก์รับผิดในความเสียหายเพราะเหตุสุดวิสัยด้วยใช้บังคับได้หรือไม่ เพราะสัญญามิได้ระบุไว้เช่นนั้น ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าเสียหายที่หักไปชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า หลังจากศาลแรงงานกลางพิพากษาแล้ว จำเลยยังหักเงินของโจทก์ต่อไปอีกจำนวน 890 บาท รวมเป็นเงินที่หักไป 5,770 บาท ขอให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยด้วยนั้น เห็นว่า เงินจำนวน 890 บาท จำเลยเพิ่งหักไปหลังจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืน และการเรียกร้องเอาเงินในส่วนที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง โจทก์ต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นขึ้นมา จะขอมาในคำแก้อุทธรณ์หาได้ไม่ ข้ออ้างของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ เตชนันท์
จำเลย — บริษัทนอร์ทเทิร์น แมททีเรียล แอนด์ คอนกรีต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4047/2548
#268382
เปิดฉบับเต็ม

ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 คำว่า "บุตร" ตามมาตรา 73 (2) มิได้หมายถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น แต่รวมถึงบุตรอันแท้จริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนด้วย เมื่อโจทก์เป็นบุตรอันแท้จริงของผู้ประกันตนซึ่งถึงแก่ความตาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตามมาตรา 73 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2546 นายจือ แซ่ฮึง ผู้ประกันตน ซึ่งเป็นบิดาที่แท้จริงของโจทก์ทั้งสิบสามคนได้ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสิบสามในฐานะบุตรที่แท้จริงจึงได้ยื่นเรื่องขอรับเงินค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 แต่ได้รับการปฏิเสธในการจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทั้งสิบสามไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน โจทก์ทั้งสิบสามได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ โดยอ้างว่ามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4940/2545 วินิจฉัยไว้แล้วว่า บุตรตามมาตรา 73 (2) หมายความถึงบุตรอันแท้จริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนด้วย แต่คณะกรรมการอุทธรณ์ก็ยังมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสามโดยอ้างเหตุผลว่า โจทก์ทั้งสิบสามไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสิบสาม เพราะโจทก์ทั้งสิบสามแม้จะไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจือ แซ่ฮึง ผู้ประกันตน แต่โจทก์ทั้งสิบสามก็เป็นบุตรที่แท้จริงของผู้ประกันตน โดยผู้ประกันตนได้ให้การศึกษาเลี้ยงดูอยู่อาศัยร่วมกันมาโดยตลอด ยกว้นโจกท์บางคนที่ได้มีครอบครัวและแยกครอบครัวไปแต่ก็ยังคงไปมาหาสู่ในฐานะบิดาและบุตรโดยตลอด โจทก์ทั้งสิบสามเห็นว่าโจทก์ทั้งสิบสามเป็นบุตรตามความหมายของคำว่าบุตรที่ประกฏในมาตรา 73 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตายกับทั้งยังมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในมาตรานี้ไว้แล้ว โดยผู้อำนวยการสำนังงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และคณะกรรมการอุทธรณ์ก็ได้รับทราบว่ามีคำวินิจฉัยดังกล่าวแต่ก็ยังปฏิเสธการจ่ายเงินให้โจทก์ทั้งสิบสาม การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจทำให้โจทก์ทั้งสิบสามได้รับความเสียหาย ขอเรียกค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของ ต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2546 อันเป็นวันที่ปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ 796/2546 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 และให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้โจทก์ทั้งสิบสามจำนวน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ 796/2546 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสิบสามไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีถึงแก่ความตายของนายจือ แซ่ฮึง ผู้ประกันตน ชอบด้วยเหตุผลตามข้อกฎหมายแล้ว หามีเหตุต้องยกเลิกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแต่ประการใดไม่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 796/2546 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 และให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้แก่โจทก์ทั้งสิบสามตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า โจทก์ทั้งสิบสามเป็นบุตรของนางชุนหง ปิงสุทธิวงศ์ กับนายจือ แซ่ฮึง ผู้ประกันตนซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2546 ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายด้วยอาการเส้นเลือดหัวใจตีบและปอดอักเสบ โจทก์ทั้งสิบสามได้ยื่นคำขอรับเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย คือ เงินสงเคราะห์ต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสิบสามมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ โจทก์ทั้งสิบสามอุทธรณ์คณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยที่ 796/2546 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ให้ยกอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่า มารดาของโจทก์ทั้งสิบสามมิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ประกันตน โจทก์ทั้งสิบสามจึงมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน ไม่มีสิทธิรับเงินประโยชน์ทดแทนที่เป็นเงินสงเคราะห์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสิบสามเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ในฐานะบุตรตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 (2) หรือไม่ ข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า บุตรที่จะได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสิบสามมิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราห์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "บุตร" ว่ามีความหมายอย่างไร ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็มีการบัญญัติถึงบุตรไว้สองแบบ กล่าวคือ ในหมวด 5 ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนในกรณีตามมาตรา 73 (2) เกี่ยวกับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ใช้คำว่า "บุตร" ส่วนในหมวด 6 ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร ตามมาตรา 75 ตรี ใช้คำว่า "บุตรชอบด้วยกฎหมาย" และในหมวด 7 ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 77 จัตวา (1) ใช้คำว่า "บุตรชอบด้วยกฎหมาย" เมื่อใช้คำต่างกันในพระราชบัญญัติเดียวกันนี้ แสดงว่ามีความประสงค์จะให้ความหมายของคำว่า "บุตร" แตกต่างไปจากคำว่า "บุตรชอบด้วยกฎหมาย" เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แล้วจะเห็นได้ว่าเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่น โดยจัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นมาเพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือตายอันมิใช่เนื่องมาจากการทำงาน ทั้งนี้ โดยมุ่งหมายให้เป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้างและครอบครัว ซึ่งลูกจ้างผู้ประกันตนส่วนใหญ่มักจะอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตามมาตรา 73 (2) (ก) และ (ข) ก็คือเงินสมทบส่วนหนึ่งที่ผู้ประกันตนได้ส่งไว้แล้วกฎหมายจึงบัญญัติให้เฉลี่ยจ่ายแก่สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน จึงเห็นว่าตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 คำว่า "บุตร" ตามมาตรา 73 (2) จึงมิได้หมายถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่จำเลยอุทธรณ์มาเท่านั้น แต่รวมถึงบุตรอันแท้จริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสิบสามเป็นบุตรอันแท้จริงของผู้ประกันตนซึ่งถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งสิบสามจึงมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 (2) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรพีพร รัชต์ธนากร กับพวก
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชวลิต ยอดเณร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4047/2548
#271721
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ประกันสังคมฯ ไม่ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "บุตร" ว่ามีความหมายอย่างไร แต่มีการบัญญัติถึงบุตรไว้สองแบบ กล่าวคือ ตามมาตรา 73 (2) เกี่ยวกับเงินสงเคราะห์ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ใช้คำว่า "บุตร" ส่วนมาตรา 75 ตรี และมาตรา 77 จัตวา (1) ใช้คำว่า "บุตรชอบด้วยกฎหมาย" เมื่อใช้คำต่างกันในกฎหมายเดียวกันเช่นนี้ แสดงว่าประสงค์จะให้ความหมายของคำว่า "บุตร" แตกต่างไปจากคำว่า "บุตรชอบด้วยกฎหมาย" เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือตายอันเนื่องมาจากการทำงาน ทั้งนี้ โดยมุ่งหมายให้เป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้างและครอบครัว ซึ่งลูกจ้างผู้ประกันตนส่วนใหญ่มักอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส และเมื่อพิจารณาถึงเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตามมาตรา 73 (2) (ก) และ (ข) ก็คือเงินสมทบส่วนหนึ่งที่ผู้ประกันตนได้ส่งไว้แล้ว กฎหมายจึงบัญญัติให้เฉลี่ยจ่ายแก่สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน จึงเห็นได้ว่าตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ คำว่า "บุตร" ตามมาตรา 73 (2) จึงมิได้หมายถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. เท่านั้น แต่รวมถึงบุตรอันแท้จริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสิบสามเป็นบุตรอันแท้จริงของผู้ประกันตนซึ่งถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสิบสามจึงมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 73 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายจือ แซ่ฮึง ผู้ประกันตนซึ่งเป็นบิดาที่แท้จริงของโจทก์ทั้งสิบสามได้ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสิบสามในฐานะบุตรที่แท้จริงจึงได้ยื่นเรื่องขอรับเงินค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 แต่ได้รับการปฏิเสธโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทั้งสิบสามไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน โจทก์ทั้งสิบสามได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการอุทธรณ์ก็ยังมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสาม โดยอ้างเหตุผลว่า โจทก์ทั้งสิบสามไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสิบสาม ทำให้โจทก์ทั้งสิบสามได้รับความเสียหายขอเรียกค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2546 อันเป็นวันที่ปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ 796/2546 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 และให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้โจทก์ทั้งสิบสามจำนวน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 796/2546 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 และให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้แก่โจทก์ทั้งสิบสามตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า โจทก์ทั้งสิบสามเป็นบุตรของนางชุนหง ปิงสุทธิวงศ์ กับนายจือ ผู้ประกันตน ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2546 ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายด้วยอาการเส้นเลือดหัวใจตีบและปอดอักเสบ โจทก์ทั้งสิบสามได้ยื่นคำขอรับเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย คือเงินสงเคราะห์ต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสิบสามมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ โจทก์ทั้งสิบสามอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยที่ 796/2546 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ให้ยกอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่า มารดาของโจทก์ทั้งสิบสามมิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ประกันตน โจทก์ทั้งสิบสามจึงมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน ไม่มีสิทธิรับเงินประโยชน์ทดแทนที่เป็นเงินสงเคราะห์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสิบสามเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ในฐานะบุตรตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 (2) หรือไม่ ข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า บุตรที่จะได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสิบสามมิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "บุตร" ว่ามีความหมายอย่างไร ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็มีการบัญญัติถึงบุตรไว้สองแบบ กล่าวคือ ในหมวด 5 ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนในกรณีตามมาตรา 73 (2) เกี่ยวกับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายใช้คำว่า "บุตร" ส่วนในหมวด 6 ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรตามมาตรา 75 ตรี ใช้คำว่า "บุตรชอบด้วยกฎหมาย" และในหมวด 7 ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ตามมาตรา 77 จัตวา (1) ใช้คำว่า "บุตรชอบด้วยกฎหมาย" เมื่อใช้คำต่างกันในพระราชบัญญัติเดียวกันเช่นนี้ แสดงว่ามีความประสงค์จะให้ความหมายของคำว่า "บุตร" แตกต่างไปจากคำว่า "บุตรชอบด้วยกฎหมาย" เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แล้วจะเห็นได้ว่าเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่น โดยจัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นมาเพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือตายอันมิใช่เนื่องมาจากการทำงาน ทั้งนี้ โดยมุ่งหมายให้เป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้างและครอบครัว ซึ่งลูกจ้างผู้ประกันตนส่วนใหญ่มักจะอยู่กินฉันสามีภริยากัน โดยมิได้จดทะเบียนสมรส นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตามมาตรา 73 (2) (ก) และ (ข) ก็คือเงินสมทบส่วนหนึ่งที่ผู้ประกันตนได้ส่งไว้แล้วกฎหมายจึงบัญญัติให้เฉลี่ยจ่ายแก่สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน จึงเห็นว่าตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 คำว่า "บุตร" ตามมาตรา 73 (2) จึงมิได้หมายถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่จำเลยอุทธรณ์มาเท่านั้น แต่รวมถึงบุตรอันแท้จริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสิบสามเป็นบุตรอันแท้จริงของผู้ประกันตนซึ่งถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสิบสามจึงมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 (2) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 73 (2) ม. 75 ตรี ม. 77 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรพีพร รัชต์ธนากร กับพวก
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชวลิต ยอดเณร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4046/2548
#268018
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อ 11 แห่งข้อบังคับของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 1 ที่กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินโบนัสตามข้อบังคับนี้ให้ กทพ. หักเงินดังกล่าวชดใช้หนี้สินผูกพันหรือค่าเสียหายที่พนักงานผู้นั้นได้มีอยู่กับหรือก่อให้เกิดแก่ กทพ. ให้ครบถ้วนเสียก่อน" เป็นการให้สิทธิหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. ซึ่งตามมาตรา 344 สิทธิเรียกร้องใดยังมีข้อต่อสู้อยู่ จะเอามาหักกลบลบหนี้ไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์นำส่งเงินค่าผ่านทางพิเศษไม่ครบ อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 45,910 บาท แก่จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็นำสืบต่อสู้ว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าโจทก์ยักยอกเงิน นั้นไม่เป็นความจริง ความจริงมีเงินหายไป จำเลยที่ 1 ไม่สามารถสืบทราบว่าผู้ใดกระทำผิด จึงใส่ร้ายโจทก์เนื่องจากโจทก์มีตำแหน่งต่ำสุด ถือได้ว่าเป็นกรณีที่สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ยังมีข้อต่อสู้อยู่ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจหักเงินโบนัสซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับเพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ก่อให้เกิดแก่จำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการมีหน้าที่บริหารกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้จ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานเก็บค่าผ่านทางพิเศษระดับ 3 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,640 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยทั้งสองระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2545 ครบ 1 ปีมิได้ถูกสอบสวนความผิดทางวินัยและมิได้ถูกลงโทษทางวินัยในปีงบประมาณ 2545 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี 2545 เป็นเงิน 12,526.71 บาท โจทก์ทวงถาม แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ เพราะกรณีของโจทก์เข้าข้อบังคับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 114 ข้อ 6, 9, 10, 11 ซึ่งไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2545 เป็นเงิน 12,526.71 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามฟ้องเพราะโจทก์ถูกจำเลยทั้งสองไล่ออกจากงานกล่าวหาว่าทุจริตต่อหน้าที่ โดยนำเงินค่าผ่านทางพิเศษ 45,910 บาท ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ไป โจทก์จะต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่จำเลยที่ 1 วันที่ 4 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชดใช้เงิน 45,910 บาท คืนแก่จำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากโจทก์เพิกเฉยไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จะดำเนินการนำเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับมาหักชำระค่าเสียหายจนครบจำนวน โจทก์ได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉยและตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีสิทธิหักเงินโบนัสชดใช้หนี้สินผูกพันหรือค่าเสียหายที่โจทก์มีอยู่หรือก่อให้เกิดแก่จำเลยที่ 1 ได้ เมื่อหักแล้วไม่มีเงินโบนัสเหลือ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัส ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยทั้งสองและคำแถลงรับของจำเลยทั้งสองแล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บค่าผ่านทางพิเศษระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2545 โจทก์ทำงานครบ 1 ปี โดยมิได้ถูกสอบสวนและลงโทษทางวินัย โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2545 เป็นเงิน 12,526.71 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ โดยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพักงานโจทก์ กล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงเรื่องทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามคำสั่งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย ล.4 ต่อมา เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่พักงาน (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2545) โดยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อหาที่ได้มีคำสั่งพักงานโจทก์เนื่องจากโจทก์นำส่งเงินค่าผ่านทางพิเศษไม่ครบจำนวนที่ระบุไว้ในใบนำส่งเป็นเงิน 45,910 บาท ตามคำสั่งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย ล.6 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 45,910 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.5 โจทก์รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่โจทก์มิได้ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ไล่โจทก์ออกจากงานต่อคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งลงโทษของจำเลยที่ 1 และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำสั่งครั้งที่ 8/2546 เรื่อง อุทธรณ์คำสั่งลงโทษไล่ออกเอกสารหมาย ล.2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันจ่ายเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2545 เป็นเงิน 12,526.71 บาทแก่โจทก์โดยจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะหักเงินโบนัสดังกล่าวเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับการทางพิเศษแห่งประเทศไทยฉบับที่ 114 ว่าด้วยการจ่ายเงินโบนัสพนักงานเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 11 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อ 11 แห่งข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย ล.1 ที่กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินโบนัสตามข้อบังคับนี้ให้ กทพ. หักเงินดังกล่าวชดใช้หนี้สินผูกพันหรือค่าเสียหายที่พนักงานผู้นั้นได้มีอยู่กับหรือก่อให้เกิดแก่ กทพ. ให้ครบถ้วนเสียก่อน" ข้อบังคับดังกล่าวก็คือการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั่นเอง ซึ่งตามมาตรา 344 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องใดยังมีข้อต่อสู้อยู่ สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าหาอาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ได้ไม่..." แม้ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์นำส่งเงินค่าผ่านทางพิเศษไม่ครบตามจำนวนดังที่ระบุไว้ในใบนำส่งเงินค่าผ่านทางพิเศษเป็นเงิน 45,910 บาท อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและให้โจทก์ดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายจำนวนเงิน 45,910 บาท แก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่โจทก์ก็นำสืบต่อสู้ในคดีนี้ว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าโจทก์ยักยอกเงินของจำเลยที่ 1 นั้นไม่เป็นความจริง ความจริงที่แผนกโจทก์ทำงานมีเงินหายไป จำเลยที่ 1 ไม่สามารถสืบทราบว่าผู้ใดกระทำผิด จึงใส่ร้ายโจทก์เนื่องจากโจทก์มีตำแหน่งต่ำสุด การที่โจทก์ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นกรณีที่สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ยังมีข้อต่อสู้อยู่ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ตามบทบัญญัติข้างต้น จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจหักเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2545 เป็นเงิน 12,526.71 บาท ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับเพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ก่อให้เกิดแก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิหักเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2545 ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไป"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,526.71 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 พฤษภาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปริวัชรหรือปริวัติ พชรเดช
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชวลิต ยอดเณร
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4045/2548
#268013
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานสอบสวนได้บันทึกแจ้งข้อหาจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาขับรถประมาทเฉี่ยวชนทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายและทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและเปรียบเทียบปรับไว้ว่า คู่กรณีตกลงกันโดยทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย เป็นที่พอใจแล้ว โดย ส. ผู้เอาประกันภัยและจำเลยลงชื่อไว้ จึงเป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างซ่อมรถที่เสียหายเอง มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ซึ่งมีผลให้ ส. ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้อีก การที่โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ ส. เป็นการปฏิบัติไปตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ ส. เป็นผู้เสียหายย่อมมีสิทธิทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย และเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บย 9834 ชลบุรี จากนายสมพร โสภณ เจ้าของผู้ครอบครอง มีระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2543 ถึง 31 มกราคม 2544 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2543 จำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขนจ ชล 582 โดยมีนายชาตรี บุญญเขตต์ นั่งซ้อนท้ายด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังออกจาถนนซอยด้วยความเร็วสูงตัดหน้ารถยนต์กระบะที่นายสมพรขับมาตามถนนศรีราชา - ซากค้อ ซึ่งเป็นทางตรงอย่างกะทันหันเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันได้รับความเสียหาย จำเลยกับนายชาตรีได้รับบาดเจ็บโจทก์นำรถยนต์กระบะที่รับประกันภัยไปซ่อมแซมเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 25,240.45 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 25,240.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2543 จำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขนจ ชบล 582 โดยมีนายชาตรี บุญญเขตต์ นั่งซ้อนท้ายออกจากถนนซอยด้วยความประมาทตัดหน้ารถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บย 9834 ชลบุรี ที่นายสมพร โสภณ ขับมาตามถนนศรีราชา - ซากค้อ อย่างกะทันหันเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับจำเลยในข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายและพนักงานสอบสวนได้ทำบันทึกเกี่ยวกับค่าเสียหายไว้ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.7 โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บย 9834 ชลบุรี ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปซ่อมเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 25,240.45 บาท คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ได้รับช่วงสิทธิและมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.7 พนักงานสอบสวนได้บันทึกแจ้งข้อหาจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาขับรถประมาทเฉี่ยวชนทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายและทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและเปรียบเทียบปรับ ซึ่งนอกจากจะทำให้คดีอาญาเป็นอันเลิกกันแล้ว พนักงานสอบสวนยังบันทึกเกี่ยวกับค่าเสียหายมีความว่า คู่กรณีสมัครใจตกลงกันโดยทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย ตกลงกันเป็นที่พอใจแล้วจึงให้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน โดยนายสมพรผู้เอาประกันภัยและจำเลยลงชื่อทั้งสองฝ่าย ดังนี้ แสดงว่านายสมพรผู้เอาประกันภัยรถยนต์กระบะคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้ตกลงกับจำเลยว่าไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน จึงเป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างซ่อมรถที่เสียหายเอง ข้อตกลงเช่นนี้มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งมีผลให้นายสมพรผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้อีก โจทก์ผู้รับประกันภัยจะรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเพียงเท่าที่ผู้เอาประกันภัยมีอยู่เท่านั้น เมื่อผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทิเรียกร้องค่าเสียหาย โจทก์ผู้รับประกันภัยย่อมไม่ได้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะมาเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แม้โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เอาประกันภัยก็เป็นการปฏิบัติไปตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ทำไว้กับผู้เอาประกันภัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่านายสมพรผู้เอาประกันภัยทำบันทึกตกลงกับจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.7 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า นายสมพรผู้เอาประกันภัยเป็นผู้เสียหายกรณีละเมิดถูกรถจักรยานยนต์จำเลยเฉี่ยวชนได้รับความเสียหาย ย่อมมีสิทธิที่จะทำข้อตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่กับจำเลยด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน อันเป็นการสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ และมีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยนำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ สำหรับคำพิพากษาฎีกาที่ 4445/2538 ที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวีระชัย ดีพา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4045/2548
#271719
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนรถยนต์กระบะของ ส. ที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย ซึ่งตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี นอกจากพนักงานสอบสวนจะทำบันทึกแจ้งข้อหาจำเลยเป็นคดีอาญาและเปรียบเทียบปรับอันทำให้คดีอาญาเป็นอันเลิกกันแล้ว พนักงานสอบสวนยังทำบันทึกเกี่ยวกับค่าเสียหายมีข้อความว่า คู่กรณีสมัครใจตกลงกันโดยทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจเรียกค่าเสียหาย ตกลงกันเป็นที่พอใจแล้วจึงให้ ส. และจำเลยลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน ดังนี้แสดงว่า ส. และจำเลยตกลงกันว่าไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน เป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างซ่อมรถที่เสียหายเอง ข้อตกลงเช่นนี้มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ทำให้ ส. ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถของ ส. จะรับช่วงสิทธิของ ส. ได้เพียงเท่าที่ ส. ผู้เอาประกันภัยมีอยู่เท่านั้น แม้ ส. จะทำบันทึกตกลงกับจำเลยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ก็ตาม แต่ ส. เป็นผู้ได้รับความเสียหายกรณีละเมิดถูกรถยนต์จำเลยเฉี่ยวชน ย่อมมีสิทธิที่จะทำข้อตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่กับจำเลยด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน อันเป็นการสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ เมื่อ ส. ผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ดังนี้ โจทก์ผู้รับประกันภัยย่อมไม่อาจรับช่วงสิทธิของ ส. ที่จะมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ การที่โจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ส. ผู้เอาประกันภัยไปเป็นการปฏิบัติไปตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ที่โจทก์ทำไว้กับ ส. เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 25,240.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2543 จำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขนจ ชบ 582 โดยมีนายชาตรี บุญญเขตต์ นั่งซ้อนท้ายออกจากถนนซอยด้วยความประมาทตัดหน้ารถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บย 9834 ชลบุรี ที่นายสมพร โสภณ ขับมาตามถนนศรีราชา - ซากค้อ อย่างกะทันหันเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับจำเลยในข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย และพนักงานสอบสวนได้ทำบันทึกเกี่ยวกับค่าเสียหายไว้ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.7 โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บย 9834 ชลบุรี ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปซ่อมเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 25,240.45 บาท คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ได้รับช่วงสิทธิและมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.7 พนักงานสอบสวนได้บันทึกแจ้งข้อหาจำเลยไปคดีอาญาในข้อหาขับรถประมาทเฉี่ยวชนทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายและทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและเปรียบเทียบปรับ ซึ่งนอกจากจะทำให้คดีอาญาเป็นอันเลิกกันแล้ว พนักงานสอบสวนยังบันทึกเกี่ยวกับค่าเสียหายมีข้อความว่า คู่กรณีสมัครใจตกลงกันโดยทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย ตกลงกันเป็นที่พอใจแล้วจึงให้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน โดยนายสมพรผู้เอาประกันภัยและจำเลยลงชื่อทั้งสองฝ่าย ดังนี้ แสดงว่านายสมพรผู้เอาประกันภัยรถยนต์กระบะคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้ตกลงกับจำเลยว่าไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน จึงเป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างซ่อมรถที่เสียหายเอง ข้อตกลงเช่นนี้มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งมีผลให้นายสมพรผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้อีก โจทก์ผู้รับประกันภัยจะรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเพียงเท่าที่ผู้เอาประกันภัยมีอยู่เท่านั้น เมื่อผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย โจทก์ผู้รับประกันภัยย่อมไม่ได้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะมาเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แม้โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เอาประกันภัยก็เป็นการปฏิบัติไปตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ทำไว้กับผู้เอาประกันภัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่านายสมพรผู้เอาประกันภัยทำบันทึกตกลงกับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.7 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า นายสมพรผู้เอาประกันภัยเป็นผู้เสียหายกรณีละเมิดถูกรถจักรยานยนต์จำเลยเฉี่ยวชนได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิที่จะทำข้อตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่กับจำเลยด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน อันเป็นการสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์และมีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยนำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ สำหรับคำพิพากษาฎีกาที่ 4445/2538 ที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 227 ม. 420 ม. 850 ม. 877 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวีระชัย ดีพา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2548
#271355
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานสวนป่าไม่มีหน้าที่ขับรถหรืออำนาจสั่งใช้รถได้โดยลำพัง ทั้งไม่ปรากฏว่าในวันเกิดเหตุผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายหรืออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้รถ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ออกไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้างานสวนป่าซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา การที่ ป. ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกหมู่บ้านป่าไม้ ซึ่งมิใช่คนงานหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มาขอความช่วยเหลือจากจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีอาการท้องร่วงให้นำตัวส่งโรงพยาบาล จำเลยที่ 1 จึงขับรถยนต์บรรทุกซึ่งเป็นรถที่ใช้ในกิจการของจำเลยที่ 2 ไปส่ง ป. โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาแล้วไปเกิดเหตุชนกับรถบรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำไปโดยความเอื้อเฟื้อส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เอง และกระทำไปโดยพลการนอกเหนือขอบเขตกิจการงานของจำเลยที่ 2 หาใช่เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดแล้ว จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 238,917 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 230,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 238,917 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กรกฎาคม 2537) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จนเกิดเหตุชนกับรถยนต์บรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยหรือไม่ โจทก์รับว่าจำเลยที่ 2 มีคำสั่งหรือมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกในวันเกิดเหตุ โดยมีพยานโจทก์มาเบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ 2 ปาก คือ นายประเมต ปัญญาใส ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายสมคิด วสุนธราสุข พนักงานโจทก์ โดยนายประเมตเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเกิดเหตุ และพยานโจทก์ปากนี้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่าพยานทราบแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ส่วนจะมีหน้าที่ในการขับรถให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ พยานไม่ทราบ ส่วนนายสมคิดพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า พยานเป็นพนักงานของบริษัทโจทก์เป็นผู้ออกไปตรวจสอบอุบัติเหตุคดีนี้ จากการตรวจสอบทราบว่ารถคันที่จำเลยที่ 1 ขับเป็นของจำเลยที่ 2 โดยมีตราสัญลักษณ์ของจำเลยที่ 2 ปรากฏที่ท้ายรถ และพยานโจทก์ปากนี้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 แต่ทำงานในตำแหน่งอะไร มีหน้าที่อะไร และจะมีหน้าที่ขับรถด้วยหรือไม่ พยานไม่ทราบ เห็นว่า จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ ข้อเท็จจริงทางนำสืบของโจทก์คงได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 2 เท่านั้น ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกไปจะเป็นการกระทำในทางการที่จ้างหรือไม่ไม่ได้ความชัด ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานสวนป่าระดับ 1 มีหน้าที่ควบคุมคนงานปลูกสร้างสวนป่า จัดทำทะเบียนจ่ายเงินคนงานและช่วยปฏิบัติงานตามที่หัวหน้างานมอบหมาย วันเกิดเหตุประมาณ 18 นาฬิกา นายประสาท พิลารัตน์ สมาชิกหมู่บ้านป่าไม้มีอาการท้องร่วงมาขอความช่วยเหลือให้จำเลยที่ 1 นำส่งโรงพยาบาล ขณะนั้นมีจำเลยที่ 1 อยู่ในที่ทำงานเพียงคนเดียว จำเลยที่ 1 จึงขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 82-2065 นครราชสีมา นำนายประสาทผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ระหว่างเดินทางกลับจึงเกิดเหตุชนกับรถยนต์บรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้ จากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ขับรถและไม่มีอำนาจที่จะสั่งใช้รถยนต์หรือนำรถยนต์ออกไปใช้โดยลำพัง นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังมีนายทรงพล อาทรธุระสุข พนักงานบริหารงานบุคคลงานวินัย และนางเดือนฉาย วรกุล หัวหน้าบริหารทั่วไปของจำเลยที่ 2 มาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ขับรถยนต์และไม่มีสิทธินำรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ออกไปใช้ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุออกไปโดยพลการในขณะที่หัวหน้าสวนป่าซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์อย่างถูกต้อง หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยมีพยานทั้งสองร่วมเป็นกรรมการสอบสวนด้วย คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นสรุปว่าจำเลยที่ 1 นำรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุออกไปนอกบริเวณสวนป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาโดยอาศัยโอกาสที่หัวหน้างานสวนป่าไม่อยู่ที่สวนป่าและตนเป็นผู้เก็บรักษากุญแจรถไว้ ปรากฏตามเอกสารหมาย ล. 3 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 1 โดยให้ตัดเงินเดือน 10% มีกำหนด 3 เดือน ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประกอบด้วยพยานบุคคลและพยานเอกสารมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่มีแต่คำเบิกความพยานบุคคลลอย ๆ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถหรือมีอำนาจสั่งใช้รถได้โดยลำพัง ทั้งไม่ปรากฏว่าในวันเกิดเหตุผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายหรืออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้รถดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้จากพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ออกไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้างานสวนป่าซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา การที่นายประสาทชาวบ้านที่เป็นสมาชิกหมู่บ้านป่าไม้ ซึ่งมิใช่คนงานหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มาขอความช่วยเหลือจากจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีอาการท้องร่วงให้นำตัวส่งโรงพยาบาล จำเลยที่ 1 จึงขับรถยนต์บรรทุกซึ่งเป็นรถที่ใช้ในกิจการของจำเลยที่ 2 ไปส่งนายประสาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา แล้วไปเกิดเหตุชนกับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ดังนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำไปโดยความเอื้อเฟื้อส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เอง และกระทำไปโดยพลการนอกเหนือขอบเขตกิจการงานของจำเลยที่ 2 หาใช่เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดแล้ว จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดเช่นเดียวกันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 877
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสนั่น สมชม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4032/2548
#267492
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิด และเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยให้การว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง กระทำผิดซ้ำหนังสือเตือน ละทิ้งหน้าที่ ขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยมีเหตุที่จะเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายเงินดังกล่าว การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนจำเลยเลิกจ้างโจทก์ ส่วนข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการกระทำผิดของโจทก์ ศาลแรงงานกลางอ้างถึงหนังสือเลิกจ้างที่จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิด หลายประการ แต่ไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหานั้นว่า โจทก์ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ กระทำผิดอะไร ที่ไหน เมื่อใด อย่างไร โดยศาลแรงงานกลางเพียงแต่ฟังข้อเท็จจริงอื่นประกอบ แล้ววินิจฉัยคลุมไปที่เดียวว่า การกระทำของโจทก์ไม่น่าเป็นการกระทำผิดหากจะเป็นความผิดก็มิใช่ความผิดที่ร้ายแรงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ และฟังไม่ได้ว่าโจทก์ไม่เชื่อฟังหรือดื้อดึง ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาอันเป็นกรณีร้ายแรงหรือเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นคำสั่งเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษา ศาลแรงงานกลางเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 51,313 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 251,912 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ รวมทั้งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 521,224.80 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินจำนวน 219,912 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 301,312.80 บาท นับแต่วันฟ้อง 19 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 หรือไม่ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" หมายความว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานต้องทำเป็นหนังสือ โดยศาลแรงงานต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนให้ยุติโดยสรุปที่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีที่คู่ความพิพาทกัน แล้วจึงวินิจฉัยชี้ขาดในแต่ละประเด็นตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ดังกล่าว พร้อมด้วยเหตุผลคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้กระทำความผิด และเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง กระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนละทิ้งหน้าที่ ขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยมีเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จึงมีประเด็นข้อพิพาทข้อแรกว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรงโดยกระทำผิดซ้ำคำเตือนหรือไม่ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยหรือไม่เพียงใด ประเด็นข้อพิพาทข้อสองว่า โจทก์ละทิ้งหน้าที่และทิ้งงานไปเสีย ขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ทำงานหย่อนความสามารถหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยหรือไม่ ประเด็นข้อพิพาทข้อสามว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำผิดตามคำให้การของจำเลยหรือไม่ มีเหตุสมควรที่เลิกจ้างหรือไม่ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ศาลแรงงานกลางต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนให้ยุติโดยสังเขปที่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวข้างต้น แล้วจึงวินิจฉัยชี้ขาดในแต่ละประเด็นพร้อมด้วยเหตุผล คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนจำเลยเลิกจ้างโจทก์ ส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของโจทก์นั้นศาลแรงงานกลางอ้างถึงหนังสือเลิกจ้างที่จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์ศาลแรงงานกลางอ้างถึงหนังสือเลิกจ้างที่จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดหลายประการ แต่ศาลแรงงานกลางไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหานั้นว่าโจทก์ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ กระทำผิดอะไร ที่ไหน เมื่อใด อย่างไรโดยศาลแรงงานกลางเพียงแต่ฟังข้อเท็จจริงอื่นประกอบ แล้ววินิจฉัยคลุมไปทีเดียวว่าการกระทำของโจทก์ไม่น่าเป็นการกระทำผิดหากจะเป็นความผิดก็ไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ และฟังไม่ได้ว่าโจทก์ไม่เชื่อฟังหรือดื้อดึง ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาอันเป็นกรณีร้ายแรงหรือเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นคำสั่งให้เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ โดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ชอบที่ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบด้วย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ย้อนสำนวนไปยังศาลแรงงานกลางเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงให้ยุติเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี แล้วพิพากษาใหม่พร้อมด้วยเหตุผลตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุชาดา อำนวยเงินตรา
จำเลย — บริษัทไดมอนด์คลิฟ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2548
#266750
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์อันเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ย่อมตกอยู่ในบังคับอายุความตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ฯ มาตรา 10 วรรคสอง เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่า หลังเกิดเหตุโจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหาผู้รับผิด และคณะกรรมการดังกล่าวได้เสนอเรื่องให้ผู้ว่าการของโจทก์ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ว่าจำเลยได้นำเงินของโจทก์ไปใช้ซึ่งจะต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 จึงถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2542 โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 มีนาคม 2544 ยังไม่เกินกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยรับจากลูกค้าโจทก์จำนวน 828,901 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 828,901 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งช่างเทคนิค ระดับ 2 สำนักงานเคหะชุมชนจันทบุรี ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลการรับเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์ จัดเก็บ รักษาและนำเงินที่รับไว้จากลูกค้าส่งให้แก่โจทก์ ระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2542 จำเลยรับเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์รวม 16 ครั้ง เป็นเงิน 828,901 บาท แล้วไม่มีการนำเงินจำนวนดังกล่าวส่งให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์อันเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ย่อมตกอยู่ในบังคับอายุความตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีนี้เป็นการเฉพาะที่กำหนดว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หาใช่นับแต่วันที่จำเลยรับเงินไว้จากลูกค้าแทนโจทก์แล้วยักยอกไปดังที่อุทธรณ์มา และเมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่า หลังเกิดเหตุโจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหาผู้ต้องรับผิดและคณะกรรมการสอบสวนได้เสนอเรื่องให้ผู้ว่าการของโจทก์ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ว่าจำเลยได้นำเงินของโจทก์ไปใช้ ซึ่งจะต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 จึงถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2542 ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 มีนาคม 2544 ยังไม่เกินกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 10 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — นายอาทิตย์ แช่มช้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวฉันทนา เจริญศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2548
#268010
เปิดฉบับเต็ม

การเคหะแห่งชาติโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์อันเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ย่อมตกอยู่ในบังคับอายุความตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่กรณีนี้เป็นการเฉพาะที่กำหนดว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนมิใช่นับแต่วันที่จำเลยรับเงินไว้จากลูกค้าแทนโจทก์แล้วยักยอกไป

หลังเกิดเหตุโจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหาผู้ต้องรับผิดและคณะกรรมการสอบสวนได้เสนอเรื่องให้ผู้ว่าการของโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้นำเงินของโจทก์ไปใช้ ซึ่งจะต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 จึงถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมดทดแทนตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2542 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 มีนาคม 2544 ยังไม่เกินกำหนด 2 ปี จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537 มีนายสุกรี คุ้มพันธุ์ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งช่างเทคนิคระดับ 2 สำนักงานเคหะชุมชนจันทบุรี ปัจจุบันโจทก์ได้ลงโทษทางวินัยให้จำเลยออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์แล้ว เนื่องจากจำเลยขาดงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นเวลาเกินกว่า 7 วันทำการ ขณะทำงานในระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2542 จำเลยได้รับเงินค่าเช่าซื้อตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าสำนักงานเคหะชุมชนจันทบุรีจากผู้เช่าซื้อหลายรายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 828,901 บาท แล้วได้ยักยอกเงินดังกล่าวไปทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 828,901 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 828,901 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งช่างเทคนิค ระดับ 2 สำนักงานเคหะชุมชนจันทบุรี ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลการรับเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์ จัดเก็บรักษาและนำเงินที่รับไว้จากลูกค้าส่งให้แก่โจทก์ ระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2542 จำเลยรับเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์รวม 16 ครั้ง เป็นเงิน 828,901 บาท แล้วไม่มีการนำเงินจำนวนดังกล่าวส่งให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดเพียง 2 ปี ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์อันเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ย่อมตกอยู่ในบังคับอายุความตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีนี้เป็นการเฉพาะที่กำหนดว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หาใช่นับแต่วันที่จำเลยรับเงินไว้จากลูกค้าแทนโจทก์แล้วยักยอกไปดังที่อุทธรณ์มา และเมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่า หลังเกิดเหตุโจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหาผู้ต้องรับผิดและคณะกรรมการสอบสวนได้เสนอเรื่องให้ผู้ว่าการของโจทก์ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ว่าจำเลยได้นำเงินของโจทก์ไปใช้ ซึ่งจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.15 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 จึงถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2542 ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 มีนาคม 2544 ยังไม่เกินกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — นายอาทิตย์ แช่มช้อย
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4029/2548
#271750
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 และพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง และผูกพันจำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม จำเลยจะอุทธรณ์ว่ายังมีประเด็นที่ศาลแรงงานภาค 9 ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยเป็นลูกจ้างนายจ้างกันเสียก่อน ซึ่งเป็นการโต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานอันถึงที่สุดแล้วหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยค้างค่าจ้างและค่าส่วนแบ่งจากมูลค่าสัตว์น้ำที่จับได้รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 119,408 บาท โจทก์ทวงถามแต่จำเลยเพิกเฉย จึงไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายเงินจำนวน 119,408 บาท แก่โจทก์ จำเลยทราบคำสั่งแล้วไม่ปฏิบัติตาม คำสั่งพนักงานตรวจสอบแรงงานถึงที่สุด ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 119,408 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์กับจำเลยเป็นหุ้นส่วนกันไม่ใช่นายจ้างลูกจ้าง และคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 119,408 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ได้มีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์แล้ว จำเลยมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง และผูกพันจำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม การที่ศาลแรงงานภาค 9 มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องจึงชอบแล้ว จำเลยจะอุทธรณ์ว่ายังมีประเด็นที่ศาลแรงงานภาค 9 ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยเป็นลูกจ้างนายจ้างกันเสียก่อน ซึ่งเป็นการโต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานอันถึงที่สุดแล้วหาได้ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125 วรรคแรก ม. 125 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฤทธิชัย เพชรประเสริฐ
จำเลย — นายโชคชัย เพชรประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วิชัย วิวิตเสวี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4028/2548
#271927
เปิดฉบับเต็ม

ในหนังสือเลิกจ้างได้ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างโจทก์ว่า โจทก์ทำงานด้วยความสะเพร่าทำให้มีสิ่งปลอมปนในผลิตภัณฑ์ที่ส่งให้ลูกค้า เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ย่อมเห็นได้ว่าที่โจทก์ทำงานด้วยความสะเพร่าจนทำให้มีสิ่งปลอมปนในผลิตภัณฑ์ที่จำเลยส่งไปให้แก่ลูกค้าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (3) นั่นเอง จึงเป็นกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างตรงตามที่จำเลยได้ให้เหตุผลในหนังสือเลิกจ้างแล้ว

เมื่อโจทก์ได้กระทำความผิดโดยทำงานด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และจำเลยได้ลงโทษโจทก์ในความผิดนี้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยด้วยการพักงานเป็นเวลา 3.5 วัน โดยไม่จ่ายค่าจ้าง ถือได้ว่าความผิดดังกล่าวได้หมดไปด้วยการลงโทษพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างแล้ว จำเลยผู้เป็นนายจ้างย่อมไม่อาจนำความผิดดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ได้อีก

การกระทำของโจทก์โดยการข่มขู่ผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่สนใจหรือละเลยหรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบคำสั่งกฎข้อบังคับของจำเลย ละทิ้งหน้าที่ในการปฏิบัติงานโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา อันเป็นความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 3.2.4 ข้อ 3.1.9 และข้อ 3.2.14 ซึ่งตามมาตรการลงโทษสำหรับความผิดตามข้อ 3.2.4 และข้อ 3.2.14 จะต้องเป็นการกระทำผิดในครั้งที่ 3 จึงจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ส่วนความผิดตามข้อ 3.1.9 จะต้องเป็นการกระทำความผิดในครั้งที่ 2 จึงจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย แต่ทั้งนี้จำเลยจะต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อนที่จะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยในสามกรณีดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าโจทก์กระทำความผิดในแต่ละกรณีเป็นครั้งที่ 1 จึงถือได้ว่าตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยมิได้กำหนดให้การกระทำผิดของโจทก์ทั้งสามกรณีดังกล่าวเป็นความผิดในกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันที จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ละทิ้งหน้าที่ในขณะปฏิบัติงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่การงานไปเสีย จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินรวมทั้งสิ้น 348,165.525 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยให้การต่อสู้คดีโดยระบุเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ว่า โจทก์ทำงานสะเพร่าโดยประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เป็นการยกข้อต่อสู้อื่นนอกเหนือจากเหตุผลที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล.3 ซึ่งกล่าวเพียงว่าโจทก์ทำงานด้วยความสะเพร่าเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเท่านั้น จำเลยย่อมจะยกเหตุดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การไม่ได้ การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นพิพาทว่าโจทก์ได้กระทำผิดข้อบังคับของจำเลย และทำงานโดยประมาทเลินเล่อจนทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบนั้น เห็นว่า ในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย จ.ล.3 ได้ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างโจทก์ว่าโจทก์ทำงานด้วยความสะเพร่าทำให้มีสิ่งปลอมปนในผลิตภัณฑ์ที่ส่งให้ลูกค้า เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ย่อมเห็นได้ว่าที่โจทก์ทำงานด้วยความสะเพร่าจนทำให้มีสิ่งปลอมปนในผลิตภัณฑ์ที่จำเลยส่งไปให้แก่ลูกค้าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) นั่นเอง จึงเป็นกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างตรงตามที่จำเลยได้ให้เหตุผลในหนังสือเลิกจ้าง กระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุผลว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง โดยโจทก์ทำงานด้วยความสะเพร่าทำให้ผลิตภัณฑ์ผงชูรสที่ส่งไปให้ลูกค้ามีสิ่งปลอมปนถึง 4 ครั้ง ซึ่งจำเลยได้ลงโทษโจทก์จากการกระทำความผิดดังกล่าวด้วยการพักงานเป็นเวลา 3.5 วันโดยไม่จ่ายค่าจ้างแล้ว จำเลยจะนำความผิดที่ได้ลงโทษแล้วมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกหาได้ไม่นั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยประกอบธุรกิจผลิตเครื่องปรุงรสโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2534 ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการแผนกผลิต มีหน้าที่ดูแลการผลิตต้มซอสในช่วงระหว่างปี 2543 ถึง 2545 โจทก์ทำงานประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงโดยโจทก์ไม่ใช้ความระมัดระวังดูแลขั้นตอนการผลิตซอสผง และไม่ดูแลคุณภาพสินค้า ทำให้มีสิ่งปลอมปนในผลิตภัณฑ์ซึ่งจำเลยส่งให้แก่ลูกค้าถึง 4 ครั้ง จำเลยได้ลงโทษโจทก์จากการกระทำความผิดดังกล่าวด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือและพักงานเป็นเวลา 3.5 วัน โดยไม่จ่ายค่าจ้างตามหนังสือแจ้งความผิดทางวินัยเอกสารหมาย จ.ล.1 ดังนี้เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้กระทำความผิดโดยทำงานด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงและจำเลยได้ลงโทษโจทก์ในความผิดนี้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย จ.ล.6 ด้วยการพักงานเป็นเวลา 3.5 วัน โดยไม่จ่ายค่าจ้าง ถือได้ว่าความผิดดังกล่าวได้หมดไปด้วยการลงโทษพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างแล้ว จำเลยผู้เป็นนายจ้างย่อมไม่อาจนำความผิดดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ได้อีก อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อต่อมาว่า ความผิดอื่น ๆ ที่จำเลยอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างตามหนังสือเลิกจ้างลงวันที่ 6 สิงหาคม 2545 เอกสารหมาย จ.ล.3 ล้วนแต่เป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.ล.2 มิใช่ในกรณีร้ายแรง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ได้กระทำความผิดโดยกระทำการข่มขู่ผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่สนใจหรือละเลยหรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบคำสั่งกฎข้อบังคับของจำเลย ละทิ้งหน้าที่ในการปฏิบัติงานโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา อันเป็นความผิดต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.ล.2 ดังนี้เห็นว่า สำหรับการกระทำของโจทก์ต่าง ๆ ดังที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมานั้น เป็นความผิดต่อข้อ 3.2.4 ข้อ 3.1.9 และข้อ 3.2.14 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย จ.ล.2 ตามลำดับ ซึ่งตามมาตรการลงโทษสำหรับความผิดตามข้อ 3.2.4 และข้อ 3.2.14 จะต้องเป็นการกระทำผิดในครั้งที่ 3 จึงจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ส่วนความผิดตามข้อ 3.1.9 จะต้องเป็นการกระทำผิดในครั้งที่ 2 จึงจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย แต่ทั้งนี้จำเลยจะต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อนที่จะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยในสามกรณีดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าโจทก์กระทำความผิดในแต่ละกรณีเป็นครั้งที่ 1 จึงถือได้ว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยมิได้กำหนดให้การกระทำผิดของโจทก์ทั้งสามกรณีดังกล่าวเป็นความผิดในกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันที จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ สำหรับค่าจ้างอัตราสุดท้ายของโจทก์นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,780 บาท จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธอัตราค่าจ้างดังกล่าวต้องถือว่าจำเลยให้การรับว่าโจทก์มีค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามคำฟ้องโจทก์จริง โจทก์ทำงานติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันเป็นเงิน 198,240 บาทตามฟ้อง สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ในขณะปฏิบัติงานโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่การงานไปเสีย จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 198,240 บาท และเงินสมทบจำนวน 120,189.525 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 119 (3) ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอรรถพล พินิจเครดิต
จำเลย — บริษัทไทยเทพรสผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชวลิต ยอดเณร
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4027/2548
#268109
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอก ช. ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของกองทัพเรือโจทก์ เมื่อเรือเอก ช. ถึงแก่ความตายจำเลยได้ขอรับเงินบำเหน็จตกทอดจากโจทก์ และโจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากัน หากแต่กระทำเพื่อต้องการได้รับเงินบำเหน็จตกทอด การสมรสของจำเลยฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว เมื่อศาลพิพากษาว่าการสมรสตกเป็นโมฆะจึงไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1498 วรรคหนึ่ง และมีผลเท่ากับจำเลยกับเรือเอก ช. มิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรกจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวและสิทธิของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1499 เพราะจำเลยมิได้สมรสโดยสุจริต จำเลยจึงต้องคืนเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 406

จำเลยมีหน้าที่จะต้องคืนเงินแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อมีการเรียกคืนแล้ว แต่จำเลยไม่คืนให้ จึงจะถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตามมาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นภริยาของเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของโจทก์ เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2537 เรือเอกเชิดชายถึงแก่ความตาย จำเลยขอรับเงินบำเหน็จตกทอด โจทก์ได้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท แต่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้การสมรสระหว่างเรือเอกเชิดชายกับจำเลยตกเป็นโมฆะ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จตกทอดดังกล่าวแต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับหนังสือ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 348,792.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 207,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 207,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำเนามายังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินบำเหน็จตกทอดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้นชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของโจทก์ เมื่อเรือเอกเชิดชายถึงแก่ความตายจำเลยได้รับเงินบำเหน็จตกทอดจากโจทก์ และโจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท ในวันที่ 16 มีนาคม 2538 ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชายโดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากัน หากแต่กระทำเพื่อต้องการได้รับเงินบำเหน็จตกทอดการสมรสของจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับเรือเอกเชิดชายตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 การสมรสดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง และมีผลเท่ากับจำเลยกับเรือเอกเชิดชายมิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรก จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอดของเรือเอกเชิดชายและสิทธิของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499 เพราะจำเลยมิได้สมรสโดยสุจริต จำเลยจึงต้องคืนเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 406 แต่อย่างไรก็ดี แม้จำเลยมีหน้าที่จะต้องคินเงินดังกล่าวแต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ต่อเมื่อมีการเรียกเงินดังกล่าวคืนแล้ว แต่จำเลยไม่คืนให้จึงจะถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าก่อนฟ้องจำเลยยังไม่ได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้คืนเงินดังกล่าวโดยชอบ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยเพราะเหตุผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 ม. 204 ม. 224 ม. 415 ม. 1495 ม. 1496 ม. 1498
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพเรือ
จำเลย — นางประดับ ศรีงามผ่อง
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4026/2548
#271712
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการขุดและดูดทรายเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จเพื่อจำหน่าย โจทก์มีหน่วยงานบ่อดูดทรายที่ ต. ปลายนา อ. ศรีประจันต์ จ. สุพรรณบุรี ดังนั้น งานขุดและดูดทรายที่บ่อทรายรวมทั้งงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการดังกล่าว จึงเป็นงานตามปกติของธุรกิจหรือการค้าของโจทก์ การที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ขับรถบริการทำหน้าที่ส่งเอกสารและพัสดุประจำหน่วยงานดังกล่าว จึงต้องถือว่าเป็นการปฏิบัติงานตามปกติของธุรกิจหรือการค้าของโจทก์ด้วย แม้การจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและโจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ตามกำหนดระยะเวลานั้นก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็มิใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ เมื่อโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งทำงานมาเป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน

ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดแน่นอนซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้วและโจทก์ได้บอกเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างโดยโจทก์ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณา ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การว่า คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยที่ 2 แถลงรับกันฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์โดยทดลองงานในตำแหน่งผู้ช่วยช่างเครื่องยนต์ จนกระทั่งวันที่ 23 มีนาคม 2545 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทดลองงานในตำแหน่งพนักงานขับรถบริการและเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2545 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทดลองงานในตำแหน่งพนักงานขับรถบริการอีกมีระยะเวลา 1 ปี เริ่มวันที่ 17 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2546 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2546 โจทก์ได้มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ให้เหตุผลว่า การปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ยังไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่โจทก์ตั้งไว้จึงไม่อาจจ้างจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานทดลองงานต่อไปได้ โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2546 และแจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทราบเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 รวมระยะเวลาการทำงานของจำเลยที่ 1 ได้ 1 ปี 9 เดือน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ สำหรับค่าชดเชยนั้นโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ตกลงจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขับรถบริการทำหน้าที่ส่งเอกสารและพัสดุประจำหน่วยงานซึ่งมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรืออันเป็นลักษณะครั้งคราว โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ตรงตามสัญญาจ้างของโจทก์อันมีระยะเวลาที่กำหนดไว้แน่นอน จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์รับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการขุดและดูดทรายเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จเพื่อจำหน่าย โจทก์มีหน่วยงานบ่อดูดทรายที่ตำบลปลายนา อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ดังนั้น งานการขุดและดูดทรายที่บ่อทรายดังกล่าวรวมทั้งงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการดังกล่าว จึงเป็นงานตามปกติของธุรกิจหรือการค้าของโจทก์ การที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ขับรถบริการทำหน้าที่ส่งเอกสารและพัสดุประจำหน่วยงานดังกล่าว จึงต้องถือว่าเป็นการปฏิบัติงานตามปกติของธุรกิจหรือการค้าของโจทก์ด้วย ฉะนั้น แม้การจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและโจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ตามกำหนดระยะเวลานั้นก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็มิใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ เมื่อโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งทำงานมาเป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 18,000 บาท คำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ในเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2545 โจทก์ได้จ้างจำเลยที่ 2 ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถบริการโดยให้ทดลองงานมีระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2546 โจทก์ได้มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 1 โดยให้เหตุผลว่า การปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ยังไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่โจทก์ตั้งไว้ จึงไม่อาจจ้างจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานต่อไปได้ โดยให้มีผลเลิกจ้างในวันที่ 16 กันยายน 2546 สัญญาจ้างทดลองงานดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้อย่างแน่นอนซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วและโจทก์ได้บอกเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ตามกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้าง โดยโจทก์ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง คำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 9,000 บาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ 6/2546 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2546 เฉพาะส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 9,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน่ำเฮงคอนกรีต (1992) จำกัด
จำเลย — นายวิเวก เต่าทองคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4022/2548
#271733
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์มิได้ก่อสร้างห้องใต้ดินและถังน้ำใต้ดินตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคาร จำเลยทั้งสามชอบที่จะไม่ชำระสินจ้างในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ได้ แต่ในส่วนอื่นๆ ที่โจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ไว้แล้ว แต่ไม่แล้วเสร็จนั้น ถือว่างานก่อสร้างของโจทก์มีความชำรุดบกพร่องหลายรายการ จำเลยทั้งสามชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ไว้จนกว่าโจทก์จะซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องแล้วเสร็จตาม ป.พ.พ. มาตรา 599 หากโจทก์ไม่จัดทำจนจำเลยทั้งสามบอกเลิกสัญญา จำเลยทั้งสามชอบที่จะหักเป็นค่าซ่อมแซมความเสียหายตามควรค่าแห่งการนั้นได้เท่านั้น หากมีสินจ้างเหลือก็ต้องคืนให้แก่โจทก์ไป ไม่ชอบที่จำเลยทั้งสามจะไม่ชำระค่าสินจ้างเสียเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,040,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสามมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างจากจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกมีว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากโจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ไม่เสร็จตามสัญญาหรือไม่ ตามสัญญาว่าจ้างปรากฏว่างานที่โจทก์ต้องก่อสร้างในงวดที่ 2 ได้แก่ สร้างคานชั้นที่ 3 พื้นชั้นที่ 3 เสารับพื้นชั้นที่ 4 ก่ออิฐผนังชั้นที่ 2 บันไดชั้นที่ 2 และห้องใต้ดิน ส่วนงานในงวดที่ 3 ได้แก่สร้างคานชั้นที่ 4 พื้นชั้นที่ 4 เสารับพื้นชั้นที่ 5 ก่ออิฐผนังชั้นที่ 3 บันไดชั้นที่ 3 สร้างถังน้ำใต้ดินฉาบปูนชั้นล่างและชั้นลอย จำเลยที่ 3 เบิกความว่า งานบางส่วนของงวดที่ 2 และงวดที่ 3 โจทก์ก่อสร้างไม่เสร็จเรียบร้อย ยังไม่ได้ฉาบปูนหรือฉาบปูนไม่ดี แตกร้าวและร่อนตามภาพถ่าย จำเลยทั้งสามเคยสั่งให้โจทก์แก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่อง โจทก์ไม่ยอมแก้ไข และโจทก์ยังไม่ได้ก่อสร้างห้องใต้ดิน และถังน้ำใต้ดินด้วย ฝ่ายโจทก์มีนายชูวิทย์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์ได้ก่อสร้างงานให้แก่จำเลยทั้งสามจนถึงงวดที่ 3 แล้ว ปรากฏตามภาพถ่าย ส่วนที่ฉาบปูนไม่ดี แตกร้าวและร่อนก็รอไว้แก้ไขตอนเก็บงานในงวดสุดท้าย และเหตุที่โจทก์ยังไม่ได้ก่อสร้างห้องใต้ดินหรือถังน้ำใต้ดินนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 3 บอกว่าไม่ต้องสร้าง เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างมีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องก่อสร้างงานตามงวดที่ 2 และงวดที่ 3 จนแล้วเสร็จ เมื่องานฉาบปูนชั้นล่างและชั้นลอยเป็นส่วนหนึ่งของเนื้องานตามงวดดังกล่าวที่โจทก์จะต้องกระทำให้เสร็จเรียบร้อย การที่โจทก์ยังไม่ได้ฉาบปูนจนเสร็จหรือฉาบปูนไม่ดีแตกร้าวและร่อน จำเลยทั้งสามสั่งโจทก์แก้ไขงานที่บกพร่องนี้ โจทก์ไม่ยอมแก้ไข กลับอ้างว่าเป็นงานของงวดสุดท้าย ทั้งๆ ที่ตามสัญญาระบุได้ชัดว่าเป็นงานของงวดที่ 2 และงวดที่ 3 จึงถือได้ว่าโจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ส่วนเรื่องการก่อสร้างห้องใต้ดินและถังน้ำใต้ดินนั้น ตามสัญญาว่าจ้างก็ระบุว่างานงวดที่ 2 มีงานก่อสร้างห้องใต้ดินและงานงวดที่ 3 มีงานก่อสร้างถังน้ำใต้ดิน เมื่อในสัญญาระบุไว้ชัดเจนว่าโจทก์จะต้องก่อสร้างงานสองรายการนี้จนแล้วเสร็จ แต่โจทก์มิได้ก่อสร้างกลับอ้างว่าจำเลยที่ 3 บอกว่าไม่ต้องสร้างโดยไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนว่าจำเลยที่ 3 ได้บอกกล่าวเช่นนั้นจริง ข้ออ้างของโจทก์จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามจึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อสร้างงานงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกสินจ้างงานงวดที่ 2 และงวดที่ 3 จากจำเลยทั้งสามได้เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสามมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และไม่ต้องชำระสินจ้างงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ให้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มิได้ก่อสร้างห้องใต้ดินและถังน้ำใต้ดิน จำเลยทั้งสามชอบที่จะไม่ชำระสินจ้างในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ได้แต่ในส่วนอื่นๆ ที่โจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ไว้แล้ว แต่ไม่แล้วเสร็จนั้นถือว่างานก่อสร้างของโจทก์มีความชำรุดบกพร่องหลายรายการ จำเลยทั้งสามชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ไว้จนกว่าโจทก์จะซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องแล้วเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 599 หากโจทก์ไม่จัดทำจนจำเลยทั้งสามบอกเลิกสัญญา จำเลยทั้งสามชอบที่จะหักเป็นค่าซ่อมแซมความเสียหายตามควรค่าแห่งการนั้นได้เท่านั้น หากมีสินจ้างเหลือก็ต้องคืนให้แก่โจทก์ไป ไม่ชอบที่จำเลยทั้งสามจะไม่ชำระค่าสินจ้างเสียเลย โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบราคาค่าก่อสร้างห้องใต้ดินและถังน้ำใต้ดินไว้ และจำเลยทั้งสามก็มิได้นำสืบถึงราคาค่าซ่อมแซมความเสียหายที่โจทก์ไม่ซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดสินจ้างให้แก่โจทก์โดยคิดหักเป็นค่าก่อสร้างห้องใต้ดินและถังน้ำใต้ดินและค่าซ่อมแซมความเสียหายแล้วคงเหลือเป็นเงิน 600,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 593 ม. 599
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซี.ที. คอนสตรัคชั่น ดีไซน์ กรุ๊ฟ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดกังจั๊งฮวด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ขวัญชัย ปิ่นรอด
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4016/2548
#268102
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่โจทก์ในฐานะทนายความเรียกร้องค่าจ้างเป็นส่วนแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่ดินที่เป็นมูลพิพาทที่จำเลยที่ 2 แบ่งที่ดินอันจำเลยทั้งสองจะพึงได้รับเป็นที่ดิน 40 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นเงินจากการขายที่ดินพิพาทที่ได้มาทั้งหมดขอแบ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อจำเลยชนะคดี มีลักษณะเป็นการหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันซึ่งเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 21 พฤศจิกายน 2537 จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2721/2539 ของศาลชั้นต้น ตกลงค่าว่าจ้างจำนวน 2,314,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์และมีทางชนะคดีอย่างแน่นนอน แต่จำเลยกลับถอนฟ้องอุทธรณ์ในวันที่ 17 มีนาคม 2540 คดีถึงที่สุด จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าว่าจ้าง โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ขอคิดค่าจ้างกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 1,157,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,157,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาว่าจ้างตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.1 ระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความว่าต่างแก้ต่างเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2935, 4936 ตำบลบางกระบือ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ภายใต้เงื่อนไขว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นค่าว่าจ้างทนาย ถ้าเป็นทรัพย์สินที่ดิน 40 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นเงินจากการแบ่งขายที่ดินพิพาทที่ได้มาจาเป็นเงิน 40 เปอร์เซ็นต์ ของทรัพย์สินที่ได้มาทั้งหมดเมื่อเสร็จสิ้นคดีแล้ว โดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคดีทั้งหมด และมีจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นพยาน เห็นว่า ตามสัญญาดังกล่าวไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เรียกร้องค่าจ้างว่าความจากจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนค่าจ้างที่แน่นอน แต่เป็นสัญญาที่โจทก์ในฐานะทนายความเรียกร้องค่าจ้างเป็นส่วนแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่ดินที่เป็นมูลพิพาทที่ 2 แบ่งที่ดินอันจำเลยทั้งสองจะพึงได้รับเป็นที่ดิน 40 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นเงินจากการขายที่ดินพิพาทที่ได้ทั้งหมดขอแบ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อจำเลยชนะคดีตามสัญญาดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นการหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันซึ่งเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันพงษ์ นิมิตรดี
จำเลย — นางยาณีย์ ระพิสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4015/2548
#268374
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด เมื่อกรมธรรม์เพียงแต่กำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคล ประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-6597 พิจิตร โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้าง ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับประกันภัยรถยนต์ จำเลยที่ 2 ได้นำรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวไปประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 ซึ่งขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2541 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้รถที่จำเลยที่ 1 ขับไปเฉี่ยวสายเคเบิลโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่พาดอยู่บนเสาไฟฟ้าคอนกรีตอัดแรงขนาด 12 เมตร ของโจทก์ ทำให้เสาไฟฟ้าของโจทก์รวม 6 ต้น สายไฟฟ้าและอุปกรณ์บนเสาไฟฟ้าชำรุดเสียหายคิดเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 198,745 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1ปี 10 เดือน เป็นเงินดอกเบี้ย 27,327 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 226,027 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ยอมชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 226,072 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 198,745 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายกับจำเลยที่ 2 เกิน 1 ปี นับแต่วันกระทำละเมิด จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยก็หลุดพ้นไปด้วย ทั้งความเสียหายของโจทก์สูงเกินส่วนเพราะโจทก์มิได้จัดซื้อเสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบเสาไฟฟ้าตามราคาท้องตลาดทั่วไป และความเสียหายดังกล่าวสามารถซ่อมแซมได้ เสียค่าใช้จ่ายไม่เกิน 100,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 198,745 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป ส่วนจำเลยที่ 3 นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 27,327 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2541 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-6597 พิจิตร ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 บรรทุกคอนกรีตผสมเสร็จไปส่งให้แก่ลูกค้าที่ถนนแดงทองดี ในตลาดเทศบาลตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ในระหว่างเดินทางกลับจำเลยที่ 1 ได้ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้หัวของโม่ปูนไปเกี่ยวกับสายโทรศัพท์ทำให้โน้มเสาไฟฟ้ารายทางของโจทก์หักลงจำนวน 6 ต้น อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้าขาดชำรุดเสียหายหลายรายการ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ให้พนักงานทำการซ่อมแซมและเปลี่ยนเสาไฟฟ้าใหม่ เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินทั้งสิ้น 198,745 บาท โดยคิดราคา มาตรฐานของโจทก์ที่มีอยู่ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้และอยู่ในระหว่างอายุสัญญา ตามกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.8 และโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดอายุความแล้ว คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 2 ผู้อาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 รวมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินค่าเสียหายจำนวน 198,745 บาท นับแต่วันทำละเมิดมิใช่นับแต่วันฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน ซึ่งมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด เมื่อกรมธรรม์เพียงแต่กำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ กรณียังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ตกเป็นผู้ผิดนัดมาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน จำเลยทั้งสามไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นายลำจวน เทศจันทร์หรือเทศจันทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4015/2548
#271709
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ละเมิด เมื่อกรมธรรม์เพียงแต่กำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ตกเป็นผู้ผิดนัดมาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 226,072 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 198,745 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 198,745 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป ส่วนจำเลยที่ 3 นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 27,327 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2541 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-6597 พิจิตร ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 บรรทุกคอนกรีตผสมเสร็จไปส่งให้แก่ลูกค้าที่ถนนแดงทองดี ในตลาดเทศบาล ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ในระหว่างเดินทางกลับจำเลยที่ 1 ได้ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้หัวของโม่ปูนไปเกี่ยวกับสายโทรศัพท์ทำให้โน้มเสาไฟฟ้ารายทางของโจทก์หักลงจำนวน 6 ต้น อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้าขาดชำรุดเสียหายหลายรายการ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ให้พนักงานทำการซ่อมแซมและเปลี่ยนเสาไฟฟ้าใหม่ เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินทั้งสิ้น 198,745 บาท โดยคิดราคามาตรฐานของโจทก์ที่มีอยู่ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้และอยู่ในระหว่างอายุสัญญา ตามกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.8 และโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดอายุความแล้ว คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 รวมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินค่าเสียหายจำนวน 198,745 บาท นับแต่วันทำละเมิดมิใช่นับแต่วันฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน ซึ่งมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด เมื่อกรมธรรม์เพียงแต่กำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ตกเป็นผู้ผิดนัดมาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นายลำจวน เทศจันทร์หรือเทศจันทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ