คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2548
#271713
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุได้มี พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธเป็นเครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตมามอบให้แก่ทางราชการฯ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2546 โดยมาตรา 3 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติว่า "ผู้ใดมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิด ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน ถ้าได้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดดังกล่าวมามอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ ให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากความผิดทางอาญาตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์" เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องรับฟังได้ว่า จำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยจะนำอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไปมอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ได้ จำเลยย่อมได้รับยกเว้นความผิดในความผิดฐานมีอาวุธปืน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกรูปร่างคล้ายปากกาชนิดประกอบขึ้นเองขนาด .38 (สเปเชียล) ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปที่สวนสาธารณะกลางชุมชนอ่อนนุช 40 ไร่ อันเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษ ให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ขณะเกิดเหตุในคดีนี้ ได้มีพระราชบัญญัติยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ไม่ไดรับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาต มามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ.2546 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2546 โดยมาตรา 3 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ผู้ใดมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ถ้าได้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดดังกล่าวมามอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากความผิดทางอาญาตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์" เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องรับฟังได้ว่า จำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยจะนำอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไปมอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ได้ จำเลยย่อมได้รับยกเว้นความผิดในความผิดฐานมีอาวุธปืน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

ที่จำเลยฎีกาประการแรกขอให้ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 นั้น เห็นว่า ขณะกระทำความผิดในคดีนี้จำเลยอายุ 18 ปีเศษ นับว่าอยู่ในวัยที่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพอสมควรแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยพาอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางติดตัวไปที่สวนสาธาณะกลางชุมชนอ่อนนุช 40 ไร่ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตในเวลากลางคืนซึ่งเป็นยามวิกาล อาจก่อให้เกิดเหตุร้ายและเป็นอันตรายต่อสุจริตชนทั่วไปในบริเวณนั้นได้ นับเป็นการกระทำความผิดที่อุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ประกอบกับตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยเป็นคนอารมณ์ร้อน มีเรื่องชกต่อยทะเลาะวิวาทหลายครั้ง และมีพฤติกรรมเคยพาอาวุธมีดปลายตัดและอาวุธปืนปากกา นอกจากนี้จำเลยยังเคยถูกดำเนินคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมาแล้วถึง 2 คดี คือความผิดฐานอนาจารและความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ก็มิได้เข็ดหลาบยังคงกระทำความผิดในคดีนี้อีก เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำความผิดประกอบกับความประพฤติของจำเลยดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่าจำเลยเป็นนักศึกษา อยู่ระหว่างศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพตามใบรับรองแนบท้ายฎีกายังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ แต่โทษจำคุกในความผิดฐานพาอาวุธปืนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษในความผิดฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีอาวุธปืน ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนนั้น เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว จำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคง 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาต มามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ.2546 ม. 3
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสุงสุด
จำเลย — นายสุระศักดิ์หรือสุรศักดิ์ รองเมือง
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3847/2548
#268002
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาร่วมชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับโจทก์ว่า การที่ผู้ให้สัญญายอมเข้าร่วมชำระหนี้กับผู้เช่าบริการโทรศัพท์ ไม่ทำให้คู่สัญญาเดิมหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาเดิมนั้น ไม่มีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้เดิม จึงมิใช่สัญญาแปลงหนี้ใหม่ สัญญาเดิมไม่ระงับและการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้โจทก์ก็ไม่ใช่การรับสภาพหนี้ แต่เป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ และไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 แม้จะมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ๆ ก็มิใช่เงินที่ต้องผ่อนชำระทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระตั้งแต่งวดที่ 2 คือวันที่ 7 มิถุนายน 2536 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2543 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ดอกเบี้ยที่โจทก์ขอคิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 40,703 บาท นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 7 มิถุนายน 2536 จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) โจทก์จึงฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2536 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2538 ไม่ได้เพราะขาดอายุความ 5 ปี คงเรียกได้เฉพาะดอกเบี้ยหลังจากวันที่ 30 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายมานะ เมืองงาม เป็นคู่สัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์หมายเลข 053-711443 จากโจทก์ ซึ่งค้างชำระค่าเช่าใช้บริการไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 43,703 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 จำเลยที่ 1 ติดต่อขอชำระหนี้ดังกล่าวโดยยินยอมชำระเงินดังกล่าวให้โจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมกับนายมานะ โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด งวดแรกวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาเป็นเงิน 3,000 บาท และงวดต่อไปภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ในอัตราเดียวกันจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ว่ากรณีใด ๆ ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และยินยอมให้โจทก์ดำเนินคดีได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าว และมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แต่หลังจากทำสัญญาแล้ว ตั้งแต่งวดที่สองซึ่งถึงกำหนดชำระวันที่ 7 มิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 ไม่ผ่อนชำระให้โจทก์อีกจนถึงงวดสุดท้าย จึงคงค้างชำระหนี้ 40,703 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นเงิน 2,849.21 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 40,703 บาท นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 7 มิถุนายน 2536 จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 22,386 บาท รวมเป็นเงินที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ 65,938.21 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 65,938.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 40,703 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะสัญญาร่วมชำระหนี้ตามฟ้องได้เปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ใหม่โดยผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตั้งแต่งวดวันที่ 7 มิถุนายน 2536 จนถึงงวดสุดท้ายคือวันที่ 7 กรกฎาคม 2537 แต่โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดใน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องในแต่ละงวด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 40,703 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2536 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า เดิมนายมานะ เมืองงาม บิดาของจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์หมายเลข 053-711443 จากโจทก์ ซึ่งค้างชำระค่าเช่าใช้บริการไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 43,703 บาทต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 จำเลยที่ 1 ติดต่อขอชำระหนี้ดังกล่าวโดยขอผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ตามสัญญาร่วมชำระหนี้เอกสารหมาย จ.6 มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7 ในวันทำสัญญาเอกสารหมาย จ.6 นั้น จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์งวดแรกเป็นเงิน 3,000 บาท และหลังจากนั้นเมื่อครบกำหนดชำระงวดที่ 2 คือวันที่ 7 มิถุนายน 2536 จำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ให้โจทก์อีก โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2543 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การแต่เพียงว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี เท่านั้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา แม้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาก็เป็นการไม่ชอบ จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีประเด็นเฉพาะว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี เท่านั้น เห็นว่า ตามสัญญาร่วมชำระหนี้เอกสารหมาย จ.6 ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ตกลงกับโจทก์ไว้ในข้อ 4 ว่า การที่ผู้ให้สัญญายอมเข้าร่วมชำระหนี้กับผู้เช่าใช้บริการโทรศัพท์คู่สายโทรศัพท์ ไม่ทำให้คู่สัญญาเดิมหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาเดิม และไม่ตัดสิทธิที่ผู้รับสัญญาจะระงับการให้บริการตามระเบียบขององค์การโทรศัพท์ ตามข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้เดิม เมื่อไม่มีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้เดิมจึงมิใช่สัญญาแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ สัญญาเดิมไม่ระงับ และการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้โจทก์จึงไม่ใช่การรับสารภาพหนี้ แต่เป็นสัญญาประเภทหนึ่งระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ซึ่งคู่สัญญากระทำด้วยความสมัครใจเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ และเมื่อหนี้ตามสัญญาไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 แม้ตามสัญญาจะมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ๆ ก็มิใช่เงินที่ต้องผ่อนชำระทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) เมื่อตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระตั้งแต่งวดที่ 2 คือวันที่ 7 มิถุนายน 2536 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาร่วมชำระหนี้ดังกล่าวเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2543 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าเช่าใช้บริการโทรศัพท์แก่โจทก์ จำนวน 40,703 บาท แต่ดอกเบี้ยที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 40,703 บาท นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 7 มิถุนายน 2536 จนถึงวันฟ้องดอกเบี้ยเป็นเงิน 22,386 บาท นั้น ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาร่วมชำระหนี้ดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (1) โจทก์จึงฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2536 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2538 ไม่ได้เพราะขาดอายุความ 5 ปี คงเรียกได้เฉพาะดอกเบี้ยหลังจากวันที่ 30 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปเท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7 จึงต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาที่ทำไว้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากเงินต้น 40,703 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 ม. 349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยฯ
จำเลย — นางมาลีรัตน์หรือมนัสนันท์ เมืองงาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3847/2548
#271790
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ตกลงว่า การที่จำเลยที่ 1 ยอมเข้าร่วมชำระหนี้กับผู้เช่าใช้บริการโทรศัพท์ คู่สายโทรศัพท์ไม่ทำให้คู่สัญญาเดิมหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาเดิม และไม่ตัดสิทธิโจทก์จะระงับการให้บริการตามระเบียบขององค์การโทรศัพท์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้เดิม เมื่อไม่มีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้เดิมจึงไม่ใช่สัญญาแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ สัญญาเดิมไม่ระงับ และการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้โจทก์จึงไม่ใช่การรับสภาพหนี้ แต่เป็นสัญญาประเภทหนึ่งระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ซึ่งคู่สัญญาทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้และเมื่อหนี้ตามสัญญาไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 แต่ดอกเบี้ยที่โจทก์ขอนับแต่วันผิดนัดตามสัญญาร่วมชำระหนี้ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยค้างชำระ มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายมานะเป็นคู่สัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์จากโจทก์ ค้างชำระค่าใช้บริการเป็นเงิน 43,703 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 จำเลยที่ 1 ติดต่อขอชำระหนี้ดังกล่าว โดยยินยอมชำระเงินดังกล่าวให้โจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมกับนายมานะ โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด งวดแรกวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาเป็นเงิน 3,000 บาท และงวดต่อไปภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปในอัตราเดียวกันจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ว่ากรณีใดๆ ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและยินยอมให้โจทก์ดำเนินคดีได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าว และมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แต่หลังจากทำสัญญาแล้วตั้งแต่งวดที่สอง จำเลยที่ 1 ไม่ผ่อนชำระให้โจทก์อีกจนถึงงวดสุดท้าย จึงคงค้างชำระหนี้ 40,703 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นเงิน 2,849.21 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 65,938.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 40,703 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 40,703 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2536 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า เดิมนายมานะ เมืองงาม บิดาของจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์หมายเลข 053-711443 จากโจทก์ซึ่งค้างชำระค่าเช่าใช้บริการไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 43,703 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 จำเลยที่ 1 ติดต่อขอชำระหนี้ดังกล่าวโดยขอผ่อนชำระเป็นงวดๆ ตามสัญญาร่วมชำระหนี้เอกสารหมาย จ.6 มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์มาสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7 ในวันทำสัญญาเอกสารหมาย จ.6 นั้น จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์งวดแรกเป็นเงิน 3,000 บาท และหลังจากนั้นเมื่อครบกำหนดชำระงวดที่ 2 คือวันที่ 7 มิถุนายน 2536 จำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ให้โจทก์อีก โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2543...ฯลฯ... คงมีประเด็นเฉพาะว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี หรือไม่ เท่านั้น เห็นว่า ตามสัญญาร่วมชำระหนี้เอกสารหมาย จ.6 ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ตกลงกับโจทก์ไว้ในข้อ 4 ว่า การที่ผู้ให้สัญญายอมเข้าร่วมชำระหนี้กับผู้เช่าใช้บริการโทรศัพท์ คู่สายโทรศัพท์ ไม่ทำให้คู่สัญญาเดิมหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาเดิม และไม่ตัดสิทธิที่ผู้รับสัญญาจะระงับการให้บริการตามระเบียบขององค์การโทรศัพท์ ตามข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้เดิม เมื่อไม่มีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้เดิมจึงมิใช่สัญญาแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ สัญญาเดิมไม่ระงับ และการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้โจทก์จึงไม่ใช่การรับสภาพหนี้ แต่เป็นสัญญาประเภทหนึ่งระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ซึ่งคู่สัญญากระทำด้วยความสมัครใจเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ และเมื่อหนี้ตามสัญญาไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 แม้ตามสัญญาจะมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้เป็นงวดๆ ก็มิใช่เงินที่ต้องผ่อนชำระทุนคืนเป็นงวดๆ อันมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) เมื่อตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระตั้งแต่งวดที่ 2 คือวันที่ 7 มิถุนายน 2536 แต่โจทก์ฟ้องคดีโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาร่วมชำระหนี้ดังกล่าวเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2543 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าเช่าใช้บริการโทรศัพท์แก่โจทก์จำนวน 40,703 บาท แต่ดอกเบี้ยที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 40,703 บาท นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 7 มิถุนายน 2536 จนถึงวันฟ้องดอกเบี้ยเป็นเงิน 22,386 บาท นั้น ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาร่วมชำระหนี้ดังกล่าวเป็นดอกบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (1) โจทก์จึงฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2536 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2538 ไม่ได้เพราะขาดอายุความ 5 ปี คงเรียกได้เฉพาะดอกเบี้ยหลังจากวันที่ 30 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปเท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7 จึงต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาที่ทำไว้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้น 40,703 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 (1) ม. 350
ชื่อคู่ความ
องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
โดยบริษัท ท.ศ.ท. คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — ผู้รับโอนสิทธิ
จำเลย — นางมาลีรัตน์หรือมนัสนันท์ เมืองงาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3843/2548
#271705
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน... ผู้ใดไม่พอใจในราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 9 ... มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี... ภายในหกสิบวันนับแต่วันได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนดังกล่าว" เมื่อคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินตามมาตรา 9 วรรคสี่ ให้แก่โจทก์เสร็จแล้ว เมื่อโจทก์ทราบและไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่จำต้องรอหนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทนก่อน และตามบทบัญญัติมาตรา 25 วรรคหนึ่งดังกล่าวมิได้ห้ามผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยื่นอุทธรณ์ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนก่อนได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนแต่อย่างใดไม่ การที่โจทก์ไปยื่นอุทธรณ์ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินต่อจำเลยที่ 1 ก่อนวันที่โจทก์จะได้รับแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนก็ตาม แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ และจำเลยที่ 1 ยังได้รับและวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่ได้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีกด้วยโดยไม่ได้โต้แย้งเลยว่าอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบประการใด ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 1 ได้และถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 25 วรรคหนึ่งแล้ว โจทก์จึงมีสิทธินำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มได้ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง

ส่วนเงินค่าทดแทนความเสียหายของต้นไม้และที่ดินกับสวนส้ม โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 วินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนความเสียหายดังกล่าวตามขั้นตอนในมาตรา 25 วรรคหนึ่งก่อน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องขอเงินค่าทดแทนความเสียหายส่วนนี้ต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่งได้ ปัญหานี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและข้อเท็จจริงอันนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหานี้ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำเข้าสู่การพิจารณาของศาลโดยชอบแล้ว แม้จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้และไม่ได้ยกเหตุนี้ขึ้นแก้ฎีกาของโจทก์ก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 669, 672 และ 1851 ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) พ.ศ.2536 โจทก์อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่เดินเพิ่มต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในกำหนด 60 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,353,550,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้แก่โจทก์จึงเหมาะสมถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสี่อีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นเงิน 39,407,250 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า... "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนต่อจำเลยที่ 1 ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนดังกล่าว โดยโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ก่อนได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน หนังสืออุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ เพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าได้มีการยื่นอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 โจทก์จึงไม่มีอำนาจและไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มตามมาตรา 26 เห็นว่า หนังสือขอให้ไปตกลงราคาค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวงสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 672, 1851 และ 669 ฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2539 ทั้งสามฉบับตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 มีข้อความระบุว่า "ด้วยคณะกรรมการกำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์ได้กำหนดราคาค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ของท่าน... 1. ค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ... เป็นเงิน ... บาท ...จึงขอให้ท่านไปตกลงราคาค่าทดแทนดังกล่าวข้างต้น..." เมื่อพิจารณาหนังสือทั้งสามฉบับดังกล่าวประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน... ผู้ใดไม่พอใจในราคาของอสังริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 9 ... มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี... ภายในหกสิบวันนับแต่วันได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนดังกล่าว" และมาตรา 9 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทน ให้คณะกรรมการกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์... และดำเนินการให้แล้วเสร็จและประกาศราคาที่กำหนดไว้ ณ สถานที่ตามมาตรา 7 ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้ง" ดังนี้ จากหนังสือขอให้ไปตกลงราคาค่าทดแทนฯ ตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 ดังกล่าวประกอบกับบัญญัติมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 9 วรรคสี่ จะเห็นได้ว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินมาตรา 9 วรรคสี่ให้แก่โจทก์เสร็จแล้ว เมื่อโจทก์ทราบและไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวโจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่จำต้องรอหนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทนก่อน และตามบทบัญญัติมาตรา 25 วรรคหนึ่งดังกล่าว มิได้ห้ามผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยื่นอุทธรณ์ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนก่อนได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนแต่อย่างใดไม่ นอกจากนั้นภายหลังจากที่โจทก์ไปยื่นอุทธรณ์ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินต่อจำเลยที่ 1 ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 เอกสารหมาย จ.8 แล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ และจำเลยที่ 1 ยังได้รับและวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่ได้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีกด้วย โดยไม่ได้โต้แย้งเลยว่าอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบประการใด ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 1 ได้และถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 25 วรรคหนึ่งแล้ว โจทก์จึงมีสิทธินำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลของเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มได้ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องของเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มนั้นฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้อีกหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ในการกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนนั้น พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า "เงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 นั้น ถ้ามิได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะแล้ว ให้กำหนดโดยคำนึงถึง

(1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามเป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6

(2) ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่

(3) ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

(4) สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และ

(5) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม

ถ้าการงานหรือกิจการอย่างใดที่ทำไปในการเวนคืน ได้กระทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่นั้นมีราคาสูงขึ้น ให้เอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทน แต่ไม่ให้ถือว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ทวีขึ้นนั้นสูงไปกว่าจำนวนเงินค่าทดแทนเพื่อจะให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายกลับต้องใช้เงินให้อีก" ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์จึงต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ดังกล่าวทุกอนุมาตราประกอบกัน และหากการเวนคืนนั้นได้กระทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เหลือยู่นั้นมีราคาสูงขึ้นก็ให้เอาราคาที่สูงขึ้นนั้นมาหักออกจากเงินค่าทดแทนด้วย ศาลฎีกาได้พิจารณาสภาพและทำเลที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ประกอบเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนที่ดินของโจทก์แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์กับนายสมพิธ สาชำนาญ พยานโจทก์และนายมนัส ทองรอด พยานจำเลยทั้งสี่สอดคล้องเจือสมกันและรับกับแผนที่ภาพภ่าย แผนผังแสดงเขตที่ดินที่ขออนุมัติและจ่ายเงินค่าทดแทนเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.17 และ จ.23 ว่า ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์มีสภาพเป็นที่ดินแปลงใหญ่ แต่ละแปลงมีเนื้อที่กว่า 240 ไร่ขึ้นไป และถูกเวนคืนบางส่วนเป็นเนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา เนื้อที่ 20 ไร่ 22 ตารางวา และเนื้อที่ 28 ไร่ 3 งาน 65 ตารางวา ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.7 ตามลำดับ ที่ดินโฉนดเลขที่ 672 เป็นที่ทำนาปลูกข้าวและอยู่ห่างจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1851 และ 669 ประมาณ 500 เมตร ที่ดินโฉนดเลขที่ 1851 และ 669 โจทก์พัฒนาเป็นสวนส้มเขียวหวานเนื้อที่ประมาณ 460 ไร่ ส่วนที่เหลือเนื้อที่ประมาณ 128 ไร่ เป็นที่นาและเป็นที่ตั้งของโรงเรียนชั้นประถมศึกษา ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกัน ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกติดคลองชลประทานซึ่งมีถนนเลียบคลองเป็นถนนลูกรังกว้างประมาณ 10 เมตร ส่วนด้านทิศตะวันตกติดคลองสี่ซึ่งมีถนนเลียบคลองสี่เป็นถนนลาดยางกว้างประมาณ 12 เมตร อยู่ห่างจากถนนพหลโยธินประมาณ 11 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากอำเภอคลองหลวงประมาณ 8 กิโลเมตร จากสภาพและทำเลที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเป็นที่ดินสำหรับการเกษตรกรรม ยังไม่ได้พัฒนาที่ดินให้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและไม่ใช่อยู่ในแหล่งธุรกิจการค้าที่มีความเจริญแล้ว แม้ที่ดินของโจทก์จะอยู่ติดถนนสาธารณะก็ตาม แต่มิใช่ถนนสายหลัก การคมนาคมย่อมสะดวกรวดเร็วสู่ถนนสายหลักไม่ได้ จึงเชื่อว่าที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนของโจทก์ตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไม่สูงนัก และภายหลังจากมีการเวนคืนแล้วที่ดินโฉนดเลขที่ 1851 และ 669 ของโจทก์ถูกแนวถนนตามโครงการนี้ผ่าเกือบกึ่งกลางตัดแยกแบ่งที่ดินแต่ละแปลงออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 672 ถูกเวนคืนจากส่วนที่อยู่ติดถนนเลียบคลองสี่เรื่อยเข้ามา แต่ละแปลงมีเนื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเป็นจำนวนมาก โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 672 มีเนื้อที่ 254 ไร่ 2 งาน 37 ตารางวา ถูกเวนคืนเนื้อที่เพียง 15 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 1851 มีเนื้อที่ 240 ไร่ 1 งาน 54 ตารางวา ถูกเวนคืนเนื้อที่เพียง 20 ไร่ 22 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 669 มีเนื้อที่ 360 ไร่ 1 งาน 55 ตารางวา ถูกเวนคืนเนื้อที่เพียง 28 ไร่ 3 งาน 65 ตารางวา รวมแล้วที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ 855 ไร่เศษ ถูกเวนคืนทั้งหมดเนื้อที่เพียง 64 ไร่เศษ เท่านั้น และจากคำเบิกความของนายธีรพงษ์ อารยเมธี ข้าราชการของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 พยานโจทก์ว่า ทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 เป็นทางหลางมาตราฐานชั้นพิเศษมีทางคู่ขนานเป็นทางสัญจรไปมาโดยเจ้าของที่ดินที่อยู่ติดกับทางคู่ขนานสามารถทำทางเชื่อมกับทางคู่ขนานได้โดยยื่นคำร้องขออนุญาตต่อจำเลยที่ 5 ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนจึงมีสภาพและทำเลที่ตั้งเปลี่ยนไปเป็นที่ดินอยู่ติดกับทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ทำให้ที่ดินของโจทก์แต่ละแปลงซึ่งเดิมอยู่ติดถนนเลียบคลองสี่และถนนเลียบคลองชลประทานเท่านั้นกลายเป็นที่ดิน 6 แปลง และที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวมีส่วนที่ติดถนนแปลงละ 2 สาย ย่อมทำให้ที่ดินแต่ละแปลงมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ถนนตามโครงการนี้เป็นถนนมาตรฐานขนาดใหญ่มีเขตทางกว้างถึง 100 เมตร ยาวกว่า 60 กิโลเมตร โดยด้านนอกของเขตทางทั้งสองข้างเป็นทางคู่ขนานเพื่อให้เจ้าของที่ดินที่อยู่ติดทางคู่ขนานและประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางสัญจรไปมาได้โดยสะดวก ดังนั้น การคมนาคมเข้าออกที่ดินของโจทก์แต่ละแปลงที่เหลือจากการเวนคืนย่อมมีความสะดวกรวดเร็วกว่าเดิมเป็นอันมาก และสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินในเชิงพาณิชย์ได้ด้วยอันจะเป็นผลทำให้ที่ดินของโจทก์แต่ละแปลงที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ดังที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า เมื่อสร้างถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครเสร็จแล้วที่ดินของโจทก์ก็จะอยู่บริเวณถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครจะมีราคาสูงกว่าที่ดินที่ติดถนนพหลโยธินกว้างเพียง 80 เมตร ส่วนถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร มีความกว้าง 100 เมตร ประกอบกับที่ดินของโจทก์แต่ละแปลงที่เหลือจากการเวนคืนมีเนื้อที่มากกว่าที่ดินถูกเวนคืนกว่า 10 เท่า แม้ที่ดินของโจทก์แต่ละแปลงที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อยเฉลี่ยเพียงร้อยละ 10 ของราคาเดิม ราคาของที่ดินส่วนที่สูงขึ้นของที่ดินแต่ละแปลงที่เหลือจากการเวนคืนก็จะท่วมเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนแต่ละแปลงของโจทก์แล้ว หากคณะกรรมการกำหนดราคาเบี้องต้นฯ นำเอาราคาที่สูงขึ้นของที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมาหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์แล้วโจทก์อาจจะไม่ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเลย ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ตารางวาละ 2,500 บาท และตารางวาละ 1,250 บาท โดยไม่ได้นำเอาราคาที่สูงขึ้นของที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมาคิดคำนวณหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตามบทบัญญัติ มาตรา 21 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 นั้น นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์อย่างมากอยู่แล้ว หากเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์อีกก็จะไม่เป็นธรรมแก่สังคม ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีกรวมเป็นเงินจำนวน 39,407,250 บาท ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินค่าทดแทนความเสียหายของต้นไม้และที่ดินกับสวนส้มของโจทก์เป็นเงินจำนวน 1,500,000 บาท และ 64,000,000 บาท ตามลำดับหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างในทำนองว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นความเสียหายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคท้าย เห็นว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือขอให้เพิ่มราคาค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวงเอกสารหมาย จ.8 โดยกล่าวว่าราคาค่าทดแทนที่ดินเบื้องต้นที่กำหนดให้แก่โจทก์ตารางวาละ 1,250 บาท และตารางวาละ 2,500 บาท เป็นราคาที่ต่ำอย่างยิ่งคือเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ และ 20 เปอร์เซ็นต์ ของราคาซื้อขายที่ดินปลายปี 2538 ซึ่งตกตารางวาละ 12,500 บาท จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาเพิ่มเงินค่าทดแทนให้ถูกต้องเป็นธรรมและใช้ราคาเดียวกันทั้งสามแปลงเพื่อให้เป็นไปตามมติรัฐมนตรีล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 ที่ว่าทางราชการพร้อมที่จะจ่ายเงินค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินในราคาท้องตลาด อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 วินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนความเสียหายของต้นไม้และที่ดินกับสวนส้มของโจทก์ก่อนตามขั้นตอนในมาตรา 25 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอเงินค่าทดแทนความเสียหายส่วนนี้ต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและข้อเท็จจริงอันนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหานี้ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำเข้าสู่การพิจารณาของศาลโดยชอบแล้ว แม้จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ให้การต่อสู่ไว้และไม่ได้ยกเหตุนี้ขึ้นแก้ฎีกาของโจทก์ก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในส่วนนี้ของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 9 วรรคสี่ ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 26 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระ คงพันธ์
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3822/2548
#266373
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าเดิมระงับเพราะสิ้นกำหนดเวลาเช่า และไม่มีเงื่อนไขหรือข้อผูกพันว่าจำเลยที่ 1 จะต้องต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ต่อไปย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าไม่ประสงค์จะต่อสัญญาเช่าที่ดินให้แก่โจทก์ จึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่จำเลยทั้งสองระงับการต่อสัญญาเช่าที่ดินโฉนดที่ดิน 4815 ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี และที่ดินข้างเคียงพร้อมอาคารเรือนไม้ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันต่อสัญญาเช่าที่ดินและอาคารประจำปี 2543 และปีต่อไปทุกปี หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับเงินค่าเช่าและค่าธรรมเนียมต่อสัญญาของสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2542 จำนวน 22,000 บาท และของปีต่อไปทุกปี ปีละไม่เกิน 22,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองระงับการทำโครงการสร้างศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่จะปลูกสร้างหรือทำลงในที่ดินที่โจทก์เช่า

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์แล้วมีคำพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพิพาทจากจำเลยที่ 1 และสัญญาเช่าได้สิ้นกำหนดเวลาเช่าลง โจทก์ได้ขอต่อสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ยอมต่อสัญญาเช่าให้อ้างว่าจะใช้ที่ดินดังกล่าวสร้างศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เห็นว่า กรณีนี้เป็นกรณีสัญญาเช่าเดิมระงับเพราะสิ้นกำหนดเวลาเช่าและไม่มีเงื่อนไขหรือข้อผูกพันว่าจำเลยที่ 1 จะต้องต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ต่อไปย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าไม่ประสงค์จะต่อสัญญาเช่าที่ดินให้แก่โจทก์ จึงมิใช่คำสั่งทางปกครองที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีประไพ คุณประทุม
จำเลย — เทศบาลเมืองสระบุรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอรุณ พิชญาพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพรเพชร วิชิตชลชัย
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิชัย วิวิตเสวี
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3822/2548
#271701
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าเดิมระหว่างโจทก์และจำเลยระงับไปเพราะสิ้นกำหนดเวลาเช่าและไม่มีเงื่อนไขหรือข้อผูกพันว่าจำเลยจะต้องต่อสัญญาเช่าให้โจทก์ การที่จำเลยซึ่งเป็นส่วนราชการไม่ยอมต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์อีกต่อไปย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าไม่ประสงค์จะต่อสัญญาเช่าที่ดินให้แก่โจทก์ จึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองที่สั่งระงับการต่อสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4815 ตำบลปากเพียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี และที่ดินข้างเคียงพร้อมอาคารเรือนไม้ ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันต่อสัญญาเช่าที่ดินและอาคารประจำปี 2543 และปีต่อไปทุกปี หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์แล้วมีคำพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพิพาทจากจำเลยที่ 1 และสัญญาเช่าได้สิ้นกำหนดเวลาเช่าลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ได้ขอต่อสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ยอมต่อสัญญาเช่าให้อ้างว่าจะใช้ที่ดินดังกล่าวสร้างศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เห็นว่า กรณีนี้เป็นกรณีสัญญาเช่าเดิมระงับเพราะสิ้นกำหนดเวลาเช่าและไม่มีเงื่อนไขหรือข้อผูกพันว่าจำเลยที่ 1 จะต้องต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ต่อไปย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าไม่ประสงค์จะต่อสัญญาเช่าที่ดินให้แก่โจทก์ จึงมิใช่คำสั่งทางปกครองที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 564
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีประไพ คุณประทุม
จำเลย — เทศบาลเมืองสระบุรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิชัย วิวิตเสวี
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3797/2548
#267658
เปิดฉบับเต็ม

งานวรรณกรรมซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศของผู้ประพันธ์ซึ่งเป็นคนชาติหรือคนในบังคับของประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญากรุงเบอร์ฉบับแรก ค.ศ.1886 (พ.ศ.2429) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 มาตรา 29 และต่อมาตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 42 หากมิได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นภาษาไทยภายใน 10 ปี นับแต่การโฆษณางานเดิมเป็นครั้งแรก สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะแปลงแปลงานของตนเป็นภาษาไทยย่อมหมดสิ้นไป เมื่อปรากฏว่าจำเลยแปลงานดังกล่าวหลังจากนั้นจำเลยจึงมีลิขสิทธิ์ในงานที่แปลและไม่มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 27, 31, 61, 69, วรรคสอง, 70, 75, 76 และ 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และสั่งให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ส่วนจำเลยที่ 7 คดีไม่มีมูล ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 7

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ออกจากสารบบความ

โจทก์และจำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงประกอบเอกสารแทนการสืบพยานและอ้างส่งเอกสารที่รับข้อเท็จจริงกันนั้นเป็นพยานแล้วขอให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่รับกันนั้นเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 และ 69 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับ 200,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำความผิดและพฤติการณ์ในการดำเนินคดีแล้ว เห็นว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 100,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 หนังสือของกลางให้ตกเป็นของโจทก์ จ่ายค่าปรับที่ชำระตามคำพิพากษาให้โจทก์กึ่งหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ประเทศไทยมีข้อจำกัดและความจำเป็นบางประการที่ยังไม่สมควรรับความผูกพันตามบทบัญญัติของอนุสัญญากรุงเบอร์ฉบับแก้ไข ณ กรุงเบอร์ลิน ค.ศ.1908 (Berlin Act 1908) อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยจึงแจ้งความประสงค์ไปยังองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization) ผู้บริหารงานของสหภาพเบอร์นเพื่อขอใช้สิทธิวางข้อสงวน (reservations) รวม 6 ข้อ ที่จะไม่ผูกพันตามอนุสัญญากรุงเบอร์นฉบับแก้ไข ณ กรุงเบอร์นลิน ค.ศ.1908 โดยผูกพันตามอนุสัญญากรุงเบอร์นฉบับแรก ค.ศ.1886 และพิธีสารสุดท้ายของอนุสัญญากรุงเบอร์น ค.ศ.1886 (Berne Convention 1886) และอนุสัญญากรุงเบอร์นฉบับแก้ไข ณ กรุงปารีส ค.ศ.1896 (Paris Additional Act and Interpretative Declaration 1896) แทน ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการแปลงานวรรณกรรม ประเทศไทยตั้งข้อสงวนขอไม่ผูกพันตามมาตรา 8 (Article 8) แห่งอนุสัญญากรุงเบอร์น ฉบับแก้ไข ณ กรุงเบอร์น ค.ศ.1908 ซึ่งบัญญัติให้ประเทศภาคีต้องให้ความคุ้มครองแก่งานอันมีลิขสิทธิ์จากประเทศภาคีอื่นรวมไปถึงสิทธิของเจ้าลิขสิทธิ์ที่จะแปลหรืออนุญาตให้ผู้อื่นแปลงานของตนได้เพียงผู้เดียวด้วย แต่ขอผูกพันตามมาตรา 5 แห่งอนุสัญญากรุงเบอร์น ค.ศ.1886 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 1 ข้อ 3 (Article I Number 3) ของอนุสัญญากรุงเบอร์นฉบับแก้ไข ณ กรุงปารีส ค.ศ.1896 ซึ่งกำหนดว่า ผู้สร้างสรรค์งานซึ่งเป็นคนชาติหรือคนในบังคับของประเทศภาคีหรือตัวแทนโดยชอบของตนย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะทำการแปลหรือมอบหมายให้มีการแปลงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนตลอดระยะเวลาแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานเติม แต่ถ้าผู้สร้างสรรค์งานมิได้ทำการโฆษณาการแปลผลงานของตนเป็นภาษาที่ต้องการให้ได้รับความคุ้มครองในประเทศภาคีใดภายในระยะเวลา 10 ปี นับแต่การโฆษณางานเดิมเป็นครั้งแรก สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะแปลงานของตนเป็นภาษาดังกล่าวย่อมเป็นอันหมดสิ้นไป พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 ได้นำข้อสงวนดังกล่าวมาบัญญัติไว้ในมาตรา 29 ว่า "การรับประโยชน์แห่งสิทธิตามหมวดนี้ (หมวด 2 ลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ) ท่านว่าต้องอยู่ในบังคับแห่งวิธีการและเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(ก) เมื่อได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกฎหมายของประเทศที่เกิดแห่งวรรณกรรมหรือศิลปกรรมนั้นได้กำหนดไว้

(ข) ถ้าเป็นวรรณกรรมหรือนาฏกียกรรม เมื่อล่วงกำหนดสิบปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งโฆษณาไปแล้ว สิทธิที่จะห้ามมิให้ทำขึ้น ทำซ้ำ เล่นแสดงในที่สาธารณะหรือโฆษณาซึ่งคำแปลจะทรงไว้ได้ต่อเมื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ให้อำนาจผู้อื่นแปลวรรณกรรมหรือนาฏกียกรรมนั้นในภาษาซึ่งต้องการจะป้องกันมิให้ผู้อื่นแปลและได้โฆษณาคำแปลนั้นแล้วภายในพระราชอาณาจักรก่อนล่วงพ้นกำหนดเวลาที่กล่าวข้างต้น" ซึ่งต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัตลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ออกมายกเลิกพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 การให้ความคุ้มครองแก่ลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 42 บัญญัติว่า "งานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย และกฎหมายของประเทศนั้นได้ให้ความคุ้มครองเช่นเดียวกันแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของภาคีอื่นๆ แห่งอนุสัญญาดังกล่าว หรืองานอันมีลิขสิทธิ์ขององค์การระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยร่วมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" ซึ่งข้อสงวนเกี่ยวกับการแปลงานวรรณกรรมก็ได้นำมาบัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ พ.ศ.2526 ซึ่งออกตามความในมาตรา 42 ดังกล่าวและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2526 มาตรา 5 วรรคสอง ว่า "ในกรณีที่เป็นวรรณกรรมหรือนาฏกรรม ถ้าเจ้าของลิขสิทธิ์มิได้จัดให้มีหรืออนุญาตให้ผู้ใดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและโฆษณาคำแปลนั้นในราชอาณาจักรภายในสิบปีนับแต่วันสิ้นปีปฏิทินของปีที่ได้มีการโฆษณาวรรณกรรมหรือนาฏกรรมดังกล่าวเป็นครั้งแรก ให้ถือว่าสิทธิที่จะห้ามมิให้ทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือโฆษณาซึ่งคำแปลในราชอาณาจักรเป็นอันสิ้นสุดลง" ปรากฏข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 รับกันว่า งานวรรณกรรมภาษาอังกฤษทั้ง 28 เรื่องตามฟ้อง โจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์มิได้จัดให้มีหรืออนุญาตให้ผู้ใดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและโฆษณาคำแปลนั้นในประเทศไทยภายใน 10 ปี นับแต่วันสิ้นปีปฏิทินของปีที่ได้มีการโฆษณางานวรรณกรรมดังกล่าวเป็นครั้งแรก ดังนี้ สิทธิแต่เพียงผู้เดียวของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ห้ามผู้อื่นมิให้แปลงานวรรณกรรมภาษาอังกฤษ 7 เรื่อง เป็นภาษาไทยหรือโฆษณาซึ่งคำแปลเป็นภาษาไทยในประเทศไทยจึงเป็นอันสิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนด 10 ปี กล่าวคือ เมื่อพ้นปี 2509 พ้นปี 2511 พ้นปี 2512 พ้นปี 2514 พ้นปี 2515 พ้นปี 2517 และพ้นปี 2517 ตามลำดับ การแปลงานวรรณกรรมภาษาอังกฤษ 7 เรื่องนี้เป็นภาษาไทยในช่วงระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2526 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2536 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับอยู่ย่อมทำได้โดยไม่ต้องรับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการแปลของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เมื่อการแปลดังกล่าวเป็นการแปลโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้แปลได้ริเริ่มสร้างสรรค์งานแปลเป็นภาษาไทยด้วยตนเองโดยต้องใช้ความรู้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยประกอบด้วยความวิริยะอุตสาหะตลอดจนประสบการณ์ในการแปล ผู้แปลซึ่งปรากฏว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยจึงได้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมที่แปลเป็นภาษาไทย 7 เรื่อง โดยได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทันทีที่สร้างสรรค์งานเสร็จและมีอายุแห่งการคุ้มครองตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์และมีอยู่ต่อปีอีกเป็นเวลา 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย และผู้แปลย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำซ้ำหรือดัดแปลง หรือนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น และอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานแปลนั้นตามมาตรา 4 มาตรา 6 มาตรา 13 และมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการแปลวรรณกรรมภาษาอังกฤษทั้ง 7 เรื่องเป็นภาษาไทย เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากผู้แปลวรรณกรรมทั้ง 7 เรื่องนั้นให้ทำซ้ำโดยจัดพิมพ์หนังสือที่แปลเป็นภาษาไทย 7 เรื่องนี้และนำหนังสือที่จัดหนังสือพิมพ์ขึ้นนั้นออกจำหน่ายได้โดยไม่จำกัดจำนวนในช่วงปี 2533 ถึงปี 2538 การที่จำเลยที่ 1 ขายและเสนอขายหนังสือที่แปลเป็นภาษาไทย 7 เรื่องนี้ซึ่งมีการจัดพิมพ์ขึ้นดังกล่าวและยังเหลืออยู่เมื่อระหว่างเดือนกันยายน 2539 ถึงเดือนธันวาคม 2539 จึงมิใช่การขายและเสนอขายงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ย่อมไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) เช่นกัน

การแปลงานวรรณกรรมภาษาอังกฤษ 7 เรื่องเป็นการแปลในช่วงเวลาที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนไขเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ พ.ศ.2526 มีผลใช้บังคับอยู่และสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการแปลงานวรรณกรรมภาษาอังกฤษ 7 เรื่องเป็นภาษาไทยในประเทศไทยได้ระงับสิ้นไปแล้วเพราะโจทก์มิได้จัดให้มีหรืออนุญาตให้ผู้ใดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและโฆษณาคำแปลนั้นในประเทศไทยภายใน 10 ปี นับแต่วันสิ้นปฏิทินของปีที่ได้มีการโฆษณาวรรณกรรม 7 เรื่องนี้เป็นครั้งแรก ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว การแปลงานวรรณกรรมภาษาอังกฤษทั้ง 7 เรื่อง เป็นภาษาไทยย่อมทำได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์และเป็นการแปลโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ผู้แปลซึ่งปรากฏว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยเป็นผู้สร้างสรรค์งานแปลนั้น จึงมีลิขสิทธิ์ในงานแปลดังได้วินิจฉัยข้างต้น และผู้แปลวรรณกรรมภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยทั้ง 7 เรื่อง ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำซ้ำหรือดัดแปลงนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น และอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยกำหนดเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยหรือไม่ก็ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 4 มาตรา 6 มาตรา 13 และมาตรา 1 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการแปลวรรณกรรมดังกล่าว การที่ผู้แปลวรรณกรรมเป็นภาษาไทยทั้ง 7 เรื่อง ทุกคนได้ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์หนังสือที่แปลเป็นภาษาไทย 7 เรื่อง นั้น และนำออกจำหน่ายได้โดยไม่จำกัดจำนวนในช่วงปี 2533 ถึงปี 2538 เป็นสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทำซ้ำและนำออกโฆษณาซึ่งงานแปลที่ผู้แปลได้ดัดแปลงขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิตามสัญญานั้นที่จะทำซ้ำและนำออกโฆษณาซึ่งงานแปลดังกล่าวได้ การทำซ้ำและนำออกโฆษณาดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำต่องานสร้างสรรค์วรรณกรรมที่แสดงออกในรูปแบบที่เป็นภาษาไทยโดยตรง มิได้กระทำต่องานสร้างสรรค์วรรณกรรมต้นฉบับที่แสดงออกในรูปแบบที่เป็นภาษาอังกฤษของโจทก์แต่อย่างใด สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษของโจทก์ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มีอยู่อย่างไร ก็ยังคงมีอยู่เช่นนั้น สิทธิแต่เพียงผู้เดียวดังกล่าวของโจทก์หาได้ถูกกระทบกระเทือนไม่ กล่าวคือ หากจำเลยที่ 1 จะทำซ้ำและนำออกโฆษณาซึ่งงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษของโจทก์ในขณะที่งานวรรณกรรมของโจทก์ยังมีอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายอยู่ จำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องขออนุญาตจากโจทก์มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 เจตนาจะทำซ้ำและนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนเฉพาะงานวรรณกรรมที่แสดงออกในรูปแบบที่เป็นภาษาไทย มิได้เจตนาที่จะทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องขออนุญาตจากโจทก์ หากให้จำเลยที่ 1 ต้องขออนุญาตจากโจทก์ในการทำซ้ำและนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานแปลเป็นภาษาไทย ผลก็จะกลายเป็นว่าโจทก์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษของโจทก์เกินกว่าขอบเขตแห่งสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองตามมาตรา 13 ดังกล่าว กล่าวคือ มีผลเท่ากับเป็นการขยายขอบเขตแห่งสิทธิให้โจทก์มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำและนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานแปลวรรณกรรมเป็นภาษาไทย ทั้งๆ ที่โจทก์ไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรค์งานแปลนั้นและสิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ที่จะแปลงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยของตนในประเทศไทยและสิทธิที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นแปลวรรณกรรมนั้นเป็นภาษาไทยในประเทศไทยได้ระงับสิ้นไปแล้ว เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในงานวรรณกรรมที่แปลเป็นภาษาไทยในกรณีเช่นนี้ การทำซ้ำและนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานวรรณกรรมเป็นภาษาไทยของจำเลยที่ 1 โดยได้รับอนุญาตจากผู้แปลซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแปลนั้นจึงเป็นการเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของสิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษอีก การที่จำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานแปลเป็นภาษาไทยดังกล่าวย่อมไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 นำงานแปลที่ทำซ้ำขึ้นโดยชอบนั้นออกขายและเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป จึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

อนึ่ง แม้หนังสือแปลเรื่อง ฆ่าเพราะรัก และเรื่อง คดีเงียบ ที่เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการสืบสวนคดีเศรษฐกิจได้ยึดไว้จะเป็นหนังสือที่พิมพ์ขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ก็ตาม แต่การที่จะสั่งให้หนังสือดังกล่าวตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้นั้น หนังสือดังกล่าวต้องยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 70 ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดตามมาตรา 70 ดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องอาจสั่งให้หนังสือแปลทั้งสองเรื่องนั้นตกเป็นของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 42
พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม. 14 ม. 29 ม. 31 ม. 32
พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ พ.ศ.2526 ม. 5 วรรคสอง
อนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม ค.ศ.1886
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอกาธา คริสตี้ จำกัด
จำเลย — บริษัทสร้างสรรค์ - วิชาการ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3793/2548
#271901
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้จัดหาอุปกรณ์สำหรับปรับปรุงคุณภาพน้ำในระบบหล่อเย็นของบริษัท บ. เพื่อที่จำเลยจะจัดส่งให้แก่บริษัท บ. ที่ตกลงซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับปรับปรุงคุณภาพน้ำในระบบหล่อเย็นจากจำเลยเพื่อใช้ในโรงงานของบริษัทดังกล่าว โดยจำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ โจทก์ส่งมอบอุปกรณ์ตามสัญญาครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยยังคงค้างชำระหนี้แก่โจทก์อยู่อีกบางส่วน โจทก์จึงนำมาฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ส่วนที่ค้างชำระตามสัญญา ย่อมถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าของที่ส่งมอบและ/หรือค่าการงานที่ได้ทำ อีกทั้งการที่จำเลยนำอุปกรณ์ที่โจทก์ส่งมอบไปขายต่อให้แก่บริษัท บ. ถือได้ว่าจำเลยซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ จากโจทก์เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจของจำเลยอีกต่อหนึ่ง มิได้เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง จึงเป็นกรณีตกอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี มิใช่อายุความ 2 ปีตามมาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 6,170,030.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,261,825 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 315,988.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 274,722.48 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,170,030.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 5,261,825 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นนี้ว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้จัดหาอุปกรณ์สำหรับปรับปรุงคุณภาพน้ำในระบบหล่อน้ำเย็นของบริษัทบีเอสไอ เหล็กก่อสร้าง จำกัด เพื่อที่จำเลยจะจัดส่งให้แก่บริษัทบีเอสไอ เหล็กก่อสร้าง จำกัด ที่ตกลงซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในระบบปรับปรุงคุณภาพระบบน้ำหล่อเย็นจากจำเลย เพื่อใช้ในโรงงานของบริษัทดังกล่าวที่จังหวัดนครราชสีมา โดยจำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 14,747,500 บาท ในการจ่ายค่าจ้างแบ่งชำระเป็น 4 งวด ตามสัญญาจัดหาอุปกรณ์นำเข้าสำหรับระบบปรับปรุงคุณภาพในระบบหล่อเย็นของบริษัทบีเอสไอ เหล็กก่อสร้าง จำกัด เอกสารหมายเลข จ.6 โจทก์ได้ดำเนินการส่งมอบอุปกรณ์ตามสัญญาครบถ้วนแล้ว จำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์บางส่วน ส่วนที่จำเลยยังไม่ชำระเป็นเงินจำนวน 5,261,825 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า สิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างส่วนที่จำเลยยังไม่ชำระนั้นขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำหรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง..." และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีอายุความห้าปี (1)...(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการเป็นที่ปรึกษารับเหมาออกแบบและก่อสร้างระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ จัดหาจำหน่ายวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ฟ้องเรียกร้องให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าจ้างส่วนที่ค้างชำระตามสัญญาจัดหาอุปกรณ์นำเข้าสำหรับระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำในระบบหล่อเย็นของบริษัทบีเอสไอ เหล็กก่อสร้าง จำกัด ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งตามสัญญาดังกล่าว เงินค่าจ้างที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์นั้น เป็นค่าอุปกรณ์ เครื่องมือ การจัดหาบุคลากรด้านการกำกับดูแลและการจัดการการช่าง การธุรการ การร่วมออกแบบกับจำเลย รวมทั้งค่าขนส่งและค่าประกันภัย ซึ่งจำเลยได้นำวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ที่โจทก์จัดส่งให้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่เกี่ยวเนื่องกับระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำในระบบน้ำหล่อเย็นของโรงงานบริษัทบีเอสไอ เหล็กก่อสร้าง จำกัด ที่จังหวัดนครราชสีมา ที่บริษัทดังกล่าวสั่งซื้อวัสดุและอุปกรณ์จากจำเลยตามสัญญาจัดซื้อวัสดุและอุปกรณ์ระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำในระบบหล่อเย็นระหว่างจำเลยกับบริษัทบีเอสไอ เหล็กก่อสร้าง จำกัด เอกสารหมาย จ.7 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.6 ย่อมถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าของที่ส่งมอบและ/หรือค่าการงานที่ได้ทำ โดยจำเลยนำอุปกรณ์ที่โจทก์ส่งมอบตามสัญญาเอกสารหมาย จ.6 ขายต่อให้แก่บริษัทบีเอสไอ เหล็กก่อสร้าง จำกัด ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.7 ถือได้ว่าจำเลยซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ จากโจทก์เพื่อใช้ประกอบธุรกิจของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ต่อไปนี้อีกต่อหนึ่งจึงเป็นกรณีตกอยู่ในบังคับมาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี มิใช่อายุความ 2 ปีตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดี ดังนั้น แม้จะให้ฟังว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินแต่ละส่วนที่จำเลยยังไม่ชำระจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2539 วันที่ 2 มกราคม 2540 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 และวันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 ทั้งอายุความไม่ได้สะดุดหยุดลงตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อนับจากวันดังกล่าวถึงวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้คือวันที่ 7 มีนาคม 2544 แล้วก็ยังไม่ล่วงพ้นกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างแต่ละส่วนที่จำเลยยังไม่ชำระตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดับบลิว. ที. ดี. (ยูเค) จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็ม คอนโซลิเดท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3740 -ที่ 3790/2548
#113308
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 20 ที่ 32 ถึงที่ 38 ที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ฟ้องคดีเดิมและทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น โจทก์รู้อยู่แล้วว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้มีการปรับปรุงมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างสำหรับลูกจ้างระดับผู้ปฏิบัติงานโดยให้ผู้ที่ปฏิบัติงานก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 15 ปีขึ้นไป ได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2544 เป็นต้นไป แต่โจทก์ ก็ยังสมัครใจทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน และตกลง "ไม่เรียกร้องใด ๆ อีก" จึงหมายความว่าจะไม่เรียกร้องอื่นใดอีกซึ่งรวมถึงเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 60 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีที่จะได้รับเพิ่มขึ้นเมื่อมีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ต่อไปจนเสร็จสิ้นแล้วด้วย อันเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทที่จะมีขึ้นในอนาคต ประกอบกับการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิมเกิดขึ้นหลังจากโจทก์ออกจากงานด้วยเหตุเกษียณอายุแล้ว จึงมีอิสระแก่ตนพ้นพันธกรณีและอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยโดยสิ้นเชิง การสละสิทธิเรียกร้องในเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและไม่เป็นโมฆะ สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นจึงมีผลใช้บังคับ ดังนั้นการเรียกร้องในเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 60 วัน จึงระงับสิ้นไป

ตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 วรรคสอง เป็นการบัญญัติถึงวิธีปฏิบัติในการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ว่าให้อยู่ภายใต้การให้ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนและกำหนดว่ามาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างนั้นใช้บังคับแก่ผู้ใด ไม่ได้บัญญัติถึงว่ามาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างจะมีผลใช้บังคับเมื่อใด ดังนั้นมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างจะมีผลใช้บังคับเมื่อใดจึงขึ้นอยู่กับประกาศของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดตามวรรคหนึ่ง

ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในคดีเดิมวินิจฉัยว่า จนถึงเวลาเสร็จการพิจารณาในคดีเดิมสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจยังคงอยู่ภายใต้ระเบียบมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 โจทก์ (คดีเดิม) จึงมีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ไม่ใช่ 240 วัน มีผลเท่ากับศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาว่า โจทก์ (คดีเดิม) ยังไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินส่วนนี้ในคดีเดิม ต่อมาเมื่อประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 มีผลใช้บังคับแล้วและความในประกาศมีผลถึงโจทก์คดีเดิมด้วย โจทก์ที่ 21 ถึงที่ 30 ที่ 39 ถึงที่ 47 (ที่เคยเป็นโจทก์ใน

คดีเดิม) ซึ่งมีอำนาจฟ้องตามประกาศฉบับหลังจึงฟ้องเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสิบเอ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณากับคดีหมายเลขแดงที่ 945/2547, 1382/2547, 1383/2547 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งศาลแรงงานกลางให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 54 ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ที่ 31 ที่ 49 และที่ 54 ขอถอนฟ้องศาลแรงงานกลางอนุญาต คดีจึงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเพียง 51 สำนวน คือคดีของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 30 ที่ 32 ถึงที่ 48 และที่ 50 ถึงที่ 53

โจทก์ทั้งห้าสิบเอ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานส่วนที่ยังขาดอยู่ตามคำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทุกสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกัน คู่ความไม่ติดใจสืบพยาน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยาน

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างว่าด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานการใช้แรงงานหญิง การหักเงินเดือนค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด และการรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานมีผลเป็นกฎหมายนับแต่วันที่ประกาศใช้บังคับในวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 โดยเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2544 ดังนั้น ลูกจ้างที่มีตำแหน่งตามที่ระบุไว้สามารถเรียกเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตรา 240 วัน จึงเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ได้มีอยู่เดิมในขณะฟ้องคดีเดิมหรือก่อนศาลมีคำพิพากษา เมื่อสิทธิเรียกร้องเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานส่วนที่เพิ่มขึ้น 60 วัน เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินดังกล่าวได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และไม่เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษาให้โจทก์แต่ละคนยกเว้นโจทก์ที่ 31 ที่ 49 และที่ 54 มีสิทธิเรียกเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานตามบัญชีแนบท้ายคำพิพากษาของศาลแรงงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 20 ที่ 35 ที่ 41 ถึงที่ 54 (ที่ถูกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 20 ที่ 32 ถึงที่ 38 ที่ 48 และที่ 50 ถึงที่ 53) ซึ่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยในคดีเดิมโดยยอมรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน 180 วัน และจะไม่เรียกร้องเงินอื่นใดอีก มีผลให้การเรียกร้องเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเพิ่มขึ้นอีก 60 วัน ตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างว่าด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การใช้แรงงานหญิง การหักเงินเดือนค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด และการรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ในคดีเดิมโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 20 ที่ 32 ถึงที่ 38 ที่ 48 และที่ 50 ถึงที่ 53 ฟ้องเรียกเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานตามระเบียบของจำเลยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน และเรียกเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเพิ่มขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2544 เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 60 วัน ต่อมาโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 20 ที่ 32 ถึงที่ 38 ที่ 48 และที่ 50 ถึงที่ 53 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย โดยยอมรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน และศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 20 ที่ 32 ถึงที่ 38 ที่ 48 และที่ 50 ถึงที่ 53 ตกลง "ไม่เรียกร้องใด ๆ อีก" ในขณะที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 20 ที่ 32 ถึงที่ 38 ที่ 48 และที่ 50 ถึงที่ 53 ฟ้องคดีเดิมและทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น โจทก์รู้อยู่แล้วว่าคณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าวอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีการปรับปรุงมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างสำหรับลูกจ้างระดับผู้ปฏิบัติงานโดยให้ผู้ที่ปฏิบัติงานก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 15 ปีขึ้นไปได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2544 เป็นต้นไป (เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากการเสนอของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์) แต่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 20 ที่ 32 ถึงที่ 38 ที่ 48 และที่ 50 ถึงที่ 53 ก็ยังสมัครใจทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน และตกลง "ไม่เรียกร้องใด ๆ อีก" จึงหมายความว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 20 ที่ 32 ถึงที่ 38 ที่ 48 และที่ 50 ถึงที่ 53 จะไม่เรียกร้องอื่นใดอีกซึ่งรวมถึงเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 60 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีที่จะได้รับเพิ่มขึ้นเมื่อมีการดำเนินการตาม พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ต่อไปจนเสร็จสิ้นแล้วด้วย อันเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทที่จะมีขึ้นในอนาคตตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ประกอบกับการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิมเกิดขึ้นหลังจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 20 ที่ 32 ถึงที่ 38 ที่ 48 และที่ 50 ถึงที่ 53 ออกจากงานด้วยเหตุเกษียณอายุแล้ว จึงมีอิสระแก่ตนพ้นพันธกรณีและอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยโดยสิ้นเชิงการสละสิทธิเรียกร้องในเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน ย่อมไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและไม่เป็นโมฆะ สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นจึงมีผลใช้บังคับ ดังนั้น การเรียกร้องในเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 60 วัน จึงระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 ส่วนกรณีโจทก์ที่ 5 และที่ 6 ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่ 15 มิถุนายน 2547 ว่าโจทก์ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องคดีเดิมเรียกเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบของจำเลยเท่านั้น ต่อมาโจทก์ที่ 5 และที่ 6 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยโดยยอมรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน และศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่าโจทก์ที่ 5 และที่ 6 ตกลง "ไม่เรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ อีก" ซึ่งเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานไม่ใช่ค่าเสียหาย ถือไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 5 และที่ 6 สละสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าว ดังนั้นสิทธิในการเรียกร้องเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 60 วัน ของโจทก์ที่ 5 และที่ 6 จึงไม่ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาวินิจฉัยประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์ที่ 21 ถึงที่ 34 ที่ 36 ถึงที่ 40 (ที่ถูกโจทก์ที่ 21 ถึงที่ 30 และที่ 39 ถึงที่ 47) ในคดีนี้ที่เรียกเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 60 วัน ตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิมหรือไม่ เห็นว่า ที่ พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีอำนาจหน้าที่ตาม (1) ในการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้าง และวรรคสอง บัญญัติให้มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างตาม (1) เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วให้ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทุกแห่งนั้น ตามวรรคสองเป็นการบัญญัติถึงวิธีปฏิบัติในการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ว่าให้อยู่ภายใต้การให้ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนและกำหนดว่ามาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างนั้นใช้บังคับแก่ผู้ใดไม่ได้บัญญัติถึงว่ามาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างจะมีผลใช้บังคับเมื่อใด ดังนั้น มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างจะมีผลใช้บังคับเมื่อใดจึงขึ้นอยู่กับประกาศของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดตามวรรคหนึ่ง โจทก์ในคดีเดิมฟ้องเรียกเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 60 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2544 ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการประกาศใช้ประกาศของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ฉบับลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ในเรื่องเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน สิทธิในเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานที่เพิ่มขึ้นอีกเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 60 วัน ยังไม่เกิด ที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในคดีเดิมวินิจฉัยว่าจนถึงเวลาเสร็จการพิจารณาในคดีเดิม สิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจยังคงอยู่ภายใต้ระเบียบมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 โจทก์ (คดีเดิม) จึงมีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน (6 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย) ไม่ใช่ 240 วัน มีผลเท่ากับศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาว่าโจทก์ที่ 21 ถึงที่ 30 และที่ 39 ถึงที่ 47 ยังไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินส่วนนี้ในคดีเดิม เมื่อประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 มีผลใช้บังคับแล้วและความในประกาศมีผลถึงโจทก์ที่ 21 ถึงที่ 30 และที่ 39 ถึงที่ 47 ด้วย โจทก์ที่ 21 ถึงที่ 30 และที่ 39 ถึงที่ 47 ซึ่งมีอำนาจฟ้องตามประกาศดังกล่าวจึงฟ้องเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 20 ที่ 32 ถึงที่ 38 ที่ 48 และที่ 50 ถึงที่ 53 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรงเดช อินทจันทร์
จำเลย — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3739/2548
#271782
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสำเนาทะเบียนการสมรสจะปรากฏลายมือชื่อฝ่ายชายคือ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องขอจดทะเบียนแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ในบันทึกด้านหลังของทะเบียนสมรสดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 และผู้ตายให้ไว้ว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความสมัครใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรสกัน โดยทั้งจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน บันทึกดังกล่าวได้ทำในวันและเวลาต่อเนื่องกับรายการจดทะเบียนสมรสด้านหน้า จึงย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ให้ถ้อยคำและปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายในเรื่องการจดทะเบียนสมรสด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ความบกพร่องที่ผู้ตายไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าทะเบียนสมรสดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุถึงทำให้การจดทะเบียนสมรสไม่มีผลสมบูรณ์เป็นโมฆะแต่อย่างไร

ในการรับบุตรบุญธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1583 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติว่า ถ้าผู้ที่บุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การรับบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดามารดา ถ้าไม่มีบิดามารดา ผู้แทนโดยชอบธรรมจะให้ความยินยอมก็ได้ และมาตรา 1585 (เดิม) บัญญัติว่า การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์เมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาประกอบ พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัวฯ มาตรา 22 แล้วจะเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดแต่เพียงว่า การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาเท่านั้น มิได้บังคับว่าคำยินยอมต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีลายมือชื่อของบิดามารดาให้ความยินยอมแต่อย่างไร ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 กับ ม. ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนหย่าและแยกกันอยู่โดยมีบันทึกหลังทะเบียนหย่าว่าให้จำเลยที่ 1 รับเลี้ยงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วน ม. รับเลี้ยงบุตรคนเล็ก และต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายและผู้ตายได้จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งจำเลยที่ 4 ในฐานะนายทะเบียนได้ดำเนินการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้แก่ผู้ตายโดยที่ให้เฉพาะจำเลยที่ 1 บิดาเป็นผู้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแต่เพียงผู้เดียว โดยเห็นว่าตามบันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่ามีผลทำให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียว แม้ข้อความในบันทึกหลังทะเบียนหย่ามิอาจถือได้ว่า ม. ตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ปรากฏว่านับแต่ผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมจนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นเวลากว่า 29 ปี ม. ก็มิได้ว่ากล่าวคัดค้านการรับบุตรบุญธรรม และยังทำหนังสือยืนยันว่าทราบเรื่องและให้ความยินยอมมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน และเหตุที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ก็เพราะขณะที่จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 ม. ตกลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในการเลี้ยงดูของจำเลยที่ 1 นั้น หมายถึงการให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียวด้วยและไม่ขอคัดค้าน รวมทั้งยังขอร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยยืนยันการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า ม. ได้ให้ความยินยอมด้วยแล้วในการรับบุตรบุญธรรมของผู้ตาย การรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเป็นโมฆะ และการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับผู้ตายเป็นโมฆะ กับให้จำเลยที่ 5 เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสและให้จำเลยที่ 4 เพิกถอนการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตาย และการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกับนางสำอาง หัชวิญญูหรือศรีจันทร์ ผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 1 เคยอยู่กินกับนางมยุรี สมประสงค์หรือสุขโชติเจริญ โดยจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายและเกิดบุตรด้วยกัน 3 คน รวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 1 และนางมยุรีจดทะเบียนหย่ากัน โดยบันทึกด้านหลังทะเบียนหย่าว่าให้ฝ่ายชายคือจำเลยที่ 1 เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรคนโตและคนที่สองซึ่งคือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ครั้นปี 2509 จำเลยที่ 1 ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อในทะเบียนสมรส ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญในการจดทะเบียนสมรส แม้จะปรากฏลายมือชื่อของผู้ตายในบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรส แต่บันทึกดังกล่าวก็หาใช่ทะเบียนการสมรสไม่ การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายย่อมไม่สมบูรณ์มีผลเป็นโมฆะ เห็นว่า แม้ตามสำเนาทะเบียนการสมรสเอกสารหมาย จ.5 ในช่องรายการลำดับที่ 11 ซึ่งระบุว่าลายมือชื่อผู้ร้องขอจดทะเบียนจะปรากฏแต่เฉพาะลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ในบันทึกด้านหลังของทะเบียนสมรสดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 และผู้ตายให้ไว้ว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความสมัครใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรส โดยทั้งจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน บันทึกดังกล่าวลงวันที่ 25 ตุลาคม 2509 ซึ่งเป็นวันเดียวกับการจดทะเบียนสมรส แสดงว่าบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรสนายทะเบียนได้ทำในวันและเวลาเดียวกันต่อเนื่องกับรายการจดทะเบียนสมรสด้านหน้า จึงย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ให้ถ้อยคำและปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายในเรื่องการจดทะเบียนสมรสด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ความบกพร่องที่ผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าทะเบียนสมรสดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุถึงกับทำให้การจดทะเบียนสมรสนั้นไม่มีผลสมบูรณ์เป็นโมฆะแต่อย่างไร ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการสุดท้ายว่า การจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ขณะผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม นางมยุรีซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตาย ส่วนบันทึกท้ายทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางมยุรีเป็นแต่เพียงตกลงให้จำเลยที่ 1 เลี้ยงดูจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถือไม่ได้ว่ามีการตกลงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ลำพัง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจให้ยินยอมแต่เพียงผู้เดียวได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1583 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติว่าถ้าผู้ที่เป็นบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การรับผู้นั้นเป็นบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดามารดา ถ้าไม่มีบิดามารดา ผู้แทนโดยชอบธรรมจะให้ความยินยอมก็ได้ และมาตรา 1585 (เดิม) บัญญัติว่า การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์เมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาประกอบพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 มาตรา 22 แล้วจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวกำหนดแต่เพียงว่า การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาเท่านั้น มิได้บังคับว่า คำยินยอมต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีลายมือชื่อของบิดามารดาให้ความยินยอมแต่อย่างไร ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2509 จำเลยที่ 1 กับนางมยุรีซึ่งเป็นบิดาและมารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้จดทะเบียนหย่าและแยกกันอยู่ โดยมีบันทึกหลังทะเบียนหย่าว่าให้จำเลยที่ 1 รับเลี้ยงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนนางมยุรีรับเลี้ยงบุตรคนเล็ก ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2509 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย และในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2512 ผู้ตายได้จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม โดยมีบันทึกหลังทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ว่า ฝ่ายผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมเกิดจากนางมยุรีซึ่งได้หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 แล้ว และได้มีบันทึกหลังทะเบียนหย่ากัน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของจำเลยที่ 1 บิดาจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ให้ความยินยอมและยื่นคำร้องแทนได้ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 4 ในฐานะนายทะเบียนได้ดำเนินการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้แก่ผู้ตายโดยที่ให้แต่เฉพาะจำเลยที่ 1 บิดาเป็นผู้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมเพียงผู้เดียวก็ด้วยเห็นว่าตามบันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่ามีผลทำให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียว แม้ข้อความในบันทึกหลังทะเบียนหย่าดังกล่าวมิได้ถือได้ว่านางมยุรีตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏว่านับแต่ที่ผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมจนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นระยะเวลานานถึง 29 ปี นางมยุรีก็มิได้ว่ากล่าวคัดค้านการรับบุตรบุญธรรมแต่อย่างไร นอกจากนี้นางมยุรียังได้ทำหนังสือยืนยันการให้ความยินยอมว่า นางมยุรีได้ทราบเรื่องการรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายและได้ให้ความยินยอมมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เหตุที่มิได้ลงลายมือชื่อไว้ก็เพราะว่าขณะที่จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 นางมยุรีได้ตกลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในการเลี้ยงดูของจำเลยที่ 1 นั้น หมายถึงการให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวด้วย การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมของผู้ตายชอบแล้วไม่ขอคัดค้านตามเอกสารหมาย ล.17 อีกทั้งนางมยุรีได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 เพื่อร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในฐานะจำเลยร่วม โดยยืนยันว่า การจดทะเบียนรับรองบุตรบุญธรรมชอบแล้วแต่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ดังนั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวฟังได้ว่านางมยุรีได้ยินยอมด้วยแล้วในการรับบุตรบุญธรรมของผู้ตาย การรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวจึงชอบแล้ว เมื่อได้ความดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1856 (เดิม) หรือ 1598/28 (ใหม่) และถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1627 ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมอันดับ (1) ตามมาตรา 1629 โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอันดับ (3) จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่เป็นทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในมรดกของผู้ตาย ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เพราะไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับมรดกของผู้ตายเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1445 (4) (เดิม) ม. 1583 (เดิม)
พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิสุทธิ์ ศรีจันทร์
จำเลย — นายสมบูรณ์ หัชวิญญู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3732/2548
#113320
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ จำเลยมิได้อุทธรณ์ คงมีโจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง ถือว่าจำเลยพอใจในผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ไม่รอการลงโทษจำคุกให้ แก่จำเลยแล้ว ปัญหาว่าควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่จึงไม่เคยเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยจะฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกมิได้ ถือว่ามิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านปรากฏว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ภายในเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าว จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้อีก แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและ ขอให้บวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจนำโทษจำคุก ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนดังกล่าว มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาให้บวกโทษจำคุกจำเลยด้วยนั้น เป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 55, 78 ป.อ. มาตรา 32 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ จำเลยมิได้อุทธรณ์ คงมีโจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง ย่อมถือว่าจำเลยพอใจในผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยแล้ว ปัญหาว่าควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่จึงไม่เคยเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังนี้ จำเลยจะฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกมิได้ ถือว่ามิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านปรากฏว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีอาญาให้จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และภายในเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวจำเลยกระทำความผิดนี้อีก แม้โจทก์จะ มิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีนี้ก็ตาม แต่ถือเป็นกรณีเมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาให้บวกโทษจำคุกจำเลยด้วยนั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.230/2545 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไป ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.อ. ม. 58 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายวรภักดิ์ หรือโต ปักเข็ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายประสงค์ บุญวิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3730/2548
#266823
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 หมายถึง การยื่นอุทธรณ์ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการยื่นอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวอันจะยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าวได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 9,863,488.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ในต้นเงิน 8,094,687.96 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 พฤษภาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ก่อนครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 45 วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2544 ครั้นถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีพฤติการณ์พิเศษ ไม่อนุญาต ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งคำร้องทุเลาการบังคับว่า คดีนี้จำเลยยังมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น และอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เท่านั้น จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นที่คู่ความฝ่ายที่ยื่นอุทธรณ์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ทุเลาการบังคับโดยสั่งอนุญาตให้ยังไม่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 นั้น จะต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี มิได้หมายความถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอวยชัย วรทวีธำรง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี -
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2548
#266285
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์อ้างว่าเป็นสามีไม่ชอบด้วยกฎหมายของ ส. เจ้ามรดกและมีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกเพราะทำมาหาได้ร่วมกัน ถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกได้

เมื่อศาลได้มีคำสั่งตั้งจำเลยให้เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. แล้ว การที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้นั้น กรณีจึงต้องมีเหตุตามกฎหมาย คือ ผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควร ข้ออ้างที่โจทก์ว่าจำเลยโอนที่ดินและเบิกถอนเงินฝากในธนาคารไปอย่างรีบร้อนและไม่จำเป็น ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์และเจ้ามรดกทำมาหาได้ร่วมกัน แม้เป็นจริงดังอ้างก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เท่านั้น โจทก์ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีได้ต่างหากอยู่แล้ว ส่วนการที่อ้างว่าจำเลยไม่ทำบัญชีทรัพย์มรดกนั้นทรัพย์มรดกต่าง ๆ ก็มีระบุไว้ในพินัยกรรมแล้ว กรณีดังนี้หาใช่เหตุที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่หรือเหตุอื่นอันสมควรให้ศาลสั่งถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 ไม่.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมของนางสาวสุมาลัยและขอให้ถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสุมาลัย

ศาลชั้นต้น เห็นว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนพินัยกรรมของนางสาวสุมาลัยเป็นคดีหมายเลขดำที่ 144/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอบังคับที่ขอให้เพิกถอนพินัยกรรมของนางสาวสุมาลัยจึงเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าว และรับฟ้องเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอบังคับที่ให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสุมาลัยเท่านั้น

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยรับข้อเท็จจริงกันว่า โจทก์กับนางสาวสุมาลัยอยู่กินกันฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน นางสาวดาริณีและนางสาวกุลพรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วไม่ใช่บุตรของโจทก์หรือนางสาวสุมาลัย โจทก์และนางสาวสุมาลัยนำมาเลี้ยงดูและให้การศึกษา โดยไม่ได้จดทะเบียนรับบุคคลดังกล่าวเป็นบุตรบุญธรรม ศาลเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นสามีไม่ชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสุมาลัยเจ้ามรดก และมีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกเพราะทำมาหาได้ร่วมกัน ถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกได้ แต่เนื่องจากศาลได้มีคำสั่งตั้งจำเลยให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสุมาลัยแล้ว เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดก กรณีจึงต้องมีเหตุตามกฎหมายคือผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควร ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า จำเลยโอนที่ดินและเบิกถอนเงินฝากในธนาคารไปอย่างรีบร้อนและไม่จำเป็น ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์และเจ้ามรดกทำมาหาได้ร่วมกันนั้น แม้เป็นจริงดังอ้างก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เท่านั้น โจทก์ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีได้ต่างหากอยู่แล้ว ส่วนการที่อ้างว่าจำเลยไม่ทำบัญชีทรัพย์มรดกนั้น ทรัพย์มรดกต่าง ๆ ก็มีระบุไว้ในพินัยกรรมแล้ว กรณีดังนี้หาใช่เหตุที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่หรือเหตุอื่นอันสมควรให้ศาลสั่งถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 ม. 1727
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกองพล อานุภาพ
จำเลย — นายสงวน ปราณีจิตต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายเลิศชาย จิระชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2548
#271003
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์อ้างว่าเป็นสามีไม่ชอบด้วยกฎหมายของ ส. เจ้ามรดกและมีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกเพราะทำมาหาได้ร่วมกัน ถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกได้

เมื่อศาลได้มีคำสั่งตั้งจำเลยให้เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. แล้ว การที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้นั้น กรณีจึงต้องมีเหตุตามกฎหมาย คือ ผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควร ข้ออ้างที่โจทก์ว่าจำเลยโอนที่ดินและเบิกถอนเงินฝากในธนาคารไปอย่างรีบร้อนและไม่จำเป็นซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์และเจ้ามรดกทำมาหาได้ร่วมกัน แม้เป็นจริงดังอ้างก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เท่านั้น โจทก์ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีได้ต่างหากอยู่แล้ว ส่วนการที่อ้างว่าจำเลยไม่ทำบัญชีทรัพย์มรดกนั้น ทรัพย์มรดกต่าง ๆ ก็มีระบุไว้ในพินัยกรรมแล้ว กรณีดังนี้หาใช่เหตุที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่หรือเหตุอื่นอันสมควรให้ศาลสั่งถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมของนางสาวสุมาลัยและขอให้ถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสุมาลัย

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนพินัยกรรมของนางสาวสุมาลัยเป็นคดีหมายเลขดำที่ 144/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนพินัยกรรมของนางสาวสุมาลัยเป็นคดีนี้อีก ฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอบังคับที่ขอให้เพิกถอนพินัยกรรมของนางสาวสุมาลัยจึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าวและรับฟ้องเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอบังคับที่ให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสุมาลัยเท่านั้น

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลสั่งถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสุมาลัยเจ้าของมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นสามีไม่ชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสุมาลัยเจ้ามรดกและมีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกเพราะทำมาหาได้ร่วมกัน ถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกได้ แต่เนื่องจากศาลได้มีคำสั่งตั้งจำเลยให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสุมาลัยแล้ว เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดก กรณีจึงต้องมีเหตุตามกฎหมายคือ ผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควร ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า จำเลยโอนที่ดินและเบิกถอนเงินฝากในธนาคารไปอย่างรีบร้อนและไม่จำเป็นซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์และเจ้ามรดกทำมาหาได้ร่วมกันนั้น แม้เป็นจริงดังอ้างก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เท่านั้น โจทก์ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีได้ต่างหากอยู่แล้ว ส่วนการที่อ้างว่าจำเลยไม่ทำบัญชีทรัพย์มรดกนั้น ทรัพย์มรดกต่าง ๆ ก็มีระบุไว้ในพินัยกรรมแล้ว กรณีดังนี้หาใช่เหตุที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่หรือเหตุอื่นอันสมควรให้ศาลสั่งถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 ม. 1727
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกองพล อานุภาพ
จำเลย — นายสงวน ปราณีจิตต์
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3722/2548
#271781
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า คดีของจำเลยมีทุนทรัพย์และค่าธรรมเนียมศาลสูงมาก จำเลยหาเงินยังไม่ครบ มีเอกสารหมายหลายฉบับที่ต้องใช้เวลาในการจัดทำ เป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าไม่ถูกต้องในข้อใดอย่างไร และที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง และที่จำเลยฎีกาว่าคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยมิได้เป็นการขอขยายระยะเวลาโดยอ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 แต่เป็นการขออนุญาตให้ศาลชั้นต้นใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมายนั้นก็เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยชอบ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 9,863,488.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ในต้นเงิน 8,094,687.96 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งแรกเป็นเวลา 45 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำเลยยื่นขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สองออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตครั้งแรก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีพฤติการณ์พิเศษ ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์สูง และค่าธรรมเนียมศาลก็มีจำนวนสูงมาก จำเลยพยายามหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมศาลแล้วแต่ยังไม่ครบ ประกอบกับมีเอกสารหลายฉบับซึ่งต้องใช้เวลาในการจัดทำอุทธรณ์ศาลชั้นต้นควรให้โอกาสจำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์นั้น เห็นว่า เหตุแห่งการขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ดังที่จำเลยกล่าวมาในฎีกาดังกล่าว เป็นไปในทำนองเดียวกับที่จำเลยกล่าวไว้ในอุทธรณ์อันเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ข้อความที่จำเลยกล่าวมาในฎีกาดังกล่าวไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าไม่ถูกต้องในข้อใดอย่างไร และที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยมิได้เป็นการขอขยายระยะเวลาโดยอ้างเหตุว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่เป็นการขออนุญาตให้ศาลชั้นต้นใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมายนั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยชอบต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง อีกเช่นกัน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอวยชัย วรทวีธำรง
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3720/2548
#271777
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาระหว่างสมรส ทรัพย์พิพาทจึงเป็นสินสมรสที่โจทก์และ ข มีสิทธิคนละครึ่งหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ให้ความยินยอมด้วย ข. จึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์พิพาทเกินกว่าส่วนของตนให้แก่จำเลยทั้งสองได้

เมื่อทรัพย์พิพาทส่วนที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งเป็นสินสมรสไม่ใช่ทรัพย์มรดกจึงไม่อยู่ในอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 613 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นจำนวนเนื้อที่ 85 ตารางวา พร้อมแบ่งสิ่งปลูกสร้างบ้าน 3 หลังให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้เอาทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง (บ้าน 3 หลัง) บนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 613 ตำบลโพนทอง (ตำบลในเมือง) อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางเขียน โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อเดือนเมษายน 2526 ไม่มีบุตรด้วยกัน ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายสุวรรณ โอนขายมาเป็นสิทธิชื่อนางเขียนเมื่อปี 2530 ต่อมามีการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินหลายหลัง และปี 2540 นางเขียนได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองรวมทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทด้วย จำเลยทั้งสองเป็นบุตรนางเขียนกับสามีคนก่อน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางเขียนหรือไม่ โจทก์มีนายสุวรรณเจ้าของที่ดินเดิมมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่าพยานได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และนางเขียนซึ่งเป็นสามีภริยากันเมื่อปี 2530 ตามสารบัญจดทะเบียน เอกสารหมาย จ.3 โดยโจทก์ให้ใส่ชื่อนางเขียนเป็นผู้รับโอน ส่วนจำเลยทั้งสองอ้างตนเองเบิกความว่านางเขียนได้ซื้อที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2524 และปลูกสร้างบ้านบนที่ดินก่อนนางเขียนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ แต่เพิ่งมาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทางทะเบียนในปี 2530 เห็นว่า โจทก์มีนายสุวรรณเจ้าของที่ดินเดิมเป็นพยานคนกลางมิได้มีผลประโยชน์กับฝ่ายใดมาเบิกความประกอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทว่าโอนขายให้แก่โจทก์และนางเขียน เมื่อปี 2530 คำเบิกความของนายสุวรรณมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยทั้งสองคงมีแต่คำเบิกความลอยๆ ว่านางเขียนซื้อที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2524 แต่ยังไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้แก่นางเขียนได้เนื่องจากที่ดินติดจำนองอยู่นั้น เห็นว่า หากนางเขียนซื้อที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2524 จริง การที่ที่ดินพิพาทของนายสุวรรณติดจำนองอยู่หาเป็นอุปสรรคในการที่จะโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายกันไม่ เพราะนายสุวรรณย่อมได้เงินจากการขายไปชำระหนี้เพื่อไถ่จำนองได้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักให้น่าเชื่อว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโจทก์และนางเขียนได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสที่โจทก์และนางเขียนมีสิทธิในทรัพย์พิพาทนั้นคนละครึ่งหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมด้วย นางเขียนจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์ที่พิพาทเกินกว่าส่วนของตนให้แก่จำเลยทั้งสองได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ เห็นว่าเมื่อทรัพย์พิพาทส่วนที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งเป็นสินสมรสไม่ใช่ทรัพย์มรดก จึงไม่อยู่ในอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 ม. 1476 ม. 1480 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเพชร ศรีศิลป์
จำเลย — นางนงค์เยาว์ หมอกชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3718/2548
#268000
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แม้จะแยกกันอยู่ แต่เมื่อยังมิได้หย่าขาดจากกันตามกฎหมาย ก็ไม่สิ้นสิทธิโดยธรรมในการสืบมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1628 ผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ไม่จำต้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรงของผู้ตาย เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายเป็นเวลานานถึง 10 ปีเศษ จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตาย มีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินของผู้ตาย ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเชาวศักดิ์ โชติชมภูพงษ์ ซึ่งถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเชาวศักดิ์ผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนายเชาว์ศักดิ์ผู้ตายมีทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้และหนี้สินหลายรายการที่เกี่ยวพันกับทรัพย์มรดกผู้ตายซึ่งต้องร่วมรับผิดชอบและจัดการ ผู้ร้องมิได้อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายกว่า 10 ปีแล้วย่อมไม่ทราบถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายว่ามีอยู่อย่างไรอาจเกิดความเสียหายได้ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเชาวศักดิ์ผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นพี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายและมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายเนื่องจากผู้ตายถือทรัพย์มรดกของบิดามารดาที่ยังไม่ได้แบ่งแทนทายาททั้งหมดไว้ด้วย และมีหนี้สินเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการ ผู้ร้องแยกกันอยู่กับผู้ตายมานานแล้ว ย่อมไม่รู้จักกับเจ้าหนี้และลูกหนี้ของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องหรือผู้คัดค้านอื่นด้วย

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย และเป็นผู้รับพินัยกรรมของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 3 ขอถอนคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเชาวศักดิ์ โชติชมภูพงษ์ ผู้ตายร่วมกัน โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน 3 คน และผู้ตายมีบุตรกับนางสำเภา เจริญก้อย อีก 4 คน ผู้ร้องแยกกันอยู่กับผู้ตายเกินกว่า 10 ปีแล้ว โดยผู้ร้องไปอยู่กับบุตรที่กรุงเทพมหานคร ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2543 โดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ บิดามารดาผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายได้อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้คัดค้านที่ 1 มาเป็นเวลา 10 ปีเศษ จนถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านที่ 1 สมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตายกึ่งหนึ่งในระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เดียวที่ครอบครองที่ทรัพย์สินทั้งหมดและทราบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินร่วมกันดังกล่าวของผู้ตายดี ส่วนผู้ร้องไม่รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตาย ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียว หรือเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านที่ 2 นั้น เห็นว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายแม้จะแยกกันอยู่ แต่เมื่อยังมิได้หย่าขาดจากกันตามกฎหมาย จึงไม่สิ้นสิทธิโดยธรรมในการสืบมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1628 ผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย จึงเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีส่วนได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย หากผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์สินของผู้ตายอย่างไร ก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาเป็นคดีต่างหากได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 บัญญัติว่า "ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียจะร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้" ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ตามมาตรา 1713 ดังกล่าวหาจำต้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรงของผู้ตายไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายเป็นเวลานานถึง 10 ปีเศษ จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อปี 2543 ระหว่างมีชีวิตผู้ตายได้ค้ำประกันหนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ด้วย กรณีเชื่อได้ว่าผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 1 มีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินของผู้ตายและเป็นผู้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตายดี ดังนั้นเพื่อเป็นประโยชน์แห่งการจัดทรัพย์สินของผู้ตายและเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกผู้คัดค้านที่ 1 จึงเหมาะสมที่จะร่วมเป็นผู้จัดการมรดกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการร่วมกันนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกกับผู้คัดค้านที่ 1 นั้น เป็นข้อที่ผู้คัดค้านที่ 1 เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา ไม่เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1628 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางเซี่ยมเง็ก โชติชมภูพงษ์
ผู้คัดค้าน — นางสวลี นาคเกษม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3715 -ที่ 3716/2548
#271731
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 454 ซึ่งเป็นสินสมรส เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นสามีร้องขอให้ลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในเอกสารตาม ป.พ.พ. มาตรา 1475 ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวของสามีหรือภริยาแล้วแต่กรณี เมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงไม่อาจใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คำขอของโจทก์ดังกล่าวพอจะถือได้ว่าขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมครึ่งหนึ่งในฐานะสินสมรสซึ่งโจทก์มีสิทธิกึ่งหนึ่งเฉพาะทรัพย์สินที่คงเหลืออยู่ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายจึงย่อมเป็นมรดกตกได้แก่ทายาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนคดีแรกและโจทก์ในสำนวนคดีหลังว่าโจทก์ เรียกผู้คัดค้านในคดีแรกและจำเลยในคดีหลังว่าจำเลย

สำนวนคดีแรกโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการสินสมรสแต่เพียงผู้เดียวหรือสั่งให้แยกสินสมรสกัน

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

สำนวนคดีหลังโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้จำเลยลงชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินเลขที่ 454 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาหรือมิฉะนั้นให้จำเลยชดใช้ราคาเป็นเงิน 30,000,000 บาท ให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้จำเลยหย่าขาดจากโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาคดีนัดสืบพยานจำเลย โจทก์ถึงแก่กรรม นางกลิกา บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือสิทธิ์ร่วมในโฉนดที่ดินเลขที่ 454 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 107 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ส่วนคำขอให้จำเลยชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 30,000,000 บาท นั้น เห็นว่า สูงเกินส่วนและโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ฟังได้ว่าบ้านพร้อมที่ดินพิพาทมีราคาสูงถึงเพียงนั้นจึงให้ยกเสีย และให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินภายในบ้านซึ่งประกอบด้วยเครื่องใช้ประจำบ้านและเครื่องกระเบื้องลายครามจีนเป็นรูปภาพคน แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ทั้งนี้เฉพาะทรัพย์สินที่คงเหลืออยู่เท่านั้น หากไม่สามารถแบ่งให้โจทก์ได้กึ่งหนึ่งให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกึ่งหนึ่งแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "หลังจากโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว ภายหลังต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือบอกล้างสัญญาแบ่งทรัพย์สินนั้น สัญญาแบ่งทรัพย์สินจึงไม่มีผลอีกต่อไป ทรัพย์สินตามสัญญาแบ่งทรัพย์สินจึงกลับมาเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยดังเดิม เมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นสุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การคิดส่วนทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลตั้งแต่วันที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น และการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้อยู่ในข้อบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่ายตามมาตรา 1625 สินสมรสของโจทก์กับจำเลยจึงแยกออกจากกันทันทีในวันที่โจทก์ตาย สินสมรสครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของโจทก์ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยตามมาตรา 1533 สำหรับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 454 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น ได้ความว่า โจทก์เคยจดทะเบียนยกให้เป็นสินส่วนตัวแก่จำเลย แต่ต่อมาในปี 2540 โจทก์ได้มีหนังสือบอกล้างสัญญาให้ดังกล่าว ที่ดินโฉนดเลขที่ 454 จึงยังคงเป็นสินสมรสอยู่ เมื่อปรากฏตามฟ้องว่า โจทก์ขอให้ลงชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 454 ซึ่งเป็นสินสมรส เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นสามีร้องขอให้โจทก์ลงชื่อเป็นเจ้าของรวมในเอกสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวของสามีหรือภริยาแล้วแต่กรณี เมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงไม่อาจใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม คำขอของโจทก์ดังกล่าวพอจะถือได้ว่าขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมครึ่งหนึ่งในฐานะสินสมรส ส่วนทรัพย์สินภายในบ้านเลขที่ 107 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบด้วยเครื่องใช้ประจำบ้านและเครื่องกระเบื้องลายครามจีนเป็นรูปภาพคน ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลย โจทก์มีสิทธิกึ่งหนึ่งเฉพาะทรัพย์สินที่คงเหลืออยู่ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมเป็นมรดกตกได้แก่ทายาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 454 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรส และให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินภายในสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 107 ตำบลบางยี่เรือ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบด้วยเครื่องใช้ประจำบ้านและเครื่องกระเบื้องลายครามจีนเป็นรูปภาพคน แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ทั้งนี้เฉพาะทรัพย์สินที่คงเหลืออยู่ หากไม่สามารถแบ่งให้โจทก์ได้กึ่งหนึ่งให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งอันเป็นมรดกตกได้แก่ทายาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1475 ม. 1501 ม. 1625
ชื่อคู่ความ
นายลิ่วละล่อง บุนนาค โดยนางกลิกา บุนนาค
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางประวาท บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
วิรัช ลิ้มวิชัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3714/2548
#268220
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยอมให้จำเลยมีชื่อร่วมในบัญชีเงินฝากของธนาคารซึ่งยื่นคำขอเปิดระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นคู่สมรส โดยโจทก์ตกลงยกเงินฝากที่เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ในบัญชีดังกล่าวจำนวน 7,500,000 บาท ให้แก่จำเลย จึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างที่เป็นสามีภริยากัน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1469 ให้สิทธิสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกล้างสัญญาได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมการให้เงินต่อจำเลย ซึ่งเป็นการกระทำในระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นการใช้สิทธิบอกล้างตามบทบัญญัติดังกล่าว อันเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินกันไว้ในระหว่างสมรส โดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์ มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่ชอบธรรม เหตุแห่งการบอกล้างนั้นจึงขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ให้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ไม่พอใจจำเลย โจทก์ย่อมใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมได้ ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์อย่างร้ายแรงขนาดเดือดร้อนเกินควร และจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า 1 ปี ก่อนฟ้องคดีโจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า บอกล้างนิติกรรมสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทุกประเภทและให้คืนสินส่วนตัวให้โจทก์ จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้ว ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยคืนสินส่วนตัวสมุดบัญชีเงินฝากประจำและเงินฝากประจำของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน บัญชีเลขที่ 047 - 2 - 121778 จำนวนเงิน 17,695,351.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากถึงวันที่ส่งเงินคืนแก่โจทก์ โดยไปถอนการอายัดและลงชื่อถอนเงินให้โจทก์ตามระเบียบปฏิบัติของธนาคารร่วมกับโจทก์ หากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาขอออกสมุดเงินฝากประจำเล่มใหม่และแสดงเจตนาถอนเงินแทนจำเลย หากไม่สามารถกระทำได้ให้จำเลยชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยคืนสินส่วนตัว สร้อยคอทองคำสุโขทัยหนัก 6 บาท ประเมินราคา 50,000 บาท พระเครื่องสมเด็จวัดปากน้ำรุ่น 7 เลี่ยมทองสามชั้นหนัก 1 บาท ประเมินราคา 100,000 บาท พระผงสุพรรณเลี่ยมทองหนัก 1 บาท ประเมินราคา 400,000 บาท พระสมเด็จวัดระฆังรุ่นใหม่เลี่ยมทองหนัก 2 บาท ประเมินราคา 20,000 บาท สร้อยข้อมือทองคำสลักชื่อโจทก์หนัก 2 บาท ประเมินราคา 10,000 บาท นาฬิกาข้อมือยี่ห้อเซนิด 2 เรือน ประเมินราคา 60,000 บาท หากรายการใดจำเลยไม่คืนให้ชดใช้เงินตามราคาประเมินราคาทรัพย์สินแต่ละรายการแก่โจทก์ ให้จำเลยแบ่งสินสมรสโฉนดที่ดินเลขที่ 137137 พร้อมทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น 1 คูหา เลขที่ 99/81 ถนนรัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยการประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลยก่อน ถ้าหากโจทก์หรือจำเลยไม่สามารถประมูลได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวขายทอดตลาดนำเงินแบ่งแก่โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง

จำเลยให้การว่า โจทก์ยกเงินฝากประจำให้แก่จำเลย ส่วนพระเครื่อง พระผงสุพรรณและสร้อยคอทองคำเป็นสินสมรส สร้อยข้อมือจำเลยไม่ได้เก็บรักษาไว้ จำเลยเก็บเพียงนาฬิกาของโจทก์ นอกนั้นเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ให้จำเลยโดยเสน่หา โจทก์เรียกคืนได้เฉพาะนาฬิกาและโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนสินส่วนตัว สมุดบัญชีเงินฝากประจำและเงินฝากประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน บัญชีเลขที่ 047 - 2 - 121778 จำนวนเงิน 15,561,205.48 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยไปถอนการอายัดและลงชื่อถอนเงินให้โจทก์ตามระเบียบปฏิบัติของธนาคารร่วมกับโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาขอออกสมุดบัญชีเงินฝากประจำเล่มใหม่และแสดงเจตนาถอนเงินแทนจำเลยและให้จำเลยคืนนาฬิกาข้อมือยี่ห้อเซนิท 2 เรือน ให้แก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่าโจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 โดยไม่มีบุตรด้วยกัน ก่อนจดทะเบียนสมรส โจทก์ได้รับมรดกที่ดินจากบิดามารดา ต่อมาโจทก์ได้ขายที่ดินมรดกแล้วนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 047 - 2 - 121778 ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน ซึ่งเปิดบัญชีร่วมระหว่างโจทก์และจำเลยตามคำขอเปิดบัญชีเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2539 เอกสารหมาย จ.2 โดยเงินฝากในบัญชีดังกล่าวมียอดต้นเงินฝากสุทธิ 15,561,205.48 บาท อันเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ซึ่งตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2543 คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันว่า โจทก์ให้เงินสินส่วนตัวดังกล่าวแก่จำเลยเป็นจำนวนเงิน 7,500,000 บาท และโจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมการให้เงินจำนวนนี้ต่อจำเลยแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมการให้เงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้ทิ้งร้างจำเลย การใช้สิทธิบอกล้างดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกล้างนิติกรรมการให้ทรัพย์สินต่อจำเลย เห็นว่า การที่โจทก์ยอมให้จำเลยมีชื่อร่วมในบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 047 - 2 - 121778 ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน ซึ่งยื่นคำขอเปิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2539 ระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นคู่สมรสกันอยู่ โดยโจทก์แถลงรับว่าโจทก์ตกลงยกเงินฝากที่เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ในบัญชีดังกล่าวจำนวน 7,500,000 บาท ให้แก่จำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 บัญญัติให้สิทธิสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถใช้สิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวได้ภายในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่การบอกล้างดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยแถลงรับกันต่อมาว่า โจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมการให้เงินจำนวน 7,500,000 บาท ต่อจำเลยแล้ว ซึ่งการบอกล้างดังกล่าวเป็นการกระทำในระหว่างที่โจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายกันอยู่ การบอกล้างดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิบอกล้างตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว อันเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินกันไว้ในระหว่างสมรส โดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์ มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่ชอบธรรม โดยเหตุแห่งการบอกล้างนั้นจึงขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ให้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ไม่พอใจจำเลย โจทก์ย่อมใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมการให้เงินดังกล่าวแก่จำเลยได้ ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1469
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำนาจ ศรีเล็กดี
จำเลย — นางดาริกา ศรีเล็กดี
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3714/2548
#271730
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ตกลงยกเงินฝากประจำส่วนหนึ่งอันเป็นสินส่วนตัวของโจทก์จำนวน 7,500,000 บาท ซึ่งอยู่ในบัญชีเงินฝากที่โจทก์ยอมให้จำเลยมีชื่อร่วมให้แก่จำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1469 บัญญัติให้สิทธิสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถใช้สิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวได้ภายในเวลาที่เป็นสามีภริยากันอยู่ หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่การบอกล่าวไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ดังนั้น เมื่อโจทก์บอกล้างนิติกรรมให้เงิน 7,500,000 บาท ต่อจำเลยแล้วในระหว่างที่โจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายกันอยู่ การบอกล้างดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิบอกล้างตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวอันเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ในระหว่างสมรสโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์ มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่ชอบธรรม โดยเหตุแห่งการบอกล้างนั้นขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ให้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ไม่พอใจจำเลย โจทก์ย่อมใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมการให้เงินดังกล่าวแก่จำเลยได้ จึงไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์อย่างร้ายแรงขนาดเดือดร้อนเกินควร และจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า 1 ปี ก่อนฟ้องคดีโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า บอกล้างนิติกรรมสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทุกประเภทและให้คืนสินส่วนตัวให้โจทก์ จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้วขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยคืนสินส่วนตัวสมุดบัญชีเงินฝากประจำและเงินฝากประจำของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน บัญชีเลขที่ 047-2-121778 จำนวนเงิน 17,695,351.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากถึงวันที่ส่งเงินคืนแก่โจทก์ โดยไปถอนการอายัดและลงชื่อถอนเงินให้โจทก์ตามระเบียบปฏิบัติของธนาคารร่วมกับโจทก์ หากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ขอออกสมุดเงินฝากประจำเล่มใหม่และแสดเจตนาถอนเงินแทนจำเลยหากไม่สามารถกระทำได้ให้จำเลยชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยคืนสินส่วนตัว สร้อยคอทองคำสุโขทัยหนัก 6 บาท พระเครื่องสมเด็จวัดปากน้ำรุ่น 7 เลี่ยมทองสามชั้นหนัก 1 บาท พระผงสุพรรณเลี่ยมทองหนัก 1 บาท พระสมเด็จวัดระฆังรุ่นใหม่เลี่ยมทองหนัก 2 บาท สร้อยข้อมือทองคำสลักชื่อโจทก์หนัก 2 บาท นาฬิกาข้อมือยี่ห้อเซนิท 2 เรือน หากรายการใดจำเลยไม่คืนให้ชดใช้เงินตามราคาประเมินราคาทรัพย์สินแต่ละรายการแก่โจทก์ ให้จำเลยแบ่งสินสมรสโฉนดที่ดินเลขที่ 137137 พร้อมทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น 1 คูหา เลขที่ 99/81 ถนนรัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยการประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลยก่อน ถ้าหากโจทก์หรือจำเลยไม่สามารถประมูลได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวขายทอดตลาดนำเงินแบ่งแก่โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง

จำเลยให้การว่า โจทก์ยกเงินฝากประจำจำนวน 17,695,351.86 บาท ให้แก่จำเลย ส่วนพระเครื่อง พระผงสุพรรณและสร้อยคอทองคำเป็นสินสมรส สร้อยข้อมือจำเลยไม่ได้เก็บรักษาไว้ จำเลยเก็บเพียงนาฬิกาของโจทก์ นอกนั้นเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ให้จำเลยโดยเสน่หา โจทก์เรียกคืนได้เฉพาะนาฬิกาและโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนสินส่วนตัว สมุดบัญชีเงินฝากประจำและเงินฝากประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน บัญชีเลขที่ 047-2-121778 จำนวนเงิน 15,561,205.48 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยไปถอนการอายัดและลงชื่อถอนเงินให้โจทก์ตามระเบียบปฏิบัติของธนาคารร่วมกับโจทก์หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาขอออกสมุดบัญชีเงินฝากประจำเล่มใหม่และแสดงเจตนาถอนเงินแทนจำเลยและให้จำเลยคืนนาฬิกาข้อมือยี่ห้อเซนิท 2 เรือน ให้แก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 โดยไม่มีบุตรด้วยกัน ก่อนจดทะเบียนสมรส โจทก์ได้รับมรดกที่ดินจากบิดามารดา ต่อมาโจทก์ได้ขายที่ดินมรดกแล้วนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 047-2-121778 ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน ซึ่งเปิดบัญชีร่วมระหว่างโจทก์และจำเลยตามคำขอเปิดบัญชีเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2539 เอกสารหมาย จ.2 โดยเงินฝากในบัญชีดังกล่าวมียอดต้นเงินฝากสุทธิ 15,561,205.48 บาท อันเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2543 คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันว่า โจทก์ให้เงินสินส่วนตัวดังกล่าวแก่จำเลยเป็นจำนวนเงิน 7,500,000 บาท และโจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมการให้เงินจำนวนนี้ต่อจำเลยแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมให้เงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกล้างนิติกรรมการให้ทรัพย์ต่อจำเลย เห็นว่า การที่โจทก์ยอมให้จำเลยมีชื่อร่วมในบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 047-2-121778 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน ซึ่งยื่นคำขอเปิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2539 ระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นคู่สมรสกันอยู่ โดยโจทก์แถลงรับว่าโจทก์ตกลงยกเงินฝากที่เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ในบัญชีดังกล่าวจำนวน 7,500,000 บาท ให้แก่จำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 บัญญัติให้สิทธิสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถใช้สิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวได้ภายในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่ หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่การบอกล้างดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยแถลงรับกันต่อมาว่า โจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมให้เงินจำนวน 7,500,000 บาท ต่อจำเลยแล้ว ซึ่งการบอกล้างดังกล่าวเป็นการกระทำในระหว่างที่โจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายกันอยู่ การบอกล้างดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิบอกล้างตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว อันเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินกันไว้ในระหว่างสมรสโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่ชอบธรรม โดยเหตุแห่งการบอกล้างนั้นจึงขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ให้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ไม่พอใจจำเลย โจทก์ย่อมใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมการให้เงินดังกล่าวแก่จำเลยได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1469
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำนาจ ศรีเล็กดี
จำเลย — นางดาริกา ศรีเล็กดี
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ