คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3933/2548
#267206
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่จำเลยผู้ขอ จึงไม่เป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 และถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เพราะเหตุจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3

ต่อมาจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เนื่องจากจำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และสั่งนัดสืบพยานต่อไป

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.วิ.พ. มาตรา 24 บัญญัติไว้เป็นสาระสำคัญว่า เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีกหรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งในประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวได้ และคำสั่งใด ๆ ของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย เช่นนี้ จึงไม่ถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 24 ดังกล่าว และถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 226 ม. 227 ม. 228
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำภา รัตนอุไร
จำเลย — นายสมพงษ์ ศรีสุขมาก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายอดุลศักดิ์ โชติชูช่วง
-
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3926/2548
#271824
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกระหว่างโจทก์จำเลย เพียงแต่ระบุว่าจำเลยไม่ได้จ่ายเงินค่าจ้างที่จำเลยหักไว้หรือค่าจ้างค้างชำระจำนวน 126,000 บาท ให้โจทก์แล้ว และโจทก์ได้ชำระค่าซื้อรถจำนวน 27,984 บาท ให้จำเลยแล้วเท่านั้น มิได้มีข้อความกล่าวถึงการระงับข้อพิพาทในเรื่องค่าจ้างค้างชำระระหว่างโจทก์จำเลยแต่อย่างใด ทั้งไม่อาจแปลข้อความให้เป็นเช่นนั้นได้ บันทึกดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทเรื่องค่าจ้างค้างชำระ ไม่มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยในเงินค่าจ้างค้างชำระของโจทก์ระงับสิ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 144,525 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินต้น 126,000 บาท และค่าทำงานในวันหยุด 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว ในระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง และจำเลยยังไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง โจทก์และจำเลยได้ตกลงยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างกันทั้งหมด โดยจำเลยยอมจ่ายเงินค่าจ้างคืนให้โจทก์ 126,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับไปเรียบร้อยแล้ว และไม่ติดใจเรียกร้องใดๆ ต่อไปอีกเป็นการประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยจ่ายค่าดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างที่จำเลยหักไว้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทำงานในวันหยุด 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของเงินค่าจ้างค้างชำระแต่ละเดือนรวม 126,000 บาท นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง แต่ต้องไม่เกิน 18,525 บาท ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างค้างชำระซึ่งศาลแรงงานกลางให้รับไว้พิจารณาประการเดียวว่า บันทึกเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 ระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทในเรื่องค่าจ้างชำระหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 บัญญัติว่า อันว่าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นคือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้กันและกัน บันทึกเอกสารหมาย ล.2 มีข้อความว่า ข้าพเจ้านายสมชาย โชคช่วยอำนวย (โจทก์) ได้รับเงินจากบริษัทเทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด (จำเลย) จำนวน 126,000 บาท เป็นเงินค่าที่บริษัทฯ หักจากเงินเดือนและเงินพักร้อน ซึ่งบริษัทฯ ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวข้างต้นให้แก่ข้าพเจ้าถูกต้องเรียบร้อย โดยได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ส่วนบันทึกเอกสารหมาย ล.3 มีข้อความว่า ข้าพเจ้านายสมชาย โชคช่วยอำนวย ได้เงินจำนวน 27,984 บาท มาชำระในการซื้อรถให้กับบริษัทเทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เห็นได้ว่าบันทึกดังกล่าวเพียงแต่ระบุว่าจำเลยได้จ่ายเงินค่าจ้างที่จำเลยหักไว้หรือค่าจ้างค้างชำระจำนวน 126,000 บาท ให้โจทก์แล้ว และโจทก์ได้ชำระค่าซื้อรถจำนวน 27,984 บาท ให้จำเลยแล้วเท่านั้น มิได้มีข้อความกล่าวถึงการระงับข้อพิพาทในเรื่องค่าจ้างค้างชำระระหว่างโจทก์จำเลยแต่อย่างใดทั้งไม่อาจแปลข้อความในบันทึกดังกล่าวให้เป็นเช่นนั้นได้ บันทึกเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทเรื่องค่าจ้างค้างชำระไม่มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ย ในเงินค่าจ้างค้างชำระของโจทก์ระงับสิ้นไป ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย โชคช่วยอำนวย
จำเลย — บริษัทเทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3922/2548
#271823
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ธ. ได้ขอซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวโดยให้ ม. เป็นนายหน้า ต่อมา ม. นำเอกสารให้โจทก์พิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจโดยมิได้กรอกข้อความ และโจทก์ยังได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ ม. ไปจนกระทั่งมีการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. มีอำนาจจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทได้ เป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นนำหนังสือมอบอำนาจไปใช้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยตามพฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทกระทำดังกล่าว ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่อาจอ้างความประมาทเลินเล่อของตนมาเป็นมูลเหตุฟ้องร้องจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนเพื่อให้ตนพ้นความรับผิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 25664 และ 32463 จังหวัดเชียงใหม่ โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน กับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นางบุญนาค รัตนสุนทร ผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายทอน ศิริวงศ์ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบเพียงว่าได้พิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.8 โดยขณะนั้นยังไม่มีการกรอกข้อความไว้และเข้าใจว่าเป็นใบรับเงินมัดจำที่นายธนัทตกลงซื้อที่ดินพิพาทและได้มอบหนังสือมอบอำนาจกับโฉนดที่ดินพิพาทให้นายมาไป ต่อมาจึงทราบว่ามีการมอบอำนาจให้นางสุวพันธ์ ดำคำ เป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการจดทะเบียนจำนองแทนทั้งโจทก์และจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติกรรมอย่างไรที่ส่อแสดงถึงความไม่สุจริตหรือบ่งชี้ได้ว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โดยที่นางสุวพันธ์ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ก็ยังเบิกความว่า ไม่เคยรู้จักทั้งโจทก์และจำเลยมาก่อน แม้นางสุวพันธ์จะเบิกความว่าหลังเกิดเหตุจำเลยเคยติดต่อกับนายธนัทและให้นายธนัทใช้รถยนต์ก็ยังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยสมคบกับนายธนัทนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลย คงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยรู้จักกับนายธนัทเท่านั้น ทางนำสืบของโจทก์ของโจทก์ไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าจำเลยสมคบกับนายธนัท และนางสุวพันธ์ จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต ส่วนเรื่องราคาที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีราคาจริงเพียง 280,000 บาท เท่านั้น ซึ่งต่างจากราคาจำนองมาก แสดงว่าจำเลยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ได้ความจากนายอุดม จันทรปรีชา เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันป่าตอง พยานโจทก์เบิกความว่า ในช่วงปี 2538 นั้น มีการซื้อขายที่ดินกันมาก ราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดสูงกว่าราคาประเมินของสำนักงานที่ดินมากจึงฟังไม่ได้ว่าราคาที่รับจำนองที่ดินพิพาทสูงเกินความจริงไปมากดังที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ฎีกาว่าใบรับเงินตามเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งมีข้อความระบุว่า นายธนัทได้รับเงินแล้วปรากฏว่า เอกสารดังกล่าวลงวันที่ 28 สิงหาคม 2538 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนมีการจดทะเบียนจำนองถึง 2 วัน แต่ทางนำสืบของจำเลย นางบุญนาคเบิกความว่า จำเลยได้จ่ายเงินให้แก่นายธนัทภายหลังจากมีการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท จึงขัดแย้งกัน ฟังไม่ได้ว่าจำเลยรับจำนองโดยมีค่าตอบแทนให้แก่นายธนัท เห็นว่า ใบรับเงินตามเอกสารหมาย ล.3 ได้ทำขึ้นเป็นหลักฐานรับรองการจ่ายตั๋วเงินตามเอกสารหมาย ล.2 แสดงว่านายธนัทได้รับเงินจากจำเลยแล้วจริง แม้นางบุญนาคจะเบิกความแตกต่างเรื่องรับเงินก่อนหรือหลังวันจดทะเบียนจำนองไปบ้างซึ่งอาจเป็นเพราะนางบุญนาคจำสับสน แต่ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญถึงกับทำให้พยานเอกสารดังกล่าวรับฟังไม่ได้ พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยรับจำนองที่ดินพิพาททั้งที่นายธนัทยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ เป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัย เห็นว่า ตามพฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทพิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.8 โดยมิได้กรอกข้อความทั้งยังได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่นายมาไปจนกระทั่งต่อมามีผู้กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวว่าโจทก์มอบอำนาจให้นางสุวพันธ์มีอำนาจจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทได้ เป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นนำเอกสารเหล่านั้นไปใช้จดทะเบียนจำนองแก่จำเลย ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่อาจอ้างความประมาทเลินเล่อของตนมาเป็นมูลฟ้องร้องจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตเพื่อให้ตนพ้นความรับผิดได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1299 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นายแดง ศิริวงค์ โดยนายทอน ศิริวงศ์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นายสุรินทร์ รัตนสุนทร โดยนางบุญนาค รัตนสุนทร
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3920/2548
#113283
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยผิดสัญญาจ้างจึงฟ้องให้จำเลยรับผิดจ่ายเงินตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และค่าเสียหายตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เป็นการฟ้องในมูลหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อจำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ขอให้โจทก์ชำระเงินคืนและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย โดยจำเลยปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย คำฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ใช่ฟ้องมูลหนี้มาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน คำฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 932,874.36 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 155,479.06 บาท ค่าเสียหาย 3,731,497.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด ได้ส่งโจทก์มาเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ทางด้านวิศวกรรมในการประดิษฐ์ ออกแบบ และควบคุมการผลิตพลาสติกและแม่พิมพ์ให้แก่จำเลย โดยจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด เป็นรายเดือน จำเลยไม่มีสิทธิสั่งการ ควบคุม บังคับบัญชา หรือให้คุณให้โทษแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้บังคับโจทก์คืนเงินที่จำเลยชำระให้แก่บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด 46,970,000 บาท เงินค่าเช่าที่พักอาศัย 3,225,126.06 บาท เงินค่าเช่ารถยนต์ 3,666,565.38 บาท เงินค่าอะไหล่และค่าซ่อมแม่พิมพ์ 4,386,682.40 บาท ค่าสั่งซื้อเม็ดพลาสติก 8,179,086.22 บาท แก่จำเลย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า รับคำให้การจำเลย เมื่อจำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่ลูกจ้างจำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยผิดสัญญาจ้างจึงฟ้องให้จำเลยริบผิดจ่ายเงินตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และค่าเสียหายตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เป็นการฟ้องในมูลหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อจำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ขอให้โจทก์ชำระเงินคืนและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย โดยจำเลยปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย คำฟ้องแย้งของจำเลย จึงไม่ใช่ฟ้องที่มีมูลหนี้มาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน คำฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 582
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวาตารุ โอนูกิ
จำเลย — บริษัทคิว.เอ็ม.อิชิฮาร่า จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมคิด แสงธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3920/2548
#268340
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยผิดสัญญาจ้าง ขอให้จำเลยรับผิดจ่ายเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เป็นการฟ้องในมูลหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อจำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ขอให้โจทก์ชำระเงินคืนและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย คำฟ้องแย้งของจำเลยไม่ใช่ฟ้องมูลหนี้มาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2541 ตำแหน่งผู้จัดการโรงงาน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 90,000 บาท ค่าเช่าที่พักอาศัยพร้อมเฟอร์นิเจอร์อีกเดือนละ 65,479.06 บาท รวมเป็นค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทุกวันสิ้นเดือน เดือนละ 155,479.06 บาท ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2546 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการเลิกจ้างและไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ทราบล่วงหน้า โจทก์ไม่มีความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 932,874.36 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 155,479.06 บาท ค่าเสียหาย 3,731,497.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด ได้ส่งโจทก์มาเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ทางด้านวิศวกรรมในการประดิษฐิ์ ออกแบบ และควบคุมการผลิตพลาสติกและแม่พิมพ์ให้แก่จำเลยโดยจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด เป็นรายเดือน เดือนละ 830,000 เยน แล้วบริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด เป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ และเป็นผู้ควบคุมบังคับบัญชาโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิสั่งการควบคุม บังคับบัญชา หรือให้คุณให้โทษแก่โจทก์ โจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำงานและพำนักในประเทศไทยเป็นระยะเวลาตามโครงการที่แน่นอนมีกำหนด 2 ปี จากกรมจัดหางาน แต่โจทก์กลับไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างจำเลยและบริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด โดยไม่ยอมถ่ายทอดสูตรทางวิศวกรรมการประดิษฐ์ การออกแบบการควบคุมการผลิตและเทคนิค ให้แก่จำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ต้องสูญเสียเงินที่จ่ายให้แก่บริษัทอิชิฮาร่าพลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด ไปเป็นเงิน 48,970,000 บาท ต้องเสียค่าที่พักเป็นเงิน 3,425,126.06 บาท และค่าเช่ารถยนต์ 3,666,565.38 บาท ให้แก่โจทก์ และจากการกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยเสียหายจากการมีวัตถุดิบเม็ดพลาสติกเหลือไม่อาจใช้ประโยชน์ได้เป็นเงิน 8,179,086.22 บาท และจากการทำหน้าที่ผิดพลาดของโจทก์ทำให้จำเลยต้องเสียค่าซ่อมแซมและค่าอะไหล่แม่พิมพ์เป็นเงิน 4,386,682.40 บาท กลางเดือนกรกฎาคม 2546 บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด ตกเป็นบุคคลล้มละลายได้แจ้งให้จำเลยทราบและยกเลิกข้อตกลงให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคดังกล่าวแก่จำเลย และเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุนทราบถึงการพ้นจากตำแหน่งของโจทก์ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 และแจ้งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โจทก์ไม่อาจเรียกค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลย เงินค่าเช่าที่พักอาศัยและเฟอร์นิเจอร์ไม่ใช่ค่าจ้าง และโจทก์ไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้บังคับโจทก์คืนเงินที่จำเลยชำระให้แก่บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด 46,970,000 บาท เงินค่าเช่าที่พักอาศัย 3,225,126.06 บาท เงินค่าเช่ารถยนต์ 3,666,565.38 บาท เงินค่าอะไหล่และค่าซ่อมแม่พิมพ์ 4,386,682.40 บาท ค่าสั่งซื้อเม็ดพลาสติก 8,179,086.22 บาท แก่จำเลย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า รับคำให้การจำเลย เมื่อจำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่ลูกจ้างจำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยผิดสัญญาจ้างจึงฟ้องให้จำเลยรับผิดจ่ายเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เป็นการฟ้องในมูลหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อจำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ขอให้โจทก์ชำระเงินคืนและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย โดยจำเลยปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย คำฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ใช่ฟ้องมูลหนี้มาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน คำฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวาตารุ โอนูกิ
จำเลย — บริษัทคิว.เอ็ม.อิชิฮาร่า จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3920/2548
#271692
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาจ้างอันเป็นการฟ้องในมูลหนี้สัญญาจ้างแรงงาน จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย และฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินคืนและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย คำฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ใช่มูลหนี้มาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการเลิกจ้างและไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ทราบล่วงหน้า โจทก์ไม่มีความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 932,874.36 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 155,479.06 บาท ค่าเสียหาย 3,731,497.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ส่งโจทก์มาเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ทางด้านวิศวกรรมในการประดิษฐ์ ออกแบบและควบคุมการผลิตพลาสติกและแม่พิมพ์ให้แก่จำเลยตามข้อตกลง โดยจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด เป็นรายเดือน แล้วบริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด เป็นผู้ว่าจ้างให้แก่โจทก์ และเป็นผู้ควบคุมบังคับบัญชาโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิสั่งการ ควบคุม บังคับบัญชาหรือให้คุณให้โทษแก่โจทก์ แต่โจทก์กลับไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โดยไม่ยอมถ่ายทอดสูตรทางวิศวกรรมการประดิษฐ์ การออกแบบ การควบคุมการผลิตและเทคนิค ให้แก่จำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ต้องสูญเสียเงินที่จ่ายให้แก่บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด ต้องเสียค่าที่พักและค่าเช่ารถยนต์ให้แก่โจทก์ และจากการกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยเสียหายจากการมีวัตถุดิบเม็ดพลาสติกเหลือไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ อีกทั้งโจทก์ยังทำหน้าที่ผิดพลาดทำให้จำเลยต้องเสียค่าซ่อมแซมและค่าอะไหล่แม่พิมพ์อีกด้วย กลางเดือนกรกฎาคม 2546 บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ได้แจ้งให้จำเลยทราบและยกเลิกข้อตกลงให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคดังกล่าวแก่จำเลย และเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทราบถึงการพ้นจากตำแหน่งของโจทก์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 และแจ้งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โจทก์ไม่อาจเรียกค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้บังคับโจทก์คืนเงินที่จำเลยชำระให้แก่บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด 46,970,000 บาท เงินค่าเช่าที่พักอาศัย 3,225,126.06 บาท เงินค่าเช่ารถยนต์ 3,666,565.38 บาท เงินค่าอะไหล่และค่าซ่อมแม่พิมพ์ 4,386,682.40 บาท ค่าสั่งซื้อเม็ดพลาสติก 8,179,086.22 บาท แก่จำเลย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า รับคำให้การจำเลย เมื่อจำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่ลูกจ้างจำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยผิดสัญญาจ้างจึงฟ้องให้จำเลยรับผิดจ่ายเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เป็นการฟ้องในมูลหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อจำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ขอให้โจทก์ชำระเงินคืนและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย โดยจำเลยปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย คำฟ้องแย้งของจำเลย จึงไม่ใช่ฟ้องมูลหนี้มาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน คำฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวาตารุ โอนูกิ
จำเลย — บริษัทคิว.เอ็ม.อิชิฮาร่า จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3914/2548
#268008
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 ที่ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 ขับชนเสาไฟฟ้าของโจทก์เสียหายใช้ค่าสินไหมทดแทน และโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 14 สิงหาคม 2541 พ้น 1 ปี ไปแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจึงขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคแรก แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างและลูกจ้างผู้กระทำละเมิดขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จึงไม่อาจอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ ตามมาตรา 193/29

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 4 ไม่อาจยกอายุความในมูลละเมิดมาใช้อ้างยันโจทก์ได้ และ ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคแรก บัญญัติว่า ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย เมื่อความรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 ซึ่งเกิดวินาศภัย โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 การฟ้องร้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 เวลา 14.30 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 8405 ปทุมธานี ไปตามถนนสุวรรณศร เมื่อถึงบริเวณหมู่ที่ 2 ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 147 ถึงที่ 148 ซึ่งเป็นทางโค้งในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างด้วยความประมาทเลินเล่อใช้ความเร็วสูงจนรถเสียหลักชนเสาไฟฟ้าแรงสูงของโจทก์หักชำรุด 1 ต้น สายไฟฟ้าขาดทำให้ทรัพย์โจทก์เสียหายเป็นเงิน 154,564 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในผลแห่งละเมิดรวมทั้งเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่รวมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 154,564 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 ผิดข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิด ค่าเสียหายไม่ควรเกิน 30,000 บาท คดีขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีหลังจากเหตุเกิดแล้วกว่า 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 154,564 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 8405 ปทุมธานี ไปตามถนนสุวรรณศร เมื่อถึงบริเวณทางแยกเข้าบ้านปากพลี หมู่ที่ 2 ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 147 ถึงที่ 148 ซึ่งเป็นทางโค้งในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 นายจ้างด้วยความประมาทเลินเล่อใช้ความเร็วสูงจนรถเสียหลักชนเสาไฟฟ้าแรงสูงของโจทก์หักชำรุด 1 ต้น สายไฟฟ้าขาด เสียหายเป็นเงิน 154,564 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วตามเอกสารหมาย จ.9 จ.10 และ จ.11 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 ที่ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทนและโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 พ้น 1 ปี ไปแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่อาจอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น โจทก์ฟ้องขอให้ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 4 ไม่อาจยกอายุความในมูลละเมิดมาใช้อ้างยันโจทก์ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคแรก บัญญัติว่า ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย เมื่อความรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 การฟ้องร้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/29 ม. 448 ม. 882
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงเลื่อยจักร สมนึก จันทนา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3914/2548
#271822
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีของโจทก์ขาดอายุความในการเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคแรก ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่อาจอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ตามมาตรา 193/29 ส่วนจำเลยที่ 4 ซึ่งโจทก์รับฟ้องขอให้ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ตามมาตรา 882 วรรคแรก กำหนดอายุความไว้ 2 ปี เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 ภายในกำหนดอายุความดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 4 จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในผลแห่งละเมิด และให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 154,564 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ให้การว่า คดีขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีหลังจากเหตุเกิดแล้วกว่า 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 154,564 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 ที่ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทนและโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 พ้น 1 ปีไปแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่อาจอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น โจทก์ฟ้องขอให้ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 4 ไม่อาจยกอายุความในมูลละเมิดมาใช้อ้างยันโจทก์ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคแรก บัญญัติว่าในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย เมื่อความผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 การฟ้องร้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/29 ม. 448 วรรคหนึ่ง ม. 882 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงเลื่อยจักร
จำเลย — สมนึก - จันทนา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3913/2548
#271021
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองในทางการที่จ้าง เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดนั้น ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 (2), 1087

การกำหนดค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ต้องวินิจฉัยตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 อายุ 14 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งต่อไปย่อมสามารถประกอบอาชีพการงานมีรายได้เช่นคนปกติทั่วไป หลังเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 มีอาการไม่รู้สึกตัวสมองบวม กะโหลกศีรษะยุบ เลือดออกใต้หนังศีรษะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดกะโหลก ต้องใช้เวลารักษานานอาจเป็นปี หลังผ่าตัดแล้วโจทก์ที่ 1 ยังมีอาการสมองไม่รับรู้ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พูดไม่ได้ ต้องจ้างผู้ดูแลตลอดเวลาทั้งไม่ปรากฏว่าจะสามารถรักษาให้โจทก์ที่ 1 หายเป็นปกติไว้ ปัจจุบันโจทก์ที่ 1 ยังไม่สามารถช่วยตัวเองได้เช่นนี้ ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 สูญเสียความสามารถที่จะประกอบอาชีพต่อไปได้โดยสิ้นเชิง โจทก์ที่ 1 จึงได้รับความเสียหาย โดยไม่คำนึงว่าจะต้องมีอาชีพแต่อย่างใด โจทก์ที่ 1 ต้องทุกข์ทรมานจากการผ่าตัดและทุพลภาพไม่สามารถช่วยตัวเองได้ไปตลอดชีวิต ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 เสียความสามารถในการประกอบการงานเป็นเงิน 500,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินเป็นเงิน 500,000 บาท เหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 กับนางสงัด แซ่ตั้ง จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขับรถยนต์ไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพื่อส่งสินค้าของจำเลยที่ 5 โดยขับออกจากด้านหลังห้างสรรพสินค้าเซฟโก้ สาขาบางแค มาตามซอยด้านข้างห้างสรรพสินค้าเพื่อจะออกสู่ถนนเพชรเกษมด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังด้วยความเร็วสูง เมื่อถึงทางแยกซึ่งเป็นทางออกทางด้านข้างของห้างสรรพสินค้า จำเลยที่ 1 ควรใช้ความระมัดระวังลดความเร็วลง แต่จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์ต่อไปด้วยความเร็วสูง เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับชนล้อหน้าของรถจักรยานยนต์ซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขับทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 มีอาการสมองไม่ปกติ ไม่สามารถช่วยตนเองได้ พูดไม่ได้ ต้องพิการตลอดชีวิต ขอเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการที่โจทก์ที่ 1 เสียความสามารถประกอบการงาน 500,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 500,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,760,315 บาท โจทก์ทั้งสองขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องดอกเบี้ยของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 132,023 บาท จำเลยที่ 6 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินจำนวน 1,075,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,680,315 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในเงินต้นจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เยาว์อายุ 14 ปี เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและอยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 6 ท - 1448 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 6 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปส่งสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าเซฟโก้ สาขาบางแค ขณะจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ออกจากด้านหลังห้างสรรพสินค้าดังกล่าวเพื่อจะออกสู่ถนนเพชรเกษม เมื่อถึงทางแยกได้ชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8 ฉ - 0205 ที่โจทก์ที่ 1 ขับ มีเด็กชายธีรวัฒน์ แซ่ตั้ง และเด็กชายวรพจน์ ตั้งสัมฤทธิ์กุล นั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส และรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 หรือโจทก์ที่ 1 ในข้อนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาอันถึงที่สุดว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีด้วยการรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่นำสืบทั้งปวงโดยละเอียด และชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้ววินิจฉัยเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์มาด้วยความเร็วสูง เมื่อใกล้ถึงทางแยกที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชะลอความเร็วของรถยนต์ลงเป็นเหตุให้ชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ที่ 1 ขับ พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองฟังได้ว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 หาใช่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาไม่ ข้อที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์ที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ไม่สวมหมวกนิรภัยนั่งซ้อนท้ายกัน 3 คน และขับรถจักรยานยนต์จากลานจอดรถสู่ผิวจราจรโดยไม่หยุดรถให้สนิทเพื่อดูให้ปลอดภัยเสียก่อนว่าถนนทางตรงมีรถอื่นแล่นอยู่หรือไม่ อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ 1 นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ไม่สวมหมวกนิรภัยและนั่งซ้อนท้ายกัน 3 คน มิใช่เหตุโดยตรงที่จะฟังว่าโจทก์ที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้รถชนกัน กลับได้ความจากคำเบิกความของเด็กชายธีรวัฒน์ แซ่ตั้ง กับเด็กชายวรพจน์ ตั้งสัมฤทธิ์กุล พยานโจทก์ทั้งสองที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ 1 ไปในขณะเกิดเหตุว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาถึงทางออกจากห้างสรรพสินค้าได้ชะลอความเร็วเพื่อจะหยุดรถและเลี้ยวขวาได้มีรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับมาจากด้านหลังห้างสรรพสินค้าแล่นชิดขวาชนล้อหน้าของรถจักรยานยนต์สอดคล้องกับสภาพความเสียหายของรถยนต์และรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ตามสำเนาภาพถ่ายและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ. 21 และ จ. 24 และภาพถ่ายหมาย ล. 1 รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายที่ล้อหน้าและโช้กอัพคู่หน้าหลุดจากตัวถัง ส่วนรถยนต์ได้รับความเสียหายที่บังโคลนหน้าด้านขวาบุบยุบเป็นรอยครูด ไฟเลี้ยวหน้าขวาแตกพร้อมกรอบโคมไฟหัก แสดงว่ารถยนต์ของจำเลยที่ 1 ได้ชนบริเวณล้อหน้ารถจักรยานยนต์ที่โจทก์ที่ 1 ขับมาอย่างแรงจนโช้กอัพคู่หน้าและล้อหน้าของรถจักรยานยนต์หลุดออกจากตัวรถ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พุ่งชนรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับที่ประตูด้านคนขับนั้น ปรากฏว่าประตูรถยนต์ด้านคนขับที่จำเลยที่ 1 ขับมีรอยบุบเล็กน้อยกลับมีความเสียหายที่บังโคลนด้านหน้าขวามากกว่า และไฟเลี้ยวหน้าขวาแตก ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สมเหตุผล พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะมาด้วยความเร็วสูงเมื่อถึงทางแยกไม่ชะลอความเร็วและชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ที่ 1 ขับ ดังนั้น เหตุรถชนกันจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว

ข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลต่อโจทก์ที่ 1 ในส่วนที่เกิน 50,000 บาท ถึง 500,000 บาท และค่าเสียความสามารถประกอบการงานของโจทก์ที่ 1 ในจำนวนไม่เกิน 1,000,000 บาท เนื่องจากจำเลยที่ 6 จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในจำนวนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 2 ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.1 และ 2.3 นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นนายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองในทางการที่จ้าง เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดนั้น ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 (2), 1087 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองโดยให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 500,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้นชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 2 บรรยายฟ้องโจทก์โดยแจ้งชัดว่าโจทก์ที่ 1 เป็นบุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ที่ 2 ผู้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 2 จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 1 ผู้เป็นบุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคแรก ซึ่งการอุปการะเลี้ยงดูย่อมรวมถึงการดูแลรักษาพยาบาลผู้เยาว์เมื่อได้รับความเจ็บป่วย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 จนได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ต้องเสียหายจากการดูแลรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 อันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ที่ 2 ต้องจ่ายไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นค่าเสียความสามารถประกอบการงานเป็นเงิน 500,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินเป็นเงิน 500,000 บาท เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดอาญาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสอันมิใช่ความผิดร้ายแรงดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา แต่การกำหนดค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่นำสืบโต้แย้งว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 อายุ 14 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งต่อไปย่อมสามารถประกอบอาชีพการงาน มีรายได้เช่นคนปกติทั่วไป หลังเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 มีอาการไม่รู้สึกตัว สมองบวม กะโหลกศีรษะยุบ เลือดออกใต้หนังศีรษะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดกะโหลกต้องใช้เวลารักษาเป็นเวลานานอาจเป็นปีตามใบรับรองแพทย์และหนังสือโรงพยาบาลเอกสารหมาย จ. 16 ถึง จ. 18 และยังได้ความว่า หลังผ่าตัดแล้วโจทก์ที่ 1 ยังมีอาการสมองไม่รับรู้ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พูดไม่ได้ต้องจ้างผู้ดูแลตลอดเวลา ทั้งไม่ปรากฏว่าจะสามารถรักษาให้โจทก์ที่ 1 หายเป็นปกติได้ ปัจจุบันโจทก์ที่ 1 ยังไม่สามารถช่วยตัวเองได้เช่นนี้ ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 สูญเสียความสามารถที่จะประกอบการงานมีอาชีพต่อไปได้อย่างสิ้นเชิง โจทก์ที่ 1 จึงได้รับความเสียหายโดยไม่คำนึงว่าจะต้องมีอาชีพดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา และโจทก์ที่ 1 ต้องทุกข์ทรมานจากการผ่าตัดและทุพพลภาพไม่สามารถช่วยตัวเองได้ไปตลอดชีวิต ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 เสียความสามารถประกอบการงานเป็นเงิน 500,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินเป็นเงิน 500,000 บาท เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 438 ม. 444 ม. 446 ม. 1077 ม. 1087
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชายนพดล แซ่ตั้ง
โดยนายปรีชา แซ่ตั้ง
ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นายมานพ แย้มกลิ่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3906/2548
#267205
เปิดฉบับเต็ม

ป. รัษฎากร มาตรา 8 บัญญัติให้ส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น เจ้าพนักงานของจำเลยส่งหนังสือแจ้งการประเมินให้แก่โจทก์โดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ที่จ่าหน้าซองจดหมายซึ่งเป็นสำนักงานของโจทก์ เป็นการปฏิบัติตามที่มาตรา 8 กำหนดไว้แล้ว แต่การที่เจ้าพนักงานไปรษณีย์นำหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรไปส่งที่สำนักงานเทศบาลตำบลหัวสะพานซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการของโจกท์เคยทำงานเป็นนายกเทศมนตรี ไม่ตรงกับที่อยู่ที่จ่าหน้าซองจดหมายไว้ ถือได้ว่าเป็นการส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรไม่ตรงกับภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น อย่างไรก็ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 8 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งประสงค์ป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการเอารัดเอาเปรียบในการส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีและเพื่อให้ถึงตัวผู้รับโดยถูกต้อง เมื่อได้ความว่าหลังจากเจ้าพนักงานไปรษณีย์นำหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรไปส่งให้แก่โจทก์ที่สำนักงานเทศบาลตำบลหัวสะพานแล้ว มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเทศบาลลงลายมือชื่อรับไว้แทน และได้ฝากส่งต่อไปให้แก่หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์จนมีการยื่นอุทธรณ์การประเมินภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว แสดงว่าโจทก์ได้รับทราบข้อความในหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรดังกล่าวและได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว แม้การส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีจะส่งไม่ตรงกับสถานที่ที่กำหนดไว้ใน ป. รัษฎากร มาตรา 8 ก็หาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะเหตุนี้ไม่ การส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนายจำรัส พริ้มพราย เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ประกอบกิจการค้ารับเหมาก่อสร้าง จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย โดยส่งหนังสือแจ้งการประเมินทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เจ้าพนักงานไปรษณีย์มิได้นำหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวไปส่งให้แก่โจทก์ที่สำนักงาน แต่ได้นำไปส่งไว้ที่สำนักงานเทศบาลตำบลหัวสะพานซึ่งเป็นสถานที่ที่นายจำรัส หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์เคยทำงานในตำแหน่งนายกเทศมนตรี โดยมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเทศบาลดังกล่าวลงลายมือชื่อรับเอกสารไว้ในใบตอบรับของไปรษณีย์ และได้ฝากส่งต่อกันไปให้แก่นายจำรัส จึงเป็นการส่งหนังสือแจ้งการประเมินที่มิชอบด้วยมาตรา 8 แห่ง ป. รัษฎากร เพราะสำนักงานเทศบาลตำบลหัวสะพานมิใช่ภูมิลำเนาของโจทก์ โจทก์จึงอุทธรณ์การประเมินว่า การส่งหนังสือแจ้งการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการส่งหนังสือแจ้งการประเมินชอบแล้วให้ยกอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งจดทะเบียนไว้ว่ามีภูมิลำเนาอยู่เลขที่ 43/1 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวสะพาน อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี จำเลยได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ดังกล่าวแล้ว ถือว่าการส่งหนังสือแจ้งการประเมินของจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนายจำรัสเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง จำเลยเป็นกรมในสังกัดกระทรวงการคลัง เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 โดยส่งหนังสือแจ้งการประเมินทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับระบุที่อยู่โจทก์ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ แต่เจ้าพนักงานไปรษณีย์นำไปส่งที่สำนักงานเทศบาลตำบลหัวสะพาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่นายจำรัสเคยทำงานในตำแหน่งนายกเทศมนตรีโดยมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเทศบาลดังกล่าวลงลายมือชื่อรับไว้แทน และได้ฝากส่งต่อไปให้แก่นายจำรัส มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า การส่งหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 8 บัญญัติให้ส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น การที่เจ้าพนักงานไปรษณีย์นำหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรไปส่งที่เลขที่ 274 หมู่ที่ 10 ตำบลหัวสะพาน อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ไม่ตรงกับที่จำเลยจ่าหน้าซองจดหมายไว้ ถือได้ว่าเป็นการส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรไม่ตรงกับภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น แต่ ป. รัษฎากร มาตรา 8 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งประสงค์ป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการเอารัดเอาเปรียบในการส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีและเพื่อให้ถึงตัวผู้รับโดยถูกต้อง เมื่อได้ความว่าหลังจากที่เจ้าพนักงานไปรษณีย์นำหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรไปส่งให้แก่โจทก์ที่สำนักงานเทศบาลตำบลหัวสะพานแล้ว มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเทศบาลดังกล่าวลงลายมือชื่อรับไว้แทน และได้ฝากส่งต่อไปให้แก่นายจำรัสหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ จนมีการยื่นอุทธรณ์การประเมินภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว แสดงว่าการส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรของจำเลยให้แก่โจทก์ โจทก์ได้รับทราบข้อความในหนังสือดังกล่าวและยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว แม้การส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีจะส่งโดยไม่ตรงกับสถานที่ที่กำหนดไว้ใน ป. รัษฎากร มาตรา 8 ก็หาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะเหตุนี้ไม่ การส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเพชรบุรีสถาปัตย์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3898/2548
#268006
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสหรืออัยการ เมื่อผู้คัดค้านไม่ใช่บุคคลดังกล่าวจึงไม่อาจขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้ร้องเป็นโมฆะได้

ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับผู้ตาย ผู้ร้องย่อมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย หากการสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องและศาลไม่มีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นโมฆะ การสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายจึงยังคงมีอยู่ ผู้ร้องจึงยังเป็นคู่สมรสของผู้ตาย เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสินชัย นิลรัตน์ ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 โดยมิได้ทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายสินชัย นิลรัตน์ ผู้ตาย ผู้ร้องกับผู้ตายจดทะเบียนสมรสกันหลอก ๆ เพื่อผู้ร้องจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เป็นการแสดงเจตนาลวง การจดทะเบียนสมรสจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ และตั้งนายกุมภา ไทรเอี่ยมชัย ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายสินชัย นิลรัตน์ ผู้ตายให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ (ที่ถูก พิพากษากลับ) เป็นว่า ให้ตั้งนางภัทรวดี นิลรัตน์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสินชัย นิลรัตน์ ผู้ตาย ให้ผู้ร้องมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า นางภัทรวดี นิลรัตน์ ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับนายสินชัย นิลรัตน์ ผู้ตาย ตามสำเนาใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย ร.1 ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 ตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย ร.2 โดยมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ก่อนตายผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นเงินฝากในธนาคารกับที่ดินและกรณีมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ตายไม่มีผู้สืบสันดานและบิดามารดาได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนนายกุมภา ไทรเอี่ยมชัย ผู้คัดค้านเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) และผู้ร้องกับผู้คัดค้านต่างมีคุณสมบัติไม่เป็นบุคคลที่ต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1718 ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องกับผู้ตายสมรสกันโดยมิได้ยินยอมเป็นสามีภริยากัน มิได้มีเจตนาเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 การสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่สมรสของผู้ตายจึงไม่เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1713 ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขอให้ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า บุคคลที่จะร้องขอขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นั้น ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสหรืออัยการ เมื่อผู้คัดค้านไม่ใช่บุคคลดังกล่าวจึงไม่อาจขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้ร้องเป็นโมฆะได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับผู้ตาย ผู้ร้องย่อมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แม้หากการสมรสจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายดังที่ผู้คัดค้านอ้างก็ตาม แต่คำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องและศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นโมฆะ การสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายจึงยังคงมีอยู่ ผู้ร้องจึงยังเป็นคู่สมรสของผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายเช่นเดียวกับผู้คัดค้าน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นางภัทรวดี นิลรัตน์ ผู้ร้องและนายกุมภา ไทรเอี่ยมชัย ผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายสินชัย นิลรัตน์ ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1496 ม. 1629 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางภัทรวดี นิลรัตน์
ผู้คัดค้าน — นายกุมภา ไทรเอี่ยมชัย
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3898/2548
#271812
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลที่จะร้องขอขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นั้น ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส หรืออัยการ เมื่อผู้คัดค้านเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตายจึงไม่ใช่บุคคลที่อาจขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้ร้องเป็นโมฆะได้

ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับผู้ตาย ผู้ร้องย่อมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แม้หากการสมรสจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายดังที่ผู้คัดค้านอ้างก็ตาม แต่คำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องและศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นโมฆะ การสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายจึงยังคงมีอยู่ ผู้ร้องยังคงเป็นคู่สมรสของผู้ตาย เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1629 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสินชัย นิลรัตน์ ซึ่งถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ผู้ร้องกับผู้ตายจดทะเบียนสมรสกันหลอกๆ เพื่อผู้ร้องจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เป็นการแสดงเจตนาลวง การจดทะเบียนสมรสจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ และตั้งนายกุมภา ไทรเอี่ยมชัย ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายสินชัย นิลรัตน์ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ (ที่ถูก พิพากษากลับ) เป็นว่า ให้ตั้งนางภัทรวดี นิลรัตน์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสินชัย นิลรัตน์ ผู้ตาย ให้ผู้ร้องมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องคัดค้าน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า นางภัทรวดี นิลรัตน์ ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับนายสินชัย นิลรัตน์ ผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 โดยมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ก่อนตายผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นเงินฝากในธนาคารกับที่ดินและกรณีมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ตายไม่มีผู้สืบสันดานและบิดามารดาได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนนายกุมภา ไทรเอี่ยมชัย ผู้คัดค้านเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) และผู้ร้องกับผู้คัดค้านต่างมีคุณสมบัติไม่เป็นบุคคลที่ต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1718 ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องกับผู้ตายสมรสกันโดยมิได้ยินยอมเป็นสามีภริยากัน มิได้มีเจตนาเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 การสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่สมรสของผู้ตายจึงไม่เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1713 ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขอให้ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า บุคคลที่จะร้องขอขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นั้น ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสหรืออัยการ เมื่อผู้คัดค้านไม่ใช่บุคคลดังกล่าวจึงไม่อาจขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้ร้องเป็นโมฆะได้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับผู้ตาย ผู้ร้องย่อมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แม้หากการสมรสจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายดังที่ผู้คัดค้านอ้างก็ตาม แต่คำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องและศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นโมฆะ การสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายจึงยังคงมีอยู่ ผู้ร้องจึงยังเป็นคู่สมรสของผู้ตาย เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายเช่นเดียวกับผู้คัดค้าน ปัญหาว่าผู้ร้องสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพราะผู้ร้องมิได้แสดงบัญชีเครือญาติของผู้ตาย และมิได้แสดงบัญชีทรัพย์มรดกโดยละเอียดครบถ้วน อันเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ผู้คัดค้านมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำคัดค้านจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม การที่ศาลจะตั้งฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกนั้นย่อมแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์ทั่วไปแห่งคดีแล้ว เห็นว่า การจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ฝ่ายเดียวอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกของผู้ตายและเสียหายแก่อีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่หากได้จัดการร่วมกันแล้วน่าจะเป็นประโยชน์แก่กองมรดกของผู้ตายและทายาททุกคนมากกว่า จึงสมควรให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นางภัทรวดี นิลรัตน์ ผู้ร้องและนายกุมภา ไทยเอี่ยมชัย ผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายสินชัย นิลรัตน์ ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1495 ม. 1496 ม. 1629
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางภัทรวดี นิลรัตน์
ผู้คัดค้าน — นายกุมภา ไทรเอี่ยมชัย
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3891/2548
#267204
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเข้าไปในที่พักของโจทก์ร่วม แล้วใช้อาวุธปืนขู่บังคับนำตัวโจทก์ร่วมไปกักขังไว้ที่ตึกแถวที่จำเลยที่ 1 เช่าจากผู้อื่น จากนั้นส่งจดหมายเรียกค่าไถ่ไปยังภริยาและบุตรของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ที่ประเทศไต้หวัน ระหว่างโจทก์ร่วมถูกกักขัง จำเลยทั้งสองมัดโจทก์ร่วมด้วยโซ่ที่มือและเท้าทั้งสองข้างและใส่กุญแจ โดยควบคุมตัวโจทก์ร่วมตลอดเวลา เมื่อโจทก์ร่วมจะถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะจำเลยทั้งสองจะช่วยถอดกางเกงให้ โจทก์ร่วมถูกกักขังอยู่เป็นเวลา 133 วัน จึงหลบหนีออกไปได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์ร่วมย่อมหมดอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายไปที่อื่น และไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้ตลอดเวลาที่ถูกควบคุม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่ได้รับประทานยาแก้โรคเบาหวาน ทำให้อาการกำเริบ มีเลือดปนออกมากับอุจจาระและปัสสาวะ จึงเป็นการกระทำโดยทรมานจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 313 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 83, 91, 309, 310, 313, 339, 340 ตรี, 371 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ของกลางท้ายฟ้องและให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายเป็นเงิน 150,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปได้ 3 ปาก จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายฉี โจ้ง อี้ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต เฉพาะความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33, 83, 91, 309, 310, 313, 339, 340 ตรี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไปเพื่อค่าไถ่ อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกันให้ลงโทษฐานเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไปเพื่อเรียกค่าไถ่อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้ายตาม ป.อ. มาตรา 313 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว และคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 (ที่ถูกต้องระบุประกอบ ป.อ. มาตรา 53) คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี (ที่ถูก 65 ปี 20 เดือน แต่จำคุกจำเลยที่ 1 ได้เพียง 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3)) จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 32 ปี 16 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนนาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 150,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ริบของกลางตามบัญชีของกลางท้ายฟ้องยกเว้นของกลางรายการที่ 3 ลูกกุญแจรถยนต์ รายการที่ 4 บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 รายการที่ 5 รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 5ว - 7952 กรุงเทพมหานคร รายการที่ 19 บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 2 และรายการที่ 19 อาวุธปืน ขนาด .357 หมายเลขทะเบียน สพ. 3/4308 ให้คืนเจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 313 การกระทำของจำเลยที่ 2 ในการกักขังโจทก์ร่วมเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้ายอันเป็นความผิดตามวรรคสอง ของมาตรา 313 หรือไม่ และมีเหตุที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบา และลดโทษให้กึ่งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนตามฟ้องไปที่เคหสถานอันเป็นที่พักอาศัยของโจทก์ร่วม แล้วใช้อาวุธปืนนั้นขู่บังคับโจทก์ร่วมกับรื้อค้นเอาเงินจำนวน 3,000 บาท และนาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ราคา 150,000 บาทไป จากนั้นจำเลยทั้งสองเอาเสื้อคลุมศีรษะโจทก์ร่วมบังคับให้ขึ้นรถยนต์ที่ติดเครื่องรออยู่หน้าที่พักอาศัยของโจทก์ร่วมแล้วขับรถนำโจทก์ร่วมไปกักขังไว้บนชั้นที่ 3 ของตึกแถวที่จำเลยที่ 1 เช่าจากผู้อื่น แล้วส่งจดหมายเรียกค่าไถ่ไปยังภริยาและบุตรของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ที่ประเทศไต้หวันจนภริยาของโจทก์ร่วมตกลงจ่ายค่าไถ่ให้จำเลยทั้งสองจำนวน 275,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างที่โจทก์ร่วมถูกกักขัง จำเลยทั้งสองควบคุมตัวโจทก์ร่วมอยู่ตลอดเวลา ได้มัดโจทก์ร่วมด้วยโซ่ที่มือและเท้าทั้งสองข้างและใส่กุญแจไว้ เมื่อโจทก์ร่วมจะถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะจำเลยทั้งสองจะช่วยถอดกางเกงให้ ระหว่างนี้โจทก์ร่วมไม่ได้รับประทานยารักษาโรคเบาหวาน ทำให้อุจจาระและปัสสาวะของโจทก์ร่วมมีเลือดปนออกมา โจทก์ร่วมถูกกักขังในลักษณะดังกล่าวเป็นเวลา 133 วัน จึงหลบหนีออกไปได้ เห็นได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวทำให้โจทก์ร่วมหมดอิสระในการเคลือนไหวร่างกาย และไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง ทั้งทำให้อาการป่วยของโจทก์ร่วมกำเริบจนมีเลือดปนออกมากับอุจจาระและปัสสาวะอันเป็นการกระทำที่เลวร้ายยิ่งกว่าการปฏิบัติต่อนักโทษที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำเสียอีก การกระทำของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยทรมานจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแล้ว การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 313 วรรคสอง หาใช่มาตรา 313 วรรคแรก ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ และความผิดตามมาตรา 313 วรรคสอง ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุกตลอดชีวิต อันเป็นขั้นต่ำของกฎหมายจึงเป็นการลงโทษสถานเบาที่สุดแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษต่ำกว่ากฎหมายได้ แต่จำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ศาลชั้นต้นจึงปรานีโดยลดมาตราส่วนโทษให้อีกหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 จำเลยที่ 2 จึงได้รับโทษเพียงจำคุก 33 ปี 4 เดือน อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากอยู่แล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ขอให้ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง เพราะจำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจและในชั้นพิจารณาก็ให้การรับสารภาพจึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นอย่างมากนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจและในชั้นจับกุมกับชั้นสอบสวนจะให้การรับสารภาพด้วยก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ต่อเมื่อโจทก์สืบพยานไปถึง 3 ปากแล้ว จำเลยที่ 2 จึงให้การรับสารภาพ อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 พิจารณาโดยถ่องแท้จนเห็นแล้วว่าพยานหลักฐานของโจทก์มั่นคงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง จึงได้ยอมรับสารภาพเพื่อจะได้รับการลดโทษตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน ที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสามจากโทษที่ลงดังกล่าวมาข้างต้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 313 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายฉี โจ้ง อี้
จำเลย — นายบัญชา วานิชย์บัญชา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
- นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3891/2548
#268335
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไปที่ที่พักอาศัยของโจทก์ร่วม แล้วใช้อาวุธปืนนั้นขู่บังคับโจทก์ร่วมกับรื้อค้นเอาเงินจำนวน 3,000 บาท และนาฬิกาข้อมือราคา 150,000 บาท ไป จากนั้นจำเลยทั้งสองเอาเสื้อคลุมศีรษะโจทก์ร่วมบังคับให้ขึ้นรถยนต์นำโจทก์ร่วมไปกักขังไว้บนชั้นที่ 3 ของตึกแถวที่จำเลยที่ 1 เช่าจากผู้อื่น แล้วส่งจดหมายเรียกค่าไถ่ไปยังภริยาและบุตรของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ที่ประเทศไต้หวัน จนภริยาของโจทก์ร่วมตกลงจ่ายค่าไถ่ให้จำเลยทั้งสอง ในระหว่างที่โจทก์ร่วมถูกกักขัง จำเลยทั้งสองได้มัดโจทก์ร่วมด้วยโซ่ที่มือและเท้าทั้งสองข้างและใส่กุญแจ และควบคุมตัวโจทก์ร่วมอยู่ตลอดเวลา โจทก์ร่วมถูกกักขังอยู่เป็นเวลา 133 วัน หมดอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายไปที่อื่น และไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้ เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่ได้รับประทานยาแก้โรคเบาหวาน ทำให้อาการกำเริบ มีเลือดปนออกมากับอุจจาระและปัสสาวะ อันเป็นการกระทำที่เลวร้ายยิ่งกว่าการปฏิบัติต่อนักโทษที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำเสียอีกจึงเป็นการกระทำโดยทรมานจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแล้ว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนสั้นขนาด .357 แม็กนั่ม หมายเลขทะเบียน สพ 3/4308 ของผู้มีชื่อ และกระสุนปืน ขนาด .357 จำนวน 2 นัด และขนาด .38 สเปเชี่ยล จำนวน 4 นัด อันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้ยิงได้ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนพระรามที่ 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร และตามถนนประชาราษฎร์ สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร อันเป็นเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่มีเหตุสมควรและไม่เป็นกรณีที่ต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ 1 เรือน ราคา 150,000 บาท ของนายฉี โจ้ง อี้ ผู้เสียหาย โดยใช้อาวุธปืนดังกล่าวข้างต้นขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะยิงทำร้ายผู้เสียหายเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ยึดถือเอาทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไปหรือให้พ้นจากการจับกุม และใช้ข้อศอกกระทุ้งท้องผู้เสียหาย อันเป็นการชิงทรัพย์ และในการชิงทรัพย์จำเลยทั้งสองใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปด้วย หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองร่วมกันจับเอาตัวผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 65 ปี โดยใช้อาวุธปืนดังกล่าวข้างต้นขู่เข็ญจะยิงทำร้ายจนผู้เสียหายจำยอมให้นำตัวไปหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ทั้งยังใช้โซ่ล่ามที่เท้าและใส่กุญแจมือตลอดเวลา อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 309, 310, 313, 339, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ของกลางท้ายฟ้อง และให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายเป็นเงิน 150,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปได้ 3 ปาก จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายฉี โจ้ง อี้ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 309, 310, 313, 339, 340 ตรี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง และวรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 310 (ที่ถูก 310 วรรคแรก), 313 วรรคสอง, 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไปเพื่อเรียกค่าไถ่ อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้ายซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกันให้ลงโทษฐานเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไปเพื่อเรียกค่าไถ่อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว และคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกต้องระบุประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53) คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี (ที่ถูก 65 ปี 20 เดือน แต่จำคุกจำเลยที่ 1 ได้เพียง 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ) จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 32 ปี 16 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนนาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 150,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ริบของกลางตามบัญชีของกลางท้ายฟ้องยกเว้นของกลางรายการที่ 3 ลูกกุญแจรถยนต์ รายการที่ 4 บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 รายการที่ 5 รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน 5ว-7952 กรุงเทพมหานคร รายการที่ 19 บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 2 และรายการที่ 19 อาวุธปืน ขนาด .357 หมายเลขทะเบียน สพ.3/4308 ให้คืนเจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายดคีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 การกระทำของจำเลยที่ 2 ในการกักขังโจทก์ร่วมเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้ายอันเป็นความผิดตามวรรคสอง ของมาตรา 313 หรือไม่ และมีเหตุที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาและลดโทษให้กึ่งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาโดยจำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนตามฟ้องไปที่เคหสถานอันเป็นที่พักอาศัยของโจทก์ร่วม แล้วใช้อาวุธปืนนั้นขู่บังคับโจทก์ร่วมกับรื้อค้นเอาเงินจำนวน 3,000 บาท และนาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์ราคา 150,000 บาท ไป จากนั้น จำเลยทั้งสองเอาเสื้อคลุมศีรษะโจทก์ร่วมบังคับให้ขึ้นรถยนต์ที่ติดเครื่องรออยู่หน้าที่พักอาศัยของโจทก์ร่วมแล้วขับรถนำโจทก์ร่วมไปกักขังไว้บนชั้นที่ 3 ของตึกแถวที่จำเลยที่ 1 เช่าจากผู้อื่น แล้วส่งจดหมายเรียกค่าไถ่ไปยังภริยาและบุตรของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ที่ประเทศไต้หวันจนภริยาของโจทก์ร่วมตกลงจ่ายค่าไถ่ให้จำเลยทั้งสองจำนวน 275,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างที่โจทก์ร่วมถูกกักขัง จำเลยทั้งสองได้มัดโจทก์ร่วมด้วยโซ่ที่มือและเท้าทั้งสองข้างและใส่กุญแจและจำเลยทั้งสองควบคุมตัวโจทก์ร่วมอยู่ตลอดเวลา เมื่อโจทก์ร่วมจะถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะจำเลยทั้งสองจะช่วยถอดกางเกงให้ อุจจาระและปัสสาวะของโจทก์ร่วมมีเลือดปนออกมาด้วยเนื่องจากโจทก์ร่วมไม่ได้รับประทานยารักษาโรคเบาหวาน โจทก์ร่วมถูกกักขังอยู่ในลักษณะดังกล่าวเป็นเวลา 133 วัน โจทก์ร่วมจึงหลบหนีออกไปได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ร่วมดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์ร่วมย่อมหมดอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายไปที่อื่น และไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้เป็นเวลาถึง 133 วัน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่ได้รับประทานยาแก้โรคเบาหวาน ทำให้อาการกำเริบ มีเลือดปนออกมากับอุจจาระและปัสสาวะ อันเป็นการกระทำที่เลวร้ายยิ่งกว่าการปฏิบัติต่อนักโทษที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำเสียอีก การกระทำของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยทรมานจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแล้ว การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคสอง หาใช่มาตรา 313 วรรคแรก ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ และความผิดตามมาตรา 313 วรรคสอง ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุกตลอดชีวิตอันเป็นโทษขั้นต่ำของกฎหมายจึงเป็นการลงโทษสถานเบาที่สุดแล้วศาลฎีกาไม่อาจลงโทษต่ำกว่ากฎหมายได้ แต่จำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ศาลชั้นต้นจึงปราณีโดยลดมาตราส่วนโทษให้อีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำเลยที่ 2 จึงได้รับโทษเพียงจำคุก 33 ปี 4 เดือน อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากอยู่แล้ว"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 313
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายฉี โจ้ง อี้
จำเลย — นายบัญชา วานิชย์บัญชา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3891/2548
#271720
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไปที่เคหสถาน อันเป็นที่พักอาศัยของโจทก์ร่วม แล้วใช้อาวุธปืนขู่บังคับโจทก์ร่วมกับรื้อค้นเอาเงินจำนวน 3,000 บาท และนาฬิกาข้อมือราคา 150,000 บาทไป จากนั้นจำเลยเอาเสื้อคลุมศีรษะโจทก์ร่วมบังคับให้ขึ้นรถยนต์ที่ติดเครื่องรออยู่หน้าที่พักอาศัยของโจทก์ร่วมแล้วขับรถนำโจทก์ร่วมไปกักขังไว้ และส่งจดหมายเรียกค่าไถ่ไปยังภริยาและบุตรของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ในต่างประเทศ จนภริยาของโจทก์ร่วมตกลงจ่ายค่าไถ่ให้จำเลยจำนวน 275,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างที่โจทก์ร่วมถูกกักขัง จำเลยได้มัดโจทก์ร่วมด้วยโซ่ที่มือ เท้าทั้งสองข้างและใส่กุญแจ และจำเลยควบคุมตัวโจทก์ร่วมอยู่ตลอดเวลา เมื่อโจทก์ร่วมจะถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ จำเลยทั้งสองจะช่วยถอดกางเกงให้ โจทก์ร่วมถูกกักขังอยู่ในลักษณะดังกล่าวเป็นเวลา 133 วัน จึงหลบหนีออกไปได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ร่วมหมดอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายไปที่อื่นและไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้ตลอดระยะเวลาดังกล่าว เป็นเหตุให้ไม่ได้รับประทานยาแก้โรคเบาหวาน ทำให้อาการกำเริบ มีเลือดปนออกมากับอุจจาระและปัสสาวะ การกระทำของจำเลยต่อโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยทรมานจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 313 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 309, 310, 339, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ของกลางท้ายฟ้อง และให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายเป็นเงิน 150,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปได้ 3 ปาก จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายฉี โจ้ง อี้ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 309, 310, 313, 340 ตรี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสองและวรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 310 (ที่ถูก 310 วรรคแรก), 313 วรรคสอง, 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไปเพื่อค่าไถ่ อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้ายซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน ให้ลงโทษฐานเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไปเพื่อเรียกค่าไถ่อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว และคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกต้องระบุประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53) คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี (ที่ถูก 65 ปี 20 เดือน แต่จำคุกจำเลยที่ 1 ได้เพียง 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)) จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 32 ปี 16 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนนาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 150,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 การกระทำของจำเลยที่ 2 ในการกักขังโจทก์ร่วมเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้ายอันเป็นความผิดตามวรรคสองของมาตรา 313 หรือไม่ และมีเหตุที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาและลดโทษให้กึ่งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาโดยจำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนตามฟ้อง ไปที่เคหสถานอันเป็นที่พักอาศัยของโจทก์ร่วม แล้วใช้อาวุธปืนนั้นขู่บังคับโจทก์ร่วมกับรื้อค้นเอาเงินจำนวน 3,000 บาท และนาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ราคา 150,000 บาท ไป จากนั้นจำเลยทั้งสองเอาเสื้อคลุมศีรษะโจทก์ร่วมบังคับให้ขึ้นรถยนต์ที่ติดเครื่องรออยู่หน้าที่พักอาศัยของโจทก์ร่วมแล้วขับรถนำโจทก์ร่วมไปกักขังไว้บนชั้นที่ 3 ของตึกแถวที่จำเลยที่ 1 เช่าจากผู้อื่น แล้วส่งจดหมายเรียกค่าไถ่ไปยังภริยาและบุตรของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ที่ประเทศไต้หวัน จนภริยาของโจทก์ร่วมตกลงจ่ายค่าไถ่ให้จำเลยทั้งสองจำนวน 275,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างที่โจทก์ร่วมถูกกักขัง จำเลยทั้งสองได้มัดโจทก์ร่วมด้วยโซ่ที่มือและเท้าทั้งสองข้างและใส่กุญแจ และจำเลยทั้งสองควบคุมตัวโจทก์ร่วมอยู่ตลอดเวลา เมื่อโจทก์ร่วมจะถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ จำเลยทั้งสองจะช่วยถอดกางเกงให้ อุจจาระและปัสสาวะของโจทก์ร่วมมีเลือดปนออกมาด้วย เนื่องจากโจทก์ร่วมไม่ได้รับประทานยารักษาโรคเบาหวาน โจทก์ร่วมถูกกักขังอยู่ในลักษณะดังกล่าวเป็นเวลา 133 วัน โจทก์ร่วมจึงหลบหนีออกไปได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ร่วมดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์ร่วมย่อมหมดอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายไปที่อื่น และไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้เป็นเวลาถึง 133 วัน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่ได้รับประทานยาแก้โรคเบาหวาน ทำให้อาการกำเริบ มีเลือดปนออกมากับอุจจาระและปัสสาวะ อันเป็นการกระทำที่เลวร้ายยิ่งกว่าการปฏิบัติต่อนักโทษที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำเสียอีก การกระทำของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยทรมานจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแล้ว การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคสอง หาใช่มาตรา 313 วรรคแรก ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ และความผิดตามมาตรา 313 วรรคสอง ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุกตลอดชีวิตอันเป็นโทษขั้นต่ำของกฎหมาย จึงเป็นการลงโทษสถานเบาที่สุดแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษต่ำกว่ากฎหมายได้ แต่จำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ศาลชั้นต้นจึงปรานีโดยลดมาตราส่วนโทษให้อีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำเลยที่ 2 จึงได้รับโทษเพียงจำคุก 33 ปี 4 เดือน อันเป็นคุณแก่จำลยที่ 2 มากอยู่แล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ขอให้ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง เพราะจำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจและในชั้นพิจารณาก็ให้การรับสารภาพจึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นอย่างมากนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจในชั้นจับกุมกับชั้นสอบสวนจะให้การรับสารภาพด้วยก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ต่อเมื่อโจทก์สืบพยานไปถึง 3 ปากแล้ว จำเลยที่ 2 จึงให้การรับสารภาพ อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 พิจารณาโดยถ่องแท้จนเห็นแล้วว่า พยานหลักฐานของโจทก์มั่นคงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง จึงได้ยอมรับสารภาพเพื่อจะได้รับการลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการรับสารภาพเพราะจำเลยจำนวนต่อพยานหลักฐาน ที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามจากโทษที่ลงดังกล่าวมาข้างต้นเหมาะแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 313 วรรคสอง ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายฉี โจ้ง อี้
จำเลย — นายบัญชา วานิชย์บัญชา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3889/2548
#268183
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับนาฬิกาข้อมือจำนวน 7 เรือน ของผู้เสียหายไปเพื่อให้สามีตรวจดูโดยมีเจตนาจะซื้อขายกันและมีข้อตกลงจะใช้เวลาในการตรวจดูประมาณ 14 วัน หากจำเลยไม่ตกลงซื้อจะต้องแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าไม่ซื้อหรือส่งนาฬิกาคืน ถ้าครบกำหนด 14 วัน แล้วจำเลยไม่แจ้งต่อผู้เสียหายและไม่ส่งมอบนาฬิกาคืน ย่อมถือว่าจำเลยตกลงซื้อนาฬิกาทั้ง 7 เรือน อันเป็นผลให้การซื้อขายเผื่อชอบมีผลบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 508 จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระราคาให้แก่ผู้เสียหาย หากไม่ชำระผู้เสียหายต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยในทางแพ่งตามสัญญาซื้อขายเผื่อชอบ จำเลยไม่มีความผิดฐานยักยอก

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด" และ ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ก็บัญญัติว่า "เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย" ดังนั้น เมื่อมีข้อสงสัยว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ขายให้จำเลยผู้ซื้อยืมสินค้าไปตรวจดูเพื่อตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่หรือไม่เป็นกรณีที่มีการตกลงซื้อขายเผื่อชอบกันแล้ว กรณีก็ต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยฟังว่าข้อตกลงระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยเป็นเรื่องสัญญาซื้อขายเผื่อชอบ จะนำ ป.พ.พ. มาตรา 11 มาใช้ตีความเพื่อลงโทษจำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยยืมนาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ จำนวน 5 เรือน นาฬิกาข้อมือยี่ห้อปาเต็กฟิลลิปป์ จำนวน 1 เรือน และนาฬิกาข้อมือยี่ห้อโซปาร์ดจำนวน 1 เรือน รวม 7 เรือน ราคา 1,443,500 บาท ของบริษัทเดอะ อาวร์ กลาส (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เสียหายไว้ในความครอบครองของจำเลย โดยจำเลยอ้างว่าจะนำไปให้สามีคัดเลือกเพื่อจะซื้อ ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวัน ผู้เสียหายมีหนังสือทวงถามให้จำเลยส่งมอบนาฬิกาดังกล่าวคืน ทั้งนี้เมื่อระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยครอบครองนาฬิกาจำนวนและราคาดังกล่าวของผู้เสียหายไว้แล้ว เบียดบังเอานาฬิกาดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและบุคคลที่สามโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 1,443,500 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ข.3015/2540 ของศาลแขวงพระนครเหนือ และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2364/2541 ของศาลชั้นต้นด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จำคุก 8 เดือน และให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ข.3015/2540 ของศาลแขวงพระนครเหนือและให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,443,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 2364/2541 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2540 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยรับมอบนาฬิกาข้อมือไปจากผู้เสียหาย จำนวน 7 เรือน ราคา 1,443,500 บาท ตามรายการรับมอบสินค้าพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ต่อมาผู้เสียหายทวงถามให้จำเลยคืนนาฬิกาดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ผู้เสียหายจึงร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า การค้าขายระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยซึ่งมีการซื้อขายนาฬิกากันมาแล้วหลายครั้ง นั้นผู้เสียหายและจำเลยต่างมีเจตนามุ่งประสงค์จะซื้อขายนาฬิกากันทุกครั้ง โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เสียหายให้จำเลยมีโอกาสตรวจดูนาฬิกาเป็นเวลาประมาณ 14 วัน ก่อนตกลงซื้อหรือนำนาฬิกามาคืนอันเป็นลักษณะการซื้อขายเผื่อชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 505 พฤติการณ์ในกรณีนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน กล่าวคือจำเลยรับนาฬิกาข้อมือจำนวน 7 เรือน ของผู้เสียหายไปเพื่อให้สามีตรวจดูโดยมีเจตนาจะซื้อขายกันและมีข้อตกลงจะใช้เวลาในการตรวจดูประมาณ 14 วัน หากจำเลยไม่ตกลงซื้อก็จะต้องแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าไม่ซื้อหรือส่งนาฬิกาคืน ซึ่งเมื่อครบกำหนด 14 วัน ดังกล่าวแล้วจำเลยไม่แจ้งต่อผู้เสียหายและไม่ส่งมอบนาฬิกาคืนจึงย่อมถือว่าจำเลยตกลงซื้อนาฬิกาทั้ง 7 เรือน นั้น อันเป็นผลให้การซื้อขายเผื่อชอบระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยมีผลบริบูรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 508 จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระราคาให้แก่ผู้เสียหาย หากจำเลยไม่ชำระผู้เสียหายย่อมต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยในทางแพ่งตามสัญญาซื้อขายเผื่อชอบ หาใช่เป็นเรื่องจำเลยยืมนาฬิกาดังกล่าวไปให้สามีดูเพื่อจะเลือกซื้อไม่ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า กรณีนี้มีข้อสงสัยว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ขายให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อยืมสินค้าไปตรวจดูเพื่อตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ หรือเป็นกรณีที่มีการตกลงไปตรวจดูเผื่อชอบกันแล้ว จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่ฝ่ายผู้เสียหายที่จะต้องเป็นผู้เสียหายในมูลหนี้คือไม่ได้รับชำระราคาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 โดยต้องฟังว่า ผู้เสียหายให้จำเลยยืมนาฬิกาไปเพื่อตรวจดูก่อนซื้อแล้วจำเลยอุทธรณ์ทุจริตยักยอกเอาไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัวนั้น เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด" และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ก็บัญญัติว่า "เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย" ดังนั้น ถึงแม้จะมีข้อสงสัยตามข้อฎีกาของโจทก์ดังกล่าว กรณีก็ต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยฟังว่าข้อตกลงระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยเป็นเรื่องสัญญาซื้อขายเผื่อชอบจำเลยจึงไม่ได้กระทำความผิดฐานยักยอกตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 505
ป.วิ.อ. ม. 227
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางรจนา หงส์ลดารมภ์หรือหงส์ลดารมย์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3873/2548
#266622
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และในกรณีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 221 มิได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คำอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่มีผลทำให้จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม จำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่จำเลยฎีกาในทำนองขอให้รอการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และในกรณีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คำอนุญาตของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่มีผลหรือทำให้จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

พิพากษายกฎีกาจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี ม. 221
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครปฐม
จำเลย — นายสุดี นิยมกล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นายศรัณย์ พรหมสุรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยพร สมบุญวงค์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3869/2548
#266374
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ เมื่อจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเกินกว่าราคาทรัพย์ที่จำเลยเอาไปจากผู้เสียหาย และผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 80, 288, 289 (4) (6) (7) ริบของกลางและให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน 13,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้าง แล้วจำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การรับสารภาพในข้อหาชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) (7) ประกอบมาตรา 80, 52 (1) จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน 13,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 จำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน 13,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเกินกว่าราคาทรัพย์ที่จำเลยเอาไปจากผู้เสียหาย และผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำขอของโจทก์ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายไมล์หรือหนวด บุญมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายสนิท โพชนะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3865/2548
#272029
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุในคดีนี้ได้มี พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตมามอบให้แก่ทางราชการฯ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2546 โดยมาตรา 3 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้นำวัตถุต้องห้ามดังกล่าวมามอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับแล้ว ให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากความผิดทางอาญาตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ ดังนั้น เมื่อจำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยจะนำอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไปมอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ได้ จำเลยย่อมได้รับยกเว้นความผิดในความผิดฐานมีอาวุธปืน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2546 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีอาวุธปืนพกลูกซอง ชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาด 12 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 3 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปบริเวณถนนหน้าโรงแรมปทุมเพลสอันเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เจ้าพนักงานจับจำเลยและยึดอาวุธปืนกับกระสุนปืนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ขณะเกิดเหตุในคดีนี้ได้มีพระราชบัญญัติยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาต มามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ.2546 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2546 โดยมาตรา 3 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ใดมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ถ้าได้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดดังกล่าวมามอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากความผิดทางอาญาตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์" เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องรับฟังได้ว่า จำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยจะนำอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไปมอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ได้ จำเลยย่อมได้รับยกเว้นความผิดในความผิดฐานมีอาวุธปืน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยพาอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางติดตัวไปบริเวณถนนหน้าโรงแรมปทุมเพลสโดยไม่ได้รับใบอนุญาตในเวลากลางคืนซึ่งเป็นยามวิกาล อาจก่อให้เกิดเหตุร้ายและเป็นอันตรายต่อสุจริตชนทั่วไปในละแวกนั้นได้ นับเป็นการกระทำความผิดที่อุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดแล้ว ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า จำเลยไม่เคยกระทำความผิดใดๆ มาก่อนและจำเลยเป็นกำลังสำคัญในการหาเลี้ยงครอบครัวนั้น ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีอาวุธปืน คงจำคุกจำเลยฐานพาอาวุธปืนมีกำหนด 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาต มามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ.2546 ม. 3 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายเอกพล ชุมแสง ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2548
#113242
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุได้มี พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาต มามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ. 2546 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2546 โดยมาตรา 3 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ผู้ใดมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ถ้าได้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดดังกล่าวมามอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากความผิดทางอาญาตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์" เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องรับฟังได้ว่า จำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยจะนำอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไปมอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ได้ จำเลยย่อมได้รับยกเว้นความผิดในความผิดฐานมีอาวุธปืน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกรูปร่างคล้ายปากกาชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปที่สวนสาธารณะกลางชุมชนอ่อนนุชโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ป.อ. มาตรา 32, 91, 371 ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 371 เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุในคดีนี้ ได้มี พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาต มามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ. 2546 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2546 โดยมาตรา 3 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ผู้ใดมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ถ้าได้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดดังกล่าวมามอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากความผิดทางอาญาตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์" เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องรับฟังได้ว่า จำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยจะนำอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไปมอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ได้ จำเลยย่อมได้รับยกเว้นความผิดในความผิดฐานมีอาวุธปืน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีอาวุธปืน ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนนั้น เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 แล้ว จำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุระศักดิ์หรือสุรศักดิ์ รองเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายจุฑา เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา