คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155/2548
#412370
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความตกลงท้ากันโดยถือเอาผลของการรังวัดที่ดินแปลงพิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งทางราชการได้ออกให้แก่จำเลยหรือไม่ เป็นข้อแพ้ชนะในคดี เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินออกไปรังวัดทำแผนที่ที่ดินพิพาท แล้วมาเบิกความว่า ที่ดินแปลงพิพาทไม่สามารถรังวัดหรือตรวจสอบได้ว่าอยู่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งทางราชการได้ออกให้แก่จำเลยหรือไม่ และไม่ทราบว่าที่ดินแปลงพิพาทมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วหรือไม่ โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่สามารถรังวัดหรือตรวจสอบได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าได้มีการตรวจสอบแนวเขตที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลย เช่นนี้กรณีจึงไม่อาจถือว่าคำเบิกความของเจ้าพนักงานที่ดินทำให้เกิดผลสำเร็จตามคำท้าที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาตามคำท้าได้

เมื่อคำท้าไม่บรรลุผลสำเร็จตามคำท้า กรณีย่อมถือเสมือนหนึ่งว่าไม่มีคำท้าอยู่เลย ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป แม้เจ้าพนักงานที่ดินเบิกความเสร็จ และทนายโจทก์แถลงหมดพยานโดยจำเลยมิได้แถลงอะไร ซึ่งมีผลเท่ากับว่าคู่ความไม่ติดใจสืบพยานหลักฐานต่อไป ศาลก็จำต้องวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามรูปคดีก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาที่คู่ความได้ดำเนินการไปดังกล่าวอาจเกิดจากการสำคัญผิดในผลแห่งคำท้าโดยเข้าใจว่าคำเบิกความของเจ้าพนักงานที่ดินทำให้เกิดผลสำเร็จตามคำท้าก็ได้ ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาจึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาฎีกาให้คู่ความฟัง เพื่อให้คู่ความได้ทราบและเข้าใจถึงผลแห่งคำท้าเสียก่อนว่าคำท้ายังไม่บรรลุผลสำเร็จ แล้วให้คู่ความแถลงถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมรื้อถอนเสารั้วไม้ลวดหนามและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยส่งมอบที่ดินให้โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อยและห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงท้ากันว่า หากเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินพิพาทแล้วปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยแล้ว และที่ดินพิพาทอยู่ในที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 4 หน้า 25 สารบบเล่มหมู่ที่ 9 หน้า 525 ตำบลหนองบุ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จริงแล้ว โจทก์ยอมแพ้คดี แต่หากเจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถทำการรังวัดได้ว่าที่ดินพิพาทมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และที่ดินพิพาททั้งหมดรวมอยู่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 4 หน้า 25 สารบบเล่มหมู่ที่ 9 หน้า 525 ตำบลหนองบุ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี แล้วจำเลยยอมแพ้คดี โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยขอสละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมด ปรากฏว่าโจทก์นำนายอุเทนเจ้าพนักงานที่ดินเบิกความประกอบระวางแผนที่ที่ดินพิพาทที่นายอุเทนได้ทำการรังวัดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 ว่าที่ดินพิพาทไม่สามารถรังวัดหรือตรวจสอบได้ว่าอยู่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 4 หน้า 25 สารบบเล่มหมู่ที่ 9 หน้า 525 ตำบลหนองบุ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี หรือไม่ และไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วไม้ลวดหนามและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เนื้อที่ 30 ไร่ตั้งอยู่ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ตามแผนที่พิพาท ให้จำเลยส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อย และห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กรกฎาคม2540) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า คำเบิกความของนายอุเทนเจ้าพนักงานที่ดินถือว่าเกิดผลสำเร็จตามคำท้าแล้วหรือไม่ คดีนี้คู่ความตกลงท้ากันว่า หากเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินแปลงพิพาทแล้ว หากผลการรังวัดออกมาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินซึ่งทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยแล้ว และที่ดินแปลงพิพาทเนื้อที่ทั้งหมดรวมอยู่ในที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่ม 4 หน้า 25 สารบบเล่มหมู่ที่ 9 หน้า 525 ตำบลหนองบุ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีแล้วโจทก์ยอมแพ้ แต่หากเจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถทำการรังวัดได้ว่าที่ดินแปลงพิพาทนั้นมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเนื้อที่ดินพิพาททั้งหมดนั้นรวมอยู่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวจำเลยยอมแพ้คดี ซึ่งจะเห็นได้ว่าสาระสำคัญแห่งคำท้าดังกล่าวคือคู่ความตกลงท้ากันโดยถือเอาผลของการรังวัดที่ดินแปลงพิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ซึ่งทางราชการได้ออกให้แก่จำเลยหรือไม่ เป็นข้อแพ้ชนะในคดี ดังนั้นการที่นายอุเทนเจ้าพนักงานที่ดินเพียงแต่ออกไปรังวัดทำแผนที่ที่ดินแปลงพิพาทตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยนำชี้ แล้วมาเบิกความต่อศาลตอบคำถามของทนายโจทก์ว่า ที่ดินแปลงพิพาทไม่สามารถรังวัดหรือตรวจสอบได้ว่าอยู่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 4 หน้าที่ 25 ตำบลหนองบุ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี หรือไม่ และไม่ทราบว่าที่ดินแปลงพิพาทมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วหรือไม่ โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่สามารถรังวัดหรือตรวจสอบได้ดังที่เบิกความทั้งตามถ้อยคำสำนวนในคดีนี้ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการตรวจสอบแนวเขตของที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวของจำเลยแล้วด้วย เช่นนี้กรณีจึงไม่อาจถือว่าคำเบิกความของนายอุเทนทำให้เกิดผลสำเร็จตามคำท้าที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาตามคำท้าได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถตอบได้ว่าที่ดินพิพาทมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วหรือไม่ และที่ดินพิพาทนั้นอยู่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 4 หน้า 25 สารบบเล่มหมู่ที่ 9 หน้า 525 ตำบลหนองบุ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี หรือไม่ จำเลยจึงแพ้คดีตามคำท้านั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ยึดถือเพียงตามถ้อยคำตอนท้ายที่คู่ความตกลงท้ากันในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 (สารบัญอันดับที่ 57) ที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ว่า "...แต่หากเจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถรังวัดได้ว่า ที่ดินแปลงพิพาทนั้นมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเนื้อที่ดินที่พิพาททั้งหมดนั้น รวมอยู่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เล่ม 4 หน้า 25 สารบบเล่มหมู่ที่ 9 หน้า 525 ตำบลหนองบุ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี แล้ว จำเลยยอมแพ้คดี" โดยมิได้นำข้อความตอนต้นที่ศาลชั้นต้นบันทึกข้อตกลงแห่งการท้ากันด้วยว่า "...หากผลการรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดินออกมาว่าที่ดินแปลงพิพาทนั้นเป็นที่ดินซึ่งทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยแล้ว และที่ดินแปลงพิพาทเนื้อที่ทั้งหมดรวมอยู่ในที่ดินเล่ม 4 หน้าที่ 25 สารบบเล่มหมู่ที่ 9 หน้า 525 ตำบลหนองบุ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี แล้ว โจทก์ยอมแพ้คดี..." มาประกอบการพิจารณาถึงสาระสำคัญแห่งการตกลงท้ากันดังกล่าวด้วย คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองที่ถือว่าคำเบิกความของนายอุเทนเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการครบเงื่อนไขแห่งข้อตกลงตามคำท้า ทำให้คำท้าเกิดผลสำเร็จ จำเลยต้องแพ้คดีตามคำท้านั้น จึงเป็นการวินิจฉัยที่ยึดถือตามข้อความในข้อตกลงตอนท้ายอันเป็นข้อความเพียงบางส่วนแห่งข้อตกลงท้ากันเท่านั้น หาได้พิจารณาประกอบข้อตกลงตอนต้น เพื่อให้ถูกต้องตรงตามสาระสำคัญแห่งการตกลงท้ากัน อันเป็นเจตนาที่แท้จริงของคู่ความไม่ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าคำเบิกความของนายอุเทนเกิดผลสำเร็จตามคำท้า และพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้าจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อคำท้าไม่บรรลุผลสำเร็จตามคำท้า กรณีย่อมถือเสมือนหนึ่งว่าไม่มีคำท้าอยู่เลย ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลยต่อไป ดังนั้น แม้ปรากฏจากรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 27 ธันวาคม 2543 (สารบัญอันดับ 70) ที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ว่า "...เจ้าพนักงานที่ดินได้เบิกความตอบทนายโจทก์จนจบปากเสร็จแล้ว ทนายโจทก์แถลงหมดพยานเพียงเท่านี้" ส่วนฝ่ายจำเลยมิได้แถลงอะไรซึ่งมีผลเท่ากับว่าคู่ความไม่ติดใจสืบพยานหลักฐานต่อไป ศาลก็จำต้องวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามรูปคดีก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาที่คู่ความได้ดำเนินการไปดังกล่าวอาจเกิดจากการสำคัญผิดในผลแห่งคำท้าดังเช่นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาก็ได้ ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาฎีกาให้คู่ความฟัง เพื่อให้คู่ความได้ทราบและเข้าใจถึงผลแห่งคำท้าเสียก่อนว่าคำท้ายังไม่บรรลุผลสำเร็จแล้วให้คู่ความแถลงถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปใหม่...

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 138 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยืน มาตะยา กับพวก
จำเลย — นางหล้าน้อย ยงยืน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสืบศักดิ์ แสงดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวณ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4152/2548
#268122
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้ส่งสำนวนเสนอศาลฎีกา ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ แต่จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมคำแก้อุทธรณ์แล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ การที่ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อศาลฎีกาจึงขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,968,946.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 6,340,341 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของโจทก์ผู้ล้มละลายนำออกประมูลขาย ผู้ร้องสอดประมูลซื้อสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งห้าคดีนี้ด้วย โดยผู้ร้องสอดได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ให้จำเลยทั้งห้าทราบแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ จำเลยทั้งห้ายื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแถลงคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนเสนอศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้ส่งสำนวนเสนอศาลฎีกานั้นถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ แต่คดีนี้จำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำแถลงคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมคำแก้อุทธรณ์แล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ การที่ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อศาลฎีกาจึงขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องได้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อศาลฎีกาและให้ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของผู้ร้องใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน จีซีเอ็น จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้องสอด — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทอีสเทอร์น ซี โปรเกรส จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4152/2548
#271379
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้ส่งสำนวนเสนอศาลฎีกา ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ แต่เมื่อจำเลยได้ยื่นคำแถลงคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมคำแก้อุทธรณ์แล้ว จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,968,946.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 6,340,341 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องอนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ จำเลยทั้งห้ายื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแถลงคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนเสนอศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้ส่งสำนวนเสนอศาลฎีกานั้น ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ แต่คดีนี้จำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำแถลงคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมคำแก้อุทธรณ์แล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ การที่ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อศาลฎีกาจึงขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องได้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อศาลฎีกาและให้ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของผู้ร้องใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน จีซีเอ็น จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้องสอด — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทอีสเทอร์น ซี โปรเกรส จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2548
#266318
เปิดฉบับเต็ม

การที่กฎหมายให้สิทธิเจ้าหนี้ขอหักกลบลบหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามมาตรา 90/33 นั้น เป็นระบบการจัดการทรัพย์สินในอันที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ที่จะนำหนี้ที่ตนมีภาระต้องชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้อยู่แล้วในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไปหักกับหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้

มาตรา 90/33 ที่บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" ย่อมหมายถึงในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้น ลูกหนี้และเจ้าหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกัน มิได้หมายถึงช่วงระยะเวลาที่ลูกหนี้อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ฉะนั้น หนี้ที่เจ้าหนี้จะนำมาหักกลบลบหนี้ได้นั้น เจ้าหนี้ต้องเป็นหนี้ลูกหนี้ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องแก่ลูกหนี้ได้

ถ้าเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้หลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ และได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเช่นกัน เจ้าหนี้และลูกหนี้ย่อมสามารถนำหนี้ที่มีต่อกันมาหักกลบลบหนี้กันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 โดยหากเจ้าหนี้เป็นฝ่ายที่ขอหักกลบลบหนี้แล้วก็ย่อมทำได้โดยการแสดงเจตนาต่อผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนแล้วแต่กรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 และตั้งบริษัทสยามซินเทค แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ต่อมาเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอหักกลบลบหนี้ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ขอหักหนี้ที่ขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 410,383,670.63 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนหนี้ที่เจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในเงินคืนค่าประกันผลงานจำนวน 12,487,416.04 บาท และหนี้เงินค่าก่อสร้างจำนวน 7,063,497.58 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้นำมาหักกลบลบหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องว่า แม้ว่าหนี้ที่เจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ทั้งหนี้คืนเงินประกันผลงานและหนี้ชำระค่าก่อสร้างล้วนเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 เป็นเวลาภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ก็ตาม แต่การใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับลูกหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ได้ดำเนินการก่อนการพิจารณาแผนในขณะนั้นเจ้าหนี้ยังไม่ถูกผูกมัดตามแผนให้ต้องลดหนี้และขยายเวลาชำระหนี้ หนี้ของทั้งฝ่ายเจ้าหนี้และของลูกหนี้จึงอยู่ในข่ายที่เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ตามมาตรา 90/33 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ประกอบมาตรา 341 แห่ง ป.พ.พ.

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอหักกลบลบหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการหักกลบลบหนี้ต่อไป

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า การที่กฎหมายให้สิทธิเจ้าหนี้ขอหักกลบลบหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามมาตรา 90/33 นั้น เป็นระบบการจัดการทรัพย์สินในอันที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ที่จะนำหนี้ที่ตนมีภาระต้องชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้อยู่แล้วในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไปหักกับหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ในมาตรา 90/33 ที่บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" บทบัญญัติที่ว่า "เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" ย่อมหมายถึงในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้น ลูกหนี้และเจ้าหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกัน มิได้หมายถึงช่วงระยะเวลาที่ลูกหนี้อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ฉะนั้น หนี้ที่เจ้าหนี้จะนำมาหักกลบลบหนี้ได้นั้น เจ้าหนี้ต้องเป็นหนี้ลูกหนี้ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้หลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและได้สิทธิเรียกร้องแก่ลูกหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว เจ้าหนี้และลูกหนี้ย่อมสามารถนำหนี้ที่มีต่อกันมาหักกลบลบหนี้กันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 โดยหากเจ้าหนี้เป็นฝ่ายที่ขอหักกลบลบหนี้แล้ว ก็ย่อมทำได้โดยการแสดงเจตนาต่อผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในมูลหนี้ค่าจ้างก่อสร้างหลังวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ย่อมไม่อาจขอให้นำสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการมาหักกลบลบหนี้ในหนี้จำนวนนี้ได้ ส่วนที่เจ้าหนี้ขอนำเงินค่าจ้างก่อสร้างที่จะต้องจ่ายแก่ลูกหนี้ดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับหนี้คืนเงินช่วยเหลือการก่อสร้าง จำนวน 478,124.60 บาท เป็นการที่เจ้าหนี้ขอนำหนี้ที่ตนต้องชำระแก่ลูกหนี้อันเกิดหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้วไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงต้องแจ้งความประสงค์ในการขอหักกลบลบหนี้กับผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน แล้วแต่กรณี จะขอหักกลบลบหนี้ส่วนนี้โดยการแสดงเจตนาในชั้นขอรับชำระหนี้หาได้ไม่ สำหรับหนี้คืนเงินประกันผลงานการก่อสร้าง ในส่วนเงินวางประกันที่เจ้าหนี้ได้หักไว้ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ย่อมมีหนี้ที่จะต้องคืนเงินดังกล่าวแก่ลูกหนี้โดยมีเงื่อนไขอันเป็นคุณแก่เจ้าหนี้ที่ให้เจ้าหนี้ยึดหน่วงเงินดังกล่าวไว้เป็นประกันผลงานการก่อสร้างเพื่อความชำรุดบกพร่องหลังรับมอบงานมาแล้ว 1 ปี ครั้นเจ้าหนี้ได้สละเงื่อนไขอันเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จึงสามารถขอนำเงินค่าประกันที่จะต้องคืนจำนวนดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ตนขอรับชำระหนี้ได้ ส่วนเงินประกันค่าก่อสร้างใดที่เจ้าหนี้หักไว้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ก็มิใช่หนี้ที่เจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ย่อมไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ของเจ้าหนี้ได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิหักกลบลบหนี้เงินคืนค่าประกันผลงานในจำนวนที่เจ้าหนี้ได้รับไว้ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ของเจ้าหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ได้ในจำนวนที่เท่ากัน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลล้มละลายกลางและในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/33
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
สมชาย พงษธา
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2548
#272042
เปิดฉบับเต็ม

การที่กฎหมายให้สิทธิเจ้าหนี้ขอหักกลบลบหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามมาตรา 90/33 นั้น เป็นระบบการจัดการทรัพย์สินในอันที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ที่จะนำหนี้ที่ตนมีภาระต้องชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้อยู่แล้วในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไปหักกับหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้

มาตรา 90/33 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" ย่อมหมายถึงในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้น ลูกหนี้และเจ้าหนี้ต่างเป็นหนึ่งซึ่งกันและกัน มิได้หมายถึงช่วงระยะเวลาที่ลูกหนี้อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ฉะนั้น หนี้ที่เจ้าหนี้จะนำมาหักกลบลบหนี้ได้นั้นเจ้าหนี้ต้องเป็นหนี้ลูกหนี้ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้จึงนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องแก่ลูกหนี้ได้

ถ้าเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้หลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ และได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเช่นกัน เจ้าหนี้และลูกหนี้ย่อมสามารถนำหนี้ที่มีต่อกันมาหักกลบลบหนี้กันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 โดยหากเจ้าหนี้เป็นฝ่ายที่ขอหักกลบลบหนี้แล้วก็ย่อมทำได้โดยการแสดงเจตนาต่อผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนแล้วแต่กรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 และตั้งบริษัทสยามซินเทค แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายตั๋วเงิน สัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาให้การอุปการะในทางการเงินโดยการค้ำประกัน ค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกัน สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารสำนักงานและสัญญาให้เงินช่วยเหลือการก่อสร้าง รวมเป็นเงิน 410,383,670.63 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ต่อมาเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอหักกลบลบหนี้ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ขอหักหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในหนี้ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมค้างของสินเชื่อกับเงินคืนประกันผลงานจำนวน 12,487,416.04 บาท ฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2544 ขอหักหนี้เงินค่าก่อสร้างจำนวน 6,338,125.15 บาท ที่เจ้าหนี้จะต้องชำระแก่ลูกหนี้กับหนี้คืนเงินช่วยเหลือการก่อสร้างเนื่องจากผิดสัญญาจำนวน 478,124.60 บาท และหนี้ดอกเบี้ยสินเชื่อจำนวน 5,860,000.55 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 410,383,670.63 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนหนี้ที่เจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในเงินคืนค่าประกันผลงานจำนวน 12,487,416.05 บาท และหนี้เงินค่าก่อสร้างจำนวน 7,063,497.58 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้นำมาหักกลบลบหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/33

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องว่า หนี้ของทั้งฝ่ายเจ้าหนี้และของลูกหนี้อยู่ในข่ายที่เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ตามมาตรา 90/33 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ประกอบมาตรา 341 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ให้เจ้าหนี้ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับลูกหนี้ย่อมทำให้เจ้าหนี้จะต้องชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้เต็มจำนวนฝ่ายเดียว ส่วนหนี้ที่ลูกหนี้ต้องชำระแก่เจ้าหนี้ในจำนวนที่เท่ากัน ต้องกลายเป็นหนี้ตามแผนซึ่งต้องลูกลดหนี้ลงจำนวนมาก และขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปย่อมขัดกับหลักแห่งความยุติธรรม

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอหักกลบลบหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินประกันผลงานที่เจ้าหนี้จะต้องคืนแก่ลูกหนี้นั้นมีเงื่อนไขและเงื่อนเวลาตามสัญญา และเจ้าหนี้ได้แสดงเจตนาขอปลดหลักประกันเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ที่ต้องคืนเงินประกันผลงานนับตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2543 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ส่วนหนี้เงินค่าจ้างก่อสร้างที่ลูกหนี้ส่งมอบงานให้เจ้าหนี้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 เจ้าหนี้จึงมีหนี้ที่ต้องชำระให้ลูกหนี้ตามเงื่อนไขเงื่อนเวลาเมื่อได้รับมอบงานแล้ว อันเป็นเวลาภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเช่นเดียวกัน เจ้าหนี้จึงไม่สามารถที่จะหักกลบลบหนี้กับลูกหนี้ได้ตามมาตรา 90/33 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เนื่องจากหนี้ที่จะหักกลบลบหนี้ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้และลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องซึ่งกันและกันในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ไม่รวมถึงหนี้ที่มีเงื่อนไข เงื่อนเวลา และเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการด้วย หากให้เจ้าหนี้นำหนี้ที่เป็นหนี้ลูกหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการมาหักกลบลบหนี้กันได้แล้ว จะทำให้เจ้าหนี้สามารถที่หักกลบลบหนี้ได้ตลอดเวลาโดยไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ซึ่งมาตรา 90/33 ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ และไม่ได้กำหนดให้นำเอาหนี้ที่อยู่ในเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลามาหักกลบลบหนี้กันได้ อย่างเช่น มาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการหักกลบลบหนี้ต่อไป

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนว่า เจ้าหนี้จะนำหนี้ที่เป็นหนี้ลูกหนี้ในมูลหนี้ค่าจ้างก่อสร้างและมูลหนี้คืนเงินประกันผลงาน (PETENTION) มาหักกลบลบหนี้กับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่กฎหมายให้สิทธิเจ้าหนี้ขอหักกลบลบหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามมาตรา 90/33 นั้น เป็นระบบการจัดการทรัพย์สินในอันที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ที่จะนำหนี้ที่ตนมีภาระต้องชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้อยู่แล้วในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไปหักกับหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ในมาตรา 90/33 ที่บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" บทบัญญัติที่ว่า "เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" ย่อมหมายถึงในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้น ลูกหนี้และเจ้าหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกัน มิได้หมายถึงช่วงระยะเวลาที่ลูกหนี้อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ฉะนั้น หนี้ที่เจ้าหนี้จะนำมาหักกลบลบหนี้ได้นั้น เจ้าหนี้ต้องเป็นหนี้ลูกหนี้ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ได้ อย่างไรก็ตามถ้าเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้หลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ และได้สิทธิเรียกร้องแก่ลูกหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้วเจ้าหนี้และลูกหนี้ย่อมสามารถนำหนี้ที่มีต่อกันมาหักกลบลบหนี้กันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 โดยหากเจ้าหนี้เป็นฝ่ายที่ขอหักกลบลบหนี้แล้วก็ย่อมทำได้โดยการแสดงเจตนาต่อผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในมูลหนี้ค่าจ้างก่อสร้างหลังวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ย่อมไม่อาจขอให้นำสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการมาหักกลบลบหนี้ในหนี้จำนวนนี้ได้ ส่วนที่เจ้าหนี้ขอนำเงินค่าจ้างก่อสร้างที่จะต้องจ่ายแก่ลูกหนี้ดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับหนี้คืนเงินช่วยเหลือการก่อสร้างจำนวน 478,124.60 บาท เป็นการที่เจ้าหนี้ขอนำหนี้ที่ตนต้องชำระแก่ลูกหนี้อันเกิดหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้วไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงต้องแจ้งความประสงค์ในการขอหักกลบลบหนี้กับผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนแล้วแต่กรณี จะขอหักกลบลบหนี้ส่วนนี้โดยการแสดงเจตนาในชั้นขอรับชำระหนี้หาได้ไม่ สำหรับหนี้คืนเงินประกันผลงานการก่อสร้างตามสัญญาให้เงินช่วยเหลือการก่อสร้าง ลงวันที่ 29 มีนาคม 2542 ข้อ 2.3 ที่ระบุว่า "ผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักเงินไว้จำนวนร้อยละ 20 ของเงินช่วยเหลือที่เบิกในงวดใดก็ได้ตามแต่เห็นสมควร และผู้รับจ้างยินยอมให้ผู้ว่าจ้างหักเงินจากเงินค่างานก่อสร้างที่ส่งมอบใน 2 งวดสุดท้าย...ไว้เพื่อประกันผลงานของผู้รับจ้างจำนวนร้อยละ 2.5 ของมูลหนี้ค่างานก่อสร้างทั้งหมด..." ประกอบกับที่มีบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาให้ความช่วยเหลือการก่อสร้างฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 ระบุว่า ผู้ว่าจ้างตกลงให้ผู้รับจ้างขยายระยะเวลาก่อสร้างต่อไปเป็นครั้งที่สองเพื่อให้แล้วเสร็จในวันที่ 31 มกราคม 2543 ความในบันทึกฉบับนี้ข้อ 2 ระบุว่า ผู้ว่าจ้างตกลงผ่อนผันการหักเงินจากค่างวดงานที่เบิกในเดือนกันยายน 2542 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของการขยายเวลาครั้งแรกเป็นหักเฉลี่ย 4 งวด จากเงินค่างวดที่เบิกในเดือนตุลาคม 2542 ถึงเดือนมกราคม 2543 ปรากฏว่าลูกหนี้ได้ก่อสร้างอาคารภายในระยะเวลาที่ขยายและได้ส่งมอบงานก่อสร้างงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้วปรากฏหลักฐานที่เจ้าหนี้ได้เสนอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ชัดเจนว่าเงินประกันผลงานก่อสร้างจำนวน 12,487,416.04 บาท เจ้าหนี้ได้หักจากเงินช่วยเหลือก่อสร้างในงวดงานใดงานหนึ่งเป็นจำนวนเท่าใด และมีจำนวนเงินที่หักไว้ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจำนวนเท่าใด กับจำนวนเงินค่าประกันที่ได้หักภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้วมีจำนวนเท่าใด ดังนี้ เงินประกันค่าผลงานการก่อสร้างดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกจากกันได้ ในส่วนเงินวางประกันที่เจ้าหนี้ได้หักไว้ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ย่อมมีหนี้ที่จะต้องคืนเงินดังกล่าวแก่ลูกหนี้โดยมีเงื่อนไขอันเป็นคุณแก่เจ้าหนี้ที่ให้เจ้าหนี้ยึดหน่วงเงินดังกล่าวไว้เป็นประกันผลงานการก่อสร้างเพื่อความชำรุดบกพร่องหลังรับมอบงานมาแล้ว 1 ปี ครั้นเจ้าหนี้ได้สละเงื่อนไขอันเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จึงสามารถขอนำเงินค่าประกันที่จะต้องคืนจำนวนดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ตนขอรับชำระหนี้ได้ ส่วนเงินประกันค่าก่อสร้างใดที่เจ้าหนี้หักไว้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ก็มิใช่หนี้ที่เจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ย่อมไม่อาจมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ของเจ้าหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/33 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการนำหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่เจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ทั้งสองรายการมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางยังมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมชั้นคัดค้านคำสั่งของพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นการไม่ชอบด้วยข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ข้อ 24 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิหักกลบลบหนี้เงินคืนค่าประกันผลงานในจำนวนที่เจ้าหนี้ได้รับไว้ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ของเจ้าหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ได้ในจำนวนที่เท่ากัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/33
ชื่อคู่ความ
บริษัทสยามซินเท็คคอนสตรัคชั่น
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
สมชาย พงษธา
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4145/2548
#113324
เปิดฉบับเต็ม

แม้ลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ เป็นเพียงรอยเปื้อนหมึกไม่เห็นลายของนิ้วมือ แต่ใต้ลายพิมพ์ ก็มีคำอธิบายในวงเล็บว่า เป็นลายพิมพ์นิ้วมือของบุคคล ทำให้สามารถเข้าใจได้ว่ารอยดังกล่าวเป็นรอยของลายพิมพ์นิ้วมือ มิใช่รอยเปื้อนหมึก เมื่อโจทก์มีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคนและโจทก์มีพยานมาเบิกความประกอบเอกสารว่าลายพิมพ์ดังกล่าวเป็นลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือข้างขวาของโจทก์ซึ่งนำสืบได้เพราะเป็นรายละเอียด การลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์สินอันเป็นมรดกของนายแสงชัยให้แก่โจทก์หนึ่งส่วนในสามส่วน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 32,697,267 บาท หากจำเลยไม่จัดการแบ่งทรัพย์มรดกของนายแสงชัยให้โจทก์ และจำเลยไม่ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ให้นำทรัพย์มรดกของนายแสงชัยทุกรายการออกขายทอดตลาดนำเงินจำนวน 32,697,267 บาท มาใช้แก่โจทก์ต่อไป

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นางอำไพ ฟ้องคดีนี้ หนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม ลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางอำไพ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินตามคำฟ้องข้อ 2.1 ถึง 2.9 อันเป็นทรัพย์สินตามที่ปรากฏในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2521/2539 ของศาลชั้นต้น และรถยนต์ยี่ห้อเบ็นซ์หมายเลขทะเบียน ง - 4659 นนทบุรี ให้แก่โจทก์หนึ่งส่วนในหกส่วนทุกรายการ หากการแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.1 ถึง 2.6 หรือทรัพย์สินดังที่ปรากฏในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2521/2539 ของศาลชั้นต้นและรถยนต์ดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการขายให้แก่โจทก์หนึ่งส่วนในหกส่วน ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ลายพิมพ์ที่ปรากฏจะไม่เห็นลายของนิ้วมือ แต่ใต้ลายพิมพ์ก็มีคำอธิบายในวงเล็บว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของบุคคล ทำให้สามารถเข้าใจได้ว่ารอยดังกล่าวเป็นรอยของลายพิมพ์นิ้วมือ มิใช่รอยเปื้อนหมึก กอปรกับ ป.พ.พ. มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติมีใจความว่าลายพิมพ์นิ้วมือที่ทำลงในเอกสาร หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคนแล้วให้ถือเสมอกับการลงลายมือชื่อ ดังนั้น แม้ลายพิมพ์นิ้วมือดังกล่าวจะไม่ปรากฏลายของนิ้วมือ แต่เมื่อมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคนแล้ว และการสืบพยานโจทก์มีนางอำไพ ผู้รับมอบอำนาจซึ่งต่อมาคือผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะมาเบิกความประกอบเอกสารสรุปความว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือข้างขวาของโจทก์ ซึ่งนำสืบได้เพราะเป็นรายละเอียด โดยมีนางจินดา นายแพทย์เปรม และนายนิตินาถ ซึ่งเป็นพยานในเอกสารและผู้รับรองมาเป็นพยานยืนยันตรงกัน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่า ฟังได้ว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญยืน สุนทรวัฒน์ โดยนางอำไพ ตรีสุวรรณ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางวัชรี สุนทรวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอรรถการ ฟูเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4140/2548
#113313
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพี่ชายของผู้ตาย ถูกผู้ตายซึ่งมึนเมาสุรามาหาเรื่องและทำร้ายชกต่อยจำเลย แม้จำเลยหนีลงจากบ้านไปแล้ว ผู้ตายยังติดตามจำเลยลงไปอย่างกระชั้นชิดและทำร้ายจำเลยอีก เป็นเหตุให้จำเลยเกิดบันดาลโทสะจึงได้หยิบฉวยไม้ด้ามเสียมซึ่งวางอยู่ที่พื้นดิน บริเวณหน้าบ้านนางโปยใกล้ที่เกิดเหตุตีไปที่ผู้ตาย 2 ถึง 3 ครั้ง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอย่างกระทันหันฉุกละหุก โดยจำเลยไม่มีโอกาสเลือกอาวุธ ทั้งไม่ได้เลือกตีบริเวณส่วนใดของ ร่างกายผู้ตาย เป็นการตีโดยไม่อาจทราบว่าจะถูกอวัยวะส่วนใดของผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตนาฆ่าและเป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะเพราะถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงเหตุอันไม่เป็นธรรม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288 เมื่อทางพิจารณารับฟังได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐาน ทำร้ายร่างกายผู้ตายจนถึงแก่ความตายตามมาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 72 ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้ อ้างเหตุบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 72 จำคุก 9 ปี คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยบันดาลโทสะใช้ไม้ด้ามเสียมของกลางตีทำร้ายผู้ตายถูกบริเวณกะโหลกศีรษะ ใบหน้าและแขน เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย รายละเอียดปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนางโปยพยานโจทก์ว่า ผู้ตายซึ่งเมาสุราเดินขึ้นมาบนบ้านนางโปยเพื่อถามหานางเต่าภริยาของผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายทะเลาะกับนางเต่า เมื่อไม่พบนางเต่า ผู้ตายก็ลงจากบ้านไป หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที ผู้ตายมาขอกุญแจรถยนต์จากจำเลย จำเลยเห็นว่าผู้ตายเมาสุราจึงไม่ให้ ผู้ตายผลักจำเลยล้มลงและด่าว่าจำเลย แล้วเดินลงจากบ้านนางโปยไปต่อมาผู้ตายกลับมาหาจำเลยอีกครั้งหนึ่งในสภาพมึนเมาสุราและโมโห ผู้ตายเข้ามากระชากคอเสื้อของจำเลยและถามหากุญแจรถยนต์อีก แต่จำเลยไม่ให้ ผู้ตายจึงชกใบหน้าจำเลย 2 ถึง 3 ครั้ง จำเลยล้มลงกับพื้นแล้วลุกขึ้นจะหนี แต่ผู้ตายกอดตัวจำเลยไว้แล้วมีการกอดปล้ำกัน เมื่อจำเลยหลุดจากผู้ตายได้วิ่งลงจากบ้านไป ผู้ตายวิ่งตามลงไปทางหน้าบ้านของนางโปยแล้วจำเลยหยิบไม้ด้ามเสียมซึ่งอยู่บริเวณหน้าบ้านนางโปยไปที่ผู้ตาย นายแพทย์กมล พยานโจทก์ซึ่งทำการชันสูตรพลิกศพระบุว่าบาดแผลที่เกิดจากของแข็งกระแทกอย่างแรงที่ศีรษะทำให้ผู้ตายเสียชีวิต บาดแผลที่ดั้งจมูกและที่แขนไม่สามารถทำให้ตายได้ และบาดแผลที่ศีรษะของผู้ตายถูกตีเพียงครั้งเดียว เห็นว่า จำเลยเป็นพี่ชายของผู้ตาย เมื่อถูกผู้ตายซึ่งมึนเมาสุรามาหาเรื่องและทำร้ายชกต่อยจำเลยแม้จำเลยหนีลงจากบ้านไปแล้ว ผู้ตายยังติดตามจำเลยลงไปอย่างกระชั้นชิดและทำร้ายจำเลยอีกเป็นเหตุให้จำเลยเกิดบันดาลโทสะจึงได้หยิบฉวยได้ไม้ด้ามเสียมซึ่งวางอยู่ที่พื้นดินบริเวณหน้าบ้านนางโปยใกล้ที่เกิดเหตุนั่นเอง แล้วใช้ไม้ดังกล่าวตีไปที่ผู้ตาย 2 ถึง 3 ครั้ง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอย่างกระทันหันฉุกละหุก โดยจำเลยไม่มีโอกาสเลือกอาวุธ ทั้งไม่ได้เลือกตีบริเวณส่วนใดของร่างกายผู้ตาย เป็นการตีโดยไม่อาจทราบว่าจะถูกอวัยวะส่วนใดของผู้ตายประกอบกับชั้นสอบสวนจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ตีผู้ตายจริงแต่ไม่มีเจตนาฆ่า เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ประกอบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วรับฟังได้ว่า จำเลยทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตนาฆ่าและเป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะเพราะถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยบันดาลโทสะและฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย?

อนึ่งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288 เมื่อทางพิจารณารับฟังได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามมาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 72 ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 72 ลงโทษจำคุก 3 ปี คำให้การและทางพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 290 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายสมศักดิ์ คงตะคอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางนุชนาถ ชาลีกุล ทับน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548
#266294
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ภริยาชอบด้วยกฎหมายที่จะเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวโดยมิได้มีเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องเกิดความเสียหายอย่างใดหรือจะต้องเป็นภริยาที่อยู่กินกับสามีและอุปการะเลี้ยงดูกัน หรือต้องไม่มีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตรีทงพานธ์ ศรีอักษร จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าตนมีความสัมพันธ์กับพลตรีทงพานธ์ สามีโจทก์ ในทำนองชู้สาวโดยเข้าไปพักอาศัยอยู่กินอย่างสามีภริยาและเปิดเผยในบ้านหลังเดียวกันกับสามีโจทก์ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อน ขอให้จำเลยชำระค่าทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวและไม่เคยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กันในทำนองชู้สาว จำเลยไม่เคยพักอาศัยในบ้านเดียวกันกับสามีโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เพียงเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ภริยาที่จะมีสิทธิเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง จะต้องเป็นภริยาที่อยู่ร่วมกับสามีฉันสามีภริยาและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน แต่คดีนี้โจทก์กับสามีนอกจากจะมิได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาแล้ว ยังมีคดีฟ้องหย่ากันก่อนที่จะเกิดเหตุตามฟ้อง และปัจจุบันศาลได้พิพากษาให้โจทก์กับสามีหย่ากันแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์จึงไม่ชอบ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ภริยาชอบด้วยกฎหมายที่จะเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยมิได้มีเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องเกิดความเสียหายอย่างใดหรือจะต้องเป็นภริยาที่อยู่กินกับสามีและอุปการะเลี้ยงดูกัน หรือต้องไม่มีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ดังที่จำเลยฎีกา ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้แม้โจทก์กับสามีจะมีพฤติการณ์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวารุณี ศรีอักษร
จำเลย — นางอินทิรา สำโรง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบ — นายกุฎาคาร คำจันทร์ลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนแ — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548
#271786
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ภริยาชอบด้วยกฎหมายที่จะเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยมิได้มีเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องเกิดความเสียหายอย่างใดหรือจะต้องเป็นภริยาที่อยู่กินกับสามีและอุปการะเลี้ยงดูกัน หรือต้องไม่มีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้แม้โจทก์กับสามีจะมิได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาแล้วและมีคดีฟ้องหย่ากันก่อนที่จะเกิดเหตุตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นันแต่วันฟ้องเป็นตัวไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตรีทงพานธ์ ศรีอักษร มีบุตรด้วยกัน 1 คน พลตรีทงพานธ์สามีโจทก์กับโจทก์ได้แยกกันอยู่ และต่อสามีโจทก์ฟ้องหย่าโจทก์และไม่รับนางสาวนริศราเป็นบุตรรวม 5 คดี ศาลพิพากษายกฟ้องทุกคดี ระหว่างนั้นจำเลยได้ไปร่วมทำธุรกิจการค้าข้าว โรงสีและปศุสัตว์กับสามีโจทก์ที่จังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งเข้าเป็นเลขานุการมูลนิธิศรีอักษรที่สามีโจทก์เป็นประธานกรรมการมูลนิธิ จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับพลตรีทงพานธ์ในทำนองชู้สาว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ภริยาที่จะมีสิทธิเรียกค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง จะต้องเป็นภริยาที่อยู่ร่วมกับสามีภริยาและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน แต่คดีนี้โจทก์กับสามีนอกจากจะมิได้อยู่รวมกันฉันสามีภริยาแล้วยังมีคดีฟ้องหย่ากันก่อนที่จะเกิดเหตุตามฟ้อง และปัจจุบันศาลได้พิพากษาให้โจทก์กับสามีหย่ากันแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์จึงไม่ชอบ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ภริยาชอบด้วยกฎหมายที่จะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวโดยมิได้มีเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องเกิดความเสียหายอย่างใดหรือจะต้องเป็นภริยาที่อยู่กินกับสามีและอุปการะเลี้ยงดูกัน หรือต้องไม่มีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ดังที่จำเลยฎีกา ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้แม้โจทก์กับสามีจะมีพฤติการณ์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวารุณี ศรีอักษร
จำเลย — นางอินทิรา สำโรง
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4117/2548
#267208
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตาม พ.ร.ฎ.ฯ กับโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ฯ กันเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2536 อันเป็นกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งฝ่ายจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตามสัญญาดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน คือ ภายในวันที่ 29 เมษายน 2537 ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง วันดังกล่าวนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฝ่ายจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินตามสัญญาดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีฯและศาลวินิจฉัยให้เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าว

ส่วนเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงนั้น หากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ ผู้ดำเนินการตาม พ.ร.ฎ.ฯ กับโจทก์ก็น่าจะทำสัญญาเกี่ยวกับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ในวันเดียวกันกับที่ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ฯ (ที่ดินที่ถูกเวนคืน) และต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ภายในวันที่ 29 เมษายน 2537 เช่นกัน แม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ แต่เมื่อรัฐมนตรีฯได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์และศาลได้วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แล้ว กรณีพอถือได้ว่ารัฐมนตรีและศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอด้วยในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย คือวันที่ 29 เมษายน 2537 เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินจำนวน 409,534,501 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 350,751,200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 2,354,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 70,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนแก่โจทก์เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดให้อีกเป็นเงินจำนวน 41,381,200 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯกับโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนตามพระราชกฤษฎีกาฯกันเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2536 อันเป็นกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งฝ่ายจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินตามสัญญาดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน คือภายในวันที่ 29 เมษายน 2537 ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง วันดังกล่าวนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฝ่ายจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินตามสัญญาดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีฯและศาลวินิจฉัยให้เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าว

กรณีเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงนั้น หากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯกับโจทก์ก็น่าจะทำสัญญาเกี่ยวกับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ในวันเดียวกันกับที่ทำสัญญาซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์ฯ และต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ภายในวันที่ 29 เมษายน 2537 เช่นกัน แม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แต่เมื่อรัฐมนตรีฯได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์และศาลได้วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แล้ว กรณีพอถือได้ว่ารัฐมนตรีฯและศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอด้วยในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย คือวันที่ 29 เมษายน 2537 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2537 เป็นต้นไปนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 21 วรรคสาม ม. 26 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแรนเดอรีเบอรามาการ จำกัด
จำเลย — กรมโยธาธิการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
นายนันทชัย เพียรสนอง
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4111/2548
#268043
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ว่า "สั่งในอุทธรณ์" และมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า "รับอุทธรณ์รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาตามที่โจทก์ขอ" ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์เพื่อให้มีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อน จึงเป็นการไม่ชอบ การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องเพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องร้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาไม่เป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 277 ตำบลมหาไชย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้แก่โจทก์ และส่งมอบที่ดินให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์แล้ว แต่ไม่โอนสิทธิทางทะเบียนให้โจทก์ตามสัญญาซื้อขาย ขอให้บังคับจำเลยโอนสิทธิทางทะเบียนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่โอน ให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ แม้จะทำเป็นหนังสือ แต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่สามารถฟ้องร้องให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ จึงให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ และยื่นคำร้องขออุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาตามที่โจทก์ขอ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยให้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลชั้นต้นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ว่า "สั่งในอุทธรณ์" และมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า "รับอุทธรณ์ รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาตามที่โจทก์ขอ" ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์เพื่อให้มีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องเพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องร้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา หาเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใดไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์ต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบ"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์ต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แล้วมีคำสั่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญสงวน จำเริญควร
จำเลย — นายยงยุทธ ชาลีวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมคักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4105/2548
#113331
เปิดฉบับเต็ม

การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองมีทั้งการขายโดยปลอดจำนอง และการขายโดยจำนองติดไป หากเป็นการขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง เจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ส่วนการขายทอดตลาดโดยจำนองติดไป ผู้รับจำนองยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง โดยบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 735 เมื่อจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองโดยการซื้อทรัพย์สินที่จำนองจากการขายทอดตลาด มิใช่คู่สัญญาตามสัญญาจำนอง จำเลยจึงเป็นบุคคลภายนอก ย่อมไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ยอมให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินที่จำนอง แม้โจทก์ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง แต่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองก็มีหน้าที่เพียงปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอนจำนอง ตามบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 12 หมวด 5 แห่ง ป.พ.พ. เท่านั้น ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแก่โจทก์ และหากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้เงินสุทธิไม่พอ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทภัทราการ์เม้นท์ จำกัด ได้กู้ยืมเงินโจทก์ และเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์โดยมีนายจรัลและนางสุวิมลนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน โดยตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมชำระหนี้ส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาที่ดินแปลงดังกล่าวได้ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9274/2536 ของศาลชั้นต้น และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้แก่โจทก์ดังกล่าวโดยการจำนองติดไปให้แก่จำเลย ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องบริษัทภัทราการ์เม้นท์ จำกัด กับพวกรวมทั้งนายจรัลและนางสุวิมลเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งธนบุรีให้ชำระหนี้แก่โจทก์ และศาลแพ่งธนบุรีได้มีคำพิพากษาให้จำเลยในคดีดังกล่าวชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงได้ติดตามทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองทรัพย์จำนอง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,560,832.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดและยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินไถ่ถอนจำนองตามฟ้องให้แก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยเป็นเพียงบุคคลภายนอกที่ประมูลซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดโดยสุจริต จำเลยไม่ใช่ลูกหนี้ชั้นต้นของโจทก์ และข้อตกลงในการจำนองทรัพย์พิพาทที่ว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมชำระส่วนที่ขาดให้จนครบถ้วนนั้น จำเลยไม่ได้ตกลงด้วย ผู้จำนองเดิมตกลงกับโจทก์ จึงไม่ผูกพันจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,560,832.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 800,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40245 ตำบลทวีวัฒนา (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแทน ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับชำระหนี้เอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ ให้บังคับจำนองขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 40245 ตำบลทวีวัฒนา (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อชำระหนี้จำนอง 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดอกเบี้ยคิดนับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป 5 ปี แต่ไม่เกิน 760,832.88 บาท ตามที่โจทก์ขอ และคิดนับถัดจากวันฟ้องต่อไปจนกว่าจะบังคับคดีเสร็จ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิล้ำจำนวนดังกล่าวให้คืนส่วนที่ล้ำแก่จำเลย ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองมีทั้งการขายโดยปลอดจำนองและการขายโดยจำนองติดไป หากเป็นการขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง เจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ส่วนการขายทอดตลาดโดยจำนองติดไป ผู้รับจำนองยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 735 เมื่อได้ความว่าจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองโดยการซื้อทรัพย์สินที่จำนองจากการขายทอดตลาด มิใช่คู่สัญญาตามสัญญาจำนอง จำเลยจึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ยอมให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินที่จำนอง แม้โจทก์ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง แต่จำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองซึ่งมีหน้าที่เพียงปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอนจำนองตามบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 12 หมวด 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแก่โจทก์ และหากขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้เงินสุทธิไม่พอ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์อีก จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 733 ม. 735
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายปัด ยะกัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสถาพร วิสาพรหม
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2548
#266798
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องดูแลมิให้สินค้าที่ขนส่งสูญหายหรือได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งหรือในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของตน มิฉะนั้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อความสูญหายหรือเสียหายนั้นต่อผู้รับตราส่ง การที่จำเลยที่ 1 ต้องฝากสินค้าที่ขนส่งไว้ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 2 เพราะถูกบังคับโดยกฎหมายศุลกากรเพื่อเสียภาษีศุลกากรและตามกฎหมายการบินระหว่างประเทศ (IATA) เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติเพื่อส่งมอบสินค้านั้นให้แก่ผู้รับตราส่งต่อไป สินค้าที่ขนส่งยังไม่พ้นไปจากความดูแลหรือความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ดังนั้น แม้เหตุแห่งการสูญหายของสินค้าน้ำหอมที่ขนส่งจะเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 2 ก็ถือได้ว่าเหตุแห่งการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งหรือในระหว่างที่สินค้านั้นยังอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดสำหรับความเสียหายเนื่องจากการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยสินค้านั้น

คดีนี้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม มิได้ทำนิติกรรมว่าจะร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าเสียหายเนื่องจากการสูญหายของสินค้าน้ำหอมที่ขนส่งแต่อย่างใด ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบัญญัติให้ผู้ขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ นายคลังสินค้า และผู้รับประกันภัยความรับผิดอันเกิดจากการเก็บของในคลังสินค้าร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าเสียหายเนื่องจากการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนี้ กรณีจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 นายคลังสินค้าและจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยความรับผิดอันเกิดจากการเก็บของในคลังสินค้าของจำเลยที่ 2 ในหนี้ค่าเสียหายเนื่องจากการสูญหายของสินค้าน้ำหอมที่ขนส่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 547,887.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 519,894.89 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 468,218.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยร่วมใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในส่วนของจำเลยร่วม ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 บริษัทคิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ได้เอาประกันภัยสินค้าน้ำหอมและยาระงับกลิ่นตัวยี่ห้อคาลวินไคลน์ไว้แก่โจทก์ สินค้าดังกล่าวจำเลยที่ 1 รับจ้างขนส่งจากท่าอากาศยานนวร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา มาถึงกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ในสภาพเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน จำเลยที่ 2 นายคลังสินค้าจัดการขนถ่ายสินค้าดังกล่าวนำไปเก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าของตน ต่อมาในวันที่ 24 สิงหาคม 2541 บริษัทคิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ผู้เอาประกันภัยมาขอรับสินค้าจากจำเลยที่ 2 ปรากฏว่าสินค้าน้ำหอมสูญหายไป เป็นเงิน 12,305.53 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 508,218.38 บาท ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่บริษัทคิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศต้องรับผิดสำหรับความสูญหายของสินค้าที่ขนส่งหรือไม่ ในข้อนี้ปรากฏตามใบรับขนทางอากาศ (Air Waybill) ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศในคดีนี้ว่า สัญญารับขนสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศดังกล่าวได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องขนส่งสินค้าน้ำหอมคาลวินไคลน์ที่สูญหายไปจากท่าอากาศยานนวร์ก (Newark) มลรัฐนิวเจอร์ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา มายังเมืองท่าปลายทางที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ ประเทศไทย ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ตามสัญญารับขนสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศดังกล่าวที่ต้องดูแลมิให้สินค้าที่ขนส่งสูญหายหรือได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งหรือในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของตน มิฉะนั้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อความสูญหายหรือเสียหายนั้นต่อผู้รับตราส่ง การที่จำเลยที่ 1 ต้องฝากสินค้าที่ขนส่งไว้ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 2 เพราะถูกบังคับโดยกฎหมายศุลกากรเพื่อเสียภาษีศุลกากรและตามกฎหมายการบินระหว่างประเทศ (IATA) นั้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติเพื่อส่งมอบสินค้านั้นให้แก่ผู้รับตราส่งต่อไป สินค้าที่ขนส่งยังไม่พ้นไปจากความดูแลหรือความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ดังนั้น แม้เหตุแห่งการสูญหายของสินค้าน้ำหอมที่ขนส่งดังกล่าวได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 2 ก็ถือได้ว่าเหตุแห่งการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งหรือในระหว่างที่สินค้านั้นยังอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดสำหรับความเสียหายเนื่องจากการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยสินค้านั้นซึ่งรับช่วงสิทธิของบริษัทคิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 นายคลังสินค้าและจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยความรับผิดอันเกิดจากเก็บของในคลังสินค้าของจำเลยที่ 2 ในความสูญหายของสินค้าน้ำหอมต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่จะให้บุคคลหลายคนต้องรับผิดร่วมกันในหนี้จำนวนใดจำนวนหนึ่งอย่างลูกหนี้ร่วมได้ต้องเป็นไปโดยนิติกรรมหรือมีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งให้บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วมเท่านั้น สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมมิได้ทำนิติกรรมว่าจะร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าเสียหายเนื่องจากการสูญหายของสินค้าน้ำหอมที่ขนส่งแต่อย่างใด ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบัญญัติให้ผู้ขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ นายคลังสินค้า และผู้รับประกันภัยความรับผิดอันเกิดจากการเก็บของในคลังสินค้าร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าเสียหายเนื่องจากการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนี้ กรณีจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 นายคลังสินค้า และจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยความรับผิดอันเกิดจากการเก็บของในคลังสินค้าของจำเลยที่ 2 ในหนี้ค่าเสียหายเนื่องจากการสูญหายของสินค้าน้ำหอมที่ขนส่งดังที่โจทก์อุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 508,218.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และในการบังคับชำระหนี้จำนวนดังกล่าว นอกจากโจทก์จะมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 แล้ว ให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้ทั้งจำนวนหรือเฉพาะส่วนที่ขาด แล้วแต่กรณีเอาจากจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมก็ได้ โดยให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ในต้นเงินจำนวนไม่เกิน 40,000 บาท และไม่เกินจำนวน 468,128.38 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ทั้งนี้ โดยความรับผิดในดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2542 อันเป็นวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 28,293.08 บาท ตามคำฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์ชำระเกินมาแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 300 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่คืนดังกล่าวให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 291 ม. 616 ม. 623 ม. 772 ม. 877
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสายการบินลุฟท์ฮันซ่า หรือลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี หรือลุฟท์ฮันซ่าคาร์โก้เยอรมัน แอร์ไลน์ จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายภานุ รังสีสหัส
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กนก อินทรัมพรรย์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4098/2548
#271946
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กับเพื่อนได้ร่วมกันกู้ยืมเงินโจทก์เพื่อใช้เป็นทุนในการเปิดคลินิกทันตแพทย์ ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่ง โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ต่อสู้คดีเพราะเห็นว่าเป็นหนี้โจทก์จริง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ติดต่อชำระหนี้แก่โจทก์อีกหลายครั้งแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ และเมื่อถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย จำเลยที่ 1 ก็ได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของโจทก์อีกเพื่อขอผ่อนชำระหนี้ ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ได้ทำงานประจำที่คลินิกทันตกรรม มีรายได้ประมาณไม่ต่ำกว่าเดือนละ 60,000 บาท กรณีเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์มาเพื่อลงทุนในการประกอบอาชีพโดยสุจริต แม้ไม่ประสบความสำเร็จก็ยังพยายามติดต่อขวนขวายชำระหนี้แก่โจทก์เรื่อยมา การกระทำดังกล่าวย่อมแสดงถึงความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ในภาระหนี้ที่มีต่อโจทก์ เมื่อพิจารณาถึงฐานะของจำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบอาชีพทันตแพทย์และมีรายได้ในการประกอบอาชีพที่แน่นอน ประกอบกับความพยายามโดยสุจริตในการที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้บุคคลอื่นอีก จำเลยที่ 1 ยังอยู่ในวิสัยที่จะใช้ความรู้ความสามารถของตนหาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ กรณีจึงถือเป็นเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายต่อไป

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้คืนบางส่วนแล้ว นอกจากนี้ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพทันตแพทย์มีรายได้เพียงพอจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้จำเลยจึงไม่ควรถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยที่ 2 ไม่ให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุที่ไม่สมควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลายหรือไม่ จำเลยที่ 1 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง โดยจำเลยที่ 1 กับเพื่อนได้ร่วมกันกู้ยืมเงินโจทก์เพื่อใช้เป็นทุนในการเปิดคลินิกทันตแพทย์ส่วนตัว แต่เนื่องจากคลินิกทันตแพทย์ของจำเลยที่ 1 ไม่ประสบความสำเร็จจึงต้องปิดกิจการในเวลาต่อมา การกู้ยืมในระยะแรกจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เจ้าหน้าที่ของโจทก์แจ้งว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัด จะต้องชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นภายในคราวเดียวและเมื่อจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีแพ่ง จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ต่อสู้คดี เพราะเห็นว่าเป็นหนี้โจทก์จริง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังติดต่อชำระหนี้แก่โจทก์อีกหลายครั้ง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ และเมื่อถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ของโจทก์อีกเพื่อขอผ่อนชำระหนี้ เจ้าหน้าที่ของโจทก์แจ้งว่าไม่สามารถให้ผ่อนชำระหนี้ได้เพราะมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายฟ้องคดีล้มละลายแล้ว ถ้าหากว่าจะให้คดียุติจะต้องชำระหนี้ทั้งหมดทีเดียว และขณะนี้จำเลยที่ 1 ได้ทำงานประจำที่คลินิกทันตกรรมชื่อบ้านหมอฟัน มีรายได้ประมาณไม่ต่ำกว่าเดือนละ 60,000 บาท กรณีจึงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์มาเพื่อเป็นเงินลงทุนในการประกอบอาชีพโดยสุจริตและเมื่ออาชีพดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ จำเลยที่ 1 ก็พยายามติดต่อขวนขวายชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยติดต่อขอผ่อนชำระหนี้เรื่อยมา การกระทำดังกล่าวย่อมแสดงถึงความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ในภาระหนี้ที่มีต่อโจทก์ มิใช่จำเลยที่ 1 ไม่สนใจละเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด เพียงแต่ว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดเสียทีเดียว จึงเป็นเหตุให้มิได้มีการผ่อนชำระหนี้ในเวลาต่อไป เมื่อพิจารณาถึงฐานะของจำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบอาชีพและมีรายได้ในการประกอบอาชีพที่แน่นอน ประกอบกับความพยายามโดยสุจริตในการที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้บุคคลอื่นอีก จำเลยที่ 1 ยังอยู่ในวิสัยที่จะใช้ความรู้ความสามารถของตนหาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ กรณีจึงถือเป็นเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอภิชิต วงษ์โต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4087/2548
#266398
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีในข้อกฎหมายโดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นปัญหาขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ แต่เพื่อให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วเพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฎตามคำร้องของผู้ร้องพอวินิจฉัยคดีได้แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่

การร้องคัดค้านและขอคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 30 เป็นการใช้สิทธิทางศาลอย่างหนึ่ง ผู้ร้องต้องกระทำการโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่าในวันที่รถกระบะถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เป็นของกลางนั้น กรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของ ห. หาใช่เป็นของผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องเพิ่งได้กรรมสิทธิ์ในรถกระบะของกลางภายหลังจากการกระทำความผิดเกิดขึ้น ซึ่งขณะนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งเจ็ดพร้อมทั้งยึดรถกระบะของกลางไว้แล้ว การที่ผู้ร้องอ้างในคำร้องคัดค้านว่า ตลอดเวลานับตั้งแต่ผู้ร้องได้รับมอบทรัพย์สินดังกล่าวจากผู้ขาย ผู้ร้องได้ใช้รถกระบะของกลางอย่างสุจริตและเปิดเผยมาโดยตลอดนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ขัดกันเอง พฤติการณ์ตามคำร้องส่อให้เห็นว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีมิใช่การร้องขอคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไว้เพราะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในกระบวนการตามมาตรา 22, 27, 29 (2) ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าพอวินิจฉัยได้และให้งดการไต่สวนพยานของผู้ร้องและมีคำสั่งให้ริบรถกระบะของกลางนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์ของกลางดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นอย่างน้อย 2 วัน ติดต่อกันเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีแล้ว

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 อันเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์และนัดไต่สวนคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องพร้อมกับสอบคำให้การจำเลยทั้งเจ็ด จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้การปฏิเสธ และโจทก์แถลงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 18 กรกฎาคม 2544

ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 18 กรกฎาคม 2544 ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งเจ็ดอีกครั้งหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 6 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ และโจทก์แถลงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 กรกฎาคม 2544

ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บล 8988 เชียงใหม่ ซึ่งรับโอนมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องไม่เคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งไม่ทราบว่ามีการนำรถกระบะคันดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้คืนรถกระบะให้แก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นคำคัดค้าน สำเนาให้โจทก์ หลังจากนั้นศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งเจ็ดตามที่นัดไว้

ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งเจ็ด ทนายผู้ร้องขอเลื่อนการไต่สวนพยานผู้ร้องออกไปอีกนัดหนึ่งเนื่องจากทนายผู้ร้องยังไม่สามารถติดต่อแจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทราบได้เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วให้งดการไต่สวนพยานของผู้ร้องและไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนคดี ให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 31 กรกฎาคม 2544

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ช 3504 เชียงใหม่ จำนวน 1 คัน รถกระบะ หมายเลขทะเบียน บล 8988 เชียงใหม่ จำนวน 1 คัน รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คฉท เชียงใหม่ 489 จำนวน 1 คัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 01-9932095 จำนวน 1 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อฟิลิปส์ หมายเลข 01-9988062 จำนวน 1 เครื่อง เครื่องรับโทรทัศน์วงจรปิดพร้อมจอมอนิเตอร์และกล้องยี่ห้อฟิลิปส์ จำนวน 1 เครื่อง ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยกำหนดวันนัดให้ผู้ร้องสืบพยานของผู้ร้องแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ให้โอกาสผู้ร้องนำพยานเข้าสืบโดยไม่ได้กำหนดวันนัดสืบพยานผู้ร้อง แล้วมีคำสั่งให้ริบรถกระบะของกลางนั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีในข้อกฎหมายโดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นปัญหาขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ที่ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของ รถกระบะของกลางไม่มีโอกาสทราบว่าจะมีการนำรถกระบะของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดก็ตาม แต่เพื่อให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วเพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องพอวินิจฉัยคดีได้แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่

การร้องคัดค้านและขอคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 เป็นการใช้สิทธิของศาลอย่างหนึ่ง ผู้ร้องต้องกระทำการโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่า ในวันที่รถกระบะถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เป็นของกลางนั้นกรรมสิทธิ์ยังเป็นของนายหลวงหาใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องเพิ่งได้กรรมสิทธิ์ในรถกระบะของกลางเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2544 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งขณะนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งเจ็ดพร้อมทั้งยึดรถกระบะของกลางไว้แล้ว การที่ผู้ร้องอ้างในคำร้องคัดค้านว่าตลอดเวลานับตั้งแต่ผู้ร้องได้รับมอบทรัพย์สินดังกล่าวจากผู้ขายแล้ว ผู้ร้องได้ใช้รถกระบะของกลางอย่างสุจริตและเปิดเผยมาโดยตลอดนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ขัดกันเอง พฤติการณ์ตามคำร้องคัดค้านส่อให้เห็นว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งกรณีมิใช่การร้องขอคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไว้เพราะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในกระบวนการตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 22, 27, 29 (2) ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้และให้งดการไต่สวนพยานของผู้ร้อง แล้วมีคำสั่งริบรถกระบะของกลางนั้นชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้กำหนดวันนัดให้ผู้ร้องสืบพยานของผู้ร้องแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (2) ม. 225
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นางกฤติยา ฟองคำ
จำเลย — นายพิชัยหรือน้อย ชมภูงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชิต ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ — นายนันทชัย เพียรสนอง
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4083/2548
#113169
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไล่กอดปล้ำกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่ยังไม่สำเร็จความใคร่ แล้วจำเลยบังคับให้ผู้เสียหายใช้ปากกับอวัยวะเพศของจำเลยจนจำเลยสำเร็จความใคร่ การกระทำของจำเลยทุกขั้นตอนดังกล่าวเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องในคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายนั่นเอง การกระทำอนาจารจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเรา ไม่อาจแยกออกเป็นการกระทำต่างกรรมต่างเจตนา การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานกระทำชำเราซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277, 279, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคสอง และ 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 7 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเรากับความผิดฐานกระทำอนาจารเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 7 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ (ที่ถูกพรากเด็ก) ไปเพื่อการอนาจารแล้วเป็นจำคุก 14 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยเฉพาะในความผิดข้อหาฐานกระทำชำเราและข้อหาฐานกระทำอนาจารเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้เมื่อไล่กอดปล้ำพร้อมทั้งขู่ว่าจะใช้มีดทำร้ายกระทั่งผู้เสียหายจนมุมถูกจำเลยกดตัวแนบพื้นดิน ถอดกางเกงนอกและกางเกงในออกจากตัวผู้เสียหาย จับถ่างขาออกจากกัน สอดอวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ชักออกดันเข้าอยู่พักหนึ่ง อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายสำเร็จตามเจตนาแล้ว แต่พื้นฐานของเจตนากระทำชำเรานั้นย่อมเกิดจากแรงบันดาลใจที่ผู้กระทำประสงค์จะระบายอารมณ์ทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายของหญิงผู้ถูกกระทำชำเราด้วย ดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์ที่จำเลยไล่กอดปล้ำผู้เสียหายก่อน แล้วจึงจับตัวกดแนบพื้น ถอดกางเกงนอกและกางเกงในจับถ่างขาออกจากกัน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กระทำอนาจารต่อเนื้อตัวร่างกายของผู้เสียหายไม่แตกต่างจากการที่จำเลยบังคับให้ผู้เสียหายอมและดูดอวัยวะเพศของจำเลยในเวลาต่อมาจนกระทั่งสำเร็จความใคร่อันเป็นขั้นตอนท้ายสุด การกระทำของจำเลยทุกขั้นตอนดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายนั่นเอง การกระทำอนาจารจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเราโดยธรรมชาติ ไม่อาจแยกออกเป็นการกระทำต่างกรรมต่างเจตนาดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายวานิต บุ่งเสน่ห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายธีรธร จุฑาทิพย์ชาติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4083/2548
#271377
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไล่กอดปล้ำกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่ยังไม่สำเร็จความใคร่ แล้วจำเลยบังคับให้ผู้เสียหายใช้ปากกับอวัยวะเพศของจำเลยจนจำเลยสำเร็จความใคร่ การกระทำของจำเลยทุกขั้นตอนดังกล่าวเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องในคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายนั่นเอง การกระทำอนาจารจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเรา ไม่อาจแยกออกเป็นการกระทำต่างกรรมต่างเจตนา การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานกระทำชำเราซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคสอง และ 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 7 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเรากับความผิดฐานกระทำอนาจารเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ (ที่ถูกพรากเด็ก) ไปเพื่อการอนาจารแล้วเป็นจำคุก 14 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องเด็กหญิงพนิดาผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จำเลยกลับจากเที่ยวผาถ้ำย้อยกับพวก แต่จำเลยขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวแตกจากกลุ่มเข้าไปในไร่อ้อยข้างทางพรากผู้เสียหายอายุ 13 ปีเศษ ไปเสียจากนางประบัติมารดาเพื่อการอนาจาร จอดรถไล่กอดปล้ำผู้เสียหาย โดยขู่ว่าจะใช้มีดทำร้ายผู้เสียหายให้ตายตามที่เคยเห็นในภาพข่าวฆ่าข่มขืนทางโทรทัศน์ กดตัวผู้เสียหายแนบกับพื้นดิน ถอดกางเกงชั้นนอกและกางเกงชั้นในออกจากตัวผู้เสียหาย จับถ่างขาออกจากกัน สอดอวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ชักออกดันเข้าอยู่พักหนึ่ง จึงบังคับให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศของจำเลยแทนจนกระทั่งสำเร็จความใคร่ ซึ่งข้อหาความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารยุติว่าเป็นความผิดกระทงหนึ่งแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยเฉพาะในความผิดข้อหาฐานกระทำชำเราและข้อหาฐานกระทำอนาจารเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้เมื่อไล่กอดปล้ำพร้อมทั้งขู่ว่าจะใช้มีดทำร้ายกระทั่งผู้เสียหายจนมุม ถูกจำเลยกดตัวแนบพื้นดิน ถอดกางเกงนอกและกางเกงในออกจากตัวผู้เสียหาย จับถ่างขาออกจากกันสอดอวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ชักออกดันเข้าอยู่พักหนึ่งอันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายสำเร็จตามเจตนาดังที่โจทก์โต้แย้งแล้วก็ตาม แต่พื้นฐานของเจตนากระทำชำเรานั้นย่อมเกิดจากแรงบันดาลใจที่ผู้กระทำประสงค์จะระบายอารมณ์ทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายของหญิงผู้ถูกกระทำชำเราด้วย ดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์ที่จำเลยไล่กอดปล้ำผู้เสียหายก่อนแล้วจึงจับตัวกดแนบพื้น ถอดกางเกงนอกและกางเกงในจับถ่างขาออกจากกัน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กระทำอนาจารต่อเนื้อตัวร่างกายของผู้เสียหายไม่แตกต่างจากการที่จำเลยบังคับให้ผู้เสียหายอมและดูดอวัยวะเพศของจำเลยในเวลาต่อมาจนกระทั่งสำเร็จความใคร่อันเป็นขั้นตอนท้ายสุด การกระทำของจำเลยทุกขั้นตอนดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายนั่นเอง การกระทำอนาจารจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเราโดยธรรมชาติ ไม่อาจแยกออกเป็นการกระทำต่างกรรมต่างเจตนาดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายวานิต บุ่งเสน่ห์
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4074/2548
#271732
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 19 บัญญัติให้โจทก์อาจฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ หากจะฟ้องด้วยวาจา โจทก์ต้องแจ้งต่อศาลถึงชื่อ ที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยไดกระทำความผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ศาลจะบันทึกใจความไว้เป็นหลักฐานและให้คู่ความลงชื่อไว้ ดังนั้น โจทก์จึงต้องมาศาลกล่าวฟ้องจำเลยต่อศาลด้วยวาจาให้ได้สาระตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว การที่โจทก์ให้พนักงานธุรการนำบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจามาเสนอต่อศาลชั้นต้น และเจ้าหน้าที่ของศาลได้ประทับตราพนักงานรับฟ้องไว้ โดยสภาพของบันทึกดังกล่าวไม่ใช่การฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วยวาจา แต่เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานเพื่อจะฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาด้วยวาจา และเป็นความสะดวกที่ศาลจะบันทึกการฟ้องด้วยวาจาลงในแบบพิมพ์ของศาลได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น ดังนั้น การที่ในวันดังกล่าวโจทก์ไม่ได้มาศาล จึงไม่อาจฟ้องคดีด้วยวาจาได้ ศาลเองก็ไม่อาจพิจารณาพิพากษาลงโทษหรือพิพากษายกฟ้องจำเลยได้ กรณีต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ให้พนักงานธุรการนำบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจามายื่นฟ้องต่อพนักงานรับฟ้องเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 เวลา 15.55 นาฬิกา กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ครั้นเวลา 16.25 นาฬิกา เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลรายงานต่อศาลว่าได้ประกาศเรียกโจทก์เข้าพิจารณาตามที่ศาลสั่งแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ศาลออกนั่งพิจารณาเวลา 16.35 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกโจทก์แล้ว โจทก์ไม่มาศาล จึงให้ยกฟ้องโจทก์ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 พระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลแขวงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 บัญญัติให้โจทก์อาจฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ หากจะฟ้องด้วยวาจาตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้โจทก์ต้องแจ้งต่อศาลถึง ชื่อ ที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ซึ่งศาลจะบันทึกใจความไว้เป็นหลักฐานและให้คู่ความลงชื่อไว้ วิธีปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์จึงต้องมาศาลกล่าวฟ้องจำเลยต่อศาลด้วยวาจาให้ได้สาระดังกล่าว ตามข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 มีการนำบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจามาเสนอต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ของศาลได้ประทับตราพนักงานรับฟ้องไว้ โดยสภาพของบันทึกดังกล่าวจึงไม่ใช่การฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วยวาจา แต่เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานเพื่อจะฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาด้วยวาจา เพราะเป็นความสะดวกที่ศาลจะบันทึกการฟ้องด้วยวาจาลงในแบบพิมพ์ของศาลได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น ข้อเท็จจริงได้ความต่อไปตามที่ศาลได้บันทึกไว้ตอนท้ายของเอกสารบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 20 (การพนัน) ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 ว่า ศาลออกนั่งพิจารณา 16.30 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกโจทก์แล้ว โจทก์ไม่มาศาลจึงให้ยกฟ้องโจทก์... ฯลฯ และรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 กับรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม 2545 ก็ยืนยันว่าในวันดังกล่าวโจทก์ไม่ได้มาศาล ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงจึงไม่อาจมีการฟ้องคดีด้วยวาจาได้เพราะโจทก์ไม่ได้มาศาล ศาลจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้องก็ไม่ได้ ข้อความในบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ และคำพิพากษาฉบับดังกล่าวที่ระบุว่า ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ริบของกลาง ให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ก่อนข้อความที่ศาลบันทึกว่าศาลออกนั่งพิจารณาเวลา 16.35 นาฬิกานั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นข้อความของแบบพิมพ์ซึ่งศาลลืมขีดฆ่าออกเท่านั้น และที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องก็ไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นางชื่น โหนขุนทด
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4064/2548
#271755
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างบริษัท ท. ผู้ส่ง กับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งผ่านทางจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเงื่อนไขในการขนส่งกำหนดว่า ผู้ส่งมีหน้าที่เพียงหีบห่อและผูกมัดสินค้าม้วนเหล็กไว้บนฐานรองไม้ให้เรียบร้อยแล้วส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งที่ท่าเรือ โดยต้องชำระเงินทั้งค่าระวางและค่ารัดตรึงสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งไปในคราวเดียวกัน จากนั้นทางฝ่ายผู้ขนส่งตามสัญญารับขนระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ท. จะเป็นผู้ดำเนินการต่อไปทั้งในเรื่องการบรรจุ การรัดตรึงสินค้าและการขนส่ง และตามใบตราส่งซึ่งจำเลยที่ 2 ออกให้ไว้แก่บริษัท ท. อันถือเป็นหลักฐานแห่งการรับสินค้า ระบุไว้ว่าผู้ขนส่งสินค้ารับสินค้าไว้ในสภาพเรียบร้อยดีและไม่มีการบันทึกข้อสงวนเกี่ยวกับสภาพสินค้าและการหีบห่อเมื่อสินค้าเกิดความเสียหายขึ้นในระหว่างการขนส่ง จึงถือไม่ได้ว่าความเสียหายเกิดจากความผิดของบริษัท ท. ผู้ส่ง หากแต่เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้ขนส่งตามสัญญาที่ทำกับบริษัท ท. ที่ไม่ได้บรรจุและรัดตรึงสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ และไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลสินค้าขณะอยู่ในความดูแลของตนเองให้ดีพอ เมื่อความเสียหายไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ส่ง ผู้ขนส่งจึงไม่อายปฏิเสธความรับผิดชอบ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 52 (9) ได้ เมื่อผู้ขนส่งต้องรับผิดแล้ว จำเลยที่ 2 ผู้ตกลงทำสัญญารับขนสินค้าพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จึงต้องรับผิดตามสัญญาด้วย เมื่อ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ ไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดระบุข้อยกเว้นให้ตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศไม่ต้องรับผิดโดยลำพังตนเอง ความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงต้องเป็นไปตามมาตรา 824 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งบังคับใช้กับสัญญาโดยทั่วไป

คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายของสินค้าม้วนเหล็กระบุจำนวนสินค้าม้วนเหล็กและเลขที่ของสินค้าม้วนเหล็กรวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 31,676.40 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินบาทจำนวน 1,369,154.01 บาท และปรากฏตามเอกสารซึ่งโจทก์นำสืบว่าเป็นรายงานการสำรวจความเสียหายพร้อมคำแปลระบุรายละเอียดค่าเสียหายเป็นดอลลาร์สหรัฐและเงินบาทจำนวนตรงกัน โดยมีรายละเอียดของสินค้าม้วนเหล็กและเลขที่ของสินค้าม้วนเหล็กนอกเหนือจากที่ระบุในฟ้องแต่ตรงกับที่โจทก์ระบุขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง แสดงให้เห็นว่าโจทก์ระบุในคำฟ้องผิดพลาดไป การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์เพื่อขอเพิ่มเติมจำนวนสินค้าม้วนเหล็กที่ได้รับความเสียหายเป็นการแก้ไขรายละเอียดให้ตรงตามยอดค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ระบุไว้ตั้งแต่แรก จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหลังจากที่โจทก์ได้สืบพยานไปแล้ว 1 ปาก ก็ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 58 วรรคแรก ได้บัญญัติไว้ว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 60 ในกรณีที่ของซึ่งผู้ขนส่งได้รับมอบหมายสูญหายหรือเสียหายไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้นแล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า" ส่วนมาตรา 60 บัญญัติว่า การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่กรณีดังกล่าวไปนี้... (4) ผู้ส่งของได้แจ้งราคาของที่ขนส่งให้ผู้ขนส่งทราบและผู้ขนส่งยอมรับโดยแสดงราคาของนั้นไว้ในใบตราส่ง เมื่อพิจารณาใบตราส่งไม่ปรากฏว่าใบตราส่งได้ระบุราคาของหรือสินค้าเหล็กม้วนพิพาทไว้ กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่มิให้ใช้มาตรา 58 บังคับตามความในมาตรา 60 ดังกล่าว จึงจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งได้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้นแล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า แต่ในกรณีที่คำนวณราคาของหรือสินค้าที่สูญหายหรือเสียหายได้มาตรา 61 แล้ว ปรากฏว่าของนั้นราคาต่ำกว่าที่จำกัดความรับผิดไว้ดังกล่าวข้างต้นให้ถือเอาตามราคาที่คำนวณได้นั้น การคำนวณราคาของที่สูญหายหรือเสียหายมีหลักเกณฑ์ตามมาตรา 61 ในกรณีของสูญหายหรือเสียหายทั้งหมด ให้คำนวณเท่ากับราคาที่ของนั้นจะพึงมีในเวลาที่พึงส่งมอบ ณ ท่าปลายทาง ถ้าของนั้นสูญหายหรือเสียหายบางส่วนให้คำนวณตามส่วนโดยเทียบกับราคาของอย่างเดียวกันและคุณภาพเท่าเทียมกันที่ยังเหลืออยู่ในเวลาส่งมอบ ณ ท่าปลายทาง ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า สินค้าที่เสียหายเป็นแผ่นเหล็กสแตนเลสมีลักษณะม้วนเป็นวงกลมทบกันหลายชั้น แต่ละม้วนมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 4,000 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการระบุจำนวนสินค้าเป็นม้วนที่บรรจุในตู้สินค้าแต่ละตู้ ดังนั้น แผ่นเหล็กสแตนเลส 1 ม้วน ย่อมถือเป็น 1 หน่วยการขนส่ง และเนื่องจากแผ่นเหล็กสแตนเลสดังกล่าวแต่ละม้วนมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 4,000 กิโลกรัม การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งจึงต้องคำนวณเป็นจำนวนเงินตามน้ำหนักสุทธิของแต่ละม้วนที่เสียหายในอัตรากิโลกรัมละ 30 บาท ซึ่งมีจำนวนเงินมากกว่าการคำนวณจากหน่วยการขนส่งในอัตราม้วนละ 10,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้าประเภทแผ่นเหล็กสแตนเลสจำนวน 36 ม้วน ซึ่งเป็นสินค้าของบริษัทไทยน็อกซ์ สตีล จำกัด ผู้เอาประกันภัย โดยสินค้าดังกล่าวจะถูกขนส่งทางทะเลจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีไปส่งให้แก่บริษัทยูสินอร์ สแตนเลส ยูเอสเอ จำกัด ผู้รับตราส่งที่เมืองลอสแองเจลีส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสินค้ามาถึงปลายทาง บริษัทยูสินอร์ สแตนเลส ยูเอสเอ จำกัด ผู้รับตราส่งได้ออกของกับการท่าเรือลอสแองเจลีส ปรากฏว่าสินค้าบางส่วนเสียหาย โดยบริษัทยูสินอร์ สแตนเลส ยูเอสเอ จำกัด ผู้รับตราส่งเรียกค่าเสียหายจำนวน 31,676.40 ดอลลาร์สหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2543 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 43.22 บาท) คิดเป็นเงินไทยจำนวน 1,369,144.01 บาท จากโจทก์ ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งของจำเลยทั้งสาม โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทยูสินอร์ สแตนเลส ยูเอสเอ จำกัด ผู้รับตราส่งตามเงื่อนไขการประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิทวงถามให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,369,155.01 บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 32,915.96 บาท รวมเป็นเงิน 1,402,069.97 บาท แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 1,402,069.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,369,154.01 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,311,379.07 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ในการดำเนินการส่งสินค้าเหล็กม้วนไปยังประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทไทยน็อกซ์ สตีล จำกัด เพียงแต่ส่งมอบสินค้าเหล็กม้วนที่หีบห่อและผูกมัดไว้บนฐานรองไม้เรียบร้อยแล้วที่ท่าเรือและชำระค่าระวางและค่ารัดตรึงสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในการบรรจุสินค้าหรือรัดตรึงสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์อีก ซึ่งบ่งชี้ว่า ความตกลงระหว่างบริษัทไทยน็อกซ์ สตีล จำกัด ผู้ส่งตกลงกับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งผ่านทางจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเงื่อนไขในการขนส่งนั้น ผู้ส่งมีหน้าที่เพียงหีบห่อและผูกมัดสินค้าม้วนเหล็กไว้บนฐานรองไม้ให้เรียบร้อยแล้วส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งที่ท่าเรือ โดยต้องชำระเงินทั้งค่าระวางและค่ารัดตรึงสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งไปในคราวเดียวกัน จากนั้นทางฝ่ายผู้ขนส่งตามสัญญารับขนระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทไทยน็อกซ์ สตีล จำกัด จะเป็นผู้ดำเนินการต่อไปทั้งในเรื่องการบรรจุ การรัดตรึงสินค้าและการขนส่ง โดยอาจจะดำเนินการเองหรือจ้างผู้อื่นให้ดำเนินการแทนก็ได้ ผู้ส่งไม่มีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบดูแลในขั้นตอนการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์หรือรัดตรึงสินค้า หากแต่เป็นหน้าที่ทางฝ่ายจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งซึ่งมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแทน เมื่อตามใบตราส่งซึ่งจำเลยที่ 2 ออกให้ไว้แก่บริษัทไทยน็อกซ์ สตีล จำกัด อันถือเป็นหลักฐานแห่งการรับสินค้าระบุไว้ว่าผู้ขนส่งรับสินค้าไว้ในสภาพเรียบร้อยดี และไม่มีการบันทึกข้อสงวนเกี่ยวกับสภาพสินค้าและการหีบห่อ กับนายบรรจบพนักงานของจำเลยที่ 2 เองก็ยอมรับว่าขณะบริษัทไทยน็อกซ์ สตีล จำกัด ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งที่ท่าเรือนั้น สินค้าอยู่ในสภาพเรียบร้อยดี และตามภาพถ่ายความเสียหายของสินค้าม้วนเหล็กก็มีร่องรอยการเลื่อนของฐานรองไม้ เนื่องจากการบรรจุและรัดตรึงสินค้าในตู้ไม่ดีพอหรือจากการยกเคลื่อนย้ายตู้ขาดความระมัดระวังทำให้เกิดการกระแทกอย่างหนัก อันน่าจะเป็นความบกพร่องในการบรรจุและรัดตรึงสินค้า จึงถือไม่ได้ว่าความเสียหายเกิดจากความผิดของบริษัทไทยน็อกซ์ สตีล จำกัด ผู้ส่ง หากแต่เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในฐานเป็นผู้ขนส่งตามสัญญาที่ทำกับบริษัทไทยน็อกซ์ สตีล จำกัด ที่ไม่ได้บรรจุและรัดตรึงสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ และไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลสินค้าขณะอยู่ในความดูแลของตนเองให้ดีพอ เมื่อความเสียหายไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ส่ง ผู้ขนส่งจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (9) ได้ เมื่อผู้ขนส่งต้องรับผิดแล้ว จำเลยที่ 2 ผู้ตกลงทำสัญญารับขนสินค้าพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศจึงต้องรับผิดตามสัญญาด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 วรรคสอง บัญญัติว่า รับขนของทางทะเลให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องในมูลรับขนของทางทะเล จึงต้องบังคับด้วยพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 เมื่อตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติบังคับให้จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศต้องรับผิดโดยลำพังตนเอง การที่นำบทกฎหมายอื่นมาปรับใช้ต่อจำเลยที่ 2 จึงขัดเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดระบุข้อยกเว้นให้ตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศไม่ต้องรับผิดโดยลำพังตนเอง ความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงต้องเป็นไปตามมาตรา 824 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบังคับใช้กับสัญญาโดยทั่วไป

คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายของสินค้าม้วนเหล็กระบุจำนวนสินค้าม้วนเหล็กและเลขที่ของสินค้าม้วนเหล็กรวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 31,676.40 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินบาทจำนวน 1,369,154.01 บาท และปรากฏตามเอกสารซึ่งโจทก์นำสืบว่า เป็นรายงานการสำรวจความเสียหายพร้อมคำแปลระบุรายละเอียดค่าเสียหายเป็นดอลลาร์สหรัฐและเงินบาทจำนวนตรงกัน โดยมีรายละเอียดของสินค้าม้วนเหล็กและเลขที่ของสินค้าม้วนเหล็ก นอกเหนือจากที่ระบุในฟ้องแต่ตรงกับที่โจทก์ระบุขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง แสดงให้เห็นว่าโจทก์ระบุในคำฟ้องผิดพลาดไป การขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์เพื่อขอเพิ่มเติมจำนวนสินค้าม้วนเหล็กที่ได้รับความเสียหายดังกล่าวเป็นการแก้ไขรายละเอียดให้ตรงตามยอดค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ระบุไว้ตั้งแต่แรกจึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหลังจากที่โจทก์สืบพยานไปแล้ว 1 ปาก ก็ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 วรรคแรก ได้บัญญัติไว้ว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 60 ในกรณีที่ของซึ่งผู้ขนส่งได้รับมอบหมายสูญหายหรือเสียหายไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้นแล้ว แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า" ส่วนมาตรา 60 บัญญัติว่า การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่กรณีดังกล่าวไปนี้... (4) ผู้ส่งของได้แจ้งราคาของที่ขนส่งให้ผู้ขนส่งทราบและผู้ขนส่งยอมรับ โดยแสดงราคาของนั้นไว้ในใบตราส่ง เมื่อพิจารณาใบตราส่งแล้วไม่ปรากฏว่าใบตราส่งดังกล่าวได้ระบุราคาของหรือสินค้าเหล็กม้วนพิพาทไว้ในที่ใดเลย กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่มิให้ใช้มาตรา 58 บังคับตามความในมาตรา 60 ดังกล่าว จึงจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งได้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้นแล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า แต่ในกรณีที่คำนวณราคาของหรือสินค้าที่สูญหายหรือเสียหายได้ตามมาตรา 61 แล้ว ปรากฏว่าของนั้นราคาต่ำกว่าที่จำกัดความรับผิดไว้ดังกล่าวข้างต้น ให้ถือเอาตามราคาที่คำนวณได้นั้น การคำนวณราคาของที่สูญหายหรือเสียหายมีหลักเกณฑ์ตามมาตรา 61 ในกรณีของสูญหายหรือเสียหายทั้งหมด ให้คำนวณเท่ากับราคาที่ของนั้นจะพึงมีในเวลาที่พึงส่งมอบ ณ ท่าปลายทาง ถ้าของนั้นสูญหายหรือเสียหายบางส่วนให้คำนวณตามส่วนโดยเทียบกับราคาของอย่างเดียวกันและคุณภาพเท่าเที่ยมกันที่ยังเหลืออยู่ในเวลาส่งมอบ ณ ท่าปลายทาง ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า สินค้าที่เสียหายเป็นแผ่นเหล็กสแตนเลสมีลักษณะม้วนเป็นวงกลมทบกันหลายชั้น แต่ละม้วนมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 4,000 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการระบุจำนวนสินค้าเป็นม้วนที่บรรจุในตู้สินค้าแต่ละตู้ ดังนั้น แผ่นเหล็กสแตนเลส 1 ม้วน ย่อมถือเป็น 1 หน่วยการขนส่ง และเนื่องจากแผ่นเหล็กสแตนเลสดังกล่าวแต่ละม้วนมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 4,000 กิโลกรัม การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งจึงต้องคำนวณเป็นจำนวนเงินตามน้ำหนักสุทธิของแต่ละม้วนที่เสียหายในอัตรากิโลกรัม 30 บาท ซึ่งจะมีจำนวนเงินมากกว่าการคำนวณจากหน่วยการขนส่งในอัตราม้วนละ 10,000 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงินบาท โดยให้คำนวณจากจำนวนค่าเสียหายของสินค้าแผ่นเหล็กสแตนเลสแต่ละม้วน คือ ม้วนที่ P.50106165 จำนวน 12,626.44 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ P.50106167 จำนวน 5,946.26 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ P.50105958 จำนวน 1,128.60 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ P.50105067 จำนวน 912.06 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ P.50104360 จำนวน 640.62 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ P.51104362 จำนวน 606.60 ดอลลาร์สหรัฐ และม้วนที่ P. 50105889 จำนวน 1,022.10 ดอลลาร์สหรัฐ นำมาคิดเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในอัตราขายถัวเฉลี่ยของเงินสกุลต่างๆ ณ สิ้นวันทำการประจำวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2543 ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ หากกรณีเป็นวันหยุดทำการหรือมีเหตุอื่นที่ทำให้ไม่มีอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันดังกล่าวให้ถือเอาอัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายก่อนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2543 ถ้าไม่สามารถใช้อัตราด้งกล่าวได้ก็ให้ใช้อัตราขายของธนาคารพาณิชย์ธนาคารใดธนาคารหนึ่งในวันดังกล่าว แต่ไม่ให้เกินอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 43.22 บาท ตามที่ขอในฟ้อง และเมื่อคำนวณความเสียหายแต่ละม้วนเป็นเงินบาทดังกล่าวแล้ว ให้นำไปเปรียบเทียบกับจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งแต่ละม้วนดังนี้ ม้วนที่ P.50106165 จำนวน 220,840.80 บาท ม้วนที่ P.50106167 จำนวน 240,600 บาท ม้วนที่ P.50105958 จำนวน 256,500 บาท ม้วนที่ P.50105067 จำนวน 207,286.20 บาท ม้วนที่ P.50104360 จำนวน 139,595.40 บาท ม้วนที่ P.501104.62 จำนวน 137,863.50 บาท ม้วนที่ P.50105889 จำนวน 232,295.40 บาท หากจำนวนเงินความเสียหายของแผ่นเหล็กสแตนเลสม้วนใดที่คำนวณเป็นเงินบาทแล้วต่ำกว่าจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในม้วนนั้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินตามจำนวนความเสียหายที่ต่ำกว่านั้นแก่โจทก์ แต่ถ้าจำนวนเงินความเสียหายที่คำนวณเป็นเงินบาทม้วนใดสูงกว่าจำนวนเงินจำกัดความรับผิดขนส่งในม้วนนั้นให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระดังกล่าวข้างต้น นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
ป.วิ.พ. ม. 180
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 52 (9) ม. 58 ม. 60 ม. 61
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทคามิโน อินเตอร์เนชั่นแนล ทรานสปอร์ต อินซ์
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4057/2548
#266387
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความให้ผู้ค้ำประกันรับผิดจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด จะตีความไปในทางขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้เกินเลยไปกว่าข้อความที่ปรากฏชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ จำเลยเข้าทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของ ภ. วันใดย่อมหมายถึงจำเลยยอมค้ำประกันการทำงานของ ภ. นับแต่วันที่ทำสัญญาค้ำประกันนั้นเป็นต้นไป มิใช่หมายความถึงยอมค้ำประกันหนี้ที่ ภ. เป็นหนี้โจทก์อยู่แล้วก่อนหน้าวันที่จำเลยตกลงยอมเข้าเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นการขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกัน หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยรับผิดในหนี้ที่ ภ. ก่อให้เกิดขึ้นก่อนหน้าวันที่จำเลยเข้าเป็นผู้ค้ำประกันก็ต้องระบุไว้ให้ชัดเจน เมื่อสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับผิดในหนี้ที่ ภ. ก่อให้เกิดขึ้นแล้วก่อนวันทำสัญญา แต่หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่ ภ. ก่อให้เกิดขึ้นก่อนวันที่จำเลยเข้าเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 82,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัด

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2543 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2544 นายเภาซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขายและเก็บเงินสดได้เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าโจทก์รวมเป็นเงิน 88,350 บาท แล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองทั้งหมด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 88,350 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2544 จำเลยเข้าทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของนายเภา โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วงเงินไม่เกิน 80,000 บาท ภายหลังนายเภาไม่ชำระเงินค่าสินค้าที่เก็บจากลูกค้าแล้วเบียดบังไว้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความทวงถามจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ที่นายเภาเบียดบังเอาไว้ จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของนายเภาตามสัญญาค้ำประกันจะต้องรับผิดในหนี้เงินที่นายเภาเบียดบังเป็นของตน ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่จำเลยเข้าเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของนายเภาหรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความให้ผู้ค้ำประกันรับผิดจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด จะตีความไปในทางขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้เกินเลยไปกว่าข้อความที่ปรากฏชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ จำเลยเข้าทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของนายเภาวันใด ย่อมหมายถึงจำเลยยอมค้ำประกันการทำงานของนายเภานับแต่วันที่ทำสัญญาค้ำประกันนั้นเป็นต้นไป มิใช่หมายความถึงยอมค้ำประกันหนี้ที่นายเภาเป็นหนี้โจทก์อยู่แล้วก่อนหน้าวันที่จำเลยตกลงยอมเข้าเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นการขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกัน หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยรับผิดในหนี้ที่นายเภาก่อให้เกิดขึ้นก่อนหน้าวันที่จำเลยเข้าเป็นผู้ค้ำประกันก็ต้องระบุไว้ให้ชัดเจน เมื่อสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับผิดในหนี้ที่นายเภาก่อให้เกิดขึ้นแล้วก่อนวันทำสัญญา ดังนั้นหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่นายเภาก่อให้เกิดขึ้นก่อนวันที่จำเลยเข้าเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พี แอนด์ เจ อีเล็คโทรนิค จำกัด
จำเลย — นายอภิชาติ เมฆรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) — นายสมฤกษ์ โรจนสุพจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา