คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 721/2565
#682232
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องสอดอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 ยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อมีคำสั่งยึดแล้ว บุคคลใดจะทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดดังกล่าวไม่ได้ตามมาตรา 12 ทวิ สิทธิของผู้ร้องสอดดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย การที่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลที่ให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ไปขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเป็นชื่อของผู้ร้อง ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ ย่อมเกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แม้ว่าผู้ร้องนำคำสั่งศาลไปดำเนินการจดทะเบียนที่ดินให้ผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์แล้ว แต่ก็เป็นการดำเนินการหลังจากที่ผู้ร้องสอดยึดที่ดินพิพาทไว้แล้ว อันมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การจดทะเบียนที่ดินนั้นชอบหรือไม่ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้ร้องสอดไว้เพื่อดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องสอดในชั้นบังคับคดีตามรูปคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เมื่อประมาณปี 2548 ผู้ร้องเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12588 เนื้อที่ 2 งาน 28 ตารางวา ของนายรชต์เขตต์ โดยเจตนายึดถือเพื่อตน ด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลา 10 ปีเศษ ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 12588 เนื้อที่ 2 งาน 28 ตารางวา ตามกรอบเส้นสีแดง ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12588 โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นของนายรชต์เขตต์ตามเดิม เพื่อที่ผู้ร้องสอดจะได้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องสอด

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า ผู้ร้องสอดมีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้าน (ที่ถูก คำร้องสอด) เข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมนายรชต์เขตต์ เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ต่อมานายรชต์เขตต์ค้างชำระค่าภาษีอากร 267,880,741 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2551 ผู้ร้องสอดอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ยึดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระภาษีอากรของนายรชต์เขตต์ ต่อมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าเมื่อประมาณปี 2548 ผู้ร้องได้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาเป็นเวลา 10 ปีเศษ ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนคำร้องแล้วไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุด ผู้ร้องนำคำสั่งศาลไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินทำการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นชื่อผู้ร้องแล้วเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561 ต่อมาผู้ร้องสอดจึงยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2551 ผู้ร้องสอดอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ยึดที่ดินพิพาทของนายรชต์เขตต์เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของนายรชต์เขตต์โดยการครอบครองปรปักษ์เป็นคดีนี้ ทั้งนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้างให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขตก็ได้" และตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ทวิ ได้บัญญัติบังคับไว้ว่า "เมื่อได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดตามมาตรา 12 แล้ว ห้ามผู้ใดทำลายย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว" จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรนี้เป็นบทบัญญัติพิเศษให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานที่จะเรียกเก็บภาษีอากรค้างได้ โดยสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินได้เอง โดยไม่จำต้องนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาล และเมื่อมีคำสั่งยึดหรืออายัดแล้ว บุคคลใดจะทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าวไม่ได้ สิทธิของผู้ร้องสอดตามประมวลรัษฎากรจึงถือได้ว่าเป็นสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย เมื่อกฎหมายให้อำนาจแก่ผู้ร้องสอดไว้โดยเฉพาะถึงขนาดนี้แล้วการที่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเป็นชื่อของผู้ร้อง ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งหากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แม้ว่าในคดีนี้ผู้ร้องจะได้นำคำสั่งศาลไปดำเนินการจดทะเบียนที่ดินให้ผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์แล้ว แต่ก็ปรากฏว่าเป็นการดำเนินการภายหลังจากที่ผู้ร้องสอดได้ยึดที่ดินพิพาทไว้แล้วตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 อันมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การจดทะเบียนที่ดินนั้นชอบหรือไม่ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้ร้องสอดไว้เพื่อดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องสอดในชั้นบังคับคดีให้ตามรูปคดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งงดสืบพยานและยกคำร้องขอของผู้ร้องสอดมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวน แล้วมีคำวินิจฉัยใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 12 ทวิ
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ฐ.
ผู้ร้องสอด — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางจันทร ตันทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
สุทิน นาคพงศ์
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 681/2565
#683962
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาตรา 15 วรรคสาม บัญชีท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 1 หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 และข้อ 6 การจะจัดสินค้าที่โจทก์นําเข้าว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 และใช้บังคับในขณะที่โจทก์นําเข้าสินค้าพิพาท ได้ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด ตอนที่ 84 ว่า เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ประเภท 84.79 เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การทำงานเป็นเอกเทศ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นในตอนนี้ และตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภท 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 และได้มีการกำหนดประเภทย่อยขึ้นใหม่ ประเภทย่อย 8708.95 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว ประเภทย่อย 8708.95.10 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม และประเภทย่อย 8708.95.90 ส่วนประกอบ เมื่อพิจารณาประเภทพิกัดดังกล่าวข้างต้น การพิเคราะห์ว่าสินค้า "Coolant" ที่โจทก์นําเข้ามาตามใบขนสินค้าทั้ง 11 ฉบับ จัดอยู่ในพิกัดใดนั้น ต้องพิจารณาถึงสาระสำคัญของสินค้าดังกล่าวเป็นหลัก ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์นําเข้าเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) ที่โจทก์ผลิตและจําหน่าย ประกอบด้วย "Bridge Wire, Initiator, Enhancer, สารกำเนิดก๊าซ Gas Generant และ Coolant" ซึ่งเมื่อรถยนต์ถูกชนด้วยความเร็วที่มากกว่าค่าที่ตั้งไว้ เซนเซอร์ไฟฟ้าจะทำงาน โดยกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเข้าสู่ "Bridge Wire" ซึ่งอยู่ใน "Initiator แล้วเกิดประกายไฟใน "Initiator" ผ่านเข้าสู่ "Enhancer" ทำให้เกิดความร้อนไปเผาไหม้ "Gas Generant" จนเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นก๊าซอย่างรวดเร็ว ก๊าซจะไหลผ่านทาง "Coolant" และปล่อยเข้าสู่ถุงลมนิรภัยจนพองตัว ส่วนสินค้าอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ (Coolant) นั้น มีลักษณะเป็นเส้นลวดม้วนทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลางรอบนอก 6 เซนติเมตร โดยนําเข้าลวดขนาด 0.5 มิลลิเมตร พันเป็นม้วน 300 ถึง 5,000 รอบ แล้วนําไปยึดติดกันด้วยความร้อนในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งสินค้า "Coolant" จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ทำหน้าที่เป็นตัวกันความร้อน ดักฝุ่นควัน และลดแรงกระแทกของแรงดันก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ของสารเคมีในอุปกรณ์กำเนิดก๊าซของถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) เท่านั้น ไม่สามารถนําไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ แม้เดิมเมื่อปี 2543 คณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) มีคําวินิจฉัยว่า ของดังกล่าวจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่ทำงานเป็นเอกเทศ ตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) ครั้งที่ 87/5/2543 แต่ต่อมามี พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 ประกอบกับบัญชีท้าย พ.ร.ก.ดังกล่าวภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ได้กำหนดให้ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมสำหรับรถยนต์ รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว จัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.95 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สอดคล้องกับที่องค์การศุลกากรโลกมีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจากเดิม เอชเอส 2002 กำหนดให้สินค้า "Coolant" อยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8479.89.40 เป็นระบบพิกัด เอชเอส 2007 กำหนดให้สินค้าดังกล่าวอยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 เมื่อปรากฏว่า สินค้า "Coolant" ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมในรถยนต์ สินค้า "Coolant" จึงเป็นของที่มีประเภทพิกัดระบุถึงไว้โดยเฉพาะ ในฐานะส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตามประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 และเมื่อเป็นการนําเข้ามาในช่วงระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2552 อันเป็นเวลาภายหลังจาก พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 ประกอบกับบัญชีท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้น เมื่อสินค้าที่โจทก์นําเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตรงตามความของประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 เป็นการเฉพาะแล้ว สินค้าที่โจทก์นําเข้าจึงไม่ใช่เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การทำงานที่เป็นเอกเทศ ตามประเภทพิกัด 84.79 ประเภทย่อย 8479.90.40 อีก ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ข้อ 1 และข้อ 6 โดยโจทก์ไม่อาจอ้างถึงคําวินิจฉัยของคณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัด (กรป.) การประชุมครั้งที่ 87/5/2543 ในปี 2543 ที่วินิจฉัยให้สินค้าที่โจทก์นําเข้าจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักรและเครื่องใช้กล ที่ทำงานเป็นเอกเทศ มาใช้บังคับได้อีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จําเลยได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ให้จัดสินค้า "Coolant" เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราอากรร้อยละ 10 นั้น เห็นได้ว่าเมื่อสินค้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8708.95.90 ตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 มาก่อนที่จําเลยจะออกประกาศกรมศุลกากร ที่ 42/2553 กรณีหาใช่เป็นการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์นําเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตรงตามความในประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคําวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจําเลยในส่วนอากรขาเข้าจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อได้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคําวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนอากรขาเข้าดังนี้แล้ว ในประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนฐานของอากรขาเข้าหรือไม่ จึงไม่จําต้องวินิจฉัยเพราะอากรขาเข้าไม่มีการแก้ไขให้ลดลง ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา ให้จําเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่นํามาชําระได้เมื่อผู้นําของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีเจตนายื่นใบขนสินค้าขาเข้า โดยสำแดงพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิดรายละเอียดของสินค้าที่นําเข้า โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และอนุมาตรา 2 ส่วนกรณีที่มีการเก็บอากรขาดและเจ้าพนักงานผู้สํารวจเงินอากรตรวจพบตามอนุมาตรา 3 จําเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยว่า โจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในข้อนี้ จึงยังไม่ยุติ ข้อเท็จจริงได้ความจากคําเบิกความของ ม. ผู้รับมอบอำนาจบริษัทโจทก์ว่า ตั้งแต่ปี 2547 สินค้าที่โจทก์นําเข้า โจทก์เคยนําเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วและสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นพิกัด 8479.90 ตามคําวินิจฉัยของสำนักมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากรบันทึกที่ กค 0518(2)ฝ.2/(4)5305 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจาก เอชเอส 2002 เป็น เอชเอส 2007 จําเลยจึงได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 ให้จัดสินค้า "Coolant" เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราร้อยละ 10 นับแต่ปี 2553 เป็นต้นมาโจทก์ก็ได้ปฏิบัติตาม โดยสำแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 สำหรับการนําเข้าสินค้า "Coolant" ส่วนจําเลยไม่ได้นําสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนมกราคม 2552 โจทก์นําเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว โดยสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นพิกัด8479.90.40 ตามที่จําเลยเคยวินิจฉัยมาโดยตลอดจนกระทั่งเมื่อประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 โจทก์ก็ได้นําเข้าสินค้า "Coolant" โดยสำแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 ที่ถูกต้อง พฤติการณ์ที่โจทก์สำแดงประเภทพิกัดสำหรับสินค้า "Coolant" ในการนําเข้าดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าโจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าสินค้า "Coolant" ตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว ซึ่งมีการนําเข้าก่อนมีประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) จัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.90.40 เมื่อตามทางนําสืบของจําเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของโจทก์ในการชําระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่โจทก์สำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชําระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าพนักงานผู้สํารวจเงินอากรตรวจพบ จําเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชําระเงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง เมื่อได้วินิจฉัยว่าจําเลยไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชําระเงินเพิ่มแล้ว กรณีจึงไม่จําต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่ากรณีมีเหตุสมควรลดหรืองดเงินเพิ่มอากรขาเข้าให้โจทก์หรือไม่ และโจทก์ต้องรับผิดชําระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ตามฎีกาของจําเลยอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) รวมจำนวน 11 ฉบับ และเพิกถอนหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ กค 0518(6)/928 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2560 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ กอ 180/2560/ป16/2560 (3.5) ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า เงินเพิ่มอากรขาเข้าให้โจทก์รับผิดไม่เกินค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2552 โจทก์นำเข้าส่วนประกอบอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ (Coolant) จากประเทศญี่ปุ่น รวมจำนวน 11 ฉบับ โดยสำแดงในใบขนสินค้าประเภทพิกัด 8479.90.40 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 0 (ยกเว้นอากร ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 6 กันยายน 2550) ภายหลังตรวจปล่อย จำเลยได้ตรวจทบทวนหลังการตรวจปล่อยพบว่า สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 6 ฉบับ ชำระอากรไว้ตามประเภทพิกัดอัตราอากรไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องสินค้า "Coolant" มีลักษณะเป็นลวดม้วนทรงกระบอก ใช้ติดตั้งในอุปกรณ์กำเนิดก๊าซของถุงลมนิรภัยในรถยนต์ จัดเป็นของตามประเภทพิกัด 8708.95.90 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 10 (ลดอัตราอากร ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549) ในฐานะเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554 จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมจำนวน 4 ฉบับ รวมเป็นเงินอากรขาเข้าเพิ่มจำนวน 334,921 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 23,443 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 13,096.18 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 371,460.18 บาท และเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มอีกจำนวน 2 ฉบับ รวมเป็นเงินอากรขาเข้าเพิ่มจำนวน 160,879 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 11,263 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 2,873.88 บาท รวมเป็นเงิน 175,033.88 บาท และเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2557 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มอีกจำนวน 5 ฉบับ รวมเป็นเงินค่าภาษีอากรขาเข้าเพิ่มจำนวน 590,929 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 41,367 บาท เงินเพิ่มอากรจำนวน 407,208 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 40,900 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,080,404 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมิน จึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้ง 11 ฉบับ โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย สำหรับประเด็นปัญหาว่า แบบแจ้งการประเมินของจำเลยชอบด้วยพระราชบัญญัติปฏิบัติราชการศาลปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า แบบแจ้งการประเมินทั้ง 11 ฉบับ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โจทก์ยื่นคำร้องของอนุญาตฎีกาในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าฎีกาในข้อนี้ของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาและไม่รับฎีกาในประเด็นดังกล่าว ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สินค้า "Coolant" ตามคำฟ้องจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.90.40 หรือจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8708.95.90 โดยโจทก์ฎีกาว่า สินค้าชิ้นส่วนส่วนประกอบอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ของโจทก์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงสภาพ นำเข้ามาตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2552 จำเลยเคยจัดให้สินค้าดังกล่าวเป็นอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่เป็นเครื่องจักร เครื่องใช้กลที่ทำงานเป็นเอกเทศตามประเภทพิกัด 8479.90.40 แม้ต่อมาจะมีพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 กำหนดประเภทพิกัดย่อย 8709.95 ขึ้นใหม่สำหรับถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมรวมทั้งส่วนประกอบดังกล่าวก็ตาม ก็ไม่อาจจัดสินค้าที่โจทก์นำเข้าให้เข้าประเภทพิกัดดังกล่าวได้ และจำเลยได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 จัดให้ตัวกำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยสำหรับรถยนต์เป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม แต่ก็มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากโจทก์นำเข้าสินค้าดังกล่าว พิเคราะห์แล้วโจทก์มีนางพรณรัตน์ และนางมัลลิกา มาเบิกความเป็นพยานว่า แม้จะมีการประกาศพระราช-กำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ประกอบกับภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า หมวด 17 ตอนที่ 87 ประเภท 87.08 ได้กำหนดพิกัดประเภทย่อย 8708.95 โดยจัดให้ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมสำหรับรถยนต์ รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าวอยู่ในพิกัดศุลกากรประเภทที่ 8708.95 แต่สินค้า "Coolant" มิใช่ส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม แต่เป็นส่วนประกอบของตัวกำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยอีกทีหนึ่ง ซึ่งในช่วงเวลาระหว่างปี 2550 ถึงปี 2552 บัญชีท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวยังมิได้จำแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากรของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยไว้โดยชัดแจ้ง และแม้องค์การศุลกากรโลกจะมีการเปลี่ยนพิกัดระบบเป็น เอชเอส 2007 แล้วก็ตาม แต่ไม่มีการระบุพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยไว้เป็นการเฉพาะเช่นเดียวกับ เอชเอส 2002 เพียงแต่กำหนดประเภทย่อยขึ้นใหม่สำหรับถุงลมนิรภัยและระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว เป็นประเภทพิกัด 8708.95 ส่วนจำเลยมีนางสาวอังคณา นักวิชาการศุลกากรปฏิบัติการ ส่วนอุทธรณ์พิกัดอัตราศุลกากร มาเบิกความเป็นพยานว่า เนื่องจากพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเลิกความในภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 และให้ใช้ความตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้แทน" โดยในบัญชีท้ายพระราชกำหนดดังกล่าว ตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภท 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 ได้มีการกำหนดประเภทย่อยขึ้นใหม่ สำหรับสินค้าถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมรวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว ดังนี้ 8708.95 - ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว 8708.95.10 - ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม 8708.95.90 - ส่วนประกอบ เมื่อสินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยในรถยนต์ และเป็นการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ในช่วงปี 2550 ถึงปี 2552 จึงเป็นของที่มีประเภทพิกัดระบุถึงไว้เฉพาะในประเภทย่อย 8708.95 แล้ว กรณีจึงไม่อาจจัดให้ของที่โจทก์นำเข้าอยู่ใน ตอนที่ 84 เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ประเภทพิกัด 84.79 เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การทำงานเป็นเอกเทศ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นในตอนนี้ และจัดเข้าประเภทย่อย 8479.89 หรือ 8479.90.40 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การคำนวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น..." และพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ของที่นำเข้าหรือพาเข้ามาในหรือส่งหรือพาออกไปนอกราชอาณาจักรนั้นให้เรียกเก็บและเสียอากรตามที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราอากรท้ายพระราชกำหนดนี้..." และมาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร..." ซึ่งบัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 ระบุว่า "ชื่อของหมวด ตอน และตอนย่อย ได้กำหนดขึ้นเพื่อให้สะดวกแก่การอ้างอิงเท่านั้น ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทให้จำแนกตามความของประเภทนั้น ๆ ตามหมายเหตุของหมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น" หลักเกณฑ์ข้อ 6 ระบุว่า "ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้องและตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม โดยพิจารณาเปรียบเทียบในระหว่างประเภทย่อยที่อยู่ในระดับเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์นี้ให้ใช้หมายเหตุของหมวดและของตอนที่เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่จะมีข้อความระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ดังนั้น การจะจัดสินค้าที่โจทก์นำเข้าว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้า ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 และใช้บังคับในขณะที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาท ได้ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด ตอนที่ 84 ระบุว่า เครื่องปฏิกรณ์-นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ประเภท 84.79 เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การทำงานเป็นเอกเทศ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นในตอนนี้ และตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภท 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 และได้มีการกำหนดประเภทย่อยขึ้นใหม่ ประเภทย่อย 8708.95 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว ประเภทย่อย 8708.95.10 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม และประเภทย่อย 8708.95.90 ส่วนประกอบ เมื่อพิจารณาประเภทพิกัดดังกล่าวข้างต้น การพิเคราะห์ว่าสินค้า "Coolant" ที่โจทก์นำเข้ามาตามใบขนสินค้าทั้ง 11 ฉบับ จัดอยู่ในพิกัดใดนั้น ต้องพิจารณาถึงสาระสำคัญของสินค้าดังกล่าวเป็นหลัก ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) ที่โจทก์ผลิตและจำหน่าย ประกอบด้วย "Bridge Wire, Initiator, Enhancer, สารกำเนิดก๊าซ Gas Generant และ Coolant" ซึ่งเมื่อรถยนต์ถูกชนด้วยความเร็วที่มากกว่าค่าที่ตั้งไว้ เซนเซอร์ไฟฟ้าจะทำงาน โดยกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเข้าสู่ "Bridge Wire" ซึ่งอยู่ใน "Initiator" แล้วเกิดประกายไฟใน "Initiator" ผ่านเข้าสู่ "Enhancer" ทำให้เกิดความร้อนไปเผาไหม้ "Gas Generant" จนเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นก๊าซอย่างรวดเร็ว ก๊าซจะไหลผ่านทาง "Coolant" และปล่อยเข้าสู่ถุงลมนิรภัยจนพองตัว ส่วนสินค้าอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ (Coolant) นั้น มีลักษณะเป็นเส้นลวดม้วนทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลางรอบนอก 6 เซนติเมตร โดยนำเข้าลวดขนาด 0.5 มิลลิเมตร พันเป็นม้วน 300 ถึง 5,000 รอบ แล้วนำไปยึดติดกันด้วยความร้อนในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งสินค้า "Coolant" จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ทำหน้าที่เป็นตัวกันความร้อน ดักฝุ่นควัน และลดแรงกระแทกของแรงดันก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ของสารเคมีในอุปกรณ์กำเนิดก๊าซของถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) เท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ แม้เดิมเมื่อปี 2543 คณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) มีคำวินิจฉัยว่า ของดังกล่าวจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่ทำงานเป็นเอกเทศ ตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) ครั้งที่ 87/5/2543 แต่ต่อมามีพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ประกอบกับบัญชีท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ได้กำหนดให้ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมสำหรับรถยนต์ รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว จัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.95 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สอดคล้องกับที่องค์การศุลกากรโลกมีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจากเดิม เอชเอส 2002 กำหนดให้สินค้า "Coolant" อยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8479.89.40 เป็นระบบพิกัด เอชเอส 2007 กำหนดให้สินค้าดังกล่าวอยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 เมื่อปรากฏว่า สินค้า "Coolant" ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมในรถยนต์ สินค้า "Coolant" จึงเป็นของที่มีประเภทพิกัดระบุถึงไว้โดยเฉพาะ ในฐานะส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตามประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 และเมื่อเป็นการนำเข้ามาในช่วงระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2552 อันเป็นเวลาภายหลังจากพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ประกอบกับบัญชีท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้น เมื่อสินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตรงตามความของประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 เป็นการเฉพาะแล้ว สินค้าที่โจทก์นำเข้าจึงไม่ใช่เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การทำงานที่เป็นเอกเทศ ตามประเภทพิกัด 84.79 ประเภทย่อย 8479.90.40 อีก ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 1 และข้อ 6 โดยโจทก์ไม่อาจอ้างถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัด (กรป.) การประชุมครั้งที่ 87/5/2543 ในปี 2543 ที่วินิจฉัยให้สินค้าที่โจทก์นำเข้าจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่ทำงานเป็นเอกเทศ มาใช้บังคับได้อีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ให้จัดสินค้า "Coolant" เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราอากรร้อยละ 10 นั้น เห็นได้ว่าเมื่อสินค้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8708.95.90 ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 มาก่อนที่จำเลยจะออกประกาศกรมศุลกากร ที่ 42/2553 กรณีหาใช่เป็นการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตรงตามความในประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนอากรขาเข้าจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนอากรขาเข้าดังนี้แล้ว ในประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนฐานของอากรขาเข้าหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะอากรขาเข้าไม่มีการแก้ไขให้ลดลง ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้า กรณีมีเหตุสมควรลดหรืองดเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ เอ021-0510100460 เอ001-0511100396 เอ005-0520103629 เอ013-0511001426 และเอ018-0511002234 รวมจำนวน 5 ฉบับ และโจทก์ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าอากรขาเข้าหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว เจ้าพนักงานสำรวจอากรเป็นผู้ตรวจพบและเรียกเก็บอากรเพิ่มกรณีตรวจเก็บอากรขาด ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 102 ตรี (3) ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการสำแดงเท็จตามมาตรา 99 จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร แต่หากจำเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร โจทก์ก็ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงอากรและให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานกรมจำเลยเป็นอย่างดี กรณีจึงมีเหตุลดหรืองดเงินเพิ่มอากรให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยฎีกาว่า การนำเข้าสินค้าชิ้นส่วนส่วนประกอบอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ของโจทก์เกิดขึ้นในขณะที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มีผลใช้บังคับ มูลหนี้ภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มจึงเป็นมูลหนี้ทางแพ่งที่ต้องใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา ในการคิดเงินเพิ่มมาใช้บังคับคือให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของค่าอากรโดยไม่คิดทบต้นจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ และไม่ใช่กรณีที่นำกฎหมายมีผลบังคับย้อนหลังมาใช้ไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา ให้จำเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของค่าอากรที่นำมาชำระได้เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีเจตนายื่นใบขนสินค้าขาเข้าโดยสำแดงพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิดรายละเอียดของสินค้าที่นำเข้าโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และอนุมาตรา 2 ส่วนกรณีที่มีการเก็บอากรขาดและเจ้าพนักงานผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบตามอนุมาตรา 3 จำเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยว่า โจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในข้อนี้ จึงยังไม่ยุติ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางมัลลิกา ผู้รับมอบอำนาจบริษัทโจทก์ว่า ตั้งแต่ปี 2547 สินค้าที่โจทก์นำเข้า โจทก์เคยนำเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วและสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นพิกัด 8479.90 ตามคำวินิจฉัยของสำนักมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากรบันทึกที่ กค 0518(2)ฝ.2/(4)5305 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจาก เอชเอส 2002 เป็น เอชเอส 2007 กรมจำเลยจึงได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 ให้จัดสินค้า "Coolant" เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราร้อยละ 10 นับแต่ปี 2553 เป็นต้นมาโจทก์ก็ได้ปฏิบัติตาม โดยสำแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 สำหรับการนำเข้าสินค้า "Coolant" ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนมกราคม 2552 โจทก์นำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว โดยสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นพิกัด 8479.90.40 ตามที่กรมจำเลยเคยวินิจฉัยมาโดยตลอดจนกระทั่งเมื่อประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 โจทก์ก็ได้นำเข้าสินค้า "Coolant" โดยสำแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 ที่ถูกต้อง พฤติการณ์ที่โจทก์สำแดงประเภทพิกัดสำหรับสินค้า "Coolant" ในการนำเข้าดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าโจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าสินค้า"Coolant" ตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว ซึ่งมีการนำเข้าก่อนมีประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) จัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.90.40 เมื่อตามทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของโจทก์ในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่โจทก์สำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าพนักงานผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่ากรณีมีเหตุสมควรลดหรืองดเงินเพิ่มอากรขาเข้าให้โจทก์หรือไม่ และโจทก์ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขแบบแจ้งการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ เอ021-0510100460 เอ001-0511100396 เอ005-0520103629 เอ013-0511001426 และเอ018-0511002234 รวมจำนวน 5 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอ 180/2560/ป 16/2560 (3.5) ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 โดยให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มอากรขาเข้า นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชา-ธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ทวิ ม. 102 ตรี (1), (2), (3) ม. 112 จัตวา
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ด.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
- นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อุดม วัตตธรรม
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 673/2565
#683480
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นกรณีพิเศษแล้ว ภายใต้บังคับมาตรา 90/58 (2) ประกอบมาตรา 130 (6) สิทธิของกรมศุลกากรและกรมสรรพากรเจ้าหนี้รายที่ 66 จึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น หนี้ภาษีอากรที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องอันมีอยู่แล้วหรือจะมีขึ้นต่อไปก็อาจถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้ได้ และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 35 - 36/2544 แล้วว่าบทบัญญัติมาตรา 90/58 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลสามารถใช้ดุลพินิจเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการที่ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเกิดจากมูลหนี้ภาษีอากรได้

ในการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 นั้น หลังจากที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนแล้ว จะต้องให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง แผนจึงจะมีผลบังคับผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้บริหารแผนมีหน้าที่ในการดำเนินการตามแผนและดำเนินการชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการ การที่แผนจะกำหนดให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ไปตกลงกันต่างหากในสาระสำคัญนอกเหนือจากแผนที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วไม่อาจทำได้ และตามบทบัญญัติมาตรา 90/61 เจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ เว้นแต่แผนกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กล่าวคือ แผนกำหนดให้เจ้าหนี้รายนั้นมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ได้ ซึ่งแผนจะต้องระบุไว้ให้ชัดเจนว่า จะให้เจ้าหนี้รายใดที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใด ซึ่งข้อเสนอในแผนดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้และได้รับความเห็นชอบจากศาล ซึ่งกรณีดังกล่าว ศาลย่อมจะต้องพิจารณาถึงเหตุอันสมควรและความเป็นธรรมในการที่แผนจะกำหนดให้เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้รับชำระหนี้

แม้แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนพิจารณาร่วมกันกับคณะกรรมการเจ้าหนี้สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าปกติที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ โดยนำวิธีการและเงื่อนไขเดียวกับเจ้าหนี้ตามแผนในลักษณะหนี้ประเภทนั้นมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่มิได้มีการกำหนดรายละเอียดไว้ในแผนว่าเจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีรายใดบ้างและมีจำนวนหนี้เท่าใด ซึ่งมีผลให้การได้รับชำระหนี้ที่ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนส่วนนี้ไม่ได้ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ข้อนี้จึงมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อกำหนดในแผนข้างต้น เป็นข้อกำหนดที่ไม่เป็นข้อสำคัญอันจะทำให้แผนฟื้นฟูกิจการทั้งฉบับตกไปเสียทีเดียว แผนส่วนอื่น ๆ ยังใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนและแผนที่มีการแก้ไข ขอให้ศาลล้มละลายกลางนัดพิจารณาแผน

เจ้าหนี้รายที่ 66 และรายที่ 120 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกลุ่มที่ 6 เจ้าหนี้หน่วยงานราชการและภาครัฐ ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่าขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า ข้อกำหนดของแผนฟื้นฟูกิจการสามารถปรับลดหนี้ของกรมศุลกากรและกรมสรรพากร เจ้าหนี้รายที่ 66 และกรมสรรพากร เจ้าหนี้รายที่ 120 ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ทำแผนสามารถกำหนดเรื่องการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/61 (1) แผนฟื้นฟูกิจการของผู้ทำแผนเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและกระทำโดยสุจริต

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนที่มีการแก้ไขตามมติพิเศษของที่ประชุมเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้ทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้รายที่ 66 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความทุกฝ่ายไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ระบุว่า "8.2.6 เจ้าหนี้กลุ่มที่ 6: เจ้าหนี้หน่วยราชการและภาครัฐ ...จะได้รับการชำระหนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังนี้...

(2) ภาระหนี้เงินต้นคงค้างของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 (เจ้าหนี้กรมศุลกากรและกรมสรรพากร รายที่ 66) จำนวน 21,031,357.78 บาท ซึ่งเป็นภาระหนี้ในอนาคตที่มีเงื่อนไขและยังไม่เกิดขึ้น หากต่อมาบริษัทฯ ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีคำสั่งเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุน เลขที่ 1497(2)/2554 ทำให้บริษัทฯ ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ดังกล่าวจากกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้เป็นรายเดือน รวม 84 เดือน โดยเริ่มชำระหนี้เงินต้นงวดแรกภายในวันทำการสุดท้ายของเดือนถัดจากเดือนที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีคำสั่งเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุนของบริษัทฯ และกรมศุลกากรและกรมสรรพพากรได้มีหนังสือแจ้งเรียกให้บริษัทฯชำระค่าภาษีอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนดังกล่าว

(3) ภาระหนี้อื่นใดของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 รวมทั้งหนี้เบี้ยปรับเงินเพิ่ม จำนวน 46,243,841.41 บาท หนี้ดอกเบี้ยคงค้าง ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าปรับ ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และเงินอื่นใดที่เกิดขึ้นตามสัญญา และหรือตามกฎหมายที่มิได้กำหนดวิธีการชำระหนี้ไว้ในแผนฉบับนี้ ถือว่าได้รับการปลดหนี้ทั้งจำนวนทันทีที่มีการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่เจ้าหนี้รายดังกล่าวครบถ้วน

แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ระบุว่า "8.3 การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้บริหารแผนมีอำนาจพิจารณาเห็นชอบให้บริษัทฯ ชำระหนี้อื่นได้ หากเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ดังนี้มูลหนี้ทางการค้าปกติที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและเจ้าหนี้มิได้ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย หากผู้บริหารแผนและคณะกรรมการเจ้าหนี้ร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นพ้องกันว่าเป็นหนี้ที่แท้จริงและการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าวจำเป็นสำหรับการฟื้นฟูกิจการและ/หรือการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ต่อไปในอนาคต หรือกรณีเจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอภายใน แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาล (แล้วแต่กรณี) มีคำสั่งให้รับคำขอรับชำระหนี้ ผู้บริหารแผนจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าว โดยนำวิธีการและเงื่อนไขเดียวกับเจ้าหนี้ตามแผนในลักษณะหนี้ประเภทนั้น มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 66 ประการแรกว่า การที่แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ข้อ 8.2.6 (2) กำหนดเงื่อนไขให้เจ้าหนี้รายที่ 66 จะได้รับชำระหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีคำสั่งเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุนของลูกหนี้ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 66 ได้มีหนังสือแจ้งเรียกให้ลูกหนี้ชำระค่าภาษีอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนดังกล่าว เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 55 วรรคสาม หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 55 วรรคสาม บัญญัติว่า "ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องแจ้งขอชำระภาษีอากร หรือภาษีอากรเพิ่มต่อกรมศุลกากรหรือด่านศุลกากรที่ได้นำของนั้นเข้ามาหรือส่งของนั้นออกไปภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบคำสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากร และต้องชำระ ณ ที่ทำการศุลกากรซึ่งกรมศุลกากรกำหนดให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนเงินภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มอันจะต้องชำระ..." ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่า ในกรณีที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากร ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมีหน้าที่ประการแรกคือ ต้องแจ้งขอชำระภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มต่อกรมศุลกากรหรือด่านศุลกากรภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบคำสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากร และประการที่สอง ต้องชำระภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มให้เสร็จภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนเงินภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มที่ต้องชำระแผนข้อ 8.2.6 (2) เพียงกำหนดให้เกิดความชัดเจนว่า ลูกหนี้จะต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรในส่วนนี้ต่อเมื่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้พิจารณาว่าลูกหนี้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขและมีคำสั่งเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุนของลูกหนี้แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ลูกหนี้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรต่อไป และกำหนดวันที่ลูกหนี้ต้องเริ่มชำระหนี้เงินต้นงวดแรกสำหรับหนี้ส่วนนี้ โดยกำหนดให้ชำระภายในวันทำการสุดท้ายของเดือนถัดจากเดือนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีคำสั่งเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุนและเจ้าหนี้รายที่ 66 ได้มีหนังสือแจ้งเรียกให้ลูกหนี้ชำระค่าภาษีอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น แผนข้อนี้ไม่ได้กำหนดยกเว้นหน้าที่ของลูกหนี้ที่จะต้องชำระค่าภาษีอากรและหน้าที่ที่ต้องแจ้งขอชำระภาษีอากรต่อเจ้าหนี้รายที่ 66 ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบคำสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรแต่อย่างใด แผนข้อนี้จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 55 วรรคสาม และไม่ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 66 ไม่ได้รับความเป็นธรรมแต่อย่างใด ฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 66 ประการแรกฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 66 ประการที่สองว่า การที่แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ข้อ 8.2.6 (3) กำหนดเงื่อนไขและวิธีการในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 66 โดยให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเกิดจากมูลหนี้ภาษีอากรดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ประมวลรัษฎากร และพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นกรณีพิเศษแล้ว ภายใต้บังคับมาตรา 90/58 (2) ประกอบมาตรา 130 (6) สิทธิของกรมศุลกากรและกรมสรรพากรเจ้าหนี้รายที่ 66 จึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ดังนั้น แม้หนี้ภาษีอากรที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องอันมีอยู่แล้วหรือจะมีขึ้นต่อไปก็อาจถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้ได้ ส่วนที่เจ้าหนี้รายที่ 66 ฎีกาว่าแผนไม่อาจปรับลดยอดหนี้ภาษีอากรและแผนขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น พออนุมานได้ว่าเจ้าหนี้รายที่ 66 คัดค้านว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการให้ความเห็นชอบด้วยแผนขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัญหาดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 35 - 36/2544 แล้วว่าบทบัญญัติมาตรา 90/58 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าวได้ ฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 66 ประการที่สองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 66 ประการสุดท้ายว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ข้อ 8.3 ซึ่งกำหนดการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวถือว่าไม่สุจริตและเอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าหนี้เฉพาะราย มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งไม่สอดคล้องและขัดต่อหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้อื่นที่ได้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ตามขั้นตอนกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 นั้น หลังจากที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนแล้ว จะต้องให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง แผนจึงจะมีผลบังคับผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้บริหารแผนมีหน้าที่ในการดำเนินการตามแผนและดำเนินการชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการ การที่แผนจะกำหนดให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ไปตกลงกันต่างหากในสาระสำคัญนอกเหนือจากแผนที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วไม่อาจทำได้ ส่วนที่มาตรา 90/61 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 90/26 หรือมาตรา 90/27 วรรคสาม แล้วแต่กรณี เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ไม่ว่าการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จะเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือไม่ เว้นแต่ (1) แผนจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น..." ตามบทบัญญัติดังกล่าว เจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ เว้นแต่แผนกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กล่าวคือ แผนกำหนดให้เจ้าหนี้รายนั้นมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ได้ ซึ่งแผนจะต้องระบุไว้ให้ชัดเจนว่า จะให้เจ้าหนี้รายใดที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใด ซึ่งข้อเสนอในแผนดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้และได้รับความเห็นชอบจากศาล ซึ่งกรณีดังกล่าว ศาลย่อมจะต้องพิจารณาถึงเหตุอันสมควรและความเป็นธรรมในการที่แผนจะกำหนดให้เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้รับชำระหนี้ ดังนั้น แม้แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนพิจารณาร่วมกันกับคณะกรรมการเจ้าหนี้สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าปกติที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ โดยนำวิธีการและเงื่อนไขเดียวกับเจ้าหนี้ตามแผนในลักษณะหนี้ประเภทนั้นมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่มิได้มีการกำหนดรายละเอียดไว้ในแผนว่าเจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีรายใดบ้างและมีจำนวนหนี้เท่าใด ซึ่งมีผลให้การได้รับชำระหนี้ที่ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนส่วนนี้ไม่ได้ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ข้อ 8.3 จึงมิชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดในแผนข้างต้น เป็นข้อกำหนดที่ไม่เป็นข้อสำคัญอันจะทำให้แผนฟื้นฟูกิจการทั้งฉบับตกไปเสียทีเดียว แผนส่วนอื่น ๆ ยังใช้บังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาประการสุดท้ายของเจ้าหนี้รายที่ 66 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เห็นชอบด้วยแผนเฉพาะข้อ 8.3 การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/58 ม. 90/61 ม. 130 (6)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท ส.
เจ้าหนี้รายที่ 66 — กรมศุลกากรและกรมสรรพากร
เจ้าหนี้รายที่ 120 — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายศักดิ์เสถียร สวนสุข
- นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 672/2565
#686979
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อภายหลังครบกำหนดระยะเวลาที่จำเลยต้องรับผิดชอบบำรุงรักษาสาธารณูปโภคแล้ว ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโครงการ ป. ยังไม่ได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา จำเลยยังไม่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค และจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) จำเลยจึงยังไม่พ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคในโครงการ ป. ให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไปตามมาตรา 43 ส่วนข้อตกลงตามบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่ระบุว่า ผู้จะซื้อยินดีที่จะชำระค่าสาธารณูปโภคที่มีการเรียกเก็บต่อไปในอนาคตที่ผู้จะขายหรือนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้กำหนดและเรียกเก็บต่อไป นั้น เมื่อปรากฏว่ายังไม่มีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) หรือ (3) (เดิม) ประการใดประการหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดบำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไป และไม่มีบทบัญญัติใดให้จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไปบำรุงรักษาสาธารณูปโภค จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเอง จะเรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เฉพาะข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยไม่อาจอ้างข้อตกลงดังกล่าวมาเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดได้ ส่วนค่าบริการสาธารณะ แม้เป็นคนละส่วนกับความรับผิดค่าสาธารณูปโภคตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 จึงอาจมีการกำหนดหรือตกลงกันให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดค่าบริการสาธารณะตามอัตราที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 53 ได้ก็ตาม แต่ตามแผนผังโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินที่จำเลยได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ไม่ปรากฏข้อกำหนดให้เรียกเก็บค่าบริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรแต่อย่างใด แต่กลับปรากฏเงื่อนไขกำหนดในแผนผังและวิธีการจัดสรร ฉบับแก้ไข ครั้งที่ 3 ข้อ 8 ว่า จำเลยจะเป็นผู้ดูแลสาธารณูปโภคต่าง ๆ และบริการสาธารณะให้คงสภาพเดิมเป็นระยะเวลา 1 ปี และพ้นจากหน้าที่เมื่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรอันเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยว่าจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคและค่าบริการสาธารณะเอง ดังนี้ โครงการ ป. ยังไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้น เพราะเหตุมีการคัดค้านบัญชีทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนและสาธารณูปโภคยังไม่แล้วเสร็จ จำเลยจึงมีส่วนทำให้การจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่สำเร็จ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดค่าบริการสาธารณะ การที่โจทก์และผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอื่นได้รับความเดือดร้อนจากการไม่บริหาร จัดการ ดูแลบริการสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ จนจัดตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านชั่วคราวและต้องร่วมกันชำระเงินจำนวนตามฟ้องเป็นค่าบริการสาธารณูปโภคและค่าบริการสาธารณะระหว่างเดือนเมษายน 2557 ถึงเดือนกรกฎาคม 2558 เงินที่โจทก์แต่ละคนชำระจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับสืบเนื่องมาจากการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายโดยตรงของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผิดสัญญาและละเมิด จำเลยต้องคืนเงินค่าสาธารณูปโภคและค่าบริการสาธารณะตามฟ้องแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดสิบห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบห้าตามจำนวนต้นเงิน กล่าวคือ โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 32,544 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 29,160 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 36,900 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 27,360 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 31,392 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 29,484 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 20,880 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 20,880 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 20,884 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 24,480 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 20,880 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 22,284 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 22,752 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 24,480 บาท โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 24,444 บาท โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 25,560 บาท โจทก์ที่ 19 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 20 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 24,480 บาท โจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 20,880 บาท โจทก์ที่ 24 เป็นเงิน 24,408 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 25,452 บาท โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 30,420 บาท โจทก์ที่ 29 เป็นเงิน 25,452 บาท โจทก์ที่ 30 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 31 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 32 เป็นเงิน 25,344 บาท โจทก์ที่ 33 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 34 เป็นเงิน 27,000 บาท โจทก์ที่ 35 เป็นเงิน 24,948 บาท โจทก์ที่ 36 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 37 เป็นเงิน 24,732 บาท โจทก์ที่ 38 เป็นเงิน 20,916 บาท โจทก์ที่ 39 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 40 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 41 เป็นเงิน 27,468 บาท โจทก์ที่ 42 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 43 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 44 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 45 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 46 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 47 เป็นเงิน 20,124 บาท โจทก์ที่ 48 เป็นเงิน 20,304 บาท โจทก์ที่ 49 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 50 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 51 เป็นเงิน 24,012 บาท โจทก์ที่ 52 เป็นเงิน 31,572 บาท โจทก์ที่ 53 เป็นเงิน 25,956 บาท โจทก์ที่ 54 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 55 เป็นเงิน 31,716 บาท โจทก์ที่ 56 เป็นเงิน 29,952 บาท โจทก์ที่ 57 เป็นเงิน 33,408 บาท โจทก์ที่ 58 เป็นเงิน 24,408 บาท โจทก์ที่ 59 เป็นเงิน 22,320 บาท โจทก์ที่ 60 เป็นเงิน 27,684 บาท โจทก์ที่ 61 เป็นเงิน 26,532 บาท โจทก์ที่ 62 เป็นเงิน 32,904 บาท โจทก์ที่ 63 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 64 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 65 เป็นเงิน 25,812 บาท โจทก์ที่ 66 เป็นเงิน 29,628 บาท โจทก์ที่ 67 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 68 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 69 เป็นเงิน 29,592 บาท โจทก์ที่ 70 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 71 เป็นเงิน 31,140 บาท โจทก์ที่ 72 เป็นเงิน 20,880 บาท โจทก์ที่ 73 เป็นเงิน 24,480 บาท โจทก์ที่ 74 เป็นเงิน 29,124 บาท โจทก์ที่ 75 เป็นเงิน 25,200 บาท โจทก์ที่ 76 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 77 เป็นเงิน 29,880 บาท โจทก์ที่ 78 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 79 เป็นเงิน 25,200 บาท โจทก์ที่ 80 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 81 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 82 เป็นเงิน 30,564 บาท โจทก์ที่ 83 เป็นเงิน 28,116 บาท โจทก์ที่ 84 เป็นเงิน 29,520 บาท และโจทก์ที่ 85 เป็นเงิน 27,396 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินโจทก์ทั้งแปดสิบห้าตามลำดับดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบห้าเสร็จสิ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 ม. 44 ม. 49 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายพิพัฒน์ นัจฉริยางกูร
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 669/2565
#681807
เปิดฉบับเต็ม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุนหรือไม่ ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน ข้อ 11 ระบุว่า "... (4) แม้จะมีบทของวรรค 2 และ 3 อยู่ ดอกเบี้ยซึ่งเกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีในรัฐนั้น ถ้าดอกเบี้ยนั้นได้รับโดย (ก) รัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้น หรือ (ข) สถาบันการเงินใด ๆ ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้นเป็นเจ้าของทั้งหมด และโดยเฉพาะในกรณีสหพันธ์สาธารณรัฐ โดย "ดอยช์ บุนเดสแบงก์" หรือ "เครดิตทันสตาลห์ฟือร์ วีเดอรัฟเบา" และในกรณีประเทศไทย โดย "ธนาคารแห่งประเทศไทย" หรือ (ค) โดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจากพันธบัตรซึ่งออกจำหน่ายโดยรัฐบาลของรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก..." ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะเหตุผลสามประการประกอบกัน ประการที่หนึ่ง คำว่า เป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) หมายถึงเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น ไม่หมายรวมถึงการเป็นเจ้าของโดยอ้อมหรือโดยทางอ้อมด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ตามความตกลงนี้หากกรณีที่ต้องการให้หมายรวมถึงโดยทางอ้อมด้วยก็จะระบุไว้ชัดเจน ดังที่ระบุไว้ในข้อ 9 และข้อ 23 ประการที่สอง เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบข้อ 11 (4) (ก) กับข้อ 11 (4) (ข) แล้วควรมีความสำคัญที่เท่าเทียมหรือเกือบเท่าเทียมกัน ซึ่งตามข้อ 11 (4) (ก) ถ้าดอกเบี้ยได้รับโดยรัฐ มลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนข้อ 11 (4) (ข) ผู้รับดอกเบี้ยมิใช่รัฐ แต่เป็นสถาบันการเงินโดยเป็นสถาบันการเงินซึ่งรัฐเป็นเจ้าของทั้งหมด การที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจึงควรมีความสำคัญเท่ากับหรือเกือบเท่ากับรัฐตามข้อ 11 (4) (ก) นั่นคือ ต้องเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น เพราะหากเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางอ้อมด้วย ความสำคัญของสถาบันการเงินจะมีน้อยกว่ารัฐตามข้อ 11 (4) (ก) มาก เช่น หากรัฐเป็นเจ้าของทางอ้อมด้วย รัฐไม่อาจควบคุมดูแลสถาบันการเงินได้ดีเหมือนกับที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรง และประการที่สาม กรณีที่กระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือ 2 ฉบับ ตอบมายังจำเลย โดยตอบมารวมความได้ว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB มีหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมด้วย จึงไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ที่อาจอ้างสิทธิได้รับยกเว้นภาษีจากแหล่งเงินได้ ซึ่งเมื่อได้พิจารณาเหตุผลสามประการดังกล่าวประกอบกันแล้ว เห็นได้ชัดว่าธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 20 มกราคม 2560 รวม 7 ฉบับ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/417 - 423/2561 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ให้จำเลยคืนหลักประกันตามคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรของโจทก์ ลงวันที่ 10 กันยายน 2561 และให้งดหรือลดเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างกัน คือ ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน ทำ ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2510 ต้นฉบับ 6 ฉบับ เป็นภาษาเยอรมัน ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ภาษาละ 2 ฉบับ ทุกฉบับใช้ได้เท่าเทียมกัน เว้นแต่กรณีสงสัยให้ใช้ฉบับภาษาอังกฤษบังคับ ข้อที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้คือ ข้อ 11 โดยมีข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนี้

ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน

ข้อ 11

(1) ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งและจ่ายแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งอาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่งนั้น

(2) อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยนั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่ดอกเบี้ยเกิดขึ้นและเป็นไปตามกฎหมายของรัฐนั้นแต่ภาษีที่เรียกเก็บนั้นจะต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้น

(3) แม้จะมีบทของวรรค 2 อยู่ ภาษีของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งที่เก็บจากดอกเบี้ยซึ่งได้รับโดยสถาบันการเงินใด ๆ (รวมทั้งบริษัทประกันภัย) ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้น ถ้าวิสาหกิจที่จ่ายดอกเบี้ยนั้นดำเนินกิจการอุตสาหกรรมตามความหมายของวรรค 4 อนุวรรค ข. ของข้อ 10

(4) แม้จะมีบทของวรรค 2 และ 3 อยู่ ดอกเบี้ยซึ่งเกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีในรัฐนั้น ถ้าดอกเบี้ยนั้นได้รับโดย

(ก) รัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้น หรือ

(ข) สถาบันการเงินใด ๆ ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้นเป็นเจ้าของทั้งหมด และโดยเฉพาะในกรณีสหพันธ์สาธารณรัฐ โดย "ดอยช์ บุนเดสแบงก์" หรือ "เครดิตทันสตาลห์ฟือร์ วีเดอรัฟเบา" และในกรณีประเทศไทย โดย "ธนาคารแห่งประเทศไทย" หรือ

(ค) โดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจากพันธบัตรซึ่งออกจำหน่ายโดยรัฐบาลของรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก ...

ARTICLE 11

(1) Interest arising in a Contracting State and paid to a resident of the other Contracting State may be taxed in that other State.

(2) However, such interest may be taxed in the Contracting State in which it arises, and according to the law of that State, but the tax so charged shall not exceed 25 per cent of the gross amount of the interest.

(3) Notwithstanding the provisions of paragraph 2, the tax of a Contracting State on interest received by any financial institution (including an insurance company) which is a company of the other Contracting State shall not exceed 10 per cent of the gross amount of the interest, if the enterpriss (ที่ถูก enterprise) paying the interest engages in an industrial undertaking whthin (ที่ถูก within) the meaning of paragraph 4, subparagraph b, of Article 10.

(4) Notwithstanding the provisions of paragraphs 2 and 3, interest arising in a Contracting State shall be exempt from tax in that State if the interest is received by

(a) the other Contracting State, a "Land", a political subdivision, a local authority or a local administration thereof, or

(b) any financial institution wholly owned by the other Contracting State, a "Land", a political subdivision, a local authority or a local administration thereof, and in particular, in the case of the Federal Republic, by the "Deutsche Bundesbank" or the "Kreditanstalt fur Wiederaufbau", and in the case of Thailand, by the "Bank of Thailand", or

(c) by a resident of the other Contracting State on bonds issued by the Government of the first - mentioned State. ...

ทั้งนี้ ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale ต่อไปจะเรียกว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นธนาคารที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2513 โดยกฎหมายเฉพาะของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีถิ่นที่อยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มิได้ประกอบกิจการในราชอาณาจักรไทย แต่มีสาขาที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ ส่วนโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2547 ขณะจดทะเบียนชื่อ บริษัท อ. ทุนจดทะเบียน 250,000,000 บาท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้แก่ ซ. นิติบุคคลสัญชาติสิงคโปร์ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ไม่มีสำนักงานสาขา มิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการลงทุนในกลุ่มบริษัทในเครือ และบริการส่งเสริมด้านการตลาดและการขาย การบริหารจัดการและวางแผนด้านการตลาดและการขาย รวมถึงโฆษณาเผยแพร่และแนะนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่สำหรับบริษัทในเครือด้วย โจทก์ทำสัญญากู้เงินจากธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 จำนวน 140,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นำไปลงทุนโดยการซื้อหุ้นในบริษัทอื่นตามวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการของโจทก์ด้วย โจทก์เบิกเงินกู้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2547 มีกำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยทุก 6 เดือน โจทก์ชำระดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 และต่อมาในเดือนธันวาคม 2551 โจทก์ทำสัญญากู้ยืมกับธนาคาร NORD/LB ฉบับใหม่ (Refinance) โจทก์ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้ธนาคารดังกล่าวอีกหลายครั้ง ดังนี้ 1) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 จำนวน 23,455,226.14 บาท 2) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 จำนวน 10,354,283.22 บาท 3) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2552 จำนวน 6,962,729.10 บาท 4) เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 จำนวน 292,385.89 บาท 5) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2553 จำนวน 1,857,988.54 บาท 6) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 จำนวน 2,772,764.91 บาท 7) เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2554 จำนวน 169,498.36 บาท 8) เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวน 143,021.25 บาท 9) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 จำนวน 294,485.11 บาท ดอกเบี้ยเป็นเงินได้พึงประเมินของผู้ให้กู้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ก) ตามปกติผู้ให้กู้ต้องเสียภาษี โดยให้โจทก์ผู้จ่ายดอกเบี้ยหักภาษี ดอกเบี้ยที่จ่ายจากหรือในประเทศไทยตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายดอกเบี้ย หากมิได้หักและนำส่ง โจทก์ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 แต่โจทก์มิได้หักและนำส่งแต่ประการใด เพราะโจทก์เห็นว่าธนาคาร NORD/LB ได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ดอกเบี้ยตามข้อ 11 (4) (ข) แห่งความตกลงดังกล่าว ข้างฝ่ายจำเลย เจ้าพนักงานของจำเลยได้รับเอกสารของธนาคาร NORD/LB ที่โจทก์ส่งมอบต่อเจ้าพนักงานของจำเลยว่าโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีตามความตกลงดังกล่าว เช่น ตามเอกสารหนังสือธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547 ลงวันที่ 27 กันยายน 2548 และลงวันที่ 8 มิถุนายน 2549 ประกอบกับแนวทางการตอบข้อหารือของจำเลย ลงวันที่ 2 มีนาคม 2542 ลงวันที่ 30 กันยายน 2546 และลงวันที่ 2 ธันวาคม 2548 ซึ่งสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 นั้นรับผิดชอบในเขตพื้นที่ที่สำนักงานแห่งใหญ่ของโจทก์ตั้งอยู่ มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานสรรพากรภาค 1 เกี่ยวกับกรณีนี้ สรรพากรภาค 1 เห็นพ้องว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีและนำส่ง แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์มีหน้าที่หักภาษีและนำส่ง จำเลยในฐานะที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหนังสือลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 และวันที่ 2 มีนาคม 2552 สอบถามไปยังกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทั้งนี้ โดยอาศัยข้อ 24 และข้อ 25 แห่งความตกลงดังกล่าว ต่อมากระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือตอบมายังจำเลย 2 ฉบับ ทั้งสองฉบับเป็นภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ

ฉบับแรกลงวันที่ 2 มกราคม 2555 ที่เป็นภาษาอังกฤษ มีข้อความว่า

With reference to your above-mentioned letter I am now able to provide you with a report from our local tax authorities.

The Landesbank is only partly and indirectly owned by local government authorities, and so it is not a financial institution within the meaning of Article 11 Paragraph 4 (b) of our Double Taxation Agreement that might claim exemption from tax at source in Thailand.

The information provided is subject to the provisions concerning secrecy contained in the above - mentioned arrangements and may be used only for the purposes specified therein, limited to the taxes named there.

ฝ่ายจำเลยจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยว่า

ตามหนังสือกรมสรรพากรที่อ้างถึงข้างต้น ข้าพเจ้าขอแจ้งข้อมูลจากรายงานที่ได้รับจากสำนักงานสรรพากรท้องถิ่น ดังนี้

ธนาคาร Landesbank นั้น มีหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมบางส่วน จึงไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 วรรค 4 (ข) ของอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย – เยอรมัน ที่อาจอ้างสิทธิได้รับยกเว้นภาษีจากแหล่งเงินได้

ข้อมูลที่จัดส่งเป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการรักษาความลับภายใต้อนุสัญญาฯ ที่อ้างถึงข้างต้น และอาจนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว

ฉบับที่สองลงวันที่ 18 มิถุนายน 2555 ที่เป็นภาษาอังกฤษ มีข้อความว่า

I enclose a more detailed response for the above - mentioned case: For the period in question, the owners of Norddeutsche Landesbank /Girozentrale are:

- the German federal states of Lower Saxony and Saxony - Anhalt as regional authorities and

- the associations of savings banks in Lower Saxony, Saxony - Anhalt and Mecklenburg - Western Pomerania. The owners of the associations of saving banks are the respective municipalities and regional authorities.

Norddeutsche Landesbank / Girozentrale is therefore partly directly and partly indirectly owned by regional authorities.

The information provided is subject to the provisions concerning secrecy contained in the above - mentioned arrangements and may be used only for the purposes specified therein, limited to the taxes named there.

ฝ่ายจำเลยจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยว่า

ข้าพเจ้าขอส่งรายละเอียดเพิ่มเติมกรณีที่กล่าวถึงข้างต้น ดังนี้

สำหรับช่วงเวลาที่กล่าวถึงธนาคาร Norddeutsche Landesbank / Girozentale (ที่ถูก Girozentrale) มีผู้มีอำนาจควบคุมธนาคาร ประกอบด้วย

- หน่วยงานราชการรัฐ Lower Saxony และรัฐ Saxony Anhalt

- สมาคมธนาคารออมทรัพย์ในรัฐ Lower Saxony รัฐ Saxony Anhaltและรัฐ Mecklenburg – Western Pomerania โดยผู้มีอำนาจควบคุมสมาคมธนาคารออมทรัพย์ ได้แก่ เทศบาลและหน่วยงานราชการท้องถิ่นในท้องที่ที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น ธนาคาร Norddeutsche Landesbank / Girozentrale จึงมีหน่วยงานราชการท้องถิ่นเป็นผู้ถือหุ้นโดยทางตรงบางส่วน และโดยทางอ้อมบางส่วน

ข้อมูลที่จัดส่งเป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการรักษาความลับภายใต้อนุสัญญาฯ ที่อ้างถึงข้างต้น และอาจนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว

ทั้งนี้ตามหนังสือและคำแปลเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 243 ถึง 249 โดยสรุปตามหนังสือ 2 ฉบับดังกล่าว กระทรวงการคลังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีแจ้งว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามความตกลงดังกล่าวข้อ 11 (4) (ข) ที่จะได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ดอกเบี้ย สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 จึงออกตรวจสภาพกิจการโจทก์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2555 แจ้งประเด็นที่กระทรวงการคลังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีให้โจทก์ทราบ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 20 มกราคม 2560 ถึงโจทก์ 7 ฉบับ เป็นหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์จ่ายดอกเบี้ยแก่ธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ ระบุข้อความมีใจความด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เข้าลักษณะเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับยกเว้นภาษีจากดอกเบี้ยไปตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว เนื่องจากมีรัฐบาลท้องถิ่นถือหุ้นเพียงบางส่วนและเป็นทางอ้อม ตามหนังสือของกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่ตอบมายังจำเลย โจทก์ต้องหักภาษีและนำส่งตามมาตรา 70 แต่โจทก์มิได้หักภาษีและนำส่งไว้ จึงต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2551 เดือนภาษีมิถุนายน 2552 เดือนภาษีธันวาคม 2552 เดือนภาษีมกราคม 2553 เดือนภาษีมิถุนายน 2553 เดือนภาษีธันวาคม 2553 เดือนภาษีมกราคม 2554 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2554 และเดือนภาษีเมษายน 2554 รวม 9 เดือนภาษี เป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มรวม 13,890,714.74 บาท ไม่มีเบี้ยปรับแต่อย่างใด โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 มีใจความด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินที่ไม่เข้าลักษณะตามข้อ 11 (4) (ข) แห่งความตกลงดังกล่าว ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2561 ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การตีความข้อยกเว้นในการจัดเก็บภาษีจึงต้องตีความเคร่งครัดภายใต้วัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของคู่สัญญา เมื่อหนังสือตอบของกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีฉบับแรกว่า การมีหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมบางส่วนมิได้มีลักษณะเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่จะได้รับยกเว้นตามข้อ 11 (4) (ข) ตามความตกลงดังกล่าว และข้อความต่อมาว่า "ดอยช์ บุนเดสแบงก์" หรือ "เครดิตทันสตาลห์ฟือร์ วีเดอรัฟเบา" ย่อมมีนัยว่าการเป็นเจ้าของทั้งหมดต้องเทียบเคียงได้ อันเป็นการแสดงถึงวัตถุประสงค์ว่าต้องการให้ยกเว้นแต่เฉพาะสถาบันการเงินของรัฐที่มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น และหนังสือตอบฉบับที่สองซึ่งระบุช่วงเวลาพิพาทก็ไม่ได้ขัดหรือแย้งกับฉบับแรก ส่วนพยานหลักฐานโจทก์ไม่อาจฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์ กรณีไม่ปรากฏกฎหมายให้ลดหรืองดเงินเพิ่ม และจำเลยจึงไม่ต้องคืนหลักประกันแก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ธนาคาร NORD/LB มิใช่สถาบันการเงินตามความหมายของข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว พิพากษายืน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือ ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุนหรือไม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว เพราะเป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี "เป็นเจ้าของทั้งหมด" การเป็นเจ้าของทั้งหมดหมายถึงเป็นเจ้าของทุนทั้งหมด ซึ่งก็คือ เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด โดยเมื่อรวมผู้ถือหุ้นโดยทางตรงกับโดยทางอ้อมเข้าด้วยกันก็เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด ซึ่งรัฐเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมดจากการประกอบธุรกิจของธนาคาร NORD/LB โจทก์เห็นว่าจะถือเอาผู้ถือหุ้นโดยทางตรงทั้งหมดเท่านั้น โดยไม่รวมผู้ถือหุ้นโดยทางอ้อมดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไม่น่าจะถูกต้อง และโจทก์มีพยานหลักฐานสำคัญหลายฉบับที่สอดคล้องและยืนยันว่า ธนาคาร NORD/LB มีผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นมลรัฐและหน่วยงานของรัฐ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบทั้งหมดมีน้ำหนักรับฟังได้แล้วว่าธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว กล่าวคือ (1) ข้อเท็จจริงคดีนี้ เทียบเคียงได้กับแนวปฏิบัติตามที่จำเลยตอบข้อหารือว่าไม่ต้องถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ตามบันทึกข้อความ ส่วนราชการ สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 ทีมกำกับดูแลผู้เสียภาษี 12 เรื่อง หารือการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน รายโจทก์ ลงวันที่ 17 มีนาคม 2551 ลงวันที่ 30 กันยายน 2546 และวันที่ 2 ธันวาคม 2548 ธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ มีหนังสือถึงโจทก์ยืนยันว่า ธนาคาร NORD/LB มีมลรัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ของธนาคารออมสินของประชาชนในมลรัฐซึ่งมีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งมลรัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการ จึงเป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมดของธนาคาร NORD/LB ตามหนังสือลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547 วันที่ 27 กันยายน 2548 และวันที่ 8 มิถุนายน 2549 โจทก์ว่าจ้างสำนักงานกฎหมาย ดร.สุวรรณ ซึ่งมีนายสุวรรณ เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายและภาษีอากร มาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายและภาษีอากรให้แก่โจทก์ และเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้สอบถามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งและเจ้าของธนาคาร NORD/LB ไปยังสำนักงานกฎหมาย Freshfields Bruckhaus Deringer แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สำนักงานกฎหมายดังกล่าวให้ความเห็นทางกฎหมายตามหลักวิชาการและข้อเท็จจริงที่ถูกต้องมีน้ำหนักให้รับฟังว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญาจัดตั้งธนาคารระหว่างมลรัฐ Lower Saxony มลรัฐ Saxony - Anhalt และมลรัฐ Mecklenburg – Western Pomerania ซึ่งเป็น 3 ใน 16 มลรัฐของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางและผู้ประสานงานกับธนาคารออมสินต่าง ๆ ในมลรัฐทั้งสาม มีโครงสร้างเจ้าของของธนาคาร NORD/LB ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปี 2555 ตามตารางที่ 1 ถึงที่ 5 โดยที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับเดือนภาษีพิพาทคือ ตารางที่ 1 ถึงที่ 3 ดังนี้ ตารางที่ 1 ตั้งแต่ปี 2545 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 มลรัฐและเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น (เทศบาล, องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น) เป็นเจ้าของคือ มลรัฐ Lower Saxony เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 40, เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นในมลรัฐ Lower Saxony เป็นเจ้าของธนาคารออมสินของรัฐจัดตั้งโดยกฎหมายธนาคารออมสินของมลรัฐ Lower Saxony ร้อยละ 100 ธนาคารออมสินดังกล่าวเป็นเจ้าของธนาคารออมสินของมลรัฐ Lower Saxony และองค์กรออมทรัพย์ (NSGV) ร้อยละ 50 และเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นในมลรัฐ Lower Saxony เป็นเจ้าของธนาคารออมสินของมลรัฐ Lower Saxony และองค์กรออมทรัพย์ (NSGV) ร้อยละ 50 แล้วธนาคารออมสินของมลรัฐ Lower Saxony และองค์กรออมทรัพย์ (NSGV) เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 26 , มลรัฐ Saxony - Anhalt เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 10 เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นในมลรัฐ Saxony - Anhalt เป็นเจ้าของธนาคารออมสินของรัฐจัดตั้งโดยกฎหมายธนาคารออมสินของมลรัฐ Saxony - Anhalt ร้อยละ 100 ธนาคารออมสินดังกล่าวเป็นเจ้าขององค์กรที่ถือหุ้นธนาคารออมสินของมลรัฐ Saxony - Anhalt (SBV) ร้อยละ 50 และเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นในมลรัฐ Saxony – Anhalt เป็นเจ้าของ SBV ร้อยละ 50 แล้ว SBV เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 6 , มลรัฐ Mecklenburg West Pomerania เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 10, เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นในมลรัฐ Mecklenburg West Pomerania เป็นเจ้าของธนาคารออมสินของรัฐจัดตั้งโดยกฎหมายธนาคารออมสินของมลรัฐ Mecklenburg West Pomerania ร้อยละ 100 ธนาคารออมสินดังกล่าวเป็นเจ้าขององค์กรเฉพาะกิจของธนาคารออมสินของมลรัฐ Mecklenburg West Pomerania (SZV) ร้อยละ 100 แล้ว SZV เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 6 ตารางที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2548 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2548 มลรัฐ Lower Saxony เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 36.89 มลรัฐ Saxony – Anhalt เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 13.37 NSGN, SBV และ SZV เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 38.70 ร้อยละ 6.79 และร้อยละ 4.25 ตามลำดับ และตารางที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2554 มลรัฐ Lower Saxony เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 41.75 มลรัฐ Saxony - Anhalt เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 8.25 NSGV, SBV และ SZV เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 37.25 ร้อยละ 7.53 และร้อยละ 5.22 ตามลำดับ ระบุไว้ด้วยว่าผู้ถือหุ้นของ NSGV, SBV และ SZV เป็นเจ้าของ NSGV, SBV และ SZV ตามลำดับ ดังนั้น จึงเป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB โดยทางอ้อม และฎีกาว่า หนังสือกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 2 มกราคม 2555 ไม่ได้ตอบสถานะของธนาคาร NORD/LB ในช่วงเวลาพิพาทในคดีนี้ จึงนำมาใช้วินิจฉัยสถานะของธนาคาร NORD/LB ในคดีนี้ไม่ได้ กับตามหนังสือกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่ตอบมายังจำเลย ฉบับที่สอง ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2555 ซึ่งจำเลยแปลว่า ธนาคาร NORD/LB มีหน่วยงานราชการท้องถิ่นเป็นผู้ถือหุ้นโดยทางตรงบางส่วน และโดยทางอ้อมบางส่วน แต่โจทก์เห็นว่าควรแปลว่า ธนาคาร NORD/LB มีราชการส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งโดยตรงและอีกส่วนหนึ่งโดยอ้อม ดังนั้น ธนาคาร NORD/LB จึงมีรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดร้อยละ 100 โดยส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของโดยอ้อมอีกส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของโดยตรง และฎีกาด้วยว่า สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีธนาคารกลางมากกว่า 1 ธนาคาร ธนาคาร NORD/LB เป็นธนาคารกลางทางภาคเหนือของประเทศและมีรัฐเป็นเจ้าของทั้งหมด หากจะเปรียบเทียบกับประเทศไทยซึ่งมีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นธนาคารกลางเพียงธนาคารเดียว ก็ต้องเปรียบเทียบว่ามีรัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดเหมือนกันเท่านั้น โดยสรุปแล้ว ตามฎีกาของโจทก์ดังที่กล่าวมา โจทก์เห็นว่า ธนาคาร NORD/LB มีมลรัฐ เทศบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในมลรัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดหรือร้อยละ 100 โดยส่วนหนึ่งมลรัฐเป็นเจ้าของ (เป็นผู้ถือหุ้น) โดยตรง และอีกส่วนหนึ่ง NSGV, SBV และ SZV เป็นเจ้าของ (เป็นผู้ถือหุ้น) โดยอ้อม ธนาคาร NORD/LB จึงเป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะเหตุผลสามประการประกอบกัน ประการที่หนึ่ง คำว่า เป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) หมายถึงเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น ไม่หมายรวมถึงการเป็นเจ้าของโดยอ้อมหรือโดยทางอ้อมด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ตามความตกลงนี้หากกรณีที่ต้องการให้หมายรวมถึงโดยทางอ้อมด้วยก็จะระบุไว้ชัดเจน ดังที่ระบุไว้ในข้อ 9 และข้อ 23 ที่ยกมากล่าวไว้ข้างต้น ประการที่สอง เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบข้อ 11 (4) (ก) กับข้อ 11 (4) (ข) แล้วควรมีความสำคัญที่เท่าเทียมหรือเกือบเท่าเทียมกัน ซึ่งตามข้อ 11 (4) (ก) ถ้าดอกเบี้ยได้รับโดยรัฐ มลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนข้อ 11 (4) (ข) ผู้รับดอกเบี้ยมิใช่รัฐ แต่เป็นสถาบันการเงินโดยเป็นสถาบันการเงินซึ่งรัฐ...เป็นเจ้าของทั้งหมด การที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจึงควรมีความสำคัญเท่ากับหรือเกือบเท่ากับรัฐตามข้อ 11 (4) (ก) นั่นคือต้องเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น เพราะหากเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางอ้อมด้วย ความสำคัญของสถาบันการเงินจะมีน้อยกว่ารัฐตามข้อ 11 (4) (ก) มาก เช่น หากรัฐเป็นเจ้าของทางอ้อมด้วย รัฐไม่อาจควบคุมดูแลสถาบันการเงินได้ดีเหมือนกับที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรง และประการที่สาม กรณีที่กระทรวงการคลังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือ 2 ฉบับ ตอบมายังจำเลยดังที่ได้ยกขึ้นกล่าวมาแล้วข้างต้น โดยตอบมารวมความได้ว่า ธนาคาร NORD/LB มีหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมด้วย จึงไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ที่อาจอ้างสิทธิได้รับยกเว้นภาษีจากแหล่งเงินได้ ซึ่งเมื่อได้พิจารณาเหตุผลสามประการดังกล่าวประกอบกันแล้ว เห็นได้ชัดว่าธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว ที่โจทก์ฎีกาอีกว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้เทียบเคียงได้กับแนวปฏิบัติตามที่จำเลยตอบข้อหารือว่าไม่ต้องถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ตามหนังสือตอบข้อหารือลงวันที่ 2 มีนาคม 2542 วันที่ 30 กันยายน 2546 วันที่ 2 ธันวาคม 2548 และวันที่ 17 มีนาคม 2551 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงคดีนี้เทียบเคียงกับแนวปฏิบัติดังกล่าวได้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรับได้กับข้อกฎหมายดังเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงต้องเป็นไปตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า หนังสือกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 2 มกราคม 2555 ไม่ได้ตอบสถานะของธนาคาร NORD/LB ในช่วงเวลาพิพาทในคดีนี้ นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุนข้ออ้างในส่วนนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคาร NORD/LB ในช่วงเวลาพิพาทมีการเปลี่ยนแปลงและไม่ถูกต้องอย่างใด และที่โจทก์ฎีกาด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ มีหนังสือถึงโจทก์ยืนยันว่า ธนาคาร NORD/LB มีมลรัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ของธนาคารออมสินของประชาชนในมลรัฐซึ่งมีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งมลรัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการ จึงเป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมดของธนาคาร NORD/LB ก็ดี กับที่ฎีกาว่า สำนักกฎหมาย Freshfields Bruckhaus Deringer แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ให้ความเห็นว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) รายละเอียดตามที่ยกขึ้นกล่าวมาแล้วข้างต้นก็ดี ก็เป็นเพียงความเห็นของธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ และความเห็นของสำนักกฎหมายดังกล่าว ซึ่งไม่ผูกพันให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรต้องวินิจฉัยตาม เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB มิใช่สถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน ที่จะได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยในราชอาณาจักรไทย ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์มิได้หักภาษีและนำส่ง และทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏเหตุอันควรให้งดหรือลดเงินเพิ่มแก่โจทก์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย พร้อมเงินเพิ่มทั้งเจ็ดฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่จำต้องคืนหลักประกันตามคำร้องขอทุเลาการเสียภาษี ลงวันที่ 10 กันยายน 2561 แก่โจทก์ ส่วนฎีกาของโจทก์ประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 70
ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อุดม วัตตธรรม
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2565
#683741
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) แต่คำขอท้ายฟ้อง โจทก์ไม่ระบุมาตรา 365 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษสูงขึ้น อันเป็นผลร้ายแก่จำเลยมาด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว จึงพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเกินคำขอและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่

ความผิดข้อหาเคลื่อนย้ายหลักหมายเขตหรือหมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่ไปจากที่เดิมโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม ป.ที่ดิน มาตรา 67 เป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหาย

คำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยย้ายหลักเขตที่ดินกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งจำเลยไม่จำเป็นต้องกระทำการด้วยตนเองโดยตรง และหากไม่ดำเนินการโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลภายนอกกระทำการแทน โดยให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 362, 363, ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 67, 109 และให้จำเลยย้ายหลักเขตที่ดินหมายเลข 2ฉ – 8316 กลับไปตำแหน่งเดิมด้านทิศใต้ระยะ 1.15 เมตร และย้ายหลักเขตที่ดินหมายเลข 8จ - 8336 กลับไปตำแหน่งเดิมด้านทิศใต้ระยะ 1.58 เมตร กับให้จำเลยย้ายกำแพงที่จำเลยกับพวกได้ก่อสร้างขึ้นกลับไปตำแหน่งเดิมตามระยะหลักเขตที่ดินที่ย้ายกลับไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 (เดิม), 363 (เดิม), ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 67, 109 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 363 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยย้ายหลักเขตที่ดินหมายเลข 2ฉ - 8316 และ 8จ - 8336 พร้อมรั้วกำแพงที่จำเลยทำขึ้นกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกาในคดีส่วนแพ่ง โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 365 (2) แต่เมื่อคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ไม่ระบุมาตรา 365 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษสูงขึ้น อันเป็นผลร้ายแก่จำเลยมาด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตาม มาตรา 365 (2) ไม่ได้เพราะเป็นเรื่องเกินคำขอและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ จึงต้องถือว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 363 เท่านั้น ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดข้อหาเคลื่อนย้ายหลักหมายเขตหรือหมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่ไปจากที่เดิมโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดข้อหาดังกล่าว จึงเป็นผู้เสียหายนั้น เห็นว่า ความผิดข้อหาเคลื่อนย้ายหลักหมายเขตหรือหมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่ไปจากที่เดิมโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะฟ้องขอให้ลงโทษผู้กระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (1) และพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 14 (2) เอกชนจะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ แม้โจทก์อ้างว่าจำเลยกับพวกร่วมกันเคลื่อนย้ายหลักเขตที่ดินเข้าไปที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 6.3 ตารางวา ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าวนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งประการสุดท้ายมีว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นคำขอที่อาจบังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้คู่ความมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้ว่าจะมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้โดยเห็นว่าคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยย้ายหลักเขตที่ดินกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งจำเลยไม่จำเป็นต้องกระทำการด้วยตนเองโดยตรง แม้การย้ายหลักเขตที่ดิน จะเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่เมื่อจำเลยไม่สามารถดำเนินการโดยลำพังด้วยตนเองได้ จำเลยก็สามารถดำเนินการโดยการยื่นคำร้อง คำขอผ่านเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้ดำเนินการนำหลักเขตที่ดินกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมตามคำพิพากษาได้ โดยการที่เจ้าพนักงานที่ดินจะย้ายหลักเขตที่ดินกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม เจ้าพนักงานที่ดินจะต้องทำการรังวัดสอบเขตที่ดินตามกฎหมาย ตามระเบียบ และตามหลักวิชาการ เพื่อกำหนดตำแหน่งเดิมของที่ดิน มิใช่ตามที่คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนำชี้แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากจำเลยไม่ดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำบังคับ โจทก์สามารถที่จะดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 358 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ได้ คำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยย้ายหลักเขตที่ดินกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม จึงเป็นคำขอที่อาจบังคับได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 365 (2)
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
ป.วิ.พ. ม. 358
ป.ที่ดิน ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายรุ่งโรจน์ สันติจิราวัชร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2565
#683961
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับ ข้อ 2 มีข้อความเช่นเดียวกันว่า เมื่อจำเลยได้รับหนังสือแจ้งจากโจทก์ว่าผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาและไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ว่าทั้งหมดหรือเฉพาะส่วน จำเลยยอมชำระเงินแทนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหนังสือค้ำประกันทุกฉบับที่จำเลยมอบแก่โจทก์ก็เพื่อค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดในช่วงระยะเวลาที่หนังสือค้ำประกันแต่ละฉบับกำหนดไว้ เพราะหากพ้นจากช่วงระยะเวลาดังกล่าวของหนังสือค้ำประกันฉบับใดฉบับหนึ่ง ก็ไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแก่โจทก์ในฉบับนั้น อันมีผลให้โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดแทนผู้ร้องสอดได้ และหากตีความว่าเมื่อผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์ในช่วงเวลาตามที่กำหนดไว้ในหนังสือค้ำประกันก็ตาม โจทก์ยังต้องมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแต่ละฉบับ ย่อมขัดต่อความประสงค์และมุ่งหมายที่โจทก์ให้จำเลยค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดอย่างแท้จริง ทั้งจำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โดยได้รับผลประโยชน์ในรูปค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันหนี้ของลูกค้า เช่นผู้ร้องสอด จากผู้ร้องสอดเป็นเงินตอบแทนในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ของยอดวงเงินค้ำประกัน ซึ่งคิดเป็นรายปี จำเลยย่อมทราบดีว่าในกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า ลูกหนี้ที่ตนค้ำประกันประพฤติผิดสัญญา ย่อมมีข้อโต้แย้งทำให้ไม่อาจแจ้งเหตุให้จำเลยทราบได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ดังเช่นคดีนี้ โจทก์อ้างว่าผู้ร้องสอดผิดสัญญาตั้งแต่การส่งมอบงานชุดแรกในวันที่ 30 มิถุนายน 2554 และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ภายหลังจากโจทก์แจ้งถึงการผิดสัญญาให้ผู้ร้องสอดทราบและบอกเลิกสัญญาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกัน โดยถือเอาวันที่ผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาในระหว่างช่วงเวลาที่หนังสือค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดกำหนดไว้ แม้จะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวก็หามีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดไม่ จึงชอบด้วยหลักการตีความสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 เมื่อคำนึงประกอบกับสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารเรือนแถวและสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ซึ่งระบุข้อความในข้อ 16.3 เช่นเดียวกันว่า "ในกรณีข้อพิพาท เพื่อระงับข้อพิพาท คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงนำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ผลของการพิจารณาจากอนุญาโตตุลาการ ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดในข้อพิพาทนั้น" ย่อมมีผลให้โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการว่าผู้ร้องสอดผิดสัญญาและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเท่าใด ซึ่งตามสภาพการณ์ดังกล่าวจะต้องใช้เวลาพิจารณาเนิ่นนานพอสมควร โจทก์ย่อมไม่อาจแจ้งถึงความรับผิดของผู้ร้องสอดให้จำเลยทราบภายในกำหนดเวลาของหนังสือค้ำประกันแต่ละฉบับได้ ซึ่งจะมีผลให้หนังสือค้ำประกันสิ้นผลไปโดยปริยายและไม่มีประโยชน์อันใดที่โจทก์ต้องให้จำเลยทำหนังสือค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดแก่โจทก์ อันจะเป็นการขัดแย้งกับหลักการตีความตาม ป.พ.พ. มาตรา 10 เช่นนี้ การตีความสัญญาของศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยต้องรับผิดในการผิดสัญญาของผู้ร้องสอดแก่โจทก์ แม้โจทก์จะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบภายหลังกำหนดเวลาดังกล่าวผ่านพ้นไปแล้วจึงชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยมิได้ยกข้อที่ว่า การที่โจทก์มิได้ทวงถามให้ผู้ร้องสอดชำระหนี้แก่โจทก์ก่อน ผู้ร้องสอดจึงยังมิได้ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยให้รับผิดตามหนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 ขึ้นเป็นข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง ทั้งผู้ร้องสอดก็กล่าวอ้างเพียงว่าแม้คณะอนุญาโตตุลาการจะได้มีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องสอดรับผิดต่อโจทก์ แต่ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล อันเป็นเหตุเพียงพอให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ซึ่งหากคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการถูกศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนแล้ว ผู้ร้องสอดไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันได้อีกต่อไป โดยไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้โจทก์ต้องนำสืบว่า โจทก์ได้เรียกร้องให้ผู้ร้องสอดรับผิดเพราะเหตุผิดสัญญา และผู้ร้องสอดผิดนัดแล้วจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกัน ดังนั้น อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ผู้ร้องสอดมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แม้ผู้ร้องสอดฎีกาปัญหาข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยให้เช่นเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดร่วมกันชดใช้เงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ปรากฎว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันมีสาระสำคัญเกี่ยวกับมาตรา 7 และมาตรา 224 ว่าให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละสามต่อปีบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี รวมเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละห้าต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงคิดดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น เมื่อปรากฏว่าสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารเรือนแถวและสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ มิได้กำหนดดอกเบี้ยไว้ ผู้ร้องสอดและจำเลยจึงต้องรับผิดโดยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอ จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ยกคำร้อง แล้วพิจารณาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ กับให้รับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดไว้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดร่วมกันรับผิดชดใช้เงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่มีผลกระทบถึงความรับผิดของผู้ร้องสอดในส่วนคงเหลือที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 3/2555 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 88/2558 กับให้จำเลยและผู้ร้องสอดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้และชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ผู้ร้องสอดใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 15,000 บาท แทนโจทก์

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมาณต้นปี 2554 โจทก์ตกลงว่าจ้างผู้ร้องสอดให้ก่อสร้างอาคาร ชื่อโครงการ บ. โดยจำเลยได้ออกหนังสือค้ำประกันผู้ร้องสอดที่ทำสัญญารับจ้างกับโจทก์รวม 4 ฉบับ ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 18 มกราคม 2554 เลขที่ 54 - 42 - 0131 - 1 วงเงิน 3,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 17 มกราคม 2555 และเลขที่ 54 - 42 - 0131 - 2 วงเงิน 2,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2554 ฉบับที่ 3 และฉบับที่ 4 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เลขที่ 54 - 42 - 0292 - 9 วงเงิน 2,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 และเลขที่ 54 - 42 - 0303 - 3 วงเงิน 2,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 วันที่ 11 มกราคม 2555 โจทก์ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ให้คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาดเรื่องผิดสัญญา เรียกค่าเสียหายจากผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้ง คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และได้บอกเลิกสัญญาไปยังผู้ร้องสอดแล้วเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 ดังนั้น สัญญาพิพาทเลิกกันไป โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยที่ออกหนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับ ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันเพื่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการผิดสัญญาของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับให้แก่ผู้ร้องสอด ให้ผู้ร้องสอดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 18,624,981.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ยกข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต่อศาลแพ่ง โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 3/2555 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 88/2558 เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธินำเงินค่าเคลียร์แรงงานคนต่างด้าวที่โจทก์จ่ายให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจจำนวน 84,000 บาท มาหักออกจากเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายเป็นค่าจ้างแก่ผู้ร้องสอด และให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนอื่นนอกจากส่วนที่เพิกถอนดังกล่าว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ โดยผู้ร้องสอดฎีกาว่าหนังสือค้ำประกันฉบับดังกล่าว ตามข้อ 4 ระบุว่า "มีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2554" และสัญญาข้อ 2 ระบุว่า เมื่อจำเลยได้รับหนังสือแจ้งความจากโจทก์ว่า ผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาและไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายในวงเงินดังกล่าว (2,000,000 บาท) ไม่ว่าทั้งหมดหรือเฉพาะส่วน จำเลยยอมชำระเงินแทนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าวเป็นต้นไป แสดงว่าหากโจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันแล้ว โจทก์ต้องมีหนังสือแจ้งการผิดสัญญาและไม่ชำระหนี้ให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2554 แต่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 หนังสือค้ำประกัน จึงสิ้นผลผูกพัน เห็นว่า ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับตามข้อ 2 มีข้อความเช่นเดียวกันว่า เมื่อจำเลยได้รับหนังสือแจ้งจากโจทก์ว่าผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาและไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ว่าทั้งหมดหรือเฉพาะส่วน จำเลยยอมชำระเงินแทนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหนังสือค้ำประกันทุกฉบับที่จำเลยมอบแก่โจทก์ก็เพื่อค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดในช่วงระยะเวลาที่หนังสือค้ำประกันแต่ละฉบับกำหนดไว้ เพราะหากพ้นจากช่วงระยะเวลาดังกล่าวของหนังสือค้ำประกันฉบับใดฉบับหนึ่ง ก็ไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแก่โจทก์ในฉบับนั้น อันมีผลให้โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดแทนผู้ร้องสอดได้ และหากตีความว่าเมื่อผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์ในช่วงเวลาตามที่กำหนดไว้ในหนังสือค้ำประกันก็ตาม โจทก์ยังต้องมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแต่ละฉบับ ย่อมขัดต่อความประสงค์และมุ่งหมายที่โจทก์ให้จำเลยค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดอย่างแท้จริง ทั้งจำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โดยได้รับผลประโยชน์ในรูปค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันหนี้ของลูกค้า เช่นผู้ร้องสอด จากผู้ร้องสอดเป็นเงินตอบแทนในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ของยอดวงเงินค้ำประกัน ซึ่งคิดเป็นรายปี จำเลยย่อมทราบดีว่าในกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า ลูกหนี้ที่ตนค้ำประกันประพฤติผิดสัญญา ย่อมมีข้อโต้แย้งทำให้ไม่อาจแจ้งเหตุให้จำเลยทราบได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ดังเช่นคดีนี้ โจทก์อ้างว่าผู้ร้องสอดผิดสัญญาตั้งแต่การส่งมอบงานชุดแรกในวันที่ 30 มิถุนายน 2554 และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกัน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ภายหลังจากโจทก์แจ้งถึงการผิดสัญญาให้ผู้ร้องสอดทราบและบอกเลิกสัญญาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกันโดยถือเอาวันที่ผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาในระหว่างช่วงเวลาที่หนังสือค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดกำหนดไว้ แม้จะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวก็หามีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดไม่ จึงชอบด้วยหลักการตีความสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 ที่บัญญัติว่า "สัญญานั้น ท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปรกติประเพณีด้วย" เมื่อคำนึงประกอบกับสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารเรือนแถวและสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ซึ่งระบุข้อความในข้อ 16.3 เช่นเดียวกัน ว่า "ในกรณีข้อพิพาท เพื่อระงับข้อพิพาท คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงนำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ผลของการพิจารณาจากอนุญาโตตุลาการ ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดในข้อพิพาทนั้น" ย่อมมีผลให้โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการว่า ผู้ร้องสอดผิดสัญญาและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเท่าใด ซึ่งตามสภาพการณ์ดังกล่าวจะต้องใช้เวลาพิจารณาเนิ่นนานพอสมควร โจทก์ย่อมไม่อาจแจ้งถึงความรับผิดของผู้ร้องสอดให้จำเลยทราบภายในกำหนดเวลาของหนังสือค้ำประกันแต่ละฉบับได้ ซึ่งจะมีผลให้หนังสือค้ำประกันสิ้นผลไปโดยปริยายและไม่มีประโยชน์อันใดที่โจทก์ต้องให้จำเลยทำหนังสือค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดแก่โจทก์ อันจะเป็นการขัดแย้งกับหลักการตีความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 10 ที่บัญญัติว่า "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้นดีกว่าจะถือเอานัยที่ไร้ผล" เช่นนี้ การตีความสัญญาของศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยต้องรับผิดในการผิดสัญญาของผู้ร้องสอดแก่โจทก์ แม้จะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบภายหลังกำหนดเวลาคือ วันที่ 17 กรกฎาคม 2554 ผ่านพ้นไปแล้วจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของผู้ร้องสอดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผู้ร้องสอดฎีกาประการสุดท้ายว่า การที่โจทก์มิได้ทวงถามให้ผู้ร้องสอดชำระหนี้แก่โจทก์ก่อน ผู้ร้องสอดจึงยังมิได้ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยให้รับผิดตามหนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง ทั้งผู้ร้องสอดก็กล่าวอ้างเพียงว่า แม้คณะอนุญาโตตุลาการจะได้มีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องสอดรับผิดต่อโจทก์ แต่ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล อันเป็นเหตุเพียงพอให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความมาตรา 57 (1) ซึ่งหากคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการถูกศาล มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนแล้ว ผู้ร้องสอดไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันได้อีกต่อไป โดยไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้โจทก์ต้องนำสืบว่า โจทก์ได้เรียกร้องให้ผู้ร้องสอดรับผิดเพราะเหตุผิดสัญญา และผู้ร้องสอดผิดนัดแล้ว จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกัน ดังนั้น อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ผู้ร้องสอดมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แม้ผู้ร้องสอดฎีกาปัญหาข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยให้เช่นเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดร่วมกันชดใช้เงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันมีสาระสำคัญเกี่ยวกับ มาตรา 7 และมาตรา 224 ว่าให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละสามต่อปีบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี รวมเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละห้าต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงคิดดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น เมื่อปรากฏว่าสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารเรือนแถวและสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 มิได้กำหนดดอกเบี้ยไว้ ผู้ร้องสอดและจำเลยจึงต้องรับผิดโดยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอ จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและผู้ร้องสอดร่วมกันใช้เงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2555) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนับแต่วันนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ให้ผู้ร้องสอดใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 15,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 10 ม. 224 ม. 368 ม. 680 ม. 686
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 142 (5) ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ด.
ผู้ร้องสอด — บริษัท บ.
จำเลย — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางนฤมล ทาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจรูญ โชครุ่งวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
พิชัย เพ็งผ่อง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 654/2565
#681422
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ถึงวันที่ 14 กันยายน 2554 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า เงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 12,414,527 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม กับเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้า 1,727,589 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีอากร พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 10,602,747 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น จำนวน 824,044 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไป จำนวน 447,124 บาท นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป และจำนวน 456,421 บาท นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2554 เป็นต้นไป จนถึงวันที่จำเลยนำเงินมาชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่มแต่ละจำนวนดังกล่าว กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ถึงวันที่ 14 กันยายน 2554 จำเลยนำรถยนต์นั่งใหม่พร้อมอุปกรณ์ เกียร์อัตโนมัติและรถยนต์นั่งสำเร็จรูปจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและสหรัฐอเมริกาเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยสำแดงปริมาณ ราคา และค่าภาษีอากรประเภทต่าง ๆ ที่ต้องชำระตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม 3 ฉบับ ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่า จำเลยสำแดงราคาต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงอากรเป็นเหตุให้จำเลยชำระภาษีอากรขาด พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังจำเลยให้ชำระอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วทางไปรษณีย์ตอบรับเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินและไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด การประเมินภาษีอากรเป็นอันยุติ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ถึงวันที่ 14 กันยายน 2554 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า เงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เว้นแต่เมื่อคำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แล้ว เงินเพิ่มอากรขาเข้ายังไม่เท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินก็ให้คำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไปจนกว่าจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
อุดม วัตตธรรม
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 646/2565
#688315
เปิดฉบับเต็ม

แม้ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องเครื่องวิทยุคมนาคมและสถานีวิทยุคมนาคมที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 จะออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ตาม แต่ก็มิใช่กฎหมายที่ศาลจะรู้เองได้ ถือได้แต่เพียงเป็นประกาศที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยไม่ได้ต่อสู้เป็นประการอื่น จึงต้องรับฟังตามที่ปรากฏในฟ้องและคำรับสารภาพ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางเพื่อไว้ใช้ในราชการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 23 (ที่ถูก มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 ฐานมีและค้าเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวกันและมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐษนค้าเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง (ที่ถูก ริบเพื่อไว้ใช้ในราชการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาข้อ 2.2 ที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา จึงไม่รับฎีกาในส่วนนี้ สำหรับฎีกาในส่วนที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายข้อ 2.1 นั้น เห็นว่า เป็นข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคแรก ประกอบมาตรา 225 อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223 จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งแม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงให้รับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อ 2.1 ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดไม่ครบถ้วนและขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใด ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีมีอำนาจออกฎกระทรวงกำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมบางลักษณะ หรือเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในกิจการบางประเภทได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งทั้งหมด หรือเฉพาะแต่บางกรณีได้" องค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัตินี้คือ การทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนั้น ความผิดฐานมีหรือค้าเครื่องมือวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดเพราะจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2561 จำเลยมีและค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมหลายประเภทรวม 35 รายการ จำนวนทั้งสิ้น 260 เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมใช้ในการส่งและรับเครื่องหมายสัญญาณ ตัวหนังสือ ภาพ และเสียง หรือการอื่นใดซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้ด้วยคลื่นแฮรตเซียน มีความถี่วิทยุส่งและรับระหว่าง 824 ถึง 2500 เมกะเฮิรตซ์ กำลังส่งสูงสุดที่ตรวจสอบได้ 3 วัตต์ อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมตามกฎหมาย โดยจำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวไว้ครอบครองเพื่อขายให้แก่ลูกค้าของจำเลยอันเป็นการมีและค้าซึ่งวิทยุคมนาคมโดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 เช่นนี้ ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าในข้อหาได้ดีแล้วว่า จำเลยมีและค้าเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า โจทก์ไม่บรรยายฟ้องแจกแจงให้ชัดเจนว่า เครื่องวิทยุคมนาคมของกลางแบบใดชนิดใดมีความถี่เท่าไร เครื่องใดมีกำลังส่งสูงสุดที่ตรวจสอบได้ 3 วัตต์ และเครื่องใดมีกำลังวัตต์ต่ำกว่า เพราะตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้กำหนดความถี่และวัตต์ของเครื่องวิทยุคมนาคมไว้แตกต่างกันนั้น เห็นว่า ที่จำเลยยกขึ้นอ้างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดมิใช่องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 หากจำเลยปฏิเสธ โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่าเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางเป็นแบบใดชนิดใดมีความถี่เท่าไร เครื่องใดมีกำลังส่งสูงสุดที่ตรวจสอบได้ 3 วัตต์ และเครื่องใดมีกำลังวัตต์ต่ำกว่าตามที่จำเลยอ้าง แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้รอการลงโทษโดยอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ทราบว่าการขายเครื่องวิทยุคมนาคมเป็นความผิดและต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเท่านั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โดยลดโทษให้จำเลยคงจำคุก 9 เดือน แสดงว่าจำเลยเข้าใจฟ้องได้ดี ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดและจำเลยเข้าใจฟ้องได้ดีจึงรับสารภาพและอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษดังกล่าว ฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาอ้างว่า เครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยมีและค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมตามฟ้องได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง เครื่องวิทยุคมนาคมและสถานีวิทยุคมนาคมที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง เครื่องวิทยุคมนาคมและสถานีวิทยุคมนาคมที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ดังกล่าวจะออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (4) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และมาตรา 27 (24) (25) และมาตรา 81 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ประกอบมาตรา 6 วรรคสอง และมาตรา 11 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ตาม ก็มิใช่เป็นกฎหมายที่ศาลจะรับรู้ได้เอง ถือได้แต่เพียงเป็นประกาศที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยไม่ได้ต่อสู้เป็นประการอื่น จึงต้องรับฟังตามที่ปรากฏในคำฟ้องและคำรับสารภาพว่า จำเลยมีและค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมหลายประเภท 35 รายการ รวม 260 เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมใช้ในการส่งและรับเครื่องหมายสัญญาณ ตัวหนังสือ ภาพ และเสียง หรือการอื่นใดซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้ด้วยคลื่นแฮรตเซียน มีความถี่วิทยุส่งและรับช่วงระหว่าง 824 ถึง 2500 เมกะเฮิรตซ์ กำลังส่งสูงสุดที่ตรวจสอบได้ 3 วัตต์ อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมตามกฎหมาย โดยจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อขายให้แก่ลูกค้าอันเป็นการมีและค้าซึ่งวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อถือได้ว่าฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ดังวินิจฉัยมาข้างต้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้องและศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวัฒนพล ไชยมณี
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2565
#680726
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 มาตรา 31 ศาลมีอำนาจรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 30 โดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานประกอบ แต่ก็เป็นเพียงการนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติมารับฟังเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น มิใช่นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วย นอกจากนี้เมื่อศาลชั้นต้นอ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยฟัง จำเลยก็ขอสละถ้อยคำในเชิงปฏิเสธไปแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจมารับฟังลบล้างคำรับสารภาพของจำเลยในข้อหาตามที่ถูกฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 264, 265, 268 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 265 ประกอบมาตรา 83 จำเลยเป็นผู้ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงในคดีมีเพียงว่า ในขณะเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นจับกุม จำเลยแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ของกลางพร้อมทั้งนำเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์มามอบให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบ โดยจำเลยไม่มีอาการพิรุธที่ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้ว่าเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์ที่นำมาแสดงเป็นเอกสารราชการปลอม ทั้งจำเลยไม่มีชื่อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด ดังที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ จำเลยขอสืบพยานพนักงานคุมประพฤติเพิ่มเติมในประเด็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยให้การรับสารภาพไปโดยผิดหลงเพราะเข้าใจว่าศาลจะรอการลงโทษ หากต่อสู้คดีจะต้องเสียค่าจ้างทนายความ ทำนองว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจและจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง นั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลออกนั่งพิจารณาหลังจากจำเลยมีทนายความแล้ว จำเลยได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องต่อหน้าศาล จึงต้องฟังว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ ทั้งข้อหาตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แม้ว่าพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ.2559 มาตรา 31 ศาลจะมีอำนาจรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 30 โดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานประกอบก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติมารับฟังเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น มิใช่เป็นการนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วย นอกจากนี้เมื่อศาลชั้นต้นอ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยฟัง จำเลยก็ขอสละถ้อยคำในเชิงปฏิเสธไปแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวในรายงานการสืบเสาะและพินิจมารับฟังลบล้างคำรับสารภาพของจำเลยในข้อหาตามที่ถูกฟ้องได้ คดีต้องฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะมาฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยมิได้ให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกหาได้ไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและเอกสารรายการจดทะเบียนปลอม โดยนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมไปติดไว้ที่รถยนต์ และใช้เอกสารรายการจดทะเบียนปลอมแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เป็นเหตุให้รัฐไม่อาจควบคุมความปลอดภัยของสภาพรถรวมถึงปริมาณของรถที่แท้จริง ทั้งกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการที่จะใช้เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน และหากนำรถยนต์ไปใช้ในการกระทำความผิดอื่นแล้ว ย่อมยากแก่การที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องจะตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการไม่เคารพกฎหมาย อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมโดยส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และประกอบอาชีพสุจริตมาโดยตลอด หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายเกียงไกร หวังสุจริตการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย จันทร์วิรัช
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 626/2565
#689067
เปิดฉบับเต็ม

กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตฯ จัดตั้งขึ้นตามแนวทางที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนด โดยมีคณะกรรมการที่ได้รับคัดเลือกโดยมติที่ประชุมสมาชิก เงินฝากที่สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฝากมาเพื่อให้สมาชิกกู้ยืมถือเป็นกิจการของกลุ่มออมทรัพย์ และคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในเงินส่วนนี้ การที่คณะกรรมการเลือกให้จำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนดูแลเงินฝากของสมาชิก ก็มีวัตถุประสงค์ให้จำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนของคณะกรรมการในการเก็บรักษาเงิน เมื่อเงินที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสามหายไป คณะกรรมการย่อมเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตเงินดังกล่าว และมีอำนาจทำหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นตัวแทนร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ ธ. ผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการจึงมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม เมื่อ ธ. เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ที่นำฝากเงินกับกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวด้วยคนหนึ่ง เมื่อมีผู้ยักยอกเงินที่นำฝากไป ธ. ย่อมได้รับความเสียหาย ธ. จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสมาชิกอื่นหรือจากคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ การที่คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์มอบอำนาจให้ ธ. ไปร้องทุกข์ถือได้ว่า ธ. ร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย การแจ้งความร้องทุกข์ของ ธ. จึงเป็นไปโดยชอบ และไม่จำต้องให้สมาชิกทุกคนร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 83 และให้จำเลยทั้งสามคืนเงิน 685,262 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก 353 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานยักยอกเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 681,046 บาท แก่สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. ลำดับที่ 1 ถึง 202 ตามบัญชีสมาชิกท้ายคำฟ้อง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 5 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. จัดตั้งขึ้นตามระเบียบกรมการพัฒนาชุมชน ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต พ.ศ. 2555 เป็นกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตที่ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งขึ้นเพื่อเก็บออมเงินสะสมรวมกันโดยมีการบริหารจัดการกันเอง และดำเนินการตามแนวทางที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนด มีคณะกรรมการบริหารที่ได้รับการคัดเลือกโดยมติที่ประชุมสมาชิก ประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการ มีหน้าที่กำหนดระเบียบข้อบังคับ ทำบัญชีรายรับรายจ่าย และทะเบียนเอกสารต่าง ๆ และบริหารงานทั่วไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิก คณะกรรมการเงินกู้ มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาเงินกู้ให้กับสมาชิก คณะกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและกิจการของกลุ่ม และคณะกรรมการส่งเสริม มีหน้าที่ส่งเสริมและสร้างเสริมความเข้าใจในหลักการของกลุ่มออมทรัพย์ ขณะเกิดเหตุกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. มีจำเลยทั้งสามกับนางธมลวรรณ นางนงคราญ นายบดินทร์ นายสมโพธิ์ นางพวงมาลา และนายวิเชียรเป็นคณะกรรมการ โดยจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ มีหน้าที่ลงบันทึกในสมุดบันทึกการออม และรับเรื่องการแจ้งเข้าของสมาชิกเพิ่มและลาออก อนุมัติเงินกู้ และมีหน้าที่ถอนเงินจากธนาคารนำมาจ่ายให้แก่สมาชิกที่กู้ยืมและลาออก จำเลยที่ 2 มีหน้าที่เก็บดอกเบี้ยเงินกู้ และเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยจากสมาชิกที่กู้ยืมเงินของกลุ่มสมาชิก และลงบันทึกในสมุดเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ และจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ลงบันทึกสมุดออมสะสมของสมาชิกในเวลาที่สมาชิกนำเงินสดไปออม เมื่อรับเงินออมจากสมาชิกแล้วจะนำไปฝากที่ธนาคาร โดยจำเลยทั้งหมด 2 ใน 3 เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในการเบิกถอนเงินจากธนาคารดังกล่าว ต่อมาปรากฏว่ากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. มีเงินไม่เพียงพอให้สมาชิกกู้ยืม เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. ที่เหลืออยู่ทำหนังสือมอบอำนาจและแนบบัญชีรายชื่อสมาชิกพร้อมลงลายมือชื่อให้นางธมลวรรณดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 นางธมลวรรณไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าแดด กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามยักยอกเงินของสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นางธมลวรรณมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. จัดตั้งขึ้นตามแนวทางที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนด โดยมีคณะกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกโดยมติที่ประชุมสมาชิก ได้แก่ จำเลยทั้งสาม นางธมลวรรณ นางนงคราญ นายบดินทร์ นายสมโพธิ์ นางพวงมาลา และนายวิเชียร เงินฝากที่สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฝากมาเพื่อให้สมาชิกกู้ยืมถือเป็นกิจการของกลุ่มออมทรัพย์ และคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในเงินส่วนนี้ การที่คณะกรรมการเลือกให้จำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนดูแลเงินฝากของสมาชิก ก็มีวัตถุประสงค์ให้จำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนของคณะกรรมการในการเก็บรักษาเงิน เมื่อเงินที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสามหายไป คณะกรรมการย่อมเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตเงินดังกล่าว และมีอำนาจทำหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นตัวแทนร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ นางธมลวรรณผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการจึงมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม นอกจากนี้ยังได้ความว่า นางธมลวรรณเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ที่นำฝากเงินกับกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวด้วยคนหนึ่ง เมื่อมีผู้ยักยอกเงินที่นำฝากไป นางธมลวรรณย่อมได้รับความเสียหาย นางธมลวรรณจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสมาชิกอื่นหรือจากคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ การที่คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์มอบอำนาจให้นางธมลวรรณไปร้องทุกข์ถือได้ว่านางธมลวรรณร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย การแจ้งความร้องทุกข์ของนางธมลวรรณจึงเป็นไปโดยชอบ และไม่จำต้องให้สมาชิกทุกคนร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การแจ้งความร้องทุกข์ของนางธมลวรรณเป็นไปโดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนหรือดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดคดีนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากคดีนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง ทำให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 353
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายธราดล พินิจสัจจธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสนิท โพชนะกิจ
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2565
#687032
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2555 ที่ใช้อยู่ขณะเกิดเหตุ กำหนดวิธีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาไว้หลายวิธี โดยข้อ 37 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "เมื่อองค์คณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่า จากทางไต่สวนข้อเท็จจริงมีพยานหลักฐานพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการอันมีมูลความผิด ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนมีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบและแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ..." วรรคสองกำหนดว่า "ในการแจ้งข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนจัดทำเป็นบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ระบุการกระทำและพฤติการณ์ทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียด... ที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี... โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบการแจ้งข้อกล่าวหาไว้เป็นหลักฐานด้วย" ข้อ 38 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดนัดหรือปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับหนังสือตามข้อ 37 ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไปให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนข้อเท็จจริง..." วรรคสองกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ได้รับหนังสือแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้มีการปิดประกาศหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาไว้โดยเปิดเผยยังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. และภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา..." ลักษณะการแจ้งข้อกล่าวหาตามระเบียบดังกล่าวพอจำแนกตามวัตถุประสงค์ได้เป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ การมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง ซึ่งปกติต้องส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา การส่งบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามข้อ 38 วรรคหนึ่ง และการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 38 วรรคสองนั้น มุ่งให้ผู้ถูกกล่าวหารับทราบข้อกล่าวหาเพื่อประโยชน์ในการชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา โดยแจ้งไปยังภูมิลำเนาและที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ หรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวน ซึ่งเป็นสถานที่อยู่สำคัญที่ผู้ถูกกล่าวหาน่าจะได้รับหนังสือแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าวหา ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหายังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นวิธีการที่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การไต่สวนให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ กรณีที่ไม่อาจแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ด้วยวิธีอื่น คดีนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาครบทั้งสองลักษณะ สำหรับการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยการมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง การส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามข้อ 38 วรรคหนึ่ง และการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 38 วรรคสองนั้น จำเลยที่ 2 จงใจปกปิดภูมิลำเนาของตนเพื่อหลบเลี่ยงมิให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสามารถติดตามดำเนินคดีแก่ตนได้ เจ้าของบ้านแจ้งจำหน่ายชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากทะเบียนบ้านแล้วไปเพิ่มชื่อจำเลยที่ 2 ในทะเบียนบ้านของสำนักงานทะเบียนท้องถิ่น ย่อมทำให้ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสามารถมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 ได้ ถือได้ว่าการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยวิธีอื่นไม่อาจกระทำได้ ต้องนำการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยวิธีปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหายังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. ตามข้อ 38 วรรคสอง มาใช้บังคับ เมื่อการปิดประกาศดังกล่าวกระทำโดยชอบ การสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 147, 157 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 600,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.887/2560 ของศาลจังหวัดสตูล

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 600,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.887/2560 ของศาลจังหวัดสตูล ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรี ผู้เสียหาย ได้รับมอบหมายจากนายกเทศมนตรีตำบลผู้เสียหาย ให้มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งอนุญาต อนุมัติให้ก่อหนี้ (จัดซื้อจัดจ้าง) อนุมัติให้จ่ายเงินตามระเบียบสั่งจ่ายเงินในฎีกาเงินตามงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ รวมทั้งอนุมัติเงินยืมในวงเงินไม่จำกัดจำนวนเฉพาะส่วนสำนักปลัดเทศบาล กองคลัง กองช่าง ลงนามในเช็คร่วมกับปลัดเทศบาลหรือผู้รักษาการแทน ในหมวดเงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว ค่าตอบแทน ค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ โดยไม่จำกัดวงเงินขององค์การบริหารส่วนตำบล กรณีที่นายกเทศมนตรีตำบลผู้เสียหายไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาราชการแทน จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลตำบลผู้เสียหาย มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์สินและเงินงบประมาณของเทศบาลตามระเบียบของทางราชการ รับผิดชอบควบคุม กำกับดูแล บังคับบัญชาการปฏิบัติราชการประจำทุกส่วนงานของเทศบาลผู้เสียหายตั้งแต่สำนักปลัดเทศบาล กองคลัง กองช่าง กองสาธารณสุขและกองการศึกษา เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เทศบาลตำบลผู้เสียหายประกาศใช้บังคับเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยงบประมาณส่วนหนึ่งกำหนดรายจ่ายให้กองการศึกษาจัดกิจกรรมโครงการถนนอาหารฮาลาลเป็นเงิน 500,000 บาท ต่อมาประมาณต้นเดือนมกราคม 2554 จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งสั่งให้นางซอร่า หัวหน้ากองการศึกษา เทศบาลตำบลผู้เสียหายทำบันทึกเสนอขอจัดกิจกรรมโครงการถนนอาหารฮาลาล ประจำปี 2554 ในวันที่ 18 มีนาคม 2554 โดยให้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายจัดกิจกรรม 600,000 บาท มากกว่างบประมาณรายจ่ายที่เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีกำหนดไว้ 100,000 บาท และให้เทศบาลผู้เสียหายโอนงบประมาณรายจ่ายเกี่ยวกับการรับรอง พิธีการด้านศาสนาและประเพณี ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมโครงการประเพณีต่าง ๆ จำนวน 100,000 บาท ไปสมทบ หลังจากนั้นวันที่ 31 มกราคม 2554 เทศบาลตำบลผู้เสียหายออกประกาศตามที่จำเลยที่ 1 สั่งการ ระหว่างนั้นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 เทศบาลตำบลแม่สะเรียง มีหนังสือเชิญคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา และข้าราชการในสังกัดเทศบาลตำบลผู้เสียหายเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการระหว่างวันที่ 16 ถึง 18 มีนาคม 2554 ที่กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เกษียณในหนังสือเชิญดังกล่าวให้ตนเข้าร่วมสัมมนา ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 นางซอร่าจัดทำบันทึกขออนุมัติจัดกิจกรรมโครงการดังกล่าวเสนอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาจำเลยที่ 2 ตรวจโครงการแล้วเสนอให้จำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีพิจารณาอนุมัติ ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจในตำแหน่งสั่งให้กองคลังเทศบาลผู้เสียหายทำสัญญายืมเงินทดรองราชการ 600,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ เมื่อได้รับเงินยืมทดรองราชการดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 โอนเงิน 568,500 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางอมมีสลาม๊ะ ภริยาของจำเลยที่ 1 ส่วนที่เหลือ 31,500 บาท โอนให้แก่บุคคลอื่น วันที่ 7 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกขออนุญาตเดินทางเข้าร่วมสัมมนา วันที่ 8 มีนาคม 2554 นายอดิศักดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลผู้เสียหายสั่งให้จำเลยทั้งสองไปร่วมสัมมนา จำเลยทั้งสองเดินทางไปเข้าร่วมสัมมนา โดยไม่ได้ดำเนินการให้มีการนำเงินยืมทดรองราชการดังกล่าวไปใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมโครงการ ไม่ได้มอบคืนให้แก่เทศบาลตำบลผู้เสียหาย ทั้งมิได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลผู้เสียหายจัดกิจกรรมโครงการแทน หลังจากนั้นวันที่ 4 เมษายน 2554 จำเลยที่ 2 นำข้อเท็จจริงเรื่องการยืมเงินทดรองราชการและเรื่องที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินยืมทดรองราชการดังกล่าวโอนไปเข้าบัญชีของนางอมมีสลาม๊ะ เข้าแจ้งความให้เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองสตูลบันทึกไว้เป็นหลักฐาน วันที่ 5 เมษายน 2554 จำเลยที่ 2 เข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรดังกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ข่มขู่ กักขังและทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 2 เพื่อสอบถามเรื่องที่ภริยาและบุตรสาวของจำเลยที่ 1 ถูกข่มขืน ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ไปช่วยราชการที่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดหลังจากนั้นวันที่ 19 เมษายน 2554 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือร้องเรียนจำเลยที่ 1 ต่อเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 ยืมเงินทดรองราชการแล้วให้โอนเงินยืมดังกล่าวไปเข้าบัญชีของนางอมมีสสลาม๊ะ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ช่วยราชการครบกำหนด 6 เดือน ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลให้จำเลยที่ 2 ไปช่วยราชการที่เทศบาลตำบลเกาะสาหร่ายจนเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2558 ระหว่างนั้นวันที่ 22 ธันวาคม 2557 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานไต่สวนทำการไต่สวนข้อเท็จจริงแก่จำเลยที่ 1 วันที่ 7 กรกฎาคม 2558 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งให้องค์คณะไต่สวนดำเนินการไต่สวนจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมร่วมกับจำเลยที่ 1 วันที่ 28 ธันวาคม 2558 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนทำการไต่สวนข้อเท็จจริงแก่จำเลยทั้งสอง หลังจากนั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2559 คณะอนุกรรมการไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 1 โดยชอบ จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์แก้ข้อกล่าวหา วันที่ 7 สิงหาคม 2560 คณะอนุกรรมการไต่สวนมีหนังสือให้จำเลยที่ 2 ไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยส่งไปยังบ้าน เลขที่ 134/15 ซึ่งเคยเป็นภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านและเป็นที่อยู่อาศัยที่จำเลยที่ 2 แจ้งต่อเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขณะทำหนังสือร้องเรียนจำเลยที่ 1 แต่ส่งไม่ได้ ได้รับแจ้งว่าไม่มีผู้รับ พนักงานไต่สวนสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดภูเก็ตซึ่งขณะนั้นไปช่วยราชการจังหวัดสตูล ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า บ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นบ้านที่จำเลยที่ 2 เช่าอยู่อาศัย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 เจ้าของบ้านเลขที่ดังกล่าวแจ้งต่อสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสตูลให้จำหน่ายชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากทะเบียนบ้าน สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสตูลจำหน่ายชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากทะเบียนเลขที่ดังกล่าวแล้วเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านเลขที่ 41/1 ซึ่งเป็นทะเบียนบ้านกลางของสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสตูล วันที่ 16 สิงหาคม 2560 คณะอนุกรรมการไต่สวนส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไปให้จำเลยที่ 2 ทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับที่บ้านเลขที่ 41/1 ได้รับแจ้งว่าไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า วันที่ 17 และ 24 สิงหาคม 2560 คณะอนุกรรมการไต่สวนดำเนินการให้มีการปิดประกาศหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 ที่สำนักงาน ป.ป.ช. และที่บ้านเลขที่ 41/1 จำเลยที่ 2 ไม่มาแก้ข้อกล่าวหา ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2561 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองมีมูลความผิดทางอาญา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งเป็นอย่างอื่น จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2555 ข้อ 37 และ 38 ที่ใช้อยู่ขณะเกิดเหตุ กำหนดวิธีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาไว้หลายวิธี โดยข้อ 37 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "เมื่อองค์คณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่า จากทางไต่สวนข้อเท็จจริงมีพยานหลักฐานพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการอันมีมูลความผิด ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนมีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบและแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ..." วรรคสองกำหนดว่า "ในการแจ้งข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนจัดทำเป็นบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาระบุการกระทำและพฤติการณ์ทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียด... ที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี... โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบการแจ้งข้อกล่าวหาไว้เป็นหลักฐานด้วย" ข้อ 38 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดนัดหรือปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับหนังสือตามข้อ 37 ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไปให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนข้อเท็จจริง..." วรรคสองกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ได้รับหนังสือแจ้งให้รับมารับทราบข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้มีการปิดประกาศหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาไว้โดยเปิดเผยยังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. และภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา..." ลักษณะการแจ้งข้อกล่าวหาตามระเบียบดังกล่าวพอจำแนกตามวัตถุประสงค์ได้เป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ การมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง ซึ่งปกติต้องส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา การส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามข้อ 38 วรรคหนึ่งและการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 38 วรรคสองนั้น มุ่งให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาเพื่อประโยชน์ในการชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา โดยให้แจ้งไปยังภูมิลำเนาและที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวน ซึ่งเป็นสถานที่อยู่สำคัญที่ผู้ถูกกล่าวหาน่าจะได้รับหนังสือแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าวหา ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหายังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นวิธีการที่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การไต่สวนให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ กรณีที่ไม่อาจแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้ด้วยวิธีอื่น คดีนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาครบทั้งสองลักษณะ สำหรับการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยการมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง การส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามข้อ 38 วรรคหนึ่ง และการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 38 วรรคสองนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะจำเลยที่ 2 ไปดำรงตำแหน่งที่เทศบาลตำบลผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 เช่าบ้านเลขที่ 134/15 เป็นที่อยู่อาศัยและย้ายชื่อตนเข้าทะเบียนบ้านเลขที่ดังกล่าว ครั้นต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่เทศบาลตำบลเกาะสาหร่าย จำเลยที่ 2 ก็มิได้แจ้งย้ายชื่อจากทะเบียนบ้านเลขที่ดังกล่าวไปยังตำบลดังกล่าวเช่นที่เคยปฏิบัติมา ทั้ง ๆ ที่การแจ้งย้ายชื่อน่าจะเป็นการสะดวกแก่การติดต่อกับทางราชการและผู้อื่น คงปล่อยให้ชื่อของตนอยู่ในบ้านเลขที่ดังกล่าวติดต่อกันมาเป็นเวลานานประมาณ 7 ปี จนกระทั่งวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ก่อนที่คณะอนุกรรมการไต่สวนจะมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 เพียง 5 วัน จึงมีการแจ้งให้สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสตูลจำหน่ายชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากทะเบียนบ้าน พฤติการณ์เช่นนี้ส่อพิรุธให้เชื่อว่า จำเลยที่ 2 จงใจปกปิดภูมิลำเนาของตนเพื่อหลบเลี่ยงมิให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสามารถติดตามดำเนินคดีแก่ตนได้ ส่วนที่เจ้าของบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นผู้แจ้งให้สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสตูลจำหน่ายชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากทะเบียนบ้านนั้น แม้จะยังฟังได้ไม่ถนัดว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ แต่เมื่อมีการจำหน่ายชื่อตนออกจากทะเบียนบ้านเลขที่ดังกล่าวแล้วไปเพิ่มในทะเบียนบ้านของสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นย่อมทำให้ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสามารถมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 ได้ กรณีจึงถือได้ว่าการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยวิธีอื่นไม่อาจกระทำได้ ต้องนำการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยวิธีปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหายังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. ตามข้อ 38 วรรคสอง มาใช้บังคับ เมื่อการปิดประกาศดังกล่าวกระทำโดยชอบ การสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 — นางสาวรวิภัทร โชคเจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัส สุนนท์
ชื่อองค์คณะ
กฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2565
#687005
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้และยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ไม่มีบทบัญญัติเรื่องอำนาจศาล จึงต้องนำ ป.วิ.อ. มาตรา 22 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 โดย ป.วิ.อ. มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลใด ให้ชำระที่ศาลนั้น..." และ ป.อ. มาตรา 341 บัญญัติว่า "ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม...ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง..." แสดงว่า การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงจะสำเร็จลงเมื่อผู้กระทำความผิดได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ดังนั้น ท้องที่ที่มีการมอบเงินให้แก่ผู้กระทำความผิดย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิด และถือว่าผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงลงในท้องที่ดังกล่าวต่อเนื่องกับการกระทำความผิดในท้องที่ที่มีการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง การที่ น. ภริยา พ. โอนเงิน 11,475,520 บาท ที่ธนาคาร ก. เชียงของ จังหวัดเชียงราย เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ส. สวนหลวง จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วออกใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินมอบให้แก่โจทก์ ถือได้ว่า สถานที่ น. ภริยา พ. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์โอนเงินที่ธนาคาร ก. เชียงของ ที่ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ทรัพย์เป็นเงินจากโจทก์ เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดต่อเนื่องกับการหลอกลวงโจทก์ด้วย ดังนั้น ศาลชั้นต้นซึ่งมีเขตอำนาจครอบคลุมอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 กับให้คืนเงิน 11,475,520 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่จำเลยทั้งสองรับเงินไปจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2894 (ที่ถูก 2895) และ 2896/2560 ของศาลจังหวัดแม่สอด

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 11,475,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกคำขอให้นับโทษต่อเนื่องจากคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 โจทก์โดยนายไพโรจน์ หุ้นส่วนผู้จัดการขณะนั้น มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 แจ้งความประสงค์ซื้อน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จากจำเลยที่ 1 วันที่ 21 สิงหาคม 2559 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายน้ำตาลทรายขาวกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้จัดการ เป็นการซื้อขายน้ำตาลทราย ICUMSA 45 ปีการผลิต 58/59 จำนวน 10,000 ตัน ราคาตันละ 470 ดอลล่าสหรัฐอเมริกา รวมเป็นเงิน 4,700,000 ดอลล่าสหรัฐอเมริกา รายการคุณลักษณะเฉพาะระบุว่า เป็นน้ำตาลที่ผลิตภายในประเทศไทย วันที่ 23 สิงหาคม 2559 นางนิตยา ภริยานายไพโรจน์ถอนเงิน 11,475,520 บาท จากบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ก. เชียงของ จังหวัดเชียงราย แล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ส. สวนหลวง จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วออกใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับสำคัญของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินมอบให้แก่โจทก์ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันฉ้อโกง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาที่ว่าความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้และยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 อีกทั้งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ไม่มีบทบัญญัติเรื่องอำนาจศาล จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลใด ให้ชำระที่ศาลนั้น..." และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 บัญญัติว่า "ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม...ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง..." แสดงว่า การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงจะสำเร็จลงเมื่อผู้กระทำความผิดได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ดังนั้น ท้องที่ที่มีการมอบเงินให้แก่ผู้กระทำความผิดย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิด และถือว่าผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงลงในท้องที่ดังกล่าวต่อเนื่องกับการกระทำความผิดในท้องที่ที่มีการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า วันที่ 23 สิงหาคม 2559 นางนิตยา ภริยานายไพโรจน์โอนเงิน 11,475,520 บาท ที่ธนาคาร ก. เชียงของ จังหวัดเชียงราย เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ส. สวนหลวง จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วออกใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินมอบให้แก่โจทก์ ถือได้ว่า สถานที่นางนิตยา ภริยานายไพโรจน์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์โอนเงินที่ธนาคาร ก. เชียงของ ที่ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ทรัพย์เป็นเงินจากโจทก์ เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดต่อเนื่องกับการหลอกลวงโจทก์ด้วย ดังนั้น ศาลชั้นต้นซึ่งมีเขตอำนาจครอบคลุมอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมาโดยมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ แล้วให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยข้อความใหม่บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 คือ ร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราที่ปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว บัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในช่วงเวลาก่อนที่พระราชฉบับดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด นับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2560) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 อัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 22 ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 237 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ.
จำเลย — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายพินิจ บุญประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศรชัย วรานิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2565
#683955
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ข้อตกลงในคดีอาญาของศาลจังหวัดนครนายกมีความว่า จำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินให้แก่โจทก์ 100,000 บาท ภายในวันที่ 3 มกราคม 2561 หากจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินดังกล่าวแล้วจะถอนฟ้องไม่ติดใจบังคับคดีในคดีนี้ ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วในเวลาที่กำหนด เมื่อพิจารณาถึงจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยและคำนึงถึงมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีอาญาที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทในการบังคับคดีแพ่งเรื่องนี้ ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่นั้นให้เสร็จสิ้นไปด้วยการยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยการปฏิบัติตามเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ข้อตกลงนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 มีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตามมาตรา 852 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมตกลงด้วยแต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามผลแห่งคำพิพากษาเป็นความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ตกลงกับโจทก์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายประสงค์ให้หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ระงับสิ้นไปเพราะหากจำเลยที่ 2 ยังต้องรับผิดและได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาส่วนที่เหลือแก่โจทก์แล้วย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้อีกตามมาตรา 693 ซึ่งโดยเหตุผลแล้วไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 209,665.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

วันที่ 14 กันยายน 2561 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดหรือมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีตามคำสั่งอายัดไว้ในระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2555 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 209,665.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ร้องขอให้บังคับคดี และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 ระหว่างบังคับคดี โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในข้อหาโกงเจ้าหนี้ตามคดีอาญาหมายเลขดำ ที่ 1928/2559 ของศาลจังหวัดนครนายก ซึ่งคดีอาญาดังกล่าวปรากฏว่าในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินให้โจทก์ 100,000 บาท ภายในวันที่ 31 มกราคม 2561 หากจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินดังกล่าวแล้ว โจทก์จะถอนฟ้องและไม่ติดใจบังคับคดีในคดีแพ่งเรื่องเช่าซื้อ ค้ำประกันคดีนี้อีก วันที่ 31 มกราคม 2561 โจทก์ถอนฟ้องคดีดังกล่าวด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินครบถ้วนแล้ว เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2561 โจทก์ขออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 คือเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคาร ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอถอนการบังคับคดีและถอนการอายัด ครั้นวันที่ 12 กันยายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอยกเลิกการถอนการบังคับคดีและถอนการอายัดดังกล่าว คดีอยู่ระหว่างผู้รับคำสั่งอายัดนำเงินส่งตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าการที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1928/2559 ของศาลจังหวัดนครนายก ว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 100,000 บาท แก่โจทก์แล้ว โจทก์จะถอนฟ้องและไม่ติดใจบังคับคดีนี้แก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้นั้นเป็นการสละสิทธิในการบังคับคดีนี้ทั้งหมดรวมทั้งจำเลยที่ 2 ด้วยหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันต่อหน้าศาลเป็นการผ่อนปรนกันยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขซึ่งกันและกันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นข้อตกลงที่จะให้มีผลผูกพันบุคคลภายนอกคือจำเลยที่ 2 ด้วย สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ต่อจำเลยทั้งสองย่อมระงับสิ้นไป โจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ข้อตกลงในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1928/2559 ของศาลจังหวัดนครนายก ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 มีความว่า จำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินให้โจทก์ 100,000 บาท ภายในวันที่ 31 มกราคม 2561 หากจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินดังกล่าว แล้วโจทก์จะถอนฟ้อง และไม่ติดใจบังคับคดีในคดีนี้ ความปรากฏต่อมาว่าในวันที่ 31 มกราคม 2561 โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว เมื่อพิจารณาถึงจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา 209,665.64 บาท พร้อมดอกเบี้ย และคำนึงถึงมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีอาญาที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทในการบังคับคดีแพ่งเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่นั้นให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยจะปฏิบัติตามเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ข้อตกลงเช่นนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมตกลงด้วยแต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามผลแห่งคำพิพากษาเป็นความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ซี่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ตกลงกับโจทก์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายประสงค์ให้หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ระงับสิ้นไปเพราะหากจำเลยที่ 2 ยังต้องรับผิดและได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาส่วนที่เหลือแก่โจทก์แล้วย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้อีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ซึ่งโดยเหตุผลแล้วไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ยิ่งกว่านั้นได้ความว่าภายหลังจากที่โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญานั้นแล้วในวันที่ 11 กันยายน 2561 โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอถอนการบังคับคดีและถอนการอายัดคดีนี้ แสดงว่าโจทก์ก็เข้าใจเช่นนั้นว่าโจทก์ไม่ติดใจบังคับคดีนี้ ทั้งข้อความตอนท้ายของคำร้องดังกล่าวยังระบุถึงเงินที่หากจะนำส่งมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนแก่จำเลย การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอถอนคำร้องดังกล่าวในภายหลังไม่ทำให้ผลแห่งข้อตกลงเปลี่ยนแปลงไป การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1928/2559 ของศาลจังหวัดนครนายกว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 100,000 บาท แก่โจทก์แล้ว โจทก์จะถอนฟ้องและไม่ติดใจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้นั้นเป็นการสละสิทธิในการบังคับคดีนี้ทั้งหมดรวมทั้งจำเลยที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคการยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในชั้นฎีกา โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภคจึงได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 55 เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกานอกจากได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลแล้วจำเลยที่ 2 ยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความแก่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย แต่จำเลยที่ 2 เสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้มารวม 750 บาท จึงให้คืนค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2

พิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 คือเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคาร คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความในชั้นฎีกา 750 บาท แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 693 ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — จ่าสิบตรี บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายกิตติศักดิ์ แสงภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2565
#683321
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาได้ว่าทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกถึงขนาดถูกกำจัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป นอกจากพิจารณาถึงการกระทำของผู้กระทำแล้ว ยังต้องคำนึงเจตนาของผู้กระทำและผลของการกระทำนั้นเป็นสำคัญด้วยว่า มีเจตนาทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทคนอื่นด้วยหรือไม่ เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพ ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาททันที ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามสัดส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม เว้นแต่ทายาททั้งหมดสมัครใจตกลงยินยอมให้แบ่งปันเป็นอย่างอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาททุกคนสมัครใจตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นอย่างอื่น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว ไม่ยินยอมแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยอ้างว่า ก่อนเจ้ามรดกมรณภาพได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ตน ซึ่งความจริงแล้วก่อนเจ้ามรดกมรณภาพไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หรือทายาทคนใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์มรดกอื่นที่จำเลยที่ 1 ต้องรวบรวมอีก ประกอบกับจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าโจทก์ทั้งสามเป็นทายาทของเจ้ามรดกมีสิทธิได้รับมรดกดุจเดียวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 สำคัญผิดหรือเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทตกทอดแก่ตนเพียงผู้เดียว ทั้งพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะจดทะเบียนแบ่งปันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทในภายหลังเพราะการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลักษณะดังกล่าวต้องกระทำสองทอดและต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนถึงสองครั้ง ประกอบกับที่ดินพิพาทมีหลักฐานทางทะเบียนที่ดินเป็นโฉนด การที่จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลผู้มีชื่อในโฉนดจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 อันเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในส่วนของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยและมีส่วนเท่ากันตามมาตรา 1357 นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของ ส. ภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม มีผลก่อเกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาท ซึ่งจำนองจะระงับสิ้นไปเมื่อหนี้กู้ยืมเงินที่เป็นประกันระงับด้วยเหตุประการอื่นใดที่มิใช่เหตุอายุความ หาก ส. ผู้กู้และจำเลยที่ 1 ผู้จำนองผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ผู้รับจำนองย่อมใช้สิทธิบังคับจำนองและฟ้องคดีเพื่อให้ศาลสั่งให้ยึดที่ดินพิพาทและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองผู้เดียวไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทและนำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ภริยาตนเองไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปเป็นของบุคคลอื่นอีกก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับโดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้ตามฟ้อง แต่อย่างไรก็ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1639 บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกรับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 1607 บัญญัติว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้วโดยมิได้บัญญัติว่า ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ได้ปิดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกเลย อันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกมรณภาพก็ตาม บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกสืบมรดกของเจ้ามรดกต่อไปได้เสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 ตายแล้ว ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1607 และบทบัญญัติมาตรา 1607 หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1639 ไม่

ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกตกแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก จึงเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทตามสัดส่วนของตน จะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจธนาคารตาม พ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 การรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ก็เป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติของจำเลยที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" และไม่ปรากฏพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด แต่กลับได้ความว่า ส. ภริยาจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทซึ่งมีทะเบียนเป็นโฉนดที่ดินปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้กับจำเลยที่ 2 จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยทางมรดกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2

เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลอีกต่อไป ทั้งการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ม. ทายาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทน ไม่อาจเป็นผู้จัดการมรดกแทนจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแบ่งแยกที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกสามในสี่ส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จึงไม่อาจบังคับให้มีผลตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อีกต่อไป เป็นเรื่องที่ทายาทของเจ้ามรดกต้องไปดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินมรดกของจำเลยที่ 1 เพิกถอนการจำนองที่ดินมรดกระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกทางด้านตะวันออกตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่ท้ายฟ้องหมายเลข 13 รวมเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งานเศษ แก่โจทก์ทั้งสามภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าไม่สามารถตกลงแบ่งปันกันได้ให้นำออกประมูลหรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสาม และให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกแล้วนำส่วนของจำเลยที่ 1 มาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสามและทายาทอื่น

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 32237 ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแบ่งแยกที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออก 3 ใน 4 ส่วน ให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาอนุญาตให้นางมนทกานต์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า นายอ้วน และนางพวง เป็นสามีภริยากัน มีบุตร 8 คน ได้แก่นางเอ็ม นายอ้น นางสาวหรือนางไม นางมง นายอานหรือพระภิกษุอาน นายบุ โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 นายอ้วน นางพวง นางเอ็ม นายอ้น นางมงและนายบุ ถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนางมง และโจทก์ที่ 3 เป็นบุตรนายบุ นายอานหรือพระภิกษุอานเจ้ามรดกไม่มีภริยาและบุตร ก่อนเจ้ามรดกอุปสมบทเป็นพระภิกษุมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 1 แปลง โฉนดเลขที่ 32237 เนื้อที่ 2 ไร่ 13 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เจ้ามรดกมรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดก และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว และวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรย ภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสามไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยักย้ายหรือปิดบังที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดก ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้เดียว มิได้วินิจฉัยปัญหาอายุความตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามไม่ขาดอายุความนั้น มีผลกระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยที่ 1 ฝ่ายที่ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาดังกล่าว ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า เกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพตามที่จำเลยที่ 1 ให้การไว้หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้ามรดกมิได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพ จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร จำเลยที่ 1 คงอุทธรณ์แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยที่ 1 โดยทายาททุกคนทราบและให้ความยินยอม เหตุที่ไม่คัดค้านเพราะขณะนั้นที่ดินพิพาทราคายังไม่สูง โจทก์นำคดีมาฟ้องเพราะที่ดินพิพาทมีราคาสูงขึ้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าเจ้ามรดกไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 การที่จะพิจารณาได้ว่าทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกถึงขนาดถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป นอกจากพิจารณาถึงการกระทำของผู้กระทำแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเจตนาของผู้กระทำและผลของการกระทำนั้นเป็นสำคัญด้วยว่า มีเจตนาทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทคนอื่นด้วยหรือไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองเพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าเจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่ตนก่อนมรณภาพ ข้อเท็จจริงดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าเจ้ามรดกมิได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การและเบิกความอ้างว่า ขณะจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว โจทก์ทั้งสามทราบดีไม่มีผู้คัดค้านนั้น โจทก์ทั้งสามเบิกความยอมรับแต่เพียงว่า โจทก์ทั้งสามยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกเท่านั้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของตนเองและนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามไม่ทราบมาก่อน เพิ่งมาทราบเมื่อมีเจ้าพนักงานที่ดินมาทำการรังวัดที่ดินพิพาทเมื่อปี 2561 ซึ่งสอดคล้องกับที่นางทองม้วน พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความว่า ที่ดินของนางทองม้วนด้านทิศเหนือมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 นางทองม้วนได้รับหนังสือจากสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ว่า จำเลยที่ 1 ขอรังวัดสอบเขตที่ดินสองแปลงซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทให้นางทองม้วนคอยระวังแนวเขต ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 แล้ว ประกอบกับโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 หลังจากนางทองม้วนได้รับหนังสือแจ้งให้ระวังแนวเขต 15 วัน ซึ่งไม่เนิ่นนานเกินไป จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า โจทก์ทั้งสามเพิ่งทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้กับจำเลยที่ 2 ภายหลังจากเจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้นางทองม้วนเจ้าของที่ดินข้างเคียงคอยระวังแนวเขต ส่วนที่โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า ทราบการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเมื่อปี 2551 โจทก์ที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามติงว่า โจทก์ที่ 1 ทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อปี 2561 น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 เบิกความถึงเรื่องที่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยผิดหลงจากปี 2561 เป็นปี 2551 เสียมากกว่า ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามทราบดีว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองและโจทก์ทั้งสามไม่คัดค้านตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาททันที ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามสัดส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม เว้นแต่ทายาททั้งหมดสมัครใจตกลงยินยอมให้แบ่งปันเป็นอย่างอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาททุกคนสมัครใจตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นอย่างอื่น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว ไม่ยินยอมแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยอ้างว่า ก่อนเจ้ามรดกมรณภาพได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ตน ซึ่งความจริงแล้วก่อนเจ้ามรดกมรณภาพไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หรือทายาทคนใด และที่จำเลยที่ 1 ให้การและเบิกความอ้างว่า โจทก์ทั้งสามทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามไม่คัดค้าน ซึ่งความจริงแล้วโจทก์ทั้งสามไม่ทราบมาก่อนดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์มรดกอื่นที่จำเลยที่ 1 ต้องรวบรวมอีก ประกอบกับจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าโจทก์ทั้งสามเป็นทายาทของเจ้ามรดกมีสิทธิได้รับมรดกดุจเดียวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 สำคัญผิดหรือเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทตกทอดแก่ตนเพียงผู้เดียว ทั้งพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะจดทะเบียนแบ่งปันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทในภายหลัง เพราะการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลักษณะดังกล่าวต้องกระทำสองทอดและต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนถึงสองครั้ง ประกอบกับที่ดินพิพาทมีหลักฐานทางทะเบียนที่ดินเป็นโฉนด การที่จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลผู้มีชื่อในโฉนดจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อันเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในส่วนของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยและมีส่วนเท่ากันตามมาตรา 1357 นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม มีผลก่อเกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาท ซึ่งจำนองจะระงับสิ้นไปเมื่อหนี้กู้ยืมเงินที่เป็นประกันระงับด้วยเหตุประการอื่นใดที่มิใช่เหตุอายุความ หากนางสำเรยผู้กู้และจำเลยที่ 1 ผู้จำนองผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ผู้รับจำนองย่อมใช้สิทธิบังคับจำนองและฟ้องคดีเพื่อให้ศาลสั่งให้ยึดที่ดินพิพาทและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองผู้เดียวไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท และนำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ภริยาตนเองไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปเป็นของบุคคลอื่นอีกก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับโดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกรับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 1607 บัญญัติว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว โดยมิได้บัญญัติว่า ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้น ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปิดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกเลย อันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกมรณภาพก็ตาม บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกสืบมรดกของเจ้ามรดกต่อไปได้เสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 ตายแล้ว ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1607 และบทบัญญัติมาตรา 1607 หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1639 ไม่ ดังนั้น ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกในส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจึงกลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกตกแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก จึงเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทตามสัดส่วนของตน จะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหรือไม่นั้น ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจธนาคารตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 การรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ก็เป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติของจำเลยที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" ทางพิจารณาไม่ปรากฏพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด แต่กลับได้ความว่านางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทซึ่งมีทะเบียนเป็นโฉนดที่ดินปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้กับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยทางมรดกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาทำนองว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันกระทำการโดยไม่สุจริต โดยพนักงานของจำเลยที่ 2 มิได้ตรวจสอบว่าบุคคลที่อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 หรือเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยสุจริตนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสามมิได้กล่าวบรรยายในคำฟ้องไว้เช่นนั้น โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องเหตุที่จำเลยที่ 2 กระทำโดยไม่สุจริตแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจำนองจำเลยที่ 2 หรือประกันการชำระหนี้เงินกู้ของนางสำเรย โดยจำเลยทั้งสองกระทำโดยไม่สุจริต และโจทก์ทั้งสามไม่ได้ยินยอมเท่านั้น ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองโดยไม่สุจริตอย่างไร ฎีกาของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลอีกต่อไป ทั้งการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 นาง ม. ทายาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทน ไม่อาจเป็นผู้จัดการมรดกแทนจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแบ่งแยกที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกสามในสี่ส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จึงไม่อาจบังคับให้มีผลตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อีกต่อไป เป็นเรื่องที่ทายาทของเจ้ามรดกต้องไปดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 32237 ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1299 วรรคสอง ม. 1357 ม. 1373 ม. 1599 วรรคหนึ่ง ม. 1605 วรรคหนึ่ง ม. 1607 ม. 1639
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ม. กับพวก
จำเลย — นาย บ. โดยนาง ม. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวทิพากร ลิ้มสถิรานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
นพเรศ พันธุ์นรา
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 576/2565
#683960
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ฉ มาตรา 112 อัฏฐารส และ ป.รัษฎากร มาตรา 30 มาตรา 88/5 เป็นหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับผู้อุทธรณ์การประเมินที่จะนำคดีมาฟ้องศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์แล้วตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (1) และ มาตรา 8 แต่ในส่วนของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากร หากโจทก์ทั้งสองเห็นว่าโจทก์ทั้งสองได้แจ้งการประเมินภาษีอากรแก่จำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวภายในกำหนดตามกฎหมายจึงเป็นหนี้ภาษีอากรเด็ดขาด โจทก์ทั้งสองย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวได้ คดีนี้แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าจำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้เกินกำหนดตามกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ หากรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างได้ แต่หากรับฟังได้ว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายแล้ว ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยอ้างเหตุไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดตามกฎหมายนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลย่อมต้องพิพากษายกฟ้องเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้ภายในกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ แต่กลับวินิจฉัยไปเลยว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจึงไม่ชอบ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในคดีที่จำเลยในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ว่า จำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรเกินกำหนดตามกฎหมาย และจำเลยไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่าการประเมินเกินระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดและการประเมินรวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ขึ้นต่อสู้ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดตามการประเมิน

จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างเดือนธันวาคม 2550 ถึง เดือนตุลาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมาตรา 112 จัตวา มิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." ก็คงเป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปเท่านั้น แต่มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เกิดความรับผิดขึ้นแล้ว ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิคำนวณเรียกเก็บดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องคือ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 คำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับเกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้ต่อไปจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายเดิมมีผลใช้บังคับเท่านั้น ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มภาษีอากร 48,161,782.98 บาท และชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ชำระขาดแต่ละใบขนสินค้าขาเข้ารวม 9,921,918 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มภาษีอากร 48,161,782.98 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ชำระขาดแต่ละฉบับรวม 9,921,918 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูกคือ โจทก์ทั้งสอง) โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2551 จำเลยนำสินค้าส่วนประกอบเครื่องจักร ชุดเครื่องลำเลียงพร้อมอะไหล่ เครื่องบดผสมตะกั่ว เครื่องทดสอบแบตเตอรี่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่และอื่น ๆ เข้ามาในราชอาณาจักรรวม 12 ครั้ง จำเลยชำระภาษีอากรตามที่สำแดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 และได้รับการตรวจปล่อยสินค้าไป ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เข้าตรวจค้นที่ทำการของจำเลยยึดเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าของจำเลยตามที่ยื่นใบขนสินค้าขาเข้า ฯ ในช่วงเวลาปี 2550 ถึง 2553 รวม 135 ฉบับไปตรวจสอบ ซึ่งมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้า ฯ พิพาท 12 ฉบับในคดีนี้ และแจ้งผลการตรวจสอบว่า จำเลยสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงเป็นเหตุให้อากรขาด จำเลยอ้างว่า เป็นการกระทำของนิติบุคคลที่จำเลยมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินพิธีการทางศุลกากร พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินให้จำเลยชำระอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มอากรขาเข้า และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 40,615,762.93 บาท จำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินครั้งที่ 2 เรียกเก็บเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลย จำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีของโจทก์ทั้งสองจึงอุทธรณ์การประเมินทั้งสองครั้ง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นเรื่องเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 เป็นอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ในการพิจารณา และการประเมินครั้งแรกจำเลยไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่รับวินิจฉัย จึงมีมติให้จำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลย โดยจำเลยได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ส่วนคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 เห็นว่า การประเมินครั้งแรกยุติแล้วเพราะจำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมิน คงพิจารณาแต่เฉพาะการประเมินครั้งที่ 2 และมีมติให้ปลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินครั้งที่ 2 จำเลยได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรตามการประเมิน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้ทันทีเนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (2) โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง การที่จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินจึงเป็นหนี้ที่แน่นอนและเป็นยุตินับแต่พ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ของจำเลยตามกฎหมาย หาใช่เป็นหนี้ที่ไม่แน่นอนดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไม่ การฟ้องคดีของจำเลยที่ขอให้ศาลภาษีอากรกลางเพิกถอนการประเมินภาษีเดียวกันนี้ไม่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หากต้องรอผลการพิจารณาคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแล้ว คดีของโจทก์ทั้งสองจะขาดอายุความ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเป็นการพิพากษานอกประเด็น โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.234/2560 ก่อนที่จำเลยจะฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.2/2561 ไม่มีเหตุสมควรที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะยกปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่ชอบ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และมาตรา 112 อัฏฐารส บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ส่วนประมวลรัษฎากร มาตรา 88/5 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินตามบทบัญญัติในส่วน 2 ของหมวด 2 ลักษณะ 2 คือ อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (1) เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้วมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) เว้นแต่จะเป็นกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ ดังนั้น หากผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งออกไม่พอใจการประเมิน กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายประการใด โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร และหากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สามารถอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับผู้อุทธรณ์ที่จะนำคดีมาฟ้องศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์แล้ว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แต่ในส่วนของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากร หากโจทก์ทั้งสองเห็นว่า โจทก์ทั้งสองได้แจ้งการประเมินภาษีอากรแก่จำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวภายในกำหนดตามกฎหมายจึงเป็นหนี้ภาษีอากรเด็ดขาด โจทก์ทั้งสองย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวได้ คดีนี้แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าจำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้เกินกำหนดตามกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ หากรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างได้ แต่หากรับฟังได้ว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายแล้ว ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยอ้างเหตุไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดตามกฎหมายนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลย่อมต้องพิพากษายกฟ้องเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้ภายในกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ แต่กลับวินิจฉัยไปเลยว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรเกินกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ภ.2/2561 หมายเลขแดงที่ ภ.192/2561 ของศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มตามใบขนสินค้าขาเข้า 135 ฉบับ ซึ่งมีใบขนสินค้าขาเข้า 12 ฉบับในคดีนี้รวมอยู่ด้วย กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยอ้างเหตุยื่นเกินกำหนดตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลางให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรเกินกำหนดตามกฎหมาย จำเลยในคดีนี้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำสั่งที่ ครพ.ภษ.11897/2563 ไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกาของจำเลย คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ดังนั้น จึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่าจำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรเกินกำหนดตามกฎหมาย และจำเลยไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่า การประเมินเกินระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดและการประเมินรวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ. 2539 ขึ้นต่อสู้ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดตามการประเมิน อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ชำระขาดแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ต้องรับผิดนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างเดือนธันวาคม 2550 ถึงเดือนตุลาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." ก็คงเป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปเท่านั้น แต่มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เกิดความรับผิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิคำนวณเรียกเก็บดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ซึ่งตามรายละเอียดการคำนวณค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 20 ปรากฏว่า นับถึงวันฟ้องคือ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 คำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับเกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้ต่อไปจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายเดิมมีผลใช้บังคับเท่านั้น ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ชำระขาดแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระเสร็จมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ยกเว้นในส่วนเงินเพิ่มอากรขาเข้าให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าแก่โจทก์ที่ 1 จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 88/5
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ ม. 112 จัตวา ม. 112 อัฏฐารส
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อุดม วัตตธรรม
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 547/2565
#683776
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความละเมิดเพราะฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุละเมิด แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยทั้งสามหาจำต้องอุทธรณ์ในประเด็นนี้ไม่ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ในประเด็นอื่น จำเลยทั้งสามได้กล่าวคำแก้อุทธรณ์ว่าคำให้การของจำเลยทั้งสามชัดแจ้งและฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว คดีจึงมีประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก่อน

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะนายจ้างซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง และให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การชัดแจ้งว่าโจทก์รู้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อไร จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้ให้การชัดแจ้งเรื่องอายุความตามสัญญาประกันภัย ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ชอบแล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้กระทำละเมิดตามคำให้การย่อมเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้เป็นที่เข้าใจแล้วว่า นับแต่วันเกิดเหตุละเมิดถึงวันฟ้องคดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีแล้ว เฉพาะคำให้การของจำเลยที่ 1 จึงชัดแจ้งชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว ปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นประเด็นในคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญา ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 4677/2560 ของศาลชั้นต้น กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อปรากฏตามคำฟ้องว่า คดีอาญาถึงที่สุดก่อนโจทก์ฟ้องคดีแพ่ง การฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา193/32 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสาม ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง เมื่อโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าเป็นจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 อันเป็นวันเกิดเหตุละเมิด โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์ไม่ได้ทวงถามจำเลยที่ 3 ให้ชำระหนี้ก่อน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ตกเป็นผู้ผิดนัดมาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นตันไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,424,714 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 2,978,013 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงว่าบริษัท ค. ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ 160,000 บาท ครบถ้วนเต็มจำนวนที่มีหน้าที่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 300,011.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นนั้น ให้จำเลยทั้งสามนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถบรรทุก รถพ่วง จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุกดังกล่าว และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. เป็นผู้ใช้หรือจ้างวานให้จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถบรรทุกคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวบรรทุกอุปกรณ์ลิฟต์ใช้ในการก่อสร้างกลับมาเพื่อไปเก็บรักษาที่สำนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. ซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ แต่รถพ่วงมีโครงเหล็กยื่นออกมาจากท้ายรถโดยไม่ติดสัญญาณไฟที่ปลายสุดของโครงเหล็กดังกล่าวไปตามถนนรังสิต - นครนายก ฝั่งขาออก ถึงที่เกิดเหตุบริเวณคลอง 11 หน้าหมู่บ้านเทพธารินทร์ เยื้องหมู่บ้านแพรมาพร จำเลยที่ 1 เลี้ยวกลับรถข้ามมายังถนนรังสิต - นครนายก ฝั่งขาเข้า ขณะนั้นโจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาตามถนนรังสิต - นครนายก ฝั่งขาเข้า มองไม่เห็นโครงเหล็กที่ยื่นออกมาจากท้ายรถพ่วง ทำให้ใบหน้าโจทก์ปะทะเข้ากับโครงเหล็กที่ยื่นออกมาดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสและรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญา และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4677/2560 ของศาลชั้นต้น คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความละเมิดเพราะฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุละเมิด แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยทั้งสามหาจำต้องอุทธรณ์ประเด็นนี้ไม่ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ในประเด็นอื่น จำเลยทั้งสามได้กล่าวคำแก้อุทธรณ์ว่าคำให้การของจำเลยทั้งสามชัดแจ้งและฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว คดีจึงมีประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะนายจ้างซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง และให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การชัดแจ้งว่า โจทก์รู้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อไร จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้ให้การชัดแจ้งเรื่องอายุความตามสัญญาประกันภัย ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ชอบแล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้กระทำละเมิด ตามคำให้การย่อมเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้เป็นที่เข้าใจแล้วว่า นับแต่วันเกิดเหตุละเมิดถึงวันฟ้องคดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีแล้ว เฉพาะคำให้การของจำเลยที่ 1 จึงชัดแจ้งชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว ปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นประเด็นในคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญา ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4677/2560 ของศาลชั้นต้น กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อปรากฏตามคำฟ้องว่า คดีอาญาถึงที่สุดก่อนโจทก์ฟ้องคดีแพ่ง การฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง เมื่อโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าเป็นจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 อันเป็นวันเกิดเหตุละเมิด โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ติดสัญญาณไฟหรือเครื่องหมายอื่นใดที่โครงเหล็กที่ยื่นออกมา แต่โครงเหล็กดังกล่าวมิได้บดบังแสงไฟจากท้ายรถพ่วงที่ส่องออกมาให้รถอื่นเห็น นอกจากนี้ยังมีแสงไฟจากเสาไฟของถนนที่เกิดเหตุส่องอยู่และเสาไฟแต่ละต้นสามารถส่องสว่างให้เห็นได้ในระยะ 20 ถึง 30 เมตร โจทก์จึงเป็นฝ่ายประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 เห็นว่า เมื่อพิจารณาภาพถ่ายที่เกิดเหตุ ประกอบคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกประพันธ์ พยานจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่กรณีฝ่ายใด นับได้ว่าเป็นพยานคนกลาง ถ้อยคำจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อพยานเบิกความยืนยันว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟตามเสาไฟสาธารณะตลอดเส้นทาง แต่เป็นแสงไฟที่ค่อนข้างสลัว สามารถมองเห็นได้ในระยะ 20 ถึง 30 เมตร จึงเชื่อว่าถนนบริเวณที่เกิดเหตุมืดและมองเห็นได้ไม่ชัดเจน การที่จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงบรรทุกอุปกรณ์ลิฟต์มีโครงเหล็กยื่นออกมาจากท้ายรถพ่วงถึง 52 เซนติเมตร โดยไม่ติดไฟสัญญาณแสงแดงที่ปลายสุดของโครงเหล็กที่ยื่นออกมาให้ผู้ที่ขับรถตามหลังมาสามารถมองเห็นในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, มาตรา 152 แม้โจทก์จะมีส่วนประมาทด้วย แต่พฤติการณ์การขับรถของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยสาธารณะ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทมากกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์กึ่งหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับ จึงชอบแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด แม้โจทก์ไม่นำสืบให้ศาลเห็นว่าขณะเกิดเหตุโจทก์มีสภาพเช่นใดและปัจจุบันโจทก์มีสภาพเช่นใดตามที่จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้โดยวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด สำหรับค่าซ่อมรถจักรยานยนต์และค่ายกรถจักรยานยนต์นั้น แม้โจทก์มีพยานหลักฐานเพียงใบเสนอราคา ซึ่งมิใช่พยานหลักฐานการจ่ายเงินค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ แต่เมื่อพิจารณารายการซ่อม ตรงกับสภาพความเสียหายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ จึงเชื่อว่าโจทก์ได้ซ่อมรถจักรยานยนต์และเสียค่าใช้จ่ายไปจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 5,870 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนค่ายกรถจักรยานยนต์ 1,600 บาท ที่โจทก์ขอมานั้น จำเลยทั้งสามฎีกาว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวถูกยกขึ้นรถของพนักงานสอบสวนไปเก็บรักษาไว้สถานที่เก็บของพนักงานสอบสวน โจทก์จึงไม่เสียหายในส่วนนี้ เห็นว่า ตามฎีกาดังกล่าว แสดงว่า ภายหลังเกิดเหตุรถจักรยานยนต์ถูกยกไปจริง แม้โจทก์จะไม่มีใบเสร็จค่ายกรถมาแสดงก็มิใช่ว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายเป็นค่ายกรถจักรยานยนต์จำนวน 1,600 บาท เหมาะสมแล้ว สำหรับค่ารักษาพยาบาลนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้นำเงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัทประกันภัยมาหักออกจากค่ารักษาพยาบาลแล้ว คงเหลือจำนวนเงินที่โจทก์ได้ชำระไปจริง 232,553 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่ารักษาพยาบาลตามจำนวนที่โจทก์จ่ายไปจริง จึงชอบแล้ว ส่วนค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาลในภายหน้าเป็นค่าผ่าตัดปลูกถ่ายกระดูกใบหน้าและศัลยกรรมใบหน้า 200,000 บาท ค่าผ่าตัดต่อเส้นเอ็นขาข้างซ้ายซึ่งฉีกขาด 80,000 บาท ค่าผ่าตัดขาข้างขวาเพื่อนำเหล็กที่ดามอยู่ภายในขาออก 80,000 บาท ค่าขาดรายได้ที่โจทก์ต้องออกจากงาน 60,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมาน 100,000 บาท และค่าจ้างผู้ดูแล 40,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมานั้น เหมาะสมแล้ว เมื่อรวมค่าเสียหายทั้งหมดแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 800,023 บาท จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดกึ่งหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับดังวินิจฉัยไว้ข้างต้น เป็นเงิน 400,011.50 บาท เมื่อนำเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 3 จำนวน 100,000 บาท มาหักออกจากค่าเสียหายดังกล่าวแล้ว คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ 300,011.50 บาท จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุกคันเกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เอาประกันภัยรถบรรทุกคันเกิดเหตุไว้กับจำเลยที่ 3 แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานการเป็นนายจ้างลูกจ้างในเรื่องการจ่ายเงินเดือนหรือเรื่องการนำส่งเงินประกันสังคมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาแสดงต่อศาล แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงหักล้างว่าเอกสารไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุกคันเกิดเหตุเป็นผู้ใช้หรือจ้างวานให้จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงในขณะเกิดเหตุ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ด้วยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์ไม่ได้ทวงถามจำเลยที่ 3 ให้ชำระหนี้ก่อน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ตกเป็นผู้ผิดนัดมาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ซึ่งปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยเพื่อให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 300,011.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/32 ม. 448 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสอง ม. 246 ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 51 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวอิษณี กำลัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชยุตม์ ประภากมล
ชื่อองค์คณะ
เมธี ประจงการ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2565
#682150
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 โดยอ้างว่า ส. ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ส. ให้แก่จำเลยโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีเพียงว่าให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องโดยรวมที่โจทก์บรรยายว่านำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาให้ที่ดินพิพาทระหว่าง ส. กับจำเลย และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวประกอบด้วยแล้วแปลเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพที่มีการเพิกถอนนิติกรรมการให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องและนิติกรรมรายนี้มีการทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ทำเป็นหนังสือสัญญาและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลก็ย่อมพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ทำตามแบบดังกล่าวได้ทั้งหมด และเมื่อนิติกรรมการให้ถูกเพิกถอนก็ย่อมทำให้ที่ดินพิพาทกลับตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กับ ส. ดังเดิม จำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงต้องส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ระหว่าง ส. กับจำเลยในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาท และให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ด้วยนั้นไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินสามารถดำเนินการได้เองตาม ป.ที่ดิน และที่ดินพิพาทย่อมกลับมีชื่อของ ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยผลของคำพิพากษา ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับให้จำเลยต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีก จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสัญญาให้ที่ดินรวมสี่โฉนดระหว่างนายสุวัธ กับจำเลย ฉบับลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 รายการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายสุวัธกับจำเลย ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 รายการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายสุวัธกับจำเลยหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และที่ให้จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 โดยอ้างว่านายสุวัธ ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 รวม 4 แปลง ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายสุวัธให้แก่จำเลยโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีเพียงว่าให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องโดยรวมที่โจทก์บรรยายว่านำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาให้ที่ดินพิพาทระหว่างนายสุวัธกับจำเลย และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวประกอบด้วยแล้วแปลเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพที่มีการเพิกถอนนิติกรรมการให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องและนิติกรรมรายนี้มีการทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ทำเป็นหนังสือสัญญาและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลก็ย่อมพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ทำตามแบบดังกล่าวได้ทั้งหมด และเมื่อนิติกรรมการให้ถูกเพิกถอนก็ย่อมทำให้ที่ดินพิพาทกลับตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กับนายสุวัธดังเดิม จำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงต้องส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายสุวัธกับจำเลยในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาท และให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ด้วยนั้นไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินสามารถดำเนินการได้เองตามประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินพิพาทย่อมกลับมีชื่อของนายสุวัธเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยผลของคำพิพากษา ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับให้จำเลยต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีก จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

อนึ่ง ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายซึ่งมิได้มีผลเกี่ยวกับทุนทรัพย์ในคดี จึงมิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 2 (ก) จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่โจทก์เสียเกินมาแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 รายการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายสุวัธกับจำเลย และให้จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ล.
จำเลย — นาง ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี — นางปฏิญาพร ปลูกสวัสดิ์
- นางรัชดาพร เสนียวงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
อรุณี วีระรัศมี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 500 -ที่ 501/2565
#683702
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 ซึ่งในการยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณามีเพียงว่าศาลจะบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวหรือไม่เท่านั้น โดยศาลอาจปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดหากมีเหตุตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 และ 45 สำหรับคำร้องในส่วนที่ขอบังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับให้ได้ ดังนั้น การที่ผู้ร้องขอถอนคำร้องในส่วนที่ขอบังคับตามสัญญาจำนำหุ้นซึ่งไม่ได้อยู่ในคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้เหลือประเด็นเฉพาะการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีผลกระทบต่อประเด็นหลักที่ศาลต้องพิจารณาในคดีนี้ และไม่ทำให้ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องเสียเปรียบแต่อย่างใด เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ต้องพิจารณาในคดีขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งจะพิจารณาเฉพาะตัวคำชี้ขาดตามคำร้องเท่านั้น ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์อ้างทำนองว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ คงให้เหลือเฉพาะประเด็นการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เท่ากับเป็นการอนุญาตให้แก้ไขคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาเป็นคำร้องที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 179 นั้น เห็นว่า ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นมีเนื้อหาเป็นการขอถอนคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับจำนำหุ้นและขอแก้เป็นให้บังคับเฉพาะผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อันมีลักษณะเป็นการสละข้อหาตามคำร้องเดิมบางข้อออกไป โดยไม่มีการเพิ่มเติมข้อหา ข้อกล่าวอ้าง หรือข้อเท็จจริงอื่นใดอันจะมีผลทำให้คำร้องในส่วนที่ไม่ชอบกลับมาเป็นคำร้องที่ชอบ เมื่อไม่ปรากฏว่าการที่ผู้ร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งได้ความว่าการถอนคำร้องดังกล่าวไม่ทำให้ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องเสียเปรียบดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งดังกล่าวมานั้นจึงชอบแล้ว

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า การที่สัญญาการเข้าร่วมกำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการเพียงฝ่ายเดียวนั้นขัดต่อ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และข้อบังคับของสำนักงานศาลยุติธรรมที่กำหนดให้เป็นสิทธิของคู่พิพาท และยังถือเป็นการจำกัดสิทธิอันชอบธรรมของคู่สัญญาอีกฝ่ายในการแสวงหาหรือการเข้าถึงความยุติธรรมในศาล ขัดต่อหลักกฎหมายอังกฤษ หลักสิทธิมนุษยชน และหลักนิติกรรม ข้อสัญญาดังกล่าวจึงถือเป็นข้อสัญญาที่บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า วิธีอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการระงับข้อพิพาททางการพาณิชย์ระหว่างประเทศดังที่ปรากฏตามหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็นำกฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL Model Law on International Commercial Arbitration) มาเป็นหลักในการพัฒนาระบบอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย ทั้งประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ต่างก็เป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ.1958 แห่งสหประชาชาติ หรืออนุสัญญานิวยอร์ก (The United Nations Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards, The New York Convention) ดังนั้น แม้สัญญาการเข้าร่วมจะกำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ เพราะเมื่อผู้ร้องเลือกที่จะระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการแล้ว ก็ต้องดำเนินการตามข้อบังคับศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ (SIAC Rules) โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 สามารถยื่นคำคัดค้านต่อสู้ในคดีดังกล่าวได้ ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าการดำเนินการอนุญาโตตุลาการที่ประเทศสิงคโปร์จะทำให้ผู้ร้องได้เปรียบผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อย่างไร ทั้งเมื่อมีคำชี้ขาดแล้วหากผู้ร้องประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวในประเทศไทยก็ต้องดำเนินการร้องขอต่อศาลตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 และ 42 ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็อาจยื่นคำคัดค้านเพื่อให้ศาลปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดได้หากสามารถพิสูจน์ได้ตามมาตรา 43 ดังเช่นที่มีการดำเนินคดีนี้ ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงยินยอมให้ผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิในการเลือกระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการจึงไม่ถือเป็นการจำกัดสิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในการแสวงหาหรือเข้าถึงความยุติธรรมดังที่อ้างมาแต่อย่างใด ข้ออ้างในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า คำชี้ขาดกำหนดให้คิดดอกเบี้ยทบต้นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เห็นว่า ในส่วนของความเสี่ยงภัยของบริษัท ท. ซึ่งเป็นเงินที่สัญญาการเข้าร่วมกำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระให้แก่ผู้ร้อง ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และผลตอบแทนการมีส่วนร่วมที่ค้างชำระนั้น ได้ความตามที่อนุญาโตตุลาการและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้แล้วว่า เงินทั้งสามส่วนดังกล่าวไม่ใช่ดอกเบี้ยแต่เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องชำระให้แก่ผู้ร้อง ไม่ว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะผิดสัญญาหรือไม่ การนำเงินสามส่วนแรกนี้มาคิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่มีคำชี้ขาดจึงไม่ใช่การคิดดอกเบี้ยทบต้น ส่วนการคำนวณดอกเบี้ยหลังจากวันที่มีคำชี้ขาดที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่ามีการคิดดอกเบี้ยทบต้นนั้น เห็นว่า ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยถึงความชัดแจ้งของสัญญาการเข้าร่วม ข้อ 12 หัวข้อ "ดอกเบี้ยผิดนัด (Default Interest)" ข้อ 12 (บี) ซึ่งระบุว่า ดอกเบี้ยผิดนัด (หากไม่ชำระ) ที่เกิดขึ้นจากเงินที่ค้างชำระนั้น สามารถคิดทบต้นกับเงินที่ค้างชำระได้ในวันครบกำหนดดอกเบี้ยค้างชำระเมื่อครบรอบปีแรก" อนุญาโตตุลาการเห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวทำให้ผู้ร้องสามารถคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ และเห็นด้วยกับผู้ร้องที่ขอให้คิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายปี (Annual Basis) โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รับภาระน้อยที่สุด ดังนี้ คำชี้ขาดในส่วนดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการนำส่วนของดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดมารวมกับต้นเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณของปีถัดไปอันเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ได้ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในส่วนนี้ฟังขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับโอนสำนวนมาจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้นำหุ้นของบริษัท ย. ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 จำนำไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระให้แก่ผู้ร้องต่อไป

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นให้บังคับเฉพาะผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยขอถอนคำร้องขอในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับจำนำหุ้น และถอนคำร้องขอในส่วนของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 6 ออกจากคดีนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ยื่นคำคัดค้าน วันที่ 23 กันยายน 2562 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องขอในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ คงให้เหลือเฉพาะประเด็นการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และจำหน่ายคดีในส่วนของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 6 ออกจากสารบบความ ผู้คัดค้านที่ 2 โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 6 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกา ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายืนตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำพิพากษาฎีกาที่ 3940/2563

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์แก่ผู้ร้องภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2558 อันเป็นวันที่มีคำชี้ขาด ดังต่อไปนี้

(ก) หนี้เงินจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐ และต้องชำระต่อไปตามสัญญานับถัดจากวันมีคำชี้ขาดไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่เมื่อคำนวณถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2561 ต้องไม่เกินจำนวน 336,072,131.75 ดอลลาร์สหรัฐ ตามคำขอ อนึ่ง ต้นเงินจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น คำชี้ขาดรวมค่าใช้จ่าย 432,768.43 ดอลลาร์สหรัฐ เข้าไปด้วย ค่าใช้จ่ายจำนวนหลังให้คิดดอกเบี้ยตามข้อ (ง)

(ข) ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมชั้นอนุญาโตตุลาการจำนวน 370,027.92 ดอลลาร์สิงคโปร์

(ค) ค่าใช้จ่ายคดีความและอื่น ๆ ของผู้ร้องจำนวน 1,049,304.69 ดอลลาร์สิงคโปร์

(ง) ในส่วนค่าใช้จ่าย 432,768.43 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดรวมอยู่ในข้อ (ก) แล้วนั้น ให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5.33 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2558 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่เมื่อคำนวณถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2561 ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 68,879.30 ดอลลาร์สหรัฐ ตามคำขอ

(จ) คำขออื่นให้ยก

ให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่ผู้ร้องชนะคดี กำหนดค่าทนายความให้ 500,000 บาท กรณีชำระหนี้เงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและดอลลาร์สิงคโปร์ตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อในวันที่ใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราถัวเฉลี่ยเช่นว่านั้น ในกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยหรืออัตราอ้างอิง ก็ให้ใช้อัตรานั้นเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกา และผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายดินแดนหมู่เกาะเคย์แมน มีวัตถุประสงค์บริหารจัดการลงทุนและจัดหาแหล่งลงทุน บริษัท ท. เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายดินแดนหมู่เกาะเคย์แมน โดยมีผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด บริษัท ย. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ผู้คัดค้านที่ 2 ยังเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวด้วย ในช่วงปี 2543 ถึง 2554 บริษัท ย.เป็นหนี้เจ้าหนี้หลายรายรวมถึงบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. เจ้าหนี้รายใหญ่ ต่อมาบริษัท ย. ถูกฟ้องล้มละลายและถูกพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ติดต่อผู้ร้องให้จัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อให้บริษัท ย. นำเงินไปชำระหนี้ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2553 ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำสัญญาการเข้าร่วม (Participation Agreement) โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต่างทำสัญญาในฐานะ "Sponsor" หรือ "ผู้สนับสนุนทางการเงิน" ส่วนผู้ร้องทำสัญญาในฐานะ "Participant" หรือ "ผู้เข้าร่วม" ซึ่งมีสาระสำคัญให้ผู้ร้องดำเนินการให้บริษัท ท. ให้สินเชื่อแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเทียบเท่าเงินจำนวน 1,405,000,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะใช้เงินที่ได้รับตามที่ตกลงไว้ในสัญญาสินเชื่อ (Facility Agreement) และโอนสิทธิเรียกร้องให้บริษัท ท. ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง (Subrogation Claim Assignment Agreement) โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัท ย. ที่มีต่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. ตามสัญญาการเข้าร่วมยังให้นิยาม "เหตุการณ์เงื่อนไขที่ 1" (Trigger Event 1) ว่า หมายถึง กรณีที่มีเหตุดังต่อไปนี้เกิดขึ้น (เอ) ศาลล้มละลายปฏิเสธคำร้องในส่วนของแผนฟื้นฟูกิจการ หรือ (บี) ศาลล้มละลายไม่รับคำร้องในส่วนของแผนฟื้นฟูกิจการภายใน 6 เดือน นับจากวันเบิกเงินกู้ และ "เหตุการณ์เงื่อนไขที่ 2" (Trigger Event 2) หมายถึง กรณีที่มีเหตุดังต่อไปนี้เกิดขึ้น (เอ) ไม่มีการจัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อลงคะแนนเสียงในแผนฟื้นฟูกิจการภายใน 11 เดือน นับจากวันเบิกเงินกู้ หรือในการประชุมเจ้าหนี้นั้น แผนฟื้นฟูกิจการที่เสนอไม่ได้รับการยอมรับจากเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายไทยกำหนดในการยอมรับและให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ หรือ (บี) แผนฟื้นฟูกิจการไม่ได้รับความเห็นชอบจากศาลล้มละลายภายใน 11 เดือน นับจากวันเบิกเงินกู้ หรือแผนฟื้นฟูกิจการที่เสนอถูกศาลล้มละลายปฏิเสธไม่ว่าช่วงเวลาใดก็ตาม ในวันเดียวกันผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงให้คำรับรองและค้ำประกันแก่ผู้ร้องในกรณีมีการผิดสัญญาการเข้าร่วม หรือสัญญาสินเชื่อสะพานเชื่อมปรับโครงสร้างระหว่างบริษัท ย. กับบริษัท ท. และในวันเดียวกันผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับบริษัท ท. ตกลงทำสัญญาสินเชื่อ (Facility Agreement) โดยบริษัท ท. จะให้เงินกู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเทียบเท่าเงินจำนวน 725,000,000 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อนำไปชำระแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และบริษัท ท. จะให้เงินกู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเทียบเท่าเงินจำนวน 680,000,000 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อไปชำระแก่ธนาคาร ก. จำนวน 660,000,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือไปชำระค่าธรรมเนียมก่อนเบิกใช้เงินกู้ หลังจากผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เบิกใช้เงินกู้ดังกล่าวและชำระหนี้ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. ในฐานะผู้ค้ำประกันแทนบริษัท ย. ไปแล้ว วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวน 725,000,000 บาท ให้บริษัท ท. ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวน 660,000,000 บาท ให้บริษัท ท. โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้บริษัท ย. ทราบแล้ว ในวันเดียวกันบริษัท ย. ตกลงกับบริษัท ท. ว่า บริษัท ย. ในฐานะผู้กู้ จะชำระเงินจำนวน 1,385,000,000 บาท คืนให้แก่บริษัท ท. ในฐานะผู้ให้กู้เดิม (the Original Lender) โดยมีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาการเข้าร่วมเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2553 (Supplemental Deed Relating to Participation Agreement Dated 28 November 2010) หลังทำสัญญาการเข้าร่วมเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2553 มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท ย. 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 และวันที่ 28 มิถุนายน 2555 แต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด วันที่ 1 สิงหาคม 2556 ผู้ร้องยื่นข้อพิพาทต่อศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ (The Singapore International Arbitration Center หรือ SIAC) เรียกร้องให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญา ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์แต่งตั้งลอร์ด โกลด์สมิธ เนติบัณฑิตอาวุโส (Lord Goldsmith QC) เป็นอนุญาโตตุลาการคนเดียว วันที่ 18 กันยายน 2558 อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด โดยในข้อ 290 วินิจฉัยว่า จำนวนค่าเสียหายตามข้อเรียกร้องจะถูกคิดคำนวณต่อไปตามข้อสัญญา โดยพยานผู้เชี่ยวชาญฝ่ายผู้ร้องให้สูตรการคำนวณค่าเสียหายต่อไปถึงวันที่มีคำชี้ขาดเท่ากับ 16,535,599.61 ดอลลาร์สหรัฐ คูณด้วย 1.33 (ยกกำลัง "n" หารด้วย 360) โดยที่ "n" คือ จำนวนวันระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ถึงวันที่มีคำชี้ขาด ข้อ 333 วินิจฉัยว่า อนุญาโตตุลาการเห็นว่าค่าเสียหายที่ต้องชำระทั้งสิ้นจะเป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญา ดังที่อ้างไว้ในข้อ 290 จนกว่าจะชำระต้นเงินทั้งหมดเสร็จสิ้น และข้อ 335 ชี้ขาดว่า

(1) ให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่ผู้ร้องภายใน 14 วัน นับจากวันชี้ขาด ดังนี้

(เอ) เงินจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐ

(บี) ค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ (Costs of Arbitration) จำนวน 370,027.92 ดอลลาร์สิงคโปร์

(ซี) ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายหรือค่าใช้จ่ายอื่นของผู้ร้อง (The Claimant’s Legal or Other Costs) จำนวน 1,049,304.69 ดอลลาร์สิงคโปร์

(2) ยกคำเรียกร้องแย้ง

(3) รับรองว่าเกิดเหตุการณ์เงื่อนไขที่ 1 (Trigger Event 1) และเหตุการณ์เงื่อนไขที่ 2 (Trigger Event 2) ตามที่ได้นิยามไว้ในสัญญา ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิตามสัญญาการเข้าร่วมข้อ 5 ในการบังคับและหรือใช้สิทธิใด ๆ ภายใต้หนังสือมอบอำนาจเหนือทรัพย์สินในประเทศสิงค์โปร์

(4) รับรองว่ามีการผิดนัดตามสัญญาการเข้าร่วม

(5) การชำระเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องจ่ายให้แก่ผู้ร้องจะคิดตามสัญญาระหว่างคู่พิพาทต่อไปจนกว่าจะมีการชำระหนี้เสร็จสิ้น

(6) ดอกเบี้ยสำหรับค่าใช้จ่ายจำนวน 432,768.43 ดอลลาร์สหรัฐ จะคิดต่อไปในอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี และ

(7) บรรดาข้อเรียกร้อง ข้อต่อสู้ และข้อเรียกร้องแย้งอื่นนอกจากนี้ ให้ตกไป ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์แจ้งคำชี้ขาดดังกล่าวแก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 แล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทราบคำชี้ขาดแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ตามคำชี้ขาดดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ประเทศสิงคโปร์เป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญานิวยอร์กว่าด้วยการยอมรับนับถือและบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ.1958 ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกอยู่ด้วย

คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ คงให้เหลือเฉพาะประเด็นการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 ซึ่งในการยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณามีเพียงว่าศาลจะบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวหรือไม่เท่านั้น โดยศาลอาจปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดหากมีเหตุตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 และ 44 สำหรับคำร้องในส่วนที่บังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับให้ได้ ดังนั้น การที่ผู้ร้องขอถอนคำร้องในส่วนที่ขอบังคับตามสัญญาจำนำหุ้นซึ่งไม่ได้อยู่ในคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้เหลือประเด็นเฉพาะการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีผลกระทบต่อประเด็นหลักที่ศาลต้องพิจารณาในคดีนี้ และไม่ทำให้ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องเสียเปรียบแต่อย่างใด เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ต้องพิจารณาในคดีขอบังคับ ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งจะพิจารณาเฉพาะตัวคำชี้ขาดตามคำร้องเท่านั้น ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์อ้างทำนองว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งดังกล่าวเท่ากับเป็นการอนุญาตให้แก้ไขคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาเป็นคำร้องที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 นั้น เห็นว่า ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น มีเนื้อหาเป็นการขอถอนคำร้องขอในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับจำนำหุ้นและขอแก้เป็นให้บังคับเฉพาะผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อันมีลักษณะเป็นการสละข้อหาตามคำร้องเดิมบางข้อออกไป โดยไม่มีการเพิ่มเติมข้อหา ข้อกล่าวอ้าง หรือข้อเท็จจริงอื่นใดอันจะมีผลทำให้คำร้องในส่วนที่ไม่ชอบกลับมาเป็นคำร้องที่ชอบดังที่ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์แต่อย่างใด เมื่อไม่ปรากฏว่าการที่ผู้ร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งได้ความว่าการถอนคำร้องดังกล่าวไม่ทำให้ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องเสียเปรียบดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งดังกล่าวมานั้นจึงชอบแล้ว และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วอุทธรณ์คำสั่งข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลของคำสั่ง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย อุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาการเข้าร่วม ข้อ 11 จะกำหนดเรื่องเขตอำนาจในการพิจารณาว่าศาลแห่งประเทศอังกฤษมีเขตอำนาจโดยไม่กล่าวถึงการอนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมทั้งฉบับแล้ว พบว่าสาระสำคัญของสัญญานี้อยู่ที่การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาการเข้าร่วม โดยในข้อ 2 "AMENDMENTS" หรือหัวข้อ "การแก้ไขเพิ่มเติม" มีการระบุถึงหัวข้อที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมไว้ในหัวข้อย่อย ได้แก่ 2.1 การแก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามต่าง ๆ (Amendments to Definitions) ระบุว่า "(i) The definition of "First Loss Application" shall be deleted in entirety and substituted with the following: … (ii) A new definition of "Indirect Tax" shall be added as follows: …" ซึ่งหมายความว่า "(1) ให้ยกเลิกนิยามของคำว่า "การหักเงินครั้งแรก" ทั้งหมดและแทนที่ด้วยข้อความตามนี้ ... (2) คำนิยามของคำว่า "ภาษีทางอ้อม" จะถูกเพิ่มเติมตามนี้ ..." 2.2 การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาข้อ 4.2 (Amendment to Clause 4.2) ระบุว่า "… the Parties hereby agree that the following shall be inserted as new paragraph (d) to Clause 4.2 of the Participation Agreement …" ซึ่งหมายความว่า "... คู่สัญญาตกลงให้เพิ่มข้อย่อย (ดี) เข้าไปในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 4.2 ดังต่อไปนี้ ..." 2.3 การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาข้อ 7 (Amendment to Clause 7) ระบุว่า "… the Parties hereby agree that Clause 7 of the Participation Agreement shall be deleted in entirety and substituted with the following: …" ซึ่งหมายความว่า "… คู่สัญญาตกลงให้ยกเลิกข้อความในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 7 ทั้งหมด และแทนที่ด้วยข้อความตามนี้ ..." 2.4 การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาข้อ 8 (Amendment to Clause 8) ระบุว่า "… the Parties agree that following shall be inserted as new paragraph (g) to Clause 8 of the Participation Agreement …" ซึ่งหมายความว่า "... คู่สัญญาตกลงให้เพิ่มข้อย่อย (จี) เข้าไปในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 8 ดังต่อไปนี้ ..." และข้อ 2.5 การแก้ไขเพิ่มเติมตาราง 2 (Amendment to Schedule 2) ระบุว่า "… the Parties hereby agree that the Schedule 2 (The Properties) of the Participation Agreement shall be deleted and substituted with the revised Schedule 2 (The Properties) attached hereto as Annex 1." ซึ่งหมายความว่า "… คู่สัญญาตกลงให้ยกเลิกตาราง 2 (ทรัพย์สินต่าง ๆ) ในสัญญาการเข้าร่วม และแทนที่ด้วยตาราง 2 (ทรัพย์สินต่าง ๆ) ที่ปรับปรุงใหม่ตามภาคผนวก 1 แนบท้ายนี้" จากข้อสัญญาข้างต้นทำให้เห็นถึงเจตนาของคู่สัญญาได้ว่า หากคู่สัญญาต้องการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความส่วนใดในสัญญาการเข้าร่วมก็จะมีการระบุไว้โดยละเอียดว่าต้องการยกเลิกข้อความส่วนใดแล้วใส่ข้อความใหม่แทนที่ข้อความเดิมที่ถูกยกเลิกไป หรือหากต้องการเพิ่มเติมข้อความใดเข้าไปโดยไม่ยกเลิกข้อความเดิมในสัญญาก็จะมีการระบุไว้อย่างชัดเจน ดังเช่นที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 2.1 ถึง 2.5 ข้างต้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 11 แล้วเห็นว่าไม่ได้ระบุในรูปแบบเช่นเดียวกับในข้อ 2 แต่เพียงกำหนดเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับและเขตอำนาจศาลในการพิจารณาข้อพิพาทตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม อันเป็นการกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในกรณีพิจารณาแยกเฉพาะสัญญาไป โดยไม่มีเจตนาแก้ไขหรือยกเลิกวิธีการบังคับหรือระงับข้อพิพาทตามสัญญาการเข้าร่วมข้อ 26 เนื่องจากหากคู่สัญญาประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งในสัญญาข้อดังกล่าว หรือต้องยกเลิกวิธีการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 26.2 ดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างแล้วย่อมต้องระบุไว้ในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 2 และใส่รายละเอียดให้ชัดเจนว่าให้ยกเลิกข้อความตามสัญญาการเข้าร่วมข้อ 26.2 ทั้งหมดดังเช่นที่ระบุในข้อย่อยที่ 2.1 ถึง 2.5 ข้างต้น นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 10 "INCORPORATION OF TERMS" หรือหัวข้อ "การนำข้อกำหนดอื่นมาใช้ในสัญญานี้" ระบุว่า "The provisions of Clause 17 (Rights and Waivers), Clause 18 (Notices) and Clause 26 (Enforcement) of the Participation Agreement shall be incorporated into this Deed as if set out in full in this Deed and as if references in those clauses to "this Agreement" are references to this Deed." ซึ่งหมายความว่า "ข้อกำหนดในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 17 (สิทธิและการสละสิทธิ) ข้อ 18 (การแจ้งเตือน) และข้อ 26 (การบังคับตามสัญญา) จะนำมาใช้ในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมนี้เสมือนกับว่าได้ระบุไว้ครบถ้วนในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมนี้" โดยถ้อยคำของสัญญาการเข้าร่วมข้อ 17, 18 และ 26 ข้างต้นที่ใช้คำว่า "สัญญานี้ (this Agreement)" จะถูกนำมาใช้เสมือนเป็นกรณีการอ้างอิงถึงสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมนี้ (this Deed) ยิ่งทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมมิได้แก้ไขหรือยกเลิกข้อความใด ๆ ในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 26 แต่ในทางตรงข้ามกลับให้นำสัญญาข้อ 26 มาใช้ร่วมกับสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมด้วย ดังนี้ สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 11 จึงไม่ได้ยกเลิกข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาการเข้าร่วม ข้อ 26.2 ดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างแต่อย่างใด

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างด้วยว่า การที่สัญญาการเข้าร่วม ข้อ 26.2 กำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการเพียงฝ่ายเดียวนั้น ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และข้อบังคับของสำนักงานศาลยุติธรรมที่กำหนดให้เป็นสิทธิของคู่พิพาท และยังถือเป็นการจำกัดสิทธิอันชอบธรรมของคู่สัญญาอีกฝ่ายในการแสวงหาหรือการเข้าถึงความยุติธรรมในศาล ขัดต่อหลักกฎหมายอังกฤษ หลักสิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม ข้อสัญญาดังกล่าวจึงถือเป็นข้อสัญญาที่บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า วิธีอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการระงับข้อพิพาททางการพาณิชย์ระหว่างประเทศดังที่ปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็นำกฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL Model Law on International Commercial Arbitration) มาเป็นหลักในการพัฒนาระบบอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย ทั้งประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ต่างก็เป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ.1958 แห่งสหประชาชาติ หรืออนุสัญญานิวยอร์ก (The United Nations Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards, The New York Convention) ดังนั้น แม้สัญญาการเข้าร่วมข้อ 26.2 จะกำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการเพียงฝ่ายเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ เพราะเมื่อผู้ร้องเลือกที่จะระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการตามสัญญาข้อ 26.2 แล้ว ก็ต้องดำเนินการตามข้อบังคับศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ (SIAC Rules) โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 สามารถยื่นคำคัดค้านต่อสู้ในคดีดังกล่าวได้ ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าการดำเนินการอนุญาโตตุลาการที่ประเทศสิงคโปร์จะทำให้ผู้ร้องได้เปรียบผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อย่างไร ทั้งเมื่อมีคำชี้ขาดแล้วหากผู้ร้องประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวในประเทศไทยก็ต้องดำเนินการร้องขอต่อศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 และ 42 ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็อาจยื่นคำคัดค้านเพื่อให้ศาลปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดได้หากสามารถพิสูจน์ได้ตามมาตรา 43 ดังเช่นที่มีการดำเนินคดีนี้ ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงยินยอมให้ผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิในการเลือกระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการจึงไม่ถือเป็นการจำกัดสิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในการแสวงหาหรือเข้าถึงความยุติธรรมดังที่อ้างมาแต่อย่างใด ข้ออ้างในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 วางหลักว่า ในการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และให้มีโอกาสนำสืบพยานหลักฐานและเสนอข้ออ้างข้อต่อสู้ของตนได้ตามพฤติการณ์แห่งข้อพิพาทนั้น ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันหรือกฎหมายมิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการนี้รวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงด้วย เมื่อตามสัญญาการเข้าร่วม ข้อ 26.2 กำหนดในกรณีระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ให้ใช้อนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ภายใต้ข้อบังคับศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ (SIAC Rules) โดยคณะอนุญาโตตุลาการจะประกอบไปด้วยอนุญาโตตุลาการคนเดียวที่แต่งตั้งโดยประธานศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ดังนี้ จึงเป็นการที่ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงให้อำนาจอนุญาโตตุลาการคนเดียวในการดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ แล้ว โดยเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาข้างต้นแล้วเห็นได้ว่า ก่อนจะถึงวันนัดสืบพยานนั้น อนุญาโตตุลาการได้ให้โอกาสฝ่ายผู้คัดค้านและอนุญาตตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมและขยายกำหนดเวลาต่าง ๆ ให้ฝ่ายผู้คัดค้านหลายครั้งแม้จะมีการคัดค้านจากฝ่ายผู้ร้องก็ตาม และแม้ท้ายที่สุดฝ่ายผู้คัดค้านไม่มีผู้ใดมาในวันนัดสืบพยาน แต่ในการรับฟังพยานหลักฐานอนุญาโตตุลาการก็นำพยานหลักฐาน บันทึกถ้อยคำพยาน รวมถึงรายงานผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายผู้คัดค้านมาพิจารณาด้วย นอกจากนี้ ยังปรากฏจากอุทธรณ์คำพิพากษาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ด้วยว่า "หากผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้เข้าร่วมพิจารณาในวันสืบพยานย่อมเป็นการให้สัตยาบันแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น" อันแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทราบกำหนดนัดแล้วแต่เลือกที่จะไม่ส่งผู้ใดไปในวันนัดสืบพยานดังกล่าว ดังนั้น การที่อนุญาโตตุลาการกำหนดนัดสืบพยานและสืบพยานฝ่ายผู้ร้องไปฝ่ายเดียวเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2558 จนถึงวันที่ 27 มีนาคม 2558 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควรในอำนาจของอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ปรากฏว่าการทำหน้าที่ดังกล่าวของอนุญาโตตุลาการคนเดียวจะมีข้อบกพร่องในการใช้ดุลพินิจตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างมา แต่เป็นการพิจารณาข้อพิพาทโดยชอบและปฏิบัติต่อผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่พิพาทอีกฝ่ายอย่างเท่าเทียมเสมอภาคกันกับฝ่ายผู้ร้อง และให้โอกาสผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เสนอข้ออ้างข้อต่อสู้ของตนได้แล้ว ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า สัญญาการเข้าร่วมและสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงสัญญาให้คำรับรอง และหนังสือค้ำประกัน มีวัตถุประสงค์เป็นการค้าความ โดยเป็นการซื้อหนี้ที่เป็นคดีความทำให้เป็นคดีใหม่ คือ คดีฟื้นฟูกิจการที่ศาลล้มละลายกลาง แผนทางการเงินและโครงสร้างการให้กู้ยืมเงินมีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการเป็นคดีความเดิมของบริษัท ย. ทั้งสัญญาการเข้าร่วมและสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมยังมีข้อกำหนดให้มีการฟื้นฟูกิจการของบริษัท ย. เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องและบริษัท ท. โดยไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้และเจ้าหนี้ทุกราย ผู้ร้องใช้อำนาจครอบงำการฟื้นฟูกิจการ มีข้อกำหนดวิธีการฟื้นฟูกิจการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และยังเป็นความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว สัญญาดังกล่าวไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เนื่องจากก่อนทำสัญญา บริษัท ย. ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการ ถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดี ยึดทรัพย์ ฟ้องล้มละลายจนถูกพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว ทำให้ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องหาแหล่งเงินกู้และได้รับการแนะนำให้กู้เงินจากผู้ร้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพทางการเงินมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจเหนือกว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภค อาศัยวิกฤตทางการเงินของบริษัท ย. ทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องจำยอมทำตามโครงสร้างการให้กู้ยืมเงินที่ผู้ร้องเป็นผู้กำหนดและเป็นฝ่ายจัดทำสัญญาทุกฉบับโดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่มีโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในสัญญาได้ ทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องรับภาระมากกว่าความเป็นจริง เป็นการเอาเปรียบผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้สัญญาการเข้าร่วมยังขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 เนื่องจากสัญญาการเข้าร่วมกำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จ่ายเงินตอบแทนในรูปของผลตอบแทนแบบแน่นอนตายตัว (All-in-Fixed Yield) ซึ่งหมายความถึง อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return) ที่คำนวณจากความเสี่ยงภัยของเทล (TAEL Exposure) ในอัตราที่เท่ากับอัตราผลตอบแทนของการมีส่วนร่วม (Participation IRR) ซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 30 ต่อปี ส่วนความเสี่ยงภัยของเทลหมายถึงจำนวนเงินกู้สะพานเชื่อมปรับโครงสร้างตามที่ลดจำนวนลงด้วยจำนวนเงินใด ๆ ที่ผู้ร้องนำไปใช้กับการหักเงินครั้งแรก (First Loss Application) ซึ่งคือจำนวนเงินกู้สะพานเชื่อมปรับโครงสร้างลดด้วยเงินชำระคืนใด ๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงบริษัท ย. ด้วย อันเป็นการอำพรางดอกเบี้ยเงินกู้เป็นค่าตอบแทนตามสัญญาการเข้าร่วมโดยเลี่ยงไม่ใช้คำว่าดอกเบี้ย คิดเป็นเงินค่าตอบแทนที่ผู้ร้องได้รับอัตราร้อยละ 130 ต่อปี เมื่อรวมกับดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 3 ต่อปี จึงเป็นอัตราร้อยละ 133 ต่อปี นั้น ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังข้อเท็จจริงรวมถึงที่มาอันเป็นมูลเหตุในการทำสัญญาต่าง ๆ ในคดีนี้ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดได้ความว่า ศูนย์กลางของนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 คือ หนี้ของบริษัท ย. ซึ่งถือหุ้นโดยบุคคลในตระกูล ต. และมีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ บริษัทดังกล่าวมีเจ้าหนี้รายใหญ่คือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกัน คือ จำนองเหนืออาคาร ย. ส่วนผู้ร้องเป็นหน่วยลงทุนที่เชี่ยวชาญและมุ่งการให้ทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้บริหารซึ่งเคยทำงานในภูมิภาคดังกล่าวรวมถึงประเทศไทย เคยให้คำปรึกษาและช่วยการลงทุนแก่ตระกูลต่าง ๆ ในประเทศไทย ผู้ร้องได้รับการแนะนำให้รู้จักกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เพื่อบริหารหนี้ของบริษัท ย. โดยจัดหาแหล่งลงทุนให้แก่บริษัท ย. ในลักษณะเงินกู้สะพานหรือเงินกู้ระยะสั้นในวงเงินประมาณ 50,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ การเจรจาหยุดชะงักไปจนกระทั่งเริ่มเจรจากันใหม่ในเดือนกันยายน 2553 หลังจากมีเหตุความวุ่นวายทางการเมือง จากพฤติการณ์และบรรยากาศการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงทำให้ผู้ร้องเห็นว่าผลตอบแทนการลงทุนต้องอยู่ในระดับอัตราร้อยละ 30 ต่อปี โครงการลงทุนดังกล่าวมีโครงสร้างที่ซับซ้อน โดยให้บริษัท ท. ให้เงินกู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เพื่อนำไปชำระหนี้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. และดำเนินการเพื่อให้บริษัท ท. ได้รับโอนหลักประกันจำนองในอาคาร ย. คืนจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. โดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 โอนสิทธิในความเป็นเจ้าหนี้พร้อมหลักประกันที่ได้รับมาจากบริษัท ย. ให้แก่บริษัท ท. พร้อมให้บริษัท ย. กับบริษัท ท. ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ระยะสั้นหรือสินเชื่อสะพานเชื่อมปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้บริษัท ย. เสนอคำร้องให้ศาลล้มละลายกลางอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการของตน และเพื่อกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงจ่ายค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนในความเสี่ยง เบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทน และค่าใช้จ่าย ให้แก่ผู้ร้องซึ่งต้องรับภาระและความเสี่ยงในการร่วมรับผิดชอบในเงินกู้ที่จัดหาให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต่อมาศาลล้มละลายกลางยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการบริษัท ย. ถึงสามครั้ง บริษัท ย. ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ท. ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนในความเสี่ยง เบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามสัญญา ผู้ร้องจึงเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ตามสัญญาอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยพิจารณารวมถึงรายงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไทยของทั้งสองฝ่ายแล้วสรุปได้ความว่า สัญญาดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายอังกฤษซึ่งเป็นไปตามสัญญาการเข้าร่วมข้อ 25 ซึ่งมีผลบังคับใช้สมบูรณ์ และไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนของประเทศไทย โดยอัตราดอกเบี้ยผิดนัด (Default Interest) ตามสัญญาคืออัตราร้อยละ 3 ไม่ใช่อัตราร้อยละ 33 อันเป็นไปตามสัญญาการเข้าร่วมข้อ 12 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่าเท่ากับอัตราร้อยละ 3 บวกด้วยอัตราร้อยละ 30 ของอัตราผลตอบแทนของการมีส่วนร่วม (Participation IRR) โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจโต้แย้งได้ว่าอัตราผลตอบแทนของการมีส่วนร่วมดังกล่าว คือ เบี้ยปรับ (Penalty) เนื่องจากหน้าที่ในการชำระอัตราผลตอบแทนของการมีส่วนร่วมเป็นหนี้ประธาน (Primary Obligation) ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะต้องชำระ ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็ยอมรับในหลักที่ว่าเบี้ยปรับมิใช่หนี้ประธาน แต่เป็นหนี้ลำดับรอง (Secondary Obligation) ที่จะต้องจ่ายก็ต่อเมื่อเกิดการผิดสัญญา ปรากฏตามคำชี้ขาด ข้อ 206 ถึง 281 ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริง มูลเหตุและความเป็นมาในคดีประกอบสัญญาที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า สัญญาต่าง ๆ และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่อาศัยรากฐานจากสัญญาดังกล่าวมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประเทศไทย ทั้งเห็นด้วยว่าค่าตอบแทนที่ผู้ร้องได้รับคืออัตราร้อยละ 30 ต่อปี ของจำนวนเงินกู้ในสัญญาสินเชื่อสะพานเชื่อมปรับโครงสร้างที่บริษัท ท. ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญาสินเชื่อซึ่งอยู่ในสัญญาการเข้าร่วมนั้นไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่เป็นค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนในความเสี่ยง เบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดหาเงินทุนต้องรับภาระ รวมถึงความเสี่ยงที่ผู้ร้องต้องร่วมรับผิดชอบในเงินกู้ที่จัดหาให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ส่วนดอกเบี้ยในหนี้ที่ผิดนัดตามสัญญากำหนดไว้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี ดังนี้ เหตุบกพร่องต่าง ๆ ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้าง ไม่ว่าจะเป็นการที่สัญญาต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์เป็นการค้าความ ผู้ร้องมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่า กำหนดและจัดทำสัญญาต่าง ๆ เอาเปรียบผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 โดยอาศัยวิกฤตทางการเงินของบริษัท ย. ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเนื้อหาและความสมบูรณ์ของสัญญาอันอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ทั้งเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วตั้งแต่มูลเหตุที่มาของการทำสัญญาต่าง ๆ ในคดีนี้ รายละเอียดเนื้อหาและความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างสัญญาเหล่านั้น รวมถึงคู่สัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยฟังข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดแล้วเห็นว่าสัญญาต่าง ๆ และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่อาศัยรากฐานจากสัญญาดังกล่าวมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประเทศไทย โดยข้อคัดค้านในส่วนนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รับฟังไม่ได้ตามที่ต่อสู้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ นอกจากนี้ เรื่องอัตราผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยรวมที่อ้างว่าผู้ร้องได้รับในอัตราร้อยละ 133 ต่อปี นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็เพิ่งหยิบยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ทั้งที่ในชั้นอนุญาโตตุลาการและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างถึงอัตราร้อยละ 33 ต่อปี มาตลอด จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบและเป็นข้ออุทธรณ์ที่ต้องห้าม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้เช่นกัน

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างต่อไปว่า คำชี้ขาดกำหนดให้คิดดอกเบี้ยทบต้นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เนื่องจากตามคำชี้ขาดข้อ 283 กำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดใน (1) ความเสี่ยงภัยของเทล (TAEL Exposure) (2) บรรดาต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ (Unpaid Costs and Expenses) (3) ผลตอบแทนการมีส่วนร่วมที่ค้างชำระ (Participation Return Outstanding) และ (4) ดอกเบี้ยผิดนัด (Default Interest) แต่คำชี้ขาดมีการนำผลรวมของเงินค้างชำระคือ (1) ความเสี่ยงภัยของเทล (2) บรรดาต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และ (3) ผลตอบแทนการมีส่วนร่วมที่ค้างชำระ มาคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2557 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2558 อันเป็นวันที่มีคำชี้ขาด คิดเป็นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 26,880,477.63 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีผลรวมของเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชอบตามคำชี้ขาดเป็นจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งเมื่อพิจารณาตารางการคิดดอกเบี้ยที่ผู้ร้องคำนวณจากต้นเงินจำนวนดังกล่าว ก็พบว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยปรากฎตามตารางการคำนวณที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จัดทำขึ้น นั้น เห็นว่า ในส่วนของความเสี่ยงภัยของเทล (TAEL Exposure) ซึ่งเป็นเงินที่สัญญาการเข้าร่วมกำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระให้แก่ผู้ร้อง ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และผลตอบแทนการมีส่วนร่วมที่ค้างชำระนั้น ได้ความตามที่อนุญาโตตุลาการและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้แล้วว่า เงินทั้งสามส่วนดังกล่าวไม่ใช่ดอกเบี้ยแต่เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องชำระให้แก่ผู้ร้องไม่ว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะผิดสัญญาหรือไม่ การนำเงินสามส่วนแรกนี้มาคิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่มีคำชี้ขาดจึงไม่ใช่การคิดดอกเบี้ยทบต้น ส่วนการคำนวณดอกเบี้ยหลังจากวันที่มีคำชี้ขาดที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่ามีการคิดดอกเบี้ยทบต้น นั้น เห็นว่า ตามคำชี้ขาดข้อ 182 อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยถึงความชัดแจ้งของสัญญาการเข้าร่วมข้อ 12 หัวข้อ "ดอกเบี้ยผิดนัด (Default Interest)" ข้อ 12 (บี) ซึ่งระบุว่า "Default Interest (if unpaid) arising on overdue amount will be compounded with the overdue amount from the first anniversary of the date on which such unpaid interest fell due" อันหมายความว่า "ดอกเบี้ยผิดนัด (หากไม่ชำระ) ที่เกิดขึ้นจากเงินที่ค้างชำระนั้น สามารถคิดทบต้นกับเงินที่ค้างชำระได้ในวันครบกำหนดดอกเบี้ยค้างชำระเมื่อครบรอบปีแรก" อนุญาโตตุลาการเห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวทำให้ผู้ร้องสามารถคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ และเห็นด้วยกับผู้ร้องที่ขอให้คิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายปี (Annual Basis) โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รับภาระน้อยที่สุด ดังนี้ คำชี้ขาดในส่วนดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการนำส่วนของดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดมารวมกับต้นเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณของปีถัดไป อันเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในส่วนนี้ฟังขึ้น

และที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า คำชี้ขาดไม่เป็นไปตามสัญญาการเข้าร่วม เนื่องจากในคำชี้ขาดไม่ได้วินิจฉัยและทำคำชี้ขาดให้หักหนี้ในกรณีที่บริษัท ย. ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ท. ไป ทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องชำระหนี้ซ้ำซ้อนเกินกว่ามูลหนี้ที่แท้จริง โดยอ้างว่าลักษณะของสัญญาการเข้าร่วมเป็นสัญญาค้ำประกันของสัญญาสินเชื่อสะพานเชื่อมปรับโครงสร้าง คำชี้ขาดจึงไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 (4) และขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อต่อสู้ในชั้นอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ไว้ตามคำชี้ขาดข้อ 187 ถึง 191 ได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้และแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้งโดยอาจสรุปได้ 4 ประการ คือ (1) การที่สัญญากำหนดให้ใช้กฎหมายอังกฤษนั้นเป็นการไม่สุจริต สัญญาต่าง ๆ เป็นโมฆะและไม่อาจใช้บังคับได้เนื่องจากขัดต่อกฎหมายไทย (2) ผู้ร้องเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อลวงให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญา ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายและเลิกสัญญา (3) ผู้ร้องมีหน้าที่โดยปริยายที่ต้องฟื้นฟูกิจการบริษัท ย. ให้สำเร็จภายใน 18 เดือน นับแต่วันทำสัญญา เมื่อผู้ร้องผิดหน้าที่ดังกล่าวจึงไม่สามารถเรียกให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รับผิดได้ และ (4) ข้อกำหนดเกี่ยวกับเบี้ยปรับหรือผลตอบแทนของผู้ร้องที่เท่ากับเบี้ยปรับนั้นไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งจากข้อต่อสู้ในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่พบว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ให้การเรื่องการหักหนี้ในส่วนของบริษัท ย. หรือภาระการชำระหนี้ที่ซ้ำซ้อนดังกล่าวเป็นประเด็นไว้ จึงไม่มีประเด็นที่อนุญาโตตุลาการต้องวินิจฉัยและทำคำชี้ขาด นอกจากนี้ข้ออ้างดังกล่าวยังมีส่วนของข้อเท็จจริงที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบรายละเอียดในข้อสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันเป็นอำนาจของอนุญาโตตุลาการในการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาลไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยได้ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของอนุญาโตตุลาการ ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 เช่นกัน ทั้งเรื่องดังกล่าวก็ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 43 (4) แต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างมาเป็นข้อสุดท้ายว่า คำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดเกินขอบเขตคำชี้ขาด โดยผู้ร้องขอให้บังคับการจำนำหุ้นของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 รวมมาในคำร้อง ทั้งที่ตามคำชี้ขาดไม่ได้บังคับจำนำหุ้นตามสัญญาจำนำหุ้น และผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 6 ก็มิได้เป็นคู่พิพาทตามคำชี้ขาดนั้น เห็นว่า ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องขอในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ คงให้เหลือเฉพาะประเด็นการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และจำหน่ายคดีในส่วนของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 6 ออกจากสารบบความไป ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ในอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ข้างต้นแล้วว่าคำสั่งดังกล่าวของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ดังนั้น นอกจากประเด็นเรื่องการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีไม่ปรากฏเหตุอันจะทำให้การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนอื่นขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือปรากฏว่าคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนอื่นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์อ้างแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์คำพิพากษาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

เมื่อสัญญาการเข้าร่วมข้อ 12 กำหนดให้นำดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญาร้อยละ 3 คิดทบต้นกับยอดเงินที่ค้างชำระ เป็นข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 คงมีหน้าที่ชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 3 ต่อปี แบบไม่ทบต้นของต้นเงินจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2558 อันเป็นวันที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ผู้ร้อง

พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้อ (ก) เป็นว่า ในส่วนหนี้เงินจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระแก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2558 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมิให้คิดดอกเบี้ยทบต้น และเมื่อคำนวณถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2561 ต้องไม่เกินจำนวน 336,072,131.75 ดอลลาร์สหรัฐ ตามคำขอ ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้อ (ง) ซึ่งเป็นการนำดอกเบี้ยสะสมเข้าไปรวมกับยอดเงินในข้อ (ก) แล้วคิดดอกเบี้ยทบเข้าไปอีก ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามข้อ (ข) (ค) และ (จ) และนอกจากที่แก้ คงให้เป็นไปตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 179
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 41 ม. 42 ม. 43 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
ผู้คัดค้าน — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
-
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชลิต กฐินะสมิต
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 494/2565
#693458
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดานั้น เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตร อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้บิดามารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ที่จะมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของผู้เยาว์ รวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สินของผู้เยาว์ เนื่องจากผู้เยาว์เป็นผู้ที่ยังอ่อนในด้านสติปัญญา ความคิด และร่างกาย ขาดความรู้ ความชำนาญ จึงต้องมีผู้ใช้อำนาจปกครองคอยปกครองดูแลจนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ แต่ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก นั้น แม้กฎหมายบัญญัติโดยมุ่งที่จะคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลของผู้เยาว์ เพื่อปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการล่วงละเมิดต่ออำนาจปกครองก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวนอกจากคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาแล้ว ยังคุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของผู้ปกครองและผู้ดูแลผู้เยาว์ด้วย เห็นได้ว่าการล่วงละเมิดอำนาจปกครองที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก มีความหมายแตกต่างจากอำนาจปกครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 ประกอบกับการพรากผู้เยาว์เป็นความผิดทางอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด จะขยายความไม่ได้ ดังนี้ การพรากผู้เยาว์ที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรกได้นั้น ผู้เยาว์ต้องอยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตามสภาพความเป็นจริงว่าผู้เยาว์อยู่ในความดูแลหรือไม่ หากผู้เยาว์ไปจากการดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเสียแล้ว อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลย่อมขาดตอนหรือสิ้นสุดลง แต่หากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลยังดูแลเอาใจใส่ผู้เยาว์อยู่ ผู้เยาว์ย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอนหรือสิ้นสุดลง

คดีนี้ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์หนีออกจากบ้านพักที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาไปก่อนเกิดเหตุเกือบ 1 ปี และพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังว่า ผู้เสียหายที่ 1 ยังใส่ใจดูแลผู้เสียหายที่ 2 อยู่ ดังนี้ อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 จึงขาดตอนและสิ้นสุดลง ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่อยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เป็นธุระจัดหาให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปค้าประเวณีให้แก่สายลับ จึงไม่เป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4, 26, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 91, 282, 319 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด จำนวน 2 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท ได้แก่ ความเสียหายอันเนื่องมาจากถูกละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ จำนวน 10,000 บาท ความเสียหายอันเนื่องมาจากการเสื่อมเสียชื่อเสียง จำนวน 20,000 บาท และความเสียหายต่อเสรีภาพ จำนวน 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง, 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี ฐานค้ามนุษย์ ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอม และฐานส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานค้ามนุษย์ คงจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 15,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดฐานค้ามนุษย์ คงจำคุก 4 ปี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง พร้อมซิมการ์ดของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ขณะเกิดเหตุนางสาว ล. ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ (เกิดวันที่ 6 มกราคม 2546) เป็นบุตรของนางสาว ม. ผู้เสียหายที่ 1 บิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 แยกทางกันตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 2 เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เดิมผู้เสียหายที่ 2 อาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 และสามีใหม่ของผู้เสียหายที่ 1 แต่ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเวลาเกือบ 1 ปี และไปพักอาศัยอยู่กับนางสาว ย. ไม่ปรากฏชื่อสกุล เพื่อนรุ่นพี่ซึ่งเป็นคนที่แนะนำให้ผู้เสียหายที่ 2 รู้จักกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 ก่อนเกิดเหตุพันตำรวจโท ช. เจ้าพนักงานตำรวจ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี สืบทราบว่าเจ้าของเฟซบุ๊กชื่อ ส. มีพฤติการณ์เป็นธุระจัดหาเด็กให้กระทำการค้าประเวณีด้วยวิธีติดต่อส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊กชื่อ ส. พันตำรวจโท ช. จึงวางแผนให้สายลับใช้เฟซบุ๊กชื่อ ค. ส่งข้อความขอซื้อบริการทางเพศไปยังเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว จำเลยที่ 1 เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าวส่งข้อความสนทนากับสายลับ ตกลงราคาค่าบริการ 1,500 บาท นัดหมายสถานที่ขายบริการทางเพศที่โรงแรม 69 ห้องหมายเลข 3 เจ้าพนักงานตำรวจใช้ธนบัตรฉบับละ 100 บาท และฉบับละ 1,000 บาท ในการล่อซื้อ จำเลยที่ 1 ติดต่อผู้เสียหายที่ 2 ไปให้บริการทางเพศ โดยจำเลยที่ 1 จะได้ส่วนแบ่งเป็นค่านายหน้าจากผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ห้องพักหมายเลข 3 เพื่อขายบริการทางเพศ โดยมีเด็กหญิง ป. ไปเป็นเพื่อน เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายที่ 2 ติดต่อจำเลยที่ 1 เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าวให้มารับเงิน จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 มารับเงินแทน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ โดยยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อออปโป้ สีชมพู 2 เครื่อง ของจำเลยทั้งสอง และธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 5 ฉบับ เป็นของกลาง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอม และฐานส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ความผิดฐานดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติ ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยหรือไม่ เห็นว่า การที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดานั้น เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตร อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้บิดามารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ที่จะมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของผู้เยาว์ รวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สินของผู้เยาว์ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้เยาว์เป็นผู้ที่ยังอ่อนในด้านสติปัญญา ความคิด และร่างกาย ขาดความรู้ ความชำนาญ จึงต้องมีผู้ใช้อำนาจปกครองคอยปกครองดูแลจนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ แต่ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก นั้น แม้กฎหมายบัญญัติโดยมุ่งที่จะคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลของผู้เยาว์ เพื่อปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการล่วงละเมิดต่ออำนาจปกครองก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวนอกจากคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาแล้ว ยังคุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของผู้ปกครองและผู้ดูแลผู้เยาว์ด้วย เห็นได้ว่าการล่วงละเมิดอำนาจปกครองที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก มีความหมายแตกต่างจากอำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 ประกอบกับการพรากผู้เยาว์เป็นความผิดทางอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด จะขยายความไม่ได้ ดังนี้ การพรากผู้เยาว์ที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรกได้นั้น ผู้เยาว์ต้องอยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตามสภาพความเป็นจริงว่าผู้เยาว์อยู่ในความดูแลหรือไม่ หากผู้เยาว์ไปจากการดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเสียแล้ว อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลย่อมขาดตอนหรือสิ้นสุดลง แต่หากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลยังดูแลเอาใจใส่ผู้เยาว์อยู่ ผู้เยาว์ย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอนหรือสิ้นสุดลง คดีนี้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์หนีออกจากบ้านพักที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาไปก่อนเกิดเหตุเกือบ 1 ปี แม้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนว่า ระหว่างผู้เสียหายที่ 2 หายไป สามารถติดต่อผู้เสียหายที่ 2 ได้เป็นบางครั้ง ทราบว่าพักอาศัยอยู่ในเมืองและทำงานรับจ้างที่ร้านเนื้อย่าง เคยบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 กลับมาอยู่ที่บ้าน และผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านไปหลายเดือนจึงติดต่อผู้เสียหายที่ 2 ได้ แต่โจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 ติดต่อผู้เสียหายที่ 2 เป็นระยะ ๆ ตลอดเวลา ไม่เคยขาดการติดต่อ และได้พยายามติดตามตัวผู้เสียหายที่ 2 ในข้อนี้ผู้เสียหายที่ 1 กลับเบิกความว่า ปกติไม่ได้ติดต่อผู้เสียหายที่ 2 เท่าไรนัก ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1 มีสามีใหม่และมีบุตรต้องเลี้ยงดูอีก 2 คน โดยก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มีพฤติการณ์ไปนอนค้างที่บ้านเพื่อนบ่อยครั้ง ผู้เสียหายที่ 1 และสามีใหม่ต้องดุด่าเป็นประจำ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ใช้ความพยายามในการติดต่อหรือติดตามผู้เสียหายที่ 2 ก็ได้ พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังว่าผู้เสียหายที่ 1 ยังใส่ใจดูแลผู้เสียหายที่ 2 อยู่ ดังนี้ อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 จึงขาดตอนและสิ้นสุดลง ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่อยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เป็นธุระจัดหาให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปค้าประเวณีให้แก่สายลับ จึงไม่เป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319 วรรคแรก
ป.พ.พ. ม. 1566 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาววราภรณ์ มณีชื่น
ศาลอุทธรณ์ — นางอรพันท์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา