คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1266/2565
#686981
เปิดฉบับเต็ม

แม้จําเลยยกข้อต่อสู้ในคำให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัย โดยวินิจฉัยประเด็นอื่นและพิพากษาให้จําเลยที่ 1 เป็นฝ่ายแพ้คดี จําเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคําพิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่วินิจฉัยประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมมาด้วยนั้น ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีไม่มีประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ปัญหาการวินิจฉัยนอกประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

คดีก่อนจําเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกรวม 9 คน เป็นจําเลย เรียกเงินตามสัญญาซื้อขายส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจําเลยทั้งสองเรียกเงินที่ได้ชําระแก่จําเลยที่ 1 ก่อนมีการทำสัญญาซื้อขายฉบับที่มี การฟ้องร้องกันในคดีก่อน ทั้งจําเลยทั้งสองให้การในคดีนี้ว่าโจทก์ไม่จ่ายเงินตามสัญญา ดังนี้ ประเด็นในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นคนละประเด็น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,923,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,237,600 บาท (ที่ถูก นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,923,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,237,600 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์จำกัดตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 วันที่ 22 ธันวาคม 2553 และวันที่ 30 มีนาคม 2554 โจทก์ทำสัญญาเปิดวงเงินสินเชื่อซื้อสินค้าเคมีการเกษตรจากจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 รวม 3 ฉบับ วงเงิน 1,676,000 บาท 4,942,000 บาท และ 5,238,000 บาท ตามลำดับ ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 9 คน เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 160/2555 หมายเลขแดงที่ 383/2558 ของศาลจังหวัดนครนายก ขอให้ร่วมกันชำระเงินตามหนังสือสัญญาซื้อขายเคมีการเกษตร ลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 จำนวน 5,238,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์กับพวกซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การว่า ได้รับสินค้าไม่ครบถ้วน และชำระค่าสินค้าเกินไป 1,237,600 บาท จึงไม่ต้องรับผิด ศาลจังหวัดนครนายกวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) กับพวกต้องชำระค่าสินค้าเฉพาะที่ได้รับไว้ตามใบส่งของชั่วคราวเป็นเงิน 284,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา วันที่ 18 ตุลาคม 2561 โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีแต่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คดีในส่วนของตน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัย โดยวินิจฉัยประเด็นอื่นและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายแพ้คดี จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาชั้นต้นที่ไม่วินิจฉัยประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมมาด้วยนั้น ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีไม่มีประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตร 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ปัญหาการวินิจฉัยนอกประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 383/2558 ของศาลจังหวัดนครนายก ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องฟ้องซ้ำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 บัญญัติไว้ว่า คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้อง ฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ... ได้ความว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 925/2545 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกรวม 9 คนเป็นจำเลย เรียกเงินตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกเงินที่ได้ชำระแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 208,800 บาท และวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท ก่อนมีการทำสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ที่มีการฟ้องร้องกันในคดีดังกล่าว ทั้งจำเลยทั้งสองให้การในคดีนี้ว่าโจทก์ไม่จ่ายเงินตามสัญญาลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ดังนี้ ประเด็นในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นคนละประเด็น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์โอนเงินแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 208,800 บาท และวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท เป็นการโอนตามวงเงิน 1,676,000 บาท และ 4,942,000 บาท ของสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 17 กันยายน 2553 และวันที่ 22 ธันวาคม 2553 จำเลยที่ 1 รับเงินค่าสินค้า 2,200,800 บาท แต่มีการส่งมอบสินค้าในราคา 963,200 บาท จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไป 1,237,600 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ก่อนทำสัญญาซื้อขาย โจทก์มีหนังสือขอซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญาฉบับที่ 1 และที่ 2 ครบถ้วน จึงทำสัญญาฉบับที่ 3 กับโจทก์ โจทก์ไม่ได้โต้แย้งว่าได้รับสินค้าตามสัญญาฉบับที่ 1 และที่ 2 ไม่ครบถ้วน แสดงว่าบริษัท อ. หลอกลวงจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่บริษัทดังกล่าว โจทก์ได้รับเงินคืนหรือสินค้าจากบริษัท อ. จำเลยที่ 1 ไม่ต้องคืนเงินแก่โจทก์ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอีก คดีนี้โจทก์มีนายนวพล ผู้จัดการโจทก์ เป็นพยานเบิกความถึงเหตุที่โจทก์ฟ้องเรียกเงิน 1,237,600 บาท จากจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทำหนังสือสัญญาซื้อขายเคมีการเกษตรวงเงิน 1,676,000 บาท กับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2553 เป็นเงิน 285,600 บาท ต่อมาโจทก์ทำหนังสือสัญญาซื้อขายเคมีการเกษตรวงเงิน 4,942,000 บาท กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ 4 ครั้ง ดังนี้ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554 เป็นเงิน 220,000 บาท (ที่ถูก 208,000 บาท) วันที่ 26 เมษายน 2554 เป็นเงิน 208,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 เป็นเงิน 124,800 บาท และวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 เป็นเงิน 124,800 บาท โจทก์โอนเงินค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 208,800 บาท และวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท จึงชำระเกินไป 1,237,600 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า โจทก์เป็นลูกค้าของบริษัท อ. ซึ่งขายยาปราบศัตรูพืช แต่โจทก์ไม่มีเงินซื้อสินค้าจึงขอซื้อจากจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ซื้อจากบริษัท อ. แล้วขายเงินเชื่อแก่โจทก์ ในการซื้อสินค้าแต่ละครั้งโจทก์ลงชื่อรับสินค้า แล้วทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ให้เลขที่บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ สัญญาซื้อขายเคมีการเกษตรฉบับแรกมีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวจำนวน 208,800 บาท และ 1,467,200 บาท จำเลยที่ 1 จึงออกใบเสร็จรับเงินแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ขอซื้อสินค้าครั้งที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้บริษัท อ. ส่งสินค้าแก่โจทก์ให้ครบถ้วน จึงมีการส่งสินค้าแก่โจทก์ และบริษัทดังกล่าวนำใบส่งของมามอบแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงชำระเงินแก่บริษัทดังกล่าว แล้วมีการทำสัญญาซื้อขายเคมีการเกษตรกับโจทก์ฉบับที่สอง เดือนมีนาคม 2553 มีการโอนเงินเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ครั้ง ระบุว่าโจทก์เป็นผู้นำฝากจำนวน 2,934,000 บาท และ 1,992,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ขอซื้อสินค้าครั้งที่ 3 จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่บริษัท อ. แล้วทำสัญญาฉบับที่ 3 กับโจทก์ ภายหลังจำเลยที่ 1 ไปตรวจสอบพบว่ามีการโอนเงินจากธนาคารสาขาลพบุรีด้วย น่าจะเป็นการโอนเงินโดยบริษัท อ. มีสหกรณ์อื่นทำสัญญาเช่นนี้ แต่บริษัท อ. เป็นผู้จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า นายนวพล พยานโจทก์เบิกความในคดีก่อนว่า จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) สั่งซื้อสินค้าประเภทสารเคมีจากโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) โดยคำแนะนำของนายเชลงศักดิ์ และนายณัฐเศรษฐ์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อ. นายเชลงศักดิ์ และนายณัฐเศรษฐ์ ให้คำแนะนำว่า เมื่อจำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ไม่มีเงินสดในการชำระค่าซื้อสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์การเกษตรให้แก่บริษัทดังกล่าว ก็ให้ทำการซื้อผ่านโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ซึ่งมีเงินสดที่จะชำระค่าสินค้าให้กับบริษัทได้ แต่มีข้อแม้ว่าจำเลยที่ 1 โดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนต้องลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสินค้าเพื่อนำไปเป็นหลักฐานของโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) เพื่อโอนเงินให้แก่บริษัทดังกล่าว และโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) จะมอบให้บริษัทดังกล่าวเป็นผู้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ตามที่จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) แจ้งให้ทราบจนครบ ส่วนราคาค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ต้องชำระแก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) นั้น ให้เครดิตหรือระยะเวลาในการชำระ 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญา เจือสมกับที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าโจทก์ติดต่อซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ไม่มีเงินสดซื้อสินค้า และซื้อสินค้าเงินเชื่อจากจำเลยที่ 1 เมื่อพิเคราะห์ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์รวม 5 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2553 จำนวน 285,600 บาท วันที่ 24 มีนาคม 2554 จำนวน 220,000 บาท วันที่ 26 เมษายน 2554 จำนวน 208,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 จำนวน 124,800 บาท และวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 จำนวน 124,800 บาท รวม 963,200 บาท โจทก์โอนเงินค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2 ครั้ง คือ ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 208,800 บาท และวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท แล้ว ปรากฏว่าเมื่อมีการส่งสินค้าครั้งแรกวันที่ 12 กันยายน 2553 จำนวน 285,600 บาท โจทก์โอนเงินค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 208,800 บาท อันเป็นเวลาหลังจากที่มีการส่งสินค้า 2 เดือนเศษ แต่หลังจากนั้นยังไม่มีการส่งสินค้า โจทก์โอนเงินค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 ในวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท โดยโจทก์ไม่มีเอกสารที่แสดงถึงการที่โจทก์ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรต้องโอนเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวนมากดังกล่าว และไม่นำสืบถึงเหตุที่ไม่ได้รับสินค้าแต่ได้โอนเงินแก่จำเลยที่ 1 ทั้งตามเอกสารของโจทก์ ก็ปรากฏใบส่งของหรือใบแจ้งหนี้ของบริษัท อ. ระบุว่า ส่งสินค้าเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท สอดคล้องกับจำนวนเงินที่โจทก์โอนแก่จำเลยที่ 1 ยิ่งไปกว่านั้นหากโจทก์จ่ายเงินโดยยังไม่ได้รับสินค้า ก็ไม่มีเหตุที่หลังจากนั้นเพียง 8 วัน โจทก์จะต้องมีหนังสือขอซื้อสินค้ายาปราบศัตรูพืชจากจำเลยที่ 1 อีก ทั้งโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อสินค้าเงินเชื่อกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2554 พยานหลักฐานโจทก์ที่ว่าโจทก์ชำระเงินเกินจำนวนสินค้าที่รับมาจึงไม่น่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยนำสืบรับฟังได้ว่าการซื้อขายสินค้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ เป็นเงินเชื่อที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าโจทก์ได้รับสินค้าแล้ว จึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,237,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ปัญหาอื่นของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 148 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตร น.
จำเลย — สหกรณ์การเกษตร ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายธิปพงษ์ ภิญโญโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
กาญจนา ชัยคงดี
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1255/2565
#683201
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยใช้สิทธิหักค่าจ้างตามสัญญาที่ต้องชำระแก่โจทก์ไว้เป็นเงิน 798,962 บาท โดยระบุว่าเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเป็นเหตุให้เครื่องบินขับเฉี่ยวชนสะพานเทียบเครื่องบิน ซึ่งในประเด็นนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีส่วนผิดในความเสียหายดังกล่าวอยู่ด้วย จึงกำหนดให้โจทก์รับผิดในความเสียหายแก่จำเลยเพียงกึ่งหนึ่งแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 399,481 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นหักกลบลบหนี้ระหว่างกันเพื่อความสะดวกในการบังคับคดี และให้จำเลยรับผิดคืนเงินที่หักไว้กึ่งหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยไม่มีส่วนผิดในความเสียหาย หากแต่เป็นความประมาทของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว จึงพิพากษายกฟ้อง กับบังคับตามฟ้องแย้งโดยให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดอีก 399,481 บาท เท่ากับว่าให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยเป็นเงิน 798,962 บาท ตามฟ้องแย้ง เมื่อหักกลบกับเงินค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างในวันฟ้องซึ่งจำเลยได้หักไว้เป็นค่าเสียหายแล้ว จึงไม่มีหนี้ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติการชำระต่อกันอีก เมื่อเป็นดังนี้จึงไม่มีดอกเบี้ยที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 798,962 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 955,258.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 798,962 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 399,481 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับตามฟ้องแย้งจำเลย โดยให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดอีก 399,481 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและนับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,090 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย ซึ่งในปัญหานี้แม้ฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งในเรื่องดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยตรง โดยโจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าความเสียหายของสะพานเทียบเครื่องบินของจำเลยไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานโจทก์ และไม่ใช่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายจำเลยเอง โจทก์ไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าเป็นการโต้แย้งด้วยว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดของค่าเสียหายตามฟ้องแล้วด้วยนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยใช้สิทธิหักค่าจ้างตามสัญญาที่ต้องชำระแก่โจทก์ไว้เป็นเงิน 798,962 บาท โดยระบุว่าเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเป็นเหตุให้เครื่องบินขับเฉี่ยวชนสะพานเทียบเครื่องบิน ซึ่งในประเด็นนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีส่วนผิดในความเสียหายดังกล่าวอยู่ด้วย จึงกำหนดให้โจทก์รับผิดในความเสียหายแก่จำเลยเพียงกึ่งหนึ่ง แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 399,481 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นหักกลบลบหนี้ระหว่างกันเพื่อความสะดวกในการบังคับคดี และให้จำเลยรับผิดคืนเงินที่หักไว้กึ่งหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยไม่มีส่วนผิดในความเสียหาย หากแต่เป็นความประมาทของโจทก์เพียงฝ่ายเดียวจึงพิพากษายกฟ้อง กับบังคับตามฟ้องแย้งโดยให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดอีก 399,481 บาท เท่ากับว่าให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยเป็นเงิน 798,962 บาท ตามฟ้องแย้ง เมื่อหักกลบกับเงินค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างในวันฟ้องซึ่งจำเลยได้หักไว้เป็นค่าเสียหายแล้ว จึงไม่มีหนี้ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติการชำระต่อกันอีก เมื่อเป็นดังนี้จึงไม่มีดอกเบี้ยที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปาลิต สันทนาคณิต
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพร สายสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
สันทัด สุจริต
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2565
#684101
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิด แต่จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่ อ. ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ อ. ทำการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 แล้ว อ. นำเช็คสองฉบับดังกล่าวมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่ อ. ซื้อไปจากโจทก์ โดยหนี้ค่าก่อสร้างยังไม่เกิดขึ้นขณะที่มีการออกเช็ค เมื่อต่อมาจำเลยได้เลิกสัญญาการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยไม่มีการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ย่อมไม่มีมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับ จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับโดยมิใช่เป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างใช้ชื่อร้านว่า ร. เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2560 จำเลยออกเช็คธนาคารสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 25 มิถุนายน 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท มอบให้แก่นายอัครวัฒน์หรือช่างโดม เพื่อว่าจ้างให้นายอัครวัฒน์ก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 แล้วนายอัครวัฒน์นำเช็คสองฉบับดังกล่าวไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่นายอัครวัฒน์ซื้อไปจากโจทก์ โดยนายอัครวัฒน์นำวัสดุที่ซื้อไปใช้ในการก่อสร้างหลายแห่งรวมทั้งโครงการ A. ของจำเลยด้วย เมื่อเช็คดังกล่าว ถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่รู้จักโจทก์ แต่จำเลยเคยโทรศัพท์ติดต่อโจทก์ว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์ หากชำระไม่ได้จะนำที่ดินมาวางชำระหนี้ให้ ซึ่งนายอัครวัฒน์ถูกโจทก์ฟ้องในคดีแพ่งเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ซึ่งคำเบิกความของนายอัครวัฒน์ขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลย คำเบิกความของจำเลยและนายอัครวัฒน์จึงมีข้อพิรุธ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยออกให้แก่นายอัครวัฒน์เป็นการออกเช็คชำระค่าก่อสร้างในโครงการของจำเลยที่ค้างชำระอยู่ มิใช่มอบให้แก่นายอัครวัฒน์เพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้างล่วงหน้าในเฟสที่ 2 นั้น ในส่วนนี้โจทก์และจำเลยอ้างนายอัครวัฒน์เป็นพยานร่วมกันเบิกความว่า พยานรับจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านโครงการ อ. เฟสที่ 2 แต่จำเลยจะเดินทางไปต่างประเทศ จึงมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ให้พยานเพื่อจะให้พยานสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ต่อมาโครงการมีปัญหาไม่สามารถสร้างบ้านเฟสที่ 2 ได้ และยังไม่มีการลงลายมือชื่อทำสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่นายอัครวัฒน์ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้นายอัครวัฒน์ทำการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยหนี้ค่าการก่อสร้างยังไม่เกิดขึ้นขณะที่มีการออกเช็ค และต่อมาจำเลยได้เลิกสัญญาการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยไม่มีการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ย่อมไม่มีมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับนั่นเอง ส่วนที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเคยติดต่อจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่ง คำเบิกความดังกล่าวของจำเลย จึงมิได้ขัดแย้งกับคำเบิกความของนายอัครวัฒน์จนทำให้คำเบิกความของนายอัครวัฒน์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยออกให้โดยมิใช่เป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
จำเลย — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นางสาวผกากรอง ศรีทองสุก
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1232/2565
#683953
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ให้อำนาจโจทก์ในฐานะนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่โจทก์มีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิก การจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคของโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เมื่อ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการการสาธารณูปโภค ให้จัดเก็บเป็นรายเดือน..." โดยวรรคท้ายบัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด" และตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 ข้อ 6 ถึงข้อ 8 ล้วนแต่กำหนดให้การกำหนดอัตราค่าใช้จ่าย การกำหนดวันเก็บค่าใช้จ่าย การกำหนดค่าปรับในกรณีที่ค้างชำระ การออกใบเสร็จรับเงิน และการจัดทำบัญชี จัดทำเป็นรายเดือน โจทก์จึงต้องจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดเก็บการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และเมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอันถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การที่โจทก์มีมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกครั้งที่ 1/2556 ให้จัดเก็บเงินค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางเป็นรายปีครั้งเดียวแตกต่างจากที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 บัญญัติไว้ มติของโจทก์ดังกล่าวจึงแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 มติของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสาธารณูปโภคส่วนกลาง ค่าเบี้ยปรับชำระล่าช้า และค่าบอกกล่าวทวงถาม รวมเป็นเงิน 66,724.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,476.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 42,498.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นศาลละ 3,000 บาท รวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 จำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยเป็นเจ้าของบ้านและที่ดินตามฟ้องคือ บ้านเลขที่ 59/248 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 66798 เนื้อที่ดิน 72 เศษ 1 ส่วน 10 ตารางวา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2556 โจทก์จัดประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกครั้งที่ 1/2556 แล้วมีมติให้จัดเก็บค่าสาธารณูปโภคส่วนกลาง 28 บาท ต่อตารางวา ต่อเดือน โดยจัดเก็บเป็นรายปีครั้งเดียวมีผลใช้บังคับตั้งแต่งวดการจัดเก็บรอบเดือนมกราคม 2557 เป็นต้นไป จำเลยต้องชำระค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางตามมติดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยคำนวณตามเนื้อที่ดินปีละ 24,225.60 บาท จำเลยชำระค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับปี 2560 บางส่วน จำนวน 12,025.60 บาท และปี 2561 ชำระบางส่วนจำนวน 10,997.44 บาท และค่าปรับล่าช้า 1,202.56 บาท คงค้างค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับปี 2560 และปี 2561 บางส่วนกับปี 2562 โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มติที่ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกครั้งที่ 1/2556 ที่ให้จัดเก็บเงินค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางเป็นรายปีแตกต่างจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 ที่กำหนดให้สมาชิกชำระเงินค่าสาธารณูปโภคเป็นรายเดือน มีผลใช้บังคับหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน บัญญัติขึ้นมาเพื่อกำหนดระเบียบข้อบังคับให้สมาชิกที่ซื้อที่ดินหมู่บ้านจัดสรรได้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ดังนั้น การที่โจทก์มีมติกำหนดให้สมาชิกจ่ายค่าสาธารณูปโภคเป็นรายปีครั้งเดียวขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้จัดเก็บค่าสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนโดยไม่เปิดช่องให้จำเลยเลือกชำระค่าสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 กำหนดไว้ข้อบังคับของโจทก์จึงขัดต่อกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ให้อำนาจโจทก์ในฐานะนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่โจทก์มีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิก การจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคของโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เมื่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติ "ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการการสาธารณูปโภค ให้จัดเก็บเป็นรายเดือน..." โดยวรรคท้ายบัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด" และตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 ข้อ 6 ถึงข้อ 8 ล้วนแต่กำหนดให้การกำหนดอัตราค่าใช้จ่าย การกำหนดวันเก็บค่าใช้จ่าย การกำหนดค่าปรับในกรณีที่ค้างชำระ การออกใบเสร็จรับเงิน และการจัดทำบัญชี จัดทำเป็นรายเดือน โจทก์จึงต้องจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดเก็บการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และเมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอันถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การที่โจทก์มีมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกครั้งที่ 1/2556 ให้จัดเก็บเงินค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางเป็นรายปีครั้งเดียวแตกต่างจากที่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 บัญญัติไว้ มติของโจทก์ดังกล่าวจึงแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มติของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว แม้จำเลยไม่ชำระค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางเป็นรายปีโจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยได้ เมื่อจำเลยชำระเงินค่าสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 24,225.60 บาท จำเลยจึงยังคงต้องรับผิดชำระค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางที่ค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 36,251.20 บาท

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี...และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...และพระราชกำหนดดังกล่าวมาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตาม มาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อจำเลยต้องชำระเงินค่าสาธารณูปโภคอันเป็นหนี้เงินแก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคือวันที่ 2 เมษายน 2562 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 36,251.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยการคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 49 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ป.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายสุรสิทธิ์ อิงสถิตธนวันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายณกรณ์ กุลพิโมกข์
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1231/2565
#683065
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินภายใต้ชื่อโครงการ "บ." จำนวน 3 โครงการ โครงการทั้งสามเป็นโครงการต่อเนื่องอยู่ในบริเวณเดียวกัน ใช้สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะร่วมกัน และจัดตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โครงการที่ 1 และที่ 2 จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 และวันที่ 16 กันยายน 2548 ตามลำดับ ส่วนโครงการที่ 3 จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 แม้โจทก์จะมีที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งใช้ร่วมกันไว้แล้ว แต่สำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงป้อมรักษาความปลอดภัยหน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน ดังนั้น เมื่อโครงการที่ 3 ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินภายหลังจากวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นเวลาที่ประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ใช้บังคับ จำเลยจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของประกาศดังกล่าวโดยต้องก่อสร้างที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามลักษณะและขนาดพื้นที่ให้เป็นไปตามประกาศดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจัดหาที่ดินพร้อมอาคาร โดยมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 16 ตารางวา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร หรือซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านเดี่ยวภายในโครงการหมู่บ้านจัดสรร บ. ที่มีสมาชิกในหมู่บ้านประกาศขายให้แก่โจทก์ 1 หลัง เพื่อเป็นอาคารสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ.

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยจัดหาที่ดินพร้อมอาคารเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 16 ตารางวา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการจัดหาแทนโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ภายใต้ชื่อโครงการ "บ." ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครออกใบอนุญาตเลขที่ 72/2548 ให้จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 434 (บางส่วน), 31237 และ 148214 (บางส่วน) ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2548 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครออกใบอนุญาตเลขที่ 167/2548 ให้จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตทำการจัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 19351 ครั้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครออกใบอนุญาตเลขที่ 24/2550 ให้จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 7474, 182204 ถึง 182207 (รวม 5 โฉนด) การจัดสรรที่ดินดังกล่าวเป็นโครงการต่อเนื่องอยู่ในบริเวณเดียวกัน ใช้สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะร่วมกัน มีสมาชิกในสามโครงการรวมประมาณ 90 หลังคาเรือน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขนได้รับจดทะเบียนจัดตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ชื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร "บ." ที่ตั้งสำนักงานเลขที่ 999/113 ซึ่งที่ตั้งสำนักงานนั้นมีลักษณะเป็นป้อมรักษาความปลอดภัยหน้าหมู่บ้าน โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ตามมติที่ประชุมของสมาชิกหมู่บ้านขอให้บังคับจำเลยจัดหาที่ดินพร้อมอาคารเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 16 ตารางวา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องจัดหาสาธารณูปโภคให้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยขออนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการที่ 1 ซึ่งรวมถึงโครงการที่ 2 และที่ 3 ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย โดยคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจะพิจารณาสาธารณูปโภคเพียงครั้งเดียวจากผังโครงการใหญ่ที่จำเลยยื่นขออนุญาตในครั้งแรก จำเลยขอจัดสรรที่ดินสำหรับโครงการที่ 1 และได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 ก่อนมีประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางเรื่อง กำหนดนโยบายการจัดพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 ขณะนั้นไม่ปรากฏว่ามีหลักเกณฑ์ให้ผู้จัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตก่อนวันดังกล่าวต้องจัดให้มีพื้นที่อันเป็นที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคล จำเลยมีนายพีรภัทร ผู้รับมอบอำนาจจำเลย เบิกความว่า โครงการทั้งสามโครงการมีถนนเข้าออกเชื่อมต่อกันและใช้สาธารณูปโภคร่วมกัน ซึ่งจำเลยได้ยื่นแผนผังโครงการ บ. ให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินเพื่อขออนุญาต ก่อนที่จำเลยจะได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินดังกล่าวและได้รับอนุญาตนั้นต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบแผนผังโครงการทั้งโครงการและต้องวางเงินสาธารณูปโภคร้อยละเจ็ด ทั้งต้องมีธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันและบำรุงสาธารณูปโภค เมื่อตรวจสอบและผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว จำเลยจึงได้รับเงินหรือหลักประกันคืน บันทึกการตรวจสอบดังกล่าวมี 2 ฉบับ ฉบับแรกระบุว่า คณะอนุกรรมการตรวจสอบการจัดทำสาธารณูปโภคในที่ดินจัดสรรของบริษัทจำเลย ชื่อ โครงการ บ. ตามหนังสือ/คำขอเลขที่ 50/2547 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 ฉบับที่ 2 ระบุตามหนังสือ/คำขอ ลงวันที่ 22 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่จำเลยได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 แต่จำเลยไม่ได้อ้างส่งหนังสือ/คำขอดังกล่าวหรือนำสืบพยานหลักฐานอื่นเพื่อแสดงให้เห็นว่าการยื่นแผนผังโครงการเพื่อจัดทำสาธารณูปโภคทั้งโครงการถือว่าเป็นการขออนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 รวมโครงการที่ 2 และที่ 3 ด้วย นอกจากนี้ตามหนังสือขอถอนหนังสือสัญญาค้ำประกัน (กรณีการจัดทำสาธารณูปโภคแล้วเสร็จ) ของบริษัทจำเลยที่มีถึงคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2549 กับบันทึกข้อความ เรื่อง บริษัทจำเลยขอยกเลิกสัญญาค้ำประกันการจัดทำสาธารณูปโภค ที่สำนักงานส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีถึงประธานกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 แผ่นที่ 1 และที่ 4 ก็กล่าวอ้างถึงแต่ใบอนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 ของที่ดิน 3 โฉนด แสดงให้เห็นว่า การจัดทำสาธารณูปโภคของโครงการ บ. ก็ดี การทำหนังสือสัญญาค้ำประกันและการยกเลิกหนังสือสัญญาค้ำประกันเนื่องจากการจัดทำสาธารณูปโภคแล้วเสร็จก็ดีเป็นการจัดทำตามใบอนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 เท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าโครงการที่ 2 และที่ 3 จะเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการที่ 1 และอยู่ในแผนผังโครงการใหญ่ แต่แผนผังดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานการขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ทั้งการที่จำเลยระบุในแผนผังว่าโครงการที่ 2 และที่ 3 เป็นโครงการในอนาคต แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าโครงการดังกล่าวเป็นเพียงแผนการของจำเลยที่จะดำเนินการต่อไปในภายหน้า จำเลยอาจเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกไม่ขออนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 2 และที่ 3 ก็ได้ แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินการขออนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 2 และที่ 3 ต่อไป จำเลยก็ต้องขออนุญาตและคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจะพิจารณาใบอนุญาตใหม่ ตามที่นายวิฑูรย์ เจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า สำหรับโครงการอนาคตนั้นต้องมีการขอใบอนุญาตและคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจะพิจารณาใบอนุญาตใหม่ ทั้งหากจำเลยประสงค์จะขออนุญาตจัดสรรที่ดินรวม 3 โครงการ ตามแผนผังเป็นโครงการเดียวจำเลยย่อมสามารถกระทำได้ตั้งแต่แรก แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ โดยในเรื่องนี้ได้ความจากคำเบิกความนายวิฑูรย์ที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เหตุที่จำเลยไม่ขอใบอนุญาตทั้งสามโครงการในคราวเดียว ส่วนใหญ่เนื่องจากโครงการใหญ่ต้องใช้เงินมาก ต้องมีการวางเงินค้ำประกันเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุดังกล่าวจึงขอใบอนุญาตแต่ละโครงการแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 รวมโครงการที่ 2 และที่ 3 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย แต่จำเลยมีเจตนาที่จะขออนุญาตจัดสรรที่ดินแต่ละโครงการแยกกันเป็นลำดับไป และเมื่อปรากฏว่าจำเลยขออนุญาตจัดสรรที่ดินและได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินโครงการที่ 3 ภายหลังจากวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นเวลาที่ประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ใช้บังคับ จำเลยจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของประกาศดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยจัดตั้งสำนักงานนิติบุคคลซึ่งระบุตั้งอยู่เลขที่ 999/133 โดยมีลักษณะพื้นที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกับประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว และการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลได้ดำเนินการอย่างถูกต้องครบถ้วนโดยผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินรวมถึงเจ้าพนักงานที่ดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากดำเนินการไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์จำเลยคงไม่ได้รับอนุญาตจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าว นั้น เห็นว่า สิ่งปลูกสร้างที่จำเลยใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคล เห็นได้ชัดว่ามีลักษณะเป็นป้อมรักษาความปลอดภัยหน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งสอดคล้องกับแผนผัง ส่วนที่ระบายด้วยสีเขียว แสดงว่าจำเลยไม่ได้ก่อสร้างเป็นที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลตั้งแต่แรกทั้งตามลักษณะและขนาดพื้นที่ก็ไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยได้ดำเนินการจัดหาพื้นที่ให้เป็นสำนักงานของโจทก์ตามประกาศดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 45 ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น และการขออนุมัติดำเนินการเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค พ.ศ.2545 จะเห็นได้ว่า กฎหมายและระเบียบดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่จำเลยต้องจัดหาพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งของนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม แต่อย่างใด การที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งตามกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ได้หมายความว่าจำเลยได้จัดหาพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ากรณีไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยได้ดำเนินการจัดหาพื้นที่ให้เป็นสำนักงานของโจทก์ตามประกาศแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีระ กิ่งแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1221/2565
#691386
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เบียดบังเอาพระพุทธรูปดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนพระพุทธรูปดังกล่าวแก่วัดผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคา ส่วนของการใช้ราคานั้น ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคสอง บัญญัติว่า "ราคาทรัพย์สินที่สั่งให้จำเลยใช้แก่ผู้เสียหาย ให้ศาลกำหนดตามราคาอันแท้จริง..." คดีนี้โจทก์คงมีแต่บันทึกคำให้การของ ป. ผู้กล่าวโทษว่า พระพุทธรูปปางมารวิชัย 2 องค์ ราคาประมาณ องค์ละ 1,500,000 บาท และบันทึกคำให้การของ ว. ว่า พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ เป็นพระพุทธรูปโบราณสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีมูลค่าประมาณ 5,000,000 บาท มาใช้เป็นข้อมูลและหลักในการกำหนดราคาพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ เท่านั้น ป. และ ว. เป็นราษฎรในท้องที่เกิดเหตุ ไม่ปรากฏว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตีราคาพระพุทธรูปหรือเป็นผู้ทำการงานหรือผู้ประกอบการในการซื้อขายพระพุทธรูป ราคาหรือมูลค่าพระพุทธรูปที่กล่าวถึงเป็นเพียงการกะประมาณตามความรู้สึก อีกทั้งพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ เป็นวัตถุโบราณ ราคาหรือมูลค่าจึงมากบ้างน้อยบ้างเป็นไปตามใจของแต่ละคนที่ได้เกี่ยวข้องพบเห็น ยังไม่แน่นอน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นในสำนวนที่พอจะกำหนดราคาพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ ให้แน่นอนได้ ศาลจึงไม่อาจกำหนดราคาอันแท้จริงของพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ ที่ต้องใช้คืนได้ ศาลฎีกาจึงไม่กำหนดให้ใช้ราคาพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157, 357 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 3,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับยกคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้เป็นยุติว่า วัด ต. ผู้เสียหายเป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี มีฐานะเป็นนิติบุคคล ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าอาวาส จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 จำเลยที่ 2 เป็นรองเจ้าอาวาสวัด ก. ตำบลบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จำเลยที่ 3 เป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายมีพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นศาสนสมบัติของผู้เสียหาย 3 องค์ ประดิษฐานอยู่บนโต๊ะหมู่บูชาในหอสวดมนต์ ประกอบด้วยพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว 1 องค์ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ พระพุทธรูปทั้งสามองค์สูญหายไป นายวินัยอ้างว่า เมื่อประมาณกลางปี 2558 จำวันที่ไม่ได้ เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายวินัยอุปสมบทอยู่ที่วัดผู้เสียหาย เห็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ 1 คัน มาจอดอยู่ที่หน้ากุฏิของจำเลยที่ 1 ซึ่งชั้นบนเป็นหอสวดมนต์ เห็นจำเลยที่ 1 ยืนพูดคุยกับจำเลยที่ 2 มีชาย 2 คน ยืนอยู่ข้างรถ จากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และชาย 2 คน ดังกล่าวเดินขึ้นบันไดไปยังหอสวดมนต์ จำเลยที่ 1 ไขกุญแจเข้าไป ชาย 2 คน อุ้มพระพุทธรูปโบราณของวัดผู้เสียหายออกมาคนละ 1 องค์ นำไปไว้ที่ท้ายรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินลงมาพูดคุยกันที่ข้างรถสักพักหนึ่ง จากนั้นจำเลยที่ 2 กับชายทั้งสองคน นั่งรถยนต์ดังกล่าวออกจากวัดผู้เสียหายไป จำเลยที่ 1 พูดกับนายวินัยว่า "ให้เขาไปเถอะ เขาให้รถ" แล้วเดินขึ้นกุฏิไป หลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน มีคนนำรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีอ่อน ๆ มามอบให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ใช้สอยรถยนต์ดังกล่าวตลอดมา เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ได้มีผู้ร้องเรียนโดยทำเป็นบัตรสนเท่ห์ (จดหมายกล่าวโทษที่มิได้ลงชื่อหรือไม่ลงชื่อจริงของผู้เขียน) ลงชื่อว่าประชาชนและชาวบ้านตำบลบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวโทษจำเลยที่ 2 ว่า กระทำผิดพระวินัยหลายประการ เช่น คลุกคลีกับมาตุคาม นำเงินของวัดที่ได้มาจากการบริจาคไปใช้ในธุรกิจส่วนตัวและทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่าในชั้นนี้ยังมิใช่คดีความผิดทางอาญาที่เป็นคดีพิเศษที่จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 แต่เป็นกรณีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงส่งเรื่องให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงส่งเรื่องให้เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีดำเนินการทางปกครองคณะสงฆ์ต่อไป แต่เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีไม่สามารถดำเนินการตามระเบียบวินัยการปกครองคณะสงฆ์ได้ ในเวลาเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม สืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร้องเรียนดังกล่าว ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าจำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับนางสาวช่อเพชร หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. และน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีคนร้ายลอบยิงนายคทาหัตถ์ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 6 เทศบาลตำบลบางน้ำเชี่ยวถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2556 แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่เพียงพอที่จะดำเนินคดี ในช่วงเดียวกันมีผู้ร้องเรียนกรณีพระพุทธรูปทั้งสามองค์ของผู้เสียหายสูญหายต่อกองบังคับการปราบปรามและมีข่าวปรากฏตามสื่อสารมวลชนต่าง ๆ เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2561 จำเลยที่ 2 สั่งให้นายสายัณห์ เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนเทศบาลตำบลบางน้ำเชี่ยว ขับรถกระบะของวัด ก. พาพระมหาจีรวัฒน์ ซึ่งเป็นพระลูกวัด ก. ไปนำพระพุทธรูป 1 องค์ จากบ้านในตำบลวัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบ้านของจำเลยที่ 3 ไปไว้ที่วัด ก. พระมหาจีรวัฒน์อ้างว่าวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 จะมารับพระพุทธรูปดังกล่าวจากวัด ก. นำไปไว้ที่กุฏิของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ภายในวัดผู้เสียหาย ทางฝ่ายเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ออกสืบสวนหาข่าว โดยพันตำรวจโทประเสริฐ สารวัตรกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ร้อยตำรวจเอกวิวรรธน์ รองสารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม และร้อยตำรวจโทกฤษณะ รองสารวัตร (ป้องกันปราบปราม) กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม สอบปากคำบุคคลต่าง ๆ หลายคน เช่น พระอธิการปริญญา เจ้าอาวาสวัด ถ. ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเคยพำนักอยู่ที่วัดผู้เสียหาย พระภิกษุบุญยืนซึ่งพำนักอยู่ในวัดผู้เสียหาย นายอมร คนงานในวัด พ. หมู่ที่ 3 ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี พระครูอาทรปริยัติสุกิจ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด พ. พระครูสิริพรหมโสภิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด พ. นายสมพร ราษฎรตำบลบ้านหม้อซึ่งเคยอุปสมบทและพำนักอยู่ที่วัดผู้เสียหาย นางวัฒนา ราษฎรตำบลบ้านบ้านหม้อ นายสุธิชัย ซึ่งเคยอุปสมบทและพำนักอยู่ที่วัดผู้เสียหายและนายวินัยแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 และชายวัยรุ่นไม่ทราบชื่ออีก 2 คน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดเอาพระพุทธรูปของวัดผู้เสียหายทั้งสามองค์ไป จึงรายงานให้ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ทราบเป็นระยะ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2561 นายปรีชา อายุ 67 ปี ข้าราชการบำนาญ ราษฎรหมู่ที่ 8 ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เข้าแจ้งความกล่าวโทษจำเลยที่ 1 ต่อร้อยตำรวจเอกศรสุพรรณ รองสารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 3 ช่วยทำงานกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม พนักงานสอบสวนเวร และให้ปากคำแก่ร้อยตำรวจเอกศรสุพรรณในฐานะผู้กล่าวโทษในวันเดียวกันว่า เมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม 2561 นายทวีป นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหม้อ โทรศัพท์แจ้งแก่นายปรีชาว่า พระพุทธรูปทั้งสามองค์ดังกล่าวสูญหายไป จากนั้นนายปรีชา นายทวีป และชาวบ้านไปสอบถามจำเลยที่ 1 ถึงเรื่องพระพุทธรูปที่สูญหาย จำเลยที่ 1 บอกแก่ชาวบ้านว่า พระครู ว. เจ้าอาวาสรูปก่อนซึ่งถึงแก่มรณภาพไปแล้วได้มอบพระพุทธรูปทั้งสามองค์ ให้แก่วัด พ. เพื่อนำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่ขณะนี้จำเลยที่ 1 ไปนำกลับคืนมาแล้วโดยนำไปไว้ในกุฏิ ชาวบ้านจึงขอเข้าไปดู จำเลยที่ 1 พานายปรีชาและชาวบ้านเข้าไปดูพบพระพุทธรูปเก่าแก่ 3 องค์ ตั้งอยู่ในกุฏิ แต่ขณะนั้นนายปรีชาและชาวบ้านไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธรูป 3 องค์ ที่หายไปหรือไม่ จึงแยกย้ายกันกลับ หลังจากนั้น 3 ถึง 4 วัน นายทวีปโทรศัพท์แจ้งแก่นายปรีชาว่าพระภิกษุจากวัด พ.จะมาดูพระพุทธรูป นายปรีชาและชาวบ้านจึงไปที่วัดผู้เสียหาย ไม่พบจำเลยที่ 1 คงพบแต่พระภิกษุจากวัด พ. 1 รูปและฆราวาส 1 คน จากการพูดคุยทำให้ทราบว่า จำเลยที่ 1 ขอยืมพระพุทธรูปมาจากวัด พ. นายทวีปจึงให้นายเรวัตร ไวยาวัจกรของวัดผู้เสียหาย นำกุญแจมาเปิดกุฏิของจำเลยที่ 1 (มีพระพุทธรูป 4 องค์) แล้วนำพระพุทธรูปทั้งสามองค์ออกมา พระภิกษุและฆราวาสที่มาจากวัด พ. ต่างยืนยันว่า พระพุทธรูปทั้งสามองค์ เป็นของวัด พ. นายปรีชาและชาวบ้านจึงเกิดข้อสงสัยขึ้นว่าพระพุทธรูปของวัดผู้เสียหายอยู่ที่ใด และรอที่จะสอบถามจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่กลับมาที่วัดผู้เสียหายอีกเลย และสอบปากคำนางวัฒนา นายวินัย และพระครูสิริพรหมโสภิต ด้วย วันเดียวกันได้รับรายงานการสืบสวนจากพันตำรวจโทประเสริฐมาประกอบสำนวนการสอบสวน วันที่ 27 เมษายน 2561 สอบปากคำนายทวีป นายสมพรซึ่งเคยอุปสมบทและพำนักอยู่ที่วัดผู้เสียหาย พระภิกษุบุญยืน และพระอธิการปริญญา วันที่ 29 เมษายน 2561 พันตำรวจโทอรชัย รองผู้กำกับการ (สอบสวน) ปฏิบัติราชการแทนผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม มีหนังสือไปยังเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรีและเจ้าคณะตำบลบ้านหม้อขอให้ตรวจสอบสถานภาพของจำเลยที่ 1 ว่ายังคงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดผู้เสียหายอยู่หรือไม่และมีอำนาจหน้าที่อย่างไร วันเดียวกันเจ้าคณะตำบลบ้านหม้อมีหนังสือตอบว่าจำเลยที่ 1 ยังคงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดผู้เสียหายอยู่และมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 37, 38 ในวันดังกล่าวร้อยตำรวจเอกศรสุพรรณสอบปากคำพันตำรวจโทประเสริฐไว้ด้วย ต่อมาร้อยตำรวจเอกศรสุพรรณได้รับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งที่อื่น วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 พันตำรวจโทสุชาติ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้สอบสวนคดีนี้ต่อไป วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 พันตำรวจโทสุชาติขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 วันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม จับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ที่วัด ก. และตรวจค้นวัด ก. พบรถตู้ 1 คัน รถยนต์นั่ง 2 คัน รองเท้าสตรี 1 คู่ แบบพิมพ์เขียวก่อสร้าง 1 ฉบับ พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ 53 องค์ เอกสาร 2 กล่อง แฟ้มอัลบั้มภาพถ่าย 44 อัลบั้ม จึงยึดไว้เป็นของกลาง จำเลยที่ 1 ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ยึดสมุดเงินฝาก 7 เล่ม บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) 4 ใบ เงินสด 207,980 บาท พระเครื่องและเครื่องรางรวม 43 องค์ ไว้ตรวจสอบ วันเดียวกันพันตำรวจเอกจรูญเกียรติ รองผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปราม ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ตำบลโพขนไก่ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี บ้านในตำบลต้นโพธิ์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ของนางสาวช่อเพชร และบ้านในตำบลพรหมบุรี อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ของนางสาวช่อเพชร วันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามเข้าตรวจค้นสถานที่ตามหมายค้นดังกล่าว พบ CPU บันทึกข้อมูลวงจรปิดและเอกสารจำนวนหนึ่งที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. พบพระพุทธรูป 12 องค์ เอกสารและภาพถ่ายจำนวนหนึ่งในห้องนอนที่บ้านในตำบลต้นโพธิ์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี พบพระพุทธรูป 3 องค์ ที่บ้านในตำบลพรหมบุรี อำเภอพรหมบุรี จึงยึดไว้ตรวจสอบ วันดังกล่าวพันตำรวจโทสุชาติแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบ แล้วแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 1 ว่า เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธโดยจะให้รายละเอียดในชั้นพิจารณาของศาลเท่านั้น วันเดียวกัน เวลา 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลาสิกขา วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 พันตำรวจโทสุชาติ พันตำรวจโทคมกริช รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม และร้อยตำรวจเอกปาณสาร รองสารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม เรียกนายปรีชามาสอบสวนเพิ่มเติม นายปรีชาให้การเพิ่มเติมว่า ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้เสียหายได้พระพุทธรูปปางสมาธิขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ที่สูญหายคืนแล้ว พันตำรวจโทสุชาติจึงทำบัญชีทรัพย์ระบุว่า ได้พระพุทธรูปสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว คืนแล้วและถือเป็นของกลางโดยให้ผู้เสียหายเก็บรักษาไว้ และทำบัญชีทรัพย์ระบุว่า ยังไม่ได้พระพุทธรูปสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ คืน วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ได้รับรายงานการสืบสวน (เพิ่มเติม) จากพันตำรวจโทประเสริฐไว้ประกอบการสอบสวนวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 พันตำรวจโทสุชาติร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นบ้านในตำบลวัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของจำเลยที่ 3 และออกหมายจับจำเลยที่ 3 วันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม จับจำเลยที่ 3 ได้ที่หน้าบ้านในตำบลวัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และตรวจค้นบ้านดังกล่าวพบดาบปลายปืน อาวุธปืน ซองกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง วันที่ 1 มิถุนายน 2561 พันตำรวจโทสุชาติแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาแก่จำเลยที่ 3 แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 3 ว่า ร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสียหรือรับของโจร จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ วันที่ 7 มิถุนายน 2561 พันตำรวจเอกชาคริต รองผู้บังคับการปราบปรามปฏิบัติราชการแทนผู้บังคับการปราบปราม ทำบันทึกข้อความถึงผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางขออนุญาตให้กองบังคับการปราบปรามสอบสวนคดีนี้ต่อไป วันที่ 21 มิถุนายน 2561 ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมีคำสั่งอนุมัติให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามสอบสวนคดีนี้ วันที่ 29 มิถุนายน 2561 แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 3 เพิ่มเติมว่า ร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 1 เพิ่มเติมว่า เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 เพิ่มเติมว่าร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 พันตำรวจโทสมนึก รองผู้กำกับการ (สอบสวน) ฯ ปฏิบัติราชการแทนผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม มีหนังสือขอให้อธิบดีกรมศิลปากรส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพระพุทธรูปโบราณที่ตรวจยึดไว้ สำนักงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ตรวจสอบพระพุทธรูปที่ยึดไว้กับภาพถ่ายเดิมของพระพุทธรูป 3 องค์ ของผู้เสียหายที่สูญหายไปแล้วไม่พบพระพุทธรูปของผู้เสียหาย ส่วนพระพุทธรูปองค์กลาง (ขนาดหน้าตัก 24 นิ้ว) ที่ติดตามคืนกลับมาได้ ยืนยันว่าเป็นของเดิมจริง จากนั้นพันตำรวจโทสุชาติสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่อไปจนเสร็จสิ้นแล้วมีความเห็นว่า ควรสั่งฟ้องจำเลยทั้งสาม พลตำรวจตรีไมตรี ผู้บังคับการปราบปราม จึงทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องจำเลยทั้งสามส่งไปยังอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 1 พร้อมด้วยสำนวน ซึ่งนำมาสู่การฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสิบสามปากให้ปากคำไปตามที่รู้เห็นมาจริง ปากคำของพยานโจทก์ทั้งสิบสามปาก ที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ตามบันทึกคำให้การของพยานในสำนวนการสอบสวนจึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนที่พระมหาจีรวัฒน์เบิกความบ่ายเบี่ยงไปว่าไม่เห็นองค์พระพุทธรูปเพราะมีผ้าห่อไว้ พระมหาจีรวัฒน์เป็นพระลูกวัดพำนักอยู่ในวัด ก. ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นรองเจ้าอาวาส และเบิกความหลังจากให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนนานถึง 1 ปี อาจเป็นเพราะไม่ประสงค์ให้ผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นรองเจ้าอาวาสก็ได้ ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์เสียไป จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า เป็นผู้ให้นำพระพุทธรูปทั้งสามองค์ ไปจากวัดผู้เสียหายเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ เพียงแต่บ่ายเบี่ยงไปว่า นำไปให้วัด พ. ตามคำสั่งเสียของเจ้าอาวาสรูปก่อนซึ่งมรณภาพไปแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า นายวินัย (พระภิกษุวินัย) ขณะที่พำนักอยู่ที่วัดผู้เสียหายมีนิสัยลักขโมยสิ่งของในวัดไปขาย จำเลยที่ 1 เคยตักเตือน นายทวีปเคยขอยืมเงินของวัดผู้เสียหาย 800,000 บาท เพื่อนำไปใช้หนี้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ให้ยืม และจำเลยที่ 1 ถูกนายทวีปและเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายระหว่างที่ถูกควบคุมตัวนั้น จำเลย 1 เพียงแต่เบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่พยานโจทก์ทั้งสิบสามปากให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยืนพูดคุยกับจำเลยที่ 2 แล้วพากันขึ้นไปบนหอสวดมนต์ จากนั้นยินยอมให้ชาย 2 คน ที่มากับจำเลยที่ 2 ยกพระพุทธรูป 2 องค์ จากหอสวดมนต์ไปขึ้นรถกระบะนำออกจากวัดผู้เสียหายไป เมื่อมีพระภิกษุในวัดมาพบเห็นจำเลยที่ 1 พูดว่า ให้เขาไปเถอะ เขาให้รถ เมื่อตรวจดูสำเนารายงานข้อมูลทะเบียนรถยนต์ของสำนักงานขนส่งจังหวัดสิงห์บุรีแล้วปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เข้าถือกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลสองตอน ยี่ห้อฮอนด้า สีเทา และเข้าครอบครองรถยนต์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พระพุทธรูปของวัดผู้เสียหายสูญหายไป ประกอบกับเมื่อข่าวการสูญหายของพระพุทธรูปแพร่สะพัดออกไปและชาวบ้านกดดันเพื่อหาคำตอบ จำเลยที่ 1 ไม่แจ้งความจริงแก่ชาวบ้าน แต่กลับใช้วิธีไปขอยืมพระพุทธรูป 3 องค์ ที่มีลักษณะใกล้เคียงจากวัด พ. มาให้ชาวบ้านดูว่าเป็นพระพุทธรูปที่สูญหายไป อันเป็นการแสดงข้อความเท็จต่อชาวบ้านซึ่งขัดกับหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา เมื่อไม่อาจขจัดความสงสัยของชาวบ้านได้ จำเลยที่ 2 ก็ให้คนของจำเลยที่ 2 ไปนำพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว 1 องค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูป 1 ใน 3 องค์ ของวัดผู้เสียหายที่สูญหายไปจากบ้านของจำเลยที่ 3 มาคืนไว้ที่กุฏิของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อความจริงเรื่องการขอยืมพระพุทธรูป 3 องค์ จากวัด พ.เปิดเผยขึ้น จำเลยที่ 1 ก็หลบหนีไปไม่กลับมาที่วัดผู้เสียหายอีกเลยจนกระทั่งถูกจับกุมแล้ว ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับคนร้ายเบียดบังทรัพย์ของวัดผู้เสียหายคือพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นปางสมาธิขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว 1 องค์ ไปโดยทุจริตและร่วมกับจำเลยที่ 2 กับพวกเบียดบังทรัพย์ของวัดผู้เสียหายคือ พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นปางมารวิชัยขนาดหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ ไปโดยทุจริตในขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดผู้เสียหายด้วย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์ของวัดผู้เสียหายคือพระพุทธรูป 3 องค์ ดังกล่าวแล้วข้างต้นด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 สั่งให้พระมหาจีรวัฒน์และนายสายัณห์ไปนำพระพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นปางสมาธิขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว จากบ้านของจำเลยที่ 3 มาที่วัด ก. แล้วนำไปไว้ในกุฏิของจำเลยที่ 1 ในวัดผู้เสียหายแต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนในการกระทำความผิดเกี่ยวกับพระพุทธรูปดังกล่าวซึ่งโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ดังกล่าว จึงฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เพียงแต่รู้ว่าพระพุทธรูปดังกล่าวอยู่ที่ใด และติดตามมาคืนให้แก่วัดผู้เสียหายเพื่อเป็นการลดความกดดันที่ชาวบ้านมีต่อจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 เบียดบังพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นปางมารวิชัยขนาดหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ ของวัดผู้เสียหายไปโดยทุจริต แต่จำเลยที่ 2 เป็นรองเจ้าอาวาสวัด ก. ไม่ได้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ของวัดผู้เสียหาย ไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานในส่วนที่เกี่ยวกับวัดผู้เสียหาย จึงลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ไม่ได้ คงลงโทษได้ในฐานสนับสนุนความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 147 (เดิม) เท่านั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 147 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทเฉพาะของบททั่วไป ตามมาตรา 157 (เดิม) ย่อมไม่จำต้องปรับบทความผิดตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 เบียดบังพระพุทธรูปทั้งสามองค์ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตที่ฟ้องได้ แต่ได้ความตามที่พระมหาจีรวัฒน์และนายสายัณห์ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนว่า หลังจากพยานทั้งสองไปนำพระพุทธรูป 3 องค์ จากวัด พ. มาที่วัด ก. และนำไปไว้ในกุฏิของจำเลยที่ 1 ภายในวัดผู้เสียหายประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยที่ 2 ให้พยานทั้งสองไปนำพระพุทธรูป 1 องค์ จากบ้านของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพี่ชายของจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาที่วัด ก. พยานทั้งสองจึงไปที่บ้านดังกล่าว จำเลยที่ 3 พาขึ้นไปชั้นบน พบพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว 1 องค์ พยานทั้งสองช่วยกันยกพระพุทธรูปดังกล่าวขึ้นรถกระบะนำมาไว้ที่วัด ก. พระมหาจีรวัฒน์ให้ปากคำอีกว่า วันต่อมาจำเลยที่ 1 มารับพระพุทธรูปดังกล่าวไป พยานไปช่วยยกพระพุทธรูปดังกล่าวไปไว้ในกุฏิของจำเลยที่ 1 ในวัดผู้เสียหายด้วยดังกล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งสอดคล้องกับปากคำของนายทวีปที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา พยานกับชาวบ้านพากันไปตรวจสอบพบพระพุทธรูป 4 องค์ ในกุฏิของจำเลยที่ 1 พระพุทธรูปองค์หนึ่งมีลักษณะตรงกับพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ตรงกลางบนหอสวดมนต์ของวัดผู้เสียหายที่หายไป ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า พระพุทธรูปดังกล่าวเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ที่หายไปจริง ส่วนพระพุทธรูปอีก 3 องค์ มีลักษณะไม่ตรงกับพระพุทธรูป 2 องค์ ที่หายไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความรับว่า จำเลยที่ 2 ให้ไปนำพระพุทธรูปมาจากบ้านของจำเลยที่ 3 จริง เจือสมกับปากคำของพระมหาจีรวัฒน์ ส่งเสริมให้ปากคำของพระมหาจีรวัฒน์มีน้ำหนักมั่นคงหนักแน่นยิ่งขึ้น พระพุทธรูปดังกล่าวเป็นพระพุทธรูปโบราณขนาดใหญ่มีขนาดหน้าตักกว้างถึง 24 นิ้ว การได้มาไว้ในครอบครองก็ต้องตรวจสอบประวัติอย่างถ่องแท้เพราะมีค่ามากและราคาสูง จำเลยที่ 3 มีการศึกษาสูง จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ขณะเกิดเหตุอายุ 59 ปี ย่อมมีวุฒิภาวะ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ตรวจสอบความเป็นมาของพระพุทธรูปและไม่รู้ว่าพระพุทธรูปดังกล่าวเป็นของวัดผู้เสียหายที่ถูกเบียดบังไป พยานหลักฐานโจทก์ส่วนนี้จึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความว่า พระพุทธรูปดังกล่าวเป็นของวัด ก. ที่จำเลยที่ 2 ส่งไปซ่อมและปิดทองที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อซ่อมเสร็จแล้วช่างผู้ซ่อมติดธุระสำคัญต้องเดินทางไปที่วัด ร. กรุงเทพมหานคร จึงโทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 2 และนำพระพุทธรูปดังกล่าวไปฝากไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 คงมีแต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นพิจารณาของศาล โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงนี้ในการให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเลย ในชั้นพิจารณาของศาลจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบว่า พระพุทธรูปดังกล่าวเป็นพระพุทธรูปองค์ใด มีสภาพอย่างไร ช่างที่ซ่อมพระพุทธรูปดังกล่าวเป็นผู้ใด ไม่นำหรือขอให้ศาลออกหมายเรียกช่างดังกล่าวมาเบิกความอีกทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว คำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนนี้จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 รับพระพุทธรูปปางสมาธิสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดเข้าลักษณะเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่วัดผู้เสียหาย และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนหรือใช้ราคาพระพุทธรูปที่สูญหายแก่วัดผู้เสียหายหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) พนักงานอัยการจึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินจากจำเลยที่ 1 แทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อีก คำขอส่วนแพ่งย่อมตกไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 พนักงานอัยการยังคงมีสิทธิเรียกให้คืนหรือใช้ราคาพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นขนาดหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่วัดผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และมาตรา 44 วรรคหนึ่ง ได้ เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เบียดบังเอาพระพุทธรูปดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนพระพุทธรูปดังกล่าวแก่วัดผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคา ส่วนของการใช้ราคานั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคสอง บัญญัติว่า "ราคาทรัพย์สินที่สั่งให้จำเลยใช้แก่ผู้เสียหาย ให้ศาลกำหนดตามราคาอันแท้จริง..." คดีนี้โจทก์คงมีแต่บันทึกคำให้การของผู้กล่าวโทษและบันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งระบุว่า นายปรีชาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนว่า พระพุทธรูปปางมารวิชัย 2 องค์ ราคาประมาณ องค์ละ 1,500,000 บาท นางวัฒนาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเพียงว่า พระพุทธรูปทั้งสามองค์เป็นพระพุทธรูปโบราณสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีมูลค่าประมาณ 5,000,000 บาท มาใช้เป็นข้อมูลและหลักในการกำหนดราคาพระพุทธรูปทั้งสององค์เท่านั้น นายปรีชาและนางวัฒนาเป็นราษฎรในท้องที่เกิดเหตุ ไม่ปรากฏว่า ทั้งสองเป็นผู้เชียวชาญในการตีราคาพระพุทธรูปหรือเป็นผู้ทำการงานหรือผู้ประกอบการในการซื้อขายพระพุทธรูป ราคาหรือมูลค่าพระพุทธรูปที่พยานทั้งสองกล่าวถึงเป็นเพียงการกะประมาณตามความรู้สึกของพยานทั้งสอง อีกทั้งพระพุทธรูปทั้งสององค์ เป็นวัตถุโบราณราคาหรือมูลค่าจึงมากบ้างน้อยบ้างเป็นไปตามใจของแต่ละคนที่ได้เกี่ยวข้องพบเห็นยังไม่แน่นอน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นในสำนวนที่พอจะกำหนดราคาพระพุทธรูปทั้งสององค์ ให้แน่นอนได้ เมื่อเป็นดังนี้ศาลจึงไม่อาจกำหนดราคาอันแท้จริงของพระพุทธรูปทั้งสององค์ ที่ต้องใช้คืนได้ ศาลฎีกาจึงไม่กำหนดให้ใช้ราคาพระพุทธรูปทั้งสององค์ ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดเมื่อระหว่างปี 2558 ถึงปลายเดือนมีนาคม 2561 จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานรับของโจรตามวันเวลาดังกล่าวภายหลังเกิดเหตุถึงปลายเดือนมีนาคม 2561 ปรากฏว่าในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับโดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป มาตรา 7 ของกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 147 (เดิม) และให้ใช้อัตราโทษตามที่บัญญัติใหม่แทนและมาตรา 16 บัญญัติให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) และให้ใช้อัตราโทษตามที่บัญญัติใหม่แทน โดยไม่ได้ยกเลิกความผิดและอัตราโทษจำคุกทั้งสองฐาน คงแต่เปลี่ยนโทษปรับให้หนักขึ้นเท่านั้น กฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทางพิจารณาได้ความจากปากคำของพระภิกษุบุญยืนที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า พระพุทธรูปของวัดผู้เสียหายหายไปเมื่อประมาณกลางปี 2558 และให้ปากคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำการสืบสวนว่า เห็นและกราบไหว้พระพุทธรูปทั้งสามองค์ ครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณปี 2559 และเมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคม 2561 เป็นวันที่พระมหาจีรวัฒน์ระบุว่าเป็นวันที่พระมหาจีรวัฒน์ไปรับพระพุทธรูปปางสมาธิสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ของวัดผู้เสียหายที่หายไปจากจำเลยที่ 3 วันดังกล่าวจึงไม่ใช่วันกระทำความผิดฐานรับของโจร จำเลยทั้งสามอาจกระทำความผิดก่อนหรือหลังประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 357 ที่แก้ไขใหม่ใช้บังคับก็ได้ โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลากระทำความผิดมาเป็นช่วงเวลาซึ่งคาบเกี่ยวกันระหว่างกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ใช้บังคับโดยไม่ระบุวันหนึ่งวันใดโดยชัดแจ้ง จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า กระทำความผิดก่อนวันที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 357 ที่แก้ไขใหม่ใช้บังคับ และต้องใช้มาตรา 147 (เดิม) และมาตรา 357 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดี

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 147 (เดิม) จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน ให้จำเลยที่ 2 คืนพระพุทธรูปโบราณสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นขนาดหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 2 ใช้ราคาพระพุทธรูปแก่ผู้เสียหายและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44 วรรคหนึ่ง ม. 47 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต ภาค 1
จำเลย — พระครู ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 — นายนริศ พงษ์พานิช
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
เมธี ประจงการ
เชด กวีบริบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1201/2565
#687026
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสิบข้อ 8 ตกลงกันว่า หากจำเลยทั้งสิบผิดนัดชำระหนี้ยอมโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารแนบท้ายส่วนที่เหลือทั้งหมดแก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้ โดยตีมูลค่าเท่ากับมูลค่าคงเหลือจากการปลอดจำนอง คล้ายกับเป็นการโอนทรัพย์สินตีใช้หนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม แต่ผลจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้จำเลยทั้งสิบพ้นจากการถูกบังคับคดีโดยได้รับการขยายระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้และหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ออกไปเป็นระยะเวลา 3 ปีกว่า ทำให้โจทก์ไม่สามารถบังคับเอาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังสามารถประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินต่อไปรวมถึงการโอนขายที่ดินในโครงการแก่ผู้ซื้อโดยปลอดจำนองเป็นรายแปลงและมีโอกาสหาเงินผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนโจทก์แม้จะได้รับดอกเบี้ยแต่ต้องแบกรับความเสี่ยงหากท้ายที่สุดจำเลยทั้งสิบไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงเป็นธรรมดาที่โจทก์ต้องหาวิธีลดความเสี่ยงโดยตกลงว่าเมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว หากจำเลยทั้งสิบไม่อาจชำระหนี้ก็ต้องโอนทรัพย์จำนองส่วนที่เหลือจากการขายทั้งหมดแก่โจทก์ หากบังคับจำนองรายแปลงอาจจะยุ่งยากและขายไม่ได้ สัญญาประนีประนอมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบมิใช่การทำสัญญาตีใช้หนี้ที่จำเลยเพียงเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินไปชำระหนี้แก่โจทก์ หากแต่เป็นการประนีประนอมยอมความโดยแต่ละฝ่ายต่างยอมสละสิทธิบางอย่างของตนเพื่อแลกกับประโยชน์ที่จะได้มา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพิจารณาแล้วเห็นว่าคุ้มค่าและเป็นธรรม ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบแก่กัน ดังนั้น แม้ว่าในปัจจุบันราคาท้องตลาดทรัพย์ที่ต้องโอนชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มสูงขึ้นกว่าราคาตลาดที่ตกลงกันไว้ก็ตาม ฝ่ายจำเลยจะกลับมาอ้างว่าต้องตีราคาใหม่ตามราคาท้องตลาดปัจจุบันเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากที่ทำสัญญาไว้ย่อมเป็นการเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่สุจริตในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือการใช้สิทธิบังคับชำระหนี้แต่ประการใด กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม อีกทั้งการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการระงับข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 ซึ่งกระทำต่อหน้าศาลและคู่ความได้ตรวจสอบแล้วไม่มีฝ่ายใดคัดค้านว่าสัญญาประนีประนอมยอมความหรือสัญญาข้อหนึ่งข้อใดฝ่าฝืนต่อกฎหมายจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาตามยอม หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบอุทธรณ์ว่าถูกอีกฝ่ายฉ้อฉลหลอกลวงหรือคำพิพากษาขัดต่อกฎหมายดังที่ยกขึ้นเป็นเหตุขอให้เพิกถอนการบังคับแต่ประการใด คำพิพากษาดังกล่าวย่อมถึงที่สุดและผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 147

หมายบังคับคดีระบุชัดเจนว่าให้จำเลยทั้งสิบปฏิบัติตามคำพิพากษาและสัญญาประนีประนอมยอมความที่แนบรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสิบต้องรับผิด แม้ระหว่างปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยทั้งสิบชำระเงินบางส่วน ซึ่งต้องนำไปหักดอกเบี้ยก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 ก่อน เหลือเท่าใดจึงจะเป็นจำนวนหนี้ที่โจทก์สามารถบังคับคดียึดทรัพย์สินจำเลยทั้งสิบได้ การคำนวณดังกล่าวเป็นขั้นตอนของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการต่อไป และเมื่อทราบจำนวนหนี้สุทธิก็สามารถยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบโดยไม่ต้องรอให้จดทะเบียนรับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือเสร็จสิ้นก่อนเพราะตามคำพิพากษารวมถึงสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องจดทะเบียนรับโอนทรัพย์สินส่วนที่เหลือเสร็จสิ้นก่อนจึงจะบังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบได้ การยื่นหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ได้ข้ามขั้นตอนกฎหมาย การออกหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมที่มีใจความว่า จำเลยทั้งสิบตกลงชำระหนี้กู้ยืมเงินต้น 109,853,672.17 บาท และดอกเบี้ย 4,264,567.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินต้นดังกล่าวตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ในอัตราร้อยละ MLR (KK) – 1.5 ต่อปี ซึ่งขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่ากับอัตราร้อยละ 6.125 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ โดยกำหนดชำระเงินต้น 30,720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ภายในวันที่ 14 ธันวาคม 2555 และมีเงื่อนไขจะชำระหนี้โดยปลอดจำนองด้วยการขายที่ดินเปล่าหน้าโครงการศิลปการพาร์ค 2 โฉนดเลขที่ 808, 142812 ถึง 142818 ของจำเลยที่ 8 ในราคา 16,136,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย การขายที่ดินเปล่าหน้าโครงการศิลปการพาร์ค 3 โฉนดเลขที่ 148047, 148048 และ 149034 ของจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ในราคา 4,168,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และการขายที่ดินเปล่าหน้าโครงการศิลปการพาร์ค 5 โฉนดเลขที่ 151922 ถึง 151926 ของจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ในราคา 10,416,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้งสิบไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสิบโอนที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ ภายในวันที่ 21 ธันวาคม 2555 และจะส่งมอบทรัพย์และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2555 กำหนดชำระเงินต้น 79,133,672.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 และให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 เมษายน 2558 และมีเงื่อนไขจะชำระหนี้โดยปลอดจำนองด้วยการขายที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ในโครงการศิลปการพาร์ค 3 เป็นรายแปลง และการขายที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 9 ในโครงการศิลปการพาร์ค 5 เป็นโซนตามลำดับ ตามกำหนดเวลาและจำนวนหนี้ที่ปลอดจำนองรวม 6 งวด จำเลยทั้งสิบตกลงชำระดอกเบี้ยคงค้าง 4,264,567.66 บาท ภายในวันที่ 14 ธันวาคม 2555 และจำเลยทั้งสิบตกลงชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค 73,141.80 บาท ภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2555 รวมทั้งเวนคืนหนังสือค้ำประกันเลขที่ต่าง ๆ ตามกำหนดเวลา มิฉะนั้นยอมรับผิดชดใช้เงินตามหนังสือค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี หากจำเลยทั้งสิบผิดนัดชำระหนี้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยสองงวดติดต่อกัน ผิดนัดชำระดอกเบี้ยคงค้าง หรือผิดนัดชำระหนี้อันสืบเนื่องจากหนังสือค้ำประกัน ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มทันที และจำเลยทั้งสิบตกลงโอนที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ส่วนที่เหลือทั้งหมดชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งมูลค่ารับโอนรวมเท่ากับมูลค่าคงเหลือจากการปลอดจำนอง หากจำเลยทั้งสิบไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสิบยินยอมรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาดและให้โจทก์ยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอลงวันที่ 10 กันยายน 2558 ให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษา โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสิบชำระหนี้หลายครั้งเป็นเงินเพียง 35,561,870.50 บาท และชำระครั้งสุดท้ายในวันที่ 29 ธันวาคม 2557 ซึ่งไม่ถูกต้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 810 ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และโฉนดเลขที่ 87026 ของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการยึดทรัพย์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 810 ตำบลพิมลราช อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และโฉนดเลขที่ 87026 โดยให้โจทก์รับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย (ที่ถูก ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย) กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบ (ที่ถูก แทนจำเลยที่ 1 ถึง ที่ 3) โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีในส่วนที่ให้ที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ส่วนที่เหลือทั้งหมดมีมูลค่ารับโอนรวมเท่ากับมูลค่าคงเหลือจากการปลอดจำนอง ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าส่งหมายชั้นอุทธรณ์ รวม 1,330 บาท แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ฎีกาว่า หนี้ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสิบรับผิดเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ตามสัญญาสนับสนุนทางการเงิน ต่อมาโจทก์กับจำเลยทั้งสิบทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หลังจากนั้นจำเลยทั้งสิบผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ วันที่ 10 กันยายน 2558 โจทก์ขอออกหมายบังคับคดี วันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนที่เหลือเป็นการชำระหนี้แก่โจทก์ วันที่ 22 ธันวาคม 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 810 ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และโฉนดเลขที่ 87026 ของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ ความตกลงกันอย่างใด ๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวมานี้ ท่านว่าเป็นโมฆะ" ซึ่งหมายความว่า กรณีกู้ยืมเงินกัน หากผู้กู้นำสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นมาตีใช้หนี้แก่ผู้ให้กู้อันมีลักษณะเป็นการคืนเงินที่กู้ไป กฎหมายให้ตีราคาของสิ่งนั้นเป็นเงินเท่ากับราคาท้องตลาดในขณะส่งมอบและถือเสมือนว่าผู้กู้ได้ชำระหนี้เป็นเงินตามวัตถุแห่งหนี้เดิม ทั้งนี้ เพื่อมิให้ผู้กู้ต้องเสียเปรียบจากการถูกกดราคาหรือไม่ได้รับสิ่งตอบแทนคุ้มกับราคาสิ่งของหรือทรัพย์สินที่ต้องเสียไปเพราะขาดอำนาจต่อรองกับผู้ให้กู้ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า หนี้สินและการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกู้ยืมเงินและในข้อ 8 ของสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าหากจำเลยทั้งสิบผิดนัดชำระหนี้ยอมโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนที่เหลือทั้งหมดแก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้โดยตีมูลค่าเท่ากับมูลค่าคงเหลือจากการปลอดจำนอง คล้ายกับเป็นการโอนทรัพย์สินตีใช้หนี้ดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม โดยมีการกำหนดราคาทรัพย์สินที่จะโอนไว้ล่วงหน้าเท่ากับราคาปลอดจำนอง และเมื่อคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินที่จะโอนตามราคาดังกล่าวแล้วเป็นเงิน 62,965,895.29 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสิบกล่าวอ้างว่ามูลค่ารับโอนดังกล่าวต่ำกว่าราคาท้องตลาดและราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินมาก และนำสืบว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินในขณะที่โจทก์ขอรับโอนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 มีมูลค่า 276,388,700 บาท และหากตีตามราคาตลาดจะมีมูลค่าถึง 413,863,500 บาท กรณีจึงมีประเด็นว่าข้อความที่ตกลงกันนั้นเป็นการฝ่าฝืนหรือขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมความซึ่งโจทก์กับจำเลยทั้งสิบทำขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 จะเห็นว่าข้อตกลงที่ให้โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามข้อ 8 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาซึ่งมีทั้งหมดสิบข้อ โดยก่อนหน้าทำสัญญาจำเลยทั้งสิบเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินกว่า 100 ล้านบาทและตกเป็นผู้ผิดนัด ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องและบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบได้อยู่แล้ว แต่ผลจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้จำเลยทั้งสิบพ้นจากการถูกบังคับคดีโดยได้รับการขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้และหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ออกไปจากปี 2555 ถึงปี 2558 เป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ทำให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังได้ประโยชน์จากการที่สามารถประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินต่อไปซึ่งรวมถึงการโอนขายที่ดินในโครงการให้แก่ผู้จองซื้อที่ดินโดยปลอดจำนองเป็นรายแปลงตามราคาปลอดจำนองที่ตกลงกัน และมีโอกาสที่จะหาเงินผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเวลานานกว่า 3 ปี เพื่อปลดหนี้ที่มีอยู่ได้ ส่วนโจทก์แม้จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวแต่ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงหากท้ายที่สุดจำเลยทั้งสิบไม่สามารถชำระหนี้ จึงเป็นธรรมดาที่โจทก์ต้องหาวิธีลดความเสี่ยงของตนเองโดยทำข้อตกลงว่าเมื่อครบกำหนดเวลาแล้วหากจำเลยทั้งสิบไม่อาจชำระหนี้ก็ต้องโอนทรัพย์จำนองส่วนที่เหลือจากการขายทั้งหมดแก่โจทก์เพื่อจะเอาออกจำหน่ายนำเงินมาชำระหนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะการขายที่ดินจำนวนมากในโครงการจัดสรรที่ไม่ประสบความสำเร็จ หากบังคับจำนองขายเป็นรายแปลงอาจจะยุ่งยากและขายไม่ได้เนื่องจากโจทก์ไม่ไช่ผู้ประกอบกิจการบ้านจัดสรร จึงจำเป็นต้องให้โอนทรัพย์ส่วนที่เหลือจากการขายทั้งหมดแก่โจทก์เพื่อจะนำออกขายทั้งโครงการแก่ผู้ลงทุนรายใหม่ซึ่งน่าจะมีโอกาสได้รับเงินคืนมากกว่า ส่วนเรื่องของราคาหรือมูลค่ารับโอนที่คู่สัญญาไม่ได้กำหนดให้ใช้ราคาท้องตลาด แต่ตีราคาเท่ากับราคาปลอดจำนอง จำเลยทั้งสิบอ้างและนำสืบว่าราคาปลอดจำนองที่กำหนดนั้นเป็นจำนวนเพียงร้อยละ 60 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าพนักงานที่ดินถึงกระนั้นก็ตาม ราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินก็ไม่ใช่ราคาท้องตลาด ส่วนราคาท้องตลาดที่จำเลยอ้างว่ามีมูลค่าถึง 413,863,500 บาท นางสาวพันธ์ทิพย์ พยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจำเลยทั้งสามดังกล่าวกลับเบิกความรับว่าเป็นราคาที่ฝ่ายจำเลยประเมินขึ้นเอง จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ และตามปกติราคาท้องตลาดควรจะเป็นราคาที่ขายได้จริง หากราคาปลอดจำนองที่กำหนดไว้ต่ำกว่าราคาท้องตลาดมากดังที่จำเลยทั้งสิบกล่าวอ้าง ในช่วงเวลาของการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเวลากว่า 3 ปี จำเลยก็น่าจะขายที่ดินและปลดหนี้ไปได้มาก แต่กลับปรากฏว่าจำเลยขายที่ดินไปได้เพียง 17 แปลงไม่ถึงร้อยละห้าของที่ดินในโครงการ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสิบจึงฟังไม่ขึ้น การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบจึงมิใช่การทำสัญญาตีใช้หนี้ที่จำเลยเพียงเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินไปชำระหนี้แก่โจทก์ หากแต่เป็นการประนีประนอมยอมความโดยแต่ละฝ่ายต่างยอมสละสิทธิบางอย่างของตนเพื่อแลกกับประโยชน์ที่จะได้มา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพิจารณาแล้วเห็นว่าคุ้มค่าและเป็นธรรม ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบแก่กัน ดังนั้น ถึงแม้ว่าในปัจจุบันราคาท้องตลาดทรัพย์ที่ต้องโอนชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มสูงขึ้นกว่าราคาที่ตกลงกันไว้ก็ตาม ฝ่ายจำเลยจะกลับมาอ้างว่าต้องตีราคาใหม่ตามราคาท้องตลาดปัจจุบันเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากที่ทำสัญญาไว้ย่อมเป็นการเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ และในทางกลับกันถ้าราคาท้องตลาดในปัจจุบันลดต่ำลงกว่าราคาที่กำหนดไว้ ฝ่ายโจทก์จะร้องขอให้ตีราคาใหม่ตามราคาท้องตลาดปัจจุบันเพื่อจะบังคับให้จำเลยชำระหนี้มากกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญาไม่ได้เช่นกัน ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือการใช้สิทธิบังคับชำระหนี้แต่ประการใด กรณีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม อีกทั้งการทำสัญญาดังกล่าวเป็นการประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ซึ่งกระทำต่อหน้าศาลและคู่ความได้ตรวจสอบแล้วไม่มีฝ่ายใดคัดค้านว่าสัญญาประนีประนอมยอมความหรือข้อตกลงข้อหนึ่งข้อใดฝ่าฝืนต่อกฎหมายจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาตามยอม หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบได้ยื่นอุทธรณ์ว่าถูกอีกฝ่ายฉ้อฉลหลอกลวงหรือคำพิพากษาขัดต่อกฎหมายดังที่ยกขึ้นเป็นเหตุขอให้เพิกถอนการบังคับแต่ประการใด คำพิพากษาดังกล่าวย่อมถึงที่สุดและผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 147

ส่วนประเด็นว่า การออกหมายบังคับคดีและการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำขอหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 ก่อนวันที่ 5 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ และมาตรา 21 ของกฎหมายที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" การออกหมายบังคับคดีจึงอยู่ในบังคับของกฎหมายเดิมซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 (เดิม) กำหนดว่า การขอให้บังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพียงแต่ยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยระบุถึงคำพิพากษาซึ่งจะขอให้มีการบังคับคดี จำนวนหนี้ที่ยังมิได้ชำระและวิธีการบังคับคดี และมาตรา 21 (3) กำหนดว่าในการยื่นขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี ไม่จำต้องฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามคำขอออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 10 กันยายน 2558 ของโจทก์ได้ระบุรายละเอียดของคำพิพากษาซึ่งศาลออกคำบังคับแล้ว จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสิบต้องรับผิด จำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระ และจำนวนหนี้ที่คงค้างชำระ และขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ คำขอของโจทก์จึงมีข้อความครบถ้วนและเมื่อเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ทำเป็นคำขอฝ่ายเดียว ศาลจึงมีอำนาจออกหมายบังคับคดีโดยไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสิบตรวจสอบยอดหนี้ก่อนตามที่จำเลยทั้งสิบกล่าวอ้าง ส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า ยอดหนี้ที่ระบุในคำขอออกหมายบังคับคดีไม่ตรงกับเอกสารยืนยันภาระหนี้ของโจทก์นั้น เห็นว่า หากยอดหนี้ค้างชำระในคำขอหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสิบสามารถโต้แย้งและนำเสนอพยานหลักฐานหักล้างในชั้นบังคับคดีต่อไปได้ หรือข้อที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างว่าโจทก์ยังมิได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและต้องนำมูลค่ารับโอนไปหักออกจากจำนวนหนี้ที่ค้างชำระก่อน ปรากฏว่าตามหมายบังคับคดีที่ออกเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 ได้ระบุชัดเจนว่าให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาและสัญญาประนีประนอมยอมความที่แนบไปซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสิบจะต้องรับผิดอยู่ในข้อ 8 ว่า เมื่อจำเลยทั้งสิบผิดนัดชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มตามข้อ 1 ซึ่งต้นเงินและดอกเบี้ยที่ต้องรับผิดตรงกับคำขอท้ายฟ้องเท่ากับว่าให้จำเลยทั้งสิบกลับไปรับผิดตามฟ้องนั่นเองซึ่งมีต้นเงิน 109,892,340.23 บาท และดอกเบี้ยอีกร้อยละ 21 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ในระหว่างปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยทั้งสิบได้ชำระเงินแก่โจทก์ไปบางส่วนจำนวน 35,651,870.50 บาท ในการบังคับจึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าว และมูลค่ารับโอนทรัพย์สินส่วนที่เหลือจำนวน 62,965,895.29 บาท ไปหักออกจากหนี้ดอกเบี้ยและเงินต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 329 ก่อนเหลือเท่าใดจึงจะเป็นจำนวนหนี้ที่โจทก์สามารถบังคับคดียึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบต่อไปได้ การคำนวณหาจำนวนหนี้สุทธิที่ค้างชำระและการยึดอายัดดังที่กล่าวมาเป็นขั้นตอนของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการต่อไปหลังจากได้รับหมายบังคับคดีของศาล และเมื่อทราบจำนวนหนี้สุทธิที่เหลือก็สามารถยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบโดยไม่จำเป็นต้องรอให้จดทะเบียนรับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือเสร็จสิ้นก่อนเพราะตามคำพิพากษารวมถึงสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องจดทะเบียนรับโอนทรัพย์สินส่วนที่เหลือเสร็จสิ้นก่อนจึงจะบังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบได้ การยื่นคำขอหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ได้ข้ามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติแต่ประการใด การออกหมายบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสิบต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 และข้อ 8 มีจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยล้านบาทในขณะที่จำนวนเงินที่จำเลยทั้งสิบผ่อนชำระไปแล้วรวมกับมูลค่ารับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งจะนำไปหักออกมีไม่ถึงหนึ่งร้อยล้านบาท ทำให้ยังคงมีหนี้เหลืออยู่ โจทก์จึงสามารถยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่ค้างได้ กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น และเมื่อไม่มีการเพิกถอนการบังคับคดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 329 ม. 656 วรรคสอง ม. 656 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 147 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1184 -ที่ 1187/2565
#684174
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมเปิดบัญชีเงินฝาก ธนาคารให้รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่โจทก์ร่วม ซึ่งโจทก์ร่วมใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ ชำระหนี้อื่นแทนการชำระเงินสด ใช้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่น ใช้ในการเบิกถอนเงินสด หรือใช้ในธุรกรรมอย่างอื่น ถือได้ว่าเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามความหมายของมาตรา 1 (14) (ข) แห่ง ป.อ.

ข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านที่โจทก์ร่วมได้รับมา เป็นข้อตกลงระหว่างธนาคารและโจทก์ร่วมในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยโจทก์ร่วมต้องเก็บรักษาเป็นความลับของตนมิให้ผู้ใดล่วงรู้ การที่โจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 2 ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์โดยการบอกข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้าง ก็เพื่อให้ทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตแทนโจทก์ร่วมให้เป็นไปตามที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำ หาใช่นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เกินกว่าที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำไม่ การที่จำเลยที่ 2 ใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านของโจทก์ร่วมโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ร่วมไม่ได้สั่งหรือมอบหมายให้ทำ ย่อมเป็นการทำโดยไม่มีอำนาจและโจทก์ร่วมไม่ได้ยินยอม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายสูญเสียเงินฝากในบัญชี จึงเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ร่วมโดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์และโจทก์ร่วม กับเรียกจำเลยในสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สามและสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งสี่สำนวนเป็นใจความว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของนายบุญเลิศ ผู้เสียหาย ใช้ข้อมูลและรหัสหมายเลขบัญชีทางอิเล็กทรอนิกส์ของบัญชีเงินฝากเลขที่ 195-2-64xxx-x อันเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งธนาคาร ก. ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ผู้อื่นหรือประชาชน แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันเอาเงินของผู้เสียหายไปโดยทุจริตรวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท และ 70,000 บาท โดยการใช้ข้อมูลและรหัสหมายเลขบัญชีทางอิเล็กทรอนิกส์โอนเงิน 200,000 บาท และ 70,000 บาท ในบัญชีเงินฝากเลขที่ดังกล่าวบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เหตุเกิดที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และแขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1291/2561 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335 จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 269/5, 269/7, 335 และจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 270,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย กับนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1291/2561 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานาย บ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 ประกอบมาตรา 269/5, 335 (7) (11) วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 คนละ 4 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ และฐานลักทรัพย์นายจ้างโดยร่วกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 270,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมใช้ข้อมูลและรหัสหมายเลขบัญชีทางอิเล็กทรอนิกส์ของบัญชีเงินฝากเลขที่ 195-2-64xxx-x ตามฟ้อง ซึ่งธนาคารออกให้เพื่อใช้ในการเบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 โอนเงินในบัญชีดังกล่าวบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตไปเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 758-2-15xxx-x ของจำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท และ 70,000 บาท ตามลำดับ

ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ 2 ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ร่วมโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและขอใช้การทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่หรืออุปกรณ์อื่นใด ทางธนาคารได้ให้รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่โจทก์ร่วม ซึ่งโจทก์ร่วมสามารถใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ ชำระหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด ใช้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่น ใช้ในการเบิกถอนเงินสดหรือใช้ในธุรกรรมอย่างอื่น จึงถือว่าการใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านในการทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ต เป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามความหมายของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในมาตรา 1 (14) (ข) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา 269/5 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีวัตถุประสงค์เพื่อลงโทษผู้ยึดถือ หรือครอบครอง หรือเก็บได้ ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์อันแท้จริงของผู้อื่นแล้วนำออกใช้โดยตนเองไม่มีสิทธิใด ๆ หรือลักลอบนำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งของผู้อื่นไปใช้ อันเป็นการใช้โดยมิชอบ แม้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านที่โจทก์ร่วมได้รับมา เป็นข้อตกลงระหว่างธนาคารและโจทก์ร่วมในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยโจทก์ร่วมต้องเก็บรักษาเป็นความลับของตนมิให้ผู้ใดล่วงรู้ก็ตาม แต่การที่โจทก์ร่วมผู้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ 2 ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยการบอกข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่จำเลยที่ 2 ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้างทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตแทนโจทก์ร่วมให้เป็นไปตามที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำเท่านั้น หาใช่นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เกินกว่าที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังที่วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 2 ใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านของโจทก์ร่วมโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท และ 70,000 บาท โดยโจทก์ร่วมไม่ได้สั่งหรือมอบหมายให้ทำ ย่อมเป็นการทำโดยไม่มีอำนาจและโจทก์ร่วมไม่ได้ยินยอม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายสูญเสียเงินฝากในบัญชี จึงเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ร่วมโดยมิชอบแล้ว ฎีกาในส่วนนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 335 (7) (11) วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3กระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ และฐานลักทรัพย์นายจ้างโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสามกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กระทงละ 8 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุกคนละ 16 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 12 เดือน รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 24 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 270,000 บาท แก่โจทก์ร่วมนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 ของศาลชั้นต้นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (14) (ข) ม. 269/5 ม. 269/7 ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
โจทก์ร่วม — นาย บ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวพชรกาญจน์ เกษมชัยนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิธูร คลองมีคุณ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1170/2565
#683777
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสิบห้ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง มีข้อความระบุไว้ในสาระสำคัญว่า โจทก์ทั้งสิบห้าตกลงถอนฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ร้องไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและถวายเงิน 5,000,000 บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัดแก้วฟ้าทันทีที่ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัดแก้วฟ้า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงมีโจทก์ทั้งสิบห้ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้องเป็นคู่สัญญาระหว่างกัน โดยมีวัดแก้วฟ้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 ซึ่งวัดแก้วฟ้ามีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาโดยตรงได้ แม้ผู้ร้องกับฝ่ายโจทก์จะไม่มีมูลหนี้ต่อกันและกรณีมิใช่สัญญาให้ที่ผู้ร้องจะต้องส่งมอบเงินดังกล่าวแก่วัดแก้วฟ้าจึงไม่ตกอยู่ในบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 523 ทั้ง ส. ตัวแทนวัดแก้วฟ้าแถลงต่อศาลชั้นต้นในวันนัดพร้อมว่า วัดแก้วฟ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี หากจะให้วัดแก้วฟ้าชี้แนวเขตที่ดินเพื่อรับเงินดังกล่าว โดยยังไม่ทราบว่าจะนำเงินไปดำเนินการในกิจการใด ไม่สามารถกระทำได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 วัดแก้วฟ้ายื่นใบแจ้งความประสงค์ต่อศาลชั้นต้นขอรับเงินดังกล่าวซึ่งผู้ร้องวางไว้ อันเป็นการแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากบันทึกข้อตกลงซึ่งโจทก์ทั้งสิบห้ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง ทำขึ้นระหว่างกัน สิทธิของวัดแก้วฟ้า ตามบันทึกข้อตกลงย่อมเกิดมีขึ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคสอง ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรสำหรับที่ดินในโครงการที่กล่าวไว้ในบันทึกข้อตกลงซึ่งมีแนวเขตที่ดินที่ผู้ร้องประสงค์ให้วัดแก้วฟ้ามาชี้ระวังแนวเขตที่ดินด้วย เช่นนี้ ไม่ว่าผู้ร้องจะต้องรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 2626 และ 2627 ของผู้ร้องตามแนวตะเข็บที่ดินที่ติดกับลำรางสาธารณประโยชน์ซึ่งคั่นอยู่ระหว่างที่ดินของผู้ร้องกับวัดแก้วฟ้าออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 49728 หรือไม่ก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัดแก้วฟ้า เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อันเป็นเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงซึ่งระบุให้ผู้ร้องต้องถวายเงินแก่วัดแก้วฟ้า ผู้ร้องจึงต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ผู้ร้องหาอาจระงับสิทธิของวัดแก้วฟ้าโดยขอรับเงินที่วางไว้คืนไปจากศาลได้ไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 375

โจทก์ทั้งสิบห้า จำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง ทำบันทึกข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขในการถอนฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยให้ผู้ร้องไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและถวายเงิน 5,000,000 บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัดแก้วฟ้า ด้วยเจตนาให้มีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นสืบเนื่องจากบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบห้าในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อให้เกิดสภาพบังคับตามบันทึกข้อตกลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสิบห้าฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดในข้อหาร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันช่วยผู้กระทำความผิดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 189 จากเหตุมีผู้ไปทำลายสะพานคอนกรีตและถนนคอนกรีต แล้วถมลำคลองสาธารณะวัดแก้วฟ้าเพื่อปรับพื้นที่ใช้เชื่อมต่อเป็นแปลงเดียวกันในการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2554 ก่อนศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ทั้งสิบห้ายื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยมีเงื่อนไขให้บริษัท ค. ไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและถวายเงิน 5,000,000 บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัดแก้วฟ้า ทันทีที่บริษัท ค. ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัดแก้วฟ้าตามบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสิบห้ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและบริษัท ค. จำกัด ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ต่อมาบริษัท ค. ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอวางเงิน 5,000,000 บาท เป็นเช็คธนาคาร ล. โดยให้วัดแก้วฟ้ารับเช็คดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นเมื่อมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขในบันทึกข้อตกลง จากนั้นวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ยังไม่สามารถขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน และเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาดำเนินการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินออกไปอีก 6 เดือน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดพร้อม เมื่อถึงวันนัด ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องแถลงว่าวัดแก้วฟ้าไม่มาชี้แนวเขตที่ดิน ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน จึงไม่อาจเบิกถอนเงินดังกล่าวมอบให้แก่วัดแก้วฟ้าได้ นายสุธน ตัวแทนวัดแก้วฟ้าแถลงว่า วัดแก้วฟ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี หากจะให้วัดแก้วฟ้าชี้แนวเขตที่ดินเพื่อรับเงินดังกล่าว โดยยังไม่ทราบว่าจะนำเงินไปดำเนินการในกิจการใด ไม่สามารถกระทำได้ ส่วนโจทก์ทั้งสิบห้าแถลงว่า การตกลงมอบเงินให้วัดแก้วฟ้าไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งสิบห้า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้อตกลงอันนำไปสู่การถอนฟ้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตกลงมอบเงินแก่วัดแก้วฟ้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเช่นกัน ดังนั้น การจะดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงได้หรือไม่ เพียงใด หรือหากจะมีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างกัน เป็นเรื่องที่ผู้ร้องและวัดแก้วฟ้าจะต้องไปว่ากล่าวและดำเนินการตามกฎหมาย

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงผู้ร้องว่า ยังไม่มีการรับเงินที่ผู้ร้องนำมาวางศาลอันเป็นเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงไปจากศาล หากหลังวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ไม่มีการรับคืนไป เงินดังกล่าวจะตกเป็นรายได้ของแผ่นดิน

วันที่ 19 กันยายน 2562 วัดแก้วฟ้ายื่นใบแจ้งความประสงค์ขอรับเงินซึ่งผู้ร้องวางไว้ จากนั้นวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านการขอรับเงินของวัดแก้วฟ้า ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนเงินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

โจทก์ทั้งสิบห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้วัดแก้วฟ้ามีสิทธิรับเงิน 5,000,000 บาท ที่ผู้ร้องนำมาวางไว้ต่อศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้วัดแก้วฟ้ามีสิทธิรับเงิน 5,000,000 บาท ที่ผู้ร้องนำมาวางไว้ต่อศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสิบห้ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและบริษัท ค. ผู้ร้อง ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 มีข้อความระบุไว้ในสาระสำคัญว่า โจทก์ทั้งสิบห้าตกลงถอนฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ร้องไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและถวายเงิน 5,000,000 บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัดแก้วฟ้าทันทีที่ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัดแก้วฟ้า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงมีโจทก์ทั้งสิบห้า จำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้องเป็นคู่สัญญาระหว่างกัน โดยมีวัดแก้วฟ้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ซึ่งวัดแก้วฟ้ามีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาโดยตรงได้ แม้ผู้ร้องกับฝ่ายโจทก์จะไม่มีมูลหนี้ต่อกัน และกรณีนี้มิใช่สัญญาให้ที่ผู้ร้องจะต้องส่งมอบเงินดังกล่าวแก่วัดแก้วฟ้า จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 523 ดังข้อฎีกาของผู้ร้อง ทั้งนายสุธน ตัวแทนวัดแก้วฟ้าแถลงต่อศาลชั้นต้นในวันนัดพร้อมว่า วัดแก้วฟ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี หากจะให้วัดแก้วฟ้าชี้แนวเขตที่ดินเพื่อรับเงินดังกล่าว โดยยังไม่ทราบว่าจะนำเงินไปดำเนินการในกิจการใด ไม่สามารถกระทำได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 วัดแก้วฟ้ายื่นใบแจ้งความประสงค์ต่อศาลชั้นต้นขอรับเงินดังกล่าวซึ่งผู้ร้องวางไว้ อันเป็นการแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากบันทึกข้อตกลงซึ่งโจทก์ทั้งสิบห้า จำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง ทำขึ้นระหว่างกัน สิทธิของวัดแก้วฟ้าตามบันทึกข้อตกลงย่อมเกิดมีขึ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคสอง ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ว่า ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรสำหรับที่ดินในโครงการที่กล่าวไว้ในบันทึกข้อตกลง ซึ่งมีแนวเขตที่ดินที่ผู้ร้องประสงค์ให้วัดแก้วฟ้ามาชี้ระวังแนวเขตที่ดินด้วย เช่นนี้ ไม่ว่าผู้ร้องจะต้องรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2626 และ 2627 ของผู้ร้องตามแนวตะเข็บที่ดินที่ติดกับลำรางสาธารณประโยชน์ซึ่งคั่นอยู่ระหว่างที่ดินของผู้ร้องกับวัดแก้วฟ้าออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 49728 หรือไม่ก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัดแก้วฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วอันเป็นเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงซึ่งระบุให้ผู้ร้องต้องถวายเงินแก่วัดแก้วฟ้า ผู้ร้องจึงต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ผู้ร้องหาอาจระงับสิทธิของวัดแก้วฟ้าโดยขอรับเงินที่วางไว้คืนไปจากศาลได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375 ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า การเรียกให้ผู้ร้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง วัดแก้วฟ้าต้องเป็นผู้ใช้สิทธิด้วยตนเอง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนเงินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง วัดแก้วฟ้ามิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ข้อพิพาทแห่งคดีระหว่างผู้ร้องและวัดแก้วฟ้าย่อมถึงที่สุด โจทก์ซึ่งมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิและมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในเงินดังกล่าว ย่อมไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยให้วัดแก้วฟ้ามีสิทธิรับเงิน 5,000,000 บาท ที่ผู้ร้องนำมาวางไว้ต่อศาล จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสิบห้า จำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง ทำบันทึกข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขในการถอนฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยให้ผู้ร้องไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและถวายเงิน 5,000,000 บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัดแก้วฟ้า ด้วยเจตนาให้มีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นสืบเนื่องจากบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบห้าในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อให้เกิดสภาพบังคับตามบันทึกข้อตกลงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้วัดแก้วฟ้ามีสิทธิรับเงิน 5,000,000 บาท ที่ผู้ร้องนำมาวางไว้ต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 375 ม. 523
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น. กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัท ค.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางพลินี สิริพัฒนดิลก
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1148/2565
#681184
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีก่อนถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองโดยอยู่ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเข้าไปในคดีเดิมตาม มาตรา 7 (2) โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีดังกล่าวมาฟ้องร้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีใหม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ตาม มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อไปทำการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยเพิกเฉยหรือไม่ยินยอม ให้เพิกถอนต้นฉบับโฉนดที่ดิน (ฉบับผู้ถือ) และออกใบแทนโดยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ได้ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 นายอำนาจ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าข้าวสารจำเลย เป็นเงิน 6,288,196 บาท ตกลงชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 โดยโจทก์ทั้งสองนำที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันในวงเงิน 600,000 บาท แต่นายอำนาจไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามกำหนดต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2560 จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนายอำนาจและโจทก์ทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2431/1560 หมายเลขแดงที่ 316/2561 ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม โดยโจทก์ทั้งสองตกลงร่วมรับผิดชำระหนี้แก่จำเลยในวงเงินไม่เกิน 600,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 หากโจทก์ทั้งสองนำเงินมาชำระแก่จำเลย 600,000 บาท แล้ว จำเลยจะจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองพร้อมส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินที่จำนองแก่โจทก์ทั้งสองทันที ต่อมาจำเลยได้รับชำระเงิน 3 จำนวน รวมเป็นเงิน 600,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องคดีนี้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยแต่จำเลยไม่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง เป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งสองขึ้นวินิจฉัยก่อน เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดี....." ดังนี้โดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีก่อน หากโจทก์ทั้งสองได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โดยนำเงินจำนวน 600,000 บาท ชำระให้แก่จำเลยครบแล้ว โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนย่อมอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินจำนองแก่โจทก์ทั้งสองได้ และจำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินจำนองแก่โจทก์ทั้งสอง จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองโดยอยู่ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่าตนได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โดยชำระเงินจำนวน 600,000 บาท ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินที่จำนองแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งเป็นคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ซึ่งคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องซึ่งต้องร้องขอเข้าไปในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) อันเป็นการร้องขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนโดยไต่สวนข้อโต้แย้งของโจทก์ทั้งสองและจำเลยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม หากได้ความตามข้ออ้างของโจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งกำหนดวิธีการบังคับคดีแก่จำเลยตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีในหนี้กระทำการตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 และมาตรา 358 หากไม่ได้ความดังกล่าวศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีดังกล่าวมาฟ้องร้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีใหม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252 ม. 274 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว บ. กับพวก
จำเลย — สหกรณ์การเกษตร ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายนัฐวุฒิ เลี่ยวไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1145/2565
#684672
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 มิได้กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี แต่แบ่งแยกความรับผิดในแต่ละกรณีต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายปกติ ทั้งข้อสัญญายังสอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และเป็นประกาศฉบับที่ใช้ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อคดีนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงใช้บังคับได้

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงนำสืบพยานฝ่ายเดียวคงนำสืบพอให้เห็นว่าข้ออ้างตามคำฟ้องของตนมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าข้อเท็จจริงน่าจะเป็นไปดังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาหรือไม่เท่านั้น การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารยืนยันว่า ความเสียหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้ซึ่งเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แม้มิได้ขยายความว่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 อย่างไร แต่ไม่ถึงกับเป็นข้อให้ต้องตำหนิหรือไม่เชื่อถือพยานหลักฐานของโจทก์ เมื่อพยานหลักฐานไม่ปรากฏว่า ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 เคยชี้แจงต่อโจทก์หรือบอกเล่าให้บุคคลใดทราบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่อาจคาดหมายได้และมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 รวมไปถึงการที่จำเลยทั้งสองขาดนัดไม่ยื่นคำให้การ ทั้งที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดแก่รถยนต์เป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยเฉพาะ พยานหลักฐานของโจทก์พอเห็นว่า ข้ออ้างตามคำฟ้องเรื่องเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งรับฟังได้ว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายอย่างสิ้นเชิงโดยเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง แต่หนี้ค่าเสียหายเท่ากับสัญญาเช่าซื้อส่วนที่เหลือตามสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เป็นหนี้หลักที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงและรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เสียหายหรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดังเดิม และไม่อาจส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์อีกต่อไปได้ ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นการชดเชยแทนที่ไม่แตกต่างจากหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่คู่สัญญาฝ่ายผู้เช่าซื้อพึงต้องปฏิบัติ เมื่อมีการเลิกสัญญาหาใช่ความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด และต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 197,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ไปจากโจทก์ ในราคา 568,656 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ รวม 72 งวด งวดละ 7,898 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 25 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มกราคม 2557 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์รวม 47 งวด แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 48 ประจำวันที่ 25 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป ต่อมาประมาณเดือนเมษายน 2561 โจทก์ติดตามทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 และโจทก์พบว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายจนสิ้นเชิงไม่สามารถซ่อมแซมให้ได้ดีดังเดิม โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 และโจทก์ยังมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ขัดต่อประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) และมีผลใช้บังคับแก่คู่สัญญาหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาอ้างว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ซึ่งมีข้อความทำนองว่า กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายหรือถูกทำลายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจะเรียกให้ผู้เช่าซื้อรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญาไม่ได้ แต่หากรถยนต์สูญหายหรือถูกทำลายโดยเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญา เป็นการระบุข้อความทำนองเดียวกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) มิได้มีข้อความที่ขัดแย้งกัน และไม่ได้เป็นข้อตกลงที่เอาเปรียบจำเลยที่ 1 คู่สัญญาฝ่ายผู้บริโภคแต่อย่างใด นั้น เห็นว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ที่กำหนดว่า "ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิมได้... ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย ตามมูลค่าของความเสียหายที่เจ้าของได้รับเนื่องจากเหตุดังกล่าว หรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถามการติดตามรถ ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัดตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้" ข้อสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี หากได้แบ่งแยกความรับผิดในแต่ละกรณีไว้ต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายตามปกติ ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวยังสอดคล้องมิได้ขัดแย้งกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 อันเป็นประกาศที่ใช้ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อคดีนี้ และเป็นประกาศที่ออกมาเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในการเข้าทำสัญญาเช่าซื้อ ที่บัญญัติว่า "ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช่ข้อสัญญาที่มีลักษณะ... (4) ให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญา ในกรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ถูกทำลายถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ โดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ เว้นแต่ค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อค่าทนายความหรือค่าอื่นใดเพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร" ดังนี้สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง จึงมีผลใช้บังคับคู่สัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสองขัดต่อประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) และไม่มีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญาแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาอ้างว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดเหตุเพลิงไหม้ในขณะที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์สามารถยืนยันได้ว่า อุบัติเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดแก่รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้คดีและโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าอุบัติเหตุเพลิงไหม้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งโจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 คู่สัญญาฝ่ายผู้เช่าซื้อ โจทก์มีนายปรีชา ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า ประมาณเดือนเมษายน 2561 ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน โจทก์ติดตามทวงถามจำเลยที่ 1 และพบว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายอย่างสิ้นเชิงไม่สามารถซ่อมแซมรถยนต์ให้ดีดังเดิมได้ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ และเรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยทั้งสอง นอกจากคำเบิกความของนายปรีชา ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังอ้างอิงหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ ฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 และหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระค่าเสียหาย ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 เป็นพยานหลักฐานประกอบคำพยานของนายปรีชา เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างมีรายละเอียดกล่าวโทษเหตุแห่งความเสียหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อว่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับถ้อยคำของนายปรีชา จึงสนับสนุนคำเบิกความของนายปรีชา ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือจริงอยู่ที่ในชั้นพิจารณาและสืบพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์มิได้แจกแจงรายละเอียดของอุบัติเหตุอันเกิดแก่รถยนต์ที่เช่าซื้อว่าเกิดเพลิงไหม้ทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้อย่างไรหรือด้วยเหตุผลใด แต่ในเรื่องนี้พอเข้าใจได้ว่าการสืบพยานของโจทก์เป็นการสืบพยานฝ่ายเดียวในคดีที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นให้การ โจทก์คงนำสืบพอให้เห็นว่าข้ออ้างตามคำฟ้องของตนมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีที่โจทก์นำสืบพยานโดยไม่มีพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมาหักล้าง ศาลย่อมใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าข้อเท็จจริงน่าจะเป็นไปดังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาหรือไม่เท่านั้นการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารยืนยันว่า ความเสียหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้ซึ่งเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แม้มิได้ขยายความว่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 อย่างไร จึงไม่ถึงกับเป็นข้อให้ต้องตำหนิหรือไม่เชื่อถือพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีนี้ เมื่อพินิจพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกับข้อเท็จจริงในสำนวนความที่ไม่ปรากฏว่า ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 เคยชี้แจงต่อโจทก์หรือบอกเล่าให้บุคคลใดทราบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่อาจคาดหมายได้และมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 รวมไปถึงการที่จำเลยทั้งสองทราบข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีตามที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วไม่ยื่นคำให้การกล่าวแก้คำฟ้องเพื่อปัดความรับผิดตามกระบวนความ ทั้งที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดแก่รถยนต์เป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าซื้อโดยเฉพาะ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาเมื่อชั่งน้ำหนักแล้วนับว่าคำพยานบุคคลกับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างอิงในคดีที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การมีรายละเอียดข้อสำคัญพอให้เห็นว่า ข้ออ้างตามคำฟ้องเรื่องเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายทั้งรับฟังได้ว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายอย่างสิ้นเชิงโดยเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงด้วยเหตุรถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหาย หรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อตามข้อตกลงในสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ที่ว่า "ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้... ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย... แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้" โจทก์ในฐานะคู่สัญญาชอบที่จะอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหาย 197,450 บาท เท่ากับหนี้คงค้างชำระตามสัญญาแก่โจทก์ได้หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องตามที่โจทก์มีคำขอ จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทบัญญัติเดิมก่อนมีการแก้ไขและรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ในส่วนของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 และจำเลยที่ 2 ได้รับไว้เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 ซึ่งถือเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ชั้นต้นไปยังผู้ค้ำประกันภายหลังจากล่วงพ้นกำหนดหกสิบวันนับจากวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด แต่หนี้ค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือตามสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เป็นหนี้หลักที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงและรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เสียหายหรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิม และไม่อาจส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์ได้อีกต่อไป ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นการชดเชยแทนที่ไม่แตกต่างจากหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่คู่สัญญาฝ่ายผู้เช่าซื้อพึงต้องปฏิบัติเมื่อมีการเลิกสัญญาหาใช่ความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด และต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปให้แก่โจทก์ เพราะเป็นดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เลย และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 197,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 197,450 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 686 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 35 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ธ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) — นายอดล ไตรรงค์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1144/2565
#686004
เปิดฉบับเต็ม

เงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ชนะการแข่งขันราคาเป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งในเอกสารการประมูลทรัพย์สินพร้อมขาย โจทก์ที่ 5 ย่อมต้องทราบดีว่าหากตนชนะการแข่งขันและได้ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย โจทก์ที่ 5 จะต้องมีภาระภาษีจำนวนเท่าใด การที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ที่ 5 เป็นผู้รับภาระในการชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ที่ 5 เกินสมควร อันจะเข้าลักษณะของข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ดังนั้น โจทก์ที่ 5 รวมทั้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ที่ได้รับอนุมัติจากจำเลยให้ร่วมรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินรวม 21 โฉนด จากจำเลย ต้องผูกพันตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่โจทก์ที่ 5 ทำไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 1,417,000 บาท ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 4,251,000 บาท ดอกเบี้ย 122,580.21 บาท รวม 5,790,580.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 5,668,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,834,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหกโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งหกชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งหกและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 5 และที่ 6 เป็นน้องของนายชาญชัย เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2, 14650, 19211 ถึง 19229 รวม 21 โฉนด เป็นของนายชาญชัย เมื่อนายชาญชัยถึงแก่ความตาย นางผจงจิตต์ ซึ่งเป็นภริยาของนายชาญชัยและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชาญชัยนำที่ดินดังกล่าวโอนชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลย วันที่ 14 มีนาคม 2558 โจทก์ที่ 5 ประมูลทรัพย์สินพร้อมขายครั้งที่ 1/2558 ของจำเลย โดยเสนอราคาซื้อทรัพย์สินรายการที่ 6 คือ ที่ดินรวม 21 โฉนด ดังกล่าวในราคา 141,700,000 บาท จำเลยอนุมัติขายทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 5 วันที่ 23 มีนาคม 2558 โจทก์ที่ 5 ชำระเงินประกันการซื้อ 14,170,000 บาท พร้อมทำบันทึกข้อตกลงการวางเงินประกันการซื้อทรัพย์ โดยข้อตกลงข้อ 3.2 และ 3.3 มีข้อความว่า ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้เสนอซื้อเป็นผู้รับภาระ โจทก์ที่ 5 ขอขยายระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหลายครั้ง ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ที่ 5 มีหนังสือถึงจำเลยขอเปลี่ยนแปลงผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากโจทก์ที่ 5 เป็นโจทก์ทั้งหก วันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 จำเลยโดยคณะกรรมการซื้อขายทรัพย์สินพร้อมขาย มีมติอนุมัติให้เปลี่ยนชื่อผู้รับโอนกรรมสิทธิ์จากโจทก์ที่ 5 เป็นโจทก์ทั้งหก โดยโจทก์ทั้งหกต้องผูกพันตามเงื่อนไขการซื้อทรัพย์เช่นเดียวกับโจทก์ที่ 5 และมีการแบ่งที่ดินเป็น 10 ส่วน โจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 3 ส่วน โจทก์ที่ 2 และที่ 6 ถือกรรมสิทธิ์คนละ 2 ส่วน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ถือกรรมสิทธิ์คนละ 1 ส่วนและวันที่ 22 กันยายน 2559 จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 21 โฉนด ให้แก่โจทก์ทั้งหก โดยโจทก์ทั้งหกเป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีธุรกิจเฉพาะ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงื่อนไขที่กำหนดให้โจทก์ทั้งหกในฐานะผู้ซื้อชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 หรือไม่ เห็นว่า เงื่อนไขเกี่ยวกับค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะที่กำหนดให้ผู้เสนอซื้อหรือผู้ชนะการแข่งขันราคาเป็นผู้ชำระนั้น ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งในเอกสารการประมูลทรัพย์สินพร้อมขาย ครั้งที่ 1/2558 ซึ่งเป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นและเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบตั้งแต่ก่อนถึงกำหนดวันทำการแข่งขันราคาในใบลงทะเบียนการแข่งขันราคาทรัพย์สินพร้อมขายทรัพย์สินพร้อมขายฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2558 ที่โจทก์ที่ 5 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้เข้าแข่งขันราคาก็ได้ระบุไว้ว่า ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้ชนะการแข่งขันราคาเป็นผู้ชำระ อีกทั้งตามบันทึกข้อตกลงการวางเงินประกันการซื้อทรัพย์ที่ทำขึ้นหลังจากโจทก์ที่ 5 ชนะการแข่งขันราคาก็มีเนื้อหาในทำนองเดียวกัน เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขในการแข่งขันราคาไว้ดังกล่าวแล้ว ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 5 จะต้องพิจารณาตัดสินใจเองว่าสมควรที่จะเข้าแข่งขันราคาเพื่อซื้อทรัพย์สินคือที่ดินรวม 21 โฉนด ที่จำเลยนำออกขายหรือไม่ ดังนั้นการที่โจทก์ที่ 5 เข้าแข่งขันราคาเพื่อซื้อทรัพย์สินดังกล่าวรวมทั้งทำบันทึก จึงต้องถือว่าเป็นความสมัครใจของโจทก์ที่ 5 เอง โจทก์ที่ 5 จึงต้องผูกพันตามเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดไว้ และเมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ชนะการแข่งขันราคาเป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและค่าภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีนี้จะเห็นได้ว่า ค่าภาษีนั้นเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าจะต้องชำระเพียงใด มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยกำหนดขึ้นเอง ซึ่งโจทก์ที่ 5 ก็ย่อมต้องทราบดีว่าหากตนชนะการแข่งขันและได้ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยจะต้องมีภาระภาษีจำนวนเท่าใด การที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ที่ 5 เป็นผู้รับภาระในการชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและค่าภาษีธุรกิจเฉพาะจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ที่ 5 เกินสมควร อันจะเข้าลักษณะของข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เมื่อไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ที่ 5 รวมทั้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ที่ได้รับอนุมัติจากจำเลยให้ร่วมรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินรวม 21 โฉนด จากจำเลยโดยต้องผูกพันตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่โจทก์ที่ 5 ทำไว้ ก็ไม่อาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ประเด็นอื่นตามฎีกาของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ. กับพวก
จำเลย — ธนาคาร ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุทธิศักดิ์ สุขบุญพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1143/2565
#686886
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างวันที่ 10 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2561 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2562 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตาม ป.ที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม" และระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิเพื่อให้ไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวไม่เป็นไม้หวงห้าม พ.ศ. 2563 ข้อ 2 บัญญัติว่า "ให้ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประเภทหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามแบบ ส.ป.ก. 4-01 ส.ป.ก. 4-01 ก ส.ป.ก. 4-01 ข ส.ป.ก. 4-01 ค หรือ ส.ป.ก. 4-01 ช เป็นที่ดินซึ่งไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นไม้หวงห้าม

ความตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับด้วย"

ได้ความจากการไต่สวนพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ไม้สักตามฟ้องที่จำเลยทำไม้ และไม้สักที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้นเป็นไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์และจำเลยได้ปลูกไม้สักที่จำเลยเข้าไปทำไม้โดยการตัดเป็นท่อนและมีไว้ในครอบครอง การกระทำของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไม้สักดังกล่าวข้างต้นจึงไม่เป็นความผิดฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 อีกต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง และเมื่อฟังไม่ได้ว่าไม้สักของกลางเป็นไม้หวงห้าม จึงไม่อาจริบได้ ต้องคืนให้แก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74, 74 จัตวา ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี และปรับ 700,000 บาท ฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี และปรับ 700,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 1,400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 700,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้จำเลยเข้ารับการอบรมหรือร่วมกิจกรรมปลูกป่าหรือสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้หรือสิ่งแวดล้อม และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ริบไม้สักของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกสถานเดียว โดยไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติ และยกคำขอที่ให้จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างวันที่ 10 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2561 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2562 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม" และระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิเพื่อให้ไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวไม่เป็นไม้หวงห้าม พ.ศ. 2563 ข้อ 2 บัญญัติว่า "ให้ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประเภทหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามแบบ ส.ป.ก. 4-01 ส.ป.ก. 4-01 ก ส.ป.ก. 4-01 ข ส.ป.ก. 4-01 ค หรือ ส.ป.ก. 4-01 ช เป็นที่ดินซึ่งไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นไม้หวงห้าม

ความตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับด้วย"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ไม้สักตามฟ้อง 178 ท่อน ที่จำเลยทำไม้ และไม้สัก 178 ท่อน ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้นเป็นไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินแปลงเลขที่ 10 ระวาง ส.ป.ก.ที่/กลุ่มที่ 1570 สารบัญทะเบียนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเลขที่ 7154 เล่ม 72 หน้า 54 อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ซึ่งจำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวและจำเลยได้ปลูกไม้สักที่จำเลยเข้าไปทำไม้โดยการตัดเป็นท่อน 178 ท่อน และมีไว้ในครอบครอง 178 ท่อน การกระทำของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไม้สักดังกล่าวข้างต้นจึงไม่เป็นความผิดฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 อีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง และเมื่อฟังไม่ได้ว่าไม้สักของกลางเป็นไม้หวงห้ามจึงไม่อาจริบได้ ต้องคืนให้แก่เจ้าของ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 7 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นาง ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางสาวอัญชนีย์ โตวนิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศรชัย วรานิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1142/2565
#670363
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.อ. มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีหลังก็ตาม แต่คดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ก็ต้องอยู่ภายใต้อายุความการบังคับโทษตาม ป.อ. มาตรา 98 ด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรีว่า ก่อนคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยศาลจังหวัดลพบุรีพิพากษาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ซึ่งอายุความการบังคับโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี คือ 5 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 98 (4) คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 และมีคำขอให้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี จึงเป็นกรณีที่โจทก์ขอบังคับโทษจำคุกจำเลยซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว การนับระยะเวลาว่าจะบวกโทษจำคุกจำเลยในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยในคดีดังกล่าว คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 เมื่อนับถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ได้ตัวจำเลยมาเพื่อรับโทษเกินกำหนดเวลาห้าปีเป็นอันล่วงเลยการลงโทษตามมาตรา 98 (4) แล้ว ดังนั้น ศาลที่พิพากษาคดีนี้จึงไม่อาจ บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 91 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2564 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2495/2560 ของศาลจังหวัดสีคิ้ว ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลางจำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษกับนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (ที่ถูก (ที่แก้ไขใหม่)), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 5 ปี 12 เดือน และปรับ 250,000 บาท นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2495/2560 ของศาลจังหวัดสีคิ้ว ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีหลังก็ตาม แต่คดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ก็ต้องอยู่ภายใต้อายุความการบังคับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 ด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรีว่า ก่อนคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยศาลจังหวัดลพบุรีพิพากษาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ซึ่งอายุความการบังคับโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี คือ 5 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 และมีคำขอให้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี จึงเป็นกรณีที่โจทก์ขอบังคับโทษจำคุกจำเลยซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว การนับระยะเวลาว่าจะบวกโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรีเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 เมื่อนับถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ได้ตัวจำเลยมาเพื่อรับโทษเกินกำหนดเวลาห้าปี เป็นอันล่วงเลยการลงโทษตามมาตรา 98 (4) แล้ว ดังนั้น ศาลที่พิพากษาคดีนี้จึงไม่อาจบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 ม. 98
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นายชวนันท์ อุดมสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1132/2565
#683952
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องที่กฎหมายกําหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไป มิได้หมายความว่าเมื่อจําเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจําเลยเสมอไป คดีอาญาไม่ว่าจําเลยจะให้การเช่นใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาเสมอว่าจําเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ถ้าศาลเห็นว่าจําเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจําเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง หรือหากศาลเห็นว่าสมควรให้มีการสืบพยานหลักฐานก่อนมีคําพิพากษาก็เป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งเช่นนั้นได้ ประกอบขณะคดีนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 (ที่แก้ไขใหม่) มีผลต่อการวินิจฉัยของศาลว่า ไม้ของกลางยังคงเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ ซึ่งหากไม่เป็นไม้หวงห้าม การกระทำของจําเลยก็ย่อมไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมีอำนาจที่สั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนพยานโจทก์และพยานจําเลยในประเด็นว่าไม้ของกลางเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ ได้ตาม ป.วิ.อ มาตรา 208 (1) ทั้ง พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อำนาจศาลที่จะนําข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่พนักงานคุมประพฤติส่งศาลมาประกอบการพิจารณาพิพากษาหรือเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จําเลย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 สั่งให้ศาลชั้นต้นทำการสืบเสาะและพินิจจําเลยก่อนมีคําพิพากษา และพิจารณารายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่แน่ชัดว่าไม้ของกลางยังเป็นไม้หวงห้ามต่อไปหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นถึงแหล่งที่มาของไม้ของกลาง แล้วนําข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบพยานหลักฐานของโจทก์และจําเลยมาเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยคดี จึงไม่ขัดต่อ ป.วิ.อ. และ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 ดังกล่าว

คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานมีไม้จําปา ไม้ตาเสือและไม้หยีแปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. เกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีคําขอให้ลงโทษจําเลยตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73 จําเลยต่อสู้ว่าไม้แปรรูปของกลางส่วนที่เป็นไม้ใหม่เป็นไม้ที่ตัดมาจากที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ข ส่วนที่เป็นไม้เก่าได้มาจากการรื้อบ้านหลังเก่าที่ปลูกสร้างมาประมาณ 30 ปี เมื่อจําเลยให้การต่อสู้ดังกล่าว จําเลยจึงต้องนําสืบให้เห็นว่าไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่ ไม่ใช่ไม้หวงห้ามจึงจะเข้าข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 50 (4) ส่วนไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่าไม่ใช่ไม้แปรรูปตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) ซึ่งในประเด็นไม้แปรรูปที่เป็นไม้ใหม่นั้น จําเลยและ อ. ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ขายไม้แปรรูปของกลางให้แก่จําเลยเบิกความแต่เพียงลอย ๆ ว่า ไม้แปรรูปของกลางตัดมาจากที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งมีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแบบ ส.ป.ก. 4-01 ข โดยไม่มีข้อเท็จจริงใดมานําสืบสนับสนุนให้เห็นเช่นนั้น ทั้งภาพถ่ายที่จําเลยอ้างไม่ปรากฏตอไม้ที่จะบ่งชี้ถึงที่มาของไม้แปรรูปของกลาง และบางภาพปรากฏว่าเป็นต้นไม้ที่ถูกโค่นใหม่ ยังไม่มีการแปรรูปใด ๆ ทำให้เชื่อได้ว่ามีการโค่นต้นไม้ดังกล่าวภายหลังจากจําเลยถูกดำเนินคดีนี้แล้ว จึงยังฟังไม่ได้ว่าไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่ได้มาจากไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ข ดังนั้น จึงต้องฟังว่าจําเลยมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่าเป็นไม้ที่รื้อมาจากบ้านหลังเก่าของจําเลย ซึ่งตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 31/2559 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ บัญญัติว่า "ไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาพเช่นนั้น รวมทั้งไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว และผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าได้เคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีสำหรับไม้อื่นที่มิใช่ไม้สัก และไม่น้อยกว่าสิบปีสำหรับไม้สัก มิให้ถือว่าเป็นไม้แปรรูป" ความในวรรคนี้มีความหมายว่า ไม้ที่มิให้ถือว่าเป็นไม้แปรรูปนั้นแยกได้เป็นสองอย่าง คือ ไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาพเช่นนั้นอย่างหนึ่ง กับไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว คือเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเคยเป็นเครื่องใช้มาแล้วและผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีสำหรับไม้อื่นที่ไม่ใช้ไม้สัก และสิบปีสำหรับไม้สักอีกอย่างหนึ่ง ตามความในกฎหมายดังกล่าว ผู้ครอบครองจะต้องพิสูจน์แต่เฉพาะกรณีที่ไม้นั้นมิได้อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือมิได้อยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้แต่กล่าวอ้างว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วเท่านั้น ข้อความที่ว่า "รวมทั้งไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว และผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้ว" ย่อมแสดงชัดว่าในปัจจุบันไม้มิได้อยู่ในสภาพเช่นนั้นแล้ว โดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ ห้าปีสำหรับไม้อื่นที่ไม่ใช่ไม้สัก และสิบปีสำหรับไม้สัก ดังนั้นไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่านี้เป็นไม้ที่เคยอยู่ในสภาพสิ่งปลูกสร้างมาก่อน จึงมิใช่ไม้แปรรูปตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) การที่จําเลยมีไม้ของกลางในส่วนที่เป็นไม้เก่าไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73 เมื่อไม้ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจําเลยมีทั้งไม้แปรรูปที่เป็นไม้หวงห้าม กับไม้ที่มีไว้ในครอบครองได้โดยไม่เป็นความผิด ซึ่งในส่วนของไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้หวงห้ามนั้น เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายที่โจทก์นําสืบมีจำนวนค่อนข้างมาก จําเลยเองก็ให้การไว้ในรายงานการสืบเสาะและพินิจจําเลยว่า ร. ไม่ทราบชื่อสกุล นําไม้จําปาแปรรูปจำนวน 50 แผ่น ไม้ตาเสือแปรรูปจำนวน 20 แผ่น และไม้หยีแปรรูปจำนวน 20 แผ่น มาขายให้แก่จําเลย ไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่จึงย่อมต้องมีปริมาตรเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อไม่ได้ความชัดว่าปริมาตรเกิน 2 ลูกบาศก์เมตร หรือไม่ ก็ต้องฟังในทางที่เป็นคุณแก่จําเลยว่า จําเลยมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 47, 48, 73, 74, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 73 วรรคสอง (2)), 74 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 74) จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนไม้แปรรูปของกลางทั้งหมดให้แก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจภูธรท่าแซะ กับพนักงานพิทักษ์ป่าร่วมกันไปตรวจค้นบ้านจำเลย พบไม้จำปาแปรรูป 116 แผ่น ปริมาตร 3.01 ลูกบาศก์เมตร ไม้ตาเสือแปรรูป 14 แผ่น ปริมาตร 0.21 ลูกบาศก์เมตร ไม้หยีแปรรูป 22 แผ่น ปริมาตร 0.59 ลูกบาศก์เมตร รวมปริมาตรไม้ทั้งหมด 3.81 ลูกบาศก์เมตร ที่ข้างบ้านของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษา ตลอดจนมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยเพิ่มเติมในประเด็นถึงแหล่งที่มาของไม้ของกลางเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง" ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไป มิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป คดีอาญาไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาเสมอว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง หรือหากศาลเห็นว่าสมควรให้มีการสืบพยานหลักฐานก่อนมีคำพิพากษาก็เป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งเช่นนั้นได้ ประกอบขณะคดีนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม" ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 (ที่แก้ไขใหม่) ดังกล่าวมีผลต่อการวินิจฉัยของศาลว่า ไม้ของกลางยังคงเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ ซึ่งหากไม่เป็นไม้หวงห้าม การกระทำของจำเลยก็ย่อมไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมีอำนาจที่สั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนพยานโจทก์และพยานจำเลยในประเด็นว่าไม้ของกลางเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) ทั้งพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อำนาจศาลที่จะนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่พนักงานคุมประพฤติส่งศาลมาประกอบการพิจารณาพิพากษาหรือเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 สั่งให้ศาลชั้นต้นทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษา และพิจารณารายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่แน่ชัดว่าไม้ของกลางยังเป็นไม้หวงห้ามต่อไปหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นถึงแหล่งที่มาของไม้ของกลาง แล้วนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยมาเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยคดี จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 ดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีไม้จำปา ไม้ตาเสือและไม้หยีแปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. เกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73 จำเลยต่อสู้ว่าไม้แปรรูปของกลางส่วนที่เป็นไม้ใหม่เป็นไม้ที่ตัดมาจากที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ข ส่วนที่เป็นไม้เก่าได้มาจากการรื้อบ้านหลังเก่าที่ปลูกสร้างมาประมาณ 30 ปี เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ดังกล่าว จำเลยจึงต้องนำสืบให้เห็นว่าไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่ไม่ใช่ไม้หวงห้ามจึงจะเข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 50 (4) ส่วนไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่าไม่ใช่ไม้แปรรูปตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) ซึ่งในประเด็นไม้แปรรูปที่เป็นไม้ใหม่นั้น จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยซื้อไม้แปรรูปมาจากผู้อื่นเพื่อนำมาสร้างบ้านพักอาศัย ผู้นำมาขายบอกว่าเป็นไม้ของตนเองที่นำมาจากสวนของผู้ขายและเก็บไว้ที่บ้าน ต้องการนำมาขาย จำเลยต้องการใช้ไม้สร้างบ้านจึงรับซื้อไว้ จำเลยทราบจากผู้ขายในภายหลังว่าไม้ดังกล่าวตัดมาจากที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของผู้ขาย (ส.ป.ก. 4-01 ข) และไม้แปรรูปบางส่วนเป็นไม้ที่รื้อมาจากบ้านหลังเดิมของจำเลยซึ่งปลูกสร้างมาประมาณ 30 ปีแล้ว และมีนายอนันต์ เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้นำไม้แปรรูปไปขายให้แก่จำเลย เพราะมีผู้ติดต่อพยานแจ้งว่าจำเลยต้องการหาซื้อไม้มาสร้างบ้าน ไม้แปรรูปที่พยานนำไปขายให้จำเลยเป็นไม้ที่อยู่ในสวนของบิดาพยานซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ 25 ไร่ ซึ่งระบุชื่อผู้ได้รับอนุญาตคือนายฉลอม บิดาพยาน ไม้ที่ยังคงเหลือในที่ดินปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล.4 เห็นว่า จำเลยนำสืบในประเด็นนี้โดยมีตัวจำเลยและนายอนันต์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ขายไม้แปรรูปของกลางให้แก่จำเลยมาเป็นพยานเบิกความแต่เพียงลอย ๆ ว่า ไม้แปรรูปของกลางตัดมาจากที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งมีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแบบ ส.ป.ก. 4-01 ข โดยไม่มีข้อเท็จจริงใดมานำสืบสนับสนุนให้เห็นเช่นนั้น ที่จำเลยอ้างภาพถ่ายหมาย ล.4 จำนวน 3 ภาพ เป็นพยาน ตามภาพถ่ายภาพที่ 1 และที่ 2 ก็เป็นเพียงภาพต้นไม้ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นต้นจำปาและต้นหยีที่ขึ้นอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ข ของนายฉลอมบิดาของนายอนันต์ ส่วนภาพที่ 3 เป็นภาพต้นไม้ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นต้นตาเสือล้มอยู่กับพื้น ทั้งสามภาพดังกล่าวไม่ปรากฏตอของต้นจำปาและต้นหยีที่จะบ่งชี้ถึงที่มาของไม้จำปาและไม้หยีแปรรูปของกลางแต่อย่างใด สำหรับภาพที่ 3 ซึ่งอ้างว่าเป็นต้นตาเสือนั้น ก็ปรากฏว่าเป็นต้นไม้ที่ถูกโค่นใหม่ ยังไม่มีการแปรรูปใด ๆ ทำให้เชื่อได้ว่ามีการโค่นต้นไม้ดังกล่าวภายหลังจากจำเลยถูกดำเนินคดีนี้แล้ว ตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่า ไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่ได้มาจากไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ข ดังนั้นจึงต้องฟังว่าจำเลยมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่า จำเลยนำสืบว่าเป็นไม้ที่รื้อมาจากบ้านหลังเดิมซึ่งปลูกสร้างมาประมาณ 30 ปีแล้ว และได้ความจากนายปรีชาพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม้แปรรูปที่ยึดเป็นของกลางบางส่วนเป็นไม้ที่จำเลยบอกว่ารื้อมาจากบ้านหลังเก่าของจำเลย ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่านั้น เป็นไม้ที่ใช้สร้างบ้านหลังเก่ามาไม่ถึงห้าปี และไม่ใช่ไม้ที่เคยอยู่ในสภาพสร้างเป็นบ้านมาก่อน รูปเรื่องเชื่อว่าไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่าเป็นไม้ที่รื้อมาจากบ้านหลังเก่า ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 31/2559 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ บัญญัติว่า "ไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาพเช่นนั้น รวมทั้งไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว และผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าได้เคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีสำหรับไม้อื่นที่มิใช่ไม้สัก และไม่น้อยกว่าสิบปีสำหรับไม้สัก มิให้ถือว่าเป็นไม้แปรรูป" ความในวรรคนี้มีความหมายว่า ไม้ที่มิให้ถือว่าเป็นไม้แปรรูปนั้น แยกได้เป็นสองอย่าง คือ ไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาพเช่นนั้นอย่างหนึ่ง กับไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว คือเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเคยเป็นเครื่องใช้มาแล้ว และผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีสำหรับไม้อื่นที่ไม่ใช่ไม้สัก และสิบปีสำหรับไม้สักอีกอย่างหนึ่ง ตามความในกฎหมายดังกล่าว ผู้ครอบครองจะต้องพิสูจน์แต่เฉพาะกรณีที่ไม้นั้นมิได้อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือมิได้อยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้แต่กล่าวอ้างว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วเท่านั้น ข้อความที่ว่า "รวมทั้งไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว และผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้ว" ย่อมแสดงชัดว่าในปัจจุบันไม้มิได้อยู่ในสภาพเช่นนั้นแล้ว โดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ ห้าปีสำหรับไม้อื่นที่ไม่ใช่ไม้สัก และสิบปีสำหรับไม้สัก ดังนั้นไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่านี้ เป็นไม้ที่เคยอยู่ในสภาพสิ่งปลูกสร้างมาก่อน จึงมิใช่ไม้แปรรูปตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) การที่จำเลยมีไม้ของกลางในส่วนที่เป็นไม้เก่าไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73 เมื่อไม้ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยมีทั้งไม้แปรรูปที่เป็นไม้หวงห้าม กับไม้ที่มีไว้ในครอบครองได้โดยไม่เป็นความผิด ซึ่งในส่วนของไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้หวงห้ามนั้น เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายหมาย จ.2 จำนวน 5 ภาพ พบว่ามีจำนวนค่อนข้างมาก จำเลยเองก็ให้การไว้ในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่านายโรจน์ ไม่ทราบชื่อสกุลนำไม้จำปาแปรรูปจำนวน 50 แผ่น ไม้ตาเสือแปรรูปจำนวน 20 แผ่น และไม้หยีแปรรูปจำนวน 20 แผ่น มาขายให้แก่จำเลย ไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่จึงย่อมต้องมีปริมาตรเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อไม่ได้ความชัดว่าปริมาตรเกิน 2 ลูกบาศก์เมตร หรือไม่ ก็ต้องฟังในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยว่า จำเลยมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง จำคุก 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ รักษา และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่ ส่วนไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่าให้คืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 208
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 30 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (4) ม. 7 ใหม่ ม. 48 วรรคหนึ่ง ม. 50 ม. 73 วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายเอก ขำอินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ชื่อองค์คณะ
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1121/2565
#683485
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 กำหนดว่า ผู้ที่จะเป็นประธานในที่ประชุมได้ ต้องเป็นผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมด้วยตนเองและได้รับเลือกจากที่ประชุมในขณะนั้นให้เป็นประธาน พ. ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่ได้รับมอบฉันทะจากผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น โดยตามหนังสือมอบฉันทะระบุว่า ให้เข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนแทนผู้คัดค้านที่ 2 พ. จึงมีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนตามที่ได้รับมอบฉันทะเท่านั้น ไม่มีอำนาจกระทำการอื่นนอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ ทั้งการมอบฉันทะดังกล่าวหาทำให้ พ. มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใดไม่ เพราะการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นสถานะเฉพาะตัวของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่อาจมอบฉันทะให้ผู้อื่นเป็นแทนได้ การที่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเลือก พ. เป็นประธาน แล้ว พ. ทำหน้าที่ประธานในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นย่อมขัดต่อข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 และเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจทำให้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นการประชุมและลงมติโดยไม่ชอบ จึงต้องเพิกถอนการลงมติในการประชุมครั้งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้เพิกถอนการประชุมและเพิกถอนการลงมติทุกครั้งทุกวาระของการประชุมคณะกรรมการและการประชุมสามัญ/วิสามัญผู้ถือหุ้นทุกครั้งทุกวาระของผู้คัดค้านที่ 1 ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2532 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 รวมประมาณ 26 ถึง 50 ครั้ง เพิกถอนการประชุมและลงมติทุกวาระของการประชุมคณะกรรมการของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2559 เพิกถอนการประชุมและลงมติทุกวาระของการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 เพิกถอนการเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 2,030 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 4 จำนวน 2,030 หุ้น และผู้คัดค้านที่ 2 เฉพาะที่เกิน 900 หุ้น ตามบัญชีหุ้นเท็จที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำไปยื่นไว้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระหว่างปี 2532 ถึงปัจจุบัน และให้ถือบัญชีผู้ถือหุ้น ณ วันจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบัญชีผู้ถือหุ้นฉบับที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านทั้งห้ายื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ต่างเป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ผู้คัดค้านที่ 2 มอบฉันทะให้นายพิศุทธ์ ที่ปรึกษากฎหมายของผู้คัดค้านที่ 1 เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนแทน ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเลือกนายพิศุทธ์เป็นประธานและนายพิศุทธ์ทำหน้าที่ประธานในการประชุมใหญ่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเลือกนายพิศุทธ์ ผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหุ้นเป็นประธานและนายพิศุทธ์ทำหน้าที่ประธานในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นขัดต่อข้อบังคับและเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจอันเป็นเหตุให้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 เป็นการประชุมและลงมติโดยไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 13 กำหนดว่า "ผู้ถือหุ้นคนใดไม่สามารถเข้าประชุมด้วยตนเองได้ อาจมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนก็ได้" และข้อ 14 กำหนดว่า "ในการประชุมผู้ถือหุ้น ให้ประธานกรรมการนั่งเป็นประธานที่ประชุม ถ้าไม่มีตัวประธานกรรมการหรือประธานกรรมการไม่ได้มาเข้าประชุม ก็ให้ที่ประชุมเลือกตั้งผู้ถือหุ้นคนหนึ่งซึ่งได้เข้าร่วมประชุมขึ้นเป็นประธาน" ตามข้อบังคับดังกล่าว ผู้ที่จะเป็นประธานในที่ประชุมได้ ต้องเป็นผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมด้วยตนเองและได้รับเลือกจากที่ประชุมในขณะนั้นให้เป็นประธาน นายพิศุทธ์ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่ได้รับมอบฉันทะจากผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น โดยตามหนังสือมอบฉันทะ ระบุว่า ให้เข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนแทนผู้คัดค้านที่ 2 นายพิศุทธ์จึงมีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนตามที่ได้รับมอบฉันทะเท่านั้น ไม่มีอำนาจกระทำการอื่นนอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ในหนังสือมอบฉันทะ ทั้งการมอบฉันทะดังกล่าวหาทำให้นายพิศุทธ์มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใดไม่ เพราะการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นสถานะเฉพาะตัวของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่อาจมอบฉันทะให้ผู้อื่นเป็นแทนได้ การที่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเลือกนายพิศุทธ์ ผู้รับมอบฉันทะจากผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ถือหุ้นเป็นประธาน แล้วนายพิศุทธ์ทำหน้าที่ประธานในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นย่อมขัดต่อข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้างต้นและเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจทำให้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 เป็นการประชุมและลงมติโดยไม่ชอบ จึงต้องเพิกถอนการลงมติในการประชุมครั้งดังกล่าว

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการประชุมและการลงมติในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุชาติ อินประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพันวะสา บัวทอง
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1110/2565
#684944
เปิดฉบับเต็ม

แม้เงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (8) และจําเลย (ผู้ขาย) มีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายทอดตลาดตาม ป.รัษฎากรก็ตาม แต่คู่กรณีอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 810/2556 เรื่องการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจําหน่ายทรัพย์สิน ข้อ 2 ระบุว่า "ในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดจะต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าอากรตาม ป.รัษฎากรเองทั้งหมด โดยผู้ซื้อไม่สามารถนําใบเสร็จรับเงินค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรือค่าอากรแสตมป์มาขอรับเงินคืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้" และประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดินระบุว่า "ผู้ซื้อได้จะต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าอากรตาม ป.รัษฎากร" ซึ่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวได้ระบุภาระหน้าที่ของผู้ซื้อที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าอากรตาม ป.รัษฎากรไว้โดยละเอียดแล้ว เมื่อผู้ร้องได้ทราบประกาศขายทอดตลาดที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาก่อนและเข้าร่วมประมูล จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้ยอมรับและตกลงกับเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะปฏิบัติตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ประกอบกับตาม ป.รัษฎากร ไม่ได้ห้ามคู่กรณีที่จะตกลงกันว่าผู้ใดจะเป็นผู้รับภาระชําระภาษีเงินได้ รวมทั้งไม่ได้ห้ามบุคคลอื่นชําระภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์แทนผู้ขายหรือผู้มีเงินได้จากการขายทอดตลาด คำสั่งกรมบังคับคดีที่ 810/2556 เรื่องการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจําหน่ายทรัพย์สิน ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดิน และข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานบังคับคดีที่กําหนดให้ผู้ร้องในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดเป็นผู้เสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ขัดต่อ ป.รัษฎากร มาตรา 40 (8) และไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องจึงต้องเสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีรับจ่ายและคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ร้องชําระแทนจําเลยไป 49,568,500 บาท ให้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3011 และ 3012 ของนางสุรี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีรับจ่ายให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 496,568,500 บาท คืนก่อนจะนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา

โจทก์ที่ 1 ที่ 4 และนางวลี กับจำเลยยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3011 และ 3012 ของนางสุรี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีและได้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนจำเลยไปเป็นเงิน 49,568,500 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องจัดทำบัญชีรับจ่ายและคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ร้องชำระแทนจำเลยให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) และการขายทอดตลาดนั้น จำเลย (ผู้ขาย) เป็นผู้มีเงินได้จากการขายทอดตลาด ซึ่งตามประมวลรัษฎากรจำเลยมีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายทอดตลาดดังกล่าวก็ตาม แต่คู่กรณีอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 810/2556 เรื่องการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน ข้อ 2 ระบุว่า "ในการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดจะต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าอากรตามประมวลรัษฎากรเองทั้งหมด โดยผู้ซื้อทรัพย์ไม่สามารถนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรือค่าอากรแสตมป์มาขอรับเงินคืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้" และประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดินระบุว่า "ผู้ซื้อได้จะต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าอากรตามประมวลรัษฎากร" ซึ่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวได้ระบุภาระหน้าที่ของผู้ซื้อที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าอากรตามประมวลรัษฎากรเองทั้งหมดไว้โดยละเอียดแล้ว หากผู้ร้องมีความสงสัยหรือต้องการทราบรายละเอียดสิ่งใดเพิ่มเติมก็ย่อมสอบถามเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ก่อนทำการประมูล เมื่อผู้ร้องได้ทราบประกาศขายทอดตลาดที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาก่อนแล้วและตัดสินใจเข้าร่วมประมูล จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้ยอมรับและตกลงกับเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะปฏิบัติตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว นอกจากนี้เมื่อผู้ร้องประมูลซื้อที่ดินได้ผู้ร้องยังทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยข้อ 5 ของหนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวระบุว่า "ข้าพเจ้าผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบในค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าอากรตามประมวลรัษฎากร" ประกอบกับตามประมวลรัษฎากรไม่ได้ห้ามคู่กรณีที่จะตกลงกันว่าผู้ใดจะเป็นผู้รับภาระชำระภาษีเงินได้แทนอีกฝ่ายหนึ่ง รวมทั้งไม่ได้ห้ามบุคคลอื่นชำระภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์แทนผู้ขายหรือผู้มีเงินได้จากการขายทอดตลาด คำสั่งกรมบังคับคดีที่ 810/2556 เรื่องการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดิน และข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานบังคับคดีที่กำหนดให้ผู้ร้องในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด เป็นผู้เสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) และไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องจึงต้องเสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีรับจ่ายและคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ร้องชำระแทนจำเลยไป 49,568,500 บาท ให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัท ซ.
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายณพดล อินทวิสัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2565
#692042
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง เท่ากับว่าจำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์มาชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษมาด้วย แม้เป็นฎีกาซึ่งไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกา และไม่อาจรับรองให้ฎีกาได้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยหนักเกินไปก็ย่อมมีอำนาจแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยซึ่งสมควรวินิจฉัยเป็นประการแรกมีว่า ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิด เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจะมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยออกเช็คกี่ฉบับ เลขที่เช็คเท่าใด ฉบับเลขที่ใด สั่งจ่ายเงินเท่าใด ทั้งระบุวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับและระบุเหตุแห่งการออกเช็คของจำเลยไว้ชัดเจนแล้วว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าเหล็กเส้นแทนบริษัท ส. อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย นับได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องที่ชัดเจนครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แล้ว ส่วนเรื่องนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพและแถลงประสงค์ที่จะขอผ่อนชำระหนี้ตามเช็คแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี มิได้หลงต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาที่ศาลฎีกาจะพิจารณาเป็นประการต่อไปคือ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อหาตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เป็นข้อหาความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยย่อมรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คทั้งสามฉบับเพื่อค้ำประกันหนี้ของบริษัทเท่านั้นเป็นความรับผิดทางแพ่งและเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดทางอาญาตามฟ้องนั้นเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษมาด้วยนั้น แม้เป็นฎีกาซึ่งไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาและไม่อาจรับรองให้ฎีกาได้ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยหนักเกินไปก็ย่อมมีอำนาจแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยออกเช็คพิพาท 3 ฉบับ สั่งจ่ายเงินรวมทั้งสิ้น 12,966,968.17 บาท ภายหลังศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จึงนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์บางส่วน แสดงว่าจำเลยไม่ขวนขวายชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเพื่อเป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์อย่างเพียงพอ แม้ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2566 อ้างว่าได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เรื่อยมา และจำเลยนำเงิน 4,800,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้คงเหลือตามเช็คพิพาทครบถ้วนแล้ว คดีอาญาเลิกกัน แต่โจทก์แถลงโต้แย้งว่าจำเลยนำเงินที่ชำระในคดีอื่นมารวมคำนวณด้วย เฉพาะคดีนี้ จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งรวมเงิน 4,800,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางต่อศาลในวันดังกล่าวแล้ว เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 7,800,000 บาท คงค้างชำระอีกเป็นเงิน 5,166,978.20 บาท ข้อเท็จจริงจึงยังมิอาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดอันจะถือว่าคดีเลิกกันตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ฉะนั้น แม้จำเลยจะประกอบอาชีพสุจริตหรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์รับว่า จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทแก่โจทก์เพิ่มเติม รวมเป็นเงิน 7,800,000 บาท จากยอดหนี้ทั้งหมด 12,966,968.17 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกก่อนลดโทษกระทงละ 1 ปี นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีที่เปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 3 กระทง กระทงละ 6 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมเป็นจำคุกจำเลย 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ย.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นางสาววรินธร ตันติศิริพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สิริกานต์ มีจุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2565
#690319
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องคดีนี้บัญญัติไว้ใจความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ดำเนินการโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวเห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นบทบัญญัติพิเศษให้สิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำร้องขอดังกล่าวในคดีเดิมได้ โดยไม่ต้องนำไปฟ้องเป็นคดีต่างหาก แต่มีการระบุเงื่อนเวลาไว้ว่า ศาลต้องยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีอันเป็นมูลเหตุแห่งการร้องขอของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเสียก่อน และต้องยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องนั้นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันเดียวกับวันที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง อันเป็นมูลเหตุที่โจทก์ใช้อ้างให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในขณะที่ศาลยังไม่ได้สั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง ซึ่งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,120,887.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3100 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 1,823,467.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,240,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3100 ออกขายทอดตลาด ในที่สุดบริษัท ม. ประมูลซื้อได้ในราคา 24,800,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว

ระหว่างพิจารณาคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,602,880.07 บาท แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนเท่ากับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,780,743.52 บาท นับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทน 978,170 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของผู้ร้องก่อนว่า การยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องคดีนี้บัญญัติไว้ใจความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ดำเนินการโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวเห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นบทบัญญัติพิเศษให้สิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำร้องขอดังกล่าวในคดีเดิมได้ โดยไม่ต้องนำไปฟ้องเป็นคดีต่างหาก แต่มีการระบุเงื่อนเวลาไว้ว่า ศาลต้องยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีอันเป็นมูลเหตุแห่งการร้องขอของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเสียก่อน และต้องยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องนั้น คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันเดียวกับวันที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง อันเป็นมูลเหตุที่โจทก์ใช้อ้างให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในขณะที่ศาลยังไม่ได้สั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง ซึ่งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ไว้พิจารณาและมีคำสั่งกับที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาต่อมานั้นไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้น กับยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับคำร้องของโจทก์เป็นไม่รับคำร้องของโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคท้าย (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
ผู้ร้อง — นาย ร.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวประวีณณัฐ มูลเมฆ
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรธรรม
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1060/2565
#683280
เปิดฉบับเต็ม

ข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์เกินจากส่วนที่จำเลยได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งเป็นการทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1722 นั้น เป็นข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้กล่าวอ้างตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำร้อง และนำสืบไว้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

แม้เดิมสิทธิตามส่วนในที่ดินพิพาทของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นสิทธิที่ได้มาจากการรับมรดกจากเจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริงตามที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างอันเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อต่อมาผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยและทายาทอื่นได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมให้ได้รับมรดกที่ดินพิพาท ย่อมมีผลทำให้การเรียกร้องในทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกระงับสิ้นไปและทำให้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 และทายาทอื่นได้สิทธิในที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ตามส่วนในที่ดินพิพาทที่ได้มาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยนิติกรรม เมื่อยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ปรากฏชื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ในทะเบียนที่ดิน สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพย์สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคงมีผลผูกพันและบังคับได้ระหว่างคู่กรณีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะบุคคลสิทธิ โดยไม่อาจกล่าวอ้างหรือบังคับแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ การที่จำเลยนำที่ดินพิพาทในส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ในขณะที่สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพย์สินนั้น โดยยังคงให้ปรากฏชื่อจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จะอ้างบทบัญญัติมาตรา 705 ซึ่งบัญญัติให้การจำนองกระทำได้โดยเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นเพื่อมิให้สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลผูกพันที่ดินพิพาทในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อันมีผลเป็นการบังคับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหาได้ไม่ ส่วนผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ก.9/2561 ของศาลชั้นต้นโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลย เรียกผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 สำนวนแรกว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ เรียกผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 6 สำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 4 ถึงที่ 9 ตามลำดับ เรียกผู้ร้องสำนวนที่สามว่า ผู้ร้องที่ 10 และเรียกผู้ร้องสำนวนที่สี่ว่า ผู้ร้องที่ 11 แต่คดีสำหรับผู้ร้องที่ 4 ถึงที่ 11 ถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยจำเลยตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 9,225,124.17 บาท ภายในวันที่ 30 เมษายน 2557 หากจำเลยผิดสัญญาให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับจากวันผิดสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้นำทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 160025 ออกขายทอดตลาดนำเงินในส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยไม่ชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 160025 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินในส่วนของจำเลยมาชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อในราคา 30,000,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสิบเอ็ดยื่นคำร้องทั้งสี่สำนวนและแก้ไขคำร้องสำนวนแรกขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันส่วนเงินขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวมาชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งสิบเอ็ดคนละ 1 ใน 25 ส่วน และในส่วนของนางสุวรรณีแก่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อีกคนละ 1 ใน 4 ส่วน และในส่วนของนางแจ้เตียงแก่ผู้ร้องที่ 10 จำนวน 1 ใน 5 ส่วน ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในการบังคับคดีนี้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2557 โจทก์ได้นำยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 160025 มีชื่อจำเลย นายชัยพร นายชัยณรงค์ และผู้ร้องที่ 5 ถือกรรมสิทธิ์รวม เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้จำนองและกู้ยืมเงิน วันที่ 19 เมษายน 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ในราคา 30,000,000 บาท ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของนายเอี่ยม วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 และทายาทอื่นของนายเอี่ยมได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้แบ่งที่ดินพิพาทและทรัพย์มรดกอื่นออกเป็น 25 ส่วน โดยผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยและทายาทอื่นมีสิทธิได้รับคนละ 1 ใน 25 ส่วน และผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอีกคนละ 1 ใน 4 ส่วน ของทรัพย์มรดกส่วนของนางสุวรรณ ทายาทคนหนึ่งของนายเอี่ยม วันที่ 15 สิงหาคม 2555 จำเลยจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนของตนกับโจทก์เพื่อประกันหนี้เงินกู้ยืมอันเป็นมูลหนี้ตามฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสายจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์เกินจากส่วนที่จำเลยได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 18906/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 1483/2545 เป็นการทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 นั้น เป็นข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้กล่าวอ้างตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำร้อง และนำสืบไว้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนปัญหาว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องขอกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้เดิมสิทธิตามส่วนในที่ดินพิพาทของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นสิทธิที่ได้มาจากการรับมรดกจากนายเอี่ยมซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริงตามที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างอันเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อต่อมาผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยและทายาทอื่นของนายเอี่ยมได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 18906/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 1483/2545 ให้ได้รับมรดกที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 25 ส่วน และผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอีกคนละ 1 ใน 4 ส่วน ของส่วนที่ตกได้แก่นางสุวรรณี ย่อมมีผลทำให้การเรียกร้องในทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเอี่ยมระงับสิ้นไปและทำให้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 และทายาทอื่นได้สิทธิในที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ตามส่วนในที่ดินพิพาทที่ได้มาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยนิติกรรม เมื่อยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ปรากฏชื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ในทะเบียนที่ดิน สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพย์สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคงมีผลผูกพันและบังคับกันได้ระหว่างคู่กรณีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะบุคคลสิทธิ โดยไม่อาจกล่าวอ้างหรือบังคับแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ การที่จำเลยนำที่ดินพิพาทในส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ในขณะที่สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธินั้น โดยยังคงให้ปรากฏชื่อจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จะอ้างบทบัญญัติมาตรา 705 ซึ่งบัญญัติให้การจำนองกระทำได้โดยเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นเพื่อมิให้สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลผูกพันที่ดินพิพาทในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อันมีผลเป็นการบังคับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหาได้ไม่ ส่วนผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 705 ม. 852 ม. 1299 ม. 1722
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
ผู้ร้อง — นางสาว ร. กับพวก
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวประวีณณัฐ มูลเมฆ
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา