คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 492/2565
#682380
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ภายในบ้านพักที่ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 แม้หลังจากจำเลยกระทำชำเราและออกจากบ้านพักดังกล่าวแล้ว จำเลยเรียกให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านเพื่อให้เงินและมีการโอบกอดผู้เสียหายที่ 2 แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องกันในบริเวณบ้านที่เกิดเหตุนั้นเอง จำเลยมิได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่อื่นอันเป็นการพาไปหรือแยกออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ที่ทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน ยังไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาง อ. ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง ร. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนาง อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินเป็นเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และค่าเสียหายเพราะทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมเป็นเงิน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง, 317 วรรคสาม, 365 (1) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุก 7 ปี 12 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองเป็นเงินคนละ 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำละเมิด (วันที่ 18 ตุลาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เด็กหญิง ร. ผู้เสียหายที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2550 ขณะเกิดเหตุอายุ 12 ปี 9 เดือนเศษ เป็นบุตรของนาย ธ. กับนาง อ. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ภายหลังผู้เสียหายที่ 1 กับนาย ธ. เลิกรากัน ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านไม่ทราบเลขที่ ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวทำด้วยปูนมีสภาพเก่า แพทย์หญิงสุริสาเป็นผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลผู้เสียหายที่ 2 ผลการตรวจร่างกายภายนอก ไม่พบร่องรอยการทำร้ายร่างกาย ผลการตรวจร่างกายภายใน พบรอยฉีกขาดใหม่บริเวณเยื่อพรหมจารีที่ 4 นาฬิกา และ 8 นาฬิกา ไม่พบอสุจิ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มีอายุเพียง 12 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 2 ไม่เคยรู้จักจำเลยหรือมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนเบิกความเป็นลำดับตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุเห็นจำเลยนั่งดื่มสุราอยู่ในกลุ่มเดียวกับบิดาของผู้เสียหายที่ 2 ใกล้ที่พักของผู้เสียหายที่ 2 จนกระทั่งถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศโดยมีสาระสำคัญสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนที่ให้การไว้ต่อหน้าพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ ทั้งยังมีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความสนับสนุน ซึ่งการถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องน่าอับอายเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล หากไม่มีเหตุการณ์ถูกล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นแล้วผู้เสียหายที่ 2 คงไม่แต่งเรื่องราวขึ้นเพื่อใส่ร้ายปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ แม้หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ไปพบเพื่อนแต่ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟังทันทีก็ไม่ใช่ข้อพิรุธเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 2 พบผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา ผู้เสียหายที่ 2 ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายที่ 1 ทราบในทันทีและมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าพนักงานตำรวจในวันเดียวกัน ส่วนที่แพทย์หญิงสุริสาตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ไม่พบตัวอสุจิ แต่พบรอยฉีกขาดใหม่บริเวณเยื่อพรหมจารีที่ 4 นาฬิกา และ 8 นาฬิกา ซึ่งการพบรอยฉีกขาดใหม่แสดงให้เห็นว่าบาดแผลดังกล่าวยังไม่ได้มีการสมานของเนื้อเยื่อ น่าเชื่อว่าเป็นบาดแผลที่เกิดมาไม่เกิน 1 วัน และแพทย์หญิงสุริสายังตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายที่ 2 มีการฉีกขาดในลักษณะเป็นเส้นตรงที่บริเวณ 4 นาฬิกา และ 8 นาฬิกา ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ในคดีข่มขืนกระทำชำเราแม้ไม่ได้ความว่าแพทย์หญิงสุริสาทำการตรวจด้วยวิธีการใดหรือใช้เครื่องมือใดในการตรวจภายในผู้เสียหายที่ 2 ก็มิได้ทำให้ผลการตรวจชันสูตรร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือตามที่จำเลยฎีกา น่าเชื่อว่าแพทย์หญิงสุริสาทำการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ตามวิธีทางการแพทย์อย่างถูกต้องและให้ความเห็นตามหลักวิชาโดยไม่มีส่วนได้เสียใด ๆ จึงนำมารับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ส่วนการตรวจไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายนั้น ได้ความจากแพทย์หญิงสุริสาตอบทนายจำเลยถามค้านอีกว่า การถูกมัดหรือรัดด้วยเชือกหากไม่ได้มัดไว้โดยแรงจนทำให้เส้นเลือดฝอยแตกก็อาจไม่พบรอยบวมช้ำ อาจจะเป็นแค่รอยแดง รอยแดงดังกล่าวไม่เกิน 1 วัน ก็สามารถจางหายได้ ฉะนั้น การที่ไม่พบร่องรอยช้ำตามร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่ได้ขัดแย้งกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ส่วนที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธใด ๆ ขู่บังคับผู้เสียหายที่ 2 ให้เกิดความกลัวนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นชายฉกรรจ์อายุ 29 ปี รูปร่างสูงกว่า 175 เซนติเมตร อยู่ในอาการมึนเมาสุราย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปีเศษ ไม่ได้มีร่างกายใหญ่โตผิดปกติกว่าเด็กผู้หญิงทั่วไปที่จะสู้แรงชายฉกรรจ์ได้และเกิดความกลัวที่ถูกทำร้ายจึงไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือ การที่ผู้เสียหายที่ 2 มิได้ร้องขอให้เพื่อนหรือชาวบ้านใกล้เคียงช่วยเหลือจึงไม่เป็นข้อพิรุธ อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุมีการตรวจพบกางเกงชั้นในแบบชายระบุว่าสีฟ้าหรือสีน้ำเงินวางอยู่บนพื้นปลายที่นอนในห้องนอนที่เกิดเหตุ ซึ่งจำเลยให้การในชั้นสอบสวนรับว่าวันเกิดเหตุจำเลยสวมกางเกงชั้นในสีน้ำเงิน แม้รายงานการตรวจเก็บวัตถุพยานเอกสาร ระบุวัตถุพยานที่ตรวจเก็บจากบ้านเกิดเหตุตามข้อ 7.1.5 เป็นกางเกงชั้นใน สีน้ำเงิน ยี่ห้อรอซโซ่ (ของผู้ชาย) แต่ตามบันทึกข้อความเอกสาร ระบุกางเกงชั้นในสำหรับผู้ชาย ยี่ห้อ ROSSO และมีลายมือเขียนตกเติมว่า สีเทา นั้น ได้ความจากพันตำรวจโทพิรุนพัฒน์ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์วัตถุของกลางดังกล่าวตอบโจทก์ถามติงว่า วัตถุพยานที่ทำการตรวจรับต้องเก็บไว้ในซองปิดผนึก หากมีร่องรอยการเปิดปิดไม่เรียบร้อยจะส่งคืนไม่ทำการตรวจให้ กางเกงชั้นในผู้ชายสีกรมท่าคือตัวเดียวกับที่บรรจุในซองหีบห่อที่ส่งตรวจดีเอ็นเอ แม้พันตำรวจโทพิรุนพัฒน์มิได้ตรวจเก็บวัตถุพยานดังกล่าวด้วยตนเองแต่การตรวจเก็บทำโดยพนักงานสอบสวนร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจของศูนย์นิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนและไม่มีส่วนได้เสียในคดี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาโดยจัดเก็บวัตถุพยานที่พบใส่ซองปิดผนึกเรียบร้อยก่อนนำส่งตรวจพิสูจน์ต่อไป เมื่อผลการตรวจพิสูจน์เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีดำขอบสีแดง เสื้อชั้นในสตรีสีขาว กางเกงชั้นในผู้ชายสีกรมท่า และธนบัตรฉบับละ 100 บาท ของกลาง พบสารพันธุกรรม (DNA) ลักษณะปนเปื้อนของบุคคลมากกว่าหนึ่งคนติดอยู่ แต่เป็นสารพันธุกรรม (DNA) ที่เข้ากันได้กับสารพันธุกรรม (DNA) ของจำเลย จึงน่าเชื่อว่ากางเกงชั้นในสำหรับผู้ชายเป็นตัวเดียวกับกางเกงชั้นในผู้ชายสีกรมท่าที่ส่งและมีการตรวจพิสูจน์ เพียงแต่เขียนตกเติมระบุสีผิดไปเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยนำสืบเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์โดยรับว่าเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุจริง แต่อ้างลอย ๆ ว่าเป็นเพราะตนเมาสุรา พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยเข้าไปในห้องนอนที่เกิดเหตุภายในบ้านที่พักอาศัยของผู้เสียหายทั้งสองแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็ก แต่สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า "พราก" ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่า ทำให้จากไป พาไปเสียจาก ทำให้แยกออกจากกัน หรือแยกออกไป ดังนั้น คำว่า "พราก" ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงหมายความว่าพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ภายในบ้านพักที่ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 แม้จะได้ความว่าหลังจากที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 และออกจากบ้านพักดังกล่าวแล้ว จำเลยเรียกให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านเพื่อให้เงินและมีการโอบกอดผู้เสียหายที่ 2 ดังที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวน แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องกันในบริเวณบ้านที่เกิดเหตุนั้นเอง จำเลยมิได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่อื่นอันเป็นการพาไปหรือแยกออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ที่ทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดต่อผู้เสียหายที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนเป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม และยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันกระทำละเมิด (วันที่ 18 ตุลาคม 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยหากมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นาง อ. กับพวก
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นางสาวพนิดา พงศ์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกอบเดช วรสิงห์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2565
#682229
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินขึ้นตามที่โจทก์ขอร้องให้ช่วยเหลือเพื่อโจทก์นำไปใช้แสดงแก่ภริยาให้เชื่อว่าโจทก์ได้ให้จำเลยทั้งสองกู้เงินตามสัญญากู้ดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่มีการกู้เงินและรับเงินตามสัญญากันจริง สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกิดจากการแสดงเจตนาลวงของคู่กรณีตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธินำสัญญากู้เงินมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองกับโจทก์เคยเป็นเพื่อนร่วมงานและมีความสนิทสนมกัน ประมาณต้นปี 2560 โจทก์ร่วมลงทุนทำกิจการร้านอาหารกับจำเลยที่ 2 จำนวน 500,000 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ในช่วงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 รวม 6 ครั้ง เป็นเงินรวม 455,000 บาท และชำระค่าสินค้าเข้าร้านด้วยบัตรเครดิตเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 อีกจำนวน 45,213 บาท ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์จำนวน 500,000 บาท กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 5 กันยายน 2561 โดยในสัญญามีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันแต่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาระบุในฐานะเป็นพยาน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีสัญญากู้เงินมาเป็นพยานแต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบรับว่า เงินจำนวน 500,000 บาท ที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ไปนั้น เป็นเงินที่โจทก์ร่วมลงทุนทำร้านอาหารกับจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมไปตามที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าหลังจากร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ไปแล้ว ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ร่วมลงทุนจึงขอเงินที่ได้ลงทุนไปคืน จำเลยที่ 2 ยินยอม แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีเงินคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้ทำเป็นสัญญากู้เงินนั้น เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งยังขัดต่อเหตุผลกล่าวคือ โจทก์เบิกความว่าร้านอาหารที่โจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 เริ่มเปิดขายวันที่ 16 มีนาคม 2560 จำเลยที่ 2 แจ้งโจทก์ว่าเดือดร้อนเรื่องซื้อสุราเข้าร้าน โจทก์จึงให้จำเลยที่ 2 นำบัตรเครดิตของโจทก์ชำระค่าสินค้าดังกล่าวจำนวน 45,213 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 แจ้งโจทก์ว่าขายหุ้นยังไม่หมด หมุนเงินไม่ทัน และหลังจากโจทก์จ่ายเงินร่วมลงทุนครบถ้วนแล้ว เมื่อถามถึงยอดเฉลี่ยการขาย จำเลยที่ 2 แจ้งว่าขายได้วันละ 1,000 ถึง 2,000 บาท และในวันที่ 9 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 2 ขอยืมเงินโจทก์ 20,000 บาท เพื่อจ่ายค่าเช่าร้าน พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงว่าการดำเนินกิจการร้านอาหารที่โจทก์ร่วมลงทุนอยู่ในสภาวะไม่มีเงินทุนหมุนเวียนและขาดทุนมาตลอดตั้งแต่เริ่มดำเนินการ ทั้งยังขาดทุนถึงขนาดจำเลยที่ 2 ต้องกู้เงินโจทก์เพื่อจ่ายค่าเช่าร้าน ซึ่งโดยปกติในทางการค้าหากกิจการอยู่ในภาวะขาดทุนหุ้นส่วนหรือผู้ร่วมลงทุนทุกคนจะต้องร่วมรับภาระการขาดทุนตามสัดส่วนที่ตนลงหุ้นย่อมไม่มีหุ้นส่วนคนใดยอมที่จะนำเงินส่วนตัวมาคืนทุนให้แก่ผู้ร่วมลงทุน ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าภายหลังร้านอาหารที่ร่วมลงทุนกันนั้นขาดทุนจนถึงขนาดต้องเลิกกิจการและเลิกสัญญาเช่าพื้นที่กับผู้ให้เช่าไปแล้วด้วย กรณีจึงไม่มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมที่จะคืนเงินที่โจทก์ร่วมลงทุนให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ประกอบกับจำเลยทั้งสองก็นำสืบหักล้างถึงที่มาในการทำสัญญากู้เงินว่า จำเลยทั้งสองและโจทก์มีความสนิทสนมกัน โจทก์แจ้งจำเลยทั้งสองว่าโจทก์นำเงินมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้บอกกล่าวแก่ภริยาให้ทราบโจทก์จึงขอร้องให้จำเลยทั้งสองช่วยทำสัญญากู้เงินเพื่อจะนำไปแสดงให้ภริยาเชื่อว่าโจทก์ให้จำเลยทั้งสองกู้เงินไปเพื่อโจทก์ไม่ต้องเลิกร้างกับภริยา จำเลยที่ 1 จึงยอมลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินเพื่อช่วยเหลือตามที่โจทก์ขอร้อง โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญากู้เงินเพราะไม่ได้มีการกู้เงินกันจริง และไม่เคยได้รับเงินตามสัญญากู้เงินจากโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองที่นำสืบมาจึงสอดคล้องกับเหตุผลและมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินขึ้นตามที่โจทก์ขอร้องให้ช่วยเหลือเพื่อโจทก์นำไปใช้แสดงแก่ภริยาให้เชื่อว่าโจทก์ได้ให้จำเลยทั้งสองกู้เงินตามสัญญากู้เงินดังกล่าวเท่านั้นโดยไม่มีการกู้เงินและรับเงินตามสัญญากันจริง สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกิดจากการแสดงเจตนาลวงของคู่กรณีตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธินำสัญญากู้เงินมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระ มหธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นางกันยารัตน์ ดำรงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2565
#683701
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปติดต่อกับครอบครัวของโจทก์ทั้งสอง จนครอบครัวโจทก์ทั้งสองทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 รวม 9 ฉบับ โดยจำเลยที่ 2 กับสมาชิกในทีมดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองกับครอบครัวทำใบคำขอเอาประกันชีวิตยื่นต่อจำเลยที่ 1 รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 ออกใบรับเงินชั่วคราวแทนจำเลยที่ 1 และเป็นผู้นำกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 9 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 ออกให้ มามอบให้แก่โจทก์ทั้งสองและครอบครัว เมื่อจำเลยที่ 2 แจ้งแก่โจทก์ทั้งสองว่า สามารถเปลี่ยนแบบกรมธรรม์ใหม่ ทุนประกันเท่าเดิม แต่จะได้รับความคุ้มครองที่ดีกว่าเดิม ย่อมเป็นเหตุอันสมควรที่ทำให้โจทก์ทั้งสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และถือได้ว่าเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจตัวแทนประกันชีวิตที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย แม้การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว พนักงานอัยการจะฟ้องเป็นคดีอาญา และศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว แต่คดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคู่ความด้วย ทั้งการฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะที่เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 ประเด็นในคดีนี้จึงมีว่า จำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าวในฐานะที่เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 หรือไม่ ประเด็นข้อพิพาทจึงต่างจากคดีอาญา ไม่จำต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ทั้งสองให้ลงลายมือชื่อในหนังสือบอกกล่าวเวนคืนกรมธรรม์เพื่อขอเวนคืนกรมธรรม์และขอรับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ และนำไปยื่นต่อจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 อนุมัติ ก็รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์และออกใบรับเงินชั่วคราวในนามของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อเป็นหลักฐานการรับชำระค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับการเปลี่ยนแบบหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่ตามที่เสนอขายแก่โจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปและไม่ส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเอากับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทน หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในฐานะตัวการไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องผูกพันและรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในขอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 และ พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 70/1 ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

แม้ตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 71 วรรคสอง ตัวแทนประกันชีวิตไม่อาจทำสัญญาประกันชีวิตในนามบริษัท และมีผลให้การชักชวนของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่คำเสนอในการทำสัญญาประกันชีวิต แต่การชักชวนให้โจทก์ทั้งสองเปลี่ยนหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่โดยเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเดิม เพื่อนำเงินมาชำระเป็นเบี้ยประกันภัย เป็นการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ถือเป็นคำเสนออย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองตกลงจึงเป็นคำสนองและเกิดสัญญาต่างตอบแทนขึ้น โดยโจทก์ทั้งสองเมื่อได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์แล้ว ก็ต้องชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยใหม่ ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องออกกรมธรรม์ประกันภัยแบบเดิมให้แก่โจทก์ทั้งสองตามที่จำเลยที่ 2 ให้สัญญาไว้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องในกรณีดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โดยโจทก์ทั้งสองอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 ได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์และส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จนครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 4 ฉบับ ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ขาดอายุความ

เมื่อสัญญาต่างตอบแทนมีสภาพบังคับได้และมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการ โจทก์ทั้งสองย่อมมีคำขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามคำขอท้ายฟ้องได้ อย่างไรก็ดีเมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ กรมธรรม์ 2 ฉบับแรก จะครบกำหนดความคุ้มครองแล้ว ส่วนกรมธรรม์อีก 2 ฉบับ แม้จะยังไม่ครบกำหนด แต่เมื่อนับถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา กรรมธรรม์อีก 2 ฉบับ ก็จะครบกำหนดความคุ้มครองแล้วเช่นกัน น่าเชื่อว่าการที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ก็เพื่อที่จะเรียกร้องเอาผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากโจทก์ทั้งสองถือกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ไว้จนครบกำหนดแล้วเป็นสำคัญ จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่ากับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากกรมธรรม์ทั้ง 4 ฉบับ ยังคงมีผลใช้บังคับ อันเป็นการกำหนดค่าเสียหายเต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองแล้ว กรณีย่อมไม่จำเป็นต้องบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ให้จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกต่อไป

ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองในคดีนี้เท่ากับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากไม่มีการเวนคืนกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ แล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อนกับคำพิพากษาในคดีอาญาที่ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์แก่โจทก์ทั้งสอง ดังนั้น หากโจทก์ทั้งสองได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาดังกล่าวเพียงใด ก็ให้นำมาหักกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,000,000 บาท พร้อมเงินปันผลอีก 574,950 บาท หรือให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยแบบทรัพย์ปันผล 10/1 (มีเงินปันผล) มีจำนวนเบี้ยประกันหรือทุนประกัน 2,874,750 บาท พร้อมเงินปันผลอัตราร้อยละ 2 ต่อปี เงินเอาประกันภัย 3,000,000 บาท พร้อมรายละเอียดต่าง ๆ เหมือนกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิม (กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767) โดยมีระยะเวลาเริ่มต้นคุ้มครองและสิ้นสุดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิมแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 7,000,000 บาท พร้อมเงินปันผล 1,341,550 บาท หรือให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยแบบทรัพย์ปันผล 10/1 (มีเงินปันผล) มีจำนวนเบี้ยประกันหรือทุนประกัน 6,707,750 บาท พร้อมเงินปันผลอัตราร้อยละ 2 ต่อปี เงินเอาประกันภัย 7,000,000 บาท พร้อมรายละเอียดต่าง ๆ เหมือนกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิม (กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781) โดยมีระยะเวลาเริ่มต้นคุ้มครองและสิ้นสุดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิมแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 10,000,000 บาท พร้อมเงินปันผล 2,288,520 บาท และเงินปันผลอีกปีละ 190,710 บาท ติดต่อกันไป 3 ปี หรือให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยแบบทรัพย์ปันผล 15/2 (มีเงินปันผล) จำนวนทุนประกัน 9,535,500 บาท พร้อมเงินปันผลอัตราร้อยละ 2 ต่อปี และมีจำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท โดยให้มีระยะเวลาเริ่มต้นและคุ้มครองสิ้นสุดรายละเอียดต่าง ๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิม (กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327) แก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 10,000,000 บาท พร้อมเงินปันผล 2,264,400 บาท และเงินปันผลอีกปีละ 188,700 บาท ติดต่อกันไป 3 ปี หรือให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยแบบทรัพย์ปันผล 15/2 (มีเงินปันผล) จำนวนทุนประกัน 9,435,000 บาท พร้อมเงินปันผลอัตราร้อยละ 2 ต่อปี และมีจำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท โดยให้มีระยะเวลาเริ่มต้นและคุ้มครองสิ้นสุด รายละเอียดต่าง ๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิม (กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224) แก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,205,020 บาท แก่โจทก์ที่ 1 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือจำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต่าง ๆ ให้โจทก์ที่ 1 ตามที่โจทก์ที่ 1 ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 12,264,400 บาท แก่โจทก์ที่ 2 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 หรือจำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้โจทก์ที่ 2 ตามที่โจทก์ที่ 2 ขอ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 10,054,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,414,959.40 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 25,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจประกันชีวิต จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ถึงเดือนธันวาคม 2547 โจทก์ทั้งสองและครอบครัวทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 รวม 9 ฉบับ ฉบับที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 1 วันเริ่มสัญญาประกันภัย 22 มีนาคม 2547 แบบกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์ปันผล 10 (มีเงินปันผล) วันทำสัญญาประกันภัย 24 มีนาคม 2547 จำนวนเงินเอาประกันภัย 3,000,000 บาท วันครบกำหนดสัญญาประกันภัย 22 มีนาคม 2557 เบี้ยประกันภัย 2,874,750 บาท ชำระเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว ฉบับที่ 2 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 1 วันเริ่มสัญญาประกันภัย 5 เมษายน 2547 แบบกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์ปันผล 10 (มีเงินปันผล) วันทำสัญญาประกันภัย 7 เมษายน 2547 จำนวนเงินเอาประกันภัย 7,000,000 บาท วันครบกำหนดสัญญาประกันภัย 5 เมษายน 2557 เบี้ยประกันภัย 6,707,750 บาท ชำระเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว ฉบับที่ 3 ถึงฉบับที่ 9 เป็นสัญญาประกันชีวิตแบบกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์ปันผล 15/2 (มีเงินปันผล) ที่ผู้เอาประกันภัยชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อจำเลยที่ 1 รับทำสัญญาประกันชีวิต ครั้งที่ 2 เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 จะให้ความคุ้มครองจนครบปีที่ 15 จ่ายปันผลหรือดอกเบี้ยให้แก่ผู้เอาประกันภัยในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนเงินค่าเบี้ยประกันภัยตลอดไปจนครบปีที่ 15 เป็นประจำทุกปี และเมื่อครบ 15 ปี จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินคืนตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ทำไว้ หรือหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตก่อนครบสัญญาจำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ทายาทต่อไป โดยฉบับที่ 3 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101257812 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 1 จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 96,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 48,000 บาท และครั้งที่ 2 อีก 48,000 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 ฉบับที่ 4 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101257800 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 2 จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 95,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 47,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 47,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 ฉบับที่ 5 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101257796 ผู้เอาประกันภัยคือนางสาวอุมาพร จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 95,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 47,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 47,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 ฉบับที่ 6 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101257824 ผู้เอาประกันภัยคือนางสาวมณี จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 95,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 47,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 47,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 ฉบับที่ 7 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104119089 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 1 จำนวนเงินเอาประกันภัย 2,000,000 บาท เบี้ยประกันภัย 1,911,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 955,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 955,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้โจทก์ที่ 1 ไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง ฉบับที่ 8 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 1 จำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท เบี้ยประกันภัย 9,535,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 4,767,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 4,767,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 ฉบับที่ 9 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 2 จำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท เบี้ยประกันภัย 9,435,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 4,717,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 4,717,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 สัญญาประกันชีวิตฉบับที่ 3 ถึงที่ 9 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยครั้งแรกครบถ้วนแล้ว ต่อมาโจทก์ทั้งสองขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยต่อจำเลยที่ 1 จำนวน 4 ฉบับ คือ กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 จำนวนเงินเอาประกันภัย 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 จำนวนเงิน 2,593,973 บาท ให้โจทก์ที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 จำนวนเงินเอาประกันภัย 7,000,000 บาท จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 จำนวนเงิน 6,048,575 บาท ให้โจทก์ที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 จำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 จำนวนเงิน 2,929,843.66 บาท ให้โจทก์ที่ 1 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 จำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 จำนวนเงิน 2,840,567.74 บาท ให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 2 กล่าวหาว่าหลอกลวงให้โจทก์ทั้งสองเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ทั้งสองทำไว้ต่อจำเลยที่ 1 และหลอกลวงเอาเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายเป็นค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไป จากนั้นต้นปี 2556 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลอาญาในคดีหมายเลขดำที่ อ.2385/2556 ข้อหาฉ้อโกง ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องลงโทษจำคุก 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 4 ฉบับ รวม 14,414,959.40 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

กรณีเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องผูกพันร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 จัดการเบื้องต้นให้บุคคลยื่นคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 รวมทั้งเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เข้าไปติดต่อกับโจทก์ทั้งสองตั้งแต่โจทก์ที่ 1 สนใจจะทำสัญญาประกันชีวิตฉบับแรกกับจำเลยที่ 1 ตามคำชักชวนของนางสาวจิตติมา ญาติของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 ทีมเดียวกับจำเลยที่ 2 มีสามีของจำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าทีม จนครอบครัวของโจทก์ทั้งสองทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 รวม 9 ฉบับ โดยจำเลยที่ 2 ร่วมกับสมาชิกในทีมดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองและครอบครัวทำใบคำขอเอาประกันชีวิตยื่นต่อจำเลยที่ 1 รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งออกใบรับเงินชั่วคราวของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้นำกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 9 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 ออกให้มาส่งมอบให้แก่โจทก์ทั้งสองและครอบครัว ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 แจ้งแก่โจทก์ทั้งสองว่าสามารถเปลี่ยนแบบกรมธรรม์ประกันภัยใหม่ ทุนประกันภัยเท่าเดิม แต่จะทำให้ได้รับความคุ้มครองที่ดีกว่าเดิม อันเป็นการชักชวนให้โจทก์ทั้งสองทำสัญญาประกันชีวิตรูปแบบใหม่กับจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นเหตุอันสมควรที่ทำให้โจทก์ทั้งสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และถือได้ว่าเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจตัวแทนประกันชีวิตที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย แม้การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวพนักงานอัยการจะฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกง ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยมีโจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องจนคดีถึงที่สุดไปแล้วก็ตาม แต่คดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคู่ความด้วย ทั้งการฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องเพื่อให้จำเลยที่ 1 รับผิดในการกระทำของจำเลยที่ 2 ในฐานะที่เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 ประเด็นแห่งคดีมีว่าจำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าวในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หรือไม่ มิใช่จำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงแตกต่างจากคดีอาญา การพิพากษาคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ทั้งสองให้ลงลายมือชื่อในหนังสือบอกกล่าวเพื่อขอเวนคืนกรมธรรม์และขอรับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ แล้วนำไปยื่นต่อจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 อนุมัติให้เวนคืนก็ดำเนินการรับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยและออกใบรับเงินชั่วคราวในนามของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อเป็นหลักฐานการรับชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับการเปลี่ยนแบบหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่ตามที่ได้เสนอขายแก่โจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและไม่ส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการต้องไปว่ากล่าวเอากับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทน หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในฐานะที่เป็นตัวการแต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องผูกพันและรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในขอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 และตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 70/1 ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 มิได้หยิบยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ว่าพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 71 วรรคสอง กำหนดว่าตัวแทนประกันชีวิตไม่อาจทำสัญญาประกันชีวิตในนามบริษัท และมีผลให้การชักชวนของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่คำเสนอในการทำสัญญาประกันชีวิตก็ตาม แต่โดยลักษณะของการชักชวนดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาที่มุ่งหมายให้โจทก์ทั้งสองผู้ถูกชักชวนตอบตกลงที่จะทำคำขอเปลี่ยนแบบกรมธรรม์ประกันภัยหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่โดยเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเดิม 4 ฉบับ เพื่อนำเงินมาชำระเป็นเบี้ยประกันภัย อันเป็นการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จึงถือเป็นคำเสนออย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองตกลงจึงเป็นคำสนองและเกิดเป็นสัญญาต่างตอบแทนขึ้น แม้จะมิใช่สัญญาประกันชีวิต แต่ก็เป็นสัญญาที่มีผลผูกพันและก่อให้เกิดหนี้ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ทั้งสองเมื่อได้รับเงินจากการเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเดิม 4 ฉบับ แล้ว ก็ต้องชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยใหม่ ส่วนจำเลยที่ 1 มีหนี้ที่จะต้องพิจารณาการขอเปลี่ยนหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยใหม่ภายในเวลาอันสมควรว่าจะรับประกันภัยหรือไม่ หากไม่รับก็ต้องคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัย แต่สำหรับคดีนี้ต้องออกเป็นกรมธรรม์ประกันภัยแบบเดิมให้แก่โจทก์ทั้งสองตามที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนได้สัญญาไว้ ซึ่งการใช้สิทธิเรียกร้องในกรณีดังกล่าวกฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปีตามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนปัญหาว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งกรณีการขอเปลี่ยนแบบหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่ โจทก์ทั้งสองจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยใหม่โดยการขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเดิมแล้วนำเงินที่ได้มาชำระเป็นเบี้ยประกันภัยให้ครบถ้วนเสียก่อน หลังจากนั้นบริษัทประกันจึงจะพิจารณาคำขอ ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจะบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับประกันได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 4 ฉบับ และส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จนครบถ้วนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 4 ฉบับ ครั้งสุดท้ายวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองจึงอาจบังคับได้ตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ยังไม่เกินกำหนดสิบปี ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อสุดท้ายว่า คำขอให้จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสี่ฉบับและชดใช้เงินตามผลตอบแทนที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับตามคำขอท้ายฟ้องบังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ดังได้วินิจฉัยแล้วว่าการที่จำเลยที่ 2 ชักชวนจนกระทั่งโจทก์ทั้งสองตกลงเปลี่ยนแบบกรมธรรม์ประกันภัยหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่และขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเดิม 4 ฉบับ เพื่อนำเงินมาชำระเป็นค่าเบี้ยประกันภัย และต่อมาจำเลยที่ 2 แจ้งว่าไม่สามารถทำกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่ได้และจะทำเป็นแบบเดิมให้โดยไม่ต้องทำคำขอใหม่ ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่มีสภาพบังคับได้และผูกพันจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการ โจทก์ทั้งสองย่อมสามารถมีคำขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้ แต่เมื่อพิจารณาตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองแล้วจะเห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสองมีคำขอประการแรกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับหากกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ยังคงมีผลใช้บังคับ หรือประการที่สองขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัย ผลประโยชน์ เงื่อนไข ระยะเวลาเริ่มต้นคุ้มครองและคุ้มครองสิ้นสุด รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ เหมือนกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ทุกประการ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ แล้ว กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 จะครบกำหนดในวันที่ 22 มีนาคม 2557 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 จะครบกำหนดในวันที่ 5 เมษายน 2557 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 จะครบกำหนดในวันที่ 15 ธันวาคม 2562 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 จะครบกำหนดในวันที่ 24 ธันวาคม 2562 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 จะครบกำหนดแล้ว ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 นั้น แม้จะยังไม่ครบกำหนด ณ วันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ แต่ก็จะเหลือระยะเวลาความคุ้มครองอีกเพียง 3 ปีเศษเท่านั้น และเมื่อนับถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา กรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ก็จะครบกำหนดแล้ว เช่นกัน น่าเชื่อว่าการที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ก็เพื่อที่จะเรียกร้องเอาผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากโจทก์ทั้งสองถือกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ไว้จนครบกำหนดแล้วเป็นสำคัญ จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่ากับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ยังคงมีผลใช้บังคับ ในส่วนนี้โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 เป็นกรมธรรม์แบบทรัพย์ปันผล 10 (มีเงินปันผล) ซึ่งให้ความคุ้มครองเป็นระยะเวลา 10 ปี และทุก ๆ ปี จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่ผู้เอาประกันในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกันและเมื่อครบกำหนดระยะเวลาเอาประกัน 10 ปี จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินคืนแก่โจทก์ที่ 1 เต็มตามจำนวนเงินที่เอาประกัน ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 เป็นกรมธรรม์แบบทรัพย์ปันผล 15/2 (มีเงินปันผล) ซึ่งให้ความคุ้มครองเป็นระยะเวลา 15 ปี และทุก ๆ ปี จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่ผู้เอาประกันในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกัน และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาเอาประกัน 15 ปี จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสองเต็มตามจำนวนเงินที่เอาประกัน แม้ตามตารางกรมธรรม์ ในข้อกำหนดการจ่ายผลประโยชน์ ข้อ 3 เงินปันผล จะระบุถึงเงื่อนไขในการจ่ายเงินปันผลไว้ในทำนองเดียวกันว่า บริษัทจะจ่ายเงินปันผลตามที่บริษัทพิจารณากำหนดในแต่ละปี แต่เมื่อนายวสันต์ พนักงานของจำเลยที่ 1 เบิกความตอบศาลถามแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินปันผลสำหรับกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ตามผลประกอบการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะประกาศให้ลูกค้าทราบเป็นรายปี โดยมิได้นำสืบให้เห็นว่า แต่ละปีจำเลยที่ 1 จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้เอาประกันภัยในอัตราเท่าใดแน่ ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะ และง่ายต่อการนำสืบ นอกจากนี้นายวสันต์ยังเบิกความต่อไปอีกว่า จำเลยที่ 1 มีผลกำไรทุกปี จำเลยที่ 1 จึงจ่ายเงินปันผลให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยประเภทนี้ทุกปี ที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเท่ากับผลรวมของจำนวนเงินที่เอาประกันและเงินผลประโยชน์ในอัตราร้อยละ 2 ต่อปีของเบี้ยประกันภัยแต่ละฉบับตลอดระยะเวลาเอาประกัน เห็นว่าเป็นจำนวนพอสมควรแล้ว สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 เป็นจำนวนเงินเอาประกัน 3,000,000 บาท เงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกันภัย 2,874,750 บาท คิดเป็นเงินผลประโยชน์ปีละ 57,495 บาท ผลประโยชน์ 10 ปี รวมเป็นเงิน 574,950 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าเสียหายสำหรับกรมธรรม์ฉบับดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 รวม 3,574,950 บาท สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 เป็นจำนวนเงินเอาประกัน 7,000,000 บาท เงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกันภัย 6,707,750 บาท คิดเป็นเงินผลประโยชน์ปีละ 134,155 บาท ผลประโยชน์ 10 ปี รวมเป็นเงิน 1,341,550 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าเสียหายสำหรับกรมธรรม์ฉบับดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 รวม 8,341,550 บาท สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 เป็นจำนวนเงินเอาประกัน 10,000,000 บาท เงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกันภัย 9,535,000 บาท คิดเป็นเงินผลประโยชน์ปีละ 190,700 บาท มิใช่ 190,710 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายมาในฟ้อง สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 เป็นจำนวนเงินเอาประกัน 10,000,000 บาท เงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกันภัย 9,435,000 บาท คิดเป็นเงินผลประโยชน์ปีละ 188,700 บาท แม้โจทก์ทั้งสองจะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายในส่วนของผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 แก่โจทก์ที่ 1 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 แก่โจทก์ที่ 2 คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา 12 ปี เป็นเงิน 2,288,520 บาท (ที่ถูก 2,288,400) และ 2,264,400 บาท และผลประโยชน์ในอัตรา 190,710 (ที่ถูก 190,700 บาท) และ 188,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปอีก 3 ปี แต่เมื่อนับถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา กรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวจะครบกำหนดระยะเวลาเอาประกัน 15 ปีแล้ว ดังนี้ เพื่อให้การบังคับตามคำพิพากษาของโจทก์ทั้งสองเป็นไปโดยเหมาะสมและเพียงพอต่อการเยียวยาความเสียหายตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 กำหนดค่าเสียหายสำหรับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับ โดยนำเอาผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองขอมานับถัดจากวันฟ้องอีก 3 ปี มารวมคำนวณเข้าด้วย สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 เงินผลประโยชน์ 15 ปี คิดเป็นเงิน 2,860,500 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ที่ 1 ตามกรมธรรม์ฉบับดังกล่าว 12,860,500 บาท สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 เงินผลประโยชน์ 15 ปี คิดเป็นเงิน 2,830,500 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ที่ 2 ตามกรมธรรม์ดังกล่าว 12,830,500 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 24,777,000 บาท และเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 12,830,500 บาท และเมื่อเป็นหนี้เงิน โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 นับแต่วันผิดนัด แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองมีคำขอให้คิดดอกเบี้ยเฉพาะสำหรับต้นเงิน 24,205,020 บาท (ที่ถูก 24,204,900 บาท) และ 12,264,400 บาท โดยมิได้มีคำขอให้คิดดอกเบี้ยสำหรับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองเรียกนับถัดจากวันฟ้อง เมื่อศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายคำนวณถึงวันฟ้องแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 24,204,900 บาท และสำหรับโจทก์ที่ 2 จำนวน 12,264,400 บาท จึงเห็นควรกำหนดดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองสำหรับต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และเมื่อศาลฎีกากำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ยังคงมีผลใช้บังคับ เต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองแล้ว กรณีย่อมไม่จำต้องบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ให้จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2385/2556 ของศาลอาญาและศาลอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.3531/2556 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์แก่โจทก์ทั้งสอง 14,414,959.40 บาท การที่ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายในคดีนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่ากับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากไม่มีการเวนคืนกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ แล้ว ดังนี้ เพื่อมิให้เป็นการซ้ำซ้อนกัน หากโจทก์ทั้งสองได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาดังกล่าวเพียงใดก็ต้องนำมาหักกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในคดีนี้

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติในมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามขอ ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ทั้งสองยังคงมีสิทธิคิดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 24,777,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,204,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 12,830,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 12,264,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ และโดยมีเงื่อนไขว่า หากโจทก์ทั้งสองได้รับชำระหนี้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3531/2556 ของศาลอาญาเพียงใด ก็ให้โจทก์ทั้งสองได้รับชำระหนี้น้อยลงเพียงนั้น ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 145 (2)
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม. 70/1 ม. 71 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชนก ปิยะสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 459/2565
#680203
เปิดฉบับเต็ม

ในการผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาในสัญญาและไม่ครบจำนวนหลายครั้ง แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้ โจทก์ก็ยอมรับชำระไว้ทุกครั้งโดยไม่ได้ทักท้วง พฤติการณ์ย่อมแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาในสัญญาเป็นสาระสำคัญ กรณีจึงถือว่าเป็นหนี้ไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งถึงกำหนดชำระหนี้โดยพลัน และจะถือว่าลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องเตือนให้ชำระหนี้ก่อน แต่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่ 29 มีนาคม 2562 และวันที่ 1 เมษายน 2562 แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือในวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 และต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2562 ซึ่งภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับไว้เองในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 กรณีจึงถือได้ว่า เป็นการที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด อันเป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างชำระเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,382,773.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,256,612.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแทนแก่โจทก์ 1,256,612.37 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณแล้วต้องไม่เกิน 60 วัน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแทนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นเวลา 60 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นฎีกา ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 3,000,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เอ็ม อาร์ อาร์ บวก 6.75 ต่อปี หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดร้อยละ 18 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 104,600 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 10 มีนาคม 2560 และงวดต่อ ๆ ไปทุกวันที่ 10 ของเดือน กำหนดชำระเสร็จสิ้นภายใน 3 ปี นับจากวันรับเงินกู้ มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดต่อโจทก์เมื่อใด และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์สอดคล้องกับรายการชำระหนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในการผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาในสัญญาและไม่ครบจำนวนหลายครั้ง แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้ โจทก์ก็ยอมรับชำระไว้ทุกครั้งโดยไม่ได้ทักท้วง พฤติการณ์ย่อมแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาในสัญญาเป็นสาระสำคัญ กรณีจึงถือว่าเป็นหนี้ไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งถึงกำหนดชำระหนี้โดยพลัน และจะถือว่าลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องเตือนให้ชำระหนี้ก่อน แต่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่ 29 มีนาคม 2562 และวันที่ 1 เมษายน 2562 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือในวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 และต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2562 ซึ่งภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับไว้เองในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 กรณีจึงถือได้ว่า เป็นการที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด อันเป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างชำระเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ชำระเพียงหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2562 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 204 ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ย.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุชาติ อินประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ สายสุวรรณนที
ชื่อองค์คณะ
นพเรศ พันธุ์นรา
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 431/2565
#687043
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยล่าสัตว์ป่าไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์ป่าสงวนหรือมิใช่ ด้วยการใช้นกกางเขนดงอันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกนกใส่กรงแขวนไว้บนต้นไม้เพื่อล่อดักจับสัตว์ป่าในเขตป่ากรุงชิงซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และเป็นการเก็บหาของป่าหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ กับมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 19, 43, 45 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และฐานกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (3), 43 แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (3), 43 มาด้วย เป็นการไม่ชอบ และความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ ฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติต่างกรรมกับความผิดฐานอื่นมานั้น เป็นการไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่เพิ่มโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 19, 43, 45 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 3, 7, 12, 17, 89, 92, 112 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 12, 17 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 17), 89 (ที่ถูก 89 วรรคหนึ่ง), 92 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (7), 45 (ที่ถูก 17) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ฐานมีสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ ปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 18 เดือน และปรับ 34,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 เดือน และปรับ 17,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับข้อหาพาอาวุธมีด และข้อหานำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์ป่าหรืออาวุธใด ๆ เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คดีมีเหตุอันสมควรที่ต้องลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายแต่เพียงว่า จำเลยมีและพาอาวุธปืนยาวอัดลม 1 กระบอก ลูกกระสุนปืนอัดลม 33 นัด และมีดพกสั้น 2 เล่ม เข้าไปในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนแห่งชาติ จากนั้นนำนกกางเขนดง 1 ตัว ใส่กรงแขวนไว้บนต้นไม้เพื่อล่อดักจับสัตว์ป่าแล้วถูกเจ้าพนักงานจับกุมพร้อมอาวุธปืนยาวอัดลม ลูกกระสุนปืน มีดพกสั้น 2 เล่ม และนกกางเขนดงในกรงดังกล่าวเป็นของกลางเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยาวอัดลมของกลางยิงทำร้ายเพื่อล่าสัตว์ในที่เกิดเหตุแต่ประการใด และไม่ปรากฏว่ามีซากสัตว์ป่าที่จำเลยได้ล่ามาแล้วเป็นของกลางแต่อย่างใด ตามพฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยเตรียมอาวุธปืน มีดพกสั้นพร้อมนกกางเขนดงไปในที่เกิดเหตุก็เพื่อล่อดักจับนกกางเขนดงตัวอื่นและล่าสัตว์ขนาดเล็กทั่ว ๆ ไป จึงไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ป่าและสัตว์ป่ามากนัก การให้โอกาสแก่จำเลยซึ่งไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนได้ประพฤติกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้งด้วยการรอการลงโทษจำคุกและให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ ย่อมดีกว่าลงโทษจำคุกระยะสั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยโดยคุมประพฤติจำเลยไว้ด้วยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยล่าสัตว์ป่าไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์ป่าสงวนหรือมิใช่ ด้วยการใช้นกกางเขนดงอันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกนกใส่กรงแขวนไว้บนต้นไม้เพื่อล่อดักจับสัตว์ป่าในเขตป่ากรุงชิงซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และเป็นการเก็บหาของป่าหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ กับมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 19, 43, 45 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และฐานกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (3), 43 แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (3), 43 มาด้วย เป็นการไม่ชอบ และความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ ฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติต่างกรรมกับความผิดฐานอื่นมานั้น เป็นการไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่เพิ่มโทษจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (3), 43 ด้วย ความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ ฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่น ๆ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุก 15 เดือน และปรับ 14,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสากล รัตนคามินี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2565
#680828
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐานในการลงโทษจำเลย แต่เป็นการห้ามมิให้รับฟังเฉพาะคำรับสารภาพของจำเลยเป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยนั้นเอง มิได้ห้ามรับฟังถ้อยคำในชั้นจับกุมของจำเลยอื่นด้วยแต่อย่างใด ดังนั้น ศาลย่อมนำถ้อยคำในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกที่พาดพิงว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกระทำความผิดด้วย มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ และคำให้การในชั้นสอบสวนถือเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด แต่กฎหมายมิได้ห้ามรับฟังเสียทีเดียว หากมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานประกอบอื่นมาสนับสนุน ก็สามารถรับฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 227/1

ป่าที่เกิดเหตุเป็นเขตอุทยานแห่งชาติและเป็นป่าสงวนแห่งชาติ การล่าสัตว์ป่าคุ้มครองจึงเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่งด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานนี้เป็นการไม่ชอบ และความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติกับความผิดฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ และฐานร่วมกันยิงปืนในเขตอุทยานแห่งชาติ ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติต่างกรรมกับความผิดฐานอื่นจึงไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9, 14, 15, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 5, 6, 8, 16, 24, 27 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 5, 6, 16, 19, 47 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 3, 4, 7, 17 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 116,480 บาท แก่รัฐ บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2090/2561 ของศาลแขวงสมุทรปราการ เข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพ และให้การรับในคดีส่วนแพ่งว่า ตนได้ทำลายหรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ คิดเป็นค่าเสียหาย 116,480 บาท

จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 73 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 (2) (3) (15) (16), 24, 27 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16, 19 วรรคหนึ่ง, 47 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 (เดิม), 91 จำเลยที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 อีกกระทงหนึ่ง ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 6 อายุ 18 ปีเศษ แต่เห็นว่ารู้ผิดชอบเช่นผู้ใหญ่แล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร ฐานร่วมกันทำไม้อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ (ที่ถูก ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ) และฐานร่วมกันทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับคนละ 500 บาท ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ (ที่ถูก ฐานร่วมกันทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ) และฐานร่วมกันยิงปืนภายในเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีกำหนดคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 20 ปี 14 เดือน และปรับคนละ 500 บาท จำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละ 21 ปี 14 เดือน และปรับคนละ 500 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำคุกคนละ 8 ปี 31 เดือน และปรับคนละ 250 บาท จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษในความผิดฐานดังกล่าวกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 6 คนละ 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 คนละ 3 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละ 6 เดือน รวมแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 19 ปี 17 เดือน และปรับ 500 บาท จำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 20 ปี 17 เดือน และปรับ 500 บาท จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 19 ปี 23 เดือน และปรับ 500 บาท บวกโทษจำคุก 1 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2090/2561 ของศาลแขวงสมุทรปราการ เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 19 ปี 18 เดือน และปรับ 500 บาท หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 116,480 บาท แก่รัฐ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 อายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 333.33 บาท ฐานร่วมกันทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ จำคุก 2 เดือน 20 วัน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง จำคุก 2 เดือน 20 วัน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน เฉพาะความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 2 เดือน และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 8 ปี 22 เดือน 40 วัน และปรับ 333.33 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฐานร่วมกันทำไม้อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละคนละกึ่งหนึ่งแล้ว ฐานร่วมกันทำไม้อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ คงจำคุกคนละ 3 ปี และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร คงจำคุกคนละ 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 6 ปี 19 เดือน และปรับคนละ 250 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 13 ปี 17 เดือน และปรับ 500 บาท และคงจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 14 ปี 17 เดือน และปรับ 500 บาท จำเลยที่ 4 เมื่อบวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2090/2561 ของศาลแขวงสมุทรปราการแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 13 ปี 18 เดือน และปรับ 500 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วิธีการจัดการค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 4 กับที่ 5 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งหกกับนายอำพล นายสุวรรณ นายอ่อน นายสมคิด นายเฉลิมศรี และนายศิวกร พร้อมยึดไม้ประดู่ ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. อันยังมิได้แปรรูปที่ถูกตัดทิ้งไว้ 1 ท่อน ปริมาตร 14.56 ลูกบาศก์เมตร เลื่อยโซ่ยนต์ 2 เครื่อง บาร์เลื่อย 1 แผ่น โซ่เลื่อยยนต์ 3 เส้น อาวุธปืนแก๊ป 3 กระบอก ซากขนกระจงเล็ก 1 ถุง ซากหางกระรอกสามสี 2 ซาก ซางหางพญากระรอกบินสีดำ 1 ซาก ซากขนนกปรอดหน้านวล 1 ถุง ซึ่งเป็นซากสัตว์ป่าคุ้มครอง เมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 15 เม็ด และสิ่งของอื่นอีกหลายรายการเป็นของกลาง ที่เกิดเหตุอยู่ในบริเวณป่ายอดลำห้วยทราย ซึ่งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย และเป็นพื้นที่ทับซ้อนเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าบุณฑริก ตำบลห้วยข่า อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากนั้นนำตัวจำเลยทั้งหกกับพวกส่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเป็นคดีนี้ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกกับพวกต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีเดียวกัน นายอำพล นายสุวรรณ นายอ่อน นายสมคิด นายเฉลิมศรี และนายศิวกรให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษและริบของกลางไปแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 293/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ โจทก์จึงแยกฟ้องเป็นคดีนี้ สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งให้การรับสารภาพ คู่ความไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ฎีกาในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน นอกจากนี้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ฎีกาในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดฐานดังกล่าวของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เนื่องจากต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ความผิดฐานนี้ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 จึงยุติไปแล้วเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติ ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานร่วมกันทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ฐานร่วมกันยิงปืนภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และฐานร่วมกันมีไว้ครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความถึงพฤติการณ์ในการจับกุมจำเลยทั้งหกกับพวก และยึดของกลางที่เกี่ยวข้องได้สอดคล้องต้องกันทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ร่วมกันออกตรวจป่าที่เกิดเหตุ ขณะหยุดพักที่บริเวณลำห้วยทรายได้ยินเสียงเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ดังมาจากบริเวณป่ายอดลำห้วยทราย จึงเดินตามเสียงนั้นไปเพื่อตรวจสอบเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร จากนั้นได้ยินเสียงต้นไม้ขนาดใหญ่หักล้ม จนกระทั่งเดินไปพบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อยู่ที่บริเวณปางพัก หลังจากนั้นพบพวกของจำเลยดังกล่าวอีก 6 คน เดินแบกเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ อาวุธปืน และของกลางอื่นหลายรายการกลับมาที่ปางพัก และในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ก็สะพายปืนและถุงข้าวสารเดินจากทิศทางเดียวกันตามมาสมทบที่บริเวณปางพัก จึงจับกุมไว้ด้วย หลังจากนั้นจำเลยทั้งหกกับพวกพาพยานโจทก์ไปดูจุดที่ตัดโค่นไม้ประดู่ทิ้งไว้ เป็นลำดับ อีกทั้งคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากมีสาระสำคัญตรงกับพฤติการณ์แห่งคดีที่ระบุไว้ในบันทึกการตรวจยึดจับกุมและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานต่างไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กับพวกมาก่อน วันเกิดเหตุออกตรวจป่าตามอำนาจหน้าที่ และไปพบเห็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กับพวกโดยบังเอิญ ตามรูปคดีไม่มีข้อให้น่าระแวงสงสัยว่าเป็นการกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กับพวก ประกอบกับในชั้นจับกุมจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กับพวกต่างให้ถ้อยคำตรงกันว่า ร่วมกันลักลอบเข้าไปในป่าที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ตามเส้นทางในป่าด้านทิศใต้บ้านห้วยซันเหนือ ตำบลนาจะหลวย เพื่อทำไม้ประดู่ที่บริเวณป่ายอดห้วยทรายไปจำหน่ายให้พ่อค้าชาวลาวที่มารับซื้อบริเวณช่องบ้านก๊อก (ตรงกับหมู่บ้านหนองงา) เมื่อเดินเท้ามาถึงที่เกิดเหตุจึงได้สร้างปางพักเป็นที่หลับนอนและประกอบอาหาร ตอนเช้าวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ได้แบ่งหน้าที่กันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำหน้าที่หุงหาอาหารอยู่ที่ปางพัก ส่วนพวกที่เหลือมีหน้าที่ไปทำไม้โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ของกลางตัดไม้ประดู่ จนกระทั่งถูกพยานโจทก์กับพวกจับกุมได้ในเวลาต่อมา ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวมีรายละเอียดในการกระทำความผิดอย่างชัดเจน ยากที่เจ้าพนักงานจะปั้นแต่งขึ้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รวมทั้งพวกอีก 6 คน คือ นายอำพล นายสุวรรณ นายอ่อน นายสมคิด นายเฉลิมศรี และนายศิวกร ต่างให้การรับสารภาพตามฟ้อง จนศาลมีคำพิพากษาลงโทษไปแล้ว เป็นข้อสนับสนุนให้เชื่อได้ว่า พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมทั้งสามปากเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ต่างก็นำสืบยอมรับว่า ถูกจับกุมได้ในบริเวณที่เกิดเหตุจริง โดยจำเลยที่ 4 และที่ 6 มีอาวุธปืนแก๊ปติดตัวมาคนละ 1 กระบอก ส่วนจำเลยที่ 5 มีถุงข้าวสารติดตัวมาด้วยจริง เป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐานในการลงโทษจำเลย แต่เป็นการห้ามมิให้รับฟังเฉพาะคำรับสารภาพของจำเลยเป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยนั้นเอง มิได้ห้ามรับฟังถ้อยคำในชั้นจับกุมของจำเลยอื่นด้วยแต่อย่างใด ดังนั้น ศาลย่อมนำถ้อยคำในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกที่พาดพิงว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกระทำความผิดด้วย มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกประพาษ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกปากหนึ่งว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกอีก 6 คน ให้การว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วย ซึ่งพยานโจทก์ปากนี้ก็ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่รู้จักกับจำเลยทั้งหกและพวกมาก่อน จำเลยคนใดให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ พยานก็บันทึกถ้อยคำไปตามความสมัครใจของแต่ละคน ดังจะเห็นได้จากเมื่อจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ พยานก็บันทึกคำให้การไว้ จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกอีก 6 คน ให้การว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกระทำความผิดด้วยจริง แม้คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวถือเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด แต่กฎหมายมิได้ห้ามรับฟังเสียทีเดียว หากมีเหตุอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานประกอบอื่นมาสนับสนุน ก็สามารถรับฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 227/1 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ใกล้บริเวณปางพัก โดยจำเลยที่ 4 และที่ 6 สะพายอาวุธปืนแก๊ปมาคนละ 1 กระบอก ส่วนจำเลยที่ 5 มีถุงข้าวสารติดตัวมาด้วย และยังได้ความว่า จำเลยที่ 4 เป็นพี่จำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน บ้านพักของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 อยู่ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุถึงประมาณ 20 กิโลเมตร ตามรูปคดีไม่มีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เดินเท้าออกจากบ้านมาพบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และพวกอีก 6 คน ในป่าลึกโดยบังเอิญ แต่เชื่อว่าต้องมีการนัดแนะตกลงกันไว้ก่อนแล้ว ข้อที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกาว่า เข้าไปในป่าที่เกิดเหตุเพื่อหาของป่าและล่าสัตว์ขายนั้น จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 อ้างว่าเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 จนกระทั่งถูกจับกุมในบริเวณที่เกิดเหตุเมื่อตอนเช้าของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 แต่ขณะถูกจับกุมไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มีสัตว์หรือของป่าติดตัวแต่อย่างใด ทั้งที่อ้างว่าป่าที่เกิดเหตุมีสัตว์ชุกชุม และออกจากบ้านมาเป็นเวลานานประมาณ 10 ชั่วโมง แล้ว จึงเป็นพิรุธและขัดต่อเหตุผล ส่วนที่อ้างว่าเหตุที่ถูกจับกุมเพราะเข้าไปกรอกน้ำดื่มที่แอ่งน้ำใกล้ปางพักที่เกิดเหตุนั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะถูกจับกุมจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มีภาชนะใส่น้ำใด ๆ ติดตัวมา จึงขัดต่อเหตุผลเช่นกัน แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 5 มีถุงข้าวสารติดตัวมาด้วย แต่ไม่มีหม้อหรือภาชนะในการหุงข้าว รวมทั้งไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำอาหารและใช้ในการรับประทานอาหารใด ๆ กลับได้ความว่ามีการทำอาหารกันในบริเวณปางพัก จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 5 นำข้าวสารมาสมทบกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และพวก เพื่อประกอบอาหารรับประทานด้วยกัน หาใช่เป็นคนละพวกที่มาพบกันโดยบังเอิญดังที่กล่าวอ้างไม่ ข้อที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกาว่า ถูกจับกุมที่แอ่งน้ำห่างจากปางพักประมาณ 200 ถึง 300 เมตร ไม่ใช่ถูกจับกุมที่บริเวณปางพัก อันเป็นการกล่าวอ้างทำนองว่าเป็นคนละพวกกับจำเลยอื่นนั้น เห็นว่า ปางพักที่เกิดเหตุมีบริเวณกว้างเนื้อที่ประมาณ 1 งาน แม้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 อ้างว่าถูกจับกุมห่างออกไปประมาณ 200 ถึง 300 เมตร ก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธน่าสงสัยเพราะเป็นการจับกุมบริเวณใกล้เคียงปางพักนั่นเอง ส่วนที่พยานโจทก์ผู้จับกุมเบิกความว่า พบเปลนอนในบริเวณปางพัก 18 เปล แต่ไม่ได้ระบุไว้ในบันทึกการตรวจยึดจับกุม ก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อน่าระแวงสงสัย เนื่องจากพยานจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เองก็เบิกความยอมรับว่า มีเปลนอนอยู่ในที่เกิดเหตุรวม 12 เปล แสดงว่ามีคนผูกเปลนอนพักในบริเวณที่เกิดเหตุอย่างน้อย 12 คน จริง แม้พยานโจทก์ผู้จับกุมไม่พบซากสัตว์ป่าคุ้มครองที่ตัวจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และไม่เห็นจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมตัดไม้ประดู่ของกลางโดยตรง แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นตัวการร่วมในการทำไม้และล่าสัตว์ป่าคุ้มครองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และพวกอีก 6 คนข้างต้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ที่โต้เถียงการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นเพียงข้อปลีกย่อยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง เมื่อประมวลพยานหลักฐานของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกันแล้วมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติ ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานร่วมกันทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ฐานร่วมกันยิงปืนภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จริง จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 นำสืบปฏิเสธเพียงลอย ๆ และขัดต่อเหตุผล แม้อ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รวมทั้งนายอำพล นายสุวรรณ นายอ่อน นายสมคิด นายเฉลิมศรี และนายศิวกร เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย แต่พยานดังกล่าวเบิกความขัดกับคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน รวมทั้งขัดกับข้อเท็จจริงที่พยานทุกคนต่างให้การรับสารภาพว่าร่วมกันกระทำความผิดตามที่ถูกฟ้องจริง เชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นพวกของตนให้พ้นผิดเสียมากกว่า จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 6 ต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 6 สถานเบาและรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุกขั้นต่ำสุดของกฎหมายแล้ว ส่วนความผิดกระทงอื่นก็ใช้ดุลพินิจวางโทษจำคุกเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และยังลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 6 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ด้วย นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 4 และที่ 6 แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขและเนื่องจากโทษของจำเลยที่ 4 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร จำคุกกระทงละ 6 ปี จึงไม่อาจรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ดังนั้น แม้โทษจำคุกในความผิดฐานอื่นของจำเลยที่ 4 ไม่เกินกระทงละ 5 ปี ก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้ เพราะจะทำให้เกิดความลักลั่นไม่เหมาะสม ส่วนจำเลยที่ 6 แม้โทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี อยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษได้ แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยที่ 6 ร่วมกับพวกกว่าสิบคนลักลอบเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ แล้วใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัดโค่นไม้ประดู่ขนาดใหญ่ 1 ต้น ปริมาตรถึง 14.56 ลูกบาศก์เมตร เพื่อจำหน่ายแก่นายทุนชาวลาว อันมีลักษณะกระทำความผิดกันเป็นขบวนการ เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศโดยเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อระบบนิเวศของป่าและผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่สัตว์ป่าและพันธุ์พืชต่าง ๆ นอกจากนี้ยังร่วมกันกระทำความผิดอื่นอีกหลายกระทง ถือเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 6 เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 6 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ป่าที่เกิดเหตุเป็นเขตอุทยานแห่งชาติและเป็นป่าสงวนแห่งชาติ การล่าสัตว์ป่าคุ้มครองจึงเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่งด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานนี้เป็นการไม่ชอบ และความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติกับความผิดฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ และฐานร่วมกันยิงปืนในเขตอุทยานแห่งชาติ ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติต่างกรรมกับความผิดฐานอื่นจึงไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และเมื่อโจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นเหตุที่อยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และศาลล่างทั้งสองยังมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ครบถ้วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ด้วย การกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานร่วมกันกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ และฐานร่วมกันยิงปืนในเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษจำคุก และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 226/3 วรรคสอง ม. 227/1
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 16 (15) ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายธิปพงษ์ ภิญโญโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรัตน์ อนันต์พิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 427/2565
#681804
เปิดฉบับเต็ม

ใบสั่งจ้างมีข้อความในตอนต้นของกระดาษว่าคือใบสั่งจ้าง และเอกสารดังกล่าวก็มีข้อความสำคัญเพียงว่า บริษัท ว. ผู้สั่งจ้าง โจทก์ผู้รับจ้าง วันที่ เลขที่ใบสั่งจ้าง รหัสสินค้า รายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย และจำนวนเงิน แม้จะมีการลงชื่อผู้ว่าจ้างและโจทก์ผู้รับจ้างด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อสัญญาจ้างทำของนั้นไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำสัญญากันเป็นหนังสือมิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ ประกอบกับลักษณะในการประกอบกิจการของโจทก์ที่จะรอคำสั่งจ้างจากผู้ว่าจ้างเป็นลักษณะรายครั้ง เมื่อผู้ว่าจ้างต้องการสั่งจ้างผลิตครั้งใดก็จะมีใบสั่งจ้างทีละครั้ง ทำให้ช่วงเวลาที่โจทก์ผลิตสินค้าเดือนมกราคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 86 ฉบับ เดือนกุมภาพันธ์ 2557 มีใบสั่งจ้าง 18 ฉบับ เดือนมีนาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 70 ฉบับ เดือนเมษายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 36 ฉบับ เดือนพฤษภาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 7 ฉบับ เดือนมิถุนายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 9 ฉบับ เดือนกรกฎาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 8 ฉบับ เดือนสิงหาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 11 ฉบับ เดือนกันยายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 9 ฉบับ เดือนตุลาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 10 ฉบับ และเดือนพฤศจิกายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 6 ฉบับ อันแสดงให้เห็นว่าใบสั่งจ้างดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานแห่งการทำนิติกรรม ไม่ใช่หนังสือสัญญาจ้างทำของอันจะต้องเสียอากรตามลักษณะแห่งตราสาร 4 บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 อากรแสตมป์แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด และสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด73.1-09360060-25591129-002-00001 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภพ73.1-09360060-25591129-005-00029 ถึง 00039 หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร เลขที่ อส6-09360060-25591129-007-00001 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ สภ.9/สท.ชย./12/2560 ภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ สภ.9/สท.ชย./13-23/2560 เงินอากรและเงินเพิ่มอากร เลขที่ สภ.9/สท.ชย./24/2560 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2560 กับให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 914,346.34 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ส่งสำนวนคืนศาลภาษีอากรกลางเพื่อพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่ และหากโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาใหม่ของศาลภาษีอากรกลางก็ให้ยกเว้นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร เลขที่ อส6-09360060-25591129-007-00001 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์อากรและอากรเพิ่ม เลขที่ สภ.ส/สท.ชย/24/2560 (ที่ถูก เลขที่ สภ.9/สท.ชย./24/2560) ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2560 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์ประกอบกิจการตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อการส่งออก รับจ้างผลิตสินค้าอื่นที่เกี่ยวกับผ้าและสินค้าอื่น ๆ ด้วย โจทก์ขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2557 เป็นเงิน 914,346.34 บาท วันที่ 16 กรกฎาคม 2558 จำเลยออกตรวจปฏิบัติการและตรวจสภาพกิจการที่บริษัทโจทก์ วันที่ 17 ธันวาคม 2558 จำเลยออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบการเสียภาษีของโจทก์ทุกประเภทในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว โดยให้โจทก์นำส่งเอกสารหลักฐานทางบัญชีภาษีอากรไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินเพื่อตรวจสอบ ซึ่งผู้รับมอบอำนาจโจทก์นำหลักฐานต่าง ๆ ไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินพร้อมให้ปากคำตามหมายเรียกดังกล่าว ต่อมาจำเลยมีหนังสือเชิญโจทก์ไปพบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ไปพบและให้ปากคำต่อเจ้าพนักงานประเมินแล้ว เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2557 จำนวน 1 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 4,461 บาท หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคมและเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 รวม 11 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและ เงินเพิ่มเป็นเงิน 1,499,957 บาท และหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร 1 ฉบับ ให้โจทก์ชำระเงินอากรและเงินเพิ่มอากร 196,210 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้ สำหรับในส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีประเด็นตามที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ใบสั่งจ้างเป็นใบสั่งจ้างที่โจทก์นำส่งต่อเจ้าพนักงานของจำเลยในชั้นตรวจสอบ โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจ้างทำของซึ่งโจทก์ตกลงทำการผลิตสินค้าตามรายการที่กำหนด ตามประเภทของสินค้า จำนวนผลิตและราคาผลิตต่อหน่วย เอกสารดังกล่าวเป็นต้นฉบับเอกสาร และได้มีการลงลายมือชื่อในใบสั่งจ้างทั้งผู้สั่งจ้างและผู้รับจ้าง จึงเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ นั้น พิเคราะห์แล้วตามประมวลรัษฎากร มาตรา 103 บัญญัติว่า "ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น "ตราสาร" หมายความว่า เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้..." และมาตรา 104 บัญญัติว่า "ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น" และตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์บัญญัติให้ ลักษณะแห่งตราสาร 4 จ้างทำของต้องเสียอากรแสตมป์ 1 บาท ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างที่กำหนดไว้ ซึ่งการจ้างทำของนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ใบสั่งจ้างมีข้อความในตอนต้นของกระดาษว่าคือใบสั่งจ้าง และเอกสารดังกล่าวก็มีข้อความสำคัญเพียงว่า บริษัท ว. ผู้สั่งจ้าง โจทก์ผู้รับจ้าง วันที่ เลขที่ใบสั่งจ้าง รหัสสินค้ารายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย และจำนวนเงิน แม้จะมีการลงชื่อผู้ว่าจ้างและโจทก์ผู้รับจ้างด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อสัญญาจ้างทำของนั้นไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำสัญญากันเป็นหนังสือมิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ ประกอบกับลักษณะในการประกอบกิจการของโจทก์ที่จะรอคำสั่งจ้างจากผู้ว่าจ้างเป็นลักษณะรายครั้ง เมื่อผู้ว่าจ้างต้องการสั่งจ้างผลิตครั้งใดก็จะมีใบสั่งจ้างทีละครั้ง ทำให้ช่วงเวลาที่โจทก์ผลิตสินค้าเดือนมกราคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 86 ฉบับ เดือนกุมภาพันธ์ 2557 มีใบสั่งจ้าง 18 ฉบับ เดือนมีนาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 70 ฉบับ เดือนเมษายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 36 ฉบับ เดือนพฤษภาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 7 ฉบับ เดือนมิถุนายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 9 ฉบับ เดือนกรกฎาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 8 ฉบับ เดือนสิงหาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 11 ฉบับ เดือนกันยายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 9 ฉบับ เดือนตุลาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 10 ฉบับ และเดือนพฤศจิกายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 6 ฉบับ อันแสดงให้เห็นว่าใบสั่งจ้างดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานแห่งการทำนิติกรรม ไม่ใช่หนังสือสัญญาจ้างทำของอันจะต้องเสียอากรตามลักษณะแห่งตราสาร 4 บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 อากรแสตมป์แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด และสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าการประเมินอากรแสตมป์ของจำเลยไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
- นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
วรงค์พร จิระภาค
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 423/2565
#683775
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพศาลสามารถพิพากษาลงโทษโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ต่อมาจำเลยอุทธรณ์โดยแนบสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 4 มาท้ายอุทธรณ์ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาได้รับใบอนุญาตจึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวน ศาลอุทธรณ์ควรสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในปัญหาที่ว่าจำเลยมีใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถดังที่อ้างหรือไม่เสียก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (1) ประกอบมาตรา 228 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่ตามที่อ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 92, 93, 102 (3 ทวิ), 111, 127 ทวิ, 151, 161 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 42, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 93 วรรคหนึ่ง, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง, 151 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกับฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน (ที่ถูก และฐานเป็นผู้ประจำรถโดยเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนด้วย) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง, 151 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงลงโทษจำคุก 10 เดือน ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ไม่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย เนื่องจากมิใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกขนส่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถยนต์บรรทุกขนส่งประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นมากล่าวอ้างในอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงใหม่ว่าจำเลยเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 4 นั้น จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคสอง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์และพิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แต่การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น คดีนี้ในส่วนความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยเป็นผู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวซึ่งความผิดอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง คดีเป็นอันฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ขับรถและไม่ได้รับใบอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถอันเป็นองค์ประกอบแห่งความผิด โดยไม่มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 4 กรณีจึงไม่มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีใบอนุญาตเช่นนั้นหรือไม่ ข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจโดยใบอนุญาตขับขี่เก็บไว้ในรถบรรทุกคันที่จำเลยขับ นายจ้างได้นำสำเนาใบอนุญาตขับขี่ฉบับเก่าซึ่งสิ้นอายุไปแสดงแก่พนักงานสอบสวน ต่อมามีการแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวแก่จำเลยซึ่งจำเลยปฏิเสธว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่ แต่พนักงานสอบสวนแจ้งว่าสรุปสำนวนแล้วให้ไปต่อสู้คดีที่ศาล ในชั้นศาลจำเลยไม่มีทนายความและไม่เข้าใจเรื่องการต่อสู้คดี จึงรับสารภาพตามฟ้อง และจำเลยแนบสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 4 มาท้ายอุทธรณ์ ที่ระบุวันอนุญาตคือวันที่ 31 ตุลาคม 2562 อันเป็นเวลาก่อนเกิดเหตุ และสิ้นอายุวันที่ 30 ตุลาคม 2564 อันเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แม้โจทก์จะไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้าน แต่เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานของจำเลยเช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 4 อันสามารถขับรถบรรทุกที่ใช้ขนส่งในวันเกิดเหตุได้ จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงถึงการกระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เพราะเป็นข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนความ แต่ถือได้ว่าเป็นพยานหลักฐานที่เพิ่งปรากฏในระหว่างการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้เพื่อให้มีการนำพยานหลักฐานดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยชอบด้วยกระบวนพิจารณาและเพื่อให้การวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานดังกล่าวเป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงธรรม ศาลอุทธรณ์ควรสืบพยานเพิ่มเติมในปัญหาที่ว่าจำเลยมีใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถดังที่อ้างมาหรือไม่ เสียก่อนที่จะวินิจฉัยความข้อนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) ประกอบมาตรา 228 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ด่วนวินิจฉัยโดยฟังว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่และอ้างเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าจำเลยมีใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถหรือไม่ เสร็จแล้วให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาตามอุทธรณ์ของจำเลยใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 208 (1) ม. 228
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางพรรณนภา กาศโอสถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางนริสรา ศรีภิรมย์ รางแดง
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2565
#697982
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 ซึ่งโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยเป็นทำนองเห็นพ้องด้วยและตามคำฟ้องของโจทก์นอกจากขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 แล้วยังพอแปลได้ว่าโจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัดเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตาม ป.อ. มาตรา 187 ไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้ระบุ ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 187 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง แสดงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว แม้การกระทำของจำเลยที่สร้างภาระจำนองเพิ่มมากขึ้นดังกล่าวจะเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่จะถูกบังคับ เพื่อจะมิให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 187 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ก็ไม่อาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามความผิดตาม ป.อ. มาตรา 187 ที่โจทก์ไม่ได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด อันจะทำให้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 187 นั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ลงโทษจำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19087 เนื้อที่ 30 ไร่เศษ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้กับธนาคาร พ. เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมของนางณัฐฐาพร ในวงเงิน 300,000 บาท วันที่ 18 มีนาคม 2554 โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 17 ไร่ จากจำเลยเป็นเงิน 85,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนที่ขายให้โจทก์และศาลพิพากษาตามยอมแล้วเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.747/2559 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคารภายในวันที่ 31 มีนาคม 2562 และให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยไม่ไปไถ่ถอนจำนอง จำเลยยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนและให้โจทก์ไล่เบี้ยจำเลยได้ แต่จำเลยกลับทำสัญญากับธนาคาร พ. เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2560 ขอขึ้นวงเงินจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมของนางณัฐฐาพรอีก 1,540,000 บาท รวมเป็นวงเงินจำนองทั้งสิ้น 1,840,000 บาท จำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ตามฟ้องและพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าแม้การกระทำของจำเลยไม่เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดพิษณุโลกด้วยการสร้างภาระจำนองแก่ที่ดินเพิ่มสูงขึ้น เป็นการทำให้เสียหายทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่จำเลยรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดเพื่อมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ซึ่งโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดไปเป็นมาตรา 350 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังวินิจฉัยข้างต้นไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ซึ่งโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยเป็นทำนองเห็นพ้องด้วย และตามคำฟ้องของโจทก์นอกจากขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แล้วยังพอแปลได้ว่าโจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัดเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้ระบุขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว แม้การกระทำของจำเลยที่สร้างภาระจำนองเพิ่มมากขึ้นดังกล่าวจะเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่จะถูกบังคับ เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ก็ไม่อาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ที่โจทก์ไม่ได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด อันจะทำให้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 นั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 187 ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคห้า
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายฉัตรชัย เพ็ชรชนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุรพล ศุขอัจจะสกุล
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2565
#683202
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 212 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5... ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" เห็นได้ว่า การยื่นคำร้องต่อศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องยื่นในระหว่างพิจารณา ก่อนคดีถึงที่สุด คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2563 ในลักษณะการประชุมทางจอภาพ จึงถือว่า คดีถึงที่สุดในวันดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 ภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 1 ปี 12 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลฎีกา พิพากษายืน

วันที่ 29 กันยายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องว่า การพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวนั่งพิจารณาไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ขอให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและส่งข้อโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 212 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5... ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" เห็นได้ว่าการยื่นคำร้องต่อศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องยื่นในระหว่างพิจารณา ก่อนคดีถึงที่สุด คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2563 ในลักษณะการประชุมทางจอภาพจึงถือว่าคดีถึงที่สุดในวันดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 ภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น ที่จำเลยฎีกาว่าการอ่านคำพิพากษาฎีกาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสามนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลสูงในลักษณะการประชุมทางจอภาพ พ.ศ.2562 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ชอบด้วยระเบียบดังกล่าวอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 212 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายเจษฎา ชุมเปีย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบัณฑิต สีอุไรย์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2565
#681774
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไม่ยอมทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่ ตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนที่สั่งตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติไว้เป็นพิเศษในมาตรา 142 วรรคสองแล้ว จึงไม่เป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตามความหมายของมาตรา 368 แห่ง ป.อ. อันเป็นบททั่วไปอีก การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 368 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 368 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 142, 157, 160 ตรี

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 368 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 142 (2) วรรคสี่ (ที่ถูก 142 วรรคสอง, 154 (3)), 157, 160 ตรี วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 40,000 บาท ฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจหน้าที่ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ที่ถูก มาตรา 368 วรรคหนึ่ง) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คงจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,500 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจหน้าที่ ปรับ 2,500 บาท รวมจำคุก 2 ปี 1 เดือน และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง และให้เข้ารับการอบรมความรู้ในการใช้ยานพาหนะตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ อีกบทหนึ่ง ไม่ปรับบทลงโทษและไม่ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วางโทษจำเลยก่อนลดโทษให้จำคุก 3 ปี เป็นการวางโทษในอัตราโทษขั้นต่ำตามกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราย่อมส่งผลต่อร่างกายทำให้ไม่สามารถใช้ความระมัดระวังได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ และความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะย่อมลดลง โดยเฉพาะการขับรถในเวลากลางคืนที่มีแสงสว่างน้อย โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุย่อมมีมากขึ้น การที่จำเลยขับรถในเวลากลางคืนในขณะเมาสุราด้วยความเร็วสูงเกินสมควรทั้งจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมรถให้หยุดหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะหลบหลีกไม่ชนรถที่อยู่ข้างหน้าได้ทัน เป็นเหตุให้ชนผู้ตายซึ่งขับรถจักรยานยนต์อยู่ด้านหน้าอย่างแรงจนถึงแก่ความตาย นอกจากนี้เมื่อพนักงานสอบสวนมีคำสั่งให้ทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่จำเลยกลับฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานไม่ยอมรับการทดสอบโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอีกด้วย นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และขาดความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ร่วมใช้รถใช้ถนน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง และได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยไม่คัดค้านว่า จำเลยเคยกระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2154/2551 ของศาลชั้นต้น และฐานขับรถขณะเมาสุรา ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.426/2557 ของศาลแขวงพิษณุโลก ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลได้ให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดในลักษณะเดียวกันอีก แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้หลาบจำหรือสำนึกที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดี แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทผู้ตายจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยแล้ว หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยไม่ยอมทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่ตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนที่สั่งตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติไว้เป็นพิเศษในมาตรา 142 วรรคสอง ความว่าในกรณีเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่า ผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 (1) หรือ (2) ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันจะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่ ซึ่งหากฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้จะมีส่วนที่ว่าด้วยบทกำหนดโทษในมาตรา 154 (3) โดยระวางโทษปรับครั้งละไม่เกินหนึ่งพันบาท จึงเห็นได้ว่าการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเช่นนี้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 กำหนดโทษไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่เป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตามความหมายของมาตรา 368 แห่งประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นกฎหมายทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวน ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 142 วรรคสอง, 154 (3) ให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 500 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 1 ปี 6 เดือน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 500 บาท ยกฟ้องข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 368
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 142 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นางสาวเนตรนารี สิริยากรนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 404/2565
#684105
เปิดฉบับเต็ม

กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. มีวัตถุประสงค์ให้สมาชิกออมเงินแล้วนำเงินฝากของสมาชิกไปให้สมาชิกกู้ยืม โดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 บาท ต่อเดือน แล้วนำดอกเบี้ยมาจ่ายเป็นสวัสดิการให้แก่สมาชิก ดอกเบี้ยดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 24 บาท ต่อปี เกินกว่าร้อยละ 15 บาท ต่อปี ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ในขณะนั้น และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ที่ใช้บังคับภายหลัง ดังนี้ วัตถุประสงค์ในการดำเนินการกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. จึงต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 สมาชิกทุกรายที่เข้าร่วมฝากเงินและกู้ยืมรวมทั้งชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว หรือเมื่อผิดนัด ยินยอมให้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยการนำต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระที่ฝ่าฝืนกฎหมายรวมเข้ากันแล้วคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ต่อไปซึ่งเกินกว่าระเบียบข้อบังคับกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. (ฉบับปรับปรุง 2549) ข้อ 23 รวมถึงการส่งมอบเงินฝาก รับเงินกู้ยืม เงินกำไรหรือปันผล ดอกเบี้ยของสมาชิกในทุกขั้นตอนตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว เป็นการร่วมกันกระทำการอันต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ทั้งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนซ้ำซ้อน โจทก์ร่วมและผู้เสียหายซึ่งเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความกันได้ตาม ป.อ. มาตรา 356 พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง และพนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 353 และให้ร่วมกันชดใช้เงิน 15,064,946.91 บาท แก่สมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสิบสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 ออกจากสารบบความ และนางสาวแสงรุ้ง สมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 6 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 มีกำหนดคนละ 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 มีกำหนดคนละ 1 ปี 4 เดือน ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ร่วมกันชดใช้เงิน 15,064,946.91 บาท แก่สมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า เมื่อปี 2544 พระครู ส. เจ้าอาวาส ได้จัดตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ให้แก่ชุมชนให้มีเงินทุนหมุนเวียนในกลุ่มและส่งเสริมสวัสดิการให้แก่สมาชิก โดยให้สมาชิกออมเงินแล้วนำเงินฝากของสมาชิกไปให้สมาชิกกู้ยืมร้อยละ 2 บาท ต่อเดือน แล้วนำดอกเบี้ยที่สมาชิกกู้ยืมมาจ่ายเป็นเงินปันผลและสวัสดิการให้แก่สมาชิก กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. เปิดทำการในวันเสาร์แรกของเดือนตามระเบียบข้อบังคับกลุ่มสัจจะ ว. (ฉบับปรับปรุง 2549) ขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 6 เป็นรองประธานกรรมการ จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการ จำเลยที่ 3 เป็นประชาสัมพันธ์ จำเลยที่ 4 และที่ 10 เป็นฝ่ายสินเชื่อ จำเลยที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 13 เป็นฝ่ายการเงิน จำเลยที่ 7 เป็นเหรัญญิก และจำเลยที่ 14 เป็นฝ่ายบัญชี ปัจจุบันมีสมาชิก 1,897 คน เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 นายสมิง ในฐานะส่วนตัวและผู้รับมอบอำนาจจากสมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ผู้เสียหายรวม 322 คน ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสิบสี่ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ เนื่องจากนายสมิงกับพวกลาออกจากสมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. แต่ไม่ได้รับเงินฝากคืนจากจำเลยทั้งสิบสี่ พนักงานสอบสวนจัดทำบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไว้มีสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์ผู้เสียหายที่ลาออกปี 2555 จำนวน 77 คน รวมเป็นเงิน 656,570 บาท สมาชิกที่ลาออกปี 2556 จำนวน 147 คน รวมเป็นเงิน 1,589,800 บาท และสมาชิกที่ลาออกปี 2557 จำนวน 245 คน รวมเป็นเงิน 3,635,470 บาท รวมทั้งหมด 469 คน เป็นเงิน 5,881,840 บาท แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสิบสี่ว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น จำเลยทั้งสิบสี่ให้การปฏิเสธ ก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมกับพวกรวม 434 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่และนางมัลลิกา เป็นจำเลยให้ร่วมกันชำระเงินฝากคืนพร้อมดอกเบี้ยต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสี่ร้อยสามสิบสี่และจำเลยทั้งสิบห้าไปว่ากล่าวกันต่อไปตามสิทธิหลังจากได้มีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 135/2559 ต่อมาโจทก์ร่วมกับพวกรวม 6 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่และนางมัลลิกา เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน (กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว.) และแต่งตั้งโจทก์ทั้งหกเป็นผู้ชำระบัญชีของกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวกับให้มีอำนาจแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเพิ่มเติมได้ โจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสิบห้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตกลงเลิกกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าว โดยตั้งโจทก์ที่ 1 (โจทก์ร่วมคดีนี้) นางสาวทิพวิมล นายมานพ นางสาวกมลพร นายสันติ นายธงชัย (จำเลยที่ 5 คดีนี้) นางสาวสมจิตร (จำเลยที่ 4 คดีนี้) นางสาวสมัย (จำเลยที่ 12 คดีนี้) และนางสาววนัสวัณณ์ เป็นผู้ชำระบัญชีโดยให้นายสันติเป็นประธาน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 580/2559 ของศาลชั้นต้น สำเนาคำฟ้อง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม นายสันติกับพวกจัดทำรายการชำระบัญชีของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. โดยสรุปรายการชำระบัญชีจากสมาชิกที่ให้ความร่วมมือส่งมอบสมุดเงินฝากแก่ผู้ชำระบัญชี 1,050 เล่ม แยกเป็นรายปีตั้งแต่ปี 2550 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 และสรุปรายงานการชำระบัญชีปรับปรุงถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ปรากฏว่ากลุ่มออมทรัพย์ ว. ผู้เสียหายมีรายรับ 12,870,956.90 บาท เมื่อหักหนี้ค้างชำระ 4,600,291 บาท คงเหลือรายรับ 8,270,665.90 บาท ส่วนรายจ่ายจะนำดอกเบี้ยรับคงเหลือ 9,154,279 บาท หักด้วยเงินปันผล 1,516,341 บาท เฉลี่ยหุ้น 89,088.99 บาท สวัสดิการ 585,349 บาท และค่าตอบแทน 169,219 บาท คงเหลือเป็นดอกเบี้ยรับ 6,794,281.01 บาท เมื่อนำรายรับคงเหลือและดอกเบี้ยรับคงเหลือมารวมกันแล้วเป็นเงิน 15,064,946.91 บาท จากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าว ปรากฏว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557 มีเงินอยู่ในบัญชี 26,879.41 บาท

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่า พระครู ส. เจ้าอาวาส ได้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ขึ้น เมื่อปี 2544 โดยมีวัตถุประสงค์ให้สมาชิกออมเงินโดยรับฝากเงินจากสมาชิก และนำเงินฝากของสมาชิกให้สมาชิกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 บาท ต่อเดือน และนำดอกเบี้ยมาจ่ายเป็นสวัสดิการให้แก่สมาชิกโดยมีจำเลยทั้งสิบสี่เป็นคณะกรรมการดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับกลุ่มสัจจะ ว. (ฉบับปรับปรุง 2549) ข้อ 22 อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 24 บาท ต่อปี เกินกว่าร้อยละ 15 บาท ต่อปี ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ในขณะนั้น และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ที่ใช้บังคับภายหลัง ซึ่งเป็นความผิดทางอาญามีโทษทั้งจำคุกและปรับ เยี่ยงนี้ วัตถุประสงค์ในการดำเนินการกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. จึงต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สมาชิกทุกรายที่เข้าร่วมฝากเงินและกู้ยืมรวมทั้งชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว หรือเมื่อผิดนัดไม่สามารถชำระหนี้ได้ ยินยอมให้กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยการนำต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระที่ฝ่าฝืนกฎหมายรวมเข้ากันแล้วคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ต่อไปซึ่งเกินกว่าระเบียบข้อบังคับกลุ่มสัจจะ ว. (ฉบับปรับปรุง 2549) ข้อ 23 รวมถึงการส่งมอบเงินฝาก รับเงินกู้ยืม เงินกำไรหรือปันผล ดอกเบี้ยของสมาชิกในทุกขั้นตอนทุกส่วนในการดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นการร่วมกันกระทำการอันต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ทั้งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนซ้ำซ้อน เป็นผลสืบเนื่องเพราะเหตุที่วัตถุประสงค์ของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว นายสมิง สมาชิกในฐานะส่วนตัวและสมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. รวม 322 คน รวมถึงโจทก์ร่วม ผู้มอบอำนาจ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีสิทธิแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสิบสี่ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ดังกล่าวซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความกันได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 356 พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง และพนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 จะมิได้ฎีกา เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องไม่อาจลงโทษในความผิดฐานร่วมกันยักยอกได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ข้ออื่นอีกต่อไป ส่วนการที่จำเลยทั้งสิบสี่จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. หรือบริหารงานด้วยนโยบายที่ผิดพลาดบกพร่อง หรือกระทำโดยประมาทก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ทั้ง 1,897 คน อย่างไร เป็นเรื่องที่สมาชิกแต่ละคนหรือหลายคนรวมกันว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยทั้งสิบสี่ทางแพ่งต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 353 (เดิม) ม. 356
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 121 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
โจทก์ร่วม — นางสาว ส.
จำเลย — นาย ฉ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายธีรรัฐ ไชยวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 283/2565
#666539
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งตามองค์ประกอบของความผิดสองฐานนี้ จึงอาจเป็นความผิดต่างกรรมกันได้ แต่เมื่อการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) และ (2) มีองค์ประกอบของความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน เมื่อปรากฏว่าการเข้าเป็นสมาชิกหรือการสมคบกันนั้นก็เพื่อจะกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันและโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ ความผิดฐานต่าง ๆ ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน แต่ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินนั้น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดมูลฐานที่ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินจึงเป็นการกระทำความผิดที่เกิดภายหลังเมื่อมีการกระทำความผิดฐานอื่น ๆ ดังกล่าวสำเร็จแล้ว และเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดฐานอื่นนั้นได้ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างกรรมกัน ซึ่งปัญหาว่าการกระทำความผิดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3902/2562 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 4 และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 5 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 5 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนแรก

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 92, 209, 210, 213, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (3), 5, 9, 60 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 5, 7, 25 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 นับโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามลำดับ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2861/2561 (คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.83/2562) ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 2,727,759.11 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคสอง, 210 วรรคสอง, 213, 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1), 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) ถึง (4), 7, 25 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) ถึง (3), 9 วรรคสอง, 60 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) ที่แก้ไขใหม่ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ฐานร่วมกันฟอกเงิน และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 14 ปี สำหรับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 2,727,759.11 บาท แก่ผู้เสียหาย กับให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.83/2562 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันฟอกเงิน และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 14 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งตามองค์ประกอบของความผิดสองฐานนี้จึงอาจเป็นความผิดต่างกรรมกันได้ แต่เมื่อการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) และ (2) มีองค์ประกอบของความผิด คือ เป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติจึงมีองค์ประกอบของความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน เมื่อต่อมาปรากฏว่าการเข้าเป็นสมาชิกหรือการสมคบกันนั้นก็เพื่อจะกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันและโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ ความผิดฐานต่าง ๆ ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน ต้องลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่สำหรับความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินนั้น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดมูลฐานที่ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก โดยมีองค์ประกอบของความผิด คือ การโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือปกปิดอำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินจึงเป็นการกระทำความผิดที่เกิดภายหลังเมื่อมีการกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จสำเร็จแล้ว และเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดฐานอื่นตามฟ้องโจทก์ได้ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างกรรมกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่โดยที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในส่วนความผิดฐานอื่นมานั้นก็ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และปัญหาว่าการกระทำความผิดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี ฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 14 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 209 ม. 210 ม. 342 (1) ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 5 (1) ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายอนันต์ ลิขิตธนสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ช้างหัวหน้า
สิริกานต์ มีจุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 275/2565
#682447
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" ดังนั้น กรณีที่มีคำสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 และค้างการพิจารณาอยู่ไม่ว่าในชั้นใด ก็ต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อคดีนี้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไปตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเสพติด พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้ง 7 รายการ ดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนรถยนต์ดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรวม 7 รายการ ได้แก่ 1. เงินสด 50,000 บาท 2.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. 3. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ย. 4. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. 5. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 6. รถยนต์ยี่ห้อ ฮ. และ 7. ที่ดินโฉนดเลขที่ 28127 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของนายสมาน และเป็นพี่ของนายสัญญา เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมทั้งยึดเมทแอมเฟตามีน ชนิดเม็ด 2,800 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 9 ถุง น้ำหนักประมาณ 68.39 กรัม เป็นของกลาง และยึดทรัพย์สินหลายรายการ ผู้ร้องได้ฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 457/2560 ของศาลชั้นต้น ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายปรีชาซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่านายปรีชากระทำความผิดตามฟ้องให้จำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท และให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1998/2560 ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของนายปรีชารวม 7 รายการ ดังนี้ รายการที่ 1. เงินสด 50,000 บาท รายการที่ 2. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. รายการที่ 3. รถจักรยายนต์ ยี่ห้อ ย. รายการที่ 4. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. รายการที่ 5. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ รายการที่ 6 รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ ฮ. และรายการที่ 7. ที่ดินโฉนดเลขที่ 28127 โดยเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินรายการที่ 4 รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. เป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 6 รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ ฮ. ซึ่งผู้ถือกรรมสิทธิ์คือผู้คัดค้านที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าเป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้ริบและให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เมื่อศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

เนื่องจากในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับและมีผลเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน ซึ่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ภาค 1 ลักษณะ 4 ยังคงมีมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินและขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยหลักเกณฑ์บางอย่างแตกต่างจากกฎหมายเดิม จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า จะต้องนำประมวลกฎหมายยาเสพติดมาใช้บังคับแก่คดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" ดังนั้น กรณีที่มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามกฎหมายเดิมก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับและค้างการพิจารณาอยู่ไม่ว่าในชั้นใด ก็ต้องดำเนินการต่อไปตามกฎหมายเดิมจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อคดีนี้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินมาตั้งแต่ปี 2561 ก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ จึงต้องพิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเสพติด พ.ศ.2534

ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้คัดค้าน 2 ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงนั้นสิ้นสุดลงหรือไม่ เห็นว่า ตามคำวินิจฉัยที่ 486/2561 ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 และคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 514/2561 เรื่องให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ลงวันที่ 25 เมษายน 2561 ระบุชัดเจนว่า เป็นการตรวจสอบทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการที่นายปรีชา ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และสั่งยึดอายัดทรัพย์สิน 7 รายการ ในคดีนี้ในฐานะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชา ไม่ใช่ของผู้คัดค้านที่ 2 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่มีผลให้คำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการ ดังกล่าวในฐานะที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชาสิ้นสุดลง กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่สิ้นสุดลงจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ในประการสุดท้ายมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 และให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 3 คือ รถจักยานยนต์ ยี่ห้อ ย. ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 2 มิได้อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงในทรัพย์สินดังกล่าวแต่เป็นของนายสัญญา ซึ่งเป็นน้องของผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมไม่อาจขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ว่าไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 ได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี โดยผู้คัดค้านที่ 2 ช่วยนายสมานบิดาทำมาหาได้ร่วมกัน นายสมานขายที่ดินมรดกและขายโคแล้วมอบเงินส่วนหนึ่งให้ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงนำไปซื้อที่ดินและปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินรายการที่ 7 ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ที่เป็นเงินสด รถจักรยานยนต์ และเงินฝากธนาคารพยานหลักฐานในคดีน่าจะฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของที่แท้จริงเช่นกัน ทางไต่สวนผู้ร้องมีร้อยตำรวจเอกสิรภาพ ผู้ร่วมจับกุมนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 กับมีนางสาวชนิศา ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินซึ่งได้สอบปากคำนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 มาเบิกความเป็นพยานได้ความตรงกันว่า นายปรีชากับผู้คัดค้านที่ 2 คบหาและอยู่กินฉันสามีภริยามาก่อนที่จะถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร้อยตำรวจเอกสิรภพเบิกความว่า พยานกับพวกจับกุมนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 ได้ที่บ้าน พร้อมยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1998/2550 ของศาลชั้นต้น รวมทั้งยึดทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 และทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการได้ที่บ้านดังกล่าว ซึ่งบุคคลทั้งสองรับว่าเป็นบ้านที่ใช้อาศัยอยู่กินฉันสามีภริยากัน ในชั้นจับกุม นายปรีชายังรับว่านำเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดบางส่วนไปซื้อทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นของกลางซึ่งรวมถึงทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 รับว่าทรัพย์สินรายการที่ 1 และที่ 5 ได้มาจากการค้ายาเสพติด ในชั้นตรวจสอบทรัพย์สิน ได้ความจากนางสาวชนิศาว่า ทรัพย์สินรายการที่ 1 เงินสด 50,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ถ้อยคำว่าเป็นเงินของตนเองที่ได้รับจากบิดา แต่นายปรีชากลับชี้แจงว่าเป็นเงินของนางพู่นำมาฝากให้นายปรีชาไปไถ่ทองรูปพรรณที่นางพู่นำไปจำนำไว้ ซึ่งขัดกันและจากการตรวจสอบไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 ประกอบอาชีพใดเป็นกิจจะลักษณะ ไม่มีหลักฐานการได้รับเงินค่าขายโคซึ่งอ้างว่าเป็นที่มาของรายได้ที่นำไปซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ และทรัพย์สินรายการที่ 5 ซึ่งเป็นเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารปรากฏรายการเงินฝากเข้ามากและถี่ไม่สัมพันธ์กับรายได้ เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานยึดทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ดังกล่าวได้พร้อมกับยาเสพติดให้โทษที่บ้านซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 อาศัยอยู่กินกับนายปรีชาและได้ความจากร้อยตำรวจเอกสิรภพว่า ขณะเข้าจับกุมนายปรีชากำลังนั่งนับเมทแอมเฟตามีนอยู่ภายในห้อง แสดงว่านายปรีชาใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นที่จำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ทั้งนายปรีชายอมรับว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาจากการค้ายาเสพติด ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ก็รับว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดเช่นกัน เพียงแต่ปฏิเสธว่าไม่รวมทรัพย์สินรายการที่ 2 กับที่ 7 แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ให้โอกาสชี้แจงในชั้นของการตรวจสอบทรัพย์สิน ผู้คัดค้านที่ 2 กลับไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าตนเองมีรายได้เพียงพอที่จะซื้อทรัพย์สินเหล่านั้นได้ และที่อ้างว่าได้เงินจากการที่นายสมานขายโคและที่ดินมรดกแล้วแบ่งเงินให้ ผู้คัดค้านที่ 2 ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ มาแสดง คดีของผู้ร้องมีมูลว่าทรัพย์สินดังกล่าว 4 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชา

ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 2 จะขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 มีหน้าที่นำสืบแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงซึ่งทรัพย์สินนั้นและทรัพย์สินดังกล่าวไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชา ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานถึงที่มาของเงินที่ตนนำไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวว่า เดิมผู้คัดค้านที่ 2 มีรายได้จากการช่วยนายสมานบิดาทำนาร่วมกับพี่น้องของผู้คัดค้านที่ 2 มีรายได้ปีละประมาณ 300,000 บาท ถึง 400,000 บาท ซึ่งนายสมานเบิกความเป็นพยานของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ตนเองมีรายได้สุทธิจากการทำนาเพียงปีละ 100,000 บาท และมีอาชีพเลี้ยงโคเนื้อด้วย ทั้งอ้างว่าได้ขายโคทั้งหมดไปในปี 2557 ได้เงิน 630,000 บาท มอบเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 500,000 บาท และในปี 2558 ผู้คัดค้านที่ 2 นำเงิน 200,000 บาท ไปซื้อที่ดิน ทรัพย์สินรายการที่ 7 และจ้างช่างมาปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าวเสียเงินอีกประมาณ 200,000 บาท เงินที่เหลือนำไปซื้อรถจักรยานยนต์ ทรัพย์สินรายการที่ 2 ฝากเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทรัพย์สินรายการที่ 5 และเก็บเป็นเงินสดไว้ที่บ้านอีก 50,000 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 1 เห็นว่า ที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าที่มาของทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ มาจากเงินที่นายสมานขายโคแล้วมอบให้ 500,000 บาท นั้น แม้จะมีนายสมานมาเบิกความยืนยันว่าขายโคได้เงินมากถึง 630,000 บาท ก็ตาม แต่เป็นการเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานการได้รับเงินหรือนำเงินเหล่านั้นไปฝากธนาคารมายืนยัน ข้อเท็จจริงจึงยังฟังเป็นยุติไม่ได้ว่า นายสมานมีรายได้จากการขายโคหรือที่ดินมรดกดังที่เบิกความ และที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่านายสมานขายโคได้เงิน 630,000 บาท และมอบเงินให้ตนเองถึง 500,000 บาท ก็ยิ่งไม่น่าเชื่อถือเพราะนายสมานมีภริยาและบุตรอีกสองคน หลังขายโคนายสมานไม่ได้ทำนาอีกและภริยามีรายได้เดือนละไม่ถึง 5,000 บาท ไม่น่าเป็นไปได้ที่นายสมานจะให้เงินเกือบทั้งหมดแก่ผู้คัดค้านที่ 2 โดยไม่แบ่งให้บุตรคนอื่นและไม่กันเงินไว้ให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายในช่วงชราภาพ ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการนำเงิน 500,000 บาท ที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าได้รับจากนายสมานฝากเข้าบัญชีธนาคารแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความว่า หลังจากเลิกทำนาในปี 2557 ผู้คัดค้านที่ 2 มีอาชีพรับจ้างทั่วไปรายได้วันละ 300 บาท แต่ไม่ได้รับจ้างทุกวันและมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเพียง 5,000 บาท พยานหลักฐานตามทางไต่สวนเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีรายได้พอที่จะซื้อและเป็นเจ้าของทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่านายปรีชาเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวและเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบทรัพย์สินทั้ง 4 รายการดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
ผู้คัดค้าน — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายธิตินันต์ ธัญญสิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2565
#683609
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ยกเลิก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ ป.ยาเสพติดแทน แต่มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังคงให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายเดิม ยังมีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ ป.ยาเสพติดใช้บังคับจนกว่าคดีถึงที่สุด บทสันนิษฐานตามกฎหมายเดิม มาตรา 15 ที่ว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนด เช่น แอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไปให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปในคดีนี้ที่ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิม บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาเพียงปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญ แต่ ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาปริมาณดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ก็ตาม เมื่อปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ได้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่อยู่ในตัว กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสองและวรรคสาม ไปเสียทีเดียว ดังนั้น ถ้าผู้กระทำความผิดมีพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ แต่ถ้ายาเสพติดให้โทษมีปริมาณถึงตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสองหรือวรรคสาม แต่ผู้กระทำความผิดไม่มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมไม่อาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ คงปรับบทความผิดได้เพียงตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ส่วนการกำหนดโทษก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ไม่ว่าในทางใด ทั้งนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 ส่วนการปรับบทความผิดนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ให้ผู้ล่อซื้อ และจำเลยทั้งสองเคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ต้องหารายอื่นมาก่อนหน้าแล้ว พฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดดังกล่าวย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายแก่ผู้เสพหลายคนโดยสภาพ ถือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนแล้ว กรณีจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณมากกว่าแก่จำเลยทั้งสองที่มีเมทแอมเฟตามีนปริมาณถึงตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสามจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด เป็นของกลาง ซุกซ่อนอยู่ในรถกระบะ บริเวณใต้เบาะที่นั่งข้างคนขับด้านซ้าย ซึ่งมีนายณัฐกรณ์เป็นคนขับ และนางสาวสุมินตรานั่งด้านข้างคนขับ ส่วนจำเลยทั้งสองนั่งอยู่ในแคปตอนหลัง เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.927 กรัม ชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและต่อมามีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อซื้อขายหรือนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุห่อหุ้มอย่างปกปิดมิดชิดในกระเป๋าส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจล่วงรู้พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แม้จะนั่งโดยสารมาในรถกระบะคันเดียวกันก็ตามนั้น ในข้อนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์และดาบตำรวจไพรัตน์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นประจักษ์พยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์ผู้ต้องหาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์แจ้งพยานทั้งสองว่า สามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ได้ เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ในราคา 60,000 บาท จากจำเลยที่ 1 โดยนัดส่งมอบที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงใหม่ แห่งที่ 2 ที่เกิดเหตุ ในวันที่ 23 มกราคม 2562 โดยจำเลยที่ 1 แจ้งว่าจะเดินทางมากับรถยนต์ของเพื่อน พยานทั้งสองได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุพยานทั้งสองพร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจได้ควบคุมตัวนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์ไปลอบซุ่มดูเหตุการณ์บริเวณดังกล่าวจนกระทั่งเวลาผ่านไป 30 นาที มีรถกระบะ แบบมีแคป สีดำ ซึ่งตรงกับลักษณะรถที่นายวุฒิชัยแจ้งแล่นมาจอดบริเวณที่เกิดเหตุร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์จึงปล่อยนายนายวุฒิชัยเดินไปที่รถกระบะคันดังกล่าว พยานทั้งสองเห็นนายณัฐกรณ์คนขับรถกระบะเปิดประตูให้จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังลงจากรถจึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบจำเลยที่ 1 นั่งอยู่บริเวณเบาะด้านหลัง ส่วนนางสาวสุมินตรานั่งอยู่บริเวณเบาะด้านหน้าข้างคนขับ โดยมีกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลสอดอยู่ใต้เบาะดังกล่าว ภายในกระเป๋าพบถุงพลาสติกสีฟ้า 2 ใบ ถุงพลาสติกสีชมพู 2 ใบ และถุงพลาสติกใส 2 ใบ บรรจุเมทแอมเฟตามีนรวม 1,000 เม็ด จากการสอบถามจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวเตรียมไว้เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ล่อซื้อ ส่วนนายณัฐกรณ์และนางสาวสุมินตราอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง และจำเลยทั้งสองยืนยันว่าบุคคลทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พยานทั้งสองจึงแจ้งข้อกล่าวหาเฉพาะจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และโจทก์ยังมีนางสาวสุมินตราเบิกความประกอบบันทึกคำให้การพยาน สนับสนุนว่า พยานได้ยินจำเลยทั้งสองสนทนากันภายในรถในทำนองว่ารอคนมารับ จำเลยหนึ่งในสองคนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับบุคคลปลายสายว่าจำเลยทั้งสองโดยสารมากับรถกระบะสีดำจอดรออยู่บริเวณหน้าชานชาลาแล้วนายณัฐกรณ์สอบถามจำเลยทั้งสองว่าจะลงจากรถเลยหรือไม่ จำเลยทั้งสองแจ้งนายณัฐกรณ์ว่ารอคนมารับก่อน หลังจากนั้นไม่เกิน 5 นาที เจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาแสดงตัวและขอตรวจค้นรถ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์และดาบตำรวจไพรัตน์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง เป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ เบิกความสอดคล้องต้องกัน ไม่มีข้อพิรุธประการใด ทั้งขั้นตอนต่าง ๆ ในการจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นไปในระยะเวลาใกล้ชิดและต่อเนื่องกัน เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากจำเลยทั้งสองว่านายณัฐกรณ์และนางสาวสุมินตราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พยานทั้งสองก็แจ้งข้อหาเฉพาะจำเลยทั้งสองเท่านั้น สอดรับกับคำเบิกความของนางสาวสุมินตราซึ่งเดินทางร่วมมากับจำเลยทั้งสองยืนยันพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมเดินทางมายังจุดหมายปลายทางเดียวกัน มีการสนทนากันระหว่างจำเลยทั้งสองและมีการโทรศัพท์ติดต่อกับบุคคลปลายสายในทำนองแจ้งว่าจำเลยทั้งสองเดินทางมาด้วยกันหลังจากนั้นไม่นานมีเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมและตรวจค้นรถกระบะ เมื่อปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้น่าระแวงสงสัยว่าจะสร้างเรื่องกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริงที่รับรู้มา นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองซึ่งให้การในวันเดียวกับวันที่จำเลยทั้งสองถูกจับกุมว่า จำเลยที่ 1 รับว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้นายวุฒิชัยจริง ซึ่งมิใช่เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยปัดความผิดไปให้จำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวส่วนจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่าทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่ผู้ซื้อจริง และจำเลยทั้งสองยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนอย่างสอดคล้องต้องกัน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยทั้งสองโดยเฉพาะ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งข้อเท็จจริงขึ้นเองได้หากจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การไว้ เชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การไปตามเหตุการณ์ที่ตนประสบมาจริง เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าสามารถพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 และรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองดังกล่าวทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักให้รับฟังมากยิ่งขึ้นด้วย แม้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อล่อซื้อและนัดหมายในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 2 เดินทางร่วมกับจำเลยที่ 1 ในยามวิกาลไปยังจุดหมายเดียวกันซึ่งเป็นสถานที่ที่นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยการครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่มีโทษสูง ผู้กระทำผิดย่อมกระทำอย่างลับ ๆ เพื่อปกปิดไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 คงไม่ให้จำเลยที่ 2 ไปร่วมรู้เห็นด้วยเป็นแน่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 เดินทางนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่นายวุฒิชัยที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้และฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงชื่อในภาพถ่ายประกอบการจับกุม ภาพถ่ายประกอบคดีและบัญชีของกลางคดีอาญา เป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยืนยันปฏิเสธความบริสุทธิ์มาโดยตลอดนั้น แต่เหตุใดจำเลยที่ 2 จึงลงมาจากรถเป็นคนแรกในทันทีที่นายวุฒิชัยผู้ติดต่อล่อซื้อเดินเข้าไปหาทั้งที่จำเลยที่ 2 อ้างในชั้นสอบสวนว่าไม่เคยรู้จักนายวุฒิชัยมาก่อน จำเลยที่ 2 คงมีเพียงตนเองเบิกความในชั้นพิจารณายืนยันว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งมาเบิกความยืนยันเป็นพยานจำเลยที่ 2 นั้น ก็เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันและรู้จักกันมาก่อน จึงอาจเบิกความช่วยเหลือกันก็เป็นได้ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จริง จำเลยที่ 2 ก็น่าจะปฏิเสธความผิดของตนตั้งแต่ในชั้นจับกุม แต่จำเลยที่ 2 กลับแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจในขณะนั้นว่านายณัฐกรณ์และนางสาวสุมินตราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่สมเหตุสมผล ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นสำหรับฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน แต่มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังคงให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปทั้งฉบับ มีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับจนกว่าคดีถึงที่สุด บทสันนิษฐานตามกฎหมายเดิมในมาตรา 15 ที่ว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนด เช่น แอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปในคดีนี้ที่ยังไม่ถึงที่สุด

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อตามกฎหมายเดิม มาตรา 15ประกอบมาตรา 66 บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาเพียงปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญแต่กฎหมายใหม่ มาตรา 145 บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาเพียงปริมาณดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ได้ระดับหนึ่งก็ตาม เมื่อปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ได้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่อยู่ในตัว กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตามมาตรา 66 วรรคสองและวรรคสาม ไปเสียทีเดียว แต่เมื่อกฎหมายใหม่ไม่ได้ให้ศาลลงโทษหนักขึ้นเพียงเพราะปริมาณยาเสพติดให้โทษดังเช่นในกฎหมายเดิม แต่ต้องมีพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ตามที่กฎหมายใหม่กำหนดไว้ด้วย จึงจะมีความผิดตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ ดังนั้น ถ้าผู้กระทำผิดมีพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ได้ แต่ถ้ายาเสพติดให้โทษมีปริมาณถึงตามกฎหมายเดิมมาตรา 66 วรรคสองหรือวรรคสาม แต่ผู้กระทำผิดไม่มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมไม่อาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ คงปรับบทความผิดได้เพียงตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ส่วนการกำหนดโทษก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ไม่ว่าในทางใด ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งเมื่อพิจารณาว่าจะปรับบทความผิดแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ตามวรรคใดในสามวรรคของกฎหมายใหม่ มาตรา 145 อันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละคดีไปนั้น คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ต้องหาในคดียาเสพติดคดีอื่นแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 1 จึงมีการล่อซื้อและจับจำเลยทั้งสองได้ในรถกระบะพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1,000 เม็ด ที่จำเลยทั้งสองมาส่งตามที่มีการล่อซื้อ ในราคา 60,000 บาท พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ผู้ต้องหาดังกล่าว และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ผู้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่จำหน่ายให้ผู้ต้องหาดังกล่าวกับที่จำหน่ายให้ผู้ล่อซื้ออีก 1,000 เม็ด ย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายแก่ผู้เสพหลายคนโดยสภาพ ถือเป็นการกระทำให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนแล้ว กรณีจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายใหม่ มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี อันเป็นบทกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองที่มีเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.927 กรัม เข้าตามกฎหมายเดิมตามมาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต สำหรับโทษปรับ ก็ต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณกว่าตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวจารุณี จีระออน
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ กาวชู
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2565
#682120
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายฟ้องข้อ 1 (ค) ว่าจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีและพาติดตัวไปตามฟ้องข้อ (ก) และ (ข) ยิง น. ผู้เสียหายจำนวน 2 นัด ถูกข้อเท้าและหน้าอก และใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิง ต. ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด ถูกที่ลำคอ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวตีทำร้าย จ. ผู้เสียหายที่ 3 ที่ศีรษะหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยลงมือกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แล้วแต่ไม่บรรลุผล เนื่องจากแพทย์รักษาไว้ได้ทัน ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน กับผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย แม้โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 (ค) รวมกันมาก็ตาม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องแยกข้อเท็จจริงที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคน ในลักษณะที่เข้าใจได้ว่า จำเลยกระทำแต่ละครั้งมีจุดประสงค์ต่อผู้เสียหายเป็นคน ๆ ไป อันเป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกันในแต่ละครั้ง ทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องในตอนแรกแล้วว่าจำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91 ก็เป็นการเพียงพอให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในแต่ละข้อหาแยกกรรมต่างหากจากกัน ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบประกอบคำรับสารภาพ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 นั้น ผู้เสียหายที่ 1 มิได้อยู่ในสถานที่เดียวกับผู้เสียหายที่ 2 และตอนที่จำเลยใช้อาวุธตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เกิดหลังจากที่ยิงผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปแล้ว แม้เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกัน แต่แยกเจตนาของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนได้การกระทำเป็นความผิดสำเร็จต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 80, 91, 288, 295, 297, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนออโตเมติก (ทองแดงหุ้มตะกั่ว) ของกลาง กับบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3572/2553 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ต่อมาก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 295 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 6 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3572/2553 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้อีก 6 เดือน เป็นจำคุก 6 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีและพาอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .45 (11 มม.) ซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายวิวัฒน์ ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 นัด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลบริเวณช่องอกด้านซ้ายซึ่งเป็นทางกระสุนปืนเข้าและทะลุออกด้านหลังด้านซ้าย กระสุนทะลุเนื้อปอด มีภาวะเสียเลือดอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาให้ทันท่วงทีจะต้องเสียชีวิต หลังการรักษาต้องพักรักษาตัวอย่างน้อย 2 เดือน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน กับจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนางสาวเนตรทราย ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด แนวกระสุนผ่านจากลำคอออกทางบ่าขวา ใช้เวลารักษาบาดแผลประมาณ 14 ถึง 21 วันและจำเลยยังใช้อาวุธปืนดังกล่าวตีทำร้ายนางจันทร์เพ็ญ ผู้เสียหายที่ 3 บริเวณศีรษะหลายครั้ง ได้รับบาดแผลที่ขมับทั้งสองข้างและกลางศีรษะ ใช้เวลารักษาประมาณ 7 ถึง 14 วัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 และใช้อาวุธปืนตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 ดังที่ปรากฏในฟ้องข้อ 1 (ค) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายฟ้องข้อ 1 (ค) ว่า จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีและพาติดตัวไปตามฟ้องข้อ 1 (ก) และ (ข) ยิงนายนิวัฒน์ ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 นัด ถูกที่ข้อเท้าด้านซ้ายและหน้าอก และใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนางสาวเนตรทราย ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด ถูกที่ลำคอ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวตีทำร้ายนางจันทร์เพ็ญ ผู้เสียหายที่ 3 ที่ศีรษะหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยลงมือกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แล้วแต่ไม่บรรลุผลเนื่องจากแพทย์รักษาไว้ได้ทัน ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ถึงแก่ความตายแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน กับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 (ค) รวมกันมาก็ตาม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องแยกข้อเท็จจริงที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคน ในลักษณะที่ทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำแต่ละครั้งมีจุดประสงค์ต่อผู้เสียหายเป็นคน ๆ ไป อันเป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกันในแต่ละครั้ง ทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องในข้อ 1 ตอนแรกว่า จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย เป็นการเพียงพอให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1 (ค) ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกันรวมสามกรรม ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความจากการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่า ขณะจำเลยลากตัวผู้เสียหายที่ 3 ออกจากบ้านที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 2 พยายามดึงผู้เสียหายที่ 3 กลับ จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้เสียหายที่ 2 เมื่อเสียงปืนดังขึ้น ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่หลังบ้านที่เกิดเหตุรีบวิ่งออกมา เห็นจำเลยกำลังใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ 3 ผู้เสียหายที่ 1 ร้องตะโกนห้ามและเอาตัวเข้าขวางอาวุธปืนไว้จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 นัด จากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 บริเวณศีรษะหลายครั้ง แสดงให้เห็นชัดเจนว่าขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 นั้น ผู้เสียหายที่ 1 ยังอยู่หลังบ้านที่เกิดเหตุ มิได้อยู่ในสถานที่เดียวกับผู้เสียหายที่ 2 และตอนที่จำเลยใช้อาวุธปืนตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 ก็เกิดขึ้นหลังจากยิงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 1 ไปแล้ว แม้เป็นการกระทำต่อเนื่องกัน แต่แยกเจตนาของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนได้ ซึ่งการกระทำแต่ละครั้งเป็นความผิดสำเร็จต่างหากจากกันการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเรียงกระทงอันเป็นการขอให้เพิ่มโทษจำเลย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและทำร้ายร่างกายผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 295 (เดิม) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 12 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 4 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น รวม 2 กระทง คงจำคุกกระทงละ 6 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น คงจำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 12 ปี 2 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3572/2553 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้อีก 6 เดือน แล้ว รวมเป็นจำคุก 12 ปี 14 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นางสรสิริ จันทรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 262/2565
#684104
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 บัญญัติว่า "สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้...(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย...." และตาม ป.อ. มาตรา 333 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติอยู่ในหมวดความผิดฐานหมิ่นประมาทว่า "ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้..." ดังนั้น ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 ซึ่งบัญญัติอยู่ในหมวดความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นความผิดต่อส่วนตัวซึ่งยอมความกันได้ เมื่อปรากฏว่า ข้อเท็จจริงตามบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ ข้อ 1 กำหนดว่า โจทก์ต้องการให้จำเลยถอนค้ำประกัน 1,500,000 บาท โดยให้เปลี่ยนบุคคลอื่นค้ำประกันแทนภายในเดือนเมษายน 2560 และข้อ 4 กำหนดว่า หากจำเลยไม่หาคนเปลี่ยนค้ำประกันได้ภายในเดือนเมษายน 2560 โจทก์จะนำคดีหมิ่นประมาทนี้มาดำเนินคดีกับจำเลยภายในอายุความ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้มีเจตนาจะสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที แต่กลับมีเงื่อนไขกำหนดให้จำเลยเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้จากโจทก์เป็นบุคคลอื่นเป็นผู้ค้ำประกันแทนให้แล้วเสร็จโดยมีกำหนดเวลาให้จำเลยดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายน 2560 หากจำเลยไม่ดำเนินการโจทก์จะดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทแก่จำเลยภายในอายุความ เมื่อปรากฎว่าจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้จำเลยยังมิได้เปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้จากโจทก์เป็น ร. หรือบุคคลอื่นแทนโจทก์ การที่จำเลยดำเนินการขออนุมัติเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยต่อธนาคาร ก. จากโจทก์เป็น ร. ก็เป็นขั้นตอนส่วนหนึ่งที่จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้เป็นบุคคลอื่นแทนโจทก์เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ในระหว่างโจทก์ดังกล่าว กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความตามกฎหมาย อันจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326 และให้ชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูลให้ยกฟ้องและไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง และรับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์รับราชการในตำแหน่งนักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์กับจำเลยทำบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ ที่สถานีตำรวจภูธรเขาคิชฌกูฏ สำหรับข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้องในข้อ 2.2 นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยพูดต่อบุคลากรในสำนักงานตำบลแสลงตามแอปพลิเคชันไลน์ว่า "พี่มนเป็นกิ๊กกับมัน" และพูดว่า "มันพูดกับเพื่อนที่พลับพลานารายณ์ คือ มันมีอะไรกันแล้วต้องพาไปทำแท้งที่กรุงเทพ" เป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าว คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 บัญญัติว่า "สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้...(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย..." และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติอยู่ในหมวดความผิดฐานหมิ่นประมาทว่า "ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้..." ดังนั้น ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งบัญญัติอยู่ในหมวดความผิดฐานหมิ่นประมาทที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นความผิดต่อส่วนตัวซึ่งยอมความกันได้ เมื่อปรากฏว่าข้อเท็จจริงตามบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ ข้อ 1 กำหนดว่า โจทก์ต้องการให้จำเลยถอนค้ำประกัน 1,500,000 บาท โดยให้เปลี่ยนบุคคลอื่นค้ำประกันแทนภายในเดือนเมษายน 2560 และข้อ 4 กำหนดว่า หากจำเลยไม่หาคนเปลี่ยนค้ำประกันได้ภายในเดือนเมษายน 2560 โจทก์จะนำคดีหมิ่นประมาทนี้มาดำเนินคดีกับจำเลยภายในอายุความ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้มีเจตนาจะสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที แต่กลับมีเงื่อนไขกำหนดให้จำเลยเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้จากโจทก์เป็นบุคคลอื่นเป็นผู้ค้ำประกันแทนให้แล้วเสร็จโดยมีกำหนดเวลาให้จำเลยดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายน 2560 หากจำเลยไม่ดำเนินการโจทก์จะดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทแก่จำเลยภายในอายุความ ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 ธนาคาร ก. ทำหนังสือแจ้งจำเลยว่าจำเลยได้รับการอนุมัติการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขจากสำนักงานใหญ่แล้ว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2560 โดยเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันจากโจทก์เป็นนางรจนาเป็นการที่จำเลยปฏิบัติตามบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ ข้อ 1 แล้ว เห็นว่า หลังจากที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้จากโจทก์เป็นนางรจนาหรือบุคคลอื่นแทนโจทก์ การที่จำเลยดำเนินการขออนุมัติเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยต่อธนาคาร ก. จากโจทก์เป็นนางรจนาก็เป็นขั้นตอนส่วนหนึ่งที่จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้เป็นบุคคลอื่นแทนโจทก์เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้กับโจทก์ดังกล่าว กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความตามกฎหมายอันจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 333 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางสาววรรณวิสาข์ สุทธิวารี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวอรุณี กระจ่างแสง
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
นพเรศ พันธุ์นรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2565
#680202
เปิดฉบับเต็ม

คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรงนั้นต้องเป็นคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการอย่างตรงไปตรงมาจนถึงขนาดที่ว่าทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ เพราะเป็นคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์มีลักษณะเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดาประกอบด้วยสองภาคส่วน คือ ภาคส่วนคำว่า "MY" มีความหมายตามพจนานุกรม Oxford River Books English-Thai แปลว่า ของฉัน และภาคส่วน คำว่า "CLOUD" ซึ่งแม้คำนี้จะมีหลายความหมาย ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และในส่วนความหมายที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ก็มีความหมายที่แตกต่างกัน เมื่อการพิจารณาว่าคำในเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาประกอบกับสินค้าหรือบริการที่ขอจดทะเบียน การที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่มีคำว่า "CLOUD" กับบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ สาธารณชนที่พบเห็นเครื่องหมายบริการของโจทก์ย่อมเข้าใจได้ในทันทีว่าเป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ ดังนั้น คำว่า "CLOUD" จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าคำว่า "CLOUD" เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง การที่โจทก์นำคำดังกล่าวมาประกอบกับคำว่า "MY" ในลักษณะเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดา แยกส่วนออกได้เป็นสองคำ โดยที่คำว่า "MY" มีความหมายว่า ของฉัน ซึ่งเป็นความหมายโดยทั่วไปไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโจทก์ เมื่อนำมาใช้ประกอบกับคำว่า "CLOUD" จึงไม่ได้เป็นการนำคำที่มีความหมายตามพจนานุกรมมาใช้อย่างอำเภอใจ แต่กลับเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบหรือเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์โดยภาพรวมจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) (เดิม)

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) บัญญัติว่า ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตาม (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่ายเผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้ว ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว ก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ในเรื่องนี้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กำหนดหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะว่า สินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าหรือบริการอื่น เมื่อการนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้นั้นต้องเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องหมายบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนนั้นมีความแตกต่างจากบริการอื่นก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียน พยานหลักฐานที่โจทก์อ้างส่งนั้นจึงต้องมีลักษณะเป็นทำนองที่แสดงให้เห็นถึงการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียน กรณีจึงไม่อาจนำหลักฐานการโฆษณาเผยแพร่หลังจากวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการมาพิจารณาประกอบความมีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้สำหรับคำขอจดทะเบียนคดีนี้ ประกอบกับในเอกสารโฆษณาบางส่วนก็เป็นการโฆษณาเครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ประกอบคำว่า WD แตกต่างจากเครื่องหมายบริการที่ขอจดทะเบียน เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์จึงไม่เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับบริการที่มีการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการของโจทก์แตกต่างไปจากบริการของบุคคลอื่น อันถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการใช้จนแพร่หลายตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสาม (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ พณ 0704/18359 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 297/2560 กับให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ตามคำขอเลขที่ 892112 ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/34097 และ พณ 0704/18359 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 297/2560 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า MY CLOUD ตามคำขอเลขที่ 892112 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/34097 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD เป็นคำขอเลขที่ 892112 สำหรับบริการจำพวกที่ 42 รายการบริการ 47 รายการ เช่น จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ จัดหาซอฟต์แวร์สำหรับการเข้ารหัสและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลคอมพิวเตอร์ จัดหาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ชนิดดาวน์โหลดไม่ได้ จัดหาเฟิร์มแวร์ (ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการพื้นฐาน) สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ จัดหาซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ออกแบบซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ออกแบบอุปกรณ์เก็บบันทึกข้อมูลซึ่งใช้หน่วยความจำแฟลช (แฟลชไดร์ฟ) ออกแบบอุปกรณ์เก็บบันทึกข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ (ฮาร์ดไดร์ฟ) พัฒนาหน่วยขับจานบันทึกข้อมูล (ดิสก์ไดร์ฟ) พัฒนาอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลซึ่งใช้วงจรรวมเป็นหน่วยความจำ (โซลิดสเตดไดร์ฟ) บริการเฝ้าสังเกตการณ์ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านการเข้าถึงจากระยะไกล บริการให้ใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ชนิดดาวน์โหลดไม่ได้ชั่วคราว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเนื่องจากเห็นว่าเครื่องหมายบริการดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) เพราะคำว่า MY CLOUD แปลว่า เครือข่ายการติดต่อสื่อสารของฉัน เมื่อนำมาใช้กับบริการที่ยื่นขอจดทะเบียนจึงเล็งถึงคุณสมบัติของบริการโดยตรง โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า พจนานุกรม Oxford River Books English-Thai แปลคำว่า MY ว่า ของฉัน และพจนานุกรมออนไลน์ www.merriamwebster.com/dictionary/cloud แปลคำว่า CLOUD หมายถึง the computers and connections that support cloud computing แปลว่า คอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อที่สนับสนุนระบบสำรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอากาศ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกระบบสำรองข้อมูล รวมกันสื่อความหมายได้ว่า คอมพิวเตอร์และระบบสำรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ของฉัน เมื่อนำมาใช้กับบริการจำพวกที่ 42 ทำให้เข้าใจได้ว่าบริการภายใต้เครื่องหมายบริการดังกล่าวเป็นบริการที่เกี่ยวกับระบบสำรองข้อมูลและซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ของฉัน ถือเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของบริการโดยตรง เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่งเป็นเพียงเอกสารแสดงการโฆษณาภายใต้เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ประกอบคำว่า WD ซึ่งแตกต่างจากเครื่องหมายบริการที่ยื่นขอจดทะเบียน และเป็นข้อมูลแสดงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในปี 2557 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏช่วงเวลาเผยแพร่หรือการโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเท่าใดจึงรับฟังไม่ได้ว่าเครื่องหมายบริการที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนมีการให้บริการเผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการของโจทก์แตกต่างไปจากบริการอื่น จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ตามคำขอเลขที่ 892112 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ ในส่วนประเด็นที่จำเลยฎีกาว่า แม้เครื่องหมายบริการของโจทก์ในภาคส่วนคำว่า CLOUD มีหลายความหมาย แต่ในการพิจารณาความหมายของคำในภาษาอังกฤษที่มีหลายความหมายต้องพิจารณาความหมายของคำประกอบกับรายการบริการที่ยื่นขอจดทะเบียนเป็นสำคัญสาธารณชนที่พบเห็นเครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์ย่อมเข้าใจได้ทันทีว่า บริการภายใต้เครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นบริการเครือข่ายการติดต่อสื่อสารของฉัน หรือเป็นบริการที่เกี่ยวกับระบบสำรองข้อมูลและซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ของฉันนับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของบริการโดยตรง เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) นั้น เห็นว่า คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรงนั้นต้องเป็นคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการอย่างตรงไปตรงมาจนถึงขนาดที่ว่าทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ เพราะ เป็นคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง คดีนี้เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์มีลักษณะเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดาประกอบด้วยสองภาคส่วน คือ ภาคส่วนคำว่า "MY" มีความหมายตามพจนานุกรม Oxford River Books English-Thai แปลว่า ของฉัน และภาคส่วน คำว่า "CLOUD" ซึ่งแม้โจทก์แก้ฎีกาอ้างว่า คำว่า "CLOUD" มีหลายความหมาย ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และในส่วนความหมายที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ก็มีความหมายที่แตกต่างกัน ดังเช่นในชั้นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "CLOUD" ตาม encyclopedia2.thefreedictionary.com แปลว่า เครือข่ายการติดต่อสื่อสาร ส่วนในชั้นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แปลความหมายคำว่า "CLOUD" ตามพจนานุกรมออนไลน์ www.merriamwebster.com/dictionary/cloud ว่า คอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อที่สนับสนุนระบบสำรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอากาศ คำดังกล่าวจึงไม่อาจสื่อได้แน่ชัดว่าหมายถึงสิ่งใด โดยพยานโจทก์ปากนายนันทน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า สาธารณชนทั่วไปที่เห็นคำว่า "CLOUD" ก็เพียงเข้าใจความหมายว่าเป็นก้อนเมฆ หรือปกคลุมด้วยเมฆ เท่านั้น แต่พยานโจทก์ปากดังกล่าวเบิกความด้วยว่า ในแวดวงผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์มีการนำคำว่า "CLOUD" ไปใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า cloud computing system ประกอบกับตามพจนานุกรม www.merriamwebster.com/dictionary/cloud คำว่า"CLOUD" หมายถึง the computers and connections that support cloud computing ด้วย ซึ่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแปลว่า คอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อที่สนับสนุนระบบสำรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอากาศ สอดคล้องกับที่โจทก์ก็ระบุในคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่า cloud computing เป็นระบบการเก็บข้อมูลประเภทหนึ่งอันแสดงให้เห็นว่า เมื่อนำคำว่า "CLOUD" ไปใช้กับสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สาธารณชนย่อมเข้าใจได้ว่าคำดังกล่าวมีความหมายแตกต่างจากความหมายที่แปลว่าก้อนเมฆหรือปกคลุมด้วยเมฆ ซึ่งจากพยานหลักฐานของโจทก์ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า โจทก์มุ่งเน้นที่จะใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวกับการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ และตามเอกสารการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของโจทก์ ก็อธิบายการทำงานของสินค้าหรือบริการของโจทก์ในลักษณะว่าเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับจัดเก็บข้อมูลส่วนตัวโดยจะมีฮาร์ดดิสก์บรรจุอยู่ภายในเครื่องที่สามารถเชื่อมต่อกับภายนอกได้ผ่านทางระบบเน็ตเวิร์กหรือระบบอินเทอร์เน็ตและมีบริการแอปพลิเคชันให้สามารถเข้าใช้งานคลาวด์ได้ จึงเป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับ cloud computing โดยตรง เมื่อการพิจารณาว่าคำในเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาประกอบกับสินค้าหรือบริการที่ขอจดทะเบียน การที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่มีคำว่า "CLOUD" กับบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ สาธารณชนที่พบเห็นเครื่องหมายบริการของโจทก์ย่อมเข้าใจได้ในทันทีว่าเป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ดังนั้น คำว่า "CLOUD" จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า คำว่า "MY" ของโจทก์เป็นคำคุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของ มีความหมายว่า ของฉัน เมื่อประกอบคำว่า "CLOUD" ซึ่งมิได้มีความหมายเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว จึงเป็นการนำคำที่มีความหมายตามพจนานุกรมมาใช้อย่างอำเภอใจ (arbitrary) เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าคำว่า "CLOUD" เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง การที่โจทก์นำคำดังกล่าวมาประกอบกับคำว่า "MY" ในลักษณะเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดา แยกส่วนออกได้เป็นสองคำ โดยที่คำว่า "MY" มีความหมายว่า ของฉัน ซึ่งเป็นความหมายโดยทั่วไปไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโจทก์ เมื่อนำมาใช้ประกอบกับคำว่า "CLOUD" จึงไม่ได้เป็นการนำคำที่มีความหมายตามพจนานุกรมมาใช้อย่างอำเภอใจตามที่กล่าวอ้าง แต่กลับเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบหรือเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์โดยภาพรวมจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยให้เหตุผลว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรงนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้จำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD จนแพร่หลายแล้วในประเทศไทยอันจะถือได้ว่า มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) นั้น ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยไว้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) บัญญัติว่า ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตาม (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่ายเผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้ว ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว ก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ในเรื่องนี้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กำหนดหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะว่า สินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าหรือบริการอื่น ประเด็นนี้โจทก์นำสืบโดยมีนายนันทน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ชั้นนำระดับโลกซึ่งสาธารณชนทั่วไปและสาธารณชนผู้ใช้สินค้าต่างรู้จักผลิตภัณฑ์และบริการของโจทก์ในชื่อ MY CLOUD และโจทก์ได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ประวัติความเป็นมาของบริษัทภายใต้เครื่องหมายบริการ MY CLOUD ผ่านสื่อออนไลน์ของโจทก์ แต่หลักฐานดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารแสดงประวัติของบริษัท การโฆษณาสินค้าหรือบริการ และช่องทางการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าเริ่มมีการใช้ การโฆษณา หรือการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการภายใต้เครื่องหมายบริการที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ตั้งแต่เมื่อใด ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์สื่อออนไลน์รวมถึงหนังสือนิตยสาร แผ่นพับหนังสือพิมพ์ และการออกร้านขายสินค้าและให้บริการภายใต้เครื่องหมายบริการ MY CLOUD แต่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 พยานหลักฐานที่โจทก์นำส่งเป็นเอกสารโฆษณาเผยแพร่สินค้าหรือบริการตั้งแต่ช่วงประมาณปลายปี 2556 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเรื่อยมา เมื่อการนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้นั้นต้องเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องหมายบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนนั้นมีความแตกต่างจากบริการอื่นก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียน พยานหลักฐานที่โจทก์อ้างส่งนั้นจึงต้องมีลักษณะเป็นทำนองที่แสดงให้เห็นถึงการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียน กรณีจึงไม่อาจนำหลักฐานการโฆษณาเผยแพร่หลังจากวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการมาพิจารณาประกอบความมีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้สำหรับคำขอจดทะเบียนคดีนี้ ประกอบกับในเอกสารโฆษณาบางส่วนก็เป็นการโฆษณาเครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ประกอบคำว่า WD แตกต่างจากเครื่องหมายบริการที่ขอจดทะเบียน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่พอฟังว่า เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับบริการที่มีการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการของโจทก์แตกต่างไปจากบริการของบุคคลอื่น อันถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการใช้จนแพร่หลายตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) ดังนั้น เครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 892112 จึงเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียน คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7, 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ว.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอารยา ธีรการุณวงศ์ ลิ้มวงษ์ทอง
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 186/2565
#683281
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยกที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง ให้แก่จําเลย มิใช่ให้จําเลยถือครองที่ดินแทนโจทก์ และตามสำเนาโฉนดที่ดินระบุว่า โจทก์ได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 ดังกล่าวมาโดยการรับโอนมรดก ที่ดินจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ เมื่อโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จําเลยโดยไม่ได้ระบุว่า ให้เป็นสินสมรส ที่ดินจึงเป็นสินส่วนตัวของจําเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) และ 1474 (2) จําเลยย่อมเป็นผู้มีอำนาจจัดการที่ดินดังกล่าวได้เอง ตามมาตรา 1473 ดังนั้น การที่จําเลยจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัท ผ. ไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 นิติกรรมการขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยไม่จําต้องพิจารณาว่า โจทก์ได้ให้ความยินยอมในการขายที่ดินของจําเลยหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์ได้จดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวแก่จําเลยในระหว่างสมรส อันเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกล้างเสียในระหว่างที่เป็นสามีภริยากันอยู่ก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 ก็ตาม แต่เมื่อจําเลยได้ขายที่ดินไปเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ประกอบกับหลังจากปี 2559 โจทก็ไม่ได้ส่งค่าเลี้ยงดูบุตรให้แก่จําเลย เนื่องจากจําเลยผิดข้อตกลงเรื่องหย่า และโจทก์คิดว่าจําเลยมีเงินส่งเสียบุตร เพราะจําเลยขายที่ดินที่โจทก์ยกให้ไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมโดยปริยายให้นําเงินที่ได้จากการขายที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูจําเลยและบุตรของโจทก์ เฉพาะอย่างยิ่งบุตรโจทก์กําลังศึกษาอยู่ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จึงไม่เป็นกรณีที่โจทก์จะฟ้องขอให้จําเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้แบ่งกรรมสิทธิ์ในสินสมรส 48 รายการ ให้โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7113 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6322, 6324 และ 6325 โดยให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ หากจำเลยขายที่ดินดังกล่าวให้คืนเงินที่ได้จากการขายให้แก่โจทก์ และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ส่งคืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 6,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนสินส่วนตัว 38 รายการ ให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 550,000 บาท ให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 6323 ให้แก่โจทก์ หากไม่ส่งคืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเตียงนอนหลุยส์ เก้าอี้หนังหลุยส์ ชุดรับแขกไม้แกะสลัก ถาดทองเหลือง พานทองเหลือง เตียงไม้ชิงชันสำหรับนอนเล่นและตู้โชว์ไม้ชิงชัน สินส่วนตัวของโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 110,000 บาท กับให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6322, 6324 และ 6325 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 และที่ดินโฉนดเลขที่ 7113 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 และให้จำเลยส่งมอบคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ส่งคืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยคืนเงิน 6,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2530 ระหว่างสมรสโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางอัญชลี มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายรัฐนันท์ หลังจากโจทก์เลิกความสัมพันธ์กับนางอัญชลีเมื่อปี 2543 แล้วโจทก์และจำเลยได้รับนายรัฐนันท์มาเลี้ยงดูโจทก์ได้จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7113 โฉนดที่ดินเลขที่ 6322, 6324 และ 6325 โฉนดที่ดินเลขที่ 30376 แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 จำเลยจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 แก่บริษัท ผ. ไปในราคา 6,650,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 แก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง ให้แก่จำเลย มิใช่ให้จำเลยถือครองที่ดินแทนโจทก์ โจทก์อุทธรณ์เพียงว่า โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 ให้แก่จำเลยย่อมเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสเช่นกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างได้ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามศาลชั้นต้นว่า โจทก์ยกที่ดินให้แก่จำเลยมิใช่ให้จำเลยถือครองที่ดินแทนโจทก์ ซึ่งระบุว่า โจทก์ได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 ดังกล่าวมาโดยการรับโอนมรดก ที่ดินจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ เมื่อโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยโดยไม่ได้ระบุว่า ให้เป็นสินสมรส ที่ดินจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) และ 1474 (2) จำเลยย่อมเป็นผู้มีอำนาจจัดการที่ดินดังกล่าวได้เอง ตามมาตรา 1473 ดังนั้น การที่จำเลยจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัท ผ. ไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 นิติกรรมการขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยไม่จำต้องพิจารณาว่า โจทก์ได้ให้ความยินยอมในการขายที่ดินของจำเลยหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์ได้จดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยในระหว่างสมรส อันเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันซึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกล้างเสียในระหว่างที่เป็นสามีภริยากันอยู่ก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ขายที่ดินไปเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ประกอบกับโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่าหลังจากปี 2559 โจทก์ไม่ได้ส่งค่าเลี้ยงดูบุตรให้แก่จำเลย เนื่องจากจำเลยผิดข้อตกลงเรื่องหย่าและโจทก์คิดว่าจำเลยมีเงินส่งเสียบุตร เพราะจำเลยขายที่ดินที่โจทก์ยกให้ไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมโดยปริยายให้นำเงินที่ได้จากการขายที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรของโจทก์ เฉพาะอย่างยิ่งบุตรโจทก์กำลังศึกษาอยู่ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จึงไม่เป็นกรณีที่โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น ๆ ตามฎีกาของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469 ม. 1471 ม. 1473 ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) — นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย
- นางสาวอินทิรา ฉิวรัมย์
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 179/2565
#680498
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต มีโจทก์ร่วมอุทธรณ์เฉพาะประเด็นเรื่องโทษโดยขอให้ลงโทษสถานหนักให้ประหารชีวิตจำเลยเท่านั้น ถือว่าประเด็นที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง แล้วศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะในส่วนของโทษจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นประหารชีวิต เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคดีในประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยเพราะโจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะโทษที่จะลงแก่จำเลยจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในส่วนของความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิยื่นฎีกาในประเด็นนี้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้มานั้นไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง ท. มารดาของนางจาง ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ลงโทษประหารชีวิต คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ส่วนโจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษประหารชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิยื่นฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์คงมีโจทก์ร่วมอุทธรณ์เฉพาะประเด็นเรื่องโทษโดยขอให้ลงโทษสถานหนักให้ประหารชีวิตจำเลยเท่านั้น ถือว่าประเด็นที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง แล้วศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะในส่วนของโทษจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นประหารชีวิต เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคดีในประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยเพราะโจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะโทษที่จะลงแก่จำเลยจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในส่วนของความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกาในประเด็นนี้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประเด็นเดียวว่าสมควรลดโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เดิมพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จำเลยให้การรับสารภาพ ต่อมามีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยว่ากระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 26 ธันวาคม 2561 โดยแจ้งข้อหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเหตุที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยเพิ่มเติมจากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเป็นฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน สืบเนื่องมาจากนาย จ. บิดาผู้ตายกับโจทก์ร่วมนำสัญญาประกันชีวิตที่ผู้ตายทำไว้กับบริษัทต่าง ๆ จำนวน 4 ฉบับ มามอบให้ เป็นเหตุให้มีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมอันนำมาซึ่งการสรุปสำนวนสั่งฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าวนั้นโดยจุดเริ่มต้นเกิดจากเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 จำเลย โจทก์ร่วม นาย จ. และญาติของผู้ตายเดินทางมารับศพผู้ตาย ขณะที่อยู่ที่ห้องพักในโรงแรม จำเลยเข้ามาหานาย จ. คุกเข่าและพูดขอให้นาย จ. ไม่เอาเรื่องจำเลย โดยจำเลยบอกกับนาย จ. ว่าผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตไว้หลายฉบับเป็นเงินสามสิบล้านหยวน จนเป็นเหตุให้นาย จ. โทรศัพท์บอกให้นางสาว จ. น้องสาวซึ่งอาศัยอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนให้ไปค้นหาจนพบสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ที่ห้องชุดที่นาย จ. กับโจทก์ร่วมซื้อให้ผู้ตายกับจำเลยเป็นเรือนหอ โดยนาย จ. เบิกความว่าห้องชุดดังกล่าวผู้ตายกับจำเลยไม่เคยไปอยู่อาศัย รวมถึงผู้ตายไม่เคยบอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับสัญญาประกันชีวิตให้นาย จ. กับโจทก์ร่วมทราบ ซึ่งหากจำเลยไม่ได้ให้การต่อนาย จ. ว่าผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตไว้โดยระบุจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์มีมูลค่าสามสิบล้านหยวน นาย จ. ก็คงจะไม่ได้ให้น้องสาวไปค้นหาและได้มาซึ่งสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวอันเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่พนักงานสอบสวนนำมาใช้เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แม้ว่าจำเลยจะให้การปฏิเสธบ่ายเบี่ยงว่ามิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายมาโดยตลอดก็ตาม แต่จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าได้ซื้อสัญญาประกันชีวิตผู้ตายไว้จริง และรับว่าในวันเกิดเหตุมีการทะเลาะกัน มีการลงมือทำร้ายกันและจำเลยจับผู้ตายกดน้ำ เมื่อสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวเป็นเอกสารที่ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยวางแผนในการฆ่าผู้ตายมาก่อนโดยหวังจะได้รับเงินประกันชีวิตจากความตายของผู้ตาย จึงถือได้ว่าคำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ลดโทษให้แก่จำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นาง ท.
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายชรินทร์ ก้าวลิ้ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา