คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2121/2565
#686985
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เข้ายึดถือครอบครองป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเนื้อที่ 141 ไร่ 46 ตารางวา โดยไม่มีสิทธิอันจะอ้างได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยที่ 2 จึงต้องออกไปจากที่เกิดเหตุ แต่ปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 คืนที่ดินที่เกิดเหตุให้แก่รัฐคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 43 ไร่ เท่านั้น แสดงว่า จำเลยที่ 2 คืนที่ดินที่เกิดเหตุให้แก่รัฐแต่เพียงบางส่วน ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยที่ 2 ออกไปจากป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยที่ ๒ ออกไปจากป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6295/2561 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 14, 26/4, 26/5, 31 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 16,698,137.95 บาท แก่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (เดิม) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 9 (1) (2) (3), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 500,000 บาท แก่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ 141 ไร่ 46 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในเขตป่าเลนประแสและป่าพังราด อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเป็นพื้นที่ป่าไม้ ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายธีรัตม์ หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 1 (ระยอง) ร่วมกับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ดูแลฟาร์มเลี้ยงกุ้งของจำเลยที่ 2 ในที่ดินที่เกิดเหตุ โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และประมวลกฎหมายที่ดิน และนำตัวจำเลยที่ 1 มอบต่อพันตำรวจโทไพฑูรย์ พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี พันตำรวจโทไพฑูรย์สอบคำให้การนายธีรัตม์และนายยงยุทธ ไว้ และสอบคำให้การจำเลยที่ 1 ไว้ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในตอนแรก แต่หลังจากมีการสอบสวนเพิ่มเติม จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุเพียง 43 ไร่ โดยเข้าใจว่าที่ดินที่ครอบครองทำประโยชน์อยู่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 210 ถึง 213 ที่ซื้อมาจากนายธเนศร์ มิได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุทั้ง 141 ไร่ 46 ตารางวา ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงขาดเจตนา ย่อมไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น ในเรื่องนี้โจทก์มีนายธีรัตม์และนายยงยุทธ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 เบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกเข้าตรวจสอบที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งของจำเลยที่ 2 เนื้อที่ 141 ไร่ 46 ตารางวา มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแล ซึ่งอยู่ในเขตป่าเลนประแสและป่าพังราด อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 139 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา และเป็นพื้นที่ป่าไม้เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา สภาพพื้นที่เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งจำนวนหลายบ่อเต็มพื้นที่ โดยเป็นบ่อที่ใช้ทำประโยชน์และบ่อเลี้ยงกุ้งร้าง มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำชี้พื้นที่ที่เกิดเหตุทั้งแปลง ในวันที่เข้าจับกุม จำเลยที่ 1 นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) จำนวน 4 ฉบับ เนื้อที่รวมกันประมาณ 40 ไร่ มาแสดง นายธีรัตม์ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าไม่ตรงกับแปลงที่ดินที่เกิดเหตุ จึงตรวจยึดที่ดินทั้งหมด 141 ไร่ 46 ตารางวา เห็นว่า นายธีรัตน์และนายยงยุทธพยานโจทก์ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ในการตรวจสอบพื้นที่และจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการบุกรุกป่าชายเลน ป่าไม้ และป่าสงวนแห่งชาติ จึงเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริงที่เกิดขึ้น พยานจำเลยทั้งสองปากนายธเนศร์ก็เบิกความรับว่า พยานเป็นผู้ขายที่ดินที่เกิดเหตุให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งแปลงเนื้อที่ 141 ไร่ 46 ตารางวา ในราคา 4,000,000 บาท โดยมีการส่งมอบเอกสารแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) จำนวน 4 ฉบับ เนื้อที่ 40 ไร่เศษ และทำหนังสือสละสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ทั้งสี่ฉบับ ให้แก่จำเลยที่ 2 จึงยิ่งทำให้น่าเชื่อว่า มีการขายที่ดินที่เกิดเหตุทั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 มิใช่ขายเฉพาะที่ดินเนื้อที่ประมาณ 43 ไร่ ที่จำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์อยู่เท่านั้น ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า มีการทำหนังสือสละสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่รวม 43 ไร่ แสดงว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินจากนายธเนศร์เพียง 43 ไร่ ในราคา 4,000,000 บาท เพราะหากซื้อที่ดินที่เกิดเหตุทั้งแปลง 141 ไร่ 46 ตารางวา ราคาจะสูงกว่า 10,000,000 บาท นั้น เห็นว่า ที่มีการทำหนังสือสละสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ 43 ไร่ ก็น่าจะเป็นเพราะต้องการให้สอดคล้องกับจำนวนเนื้อที่ของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 210 ถึง 213 ซึ่งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 210 ถึง 213 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่เกิดเหตุ ดังนั้น การทำหนังสือสละสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ 43 ไร่ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการซื้อขายที่ดินที่เกิดเหตุกันเพียง 43 ไร่ ส่วนราคาขายที่ดิน 4,000,000 บาท ก็ไม่น่าจะเป็นราคาที่ต่ำเกินไป เพราะการซื้อที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผู้ซื้อย่อมต้องรับความเสี่ยงที่จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดี ดังนั้นหากผู้ขายขายในราคาสูงเช่นปกติทั่วไป ก็ไม่อาจจะหาผู้ซื้อได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินจากนายธเนศร์ 141 ไร่ 46 ตารางวา ตามเนื้อที่ที่ดินที่เกิดเหตุแต่มีการครอบครองทำประโยชน์ 43 ไร่ ซึ่งเนื้อที่ที่ยังไม่ได้ทำประโยชน์คงอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 อาจนำมาใช้ประโยชน์ภายหลังได้ หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะซื้อที่ดินที่เกิดเหตุจากนายธเนศร์จำนวน 43 ไร่ โดยไม่ได้ซื้อที่ดินและรับมอบที่ดินที่เกิดเหตุส่วนที่เหลือ จำเลยที่ 2 ซึ่งซื้อที่ดินจากนายธเนศร์ตั้งแต่ปี 2554 ก็น่าจะต้องทำรั้วแสดงอาณาเขตที่ดินของตนเองไว้ว่าประสงค์จะครอบครองเพียงเท่านั้น แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้ดำเนินการ ทั้งยังปรากฏว่า ที่ดินที่เกิดเหตุมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ดังนั้นบุคคลภายนอกคงไม่อาจเข้าไปในพื้นที่ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า นายธีรัตม์แนะนำว่าจำเลยที่ 2 สามารถซื้อที่ดินที่เกิดเหตุในส่วนที่มีเอกสารสิทธิได้ และจำเลยที่ 2 เห็นว่านายธีรัตม์มิได้จับกุมนายธเนศร์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ในขณะนั้น ทำให้จำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 2 สามารถซื้อที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยที่ 2 เข้าใจว่ามีเอกสารเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ได้นั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงได้ความว่านายธีรัตม์ให้คำแนะนำว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่หากที่ดินบริเวณนั้นมีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินก็สามารถซื้อที่ดินดังกล่าว พร้อมกับได้พรินต์แผนที่บริเวณดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ไปด้วย แสดงว่าพื้นที่ส่วนใหญ่บริเวณนั้นเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังซื้อที่ดินจากนายธเนศร์ซึ่งวิญญูชนทั่วไปเมื่อได้มีคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่รัฐเช่นนั้น ก่อนจะซื้อที่ดินบริเวณนั้นควรจะต้องตรวจสอบจากสำนักงานที่ดินเสียก่อนว่าแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เป็นเอกสารสำหรับที่ดินที่เกิดเหตุหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ทั้งสี่ฉบับ ก็มีข้อความระบุไว้ว่าที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ 4 แต่ที่เกิดเหตุอยู่หมู่ที่ 8 หากจำเลยที่ 2 พบเห็นดังนี้แล้วควรจะต้องเกิดข้อสงสัยว่าที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณที่เกิดเหตุหรือไม่ ซึ่งภายหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 นำเอกสารแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ดังกล่าวไปตรวจสอบปรากฏว่า มีที่ดินอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเพียง 2 ไร่ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 เป็นรายละเอียด ไม่ทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายสูงเกินไป เนื่องจากจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินเพียง 43 ไร่ และมิใช่ผู้บุกรุกแผ้วถางนั้น เห็นว่า จากคำวินิจฉัยข้างต้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ยึดถือครอบครองที่ดินเนื้อที่ 141 ไร่ 46 ตารางวา แต่ขณะถูกจับกุม จำเลยที่ 2 ทำประโยชน์ 43 ไร่ ซึ่งที่ดินส่วนที่เหลือที่ยังไม่ได้ทำประโยชน์ จำเลยที่ 2 อาจทำประโยชน์ในภายหลังก็ได้ แม้จำเลยที่ 2 มิใช่ผู้บุกรุกแผ้วถาง แต่จำเลยที่ 2 ก็ได้รับประโยชน์จากการใช้พื้นที่ดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท นั้นนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เข้ายึดถือครอบครองป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเนื้อที่ 141 ไร่ 46 ตารางวา โดยไม่มีสิทธิอันจะอ้างได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยที่ 2 จึงต้องออกไปจากที่เกิดเหตุ แต่ปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 คืนที่ดินที่เกิดเหตุให้แก่รัฐคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 43 ไร่ เท่านั้น โดยปัจจุบันมีการปลูกป่าทดแทนในที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ประมาณ 43 ไร่ ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 2 คืนที่ดินที่เกิดเหตุให้แก่รัฐแต่เพียงบางส่วน ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยที่ 2 ออกไปจากป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยที่ 2 ออกไปจากป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายธนวัฒน์ ตันฉ้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมเกียรติ อุ่นอนันต์
ชื่อองค์คณะ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116/2565
#724069
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ที่ 4 อ. หรือ ร. และผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89507 ไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. เจ้าหนี้เดิมเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 4 สิทธิจำนองย่อมครอบที่ดินจำนองทั้งแปลง ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งสิทธิจำนองมาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินจำนองทั้งแปลงและแม้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองจะมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องหรือลูกหนี้ในคดีล้มละลายก็ตาม แต่เมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินจำนองและกันเงินค่าที่ดินส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองไว้แต่เงินที่กันไว้ก็อยู่ในความรับผิดตามสัญญาจำนองซึ่งผู้ร้องได้รับโอนสิทธิความเป็นเจ้าหนี้มา ผู้ร้องย่อมใช้สิทธิของเจ้าหนี้จำนองซึ่งถือเป็นบุริมสิทธิที่อาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือที่ดินทรัพย์จำนองกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมดได้ตามกฎหมายและมีสิทธิได้รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองในส่วนของ อ. หรือ ร. และผู้คัดค้านที่ 2 ก่อนเจ้าหนี้อื่น ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 สัญญาปรับโครงสร้างหนี้เป็นเพียงข้อตกลงรับสภาพหนี้ หรือข้อผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ ไม่ใช่การระงับหนี้เดิม จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงยังคงต้องรับผิดตามมูลหนี้เดิมอยู่ ดังนั้น เมื่อ อ. หรือ ร. และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เพียง 200,000 บาท ยังขาดอีก 15,000,000 บาท ย่อมถือว่า อ. หรือ ร. และผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ไม่ครบถ้วน แม้ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 แล้วเป็นจำนวน 11,277,358.84 บาท ก็ไม่มีผลทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองหลุดพ้นจากความรับผิดแต่อย่างใดเพราะหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังไม่ได้ชำระโดยสิ้นเชิง ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามมูลหนี้เดิมจาก อ. หรือ ร. และผู้คัดค้านที่ 2

ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มิใช่คู่ความในคดีล้มละลายเดิมและผู้ร้องไม่เคยฟ้องร้องผู้คัดค้านทั้งสองมาก่อน คำร้องขอรับเงินของผู้ร้องจึงมีผลทำนองเดียวกับการฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองเพื่อบังคับชำระหนี้จำนองจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้องแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) (ค) ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาด และวันที่ 2 ตุลาคม 2549 พิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 89507 ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพ หรือนายรณจะพงศ์ ผู้คัดค้านที่ 1 และนางสาวอังคณา ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม มีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเป็นผู้รับโอนสิทธิจำนอง ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองได้ในราคา 29,020,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับเงินส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นด้วยตามส่วนกรรมสิทธิ์รวมของผู้คัดค้านทั้งสองและภายในวงเงินจำนองซึ่งต้องไม่เกินกว่าภาระหนี้ที่มีอยู่จริงที่ผู้คัดค้านทั้งสองต้องรับผิดต่อผู้ร้อง และคืนค่าขึ้นศาลในศาลล้มละลายกลางและชั้นอุทธรณ์ชั้นศาลละ 100,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2539 จำเลยที่ 4 กู้ยืมเงิน 26,000,000 บาท จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. เจ้าหนี้เดิม ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ บีบีแอล เอ็มโออาร์ + 1.5 (13.75 + 1.5) ต่อปี ตามสัญญาวงเงินสินเชื่อ ลงวันที่ 25 เมษายน 2539 มีจำเลยที่ 2 และนายอดิเทพ หรือนายรณจะพงศ์ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89507 แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. ในวงเงิน 26,000,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 4 โดยผู้จำนองตกลงยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 4 อย่างลูกหนี้ร่วม ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองและสำเนาโฉนดที่ดิน ต่อมาเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 เด็ดขาดแล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิมยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 17 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในที่ดินทรัพย์จำนองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 4 หลังจากนั้นผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้วขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 26,125,138.68 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันโดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามส่วนกรรมสิทธิ์รวมก่อนเจ้าหนี้อื่นภายในวงเงินจำนอง ส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญตามสำเนาคำขอรับชำระหนี้ สำเนาคำสั่งศาล และสำเนาความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินทรัพย์จำนองซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 2 จำนวน 84.6 ส่วน ของจำเลยที่ 4 จำนวน 81.1 ส่วน ของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์จำนวน 168 ส่วน และของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 54.3 ส่วน ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองไปในราคา 29,020,000 บาท ตามสำเนาแบบรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ สำเนาประกาศขายทอดตลาดที่ดินและสำเนารายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ – จ่ายเงิน แล้วจ่ายเงินสุทธิในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 รวมเป็นเงิน 11,277,358.84 บาท ให้ผู้ร้อง และกันเงินไว้ในส่วนของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์เป็นเงิน 12,068,678.35 บาท และของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 3,900,769.25 บาท คดีล้มละลายในส่วนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จากที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นอันเสร็จเด็ดขาด ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการแรกมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89507 ไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. เจ้าหนี้เดิมเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 4 สิทธิจำนองย่อมครอบที่ดินจำนองทั้งแปลง ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งสิทธิจำนองมาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินจำนองทั้งแปลงและแม้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองจะมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องหรือลูกหนี้ในคดีล้มละลายก็ตาม แต่เมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินจำนองและกันเงินค่าที่ดินส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองไว้แต่เงินที่กันไว้ก็อยู่ในความรับผิดตามสัญญาจำนองซึ่งผู้ร้องได้รับโอนสิทธิความเป็นเจ้าหนี้มา ดังนั้นผู้ร้องย่อมใช้สิทธิของเจ้าหนี้จำนองซึ่งถือเป็นบุริมสิทธิที่อาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือที่ดินทรัพย์จำนองกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมดได้ตามกฎหมายเพื่อขอรับชำระหนี้จำนองที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองในส่วนของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ก่อนเจ้าหนี้อื่น ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจิฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการต่อไปมีว่าผู้คัดค้านทั้งสองหลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วหรือไม่ เห็นว่าสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีวัตถุประสงค์ระบุไว้ในข้อ 2 ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 และให้ถือว่าเป็นเพียงข้อตกลงรับสภาพหนี้ และ/หรือผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ ไม่ใช่การระงับหนี้เดิม มูลหนี้เดิมรวมทั้งหลักประกันยังคงมีอยู่โดยไม่ถูกกระทบกระเทือน และในข้อ 1 ให้คำนิยามศัพท์ "มูลหนี้เดิม" หมายถึง "สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อประเภทต่างๆ ที่สถาบันผู้โอนมีอยู่ต่อลูกหนี้...และ บสท.(บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย) ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว...ตามสัญญาโอนสินทรัพย์..." ซึ่งมูลหนี้เดิมดังกล่าว นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ยอมรับสภาพหนี้ไว้ในข้อ 3 ว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกหนี้เป็นหนี้ตามมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท และสัญญาข้อ 4 ระบุการผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ให้นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระหนี้เพียง 15,200,000 บาท สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงแสดงไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าเป็นการรับสภาพหนี้ในมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท แต่ผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ให้นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระหนี้เพียง 15,200,000 บาท ไม่อาจตีความว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 รับสภาพหนี้เพียง 15,200,000 บาท ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 4 ดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างในฎีกา ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่าหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 80 หมายถึงหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ นั้น คำว่า "หนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับ บสท." ในบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้หมายถึง หนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองเข้าใจและอ้างในฎีกาเสมอไป และหากหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับ บสท. ดังกล่าว หมายถึงหนี้ตามมูลหนี้เดิม ก็ไม่ได้ถือว่าการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวมุ่งจะให้ บสท. ได้เปรียบนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 อันขัดต่อวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ในการตราพระราชกำหนดดังกล่าวดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างในฎีกา เพราะนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับการผ่อนปรนโดยให้รับผิดชำระหนี้น้อยลงกว่ามูลหนี้เดิม และหากนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วนย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมตามสัญญาข้อ 21 แต่ถ้าผิดเงื่อนไขนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ก็ต้องรับผิดชำระหนี้เต็มจำนวนในมูลหนี้เดิมตามสัญญาข้อ 8 ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า เมื่อผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 แล้วเป็นเงิน 11,277,358.84 บาท ย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมด้วย ผู้คัดค้านทั้งสองจึงคงต้องรับผิดชำระหนี้อีกเพียง 3,722,641.16 บาท นั้น ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ระบุว่า เมื่อนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วน ให้ถือว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมนั้นโดยไม่ได้ระบุให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ผู้จำนองอื่น หลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมไปด้วย สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเจ้าหนี้ว่าไม่ประสงค์จะเรียกให้นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมให้แก่เจ้าหนี้โดยสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ยังคงต้องรับผิดอยู่ตามจำนวนมูลหนี้เดิม ดังนั้น เมื่อได้ความว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระเงินให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพียง 200,000 บาท การที่ผู้ร้องยังไม่ได้รับชำระหนี้อีก 15,000,000 บาท ย่อมถือว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ไม่ครบถ้วน แม้ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 แล้วเป็นจำนวน 11,277,358.84 บาท ก็ไม่มีผลทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองหลุดพ้นจากความรับผิดแต่อย่างใดเพราะหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังไม่ได้ชำระโดยสิ้นเชิง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ยังชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องไม่ครบถ้วน ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามมูลหนี้เดิมจากนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านทั้งสองไม่หลุดพ้นความรับผิดต่อผู้ร้องตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นด้วยตามส่วนกรรมสิทธิ์รวมของผู้คัดค้านทั้งสองและภายในวงเงินจำนองซึ่งต้องไม่เกินกว่าภาระหนี้ที่มีอยู่จริงที่ผู้คัดค้านทั้งสองต้องรับผิดต่อผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้นกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มิใช่คู่ความในคดีล้มละลายเดิมและผู้ร้องไม่เคยฟ้องร้องผู้คัดค้านทั้งสองมาก่อน คำร้องขอรับเงินของผู้ร้องจึงมีผลทำนองเดียวกับการฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองเพื่อบังคับชำระหนี้จำนองจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้องแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ค) ประกอบ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องมิใช่การร้องขอให้บังคับจำนองโดยตรง จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลมาชั้นศาลละ 100,000 บาท เป็นการไม่ถูกต้องให้คืนค่าขึ้นศาลที่เสียมาเกินชั้นศาลละ 100,000 บาท แก่ผู้ร้อง จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่คืนค่าขึ้นศาลในศาลล้มละลายกลางและชั้นอุทธรณ์ชั้นศาลละ 100,000 บาท แก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287 (เดิม)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
ผู้คัดค้าน — นาย ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร. กับพวก
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง -
-
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2112/2565
#685253
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวงและมีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน โดยเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์พร้อมกับวงแชร์อื่นหลายวงมากกว่าสามวง และมีสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน แต่ในคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยให้เห็นว่า จำเลยเพียงแต่อ้างการจัดให้มีการเล่นแชร์มาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่างวดแชร์จากผู้เสียหายหรือผู้อื่น จำเลยมิได้มีเจตนาจัดให้มีการเล่นแชร์ตามข้อกล่าวอ้างอันเป็นองค์ประกอบความผิดต่อ พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1) (2) จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการเล่นแชร์ตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่เมื่อพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องมีเจตนาแท้จริงคือหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนด้วยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าเป็นวงแชร์ที่ให้ผลตอบแทนโดยไม่มีเจตนาจ่ายผลตอบแทนจริงและไม่มีการเปียหรือประมูลแชร์แต่อย่างใด ที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องไม่อาจถือเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 3, 4, 5, 12 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 341, 343 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 350/2562 ของศาลแขวงสุรินทร์ เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 4490/2563 ของศาลอาญามีนบุรี

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 5 (1) (2) (ก) (ที่ถูก 5 (1) (ก) (2) (ก)), 12 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1) (2), 17 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงประชาชน ฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ฐานหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และฐานเป็นนายวงแชร์จัดให้การเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวงและมีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี 42 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 350/2562 ของศาลแขวงสุรินทร์เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 15 ปี 42 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ความผิดฐานเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวงและมีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคนตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1) (2), 17 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดข้อหาเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวงและมีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดดังกล่าวผู้กระทำจะต้องมีเจตนาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนรวมกันมากกว่าสามวงหรือมีสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน โดยผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาจัดให้มีการเล่นแชร์หรือเป็นนายวงแชร์ที่แท้จริง ดังนี้ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ในตอนต้นระบุว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาดังกล่าวโดยเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์พร้อมกับวงแชร์อื่นหลายวงมากกว่าสามวง และมีสมาชิกวงแชร์รวมกันมากกว่าสามสิบคน แต่ในคำฟ้องต่อไปได้อธิบายถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยว่า จำเลยประกาศเชิญชวนว่าในการเล่นแชร์จะให้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผล ดอกเบี้ย หรือกำไรแก่สมาชิกวงแชร์ตามข้อเสนอของจำเลยที่เสนอให้ผลตอบแทน ซึ่งเป็นวงแชร์ที่ไม่มีการเปียหรือประมูล โดยสมาชิกวงแชร์จะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล ดอกเบี้ย หรือกำไรคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเพื่อเป็นอุบายในการหลอกลวงประชาชน... ซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่มีเจตนาจ่ายเงินปันผล ผลตอบแทน ดอกเบี้ย หรือกำไรให้แก่สมาชิกที่ร่วมลงทุนแต่อย่างใด ใจความตามคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยเพียงแต่อ้างการจัดให้มีการเล่นแชร์มาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่างวดแชร์จากผู้เสียหายหรือผู้อื่น จำเลยมิได้มีเจตนาจัดให้มีการเล่นแชร์ตามข้อกล่าวอ้างอันเป็นองค์ประกอบความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1) (2) ตามที่โจทก์ได้ระบุเกริ่นไว้ในตอนต้นของคำบรรยายฟ้อง จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปตกลงกันเป็นสมาชิกวงแชร์ โดยแต่ละคนมีภาระที่จะส่งเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดรวมเข้าเป็นทุนกองกลางเป็นงวด ๆ เพื่อให้สมาชิกวงแชร์หมุนเวียนกันรับทุนกองกลางแต่ละงวดนั้น ไปโดยการประมูลหรือโดยวิธีอื่นใด อันจะเป็นการเล่นแชร์ตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ดังนี้ แม้จำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่เมื่อพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องมีเจตนาแท้จริงคือหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนด้วยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าเป็นวงแชร์ที่ให้ผลตอบแทนโดยไม่มีเจตนาจ่ายผลตอบแทนจริงและไม่มีการเปียหรือประมูลแชร์แต่อย่างใด ในส่วนของความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องไม่อาจถือเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสำหรับข้อหาดังกล่าวมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 ม. 343
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นางสาว ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นางสาวเฉลิมพร ดีพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสิทธิ์ ตั้งสุทธิพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2103/2565
#687016
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ครอบครองทำประโยชน์และปักเสาปูนรอบที่พิพาท ทั้งเป็นผู้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ตามใบ ภ.บ.ท. 5 เลขที่สำรวจ 862/2521 ต่อมาสำนักงานธนารักษ์พื้นที่กาญจนบุรีตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าเป็นที่ดินราชพัสดุและมีลักษณะเป็นทางสาธารณประโยชน์ ขณะเกิดเหตุโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยครอบครองต่อเนื่องจากผู้ขายที่ดินให้โจทก์ ดังนั้น หากมีบุคคลอื่นเข้ามาขุดดินทำเป็นร่องวางท่อระบายน้ำในที่ดิน อันเป็นการรบกวนการครอบครองและทำให้เสียหายซึ่งที่ดินที่โจทก์ครอบครองดังกล่าว ย่อมเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิและรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ในขณะนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 334, 335, 358, 362, 365

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยทั้งสองฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิทางทะเบียน มีเพียงแบบแสดงรายการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท. 5 แปลงสำรวจเลขที่ 4114/2553 ซึ่งเดิมมีนางพูลสุขศรี เป็นผู้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่พิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 นางพูลสุขศรีถึงแก่ความตาย นางมนัสนันท์ บุตรของผู้ตายยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางมนัสนันท์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย นางมนัสนันท์ซึ่งรับมรดกที่ดินพิพาทในฐานะทายาทโดยธรรมได้แบ่งขายที่ดินดังกล่าว เนื้อที่ 2 ไร่ ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 หลังจากนั้นโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทและเป็นผู้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ตามใบ ภ.บ.ท.5 เลขสำรวจที่ 862/2561 เนื้อที่ 1 งาน 97 ตารางวา จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน เดิมจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3235 เนื้อที่ 1 งาน 6 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยที่ 2 โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 2 ว่าจ้างนายพรชัยให้ขุดร่องดินวางท่อระบายน้ำในที่ดินพิพาทระหว่างที่ดินที่โจทก์และจำเลยทั้งสองครอบครองโดยมีทางสาธารณะกั้นอยู่ เสา 3 ต้น ที่โจทก์ปักไว้ ซึ่งอยู่ระหว่างแนวที่ดินที่โจทก์ครอบครองกับที่ดินของจำเลยทั้งสองหายไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยครอบครองต่อเนื่องจากผู้ขายที่ดินให้โจทก์ ดังนั้น หากมีบุคคลอื่นเข้ามาขุดดินทำเป็นร่องวางท่อระบายน้ำในที่ดินอันเป็นการรบกวนการครอบครองและทำให้เสียหายซึ่งที่ดินที่โจทก์ครอบครองดังกล่าวย่อมเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิและรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ในขณะนั้นโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ได้กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป เพราะ ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตั้งแต่สองคนขึ้นไปและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์หรือไม่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองร่วมกันควบคุมสั่งการอยู่บริเวณรถยนต์เก๋งสีขาวอยู่บนที่ดินโจทก์ใช้ให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 358 ม. 362 ม. 365 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวนฤมล ศักดิ์สกุลไกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สรชัย จตุรภัทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1921/2565
#686984
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องจะมิได้เก็บรักษากุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ในที่มิดชิด แต่เสียบกุญแจรถจักรยานยนต์คาไว้ที่รูกุญแจรถจักรยานยนต์ ทำให้บุคคลภายในครอบครัวสามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้โดยง่าย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่แสดงออกว่าผู้ร้องมิได้เข้มงวดในการที่จำเลยและบุคคลภายในครอบครัวนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ก็ตาม แต่ได้ความว่าบุคคลภายในครอบครัวเพียงแต่นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ขับซื้อของและทำธุระทั่วไปเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยและบุคคลในครอบครัวเคยมีพฤติการณ์นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด พฤติการณ์ของผู้ร้องดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยินยอมหรืออนุญาตโดยปริยายให้จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อจะไปตกปลากับเพื่อน ไม่ได้ประสงค์จะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิด แต่เหตุที่จำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกฟ้องเนื่องจากกลัวว่าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม เพราะมีบุหรี่ไฟฟ้าในครอบครองโดยผิดกฎหมาย การที่จำเลยขัดคำสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจที่สั่งให้หยุดรถและขับรถจักรยานยนต์หลบหนีการจับกุม จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทันทีในขณะนั้นอันเป็นการกระทำความผิดของจำเลยโดยลำพัง ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบหรือคาดหมายได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดดังกล่าว ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) (8), 157, 160 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคแรก ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น จำคุก 1 เดือน ปรับ 4,000 บาท และฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นบิดาจำเลยและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องและจำเลยพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้าน จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปตามถนน พบร้อยตำรวจเอกดุสิตกับพวก เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโพธาราม ตั้งจุดตรวจจุดสกัดอยู่บนถนน เจ้าพนักงานตำรวจสั่งให้จำเลยหยุดรถและเปิดสัญญาณไฟสีแดงเพื่อขอตรวจค้น จำเลยไม่ยอมหยุดรถ แต่ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูง โดยขับย้อนศรปาดซ้ายปาดขวาเป็นระยะทางยาวเพื่อหลบหนีการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามจำเลยไปทัน จึงจับกุมจำเลยพร้อมยึดรถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง แจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่า ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจรโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าโดยผิดกฎหมาย ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2563 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยและริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ ผู้ร้องเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลา 17.30 นาฬิกา หลังจากเลิกงานแล้ว ผู้ร้องขับรถจักรยานยนต์ของกลางมาจอดไว้ภายในบริเวณบ้าน ต่อมาจำเลยขอยืมรถจักรยานยนต์ของกลางจากผู้ร้องเพื่อไปตกปลากับเพื่อน ผู้ร้องเห็นว่าสถานที่ตกปลาอยู่ใกล้บ้าน จึงอนุญาตให้จำเลยยืมรถจักรยานยนต์ไปใช้ ต่อมาทราบว่าจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมยึดรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย แต่ผู้ร้องเบิกความตอบโจทก์ถามค้านในทำนองว่า ในคดีที่จำเลยตกเป็นผู้ต้องหา ผู้ร้องได้ไปให้การต่อร้อยตำรวจเอกชัชวาลย์พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโพธาราม เมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การของพยานแล้ว ผู้ร้องให้การว่า ตามปกติผู้ร้องเป็นผู้ใช้สอยรถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อใช้เสร็จแล้วผู้ร้องจะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปจอดไว้ภายในบ้าน โดยเสียบกุญแจรถจักรยานยนต์คาไว้ที่รถ บางครั้งจะมีบุคคลภายในครอบครัวนำรถไปใช้ขับซื้อของหรือทำธุระต่าง ๆ วันเกิดเหตุจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางที่จอดอยู่ภายในบ้านไปใช้งาน โดยไม่ได้บอกให้ผู้ร้องทราบก่อน คำเบิกความของผู้ร้องในส่วนที่อ้างว่าจำเลยได้มาขออนุญาตผู้ร้องนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้จึงขัดแย้งแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ร้อง ซึ่งในข้อนี้ร้อยตำรวจเอกชัชวาลย์พยานโจทก์เบิกความประกอบบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า ในชั้นสอบสวนพยานได้สอบปากคำจำเลย จำเลยให้การว่า วันเกิดเหตุก่อนจำเลยจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งจอดไว้ที่บ้านของผู้ร้องออกจากบ้านเพื่อไปตกปลาที่คลองชลประทานภายในหมู่บ้าน โดยจำเลยไม่ได้ขออนุญาตผู้ร้องก่อน ซึ่งสอดคล้องตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ร้อง จึงเชื่อว่าคำให้การของผู้ร้องในชั้นสอบสวนที่เกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยที่นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้โดยไม่ได้ขออนุญาตผู้ร้องก่อนนั้นเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำให้การของผู้ร้อง ว่า วันเกิดเหตุผู้ร้องจอดรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ภายในบ้าน โดยเสียบกุญแจรถจักรยานยนต์คาไว้ที่รถ ต่อมาจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้โดยไม่ได้ขอยืมหรือขออนุญาตผู้ร้องก่อนดังที่ผู้ร้องเบิกความ อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ร้องจะมิได้เก็บรักษากุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ในที่มิดชิด แต่เสียบกุญแจรถจักรยานยนต์คาไว้ที่รูกุญแจรถจักรยานยนต์ ทำให้บุคคลภายในครอบครัวสามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ได้โดยง่าย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่แสดงออกว่าผู้ร้องมิได้เข้มงวดในการที่จำเลยและบุคคลภายในครอบครัวนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าบุคคลภายในครอบครัวเพียงแต่นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ขับซื้อของและทำธุระทั่วไปเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยและบุคคลภายในครอบครัวเคยมีพฤติการณ์นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุ 23 ปีเศษ เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ย่อมต้องมีความรับผิดชอบดีแล้ว และจำเลยไม่เคยมีประวัติการกระทำความผิดอาญามาก่อน จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องที่จำเลยจะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ พฤติการณ์ของผู้ร้องดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยินยอมหรืออนุญาตโดยปริยายให้จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย ทั้งจำเลยให้การในคดีที่จำเลยตกเป็นผู้ต้องหา ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อจะไปตกปลากับเพื่อน ระหว่างทางจำเลยพบเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมเรียกให้หยุดรถ ขณะนั้นจำเลยมีบุหรี่ไฟฟ้าในครอบครอง จำเลยกลัวว่าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีโดยขับย้อนศรเป็นระยะทางยาวด้วยความเร็วสูง และขับปาดซ้ายปาดขวา เจ้าพนักงานตำรวจขับรถไล่ตามมาทัน จำเลยจึงหยุดรถและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวได้พร้อมยึดรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวแสดงว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อจะไปตกปลากับเพื่อน ไม่ได้ประสงค์จะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิดใด แต่เหตุที่จำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกฟ้อง เนื่องจากกลัวว่าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม เพราะมีบุหรี่ไฟฟ้าในครอบครองโดยผิดกฎหมาย การที่จำเลยขัดคำสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจที่สั่งให้หยุดรถและขับรถจักรยานยนต์หลบหนีการจับกุม จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทันทีในขณะนั้นอันเป็นการกระทำความผิดของจำเลยโดยลำพัง ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบหรือคาดหมายได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดดังกล่าว ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงราชบุรี
ผู้ร้อง — นาย ป.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงราชบุรี — นางสาววันวิสาข์ สิรันทวิเนติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
เผด็จ ชมพานิชย์
อนันต์ เสนคุ้ม
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2565
#684489
เปิดฉบับเต็ม

นิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขนั้นเป็นการพ้นวิสัย อันจะทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 189 นั้น ต้องเป็นกรณีที่เงื่อนไขแห่งนิติกรรมนั้นเป็นเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาดเนื่องจากสภาพของเงื่อนไขนั้นหรือโดยผลของกฎหมาย มิใช่เพียงเงื่อนไขไม่อาจสำเร็จได้ง่ายภายในเวลาที่กำหนด ทั้งต้องเป็นการเป็นไปไม่ได้โดยทั่วไป มิใช่เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่จะพิจารณาตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นผู้กำหนดเป้าหมายในการรับซื้อไฟฟ้า เมื่อไม่ปรากฏว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายภาครัฐ กำหนดให้การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ FIT ระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นเรื่องต้องห้าม มิอาจกระทำได้โดยเด็ดขาด ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเงื่อนไขบังคับก่อนในสัญญาซื้อขายหุ้นข้อ 3.1 (ก) เป็นการพ้นวิสัย แต่อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขย่อมต้องมีระยะเวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้เพื่อให้เงื่อนไขสำเร็จลง มิใช่จะมีอยู่ตลอดไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งตามเงื่อนไขบังคับก่อนในสัญญาซื้อขายหุ้น ข้อ 3.2 ให้โจทก์มีสิทธิกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดดังกล่าว เมื่อนับแต่วันที่ 2 เมษายน 2558 ที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ที่โจทก์กำหนดให้ระยะเวลาในการปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนข้อ 3.1 (ก) ยุติลง เป็นเวลาประมาณ 2 ปีเศษ ซึ่งเป็นเวลาพอสมควรที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะดำเนินการให้จำเลยที่ 5 เข้าทำสัญญากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตามเงื่อนไขบังคับก่อนข้อ 3.1 (ก) ได้แล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องถือว่าเงื่อนไขบังคับก่อนไม่สำเร็จ สัญญาซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่เป็นผล จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนเงินค่าหุ้นที่รับไว้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระ จึงตกเป็นผู้ผิดนัด ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินค่าหุ้น 40,000,000 บาท และค่าเสียหาย 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,750,000 บาท

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินงวดที่ 1 คืนแก่โจทก์คนละ 19,999,968 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 ชำระเงินงวดที่ 1 คืน 32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายคนละ 2,499,996 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าเสียหายคนละ 4 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์แต่ละคนที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ชำระเงินเฉพาะค่าหุ้นงวดที่ 1 คืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินค่าหุ้นที่รับไว้นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2560 วันที่ 9 และวันที่ 10 มกราคม 2561 ตามลำดับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 5 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าเกี่ยวกับการพลังงานทุกชนิด จำเลยที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายก๊าซชีวภาพ รวมทั้งผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือหุ้นคนละ 624,999 หุ้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถือหุ้นคนละ 1 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 5 ยื่นคำขอทำสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าแบบ ADDER ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2558 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ออกประกาศเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมพลังงานแสงอาทิตย์) ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบ ADDER เป็นแบบ FIT พ.ศ.2558 เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการยื่นคำขอยกเลิกสัญญาขายไฟฟ้าเดิมแบบ ADDER ภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 และให้ยื่นคำขอขายไฟฟ้าใหม่แบบ FIT ภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 5 ยื่นคำขอยกเลิกสัญญาขายไฟฟ้าแบบ ADDER เป็นแบบ FIT ต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแต่ยังไม่ได้รับอนุมัติให้ขายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หลังจากนั้น วันที่ 2 เมษายน 2558 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นทั้งหมดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในราคา 125,000,000 บาท ตกลงชำระราคางวดที่ 1 แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 19,999,968 บาท แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 32 บาท ภายใน 7 วันนับถัดจากวันลงนามในสัญญา งวดที่ 2 ชำระแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 42,499,932 บาท แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 68 บาท ภายใน 7 วันนับจากวันที่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนในสัญญาแล้วเสร็จ เงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาดังกล่าวข้อ 3.1 ระบุว่า (ก) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องดำเนินการให้จำเลยที่ 5 เข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ขนาด 6 เมกะวัตต์ โดยมีระยะเวลาของสัญญาอย่างน้อย 20 ปี (ข) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องดำเนินการให้จำเลยที่ 5 ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม (รง.4) ประเภทผลิตพลังงานไฟฟ้า จากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้อ 3.2 โจทก์มีสิทธิแต่เพียงฝ่ายเดียวในการพิจารณาว่าระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนข้อ 3.1 (ก) และ (ข) ว่าควรจะแล้วเสร็จลงเมื่อใด หรือควรยุติลงเมื่อใด ในวันทำสัญญา โจทก์ชำระเงินค่าหุ้นงวดที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แต่จำเลยที่ 3 มิได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน หลังจากนั้น วันที่ 11 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 5 มีหนังสือขอความเป็นธรรมต่อประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรณีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานไม่พิจารณารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซชีวภาพในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 5 ทำให้จำเลยที่ 5 ไม่สามารถเสนอขายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 5 ว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ปัจจุบัน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบ FIT เฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลาตามนโยบายภาครัฐ สำหรับพื้นที่อื่นให้เลื่อนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนออกไปก่อน โดยอยู่ระหว่างการประชุมหารือร่วมกับการไฟฟ้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายภาครัฐโดยกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้กำหนดเป้าหมายในการรับซื้อไฟฟ้า วันที่ 26 กันยายน 2559 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 5 ว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่มีอำนาจพิจารณาประเด็นตามข้อร้องขอความเป็นธรรมของจำเลยที่ 5 ได้ แต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งห้าปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนภายใน 30 วัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่อาจดำเนินการได้ ต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2560 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระเงินค่าหุ้นคืนพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ได้รับวันที่ 30 ตุลาคม 2560 แล้วเพิกเฉย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้รับ วันที่ 9 มกราคม 2561 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 นำเงินค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 9 และวันที่ 10 มกราคม 2561 แล้วเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า เงื่อนไขบังคับก่อนในสัญญาซื้อขายหุ้นข้อ 3.1 (ก) ที่ระบุให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องดำเนินการให้จำเลยที่ 5 เข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ขนาด 6 เมกะวัตต์ (PPA) โดยมีระยะเวลาของสัญญาอย่างน้อย 20 ปี เป็นการพ้นวิสัยหรือไม่ เห็นว่า นิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขนั้นเป็นการพ้นวิสัย อันจะทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 189 นั้น ต้องเป็นกรณีที่เงื่อนไขแห่งนิติกรรมนั้นเป็นเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาดเนื่องจากสภาพของเงื่อนไขนั้นหรือโดยผลของกฎหมาย มิใช่เพียงเงื่อนไขไม่อาจสำเร็จได้ง่ายภายในเวลาที่กำหนด ทั้งต้องเป็นการเป็นไปไม่ได้โดยทั่วไป มิใช่เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่จะพิจารณาตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นผู้กำหนดเป้าหมายในการรับซื้อไฟฟ้า เมื่อไม่ปรากฏว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายภาครัฐ กำหนดให้การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ FIT ระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ) เป็นเรื่องต้องห้าม มิอาจกระทำได้โดยเด็ดขาด ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเงื่อนไขบังคับก่อนในสัญญาซื้อขายหุ้นข้อ 3.1 (ก) เป็นการพ้นวิสัย แต่อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขย่อมต้องมีระยะเวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้เพื่อให้เงื่อนไขสำเร็จลง มิใช่จะมีอยู่ตลอดไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งตามเงื่อนไขบังคับก่อนในสัญญาซื้อขายหุ้น ข้อ 3.2 ให้โจทก์มีสิทธิกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดดังกล่าว เมื่อนับแต่วันที่ 2 เมษายน 2558 ที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ที่โจทก์กำหนดให้ระยะเวลาในการปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนข้อ 3.1 (ก) ยุติลง เป็นเวลาประมาณ 2 ปีเศษ ซึ่งเป็นเวลาพอสมควรที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะดำเนินการให้จำเลยที่ 5 เข้าทำสัญญากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตามเงื่อนไขบังคับก่อนข้อ 3.1 (ก) ได้แล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องถือว่าเงื่อนไขบังคับก่อนไม่สำเร็จ สัญญาซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่เป็นผล จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนเงินค่าหุ้นที่รับไว้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระ จึงตกเป็นผู้ผิดนัด ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทนเป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปีหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ดอกเบี้ยในต้นเงินค่าหุ้นให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2560 วันที่ 9 และวันที่ 10 มกราคม 2561 ตามลำดับจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 189
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณรัช อิ่มสุขศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
กฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2565
#687000
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำชำเราโดยใช้อาวุธ หมายถึง การกระทำชำเราโดยผู้กระทำมีอาวุธมาแสดงเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดของตน หาใช่หมายความถึงกับผู้กระทำต้องใช้อาวุธ หรือจะใช้อาวุธในขณะกระทำชำเราไม่

จำเลยเดินไปเคาะประตูบ้านผู้ร้องในเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดเลยที่ต้องนำอาวุธมีดดาบปลายตัดติดตัวไปด้วย เมื่อผู้ร้องออกมาเปิดประตู จำเลยก็ดึงมือผู้ร้องเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราทันที แสดงว่าจำเลยมีเจตนาที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องมาตั้งแต่แรกแล้ว การนำอาวุธมีดดังกล่าวติดตัวไปจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นได้นอกจากจะฟังว่า จำเลยมีเจตนาที่จะให้ผู้ร้องเกิดความกลัว และยอมให้จำเลยกระทำชำเราได้สำเร็จโดยใช้อาวุธ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 364, 365

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาว พ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมีฐานะยากจนและไม่มีเงินชำระค่าสินไหมทดแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ (เดิม), 365 (2) (3) (เดิม) ประกอบมาตรา 364 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้อาวุธ และฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้อาวุธ คงจำคุก 25 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 27 ปี 6 เดือน ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดกระทงแรกจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นเดียวกับกระทงที่สอง ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมเป็นจำคุก 4 ปี ยกฟ้องโจทก์ในกระทงแรกสำหรับข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัด ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและที่จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้ร้องอายุ 13 ปีเศษ เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 สัปดาห์ ผู้ร้องไปเที่ยวงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ในหมู่บ้านและได้รู้จักกับจำเลย ซึ่งมีอายุ 20 ปีเศษ โดยจำเลยเข้ามาจีบและขอหมายเลขโทรศัพท์ จากนั้นก็มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กันเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 นาง บ. มารดาผู้ร้องเดินทางไปทำงานที่จังหวัดระยองซึ่งมีสามีทำงานอยู่ก่อนแล้ว โดยปล่อยให้ผู้ร้องอยู่บ้านคนเดียว รุ่งขึ้นวันที่ 19 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ขณะผู้ร้องนอนอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงเคาะประตูบ้านและมีเสียงจำเลยพูดขอให้เปิดประตู ผู้ร้องเห็นว่าเป็นคนรู้จักกันจึงยอมเปิดประตู ปรากฏว่าจำเลยยืนถือมีดดาบปลายตัดอยู่ที่หน้าประตู และดึงมือผู้ร้องไปที่เตียงนอนในห้อง กอดจูบลูบคลำและถอดเสื้อผ้าผู้ร้องออกแล้วกระทำชำเราโดยสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้ร้องจนจำเลยสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง หลังจากเสร็จแล้วจำเลยห้ามมิให้ผู้ร้องบอกเรื่องที่เกิดขึ้นแก่ผู้ใดมิฉะนั้นจะฆ่า ผู้ร้องจึงไม่กล้าบอกให้ผู้ใดทราบ รุ่งขึ้นวันที่ 20 เวลาใกล้เคียงกัน จำเลยก็มาเคาะประตูบ้านแล้วเข้ามากระทำชำเราผู้ร้องในลักษณะเหมือนเดิมอีก 1 ครั้ง แต่ครั้งนี้จำเลยไม่มีอาวุธติดตัว กระทำชำเราแล้วจำเลยนอนค้างที่บ้านผู้ร้อง และออกจากบ้านไปในตอนเช้าซึ่งขณะนั้นนาง ส. ผู้มีบ้านอยู่ตรงข้ามเห็นเหตุการณ์และไปบอกให้นาง ท. เพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งให้รีบเดินตามไปสอบถามจำเลย สอบถามแล้วจำเลยรับว่าได้กระทำชำเราผู้ร้องจริงและยินดีที่จะรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้น วันเดียวกันเพื่อนบ้านได้ส่งข่าวให้นาง บ. มารดาผู้ร้องทราบ นาง บ. ทราบเหตุรีบกลับมาบ้านและเรียกจำเลยพร้อมบิดามารดาไปเจรจากันที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน จำเลยยอมจะรับเลี้ยงดูผู้ร้องเป็นภริยา แต่ฝ่ายผู้ร้องไม่ตกลงเพราะเห็นว่าผู้ร้องยังอยู่ในวัยเรียน ผลการเจรจาจำเลยยอมชดใช้เงินจำนวน 80,000 บาท ให้แก่ผู้ร้อง แต่จำเลยไม่สามารถหาเงินมาชำระได้ ฝ่ายผู้ร้องจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำชำเราของจำเลยในคืนแรกซึ่งจำเลยถืออาวุธมีดดาบปลายตัดไปด้วยนั้นเป็นการกระทำโดยใช้อาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) หรือไม่ เห็นว่า การกระทำชำเราโดยใช้อาวุธ หมายถึง การกระทำชำเราโดยผู้กระทำมีอาวุธมาแสดงเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดของตน หาใช่หมายความถึงกับผู้กระทำต้องใช้อาวุธหรือจะใช้อาวุธในขณะกระทำชำเราไม่ คดีนี้จากข้อเท็จจริงที่จำเลยเดินไปเคาะประตูบ้านผู้ร้องในเวลาประมาณ 23 นาฬิกา นั้น ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดเลยที่ต้องนำอาวุธมีดดาบปลายตัดติดตัวไปด้วย เมื่อผู้ร้องออกมาเปิดประตู จำเลยก็ดึงมือผู้ร้องเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราทันที แสดงว่าจำเลยมีเจตนาที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องมาตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้น การนำอาวุธมีดดังกล่าวติดตัวไปของจำเลยจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากจะฟังว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้ผู้ร้องเกิดความกลัวและยอมให้จำเลยกระทำชำเราได้สำเร็จ ครั้นจำเลยกระทำชำเราสำเร็จในคืนแรกแล้ว คืนที่สองที่จำเลยมากระทำชำเราจำเลยอาจเห็นว่าผู้ร้องไม่น่าจะขัดขืนแล้วจึงไม่นำอาวุธใดติดตัวมาอีก ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏประกอบคำรับสารภาพของจำเลยคดีย่อมฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราผู้ร้องในคืนแรก โดยใช้อาวุธ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า ขณะกระทำชำเราในคืนแรกจำเลยวางอาวุธมีดไว้นอกห้อง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำชำเราโดยใช้อาวุธนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อีกทั้งที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลยมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดกระทงแรกจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ (เดิม) และให้บังคับคดีในส่วนอาญาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคหนึ่ง ม. 277 วรรคสี่ (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นางสาว พ.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายไอลวิล โปตระนันทน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1903/2565
#683200
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายไม่ได้เบิกความถึงการกระทำชำเราของจำเลยอีกกระทงหนึ่ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายซึ่งพนักงานสอบสวนจัดให้มีการบันทึกไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคสี่ ให้คู่ความฟังแล้ว จึงต้องถือสื่อภาพและเสียงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคสาม เมื่อสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำชำเราอีกกระทงหนึ่งนั้น ต้องถือว่าผู้เสียหายเบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวในชั้นพิจารณาแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 91, 277, 279, 285, 285/1

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามฟ้องซึ่งได้กระทำเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2562 วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 วันที่ 1 สิงหาคม 2562 วันที่ 2 สิงหาคม 2562 และวันที่ 5 สิงหาคม 2562 เวลากลางวัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 9 ปี 4 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 54 ปี 24 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามฟ้องซึ่งได้กระทำเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 55 ปี 28 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง อ. ผู้เสียหาย เกิดวันที่ 8 มกราคม 2552 ขณะเกิดเหตุอายุ 10 ปีเศษ เป็นบุตรของนางสาว น. และนาย พ. นางสาว น. และนาย พ. หย่ากันเมื่อปี 2551 แล้วนางสาว น. เป็นผู้ปกครองดูแลผู้เสียหาย ปี 2556 นางสาว น. อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่บ้านเกิดเหตุ โดยนางสาว น. พาผู้เสียหายมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกันด้วยวันที่ 8 สิงหาคม 2562 นางสาว น. พาผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายไปให้แพทย์โรงพยาบาลตรวจร่างกาย แพทย์หญิง อ. ตรวจร่างกายผู้เสียหายพบบาดแผลถลอกที่ต้นขาข้างอวัยวะเพศ บาดแผลฟกช้ำที่ปุ่มกระสัน รอยแดงที่แคมเล็ก รอยฉีกขาดเก่าของฝีเย็บที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบอสุจิ ไม่พบสารประกอบของน้ำอสุจิโดยวิธีแอซิดฟอสฟาเตส (Acid phosphatase) แล้วลงความเห็นว่า ผู้เสียหายน่าจะผ่านการร่วมประเวณี วันที่ 15 สิงหาคม 2562 และวันที่ 13 กันยายน 2562 เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยว่า กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นการกระทำแก่ผู้อยู่ในความปกครองหรือผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันเป็นการกระทำแก่ผู้อยู่ในความปกครองหรือผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด จำเลยให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยเช่นเดียวกับชั้นแจ้งข้อกล่าวหา จำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โดยยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานบุคคลอื่นที่รู้เห็นนอกจากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็ก แม้มารดาผู้เสียหายอยู่บ้านเดียวกัน นอนด้วยกัน ยังไม่ทราบเรื่อง เพิ่งทราบเมื่อผู้เสียหายเล่าให้ฟัง แพทย์ไม่พบหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยเป็นผู้กระทำหรือมีส่วนร่วมกระทำประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่น่าจะรับฟังได้ ซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในความผิดฐานดังกล่าว จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกา หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ฎีกาของจำเลยในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายแม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานนี้มาด้วย ก็ไม่ทำให้เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามฟ้องข้อ 1.6

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.5 และข้อ 1.7 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 จำวันที่ไม่ได้ หลังจากเลิกเรียนผู้เสียหายกลับถึงบ้านพบจำเลยอยู่ภายในบ้าน แต่ไม่พบนางสาว น. เพราะยังไม่กลับจากทำงาน จำเลยจับผู้เสียหายไปนอนบนเบาะซึ่งเป็นที่นอนแล้วจำเลยถอดกางเกงของผู้เสียหายออก หลังจากนั้นจำเลยถอดกางเกงของตนออกและใช้น้ำมันสำหรับทาผมทาที่อวัยวะเพศของจำเลย แล้วจำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้ามาในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ชักเข้าชักออก เมื่อเสร็จแล้วจำเลยให้เงินผู้เสียหายครั้งละ 100 บาท พร้อมสั่งห้ามมิให้บอกเรื่องที่เกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น จำเลยกระทำกับผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันรวม 5 วัน ต่อมาตอนเช้าวันหนึ่ง ขณะที่นางสาว น. ลุกไปหุงข้าว คงเหลือผู้เสียหายนอนอยู่กับจำเลยเพียงลำพังบนเบาะที่นอน จำเลยใช้มือจับอวัยะเพศของผู้เสียหาย วันที่ 6 สิงหาคม 2562 ผู้เสียหายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางสาว น. ฟัง นางสาว น. พาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และโจทก์มีนางสาว น. เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2562 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้เสียหายเล่าให้พยานฟังว่า จำเลยจับอวัยวะเพศ จับก้น พยานตกใจจึงไม่ได้ถามรายละเอียด ขณะนั้นจำเลยอยู่ภายในบ้าน แต่ผู้เสียหายเล่าให้ฟังด้วยเสียงเบาจำเลยจึงไม่ได้ยิน พยานพาผู้เสียหายออกจากบ้านไปที่บ้านนาง ณ. น้องสาวพยาน นาง ณ. สอบถามผู้เสียหาย ผู้เสียหายบอกว่าจำเลยจับอวัยวะเพศและจับก้น พยานจึงพาผู้เสียหายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจพาผู้เสียหายไปให้แพทย์โรงพยาบาลตรวจร่างกาย นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโท อ. พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่เวรอยู่ที่สถานีตำรวจภูธร นางสาว น. พาผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพยานว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยซึ่งเป็นบิดาเลี้ยงกระทำชำเรา พยานส่งตัวผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล วันที่ 12 สิงหาคม 2562 พยานสอบปากคำนางสาว น. ไว้ วันที่ 13 สิงหาคม 2562 พยานสอบปากคำผู้เสียหายที่สำนักงานอัยการจังหวัด โดยมีพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และนางสาว น. มารดาผู้เสียหายร่วมสอบปากคำด้วย มีการบันทึกภาพและเสียงการสอบปากคำไว้ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายเบิกความถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอนตรงไปตรงมาเชื่อมโยงสอดคล้องกัน สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวน หลังเกิดเหตุผู้เสียหายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางสาว น. ผู้เป็นมารดาทราบ ซึ่งนางสาว น. ให้การไว้โดยละเอียดในชั้นสอบสวน แม้นางสาว น. เบิกความในชั้นพิจารณาว่า พยานไม่ได้สอบถามรายละเอียดจากผู้เสียหายขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวน แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2563 ซึ่งโจทก์แถลงว่า โจทก์พูดคุยกับผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายไม่ยินยอมตอบคำถาม ต่อมาผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ก่อนวันดังกล่าว 1 วัน นางสาว น. บอกผู้เสียหายว่า นางสาว น. จะพาผู้เสียหายไปศาล หากมีใครถาม ไม่ให้ผู้เสียหายพูดอะไร และเช้าวันสืบพยาน นางสาว น. บอกย้ำกับผู้เสียหายอีกหลายครั้งว่าไม่ให้ผู้เสียหายตอบคำถามใด ๆ พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้น่าเชื่อว่านางสาว น. ช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด และคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาว น. เป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา คำเบิกความของนางสาว น. จึงไม่มีผลทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนในโอกาสแรกที่พนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการได้ซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์และพนักงานสอบสวนถามปากคำของผู้เสียหายโดยมีพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และนางสาว น. ผู้เป็นมารดาเข้าร่วมการสอบปากคำดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ผู้เสียหายสามารถให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องสมบูรณ์แก่พนักงานสอบสวน แล้วผู้เสียหายยังนำชี้สถานที่เกิดเหตุให้พนักงานสอบสวนจัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ภาพถ่ายประกอบการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และภาพถ่ายประกอบคดี สอดคล้องกับคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายอีกด้วย เชื่อว่าผู้เสียหายให้การชั้นสอบสวนตามความเป็นจริงที่ได้ประสบมาโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ แม้คำเบิกความของผู้เสียหายแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนอยู่บ้างก็เป็นเพียงพลความ ไม่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ และแม้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ของโจทก์ไม่พบตัวอสุจิและส่วนประกอบของน้ำอสุจิในช่องคลอดของผู้เสียหาย อีกทั้งพนักงานสอบสวนไม่ได้ยึดที่นอนและผ้าปูที่นอนไปตรวจหาคราบอสุจิ แต่ผู้เสียหายไม่ใช่เด็กเร่ร่อนหรือสำส่อนทางเพศ หากไม่เป็นความจริงผู้เสียหายคงไม่กล้าบอกเล่าให้นางสาว น. ผู้เป็นมารดาทราบ ให้การต่อพนักงานสอบสวนโดยมีพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และมารดาเข้าร่วมฟังการสอบปากคำด้วยแล้วยังเบิกความต่อศาลยืนยันข้อเท็จจริงเหมือนเดิม เพราะเป็นเรื่องที่น่าอับอายและเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหาย และไม่ได้ความว่าผู้เสียหายถูกเสี้ยมสอนให้ปรักปรำจำเลย แม้ผู้เสียหายไม่ได้บอกเล่าให้ผู้อื่นทราบข้อเท็จจริงในระยะเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ ซึ่งอาจจะเป็นพิรุธอยู่บ้างแต่ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ อีกทั้งในการสืบพยานศาลชั้นต้นซักถามผู้เสียหายผ่านนักจิตวิทยาซึ่งเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กและความเชี่ยวชาญในการซักถามเด็กอันเป็นวิธีพิจารณาคดีสำหรับพยานที่เป็นเด็กเป็นการเฉพาะต่างจากพยานบุคคลทั่วไป ย่อมทำให้ผู้เสียหายสามารถให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องสมบูรณ์แก่ศาล ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษหนักเช่นนี้ เชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้ประสบมาโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ ส่วนที่ผู้เสียหายไม่ได้เบิกความว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 เวลากลางวันด้วยนั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2563 ศาลชั้นต้นบันทึกว่า ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำส่งบันทึกภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายที่บันทึกไว้ในชั้นสอบสวน แล้วจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายดังกล่าวให้คู่ความฟัง แล้วจึงเริ่มสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหาย ดังนั้น แม้ผู้เสียหายไม่ได้เบิกความถึงการกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 เวลากลางวัน แต่เมื่อศาลชั้นต้นจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหาย ซึ่งพนักงานสอบสวนจัดให้มีการบันทึกไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคสี่ ให้คู่ความฟังแล้ว จึงต้องถือสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคสาม เมื่อสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายดังกล่าวมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 เวลากลางวันแล้ว ต้องถือว่าผู้เสียหายเบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวในชั้นพิจารณาแล้ว ส่วนจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2562 โดยมีทนายความและบุตรสาวร่วมฟังการสอบสวนอยู่ด้วย แต่ไม่ให้การต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ อ้างบุคคล เอกสาร หรือวัตถุเป็นพยานแต่อย่างใด จำเลยเพิ่งอ้างฐานที่อยู่และอ้างบุคคลเป็นพยานเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2562 ภายหลังจากให้การต่อพนักงานสอบสวนครั้งแรกเกือบ 1 เดือน โดยปราศจากเหตุผล ซึ่งเป็นพิรุธ แล้วพยานบุคคลของจำเลยให้การและเบิกความเป็นพยานยืนยันฐานที่อยู่ของจำเลยเฉพาะวันที่ 30 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 วันที่ 1 และวันที่ 2 สิงหาคม 2562 เท่านั้น ไม่ได้ยืนยันฐานที่อยู่วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 ด้วย ส่วนการที่จำเลยไม่ได้หลบหนีและเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ยังไม่ใช่พยานหลักฐานที่สนับสนุนว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.5 และข้อ 1.7 พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 รวม 6 กรรม พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.5 และข้อ 1.7 ว่า จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายบังคับปลุกปล้ำและจับผู้เสียหายนอนลงบนพื้น ทั้งนี้ โดยจำเลยมีเจตนาจะกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย พฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าวเป็นอากัปกิริยาที่จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายนั่นเอง จะถือว่าจำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 อีกบทหนึ่งไม่ได้ แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.5 และข้อ 1.7 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องทั้ง 6 ข้อดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 อีกบทหนึ่งมาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.6 ว่า วันที่ 5 สิงหาคม 2562 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้มือจับ ลูบคลำอวัยวะเพศของผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการกระทำแก่ผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด แล้วศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าว ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 แต่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 ซึ่งไม่ถูกต้องแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.6 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 และให้ยกฟ้องความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใดโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 ตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.5 และข้อ 1.7 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ทวิ วรรคสี่ ม. 172 ตรี วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายคนองเดช สวัสดิ์วงศ์วิชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงศ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1899/2565
#686983
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี โดยข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าแล้วจำเลยใช้นิ้วสอดใส่ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการฟ้องให้รับผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) แต่ขณะกระทำความผิดนั้น การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็ก โดยบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งเป็นคุณมากกว่า การฟ้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) จึงชอบแล้ว และเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 91, 277, 279, 285

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 279 วรรคสอง (เดิม), ประกอบมาตรา 285 (ที่ถูก (เดิม)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน จำคุก 15 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน คงจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามอันเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกในความผิดฐานนี้กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามอันเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นบิดาของผู้เสียหายย่อมต้องมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แต่จำเลยกลับข่มขืนกระทำชำเราและกระทำการอนาจารที่ไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน แสดงว่าจำเลยกระทำโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งยังขัดกับศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยลดโทษกึ่งหนึ่งในความผิดฐานนี้ให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 12 ปีเศษ ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยโดยข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าแล้วจำเลยใช้นิ้วสอดใส่ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานของจำเลย ซึ่งเป็นการฟ้องให้รับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต แต่ขณะกระทำความผิดนั้น การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กเพราะขณะนั้นมาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่นเป็นการกระทำชำเรา จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) เป็นคุณมากกว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) การฟ้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) จึงชอบแล้ว แต่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะที่จำเลยกระทำความผิดและโทษตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกและปรับเท่ากัน ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องกำหนดโทษตามกฎหมายเดิม ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ แต่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษความผิดข้อนี้ตามมาตรา 279 วรรคสอง (เดิม) ย่อมเป็นการไม่ชอบ การปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดนั้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจวางโทษจำคุกให้หนักขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขดังกล่าวได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 285 (เดิม) อีกบทหนึ่ง และลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน รวม 2 กระทง และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยการล่วงล้ำ 1 กระทง โดยกำหนดโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง ม. 277 วรรคสอง (เดิม) ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 279 วรรคสอง (เดิม) ม. 279 วรรคห้า
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่ ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายภูมิกิติ พิมพ์พันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสบเกียรติ วัฒนถาวร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย ธารณธรรม
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
กำพล ษมาคุณากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1879/2565
#687044
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจดหน่วยพร้อมแจ้งค่าไฟฟ้าให้แก่โจทก์ แต่พนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดหน่วยมิเตอร์ไฟฟ้า โจทก์ตรวจสอบพบว่ามิเตอร์ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าถูกดัดแปลงทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าหมุนช้าลงและแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อน ซึ่งเกิดการกระทำละเมิดของผู้ใช้ไฟฟ้า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าไฟฟ้าปรับปรุงอันเกิดจากการที่มิเตอร์ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าหมุนช้าลงและแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อน จึงมิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาตั้งตัวแทนจดหน่วยพร้อมแจ้งค่าไฟฟ้า ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้คาดเห็นหรือควรจะคาดเห็นพฤติกรรมเช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 ย่อมไม่มีค่าเสียหายซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ขออนุญาตฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,840,674.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,433,655.99 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงินแทนจำเลยที่ 1 จำนวน 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,114,046 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์นี้ต้องไม่เกินกว่าความรับผิดของนายชัยยันต์ และหรือนางวิมล ที่จะมีต่อโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่ ผบ.89/2562 ของศาลชั้นต้น และภายหลังจากนั้นหากนายชัยยันต์และหรือนางวิมลชำระเงินให้แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวเพียงใด ให้นำเงินจำนวนนั้นมาหักจำนวนหนี้ในคดีนี้ด้วย โดยทุกครั้งที่นำมาหักทอนบัญชีนั้น ให้หักชำระดอกเบี้ยก่อน คงเหลือเงินอีกเพียงใดให้นำไปหักชำระต้นเงินทุกครั้ง และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,433,655.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทำสัญญาตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจดหน่วยพร้อมแจ้งค่าไฟฟ้าในเขตจำหน่ายกระแสไฟฟ้าของโจทก์ เริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 และต่ออายุสัญญากันมาโดยตลอดจนถึงปี 2560 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2559 พนักงานช่างกองมิเตอร์ของโจทก์ตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าที่บ่อเลี้ยงกุ้งซึ่งมีนายชัยยันต์ เป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้า นางวิมล เป็นผู้ครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้า พบตัวมิเตอร์ไฟฟ้าบริเวณตราตะกั่วฝาครอบตัวมิเตอร์ จำนวน 2 ดวงตรา มีร่องรอยงัดแงะตัดลวดที่ใช้ร้อยตะกั่วจนขาด แล้วสอดลวดเข้าร่องตะกั่ว บีบอำพรางไว้ อันเป็นพฤติการณ์ละเมิดการใช้ไฟฟ้าของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับกรณีพนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปจดหน่วยมิเตอร์ไฟฟ้าและอ่านหน่วยไฟฟ้าผิดพลาด หน่วยละ 500 บาท ต่อรายการที่ผิดพลาดตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงวันที่ตรวจสอบพบเป็นเวลา 44 เดือน เป็นเงิน 22,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับดังกล่าวแล้ว ต่อมาโจทก์นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมมีมติให้แจ้งจำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าปรับปรุงตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 เป็นเงิน 3,433,655.99 บาท และแจ้งให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ได้ฟ้องนายชัยยันต์เป็นจำเลยที่ 1 กับนางวิมลเป็นจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกันชำระหนี้ค่าไฟฟ้าปรับปรุงจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บุคคลทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าไฟฟ้าปรับปรุงให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาตั้งตัวแทนจดหน่วยพร้อมแจ้งค่าไฟฟ้าในเขตจำหน่ายกระแสไฟฟ้าของโจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า พนักงานช่างจากกองมิเตอร์ของโจทก์ตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าที่บ่อเลี้ยงกุ้งของนายชัยยันต์ผู้ใช้ไฟฟ้าพบว่า ตราตะกั่วฝาครอบมิเตอร์ 2 ดวงตรา มีร่องรอยงัดแงะตัดลวดที่ใช้ร้อยตะกั่วจนขาด แล้วสอดลวดเข้าร่องตะกั่วและบีบอำพรางไว้ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าหมุนช้าลงและแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีการดัดแปลงชุดตัวเลขบอกหน่วยของมิเตอร์ไฟฟ้า การละเมิดดังกล่าวมิได้เกิดจากการกระทำของนายทรงวุฒิ พนักงานของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้ไปจดหน่วยมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งการเรียกเอาค่าเสียหายนั้น มี 2 กรณี ได้แก่ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ ประการหนึ่ง และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว อีกประการหนึ่ง ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 แต่ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดนั้น เกิดจากการที่มิเตอร์ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าหมุนช้าลงและแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีการดัดแปลงชุดตัวเลขบอกหน่วยของมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากการกระทำละเมิดของผู้ใช้ไฟฟ้า จึงมิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้คาดเห็นหรือควรจะคาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับค่าปรับหรือเบี้ยปรับเพื่อการไม่ชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว และค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของผู้ใช้ไฟฟ้า มิใช่ค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จึงไม่มีค่าเสียหายซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น สำหรับจำเลยที่ 2 แม้จะมิได้ขออนุญาตฎีกามาด้วย แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ไปประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
วิธูร คลองมีคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2565
#685351
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา ถือเป็นการแก้ไขคำให้การ ต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง จำเลยจึงไม่อาจรับสารภาพในชั้นฎีกาได้ อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่ได้โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในส่วนของเช็คตามฟ้องไปแล้ว จำนวน 2 ฉบับ คงเหลือเช็คตามฟ้อง 5 ฉบับ จำเลยได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วน ขอให้ศาลพิพากษารอการลงโทษ โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาฎีกาแล้วไม่แก้ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยนำเงินมาวางศาลชำระหนี้ตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ ครบถ้วนตามที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์ร่วมได้รับเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว หนี้ที่จำเลยออกเช็คทั้ง 5 ฉบับ เพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันกันแล้วด้วยการชำระเงินครบถ้วนไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีมาฟ้องตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนงและศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์เฉพาะเช็คเลขที่ 09965285 และ 09965286 (ฟ้องข้อ 1.1 และ 1.2) ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 12 วัน รวม 5 กระทง รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 60 วัน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลากลางวัน จำเลยออกเช็คพิพาท รวม 7 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม (ภายหลังโจทก์ร่วมถอนฟ้องไป 2 ฉบับ) เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระโจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 60 วัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกากระทำได้หรือไม่ เห็นว่า การแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง จำเลยจึงไม่อาจรับสารภาพในชั้นฎีกาได้ แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลฎีกาโดยขอให้การรับสารภาพเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่ได้โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า ได้ความตามข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาว่าระหว่างฎีกาจำเลยได้ชำระเงิน 140,035 บาท แก่โจทก์ร่วมโดยการนำเงินมาวางศาล โจทก์ร่วมได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลแล้ว ซึ่งจำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในส่วนของเช็คตามฟ้องไปแล้ว จำนวน 2 ฉบับ คงเหลือเช็คตามฟ้อง 5 ฉบับ จำนวนเงิน 140,035 บาท จำเลยได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วน ขอให้ศาลพิพากษารอการลงโทษ โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาฎีกาแล้วไม่แก้ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้นำเงินมาวางศาลชั้นต้นและชำระหนี้ตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ เป็นเงิน 140,035 บาท แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วนตามที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์ร่วมได้รับเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คทั้ง 5 ฉบับ เพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันกันแล้วด้วยการชำระเงินครบถ้วนไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีมาฟ้องตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10

จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 163 วรรคสอง ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวีระพงษ์ ทองอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปราช ตัณฑศรี
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1873/2565
#684943
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทอันเป็นเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ซึ่งอยู่ภายในบ้านชั้นล่างโดยไม่ได้ล็อกกุญแจ ย่อมง่ายต่อการเปิดโอกาสให้บุคคลที่มาใช้บริการร้านเสริมสวยของ บ. และ บ. หยิบฉวยโฉนดที่ดินพิพาทไปได้โดยง่าย ถือเป็นการเก็บโฉนดที่ดินพิพาทไว้ในที่ไม่ปลอดภัย อันเป็นการไม่ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาอย่างวิญญูชนพึงกระทำ การที่ บ. ลักโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไปทำการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลย ถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์โดยตรง เมื่อจำเลยมิได้ล่วงรู้ว่า บ. ลักโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไปทำการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างความสุจริต ฝ่ายที่ประมาทเลินเล่อย่อมเสียเปรียบและต้องรับผลต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่อาจยกเอาความประมาทของตนมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อจำเลยได้ สัญญาขายฝากดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 26769 ระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนรายการขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบให้โจทก์มีอำนาจขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน กับให้จำเลยรื้อถอนป้ายที่จำเลยนำไปติดไว้ และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่รื้อถอนป้ายให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 26769 ระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการขายฝากดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26769 คืนแก่โจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนป้ายที่จำเลยนำไปติดไว้ในที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่โจทก์เสียไว้เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นมารดาของนางสาวเบญจมาศ และเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 26769 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 นางสาวเบญจมาศลักโฉนดที่ดินพิพาทที่โจทก์เก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานในบ้านไป ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 นางสาวเบญจมาศนำโฉนดที่ดินพิพาทพร้อมหนังสือมอบอำนาจ ที่มีผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยในราคา 472,000 บาท มีกำหนด 1 ปี จากนั้น โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นางสาวเบญจมาศ พนักงานอัยการจังหวัดเชียงรายฟ้องนางสาวเบญจมาศเป็นคดีอาญาข้อหาลักทรัพย์และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม และข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ นางสาวเบญจมาศให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษ 3 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4081/2561 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นมารดาของนางสาวเบญจมาศและพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน นางสาวเบญจมาศใช้บ้านหลังนี้เปิดเป็นร้านเสริมสวย นอกจากนี้นางสาวเบญจมาศยังเป็นหนี้เงินกู้นอกระบบ ซึ่งโจทก์ก็รู้ดีเพราะเคยใช้หนี้เงินกู้นอกระบบแทนนางสาวเบญจมาศประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 20,000 ถึง 30,000 บาท เมื่อโจทก์รู้ถึงพฤติกรรมของนางสาวเบญจมาศเช่นนี้แล้ว โจทก์ย่อมต้องมีความระมัดระวังในการเก็บรักษาทรัพย์สินที่สำคัญเป็นอย่างดี การที่โจทก์เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทอันเป็นเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่ภายในบ้านชั้นล่างโดยไม่ได้ล็อกกุญแจ ย่อมง่ายต่อการเปิดโอกาสให้บุคคลที่มาใช้บริการร้านเสริมสวยของนางสาวเบญจมาศและนางสาวเบญจมาศหยิบฉวยโฉนดที่ดินพิพาทไปได้โดยง่าย ถือว่าเป็นการเก็บโฉนดที่ดินพิพาทไว้ในที่ไม่ปลอดภัยอย่างดี อันเป็นการไม่ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาอย่างวิญญูชนพึงกระทำ ดังนั้น การที่นางสาวเบญจมาศลักโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไปทำการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลย ถือได้ว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์โดยตรง เมื่อจำเลยมิได้ล่วงรู้ว่านางสาวเบญจมาศลักโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไปทำการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างว่าตนสุจริต ฝ่ายที่ประมาทเลินเล่อย่อมเสียเปรียบและต้องรับผลต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่อาจยกเอาความประมาทของตนมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อจำเลยได้ สัญญาขายฝากดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่โจทก์เสียไว้เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 491
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวศศิเพ็ญ จันทโสภีพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางจุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
ชื่อองค์คณะ
กีรติ เชียงปวน
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2565
#686999
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันบุกรุก และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปเป็นเงิน 668,953.50 บาท ส่วนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 18,835,776.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จึงเป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคำร้องให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินติดมากับฟ้องอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 หรือมีคำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในส่วนของการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 254 วรรคสอง มาใช้บังคับ เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในส่วนของการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตามหากโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต บทบัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งให้โจทก์ร่วมชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ โดยโจทก์ร่วมไม่อาจขอยกเว้นค่าธรรมเนียมตามคำสั่งศาลในกรณีเช่นนี้ได้ ถือเป็นบทบังคับเด็ดขาด เพราะหากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องในคดีส่วนแพ่ง

การพิจารณาว่าโจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนในชั้นฎีกาสูงเกินสมควรหรือไม่ ศาลชอบที่จะนำเหตุผลตามคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มาประกอบดุลพินิจ โดยไม่จำต้องพิจารณาตามคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ของโจทก์ร่วมที่ยื่นประกอบการไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมที่มีข้อเรียกร้องทำนองเดียวกันซ้ำอีก คดีในส่วนแพ่งชั้นฎีกาโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมเป็นค่าเสียหายกรณีลักไม้ผนังร่วม 270,583 บาท ค่าทรัพย์สินเสียหาย 521,223 บาท ค่าเสียโอกาสในการให้เช่าและอยู่อาศัย 630,000 บาท ค่าเสียหายจากการเพิ่มภาระน้ำหนักกดลงบนโครงสร้างร่วม เสาร่วม คานร่วม ของตึกโจทก์ร่วม 4,000,000 บาท ค่าเสียโอกาสนำบ้านเป็นหลักประกันการกู้เงินธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจ 1,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,721,806 บาท ซึ่งล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำขอพร้อมแสดงเหตุแห่งการยกคำขอไว้เพียงพอให้เห็นได้ว่าค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมขอในชั้นฎีกายังคงสูงเกินสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกา วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ร่วม หากโจทก์ร่วมประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน

วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านการดำเนินกระบวนพิจารณาและคำสั่งศาลชั้นต้น ชั้นไต่สวนขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกา วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของโจทก์ร่วมแล้ว แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น จึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง และมาตรา 254 วรรคสอง เห็นควรให้เพิ่มเติมคำสั่งในส่วนของเหตุผลว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ร่วมชนะคดีในส่วนแพ่ง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้ไขเป็น 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่โจทก์ร่วมยื่นฎีกาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมอีก โดยขอเป็นค่าเสียหายกรณีลักไม้ผนังร่วม 270,583 บาท ค่าทรัพย์สินเสียหาย 531,223 บาท ค่าเสียโอกาสในการให้เช่าบ้านและอยู่อาศัย 630,000 บาท ค่าเสียหายจากการเพิ่มภาระน้ำหนักกดลงบนโครงสร้างร่วมเสาร่วม คานร่วมของตึกโจทก์ร่วม 4,000,000 บาท ค่าเสียโอกาสในการนำบ้านเป็นหลักประกันในการกู้เงินธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจ 1,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,721,806 บาท นั้น โจทก์ร่วมกล่าวอ้างโดยอ้างตนเองเบิกความเพียงปากเดียว โดยไม่มีหลักฐานอื่นเป็นข้อสนับสนุน ซึ่งจำนวนที่เรียกร้องต่างจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาไว้หลายเท่าตัว จึงเป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนที่เกินสมควร กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำสั่งศาลชั้นต้นหรือนัดไต่สวนใหม่ ให้ยกคำร้อง

วันที่ 4 สิงหาคม 2563 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านการดำเนินกระบวนพิจารณาและคำสั่งศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาโดยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 254 วรรคสอง แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้พิจารณาไต่สวนเพื่อให้โจทก์ร่วมได้มีโอกาสแสดงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้เห็นว่าคดีอาญาที่ฟ้องมีมูลหรือไม่ และการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนนั้นไม่เกินสมควรและเป็นไปด้วยความสุจริตหรือไม่ ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาและเพิกถอนคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2563

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกา ฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2560 ของโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันบุกรุก และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปเป็นเงิน 668,953.50 บาท ส่วนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 18,835,776.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมจึงเป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคำร้องให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินติดมากับฟ้องอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 หรือมีคำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในส่วนของการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 254 วรรคสอง มาใช้บังคับ เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในส่วนของการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตามหากโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งให้โจทก์ร่วมชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ โดยโจทก์ร่วมไม่อาจขอยกเว้นค่าธรรมเนียมตามคำสั่งศาลในกรณีเช่นนี้ได้ ถือเป็นบทบังคับเด็ดขาด เพราะหากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องในคดีส่วนแพ่ง เมื่อความปรากฏในสำนวนว่า โจทก์ร่วมขอค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยในคดีส่วนแพ่งเป็นเงิน 25,178,723 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะในส่วนของค่าเสียหายของบ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมสำหรับค่าขาดประโยชน์ในการนำบ้านออกให้เช่าในอัตราเดือนละ 70,000 บาท รวม 3 เดือน เป็นเงิน 210,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงชอบที่ศาลจะนำเหตุผลตามคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มาประกอบดุลพินิจเพื่อพิจารณาว่าโจทก์ร่วมเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนในชั้นฎีกาสูงเกินสมควรหรือไม่ โดยไม่จำต้องพิจารณาตามคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ของโจทก์ร่วมที่ยื่นประกอบการไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมที่มีข้อเรียกร้องทำนองเดียวกันซ้ำอีก คดีในส่วนแพ่งชั้นฎีกาโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมเป็นค่าเสียหายกรณีลักไม้ผนังร่วม 270,583 บาท ค่าทรัพย์สินเสียหาย 521,223 บาทค่าเสียโอกาสในการให้เช่าและอยู่อาศัย 630,000 บาท ค่าเสียหายจากการเพิ่มภาระน้ำหนักกดลงบนโครงสร้างร่วม เสาร่วม คานร่วม ของตึกโจทก์ร่วม 4,000,000 บาท ค่าเสียโอกาสนำบ้านเป็นหลักประกันการกู้เงินธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจ 1,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,721,806 บาท ซึ่งล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำขอพร้อมแสดงเหตุแห่งการยกคำขอไว้เพียงพอให้เห็นได้ว่าค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมขอในชั้นฎีกายังคงสูงเกินสมควร ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนคดีแพ่งชั้นฎีกาของโจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน หากโจทก์ร่วมประสงค์จะดำเนินคดีในส่วนแพ่งชั้นฎีกาต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 253 วรรคหนึ่ง ม. 254 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นาง ว.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชาคริต จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858/2565
#684394
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 18 และมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (4) อยู่ในส่วนที่ 1 การจัดตั้งและเปิดดำเนินการโรงเรียนในระบบ มีเจตนารมณ์มุ่งเน้นให้การจัดตั้งโรงเรียนในระบบจะต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อน มิฉะนั้นอาจมีโทษตามมาตรา 130 และการขอรับใบอนุญาตให้แนบรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนในระบบตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (4) เช่น หลักเกณฑ์การจ้างฯลฯ ไปให้ทราบเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ ส่วนการคุ้มครองการทำงานไปอยู่ในส่วนที่ 6 มาตรา 86 เมื่อพิจารณาระเบียบการลา ก็มิใช่เอกสารที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนในระบบ จึงมิใช่เอกสารตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (4) ที่ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องแนบพร้อมตราสารจัดตั้งมาพร้อมคำขอตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ด้วย

ในการกำหนดบทลงโทษตามมาตรา 130 เป็นกรณีที่ผู้จัดตั้งโรงเรียนในระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 18 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับระเบียบการลา

เมื่อไม่มีกรณีที่จำเลยต้องจัดส่งระเบียบการลาให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน การที่จำเลยกำหนดระเบียบการลา และโจทก์ทราบระเบียบดังกล่าว ถือว่าระเบียบการลามีผลใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยแล้ว ส่วนที่ว่าระเบียบการลามีผลใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยเพียงใดนั้นจะต้องพิจารณาประกอบระเบียบเกี่ยวกับการคุ้มครองการทำงานที่คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกำหนดตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 86 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับกับผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชน

ในขณะเกิดเหตุยังไม่ได้ออกระเบียบดังกล่าวเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 มาใช้บังคับแทนโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติดังกล่าวตามมาตรา 166

ระเบียบการลาประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ที่กำหนดว่า "ต้องยื่นใบลาต่อผู้บริหารล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำงาน" ไม่สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) ที่ว่า "การลากิจ หรือลาเพื่อทำหมันให้ยื่นใบลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ในกรณีจำเป็นและไม่สามารถยื่นใบลาได้ตามกำหนด ให้แจ้งการลาโดยเร็วที่สุด" ดังนี้ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับลากิจในส่วนนี้จึงต้องใช้บังคับตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) ดังนี้ แม้การยื่นขอลากิจของโจทก์ได้ยื่นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ก่อนวันแรกที่ขอลากิจคือวันที่ 13 มิถุนายน 2561 เป็นเวลาอย่างน้อย 1 วัน ซึ่งพอถือได้ว่าได้ยื่นใบลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) ก็ตาม แต่เมื่อการลากิจตามระเบียบการลาของจำเลย ข้อ 2 การลากิจยังได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นอีกในข้อ 4 ไว้ด้วยว่า "การอนุมัติคำขอขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บริหาร หากไม่มาปฏิบัติงาน โดยที่ผู้บริหารยังไม่อนุมัติคำขอลาจะถือว่า "ขาดงาน" และไม่ได้รับค่าจ้างในวันดังกล่าว" เช่นนี้ การขอลากิจของโจทก์จึงต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวด้วย การที่โจทก์หยุดโดยยังไม่ได้รับอนุมัติจากจำเลย และเดินทางไปกับบิดาทันทีภายหลังยื่นขอลากิจและหลังเวลาเลิกงานโดยไม่ได้รออนุมัติจากจำเลย เมื่อต่อมาจำเลยไม่ได้อนุมัติใบลากิจของโจทก์เนื่องจากโจทก์เพิ่งกลับเข้ามาปฏิบัติงานเป็นวันแรกหลังจากถูกพักงานครั้งที่สองและจำเลยได้เรียกโจทก์ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่และแจ้งคำสั่งตามหนังสือไม่อนุมัติการลาให้ทราบแล้ว และโจทก์ไม่ได้มาทำงานในวันที่ 13 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการลา อีกทั้งเมื่อสาเหตุการลากิจของโจทก์เป็นการพาบิดาซึ่งมีอายุกว่า 70 ปี ไปเยี่ยมพี่สาวของบิดาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ไม่ใช่กรณีมีความจำเป็นทางครอบครัว ถือว่าไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของโจทก์จึงถือได้ว่าเป็นการละทิ้งการงานไปเสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุดังกล่าวนี้ด้วย ถือได้ว่าเป็นเหตุอันสมควรและเพียงพอในการเลิกจ้าง ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 23,270 บาท เงินพิเศษค้างชำระในเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน 2561 รวม 3 เดือน เป็นเงิน 15,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าชดเชย 107,400 บาท และค่าจ้างค้างชำระของการทำงานระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2561 เป็นเงิน 12,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายตามฟ้องให้โจทก์แล้ว และโจทก์แถลงไม่ติดใจเรียกร้องเงินดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 23,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าชดเชย 109,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทโรงเรียนในระบบตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มีบริษัท ร. เป็นผู้รับใบอนุญาต โจทก์เริ่มทำงานกับจำเลยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 ในตำแหน่งครูประจำชั้นอนุบาล กำหนดให้ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โจทก์ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 18,200 บาท โจทก์จะต้องถูกหักเงินเดือนสมทบส่งกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนในอัตราร้อยละ 3 ของเงินเดือนทุกเดือน โจทก์จึงได้รับเงินเดือนเพียง 17,654 บาท และเบี้ยขยันอีกเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่จำเลยกำหนดขึ้นเพื่อตอบแทนความขยันในการทำงานของครูทุกคนรวมถึงโจทก์ด้วย เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้เหตุผลในหนังสือเลิกจ้างว่า โจทก์กระทำผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยและจงใจขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา และขาดงานตั้งแต่วันที่ 13 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2561 เป็นเวลา 4 วัน ติดต่อกัน แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กระทำความผิดระเบียบข้อบังคับและขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในเวลาปฎิบัติงานโดยใช้โทรศัพท์ในเวลาทำงานจนเป็นเหตุให้จำเลยมีหนังสือเตือนโจทก์ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 (ที่ถูก วันที่ 10) พฤษภาคม 2561 แต่โจทก์ก็ยังคงจงใจขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาอีกจนเป็นเหตุให้จำเลยพักงานโจทก์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2561 นั้น เป็นการกระทำความผิดที่ไม่ร้ายแรง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำความผิดซ้ำคำเตือน และหนังสือเตือนฉบับดังกล่าวไม่มีข้อความระบุห้ามไม่ให้โจทก์กระทำผิดอีกและหากฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษสถานหนักหรือเลิกจ้าง สำหรับสาเหตุการเลิกจ้างที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ละทิ้งการงานติดต่อกันเกิน 4 วันทำการนั้น โจทก์ไม่ได้ยื่นใบลากิจล่วงหน้าตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยซึ่งจะต้องยื่นล่วงหน้าก่อน 3 วันทำการ และจะต้องได้รับอนุมัติจากจำเลย ปรากฏว่าจำเลยไม่อนุมัติใบลากิจของโจทก์และได้เรียกโจทก์ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ เมื่อโจทก์ไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่จึงถือว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ โจทก์ต้องเดินทางไปกับนายอิศเรศวรซ์ บิดาโจทก์ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อไปเยี่ยมพี่สาวนายอิศเรศวรซ์ซึ่งสถาบันครอบครัวเป็นหน่วยที่สำคัญของสังคม การที่โจทก์มีความจำเป็นต้องเดินทางไปพร้อมกับบิดาซึ่งมีอายุกว่า 70 ปี ถือว่าการลากิจของโจทก์มีเหตุอันสมควรแล้ว แม้จะขาดงานเกินกว่า 4 วันทำการก็ตาม ประกอบกับโจทก์เพิ่งกลับมาทำงานให้กับจำเลยเป็นวันแรกหลังจากที่โจทก์ถูกพักงานครั้งที่ 2 ดังนั้นกรณีที่โจทก์ขาดงานนั้นจึงยังไม่ทำความเสียหายให้แก่จำเลยแต่อย่างใด ไม่ถือว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำการติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (5) จำเลยจะนำมาเป็นสาเหตุของการเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้ เมื่อจำเลยเลิกจ้าง จำเลยจึงต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง จำเลยจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยมีหนังสือบอกเลิกจ้าง วันที่ 22 มิถุนายน 2561 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน 9 วัน และเมื่อโจทก์ได้รับเงินเดือน 18,200 บาท จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 23,660 บาท แต่โจทก์เรียกร้องจำนวน 23,270 บาท เพื่อความเป็นธรรมอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 เห็นควรให้จ่ายจำนวน 23,660 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นเวลา 5 ปีเศษ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (3) ในอัตราไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน คิดเป็นเงิน 109,200 บาท ที่โจทก์ขอมา 107,400 บาท ไม่ถูกต้องเช่นกัน เห็นควรกำหนดให้จำนวน 109,200 บาท ที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 34 (2) (3) (4) (6) และ (7) นั้น เห็นว่าการที่จำเลยออกหนังสือเลิกจ้างโจทก์ไม่เข้าข้อกำหนดตามระเบียบนี้และการเลิกจ้างด้วยเหตุตาม (4) (5) (6) และ (7) จะต้องเสนอให้คณะกรรมการประนีประนอมดำเนินการพิจารณาก่อน ข้อต่อสู้ของจำเลยนี้ฟังไม่ขึ้น กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นควรกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 500,000 บาท ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ถูกจำเลยสั่งให้พักงานเพิ่งกลับมาทำงานในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 เมื่อโจทก์ขอลากิจระหว่างวันที่ 13 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โดยยื่นใบลาในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่สามารถยื่นใบลาต่อผู้บริหารของจำเลยล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำงานตามระเบียบการลาของจำเลย เมื่อผู้บริหารของจำเลยไม่อนุมัติให้โจทก์ลากิจตามคำขอและแจ้งให้โจทก์กลับมาทำงาน แต่โจทก์ไม่มาทำงานในวันที่ 13 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2561 ถือว่าโจทก์ขาดงานติดต่อกัน 4 วันทำงาน จึงต้องพิจารณาว่าโจทก์ขาดงานติดต่อกัน 4 วันทำงานโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ โจทก์อ้างว่าบิดาโจทก์จำเป็นต้องเดินทางไปเยี่ยมพี่สาวของบิดาโจทก์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยจะขับรถไป โจทก์เห็นว่าบิดาเดินทางคนเดียวจึงอาสาไปเป็นเพื่อน โจทก์จำเป็นต้องลางาน บิดาโจทก์แจ้งพี่สาวว่าหากว่างจากภารกิจจะไปเยี่ยมในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ยังไม่แน่ว่าจะได้ไปหรือไม่ เพียงแต่บอกโจทก์คร่าว ๆ ว่าในวันพรุ่งนี้จะเดินทางไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดังนั้นจากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่าบิดาโจทก์ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบเดินทางไปจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อไปเยี่ยมพี่สาวในวันที่ 13 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โดยไม่สามารถเลื่อนวันเดินทางได้ การลากิจของโจทก์ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน การที่โจทก์นำใบลาไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานของหัวหน้าฝ่ายอนุบาลในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 เวลา 16.30 นาฬิกา แล้วหยุดงานทันทีโดยไม่รอฟังว่าผู้บริหารของจำเลยอนุมัติให้ลาหรือไม่ เป็นการขัดต่อระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในเรื่องระเบียบการลา เมื่อผู้บริหารของจำเลยไม่อนุมัติการลาและแจ้งให้โจทก์กลับมาทำงานโดยส่งข้อความให้โจทก์ทางแอปพลิเคชันไลน์ แต่โจทก์ไม่ใส่ใจเปิดดูข้อความทั้งที่ยังไม่ทราบว่าได้รับอนุมัติให้ลากิจหรือไม่ เมื่อการลากิจของโจทก์ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน การที่โจทก์ไม่มาทำงานในวันที่ 13 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2561 จึงเป็นการขาดงาน 4 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการละทิ้งการงานไปเสีย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนค่าชดเชยนั้นตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 34 กำหนดว่า ผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ครู ซึ่งเลิกสัญญาการเป็นครูในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้ (8) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 4 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ โจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นเวลา 5 ปีเศษ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่า 6 เดือน ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 32 (3)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 18 และมาตรา 20 (4) อยู่ในส่วนที่ 1 การจัดตั้งและเปิดดำเนินการโรงเรียนในระบบ มีเจตนารมณ์มุ่งเน้นให้การจัดตั้งโรงเรียนในระบบจะต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อนมิฉะนั้นอาจมีโทษตามมาตรา 130 และการขอรับใบอนุญาตให้แนบรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนในระบบตามมาตรา 20 (4) เช่น หลักเกณฑ์การจ้าง ฯลฯ ไปให้ทราบเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ ส่วนการคุ้มครองการทำงานไปอยู่ในส่วนที่ 6 มาตรา 86 เมื่อพิจารณาระเบียบการลา ก็มิใช่เอกสารที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนในระบบ จึงมิใช่เอกสารตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (4) ที่ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องแนบพร้อมตราสารจัดตั้งมาพร้อมคำขอตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ด้วย ส่วนที่โจทก์อ้างว่าถ้านายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษตามมาตรา 130 นั้น เห็นได้ว่าในการกำหนดบทลงโทษตามมาตรา 130 เป็นกรณีที่ผู้จัดตั้งโรงเรียนในระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 18 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับระเบียบการลาตามที่โจทก์อ้างในฎีกา ดังนี้ จึงไม่มีกรณีที่จำเลยต้องจัดส่งระเบียบการลาให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตามที่โจทก์อ้างในฎีกาแต่อย่างใด เมื่อคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายุติว่าจำเลยกำหนดระเบียบการลา และโจทก์ทราบระเบียบดังกล่าวตามรายงานการประชุมครูและบุคลากรของโรงเรียน ถือว่าระเบียบการลา มีผลใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยแล้ว ส่วนที่ว่าระเบียบการลา มีผลใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยเพียงใดนั้นจะต้องพิจารณาประกอบระเบียบเกี่ยวกับการคุ้มครองการทำงานที่คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกำหนดตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 86 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับกับผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชน แต่เมื่อในขณะเกิดเหตุยังไม่ได้ออกระเบียบดังกล่าวเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 มาใช้บังคับแทนโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติดังกล่าวตามมาตรา 166 เมื่อพิจารณาระเบียบการลา ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 24 และ ข้อ 25 แล้ว ปรากฏว่าระเบียบการลา ข้อ 2 การลากิจ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เฉพาะข้อ 2 ที่กำหนดว่า "ต้องยื่นใบลาต่อผู้บริหารล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำงาน" นั้น ไม่สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) ที่ว่า "การลากิจ หรือลาเพื่อทำหมันให้ยื่นใบลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ในกรณีจำเป็นและไม่สามารถยื่นใบลาได้ตามกำหนด ให้แจ้งการลาโดยเร็วที่สุด" ดังนี้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับลากิจในส่วนนี้จึงต้องใช้บังคับตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายุติว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นใบลากิจล่วงหน้าก่อน 3 วันทำงาน ตามระเบียบการลา เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 โจทก์ขอลากิจระหว่างวันที่ 13 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ตามหนังสือขอลากิจ โดยโจทก์เขียนหนังสือขอลากิจและวางไว้ที่โต๊ะทำงานของหัวหน้าฝ่ายอนุบาล ระบุเวลาส่ง 16.45 นาฬิกา หลังเวลาเลิกงานโจทก์รีบเดินทางไปกับบิดาทันทีโดยยังไม่ได้รับอนุมัติการลาจากจำเลยเพราะไม่สามารถรอคำอนุมัติได้ ต่อมาจำเลยไม่ได้อนุมัติใบลากิจของโจทก์เนื่องจากโจทก์เพิ่งกลับเข้ามาปฏิบัติงานเป็นวันแรกหลังจากถูกพักงานครั้งที่สองและจำเลยได้เรียกโจทก์ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่และแจ้งคำสั่งให้ทราบแล้วตามหนังสือไม่อนุมัติการลา โจทก์ไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ และโจทก์ไม่ได้มาทำงานในวันที่ 16 มิถุนายน 2561 สาเหตุที่โจทก์ลากิจเนื่องจากโจทก์ต้องเดินทางไปกับนายอิศเรศวรซ์ บิดาโจทก์ซึ่งมีอายุกว่า 70 ปี ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปเยี่ยมพี่สาวของนายอิศเรศวรซ์ ดังนี้ แม้การยื่นขอลากิจของโจทก์ดังกล่าวได้ยื่นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ก่อนวันแรกที่ขอลากิจคือวันที่ 13 มิถุนายน 2561 เป็นเวลาอย่างน้อย 1 วัน ซึ่งพอถือได้ว่าได้ยื่นใบลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 25 (1) ก็ตาม แต่เมื่อการลากิจตามระเบียบการลา ของจำเลย ข้อ 2 การลากิจยังได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นอีกในข้อ 4 ไว้ด้วยว่า "การอนุมัติคำขอขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บริหาร หากไม่มาปฏิบัติงาน โดยที่ผู้บริหารยังไม่อนุมัติคำขอลาจะถือว่า "ขาดงาน" และไม่ได้รับค่าจ้างในวันดังกล่าว" เช่นนี้ การขอลากิจของโจทก์จึงต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวด้วย การที่โจทก์หยุดโดยยังไม่ได้รับอนุมัติจากจำเลย และเดินทางไปกับบิดาทันทีภายหลังยื่นขอลากิจและหลังเวลาเลิกงานโดยไม่ได้รออนุมัติจากจำเลย เมื่อต่อมาจำเลยไม่ได้อนุมัติใบลากิจของโจทก์เนื่องจากโจทก์เพิ่งกลับเข้ามาปฏิบัติงานเป็นวันแรกหลังจากถูกพักงานครั้งที่สองและจำเลยได้เรียกโจทก์ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่และแจ้งคำสั่งตามหนังสือไม่อนุมัติการลาให้ทราบแล้ว และโจทก์ไม่ได้มาทำงานในวันที่ 13 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 นั้น จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการลา อีกทั้งเมื่อสาเหตุการลากิจของโจทก์เป็นการพาบิดาซึ่งมีอายุกว่า 70 ปี ไปเยี่ยมพี่สาวของบิดาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น ก็เห็นได้ว่าตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ไม่ใช่กรณีมีความจำเป็นทางครอบครัว ถือว่าไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของโจทก์จึงถือได้ว่าเป็นการละทิ้งการงานไปเสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์แต่อย่างใด และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุดังกล่าวนี้ด้วย ถือได้ว่าเป็นเหตุอันสมควรและเพียงพอในการเลิกจ้าง ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาคดีส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 18 วรรคสอง ม. 19 ม. 20 วรรคหนึ่ง (4) ม. 20 วรรคสอง ม. 20 วรรคสาม ม. 86 ม. 130 ม. 166
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ภ.
จำเลย — โรงเรียน อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสาโรช สำราญทรัพย์
- นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2565
#688899
เปิดฉบับเต็ม

การค้าประเวณี 3 วัน ของผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแยกเป็น 3 ข้อนั้น เกิดจากเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปหรือชักพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีของจำเลยทั้งสองกับพวกที่กระทำแก่ผู้เสียหายโดยฉ้อฉล หลอกลวงตั้งแต่แรกเพียงเจตนาเดียว การค้าประเวณีที่เนื่องมาย่อมไม่เป็นความผิดต่างกรรมไปจากความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นแต่ละฐานอีก

เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาตามสำเนาคำพิพากษาในคดีอาญาของศาลแขวงพระนครเหนือท้ายฎีกาของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้แก้ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 เดือนจริง จึงต้องบวกโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 มาตรา 3, 4, 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 283 บวกโทษจำเลยที่ 1 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือรอการลงโทษไว้เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยไม่ได้ให้การในคดีแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวง และฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี เป็นจำคุกคนละ 15 ปี รวมทุกกระทงเป็นจำคุกคนละ 17 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 215/2561 ของศาลแขวงพระนครเหนือเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 2 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์เป็นเงิน 781,330 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก เพียงบทเดียว รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 3 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจากทางไต่สวนประกอบสำนวนการสอบสวนซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งฟังได้ว่า ผู้เสียหายจบการศึกษานอกโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีบุตรแล้ว 3 คน ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2561 ระหว่างรอที่จะไปทำงานนวดที่สาธารณรัฐเกาหลี ผู้เสียหายได้รับการชักชวนจากเพื่อนชื่อนางสาวพรรณิภา ให้ไปทำงานที่รัฐบาห์เรนด้วยกัน โดยจะมีจำเลยที่ 1 ซึ่งผู้เสียหายไม่รู้จักเป็นผู้ดำเนินการ หลังจากผู้เสียหายสนใจและรับทราบวิธีทำงานจากจำเลยที่ 1 แล้ว รุ่งขึ้นวันที่ 16 มีนาคม 2561 ผู้เสียหาย นางสาวพรรณิภากับหญิงไทยอีกหนึ่งคนก็ร่วมเดินทางไปยังรัฐบาห์เรนโดยมีนางสาวกนกรัตน์ กับชายชาวบาห์เรน 1 คน มารับที่สนามบินแล้วพาไปพักที่ตึก อ. กรุงมานามา ซึ่งมีจำเลยที่ 2 กับพวกพักอยู่ก่อนแล้ว คืนแรกที่ไปถึงจำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายไปทำงานที่บาร์ของโรงแรม ป. ซึ่งมีหญิงไทยหลายคนยืนอยู่รอลูกค้าคืนนั้นผู้เสียหายต้องออกไปร่วมประเวณีกับลูกค้าคนหนึ่งที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำ ต่อมาวันที่ 20 เดือนเดียวกัน นางสาวกนกรัตน์พาผู้เสียหายไปอยู่กับนางสาววิชุดา ที่ตึก ย. ร่วมกับหญิงไทยอีกหลายคนที่มีวิธีหาลูกค้าด้วยการส่งข้อความโต้ตอบกับลูกค้าทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านแอปพลิเคชัน ที่ตึกดังกล่าวผู้เสียหายต้องออกไปร่วมประเวณีกับลูกค้าอีก 2 ครั้ง คือ ในคืนวันที่ 20 กับคืนวันที่ 21 มีนาคม 2561 ครั้งแรกที่ทราบว่าต้องออกไปร่วมประเวณีกับลูกค้า ผู้เสียหายได้ส่งข่าวผ่านแอปพลิเคชันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้นายดุสิต พี่ชายที่ประเทศไทยทราบเพื่อหาทางช่วยเหลือ และจากการประสานงานของหน่วยราชการไทยกับสถานทูตไทยในรัฐบาห์เรน ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2561 ผู้เสียหายก็ได้รับความช่วยเหลือและพาตัวส่งกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 เดือนเดียวกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นตามที่โจทก์ฟ้องอันทำให้ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนและศาลมีอำนาจบวกโทษจำเลยที่ 1 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือรอการลงโทษไว้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ชัดเจนว่างานบริการที่ผู้เสียหายต้องทำที่รัฐบาห์เรนนั้น คือ การขายบริการทางเพศเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีบริการนวดให้แก่ลูกค้าแต่อย่างใด คำว่า "นวด" หรือ "massage" เป็นเพียงคำที่จำเลยที่ 2 กับพวกใช้พูดกับลูกค้าเพื่อชักชวนให้มีการซื้อบริการทางเพศเท่านั้น ดังคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่าคืนแรกเมื่อไปถึงผับ (หรือบาร์) ของโรงแรม จำเลยที่ 2 ได้สอนให้พยานพูดกับลูกค้าว่า You massage with me ซึ่งมีความหมายทำนองเชิญชวนให้ลูกค้าไปนวดกับผู้เสียหายแต่เมื่อมีลูกค้าคนหนึ่งสนใจ จำเลยที่ 2 ก็รับเงินจากลูกค้าแล้วแอบส่งถุงยางอนามัยห่อด้วยกระดาษชำระให้แก่ผู้เสียหายก่อนที่จะบอกให้ผู้เสียหายออกไปกับลูกค้า ฉะนั้นงานบริการที่ผู้เสียหายต้องทำก็คือการค้าประเวณีนั่นเอง ข้อเท็จจริงฟังได้ต่อไปว่า เมื่อรู้ว่าต้องออกไปร่วมประเวณีกับลูกค้าโดยไม่มีการนวดแล้ว ผู้เสียหายก็บอกให้นางสาวพรรณิภาเพื่อนที่ชักชวนมาได้ทราบความจริงทันทีว่างานที่ทำไม่ใช่งานนวดอย่างที่คิด แล้วส่งข้อความทางแอปพลิเคชันไลน์ให้นายดุสิตพี่ชายที่อยู่ประเทศไทยทราบว่าถูกหลอกมาขายบริการทางเพศและขอให้หาทางช่วยเหลือ อันแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าผู้เสียหายมิได้สมัครใจมาค้าประเวณี แต่เหตุที่ตัดสินใจมาเป็นเพราะจำเลยที่ 1 บอกว่าเป็นงานนวด ซึ่งเชื่อว่าจำเลยที่ 1 น่าจะนำคำว่า "massage" ที่ใช้ชักชวนลูกค้ามาแปลเพื่อชักจูงให้ผู้เสียหายเกิดความสนใจ โดยไม่บอกลักษณะของงานที่แท้จริงให้ผู้เสียหายทราบและเข้าใจ ส่วนที่นางสาวพรรณิภาให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 บอกให้ทราบแล้วว่างานที่ทำเป็นงานค้าประเวณีนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เพราะนางสาวพรรณิภาสมัครใจมาค้าประเวณีและยังอยากจะทำงานที่รัฐบาห์เรนต่อ จึงน่าจะให้การที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายจำเลยมากกว่า การชักชวนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยฉ้อฉล หลอกลวง จัดส่งผู้เสียหายให้ไปค้าประเวณียังรัฐบาห์เรน อันเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตามมาตรา 6 (1) ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง และฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าผู้เสียหายไม่ได้ถูกหลอกลวงเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องไปค้าประเวณีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อความปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้จัดที่อยู่อาศัยให้ผู้เสียหายและพาผู้เสียหายไปค้าประเวณีเมื่อไปถึงรัฐบาห์เรนแล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นตัวการในความผิดฐานค้ามนุษย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำด้วย ทั้งยังฟังว่าเป็นการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งในวรรคสองกำหนดให้ผู้ร่วมสมคบด้วยกันทุกคนต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดในมาตรา 6 อีกกระทงหนึ่ง และนอกจากจำเลยทั้งสองแล้วยังมีพวกอีกหลายคนร่วมกันกระทำความผิดอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป จำเลยทั้งสองจึงต้องรับโทษหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้สำหรับมาตรา 6 อีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 10 วรรคหนึ่งดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักขึ้น มิใช่บทบัญญัติที่ระบุว่าการกระทำใดเป็นความผิด แต่ที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ข้อ 1.3 และข้อ 1.4 ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยขอให้ลงโทษแยกเป็นสามกระทงนั้นยังไม่ถูกต้องไม่อาจลงโทษตามขอได้ ปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า แม้การร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปหรือชักพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีอาจเป็นความผิดหลายกระทงได้ แต่การออกไปค้าประเวณี 3 วัน ของผู้เสียหายตามที่โจทก์แยกฟ้องนั้นเกิดจากเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวข้างต้นของจำเลยทั้งสองกับพวกที่กระทำแก่ผู้เสียหายโดยฉ้อฉล หลอกลวงตั้งแต่แรกเพียงเจตนาเดียว การค้าประเวณีที่เนื่องมาย่อมไม่เป็นความผิดต่างกรรมไปจากความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นแต่ละฐานอีก อย่างไรก็ตามความผิดฐานค้ามนุษย์ดังกล่าวเกิดจากการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ร่วมสมคบทุกคนต้องระวางโทษตามที่ได้บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นอีกกระทงหนึ่งด้วย ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องรับโทษฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง และฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 วรรคสอง รวม 2 กระทง ซึ่งจากคำบรรยายฟ้อง เท่ากับโจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นข้อ 1.1 กระทงหนึ่ง กับข้อ 1.2 ถึงข้อ 1.4 อีกกระทงหนึ่งเป็น 2 กระทง จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษและกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ และเมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามที่โจทก์ขอและจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งคัดค้านได้ สำหรับฎีกาเรื่องการบวกโทษจำเลยที่ 1 ความปรากฏแก่ศาลฎีกาตามสำเนาคำพิพากษาของศาลแขวงพระนครเหนือ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 215/2561 ท้ายฎีกาของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้แก้ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 เดือนจริงจึงต้องบวกโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำขอในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (เดิม), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวง ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี รวมทุกกระทงเป็นจำคุกคนละ 7 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 215/2561 ของศาลแขวงพระนครเหนือเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 2 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์เป็นเงิน 781,330 บาท แก่ผู้เสียหาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 ม. 90 ม. 283
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 9 วรรคสี่
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 วรรคหนึ่ง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวเขมจุฑา สุวรรณจินดา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยนตร์ โสตถิทัต
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1802/2565
#684041
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ การจัดให้มีพนักงานดูแลลูกค้ารายใหญ่ด้วยการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่ต้องการทำธุรกรรมกับจำเลยถึงที่ทำการของลูกค้าโดยลูกค้าไม่ต้องมาดำเนินการที่สาขาของจำเลยด้วยตนเอง ถือเป็นบริการอย่างหนึ่งของจำเลยเพื่อประโยชน์ในกิจการของจำเลยเอง ซึ่งจำเลยสมควรคัดเลือกพนักงานที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่นี้และคอยสอดส่องไม่ให้ทำผิดหน้าที่ เมื่อ จ. พนักงานผู้มีหน้าที่ดูแลลูกค้าของจำเลยกลุ่มลูกค้าบุคคลได้รับมอบหมายจากจำเลยให้เป็นผู้ดูแลโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ การที่ จ. อำนวยความสะดวกให้โจทก์ด้วยการนำใบนำฝาก/โอน และใบคำสั่งซื้อหน่วยลงทุนไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อถึงที่ทำการของโจทก์ แล้วรับเอกสารดังกล่าวมาดำเนินการต่อที่สาขาของจำเลย ถือเป็นกิจการของจำเลยที่มอบหมายให้ จ. ไปกระทำ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบหมายให้ จ. เป็นตัวแทนของโจทก์ไปทำธุรกรรมกับจำเลยดังที่จำเลยฎีกา การที่ จ. รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับโจทก์มาก่อนมีผลเพียงทำให้โจทก์ให้ความไว้วางใจ จ. ในฐานะพนักงานของจำเลยที่มาอำนวยความสะดวกให้โจทก์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น หาทำให้ จ. กลับกลายเป็นตัวแทนของโจทก์ไปทำธุรกรรมกับจำเลยไม่ จ. เพียงทำหน้าที่นำเอกสารที่ใช้ในการถอนเงินและซื้อหน่วยลงทุนไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วรับเอกสารจากโจทก์ไปมอบให้พนักงานของจำเลยที่มีอำนาจหน้าที่ในการทำธุรกรรมนั้น ๆ เป็นผู้ดำเนินการต่อ หาใช่ว่า จ. เป็นผู้รับทำธุรกรรมให้โจทก์ด้วยตนเองไม่ ดังนั้น แม้ขณะทำธุรกรรมดังกล่าว จ. ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้แนะนำการลงทุนดังที่จำเลยฎีกา การกระทำของ จ. ก็ยังอยู่ในขอบอำนาจและในกิจการที่ได้รับมอบหมายจากจำเลย เมื่อ จ. นำใบนำฝาก/โอน มาทำรายการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีของบุคคลอื่นโดยมิได้นำไปซื้อหน่วยลงทุนอันผิดไปจากความประสงค์ของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ จ. ลูกจ้างของจำเลยกระทำไปในทางการที่จ้าง

โจทก์สามารถตรวจสอบได้โดยง่ายว่า จ. ได้ซื้อหน่วยลงทุนถูกต้องตามความประสงค์ของโจทก์ในแต่ละครั้งหรือไม่ โดยการเรียกสมุดคู่ฝากบัญชีและสมุดบัญชีกองทุนรวมทั้งเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบทุกครั้งภายหลังจากที่ได้มอบหมายให้ไปทำธุรกรรม ทั้งการโอนเงินตามฟ้องแต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกัน หากโจทก์ได้ตรวจสอบดังเช่นวิญญูชนพึงกระทำก็ย่อมจะทราบได้ตั้งแต่แรกว่ามีการทำธุรกรรมผิดไปจากความประสงค์ของตน ซึ่งอาจจะอายัดเงินในบัญชีของผู้รับโอนกลับคืนมาได้ทันหรืออย่างน้อยก็ทำให้สามารถป้องกันมิให้เกิดความเสียหายซ้ำอีก แต่โจทก์กลับมอบสมุดคู่ฝากบัญชีและสมุดบัญชีกองทุนให้ จ. เป็นผู้เก็บรักษา ทั้งยังปล่อยปละไม่ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมจนเวลาล่วงเลยมานานหลายเดือนจึงทราบเหตุละเมิด ถือได้ว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับเกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์ประกอบด้วย การกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชำระแก่โจทก์มากน้อยเพียงใด จึงต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 23,343,047.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 21,500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท โดยส่วนที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 21,500,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 ของต้นเงิน 5,500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 และของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2559) ของต้นเงิน 6,000,000 บาท ต้องไม่เกิน 641,095.89 บาท ของต้นเงิน 5,500,000 บาท ต้องไม่เกิน 439,623.29 บาท และของต้นเงิน 10,000,000 บาท ต้องไม่เกิน 762,328.77 บาท ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ต่อศาลในนามของโจทก์ กำหนดค่าทนายให้ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนของกองทุนต่าง ๆ โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ กับธนาคารจำเลยสาขาแพลทินัม ประตูน้ำ และในวันเดียวกันโจทก์เปิดบัญชีซื้อขายหน่วยลงทุนกองทุนเปิด ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ผ่านจำเลยซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนดังกล่าว มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหน่วยลงทุน นางสาวพจมานย์ เป็นพนักงานของจำเลยระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2559 โดยได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป นางสาวพจมานย์มีหน้าที่ดูแลลูกค้าของจำเลยกลุ่มลูกค้าบุคคล (Relationship Manager) ที่สาขาแพลทินัม ประตูน้ำ จำเลยมอบหมายให้นางสาวพจมานย์ดูแลโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้วยการไปอำนวยความสะดวกให้แก่โจทก์ในการนำเอกสารมาทำธุรกรรมกับจำเลยที่สาขา นอกจากนี้นางสาวพจมานย์ยังมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับโจทก์เนื่องจากเป็นภริยานายสมเดช พนักงานของบริษัท พ. ซึ่งมีโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2558 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 และวันที่ 4 ธันวาคม 2558 นางสาวพจมานย์นำใบนำฝาก/โอน ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและผู้ขอทำรายการ มาทำรายการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ ที่ธนาคารจำเลยสาขาซิตี้ คอมเพล็กซ์ ซึ่งมีผู้จัดการสาขาคนเดียวกับสาขาแพลทินัม ประตูน้ำ โดยวันที่ 8 กรกฎาคม 2558 โอนเงิน 6,000,000 บาท ไปเข้าบัญชีของนางสาวสุพัตรา วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 โอนเงิน 5,500,000 บาท ไปเข้าบัญชีของนายสุวรรณ และวันที่ 4 ธันวาคม 2558 โอนเงิน 10,000,000 บาท ไปเข้าบัญชีของนางสาวสุพัตรา ต่อมานางสาวพจมานย์ถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงและปลอมเอกสาร อันเนื่องมาจากนางสาวพจมานย์นำใบนำฝาก/โอนไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วนำไปทำรายการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 รวม 25,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินคนละรายการกับที่โอนในคดีนี้ ไปเข้าบัญชีของบุคคลอื่นผิดไปจากความประสงค์ของโจทก์ที่ให้นำไปซื้อหน่วยลงทุน แต่จำเลยติดตามเงินจำนวนดังกล่าวจากบัญชีของผู้รับโอนนำกลับคืนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ได้ นางสาวพจมานย์ให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกนางสาวพจมานย์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า นางสาวพจมานย์เป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำธุรกรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า นางสาวพจมานย์นำใบนำฝาก/โอน ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและผู้ขอทำรายการ มาทำรายการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีของบุคคลอื่นผิดไปจากความประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการให้หักเงินจากบัญชีเงินฝากนำไปซื้อหน่วยลงทุน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า นางสาวพจมานย์เป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำธุรกรรมดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ การจัดให้มีพนักงานดูแลลูกค้ารายใหญ่ด้วยการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่ต้องการทำธุรกรรมกับจำเลยถึงที่ทำการของลูกค้าโดยลูกค้าไม่ต้องมาดำเนินการที่สาขาของจำเลยด้วยตนเอง ถือเป็นบริการอย่างหนึ่งของจำเลยเพื่อประโยชน์ในกิจการของจำเลยเอง ซึ่งจำเลยสมควรคัดเลือกพนักงานที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่นี้และคอยสอดส่องไม่ให้ทำผิดหน้าที่ เมื่อนางสาวพจมานย์พนักงานผู้มีหน้าที่ดูแลลูกค้าของจำเลยกลุ่มลูกค้าบุคคลได้รับมอบหมายจากจำเลยให้เป็นผู้ดูแลโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ การที่นางสาวพจมานย์อำนวยความสะดวกให้โจทก์ด้วยการนำใบนำฝาก/โอน และใบคำสั่งซื้อหน่วยลงทุนไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อถึงที่ทำการของโจทก์ แล้วรับเอกสารดังกล่าวมาดำเนินการต่อที่สาขาของจำเลย ถือเป็นกิจการของจำเลยที่มอบหมายให้นางสาวพจมานย์ไปกระทำ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบหมายให้นางสาวพจมานย์เป็นตัวแทนของโจทก์ไปทำธุรกรรมกับจำเลยดังที่จำเลยฎีกา การที่นางสาวพจมานย์รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับโจทก์มาก่อนมีผลเพียงทำให้โจทก์ให้ความไว้วางใจนางสาวพจมานย์ในฐานะพนักงานของจำเลยที่มาอำนวยความสะดวกให้โจทก์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น หาทำให้นางสาวพจมานย์กลับกลายเป็นตัวแทนของโจทก์ไปทำธุรกรรมกับจำเลยไม่ นางสาวพจมานย์เพียงทำหน้าที่นำเอกสารที่ใช้ในการถอนเงินและซื้อหน่วยลงทุนไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วรับเอกสารจากโจทก์ไปมอบให้พนักงานของจำเลยที่มีอำนาจหน้าที่ในการทำธุรกรรมนั้น ๆ เป็นผู้ดำเนินการต่อ หาใช่ว่านางสาวพจมานย์เป็นผู้รับทำธุรกรรมให้โจทก์ด้วยตนเองไม่ ดังนั้น แม้ขณะทำธุรกรรมดังกล่าวนางสาวพจมานย์ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้แนะนำการลงทุนดังที่จำเลยฎีกา การกระทำของนางสาวพจมานย์ก็ยังอยู่ในขอบอำนาจและในกิจการที่ได้รับมอบหมายจากจำเลย เมื่อนางสาวพจมานย์นำใบนำฝาก/โอน มาทำรายการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เข้าบัญชีของบุคคลอื่นโดยมิได้นำไปซื้อหน่วยลงทุนอันผิดไปจากความประสงค์ของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่นางสาวพจมานย์ลูกจ้างของจำเลยกระทำไปในทางการที่จ้าง โดยต้องคืนเงินที่นางสาวพจมานย์ทำรายการโอนจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีของบุคคลอื่นรวม 21,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันโอนเงินแต่ละรายการจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ หรืออย่างน้อยโจทก์ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดในความเสียหายจากการกระทำของโจทก์ด้วย นั้น เห็นว่า โจทก์สามารถตรวจสอบได้โดยง่ายว่านางสาวพจมานย์ได้ซื้อหน่วยลงทุนถูกต้องตามความประสงค์ของโจทก์ในแต่ละครั้งหรือไม่ โดยการเรียกสมุดคู่ฝากบัญชีและสมุดบัญชีกองทุนรวมทั้งเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบทุกครั้งภายหลังจากที่ได้มอบหมายให้ไปทำธุรกรรม ทั้งการโอนเงินตามฟ้องแต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกัน หากโจทก์ได้ตรวจสอบดังเช่นวิญญูชนพึงกระทำก็ย่อมจะทราบได้ตั้งแต่แรกว่ามีการทำธุรกรรมผิดไปจากความประสงค์ของตน ซึ่งอาจจะอายัดเงินในบัญชีของผู้รับโอนกลับคืนมาได้ทันหรืออย่างน้อยก็ทำให้สามารถป้องกันมิให้เกิดความเสียหายซ้ำอีก แต่โจทก์กลับมอบสมุดคู่ฝากบัญชีและสมุดบัญชีกองทุนให้นางสาวพจมานย์เป็นผู้เก็บรักษา ทั้งยังปล่อยปละไม่ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมจนเวลาล่วงเลยมานานหลายเดือนจึงทราบเหตุละเมิด ถือได้ว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับเกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์ประกอบด้วย การกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชำระแก่โจทก์มากน้อยเพียงใด จึงต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า ความเสียหายที่โจทก์ได้รับเกิดขึ้นเพราะฝ่ายจำเลยเป็นผู้ก่อมากกว่า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์สองในสามส่วน เป็นเงินรวม 14,333,333.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 ของต้นเงิน 3,666,666.67 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 และของต้นเงิน 6,666,666.67 บาท นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2558 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดรวม 21,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อศาลฎีกาแก้ไขจำนวนเงินที่ให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ จึงเห็นสมควรแก้ไขค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้แทนโจทก์เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีด้วย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 14,333,333.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 ของต้นเงิน 3,666,666.67 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 และของต้นเงิน 6,666,666.67 บาท นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 425 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — ธนาคาร ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางอภิวดี เหลืองรุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายกีรติ วรพุทธพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1800/2565
#683749
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานใดย่อมจะต้องพิจารณาว่าพยานหลักฐานนั้นเกี่ยวกับประเด็นในคดีหรือไม่ หากพยานหลักฐานใดไม่เกี่ยวกับประเด็นหรือนอกประเด็น แม้คู่ความจะนำสืบกล่าวอ้างพยานหลักฐานนั้นต่อศาล ศาลย่อมมีอำนาจที่จะไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้น

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทุจริตต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ตั้งระบบอัตโนมัติในเครื่องคอมพิวเตอร์และบันทึกข้อมูลในระบบว่ามีการหักเงินบางส่วนของบัญชีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แล้วนำไปตั้งพักไว้ในบัญชีตั้งพักของธนาคารโจทก์ หลังจากนั้นได้ล้างรายการเงินฝากของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจ แล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีของตนไป การที่โจทก์นำสืบถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับค่าตรวจสอบบัญชี จำนวน 700,000 บาท เศษ โดยมีการระบุถึงรหัสประจำตัวพนักงานของจำเลยที่ 2 เป็นผู้บันทึกข้อมูล และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติรายการต่อศาลแรงงานกลาง จึงเป็นการนำสืบถึงรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากเป็นเรื่องความเป็นมาที่โจทก์ตรวจพบการทุจริตของจำเลยทั้งสองก่อนหน้าที่จะมีการกระทำผิดตามคำฟ้อง และอาจใช้สนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับการทุจริตของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่การนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานขัดกับสำนวน เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด อันเป็นการร่วมกันกระทำทุจริตและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ เป็นอุทธรณ์ที่ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 หรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนของการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย เพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพัก เพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองกับพวก โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 ได้รับโอนเงินของโจทก์เข้าบัญชีถึง 2 ครั้ง จำนวน 240,000 บาท และ 250,000 บาท แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยลอย ๆ เพียงว่า โจทก์ไม่มีพยานบุคคลมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิด มิได้วินิจฉัยถึงพยานเอกสารอื่นว่าไม่อาจรับฟังเชื่อมโยงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทุจริตเงินตามคำฟ้องเพราะเหตุใด นอกจากนั้น เงินที่โอนเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 รวมสองครั้งมิใช่เงินจำนวนเล็กน้อย จำเลยที่ 2 ย่อมต้องให้ความสำคัญและย่อมทราบว่าเงินดังกล่าวมีที่มาอย่างไร แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยเพียงว่าเงินที่เข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ถอนให้จำเลยที่ 1 ไป จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เอาเงินของโจทก์ไปโดยทุจริตเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ แต่ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทราบถึงที่มาของการโอนเงินดังกล่าวอย่างไร เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เช่นนี้ แม้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจะยังไม่ถึงกับเป็นการวินิจฉัยขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่ก็เป็นคำพิพากษาที่มิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 490,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย 490,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 ธันวาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติและปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ทำข้อมูลด้านการเงินใช้บัญชีชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นบัญชีบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ จำเลยที่ 2 เริ่มทำงานเป็นพนักงานโจทก์เมื่อเดือนกันยายน 2557 ในตำแหน่งพนักงานเดินเอกสาร ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2558 จำเลยที่ 2 ย้ายมาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ธนาคาร สังกัดฝ่ายบัญชีและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ในการทำงานจำเลยที่ 2 จะมีรหัสเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ซึ่งเป็นความลับเฉพาะตัว ไม่สามารถบอกรหัสให้บุคคลอื่นทราบ ทั้งห้ามนำรหัสไปให้บุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ การตั้งรายการอัตโนมัติจะต้องมีการบันทึกข้อมูล โดยผู้ทำรายการและมีผู้อนุมัติรายการ แต่ละคนจะมีรหัสประจำตัวซึ่งต้องเก็บไว้เป็นความลับ ผู้อนุมัติรายการไม่สามารถบันทึกข้อมูลเพื่อทำรายการได้ ต้องเป็นคนละคนกับผู้ทำรายการ วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 มีการตั้งระบบอัตโนมัติล่วงหน้าให้ทำรายการโดยการหักกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อโอนเข้าบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย หน้าจอคอมพิวเตอร์ระบุว่ามีบุคคลเข้าไปดำเนินการแต่ไม่ได้ระบุรหัสของผู้เข้าไปดำเนินการ วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 มีการทำบัญชีอัตโนมัติล่วงหน้า ล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักดังกล่าว เพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำนวน 240,000 บาท จำเลยที่ 1 จำนวน 309,500 บาท และคุณบุญนุช ซึ่งเป็นพนักงานโจทก์อีกคนหนึ่ง จำนวน 200,000 บาท แล้วบุคคลทั้งสามได้มีการถอนเงินดังกล่าวออกจากบัญชีของแต่ละคน วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 มีการตั้งระบบอัตโนมัติล่วงหน้าให้ทำรายการโดยการหักกำไรจากบัญชีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อโอนเข้าบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 มีการตั้งบัญชีพักไว้เช่นกันโดยล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักดังกล่าวเพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 จำนวน 290,000 บาท และจำนวน 272,500 บาท เข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำนวน 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 601,450 บาท และจำนวน 211,050 บาท จากการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ทำรายการและอนุมัติรายการพบว่ามีการแก้ไขข้อมูลและมีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และบุคคลทั้งสองได้มีการถอนเงินดังกล่าวออกจากบัญชีของแต่ละคนแล้ว วันที่ 9 สิงหาคม 2560 จำเลยทั้งสองมีหนังสือชี้แจงไปยังโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานบุคคลมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดหรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด คงได้ความเพียงว่าตามวันเวลาที่เกิดเหตุดังกล่าวข้างต้นมีการกระทำของบุคคลตั้งระบบอัตโนมัติล่วงหน้าให้ทำรายการโดยการหักกำไรจากบัญชีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อโอนเข้าบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย หน้าจอคอมพิวเตอร์ระบุว่ามีการเข้าไปดำเนินการแต่ไม่ได้ระบุรหัสของผู้เข้าไปดำเนินการ มีการทำบัญชีอัตโนมัติล่วงหน้าล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 คุณบุญนุช ซึ่งเป็นพนักงานโจทก์อีกคนหนึ่งและจำเลยที่ 1 แล้วบุคคลทั้งสามได้มีการถอนเงินออกจากบัญชีของแต่ละคน โดยเงินที่เข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ถอนให้จำเลยที่ 1 ไป จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เอาเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ และกระทำละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย แต่ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยจำเลยที่ 2 เปิดเผยรหัสเข้าถึงข้อมูลให้จำเลยที่ 1 รู้เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นได้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 เป็นเงินที่มาจากบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทยของโจทก์ ไม่ใช่เงินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ต้องรายงานให้โจทก์ทราบ และจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิรับโอนเงินดังกล่าวไว้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้แจ้งโจทก์กลับถอนเงินไปให้จำเลยที่ 1 และพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาแสดงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำรายการหรือนำรหัสประจำตัวของตนเองให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการทำรายการ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้บันทึกข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เงินไปจากโจทก์ อันเป็นการร่วมกันกระทำทุจริตและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์นั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟังข้อเท็จจริงว่าข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยจำเลยที่ 2 เปิดเผยรหัสเข้าถึงข้อมูลให้จำเลยที่ 1 รู้เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องได้ จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง เพราะผู้ทำรายการหักกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้มีเพียงจำเลยที่ 2 เหตุที่โจทก์ตรวจพบการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้อง เนื่องจากก่อนหน้านั้น โจทก์พบการบันทึกรายการค่าตรวจสอบบัญชี จำนวน 700,000 บาท เศษ ที่มีการระบุรหัสประจำตัวพนักงานของจำเลยทั้งสองว่าเป็นผู้ร่วมกันทำรายการอันเป็นเท็จ แต่มีการแก้ไขข้อมูลเพื่อมิให้ถูกตรวจสอบได้นั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า อุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานใดย่อมจะต้องพิจารณาว่าพยานหลักฐานนั้นเกี่ยวกับประเด็นในคดีหรือไม่ หากพยานหลักฐานใดไม่เกี่ยวกับประเด็นหรือนอกประเด็น แม้คู่ความจะนำสืบกล่าวอ้างพยานหลักฐานนั้นต่อศาล ศาลย่อมมีอำนาจที่จะไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้น คดีนี้โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทุจริตต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ตั้งระบบอัตโนมัติในเครื่องคอมพิวเตอร์และบันทึกข้อมูลในระบบว่ามีการหักเงินบางส่วนของบัญชีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แล้วนำไปตั้งพักไว้ในบัญชีตั้งพักของธนาคารโจทก์ หลังจากนั้นได้ล้างรายการเงินฝากของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจ แล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีของตนไป การที่โจทก์นำสืบถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับค่าตรวจสอบบัญชี จำนวน 700,000 บาท เศษ โดยมีการระบุถึงรหัสประจำตัวพนักงานของจำเลยที่ 2 เป็นผู้บันทึกข้อมูล และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติรายการ ต่อศาลแรงงานกลาง จึงเป็นการนำสืบถึงรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ซึ่งแม้ไม่ได้กล่าวบรรยายไว้ในคำฟ้องก็สามารถนำสืบได้ เนื่องจากการตรวจสอบเรื่องค่าตรวจสอบบัญชี จำนวน 700,000 บาท เศษ เป็นเรื่องความเป็นมาที่โจทก์ตรวจพบการทุจริตของจำเลยทั้งสองก่อนหน้าที่จะมีการกระทำผิดตามคำฟ้อง และอาจใช้สนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับการทุจริตของจำเลยที่ 2 ตามคำฟ้องได้ ไม่ใช่การนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นข้อที่โจทก์ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบและไม่รับวินิจฉัยให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า อุทธรณ์ของโจทก์ว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรืออุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์โดยสรุปว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานขัดกับสำนวน เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ตรวจพบการทำทุจริตของพนักงานเนื่องจากสำนักงานตรวจสอบบัญชีภายนอกแจ้งว่ามีรายการค่าตรวจสอบบัญชี จำนวน 700,000 บาท เศษ แต่สำนักงานตรวจสอบบัญชีไม่ได้รับเงินดังกล่าว โจทก์ตรวจพบว่ามีการทำบันทึกค่าตรวจสอบบัญชีเป็นเท็จขึ้น โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้บันทึกข้อมูล และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติ แต่มีการลบข้อมูลการทำรายการดังกล่าวออกไปเพื่อให้โจทก์ไม่สามารถตรวจสอบการทำรายการดังกล่าว สำหรับเหตุตามคำฟ้องคดีนี้ โจทก์ตรวจพบว่า มีการตั้งระบบอัตโนมัติในเครื่องคอมพิวเตอร์และบันทึกข้อมูลในระบบว่ามีการหักเงินบางส่วนของบัญชีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แล้วนำไปตั้งพักไว้ในบัญชีตั้งพักของธนาคารโจทก์สองครั้ง และโจทก์พบว่ามีการล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักของโจทก์แล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองกับพวก หลังจากนั้น จำเลยที่ 2 เบิกถอนเงินจากบัญชีของตนเองไป โดยจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เงินของจำเลยที่ 1 ดังที่ให้การต่อสู้คดี แต่เป็นเงินที่มาจากบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทยของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรายงานให้โจทก์ทราบ และจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิรับโอนเงินดังกล่าวไว้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้แจ้งโจทก์กลับถอนเงินไปให้จำเลยที่ 1 และพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาแสดงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำรายการด้วยตนเองหรือนำรหัสประจำตัวของตนเองให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการทำรายการดังกล่าวด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด อันเป็นการร่วมกันกระทำทุจริตและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์นั้น ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 หรือไม่ แม้ในอุทธรณ์ของโจทก์บางตอนจะอ้างคำเบิกความพยานบุคคลและพยานเอกสารต่าง ๆ มาด้วย แต่เป็นการอ้างเพื่อแสดงให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ครบประเด็นอย่างไร และข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบไว้ในสำนวนอย่างไร อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาและมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัย โดยปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดต่อโจทก์หรือไม่ และคำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น ดังนั้น คำพิพากษาศาลแรงงานในส่วนของการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า การตั้งรายการอัตโนมัติจะต้องมีการบันทึกข้อมูล โดยผู้ทำรายการคนหนึ่ง และมีผู้อนุมัติรายการอีกคนหนึ่ง แต่ละคนจะมีรหัสประจำตัวที่ต้องเก็บไว้เป็นความลับ ผู้อนุมัติรายการไม่สามารถบันทึกข้อมูลเพื่อทำรายการได้ ต้องเป็นคนละคนกับผู้ทำรายการ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ตรวจพบว่ามีการตั้งระบบอัตโนมัติล่วงหน้าให้ทำรายการโดยการหักกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อโอนเข้าบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย หน้าจอคอมพิวเตอร์ระบุว่ามีบุคคลเข้าไปดำเนินการแต่ไม่ได้ระบุรหัสของผู้เข้าไปดำเนินการ และมีการล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักดังกล่าว เพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองกับพวก โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 ได้รับโอนเงินของโจทก์เข้าบัญชีถึง 2 ครั้ง จำนวน 240,000 บาท และจำนวน 250,000 บาท แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยลอย ๆ เพียงว่า โจทก์ไม่มีพยานบุคคลมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดคงได้ความเพียงว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุดังกล่าวมีการกระทำของบุคคลตั้งระบบอัตโนมัติล่วงหน้าให้ทำรายการโดยการหักกำไรจากบัญชีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อโอนเข้าบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย หน้าจอคอมพิวเตอร์ระบุว่ามีการเข้าไปดำเนินการ แต่ไม่ได้ระบุรหัสของผู้เข้าไปดำเนินการเท่านั้น แต่ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยถึงพยานเอกสารอื่นว่า ไม่อาจรับฟังเชื่อมโยงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทุจริตเงินตามคำฟ้องเพราะเหตุใด รวมถึงเอกสารหมาย จ.21 ซึ่งเป็นหลักฐานที่โจทก์นำสืบพฤติการณ์แห่งคดีว่าจำเลยทั้งสองเคยร่วมกันทำรายการอันเป็นเท็จมาก่อนเกิดเหตุ แม้ในครั้งเกิดเหตุ จะไม่พบรหัสของผู้เข้ามาดำเนินการ แต่จำเลยที่ 2 ก็ได้รับโอนเงินของโจทก์เข้าบัญชีตนเอง นอกจากนั้น เงินที่โอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 รวมสองครั้งมิใช่เงินจำนวนเล็กน้อย จำเลยที่ 2 ย่อมต้องให้ความสำคัญและย่อมทราบว่าเงินดังกล่าวมีที่มาอย่างไร ซึ่งโจทก์ฟ้องและนำสืบแล้วว่า เมื่อมีการล้างรายการเงินฝากในบัญชีตั้งพักชื่อบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อโอนเงินมาเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำนวนสองครั้งข้างต้น จำเลยที่ 2 ย่อมทราบว่าเงินดังกล่าวเป็นของโจทก์เพราะมีรหัสการโอนเงินระบุกำกับไว้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นเงินที่โอนมาจากบัญชีของโจทก์ แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยเพียงว่าเงินที่เข้าบัญชีจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ถอนให้จำเลยที่ 1 ไป จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เอาเงินของโจทก์ไปโดยทุจริตเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ แต่ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทราบถึงที่มาของการโอนเงินดังกล่าวอย่างไร เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เช่นนี้ แม้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจะยังไม่ถึงกับเป็นการวินิจฉัยขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่ก็เป็นคำพิพากษาที่มิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้เสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง จึงให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดสำหรับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โดยให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงใหม่ในประเด็นว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 ธันวาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 243 (1) ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 57/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ.
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส
- นางกนกรดา ไกรวิชญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
นพเรศ พันธุ์นรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1792/2565
#687036
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายและสัญญาจ้างเหมาที่มีกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้หรือเวลาส่งมอบงาน โจทก์ทั้งสองมีหนังสือขอเลื่อนการส่งมอบงาน จำเลยมีหนังสืออนุญาต แต่กำหนดเวลาให้โจทก์ทั้งสองเร่งงานให้เสร็จภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ในชั้นต้นแสดงว่าจำเลยถือเอากำหนดเวลาเป็นสำคัญ แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ขอขยายเวลาออกไปถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2560 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2560 ตัวแทนโจทก์ทั้งสองและผู้จัดการโครงการของจำเลยประชุมกันขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ประกอบกับหลังพ้นวันที่ 15 มิถุนายน 2560 โจทก์ทั้งสองยังคงทำงานอยู่ โดยจำเลยมิได้บอกเลิกสัญญา และเมื่อมีการส่งมอบงานไม่ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมรับงานหรือสงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยมิได้ถือเอากำหนดส่งมอบงานวันที่ 15 มิถุนายน 2560 เป็นสำคัญ และถือว่าเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาส่งมอบงานแน่นอน การที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญาจะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้น ถ้าไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงจะบอกเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาทันทีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยบอกเลิกสัญญาและโจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ ถือว่าคู่ความตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย โดยไม่ถือว่าโจทก์ทั้งสองผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ทั้งสอง เมื่อสัญญาเลิกกัน โจทก์ทั้งสองและจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ส่วนงานอันได้กระทำให้ ให้ใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ ตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม และเมื่อโจทก์ทั้งสองมิต้องรับผิดต่อจำเลย จำเลยจึงไม่อาจนำหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับไปเรียกให้ธนาคารรับผิดตามหนังสือค้ำประกันได้ จำเลยจึงมีหน้าที่เพียงคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 7,128,633.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,836,485.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินแทน 4,071,222.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว จนกว่าจำเลยจะคืนหรือชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เสร็จสิ้นและให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ส. ฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 2 หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินแทน 1,064,777.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว จนกว่าจำเลยจะคืนหรือชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองและขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 7,790,254.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,605.839.35 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 1 ชำระเสร็จแก่จำเลย และขอให้บังคับโจทก์ที่ 2 ชำระเงิน 3,603,479.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,518,175.32 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 2 ชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,776,298.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,066,051.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าชำระแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระเงิน 4,071,222.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว จนกว่าจำเลยจะคืนหรือชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เสร็จสิ้นและให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ส. ฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 2 หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระเงิน 1,064,777.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว จนกว่าจำเลยจะคืนหรือชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เสร็จสิ้นคำขออื่นของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ที่ 1 ชดใช้เงินให้แก่จำเลย 7,790,254.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,605,839.35 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระให้แก่จำเลยเสร็จสิ้น กับให้โจทก์ที่ 2 ชดใช้เงินให้แก่จำเลย 3,603,479.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,518,175.32 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 2 จะชำระให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นตามฟ้องแย้งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 และวันที่ 13 มีนาคม 2560 โจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ประตู หน้าต่างอะลูมิเนียม กระจก สัญญาซื้อขายไม้เนื้อแข็ง กรุไม้อัดยางกรุกระจกเงา และสัญญาจ้างเหมาติดตั้งประตู หน้าต่าง อะลูมิเนียม กระจก สัญญาจ้างเหมาติดตั้งไม้เนื้อแข็ง กรุไม้อัด กรุกระจกเงา กับจำเลย รวมสี่สัญญา โดยมีมูลค่าตามสัญญาซื้อขายและสัญญาจ้างงานเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 17,968,519.60 บาท สัญญาทั้งสี่ดังกล่าวมีกำหนดให้โจทก์ทั้งสองส่งมอบงานแก่จำเลยภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ภายหลังจากโจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญากับจำเลยแล้ว โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2559 เป็นเงิน 4,071,222.77 บาท และหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ส. ฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2559 เป็นเงิน 1,064,777.22 บาท ส่งมอบไว้ให้แก่จำเลยตามลำดับ ต่อมาเมื่อโจทก์ทั้งสองทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง โจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบงานในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้ว และจำเลยได้ชำระเงินในงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 แก่โจทก์ทั้งสองเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 4 เมษายน 2560 ถึงจำเลยเพื่อขอขยายระยะเวลาในการส่งมอบงานงวดที่เหลือออกไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 โดยจำเลยได้ยินยอมอนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการส่งมอบงานได้ตามที่โจทก์ทั้งสองมีหนังสือขอมา และต่อมาในวันที่ 2 มิถุนายน 2560 จำเลยได้มีหนังสือเร่งรัดการทำงานไปยังโจทก์ทั้งสอง โดยขอให้โจทก์ทั้งสองพยายามอย่างสุดความสามารถและเร่งรัดงานให้แล้วเสร็จในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือลงวันที่ 5 มิถุนายน 2560 เรื่องขอขยายระยะเวลาในการส่งมอบงานโดยขอเลื่อนกำหนดส่งมอบงานให้แล้วเสร็จไปเป็นภายในเดือนกรกฎาคม 2560 จำเลยได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ขอสงวนสิทธิในการหักค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายจากเงินประกันผลงานของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ โจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบงานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 ให้แก่จำเลย และได้วางใบแจ้งหนี้/วางบิล ในงวดงานที่ 4 ถึงงวดที่ 6 แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยชำระค่างวดงานในงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 แต่จำเลยมิได้ชำระแก่โจทก์ทั้งสอง และต่อมาในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและห้ามพนักงานโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานในพื้นที่ รวมถึงได้สงวนสิทธิคิดค่าปรับและเรียกคืนมัดจำที่โจทก์ทั้งสองได้รับไปจากจำเลย 1,920,406.90 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายและสัญญาจ้างเหมา ที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำกันไว้มีกำหนดระยะเวลาในการชำระหนี้หรือระยะเวลาในการส่งมอบงานให้แล้วเสร็จในวันที่ 31 มีนาคม 2560 แต่ได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลยว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองทำงานได้ระยะหนึ่ง โจทก์ทั้งสองมีหนังสือขอเลื่อนการส่งมอบงานออกไปเป็นสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 และจำเลยได้มีหนังสืออนุญาตตามที่โจทก์ทั้งสองขอแต่ได้ให้โจทก์ทั้งสองใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถและเร่งรัดงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 มิฉะนั้นจำเลยมีความจำเป็นต้องชะลอการจ่ายเงินในงวดงานถัดไป และสงวนสิทธิในการเรียกค่าเสียหายและค่าปรับตามสัญญาในชั้นต้น แสดงว่าจำเลยถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานเป็นสำคัญอย่างไรก็ดี หลังจากนั้นได้ความจากพยานโจทก์ปากนายศราวุฒิ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถติดตั้งกระจกอะลูมิเนียมได้เนื่องจากงานโครงสร้างไม่เรียบร้อย จึงขอขยายระยะเวลาออกไปถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2560 ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างนายคณิสรตัวแทนโจทก์ทั้งสองและผู้จัดการโครงการของจำเลยซึ่งที่ประชุมได้ขยายระยะเวลาในการทำงานออกไปถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับการยืนยันเป็นหนังสือ โจทก์ทั้งสองจึงมีหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องของการล่าช้าไปยังจำเลยว่า เกิดจากการล่าช้าของจำเลยที่ไม่สามารถส่งพื้นที่ทำงานให้โจทก์ทั้งสอง และพยานจำเลยปากนางสาวเป็นธรรม เบิกความเจือสมพยานโจทก์ทั้งสองว่า นายชัยยุทธ ที่ลงลายมือชื่อในข้อความเขียนด้วยหมึกปากกาสีน้ำเงิน เป็นที่ปรึกษาของประธานกรรมการจำเลย โดยเขียนทำนองว่าขอขยายเวลาการส่งมอบงานของโจทก์ทั้งสองไปถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 แม้นายชัยยุทธจะไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยตามที่จำเลยอ้าง แต่ในขณะนั้นย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองเข้าใจได้ว่าจำเลยขยายระยะเวลาให้โจทก์ทั้งสองส่งมอบงาน เมื่อพิจารณาประกอบกับหลังจากพ้นวันที่ 15 มิถุนายน 2560 โจทก์ทั้งสองยังคงทำงานอยู่ที่ไซด์งานของจำเลยต่อไปจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 โดยที่จำเลยมิได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์ทั้งสองทันทีเมื่อพ้นวันที่ 15 มิถุนายน 2560 นอกจากนี้ยังได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลยว่าโจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบงานในงวดที่ 6 ในวันที่ 23 มิถุนายน 2560 และเจ้าหน้าที่จำเลยลงลายมือชื่อรับมอบงานในวันที่ 27 มิถุนายน 2560 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมรับมอบงานหรือสงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับในเวลารับมอบงานทำให้จำเลยเสียสิทธิในการเรียกเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยมิได้ถือเอากำหนดส่งมอบงานของโจทก์ทั้งสองในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 เป็นสำคัญ และถือว่าสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาส่งมอบงานกันไว้อย่างแน่นอนการที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญากับโจทก์ทั้งสองนั้น จำเลยจะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้น ถ้าโจทก์ทั้งสองไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่จำเลยกำหนด จำเลยจึงจะบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 การที่จำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 บอกเลิกสัญญากับโจทก์ทั้งสองทันที โดยมิได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์ทั้งสองปฏิบัติตามสัญญา การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้สัญญาเลิกกัน อย่างไรก็ดีพฤติการณ์ที่จำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์ทั้งสอง และในวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้าง โดยไม่ปรากฏว่าภายหลังวันที่ 15 มิถุนายน 2560 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยแต่ละฝ่ายได้มีการเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามสัญญาต่อกัน จึงถือว่าคู่สัญญาตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย โดยไม่ถือว่าโจทก์ทั้งสองผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ทั้งสอง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการที่สองมีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเลิกกัน โจทก์ทั้งสองและจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นงานอันได้กระทำให้ การชดใช้คืนให้ใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม สำหรับงานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 นั้น โจทก์ทั้งสองได้นำใบแจ้งหนี้/วางบิลในงานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 มาแสดงต่อศาลและเมื่อได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าว ก็ได้ความว่าได้มีพนักงานจำเลยลงลายมือชื่อตรวจรับงานไว้แล้ว โดยมิได้มีหนังสือปฏิเสธไม่รับงานหรือให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขงานทั้งสามงวดดังกล่าวอย่างใด ซึ่งในส่วนนี้พยานจำเลยก็ได้เบิกความเจือสมกับเอกสารดังกล่าวด้วย โดยพยานจำเลยได้เบิกความว่า ในส่วนงานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 นั้น พนักงานจำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องตรวจรับงานเรียบร้อยแล้วโดยจำเลยไม่เคยมีหนังสือโต้แย้งหรือเรียกร้องให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขงานในงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 แต่อย่างใด ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบงานในงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 แก่จำเลยตรวจรับเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่างานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 และเงินประกันค่าสินค้า 5 เปอร์เซ็นต์ที่จำเลยได้หักไว้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยต้องชำระค่างานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 เป็นเงินจำนวน 3,553,990.05 บาท และต้องชำระเงินประกันค่าสินค้า 5 เปอร์เซ็นต์เป็นเงินจำนวน 222,308.80 บาท แก่โจทก์ที่ 1 รวมเป็นเงิน 3,776,298.85 บาท และจำเลยต้องชำระเงินค่างานงวดที่ 4 ถึงงวดที่ 6 เป็นเงินจำนวน 1,015,649.26 บาท และต้องชำระเงินประกันค่าสินค้า 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินจำนวน 50,402.25 บาท แก่โจทก์ที่ 2 รวมเป็นเงิน 1,066,051.51 บาท

อนึ่ง ส่วนอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ร้อยละ 5 ต่อปี ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 และ 224 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน สำหรับหนังสือค้ำประกันนั้น เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเลิกกันแล้วจำเลยก็มีหน้าที่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ทั้งสองมอบให้จำเลยแก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้คืนหนังสือค้ำประกัน หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระเงิน 4,071,222.77 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยชำระเงิน 1,064,777.22 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว จนกว่าจำเลยจะคืนหรือชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้นนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยเลิกกันโดยปริยาย โดยโจทก์ทั้งสองมิต้องรับผิดต่อจำเลย ดังนั้น จำเลยไม่อาจนำหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับไปเรียกให้ธนาคารรับผิดตามหนังสือค้ำประกันได้ จำเลยจึงมีหน้าที่เพียงคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น โจทก์ทั้งสองไม่อาจบังคับให้จำเลยชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่โจทก์ทั้งสองได้ จึงให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ว่า หากจำเลยไม่คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแทน

พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,776,298.85 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กรกฎาคม 2560) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,066,051.51 บาทแก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันเของธนาคาร ก. ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 1 และคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ส. ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2559 แก่โจทก์ที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสายัณห์ ลิมปกาญจน์เวช
ศาลอุทธรณ์ — นายธนิต สุธีรพรหม
ชื่อองค์คณะ
กำพล ษมาคุณากร
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1772/2565
#686982
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองเรือโอเชียน เฟลเวอร์ และเหตุเรือโดนกันเกิดจากความผิดของเรือโอเชียน เฟลเวอร์ เพียงฝ่ายเดียว จำเลยย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโจทก์ทั้งสองซึ่งได้รับช่วงสิทธิมาจากผู้เอาประกันภัยทั้งสี่แล้วตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางแพ่งและค่าเสียหายจากเรือโดนกัน พ.ศ. 2548 มาตรา 12 ทั้งตามบทบัญญัติดังกล่าว และพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 (ฉบับที่ 2) มาตรา 11 ต่างบัญญัติว่า ไม่ว่าเหตุเรือโดนกันดังกล่าวจะเกิดจากความผิดของนายเรือของเรือโอเชียน เฟลเวอร์ หรือเกิดจากความผิดของผู้นำร่องตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จำเลยในฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองเรือโอเชียนเฟลเวอร์ ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระให้แก่ผู้เอาประกันภัยทั้งสี่ไป จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) แสดงเหตุว่า จำเลยอาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้จำเลยแพ้คดี ดังนี้ เมื่อจำเลยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโจทก์ทั้งสองตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนได้ ส่วนจำเลยร่วมจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยหรือไม่ ก็มีผลเพียงให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกให้จำเลยกับจำเลยร่วมร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเรียกร้องให้จำเลยหรือจำเลยร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชดใช้เต็มจำนวนได้เท่านั้น ไม่มีผลให้ความรับผิดที่จำเลยมีต่อโจทก์ทั้งสองต้องเปลี่ยนแปลงไปแม้ในการนำร่องผู้นำร่องอาจให้คำบอก คำแนะนำ หรือคำสั่งการในบังคับเรือได้ แต่ในการทำหน้าที่ดังกล่าวของผู้นำร่องเป็นการดำเนินการโดยอยู่ในความรับรู้และเห็นชอบของนายเรือ โดยนายเรือมีอำนาจที่จะระงับคำสั่งการของผู้นำร่องหรือไม่ปฏิบัติตามคำบอกหรือคำแนะนำของผู้นำร่องได้หากเห็นว่าไม่ปลอดภัยหรือจะทำให้เกิดอันตรายหรือเกิดความเสียหาย จึงถือได้ว่านายเรือยังคงมีอำนาจในการควบคุมเรืออยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ที่ผู้นำร่องเป็นผู้กล่าวออกคำสั่งการต่าง ๆ โดยผู้นำร่องจะสั่งคำสั่งไปยังลูกเรือซึ่งรับผิดชอบในแต่ละหน้าที่ กล่าวคือ สั่งคำสั่งเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไปยังผู้ช่วยต้นเรือ และคำสั่งเกี่ยวกับหางเสือไปที่ผู้บังคับหางเสือ ลูกเรือผู้รับผิดชอบจะทวนคำสั่ง ปฏิบัติ และทวนคำสั่งอีกครั้งหลังปฏิบัติแล้ว แต่ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำร่องถือว่าเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำแก่ลูกเรือว่าจะให้ปฏิบัติตามอย่างไรเท่านั้น ผู้นำร่องจะไม่สั่งการไปที่กัปตันเรือ แต่จะสั่งการไปที่ลูกเรือที่ปฏิบัติหน้าที่แต่ละจุดโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับกฎกระทรวงเศรษฐการว่าด้วยการนำร่องฯ แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 56 (พ.ศ. 2534) ข้อ 37 ที่กำหนดให้ผู้นำร่องต้องแนะนำนายเรือให้ปฏิบัติตามกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และวรรคสองกำหนดคำว่า "ทำการนำร่อง" หมายความว่า เข้าทำการช่วยเหลือหรือทำหน้าที่แทนนายเรือโดยนายเรือรับรู้และเห็นชอบด้วยกับคำบอก คำแนะนำ หรือคำสั่งการของผู้นำร่อง และข้อ 47 ที่นายเรือยังคงมีอำนาจที่จะระงับคำสั่งการ หรือไม่ปฏิบัติตามคำบอกหรือคำแนะนำของผู้นำร่องได้ ดังนั้น ลำพังเพียงการที่ผู้นำร่องออกคำสั่งการต่าง ๆ ไปยังลูกเรือโดยตรง จึงไม่อาจถือเป็นการบังคับควบคุมเรือได้ เนื่องจากคำสั่งการต่าง ๆ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 31,669,089.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 29,561,194.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระเงิน 7,278,570.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,827,010.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยชำระเงิน 867,804.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่โจทก์ที่ 1 ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระเงิน 216,102.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่โจทก์ที่ 2 ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมเจ้าท่าเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องและยกคำร้องขอเรียกจำเลยร่วมของจำเลย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 31,408,294.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 28,432,594.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 7,212,126.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,544,463.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชนะคดี

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาโดยรับฎีกาของจำเลยเฉพาะประเด็นที่ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ทั้งสองเนื่องจากเหตุเรือโดนกันเกิดจากความผิดของผู้นำร่องแต่เพียงผู้เดียว กับรับฎีกาของจำเลยร่วมเฉพาะประเด็นที่ว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเนื่องจากผู้นำร่องของจำเลยร่วมไม่ใช่ผู้ควบคุมเรือ แต่เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของนายเรือลูกจ้างของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้จึงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โจทก์ทั้งสองต่างมีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกประเภทรวมถึงการรับประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลทั้งในและระหว่างประเทศ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศปานามา มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเดินเรือและรับขนส่งสินค้าทางทะเล จำเลยเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองดูแลเรือโอเชียน เฟลเวอร์ (Ocean Flavor) ในช่วงเดือนมิถุนายน 2551 ถึงเดือนตุลาคม 2554 จำเลยร่วมเป็นกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคม มีภารกิจเกี่ยวกับการกำกับดูแล ส่งเสริม พัฒนาระบบการขนส่งทางน้ำและการพาณิชย์นาวีให้มีการเชื่อมต่อกับระบบการขนส่งอื่น ๆ ทั้ง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ก)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 40
กฎกระทรวงเศรษฐการว่าด้วยการนำร่อง ออกตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2477 (ฉบับที่ 2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
จำเลยร่วม — กรมเจ้าท่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1771/2565
#685986
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าโจทก์ทั้งห้าและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือต่อศาลในประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากเหตุเรือโดนกันเดียวกับคดีนี้ และโจทก์ทั้งห้าได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไปแล้ว เพียงแต่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างถึงขอบเขตของการมีผลบังคับของสัญญาประนีประนอมยอมความนี้แตกต่างกัน จึงต้องวินิจฉัยในเรื่องผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวคู่สัญญาตกลงให้หนี้อันเกิดจากเหตุเรือโดนกันระงับสิ้นไปหรือไม่เพียงใด โดยต้องตีความจากเจตนาของคู่สัญญาซึ่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นสำคัญ คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างเป็นนิติบุคคลต่างสัญชาติกัน โจทก์ทั้งห้าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศปานามา ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวที่ประเทศญี่ปุ่น การวินิจฉัยตีความเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่พิพาทกันคดีนี้ว่าจะต้องนำบทบัญญัติใดมาใช้บังคับนั้นย่อมเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง แม้การทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว คู่สัญญามิได้ระบุข้อความในสัญญาว่าให้ใช้กฎหมายใดบังคับแก่ผลแห่งสัญญา จึงไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งของคู่สัญญาได้ แต่หลังเกิดเหตุเรือโดนกันจำเลยยื่นคำร้องขอเริ่มต้นคดีตาม พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือ ที่ศาลแขวงโอกายามะ ประเทศญี่ปุ่น ศาลดังกล่าวมีคำสั่งอนุญาตให้เริ่มคดีโดยแต่งตั้งผู้บริหารจัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้พิจารณาข้อเรียกร้องและจัดทำตารางส่วนแบ่งเงินกองทุนการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือเสนอต่อศาล ต่อมาโจทก์ทั้งห้ายื่นข้อเรียกร้องต่อผู้บริหารจัดการกองทุน ภายหลังที่มีการพิจารณาโดยผู้บริหารจัดการกองทุนแล้ว ปรากฏว่าจำนวนเงินตามข้อเรียกร้องเป็นที่ยอมรับได้โดยเจ้าหนี้แต่ละราย จึงตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ประกอบกับฝ่ายโจทก์เองได้เข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าวโดยความสมัครใจ อีกทั้งมีข้อความระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยว่า การทำสัญญาให้มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับการมีคำพิพากษา โดยมีการอ้างถึง พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นในเงื่อนไขของสัญญาด้วย ถือได้ว่าคู่สัญญามีเจตนาให้ใช้กฎหมายญี่ปุ่นบังคับแก่ผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความนี้

ส่วนการที่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้ขอสงวนสิทธิตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นไว้ จะทำให้สิทธิ์เรียกร้องของโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้ระงับสิ้นไปหรือไม่ และตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้แต่เพียงว่า ให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะข้อเรียกร้องอื่นในคดีที่ยื่นฟ้องในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น จำเลยยังต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าตามฟ้องคดีนี้ด้วยหรือไม่นั้น เมื่อโจทก์ทั้งห้าเรียกร้องให้กำหนดข้อสงวนไว้ในสัญญาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลกระทบต่อคดีที่ดำเนินการที่ประเทศไทย แต่ฝ่ายจำเลยปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว จึงทำให้ไม่มีข้อสงวนเกี่ยวกับการฟ้องคดีนี้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ พฤติการณ์ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งห้าทราบดีถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวรวมทั้งเข้าใจกระบวนการการขอสงวนสิทธิอันเป็นผลตามกฎหมายของมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นแล้ว และในที่สุดโจทก์ทั้งห้าได้ตกลงตามข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย ถือได้ว่าโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีระหว่างกันซึ่งรวมถึงข้อพิพาทที่มีการดำเนินคดีที่ศาลไทยด้วย การที่โจทก์ทั้งห้าตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยไม่ได้ระบุข้อสงวนสิทธิในการดำเนินคดีที่ศาลไทยไว้ในสัญญา เท่ากับโจทก์ทั้งห้าตกลงยินยอมที่จะไม่ดำเนินคดีนอกเหนือจากกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่ศาลในประเทศญี่ปุ่น และเมื่อโจทก์ทั้งห้าได้รับชำระเงินจากกองทุนตามจำนวนที่ได้รับจัดสรรแล้ว จำเลยย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น การทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ประเทศญี่ปุ่น ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายตามฟ้องของโจทก์ทั้งห้าระงับสิ้นไปทั้งหมด

แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการจำกัดความรับผิดเพื่อสิทธิเรียกร้องทางทะเล ค.ศ. 1976 และคำพิพากษาของศาลประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีผลบังคับใช้ในประเทศไทย แต่เนื่องจากคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยแล้วว่า ให้นำ พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง อีกทั้งหนี้หรือสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีมูลหนี้ที่เกิดจากเหตุเรือโดนกันเดียวกับคดีนี้เป็นอันระงับสิ้นไปแล้ว ตามมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.การจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น โดยที่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศไทย ศาลไทยย่อมนำหลักกฎหมายตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาทคดีนี้มาใช้บังคับได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 5 ดังนั้น การมิได้เป็นรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาดังกล่าวจึงไม่กระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่ความทั้งสองฝ่ายซึ่งมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และมีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งในประเทศที่ทำสัญญาและประเทศอื่นรวมทั้งประเทศไทยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,614,651.47 ดอลลาร์สหรัฐ และ 8,898.39 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,459,567.76 ดอลลาร์สหรัฐ และ 8,586.11 ปอนด์สเตอร์ลิง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 130,526.13 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,092,850.33 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,747.89 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,062,122.38 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,685.55 ปอนด์สเตอร์ลิง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 25,638.88 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 344,510.08 ดอลลาร์สหรัฐ และ 615.71 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 387,185.39 ดอลลาร์สหรัฐ และ 615.71 ปอนด์สเตอร์ลิง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 9,359.98 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 443,205.69 ดอลลาร์สหรัฐ และ 703.07 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 430,185.06 ดอลลาร์สหรัฐ และ 678.40 ปอนด์สเตอร์ลิง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 10,312.99 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 37,906.15 ดอลลาร์สหรัฐ และ 56.62 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 34,495.63 ดอลลาร์สหรัฐ และ 54.63 ปอนด์สเตอร์ลิง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 830.55 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมเจ้าท่าเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วม และยกคำร้องขอเรียกจำเลยร่วมของจำเลย

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 5 ควบรวมกิจการกับโจทก์ที่ 3 ตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น และโจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขออนุญาตให้โจทก์ที่ 3 เข้าใช้สิทธิของโจทก์ที่ 5 ในการดำเนินคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ในต้นเงินรวม 1,650,876.69 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 ในต้นเงินรวม 337,737.40 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 3 ในต้นเงินรวม 124,034.78 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 4 ในต้นเงินรวม 131,982.04 ดอลลาร์สหรัฐ และชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 5 ในต้นเงินรวม 10,823.96 ดอลลาร์สหรัฐ โดยให้โจทก์ที่ 3 ได้ไปซึ่งสิทธิในบรรดาเงินทั้งหลายที่มีอยู่แก่โจทก์ที่ 5 เพราะได้ควบบริษัทเข้ากับโจทก์ที่ 3 แล้ว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน (Claims for Salvage) 1,447,480.81 ดอลลาร์สหรัฐ 297,139.77 ดอลลาร์สหรัฐ 109,178.49 ดอลลาร์สหรัฐ 115,837.50 ดอลลาร์สหรัฐ และ 9,514.43 ดอลลาร์สหรัฐของโจทก์ทั้งห้าตามลำดับแต่ละจำนวน นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน (General Average Contribution) 130,526.13 ดอลลาร์สหรัฐ 25,638.88 ดอลลาร์สหรัฐ 9,359.98 ดอลลาร์สหรัฐ 10,312.99 ดอลลาร์สหรัฐ และ 830.55 ดอลลาร์สหรัฐ ของโจทก์ทั้งห้าตามลำดับแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความแก่โจทก์ทั้งห้าเป็นเงิน 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ทั้งห้าชนะคดี (ให้คำนวณค่าขึ้นศาลใช้แทนด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.3875 บาท ขณะยื่นฟ้อง)

โจทก์ทั้งห้า จำเลย และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งห้า) คืนค่าขึ้นศาลชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ไม่ได้สั่งคืนนั้นและในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 5 ควบรวมกิจการเป็นส่วนหนึ่งของโจทก์ที่ 3 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศปานามา ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าของเรือเดินทะเล โจทก์ทั้งห้ารับประกันภัยสินค้าของผู้ขายสินค้าแผ่นเหล็กม้วนในประเทศญี่ปุ่น 6 ราย ซึ่งตกลงขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขสัญญาซื้อขายแบบ CIF โจทก์ทั้งห้าตกลงให้ความคุ้มครองความเสียหายและสูญหายของสินค้าที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางทะเลตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นจนถึงโกดังหรือโรงงานของผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าในประเทศไทยตามกรมธรรม์ประกันภัย สินค้าที่โจทก์ทั้งห้ารับประกันภัยถูกขนส่งจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทยด้วยเรือ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ขณะเรือจอดเทียบท่าเรือหมายเลข 2 ของท่าเรือ จังหวัดชลบุรี เพื่อทำการขนถ่ายสินค้า เรือของจำเลยพุ่งไปโดนเรือ ย. จนเรือ ย. จมลงใต้ทะเลพร้อมกับสินค้าแผ่นเหล็กม้วนที่บรรทุกมา สินค้าได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้งานได้ทั้งหมด ผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเรียกร้องให้โจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่สินค้า โจทก์ทั้งห้าชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย 11 ราย เมื่อเดือนสิงหาคม 2554 จำเลยยื่นคำขอเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น ต่อศาลแขวงโอกายามะ (Okayama District Court) ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ทั้งห้าและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความจิดัง เคียวอุเต โช ศาลแขวงโอกายามะมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าว วันที่ 3 มีนาคม 2557 โจทก์ทั้งห้าได้รับเงินชดเชยจากกองทุนจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เงินชดเชยดังกล่าวไม่ครอบคลุมค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ทั้งห้าเรียกร้องในคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าประการแรกว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลย มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายตามฟ้องของโจทก์ทั้งห้าระงับสิ้นไปหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ จิดัง เคียวอุเต โช ทำขึ้นหลังจากที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องคดีนี้ แสดงว่าโจทก์ทั้งห้าและจำเลยต่างไม่ประสงค์ให้ยุติข้อพิพาทระหว่างกัน อีกทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็ไม่มีข้อความใดระบุว่าเป็นการระงับข้อพิพาทคดีนี้ด้วย นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าโจทก์ทั้งห้าและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือต่อศาลในประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากเหตุเรือโดนกันเดียวกับคดีนี้ และโจทก์ทั้งห้าได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไปแล้ว เพียงแต่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างถึงขอบเขตของการมีผลบังคับของสัญญาประนีประนอมยอมความนี้แตกต่างกัน กรณีจึงต้องวินิจฉัยในเรื่องผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความ เสียก่อนว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งทำขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น คู่สัญญาตกลงให้หนี้อันเกิดจากเหตุเรือโดนกันระงับสิ้นไปหรือไม่ เพียงใด ในการพิจารณาถึงเรื่องดังกล่าวจำต้องตีความจากเจตนาของคู่สัญญาซึ่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นสำคัญ คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างเป็นนิติบุคคลต่างสัญชาติกัน โดยโจทก์ทั้งห้าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศปานามา ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวที่ประเทศญี่ปุ่น การวินิจฉัยตีความเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่พิพาทกันคดีนี้จะต้องนำบทบัญญัติใดมาใช้บังคับนั้น ย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ หรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับ ก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น" เห็นได้ว่าในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ คู่สัญญามิได้ระบุข้อความในสัญญาว่าให้ใช้กฎหมายใดบังคับแก่ผลแห่งสัญญา จึงไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งของคู่สัญญาได้ แต่ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า หลังเกิดเหตุเรือโดนกันจำเลยยื่นคำร้องขอเริ่มต้นคดีตามพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือ ที่ศาลแขวงโอกายามะ ประเทศญี่ปุ่น ศาลดังกล่าวมีคำสั่งอนุญาตให้เริ่มคดีโดยแต่งตั้งผู้บริหารจัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้พิจารณาข้อเรียกร้องและจัดทำตารางส่วนแบ่งเงินกองทุนการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือเสนอต่อศาล ต่อมาโจทก์ทั้งห้ายื่นข้อเรียกร้องต่อผู้บริหารจัดการกองทุน ภายหลังที่มีการพิจารณาโดยผู้บริหารจัดการกองทุนแล้ว ปรากฏว่าจำนวนเงินตามข้อเรียกร้องเป็นที่ยอมรับได้โดยเจ้าหนี้แต่ละราย จึงตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ประกอบกับโจทก์ทั้งห้านำสืบรับว่าฝ่ายโจทก์เองได้เข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าวโดยความสมัครใจ อีกทั้งมีข้อความระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยว่า การทำสัญญาให้มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับการมีคำพิพากษา โดยมีการอ้างถึงพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นในเงื่อนไขของสัญญาด้วย ถือได้ว่าคู่สัญญามีเจตนาให้ใช้กฎหมายญี่ปุ่นบังคับแก่ผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ ที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาต่อไปว่า การที่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้ขอสงวนสิทธิตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นไว้ ไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้ระงับสิ้นไปแต่อย่างใด และตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้แต่เพียงว่า ให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะข้อเรียกร้องอื่นในคดีที่ยื่นฟ้องในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น จำเลยยังต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าตามฟ้องคดีนี้ด้วย นั้น ได้ความจากนายโยเฮ ทนายความของจำเลยซึ่งเป็นทนายความของจำเลยในคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่ประเทศญี่ปุ่น เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จำเลยมีเจตนาที่จะยุติข้อพิพาททั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเหตุเรือโดนกันระหว่างเรือของจำเลย กับเรือ ย. อันทำให้มีผลเป็นการปลดเปลื้องความรับผิดทั้งปวงของจำเลยตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่บัญญัติว่า เมื่อผู้เข้าร่วมในกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิดมีสิทธิได้รับชำระเงินจากกองทุนตามจำนวนที่ได้รับจัดสรรแก่ตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการวางเงินตามกฎหมายแล้ว ผู้ร้องและลูกหนี้ผู้ได้รับประโยชน์ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดต่อผู้เข้าร่วมสำหรับข้อเรียกร้องที่อยู่นอกกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิด (When a participant in proceedings for limitation of liability becomes entitled to receive a payment from a Fund in an amount to be distributed thereto pursuant to the provisions of laws and regulations concerning statutory deposits, the Petitioner and Beneficiary Debtor shall be discharged from their liability for the claim for a liquidating distribution to such participant outside of the proceedings for limitation of liability.) และโจทก์ทั้งห้าไม่ได้ขอสงวนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยในฐานะเจ้าของเรือต้องรับผิดนอกเหนือจากคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือดังกล่าวตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือ ที่บัญญัติว่า ผู้เข้าร่วมในกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิดอาจร้องขอต่อผู้บริหารกองทุนสำหรับการสงวนสิทธิในการรับเงินชดเชยก่อนครบกำหนดระยะเวลาสำหรับการยื่นคำคัดค้านบัญชีรายการเงินชดเชยได้ โดยต้องพิสูจน์ว่าการดำเนินการนอกเหนือจากกระบวนพิจารณาคดีที่ค้างอยู่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องที่ตนได้ยื่นไว้ หรือการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินหรือหลักประกันเกิดขึ้นโดยอาศัยข้อเรียกร้องดังกล่าว (A participant in proceedings for limitation of liability may make a request to an administrator for the reservation of a liquidating distribution prior to the expiration of the period of filing an objection to the distribution list, by proving that an Action Outside the Proceedings is pending in relation to his/her filed claim or that the compulsory execution or exercise of a security interest has taken place based on said claim.) ส่วนโจทก์ทั้งห้ามีนายอริโต้ ทนายความของโจทก์ทั้งห้าในคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่ประเทศญี่ปุ่นและคดีนี้ เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ภายหลังที่โจทก์ทั้งห้ายื่นข้อเรียกร้องค่าชดเชยตามกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ได้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเรียกร้องค่าชดเชยเป็นเวลา 8 วัน เพื่อประเมินค่าชดเชยที่ควรได้รับในแต่ละราย โดยโจทก์ทั้งห้าเสนอข้อเรียกร้องในค่าเสียหายสำหรับสินค้า แต่จำเลยโต้แย้งคัดค้านหลายครั้งจนกระทั่งในวันตรวจสอบวันที่ 5 ผู้บริหารกองทุนมีความเห็นว่าจำเลยควรต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าเต็มจำนวน จำเลยจึงยกเลิกการคัดค้านเพื่อขอให้โจทก์ทั้งห้าลดจำนวนเงินที่เรียกร้อง ซึ่งต่อมาจำเลยยอมรับจำนวนเงินรวมที่โจทก์ทั้งห้าเสนอหลังจากที่มีการหักจำนวนเงินที่ได้จากการขายซากสินค้าแล้ว โดยในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์แจ้งให้ผู้บริหารกองทุนและทนายความของจำเลยทราบแล้วว่า เนื่องจากโจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลในประเทศไทยไว้แล้ว ในกรณีที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน สัญญาดังกล่าวไม่ควรกระทบต่อการดำเนินคดีในประเทศไทย แต่ในวันตรวจสอบวันที่ 6 จำเลยแจ้งว่าไม่ประสงค์ให้ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินคดีในศาลไทย เห็นว่า การที่นายอริโต้ ทนายความของโจทก์ทั้งห้า เรียกร้องให้กำหนดข้อสงวนไว้ในสัญญาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลกระทบต่อคดีที่ดำเนินการที่ประเทศไทย แต่ฝ่ายจำเลยปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว จึงทำให้ไม่มีข้อสงวนเกี่ยวกับการฟ้องคดีนี้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งห้าทราบดีถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวรวมทั้งเข้าใจกระบวนการการขอสงวนสิทธิอันเป็นผลตามกฎหมายของมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่นแล้ว และในที่สุดโจทก์ทั้งห้าได้ตกลงตามข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความ ด้วย ถือได้ว่า โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีระหว่างกันซึ่งรวมถึงข้อพิพาทที่มีการดำเนินคดีที่ศาลไทยด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้าตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยไม่ได้ระบุข้อสงวนสิทธิในการดำเนินคดีที่ศาลไทยไว้ในสัญญา เท่ากับโจทก์ทั้งห้าตกลงยินยอมที่จะไม่ดำเนินคดีนอกเหนือจากกระบวนพิจารณาคดีการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่ศาลในประเทศญี่ปุ่น และเมื่อโจทก์ทั้งห้าได้รับชำระเงินจากกองทุนตามจำนวนที่ได้รับจัดสรรแล้ว จำเลยย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น การทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายตามฟ้องของโจทก์ทั้งห้าระงับสิ้นไปทั้งหมด ที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาต่อไปว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นสัญญาที่โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยตกลงกันเพื่อยุติกระบวนพิจารณาคดีจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลที่ประเทศญี่ปุ่นตามกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น และมีผลเฉพาะภายในประเทศญี่ปุ่นและรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการจำกัดความรับผิดเพื่อสิทธิเรียกร้องทางทะเล ค.ศ. 1976 เท่านั้น เมื่อประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีอนุสัญญาดังกล่าว ผลของการหลุดพ้นความรับผิดของจำเลยในฐานะเจ้าของเรือจึงไม่มีผลต่อคดีนี้ นั้น เห็นว่า แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการจำกัดความรับผิดเพื่อสิทธิเรียกร้องทางทะเล ค.ศ. 1976 และคำพิพากษาของศาลประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีผลบังคับใช้ในประเทศไทย แต่เนื่องจากคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยแล้วว่า ให้นำพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือมาใช้บังคับแก่คดีนี้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง อีกทั้งหนี้หรือสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีมูลหนี้ที่เกิดจากเหตุเรือโดนกันเดียวกับคดีนี้เป็นอันระงับสิ้นไปแล้ว ตามมาตรา 73 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติการจำกัดความรับผิดของเจ้าของเรือของประเทศญี่ปุ่น โดยที่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศไทย ศาลไทยย่อมนำหลักกฎหมายตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาทคดีนี้มาใช้บังคับได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 5 ดังนั้น การมิได้เป็นรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาดังกล่าวจึงไม่กระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่ความทั้งสองฝ่ายซึ่งมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และมีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งในประเทศที่ทำสัญญาและประเทศอื่นรวมทั้งประเทศไทยด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นสัญญาที่คู่ความตกลงประนีประนอมยอมความกันในคดีการจำกัดความรับผิดที่ประเทศญี่ปุ่น โดยโจทก์ทั้งห้าได้รับเงินชดเชยความเสียหายจากจำเลยไปตามจำนวนที่ผู้บริหารกองทุนแบ่งสรรให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งห้าในมูลหนี้อันเกิดจากเหตุเรือโดนกันคดีนี้จึงเป็นอันระงับสิ้นไปทั้งหมด แล้วพิพากษายกฟ้อง นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาขอให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยต่อโจทก์ทั้งห้าตามฟ้อง นั้น เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความแล้วว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า โดยมูลความแห่งคดีระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ กรณีจึงไม่มีหนี้ที่จำเลยร่วมจะต้องรับผิดอีก ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 5 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
จำเลยร่วม — กรมเจ้าท่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา