คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1148/2565
#681184
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีก่อนถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองโดยอยู่ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเข้าไปในคดีเดิมตาม มาตรา 7 (2) โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีดังกล่าวมาฟ้องร้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีใหม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ตาม มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อไปทำการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยเพิกเฉยหรือไม่ยินยอม ให้เพิกถอนต้นฉบับโฉนดที่ดิน (ฉบับผู้ถือ) และออกใบแทนโดยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ได้ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 นายอำนาจ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าข้าวสารจำเลย เป็นเงิน 6,288,196 บาท ตกลงชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 โดยโจทก์ทั้งสองนำที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันในวงเงิน 600,000 บาท แต่นายอำนาจไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามกำหนดต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2560 จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนายอำนาจและโจทก์ทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2431/1560 หมายเลขแดงที่ 316/2561 ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม โดยโจทก์ทั้งสองตกลงร่วมรับผิดชำระหนี้แก่จำเลยในวงเงินไม่เกิน 600,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 หากโจทก์ทั้งสองนำเงินมาชำระแก่จำเลย 600,000 บาท แล้ว จำเลยจะจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองพร้อมส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินที่จำนองแก่โจทก์ทั้งสองทันที ต่อมาจำเลยได้รับชำระเงิน 3 จำนวน รวมเป็นเงิน 600,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องคดีนี้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยแต่จำเลยไม่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง เป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งสองขึ้นวินิจฉัยก่อน เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดี....." ดังนี้โดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีก่อน หากโจทก์ทั้งสองได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โดยนำเงินจำนวน 600,000 บาท ชำระให้แก่จำเลยครบแล้ว โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนย่อมอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินจำนองแก่โจทก์ทั้งสองได้ และจำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินจำนองแก่โจทก์ทั้งสอง จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองโดยอยู่ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่าตนได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โดยชำระเงินจำนวน 600,000 บาท ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินที่จำนองแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งเป็นคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ซึ่งคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องซึ่งต้องร้องขอเข้าไปในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) อันเป็นการร้องขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนโดยไต่สวนข้อโต้แย้งของโจทก์ทั้งสองและจำเลยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม หากได้ความตามข้ออ้างของโจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งกำหนดวิธีการบังคับคดีแก่จำเลยตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีในหนี้กระทำการตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 และมาตรา 358 หากไม่ได้ความดังกล่าวศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีดังกล่าวมาฟ้องร้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีใหม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252 ม. 274 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว บ. กับพวก
จำเลย — สหกรณ์การเกษตร ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายนัฐวุฒิ เลี่ยวไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1145/2565
#684672
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 มิได้กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี แต่แบ่งแยกความรับผิดในแต่ละกรณีต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายปกติ ทั้งข้อสัญญายังสอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และเป็นประกาศฉบับที่ใช้ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อคดีนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงใช้บังคับได้

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงนำสืบพยานฝ่ายเดียวคงนำสืบพอให้เห็นว่าข้ออ้างตามคำฟ้องของตนมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าข้อเท็จจริงน่าจะเป็นไปดังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาหรือไม่เท่านั้น การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารยืนยันว่า ความเสียหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้ซึ่งเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แม้มิได้ขยายความว่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 อย่างไร แต่ไม่ถึงกับเป็นข้อให้ต้องตำหนิหรือไม่เชื่อถือพยานหลักฐานของโจทก์ เมื่อพยานหลักฐานไม่ปรากฏว่า ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 เคยชี้แจงต่อโจทก์หรือบอกเล่าให้บุคคลใดทราบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่อาจคาดหมายได้และมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 รวมไปถึงการที่จำเลยทั้งสองขาดนัดไม่ยื่นคำให้การ ทั้งที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดแก่รถยนต์เป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยเฉพาะ พยานหลักฐานของโจทก์พอเห็นว่า ข้ออ้างตามคำฟ้องเรื่องเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งรับฟังได้ว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายอย่างสิ้นเชิงโดยเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง แต่หนี้ค่าเสียหายเท่ากับสัญญาเช่าซื้อส่วนที่เหลือตามสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เป็นหนี้หลักที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงและรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เสียหายหรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดังเดิม และไม่อาจส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์อีกต่อไปได้ ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นการชดเชยแทนที่ไม่แตกต่างจากหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่คู่สัญญาฝ่ายผู้เช่าซื้อพึงต้องปฏิบัติ เมื่อมีการเลิกสัญญาหาใช่ความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด และต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 197,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ไปจากโจทก์ ในราคา 568,656 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ รวม 72 งวด งวดละ 7,898 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 25 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มกราคม 2557 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์รวม 47 งวด แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 48 ประจำวันที่ 25 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป ต่อมาประมาณเดือนเมษายน 2561 โจทก์ติดตามทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 และโจทก์พบว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายจนสิ้นเชิงไม่สามารถซ่อมแซมให้ได้ดีดังเดิม โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 และโจทก์ยังมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ขัดต่อประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) และมีผลใช้บังคับแก่คู่สัญญาหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาอ้างว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ซึ่งมีข้อความทำนองว่า กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายหรือถูกทำลายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจะเรียกให้ผู้เช่าซื้อรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญาไม่ได้ แต่หากรถยนต์สูญหายหรือถูกทำลายโดยเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญา เป็นการระบุข้อความทำนองเดียวกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) มิได้มีข้อความที่ขัดแย้งกัน และไม่ได้เป็นข้อตกลงที่เอาเปรียบจำเลยที่ 1 คู่สัญญาฝ่ายผู้บริโภคแต่อย่างใด นั้น เห็นว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ที่กำหนดว่า "ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิมได้... ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย ตามมูลค่าของความเสียหายที่เจ้าของได้รับเนื่องจากเหตุดังกล่าว หรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถามการติดตามรถ ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัดตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้" ข้อสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี หากได้แบ่งแยกความรับผิดในแต่ละกรณีไว้ต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายตามปกติ ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวยังสอดคล้องมิได้ขัดแย้งกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 อันเป็นประกาศที่ใช้ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อคดีนี้ และเป็นประกาศที่ออกมาเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในการเข้าทำสัญญาเช่าซื้อ ที่บัญญัติว่า "ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช่ข้อสัญญาที่มีลักษณะ... (4) ให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญา ในกรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ถูกทำลายถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ โดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ เว้นแต่ค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อค่าทนายความหรือค่าอื่นใดเพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร" ดังนี้สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง จึงมีผลใช้บังคับคู่สัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสองขัดต่อประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) และไม่มีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญาแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาอ้างว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดเหตุเพลิงไหม้ในขณะที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์สามารถยืนยันได้ว่า อุบัติเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดแก่รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้คดีและโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าอุบัติเหตุเพลิงไหม้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งโจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 คู่สัญญาฝ่ายผู้เช่าซื้อ โจทก์มีนายปรีชา ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า ประมาณเดือนเมษายน 2561 ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน โจทก์ติดตามทวงถามจำเลยที่ 1 และพบว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายอย่างสิ้นเชิงไม่สามารถซ่อมแซมรถยนต์ให้ดีดังเดิมได้ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ และเรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยทั้งสอง นอกจากคำเบิกความของนายปรีชา ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังอ้างอิงหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ ฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 และหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระค่าเสียหาย ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 เป็นพยานหลักฐานประกอบคำพยานของนายปรีชา เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างมีรายละเอียดกล่าวโทษเหตุแห่งความเสียหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อว่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับถ้อยคำของนายปรีชา จึงสนับสนุนคำเบิกความของนายปรีชา ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือจริงอยู่ที่ในชั้นพิจารณาและสืบพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์มิได้แจกแจงรายละเอียดของอุบัติเหตุอันเกิดแก่รถยนต์ที่เช่าซื้อว่าเกิดเพลิงไหม้ทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้อย่างไรหรือด้วยเหตุผลใด แต่ในเรื่องนี้พอเข้าใจได้ว่าการสืบพยานของโจทก์เป็นการสืบพยานฝ่ายเดียวในคดีที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นให้การ โจทก์คงนำสืบพอให้เห็นว่าข้ออ้างตามคำฟ้องของตนมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีที่โจทก์นำสืบพยานโดยไม่มีพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมาหักล้าง ศาลย่อมใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าข้อเท็จจริงน่าจะเป็นไปดังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาหรือไม่เท่านั้นการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารยืนยันว่า ความเสียหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้ซึ่งเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แม้มิได้ขยายความว่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 อย่างไร จึงไม่ถึงกับเป็นข้อให้ต้องตำหนิหรือไม่เชื่อถือพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีนี้ เมื่อพินิจพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกับข้อเท็จจริงในสำนวนความที่ไม่ปรากฏว่า ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 เคยชี้แจงต่อโจทก์หรือบอกเล่าให้บุคคลใดทราบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่อาจคาดหมายได้และมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 รวมไปถึงการที่จำเลยทั้งสองทราบข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีตามที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วไม่ยื่นคำให้การกล่าวแก้คำฟ้องเพื่อปัดความรับผิดตามกระบวนความ ทั้งที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดแก่รถยนต์เป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าซื้อโดยเฉพาะ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาเมื่อชั่งน้ำหนักแล้วนับว่าคำพยานบุคคลกับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างอิงในคดีที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การมีรายละเอียดข้อสำคัญพอให้เห็นว่า ข้ออ้างตามคำฟ้องเรื่องเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายทั้งรับฟังได้ว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายอย่างสิ้นเชิงโดยเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงด้วยเหตุรถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหาย หรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อตามข้อตกลงในสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ที่ว่า "ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้... ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย... แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้" โจทก์ในฐานะคู่สัญญาชอบที่จะอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหาย 197,450 บาท เท่ากับหนี้คงค้างชำระตามสัญญาแก่โจทก์ได้หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องตามที่โจทก์มีคำขอ จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทบัญญัติเดิมก่อนมีการแก้ไขและรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ในส่วนของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 และจำเลยที่ 2 ได้รับไว้เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 ซึ่งถือเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ชั้นต้นไปยังผู้ค้ำประกันภายหลังจากล่วงพ้นกำหนดหกสิบวันนับจากวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด แต่หนี้ค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือตามสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เป็นหนี้หลักที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงและรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เสียหายหรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิม และไม่อาจส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์ได้อีกต่อไป ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นการชดเชยแทนที่ไม่แตกต่างจากหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่คู่สัญญาฝ่ายผู้เช่าซื้อพึงต้องปฏิบัติเมื่อมีการเลิกสัญญาหาใช่ความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด และต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปให้แก่โจทก์ เพราะเป็นดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เลย และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 197,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 197,450 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 686 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 35 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ธ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) — นายอดล ไตรรงค์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1144/2565
#686004
เปิดฉบับเต็ม

เงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ชนะการแข่งขันราคาเป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งในเอกสารการประมูลทรัพย์สินพร้อมขาย โจทก์ที่ 5 ย่อมต้องทราบดีว่าหากตนชนะการแข่งขันและได้ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย โจทก์ที่ 5 จะต้องมีภาระภาษีจำนวนเท่าใด การที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ที่ 5 เป็นผู้รับภาระในการชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ที่ 5 เกินสมควร อันจะเข้าลักษณะของข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ดังนั้น โจทก์ที่ 5 รวมทั้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ที่ได้รับอนุมัติจากจำเลยให้ร่วมรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินรวม 21 โฉนด จากจำเลย ต้องผูกพันตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่โจทก์ที่ 5 ทำไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 1,417,000 บาท ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 4,251,000 บาท ดอกเบี้ย 122,580.21 บาท รวม 5,790,580.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 5,668,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,834,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหกโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งหกชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งหกและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 5 และที่ 6 เป็นน้องของนายชาญชัย เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2, 14650, 19211 ถึง 19229 รวม 21 โฉนด เป็นของนายชาญชัย เมื่อนายชาญชัยถึงแก่ความตาย นางผจงจิตต์ ซึ่งเป็นภริยาของนายชาญชัยและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชาญชัยนำที่ดินดังกล่าวโอนชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลย วันที่ 14 มีนาคม 2558 โจทก์ที่ 5 ประมูลทรัพย์สินพร้อมขายครั้งที่ 1/2558 ของจำเลย โดยเสนอราคาซื้อทรัพย์สินรายการที่ 6 คือ ที่ดินรวม 21 โฉนด ดังกล่าวในราคา 141,700,000 บาท จำเลยอนุมัติขายทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 5 วันที่ 23 มีนาคม 2558 โจทก์ที่ 5 ชำระเงินประกันการซื้อ 14,170,000 บาท พร้อมทำบันทึกข้อตกลงการวางเงินประกันการซื้อทรัพย์ โดยข้อตกลงข้อ 3.2 และ 3.3 มีข้อความว่า ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้เสนอซื้อเป็นผู้รับภาระ โจทก์ที่ 5 ขอขยายระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหลายครั้ง ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ที่ 5 มีหนังสือถึงจำเลยขอเปลี่ยนแปลงผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากโจทก์ที่ 5 เป็นโจทก์ทั้งหก วันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 จำเลยโดยคณะกรรมการซื้อขายทรัพย์สินพร้อมขาย มีมติอนุมัติให้เปลี่ยนชื่อผู้รับโอนกรรมสิทธิ์จากโจทก์ที่ 5 เป็นโจทก์ทั้งหก โดยโจทก์ทั้งหกต้องผูกพันตามเงื่อนไขการซื้อทรัพย์เช่นเดียวกับโจทก์ที่ 5 และมีการแบ่งที่ดินเป็น 10 ส่วน โจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 3 ส่วน โจทก์ที่ 2 และที่ 6 ถือกรรมสิทธิ์คนละ 2 ส่วน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ถือกรรมสิทธิ์คนละ 1 ส่วนและวันที่ 22 กันยายน 2559 จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 21 โฉนด ให้แก่โจทก์ทั้งหก โดยโจทก์ทั้งหกเป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีธุรกิจเฉพาะ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงื่อนไขที่กำหนดให้โจทก์ทั้งหกในฐานะผู้ซื้อชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 หรือไม่ เห็นว่า เงื่อนไขเกี่ยวกับค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะที่กำหนดให้ผู้เสนอซื้อหรือผู้ชนะการแข่งขันราคาเป็นผู้ชำระนั้น ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งในเอกสารการประมูลทรัพย์สินพร้อมขาย ครั้งที่ 1/2558 ซึ่งเป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นและเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบตั้งแต่ก่อนถึงกำหนดวันทำการแข่งขันราคาในใบลงทะเบียนการแข่งขันราคาทรัพย์สินพร้อมขายทรัพย์สินพร้อมขายฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2558 ที่โจทก์ที่ 5 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้เข้าแข่งขันราคาก็ได้ระบุไว้ว่า ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้ชนะการแข่งขันราคาเป็นผู้ชำระ อีกทั้งตามบันทึกข้อตกลงการวางเงินประกันการซื้อทรัพย์ที่ทำขึ้นหลังจากโจทก์ที่ 5 ชนะการแข่งขันราคาก็มีเนื้อหาในทำนองเดียวกัน เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขในการแข่งขันราคาไว้ดังกล่าวแล้ว ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 5 จะต้องพิจารณาตัดสินใจเองว่าสมควรที่จะเข้าแข่งขันราคาเพื่อซื้อทรัพย์สินคือที่ดินรวม 21 โฉนด ที่จำเลยนำออกขายหรือไม่ ดังนั้นการที่โจทก์ที่ 5 เข้าแข่งขันราคาเพื่อซื้อทรัพย์สินดังกล่าวรวมทั้งทำบันทึก จึงต้องถือว่าเป็นความสมัครใจของโจทก์ที่ 5 เอง โจทก์ที่ 5 จึงต้องผูกพันตามเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดไว้ และเมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ชนะการแข่งขันราคาเป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและค่าภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีนี้จะเห็นได้ว่า ค่าภาษีนั้นเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าจะต้องชำระเพียงใด มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยกำหนดขึ้นเอง ซึ่งโจทก์ที่ 5 ก็ย่อมต้องทราบดีว่าหากตนชนะการแข่งขันและได้ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยจะต้องมีภาระภาษีจำนวนเท่าใด การที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ที่ 5 เป็นผู้รับภาระในการชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและค่าภาษีธุรกิจเฉพาะจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ที่ 5 เกินสมควร อันจะเข้าลักษณะของข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เมื่อไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ที่ 5 รวมทั้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ที่ได้รับอนุมัติจากจำเลยให้ร่วมรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินรวม 21 โฉนด จากจำเลยโดยต้องผูกพันตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่โจทก์ที่ 5 ทำไว้ ก็ไม่อาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ประเด็นอื่นตามฎีกาของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ. กับพวก
จำเลย — ธนาคาร ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุทธิศักดิ์ สุขบุญพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1143/2565
#686886
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างวันที่ 10 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2561 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2562 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตาม ป.ที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม" และระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิเพื่อให้ไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวไม่เป็นไม้หวงห้าม พ.ศ. 2563 ข้อ 2 บัญญัติว่า "ให้ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประเภทหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามแบบ ส.ป.ก. 4-01 ส.ป.ก. 4-01 ก ส.ป.ก. 4-01 ข ส.ป.ก. 4-01 ค หรือ ส.ป.ก. 4-01 ช เป็นที่ดินซึ่งไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นไม้หวงห้าม

ความตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับด้วย"

ได้ความจากการไต่สวนพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ไม้สักตามฟ้องที่จำเลยทำไม้ และไม้สักที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้นเป็นไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์และจำเลยได้ปลูกไม้สักที่จำเลยเข้าไปทำไม้โดยการตัดเป็นท่อนและมีไว้ในครอบครอง การกระทำของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไม้สักดังกล่าวข้างต้นจึงไม่เป็นความผิดฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 อีกต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง และเมื่อฟังไม่ได้ว่าไม้สักของกลางเป็นไม้หวงห้าม จึงไม่อาจริบได้ ต้องคืนให้แก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74, 74 จัตวา ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี และปรับ 700,000 บาท ฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี และปรับ 700,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 1,400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 700,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้จำเลยเข้ารับการอบรมหรือร่วมกิจกรรมปลูกป่าหรือสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้หรือสิ่งแวดล้อม และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ริบไม้สักของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกสถานเดียว โดยไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติ และยกคำขอที่ให้จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างวันที่ 10 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2561 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2562 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม" และระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิเพื่อให้ไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวไม่เป็นไม้หวงห้าม พ.ศ. 2563 ข้อ 2 บัญญัติว่า "ให้ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประเภทหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามแบบ ส.ป.ก. 4-01 ส.ป.ก. 4-01 ก ส.ป.ก. 4-01 ข ส.ป.ก. 4-01 ค หรือ ส.ป.ก. 4-01 ช เป็นที่ดินซึ่งไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นไม้หวงห้าม

ความตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับด้วย"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ไม้สักตามฟ้อง 178 ท่อน ที่จำเลยทำไม้ และไม้สัก 178 ท่อน ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้นเป็นไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินแปลงเลขที่ 10 ระวาง ส.ป.ก.ที่/กลุ่มที่ 1570 สารบัญทะเบียนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเลขที่ 7154 เล่ม 72 หน้า 54 อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ซึ่งจำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวและจำเลยได้ปลูกไม้สักที่จำเลยเข้าไปทำไม้โดยการตัดเป็นท่อน 178 ท่อน และมีไว้ในครอบครอง 178 ท่อน การกระทำของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไม้สักดังกล่าวข้างต้นจึงไม่เป็นความผิดฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 อีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง และเมื่อฟังไม่ได้ว่าไม้สักของกลางเป็นไม้หวงห้ามจึงไม่อาจริบได้ ต้องคืนให้แก่เจ้าของ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 7 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นาง ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางสาวอัญชนีย์ โตวนิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศรชัย วรานิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1142/2565
#670363
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.อ. มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีหลังก็ตาม แต่คดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ก็ต้องอยู่ภายใต้อายุความการบังคับโทษตาม ป.อ. มาตรา 98 ด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรีว่า ก่อนคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยศาลจังหวัดลพบุรีพิพากษาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ซึ่งอายุความการบังคับโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี คือ 5 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 98 (4) คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 และมีคำขอให้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี จึงเป็นกรณีที่โจทก์ขอบังคับโทษจำคุกจำเลยซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว การนับระยะเวลาว่าจะบวกโทษจำคุกจำเลยในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยในคดีดังกล่าว คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 เมื่อนับถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ได้ตัวจำเลยมาเพื่อรับโทษเกินกำหนดเวลาห้าปีเป็นอันล่วงเลยการลงโทษตามมาตรา 98 (4) แล้ว ดังนั้น ศาลที่พิพากษาคดีนี้จึงไม่อาจ บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 91 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2564 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2495/2560 ของศาลจังหวัดสีคิ้ว ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลางจำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษกับนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (ที่ถูก (ที่แก้ไขใหม่)), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 5 ปี 12 เดือน และปรับ 250,000 บาท นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2495/2560 ของศาลจังหวัดสีคิ้ว ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีหลังก็ตาม แต่คดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ก็ต้องอยู่ภายใต้อายุความการบังคับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 ด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรีว่า ก่อนคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยศาลจังหวัดลพบุรีพิพากษาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ซึ่งอายุความการบังคับโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี คือ 5 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 และมีคำขอให้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี จึงเป็นกรณีที่โจทก์ขอบังคับโทษจำคุกจำเลยซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว การนับระยะเวลาว่าจะบวกโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรีเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 เมื่อนับถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ได้ตัวจำเลยมาเพื่อรับโทษเกินกำหนดเวลาห้าปี เป็นอันล่วงเลยการลงโทษตามมาตรา 98 (4) แล้ว ดังนั้น ศาลที่พิพากษาคดีนี้จึงไม่อาจบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 ม. 98
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นายชวนันท์ อุดมสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1132/2565
#683952
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องที่กฎหมายกําหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไป มิได้หมายความว่าเมื่อจําเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจําเลยเสมอไป คดีอาญาไม่ว่าจําเลยจะให้การเช่นใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาเสมอว่าจําเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ถ้าศาลเห็นว่าจําเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจําเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง หรือหากศาลเห็นว่าสมควรให้มีการสืบพยานหลักฐานก่อนมีคําพิพากษาก็เป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งเช่นนั้นได้ ประกอบขณะคดีนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 (ที่แก้ไขใหม่) มีผลต่อการวินิจฉัยของศาลว่า ไม้ของกลางยังคงเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ ซึ่งหากไม่เป็นไม้หวงห้าม การกระทำของจําเลยก็ย่อมไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมีอำนาจที่สั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนพยานโจทก์และพยานจําเลยในประเด็นว่าไม้ของกลางเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ ได้ตาม ป.วิ.อ มาตรา 208 (1) ทั้ง พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อำนาจศาลที่จะนําข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่พนักงานคุมประพฤติส่งศาลมาประกอบการพิจารณาพิพากษาหรือเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จําเลย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 สั่งให้ศาลชั้นต้นทำการสืบเสาะและพินิจจําเลยก่อนมีคําพิพากษา และพิจารณารายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่แน่ชัดว่าไม้ของกลางยังเป็นไม้หวงห้ามต่อไปหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นถึงแหล่งที่มาของไม้ของกลาง แล้วนําข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบพยานหลักฐานของโจทก์และจําเลยมาเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยคดี จึงไม่ขัดต่อ ป.วิ.อ. และ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 ดังกล่าว

คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานมีไม้จําปา ไม้ตาเสือและไม้หยีแปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. เกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีคําขอให้ลงโทษจําเลยตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73 จําเลยต่อสู้ว่าไม้แปรรูปของกลางส่วนที่เป็นไม้ใหม่เป็นไม้ที่ตัดมาจากที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ข ส่วนที่เป็นไม้เก่าได้มาจากการรื้อบ้านหลังเก่าที่ปลูกสร้างมาประมาณ 30 ปี เมื่อจําเลยให้การต่อสู้ดังกล่าว จําเลยจึงต้องนําสืบให้เห็นว่าไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่ ไม่ใช่ไม้หวงห้ามจึงจะเข้าข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 50 (4) ส่วนไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่าไม่ใช่ไม้แปรรูปตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) ซึ่งในประเด็นไม้แปรรูปที่เป็นไม้ใหม่นั้น จําเลยและ อ. ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ขายไม้แปรรูปของกลางให้แก่จําเลยเบิกความแต่เพียงลอย ๆ ว่า ไม้แปรรูปของกลางตัดมาจากที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งมีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแบบ ส.ป.ก. 4-01 ข โดยไม่มีข้อเท็จจริงใดมานําสืบสนับสนุนให้เห็นเช่นนั้น ทั้งภาพถ่ายที่จําเลยอ้างไม่ปรากฏตอไม้ที่จะบ่งชี้ถึงที่มาของไม้แปรรูปของกลาง และบางภาพปรากฏว่าเป็นต้นไม้ที่ถูกโค่นใหม่ ยังไม่มีการแปรรูปใด ๆ ทำให้เชื่อได้ว่ามีการโค่นต้นไม้ดังกล่าวภายหลังจากจําเลยถูกดำเนินคดีนี้แล้ว จึงยังฟังไม่ได้ว่าไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่ได้มาจากไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ข ดังนั้น จึงต้องฟังว่าจําเลยมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่าเป็นไม้ที่รื้อมาจากบ้านหลังเก่าของจําเลย ซึ่งตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 31/2559 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ บัญญัติว่า "ไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาพเช่นนั้น รวมทั้งไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว และผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าได้เคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีสำหรับไม้อื่นที่มิใช่ไม้สัก และไม่น้อยกว่าสิบปีสำหรับไม้สัก มิให้ถือว่าเป็นไม้แปรรูป" ความในวรรคนี้มีความหมายว่า ไม้ที่มิให้ถือว่าเป็นไม้แปรรูปนั้นแยกได้เป็นสองอย่าง คือ ไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาพเช่นนั้นอย่างหนึ่ง กับไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว คือเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเคยเป็นเครื่องใช้มาแล้วและผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีสำหรับไม้อื่นที่ไม่ใช้ไม้สัก และสิบปีสำหรับไม้สักอีกอย่างหนึ่ง ตามความในกฎหมายดังกล่าว ผู้ครอบครองจะต้องพิสูจน์แต่เฉพาะกรณีที่ไม้นั้นมิได้อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือมิได้อยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้แต่กล่าวอ้างว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วเท่านั้น ข้อความที่ว่า "รวมทั้งไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว และผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้ว" ย่อมแสดงชัดว่าในปัจจุบันไม้มิได้อยู่ในสภาพเช่นนั้นแล้ว โดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ ห้าปีสำหรับไม้อื่นที่ไม่ใช่ไม้สัก และสิบปีสำหรับไม้สัก ดังนั้นไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่านี้เป็นไม้ที่เคยอยู่ในสภาพสิ่งปลูกสร้างมาก่อน จึงมิใช่ไม้แปรรูปตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) การที่จําเลยมีไม้ของกลางในส่วนที่เป็นไม้เก่าไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73 เมื่อไม้ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจําเลยมีทั้งไม้แปรรูปที่เป็นไม้หวงห้าม กับไม้ที่มีไว้ในครอบครองได้โดยไม่เป็นความผิด ซึ่งในส่วนของไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้หวงห้ามนั้น เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายที่โจทก์นําสืบมีจำนวนค่อนข้างมาก จําเลยเองก็ให้การไว้ในรายงานการสืบเสาะและพินิจจําเลยว่า ร. ไม่ทราบชื่อสกุล นําไม้จําปาแปรรูปจำนวน 50 แผ่น ไม้ตาเสือแปรรูปจำนวน 20 แผ่น และไม้หยีแปรรูปจำนวน 20 แผ่น มาขายให้แก่จําเลย ไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่จึงย่อมต้องมีปริมาตรเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อไม่ได้ความชัดว่าปริมาตรเกิน 2 ลูกบาศก์เมตร หรือไม่ ก็ต้องฟังในทางที่เป็นคุณแก่จําเลยว่า จําเลยมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 47, 48, 73, 74, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 73 วรรคสอง (2)), 74 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 74) จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนไม้แปรรูปของกลางทั้งหมดให้แก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจภูธรท่าแซะ กับพนักงานพิทักษ์ป่าร่วมกันไปตรวจค้นบ้านจำเลย พบไม้จำปาแปรรูป 116 แผ่น ปริมาตร 3.01 ลูกบาศก์เมตร ไม้ตาเสือแปรรูป 14 แผ่น ปริมาตร 0.21 ลูกบาศก์เมตร ไม้หยีแปรรูป 22 แผ่น ปริมาตร 0.59 ลูกบาศก์เมตร รวมปริมาตรไม้ทั้งหมด 3.81 ลูกบาศก์เมตร ที่ข้างบ้านของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษา ตลอดจนมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยเพิ่มเติมในประเด็นถึงแหล่งที่มาของไม้ของกลางเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง" ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไป มิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป คดีอาญาไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาเสมอว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง หรือหากศาลเห็นว่าสมควรให้มีการสืบพยานหลักฐานก่อนมีคำพิพากษาก็เป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งเช่นนั้นได้ ประกอบขณะคดีนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม" ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 (ที่แก้ไขใหม่) ดังกล่าวมีผลต่อการวินิจฉัยของศาลว่า ไม้ของกลางยังคงเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ ซึ่งหากไม่เป็นไม้หวงห้าม การกระทำของจำเลยก็ย่อมไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมีอำนาจที่สั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนพยานโจทก์และพยานจำเลยในประเด็นว่าไม้ของกลางเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) ทั้งพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อำนาจศาลที่จะนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่พนักงานคุมประพฤติส่งศาลมาประกอบการพิจารณาพิพากษาหรือเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 สั่งให้ศาลชั้นต้นทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษา และพิจารณารายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่แน่ชัดว่าไม้ของกลางยังเป็นไม้หวงห้ามต่อไปหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นถึงแหล่งที่มาของไม้ของกลาง แล้วนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยมาเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยคดี จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 ดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีไม้จำปา ไม้ตาเสือและไม้หยีแปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. เกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73 จำเลยต่อสู้ว่าไม้แปรรูปของกลางส่วนที่เป็นไม้ใหม่เป็นไม้ที่ตัดมาจากที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ข ส่วนที่เป็นไม้เก่าได้มาจากการรื้อบ้านหลังเก่าที่ปลูกสร้างมาประมาณ 30 ปี เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ดังกล่าว จำเลยจึงต้องนำสืบให้เห็นว่าไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่ไม่ใช่ไม้หวงห้ามจึงจะเข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 50 (4) ส่วนไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่าไม่ใช่ไม้แปรรูปตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) ซึ่งในประเด็นไม้แปรรูปที่เป็นไม้ใหม่นั้น จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยซื้อไม้แปรรูปมาจากผู้อื่นเพื่อนำมาสร้างบ้านพักอาศัย ผู้นำมาขายบอกว่าเป็นไม้ของตนเองที่นำมาจากสวนของผู้ขายและเก็บไว้ที่บ้าน ต้องการนำมาขาย จำเลยต้องการใช้ไม้สร้างบ้านจึงรับซื้อไว้ จำเลยทราบจากผู้ขายในภายหลังว่าไม้ดังกล่าวตัดมาจากที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของผู้ขาย (ส.ป.ก. 4-01 ข) และไม้แปรรูปบางส่วนเป็นไม้ที่รื้อมาจากบ้านหลังเดิมของจำเลยซึ่งปลูกสร้างมาประมาณ 30 ปีแล้ว และมีนายอนันต์ เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้นำไม้แปรรูปไปขายให้แก่จำเลย เพราะมีผู้ติดต่อพยานแจ้งว่าจำเลยต้องการหาซื้อไม้มาสร้างบ้าน ไม้แปรรูปที่พยานนำไปขายให้จำเลยเป็นไม้ที่อยู่ในสวนของบิดาพยานซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ 25 ไร่ ซึ่งระบุชื่อผู้ได้รับอนุญาตคือนายฉลอม บิดาพยาน ไม้ที่ยังคงเหลือในที่ดินปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล.4 เห็นว่า จำเลยนำสืบในประเด็นนี้โดยมีตัวจำเลยและนายอนันต์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ขายไม้แปรรูปของกลางให้แก่จำเลยมาเป็นพยานเบิกความแต่เพียงลอย ๆ ว่า ไม้แปรรูปของกลางตัดมาจากที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งมีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแบบ ส.ป.ก. 4-01 ข โดยไม่มีข้อเท็จจริงใดมานำสืบสนับสนุนให้เห็นเช่นนั้น ที่จำเลยอ้างภาพถ่ายหมาย ล.4 จำนวน 3 ภาพ เป็นพยาน ตามภาพถ่ายภาพที่ 1 และที่ 2 ก็เป็นเพียงภาพต้นไม้ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นต้นจำปาและต้นหยีที่ขึ้นอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ข ของนายฉลอมบิดาของนายอนันต์ ส่วนภาพที่ 3 เป็นภาพต้นไม้ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นต้นตาเสือล้มอยู่กับพื้น ทั้งสามภาพดังกล่าวไม่ปรากฏตอของต้นจำปาและต้นหยีที่จะบ่งชี้ถึงที่มาของไม้จำปาและไม้หยีแปรรูปของกลางแต่อย่างใด สำหรับภาพที่ 3 ซึ่งอ้างว่าเป็นต้นตาเสือนั้น ก็ปรากฏว่าเป็นต้นไม้ที่ถูกโค่นใหม่ ยังไม่มีการแปรรูปใด ๆ ทำให้เชื่อได้ว่ามีการโค่นต้นไม้ดังกล่าวภายหลังจากจำเลยถูกดำเนินคดีนี้แล้ว ตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่า ไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่ได้มาจากไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ข ดังนั้นจึงต้องฟังว่าจำเลยมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่า จำเลยนำสืบว่าเป็นไม้ที่รื้อมาจากบ้านหลังเดิมซึ่งปลูกสร้างมาประมาณ 30 ปีแล้ว และได้ความจากนายปรีชาพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม้แปรรูปที่ยึดเป็นของกลางบางส่วนเป็นไม้ที่จำเลยบอกว่ารื้อมาจากบ้านหลังเก่าของจำเลย ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่านั้น เป็นไม้ที่ใช้สร้างบ้านหลังเก่ามาไม่ถึงห้าปี และไม่ใช่ไม้ที่เคยอยู่ในสภาพสร้างเป็นบ้านมาก่อน รูปเรื่องเชื่อว่าไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่าเป็นไม้ที่รื้อมาจากบ้านหลังเก่า ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 31/2559 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ บัญญัติว่า "ไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาพเช่นนั้น รวมทั้งไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว และผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าได้เคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีสำหรับไม้อื่นที่มิใช่ไม้สัก และไม่น้อยกว่าสิบปีสำหรับไม้สัก มิให้ถือว่าเป็นไม้แปรรูป" ความในวรรคนี้มีความหมายว่า ไม้ที่มิให้ถือว่าเป็นไม้แปรรูปนั้น แยกได้เป็นสองอย่าง คือ ไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาพเช่นนั้นอย่างหนึ่ง กับไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว คือเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเคยเป็นเครื่องใช้มาแล้ว และผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีสำหรับไม้อื่นที่ไม่ใช่ไม้สัก และสิบปีสำหรับไม้สักอีกอย่างหนึ่ง ตามความในกฎหมายดังกล่าว ผู้ครอบครองจะต้องพิสูจน์แต่เฉพาะกรณีที่ไม้นั้นมิได้อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือมิได้อยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้แต่กล่าวอ้างว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วเท่านั้น ข้อความที่ว่า "รวมทั้งไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว และผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าเคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้ว" ย่อมแสดงชัดว่าในปัจจุบันไม้มิได้อยู่ในสภาพเช่นนั้นแล้ว โดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ ห้าปีสำหรับไม้อื่นที่ไม่ใช่ไม้สัก และสิบปีสำหรับไม้สัก ดังนั้นไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่านี้ เป็นไม้ที่เคยอยู่ในสภาพสิ่งปลูกสร้างมาก่อน จึงมิใช่ไม้แปรรูปตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) การที่จำเลยมีไม้ของกลางในส่วนที่เป็นไม้เก่าไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73 เมื่อไม้ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยมีทั้งไม้แปรรูปที่เป็นไม้หวงห้าม กับไม้ที่มีไว้ในครอบครองได้โดยไม่เป็นความผิด ซึ่งในส่วนของไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้หวงห้ามนั้น เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายหมาย จ.2 จำนวน 5 ภาพ พบว่ามีจำนวนค่อนข้างมาก จำเลยเองก็ให้การไว้ในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่านายโรจน์ ไม่ทราบชื่อสกุลนำไม้จำปาแปรรูปจำนวน 50 แผ่น ไม้ตาเสือแปรรูปจำนวน 20 แผ่น และไม้หยีแปรรูปจำนวน 20 แผ่น มาขายให้แก่จำเลย ไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่จึงย่อมต้องมีปริมาตรเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อไม่ได้ความชัดว่าปริมาตรเกิน 2 ลูกบาศก์เมตร หรือไม่ ก็ต้องฟังในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยว่า จำเลยมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง จำคุก 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ รักษา และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้แปรรูปของกลางที่เป็นไม้ใหม่ ส่วนไม้ของกลางที่เป็นไม้เก่าให้คืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 208
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 30 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (4) ม. 7 ใหม่ ม. 48 วรรคหนึ่ง ม. 50 ม. 73 วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายเอก ขำอินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ชื่อองค์คณะ
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1121/2565
#683485
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 กำหนดว่า ผู้ที่จะเป็นประธานในที่ประชุมได้ ต้องเป็นผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมด้วยตนเองและได้รับเลือกจากที่ประชุมในขณะนั้นให้เป็นประธาน พ. ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่ได้รับมอบฉันทะจากผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น โดยตามหนังสือมอบฉันทะระบุว่า ให้เข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนแทนผู้คัดค้านที่ 2 พ. จึงมีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนตามที่ได้รับมอบฉันทะเท่านั้น ไม่มีอำนาจกระทำการอื่นนอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ ทั้งการมอบฉันทะดังกล่าวหาทำให้ พ. มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใดไม่ เพราะการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นสถานะเฉพาะตัวของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่อาจมอบฉันทะให้ผู้อื่นเป็นแทนได้ การที่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเลือก พ. เป็นประธาน แล้ว พ. ทำหน้าที่ประธานในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นย่อมขัดต่อข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 และเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจทำให้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นการประชุมและลงมติโดยไม่ชอบ จึงต้องเพิกถอนการลงมติในการประชุมครั้งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้เพิกถอนการประชุมและเพิกถอนการลงมติทุกครั้งทุกวาระของการประชุมคณะกรรมการและการประชุมสามัญ/วิสามัญผู้ถือหุ้นทุกครั้งทุกวาระของผู้คัดค้านที่ 1 ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2532 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 รวมประมาณ 26 ถึง 50 ครั้ง เพิกถอนการประชุมและลงมติทุกวาระของการประชุมคณะกรรมการของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2559 เพิกถอนการประชุมและลงมติทุกวาระของการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 เพิกถอนการเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 2,030 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 4 จำนวน 2,030 หุ้น และผู้คัดค้านที่ 2 เฉพาะที่เกิน 900 หุ้น ตามบัญชีหุ้นเท็จที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำไปยื่นไว้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระหว่างปี 2532 ถึงปัจจุบัน และให้ถือบัญชีผู้ถือหุ้น ณ วันจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบัญชีผู้ถือหุ้นฉบับที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านทั้งห้ายื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ต่างเป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ผู้คัดค้านที่ 2 มอบฉันทะให้นายพิศุทธ์ ที่ปรึกษากฎหมายของผู้คัดค้านที่ 1 เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนแทน ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเลือกนายพิศุทธ์เป็นประธานและนายพิศุทธ์ทำหน้าที่ประธานในการประชุมใหญ่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเลือกนายพิศุทธ์ ผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหุ้นเป็นประธานและนายพิศุทธ์ทำหน้าที่ประธานในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นขัดต่อข้อบังคับและเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจอันเป็นเหตุให้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 เป็นการประชุมและลงมติโดยไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 13 กำหนดว่า "ผู้ถือหุ้นคนใดไม่สามารถเข้าประชุมด้วยตนเองได้ อาจมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนก็ได้" และข้อ 14 กำหนดว่า "ในการประชุมผู้ถือหุ้น ให้ประธานกรรมการนั่งเป็นประธานที่ประชุม ถ้าไม่มีตัวประธานกรรมการหรือประธานกรรมการไม่ได้มาเข้าประชุม ก็ให้ที่ประชุมเลือกตั้งผู้ถือหุ้นคนหนึ่งซึ่งได้เข้าร่วมประชุมขึ้นเป็นประธาน" ตามข้อบังคับดังกล่าว ผู้ที่จะเป็นประธานในที่ประชุมได้ ต้องเป็นผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมด้วยตนเองและได้รับเลือกจากที่ประชุมในขณะนั้นให้เป็นประธาน นายพิศุทธ์ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่ได้รับมอบฉันทะจากผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น โดยตามหนังสือมอบฉันทะ ระบุว่า ให้เข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนแทนผู้คัดค้านที่ 2 นายพิศุทธ์จึงมีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนตามที่ได้รับมอบฉันทะเท่านั้น ไม่มีอำนาจกระทำการอื่นนอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ในหนังสือมอบฉันทะ ทั้งการมอบฉันทะดังกล่าวหาทำให้นายพิศุทธ์มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใดไม่ เพราะการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นสถานะเฉพาะตัวของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่อาจมอบฉันทะให้ผู้อื่นเป็นแทนได้ การที่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเลือกนายพิศุทธ์ ผู้รับมอบฉันทะจากผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ถือหุ้นเป็นประธาน แล้วนายพิศุทธ์ทำหน้าที่ประธานในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นย่อมขัดต่อข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้างต้นและเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจทำให้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 เป็นการประชุมและลงมติโดยไม่ชอบ จึงต้องเพิกถอนการลงมติในการประชุมครั้งดังกล่าว

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการประชุมและการลงมติในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุชาติ อินประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพันวะสา บัวทอง
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1110/2565
#684944
เปิดฉบับเต็ม

แม้เงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (8) และจําเลย (ผู้ขาย) มีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายทอดตลาดตาม ป.รัษฎากรก็ตาม แต่คู่กรณีอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 810/2556 เรื่องการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจําหน่ายทรัพย์สิน ข้อ 2 ระบุว่า "ในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดจะต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าอากรตาม ป.รัษฎากรเองทั้งหมด โดยผู้ซื้อไม่สามารถนําใบเสร็จรับเงินค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรือค่าอากรแสตมป์มาขอรับเงินคืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้" และประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดินระบุว่า "ผู้ซื้อได้จะต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าอากรตาม ป.รัษฎากร" ซึ่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวได้ระบุภาระหน้าที่ของผู้ซื้อที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าอากรตาม ป.รัษฎากรไว้โดยละเอียดแล้ว เมื่อผู้ร้องได้ทราบประกาศขายทอดตลาดที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาก่อนและเข้าร่วมประมูล จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้ยอมรับและตกลงกับเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะปฏิบัติตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ประกอบกับตาม ป.รัษฎากร ไม่ได้ห้ามคู่กรณีที่จะตกลงกันว่าผู้ใดจะเป็นผู้รับภาระชําระภาษีเงินได้ รวมทั้งไม่ได้ห้ามบุคคลอื่นชําระภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์แทนผู้ขายหรือผู้มีเงินได้จากการขายทอดตลาด คำสั่งกรมบังคับคดีที่ 810/2556 เรื่องการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจําหน่ายทรัพย์สิน ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดิน และข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานบังคับคดีที่กําหนดให้ผู้ร้องในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดเป็นผู้เสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ขัดต่อ ป.รัษฎากร มาตรา 40 (8) และไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องจึงต้องเสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีรับจ่ายและคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ร้องชําระแทนจําเลยไป 49,568,500 บาท ให้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3011 และ 3012 ของนางสุรี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีรับจ่ายให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 496,568,500 บาท คืนก่อนจะนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา

โจทก์ที่ 1 ที่ 4 และนางวลี กับจำเลยยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3011 และ 3012 ของนางสุรี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีและได้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนจำเลยไปเป็นเงิน 49,568,500 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องจัดทำบัญชีรับจ่ายและคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ร้องชำระแทนจำเลยให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) และการขายทอดตลาดนั้น จำเลย (ผู้ขาย) เป็นผู้มีเงินได้จากการขายทอดตลาด ซึ่งตามประมวลรัษฎากรจำเลยมีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายทอดตลาดดังกล่าวก็ตาม แต่คู่กรณีอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 810/2556 เรื่องการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน ข้อ 2 ระบุว่า "ในการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดจะต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าอากรตามประมวลรัษฎากรเองทั้งหมด โดยผู้ซื้อทรัพย์ไม่สามารถนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรือค่าอากรแสตมป์มาขอรับเงินคืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้" และประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดินระบุว่า "ผู้ซื้อได้จะต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าอากรตามประมวลรัษฎากร" ซึ่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวได้ระบุภาระหน้าที่ของผู้ซื้อที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าอากรตามประมวลรัษฎากรเองทั้งหมดไว้โดยละเอียดแล้ว หากผู้ร้องมีความสงสัยหรือต้องการทราบรายละเอียดสิ่งใดเพิ่มเติมก็ย่อมสอบถามเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ก่อนทำการประมูล เมื่อผู้ร้องได้ทราบประกาศขายทอดตลาดที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาก่อนแล้วและตัดสินใจเข้าร่วมประมูล จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้ยอมรับและตกลงกับเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะปฏิบัติตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว นอกจากนี้เมื่อผู้ร้องประมูลซื้อที่ดินได้ผู้ร้องยังทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยข้อ 5 ของหนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวระบุว่า "ข้าพเจ้าผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบในค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าอากรตามประมวลรัษฎากร" ประกอบกับตามประมวลรัษฎากรไม่ได้ห้ามคู่กรณีที่จะตกลงกันว่าผู้ใดจะเป็นผู้รับภาระชำระภาษีเงินได้แทนอีกฝ่ายหนึ่ง รวมทั้งไม่ได้ห้ามบุคคลอื่นชำระภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์แทนผู้ขายหรือผู้มีเงินได้จากการขายทอดตลาด คำสั่งกรมบังคับคดีที่ 810/2556 เรื่องการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดิน และข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานบังคับคดีที่กำหนดให้ผู้ร้องในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด เป็นผู้เสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) และไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องจึงต้องเสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีรับจ่ายและคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ร้องชำระแทนจำเลยไป 49,568,500 บาท ให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัท ซ.
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายณพดล อินทวิสัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2565
#692042
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง เท่ากับว่าจำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์มาชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษมาด้วย แม้เป็นฎีกาซึ่งไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกา และไม่อาจรับรองให้ฎีกาได้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยหนักเกินไปก็ย่อมมีอำนาจแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยซึ่งสมควรวินิจฉัยเป็นประการแรกมีว่า ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิด เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจะมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยออกเช็คกี่ฉบับ เลขที่เช็คเท่าใด ฉบับเลขที่ใด สั่งจ่ายเงินเท่าใด ทั้งระบุวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับและระบุเหตุแห่งการออกเช็คของจำเลยไว้ชัดเจนแล้วว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าเหล็กเส้นแทนบริษัท ส. อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย นับได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องที่ชัดเจนครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แล้ว ส่วนเรื่องนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพและแถลงประสงค์ที่จะขอผ่อนชำระหนี้ตามเช็คแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี มิได้หลงต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาที่ศาลฎีกาจะพิจารณาเป็นประการต่อไปคือ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อหาตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เป็นข้อหาความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยย่อมรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คทั้งสามฉบับเพื่อค้ำประกันหนี้ของบริษัทเท่านั้นเป็นความรับผิดทางแพ่งและเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดทางอาญาตามฟ้องนั้นเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษมาด้วยนั้น แม้เป็นฎีกาซึ่งไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาและไม่อาจรับรองให้ฎีกาได้ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยหนักเกินไปก็ย่อมมีอำนาจแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยออกเช็คพิพาท 3 ฉบับ สั่งจ่ายเงินรวมทั้งสิ้น 12,966,968.17 บาท ภายหลังศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จึงนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์บางส่วน แสดงว่าจำเลยไม่ขวนขวายชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเพื่อเป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์อย่างเพียงพอ แม้ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2566 อ้างว่าได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เรื่อยมา และจำเลยนำเงิน 4,800,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้คงเหลือตามเช็คพิพาทครบถ้วนแล้ว คดีอาญาเลิกกัน แต่โจทก์แถลงโต้แย้งว่าจำเลยนำเงินที่ชำระในคดีอื่นมารวมคำนวณด้วย เฉพาะคดีนี้ จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งรวมเงิน 4,800,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางต่อศาลในวันดังกล่าวแล้ว เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 7,800,000 บาท คงค้างชำระอีกเป็นเงิน 5,166,978.20 บาท ข้อเท็จจริงจึงยังมิอาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดอันจะถือว่าคดีเลิกกันตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ฉะนั้น แม้จำเลยจะประกอบอาชีพสุจริตหรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์รับว่า จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทแก่โจทก์เพิ่มเติม รวมเป็นเงิน 7,800,000 บาท จากยอดหนี้ทั้งหมด 12,966,968.17 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกก่อนลดโทษกระทงละ 1 ปี นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีที่เปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 3 กระทง กระทงละ 6 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมเป็นจำคุกจำเลย 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ย.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นางสาววรินธร ตันติศิริพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สิริกานต์ มีจุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2565
#690319
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องคดีนี้บัญญัติไว้ใจความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ดำเนินการโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวเห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นบทบัญญัติพิเศษให้สิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำร้องขอดังกล่าวในคดีเดิมได้ โดยไม่ต้องนำไปฟ้องเป็นคดีต่างหาก แต่มีการระบุเงื่อนเวลาไว้ว่า ศาลต้องยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีอันเป็นมูลเหตุแห่งการร้องขอของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเสียก่อน และต้องยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องนั้นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันเดียวกับวันที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง อันเป็นมูลเหตุที่โจทก์ใช้อ้างให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในขณะที่ศาลยังไม่ได้สั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง ซึ่งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,120,887.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3100 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 1,823,467.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,240,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3100 ออกขายทอดตลาด ในที่สุดบริษัท ม. ประมูลซื้อได้ในราคา 24,800,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว

ระหว่างพิจารณาคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,602,880.07 บาท แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนเท่ากับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,780,743.52 บาท นับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทน 978,170 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของผู้ร้องก่อนว่า การยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องคดีนี้บัญญัติไว้ใจความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ดำเนินการโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวเห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นบทบัญญัติพิเศษให้สิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำร้องขอดังกล่าวในคดีเดิมได้ โดยไม่ต้องนำไปฟ้องเป็นคดีต่างหาก แต่มีการระบุเงื่อนเวลาไว้ว่า ศาลต้องยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีอันเป็นมูลเหตุแห่งการร้องขอของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเสียก่อน และต้องยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องนั้น คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันเดียวกับวันที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง อันเป็นมูลเหตุที่โจทก์ใช้อ้างให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในขณะที่ศาลยังไม่ได้สั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง ซึ่งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ไว้พิจารณาและมีคำสั่งกับที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาต่อมานั้นไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้น กับยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับคำร้องของโจทก์เป็นไม่รับคำร้องของโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคท้าย (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
ผู้ร้อง — นาย ร.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวประวีณณัฐ มูลเมฆ
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรธรรม
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1060/2565
#683280
เปิดฉบับเต็ม

ข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์เกินจากส่วนที่จำเลยได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งเป็นการทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1722 นั้น เป็นข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้กล่าวอ้างตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำร้อง และนำสืบไว้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

แม้เดิมสิทธิตามส่วนในที่ดินพิพาทของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นสิทธิที่ได้มาจากการรับมรดกจากเจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริงตามที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างอันเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อต่อมาผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยและทายาทอื่นได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมให้ได้รับมรดกที่ดินพิพาท ย่อมมีผลทำให้การเรียกร้องในทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกระงับสิ้นไปและทำให้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 และทายาทอื่นได้สิทธิในที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ตามส่วนในที่ดินพิพาทที่ได้มาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยนิติกรรม เมื่อยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ปรากฏชื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ในทะเบียนที่ดิน สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพย์สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคงมีผลผูกพันและบังคับได้ระหว่างคู่กรณีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะบุคคลสิทธิ โดยไม่อาจกล่าวอ้างหรือบังคับแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ การที่จำเลยนำที่ดินพิพาทในส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ในขณะที่สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพย์สินนั้น โดยยังคงให้ปรากฏชื่อจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จะอ้างบทบัญญัติมาตรา 705 ซึ่งบัญญัติให้การจำนองกระทำได้โดยเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นเพื่อมิให้สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลผูกพันที่ดินพิพาทในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อันมีผลเป็นการบังคับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหาได้ไม่ ส่วนผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ก.9/2561 ของศาลชั้นต้นโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลย เรียกผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 สำนวนแรกว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ เรียกผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 6 สำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 4 ถึงที่ 9 ตามลำดับ เรียกผู้ร้องสำนวนที่สามว่า ผู้ร้องที่ 10 และเรียกผู้ร้องสำนวนที่สี่ว่า ผู้ร้องที่ 11 แต่คดีสำหรับผู้ร้องที่ 4 ถึงที่ 11 ถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยจำเลยตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 9,225,124.17 บาท ภายในวันที่ 30 เมษายน 2557 หากจำเลยผิดสัญญาให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับจากวันผิดสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้นำทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 160025 ออกขายทอดตลาดนำเงินในส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยไม่ชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 160025 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินในส่วนของจำเลยมาชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อในราคา 30,000,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสิบเอ็ดยื่นคำร้องทั้งสี่สำนวนและแก้ไขคำร้องสำนวนแรกขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันส่วนเงินขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวมาชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งสิบเอ็ดคนละ 1 ใน 25 ส่วน และในส่วนของนางสุวรรณีแก่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อีกคนละ 1 ใน 4 ส่วน และในส่วนของนางแจ้เตียงแก่ผู้ร้องที่ 10 จำนวน 1 ใน 5 ส่วน ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในการบังคับคดีนี้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2557 โจทก์ได้นำยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 160025 มีชื่อจำเลย นายชัยพร นายชัยณรงค์ และผู้ร้องที่ 5 ถือกรรมสิทธิ์รวม เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้จำนองและกู้ยืมเงิน วันที่ 19 เมษายน 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ในราคา 30,000,000 บาท ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของนายเอี่ยม วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 และทายาทอื่นของนายเอี่ยมได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้แบ่งที่ดินพิพาทและทรัพย์มรดกอื่นออกเป็น 25 ส่วน โดยผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยและทายาทอื่นมีสิทธิได้รับคนละ 1 ใน 25 ส่วน และผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอีกคนละ 1 ใน 4 ส่วน ของทรัพย์มรดกส่วนของนางสุวรรณ ทายาทคนหนึ่งของนายเอี่ยม วันที่ 15 สิงหาคม 2555 จำเลยจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนของตนกับโจทก์เพื่อประกันหนี้เงินกู้ยืมอันเป็นมูลหนี้ตามฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสายจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์เกินจากส่วนที่จำเลยได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 18906/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 1483/2545 เป็นการทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 นั้น เป็นข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้กล่าวอ้างตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำร้อง และนำสืบไว้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนปัญหาว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องขอกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้เดิมสิทธิตามส่วนในที่ดินพิพาทของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นสิทธิที่ได้มาจากการรับมรดกจากนายเอี่ยมซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริงตามที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างอันเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อต่อมาผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยและทายาทอื่นของนายเอี่ยมได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 18906/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 1483/2545 ให้ได้รับมรดกที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 25 ส่วน และผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอีกคนละ 1 ใน 4 ส่วน ของส่วนที่ตกได้แก่นางสุวรรณี ย่อมมีผลทำให้การเรียกร้องในทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเอี่ยมระงับสิ้นไปและทำให้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 และทายาทอื่นได้สิทธิในที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ตามส่วนในที่ดินพิพาทที่ได้มาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยนิติกรรม เมื่อยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ปรากฏชื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ในทะเบียนที่ดิน สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพย์สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคงมีผลผูกพันและบังคับกันได้ระหว่างคู่กรณีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะบุคคลสิทธิ โดยไม่อาจกล่าวอ้างหรือบังคับแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ การที่จำเลยนำที่ดินพิพาทในส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ในขณะที่สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธินั้น โดยยังคงให้ปรากฏชื่อจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จะอ้างบทบัญญัติมาตรา 705 ซึ่งบัญญัติให้การจำนองกระทำได้โดยเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นเพื่อมิให้สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลผูกพันที่ดินพิพาทในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อันมีผลเป็นการบังคับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหาได้ไม่ ส่วนผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 705 ม. 852 ม. 1299 ม. 1722
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
ผู้ร้อง — นางสาว ร. กับพวก
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวประวีณณัฐ มูลเมฆ
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1048/2565
#683951
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาค้ำประกันทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ แต่มาตรา 19 บัญญัติว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2560 แต่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 10 เมษายน 2560 ขอให้จำเลยที่ 6 ชำระเงินตามภาระหนี้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นหนังสือบอกกล่าวก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 6 ทราบภายในหกสิบวันนับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 7,399,018 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 6 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ขอให้เรียกบริษัท ก. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 7,399,018 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 ตุลาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 6 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ในส่วนของจำเลยที่ 6 ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้แทน 5,000 บาท ให้จำเลยที่ 6 ใช้แทน 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดในวงเงิน 485,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 6 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคาร ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้สำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินที่ลูกค้าโจทก์นำมาจำนองเป็นประกันเงินกู้กับโจทก์ จำเลยที่ 6 เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงิน 500,000 บาท ตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สิน และหนังสือค้ำประกัน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 1 ประเมินราคาทรัพย์สินรายนางลลิตาพรรณ โดยจำเลยที่ 1 รายงานว่าหลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 22595 เนื้อที่ 1,005.6 ตารางวา เป็นที่ดินเปล่า จำเลยที่ 1 ประเมินราคาที่ดินตารางวาละ 12,000 บาท เป็นเงิน 12,067,200 บาท โจทก์ใช้ราคาประเมินของจำเลยที่ 1 อนุมัติขายที่ดินแปลงดังกล่าวไปในราคา 11,100,000 บาท ต่อมาโจทก์ตรวจสอบหลักประกันย้อนหลังใหม่ในช่วงเวลาเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ประเมินได้ราคาตารางวาละ 20,000 บาท เนื้อที่ 1,005.6 ตารางวา เป็นเงิน 20,112,000 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ประเมินราคาที่ดินต่ำกว่าเกณฑ์ที่โจทก์กำหนด จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของคู่ความดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 6 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 6 ฎีกาใจความว่า ตามหนังสือของโจทก์ลงวันที่ 10 เมษายน 2560 ถึงจำเลยทั้งหก (ที่ถูก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5) ขอให้ชำระค่าเสียหายตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สิน จำเลยที่ 1 ยังไม่ถือว่าผิดนัดจนกว่าจะครบกำหนดระยเวลาตามหนังสือฉบับดังกล่าวดังนั้น หนังสือขอให้ชำระเงินตามภาระหนี้ค้ำประกันฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2560 ที่โจทก์ส่งถึงจำเลยที่ 6 ไปในคราวเดียวกันจึงไม่ใช่หนังสือบอกกล่าวผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันเมื่อลูกหนี้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 โจทก์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 6 ชำระหนี้ก่อนที่จะมีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันตามกฎหมาย กรณียังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ในการฟ้องให้จำเลยที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 นั้น เห็นว่า กรณีจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้วโดยกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือขอให้ชำระค่าเสียหายตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินของโจทก์ ลงวันที่ 10 เมษายน 2560 พร้อมไปรษณีย์ตอบรับ ว่าโจทก์กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ และได้ความจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อต้นเดือนเมษายน 2560 แล้วมีหนังสือโต้ตอบให้โจทก์ทบทวนเรื่องความเสียหาย จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2560 อันเป็นการผิดนัดภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แม้สัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินกับสัญญาค้ำประกัน จะทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ได้บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกัน ให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง-และพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้และจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จึงต้องเป็นไปตามมาตรา 686 วรรคหนึ่งซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด... แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 6 ลงวันที่ 10 เมษายน 2560 ขอให้ชำระเงินตามภาระหนี้ค้ำประกัน โดยหนังสือฉบับดังกล่าวออกไปในคราวเดียวกันกับหนังสือที่แจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระหนี้ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวใด ๆ ไปยังจำเลยที่ 6 อีก กรณีจึงเป็นหนังสือบอกกล่าวที่โจทก์ให้จำเลยที่ 6 ชำระหนี้ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ถือไม่ได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 6 ผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวถึงจำเลยที่ 6 ขอให้ชำระหนี้ค้ำประกันไปในคราวเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวซึ่งมีข้อความแจ้งว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เป็นการบอกกล่าวตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 6 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 6 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 686
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ — นายพฤกษ์ อากาศน่วม
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2565
#684670
เปิดฉบับเต็ม

หากโจทก์ผู้รับจ้างปฏิบัติผิดข้อกำหนดตามที่ระบุในสัญญา จำเลยผู้ว่าจ้างมีสิทธิเรียกค่าปรับได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีที่โจทก์ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้า จึงเข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับและค่าปรับที่จำเลยเรียกจากโจทก์สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่การที่จำเลยคิดค่าปรับจากโจทก์เป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาโดยชอบ เมื่อศาลพิพากษาให้ลดค่าปรับซึ่งเป็นเบี้ยปรับลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้จำเลยต้องคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืน เพราะเป็นฝ่ายผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าปรับ 6,388,850 บาท แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 6,388,850 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ดูแลความสงบเรียบร้อย ป้องกันการโจรกรรม การก่อวินาศกรรม อัคคีภัย และการกระทำใด ๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสถานที่ ทรัพย์สินและบุคคลของจำเลย หรือต่อชีวิต ทรัพย์สินของพนักงานของจำเลย หรือต่อบุคคลภายนอกที่เข้ามาติดต่องานกับจำเลย รวมทั้งจัดการจราจร ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของจำเลย มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2558 จำเลยตกลงให้โจทก์จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยมาปฏิบัติหน้าที่ประจำ ณ สถานประกอบกิจการของจำเลย ในการทำงานตามสัญญาจ้างมีการจัดทำใบลงเวลาการปฏิบัติงานสำหรับพนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2558 จำเลยชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์โดยหักค่าปรับคิดเป็นค่าปรับทั้งสิ้น 8,189,800 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นแรกว่า ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยประเด็นว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง และขอให้คืนเงินในส่วนที่หักค่าปรับไปเกินความเป็นจริง เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้ตั้งประเด็นปัญหาและวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไว้แล้ว ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หน้าที่ 48 บรรทัดที่ 9 ว่า"... ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้องและคิดเกินกว่ากำหนดในสัญญาจ้างนั้น เห็นว่า..." ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นที่สองมีว่า จำเลยคิดค่าปรับโจทก์ถูกต้องหรือไม่ โจทก์มีนายปรีชา ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของโจทก์ มาเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยค้างค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2556 ถึงเดือนมีนาคม 2557 ต่อมาเดือนเมษายน 2557 จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์แต่ไม่ครบตามสัญญา เนื่องจากมีการหักค่าปรับออกจากเงินค่าจ้าง ประมาณเดือนเมษายน 2557 โจทก์ไปพบพนักงานของจำเลย เพื่อขอตรวจสอบเอกสาร พนักงานของจำเลยได้มอบกล่องเอกสารซึ่งมีใบลงเวลาการทำงานของโจทก์บรรจุอยู่ในกล่องดังกล่าวให้พยานตรวจสอบ โดยมีรายละเอียดดังนี้ เดือนสิงหาคม 2556 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 90 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 90,000 บาท สาขานางเลิ้ง 17 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 17,000 บาท สาขาประชาชื่น 26 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 26,000 บาท และส่งตารางเวรล่าช้า 113 วัน คิดค่าปรับวันละ 1,000 บาท รวม 113,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 246,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง ได้แก่ กรณีการส่งตารางเวรล่าช้าเพราะโจทก์ได้ส่งตารางเวรให้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2556 ล่าช้าไป 1 วัน โจทก์พบว่ากรณีลงชื่อไม่ทันที่สาขาบางเขน 81 ผลัด สาขานางเลิ้ง 3 ผลัด และสาขาประชาชื่น 6 ผลัด ไม่ตรงกับที่จำเลยอ้าง เดือนกันยายน 2556 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า โจทก์ส่งตารางเวรล่าช้า 81 วัน คิดค่าปรับวันละ 1,000 บาท รวม 81,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 51 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 51,000 บาท สาขานางเลิ้ง 34 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 34,000 บาท สาขาประชาชื่น 33 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 33,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 2,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 201,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง สำหรับตารางเวรพบว่าโจทก์ได้ส่งตารางเวรให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2556 ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ พบว่า สาขาบางเขน 39 ผลัด สาขานางเลิ้ง 9 ผลัด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด และมีพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด เดือนตุลาคม 2556 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่าโจทก์ส่งตารางเวรล่าช้า 51 วัน คิดค่าปรับวันละ 1,000 บาท รวม 51,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 114 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 144,000 บาท สาขานางเลิ้ง 37 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 37,000 บาท สาขาประชาชื่น 20 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 20,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 223,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง สำหรับตารางเวรโจทก์ได้ส่งตารางเวรให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2556 ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ พบว่า สาขาบางเขน 67 ผลัด สาขานางเลิ้ง 6 ผลัด สาขาประชาชื่น 3 ผลัด และโจทก์ไม่ได้รับแจ้งว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน เดือนพฤศจิกายน 2556 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่าโจทก์ส่งตารางเวรล่าช้า 20 วัน คิดค่าปรับวันละ 1,000 บาท รวม 20,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 150 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 150,000 บาท สาขานางเลิ้ง 66 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 66,000 บาท สาขาประชาชื่น 43 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 43,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 279,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง สำหรับตารางเวรโจทก์ได้ส่งตารางเวรให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2556 ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ พบว่า สาขาบางเขน 69 ผลัด สาขานางเลิ้ง 14 ผลัด สาขาประชาชื่น 4 ผลัด เดือนธันวาคม 2556 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 34 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 34,000 บาท สาขานางเลิ้ง 59 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 59,000 บาท สาขาประชาชื่น 43 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 43,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 9 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 9,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 145,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 8 ผลัด สาขานางเลิ้ง 14 ผลัด สาขาประชาชื่น 8 ผลัด และมีพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด เดือนมกราคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 122 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 122,000 บาท สาขานางเลิ้ง 105 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 105,000 บาท สาขาประชาชื่น 68 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 68,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 296,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 41 ผลัด สาขานางเลิ้ง 28 ผลัด สาขาประชาชื่น 16 ผลัด และมีพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 1 ผลัด เดือนกุมภาพันธ์ 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 136 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 136,000 บาท สาขานางเลิ้ง 86 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 86,000 บาท สาขาประชาชื่น 51 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 51,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 7 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 3,500 บาท รวมเป็นค่าปรับ 276,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 38 ผลัด สาขานางเลิ้ง 10 ผลัด สาขาประชาชื่น 4 ผลัด และพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 7 คน เดือนมีนาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 8 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 4,000 บาท ลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 130 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 130,000 บาท สาขานางเลิ้ง 25 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 25,000 บาท สาขาประชาชื่น 53 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 53,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 6 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 6,000 บาท สาขาประชาชื่น 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 219,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบ พบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 8 คน ลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 33 ผลัด สาขานางเลิ้ง 5 ผลัด สาขาประชาชื่น 6 ผลัด และมีพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 6 ผลัด สาขาประชาชื่น 1 ผลัด เดือนเมษายน 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 14 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 7,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 39 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 39,000 บาท สาขานางเลิ้ง 35 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 35,000 บาท สาขาประชาชื่น 4 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 7 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 7,000 บาท สาขานางเลิ้ง 10 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 10,000 บาท สาขาประชาชื่น 97 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 97,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 188 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 188,000 บาท สาขานางเลิ้ง 107 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 107,000 บาท สาขาประชาชื่น 44 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 44,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด เสพสุรา สาขาบางเขน 5 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 5,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่สแกนจุดตรวจ สาขาบางเขน 4 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 400 บาท รวมเป็นค่าปรับ 543,400 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยโจทก์ได้ส่งประวัติและผลการตรวจประวัติอาชญากรของพนักงานรักษาความปลอดภัยให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2556 เนื่องจากตามสัญญาจ้างทำขึ้นวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 และให้ปฏิบัติตามสัญญาในวันที่ 1 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไป ดังนั้น โจทก์จึงมีระยะเวลาไม่เพียงพอที่จะส่งประวัติและผลการตรวจประวัติอาชญากรของพนักงานรักษาความปลอดภัยไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อพิจารณา เป็นเหตุให้โจทก์นำเลขบัตรประจำตัวประชาชนของพนักงานรักษาความปลอดภัยไปตรวจสอบที่สถานีตำรวจนครบาลในกรุงเทพมหานครและโจทก์แจ้งเรื่องดังกล่าวให้จำเลยทราบ ซึ่งจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ตรวจสอบประวัติและผลการตรวจประวัติอาชญากรของพนักงานรักษาความปลอดภัยเบื้องต้นที่สถานีตำรวจนครบาลในกรุงเทพมหานครก่อน ต่อมาเมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบประวัติอาชญากรของพนักงานรักษาความปลอดภัยแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะแจ้งผลการตรวจสอบโดยให้โจทก์ไปรับเอกสารการตรวจสอบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2557 จากนั้นวันที่ 27 สิงหาคม 2557 โจทก์ส่งเอกสารการตรวจประวัติอาชญากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้แก่จำเลย โดยในระหว่างสัญญามีพนักงานรักษาความปลอดภัยลาออกและมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคนใหม่มาปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งโจทก์ได้ตรวจสอบประวัติของพนักงานรักษาความปลอดภัยคนใหม่และนำส่งประวัติและผลการตรวจประวัติอาชญากรของพนักงานรักษาความปลอดภัยคนใหม่ให้แก่จำเลยทุกครั้ง และโจทก์ตรวจสอบพบว่า มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 14 คน ลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 59 ผลัด สาขานางเลิ้ง 44 ผลัด สาขาประชาชื่น 7 ผลัด และไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด เสพสุรา สาขาบางเขน แต่โจทก์ได้รับแจ้งว่า พนักงานไม่สแกนจุดตรวจ สาขาบางเขน 4 จุด เดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 1 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 9 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 9,000 บาท สาขานางเลิ้ง 33 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 33,000 บาท สาขาประชาชื่น 35 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 35,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 30 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 30,000 บาท สาขานางเลิ้ง 58 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 58,000 บาท สาขาประชาชื่น 95 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 95,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 137 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 137,000 บาท สาขานางเลิ้ง 97 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 97,000 บาท สาขาประชาชื่น 39 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 39,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 15 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 15,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 548,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 1 คน เดือนกรกฎาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 7 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 3,500 บาท สาขาประชาชื่น 1 คน เป็นเงิน 500 บาท ไม่ทำประวัติส่งสาขาบางเขน 27 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 27,000 บาท สาขานางเลิ้ง 98 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 98,000 บาท สาขาประชาชื่น 93 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 93,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 43 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 43,000 บาท สาขานางเลิ้ง 60 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 60,000 บาท สาขาประชาชื่น 92 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 92,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 77 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 77,000 บาท สาขานางเลิ้ง 58 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 58,000 บาท สาขาประชาชื่น 5 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 5,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 7 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 7,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 564,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 54 ผลัด สาขานางเลิ้ง 44 ผลัด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด และโจทก์ไม่ได้รับแจ้งการละทิ้งจุด สาขาบางเขน เดือนสิงหาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 2 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 1,000 บาท สาขาประชาชื่น 3 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 1,500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 58 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 58,000 บาท สาขานางเลิ้ง 110 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 110,000 บาท สาขาประชาชื่น 92 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 92,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขานางเลิ้ง 62 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 62,000 บาท สาขาประชาชื่น 120 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 120,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 89 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 89,000 บาท สาขานางเลิ้ง 91 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 91,000 บาท สาขาประชาชื่น 13 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 13,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 637,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 85 ผลัด สาขานางเลิ้ง 78 ผลัด สาขาประชาชื่น 1 ผลัด เดือนกันยายน 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 7 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 3,500 บาท สาขาประชาชื่น 12 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 6,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 56 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 56,000 บาท สาขานางเลิ้ง 52 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 52,000 บาท สาขาประชาชื่น 66 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 66,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 21 คน ปรับคนละ 1,000 บาท รวม 21,000 บาท สาขานางเลิ้ง 56 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 56,000 บาท สาขาประชาชื่น 60 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 60,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 193 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 193,000 บาท สาขานางเลิ้ง 78 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 78,000 บาท สาขาประชาชื่น 26 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 26,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 617,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 167 ผลัด สาขานางเลิ้ง 52 ผลัด สาขาประชาชื่น 3 ผลัด เดือนตุลาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 1 คน ค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 500 บาท สาขานางเลิ้ง 8 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 4,000 บาท สาขาประชาชื่น 2 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 1,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 54 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 54,000 บาท สาขานางเลิ้ง 29 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 29,000 บาท สาขาประชาชื่น 31 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 31,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 4 คน ปรับคนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท สาขานางเลิ้ง 55 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 55,000 บาท สาขาประชาชื่น 58 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 58,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 61 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 61,000 บาท สาขานางเลิ้ง 47 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 47,000 บาท สาขาประชาชื่น 20 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 20,000 บาท ละทิ้งจุด สาขาบางเขน 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 365,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 61 ผลัด สาขานางเลิ้ง 32 ผลัด สาขาประชาชื่น 1 ผลัด และโจทก์ไม่ได้รับแจ้งการละทิ้งจุด สาขาบางเขน เดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 5 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 2,500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 51 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 51,000 บาท สาขานางเลิ้ง 3 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 3,000 บาท สาขาประชาชื่น 51 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 51,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 30 คน ปรับคนละ 1,000 บาท รวม 30,000 บาท สาขาประชาชื่น 60 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 60,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 34 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 34,000 บาท สาขานางเลิ้ง 43 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 43,000 บาท สาขาประชาชื่น 27 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 27,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 301,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 34 ผลัด สาขานางเลิ้ง 21 ผลัด เดือนธันวาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 4 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 2,000 บาท สาขานางเลิ้ง 3 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 1,500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 30 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 30,000 บาท สาขานางเลิ้ง 5 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 5,000 บาท สาขาประชาชื่น 67 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 67,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 85 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 85,000 บาท สาขานางเลิ้ง 41 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 41,000 บาท สาขาประชาชื่น 15 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 15,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 2 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 2,000 บาท ไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 14 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 1,400 บาท รวมเป็นค่าปรับ 249,900 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 81 ผลัด สาขานางเลิ้ง 28 ผลัด สาขาประชาชื่น 8 ผลัด และได้รับแจ้งการละทิ้งจุด สาขาบางเขน 1 ผลัด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน เดือนมกราคม 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 21 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 10,500 บาท สาขานางเลิ้ง 5 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 2,500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 4 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท สาขานางเลิ้ง 27 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 27,000 บาท สาขาประชาชื่น 24 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 24,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 63 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 63,000 บาท สาขานางเลิ้ง 98 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 98,000 บาท สาขาประชาชื่น 24 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 24,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยหลับ ละทิ้งจุด สาขาบางเขน 3 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 3,000 บาท สาขานางเลิ้ง 6 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 6,000 บาท ไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 16 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 1,600 บาท รวมเป็นค่าปรับ 269,600 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 53 ผลัด สาขานางเลิ้ง 49 ผลัด สาขาประชาชื่น 14 ผลัด พนักงานรักษาความปลอดภัยหลับ ละทิ้งจุด สาขาบางเขน 1 ผลัด สาขานางเลิ้ง 3 ผลัด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน เดือนกุมภาพันธ์ 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 14 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 7,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 1 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท สาขานางเลิ้ง 13 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 13,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 61 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 61,000 บาท สาขานางเลิ้ง 46 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 46,000 บาท สาขาประชาชื่น 10 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 10,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยหลับ ละทิ้งจุด สาขาบางเขน 2 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 2,000 บาท สาขานางเลิ้ง 8 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 8,000 บาท ไม่ไปตรวจจุดสาขาบางเขน 22 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 2,200 บาท รวมเป็นค่าปรับ 150,200 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 54 ผลัด สาขานางเลิ้ง 15 ผลัด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด พนักงานรักษาความปลอดภัยหลับ ละทิ้งจุด สาขาบางเขน 2 ผลัด สาขานางเลิ้ง 8 ผลัด และไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน 22 จุด เดือนมีนาคม 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยมีประวัติอาชญากรสาขานางเลิ้ง 1 คน ปรับ 1,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 26 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 13,000 บาท สาขานางเลิ้ง 2 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 1,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 6 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 6,000 บาท สาขานางเลิ้ง 31 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 31,000 บาท สาขาประชาชื่น 3 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 3,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 95 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 95,000 บาท สาขานางเลิ้ง 34 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 34,000 บาท สาขาประชาชื่น 46 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 46,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 3 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 3,000 บาท สาขาประชาชื่น 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท ไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 54 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 5,400 บาท รวมเป็นค่าปรับ 239,400 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 95 ผลัด สาขานางเลิ้ง 27 ผลัด สาขาประชาชื่น 13 ผลัด ไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน 54 จุด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการละทิ้งจุดทั้งสาขาบางเขนและสาขาประชาชื่น เดือนเมษายน 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยมีประวัติอาชญากร สาขานางเลิ้ง 1 คน ปรับ 1,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 15 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 7,500 บาท สาขานางเลิ้ง 8 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 4,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขานางเลิ้ง 30 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 30,000 บาท สาขาประชาชื่น 2 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 2,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 161 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 161,000 บาท สาขานางเลิ้ง 104 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 104,000 บาท สาขาประชาชื่น 71 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 71,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 4 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท สาขานางเลิ้ง 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท ไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน 116 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 11,600 บาท รวมเป็นค่าปรับ 397,100 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 154 ผลัด สาขานางเลิ้ง 84 ผลัด สาขาประชาชื่น 25 ผลัด และโจทก์ไม่ได้รับแจ้งการละทิ้งจุดทั้งสาขาบางเขนและสาขานางเลิ้งและไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน เดือนพฤษภาคม 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 16 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 8,000 บาท สาขานางเลิ้ง 3 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 1,500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขานางเลิ้ง 14 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 14,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 86 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 86,000 บาท สาขานางเลิ้ง 78 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 78,000 บาท สาขาประชาชื่น 14 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 14,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 36 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 3,600 บาท รวมเป็นค่าปรับ 205,100 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 82 ผลัด สาขานางเลิ้ง 51 ผลัด สาขาประชาชื่น 6 ผลัด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน เดือนมิถุนายน 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถวสาขาประชาชื่น 6 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 3,000 บาท ลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 70 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 70,000 บาท สาขานางเลิ้ง 36 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 36,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขานางเลิ้ง 30 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 30,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 3 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 3,000 บาท ไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 31 จุด คิดค่าปรับจุดละ 1,000 บาท รวม 31,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 140,100 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 6 คน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 70 ผลัด สาขานางเลิ้ง 15 ผลัด สาขาประชาชื่น 6 ผลัด และโจทก์ได้รับแจ้งการละทิ้งจุด สาขาบางเขน 3 ผลัด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน เดือนกรกฎาคม 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 9 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 4,500 บาท สาขานางเลิ้ง 3 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 1,500 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 225 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 225,000 บาท สาขานางเลิ้ง 166 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 166,000 บาท สาขาประชาชื่น 83 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 83,000 บาท ไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 15 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 1,500 บาท รวมเป็นค่าปรับ 481,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 3 คน สาขาประชาชื่น 9 คน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 220 ผลัด สาขานางเลิ้ง 140 ผลัด สาขาประชาชื่น 25 ผลัด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2557 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ (ที่ถูกน่าจะเป็นโจทก์มีหนังสือถึงจำเลย) ขอทราบรายละเอียดค่าปรับ และวันที่ 26 ธันวาคม 2557 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลย ขอให้พิจารณาลดค่าปรับ จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ให้ยืนยันที่จะทำสัญญาต่อไป โดยขอให้โจทก์มีหนังสือแจ้งยินยอมเสียค่าปรับให้แก่จำเลยโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มีหนังสือโต้แย้งค่าปรับและสงวนสิทธิ์บอกเลิกสัญญาจ้างไปยังจำเลย วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มีหนังสือขอตรวจสอบข้อมูลค่าปรับ โจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารที่จำเลยให้ตรวจสอบไม่มีรายละเอียดกลับเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้น จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง และสูงกว่าค่าแรงพนักงานของโจทก์รายวัน วันละ 610 บาท พยานตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิหักค่าปรับออกจากค่าจ้างได้ตามสัญญาข้อ 5 เรื่องบทปรับ ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2557 และ 4 สิงหาคม 2558 ที่โจทก์มีไปถึงจำเลยเป็นเรื่องขอความอนุเคราะห์ทบทวนค่าปรับและปัญหาของโจทก์ในการจัดการพนักงานรักษาความปลอดภัย ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง ส่วนหนังสือเอกสารท้าย ลงวันที่ 4 กันยายน 2558 ก็เป็นเรื่องขอลดค่าปรับและละเว้นค่าปรับเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพนักงานของโจทก์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานโจทก์จะต้องลงลายมือชื่อในใบลงเวลาการทำงาน ณ สถานประกอบการของจำเลย ซึ่งมีอยู่สองแบบ แบบแรกเป็นใบลงเวลาของโจทก์ แบบที่สองเป็นใบลงเวลาของจำเลยที่จำเลยให้โจทก์ทำ สาขาต่าง ๆ ของจำเลยจะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ประจำอยู่ และมีหัวหน้าชุดกำกับดูแล โจทก์ไม่เคยโต้แย้งการตรวจรับงานของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุของจำเลย เพียงแต่โจทก์ขอความเป็นธรรมในการพิจารณาเรื่องค่าปรับ ทุกครั้งที่จำเลยปรับโจทก์ จำเลยจะมีใบเสร็จรับเงินให้ทุกเดือน รวม 24 เดือน ส่วนโจทก์ก็ส่งใบแจ้งหนี้หรือใบวางบิลให้แก่จำเลยทุกงวด เพื่อให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจสอบ เมื่อจำเลยโอนเงินให้โจทก์ทุกงวด โจทก์ก็จะออกใบเสร็จรับเงินตามที่จำเลยโอนให้แก่โจทก์ทุกครั้ง หนังสือที่โจทก์มีไปถึงจำเลยทุกฉบับไม่เคยโต้แย้ง ใบลงเวลาการทำงานของพนักงานโจทก์ทั้ง 2 ชุด ตามสำเนาใบลงเวลาการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ไม่สามารถจะรู้ได้ว่า มีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ละทิ้งจุดประจำหรือไม่ นายสุพจน์ พนักงานโจทก์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จะมีหัวหน้าชุดของโจทก์และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยเป็นผู้ควบคุมการลงลายมือชื่อ จากนั้นสายตรวจของโจทก์จะไปรับใบลงเวลามาให้พยาน แล้วรวบรวมส่งให้โจทก์ เมื่อโจทก์ตรวจสอบถูกต้องแล้วทำใบวางบิลส่งให้จำเลย ในความเป็นจริงการคิดค่าปรับจะยึดถือใบลงเวลาการทำงานเป็นหลัก แต่เมื่อพยานไปขอตรวจใบลงเวลาจากที่ทำการของจำเลยเพื่อเปรียบเทียบ แต่พนักงานของจำเลยไม่ให้พยานตรวจ พยานจึงไม่สามารถทราบสาเหตุได้ว่าเหตุใดจึงไม่ตรงกัน ส่วนจำเลยมีนายธรรมนูญ ผู้รับมอบอำนาจช่วงมาเบิกความเป็นพยานว่า พยานมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการจัดซื้อจัดจ้างของจำเลยมีหน้าที่ดูแลการจัดซื้อจัดจ้างของจำเลย การปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ มีการลงเวลาไว้ เมื่อเดือนสิงหาคม 2556 โจทก์ไม่ส่งตารางเวรและพนักงานของโจทก์ลงชื่อไม่ทันปฏิบัติหน้าที่ จึงถูกจำเลยปรับเป็นเงิน 246,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเป็นต้นมาเป็นเหตุให้จำเลยปรับโจทก์ทุกงวด ซึ่งค่าปรับนั้นเป็นไปตามที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับมอบงาน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 และวันที่ 28 ธันวาคม 2557 โจทก์มีหนังสือขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับค่าปรับมายังจำเลย โดยส่งเจ้าหน้าที่มาประสานงานกับจำเลย จำเลยมอบเอกสารให้แก่พนักงานโจทก์ตรวจสอบและยินยอมให้คัดถ่ายเอกสาร ซึ่งตรงกับเอกสารของโจทก์ โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียว และไม่เคยส่งให้จำเลยตลอดอายุสัญญา พยานตอบคำถามที่ทนายจำเลยถามติงว่า การตรวจสอบเกี่ยวกับการคิดคำนวณค่าปรับจะต้องผ่านถึง 3 ขั้นตอน คือขั้นตอนแรกผ่านจากเจ้าหน้าที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยของจำเลยในการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ จากนั้นจะถูกตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ และขั้นตอนสุดท้ายจะถูกตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจรับมอบงานของจำเลย จากนั้นจะมีการบันทึก แล้วมาถึงพยานจึงเป็นเหตุให้เชื่อมั่นได้ว่าข้อมูลถูกต้อง นอกจากนี้พนักงานประสานงานของโจทก์ก็อยู่ร่วมด้วยในการตรวจรับมอบงานทุกครั้ง และไม่เคยโต้แย้งการตรวจรับมอบงานของจำเลยว่าไม่ถูกต้อง นายชวรินทร์ พนักงานของจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานเป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุการจ้าง พยานเป็นคนทำบันทึก โจทก์ไม่เคยโต้แย้งเกี่ยวกับการที่คณะกรรมการตรวจรับมอบงานคิดค่าปรับโจทก์ พยานตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบรวมถึงเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยแล้วเปรียบเทียบกับใบสรุปที่กลุ่มงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยจัดทำว่า โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนหรือไม่ เห็นว่า ทางพิจารณาโจทก์เองก็ยอมรับว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยครบถ้วนและพนักงานโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ทุกเดือน และถูกจำเลยปรับตามสัญญาเรื่องบทปรับ ข้อ 5 มาตลอดจนสิ้นสุดสัญญาเรื่องบทปรับรวม 24 เดือน การชำระค่าปรับโดยผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักจากเงินค่าจ้างเป็นรายงวดทันทีตามสัญญาเรื่องบทปรับข้อ 5 วรรคท้าย จำเลยก็ออกใบเสร็จรับเงินค่าปรับให้โจทก์ทุกครั้ง ก่อนมีการจ่ายค่าจ้างให้โจทก์จะต้องมีการวางบิลให้คณะกรรมการตรวจการจ้างรับมอบงานให้โจทก์ตรวจสอบความถูกต้องก่อน โจทก์ได้รับค่าจ้างครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2557 ก็ปรากฏรายละเอียดในการคิดค่าปรับของจำเลยแต่ละรายการซึ่งโจทก์ก็ยอมรับว่าในเดือนเดียวกันนั้นโจทก์เคยไปขอตรวจสอบความถูกต้อง น่าเชื่อว่าโจทก์น่าจะขอตรวจสอบจากบันทึกการคำนวณค่าปรับของจำเลยได้ ทั้งโจทก์มีใบลงเวลาของพนักงานโจทก์ซึ่งสามารถตรวจสอบก่อนวางบิลทุกเดือนได้อยู่แล้ว หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็น่าจะโต้แย้งมาตั้งแต่ตอนที่ถูกหักค่าปรับตอนแรก ตามบันทึกของคณะกรรมการตรวจรับระบุถึงรายละเอียดการรับมอบงาน การคิดคำนวณค่าปรับไว้ทุกงวดงาน โดยจำเลยมีนายชวรินทร์ พยานจำเลยมาเบิกความถึงวิธีปฏิบัติ และขั้นตอนปฏิบัติมีเหตุผลน่าเชื่อถือ สำหรับเอกสารคือใบลงเวลาปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ซึ่งมีอยู่ 2 ชุด โดยโจทก์เก็บไปชุดหนึ่งและจำเลยเก็บไว้ชุดหนึ่ง พยานโจทก์ก็ยอมรับว่าเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นแล้วมอบให้จำเลย จากการตรวจดูก็ปรากฏหัวกระดาษเป็นชื่อของบริษัทโจทก์ซึ่งก็ตรงกับที่โจทก์นำสืบ ความข้อนี้เจือสมกับที่จำเลยนำสืบ เมื่อพนักงานของโจทก์ไปขอตรวจสอบ จำเลยยินยอมให้โจทก์ตรวจสอบและยอมให้คัดถ่ายสำเนาไป เมื่อพิจารณาประกอบแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องของการคิดค่าปรับของจำเลย คงปรากฏแต่เพียงว่า ขอให้จำเลยลดค่าปรับหรือละเว้นค่าปรับและให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ ที่นายปรีชาพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยคำนวณไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเป็นอย่างที่โจทก์นำสืบ แต่นายปรีชาก็ไม่อธิบายถึงรายละเอียดในเอกสารว่าจุดไหนถูกอย่างไร ไม่ถูกอย่างไร นายสุพจน์พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็ยอมรับว่า ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมใบลงเวลาของโจทก์คิดไม่ตรงกับที่จำเลยคิด นอกจากนี้โจทก์ก็มิได้จัดทำเอกสารให้ชัดแจ้งว่า ใครเป็นผู้คิดคำนวณให้กับโจทก์ พนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ที่เกี่ยวข้อง โจทก์ก็มิได้นำมาสืบสนับสนุน ก็เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียว ซึ่งจำเลยไม่ยอมรับ จึงไม่น่าเชื่อถือ ส่วนพยานจำเลยมีทั้งผู้บริหารและคณะกรรมการตรวจรับมอบงานมาเบิกความประกอบเอกสารมีเหตุผลน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักกว่าพยานหลักของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยคิดค่าปรับโจทก์ไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ปัญหาประเด็นสุดท้ายมีว่า โจทก์ขอลดค่าปรับได้หรือไม่นั้น ตามสัญญาจ้าง กำหนดว่า หากโจทก์ผู้รับจ้างปฏิบัติผิดข้อกำหนดตามที่ระบุในสัญญา จำเลยผู้ว่าจ้างมีสิทธิเรียกค่าปรับได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีที่โจทก์ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้า จึงเข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้... เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป" ซึ่งโจทก์นำสืบว่า หลังจากที่จำเลยชำระค่าจ้างเมื่อเดือนเมษายน 2557 โจทก์ตรวจสอบพบว่าเงินที่จำเลยชำระค่าจ้างไม่ครบตามสัญญา โดยจำเลยหักเงินค่าปรับออกจากเงินค่าจ้างและโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีโจทก์ วันที่ 20 สิงหาคม 2557 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอทราบรายละเอียดค่าปรับ และโจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ขอให้จำเลยลดค่าปรับ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอให้ยืนยันที่จะให้บริการรักษาความปลอดภัยของธนาคารตามสัญญาต่อไป โดยขอให้โจทก์มีหนังสือแจ้งยินยอมเสียค่าปรับให้แก่จำเลยโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มีหนังสือโต้แย้งค่าปรับและสงวนสิทธิ์บอกเลิกสัญญาจ้างไปยังจำเลย โดยมีข้อความระบุว่าไม่ยินยอมเสียค่าปรับที่จำเลยหักออกจากค่าจ้าง นอกจากนี้โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยพิจารณาลดค่าปรับให้แก่โจทก์ เห็นว่า หลังจากจำเลยโอนเงินค่าจ้างซึ่งหักค่าปรับแล้วให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยลดค่าปรับและงดเว้นค่าปรับตลอดมา โดยการชำระค่าปรับจำเลยได้ใช้วิธีหักเอาจากเงินค่าจ้างตามงวดงาน อีกทั้งเมื่อจำเลยขอให้โจทก์มีหนังสือยินยอมชำระค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไข โจทก์ก็มีหนังสือโต้แย้งทันที พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ยินยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยตามที่จำเลยเรียกมา แม้นายปรีชา พนักงานโจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยมีสิทธิหักค่าปรับออกจากค่าจ้างได้ตามสัญญาข้อ 5 เรื่องบทปรับ ก็ตาม แต่จะถือว่าโจทก์ยินยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยอันจะเป็นเหตุให้สิทธิเรียกร้องขอลดค่าปรับเป็นอันขาดไป ตามที่บัญญัติในมาตรา 383 วรรคหนึ่งหาได้ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิขอลดค่าปรับได้ ซึ่งโจทก์นำสืบว่า อัตราค่าปรับรายวันตามสัญญาจ้างวันละ 1,000 บาท สูงกว่าค่าจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ ซึ่งโจทก์จ่ายวันละ 610 บาท จึงถือว่า เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนั้น เห็นว่า จำเลยคิดค่าปรับจากโจทก์ทุกเดือนตลอดระยะเวลาตามสัญญา 2 ปี รวมเป็นเงิน 8,189,800 บาท โดยจำเลยมิได้นำสืบให้ปรากฏว่า จำเลยเสียหายเต็มตามจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญา กลับปรากฏในหนังสือ ที่โจทก์มีถึงจำเลยว่าระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ปรากฏความเสียหายหรืออันตรายใด ๆ ต่อสถานที่ ทรัพย์สิน พนักงานธนาคาร หรือบุคคลภายนอกที่มาติดต่อกับธนาคารแต่อย่างใด ซึ่งจำเลยก็มิได้นำสืบโต้แย้ง กรณีจึงเห็นว่าค่าปรับที่จำเลยเรียกจากโจทก์นั้นสูงเกินส่วน ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยแล้ว เห็นควรลดค่าปรับลงคงเหลือ 4,630,000 บาท ดังนั้นจำเลยต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,559,800 บาท ส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยคิดค่าปรับจากโจทก์นั้นเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาโดยชอบ เมื่อศาลพิพากษาให้ลดค่าปรับซึ่งเป็นเบี้ยปรับลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้จำเลยต้องคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืน เพราะเป็นฝ่ายผิดสัญญา

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,559,800 บาท แก่โจทก์ โดยไม่ต้องชำระดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรักษาความปลอดภัย อ.
จำเลย — ธนาคาร พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอรพิน พรแสงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ เชียงปวน
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1042/2565
#684773
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญเพื่อแสวงหากำไรจากการไถ่ถอนการจำนองที่ดิน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 รับผิดชอบเงินทุนรวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คนละกึ่งหนึ่งเท่า ๆ กัน กำไรที่ได้จากการขายที่ดินหลังจากหักเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายแล้วแบ่งปันกันคนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายและเงินลงทุนไปก่อน โจทก์และจำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดิน 24 แปลง คือ ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 และลำดับที่ 29 ถึง 31 พฤติการณ์ที่โจทก์โอนที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อหักกลบลบหนี้กับเงินลงทุน หนี้สินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้ออกทดรองไปก่อน ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเลิกห้างหุ้นส่วนต่อกันแล้ว และเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันแทนการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จัดการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญ และไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เลิกกันและมีการจัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แทนการชำระบัญชี การที่จำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 ร่วมกับโจทก์นั้น เป็นการถือกรรมสิทธิ์ในฐานะเจ้าของรวม จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิจำหน่ายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยที่ 4 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่กระทบกรรมสิทธิ์ส่วนที่เป็นของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญร่วมกันจนเสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 23,413,185 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 983, 22557, 22558 (ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10) คืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 17,715,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3361, 50724 (17769) (ที่ถูก 50727 เดิม 17769), 22516 (ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31) ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 และที่ 4 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 และให้นำที่ดินดังกล่าวมาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลกันเอง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้หลังหักค่าใช้จ่ายมาแบ่งกันคนละครึ่ง

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกัน โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจนเสร็จสิ้นส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3361, 50724 (ที่ถูก 50727 เดิม 17769) และ 22516 ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แบ่งกันคนละครึ่ง หากไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1และหากยังไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยวิธีใด ๆ ให้นำที่ดินทั้งสามโฉนดดังกล่าวออกขายทอดตลาด นำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้มีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และคำขอให้ทำการชำระบัญชีของหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวกับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่ไม่ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3361, 50727 (เดิม 17769) และ 22516 ให้โจทก์และจำเลยที่ 4 แบ่งกันคนละครึ่ง หากไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 4 และหากยังไม่สามารถแบ่งกันได้ให้นำที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาด นำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นาย ว. ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรจำเลยที่ 1 ปี 2544 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญเพื่อแสวงหากำไรจากการไถ่ถอนการจำนองที่ดินลำดับที่ 1 ถึง 46 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ห. และบริษัท ร. จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่บริษัท ง. ต่อมากองทุนรวม บ. ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ดังกล่าว โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประมูลชำระหนี้ดังกล่าวได้ในวงเงิน 52,000,000 บาท และจะจำหน่ายที่ดินดังกล่าวนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่กองทุนรวม บ. แทนบริษัท ห. และบริษัท ร. โดยบริษัททั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์และจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบเงินทุนรวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คนละกึ่งหนึ่งเท่า ๆ กัน กำไรที่ได้จากการขายที่ดินหลังจากหักเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายแล้วแบ่งปันกันคนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายและเงินลงทุนไปก่อน โจทก์และจำเลยที่ 1 ขายที่ดินลำดับที่ 1 ถึง 7 และลำดับที่ 32 ถึง 45 นำเงินไปชำระหนี้ให้กองทุนรวม บ. จนครบถ้วน คงเหลือที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 983, 22557 และ 22558 ที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 7067, 35719 ถึง 35726, 7640 และ 35711 ถึง 35718 และที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3361, 50727 (เดิม 17769) และ 22516 ปี 2546 บริษัท ห. และบริษัท ร. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 24 แปลง ดังกล่าว ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกัน ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2557 โจทก์ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 ส่วนของโจทก์ โดยที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 โอนให้จำเลยที่ 3 ที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 โอนให้จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 ขายที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่บริษัท ล. และจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 ส่วนของตนให้จำเลยที่ 4 ส่วนที่ดินลำดับที่ 46 เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ห. และบริษัท ร.

ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ให้แก่จำเลยที่ 3 และลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่จำเลยที่ 1 จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 แก่โจทก์ นั้น เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่า โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ให้แก่จำเลยที่ 3 และลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่จำเลยที่ 1 จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 แก่โจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ซึ่งมิได้กล่าวในฟ้อง จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจัดการชำระบัญชีหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และมีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งหรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปคราวเดียวกันโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 31 โจทก์และจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมกันมาตั้งแต่ปี 2546 แต่ยังขายไม่ได้ จึงยังไม่มีการชำระบัญชีต่อกันเมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2546 จำเลยที่ 1 ได้มาแจ้งโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ตรวจดูรายการใช้จ่ายที่ลงบัญชีไว้ในโครงการร่วมทุนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ออกเงินทุนและค่าใช้จ่ายเกินไปประมาณ 8,000,000 บาท ในขณะที่ที่ดินส่วนที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมกันยังขายไม่ได้ เพื่อความมั่นใจจำเลยที่ 1 จึงขอให้โจทก์ออกเช็คเป็นหลักประกันจำนวน 8,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ โจทก์เห็นว่าเพื่อความสบายใจของจำเลยที่ 1 ประกอบกับโจทก์เคยออกเช็คเป็นหลักประกันการร่วมทุนการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ขายที่ซอยพาณิชยการธนบุรี จำนวน 2,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ซึ่งมีการชำระบัญชีในโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ได้คืนเช็คฉบับดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์จึงออกเช็ค จำนวนเงิน 8,000,000 บาท โดยไม่ลงวันที่สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นหลักประกันจนกว่าจะมีการขายที่ดินส่วนที่เหลือและชำระบัญชีกัน จำเลยที่ 1 จึงจะคืนเช็คให้ จนกระทั่งเมื่อประมาณต้นปี 2557 จำเลยที่ 1 อ้างว่ากิจการค้าข้าวของครอบครัวจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ต้องใช้เงินมาหมุนเวียนกิจการค้า เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบายรับจำนำข้าว ชาวนาจึงนำข้าวไปจำนำไว้แก่โรงสีที่ร่วมโครงการกับรัฐบาล ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถซื้อข้าวสารจากโรงสีมาบรรจุถุงขายได้ และจำเลยที่ 1 บอกโจทก์ว่าได้ติดต่อขายที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 ให้แก่บุคคลภายนอกไว้แล้ว แต่ต้องทำการรังวัดและทำเรื่องรวมโฉนดที่ดินซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานและต้องเดินทางไปยื่นเรื่องราวต่าง ๆ ที่สำนักงานที่ดินหลายครั้ง เพื่อความสะดวกในการรังวัดรวมโฉนดที่ดิน ขอให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ในที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียวไว้ก่อน โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เองทั้งหมด เมื่อรังวัดแบ่งแยกและขายที่ดินได้แล้ว จึงจะทำการคิดบัญชีกันโจทก์รู้จักจำเลยที่ 1 มานานหลายสิบปี ประกอบกับกิจการค้าข้าวของจำเลยที่ 1 ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และยังมีที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันซึ่งยังขายไม่ได้อีก 3 แปลง โจทก์หลงเชื่อจึงตกลงช่วยเหลือ โดยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 โจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ขอให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ส่วนที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเช่นกัน หลังจากโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้ติดตามทวงถามเรื่องการรังวัดรวมโฉนดและการขายที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 1 แจ้งว่า ต้องใช้เวลาในการรังวัดและรวมโฉนด เมื่อดำเนินการเสร็จและขายได้แล้วจะแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อคิดบัญชีระหว่างหุ้นส่วนต่อไป ส่วนจำเลยทั้งสี่มีจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า ระหว่างการทำโครงการซื้อขายที่ดิน เมื่อโจทก์ขัดสนทางการเงินที่ใช้หมุนเวียนในธุรกิจของตนเอง ก็มักหยิบยืมเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นประจำ การยืมเงินแต่ละครั้งไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ แต่ใช้วิธีจดบันทึกไว้จนเมื่อการกู้ยืมเงินมีจำนวนมากถึง 2,000,000 บาท และ 8,000,000 บาท โจทก์จึงได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 2,000,000 บาท และ 8,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อยึดถือไว้และเมื่อต้องการจะนำไปเรียกเก็บเงินให้จำเลยที่ 1 ลงวันที่ในเช็คเองได้ จำเลยที่ 1 เก็บเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวไว้โดยยังไม่นำมาลงวันที่เพื่อเรียกเก็บเงิน ประกอบกับจำเลยที่ 1 กับโจทก์ยังทำโครงการซื้อขายที่ดินร่วมกันอยู่และได้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทุกแปลงจำเลยที่ 1 จึงยอมให้โจทก์กู้ยืมเงินเป็นจำนวนมากเนื่องจากเมื่อขายที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันได้แล้วมีเงินเพียงพอแก่การชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ เช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ใช่เช็คค้ำประกันการซื้อขายที่ดินตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่เป็นเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมนอกจากส่วนของเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ลงทุนไปและเงินที่โจทก์กู้ยืมแล้ว โจทก์ยังได้นำเช็คมาแลกเงินสดจากจำเลยที่ 1 อีกหลายครั้ง โดยโจทก์บอกว่าเมื่อขายที่ดินส่วนที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันได้เมื่อใดก็จะคิดบัญชีและชำระเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยเงินที่กู้ยืมและเช็คแลกเงินสดกว่า 30 ฉบับ คืนให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 31 ยังไม่สามารถขายเพื่อนำเงินมาหักชำระเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ จนเวลาล่วงเลยมานานกว่า 10 ปี จำเลยที่ 1 พยายามทวงถามให้โจทก์มาคิดบัญชี เนื่องจากได้ใช้เงินทุนไปเป็นจำนวนมากและใช้เวลาในการลงทุนนานแล้ว ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน 2557 โจทก์ได้มาแลกเช็คกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ว่าขอให้คิดบัญชีกันได้แล้ว จำเลยที่ 1 จึงสรุปยอดเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ลงทุนไปเป็นเงินทั้งสิ้น 25,069,748 บาท หักกับเงินที่ได้จากการขายห้องแถว 9,685,500 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ออกไปทั้งสิ้น 15,374,748 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ตามที่ได้ตกลงกันไว้ เมื่อสรุปเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่ปี 2546 ถึงปี 2557 แล้ว เป็นเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยประมาณ 51,000,000 บาท แต่โจทก์ขอให้ลดในส่วนของดอกเบี้ยลง จนสุดท้ายได้ตกลงคิดดอกเบี้ยกันเพียง 8 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยทบต้น คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 14,769,358 บาท รวมเป็นเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยทั้งสิ้น 30,154,106 บาท โจทก์จึงต้องรับผิดชอบกึ่งหนึ่ง คือ 15,077,053 บาท และโจทก์ยังให้คิดยอดหนี้ตามเช็คที่โจทก์นำมาแลกเงินสดอีกกว่า 30 ฉบับ เป็นเงิน 13,553,869 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่ปี 2546 ถึงปี 2557 คิดเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย 31,023,241 บาท ซึ่งเมื่อรวมหนี้โจทก์ค้างชำระจริง ๆ ทั้งหมดแล้วเป็นเงินกว่า 50,000,000 บาท โจทก์ทราบถึงจำนวนเงินดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ก็ยังคงให้เหตุผลเดิมว่า ไม่มีเงินที่จะนำมาชำระคืนให้จำเลยที่ 1 จึงตกลงกับโจทก์ว่า เมื่อโจทก์ไม่มีเงินมาชำระ จำเลยที่ 1 จะซื้อที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 ส่วนของโจทก์ โจทก์เห็นว่าเป็นหนี้ค้างชำระจำนวนมาก จึงตกลงที่จะขายที่ดินส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการหักกลบลบหนี้กับหนี้เงินลงทุนและเช็คแลกเงินสดพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 อยู่ การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้ดำเนินการ โดยโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินในราคา 11,400,000 บาท แต่ความจริงเป็นการหักชำระหนี้กว่า 50,000,000 บาท ต่อมาได้นัดโอนกรรมสิทธิ์กันในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 โดยที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 จำเลยที่ 1 ประสงค์จะยกให้แก่จำเลยที่ 3 จึงให้โอนใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ส่วนที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 จำเลยที่ 1 ประสงค์จะยกให้แก่จำเลยที่ 2 จึงให้โอนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้กระทำต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม 650,000 บาท การชำระบัญชีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเสร็จสิ้นลง คงเหลือแต่เพียงเงินกู้ยืมจำนวน 10,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้หักชำระหนี้ด้วย เพราะได้หักชำระหนี้อื่น ๆ ซึ่งมีจำนวนมากกว่ามูลค่าที่ดินแล้ว และโจทก์บอกว่าจะชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่จำเลยที่ 1 เมื่อขายที่ดินส่วนที่เหลือได้แล้ว ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 ตกลงให้ถือกรรมสิทธิ์คนละครึ่งซึ่งถือว่าเป็นการตกลงให้จัดการทรัพย์สินระหว่างหุ้นส่วนโดยวิธีอื่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ความเป็นหุ้นส่วนจึงเลิกกันแล้วตั้งแต่ปี 2557 และไม่มีทรัพย์สินใดที่จะต้องชำระบัญชีระหว่างกันอีก เห็นว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายที่ดินมาเป็นเวลากว่า 30 ปี มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการทำนิติกรรมและการติดต่อกับสำนักงานที่ดินยิ่งกว่าจำเลยที่ 1 จึงทราบขั้นตอนและระยะเวลาในการรังวัดรวมโฉนดเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า การเข้าหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น ได้แบ่งหน้าที่กันทำ โดยโจทก์มีหน้าที่ติดต่อ เจรจาประสานงานและนำที่ดินออกขาย ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่หาแหล่งเงินทุน ซึ่งหากเป็นจริงดังที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์โอนที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 แก่จำเลยที่ 1 เพื่อความสะดวกแก่การรังวัดและรวมโฉนด สมควรที่โจทก์ต้องเป็นผู้ดำเนินการเองมิใช่จำเลยที่ 1 ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นหุ้นส่วนให้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1 โดยทำนิติกรรมซื้อขายและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อสะดวกแก่การรังวัดรวมโฉนดจึงไม่สมเหตุผลเพราะนอกจากการรังวัดรวมโฉนดไม่สะดวกรวดเร็วขึ้นดังที่โจทก์อ้างแล้ว ยังทำให้โจทก์เป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกด้วยเพราะหนังสือสัญญาซื้อขายระบุไว้ชัดเจนว่า โจทก์ได้รับชำระเงินค่าซื้อขาย 4,400,000 บาท และ 7,000,000 บาท ตามลำดับ ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ที่โจทก์อ้างว่าไม่มีการซื้อขายและรับชำระราคากันจริงนั้น ขัดแย้งกับข้อความที่ปรากฏในสัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ยิ่งไปกว่านั้นการที่โจทก์อ้างว่าไม่ได้รับชำระเงินค่าซื้อขายที่ดินดังกล่าวกลับเจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยทั้งสี่ที่ว่าโจทก์โอนที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 เพื่อเป็นการหักกลบลบหนี้ในการเข้าหุ้นส่วนกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงฐานะของจำเลยที่ 1 ในปี 2557 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงมาขอให้โจทก์ช่วยเหลือนั้นก็ปรากฏตามสำเนาหนังสือขอบคุณของหน่วยงานต่าง ๆ ว่า ในปี 2557 จำเลยที่ 1 ได้บริจาคเงินให้แก่หน่วยงานเหล่านั้นเป็นจำนวนเงินรวมกันหลายล้านบาท อันแสดงถึงฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ในปี 2557 ว่ามิได้ประสบปัญหาทางการเงินดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด ข้ออ้างของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์โอนที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อหักกลบลบหนี้กับเงินลงทุน หนี้สินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้ออกทดรองไปก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญต่อกันแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2557 และการที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์เพื่อหักกลบลบหนี้หรือตีใช้หนี้ดังกล่าวนั้น เป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันแทนการชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จัดการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญ และไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เลิกกันและมีการจัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แทนการชำระบัญชีดังวินิจฉัยข้างต้นแล้วการที่จำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 ร่วมกับโจทก์นั้นเป็นการถือกรรมสิทธิ์ในฐานะเป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิจำหน่ายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยที่ 4 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่กระทบกรรมสิทธิ์ส่วนที่เป็นของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1061 วรรคหนึ่ง ม. 1361 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ฉ. โดยนาย ว. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจรัล เตชะวิจิตรา
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917 -ที่ 1041/2565
#685055
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบฟ้องอ้างว่าจำเลยก่อสร้างสาธารณูปโภคไม่เป็นไปตามแผนผังโครงการและแบบก่อสร้างที่ได้ขออนุญาตและเรียกค่าเสียหาย เป็นการอ้างว่าจำเลยกระทำการผิดสัญญาจะซื้อจะขายและหลักเกณฑ์ในการจัดสรรที่ดิน ทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแชมปรับปรุงพื้นที่สาธารณูปโภค เป็นกรณีที่จำเลยส่งมอบทรัพย์สินไม่ถูกต้องอันเป็นการผิดสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่กรณีฟ้องว่าทรัพย์สินที่จำเลยส่งมอบชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งโดยสัญญา จึงไม่นำอายุความในข้อความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องมาปรับใช้แก่คดีนี้ และเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

กรณีตามคำฟ้องเป็นเรื่องผู้ขายส่งมอบทรัพย์ไม่ตรงตามสัญญาซึ่งทรัพย์ที่ส่งมอบเป็นบ้านจัดสรรที่ผู้ขายก่อสร้างเองฝ่ายเดียว ผู้ซื้อซึ่งเป็นวิญญูชนไม่มีทางทราบได้เลยในขณะทำสัญญาหรือแม้แต่ขณะรับมอบบ้านว่าจำเลยได้ถมดินในบริเวณโครงการสูงกว่าถนนสาธารณะ 30 เซนติเมตร ตามแผนผังโครงการที่ขออนุญาตจัดสรรไว้หรือไม่ และในความจริงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบด้วยจึงจะทราบข้อเท็จจริง กรณีเช่นว่านี้จึงต้องถือว่าเวลาที่ผู้ซื้อซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้คือเวลาที่ผู้ซื้อทราบความจริงจากผู้เชี่ยวชาญว่าที่ดินโครงการมีระดับต่ำกว่าที่ระบุในแผนผังโครงการที่จำเลยยื่นต่อทางราชการ เมื่อโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบทราบถึงการส่งมอบทรัพย์สินไม่ถูกต้องเนื่องจากเกิดปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นเวลาที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ นับถึงวันฟ้องวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 คดียังไม่ล่วงพ้นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบอาจบังคับสิทธิเรียกร้อง คดีโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบจึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ที่ 79 เพิ่งทราบข้อเท็จจริงที่แน่นอนชัดเจนว่าจำเลยไม่ได้ดำเนินการตามแผนผังการจัดสรรเนื่องจากกรณีนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์ ประกอบกับไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 79 ซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดหรือไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย ทั้งจำเลยให้การว่าได้ดำเนินการจัดสรรที่ดินตามแผนผังจัดสรรไม่ได้ผิดสัญญาซื้อขายแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงว่าจำเลยยังปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้อยู่ และ ป.พ.พ. มาตรา 6 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต การที่โจทก์ที่ 79 ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นการใช้สิทธิของบุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามปกติ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบห้าสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และให้เรียกโจทก์ในสำนวนที่สองถึงสำนวนที่หนึ่งร้อยยี่สิบห้าว่า โจทก์ที่ 3 ถึงโจทก์ที่ 190 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบห้าสำนวนฟ้องเป็นใจความขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 2,273,000 บาท โจทก์ที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน 2,218,000 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 1,890,000 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 1,782,000 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 2,270,000 บาท โจทก์ที่ 8 และที่ 9 เป็นเงิน 1,914,000 บาท โจทก์ที่ 10 และที่ 11 เป็นเงิน 1,975,000 บาท โจทก์ที่ 12 และที่ 13 เป็นเงิน 1,924,000 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 2,114,000 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 1,771,000 บาท โจทก์ที่ 16 ถึงที่ 18 เป็นเงิน 2,009,000 บาท โจทก์ที่ 19 และที่ 20 เป็นเงิน 1,944,000 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 2,023,000 บาท โจทก์ที่ 22 ถึงที่ 24 เป็นเงิน 1,926,000 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 2,087,000 บาท โจทก์ที่ 26 และที่ 27 เป็นเงิน 2,016,000 บาท โจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 1,699,000 บาท โจทก์ที่ 29 และที่ 30 เป็นเงิน 1,823,000 บาท โจทก์ที่ 31 เป็นเงิน 1,861,000 บาท โจทก์ที่ 32 เป็นเงิน 2,235,000 บาท โจทก์ที่ 33 เป็นเงิน 1,820,000 บาท โจทก์ที่ 34 และที่ 35 เป็นเงิน 1,843,000 บาท โจทก์ที่ 36 และที่ 37 เป็นเงิน 1,844,000 บาท โจทก์ที่ 38 เป็นเงิน 3,419,000 บาท โจทก์ที่ 39 เป็นเงิน 1,890,000 บาท โจทก์ที่ 40 เป็นเงิน 2,195,000 บาท โจทก์ที่ 41 เป็นเงิน 1,839,000 บาท โจทก์ที่ 42 และที่ 43 เป็นเงิน 5,971,000 บาท โจทก์ที่ 44 เป็นเงิน 2,153,000 บาท โจทก์ที่ 45 และที่ 46 เป็นเงิน 2,522,000 บาท โจทก์ที่ 47 และที่ 48 เป็นเงิน 2,239,000 บาท โจทก์ที่ 49 และที่ 50 เป็นเงิน 3,275,000 บาท โจทก์ที่ 51 เป็นเงิน 2,455,000 บาท โจทก์ที่ 52 และที่ 53 เป็นเงิน 2,697,000 บาท โจทก์ที่ 54 และที่ 55 เป็นเงิน 2,074,000 บาท โจทก์ที่ 56 เป็นเงิน 1,822,000 บาท โจทก์ที่ 57 เป็นเงิน 1,819,000 บาท โจทก์ที่ 58 และที่ 59 เป็นเงิน 1,767,000 บาท โจทก์ที่ 60 และที่ 61 เป็นเงิน 2,040,000 บาท โจทก์ที่ 62 เป็นเงิน 2,003,000 บาท โจทก์ที่ 63 เป็นเงิน 2,235,000 บาท โจทก์ที่ 64 เป็นเงิน 2,637,000 บาท โจทก์ที่ 65 ถึงที่ 67 เป็นเงิน 3,928,000 บาท โจทก์ที่ 68 เป็นเงิน 2,542,000 บาท โจทก์ที่ 69 ถึงที่ 71 เป็นเงิน 1,865,000 บาท โจทก์ที่ 72 และที่ 73 เป็นเงิน 2,525,000 บาท โจทก์ที่ 74 และที่ 75 เป็นเงิน 2,037,000 บาท โจทก์ที่ 76 และที่ 77 เป็นเงิน 2,239,000 บาท โจทก์ที่ 78 เป็นเงิน 2,509,000 บาท โจทก์ที่ 79 เป็นเงิน 3,889,000 บาท โจทก์ที่ 80 เป็นเงิน 3,001,000 บาท โจทก์ที่ 81 และที่ 82 เป็นเงิน 2,068,000 บาท โจทก์ที่ 83 และที่ 84 เป็นเงิน 2,562,000 บาท โจทก์ที่ 85 เป็นเงิน 2,277,000 บาท โจทก์ที่ 86 เป็นเงิน 2,576,000 บาท โจทก์ที่ 87 เป็นเงิน 2,040,000 บาท โจทก์ที่ 88 เป็นเงิน 1,970,000 บาท โจทก์ที่ 89 และที่ 90 เป็นเงิน 2,514,000 บาท โจทก์ที่ 91 และที่ 92 เป็นเงิน 2,495,000 บาท โจทก์ที่ 93 เป็นเงิน 1,950,000 บาท โจทก์ที่ 94 และที่ 95 เป็นเงิน 2,147,000 บาท โจทก์ที่ 96 และที่ 97 เป็นเงิน 2,048,000 บาท โจทก์ที่ 98 เป็นเงิน 1,921,000 บาท โจทก์ที่ 99 เป็นเงิน 1,895,000 บาท โจทก์ที่ 100 และที่ 101 เป็นเงิน 1,949,000 บาท โจทก์ที่ 102 เป็นเงิน 1,804,000 บาท โจทก์ที่ 103 เป็นเงิน 1,587,000 บาท โจทก์ที่ 104 เป็นเงิน 5,291,000 บาท โจทก์ที่ 105 เป็นเงิน 1,878,000 บาท โจทก์ที่ 106 และที่ 107 เป็นเงิน 1,990,000 บาท โจทก์ที่ 108 และที่ 109 เป็นเงิน 1,971,000 บาท โจทก์ที่ 110 เป็นเงิน 1,600,000 บาท โจทก์ที่ 111 และที่ 112 เป็นเงิน 1,916,000 บาท โจทก์ที่ 113 และที่ 114 เป็นเงิน 1,844,000 บาท โจทก์ที่ 115 เป็นเงิน 1,606,000 บาท โจทก์ที่ 116 และที่ 117 เป็นเงิน 2,738,000 บาท โจทก์ที่ 118 เป็นเงิน 2,064,000 บาท โจทก์ที่ 119 เป็นเงิน 3,970,000 บาท โจทก์ที่ 120 เป็นเงิน 1,821,000 บาท โจทก์ที่ 121 เป็นเงิน 1,917,000 บาท โจทก์ที่ 122 และที่ 123 เป็นเงิน 2,071,000 บาท โจทก์ที่ 124 และที่ 125 เป็นเงิน 6,142,000 บาท โจทก์ที่ 126 และที่ 127 เป็นเงิน 1,871,000 บาท โจทก์ที่ 128 เป็นเงิน 2,473,000 บาท โจทก์ที่ 129 เป็นเงิน 2,023,000 บาท โจทก์ที่ 130 เป็นเงิน 2,114,000 บาท โจทก์ที่ 131 เป็นเงิน 2,029,000 บาท โจทก์ที่ 132 และที่ 133 เป็นเงิน 1,587,000 บาท โจทก์ที่ 134 และที่ 135 เป็นเงิน 1,981,000 บาท โจทก์ที่ 136 และที่ 137 เป็นเงิน 1,992,000 บาท โจทก์ที่ 138 และที่ 139 เป็นเงิน 2,002,000 บาท โจทก์ที่ 140 และที่ 141 เป็นเงิน 1,765,000 บาท โจทก์ที่ 142 เป็นเงิน 1,729,000 บาท โจทก์ที่ 143 เป็นเงิน 1,950,000 บาท โจทก์ที่ 144 และที่ 145 เป็นเงิน 1,577,000 บาท โจทก์ที่ 146 และที่ 147 เป็นเงิน 1,999,000 บาท โจทก์ที่ 148 เป็นเงิน 1,704,000 บาท โจทก์ที่ 149 เป็นเงิน 1,929,000 บาท โจทก์ที่ 150 เป็นเงิน 1,953,000 บาท โจทก์ที่ 151 เป็นเงิน 1,744,000 บาท โจทก์ที่ 152 เป็นเงิน 1,643,000 บาท โจทก์ที่ 153 เป็นเงิน 2,208,000 บาท โจทก์ที่ 154 เป็นเงิน 1,842,000 บาท โจทก์ที่ 155 และที่ 156 เป็นเงิน 2,196,000 บาท โจทก์ที่ 157 และที่ 158 เป็นเงิน 2,509,000 บาท โจทก์ที่ 159 ถึงที่ 161 เป็นเงิน 2,254,000 บาท โจทก์ที่ 162 และที่ 163 เป็นเงิน 2,079,000 บาท โจทก์ที่ 164 เป็นเงิน 1,976,000 บาท โจทก์ที่ 165 และที่ 166 เป็นเงิน 1,956,000 บาท โจทก์ที่ 167 และที่ 168 เป็นเงิน 1,943,000 บาท โจทก์ที่ 169 และที่ 170 เป็นเงิน 1,915,000 บาท โจทก์ที่ 171 เป็นเงิน 2,076,000 บาท โจทก์ที่ 172 เป็นเงิน 4,327,000 บาท โจทก์ที่ 173 และที่ 174 เป็นเงิน 1,761,000 บาท โจทก์ที่ 175 และที่ 176 เป็นเงิน 1,957,000 บาท โจทก์ที่ 177 เป็นเงิน 1,893,000 บาท โจทก์ที่ 178 เป็นเงิน 2,043,000 บาท โจทก์ที่ 179 เป็นเงิน 1,576,000 บาท โจทก์ที่ 180 และที่ 181 เป็นเงิน 1,569,000 บาท โจทก์ที่ 182 เป็นเงิน 1,929,000 บาท โจทก์ที่ 183 และที่ 184 เป็นเงิน 1,991,000 บาท โจทก์ที่ 185 และที่ 186 เป็นเงิน 1,763,000 บาท โจทก์ที่ 187 เป็นเงิน 1,739,000 บาท โจทก์ที่ 188 และที่ 189 เป็นเงิน 1,526,000 บาท และโจทก์ที่ 190 เป็นเงิน 1,737,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบห้าสำนวนและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า คดีโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ และขาดอายุความหรือไม่

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบห้าสำนวนยื่นคำคัดค้านว่า เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 โดยนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. เคยฟ้องจำเลยเกี่ยวกับสาธารณูปโภคในโครงการทั้งหมดตามคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 หมายเลขแดงที่ ผบ.1789/2557 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 ไม่ได้เข้าร่วมเป็นโจทก์กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. ในคดีดังกล่าว และประเด็นพิพาทในคดีนี้ก็ไม่ได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับเหตุในคดีดังกล่าวซึ่งมีอยู่ว่า จำเลยได้ดำเนินการแก้ไขสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 หรือไม่ แต่เหตุคดีนี้มีอยู่ว่าจำเลยได้ส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาซื้อขายที่ดินหรือไม่ ซึ่งสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 กับจำเลยไม่ได้เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ต้องนำพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาพิจารณาประกอบด้วย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 ได้ทราบว่าจำเลยส่งมอบทรัพย์ไม่ตรงตามข้อตกลงการซื้อขายเมื่อปี 2554 นับถึงวันฟ้องจึงยังไม่เกิน 10 ปี จำเลยยังไม่ได้ดำเนินการโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. จำเลยยังไม่หมดหน้าที่แก้ไขทรัพย์ที่ส่งมอบให้แก่สมาชิก อายุความ 10 ปี เริ่มนับแต่วันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยส่งมอบทรัพย์ที่ซื้อขายไม่ตรงตามสัญญา ไม่ได้เริ่มนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขาย ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ คำร้องและคำคัดค้านแล้ว เห็นว่า ข้อกฎหมายที่จำเลยขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นเป็นข้อกฎหมายที่สมควรวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 จึงวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่คดีโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบฟ้องอ้างว่าจำเลยก่อสร้างสาธารณูปโภคไม่เป็นไปตามแผนผังโครงการและแบบก่อสร้างที่ได้ขออนุญาตและเรียกค่าเสียหาย เป็นการอ้างว่าจำเลยกระทำการผิดสัญญาจะซื้อจะขายและหลักเกณฑ์ในการจัดสรรที่ดิน ทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่สาธารณูปโภค เป็นกรณีที่จำเลยส่งมอบทรัพย์สินไม่ถูกต้องอันเป็นการผิดสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่กรณีฟ้องว่าทรัพย์สินที่จำเลยส่งมอบชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งโดยสัญญา จึงไม่นำอายุความในข้อความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องมาปรับใช้แก่คดีนี้และเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนอายุความกรณีนี้จะเริ่มนับแต่เมื่อใดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้..." ดังนั้น ในกรณีของสิทธิเรียกร้องที่เมื่อเกิดมีขึ้นแล้ว เจ้าหนี้สามารถบังคับลูกหนี้ให้ชำระหนี้ได้ทันที ย่อมต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่เกิดสิทธิเรียกร้องนั้น แต่เนื่องจากบทกฎหมายเรื่องอายุความมุ่งหมายที่จะลงโทษเจ้าหนี้ที่ปล่อยปละละเลยไม่บังคับตามสิทธิของตนเองจนเกินเวลาที่เหมาะสมซึ่งทำให้ยากแก่การหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงต่อศาล กรณีจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยว่า การที่เจ้าหนี้ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องในทันทีนั้นมีเงื่อนเวลาหรืออุปสรรคอันใดที่ทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นได้กรณีดังกล่าวย่อมต้องเริ่มนับอายุความเมื่ออุปสรรคเช่นว่านั้นได้หมดไป กรณีตามคำฟ้องเป็นเรื่องผู้ขายส่งมอบทรัพย์ไม่ตรงตามสัญญาซึ่งทรัพย์ที่ส่งมอบเป็นบ้านจัดสรรที่ผู้ขายก่อสร้างเองฝ่ายเดียวผู้ซื้อซึ่งเป็นวิญญูชนไม่มีทางทราบได้เลยในขณะทำสัญญาหรือแม้แต่ขณะรับมอบบ้านว่าจำเลยได้ถมดินในบริเวณโครงการสูงกว่าถนนสาธารณะ 30 เซนติเมตร ตามแผนผังโครงการที่ขออนุญาตจัดสรรไว้หรือไม่และในความจริงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบด้วยจึงจะทราบข้อเท็จจริง กรณีเช่นว่านี้จึงต้องถือว่าเวลาที่ผู้ซื้อซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้คือเวลาที่ผู้ซื้อทราบความจริงจากผู้เชี่ยวชาญว่าที่ดินโครงการมีระดับต่ำกว่าที่ระบุในแผนผังโครงการที่จำเลยยื่นต่อทางราชการ เมื่อโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบทราบถึงการส่งมอบทรัพย์สินไม่ถูกต้องเนื่องจากเกิดปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นเวลาที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ นับถึงวันฟ้องวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 คดียังไม่ล่วงพ้นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบอาจบังคับสิทธิเรียกร้อง คดีโจทก์หนึ่งร้อยเก้าสิบจึงไม่ขาดอายุความ เมื่อคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้ว เนื่องจากศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีการสืบพยานโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบและจำเลย และพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทอื่น จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบและจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบฟังขึ้น

อนึ่ง สำหรับโจทก์ที่ 79 ซึ่งเป็นโจทก์คนเดียวกันกับโจทก์ที่ 141 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 79 ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านจากจำเลยภายหลังจากที่เกิดอุทกภัยในปี 2554 โดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านที่ตนจะซื้อนั้นต่ำกว่าถนนสาธารณะ (ถนนกาญจนาภิเษก) ถือว่าโจทก์ที่ 79 ไม่ติดใจในสภาพพื้นดินและถนนภายในโครงการว่าจะต่ำกว่าถนนสาธารณะหรือไม่ จึงยอมซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านดังกล่าว การที่โจทก์ที่ 79 กลับมาฟ้องจำเลยเรียกเอาค่าเสียหายโดยอ้างดังกล่าว ส่อแสดงว่าโจทก์ที่ 79 มาฟ้องจำเลยเพื่อประสงค์เพียงจะเรียกเอาเงินค่าเสียหายเท่านั้น จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า โจทก์ที่ 79 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 โดยทราบว่า จำเลยไม่ดำเนินการถมดินให้เรียบร้อยเสมอกันทั้งโครงการให้สูงกว่าถนนกาญจนาภิเษก 30 เซนติเมตร ซึ่งไม่ตรงตามสัญญาก็ตาม แต่ก็ได้ความจากคำฟ้องของโจทก์ที่ 79 ว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2561 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. เพิ่งว่าจ้างวิศวกรผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบสาธารณูปโภคงานรั้วเขื่อนกันดินและงานระดับความสูงของพื้นดินโครงการทำให้ทราบว่าจำเลยยื่นแผนผัง โครงการ และวิธีการจัดสรรว่าจะดำเนินการปรับปรุงที่ดินโดยการถมดินทรายอัดแน่นด้วยรถแทรกเตอร์ให้พื้นที่ดินในบริเวณที่ดินจัดสรรเรียบเสมอกัน โดยระดับความสูงกว่าถนนสาธารณะ 30 เซนติเมตร แต่จำเลยไม่ดำเนินการตามแผนผังที่จัดสรร อันเป็นการแสดงว่า โจทก์ที่ 79 เพิ่งทราบข้อเท็จจริงที่แน่นอนชัดเจนว่าจำเลยไม่ได้ดำเนินการตามแผนผังการจัดสรรในปี 2561 เนื่องจากกรณีนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์ ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งโจทก์ที่ 79 ไม่อาจทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ประกอบกับไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 79 ซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดหรือไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีนี้ ทั้งคดีนี้จำเลยก็ให้การว่าได้ดำเนินการจัดสรรที่ดินตามแผนผังจัดสรรไม่ได้ผิดสัญญาซื้อขายแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงว่าจำเลยยังปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้อยู่ โดยข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นใดก็ต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบและจำเลยในชั้นพิจารณาต่อไป ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงใดที่ยืนยันว่าการกระทำของโจทก์ที่ 79 เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ดังนี้ การที่โจทก์ที่ 79 ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นการใช้สิทธิของบุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามปกติ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่อย่างใด ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ กับคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบและพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 193/12 ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตรี ต. กับพวก
จำเลย — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางนิภา ชัยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 910/2565
#687034
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีก่อนและคดีนี้ต่างก็มีข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเหมือนกัน แต่เหตุที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อนเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ เป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยจัดทำไว้แล้วเกิดมีความชำรุดบกพร่องที่สามารถพบเห็นความเสียหายโดยประจักษ์ด้วยสายตาและเป็นความชำรุดบกพร่องที่ต้องซ่อมแซมอันเป็นเรื่องที่ต้องกระทำเพื่อบำรุงรักษา ส่วนคดีนี้เป็นสาธารณูปโภคที่โจทก์อ้างว่า จำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรร และคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้เงินเพื่อซ่อมแซมความชำรุดบกพร่อง ส่วนคดีนี้ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสาธารณูปโภคที่จำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการ ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีทั้งสองจึงแตกต่างเป็นคนละเหตุกัน ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยก็แตกต่างเป็นคนละประเด็นกัน อีกทั้งตามฟ้องโจทก์อ้างว่ามีการตรวจสอบพบการก่อสร้างที่ไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการภายหลังที่ฟ้องคดีก่อนไปแล้ว ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การโต้เถียงข้อนี้ โจทก์จึงไม่อาจรู้ถึงการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิตามฟ้องคดีนี้ในขณะที่ฟ้องคดีก่อน จึงถือไม่ได้ว่าในขณะฟ้องคดีก่อนโจทก์สามารถนำเหตุคดีนี้ฟ้องไปพร้อมกันได้ แต่ไม่ฟ้อง เป็นการไม่ติดใจจะใช้สิทธิฟ้องคดีนี้แล้ว และกรณีถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสาธารณูปโภคที่จำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการ ถือได้ว่าโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทำผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรกับสมาชิกของโจทก์ผู้ซื้อที่ดินจากจำเลย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบถึงการทำผิดสัญญาดังกล่าวของจำเลยจากวิศวกรที่ว่าจ้างให้ตรวจสอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2561 จึงถือได้ว่าวันดังกล่าวเป็นเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องกับจำเลยจากการทำผิดสัญญาได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันนั้น นับถึงวันฟ้องวันที่ 3 มกราคม 2562 ยังไม่ล่วงพ้นเวลา 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 317,607,905 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 78543, 54543, 54478 , 8672, 4710, 4998, 9678, 8815, 11221, 10937, 10938, 11222, 11415, 11416, 8793, 8816, 8817, 11223, 11402, 11403, 11406, 11407, 11074 และ 11075 ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและขาดอายุความหรือไม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและขาดอายุความจึงพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1787/2557 (ที่ถูก 1789/2557) ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 หมายเลขแดงที่ ผบ.1789/2557 ของศาลชั้นต้น ท้ายคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยได้ความว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์รับโอนสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ โจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่าสาธารณูปโภคดังกล่าวชำรุดบกพร่องต้องซ่อมแซมแก้ไข ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมแซมแก้ไขความชำรุดบกพร่อง จำเลยให้การว่า จำเลยจัดทำสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในโครงการตามแผนผังโครงการและแบบก่อสร้างที่ได้รับอนุญาต และจำเลยบำรุงรักษาให้คงสภาพดังเช่นที่จัดทำขึ้นตลอดมา ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 1. ว่า จำเลยส่งมอบกิจการสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยครบถ้วนแล้วหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ภายหลังศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีก่อน คณะกรรมการโจทก์นำข้อเสนอของจำเลยให้ที่ประชุมใหญ่วิสามัญพิจารณาแล้วมีมติให้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบและควบคุมการซ่อมแซมแก้ไขสาธารณูปโภคในหมู่บ้านให้ถูกต้องตามแบบที่จำเลยได้รับอนุญาต โดยว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทำการสำรวจระดับความสูงของพื้นดิน และเขื่อนกันดินว่าเป็นไปตามแบบแผนผังโครงการ และวิธีการจัดสรรที่จำเลยได้รับอนุญาตหรือไม่ และต้องมีวิธีการแก้ไขอย่างไร เมื่อทำการตรวจสอบพบว่า จำเลยก่อสร้างรั้วเขื่อนกันดินไม่ตรงตามแบบเนื่องจากก่อสร้างเขื่อนใช้เสาเข็มไม่ครบจำนวน และพบว่าจำเลยดำเนินการปรับปรุงที่ดินโดยการถมดินทรายบดอัดแน่นด้วยรถแทรกเตอร์ให้พื้นที่ดินในบริเวณที่จัดสรรเรียบเสมอกัน โดยต้องมีระดับสูงกว่าถนนสาธารณะประมาณ 30 เซนติเมตร แต่จำเลยไม่ได้ถมที่ดินตามแผนผัง โครงการและวิธีการจัดสรรโดยมีระดับต่ำกว่าถนนกาญจนาภิเษก ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการแก้ไขรั้วเขื่อนกันดินและระดับพื้นดินให้ตรงตามแบบแผนผังโครงการ กับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบริการสาธารณะให้แก่โจทก์ เห็นได้ว่า แม้คดีก่อนและคดีนี้ต่างก็มีข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเหมือนกันก็ตาม แต่เหตุที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อนเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 ของศาลชั้นต้น เป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยจัดทำไว้แล้วเกิดมีความชำรุดบกพร่องที่สามารถพบเห็นความเสียหายโดยประจักษ์ด้วยสายตาและเป็นความชำรุดบกพร่องที่ต้องซ่อมแซมอันเป็นเรื่องที่ต้องกระทำเพื่อบำรุงรักษา ส่วนคดีนี้เป็นสาธารณูปโภคที่โจทก์อ้างว่าจำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรร และคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้เงินเพื่อซ่อมแซมความชำรุดบกพร่อง ส่วนคดีนี้ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสาธารณูปโภคที่จำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการ ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีทั้งสองจึงแตกต่างเป็นคนละเหตุกัน ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยก็แตกต่างเป็นคนละประเด็นกัน อีกทั้งตามฟ้องโจทก์อ้างว่ามีการตรวจสอบพบการก่อสร้างที่ไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการภายหลังที่ฟ้องคดีก่อนไปแล้ว ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การโต้เถียงข้อนี้ โจทก์จึงไม่อาจรู้ถึงการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิตามฟ้องคดีนี้ในขณะที่ฟ้องคดีก่อน จึงถือไม่ได้ว่าในขณะฟ้องคดีก่อนโจทก์สามารถนำเหตุคดีนี้ฟ้องไปพร้อมกันได้ แต่ไม่ฟ้องเป็นการไม่ติดใจจะใช้สิทธิฟ้องคดีนี้แล้ว และกรณีถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 หมายเลขแดงที่ ผบ.1789/2557 ของศาลชั้นต้น ฎีกาโจทก์ประการแรกฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (4) และมาตรา 34 บัญญัติให้การโฆษณาโครงการจัดสรรที่ดินของผู้จัดสรรที่ดินต้องตรงกับหลักฐานและรายละเอียดแผนผังและรายการก่อสร้างสาธารณูปโภคที่ได้ยื่นพร้อมกับคำขออนุญาตจัดสรรที่ดิน และมาตรา 48 (4) บัญญัติความว่า เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจฟ้องคดีแทนสมาชิกผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเกี่ยวกับกรณีที่กระทบสิทธิของสมาชิกตั้งแต่สิบรายขึ้นไป ดังนี้ ฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสาธารณูปโภคที่จำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการ จึงถือได้ว่าโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทำผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรกับสมาชิกของโจทก์ผู้ซื้อที่ดินจากจำเลย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบถึงการทำผิดสัญญาดังกล่าวของจำเลยจากวิศวกรที่ว่าจ้างให้ตรวจสอบเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2561 จึงถือได้ว่าวันดังกล่าวเป็นเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องกับจำเลยจากการทำผิดสัญญาได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันนั้น นับถึงวันฟ้องวันที่ 3 มกราคม 2562 ยังไม่ล่วงพ้นเวลา 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาโจทก์ในปัญหานี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบริการสาธารณะตามฟ้องข้อ 11.2 แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบริการสาธารณะ โดยบรรยายฟ้องด้วยว่าการโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวจำเลยต้องชำระเงินเป็นค่าแก้ไขสาธารณูปโภคที่สร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการเสียก่อน จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธคำขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แต่ปฏิเสธไม่ต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าว ดังนี้ การวินิจฉัยปัญหานี้จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่ฟ้องให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมกันไปด้วย เพราะเป็นเงื่อนไขของคำขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ และคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ คดีจึงต้องวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยต้องชำระเงินเป็นค่าแก้ไขสาธารณูปโภคดังกล่าวเสียก่อน ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย และยังไม่ได้วินิจฉัย จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาประเด็นนี้พร้อมกับประเด็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้พิจารณาและพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำและคดีขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยแก้ฎีกาว่าคดีชั้นฎีกามีประเด็นเดียวคือ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 หมายเลขแดงที่ ผบ.1789/2557 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เท่านั้น โดยไม่มีประเด็นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบริการสาธารณะตามฟ้องข้อ 11.2 แก่โจทก์หรือไม่ เพราะคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 ข้อ 1 สรุปว่าโจทก์ฎีกาในปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำดังกล่าว นั้น เห็นว่า ข้อความตามคำร้องดังกล่าวมีใจความสรุปได้ว่า โจทก์ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบริการสาธารณะ โดยก่อนโอนให้จำเลยแก้ไขรั้วเขื่อนกันดินและปรับระดับความสูงของพื้นดินเสียก่อน ดังนี้ คดีชั้นฎีกาจึงมีประเด็นที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาและได้รับอนุญาตฎีกาจากศาลฎีกา 3 ประเด็นดังกล่าว มิใช่มีประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำหรือไม่เพียงประเด็นเดียว ข้ออ้างตามคำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล.
จำเลย — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางนิภา ชัยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 901/2565
#681424
เปิดฉบับเต็ม

การสับเปลี่ยนธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่และได้ไปซึ่งธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่ตามที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แต่การที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีธนบัตรปลอมไว้แล้วนำออกใช้สับเปลี่ยนกับธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่เป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ตามความใน ป.อ. มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการรับธนบัตรนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอม ไม่ใช่เมื่อมีการนำออกใช้ การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จำเลยกับพวกย่อมมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกันและสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศปลอม ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 240, 244, 247, 248, 341 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศที่ใช้ในสหภาพยุโรป สกุลยูโร ชนิดราคา 500 ยูโร จำนวน 200 ฉบับ รวม 100,000 ยูโร หรือ 3,950,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ โดยชำระแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 250,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 550,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 150,000 บาท นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1156/2562 ของศาลชั้นต้น ริบธนบัตรปลอมของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 247 ประกอบมาตรา 244, (ที่ถูก มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247) 341, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ หรือให้อำนาจให้ออกใช้ อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน และให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้ราคาธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศที่ใช้ในสหภาพยุโรป สกุลยูโร ชนิดราคา 500 ยูโร จำนวน 200 ฉบับ หรือ 3,950,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ โดยแบ่งเป็นผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 250,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 550,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 150,000 บาท ริบธนบัตรปลอมของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก ส่วนคำขอให้นับโทษต่อนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับพวก คือ นายซามูและนายสเตฟานหรือสตีเฟ่นร่วมกันมีธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้เป็นธนบัตรปลอม ชนิดราคา 500 ยูโร หมายเลข 28064014122 จำนวน 208 ฉบับ จำเลยและนายซามูร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่ให้นำเงินสกุลบาทไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้จำนวน 100,000 ยูโร แล้วนำไปแลกเปลี่ยนกับเงินซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกใช้กับนายซามูที่ประเทศมาเลเซียซึ่งจะได้รับประโยชน์เป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่มากกว่าอัตราทั่วไป 2 ถึง 3 เท่า อันเป็นความเท็จ โดยเป็นกลอุบายหลอกลวงเพื่อสับเปลี่ยนธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ของผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นธนบัตรจริงให้เป็นธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ปลอมของจำเลยกับพวก ผู้เสียหายทั้งสี่หลงเชื่อจึงร่วมกันนำเงิน 3,950,000 บาท ไปแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ ชนิดราคา 500 ยูโร 200 ฉบับ จากนั้นผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และนายสิทธิพล บุตรผู้เสียหายที่ 3 กับจำเลยเดินทางไปประเทศมาเลเซียและเข้าพักที่โรงแรมเพื่อไปแลกเปลี่ยนเงินตามที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวง จำเลย นายซามู และนายสเตฟานร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายที่ 1 กับพวก โดยนายซามูและนายสเตฟานใช้ธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ซึ่งเป็นธนบัตรปลอมของจำเลยกับพวกสับเปลี่ยนเอาธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ซึ่งเป็นธนบัตรจริงของผู้เสียหายทั้งสี่ไป สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศปลอมและฐานร่วมกันฉ้อโกง ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อประการที่ 3 ตามที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำความผิดคดีนี้รูปคดีเป็นเพียงเจตนาฉ้อโกง ไม่ใช่การกระทำโดยมีเจตนานำธนบัตรยูโรปลอมออกมาใช้ให้เหมือนเป็นธนบัตรจริง แต่เป็นการกระทำอันเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาที่จะฉ้อโกงทรัพย์เท่านั้น จึงไม่ควรลงโทษจำเลยฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ เห็นว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และนายสิทธิพลเดินทางเข้าพักที่โรงแรมในประเทศมาเลเซียแล้ว นายซามูและนายสเตฟานขอตรวจนับธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ของผู้เสียหายทั้งสี่และนำไปใส่ในเครื่องมือที่เตรียมมาซึ่งเป็นการสับเปลี่ยนเอาธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ฉบับจริงของ ผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ในเครื่องมือและเอาธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ฉบับปลอมของจำเลยกับพวกออกมาจากเครื่องมือดังกล่าวมัดด้วยยางเป็นปึกแล้วโรยด้วยแป้งและนำใส่ถุงกระดาษเก็บไว้ในตู้นิรภัยภายในห้องพัก พร้อมทั้งตั้งรหัสตู้นิรภัย 4 หมายเลข โดยผู้เสียหายที่ 2 ตั้งรหัส 2 หมายเลข นายซามูตั้งรหัส 2 หมายเลข ผู้เสียหายที่ 2 แอบจดจำรหัสที่นายซามูตั้งไว้ นายซามูและนายสเตฟานแจ้งว่าจะโอนเงินที่แลกเปลี่ยนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้เสียหายทั้งสี่ภายใน 4 ชั่วโมง และเมื่อโอนเงินแล้วจะมาเอาธนบัตรดังกล่าวจากตู้นิรภัย จากนั้นนายซามูและนายสเตฟานได้กลับไป แต่ปรากฏว่าไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้เสียหายทั้งสี่ ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจึงสอบถามจำเลย จำเลยแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อนายซามูและนายสเตฟานได้ ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจึงเปิดตู้นิรภัยและนำถุงกระดาษบรรจุธนบัตรออกมา การสับเปลี่ยนกับธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่และได้ไปซึ่งธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่ตามที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แต่การที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีธนบัตรปลอมดังกล่าวไว้แล้วนำออกใช้สับเปลี่ยนกับธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่เป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการรับธนบัตรนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอม ไม่ใช่เมื่อมีการนำออกใช้ การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จำเลยกับพวกย่อมมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกันและสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศปลอม ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 244 ม. 247 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุทธิณัฐ ไชยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสนิท โพชนะกิจ
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
สุทิน นาคพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2565
#688313
เปิดฉบับเต็ม

ส. ทำคำขอเอาประกันภัยกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท โดยมีเจตนาให้เฉพาะโจทก์ทั้งสองเท่านั้นเป็นผู้รับประโยชน์ มิได้มีเจตนาให้ทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์ด้วย การจ่ายเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวย่อมเป็นไปตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุว่า ผู้เอาประกันภัยสามารถระบุชื่อผู้รับประโยชน์ได้ เมื่อผู้ได้รับความคุ้มครองเสียชีวิตบริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ใด ๆ ภายใต้ข้อกำหนดกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุนั้น หากมิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ บริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่กองมรดกของผู้ได้รับความคุ้มครอง เมื่อพิจารณาประกอบกับความตอนต้นแห่งกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุให้คำขอเอาประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัยแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ ส. โดยระบุทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์นั้นไม่ตรงกับเจตนาของ ส. และไม่เป็นไปตามข้อสัญญาดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทส่วนที่ระบุทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์จึงไม่มีผลบังคับและไม่ผูกพัน กรมธรรม์ประกันภัยส่วนที่กำหนดผู้รับประโยชน์ย่อมต้องถือตามที่ระบุในคำขอเอาประกันภัยของ ส. จำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,850,770 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นาง ก. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส. ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,850,770 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องสอด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 นำเงินค่าสินไหมทดแทน 10,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 วางไว้ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ 2 มาวางต่อศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 10,850,770 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มกราคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้ยกคำร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งสอง) กับผู้ร้องสอดให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เดิมชื่อนางสาวจิตรวดี อยู่กินฉันสามีภรรยากับนาย ส. โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ โจทก์ที่ 2 และเด็กหญิงณัฐปภัสร์ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 นาย ส. ยื่นคำขอเอาประกันภัยกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุสำหรับผู้บริหารวงเงินคุ้มครอง 10,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ผ่านธนาคาร นายหน้าประกันภัย โดยช่องผู้รับผลประโยชน์ หลังข้อความว่า อื่น ๆ (โปรดระบุ) ระบุชื่อโจทก์ทั้งสอง ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นภรรยาและลูก จากนั้นวันที่ 22 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับผู้บริหารให้แก่นาย ส. ระบุผู้รับประโยชน์ คือ ทายาทตามกฎหมาย ระยะเวลาคุ้มครองระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน 2558 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2559 ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 ในระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย นาย ส.ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ชนถึงแก่ความตาย นาย ส. มีทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย 6 คน คือ ผู้ร้องสอด นางสาววิไล นายลี นางสาวณัฏฐาภรณ์ โจทก์ที่ 2 และเด็กหญิงณัฐปภัสร์ โจทก์ทั้งสองขอรับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า ใบคำขอเอาประกันภัยและตารางกรมธรรม์ประกันภัยระบุผู้รับประโยชน์ไม่ตรงกัน วันที่ 19 กันยายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องสอดเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ส. หลังจากนั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ผู้ร้องสอดมีหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์แก่ผู้ร้องสอด ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ส. ตามคำสั่งศาล เพื่อนำไปแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย วันที่ 19 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 1 นำเงินค่าสินไหมทดแทน 10,000,000 บาท ไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ 2 อ้างว่า กรมธรรม์ระบุผู้รับประโยชน์ขัดแย้งกัน จำเลยที่ 1 ไม่สามารถจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ได้ จึงขอวางเงินให้ผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงมารับไป ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 นำเงินค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยที่ 1 วางไว้ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองจึงขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ยุติไปโดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องสอดได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุพิพาทให้แก่บุคคลใด ผู้ร้องสอดฎีกาว่า ใบคำขอเอาประกันภัยเป็นเพียงคำเสนอของนาย ส. มิใช่สัญญาประกันภัย ไม่อาจนำมาบังคับจำเลยที่ 1 ได้ นาย ส. มีเจตนาให้ทายาทโดยธรรมเป็นผู้รับประโยชน์ จึงมิได้เลือกช่องสี่เหลี่ยมระบุให้บุคคลใดเป็นผู้รับประโยชน์ในคำขอเอาประกันภัย ซึ่งการไม่ระบุเลือกผู้รับประโยชน์จะมีผลให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินผลประโยชน์แก่ทายาทตามกฎหมาย แต่โจทก์ที่ 1 มากรอกข้อความระบุโจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นเอง ทั้งการระบุเฉพาะโจทก์ที่ 2 โดยไม่ระบุเด็กหญิง ณ. บุตรอีกคนหนึ่งด้วยก็เป็นข้อพิรุธว่านาย ส. มิได้เจตนาให้กรอกข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับประโยชน์เพิ่มเติม ในการทำกรมธรรม์ประกันภัยหลายฉบับนาย ส. ใช้ที่อยู่หลายแห่งแตกต่างกัน แต่นาย ส. ก็ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยทุกฉบับ แสดงว่านาย ส. ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร แล้วและรู้ว่าจำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันภัยระบุทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์ นับตั้งแต่กรมธรรม์ประกันภัยมีผลคุ้มครองเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 ซึ่งนาย ส. ถึงแก่ความตายนานถึง 330 วัน นาย ส. ไม่เคยขอแก้ไขเพิ่มเติมกรมธรรม์ประกันภัยเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์แสดงว่ากรมธรรม์ประกันภัยระบุทายาทโดยธรรมเป็นผู้รับประโยชน์ตรงกับเจตนาของนาย ส. นั้น เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับผู้บริหาร ระบุความตอนต้นว่า โดยการเชื่อถือข้อแถลงในใบคำขอเอาประกันภัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัยนี้และเพื่อเป็นการตอบแทนเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยได้ชำระภายใต้ข้อบังคับ เงื่อนไขทั่วไปและข้อกำหนด ข้อตกลงคุ้มครอง ข้อยกเว้น และเอกสารแนบท้ายแห่งกรมธรรม์ประกันภัยนี้ บริษัทให้สัญญากับผู้ได้รับความคุ้มครองเช่นนี้ แม้คำขอเอาประกันภัยจะเป็นคำเสนอของผู้เอาประกันภัยดังผู้ร้องสอดฎีกา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาออกกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จำเลยที่ 1 ระบุโดยชัดแจ้งให้ถือเอาข้อแถลงในคำขอเอาประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัย ข้อความที่ระบุไว้ในคำขอเอาประกันภัยจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันว่า ใบคำขอเอาประกันภัย ส่วนที่ระบุเกี่ยวกับผู้รับประโยชน์ แบ่งเป็น 2 ช่องให้ผู้เอาประกันภัยทำเครื่องหมายเลือก ช่องแรกระบุว่า ทายาทตามกฎหมาย ไม่ปรากฏการขีดฆ่าหรือทำเครื่องหมายเลือกในช่องดังกล่าว ส่วนช่องที่สอง ระบุว่า อื่นๆ (โปรดระบุ) ไม่ปรากฏการขีดฆ่าหรือทำเครื่องหมายเลือกเช่นเดียวกันกับช่องแรก แต่ท้ายช่องดังกล่าว โจทก์ที่ 1 กรอกข้อความระบุชื่อโจทก์ทั้งสอง และระบุความสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยว่าเป็นภรรยาและลูกตามลำดับ ส่วนตารางกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับผู้บริหารซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้แก่นาย ส. ระบุผู้รับประโยชน์ว่า ทายาทตามกฎหมาย โดยโจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 และ นายมานะ ผู้จัดการทีมการตลาดธนาคาร ผู้เสนอขายประกันภัยให้แก่นาย ส. เป็นพยานเบิกความว่านาย ส. ประสงค์ให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท นายมานะเป็นผู้เดินทางไปพบนาย ส. กับโจทก์ที่ 1 ที่บ้านเพื่อทำคำขอเอาประกันภัยดังกล่าว โจทก์ที่ 1 เป็นผู้กรอกข้อความในคำขอเอาประกันภัยโดยความยินยอมของนาย ส. แล้วให้นาย ส. ลงลายมือชื่อ จากนั้นนายมานะ ส่งมอบสำเนาใบคำขอเอาประกันภัยให้แก่นาย ส. ซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาไว้ ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้แก่นาย ส. ในภายหลังเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ระบุที่อยู่ของนาย ส. ผิดพลาดไม่ตรงกับคำขอเอาประกันภัย คือ จากบ้านเลขที่ 90/58 เป็นบ้านเลขที่ 99/58 นาย ส. และโจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว นาย ส. จึงไม่มีโอกาสตรวจสอบความถูกต้องของการระบุชื่อผู้รับประโยชน์ และนอกจากกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทแล้ว นาย ส. ทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัทอื่น ๆ อีกหลายบริษัท ได้แก่ บริษัท ม. 2 กรมธรรม์ บริษัท ก. 2 กรมธรรม์ บริษัท อ. และบริษัท พ. ซึ่งล้วนระบุโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์แต่ผู้เดียวโดยโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ระบุรายละเอียดในคำขอเอาประกันภัยทุกฉบับ โดยความยินยอมของนาย ส. แล้วนาย ส. ลงลายมือชื่อ ส่วนผู้ร้องสอดมีนายศักดิ์ชาย พี่ชาย นาย ส. บุตรผู้ร้องสอด เป็นพยานเบิกความว่า ภายหลังนาย ส. ถึงแก่ความตาย พยานและผู้ร้องสอดค้นหากรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุของนาย ส. จนพบกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท วันที่ 27 ธันวาคม 2559 ผู้ร้องสอดมีหนังสือเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินผลประโยชน์ 10,000,000 บาท แต่เมื่อพิจารณาเอกสารที่ผู้ร้องสอดนำสืบกลับปรากฏว่า ผู้ร้องสอดมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยของนาย ส. รวม 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ผู้ร้องสอดมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้ตรวจสอบความถูกต้องและส่งมอบกรมธรรม์ของนาย ส. ที่ทำไว้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจัดการมรดก แม้หนังสือดังกล่าวระบุสำเนากรมธรรม์ประกันภัยเป็นสิ่งที่ส่งมาด้วย 4. แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใด ไม่ชัดเจนว่าเป็นกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทหรือไม่ ส่วนครั้งที่สอง วันที่ 27 ธันวาคม 2559 ผู้ร้องสอดมีหนังสือเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท จำนวนเงิน 10,000,000 บาท หากผู้ร้องสอดพบกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทตั้งแต่แรก ก็ไม่มีเหตุที่ผู้ร้องสอดจะมีหนังสือสอบถามจำเลยที่ 1 โดยไม่ระบุเรียกร้องเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทเสียในชั้นแรก กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาอีก 1 เดือน จึงเรียกร้องเงินผลประโยชน์อันจะทำให้การได้รับเงินผลประโยชน์ล่าช้ายิ่งขึ้น ที่พยานผู้ร้องสอดอ้างว่า พยานกับผู้ร้องสอดพบกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแล้ว จึงมีข้อพิรุธและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่ผู้ร้องสอดฎีกาว่านาย ส. ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยทุกฉบับที่ทำขึ้น แม้มีการระบุที่อยู่แตกต่างกันนั้น ทางนำสืบคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ปรากฏว่าที่อยู่ของนาย ส. ซึ่งจำเลยที่ 1 ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท บ้านเลขที่ 99/58 เกี่ยวข้องกับนาย ส. อย่างไร ไม่อาจรับฟังว่านาย ส. ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทด้วยการส่งไปยังที่อยู่อันถูกต้อง และที่ผู้ร้องสอดฎีกาต่อมาว่านาย ส. ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจากนายหน้าประกันภัยแล้ว ทางนำสืบคู่ความทุกฝ่ายก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดยืนยันว่ามีการส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่นาย ส. ผ่านนายหน้าประกันภัยเช่นเดียวกัน ข้อที่ผู้ร้องสอดอ้างว่านาย ส. ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแล้วไม่เคยเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ตามที่กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทระบุว่าเป็นทายาทตามกฎหมายแสดงว่านาย ส. มีเจตนาให้ทายาทโดยธรรมได้รับเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่พยานโจทก์ทั้งสองนำสืบว่านาย ส. ไม่ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทที่จำเลยที่ 1 ออกให้ จึงมิได้ตรวจสอบและแก้ไขเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท มีข้อพิจารณาต่อไปว่า การที่กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทระบุผู้รับประโยชน์เป็นทายาทตามกฎหมายจากข้อมูลที่นายหน้าประกันภัยแจ้งมามีผลผูกพันหรือไม่ แม้จำเลยที่ 1 พิจารณาเข้ารับประกันภัยอุบัติเหตุให้แก่นาย ส. จากข้อมูลคำขอเอาประกันภัยที่ได้รับแจ้งจากนายหน้าประกันภัยว่า ผู้รับประโยชน์ให้แก่ทายาทตามกฎหมาย แต่ทางนำสืบผู้ร้องสอดไม่ปรากฏว่าในกรณีที่มีการระบุผู้รับประโยชน์เป็นโจทก์ทั้งสองแทนการระบุผู้รับประโยชน์เป็นทายาทตามกฎหมายนั้น จำเลยที่ 1 จะพิจารณาไม่รับประกันภัยหรือเรียกเบี้ยประกันเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่อย่างไร ทั้ง นายสมพงษ์. ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดภูเก็ต พยานผู้ร้องสอดก็เบิกความว่า ผู้รับประโยชน์ไม่ใช่เงื่อนไขในการทำประกันภัย เมื่อการระบุผู้รับประโยชน์มิใช่เงื่อนไขสำคัญในการที่จำเลยที่ 1 จะพิจารณาเข้ารับเสี่ยงภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ข้อที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้ระบุผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันภัยไปตามที่ได้รับแจ้งจากนายหน้าประกันภัยจึงมิใช่สาระสำคัญ ข้อสำคัญอยู่ที่เจตนาของนาย ส. ว่าประสงค์ให้บุคคลใดเป็นผู้รับประโยชน์ ดังนั้นการที่กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทระบุผู้รับประโยชน์เป็นทายาทตามกฎหมายจะมีผลผูกพันหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าเป็นการระบุตรงกับเจตนาของนาย ส. หรือไม่อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้นายศักดิ์ชาย พยานผู้ร้องสอดเบิกความว่า ขณะโจทก์ที่ 1 กรอกข้อความในคำขอเอาประกันภัยโดยความยินยอมของนาย ส. โจทก์ที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ที่ 1 มิใช่ทายาทตามกฎหมาย หากโจทก์ที่ 1 ทำเครื่องหมายเลือกในช่อง อื่นๆ และระบุชื่อโจทก์ที่ 1 ลงไป นาย ส. คงไม่ยินยอม เพราะนาย ส. เคยแจ้งพยานว่านาย ส. จะทำประกันภัยให้ผู้ร้องสอด และบุตรทุกคนเป็นผู้รับประโยชน์ แสดงว่านาย ส. ต้องการระบุในคำขอเอาประกันภัยให้เฉพาะทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์เท่านั้น ส่วนข้อความระบุชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประโยชน์เป็นการเขียนขึ้นเองในภายหลัง ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์จากทายาทตามกฎหมายเป็นโจทก์ทั้งสอง เห็นว่านาย ส. มีทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย 6 คน และยังอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่ 1 โดยไม่จดทะเบียนสมรส นาย ส. ย่อมทราบว่าหากตนถึงแก่ความตายจะเกิดข้อขัดข้องในการรับเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเพราะมีผู้เกี่ยวข้องหลายคน หากนาย ส. ประสงค์ให้เฉพาะทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท นาย ส. ย่อมต้องทำเครื่องหมายเลือกช่องทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งชัดเจนกว่าการไม่เลือกระบุผู้รับประโยชน์ใด ๆ อันอาจทำให้เกิดข้อขัดแย้งกันในระหว่างผู้เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้หากโจทก์ที่ 1 กรอกข้อความระบุผู้รับประโยชน์เป็นโจทก์ทั้งสองเพิ่มเติมขึ้นภายหลัง โดยมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์ทั้งสองเท่านั้นเป็นผู้รับประโยชน์ โจทก์ที่ 1 ย่อมต้องทำเครื่องหมายเลือกช่อง อื่นๆ หรือขีดฆ่าช่องทายาทตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองยิ่งกว่าการไม่ทำเครื่องหมายใด ๆ อันอาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งตามมาในภายหลังเช่นเดียวกัน ยิ่งกว่านั้นโจทก์ที่ 2 เป็นทายาทตามกฎหมายของนาย ส. หากนาย ส. มีเจตนาให้ทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์แล้วโจทก์ที่ 1 กรอกข้อความในคำขอเอาประกันภัยเพิ่มเติมเสียเองก็น่าจะกรอกข้อความระบุเพิ่มเฉพาะโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องระบุโจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับประโยชน์เพิ่มให้ซ้ำซ้อนกับผู้รับประโยชน์ซึ่งเป็นทายาทตามกฎหมายอีก ทั้งได้ความว่าสัญญาประกันชีวิตที่นาย ส. ทำไว้กับบริษัทอื่น ๆ อีกหลายฉบับล้วนระบุโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์แต่ผู้เดียวทั้งสิ้น ข้อพิรุธต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดกรอกข้อมูลในคำขอเอาประกันภัยที่ผู้ร้องสอดนำสืบและฎีกามาล้วนมีลักษณะเป็นเพียงความเห็นของพยานและผู้ร้องสอด ไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ สนับสนุน พยานของผู้ร้องสอดในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักมากกว่าพยานผู้ร้องสอด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านาย ส. ทำคำขอเอาประกันภัยกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท โดยมีเจตนาให้เฉพาะโจทก์ทั้งสองเท่านั้นเป็นผู้รับประโยชน์ มิได้มีเจตนาให้ทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์ด้วย การจ่ายเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวย่อมเป็นไปตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2.8 ที่ระบุว่า ผู้เอาประกันภัยสามารถระบุชื่อผู้รับประโยชน์ได้ เมื่อผู้ได้รับความคุ้มครองเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ใด ๆ ภายใต้ข้อกำหนดกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุนั้น หากมิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ บริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่กองมรดกของผู้ได้รับความคุ้มครอง เมื่อพิจารณาประกอบกับความตอนต้นแห่งกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุให้คำขอเอาประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัยแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่นาย ส. โดยระบุทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์นั้น ไม่ตรงกับเจตนาของนาย ส. และไม่เป็นไปตามข้อสัญญาดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทส่วนที่ระบุผู้รับประโยชน์เป็นทายาทตามกฎหมาย จึงไม่มีผลบังคับและไม่ผูกพันในการกำหนดผู้รับประโยชน์เช่นนั้น กรมธรรม์ประกันภัยส่วนที่กำหนดผู้รับประโยชน์ย่อมต้องถือตามที่ระบุในคำขอเอาประกันภัยของ นาย ส. จำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 889 ม. 891
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น. กับพวก
ผู้ร้องสอด — นาง ก. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวัชรพล หมายสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต ทัศนานุกุลกิจ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2565
#683964
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงที่จะเป็นเหตุบรรเทาโทษนั้น จะต้องให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา การที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบหลักฐานการโอนเงินจากธนาคารเจ้าของบัญชีของจำเลยทั้งสองจนพบการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 กับพวก แม้จำเลยที่ 2 จะไม่เบิกความยอมรับถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ก็ย่อมพิสูจน์ความผิดได้โดยง่าย การเบิกความยอมรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 2 เช่นนั้น ไม่เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุลดโทษให้จำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 92 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 – 3051 - XXXX ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 531/2562 (ที่ถูก อ. 534/2562) ของศาลชั้นต้น และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (3), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 - 3051 - XXXX ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 531/2562 (ที่ถูก อ. 534/2562) ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ดาบตำรวจนพรัตน์ ให้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายพฤหัส และจับกุมนายพฤหัสได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 404 เม็ด ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย นายพฤหัสให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ต่อมาจับกุมจำเลยที่ 1 ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ หลังจากนั้นพันตำรวจโทจำรัส ดำเนินคดีแก่นายพฤหัส นายรัชชานนท์ และจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายพฤหัสแล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งผูกไว้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 - 4812 – xxxx ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งผูกไว้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 - 3051 – xxxx

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า หลังจากนายพฤหัสถูกดาบตำรวจนพรัตน์จับกุมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย นายพฤหัสให้การเกี่ยวกับเรื่องที่สายลับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายพฤหัสไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 รวม 3 ครั้ง โดยครั้งแรกนายพฤหัสให้การในฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 และครั้งที่ 2 กับครั้งที่ 3 ให้การในฐานะเป็นพยานและในฐานะเป็นผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันฟอกเงินเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 20 กันยายน 2562 ตามบันทึกคำให้การของพยานและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งทั้งสามครั้งนายพฤหัสให้การมีใจความสอดคล้องตรงกันว่า วันเกิดเหตุสายลับโอนเงิน 10,000 บาท ให้แก่นายพฤหัสไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 จากนั้นนายพฤหัสโอนเงิน 11,000 บาท จากบัญชีของจำเลยที่ 1 ไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2 เป็นค่าเมทแอมเฟตามีน แล้วจำเลยที่ 2 โอนเงิน 3,000 บาท จากบัญชีของจำเลยที่ 2 กลับคืนไปให้นายพฤหัสในบัญชีเดิมเพื่อเป็นค่าตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ส่วนนายรัชชานนท์ให้การ 2 ครั้ง ในฐานะเป็นพยานและในฐานะเป็นผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันฟอกเงินเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 12 กันยายน 2562 ซึ่งทั้งสองครั้งนายรัชชานนท์ให้การมีใจความสอดคล้องตรงกันว่า วันเกิดเหตุมีการโอนเงิน 7,000 บาท เป็นค่าเมทแอมเฟตามีนไปยังบัญชีของนายรัชชานนท์เพื่อซุกซ่อนไว้ แล้วจำเลยที่ 2 จะไปเอาคืนในภายหลัง แต่นายรัชชานนท์ถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวไปใช้จนหมดเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่พอใจ สำหรับคำให้การครั้งแรกของนายพฤหัสดังกล่าวนั้นส่งผลให้นายพฤหัสถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฟอกเงินในเวลาต่อมา โดยเมื่อนายพฤหัสถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน นายพฤหัสให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว นอกจากนี้ยังได้ความว่า นายพฤหัสเกี่ยวพันเป็นพี่ชายของนายชยพล คนรักของจำเลยที่ 2 และนายรัชชานนท์เกี่ยวพันเป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่านายพฤหัสและนายรัชชานนท์ มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะให้การปรักปรำจำเลยที่ 2 หากไม่เป็นความจริง อีกทั้งนายพฤหัสให้การครั้งแรกในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย อันเป็นเวลาหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน และในข้อหาร่วมกันฟอกเงินนายพฤหัสและนายรัชชานนท์ให้การอีกคนละสองครั้ง มีใจความสอดคล้องตรงกันว่า เงินที่จำเลยที่ 2 โอนไปให้นายพฤหัสและนายรัชชานนท์เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีน ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่เคยโต้แย้งมาก่อนเลยว่าการโอนเงินดังกล่าวเป็นการใช้หนี้ให้แก่บุคคลทั้งสอง ทั้งหากจำเลยที่ 2 เป็นหนี้นายพฤหัสและนายรัชชานนท์จริง ก็ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องปกปิดข้อมูลจนทำให้จำเลยที่ 2 ต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฟอกเงินเช่นนี้ การที่นายพฤหัสและนายรัชชานนท์เพิ่งมาเบิกความกล่าวอ้างในชั้นพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 เป็นหนี้นายพฤหัสและนายรัชชานนท์จึงต้องโอนเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ที่ยืมคืนให้แก่บุคคลทั้งสองนั้น จึงน่าเชื่อว่า เป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 2 ให้พ้นผิดในคดีนี้เสียมากกว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์จึงเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาของศาล และแม้ว่าคำให้การของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์ในชั้นสอบสวนจะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ให้การเพื่อปัดความรับผิดของตน เพียงแต่ให้การในรายละเอียดที่ตนเองประสบมา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 หาได้ห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ดังนี้ แม้ไม่มีพยานโจทก์ปากใดรู้เห็นขั้นตอนในการโอนเงินเข้าบัญชีของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อนำคำซัดทอดของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์มารับฟังประกอบคำพยานโจทก์ปากดาบตำรวจนพรัตน์ผู้จับกุมดำเนินคดีแก่นายพฤหัสและจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษนายพฤหัสและจำเลยที่ 1 แล้ว และจากหลักฐานการโอนเงินทางบัญชีธนาคารที่ดาบตำรวจนพรัตน์ตรวจสอบมีความเชื่อมโยงถึงเรื่องการโอนเงินในวันเกิดเหตุสอดคล้องตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกได้มา ครอบครอง และใช้เงินที่รับโอนมาจากนายพฤหัส โดยรู้ขณะที่ได้มา ครอบครอง และใช้เงินนั้นโดยรู้ว่าเป็นเงินเกี่ยวกับที่นายพฤหัสได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ได้รับโอนเงินดังกล่าวจากนายพฤหัสเพื่อชำระหนี้ค่าพนันฟุตบอลของนายชยพล และจำเลยที่ 2 ได้โอนเงินที่รับมาไปชำระหนี้ให้แก่นายรัชชานนท์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการยืมเงินดังกล่าวมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์เป็นพยานซัดทอดของผู้กระทำความผิดด้วยกันจะรับฟังมาลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ นั้น เห็นว่า ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังคำให้การซัดทอดของผู้กระทำความผิดด้วยกัน ทั้งตามคำให้การของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์ที่ว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 2 มิได้เป็นการซัดทอดให้ตนเองพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการซัดทอดนั้นแต่อย่างใด ทั้งยังมีพยานอื่นของโจทก์ประกอบ จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เพราะจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่ามีการโอนเงิน 11,000 บาท ไปยังบัญชีของตนจริง และจำเลยที่ 2 ได้โอนเงิน 3,000 บาท ไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 และโอนเงิน 7,000 บาท ไปยังบัญชีของนายรัชชานนท์จริง ย่อมเป็นคำรับที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล นั้น เห็นว่า เหตุบรรเทาโทษเพราะจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงนั้นจะต้องให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา การที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบหลักฐานการโอนเงินจากธนาคารเจ้าของบัญชีของจำเลยทั้งสองจนพบการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 กับพวกคดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่เบิกความยอมรับถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ย่อมพิสูจน์ความผิดได้โดยง่าย การเบิกความยอมรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 2 เช่นนั้นไม่เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลดโทษให้จำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายยิ่งยศ สินะสนธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2565
#684731
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถชนท้ายรถซึ่งผู้ตายขับรถแล่นอยู่ในทิศทางเดียวกัน และความประมาทเกิดจากจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว ที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้น นั้น เห็นว่า ผู้ตายเป็นสามีโจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคท้าย มาตรา 438 วรรคหนึ่งและมาตรา 443 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำสืบและอ้างถึงพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่ชอบจะวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยค่าเสียหายส่วนนี้ไป ส่วนค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคหนี่ง บัญญัติให้ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย โดยค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวศาลจะพิจารณาตามสมควรตามความจำเป็น ทั้งพิจารณาตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้รับผิดเต็มวงเงินประกันนั้น เมื่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกินวงเงินความคุ้มครองรวมของทั้ง 2 กรมธรรม์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 402,795.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 304,562.40 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 23,847 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมควร ผู้ตาย จำเลยที่ 2 รับประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 1 ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ในส่วนของประกันภัยภาคบังคับ จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร และในส่วนประกันภัยภาคสมัครใจ จำนวนเงินเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก กรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. 1,000,000 บาท ต่อคน และความเสียหายต่อทรัพย์สิน 5,000,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปตามถนนมิตรภาพจากอำเภอสีคิ้วมุ่งหน้าอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถห้ามล้อได้ทันเป็นเหตุให้ชนท้ายรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่ผู้ตายขับในขณะแล่นอยู่ด้านหน้าในทิศทางเดียวกัน ทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา โดยจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทแต่เพียงฝ่ายเดียว หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มอบเงินช่วยเหลืองานศพให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย 20,000 บาท และจำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 300,000 บาท ให้แก่นางราตรี บุตรของผู้ตายเต็มตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้ว โดยยังมิได้ชำระเงินค่าสินไหมทดแทน ก่อนคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่นางราตรีซึ่งเป็นโจทก์ร่วม 50,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ สำหรับค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลนั้น ศาลชั้นต้นกำหนดค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เป็นเงิน 21,767 บาท คู่ความมิได้อุทธรณ์ ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับฎีกาโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าขาดแรงงาน 750,000 บาท นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ จึงไม่กำหนดค่าขาดแรงงานให้ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แต่ในชั้นฎีกาโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าขาดแรงงานแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์อุทธรณ์ชัดแจ้งแล้วว่า การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายทำให้โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะขอเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 800,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า ที่โจทก์อ้างว่าหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องป่วยซึมเศร้าและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการดังกล่าวนั้น ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายที่จะเรียกได้ อย่างไรก็ตามสามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน เมื่อพิจารณาว่าผู้ตายมีอายุ 77 ปี และประกอบอาชีพเกษตรกร ศาลชั้นต้นจึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์เป็นเงิน 432,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว ต้องมีผู้ดูแล โจทก์สูญเสียคนสำคัญ ไม่อาจคิดเป็นตัวเงินได้ที่โจทก์เรียกร้องมาเหมาะสมแล้วนั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะนั้น เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของโจทก์ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะ โดยอ้างว่าผู้ตายประกอบอาชีพเป็นกำลังหลัก แต่โจทก์กลับต้องสูญเสียคนสำคัญในการอุปการะเลี้ยงชีพ ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการโต้แย้งเพื่อขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเพิ่มขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อผู้ตายซึ่งเป็นสามีโจทก์ ผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนได้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิด รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ต้องเสียหายว่าเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคท้าย มาตรา 438 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 443 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำสืบอาชีพหน้าที่การงานและรายได้ของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตาย ถือว่าได้นำสืบและอ้างในอุทธรณ์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีอันเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาต้องขาดไร้อุปการะแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยค่าเสียหายส่วนนี้โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย พิจารณาฎีกาของโจทก์ประกอบข้อเท็จจริงจากรายได้และอาชีพการงานของผู้ตาย เห็นว่า ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีอายุ 77 ปี แม้อายุมากแต่ขับรถคันเกิดเหตุได้ แสดงว่ายังมีสายตาและสุขภาพแข็งแรง โจทก์นำสืบว่าผู้ตายมีรายได้จากการทำเกษตรปลูกข้าวหอมมะลิ 37 ไร่ มีรายได้ต่อปีประมาณ 1 ล้านบาท ปลูกข้าวโพดอีก 37 ไร่ มีรายได้ต่อปีประมาณ 270,000 บาท รายได้จากการทำเกษตรได้นำฝากธนาคาร ฝ่ายจำเลยไม่นำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์เป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายมีรายได้จากการทำเกษตรจริง พิจารณาทางนำสืบโจทก์ประกอบพฤติการณ์แล้วเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์เป็นเงิน 650,000 บาท ฎีกาโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อมามีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นกับค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ สำหรับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์เสียเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพไปเป็นเงิน 398,450 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายไปจริงและเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดงานศพ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้กระทำละเมิดรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย ซึ่งการกำหนดค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ศาลจะต้องพิจารณาตามสมควร ตามความจำเป็น ทั้งต้องพิจารณาถึงการจัดงานศพตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย เมื่อพิจารณารายการค่าใช้จ่ายในการจัดการศพของผู้ตาย โดยคำนึงถึงข้อพิจารณาต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยแสดงรายละเอียดแยกแยะแต่ละวันและแต่ละรายการที่ใช้จ่ายโดยบางส่วนมีใบเสร็จยืนยัน ฝ่ายจำเลยไม่นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นให้แก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท มานั้นต่ำเกินไป เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท สำหรับค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินรถจักรยานยนต์และส่วนพ่วงข้าง โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 80,000 บาท นั้น โจทก์มีนายสมพร บุตรของผู้ตายเบิกความว่า ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์คิดเป็นราคารถจักรยานยนต์ใหม่ 59,205 บาท และโจทก์เสียเงินค่าซื้อรถพ่วงข้าง 12,000 บาท กับค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 8,795.40 บาท แต่เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถจักรยานยนต์แล้ว ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิงหรือถึงขนาดไม่อาจซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิม เช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่อาจเรียกราคาค่ารถจักรยานยนต์ 59,205 บาท ได้ เมื่อโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถจักรยานยนต์ให้กลับคืนสภาพเดิมเป็นเงิน 8,795.40 บาท และค่ารถพ่วงข้างอีกเป็นเงิน 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,795.40 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายในส่วนของทรัพย์สินรถจักรยานยนต์เป็นค่าซ่อมรถเป็นเงิน 20,795.40 บาท เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายกรณีความเสียหายต่อชีวิต เป็นค่าปลงศพ, ค่ารักษาพยาบาล และค่าขาดไร้อุปการะรวมเป็นเงิน 1,021,767 บาท เมื่อหักเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับชดใช้แล้วเป็นเงิน 370,000 บาท จากค่าเสียหายในส่วนนี้ คงเหลือค่าสินไหมทดแทนกรณีความเสียหายต่อชีวิต 651,767 บาท และความเสียหายต่อทรัพย์สินในส่วนค่าซ่อมรถ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งสองส่วนแก่โจทก์เป็นเงิน 672,562.40 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย 1,000,000 บาท นั้น เมื่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 2 ฉบับรวมกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในส่วนนี้

อนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนมีความผูกพันต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด หากแต่ต้องรับผิดนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ผิดนัด โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 แต่หนังสือทวงถามของโจทก์ไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ จึงเป็นกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายจำเลยที่ 2 ลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อจำเลยที่ 2 รับหนังสือทวงถามในวันที่ 24 เมษายน 2561 แล้วไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 และต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวมาเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 672,562.40 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนทุนทรัพย์ 750,000 บาท ที่ไม่รับวินิจฉัยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 443 ม. 1461
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายไพบูลย์ วิหกหงส์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา