คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1048/2565
#683951
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาค้ำประกันทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ แต่มาตรา 19 บัญญัติว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2560 แต่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 10 เมษายน 2560 ขอให้จำเลยที่ 6 ชำระเงินตามภาระหนี้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นหนังสือบอกกล่าวก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 6 ทราบภายในหกสิบวันนับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 7,399,018 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 6 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ขอให้เรียกบริษัท ก. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 7,399,018 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 ตุลาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 6 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ในส่วนของจำเลยที่ 6 ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้แทน 5,000 บาท ให้จำเลยที่ 6 ใช้แทน 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดในวงเงิน 485,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 6 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคาร ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้สำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินที่ลูกค้าโจทก์นำมาจำนองเป็นประกันเงินกู้กับโจทก์ จำเลยที่ 6 เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงิน 500,000 บาท ตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สิน และหนังสือค้ำประกัน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 1 ประเมินราคาทรัพย์สินรายนางลลิตาพรรณ โดยจำเลยที่ 1 รายงานว่าหลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 22595 เนื้อที่ 1,005.6 ตารางวา เป็นที่ดินเปล่า จำเลยที่ 1 ประเมินราคาที่ดินตารางวาละ 12,000 บาท เป็นเงิน 12,067,200 บาท โจทก์ใช้ราคาประเมินของจำเลยที่ 1 อนุมัติขายที่ดินแปลงดังกล่าวไปในราคา 11,100,000 บาท ต่อมาโจทก์ตรวจสอบหลักประกันย้อนหลังใหม่ในช่วงเวลาเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ประเมินได้ราคาตารางวาละ 20,000 บาท เนื้อที่ 1,005.6 ตารางวา เป็นเงิน 20,112,000 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ประเมินราคาที่ดินต่ำกว่าเกณฑ์ที่โจทก์กำหนด จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของคู่ความดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 6 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 6 ฎีกาใจความว่า ตามหนังสือของโจทก์ลงวันที่ 10 เมษายน 2560 ถึงจำเลยทั้งหก (ที่ถูก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5) ขอให้ชำระค่าเสียหายตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สิน จำเลยที่ 1 ยังไม่ถือว่าผิดนัดจนกว่าจะครบกำหนดระยเวลาตามหนังสือฉบับดังกล่าวดังนั้น หนังสือขอให้ชำระเงินตามภาระหนี้ค้ำประกันฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2560 ที่โจทก์ส่งถึงจำเลยที่ 6 ไปในคราวเดียวกันจึงไม่ใช่หนังสือบอกกล่าวผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันเมื่อลูกหนี้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 โจทก์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 6 ชำระหนี้ก่อนที่จะมีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันตามกฎหมาย กรณียังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ในการฟ้องให้จำเลยที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 นั้น เห็นว่า กรณีจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้วโดยกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือขอให้ชำระค่าเสียหายตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินของโจทก์ ลงวันที่ 10 เมษายน 2560 พร้อมไปรษณีย์ตอบรับ ว่าโจทก์กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ และได้ความจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อต้นเดือนเมษายน 2560 แล้วมีหนังสือโต้ตอบให้โจทก์ทบทวนเรื่องความเสียหาย จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2560 อันเป็นการผิดนัดภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แม้สัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินกับสัญญาค้ำประกัน จะทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ได้บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกัน ให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง-และพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้และจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จึงต้องเป็นไปตามมาตรา 686 วรรคหนึ่งซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด... แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 6 ลงวันที่ 10 เมษายน 2560 ขอให้ชำระเงินตามภาระหนี้ค้ำประกัน โดยหนังสือฉบับดังกล่าวออกไปในคราวเดียวกันกับหนังสือที่แจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระหนี้ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวใด ๆ ไปยังจำเลยที่ 6 อีก กรณีจึงเป็นหนังสือบอกกล่าวที่โจทก์ให้จำเลยที่ 6 ชำระหนี้ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ถือไม่ได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 6 ผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวถึงจำเลยที่ 6 ขอให้ชำระหนี้ค้ำประกันไปในคราวเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวซึ่งมีข้อความแจ้งว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เป็นการบอกกล่าวตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 6 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 6 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 686
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ — นายพฤกษ์ อากาศน่วม
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2565
#684670
เปิดฉบับเต็ม

หากโจทก์ผู้รับจ้างปฏิบัติผิดข้อกำหนดตามที่ระบุในสัญญา จำเลยผู้ว่าจ้างมีสิทธิเรียกค่าปรับได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีที่โจทก์ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้า จึงเข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับและค่าปรับที่จำเลยเรียกจากโจทก์สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่การที่จำเลยคิดค่าปรับจากโจทก์เป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาโดยชอบ เมื่อศาลพิพากษาให้ลดค่าปรับซึ่งเป็นเบี้ยปรับลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้จำเลยต้องคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืน เพราะเป็นฝ่ายผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าปรับ 6,388,850 บาท แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 6,388,850 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ดูแลความสงบเรียบร้อย ป้องกันการโจรกรรม การก่อวินาศกรรม อัคคีภัย และการกระทำใด ๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสถานที่ ทรัพย์สินและบุคคลของจำเลย หรือต่อชีวิต ทรัพย์สินของพนักงานของจำเลย หรือต่อบุคคลภายนอกที่เข้ามาติดต่องานกับจำเลย รวมทั้งจัดการจราจร ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของจำเลย มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2558 จำเลยตกลงให้โจทก์จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยมาปฏิบัติหน้าที่ประจำ ณ สถานประกอบกิจการของจำเลย ในการทำงานตามสัญญาจ้างมีการจัดทำใบลงเวลาการปฏิบัติงานสำหรับพนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2558 จำเลยชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์โดยหักค่าปรับคิดเป็นค่าปรับทั้งสิ้น 8,189,800 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นแรกว่า ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยประเด็นว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง และขอให้คืนเงินในส่วนที่หักค่าปรับไปเกินความเป็นจริง เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้ตั้งประเด็นปัญหาและวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไว้แล้ว ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หน้าที่ 48 บรรทัดที่ 9 ว่า"... ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้องและคิดเกินกว่ากำหนดในสัญญาจ้างนั้น เห็นว่า..." ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นที่สองมีว่า จำเลยคิดค่าปรับโจทก์ถูกต้องหรือไม่ โจทก์มีนายปรีชา ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของโจทก์ มาเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยค้างค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2556 ถึงเดือนมีนาคม 2557 ต่อมาเดือนเมษายน 2557 จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์แต่ไม่ครบตามสัญญา เนื่องจากมีการหักค่าปรับออกจากเงินค่าจ้าง ประมาณเดือนเมษายน 2557 โจทก์ไปพบพนักงานของจำเลย เพื่อขอตรวจสอบเอกสาร พนักงานของจำเลยได้มอบกล่องเอกสารซึ่งมีใบลงเวลาการทำงานของโจทก์บรรจุอยู่ในกล่องดังกล่าวให้พยานตรวจสอบ โดยมีรายละเอียดดังนี้ เดือนสิงหาคม 2556 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 90 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 90,000 บาท สาขานางเลิ้ง 17 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 17,000 บาท สาขาประชาชื่น 26 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 26,000 บาท และส่งตารางเวรล่าช้า 113 วัน คิดค่าปรับวันละ 1,000 บาท รวม 113,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 246,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง ได้แก่ กรณีการส่งตารางเวรล่าช้าเพราะโจทก์ได้ส่งตารางเวรให้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2556 ล่าช้าไป 1 วัน โจทก์พบว่ากรณีลงชื่อไม่ทันที่สาขาบางเขน 81 ผลัด สาขานางเลิ้ง 3 ผลัด และสาขาประชาชื่น 6 ผลัด ไม่ตรงกับที่จำเลยอ้าง เดือนกันยายน 2556 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า โจทก์ส่งตารางเวรล่าช้า 81 วัน คิดค่าปรับวันละ 1,000 บาท รวม 81,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 51 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 51,000 บาท สาขานางเลิ้ง 34 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 34,000 บาท สาขาประชาชื่น 33 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 33,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 2,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 201,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง สำหรับตารางเวรพบว่าโจทก์ได้ส่งตารางเวรให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2556 ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ พบว่า สาขาบางเขน 39 ผลัด สาขานางเลิ้ง 9 ผลัด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด และมีพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด เดือนตุลาคม 2556 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่าโจทก์ส่งตารางเวรล่าช้า 51 วัน คิดค่าปรับวันละ 1,000 บาท รวม 51,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 114 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 144,000 บาท สาขานางเลิ้ง 37 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 37,000 บาท สาขาประชาชื่น 20 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 20,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 223,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง สำหรับตารางเวรโจทก์ได้ส่งตารางเวรให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2556 ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ พบว่า สาขาบางเขน 67 ผลัด สาขานางเลิ้ง 6 ผลัด สาขาประชาชื่น 3 ผลัด และโจทก์ไม่ได้รับแจ้งว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน เดือนพฤศจิกายน 2556 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่าโจทก์ส่งตารางเวรล่าช้า 20 วัน คิดค่าปรับวันละ 1,000 บาท รวม 20,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 150 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 150,000 บาท สาขานางเลิ้ง 66 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 66,000 บาท สาขาประชาชื่น 43 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 43,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 279,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง สำหรับตารางเวรโจทก์ได้ส่งตารางเวรให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2556 ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ พบว่า สาขาบางเขน 69 ผลัด สาขานางเลิ้ง 14 ผลัด สาขาประชาชื่น 4 ผลัด เดือนธันวาคม 2556 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 34 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 34,000 บาท สาขานางเลิ้ง 59 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 59,000 บาท สาขาประชาชื่น 43 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 43,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 9 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 9,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 145,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 8 ผลัด สาขานางเลิ้ง 14 ผลัด สาขาประชาชื่น 8 ผลัด และมีพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด เดือนมกราคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 122 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 122,000 บาท สาขานางเลิ้ง 105 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 105,000 บาท สาขาประชาชื่น 68 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 68,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 296,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 41 ผลัด สาขานางเลิ้ง 28 ผลัด สาขาประชาชื่น 16 ผลัด และมีพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาประชาชื่น 1 ผลัด เดือนกุมภาพันธ์ 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 136 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 136,000 บาท สาขานางเลิ้ง 86 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 86,000 บาท สาขาประชาชื่น 51 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 51,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 7 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 3,500 บาท รวมเป็นค่าปรับ 276,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 38 ผลัด สาขานางเลิ้ง 10 ผลัด สาขาประชาชื่น 4 ผลัด และพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 7 คน เดือนมีนาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 8 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 4,000 บาท ลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 130 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 130,000 บาท สาขานางเลิ้ง 25 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 25,000 บาท สาขาประชาชื่น 53 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 53,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 6 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 6,000 บาท สาขาประชาชื่น 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 219,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบ พบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 8 คน ลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 33 ผลัด สาขานางเลิ้ง 5 ผลัด สาขาประชาชื่น 6 ผลัด และมีพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 6 ผลัด สาขาประชาชื่น 1 ผลัด เดือนเมษายน 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 14 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 7,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 39 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 39,000 บาท สาขานางเลิ้ง 35 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 35,000 บาท สาขาประชาชื่น 4 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 7 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 7,000 บาท สาขานางเลิ้ง 10 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 10,000 บาท สาขาประชาชื่น 97 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 97,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 188 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 188,000 บาท สาขานางเลิ้ง 107 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 107,000 บาท สาขาประชาชื่น 44 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 44,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด เสพสุรา สาขาบางเขน 5 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 5,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่สแกนจุดตรวจ สาขาบางเขน 4 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 400 บาท รวมเป็นค่าปรับ 543,400 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยโจทก์ได้ส่งประวัติและผลการตรวจประวัติอาชญากรของพนักงานรักษาความปลอดภัยให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2556 เนื่องจากตามสัญญาจ้างทำขึ้นวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 และให้ปฏิบัติตามสัญญาในวันที่ 1 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไป ดังนั้น โจทก์จึงมีระยะเวลาไม่เพียงพอที่จะส่งประวัติและผลการตรวจประวัติอาชญากรของพนักงานรักษาความปลอดภัยไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อพิจารณา เป็นเหตุให้โจทก์นำเลขบัตรประจำตัวประชาชนของพนักงานรักษาความปลอดภัยไปตรวจสอบที่สถานีตำรวจนครบาลในกรุงเทพมหานครและโจทก์แจ้งเรื่องดังกล่าวให้จำเลยทราบ ซึ่งจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ตรวจสอบประวัติและผลการตรวจประวัติอาชญากรของพนักงานรักษาความปลอดภัยเบื้องต้นที่สถานีตำรวจนครบาลในกรุงเทพมหานครก่อน ต่อมาเมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบประวัติอาชญากรของพนักงานรักษาความปลอดภัยแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะแจ้งผลการตรวจสอบโดยให้โจทก์ไปรับเอกสารการตรวจสอบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2557 จากนั้นวันที่ 27 สิงหาคม 2557 โจทก์ส่งเอกสารการตรวจประวัติอาชญากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้แก่จำเลย โดยในระหว่างสัญญามีพนักงานรักษาความปลอดภัยลาออกและมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคนใหม่มาปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งโจทก์ได้ตรวจสอบประวัติของพนักงานรักษาความปลอดภัยคนใหม่และนำส่งประวัติและผลการตรวจประวัติอาชญากรของพนักงานรักษาความปลอดภัยคนใหม่ให้แก่จำเลยทุกครั้ง และโจทก์ตรวจสอบพบว่า มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 14 คน ลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 59 ผลัด สาขานางเลิ้ง 44 ผลัด สาขาประชาชื่น 7 ผลัด และไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด เสพสุรา สาขาบางเขน แต่โจทก์ได้รับแจ้งว่า พนักงานไม่สแกนจุดตรวจ สาขาบางเขน 4 จุด เดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 1 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 9 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 9,000 บาท สาขานางเลิ้ง 33 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 33,000 บาท สาขาประชาชื่น 35 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 35,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 30 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 30,000 บาท สาขานางเลิ้ง 58 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 58,000 บาท สาขาประชาชื่น 95 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 95,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 137 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 137,000 บาท สาขานางเลิ้ง 97 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 97,000 บาท สาขาประชาชื่น 39 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 39,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 15 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 15,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 548,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 1 คน เดือนกรกฎาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 7 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 3,500 บาท สาขาประชาชื่น 1 คน เป็นเงิน 500 บาท ไม่ทำประวัติส่งสาขาบางเขน 27 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 27,000 บาท สาขานางเลิ้ง 98 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 98,000 บาท สาขาประชาชื่น 93 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 93,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 43 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 43,000 บาท สาขานางเลิ้ง 60 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 60,000 บาท สาขาประชาชื่น 92 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 92,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 77 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 77,000 บาท สาขานางเลิ้ง 58 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 58,000 บาท สาขาประชาชื่น 5 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 5,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 7 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 7,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 564,000 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 54 ผลัด สาขานางเลิ้ง 44 ผลัด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด และโจทก์ไม่ได้รับแจ้งการละทิ้งจุด สาขาบางเขน เดือนสิงหาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 2 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 1,000 บาท สาขาประชาชื่น 3 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 1,500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 58 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 58,000 บาท สาขานางเลิ้ง 110 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 110,000 บาท สาขาประชาชื่น 92 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 92,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขานางเลิ้ง 62 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 62,000 บาท สาขาประชาชื่น 120 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 120,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 89 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 89,000 บาท สาขานางเลิ้ง 91 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 91,000 บาท สาขาประชาชื่น 13 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 13,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 637,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 85 ผลัด สาขานางเลิ้ง 78 ผลัด สาขาประชาชื่น 1 ผลัด เดือนกันยายน 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 7 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 3,500 บาท สาขาประชาชื่น 12 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 6,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 56 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 56,000 บาท สาขานางเลิ้ง 52 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 52,000 บาท สาขาประชาชื่น 66 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 66,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 21 คน ปรับคนละ 1,000 บาท รวม 21,000 บาท สาขานางเลิ้ง 56 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 56,000 บาท สาขาประชาชื่น 60 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 60,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 193 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 193,000 บาท สาขานางเลิ้ง 78 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 78,000 บาท สาขาประชาชื่น 26 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 26,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 617,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 167 ผลัด สาขานางเลิ้ง 52 ผลัด สาขาประชาชื่น 3 ผลัด เดือนตุลาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาบางเขน 1 คน ค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 500 บาท สาขานางเลิ้ง 8 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 4,000 บาท สาขาประชาชื่น 2 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 1,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 54 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 54,000 บาท สาขานางเลิ้ง 29 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 29,000 บาท สาขาประชาชื่น 31 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 31,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 4 คน ปรับคนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท สาขานางเลิ้ง 55 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 55,000 บาท สาขาประชาชื่น 58 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 58,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 61 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 61,000 บาท สาขานางเลิ้ง 47 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 47,000 บาท สาขาประชาชื่น 20 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 20,000 บาท ละทิ้งจุด สาขาบางเขน 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 365,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 61 ผลัด สาขานางเลิ้ง 32 ผลัด สาขาประชาชื่น 1 ผลัด และโจทก์ไม่ได้รับแจ้งการละทิ้งจุด สาขาบางเขน เดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 5 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 2,500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 51 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 51,000 บาท สาขานางเลิ้ง 3 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 3,000 บาท สาขาประชาชื่น 51 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 51,000 บาท ไม่ส่งผลตรวจประวัติอาชญากร สาขาบางเขน 30 คน ปรับคนละ 1,000 บาท รวม 30,000 บาท สาขาประชาชื่น 60 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 60,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 34 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 34,000 บาท สาขานางเลิ้ง 43 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 43,000 บาท สาขาประชาชื่น 27 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 27,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 301,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 34 ผลัด สาขานางเลิ้ง 21 ผลัด เดือนธันวาคม 2557 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 4 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 2,000 บาท สาขานางเลิ้ง 3 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 1,500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 30 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 30,000 บาท สาขานางเลิ้ง 5 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 5,000 บาท สาขาประชาชื่น 67 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 67,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 85 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 85,000 บาท สาขานางเลิ้ง 41 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 41,000 บาท สาขาประชาชื่น 15 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 15,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 2 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 2,000 บาท ไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 14 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 1,400 บาท รวมเป็นค่าปรับ 249,900 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 81 ผลัด สาขานางเลิ้ง 28 ผลัด สาขาประชาชื่น 8 ผลัด และได้รับแจ้งการละทิ้งจุด สาขาบางเขน 1 ผลัด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน เดือนมกราคม 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 21 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 10,500 บาท สาขานางเลิ้ง 5 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 2,500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 4 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท สาขานางเลิ้ง 27 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 27,000 บาท สาขาประชาชื่น 24 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 24,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 63 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 63,000 บาท สาขานางเลิ้ง 98 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 98,000 บาท สาขาประชาชื่น 24 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 24,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยหลับ ละทิ้งจุด สาขาบางเขน 3 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 3,000 บาท สาขานางเลิ้ง 6 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 6,000 บาท ไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 16 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 1,600 บาท รวมเป็นค่าปรับ 269,600 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 53 ผลัด สาขานางเลิ้ง 49 ผลัด สาขาประชาชื่น 14 ผลัด พนักงานรักษาความปลอดภัยหลับ ละทิ้งจุด สาขาบางเขน 1 ผลัด สาขานางเลิ้ง 3 ผลัด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน เดือนกุมภาพันธ์ 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 14 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 7,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 1 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท สาขานางเลิ้ง 13 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 13,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 61 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 61,000 บาท สาขานางเลิ้ง 46 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 46,000 บาท สาขาประชาชื่น 10 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 10,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยหลับ ละทิ้งจุด สาขาบางเขน 2 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 2,000 บาท สาขานางเลิ้ง 8 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 8,000 บาท ไม่ไปตรวจจุดสาขาบางเขน 22 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 2,200 บาท รวมเป็นค่าปรับ 150,200 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 54 ผลัด สาขานางเลิ้ง 15 ผลัด สาขาประชาชื่น 2 ผลัด พนักงานรักษาความปลอดภัยหลับ ละทิ้งจุด สาขาบางเขน 2 ผลัด สาขานางเลิ้ง 8 ผลัด และไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน 22 จุด เดือนมีนาคม 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยมีประวัติอาชญากรสาขานางเลิ้ง 1 คน ปรับ 1,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 26 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 13,000 บาท สาขานางเลิ้ง 2 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 1,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขาบางเขน 6 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 6,000 บาท สาขานางเลิ้ง 31 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 31,000 บาท สาขาประชาชื่น 3 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 3,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 95 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 95,000 บาท สาขานางเลิ้ง 34 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 34,000 บาท สาขาประชาชื่น 46 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 46,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 3 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 3,000 บาท สาขาประชาชื่น 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท ไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 54 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 5,400 บาท รวมเป็นค่าปรับ 239,400 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 95 ผลัด สาขานางเลิ้ง 27 ผลัด สาขาประชาชื่น 13 ผลัด ไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน 54 จุด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการละทิ้งจุดทั้งสาขาบางเขนและสาขาประชาชื่น เดือนเมษายน 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยมีประวัติอาชญากร สาขานางเลิ้ง 1 คน ปรับ 1,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 15 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 7,500 บาท สาขานางเลิ้ง 8 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 4,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขานางเลิ้ง 30 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 30,000 บาท สาขาประชาชื่น 2 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 2,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 161 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 161,000 บาท สาขานางเลิ้ง 104 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 104,000 บาท สาขาประชาชื่น 71 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 71,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 4 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท สาขานางเลิ้ง 1 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 1,000 บาท ไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน 116 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 11,600 บาท รวมเป็นค่าปรับ 397,100 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 154 ผลัด สาขานางเลิ้ง 84 ผลัด สาขาประชาชื่น 25 ผลัด และโจทก์ไม่ได้รับแจ้งการละทิ้งจุดทั้งสาขาบางเขนและสาขานางเลิ้งและไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน เดือนพฤษภาคม 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 16 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 8,000 บาท สาขานางเลิ้ง 3 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 1,500 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขานางเลิ้ง 14 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 14,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 86 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 86,000 บาท สาขานางเลิ้ง 78 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 78,000 บาท สาขาประชาชื่น 14 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 14,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 36 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 3,600 บาท รวมเป็นค่าปรับ 205,100 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้งและสาขาประชาชื่น โจทก์นำส่งประวัติและผลตรวจประวัติอาชญากรครบถ้วน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 82 ผลัด สาขานางเลิ้ง 51 ผลัด สาขาประชาชื่น 6 ผลัด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน เดือนมิถุนายน 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถวสาขาประชาชื่น 6 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 3,000 บาท ลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 70 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 70,000 บาท สาขานางเลิ้ง 36 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 36,000 บาท ไม่ทำประวัติส่ง สาขานางเลิ้ง 30 คน คิดค่าปรับคนละ 1,000 บาท รวม 30,000 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยละทิ้งจุด สาขาบางเขน 3 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 3,000 บาท ไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 31 จุด คิดค่าปรับจุดละ 1,000 บาท รวม 31,000 บาท รวมเป็นค่าปรับ 140,100 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 6 คน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 70 ผลัด สาขานางเลิ้ง 15 ผลัด สาขาประชาชื่น 6 ผลัด และโจทก์ได้รับแจ้งการละทิ้งจุด สาขาบางเขน 3 ผลัด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน เดือนกรกฎาคม 2558 จำเลยคิดค่าปรับอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขาประชาชื่น 9 คน ปรับคนละ 500 บาท รวม 4,500 บาท สาขานางเลิ้ง 3 คน คิดค่าปรับคนละ 500 บาท รวม 1,500 บาท พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 225 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 225,000 บาท สาขานางเลิ้ง 166 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 166,000 บาท สาขาประชาชื่น 83 ผลัด คิดค่าปรับผลัดละ 1,000 บาท รวม 83,000 บาท ไม่ไปตรวจจุด สาขาบางเขน 15 จุด คิดค่าปรับจุดละ 100 บาท รวม 1,500 บาท รวมเป็นค่าปรับ 481,500 บาท แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่มารวมแถว สาขานางเลิ้ง 3 คน สาขาประชาชื่น 9 คน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อไม่ทัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ สาขาบางเขน 220 ผลัด สาขานางเลิ้ง 140 ผลัด สาขาประชาชื่น 25 ผลัด แต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งการไม่ตรวจจุด สาขาบางเขน ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2557 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ (ที่ถูกน่าจะเป็นโจทก์มีหนังสือถึงจำเลย) ขอทราบรายละเอียดค่าปรับ และวันที่ 26 ธันวาคม 2557 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลย ขอให้พิจารณาลดค่าปรับ จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ให้ยืนยันที่จะทำสัญญาต่อไป โดยขอให้โจทก์มีหนังสือแจ้งยินยอมเสียค่าปรับให้แก่จำเลยโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มีหนังสือโต้แย้งค่าปรับและสงวนสิทธิ์บอกเลิกสัญญาจ้างไปยังจำเลย วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มีหนังสือขอตรวจสอบข้อมูลค่าปรับ โจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารที่จำเลยให้ตรวจสอบไม่มีรายละเอียดกลับเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้น จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง และสูงกว่าค่าแรงพนักงานของโจทก์รายวัน วันละ 610 บาท พยานตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิหักค่าปรับออกจากค่าจ้างได้ตามสัญญาข้อ 5 เรื่องบทปรับ ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2557 และ 4 สิงหาคม 2558 ที่โจทก์มีไปถึงจำเลยเป็นเรื่องขอความอนุเคราะห์ทบทวนค่าปรับและปัญหาของโจทก์ในการจัดการพนักงานรักษาความปลอดภัย ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่า จำเลยคิดค่าปรับไม่ถูกต้อง ส่วนหนังสือเอกสารท้าย ลงวันที่ 4 กันยายน 2558 ก็เป็นเรื่องขอลดค่าปรับและละเว้นค่าปรับเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพนักงานของโจทก์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานโจทก์จะต้องลงลายมือชื่อในใบลงเวลาการทำงาน ณ สถานประกอบการของจำเลย ซึ่งมีอยู่สองแบบ แบบแรกเป็นใบลงเวลาของโจทก์ แบบที่สองเป็นใบลงเวลาของจำเลยที่จำเลยให้โจทก์ทำ สาขาต่าง ๆ ของจำเลยจะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ประจำอยู่ และมีหัวหน้าชุดกำกับดูแล โจทก์ไม่เคยโต้แย้งการตรวจรับงานของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุของจำเลย เพียงแต่โจทก์ขอความเป็นธรรมในการพิจารณาเรื่องค่าปรับ ทุกครั้งที่จำเลยปรับโจทก์ จำเลยจะมีใบเสร็จรับเงินให้ทุกเดือน รวม 24 เดือน ส่วนโจทก์ก็ส่งใบแจ้งหนี้หรือใบวางบิลให้แก่จำเลยทุกงวด เพื่อให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจสอบ เมื่อจำเลยโอนเงินให้โจทก์ทุกงวด โจทก์ก็จะออกใบเสร็จรับเงินตามที่จำเลยโอนให้แก่โจทก์ทุกครั้ง หนังสือที่โจทก์มีไปถึงจำเลยทุกฉบับไม่เคยโต้แย้ง ใบลงเวลาการทำงานของพนักงานโจทก์ทั้ง 2 ชุด ตามสำเนาใบลงเวลาการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ไม่สามารถจะรู้ได้ว่า มีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ละทิ้งจุดประจำหรือไม่ นายสุพจน์ พนักงานโจทก์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จะมีหัวหน้าชุดของโจทก์และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยเป็นผู้ควบคุมการลงลายมือชื่อ จากนั้นสายตรวจของโจทก์จะไปรับใบลงเวลามาให้พยาน แล้วรวบรวมส่งให้โจทก์ เมื่อโจทก์ตรวจสอบถูกต้องแล้วทำใบวางบิลส่งให้จำเลย ในความเป็นจริงการคิดค่าปรับจะยึดถือใบลงเวลาการทำงานเป็นหลัก แต่เมื่อพยานไปขอตรวจใบลงเวลาจากที่ทำการของจำเลยเพื่อเปรียบเทียบ แต่พนักงานของจำเลยไม่ให้พยานตรวจ พยานจึงไม่สามารถทราบสาเหตุได้ว่าเหตุใดจึงไม่ตรงกัน ส่วนจำเลยมีนายธรรมนูญ ผู้รับมอบอำนาจช่วงมาเบิกความเป็นพยานว่า พยานมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการจัดซื้อจัดจ้างของจำเลยมีหน้าที่ดูแลการจัดซื้อจัดจ้างของจำเลย การปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ มีการลงเวลาไว้ เมื่อเดือนสิงหาคม 2556 โจทก์ไม่ส่งตารางเวรและพนักงานของโจทก์ลงชื่อไม่ทันปฏิบัติหน้าที่ จึงถูกจำเลยปรับเป็นเงิน 246,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเป็นต้นมาเป็นเหตุให้จำเลยปรับโจทก์ทุกงวด ซึ่งค่าปรับนั้นเป็นไปตามที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับมอบงาน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 และวันที่ 28 ธันวาคม 2557 โจทก์มีหนังสือขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับค่าปรับมายังจำเลย โดยส่งเจ้าหน้าที่มาประสานงานกับจำเลย จำเลยมอบเอกสารให้แก่พนักงานโจทก์ตรวจสอบและยินยอมให้คัดถ่ายเอกสาร ซึ่งตรงกับเอกสารของโจทก์ โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียว และไม่เคยส่งให้จำเลยตลอดอายุสัญญา พยานตอบคำถามที่ทนายจำเลยถามติงว่า การตรวจสอบเกี่ยวกับการคิดคำนวณค่าปรับจะต้องผ่านถึง 3 ขั้นตอน คือขั้นตอนแรกผ่านจากเจ้าหน้าที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยของจำเลยในการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ จากนั้นจะถูกตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ และขั้นตอนสุดท้ายจะถูกตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจรับมอบงานของจำเลย จากนั้นจะมีการบันทึก แล้วมาถึงพยานจึงเป็นเหตุให้เชื่อมั่นได้ว่าข้อมูลถูกต้อง นอกจากนี้พนักงานประสานงานของโจทก์ก็อยู่ร่วมด้วยในการตรวจรับมอบงานทุกครั้ง และไม่เคยโต้แย้งการตรวจรับมอบงานของจำเลยว่าไม่ถูกต้อง นายชวรินทร์ พนักงานของจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานเป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุการจ้าง พยานเป็นคนทำบันทึก โจทก์ไม่เคยโต้แย้งเกี่ยวกับการที่คณะกรรมการตรวจรับมอบงานคิดค่าปรับโจทก์ พยานตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบรวมถึงเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยแล้วเปรียบเทียบกับใบสรุปที่กลุ่มงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยจัดทำว่า โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนหรือไม่ เห็นว่า ทางพิจารณาโจทก์เองก็ยอมรับว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยครบถ้วนและพนักงานโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ทุกเดือน และถูกจำเลยปรับตามสัญญาเรื่องบทปรับ ข้อ 5 มาตลอดจนสิ้นสุดสัญญาเรื่องบทปรับรวม 24 เดือน การชำระค่าปรับโดยผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักจากเงินค่าจ้างเป็นรายงวดทันทีตามสัญญาเรื่องบทปรับข้อ 5 วรรคท้าย จำเลยก็ออกใบเสร็จรับเงินค่าปรับให้โจทก์ทุกครั้ง ก่อนมีการจ่ายค่าจ้างให้โจทก์จะต้องมีการวางบิลให้คณะกรรมการตรวจการจ้างรับมอบงานให้โจทก์ตรวจสอบความถูกต้องก่อน โจทก์ได้รับค่าจ้างครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2557 ก็ปรากฏรายละเอียดในการคิดค่าปรับของจำเลยแต่ละรายการซึ่งโจทก์ก็ยอมรับว่าในเดือนเดียวกันนั้นโจทก์เคยไปขอตรวจสอบความถูกต้อง น่าเชื่อว่าโจทก์น่าจะขอตรวจสอบจากบันทึกการคำนวณค่าปรับของจำเลยได้ ทั้งโจทก์มีใบลงเวลาของพนักงานโจทก์ซึ่งสามารถตรวจสอบก่อนวางบิลทุกเดือนได้อยู่แล้ว หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็น่าจะโต้แย้งมาตั้งแต่ตอนที่ถูกหักค่าปรับตอนแรก ตามบันทึกของคณะกรรมการตรวจรับระบุถึงรายละเอียดการรับมอบงาน การคิดคำนวณค่าปรับไว้ทุกงวดงาน โดยจำเลยมีนายชวรินทร์ พยานจำเลยมาเบิกความถึงวิธีปฏิบัติ และขั้นตอนปฏิบัติมีเหตุผลน่าเชื่อถือ สำหรับเอกสารคือใบลงเวลาปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ซึ่งมีอยู่ 2 ชุด โดยโจทก์เก็บไปชุดหนึ่งและจำเลยเก็บไว้ชุดหนึ่ง พยานโจทก์ก็ยอมรับว่าเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นแล้วมอบให้จำเลย จากการตรวจดูก็ปรากฏหัวกระดาษเป็นชื่อของบริษัทโจทก์ซึ่งก็ตรงกับที่โจทก์นำสืบ ความข้อนี้เจือสมกับที่จำเลยนำสืบ เมื่อพนักงานของโจทก์ไปขอตรวจสอบ จำเลยยินยอมให้โจทก์ตรวจสอบและยอมให้คัดถ่ายสำเนาไป เมื่อพิจารณาประกอบแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องของการคิดค่าปรับของจำเลย คงปรากฏแต่เพียงว่า ขอให้จำเลยลดค่าปรับหรือละเว้นค่าปรับและให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ ที่นายปรีชาพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยคำนวณไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเป็นอย่างที่โจทก์นำสืบ แต่นายปรีชาก็ไม่อธิบายถึงรายละเอียดในเอกสารว่าจุดไหนถูกอย่างไร ไม่ถูกอย่างไร นายสุพจน์พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็ยอมรับว่า ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมใบลงเวลาของโจทก์คิดไม่ตรงกับที่จำเลยคิด นอกจากนี้โจทก์ก็มิได้จัดทำเอกสารให้ชัดแจ้งว่า ใครเป็นผู้คิดคำนวณให้กับโจทก์ พนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ที่เกี่ยวข้อง โจทก์ก็มิได้นำมาสืบสนับสนุน ก็เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียว ซึ่งจำเลยไม่ยอมรับ จึงไม่น่าเชื่อถือ ส่วนพยานจำเลยมีทั้งผู้บริหารและคณะกรรมการตรวจรับมอบงานมาเบิกความประกอบเอกสารมีเหตุผลน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักกว่าพยานหลักของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยคิดค่าปรับโจทก์ไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ปัญหาประเด็นสุดท้ายมีว่า โจทก์ขอลดค่าปรับได้หรือไม่นั้น ตามสัญญาจ้าง กำหนดว่า หากโจทก์ผู้รับจ้างปฏิบัติผิดข้อกำหนดตามที่ระบุในสัญญา จำเลยผู้ว่าจ้างมีสิทธิเรียกค่าปรับได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีที่โจทก์ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้า จึงเข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้... เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป" ซึ่งโจทก์นำสืบว่า หลังจากที่จำเลยชำระค่าจ้างเมื่อเดือนเมษายน 2557 โจทก์ตรวจสอบพบว่าเงินที่จำเลยชำระค่าจ้างไม่ครบตามสัญญา โดยจำเลยหักเงินค่าปรับออกจากเงินค่าจ้างและโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีโจทก์ วันที่ 20 สิงหาคม 2557 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอทราบรายละเอียดค่าปรับ และโจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ขอให้จำเลยลดค่าปรับ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอให้ยืนยันที่จะให้บริการรักษาความปลอดภัยของธนาคารตามสัญญาต่อไป โดยขอให้โจทก์มีหนังสือแจ้งยินยอมเสียค่าปรับให้แก่จำเลยโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มีหนังสือโต้แย้งค่าปรับและสงวนสิทธิ์บอกเลิกสัญญาจ้างไปยังจำเลย โดยมีข้อความระบุว่าไม่ยินยอมเสียค่าปรับที่จำเลยหักออกจากค่าจ้าง นอกจากนี้โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยพิจารณาลดค่าปรับให้แก่โจทก์ เห็นว่า หลังจากจำเลยโอนเงินค่าจ้างซึ่งหักค่าปรับแล้วให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยลดค่าปรับและงดเว้นค่าปรับตลอดมา โดยการชำระค่าปรับจำเลยได้ใช้วิธีหักเอาจากเงินค่าจ้างตามงวดงาน อีกทั้งเมื่อจำเลยขอให้โจทก์มีหนังสือยินยอมชำระค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไข โจทก์ก็มีหนังสือโต้แย้งทันที พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ยินยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยตามที่จำเลยเรียกมา แม้นายปรีชา พนักงานโจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยมีสิทธิหักค่าปรับออกจากค่าจ้างได้ตามสัญญาข้อ 5 เรื่องบทปรับ ก็ตาม แต่จะถือว่าโจทก์ยินยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยอันจะเป็นเหตุให้สิทธิเรียกร้องขอลดค่าปรับเป็นอันขาดไป ตามที่บัญญัติในมาตรา 383 วรรคหนึ่งหาได้ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิขอลดค่าปรับได้ ซึ่งโจทก์นำสืบว่า อัตราค่าปรับรายวันตามสัญญาจ้างวันละ 1,000 บาท สูงกว่าค่าจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ ซึ่งโจทก์จ่ายวันละ 610 บาท จึงถือว่า เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนั้น เห็นว่า จำเลยคิดค่าปรับจากโจทก์ทุกเดือนตลอดระยะเวลาตามสัญญา 2 ปี รวมเป็นเงิน 8,189,800 บาท โดยจำเลยมิได้นำสืบให้ปรากฏว่า จำเลยเสียหายเต็มตามจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญา กลับปรากฏในหนังสือ ที่โจทก์มีถึงจำเลยว่าระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ปรากฏความเสียหายหรืออันตรายใด ๆ ต่อสถานที่ ทรัพย์สิน พนักงานธนาคาร หรือบุคคลภายนอกที่มาติดต่อกับธนาคารแต่อย่างใด ซึ่งจำเลยก็มิได้นำสืบโต้แย้ง กรณีจึงเห็นว่าค่าปรับที่จำเลยเรียกจากโจทก์นั้นสูงเกินส่วน ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยแล้ว เห็นควรลดค่าปรับลงคงเหลือ 4,630,000 บาท ดังนั้นจำเลยต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,559,800 บาท ส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยคิดค่าปรับจากโจทก์นั้นเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาโดยชอบ เมื่อศาลพิพากษาให้ลดค่าปรับซึ่งเป็นเบี้ยปรับลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้จำเลยต้องคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืน เพราะเป็นฝ่ายผิดสัญญา

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,559,800 บาท แก่โจทก์ โดยไม่ต้องชำระดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรักษาความปลอดภัย อ.
จำเลย — ธนาคาร พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอรพิน พรแสงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ เชียงปวน
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1042/2565
#684773
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญเพื่อแสวงหากำไรจากการไถ่ถอนการจำนองที่ดิน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 รับผิดชอบเงินทุนรวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คนละกึ่งหนึ่งเท่า ๆ กัน กำไรที่ได้จากการขายที่ดินหลังจากหักเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายแล้วแบ่งปันกันคนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายและเงินลงทุนไปก่อน โจทก์และจำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดิน 24 แปลง คือ ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 และลำดับที่ 29 ถึง 31 พฤติการณ์ที่โจทก์โอนที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อหักกลบลบหนี้กับเงินลงทุน หนี้สินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้ออกทดรองไปก่อน ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเลิกห้างหุ้นส่วนต่อกันแล้ว และเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันแทนการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จัดการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญ และไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เลิกกันและมีการจัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แทนการชำระบัญชี การที่จำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 ร่วมกับโจทก์นั้น เป็นการถือกรรมสิทธิ์ในฐานะเจ้าของรวม จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิจำหน่ายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยที่ 4 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่กระทบกรรมสิทธิ์ส่วนที่เป็นของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญร่วมกันจนเสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 23,413,185 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 983, 22557, 22558 (ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10) คืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 17,715,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3361, 50724 (17769) (ที่ถูก 50727 เดิม 17769), 22516 (ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31) ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 และที่ 4 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 และให้นำที่ดินดังกล่าวมาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลกันเอง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้หลังหักค่าใช้จ่ายมาแบ่งกันคนละครึ่ง

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกัน โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจนเสร็จสิ้นส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3361, 50724 (ที่ถูก 50727 เดิม 17769) และ 22516 ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แบ่งกันคนละครึ่ง หากไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1และหากยังไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยวิธีใด ๆ ให้นำที่ดินทั้งสามโฉนดดังกล่าวออกขายทอดตลาด นำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้มีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และคำขอให้ทำการชำระบัญชีของหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวกับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่ไม่ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3361, 50727 (เดิม 17769) และ 22516 ให้โจทก์และจำเลยที่ 4 แบ่งกันคนละครึ่ง หากไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 4 และหากยังไม่สามารถแบ่งกันได้ให้นำที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาด นำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นาย ว. ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรจำเลยที่ 1 ปี 2544 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญเพื่อแสวงหากำไรจากการไถ่ถอนการจำนองที่ดินลำดับที่ 1 ถึง 46 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ห. และบริษัท ร. จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่บริษัท ง. ต่อมากองทุนรวม บ. ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ดังกล่าว โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประมูลชำระหนี้ดังกล่าวได้ในวงเงิน 52,000,000 บาท และจะจำหน่ายที่ดินดังกล่าวนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่กองทุนรวม บ. แทนบริษัท ห. และบริษัท ร. โดยบริษัททั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์และจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบเงินทุนรวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คนละกึ่งหนึ่งเท่า ๆ กัน กำไรที่ได้จากการขายที่ดินหลังจากหักเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายแล้วแบ่งปันกันคนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายและเงินลงทุนไปก่อน โจทก์และจำเลยที่ 1 ขายที่ดินลำดับที่ 1 ถึง 7 และลำดับที่ 32 ถึง 45 นำเงินไปชำระหนี้ให้กองทุนรวม บ. จนครบถ้วน คงเหลือที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 983, 22557 และ 22558 ที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 7067, 35719 ถึง 35726, 7640 และ 35711 ถึง 35718 และที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3361, 50727 (เดิม 17769) และ 22516 ปี 2546 บริษัท ห. และบริษัท ร. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 24 แปลง ดังกล่าว ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกัน ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2557 โจทก์ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 ส่วนของโจทก์ โดยที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 โอนให้จำเลยที่ 3 ที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 โอนให้จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 ขายที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่บริษัท ล. และจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 ส่วนของตนให้จำเลยที่ 4 ส่วนที่ดินลำดับที่ 46 เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ห. และบริษัท ร.

ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ให้แก่จำเลยที่ 3 และลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่จำเลยที่ 1 จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 แก่โจทก์ นั้น เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่า โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ให้แก่จำเลยที่ 3 และลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่จำเลยที่ 1 จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 แก่โจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ซึ่งมิได้กล่าวในฟ้อง จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจัดการชำระบัญชีหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และมีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งหรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปคราวเดียวกันโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 31 โจทก์และจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมกันมาตั้งแต่ปี 2546 แต่ยังขายไม่ได้ จึงยังไม่มีการชำระบัญชีต่อกันเมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2546 จำเลยที่ 1 ได้มาแจ้งโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ตรวจดูรายการใช้จ่ายที่ลงบัญชีไว้ในโครงการร่วมทุนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ออกเงินทุนและค่าใช้จ่ายเกินไปประมาณ 8,000,000 บาท ในขณะที่ที่ดินส่วนที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมกันยังขายไม่ได้ เพื่อความมั่นใจจำเลยที่ 1 จึงขอให้โจทก์ออกเช็คเป็นหลักประกันจำนวน 8,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ โจทก์เห็นว่าเพื่อความสบายใจของจำเลยที่ 1 ประกอบกับโจทก์เคยออกเช็คเป็นหลักประกันการร่วมทุนการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ขายที่ซอยพาณิชยการธนบุรี จำนวน 2,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ซึ่งมีการชำระบัญชีในโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ได้คืนเช็คฉบับดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์จึงออกเช็ค จำนวนเงิน 8,000,000 บาท โดยไม่ลงวันที่สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นหลักประกันจนกว่าจะมีการขายที่ดินส่วนที่เหลือและชำระบัญชีกัน จำเลยที่ 1 จึงจะคืนเช็คให้ จนกระทั่งเมื่อประมาณต้นปี 2557 จำเลยที่ 1 อ้างว่ากิจการค้าข้าวของครอบครัวจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ต้องใช้เงินมาหมุนเวียนกิจการค้า เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบายรับจำนำข้าว ชาวนาจึงนำข้าวไปจำนำไว้แก่โรงสีที่ร่วมโครงการกับรัฐบาล ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถซื้อข้าวสารจากโรงสีมาบรรจุถุงขายได้ และจำเลยที่ 1 บอกโจทก์ว่าได้ติดต่อขายที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 ให้แก่บุคคลภายนอกไว้แล้ว แต่ต้องทำการรังวัดและทำเรื่องรวมโฉนดที่ดินซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานและต้องเดินทางไปยื่นเรื่องราวต่าง ๆ ที่สำนักงานที่ดินหลายครั้ง เพื่อความสะดวกในการรังวัดรวมโฉนดที่ดิน ขอให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ในที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียวไว้ก่อน โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เองทั้งหมด เมื่อรังวัดแบ่งแยกและขายที่ดินได้แล้ว จึงจะทำการคิดบัญชีกันโจทก์รู้จักจำเลยที่ 1 มานานหลายสิบปี ประกอบกับกิจการค้าข้าวของจำเลยที่ 1 ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และยังมีที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันซึ่งยังขายไม่ได้อีก 3 แปลง โจทก์หลงเชื่อจึงตกลงช่วยเหลือ โดยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 โจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ขอให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ส่วนที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเช่นกัน หลังจากโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้ติดตามทวงถามเรื่องการรังวัดรวมโฉนดและการขายที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 1 แจ้งว่า ต้องใช้เวลาในการรังวัดและรวมโฉนด เมื่อดำเนินการเสร็จและขายได้แล้วจะแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อคิดบัญชีระหว่างหุ้นส่วนต่อไป ส่วนจำเลยทั้งสี่มีจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า ระหว่างการทำโครงการซื้อขายที่ดิน เมื่อโจทก์ขัดสนทางการเงินที่ใช้หมุนเวียนในธุรกิจของตนเอง ก็มักหยิบยืมเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นประจำ การยืมเงินแต่ละครั้งไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ แต่ใช้วิธีจดบันทึกไว้จนเมื่อการกู้ยืมเงินมีจำนวนมากถึง 2,000,000 บาท และ 8,000,000 บาท โจทก์จึงได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 2,000,000 บาท และ 8,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อยึดถือไว้และเมื่อต้องการจะนำไปเรียกเก็บเงินให้จำเลยที่ 1 ลงวันที่ในเช็คเองได้ จำเลยที่ 1 เก็บเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวไว้โดยยังไม่นำมาลงวันที่เพื่อเรียกเก็บเงิน ประกอบกับจำเลยที่ 1 กับโจทก์ยังทำโครงการซื้อขายที่ดินร่วมกันอยู่และได้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทุกแปลงจำเลยที่ 1 จึงยอมให้โจทก์กู้ยืมเงินเป็นจำนวนมากเนื่องจากเมื่อขายที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันได้แล้วมีเงินเพียงพอแก่การชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ เช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ใช่เช็คค้ำประกันการซื้อขายที่ดินตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่เป็นเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมนอกจากส่วนของเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ลงทุนไปและเงินที่โจทก์กู้ยืมแล้ว โจทก์ยังได้นำเช็คมาแลกเงินสดจากจำเลยที่ 1 อีกหลายครั้ง โดยโจทก์บอกว่าเมื่อขายที่ดินส่วนที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันได้เมื่อใดก็จะคิดบัญชีและชำระเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยเงินที่กู้ยืมและเช็คแลกเงินสดกว่า 30 ฉบับ คืนให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 31 ยังไม่สามารถขายเพื่อนำเงินมาหักชำระเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ จนเวลาล่วงเลยมานานกว่า 10 ปี จำเลยที่ 1 พยายามทวงถามให้โจทก์มาคิดบัญชี เนื่องจากได้ใช้เงินทุนไปเป็นจำนวนมากและใช้เวลาในการลงทุนนานแล้ว ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน 2557 โจทก์ได้มาแลกเช็คกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ว่าขอให้คิดบัญชีกันได้แล้ว จำเลยที่ 1 จึงสรุปยอดเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ลงทุนไปเป็นเงินทั้งสิ้น 25,069,748 บาท หักกับเงินที่ได้จากการขายห้องแถว 9,685,500 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ออกไปทั้งสิ้น 15,374,748 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ตามที่ได้ตกลงกันไว้ เมื่อสรุปเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่ปี 2546 ถึงปี 2557 แล้ว เป็นเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยประมาณ 51,000,000 บาท แต่โจทก์ขอให้ลดในส่วนของดอกเบี้ยลง จนสุดท้ายได้ตกลงคิดดอกเบี้ยกันเพียง 8 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยทบต้น คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 14,769,358 บาท รวมเป็นเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยทั้งสิ้น 30,154,106 บาท โจทก์จึงต้องรับผิดชอบกึ่งหนึ่ง คือ 15,077,053 บาท และโจทก์ยังให้คิดยอดหนี้ตามเช็คที่โจทก์นำมาแลกเงินสดอีกกว่า 30 ฉบับ เป็นเงิน 13,553,869 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่ปี 2546 ถึงปี 2557 คิดเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย 31,023,241 บาท ซึ่งเมื่อรวมหนี้โจทก์ค้างชำระจริง ๆ ทั้งหมดแล้วเป็นเงินกว่า 50,000,000 บาท โจทก์ทราบถึงจำนวนเงินดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ก็ยังคงให้เหตุผลเดิมว่า ไม่มีเงินที่จะนำมาชำระคืนให้จำเลยที่ 1 จึงตกลงกับโจทก์ว่า เมื่อโจทก์ไม่มีเงินมาชำระ จำเลยที่ 1 จะซื้อที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 ส่วนของโจทก์ โจทก์เห็นว่าเป็นหนี้ค้างชำระจำนวนมาก จึงตกลงที่จะขายที่ดินส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการหักกลบลบหนี้กับหนี้เงินลงทุนและเช็คแลกเงินสดพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 อยู่ การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้ดำเนินการ โดยโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินในราคา 11,400,000 บาท แต่ความจริงเป็นการหักชำระหนี้กว่า 50,000,000 บาท ต่อมาได้นัดโอนกรรมสิทธิ์กันในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 โดยที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 จำเลยที่ 1 ประสงค์จะยกให้แก่จำเลยที่ 3 จึงให้โอนใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ส่วนที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 จำเลยที่ 1 ประสงค์จะยกให้แก่จำเลยที่ 2 จึงให้โอนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้กระทำต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม 650,000 บาท การชำระบัญชีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเสร็จสิ้นลง คงเหลือแต่เพียงเงินกู้ยืมจำนวน 10,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้หักชำระหนี้ด้วย เพราะได้หักชำระหนี้อื่น ๆ ซึ่งมีจำนวนมากกว่ามูลค่าที่ดินแล้ว และโจทก์บอกว่าจะชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่จำเลยที่ 1 เมื่อขายที่ดินส่วนที่เหลือได้แล้ว ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 ตกลงให้ถือกรรมสิทธิ์คนละครึ่งซึ่งถือว่าเป็นการตกลงให้จัดการทรัพย์สินระหว่างหุ้นส่วนโดยวิธีอื่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ความเป็นหุ้นส่วนจึงเลิกกันแล้วตั้งแต่ปี 2557 และไม่มีทรัพย์สินใดที่จะต้องชำระบัญชีระหว่างกันอีก เห็นว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายที่ดินมาเป็นเวลากว่า 30 ปี มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการทำนิติกรรมและการติดต่อกับสำนักงานที่ดินยิ่งกว่าจำเลยที่ 1 จึงทราบขั้นตอนและระยะเวลาในการรังวัดรวมโฉนดเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า การเข้าหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น ได้แบ่งหน้าที่กันทำ โดยโจทก์มีหน้าที่ติดต่อ เจรจาประสานงานและนำที่ดินออกขาย ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่หาแหล่งเงินทุน ซึ่งหากเป็นจริงดังที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์โอนที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 28 แก่จำเลยที่ 1 เพื่อความสะดวกแก่การรังวัดและรวมโฉนด สมควรที่โจทก์ต้องเป็นผู้ดำเนินการเองมิใช่จำเลยที่ 1 ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นหุ้นส่วนให้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1 โดยทำนิติกรรมซื้อขายและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อสะดวกแก่การรังวัดรวมโฉนดจึงไม่สมเหตุผลเพราะนอกจากการรังวัดรวมโฉนดไม่สะดวกรวดเร็วขึ้นดังที่โจทก์อ้างแล้ว ยังทำให้โจทก์เป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกด้วยเพราะหนังสือสัญญาซื้อขายระบุไว้ชัดเจนว่า โจทก์ได้รับชำระเงินค่าซื้อขาย 4,400,000 บาท และ 7,000,000 บาท ตามลำดับ ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ที่โจทก์อ้างว่าไม่มีการซื้อขายและรับชำระราคากันจริงนั้น ขัดแย้งกับข้อความที่ปรากฏในสัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ยิ่งไปกว่านั้นการที่โจทก์อ้างว่าไม่ได้รับชำระเงินค่าซื้อขายที่ดินดังกล่าวกลับเจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยทั้งสี่ที่ว่าโจทก์โอนที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 เพื่อเป็นการหักกลบลบหนี้ในการเข้าหุ้นส่วนกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงฐานะของจำเลยที่ 1 ในปี 2557 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงมาขอให้โจทก์ช่วยเหลือนั้นก็ปรากฏตามสำเนาหนังสือขอบคุณของหน่วยงานต่าง ๆ ว่า ในปี 2557 จำเลยที่ 1 ได้บริจาคเงินให้แก่หน่วยงานเหล่านั้นเป็นจำนวนเงินรวมกันหลายล้านบาท อันแสดงถึงฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ในปี 2557 ว่ามิได้ประสบปัญหาทางการเงินดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด ข้ออ้างของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์โอนที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อหักกลบลบหนี้กับเงินลงทุน หนี้สินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้ออกทดรองไปก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญต่อกันแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2557 และการที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์เพื่อหักกลบลบหนี้หรือตีใช้หนี้ดังกล่าวนั้น เป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันแทนการชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จัดการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญ และไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 8 ถึง 10 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินลำดับที่ 11 ถึง 28 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เลิกกันและมีการจัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แทนการชำระบัญชีดังวินิจฉัยข้างต้นแล้วการที่จำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินลำดับที่ 29 ถึง 31 ร่วมกับโจทก์นั้นเป็นการถือกรรมสิทธิ์ในฐานะเป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิจำหน่ายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยที่ 4 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่กระทบกรรมสิทธิ์ส่วนที่เป็นของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1061 วรรคหนึ่ง ม. 1361 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ฉ. โดยนาย ว. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจรัล เตชะวิจิตรา
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917 -ที่ 1041/2565
#685055
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบฟ้องอ้างว่าจำเลยก่อสร้างสาธารณูปโภคไม่เป็นไปตามแผนผังโครงการและแบบก่อสร้างที่ได้ขออนุญาตและเรียกค่าเสียหาย เป็นการอ้างว่าจำเลยกระทำการผิดสัญญาจะซื้อจะขายและหลักเกณฑ์ในการจัดสรรที่ดิน ทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแชมปรับปรุงพื้นที่สาธารณูปโภค เป็นกรณีที่จำเลยส่งมอบทรัพย์สินไม่ถูกต้องอันเป็นการผิดสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่กรณีฟ้องว่าทรัพย์สินที่จำเลยส่งมอบชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งโดยสัญญา จึงไม่นำอายุความในข้อความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องมาปรับใช้แก่คดีนี้ และเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

กรณีตามคำฟ้องเป็นเรื่องผู้ขายส่งมอบทรัพย์ไม่ตรงตามสัญญาซึ่งทรัพย์ที่ส่งมอบเป็นบ้านจัดสรรที่ผู้ขายก่อสร้างเองฝ่ายเดียว ผู้ซื้อซึ่งเป็นวิญญูชนไม่มีทางทราบได้เลยในขณะทำสัญญาหรือแม้แต่ขณะรับมอบบ้านว่าจำเลยได้ถมดินในบริเวณโครงการสูงกว่าถนนสาธารณะ 30 เซนติเมตร ตามแผนผังโครงการที่ขออนุญาตจัดสรรไว้หรือไม่ และในความจริงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบด้วยจึงจะทราบข้อเท็จจริง กรณีเช่นว่านี้จึงต้องถือว่าเวลาที่ผู้ซื้อซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้คือเวลาที่ผู้ซื้อทราบความจริงจากผู้เชี่ยวชาญว่าที่ดินโครงการมีระดับต่ำกว่าที่ระบุในแผนผังโครงการที่จำเลยยื่นต่อทางราชการ เมื่อโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบทราบถึงการส่งมอบทรัพย์สินไม่ถูกต้องเนื่องจากเกิดปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นเวลาที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ นับถึงวันฟ้องวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 คดียังไม่ล่วงพ้นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบอาจบังคับสิทธิเรียกร้อง คดีโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบจึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ที่ 79 เพิ่งทราบข้อเท็จจริงที่แน่นอนชัดเจนว่าจำเลยไม่ได้ดำเนินการตามแผนผังการจัดสรรเนื่องจากกรณีนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์ ประกอบกับไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 79 ซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดหรือไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย ทั้งจำเลยให้การว่าได้ดำเนินการจัดสรรที่ดินตามแผนผังจัดสรรไม่ได้ผิดสัญญาซื้อขายแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงว่าจำเลยยังปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้อยู่ และ ป.พ.พ. มาตรา 6 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต การที่โจทก์ที่ 79 ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นการใช้สิทธิของบุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามปกติ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบห้าสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และให้เรียกโจทก์ในสำนวนที่สองถึงสำนวนที่หนึ่งร้อยยี่สิบห้าว่า โจทก์ที่ 3 ถึงโจทก์ที่ 190 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบห้าสำนวนฟ้องเป็นใจความขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 2,273,000 บาท โจทก์ที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน 2,218,000 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 1,890,000 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 1,782,000 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 2,270,000 บาท โจทก์ที่ 8 และที่ 9 เป็นเงิน 1,914,000 บาท โจทก์ที่ 10 และที่ 11 เป็นเงิน 1,975,000 บาท โจทก์ที่ 12 และที่ 13 เป็นเงิน 1,924,000 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 2,114,000 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 1,771,000 บาท โจทก์ที่ 16 ถึงที่ 18 เป็นเงิน 2,009,000 บาท โจทก์ที่ 19 และที่ 20 เป็นเงิน 1,944,000 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 2,023,000 บาท โจทก์ที่ 22 ถึงที่ 24 เป็นเงิน 1,926,000 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 2,087,000 บาท โจทก์ที่ 26 และที่ 27 เป็นเงิน 2,016,000 บาท โจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 1,699,000 บาท โจทก์ที่ 29 และที่ 30 เป็นเงิน 1,823,000 บาท โจทก์ที่ 31 เป็นเงิน 1,861,000 บาท โจทก์ที่ 32 เป็นเงิน 2,235,000 บาท โจทก์ที่ 33 เป็นเงิน 1,820,000 บาท โจทก์ที่ 34 และที่ 35 เป็นเงิน 1,843,000 บาท โจทก์ที่ 36 และที่ 37 เป็นเงิน 1,844,000 บาท โจทก์ที่ 38 เป็นเงิน 3,419,000 บาท โจทก์ที่ 39 เป็นเงิน 1,890,000 บาท โจทก์ที่ 40 เป็นเงิน 2,195,000 บาท โจทก์ที่ 41 เป็นเงิน 1,839,000 บาท โจทก์ที่ 42 และที่ 43 เป็นเงิน 5,971,000 บาท โจทก์ที่ 44 เป็นเงิน 2,153,000 บาท โจทก์ที่ 45 และที่ 46 เป็นเงิน 2,522,000 บาท โจทก์ที่ 47 และที่ 48 เป็นเงิน 2,239,000 บาท โจทก์ที่ 49 และที่ 50 เป็นเงิน 3,275,000 บาท โจทก์ที่ 51 เป็นเงิน 2,455,000 บาท โจทก์ที่ 52 และที่ 53 เป็นเงิน 2,697,000 บาท โจทก์ที่ 54 และที่ 55 เป็นเงิน 2,074,000 บาท โจทก์ที่ 56 เป็นเงิน 1,822,000 บาท โจทก์ที่ 57 เป็นเงิน 1,819,000 บาท โจทก์ที่ 58 และที่ 59 เป็นเงิน 1,767,000 บาท โจทก์ที่ 60 และที่ 61 เป็นเงิน 2,040,000 บาท โจทก์ที่ 62 เป็นเงิน 2,003,000 บาท โจทก์ที่ 63 เป็นเงิน 2,235,000 บาท โจทก์ที่ 64 เป็นเงิน 2,637,000 บาท โจทก์ที่ 65 ถึงที่ 67 เป็นเงิน 3,928,000 บาท โจทก์ที่ 68 เป็นเงิน 2,542,000 บาท โจทก์ที่ 69 ถึงที่ 71 เป็นเงิน 1,865,000 บาท โจทก์ที่ 72 และที่ 73 เป็นเงิน 2,525,000 บาท โจทก์ที่ 74 และที่ 75 เป็นเงิน 2,037,000 บาท โจทก์ที่ 76 และที่ 77 เป็นเงิน 2,239,000 บาท โจทก์ที่ 78 เป็นเงิน 2,509,000 บาท โจทก์ที่ 79 เป็นเงิน 3,889,000 บาท โจทก์ที่ 80 เป็นเงิน 3,001,000 บาท โจทก์ที่ 81 และที่ 82 เป็นเงิน 2,068,000 บาท โจทก์ที่ 83 และที่ 84 เป็นเงิน 2,562,000 บาท โจทก์ที่ 85 เป็นเงิน 2,277,000 บาท โจทก์ที่ 86 เป็นเงิน 2,576,000 บาท โจทก์ที่ 87 เป็นเงิน 2,040,000 บาท โจทก์ที่ 88 เป็นเงิน 1,970,000 บาท โจทก์ที่ 89 และที่ 90 เป็นเงิน 2,514,000 บาท โจทก์ที่ 91 และที่ 92 เป็นเงิน 2,495,000 บาท โจทก์ที่ 93 เป็นเงิน 1,950,000 บาท โจทก์ที่ 94 และที่ 95 เป็นเงิน 2,147,000 บาท โจทก์ที่ 96 และที่ 97 เป็นเงิน 2,048,000 บาท โจทก์ที่ 98 เป็นเงิน 1,921,000 บาท โจทก์ที่ 99 เป็นเงิน 1,895,000 บาท โจทก์ที่ 100 และที่ 101 เป็นเงิน 1,949,000 บาท โจทก์ที่ 102 เป็นเงิน 1,804,000 บาท โจทก์ที่ 103 เป็นเงิน 1,587,000 บาท โจทก์ที่ 104 เป็นเงิน 5,291,000 บาท โจทก์ที่ 105 เป็นเงิน 1,878,000 บาท โจทก์ที่ 106 และที่ 107 เป็นเงิน 1,990,000 บาท โจทก์ที่ 108 และที่ 109 เป็นเงิน 1,971,000 บาท โจทก์ที่ 110 เป็นเงิน 1,600,000 บาท โจทก์ที่ 111 และที่ 112 เป็นเงิน 1,916,000 บาท โจทก์ที่ 113 และที่ 114 เป็นเงิน 1,844,000 บาท โจทก์ที่ 115 เป็นเงิน 1,606,000 บาท โจทก์ที่ 116 และที่ 117 เป็นเงิน 2,738,000 บาท โจทก์ที่ 118 เป็นเงิน 2,064,000 บาท โจทก์ที่ 119 เป็นเงิน 3,970,000 บาท โจทก์ที่ 120 เป็นเงิน 1,821,000 บาท โจทก์ที่ 121 เป็นเงิน 1,917,000 บาท โจทก์ที่ 122 และที่ 123 เป็นเงิน 2,071,000 บาท โจทก์ที่ 124 และที่ 125 เป็นเงิน 6,142,000 บาท โจทก์ที่ 126 และที่ 127 เป็นเงิน 1,871,000 บาท โจทก์ที่ 128 เป็นเงิน 2,473,000 บาท โจทก์ที่ 129 เป็นเงิน 2,023,000 บาท โจทก์ที่ 130 เป็นเงิน 2,114,000 บาท โจทก์ที่ 131 เป็นเงิน 2,029,000 บาท โจทก์ที่ 132 และที่ 133 เป็นเงิน 1,587,000 บาท โจทก์ที่ 134 และที่ 135 เป็นเงิน 1,981,000 บาท โจทก์ที่ 136 และที่ 137 เป็นเงิน 1,992,000 บาท โจทก์ที่ 138 และที่ 139 เป็นเงิน 2,002,000 บาท โจทก์ที่ 140 และที่ 141 เป็นเงิน 1,765,000 บาท โจทก์ที่ 142 เป็นเงิน 1,729,000 บาท โจทก์ที่ 143 เป็นเงิน 1,950,000 บาท โจทก์ที่ 144 และที่ 145 เป็นเงิน 1,577,000 บาท โจทก์ที่ 146 และที่ 147 เป็นเงิน 1,999,000 บาท โจทก์ที่ 148 เป็นเงิน 1,704,000 บาท โจทก์ที่ 149 เป็นเงิน 1,929,000 บาท โจทก์ที่ 150 เป็นเงิน 1,953,000 บาท โจทก์ที่ 151 เป็นเงิน 1,744,000 บาท โจทก์ที่ 152 เป็นเงิน 1,643,000 บาท โจทก์ที่ 153 เป็นเงิน 2,208,000 บาท โจทก์ที่ 154 เป็นเงิน 1,842,000 บาท โจทก์ที่ 155 และที่ 156 เป็นเงิน 2,196,000 บาท โจทก์ที่ 157 และที่ 158 เป็นเงิน 2,509,000 บาท โจทก์ที่ 159 ถึงที่ 161 เป็นเงิน 2,254,000 บาท โจทก์ที่ 162 และที่ 163 เป็นเงิน 2,079,000 บาท โจทก์ที่ 164 เป็นเงิน 1,976,000 บาท โจทก์ที่ 165 และที่ 166 เป็นเงิน 1,956,000 บาท โจทก์ที่ 167 และที่ 168 เป็นเงิน 1,943,000 บาท โจทก์ที่ 169 และที่ 170 เป็นเงิน 1,915,000 บาท โจทก์ที่ 171 เป็นเงิน 2,076,000 บาท โจทก์ที่ 172 เป็นเงิน 4,327,000 บาท โจทก์ที่ 173 และที่ 174 เป็นเงิน 1,761,000 บาท โจทก์ที่ 175 และที่ 176 เป็นเงิน 1,957,000 บาท โจทก์ที่ 177 เป็นเงิน 1,893,000 บาท โจทก์ที่ 178 เป็นเงิน 2,043,000 บาท โจทก์ที่ 179 เป็นเงิน 1,576,000 บาท โจทก์ที่ 180 และที่ 181 เป็นเงิน 1,569,000 บาท โจทก์ที่ 182 เป็นเงิน 1,929,000 บาท โจทก์ที่ 183 และที่ 184 เป็นเงิน 1,991,000 บาท โจทก์ที่ 185 และที่ 186 เป็นเงิน 1,763,000 บาท โจทก์ที่ 187 เป็นเงิน 1,739,000 บาท โจทก์ที่ 188 และที่ 189 เป็นเงิน 1,526,000 บาท และโจทก์ที่ 190 เป็นเงิน 1,737,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบห้าสำนวนและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า คดีโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ และขาดอายุความหรือไม่

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบห้าสำนวนยื่นคำคัดค้านว่า เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 โดยนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. เคยฟ้องจำเลยเกี่ยวกับสาธารณูปโภคในโครงการทั้งหมดตามคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 หมายเลขแดงที่ ผบ.1789/2557 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 ไม่ได้เข้าร่วมเป็นโจทก์กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. ในคดีดังกล่าว และประเด็นพิพาทในคดีนี้ก็ไม่ได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับเหตุในคดีดังกล่าวซึ่งมีอยู่ว่า จำเลยได้ดำเนินการแก้ไขสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 หรือไม่ แต่เหตุคดีนี้มีอยู่ว่าจำเลยได้ส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาซื้อขายที่ดินหรือไม่ ซึ่งสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 กับจำเลยไม่ได้เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ต้องนำพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาพิจารณาประกอบด้วย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 ได้ทราบว่าจำเลยส่งมอบทรัพย์ไม่ตรงตามข้อตกลงการซื้อขายเมื่อปี 2554 นับถึงวันฟ้องจึงยังไม่เกิน 10 ปี จำเลยยังไม่ได้ดำเนินการโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. จำเลยยังไม่หมดหน้าที่แก้ไขทรัพย์ที่ส่งมอบให้แก่สมาชิก อายุความ 10 ปี เริ่มนับแต่วันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยส่งมอบทรัพย์ที่ซื้อขายไม่ตรงตามสัญญา ไม่ได้เริ่มนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขาย ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ คำร้องและคำคัดค้านแล้ว เห็นว่า ข้อกฎหมายที่จำเลยขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นเป็นข้อกฎหมายที่สมควรวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 จึงวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่คดีโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 190 ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบฟ้องอ้างว่าจำเลยก่อสร้างสาธารณูปโภคไม่เป็นไปตามแผนผังโครงการและแบบก่อสร้างที่ได้ขออนุญาตและเรียกค่าเสียหาย เป็นการอ้างว่าจำเลยกระทำการผิดสัญญาจะซื้อจะขายและหลักเกณฑ์ในการจัดสรรที่ดิน ทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่สาธารณูปโภค เป็นกรณีที่จำเลยส่งมอบทรัพย์สินไม่ถูกต้องอันเป็นการผิดสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่กรณีฟ้องว่าทรัพย์สินที่จำเลยส่งมอบชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งโดยสัญญา จึงไม่นำอายุความในข้อความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องมาปรับใช้แก่คดีนี้และเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนอายุความกรณีนี้จะเริ่มนับแต่เมื่อใดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้..." ดังนั้น ในกรณีของสิทธิเรียกร้องที่เมื่อเกิดมีขึ้นแล้ว เจ้าหนี้สามารถบังคับลูกหนี้ให้ชำระหนี้ได้ทันที ย่อมต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่เกิดสิทธิเรียกร้องนั้น แต่เนื่องจากบทกฎหมายเรื่องอายุความมุ่งหมายที่จะลงโทษเจ้าหนี้ที่ปล่อยปละละเลยไม่บังคับตามสิทธิของตนเองจนเกินเวลาที่เหมาะสมซึ่งทำให้ยากแก่การหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงต่อศาล กรณีจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยว่า การที่เจ้าหนี้ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องในทันทีนั้นมีเงื่อนเวลาหรืออุปสรรคอันใดที่ทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นได้กรณีดังกล่าวย่อมต้องเริ่มนับอายุความเมื่ออุปสรรคเช่นว่านั้นได้หมดไป กรณีตามคำฟ้องเป็นเรื่องผู้ขายส่งมอบทรัพย์ไม่ตรงตามสัญญาซึ่งทรัพย์ที่ส่งมอบเป็นบ้านจัดสรรที่ผู้ขายก่อสร้างเองฝ่ายเดียวผู้ซื้อซึ่งเป็นวิญญูชนไม่มีทางทราบได้เลยในขณะทำสัญญาหรือแม้แต่ขณะรับมอบบ้านว่าจำเลยได้ถมดินในบริเวณโครงการสูงกว่าถนนสาธารณะ 30 เซนติเมตร ตามแผนผังโครงการที่ขออนุญาตจัดสรรไว้หรือไม่และในความจริงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบด้วยจึงจะทราบข้อเท็จจริง กรณีเช่นว่านี้จึงต้องถือว่าเวลาที่ผู้ซื้อซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้คือเวลาที่ผู้ซื้อทราบความจริงจากผู้เชี่ยวชาญว่าที่ดินโครงการมีระดับต่ำกว่าที่ระบุในแผนผังโครงการที่จำเลยยื่นต่อทางราชการ เมื่อโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบทราบถึงการส่งมอบทรัพย์สินไม่ถูกต้องเนื่องจากเกิดปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นเวลาที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ นับถึงวันฟ้องวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 คดียังไม่ล่วงพ้นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบอาจบังคับสิทธิเรียกร้อง คดีโจทก์หนึ่งร้อยเก้าสิบจึงไม่ขาดอายุความ เมื่อคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้ว เนื่องจากศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีการสืบพยานโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบและจำเลย และพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทอื่น จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบและจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบฟังขึ้น

อนึ่ง สำหรับโจทก์ที่ 79 ซึ่งเป็นโจทก์คนเดียวกันกับโจทก์ที่ 141 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 79 ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านจากจำเลยภายหลังจากที่เกิดอุทกภัยในปี 2554 โดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านที่ตนจะซื้อนั้นต่ำกว่าถนนสาธารณะ (ถนนกาญจนาภิเษก) ถือว่าโจทก์ที่ 79 ไม่ติดใจในสภาพพื้นดินและถนนภายในโครงการว่าจะต่ำกว่าถนนสาธารณะหรือไม่ จึงยอมซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านดังกล่าว การที่โจทก์ที่ 79 กลับมาฟ้องจำเลยเรียกเอาค่าเสียหายโดยอ้างดังกล่าว ส่อแสดงว่าโจทก์ที่ 79 มาฟ้องจำเลยเพื่อประสงค์เพียงจะเรียกเอาเงินค่าเสียหายเท่านั้น จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า โจทก์ที่ 79 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 โดยทราบว่า จำเลยไม่ดำเนินการถมดินให้เรียบร้อยเสมอกันทั้งโครงการให้สูงกว่าถนนกาญจนาภิเษก 30 เซนติเมตร ซึ่งไม่ตรงตามสัญญาก็ตาม แต่ก็ได้ความจากคำฟ้องของโจทก์ที่ 79 ว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2561 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. เพิ่งว่าจ้างวิศวกรผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบสาธารณูปโภคงานรั้วเขื่อนกันดินและงานระดับความสูงของพื้นดินโครงการทำให้ทราบว่าจำเลยยื่นแผนผัง โครงการ และวิธีการจัดสรรว่าจะดำเนินการปรับปรุงที่ดินโดยการถมดินทรายอัดแน่นด้วยรถแทรกเตอร์ให้พื้นที่ดินในบริเวณที่ดินจัดสรรเรียบเสมอกัน โดยระดับความสูงกว่าถนนสาธารณะ 30 เซนติเมตร แต่จำเลยไม่ดำเนินการตามแผนผังที่จัดสรร อันเป็นการแสดงว่า โจทก์ที่ 79 เพิ่งทราบข้อเท็จจริงที่แน่นอนชัดเจนว่าจำเลยไม่ได้ดำเนินการตามแผนผังการจัดสรรในปี 2561 เนื่องจากกรณีนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์ ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งโจทก์ที่ 79 ไม่อาจทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ประกอบกับไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 79 ซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดหรือไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีนี้ ทั้งคดีนี้จำเลยก็ให้การว่าได้ดำเนินการจัดสรรที่ดินตามแผนผังจัดสรรไม่ได้ผิดสัญญาซื้อขายแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงว่าจำเลยยังปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้อยู่ โดยข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นใดก็ต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบและจำเลยในชั้นพิจารณาต่อไป ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงใดที่ยืนยันว่าการกระทำของโจทก์ที่ 79 เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ดังนี้ การที่โจทก์ที่ 79 ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นการใช้สิทธิของบุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามปกติ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่อย่างใด ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ กับคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบและพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 193/12 ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตรี ต. กับพวก
จำเลย — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางนิภา ชัยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 910/2565
#687034
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีก่อนและคดีนี้ต่างก็มีข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเหมือนกัน แต่เหตุที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อนเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ เป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยจัดทำไว้แล้วเกิดมีความชำรุดบกพร่องที่สามารถพบเห็นความเสียหายโดยประจักษ์ด้วยสายตาและเป็นความชำรุดบกพร่องที่ต้องซ่อมแซมอันเป็นเรื่องที่ต้องกระทำเพื่อบำรุงรักษา ส่วนคดีนี้เป็นสาธารณูปโภคที่โจทก์อ้างว่า จำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรร และคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้เงินเพื่อซ่อมแซมความชำรุดบกพร่อง ส่วนคดีนี้ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสาธารณูปโภคที่จำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการ ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีทั้งสองจึงแตกต่างเป็นคนละเหตุกัน ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยก็แตกต่างเป็นคนละประเด็นกัน อีกทั้งตามฟ้องโจทก์อ้างว่ามีการตรวจสอบพบการก่อสร้างที่ไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการภายหลังที่ฟ้องคดีก่อนไปแล้ว ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การโต้เถียงข้อนี้ โจทก์จึงไม่อาจรู้ถึงการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิตามฟ้องคดีนี้ในขณะที่ฟ้องคดีก่อน จึงถือไม่ได้ว่าในขณะฟ้องคดีก่อนโจทก์สามารถนำเหตุคดีนี้ฟ้องไปพร้อมกันได้ แต่ไม่ฟ้อง เป็นการไม่ติดใจจะใช้สิทธิฟ้องคดีนี้แล้ว และกรณีถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสาธารณูปโภคที่จำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการ ถือได้ว่าโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทำผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรกับสมาชิกของโจทก์ผู้ซื้อที่ดินจากจำเลย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบถึงการทำผิดสัญญาดังกล่าวของจำเลยจากวิศวกรที่ว่าจ้างให้ตรวจสอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2561 จึงถือได้ว่าวันดังกล่าวเป็นเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องกับจำเลยจากการทำผิดสัญญาได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันนั้น นับถึงวันฟ้องวันที่ 3 มกราคม 2562 ยังไม่ล่วงพ้นเวลา 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 317,607,905 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 78543, 54543, 54478 , 8672, 4710, 4998, 9678, 8815, 11221, 10937, 10938, 11222, 11415, 11416, 8793, 8816, 8817, 11223, 11402, 11403, 11406, 11407, 11074 และ 11075 ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและขาดอายุความหรือไม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและขาดอายุความจึงพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1787/2557 (ที่ถูก 1789/2557) ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 หมายเลขแดงที่ ผบ.1789/2557 ของศาลชั้นต้น ท้ายคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยได้ความว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์รับโอนสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ โจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่าสาธารณูปโภคดังกล่าวชำรุดบกพร่องต้องซ่อมแซมแก้ไข ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมแซมแก้ไขความชำรุดบกพร่อง จำเลยให้การว่า จำเลยจัดทำสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในโครงการตามแผนผังโครงการและแบบก่อสร้างที่ได้รับอนุญาต และจำเลยบำรุงรักษาให้คงสภาพดังเช่นที่จัดทำขึ้นตลอดมา ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 1. ว่า จำเลยส่งมอบกิจการสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยครบถ้วนแล้วหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ภายหลังศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีก่อน คณะกรรมการโจทก์นำข้อเสนอของจำเลยให้ที่ประชุมใหญ่วิสามัญพิจารณาแล้วมีมติให้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบและควบคุมการซ่อมแซมแก้ไขสาธารณูปโภคในหมู่บ้านให้ถูกต้องตามแบบที่จำเลยได้รับอนุญาต โดยว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทำการสำรวจระดับความสูงของพื้นดิน และเขื่อนกันดินว่าเป็นไปตามแบบแผนผังโครงการ และวิธีการจัดสรรที่จำเลยได้รับอนุญาตหรือไม่ และต้องมีวิธีการแก้ไขอย่างไร เมื่อทำการตรวจสอบพบว่า จำเลยก่อสร้างรั้วเขื่อนกันดินไม่ตรงตามแบบเนื่องจากก่อสร้างเขื่อนใช้เสาเข็มไม่ครบจำนวน และพบว่าจำเลยดำเนินการปรับปรุงที่ดินโดยการถมดินทรายบดอัดแน่นด้วยรถแทรกเตอร์ให้พื้นที่ดินในบริเวณที่จัดสรรเรียบเสมอกัน โดยต้องมีระดับสูงกว่าถนนสาธารณะประมาณ 30 เซนติเมตร แต่จำเลยไม่ได้ถมที่ดินตามแผนผัง โครงการและวิธีการจัดสรรโดยมีระดับต่ำกว่าถนนกาญจนาภิเษก ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการแก้ไขรั้วเขื่อนกันดินและระดับพื้นดินให้ตรงตามแบบแผนผังโครงการ กับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบริการสาธารณะให้แก่โจทก์ เห็นได้ว่า แม้คดีก่อนและคดีนี้ต่างก็มีข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเหมือนกันก็ตาม แต่เหตุที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อนเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 ของศาลชั้นต้น เป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยจัดทำไว้แล้วเกิดมีความชำรุดบกพร่องที่สามารถพบเห็นความเสียหายโดยประจักษ์ด้วยสายตาและเป็นความชำรุดบกพร่องที่ต้องซ่อมแซมอันเป็นเรื่องที่ต้องกระทำเพื่อบำรุงรักษา ส่วนคดีนี้เป็นสาธารณูปโภคที่โจทก์อ้างว่าจำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรร และคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้เงินเพื่อซ่อมแซมความชำรุดบกพร่อง ส่วนคดีนี้ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสาธารณูปโภคที่จำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการ ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีทั้งสองจึงแตกต่างเป็นคนละเหตุกัน ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยก็แตกต่างเป็นคนละประเด็นกัน อีกทั้งตามฟ้องโจทก์อ้างว่ามีการตรวจสอบพบการก่อสร้างที่ไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการภายหลังที่ฟ้องคดีก่อนไปแล้ว ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การโต้เถียงข้อนี้ โจทก์จึงไม่อาจรู้ถึงการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิตามฟ้องคดีนี้ในขณะที่ฟ้องคดีก่อน จึงถือไม่ได้ว่าในขณะฟ้องคดีก่อนโจทก์สามารถนำเหตุคดีนี้ฟ้องไปพร้อมกันได้ แต่ไม่ฟ้องเป็นการไม่ติดใจจะใช้สิทธิฟ้องคดีนี้แล้ว และกรณีถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 หมายเลขแดงที่ ผบ.1789/2557 ของศาลชั้นต้น ฎีกาโจทก์ประการแรกฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (4) และมาตรา 34 บัญญัติให้การโฆษณาโครงการจัดสรรที่ดินของผู้จัดสรรที่ดินต้องตรงกับหลักฐานและรายละเอียดแผนผังและรายการก่อสร้างสาธารณูปโภคที่ได้ยื่นพร้อมกับคำขออนุญาตจัดสรรที่ดิน และมาตรา 48 (4) บัญญัติความว่า เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจฟ้องคดีแทนสมาชิกผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเกี่ยวกับกรณีที่กระทบสิทธิของสมาชิกตั้งแต่สิบรายขึ้นไป ดังนี้ ฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสาธารณูปโภคที่จำเลยก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการ จึงถือได้ว่าโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทำผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรกับสมาชิกของโจทก์ผู้ซื้อที่ดินจากจำเลย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบถึงการทำผิดสัญญาดังกล่าวของจำเลยจากวิศวกรที่ว่าจ้างให้ตรวจสอบเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2561 จึงถือได้ว่าวันดังกล่าวเป็นเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องกับจำเลยจากการทำผิดสัญญาได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันนั้น นับถึงวันฟ้องวันที่ 3 มกราคม 2562 ยังไม่ล่วงพ้นเวลา 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาโจทก์ในปัญหานี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบริการสาธารณะตามฟ้องข้อ 11.2 แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบริการสาธารณะ โดยบรรยายฟ้องด้วยว่าการโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวจำเลยต้องชำระเงินเป็นค่าแก้ไขสาธารณูปโภคที่สร้างไม่ตรงตามแบบแผนผังโครงการเสียก่อน จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธคำขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แต่ปฏิเสธไม่ต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าว ดังนี้ การวินิจฉัยปัญหานี้จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่ฟ้องให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมกันไปด้วย เพราะเป็นเงื่อนไขของคำขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ และคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ คดีจึงต้องวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยต้องชำระเงินเป็นค่าแก้ไขสาธารณูปโภคดังกล่าวเสียก่อน ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย และยังไม่ได้วินิจฉัย จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาประเด็นนี้พร้อมกับประเด็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้พิจารณาและพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำและคดีขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยแก้ฎีกาว่าคดีชั้นฎีกามีประเด็นเดียวคือ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1187/2553 หมายเลขแดงที่ ผบ.1789/2557 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เท่านั้น โดยไม่มีประเด็นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบริการสาธารณะตามฟ้องข้อ 11.2 แก่โจทก์หรือไม่ เพราะคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 ข้อ 1 สรุปว่าโจทก์ฎีกาในปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำดังกล่าว นั้น เห็นว่า ข้อความตามคำร้องดังกล่าวมีใจความสรุปได้ว่า โจทก์ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบริการสาธารณะ โดยก่อนโอนให้จำเลยแก้ไขรั้วเขื่อนกันดินและปรับระดับความสูงของพื้นดินเสียก่อน ดังนี้ คดีชั้นฎีกาจึงมีประเด็นที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาและได้รับอนุญาตฎีกาจากศาลฎีกา 3 ประเด็นดังกล่าว มิใช่มีประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำหรือไม่เพียงประเด็นเดียว ข้ออ้างตามคำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล.
จำเลย — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางนิภา ชัยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 901/2565
#681424
เปิดฉบับเต็ม

การสับเปลี่ยนธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่และได้ไปซึ่งธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่ตามที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แต่การที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีธนบัตรปลอมไว้แล้วนำออกใช้สับเปลี่ยนกับธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่เป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ตามความใน ป.อ. มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการรับธนบัตรนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอม ไม่ใช่เมื่อมีการนำออกใช้ การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จำเลยกับพวกย่อมมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกันและสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศปลอม ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 240, 244, 247, 248, 341 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศที่ใช้ในสหภาพยุโรป สกุลยูโร ชนิดราคา 500 ยูโร จำนวน 200 ฉบับ รวม 100,000 ยูโร หรือ 3,950,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ โดยชำระแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 250,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 550,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 150,000 บาท นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1156/2562 ของศาลชั้นต้น ริบธนบัตรปลอมของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 247 ประกอบมาตรา 244, (ที่ถูก มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247) 341, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ หรือให้อำนาจให้ออกใช้ อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน และให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้ราคาธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศที่ใช้ในสหภาพยุโรป สกุลยูโร ชนิดราคา 500 ยูโร จำนวน 200 ฉบับ หรือ 3,950,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ โดยแบ่งเป็นผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 250,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 550,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 150,000 บาท ริบธนบัตรปลอมของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก ส่วนคำขอให้นับโทษต่อนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับพวก คือ นายซามูและนายสเตฟานหรือสตีเฟ่นร่วมกันมีธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้เป็นธนบัตรปลอม ชนิดราคา 500 ยูโร หมายเลข 28064014122 จำนวน 208 ฉบับ จำเลยและนายซามูร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่ให้นำเงินสกุลบาทไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้จำนวน 100,000 ยูโร แล้วนำไปแลกเปลี่ยนกับเงินซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกใช้กับนายซามูที่ประเทศมาเลเซียซึ่งจะได้รับประโยชน์เป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่มากกว่าอัตราทั่วไป 2 ถึง 3 เท่า อันเป็นความเท็จ โดยเป็นกลอุบายหลอกลวงเพื่อสับเปลี่ยนธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ของผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นธนบัตรจริงให้เป็นธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ปลอมของจำเลยกับพวก ผู้เสียหายทั้งสี่หลงเชื่อจึงร่วมกันนำเงิน 3,950,000 บาท ไปแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ ชนิดราคา 500 ยูโร 200 ฉบับ จากนั้นผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และนายสิทธิพล บุตรผู้เสียหายที่ 3 กับจำเลยเดินทางไปประเทศมาเลเซียและเข้าพักที่โรงแรมเพื่อไปแลกเปลี่ยนเงินตามที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวง จำเลย นายซามู และนายสเตฟานร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายที่ 1 กับพวก โดยนายซามูและนายสเตฟานใช้ธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ซึ่งเป็นธนบัตรปลอมของจำเลยกับพวกสับเปลี่ยนเอาธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ซึ่งเป็นธนบัตรจริงของผู้เสียหายทั้งสี่ไป สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศปลอมและฐานร่วมกันฉ้อโกง ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อประการที่ 3 ตามที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำความผิดคดีนี้รูปคดีเป็นเพียงเจตนาฉ้อโกง ไม่ใช่การกระทำโดยมีเจตนานำธนบัตรยูโรปลอมออกมาใช้ให้เหมือนเป็นธนบัตรจริง แต่เป็นการกระทำอันเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาที่จะฉ้อโกงทรัพย์เท่านั้น จึงไม่ควรลงโทษจำเลยฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ เห็นว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และนายสิทธิพลเดินทางเข้าพักที่โรงแรมในประเทศมาเลเซียแล้ว นายซามูและนายสเตฟานขอตรวจนับธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ของผู้เสียหายทั้งสี่และนำไปใส่ในเครื่องมือที่เตรียมมาซึ่งเป็นการสับเปลี่ยนเอาธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ฉบับจริงของ ผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ในเครื่องมือและเอาธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ฉบับปลอมของจำเลยกับพวกออกมาจากเครื่องมือดังกล่าวมัดด้วยยางเป็นปึกแล้วโรยด้วยแป้งและนำใส่ถุงกระดาษเก็บไว้ในตู้นิรภัยภายในห้องพัก พร้อมทั้งตั้งรหัสตู้นิรภัย 4 หมายเลข โดยผู้เสียหายที่ 2 ตั้งรหัส 2 หมายเลข นายซามูตั้งรหัส 2 หมายเลข ผู้เสียหายที่ 2 แอบจดจำรหัสที่นายซามูตั้งไว้ นายซามูและนายสเตฟานแจ้งว่าจะโอนเงินที่แลกเปลี่ยนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้เสียหายทั้งสี่ภายใน 4 ชั่วโมง และเมื่อโอนเงินแล้วจะมาเอาธนบัตรดังกล่าวจากตู้นิรภัย จากนั้นนายซามูและนายสเตฟานได้กลับไป แต่ปรากฏว่าไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้เสียหายทั้งสี่ ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจึงสอบถามจำเลย จำเลยแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อนายซามูและนายสเตฟานได้ ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจึงเปิดตู้นิรภัยและนำถุงกระดาษบรรจุธนบัตรออกมา การสับเปลี่ยนกับธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่และได้ไปซึ่งธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่ตามที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แต่การที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีธนบัตรปลอมดังกล่าวไว้แล้วนำออกใช้สับเปลี่ยนกับธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่เป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการรับธนบัตรนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอม ไม่ใช่เมื่อมีการนำออกใช้ การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จำเลยกับพวกย่อมมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกันและสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศปลอม ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 244 ม. 247 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุทธิณัฐ ไชยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสนิท โพชนะกิจ
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
สุทิน นาคพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2565
#688313
เปิดฉบับเต็ม

ส. ทำคำขอเอาประกันภัยกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท โดยมีเจตนาให้เฉพาะโจทก์ทั้งสองเท่านั้นเป็นผู้รับประโยชน์ มิได้มีเจตนาให้ทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์ด้วย การจ่ายเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวย่อมเป็นไปตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุว่า ผู้เอาประกันภัยสามารถระบุชื่อผู้รับประโยชน์ได้ เมื่อผู้ได้รับความคุ้มครองเสียชีวิตบริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ใด ๆ ภายใต้ข้อกำหนดกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุนั้น หากมิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ บริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่กองมรดกของผู้ได้รับความคุ้มครอง เมื่อพิจารณาประกอบกับความตอนต้นแห่งกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุให้คำขอเอาประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัยแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ ส. โดยระบุทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์นั้นไม่ตรงกับเจตนาของ ส. และไม่เป็นไปตามข้อสัญญาดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทส่วนที่ระบุทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์จึงไม่มีผลบังคับและไม่ผูกพัน กรมธรรม์ประกันภัยส่วนที่กำหนดผู้รับประโยชน์ย่อมต้องถือตามที่ระบุในคำขอเอาประกันภัยของ ส. จำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,850,770 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นาง ก. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส. ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,850,770 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องสอด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 นำเงินค่าสินไหมทดแทน 10,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 วางไว้ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ 2 มาวางต่อศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 10,850,770 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มกราคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้ยกคำร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งสอง) กับผู้ร้องสอดให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เดิมชื่อนางสาวจิตรวดี อยู่กินฉันสามีภรรยากับนาย ส. โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ โจทก์ที่ 2 และเด็กหญิงณัฐปภัสร์ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 นาย ส. ยื่นคำขอเอาประกันภัยกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุสำหรับผู้บริหารวงเงินคุ้มครอง 10,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ผ่านธนาคาร นายหน้าประกันภัย โดยช่องผู้รับผลประโยชน์ หลังข้อความว่า อื่น ๆ (โปรดระบุ) ระบุชื่อโจทก์ทั้งสอง ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นภรรยาและลูก จากนั้นวันที่ 22 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับผู้บริหารให้แก่นาย ส. ระบุผู้รับประโยชน์ คือ ทายาทตามกฎหมาย ระยะเวลาคุ้มครองระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน 2558 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2559 ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 ในระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย นาย ส.ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ชนถึงแก่ความตาย นาย ส. มีทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย 6 คน คือ ผู้ร้องสอด นางสาววิไล นายลี นางสาวณัฏฐาภรณ์ โจทก์ที่ 2 และเด็กหญิงณัฐปภัสร์ โจทก์ทั้งสองขอรับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า ใบคำขอเอาประกันภัยและตารางกรมธรรม์ประกันภัยระบุผู้รับประโยชน์ไม่ตรงกัน วันที่ 19 กันยายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องสอดเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ส. หลังจากนั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ผู้ร้องสอดมีหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์แก่ผู้ร้องสอด ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ส. ตามคำสั่งศาล เพื่อนำไปแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย วันที่ 19 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 1 นำเงินค่าสินไหมทดแทน 10,000,000 บาท ไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ 2 อ้างว่า กรมธรรม์ระบุผู้รับประโยชน์ขัดแย้งกัน จำเลยที่ 1 ไม่สามารถจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ได้ จึงขอวางเงินให้ผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงมารับไป ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 นำเงินค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยที่ 1 วางไว้ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองจึงขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ยุติไปโดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องสอดได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุพิพาทให้แก่บุคคลใด ผู้ร้องสอดฎีกาว่า ใบคำขอเอาประกันภัยเป็นเพียงคำเสนอของนาย ส. มิใช่สัญญาประกันภัย ไม่อาจนำมาบังคับจำเลยที่ 1 ได้ นาย ส. มีเจตนาให้ทายาทโดยธรรมเป็นผู้รับประโยชน์ จึงมิได้เลือกช่องสี่เหลี่ยมระบุให้บุคคลใดเป็นผู้รับประโยชน์ในคำขอเอาประกันภัย ซึ่งการไม่ระบุเลือกผู้รับประโยชน์จะมีผลให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินผลประโยชน์แก่ทายาทตามกฎหมาย แต่โจทก์ที่ 1 มากรอกข้อความระบุโจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นเอง ทั้งการระบุเฉพาะโจทก์ที่ 2 โดยไม่ระบุเด็กหญิง ณ. บุตรอีกคนหนึ่งด้วยก็เป็นข้อพิรุธว่านาย ส. มิได้เจตนาให้กรอกข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับประโยชน์เพิ่มเติม ในการทำกรมธรรม์ประกันภัยหลายฉบับนาย ส. ใช้ที่อยู่หลายแห่งแตกต่างกัน แต่นาย ส. ก็ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยทุกฉบับ แสดงว่านาย ส. ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร แล้วและรู้ว่าจำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันภัยระบุทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์ นับตั้งแต่กรมธรรม์ประกันภัยมีผลคุ้มครองเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 ซึ่งนาย ส. ถึงแก่ความตายนานถึง 330 วัน นาย ส. ไม่เคยขอแก้ไขเพิ่มเติมกรมธรรม์ประกันภัยเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์แสดงว่ากรมธรรม์ประกันภัยระบุทายาทโดยธรรมเป็นผู้รับประโยชน์ตรงกับเจตนาของนาย ส. นั้น เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับผู้บริหาร ระบุความตอนต้นว่า โดยการเชื่อถือข้อแถลงในใบคำขอเอาประกันภัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัยนี้และเพื่อเป็นการตอบแทนเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยได้ชำระภายใต้ข้อบังคับ เงื่อนไขทั่วไปและข้อกำหนด ข้อตกลงคุ้มครอง ข้อยกเว้น และเอกสารแนบท้ายแห่งกรมธรรม์ประกันภัยนี้ บริษัทให้สัญญากับผู้ได้รับความคุ้มครองเช่นนี้ แม้คำขอเอาประกันภัยจะเป็นคำเสนอของผู้เอาประกันภัยดังผู้ร้องสอดฎีกา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาออกกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จำเลยที่ 1 ระบุโดยชัดแจ้งให้ถือเอาข้อแถลงในคำขอเอาประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัย ข้อความที่ระบุไว้ในคำขอเอาประกันภัยจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันว่า ใบคำขอเอาประกันภัย ส่วนที่ระบุเกี่ยวกับผู้รับประโยชน์ แบ่งเป็น 2 ช่องให้ผู้เอาประกันภัยทำเครื่องหมายเลือก ช่องแรกระบุว่า ทายาทตามกฎหมาย ไม่ปรากฏการขีดฆ่าหรือทำเครื่องหมายเลือกในช่องดังกล่าว ส่วนช่องที่สอง ระบุว่า อื่นๆ (โปรดระบุ) ไม่ปรากฏการขีดฆ่าหรือทำเครื่องหมายเลือกเช่นเดียวกันกับช่องแรก แต่ท้ายช่องดังกล่าว โจทก์ที่ 1 กรอกข้อความระบุชื่อโจทก์ทั้งสอง และระบุความสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยว่าเป็นภรรยาและลูกตามลำดับ ส่วนตารางกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับผู้บริหารซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้แก่นาย ส. ระบุผู้รับประโยชน์ว่า ทายาทตามกฎหมาย โดยโจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 และ นายมานะ ผู้จัดการทีมการตลาดธนาคาร ผู้เสนอขายประกันภัยให้แก่นาย ส. เป็นพยานเบิกความว่านาย ส. ประสงค์ให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท นายมานะเป็นผู้เดินทางไปพบนาย ส. กับโจทก์ที่ 1 ที่บ้านเพื่อทำคำขอเอาประกันภัยดังกล่าว โจทก์ที่ 1 เป็นผู้กรอกข้อความในคำขอเอาประกันภัยโดยความยินยอมของนาย ส. แล้วให้นาย ส. ลงลายมือชื่อ จากนั้นนายมานะ ส่งมอบสำเนาใบคำขอเอาประกันภัยให้แก่นาย ส. ซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาไว้ ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้แก่นาย ส. ในภายหลังเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ระบุที่อยู่ของนาย ส. ผิดพลาดไม่ตรงกับคำขอเอาประกันภัย คือ จากบ้านเลขที่ 90/58 เป็นบ้านเลขที่ 99/58 นาย ส. และโจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว นาย ส. จึงไม่มีโอกาสตรวจสอบความถูกต้องของการระบุชื่อผู้รับประโยชน์ และนอกจากกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทแล้ว นาย ส. ทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัทอื่น ๆ อีกหลายบริษัท ได้แก่ บริษัท ม. 2 กรมธรรม์ บริษัท ก. 2 กรมธรรม์ บริษัท อ. และบริษัท พ. ซึ่งล้วนระบุโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์แต่ผู้เดียวโดยโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ระบุรายละเอียดในคำขอเอาประกันภัยทุกฉบับ โดยความยินยอมของนาย ส. แล้วนาย ส. ลงลายมือชื่อ ส่วนผู้ร้องสอดมีนายศักดิ์ชาย พี่ชาย นาย ส. บุตรผู้ร้องสอด เป็นพยานเบิกความว่า ภายหลังนาย ส. ถึงแก่ความตาย พยานและผู้ร้องสอดค้นหากรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุของนาย ส. จนพบกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท วันที่ 27 ธันวาคม 2559 ผู้ร้องสอดมีหนังสือเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินผลประโยชน์ 10,000,000 บาท แต่เมื่อพิจารณาเอกสารที่ผู้ร้องสอดนำสืบกลับปรากฏว่า ผู้ร้องสอดมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยของนาย ส. รวม 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ผู้ร้องสอดมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้ตรวจสอบความถูกต้องและส่งมอบกรมธรรม์ของนาย ส. ที่ทำไว้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจัดการมรดก แม้หนังสือดังกล่าวระบุสำเนากรมธรรม์ประกันภัยเป็นสิ่งที่ส่งมาด้วย 4. แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใด ไม่ชัดเจนว่าเป็นกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทหรือไม่ ส่วนครั้งที่สอง วันที่ 27 ธันวาคม 2559 ผู้ร้องสอดมีหนังสือเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท จำนวนเงิน 10,000,000 บาท หากผู้ร้องสอดพบกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทตั้งแต่แรก ก็ไม่มีเหตุที่ผู้ร้องสอดจะมีหนังสือสอบถามจำเลยที่ 1 โดยไม่ระบุเรียกร้องเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทเสียในชั้นแรก กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาอีก 1 เดือน จึงเรียกร้องเงินผลประโยชน์อันจะทำให้การได้รับเงินผลประโยชน์ล่าช้ายิ่งขึ้น ที่พยานผู้ร้องสอดอ้างว่า พยานกับผู้ร้องสอดพบกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแล้ว จึงมีข้อพิรุธและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่ผู้ร้องสอดฎีกาว่านาย ส. ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยทุกฉบับที่ทำขึ้น แม้มีการระบุที่อยู่แตกต่างกันนั้น ทางนำสืบคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ปรากฏว่าที่อยู่ของนาย ส. ซึ่งจำเลยที่ 1 ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท บ้านเลขที่ 99/58 เกี่ยวข้องกับนาย ส. อย่างไร ไม่อาจรับฟังว่านาย ส. ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทด้วยการส่งไปยังที่อยู่อันถูกต้อง และที่ผู้ร้องสอดฎีกาต่อมาว่านาย ส. ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจากนายหน้าประกันภัยแล้ว ทางนำสืบคู่ความทุกฝ่ายก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดยืนยันว่ามีการส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่นาย ส. ผ่านนายหน้าประกันภัยเช่นเดียวกัน ข้อที่ผู้ร้องสอดอ้างว่านาย ส. ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแล้วไม่เคยเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ตามที่กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทระบุว่าเป็นทายาทตามกฎหมายแสดงว่านาย ส. มีเจตนาให้ทายาทโดยธรรมได้รับเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่พยานโจทก์ทั้งสองนำสืบว่านาย ส. ไม่ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทที่จำเลยที่ 1 ออกให้ จึงมิได้ตรวจสอบและแก้ไขเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท มีข้อพิจารณาต่อไปว่า การที่กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทระบุผู้รับประโยชน์เป็นทายาทตามกฎหมายจากข้อมูลที่นายหน้าประกันภัยแจ้งมามีผลผูกพันหรือไม่ แม้จำเลยที่ 1 พิจารณาเข้ารับประกันภัยอุบัติเหตุให้แก่นาย ส. จากข้อมูลคำขอเอาประกันภัยที่ได้รับแจ้งจากนายหน้าประกันภัยว่า ผู้รับประโยชน์ให้แก่ทายาทตามกฎหมาย แต่ทางนำสืบผู้ร้องสอดไม่ปรากฏว่าในกรณีที่มีการระบุผู้รับประโยชน์เป็นโจทก์ทั้งสองแทนการระบุผู้รับประโยชน์เป็นทายาทตามกฎหมายนั้น จำเลยที่ 1 จะพิจารณาไม่รับประกันภัยหรือเรียกเบี้ยประกันเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่อย่างไร ทั้ง นายสมพงษ์. ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดภูเก็ต พยานผู้ร้องสอดก็เบิกความว่า ผู้รับประโยชน์ไม่ใช่เงื่อนไขในการทำประกันภัย เมื่อการระบุผู้รับประโยชน์มิใช่เงื่อนไขสำคัญในการที่จำเลยที่ 1 จะพิจารณาเข้ารับเสี่ยงภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ข้อที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้ระบุผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันภัยไปตามที่ได้รับแจ้งจากนายหน้าประกันภัยจึงมิใช่สาระสำคัญ ข้อสำคัญอยู่ที่เจตนาของนาย ส. ว่าประสงค์ให้บุคคลใดเป็นผู้รับประโยชน์ ดังนั้นการที่กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทระบุผู้รับประโยชน์เป็นทายาทตามกฎหมายจะมีผลผูกพันหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าเป็นการระบุตรงกับเจตนาของนาย ส. หรือไม่อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้นายศักดิ์ชาย พยานผู้ร้องสอดเบิกความว่า ขณะโจทก์ที่ 1 กรอกข้อความในคำขอเอาประกันภัยโดยความยินยอมของนาย ส. โจทก์ที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ที่ 1 มิใช่ทายาทตามกฎหมาย หากโจทก์ที่ 1 ทำเครื่องหมายเลือกในช่อง อื่นๆ และระบุชื่อโจทก์ที่ 1 ลงไป นาย ส. คงไม่ยินยอม เพราะนาย ส. เคยแจ้งพยานว่านาย ส. จะทำประกันภัยให้ผู้ร้องสอด และบุตรทุกคนเป็นผู้รับประโยชน์ แสดงว่านาย ส. ต้องการระบุในคำขอเอาประกันภัยให้เฉพาะทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์เท่านั้น ส่วนข้อความระบุชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประโยชน์เป็นการเขียนขึ้นเองในภายหลัง ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์จากทายาทตามกฎหมายเป็นโจทก์ทั้งสอง เห็นว่านาย ส. มีทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย 6 คน และยังอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่ 1 โดยไม่จดทะเบียนสมรส นาย ส. ย่อมทราบว่าหากตนถึงแก่ความตายจะเกิดข้อขัดข้องในการรับเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเพราะมีผู้เกี่ยวข้องหลายคน หากนาย ส. ประสงค์ให้เฉพาะทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท นาย ส. ย่อมต้องทำเครื่องหมายเลือกช่องทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งชัดเจนกว่าการไม่เลือกระบุผู้รับประโยชน์ใด ๆ อันอาจทำให้เกิดข้อขัดแย้งกันในระหว่างผู้เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้หากโจทก์ที่ 1 กรอกข้อความระบุผู้รับประโยชน์เป็นโจทก์ทั้งสองเพิ่มเติมขึ้นภายหลัง โดยมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์ทั้งสองเท่านั้นเป็นผู้รับประโยชน์ โจทก์ที่ 1 ย่อมต้องทำเครื่องหมายเลือกช่อง อื่นๆ หรือขีดฆ่าช่องทายาทตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองยิ่งกว่าการไม่ทำเครื่องหมายใด ๆ อันอาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งตามมาในภายหลังเช่นเดียวกัน ยิ่งกว่านั้นโจทก์ที่ 2 เป็นทายาทตามกฎหมายของนาย ส. หากนาย ส. มีเจตนาให้ทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์แล้วโจทก์ที่ 1 กรอกข้อความในคำขอเอาประกันภัยเพิ่มเติมเสียเองก็น่าจะกรอกข้อความระบุเพิ่มเฉพาะโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องระบุโจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับประโยชน์เพิ่มให้ซ้ำซ้อนกับผู้รับประโยชน์ซึ่งเป็นทายาทตามกฎหมายอีก ทั้งได้ความว่าสัญญาประกันชีวิตที่นาย ส. ทำไว้กับบริษัทอื่น ๆ อีกหลายฉบับล้วนระบุโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์แต่ผู้เดียวทั้งสิ้น ข้อพิรุธต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดกรอกข้อมูลในคำขอเอาประกันภัยที่ผู้ร้องสอดนำสืบและฎีกามาล้วนมีลักษณะเป็นเพียงความเห็นของพยานและผู้ร้องสอด ไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ สนับสนุน พยานของผู้ร้องสอดในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักมากกว่าพยานผู้ร้องสอด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านาย ส. ทำคำขอเอาประกันภัยกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท โดยมีเจตนาให้เฉพาะโจทก์ทั้งสองเท่านั้นเป็นผู้รับประโยชน์ มิได้มีเจตนาให้ทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์ด้วย การจ่ายเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวย่อมเป็นไปตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2.8 ที่ระบุว่า ผู้เอาประกันภัยสามารถระบุชื่อผู้รับประโยชน์ได้ เมื่อผู้ได้รับความคุ้มครองเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ใด ๆ ภายใต้ข้อกำหนดกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุนั้น หากมิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ บริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่กองมรดกของผู้ได้รับความคุ้มครอง เมื่อพิจารณาประกอบกับความตอนต้นแห่งกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุให้คำขอเอาประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัยแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่นาย ส. โดยระบุทายาทตามกฎหมายเป็นผู้รับประโยชน์นั้น ไม่ตรงกับเจตนาของนาย ส. และไม่เป็นไปตามข้อสัญญาดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทส่วนที่ระบุผู้รับประโยชน์เป็นทายาทตามกฎหมาย จึงไม่มีผลบังคับและไม่ผูกพันในการกำหนดผู้รับประโยชน์เช่นนั้น กรมธรรม์ประกันภัยส่วนที่กำหนดผู้รับประโยชน์ย่อมต้องถือตามที่ระบุในคำขอเอาประกันภัยของ นาย ส. จำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 889 ม. 891
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น. กับพวก
ผู้ร้องสอด — นาง ก. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวัชรพล หมายสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต ทัศนานุกุลกิจ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2565
#683964
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงที่จะเป็นเหตุบรรเทาโทษนั้น จะต้องให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา การที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบหลักฐานการโอนเงินจากธนาคารเจ้าของบัญชีของจำเลยทั้งสองจนพบการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 กับพวก แม้จำเลยที่ 2 จะไม่เบิกความยอมรับถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ก็ย่อมพิสูจน์ความผิดได้โดยง่าย การเบิกความยอมรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 2 เช่นนั้น ไม่เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุลดโทษให้จำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 92 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 – 3051 - XXXX ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 531/2562 (ที่ถูก อ. 534/2562) ของศาลชั้นต้น และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (3), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 - 3051 - XXXX ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 531/2562 (ที่ถูก อ. 534/2562) ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ดาบตำรวจนพรัตน์ ให้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายพฤหัส และจับกุมนายพฤหัสได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 404 เม็ด ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย นายพฤหัสให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ต่อมาจับกุมจำเลยที่ 1 ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ หลังจากนั้นพันตำรวจโทจำรัส ดำเนินคดีแก่นายพฤหัส นายรัชชานนท์ และจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายพฤหัสแล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งผูกไว้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 - 4812 – xxxx ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งผูกไว้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 - 3051 – xxxx

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า หลังจากนายพฤหัสถูกดาบตำรวจนพรัตน์จับกุมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย นายพฤหัสให้การเกี่ยวกับเรื่องที่สายลับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายพฤหัสไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 รวม 3 ครั้ง โดยครั้งแรกนายพฤหัสให้การในฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 และครั้งที่ 2 กับครั้งที่ 3 ให้การในฐานะเป็นพยานและในฐานะเป็นผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันฟอกเงินเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 20 กันยายน 2562 ตามบันทึกคำให้การของพยานและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งทั้งสามครั้งนายพฤหัสให้การมีใจความสอดคล้องตรงกันว่า วันเกิดเหตุสายลับโอนเงิน 10,000 บาท ให้แก่นายพฤหัสไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 จากนั้นนายพฤหัสโอนเงิน 11,000 บาท จากบัญชีของจำเลยที่ 1 ไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2 เป็นค่าเมทแอมเฟตามีน แล้วจำเลยที่ 2 โอนเงิน 3,000 บาท จากบัญชีของจำเลยที่ 2 กลับคืนไปให้นายพฤหัสในบัญชีเดิมเพื่อเป็นค่าตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ส่วนนายรัชชานนท์ให้การ 2 ครั้ง ในฐานะเป็นพยานและในฐานะเป็นผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันฟอกเงินเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 12 กันยายน 2562 ซึ่งทั้งสองครั้งนายรัชชานนท์ให้การมีใจความสอดคล้องตรงกันว่า วันเกิดเหตุมีการโอนเงิน 7,000 บาท เป็นค่าเมทแอมเฟตามีนไปยังบัญชีของนายรัชชานนท์เพื่อซุกซ่อนไว้ แล้วจำเลยที่ 2 จะไปเอาคืนในภายหลัง แต่นายรัชชานนท์ถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวไปใช้จนหมดเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่พอใจ สำหรับคำให้การครั้งแรกของนายพฤหัสดังกล่าวนั้นส่งผลให้นายพฤหัสถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฟอกเงินในเวลาต่อมา โดยเมื่อนายพฤหัสถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน นายพฤหัสให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว นอกจากนี้ยังได้ความว่า นายพฤหัสเกี่ยวพันเป็นพี่ชายของนายชยพล คนรักของจำเลยที่ 2 และนายรัชชานนท์เกี่ยวพันเป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่านายพฤหัสและนายรัชชานนท์ มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะให้การปรักปรำจำเลยที่ 2 หากไม่เป็นความจริง อีกทั้งนายพฤหัสให้การครั้งแรกในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย อันเป็นเวลาหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน และในข้อหาร่วมกันฟอกเงินนายพฤหัสและนายรัชชานนท์ให้การอีกคนละสองครั้ง มีใจความสอดคล้องตรงกันว่า เงินที่จำเลยที่ 2 โอนไปให้นายพฤหัสและนายรัชชานนท์เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีน ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่เคยโต้แย้งมาก่อนเลยว่าการโอนเงินดังกล่าวเป็นการใช้หนี้ให้แก่บุคคลทั้งสอง ทั้งหากจำเลยที่ 2 เป็นหนี้นายพฤหัสและนายรัชชานนท์จริง ก็ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องปกปิดข้อมูลจนทำให้จำเลยที่ 2 ต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฟอกเงินเช่นนี้ การที่นายพฤหัสและนายรัชชานนท์เพิ่งมาเบิกความกล่าวอ้างในชั้นพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 เป็นหนี้นายพฤหัสและนายรัชชานนท์จึงต้องโอนเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ที่ยืมคืนให้แก่บุคคลทั้งสองนั้น จึงน่าเชื่อว่า เป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 2 ให้พ้นผิดในคดีนี้เสียมากกว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์จึงเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาของศาล และแม้ว่าคำให้การของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์ในชั้นสอบสวนจะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ให้การเพื่อปัดความรับผิดของตน เพียงแต่ให้การในรายละเอียดที่ตนเองประสบมา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 หาได้ห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ดังนี้ แม้ไม่มีพยานโจทก์ปากใดรู้เห็นขั้นตอนในการโอนเงินเข้าบัญชีของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อนำคำซัดทอดของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์มารับฟังประกอบคำพยานโจทก์ปากดาบตำรวจนพรัตน์ผู้จับกุมดำเนินคดีแก่นายพฤหัสและจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษนายพฤหัสและจำเลยที่ 1 แล้ว และจากหลักฐานการโอนเงินทางบัญชีธนาคารที่ดาบตำรวจนพรัตน์ตรวจสอบมีความเชื่อมโยงถึงเรื่องการโอนเงินในวันเกิดเหตุสอดคล้องตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกได้มา ครอบครอง และใช้เงินที่รับโอนมาจากนายพฤหัส โดยรู้ขณะที่ได้มา ครอบครอง และใช้เงินนั้นโดยรู้ว่าเป็นเงินเกี่ยวกับที่นายพฤหัสได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ได้รับโอนเงินดังกล่าวจากนายพฤหัสเพื่อชำระหนี้ค่าพนันฟุตบอลของนายชยพล และจำเลยที่ 2 ได้โอนเงินที่รับมาไปชำระหนี้ให้แก่นายรัชชานนท์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการยืมเงินดังกล่าวมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์เป็นพยานซัดทอดของผู้กระทำความผิดด้วยกันจะรับฟังมาลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ นั้น เห็นว่า ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังคำให้การซัดทอดของผู้กระทำความผิดด้วยกัน ทั้งตามคำให้การของนายพฤหัสและนายรัชชานนท์ที่ว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 2 มิได้เป็นการซัดทอดให้ตนเองพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการซัดทอดนั้นแต่อย่างใด ทั้งยังมีพยานอื่นของโจทก์ประกอบ จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เพราะจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่ามีการโอนเงิน 11,000 บาท ไปยังบัญชีของตนจริง และจำเลยที่ 2 ได้โอนเงิน 3,000 บาท ไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 และโอนเงิน 7,000 บาท ไปยังบัญชีของนายรัชชานนท์จริง ย่อมเป็นคำรับที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล นั้น เห็นว่า เหตุบรรเทาโทษเพราะจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงนั้นจะต้องให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา การที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบหลักฐานการโอนเงินจากธนาคารเจ้าของบัญชีของจำเลยทั้งสองจนพบการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 กับพวกคดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่เบิกความยอมรับถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ย่อมพิสูจน์ความผิดได้โดยง่าย การเบิกความยอมรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 2 เช่นนั้นไม่เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลดโทษให้จำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายยิ่งยศ สินะสนธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2565
#684731
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถชนท้ายรถซึ่งผู้ตายขับรถแล่นอยู่ในทิศทางเดียวกัน และความประมาทเกิดจากจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว ที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้น นั้น เห็นว่า ผู้ตายเป็นสามีโจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคท้าย มาตรา 438 วรรคหนึ่งและมาตรา 443 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำสืบและอ้างถึงพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่ชอบจะวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยค่าเสียหายส่วนนี้ไป ส่วนค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคหนี่ง บัญญัติให้ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย โดยค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวศาลจะพิจารณาตามสมควรตามความจำเป็น ทั้งพิจารณาตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้รับผิดเต็มวงเงินประกันนั้น เมื่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกินวงเงินความคุ้มครองรวมของทั้ง 2 กรมธรรม์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 402,795.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 304,562.40 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 23,847 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมควร ผู้ตาย จำเลยที่ 2 รับประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 1 ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ในส่วนของประกันภัยภาคบังคับ จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร และในส่วนประกันภัยภาคสมัครใจ จำนวนเงินเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก กรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. 1,000,000 บาท ต่อคน และความเสียหายต่อทรัพย์สิน 5,000,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปตามถนนมิตรภาพจากอำเภอสีคิ้วมุ่งหน้าอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถห้ามล้อได้ทันเป็นเหตุให้ชนท้ายรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่ผู้ตายขับในขณะแล่นอยู่ด้านหน้าในทิศทางเดียวกัน ทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา โดยจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทแต่เพียงฝ่ายเดียว หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มอบเงินช่วยเหลืองานศพให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย 20,000 บาท และจำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 300,000 บาท ให้แก่นางราตรี บุตรของผู้ตายเต็มตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้ว โดยยังมิได้ชำระเงินค่าสินไหมทดแทน ก่อนคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่นางราตรีซึ่งเป็นโจทก์ร่วม 50,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ สำหรับค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลนั้น ศาลชั้นต้นกำหนดค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เป็นเงิน 21,767 บาท คู่ความมิได้อุทธรณ์ ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับฎีกาโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าขาดแรงงาน 750,000 บาท นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ จึงไม่กำหนดค่าขาดแรงงานให้ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แต่ในชั้นฎีกาโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าขาดแรงงานแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์อุทธรณ์ชัดแจ้งแล้วว่า การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายทำให้โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะขอเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 800,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า ที่โจทก์อ้างว่าหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องป่วยซึมเศร้าและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการดังกล่าวนั้น ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายที่จะเรียกได้ อย่างไรก็ตามสามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน เมื่อพิจารณาว่าผู้ตายมีอายุ 77 ปี และประกอบอาชีพเกษตรกร ศาลชั้นต้นจึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์เป็นเงิน 432,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว ต้องมีผู้ดูแล โจทก์สูญเสียคนสำคัญ ไม่อาจคิดเป็นตัวเงินได้ที่โจทก์เรียกร้องมาเหมาะสมแล้วนั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะนั้น เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของโจทก์ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะ โดยอ้างว่าผู้ตายประกอบอาชีพเป็นกำลังหลัก แต่โจทก์กลับต้องสูญเสียคนสำคัญในการอุปการะเลี้ยงชีพ ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการโต้แย้งเพื่อขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเพิ่มขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อผู้ตายซึ่งเป็นสามีโจทก์ ผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนได้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิด รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ต้องเสียหายว่าเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคท้าย มาตรา 438 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 443 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำสืบอาชีพหน้าที่การงานและรายได้ของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตาย ถือว่าได้นำสืบและอ้างในอุทธรณ์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีอันเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาต้องขาดไร้อุปการะแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยค่าเสียหายส่วนนี้โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย พิจารณาฎีกาของโจทก์ประกอบข้อเท็จจริงจากรายได้และอาชีพการงานของผู้ตาย เห็นว่า ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีอายุ 77 ปี แม้อายุมากแต่ขับรถคันเกิดเหตุได้ แสดงว่ายังมีสายตาและสุขภาพแข็งแรง โจทก์นำสืบว่าผู้ตายมีรายได้จากการทำเกษตรปลูกข้าวหอมมะลิ 37 ไร่ มีรายได้ต่อปีประมาณ 1 ล้านบาท ปลูกข้าวโพดอีก 37 ไร่ มีรายได้ต่อปีประมาณ 270,000 บาท รายได้จากการทำเกษตรได้นำฝากธนาคาร ฝ่ายจำเลยไม่นำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์เป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายมีรายได้จากการทำเกษตรจริง พิจารณาทางนำสืบโจทก์ประกอบพฤติการณ์แล้วเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์เป็นเงิน 650,000 บาท ฎีกาโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อมามีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นกับค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ สำหรับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์เสียเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพไปเป็นเงิน 398,450 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายไปจริงและเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดงานศพ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้กระทำละเมิดรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย ซึ่งการกำหนดค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ศาลจะต้องพิจารณาตามสมควร ตามความจำเป็น ทั้งต้องพิจารณาถึงการจัดงานศพตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย เมื่อพิจารณารายการค่าใช้จ่ายในการจัดการศพของผู้ตาย โดยคำนึงถึงข้อพิจารณาต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยแสดงรายละเอียดแยกแยะแต่ละวันและแต่ละรายการที่ใช้จ่ายโดยบางส่วนมีใบเสร็จยืนยัน ฝ่ายจำเลยไม่นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นให้แก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท มานั้นต่ำเกินไป เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท สำหรับค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินรถจักรยานยนต์และส่วนพ่วงข้าง โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 80,000 บาท นั้น โจทก์มีนายสมพร บุตรของผู้ตายเบิกความว่า ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์คิดเป็นราคารถจักรยานยนต์ใหม่ 59,205 บาท และโจทก์เสียเงินค่าซื้อรถพ่วงข้าง 12,000 บาท กับค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 8,795.40 บาท แต่เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถจักรยานยนต์แล้ว ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิงหรือถึงขนาดไม่อาจซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิม เช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่อาจเรียกราคาค่ารถจักรยานยนต์ 59,205 บาท ได้ เมื่อโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถจักรยานยนต์ให้กลับคืนสภาพเดิมเป็นเงิน 8,795.40 บาท และค่ารถพ่วงข้างอีกเป็นเงิน 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,795.40 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายในส่วนของทรัพย์สินรถจักรยานยนต์เป็นค่าซ่อมรถเป็นเงิน 20,795.40 บาท เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายกรณีความเสียหายต่อชีวิต เป็นค่าปลงศพ, ค่ารักษาพยาบาล และค่าขาดไร้อุปการะรวมเป็นเงิน 1,021,767 บาท เมื่อหักเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับชดใช้แล้วเป็นเงิน 370,000 บาท จากค่าเสียหายในส่วนนี้ คงเหลือค่าสินไหมทดแทนกรณีความเสียหายต่อชีวิต 651,767 บาท และความเสียหายต่อทรัพย์สินในส่วนค่าซ่อมรถ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งสองส่วนแก่โจทก์เป็นเงิน 672,562.40 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย 1,000,000 บาท นั้น เมื่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 2 ฉบับรวมกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในส่วนนี้

อนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนมีความผูกพันต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด หากแต่ต้องรับผิดนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ผิดนัด โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 แต่หนังสือทวงถามของโจทก์ไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ จึงเป็นกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายจำเลยที่ 2 ลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อจำเลยที่ 2 รับหนังสือทวงถามในวันที่ 24 เมษายน 2561 แล้วไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 และต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวมาเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 672,562.40 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนทุนทรัพย์ 750,000 บาท ที่ไม่รับวินิจฉัยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 443 ม. 1461
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายไพบูลย์ วิหกหงส์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 850/2565
#693460
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ นอกจากจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. แล้ว จำเลยที่ 2 ยังเป็นบุตรของโจทก์กับ ก. และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ด้วย ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.ก) เลขที่ 2273, 2274 และ 2270 การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงมิได้เป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. เท่านั้น แต่ยังเป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 3 แปลงด้วย

สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 6 ร่วมกันหรือแทนกันมอบเงิน 7,000,000 บาท ให้โจทก์เมื่อมีการปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว โดยหาได้ระบุให้จำเลยที่ 2 มอบเงินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้วและประสงค์จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.2 จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในฐานะส่วนตัวหาใช่ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ไม่ แม้ภายหลังศาลมีคําพิพากษาให้ถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. และคดีถึงที่สุดก็ตาม ก็มิได้ทำให้สิทธิของจำเลยที่ 2 ในการเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความเสื่อมเสียไป

แม้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ระบุให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 โดยได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดก แต่ก็ได้ความตามคําแถลงของจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ว่า ตนเองและทายาทตามพินัยกรรมไม่ติดใจบังคับตามพินัยกรรม ขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่ทายาทของ ก. ยินยอมให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในการทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว นอกจากนี้สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ยังระบุอีกว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. จะให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้มีการดำเนินการจนลุล่วงไปโดยสมบูรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงลายมือชื่อผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลที่จำเลยที่ 2 กำหนดและศาลชั้นต้นได้ออกคําบังคับตามคําพิพากษาตามยอมดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความและเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้มีการบังคับคดีจนแล้วเสร็จได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง

เมื่อการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความคงเหลือเพียงการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. เพื่อให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ให้ความร่วมมือ จำเลยที่ 2 จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคําพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้พนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

จำเลยที่ 2 ยื่นคําร้องขอให้มีการบังคับคดีตามคําพิพากษาตามยอมภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนํา ป.วิ.พ. มาตรา 274 และ มาตรา 357 ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาใช้บังคับแก่การบังคับคดีในคดีนี้ ศาลย่อมมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 กำหนดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 6 ตกลงร่วมกันหรือแทนกันจะมอบเงิน 7,000,000 บาท ให้โจทก์เมื่อมีการปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ระบุไว้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ข้อ 2 กำหนดว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแช จะใช้อำนาจผู้จัดการมรดกโดยได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดกทำหนังสือมอบอำนาจ 3 ฉบับ ซึ่งหากมีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกจะให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้มีการดำเนินการจนลุล่วงเป็นไปโดยสมบูรณ์ การมอบอำนาจ มีดังนี้ 2.1 ฉบับที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 แปลง ในนามเดิม ตามแนวเขตและเนื้อที่ซึ่งผู้รับมอบอำนาจกำหนด 2.2 ฉบับที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่มีการแบ่งแยกตามข้อ 2.1 ซึ่งแบ่งแยกแล้ว เฉพาะที่ดินในส่วนทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 อีกแปลงหนึ่ง เพื่อให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้กำหนดเองให้เป็นผู้รับโอนที่ดิน โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ และ 2.3 ฉบับที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่มีการแบ่งแยกตามข้อ 2.1 ซึ่งแบ่งแยกแล้วเฉพาะที่ดินในส่วนทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินทั้งสองแปลง เพื่อให้จำเลยที่ 6 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้บุคคลซึ่งจำเลยที่ 6 เป็นผู้กำหนดเองให้เป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งสองแปลง โดยให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมามีเหตุขัดข้องในการบังคับคดีเนื่องจากสัญญาประนีประนอมความยอมข้อ 2.1 กำหนดแต่เพียงว่า ให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 แปลง ตามแนวเขตและเนื้อที่ซึ่งจำเลยที่ 2 กำหนดโดยมิได้ระบุจำนวนเนื้อที่ที่จะแบ่งแยกไว้ ศาลชั้นต้นตีความสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.1 ว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 ส่วน ในนามเดิม ตามแนวเขตและเนื้อที่ซึ่งผู้รับมอบอำนาจกำหนดนั้น ให้ที่ดินที่แบ่งแยกแล้วแปลงด้านทิศตะวันออกเมื่อรวมกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 แล้วมีเนื้อที่เท่ากับแปลงด้านทิศตะวันตก ซึ่งการตีความดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาปราณบุรี ดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาปราณบุรี จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 ตามที่แบ่งแยก (ที่ถูก ซึ่งแบ่งแยกแล้ว เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลง) และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อการนี้

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 และมาตรา 357 หรือไม่ เห็นว่า ในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ นอกจากจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมแชแล้ว จำเลยที่ 2 ยังเป็นบุตรของโจทก์กับนางกิมแช และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ด้วย ประกอบกับโจทก์ยังบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273, 2274 และ 2270 การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงมิได้เป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชเท่านั้น แต่ยังเป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 3 แปลงด้วย และตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 6 ร่วมกันหรือแทนกันมอบเงิน 7,000,000 บาท ให้โจทก์เมื่อมีการปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ระบุไว้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว โดยหาได้ระบุให้จำเลยที่ 2 มอบเงินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ได้วางเงิน 3,500,000 บาท ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561 นอกจากนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.1 ยังกำหนดให้จำเลยที่ 2 มีหน้าที่เป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้จัดการมรดกของนางกิมแชดำเนินการขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส .3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 แปลง ในนามเดิม ทั้งมีสิทธิและหน้าที่ตามข้อ 2.2 ในการเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้จัดการมรดกของนางกิมแชให้จดทะเบียนโอนที่ดินตามข้อ 2.1 ที่แบ่งแยกแล้วเฉพาะที่ดินด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลงและที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 ให้แก่บุคคลซึ่งจำเลยที่ 2 กำหนดให้เป็นผู้รับโอนที่ดินดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้วและได้แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ประสงค์จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเอง ซึ่งเป็นสิทธิที่จำเลยที่ 2 สามารถกระทำได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.2 จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในฐานะส่วนตัวหาใช่ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชไม่ ดังนี้ แม้ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืนตามศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้ถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมแชและคดีถึงที่สุด โดยศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกาก็ตาม ก็มิได้ทำให้สิทธิของจำเลยที่ 2 ในการเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความเสื่อมเสียไป และแม้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ระบุให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 โดยได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดกซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดกก่อนนั้น ก็ได้ความตามคำแถลงของจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 15 สิงหาคม 2559 ว่า ตนเองและทายาทตามพินัยกรรมไม่ติดใจบังคับตามพินัยกรรมขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่ทายาทของนางกิมแชยินยอมให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในการทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว หาได้มีข้อขัดข้องในเรื่องความยินยอมของทายาทดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างมาไม่ นอกจากนี้สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ยังระบุอีกว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชจะให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้มีการดำเนินการจนลุล่วงไปโดยสมบูรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นคู่ความลงลายมือชื่อผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลที่จำเลยที่ 2 กำหนดและศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ประสงค์จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองและแจ้งเหตุขัดข้องในการรับโอนที่ดินพิพาทว่ายังไม่ได้รับหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชเพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความและมีสิทธิได้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธีตามบทบัญญัติแห่งการบังคับคดีจนแล้วเสร็จได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง โดยการบังคับคดีหาใช่จะต้องเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ของกองมรดกเพียงประการเดียวดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกามาไม่ เมื่อการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในกรณีนี้คงเหลือเพียงการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชเพื่อให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชได้ และการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวจะมีผลบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชหรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แม้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติขึ้นโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่ 5 กันยายน 2560 ภายหลังจากที่ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 แล้วก็ตาม แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเท่านั้นตามมาตรา 21 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีใด ๆ ที่ได้กระทำภายหลังวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ย่อมต้องบังคับตามบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมภายหลังจากที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 และมาตรา 357 ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาใช้บังคับแก่การบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความจะมีผลบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลย่อมมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 274 ม. 357
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายขจร เลิศสกุลพาณิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายมโน ภักดิ์ภูวดล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 843/2565
#682234
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องไม่ได้ส่งรายการหนี้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 335 วรรคสอง ก็มิได้ทำให้บุริมสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งเป็นบุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่ง ป.พ.พ. และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 (2) ต้องเสียไป และเมื่อผู้ร้องส่งรายการหนี้ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 วรรคท้าย ก่อนที่จะมีการจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทแล้ว ย่อมทำให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอยู่ในลำดับก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ศาลมีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยผิดสัญญา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง คือ ห้องชุดเลขที่ 328/144 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 68951 ถึง 68953 พร้อมส่วนควบของจำเลยออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทเลขที่ 328/144 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 68951 ถึง 68953 แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้จำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 ต้นเงิน 105,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินที่ผิดนัดแต่ละงวด เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 328/144 ซึ่งจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งผู้ร้องให้แจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 โดยให้ส่งแบบแจ้งรายการหนี้ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย พร้อมข้อบังคับของอาคารชุดและเอกสารคำนวณหนี้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ ผู้ร้องได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 แต่ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในวันที่ 10 ตุลาคม 2559 หลังจากนั้นวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นวันขายทอดตลาดนัดที่ 5 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดห้องชุดดังกล่าวโดยมิได้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ผู้ร้องยื่นขอแจ้งหนี้บุริมสิทธิอันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร จากนั้นวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ผู้ร้องแถลงขอนำส่งรายการหนี้บุริมสิทธิค่าส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระ ตามมาตรา 18 พระราชบัญญัติอาคารชุดฯ เพื่อขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดของจำเลยชำระหนี้ค่าภาระส่วนกลางให้แก่ผู้ร้องก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่า คดีนี้อยู่ระหว่างทำรายงานบัญชีเนื่องจากขายทอดตลาดทรัพย์ ตรวจสอบแล้วพบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือให้แจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระแก่นิติบุคคลอาคารชุดลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดต้องแจ้งหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือตามมาตรา 335 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่นิติบุคคลอาคารชุดได้แจ้งค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ซึ่งเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่กันเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 เป็นกฎหมายเฉพาะ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พิเศษแตกต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายทั่วไป โดยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนซึ่งต้องมีกรรมสิทธิ์ในอาคารเดียวกันร่วมกันและมีกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดแยกจากกันเป็นสัดส่วน พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 จึงบัญญัติแตกต่างออกไป โดยบทบัญญัติของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 41 (2) ให้ถือว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด ซึ่งบุริมสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 (1) คือ บุริมสิทธิรักษาอสังหาริมทรัพย์ อันทำให้ผู้ร้องมีสิทธิเหนือห้องชุดที่พิพาทในการที่จะได้รับชำระหนี้ค้างชำระก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ และตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 วรรคท้าย ยังบัญญัติว่า บุริมสิทธิตาม (2) ถ้าผู้จัดการได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนจำนอง ดังนี้ แม้ผู้ร้องไม่ได้ส่งรายการหนี้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนด ก็มิได้ทำให้บุริมสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งเป็นบุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 (2) ต้องเสียไป และเมื่อผู้ร้องส่งรายการหนี้ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 วรรคท้าย ก่อนที่จะมีการจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทแล้ว ย่อมทำให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอยู่ในลำดับก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น โดยมีสิทธิที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินผิดนัดแต่ละงวด เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวม และที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้ หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง เช่นนี้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดและขายทอดตลาด ต้องรับผิดในหนี้ถึงวันขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงมีบุริมสิทธิโดยคิดดอกเบี้ยถึงวันที่ขายทอดตลาดทรัพย์เช่นกัน จึงสมควรกันเงินให้แก่ผู้ร้องตามต้นเงินที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันขายทอดตลาดเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินที่ผิดนัดแต่ละงวด จนถึงวันขายทอดตลาด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 273 (1)
ป.วิ.พ. ม. 335 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 วรรคสอง ม. 41 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นิติบุคคลอาคารชุด ด.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทินกร พูนเม็ง
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวจิตตรา กาญธนะประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
กำพล ษมาคุณากร
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 829/2565
#686179
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) โดยถูกต้อง แต่จำเลยไม่ดำเนินการเพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ภายในอายุใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) เช่นนี้ ถือได้ว่า ขณะจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ อาวุธปืนของกลางจึงเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งว่าเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทางทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ อันเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ต้องริบเสียทั้งสิ้น ตาม ป.อ. มาตรา 32 ด้วยเหตุนี้ จำเลยจะอ้างเหตุว่าภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้จดทะเบียนให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางถูกต้องเรียบร้อยแล้ว มาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อมิให้ริบอาวุธปืนของกลางไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นฎีกาจำเลยอ้างว่า จำเลยเคยเป็นอาสาสมัครทหารพราน สังกัดกรมทหารพรานที่ 45 จำเลยซื้ออาวุธปืนของกลางจากโครงการสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่น ในชั้นนี้จึงฟังได้ว่าที่จำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองนั้น คงเนื่องมาจากจำเลยได้ซื้อจากโครงการสวัสดิการข้าราชการจริง ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนของกลางก่ออาชญากรรมใด จำเลยเองก็ให้การรับสารภาพ อันแสดงว่าจำเลยยังรู้สำนึกในความผิดของตน พฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า กรณีมีเหตุไม่ริบอาวุธปืนของกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) ซึ่งมีอายุ 6 เดือน นับแต่วันออกใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 23 (2) แล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการเพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ภายในอายุใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) เช่นนี้ ถือได้ว่าขณะจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ อาวุธปืนของกลางจึงเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งว่าเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทางทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ อันเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ต้องริบเสียตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ด้วยเหตุนี้จำเลยจะอ้างเหตุว่า ภายหลังเกิดเหตุได้มีการจดทะเบียนให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางถูกต้องเรียบร้อยแล้วมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อมิให้ริบอาวุธปืนของกลางไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ริบอาวุธปืนของกลางมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 15,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้ใบรับอนุญาต ปรับ 5,000 บาท รวมปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวณัฐนิกา แจ่มจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุระ อนันต์สุขเสรี
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2565
#683963
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิฎีกาขอให้กำหนดโทษจําเลยในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เนื่องจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาฉ้อโกง แต่ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ร่วมเกี่ยวพันกับความผิดข้อหาฉ้อโกงที่โจทก์ร่วมมีสิทธิฎีกา ทั้งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หากศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาเห็นสมควรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คําฟ้องของโจทก์แยกเป็นข้อ ก. และข้อ ข. แต่ใช้วันเวลากระทำผิดเดียวกัน ข้อ ก. ระบุว่า จําเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมว่า จําเลยประสงค์ขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ผู้เสียหายที่ 1 หลงเชื่อจึงทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลย และมอบเงินให้จําเลย ข้อ ข. ระบุว่า จําเลยแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในสัญญาขายฝากที่ดินอันเป็นเอกสารราชการว่าที่ดินมีสิ่งปลูกสร้างอันเป็นความเท็จ ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อและจดข้อความดังกล่าวลงในหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน เห็นได้ว่าการที่จําเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามข้อ ข. เป็นการกระทำส่วนหนึ่งของการฉ้อโกงตามข้อ ก. อันเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาอย่างเดียวกันคือเพื่อหลอกลวงเงินจากโจทก์ร่วม จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

จําเลยขายฝากที่ดินให้โจทก์ร่วมโดยหลอกลวงว่าที่ดินมีสิ่งปลูกสร้าง ความจริงที่ดินไม่มีสิ่งปลูกสร้าง โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานฉ้อโกง และมีคําขอให้จําเลยคืนเงินแก่โจทก์ร่วม เมื่อจําเลยให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษจําเลยตามฟ้อง จําเลยจึงต้องคืนเงินเต็มจำนวนแก่โจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ส่วนที่ดินที่จําเลยจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์ร่วม จําเลยต้องดำเนินการตามสิทธิของตนเองต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 267, 341 และให้จำเลยคืนเงิน 2,040,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายชยธร ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาฉ้อโกง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 (ที่ถูก มาตรา 267), 341 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกง จำคุก 3 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยใช้เงิน 2,040,000 บาท คืนแก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง จำคุก 3 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดทั้งสองฐานเป็นกรรมเดียวและมีระวางโทษเท่ากัน ลงโทษฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ดังนี้ แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะได้รอการลงโทษจำคุกจำเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า เมื่อพิจารณาการกระทำความผิดของจำเลยกับความเสียหายที่โจทก์ร่วมได้รับ กรณียังไม่เหมาะสมที่จะลงโทษจำเลยสถานเบา โดยหากศาลจะรอการลงโทษก็ควรกำหนดเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (7) นั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตฎีกาปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ซึ่งโจทก์ร่วมมีคำขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีไม่ต้องห้ามฎีกา จึงให้งดส่งคำร้อง นั้น เป็นการสั่งไปโดยไม่มีอำนาจและโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คดีอาญาทั่วไปที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ไม่มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 และมาตรา 221 การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องฉบับดังกล่าว โดยไม่ได้ยื่นเป็นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ร่วมจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเป็นว่า ให้ยกคำร้องฉบับดังกล่าว และที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมดังกล่าวมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า การกระทำความผิดของจำเลยตามคำฟ้องในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และข้อหาฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมจะไม่มีสิทธิฎีกาขอให้กำหนดโทษจำเลยในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เนื่องจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาฉ้อโกง แต่ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ร่วมดังกล่าวเกี่ยวพันกับความผิดข้อหาฉ้อโกงที่โจทก์ร่วมมีสิทธิฎีกา ทั้งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ไม่ว่าจำเลยจะยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นหรือไม่ หากศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาเห็นสมควรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ซึ่งเมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าโจทก์แยกฟ้องเป็นข้อ ก. และข้อ ข. แต่ใช้วันเวลากระทำผิดเดียวกัน คำฟ้องข้อ ก. ระบุว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมว่า จำเลยมีความประสงค์ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 10840 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ในราคา 2,040,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วที่ดินโฉนดเลขที่ 10840 ไม่มีสิ่งปลูกสร้างดังที่จำเลยกล่าวอ้าง โดยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 1 หลงเชื่อ จึงทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยในราคา 2,040,000 บาท และมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยในการทำสัญญาขายฝาก ส่วนคำฟ้องข้อ ข. ระบุว่า จำเลยแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินอันเป็นเอกสารราชการว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 10840 มีสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นความเท็จ ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อและจดข้อความที่จำเลยแจ้งดังกล่าวลงในหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามฟ้องข้อ ข. เป็นการกระทำส่วนหนึ่งของการฉ้อโกงตามฟ้องข้อ ก. อันเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาอย่างเดียวคือเพื่อหลอกลวงเงินจากโจทก์ร่วม จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาในคดีส่วนแพ่งต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนเงิน 2,040,000 บาท แก่โจทก์ร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยขายฝากที่ดินให้โจทก์ร่วม โดยหลอกลวงว่าที่ดินตามโฉนดดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮาส์สองชั้น ความจริงที่ดินนั้นไม่มีสิ่งปลูกสร้าง โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมีคำขอให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ร่วมด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง จำเลยจึงต้องคืนเงินที่เสียไปเต็มจำนวนแก่โจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ส่วนที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์ร่วมนั้น จำเลยก็ต้องดำเนินการตามสิทธิของตนเองต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2563 ว่า ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 650,000 บาท จึงต้องหักเงินดังกล่าวออกจากจำนวนที่จำเลยจะต้องคืนให้แก่โจทก์ร่วมด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 1,390,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 267 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
โจทก์ร่วม — นาย ช.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายสมควร จารุธำรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 821/2565
#687033
เปิดฉบับเต็ม

การพิพากษาคดีในส่วนแพ่งที่ให้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น เมื่อศาลฎีกาสั่งจำหน่ายคดีส่วนอาญาของจำเลยจากสารบบความ เนื่องจากจำเลยถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) แล้ว ศาลฎีกาจะพิพากษาคดีในส่วนอาญาเกี่ยวกับจำเลยต่อไปอีกไม่ได้ จึงถือว่าคดีในส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุดและจะนำข้อเท็จจริงในคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดมารับฟังในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นย่อมไม่ได้ เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่จากพยานหลักฐานในสำนวน

จำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยมี จ. เข้ามาเป็นคู่ความแทน ก็เพียงเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแทนจำเลยเท่านั้น ศาลจึงต้องพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง และชั้นบังคับคดีก็บังคับเอาจากกองมรดกของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนสืบพยาน เด็กหญิง ธ. ผู้เสียหาย โดยนาง อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายรวมเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย (ผู้ร้อง) ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนอาญาออกจากสารบบความ สำหรับคดีในส่วนแพ่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเพื่อให้บุคคลที่กฎหมายกำหนดเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วส่งถ้อยคำสำนวนคืนศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำสั่งตั้งนาง จ. ภริยาจำเลย เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง ถือได้ว่าจำเลยอุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาด้วย ซึ่งในส่วนของคดีอาญานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยกระทำความผิดให้ลงโทษจำคุก ต่อมาเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนอาญาออกจากสารบบความ สำหรับการพิพากษาคดีในส่วนแพ่งที่ให้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น เมื่อศาลฎีกาสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยจากสารบบความแล้ว ศาลฎีกาจะพิพากษาคดีในส่วนอาญาเกี่ยวกับจำเลยต่อไปอีกไม่ได้ จึงถือว่าคดีในส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุดและจะนำข้อเท็จจริงในคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดมารับฟังในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น ๆ ย่อมไม่ได้ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่จากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งทางนำสืบของโจทก์นอกจากมีผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องเบิกความยืนยันว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องแล้ว หลังจากเกิดเหตุในคืนเดียวกันผู้ร้องก็ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวในนาง อ. ซึ่งเป็นมารดาทราบ แม้ในครั้งแรกมารดาผู้ร้องจะยังไม่เชื่อในคำบอกเล่าของผู้ร้องก็ตาม แต่ภายหลังเมื่อผู้ร้องไม่ยอมไปโรงเรียนโดยยังยืนยันว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้อง มารดาผู้ร้องจึงได้พาผู้ร้องไปพบนาย ป. ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนที่ผู้ร้องเรียนอยู่ ผู้ร้องก็ยังได้เล่าเหตุการณ์ให้นาย ป. ฟังโดยยืนยันว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้อง หลังจากนั้นจึงได้มีการให้ผู้ร้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายโดยมีแพทย์หญิง อ. แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้ร้องยืนยันว่าพบบาดแผลด้านในอวัยวะเพศของผู้ร้องซึ่งมีรอยช้ำเนื่องจากการกระแทก และมีความเห็นว่าพบหลักฐานว่าอาจจะผ่านการร่วมประเวณี นอกจากนี้ผู้ร้องยังได้ให้การต่อพันตำรวจตรี ส. พนักงานสอบสวนยืนยันข้อเท็จจริงสอดคล้องกับที่ผู้ร้องเบิกความ รวมทั้งยังสอดคล้องต้องกันกับพยานอื่นดังที่ได้กล่าวมาในข้อสาระสำคัญ โดยไม่ปรากฏว่าพยานดังกล่าวทั้งหมดมีข้อขัดแย้งหรือสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะมาเบิกความเพื่อใส่ร้ายปรักปรำจำเลยแต่อย่างใด ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยอยู่ที่บ้านของตนเองซึ่งอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 6 กิโลเมตร โดยไม่ได้ออกไปที่ใดนั้น คงมีเพียงจำเลยและนาง จ. ภริยาจำเลยมาเบิกความเท่านั้น โดยไม่มีพยานอื่นที่น่าเชื่อถือมาเบิกความยืนยันด้วย ส่วนนาย อ. พยานจำเลยอีกปากหนึ่งก็เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุตนเองมิได้อยู่ที่บ้านเกิดเหตุแต่อย่างใด จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือที่จะรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือในการรับฟังมากกว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้ร้อง จึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องจากการทำละเมิดดังกล่าว สำหรับจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เห็นว่า ขณะถูกทำละเมิดผู้ร้องยังเป็นเด็กมีอายุเพียง 10 ปีเศษ อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและสภาพจิตใจ รวมถึงความเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงในอนาคตอันเป็นการยากต่อการแก้ไขเยียวยาให้กลับคืนดังเดิมได้ ค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดจึงนับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ซึ่งเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยมีนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความแทน ก็เพียงเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแทนจำเลยเท่านั้น ศาลจึงต้องพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง และชั้นบังคับคดีก็บังคับเอาจากกองมรดกของจำเลย

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้นถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ธ. โดยนาง อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ผ. โดยนาง จ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายธราดล พินิจสัจจธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 815/2565
#683966
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 6 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท น. จำเลยที่ 6 ย่อมมีสิทธิเข้าประชุมในที่ประชุมใหญ่ได้เสมอไม่ว่าจะเป็นประชุมชนิดใดคราวใด แต่หากจำเลยที่ 6 มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในข้ออันใดซึ่งที่ประชุมจะลงมติแล้ว จำเลยที่ 6 ย่อมไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนด้วยในข้อนั้น ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1176 และ 1185 แห่ง ป.พ.พ. ดังนั้น การที่จำเลยที่ 6 ได้ออกเสียงลงคะแนนในกรณีดังกล่าว จึงมีผลเพียงทำให้มีข้อพิจารณาว่ามติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นมติพิเศษชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่หาได้เป็นการลวงว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 47

การกระทำความผิดตามมาตรา 42 และมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 ผู้กระทำความผิดจะต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้มีส่วนได้เสียในบริษัทขาดประโยชน์อันควรได้ แต่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้อย่างไรบ้าง จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

การทำให้เสียหาย เปลี่ยนแปลง หรือตัดทอนหลักประกันของบริษัทตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (1) นั้น หมายถึงหลักประกันที่บริษัทได้รับเข้ามา หาใช่ทรัพย์สินของบริษัทที่นำไปใช้เป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามฟ้องข้อนี้จึงไม่เป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42, 46, 47

ศาลชั้นต้นพิพากษาไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ในปัญหาตามคำฟ้องข้อ 2.1 ถึง ข้อ 2.6

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดมีว่า คดีของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดตามคำฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.6 มีมูลที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างในฎีกาว่า สำหรับฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันมีหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท น. ครั้งที่ 1/2561 และมีหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท น. ครั้งที่ 1/2561 โดยหนังสือเชิญประชุมทั้งสองครั้งแจ้งว่ามีวาระการประชุมเพื่อพิจารณาลดทุนจดทะเบียน โดยลดมูลค่าหุ้นเพื่อล้างขาดทุนสะสมของบริษัทนั้นเป็นความเท็จ ความจริงบริษัท น. ไม่ได้ขาดทุน จึงเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทและโฆษณาโดยอ้างอิงบัญชีอันเป็นเท็จในสาระสำคัญ เห็นว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึง 5 อ้างว่าการลดทุนจดทะเบียนของบริษัท น. ทั้งสองครั้งก็เพื่อล้างขาดทุนสะสมของบริษัท แต่เมื่อนำมูลค่าหุ้นที่ลดลงไปคำนวณหักขาดทุนสะสมแล้วบริษัท น. ยังมีขาดทุนสะสมอยู่เป็นจำนวน 12,603,980 บาท การลดทุนทั้งสองครั้งดังกล่าวจึงไม่สามารถล้างขาดทุนสะสมได้ จึงเป็นการลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท และโฆษณาโดยอ้างถึงบัญชีอันเป็นเท็จในสาระสำคัญ ฎีกาของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดที่อ้างว่าบริษัทไม่ได้ขาดทุนเช่นนี้ จึงเป็นข้อเท็จจริงนอกคำฟ้องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างในฎีกาข้อต่อมาว่า สำหรับฟ้องข้อ 2.3 ที่ว่า จำเลยที่ 6 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท น. แต่จำเลยที่ 6 เป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในวาระเพิ่มทุนและลดทุนซึ่งต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงมติในวาระดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 6 ที่ร่วมลงคะแนนออกเสียงในวาระการพิจารณาให้ลดทุนของบริษัท น. จึงเป็นการลวงว่าตนเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งที่ตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียพิเศษต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนน จำเลยที่ 6 จึงกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 47 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 6 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท น. จำเลยที่ 6 ย่อมมีสิทธิเข้าประชุมในที่ประชุมใหญ่ได้เสมอไม่ว่าจะเป็นประชุมชนิดใดคราวใด แต่หากจำเลยที่ 6 มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในข้ออันใดซึ่งที่ประชุมจะลงมติแล้ว จำเลยที่ 6 ย่อมไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนด้วยในข้อนั้น ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1176 และ 1185 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 6 ได้ออกเสียงลงคะแนนในกรณีดังกล่าว จึงมีผลเพียงทำให้มีข้อพิจารณาว่ามติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นมติพิเศษชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่หาได้เป็นการลวงว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 47 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างในฎีกาข้อต่อมาว่า สำหรับฟ้องข้อ 2.4 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือตัดทอนงบแสดงฐานะการเงินและรายการต่าง ๆ ในงบการเงินฉบับที่ส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงไม่ตรงตามรายการและจำนวนเงินที่นำเสนอในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ให้พิจารณาและอนุมัติ เพื่อลวงโจทก์ทั้งสิบเอ็ดว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 นำงบการเงินฉบับที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นไปยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และปรากฏตามรายงานผู้สอบบัญชีลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ว่าบริษัทเลือกมาตรฐานบัญชีแบบใหม่ และมีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ถาวรตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป ทำให้สินทรัพย์ของบริษัทกลับไปอยู่ในราคาทุนไม่ใช่ราคาตลาดปัจจุบัน มีผลให้งบการเงินส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจัดทำบัญชีของบริษัทให้ขาดทุนลงอีกเพื่อให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอีกเพื่อลวงให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่น ๆ หลงเชื่อว่าบริษัทมีฐานะการเงินไม่ดีการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จึงทำให้เสียหาย หรือปลอมบัญชีเอกสาร หรือลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท และเป็นการโฆษณาโดยปกปิดบัญชี รายงาน หรือกิจการอื่นเกี่ยวกับบริษัทอันเป็นสาระสำคัญเพื่อลวงให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในบริษัทนั้นให้ขาดประโยชน์อันควรได้ อันเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 42 และมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 เห็นว่า ความผิดทั้งสองมาตราดังกล่าว ผู้กระทำความผิดจะต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้มีส่วนได้เสียในบริษัทขาดประโยชน์อันควรได้ แต่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้อย่างไรบ้าง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องในข้อนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างในฎีกาข้อต่อมาว่า สำหรับฟ้องข้อ 2.5 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันลงมติให้บริษัท น. กู้ยืมเงินจากธนาคาร ท. จำนวน 390,000,000 บาท เพื่อนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ ก. ก่อนถึงกำหนดชำระเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมชำระหนี้ก่อนครบกำหนดเป็นเงิน 5,400,000 บาท ทั้งนี้ เป็นการกระทำเพื่อไถ่ถอนทรัพย์สินของบริษัทและนำไปเป็นหลักประกันกู้เงินให้แก่บริษัทอื่นซึ่งอยู่ในกลุ่มของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ขอกู้ยืมเงินจากธนาคาร ท. ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายต้องรับภาระโดยเป็นหนี้ค้ำประกันและจำนองเป็นประกันหนี้ให้แก่บริษัทอื่นในวงเงินรวม 5,110,000,000 บาท โดยบริษัทไม่มีส่วนได้เสียในเงินกู้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จึงเป็นการทำให้เสียหาย เปลี่ยนแปลง หรือตัดทอน หลักประกันของบริษัท น. เห็นว่า การทำให้เสียหาย เปลี่ยนแปลง หรือตัดทอนหลักประกันของบริษัทนั้น หมายถึงหลักประกันที่บริษัทได้รับเข้ามา หาใช่ทรัพย์สินของบริษัทที่นำไปใช้เป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามฟ้องข้อนี้จึงไม่เป็นความผิด โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างในฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้บรรยายฟ้องในข้อ 2.6 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ดำเนินการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 15/2561 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 และประธานในที่ประชุมได้แถลงให้ที่ประชุมทราบว่านายทะเบียนได้รับจดทะเบียนลดทุนตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 แล้วนั้น เป็นการโฆษณากล่าวอ้างว่า การที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทรับจดทะเบียนลดทุนดังกล่าวเป็นเหตุให้หุ้นจำนวน 950,000 หุ้น สิ้นผลไปโดยอัตโนมัติ อันเป็นเท็จในสาระสำคัญ เพื่อลวงผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท น. ให้เข้าใจว่าหุ้นจำนวน 950,000 หุ้น ดังกล่าวสิ้นผลไปแล้ว ไม่สามารถจัดสรรแก่ผู้ถือหุ้นได้ ทำให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้จากบริษัท น. ซึ่งหมายความว่า การโฆษณากล่าวอ้างดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและบุคคลทั่วไปเข้าใจว่าหุ้นดังกล่าวสิ้นผลไปแล้วอันเป็นความเท็จ ซึ่งแท้จริงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่มีเจตนาจัดสรรหุ้นดังกล่าวมาแต่ต้นแล้ว โจทก์ทั้งสิบเอ็ดในฐานะผู้ถือหุ้นก็จะขาดประโยชน์ในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวอันเป็นประโยชน์อันควรได้จากการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน การบรรยายฟ้องจึงครบองค์ประกอบความผิดแล้วนั้น เห็นว่า การแถลงของประธานในที่ประชุมดังกล่าวเป็นการแจ้งที่ประชุมว่า คณะกรรมการได้ตัดสินใจในการดำเนินกิจการบริษัทไปในทิศทางอย่างไรเนื่องจากบริษัทเคยมีมติเพิ่มทุนแล้ว แต่ได้จัดสรรขายหุ้นเพิ่มทุนไปเพียงบางส่วนจึงยังคงเหลือหุ้นเพิ่มทุนที่ยังไม่ได้จัดสรรอีก การที่ประธานยังได้แถลงถึงการดำเนินการต่อจากนั้นว่า ต่อมาที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้ลดทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสม และบริษัทได้ดำเนินการจดทะเบียนลดทุนต่อกรมพัฒนธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เรียบร้อยแล้วก็เป็นการเท้าความถึงการดำเนินการของบริษัทหลังจากมีมติพิเศษลดทุนกันแล้ว การที่ประธานยังได้กล่าวถึงผลจากการลดทุนซึ่งถือได้ว่าหุ้นที่ยังไม่ได้จัดสรรที่เหลืออยู่นั้นสิ้นผลไปโดยอัตโนมัติ ก็เป็นเพียงความเห็นของประธานเกี่ยวกับหุ้นที่ยังไม่ได้จัดสรรขายดังกล่าวเพราะหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวตราบใดที่บริษัทมิได้ออกหุ้นใหม่เสนอขาย ก็ยังคงเป็นเพียงความประสงค์ของบริษัทที่หากยังต้องการเพิ่มทุนก็จะต้องดำเนินการต่อไปโดยออกหุ้นใหม่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อไม่มีข้อความตอนใดเป็นเท็จ การแถลงดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการโฆษณาโดยอ้างถึงกิจการของบริษัทอันเป็นเท็จในสาระสำคัญแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามฟ้องข้อนี้จึงไม่เป็นความผิดเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดไม่มีมูลที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณาและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.พ.พ. ม. 1176 ม. 1185
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 ม. 46 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก. กับพวก
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายธนวิทย์ ขำศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิไล จิวังกูร
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2565
#686976
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ก่อนที่จะนำของใด ๆ ไปจากอารักขาของศุลกากร ผู้นำของเข้าต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร กับต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้อง และเสียภาษีอากรจนครบถ้วนหรือวางเงินไว้เป็นประกัน การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด คดีนี้เหตุที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกักและยึดรถยนต์โดยสารที่พิพาทไว้ก็เพื่อตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของสินค้า โดยมีการสืบสวนทราบว่ารถยนต์โดยสารที่พิพาททั้งหมดมีต้นทางส่งออกมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศมาเลเซีย และทางราชการของประเทศมาเลเซียได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) สำหรับรถยนต์โดยสารที่พิพาทให้กับบริษัท อ. หลังจากนั้น รถยนต์โดยสารที่พิพาทถูกจัดส่งมายังประเทศไทย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่ากรณีเป็นการสำแดงประเทศกำเนิดของสินค้าเป็นเท็จ (Form D) และใช้สิทธิลดอัตราอากรของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอาเซียนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 99 และมาตรา 27 ซึ่งตามคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 16/2558 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน ข้อ 4 วิธีปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ศุลกากร (2.8) กำหนดว่า กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยในถิ่นกำเนิดสินค้าว่า สินค้าที่นำเข้าไม่อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากร...หากสินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าต้องห้ามหรือต้องกำกัดในการนำเข้าและไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลให้ท่าหรือที่หรือด่านศุลกากรหรือสำนักงานศุลกากรสั่งการปล่อยสินค้าไปก่อน โดยให้วางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากร ส่วนหลักเกณฑ์ประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2556 ข้อ 2 01 09 09 การปฏิบัติเกี่ยวกับข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าที่ตรวจพบความผิดหรือที่มีการจับกุมและของยังไม่ได้ตรวจปล่อยจากอารักขาศุลกากร ข้อ (1) กำหนดว่า เมื่อมีการตรวจพบความผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และของยังไม่ได้ตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาศุลกากร ให้หน่วยงานที่ตรวจพบความผิดดังกล่าวส่งเรื่องที่ตรวจพบความผิดไปให้หน่วยบริการศุลกากรทำการประเมินราคาและอากรของที่ตรวจพบความผิด เพื่อเรียกเก็บค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ ให้ครบถ้วนก่อนตรวจปล่อยของต่อไป หากผู้นำของเข้าไม่ยินยอมชำระค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ (หากมี) ให้แจ้งหน่วยงานด้านคดีส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ในกรณีที่ผู้นำของเข้ามีความประสงค์จะขอให้ตรวจปล่อยของออกไปก่อนแล้วพิจารณาความผิดภายหลัง เมื่อได้ทำการประเมินอากรของที่ตรวจพบความผิด และได้ค่าภาษีอากรที่ขาดแล้วให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดยอดเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรที่ขาดและกำหนดเงินค่าเปรียบเทียบปรับค่าภาษีอากร ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยเร็ว ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ข้อ 1 03 03 01 (10) กำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร หรือความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรให้ปรับสองเท่าของอากรที่ขาด และให้ชำระค่าภาษีอากรที่ขาดให้ครบถ้วน พร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทยที่ขาด (ถ้ามี) ดังนั้น เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลในการนำเข้ารถยนต์โดยสารที่พิพาท หากโจทก์ต้องการนำรถยนต์โดยสารที่พิพาทออกไปจากอารักขาของจำเลย โจทก์จึงต้องวางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับสองเท่าของอากรที่ขาดให้ครบถ้วนก่อนที่จะนำสินค้าพิพาทออกไปจากอารักขาของจำเลยได้ หาใช่แต่เพียงวางเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรอย่างเดียวไม่ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งให้โจทก์วางประกันค่าภาษีและค่าปรับดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ไม่วางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับดังกล่าว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น การที่พนักงานศุลกากรของจำเลยกักยึดสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าไว้เพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรจึงเป็นการกักยึดสินค้าไว้โดยมีเหตุอันควรสงสัยที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 24 และ 25 ให้อำนาจไว้ และสินค้าพิพาทที่ถูกกักยึดนี้ก็เป็นของใด ๆ อันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 27 อันอาจถูกศาลริบได้ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 17 ซึ่งพนักงานศุลกากรของจำเลยมีอำนาจกักยึดไว้ได้จนกว่าคดีอาญาถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคสาม ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่เคยกล่าวหาว่าโจทก์ฉ้อฉลนั้น ปรากฏว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าเป็นการสำแดงประเทศกำเนิดของสินค้าที่ตัวสินค้าเป็นเท็จเป็นเหตุให้ค่าภาษีอากรขาดอันเป็นความผิดฐานสำแดงเท็จ แต่ ช. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์อ่านบันทึกแล้วไม่ประสงค์จะลงนาม การกักยึดสินค้าพิพาทจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้ตรวจปล่อยสินค้าพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยตรวจปล่อยสินค้ารถยนต์ปรับอากาศ จำนวน 99 คัน โดยให้โจทก์เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 36,533,846 บาท ค่าเช่าสถานที่จอดรถวันละ 1,000,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะตรวจปล่อยรถยนต์ทั้ง 99 คัน ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2559 โจทก์นำเข้ารถยนต์โดยสารปรับอากาศประเภทใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวี 5 ครั้ง จำนวน 489 คัน โดยสั่งซื้อจากบริษัท อ. ซึ่งอยู่ในประเทศมาเลเซียอันเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน การนำเข้ารถยนต์โดยสารที่พิพาทเป็นการนำเข้าครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 จำนวน 99 คัน โดยโจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม และแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) เพื่อรับรองว่ารถยนต์โดยสารที่โจทก์นำเข้ามีถิ่นกำเนิดของในประเทศมาเลเซีย เพื่อใช้สิทธิลดอัตราภาษีตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement หรือ ATIGA) และตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน โจทก์ดำเนินพิธีการศุลกากรขอรับรถยนต์โดยสารที่นำเข้าแล้ว แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ยอมตรวจปล่อยให้แก่โจทก์ โดยเห็นว่ารถยนต์โดยสารที่นำเข้ามีถิ่นกำเนิดในสาธารณรัฐประชาชนจีน และดำเนินคดีโจทก์ในความผิดฐานสำแดงประเทศกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ และใช้สิทธิลดอัตราอากรของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอาเซียนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 99 และ 27 หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลางแล้ว ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรสำหรับรถยนต์โดยสาร 99 คันที่พิพาทในคดีนี้ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมิน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยไม่ยอมตรวจปล่อยรถยนต์โดยสารพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า รถยนต์โดยสารที่พิพาทไม่ใช่สินค้าต้องห้ามหรือต้องกำกัด โจทก์นำเข้าโดยแสดงหลักฐานครบถ้วนว่ารถยนต์โดยสารพิพาทมีถิ่นกำเนิดของในประเทศมาเลเซีย จำเลยไม่มีหลักฐานใดแสดงว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำเลยจึงต้องยอมให้โจทก์วางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรตามอัตราปกติโดยไม่ต้องวางประกันค่าประกันค่าปรับและปล่อยรถยนต์โดยสารพิพาทให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ก่อนที่จะนำของใด ๆ ไปจากอารักขาของศุลกากร ผู้นำของเข้าต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร กับต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้อง และเสียภาษีอากรจนครบถ้วนหรือวางเงินไว้เป็นประกัน การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด" คดีนี้เหตุที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกักและยึดรถยนต์โดยสารที่พิพาทไว้ก็เพื่อตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของสินค้า โดยมีการสืบสวนทราบว่ารถยนต์โดยสารที่พิพาททั้งหมดมีต้นทางส่งออกมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศมาเลเซีย และทางราชการของประเทศมาเลเซียได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) สำหรับรถยนต์โดยสารที่พิพาทให้กับบริษัท อ. หลังจากนั้น รถยนต์โดยสารที่พิพาทถูกจัดส่งมายังประเทศไทย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่ากรณีเป็นการสำแดงประเทศกำเนิดของสินค้าเป็นเท็จ (Form D) และใช้สิทธิลดอัตราอากรของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอาเซียนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 99 และมาตรา 27 ซึ่งตามคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 16/2558 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน ข้อ 4 วิธีปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ศุลกากร (2.8) กำหนดว่า กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยในถิ่นกำเนิดสินค้าว่า สินค้าที่นำเข้าไม่อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากร...หากสินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าต้องห้ามหรือต้องกำกัดในการนำเข้าและไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลให้ท่าหรือที่หรือด่านศุลกากรหรือสำนักงานศุลกากรสั่งการปล่อยสินค้าไปก่อน โดยให้วางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากร ส่วนหลักเกณฑ์ประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2556 ข้อ 2 01 09 09 การปฏิบัติเกี่ยวกับข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าที่ตรวจพบความผิดหรือที่มีการจับกุมและของยังไม่ได้ตรวจปล่อยจากอารักขาศุลกากร กำหนดว่า เมื่อมีการตรวจพบความผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และของยังไม่ได้ตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาศุลกากร ให้หน่วยงานที่ตรวจพบความผิดดังกล่าวส่งเรื่องที่ตรวจพบความผิดไปให้หน่วยบริการศุลกากรทำการประเมินราคาและอากรของที่ตรวจพบความผิด เพื่อเรียกเก็บค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ ให้ครบถ้วนก่อนตรวจปล่อยของต่อไป หากผู้นำของเข้าไม่ยินยอมชำระค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ (หากมี) ให้แจ้งหน่วยงานด้านคดีส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ในกรณีที่ผู้นำของเข้ามีความประสงค์จะขอให้ตรวจปล่อยของออกไปก่อนแล้วพิจารณาความผิดภายหลัง เมื่อได้ทำการประเมินอากรของที่ตรวจพบความผิดและได้ค่าภาษีอากรที่ขาดแล้วให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดยอดเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรที่ขาด และกำหนดเงินค่าเปรียบเทียบปรับค่าภาษีอากร ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยเร็ว ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตามพระราชบัญญัติศุลกากร กำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร หรือความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรให้ปรับสองเท่าของอากรที่ขาด และให้ชำระค่าภาษีอากรที่ขาดให้ครบถ้วน พร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทยที่ขาด (ถ้ามี) ดังนั้น เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลในการนำเข้ารถยนต์โดยสารที่พิพาท หากโจทก์ต้องการนำรถยนต์โดยสารที่พิพาทออกไปจากอารักขาของจำเลย โจทก์จึงต้องวางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับสองเท่าของอากรที่ขาดให้ครบถ้วนก่อนที่จะนำสินค้าพิพาทออกไปจากอารักขาของจำเลยได้ หาใช่แต่เพียงวางเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรอย่างเดียวไม่ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งให้โจทก์วางประกันค่าภาษีและค่าปรับดังกล่าวแล้ว ตามหนังสือที่ กค 0599/1977 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 แต่โจทก์ไม่วางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับดังกล่าว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น การที่พนักงานศุลกากรของจำเลยกักยึดสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าไว้เพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรจึงเป็นการกักยึดสินค้าไว้โดยมีเหตุอันควรสงสัยที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 24 และ 25 ให้อำนาจไว้ และสินค้าพิพาทที่ถูกกักยึดนี้ก็เป็นของใด ๆ อันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 27 อันอาจถูกศาลริบได้ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 17 ซึ่งพนักงานศุลกากรของจำเลยมีอำนาจกักยึดไว้ได้จนกว่าคดีอาญาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่เคยกล่าวหาว่าโจทก์ฉ้อฉลนั้น ปรากฏว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าเป็นการสำแดงประเทศกำเนิดของสินค้าที่ตัวสินค้าเป็นเท็จเป็นเหตุให้ค่าภาษีอากรขาดอันเป็นความผิดฐานสำแดงเท็จ ตามบันทึกการตรวจสอบ-จับกุมตามใบขนสินค้าขาเข้า แต่นายชนิด ผู้รับมอบอำนาจโจทก์อ่านบันทึกแล้วไม่ประสงค์จะลงนาม การกักยึดสินค้าพิพาทจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้ตรวจปล่อยสินค้าพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 85 วรรคสาม
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 24 ม. 25 ม. 27 ม. 40 ม. 99
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุธราธรรม
- นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
อุดม วัตตธรรม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565
#685226
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 70 กำหนดให้บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแล้วนำส่งจำเลย ดังนั้น หาก RIM Canada หรือ RIM Singapore ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) RIM Canada หรือ RIM Singapore จึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมาย โดยมีโจทก์เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีและนำส่งจำเลย หากโจทก์ไม่ได้หักภาษีและไม่ได้นำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักนำส่งแก่จำเลยภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับ RIM Canada หรือ RIM Singapore ผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่ไม่ได้หักและไม่ได้นำส่ง ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง และต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ตามมาตรา 27 เมื่อสัญญาซื้อขายฉบับหลักระหว่าง RIM Canada กับโจทก์พร้อมคำแปล ข้อ 6 กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบและต้องจ่ายภาษีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ภายใต้สัญญานี้ รวมถึงภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยเมื่อหักภาษีแล้ว RIM Canada หรือ RIM Singapore จะต้องได้รับเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ออกตามใบแจ้งหนี้ โจทก์จึงต้องมีหน้าที่ออกภาษีเงินได้ให้ RIM Canada หรือ RIM Singapore ตามข้อผูกพันในสัญญา เงินดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ แม้โจทก์ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 70 แต่เมื่อโจทก์ชำระภาษีแก่จำเลยและ RIM Canada หรือ RIM Singapore ได้รับเงินของโจทก์เท่าจำนวนเงินที่ออกตามใบแจ้งหนี้ไปแล้ว หากปรากฏว่า RIM Canada หรือ RIM Singapore ไม่มีภาระต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกคืนเงินในส่วนที่โจทก์ชำระค่าภาษีแก่จำเลยได้

โจทก์กับ RIM Canada ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศและมิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ร่วมเป็นคู่สัญญาทำสัญญาซื้อขายฉบับหลัก Master Supply Agreement โดยให้หมายความรวมถึงตาราง ใบสั่งซื้อ เอกสารแนบท้าย และสิ่งที่แนบมาใด ๆ หรือเอกสารที่อ้างถึงในหรือตามตารางที่มีการซื้อขาย สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตามสัญญา หมายความถึง อุปกรณ์มือถือ อุปกรณ์เชื่อมโยงและซอฟต์แวร์ที่ระบุไว้ในตารางเอ รวมถึงใบอนุญาตในการเข้าถึงเครือข่ายและซอฟต์แวร์ใด ๆ ของ RIM โหลดลงหรือฝังตัวอยู่ในมือถือหรืออุปกรณ์พกพา พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ การแก้ไขข้อผิดพลาด (BUG) การปรับปรุง การอัปเกรด โดย RIM จัดเตรียมให้แก่โจทก์ ตัวแทนจำหน่าย หรือผู้ใช้บริการ แต่ไม่รวมบริการการโทร (Airtime Service) เพราะบริการการโทร (Airtime Service) เป็นบริการโดยโจทก์ไม่ใช่ RIM ตามคำจำกัด ความในสัญญาซื้อขายฉบับหลักพร้อมคำแปล เมื่อซอฟต์แวร์ที่ระบุไว้ในตารางเอ หมายความรวมถึงใบอนุญาตในการเข้าถึงเครือข่าย (Access license) ดังนั้น Service Access บริการเข้าใช้ตามที่กำหนดในตารางเอ และบริการอื่นที่ RIM อาจให้บริการแก่โจทก์ตามตารางดี - 1 และ Service Access Fees ค่าธรรมเนียมที่อธิบายในตารางเอ ย่อมหมายถึง ค่าธรรมเนียมที่ RIM เรียกเก็บจากการอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์การเข้าถึงเครือข่าย ซึ่งตารางเอ ข้อ 6 สัญญาซื้อขายฉบับหลักพร้อมคำแปล ได้กำหนดการแก้ปัญหาระบบ BlackBerry และอธิบายไว้ด้วยว่า BlackBerry Enterprise Server Software ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐาน BlackBerry ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งข้อความไปยัง และส่งข้อความระหว่างมือถือ BlackBerry หรือเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์อีเมลองค์กร ส่วน BlackBerry Handheld Software ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายของผู้ให้บริการไร้สายที่สนับสนุนโดย RIM เพื่อป้องกันปัญหาในการส่งและรับข้อมูลผ่านเครือข่ายไร้สาย ช่วยตรวจสอบและเรียกดูข้อความอีเมล การนัดหมาย ชื่อผู้ติดต่อ งาน และบันทึกตามที่อธิบายไว้ในคู่มือการติดตั้งระบบมือถือ BlackBerry Handheld Software ดังนั้น ค่าตอบแทนจำนวน 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการลูกค้าองค์กร สำหรับการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software หรือการเชื่อมต่อผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software และ BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines และค่าตอบแทนจำนวน 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการลูกค้ารายย่อย เฉพาะการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines แม้สัญญาจะเรียกเป็นค่าบริการ แต่ก็เป็นค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่าย นอกจากนี้ข้อกำหนดตามสัญญา ข้อ 19 ยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาตามสัญญาซื้อขายฉบับหลักพร้อมคำแปล กำหนดข้อจำกัดการอนุญาตให้ใช้สิทธิ โดยภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญานี้ RIM ให้สิทธิแก่โจทก์เป็นการเฉพาะตัวและไม่สามารถโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้ ข้อจำกัดในการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายโดยมีเงื่อนไขว่าผู้จัดจำหน่ายจะต้องตกลงเข้าทำสัญญาที่ไม่มีข้อจำกัดน้อยกว่าสัญญานี้ และโจทก์ต้องไม่ดำเนินการและต้องควบคุมดูแลให้ตัวแทนจำหน่าย ไม่ส่งเสริม ทำการตลาด แจกจ่ายหรือขายสินค้านอกพื้นที่ กำหนดข้อจำกัดการใช้สิทธิว่า โจทก์จะต้องไม่ใช้และทำซ้ำสินค้าและบริการ (รวมเอกสาร) นอกเหนือจากที่ระบุในสัญญานี้ โจทก์จะต้องไม่แก้ไขคำแจ้งลิขสิทธิ์ที่บรรจุอยู่หรือที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ เอกสารของ RIM หรือการตลาดหรือวรรณกรรมอื่น ๆ ที่จัดหาโดย RIM ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด และมีข้อกำหนดที่ RIM อนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าแบบสิทธิส่วนบุคคล และไม่สามารถโอนให้บุคคลอื่นได้ ห้ามทำซ้ำ แจกจ่าย และห้ามแสดงเครื่องหมายการค้าของ RIM ในที่สาธารณะ การใช้งานเครื่องหมายการค้าของ RIM จำกัดเพียงการใช้งานตามสัญญานี้ โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิและจะไม่ได้รับสิทธิการเป็นเจ้าของ RIM ยังคงมีสิทธิ กรรมสิทธิ์และประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญาในสินค้าและบริการของตน โจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตจะแนบใบแจ้งสงวนสิทธิ์ไม่ว่าลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า หรือกรรมสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องในสินค้าหรือบริการของ RIM โจทก์หรือตัวแทนรวมทั้งพนักงาน ผู้รับจ้าง หรือผู้กระทำการแทนจะไม่ได้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ต้นแบบสินค้า ซึ่งรวมสิทธิบัตรการออกแบบอุตสาหกรรม งานต้นแบบ ลิขสิทธิ์ ความลับทางการค้าหรือ mask works โจทก์หรือผู้กระทำการแทนจะไม่ได้กรรมสิทธิ์ ประโยชน์ หรือสิ่งอื่นใดในสินค้าหรือต้นแบบสินค้าที่โอนยังโจทก์ตามสัญญานี้ โจทก์จะไม่ขาย ให้เช่า อนุญาตเช่าช่วง จำหน่าย มอบหมายหรือโอนสิทธิในสินค้า เปิดเผยผลการเทียบเคียงราคาหรือการทดสอบอื่นใดที่คล้ายคลึงกับสินค้าของ RIM แก่บุคคลที่สาม แก้ไข แปลหรือดัดแปลงสินค้า ลบหรือทำลายซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจาก RIM การจำหน่ายซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจาก RIM และหรือการขายสื่อที่เผยแพร่ซอฟต์แวร์โดยโจทก์เป็นไปตามเงื่อนไขของใบอนุญาต RIM โจทก์จะแจ้งให้ RIM ทราบทันที หากมีการละเมิดตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นว่า โจทก์และ RIM ทำสัญญาซื้อขายสินค้าเป็นอุปกรณ์มือถือ อุปกรณ์เชื่อมโยงและซอฟต์แวร์ โดยเจตนาหรือมีวัตถุประสงค์หลักของสัญญาคือ RIM อนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าและสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์มาตรฐาน รวมถึง BlackBerry Enterprise Server (BES) Software License และ BlackBerry End User หรือ Software License Agreement โดยที่ RIM ยังคงเป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้าและซอฟต์แวร์ของ RIM ที่โหลดลงหรือฝังตัวอยู่ในมือถือหรืออุปกรณ์พกพา ดังนั้น ในการจ่ายเงินค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ให้แก่ RIM ดังกล่าว แม้จะกำหนดในสัญญาว่าเป็นค่าบริการ แต่ถือว่าเป็นค่าตอบแทนการให้ใช้หรือสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรมหรือเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) ข้อ 12 และเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3) ไม่ใช่เป็นเพียงการให้บริการรับส่งข้อมูลการติดต่อสื่อสารของผู้ใช้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตให้แก่ลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กรตามที่โจทก์อ้าง จึงไม่ใช่การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ดังนั้น เมื่อ RIM Canada หรือ RIM Singapore เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย RIM Canada หรือ RIM Singapore จึงต้องเสียภาษี โดยโจทก์ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแล้วนำส่งจำเลยตามมาตรา 70 และตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) ข้อ 12 คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0722/125 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2558 ของจำเลย เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือที่ กค 0728/2649 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2559 ให้จำเลยชำระเงินภาษีอากรคืนแก่โจทก์ 330,518,011.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับถัดจากครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร คิดเป็นดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 222,516,478.76 บาท รวมเป็นเงินภาษีคืนและดอกเบี้ย 553,034,490.48 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน จากต้นเงิน 330,518,011.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2548 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายฉบับหลัก (Master Supply Agreement) กับ รีเสิร์ท อิน โมชั่น ลิมิเต็ด (Research In Motion Limited หรือ RIM Canada) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศแคนาดา เพื่อตกลงซื้อขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อแบล็คเบอรี่ (BlackBerry) และค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์รวมถึงการเชื่อมต่อระบบบริการผ่านโครงข่ายการใช้งานทางอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อแบล็คเบอรี่ (BlackBerry) สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าว โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าบริการ และค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service and Service Access Fees) ให้แก่ RIM Canada และต่อมา RIM Canada ได้มีการโอนสิทธิตามสัญญาให้แก่ รีเสิร์ท อิน โมชั่น สิงคโปร์ พีทีอี ลิมิเต็ด (Research In Motion Singapore Pte.Limited หรือ RIM Singapore) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของสาธารณรัฐสิงคโปร์ และได้รับสิทธิประโยชน์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) เนื่องจากเป็นบุคคลผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในสาธารณรัฐสิงคโปร์ และไม่มีตัวแทนหรือสำนักงานในประเทศไทยหรือส่งบุคลากรของตนเข้ามาในประเทศไทยเพื่อการให้บริการตามสัญญาซื้อขายฉบับหลักดังกล่าว ซึ่งตามเอกสารแนบท้ายสัญญาซื้อขายฉบับหลัก ตารางเอ หัวข้อ รายการสินค้าและการกำหนดราคา (Schedule A "Product List And Pricing") กำหนดนิยามของค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ในข้อ 5 ไว้ดังนี้

ก. ลูกค้าองค์กร ค่าตอบแทนจำนวน 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการ สำหรับการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software หรือการเชื่อมต่อผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software และ BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines (Service Access Fees per Handheld per month for Service Access through BlackBerry Enterprise Server Software only or both BlackBerry Enterprise Server Software and BlackBerry Internet Service (BIS) through frame relay or Lease Lines)

ข. ลูกค้ารายย่อย ค่าตอบแทนจำนวน 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการ เฉพาะการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines (Service Access Fees per Handheld per month for Service Access through BlackBerry Internet Service (BIS) only through frame relay or Lease Lines)

เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ Service Access Fees ให้แก่ RIM Canada หรือ RIM Singapore แล้ว โจทก์ก็จะเรียกเก็บค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ Service Access Fees จากผู้ใช้บริการ (End-User) ของตนในราคาที่บวกส่วนต่างนอกเหนือไปจากค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เรียกเก็บเป็นรายเดือนสำหรับค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ RIM Canada และ RIM Singapore เพื่อให้ลูกค้าผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อแบล็คเบอรี่ (BlackBerry) สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ โจทก์อ้างว่า เดิมโจทก์เห็นว่าเป็นการจ่ายค่าบริการในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (ซอฟต์แวร์) ซึ่งเข้าลักษณะเป็นค่าสิทธิ โจทก์จึงได้หักภาษีจากค่าตอบแทนที่จ่ายและนำส่งให้แก่จำเลย โดยโจทก์มีภาระเป็นผู้ออกภาษีให้ตามที่ระบุไว้ในสัญญา ต่อมาโจทก์ตรวจสอบสิทธิหน้าที่และขอบเขตงานบริการตามสัญญา และแนววินิจฉัย หนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรสำหรับกรณีการจ่ายค่าบริการที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับกรณีของโจทก์แล้ว โจทก์เห็นว่าค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นค่าสิทธิ แต่เป็นเงินได้จากการธุรกิจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) ดังนั้น RIM Canada และ RIM Singapore จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ค.10) ต่อจำเลย 44 ฉบับ และเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ค.10) ต่อจำเลยอีก 20 ฉบับ รวม 64 ฉบับ เป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ขอคืนทั้งสิ้น 330,518,011.72 บาท จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่อนุมัติคืนเงินภาษีอากรทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า กรณีที่โจทก์จ่ายค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ให้แก่ RIM Canada และ RIM Singapore เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนการให้ใช้สิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรมหรือเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) ข้อ 12 และเข้าลักษณะเป็นค่าสิทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) โจทก์จึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งแจ้งไม่คืนเงินค่าภาษีอากร ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร (ค.30) นั้น ชอบแล้ว โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า โจทก์มีสิทธิยื่นขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 กำหนดให้บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแล้วนำส่งจำเลย ดังนั้น หาก RIM Canada หรือ RIM Singapore ได้รับเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) RIM Canada หรือ RIM Singapore จึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมาย โดยมีโจทก์เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีและนำส่งจำเลย หากโจทก์ไม่ได้หักภาษีและไม่ได้นำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักนำส่งแก่จำเลยภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับ RIM Canada หรือ RIM Singapore ผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่ไม่ได้หักและไม่ได้นำส่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 เมื่อสัญญาซื้อขายฉบับหลักระหว่าง RIM Canada กับโจทก์พร้อมคำแปล ข้อ 6 กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบและต้องจ่ายภาษีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ภายใต้สัญญานี้ รวมถึงภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยเมื่อหักภาษีแล้ว RIM Canada หรือ RIM Singapore จะต้องได้รับเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ออกตามใบแจ้งหนี้ โจทก์จึงต้องมีหน้าที่ออกภาษีเงินได้ให้ RIM Canada หรือ RIM Singapore ตามข้อผูกพันในสัญญา เงินดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ แม้โจทก์ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 แต่เมื่อโจทก์ชำระภาษีแก่จำเลยและ RIM Canada หรือ RIM Singapore ได้รับเงินของโจทก์เท่าจำนวนเงินที่ออกตามใบแจ้งหนี้ไปแล้ว หากปรากฏว่า RIM Canada หรือ RIM Singapore ไม่มีภาระต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกคืนเงินในส่วนที่โจทก์ชำระค่าภาษีแก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีเอง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินัจฉัยประการต่อมามีว่า คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กับจำเลยต้องคืนเงินภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัย เมื่อศาลภาษีอากรกลางสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า โจทก์กับ RIM Canada ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศและมิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ร่วมเป็นคู่สัญญาทำสัญญาซื้อขายฉบับหลัก Master Supply Agreement โดยให้หมายความรวมถึงตาราง ใบสั่งซื้อ เอกสารแนบท้าย และสิ่งที่แนบมาใด ๆ หรือเอกสารที่อ้างถึงในหรือตามตารางที่มีการซื้อขาย สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตามสัญญา หมายความถึง อุปกรณ์มือถือ อุปกรณ์เชื่อมโยงและซอฟต์แวร์ที่ระบุไว้ในตารางเอ รวมถึงใบอนุญาตในการเข้าถึงเครือข่ายและซอฟต์แวร์ใด ๆ ของ RIM โหลดลงหรือฝังตัวอยู่ในมือถือหรืออุปกรณ์พกพา พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ การแก้ไขข้อผิดพลาด (BUG) การปรับปรุง การอัพเกรด โดย RIM จัดเตรียมให้แก่โจทก์ ตัวแทนจำหน่าย หรือให้แก่ผู้ใช้บริการ แต่ไม่รวมบริการการโทร (Airtime Service) เพราะบริการการโทร (Airtime Service) เป็นบริการโดยโจทก์ไม่ใช่ RIM ตามคำจำกัดความในสัญญาซื้อขายฉบับหลักพร้อมคำแปล เมื่อซอฟต์แวร์ที่ระบุไว้ในตารางเอ หมายความรวมถึงใบอนุญาตในการเข้าถึงเครือข่าย (Access license) ดังนั้น Service Access บริการเข้าใช้ตามที่กำหนดในตารางเอ และบริการอื่นที่ RIM อาจให้บริการแก่โจทก์ตามตารางดี - 1 และ Service Access Fees ค่าธรรมเนียมที่อธิบายในตารางเอ ย่อมหมายถึง ค่าธรรมเนียมที่ RIM เรียกเก็บจากการอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์การเข้าถึงเครือข่าย ซึ่งตารางเอ ข้อ 6 สัญญาซื้อขายฉบับหลักพร้อมคำแปล ได้กำหนดการแก้ปัญหาระบบ BlackBerry และอธิบายไว้ด้วยว่า BlackBerry Enterprise Server Software ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐาน BlackBerry ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งข้อความไปยัง และส่งข้อความระหว่างมือถือ BlackBerry หรือเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์อีเมลองค์กร ส่วน BlackBerry Handheld Software ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายของผู้ให้บริการไร้สายที่สนับสนุนโดย RIM เพื่อป้องกันปัญหาในการส่งและรับข้อมูลผ่านเครือข่ายไร้สาย ช่วยตรวจสอบและเรียกดูข้อความอีเมล การนัดหมาย ชื่อผู้ติดต่อ งาน และบันทึกตามที่อธิบายไว้ในคู่มือการติดตั้งระบบมือถือ BlackBerry Handheld Software ดังนั้น ค่าตอบแทนจำนวน 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการลูกค้าองค์กร สำหรับการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software หรือการเชื่อมต่อผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software และ BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines และ ค่าตอบแทนจำนวน 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการลูกค้ารายย่อย เฉพาะการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines แม้สัญญาจะเรียกเป็นค่าบริการ แต่ก็เป็นค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่าย นอกจากนี้ ข้อกำหนดตามสัญญา ข้อ 19 ยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา กำหนดข้อจำกัดการอนุญาตให้ใช้สิทธิ โดยภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญานี้ RIM ให้สิทธิแก่โจทก์เป็นการเฉพาะตัวและไม่สามารถโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้ ข้อจำกัดในการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายโดยมีเงื่อนไขว่าผู้จัดจำหน่ายจะต้องตกลงเข้าทำสัญญาที่ไม่มีข้อจำกัดน้อยกว่าสัญญานี้ และโจทก์ต้องไม่ดำเนินการและต้องควบคุมดูแลให้ตัวแทนจำหน่ายไม่ส่งเสริม ทำการตลาด แจกจ่ายหรือขายสินค้านอกพื้นที่ กำหนดข้อจำกัดการใช้สิทธิว่า โจทก์จะต้องไม่ใช้และทำซ้ำสินค้าและบริการ (รวมเอกสาร) นอกเหนือจากที่ระบุในสัญญานี้ โจทก์จะต้องไม่แก้ไขคำแจ้งลิขสิทธิ์ที่บรรจุอยู่หรือที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ เอกสารของ RIM หรือการตลาดหรือวรรณกรรมอื่น ๆ ที่จัดหาโดย RIM ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด และมีข้อกำหนดที่ RIM อนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าแบบสิทธิส่วนบุคคล และไม่สามารถโอนให้บุคคลอื่นได้ ห้ามทำซ้ำ แจกจ่าย และห้ามแสดงเครื่องหมายการค้าของ RIM ในที่สาธารณะ การใช้งานเครื่องหมายการค้าของ RIM จำกัดเพียงการใช้งานตามสัญญานี้ โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิและจะไม่ได้รับสิทธิการเป็นเจ้าของ RIM ยังคงมีสิทธิ กรรมสิทธิ์และประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญาในสินค้าและบริการของตน โจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตจะแนบใบแจ้งสงวนสิทธิ์ไม่ว่าลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า หรือกรรมสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องในสินค้าหรือบริการของ RIM โจทก์หรือตัวแทนรวมทั้งพนักงาน ผู้รับจ้าง หรือผู้กระทำการแทนจะไม่ได้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ต้นแบบสินค้า ซึ่งรวมสิทธิบัตร การออกแบบอุตสาหกรรม งานต้นแบบ ลิขสิทธิ์ ความลับทางการค้าหรือ mask works โจทก์หรือผู้กระทำการแทนจะไม่ได้กรรมสิทธิ์ ประโยชน์ หรือสิ่งอื่นใดในสินค้าหรือต้นแบบสินค้าที่โอนยังโจทก์ตามสัญญานี้ โจทก์จะไม่ขาย ให้เช่า อนุญาตเช่าช่วง จำหน่าย มอบหมายหรือโอนสิทธิในสินค้า เปิดเผยผลการเทียบเคียงราคาหรือการทดสอบอื่นใดที่คล้ายคลึงกับสินค้าของ RIM แก่บุคคลที่สาม แก้ไข แปลหรือดัดแปลงสินค้า ลบหรือทำลายซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจาก RIM การจำหน่ายซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจาก RIM และหรือการขายสื่อที่เผยแพร่ซอฟต์แวร์โดยโจทก์เป็นไปตามเงื่อนไขของใบอนุญาต RIM โจทก์จะแจ้งให้ RIM ทราบทันที หากมีการละเมิดตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นว่า โจทก์และ RIM ทำสัญญาซื้อขายสินค้าเป็นอุปกรณ์มือถือ อุปกรณ์เชื่อมโยงและซอฟต์แวร์ โดยเจตนาหรือวัตถุประสงค์หลักของสัญญาคือ RIM อนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าและสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์มาตรฐาน รวมถึง BlackBerry Enterprise Server (BES) Software License และ BlackBerry End User หรือ Software License Agreement โดยที่ RIM ยังคงเป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้าและซอฟต์แวร์ของ RIM ที่โหลดลงหรือฝังตัวอยู่ในมือถือหรืออุปกรณ์พกพา ดังนั้น ในการจ่ายเงินค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ให้แก่ RIM ดังกล่าว แม้จะกำหนดในสัญญาว่าเป็นค่าบริการ แต่ถือว่าเป็นค่าตอบแทนการให้ใช้หรือสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรมหรือเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) ข้อ 12 และเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) ไม่ใช่เป็นเพียงการให้บริการรับส่งข้อมูลการติดต่อสื่อสารของผู้ใช้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตให้แก่ลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กรตามที่โจทก์อ้าง จึงไม่ใช่การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) ดังนั้น เมื่อ RIM Canada หรือ RIM Singapore เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย RIM Canada หรือ RIM Singapore จึงต้องเสียภาษี โดยโจทก์ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแล้วนำส่งจำเลยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 และตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) ข้อ 12 คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นโต้แย้งอื่น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ม. 40 (3) ม. 40 (8) ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
- นายวิชัย จิตตาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
อุดม วัตตธรรม
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2565
#682865
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ และมาตรา 112 อัฏฐารส หากผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกไม่พอใจการประเมิน กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายประการใด โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร และหากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สามารถอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีนี้ในส่วนอากรขาเข้าจำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 112 ฉ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรโดยไม่รอให้พ้นกำหนดเวลา 30 วัน ที่จำเลยสามารถจะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 112 อัฏฐารส การที่จำเลยจะต้องเสียภาษีตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่จึงยังไม่เด็ดขาด เพราะยังอยู่ในเวลาที่จำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้และต่อมาจำเลยได้ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งรวมถึงใบขนสินค้าพิพาททั้ง 4 ฉบับในคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.216/6560 ของศาลภาษีอากรกลาง ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนหนึ่งต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าเพื่อใช้เป็นฐานภาษี เมื่อจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรขาเข้าซึ่งมีผลต่อฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินจึงยังไม่เด็ดขาด โจทก์ที่ 2 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มเป็นเงิน 5,583,356 บาท แก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าที่ชำระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับรวมสี่ฉบับเป็นเงิน 2,098,970 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2550 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2551 จำเลยนำสินค้ารถยนต์โดยสารขนาด 38 ที่นั่ง ยี่ห้อ "G." ซึ่งเป็นสินค้าที่มีกำเนิดในสาธารณรัฐประชาชนจีนจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทยรวม 4 ครั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยวางเงินประกันราคาค่าอากรไว้เพื่อรอผลการตรวจสอบตามใบขนสินค้าเลขที่ 2801-01250-81344, 2801-01250-81345,2801-00251-80547 และ 2801-00251-80548 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่ารถยนต์โดยสารที่จำเลยนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทสำแดงราคาต่ำกว่ามูลค่าปกติทั่วไปของสินค้าในกลุ่มรถยนต์โดยสารรุ่นเดียวกันที่นำมาผ่านพิธีการศุลกากรและจำเลยไม่สามารถชี้แจงเกี่ยวกับราคาที่สำแดงได้จึงกำหนดราคาศุลกากรโดยเทียบเคียงกับราคาที่สำนักสืบสวนและปราบปรามตรวจพบเป็นการกำหนดราคาศุลกากรตามวิธีที่ 3 ราคาซื้อขายของที่คล้ายกันตามหลักเกณฑ์การกำหนดราคาศุลกากรตามระบบราคาแกตต์และประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินพร้อมใบแนบใบแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 จำเลยยื่นอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 แต่ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 มีมติให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 เป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.200/2560 ของศาลภาษีอากรกลาง และต่อมาจำเลยก็ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งรวมถึงกรณีตามใบขนสินค้าพิพาททั้ง 4 ฉบับในคดีนี้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.216/2560 ของศาลภาษีอากรกลาง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และมาตรา 112 อัฏฐารส บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ดังนั้นหากผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกไม่พอใจการประเมิน กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายประการใด โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร และหากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สามารถอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีนี้ในส่วนอากรขาเข้าจำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 112 ฉ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรโดยไม่รอให้พ้นกำหนดเวลา 30 วัน ที่จำเลยสามารถจะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 112 อัฏฐารส การที่จำเลยจะต้องเสียภาษีตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่จึงยังไม่เด็ดขาด เพราะยังอยู่ในเวลาที่จำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้และต่อมาจำเลยได้ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งรวมถึงใบขนสินค้าพิพาททั้ง 4 ฉบับในคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.216/2560 ของศาลภาษีอากรกลาง ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนหนึ่งต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าเพื่อใช้เป็นฐานภาษี เมื่อจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรขาเข้าซึ่งมีผลต่อฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินจึงยังไม่เด็ดขาด โจทก์ที่ 2 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 79/2
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ ม. 112 อัฏฐารส
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
อุดม วัตตธรรม
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2565
#679510
เปิดฉบับเต็ม

การจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่า มีเจตนาเดียวกันหรือไม่ประกอบด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และในความผิดฐานร่วมกันนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกันโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันเพื่อช่วยเหลือนำพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน ให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และการที่จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน เข้ามาในราชอาณาจักรย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำหรือพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน เข้ามาในราชอาณาจักร แต่เมื่อจำเลยทั้งห้ากับพวกรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวทั้ง 17 คน พ้นจากการจับกุมจึงเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ ทั้งจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

จำเลยทั้งห้ากับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดเป็นขบวนการองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้รถกระบะของกลางนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และช่วยเหลือคนต่างด้าวเดินทางข้ามหลายจังหวัด การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงมิได้ใช้รถของกลางอย่างยานพาหนะโดยสารทั่วไป แต่เป็นการใช้รถกระบะของกลางกระทำความผิดโดยตรง ตามวัตถุประสงค์ขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง ศาลมีอำนาจริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (2) (3) (25) พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63, 64 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุกคนละ 4 ปี ฐานสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กร และฐานร่วมกันนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กร ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (3) ประกอบมาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันช่วยเหลือ ซ่อนเร้นคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุมและฐานสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กร การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (2) (3) (25) จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) (2) (3) (4), 7, 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ไม่ริบรถกระบะของกลาง แต่คืนให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่า มีเจตนาเดียวกันหรือไม่ประกอบด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และในความผิดฐานร่วมกันนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นการกระทำความผิดที่ต่อเนื่องกันโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันเพื่อจะช่วยเหลือนำพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน ให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และการที่จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน เข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าวย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำหรือพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน เข้ามาในราชอาณาจักร แต่เมื่อจำเลยทั้งห้ากับพวกรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ร่วมกันซ่อนเร้นช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวทั้ง 17 คน พ้นจากการจับกุม จึงเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ ทั้งจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าตามฟ้องข้อ 1.1, 1.2 และ 1.3 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า รถกระบะของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและศาลมีอำนาจสั่งให้ริบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดเป็นขบวนการองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้รถกระบะของกลางนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และช่วยเหลือคนต่างด้าว เดินทางข้ามหลายจังหวัด การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงมิได้ใช้รถกระบะของกลางอย่างยานพาหนะโดยสารทั่วไป แต่เป็นการใช้รถกระบะของกลางกระทำความผิดโดยตรง ตามวัตถุประสงค์ขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง ศาลจึงมีอำนาจริบได้ตามมาตรา 33 (1) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถกระบะของกลางมาด้วยนั้น ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ริบรถกระบะของกลาง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและความผิดฐานนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุกคนละ 2 ปี รวมสองกระทงจำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี ส่วนรถกระบะของกลางให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 63 ม. 64
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวรังสิมา ลัธธนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
กีรติ เชียงปวน
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2565
#685491
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานสอบสวนมีการแจ้งสิทธิและแจ้งข้อหาแก่ ซ. ขณะที่เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทยของจำเลย โดย ซ. ให้การปฏิเสธ แม้ ซ. มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยอันจะถือว่าเป็นผู้แทนนิติบุคคล แต่หนังสือรับรองข้อความที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อันเป็นหนังสือรับรองว่าบริษัทจำเลยได้รับใบอนุญาตทำธุรกิจบริการก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบ โครงการก่อสร้าง โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ให้แก่บริษัท ป. โดยมี ซ. เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย ซ. ย่อมอยู่ในฐานะเป็นผู้จัดการสำนักงานสาขาของจำเลยในประเทศไทย พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจแจ้งข้อหาและทำการสอบสวนได้ แม้จำเลยจะมิได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ซ. มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยด้วยก็ตาม เพราะ ซ. อยู่ในฐานะผู้จัดการตามความหมายใน ป.วิ.อ. มาตรา 7 วรรคหนึ่ง แล้ว กระบวนการสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย

กรณีนิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทย บรรดากรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลที่เป็นคนต่างด้าวต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 คุณสมบัติประการหนึ่งของคนต่างด้าวตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง (2) คือ มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ฮ. พำนักอยู่ที่สาธารณรัฐเกาหลี และข้อเท็จจริงปรากฏว่า ฮ. ออกนอกราชอาณาจักรไทยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2555 ส่วนที่ ฮ. ได้รับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวสำหรับการติดต่อและประกอบธุรกิจและการทำงานในราชอาณาจักรไทยก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ นั้น ข้อเท็จจริงปรากฎว่าเป็นการตรวจลงตราที่กระทำโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในสาธารณรัฐเกาหลี ฮ. มิได้เดินทางเข้ามาพำนักอยู่ในราชอาณาจักรไทยตามความเป็นจริงแต่ประการใด ดังนี้ เมื่อ ฮ. มิใช่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยและมิใช่บุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ในขณะที่ยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซ. จึงยังเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทยในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลจำเลยต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอ่านอธิบายฟ้อง สอบคำให้การ และสืบพยานโดยเปิดเผยต่อหน้า ซ. จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 165 และมาตรา 172 แล้ว

แม้เอกสารการนำเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็นเอกสารส่วนหนึ่งที่ได้มาจากการตรวจยึดในการค้นในเรื่องที่จำเลยถูกกล่าวหาว่านำเข้าสารเคมีซึ่งเป็นวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต และพยานโจทก์ยอมรับว่าอัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในข้อหานำเข้าสารเคมีอันเป็นวัตถุอันตราย แต่เอกสารที่ยึดมาชุดเดียวกันนั้นเป็นเอกสารที่นำไปสู่การสอบสวนและดำเนินคดีนี้ อันเกิดจากการตรวจค้นและยึดโดยชอบตามคำสั่งศาล ทั้งเอกสารดังกล่าวสามารถตรวจสอบความมีอยู่และความถูกต้องได้จากหน่วยงานของรัฐได้อีกทางหนึ่งอยู่แล้ว แม้ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนจนนำไปสู่การออกหมายค้นจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่หากตรวจพบข้อเท็จจริงในภายหลังจากเอกสารที่ยึดนั้นเองว่าอาจมีการหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากร พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนและดำเนินคดีต่อไปได้ หาใช่พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบแต่อย่างใดไม่ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

สำหรับความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 90/4 (6) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท จึงมีอายุความสิบปีตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดฐานดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2548 เมื่อนับถึงวันฟ้องพ้นกำหนดสิบปี ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว

จำเลยทำสัญญารับจ้างก่อสร้างโครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 ให้แก่บริษัท ป. โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยนำเข้าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้ง 480 เที่ยวเรือโดยมีเจตนาที่จะนำมาเพื่อผลิตหรือประกอบเป็นเครื่องจักรแยกก๊าซธรรมชาติในการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 โดยมีค่างานวิศวกรรมและการออกแบบโรงแยกก๊าซธรรมชาติชุดเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นลำดับต้นที่ขาดไม่ได้สำหรับใช้เป็นแนวทางในการผลิตหรือประกอบเครื่องจักรแยกก๊าซในการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติตามเจตนาที่แท้จริงของการนำเข้าวัสดุปกรณ์ และไม่ได้มีมูลค่าเพียงต้นทุนราคากระดาษในการออกแบบ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำค่างานด้านวิศวกรรมและการออกแบบที่บริษัท ป. ชำระแก่จำเลยและเป็นคนละจำนวนกับที่ชำระให้แก่ผู้ขายวัสดุอุปกรณ์ที่นำเข้ามาจากประเทศต่าง ๆ มารวมไว้ในราคาการนำเข้าเที่ยวแรกโดยให้สำแดงรายการแยกไว้ต่างหากจากราคาของนำเข้าตามความในกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) ข้อ 11 (4) และประกาศกรมศุลกากรที่ 39/2543 เมื่อจำเลยมิได้นำมูลค่าค่าบริการดังกล่าวมารวมเข้ากับราคาการนำเข้าเที่ยวแรกและสำแดงแยกไว้ต่างหากจากราคาของนำเข้าด้วยย่อมเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) ข้อ 11 (4) และประกาศศุลกากรที่ 39/2543 จำเลยจึงมีความผิดฐานนำของเข้าโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร

การดำเนินคดีนี้ไม่ได้เกิดจากมีบุคคลผู้มิใช่เจ้าพนักงาน ซึ่งนำความมาแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำการจับกุมผู้กระทำความผิดโดยตรง แต่เกิดสืบเนื่องจากการสอบสวนขยายผลของพนักงานเจ้าหน้าที่เอง ดังนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับศาลก็ไม่อาจสั่งจ่ายสินบนนำจับตามคำขอท้ายฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6), 78/1 (2), 83/8 และ 83/10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 และสั่งปรับจำเลยเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมอากรเข้าด้วยแล้ว (ราคาของรวมอากร 4,506,907,369.90 บาท) จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานและสินบนนำจับแก่ผู้แจ้งความนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยสภาพไม่อาจลงโทษจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับได้ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยสถานเดียว โดยให้ปรับจำเลยสามเท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่มจำนวน 57,901,159 บาท เป็นเงินค่าปรับทั้งสิ้น 173,703,477 บาท ให้บังคับค่าปรับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมาตรา 29/1 โดยหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด ให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยเพื่อใช้ค่าปรับ จ่ายสินบนให้แก่ผู้นำจับและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 ตามกฎหมาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2545 จำเลยได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจบริการก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบ โครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ให้แก่บริษัท ป. ในประเทศไทย ขณะเกิดเหตุสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยในประเทศไทย ตั้งอยู่กรุงเทพมหานคร นายอิน นายมานซุค นายซังวุค นายเจิงคี และนายชางเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย โดยนายซังวุคเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2555 และวันที่ 2 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เว้นแต่จะถูกยกเลิกโดยจำเลย และนับแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 เป็นต้นไป จำเลยแต่งตั้งนายชางเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการในประเทศไทยแทนนายซังวุคเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 จำเลยทำสัญญารับจ้างก่อสร้างโครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ให้แก่บริษัท ป. สัญญาจ้างมีลักษณะแบบเหมาจ่าย (TURNKEY) ซึ่งจำเลยมีภาระในการจัดกิจการทุกอย่างรวมกับการออกแบบด้านวิศวกรรม การจัดหาอุปกรณ์ การก่อสร้าง การติดตั้งอุปกรณ์ การทดสอบ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และค่าภาษีอากรทุกประเภท วงเงินค่าจ้างแบ่งเป็นสกุลเงินต่างประเทศ 190,661,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อ 3.1.1 และสกุลเงินในประเทศ 3,139,040,000 บาท ตามข้อ 3.1.2 ในสัญญาให้แบ่งเป็นงานด้านวิศวกรรมและการฝึกอบรม 27,791,000 ดอลลาร์สหรัฐ อุปกรณ์และวัสดุ 162,174,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าก่อสร้าง 696,000 ดอลลาร์สหรัฐ การจ่ายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะจ่ายโดยการโอนเข้าบัญชีของจำเลย ณ สาธารณรัฐเกาหลี ส่วนการจ่ายเป็นสกุลเงินไทยเป็นงานด้านวิศวกรรมและการฝึกอบรม 21,739,000 บาท ค่าอุปกรณ์และวัสดุ 902,148,000 บาท และการก่อสร้าง 2,125,153,000 บาท เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2546 จำเลยขออนุมัติใบขนสินค้าหลายเที่ยวเรือ กรมศุลกากรอนุญาตโดยให้เสียภาษีอากรในพิกัด 8421390 จากนั้นระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2548 จำเลยนำเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 จากสาธารณรัฐเกาหลีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยการขนส่งทางเรือ จำนวน 480 เที่ยวเรือ ขณะผ่านพิธีการศุลกากร จำเลยสำแดงรายการเฉพาะราคาของเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์ในพิกัดศุลกากร 8421390 จำเลยไม่ได้สำแดงรายการมูลค่าของการให้บริการด้านวิศวกรรมที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักรรวมเข้ากับจำนวนหน่วยของการนำเข้าเที่ยวแรก ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และกำหนดราคาศุลกากร ข้อ 11 (4) และประกาศกรมศุลกากรที่ 39/2543 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดสัดส่วนมูลค่าของวัสดุ อุปกรณ์ หรือบริการ วันที่ 22 ธันวาคม 2547 นายสุชาติ ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 มีหนังสือชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลค่างานตามสัญญาจ้างของจำเลยต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า ในส่วนของค่าจ้างตามสัญญา ข้อ 3.1.1 อันเป็นมูลค่างานสกุลเงินต่างประเทศ 190,661,000 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น บริษัท ป. ชำระเงินให้แก่จำเลยไปแล้ว 190,530,409.80 ดอลลาร์สหรัฐ เกี่ยวกับการขอรับการส่งเสริมการลงทุน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 บริษัท ป. ยื่นคำขอรับการส่งเสริมสำหรับกิจการประเภท 7.1.9 โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2545 ต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน วันที่ 3 ธันวาคม 2546 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนออกบัตรส่งเสริมให้แก่บริษัท ป. เป็นผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ประเภท 7.1 กิจการสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานทำให้ได้รับสิทธิและประโยชน์โดยได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรที่ใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามเงื่อนไขที่กำหนด นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 (วันที่เริ่มนำเข้าได้) ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2549 (วันสิ้นสุดการนำเข้า) หลังจากโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยทำสัญญารับจ้างโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 6 ซึ่งบริษัท ป. ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จากนั้นมีการนำเข้าและขนส่งทางเรือในลักษณะเดียวกับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 แต่มีการสำแดงค่าบริการทางวิศวกรรมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) และประกาศกรมศุลกากร ที่ 39/2543 หลังการนำเข้าของเกี่ยวกับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 เสร็จสิ้นแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุอันตรายโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรของจำเลยและรับเป็นคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2550 จึงยื่นคำร้องขอหมายค้นต่อศาล ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วออกหมายค้นให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษนำเจ้าพนักงานเข้าตรวจค้นสำนักงานของจำเลยในวันเดียวกันนั้น ผลการตรวจค้นเจ้าพนักงานตรวจยึดเอกสาร จำนวน 170 แผ่น ไปตรวจสอบ ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2552 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีจำเลยนำสินค้าเพื่อก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติครบชุดสมบูรณ์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยเสียภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน เป็นการสำแดงเท็จ หลีกเลี่ยงอากร โดยราคาที่จำเลยสำแดงราคาขาด 1,158,023,179 บาท ชำระอากรขาด 57,901,159 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มขาด 85,114,704 บาท จากนั้นมีคำสั่งแต่งตั้งและเปลี่ยนแปลงพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง มีการแจ้งสิทธิและข้อหาแก่นายซังวุคเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2553 และวันที่ 8 ธันวาคม 2554 ขณะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการในประเทศไทยของจำเลยในช่วงเวลาดังกล่าวผ่านนายปัญญา ทนายความและล่ามภาษาอังกฤษของนายซังวุคนายซังวุคในฐานะผู้รับผิดชอบการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทยให้การปฏิเสธ วันที่ 3 มีนาคม 2559 เจ้าพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษจับกุมนายซังวุค ตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ ลงวันที่ 8 มกราคม 2559 จากนั้นเจ้าพนักงานปล่อยตัวไปเนื่องจากเห็นว่าขณะจับกุมนายซังวุคมิได้เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทยแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีที่นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ให้ออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลนั้น ให้ไปยังพนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี" ดังนี้ ในชั้นสอบสวนนิติบุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องหา นิติบุคคลไม่อยู่ในสภาพที่จะให้จับกุมได้ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจออกหมายเรียกบุคคลจำพวกใดจำพวกหนึ่งใน 2 จำพวก มาทำการสอบสวน ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการสอบสวนสามารถดำเนินการแก่นิติบุคคลต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134 จำพวกแรก คือ ผู้แทนนิติบุคคล หมายถึง ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นตามกฎหมาย เช่น กรรมการผู้จัดการบริษัท จำพวกที่สอง คือ ผู้จัดการ หมายถึง บุคคลที่เป็นตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจจากนิติบุคคลโดยผ่านทางผู้แทนนิติบุคคลเพื่อดำเนินกิจการตามที่ได้รับมอบหมายภายใต้ขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้น ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า พนักงานสอบสวนมีการแจ้งสิทธิและแจ้งข้อหาแก่นายซังวุคเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2553 และวันที่ 8 ธันวาคม 2554 ขณะที่นายซังวุคเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทยของจำเลยในช่วงระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 จนถึงวันที่ 19 มกราคม 2555 ผ่านนายปัญญา ทนายความและล่ามภาษาอังกฤษของนายซังวุคนายซังวุคในฐานะผู้รับผิดชอบการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทยให้การปฏิเสธ เช่นนี้ แม้นายซังวุคมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย อันจะถือว่าเป็นผู้แทนนิติบุคคลดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่หนังสือรับรองข้อความที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2556 อันเป็นหนังสือรับรองว่าบริษัทจำเลยได้รับใบอนุญาตทำธุรกิจบริการก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบ โครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ให้แก่บริษัท ป. โดยมีนายซังวุคเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย นายซังวุคย่อมอยู่ในฐานะเป็นผู้จัดการสำนักงานสาขาของจำเลยในประเทศไทย พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจแจ้งข้อหาและทำการสอบสวนได้ แม้จำเลยจะมิได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายซังวุคมีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยได้ด้วยก็ตาม เพราะนายซังวุคอยู่ในฐานะผู้จัดการตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 วรรคหนึ่ง แล้ว กระบวนการสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า กระบวนพิจารณาในชั้นสอบคำให้การจำเลย และการพิจารณาสืบพยานในศาลได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยหรือไม่ เห็นว่า กรณีนิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย (นิติบุคคลต่างด้าว) เป็นผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทย บรรดากรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลที่เป็นคนต่างด้าวต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งคุณสมบัติประการหนึ่งของคนต่างด้าวตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง (2) คือ มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในเอกสารท้ายคำร้องขอออกหมายจับนายซังวุค ประกอบกับจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงเข้ามาในฎีกาฟังได้ว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้นายชางพำนักอยู่ที่สาธารณรัฐเกาหลี จากการตรวจสอบข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ลงวันที่ 21 มีนาคม 2559 เกี่ยวกับการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักรไทยของนายชางปรากฏว่านายชางออกนอกราชอาณาจักรไทยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2555 ซึ่งจำเลยอ้างข้อเท็จจริงประกอบฎีกาต่อสู้คดีเป็นทำนองว่า นายชางได้รับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวสำหรับการติดต่อและประกอบธุรกิจและการทำงานในราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ นั้น ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าเป็นการตรวจลงตราที่กระทำโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในสาธารณรัฐเกาหลี นายชางมิได้เดินทางเข้ามาพำนักอยู่ในราชอาณาจักรไทยตามความเป็นจริงแต่ประการใด วัตถุประสงค์ของบทกฎหมายในมาตราดังกล่าวเพื่อให้มีผู้รับผิดชอบของนิติบุคคลต่างด้าว หากมีความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการในประเทศไทย จึงไม่อาจตีความตามลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัดโดยไม่คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายดังที่จำเลยอ้าง ดังนี้ เมื่อนายชางมิใช่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยและมิใช่บุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองในขณะที่ยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทย การที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกหนังสือรับรองให้นายชางเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทย จึงเป็นการผิดหลงในคุณสมบัติของนายชางอันเป็นการออกหนังสือรับรองโดยไม่ชอบ ด้วยเหตุผลข้างต้นประกอบพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่า นายซังวุคยังคงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทยในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลจำเลยต่อไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ไม่ถือว่าอำนาจของนายซังวุคในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลต่างด้าวของจำเลยถูกยกเลิกเพิกถอนตามข้อยกเว้นที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอ่านอธิบายฟ้องและสอบคำให้การนายซังวุคก็ดี การพิจารณาสืบพยานในศาลชั้นต้นได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้านายซังวุคก็ดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 และมาตรา 172 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า พยานเอกสารที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มาจากการตรวจค้นและยึดจากจำเลย สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้เอกสารการนำเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วยสัญญาระหว่างจำเลยกับบริษัท ป. และใบขนสินค้าขาเข้า 480 ฉบับ เป็นเอกสารส่วนหนึ่งที่ได้มาจากการตรวจยึดในการค้นครั้งดังกล่าว และพยานโจทก์ปากเดียวกันนี้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่าอัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในข้อหานำเข้าสารเคมีอันเป็นวัตถุอันตราย แต่เอกสารที่ยึดมาชุดเดียวกันนั้นเป็นเอกสารที่นำไปสู่การสอบสวนและดำเนินคดีนี้ อันเกิดจากการตรวจค้นและยึดโดยชอบตามคำสั่งของศาล ทั้งเอกสารดังกล่าวสามารถตรวจสอบความมีอยู่และความถูกต้องได้จากหน่วยงานของรัฐ คือ กรมศุลกากรและบริษัท ป. ได้อีกทางหนึ่งอยู่แล้ว แม้ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนจนนำไปสู่การออกหมายค้นจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่หากตรวจพบข้อเท็จจริงในภายหลังจากเอกสารที่ยึดนั้นเองว่าอาจมีการหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากร พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนและดำเนินคดีต่อไปได้ หาใช่พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบแต่อย่างใดไม่ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ที่จำเลยฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งและไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ นั้น เห็นว่า จำเลยยกประเด็นดังกล่าวมาในคำแก้อุทธรณ์ โดยกล่าวอ้างว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้แสดงเหตุผล ยกข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงหักล้างคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ทั้งโจทก์มิได้หยิบยกคำเบิกความในชั้นพิจารณามาอธิบายว่ามีน้ำหนักให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อความทำนองเดียวกับที่จำเลยฎีกาในประเด็นนี้ โดยจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวว่าวินิจฉัยไม่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ก่อนที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลย สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) (7) (8) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 (ปัจจุบัน พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243) และความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าว ส่วนจำเลยอุทธรณ์และยื่นคำแก้อุทธรณ์มาด้วยว่ามิได้กระทำความผิดทั้งสองข้อหาตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 โดยมิได้วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงมิได้ให้เหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย บทมาตราที่ยกขึ้นปรับ และคำชี้ขาดให้ยกฟ้องหรือลงโทษในข้อหาดังกล่าวให้ครบถ้วนตามที่โจทก์ฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6), (7) และ (8) อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แต่เพื่อมิให้คดีล่าช้า ประกอบกับโจทก์มิได้ยื่นฎีกาจึงไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียเลยทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ซึ่งสำหรับความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท จึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดฐานดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2548 เมื่อนับถึงวันฟ้อง คือ วันที่ 27 เมษายน 2559 จึงพ้นกำหนดสิบปี ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว ส่วนปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากรหรือไม่ นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในเวลาที่จำเลยกระทำผิดและเป็นกฎหมายที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย กำหนดอัตราโทษว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ฉบับใหม่ โดยมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป ซึ่งข้อหาตามบทบัญญัติเดิมนำมาบัญญัติไว้ในมาตรา 243 กำหนดว่า "ผู้ใดนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ..." มาตรา 243 จึงมีอัตราโทษปรับเบาและเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า กรณีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ในปัญหาดังกล่าวนี้ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยผู้นำเข้าเป็นผู้จัดหาวัสดุ อุปกรณ์ หรือบริการด้านวิศวกรรม การออกแบบ แบบแปลน และภาพร่าง โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักร และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตของที่นำเข้านั้น จำเลยจึงอยู่ในบังคับที่ต้องดำเนินพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และกฎกระทรวงฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) ข้อ 11 (4) และประกาศกรมศุลกากรที่ 39/2543 โดยต้องนำมูลค่าการให้บริการด้านวิศวกรรม การออกแบบแปลนและภาพโครงร่างการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 ซึ่งเป็นค่าการงานที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักร และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตของที่นำเข้ามานั้นมารวมไว้ในราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามสัดส่วนอย่างเหมาะสม โดยจำเลยต้องนำมูลค่าบริการดังกล่าวนั้นทั้งหมดมารวมเข้ากับจำนวนหน่วยของการนำเข้าเที่ยวแรก และสำแดงรายการแยกไว้ต่างหากจากการนำเข้าด้วย แต่จำเลยหาได้ดำเนินการทางพิธีการศุลกากรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้นไม่ทำให้ราคาศุลกากรที่แท้จริงที่จำเลยต้องสำแดงขาดจำนวนไป จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าค่าบริการทางวิศวกรรมอันประกอบด้วยค่าการงานด้านวิศวกรรมและการฝึกอบรมจำนวน 27,791,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อการผลิตเครื่องแยกก๊าซธรรมชาติพร้อมอุปกรณ์ของผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักร (Vendor) แต่เป็นแบบแปลนทางวิศวกรรมสำหรับการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ จึงไม่จำต้องนำมาสำแดงรวมในราคาของเครื่องแยกก๊าซธรรมชาติพร้อมอุปกรณ์ของผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรเพื่อเสียภาษีอากรอีกเพราะเป็นคนละส่วนกัน เห็นว่า กฎกระทรวงฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) เป็นกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 2 วรรคสิบสอง (2) ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และการกำหนดราคาศุลกากร ในข้อ 11 กำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อเป็นผู้จัดหาวัสดุ อุปกรณ์หรือบริการดังต่อไปนี้ เพื่อใช้ในการผลิตและการขายเพื่อส่งออกของที่นำเข้าไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้นำมูลค่าของวัสดุ อุปกรณ์หรือบริการดังกล่าวมารวมไว้ในราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามข้อ 8 ตามสัดส่วนอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

(1) ...ฯลฯ...

(4) การให้บริการด้านวิศวกรรม พัฒนาการ งานศิลป์ การออกแบบ แบบแปลน และภาพร่างที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักรและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตของที่นำเข้า"

ส่วนประกาศกรมศุลกากรที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศกำหนดตามกฎกระทรวง ข้อ 11 คือ ประกาศกรมศุลกากร ที่ 39/2543 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดสัดส่วนมูลค่าของวัสดุ อุปกรณ์หรือบริการ ซึ่งมีความในข้อ 2 กำหนดว่า "การกำหนดสัดส่วนมูลค่าของวัสดุ อุปกรณ์ หรือบริการ ให้นำมูลค่าของวัสดุ อุปกรณ์ หรือบริการ ทั้งหมดรวมเข้ากับจำนวนหน่วยของการนำเข้าเที่ยวแรก โดยให้สำแดงรายการแยกไว้ต่างหากจากราคานำเข้า หากมีการนำเข้าครั้งต่อไปภายในจำนวนหน่วยตามสัญญาซื้อขายไม่ต้องนำมารวมในราคาซื้อขายอีก เว้นแต่มีการนำเข้าตามสัญญาใหม่" กฎกระทรวงและประกาศดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยนำของเข้ามาในคดีนี้ โดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) ข้อ 11 (4) และประกาศกรมศุลกากร ที่ 39/2543 วางหลักเกณฑ์ให้นำมูลค่างานด้านวิศวกรรมและการออกแบบที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักรและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตของที่นำเข้ามารวมเข้ากับจำนวนหน่วยของการนำเข้าเที่ยวแรกโดยให้สำแดงรายการแยกไว้ต่างหากจากราคานำเข้า ก็เพื่อให้ฐานราคาของของที่จะถูกผลิตจากวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แยกนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่มีงานด้านวิศวกรรมและการออกแบบที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักรและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตของที่นำเข้าเป็นราคาที่แท้จริง

อนึ่ง คดีนี้โจทก์นำสืบว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุอันตรายโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2550 จึงยื่นคำร้องขอออกหมายค้นต่อศาล เพื่อพบและยึดสิ่งของ ได้แก่ สารเคมีอันเป็นวัตถุอันตราย กรมสอบสวนคดีพิเศษนำเจ้าพนักงานเข้าตรวจค้นสำนักงานของจำเลย ผลการตรวจค้นเจ้าพนักงานตรวจยึดเอกสาร 170 แผ่น ไปตรวจสอบ ต่อมาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีจำเลยนำสินค้าเพื่อก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเสียภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน กรณีเป็นการสำแดงเท็จหลีกเลี่ยงอากร ต่อมามีคำสั่งแต่งตั้งและเปลี่ยนแปลงพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง เห็นได้ว่าการดำเนินคดีนี้ไม่ได้เกิดจากมีบุคคลผู้มิใช่เจ้าพนักงานซึ่งนำความมาแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำการจับกุมผู้กระทำความผิดโดยตรง แต่เกิดสืบเนื่องจากการสอบสวนขยายผลของพนักงานเจ้าหน้าที่เอง ดังนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับศาลก็ไม่อาจสั่งจ่ายสินบนนำจับตามคำขอท้ายฟ้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ปรับจำเลย 30,000,000 บาท ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล โดยให้จ่ายตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 6, 7 และ 8 วรรคสอง คำขอให้จ่ายสินบนให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (3)
ป.วิ.อ. ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 165 ม. 172 ม. 226
ป.รัษฎากร ม. 78/1 (2) ม. 83/8 ม. 83/10 ม. 90/4 (6)
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ม. 16
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 7 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพลีส เทอดไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายธานิศ เกศวพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา