คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2584 -ที่ 2586/2565
#687020
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในการฟ้องคดีนี้การส่งตัวจําเลยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนได้ดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 และตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่บรรดาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อความตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ดังนั้นการดำเนินคดีกับจําเลยต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 ซึ่งตาม ข้อ 6 กำหนดว่า "ผู้ร้ายที่ส่งไปให้แล้วนั้น ห้ามมิให้ประเทศที่รับตัวนั้นเอาไปกักขังหรือชําระโทษอย่างอื่น ๆ นอกจากโทษที่ร้องขอรับตัวไป..." หลักการนี้เป็นหลักความรับผิดเฉพาะเรื่อง หรือ Doctrine of Specialty เพื่อมิให้ประเทศผู้ร้องขอ เมื่อได้รับการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว จะฉวยโอกาสดำเนินคดีอื่นนอกเหนือจากคดีที่กล่าวอ้างในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารัฐบาลประเทศแคนาดาส่งตัวจําเลยกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยในคดีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับบริษัท บ. ซึ่งจําเลยถูกดำเนินคดีที่ศาลชั้นต้น ถือเป็นคดีหลัก แต่ต่อมาจากการสืบสวนของเจ้าพนักงานพบว่าจําเลยกระทำความผิดอื่นอีก อัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลางตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ได้มีหนังสือขอความยินยอมจากรัฐบาลแคนาดาเพื่อดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติมรวม 16 คดี ซึ่งจําเลยก็ยอมรับตามฎีกาว่าทางการแคนาดาได้ให้คำยินยอมแก่อัยการสูงสุดดำเนินคดีกับจําเลยเพิ่มเติม รวม 3 คดี เมื่ออัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลางมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการขอความยินยอมจากประเทศผู้รับคำร้องขอและมีอำนาจดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 5 และการขอความยินยอมดังกล่าวมิใช่เป็นการไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาข้อ 6 แต่กลับเป็นการปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเมื่อประเทศแคนาดาไม่ยินยอมให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมกับจําเลยในคดีใด พนักงานอัยการก็ปฏิบัติตาม และการขอความยินยอมดำเนินคดีเพิ่มเติมก็มิใช่เป็นการแก้ไขสนธิสัญญา ดังนั้น การดำเนินคดีกับจำเลยเป็นคดีนี้ชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องทั้งสามสำนวนขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 3, 4, 307, 308, 311, 315, 334 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้จำเลยร่วมกันคืนเงินโดยใช้เงินจำนวน 722,136,005.03 บาท จำนวนเงิน 1,427,195,799.92 บาท และจำนวนเงิน 353,363,966 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3622/2553, 3799/2553 และคดีหมายเลขแดงที่ 1817/2555 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.302/2553, อ.691/2553, อ.692/2553, อ.754/2553, อ.798/2553, อ.799/2553, อ.800/2553, อ.983/2553, อ.984/2553, อ.1568/2553, อ.1722/2553, อ.1981/2553, อ.1982/2553 ของศาลอาญา

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 307, 308, 311 ประกอบมาตรา 315 (ที่ถูก 315 (เดิม)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการเบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับ (ที่ถูก กระทงละ) 500,000 บาท ในสำนวนแรก 60 กระทง ในสำนวนที่สอง 6 กระทง ในสำนวนที่สาม 1 กระทง รวม 67 กระทง เป็นจำคุก 335 ปี และปรับ 33,500,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และปรับ 33,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 2 ปี ให้จำเลยร่วมกันคืนโดยใช้เงิน ในสำนวนคดีแรกจำนวน 722,136,005.03 บาท ในสำนวนที่สองจำนวน 1,427,195,799.92 บาท และในสำนวนที่สามจำนวน 353,363,966 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 1817/2555 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.302/2553, อ.691/2553, อ.692/2553, อ.754/2553, อ.798/2553, อ.799/2553, อ.800/2553, อ.983/2553, อ.984/2553, อ.1568/2553, อ.1722/2553, อ.1981/2553 และ อ.1982/2553 ของศาลอาญา และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3622/2553, 3799/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงในรายงานฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 2556 ว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.984/2553 ของศาลอาญา โอนมาเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3799/2553 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีหมายเลขดำอื่น ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากประเทศแคนาดาไม่อนุญาตให้ดำเนินคดี และคดีหมายเลขดำที่ 3622/2553 และ 3799/2553 ของศาลชั้นต้น ได้รวมพิจารณาเข้ากับสำนวนคดีนี้แล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อในคดีดังกล่าวได้ คำขอในส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุธนาคาร ก. ผู้เสียหาย เป็นบริษัทมหาชนจำกัด และนิติบุคคลที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์และกิจการทั้งปวงเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์ ระหว่างปี 2531 ถึงปี 2539 ธนาคารผู้เสียหายมีนายเกริกเกียรติ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ จำเลยเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติตั้งแต่ปี 2533 มีหน้าที่ดูแลฝ่ายบริหารการเงินและวิเทศธนกิจ ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2538 ธนาคารผู้เสียหายมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นทางการ ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2539 เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง ธนาคารผู้เสียหายมิได้ต่อสัญญาจ้างกับจำเลยอีก และในระหว่างที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งคณะตรวจการธนาคารพาณิชย์เข้าตรวจสอบกิจการธนาคารผู้เสียหายพบความผิดปกติในการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มธุรกิจที่จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้หนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นมาก การอนุมัติสินเชื่อที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน ระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย ขัดต่อกฎหมายและขัดต่อคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เพราะศาลสูงสุดแห่งบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดาส่งตัวจำเลยข้ามแดนจากประเทศแคนาดามายังประเทศไทยตามคำสั่งศาล ซึ่งระบุอ้างถึงรายงานการสืบสวนคดีอาญาที่จำเลยเป็นผู้ถูกกล่าวหา โดยมีความเกี่ยวข้องกับบริษัท ซ. ซึ่งต่อมาจำเลยถูกดำเนินคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 3054/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 1817/2555 จนศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว ซึ่งตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 (ค.ศ. 1911) ข้อ 6 ระบุว่า "ผู้ร้ายที่ส่งไปให้แล้วนั้น ห้ามไม่ให้ประเทศที่รับตัวไปนั้นเอาไปกักขังหรือชำระโทษอย่างอื่น ๆ นอกจากโทษที่ร้องขอรับตัวไปจนกว่าจะได้ปล่อยตัว หรือให้โอกาสแก่คนที่รับตัวไปนั้น เพื่อกลับไปยังประเทศที่ส่งตัวให้นั้นได้ แล้วจึงจะชำระโทษคดีอย่างอื่น ๆ ได้..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นหลักความผิดเฉพาะเรื่องที่ได้ร้องขอรับตัวไปเท่านั้นที่จะถูกดำเนินคดีได้ ส่วนความผิดอื่นนอกเหนือจากความผิดที่ร้องขอรับตัว โจทก์ไม่สามารถดำเนินคดีกับจำเลยได้ ซึ่งหลักนี้เป็นที่ทราบกันในวงการกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนว่า คือ "หลักความผิดเฉพาะเรื่อง"หรือ"Doctrine of Specialty" ซึ่งอัยการสูงสุดมีหนังสือถึงรัฐบาลแห่งประเทศแคนาดาขอให้ยินยอมในการดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติมอีก 16 คดี ซึ่งล้วนแต่เป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อนการส่งตัวจำเลยมายังประเทศไทย แต่ก่อนที่จะได้รับจดหมายตอบจากรัฐบาลแห่งประเทศแคนาดา โจทก์ฟ้องจำเลยเพิ่มเติมจากคดีเดิมเป็นอีกหลายคดี ในจำนวนนั้นมีคดีทั้งสามสำนวนนี้ด้วย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาข้อ 6 การดำเนินการของอัยการสูงสุดดังกล่าวอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการแก้ไขสนธิสัญญาระหว่างประเทศซึ่งไม่มีข้อกำหนดให้ยกเว้นการปฏิบัติตามข้อ 6 นี้ได้ เห็นว่า การส่งตัวจำเลยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนได้ดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 ซึ่งตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่บรรดาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อความตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ดังนั้น การดำเนินคดีกับจำเลยจะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 ซึ่งตามข้อ 6 กำหนดว่า "ผู้ร้ายที่ส่งไปให้แล้วนั้น ห้ามไม่ให้ประเทศที่รับตัวไปนั้นเอาไปกักขังหรือชำระโทษอย่างอื่น ๆ นอกจากโทษที่ร้องขอรับตัวไป..." หลักการนี้เป็นหลักความผิดเฉพาะเรื่องหรือ "Doctrine of Specialty" เพื่อป้องกันมิให้ประเทศผู้ร้องขอ เมื่อได้รับการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว จะฉวยโอกาสดำเนินคดีอื่นนอกเหนือจากคดีที่กล่าวอ้างในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน จนในที่สุดอาจจะมีการดำเนินคดีอื่นที่ต้องห้ามมิให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีที่มีโทษประหารชีวิต ก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารัฐบาลประเทศแคนาดาส่งตัวจำเลยกลับมาให้ดำเนินคดีในประเทศไทย ในคดีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับบริษัท ซ. ซึ่งต่อมาจำเลยถูกดำเนินคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 3054/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 1817/2555 ซึ่งคดีดังกล่าวถือว่าเป็นคดีหลัก แต่ต่อมาจากการสืบสวนของเจ้าพนักงานทราบว่าจำเลยกระทำความผิดอื่นอีก อัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลางตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ได้มีหนังสือขอความยินยอมจากรัฐบาลแคนาดาเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมรวม 16 คดี ในข้อนี้ จำเลยยอมรับตามฎีกาจำเลยว่าทางการแคนาดาให้คำยินยอมแก่อัยการสูงสุดดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติม 3 คดี และคดีทั้งสามสำนวนนี้รวมอยู่ในจำนวนคดีที่ขออนุญาตทั้งหมด 16 คดี ซึ่งอัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลาง มีอำนาจหน้าที่ประสานงานการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้ประเทศผู้ร้องขอ และการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนแก่ประเทศไทยและการอื่นที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 5 อัยการสูงสุดจึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการขอความยินยอมจากประเทศผู้รับคำร้องขอ ส่วนการที่อัยการสูงสุดดำเนินการประสานงานขอความยินยอมในการดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติมนั้น หาใช่เป็นการไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาข้อ 6 ไม่ ตรงกันข้าม กลับเป็นการปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพราะเมื่อประเทศแคนาดาไม่ยินยอมให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมกับจำเลยในคดีใด พนักงานอัยการก็ปฏิบัติตาม และการดำเนินการขอความยินยอมในการดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติมดังกล่าว มิใช่เป็นการแก้ไขสนธิสัญญาแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า การที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้มีคำวินิจฉัยว่า การที่ประเทศไทยโดยอัยการสูงสุดได้ทำหนังสือไปยังประเทศแคนาดาขออนุญาตดำเนินคดีเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสามคดีนี้ในภายหลัง หลังจากที่ทางการแคนาดาส่งตัวจำเลยให้ทางการไทยเป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิส่วนบุคคลของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติดังกล่าว มีลักษณะเป็นรายงานสรุปความเห็น (views adopted by the committee) ว่ากรณีดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของประเทศแคนาดาออกหนังสือให้ความยินยอมตามการร้องขอของอัยการสูงสุดแห่งประเทศไทย โดยไม่เสนอหรือเปิดโอกาสให้จำเลยได้เสนอข้อเท็จจริงตลอดจนความเห็นคัดค้าน และตามรายงานดังกล่าวเพียงแต่ระบุให้ประเทศแคนาดาชดใช้เยียวยาหรือฟื้นฟูอย่างจริงจัง จึงเป็นเรื่องของความเห็นและต้องมีการดำเนินการทางวิถีทางในทางระหว่างประเทศในลักษณะการเยียวยาต่อไป ทั้งจำเลยก็รับในฎีกาว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติข้างต้นยังไม่ผูกพันประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีในพิธีสารเลือกรับที่เพิ่มเติมจากกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กรณีจึงไม่อาจอ้างเรื่องการเยียวยาดังกล่าวมาเป็นการแก้ไขฟื้นฟูโดยการยกฟ้องจำเลยตามที่จำเลยฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า การที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เป็นผู้กล่าวโทษตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นแล้วได้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับจำเลยตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 46 นว แม้การร้องทุกข์จะมิได้ร้องทุกข์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม แต่เมื่อการสอบสวนได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ประกอบกับฐานความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหามิใช่ความผิดต่อส่วนตัว เจ้าพนักงานของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่จำเป็นต้องร้องทุกข์ซ้ำอีก พนักงานสอบสวนมีอำนาจดำเนินการสอบสวนได้ โดยแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ ซึ่งปรากฏตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว การร้องทุกข์ของเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่เป็นโมฆะ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า การส่งตัวจำเลยกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การส่งตัวจำเลยกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะในการส่งตัวจำเลยจากประเทศแคนาดามายังประเทศไทยนั้น ปรากฏว่าไม่มีการแสดงเอกสารใด ๆ ที่ระบุตัวตนของจำเลยที่ออกให้โดยรัฐบาลอินเดีย และจำเลยยังฎีกาในทำนองว่าหนังสือเดินทางของจำเลยหมดอายุ ตราประทับและกระบวนการเข้าเมืองของจำเลยไม่ชอบ ถือว่าขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของประเทศไทยและพิธีสารระหว่างประเทศนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยไม่ได้อ้างข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ชัดแจ้ง ประกอบกับการดำเนินการส่งตัวจำเลยมาดำเนินคดีในประเทศไทยเป็นการดำเนินการตามกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่มีการประสานงานระหว่างรัฐต่อรัฐซึ่งมีวิธีปฏิบัติเป็นการเฉพาะ ลำพังข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ว่า ไม่มีการแสดงเอกสารใด ๆ ที่ระบุตัวตนของจำเลยที่ออกให้โดยรัฐบาลอินเดีย หรือกระบวนการเข้าเมืองกระทำโดยไม่ถูกต้องนั้น ยังไม่มีผลถึงขนาดทำให้กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของจำเลยมิชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ก่อนอื่นเห็นควรวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำของนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายก่อน เนื่องจากจำเลยเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ จำเลยฎีกาทั้งสามสำนวนในทำนองเดียวกันว่า การทำธุรกรรม 60 ครั้ง นายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร ก. ผู้เสียหาย เป็นผู้ใช้บัตรผ่านรายการ ในคดีหมายเลขดำที่ 3622/2553 คดีหมายเลขแดงที่ 4138/2559 ของศาลชั้นต้น อนุมัติวงเงินสินเชื่อชั่วคราวให้แก่ลูกค้า 13 ราย และจำเลยอ้างว่า การทำธุรกรรม 42 ครั้งจาก 60 ครั้ง เป็นการเบิกเงินเกินบัญชี และได้จ่ายคืนทั้งหมดแล้ว การทำธุรกรรมอีก 10 ครั้งไม่มีการจ่ายเงินออกจากธนาคาร ก. ผู้เสียหาย ส่วนการทำธุรกรรมที่เหลืออีก 8 ครั้ง โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง ธนาคารผู้เสียหายจึงไม่ได้รับความเสียหาย ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า เมื่อปี 2533 จำเลยทำงานเป็นที่ปรึกษานายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารผู้เสียหาย ต่อมาธนาคารผู้เสียหายมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่ปี 2538 ตามคำสั่งที่ 399/2538 ลงวันที่ 5 เมษายน 2538 และธนาคารผู้เสียหายมีระเบียบของธนาคารหลายฉบับที่เกี่ยวกับขอบเขตการอนุมัติสินเชื่อและการก่อภาระผูกพัน ได้แก่

1.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยขอบเขตการอนุมัติสินเชื่อและการก่อภาระผูกพัน พ.ศ. 2537 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2537 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการให้สินเชื่อว่าต้องมีการเรียกหลักประกันในกรณีที่มีการจดจำนองจำนำหลักประกันจะให้สินเชื่อได้ไม่เกินวงเงินราคาหลักประกันที่ธนาคารประเมิน

2.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยขอบเขตการอนุมัติสินเชื่อและการก่อภาระผูกพัน พ.ศ. 2539 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 ซึ่งนำมาใช้แทนระเบียบธนาคารฉบับปี 2537

3.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีการปฏิบัติงานสำรวจตรวจสอบและประเมินราคาหลักประกันสินเชื่อ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2537 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2537 เป็นระเบียบที่กำหนดเกี่ยวกับการประเมินราคาหลักประกันซึ่งมีสาระสำคัญว่า ผู้ที่สำรวจ วิธีการสำรวจของสินเชื่อแต่ละวัตถุประสงค์ ถ้าทำการประเมินหลักประกันสินเชื่อโดยบุคคลภายนอกต้องส่งผลประเมินหลักประกันสินเชื่อให้สำนักควบคุมสินเชื่อตรวจสอบและให้ความเห็นชอบก่อน ซึ่งระเบียบนี้มีการแก้ไขโดยระเบียบว่าด้วยวิธีการปฏิบัติงานสำรวจตรวจสอบและประเมินราคาหลักประกันสินเชื่อ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2538 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2538

4.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการอำนวยสินเชื่อเร่งด่วน พ.ศ. 2538 ประกาศเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2538 มีผลใช้บังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2538 โดยกำหนดนิยามคำว่า สินเชื่อเร่งด่วน คือ สินเชื่อที่มีความจำเป็นไม่สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนปกติได้และเป็นสินเชื่อที่มีระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน หากดำเนินการอนุมัติสินเชื่อเร่งด่วนไปแล้ว ต้องนำเอกสารไปขอสัตยาบันจากผู้มีอำนาจอนุมัติวงเงินถาวรตามระเบียบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งระเบียบนี้ถูกแก้ไขในปี 2539 โดยระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการอำนวยสินเชื่อชั่วคราว พ.ศ. 2539 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 โดยแก้ไขนิยามคำว่า สินเชื่อชั่วคราวกำหนดระยะเวลาให้สั้นลงเหลือเพียง 45 วัน

5.ระเบียบปฏิบัติงานระบบออนไลน์เป็นระเบียบที่กำหนดการใช้บัตรผ่านรายการ ตามหนังสือที่ สญ. 148/2533 ลงวันที่ 28 กันยายน 2533 เรื่องระเบียบปฏิบัติงานระบบออนไลน์คอมพิวเตอร์ และหนังสือที่ สญ. 063/2536 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2536 มีข้อกำหนดว่า การมอบบัตรทำรายการหรือบัตรผ่านรายการให้ผู้อื่นทำรายการแทน ผู้ถือบัตรต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหายต่อธนาคาร และหากเกิดความเสียหายแก่ธนาคาร เจ้าของบัตรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยเจ้าของบัตรต้องลงนามให้ครบถ้วนทุกรายการและถือว่ารับทราบการใช้บัตรผ่านรายการของตนเองโดยลงนามในใบอนุมัติผ่านรายการหรือ cut form ซึ่งเป็นเอกสารที่พิมพ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์หลังจากใช้บัตรรูดผ่านรายการ

6.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการอำนวยสินเชื่อชั่วคราว พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับวันที่ 1 เมษายน 2539 ออกมาเพื่อใช้แทนระเบียบว่าด้วยวิธีปฏิบัติการอำนวยสินเชื่อเร่งด่วน พ.ศ. 2538

นอกจากนี้ยังมีหลักการพิจารณาให้สินเชื่อทุกประเภทตามหลักทั่วไป ได้แก่ 5c ประกอบด้วย 1.capital หมายถึง ทุน โดยต้องพิจารณาทุนของลูกหนี้ที่จะนำมาร่วมกับเงินสินเชื่อ 2.character หมายถึงลักษณะนิสัยประวัติของลูกหนี้ 3.conditions เงื่อนไขในการขอใช้สินเชื่อและสภาพเศรษฐกิจ 4.capacity หมายถึงความสามารถในการดำเนินการและชำระหนี้คืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการให้สินเชื่อ 5.collaterals หมายถึง ต้องพิจารณาหลักประกันว่าลูกหนี้มีหลักประกันเพียงไร เพียงพอต่อการชำระหนี้หรือไม่ โดยหากไม่มีหลักประกัน หลักเกณฑ์ในการให้สินเชื่อก็จะมีความเข้มงวดมากกว่าปกติ ระเบียบทั้งหมด ทุกฝ่ายในธนาคารรวมทั้งผู้บริหารการเงินฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อยกเว้น ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารครั้งที่ 9/2537 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2537 ปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อประเภท investment banking หรือการให้สินเชื่อเพื่อครอบงำกิจการหรือธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน กล่าวคือ ลูกหนี้ผู้ขอสินเชื่อต้องนำหุ้นที่ซื้อทั้งหมดมาจำนำไว้กับธนาคาร และในส่วนหลักประกันที่เป็นหุ้น ธนาคารให้สินเชื่อได้ไม่เกินร้อยละ 60 ของวงเงิน โดยมูลค่าหุ้นดังกล่าว ธนาคารตีราคาให้เท่ากับร้อยละ 70 ของราคาที่ตกลงซื้อและต้องนำอสังหาริมทรัพย์มาวางเป็นประกันอีกร้อยละ 40 ของวงเงินส่วนที่เหลือ โดยธนาคารจะประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์เท่ากับร้อยละ 75 ของราคาประเมินที่ดินตามรายงานการประชุมและมติที่ประชุม โดยโจทก์มีนายสำรอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร ก. ผู้เสียหาย และนายเศกสรร ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย มาเบิกความว่า คณะผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ได้เข้าตรวจสอบกิจการและสินทรัพย์ของธนาคาร ก. เป็นประจำทุกปีโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 การตรวจสอบจัดแบ่งเป็น 5 คณะ ได้แก่ 1.คณะตรวจสอบด้านสินเชื่อ 2.ด้านธุรกิจ 3.ด้านต่างประเทศ 4.ด้านกำไร ขาดทุนเงินฝากและการค้ำประกัน และ 5.ด้านสินทรัพย์หนี้สินทั่วไป จากการตรวจสอบพบว่าธนาคารผู้เสียหายให้สินเชื่อก่อให้เกิดหนี้เสียและมีปัญหาเรื่องฐานะการเงิน โดยกลุ่มธุรกิจของจำเลยมีหนี้คงค้างกับธนาคารผู้เสียหายจำนวนสูงขึ้นมาก โดยในปี 2536 เป็นลูกหนี้ธนาคารผู้เสียหายรวม 11 ราย เป็นเงินจำนวน 1,030 ล้านบาท แต่มีหลักประกันเพียง 387 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกคำสั่งตามหนังสือที่ ธปท.ณป.184/2537 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 และมีคำสั่งข้อกำหนดข้อ 8 ว่าการให้สินเชื่อต้องให้สินเชื่อแก่บริษัทที่มีฐานธุรกิจที่แท้จริงและในการให้สินเชื่อเกินกว่า 30 ล้านบาทต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารกลั่นกรองก่อน ต่อมาในปี 2537 กลุ่มธุรกิจของจำเลยเป็นลูกหนี้ธนาคารผู้เสียหายเพิ่มขึ้นรวม 56 ราย เป็นเงินจำนวน 6,590 ล้านบาท มีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่ออย่างรวบรัด ไม่มีการวางหลักประกัน และในปี 2538 กลุ่มของจำเลยเป็นลูกหนี้ธนาคารผู้เสียหายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 17,413 ล้านบาท แต่มีหลักประกันที่สามารถตรวจสอบได้เพียง 5,680 ล้านบาท ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยได้แก้ไขระเบียบดังกล่าวโดยออกคำสั่งฉบับใหม่ส่งไปพร้อมกับหนังสือที่ ธปท.ณป.783/2538 ลงวันที่ 18 เมษายน 2538 โดยสั่งการเกี่ยวกับด้านสินเชื่อ โดยเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาให้สินเชื่อแก่บริษัทที่มีฐานทางธุรกิจที่แท้จริงและการให้สินเชื่อเกินกว่า 30 ล้านบาท ต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารกลั่นกรองก่อน ซึ่งนายเกริกเกียรติไม่ได้แจ้งคำสั่งในหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารผู้เสียหายทราบโดยละเอียด ต่อมาภายหลังการตรวจสอบในปี 2538 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แก้ไขระเบียบดังกล่าวและออกคำสั่งส่งไปพร้อมกับหนังสือที่ ธปท.ณป.838/2539 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2539 โดยเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อมากขึ้นและให้ระงับการให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ลูกหนี้เพื่อซื้อหุ้นเข้าครอบงำกิจการ จัดแผนลดภาระหนี้ ให้เลิกจ้างจำเลยภายใน 10 วัน ห้ามมอบหมายให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจของธนาคารผู้เสียหายทุกชนิด หลังจากทราบคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย นายเกริกเกียรติกรรมการผู้จัดการใหญ่ นายเอกชัย และนายวันชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ยังคงอนุมัติสินเชื่อโดยฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย และนายเศกสรรพยานโจทก์ตรวจสอบพบว่า มีการอนุมัติสินเชื่อผิดปกติและมีจำนวนสูงตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อและคณะกรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง แต่พบข้อเท็จจริงว่า ในการประชุมของคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2538 ที่ประชุมมีมติมอบอำนาจให้กรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่อนุมัติสินเชื่อชั่วคราวโดยไม่จำกัดจำนวนซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจของจำเลยมีหนี้ค้างชำระอยู่กับธนาคารผู้เสียหาย ได้แก่ หนี้เงินกู้ระยะสั้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเพื่อซื้อหุ้นครอบงำกิจการ การอาวัลตั๋วเงินกับซื้อลดตั๋วแลกเงิน และการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวให้แก่บริษัทในกลุ่มธุรกิจของจำเลยที่มิได้ประกอบกิจการอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีเงินทุนจดทะเบียนต่ำ การอนุมัติสินเชื่อไม่ผ่านคณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารของธนาคารผู้เสียหายเพื่อพิจารณากลั่นกรองความเป็นไปได้ของโครงการ กับไม่มีการเรียกหลักประกันและไม่ประเมินความสามารถในการชำระหนี้คืน นอกจากนี้หลักประกันสินเชื่อเงินกู้ระยะสั้นก็เป็นหุ้นกับที่ดินที่มีมูลค่าต่ำและที่ดินดังกล่าวมีผู้ประเมินราคาไว้สูงเกินความเป็นจริงมากโดยไม่ผ่านการตรวจสอบของสำนักควบคุมสินเชื่อของธนาคารผู้เสียหาย ลูกหนี้ส่วนใหญ่มีสถานที่ตั้งและมีที่อยู่ติดต่อแห่งเดียวกัน เป็นบริษัทที่เพิ่งมีการจดทะเบียนใหม่ ไม่มีงบการเงินที่ใช้ในการวิเคราะห์ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้ธนาคารผู้เสียหายตรวจสอบราคาประเมินที่ดินที่เป็นหลักประกันใหม่ก็พบว่าที่ดินที่นำมาเป็นหลักประกันมีราคาต่ำกว่าราคาประเมินมาก การขอสินเชื่อของลูกค้ากลุ่มธุรกิจจำเลยไม่มีใบคำขอสินเชื่อ มีเพียงใบขออนุมัติที่พนักงานของธนาคารผู้เสียหายบันทึกเสนอขึ้นไปตามลำดับชั้น และส่วนใหญ่การขอสินเชื่อจะไม่มีสัญญากู้ยืม คงมีแต่ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ลูกค้าออกให้เป็นหลักฐานแห่งหนี้และลูกหนี้มิได้นำเงินกู้ที่ได้รับไปซื้อหุ้นครอบงำกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ขอกู้ การอนุมัติวงเงินอาวัลและซื้อลดตั๋วแลกเงินไม่มีหลักประกัน ส่วนสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวตรวจสอบแล้วพบว่า หลังจากมีการกู้เงินระยะสั้นโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินไว้เป็นหลักฐานแห่งหนี้แล้ว ต่อมามิได้ชำระหนี้ตามตั๋วแต่มีการส่งจ่ายเช็คทั้งที่เงินในบัญชีไม่พอจ่ายเพื่อขออนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีและนำเงินที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมไปชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเดิมพร้อมดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งระงับการให้สินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวในทันที แต่ยังมีการฝ่าฝืน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีคำสั่งระงับการให้สินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวโดยเด็ดขาดและโดยพลัน เห็นว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบการประกอบกิจการของธนาคารผู้เสียหายเพราะพบความผิดปกติในการปล่อยสินเชื่อและมีหนี้เสียเพิ่มจำนวนสูงขึ้นในลักษณะผิดปกติ จึงมีคำสั่งให้ธนาคารผู้เสียหายชี้แจงและเพิ่มมาตรการต่าง ๆ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 24 และมาตรา 24 ทวิ ซึ่งธนาคารผู้เสียหายโดยนายเกริกเกียรติในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารอื่นมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอย่างเคร่งครัด สำหรับการอนุมัติสินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มิได้เป็นไปตามระเบียบของธนาคารผู้เสียหายและฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย นายเกริกเกียรติและผู้บริหารอื่นต้องรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุมัติสินเชื่อตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการอนุมัติโดยใช้บัตรผ่านรายการซึ่งธนาคารผู้เสียหายออกให้แก่นายเกริกเกียรติโดยเฉพาะ และเป็นการอนุมัติฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย ซึ่งระเบียบดังกล่าวและคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยล้วนแล้วแต่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ธนาคารผู้เสียหายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนผู้ฝากเงินซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของธนาคารผู้เสียหายทั้งสิ้น หากนายเกริกเกียรติดำเนินการตามกฎหมาย คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบดังกล่าวแล้ว ความเสียหายก็ย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ที่จำเลยฎีกาว่าตามเอกสารที่โจทก์อ้างส่ง ไม่มีหลักฐานการโอนเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดออกไปจากธนาคารผู้เสียหาย จึงไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ธนาคารผู้เสียหาย ธนาคารผู้เสียหายมีผลประกอบการได้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปีตามรายงานประจำปี 2537 และปี 2538 การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งและมีหนังสือถึงธนาคารผู้เสียหาย จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ระเบียบของธนาคารผู้เสียหายและคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยล้วนแต่เป็นแนวปฏิบัติของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีธรรมาภิบาล โดยเฉพาะคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคำสั่งที่มีกฎหมายรองรับให้กระทำได้ และไม่ใช่เป็นการเลือกปฏิบัติกับธนาคารผู้เสียหายแต่เพียงธนาคารเดียว อีกทั้งข้ออ้างที่จำเลยนำสืบว่ากิจการของธนาคารผู้เสียหายมีผลกำไรนั้น ก็ปรากฏจากการตรวจสอบของคณะผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ว่า ความจริงแล้วธนาคารผู้เสียหายประสบภาวะขาดทุนมีหนี้เสียจำนวนมาก นอกจากนี้นายเกริกเกียรติกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก็ถูกดำเนินคดีสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นจนศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9661/2559 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3072-3074/2563 โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า นายเกริกเกียรติกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่านายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหาย อนุมัติสินเชื่อโดยฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและคำสั่งของธนาคารผู้เสียหาย สำหรับปัญหาว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกับนายเกริกเกียรติด้วยหรือไม่ จำเลยฎีกาทั้งสามสำนวนในทำนองเดียวกันว่าลูกหนี้ของผู้เสียหายได้ชำระหนี้หมดแล้ว การอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวมิได้มีการเบิกเงินไปจริง ลูกหนี้บางรายยังเป็นเจ้าหนี้ของธนาคารผู้เสียหาย ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ชักนำมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับบริษัทหลายบริษัทที่ขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย ได้แก่บริษัท ก. บริษัท ล. บริษัท ข. บริษัท อ. บริษัท ค. บริษัท ช. บริษัท ส. บริษัท น. บริษัท ต. บริษัท พ. บริษัท ซ. บริษัท ท. บริษัท ม. ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทในสำนวนแรก บริษัท ว. บริษัทในสำนวนคดีที่สอง และบริษัท ส. บริษัทในสำนวนที่สาม โดยพฤติการณ์ในการขอสินเชื่อและการอนุมัติกระทำในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ บริษัทแต่ละบริษัทที่จำเลยชักนำหรือมีส่วนเกี่ยวข้องจะได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว การให้สินเชื่อเพื่อครอบงำกิจการ การอาวัลตั๋วเงินและการซื้อลดตั๋วแลกเงินกับธนาคารผู้เสียหายโดยมีการใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติหรือบัตรผ่านรายการของนายเอกชัย อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชี อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว ในบางครั้งจะมีรายการรายงานประจำวัน - รายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงินที่แสดงการหักเงินจากบัญชีกระแสรายวันและยอดที่ค้างในรายการเคลื่อนไหวบัญชีกระแสรายวันพร้อมดอกเบี้ยเงินเกินบัญชี หรือบางครั้งเป็นการหักเงินจากเช็คที่มีการเรียกเก็บเงิน หรือบางครั้งเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้ภายในธนาคารหรือที่ลูกหนี้มีต่อธนาคารตามใบหักเงินหรือสลิป จากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหายส่วนในประเด็นเรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างจำเลยกับบริษัทต่าง ๆ นั้น ในสำนวนแรกโจทก์นำสืบโดยโจทก์มีนางสุวิมล รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ นายอนันต์ หัวหน้าฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ ธนาคารผู้เสียหาย และนายเศกสรร ผู้ตรวจการธนาคาร ฝ่ายกฎหมายและคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า ระบบการใช้งานของบัตรผ่านรายการซึ่งเป็นบัตรในความรับผิดชอบของนายเกริกเกียรติ หมายเลขบัตรดังกล่าวสื่อความหมายว่าผู้ใช้บัตรเป็นชั้นสูงสุด ซึ่งอยู่ชั้น 12 ส่วนบัตรผ่านรายการเป็นบัตรลำดับรอง ซึ่งอยู่ในชั้น 9 ขั้นตอนอนุมัติ เมื่อมีรายการหักบัญชีตามใบหักเงินหรือสลิปแล้วก็ให้เรียกเก็บจากหน่วยงานภายในธนาคารหรือมีเช็คเรียกเก็บเงินจากบัญชีกระแสรายวันของลูกค้ามาผ่านโดยส่งที่พนักงานที่ให้บริการรับฝากถอนเงินโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่าพนักงานเทลเลอร์ที่ฝ่ายการธนาคารชั้น 1 สำนักงานใหญ่ จากนั้นพนักงานเทลเลอร์จะทำการผ่านบัญชีของลูกค้าตามเอกสารหักเงินหรือเช็คชั่วคราว หากเงินในบัญชีกระแสรายวันของลูกค้าไม่พอให้หักเงินหรือมีไม่พอให้จ่ายเงินตามเช็ค พนักงานเทลเลอร์จะรวบรวมใบหักเงินหรือเช็คเสนอหัวหน้าผู้ควบคุมพนักงานเทลเลอร์เพี่อแยกลูกค้าของฝ่ายงานสินเชื่อและติดต่อให้ตรวจสอบบัญชีลูกค้า ในการดำเนินการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชี โดยปกติในช่วงเย็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจจะนำบัตรผ่านรายการ ลงมาที่ฝ่ายการธนาคารชั้น 1 โดยพยานปากนางสุวิมลเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้นำบัตรผ่านรายการมาส่งมอบให้กับพยานทุกครั้งและพยานมอบบัตรผ่านรายการดังกล่าวให้หัวหน้าผู้ดูแลพนักงานเทลเลอร์เพื่อส่งมอบบัตรผ่านรายการดังกล่าวพร้อมใบหักเงินหรือเช็คเรียกเก็บให้พนักงานเทลเลอร์ใช้บัตรผ่านรายการ รูดผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์อนุมัติตั้งวงเงินสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวหรืออนุมัติเพิ่มวงเงินสินเชื่อเบิกเกินบัญชีชั่วคราวหรืออนุมัติขยายระยะเวลาวงเงินและเบิกจ่ายสินเชื่อให้แก่ลูกค้า โดยธนาคารผู้เสียหายเป็นผู้จ่ายเงินไปตามจำนวนในใบหักเงินหรือสลิปหรือเช็คเรียกเก็บแทนลูกหนี้ ซึ่งธนาคารผู้เสียหายจะหักเงินจากบัญชีกระแสรายวันของลูกหนี้ หลังจากพนักงานเทลเลอร์ใช้บัตรผ่านรายการแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์จะพิมพ์เอกสารที่เรียกว่า cut form ซึ่งเป็นรายงานการใช้บัตรผ่านรายการแต่ละรายการ จากนั้นพนักงานเทลเลอร์จะคืนบัตรผ่านรายการพร้อมแบบ cut form ในแต่ละรายการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ จากนั้นจะนำบัตรผ่านรายการพร้อมแบบ cut form ดังกล่าวส่งมอบให้แก่จำเลยต่อไป และหลังจากธนาคารปิดทำการแล้ว ฝ่ายการธนาคารจะพิมพ์รายงานประจำวันออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่ารายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน หรือ CD1120 (รวม 2 แฟ้ม) ซึ่งในช่องผู้อนุมัติจะปรากฏเลขที่บัตรผ่านรายการทั้งสิ้น โดยฝ่ายการธนาคารจะส่งรายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงินของแต่ละวันให้นายเกริกเกียรติในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่เพื่อตรวจสอบ โดยไม่ปรากฏว่า นายเกริกเกียรติได้ท้วงติงการใช้บัตรผ่านรายการ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของตนในการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวดังกล่าวแต่อย่างใด โดยในข้อนี้โจทก์มีนายธีรพันธ์ นายสุโรจน์ นายคมหรือสันติ พนักงานของธนาคารผู้เสียหายตำแหน่งเทลเลอร์ มาเบิกความสนับสนุนให้เห็นว่านายเกริกเกียรติได้กระทำการโดยใช้โอกาสที่ตนมีอำนาจในการใช้บัตรผ่านรายการของธนาคารผู้เสียหายอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวอนุมัติผ่านเงินเข้าบัญชีกระแสรายวันให้แก่นิติบุคคลต่าง ๆ ต่างกรรมต่างวาระ โดยจำเลยมีความเกี่ยวพันกับบริษัทดังกล่าว คือ

1) บริษัท ก. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติตั้งวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 7,800,701.84 บาท ตามรายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปจากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหายและหักดอกเบี้ยเงินเกินบัญชี ปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีกระแสรายวันและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวบัญชีกระแสรายวัน ครั้งที่ 2 วันที่ 4 มีนาคม 2539 มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,722,430.38 บาท ตามรายงานประจำวันและรายการอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปจากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหาย ปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีของบัญชีกระแสรายวัน ซึ่งบริษัทนี้มีนายรังสรรค์ พนักงานบริษัทในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการ บริษัทมีที่ตั้งอยู่ที่เลขที่ 586 จำเลยเป็นผู้จัดหาลูกหนี้รายนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

2) บริษัท ล. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว บัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 3,126,687.21 บาท ปรากฏตามรายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคารผู้เสียหาย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติตั้งวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 3,831,517.91 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปจากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหาย จำนวน 6,258,726.01 บาท บริษัทเป็นหนี้ธนาคารผู้เสียหาย 17,531,517.91 บาท จำเลยเป็นผู้จัดหาบริษัทนี้เข้ามาขอสินเชื่อกับธนาคารผู้เสียหาย

3) บริษัท ข. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว บัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 9 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 27 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 51,107.48 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามเช็คเรียกเก็บเงิน รายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี ครั้งที่ 2 วันที่ 29 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,338,370.84 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามเช็คเรียกเก็บเงินจำนวน 3 ฉบับ ครั้งที่ 3 วันที่ 8 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวจำนวน 1,059,604.73 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 24 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 7,880 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินที่มีอยู่ภายในธนาคารผู้เสียหายจำนวน 3 รายการ ครั้งที่ 5 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,263,359.20 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคารผู้เสียหายจำนวน 3 รายการ ครั้งที่ 6 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 55,624,191.79 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคาร ครั้งที่ 7 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,360,616.43 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามเช็คเรียกเก็บเงิน ครั้งที่ 8 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 6,914,178.08 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคารปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายงานการเคลื่อนไหวทางบัญชี ครั้งที่ 9 วันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 2,620,183.30 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีและจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บจำนวน 3 ฉบับ ปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี บริษัท ข. มีจำเลยเป็นกรรมการบริษัท และได้ร่วมกับนายวันชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ นายเอกชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายขอเปิดบัญชีกระแสรายวันของบริษัทและเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายและถอนเงินจากบัญชีของบริษัทโดยมีจำเลยเป็นผู้ลงนามในเช็คของบริษัท เพื่อนำมาเบิกจ่ายเงินสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

4) บริษัท อ. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 4 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 5 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 7,842,087.43 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 8 มกราคม 2539 เป็นเงิน 84,433.25 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 4,253,714.52 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 12 มีนาคม 2539 เป็นเงิน 10,409,522.45 บาท บริษัทนี้มีนางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาจำเลยและนายวันชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการเงินและวิเทศธนกิจของธนาคารผู้เสียหายเป็นกรรมการ และจำเลยเป็นผู้จัดหาลูกค้ามาขอสินเชื่อธนาคารผู้เสียหายเพื่อครอบงำกิจการบริษัทดังกล่าว

5) บริษัท ค. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว บัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อลูกหนี้มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 1 ครั้ง วันที่ 7 มีนาคม 2539 อนุมัติตั้งวงเงินชั่วคราวจำนวน 90,574,794.53 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บ บริษัทนี้มีนายปรีชาพล พนักงานบริษัทในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น เดิมสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 30 ต่อมาได้ย้ายไปตั้งอยู่เลขที่ 586 ซึ่งเป็นที่ตั้งเดียวกับบริษัท ก.

6) บริษัท ช. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 1 ครั้ง วันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 513,321.04 บาท ถึง 70 บริษัทนี้มีนายเกริกเกียรติเป็นกรรมการ และมีนางสาวสุนันทาน้องสาวภรรยาของจำเลยเป็นกรรมการและเป็นผู้ร่วมลงนามสั่งจ่ายเช็คของบริษัท

7) บริษัท ส. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 3 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 12 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว เป็นเงิน 29,080,741.46 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 188,884,342.25 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 20 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 104,713,864.04 บาท บริษัทนี้มีนายจรัญ พนักงานขับรถของจำเลยเป็นกรรมการบริษัท และต่อมาได้เปลี่ยนให้นางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาจำเลยเข้ามาเป็นกรรมการร่วมกับพนักงานในกลุ่มบริษัทของจำเลยเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายและเบิกถอนเงินจากบัญชี

8) บริษัท น. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามรายการสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 30 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 27 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 140,104.07 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นรายการหักบัญชีเพื่อจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บ 4 ฉบับ ครั้งที่ 2 วันที่ 28 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว จำนวน 118,691.36 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 10 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 183,842.77 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 12 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 168,330 บาท ครั้งที่ 5 วันที่ 15 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 152,000 บาท ครั้งที่ 6 วันที่ 16 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว เป็นเงิน 37,790 บาท ครั้งที่ 7 วันที่ 17 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 137,543.20 บาท ครั้งที่ 8 วันที่ 19 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 3,173,096 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีเพื่อชำระเงินกู้ที่มีอยู่ในธนาคารผู้เสียหาย ครั้งที่ 9 วันที่ 23 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 464,466.35 บาท ครั้งที่ 10 วันที่ 25 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 493,782 บาท ครั้งที่ 11 วันที่ 29 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 2,080 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีเพื่อจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บ ครั้งที่ 12 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 9,369,534.79 บาท ครั้งที่ 13 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 500 บาท ครั้งที่ 14 วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 16,873 บาท ครั้งที่ 15 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 17,313 บาท ครั้งที่ 16 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 42,062 บาท ครั้งที่ 17 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 840,440 บาท ครั้งที่ 18 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 16,572 บาท ครั้งที่ 19 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 2,485 บาท ครั้งที่ 20 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 837,846.89 บาท ครั้งที่ 21 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 268,615 บาท ครั้งที่ 22 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 20,000 บาท ครั้งที่ 23 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 10,991,932.53 บาท ครั้งที่ 24 วันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 9,328,439.86 บาท ครั้งที่ 25 วันที่ 7 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 9,537 บาท ครั้งที่ 26 วันที่ 8 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 467,656 บาท ครั้งที่ 27 วันที่ 11 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 181,487.90 บาท ครั้งที่ 28 วันที่ 15 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 103,567 บาท ครั้งที่ 29 วันที่ 18 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 561,898.19 บาท ครั้งที่ 30 วันที่ 21 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 100,600 บาท บริษัทนี้มีนางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาของจำเลย เป็นกรรมการบริษัทร่วมกับพนักงานในกลุ่มบริษัทของจำเลย มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่เลขที่ 586 ซึ่งนางสาวสุนันทาเป็นผู้ร่วมลงนามสั่งจ่ายเช็คเรียกเก็บเงินของบริษัทนี้ด้วย และจำเลย เป็นผู้จัดหาชักนำบริษัทดังกล่าวมาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

9) บริษัท ต. มีทุนจดทะเบียน 10,000 บาท ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 58,101,786.01 บาท บริษัทนี้มีนายภิเศก และนางสาวสมบูรณ์ พนักงานในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการ และมีนายจิตตสร ลูกพี่ลูกน้องของนายเกริกเกียรติถือหุ้นร่วมด้วย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 30

10) บริษัท พ. ได้รับอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราววันที่ 29 ธันวาคม 2538 เป็นการอนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 15,148,687.28 บาท บริษัทนี้มีนางสาวนิตยา และนางสันทนา พนักงานในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น จำเลยเป็นผู้จัดหาชักนำบริษัทนี้เข้ามาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

11) บริษัท ซ. ได้รับอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 28 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 5,757,260.28 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีเพื่อชำระดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 03/2538 ที่มีอยู่กับธนาคารตามใบหักเงินหรือสลิป ครั้งที่ 2 วันที่ 22 มกราคม 2539 อนุมัติตั้งวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 4,447,383.55 บาท บริษัทนี้มีนางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาจำเลยเป็นกรรมการ จำเลยเป็นผู้ติดต่อประสานงานบริษัทนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

12) บริษัท ท. ได้รับอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 54,253,197.84 บาท จำเลยเป็นผู้ประสานงานจัดหาบริษัทนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

13) บริษัท ม. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 3 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 30 มกราคม 2539 อนุมัติตั้งวงเงินเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 23,293.85 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 24,568,293.85 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 4 มีนาคม 2539 เป็นเงิน 9,266.30 บาท บริษัทนี้จำเลยเป็นผู้ติดต่อประสานงานจัดหาบริษัทนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

และนอกจากนี้โจทก์มีนายสุรพลหรือสืบศักดิ์ นางสมบูรณ์ นางสาวลำเจียก นางสันทนา นายพิศาล นางสาวจารุนันท์ นางสาวนิตยาหรือสุภิญญา นางมุกดา นายธนวัฒน์ พยานโจทก์มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานเคยเป็นพนักงานบริษัทในกลุ่มของจำเลย และมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทและ/หรือเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทในกลุ่มของจำเลย โดยจะมีนายรังสรรค์หรือประสาร เป็นหัวหน้า หรือมีนางสาวสุนันทา น้องภรรยาจำเลยเป็นผู้สั่งการ และบุคคลทั้งสองได้รับคำสั่งมาจากจำเลยในการนำชื่อพยานแต่ละคนมาเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ซึ่งพยานโจทก์ดังกล่าวทุกปากไม่มีบุคคลใดมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าพยานจะเบิกความใส่ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบหลักฐานการใช้บัตรผ่านรายการ ของนายเกริกเกียรติทั้งหมดแล้ว สนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยชักนำบริษัทดังกล่าวซึ่งจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียในบริษัท มาขอสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารผู้เสียหาย แล้วจำเลยอาศัยความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติเอื้อประโยชน์ในการอนุมัติให้บริษัทในกลุ่มของจำเลยและบริษัทที่จำเลยชักนำมาได้รับอนุมัติสินเชื่อ โดยใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวได้โดยง่าย รวมทั้งเป็นการอนุมัติโดยไม่มีการทำสัญญาและไม่มีหลักประกัน โดยจำเลยและนายเกริกเกียรติรู้อยู่แล้วว่าบริษัทดังกล่าวไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยรู้เห็นและมีส่วนร่วมกับนายเกริกเกียรติอาศัยโอกาสที่นายเกริกเกียรติเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีหน้าที่อนุมัติสินเชื่อและจำเลยเป็นที่ปรึกษาในการกระทำเป็นขั้นตอนเพื่อเบียดบังเอาทรัพย์และเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่จำเลยเป็นเพียงที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ จำเลยมิใช่กรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับนายเกริกเกียรติได้ แต่ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้ความสะดวกในการกระทำความผิดของนายเกริกเกียรติ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายเกริกเกียรติกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายให้กระทำผิดหน้าที่ เบียดบังเอาทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของธนาคารผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องและตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ว่าธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างไร และเมื่อดูจากรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและหลักทรัพย์ประกันความเสียหายแล้ว ผู้เสียหายไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากกรณีการทำธุรกรรมผ่านบัตรผ่านรายการ จำนวน 60 ครั้ง นั้น จำนวน 42 ครั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเบิกเงินเกินบัญชี และได้มีการจ่ายคืนหมดแล้ว จำนวน 10 ครั้ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับรายการที่ไม่ใช่เงินสด เช่น การจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารผู้เสียหายหรือการโอนหนี้สินระหว่างบัญชีลูกค้าของผู้เสียหาย และอีกจำนวน 8 ครั้ง โจทก์ขาดหลักฐานในการนำมาแสดงเนื่องจากไม่มีอยู่จริง นั้น เห็นว่า การที่จำเลยอาศัยตำแหน่งในฐานะที่ตนเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายเข้าไปมีส่วนในการใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัทที่จำเลยมีส่วนได้เสียหรือบริษัทที่จำเลยเป็นผู้จัดหามา จนทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับอนุมัติสินเชื่อโดยไม่มีการทำสัญญาและไม่มีหลักประกัน ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อธนาคารผู้เสียหายที่อาจจะไม่ได้รับชำระหนี้หรือได้รับชำระหนี้ไม่ครบจำนวน ซึ่งในข้อนี้นายอุทัย หัวหน้าตรวจสอบ 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เบิกความสนับสนุนว่าพยานได้ทำการตรวจสอบธนาคารผู้เสียหายจำนวน 4 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2534 พบว่ามีการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง มีหลักประกันไม่คุ้มหนี้ มีหนี้เสียมาก ครั้งที่ 2 ปี 2536 พบว่าธนาคารผู้เสียหายไม่สามารถแก้ไขปัญหาลูกหนี้เก่ารายใหญ่และลูกหนี้ใหม่รายใหญ่ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้น กระทบต่อเงินกองทุนของธนาคารผู้เสียหาย การให้สินเชื่อฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุว่าการให้สินเชื่อลูกหนี้รายใหม่เกิน 30 ล้านบาท ต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณา และมีการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่ไม่มีพื้นฐานทางธุรกิจรองรับจริง มีทุนจดทะเบียนต่ำ ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เมื่อปี 2537 และปี 2538 ผลการตรวจสอบพบว่าธนาคารผู้เสียหายไม่มีการแก้ปัญหาเรื่องหนี้เสีย และยังให้สินเชื่อที่ฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย จนทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้ธนาคารผู้เสียหายเลิกจ้างจำเลย สนับสนุนให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายและธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างมาก ส่วนที่จำเลยอ้างว่า การทำธุรกรรมผ่านบัตรผ่านรายการ จำนวน 42 ครั้ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเบิกเงินเกินบัญชีและได้มีการจ่ายคืนหมดแล้ว ธุรกรรมจำนวน 10 ครั้ง เป็นการจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารผู้เสียหายหรือการโอนหนี้สินระหว่างบัญชีลูกค้าของผู้เสียหาย และธุรกรรมอีกจำนวน 8 ครั้ง โจทก์ขาดหลักฐานในการนำมาแสดงเนื่องจากไม่อยู่จริง เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารใดมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับสำนวนที่สองซึ่งจำเลยฎีกาทำนองว่าการที่บริษัท ว. นำตั๋วแลกเงินจำนวน 50 ฉบับ ฉบับละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ มาขายลดให้แก่ผู้เสียหาย นั้น ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับธนาคารผู้เสียหาย ส่วนกรณีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว ไม่มีใครได้รับประโยชน์จากการอนุมัติวงเงินชั่วคราวโดยใช้บัตรผ่านรายการดังกล่าว และกรณีที่ธนาคารผู้เสียหายอนุมัติสินเชื่อเงินกู้ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ แก่บริษัท ว. นั้น ธนาคารผู้เสียหายได้รับการชำระเงินเต็มจำนวนจากการขายทอดตลาดหลักประกันแล้ว นั้น เห็นว่า ในข้อนี้โจทก์มีนางสุวิมลมาเบิกความว่า จำเลยมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการขอสินเชื่อของบริษัทดังกล่าวโดยบริษัทได้ขายลดตั๋วเงินจำนวน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีธนาคาร น. ซึ่งจดทะเบียนที่ประเทศรัสเซียเป็นผู้อาวัลตั๋ว จำเลยเป็นผู้นำเอกสารของบริษัทมาส่งมอบและจำเลยได้รับมอบอำนาจจากบริษัททำสัญญาขายลดตั๋วเงินดังกล่าวกับธนาคารผู้เสียหายตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน โดยนายเกริกเกียรติเป็นผู้อนุมัติ ต่อมาบริษัทได้ขอสินเชื่อกับธนาคารผู้เสียหาย จำเลยเร่งรัดให้พยานจัดทำใบขออนุมัติสินเชื่อเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและในที่สุดก็ได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทดังกล่าวโดยใช้บัตรผ่านรายการ ซึ่งเป็นบัตรที่ธนาคารผู้เสียหายออกให้นายเอกชัยในการอนุมัติสินเชื่อ 4 ครั้ง และบริษัทนำสินเชื่อที่ได้รับไปซื้อกิจการของบริษัท ร. แล้วนำหุ้นของบริษัทดังกล่าว รวมจำนวน 4,900,000 หุ้น มาจำนำเป็นหลักประกัน พร้อมกับจำนองที่ดินของบริษัท ธ. ที่จังหวัดพิจิตรและจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีราคาประเมินสูงเกินความจริง ซึ่งความจริงราคาที่ดินดังกล่าวมีราคาต่ำกว่าสินเชื่อที่ได้รับเป็นจำนวนมากมาเป็นหลักประกัน และเมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อจากนายเกริกเกียรติแล้ว บริษัท ซ. มอบอำนาจให้จำเลยลงนามในสัญญา และจำเลยมีหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการธนาคารผู้เสียหายแจ้งให้ธนาคารผู้เสียหายโอนเงินที่ขายลดตั๋วแลกเงินเข้าบัญชีกระแสรายวันของบริษัท 7 บริษัท รวมเป็นเงิน 1,172,171,999.92 บาท ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทในเครือของจำเลย กระบวนการขอและอนุมัติสินเชื่อดังกล่าว ผิดระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย โดยได้ความจากนายสาธิต นายไพโรจน์ นายธานินทร์ และนายเศกสรร พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยที่ตรวจสอบการอนุมัติสินเชื่อรายนี้พบว่า การให้สินเชื่อไม่ได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารธนาคารผู้เสียหายเพื่อกลั่นกรองแต่อย่างใด แต่เป็นการอนุมัติโดยลำพังของนายเกริกเกียรติและนายเอกชัยเอง เป็นการผิดระเบียบของธนาคารว่าด้วยการอนุมัติสินเชื่อ Investment Banking และฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนราคาประเมินที่ดินที่เป็นประกันนั้นก็มิได้ส่งเรื่องให้สำนักควบคุมสินเชื่อของธนาคารผู้เสียหายตรวจสอบและให้ความเห็นก่อน ต่อมาเมื่อตรวจสอบภายหลังจึงทราบว่าราคาประเมินที่ดินสูงเกินความเป็นจริงไปมาก นอกจากนี้การให้สินเชื่อเพื่อครอบงำกิจการบริษัท ร. แล้วนำหุ้นของบริษัทมาจำนำก็ขัดต่อมติที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารผู้เสียหาย และไม่มีเหตุผลใด ๆ ประกอบว่าเหตุใดธนาคารผู้เสียหายจึงอนุมัติวงเงินสินเชื่อให้บริษัท ซ. โดยไม่มีการเสนอแผนโครงการนำสินเชื่อไปประกอบกิจการใดและไม่มีการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารธนาคารผู้เสียหายพิจารณา แม้กระทั่งธนาคารผู้อาวัลก็ไม่ปรากฏว่ามีการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของผู้อาวัลแต่อย่างใด อีกทั้งการกระจายเงินสินเชื่อที่ได้รับไปยังบรรดาบริษัทต่าง ๆ ถึง 7 บริษัท ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทในเครือข่ายของจำเลยและยังมีการโอนเงินบางส่วนไปยังบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและอยู่ในต่างประเทศหลายครั้ง นั้น เป็นพฤติการณ์ที่ส่อแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตที่ต้องการยักย้ายถ่ายเทเงินสินเชื่อให้ยากต่อการติดตาม ในการดำเนินการดังกล่าวจำเลยซึ่งเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ ถือว่า เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของธนาคาร กลับมีพฤติการณ์ที่เป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ของธนาคารผู้เสียหายกับผลประโยชน์ในกลุ่มธุรกิจที่จำเลยมีส่วนได้เสีย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงปราศจากข้อสงสัยรับฟังได้ว่า จำเลยอาศัยตำแหน่งที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารผู้เสียหายร่วมกับนายเกริกเกียรติใช้ตำแหน่งหน้าที่และความรู้ในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการธนาคารและการลงทุน กระทำผิดหน้าที่วางแผนเบียดบังทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายอันเป็นการแสวงหาประโยชน์มิควรได้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 แต่จำเลยมิได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมได้ จำเลยจึงต้องรับผิดฐานช่วยเหลือให้ความสะดวกการกระทำความผิดของนายเกริกเกียรติและนายเอกชัย พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ในสำนวนที่สองนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับสำนวนที่สาม เกี่ยวกับการให้สินเชื่อบริษัท ส. โจทก์มีนายอนันต์ นางสาวสุวิมล และนายเศกสรรเบิกความทำนองเดียวกันว่า เดิมบริษัทมีนายจรัญ เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นคนเดียว เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 บริษัทฯติดต่อขอสินเชื่อกับธนาคารผู้เสียหายในวงเงิน 660,000,000 บาท เพื่อครอบงำกิจการของบริษัท น. นายอนันต์จัดทำใบขออนุมัติสินเชื่อ เสนอให้นายเกริกเกียรติ และวันที่ 19 กันยายน 2537 นายเกริกเกียรติได้อนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในวงเงิน 660,000,000 บาท จากนั้นบริษัทได้นำหุ้นจำนวน 6,670,000 หุ้น ราคาประเมินโดยบริษัท ฟ. หุ้นละ 75 บาท มาจำนำเป็นประกันพร้อมกับจำนองที่ดินที่จังหวัดสระแก้ว จำนวน 16 แปลง เนื้อที่รวม 459 ไร่ 88 ตารางวา รวมราคาประเมินเป็นเงิน 826,000,000 บาท ประเมินโดยบริษัท ร. หลังจากได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2537 บริษัท ส. ได้รับเงินสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหายจำนวน 347,953,425 บาท โดยบริษัทฯ ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ธนาคารผู้เสียหายในจำนวนเงินเดียวกัน บริษัท ส. นำเช็คของธนาคารผู้เสียหายเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแล้ว แล้วบริษัทฯ สั่งจ่ายเช็คจำนวน 341 ล้านบาทเศษให้แก่บริษัท ย. ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2538 นายอนันต์ทำบันทึกเสนอต่ออายุวงเงินสินเชื่อของบริษัทฯ ออกไปอีก 1 ปี ธนาคารผู้เสียหายโดยนายเกริกเกียรติอนุมัติการต่ออายุสินเชื่อให้บริษัท ส. เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2538 แต่ลดวงเงินกู้เหลือ 360 ล้านบาท และเพิ่มวงเงินอาวัลจำนวน 300 ล้านบาท โดยใช้หลักประกันเดิม ซึ่งต่อมาบริษัทฯ ขอให้ธนาคารผู้เสียหายรับอาวัลตั๋วแลกเงิน รวม 13 ฉบับ ที่จ่ายเงินให้แก่บริษัท น. จำนวน 60 ล้านบาท บริษัท ส. นำตั๋วแลกเงินฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 ที่ธนาคารผู้เสียหายอาวัลขายลดให้แก่บริษัท ง. แล้วนำเงินที่ขายลดได้จำนวน 58,471,232.88 บาท ไปชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2538 บริษัท ส. ขอให้ธนาคารผู้เสียหายอาวัลตั๋วแลกเงินอีก 13 ฉบับ และมีคำขอเพิ่มเติมให้อาวัลตั๋วแลกเงินอีก 12 ฉบับ สั่งให้ผู้เสียหายจ่ายเงินให้แก่บริษัท น. รวมเป็นผู้เสียหายอาวัลตั๋วแลกเงินทั้งสิน 80 ล้านบาท ครบกำหนดชำระวันที่ 11 กรกฎาคม 2538 เมื่อรวมภาระอาวัลเดิมแล้วเป็นภาระอาวัลทั้งสิ้น 140 ล้านบาท บริษัท ส. นำตั๋วแลกเงินดังกล่าวขายลดให้กับบริษัท ง. และนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินวันที่ 9 พฤษภาคม 2538 และนำเข้าฝากบัญชีกระแสรายวันของบริษัท ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 บริษัท ส. ขออาวัลตั๋วแลกเงิน 16 ฉบับ ฉบับละ 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 160 ล้านบาท ครบกำหนดชำระวันที่ 16 สิงหาคม 2538 ตามตั๋วเงิน สั่งให้ธนาคารผู้เสียหายจ่ายเงินให้กับบริษัท น. ธนาคารผู้เสียหายได้อาวัลตั๋วแลกเงินดังกล่าว บริษัท ส. นำตั๋วแลกเงินขายลดและนำเงินเข้าบัญชีกระแสรายวันของบริษัท จำนวน 154,593,464.19 บาท และมีการถอนเงินออกจากบัญชีกระแสรายวัน จำนวน 160 ล้านบาท ชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน ทำให้หนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวคงเหลือ 53,363,966 บาท ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2538 เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน ครบกำหนด บริษัท ส. ได้ขอรับเงินกู้และนำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ ระบุจำนวนเงิน 53,363,966 บาท มาวางชำระแทน และในวันเดียวกันบริษัท ส. ได้ขอรับเงินกู้อีก จำนวน 60 ล้านบาท โดยนำตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 60 ล้านบาท มาวางชำระและนำเงินกู้เข้าฝากบัญชีกระแสรายวัน ตามคำขอรับเงินกู้ ตั๋วสัญญาใช้เงินและบัญชีกระแสรายวัน บริษัท ส. ได้นำเงินเข้าบัญชีชำระหนี้อาวัลตั๋วเงิน คงเหลือหนี้ค้างชำระจำนวน 240 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2538 เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน ครบกำหนดชำระมียอดหนี้รวมกัน 113,363,966 บาท มีการขอกู้เงินใหม่เพื่อชำระหนี้เดิมโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวครบกำหนดชำระ บริษัท ส. มีการขอกู้เงินใหม่เพื่อชำระหนี้เดิมโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน รวมจำนวน 113,363,966 บาท มีนายจรัญลงนามในฐานะผู้ออกตั๋วและประทับตราสำคัญของบริษัทโดยระบุว่าให้นำเงินหักชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวครบกำหนด บริษัท ส. ไม่ชำระหนี้ ยังคงค้างชำระต้นเงิน จำนวน 113,363,966 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันที่ 12 เมษายน 2539 จำนวน 4,573,389.92 บาท ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 ธนาคารผู้เสียหายได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินอาวัลที่ครบกำหนดชำระให้แก่บุคคลภายนอกแทนบริษัท ส. รวมจำนวน 240 ล้านบาท รวมเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 353,363,966 บาท เห็นว่า นายอนันต์ และนางสาวสุวิมล เบิกความสอดคล้องต้องกันว่าการอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัท ส. นายอนันต์จัดทำเอกสารเสนอผ่านนางสุวิมลให้นายเกริกเกียรติพิจารณาอนุมัติ ซึ่งขณะนั้นบริษัท ส. มีนายจรัญซึ่งเป็นพนักงานขับรถของจำเลยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาบริษัท ส. ได้เปลี่ยนตัวกรรมการและผู้ถือหุ้นจากนายจรัญเป็นนางสาวสุนันทาน้องสาวภรรยาจำเลย ตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการและตราประทับ โดยพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้เตรียมเอกสารในการขออนุมัติสินเชื่อของบริษัท ส. การอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวไม่เป็นไปตามขั้นตอนของธนาคารผู้เสียหายและฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย การขอสินเชื่ออ้างว่าจะนำเงินไปซื้อหุ้นบริษัท อ. เพื่อครอบงำกิจการบริษัท แต่แท้จริงแล้วเป็นการซื้อหุ้นจากบริษัท ย. ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทของจำเลย และมีการโอนเงินสินเชื่อให้แก่บริษัท ย. เพื่อใช้เป็นช่องทางในการโอนเงินออกจากธนาคารผู้เสียหาย และจำเลยให้พนักงานบริษัทในเครือของจำเลยดำเนินการขายลดตั๋วแลกเงินให้แก่บริษัท น. และบริษัท น. ที่ธนาคารผู้เสียหายเป็นผู้อาวัลรับรองให้แก่ บริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด และบริษัท ง. เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินแล้ว บริษัท ส. ไม่ชำระหนี้ โดยโจทก์มีนายจตุพร เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของธนาคารผู้เสียหายมาเบิกความสนับสนุน และนอกจากนี้นายเศกสรร ผู้ตรวจการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เบิกความยืนยันว่าพยานตรวจสอบการให้สินเชื่อดังกล่าวพบว่าดำเนินการโดยฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและผิดระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย และที่ดินที่จดจำนองมีการประเมินราคาสูงเกินความจริง ทำให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับหลักประกันไม่คุ้มกับยอดหนี้และมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินสินเชื่อคืนหรือได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน อีกทั้งการนำหุ้นมาจำนำเป็นหลักประกันไม่ครบตามหนังสืออนุมัติให้จำนำหุ้น และมีการประเมินมูลค่าหุ้นสูงเกินความเป็นจริง พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะเบิกความปรักปรำหรือกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยให้ต้องได้รับโทษ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า นายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวโดยฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย และจำเลยรู้เห็นและมีส่วนร่วมกับนายเกริกเกียรติในการกระทำเป็นขั้นตอนเพื่อเบียดบังเอาทรัพย์และแสวงหาประโยชน์ร่วมกันโดยมิชอบ แต่จำเลยเป็นเพียงที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ มิใช่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับนายเกริกเกียรติซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่กระทำผิดหน้าที่เบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้ แต่จำเลยต้องรับผิดฐานช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกการกระทำความผิดของนายเกริกเกียรติตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมา ที่จำเลยฎีกาว่าธนาคารผู้เสียหายอนุมัติผ่านตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ บริษัท ส. เพื่อซื้อหุ้นสำหรับครอบงำกิจการของบริษัท อ. จากบริษัท ย. โดยเงินกู้ดังกล่าวหักค่าธรรมเนียมแล้วนำมาใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้จากธนาคารผู้เสียหายของบริษัท ย. โดยไม่มีการถอนเงินใด ๆ จากธนาคารผู้เสียหาย ส่วนหลักประกันนั้นเมื่อนำมาประมูลขายแล้ว ย่อมไม่เกิดความเสียหายต่อธนาคารผู้เสียหาย นั้น เห็นว่า การที่นายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัท ส. โดยไม่เป็นไปตามขั้นตอนของธนาคารผู้เสียหาย และเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นการอนุมัติสินเชื่อโดยนายเกริกเกียรติเพียงผู้เดียวไม่ผ่านการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการสินเชื่อ และไม่มีการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ ทั้งเป็นการอนุมัติเกินอำนาจสินเชื่อที่ธนาคารผู้เสียหายมอบหมาย จนในที่สุดเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับครบกำหนด บริษัท ส. มีการขอสินเชื่อเพิ่มเติมและออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่เพื่อชำระหนี้ตามตั๋วฉบับเดิมหมุนเวียนหลายครั้งและท้ายสุดยังคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 113,363,966 บาท และธนาคารผู้เสียหายได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินอาวัลที่ครบกำหนดให้แก่บุคคลภายนอกแทนบริษัท ส. รวมจำนวน 240 ล้านบาท พฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยใช้แหล่งเงินสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย ย่อมทำให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างชัดเจน ส่วนหลักประกันในการอนุมัติสินเชื่อไม่ว่าจะเป็นหุ้นของบริษัท อ. และที่ดินที่จดจำนองนั้น ก็มีการประเมินราคาสูงกว่าความเป็นจริงไปมาก ย่อมทำให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับหลักประกันไม่คุ้มกับยอดหนี้ และมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้คืนหรือได้รับชำระหนี้ไม่ครบจำนวน ดังนั้นฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จะนำบทบัญญัติในมาตรา 315 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาใช้บังคับจำเลยได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ทราบคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ณป.184/2537 และจำเลยไม่ได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนายเกริกเกียรติฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 315 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาบังคับจำเลยได้ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยรู้เห็นร่วมกับนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ในการอนุมัติสินเชื่อโดยฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย การกระทำของนายเกริกเกียรติจึงเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารผู้เสียหาย และเป็นผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย ครอบครองทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหาย เบียดบังเอาทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และเป็นการกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมกันโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 307, 308 และ 311 แต่จำเลยมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนายเกริกเกียรติได้ ทั้งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำการอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่นายเกริกเกียรติกระทำความผิดดังกล่าว อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 315 กรณีจึงนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่จำเลยได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายทวีศักดิ์ ทัศนชัยสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2583/2565
#684815
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้ออกหมายจับบุคคลใดย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกออกหมายจับ พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าโจทก์กระทำผิดจริงซึ่งต้องกระทำด้วยความรอบคอบรัดกุม มิให้เกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นที่แน่ใจว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายที่ได้มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายหรือไม่ก่อนที่จะขอให้ออกหมายจับ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าจ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราวซึ่งเป็นการกระทำเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของโจทก์จากการถูกดำเนินคดีโดยมิชอบจึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการที่พนักงานสอบสวนทำละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยชำระแก่ศาลแทนในนามโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 570,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเป็นหน่วยงานของรัฐ ร้อยตำรวจโทหรือพันตำรวจตรีสิทธานต์ และร้อยตำรวจเอกหรือพันตำรวจตรีณธกรหรือพัชรธนพล เป็นเจ้าพนักงานตำรวจในสังกัดของจำเลยเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนประจำสถานีตำรวจภูธรประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จังหวัดปทุมธานี โดยร้อยตำรวจโทสิทธานต์ดำเนินการสอบสวนคดีที่นายภานุวัฒน์ และนายเกียรติกุล ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนายภานุวัฒน์ให้ถ้อยคำว่านาย ส. ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อและนามสกุลคล้ายกับโจทก์เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดด้วย แต่ร้อยตำรวจโทสิทธานต์เห็นว่าผู้เสียหายไม่มายืนยันและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอจึงไม่ดำเนินคดีโจทก์ ต่อมาร้อยตำรวจโทสิทธานต์ย้ายไปรับราชการที่อื่นและมีร้อยตำรวจเอกณธกรดำเนินคดีต่อแล้วได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2557 ให้ดำเนินคดีกับนาย ส. จากนั้นร้อยตำรวจเอกณธกรดำเนินการสอบสวนต่อและขออนุมัติจากศาลชั้นต้นออกหมายจับโจทก์ โจทก์ถูกจับกุมวันที่ 1 ธันวาคม 2559 และฟ้องต่อศาลชั้นต้นวันที่ 2 สิงหาคม 2561 คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าร้อยตำรวจเอกณธกรเป็นพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนและดำเนินคดีโจทก์โดยมิชอบ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนร้อยตำรวจโทสิทธานต์มิได้มีส่วนในการกระทำความผิด โจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าจ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 1 รักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี มีหนังสือแจ้งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีอาญา คือ นาย ส. และการฟ้องคดีจะเป็นอำนาจและดุลพินิจของพนักงานอัยการก็ตาม แต่ร้อยตำรวจเอกณธกรพยานจำเลยก็เบิกความว่า ขอออกหมายจับโจทก์ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี โดยใช้คำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีประกอบการขอออกหมายจับ เนื่องจากมีการขอออกหมายจับโจทก์มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ศาลจังหวัดธัญบุรียกคำร้องขอ เนื่องจากเป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกัน พนักงานอัยการจึงมีคำสั่งให้นำคำพิพากษาดังกล่าวมาประกอบเพื่อการขอออกหมายจับครั้งนี้ การขอออกหมายจับโจทก์ครั้งนี้เนื่องจากมีชื่อโจทก์ตรงกับคำสั่งของพนักงานอัยการโดยไม่ได้ค้นข้อมูลทะเบียนราษฎรว่ามีบุคคลอื่นที่มีชื่อใกล้เคียงกับโจทก์หรือไม่ ประกอบกับไม่ได้นำรูปในข้อมูลทะเบียนราษฎรของโจทก์ให้ผู้เสียหายนายภานุวัฒน์ และนายเกียรติกุลดู จะเห็นได้ว่า การขอให้ออกหมายจับบุคคลใดย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกออกหมายจับ ดังนั้นร้อยตำรวจเอกณธกร พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าโจทก์กระทำผิดจริงซึ่งต้องกระทำด้วยความรอบคอบรัดกุม มิให้เกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นที่แน่ใจว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายที่ได้มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ร้อยตำรวจเอกณธกรไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายหรือไม่อย่างน้อยที่สุดก็ควรได้จัดให้ผู้เสียหายหรือพยานชี้ภาพถ่ายโจทก์ที่ปรากฏดูว่าใช่คนร้ายหรือไม่ก่อนที่จะขอให้ออกหมายจับต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2561 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.4194/2561 ของศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าจ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราวซึ่งเป็นการกระทำเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของโจทก์จากการถูกดำเนินคดีโดยมิชอบจึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการที่ร้อยตำรวจเอกณธกรทำละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าจ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวส่วนละ 150,000 บาท เพราะคดีนี้มีโทษถึงประหารชีวิตและศาลตีราคาหลักประกันถึง 1,000,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 570,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438 วรรคสอง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางจิราภรณ์ ชูขวัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2565
#686993
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ร่วมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งรองสารวัตรจราจร ไม่ใช่พนักงานสอบสวน ไม่มีอำนาจเปรียบเทียบคดีตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำการเป็นการเฉพาะตัวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 38 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำเองเป็นการเฉพาะตัวไปเสียทั้งหมด ดังจะเห็นได้จาก ป.วิ.อ. มาตรา 128 (1) และ (2) ได้บัญญัติให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนที่จะร้องขอหรือสั่งให้เจ้าพนักงานอื่นทำการแทนตนได้บ้าง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมช่วยร้อยตำรวจโทหญิง ส. พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบโดยนั่งเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับให้แก่ผู้ต้องหากระทำความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จราจรทางบกตามที่ตั้งด่านกวดขันวินัยจราจร และผู้ต้องหายินยอมชำระค่าปรับตามที่ร้อยตำรวจโทหญิง ส. พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว อยู่บนโต๊ะใกล้ ๆ กับร้อยตำรวจโทหญิง ส. พนักงานสอบสวน ถือได้ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยในการสอบสวนซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของร้อยตำรวจโทหญิง ส. พนักงานสอบสวน และมิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดเจาะจงให้พนักงานสอบสวนต้องเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับด้วยตนเอง การกระทำของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามที่พนักงานสอบสวนได้มอบหมายให้กระทำ และข้อความที่จำเลยลงในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งเป็นสื่อสังคมออนไลน์สาธารณะว่า โจทก์ร่วมปิดหน้าปิดตายังกะโจร เป็นข้อความที่กล่าวสบประมาทโจทก์ร่วมขณะปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 136

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ร้อยตำรวจเอก อ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และเรียกค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 400,000 บาท แต่ทิ้งคำร้อง ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีในส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 จำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกฟ้องคดีส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองมหาสารคาม ตำแหน่งรองสารวัตรจราจร เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 โจทก์ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจอื่นรวมประมาณ 13 คน ตั้งด่านกวดขันวินัยจราจรที่ศาลาที่พักผู้โดยสารบ้านดอนบม ถนนแจ้งสนิท ตำบลแวงน่าง อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม โดยมีร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์ เป็นพนักงานสอบสวน โจทก์ร่วมเป็นผู้ช่วยพนักงานสอบสวนในการเปรียบเทียบโดยนั่งเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับอยู่ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารดังกล่าว ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2563 โจทก์ร่วมเห็นข้อความที่จำเลยโพสต์ลงเฟซบุ๊กของจำเลย มีข้อความตอนหนึ่งว่า "เวลาตั้งจุดตรวจก็ปิดหน้าปิดตายังกะโจรซึ่งทำให้ประชาชนอย่างเราเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะมีบุคลิกคล้ายคลึงกัน" ใต้ข้อความมีภาพชายสวมเสื้อยืดสีดำ 1 ภาพ และภาพโจทก์ร่วมกับร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์แต่งเครื่องแบบตำรวจ สวมหน้ากากอนามัย และโจทก์ร่วมสวมแว่นตาดำลักษณะกำลังทำงานเอกสารอยู่บนโต๊ะใกล้ ๆ ร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์อีก 2 ภาพ เรียงซ้อนกัน โดยภาพล่างมีชื่อกำกับว่าร้อยตำรวจเอกสุภาพ ซึ่งจำเลยโพสต์ตั้งค่าเป็นสาธารณะบุคคลทั่วไปที่เข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตทางเฟซบุ๊กสามารถเห็นได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมไม่ใช่พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจเปรียบเทียบคดีตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 145 ซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำเองเป็นการเฉพาะตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 38 และมาตรา 144 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำเองเป็นการเฉพาะตัวไปเสียทั้งหมด ดังจะเห็นได้จากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 128 (1) และ (2) ได้บัญญัติให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนที่จะร้องขอหรือสั่งให้เจ้าพนักงานอื่นทำการแทนตนได้บ้าง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมช่วยร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบโดยนั่งเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับให้แก่ผู้ต้องหากระทำความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจราจรทางบกตามที่ตั้งด่านกวดขันวินัยจราจร และผู้ต้องหายินยอมชำระค่าปรับตามที่ร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว อยู่บนโต๊ะใกล้ ๆ กับร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์พนักงานสอบสวน ถือได้ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยในการสอบสวนซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของร้อยตำรวจโทหญิงเสาวนีย์พนักงานสอบสวน และมิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดเจาะจงให้พนักงานสอบสวนต้องเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับด้วยตนเอง การกระทำของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามที่พนักงานสอบสวนได้มอบหมายให้กระทำ และข้อความที่ว่าโจทก์ร่วมปิดหน้าปิดตายังกะโจรเป็นข้อความที่กล่าวสบประมาทโจทก์ร่วมขณะปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ปรากฏว่าคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลล่างทั้งสองยังมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง และมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ทั้งการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีส่วนแพ่ง โดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 และสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 44/2 ทั้งโจทก์ร่วมมิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะเป็นฐานในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิชอบ เห็นสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีส่วนอาญาไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้ยกคำสั่งจำหน่ายคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลย สอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง และพิจารณาคดีส่วนแพ่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 136
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 38 ม. 128
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
โจทก์ร่วม — ร้อยตำรวจเอก อ.
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายชุมพล จันทศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทองเพียร มูลกาย
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2535/2565
#689539
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด โดยขณะกระทำความผิด การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) เมื่อฐานความผิดตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องปรับบทความผิดตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามมาตรา 3 แต่ระวางโทษตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังมีระวางโทษเท่ากับมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ในส่วนระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278 วรรคสอง, 283 ทวิ, 284, 310, 318

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสอง (ที่ถูก ผู้เสียหายที่ 2) ถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ, 284, 310 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร (ที่ถูก ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร) จำคุก 3 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 318 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ โดยจำเลยไม่คัดค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 44 ปี ปัจจุบันจำเลยอยู่กับภริยาคนที่ 2 ไม่มีบุตรด้วยกัน จำเลยมีบุตรกับภริยาคนแรก 2 คน นับว่าเป็นผู้มีวัยวุฒิและประสบการณ์ชีวิตพอสมควร สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิด แต่จำเลยกลับไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีฉวยโอกาสมุ่งสนองอารมณ์ใคร่ของตนเอง โดยกระทำการคุกคามทางเพศที่สร้างความเสื่อมเสียและความหวาดกลัวแก่ผู้เสียหายที่ 2 จนต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจสภาพจิต ในช่วงแรกผู้เสียหายที่ 2 มีอาการไม่ชอบร่างกายตัวเองและต้องการฆ่าตัวตาย ต่อมามีอาการดีขึ้นแต่ยังคงหวาดกลัวชายอื่น และกลัวความสัมพันธ์กับผู้อื่น ทำให้เป็นคนเก็บตัวไม่กล้าอยู่ในสถานที่มีคนมาก ทั้งเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองสร้างความเดือดร้อนกังวลใจและความรู้สึกอับอายแก่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไปนาน 2 ปีเศษ จึงถูกจับกุมได้ตามหมายจับ แสดงว่าจำเลยมิได้สำนึกผิดในการกระทำของตน หรือแสดงความรับผิดชอบช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายทั้งสองเพื่อบรรเทาผลร้ายภายในเวลาอันสมควร แม้จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองจนเป็นที่พอใจ และผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องข้อ 1 ข ขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำ โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใดตามมาตรา 3 โดยขณะกระทำความผิดการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) มิใช่ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามมาตรา 278 (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย และเมื่อฐานความผิดตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องปรับบทความผิดตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่ระวางโทษตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังมีระวางโทษเท่ากับมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ในส่วนระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้กำหนดโทษตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), 318 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 278 วรรคสอง (ใหม่)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายสิทธิชัย ไชยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ขนิษฐา อรุณวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2534/2565
#687039
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายเพียงว่าจำเลยนำคำพูดที่โจทก์พูดกับจำเลยทางโทรศัพท์ไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจแล้วจำเลยส่งภาพถ่ายรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานไปในโปรแกรมไลน์ให้ผู้ปกครองนักเรียนในกลุ่มนักเรียนที่เป็นเพื่อนกับบุตรจำเลย โดยตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและข้อความที่จำเลยพิมพ์ส่งไปในโปรแกรมไลน์นั้นเป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) อย่างไร และข้อความจริงมีอยู่อย่างไร จึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2540 (ที่ถูก 2550) มาตรา 3, 14 และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,000,000 บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) วรรคสอง ให้ปรับ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือที่บิดเบือน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษ...(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา" แต่ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยนำคำพูดที่โจทก์พูดกับจำเลยทางโทรศัพท์ว่า "การก้าวล่วงถึงบุพการีใคร ไม่สมควรที่สุจริตชนจะมาพูดกันง่าย ๆ ยกเว้นไม่ได้รับการสั่งสอนเหมือนกัน เข้าใจมั๊ยคะ คุณแม่" ไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจแล้วจำเลยส่งภาพถ่ายรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานดังกล่าวไปในโปรแกรมไลน์ให้ผู้ปกครองนักเรียนในกลุ่มนักเรียนที่เป็นเพื่อนกับบุตรจำเลย และพิมพ์ข้อความประกอบว่า "แจ้งบันทึกประจำวัน ได้รับการก่อกวนทางโทรศัพท์ และมีการดูหมิ่น ผู้ใหญ่เจอกันที่ศาลแขวงนนทบุรี เด็กเจอกันที่ศาลเยาวชนดุสิต" การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือที่บิดเบือนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน และข้อความที่จำเลยพิมพ์ส่งไปในโปรแกรมไลน์นั้นเป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จอย่างไร และข้อความจริงมีอยู่อย่างไร จึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาว่าฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบอันศาลจะรับไว้พิจารณาได้แล้ว กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวอารีย์พร วงศ์จันทร
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2532/2565
#684562
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืนเงินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายมีผลสมบูรณ์ โจทก์ทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงิน เนื่องจากสัญญาขายฝากเป็นเอกสารสัญญามหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ป.วิ.พ. มาตรา 127 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จากทางนำสืบของโจทก์ โจทก์โอนเงินดอกเบี้ย 2 ครั้ง ให้ ฉ. และ ฉ. โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะเท่ากับดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน จากต้นเงิน 350,000 บาท ซึ่งโอนหลังจากหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 2 เดือนแล้ว ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำสัญญาขายฝากจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องมีการผ่อนชำระดอกเบี้ยแก่กันเพราะการขายฝากที่ดินพิพาทสามารถชำระเงินสินไถ่ให้แก่ผู้ซื้อฝากได้ในคราวเดียวหรือนำเงินสินไถ่ไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์เพื่อไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้ในคราวเดียวกันไม่จำต้องชำระดอกเบี้ยรายเดือน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมที่มีที่ดินพิพาทเป็นประกัน ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองกู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมอบโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยึดถือเป็นหลักประกัน โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินกู้ยืม 350,000 บาท แต่การกู้ยืมมีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเกิดจากการเรียกดอกเบี้ยอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 654 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยย่อมเป็นโมฆะ การที่โจทก์ชำระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 โจทก์ทั้งสองไม่อาจเรียกคืนได้ แต่ต้องนำเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระไปหักเงินต้นดังกล่าว และเมื่อนิติกรรมการขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันจึงตกเป็นโมฆะดังวินิจฉัยข้างต้น ทำให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 3 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์ทั้งสองไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ได้ สภาพแห่งหนี้จึงไม่อาจเปิดช่องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ จึงต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยคิดตามราคาประเมินตามที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอและให้นำไปหักเงินกับหนี้ที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระตามสัญญากู้ยืมให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับชำระหนี้ 350,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ติดตามนำที่ดินโฉนดเลขที่ 11153 ที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 3 หากจำเลยทั้งสามไม่อาจจัดการให้ได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ราคาที่ดิน 865,900 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง 515,900 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11153 ที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 ในราคาขายฝาก 450,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาไถ่คืนภายใน 6 เดือน ซึ่งขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน 865,900 บาท แต่เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน โจทก์ทั้งสองไม่ไถ่ถอน ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคา 950,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายมีผลสมบูรณ์ ไม่ใช่นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ภาระการพิสูจน์ว่าหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินจึงตกแก่โจทก์ทั้งสอง เนื่องจากหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 แทน มีกำหนด 6 เดือน เป็นเงิน 450,000 บาท ผู้ขายฝากได้รับเงินครบถ้วนแล้ว ลงชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ขายฝาก และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับซื้อฝากเป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง แม้ข้อสันนิษฐานดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าวก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวก็มิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดที่จะต้องรับฟังตามนั้น โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ โดยโจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 2 นางสาวฉลวย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 350,000 บาท โดยใช้ที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันการกู้ยืม จำเลยที่ 1 คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อจำเลยที่ 2 พาโจทก์ทั้งสองไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาท ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้โอนเงินเข้าบัญชีนางสาวฉลวย รวมสองครั้งเป็นเงิน 286,669 บาท โดยหักดอกเบี้ยล่วงหน้าสองเดือนเป็นเงิน 21,000 บาท ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ 38,331 บาท ซึ่งเหลือเงินใกล้เคียงกับเงินที่จำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีของนางสาวฉลวย และภายหลังโจทก์ทั้งสองได้โอนเงินผ่านบัญชีนางสาวฉลวยเพื่อชำระหนี้ดอกเบี้ยเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2561 ให้แก่จำเลยที่ 1 ครั้งละ 10,500 บาท แต่เดือนมกราคม 2562 ไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ จะเห็นได้ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานการโอนเงินของจำเลยที่ 1 ที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นการโอนเงินวันเดียวกันกับวันที่ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ซึ่งเมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวยดังกล่าวแล้ว เมื่อคำนวณตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 350,000 บาท หักดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนเป็นเงิน 10,500 บาท ไว้ล่วงหน้า 2 เดือน เป็นเงิน 21,000 บาท กับค่าธรรมเนียมการขายฝากเป็นเงิน 38,331 บาท แล้วจะเหลือเงิน 290,669 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ใกล้เคียงกับเงินที่จำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวยรวมเป็นเงิน 286,669 บาท นอกจากนี้ยังปรากฏว่า นางสาวฉลวยได้โอนเงินจากบัญชีนางสาวฉลวยเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ในเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม 2561 เดือนละ 10,500 บาท เท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือนจากต้นเงิน 350,000 บาท ซึ่งเป็นการโอนภายหลังจากพ้นระยะจากที่มีการหักดอกเบี้ยล่วงหน้าสองเดือนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้อ้างตัวเองเบิกความโต้แย้งให้เห็นว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างไม่ถูกต้องหรือไม่ อย่างใด หรือเงินที่มีการโอนเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองผ่านบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวย จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้โอนเงิน หรือเป็นเงินอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมหรือการขายฝากคดีนี้ ทำให้เชื่อว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนเกิดจากต้นเงิน 350,000 บาท ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำสัญญาขายฝากจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องมีผ่อนชำระดอกเบี้ยแก่กันเพราะการขายฝากที่ดินพิพาทสามารถชำระเงินสินไถ่ให้แก่ผู้ซื้อฝากได้ในคราวเดียวหรือนำเงินสินไถ่ไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์เพื่อไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้ในคราวเดียวกันไม่จำต้องผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีว่าที่ร้อยตรีธนาชัย ทนายความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าเบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยให้โจทก์ทั้งสองกู้ยืมเงิน การจดทะเบียนขายฝากเป็นตามเจตนาที่แท้จริงก็ตาม แต่พยานจำเลยปากดังกล่าวก็เบิกความตอบคำถามทนายโจทก์ทั้งสองยอมรับว่า ไม่ได้รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำสัญญาขายฝาก ทำให้คำเบิกความของว่าที่ร้อยตรีธนาชัยจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองได้ และแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีนายไชยรัฐ เจ้าหน้าที่ที่ดินผู้ดำเนินการทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมาเบิกความยืนยันรับรองความถูกต้องว่าเป็นการจดทะเบียนขายฝากที่แท้จริงและตรงตามเจตนาของคู่สัญญา นิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นโมฆะก็ตาม แต่พยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปากนี้เป็นเพียงเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ ย่อมไม่อาจทราบที่มาแห่งมูลหนี้หรือเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่ามีเจตนาที่แท้จริงเป็นเช่นใด การเบิกความรับรองของพยานจำเลยปากนี้จึงเป็นเพียงเบิกความไปตามเอกสารเท่านั้น ส่วนข้อความด้านหลังหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ที่มีข้อความว่า ขอรับรองว่า การทำสัญญานี้เป็นการขายฝากจริงไม่ใช่การกู้ยืมแต่อย่างใด โดยมีลายมือชื่อของโจทก์ทั้งสองลงชื่อไว้ นั้น โจทก์ที่ 2 ก็เบิกความว่า หากไม่ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวก็จะไม่ได้เงิน ข้อความดังกล่าวจึงไม่อาจยืนยันว่าเจตนาที่แท้จริงเป็นการทำสัญญาขายฝากกัน หรือเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเจตนากู้ยืมแต่ต้นแต่มาเปลี่ยนเจตนาทำสัญญาขายฝากภายหลัง พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงและน่าเชื่อถือสามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้ ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเป็นเงิน 350,000 บาท โดยมีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน โดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกัน โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาทำนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทต่อกัน นิติกรรมขายฝากจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมที่มีที่ดินพิพาทเป็นประกัน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้เงินที่มีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่านิติกรรมการขายฝากไม่ใช่นิติกรรมอำพรางการกู้ยืม นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในปัญหาข้ออื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยก่อน สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองมีหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายคำฟ้องซึ่งศาลมีคำสั่งรวมมาแสดง และโจทก์ทั้งสองมีนางสาวฉลวยเบิกความว่า เป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้มอบอำนาจให้นางสาวฉลวยเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนจริง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่ว่า จำเลยที่ 3 ทราบหรือไม่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทไว้กับจำเลยที่ 2 เป็นนิติกรรมอำพราง การกู้ยืมที่มีที่ดินพิพาทเป็นประกัน โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากนายขวัญใจ เบิกความตอบคำถามศาลว่า ได้บอกแก่จำเลยที่ 3 ว่าจะซื้อที่ดินคืน แสดงว่าจำเลยที่ 3 ทราบการทำสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพราง ทั้งพยานจำเลยที่ 3 ปากนายชรัมย์ เบิกความตอบคำถามค้านว่า จำได้ว่าพี่น้องของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหญิงเคยมาปรึกษาว่าหากสัญญาขายฝากพ้นระยะเวลาการขายฝากแล้วจะเป็นอย่างไร อันเป็นการแสดงว่าพยานจำเลยที่ 3 รับรู้ปัญหาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับโจทก์ทั้งสองมาตั้งแต่ต้น และวันที่ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท นายชรัมย์ นำจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 3 มาทำสัญญาในห้องทำงานส่วนตัวของตนพร้อมกับถ่ายรูปเป็นหลักฐาน อันเป็นการผิดวิสัยการทำสัญญาทั่วไป จากหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 3 ไม่สุจริต นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทภายหลังจากสัญญาขายฝากพ้นกำหนดไถ่ถอน จึงได้รับประโยชน์แห่งข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต โจทก์จึงมีภาระพิสูจน์ให้เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ซื้อที่ดินพิพาทเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองปากโจทก์ที่ 2 และนางสาวฉลวยเบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทต่อจากจำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตเพราะจำเลยที่ 3 รับทราบปัญหาของพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาตั้งแต่ต้น แต่พยานโจทก์ทั้งสองกลับเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 3 ตอนหนึ่งว่า ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 3 รับรู้ปัญหาหมายถึงนายขวัญใจ เล่าให้ฟังว่าได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบว่าโจทก์ทั้งสองมีปัญญาด้านการเงิน ไปกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาและกำลังหาเงินไปคืน แสดงว่าพยานโจทก์ดังกล่าวได้รับบอกเล่าข้อเท็จจริงจากพยานโจทก์ปากนายขวัญใจ ซึ่งเมื่อนายขวัญใจมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามที่พยานโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างแต่อย่างใด คงเบิกความเพียงว่า จำเลยที่ 3 สนิทสนมกับพยานและครอบครัวเพราะทำธุรกิจรถเกี่ยวข้าวด้วยกัน เดือนตุลาคม 2562 พยานทราบว่าจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และพยานได้ต่อว่าจำเลยที่ 3 หลังทราบเรื่อง พร้อมกับเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 3 เพียงว่า พยานทราบว่าจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินมาจากจำเลยที่ 2 ก่อนจำเลยที่ 3 จะซื้อที่ดินเท่านั้น และเบิกความตอบคำถามศาลเพียงว่า พยานเคยบอกจำเลยที่ 3 ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะซื้อที่ดินไปจากจำเลยที่ 2 ว่าเกี่ยวข้าวได้เงินมาแล้วจะเอาไปซื้อที่ดินคืน ซึ่งจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้ตอบว่าอะไร คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายขวัญใจดังกล่าว ไม่ได้เบิกความยืนยันให้เห็นว่าในขณะที่จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ทราบว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 การทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเพื่อเป็นการทำนิติกรรมอำพรางการกู้ยืม ซึ่งจำเลยที่ 3 ให้การและนำสืบว่า ในขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ประกอบกับจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทในราคา 950,000 บาท และชำระเงินต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน โดยมีนายชรัมย์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทมาเบิกความยืนยันว่าซื้อขายกันจริงโดยมีการถ่ายภาพไว้ด้วย ซึ่งราคาซื้อขายดังกล่าวสูงกว่าราคาประเมิน ลำพังข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่ว่า นายชรัมย์ นำจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 3 มาทำสัญญาในห้องทำงานส่วนตัวของตนเองและถ่ายรูปเป็นหลักฐาน อันเป็นการผิดวิสัยการทำสัญญาทั่วไป และข้อเท็จจริงเพียงว่านายชรัมย์เคยรับปรึกษาญาติโจทก์ทั้งสองที่ขายฝากหลุด ไม่พอฟังว่าในขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 นั้น จำเลยที่ 3 ทราบว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาขายฝากเพื่ออำพรางการกู้ยืมโดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกัน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 3 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ นั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกัน เป็นผลให้สัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะและต้องบังคับตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาจะผูกพันในนิติกรรมการกู้ยืมเงินที่ถูกอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง และถือว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นหลักฐานว่าโจทก์ได้กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยึดถือเป็นหลักประกัน ซึ่งโจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินกู้ยืม 350,000 บาท แต่การกู้ยืมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเกิดจากการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยย่อมตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์ทั้งสองชำระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 โจทก์ทั้งสองไม่อาจเรียกคืนได้ แต่ต้องนำดอกเบี้ยที่โจทก์ทั้งสองชำระไปหักเงินต้นดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สี่งวด งวดละ 10,500 บาท รวมเป็นเงิน 42,000 บาท เมื่อนำไปหักต้นเงินแล้วคงเหลือหนี้ที่โจทก์ทั้งสองต้องรับตามสัญญากู้ยืมเป็นเงิน 308,000 บาท ซึ่งปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้แม้โจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเมื่อนิติกรรมการขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันจึงตกเป็นโมฆะดังวินิจฉัยข้างต้น ทำให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนทำให้ไม่อาจพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมขายฝากเพราะจะกระทบสิทธิของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยคิดตามราคาประเมิน 865,900 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอ และให้นำไปหักกับเงิน 308,000 บาท ที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วคงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 557,900 บาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 557,900 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 155 วรรคสอง ม. 411 ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 127 ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นางสาว ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นางสิริณี กำแพงแก้ว จันทร์ประวิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2530/2565
#685223
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลนิติกรรมให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญาที่ก่อนิติสัมพันธ์กันเอง กรณีไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลได้ว่าเป็นนิติกรรมให้โดยมีค่าตอบแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 41299 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนนิติกรรมคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยปราศจากภาระผูกพัน หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ 41299 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนนิติกรรมโอนคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนดังกล่าวกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่โจทก์เสียเกินมาจำนวน 23,360 บาท ในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่จำเลยที่ 2 เสียเกินมาจำนวน 23,360 บาท ในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2518 ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2523 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41299 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาในระหว่างสมรส หลังจากจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินและบ้านพิพาทจากธนาคาร อ. แล้ว วันที่ 29 ธันวาคม 2532 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทร่วมกัน วันที่ 16 กรกฎาคม 2540 จำเลยทั้งสองนำที่ดินและบ้านพิพาทจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคาร พ. เพื่อนำเงินที่กู้ยืมจากธนาคารไปใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2549 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน โดยบันทึกหลังทะเบียนการหย่าว่าไม่มีทรัพย์สิน วันที่ 20 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 362,500 บาท และวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์เพิ่มเติมอีก 50,000 บาท โดยระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินว่า ได้นำที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ยึดถือเป็นประกันหนี้เงินกู้ และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2554 ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2554 จำเลยทั้งสองได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคาร พ. และในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนนิติกรรมให้ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 26 เมษายน 2554 จำเลยที่ 2 ได้นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนนิติกรรมให้ที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่ตนโดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว โดยระบุว่าเป็นการให้ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน หลังจากนั้น วันที่ 27 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 2 ได้กู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์และนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ เมื่อครบกำหนดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์แล้วจำเลยที่ 1 เพิกเฉย ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้ออกไปอีกถึงวันที่ 20 มีนาคม 2560 ตามที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกเขียนด้วยลายมือตนเองมอบให้โจทก์ไว้ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2559 หลังทำบันทึกโจทก์ติดต่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เรื่องฐานผิดสัญญากู้ยืมเงิน และวันที่ 18 เมษายน 2560 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิพากษาตามยอม แต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ก่อนคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงดอนเมือง ข้อหาโกงเจ้าหนี้เป็นคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.2258/2560 อ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันยักย้ายหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเพื่อมิให้โจทก์ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 41299 และบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของตนแก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจำเลยที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลแขวงดอนเมืองวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่เพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นถึงการเป็นหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ ทั้งการจดทะเบียนนิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่จำเลยที่ 2 เป็นการกระทำก่อนที่โจทก์ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ จำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์โต้แย้ง ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นกรณีขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนในที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญาที่ก่อนิติสัมพันธ์กันเอง กรณีไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลได้ว่านิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติกรรมให้โดยมีค่าตอบแทน มิใช่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้หรือไม่ จำเลยที่ 2 เบิกความในทำนองว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 750,000 บาท เนื่องจากจำเลยทั้งสองตกลงราคาที่ดินและบ้านพิพาทเป็นเงิน 2,500,000 บาท แบ่งคนละครึ่งเป็นเงิน 1,250,000 บาท จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 หักหนี้เดิมจำนวน 500,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงไปกู้เงินโดยจำนองที่ดินและบ้านพิพาทแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ได้เงินจำนวน 700,000 บาท มาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 กับมีนางพัชมน มาเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ช่วยหาคนซื้อที่ดินและบ้านพิพาทในราคาประมาณ 2,000,000 บาท แต่ไม่สามารถหาคนซื้อได้จึงบอกพยานว่าจำเลยที่ 2 จะซื้อไว้เอง พยานได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจจำเลยที่ 1 แล้วไปสำนักงานที่ดินกับจำเลยที่ 2 ในวันจดทะเบียนโอน ทราบจากจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 อีก 700,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทกันไว้ เจ้าพนักงานที่ดินจึงแนะนำให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นการให้โดยเสน่หา จำเลยที่ 2 เพียงแต่อ้างตนเองมาเบิกความประกอบใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์ธนาคารของจำเลยที่ 1 และสำเนาใบนำฝาก ว่าหลังจากจำเลยที่ 2 ได้รับเงินกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2554 แล้ว จำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท และ 180,000 บาท ในวันที่ 29 และ 30 มิถุนายน 2554 แต่เมื่อพิจารณาตามใบแจ้งรายการบัญชีและใบนำฝากดังกล่าวแล้ว ก็มิได้ระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ฝากเงินจำนวนดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏใบนำฝากในยอดเงินนั้น ในการชำระเงินครั้งต่อมาตามที่จำเลยที่ 2 อ้างก็เป็นเวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี มีการนำเงินเข้าฝากเพียง 4,000 บาท ต่อจากนั้นก็เป็นเงินมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งผิดวิสัยของการซื้อขายกันจริงที่จะต้องมีการชำระเงินในจำนวนและเวลาที่แน่นอน การชำระเงินตามข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวน่าจะเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 โดยเสน่หาเพื่อช่วยเหลือในฐานะที่เคยเป็นสามีภริยากันดังที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้ชอบแล้ว ส่วนนางพัชมนก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าที่รับฟังข้อเท็จจริงเรื่องการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองมาจากบุคคลอื่นเท่านั้น ประกอบกับในขณะนั้นจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินกู้แก่โจทก์แล้ว และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์แต่อย่างใด ไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยที่ 2 รับเงินกู้มาเต็มจำนวนแล้วจะต้องผ่อนชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 อีก เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยไม่มีหลักฐานมาสนับสนุนให้เห็นถึงการกำหนดราคาที่ดินและบ้านพิพาทและเรื่องการชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 ที่ชัดเจน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่านิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติกรรมให้โดยมีค่าตอบแทน ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน ดังนั้น เมื่อกรณีเป็นการให้โดยเสน่หา เพียงแต่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้เป็นผู้รู้ว่าตนเป็นหนี้โจทก์ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่โจทก์จะขอเพิกถอนนิติกรรมให้อันเป็นการฉ้อฉลได้ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์เชื่อตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และฟังว่านิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่จำเลยที่ 2 มิใช่การให้โดยเสน่หาและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมกลับมามีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามเดิมโดยไม่จำต้องบังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอดังกล่าวของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองนั้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์ชำระเกินมา 23,360 บาท ในศาลชั้นต้นแก่โจทก์และคืนค่าขึ้นศาลที่จำเลยที่ 2 ชำระเกินมา 23,360 บาท ในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บ.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชาญ ศรีสิงห์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมคิด แสงธรรม
ชื่อองค์คณะ
จรัญ เนาวพนานนท์
พิชัย เพ็งผ่อง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2529/2565
#684517
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยที่ 1 ให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ การที่โจทก์ทำสัญญาเช่าช่วงกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเช่าช่วงโดยชอบ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำหนังสือเลิกการจดทะเบียนการเช่าที่ดินก่อนครบกำหนด ทำให้สัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับลงด้วย จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนโจทก์ผู้เช่าช่วงกับจำเลยที่ 2 ผู้ให้เช่าช่วงเดิม กฎหมายบัญญัติให้ผู้เช่าช่วงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าช่วงเดิมโดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 545 ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นหลักทั่วไปที่ว่าสัญญาผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ไม่อาจบังคับเอากับบุคคลภายนอกได้ แต่ไม่อาจตีความบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวในทางกลับกันให้ผู้เช่าช่วงสามารถเรียกร้องสิทธิและหน้าที่เอาจากผู้ให้เช่าเดิมได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะพึงมีต่อกันในอันที่จะให้อำนาจแก่ผู้เช่าช่วงฟ้องบังคับเอากับผู้ให้เช่าเดิมเพื่อให้รับผิดต่อผู้เช่าช่วงได้โดยตรง แม้จำเลยที่ 2 จะมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ในการเลิกสัญญาเช่าว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับภาระผูกพันของรายย่อยที่มีภาระผูกพันตามสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 แต่โจทก์มิได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 2 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 มิได้มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายวิศาล ทายาทและผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1 เช่าที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1361 เนื้อที่ประมาณ 380 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 11 กับจำเลยที่ 2 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 17 ปี 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2572 ค่าเช่าเดือนละ 100,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าไปให้บุคคลอื่น ตลอดจนให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2557 โจทก์ทำสัญญาเช่าช่วงพื้นที่บางส่วนซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน ค. มีกำหนดระยะเวลา 12 เดือน นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ทำสัญญาเช่าช่วงพื้นที่บางส่วนซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน อ. มีกำหนดระยะเวลา 36 เดือน นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 กับจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบกิจการบาร์เบียร์และจำหน่ายเครื่องดื่มต่าง ๆ อัตราค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท ต่อร้าน แต่ก่อนครบกำหนดระยะเวลาเช่าช่วงทั้งสองร้าน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำหนังสือสัญญาเลิกการจดทะเบียนการเช่าที่ดินกันเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2558 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2558 เป็นต้นไป และได้จดทะเบียนเลิกการเช่ากันวันที่ 8 กันยายน 2558 โดยมีข้อตกลงระบุไว้ในหนังสือสัญญาเลิกการจดทะเบียนการเช่าที่ดิน ข้อ 3 ว่า จำเลยที่ 2 ตกลงและยอมรับภาระผูกพันของบาร์เบียร์รายย่อยที่มีภาระผูกพันตามสัญญาเช่าช่วงอยู่กับจำเลยที่ 1 ไปจนกว่าจะครบสัญญาเช่า ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2558 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 3 เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1361 เฉพาะส่วนเนื้อที่ประมาณ 380 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เคยให้จำเลยที่ 1 เช่าดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2573 ค่าเช่าอัตราเดือนละ 100,000 บาท และจดทะเบียนการเช่ากันในวันดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2558 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 มีอำนาจขออนุญาตดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ก่อสร้างอาคารในพื้นที่ของโฉนดเลขที่ 1361 รวมทั้งอนุญาตให้รื้อถอนบาร์เบียร์ทั้งหมด ประมาณต้นเดือนกันยายน 2558 จำเลยที่ 3 กับพวกขับไล่โจทก์และรื้อถอนร้าน ค. และร้าน อ. ที่โจทก์เช่าช่วงจากจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2559 จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของตนที่จำเลยที่ 3 เช่า ให้แก่นายวิทิต และนายวิทิตจดทะเบียนให้นางสาวมนชยา และนางสาวมนรดา มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วม วันที่ 1 กันยายน 2559 ผู้มีชื่อทั้งสามคนดังกล่าวได้จดทะเบียนเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 3 พร้อมกับจดทะเบียนการเช่าให้บริษัท ค. เช่านับแต่วันดังกล่าว สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าช่วงต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีกำหนดระยะเวลา 17 ปี 6 เดือน โดยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ให้ผู้อื่นเช่าช่วงทั้งหมดหรือบางส่วนได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 อีก ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญาเช่าช่วงพื้นที่บางส่วนซึ่งเป็นที่ตั้งร้าน ค. และร้าน อ. กับจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่า เป็นการเช่าช่วงโดยชอบ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำหนังสือเลิกการจดทะเบียนการเช่าที่ดินต่อกันก่อนครบกำหนดระยะเวลาเช่าช่วงทั้งสองร้าน เมื่อสัญญาเช่าเดิมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับลงย่อมส่งผลให้สัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับลงด้วย เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าช่วงเพื่อประกอบกิจการร้านบาร์เบียร์ต่อไปได้ จำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำผิดสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับโจทก์ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ผู้เช่าช่วงกับจำเลยที่ 2 ผู้ให้เช่าเดิมนั้น กฎหมายคงบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ผู้เช่าช่วงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าเดิมโดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 545 ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นหลักทั่วไปที่ว่าสัญญาผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ไม่อาจบังคับเอากับบุคคลภายนอกได้ แต่ไม่อาจตีความบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวในทางกลับกันให้ผู้เช่าช่วงสามารถเรียกร้องสิทธิและหน้าที่เอาจากผู้ให้เช่าเดิมได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะพึงมีต่อกันในอันที่จะให้อำนาจแก่ผู้เช่าช่วงฟ้องบังคับเอากับผู้ให้เช่าเดิมเพื่อให้รับผิดต่อผู้เช่าช่วงได้โดยตรง แม้จำเลยที่ 2 จะมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ในการเลิกสัญญาเช่าต่อกันตามข้อ 3 ของหนังสือสัญญาเลิกการจดทะเบียนการเช่าที่ดิน ว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับภาระผูกพันของบาร์เบียร์รายย่อยที่มีภาระผูกพันตามสัญญาเช่าอยู่กับจำเลยที่ 1 ไปจนกว่าจะครบกำหนดสัญญาเช่าช่วง อันเป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีสิทธิจะถือเอาประโยชน์ตามข้อสัญญาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำขึ้นดังกล่าวมิได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 2 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 มิได้มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าประเด็นในเรื่องค่าเสียหายในมูลละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และไม่หยิบยกปัญหาเรื่องค่าเสียหายขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยรับฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหายในการกระทำละเมิดแก่โจทก์ โดยในส่วนค่าเสียหายนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่อาจครอบครองทำประโยชน์และประกอบกิจการในพื้นที่เช่า โดยโจทก์มีระยะเวลาการเช่าเหลืออยู่ตามสัญญาเช่าช่วงที่ตั้งร้าน ค. 2 เดือน 20 วัน และร้าน อ. 30 เดือน 20 วัน กิจการร้านบาร์เบียร์ทั้งสองร้านมีรายได้ไม่ต่ำกว่าร้านละ 100,000 บาท ต่อเดือน ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะได้รับจากกิจการร้าน ค. คิดเป็นเงิน 266,666 บาท และร้าน อ. คิดเป็นเงิน 3,066,666 บาท และโจทก์ลงทุนตกแต่งประดับร้านทั้งสองไปเป็นเงินจำนวนมาก หากโจทก์นำร้านทั้งสองออกขายสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลอื่น โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ 5,333,332 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง 3,000,000 บาท ซึ่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และ ที่ 3 ต่อโจทก์ก็เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถครอบครองทำประโยชน์ใช้พื้นที่ที่เช่าทำกิจการบาร์เบียร์ในระยะเวลาการเช่าที่เหลืออยู่เช่นกัน ค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นเงินไม่น้อยกว่าค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ได้รับดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยในส่วนค่าขายสิทธิการเช่าว่าสัญญาเช่าช่วงไม่เปิดช่องให้โจทก์กระทำได้และไม่กำหนดค่าเสียหายดังกล่าวให้ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยต่อมาว่า โจทก์ขอคิดค่าเสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน 3,000,000 บาท จึงเห็นควรกำหนดให้ตามขอ และพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้น ย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายอันเป็นผลจากการผิดสัญญาและการกระทำละเมิดที่จำเลยทั้งสามต้องชดใช้แก่โจทก์รวมกันมา มิใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายในการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 เพียงอย่างเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ประเด็นในเรื่องค่าเสียหายในมูลละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่หยิบยกปัญหาเรื่องดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การมานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับประเด็นเรื่องค่าเสียหายในการผิดสัญญาและการกระทำละเมิดนี้ในข้อนี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานสอดคล้องกับบัญชีรายรับรายจ่ายของบาร์เบียร์ทั้งสองร้าน ยืนยันถึงรายรับรายจ่ายของกิจการและค่าเสียหายที่โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในการใช้พื้นที่ประกอบกิจการบาร์เบียร์ทั้งสองร้านที่เช่าช่วงในกำหนดระยะเวลาการเช่าที่เหลืออยู่คิดเป็นเงินรวม 3,333,332 บาท จำเลยทั้งสามก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ยอมจ่ายค่าเลิกสัญญาเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวนมากถึง 80,000,000 บาท และเมื่อจำเลยที่ 2 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ให้จำเลยที่ 1 เช่าดังกล่าวออกให้จำเลยที่ 3 เช่าในเวลาไล่เลี่ยกับที่เลิกสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 ก็ได้ค่าตอบแทนการเช่าจากจำเลยที่ 3 จำนวนถึง 162,000,000 บาท แสดงว่าที่ตั้งของที่ดินอยู่ในทำเลการค้าที่เจริญ น่าเชื่อว่าหากโจทก์ได้ทำกิจการบาร์เบียร์ทั้งสองร้านไปจนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าช่วงจะได้เงินไม่น้อยกว่าจำนวน 3,333,332 บาท ตามที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง ซึ่งความเสียหายของโจทก์เนื่องจากการผิดสัญญาเช่าช่วงของจำเลยที่ 1 และการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ล้วนส่งผลให้โจทก์ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่เช่าและต้องถูกรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป อันเป็นความเสียหายที่มีผลสืบเนื่องเกี่ยวพันกันและความร้ายแรงของการกระทำไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อโจทก์ขอค่าเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสามรวมกันเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้แก่โจทก์มานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ" จึงมีผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับ ต้องปรับเปลี่ยนเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ในส่วนดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 544 ม. 545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาววิรียาพร งามนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2519/2565
#687019
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ บัญญัติว่า "การคํานวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย..." และมาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคํานวณกำไรสุทธิ... (18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวของอนุมาตรานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายรายจ่ายต้องพิสูจน์ตัวตนของผู้รับเงินได้ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับก็ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคํานวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป.รัษฎากร ซึ่งทางนําสืบของโจทก์มีรายละเอียดข้อมูล ที่เกี่ยวกับ ก. เพียงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของ ก. และบิลเงินสดที่ ก. ทำเรื่องเบิกเงินจากโจทก์ที่ปรากฏแต่ชื่อของ ก. เท่านั้น และโจทก์นําตัว ก. มาให้ถ้อยคําในชั้นตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สรรพากรไม่ได้ ซึ่งเป็นข้อพิรุธเพราะโจทก์และ ก. ติดต่อทำธุรกิจกันมาเป็นระยะเวลานานมีมูลค่าหลายล้านบาท เฉพาะที่ปรากฏในชุดใบสำคัญจ่ายสำหรับการเช่ารถระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเมษายน 2552 มีการเช่ารถพร้อมคนขับจำนวนมาก โดยคนขับรถต้องไปรับพนักงานของโจทก์ในสถานที่แตกต่างกันเพื่อสำรวจข้อมูลทำแผนที่ ในการเช่ารถดังกล่าวตามปกติย่อมต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ของ ก. เพื่อติดต่อใช้รถในแต่ละครั้ง แต่โจทก์กลับไม่สามารถให้ข้อมูลติดต่อ ก. ได้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์กับ ก. มีการทำหลักฐานเอกสารการเช่ากันเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีการระบุตัวทรัพย์สินที่ให้เช่า คงมีเพียงตารางค่าเช่ารถเท่านั้น ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการทำธุรกิจให้เช่ารถจำนวนมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจปฏิบัติการสอบยัน ณ ภูมิลำเนาของ ก. ก็ไม่สามารถเข้าตรวจได้เนื่องจากสถานประกอบการมีลักษณะเป็นทาวน์เฮาส์ ไม่มีลักษณะเป็นสถานประกอบการ ไม่มีผู้ใดพักอาศัยและไม่พบตัว ก. แม้โจทก์จะประกอบกิจการจริงและได้ชําระเงินค่าเช่ารถให้ ก. โดยสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อ ก. และขีดคร่อม ประทับตราว่า A/C PAYEE ONLY ขีดฆ่าคําว่าหรือผู้ถือออกและมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คก็ตามแต่โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ว่า ก. เป็นผู้ให้เช่ารถและรับเงินค่าเช่ารถจริง ทางนําสืบของโจทก์จึงยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า ก. เป็นผู้ให้เช่ารถที่แท้จริง เพราะหาก ก. เป็นผู้ให้เช่ารถแล้ว น่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ก. มากกว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ารายจ่ายค่าเช่ารถเป็นรายจ่ายต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ค่าโดยสารรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์แม้โจทก์ไม่มีใบเสร็จรับเงินจากผู้ให้บริการมาแสดง แต่โจทก์ได้จ่ายไปจริงและส่งมอบบิลให้แก่จำเลยแล้ว และโดยปกติผู้ให้บริการเหล่านี้จะไม่มีการออกใบเสร็จรับเงินจากผู้ให้บริการมาแสดง โจทก์จึงไม่อาจมีใบเสร็จรับเงินมาแสดงได้ รายจ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่รายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับนั้น เห็นว่า โจทก์เพียงแต่จัดทำยอดรวมสรุปค่าใช้จ่ายซึ่งรวมถึงค่าโดยสารรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งตามตารางดังกล่าวมีการระบุวันเดือนปีประเภทค่าใช้จ่าย และชื่อผู้เบิกเงิน โดยไม่ปรากฏรายละเอียดของรายจ่าย ประกอบกับประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ระยะเวลาที่ต้องลงรายการในบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี พ.ศ. 2544 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 7 (1) (2) (3) และ (4) ข้อ 8 ซึ่งกำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3910 และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3911 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 17) ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 เป็นว่า จำเลยอนุมัติจ่ายคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 1,847,256.59 บาท ให้แก่โจทก์ เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3912 และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3913 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00018 - 19) ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 เป็นว่า จำเลยอนุมัติจ่ายคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 1,373,790.64 บาท ให้แก่โจทก์ เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3914 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2551 ถึง 31 ธันวาคม 2551 โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ 2,299,898.51 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3915 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ 2,429,757.87 บาท บวกผลขาดทุนสุทธิยกมา 2,299,898.51 บาท รวมเป็นผลขาดทุนสุทธิที่สามารถยกไปใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปได้ 4,729,656.38 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3916 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ 3,823,894.70 บาท บวกผลขาดทุนสุทธิยกมา 4,729,656.38 บาท รวมเป็นผลขาดทุนสุทธิที่สามารถยกไปใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปได้ 8,553,551.08 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3917 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2554 โจทก์มีผลกำไรสุทธิ 6,697,531.55 บาท หักผลขาดทุนสุทธิยกมา 8,553,551.08 บาท รวมเป็นผลขาดทุนสุทธิที่สามารถยกไปใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปได้ 1,856,019.53 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6 (สพ.) /33/2561 ลงวันที่ 23 มกราคม 2561 เป็นว่า คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรและให้โจทก์ชำระค่าภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 2,089,936 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3910-17 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้เกินในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2554 รวมเป็นเงิน 2,102,479.74 บาท ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรที่โจทก์ชำระไว้เกินหรือที่จำเลยประเมินให้โจทก์ต้องชำระเพิ่มเติม พร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และปี 2554 รวมเป็นเงิน 2,102,479.74 บาท กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 2,102,479.74 บาท นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2557 จนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 1,051,239.87 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 2,102,479.74 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาล
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ ม. 65 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม วัตตธรรม
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2498/2565
#684597
เปิดฉบับเต็ม

กระสุนปืนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองในคดีนี้มีทั้งกระสุนปืนที่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป) ขนาดความกว้างปากลำกล้องประมาณ 10 มิลลิเมตร ของกลาง และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 กับกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE ซึ่งเป็นคนละขนาดกับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป) ของกลาง การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง แล้วยังเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสอง มาด้วยนั้น จึงยังไม่ถูกต้อง แต่ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 กับกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE) และเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนที่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป)) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้เป็นความผิดในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ วัตถุที่ต้องห้ามนั้นไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน ก็ดี หรือเครื่องกระสุนปืน ก็ดี กฎหมายถือว่าเป็นวัตถุประเภทเดียวกันโดยบัญญัติบทความผิดกับบทลงโทษอยู่ในบทมาตราเดียวกันคือมาตรา 7 กับมาตรา 72 เมื่อจำเลยมีไว้ในครอบครองในขณะเดียวกันจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว แม้โจทก์จะแยกบรรยายการกระทำผิดดังกล่าวของจำเลยมาในฟ้องเป็นข้อ ข. และข้อ ค. เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันและจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ศาลจะลงโทษจำเลยหลายกรรมเป็นกระทงความผิดไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 1,200 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 1,200 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 600 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 9 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท และให้จำเลยไปบำบัดรักษาอาการติดยาเสพติด ณ โรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจนกว่าจะเลิกเสพได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ปรับบทลงโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ปรับบทและลงโทษจำเลยฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้จำเลยมีกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 นัด และกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE จำนวน 1 นัด กับมีอาวุธปืนประจุปาก (ปืนแก็ป) 2 กระบอก ตามฟ้องไว้ในครอบครองในวันเวลาเดียวกัน แต่กระสุนปืนดังกล่าวไม่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป) จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อีกกระทงหนึ่ง เห็นว่า กระสุนปืนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองในคดีนี้มีทั้งกระสุนปืนที่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป) ขนาดความกว้างปากลำกล้องประมาณ 10 มิลลิเมตร ของกลาง และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 กับกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE ซึ่งเป็นคนละขนาดกับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป) ของกลาง การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง แล้วยังเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสอง มาด้วยนั้น จึงยังไม่ถูกต้อง แต่ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 กับกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE) และเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนที่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป)) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้เป็นความผิดในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ วัตถุที่ต้องห้ามนั้นไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน ก็ดี หรือเครื่องกระสุนปืน ก็ดี กฎหมายถือว่าเป็นวัตถุประเภทเดียวกันโดยบัญญัติบทความผิดกับบทลงโทษอยู่ในบทมาตราเดียวกันคือมาตรา 7 กับมาตรา 72 เมื่อจำเลยมีไว้ในครอบครองในขณะเดียวกันจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว แม้โจทก์จะแยกบรรยายการกระทำผิดดังกล่าวของจำเลยมาในฟ้องเป็นข้อ ข. และข้อ ค. เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันและจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ศาลจะลงโทษจำเลยหลายกรรมเป็นกระทงความผิดไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104 บัญญัติความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไว้เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 แต่ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมีระวางโทษตามมาตรา 162 ให้จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างกับพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ซึ่งใช้ในภายหลังการกระทำความผิดซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม โทษปรับที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขให้เบาลงอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนลูกซองขนาด 12 กับกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคสอง อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนที่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป)) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และจำเลยมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ส่วนโทษจำคุกและปรับ การรอการลงโทษจำคุก การคุมความประพฤติ กับเงื่อนไขการคุมความประพฤติ และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมแพ
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายวรเชษฐ์ อุตมะ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2494/2565
#684490
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แม้ตามทางนำสืบจะได้ความว่า จำเลยทั้งสามและทายาทของผู้ตายตกลงยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตรก็เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างคู่ความและผู้มีส่วนได้เสียในทางแพ่ง ไม่ทำให้โจทก์ที่ 1 เปลี่ยนสถานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ เพราะการเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายหาใช่เกิดขึ้นโดยข้อตกลงระหว่างทายาทด้วยกันเองไม่ สำหรับความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกตาม ป.อ. มาตรา 354 บุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว ได้แก่ บรรดาทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเท่านั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะส่วนตัวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 354 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 207,183.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธในคดีส่วนอาญา และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 และนายละอองผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายได้รับรองแล้วจึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627, 1629 (1) ในคดีร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความและทายาทของผู้ตายทุกคนตกลงร่วมยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตร รวมเป็น 9 ส่วน โดยทรัพย์มรดกที่รวบรวมได้มีทั้งหมด 10 รายการ และโจทก์ที่ 1 ยินยอมรับทรัพย์มรดกตามข้อตกลง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ภายหลังโจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสามกับพวกขอให้แบ่งทรัพย์สินที่โจทก์ที่ 1 กับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกัน ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2561 มีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2561 มีการนัดประชุมทายาท

คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามฐานยักยอกทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แม้ตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามจะได้ความว่าจำเลยทั้งสามและทายาทของผู้ตายตกลงยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตรก็เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างคู่ความและผู้มีส่วนได้เสียในทางแพ่ง ไม่ทำให้โจทก์ที่ 1 เปลี่ยนสถานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ เพราะการเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายหาใช่เกิดขึ้นโดยข้อตกลงระหว่างทายาทด้วยกันเองไม่ สำหรับความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 บุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว ได้แก่ บรรดาทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเท่านั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะส่วนตัวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามมานั้นชอบหรือไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสามและทายาททุกคนได้แถลงร่วมกันว่าทรัพย์มรดกมีทั้งหมด 10 รายการ ตามที่ระบุในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น และทรัพย์มรดกตามฟ้องข้อ 6.1 รถตักสีฟ้าหรือสีออกเขียว และข้อ 6.9 ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยขี้เป็ด จำเลยทั้งสามได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบแล้วก่อน นำออกขาย คงมีเฉพาะทรัพย์มรดกตามฟ้องข้อ 6.2 ถึง 6.8 เท่านั้น ที่จำเลยทั้งสามได้ขายไปก่อนที่จะแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ซึ่งแม้ไม่ตรงกับที่ตกลงกันไว้ ก็ถือว่าเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามสัญญาทางแพ่งเท่านั้น แต่ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำผิดต่อหน้าที่ของการเป็นผู้จัดการมรดก เพราะหลังจากที่มีการขายทรัพย์มรดกแล้ว จำเลยทั้งสามได้แบ่งเงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 824,210 บาท และทายาทตามที่ตกลงกันแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมีการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานยักยอกตามฟ้องได้ สำหรับคดีส่วนแพ่ง เมื่อคดีส่วนอาญาฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานยักยอก โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสามคืนเงินตามคำขอได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 354
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น. กับพวก
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวพัชริยา โมกขมรรคกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2492/2565
#686992
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนหากขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองได้น้อยกว่าที่ค้างชำระจนครบถ้วน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 727/1 จึงตกเป็นโมฆะ อันมีผลให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองในเวลาที่บังคับจำนอง แต่กรณีดังกล่าวหามีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันไม่ จำเลยที่ 2 ยังคงมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน แม้จะไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ก็ตาม ดังนั้น หากขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำต้องระบุในท่อนพิพากษาว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แล้ว ได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ในกรณีที่ขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้ว ได้เงินไม่พอชำระ อาจทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการตีความในชั้นบังคับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขโดยระบุให้ชัดเจนว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 8,553,290.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 7,459,157.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 และยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 8,553,290.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 7,459,157.66 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 8,553,290.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 7,459,157.66 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด (วันที่ 28 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณแล้วต้องไม่เกิน 60 วัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือจำเลยที่ 2 ไม่ชำระในส่วนของตนให้ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1118 และ 1408 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวแก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงิน 10,400,000 บาท ตกลงรับเงินกู้เป็นงวด ๆ ซึ่งมีการเบิกเงินกู้ไปทั้งสิ้น 4 ครั้ง เป็นเงิน 8,700,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 วงเงิน 10,400,000 บาท และจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1118 และ 1409 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้สินต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,400,000 บาท ตกลงว่าหากบังคับจำนองแล้วเงินขาดอยู่จำนวนเท่าใด จำเลยที่ 3 ยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้คืนไม่ตรงตามสัญญาและผิดนัด จำเลยที่ 1 จึงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 และวันที่ 26 กันยายน 2560 แต่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามสัญญาและผิดนัด โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 เมษายน 2561 ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสามแล้ว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันนอกเหนือจากสัญญาจำนองอีกฉบับอันมีผลให้จำเลยที่ 3 ผู้จำนองต้องรับผิดอย่างผู้ค้ำประกันย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 727/1 วรรคสอง โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ โดยจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดไม่เกินราคาทรัพย์สินในเวลาที่บังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด โดยพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 8,553,290.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 7,459,157.66 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 จนครบ โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์ในปัญหานี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามสัญญาแต่โจทก์ให้โอกาสจำเลยที่ 1 โดยทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ 2 ครั้ง ซึ่งเป็นเพียงกำหนดเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้และระยะเวลาการชำระหนี้ใหม่ คู่สัญญาคงต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญาที่ทำไว้เดิม เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครั้งที่ 2 โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 เมษายน 2561 ต้องถือว่านับถัดจากวันดังกล่าวเป็นวันผิดนัดของจำเลยที่ 1 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้นั้น และจำเลยที่ 2 ได้รับวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 เป็นการบอกกล่าวภายใน 60 วัน นับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในส่วนของดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้อง แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ขออนุญาตฎีกา ปัญหาข้างต้นจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้กำหนดในคำพิพากษาให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์เสียสิทธิในการบังคับทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้ข้อตกลงที่ให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะแต่จำเลยที่ 2 ก็ยังต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันในภาระหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ซึ่งหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้โจทก์ก็สามารถบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จนครบได้ แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ระบุในคำพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย ทำให้โจทก์เสียสิทธิในการบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ขอให้พิพากษาเป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นให้บังคับยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้บังคับยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 นำมาขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินของตนเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนหากขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองได้เงินน้อยกว่าที่ค้างชำระจนครบถ้วน แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 727/1 จึงตกเป็นโมฆะ อันมีผลให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองในเวลาที่บังคับจำนอง แต่กรณีดังกล่าวหาได้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันแต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 2 จึงยังคงมีความผูกพันในอันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน แม้จะไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ก็ตาม เช่นนี้หากขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำต้องระบุในท่อนพิพากษาว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แล้ว ได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ในกรณีที่ขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไม่พอชำระนั้น อาจทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการตีความในชั้นบังคับคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขโดยระบุให้ชัดเจน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นพิมพ์เลขที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ทรัพย์จำนองผิด และโจทก์อุทธรณ์โดยผิดหลงระบุเลขที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขอให้ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องนั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1118 และ 1408 เป็นกรณีที่มีการพิมพ์ผิดไปจากที่โจทก์ฟ้องและนำสืบสัญญาจำนองที่ดิน ซึ่งเป็นข้อผิดหลงเล็กน้อย และการแก้ไขข้อผิดหลงดังกล่าวไม่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1118 และ 1409 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 727/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวสรภัทร สีระสาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพศาล โกสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2483/2565
#686991
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ มีหน้าที่กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการองค์การบริหารส่วนตำบล วางระเบียบเพื่อให้งานขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลตาม มาตรา 59 และมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ไม่ได้มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความในเอกสาร แม้จำเลยที่ 1 อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินหมวดลูกหนี้เงินยืมงบประมาณประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการ ที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ อนุมัติให้ยืมเงินตามสัญญาการยืมเงิน และอนุมัติให้จ่ายเงินตามฎีกาเบิกเงินในโครงการโดยไม่มีการดำเนินการโครงการดังกล่าว ก็ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 147, 157, 162 (1) (4) และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4), 157 (ที่ถูก 162 (1) (4) (เดิม), 157 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 162 (1) (4), 157 (ที่ถูก มาตรา 147 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม), 157 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ จำคุก 5 ปี ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานรับรองเอกสารอันเป็นเท็จกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4), 157 (ที่ถูก มาตรา 162 (1) (4) (เดิม), 157 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 20,000 บาท ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ ผู้เสียหาย (ที่ถูก ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตามความในมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 โดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีหน้าที่กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการองค์การบริหารส่วนตำบล วางระเบียบเพื่อให้งานขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลและเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 59 และมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบลรองจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามนโยบาย และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดหรือตามที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมอบหมาย ตามมาตรา 60/1 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ส่วนจำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ มีหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบล ลูกจ้าง และพนักงานจ้าง และรับผิดชอบการปฏิบัติราชการของส่วนตำบลตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ เรื่อง กำหนดงานและหน้าที่ความรับผิดชอบการปฏิบัติราชการภายในส่วนการคลัง และมีหน้าที่เป็นผู้ตรวจฎีกาเบิกเงินให้ถูกต้องตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจสอบเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 60 ถึง ข้อ 62 จำเลยทั้งสามได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจลงนามถอนเงินฝากธนาคารจากบัญชีเงินฝากขององค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ ที่ 96/2552 เรื่อง แต่งตั้งผู้มีอำนาจถอนเงินฝากธนาคาร ลงวันที่ 1 เมษายน 2552 มีหน้าที่ลงนามในเช็คเพื่อสั่งจ่ายเงินที่องค์การบริหารส่วนตำบลต้องจ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันโดยจ่ายเงินได้เฉพาะที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือหนังสือสั่งการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจสอบเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อความมีใจความว่า ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือได้ตั้งงบประมาณรายจ่าย หน่วยงาน สำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ ด้านบริหารงานทั่วไป แผนงานสาธารณสุข งานสาธารณสุขและสาธารณสุขอื่น หมวดลูกหนี้เงินยืมงบประมาณ ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ บัดนี้ สำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ มีความประสงค์ขออนุมัติเบิกจ่ายเงิน ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินหมวดลูกหนี้เงินยืมงบประมาณ ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ เป็นเงิน 20,000 บาท ได้ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายเงินครบถูกต้องแล้ว เห็นควรพิจารณาอนุมัติการเบิกจ่ายเงินเป็นเงิน 20,000 บาท และได้ตรวจสอบตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2552 เอกสารการเบิกจ่ายเงินครบถ้วน ถูกต้องแล้ว จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้เบิกแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อเห็นควรอนุมัติให้เบิกจ่ายได้ เสนอต่อจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ลงชื่ออนุมัติให้เบิกจ่ายได้ แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารลงวันที่ 17 มิถุนายน 2552 จำนวนเงิน 20,000 บาท ออกจากบัญชีเงินฝากเลขที่ 312-6-02xxx-x ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเงิน แต่ไม่ได้ขีดคร่อมและขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" หลังจากนั้น จำเลยที่ 2 มอบเช็คให้นางนงลักษณ์ไปเบิกเงินจากธนาคาร แล้วมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้ยืมในสัญญาการยืมเงิน เลขที่ 18/2552 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2552 จำนวนเงิน 20,000 บาท ระบุว่าเบิกยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการป้องกันและระงับไข้เลือดออก แต่ไม่กำหนดระยะเวลาส่งใช้เงินยืมไว้ แล้วจำเลยที่ 2 ยังลงชื่อเสนอต่อจำเลยที่ 1 ว่าเห็นสมควรอนุมัติให้ยืมตามใบยืมฉบับดังกล่าวได้ จำเลยที่ 1 ลงชื่ออนุมัติให้ยืมตามเงื่อนไขดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้รับเงิน แล้วจำเลยที่ 3 จัดทำและตรวจสอบรายงานการจัดทำเช็ค/ใบถอน แล้วจำเลยทั้งสามลงชื่อเป็นผู้อนุมัติ จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้เบิกและจำเลยที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารประกอบฎีกา แล้วเสนอต่อจำเลยที่ 2 ว่าเห็นควรให้เบิกจ่ายได้ จำเลยที่ 2 ลงชื่อเสนอต่อจำเลยที่ 1 ว่าเห็นควรอนุมัติให้เบิกจ่ายได้ จำเลยที่ 1 ลงชื่ออนุมัติให้เบิกจ่ายได้ นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้เบิกจ่ายเงินเพื่อจ่ายโครงการป้องกันและระงับโรคไข้เลือดออก จำนวน 20,000 บาท และจำเลยที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ตรวจสอบในเอกสารงบรายละเอียดใบสำคัญประกอบฎีกา โดยไม่ได้ระบุเลขที่ฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณ แล้วจำเลยที่ 2 ยังลงชื่อในใบรับรองของผู้เบิก โดยไม่ได้ระบุเลขที่คลังรับและเลขที่ฎีกา แล้วจำเลยที่ 2 เบียดบังเงิน 20,000 บาท ที่เบิกมาเป็นของตนโดยทุจริต

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนประการแรกว่า จะรับวินิจฉัยคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติถึงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาไว้ และไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 163 อนุโลมใช้ในชั้นฎีกาได้ ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาจึงต้องยื่นคำร้องขอภายในกำหนดระยะเวลาที่ให้ยื่นฎีกา ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ครั้นวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2565 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาโดยเนื้อหาของคำร้องเป็นการเพิ่มเติมประเด็นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ให้ยื่นฎีกาแล้ว จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาดังกล่าวได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาต สำเนาให้โจทก์" ซึ่งมีความหมายว่า รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 48 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ด้วยการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นแล้วมีคำสั่งใหม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนประการที่สองว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในขณะกระทำความผิด บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการดังต่อไปนี้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ (1) รับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ...หรือ (4) รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ต้องระวางโทษ..." ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ มีหน้าที่กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการองค์การบริหารส่วนตำบล วางระเบียบเพื่อให้งานขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 59 และมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ไม่ได้มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความในเอกสาร แม้จำเลยที่ 1 อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินหมวดลูกหนี้เงินยืมงบประมาณประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ อนุมัติให้ยืมเงินตามสัญญาการยืมเงิน และอนุมัติให้จ่ายเงินตามฎีกาเบิกเงินในโครงการโดยไม่มีการดำเนินการโครงการดังกล่าว ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาในประเด็นข้อนี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 48 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 215 และมาตรา 225

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 เบียดบังเงินที่เบิกมา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แล้วจำเลยที่ 3 ยังกระทำความผิดฐานรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จอีกบทหนึ่งด้วย โดยไม่ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงมากนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กับจำเลยที่ 3 รับราชการมาเป็นเวลานานและไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ประพฤติผิดวินัยหรือเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 และที่ 3 กลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษไว้ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุก แต่เพื่อให้หลาบจำ สมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 แก้ไขเพิ่มเติมฎีกา แล้วมีคำสั่งใหม่ว่า ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 แก้ไขเพิ่มเติมฎีกา ให้ยกคำร้อง แต่ให้รับคำร้องดังกล่าวไว้เป็นคำแถลงการณ์ และจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4) (เดิม) ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว กับให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 162 (1) ม. 162 (4)
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 59 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 — นายสัมฤทธิ์ ทินบุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายธนิต สุธีรพรหม
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2479/2565
#684045
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองพร้อมที่จะชําระค่าสินไถ่ให้แก่จำเลย แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ เนื่องจากที่ดินพิพาทถูกอายัดไว้ชั่วคราวในคดีอื่น อันมิได้เกิดจากความผิดของโจทก์ทั้งสอง แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองแสดงเจตนาขอไถ่ที่ดินพิพาทจากจำเลยภายในกําหนดเวลาที่ตกลงกันไว้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสองจะต้องขอขยายระยะเวลาไถ่ที่ดินพิพาทออกไปอีก

การไถ่ที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมต่างตอบแทนที่โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ชําระค่าสินไถ่ให้แก่จำเลย และจำเลยมีหน้าที่จดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะยังไม่ชําระค่าสินไถ่ให้แก่จำเลยและไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสองจะต้องนําค่าสินไถ่ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์

หลังจากคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทสิ้นผล จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองชําระค่าสินไถ่พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าสินไถ่ ซึ่งเกินกว่าที่ตกลงในสัญญาขายฝาก โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะโต้แย้งได้ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองไปไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทโดยชอบและโจทก์ทั้งสองสละสิทธิไถ่ที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ทั้งสองมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยกำหนดวันเวลาที่จะไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาท จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้ว แต่เพิกเฉย โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยรับค่าสินไถ่ตามที่ตกลงกันไว้ได้ โดยจำเลยไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากค่าสินไถ่

คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มีมูลความแห่งคดีอันไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่โจทก์ทั้งสองต่างยื่นฎีกามาแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกัน โดยต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเต็มตามทุนทรัพย์ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทคืนโจทก์ทั้งสอง และรับสินไถ่ 23,100,000 บาท จากโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยรับเงินสินไถ่ 23,100,000 บาท แล้วจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2209 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2209 ไว้กับจำเลย ตกลงสินไถ่เป็นเงิน 23,100,000 บาท กำหนดเวลาไถ่ 8 เดือน ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ซึ่งอยู่ในกำหนดเวลาไถ่ที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองและจำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 899/2556 ให้อายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โจทก์ทั้งสองจึงขอให้นายอำเภอบันทึกคำขอไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ผลของคดีคือศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง คำสั่งขออายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นอันสิ้นผล จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ให้โจทก์ทั้งสองไถ่ที่ดินพิพาทภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือบอกกล่าว โจทก์ทั้งสองโต้แย้งว่าระยะเวลาที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ทั้งสองไถ่ที่ดินพิพาทไม่ใช่ระยะเวลาพอสมควร ขอให้จำเลยติดต่อโจทก์ทั้งสองเพื่อกำหนดระยะเวลาไถ่ที่ดินพิพาทใหม่ จำเลยจึงมีหนังสือลงวันที่ 18 ธันวาคม 2560 แจ้งโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองนำเงินสินไถ่ 23,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสินไถ่ นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2552 มาไถ่ที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว โจทก์ทั้งสองมีหนังสือลงวันที่ 5 มกราคม 2561 โต้แย้งว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากเงินสินไถ่ที่ดินพิพาทได้ ขอให้จำเลยติดต่อโจทก์ทั้งสองภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเพื่อกำหนดวันเวลาในการไถ่ที่ดินพิพาทและรับเงินค่าสินไถ่ ต่อมาโจทก์ทั้งสองมีหนังสือลงวันที่ 18 กันยายน 2561 ให้จำเลยติดต่อทนายความของโจทก์ทั้งสองเพื่อเจรจาการไถ่ที่ดินพิพาทต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิไถ่ที่ดินพิพาทโดยชำระเงินค่าสินไถ่ตามจำนวนที่ระบุในสัญญาขายฝากและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยของเงินค่าสินไถ่หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดเวลาไถ่ที่ดินพิพาทได้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนไถ่ที่ดินพิพาท โดยโจทก์ทั้งสอง มีสำเนาตั๋วแลกเงิน ว่าโจทก์ทั้งสองพร้อมที่จะชำระเงินค่าสินไถ่ให้แก่จำเลยและค่าธรรมเนียม แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ตามเจตนาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 899/2556 ให้อายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้แสดงเจตนาขอไถ่ที่ดินพิพาทจากจำเลยภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสองจะต้องขอขยายระยะเวลาไถ่ที่ดินพิพาทออกไปอีก ส่วนเหตุที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทได้ก็เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา อันมิได้เกิดจากความผิดของโจทก์ทั้งสอง และการไถ่ที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมต่างตอบแทน ที่โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ที่จะต้องชำระสินไถ่ให้แก่จำเลยและจำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดที่ดินที่ขายฝากไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะยังไม่ชำระเงินค่าสินไถ่ให้แก่จำเลยได้เช่นกัน และก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสองจะต้องนำเงินค่าสินไถ่ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ อีกทั้งภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าว อันมีผลให้คำสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวเป็นอันสิ้นผล การที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 18 ธันวาคม 2560 ให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่าสินไถ่พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินค่าสินไถ่ เกินกว่าที่ตกลงในสัญญา จึงชอบที่โจทก์ทั้งสองจะโต้แย้ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองไปไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทโดยชอบและโจทก์ทั้งสองสละสิทธิไถ่ที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อโจทก์ทั้งสองมีหนังสือลงวันที่ 5 มกราคม 2561 และ 18 กันยายน 2561 ให้จำเลยกำหนดวันเวลาที่จะไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาท จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้ว แต่เพิกเฉย โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยรับเงินค่าสินไถ่ที่ดินพิพาท 23,100,000 บาท ตามที่ตกลงกันไว้ โดยจำเลยไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของเงินค่าสินไถ่ที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มีมูลความแห่งคดีอันไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่โจทก์ทั้งสองต่างยื่นฎีกามาแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกัน โดยต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเต็มตามทุนทรัพย์ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคท้าย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามส่วนที่โจทก์ทั้งสองชำระเกินมาแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 100,000 บาทค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 492 ม. 494 ม. 496 ม. 499
ป.วิ.พ. ม. 150 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ล. กับพวก
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวกมลลักษณ์ บุญดิเรก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ไชยผล สุรวงษ์สิน
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2478/2565
#687038
เปิดฉบับเต็ม

เงินมัดจำคือเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญา แม้คู่กรณีจะระบุไว้ในสัญญาว่าโจทก์ได้ให้เงินมัดจำแก่จำเลย 1,000,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ งวดแรกชำระในวันทำสัญญา 500,000 บาท แต่ในวันทำสัญญาโจทก์ก็มิได้มอบเงิน 500,000 บาท แก่จำเลย คงให้จำเลยในวันหลัง เงิน 500,000 บาทนี้ จึงหาใช่เงินมัดจำตามกฎหมายไม่ แม้หากฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยก็หาอาจริบเงินดังกล่าวในฐานะเป็นการริบเงินมัดจำได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 423,835 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันผิดนัด (วันที่ 1 มีนาคม 2561) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 20,110 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 211,917.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2561) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 423,835 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตฎีกาจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560 โจทก์ตกลงซื้อผลลำไยล่วงหน้าจากจำเลยในที่ดิน 5 แปลง ต่อมาลดลงเหลือเพียง 1 แปลง มีต้นลำไยประมาณ 200 ต้น น้ำหนักผลประมาณ 15 ตัน ซื้อเฉพาะช่อดีเบอร์ 1 ถึงเบอร์ 4 ราคากิโลกรัมละ 40 บาท กำหนดราดสารเร่งดอกลำไยระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2560 เมื่อจำเลยราดสารเร่งดอกลำไยแล้วจึงมาลงวันกำหนดเก็บผลลำไยในสัญญา จำเลยราดสารเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2560 และลงวันที่กำหนดเก็บผลลำไยครั้งแรกวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 และตกลงราคากันใหม่เป็นราคากิโลกรัมละ 37 บาท วันทำสัญญาซื้อขายโจทก์มิได้วางมัดจำ ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2560 จำเลยรับเงินไปจากโจทก์ 500,000 บาท วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 คนงานของโจทก์เข้าเก็บผลลำไยในสวนของจำเลยได้น้ำหนักรวม 2,058.5 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 76,165 บาท คงเหลือเงินส่วนต่าง 423,835 บาท โจทก์เรียกส่วนต่างคืนจากจำเลย จำเลยปฏิเสธอ้างว่าเป็นการซื้อขายเหมา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิริบเงิน 500,000 บาท ที่รับมาจากโจทก์ในฐานะเป็นเงินมัดจำ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า เงินที่จำเลยรับจากโจทก์ 500,000 บาท นั้น เป็นเงินมัดจำหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ..." ซึ่งหมายถึงว่า มัดจำนั้นต้องเป็นสิ่งที่มอบไว้ให้แก่กันในวันทำสัญญา กรณีตามปัญหา แม้ว่าคู่กรณีจะระบุไว้ในสัญญาว่าโจทก์ได้ให้เงินมัดจำแก่จำเลย 1,000,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ งวดแรกชำระในวันทำสัญญา 500,000 บาท ก็ตาม แต่ในวันนั้นโจทก์ก็มิได้มอบเงิน 500,000 บาท แก่จำเลย คงให้จำเลยไปรับในวันหลัง เงินที่จำเลยรับในวันดังกล่าว จึงหาใช่เงินมัดจำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ คงเป็นเพียงเงินซื้อผลลำไยล่วงหน้าที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยเท่านั้น แม้หากจะฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยก็หาอาจจะริบเงินดังกล่าวในฐานะเป็นการริบเงินมัดจำได้ไม่ ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ก่อนอื่นเห็นสมควรพิจารณาก่อนว่าโจทก์มีเจตนาที่จะออกใบปิดสวนให้แก่จำเลยหรือไม่ โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้ออกใบปิดสวนให้แก่จำเลยแล้ว แต่ฝ่ายจำเลยไม่ยอมลงชื่อในใบปิดสวน จำเลยอ้างว่า โจทก์ไม่ได้ออกใบปิดสวนให้แก่จำเลย จากทางนำสืบของคู่ความได้ความว่า ใบปิดสวนนี้คือเอกสารที่แสดงว่าโจทก์เสร็จสิ้นการเก็บผลลำไยในสวนที่ตนตกลงซื้อแล้ว จำเลยมีสิทธินำผลลำไยที่เหลืออยู่ในสวนที่เรียกกันว่าลำไยก้นสวนไปจำหน่ายให้แก่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ห.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายธวัชชัย หมื่นนาวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สิริกานต์ มีจุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470 -ที่ 2471/2565
#687061
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลอกลวงฉ้อโกงให้โอนเงินเข้าบัญชีของจําเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง เป็นเงิน 937,500 บาท เข้าบัญชีของจําเลยที่ 2 จำนวน 2 ครั้ง เป็นเงิน 612,500 บาท และเข้าบัญชีของจําเลยที่ 4 จำนวน 5 ครั้ง เป็นเงิน 1,370,000 บาท โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จําเลยแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการเปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน กรณีเป็นเรื่องต่างคนต่างทำ จําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย แต่คงต้องรับผิดคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจากผลเฉพาะที่ตนกระทำ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 342 กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 4,392,500 บาท (ที่ถูก 4,392,000 บาท) แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ชำระเงินให้แก่ผู้เสียหาย 300,000 บาท ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 กระทงละ 2 ปี รวม 18 กระทง เป็นจำคุกคนละ 36 ปี ความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 4,079,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4

ระหว่างยื่นอุทธรณ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 5 ได้ชำระเงินคืนให้แก่ผู้เสียหาย 100,000 บาท ครบแล้ว ขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ

โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นกรรมเดียว จำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 3,979,500 บาทแก่ผู้เสียหาย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุวันเวลากระทำความผิดและจำนวนเงินที่ผู้เสียหายโอนให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกแต่ละครั้งตามคำหลอกลวง และผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานโจทก์ซึ่งมีการแจ้งข้อเท็จจริงในแต่ละครั้งเพิ่มเติมแตกต่างจากข้อเท็จจริงครั้งแรก เมื่อผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกแต่ละครั้งเป็นความผิดสำเร็จทันที จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องและผู้เสียหายเบิกความแยกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกมาเป็นหลายกรรมต่างกัน 18 ครั้ง คือ วันที่ 30 มีนาคม 2561 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 31 มีนาคม 2561 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 1 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 3 เมษายน 2561 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 5 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 10 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 16 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 17 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 22 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้งวันที่ 25 เมษายน 2561 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 27 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง และวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 จำนวน 1 ครั้ง ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ สาเหตุที่ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก 18 ครั้ง ดังกล่าวก็เนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทจัดส่งของ มีผู้ส่งของขวัญจากต่างประเทศมาให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นความเท็จในเรื่องเดียวกัน และข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2561 นายวิลเลียมเพื่อนผู้เสียหายแจ้งผู้เสียหายว่าจะส่งของขวัญไปให้ผู้เสียหาย ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง มีหญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นพนักงานของบริษัทรับขนของจากสถานทูตอังกฤษ (สหราชอาณาจักร) ประจำประเทศไทย โทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายแจ้งว่ามีของส่งจากประเทศอังกฤษ แต่การรับของจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ผู้เสียหายจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) สอบถามนายวิลเลียมซึ่งแจ้งว่าส่งของขวัญให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และแนะนำให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียม ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากตามที่หญิงคนดังกล่าวแจ้ง แต่ผู้เสียหายยังคงไม่ได้รับของ จากนั้นได้รับการติดต่อจากหญิงคนเดิมหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งจะมีการขอให้ผู้เสียหายโอนเงินไปให้เพิ่มเติมอ้างว่าเป็นค่าน้ำชา ค่าประกันของสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ค่าเช่ารถคุ้มกันและค่ารักษาความปลอดภัยของสินค้าที่จัดส่ง ค่าภาษี ค่าเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ของสินค้าที่จัดส่ง และค่าล้างสารเคมีซึ่งนายวิลเลียมแนะนำให้ผู้เสียหายโอนเงินทุกครั้ง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากตามที่หญิงคนดังกล่าวแจ้ง แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับของแต่อย่างใด โดยในระหว่างเกิดเหตุคดีนี้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งห้ากับพวก รวม 18 ครั้ง เป็นเงิน 4,392,000 บาท ทำให้เห็นได้ว่า การที่ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในแต่ละครั้ง เป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายครั้งแรกว่ามีการส่งของขวัญจากต่างประเทศไปให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้เสียหายจะต้องโอนเงินชำระค่าธรรมเนียม ค่าน้ำชา ค่ารักษาความปลอดภัยของสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อที่จะได้รับสิ่งของดังกล่าวในวันเวลาต่อเนื่องใกล้เคียงกัน จึงเป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 3,979,500 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลอกลวงฉ้อโกงให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง เป็นเงิน 937,500 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 2 ครั้ง เป็นเงิน 612,500 บาท และเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 จำนวน 5 ครั้ง เป็นเงิน 1,370,000 บาท โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการเปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน กรณีเป็นเรื่องต่างคนต่างทำ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย แต่คงต้องรับผิดคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจากผลเฉพาะที่ตนกระทำ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 937,500 บาท ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 612,500 บาท และให้จำเลยที่ 4 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 1,370,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 342 (1)
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววรางคณา สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2565
#683778
เปิดฉบับเต็ม

ระยะเวลา 30 วัน ที่ให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 อัฏฐารส เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ที่ศาลอาจขยายให้ได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องออกไปได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่ศาลขยายให้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 ดังกล่าว ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร เมื่อพิจารณาข้อ 2.1 ในประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวประกอบกับความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียนแล้วเห็นได้ว่า ของที่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว คือ ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้า ซึ่งคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการ AICO ของโจทก์ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ (Transmission) ซึ่งมี รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) H9 หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0510 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 55 H, HP, HPY รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) 8F หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0540 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFS 55 HPY, GY รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HU หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0460 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY และ รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HY หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0480 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมอนุมัติคำขอเข้าร่วมโครงการของโจทก์ เมื่อผลิตภัณฑ์ซึ่งหมายถึงสินค้าของโจทก์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามโครงการ AICO ตามใบรับรองผลิตภัณฑ์ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ ดังนั้น ชื่อ หมายเลข ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่จะได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) จึงหมายถึง ชื่อของชุดเกียร์ หมายเลขของชุดเกียร์ ยี่ห้อของชุดเกียร์ และรุ่นของชุดเกียร์ หาใช่รุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบไม่ ซึ่งรุ่นของชุดเกียร์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ AICO คือ MUA และ MSG ส่วนคำว่า Pick up Model in THAILAND TFR 54 TFR 55 และ TFS 55 ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์เป็นเพียงรหัสรุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบเท่านั้น ซึ่งแม้จะระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ก็หาใช่เป็นเงื่อนไขในการนำมาพิจารณาการได้สิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ไม่ ซึ่งข้อวินิจฉัยนี้สอดคล้องกับที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหนังสือตอบข้อหารือของจำเลยที่ 1 กรณีที่โจทก์นำชุดเกียร์ไปประกอบกับรถยนต์ไม่ตรงรุ่นตามที่แจ้งในใบรับรองผลิตภัณฑ์ว่า ในการพิจารณาคำขอของคณะกรรมการมิได้นำเรื่องรุ่น (Model) ซึ่งหมายถึงรุ่นของรถยนต์ที่นำชุดเกียร์ไปประกอบมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา นอกจากนี้ยังได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า รหัส TFR 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น D. หรือ ด. เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFR 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น D. เช่นเดียวกันกับรหัส TFR 55 เดิม ส่วนรหัส TFS 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น R. หรือ ร.เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFS 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น R. เช่นเดียวกันกับรหัส TFS 55 เดิม ทั้งเมื่อเปรียบเทียบในโครงการเดียวกันนี้กับใบรับรองผลิตภัณฑ์เลขที่ Honda/2000/12 ของบริษัทฮอนด้า ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า CIVIC กับใบรับรองผลิตภัณฑ์เลขที่ Toyota/2000/11 ของบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า Corolla โดยไม่ได้ระบุเป็นรหัสของรุ่นรถยนต์ดังเช่นใบรับรองผลิตภัณฑ์ของโจทก์ก็ยังได้รับสิทธิตามโครงการนี้ ดังนั้น รุ่นของรถยนต์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่สาระสำคัญในการได้รับสิทธิลดอัตราอากรของโจทก์ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อชุดเกียร์รถยนต์ที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์แต่ละฉบับซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1)

คดีนี้เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินจึงต้องเป็นไปตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินไว้ตั้งแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ทำการวินิจฉัย จำเลยทั้งสองจะเพิ่มเติมประเด็นอื่นขึ้นใหม่ในชั้นศาลนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้มีการประเมินไว้เพื่อให้โจทก์ต้องรับผิดหาได้ไม่ มิฉะนั้นจะเท่ากับเป็นการขยายระยะเวลาการประเมินและประเด็นในการประเมินโดยไม่มีที่สิ้นสุดและไม่แน่นอน ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ต้องเสียภาษีอากรและไม่ชอบด้วยหลักการในการประเมินและการอุทธรณ์การประเมิน เมื่อข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นใหม่เพื่ออ้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากร ซึ่งมีอยู่หลายกรณีอันเป็นการตั้งประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ต้องรับผิดมาแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ จึงเป็นการมิชอบ แม้ศาลล่างทั้งสองจะรับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ไม่รับวินิจฉัย

แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษี และค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." โดยมาตรา 83/10 บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร..." ดังนั้น เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นอากรเท่าใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ที่ทำแทนจำเลยที่ 2 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรศุลกากรแล้ว จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดในอากรขาเข้าแล้ว โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 (1)

โจทก์ซึ่งยื่นคำฟ้องต่อศาลไม่ว่าศาลชั้นใดจะเสียค่าขึ้นศาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องของโจทก์และศาลเท่านั้น ประกอบกับศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามฟ้องของโจทก์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์มิได้เรียกร้องเงินหรือขอให้ปลดเปลื้องความรับผิดในการชำระเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับแล้วตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/247/3-3-03670 ถึง /3-3-03673 กค. 0514(2)/247/3-3-03675 ถึง /3-3-03685 กค. 0514(2)/247/3-3-03687 กค. 0514(2)/247/3-3-03689 กค. 0514(2)/247/3-3-03768 กค. 0514(2)/247/3-3-03770 ถึง /3-3-036772 (ที่ถูก แบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/274/3–3–03670 ถึง /3–3–03673 กค. 0514(2)/274/3–3–03675 ถึง /3-3-03685 กค. 0514(2)/274/3–3–03687 กค. 0514(2)/274/3-3-03689 กค. 0514(2)/274/3-3-03768 กค. 0514(2)/274/3–3–03770 ถึง /3–3–03772) จำนวน 21 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ กอ 111/2557/ป6/2557 (3.3) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอากรภายใต้โครงการ AICO ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 สำหรับการนำเข้าชุดเกียร์รถยนต์ตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งยี่สิบเอ็ดฉบับ งดหรือลดเงินเพิ่มศุลกากร เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/247/3-3-03670 ถึง /3-3-03673 กค. 0514(2)/247/3-3-03675 ถึง /3-3-03685 กค. 0514(2)/247/3-3-03687 กค. 0514(2)/247/3-3-03689 กค. 0514(2)/247/3-3-03768 กค. 0514(2)/247/3-3-03770 ถึง /3-3-036772 (ที่ถูก แบบแจ้งการประเมิน / เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/274/3–3–03670 ถึง /3–3–03673 กค. 0514(2)/274/3–3–03675 ถึง /3–3–03685 กค. 0514(2)/274/3–3–03687 กค. 0514(2)/274/3–3–03689 กค. 0514(2)/274/3–3–03768 กค. 0514(2)/274/3-3-03770 ถึง /3-3-03772) จำนวน 21 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ กอ 111/2557/ป6/2557 (3.3) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 (ที่ถูก เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอากรภายใต้โครงการ AICO ตามใบขนสินค้า 21 ฉบับ) ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2539 รัฐบาลของประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 7 ประเทศ ประกอบด้วยรัฐบาลแห่งเนการาบรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงค์โปร์ ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้ลงนามในความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN Industrial Cooperation Scheme : AICO) มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยบริษัทผู้เข้าร่วมโครงการของประเทศสมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติในอัตราพิเศษร้อยละ 0 ถึง 5 และผลิตภัณฑ์จะได้รับการยอมรับเสมือนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศคู่สัญญา โดยแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานรับผิดชอบเพื่อดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว ซึ่งในส่วนของราชอาณาจักรไทย คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาคำขอโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) โดยกำหนดให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการรับคำขอและการอนุมัติคำขอรับสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงดังกล่าว โดยสำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นหน่วยงานผู้ออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility : COE) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อใช้ยื่นต่อหน่วยงานด้านศุลกากรของประเทศผู้นำเข้า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร ให้ของนำเข้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศภาคีอาเซียนและนำเข้าตามโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ได้รับการลดอัตราอากร โจทก์และบริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทในราชอาณาจักรไทย กับบริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) และบริษัท อ. ออโต้พาร์ทส ซึ่งเป็นบริษัทในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ AICO เพื่อแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ โดยโจทก์จะนำเข้าชุดเกียร์รถยนต์จากบริษัท อ. ออโต้พาร์ทส (สาธารณรัฐฟิลิปปินส์) เพื่อนำไปผลิตหรือประกอบกับรถยนต์กระบะในราชอาณาจักรไทย 347,049 ชิ้น และในขณะเดียวกันบริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) จะส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลจากราชอาณาจักรไทยไปยังบริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) เพื่อนำไปผลิตหรือประกอบเป็นรถยนต์นั่งเอนกประสงค์ในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 99,600 ชุด ในระหว่างปี 2541 ถึงปี 2546 สำนักเลขาธิการอาเซียนออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ให้แก่โจทก์ ครั้งแรกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 และต่อมาออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนอีก 3 ครั้ง มีรายละเอียด ดังนี้

ฉบับที่ 2 เลขที่ ISUZU/1999/1 ลงวันที่ 18 กันยายน 2542 แก้ไขในส่วนของหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงท่อภายในเล็กน้อยและเพิ่มคุณสมบัติการปลดลักษณะการขับเคลื่อน ยังคงรหัสรถยนต์เช่นเดิม

ฉบับที่ 3 เลขที่ ISUZU/1999/1 (A) ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 แก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของเครื่องยนต์ที่นำชุดเกียร์ไปใช้จากเดิม 2,800 ซีซี เป็น 3,000 ซีซี

ฉบับที่ 4 เลขที่ ISUZU/1999/1 (A1) ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 แก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแผนการผลิตโดยระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2543 โจทก์นำชุดเกียร์รถยนต์จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์เข้ามาในราชอาณาจักรไทยตามใบขนสินค้าขาเข้า 21 ฉบับ โดยแสดงใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) และใบรับรองเมืองกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อขอใช้สิทธิลดอัตราอากรตามโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 เจ้าหน้าที่เฉพาะกิจตรวจสอบภาษีและสิทธิประโยชน์ทางศุลกากรของจำเลยที่ 1 เข้าตรวจค้นสำนักงานของโจทก์ วันที่ 11 กรกฎาคม 2552 โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ระบุว่า โจทก์นำเข้าชุดเกียร์รถยนต์จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์เกินจำนวนตามที่กำหนดไว้ในหนังสืออนุมัติของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) รวมทั้งนำชุดเกียร์รถยนต์ดังกล่าวไปประกอบกับชิ้นส่วน CKD ที่นำเข้าโดยบริษัท ต. ผลิตเป็นรถบรรทุกเล็ก Model TFR 77 และ TFS 77 ทั้งที่ใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ระบุว่าให้นำไปประกอบเป็นรถบรรทุกเล็ก Model TFR 55 และ TFS 55 เป็นเหตุให้ชุดเกียร์รถยนต์ที่โจทก์นำเข้าไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามโครงการ AICO เหลือร้อยละ 5 ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) และประกาศกรมศุลกากร ที่ 115/2541 โจทก์จึงต้องชำระอากรในฐานะเป็นชิ้นส่วน CKD ที่นำเข้าจากต่างประเทศตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 19/2542 และประกาศกรมศุลกากรที่ 121/2542 ในอัตราร้อยละ 33 และเรียกเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้า เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า กรณีนำเข้าเกินกว่าปริมาณที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) และหนังสือรับรองจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมนั้น โจทก์ยังคงได้รับสิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการ AICO เหลืออัตราร้อยละ 5 ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 เนื่องจากประกาศกระทรวงการคลังไม่ได้กำหนดเงื่อนไขของปริมาณไว้ว่าต้องนำเข้ามาในแต่ละปีในปริมาณเท่าใด โจทก์นำเข้าชุดเกียร์ 155,134 ชิ้น ในขณะที่ได้รับอนุมัติให้นำเข้าทั้งโครงการ 6 ปี จำนวน 347,049 ชิ้น การพิจารณาปริมาณที่ได้รับสิทธิจึงต้องพิจารณาจากจำนวนรวมทั้งโครงการ 6 ปี มิใช่พิจารณาเฉลี่ยเป็นรายปี แต่กรณีนำชุดเกียร์รถยนต์ไปใช้ไม่ตรงรุ่น (Model) ตามที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) 50,174 ชิ้น นั้น ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ข้อ 2.1 กำหนดให้ของที่ได้รับการลดอัตราอากรต้องตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่ได้ระบุอยู่ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility) แต่ละฉบับ ซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียน เมื่อในใบรับรองผลิตภัณฑ์มีการระบุรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับรุ่น (Model) ที่จะนำไปใช้ในการผลิตไว้อย่างชัดเจน คือ รถบรรทุกเล็ก TFR 55 และ TFS 55 แต่โจทก์นำชุดเกียร์รถยนต์ที่นำเข้าไปประกอบรถบรรทุกเล็ก TFR 77 และ TFS 77 ซึ่งไม่ตรงกับใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงน่าจะถือได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญ จึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับสิทธิตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงดังกล่าว โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ส่วนการใช้สิทธิอัตราอากร AFTA-CEPT ต้องมีใบรับรองเมืองกำเนิดจากประเทศภาคีของอาเซียนที่ออกตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการกำหนดอัตราอากรร่วมเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (Form D) และต้องสำแดงรหัสอ้างอิง CEPT ไว้ในต้นฉบับและสำเนาใบขนสินค้าทุกฉบับ แต่โจทก์ไม่สำแดงรหัสอ้างอิง CEPT (8708.40.090) จึงไม่สามารถใช้สิทธิอัตราอากร AFTA-CEPT ได้ ส่วนการใช้สิทธิลดอัตราอากรชิ้นส่วน CKD มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการขออนุมัติว่าต้องยื่นคำร้องและได้รับอนุมัติให้เป็นผู้นำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบรถยนต์ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องและได้รับอนุมัติแต่รับจ้างบริษัท ต. ประกอบรถบรรทุกเล็กโดยนำชุดเกียร์ที่ขอใช้สิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการ AICO มาใช้ร่วมกับชิ้นส่วน CKD ที่บริษัท ต. นำเข้ามาประกอบเป็นรถบรรทุกเล็กซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของการใช้สิทธิอัตรา CKD โจทก์จึงต้องชำระอากรในอัตราทั่วไป ประเภทพิกัด 8708.40 อัตราอากรร้อยละ 42 ทำให้จำนวนใบขนสินค้าขาเข้าจากเดิม 102 ฉบับ คงมีใบขนสินค้าขาเข้าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่ามีการชำระอากรไม่ครบถ้วน 90 ฉบับ สำนักตรวจสอบอากรของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระอากรขาเข้า 624,061,738 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 จำนวน 1,042,319,795.43 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท และเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท รวมเป็นเงิน 1,797,434,493.43 บาท เดิมโจทก์ฟ้องและขอแก้ไขคำฟ้องให้เพิกถอนการประเมิน 90 ฉบับ แต่ต่อมาโจทก์ได้แยกฟ้องออกเป็นสี่สำนวน โดยสำนวนคดีนี้ขอให้เพิกถอนการประเมินรวม 21 ฉบับ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฟ้องให้โจทก์ไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า ระยะเวลา 30 วัน ที่ให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 อัฏฐารส เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ที่ศาลอาจขยายให้ได้ เมื่อปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องออกไปได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่ศาลขยายให้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า ชุดเกียร์ที่โจทก์นำเข้าได้รับสิทธิลดอัตราอากรภายใต้ความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า รายละเอียดที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) เป็นสาระสำคัญที่จะพิจารณาว่าผู้นำเข้าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) โดยถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่จึงจะมีสิทธิได้รับการลดอัตราอากร ตามประกาศกระทรวงการคลังที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อโจทก์ปฏิบัติผิดข้อตกลงตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ด้วยการนำชุดเกียร์ไปใช้ไม่ตรงกับรุ่น (Model) ของรถยนต์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ที่โจทก์ได้รับอนุมัติ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิลดอัตราอากร ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศยกเว้น ลด หรือเพิ่มอากรจากอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศเรียกเก็บอากรตามอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศกำหนดอัตราอากรตามราคาหรือตามสภาพ สำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ร่วมลงนามหรือลักษณะตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือความตกลงดังกล่าว ทั้งนี้ จะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้" เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร โดยข้อ 2 ของประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวกำหนดว่า "การลดอัตราอากรตามประกาศนี้ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 2.1 ของที่ได้รับการลดอัตราอากรต้องตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่ได้ระบุอยู่ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility) แต่ละฉบับ ซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียนภายใต้ความตกลงดังกล่าว" ซึ่งตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน ข้อ 1 ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า "ผลิตภัณฑ์ AICO ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้... ซึ่งจะระบุในใบรับรองผลิตภัณฑ์ที่ออกให้แก่บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ" ข้อ 7 กำหนดขั้นตอนการยื่นคำขอไว้ว่า "บริษัทผู้สนใจเข้าร่วมในกลุ่มความร่วมมือ AICO จะต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบในการอนุมัติ... สำนักเลขาธิการอาเซียนจะต้องออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ภายใน 14 วัน หลังจากที่ได้รับแจ้งการอนุมัติกลุ่มความร่วมมือ AICO จากหน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศผู้เข้าร่วมโครงการ..." เมื่อพิจารณาข้อ 2.1 ในประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวประกอบกับความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียนแล้วเห็นได้ว่า ของที่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว คือ ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้า ซึ่งคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการ AICO ของโจทก์ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ (Transmission) ซึ่งมี รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) H9 หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0510 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 55 H, HP, HPY รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) 8F หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0540 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFS 55 HPY, GY รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HU หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0460 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY และ รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HY หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0480 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมอนุมัติคำขอเข้าร่วมโครงการของโจทก์ เมื่อผลิตภัณฑ์ซึ่งหมายถึงสินค้าของโจทก์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามโครงการ AICO ตามใบรับรองผลิตภัณฑ์ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ ดังนั้น ชื่อ หมายเลข ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่จะได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) จึงหมายถึง ชื่อของชุดเกียร์ หมายเลขของชุดเกียร์ ยี่ห้อของชุดเกียร์ และรุ่นของชุดเกียร์ หาใช่รุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบไม่ ซึ่งรุ่นของชุดเกียร์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ AICO คือ MUA และ MSG ส่วนคำว่า Pick up Model in THAILAND TFR 54 TFR 55 และ TFS 55 ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์เป็นเพียงรหัสรุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบเท่านั้น ซึ่งแม้จะระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ก็หาใช่เป็นเงื่อนไขในการนำมาพิจารณาการได้สิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ไม่ ซึ่งข้อวินิจฉัยนี้สอดคล้องกับที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหนังสือตอบข้อหารือของจำเลยที่ 1 กรณีที่โจทก์นำชุดเกียร์ไปประกอบกับรถยนต์ไม่ตรงรุ่นตามที่แจ้งในใบรับรองผลิตภัณฑ์ว่า ในการพิจารณาคำขอของคณะกรรมการมิได้นำเรื่องรุ่น (Model) ซึ่งหมายถึงรุ่นของรถยนต์ที่นำชุดเกียร์ไปประกอบมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา ตามหนังสือของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ อก 0802/524 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2557 นอกจากนี้ยังได้ความจากนายปัญญา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า รหัส TFR 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น Dragon เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFR 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น Dragon เช่นเดียวกันกับรหัส TFR 55 เดิม ส่วนรหัส TFS 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น Rodeo หรือ เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFS 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น Rodeo เช่นเดียวกันกับรหัส TFS 55 เดิม ทั้งเมื่อเปรียบเทียบในโครงการเดียวกันนี้กับใบรับรองผลิตภัณฑ์ ของบริษัท ฮ. (ประเทศไทย) ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า CIVIC กับใบรับรองผลิตภัณฑ์ ของบริษัท ต. (ประเทศไทย) ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า Corolla โดยไม่ได้ระบุเป็นรหัสของรุ่นรถยนต์ดังเช่นใบรับรองผลิตภัณฑ์ของโจทก์ก็ยังได้รับสิทธิตามโครงการนี้ ดังนั้น รุ่นของรถยนต์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่สาระสำคัญในการได้รับสิทธิลดอัตราอากรของโจทก์ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อชุดเกียร์รถยนต์ที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์แต่ละฉบับซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์นำเข้าชุดเกียร์น้อยกว่าจำนวนที่ได้รับอนุมัติ บริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) ไม่ส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลไปยังบริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) ตามข้อตกลงที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ AICO โจทก์กับบริษัทในกลุ่มอาเซียนขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการ AICO เพราะโจทก์ไม่ใช่บริษัทผู้แลกเปลี่ยนสินค้าสำเร็จรูป แต่โจทก์เป็นผู้ดำเนินการทางการค้าโดยนำชุดเกียร์ตามโครงการ AICO ไปจำหน่ายให้บริษัท ต. และในช่วงที่ปฏิบัติตามโครงการ AICO ในช่วงปี 2539 ถึง 2546 โจทก์กับบริษัทอื่นในกลุ่มอาเซียนมีสัดส่วนการถือหุ้นของคนชาตินั้นน้อยกว่าร้อยละ 30 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีนี้เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินจึงต้องเป็นไปตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินไว้ตั้งแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ทำการวินิจฉัย จำเลยทั้งสองจะเพิ่มเติมประเด็นอื่นขึ้นใหม่ในชั้นศาลนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้มีการประเมินไว้เพื่อให้โจทก์ต้องรับผิดหาได้ไม่ มิฉะนั้นจะเท่ากับเป็นการขยายระยะเวลาการประเมินและประเด็นในการประเมินโดยไม่มีที่สิ้นสุดและไม่แน่นอน ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ต้องเสียภาษีอากรและไม่ชอบด้วยหลักการในการประเมินและการอุทธรณ์การประเมิน เมื่อข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นใหม่เพื่ออ้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากร ซึ่งมีอยู่หลายกรณีอันเป็นการตั้งประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ต้องรับผิดมาแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ จึงเป็นการมิชอบ แม้ศาลล่างทั้งสองจะรับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ไม่รับวินิจฉัย ดังนี้ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระอากรขาเข้ากับเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ส่วนประเด็นที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 หนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจึงถึงที่สุด เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ศาลภาษีอากรกลางจึงไม่มีอำนาจขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ความรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นไว้ต่อจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้ว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษี และค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." โดยมาตรา 83/10 บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร..." ดังนั้น เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นอากรเท่าใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ที่ทำแทนจำเลยที่ 2 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรศุลกากรแล้ว จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดในอากรขาเข้าแล้ว โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 79/2 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาและแก้ฎีกาว่า อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่โจทก์ไม่เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ที่พิพาท อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะรับไว้พิจารณาและโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ซึ่งยื่นคำฟ้องต่อศาลไม่ว่าศาลชั้นใดจะเสียค่าขึ้นศาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องของโจทก์และศาลเท่านั้น ประกอบกับศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามฟ้องของโจทก์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์มิได้เรียกร้องเงินหรือขอให้ปลดเปลื้องความรับผิดในการชำระเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับแล้วตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 79/2 ม. 83/10
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 อัฏฐารส
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ. (ประเทศไทย)
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
- นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อุดม วัตตธรรม
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2565
#685222
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของ จ. ว่า จำเลยที่ 4 ปลอมลายมือชื่อตน ทำรายงานการประชุมเท็จ และนำห้องชุด 20 ห้องของจำเลยที่ 5 ไปจดทะเบียนจำนองกับโจทก์ตามฟ้อง และ จ. มาฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นคดีอาญาและคดีแพ่งดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ผลแห่งคดีเป็นเช่นไร ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวนั้น ก็เป็นเรื่องการดำเนินการภายในของจำเลยที่ 5 ไม่มีผลผูกพันโจทก์ โดยโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองห้องชุด 20 ห้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร ข้ออ้างของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวจึงใช้ยันโจทก์ไม่ได้ โจทก์มิอาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 5 ดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา ประกอบกับโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 5 โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันโดยไม่เพิ่มวงเงิน รวม 20 ห้องชุด และตามสัญญาค้ำประกัน ตามที่โจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.10 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าและทรัพย์จำนองตามฟ้องพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 5 กับโจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแย้งแล้ว มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 5

ระหว่างพิจารณาบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งห้าสละประเด็นเรื่องฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.25 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์ หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 6092 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ ถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างผู้ร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์กับจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ บวก 3 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.10 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดห้องชุด จำนวน 20 ห้อง ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4832, 4833, 29044 และ 177744 ของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ เนื่องจากโจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 90,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์ 65,000,000 บาท มีกำหนดเวลา 7 ปี มีระยะเวลาปลอดต้นเงิน 6 เดือน ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ ต่อปี นับแต่วันที่เบิกเงินกู้เป็นต้นไป และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ ตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 1,100,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 84 เดือน นับแต่เดือนที่จำเลยเบิกเงินกู้งวดแรก โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6092 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้โจทก์ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมรับผิดส่วนที่ขาดจนครบ จำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองห้องชุด จำนวน 20 ห้อง ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4832, 4833, 29044 และ 177744 ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 เบิกเงินกู้ไปจากโจทก์ 64,556,250 บาท และจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้โจทก์ 500,000 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระอีก คงค้างชำระต้นเงิน 57,377,361.10 บาท และดอกเบี้ยถึงก่อนวันฟ้อง 24,267,051.15 บาท

กรณีเห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ก่อนว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.21 และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.19 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของนางจิตติมาว่า จำเลยที่ 4 ปลอมลายมือชื่อตน ทำรายงานการประชุมเท็จ และนำห้องชุด 20 ห้อง ของจำเลยที่ 5 ไปจดทะเบียนจำนองกับโจทก์ตามฟ้อง และนางจิตติมาฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นคดีอาญาและคดีแพ่งดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ผลแห่งคดีเป็นเช่นไร ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวนั้น ก็เป็นเรื่องการดำเนินการภายในของจำเลยที่ 5 ไม่มีผลผลผูกพันโจทก์ โดยโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองห้องชุด 20 ห้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร ข้ออ้างของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวจึงใช้ยันโจทก์ไม่ได้ โจทก์มิอาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 5 ดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา ประกอบกับโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 5 โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันโดยไม่เพิ่มวงเงิน รวม 20 ห้องชุด เอกสารหมาย จ.21 และตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.19 ตามที่โจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 5 ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า แม้โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีอำนาจเรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ซึ่งให้โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้เงินที่ผิดเงื่อนไขในอัตราสูงสุดได้ถึงร้อยละ 18 ต่อปี แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายก่อนฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 13 ต่อปี และนับจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ดังกล่าว ข้อ 3.2 กรณีดังกล่าวจึงเป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดจากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แห่งบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงการแก้ไขเรื่องอัตราดอกเบี้ยในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในมาตรา 7 และมาตรา 224 แล้ว เห็นสมควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันฟ้องให้แก่โจทก์ร้อยละ เอ็ม แอล อาร์ บวก 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นส่วนฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาว่า หากยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนมาด้วยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามหนังสือสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันโดยไม่เพิ่มวงเงิน รวม 20 ห้องชุด เอกสารหมาย จ.21 ซึ่งในสัญญาข้อ 6 ระบุว่า หากบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองยินยอมให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นจนครบถ้วน ศาลอุทธรณ์จึงต้องพิพากษาด้วยว่า หากยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนด้วยตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าว คำพิพากษาศาลส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ บวก 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.10 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 ม. 705 ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร พ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายณัฐกิตต์ มฤคินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพร สายสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ขนิษฐา อรุณวงศ์
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2565
#686990
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธรวม 2 กระทง แม้ลงโทษจำคุกกระทงละตลอดชีวิต ก็เรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลย 2 กระทง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 277, 279, 285 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธกับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และเป็นการกระทำแก่ผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละตลอดชีวิต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เมื่อลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธให้จำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 เพิ่มโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ คงจำคุกกระทงละ 25 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 เดือน 20 วัน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละตลอดชีวิต แล้วลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละกึ่งหนึ่ง ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยมา 2 กระทง นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นบทหนักรวม 2 กระทง ศาลจึงต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยมา 2 กระทง นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 53 ม. 91 (3) ม. 277 วรรคสี่ ม. 279 วรรคสาม ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นางสาวณัฐนิตา ธรรมกิตติคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อศักดิ์ เจนสมุทรสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2379/2565
#685426
เปิดฉบับเต็ม

แม้เมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางจะเป็นเมทแอมเฟตามีนคนละชนิดและตรวจยึดได้คนละสถานที่ก็ตาม เมื่อได้ความว่า จำเลยที่ 3 ซื้อเมทแอมเฟตามีนทั้งสองชนิดมาพร้อมกัน และนํามาซุกซ่อนไว้ใต้ฐานพัดลมในบ้านของจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุ อ. โทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อ จำเลยที่ 3 ได้แยกเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ออกมาเพื่อเตรียมไว้จำหน่าย ดังนี้ เมื่อเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางคดีนี้ โดยจำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกเก็บไว้ในสถานที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อศาลมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธินําคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามกฎหมายและนับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 489/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 3 ถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ แต่ยกข้อต่อสู้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นอันระงับไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษปรับ เป็นปรับ 1,500,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 750,000 บาท หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นับโทษจำเลยที่ 3 คดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ริบของกลางเว้นแต่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางไม่ริบ แต่ให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายอิทธิชัย พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 92 เม็ด และขยายผลการจับกุมโดยไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 562 และ 562/2 พบจำเลยที่ 3 อยู่ใต้ถุนบ้านเลขที่ 562 จำเลยที่ 3 โยนเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงทิ้งลงข้างตัวเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและแยกดำเนินคดีต่างหาก จากการตรวจค้นบ้านเลขที่ 562/2 ของจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 31 ถุง น้ำหนัก 90.130 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 78.891 กรัม ซุกซ่อนอยู่ใต้ฐานพัดลม เครื่องชั่งดิจิทัลพร้อมซองหนังสีดำ 1 เครื่อง ถุงพลาสติกใสแบบกดปิดดึงเปิด 40 ถุง ช้อนพลาสติกสีขาว 1 คัน หลอดพลาสติกใส 1 หลอดกล่องกระดาษสำหรับส่งไปรษณีย์ 1 กล่อง และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด ได้ยึดเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 31 ถุง ของกลางคดีนี้ได้ในคราวเดียวกันในเวลาที่ต่อเนื่องกัน แม้เมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางจะเป็นเมทแอมเฟตามีนคนละชนิดและตรวจยึดได้คนละสถานที่ก็ตาม ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งโจทก์มิได้ซักถามให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 3 ซื้อเมทแอมเฟตามีนทั้งสองชนิดมาพร้อมกัน และนำมาซุกซ่อนไว้ใต้ฐานพัดลมในบ้านของจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุนายอิทธิชัยโทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อ จำเลยที่ 3 ได้แยกเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ออกมาเพื่อเตรียมไว้จำหน่าย ดังนี้ เมื่อเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางคดีนี้โดยจำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกเก็บไว้ในสถานที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวกันเมื่อศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
จำเลย — นาง ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นางสาวนาวีพรรณ สีหพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา