คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758/2565
#688059
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงในสัญญาใดจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม ว่าเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนพึงจะคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อพิจารณาใบสมัครเอาประกันภัยที่โจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขอสมัครเอาประกันภัยไว้ทุกแผ่น จะเห็นได้ว่ามีข้อความที่อธิบายถึงความหมายของคำว่า ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรไว้หลายที่ โดยเฉพาะในแผ่นที่ 2 จะมีข้อความที่อธิบายถึงความหมายของคำว่าทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรพิมพ์อยู่เหนือบริเวณโจทก์ลงลายมือชื่อและโจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านว่าโจทก์ไม่ทราบข้อความดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่า โจทก์ทราบถึงเงื่อนไขความรับผิดของจำเลยในกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพในระหว่างอายุสัญญาประกันชีวิตแล้ว หากโจทก์เห็นว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยดังกล่าวทำให้เสียเปรียบเกินสมควรโจทก์ก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่เข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยและเลือกทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยที่โจทก์เห็นว่าข้อจำกัดความรับผิดของผู้รับประกันภัยเป็นประโยชน์แก่โจทก์สูงสุด โจทก์จึงไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนที่จะเข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลย เมื่อโจทก์สมัครใจเข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยก็เท่ากับโจทก์ตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขการจำกัดความรับผิดของจำเลยจากกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นสัญญาเพิ่มเติมที่โจทก์ได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัย ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่จะตกเป็นโมฆะ

สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกัน ให้คำจำกัดความของคำว่า ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวร หมายถึง ทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ โดยไม่ขาดระยะเป็นอย่างน้อย 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้หรือกรณีดังต่อไปนี้ ตาบอดทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือข้างใดข้างหนึ่งและเท้าข้างใดข้างหนึ่ง ตาบอดข้างใดข้างหนึ่งและการตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อได้ความตามใบรับรองแพทย์ ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2560 นายแพทย์ ว. แพทย์ผู้ทำการรักษาโจทก์บันทึกไว้ในใบรับรองแพทย์ว่า โจทก์ต้องพักฟื้นรักษาตัวมีกำหนดสามเดือน นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 หลังจากนั้น ยังต้องทำกายภาพบำบัดและรอเวลาใส่ขาเทียม อีก 3 ถึง 6 เดือน เห็นได้ว่าเป็นกรณีโจทก์ทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ โดยไม่ขาดระยะเป็นอย่างน้อย 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้ เข้าเงื่อนไขของการทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรแล้ว โจทก์มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย โดยได้รับยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยคุ้มครองทุพพลภาพและเบี้ยประกันชีวิตที่ครบกำหนดชำระในระหว่างที่ทุพพลภาพถึงสิ้นสุดระยะเวลาประกันภัยอันจะมีผลให้กรมธรรม์ชีวิตที่สัญญาฉบับนี้ออกควบอยู่ ยังคงมีสิทธิเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยตามกำหนดทุกประการ เมื่อโจทก์เข้ารับการผ่าตัดตัดขาซ้ายออกระดับเหนือเข่าลงมาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 นับแต่นั้นมาโจทก์ย่อมตกอยู่ในสภาพทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร ดังนั้น โจทก์จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเบี้ยประกันรายเดือน เดือนละ 2,015.20 บาท ตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2560 จนครบกำหนดระยะเวลา 7 ปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นสัญญาประกันภัย แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอส่วนนี้มาแต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้อง ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยงวดเดือนธันวาคม 2560 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2561 โดยวิธีหักจากบัญชีธนาคารเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 16,121.60 บาท จำเลยจึงต้องคืนค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวฐานลาภมิควรได้ เมื่อโจทก์ได้แจ้งการยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยอันถือได้ว่าเป็นการทวงถามเบี้ยประกันที่โจทก์ชำระไปดังกล่าวคืนจากจำเลย แต่จำเลยไม่ชำระ จึงถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ทุจริตและตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง และมาตรา 415

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 315,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองไม่ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิต ชนิดไม่มีเงินปันผล จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย และสัญญาเพิ่มเติม จำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท ตกลงชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายเดือน เดือนละงวด งวดละ 2,015.20 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน หักจากบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ ตามกรมธรรม์ประกันภัย ประเภทสามัญ สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย และสัญญาเพิ่มเติม ระหว่างอายุสัญญาประกันชีวิต โจทก์ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บต้องตัดขาซ้ายตั้งแต่ระดับเหนือเข่าลงมา โจทก์จึงแจ้งเรื่องดังกล่าวและยื่นเอกสารขอรับสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยจากจำเลยกรณีโจทก์สูญเสียขาซ้ายตั้งแต่ระดับเหนือเข่าลงมา จำเลยปฏิเสธจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ในส่วนของสัญญาประกันชีวิต ชนิดไม่มีปันผล และสัญญาเพิ่มเติม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ข้อความในกรมธรรม์เป็นการเอาเปรียบโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค ถือว่า เป็นสัญญาไม่เป็นธรรมตกเป็นโมฆะที่จำเลยต้องคืนเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า คำจำกัดความในสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย ที่ว่าทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร หมายถึง ทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ โดยไม่ขาดระยะเวลาเป็นอย่างน้อย 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้ หรือกรณีดังต่อไปนี้ ตาบอดทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือข้างใดข้างหนึ่งและเท้าข้างใดข้างหนึ่ง ตาบอดข้างใดข้างหนึ่งและการตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าข้างใดข้างหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคกับจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ข้อตกลงในสัญญาใดจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม ว่า เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนพึงจะคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อพิจารณาใบสมัครเอาประกันภัย ที่โจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขอสมัครเอาประกันภัยไว้ทุกแผ่น จะเห็นได้ว่า มีข้อความที่อธิบายถึงความหมายของคำว่า ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรไว้หลายที่ โดยเฉพาะในแผ่นที่ 2 จะมีข้อความที่อธิบายถึงความหมายของคำว่าทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรพิมพ์อยู่เหนือบริเวณโจทก์ลงลายมือชื่อและโจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านว่าโจทก์ไม่ทราบข้อความดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่า โจทก์ทราบถึงเงื่อนไขความรับผิดของจำเลยในกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพในระหว่างอายุสัญญาประกันชีวิตแล้ว และหากโจทก์เห็นว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยดังกล่าวทำให้เสียเปรียบเกินสมควรโจทก์ก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่เข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยก็ได้ และเลือกทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยที่โจทก์เห็นว่า ข้อจำกัดความรับผิดของผู้รับประกันภัยเป็นประโยชน์แก่โจทก์สูงสุด โจทก์จึงไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนที่จะเข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลย เมื่อโจทก์สมัครใจเข้าทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยก็เท่ากับโจทก์ตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขการจำกัดความรับผิดของจำเลยจากกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นสัญญาเพิ่มเติมที่โจทก์ได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัย ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่จะตกเป็นโมฆะ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์สูญเสียขาข้างซ้ายไปทำให้โจทก์เป็นบุคคลทุพพลภาพโดยถาวรสิ้นเชิงด้วยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตแบบโครงการ ซึ่งมีสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันต่อท้าย ซึ่งให้ความคุ้มครองเป็น 2 ส่วน คือกรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต และกรณีผู้เอาประกันทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวร เมื่อสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกัน ให้คำจำกัดความของคำว่า ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวร หมายถึง ทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ โดยไม่ขาดระยะเป็นอย่างน้อย 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้หรือกรณีดังต่อไปนี้ ตาบอดทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าทั้งสองข้าง การตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือข้างใดข้างหนึ่งและเท้าข้างใดข้างหนึ่ง ตาบอดข้างใดข้างหนึ่งและการตัดออกหรือการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานโดยสิ้นเชิงของมือหรือเท้าข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อได้ความตามใบรับรองแพทย์ ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2560 นายแพทย์วรนิติ์ แพทย์ผู้ทำการรักษาโจทก์บันทึกไว้ในใบรับรองแพทย์ ว่า โจทก์ต้องพักฟื้นรักษาตัวมีกำหนดสามเดือน นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 หลังจากนั้น ยังต้องทำกายภาพบำบัดและรอเวลาใส่ขาเทียม อีก 3 ถึง 6 เดือน เห็นได้ว่า เป็นกรณีโจทก์ทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ โดยไม่ขาดระยะเป็นอย่างน้อย 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้ เข้าเงื่อนไขของการทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวรแล้ว โจทก์มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัย โดยได้รับยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยคุ้มครองทุพพลภาพและเบี้ยประกันชีวิตที่ครบกำหนดชำระในระหว่างที่ทุพพลภาพถึงสิ้นสุดระยะเวลาประกันภัยอันจะมีผลให้กรมธรรม์ชีวิตที่สัญญาฉบับนี้ออกควบอยู่ ยังคงมีสิทธิเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยตามกำหนดทุกประการ เมื่อโจทก์เข้ารับการผ่าตัดตัดขาซ้ายออกระดับเหนือเข่าลงมาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 นับแต่นั้นมาโจทก์ย่อมตกอยู่ในสภาพทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร ดังนั้น โจทก์จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเบี้ยประกันรายเดือน เดือนละ 2,015.20 บาท ตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2560 จนครบกำหนดระยะเวลา 7 ปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นสัญญาประกันภัย แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอส่วนนี้มา แต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้อง ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยงวดเดือนธันวาคม 2560 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2561 โดยวิธีหักจากบัญชีธนาคารเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 16,121.60 บาท จำเลยจึงต้องคืนค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวฐานลาภมิควรได้ เมื่อโจทก์ได้แจ้งการยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยในวันที่ 7 กันยายน 2561 อันถือได้ว่า เป็นการทวงถามเบี้ยประกันที่โจทก์ชำระไปดังกล่าวคืนจากจำเลย แต่จำเลยไม่ชำระ จึงถือว่า จำเลยตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ทุจริตและตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง และมาตรา 415 จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 7 กันยายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยกำหนดให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่

พิพากษากลับให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าเบี้ยประกันรายเดือน เดือนละ 2,015.20 บาท ตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2560 จนครบกำหนดระยะเวลา 7 ปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2560 ให้จำเลยชำระเงิน 16,121.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 415 ม. 861 ม. 889
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 4 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกมลวัน จงสงวน จรรยาสัณห์
ศาลอุทธรณ์ — นางจันทนา ปุญญาภิชัย
ชื่อองค์คณะ
ไชยผล สุรวงษ์สิน
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1757/2565
#687015
เปิดฉบับเต็ม

คำนิยาม "ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร" ตามกรมธรรม์ประกันภัย หมายความถึง การบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยนั้น ทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถประกอบหน้าที่การงานในอาชีพใด ๆ ได้โดยสิ้นเชิง และการทุพพลภาพนั้นต้องเป็นการต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 180 วัน นับตั้งแต่วันที่พิสูจน์ได้ว่าเกิดการทุพพลภาพขึ้นและไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติ รวมถึงการสูญเสียอวัยวะดังต่อไปนี้ (ก) สูญเสียสายตาทั้งสองข้าง และไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ หรือ (ข) สูญเสียมือทั้งสองข้าง หรือสูญเสียมือหนึ่งข้างและเท้าหนึ่งข้างโดยการตัดออกตั้งแต่ข้อมือหรือข้อเท้า หรือ (ค) สูญเสียสายตาหนึ่งข้างและไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้และสูญเสียมือหรือเท้าหนึ่งข้างโดยการตัดออกตั้งแต่ข้อมือหรือข้อเท้า ทั้งนี้ให้รวมถึงการสูญเสียสมรรถภาพในการใช้งานของอวัยวะข้างต้นโดยสิ้นเชิงและมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจนว่าไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อีกต่อไป นิยามที่ว่า การทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ ได้ นั้น ต้องตีความโดยคำนึงถึงอาชีพเดิมก่อนการสูญเสียอวัยวะอย่างเป็นธรรมและพิจารณาเปรียบเทียบกับความสูญเสียอวัยวะตามคำนิยามของกรมธรรม์ในส่วนอื่น ๆ มาประกอบด้วย โจทก์สูญเสียขาขวาทั้งข้างโดยตัดออกตั้งแต่เชิงกรานแม้จะเป็นการสูญเสียขาขวาเพียงข้างเดียวแต่ก็นับได้ว่าเป็นการสูญเสียมากกว่าการสูญเสียเท้าหนึ่งข้างโดยตัดออกตั้งแต่ข้อเท้าอย่างมาก โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ต้องควบคุมการก่อสร้าง ติดต่อลูกค้า การที่โจทก์เสียขาขวาทั้งขาตั้งแต่เชิงกรานย่อมไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ การทำกิจวัตรประจำวันไม่ใช่การประกอบอาชีพ การที่โจทก์ต้องตัดขาขวาทั้งข้างตั้งแต่เชิงกรานเป็นการสูญเสียถาวรจึงต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้ เป็นการหย่อนกำลังความสามารถที่จะประกอบการงานในอาชีพตามปกติที่เคยทำ ถือได้ว่า โจทก์ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรตามคำนิยามในสัญญาประกันชีวิต

ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตมีข้อกำหนดการจ่ายผลประโยชน์กรณีโจทก์เสียชีวิต จำเลยจะจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์เท่ากับจำนวนเงินที่เอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญาหรือมูลค่าเวนคืนในขณะนั้นตามแต่จำนวนใดจะมากกว่า กรณีโจทก์มีชีวิตอยู่จนถึงวันครบกำหนดสัญญา จำเลยจ่ายให้เท่ากับจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญาจำนวน 10,500,000 บาท และตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ที่ได้รับยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยที่ออกควบกับสัญญาประกันภัยให้ความคุ้มครองหากโจทก์ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดโรคร้ายจนกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร จำเลยจะยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยที่ครบกำหนดชำระในระหว่างทุพพลภาพจนถึงสิ้นสุดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัยอันจะมีผลให้กรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาฉบับนี้ออกควบอยู่ยังคงมีสิทธิเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยตามกำหนดทุกประการ เมื่อโจทก์เข้ารับการตัดขาขวาตั้งแต่เชิงกรานออกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 นับแต่นั้นมาโจทก์ย่อมตกอยู่ในสภาพทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร ดังนั้น โจทก์จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ครบกำหนดชำระตั้งแต่นั้นจนถึงสิ้นสุดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย แต่โจทก์ยังไม่สามารถขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความทุพพลภาพจำนวน 10,500,000 บาท แม้โจทก์มิได้มีคำขอส่วนนี้มาแต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้อง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้ภริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 15,089,065 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลย 3 ฉบับ หลังทำสัญญาประกันภัยโจทก์เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเส้นประสาทขาขวาโดยการตัดขาขวาระดับข้อสะโพกออกและแพทย์ระบุว่า โจทก์ทุพพลภาพถาวรตามใบรับรองแพทย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรตามที่ระบุไว้ในกรรมธรรม์ประกันภัยทั้งสามฉบับหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับแรกให้ความคุ้มครองกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงและถาวร และให้คำจำกัดความของคำว่า "ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร" ไว้ ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยอีกสองฉบับให้ความคุ้มครองกรณีโจทก์ตกเป็นบุคคลทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรและให้นิยามคำว่า "การทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร" ไว้ ดังนั้น การพิจารณาว่าอาการทุพพลภาพของโจทก์เป็นการทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร หรือเป็นการทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากคำจำกัดความหรือคำนิยามตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวซึ่งระบุไว้ในทำนองเดียวกันว่า หมายความถึง การบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยนั้น ทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถประกอบหน้าที่การงานในอาชีพใด ๆ ได้โดยสิ้นเชิง และการทุพพลภาพนั้นต้องเป็นต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 180 วัน นับตั้งแต่วันที่พิสูจน์ได้ว่าเกิดการทุพพลภาพขึ้นและไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติ รวมถึงการสูญเสียอวัยวะ ดังต่อไปนี้ (ก) สูญเสียสายตาทั้งสองข้าง และไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ หรือ (ข) สูญเสียมือทั้งสองข้าง หรือสูญเสียเท้าทั้งสองข้าง หรือสูญเสียมือหนึ่งข้างและเท้าหนึ่งข้างโดยการตัดออกตั้งแต่ข้อมือหรือข้อเท้า หรือ (ค) สูญสียสายตาหนึ่งข้างและไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้และสูญเสียมือหรือเท้าหนึ่งข้าง โดยการตัดออกตั้งแต่ข้อมือหรือข้อเท้า ทั้งนี้ให้รวมถึงการสูญเสียสมรรถภาพในการใช้งานของอวัยวะข้างต้นโดยสิ้นเชิงและมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจนว่าไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อีกต่อไป นิยามที่ว่า การทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพใด ๆ ได้ นั้น ในความเป็นจริงการสูญเสียอวัยวะถึงขั้นไม่สามารถประกอบอาชีพการงานใด ๆ ได้ เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะบุคคลที่สูญเสียตาทั้งสองข้างและสูญเสียมือหรือเท้าด้วยก็ยังสามารถใช้ปากประกอบอาชีพได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะประกอบอาชีพเช่นนั้นได้ การตีความกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจึงต้องตีความโดยคำนึงถึงอาชีพเดิมก่อนการสูญเสียอวัยวะอย่างเป็นธรรมและพิจารณาเปรียบเทียบกับความสูญเสียอวัยวะตามคำนิยามของกรมธรรม์ในส่วนอื่น ๆ มาประกอบด้วย โจทก์สูญเสียขาขวาทั้งขาโดยตัดออกตั้งแต่เชิงกรานแม้จะเป็นการสูญเสียขาขวาเพียงข้างเดียว แต่ก็นับได้ว่าเป็นการสูญเสียมากกว่าการสูญเสียเท้าหนึ่งข้างโดยตัดออกตั้งแต่ข้อเท้าอย่างมาก โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ต้องควบคุมการก่อสร้าง ติดต่อลูกค้า การที่โจทก์สูญเสียขาขวาทั้งขาตั้งแต่เชิงกราน ย่อมไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ ส่วนที่นายแพทย์สรัณ แพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ให้ความเห็นว่า โจทก์มีความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน สามารถอาบน้ำได้เอง สวมหรือถอดเสื้อผ้าและกางเกงได้เอง ทานอาหารได้เอง ควบคุมระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะได้ ดวงตาสามารถมองเห็นได้ทั้งสองข้าง ใช้มือและแขนทำกิจวัตรได้ทั้งสองข้าง สติปัญญาเหมือนคนปกติมีความสามารถระดับที่ 4 คือ ช่วยเหลือตัวเองในการประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวันได้เอง อาจใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการหรือการปรับปรุงสิ่งของเครื่องใช้ประจำตัว สามารถออกนอกบ้าน ศึกษาเล่าเรียนหรือเข้าสังคมได้ด้วยตนเองในสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อคนพิการเป็นการให้ความเห็นถึงการทำกิจวัตรประจำวันไม่ใช่การประกอบอาชีพ การที่โจทก์ต้องตัดขาขวาทั้งข้างตั้งแต่เชิงกรานเป็นการสูญเสียถาวรจึงต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 180 วัน และไม่มีทางหายเป็นปกติได้ เป็นการหย่อนกำลังความสามารถที่จะประกอบการงานในอาชีพตามปกติที่เคยทำ ถือได้ว่าโจทก์ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรตามคำนิยามในสัญญาประกันชีวิตฉบับที่ 1 ตามกรมธรรม์เลขที่ 5083843771 และทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรตามคำนิยามในสัญญาประกันชีวิตฉบับที่ 2 และที่ 3 ตามกรมธรรม์เลขที่ 5084735711 เลขที่ 5084735596 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาที่ว่าเหตุที่โจทก์สูญเสียขาขวาเกิดจากการเจ็บป่วยที่เป็นมาก่อนทำสัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์ฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 ตามกรมธรรม์เลขที่ 5084735711 และเลขที่ 5084735596 อันเป็นผลให้สัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นโมฆียะหรือไม่ และศาลฎีการับพิจารณาเฉพาะปัญหาที่ว่า โจทก์ทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสามฉบับหรือไม่เท่านั้นปัญหาว่า สัญญาประกันชีวิตฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 เป็นโมฆียะหรือไม่ นั้น จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ฉบับที่ 2 และที่ 3 คงเหลือปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า เมื่อโจทก์ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรตามคำนิยามในกรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับที่ 1 เลขที่ 5083843771 โจทก์มีสิทธิได้รับความคุ้มครองหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาดังกล่าว และสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัยหรือไม่ อย่างไร นั้น เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย ประเภทสามัญ เลขที่ 5083843771 มีข้อกำหนดการจ่ายผลประโยชน์กรณีโจทก์เสียชีวิต จำเลยจะจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์เท่ากับจำนวนเงินที่เอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา หรือมูลค่าเวนคืนในขณะนั้นตามแต่จำนวนใดจะมากกว่า กรณีโจทก์มีชีวิตอยู่จนถึงวันครบกำหนดสัญญา คือวันที่ 27 มกราคม 2611 จำเลยจ่ายเงินให้เท่ากับจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา จำนวน 10,500,000 บาท และตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ได้ร้บยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยที่ออกควบกับสัญญาประกันภัยให้ความคุ้มครองหากโจทก์ได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดโรคร้ายจนกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร จำเลยจะยกเว้นการชำระเบี้ยประกันชีวิตที่ครบกำหนดชำระในระหว่างทุพพลภาพจนถึงสิ้นสุดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัยอันจะมีผลให้กรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาฉบับนี้ออกควบอยู่ ยังคงมีสิทธิเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยตามกำหนดทุกประการ เมื่อโจทก์เข้ารับการตัดขาขวาตั้งแต่เชิงกรานออกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 นับแต่นั้นมาโจทก์ย่อมตกอยู่ในสภาพทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวร ดังนั้น โจทก์จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ครบกำหนดชำระตั้งแต่นั้นจนถึงสิ้นสุดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย แต่โจทก์ยังไม่สามารถขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความทุพพลภาพจำนวน 10,500,000 บาท แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอส่วนนี้มา แต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้อง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉ้ยให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39

พิพากษากลับให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 5083843771 ที่ครบกำหนดชำระในวันที่ 27 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบกำหนดสัญญา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1755/2565
#686872
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนนำรถยนต์ของกลางออกขายทอดตลาด จำเลยปฏิบัติตามประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2556 ข้อ 1 3 4 22 ที่กำหนดให้ตรวจสอบรถยนต์ที่ตรวจยึดทุกคันไม่ว่าจะมีผู้ต้องหาหรือไม่ก็ตามจาก 6 หน่วยงานแล้ว ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมการขนส่งทางบกนั้น จำเลยมีหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบกขอความร่วมมือตรวจสอบรถยนต์ของกลางที่จะประมูลขายทอดตลาดว่าสามารถจดทะเบียนได้หรือไม่ โดยหากกรมการขนส่งทางบกพบว่ารถคันใดมีปัญหาในการที่จะนำไปจดทะเบียน ขอให้กรมการขนส่งทางบกแจ้งให้จำเลยทราบพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายในวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ต่อมากรมการขนส่งทางบกได้แจ้งผลการตรวจสอบรถยนต์ที่จะประมูลดังกล่าวตามหนังสือของกรมการขนส่งทางบก ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวกรมการขนส่งทางบกได้ส่งผลการตรวจสอบรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางที่จะประมูลขายทอดตลาด 343 คัน โดยแบ่งออกเป็น 1. รายการรถที่สามารถจดทะเบียนได้ 3 คัน 2. รายการรถที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ 1 คัน 3. รายการรถที่มีการตรวจสอบพบว่ามีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องรถยนต์ไว้ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้ 70 คัน และ 4. รายการรถที่ตรวจสอบแล้วไม่พบข้อมูลใด ๆ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรถยนต์ของกลางอยู่ในรายการที่ 3 คือตรวจสอบพบว่ามีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ไว้ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้ แสดงให้เห็นว่า กรมการขนส่งทางบกเองก็มิได้ยืนยันว่ารถยนต์ของกลางสามารถจดทะเบียนได้ดังเช่นรถในรายการที่ 1 การที่จำเลยอ้างตามฎีกาว่า กฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 ระบุไว้เพียงแค่ชิ้นส่วนที่เป็นตัวถังรถ โครงคัสซี หรือ แชสซี (Chassis) รถหรือโครงรถจักรยานยนต์เท่านั้น มิได้ระบุส่วนของเครื่องยนต์อันเป็นชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศที่จะนำมาประกอบการงดรับจดทะเบียนตามข้อ 1 ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว รถยนต์ของกลางมีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ มิได้มีการส่งบัญชีตัวถังรถ โครงคัสซีรถและโครงรถจักรยานยนต์ ดังนั้น รถยนต์ของกลางจึงไม่ตกอยู่ในบังคับของกฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 และคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยว่าสินค้าที่นำเข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาตซึ่งถูกริบตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากได้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว ถ้าจำเลยนำสินค้าดังกล่าวออกขายทอดตลาด ผู้ซื้อไปจากการขายทอดตลาดไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าอีกเพราะมิได้เป็นผู้นำเข้า การที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางขายทอดตลาดและออกเอกสารประกอบการขอจดทะเบียนจึงเป็นการกระทำภายใต้ความเชื่อโดยสุจริตว่ารถยนต์ของกลางสามารถนำไปจดทะเบียนได้นั้น จึงเป็นเพียงความเห็นของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยทราบอยู่แล้วว่ารถยนต์ของกลางยังไม่ได้รับการยืนยันจากกรมการขนส่งทางบกว่าจดทะเบียนได้หรือไม่ แต่กลับนำออกขายทอดตลาด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แจ้งให้ผู้เข้าประมูลรวมถึงโจทก์ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนการประมูล นอกจากนี้ เมื่อพิเคราะห์ประกาศส่วนกลาง สำนักสืบสวนและปราบปราม ที่ 5/2559 เรื่อง ประมูลขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559 และบัญชีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางที่จะทำการขายทอดตลาดในวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ที่มีรายละเอียดของรถยนต์ของกลางแล้ว ได้ความจาก ว. พนักงานจำเลย เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ตามเอกสารดังกล่าวรถยนต์ของกลางมิได้มีการระบุในช่องหมายเหตุ 1 ว่า "ไม่ออกแบบที่ 32" ซึ่งหมายความว่ารถยนต์ของกลางสามารถจดทะเบียนได้ ย่อมทำให้ผู้เข้าร่วมประมูลรวมทั้งโจทก์ที่อ่านประกาศดังกล่าวเข้าใจได้ว่ารถยนต์ของกลางสามารถจดทะเบียนได้ เมื่อต่อมารถยนต์ของกลางไม่สามารถจดทะเบียนได้ จึงถือได้ว่าจำเลยในฐานะผู้ขายไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่มีสภาพเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติตามวิสัยของการใช้ทรัพย์แก่โจทก์ในฐานะผู้ซื้อ เนื่องจากผู้ซื้อรถยนต์ย่อมต้องการใช้รถยนต์ที่สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,882,398.39 บาท (ที่ถูก 2,882,378.34) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,624,251 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยรับมอบรถยนต์ ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนคืนจากโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับรถยนต์ ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนคืนจากโจทก์ และชำระเงิน 2,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 จำเลยขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยวิธีประมูลขายด้วยวาจาตามประกาศส่วนกลาง สำนักสืบสวนและปราบปราม ที่ 5/2559 เรื่อง ประมูลขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559 และบัญชีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางที่จะทำการขายทอดตลาดในวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ในวันดังกล่าวโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือแสดงการรับทราบและยอมรับผลการประมูล และประมูลซื้อทรัพย์รายการที่ 280 ซึ่งเป็นทรัพย์ประเภทรถยนต์ ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ในราคา 2,200,000 บาท จากจำเลย โดยโจทก์ชำระราคาประมูลซื้อทรัพย์ด้วยแคชเชียร์เช็คแก่จำเลยและรับมอบรถยนต์ที่ประมูลได้แล้ว ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2559 จำเลยออกหนังสือรับรองประกอบการขอจดทะเบียนให้แก่โจทก์ เพื่อยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ส่วนทะเบียนรถยนต์ โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนรถยนต์ที่ประมูลได้ พร้อมเอกสารต่าง ๆ ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 แต่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครไม่รับจดทะเบียนรถยนต์ที่ประมูลได้ โดยให้เหตุผลว่ารถยนต์ที่ประมูลได้ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งต้องงดรับจดทะเบียนตามกฎกระทรวง งดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของนายทะเบียนกรุงเทพมหานครต่ออธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมการขนส่งทางบกมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร งดรับจดทะเบียนรถคันดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่าก่อนนำรถยนต์ของกลางที่พิพาทออกขายทอดตลาด จำเลยปฏิบัติตามประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2556 ข้อ 1 3 4 22 ที่กำหนดให้ตรวจสอบรถยนต์ที่ตรวจยึดทุกคันไม่ว่าจะมีผู้ต้องหาหรือไม่ก็ตามจาก 6 หน่วยงานแล้ว ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมการขนส่งทางบกนั้น จำเลยมีหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบกขอความร่วมมือตรวจสอบรถยนต์ของกลางที่จะประมูลขายทอดตลาดว่าสามารถจดทะเบียนได้หรือไม่ โดยหากกรมการขนส่งทางบกพบว่ารถคันใดมีปัญหาในการที่จะนำไปจดทะเบียน ขอให้กรมการขนส่งทางบกแจ้งให้จำเลยทราบพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายในวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ต่อมากรมการขนส่งทางบกได้แจ้งผลการตรวจสอบรถยนต์ที่จะประมูลดังกล่าว ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวกรมการขนส่งทางบกได้ส่งผลการตรวจสอบรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางที่จะประมูลขายทอดตลาด 343 คัน โดยแบ่งออกเป็น 1. รายการรถที่สามารถจดทะเบียนได้ 3 คัน 2. รายการรถที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ 1 คัน 3. รายการรถที่มีการตรวจสอบพบว่ามีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องรถยนต์ไว้ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้ 70 คัน และ 4. รายการรถที่ตรวจสอบแล้วไม่พบข้อมูลใด ๆ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรถยนต์ของกลางที่พิพาทอยู่ในรายการที่ 3 คือตรวจสอบพบว่ามีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ไว้ จึงไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้ แสดงให้เห็นว่า กรมการขนส่งทางบกเองก็มิได้ยืนยันว่ารถยนต์ของกลางที่พิพาทสามารถจดทะเบียนได้ดังเช่นรถในรายการที่ 1 การที่จำเลยอ้างตามฎีกาว่า กฎกระทรวง งดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 ระบุไว้เพียงแค่ชิ้นส่วนที่เป็นตัวถังรถ โครงคัทซีรถหรือโครงรถจักรยานยนต์เท่านั้น มิได้ระบุส่วนของเครื่องยนต์เป็นชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศที่จะนำมาประกอบการงดรับจดทะเบียนตามข้อ 1 ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว รถยนต์ของกลางที่พิพาทมีการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ มิได้มีการส่งบัญชีตัวถังรถ โครงคัทซีรถและโครงรถจักรยานยนต์ ดังนั้นรถยนต์ของกลางที่พิพาทจึงไม่ตกอยู่ในบังคับของกฎกระทรวง งดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 และคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยว่าสินค้าที่นำเข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาตซึ่งถูกริบตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากได้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว ถ้าจำเลยนำสินค้าดังกล่าวออกขายทอดตลาด ผู้ซื้อไปจากการขายทอดตลาดไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าอีกเพราะมิได้เป็นผู้นำเข้า การที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางที่พิพาทขายทอดตลาดและออกเอกสารประกอบการขอจดทะเบียนจึงเป็นการกระทำภายใต้ความเชื่อโดยสุจริตว่ารถยนต์ของกลางที่พิพาทสามารถนำไปจดทะเบียนได้นั้น จึงเป็นเพียงความเห็นของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยทราบอยู่แล้วว่ารถยนต์ของกลางที่พิพาทยังไม่ได้รับการยืนยันจากกรมการขนส่งทางบกว่าจดทะเบียนได้หรือไม่ แต่กลับนำออกขายทอดตลาด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แจ้งให้ผู้เข้าประมูลรวมถึงโจทก์ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนการประมูล นอกจากนี้ เมื่อพิเคราะห์ประกาศส่วนกลาง สำนักสืบสวนและปราบปราม ที่ 5/2559 เรื่อง ประมูลขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559 และบัญชีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางที่จะทำการขายทอดตลาดในวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ที่มีรายละเอียดของรถยนต์ของกลางที่พิพาทแล้ว ได้ความจากนายวรชิต พนักงานจำเลย เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ตามเอกสารดังกล่าวรถยนต์ของกลางที่พิพาทมิได้มีการระบุในช่องหมายเหตุ 1 ว่า "ไม่ออกแบบที่ 32" ซึ่งหมายความว่ารถยนต์ของกลางที่พิพาทสามารถจดทะเบียนได้ ย่อมทำให้ผู้เข้าร่วมประมูลรวมทั้งโจทก์ที่อ่านประกาศดังกล่าวเข้าใจได้ว่ารถยนต์ของกลางที่พิพาทสามารถจดทะเบียนได้ เมื่อต่อมารถยนต์ของกลางที่พิพาทไม่สามารถจดทะเบียนได้ จึงถือได้ว่าจำเลยในฐานะผู้ขายไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่มีสภาพเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติตามวิสัยของการใช้ทรัพย์แก่โจทก์ในฐานะผู้ซื้อ เนื่องจากผู้ซื้อรถยนต์ย่อมต้องการใช้รถยนต์ที่สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปีหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 472
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวชาลินี นวกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางกันยารัตน์ ดำรงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
กาญจนา ชัยคงดี
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1753/2565
#686997
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของร่วมคนหนึ่งในอาคารชุด ศ. แต่ไม่ได้เป็นกรรมการและไม่ได้เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจําเลยที่ 1 ทั้งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการงานของนิติบุคคลอาคารชุดจําเลยที่ 1 ฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 ซึ่งมีมติให้จําเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ จําเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ และจําเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด และเพิกถอนการประชุมคณะกรรมการในวาระพิเศษเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ซึ่งมีมติอนุมัติว่าจ้างบริษัท ว. เข้าบริหารจัดการอาคารชุดรายใหม่ โดยกล่าวอ้างในฟ้องเพียงว่า ในการประชุมคณะกรรมการทั้งสองครั้ง ไม่มีการเชิญหรือแจ้งนัดประชุมให้แก่ อ. และ ณ. ซึ่งเป็นกรรมการทราบ ทำให้ อ. และ ณ. ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ซึ่ง อ. และ ณ. ผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรงไม่ได้เป็นผู้ฟ้อง เมื่อคําฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า มติที่ประชุมทั้งสองครั้งก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ หรือนิติบุคคลอาคารชุดจําเลยที่ 1 หรือบรรดาเจ้าของร่วมอย่างไร หรือมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลทั้งสองครั้งกระทบต่อสิทธิของโจทก์อย่างไร จําเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งที่คณะกรรมการมีมติแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 ตามที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมให้อำนาจไว้ และบริษัท ว. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่คณะกรรมการมีมติอนุมัติว่าจ้างให้เข้าบริหารจัดการอาคารชุดรายใหม่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่าจําเลยที่ 2 และบริษัท ว. ได้ปฏิบัติหน้าที่หรือทำงานผิดพลาดบกพร่องหรือทุจริตแต่อย่างใด ทั้งมติที่ประชุมที่โจทก์ขอเพิกถอนนั้นมีการลงมติตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 และวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ตามลำดับ แต่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ล่วงเลยเวลานานหลายเดือน และยังขอให้จําเลยที่ 2 คืนเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากจําเลยที่ 1 ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 โดยอ้างเรื่องไม่ได้มีการเชิญหรือแจ้งนัดประชุมให้ อ. และ ณ. กรรมการทราบเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจําเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดบกพร่องหรือทุจริตแต่ประการใด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่า จําเลยทั้งห้าได้กระทำสิ่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติคณะกรรมการในการประชุมครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 และในการประชุมคณะกรรมการวาระพิเศษเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 ให้แก่จำเลยที่ 1

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ศ. จำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 และมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ในการประชุมวาระพิเศษเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 2/253 อาคารชุด ศ. เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2560 มีการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม (เรียกครั้งที่สอง) ประจำปี 2560 ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 รวม 9 คน คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 นางอัมภาภรณ์ นายณัฐพงศ์ นายคมิก นางนัชริน และนายวีรยุทธ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี และมีมติให้คณะกรรมการมีอำนาจเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแทนตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 38 ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2560 มีการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2560 มีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม 5 คน ได้แก่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และนางสาวนัชริน ที่ประชุมมีมติให้จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 มีการประชุมคณะกรรมการในวาระพิเศษ โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม 4 คน ได้แก่ จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และนายคมิก ที่ประชุมมีมติอนุมัติว่าจ้างบริษัท ว. เข้าบริหารจัดการอาคารชุดรายใหม่ ในการประชุมคณะกรรมการทั้งสองครั้งไม่มีการเชิญหรือแจ้งนัดประชุมแก่นางอัมภาภรณ์และนายณัฐพงศ์ทราบ

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการแรกว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพียงว่าในการประชุมคณะกรรมการทั้งสองครั้งไม่มีการเชิญหรือแจ้งนัดประชุมให้แก่นางอัมภาภรณ์และนายณัฐพงศ์ซึ่งเป็นกรรมการทราบ ทำให้นางอัมภาภรณ์และนายณัฐพงศ์ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเท่านั้น ซึ่งนางอัมภาภรณ์และนายณัฐพงศ์ผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรงไม่ได้เป็นผู้ฟ้อง ทั้งได้ความว่าทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งกับกรรมการคนอื่น ๆ ในประเด็นว่าทั้งสองได้ลาออกจากการเป็นกรรมการไปแล้วก่อนมีการเรียกประชุมคณะกรรมการหรือไม่ เมื่อตรวจคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า มติที่ประชุมทั้งสองครั้งก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ หรือนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 หรือบรรดาเจ้าของร่วมอย่างไร หรือมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลทั้งสองครั้งกระทบต่อสิทธิของโจทก์อย่างไร จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งซึ่งคณะกรรมการมีมติแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 ตามที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมให้อำนาจไว้ ส่วนบริษัท ว. เป็นบุคคลภายนอกที่คณะกรรมการมีมติอนุมัติว่าจ้างให้เข้าบริหารจัดการอาคารชุดรายใหม่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ซึ่งฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 และบริษัท ว. ได้ปฏิบัติหน้าที่หรือทำงานผิดพลาดบกพร่องหรือทุจริตแต่อย่างใด ทั้งมติที่ประชุมที่โจทก์ขอเพิกถอนนั้นมีการลงมติตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 และวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ตามลำดับ แต่โจทก์กลับเพิ่งมาฟ้องเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ซึ่งล่วงเลยเวลานานหลายเดือน และยังขอให้จำเลยที่ 2 คืนเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 โดยอ้างเรื่องไม่มีการเชิญหรือแจ้งนัดประชุมให้แก่นางอัมภาภรณ์และนายณัฐพงศ์กรรมการทราบเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดบกพร่องหรือทุจริตแต่ประการใด จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่า จำเลยทั้งห้าได้กระทำการสิ่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามข้อกล่าวอ้างในฎีกาประการอื่นของจำเลยทั้งห้าอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสมรศรี ตีระวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
สุทิน อุ้ยตระกูล
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1732/2565
#687014
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือมีเงินเหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็ค เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ว่าในวันที่ออกเช็คนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลรู้ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้เช่นกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยทั้งสามย่อมไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง และกรณีนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 225 มาตรา 215 มาตรา 213 และมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 225 และมาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การปฏิเสธเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (2) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 9 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท และคงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์บริการ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเลขานุการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจกระทำการแทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อร่วมกันมีผลผูกพันสหกรณ์จำเลยที่ 1 และนางสาวมาริน เป็นผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 โจทก์เป็นสมาชิกของสหกรณ์จำเลยที่ 1 โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ (พิเศษ) เลขที่ 0049 ไว้กับจำเลยที่ 1 เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คธนาคาร ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 จำนวน 1,000,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินฝากให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2562 โจทก์นำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย"

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คธนาคาร ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ชำระหนี้เงินฝากคืนให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 1 มีเงินในบัญชีเงินฝากจำนวนมากพอที่จะชำระหนี้เงินตามเช็คดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดเจตนากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 นั้น เห็นว่า การกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) ถึง (4) นั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าวันที่จำเลยทั้งสามร่วมกันออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คได้นั้น เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันจะเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวได้นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องมีเจตนากระทำความผิดโดยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ และโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ถึงเจตนาในการกระทำความผิดดังกล่าวให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำความผิดดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องจริง ศาลจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามที่ถูกกล่าวหาตามคำฟ้องของโจทก์ได้ แต่จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกเช็คธนาคาร ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2562 โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" โดยปรากฏตามสำเนารายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากกระแสรายวันธนาคารของจำเลยที่ 1 ระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ที่โจทก์นำสืบว่า ในวันที่ 21 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากจำนวน 235.77 บาท หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีการทำรายการที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวทางบัญชีอื่นใดอีก แสดงว่าในวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ซึ่งถือเป็นวันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 1 คงมีเงินอยู่ในบัญชีเพียง 235.77 บาท ซึ่งไม่เพียงพอที่จะพึงใช้ให้แก่โจทก์ตามเช็คนั้นได้ อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถามค้านว่า เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2562 โจทก์ได้รับเช็คที่จำเลยทั้งสามร่วมกันออกจากนางสาวมาริน ผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2562 เช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่นำไปเรียกเก็บเงินที่ธนาคารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 และในวันที่ 30 สิงหาคม 2562 โจทก์เดินทางไปที่สหกรณ์จำเลยที่ 1 เพื่อยืนยันยอดเงินฝากที่ฝากไว้กับจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นภายในสหกรณ์จำเลยที่ 1 โดยนางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ทุจริตนำเงินของสหกรณ์จำเลยที่ 1 ไปใช้ส่วนตัว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีเงินฝากคืนให้แก่สมาชิกของสหกรณ์จำเลยที่ 1 รวมถึงโจทก์ได้ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเจือสมกับที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเงินในเช็คให้แก่โจทก์เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2562 โดยนางสาวมาริน ผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเช็คของจำเลยที่ 1 มาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อ และในขณะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 มีเงินในบัญชีจำนวนมากพอที่จะชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากในการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบสถานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ผ่านทางการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 โดยการรายงานข้อมูลและการจัดทำเอกสารทางการเงินที่นางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 มาโดยตลอดว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะทางการเงินมั่นคง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 จำเลยที่ 1 มีสินทรัพย์เป็นเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของธนาคาร เงินสลากออม และดอกเบี้ยสลากออม รวมมูลค่าสินทรัพย์เป็นเงินทั้งสิ้น 31,000,000 บาทเศษ แต่เนื่องจากวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากสมาชิกของสหกรณ์จำเลยที่ 1 ว่าเบิกถอนเงินฝากจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ธนาคาร ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2562 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ร่วมประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อตรวจสอบความผิดปกติทางด้านการเงินของสหกรณ์จำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าวนางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เข้าร่วมประชุมด้วยและนางสาวมารินให้การรับสารภาพว่า ได้นำเงินของจำเลยที่ 1 ไปใช้ส่วนตัวจนหมด โดยนางสาวมารินได้ลงลายมือชื่อยอมรับผิดในบันทึกสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งมีการบันทึกภาพถ่ายวิดีโอในขณะที่มีการประชุมสอบสวนข้อเท็จจริงประกอบคำรับสารภาพของนางสาวมารินไว้ตามวัตถุพยาน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเพิ่งทราบในวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินในบัญชีเพียงพอชำระหนี้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ ต่อมาคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 มีคำสั่งลงโทษนางสาวมาริน โดยให้ไล่ออกจากการเป็นผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกเสกสรร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานีให้ดำเนินคดีแก่ นางสาวมารินในความผิดฐานยักยอกเงินของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งเรื่องที่สหกรณ์จำเลยที่ 1 มีการทุจริตเกิดขึ้นภายในสหกรณ์ ทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินฝากให้แก่โจทก์และสมาชิกทุกคนทราบ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการ ปิดประกาศแจ้งเรื่องดังกล่าวให้สมาชิกทุกคนทราบ ณ หน้าที่ทำการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ตามประกาศของสหกรณ์ ด. จำกัด เรื่อง การขอถอนเงินฝาก ลงวันที่ 6 กันยายน 2562 ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นี้นอกจากจะมีตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริง โดยมีพยานเอกสารมานำสืบสนับสนุนด้วยแล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีก็ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนหรือได้รับส่วนแบ่งจากเงินของสหกรณ์จำเลยที่ 1 ที่นางสาวมารินยักยอกไปแต่อย่างใด จึงเป็นข้อสนับสนุนให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนางสาวมารินดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบ ดังนี้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่า ในวันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกเช็คสั่งจ่ายเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระหนี้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ ทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการที่นางสาวมารินยักยอกเงินของสหกรณ์จำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือมีเงินเหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็ค การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องกระทำโดยการแสดงเจตนาในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ผ่านทางจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการสหกรณ์ในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เลขานุการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ร่วมกันลงลายมือชื่อออกเช็คตามฟ้องลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือมีเงินเหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็ค เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ว่าในวันที่ออกเช็คนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลรู้ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้เช่นกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง และกรณีนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 มาตรา 215 มาตรา 213 และมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 และมาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — สหกรณ์ ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายราชัณห์ สังเมฆ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพีระพันธ์ ปาละคะเชนทร์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
พิชัย เพ็งผ่อง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1731/2565
#683748
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยทั้งสองนำเงินเต็มตามจำนวนที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นนัดสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่าย ในวันนัดพร้อมทนายโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าฝ่ายโจทก์ไม่ประสงค์จะรับเงินดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลไป ประกอบกับโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีคดีพิพาทกันอีกหลายเรื่อง ไม่ประสงค์จะยอมความกันในคดีนี้ โดยทนายโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านแสดงเหตุผลให้ชัดแจ้งว่า การที่จำเลยทั้งสองนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ไม่ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพันเพราะเหตุใด คงอ้างเพียงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีคดีพิพาทกันอีกหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลที่โจทก์ไม่อาจยกขึ้นอ้างได้ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ เช่นนี้การวางเงินของจำเลยทั้งสองถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการเพื่อชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์อันทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีจึงเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 25,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองสำนึกในการกระทำความผิดแล้ว จึงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการขอแก้ไขคำให้การ ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงถือเป็นเพียงการสละข้อต่อสู้เดิมและยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองนำเงินตามเช็คพิพาทมาวางศาลและแจ้งโจทก์ให้มารับเงินไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปนั้น ในข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยทั้งสองนำเงิน 543,200 บาท เต็มตามจำนวนที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และศาลชั้นต้นได้นัดพร้อมเพื่อสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2564 ว่า ในวันนัดพร้อมทนายโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าฝ่ายโจทก์ไม่ประสงค์จะรับเงินดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลไป ประกอบกับโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีคดีพิพาทกันอีกหลายเรื่อง จึงไม่ประสงค์จะยอมความกันในคดีนี้ โดยทนายโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านแสดงเหตุผลให้ชัดแจ้งว่า การที่จำเลยทั้งสองนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ไม่ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพันเพราะเหตุใด คงกล่าวอ้างแต่เพียงว่าเป็นเพราะโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีคดีพิพาทกันอีกหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลที่โจทก์ไม่อาจยกขึ้นอ้างได้ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ เช่นนี้ พฤติการณ์การวางเงินของจำเลยทั้งสองตามที่ได้ความดังกล่าว จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการเพื่อชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์อันทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 โจทก์จะยกข้อต่อสู้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาทยังไม่สิ้นผลผูกพันเพราะโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยดังที่กล่าวแก้ฎีกามาหาได้ไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 163
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายธีริทธิ์ ยอดสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ศิริชัย ศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1730/2565
#688795
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องกระทำโดยการแสดงเจตนาในการกระทำความผิดผ่านทางจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการสหกรณ์ในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เลขานุการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ร่วมกันลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ออกเช็คตามฟ้อง เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ว่าในวันที่ออกเช็คนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลรู้ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามที่โจทก์ฟ้อง และกรณีนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 225 มาตรา 215 มาตรา 213 และมาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การปฏิเสธเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท และให้จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 8 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท และคงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเลขานุการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจกระทำการแทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อร่วมกันมีผลผูกพันสหกรณ์จำเลยที่ 1 และนางสาวมารินเป็นผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 โจทก์เป็นสมาชิกและผู้ถือหุ้นของสหกรณ์จำเลยที่ 1 โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ (พิเศษ) ไว้กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 โจทก์เบิกถอนเงินจำนวน 800,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คธนาคารลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 จำนวน 800,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามใบเบิกถอนเงินฝากให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2562 โจทก์นำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย"

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คธนาคารลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 800,000 บาท ชำระหนี้เงินฝากคืนให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 1 มีเงินในบัญชีเงินฝากจำนวนมากพอที่จะชำระหนี้เงินตามเช็คดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดเจตนากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 นั้น เห็นว่า การกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) ถึง (4) นั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าวันที่จำเลยทั้งสามร่วมกันออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้นั้น เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันจะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 ได้นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องมีเจตนากระทำความผิดโดยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ และโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ถึงเจตนาในการกระทำความผิดดังกล่าวให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำความผิดดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องจริง ศาลจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามที่ถูกกล่าวหาตามคำฟ้องของโจทก์ได้ แต่จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกเช็คธนาคารลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 800,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2562 โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" ที่โจทก์นำสืบว่า ในวันที่ 21 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากจำนวน 235.77 บาท หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีการทำรายการที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวทางบัญชีอื่นใดอีก แสดงว่าในวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ซึ่งถือเป็นวันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 1 คงมีเงินอยู่ในบัญชีเพียง 235.77 บาท ซึ่งไม่เพียงพอที่จะพึงใช้ให้แก่โจทก์ตามเช็คนั้นได้ อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถามค้านว่า ในวันที่ 22 สิงหาคม 2562 โจทก์ได้รับเช็คที่จำเลยทั้งสามร่วมกันออกจากนางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 จากนั้นวันเดียวกันโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปฝากเรียกเก็บเงินที่ธนาคาร ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2562 โจทก์ไปติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบเช็ค แต่ได้รับแจ้งจากพนักงานธนาคารว่าได้คืนเช็คให้จำเลยที่ 2 ไป โจทก์จึงเดินทางไปที่ที่ทำการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เพื่อขอรับเช็คคืนเพื่อจะนำไปเรียกเก็บเงิน โจทก์ได้พบกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์ทราบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นภายในสหกรณ์จำเลยที่ 1 โจทก์ยืนยันว่าต้องการจะรับเช็คกลับคืน จำเลยที่ 2 จึงส่งมอบเช็คคืนให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 แจ้งให้สมาชิกทุกคนไปตรวจสอบยอดเงินในบัญชีเงินฝากที่ฝากไว้กับจำเลยที่ 1 ต่อมาประมาณต้นเดือนกันยายน 2562 โจทก์และสมาชิกสหกรณ์จำเลยที่ 1 เดินทางไปติดต่อขอรับเงินฝากคืนจากจำเลยที่ 1 โดยในวันดังกล่าวคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 แจ้งแก่สมาชิกของจำเลยที่ 1 ทุกคนว่าจำเลยที่ 1 ขาดสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากเกิดการทุจริตขึ้นภายในสหกรณ์ จึงไม่สามารถคืนเงินฝากให้แก่สมาชิกรวมถึงโจทก์ได้ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเจือสมกับที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเงินในเช็คให้แก่โจทก์ โดยเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 มีเงินในบัญชีจำนวนมากพอที่จะชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากในการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบสถานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ผ่านทางการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 โดยการรายงานข้อมูลและการจัดทำเอกสารทางการเงินที่นางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 มาโดยตลอดว่าจำเลยที่ 1 มีฐานะทางการเงินมั่นคง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 จำเลยที่ 1 มีสินทรัพย์เป็นเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของธนาคาร เงินสลาก และดอกเบี้ยสลากรวมมูลค่าสินทรัพย์เป็นเงินทั้งสิ้น 31,000,000 บาทเศษ แต่เนื่องจากวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากบุตรสะใภ้โจทก์ว่าโจทก์เบิกถอนเงินสดจำนวน 800,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2562 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และบุคคลที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมกันประชุมปรึกษาหารือเรื่องที่สมาชิกของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถเบิกถอนเงินสดจากจำเลยที่ 1 ได้ และที่ประชุมได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปตรวจสอบบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 กับธนาคาร จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเพิ่งทราบในวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินในบัญชีเพียงพอชำระหนี้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ นอกจากนี้ในวันดังกล่าวคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ได้สอบข้อเท็จจริงจากนางสาวมารินผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 นางสาวมารินให้การรับสารภาพว่า ได้นำเงินของจำเลยที่ 1 ประมาณ 30,000,000 บาท ไปใช้ส่วนตัวโดยทุจริต โดยนางสาวมารินกระทำความผิดเพียงคนเดียว ไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และนางสาวมารินได้ลงลายมือชื่อยอมรับผิดในบันทึกสืบสวนข้อเท็จจริงลงวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ไว้ด้วย ต่อมาคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 มีคำสั่งลงโทษนางสาวมารินโดยให้ไล่ออกจากการเป็นผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ที่ 3/2562 ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2562 และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกเสกสรรพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานีให้ดำเนินคดีแก่นางสาวมารินในความผิดฐานยักยอกเงินของจำเลยที่ 1 โดยข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นี้ นอกจากจะมีตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริง โดยมีพยานเอกสารมานำสืบสนับสนุนด้วยแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังมีพันตำรวจโทภูสโรจพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนด้วยว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ไปยังบุคคลภายนอกในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม 2557 ถึงเดือนสิงหาคม 2562 พบว่ามีเงินของจำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวมารินจำนวนทั้งสิ้น 43,795,009 บาท โดยเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีเงินฝากของนางสาวมารินนั้น บางส่วนนางสาวมารินถอนเป็นเงินสดออกไป และบางส่วนมีการโอนเข้าในบัญชีเงินฝากของบุคคลภายนอก แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในส่วนที่มีการโอนเงินไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลภายนอกนั้น ไม่พบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรณีจึงมีเหตุผลสนับสนุนให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนางสาวมารินดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบมา เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่า ในวันที่ 27 สิงหาคม 2562 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกเช็คสั่งจ่ายเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระหนี้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ ทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการที่นางสาวมารินยักยอกเงินของสหกรณ์จำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องกระทำโดยการแสดงเจตนาในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ผ่านทางจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการสหกรณ์ในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เลขานุการในคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยที่ 1 ร่วมกันลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ออกเช็คตามฟ้องลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 สั่งจ่ายเงินจำนวน 800,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนสหกรณ์จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ว่าในวันที่ออกเช็คนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลรู้ว่าในวันที่ออกเช็คนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอที่จะชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิดอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามที่โจทก์ฟ้อง และกรณีนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 มาตรา 215 มาตรา 213 และมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 และมาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 213
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
จำเลย — สหกรณ์ ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นางสาวภคินี ก่อคุณากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวจริยา ปาละวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
พิชัย เพ็งผ่อง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2565
#687035
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมทราบว่าถูกหลอกลวงเมื่อโจทก์ร่วมไปตามหาจําเลยที่หน่วยงานของจําเลย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2561 โจทก์ร่วมย่อมทราบได้ว่า จําเลยคือผู้ที่หลอกลวงโจทก์ร่วมตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ร่วมไปพบพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ข้อความที่ปรากฏในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานระบุแจ้งชัดว่า เป็นการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานและผู้แจ้งขอไปติดตามการสนทนาระหว่างผู้แจ้งกับจําเลยเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป มิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ การแจ้งความตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน จึงไม่เป็นคําร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 เพราะขณะแจ้งยังมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ โจทก์ร่วมเพิ่งแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจําเลย เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 เมื่อโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ว่าจําเลยเป็นผู้กระทำความผิด ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2561 การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมจึงพ้นกำหนดระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความ สิทธิของโจทก์และโจทก์ร่วมในการนําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 342 และให้จำเลยคืนเงิน 4,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุดาพร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 3 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 4,000,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการแรกว่า คดีขาดอายุความตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าว ฟังได้ว่าโจทก์ร่วมทราบว่าถูกหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคาร ก. ที่มีชื่อนางสาวลดา เป็นเจ้าของบัญชี ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร อ. และบัญชีธนาคาร ก. ของนางสาวชนันท์ ภริยาจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมไปตามหาจำเลยที่หน่วยงานของจำเลยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2561 และถูกจำเลยปฏิเสธ อีกทั้งการที่โจทก์ร่วมถูกหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวลดา และนางสาวชนันท์ก็เพื่อให้ธนาคารผู้ให้กู้อนุมัติเงินกู้แก่จำเลยแล้วนำมาชำระหนี้เงินกู้คืนโจทก์ร่วม โดยส่วนหนึ่งของการหลอกลวงคือการกล่าวอ้างของจำเลยว่าสามารถกู้ยืมเงินจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นสวัสดิการเงินกู้แก่บุคลากรของหน่วยงานที่จำเลยสังกัดอยู่ เมื่อจำเลยปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ร่วมย่อมทราบได้ว่าจำเลยคือผู้ที่หลอกลวงโจทก์ร่วมตั้งแต่วันดังกล่าวนั้นเอง เมื่อโจทก์ร่วมไปพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ซึ่งรับแจ้งความจากโจทก์ร่วม มีเนื้อความสรุปได้ว่า เมื่อเดือนเมษายน 2560 จำเลยและนางสาวชนันท์ภริยามาขอความช่วยเหลือด้านการเงิน โดยโจทก์ร่วมโอนเงินประมาณ 47,000 บาท เข้าธนาคาร ก. ของนางสาวลดา เพื่อชำระหนี้แทนให้แก่กรมทหารราบที่ 19 จำเลยได้ติดต่อโจทก์ร่วมทางโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยแอบอ้างว่าเป็นผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ธนาคาร อ. ทั้งมีการส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงมาขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะไปขอติดตามการสนทนาระหว่างผู้แจ้งกับจำเลย เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ร้อยตำรวจเอกพินิจ พนักงานสอบสวนรับแจ้งความไว้ตามความประสงค์ของผู้แจ้งแล้ว และให้โจทก์ร่วมไปพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ดังนี้เมื่อข้อความตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานดังกล่าวระบุชัดเจนว่าแจ้งไว้เพื่อเป็นหลักฐานและผู้แจ้งจะขอไปติดตามการสนทนาระหว่างผู้แจ้งกับจำเลยเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป มิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การแจ้งความดังกล่าวพนักงานสอบสวนทราบแล้วว่าโจทก์ร่วมประสงค์ดำเนินคดีเพียงแต่อยู่นอกเขตอำนาจสอบสวนจึงเป็นคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การลงบันทึกประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเป็นความเข้าใจโดยคลาดเคลื่อนของพนักงานสอบสวนเอง นั้น เห็นว่า แม้ร้อยตำรวจเอกพินิจจะเบิกความว่าโจทก์ร่วมแจ้งว่าถูกจำเลยฉ้อโกงเงินไป 4,000,000 บาท แต่พยานเห็นว่ายังไม่แน่ชัดว่าเป็นการกระทำผิดอย่างไร ยังสงสัยว่าจะเป็นเรื่องทางแพ่งหรือไม่จึงลงบันทึกประจำวันไว้แล้วพยานจึงรวบรวมพยานหลักฐานด้วยการตรวจสอบชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องและชื่อผู้ใช้หมายโทรศัพท์ติดต่อกับโจทก์ร่วมซึ่งพบว่า คือ จำเลย เมื่อทราบแล้วพยานจึงตั้งเลขคดีรับไว้ดำเนินการเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ก็ตาม แต่เมื่อตรวจสอบจากหนังสือที่อ้างถึงผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แจ้งผลการตรวจสอบชื่อผู้ใช้บริการมายังพนักงานสอบสวน ซึ่งอ้างถึงหนังสือขอตรวจสอบของพนักงานสอบสวนฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2561 และพนักงานสอบสวนส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมไปตรวจสอบกู้คืนข้อความสนทนาที่ถูกลบทิ้งไปแล้ว ก็อ้างถึงหนังสือขอให้ตรวจสอบของพนักงานสอบสวนฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2561 อันเป็นระยะเวลาภายหลังวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 โดยระบุวันที่แจ้งความร้องทุกข์คือวันที่ 25 กรกฎาคม2561 หาใช่วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ไม่ ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า การไปแจ้งความเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม2561 นั้น โจทก์ร่วมยังไม่แน่ใจว่าใครคือผู้กระทำผิดเพียงแต่สงสัยจำเลยและแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในวันดังกล่าวโดยประสงค์จะร้องทุกข์และเอาผิดกับจำเลยแล้วนั้น เห็นว่า การแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ไม่จำต้องทราบตัวผู้กระทำความผิดแต่ต้องมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ เมื่อข้อความที่ปรากฏในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ระบุแจ้งชัดแล้วว่า เป็นการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานและผู้แจ้งขอไปติดตามการสนทนาระหว่างผู้แจ้งกับจำเลยเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป มิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ ทั้งยังปรากฏข้อความที่พนักงานสอบสวนให้โจทก์ร่วมผู้แจ้งความไปพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี โดยเข้าใจว่าเป็นท้องที่อันอยู่ในเขตอำนาจสอบสวน และพนักงานสอบสวนก็ยังมิได้ดำเนินการใด ๆ การตรวจสอบหาตัวผู้ร่วมกระทำผิดของพนักงานสอบสวนเป็นการดำเนินการภายหลังจากลงบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 แล้วทั้งสิ้น การแจ้งความตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (7) และมาตรา 123 เพราะขณะแจ้งยังมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ โจทก์ร่วมเพิ่งแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 เมื่อโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2561 การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมจึงพ้นกำหนดระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความแล้ว สิทธิของโจทก์และโจทก์ร่วมในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุคดีโจทก์ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 39 (6) ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — สิบเอกหรือนาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายเอกรินทร์ รุ่งรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายมโน ภักดิ์ภูวดล
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1685/2565
#687987
เปิดฉบับเต็ม

ในการทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่าง อ. และโจทก์ที่ 2 กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย นั้น มีวัตถุประสงค์ระบุไว้ในข้อ 2 ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของ อ. และโจทก์ที่ 2 และให้ถือว่าเป็นเพียงข้อตกลงรับสภาพหนี้ และ/หรือผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ ไม่ใช่การระงับหนี้เดิม มูลหนี้เดิมรวมทั้งหลักประกันยังคงมีอยู่โดยไม่ถูกกระทบกระเทือน และใน ข้อ 1 ให้คำนิยามศัพท์ "มูลหนี้เดิม" หมายถึง "สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อประเภทต่าง ๆ ที่สถาบันผู้โอนมีอยู่ต่อลูกหนี้...และ บสท. (บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย) ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว...ตามสัญญาโอนสินทรัพย์..." ซึ่งมูลหนี้เดิมดังกล่าว อ. และโจทก์ที่ 2 ยอมรับสภาพหนี้ไว้ในข้อ 3 ว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 ช. ซึ่งเป็นลูกหนี้เป็นหนี้ตามมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท และสัญญา ข้อ 4 ระบุการผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ให้ อ. และโจทก์ที่ 2 ชำระหนี้เพียง 15,200,000 บาท บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ที่ อ. และโจทก์ที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมผู้จำนองทำไว้ดังกล่าว จึงเป็นการผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้อันเป็นการรับสภาพในมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท แต่ให้ อ. และโจทก์ที่ 2 ผู้รับจำนองทั้งสองชำระหนี้บางส่วนเพียง 15,200,000 บาท มิใช่เป็นการปลดหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมผู้จำนองทุกคน ดังนั้น เมื่อ อ. กับโจทก์ที่ 2 ชำระเงินไปเพียง 200,000 บาท จึงยังคงต้องรับผิดชำระอีก 15,000,000 บาท โดยต้องนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองตามส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์ของตนไปชำระให้แก่จำเลยให้ครบถ้วนตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ส่วนที่บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ข้อ 21 ที่ระบุว่า เมื่อ อ. และโจทก์ที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วนแล้ว ให้ถือว่า อ. และโจทก์ที่ 2 ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมนั้น ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุให้ ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ หลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมด้วย บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เจ้าหนี้ว่าไม่ประสงค์จะเรียกให้ อ. และโจทก์ที่ 2 ชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมให้แก่เจ้าหนี้โดยสิ้นเชิง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 เท่านั้น ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ ยังคงต้องรับผิดอยู่ตามจำนวนมูลหนี้เดิม ดังนั้น แม้จำเลยจะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนกรรมสิทธิ์ของ ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ แล้ว 11,277,358.84 บาท ก็ไม่มีผลทำให้ ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ หลุดพ้นจากความรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามมูลหนี้เดิมแต่อย่างใดเพราะหนี้ยังไม่ได้ชำระโดยสิ้นเชิง ดังนี้ โจทก์ทั้งสองจึงคงต้องชำระหนี้แก่จำเลยตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองขอชำระหนี้เพียง 3,722,641.16 บาท จำเลยย่อมมีสิทธิไม่รับชำระหนี้ดังกล่าว การที่จำเลยยื่นคำคัดค้านและขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่เป็นการผิดบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 2,111,913.69 บาท และ 682,634.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 12,068,678.35 บาท และ 3,900,769.25 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถอนคำคัดค้านการจ่ายเงินของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จ่ายเงิน 12,068,678.35 บาท และ 3,900,769.25 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับแล้ว ให้จำเลยถอนคำคัดค้าน ลงวันที่ 30 มกราคม 2555 ในคดีหมายเลขแดงที่ 5223/2547 ของศาลล้มละลายกลาง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิได้รับเงินตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ตามฟ้องเพียง 15,000,000 บาท เมื่อจำเลยได้รับชำระไปแล้ว 11,277,358.84 บาท จำเลยยังคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากโจทก์ทั้งสองเพียง 3,722,641.16 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 3,722,641.16 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมวันที่ 25 เมษายน 2539 นาย อ. กับโจทก์ที่ 2 นายอุดม และนายชัยยุทธ์ จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้อง เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ หนี้ขายลดเช็คและหนี้สินทุกชนิดที่ผู้จำนองและ/หรือนายชัยยุทธ์ มีต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. ผู้รับจำนอง เป็นเงิน 26,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี มีข้อตกลงว่าผู้จำนองยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้อย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังมีการโอนสิทธิรับจำนองให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. ธนาคาร ท. และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ตามลำดับ วันที่ 28 ธันวาคม 2547 นายอุดมและนายชัยยุทธ์ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีหมายเลขแดงที่ 5223/2547 ของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งมีบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ และวันที่ 29 มิถุนายน 2548 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 นายชัยยุทธ์เป็นหนี้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง เป็นเงินต้น 14,928,650.68 บาท และดอกเบี้ยค้างรับตามสิทธิ 14,462,794.99 บาท รวมเป็นเงิน 29,391,445.67 บาท และนาย อ. กับโจทก์ที่ 2 ตกลงชำระหนี้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. 15,200,000 บาท แบ่งชำระเงินต้น 14,928,650.68 บาท และดอกเบี้ยค้างรับ 271,349.32 บาท โดยในวันทำสัญญาชำระเงินต้น 200,000 บาท และนาย อ. ตกลงนำผู้เข้าประมูลการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองในราคาไม่ต่ำกว่า 15,000,000 บาท หากได้ราคาต่ำกว่านั้น นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ตกลงชำระให้จนครบ 15,000,000 บาท และเมื่อชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ตกลงไถ่ถอนจำนองหลักประกันให้แก่นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายดังกล่าวขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองตามฟ้อง และขายได้ในราคา 29,020,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 นาย อ. กับโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว แต่วันที่ 30 มกราคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ยื่นคำร้องคัดค้าน วันที่ 22 มกราคม 2556 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย อ. กับพวก
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอดิศร บุปผเวส
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ประมวญ รักศิลธรรม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2565
#688794
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 44 บัญญัติรับรองและคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธไว้ โดยมีข้อยกเว้นให้สามารถจํากัดเสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น และมาตรา 26 บัญญัติให้การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ เมื่อ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจนและโดยสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี ทั้งนี้ เพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชนหรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ดังนั้น บทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งการชุมนุมสาธารณะตามมาตรา 10 ซึ่งกําหนดให้ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะต้องแจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง อันมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการชุมนุมสาธารณะ การดูแลการชุมนุมสาธารณะและการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง รวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการอํานวยความสะดวกและคุ้มครองผู้ชุมนุม จึงเป็นบทบัญญัติที่จํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ และมีการกำหนดโทษทางอาญาไว้ตามมาตรา 28 การตีความบทบัญญัติเช่นนี้ ซึ่งหมายรวมถึงลักษณะและความหมายของ "ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ" ในวรรคสอง จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด และไม่อาจนําบทนิยาม "ผู้จัดการชุมนุม" ตามมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าวมาพิจารณาประกอบดังที่จําเลยฎีกา เนื่องจากบทนิยาม "ผู้จัดการชุมนุม" ให้หมายความรวมถึงผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะอยู่แล้ว หากมาตรา 10 วรรคสอง ต้องการที่จะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมต้องแสดงออกหรือมีพฤติการณ์ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้จัดหรือร่วมจัดให้มีการชุมนุม จึงจะถือว่าเป็นผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะแล้ว ก็น่าจะระบุเงื่อนไขดังกล่าวไว้ให้ชัดเจนในบทมาตรานี้ โดยไม่จําต้องระบุเงื่อนไขให้ซ้ำซ้อนในบทนิยามดังกล่าวอีก นอกจากนั้น หากแปลความดังที่จําเลยอ้าง ย่อมจะทำให้มีการเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องแจ้งการจัดการชุมนุมสาธารณะ ด้วยวิธีการที่ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะอาจไม่แสดงตัว แล้วให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมแทนตนเอง หรืออาจมีการจัดการชุมนุมโดยใช้วิธีต่างคนต่างเชิญชวนให้ผู้อื่นเข้าร่วมชุมนุมสาธารณะ อันจะทำให้การบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะก่อนที่จะเริ่มมีการชุมนุมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนั้น แม้ทางพิจารณาจะไม่ปรากฏแกนนําในการจัดชุมนุมสาธารณะตามฟ้องที่ชัดเจน แต่เมื่อจําเลยโพสต์ข้อความลงในระบบคอมพิวเตอร์บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กเพื่อเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมในวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด และต่อมามีการจัดการชุมนุมดังกล่าวขึ้นโดยไม่มีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมิได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 10, 28

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 28 ลงโทษปรับ 9,000 บาท คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 6,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 เวลา 17 นาฬิกา มีการจัดการชุมนุมสาธารณะ ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ประตูท่าแพ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่ได้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงตามกฎหมาย และก่อนจัดการชุมนุมดังกล่าวจำเลยโพสต์ข้อความลงในระบบคอมพิวเตอร์บนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ชื่อสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตยว่า"ร่วมแสดงพลัง ประกาศจุดยืน ว่ามิยอมจำนนต่อความยุติธรรม มาร่วมทวงคืนความเป็นธรรมร่วมทวงคืนประชาธิปไตย แล้วพบกัน วันนี้ (14 ธันวาคม) เวลา 17.00 นาฬิกา ณ ข่วงประตูท่าแพ #ก็มาดิค้าบ #กลัวที่ไหน"

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมิได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การตีความว่าบุคคลใดเป็น "ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุม" ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 จะต้องตีความอย่างเคร่งครัดเพราะเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา และต้องพิจารณาประกอบกับบทนิยามคำว่า "ผู้จัดการชุมนุม" ตามมาตรา 4 ซึ่งกำหนดให้ผู้เชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมการชุมนุมสาธารณะที่จะเป็นผู้จัดการชุมนุมตามความหมายของบทนิยามดังกล่าว จะต้องแสดงออกหรือมีพฤติการณ์ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าบุคคลนั้น ๆ เป็นผู้จัดหรือผู้ร่วมจัดการชุมนุมด้วย เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นแกนนำหรือผู้จัดการชุมนุม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง นั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 44 บัญญัติรับรองและคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธไว้โดยมีข้อยกเว้นให้สามารถจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น และมาตรา 26 บัญญัติให้การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ เมื่อพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจนและโดยสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี ทั้งนี้ เพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชนหรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ดังนั้น บทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งการชุมนุมสาธารณะตามมาตรา 10 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะต้องแจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง อันมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการชุมนุมสาธารณะ การดูแลการชุมนุมสาธารณะและการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองรวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกและคุ้มครองผู้ชุมนุม จึงเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ และมีการกำหนดโทษทางอาญาไว้ตามมาตรา 28 การตีความบทบัญญัติเช่นนี้ ซึ่งหมายรวมถึงลักษณะและความหมายของ "ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ" ในวรรคสองจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด และไม่อาจนำบทนิยาม "ผู้จัดการชุมนุม" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาพิจารณาประกอบดังที่จำเลยฎีกา เนื่องจากบทนิยาม "ผู้จัดการชุมนุม" ให้หมายความรวมถึงผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะอยู่แล้ว หากมาตรา 10 วรรคสอง ต้องการที่จะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมต้องแสดงออกหรือมีพฤติการณ์ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้จัดหรือร่วมจัดให้มีการชุมนุมจึงจะถือว่าเป็นผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะแล้ว ก็น่าจะระบุเงื่อนไขดังกล่าวไว้ให้ชัดเจนในบทมาตรานี้ โดยไม่จำต้องระบุเงื่อนไขให้ซ้ำซ้อนในบทนิยามดังกล่าวอีก นอกจากนั้น หากแปลความดังที่จำเลยอ้าง ย่อมจะทำให้มีการเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องแจ้งการจัดการชุมนุมสาธารณะ ด้วยวิธีการที่ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะอาจไม่แสดงตัว แล้วให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมแทนตนเอง หรืออาจมีการจัดการชุมนุมโดยใช้วิธีต่างคนต่างเชิญชวนให้ผู้อื่นเข้าร่วมชุมนุมสาธารณะ อันจะทำให้การบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะก่อนที่จะเริ่มมีการชุมนุมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนั้น แม้ทางพิจารณาจะไม่ปรากฏแกนนำในการจัดชุมนุมสาธารณะตามฟ้องที่ชัดเจน แต่เมื่อจำเลยโพสต์ข้อความลงในระบบคอมพิวเตอร์บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กเพื่อเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมในวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด และต่อมามีการจัดการชุมนุมดังกล่าวขึ้นโดยไม่มีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมสาธารณะไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมิได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 และที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยโพสต์ข้อความในระบบคอมพิวเตอร์เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นวันที่ 14 ธันวาคม 2562 ซึ่งข้อแตกต่างดังกล่าวแม้จะเป็นเพียงรายละเอียดแต่จำเลยให้การปฏิเสธ และในชั้นพิจารณาจำเลยนำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้เรื่องวันเวลากระทำความผิด จึงต้องยกฟ้องโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่าพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 มีเจตนารมณ์เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐได้รับทราบถึงการที่จะมีการชุมนุมสาธารณะเพื่อจะได้อำนวยความสะดวกและดูแลรักษาความปลอดภัยในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะของประชาชน มิใช่เพื่อมุ่งเอาผิดหรือสร้างภาระอันเป็นการรบกวนสิทธิเสรีภาพของผู้จัดการชุมนุมและผู้ร่วมชุมนุมสาธารณะ เมื่อการชุมนุมสาธารณะเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจทราบถึงการชุมนุมสาธารณะและเข้ามาดูแลโดยตลอดตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อนชุมนุมจนกระทั่งเสร็จสิ้น จึงตีความให้มาลงโทษแก่จำเลยไม่ได้ เนื่องจากจำเลยเป็นเพียงผู้เข้าร่วมการชุมนุมเท่านั้น และในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบต่อสู้ตามประเด็นที่ให้การไว้ โดยรับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความในระบบคอมพิวเตอร์บนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ชื่อสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตยตามฟ้อง แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ เมื่อข้อแตกต่างเกี่ยวกับเวลาดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามข้อยกเว้นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 26 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นางสาวศศิเพ็ญ จันทโสภีพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1674/2565
#687027
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ ช. และกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นตกลงเข้าหุ้นกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพื่อทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยประสงค์จะนำกำไรที่ได้จากการลงทุนของแต่ละคนมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมของรุ่น หากขาดทุนก็ขาดทุนร่วมกัน เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ต่อมา ช. ถึงแก่ความตาย ห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวจึงเลิกกันตามมาตรา 1055 (5) และต้องจัดให้มีการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งการชำระบัญชีนั้นมาตรา 1061 วรรคสาม ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกันจัดทำ หรือให้บุคคลอื่นซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตั้งแต่นั้นเป็นผู้จัดทำ แต่กลับได้ความว่ามีเพียงหุ้นส่วนบางคนเท่านั้นที่เข้าไปเจรจาตกลงกับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. เกี่ยวกับการจัดการบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลงทุนร่วมกันและได้แสดงหลักฐานการโอนเงินร่วมลงทุน ต่อมาจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. ได้ตกลงโอนหลักทรัพย์และเงินลงทุนคงเหลือคืนแก่ผู้ร่วมลงทุนบางคนตามสัดส่วนของการลงทุนที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้คิดคำนวณ โดยที่โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งไม่ได้ร่วมเจรจาหรือตกลงด้วย จึงถือไม่ได้ว่ามีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญ เนื่องจากหุ้นส่วนทุกคนไม่ได้ตกลงร่วมกัน แม้หุ้นส่วนบางคนจะเข้าไปเจรจากับจำเลยทั้งสองจนกระทั่งได้รับโอนหลักทรัพย์และเงินลงทุนคืนไปแล้ว และจำเลยทั้งสองอ้างว่าหุ้นส่วนคนอื่นไม่มีใครคัดค้านก็ตาม แต่หุ้นส่วนบางคนที่ไม่ได้เข้าร่วมเจรจานั้น ย่อมไม่ได้ตรวจสอบหรือยืนยันความถูกต้องในการจัดการทรัพย์สินของห้าง ซึ่งอาจเกิดข้อผิดพลาดและปัญหาโต้แย้งกันได้ในภายหลัง พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่ามีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันที่จะทำให้ไม่ต้องมีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน และกรณียังมีข้อโต้แย้งกันเรื่องผลเฉลี่ยขาดทุนและการคืนทุน จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนเพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนหรือไม่และมีทรัพย์สินคงเหลือเพียงใด แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีมาด้วยก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่คืนเงินลงทุนส่วนที่เป็นของโจทก์ซึ่งจะสามารถบังคับชำระได้เมื่อมีการชำระบัญชี ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วยแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 5,047,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจากกองมรดกของนาย ช. ผู้ตาย แก่โจทก์ตามสัดส่วนของเงิน 5,000,000 บาท ที่โจทก์ลงทุน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่เฉลี่ยคืน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2557 โจทก์และนาย ช. กับเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 56 ตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนร่วมกันออกเงินลงทุน 46,600,000 บาท นำไปซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อนำกำไรมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมของรุ่น ตามบัญชีรายชื่อเพื่อน วปอ. ที่ร่วมลงทุนเล่นหุ้น โดยโจทก์ร่วมลงทุนเป็นเงิน 5,000,000 บาท ส่วนนาย ช.ร่วมลงทุน 10,000,000 บาท โดยนาย ช. ได้เปิดบัญชีออมทรัพย์ และเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ ชื่อบัญชีนาย ช. แล้วมีการซื้อขายหลักทรัพย์ตลอดมา ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2558 นาย ช.ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ช. วันที่ 21 มีนาคม 2559 จำเลยทั้งสองโอนหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนาย ช. ดังกล่าว 7 รายการ ประกอบด้วย ADVANC (10,000 หุ้น) EA (606,500 หุ้น) GENCO (300,000 หุ้น) IFEC (420,000 หุ้น) IFCE – W2 (105,000 หุ้น) MTLS (300,000 หุ้น) และ SUPER (3,000,000 หุ้น) ไปยังบัญชีกองมรดกของนาย ช. และโอนเงินลงทุนคงเหลือ 9,677,387.07 บาท เข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยทั้งสอง และเดือนกรกฎาคม 2559 จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ช. ตกลงโอนหลักทรัพย์และเงินลงทุนคงเหลือคืนให้แก่ผู้ร่วมลงทุนบางคนตามสัดส่วนของการลงทุนที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้คิดคำนวณ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินจากกองมรดกของนาย ช. ให้แก่โจทก์ตามสัดส่วนที่โจทก์ลงทุนไปหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์ นาย ช. และกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรตกลงเข้าหุ้นส่วนกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพื่อทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยประสงค์จะนำกำไรที่ได้จากการลงทุนของแต่ละคนมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมของรุ่น หากขาดทุนก็ขาดทุนร่วมกัน เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 ต่อมานาย ช. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวจึงเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) และต้องจัดให้มีการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งการชำระบัญชีนั้นตามมาตรา 1061 วรรคสาม ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกันจัดทำ หรือให้บุคคลอื่นซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตั้งแต่งขึ้นนั้นเป็นผู้จัดทำ แต่กลับได้ความจากที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบรับกันว่ามีเพียงหุ้นส่วนบางคนเท่านั้นที่เข้าไปเจรจาตกลงกับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ช. เกี่ยวกับการจัดการบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลงทุนร่วมกันและได้แสดงหลักฐานการโอนเงินร่วมลงทุน ต่อมาจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ช. ได้ตกลงโอนหลักทรัพย์และเงินลงทุนคงเหลือคืนแก่ผู้ร่วมลงทุนบางคนตามสัดส่วนของการลงทุนที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้คิดคำนวณ โดยที่โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งไม่ได้เข้าร่วมเจรจาหรือตกลงด้วย จึงถือไม่ได้ว่ามีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญเนื่องจากหุ้นส่วนทุกคนไม่ได้ตกลงร่วมกัน และแม้หุ้นส่วนบางคนจะเข้าไปเจรจากับจำเลยทั้งสองจนกระทั่งได้รับโอนหลักทรัพย์และเงินลงทุนคืนตามสัดส่วนที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้คิดคำนวณไปแล้ว และจำเลยทั้งสองอ้างว่าหุ้นส่วนคนอื่นไม่มีใครคัดค้านก็ตาม แต่หุ้นส่วนบางคนที่ไม่ได้เข้าร่วมเจรจานั้นย่อมไม่ได้ตรวจสอบหรือยืนยันความถูกต้องในการจัดการทรัพย์สินของห้างการจัดการทรัพย์สินระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนบางคนด้วยวิธีการดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่ในเจตจำนงหรือความรับรู้ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนร่วมกันอันอาจก่อให้เกิดข้อผิดพลาดและปัญหาโต้แย้งกันได้ในภายหลัง พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่ามีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันที่จะทำให้ไม่ต้องมีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน ดังนั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยที่ยังไม่ได้มีการชำระบัญชีหรือจัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน และโจทก์ฟ้องเรียกเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดคืน 5,000,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าการร่วมลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มีผลประกอบการขาดทุน ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องร่วมเฉลี่ยผลขาดทุนตามสัดส่วนของการลงทุนและจะได้รับคืนทุนตามส่วนที่เหลือ กรณีจึงยังมีข้อโต้แย้งกันเรื่องผลเฉลี่ยขาดทุนและการคืนทุน จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนเพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนจริงหรือไม่และมีทรัพย์สินคงเหลือเพียงใด แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีมาด้วยก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่คืนเงินลงทุนส่วนที่เป็นของโจทก์ซึ่งจะสามารถบังคับชำระได้เมื่อมีการชำระบัญชี ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วยแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวได้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีก แต่การจะตั้งโจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระบัญชีหรือผู้ชำระบัญชีร่วมกัน ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาการไม่ร่วมมือกันในการชำระบัญชี เพราะทั้งสองฝ่ายมีข้อพิพาทกันหลายคดี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย จึงเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน ส่วนจำเลยทั้งสองจะต้องคืนเงินจากกองมรดกของนาย ช. ให้แก่โจทก์ตามสัดส่วนที่โจทก์ลงทุนไปหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อไปในชั้นชำระบัญชี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจากกองมรดกของนาย ช. แก่โจทก์ตามสัดส่วนของเงินที่โจทก์ลงทุนพร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้นไม่ต้องความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อได้วินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจากกองมรดกของนาย ช. แก่โจทก์ตามสัดส่วนของเงิน 5,000,000 บาท ที่โจทก์ลงทุนพร้อมดอกเบี้ย ขัดต่อข้อตกลงของผู้เป็นหุ้นส่วนเกี่ยวกับการชำระบัญชีเป็นการไม่ชอบ และเป็นการพิพากษาเกินคำขอขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่อีก เพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ทำการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญตามฟ้อง และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1055 (5) ม. 1061
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโท บ.
จำเลย — นาง ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายมารุต เป้าประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672/2565
#684945
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง บัญญัติว่า "อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้เกิดขึ้นนั้นด้วย" การเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่ตนครอบครองเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดอาญาฐานยักยอกและเป็นละเมิดในทางแพ่งนั้น การใช้ค่าสินไหมทดแทนต้องกระทำโดยการคืนทรัพย์สินที่ยักยอกแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินเป็นลำดับแรก กรณีผู้ทำละเมิดไม่อาจคืนทรัพย์สินแก่ผู้เสียหายได้ ผู้เสียหายจึงจะมีสิทธิเรียกให้ผู้ทำละเมิดใช้ราคาทรัพย์สินแทนเป็นลำดับถัดมา คดีนี้โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายรวม 19 ลำดับ แก่โจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 แสดงว่าขณะฟ้องทรัพย์สินของโจทก์ร่วมทั้งหมดรวมทั้งสะพานไม้รอบบ่อ ยังอยู่ในสภาพที่จำเลยทั้งสามสามารถคืนให้แก่โจทก์ร่วมได้ ทั้งในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นของโจทก์ร่วมเริ่มตั้งแต่ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เข้าร่วมไกล่เกลี่ยตกลงให้โจทก์ร่วมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและอาคารที่เช่าตลอดจนอ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน โจทก์ร่วมก็มิได้โต้แย้งหรือเบิกความคัดค้านว่าสะพานไม้รอบบ่อสูญหาย หรือบุบสลายหรือถูกทำลายจนไม่อยู่ในสภาพที่จำเลยทั้งสามจะคืนให้แก่โจทก์ร่วมได้ โจทก์ร่วมเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นในชั้นฎีกาว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ดูแลรักษาสะพานไม้รอบบ่อขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสามจนสะพานไม้รอบบ่อได้รับความเสียหาย ไม่อยู่ในสภาพเดิม โจทก์ร่วมจึงไม่ขอรับสะพานไม้รอบบ่อคืนจากจำเลยทั้งสามโดยขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนโจทก์ร่วมสถานเดียว จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" และวรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงว่าค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ให้โดยการยื่นคำร้องเข้าไปในคดีอาญาในฐานความผิดที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ก็แต่เฉพาะค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานยักยอก โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามเบียดบังเป็นของตนโดยทุจริตตลอดจนค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานยักยอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง การที่โจทก์ร่วมไม่ได้เข้าประกอบกิจการร้านอาหารในที่ดินและอาคารที่เช่าของจำเลยที่ 1 เป็นผลมาจากโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาเช่าที่ดินและอาคารต่อกันแล้วก่อนเกิดเหตุกระทำความผิดอาญาฐานยักยอก ดังนี้ การที่โจทก์ร่วมขาดรายได้จากการขายอาหารจึงมิได้สืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานยักยอกตามฟ้องจึงไม่อาจนำค่าขาดรายได้จากการประกอบกิจการร้านขายอาหารมาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสามชดใช้แก่โจทก์ร่วมได้ อย่างไรก็ตาม ตามคำขอของโจทก์ร่วมดังกล่าวพออนุโลมได้ว่าเป็นการเรียกค่าสินไหมดแทนที่จำเลยทั้งสามเบียดบังเอาทรัพย์สินของโจทก์ร่วมไปใช้เป็นประโยชน์ของจำเลยทั้งสามในลักษณะเป็นค่าใช้ทรัพย์ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2,492,470 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ท. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดรายได้เดือนละ 150,000 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นเวลาฟ้อง รวม 7 เดือน เป็นเงิน 1,050,000 บาท

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายสูงเกินไป ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาแทนนั้น เนื่องจากโจทก์ร่วมได้รับทรัพย์คืนไปแล้ว ยกเว้นทรัพย์รายการที่ 19 ท้ายฟ้องที่ยังไม่ได้คืน จำเลยทั้งสามต้องรับผิดคืนสะพานไม้รอบบ่อหรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,200,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม 175,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์คดีส่วนแพ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ร่วมรับวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ของสะพานไม้รอบบ่อคืนจากจำเลยทั้งสาม โดยจำเลยทั้งสามไม่ต้องร่วมกันรับผิดใช้ราคาแทน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 105,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกาคดีส่วนแพ่ง โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคดีส่วนอาญาของจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานยักยอกตามฟ้อง คดีถึงที่สุด คงมีเฉพาะคดีส่วนแพ่งที่ขึ้นไปสู่การพิจารณาในชั้นฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาและที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2559 โจทก์ร่วมทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคาร 1 หลัง กับจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มมีกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2559 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ตกลงจ่ายค่าเช่าเป็นรายปี ต่อมาระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2561 โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าว แต่มีทรัพย์สินของโจทก์ร่วมอยู่ในสถานที่เช่า 19 รายการ คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้น 2,492,470 บาท โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันครอบครองและเบียดบังเอาทรัพย์สิน 19 รายการ ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยทั้งสาม แต่ภายหลังจำเลยทั้งสามถูกฟ้องเป็นคดีนี้ โจทก์ร่วมได้รับทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 18 คืนแล้ว คงเหลือทรัพย์สินรายการที่ 19 ซึ่งเป็นสะพานไม้รอบบ่อ ราคา 1,200,000 บาท โดยจำเลยทั้งสามแถลงต่อศาลชั้นต้น ประสงค์ที่จะคืนให้แก่โจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมยังไม่ขอรับคืน ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2562

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ร่วมได้รับอนุญาตให้ฎีกาคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิไม่รับสะพานไม้รอบบ่อ โดยจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันใช้ราคาแทนหรือไม่ และจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง บัญญัติว่า "อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้เกิดขึ้นนั้นด้วย" การเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่ตนครอบครองเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดอาญาฐานยักยอกและเป็นละเมิดในทางแพ่งนั้น การใช้ค่าสินไหมทดแทนต้องกระทำโดยการคืนทรัพย์สินที่ยักยอกแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินเป็นลำดับแรก กรณีผู้ทำละเมิดไม่อาจคืนทรัพย์สินแก่ผู้เสียหายได้ ผู้เสียหายจึงจะมีสิทธิเรียกให้ผู้ทำละเมิดใช้ราคาทรัพย์สินแทนเป็นลำดับถัดมา คดีนี้โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายรวม 19 ลำดับ แก่โจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แสดงว่าขณะฟ้องทรัพย์สินของโจทก์ร่วมทั้งหมดรวมทั้งสะพานไม้รอบบ่อตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย/ไม่ได้คืน ลำดับที่ 19 ยังอยู่ในสภาพที่จำเลยทั้งสามสามารถคืนให้แก่โจทก์ร่วมได้ ทั้งในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นของโจทก์ร่วมเริ่มตั้งแต่ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เข้าร่วมไกล่เกลี่ยตกลงให้โจทก์ร่วมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและอาคารที่เช่าตลอดจนอ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน โจทก์ร่วมก็มิได้โต้แย้งหรือเบิกความคัดค้านว่าสะพานไม้รอบบ่อสูญหาย หรือบุบสลายหรือถูกทำลายจนไม่อยู่ในสภาพที่จำเลยทั้งสามจะคืนให้แก่โจทก์ร่วมได้ โจทก์ร่วมเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นในชั้นฎีกาว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ดูแลรักษาสะพานไม้รอบบ่อขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสามจนสะพานไม้รอบบ่อได้รับความเสียหาย ไม่อยู่ในสภาพเดิม โจทก์ร่วมจึงไม่ขอรับสะพานไม้รอบบ่อคืนจากจำเลยทั้งสามโดยขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนโจทก์ร่วมสถานเดียว จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับประเด็นที่สองที่ว่าจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเพียงใดนั้น โจทก์ร่วมฎีกาว่าโจทก์ร่วมมีรายได้ขั้นต่ำจากการประกอบกิจการร้านอาหารปีละ 1,800,000 บาท การที่จำเลยทั้งสามไม่ให้โจทก์ร่วมเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารที่เช่าทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการขาดรายได้เดือนละ 150,000 บาท เป็นเวลา 7 เดือน เป็นเงิน 1,050,000 บาท จำเลยทั้งสามต้องรับผิดเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2561 เป็นต้นมานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" และวรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงว่าค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ให้โดยการยื่นคำร้องเข้าไปในคดีอาญาในฐานความผิดที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ก็แต่เฉพาะค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานยักยอก โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามเบียดบังเป็นของตนโดยทุจริตตลอดจนค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องและฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องขาดรายได้จากการขายอาหารเพราะโจทก์ร่วมต้องหยุดประกอบกิจการร้านอาหารในที่ดินและอาคารที่เช่านั้น เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมไม่ได้เข้าประกอบกิจการร้านอาหารในที่ดินและอาคารที่เช่าของจำเลยที่ 1 เป็นผลมาจากโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาเช่าที่ดินและอาคารต่อกันแล้วก่อนเกิดเหตุกระทำความผิดอาญาฐานยักยอก ดังนี้ การที่โจทก์ร่วมขาดรายได้จากการขายอาหารจึงมิได้สืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานยักยอกตามฟ้องจึงไม่อาจนำค่าขาดรายได้จากการประกอบกิจการร้านขายอาหารมาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสามชดใช้แก่โจทก์ร่วมได้ อย่างไรก็ตาม ตามคำขอของโจทก์ร่วมดังกล่าวพออนุโลมได้ว่าเป็นการเรียกค่าสินไหมดแทนที่จำเลยทั้งสามเบียดบังเอาทรัพย์สินของโจทก์ร่วมไปใช้เป็นประโยชน์ของจำเลยทั้งสามในลักษณะเป็นค่าใช้ทรัพย์ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงินเดือนละ 15,000 บาท เป็นเวลา 7 เดือน เป็นเงิน 105,000 บาท นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับราคาทรัพย์สินทั้งหมดซึ่งมีราคารวม 2,492,470 บาท และจำเลยทั้งสามได้ใช้ทรัพย์สินของโจทก์ร่วมเป็นเวลา 7 เดือน นับว่าเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าสินไหมทดแทน นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมนั้น เมื่อตามคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์ร่วมมิได้มีคำขอให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 43 ม. 44/1
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252 ใหม่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ร่วม — นางสาว ท.
จำเลย — นางสาว ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายอุกฤษฏ์ ศรีอ่ำดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิเชษฐ์ วังศนุตร
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2565
#688060
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เป็นความผิดที่เกิดขึ้นได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำความผิด แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าเป็นตัวการในการกระทำความผิด แต่การจัดส่งประกาศประกวดราคาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเผยแพร่ข่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานโดยเฉพาะ หากไม่มีเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานสั่งการหรือร่วมรู้เห็น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นราษฎรย่อมไม่อาจร่วมนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์และไปรับกลับคืนมาได้ แสดงว่าต้องมีเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐร่วมกระทำความผิดด้วย มิใช่เป็นกรณีที่ไม่มีตัวการในการกระทำความผิด เมื่อจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเทศมนตรีตำบลไชยวาน อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี และเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการของเทศบาลตำบลไชยวานให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 เทศบาลตำบลไชยวานออกประกาศเทศบาลตำบลไชยวานที่ 1/2545 เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) เพื่อดำเนินการประกวดราคาจ้างเหมาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) รวม 11 โครงการ งบประมาณ 15,000,000 บาท และมีคำสั่งเทศบาลตำบลไชยวานที่ 31/2545 แต่งตั้งนางสิริลักษณ์ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่พัสดุ และนางศรีประนอม ตำแหน่งคนงานทั่วไป เป็นเจ้าหน้าที่ผู้จัดส่งประกาศประกวดราคา กับแต่งตั้งนางศรีประนอมและนางกนิษฐา ตำแหน่งคนงานทั่วไป เป็นเจ้าหน้าที่ผู้นำส่งประกาศประกวดราคา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 นางศรีประนอมได้รับมอบซองประกาศประกวดราคาจ้างก่อสร้างปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) จำนวน 9 ซอง จากนางสิริลักษณ์ แล้วนำไปส่ง ณ ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) ซึ่งเป็นที่ทำการไปรษณีย์เอกชน อยู่ห่างจากเทศบาลตำบลไชยวานประมาณ 22 กิโลเมตร โดยร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 2 ไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) ได้รับฝากและลงรับเอกสารไว้เวลา 15 นาฬิกา ซองประกาศประกวดราคาดังกล่าวซองหนึ่งระบุชื่อผู้อำนวยการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 เป็นผู้รับ อีกซองหนึ่งระบุชื่อประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีเป็นผู้รับ ส่วนที่เหลืออีก 7 ซอง ระบุชื่อผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดต่าง ๆ รวมทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. เป็นผู้รับ แต่นางศรีประนอมจัดทำบันทึกข้อความรายงานผลการนำส่งประกาศประกวดราคาต่อนายกเทศมนตรีตำบลไชยวานว่าได้นำส่งประกาศประกวดราคาที่ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขไชยวาน โดยวิธีการลงทะเบียน EMS ส่วนนางสิริลักษณ์จัดทำบันทึกข้อความรายงานต่อนายกเทศมนตรีตำบลไชยวานว่า ได้จัดส่งประกาศประกวดราคาทางไปรษณีย์ลงทะเบียน EMS จำนวน 17 ฉบับ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 โดยมอบให้นางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมเป็นผู้รับผิดชอบจัดส่ง โดยอยู่ในความดูแลของนางสิริลักษณ์ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 2 ไปขอรับประกาศประกวดราคาซองที่จัดส่งไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีคืนจากที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2545 หลังจากมีการยื่นซองประกวดราคาแล้ว คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาเห็นสมควรให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้รับจ้างในโครงการก่อสร้างดังกล่าวเนื่องจากเป็นผู้เสนอราคาต่ำที่สุด แต่เมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2545 นางศรีสุดา ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจเงินแผ่นดิน 5 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบแผนพัฒนาจังหวัดอุดรธานีโดยตรวจสอบหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณกรณีประกวดราคาในโครงการขนาดใหญ่และมีวงเงินจำนวนมาก จากการตรวจสอบพบว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีไม่ได้รับประกาศประกวดราคาจ้างเหมาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) นางศรีสุดาจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบพร้อมทำแผนขออนุมัติตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการดังกล่าวว่าดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 หรือไม่ ซึ่งในระหว่างการตรวจสอบนั้น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้สอบถามและให้ความเห็นไปยังเทศบาลตำบลไชยวานว่าการที่หน่วยงานที่มีหน้าที่เผยแพร่ข่าวประกวดราคาไม่ได้รับประกาศประกวดราคาทำให้ข่าวการประกวดราคาไม่แพร่หลาย และเห็นควรให้เทศบาลตำบลไชยวานพิจารณาทบทวนให้มีการประกาศประกวดราคาใหม่ วันที่ 26 มีนาคม 2545 นายกเทศมนตรีตำบลไชยวานจึงออกประกาศเทศบาลตำบลไชยวานยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าว ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้น ผลการตรวจสอบน่าเชื่อว่านางสิริลักษณ์ นางศรีประนอม และนางกนิษฐา มีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 โดยมีเจตนาปกปิดข่าวการประกาศประกวดราคา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจึงแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนและประชุมพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 และการกระทำของจำเลยที่ 2 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิด โดยให้กันนางสิริลักษณ์ไว้เป็นพยาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 หรือไม่ ทางไต่สวนคดีนี้มีประจักษ์พยานที่อ้างว่ารู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 อยู่ 2 ปาก คือนางสิริลักษณ์และนางศรีประนอม โดยนางสิริลักษณ์ให้การเป็นพยานต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 ว่า พยานไม่ได้จัดส่งประกาศประกวดราคาไปยังหน่วยงานอื่นอีก 4 แห่ง เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งด้วยวาจาให้ส่งไปเพียงแค่นั้น พยานเป็นผู้บรรจุและผนึกซองประกาศประกวดราคาแล้วมอบให้นางศรีประนอมเป็นผู้นำไปส่งยังที่ทำการไปรษณีย์ พยานมาทราบภายหลังว่าจำเลยที่ 1 สั่งให้นางศรีประนอมนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) ส่วนนางศรีประนอมให้การเป็นพยานต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ในวันเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 สั่งพยานด้วยวาจาให้นำประกาศประกวดราคาไปส่ง ณ ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เนื่องจากพยานไม่ทราบว่าที่ทำการไปรษณีย์ดังกล่าวอยู่ที่ใด หลังจากนำเอกสารไปส่งแล้วพยานได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปแจ้งให้นางสิริลักษณ์ทราบ เห็นว่า แม้นางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมจะให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. สอดคล้องกันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งการให้นางศรีประนอมนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) แต่ตามรายงานการตรวจสอบ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเข้าตรวจสอบการดำเนินการประกวดราคาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) พบเพียงนางสิริลักษณ์ นางศรีประนอม และนางกนิษฐาเท่านั้นที่มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าร่วมกันกระทำความผิดโดยมีเจตนาปกปิดข่าวการประกวดราคา โดยไม่ได้กล่าวถึงจำเลยที่ 1 ว่ามีส่วนร่วมรู้เห็นหรือเป็นผู้สั่งการให้นางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมกระทำการอันเป็นความผิดดังกล่าว แสดงว่าในชั้นตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งกระทำภายหลังเกิดเหตุไม่นาน ทั้งนางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงจำเลยที่ 1 ว่าเป็นผู้สั่งให้ตนกระทำการดังที่ได้ให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. แต่อย่างใด นางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 เป็นเวลาหลังเกิดเหตุนานประมาณ 9 เดือน ไม่ได้ให้การใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุตามที่โจทก์ฎีกา นับว่ามีระยะเวลาเพียงพอที่จะคิดไตร่ตรองเสริมแต่งเรื่องราวเพื่อให้ตนเองพ้นผิดได้ ส่วนที่นางสิริลักษณ์ให้การต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 และเบิกความในชั้นไต่สวนของศาลในเวลาต่อมาว่า ในการนำส่งประกาศประกวดราคาที่ไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) มีจำเลยที่ 1 ร่วมเดินทางไปกับนางศรีประนอมและจำเลยที่ 2 ด้วย นั้น นอกจากเป็นข้อเท็จจริงที่นางสิริลักษณ์ไม่เคยให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ในครั้งแรกแล้ว ยังเป็นการให้การและเบิกความภายหลังจากที่นางสิริลักษณ์ถูกไล่ออกจากราชการและถูกดำเนินคดีอาญาอันเป็นผลมาจากการร้องเรียนของจำเลยที่ 1 ต่อหน่วยงานต่าง ๆ กรณีทุจริตเงินรายได้และเอกสารการเบิกจ่ายไม่ครบถ้วนของเทศบาลตำบลไชยวาน งบประมาณประจำปี พ.ศ. 2543 ถึง 2546 ซึ่งนางสิริลักษณ์เบิกความยอมรับว่าถูกดำเนินคดีอาญาจริงและศาลพิพากษาจำคุก 50 ปี จากสาเหตุโกรธเคืองกันดังกล่าวอาจจูงใจให้นางสิริลักษณ์ให้การและเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 ได้ คำให้การของนางสิริลักษณ์ต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. และคณะอนุกรรมการไต่สวน รวมทั้งคำเบิกความในชั้นไต่สวนของศาลจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับนางศรีประนอมนั้น หลังจากให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 แล้ว ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2553 ได้ให้การต่อคณะอนุกรรมการไต่สวน ว่า นางสิริลักษณ์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งให้พยานนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) โดยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งรออยู่ในรถกระบะเป็นผู้พาไป แตกต่างจากที่ให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ในครั้งแรกที่กล่าวพาดพิงถึงจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว นอกจากนี้นางศรีประนอมยังเบิกความในชั้นไต่สวนของศาลว่า ข้อความที่เคยให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. และคณะอนุกรรมการไต่สวนนั้น ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ นางสิริลักษณ์เป็นคนสั่งให้พยานนำซองเอกสารไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) โดยจะมีคนพาไปส่ง จากนั้นจำเลยที่ 2 พาพยานไปส่งเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยืนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่ไม่ได้เป็นผู้สั่งให้พยานไปส่งเอกสาร จำเลยที่ 1 เพียงพูดคุยกับนางสิริลักษณ์ไม่ทราบว่าพูดคุยกันในเรื่องใด ขัดแย้งกับที่นางสิริลักษณ์เบิกความในชั้นไต่สวนของศาลว่าเห็นจำเลยที่ 1 ขึ้นรถยนต์ไปกับนางศรีประนอมด้วย ทั้งยังเป็นการให้การและเบิกความผิดแผกแตกต่างกันไปในแต่ละครั้งหาความแน่นอนไม่ได้ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ลำพังคำเบิกความลอย ๆ ของนางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมซึ่งเป็นพยานซัดทอด โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 สั่งการให้นางสิริลักษณ์จัดทำประกาศประกวดราคาจ้างเหมาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) เพื่อส่งไปเผยแพร่ข่าวเพียง 2 หน่วยงาน กับผู้มีอาชีพรับจ้าง และเป็นผู้สั่งการให้นางศรีประนอมนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) โดยให้ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 2 ด้วยเจตนาที่จะให้จำเลยที่ 2 ไปขอรับประกาศประกวดราคาบางซองคืนจากที่ทำการไปรษณีย์ดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น อันจะเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนางศรีประนอมนำประกาศประกวดราคาจ้างเหมาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) ไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) และวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ไปขอรับเอกสารประกาศประกวดราคาซองที่จัดส่งไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีคืนจากที่ทำการไปรษณีย์ดังกล่าว เพื่อปกปิดข่าวการประกวดราคา อันเป็นการกระทำการใด ๆ ที่มุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับเทศบาลตำบลไชยวาน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 แต่เมื่อกฎหมายดังกล่าวเป็นความผิดที่เกิดขึ้นได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำความผิด แม้คดีนี้ศาลจะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าเป็นตัวการในการกระทำความผิด แต่การจัดส่งประกาศประกวดราคาดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเผยแพร่ข่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานโดยเฉพาะ หากไม่มีเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานสั่งการหรือร่วมรู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นราษฎรย่อมไม่อาจร่วมนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์และไปรับกลับคืนมาได้ การที่จำเลยที่ 2 สามารถกระทำการดังกล่าวได้ แสดงว่าต้องมีเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐร่วมกระทำความผิดด้วย มิใช่เป็นกรณีที่ไม่มีตัวการในการกระทำความผิด เมื่อจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าวได้ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิด และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มาด้วย นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยมุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามคลองธรรม ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและรัฐ กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษจึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นวางโทษก่อนลดโทษให้จำคุก 6 ปี เป็นการกำหนดโทษที่หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 — นายวิทยา วิมลสุรนาถ
- นายรังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664/2565
#684488
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 1 (1) แห่ง ป.อ. กำหนดบทนิยามคำว่า "โดยทุจริต" หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำโดยทุจริตจึงมิได้จำกัดว่าต้องเป็นการแสวงหาประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมมีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนหรือเป็นการเอาไปเพื่อทำลายหลักฐาน จึงเป็นการเอาทรัพย์นั้นไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ และถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองอันเป็นการลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริตแล้ว

การที่จำเลยทั้งสามไปที่ร้านที่เกิดเหตุโดยอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดขอตรวจค้นและใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมไพล่หลังมิได้กระทำเพื่อเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา 339 (1) ถึง (5) ในการที่จะเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไป แต่เป็นการทำเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมขัดขืนหรือหลบหนี ดังนั้น การลักเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปจึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นในภายหลัง การใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือให้พ้นจากการจับกุม อันจะเป็นความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน แต่เป็นเพียงความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานและโดยมีหรือใช้อาวุธปืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 145, 310, 340, 340 ตรี, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 13,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2838/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสามขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นาย ณ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันบุกรุกในเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธและโดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 145 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 18 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 19 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืนกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 12 ปี 12 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 13,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีสว่นแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ประกอบมาตรา 83 อีกกรรมหนึ่ง แต่ไม่ต้องกำหนดโทษ ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 (ที่ถูก มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสาม คนละ 2 ปี 16 เดือน เมื่อรวมกับความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 2 ปี 28 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามไปที่ร้านที่เกิดเหตุโดยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แล้วลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยจำเลยที่ 2 สั่งให้จำเลยที่ 1 จับกุมโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จับแขนโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 3 ใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมไพล่หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามควบคุมตัวโจทก์ร่วมไปตรวจค้นยาเสพติดและอาวุธปืนแต่ไม่พบต่อมานางสาวสุธินี คนรักโจทก์ร่วมและนายวราณ์ น้องนางสาวสุธินีไปที่ร้านที่เกิดเหตุ พบว่าประตูเหล็กหน้าร้านปิด จึงโทรศัพท์หาโจทก์ร่วมทราบว่าโจทก์ร่วมถูกจับกุมอยู่ด้านใน โจทก์ร่วมบอกให้นางสาวสุธินีโทรศัพท์บอกนายมนัส บิดาโจทก์ร่วม นางสาวสุธินีโทรศัพท์บอกนายมนัส ครู่หนึ่งจำเลยที่ 3 เปิดประตูเหล็กหน้าร้านและดึงนางสาวสุธินีและนายวราณ์เข้าไปข้างในและปิดประตู ต่อมานายมนัสไปถึงร้านที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เปิดประตูให้เข้าไปข้างใน ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 เดินสวนออกไปโดยนำเอาฮาร์ดดิสก์ที่บันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดของโจทก์ร่วมไปด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 เดินตามไปสมทบก่อนจะหลบหนีไป สำหรับคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง โจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 1 (1) แห่งประมวลกฎหมายอาญากำหนดบทนิยามคำว่า "โดยทุจริต" หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำโดยทุจริตจึงมิได้จำกัดว่าต้องเป็นการแสวงหาประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมมีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนหรือเป็นการเอาไปเพื่อทำลายหลักฐาน จึงเป็นการเอาทรัพย์นั้นไปในลักษณะตัด กรรมสิทธิ์ และถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองอันเป็นการลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริตแล้ว การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมไพล่หลัง จะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้นหรือให้พ้นจากการจับกุม อันจะเป็นความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือไม่นั้น ในข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสามไปที่ร้านที่เกิดเหตุโดยอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดขอตรวจค้นและใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมไพล่หลัง ระหว่างตรวจค้นจำเลยที่ 1 พบทองคำน้ำหนักประมาณ 20 บาท อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน เมื่อโจทก์ร่วมห้ามมิให้จำเลยที่ 1 เปิดลิ้นชัก จำเลยที่ 1 ปิดลิ้นชักและมอบกุญแจลิ้นชักคืนให้แก่โจทก์ร่วม ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ยืนบีบแขนโจทก์ร่วมอยู่ ส่วนจำเลยที่ 3 ยืนอยู่หน้าประตูและต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ทราบว่านางสาวสุธินีใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อัดคลิปวิดีโอ จำเลยที่ 1 นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางสาวสุธินีไปลบคลิปออกและนำใส่กระเป๋ากางเกง เมื่อโจทก์ร่วมบอกให้จำเลยที่ 1 คืน จำเลยที่ 1 ก็คืนให้โจทก์ร่วมแสดงว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้มีเจตนาที่จะลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมมาแต่แรก และการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมไพล่หลังก็มิได้กระทำเพื่อเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา 339 (1) ถึง (5) ในการที่จะเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไป แต่เป็นการทำเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมขัดขืนหรือหลบหนี ดังนั้น การลักเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปจึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นในภายหลัง การใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือให้พ้นจากการจับกุม อันจะเป็นความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน แต่เป็นเพียงความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานและโดยมีหรือใช้อาวุธปืนและความผิดข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจแยกต่างหากจากกัน โดยความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนตามฟ้องและแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องไว้โดยละเอียดแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามตามความผิดที่พิจารณาได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสามยังเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษหลายกรรมและไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกขึ้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วนและเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยทั้งสามเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องแก่พฤติการณ์แห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ด้วยการขอตรวจค้นและจะบังคับจับกุมโจทก์ร่วมในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ แล้วลักฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่โจทก์ร่วมและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในสังคมเป็นอย่างมากตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตร 358 ประกอบมาตรา 83 แต่จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) (6) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 391, 83 อีกสองกระทง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานและโดยมีหรือใช้อาวุธปืน จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุกคนละ 1 เดือน ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 12 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุกคนละ 4 ปี 24 เดือน 20 วัน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 13,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 335 (1) ม. 335 (6) ม. 335 (7) ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ณ.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายชัช โชชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1633/2565
#683199
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาอำพรางไม่ให้โจทก์บังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้และบรรยายฟ้องถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 วรรคสอง แต่จำเลยที่ 1 ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วยแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 และมาตรา 234

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 51055 เป็นชื่อจำเลยที่ 1 หรือเป็นชื่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนในที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 หรือเป็นชื่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้ศาลชั้นต้น รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 51055 เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (รวมค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์) โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันใน ชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมนายศุภชัย และนายอนันต์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27344 เนื้อที่ 17 ไร่ 66 ตารางวา เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายศุภชัยและนายอนันต์เพื่อจัดสรร แล้วชำระเงินให้แก่นายศุภชัยและนายอนันต์ 3 ครั้งจนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 เป็นเงิน 500,000 บาท 500,000 บาท และ 2,000,000 บาท ตามลำดับ ก่อนชำระเงินส่วนที่เหลือในวันโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 1 จัดทำแผนผังที่ดินที่จัดสรร แล้วทำสัญญาจะขายที่ดินบางส่วนตามแผนผังดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอก ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 51055 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 50 1/10 ตารางวา เพิ่งแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 27344 โดยเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่นายศุภชัยและนายอนันต์เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 ครั้นวันที่ 25 สิงหาคม 2559 นายศุภชัยและนายอนันต์จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 ครั้นวันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.5841/2559 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คดีนี้ ชำระเงิน 4,916,703 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 ตุลาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ในคดีที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ" และมาตรา 237 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้" ถ้าข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากนายศุภชัยและนายอนันต์ตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ย่อมมีสิทธิยึดบังคับคดีได้อยู่แล้ว ไม่ได้เป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ประกอบกับโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 หรือชื่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ได้ฟ้องนายศุภชัยและนายอนันต์เข้ามาเป็นจำเลยด้วย และไม่ได้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายศุภชัยและนายอนันต์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 วรรคหนึ่ง ดังข้อกล่าวอ้างของโจทก์ อีกทั้งการแสดงเจตนาดังกล่าว คู่สัญญาต้องการให้มีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว ไม่ได้อำพรางนิติกรรมอื่นใด จึงไม่ใช่นิติกรรมอำพรางตามมาตรา 155 วรรคสอง ดังข้อกล่าวอ้างของโจทก์เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ เว้นแต่ในข้อที่เป็นการของลูกหนี้ส่วนตัวโดยแท้" และมาตรา 234 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นั้นจะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้มาในคดีนั้นด้วย" แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาอำพรางไม่ให้โจทก์บังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ โดยจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากนายศุภชัยและนายอนันต์ แต่ใส่ชื่อของจำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 โจทก์พยายามติดตามทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ แต่ไม่อาจดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้ จึงต้องเพิกถอนสัญญาซื้อขายดังกล่าว และให้เปลี่ยนชื่อจากจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 หรือโจทก์เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ และบรรยายฟ้องถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคสอง แต่จำเลยที่ 1 ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วยแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 234 แต่เมื่อโฉนดที่ดินพิพาทเป็นเอกสารมหาชน กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่า เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ต้องนำสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงินจากโจทก์แจ้งว่า จะนำไปซื้อที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งอยู่ใกล้กับอ่าวมะนาวรีสอร์ทจากนายศุภชัยและนายอนันต์ เพื่อนำมาจัดสรร ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ดังกล่าว นายศุภชัยยืนยันต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ติดต่อและตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากนายศุภชัยและนายอนันต์ผ่านนางสาวแวมูรียะห์ ซึ่งเป็นนายหน้า ครั้นวันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2559 นางสาวลัดดา ซึ่งเป็นเลขานุการของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนายศุภกิจ ไปพบโจทก์ที่สำนักงานของโจทก์ แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินไว้แล้วและจะนำที่ดินดังกล่าวทั้งหมดตีใช้หนี้โจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธเพราะต้องการให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นเงิน หลังจากนั้น โจทก์ไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 1 ได้ จนกระทั่งวันศุกร์ของสัปดาห์นั้น โจทก์ไปที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่พบจำเลยที่ 1 พบนางสาวลัดดาแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ไปงานศพญาติที่ต่างจังหวัด โจทก์พยายามโทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 อีกหลายครั้ง แต่ติดต่อไม่ได้ ต่อมาโจทก์ไปติดต่อที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาสเพื่อสืบทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จึงทราบว่า ที่ดินแปลงใหญ่ที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากนายศุภชัยและนายอนันต์มีการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยและใส่ชื่อบุคคลอื่นอีกหลายคนรวมทั้งนางสาวลัดดาและจำเลยที่ 2 โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 ไม่มีความสามารถที่จะซื้อที่ดินพิพาท และไม่มีความจำเป็นจะต้องซื้อที่ดินพิพาท ผู้จะซื้อที่ดินจัดสรรจากจำเลยที่ 2 เป็นลูกค้าเดิมของจำเลยที่ 1 ที่ชำระราคาทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 นางสาวลัดดาเสนอขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของนายศุภชัยและนายอนันต์ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 1,300,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้นางสาวลัดดาพาไปดูที่ดินพิพาทและตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินแล้ว ที่ดินพิพาทไม่มีภาระผูกพัน จึงตกลงซื้อ จำเลยที่ 2 ได้เงินจากการเล่นหุ้นของธนาคาร แต่เกรงว่าจะไม่สามารถเบิกถอนเงินสดจำนวนมากได้ทันช่วงใกล้กับการทำสัญญาซื้อขาย ดังนั้น เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 จำเลยที่ 2 เบิกถอนเงิน 700,000 บาท จากบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร นำไปมอบให้แก่นางสาวลัดดาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 2 เบิกถอนเงินอีก 835,000 บาท แต่นำเงินส่วนหนึ่งจำนวน 600,000 บาท ไปมอบให้แก่นางสาวลัดดาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 แล้วทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวลัดดาทำสัญญาซื้อขายแทน เพราะจำเลยที่ 2 ไม่สามารถลางานได้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ให้นางสาวลัดดาจัดสรรที่ดินพิพาท ซึ่งนางสาวลัดดาจัดสรรได้ 11 แปลง และจำเลยที่ 2 ยังมีนางสาวลัดดาเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 พยานเสนอขายที่ดินพิพาทของนายศุภชัยและนายอนันต์ให้แก่จำเลยที่ 2 พยานพาจำเลยที่ 2 ไปดูที่ดินพิพาทและตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินเพื่อให้จำเลยที่ 2 มั่นใจว่า ที่ดินพิพาทไม่มีภาระผูกพัน จำเลยที่ 2 ตกลงจะซื้อที่ดินพิพาทแล้วนัดจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 19 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 2 มอบเงินให้แก่พยานเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 จำนวน 700,000 บาท และวันที่ 19 สิงหาคม 2559 จำนวน 600,000 บาท แต่ติดปัญหาผู้ซื้อบางรายทำให้ต้องเลื่อนไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 25 สิงหาคม 2559 นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 ยังมีนายศุภชัยเป็นพยานเบิกความว่า พยานและนายอนันต์ตกลงขายที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ 66 ตารางวา ราคา 7,380,950 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ติดต่อและตกลงซื้อกับพยานโดยตรง โดยมีนางแวมูรียะห์เป็นผู้ช่วยในการติดต่อกับพยาน มีการทำสัญญาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 โดยจำเลยที่ 1 วางมัดจำเป็นเงินสด 500,000 บาท อีก 3 เดือนต่อมาจะชำระเงินอีก 500,000 บาท กำหนดนัดทำสัญญาโอนที่ดินและชำระเงินส่วนที่เหลือในวันที่ 5 พฤษภาคม 2559 แต่เมื่อจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ 1 ขอแบ่งแยกที่ดินแปลงใหญ่ออกเป็นที่ดินแปลงย่อย 9 แปลง ตามจำนวนผู้ซื้อที่จำเลยที่ 1 จะไปจัดหามา วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 และนางสาวลัดดาเดินทางไปพบพยาน ขอขยายเวลาโอนที่ดินเนื่องจากหาเงินไม่ทัน ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่พยานเพิ่มอีก 2,000,000 บาท และขอเลื่อนการโอนไปวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 โดยจะชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 4,380,950 บาท ในวันดังกล่าวด้วย แต่เมื่อถึงวันนัดพยานไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมานางสาวลัดดาโทรศัพท์แจ้งพยานว่าสามารถหาผู้ซื้อที่ดินทั้ง 9 แปลงซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทได้แล้วนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 25 สิงหาคม 2559 เมื่อถึงวันนัด พยานพบนางสาวลัดดาที่สำนักงานที่ดิน นางสาวลัดดาชำระเงิน 4,380,950 บาท ให้แก่พยาน โดยพยานไม่ได้สอบถามว่าที่ดินที่ผู้ซื้อแต่ละคนจะรับโอนกรรมสิทธิ์มีราคาเท่าใด แล้วมีการทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันดังกล่าว โดยใส่ชื่อบุคคลอื่นรวมทั้งนางสาวลัดดาและจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอน เห็นว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 27344 จากนายศุภชัยและนายอนันต์เพื่อจัดสรรขาย แล้วจำเลยที่ 1 จัดทำแผนผังที่ดินที่จัดสรรและขายให้แก่บุคคลภายนอกไปบางส่วนก่อนจะมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 27344 ออกไปเป็นที่ดินแปลงย่อย 9 แปลง ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย โดยที่ดินพิพาทแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 27344 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 ก่อนมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 เพียง 1 เดือน ประกอบกับจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อที่ดินพิพาทโดยการเสนอขายของนางสาวลัดดา ไม่ได้ติดต่อกับนายศุภชัยหรือนายอนันต์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยตรง และไม่ปรากฏว่ามีการต่อรองราคากันแต่อย่างใด แล้วจำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่นายศุภชัยในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายอนันต์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยตรง แต่ส่งมอบเงินให้นางสาวลัดดานำไปชำระให้แก่นายศุภชัยซึ่งไม่สมเหตุผล ส่วนที่จำเลยที่ 2 เบิกความอ้างว่า เงินที่ซื้อที่ดินพิพาทเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 ได้มาจากการเล่นหุ้นซึ่งฝากไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 2 เบิกถอนเงิน 700,000 บาท เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 แต่นำไปมอบให้แก่นางสาวลัดดาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 และวันที่ 18 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 2 เบิกถอนเงินอีก 835,000 บาท แต่นำเงินส่วนหนึ่งจำนวน 600,000 บาท ไปมอบให้แก่นางสาวลัดดาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 นั้น จำเลยที่ 2 สามารถแจ้งให้ธนาคารทราบล่วงหน้าว่า จำเลยที่ 2 จะถอนเงิน 1,300,000 บาท ก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือขอถอนเงินแล้วซื้อแคชเชียร์เช็คชำระราคาที่ดินก็ได้ การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 2 เกรงว่าจะเบิกถอนเงินสดจำนวนมากไม่ทันช่วงใกล้กับการทำสัญญาจึงไม่สมเหตุผล และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เหตุใดจำเลยที่ 2 ต้องส่งมอบเงินสดเป็นการชำระราคาแทนที่จะซื้อเป็นแคชเชียร์เช็ค ประกอบกับจำเลยที่ 2 เบิกถอนเงิน 700,000 บาท ก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์นานกว่า 1 เดือน แต่ส่งมอบให้แก่นางสาวลัดดาภายหลังจากเบิกถอนเงินแล้วนานกว่า 1 เดือน อีกทั้งจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานธนาคาร หากจำเลยที่ 2 ส่งมอบเงินจำนวนมากเช่นนั้นให้แก่นางสาวลัดดา น่าจะต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือว่า นางสาวลัดดารับมอบเงินจำนวนมากดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 เพื่อชำระราคาที่ดินพิพาท แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ซึ่งไม่สมเหตุผลเช่นเดียวกัน คำเบิกความดังกล่าวของจำเลยที่ 2 และนางสาวลัดดาจึงเลื่อนลอยโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน เมื่อจำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมว่าจะจัดสรรที่ดินมีเนื้อที่แปลงย่อยแปลงละเท่าใด และมีส่วนร่วมในการกำหนดราคาขายที่ดินที่จัดสรรด้วย นอกจากนี้ สัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำระหว่างจำเลยที่ 2 กับนางสาวสุนิสา ทำขึ้นในวันที่ 25 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ระบุว่า นางสาวสุนิสาตกลงจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรแปลง A4 และกล่าวอ้างว่ามีการผ่อนชำระราคามาแล้ว 66,000 บาท ทำให้น่าเชื่อว่า การจัดสรรที่ดินพิพาทของนางสาวลัดดาเป็นการจัดสรรตามแผนผังที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำขึ้นไว้ตั้งแต่แรก และผู้จะซื้อดังกล่าวทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 แล้วผ่อนชำระราคาให้แก่นางสาวลัดดาซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 มาก่อน ต่อมาจึงเปลี่ยนสัญญาฉบับใหม่ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จะขายในราคาเดิมที่จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางสาวสุนิสา แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เงินที่นางสาวสุนิสาผู้จะซื้อผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ตกเป็นของจำเลยที่ 2 ด้วย หรือจำเลยที่ 2 เรียกร้องเงินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ทั้งไม่มีหลักฐานการรับชำระราคาที่ดินที่จัดสรรจากผู้จะซื้ออีกด้วย ซึ่งไม่สมเหตุผล แม้พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่อาจรับฟังได้อย่างสนิทใจว่า จำเลยที่ 1 นำเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ไปชำระราคาที่ดินพิพาทด้วย แต่พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ชื่อเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวแทนมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคสอง โจทก์ไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 1 ได้ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งน่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้แล้วยังขาดนัดยื่นคำให้การในคดีนี้อีกด้วย ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ และจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วยแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงมีอำนาจใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ในคดีที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาศาลฎีกาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 51055 เป็นชื่อจำเลยที่ 1 ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233 ม. 234 ม. 810
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — นางสาว ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางระวีวรรณ หงส์ขจร โพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงศ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1607/2565
#683319
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 มาตรา 7 (2) กำหนดหลักเกณฑ์ไม่ให้สิทธิข้าราชการที่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่มีบทบัญญัติให้ใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรานี้เฉพาะในขณะที่ข้าราชการยื่นขอใช้สิทธิ ดังนี้ จึงต้องตีความว่าบทบัญญัติดังกล่าวต้องบังคับใช้ตลอดเวลาที่ข้าราชการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ กล่าวคือ ข้าราชการผู้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านนั้นต้องไม่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ตนไปประจำในช่วงเวลาที่ขอใช้สิทธินี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 71,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,991.94 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 71,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,991.94 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายจันทร์ บิดาจำเลยกับนายจรัญ น้องชายจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 ในที่ดินมีบ้านเลขที่ 57 ซึ่งเป็นของจำเลย และบ้านเลขที่ 146 ซึ่งเป็นของนายจันทร์และนายจรัญตั้งอยู่ วันที่ 3 กันยายน 2545 นายจันทร์ทำสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 เฉพาะส่วนของนายจันทร์แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 จำเลยและนางสิริลักษณ์ ภริยาจำเลย กับนายจรัญร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคาร อ. เพื่อนำเงินมาปลูกสร้างบ้านเลขที่ 57 แทนบ้านหลังเดิมที่ชำรุดโดยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกัน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 จำเลยโอนไปสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 อำเภอปัว จังหวัดน่าน วันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองกับธนาคารออมสินเพื่อชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองตามสัญญาเดิม โดยจำเลยกับนายจรัญจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกัน จำเลยนำหลักฐานการผ่อนชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวยื่นขอเบิกค่าเช่าบ้านจากโจทก์ตามสิทธิ ในอัตราเดือนละ 3,250 บาท และจำเลยใช้สิทธิเบิกเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2558 จำเลยกับนายจรัญไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากธนาคาร อ. แล้วนายจรัญทำสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 ส่วนของตนพร้อมบ้านเลขที่ 146 ให้แก่จำเลยและจำเลยกับภริยาทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคาร ค. 1,119,000 บาท เพื่อชำระหนี้ปิดบัญชีสัญญากู้กับธนาคารเดิมและไถ่ถอนจำนองแล้วจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้แก่ธนาคาร ค. ต่อมาจำเลยทำหนังสือหารือหน่วยงานต้นสังกัดว่าจำเลยมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านโดยแจ้งเปลี่ยนวงเงินกู้ใหม่เป็น 1,119,000 บาท ได้หรือไม่ และขอเบิกค่าเช่าบ้านเป็นเดือนละ 4,000 บาท เต็มตามสิทธิได้หรือไม่ เนื่องจากจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปลงแล้ว โจทก์มีหนังสือหารือกรมบัญชีกลาง กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้วมีหนังสือตอบกลับว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 เป็นของบิดาจำเลยและนายจรัญน้องชายจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน มีบ้านเลขที่ 57 และ 146 ปลูกอยู่บนที่ดินแปลงนี้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้รับฟังว่าบิดาจำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 57 และน้องชายจำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 146 ย่อมถือว่าบิดาจำเลยและน้องชายจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในบ้านทั้งสองหลัง ต่อมาบิดาจำเลยยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 เฉพาะส่วนของตนซึ่งมีบ้านเลขที่ 146 อยู่ด้วยให้แก่จำเลย แม้บ้านเลขที่ 57 ถูกรื้อถอนไปแต่ยังมีบ้านเลขที่ 146 ซึ่งถือว่าจำเลยร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนั้นจำเลยจึงมีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่และไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการในท้องที่อำเภอปัว ตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 และแก้ไขเพิ่มเติม จำเลยไม่มีสิทธินำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระค่าปลูกสร้างบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ แต่หากปรากฏว่ามีเอกสารหลักฐานอื่นใดแสดงว่านายจรัญเพียงคนเดียวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 146 และจำเลยไม่เป็นผู้ต้องห้ามไม่ให้มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการจำเลยจึงจะมีสิทธินำหลักฐานผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาค่าปลูกสร้างบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการได้ จำเลยไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นวันที่นายจรัญทำสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนของตนพร้อมบ้านเลขที่ 146 แก่จำเลย วันที่ 10 ตุลาคม 2560 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 แจ้งผลการหารือให้จำเลยทราบและแจ้งระงับสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านของจำเลย วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 จำเลยทำบันทึกโต้แย้ง (อุทธรณ์คำสั่ง) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 เสนอข้อโต้แย้ง (อุทธรณ์) ของจำเลยต่อโจทก์ไปตามลำดับชั้น ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเห็นชอบให้ยกอุทธรณ์จำเลย โจทก์แจ้งให้จำเลยคืนเงินที่เบิกไปโดยไม่มีสิทธิเดือนละ 3,250 บาท ในช่วงเวลา 20 เดือน 19 วัน เป็นเงิน 66,991.94 บาท จำเลยรับทราบและครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยไม่ชำระเงินคืนโจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,503.60 บาท

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นอำนาจฟ้องคดีของโจทก์และปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในทำนองว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุอื่นโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยซึ่งยื่นคำแก้อุทธรณ์มิได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและอายุความขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย คดีจึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับปัญหาอำนาจฟ้องและเรื่องอายุความในชั้นอุทธรณ์ต้องถือว่าปัญหาทั้งสองเรื่องนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้หยิบยกปัญหาทั้งสองปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการชอบแล้ว

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าบ้านตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 มาตรา 7 (2) กำหนดหลักเกณฑ์ไม่ให้สิทธิข้าราชการที่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่มีบทบัญญัติว่าให้ใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรานี้เฉพาะในขณะที่ข้าราชการยื่นขอใช้สิทธิ ดังนี้ จึงต้องตีความว่าบทบัญญัติดังกล่าวย่อมต้องบังคับใช้ตลอดเวลาที่ข้าราชการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ กล่าวคือ ข้าราชการผู้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านนั้นต้องไม่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ตนไปประจำในช่วงเวลาที่ขอใช้สิทธินี้ หาใช่ตีความว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวบังคับใช้แต่เฉพาะเวลาที่ข้าราชการยื่นคำขอใช้สิทธิ แล้วข้าราชการผู้นั้นยังคงสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านได้ตลอดช่วงเวลาที่ประจำสำนักงานใหม่ในท้องที่นั้นดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 พร้อมบ้านเลขที่ 146 ทั้งส่วนของบิดาและส่วนของน้องชายมาโดยไม่มีภาระหนี้เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าว จำเลยย่อมเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนี้อย่างสมบูรณ์ กรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ข้างต้นว่าจำเลยมีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองในท้องที่ที่ตนไปประจำ จำเลยจึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยรับผิดคืนค่าเช่าบ้านแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ปรากฏว่ามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 71,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,991.94 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนใหม่โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 ม. 7 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) — นางสาวอาณิสรา วรรณแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สรชัย จตุรภัทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1596/2565
#683740
เปิดฉบับเต็ม

เช็คทั้งสามสิบสี่ฉบับซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาทสิบเอ็ดฉบับตามฟ้อง จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายจำนวนเงินเท่ากันคือ 116,000 บาท และเป็นการลงวันที่ล่วงหน้าแล้วส่งมอบไว้ให้โจทก์ ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนทองคำแท่งแก่โจทก์ในแต่ละสัปดาห์ได้ จำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระเงินตามจำนวนเทียบเท่าราคาทองแท่ง ณ เวลาวันทำบันทึกข้อตกลงนี้ และเมื่อพิเคราะห์บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญารับฝากทองคำแท่งในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดในการส่งมอบทองคำแท่งแก่โจทก์แล้วทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยและค่าเสียหายอื่น ๆ อีก ดังนี้ถือได้ว่าเช็คทั้งสามสิบสี่ฉบับไม่ได้ออกเพื่อชำระหนี้เฉพาะค่าทองคำแท่งล้วน ๆ ตามราคาที่โจทก์ซื้อ แต่ยังรวมค่าเสียหายอื่น ๆ ไว้อีก จึงแสดงว่าถ้าจำเลยที่ 1 คืนทองคำแท่งแก่โจทก์ได้โดยไม่ผิดสัญญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำเช็คไปเรียกเก็บเงินโดยถือการส่งมอบทองคำแท่งคืนโจทก์เป็นสาระสำคัญของสัญญา เช็คพิพาททั้งสิบเอ็ดฉบับจึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไว้เป็นประกันการคืนทองคำแท่งหรือคืนราคาพร้อมค่าเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น มิใช่เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าซื้อขายทองคำแท่งตามน้ำหนักราคาทองคำแท่งอันจะถือว่าเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่มีอยู่จริง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามทางไต่สวนว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โจทก์ซื้อทองคำแท่งจากจำเลยที่ 1 แล้วฝากไว้กับจำเลยที่ 1 เพื่อหวังกำไรจากราคาทองคำแท่งที่ขึ้นลงตามประกาศของสมาคมผู้ค้าทองคำโดยทำบันทึกข้อตกลงคืนทองคำแท่งที่รับฝากไว้เป็นรายสัปดาห์ หากถึงกำหนดไม่ส่งมอบทองคำแท่ง จำเลยที่ 1 จะชำระเงินแก่โจทก์แทนสัปดาห์ละ 116,000 บาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ออกเช็ค จำนวนเงิน 116,000 บาท รวม 34 ฉบับ มอบให้ไว้แก่โจทก์ เช็คทั้งสิบเอ็ดฉบับตามฟ้องเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไว้ตามสัญญาดังกล่าวข้างต้น โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า เช็คทั้งสามสิบสี่ฉบับซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาทสิบเอ็ดฉบับตามฟ้อง จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายจำนวนเงินเท่ากันคือ 116,000 บาท และเป็นการลงวันที่ล่วงหน้าแล้วส่งมอบให้ไว้แก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนทองคำแท่งแก่โจทก์ในแต่ละสัปดาห์ได้ จำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระเงินตามจำนวนเทียบเท่าราคาทองคำแท่ง ณ เวลาวันทำบันทึกข้อตกลงนี้ และเมื่อพิเคราะห์บันทึกข้อตกลงตามข้อ 1 ในสำเนาบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญารับฝากทองคำแท่ง และในข้อ 3 ถึงข้อ 4 ของบันทึกข้อตกลงยังกล่าวถึงกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดในการส่งมอบทองคำแท่งแก่โจทก์ แล้วทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยและค่าเสียหายอื่น ๆ อีก ดังนี้ถือได้ว่าเช็คทั้งสามสิบสี่ฉบับไม่ได้ออกเพื่อชำระหนี้เฉพาะค่าทองคำแท่งล้วน ๆ ตามราคาที่โจทก์ซื้อ แต่ยังรวมค่าเสียหายอื่น ๆ ไว้อีก จึงแสดงว่าถ้าจำเลยที่ 1 คืนทองคำแท่งแก่โจทก์ได้โดยไม่ผิดสัญญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำเช็คไปเรียกเก็บเงิน โดยถือการส่งมอบทองคำแท่งคืนโจทก์เป็นสาระสำคัญของสัญญา เช็คพิพาททั้งสิบเอ็ดฉบับจึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไว้เป็นประกันการคืนทองคำแท่งหรือคืนราคาพร้อมค่าเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น มิใช่เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าซื้อขายทองคำแท่งตามน้ำหนักราคาทองคำแท่งอันจะถือว่าเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่มีอยู่จริง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางเบญจมาภรณ์ สมทวีศิลป์ ภัทราดูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาววราภรณื ปิยะมงคลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปราช ตัณฑศรี
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2565
#684735
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ ส. และ ม. มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ในนามคณะบุคคล ส. ป. และ ม. สำหรับปีภาษี 2539 ปีภาษี 2540 ปีภาษี 2541 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2541 และถึงกำหนดชำระแล้ว แต่ทั้งสามคนมิได้เสียภาษีอากรดังกล่าวแต่อย่างใด ภาษีอากรซึ่งต้องเสียย่อมถือเป็นภาษีอากรค้างตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 วรรคหนึ่ง แม้เพื่อให้ได้รับชําระภาษีอากรค้าง อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรได้ แต่เมื่อคดีนี้โจทก์ยังอุทธรณ์การประเมิน และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ได้นําคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ระยะเวลา 10 ปี ในการยึดและอายัดจึงยังไม่อาจเริ่มนับแต่วันแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ โดยหลังจากโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว โจทก์ ส. และ ม. อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2552 และต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจําเลยขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง และได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 การนับระยะเวลา 10 ปี จึงต้องนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อเจ้าพนักงานของจําเลยมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 วันที่ 20 กันยายน 2560 วันที่ 3 ตุลาคม 2560 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 จึงเป็นการมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำสั่งอายัดที่ให้อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร นั้น จำนวนเงินดังกล่าวเป็นการอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ระบุจำนวนเต็มตามจำนวนหนี้ภาษีอากรค้างที่โจทก์และคณะบุคคลคงค้างชําระ ณ วันที่มีคำสั่งอายัดว่า ห้ามโจทก์และธนาคารจําหน่าย จ่าย โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นใด นอกจากนําส่งเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายจําเลยนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งอายัด และหรือภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีเงินฝากเข้ามาในบัญชีภายหลังได้รับคำสั่งอายัด หาได้หมายความว่าเป็นจำนวนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ในขณะนั้นไม่ ทั้งได้ความจาก ส. นิติกรชํานาญการของจําเลยว่า เจ้าพนักงานของจําเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชําระภาษีที่เป็นคณะบุคคลไว้ 3 ราย มิใช่บังคับโจทก์เพียงผู้เดียว เมื่อรวมรายการทรัพย์สินที่ได้มีการยึดและอายัดไว้ทั้งหมดแล้ว พบว่าทรัพย์สินของผู้ค้างชําระภาษีที่ได้มีการยึดและอายัดไว้มีราคาประเมินรวม 153,357,884.52 บาท ซึ่งก็ยังมีจำนวนไม่เพียงพอที่จะชําระหนี้ภาษีอากรค้าง ณ ปี 2561 ซึ่งมีจำนวน 920,047,432.25 บาท ซึ่งจําเลยก็ได้ให้การไว้เช่นนี้ แต่โจทก์ไม่ได้นําสืบโต้แย้งถึงการยึดและอายัดทรัพย์สินจำนวนและมูลค่าดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จําเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์เกินกว่าจำนวนหนี้ภาษีอากรค้าง

โจทก์มีเงินภาษีที่ค้างชําระในฐานะที่เป็นบุคคลในคณะบุคคล ส. ป. และ ม. ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 56 วรรคสอง โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชําระร่วมกับ ส.และ ม. ทั้งหมด หาใช่รับผิดเพียง 1 ใน 3 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ห้ามมิให้จำเลยใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรบังคับโจทก์ให้ชำระหนี้ภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้เพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์ ที่ สภ.2/7453/2560 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2560 และคำสั่งอายัดที่ สภ.3/4817/2560 ลงวันที่ 20 กันยายน 2560 คำสั่งอายัดที่ สภ.3/4818/2560 ลงวันที่ 20 กันยายน 2560 คำสั่งอายัดที่ (สภ.1) 7358/2560 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2560 และคำสั่งอายัดที่ สภ.3/5411/2560 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ให้เพิกถอนประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ลงวันที่ 6 มีนาคม 2561 ให้เพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์ ที่ สภ.4/สบ/701/2561 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และประกาศ เรื่อง ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกรมสรรพากร ที่ สภ.2/7453/2560 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2560 คำสั่งอายัด ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/4817/2560 ลงวันที่ 20 กันยายน 2560 คำสั่งอายัด ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/4818/2560 ลงวันที่ 20 กันยายน 2560 คำสั่งอายัด ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ (สภ.1) 7358/2560 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2560 คำสั่งอายัด ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/5411/2560 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 คำสั่งกรมสรรพากร ที่ สภ.4/สบ/701/2561 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และเพิกถอนประกาศกรมสรรพากร เรื่อง ขายทอดตลาดทรัพย์สิน ลงวันที่ 6 มีนาคม 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ นายสมศักดิ์ และนางเมธินี มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามคณะบุคคลนายสมศักดิ์ นาย ป. และนางเมธินี สำหรับปีภาษี 2539 ปีภาษี 2540 ปีภาษี 2541 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2541 แต่ทั้งสามคนมิได้เสียภาษีอากรดังกล่าวแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินโดยการปิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2550 โจทก์ นายสมศักดิ์และนางเมธินีอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ นายสมศักดิ์และนางเมธินียื่นฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 218/2552 ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 ห้ามชั่วคราวมิให้ขายทอดตลาดที่ดินและหุ้นที่ได้ยึดและอายัดไว้ระหว่างการพิจารณา (ยึดและอายัดเมื่อปี 2550 และ 2551) ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 19/2554 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 โดยพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับปีภาษี 2539 และให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับปีภาษี 2541 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2541 โจทก์ นายสมศักดิ์ นางเมธินีและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3835/2559 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้อง ส่วนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเมื่อศาลฎีกาได้พิจารณาเนื้อหาแห่งคดีที่โจทก์ฟ้องเพิกถอนการประเมินและทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยคำร้องนี้ต่อไป ให้จำหน่ายคดี (คำร้องนี้) จากสารบบความของศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8618/2559 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้อ่านเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ต่อมาที่เป็นเหตุให้ฟ้องเป็นคดีนี้คือเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 จำเลยมีประกาศให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9882 ซึ่งโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายประทีป นายประมวล และนายประหยัด วันที่ 20 กันยายน 2560 จำเลยมีคำสั่งอายัดตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/4816/2560 และที่ สภ.3/4817/2560 อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ สามบัญชี และมีคำสั่งอายัดตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/4818/2560 และ ที่ สภ.3/4819/2560 อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ซ. ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ วันที่ 3 ตุลาคม 2560 จำเลยมีคำสั่งอายัดตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ (สภ.1) 7356/2560 ที่ (สภ.1) 7357/2560 และที่ (สภ.1) 7358/2560 อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และธนาคาร ย. ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำเลยมีคำสั่งอายัดตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/5410/2560 และที่ สภ.3/5411/2560 อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 จำเลยมีประกาศกรมสรรพากร เรื่อง ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ให้ยึดทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดิน 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4905 และเลขที่ 4906 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 31732 เลขที่ 31733 เลขที่ 31734 เลขที่ 31735 และเลขที่ 31736 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และวันที่ 6 มีนาคม 2561 จำเลยมีประกาศกรมสรรพากร เรื่อง ขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9882 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คำสั่งของจำเลยที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินกับประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์เมื่อปี 2560 และปี 2561 ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า กำหนดเวลาบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้าง 10 ปี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 (เดิม) จะเริ่มต้นนับเมื่อใดย่อมแล้วแต่ว่า ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือไม่ หากไม่ได้รับอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากร กำหนดเวลาบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้าง 10 ปีดังกล่าวย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันครบกำหนดชำระหนี้ภาษีอากรตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของจำเลย แต่ถ้าได้รับอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรกำหนดเวลาบังคับชำระหนี้เริ่มนับตั้งแต่วันครบกำหนด 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 โจทก์ไม่ได้รับอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากร การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า กำหนดเวลา 10 ปีต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจึงไม่ชอบ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง" วรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง..." วรรคสาม บัญญัติว่า "ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอมีอำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคสอง ภายในเขตท้องที่จังหวัดหรืออำเภอนั้น..." วรรคสี่ บัญญัติว่า "วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม..." ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ นายสมศักดิ์ และนางเมธินี มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ในนามคณะบุคคลนายสมศักดิ์ นาย ป. และนางเมธินี สำหรับปีภาษี 2539 ปีภาษี 2540 ปีภาษี 2541 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2541 และถึงกำหนดชำระแล้ว แต่ทั้งสามคนมิได้เสียภาษีอากรดังกล่าวแต่อย่างใด ภาษีอากรซึ่งต้องเสียย่อมถือเป็นภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคหนึ่ง แม้เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรได้ แต่เมื่อคดีนี้โจทก์ยังอุทธรณ์การประเมิน และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ระยะเวลา 10 ปี ในการยึดและอายัดจึงยังไม่อาจเริ่มนับแต่วันแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ โดยหลังจากโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว โจทก์ นายสมศักดิ์ และนางเมธินีอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2552 และต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง และได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 การนับระยะเวลา 10 ปี จึงต้องนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อเจ้าพนักงานของจำเลยมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 วันที่ 20 กันยายน 2560 วันที่ 3 ตุลาคม 2560 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 จึงเป็นการมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อต่อมาว่า จำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์เกินกว่าจำนวนหนี้ภาษีอากรค้างที่คณะบุคคลและโจทก์ต้องรับผิดชำระหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คณะบุคคลมีหนี้ภาษีอากรค้าง 921,731,286.34 บาท แต่จำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ไว้ 3,731,274,279.67 บาท ได้แก่ โฉนดที่ดินเลขที่ 9882 ราคาประเมิน 44,960,000 บาท อายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. 921,674,283.37 บาท ธนาคาร ซ. 921,674,283.37 บาท ธนาคาร ก. และธนาคาร ย. 921,674,283.37 บาท และธนาคาร ท. 921,191,430.56 บาท เป็นการยึดและอายัดทรัพย์สินเกินกว่าหนี้ภาษีอากรค้างจึงไม่ชอบ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ที่คำสั่งอายัด ให้อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ธนาคาร ซ. ธนาคาร ก. ธนาคาร ย. เป็นจำนวนเงิน 921,674,283.37 บาท และธนาคาร ท. เป็นจำนวนเงิน 921,191,430.56 บาท นั้น จำนวนเงินดังกล่าวเป็นการอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ระบุจำนวนเต็มตามจำนวนหนี้ภาษีอากรค้างที่โจทก์และคณะบุคคลคงค้างชำระ ณ วันที่มีคำสั่งอายัดว่า ห้ามโจทก์และธนาคารจำหน่าย จ่าย โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว ให้แก่บุคคลอื่นใด นอกจากนำส่งเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายจำเลยนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งอายัด และหรือภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีเงินฝากเข้ามาในบัญชีภายหลังได้รับคำสั่งอายัด หาได้หมายความว่าเป็นจำนวนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ในขณะนั้นไม่ ซึ่งปรากฏว่าในขณะที่เจ้าพนักงานของจำเลยอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. บัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดสามบัญชีมียอดเงินคงเหลือ 54.74 บาท, 0 บาท และ 386,374.01 บาท บัญชีเงินฝากธนาคาร ซ. บัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดมียอดเงินคงเหลือ 463,501.90 บาท บัญชีเงินฝากธนาคาร ก. บัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดมียอดเงินคงเหลือ 2,622.60 บาท บัญชีเงินฝากธนาคาร ย. บัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดมียอดเงินคงเหลือ 0 บาท และบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. บัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดมียอดเงินคงเหลือ 0 บาท ทั้งได้ความจากนางสาวสุวัฒนา นิติกรชำนาญการของจำเลยว่า เจ้าพนักงานของจำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีที่เป็นคณะบุคคลไว้ 3 ราย มิใช่บังคับโจทก์เพียงผู้เดียว คือ โจทก์ มีมูลค่าตามราคาประเมิน 116,239,050 บาท นายสมศักดิ์ มีมูลค่าตามราคาประเมิน 37,118,834.52 บาท และนางเมธินี ถูกอายัดบัญชีเงินฝากไว้หลาย เมื่อรวมรายการทรัพย์สินที่ได้มีการยึดและอายัดไว้ทั้งหมดแล้ว พบว่าทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีที่ได้มีการยึดและอายัดไว้มีราคาประเมินรวม 153,357,884.52 บาท ซึ่งก็ยังมีจำนวนไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ภาษีอากรค้าง ณ ปี 2561 ซึ่งมี 920,047,432.25 บาท ซึ่งจำเลยก็ได้ให้การไว้เช่นนี้ แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งถึงการยึดและอายัดทรัพย์สินจำนวนและมูลค่าดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์เกินกว่าจำนวนหนี้ภาษีอากรค้าง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ก็ฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลไม่เป็นห้างหุ้นส่วน หากโจทก์ต้องรับผิดก็คงรับผิดไม่เกิน 1 ใน 3 ของหนี้ภาษีอากร นั้น เห็นว่า โจทก์มีเงินภาษีที่ค้างชำระในฐานะที่เป็นบุคคลในคณะบุคคลนายสมศักดิ์ นาย ป. และนางเมธินี ซึ่งประมวลรัษฎากรมาตรา 56 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย" โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระร่วมกับนายสมศักดิ์ และนางเมธินีทั้งหมดหาใช่รับผิดเพียง 1 ใน 3 ไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 (เดิม)
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วรงค์พร จิระภาค
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1561/2565
#683323
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในทันทีที่จำเลยให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มิใช่ว่าจำเลยจะต้องได้รับดอกเบี้ยจากผู้เสียหายทั้งห้าก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง ฐานปลอมเอกสารสิทธิ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 96 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 คงลงโทษจำเลยฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุกมีกำหนด 48 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 5 รู้จักกับจำเลยมาก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ถึง 3 ปี แต่ไม่เคยได้รับแจ้งจากจำเลยว่านางสาวสุกัลยาเป็นเจ้าของเงินที่ให้กู้ ซึ่งต่างจากจำเลยที่ผู้เสียหายทั้งห้าทราบว่าเป็นผู้ให้กู้เงินมานานแล้ว ผู้เสียหายทั้งห้ายืนยันมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนว่าทำสัญญากู้เงินจากจำเลย เพียงแต่ปฏิเสธว่าจำนวนเงินที่ปรากฏในสัญญานั้นไม่ถูกต้อง ประกอบกับไม่ปรากฏถึงสาเหตุโกรธเคืองที่ทำให้ผู้เสียหายทั้งห้าต้องให้การและเบิกความปรักปรำให้จำเลยต้องรับโทษ เชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งห้าเบิกความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับหากนางสาวสุกัลยาเป็นผู้ให้กู้เงิน หลังจากผู้เสียหายแต่ละคนไม่ชำระเงินคืน นางสาวสุกัลยาคงฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเช่นเดียวกับที่ฟ้องนางรำไพ นางสุพิศ และนางสุภาพร แต่เมื่อนางสาวสุกัลยานำสัญญากู้เงินที่ได้รับจากจำเลย มาสอบถามผู้เสียหายทั้งห้า นางสาวสุกัลยากลับมิได้เรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ทั้งมิได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดี จากพฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งห้าทำสัญญากู้เงินจากจำเลย และจำเลยมิได้เป็นเพียงคนกลางติดต่อแทนนางสาวสุกัลยาตามที่จำเลยฎีกา ส่วนกรณีที่จำเลยไม่ได้หักจำนวนดอกเบี้ยออกจากเงินต้นที่ให้กู้ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยไว้วางใจเชื่อถือผู้กู้แต่ละคนแตกต่างกันเท่านั้น มิได้เป็นข้อพิรุธที่จะรับฟังว่าจำเลยไม่ได้ให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงินแต่อย่างใด สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธินั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งห้าและนางสาวสุกัลยาเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังจากผู้เสียหายทั้งห้าลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินแล้ว จำเลยนำสัญญากู้เงินทุกฉบับไป และสัญญากู้เงินที่นางสาวสุกัลยาได้รับมาจากจำเลยปรากฏจำนวนเงินที่กู้และลายมือชื่อของผู้กู้อยู่แล้ว หากนางสาวสุกัลยาเป็นผู้กรอกจำนวนเงินในสัญญากู้เงินดังกล่าว ก็น่าจะเป็นเพราะประสงค์บังคับให้ผู้เสียหายทั้งห้ารับผิดตามสัญญากู้เงิน แต่นางสาวสุกัลยากลับไม่ได้นำสัญญามาฟ้องเรียกให้ผู้เสียหายทั้งห้ารับผิดตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินแต่อย่างใด ซึ่งเป็นข้อผิดปกติอย่างยิ่งที่ผู้ให้กู้ไม่นำพาต่อการเรียกร้องให้ผู้กู้รับผิดชดใช้เงินที่กู้ยืมไป ทั้งที่นางสาวสุกัลยาเคยนำสัญญากู้เงินที่ทำกับลูกหนี้รายอื่นมาฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ ถึงแม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นว่าจำเลยกรอกจำนวนเงินกู้และเติมตัวเลขเพิ่มจำนวนเงินกู้ในสัญญากู้เงิน แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่เก็บสัญญากู้เงินมาโดยตลอด เพิ่งจะนำมาแสดงต่อนางสาวสุกัลยาเพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่ามีการกู้ยืมเงินไปจากจำเลยเป็นจำนวนมากและจำเลยยังไม่ได้รับการใช้คืน เพื่อให้นางสาวสุกัลยานำสัญญากู้เงินไปเรียกร้องจากผู้กู้เอง โดยที่ผู้เสียหายทั้งห้าต่างยืนยันว่าไม่เคยกู้เงินตามจำนวนที่ปรากฏในเอกสาร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยกรอกข้อความเติมจำนวนเงินกู้ลงในสัญญากู้เงินอันเป็นเอกสารสิทธิเกินไปจากที่มีการกู้ยืมกันจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องฐานปลอมเอกสารสิทธิมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อได้ความว่าจำเลยทำสัญญาให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงิน โดยเรียกดอกเบี้ยในอัตราประมาณร้อยละ 2 ต่อสัปดาห์ หรือร้อยละ 8 ต่อเดือน หรือร้อยละ 96 ต่อปี อันเป็นอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) สาระสำคัญอยู่ที่การให้กู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด การกระทำความผิดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในทันทีที่จำเลยให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มิใช่ว่าจำเลยจะต้องได้รับดอกเบี้ยจากผู้เสียหายทั้งห้าก่อนจึงจะมีความผิดดังที่จำเลยฎีกา จำเลยจึงมีความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งห้าลงลายมือชื่อทำสัญญากู้เงินกับจำเลย แต่จำเลยกลับกรอกข้อความเติมตัวเลขให้เป็นจำนวนเงินกู้ที่สูงขึ้นไม่ตรงต่อความเป็นจริง เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย มุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่ผู้อื่นจะได้รับ แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ตาม และเพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบ สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวกรกมล พุทธซ้อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอาพรรณชนก ไพลดำ
ชื่อองค์คณะ
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1554/2565
#687013
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 29 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จําเลยทั้งสองกระทําความผิดบัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้และยานพาหนะใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทําความผิดเสียทั้งสิ้นโดยไม่ต้องคํานึงว่าเป็นของผู้กระทําความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคําพิพากษาของศาลหรือไม่และตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 57 ก็บัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้...ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทําความผิดหรือมีไว้เนื่องในการกระทําความผิดเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคําพิพากษาหรือไม่ ส่วนการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ ให้เจ้าของแท้จริงยื่นคําร้องขอต่อศาลที่สั่งริบในคดีอาญาตาม ป.อ. มาตรา 36 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปของการขอคืนของกลางในคดีอาญา และศาลจะสั่งให้คืนทรัพย์สินเมื่อเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทําความผิด คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจําเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมีคําขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 (3) (9) (13) (16), 24, 25, 27, 29 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16, 19 วรรคหนึ่ง, 47, 57 ศาลพิพากษาลงโทษจําเลยทั้งสองตามกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว และสั่งริบของกลางรวมทั้งอาวุธปืนยาว 2 กระบอก การที่ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 29 บัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้...เสียทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคํานึงว่าเป็นของผู้กระทําความผิดหรือไม่ นั้น มิใช่เป็นการริบโดยเด็ดขาดเพราะจะเป็นการลงโทษบุคคลอื่นผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งมิใช่ผู้กระทําผิดอาญา เนื่องจากริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาสถานหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 18 (5) ขัดกับหลักทั่วไปของการใช้กฎหมายอาญาที่ว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทําการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทํานั้นบัญญัติเป็นความผิดและกําหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทําความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ทั้งนี้ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ดังนั้นเจ้าของที่แท้จริงมีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลขอให้สั่งคืนทรัพย์ที่ถูกริบได้ สําหรับคดีนี้คือการยื่นขอคืนตาม ป.อ. มาตรา 36 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะจําเลยทั้งสองกระทําความผิด

พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 109 และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 56 บัญญัติให้ศาลเป็นผู้สั่งริบทรัพย์สินที่บุคคลได้ใช้ในการกระทําความผิดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทําความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทําความผิดโดยการร้องขอของพนักงานอัยการเช่นเดิม แต่ก็ยังให้โอกาสเจ้าของทรัพย์สินยื่นคําขอคืนได้ มิได้ตัดโอกาสเจ้าของมิให้ขอคืน โดยการขอให้ริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 56 วรรคสอง และตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 109 วรรคสอง พนักงานอัยการสามารถร้องขอได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา กฎหมายเปิดโอกาสให้เจ้าของที่แท้จริงสามารถพิสูจน์ในทํานองเดียวกับการขอคืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36 โดยต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่า ตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนําทรัพย์สินนั้นไปใช้ในการกระทําความผิด อีกทั้งตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันมิให้มีการกระทําความผิดเช่นนั้นเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามบทบัญญัติมาตรา 56 วรรคสอง และมาตรา 109 วรรคสอง ดังกล่าว ไม่อาจนํามาบังคับใช้กับคดีนี้ซึ่งศาลได้มีคําพิพากษาไปตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทําความผิดได้ ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิร้องขอคืนของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา 36 ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าคดีอาญาศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคําร้องขอคืนของกลางเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 ภายในหนึ่งปีนับแต่วันคําพิพากษาถึงที่สุด จึงชอบด้วย ป.อ. มาตรา 36

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 6, 16, 24, 25, 27, 29 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 6, 16, 19, 47, 57 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.179/2563 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง และสั่งริบอาวุธปืนยาวลูกกรด (CZ) ขนาด .22 Long Rifle และอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (Baikal) ขนาด 12 ของกลาง

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งคืนอาวุธปืนทั้งสองกระบอกของกลางแก่ผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้คืนอาวุธปืนยาวลูกกรด (CZ) ขนาด .22 Long Rifle ของกลางแก่ผู้ร้องที่ 1 และให้คืนอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (Baikal) ขนาด 12 ของกลางแก่ผู้ร้องที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าของแท้จริงในอาวุธปืนยาวลูกกรด และผู้ร้องที่ 2 เป็นเจ้าของแท้จริงในอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวของกลางที่ศาลสั่งริบเนื่องจากเป็นทรัพย์ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 29 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดบัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้และยานพาหนะใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเสียทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือไม่ และตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 57 ก็บัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้... ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิดเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือไม่ ส่วนการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ ให้เจ้าของแท้จริงยื่นคำร้องขอต่อศาลที่สั่งริบในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปของการขอคืนของกลางในคดีอาญา และศาลจะสั่งให้คืนทรัพย์สินเมื่อเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 ((3) (9) (13) (16)), 24, 25, 27, 29 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16, 19 (วรรคหนึ่ง), 47, 57 ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว และสั่งริบของกลางรวมทั้งอาวุธปืนยาว 2 กระบอก การที่พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 29 บัญญัติให้ริบอาวุธปืน เครื่องมือ เครื่องใช้... เสียทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดหรือไม่ นั้น มิใช่เป็นการริบโดยเด็ดขาดเพราะจะเป็นการลงโทษบุคคลอื่นผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งมิใช่ผู้กระทำผิดอาญา เนื่องจากริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาสถานหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) ขัดกับหลักทั่วไปของการใช้กฎหมายอาญาที่ว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าของแท้จริงจึงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งคืนทรัพย์ที่ถูกริบได้ สำหรับคดีนี้คือ การยื่นขอคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะจำเลยทั้งสองกระทำความผิด ฎีกาของโจทก์ที่ว่า สามารถริบทรัพย์สินของผู้อื่นที่มิได้กระทำความผิดได้แม้มีผลเท่ากับลงโทษผู้ที่มิได้กระทำความผิด และเป็นบทกฎหมายยกเว้นไม่นำมาตรา 33 และมาตรา 36 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ โดยไม่จำต้องคำนึงว่าผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 จะรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หรือไม่ จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 บัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้... เสียทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ อันเป็นบทบัญญัติยกเว้นไม่นำมาตรา 33 และมาตรา 36 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ศาลเป็นผู้สั่งริบทรัพย์สินที่บุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด โดยการร้องขอโดยพนักงานอัยการเช่นเดิม แต่ก็ยังให้โอกาสเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำขอคืนได้มิได้ตัดโอกาสเจ้าของมิให้ขอคืน โดยการขอให้ริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 56 วรรคสอง และตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 109 วรรคสอง พนักงานอัยการสามารถร้องขอได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา กฎหมายเปิดโอกาสให้เจ้าของแท้จริงสามารถพิสูจน์ในทำนองเดียวกับการขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 โดยต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่า ตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ในการกระทำความผิด อีกทั้งตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดเช่นนั้นเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามบทบัญญัติมาตรา 56 วรรคสอง และมาตรา 109 วรรคสอง ดังกล่าว ไม่อาจนำมาบังคับใช้กับคดีนี้ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาไปตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิดได้ ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิร้องขอคืนของกลางได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าคดีอาญาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอคืนของกลางเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 ภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ฎีกาของโจทก์ในประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ครอบครองอาวุธปืนยาวลูกกรดของผู้ร้องที่ 1 จำเลยที่ 2 ครอบครองอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวของผู้ร้องที่ 2 โดยผู้ร้องที่ 1 เบิกความว่า นำอาวุธปืนไปฝากจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้นำกระสุนปืนไปด้วย เพราะจะเดินทางไปจังหวัดภูเก็ต 2 วัน เกรงว่าจะมีคนประทุษร้ายต่อทรัพย์เนื่องจากบ้านไม่มีรั้ว แต่ตอบโจทก์ถามค้านว่า บ้านตนอยู่ห่างบ้านจำเลยที่ 1 ประมาณ 2 กิโลเมตร บ้านจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกเขยอยู่ใกล้กับเขตอุทยานแห่งชาติที่เข้าไปล่าสัตว์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์เป็นประจำ แสดงว่าบ้านจำเลยที่ 1 อยู่ใกล้กับเขตอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งมีสัตว์ป่าอยู่ และผู้ร้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เคยล่าสัตว์ป่าแต่ไม่ได้ล่าเป็นประจำ สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าประกอบอาชีพทำสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคลองพนม บางครั้งจำเลยที่ 1 ต้องล่าสัตว์ป่าเป็นอาหาร แต่นาน ๆ จึงจะล่าสัตว์สักครั้ง ในวันเกิดเหตุเวลาใกล้ค่ำ จำเลยที่ 1 ยืมอาวุธปืนยาวลูกกรดของผู้ร้องที่ 1 ไปล่าสัตว์ ซึ่งให้การแตกต่างจากที่ผู้ร้องที่ 1 เบิกความ คำเบิกความของผู้ร้องที่ 1 จึงมีข้อพิรุธน่าสงสัยในเรื่องการให้อาวุธปืนไปอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 และผู้ร้องที่ 1 ย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเคยล่าสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุที่อยู่ใกล้บ้านมาแล้วอาจใช้อาวุธปืนของผู้ร้องที่ 1 ล่าสัตว์ป่า ถือว่าผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของแท้จริงในอาวุธปืนยาวลูกกรดของกลางรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ส่วนผู้ร้องที่ 2 เบิกความว่าตนมีอายุมาก สุขภาพไม่แข็งแรงจึงไปพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่ได้อยู่บ้านของตนที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงให้จำเลยที่ 2 ช่วยดูแลทรัพย์สินรวมทั้งอาวุธปืน แต่กระสุนปืนไม่ได้ซื้อมานานแล้ว และตอบโจทก์ถามค้านว่า ตั้งใจจะโอนทะเบียนอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวของกลางให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานเขยที่ตนมอบอาวุธปืนนั้นให้มานานแล้ว แต่ยังไม่ได้โอน และให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า มอบอาวุธปืนให้จำเลยที่ 2 เก็บรักษาตั้งแต่ปี 2560 เพราะมีอายุมาก มักทิ้งบ้านไปทำธุระโดยไม่มีใครอยู่บ้านบ่อยครั้ง จำเลยที่ 2 นำอาวุธปืนมาไว้ที่อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ผู้ร้องที่ 2 มอบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวให้จำเลยที่ 2 ไว้นานแล้ว แสดงว่าผู้ร้องที่ 2 มอบอาวุธปืนยาวของกลางให้แก่จำเลยที่ 2 ไว้ในความครอบครองแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้โอนทางทะเบียนตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ซึ่งครอบครองอาวุธปืนสามารถนำอาวุธปืนไปใช้กระทำการใดก็ได้ สวนยางพาราของจำเลยที่ 2 ก็อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุ และผู้ร้องทราบว่าจำเลยที่ 2 เอาอาวุธปืนมาไว้ที่บ้าน อาจนำอาวุธปืนนั้นเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติและใช้ล่าสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติได้ ถือว่าผู้ร้องที่ 2 รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ศาลไม่อาจสั่งคืนอาวุธปืนของกลาง 2 กระบอก แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 36
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 29
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ม. 56
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 57
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ร้อง — นาย ภ. กับพวก
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายไพบูลย์ จันทร์วรเชษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมยศ ชัยประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา