คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 850/2565
#693460
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ นอกจากจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. แล้ว จำเลยที่ 2 ยังเป็นบุตรของโจทก์กับ ก. และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ด้วย ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.ก) เลขที่ 2273, 2274 และ 2270 การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงมิได้เป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. เท่านั้น แต่ยังเป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 3 แปลงด้วย

สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 6 ร่วมกันหรือแทนกันมอบเงิน 7,000,000 บาท ให้โจทก์เมื่อมีการปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว โดยหาได้ระบุให้จำเลยที่ 2 มอบเงินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้วและประสงค์จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.2 จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในฐานะส่วนตัวหาใช่ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ไม่ แม้ภายหลังศาลมีคําพิพากษาให้ถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. และคดีถึงที่สุดก็ตาม ก็มิได้ทำให้สิทธิของจำเลยที่ 2 ในการเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความเสื่อมเสียไป

แม้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ระบุให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 โดยได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดก แต่ก็ได้ความตามคําแถลงของจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ว่า ตนเองและทายาทตามพินัยกรรมไม่ติดใจบังคับตามพินัยกรรม ขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่ทายาทของ ก. ยินยอมให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในการทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว นอกจากนี้สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ยังระบุอีกว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. จะให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้มีการดำเนินการจนลุล่วงไปโดยสมบูรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงลายมือชื่อผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลที่จำเลยที่ 2 กำหนดและศาลชั้นต้นได้ออกคําบังคับตามคําพิพากษาตามยอมดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความและเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้มีการบังคับคดีจนแล้วเสร็จได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง

เมื่อการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความคงเหลือเพียงการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. เพื่อให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ให้ความร่วมมือ จำเลยที่ 2 จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคําพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้พนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

จำเลยที่ 2 ยื่นคําร้องขอให้มีการบังคับคดีตามคําพิพากษาตามยอมภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนํา ป.วิ.พ. มาตรา 274 และ มาตรา 357 ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาใช้บังคับแก่การบังคับคดีในคดีนี้ ศาลย่อมมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 กำหนดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 6 ตกลงร่วมกันหรือแทนกันจะมอบเงิน 7,000,000 บาท ให้โจทก์เมื่อมีการปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ระบุไว้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ข้อ 2 กำหนดว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแช จะใช้อำนาจผู้จัดการมรดกโดยได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดกทำหนังสือมอบอำนาจ 3 ฉบับ ซึ่งหากมีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกจะให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้มีการดำเนินการจนลุล่วงเป็นไปโดยสมบูรณ์ การมอบอำนาจ มีดังนี้ 2.1 ฉบับที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 แปลง ในนามเดิม ตามแนวเขตและเนื้อที่ซึ่งผู้รับมอบอำนาจกำหนด 2.2 ฉบับที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่มีการแบ่งแยกตามข้อ 2.1 ซึ่งแบ่งแยกแล้ว เฉพาะที่ดินในส่วนทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 อีกแปลงหนึ่ง เพื่อให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้กำหนดเองให้เป็นผู้รับโอนที่ดิน โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ และ 2.3 ฉบับที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่มีการแบ่งแยกตามข้อ 2.1 ซึ่งแบ่งแยกแล้วเฉพาะที่ดินในส่วนทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินทั้งสองแปลง เพื่อให้จำเลยที่ 6 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้บุคคลซึ่งจำเลยที่ 6 เป็นผู้กำหนดเองให้เป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งสองแปลง โดยให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมามีเหตุขัดข้องในการบังคับคดีเนื่องจากสัญญาประนีประนอมความยอมข้อ 2.1 กำหนดแต่เพียงว่า ให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 แปลง ตามแนวเขตและเนื้อที่ซึ่งจำเลยที่ 2 กำหนดโดยมิได้ระบุจำนวนเนื้อที่ที่จะแบ่งแยกไว้ ศาลชั้นต้นตีความสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.1 ว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 ส่วน ในนามเดิม ตามแนวเขตและเนื้อที่ซึ่งผู้รับมอบอำนาจกำหนดนั้น ให้ที่ดินที่แบ่งแยกแล้วแปลงด้านทิศตะวันออกเมื่อรวมกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 แล้วมีเนื้อที่เท่ากับแปลงด้านทิศตะวันตก ซึ่งการตีความดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาปราณบุรี ดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาปราณบุรี จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 ตามที่แบ่งแยก (ที่ถูก ซึ่งแบ่งแยกแล้ว เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลง) และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อการนี้

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 และมาตรา 357 หรือไม่ เห็นว่า ในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ นอกจากจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมแชแล้ว จำเลยที่ 2 ยังเป็นบุตรของโจทก์กับนางกิมแช และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ด้วย ประกอบกับโจทก์ยังบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273, 2274 และ 2270 การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงมิได้เป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชเท่านั้น แต่ยังเป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 3 แปลงด้วย และตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 6 ร่วมกันหรือแทนกันมอบเงิน 7,000,000 บาท ให้โจทก์เมื่อมีการปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ระบุไว้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว โดยหาได้ระบุให้จำเลยที่ 2 มอบเงินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ได้วางเงิน 3,500,000 บาท ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561 นอกจากนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.1 ยังกำหนดให้จำเลยที่ 2 มีหน้าที่เป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้จัดการมรดกของนางกิมแชดำเนินการขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส .3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 แปลง ในนามเดิม ทั้งมีสิทธิและหน้าที่ตามข้อ 2.2 ในการเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้จัดการมรดกของนางกิมแชให้จดทะเบียนโอนที่ดินตามข้อ 2.1 ที่แบ่งแยกแล้วเฉพาะที่ดินด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลงและที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 ให้แก่บุคคลซึ่งจำเลยที่ 2 กำหนดให้เป็นผู้รับโอนที่ดินดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้วและได้แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ประสงค์จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเอง ซึ่งเป็นสิทธิที่จำเลยที่ 2 สามารถกระทำได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.2 จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในฐานะส่วนตัวหาใช่ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชไม่ ดังนี้ แม้ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืนตามศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้ถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมแชและคดีถึงที่สุด โดยศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกาก็ตาม ก็มิได้ทำให้สิทธิของจำเลยที่ 2 ในการเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความเสื่อมเสียไป และแม้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ระบุให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 โดยได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดกซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดกก่อนนั้น ก็ได้ความตามคำแถลงของจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 15 สิงหาคม 2559 ว่า ตนเองและทายาทตามพินัยกรรมไม่ติดใจบังคับตามพินัยกรรมขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่ทายาทของนางกิมแชยินยอมให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในการทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว หาได้มีข้อขัดข้องในเรื่องความยินยอมของทายาทดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างมาไม่ นอกจากนี้สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ยังระบุอีกว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชจะให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้มีการดำเนินการจนลุล่วงไปโดยสมบูรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นคู่ความลงลายมือชื่อผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลที่จำเลยที่ 2 กำหนดและศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ประสงค์จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองและแจ้งเหตุขัดข้องในการรับโอนที่ดินพิพาทว่ายังไม่ได้รับหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชเพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความและมีสิทธิได้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธีตามบทบัญญัติแห่งการบังคับคดีจนแล้วเสร็จได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง โดยการบังคับคดีหาใช่จะต้องเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ของกองมรดกเพียงประการเดียวดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกามาไม่ เมื่อการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในกรณีนี้คงเหลือเพียงการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชเพื่อให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชได้ และการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวจะมีผลบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชหรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แม้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติขึ้นโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่ 5 กันยายน 2560 ภายหลังจากที่ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 แล้วก็ตาม แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเท่านั้นตามมาตรา 21 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีใด ๆ ที่ได้กระทำภายหลังวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ย่อมต้องบังคับตามบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมภายหลังจากที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 และมาตรา 357 ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาใช้บังคับแก่การบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความจะมีผลบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลย่อมมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 274 ม. 357
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายขจร เลิศสกุลพาณิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายมโน ภักดิ์ภูวดล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 843/2565
#682234
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องไม่ได้ส่งรายการหนี้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 335 วรรคสอง ก็มิได้ทำให้บุริมสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งเป็นบุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่ง ป.พ.พ. และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 (2) ต้องเสียไป และเมื่อผู้ร้องส่งรายการหนี้ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 วรรคท้าย ก่อนที่จะมีการจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทแล้ว ย่อมทำให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอยู่ในลำดับก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ศาลมีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยผิดสัญญา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง คือ ห้องชุดเลขที่ 328/144 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 68951 ถึง 68953 พร้อมส่วนควบของจำเลยออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทเลขที่ 328/144 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 68951 ถึง 68953 แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้จำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 ต้นเงิน 105,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินที่ผิดนัดแต่ละงวด เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 328/144 ซึ่งจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งผู้ร้องให้แจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 โดยให้ส่งแบบแจ้งรายการหนี้ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย พร้อมข้อบังคับของอาคารชุดและเอกสารคำนวณหนี้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ ผู้ร้องได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 แต่ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในวันที่ 10 ตุลาคม 2559 หลังจากนั้นวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นวันขายทอดตลาดนัดที่ 5 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดห้องชุดดังกล่าวโดยมิได้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ผู้ร้องยื่นขอแจ้งหนี้บุริมสิทธิอันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร จากนั้นวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ผู้ร้องแถลงขอนำส่งรายการหนี้บุริมสิทธิค่าส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระ ตามมาตรา 18 พระราชบัญญัติอาคารชุดฯ เพื่อขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดของจำเลยชำระหนี้ค่าภาระส่วนกลางให้แก่ผู้ร้องก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่า คดีนี้อยู่ระหว่างทำรายงานบัญชีเนื่องจากขายทอดตลาดทรัพย์ ตรวจสอบแล้วพบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือให้แจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระแก่นิติบุคคลอาคารชุดลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดต้องแจ้งหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือตามมาตรา 335 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่นิติบุคคลอาคารชุดได้แจ้งค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ซึ่งเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่กันเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 เป็นกฎหมายเฉพาะ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พิเศษแตกต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายทั่วไป โดยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนซึ่งต้องมีกรรมสิทธิ์ในอาคารเดียวกันร่วมกันและมีกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดแยกจากกันเป็นสัดส่วน พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 จึงบัญญัติแตกต่างออกไป โดยบทบัญญัติของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 41 (2) ให้ถือว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด ซึ่งบุริมสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 (1) คือ บุริมสิทธิรักษาอสังหาริมทรัพย์ อันทำให้ผู้ร้องมีสิทธิเหนือห้องชุดที่พิพาทในการที่จะได้รับชำระหนี้ค้างชำระก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ และตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 วรรคท้าย ยังบัญญัติว่า บุริมสิทธิตาม (2) ถ้าผู้จัดการได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนจำนอง ดังนี้ แม้ผู้ร้องไม่ได้ส่งรายการหนี้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนด ก็มิได้ทำให้บุริมสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งเป็นบุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 (2) ต้องเสียไป และเมื่อผู้ร้องส่งรายการหนี้ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 วรรคท้าย ก่อนที่จะมีการจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทแล้ว ย่อมทำให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอยู่ในลำดับก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น โดยมีสิทธิที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินผิดนัดแต่ละงวด เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวม และที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้ หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง เช่นนี้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดและขายทอดตลาด ต้องรับผิดในหนี้ถึงวันขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงมีบุริมสิทธิโดยคิดดอกเบี้ยถึงวันที่ขายทอดตลาดทรัพย์เช่นกัน จึงสมควรกันเงินให้แก่ผู้ร้องตามต้นเงินที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันขายทอดตลาดเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินที่ผิดนัดแต่ละงวด จนถึงวันขายทอดตลาด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 273 (1)
ป.วิ.พ. ม. 335 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 วรรคสอง ม. 41 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นิติบุคคลอาคารชุด ด.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทินกร พูนเม็ง
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวจิตตรา กาญธนะประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
กำพล ษมาคุณากร
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 829/2565
#686179
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) โดยถูกต้อง แต่จำเลยไม่ดำเนินการเพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ภายในอายุใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) เช่นนี้ ถือได้ว่า ขณะจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ อาวุธปืนของกลางจึงเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งว่าเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทางทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ อันเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ต้องริบเสียทั้งสิ้น ตาม ป.อ. มาตรา 32 ด้วยเหตุนี้ จำเลยจะอ้างเหตุว่าภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้จดทะเบียนให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางถูกต้องเรียบร้อยแล้ว มาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อมิให้ริบอาวุธปืนของกลางไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นฎีกาจำเลยอ้างว่า จำเลยเคยเป็นอาสาสมัครทหารพราน สังกัดกรมทหารพรานที่ 45 จำเลยซื้ออาวุธปืนของกลางจากโครงการสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่น ในชั้นนี้จึงฟังได้ว่าที่จำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองนั้น คงเนื่องมาจากจำเลยได้ซื้อจากโครงการสวัสดิการข้าราชการจริง ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนของกลางก่ออาชญากรรมใด จำเลยเองก็ให้การรับสารภาพ อันแสดงว่าจำเลยยังรู้สำนึกในความผิดของตน พฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า กรณีมีเหตุไม่ริบอาวุธปืนของกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) ซึ่งมีอายุ 6 เดือน นับแต่วันออกใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 23 (2) แล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการเพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ภายในอายุใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) เช่นนี้ ถือได้ว่าขณะจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ อาวุธปืนของกลางจึงเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งว่าเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทางทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ อันเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ต้องริบเสียตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ด้วยเหตุนี้จำเลยจะอ้างเหตุว่า ภายหลังเกิดเหตุได้มีการจดทะเบียนให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางถูกต้องเรียบร้อยแล้วมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อมิให้ริบอาวุธปืนของกลางไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ริบอาวุธปืนของกลางมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 15,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้ใบรับอนุญาต ปรับ 5,000 บาท รวมปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวณัฐนิกา แจ่มจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุระ อนันต์สุขเสรี
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2565
#683963
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิฎีกาขอให้กำหนดโทษจําเลยในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เนื่องจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาฉ้อโกง แต่ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ร่วมเกี่ยวพันกับความผิดข้อหาฉ้อโกงที่โจทก์ร่วมมีสิทธิฎีกา ทั้งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หากศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาเห็นสมควรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คําฟ้องของโจทก์แยกเป็นข้อ ก. และข้อ ข. แต่ใช้วันเวลากระทำผิดเดียวกัน ข้อ ก. ระบุว่า จําเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมว่า จําเลยประสงค์ขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ผู้เสียหายที่ 1 หลงเชื่อจึงทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลย และมอบเงินให้จําเลย ข้อ ข. ระบุว่า จําเลยแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในสัญญาขายฝากที่ดินอันเป็นเอกสารราชการว่าที่ดินมีสิ่งปลูกสร้างอันเป็นความเท็จ ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อและจดข้อความดังกล่าวลงในหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน เห็นได้ว่าการที่จําเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามข้อ ข. เป็นการกระทำส่วนหนึ่งของการฉ้อโกงตามข้อ ก. อันเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาอย่างเดียวกันคือเพื่อหลอกลวงเงินจากโจทก์ร่วม จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

จําเลยขายฝากที่ดินให้โจทก์ร่วมโดยหลอกลวงว่าที่ดินมีสิ่งปลูกสร้าง ความจริงที่ดินไม่มีสิ่งปลูกสร้าง โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานฉ้อโกง และมีคําขอให้จําเลยคืนเงินแก่โจทก์ร่วม เมื่อจําเลยให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษจําเลยตามฟ้อง จําเลยจึงต้องคืนเงินเต็มจำนวนแก่โจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ส่วนที่ดินที่จําเลยจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์ร่วม จําเลยต้องดำเนินการตามสิทธิของตนเองต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 267, 341 และให้จำเลยคืนเงิน 2,040,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายชยธร ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาฉ้อโกง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 (ที่ถูก มาตรา 267), 341 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกง จำคุก 3 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยใช้เงิน 2,040,000 บาท คืนแก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง จำคุก 3 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดทั้งสองฐานเป็นกรรมเดียวและมีระวางโทษเท่ากัน ลงโทษฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ดังนี้ แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะได้รอการลงโทษจำคุกจำเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า เมื่อพิจารณาการกระทำความผิดของจำเลยกับความเสียหายที่โจทก์ร่วมได้รับ กรณียังไม่เหมาะสมที่จะลงโทษจำเลยสถานเบา โดยหากศาลจะรอการลงโทษก็ควรกำหนดเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (7) นั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตฎีกาปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ซึ่งโจทก์ร่วมมีคำขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีไม่ต้องห้ามฎีกา จึงให้งดส่งคำร้อง นั้น เป็นการสั่งไปโดยไม่มีอำนาจและโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คดีอาญาทั่วไปที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ไม่มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 และมาตรา 221 การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องฉบับดังกล่าว โดยไม่ได้ยื่นเป็นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ร่วมจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเป็นว่า ให้ยกคำร้องฉบับดังกล่าว และที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมดังกล่าวมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า การกระทำความผิดของจำเลยตามคำฟ้องในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และข้อหาฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมจะไม่มีสิทธิฎีกาขอให้กำหนดโทษจำเลยในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เนื่องจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาฉ้อโกง แต่ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ร่วมดังกล่าวเกี่ยวพันกับความผิดข้อหาฉ้อโกงที่โจทก์ร่วมมีสิทธิฎีกา ทั้งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ไม่ว่าจำเลยจะยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นหรือไม่ หากศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาเห็นสมควรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ซึ่งเมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าโจทก์แยกฟ้องเป็นข้อ ก. และข้อ ข. แต่ใช้วันเวลากระทำผิดเดียวกัน คำฟ้องข้อ ก. ระบุว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมว่า จำเลยมีความประสงค์ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 10840 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ในราคา 2,040,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วที่ดินโฉนดเลขที่ 10840 ไม่มีสิ่งปลูกสร้างดังที่จำเลยกล่าวอ้าง โดยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 1 หลงเชื่อ จึงทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยในราคา 2,040,000 บาท และมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยในการทำสัญญาขายฝาก ส่วนคำฟ้องข้อ ข. ระบุว่า จำเลยแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินอันเป็นเอกสารราชการว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 10840 มีสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นความเท็จ ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อและจดข้อความที่จำเลยแจ้งดังกล่าวลงในหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามฟ้องข้อ ข. เป็นการกระทำส่วนหนึ่งของการฉ้อโกงตามฟ้องข้อ ก. อันเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาอย่างเดียวคือเพื่อหลอกลวงเงินจากโจทก์ร่วม จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาในคดีส่วนแพ่งต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนเงิน 2,040,000 บาท แก่โจทก์ร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยขายฝากที่ดินให้โจทก์ร่วม โดยหลอกลวงว่าที่ดินตามโฉนดดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮาส์สองชั้น ความจริงที่ดินนั้นไม่มีสิ่งปลูกสร้าง โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมีคำขอให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ร่วมด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง จำเลยจึงต้องคืนเงินที่เสียไปเต็มจำนวนแก่โจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ส่วนที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์ร่วมนั้น จำเลยก็ต้องดำเนินการตามสิทธิของตนเองต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2563 ว่า ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 650,000 บาท จึงต้องหักเงินดังกล่าวออกจากจำนวนที่จำเลยจะต้องคืนให้แก่โจทก์ร่วมด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 1,390,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 267 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
โจทก์ร่วม — นาย ช.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายสมควร จารุธำรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 821/2565
#687033
เปิดฉบับเต็ม

การพิพากษาคดีในส่วนแพ่งที่ให้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น เมื่อศาลฎีกาสั่งจำหน่ายคดีส่วนอาญาของจำเลยจากสารบบความ เนื่องจากจำเลยถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) แล้ว ศาลฎีกาจะพิพากษาคดีในส่วนอาญาเกี่ยวกับจำเลยต่อไปอีกไม่ได้ จึงถือว่าคดีในส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุดและจะนำข้อเท็จจริงในคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดมารับฟังในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นย่อมไม่ได้ เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่จากพยานหลักฐานในสำนวน

จำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยมี จ. เข้ามาเป็นคู่ความแทน ก็เพียงเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแทนจำเลยเท่านั้น ศาลจึงต้องพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง และชั้นบังคับคดีก็บังคับเอาจากกองมรดกของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนสืบพยาน เด็กหญิง ธ. ผู้เสียหาย โดยนาง อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายรวมเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย (ผู้ร้อง) ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนอาญาออกจากสารบบความ สำหรับคดีในส่วนแพ่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเพื่อให้บุคคลที่กฎหมายกำหนดเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วส่งถ้อยคำสำนวนคืนศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำสั่งตั้งนาง จ. ภริยาจำเลย เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง ถือได้ว่าจำเลยอุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาด้วย ซึ่งในส่วนของคดีอาญานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยกระทำความผิดให้ลงโทษจำคุก ต่อมาเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนอาญาออกจากสารบบความ สำหรับการพิพากษาคดีในส่วนแพ่งที่ให้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น เมื่อศาลฎีกาสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยจากสารบบความแล้ว ศาลฎีกาจะพิพากษาคดีในส่วนอาญาเกี่ยวกับจำเลยต่อไปอีกไม่ได้ จึงถือว่าคดีในส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุดและจะนำข้อเท็จจริงในคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดมารับฟังในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น ๆ ย่อมไม่ได้ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่จากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งทางนำสืบของโจทก์นอกจากมีผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องเบิกความยืนยันว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องแล้ว หลังจากเกิดเหตุในคืนเดียวกันผู้ร้องก็ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวในนาง อ. ซึ่งเป็นมารดาทราบ แม้ในครั้งแรกมารดาผู้ร้องจะยังไม่เชื่อในคำบอกเล่าของผู้ร้องก็ตาม แต่ภายหลังเมื่อผู้ร้องไม่ยอมไปโรงเรียนโดยยังยืนยันว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้อง มารดาผู้ร้องจึงได้พาผู้ร้องไปพบนาย ป. ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนที่ผู้ร้องเรียนอยู่ ผู้ร้องก็ยังได้เล่าเหตุการณ์ให้นาย ป. ฟังโดยยืนยันว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้อง หลังจากนั้นจึงได้มีการให้ผู้ร้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายโดยมีแพทย์หญิง อ. แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้ร้องยืนยันว่าพบบาดแผลด้านในอวัยวะเพศของผู้ร้องซึ่งมีรอยช้ำเนื่องจากการกระแทก และมีความเห็นว่าพบหลักฐานว่าอาจจะผ่านการร่วมประเวณี นอกจากนี้ผู้ร้องยังได้ให้การต่อพันตำรวจตรี ส. พนักงานสอบสวนยืนยันข้อเท็จจริงสอดคล้องกับที่ผู้ร้องเบิกความ รวมทั้งยังสอดคล้องต้องกันกับพยานอื่นดังที่ได้กล่าวมาในข้อสาระสำคัญ โดยไม่ปรากฏว่าพยานดังกล่าวทั้งหมดมีข้อขัดแย้งหรือสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะมาเบิกความเพื่อใส่ร้ายปรักปรำจำเลยแต่อย่างใด ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยอยู่ที่บ้านของตนเองซึ่งอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 6 กิโลเมตร โดยไม่ได้ออกไปที่ใดนั้น คงมีเพียงจำเลยและนาง จ. ภริยาจำเลยมาเบิกความเท่านั้น โดยไม่มีพยานอื่นที่น่าเชื่อถือมาเบิกความยืนยันด้วย ส่วนนาย อ. พยานจำเลยอีกปากหนึ่งก็เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุตนเองมิได้อยู่ที่บ้านเกิดเหตุแต่อย่างใด จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือที่จะรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือในการรับฟังมากกว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้ร้อง จึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องจากการทำละเมิดดังกล่าว สำหรับจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เห็นว่า ขณะถูกทำละเมิดผู้ร้องยังเป็นเด็กมีอายุเพียง 10 ปีเศษ อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและสภาพจิตใจ รวมถึงความเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงในอนาคตอันเป็นการยากต่อการแก้ไขเยียวยาให้กลับคืนดังเดิมได้ ค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดจึงนับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ซึ่งเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยมีนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความแทน ก็เพียงเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแทนจำเลยเท่านั้น ศาลจึงต้องพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง และชั้นบังคับคดีก็บังคับเอาจากกองมรดกของจำเลย

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้นถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ธ. โดยนาง อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ผ. โดยนาง จ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายธราดล พินิจสัจจธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 815/2565
#683966
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 6 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท น. จำเลยที่ 6 ย่อมมีสิทธิเข้าประชุมในที่ประชุมใหญ่ได้เสมอไม่ว่าจะเป็นประชุมชนิดใดคราวใด แต่หากจำเลยที่ 6 มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในข้ออันใดซึ่งที่ประชุมจะลงมติแล้ว จำเลยที่ 6 ย่อมไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนด้วยในข้อนั้น ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1176 และ 1185 แห่ง ป.พ.พ. ดังนั้น การที่จำเลยที่ 6 ได้ออกเสียงลงคะแนนในกรณีดังกล่าว จึงมีผลเพียงทำให้มีข้อพิจารณาว่ามติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นมติพิเศษชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่หาได้เป็นการลวงว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 47

การกระทำความผิดตามมาตรา 42 และมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 ผู้กระทำความผิดจะต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้มีส่วนได้เสียในบริษัทขาดประโยชน์อันควรได้ แต่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้อย่างไรบ้าง จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

การทำให้เสียหาย เปลี่ยนแปลง หรือตัดทอนหลักประกันของบริษัทตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (1) นั้น หมายถึงหลักประกันที่บริษัทได้รับเข้ามา หาใช่ทรัพย์สินของบริษัทที่นำไปใช้เป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามฟ้องข้อนี้จึงไม่เป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42, 46, 47

ศาลชั้นต้นพิพากษาไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ในปัญหาตามคำฟ้องข้อ 2.1 ถึง ข้อ 2.6

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดมีว่า คดีของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดตามคำฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.6 มีมูลที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างในฎีกาว่า สำหรับฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันมีหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท น. ครั้งที่ 1/2561 และมีหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท น. ครั้งที่ 1/2561 โดยหนังสือเชิญประชุมทั้งสองครั้งแจ้งว่ามีวาระการประชุมเพื่อพิจารณาลดทุนจดทะเบียน โดยลดมูลค่าหุ้นเพื่อล้างขาดทุนสะสมของบริษัทนั้นเป็นความเท็จ ความจริงบริษัท น. ไม่ได้ขาดทุน จึงเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทและโฆษณาโดยอ้างอิงบัญชีอันเป็นเท็จในสาระสำคัญ เห็นว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึง 5 อ้างว่าการลดทุนจดทะเบียนของบริษัท น. ทั้งสองครั้งก็เพื่อล้างขาดทุนสะสมของบริษัท แต่เมื่อนำมูลค่าหุ้นที่ลดลงไปคำนวณหักขาดทุนสะสมแล้วบริษัท น. ยังมีขาดทุนสะสมอยู่เป็นจำนวน 12,603,980 บาท การลดทุนทั้งสองครั้งดังกล่าวจึงไม่สามารถล้างขาดทุนสะสมได้ จึงเป็นการลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท และโฆษณาโดยอ้างถึงบัญชีอันเป็นเท็จในสาระสำคัญ ฎีกาของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดที่อ้างว่าบริษัทไม่ได้ขาดทุนเช่นนี้ จึงเป็นข้อเท็จจริงนอกคำฟ้องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างในฎีกาข้อต่อมาว่า สำหรับฟ้องข้อ 2.3 ที่ว่า จำเลยที่ 6 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท น. แต่จำเลยที่ 6 เป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในวาระเพิ่มทุนและลดทุนซึ่งต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงมติในวาระดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 6 ที่ร่วมลงคะแนนออกเสียงในวาระการพิจารณาให้ลดทุนของบริษัท น. จึงเป็นการลวงว่าตนเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งที่ตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียพิเศษต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนน จำเลยที่ 6 จึงกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 47 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 6 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท น. จำเลยที่ 6 ย่อมมีสิทธิเข้าประชุมในที่ประชุมใหญ่ได้เสมอไม่ว่าจะเป็นประชุมชนิดใดคราวใด แต่หากจำเลยที่ 6 มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในข้ออันใดซึ่งที่ประชุมจะลงมติแล้ว จำเลยที่ 6 ย่อมไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนด้วยในข้อนั้น ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1176 และ 1185 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 6 ได้ออกเสียงลงคะแนนในกรณีดังกล่าว จึงมีผลเพียงทำให้มีข้อพิจารณาว่ามติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นมติพิเศษชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่หาได้เป็นการลวงว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 47 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างในฎีกาข้อต่อมาว่า สำหรับฟ้องข้อ 2.4 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือตัดทอนงบแสดงฐานะการเงินและรายการต่าง ๆ ในงบการเงินฉบับที่ส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงไม่ตรงตามรายการและจำนวนเงินที่นำเสนอในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ให้พิจารณาและอนุมัติ เพื่อลวงโจทก์ทั้งสิบเอ็ดว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 นำงบการเงินฉบับที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นไปยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และปรากฏตามรายงานผู้สอบบัญชีลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ว่าบริษัทเลือกมาตรฐานบัญชีแบบใหม่ และมีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ถาวรตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป ทำให้สินทรัพย์ของบริษัทกลับไปอยู่ในราคาทุนไม่ใช่ราคาตลาดปัจจุบัน มีผลให้งบการเงินส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจัดทำบัญชีของบริษัทให้ขาดทุนลงอีกเพื่อให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอีกเพื่อลวงให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่น ๆ หลงเชื่อว่าบริษัทมีฐานะการเงินไม่ดีการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จึงทำให้เสียหาย หรือปลอมบัญชีเอกสาร หรือลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท และเป็นการโฆษณาโดยปกปิดบัญชี รายงาน หรือกิจการอื่นเกี่ยวกับบริษัทอันเป็นสาระสำคัญเพื่อลวงให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในบริษัทนั้นให้ขาดประโยชน์อันควรได้ อันเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 42 และมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 เห็นว่า ความผิดทั้งสองมาตราดังกล่าว ผู้กระทำความผิดจะต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้มีส่วนได้เสียในบริษัทขาดประโยชน์อันควรได้ แต่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้อย่างไรบ้าง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องในข้อนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างในฎีกาข้อต่อมาว่า สำหรับฟ้องข้อ 2.5 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันลงมติให้บริษัท น. กู้ยืมเงินจากธนาคาร ท. จำนวน 390,000,000 บาท เพื่อนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ ก. ก่อนถึงกำหนดชำระเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมชำระหนี้ก่อนครบกำหนดเป็นเงิน 5,400,000 บาท ทั้งนี้ เป็นการกระทำเพื่อไถ่ถอนทรัพย์สินของบริษัทและนำไปเป็นหลักประกันกู้เงินให้แก่บริษัทอื่นซึ่งอยู่ในกลุ่มของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ขอกู้ยืมเงินจากธนาคาร ท. ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายต้องรับภาระโดยเป็นหนี้ค้ำประกันและจำนองเป็นประกันหนี้ให้แก่บริษัทอื่นในวงเงินรวม 5,110,000,000 บาท โดยบริษัทไม่มีส่วนได้เสียในเงินกู้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จึงเป็นการทำให้เสียหาย เปลี่ยนแปลง หรือตัดทอน หลักประกันของบริษัท น. เห็นว่า การทำให้เสียหาย เปลี่ยนแปลง หรือตัดทอนหลักประกันของบริษัทนั้น หมายถึงหลักประกันที่บริษัทได้รับเข้ามา หาใช่ทรัพย์สินของบริษัทที่นำไปใช้เป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามฟ้องข้อนี้จึงไม่เป็นความผิด โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างในฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้บรรยายฟ้องในข้อ 2.6 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ดำเนินการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 15/2561 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 และประธานในที่ประชุมได้แถลงให้ที่ประชุมทราบว่านายทะเบียนได้รับจดทะเบียนลดทุนตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 แล้วนั้น เป็นการโฆษณากล่าวอ้างว่า การที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทรับจดทะเบียนลดทุนดังกล่าวเป็นเหตุให้หุ้นจำนวน 950,000 หุ้น สิ้นผลไปโดยอัตโนมัติ อันเป็นเท็จในสาระสำคัญ เพื่อลวงผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท น. ให้เข้าใจว่าหุ้นจำนวน 950,000 หุ้น ดังกล่าวสิ้นผลไปแล้ว ไม่สามารถจัดสรรแก่ผู้ถือหุ้นได้ ทำให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้จากบริษัท น. ซึ่งหมายความว่า การโฆษณากล่าวอ้างดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและบุคคลทั่วไปเข้าใจว่าหุ้นดังกล่าวสิ้นผลไปแล้วอันเป็นความเท็จ ซึ่งแท้จริงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่มีเจตนาจัดสรรหุ้นดังกล่าวมาแต่ต้นแล้ว โจทก์ทั้งสิบเอ็ดในฐานะผู้ถือหุ้นก็จะขาดประโยชน์ในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวอันเป็นประโยชน์อันควรได้จากการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน การบรรยายฟ้องจึงครบองค์ประกอบความผิดแล้วนั้น เห็นว่า การแถลงของประธานในที่ประชุมดังกล่าวเป็นการแจ้งที่ประชุมว่า คณะกรรมการได้ตัดสินใจในการดำเนินกิจการบริษัทไปในทิศทางอย่างไรเนื่องจากบริษัทเคยมีมติเพิ่มทุนแล้ว แต่ได้จัดสรรขายหุ้นเพิ่มทุนไปเพียงบางส่วนจึงยังคงเหลือหุ้นเพิ่มทุนที่ยังไม่ได้จัดสรรอีก การที่ประธานยังได้แถลงถึงการดำเนินการต่อจากนั้นว่า ต่อมาที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้ลดทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสม และบริษัทได้ดำเนินการจดทะเบียนลดทุนต่อกรมพัฒนธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เรียบร้อยแล้วก็เป็นการเท้าความถึงการดำเนินการของบริษัทหลังจากมีมติพิเศษลดทุนกันแล้ว การที่ประธานยังได้กล่าวถึงผลจากการลดทุนซึ่งถือได้ว่าหุ้นที่ยังไม่ได้จัดสรรที่เหลืออยู่นั้นสิ้นผลไปโดยอัตโนมัติ ก็เป็นเพียงความเห็นของประธานเกี่ยวกับหุ้นที่ยังไม่ได้จัดสรรขายดังกล่าวเพราะหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวตราบใดที่บริษัทมิได้ออกหุ้นใหม่เสนอขาย ก็ยังคงเป็นเพียงความประสงค์ของบริษัทที่หากยังต้องการเพิ่มทุนก็จะต้องดำเนินการต่อไปโดยออกหุ้นใหม่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อไม่มีข้อความตอนใดเป็นเท็จ การแถลงดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการโฆษณาโดยอ้างถึงกิจการของบริษัทอันเป็นเท็จในสาระสำคัญแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามฟ้องข้อนี้จึงไม่เป็นความผิดเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดไม่มีมูลที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณาและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.พ.พ. ม. 1176 ม. 1185
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 ม. 46 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก. กับพวก
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายธนวิทย์ ขำศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิไล จิวังกูร
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2565
#686976
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ก่อนที่จะนำของใด ๆ ไปจากอารักขาของศุลกากร ผู้นำของเข้าต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร กับต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้อง และเสียภาษีอากรจนครบถ้วนหรือวางเงินไว้เป็นประกัน การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด คดีนี้เหตุที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกักและยึดรถยนต์โดยสารที่พิพาทไว้ก็เพื่อตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของสินค้า โดยมีการสืบสวนทราบว่ารถยนต์โดยสารที่พิพาททั้งหมดมีต้นทางส่งออกมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศมาเลเซีย และทางราชการของประเทศมาเลเซียได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) สำหรับรถยนต์โดยสารที่พิพาทให้กับบริษัท อ. หลังจากนั้น รถยนต์โดยสารที่พิพาทถูกจัดส่งมายังประเทศไทย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่ากรณีเป็นการสำแดงประเทศกำเนิดของสินค้าเป็นเท็จ (Form D) และใช้สิทธิลดอัตราอากรของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอาเซียนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 99 และมาตรา 27 ซึ่งตามคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 16/2558 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน ข้อ 4 วิธีปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ศุลกากร (2.8) กำหนดว่า กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยในถิ่นกำเนิดสินค้าว่า สินค้าที่นำเข้าไม่อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากร...หากสินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าต้องห้ามหรือต้องกำกัดในการนำเข้าและไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลให้ท่าหรือที่หรือด่านศุลกากรหรือสำนักงานศุลกากรสั่งการปล่อยสินค้าไปก่อน โดยให้วางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากร ส่วนหลักเกณฑ์ประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2556 ข้อ 2 01 09 09 การปฏิบัติเกี่ยวกับข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าที่ตรวจพบความผิดหรือที่มีการจับกุมและของยังไม่ได้ตรวจปล่อยจากอารักขาศุลกากร ข้อ (1) กำหนดว่า เมื่อมีการตรวจพบความผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และของยังไม่ได้ตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาศุลกากร ให้หน่วยงานที่ตรวจพบความผิดดังกล่าวส่งเรื่องที่ตรวจพบความผิดไปให้หน่วยบริการศุลกากรทำการประเมินราคาและอากรของที่ตรวจพบความผิด เพื่อเรียกเก็บค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ ให้ครบถ้วนก่อนตรวจปล่อยของต่อไป หากผู้นำของเข้าไม่ยินยอมชำระค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ (หากมี) ให้แจ้งหน่วยงานด้านคดีส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ในกรณีที่ผู้นำของเข้ามีความประสงค์จะขอให้ตรวจปล่อยของออกไปก่อนแล้วพิจารณาความผิดภายหลัง เมื่อได้ทำการประเมินอากรของที่ตรวจพบความผิด และได้ค่าภาษีอากรที่ขาดแล้วให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดยอดเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรที่ขาดและกำหนดเงินค่าเปรียบเทียบปรับค่าภาษีอากร ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยเร็ว ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ข้อ 1 03 03 01 (10) กำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร หรือความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรให้ปรับสองเท่าของอากรที่ขาด และให้ชำระค่าภาษีอากรที่ขาดให้ครบถ้วน พร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทยที่ขาด (ถ้ามี) ดังนั้น เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลในการนำเข้ารถยนต์โดยสารที่พิพาท หากโจทก์ต้องการนำรถยนต์โดยสารที่พิพาทออกไปจากอารักขาของจำเลย โจทก์จึงต้องวางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับสองเท่าของอากรที่ขาดให้ครบถ้วนก่อนที่จะนำสินค้าพิพาทออกไปจากอารักขาของจำเลยได้ หาใช่แต่เพียงวางเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรอย่างเดียวไม่ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งให้โจทก์วางประกันค่าภาษีและค่าปรับดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ไม่วางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับดังกล่าว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น การที่พนักงานศุลกากรของจำเลยกักยึดสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าไว้เพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรจึงเป็นการกักยึดสินค้าไว้โดยมีเหตุอันควรสงสัยที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 24 และ 25 ให้อำนาจไว้ และสินค้าพิพาทที่ถูกกักยึดนี้ก็เป็นของใด ๆ อันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 27 อันอาจถูกศาลริบได้ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 17 ซึ่งพนักงานศุลกากรของจำเลยมีอำนาจกักยึดไว้ได้จนกว่าคดีอาญาถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคสาม ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่เคยกล่าวหาว่าโจทก์ฉ้อฉลนั้น ปรากฏว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าเป็นการสำแดงประเทศกำเนิดของสินค้าที่ตัวสินค้าเป็นเท็จเป็นเหตุให้ค่าภาษีอากรขาดอันเป็นความผิดฐานสำแดงเท็จ แต่ ช. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์อ่านบันทึกแล้วไม่ประสงค์จะลงนาม การกักยึดสินค้าพิพาทจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้ตรวจปล่อยสินค้าพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยตรวจปล่อยสินค้ารถยนต์ปรับอากาศ จำนวน 99 คัน โดยให้โจทก์เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 36,533,846 บาท ค่าเช่าสถานที่จอดรถวันละ 1,000,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะตรวจปล่อยรถยนต์ทั้ง 99 คัน ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2559 โจทก์นำเข้ารถยนต์โดยสารปรับอากาศประเภทใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวี 5 ครั้ง จำนวน 489 คัน โดยสั่งซื้อจากบริษัท อ. ซึ่งอยู่ในประเทศมาเลเซียอันเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน การนำเข้ารถยนต์โดยสารที่พิพาทเป็นการนำเข้าครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 จำนวน 99 คัน โดยโจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม และแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) เพื่อรับรองว่ารถยนต์โดยสารที่โจทก์นำเข้ามีถิ่นกำเนิดของในประเทศมาเลเซีย เพื่อใช้สิทธิลดอัตราภาษีตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement หรือ ATIGA) และตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน โจทก์ดำเนินพิธีการศุลกากรขอรับรถยนต์โดยสารที่นำเข้าแล้ว แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ยอมตรวจปล่อยให้แก่โจทก์ โดยเห็นว่ารถยนต์โดยสารที่นำเข้ามีถิ่นกำเนิดในสาธารณรัฐประชาชนจีน และดำเนินคดีโจทก์ในความผิดฐานสำแดงประเทศกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ และใช้สิทธิลดอัตราอากรของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอาเซียนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 99 และ 27 หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลางแล้ว ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรสำหรับรถยนต์โดยสาร 99 คันที่พิพาทในคดีนี้ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมิน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยไม่ยอมตรวจปล่อยรถยนต์โดยสารพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า รถยนต์โดยสารที่พิพาทไม่ใช่สินค้าต้องห้ามหรือต้องกำกัด โจทก์นำเข้าโดยแสดงหลักฐานครบถ้วนว่ารถยนต์โดยสารพิพาทมีถิ่นกำเนิดของในประเทศมาเลเซีย จำเลยไม่มีหลักฐานใดแสดงว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำเลยจึงต้องยอมให้โจทก์วางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรตามอัตราปกติโดยไม่ต้องวางประกันค่าประกันค่าปรับและปล่อยรถยนต์โดยสารพิพาทให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ก่อนที่จะนำของใด ๆ ไปจากอารักขาของศุลกากร ผู้นำของเข้าต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร กับต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้อง และเสียภาษีอากรจนครบถ้วนหรือวางเงินไว้เป็นประกัน การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด" คดีนี้เหตุที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกักและยึดรถยนต์โดยสารที่พิพาทไว้ก็เพื่อตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของสินค้า โดยมีการสืบสวนทราบว่ารถยนต์โดยสารที่พิพาททั้งหมดมีต้นทางส่งออกมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศมาเลเซีย และทางราชการของประเทศมาเลเซียได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) สำหรับรถยนต์โดยสารที่พิพาทให้กับบริษัท อ. หลังจากนั้น รถยนต์โดยสารที่พิพาทถูกจัดส่งมายังประเทศไทย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่ากรณีเป็นการสำแดงประเทศกำเนิดของสินค้าเป็นเท็จ (Form D) และใช้สิทธิลดอัตราอากรของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอาเซียนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 99 และมาตรา 27 ซึ่งตามคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 16/2558 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน ข้อ 4 วิธีปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ศุลกากร (2.8) กำหนดว่า กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยในถิ่นกำเนิดสินค้าว่า สินค้าที่นำเข้าไม่อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากร...หากสินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าต้องห้ามหรือต้องกำกัดในการนำเข้าและไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลให้ท่าหรือที่หรือด่านศุลกากรหรือสำนักงานศุลกากรสั่งการปล่อยสินค้าไปก่อน โดยให้วางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากร ส่วนหลักเกณฑ์ประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2556 ข้อ 2 01 09 09 การปฏิบัติเกี่ยวกับข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าที่ตรวจพบความผิดหรือที่มีการจับกุมและของยังไม่ได้ตรวจปล่อยจากอารักขาศุลกากร กำหนดว่า เมื่อมีการตรวจพบความผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และของยังไม่ได้ตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาศุลกากร ให้หน่วยงานที่ตรวจพบความผิดดังกล่าวส่งเรื่องที่ตรวจพบความผิดไปให้หน่วยบริการศุลกากรทำการประเมินราคาและอากรของที่ตรวจพบความผิด เพื่อเรียกเก็บค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ ให้ครบถ้วนก่อนตรวจปล่อยของต่อไป หากผู้นำของเข้าไม่ยินยอมชำระค่าภาษีอากรที่ขาดและค่าปรับ (หากมี) ให้แจ้งหน่วยงานด้านคดีส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ในกรณีที่ผู้นำของเข้ามีความประสงค์จะขอให้ตรวจปล่อยของออกไปก่อนแล้วพิจารณาความผิดภายหลัง เมื่อได้ทำการประเมินอากรของที่ตรวจพบความผิดและได้ค่าภาษีอากรที่ขาดแล้วให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดยอดเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรที่ขาด และกำหนดเงินค่าเปรียบเทียบปรับค่าภาษีอากร ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยเร็ว ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตามพระราชบัญญัติศุลกากร กำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร หรือความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรให้ปรับสองเท่าของอากรที่ขาด และให้ชำระค่าภาษีอากรที่ขาดให้ครบถ้วน พร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทยที่ขาด (ถ้ามี) ดังนั้น เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉลในการนำเข้ารถยนต์โดยสารที่พิพาท หากโจทก์ต้องการนำรถยนต์โดยสารที่พิพาทออกไปจากอารักขาของจำเลย โจทก์จึงต้องวางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับสองเท่าของอากรที่ขาดให้ครบถ้วนก่อนที่จะนำสินค้าพิพาทออกไปจากอารักขาของจำเลยได้ หาใช่แต่เพียงวางเงินประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรอย่างเดียวไม่ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งให้โจทก์วางประกันค่าภาษีและค่าปรับดังกล่าวแล้ว ตามหนังสือที่ กค 0599/1977 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 แต่โจทก์ไม่วางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับดังกล่าว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น การที่พนักงานศุลกากรของจำเลยกักยึดสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าไว้เพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรจึงเป็นการกักยึดสินค้าไว้โดยมีเหตุอันควรสงสัยที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 24 และ 25 ให้อำนาจไว้ และสินค้าพิพาทที่ถูกกักยึดนี้ก็เป็นของใด ๆ อันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 27 อันอาจถูกศาลริบได้ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 17 ซึ่งพนักงานศุลกากรของจำเลยมีอำนาจกักยึดไว้ได้จนกว่าคดีอาญาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่เคยกล่าวหาว่าโจทก์ฉ้อฉลนั้น ปรากฏว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าเป็นการสำแดงประเทศกำเนิดของสินค้าที่ตัวสินค้าเป็นเท็จเป็นเหตุให้ค่าภาษีอากรขาดอันเป็นความผิดฐานสำแดงเท็จ ตามบันทึกการตรวจสอบ-จับกุมตามใบขนสินค้าขาเข้า แต่นายชนิด ผู้รับมอบอำนาจโจทก์อ่านบันทึกแล้วไม่ประสงค์จะลงนาม การกักยึดสินค้าพิพาทจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้ตรวจปล่อยสินค้าพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 85 วรรคสาม
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 24 ม. 25 ม. 27 ม. 40 ม. 99
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุธราธรรม
- นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
อุดม วัตตธรรม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565
#685226
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 70 กำหนดให้บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแล้วนำส่งจำเลย ดังนั้น หาก RIM Canada หรือ RIM Singapore ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) RIM Canada หรือ RIM Singapore จึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมาย โดยมีโจทก์เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีและนำส่งจำเลย หากโจทก์ไม่ได้หักภาษีและไม่ได้นำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักนำส่งแก่จำเลยภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับ RIM Canada หรือ RIM Singapore ผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่ไม่ได้หักและไม่ได้นำส่ง ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง และต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ตามมาตรา 27 เมื่อสัญญาซื้อขายฉบับหลักระหว่าง RIM Canada กับโจทก์พร้อมคำแปล ข้อ 6 กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบและต้องจ่ายภาษีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ภายใต้สัญญานี้ รวมถึงภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยเมื่อหักภาษีแล้ว RIM Canada หรือ RIM Singapore จะต้องได้รับเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ออกตามใบแจ้งหนี้ โจทก์จึงต้องมีหน้าที่ออกภาษีเงินได้ให้ RIM Canada หรือ RIM Singapore ตามข้อผูกพันในสัญญา เงินดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ แม้โจทก์ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 70 แต่เมื่อโจทก์ชำระภาษีแก่จำเลยและ RIM Canada หรือ RIM Singapore ได้รับเงินของโจทก์เท่าจำนวนเงินที่ออกตามใบแจ้งหนี้ไปแล้ว หากปรากฏว่า RIM Canada หรือ RIM Singapore ไม่มีภาระต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกคืนเงินในส่วนที่โจทก์ชำระค่าภาษีแก่จำเลยได้

โจทก์กับ RIM Canada ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศและมิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ร่วมเป็นคู่สัญญาทำสัญญาซื้อขายฉบับหลัก Master Supply Agreement โดยให้หมายความรวมถึงตาราง ใบสั่งซื้อ เอกสารแนบท้าย และสิ่งที่แนบมาใด ๆ หรือเอกสารที่อ้างถึงในหรือตามตารางที่มีการซื้อขาย สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตามสัญญา หมายความถึง อุปกรณ์มือถือ อุปกรณ์เชื่อมโยงและซอฟต์แวร์ที่ระบุไว้ในตารางเอ รวมถึงใบอนุญาตในการเข้าถึงเครือข่ายและซอฟต์แวร์ใด ๆ ของ RIM โหลดลงหรือฝังตัวอยู่ในมือถือหรืออุปกรณ์พกพา พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ การแก้ไขข้อผิดพลาด (BUG) การปรับปรุง การอัปเกรด โดย RIM จัดเตรียมให้แก่โจทก์ ตัวแทนจำหน่าย หรือผู้ใช้บริการ แต่ไม่รวมบริการการโทร (Airtime Service) เพราะบริการการโทร (Airtime Service) เป็นบริการโดยโจทก์ไม่ใช่ RIM ตามคำจำกัด ความในสัญญาซื้อขายฉบับหลักพร้อมคำแปล เมื่อซอฟต์แวร์ที่ระบุไว้ในตารางเอ หมายความรวมถึงใบอนุญาตในการเข้าถึงเครือข่าย (Access license) ดังนั้น Service Access บริการเข้าใช้ตามที่กำหนดในตารางเอ และบริการอื่นที่ RIM อาจให้บริการแก่โจทก์ตามตารางดี - 1 และ Service Access Fees ค่าธรรมเนียมที่อธิบายในตารางเอ ย่อมหมายถึง ค่าธรรมเนียมที่ RIM เรียกเก็บจากการอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์การเข้าถึงเครือข่าย ซึ่งตารางเอ ข้อ 6 สัญญาซื้อขายฉบับหลักพร้อมคำแปล ได้กำหนดการแก้ปัญหาระบบ BlackBerry และอธิบายไว้ด้วยว่า BlackBerry Enterprise Server Software ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐาน BlackBerry ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งข้อความไปยัง และส่งข้อความระหว่างมือถือ BlackBerry หรือเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์อีเมลองค์กร ส่วน BlackBerry Handheld Software ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายของผู้ให้บริการไร้สายที่สนับสนุนโดย RIM เพื่อป้องกันปัญหาในการส่งและรับข้อมูลผ่านเครือข่ายไร้สาย ช่วยตรวจสอบและเรียกดูข้อความอีเมล การนัดหมาย ชื่อผู้ติดต่อ งาน และบันทึกตามที่อธิบายไว้ในคู่มือการติดตั้งระบบมือถือ BlackBerry Handheld Software ดังนั้น ค่าตอบแทนจำนวน 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการลูกค้าองค์กร สำหรับการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software หรือการเชื่อมต่อผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software และ BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines และค่าตอบแทนจำนวน 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการลูกค้ารายย่อย เฉพาะการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines แม้สัญญาจะเรียกเป็นค่าบริการ แต่ก็เป็นค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่าย นอกจากนี้ข้อกำหนดตามสัญญา ข้อ 19 ยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาตามสัญญาซื้อขายฉบับหลักพร้อมคำแปล กำหนดข้อจำกัดการอนุญาตให้ใช้สิทธิ โดยภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญานี้ RIM ให้สิทธิแก่โจทก์เป็นการเฉพาะตัวและไม่สามารถโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้ ข้อจำกัดในการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายโดยมีเงื่อนไขว่าผู้จัดจำหน่ายจะต้องตกลงเข้าทำสัญญาที่ไม่มีข้อจำกัดน้อยกว่าสัญญานี้ และโจทก์ต้องไม่ดำเนินการและต้องควบคุมดูแลให้ตัวแทนจำหน่าย ไม่ส่งเสริม ทำการตลาด แจกจ่ายหรือขายสินค้านอกพื้นที่ กำหนดข้อจำกัดการใช้สิทธิว่า โจทก์จะต้องไม่ใช้และทำซ้ำสินค้าและบริการ (รวมเอกสาร) นอกเหนือจากที่ระบุในสัญญานี้ โจทก์จะต้องไม่แก้ไขคำแจ้งลิขสิทธิ์ที่บรรจุอยู่หรือที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ เอกสารของ RIM หรือการตลาดหรือวรรณกรรมอื่น ๆ ที่จัดหาโดย RIM ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด และมีข้อกำหนดที่ RIM อนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าแบบสิทธิส่วนบุคคล และไม่สามารถโอนให้บุคคลอื่นได้ ห้ามทำซ้ำ แจกจ่าย และห้ามแสดงเครื่องหมายการค้าของ RIM ในที่สาธารณะ การใช้งานเครื่องหมายการค้าของ RIM จำกัดเพียงการใช้งานตามสัญญานี้ โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิและจะไม่ได้รับสิทธิการเป็นเจ้าของ RIM ยังคงมีสิทธิ กรรมสิทธิ์และประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญาในสินค้าและบริการของตน โจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตจะแนบใบแจ้งสงวนสิทธิ์ไม่ว่าลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า หรือกรรมสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องในสินค้าหรือบริการของ RIM โจทก์หรือตัวแทนรวมทั้งพนักงาน ผู้รับจ้าง หรือผู้กระทำการแทนจะไม่ได้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ต้นแบบสินค้า ซึ่งรวมสิทธิบัตรการออกแบบอุตสาหกรรม งานต้นแบบ ลิขสิทธิ์ ความลับทางการค้าหรือ mask works โจทก์หรือผู้กระทำการแทนจะไม่ได้กรรมสิทธิ์ ประโยชน์ หรือสิ่งอื่นใดในสินค้าหรือต้นแบบสินค้าที่โอนยังโจทก์ตามสัญญานี้ โจทก์จะไม่ขาย ให้เช่า อนุญาตเช่าช่วง จำหน่าย มอบหมายหรือโอนสิทธิในสินค้า เปิดเผยผลการเทียบเคียงราคาหรือการทดสอบอื่นใดที่คล้ายคลึงกับสินค้าของ RIM แก่บุคคลที่สาม แก้ไข แปลหรือดัดแปลงสินค้า ลบหรือทำลายซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจาก RIM การจำหน่ายซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจาก RIM และหรือการขายสื่อที่เผยแพร่ซอฟต์แวร์โดยโจทก์เป็นไปตามเงื่อนไขของใบอนุญาต RIM โจทก์จะแจ้งให้ RIM ทราบทันที หากมีการละเมิดตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นว่า โจทก์และ RIM ทำสัญญาซื้อขายสินค้าเป็นอุปกรณ์มือถือ อุปกรณ์เชื่อมโยงและซอฟต์แวร์ โดยเจตนาหรือมีวัตถุประสงค์หลักของสัญญาคือ RIM อนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าและสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์มาตรฐาน รวมถึง BlackBerry Enterprise Server (BES) Software License และ BlackBerry End User หรือ Software License Agreement โดยที่ RIM ยังคงเป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้าและซอฟต์แวร์ของ RIM ที่โหลดลงหรือฝังตัวอยู่ในมือถือหรืออุปกรณ์พกพา ดังนั้น ในการจ่ายเงินค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ให้แก่ RIM ดังกล่าว แม้จะกำหนดในสัญญาว่าเป็นค่าบริการ แต่ถือว่าเป็นค่าตอบแทนการให้ใช้หรือสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรมหรือเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) ข้อ 12 และเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3) ไม่ใช่เป็นเพียงการให้บริการรับส่งข้อมูลการติดต่อสื่อสารของผู้ใช้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตให้แก่ลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กรตามที่โจทก์อ้าง จึงไม่ใช่การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ดังนั้น เมื่อ RIM Canada หรือ RIM Singapore เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย RIM Canada หรือ RIM Singapore จึงต้องเสียภาษี โดยโจทก์ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแล้วนำส่งจำเลยตามมาตรา 70 และตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) ข้อ 12 คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0722/125 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2558 ของจำเลย เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือที่ กค 0728/2649 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2559 ให้จำเลยชำระเงินภาษีอากรคืนแก่โจทก์ 330,518,011.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับถัดจากครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร คิดเป็นดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 222,516,478.76 บาท รวมเป็นเงินภาษีคืนและดอกเบี้ย 553,034,490.48 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน จากต้นเงิน 330,518,011.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2548 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายฉบับหลัก (Master Supply Agreement) กับ รีเสิร์ท อิน โมชั่น ลิมิเต็ด (Research In Motion Limited หรือ RIM Canada) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศแคนาดา เพื่อตกลงซื้อขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อแบล็คเบอรี่ (BlackBerry) และค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์รวมถึงการเชื่อมต่อระบบบริการผ่านโครงข่ายการใช้งานทางอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อแบล็คเบอรี่ (BlackBerry) สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าว โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าบริการ และค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service and Service Access Fees) ให้แก่ RIM Canada และต่อมา RIM Canada ได้มีการโอนสิทธิตามสัญญาให้แก่ รีเสิร์ท อิน โมชั่น สิงคโปร์ พีทีอี ลิมิเต็ด (Research In Motion Singapore Pte.Limited หรือ RIM Singapore) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของสาธารณรัฐสิงคโปร์ และได้รับสิทธิประโยชน์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) เนื่องจากเป็นบุคคลผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในสาธารณรัฐสิงคโปร์ และไม่มีตัวแทนหรือสำนักงานในประเทศไทยหรือส่งบุคลากรของตนเข้ามาในประเทศไทยเพื่อการให้บริการตามสัญญาซื้อขายฉบับหลักดังกล่าว ซึ่งตามเอกสารแนบท้ายสัญญาซื้อขายฉบับหลัก ตารางเอ หัวข้อ รายการสินค้าและการกำหนดราคา (Schedule A "Product List And Pricing") กำหนดนิยามของค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ในข้อ 5 ไว้ดังนี้

ก. ลูกค้าองค์กร ค่าตอบแทนจำนวน 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการ สำหรับการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software หรือการเชื่อมต่อผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software และ BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines (Service Access Fees per Handheld per month for Service Access through BlackBerry Enterprise Server Software only or both BlackBerry Enterprise Server Software and BlackBerry Internet Service (BIS) through frame relay or Lease Lines)

ข. ลูกค้ารายย่อย ค่าตอบแทนจำนวน 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการ เฉพาะการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines (Service Access Fees per Handheld per month for Service Access through BlackBerry Internet Service (BIS) only through frame relay or Lease Lines)

เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ Service Access Fees ให้แก่ RIM Canada หรือ RIM Singapore แล้ว โจทก์ก็จะเรียกเก็บค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ Service Access Fees จากผู้ใช้บริการ (End-User) ของตนในราคาที่บวกส่วนต่างนอกเหนือไปจากค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เรียกเก็บเป็นรายเดือนสำหรับค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ RIM Canada และ RIM Singapore เพื่อให้ลูกค้าผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อแบล็คเบอรี่ (BlackBerry) สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ โจทก์อ้างว่า เดิมโจทก์เห็นว่าเป็นการจ่ายค่าบริการในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (ซอฟต์แวร์) ซึ่งเข้าลักษณะเป็นค่าสิทธิ โจทก์จึงได้หักภาษีจากค่าตอบแทนที่จ่ายและนำส่งให้แก่จำเลย โดยโจทก์มีภาระเป็นผู้ออกภาษีให้ตามที่ระบุไว้ในสัญญา ต่อมาโจทก์ตรวจสอบสิทธิหน้าที่และขอบเขตงานบริการตามสัญญา และแนววินิจฉัย หนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรสำหรับกรณีการจ่ายค่าบริการที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับกรณีของโจทก์แล้ว โจทก์เห็นว่าค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นค่าสิทธิ แต่เป็นเงินได้จากการธุรกิจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) ดังนั้น RIM Canada และ RIM Singapore จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ค.10) ต่อจำเลย 44 ฉบับ และเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ค.10) ต่อจำเลยอีก 20 ฉบับ รวม 64 ฉบับ เป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ขอคืนทั้งสิ้น 330,518,011.72 บาท จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่อนุมัติคืนเงินภาษีอากรทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า กรณีที่โจทก์จ่ายค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ให้แก่ RIM Canada และ RIM Singapore เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนการให้ใช้สิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรมหรือเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) ข้อ 12 และเข้าลักษณะเป็นค่าสิทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) โจทก์จึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งแจ้งไม่คืนเงินค่าภาษีอากร ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร (ค.30) นั้น ชอบแล้ว โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า โจทก์มีสิทธิยื่นขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 กำหนดให้บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแล้วนำส่งจำเลย ดังนั้น หาก RIM Canada หรือ RIM Singapore ได้รับเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) RIM Canada หรือ RIM Singapore จึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมาย โดยมีโจทก์เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีและนำส่งจำเลย หากโจทก์ไม่ได้หักภาษีและไม่ได้นำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักนำส่งแก่จำเลยภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับ RIM Canada หรือ RIM Singapore ผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่ไม่ได้หักและไม่ได้นำส่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 เมื่อสัญญาซื้อขายฉบับหลักระหว่าง RIM Canada กับโจทก์พร้อมคำแปล ข้อ 6 กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบและต้องจ่ายภาษีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ภายใต้สัญญานี้ รวมถึงภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยเมื่อหักภาษีแล้ว RIM Canada หรือ RIM Singapore จะต้องได้รับเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ออกตามใบแจ้งหนี้ โจทก์จึงต้องมีหน้าที่ออกภาษีเงินได้ให้ RIM Canada หรือ RIM Singapore ตามข้อผูกพันในสัญญา เงินดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ แม้โจทก์ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 แต่เมื่อโจทก์ชำระภาษีแก่จำเลยและ RIM Canada หรือ RIM Singapore ได้รับเงินของโจทก์เท่าจำนวนเงินที่ออกตามใบแจ้งหนี้ไปแล้ว หากปรากฏว่า RIM Canada หรือ RIM Singapore ไม่มีภาระต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกคืนเงินในส่วนที่โจทก์ชำระค่าภาษีแก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีเอง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินัจฉัยประการต่อมามีว่า คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กับจำเลยต้องคืนเงินภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัย เมื่อศาลภาษีอากรกลางสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า โจทก์กับ RIM Canada ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศและมิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ร่วมเป็นคู่สัญญาทำสัญญาซื้อขายฉบับหลัก Master Supply Agreement โดยให้หมายความรวมถึงตาราง ใบสั่งซื้อ เอกสารแนบท้าย และสิ่งที่แนบมาใด ๆ หรือเอกสารที่อ้างถึงในหรือตามตารางที่มีการซื้อขาย สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตามสัญญา หมายความถึง อุปกรณ์มือถือ อุปกรณ์เชื่อมโยงและซอฟต์แวร์ที่ระบุไว้ในตารางเอ รวมถึงใบอนุญาตในการเข้าถึงเครือข่ายและซอฟต์แวร์ใด ๆ ของ RIM โหลดลงหรือฝังตัวอยู่ในมือถือหรืออุปกรณ์พกพา พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ การแก้ไขข้อผิดพลาด (BUG) การปรับปรุง การอัพเกรด โดย RIM จัดเตรียมให้แก่โจทก์ ตัวแทนจำหน่าย หรือให้แก่ผู้ใช้บริการ แต่ไม่รวมบริการการโทร (Airtime Service) เพราะบริการการโทร (Airtime Service) เป็นบริการโดยโจทก์ไม่ใช่ RIM ตามคำจำกัดความในสัญญาซื้อขายฉบับหลักพร้อมคำแปล เมื่อซอฟต์แวร์ที่ระบุไว้ในตารางเอ หมายความรวมถึงใบอนุญาตในการเข้าถึงเครือข่าย (Access license) ดังนั้น Service Access บริการเข้าใช้ตามที่กำหนดในตารางเอ และบริการอื่นที่ RIM อาจให้บริการแก่โจทก์ตามตารางดี - 1 และ Service Access Fees ค่าธรรมเนียมที่อธิบายในตารางเอ ย่อมหมายถึง ค่าธรรมเนียมที่ RIM เรียกเก็บจากการอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์การเข้าถึงเครือข่าย ซึ่งตารางเอ ข้อ 6 สัญญาซื้อขายฉบับหลักพร้อมคำแปล ได้กำหนดการแก้ปัญหาระบบ BlackBerry และอธิบายไว้ด้วยว่า BlackBerry Enterprise Server Software ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐาน BlackBerry ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งข้อความไปยัง และส่งข้อความระหว่างมือถือ BlackBerry หรือเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์อีเมลองค์กร ส่วน BlackBerry Handheld Software ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายของผู้ให้บริการไร้สายที่สนับสนุนโดย RIM เพื่อป้องกันปัญหาในการส่งและรับข้อมูลผ่านเครือข่ายไร้สาย ช่วยตรวจสอบและเรียกดูข้อความอีเมล การนัดหมาย ชื่อผู้ติดต่อ งาน และบันทึกตามที่อธิบายไว้ในคู่มือการติดตั้งระบบมือถือ BlackBerry Handheld Software ดังนั้น ค่าตอบแทนจำนวน 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการลูกค้าองค์กร สำหรับการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software หรือการเชื่อมต่อผ่าน BlackBerry Enterprise Server Software และ BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines และ ค่าตอบแทนจำนวน 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้บริการลูกค้ารายย่อย เฉพาะการเชื่อมโยงผ่าน BlackBerry Internet Service (BIS) ผ่าน Frame relay หรือ Lease Lines แม้สัญญาจะเรียกเป็นค่าบริการ แต่ก็เป็นค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่การเชื่อมต่อกับเครือข่าย นอกจากนี้ ข้อกำหนดตามสัญญา ข้อ 19 ยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา กำหนดข้อจำกัดการอนุญาตให้ใช้สิทธิ โดยภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญานี้ RIM ให้สิทธิแก่โจทก์เป็นการเฉพาะตัวและไม่สามารถโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้ ข้อจำกัดในการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายโดยมีเงื่อนไขว่าผู้จัดจำหน่ายจะต้องตกลงเข้าทำสัญญาที่ไม่มีข้อจำกัดน้อยกว่าสัญญานี้ และโจทก์ต้องไม่ดำเนินการและต้องควบคุมดูแลให้ตัวแทนจำหน่ายไม่ส่งเสริม ทำการตลาด แจกจ่ายหรือขายสินค้านอกพื้นที่ กำหนดข้อจำกัดการใช้สิทธิว่า โจทก์จะต้องไม่ใช้และทำซ้ำสินค้าและบริการ (รวมเอกสาร) นอกเหนือจากที่ระบุในสัญญานี้ โจทก์จะต้องไม่แก้ไขคำแจ้งลิขสิทธิ์ที่บรรจุอยู่หรือที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ เอกสารของ RIM หรือการตลาดหรือวรรณกรรมอื่น ๆ ที่จัดหาโดย RIM ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด และมีข้อกำหนดที่ RIM อนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าแบบสิทธิส่วนบุคคล และไม่สามารถโอนให้บุคคลอื่นได้ ห้ามทำซ้ำ แจกจ่าย และห้ามแสดงเครื่องหมายการค้าของ RIM ในที่สาธารณะ การใช้งานเครื่องหมายการค้าของ RIM จำกัดเพียงการใช้งานตามสัญญานี้ โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิและจะไม่ได้รับสิทธิการเป็นเจ้าของ RIM ยังคงมีสิทธิ กรรมสิทธิ์และประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญาในสินค้าและบริการของตน โจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตจะแนบใบแจ้งสงวนสิทธิ์ไม่ว่าลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า หรือกรรมสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องในสินค้าหรือบริการของ RIM โจทก์หรือตัวแทนรวมทั้งพนักงาน ผู้รับจ้าง หรือผู้กระทำการแทนจะไม่ได้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ต้นแบบสินค้า ซึ่งรวมสิทธิบัตร การออกแบบอุตสาหกรรม งานต้นแบบ ลิขสิทธิ์ ความลับทางการค้าหรือ mask works โจทก์หรือผู้กระทำการแทนจะไม่ได้กรรมสิทธิ์ ประโยชน์ หรือสิ่งอื่นใดในสินค้าหรือต้นแบบสินค้าที่โอนยังโจทก์ตามสัญญานี้ โจทก์จะไม่ขาย ให้เช่า อนุญาตเช่าช่วง จำหน่าย มอบหมายหรือโอนสิทธิในสินค้า เปิดเผยผลการเทียบเคียงราคาหรือการทดสอบอื่นใดที่คล้ายคลึงกับสินค้าของ RIM แก่บุคคลที่สาม แก้ไข แปลหรือดัดแปลงสินค้า ลบหรือทำลายซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจาก RIM การจำหน่ายซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจาก RIM และหรือการขายสื่อที่เผยแพร่ซอฟต์แวร์โดยโจทก์เป็นไปตามเงื่อนไขของใบอนุญาต RIM โจทก์จะแจ้งให้ RIM ทราบทันที หากมีการละเมิดตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นว่า โจทก์และ RIM ทำสัญญาซื้อขายสินค้าเป็นอุปกรณ์มือถือ อุปกรณ์เชื่อมโยงและซอฟต์แวร์ โดยเจตนาหรือวัตถุประสงค์หลักของสัญญาคือ RIM อนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าและสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์มาตรฐาน รวมถึง BlackBerry Enterprise Server (BES) Software License และ BlackBerry End User หรือ Software License Agreement โดยที่ RIM ยังคงเป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้าและซอฟต์แวร์ของ RIM ที่โหลดลงหรือฝังตัวอยู่ในมือถือหรืออุปกรณ์พกพา ดังนั้น ในการจ่ายเงินค่าตอบแทนการเชื่อมโยงหรือเข้าสู่ระบบบริการ (Service Access Fees) ให้แก่ RIM ดังกล่าว แม้จะกำหนดในสัญญาว่าเป็นค่าบริการ แต่ถือว่าเป็นค่าตอบแทนการให้ใช้หรือสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรมหรือเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) ข้อ 12 และเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) ไม่ใช่เป็นเพียงการให้บริการรับส่งข้อมูลการติดต่อสื่อสารของผู้ใช้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตให้แก่ลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กรตามที่โจทก์อ้าง จึงไม่ใช่การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) ดังนั้น เมื่อ RIM Canada หรือ RIM Singapore เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย RIM Canada หรือ RIM Singapore จึงต้องเสียภาษี โดยโจทก์ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแล้วนำส่งจำเลยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 และตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (DTA) ข้อ 12 คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นโต้แย้งอื่น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ม. 40 (3) ม. 40 (8) ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
- นายวิชัย จิตตาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
อุดม วัตตธรรม
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2565
#682865
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ และมาตรา 112 อัฏฐารส หากผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกไม่พอใจการประเมิน กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายประการใด โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร และหากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สามารถอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีนี้ในส่วนอากรขาเข้าจำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 112 ฉ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรโดยไม่รอให้พ้นกำหนดเวลา 30 วัน ที่จำเลยสามารถจะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 112 อัฏฐารส การที่จำเลยจะต้องเสียภาษีตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่จึงยังไม่เด็ดขาด เพราะยังอยู่ในเวลาที่จำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้และต่อมาจำเลยได้ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งรวมถึงใบขนสินค้าพิพาททั้ง 4 ฉบับในคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.216/6560 ของศาลภาษีอากรกลาง ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนหนึ่งต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าเพื่อใช้เป็นฐานภาษี เมื่อจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรขาเข้าซึ่งมีผลต่อฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินจึงยังไม่เด็ดขาด โจทก์ที่ 2 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มเป็นเงิน 5,583,356 บาท แก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าที่ชำระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับรวมสี่ฉบับเป็นเงิน 2,098,970 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2550 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2551 จำเลยนำสินค้ารถยนต์โดยสารขนาด 38 ที่นั่ง ยี่ห้อ "G." ซึ่งเป็นสินค้าที่มีกำเนิดในสาธารณรัฐประชาชนจีนจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทยรวม 4 ครั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยวางเงินประกันราคาค่าอากรไว้เพื่อรอผลการตรวจสอบตามใบขนสินค้าเลขที่ 2801-01250-81344, 2801-01250-81345,2801-00251-80547 และ 2801-00251-80548 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่ารถยนต์โดยสารที่จำเลยนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทสำแดงราคาต่ำกว่ามูลค่าปกติทั่วไปของสินค้าในกลุ่มรถยนต์โดยสารรุ่นเดียวกันที่นำมาผ่านพิธีการศุลกากรและจำเลยไม่สามารถชี้แจงเกี่ยวกับราคาที่สำแดงได้จึงกำหนดราคาศุลกากรโดยเทียบเคียงกับราคาที่สำนักสืบสวนและปราบปรามตรวจพบเป็นการกำหนดราคาศุลกากรตามวิธีที่ 3 ราคาซื้อขายของที่คล้ายกันตามหลักเกณฑ์การกำหนดราคาศุลกากรตามระบบราคาแกตต์และประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินพร้อมใบแนบใบแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 จำเลยยื่นอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 แต่ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 มีมติให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 เป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.200/2560 ของศาลภาษีอากรกลาง และต่อมาจำเลยก็ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งรวมถึงกรณีตามใบขนสินค้าพิพาททั้ง 4 ฉบับในคดีนี้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.216/2560 ของศาลภาษีอากรกลาง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และมาตรา 112 อัฏฐารส บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ดังนั้นหากผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกไม่พอใจการประเมิน กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายประการใด โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร และหากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สามารถอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีนี้ในส่วนอากรขาเข้าจำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 112 ฉ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรโดยไม่รอให้พ้นกำหนดเวลา 30 วัน ที่จำเลยสามารถจะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 112 อัฏฐารส การที่จำเลยจะต้องเสียภาษีตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่จึงยังไม่เด็ดขาด เพราะยังอยู่ในเวลาที่จำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้และต่อมาจำเลยได้ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งรวมถึงใบขนสินค้าพิพาททั้ง 4 ฉบับในคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.216/2560 ของศาลภาษีอากรกลาง ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนหนึ่งต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าเพื่อใช้เป็นฐานภาษี เมื่อจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรขาเข้าซึ่งมีผลต่อฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินจึงยังไม่เด็ดขาด โจทก์ที่ 2 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 79/2
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ ม. 112 อัฏฐารส
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
อุดม วัตตธรรม
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2565
#679510
เปิดฉบับเต็ม

การจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่า มีเจตนาเดียวกันหรือไม่ประกอบด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และในความผิดฐานร่วมกันนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกันโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันเพื่อช่วยเหลือนำพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน ให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และการที่จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน เข้ามาในราชอาณาจักรย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำหรือพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน เข้ามาในราชอาณาจักร แต่เมื่อจำเลยทั้งห้ากับพวกรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวทั้ง 17 คน พ้นจากการจับกุมจึงเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ ทั้งจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

จำเลยทั้งห้ากับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดเป็นขบวนการองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้รถกระบะของกลางนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และช่วยเหลือคนต่างด้าวเดินทางข้ามหลายจังหวัด การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงมิได้ใช้รถของกลางอย่างยานพาหนะโดยสารทั่วไป แต่เป็นการใช้รถกระบะของกลางกระทำความผิดโดยตรง ตามวัตถุประสงค์ขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง ศาลมีอำนาจริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (2) (3) (25) พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63, 64 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุกคนละ 4 ปี ฐานสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กร และฐานร่วมกันนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กร ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (3) ประกอบมาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันช่วยเหลือ ซ่อนเร้นคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุมและฐานสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กร การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (2) (3) (25) จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) (2) (3) (4), 7, 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ไม่ริบรถกระบะของกลาง แต่คืนให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่า มีเจตนาเดียวกันหรือไม่ประกอบด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และในความผิดฐานร่วมกันนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นการกระทำความผิดที่ต่อเนื่องกันโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันเพื่อจะช่วยเหลือนำพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน ให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และการที่จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน เข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าวย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำหรือพาคนต่างด้าวทั้ง 17 คน เข้ามาในราชอาณาจักร แต่เมื่อจำเลยทั้งห้ากับพวกรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ร่วมกันซ่อนเร้นช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวทั้ง 17 คน พ้นจากการจับกุม จึงเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ ทั้งจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าตามฟ้องข้อ 1.1, 1.2 และ 1.3 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า รถกระบะของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและศาลมีอำนาจสั่งให้ริบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดเป็นขบวนการองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้รถกระบะของกลางนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และช่วยเหลือคนต่างด้าว เดินทางข้ามหลายจังหวัด การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงมิได้ใช้รถกระบะของกลางอย่างยานพาหนะโดยสารทั่วไป แต่เป็นการใช้รถกระบะของกลางกระทำความผิดโดยตรง ตามวัตถุประสงค์ขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง ศาลจึงมีอำนาจริบได้ตามมาตรา 33 (1) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถกระบะของกลางมาด้วยนั้น ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ริบรถกระบะของกลาง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและความผิดฐานนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุกคนละ 2 ปี รวมสองกระทงจำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี ส่วนรถกระบะของกลางให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 63 ม. 64
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวรังสิมา ลัธธนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
กีรติ เชียงปวน
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2565
#685491
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานสอบสวนมีการแจ้งสิทธิและแจ้งข้อหาแก่ ซ. ขณะที่เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทยของจำเลย โดย ซ. ให้การปฏิเสธ แม้ ซ. มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยอันจะถือว่าเป็นผู้แทนนิติบุคคล แต่หนังสือรับรองข้อความที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อันเป็นหนังสือรับรองว่าบริษัทจำเลยได้รับใบอนุญาตทำธุรกิจบริการก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบ โครงการก่อสร้าง โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ให้แก่บริษัท ป. โดยมี ซ. เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย ซ. ย่อมอยู่ในฐานะเป็นผู้จัดการสำนักงานสาขาของจำเลยในประเทศไทย พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจแจ้งข้อหาและทำการสอบสวนได้ แม้จำเลยจะมิได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ซ. มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยด้วยก็ตาม เพราะ ซ. อยู่ในฐานะผู้จัดการตามความหมายใน ป.วิ.อ. มาตรา 7 วรรคหนึ่ง แล้ว กระบวนการสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย

กรณีนิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทย บรรดากรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลที่เป็นคนต่างด้าวต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 คุณสมบัติประการหนึ่งของคนต่างด้าวตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง (2) คือ มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ฮ. พำนักอยู่ที่สาธารณรัฐเกาหลี และข้อเท็จจริงปรากฏว่า ฮ. ออกนอกราชอาณาจักรไทยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2555 ส่วนที่ ฮ. ได้รับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวสำหรับการติดต่อและประกอบธุรกิจและการทำงานในราชอาณาจักรไทยก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ นั้น ข้อเท็จจริงปรากฎว่าเป็นการตรวจลงตราที่กระทำโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในสาธารณรัฐเกาหลี ฮ. มิได้เดินทางเข้ามาพำนักอยู่ในราชอาณาจักรไทยตามความเป็นจริงแต่ประการใด ดังนี้ เมื่อ ฮ. มิใช่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยและมิใช่บุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ในขณะที่ยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซ. จึงยังเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทยในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลจำเลยต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอ่านอธิบายฟ้อง สอบคำให้การ และสืบพยานโดยเปิดเผยต่อหน้า ซ. จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 165 และมาตรา 172 แล้ว

แม้เอกสารการนำเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็นเอกสารส่วนหนึ่งที่ได้มาจากการตรวจยึดในการค้นในเรื่องที่จำเลยถูกกล่าวหาว่านำเข้าสารเคมีซึ่งเป็นวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต และพยานโจทก์ยอมรับว่าอัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในข้อหานำเข้าสารเคมีอันเป็นวัตถุอันตราย แต่เอกสารที่ยึดมาชุดเดียวกันนั้นเป็นเอกสารที่นำไปสู่การสอบสวนและดำเนินคดีนี้ อันเกิดจากการตรวจค้นและยึดโดยชอบตามคำสั่งศาล ทั้งเอกสารดังกล่าวสามารถตรวจสอบความมีอยู่และความถูกต้องได้จากหน่วยงานของรัฐได้อีกทางหนึ่งอยู่แล้ว แม้ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนจนนำไปสู่การออกหมายค้นจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่หากตรวจพบข้อเท็จจริงในภายหลังจากเอกสารที่ยึดนั้นเองว่าอาจมีการหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากร พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนและดำเนินคดีต่อไปได้ หาใช่พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบแต่อย่างใดไม่ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

สำหรับความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 90/4 (6) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท จึงมีอายุความสิบปีตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดฐานดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2548 เมื่อนับถึงวันฟ้องพ้นกำหนดสิบปี ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว

จำเลยทำสัญญารับจ้างก่อสร้างโครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 ให้แก่บริษัท ป. โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยนำเข้าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้ง 480 เที่ยวเรือโดยมีเจตนาที่จะนำมาเพื่อผลิตหรือประกอบเป็นเครื่องจักรแยกก๊าซธรรมชาติในการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 โดยมีค่างานวิศวกรรมและการออกแบบโรงแยกก๊าซธรรมชาติชุดเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นลำดับต้นที่ขาดไม่ได้สำหรับใช้เป็นแนวทางในการผลิตหรือประกอบเครื่องจักรแยกก๊าซในการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติตามเจตนาที่แท้จริงของการนำเข้าวัสดุปกรณ์ และไม่ได้มีมูลค่าเพียงต้นทุนราคากระดาษในการออกแบบ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำค่างานด้านวิศวกรรมและการออกแบบที่บริษัท ป. ชำระแก่จำเลยและเป็นคนละจำนวนกับที่ชำระให้แก่ผู้ขายวัสดุอุปกรณ์ที่นำเข้ามาจากประเทศต่าง ๆ มารวมไว้ในราคาการนำเข้าเที่ยวแรกโดยให้สำแดงรายการแยกไว้ต่างหากจากราคาของนำเข้าตามความในกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) ข้อ 11 (4) และประกาศกรมศุลกากรที่ 39/2543 เมื่อจำเลยมิได้นำมูลค่าค่าบริการดังกล่าวมารวมเข้ากับราคาการนำเข้าเที่ยวแรกและสำแดงแยกไว้ต่างหากจากราคาของนำเข้าด้วยย่อมเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) ข้อ 11 (4) และประกาศศุลกากรที่ 39/2543 จำเลยจึงมีความผิดฐานนำของเข้าโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร

การดำเนินคดีนี้ไม่ได้เกิดจากมีบุคคลผู้มิใช่เจ้าพนักงาน ซึ่งนำความมาแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำการจับกุมผู้กระทำความผิดโดยตรง แต่เกิดสืบเนื่องจากการสอบสวนขยายผลของพนักงานเจ้าหน้าที่เอง ดังนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับศาลก็ไม่อาจสั่งจ่ายสินบนนำจับตามคำขอท้ายฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6), 78/1 (2), 83/8 และ 83/10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 และสั่งปรับจำเลยเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมอากรเข้าด้วยแล้ว (ราคาของรวมอากร 4,506,907,369.90 บาท) จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานและสินบนนำจับแก่ผู้แจ้งความนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยสภาพไม่อาจลงโทษจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับได้ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยสถานเดียว โดยให้ปรับจำเลยสามเท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่มจำนวน 57,901,159 บาท เป็นเงินค่าปรับทั้งสิ้น 173,703,477 บาท ให้บังคับค่าปรับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมาตรา 29/1 โดยหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด ให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยเพื่อใช้ค่าปรับ จ่ายสินบนให้แก่ผู้นำจับและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 ตามกฎหมาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2545 จำเลยได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจบริการก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบ โครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ให้แก่บริษัท ป. ในประเทศไทย ขณะเกิดเหตุสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยในประเทศไทย ตั้งอยู่กรุงเทพมหานคร นายอิน นายมานซุค นายซังวุค นายเจิงคี และนายชางเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย โดยนายซังวุคเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2555 และวันที่ 2 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เว้นแต่จะถูกยกเลิกโดยจำเลย และนับแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 เป็นต้นไป จำเลยแต่งตั้งนายชางเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการในประเทศไทยแทนนายซังวุคเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 จำเลยทำสัญญารับจ้างก่อสร้างโครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ให้แก่บริษัท ป. สัญญาจ้างมีลักษณะแบบเหมาจ่าย (TURNKEY) ซึ่งจำเลยมีภาระในการจัดกิจการทุกอย่างรวมกับการออกแบบด้านวิศวกรรม การจัดหาอุปกรณ์ การก่อสร้าง การติดตั้งอุปกรณ์ การทดสอบ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และค่าภาษีอากรทุกประเภท วงเงินค่าจ้างแบ่งเป็นสกุลเงินต่างประเทศ 190,661,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อ 3.1.1 และสกุลเงินในประเทศ 3,139,040,000 บาท ตามข้อ 3.1.2 ในสัญญาให้แบ่งเป็นงานด้านวิศวกรรมและการฝึกอบรม 27,791,000 ดอลลาร์สหรัฐ อุปกรณ์และวัสดุ 162,174,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าก่อสร้าง 696,000 ดอลลาร์สหรัฐ การจ่ายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะจ่ายโดยการโอนเข้าบัญชีของจำเลย ณ สาธารณรัฐเกาหลี ส่วนการจ่ายเป็นสกุลเงินไทยเป็นงานด้านวิศวกรรมและการฝึกอบรม 21,739,000 บาท ค่าอุปกรณ์และวัสดุ 902,148,000 บาท และการก่อสร้าง 2,125,153,000 บาท เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2546 จำเลยขออนุมัติใบขนสินค้าหลายเที่ยวเรือ กรมศุลกากรอนุญาตโดยให้เสียภาษีอากรในพิกัด 8421390 จากนั้นระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2548 จำเลยนำเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 จากสาธารณรัฐเกาหลีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยการขนส่งทางเรือ จำนวน 480 เที่ยวเรือ ขณะผ่านพิธีการศุลกากร จำเลยสำแดงรายการเฉพาะราคาของเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์ในพิกัดศุลกากร 8421390 จำเลยไม่ได้สำแดงรายการมูลค่าของการให้บริการด้านวิศวกรรมที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักรรวมเข้ากับจำนวนหน่วยของการนำเข้าเที่ยวแรก ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และกำหนดราคาศุลกากร ข้อ 11 (4) และประกาศกรมศุลกากรที่ 39/2543 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดสัดส่วนมูลค่าของวัสดุ อุปกรณ์ หรือบริการ วันที่ 22 ธันวาคม 2547 นายสุชาติ ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 มีหนังสือชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลค่างานตามสัญญาจ้างของจำเลยต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า ในส่วนของค่าจ้างตามสัญญา ข้อ 3.1.1 อันเป็นมูลค่างานสกุลเงินต่างประเทศ 190,661,000 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น บริษัท ป. ชำระเงินให้แก่จำเลยไปแล้ว 190,530,409.80 ดอลลาร์สหรัฐ เกี่ยวกับการขอรับการส่งเสริมการลงทุน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 บริษัท ป. ยื่นคำขอรับการส่งเสริมสำหรับกิจการประเภท 7.1.9 โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2545 ต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน วันที่ 3 ธันวาคม 2546 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนออกบัตรส่งเสริมให้แก่บริษัท ป. เป็นผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ประเภท 7.1 กิจการสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานทำให้ได้รับสิทธิและประโยชน์โดยได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรที่ใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามเงื่อนไขที่กำหนด นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 (วันที่เริ่มนำเข้าได้) ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2549 (วันสิ้นสุดการนำเข้า) หลังจากโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยทำสัญญารับจ้างโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 6 ซึ่งบริษัท ป. ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จากนั้นมีการนำเข้าและขนส่งทางเรือในลักษณะเดียวกับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 แต่มีการสำแดงค่าบริการทางวิศวกรรมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) และประกาศกรมศุลกากร ที่ 39/2543 หลังการนำเข้าของเกี่ยวกับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 เสร็จสิ้นแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุอันตรายโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรของจำเลยและรับเป็นคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2550 จึงยื่นคำร้องขอหมายค้นต่อศาล ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วออกหมายค้นให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษนำเจ้าพนักงานเข้าตรวจค้นสำนักงานของจำเลยในวันเดียวกันนั้น ผลการตรวจค้นเจ้าพนักงานตรวจยึดเอกสาร จำนวน 170 แผ่น ไปตรวจสอบ ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2552 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีจำเลยนำสินค้าเพื่อก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติครบชุดสมบูรณ์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยเสียภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน เป็นการสำแดงเท็จ หลีกเลี่ยงอากร โดยราคาที่จำเลยสำแดงราคาขาด 1,158,023,179 บาท ชำระอากรขาด 57,901,159 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มขาด 85,114,704 บาท จากนั้นมีคำสั่งแต่งตั้งและเปลี่ยนแปลงพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง มีการแจ้งสิทธิและข้อหาแก่นายซังวุคเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2553 และวันที่ 8 ธันวาคม 2554 ขณะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการในประเทศไทยของจำเลยในช่วงเวลาดังกล่าวผ่านนายปัญญา ทนายความและล่ามภาษาอังกฤษของนายซังวุคนายซังวุคในฐานะผู้รับผิดชอบการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทยให้การปฏิเสธ วันที่ 3 มีนาคม 2559 เจ้าพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษจับกุมนายซังวุค ตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ ลงวันที่ 8 มกราคม 2559 จากนั้นเจ้าพนักงานปล่อยตัวไปเนื่องจากเห็นว่าขณะจับกุมนายซังวุคมิได้เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทยแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีที่นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ให้ออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลนั้น ให้ไปยังพนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี" ดังนี้ ในชั้นสอบสวนนิติบุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องหา นิติบุคคลไม่อยู่ในสภาพที่จะให้จับกุมได้ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจออกหมายเรียกบุคคลจำพวกใดจำพวกหนึ่งใน 2 จำพวก มาทำการสอบสวน ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการสอบสวนสามารถดำเนินการแก่นิติบุคคลต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134 จำพวกแรก คือ ผู้แทนนิติบุคคล หมายถึง ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นตามกฎหมาย เช่น กรรมการผู้จัดการบริษัท จำพวกที่สอง คือ ผู้จัดการ หมายถึง บุคคลที่เป็นตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจจากนิติบุคคลโดยผ่านทางผู้แทนนิติบุคคลเพื่อดำเนินกิจการตามที่ได้รับมอบหมายภายใต้ขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้น ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า พนักงานสอบสวนมีการแจ้งสิทธิและแจ้งข้อหาแก่นายซังวุคเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2553 และวันที่ 8 ธันวาคม 2554 ขณะที่นายซังวุคเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทยของจำเลยในช่วงระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 จนถึงวันที่ 19 มกราคม 2555 ผ่านนายปัญญา ทนายความและล่ามภาษาอังกฤษของนายซังวุคนายซังวุคในฐานะผู้รับผิดชอบการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทยให้การปฏิเสธ เช่นนี้ แม้นายซังวุคมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย อันจะถือว่าเป็นผู้แทนนิติบุคคลดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่หนังสือรับรองข้อความที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2556 อันเป็นหนังสือรับรองว่าบริษัทจำเลยได้รับใบอนุญาตทำธุรกิจบริการก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบ โครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ให้แก่บริษัท ป. โดยมีนายซังวุคเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย นายซังวุคย่อมอยู่ในฐานะเป็นผู้จัดการสำนักงานสาขาของจำเลยในประเทศไทย พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจแจ้งข้อหาและทำการสอบสวนได้ แม้จำเลยจะมิได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายซังวุคมีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยได้ด้วยก็ตาม เพราะนายซังวุคอยู่ในฐานะผู้จัดการตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 วรรคหนึ่ง แล้ว กระบวนการสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า กระบวนพิจารณาในชั้นสอบคำให้การจำเลย และการพิจารณาสืบพยานในศาลได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยหรือไม่ เห็นว่า กรณีนิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย (นิติบุคคลต่างด้าว) เป็นผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทย บรรดากรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลที่เป็นคนต่างด้าวต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งคุณสมบัติประการหนึ่งของคนต่างด้าวตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง (2) คือ มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในเอกสารท้ายคำร้องขอออกหมายจับนายซังวุค ประกอบกับจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงเข้ามาในฎีกาฟังได้ว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้นายชางพำนักอยู่ที่สาธารณรัฐเกาหลี จากการตรวจสอบข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ลงวันที่ 21 มีนาคม 2559 เกี่ยวกับการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักรไทยของนายชางปรากฏว่านายชางออกนอกราชอาณาจักรไทยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2555 ซึ่งจำเลยอ้างข้อเท็จจริงประกอบฎีกาต่อสู้คดีเป็นทำนองว่า นายชางได้รับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวสำหรับการติดต่อและประกอบธุรกิจและการทำงานในราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ นั้น ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าเป็นการตรวจลงตราที่กระทำโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในสาธารณรัฐเกาหลี นายชางมิได้เดินทางเข้ามาพำนักอยู่ในราชอาณาจักรไทยตามความเป็นจริงแต่ประการใด วัตถุประสงค์ของบทกฎหมายในมาตราดังกล่าวเพื่อให้มีผู้รับผิดชอบของนิติบุคคลต่างด้าว หากมีความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการในประเทศไทย จึงไม่อาจตีความตามลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัดโดยไม่คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายดังที่จำเลยอ้าง ดังนี้ เมื่อนายชางมิใช่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยและมิใช่บุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองในขณะที่ยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทย การที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกหนังสือรับรองให้นายชางเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทย จึงเป็นการผิดหลงในคุณสมบัติของนายชางอันเป็นการออกหนังสือรับรองโดยไม่ชอบ ด้วยเหตุผลข้างต้นประกอบพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่า นายซังวุคยังคงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยในประเทศไทยในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลจำเลยต่อไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ไม่ถือว่าอำนาจของนายซังวุคในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลต่างด้าวของจำเลยถูกยกเลิกเพิกถอนตามข้อยกเว้นที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอ่านอธิบายฟ้องและสอบคำให้การนายซังวุคก็ดี การพิจารณาสืบพยานในศาลชั้นต้นได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้านายซังวุคก็ดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 และมาตรา 172 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า พยานเอกสารที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มาจากการตรวจค้นและยึดจากจำเลย สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้เอกสารการนำเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วยสัญญาระหว่างจำเลยกับบริษัท ป. และใบขนสินค้าขาเข้า 480 ฉบับ เป็นเอกสารส่วนหนึ่งที่ได้มาจากการตรวจยึดในการค้นครั้งดังกล่าว และพยานโจทก์ปากเดียวกันนี้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่าอัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในข้อหานำเข้าสารเคมีอันเป็นวัตถุอันตราย แต่เอกสารที่ยึดมาชุดเดียวกันนั้นเป็นเอกสารที่นำไปสู่การสอบสวนและดำเนินคดีนี้ อันเกิดจากการตรวจค้นและยึดโดยชอบตามคำสั่งของศาล ทั้งเอกสารดังกล่าวสามารถตรวจสอบความมีอยู่และความถูกต้องได้จากหน่วยงานของรัฐ คือ กรมศุลกากรและบริษัท ป. ได้อีกทางหนึ่งอยู่แล้ว แม้ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนจนนำไปสู่การออกหมายค้นจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่หากตรวจพบข้อเท็จจริงในภายหลังจากเอกสารที่ยึดนั้นเองว่าอาจมีการหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากร พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนและดำเนินคดีต่อไปได้ หาใช่พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบแต่อย่างใดไม่ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ที่จำเลยฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งและไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ นั้น เห็นว่า จำเลยยกประเด็นดังกล่าวมาในคำแก้อุทธรณ์ โดยกล่าวอ้างว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้แสดงเหตุผล ยกข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงหักล้างคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ทั้งโจทก์มิได้หยิบยกคำเบิกความในชั้นพิจารณามาอธิบายว่ามีน้ำหนักให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อความทำนองเดียวกับที่จำเลยฎีกาในประเด็นนี้ โดยจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวว่าวินิจฉัยไม่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ก่อนที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลย สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) (7) (8) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 (ปัจจุบัน พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243) และความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าว ส่วนจำเลยอุทธรณ์และยื่นคำแก้อุทธรณ์มาด้วยว่ามิได้กระทำความผิดทั้งสองข้อหาตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 โดยมิได้วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงมิได้ให้เหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย บทมาตราที่ยกขึ้นปรับ และคำชี้ขาดให้ยกฟ้องหรือลงโทษในข้อหาดังกล่าวให้ครบถ้วนตามที่โจทก์ฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6), (7) และ (8) อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แต่เพื่อมิให้คดีล่าช้า ประกอบกับโจทก์มิได้ยื่นฎีกาจึงไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียเลยทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ซึ่งสำหรับความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท จึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดฐานดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2548 เมื่อนับถึงวันฟ้อง คือ วันที่ 27 เมษายน 2559 จึงพ้นกำหนดสิบปี ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว ส่วนปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากรหรือไม่ นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในเวลาที่จำเลยกระทำผิดและเป็นกฎหมายที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย กำหนดอัตราโทษว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ฉบับใหม่ โดยมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป ซึ่งข้อหาตามบทบัญญัติเดิมนำมาบัญญัติไว้ในมาตรา 243 กำหนดว่า "ผู้ใดนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ..." มาตรา 243 จึงมีอัตราโทษปรับเบาและเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า กรณีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ในปัญหาดังกล่าวนี้ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยผู้นำเข้าเป็นผู้จัดหาวัสดุ อุปกรณ์ หรือบริการด้านวิศวกรรม การออกแบบ แบบแปลน และภาพร่าง โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักร และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตของที่นำเข้านั้น จำเลยจึงอยู่ในบังคับที่ต้องดำเนินพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และกฎกระทรวงฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) ข้อ 11 (4) และประกาศกรมศุลกากรที่ 39/2543 โดยต้องนำมูลค่าการให้บริการด้านวิศวกรรม การออกแบบแปลนและภาพโครงร่างการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 ซึ่งเป็นค่าการงานที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักร และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตของที่นำเข้ามานั้นมารวมไว้ในราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามสัดส่วนอย่างเหมาะสม โดยจำเลยต้องนำมูลค่าบริการดังกล่าวนั้นทั้งหมดมารวมเข้ากับจำนวนหน่วยของการนำเข้าเที่ยวแรก และสำแดงรายการแยกไว้ต่างหากจากการนำเข้าด้วย แต่จำเลยหาได้ดำเนินการทางพิธีการศุลกากรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้นไม่ทำให้ราคาศุลกากรที่แท้จริงที่จำเลยต้องสำแดงขาดจำนวนไป จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าค่าบริการทางวิศวกรรมอันประกอบด้วยค่าการงานด้านวิศวกรรมและการฝึกอบรมจำนวน 27,791,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อการผลิตเครื่องแยกก๊าซธรรมชาติพร้อมอุปกรณ์ของผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักร (Vendor) แต่เป็นแบบแปลนทางวิศวกรรมสำหรับการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ จึงไม่จำต้องนำมาสำแดงรวมในราคาของเครื่องแยกก๊าซธรรมชาติพร้อมอุปกรณ์ของผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรเพื่อเสียภาษีอากรอีกเพราะเป็นคนละส่วนกัน เห็นว่า กฎกระทรวงฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) เป็นกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 2 วรรคสิบสอง (2) ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และการกำหนดราคาศุลกากร ในข้อ 11 กำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อเป็นผู้จัดหาวัสดุ อุปกรณ์หรือบริการดังต่อไปนี้ เพื่อใช้ในการผลิตและการขายเพื่อส่งออกของที่นำเข้าไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้นำมูลค่าของวัสดุ อุปกรณ์หรือบริการดังกล่าวมารวมไว้ในราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามข้อ 8 ตามสัดส่วนอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

(1) ...ฯลฯ...

(4) การให้บริการด้านวิศวกรรม พัฒนาการ งานศิลป์ การออกแบบ แบบแปลน และภาพร่างที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักรและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตของที่นำเข้า"

ส่วนประกาศกรมศุลกากรที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศกำหนดตามกฎกระทรวง ข้อ 11 คือ ประกาศกรมศุลกากร ที่ 39/2543 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดสัดส่วนมูลค่าของวัสดุ อุปกรณ์หรือบริการ ซึ่งมีความในข้อ 2 กำหนดว่า "การกำหนดสัดส่วนมูลค่าของวัสดุ อุปกรณ์ หรือบริการ ให้นำมูลค่าของวัสดุ อุปกรณ์ หรือบริการ ทั้งหมดรวมเข้ากับจำนวนหน่วยของการนำเข้าเที่ยวแรก โดยให้สำแดงรายการแยกไว้ต่างหากจากราคานำเข้า หากมีการนำเข้าครั้งต่อไปภายในจำนวนหน่วยตามสัญญาซื้อขายไม่ต้องนำมารวมในราคาซื้อขายอีก เว้นแต่มีการนำเข้าตามสัญญาใหม่" กฎกระทรวงและประกาศดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยนำของเข้ามาในคดีนี้ โดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) ข้อ 11 (4) และประกาศกรมศุลกากร ที่ 39/2543 วางหลักเกณฑ์ให้นำมูลค่างานด้านวิศวกรรมและการออกแบบที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักรและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตของที่นำเข้ามารวมเข้ากับจำนวนหน่วยของการนำเข้าเที่ยวแรกโดยให้สำแดงรายการแยกไว้ต่างหากจากราคานำเข้า ก็เพื่อให้ฐานราคาของของที่จะถูกผลิตจากวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แยกนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่มีงานด้านวิศวกรรมและการออกแบบที่กระทำขึ้นนอกราชอาณาจักรและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตของที่นำเข้าเป็นราคาที่แท้จริง

อนึ่ง คดีนี้โจทก์นำสืบว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุอันตรายโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2550 จึงยื่นคำร้องขอออกหมายค้นต่อศาล เพื่อพบและยึดสิ่งของ ได้แก่ สารเคมีอันเป็นวัตถุอันตราย กรมสอบสวนคดีพิเศษนำเจ้าพนักงานเข้าตรวจค้นสำนักงานของจำเลย ผลการตรวจค้นเจ้าพนักงานตรวจยึดเอกสาร 170 แผ่น ไปตรวจสอบ ต่อมาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีจำเลยนำสินค้าเพื่อก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเสียภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน กรณีเป็นการสำแดงเท็จหลีกเลี่ยงอากร ต่อมามีคำสั่งแต่งตั้งและเปลี่ยนแปลงพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง เห็นได้ว่าการดำเนินคดีนี้ไม่ได้เกิดจากมีบุคคลผู้มิใช่เจ้าพนักงานซึ่งนำความมาแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำการจับกุมผู้กระทำความผิดโดยตรง แต่เกิดสืบเนื่องจากการสอบสวนขยายผลของพนักงานเจ้าหน้าที่เอง ดังนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับศาลก็ไม่อาจสั่งจ่ายสินบนนำจับตามคำขอท้ายฟ้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ปรับจำเลย 30,000,000 บาท ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล โดยให้จ่ายตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 6, 7 และ 8 วรรคสอง คำขอให้จ่ายสินบนให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (3)
ป.วิ.อ. ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 165 ม. 172 ม. 226
ป.รัษฎากร ม. 78/1 (2) ม. 83/8 ม. 83/10 ม. 90/4 (6)
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ม. 16
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 7 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพลีส เทอดไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายธานิศ เกศวพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 785/2565
#686980
เปิดฉบับเต็ม

ในสัญญาประกันชีวิต การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลหนึ่งเป็นสำคัญ และมาตรา 865 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. บัญญัติว่า "...บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยการทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการเปิดเผยข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของผู้เอาประกันชีวิต เป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันชีวิตซึ่งการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของตน ที่จะต้องเปิดเผยข้อความจริงให้ผู้รับประกันภัยทราบ หาใช่หน้าที่ของจำเลยผู้รับประกันชีวิตที่จะต้องสืบหาประวัติการรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้เอาประกันชีวิตไม่ การที่ผู้เอาประกันชีวิตระบุในใบคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) ที่ถามชัดเจนว่าระหว่าง 6 เดือนที่ผ่านมาเคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลทำการรักษาตัว ตรวจโลหิต ความดันโลหิตหรือไม่ แต่ผู้เอาประกันชีวิตกลับตอบว่า การตรวจสุขภาพประจำปีผลปกติ ทั้งที่ก่อนที่จะยื่นใบคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) เพิ่งไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอาการป่วยด้วยโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง บ่งชี้ได้ว่า ผู้เอาประกันชีวิตจงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพและอาการเจ็บป่วยดังกล่าวของตนที่เป็นข้อสาระสำคัญซึ่งหากจำเลยทราบก็จะไม่รับทำสัญญาประกันชีวิต การปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นผลให้สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะตามบทกฎหมายข้างต้น เมื่อจำเลยมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตไปยังโจทก์ทั้งสองผู้รับประโยชน์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง โดยชอบแล้ว สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตเพื่อชำระหนี้ของดาบตำรวจสอิ้งให้แก่ธนาคาร 2,203,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ต้นเงิน 1,950,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากมีเงินเหลือจากการหักชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแล้วให้คืนแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,879,254 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2559 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ธนาคาร หากมีเงินเหลือจากการชำระหนี้แล้วให้ชำระแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจสะอิ้ง วันที่ 13 ตุลาคม 2558 ดาบตำรวจสอิ้งทำสัญญากู้เงินกับธนาคาร 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,950,000 บาท ในวันดังกล่าวดาบตำรวจสอิ้งยังได้ยื่นคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) จำนวนเงินเอาประกัน 1,950,000 บาท โดยระบุให้ธนาคาร เป็นผู้รับประโยชน์ตามภาระหนี้ที่ค้างชำระ ถ้ามีเงินเหลือจ่ายก็ให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประโยชน์ ดาบตำรวจสอิ้งตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพในคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) ข้อ 14 ที่ระบุว่า ในระหว่าง 6 เดือนที่ผ่านมา ท่านเคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลทำการรักษาตัว ตรวจโลหิต ความดันโลหิต ปัสสาวะ เอกซเรย์ ตรวจหัวใจ หรือตรวจอย่างอื่นหรือไม่ ดาบตำรวจสอิ้งตอบว่าเคยตรวจสุขภาพประจำปี ผลปกติ จำเลยตกลงรับประกันชีวิตดาบตำรวจสอิ้งแบบกลุ่ม และมอบหนังสือรับรองการเอาประกันชีวิตให้ดาบตำรวจสะอิ้ง ระหว่างอายุกรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าว ดาบตำรวจสอิ้งเสียชีวิตด้วยระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว โจทก์ทั้งสองขอรับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของดาบตำรวจสอิ้งจากจำเลย จำเลยปฏิเสธที่จะชำระค่าสินไหมทดแทน และมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตพร้อมคืนเงินเบี้ยประกันชีวิตให้ธนาคาร ก.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงข้อเดียวว่า สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะหรือไม่ จำเลยฎีกาทำนองว่า ดาบตำรวจสอิ้งปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของตนที่เข้ารับการรักษาโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง อันเป็นข้อสาระสำคัญที่จำเลยจะพิจารณาว่าจะรับหรือปฏิเสธการขอเอาประกันชีวิตของดาบตำรวจสอิ้งและจำเลยไม่มีหน้าที่ที่จะไปสืบหาประวัติการรักษาของดาบตำรวจสอิ้ง ทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะนั้น จำเลยเป็นฝ่ายยกข้อเท็จจริงขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาประกันชีวิตที่จำเลยทำไว้กับดาบตำรวจสอิ้งภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ซึ่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ให้นำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคด้วย จำเลยมีนายพิเชฐ นายสารัตถ์ และนายแพทย์กฤษณะ เป็นพยานเบิกความได้ความว่า จากประวัติการตรวจรักษาอาการป่วยของดาบตำรวจสอิ้งที่โรงพยาบาล บ. แจ้งให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 พบว่า ดาบตำรวจสอิ้งเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูงมาตั้งแต่ปี 2556 และดาบตำรวจสอิ้งไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการป่วยตามนัดอย่างต่อเนื่อง วันที่ 8 กันยายน 2558 ก่อนที่ดาบตำรวจสอิ้งจะยื่นคำขอเอาประกันชีวิต 1 เดือนเศษ ดาบตำรวจสอิ้งเข้ารับการรักษาอาการป่วยเบาหวานและไขมันในเลือดสูง แพทย์วินิจฉัยว่า ดาบตำรวจสอิ้งป่วยเป็นโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง และนายพิเชฐยังเบิกความอีกว่า หากดาบตำรวจสอิ้งให้ข้อเท็จจริงว่า ป่วยด้วยโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูงและอยู่ระหว่างการรักษาแล้ว จำเลยจะปฏิเสธไม่รับทำสัญญาประกันชีวิต เพราะเป็นผู้มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ อาจเสียชีวิตได้มากกว่าคนที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 และ 15 กุมภาพันธ์ 2560 บอกล้างสัญญาประกันชีวิตไปยังโจทก์ทั้งสองและธนาคาร ในฐานะผู้รับประโยชน์ นอกจากโจทก์ทั้งสองจะไม่ได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบให้เห็นเป็นอื่นแล้ว โจทก์ที่ 1 ยังเบิกความว่า ดาบตำรวจสอิ้งตอบคำถามข้อ 14 ในใบคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) ว่า ตรวจสุขภาพประจำปี ผลปกติ เห็นว่า ในสัญญาประกันชีวิต การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลหนึ่งเป็นสำคัญ และมาตรา 865 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า "...บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยการทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการเปิดเผยข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของผู้เอาประกันชีวิตเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันชีวิตซึ่งการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของตน ในคดีนี้คือดาบตำรวจสอิ้งผู้เอาประกันชีวิตที่จะต้องเปิดเผยข้อความจริงให้ผู้รับประกันภัยในคดีนี้ก็คือจำเลยผู้รับประกันชีวิตทราบ หาใช่หน้าที่ของจำเลยผู้รับประกันชีวิตที่จะต้องสืบหาประวัติการรักษาอาการเจ็บป่วยของดาบตำรวจสอิ้งผู้เอาประกันชีวิตไม่ การที่ดาบตำรวจสอิ้งผู้เอาประกันชีวิตระบุในข้อ 14 ของใบคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) ที่ถามชัดเจนว่าระหว่าง 6 เดือนที่ผ่านมาเคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลทำการรักษาตัว ตรวจโลหิต ความดันโลหิตหรือไม่ แต่ดาบตำรวจสอิ้งกลับตอบว่า การตรวจสุขภาพประจำปี ผลปกติ ทั้งที่ก่อนที่ดาบตำรวจสอิ้งจะยื่นใบคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2558 นั้น วันที่ 8 กันยายน 2558 ดาบตำรวจสอิ้งไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอาการป่วยด้วยโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง บ่งชี้ได้ว่าดาบตำรวจสอิ้งจงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพและอาการเจ็บป่วยดังกล่าวของตนที่เป็นข้อสาระสำคัญซึ่งหากจำเลยทราบก็จะไม่รับทำสัญญาประกันชีวิตกับดาบตำรวจสอิ้งดังที่นายพิเชฐเบิกความ การปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวของดาบตำรวจสอิ้งเป็นผลให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างดาบตำรวจสอิ้งกับจำเลยตกเป็นโมฆียะตามบทกฎหมายข้างต้น เมื่อจำเลยมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตระหว่างดาบตำรวจสอิ้งกับจำเลยที่ตกเป็นโมฆียะกรรมไปยังธนาคาร และโจทก์ทั้งสองผู้รับประโยชน์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง โดยชอบแล้ว สัญญาประกันชีวิตระหว่างดาบตำรวจสอิ้งกับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องให้รับผิด โดยไม่จำต้องวินิจฉัยเหตุผลอื่น ๆ ที่จำเลยกล่าวมาในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยรับผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายเมธี วรรณวีระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 783/2565
#682233
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงสามารถพิพากษาคดีไปได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งขึ้นมาวินิจฉัยว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของโจทก์ร่วมและจำเลยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และพิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้ศาลสามารถนำพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งมาวินิจฉัยในคดีส่วนอาญาได้ ทั้งปัญหาดังกล่าวมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และเพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาใหม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาคดีส่วนแพ่ง

ในคดีส่วนอาญาจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 แม้คู่ความจะนำสืบกันในคดีส่วนแพ่ง การรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งเพื่อกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 และมาตรา 223 นั้น หากข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งฟังได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนประมาทด้วย ศาลก็เพียงแต่นำมาฟังประกอบในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่าโจทก์ร่วมควรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยเพียงใดเท่านั้น แต่ไม่อาจด่วนพิพากษาให้ความรับผิดค่าสินไหมทดแทนระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นพับและยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ได้ เพราะต้องถือว่าข้อเท็จจริงในคดีอาญายุติตามคำรับสารภาพของจำเลยแล้วว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งพฤติการณ์การกระทำผิดตามฟ้องก็บ่งชี้อยู่ว่าจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยคดีส่วนแพ่ง โดยมิได้วินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและจำเลยตามพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบกันในคดีส่วนแพ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นาย ก. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 12,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,116,083.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งว่าการพิจารณาสิทธิในการฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม ต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ร่วมมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งโดยยังไม่ได้ตรวจสั่งฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญา เป็นการไม่ถูกต้อง ให้คืนสำนวนศาลชั้นต้นเพื่อตรวจสั่งฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญาให้แล้วเสร็จเสียก่อน ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาคดีส่วนอาญาของโจทก์ร่วม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยในคดีส่วนอาญาเสียก่อนว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและพิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงสามารถพิพากษาคดีไปได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งขึ้นมาวินิจฉัยว่าเหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของโจทก์ร่วมและจำเลยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และพิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้ศาลสามารถนำพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งมาวินิจฉัยในคดีส่วนอาญาได้ ทั้งปัญหาดังกล่าวมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและพิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และเพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

สำหรับในคดีส่วนแพ่ง ซึ่งโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและศาลฎีกาสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความนั้น เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว จึงให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ร่วมขึ้นพิจารณา เห็นว่า คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาคดีส่วนแพ่ง

สำหรับคดีส่วนแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แม้คู่ความจะนำสืบกันในคดีส่วนแพ่ง การรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งเพื่อกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 และมาตรา 223 นั้น หากข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งฟังได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนประมาทด้วย ศาลก็เพียงแต่นำมาฟังประกอบในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่าโจทก์ร่วมควรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยเพียงใดเท่านั้น แต่ไม่อาจด่วนพิพากษาให้ความรับผิดค่าสินไหมทดแทนระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นพับและยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ได้ เพราะต้องถือว่าข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยแล้วว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งพฤติการณ์การกระทำผิดตามฟ้องก็บ่งชี้อยู่ว่าจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยคดีส่วนแพ่ง โดยมิได้วินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและจำเลยตามพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบกันในคดีส่วนแพ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีส่วนแพ่ง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งใหม่ตามรูปคดี และให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาคดีส่วนแพ่งและยกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 46 ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 208 (2) ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 243 (2) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นาย ก.
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นายกมล บัวแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2565
#685427
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ภายหลังคดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 กำหนดไว้ในข้อ 2 (1) ของคำสั่งดังกล่าว ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งใช้อาคารในการประกอบธุรกิจโรงแรมอยู่ในวันก่อนที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และอาคารนั้นมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนและดำเนินการปรับปรุงระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แล้วติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ 1 เครื่อง ต่อพื้นที่อาคารไม่เกิน 200 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 30 เมตร แต่ไม่น้อยกว่าชั้นละ 2 เครื่อง ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งมีผลใช้บังคับ พร้อมทั้งยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด จำเลยได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาดไทยแล้ว และสถานที่ประกอบกิจการของจำเลยได้ดำเนินการแก้ไขตามอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 วรรคหนึ่ง ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งผ่านการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ได้รับยกเว้นโทษอาญาสำหรับความผิดตามข้อ 2 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนี้ ถือว่ากรณีเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

กรณีของจำเลยต้องตามบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลของการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วจากกันต่างหาก กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นหากมีส่วนใดที่ยังค้างอยู่ระหว่างการบังคับ ก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่อีกต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกแต่อย่างใด โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้น ค่าปรับที่จำเลยได้ชำระไปตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือว่าการบังคับโทษปรับในส่วนนั้นเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจถอนคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2561 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 จำเลยยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคืนเงินค่าปรับที่จำเลยชำระนับถัดจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นต้นไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความและนายทวี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่าย แถลงรับว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ต่อมาได้ยื่นคำร้องต่อองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายเพื่อดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 ข้อ 2 (1) และองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายออกหนังสือ ที่ สต 71303/613 ว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการโรงแรมของจำเลยแล้วผลปรากฏว่าดำเนินการแก้ไขอาคารตามคำสั่งดังกล่าวถูกต้องเรียบร้อย ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งงดไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำเลยใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 หรือไม่ แม้จำเลยจะหยิบยกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 เรื่อง มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ซึ่งออกคำสั่ง ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2562 ขึ้นกล่าวอ้างภายหลังและคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่จำเลยกำลังรับโทษปรับตามคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ หากปรากฏตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่า จำเลยไม่ต้องรับโทษในการกระทำของจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 แล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้กำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คดีนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2561 จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ภายหลังคดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 มีใจความสรุปได้ว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการประกอบอาชีพสุจริตของชุมชนเพื่อให้เศรษฐกิจมีความคล่องตัว เกิดการกระจายรายได้ เกิดการสร้างงาน ขณะเดียวกันก็ลดความขัดแย้งในชุมชนและจัดให้กิจการที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีการบริหารจัดการที่ดีและมีการตรวจสอบควบคุมโดยรัฐ ตามหลักการดังกล่าวนี้ปรากฏว่ามีผู้นำอาคารมาให้บริการเป็นที่พักแก่ประชาชน ตลอดจนใช้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้บริการในรูปแบบของโรงแรมตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อหารายได้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งควรให้โอกาสดำเนินการเสียให้ถูกต้องภายในระยะเวลาและตามเงื่อนไขที่กำหนดเช่นเดียวกับที่เคยมีกฎหมายผ่อนผันในเรื่องอื่นไว้ทำนองเดียวกันแล้ว อันจะทำให้กิจการเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ จึงได้กำหนดไว้ในข้อ 2 (1) ของคำสั่งดังกล่าว ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งใช้อาคารในการประกอบธุรกิจโรงแรมอยู่ในวันก่อนที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และอาคารนั้นมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนและดำเนินการปรับปรุงระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แล้วติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ 1 เครื่อง ต่อพื้นที่อาคารไม่เกิน 200 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 30 เมตร แต่ไม่น้อยกว่าชั้นละ 2 เครื่อง ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งมีผลใช้บังคับ พร้อมทั้งยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด ซึ่งต่อมาได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยื่นเอกสารหรือหลักฐานของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งมีอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว จำเลยเสนอต่อศาลเป็นหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่าย ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การแก้ไขอาคารตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 หนังสือดังกล่าวเป็นเอกสารของทางราชการ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องพร้อมเอกสารดังกล่าวของจำเลยไว้แล้ว มิได้โต้แย้งความถูกต้อง และนายทวี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่าย ผู้ลงนามในเอกสารได้แถลงรับรองเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2563 จึงรับฟังเอกสารนั้นเป็นหลักฐานได้ว่า จำเลยได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาดไทยแล้ว และต่อมานายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีหนังสือแจ้งต่อจำเลยว่า ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารที่ใช้ประกอบกิจการโรงแรมตามหนังสือแจ้งประกาศกระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วผลปรากฏว่าสถานที่ประกอบกิจการของจำเลยได้ดำเนินการแก้ไข ตามอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 วรรคหนึ่ง ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งผ่านการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ได้รับยกเว้นโทษอาญาสำหรับความผิดตามข้อ 2 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนี้ ถือว่ากรณีเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยมีสิทธิขอคืนเงินค่าปรับหรือไม่ เห็นว่า กรณีของจำเลยต้องตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลของการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วจากกันต่างหาก กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นหากมีส่วนใดที่ยังค้างอยู่ระหว่างการบังคับ ก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่อีกต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกแต่อย่างใด โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้น ค่าปรับที่จำเลยได้ชำระไปตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือว่าการบังคับโทษปรับในส่วนนั้นเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจถอนคืนได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายจิรวัฒน์ เล่งน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายราเชนทร์ เรืองทวีป
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
ภัทริกา จุลฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 767/2565
#685352
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างมีเจตนายุติความเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 3 คงเหลือจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 3 เพียง 2 คน เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัทจำเลยที่ 3 ต่างมีความขัดแย้งกันจนผู้ถือหุ้นคนหนึ่งต้องการออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผลให้จำนวนผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 3 ลดลงต่ำกว่าจำนวนผู้ถือหุ้นสามคนที่จะตั้งบริษัทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1097 ความขัดแย้งดังกล่าวย่อมทำให้บริษัทจำเลยที่ 3 ไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไป และเป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น กรณีถือว่ามีเหตุที่ศาลจะสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 เพราะจำนวนผู้ถือหุ้นลดน้อยลงจนเหลือไม่ถึงสามคน ตามมาตรา 1237 (4) แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 แต่โจทก์ฟ้องขอคืนเงินลงทุนและทรัพย์สินของบริษัทจำเลยที่ 3 ส่วนที่เป็นของโจทก์ซึ่งจะสามารถบังคับชําระได้เมื่อเลิกบริษัทและทำการชําระบัญชี เห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อขอแบ่งทุนและทรัพย์สินคงเหลือและเมื่อกรณีต้องด้วยเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 3 จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 7,576,894 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์รายเดือน เดือนละ 250,000 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 111,637 บาท แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในส่วนของจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการให้บริการงานวิวาห์ครบวงจร ให้บริการถ่ายภาพ เสริมความงามและสตูดิโอ มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท จำเลยที่ 1 ถือหุ้น 4,000 หุ้น จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 3,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้น 3,000 หุ้น มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการร้าน ร. และร้าน บ. มีโจทก์เป็นผู้จัดการร้านรับเงินเดือนจากจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพบโจทก์ที่ ร้าน ร. จากนั้นโจทก์มิได้กลับเข้าไปทำงานที่ร้านทั้งสองอีก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องหุ้นส่วนบริษัทซึ่งโจทก์ขอเรียกคืนทุน คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องละเมิดและความรับผิดจากการทำละเมิด ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการเข้ามาในร้าน ร. กล่าวอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญา และขับไล่โจทก์ออกจากร้านห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องกับร้าน ร. และร้าน บ. อีกต่อไป ทั้งประกาศริบเงินหุ้นส่วน เงินปันผลและทรัพย์สินทั้งหมดของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสาม การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่โจทก์ระบุในคำฟ้องด้วยว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหุ้นส่วนสถานประกอบการชื่อ ร. และ บ. และจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการให้บริการงานวิวาห์ครบวงจรมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อจำเลยทั้งสามกระทำการให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดคืนเงินค่าหุ้นและเงินปันผลร้าน ร. และร้าน บ. แก่โจทก์ คืนเงินในบัญชีเงินฝาก ชำระเงินปันผลค้างจ่ายรวมถึงค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ ทั้งโจทก์นำสืบด้วยว่า โจทก์ตกลงเข้าหุ้นกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อประกอบกิจการร้าน ร. และร้าน บ. ต่อมาจำเลยทั้งสามประกาศริบหุ้น เงินปันผลและทรัพย์สินทั้งหมดของโจทก์ โจทก์จึงประสงค์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินตามฟ้อง เห็นได้ว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบโจทก์เป็นเรื่องโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 3 ประกอบกิจการให้บริการงานวิวาห์ใช้ชื่อว่า ร้าน ร. และร้าน บ. ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งสิทธิโจทก์ด้วยการประกาศริบหุ้น เงินปันผลและทรัพย์สินทั้งหมดที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของ โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามใช้คืนเงินลงทุน แบ่งทรัพย์สินของบริษัทและใช้เงินปันผล อันเป็นการฟ้องเกี่ยวกับความขัดแย้งในการประกอบกิจการของบริษัทจำเลยที่ 3 และเรียกทรัพย์สินและหุ้นคืน มิใช่การฟ้องเกี่ยวกับความขัดแย้งในการประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนหรือฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในเรื่องละเมิดแต่อย่างใด และเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องหุ้นส่วนบริษัทซึ่งโจทก์ขอเรียกคืนทุน คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องละเมิดและความรับผิดจากการทำละเมิดนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่เคลือบคลุมนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นนี้แล้วว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่เคลือบคลุม ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว ปัญหาว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เคลือบคลุมหรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระที่ต้องวินิจฉัยและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องความขัดแย้งในการประกอบกิจการบริษัท การเรียกคืนหุ้นและเรียกทรัพย์สินของบริษัท กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 22 หุ้นส่วนและบริษัท มาปรับใช้แก่คดี โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบรับกันว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีข้อขัดแย้งกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า สามีโจทก์เปิดร้านซึ่งประกอบกิจการลักษณะเดียวกันกับกิจการของจำเลยที่ 3 และทำการค้าแข่งเป็นปฏิปักษ์แก่กิจการของจำเลยที่ 3 ผิดข้อตกลงที่ทำไว้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริหารงานร้านจงใจไม่ยื่นภาษีจนสรรพากรพื้นที่ระยองมีหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกอบกิจการร้านเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 เห็นว่าผลของการผิดข้อตกลงต้องริบคืนหุ้นที่เป็นของโจทก์ ส่วนโจทก์อ้างว่า โจทก์มิได้ปฏิบัติผิดข้อตกลง และโจทก์กับสามีมิได้กระทำทุจริตจงใจไม่ยื่นภาษี จำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างเรื่องที่ไม่เป็นความจริงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่ต้องการทำงานร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป และประสงค์จะเรียกเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ คืน ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ออกจากร้านมิได้ประกอบกิจการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป พฤติการณ์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างมีเจตนายุติความเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 3 คงเหลือจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 3 เพียง 2 คน เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัทจำเลยที่ 3 ต่างมีความขัดแย้งกัน จนผู้ถือหุ้นคนหนึ่งต้องการออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผลให้จำนวนผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 3 ลดลงต่ำกว่าจำนวนผู้ถือหุ้น 3 คน ที่จะตั้งบริษัทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1097 ความขัดแย้งดังกล่าวย่อมทำให้บริษัทจำเลยที่ 3 ไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไปและเป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น กรณีถือว่ามีเหตุที่ศาลจะสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 เพราะจำนวนผู้ถือหุ้นลดน้อยลงจนเหลือไม่ถึงสามคนตามมาตรา 1237 (4) แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 แต่โจทก์ฟ้องขอคืนเงินลงทุนและทรัพย์สินของบริษัทจำเลยที่ 3 ส่วนที่เป็นของโจทก์ซึ่งจะสามารถบังคับชำระได้เมื่อเลิกบริษัทและทำการชำระบัญชี เห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อขอแบ่งทุนและทรัพย์สินคงเหลือและเมื่อกรณีต้องด้วยเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 3 ดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 3 ส่วนการที่โจทก์ขอคืนทุนโดยมิได้ขอให้ชำระบัญชีบริษัทจำเลยที่ 3 เสียก่อนนั้น ได้ความว่า บริษัทจำเลยที่ 3 ประกอบกิจการให้บริการงานวิวาห์เปิดเป็นร้านให้บริการหลายร้าน มีทรัพย์สิน รายได้ รายจ่าย และอาจมีหนี้สินค้างชำระแก่บุคคลภายนอก จึงมีความจำเป็นต้องจัดให้มีการชำระบัญชีเพื่อให้ทราบทรัพย์สิน หนี้สิน รวมถึงผลกำไร ขาดทุนของบริษัทเสียก่อน โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างมีข้อขัดแย้งกันหากจะตั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการเป็นผู้ชำระบัญชีก็เล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาการไม่ร่วมมือกันในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย จึงเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีเพื่อทำการชำระบัญชีไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีก สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์ในบริษัทจำเลยที่ 3 นั้น ปรากฏตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์ถือหุ้น 3,000 หุ้น ซึ่งเอกสารดังกล่าวมาตรา 1024 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้นั้นทุกประการ โจทก์อ้างว่า โจทก์นำเงินมาลงทุนในบริษัทจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงทุนอีกกึ่งหนึ่ง อันเป็นกรณีที่โจทก์โต้แย้งว่าบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นนั้นไม่ถูกต้อง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ แต่ทางนำสืบโจทก์คงมีแต่โจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาแสดงจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ถือหุ้นกึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นทั้งหมดในบริษัทจำเลยที่ 3 เช่นนี้ สัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์ในบริษัทจำเลยที่ 3 ที่ใช้เป็นฐานในการชำระบัญชีคงเป็นไปตามที่ระบุในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น คือ โจทก์ถือหุ้น 3,000 หุ้น ส่วนโจทก์จะได้รับคืนทุนหรือทรัพย์สินหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อไปในชั้นชำระบัญชี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องความรับผิดของจำเลยทั้งสามอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 3 และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1097 ม. 1237 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายมานพ จรัสจรรยาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 766/2565
#685225
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายสถานีของสถานีขนส่งสินค้าของจำเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ยังคงปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรต่อไป แต่กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ให้เกิดความชัดเจนที่แสดงว่าจำเลยปฏิเสธไม่ให้โจทก์ปฏิบัติงานอีกต่อไปภายหลังจากสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงแล้วประกอบกับต่อมาโจทก์มีหนังสือฉบับแรกลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 แจ้งไปยังอธิบดีกรมการขนส่งทางบกให้ชำระค่าบริการหรือค่าจ้างในเดือนตุลาคม 2560 โดยอ้างถึงสัญญาจ้างทั้งสามฉบับระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า ภายหลังครบกำหนดตามสัญญาแล้ว โจทก์ยังคงให้บริการรักษาความปลอดภัยและเข้าปฏิบัติงานที่สถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งเรื่อยมาจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560 จำเลยมิได้ทักท้วงแต่อย่างใด หลังจากนั้น โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2561 แจ้งไปยังอธิบดีกรมการขนส่งทางบกอีกครั้งให้ชำระค่าบริการโดยอ้างถึงสัญญาและการเข้าปฏิบัติงานเช่นเดียวกับหนังสือฉบับแรก จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์แล้ว แต่ไม่ได้ตอบกลับไปยังโจทก์ อันเป็นกรณีที่จำเลยนิ่งเฉยเสียไม่ได้ชี้แจงหรือปฏิเสธให้เห็นได้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งที่หนังสือทวงถามให้ชำระค่าจ้างแก่โจทก์นั้น มีผลกระทบต่อจำเลยให้ต้องเสียประโยชน์โดยตรง พฤติการณ์ถือได้ว่า โจทก์ได้ปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรภายในสถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งให้จำเลยและจำเลยได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติงานตามลักษณะงานปกติเช่นที่โจทก์เคยปฏิบัติมา การที่โจทก์ให้บริการต่อมาอีก 1 เดือน แต่หาได้มีการจัดจ้างโจทก์ จึงไม่ได้มีการต่อสัญญา เป็นกรณีโจทก์เข้าจัดการงานของจำเลยโดยไม่มีหน้าที่ แต่การให้บริการของโจทก์สมประโยชน์ของจำเลยตัวการ จึงปรับบทในเรื่องจัดการงานนอกสั่งได้ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการให้บริการตามอัตราค่าจ้างที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างเดิมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,048,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 975,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างเหมาบริการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจร ภายในสถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑลสถานีขนส่งสินค้าคลองหลวง และสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 ค่าจ้างในแต่ละสถานีขนส่งสินค้าเดือนละ 325,000 บาท รวมค่าจ้าง 3,900,000 บาท โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาและจำเลยได้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์และจำเลยคงโต้แย้งกันเฉพาะการปฏิบัติงานของโจทก์ในการให้บริการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยการจราจรในสถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งของจำเลย และเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลยในเดือนตุลาคม 2560 อันเป็นเวลาภายหลังที่ระยะเวลาตามสัญญาจ้างเหมาบริการฯ เดิมสิ้นสุดลงแล้ว เป็นเงิน 975,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เมื่อสัญญาจ้างเหมาบริการฯ ระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2560 แล้วโจทก์ยังคงปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรต่อไปในเดือนตุลาคม 2560 หรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าบริการหรือค่าจ้างตามอัตราในสัญญาจ้างเหมาบริการฯ เดิมให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีมีน้ำหนักให้น่าเชื่อว่า การที่พยานทั้งสามซึ่งต่างเป็นนายสถานีของสถานีขนส่งสินค้าของจำเลยมิได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งต่อผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ก็เนื่องจากสถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งยังมีความจำเป็นที่จะต้องให้โจทก์ปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรเพื่อประโยชน์ของจำเลยในระหว่างที่รอการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เพื่อทำสัญญากับผู้รับจ้างรายใหม่ ซึ่งเหตุจำเป็นดังกล่าวยังได้ความจากคำเบิกความของพยานทั้งสามด้วยว่า แม้ว่าจำเลยจะสามารถจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยได้เอง จำเลยก็มีความจำเป็นต้องจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัย เพราะเจ้าหน้าที่ของจำเลยแต่ละคนมีงานรับผิดชอบประจำ ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่า พยานทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ยังคงปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรต่อไปแต่กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ให้เกิดความชัดเจนที่แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยปฏิเสธไม่ให้โจทก์ปฏิบัติงานอีกต่อไปภายหลังที่สัญญาจ้างเหมาบริการฯ ระหว่างโจทก์กับจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้ว ประกอบกับต่อมาเมื่อโจทก์มีหนังสือฉบับแรกลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 แจ้งไปยังอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ให้ชำระค่าบริการหรือค่าจ้างในเดือนตุลาคม 2560 โดยอ้างถึงสัญญาจ้างรับเหมาบริการฯ ทั้งสามฉบับที่ทำระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า ภายหลังครบกำหนดตามสัญญาแล้ว โจทก์ยังคงให้บริการรักษาความปลอดภัยและเข้าปฏิบัติงานที่สถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งเรื่อยมาจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560 โดยจำเลยมิได้ทักท้วงแต่อย่างใด หลังจากนั้นโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2561 แจ้งไปยังอธิบดีกรมการขนส่งทางบกอีกครั้งให้ชำระค่าบริการโดยอ้างถึงสัญญาและการเข้าปฏิบัติงานเช่นเดียวกับหนังสือให้ชำระค่าบริการฉบับแรก ซึ่งข้อนี้นางสาวรวิภา พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์ แต่ไม่ได้ตอบกลับไปยังโจทก์ อันเป็นกรณีที่จำเลยนิ่งเฉยเสียโดยไม่ได้มีหนังสือชี้แจงหรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดให้เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งที่หนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์นั้น มีผลกระทบต่อจำเลยให้ต้องเสียประโยชน์โดยตรง การที่จำเลยไม่มีหนังสือปฏิเสธความรับผิดไปยังโจทก์ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเลยพึงกระทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ จึงเป็นพิรุธ พฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรภายในสถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งให้จำเลยและจำเลยได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติงานตามลักษณะงานปกติเช่นที่โจทก์เคยปฏิบัติมา แต่ในการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ให้บริการแก่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ โจทก์ทราบดีว่าจะต้องเป็นการทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือเช่นเดียวกับสัญญาจ้างเหมาบริการฯ เมื่อจำเลยอยู่ระหว่างดำเนินการประกวดราคาและยังไม่ได้ผู้รับจ้างรายใหม่ ในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ไม่ได้มีหน้าที่ให้บริการแก่จำเลยการที่โจทก์ให้บริการต่อมาอีก 1 เดือน แม้เจ้าหน้าที่ของจำเลยรับเอาการปฏิบัติงานของโจทก์แต่ก็หาได้มีการดำเนินการจัดจ้างโจทก์ตามขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติ จึงไม่ได้มีการต่อสัญญากันแต่อย่างใด หากแต่เป็นกรณีโจทก์เข้าจัดการงานของจำเลยโดยไม่มีหน้าที่ ซึ่งแม้จำเลยไม่ได้มอบหมายให้กระทำก็ตาม แต่การให้บริการของโจทก์สมประโยชน์ของจำเลยตัวการตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว ศาลมีอำนาจปรับบทในเรื่องจัดการงานนอกสั่งได้ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการให้บริการ ตามอัตราค่าจ้างที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างเหมาบริการฯ เดิม เป็นเงิน 975,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่เมื่อหนังสือแจ้งให้ชำระค่าบริการ โจทก์ให้จำเลยชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหรือถือว่าได้รับหนังสือ และปรากฏตามใบตอบรับไปรษณีย์ในประเทศแนบหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ดังกล่าว มีผู้รับแทนจำเลยเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 ซึ่งครบกำหนด 15 วัน ในวันที่ 9 ตุลาคม 2561 จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 975,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 395
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — กรมการขนส่งทางบก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสรัณยา เปรื่องวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2565
#686975
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้โจทก์นำสืบในทำนองว่า น. มีส่วนร่วมวางแผนกับคนร้ายที่ฆ่าผู้ตาย และฎีกาว่า น. จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย แต่ได้ความว่า น. ถึงแก่ความตายหลังผู้ตาย 2 วัน และไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำให้เจ้ามรดกคือผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นบุคคลที่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1606 (1) การที่มีผู้ลงบทความเรื่องคำรับสารภาพสุดท้ายของนักโทษประหารในเว็บไซต์ทางอินเทอร์เน็ต ถึงกรณีที่จำเลยที่ 1 ในคดีของศาลอาญา ให้การรับสารภาพว่า น. เป็นคนใช้จ้างวานให้ตนไปฆ่าผู้ตาย ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ยุติโดยคำพิพากษา และ น. มิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยอันเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ต้องมีการพิสูจน์ว่า น. เป็นผู้ร่วมฆ่าผู้ตายโดยเจตนาหรือไม่ ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 1606 (1) ดังกล่าว น. จึงไม่เป็นบุคคลผู้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย และย่อมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7547, 7710, 7801, 7803 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครอง กว้าง 25.5 เมตร ยาว 32 เมตร รวมเนื้อที่ 204 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 28, 30, 32, 34 แก่โจทก์ และ/หรือให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงข้างต้น ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน ของเนื้อที่ดินทั้งหมด หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยหรือไม่อาจปฏิบัติได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 114,299,598 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามฟ้องข้อ 2.1.2, 2.1.3, 3.9.1 และ 3.9.2 รวม 14 โฉนด ให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 4 ส่วน และ/หรือให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงข้างต้นในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 4 ส่วน หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยหรือไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม และ/หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 182,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกในส่วนของที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2.1 จำนวน 153 โฉนด ให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน หรือให้ประมูลซื้อกันระหว่างทายาท และ/หรือให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 153 โฉนด ข้างต้น ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยหรือไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม และ/หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 278,538,749 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันแบ่งปันทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2, 2.2.3 และ 2.2.4 ทั้งหมดให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน หรือให้ประมูลซื้อกันระหว่างทายาทหรือขายทรัพย์ดังกล่าวแล้วนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน ของเงินที่ได้ทั้งหมด หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 93,775,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของนายไชยศิริ ผู้ตาย จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7547, 7710, 7801, 7803 ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.1.1 และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 9 โฉนด ตามฟ้องข้อ 2.1.2 และ 2.1.3 ให้แก่โจทก์ ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน และ 1 ส่วน ใน 4 ส่วน ตามลำดับ หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินสำหรับที่ดินจำนวน 9 โฉนด ตามฟ้องข้อ 2.1.2 และ 2.1.3 จำนวน 93,815,962.50 บาท กับให้แบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินจำนวน 150 โฉนด ตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2 ข้อ 2.2.3 และข้อ 2.2.4 ให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้ประมูลซื้อทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2 ลำดับที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 11 และข้อ 2.2.3 และข้อ 2.2.4 ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม หากตกลงประมูลราคากันไม่ได้ให้ขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว แล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และข้อ 2.2.2 จำนวน 41,654,307.10 บาท และจำนวน 750,000 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 51,962,771.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของนายไชยศิริ ผู้ตาย จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7547, 7710, 7801, 7803 ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.1.1 และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 9 โฉนด ตามฟ้องข้อ 2.1.2 และ 2.1.3 ให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 10 ส่วน และ 1 ส่วน ใน 5 ส่วน ตามลำดับ หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินสำหรับที่ดินจำนวน 9 โฉนด ตามฟ้องข้อ 2.1.2 และ 2.1.3 จำนวน 75,052,770 บาท กับให้แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินจำนวน 150 โฉนด ตามคำฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2 ข้อ 2.2.3 และข้อ 2.2.4 ให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 10 ส่วน หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้ประมูลซื้อทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2 และข้อ 2.2.3 และข้อ 2.2.4 ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม หากตกลงประมูลราคากันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว แล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 10 ส่วน แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และข้อ 2.2.2 จำนวน 41,654,307.10 บาท และจำนวน 1,350,000 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 3 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยศิริ ผู้ตายซึ่งมีบุตรด้วยกัน 4 คน คือนายนิรันดร โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ตายประกอบธุรกิจต่าง ๆ เช่น กิจการโรงแรม ป. โรงแรมม่านรูด ว. สถานบริการอาบ อบ นวด ไนต์คลับ โรงงานผลิตน้ำแข็งและโรงเลื่อยจักร ที่จังหวัดอุบลราชธานี และเป็นนักการเมืองได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี หลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2539 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม และต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2539 นายนิรันดรถึงแก่ความตาย โดยไม่มีภริยาและบุตร ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายมีทรัพย์สินเป็นที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับสังหาริมทรัพย์อื่นจำนวนหลายรายการ รวมทั้งมีหนี้ค้างชำระแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนมากกว่า 300,000,000 บาท วันที่ 15 มกราคม 2540 ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งตั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ 2159/2539 หมายเลขแดงที่ 12/2540 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2558 จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนขายที่ดินจำนวน 93 แปลง ที่ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ตามฟ้องข้อ 2.1.1. ให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 196,923,085.47 บาท และวันที่ 12 มกราคม 2558 จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนขายที่ดินจำนวน 3 แปลงและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นแฟลตหลังโรงแรม ป. จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.1.2 ให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 7,000,000 บาท และวันที่ 20 ตุลาคม 2558 จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนขายที่ดินจำนวน 2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 8 คูหา ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนสุริยาตร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.1.4 ให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 47,000,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายรวมสองโฉนด วันที่ 9 พฤษภาคม 2558 โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสามให้ส่งเงินและทรัพย์สินคืนแก่กองมรดกของผู้ตายและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทของผู้ตาย วันที่ 24 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงให้โจทก์ทราบ ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2558 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลอาญา ข้อหายักยอกทรัพย์มรดก ตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อ.2678/2558 ของศาลอาญา และยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีในคดีหมายเลขดำที่ 2159/2539 หมายเลขแดงที่ 12/2540 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ขอถอนจำเลยทั้งสามออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายศาลนัดไกล่เกลี่ยหรือนัดไต่สวนคำร้อง โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันได้ในทรัพย์มรดกของผู้ตายบางส่วน ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.1 ถึง 2.2.1.12) ทรัพย์สินประเภทพระเครื่อง พระบูชา ตามฟ้องข้อ 2.2.3 ลำดับที่ 1 ถึงที่ 6 และรถยนต์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 5 ตามฟ้องข้อ 2.2.4 เป็นสินสมรสของจำเลยที่ 3 กับผู้ตาย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตายสัดส่วนเท่าใด โดยโจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วให้โจทก์มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย 1 ใน 5 ส่วน กรณีเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย กับให้โจทก์ได้รับ 1 ใน 10 ส่วน กรณีเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 นั้นไม่ชอบ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งเห็นว่า คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างนำสืบข้อเท็จจริงรับกันว่า ผู้ตายกับจำเลยที่ 3 มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือนายนิรันดร โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับนายนิรันดรถึงแก่ความตายภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่มีคู่สมรสและผู้สืบสันดาน ดังนั้น ปัญหาว่าทายาทโดยธรรมของผู้ตายแต่ละคนมีสิทธิรับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายในสัดส่วนเท่าใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งจำเลยทั้งสามได้หยิบยกขึ้นอุทธรณ์ด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นกำหนดส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายแก่โจทก์ไม่ถูกต้อง และฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้หรือจะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองก็ได้เช่นกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบกับมาตรา 246 แม้คดีนี้โจทก์นำสืบในทำนองว่านายนิรันดรมีส่วนร่วมวางแผนกับคนร้ายที่ฆ่าผู้ตาย และฎีกาว่านายนิรันดรจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายแต่ได้ความว่านายนิรันดรถึงแก่ความตายหลังผู้ตาย 2 วัน และไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำให้เจ้ามรดกคือผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นบุคคลที่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1606 (1) การที่มีผู้ลงบทความเรื่องคำรับสารภาพสุดท้ายของนักโทษประหารในเว็บไซต์ทางอินเทอร์เน็ต ถึงกรณีที่จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ 4220/2539 หมายเลขแดงที่ 4815/2539 ของศาลอาญา ให้การรับสารภาพว่านายนิรันดรเป็นคนใช้จ้างวานให้ตนไปฆ่าผู้ตาย ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ยุติโดยคำพิพากษา และนายนิรันดรมิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยอันเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ต้องมีการพิสูจน์ว่านายนิรันดรเป็นผู้ร่วมฆ่าผู้ตายโดยเจตนาหรือไม่ ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 1606 (1) ดังกล่าว นายนิรันดรจึงไม่เป็นบุคคลผู้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย และย่อมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งในจำนวน 5 คน อันได้แก่ จำเลยที่ 3 โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง, 1633 และมาตรา 1635 (1) เมื่อนายนิรันดรถึงแก่ความตายโดยไม่มีคู่สมรสและผู้สืบสันดานสิทธิในการรับมรดกของผู้ตายย่อมตกทอดไปยังจำเลยที่ 3 ผู้เป็นมารดาเพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (2) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาสัดส่วนในสิทธิของทายาทโดยธรรมที่จะรับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปของโจทก์มีว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถนนลาดพร้าวซอย 101 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จำนวน 93 แปลงตามฟ้องข้อ 2.1.1. เป็นของบริษัท ท. หรือบริษัทนั้นถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตายและโจทก์มีสิทธิขอแบ่งเงินจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใดเห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องบริษัท ท. เป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชี เป็นจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 93 แปลง แทนผู้ตาย แล้วนำออกขายแก่บุคคลภายนอกในราคา 196,923,083.47 บาทโดยชำระเงิน 2,268,000 บาท แก่โจทก์ อ้างว่าเป็นเงินปันผล ทั้งมิได้นำเงินส่วนที่เหลือคืนกองมรดกของผู้ตาย จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินแก่โจทก์ 49,230,771.37 บาท ตามคดีหมายเลขดำที่ พ.5179/2559 หมายเลขแดงที่ 4072/2560 ของศาลแพ่งศาลแพ่งมีคำวินิจฉัยเป็นใจความว่า ที่ดินพิพาททั้งหมดก่อนโอนให้แก่บริษัท ศ. เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย มิใช่ของบริษัท ท. จำเลยที่ 1 แต่เนื่องจากโจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นคดีนี้ และศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งเป็นเงินเท่ากับสิทธิที่โจทก์พึงได้ตามส่วนจากที่ดินพิพาทในทรัพย์มรดกเดียวกันแล้ว จึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอกับพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น คำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์แห่งที่ดินพิพาททั้งเก้าสิบสามแปลงย่อมเป็นคุณแก่โจทก์จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัททองคูณ จำกัด กับในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ที่ดินพิพาททั้งหมดตามข้อฟ้อง 2.1.1. จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย เมื่อมีการขายให้แก่บุคคลภายนอกจึงต้องนำมาแบ่งแก่ทายาททุกคน ซึ่งในข้อนี้จำเลยทั้งสามฎีกาด้วยว่าทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.1 อันได้แก่ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ถึงข้อ 2.1.4 เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ในข้อนี้โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวจิราภา น้องของผู้ตาย เบิกความทำนองเดียวกันว่า ผู้ตายเป็นบุตรคนโตของนายวุฒิพงษ์ กับนางทองพูน มีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก 10 คน ได้แก่ นายประสาน นางสุดาวรรณหรือจุฑามาศ นางสาวจิราภา นายธัญญพฤกษ์ นางดวงพันธ์ นางดวงพร นพคุณ นายกำชัย นางจินตนา นายสมบูรณ์ และนายสมจิต นายวุฒิพงษ์เป็นคนเชื้อชาติและสัญชาติจีน เดินทางเข้าอยู่ในประเทศไทยขณะอายุ 20 ปี เริ่มแรกประกอบอาชีพขายของชำ ผลไม้ และสินค้าหลายอย่าง ในปี 2475 จึงได้แต่งงานกับนางทองพูนซึ่งเป็นชาวจังหวัดมหาสารคาม จากนั้นประมาณ 5 ถึง 6 ปี นายวุฒิพงษ์ประมูลโรงฝิ่นจากรัฐบาลได้ 3 แห่ง ที่จังหวัดนครราชสีมา 2 แห่ง จังหวัดอุดรธานี 1 แห่ง เมื่อปี 2488 นายวุฒิพงษ์ประมูลสัมปทานโรงต้มกลั่นสุราจากรัฐบาลได้ 1 แห่งที่จังหวัดสุรินทร์ แล้วประมูลสัมปทานโรงต้มกลั่นสุราได้อีก 1 แห่ง ที่จังหวัดชัยภูมิในปี 2493 ถึงปี 2494 นายวุฒิพงษ์เปิดกิจการโรงเลื่อยจักรบริษัท ต. ที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี และขยายกิจการออกไปที่อำเภอเขมราฐ อำเภออำนาจเจริญ (ในขณะนั้น) และอำเภอพิบูลมังสาหาร ในปี 2500 นายวุฒิพงษ์กับนางทองพูนเปิดกิจการโรงแรม อ. ที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานีและได้รับสัญชาติไทยในปี 2509 จากนั้นปี 2513 จึงซื้อที่ดินและปลูกสร้างโรงแรม ป. จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มเปิดกิจการเมื่อปี 2516 แล้วปิดกิจการลงเมื่อปลายปี 2558 เพราะเกิดเหตุไฟไหม้โรงแรม ประมาณปี 2514 นายวุฒิพงษ์และนางทองพูน นำเงินของกงสีไปซื้อที่ดินบริเวณรองเมือง ซอย 4 กรุงเทพมหานครโดยประกอบกิจการโรงแรม ท. ปี 2518 ประมูลสัมปทานโรงต้มกลั่นสุราในนามบริษัท ต. ที่จังหวัดนครพนม และเปิดกิจการโรงน้ำแข็ง อ. อีก 2 แห่งที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดสุรินทร์ กิจการต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นของตระกูลหรือที่เรียกว่ากิจการกงสี ดังนั้น รายได้ของกิจการต่าง ๆ จะส่งเข้ามาที่แผนกการเงินของกงสีใหญ่ ที่กรุงเทพมหานคร ค่าใช้จ่ายของคนในครอบครัวทุกคนจะเบิกจ่ายจากกงสีซึ่งนางสาวจิราภาเป็นผู้ดูแลการเงินและบัญชีของกงสี การนำเงินจากกงสีไปซื้อที่ดินต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดา การมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของบุตรทุกคนเป็นการถือแทนกงสีของนายวุฒิพงษ์และนางทองพูนมอบให้บุตรแต่ละคนแบ่งความรับผิดชอบในการดูแลบริหารกิจการกงสี ในส่วนของผู้ตายที่เป็นบุตรชายคนโตได้รับมอบให้ดูแลกิจการทั้งหมดในจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ โรงเลื่อยจักรบริษัท ต. โรงน้ำแข็ง อ. โรงแรม อ.โรงแรม ป. รวมทั้งห้องอาหาร กิจการ-อาบอบนวด ไนต์คลับและดิสโกเทก เมื่อปลายปี 2531 ถึงปี 2532 นายวุฒิพงษ์และนางทองพูนแบ่งทรัพย์สินให้บุตรทุกคน ผู้ตายได้รับส่วนแบ่งมากที่สุด คือ กิจการต่าง ๆ พร้อมที่ดินในจังหวัดอุบลราชธานีและทรัพย์สินที่กรุงเทพมหานครบางส่วน ได้แก่ ที่ดินที่ซอยนานา ที่ดิน 93 แปลงที่ลาดพร้าวซอย 101 ที่ดินซอยอารีย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพักของผู้ตายและครอบครัวที่ดินสุขาภิบาล 3 (ถนนรามคำแหง) ที่ดินบริเวณบางขุนเทียน นอกจากนี้ยังแบ่งทรัพย์สินให้บุตรทุกคนซึ่งเป็นการยกให้ หลังจากนั้นผู้ตายได้มอบให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 บริหารกิจการต่อมาในรูปกงสีเช่นเดิม โดยทุกคนจะเบิกจ่ายเงินผ่านกงสี ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งจดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2505 นั้น จำเลยที่ 3 ไม่มีทรัพย์สินติดตัวมา คงทำหน้าที่เพียงเป็นแม่บ้าน ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ผู้ตายซื้อมาโดยใช้เงินกงสี แต่มีชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนกงสีของตระกูลเท่านั้นส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบโดยมีจำเลยที่ 3 เบิกความว่า ก่อนจำเลยที่ 3 แต่งงานกับผู้ตายจำเลยที่ 3 ได้รับมอบทองคำทั้งหมดหนักเกือบ 100 บาท จากบิดาและมารดาบุญธรรมกับญาติของมารดาที่ให้เป็นของขวัญในปี 2506 จำเลยที่ 3 คลอดนายนิรันดรบุตรคนแรกก็ได้รับมอบทองคำหนักมากกว่า 3 กิโลกรัม จากญาติและเพื่อนที่ทำธุรกิจด้วยกันเพื่อรับขวัญบุตร ต่อมาประมาณ 3 ปี จำเลยที่ 3 กับผู้ตายนำสินสอดและทองคำทั้งหมดไปขายได้เงินมา 100,000 บาทเศษ แล้วไปซื้อกิจการโรงเลื่อยไม้ที่ลำโดมน้อย จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้ได้กำไรมาก จึงลงทุนซื้อสัมปทานโรงต้มกลั่นสุราที่จังหวัดนครพนม และได้กำไรมากเช่นกัน จึงไปซื้อที่ดินที่ซอยนานาสุขุมวิท 4 ที่ดินซอยอารีย์ 3 ที่ดินซอยลาดพร้าว 101 จำนวน 93 แปลง ที่ดินที่ตั้งโรงแรม ป. ที่ดินถนนสุริยาตรและที่ดินอื่นอีกหลายแปลง หลังปี 2525 ผู้ตายกับจำเลยที่ 3 ขายโรงต้มกลั่นสุราพร้อมสัมปทานให้ผู้อื่นได้เงินมา 10,000,000 บาท จึงนำเงินไปใช้ในกิจการโรงแรมและทรัพย์สินอื่นเพิ่ม ผู้ตายเป็นนักการเมืองไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้มากจึงใส่ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นส่วนใหญ่ เห็นว่า แม้ทรัพย์สินคือที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ถึง 2.1.4 มีชื่อผู้ตายและจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบหักล้างถึงความถูกต้องของโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชนดังกล่าวว่าผู้ตายและจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนกงสีของตระกูลได้ ซึ่งในข้อนี้นางสาวจิราภา ซึ่งเป็นน้องผู้ตายและได้รับมอบจากนายวุฒิพงษ์กับนางทองพูน ให้รับผิดชอบดูแลด้านการเงินและบัญชีของกงสีเบิกความตามลำดับความเป็นมาของครอบครัวตั้งแต่ช่วงที่นายวุฒิพงษ์เดินทางเข้ามาหางานทำในประเทศไทย จนกระทั่งสมรสกับนางทองพูนแล้วประสบความสำเร็จในการประกอบกิจการด้านต่าง ๆ อย่างชัดเจน สอดคล้องกับคำเบิกความของนางดวงพันธ์และนางดวงพรน้องผู้ตายที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่ากิจการของกงสีที่จังหวัดอุบลราชธานี เช่น โรงแรม ป. โรงเลื่อยจักรที่อำเภอเดชอุดมอำเภอเขมราฐ และโรงแรมม่านรูดเป็นเงินที่ผู้ตายเบิกจากกงสีมาซื้อที่ดินโดยนายวุฒิพงษ์และนางทองพูนให้ใส่ชื่อผู้ตายหรือจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนกงสีนางดวงพันธ์เป็นผู้จัดทำหนังสือที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่นายวุฒิพงษ์มีอายุครบ 80 ปี ในปี 2527 ส่วนนางดวงพรจัดทำหนังสือที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่นางทองพูนมีอายุครบ 86 ปี ในปี 2541 โดยพยานทั้งสองรับฟังการถ่ายทอดเรื่องราวเป็นคำบอกเล่าจากบิดามารดาถึงชีวิตที่คนทั้งสองร่วมบุกเบิกฝ่าฟันกันมาด้วยความเหนื่อยยาก เริ่มประสบความสำเร็จจากกิจการใด และขยายกิจการต่าง ๆ ในปีใด เป็นลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนยากแก่การคาดเดาตกแต่งเรื่องราวของผู้บันทึกเองได้เกี่ยวกับการเริ่มก่อตั้งบริษัท ต. ในปี 2494 นั้น ก็ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการสีข้าว ทำโรงน้ำแข็ง โรงเลื่อย ค้าสินค้าพื้นเมืองและของป่า กับรับเหมาประมูลทุกชนิด โดยมีชื่อนายวุฒิพงษ์หรือเป้กฮวย แซ่เตีย ถือหุ้น 394 หุ้น นางทองพูน 200 หุ้น ผู้ตายและนายประสาน ขณะนั้นยังเป็นผู้เยาว์ก็ถือหุ้นคนละ 100 หุ้น ต่อมาในปี 2544 ยังมีชื่อนายวุฒิพงษ์ นางทองพูน และน้องผู้ตายอีก 7 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยไม่มีชื่อผู้ตายถือหุ้นอีกต่อไป แสดงว่ากิจการต่าง ๆ ของบริษัท ต. เป็นของกงสี ซึ่งต่อมายังจดทะเบียนตั้งบริษัทและห้างหุ้นจำกัดเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการด้านต่าง ๆ ของกงสี อาทิเช่น บริษัทพูนพงษ์ประทานจำกัด จดทะเบียนนิติบุคคลวันที่ 10 มกราคม 2516 มีชื่อนายวุฒิพงษ์ นางทองพูน ผู้ตาย จำเลยที่ 3 นายกำชัย นางดวงพร นางสาวจิราภา และนางจินตนา เป็นผู้ถือหุ้น เพื่อประกอบกิจการโรงแรม หอพักภัตตาคารและสถานบริการ มีชื่อนายวุฒิพงษ์และนางทองพูน เป็นกรรมการ ตั้งแต่ปี 2516 ถึงปี 2532 จากนั้นจึงเปลี่ยนแปลงเป็นชื่อของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1และที่ 2 กับโจทก์เป็นกรรมการเรื่อยมาจนกระทั่งบริษัทถูกศาลสั่งให้ล้มละลายในวันที่ 7 ตุลาคม 2556 ซึ่งในปี 2532 คือวันที่ 19 มกราคม 2532 นั้น ไม่มีชื่อนายวุฒิพงษ์ นางทองพูนและน้องผู้ตาย เป็นผู้ถือหุ้น แต่มีชื่อนายนิรันดร โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือหุ้นแทน ห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. จดทะเบียนนิติบุคคลในวันที่ 14 มีนาคม 2517 ก็จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลกิจการโรงแรม ด. สำหรับบริษัท ล. เดิมจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดในปี 2516 ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปี 2520 มีชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ถือหุ้น ตั้งแต่ปี 2521 ถึงปี 2536 มีชื่อนายกำชัย นายสมบูรณ์ กับบุคคลอื่นอีก 1 คนเป็นผู้ถือหุ้น จากนั้นในวันที่ 30 ธันวาคม 2536 จึงเปลี่ยนเป็นชื่อนายนิรันดร โจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น ในปี 2545 จึงมีชื่อของจำเลยทั้งสาม ห้างหุ้นส่วนจำกัดดอกบัวรัฐ จดทะเบียนวันที่ 9 ธันวาคม 2520 มีนายกำชัยเป็นหุ้นส่วนและผู้จัดการ ต่อมาปี 2536 ถึงปี 2545 จึงมีชื่อโจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นและผู้จัดการ กระทั่งจดทะเบียนเลิกห้างในวันที่ 23 ธันวาคม 2558 ในส่วนของบริษัท ท. จดทะเบียนนิติบุคคลในปี 2522 มีชื่อผู้ตาย นายกำชัย และนางจินตนา ถือหุ้นคนละ 200 หุ้นใน 1,000 หุ้น ต่อมาปี 2544 ปรากฏชื่อผู้ตาย จำเลยทั้งสาม โจทก์ นายนิรันดร เป็นผู้ถือหุ้นรวม 4,340 หุ้น ในจำนวนทั้งหมด 4,500 หุ้น นอกจากนี้ยังมีบริษัท อ. กับห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรม ว. จดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2531 และวันที่ 20 ธันวาคม 2531 โดยมีเฉพาะผู้ตายและบุคคลในครอบครัวของผู้ตายเป็นผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมด ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าก่อนถึงปลายปี 2531 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวล้วนประกอบกิจการในเครือบริษัท ต. ซึ่งเป็นกงสีของตระกูล ดังที่นางสาวจิราภา นางดวงพันธ์และนางดวงพรเบิกความ พยานทั้งสามของโจทก์เป็นน้องของผู้ตายย่อมมีความใกล้ชิดกับครอบครัวและได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวจากบิดามารดาโดยไม่ปิดบังทั้งพยานโจทก์ดังกล่าวไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใดซึ่งล้วนเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกันกับผู้ตาย การจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกของนายวุฒิพงษ์กระทำขึ้นก่อนที่นายวุฒิพงษ์จะแบ่งปันทรัพยสินในกงสีให้แก่บุตรทุกคนในระหว่างปี 2531 ถึงปี 2532 โดยนางสาวจิราภาเบิกความว่าได้รับเงิน 60,000,000 บาท กับที่ดินที่มีชื่อของตนถือกรรมสิทธิ์ และอะพาร์ตเมนต์ที่ถนนพระราม 4 เขตคลองเตย ที่ถือครองในนามของบริษัท ต. ส่วนของนางดวงพันธ์นางดวงพร นางจุฑามาศและนางจินตนา ได้รับเงินคนละ 30,000,000 บาท นายประสานได้รับกิจการโรงแรม อ. ที่กรุงเทพมหานครนายสมบูรณ์ได้รับกิจการโรงสีที่จังหวัดสุรินทร์ และนายสมจิตรได้รับกิจการโรงน้ำแข็งและอาคาร ต. ที่จังหวัดสุรินทร์ แม้การแบ่งปันทรัพย์สินของกงสีในส่วนของกิจการและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจะมิได้ทำบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรก็น่าจะมาจากการที่ทรัพย์สินดังกล่าวมีชื่อของผู้ตายและบุคคลคนอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทั้งเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน และไม่ปรากฏว่ามีข้อพิพาทระหว่างผู้ตายกับน้องคนอื่นแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานของจำเลยทั้งสามที่อ้างว่าจำเลยที่ 3 กับผู้ตายขายทองคำที่ได้รับมาเป็นจำนวนมากในตอนแต่งงานและคลอดบุตรคนแรกแล้วนำเงินไปลงทุนซื้อกิจการโรงเลื่อยที่ลำโคมน้อย จังหวัดอุบลราชธานี (ประมาณปี 2509) กับต่อมาผู้ตายซื้อสัมปทานโรงต้มกลั่นสุราที่จังหวัดนครพนม จนได้รับผลกำไรมากมายจึงนำเงินมาซื้อที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ถึง 2.1.4 และที่ดินอีกหลายแปลงนั้น แต่ปรากฏว่าที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.4 ซื้อเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2508 ก่อนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่ามีการซื้อโรงเลื่อย ที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.3 ซื้อเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2510 ที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.2 ซื้อเมื่อปี 2513 และปี 2530 ส่วนที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ซื้อเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2522 ซึ่งมีรายได้หลักอยู่ที่กงสีของตระกูล และนางสาวจิราภาเบิกความยืนยันว่า ที่ดินตามข้อ 2.1.1 ผู้ตายเบิกเงินจากพยานจำนวน 6,000,000 บาท ไปซื้อ โดยผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทนกงสี ส่วนทรัพย์สินตามข้ออื่นผู้ตายก็ขออนุญาตจากบิดามารดาแล้วพยานเบิกเงินให้ไปซื้อเช่นเดียวกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสามคงมีเพียงจำเลยที่ 3 เบิกความลอย ๆ โดยปราศจากหลักฐานอันควรแก่การเชื่อถือ จึงรับฟังตามที่โจทก์นำสืบหักล้างได้ว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 2.1.1. ถึง 2.1.4 เป็นทรัพย์สินของกงสี ต่อมาปี 2531 ถึงปี 2532 นายวุฒิพงษ์และนางทองพูนยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ตายโดยเสน่หา จึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 ที่ว่า สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน... (3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา" กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 1474 ที่จะเป็นสินสมรสก็แต่โดยมีหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส แม้จำเลยที่ 3 กับผู้ตายได้สมรสกันในปี 2505 ขณะใช้บทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม แต่การจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสต้องพิจารณาว่าสามีหรือภริยาได้มาขณะใดและโดยเหตุใด เมื่อปรากฏว่าในระหว่างสมรสได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 โดยมีผลให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2519 เป็นต้นไป และยกเลิกบทบัญญัติบรรพ 5 เดิม ซึ่งตามมาตรา 1471 (3) กำหนดให้ทรัพย์สินที่สามีหรือภริยาได้มาโดยการให้โดยเสน่หาตกเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นอันเป็นบทบัญญัติที่แตกต่างจากบทบัญญัติบรรพ 5 เดิม ที่ยกเลิกแล้ว เมื่อผู้ตายได้รับทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ถึง 2.1.4 ซึ่งบิดามารดายกให้โดยเสน่หา และไม่ได้ทำหนังสือระบุว่าเป็นสินสมรส ทรัพย์สินทั้งสี่รายการดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย อันเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์และจำเลยทั้งสามในสัดส่วนคนละ 1 ส่วน ใน 5 ส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามต่อไปมีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 54407 จังหวัดอุบลราชธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 28233 (ที่ถูกคือ 17199) จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ตาย หรือเป็นของนายนิรันดร โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า ผู้ตายกับจำเลยที่ 3 ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้นายนิรันดรไปแล้ว จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 และไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2.1.1 ถึง 2.2.1.11 เป็นสินสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 3 และเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ผู้จัดการมรดกทั้งสี่ตกลงกันว่าที่ดินที่มีชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายนิรันดรถือกรรมสิทธิ์ให้ตกเป็นของบุคคลที่มีชื่อนั้น และจำเลยที่ 3 ยังเบิกความว่าที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามบัญชีรายการทรัพย์สิน เป็นสินสมรสของจำเลยที่ 3 กับผู้ตาย กับตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ทราบว่ามีที่ดินที่ใส่ชื่อนายนิรันดรเป็นเจ้าของ แต่ในคดีที่จำเลยที่ 3 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายนิรันดร คงระบุว่าผู้ตายมีทรัพย์สิน คือบัญชีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ รวม 4 บัญชี ดังนั้น พยานหลักฐานตามที่จำเลยทั้งสามนำสืบมาคงรับฟังได้ว่านายนิรันดรมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงแทนผู้ตายกับจำเลยที่ 3 และเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 อันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายแปลงละกึ่งหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ทรัพย์สินตามคำฟ้องข้อ 2.2.2 กับทรัพย์สินตามคำฟ้องข้อ 2.2.4 เป็นสินสมรสหรือไม่ ส่วนโจทก์ฎีกาว่า ทรัพย์สินตามเอกสารหมาย จ.15 ทั้งหมด และทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.3 ได้แก่ งาช้างสีดำ เป็นสินสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 3 หรือไม่ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.3 จำเลยทั้งสามให้การเพียงว่า โจทก์เป็นผู้ดูแลและเก็บรักษากุญแจห้องพระของผู้ตายเพียงผู้เดียว ต่อมาพบว่าบ้านพักชั้นล่างในส่วนที่เป็นสำนักงานถูกรื้อค้น จำเลยทั้งสามจึงให้ช่างกุญแจมาเปลี่ยนสะเดาะกุญแจห้องพระพบว่าพระบูชาที่มีมูลค่าสูงของผู้ตายสูญหายไป จึงให้ช่างติดตั้งกุญแจชุดใหม่ให้จำเลยที่ 3 เก็บรักษา คำให้การจำเลยทั้งสามดังกล่าวมิได้ปฏิเสธว่ารายการทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.3 เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 ย่อมมีผลเป็นคำรับตามคำฟ้อง ที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่าทรัพย์สินรายการที่ 7 งาช้างสีดำเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 ได้รับการยกให้จากนางประยูร จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาท ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 ส่วนทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.4 ที่เป็นรถยนต์ รวม 8 คัน แต่จำเลยทั้งสามคงให้การเพียงว่าทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.4 มีเพียงบางส่วนเท่านั้นเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยมิอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่ารถยนต์รายการใดไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ย่อมไม่มีประเด็นให้จำเลยทั้งสามนำสืบเช่นเดียวกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่ารถยนต์รายการลำดับที่ 6 ถึงที่ 8 ไม่ใช่สินสมรสของผู้ตายจึงฟังไม่ขึ้น สำหรับทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.2 แบ่งเป็นประเภท นาฬิกา ตั้งแต่รายการลำดับ 1 ถึงที่ 6 ประเภทกระเป๋ารายการลำดับ 7 ถึงที่ 11 เครื่องประดับรายการลำดับ 12 ถึงที่ 45 ซึ่งได้มาระหว่างสมรส โดยจำเลยที่ 3 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 สวมใส่เครื่องประดับดังกล่าว ได้แก่ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน และนาฬิกาในการออกงานสังคมวาระต่าง ๆ เพราะผู้ตายมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีบางครั้งบุคคลคนใดขอยืมจำเลยที่ 3 เพื่อใส่ออกงาน จำเลยที่ 3 ก็อนุญาตสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และภาพถ่าย ที่โจทก์เบิกความว่าผู้ตายซื้อมาให้บุคคลภายในครอบครัวใช้ร่วมกันจึงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ แม้ต่อมาภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสามไปเช่าตู้นิรภัยที่ธนาคาร ท. แล้วนำเครื่องเพชรเครื่องประดับต่าง ๆ ไปเก็บรักษาไว้ โดยปรากฏว่ามีโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปเปิดตู้นิรภัยหลายครั้งก็มิใช่ข้อแสดงว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากการรับรู้ของจำเลยที่ 3 หรือกระทำโดยพลการเนื่องจากมีชื่อเป็นผู้เช่าตู้นิรภัยอยู่ด้วย เมื่อพิจารณาถึงสภาพแห่งลักษณะของนาฬิกาและเครื่องประดับดังกล่าวแล้วมีราคาสูง การเช่าตู้นิรภัยเก็บทรัพย์สินดังกล่าวย่อมมีความปลอดภัยจากการถูกโจรกรรม ประกอบกับจำเลยที่ 3 มีฐานะเป็นมารดาของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีความไว้วางใจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าตู้นิรภัย ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2539 ภายหลังในปี 2542 จึงเพิ่มชื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าด้วยก็เพื่อให้จำเลยที่ 3 มีหลักฐานว่าบุตรคนใดไปเปิดตู้นิรภัยเมื่อไร และนำเครื่องประดับใดไปใช้ ดังนั้น ทรัพย์สินประเภทนาฬิกาและเครื่องประดับกาย อันเป็นเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับกายที่ได้มาในระหว่างสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 3 โดยค่อย ๆ สะสมมาเป็นเวลานานถึง 35 ปี ทั้งเหมาะสมแก่ฐานะ รายได้ กับสถานะทางสังคมของจำเลยที่ 3 กับผู้ตาย ทรัพย์สินตามรายการดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (2) ส่วนข้อที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่าทรัพย์สิน มิใช่สินสมรส โดยจำเลยที่ 3 เบิกความว่า นาฬิกาลำดับที่ 4 เป็นของผู้ตาย ลำดับที่ 6 เป็นของนายนิรันดร และกระเป๋าลำดับที่ 7 เป็นของผู้ตายนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามมิได้คัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่ากระเป๋าลำดับที่ 8 ถึงที่ 11 มิใช่สินสมรสอย่างไร จึงไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย เมื่อพิจารณาถึงคำให้การของจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.2 แม้จำเลยทั้งสามคงให้การเพียงว่า เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังนั้นที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า ทรัพย์สินตามลำดับที่ 4 และที่ 7 เป็นของผู้ตาย ส่วนนาฬิกา ตามลำดับที่ 6 เป็นของนายนิรันดร จึงขัดแย้งกับคำให้การและไม่อยู่ในประเด็นที่จะนำสืบให้รับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยทรัพย์สินรายการดังกล่าวเป็นสินสมรสจึงชอบแล้ว

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า ที่ดินตามฟ้องข้อ 3.9.1 และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 3.9.2 เป็นมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 187750 ถึง 187753 กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ ตามฟ้องข้อ 3.9.2 นั้นก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 187750 และ 187751 คืนแก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าโจทก์ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 โจทก์ให้การว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสี่แปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยการนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากกองมรดกไปขายแล้วนำเงินมาซื้อกับใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนกองมรดกคนละ 2 แปลง ศาลแพ่ง-กรุงเทพใต้วินิจฉัยว่า โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพิพาท 2 แปลงแทนจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 1 โดยปลอดภาระใด ๆ ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ พ.304/2558 คดีหมายเลขแดงที่ พ.543/2559 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2559 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6891/2561 ซึ่งสืบค้นจากสารบบคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนี้ การที่โจทก์นำคดีที่มีประเด็นตามฟ้องข้อ 3.9.2 อย่างเดียวกับที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้วินิจฉัยตามฟ้องของจำเลยที่ 1 มาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ โดยโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน ทั้งประเด็นที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดในคดีนี้กับคดีก่อนว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 187750 และ 187751 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่อันเป็นประเด็นแห่งคดีข้อเดียวกัน และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วก่อนโจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ (วันที่ 16 มิถุนายน 2559) ฟ้องโจทก์ในข้อนี้เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 187750 และ 187751 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 187752 และ 187753 ตามฟ้องข้อ 3.9.2 นั้น จำเลยที่ 3 เบิกความว่า ครอบครัวของจำเลยที่ 3 ประกอบอาชีพค้าขายมีกิจการโรงงานผลิตลำไยอบแห้งและผลไม้อบแห้งกับโรงงานทำลูกกวาดหลายชนิดขายส่งทั่วจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ แสดงว่าจำเลยที่ 3 มีฐานะการเงินดี น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 มีทรัพย์สินส่วนตัวที่จะซื้อที่ดิน 2 แปลงนี้ได้ และจำเลยที่ 3 ยังเบิกความอีกว่า ให้จำเลยที่ 1 ซื้อมาเมื่อปี 2549 เพื่อรับขวัญหลาน ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย และการสมรสระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ตายได้สิ้นสุดลง ส่วนพยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงคำเบิกความของโจทก์ผู้เดียวที่อ้างว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่โจทก์ไม่ได้นำพยานบุคคลหรือพยานเอกสารในการจัดทำบัญชีรับจ่ายของผู้ตายมาสนับสนุนว่ามีการจ่ายเงินกงสีเพื่อให้ซื้อที่ดินดังกล่าว พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงได้มาจากการนำเงินมรดกของผู้ตายมาซื้ออันจะเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นสินสมรส จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องร่วมกันคืนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่กองมรดกของผู้ตาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ดินตามฟ้องข้อ 3.9.1 ที่โจทก์เบิกความว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้นำเงินจากกองมรดกของผู้ตายไปซื้อเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 และใส่ชื่อนายนาวิก น้องต่างบิดาของจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทน วันรุ่งขึ้นจึงโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนกองมรดก ทั้งจำเลยที่ 1 เคยส่งรายการบัญชีทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จัดทำขึ้นต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอยู่ในบัญชีทรัพย์สินกลุ่ม 3 อันดับที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาและรายการทรัพย์สิน ซึ่งตรงตามบัญชีรายการทรัพย์สินแบ่งกลุ่ม จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้นเห็นว่า ในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เพื่อเรียกคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 3.9.2 แต่เพื่อให้เกิดผลแบ่งปันทรัพย์สินเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้เสร็จสิ้น ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงไกล่เกลี่ยให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีรายการทรัพย์สินเพื่อแบ่งปันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 3 จึงจัดทำบัญชีรายการทรัพย์สินดังกล่าวขึ้นโดยให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเลือกก่อน ในรายการกลุ่มที่ 2 ถึงที่ 3 แต่โจทก์ไม่ยอมรับ แล้วมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ซึ่งจำเลยทั้งสามเบิกความว่าไม่เคยมีข้อตกลงดังกล่าว แต่การที่จำเลยที่ 3 ฟ้องขอแบ่งสินสมรสจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางกลับระบุถึงที่ดินรายการนี้ไว้ด้วยสอดคล้องกับบัญชีรายการทรัพย์สินกลุ่ม 3 อันดับที่ 1 ดังกล่าวที่จัดทำขึ้นก่อนจำเลยที่ 3 ฟ้องขอแบ่งสินสมรส พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยทั้งสาม และฟังได้ว่าเป็นที่ดินที่นำเงินจากกองมรดกของผู้ตายมาซื้อ จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่ที่ดินแปลงนี้ซื้อมาในปี 2547 ก่อนที่จำเลยทั้งสามจะขายทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.1.1 ข้อ 2.1.2 และข้อ 2.1.4 ที่เป็นสินส่วนตัว จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1474 วรรคสองว่า เป็นการขายทรัพยมรดกในส่วนที่เป็นสินสมรส โจทก์จึงมีส่วนแบ่งในที่ดินแปลงนี้ในสัดส่วน 1 ส่วนใน 10 ส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

โจทก์ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องคืนเงินค่าตัดไม้ยูคาลิปตัส 100,000,000 บาท อันเป็นทรัพย์มรดกตามฟ้องข้อ 4.2 แก่กองมรดกแล้วแบ่งให้โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์จะถือเงินสดค่าตัดไม้ยูคาลิปตัสทยอยส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 3 ตั้งแต่ปี 2543 เงินบางส่วนนายสมชาย ผู้ทำหน้าที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายกงสีของกองมรดกของผู้ตายจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากจำเลยที่ 3 รวมแล้วประมาณ 100,000,000 บาท เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายไม้ กำหนดให้ผู้จะซื้อชำระค่าไม้โดยโอนเงินเข้าบัญชีชื่อโจทก์ ที่ธนาคาร ส. จังหวัดอุบลราชธานี เท่านั้น โจทก์จึงเป็นผู้ครอบครองดูแลเงินค่าไม้แต่เพียงผู้เดียวโดยจำเลยที่ 3 เบิกความว่าไม่เคยทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อน ประกอบกับเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่โจทก์จะโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 ย่อมมีความปลอดภัยและสะดวกกว่า ทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานปรากฏให้เป็นข้อยืนยันได้อย่างชัดแจ้งคำเบิกความของโจทก์จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ 3 ได้รับมอบเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ต้องร่วมรับผิดคืนเงินค่าตัดไม้ดังกล่าวแก่กองมรดกของผู้ตายเพื่อแบ่งแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินจากโจทก์และจากการบริหารธุรกิจกองมรดกแล้วไม่ส่งมอบคืนกองมรดก จำนวน 3,485,872 บาทและ 10,852,523 บาท ตามลำดับตามฟ้องข้อ 4.6 หรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ล้วนคัดลอกมาจากอุทธรณ์ของโจทก์ในหน้า 117 และหน้า 118 คงมีการตัดทอนและเพิ่มเติมข้อความเพียงเล็กน้อย ซึ่งมิใช่สาระสำคัญ โดยมิได้คัดค้านว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ข้อนี้ไม่ชอบและฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกต้องเป็นประการใดย่อมเป็นข้อฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง แม้ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกา แต่เนื้อหาตามฎีกาของโจทก์แต่ละข้อย่อมพิจารณาแยกวินิจฉัยต่างหากจากกันได้ และตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ประกอบมาตรา 225 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหาย 24,734,228 บาท แก่โจทก์ตามฟ้องข้อ 5.7 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามขายที่ดินทรัพย์มรดกได้เงินมาหลายรายการ แต่มิได้ทำบันทึกรายการทรัพย์สินและรวบรวมหลักฐานการจัดการมรดกเกี่ยวกับรายการจำหน่ายทรัพย์มรดก รายรับและรายจ่ายอันเป็นการปฏิบัติผิดต่อหน้าที่ผู้จัดการมรดกทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก จงใจจัดการทรัพย์สินของกองมรดกให้ได้รับความเสียหาย เห็นว่า โจทก์ยอมรับว่าผู้ตายมีหนี้ค้างชำระต่อสถาบันการเงินและหนี้ในการบริหารจัดการกิจการภายในกงสีของผู้ตาย ในการจำหน่ายทรัพย์สินต่าง ๆ ได้นำเงินไปชำระหนี้ทั้งหมดเพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ย ส่วนที่ยังชำระหนี้ไม่ครบก็ถูกเจ้าหนี้ฟ้องบริษัทในเครือจนถูกศาลสั่งให้ล้มละลาย รายได้ที่เกิดจากการจำหน่ายที่ดินในรูปบริษัทก็แบ่งเป็นเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นทุกคน แม้ภายหลังจะปรากฏว่าบริษัทถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตายก็เป็นหน้าที่ที่จำเลยทั้งสามต้องนำมาแบ่งปันแก่ทายาท โดยมีหลักฐานว่าคงเหลือเงินอยู่จำนวนเท่าใด สำหรับการขายที่ดิน 3 แปลง ตามฟ้องข้อ 2.1.2 ก็มีหลักฐานตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ปรากฏว่าโจทก์ได้รับส่วนแบ่งที่เหลือจากการชำระหนี้ค่าสาธารณูปโภค เงินเดือนพนักงานโรงแรมและค่าใช้จ่ายในกงสี เป็นเงิน 1,000,000 บาทแล้ว นอกจากนี้เงินที่ได้จากการขายที่ดินและอาคารพาณิชย์ จำนวน 47,000,000 บาท ตามฟ้องข้อ 2.1.4 ก็ได้นำไปชำระหนี้ของผู้ตายเป็นต้น โดยจำเลยทั้งสามอ้างว่าคงเหลือ 20,000,000 บาท แต่โจทก์อ้างว่าเหลือ 33,000,000 บาท กรณียังไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสามจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยผิดต่อหน้าที่หรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกแต่อย่างไรโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในรายการต่าง ๆ ตามฟ้องที่ศาลวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นคนละเท่าใดเห็นว่า ศาลได้วินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ผู้ตายมีทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกจำนวน 5 คน คือโจทก์ นายนิรันดร และจำเลยทั้งสาม จึงต้องแยกพิจารณาว่าทรัพย์มรดกรายการใดเป็นสินส่วนตัวและรายการใดเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 หากกรณีเป็นสินส่วนตัว ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็น 5 ส่วน โดยโจทก์ นายนิรันดร และจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับคนละ 1 ส่วน ใน 5 ส่วน หากทรัพย์มรดกรายการใดเป็นสินสมรสการคิดส่วนแบ่งปันทรัพย์สินส่วนนี้ระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 ย่อมตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 (1) ประกอบมาตรา 1533 กล่าวคือ แบ่งสินสมรสให้แก่ผู้ตายกับจำเลยที่ 3 ได้ส่วนเท่ากัน คือคนละกึ่งหนึ่งก่อนส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงอยู่ในบังคับตามมาตรา 1629 มาตรา 1633 และมาตรา 1635 ให้แก่ผู้สืบสันดานของผู้ตาย 4 คน ให้รับคนละส่วน และจำเลยที่ 3 เป็นคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ได้รับ 1 ส่วน รวมเป็นได้รับคนละ 1 ส่วน ใน 10 ส่วน ดังนั้น ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ทายาทมีสิทธิได้รับคนละ 1 ส่วน ใน 5 ส่วนได้แก่ ทรัพย์สินที่เป็นที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ถึง 2.1.4 ทรัพย์มรดกของผู้ตายในส่วนที่เป็นสินสมรสที่ทายาทมีสิทธิได้รับร่วมกับจำเลยที่ 3 คนละ 1 ใน 10 ส่วน จำเลยที่ 3 มีสิทธิได้รับ 6 ส่วน ใน 10 ส่วนได้แก่ ทรัพย์สินเป็นที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2.1.1 ถึง 2.2.1.12 ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2. ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.3 ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.4 และทรัพย์ตามฟ้องข้อ 3.9.1

ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2.1.1 ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน เพราะมีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม โดยให้นำออกขายแก่บุคคลภายนอกแล้วนำเงินมาแบ่งตามสัดส่วน ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2678/2558 นั้น เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายจากจำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ตามกฎหมาย มิได้ฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยอาศัยข้อตกลงตามสัญญา จึงเป็นฎีกาที่นอกประเด็นข้อพิพาท ทั้งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ประกอบมาตรา 225 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อของโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ยังมิได้จำหน่ายตามสัดส่วน หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามส่วนแก่โจทก์ ตามคำขอข้อ 5.1 ถึงข้อ 5.3 และข้อ 5.5 นั้นศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าหากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน เห็นว่าทรัพย์มรดกดังกล่าวล้วนเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดินแทบทั้งหมด ซึ่งสามารถจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมได้ ทั้งที่ดินบางแปลงยังมีชื่อของโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่แล้วด้วยส่วนที่ดินที่ไม่มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินก็สามารถมีสิทธิครอบครองและโอนการครอบครองกันได้ หากตกลงแบ่งปันกันไม่ได้ ก็ใช้วิธีประมูลราคาระหว่างกันเองหรือขายทรัพย์เพื่อนำเงินมาแบ่งปันกัน หาใช่เป็นทรัพย์ที่มีสภาพไม่สามารถบังคับให้แบ่งปันกันได้ประกอบกับคู่ความมีข้อโต้แย้งกันว่า ที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าวมีราคาเท่าไร จึงไม่อาจกำหนดราคาที่จะให้จำเลยทั้งสามใช้เงินตามส่วนที่จะได้รับแก่โจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับสภาพบังคับแห่งคำขอที่ไม่อาจบังคับ ทั้งมีวิธีการอื่นตามหลักเจ้าของรวมที่มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745ประกอบมาตรา 1364 และมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมกันเป็นการเฉพาะอยู่แล้ว นับว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบกับมาตรา 246 และมาตรา 252

สำหรับรถยนต์ลำดับที่ 8 ตามฟ้องข้อ 2.2.4 ข้อเท็จจริงได้ความจากจำเลยทั้งสามว่าได้ขายไปแล้ว จึงไม่มีตัวทรัพย์มรดกที่จะนำมาแบ่งปันกันได้ จำเลยทั้งสามต้องชดใช้เงินตามสัดส่วนของราคาขายที่โจทก์พึงได้รับ โดยแสดงหลักฐานและราคาตามที่จำหน่ายแก่ผู้ซื้อ แต่เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบในข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้มีราคาขาย 500,000 บาท โจทก์คงได้รับ 50,000 บาท ในสัดส่วนของ 1 ใน 10 ส่วน ส่วนทรัพย์ตามรายการตามฟ้องข้อ 2.2.2 ถึง 2.2.4 ที่ศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสามแบ่งปันแก่โจทก์ตามส่วนนั้นไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์ที่สภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ทั้งมีบทบัญญัติถึงการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1364 และมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง แล้วเช่นกัน จึงให้ยกคำขอที่ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามส่วนแก่โจทก์ด้วย

ในส่วนของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 2.1.1 ข้อ 2.1.2 และข้อ 2.1.4 ที่ขายแก่บุคคลภายนอกนั้น จำเลยทั้งสามต้องแบ่งแก่โจทก์จำนวนเท่าใด ในเบื้องต้นเห็นว่าที่ดินดังกล่าวทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในฐานะทายาท 1 ส่วน ใน 5 ส่วน ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ขายไปในราคา 196,923,085.47 บาท โจทก์ได้รับเป็นเงินปันผลไปแล้ว 2,268,000 บาท ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 2.1.2 ขายไป 3 แปลง จากทั้งหมด 10 แปลง ในราคา 7,000,000 บาท โจทก์ได้รับส่วนแบ่งไปแล้ว 1,000,000 บาท ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 2.1.4 ขายไปในราคา 47,000,000 บาท แม้โจทก์นำสืบว่าการขายทรัพย์สินทั้งสามรายการเป็นราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก ดังนั้น นอกจากจำเลยทั้งสามต้องนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งให้โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ในส่วนของค่าเสียหายที่ขายขาดราคาแก่โจทก์อีกด้วย เห็นว่า ตามฟ้องข้อ 5.2 โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามคืนเงินที่ได้จากการขายทรัพย์แก่กองมรดกและแบ่งให้โจทก์ตามส่วนเท่านั้น โจทก์มิได้ขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการขาดราคาแต่อย่างใด จึงไม่อาจพิพากษาให้เพราะเหตุเกินคำขอ ส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบว่าผู้ตายมีหนี้ค้างชำระแก่สถาบันการเงินหลายแห่งทั้งที่กรุงเทพมหานครและที่จังหวัดอุบลราชธานี จึงตกลงร่วมกันกับโจทก์ว่าจะชำระหนี้ของผู้ตายให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วจะแบ่งปันทรัพย์มรดก โดยหนี้ที่กรุงเทพมหานครประมาณ 300,000,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้รับผิดชอบส่วนหนี้ที่จังหวัดอุบลราชธานีประมาณ 100,000,000 บาท มอบให้โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบดูแล หนี้ที่กรุงเทพมหานครได้เจรจากับเจ้าหนี้แล้วทำหนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ภายหลังจึงขายที่ดินของผู้ตายในซอยนานาพร้อมอาคาร 21 ชั้น ชำระหนี้ให้ธนาคาร ก. ส่วนหนี้ที่จังหวัดอุบลราชธานีได้ขายที่ดินบางแปลงเพื่อชำระหนี้ โดยโจทก์ขายที่ดินที่ตั้งโรงแรม ว. จำเลยที่ 3 ขายที่ดินพร้อมแฟลต หลังโรงแรม ป. (ข้อ 2.1.2) ในราคา 7,000,000 บาท นำเงินไปชำระค่าภาษีโรงเรือนที่ค้างชำระกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค คงเหลือ 4,000,000 บาทขายที่ดินที่ลาดพร้าว 101 จำนวน 93 แปลง (ข้อ 2.1.1) ซึ่งหักชำระค่าภาษีค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน ค่านายหน้า และอื่น ๆ แล้ว เป็นเงิน 62,000,000 บาทเศษคงเหลือ 138,000,000 บาทเศษ ขายที่ดินที่ถนนสุริยาตร (ข้อ 2.1.4) ชำระหนี้ของผู้ตายแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ค่าภาษี ค่านายหน้า และอื่น ๆ คงเหลือ 20,000,000 บาท เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้นำเงิน 196,923,085.47 บาท ตามฟ้องข้อ 2.1.1 และจำนวน 4,000,000 บาท ตามฟ้องข้อ 2.1.2 ที่ได้รับจากการขายมาแบ่งแก่โจทก์ซึ่งคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่าจำนวนเงินที่กำหนดไม่เหมาะสมหรือคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องอย่างไร ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงฟังเป็นยุติในชั้นอุทธรณ์ โจทก์คงฎีกาว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งจากเงินคงเหลือ 20,000,000 บาท นั้นไม่ถูกต้องเพราะเอกสารหมาย ล.46 จำเลยทั้งสามจัดทำขึ้นเอง ทั้งรายการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ได้ระบุว่าแต่ละรายการใช้จ่ายจำนวนเท่าไร และค่าใช้จ่ายที่บ้านในกรุงเทพมหานครก็เป็นค่าใช้จ่ายประจำ จำเลยทั้งสามสามารถนำเงินจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแปลงอื่นมาชำระได้ จำเลยทั้งสามจึงอ้างไม่ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายอีก 13,000,000 บาท นอกเหนือจากที่ชำระหนี้ 14,000,000 บาท แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์จึงคงเหลือเงินต้องแบ่ง 33,000,000 บาท มิใช่ 20,000,000 บาท เห็นว่า รายการชำระหนี้ 14,000,000 บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.31 (แผ่นที่ 1 และที่ 2) ส่วนรายการตามเอกสารหมาย ล.46 ข้อ 4.2 ถึงข้อ 4.5 แม้จำเลยทั้งสามไม่มีหลักฐานหรือใบเสร็จรับเงิน แต่เห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายตามข้อ 4.2 เกี่ยวกับค่าภาษีที่ดินและค่านายหน้าตามข้อ 4.4 ค่าที่ปรึกษาที่ไปติดต่อลดหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายตามปกติที่เกิดจากการทำธุรกรรมในการขายและการติดต่อขอปรับลดหนี้ แม้จำเลยทั้งสามไม่ได้นำพยานเอกสารมาแสดงก็เพราะบางรายการไม่มีการออกใบเสร็จรับเงิน ส่วนค่าใช้จ่ายตามข้อ 4.3 และข้อ 4.5 ก็เป็นค่าใช้จ่ายตามปกติในการดำเนินกิจการโรงแรมและบริษัทในเครือที่จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนค่าใช้จ่ายในบ้านที่กรุงเทพมหานคร ก็เป็นค่าใช้จ่ายประจำที่เกิดขึ้นตามปกติทุกเดือน แม้จำเลยทั้งสามมิได้ระบุจำนวนเงินแต่ละรายการไว้อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากเป็นกิจการภายในกงสีที่โจทก์และจำเลยทั้งสามเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน และผู้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายของกงสี คือนายสมชาย โจทก์สามารถตรวจสอบหรือสอบถามหรือนำนายสมชายมาเบิกความเป็นพยานโจทก์เพื่อทำลายน้ำหนักพยานจำเลยทั้งสามได้ ประกอบกับข้อนำสืบของจำเลยทั้งสามล้วนเป็นค่าใช้จ่ายตามปกติที่มีอยู่จึงไม่มีข้อพิรุธแต่ประการใด ที่ศาลล่างทั้งสองให้นำเงินคงเหลือ 20,000,000 บาท มาแบ่งแก่ทายาททุกคนจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว แต่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับเงิน 1,000,000 บาท จากจำเลยทั้งสามไปแล้วตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงต้องนำมาหักออกจากเงินส่วนแบ่งทั้งหมดที่โจทก์จะได้รับด้วย เมื่อรวมเงินค่าขายที่ดินโดยหักค่าใช้จ่ายตามฟ้องข้อ 2.1.1. ข้อ 2.1.2 และข้อ 2.1.4 แล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 220,923,085.47 บาท โจทก์ได้รับส่วนแบ่ง 1 ส่วน ใน 5 ส่วน จึงเป็นเงิน 44,184,617.09 บาท แต่โจทก์ได้รับเงินไปแล้ว 3,268,000 บาท คงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเป็นเงิน 40,916,617.09 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายซึ่งมีชีวิตอยู่ ทั้งยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลด้วยกันทุกคน ย่อมมีหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก โดยต้องถือเอาเสียงข้างมาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1719 และมาตรา 1726 เมื่อปรากฏว่าผู้ตายมีหนี้ต่อเจ้าหนี้หลายรายโจทก์และจำเลยทั้งสามย่อมมีหน้าที่จัดสรรทรัพย์สินของผู้ตายเพื่อชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน จึงจะนำทรัพย์มรดกส่วนที่เหลือมาแบ่งปันแก่ทายาททุกคน คดีนี้ปรากฏว่ามีการขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ 8 คูหา ตามฟ้องข้อ 2.1.4 เป็นแปลงสุดท้ายในวันที่ 20 ตุลาคม 2558 แล้วนำเงินชำระหนี้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ผู้เป็นเจ้าหนี้ จำนวน 14,000,000 บาท สามีโจทก์เคยทำหนังสือถึงจำเลยทั้งสามเพื่อให้ส่งเงินและทรัพย์สินคืนแก่กองมรดกแต่หนังสือลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2558 อันเป็นเวลาก่อนชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของผู้ตายเสร็จสิ้น ทั้งต่อมาจำเลยที่ 3 ทำหนังสือลงวันที่ 30 สิงหาคม 2559 เพื่อนัดประชุมผู้จัดการมรดกทุกคน แต่โจทก์อ้างติดภารกิจไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้ นอกจากนี้ในคดีที่จำเลยที่ 1ฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายดำที่ พ.304/2558 ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 ธันวาคม 2558 ว่าจำเลยที่ 1 เสนอรายการทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 ประสงค์จะแบ่งให้บุตรทุกคนแก่ศาล แต่โจทก์ขอกลับไปตรวจสอบราคาประเมินของทางราชการก่อน ในที่สุดโจทก์ไม่รับข้อเสนอของฝ่ายจำเลยทั้งสาม ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 3 เปิดโอกาสให้โจทก์มีสิทธิเลือกรายการทรัพย์สินในกลุ่มที่ 2 ถึงที่ 3 ก่อน แสดงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่อาจตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายได้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ดังนั้นมูลเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามจึงมิได้เกิดจากการที่จำเลยทั้งสามมิได้กระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ประกอบกับเงินที่ขายทรัพย์สินต่าง ๆ ภายหลัง เหลือจากการชำระหนี้แล้วก็ไม่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสามนำไปใช้สอยเป็นประโยชน์ส่วนตนอันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวนี้นับแต่วันที่เอาไปใช้ต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 ประกอบมาตรา 811 ที่ให้นำหลักตัวแทนมาใช้โดยอนุโลม จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนายไชยศิริ ผู้ตาย จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 61273 ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 3.9.1 ให้แก่โจทก์ ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 10 ส่วน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้แบ่งทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.3 แก่โจทก์ด้วย ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 10 ส่วนให้ร่วมกันชำระเงินตามฟ้องข้อ 2.2.4 จำนวน 50,000 บาท กับให้ร่วมกันชำระเงินค่าขายทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.1.1 ข้อ 2.1.2 และข้อ 2.1.4 จำนวน 40,916,617.09 บาท แก่โจทก์ ในกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามตกลงแบ่งทรัพย์รายการใดกันไม่ได้ ให้ประมูลซื้อทรัพย์ระหว่างกันเอง หากประมูลราคากันไม่ได้ให้นำทรัพย์นั้นออกขายแล้วนำเงินสุทธิส่วนที่เหลือมาแบ่งกันตามส่วน ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสามชดใช้เงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยหากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1606 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — นางสาว ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนพมาศ ดูลภัทร ปิ่นกระจาย
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2565
#683488
เปิดฉบับเต็ม

แม้พยานโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยซื้อจากบริษัทที่จัดสรรที่ดินหมู่บ้าน ช. แต่ปรากฏตามแผนผังหมู่บ้านดังกล่าวว่า ที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าว ต้องใช้ถนนนี้ร่วมกับผู้มีที่ดินและบ้านในหมู่บ้านนี้ และที่ดินของจำเลยก็มีลักษณะตำแหน่งที่ตั้งไม่ต่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านจัดสรรนี้ และแม้ทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวเจ้าของที่ดินได้มอบให้เป็นทางสาธารณะแล้ว รวมทั้งการเก็บขยะมีพนักงานกรุงเทพมหานครมาจัดเก็บก็ตาม แต่ตามบัญชีรายชื่อผู้เข้าประชุมการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. มีชื่อจำเลยเข้าร่วมประชุมโดยมีการลงลายมือชื่อไว้ซึ่งคล้ายกับลายมือชื่อจำเลยในใบแต่งทนายจำเลย ทั้งทนายจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านก็ไม่ยืนยันให้แน่ชัดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย และพยานยังเบิกความทำนองว่า จำเลยบอกว่าเคยบริจาคเงินค่าส่วนกลาง แต่ไม่เคยชำระค่าส่วนกลาง เจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ปาก ก. รองประธานกรรมการโจทก์ซึ่งซื้อบ้านและที่ดินโดยเข้าอยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2534 ที่เบิกความว่า จำเลยร่วมประชุม ทั้งจำเลยเคยชำระค่าส่วนกลางด้วย เนื่องจากจำเลยมีสิทธิใช้สอยสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ท่อบำบัดน้ำเสีย และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเลยก็นำสืบปฏิเสธการใช้สาธารณูปโภคเฉพาะถนนทางเข้าหมู่บ้านที่เป็นถนนสาธารณะและการเก็บขยะเท่านั้น ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้สาธารณูปโภคอื่นแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยร่วมประชุมจัดตั้งนิติบุคคลโจทก์ และเคยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง กับใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้านจัดสรร ช. ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยปริยายแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 523,531.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 475,938 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์ได้รับโอนโครงการหมู่บ้านจัดสรร ช. มาจากบริษัท ม. เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 โจทก์มีหน้าที่จัดการและดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภค และบริการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกภายในหมู่บ้านดังกล่าวภายใต้ข้อบังคับ จำเลยกับนางสาวอัญชลี ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 47287 จากนายพุฒ ตั้งแต่ปี 2530 ก่อนที่บริษัท ม. โอนสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในโครงการหมู่บ้านดังกล่าวให้โจทก์ดูแล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้พยานโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยซื้อจากบริษัทที่จัดสรรที่ดินหมู่บ้าน ช. ก็ตาม ที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวต้องใช้ถนนนี้ร่วมกับผู้มีที่ดินและบ้านในหมู่บ้านนี้ และที่ดินของจำเลยก็มีลักษณะตำแหน่งที่ตั้งไม่ต่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านจัดสรรนี้ และแม้ทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวเจ้าของที่ดินได้มอบให้เป็นทางสาธารณะแล้ว รวมทั้งการเก็บขยะมีพนักงานกรุงเทพมหานครมาจัดเก็บก็ตาม แต่ตามบัญชีรายชื่อผู้เข้าประชุมการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. มีชื่อจำเลยเข้าร่วมประชุมโดยมีการลงลายมือชื่อไว้ซึ่งคล้ายกับลายมือชื่อจำเลยในใบแต่งทนายจำเลย ทั้งนายอธิป ทนายจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านก็ไม่ยืนยันให้แน่ชัดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย และพยานยังเบิกความทำนองว่า จำเลยบอกว่าเคยบริจาคเงินค่าส่วนกลาง แต่ไม่เคยชำระค่าส่วนกลาง เจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายไกรศร รองประธานกรรมการโจทก์ซึ่งซื้อบ้านและที่ดินโดยเข้าอยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2534 ที่เบิกความว่า จำเลยร่วมประชุม ทั้งจำเลยเคยชำระค่าส่วนกลางด้วย เนื่องจากจำเลยมีสิทธิใช้สอยสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ท่อบำบัดน้ำเสีย และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเลยก็นำสืบปฏิเสธการใช้สาธารณูปโภคเฉพาะถนนทางเข้าหมู่บ้านที่เป็นถนนสาธารณะและการเก็บขยะเท่านั้น ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้สาธารณูปโภคอื่นแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยร่วมประชุมจัดตั้งนิติบุคคลโจทก์ และเคยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง กับใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้านจัดสรร ช. ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยปริยายแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์ และเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งจำนวนค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระตามคำฟ้องของโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระหนี้ดังกล่าวเป็นจำนวนตามฟ้องจริง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระ 475,938 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้นนั้น เห็นได้ว่าเป็นการเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งเดิมให้คิดดอกเบี้ยในหนี้เงินระหว่างผิดนัด ร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ขณะนี้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกมาแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 โดยมาตรา 7 ให้คิดดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดอัตราไว้ร้อยละ 3 ต่อปี แต่อาจลดหรือเพิ่มได้โดยการตราพระราชกฤษฎีกา และมาตรา 224 ให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามที่กำหนดในมาตรา 7 บวกเพิ่มด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี จึงต้องคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 ให้เป็นไปตามบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 523,531.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 475,938 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ตามมาตรา 224 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 เช่นใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในส่วนตามมาตรา 7 ไปตามนั้น แต่ทั้งนี้เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 แล้วต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอในคำฟ้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 47 ม. 48 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายวีระพงษ์ ทองอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 747/2565
#683703
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งในความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ที่โจทก์ได้ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ตกไปด้วย จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 12 และให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้เงิน 253,200 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ช. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกงประชาชน ส่วนข้อหาอื่นผู้ร้องไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 วรรคแรก พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยคืนเงิน 253,200 บาท ที่โจทก์ร่วมยังไม่ได้รับคืนให้แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ระหว่างจำเลยขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกง

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมใช้แอปพลิเคชัน เฟซบุ๊ก ชื่อว่า "C." ส่วนจำเลยใช้แอปพลิเคชัน เฟซบุ๊ก ชื่อว่า "T." โจทก์ร่วมมีบัญชีเงินฝากธนาคาร สำหรับความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานอื่น ระหว่างจำเลยขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ทุกข้อกล่าวหา เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 348 สิทธินำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจึงระงับไปเมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ย่อมไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวย่อมไม่ระงับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การเล่นแชร์ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 4 ต้องเป็นการที่บุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปตกลงกันเป็นสมาชิกวงแชร์ โดยแต่ละคนมีภาระที่จะส่งเงินหรือทรัพย์สินอื่นใด รวมเข้าเป็นทุนกองกลางเป็นงวด ๆ เพื่อให้สมาชิกวงแชร์หมุนเวียนกันรับทุนกองกลางแต่ละงวดนั้นไปโดยการประมูลหรือโดยวิธีอื่นใด ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์ร่วมเบิกความประกอบหลักฐานจากเฟซบุ๊กของจำเลย รายการโอนเงิน ข้อความการตั้งวงแชร์และคำให้การของผู้กล่าวหาโดยจำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า จำเลยตั้งกลุ่มแชร์ออนไลน์ ผ่านทางเฟซบุ๊กของจำเลยหลายวง ลักษณะการเล่นคล้ายการเล่นแชร์ มีจำเลยเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินต้น จำนวนสมาชิกในแต่ละวง ระยะเวลาการชำระเงิน และจำนวนเงินที่สมาชิกแต่ละลำดับต้องชำระ โดยจำนวนเงินต้นที่จำเลยกำหนดคือจำนวนเงินรวมทั้งหมดที่จำเลยกำหนดให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มชำระในแต่ละงวด ในแต่ละกลุ่มจำเลยเป็นผู้ได้รับเงินงวดแรก ส่วนในงวดต่อ ๆ ไป จำเลยให้สมาชิกแต่ละคนเป็นผู้เลือกว่าจะเข้าชื่ออยู่ในลำดับใด ซึ่งสมาชิกแต่ละลำดับจะส่งเงินรายงวดและได้ผลประโยชน์ตอบแทนที่ไม่เท่ากัน เมื่อถึงลำดับของสมาชิกรายใด สมาชิกรายนั้นก็จะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย (กำไร) ในกรณีของโจทก์ร่วมนับแต่วันที่ 6 กันยายน 2561 เข้าร่วมเล่นกับจำเลย 15 วง แต่ละวงมีชื่อเรียกต่างกัน ได้แก่ วงสงกรานต์ วงมงกุฎ วงมังกร วงตำป่า วงปีโป้ วงนครสวรรค์ วงตอง 7 วงสุโขทัย วงกล้วยหอม วงส้มเขียวหวาน วงปลาแขยง วงชาเชียว วงรีเจนซี่ วงแม่โขง และวงแตงกวา แล้วโจทก์ร่วมชำระเงินตามระยะเวลาและจำนวนเงินในลำดับที่โจทก์ร่วมเป็นสมาชิกในแต่ละวง เช่น ในวงสงกรานต์ จำเลยกำหนดวงเงิน 30,000 บาท จ่ายทุก 10 วัน จนครบจำนวนสมาชิก มีสมาชิกทั้งหมด 15 คน จำเลยเป็นท้าวแชร์และเป็นสมาชิกในลำดับที่ 1 ส่วนโจทก์ร่วมเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 ซึ่งลำดับนี้จำเลยกำหนดให้ส่งเงินงวดละ 1,500 บาท เริ่มเล่นและโอนเงินงวดแรกวันที่ 6 กันยายน 2561 เป็นต้นไป โจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยทั้งหมด 8 งวด เป็นเงิน 12,000 บาท กำหนดจะได้รับเงินในวันที่ 11 ธันวาคม 2561 เป็นเงิน 30,000 บาท ซึ่งเป็นเงินต้นบวกกำไร ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 จำเลยประกาศทางกลุ่มในเฟซบุ๊กว่าไม่สามารถเดินแชร์ทุกวงต่อไปได้อ้างว่าสุขภาพไม่ดี และปิดกลุ่มบ้านแชร์ไป โจทก์ร่วมจึงเสียเงินจากการเล่นที่มีลักษณะคล้ายแชร์ในวงนี้ 12,000 บาท เมื่อรวมทั้ง 15 วง ที่โจทก์ร่วมได้ร่วมเล่นแล้วโจทก์ร่วมเสียเงินไปทั้งสิ้น 275,200 บาท ดังนี้ เห็นได้ว่า ในแต่ละวงที่มีการร่วมเล่นดังกล่าว จำเลยจะได้รับผลประโยน์ตั้งแต่งวดแรกในฐานะสมาชิกลำดับที่ 1 เป็นเงินรวมที่สมาชิกทุกคนนำมาลงทุน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยส่งเงินรวมเข้าเป็นทุนกองกลางเป็นงวด ๆ ทั้งมิได้จัดให้มีการประมูลกันเป็นงวด ๆ แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการเล่นแชร์ตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 หากแต่เป็นการกระทำลักษณะคล้ายเล่นแชร์ โดยนำเงินของสมาชิกทุกคนไปหมุนเวียนจ่ายให้แก่สมาชิกแต่ละคนตามลำดับ ได้ความจากโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า จำเลยลงภาพและข้อความโฆษณาในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งกลุ่มเฟซบุ๊กว่า "บ." ชักชวนโจทก์ร่วมและประชาชนทั่วไปให้ร่วมเล่นแชร์ โดยจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่าธนาคาร โดยสมาชิกอาจเลือกลงทุนเป็นทองคำหรือเงินก็ได้ แต่หากลงทุนเป็นทองคำจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงิน โจทก์ร่วมต้องการผลประโยชน์ตอบแทน จึงร่วมลงทุนเล่นแชร์กับจำเลย สอดคล้องกับภาพและข้อความในเฟซบุ๊กของจำเลยกับหลักฐานการจ่ายเงิน ความข้อนี้จำเลยเบิกความเจือสมพยานหลักฐานของโจทก์รับว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นของจำเลยจริงและโจทก์ร่วมเข้ามาเล่นแชร์กับจำเลย โจทก์ร่วมโอนเงินร่วมเล่นแชร์ให้จำเลยประมาณ 30 วง จำเลยโอนเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ร่วม 29 ครั้ง เป็นเงิน 261,960 บาท ซึ่งภาพและข้อความที่ปรากฏในเฟซบุ๊กของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะจำเลยลงโฆษณาชักชวนให้ประชาชนทั่วไปให้มาร่วมเล่นแชร์ด้วยการลงทุนเป็นเงินและทองคำ โดยมีรูปภาพธนบัตรจำนวนมากและทองคำรูปพรรณ ส่อแสดงว่าเป็นการจูงใจให้โจทก์ร่วมและประชาชนทั่วไปร่วมลงทุนเล่นแชร์กับจำเลย แล้วจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยนำเงินค่าแชร์ไปลงทุนทำธุรกิจอื่นใดอันจะทำให้สมาชิกได้ผลประโยชน์ตอบแทนมากเช่นนั้น จากนั้นวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 จำเลยก็ปิดเฟซบุ๊กตนเองและปิดวงแชร์ทั้งหมด เป็นเหตุให้จำเลยได้ไปซึ่งเงินของโจทก์ร่วมและสมาชิก พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยเพียงแต่นำเงินที่โจทก์ร่วมและสมาชิกส่งค่างวดหมุนเวียนจ่ายให้แก่สมาชิกรายอื่นหรือกลุ่มอื่นตามที่จำเลยเป็นผู้กำหนด และที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ร่วมหรือสมาชิกรายอื่นในอัตราสูง ก็เพื่อจูงใจให้มีบุคคลอื่นมาเข้าร่วมเล่นต่อกันไปไม่ขาดสาย ทำให้จำเลยสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์และนำเงินที่ได้รับไปหมุนเวียนจ่ายสมาชิกต่อไปได้เรื่อย ๆ ส่วนการจ่ายเงินและผลตอบแทนคืนแก่โจทก์ร่วมและสมาชิกรายอื่นในครั้งแรก ๆ เป็นเพียงอุบายทุจริตหลอกลวงให้หลงเชื่อเพื่อให้มีการเข้าร่วมกลุ่มและชำระเงินแก่จำเลยเพิ่มมากขึ้นอันเป็นการแสดงข้อความเท็จต่อประชาชน จึงเป็นการกระทำโดยทุจริต หลอกลวงประชาชนรวมทั้งโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กชักชวนประชาชนทั่วไปมาร่วมทุนเล่นแชร์ โดยการตั้งวงแชร์เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง เป็นเหตุให้จำเลยได้ไปซึ่งเงินของประชาชนรวมทั้งโจทก์ร่วม ที่จำเลยนำสืบอ้างว่าเหตุที่จำเลยไม่ได้โอนเงินตอบแทนในคดีนี้เนื่องจากสมาชิกที่ได้รับค่าแชร์ไปแล้วไม่ส่งเงินค่าแชร์ สมาชิกบางคนยังไม่จ่ายเงินค่าแชร์ บางคนปลอมสลิบการโอนเงินจำเลยจึงไม่มีเงินจ่ายโจทก์ร่วมและสมาชิกรายอื่นนั้นเป็นการนำสืบลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ รับฟังได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมให้เข้าร่วมเล่นแชร์ออนไลน์กับจำเลยมิใช่เกิดจากความสมัครใจของโจทก์ร่วมเอง นอกจากนี้แม้การเล่นแชร์ออนไลน์ซึ่งมีลักษณะคล้ายการเล่นแชร์กับจำเลยนี้โจทก์ร่วมเป็นผู้ชักชวนเพื่อนในเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมให้ร่วมเล่นกับจำเลยหลายคนดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาหรือไม่ก็ตาม แต่การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้นถือเจตนาแสดงข้อความเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะเห็นได้จากการหลอกลวง และไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำการดังกล่าวด้วยตนเองมาตั้งแต่ต้นทุกครั้ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายบางคน แล้วเป็นผลให้ประชาชนรวมทั้งโจทก์ร่วมหลงเชื่อนำเงินร่วมเล่นกับจำเลย แม้ต่อมามีการบอกกันเป็นทอด ๆ และเพื่อนของโจทก์ร่วมทราบข่าว จากนั้นจำเลยยังคงมีพฤติการณ์แสดงข้อความและภาพที่ปรากฏในเฟซบุ๊กของจำเลยเพื่อให้หลงเชื่อและเป็นผู้เปิดโอกาสให้เพื่อนของโจทก์เข้าร่วมเป็นสมาชิกในการเล่นลักษณะคล้ายแชร์ดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 แล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และเป็นการนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในเฟซบุ๊กของจำเลยโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามฟ้องโจทก์อีกฐานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่การที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ที่โจทก์ได้ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ตกไปด้วย จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์เสีย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
โจทก์ร่วม — นางสาว ช.
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางอนิสรา จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยพร ควรอักษร
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 745/2565
#684491
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐานและขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกต้นฉบับใบหุ้นกู้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองเอกสาร ทั้งในชั้นพิจารณาโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ได้รับเพียงสำเนาใบหุ้นกู้จากจำเลยที่ 1 พฤติการณ์น่าเชื่อว่า ต้นฉบับใบหุ้นกู้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 ก่อนวันสืบพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคสาม (2) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐานชอบแล้ว

การออกหุ้นกู้ต้องอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 1229 และ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 33 มาตรา 34 และมาตรา 65 กล่าวคือ ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดและต้องได้รับโทษตาม มาตรา 268 การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเป็นเหตุให้การออกหุ้นกู้ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจใช้บังคับในฐานะหุ้นกู้ตามกฎหมายได้ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์ และมีกำหนดเวลาการชำระคืน ถือได้ว่า สำเนาใบหุ้นกู้มีข้อความครบถ้วนเพียงพอให้รับฟังได้ว่า เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่เป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐานได้ ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงพยานเอกสาร

เมื่อฟังได้ว่าสำเนาใบหุ้นกู้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงให้ผลตอบแทนร้อยละ 2 ต่อเดือน เป็นการให้ดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 654 ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้เป็นต้นไป ส่วนผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่ได้ชำระแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดขึ้นเอง จึงเป็นการชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 จำเลยที่ 1 ไม่อาจขอให้นำเงินที่ชำระไปดังกล่าวมาหักกลบกับต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,585,477.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการสวนสัตว์สาธารณะ มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินกู้ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากัน ส่วนโจทก์เป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 3 เมื่อประมาณปี 2556 กิจการของจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชักชวนให้โจทก์ร่วมลงทุนในลักษณะซื้อหุ้นกู้ของจำเลยที่ 1 กำหนดระยะเวลาไถ่ถอน 2 ปี โดยเสนอเงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน โจทก์ตกลงร่วมลงทุนตามคำชักชวน วันที่ 24 เมษายน 2556 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ออกใบหุ้นกู้ตามจำนวนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยโจทก์มีสำเนาชุดฝากเงินสดพร้อมใบเสร็จรับเงิน และสำเนาบันทึกรายการโอนเงิน ซึ่งปรากฏข้อความว่ามีการโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และมีสำเนาใบหุ้นกู้เอกสาร ซึ่งปรากฏข้อความอันเป็นสาระสำคัญระบุว่า เป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือของจำเลยที่ 1 ครบกำหนดไถ่ถอน 2 ปี โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นกู้ วันที่ออกหุ้นกู้ 25 เมษายน 2556 มูลค่าหุ้น 2,000,000 บาท รับประกันเงินปันผล ส่วนแบ่งรายได้จากการประกอบการคงที่ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ชำระทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มิถุนายน 2556 มีชื่อพร้อมลายมือชื่อโจทก์ที่ระบุว่าเป็นผู้ถือหุ้น กับลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นลายมือชื่อจำเลยที่ 2 พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนสอดคล้องตรงกับคำเบิกความของโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าไม่ได้รับเงินจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบหุ้นกู้นั้น จำเลยที่ 1 มีนายวิฑูรย์ ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า พยานสอบถามจำเลยที่ 2 แล้ว ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบหุ้นกู้ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มาเบิกความเป็นพยานหักล้างข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบ ทั้งพยานเองก็ไม่ทราบด้วยว่าจำเลยที่ 1 ยังใช้บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่หรือไม่ มิได้นำสืบปฏิเสธว่า บัญชีเงินฝากที่โจทก์โอนเงินให้นั้นไม่ใช่บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 คำเบิกความของนายวิฑูรย์จึงเป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบพยานหักล้างเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินปันผลตามข้อตกลงให้โจทก์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 จนถึงเดือนธันวาคม 2557 อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยอมตนเข้าผูกพันตามข้อตกลงที่มีต่อโจทก์ตลอดมา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลไม่อาจรับฟังสำเนาใบหุ้นกู้ เป็นพยานหลักฐาน เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนวันสืบพยาน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 นั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐาน และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกต้นฉบับใบหุ้นกู้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองเอกสาร ทั้งในชั้นพิจารณาโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่า โจทก์ได้รับเพียงสำเนาใบหุ้นกู้จากจำเลยที่ 1 โดยมีนายวุฒินันท์ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นเพื่อนกับโจทก์และจำเลยที่ 3 และพยานได้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 ในทำนองเดียวกันนี้ด้วย โจทก์ฝากให้พยานรับใบหุ้นกู้แทน แต่จำเลยที่ 3 เพียงถ่ายสำเนาใบหุ้นกู้ทั้งของโจทก์และของพยานให้เท่านั้น ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่า ต้นฉบับใบหุ้นกู้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องส่งสำเนาให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสาม (2) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังสำเนาใบหุ้นกู้ เป็นพยานหลักฐาน จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในฎีกา อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด การออกหุ้นกู้ต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1229 และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 33, มาตรา 34 และมาตรา 65 กล่าวคือ ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยจะเสนอขายหุ้นกู้ได้ต่อเมื่อได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นกู้และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และแบบเสนอรายการข้อมูลการเสนอขายและร่างหนังสือชี้ชวนดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดและต้องรับโทษตามมาตรา 268 แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นเหตุให้หุ้นกู้ที่ออกโดยจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบและไม่อาจใช้บังคับในฐานะเป็นหุ้นกู้ตามกฎหมายได้ก็ตาม แต่ข้อความตามที่ระบุใน มีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์ 2,000,000 บาท และจะชำระคืนภายในวันที่ 25 เมษายน 2558 อันถือได้ว่ามีข้อความครบถ้วนเพียงพอให้รับฟังได้ว่า เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ศาลย่อมรับฟังสำเนาใบหุ้นกู้ เป็นพยานหลักฐานได้ ทั้งไม่เป็นกรณีโจทก์นำสืบพยานบุคคลเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่มีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของนายวิฑูรย์ซึ่งไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงในการบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 2,000,000 บาท และตกลงจะชำระคืนในวันที่ 25 เมษายน 2558 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 ออกหุ้นกู้โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจอ้างสำเนาใบหุ้นกู้ มาบังคับในฐานะเป็นหุ้นกู้ได้ คงรับฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้เท่านั้น แต่ข้อตกลงในการออกหุ้นกู้ที่ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจะให้ประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน มีลักษณะเป็นข้อตกลงให้ดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้เป็นต้นไป ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดในผลตอบแทนอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ตามข้อตกลงได้ ส่วนที่ได้ความจากโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้จ่ายเงินปันผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ถึงเดือนธันวาคม 2557 รวม 19 เดือน เป็นเงิน 760,000 บาท แก่โจทก์แล้วนั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์จะก่อนิติสัมพันธ์กันในฐานะผู้ถือหุ้นกู้และผู้ออกหุ้นกู้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามบทกฎหมายในเรื่องการออกหุ้นกู้อันเป็นความรับผิดชอบและอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว และไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นกู้กระทำโดยไม่สุจริต แม้ผลตอบแทนที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์จะถือเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดผลตอบแทนเองถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกร้องคืนด้วยการนำมาคิดหักกลบกับต้นเงินกู้ยืมที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2558 เป็นต้นไป โดยไม่ต้องรับผิดในเงินผลประโยชน์ตอบแทนอีก 200,000 บาท แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ประกาศใช้บังคับ โดยมาตรา 3 มาตรา 4 และมาตรา 7 ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นผลให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับ ได้เพียงอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เว้นแต่โจทก์อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ทั้งให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนี้ได้ตามที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์มีเหตุอื่นอันชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่านี้ จึงต้องกำหนดให้เป็นไปตามบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดในภายหลัง แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์มีคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407 ม. 653 วรรคหนึ่ง ม. 654 ม. 1229
ป.วิ.พ. ม. 90 วรรคสาม (2)
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 33 ม. 34 ม. 65 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — บริษัท ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายรัฐกรณ์ เกียรติลัชชานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุจินต์ ขำไชโย
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา