คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2548
#113256
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสามในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้ แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะมิได้ดำเนินการขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุ ก็หาเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ในการตรวจค้นจับกุมไม่ เพราะเป็นกรณีกระทำความผิดซึ่งหน้าที่กำลังกระทำลงในที่รโหฐานจึงตรวจค้นได้โดยไม่จำต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (2) (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ

แม้คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจะใช้อุบายล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม ก็มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เพราะจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว การล่อซื้อของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสาม เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดสำเร็จ หาใช่ว่าเมื่อมีการใช้อุบายวางแผนล่อซื้อต้องถือว่าขาดเจตนาซื้อขายกันจริง จึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 และมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยทั้งสามกระทำความผิด แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคดีนี้ มีองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม มาใช้บังคับแก่คดีนี้ และความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ มีองค์ประกอบความผิดเช่นเดียวกับมาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่คดีนี้เช่นเดียวกัน ส่วนในมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นบทระวางโทษของความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำหรับเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป แต่ไม่เกิน 20 กรัม แม้จะปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีจำนวน 46 เม็ด และมีน้ำหนักสุทธิเกินกว่า 1.5 กรัม ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางอันเป็นองค์ประกอบความผิด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้จำนวนเท่าใดกันแน่ จึงไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ได้ แต่ต้องถือว่าการกระทำของจำเลยยังเป็นความผิดอันต้องด้วยบทระวางโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่อยู่ ซึ่งตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ในส่วนของโทษจำคุกมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนนี้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่ากฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวในส่วนที่เป็นคุณมาบังคับแก่คดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้ว่าจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ตาม ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขโดยปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง และเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาด้วย และเนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นตัวการกระทำความผิดในคดีนี้ด้วยกัน ถือว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ป.อ. มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐาน (ร่วมกัน) มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐาน (ร่วมกัน) จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 11 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธกับพวกจะล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่บ้านที่เกิดเหตุโดยมิได้ดำเนินการขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุ ก็หาเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ไม่ เพราะร้อยตำรวจเอกธีรยุทธกับพวกอาจเล็งเห็นได้ว่าจะล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสามเป็นผลสำเร็จ อันเป็นกรณีกระทำความผิดซึ่งหน้าที่กำลังกระทำลงในที่รโหฐานจึงตรวจค้นได้โดยไม่จำต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (2) เดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ

แม้คดีนี้ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธและสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์พยานโจทก์จะใช้อุบายล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยทั้งสาม ก็ไม่ใช่กรณีที่พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เพราะจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว การล่อซื้อของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสามเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ให้แก่สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามี อันเป็นความผิดสำเร็จ

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 และมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยทั้งสามกระทำความผิด แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคดีนี้ มีองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม มาใช้บังคับแก่คดีนี้ และความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 15 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ มีองค์ประกอบความผิดเช่นเดียวกับมาตรา 15 วรรคหนึ่งเดิม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่คดีนี้เช่นเดียวกัน ส่วนในมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นบทระวางโทษของความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำหรับเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป แต่ไม่เกิน 20 กรัม แม้จะปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีจำนวน 46 เม็ด และมีน้ำหนักสุทธิเกินกว่า 1.5 กรัม ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้จำนวนเท่าใดกันแน่ จึงไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ได้ แต่ต้องถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ยังเป็นความผิดอันต้องด้วยบทระวางโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่อยู่ ซึ่งตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ ในส่วนของโทษจำคุกมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนนี้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่ากฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวในส่วนที่เป็นคุณมาบังคับแก่คดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้ว่าจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ตาม ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขโดยปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง และเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาด้วย และเนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นตัวการกระทำความผิดในคดีนี้ด้วยกัน ถือว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี คำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่รับว่าเป็นคนคอยดูต้นทาง นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในห้า ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดกระทงแรก 4 ปี และกระทงหลัง 3 ปี 2 เดือน 12 วัน รวมโทษเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 2 เดือน 12 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 59 วรรคสอง ม. 59 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 92 (เดิม) (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 223 ม. 225 ม. 226
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายมงคล คมขำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวิชล วิมุตติสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2548
#271631
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจะใช้อุบายล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม ก็มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เพราะจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว การล่อซื้อของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสาม เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดสำเร็จ หาใช่ว่าเมื่อมีการใช้อุบายวางแผนล่อซื้อต้องถือว่าขาดเจตนาซื้อขายกันจริง จึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐาน (ร่วมกัน) มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 1 ปี ฐาน (ร่วมกัน) จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 11 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคำฟ้อง ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธ รุ่งทอง เจ้าพนักงานตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรีกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 26 เม็ด บรรจุอยู่ในหลอดกาแฟซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสีดำที่จำเลยที่ 2 คาดไว้ที่เอวเป็นของกลาง และอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจกับสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้อีกจำนวน 20 เม็ด จากจำเลยทั้งสามเป็นของกลางอีกด้วย พนักงานสอบสวนได้ส่งยาเม็ดของกลางทั้งหมดไปให้ผู้ชำนาญการพิเศษตรวจพิสูจน์แล้ว ปรากฏว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ชนิดเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักรวม 4.03 กรัม ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.10 สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 คงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยที่คู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวจำนวน 20 เม็ด ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจและสายลับผู้ล่อซื้อในราคา 900 บาท จริงตามคำฟ้อง ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ด้วยหรือไม่ และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสองกรรมหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกธีรยุทธและสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ จันทร์ดี ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ก่อนจับกุมจำเลยทั้งสามร้อยตำรวจเอกธีรยุทธสืบทราบว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุ โดยจำหน่ายในราคาเม็ดละ 45 บาท วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันวางแผนจับกุมโดยให้สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ปลอมตัวเป็นคนเสพเมทแอมเฟตามีนไปกับสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม จำนวน 20 เม็ด และร้อยตำรวจเอกธีรยุทธได้นำธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 20 บาท จำนวน 19 ฉบับ ฉบับละ 10 บาท จำนวน 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 900 บาท ไปถ่ายสำเนากับลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเบิก ตามสำเนาธนบัตรเอกสารหมาย จ.1 และสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 หลังจากนั้นพยานทั้งสองกับพวกได้พากันเดินทางไปที่ถนนสายบ้านเบิก-ท่าวุ้ง ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธค้นตัวสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์และสายลับแล้วไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงมอบธนบัตรที่จะใช้ล่อซื้อพร้อมวิทยุสื่อสารให้แก่สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ไปล่อซื้อโดยตกลงกันว่าหากล่อซื้อได้แล้วให้สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ส่งสัญญาณทางวิทยุสื่อสารแจ้งให้ทราบ ต่อมาสายลับได้ขับรถจักรยานยนต์ให้สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์นั่งซ้อนท้ายไปยังบ้านที่เกิดเหตุ ส่วนร้อยตำรวจเอกธีรยุทธขับรถจักรยานยนต์มีเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน นั่งซ้อนท้ายติดตามไปจอดอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร เพื่อรอฟังผลการล่อซื้อ ได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ประจักษ์พยานโจทก์ว่า เมื่อสายลับขับรถจักรยานยนต์พาพยานไปถึงบ้านที่เกิดเหตุพยานเห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ที่หัวบันไดบ้านซึ่งมีแสงไฟฟ้า พยานจึงเข้าไปพูดกับจำเลยที่ 1 ว่า จะมาเอาของ จำเลยที่ 1 บอกว่าให้ขึ้นไปบนบ้าน จะดูต้นทางให้ พยานกับสายลับจึงขึ้นไปชั้นบนบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเปิดไฟนีออนส่องสว่าง พบจำเลยที่ 2 และที่ 3 กำลังช่วยกันหยิบเมทแอมเฟตามีนบรรจุเข้าไปในหลอดกาแฟ พยานกับสายลับจึงเดินเข้าไปหาและขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด จำเลยที่ 3 นับเมทแอมเฟตามีนได้จำนวน 20 เม็ด แล้วส่งให้จำเลยที่ 2 รับไว้ จำเลยที่ 2 เอาพลาสติกที่อยู่ข้างตัวมาห่อก่อนจะบรรจุลงในถุงพลาสติกสีฟ้า แล้วจึงส่งให้แก่พยาน พยานรับมาเปิดดูเห็นว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนเม็ดสีส้มจึงส่งธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับไปเก็บไว้ที่กระเป๋าสีดำซึ่งคาดอยู่ที่เอวของจำเลยที่ 2 แล้วพยานได้กดวิทยุสื่อสารให้สัญญาณ 4 ถึง 5 ครั้ง ไปยังร้อยตำรวจเอกธีรยุทธ ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกธีรยุทธพยานโจทก์ต่อไปว่า หลังจากพยานได้รับสัญญาณวิทยุดังกล่าวพยานกับพวกได้พากันไปที่บ้านที่เกิดเหตุ เมื่อถึงบ้านที่เกิดเหตุ พยานเห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ที่เสาบันไดทางขึ้นชั้นบนของบ้านและกำลังจะหลบหนี ขณะเดียวกันสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ได้ออกมาที่ประตูตรงบันไดบ้าน ตะโกนให้จับกุมจำเลยที่ 1 ไว้ พยานกับพวกวิ่งไล่ตามจับกุมจำเลยที่ 1 ไว้ได้ แล้วพากันขึ้นไปชั้นบนของบ้าน ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ต่อไปอีกว่าพยานทั้งสองกับพวกได้ตรวจค้นตัวจำเลยทั้งสาม ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายที่ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 2 พยานทั้งสองกับพวกตรวจค้นที่กระเป๋าคาดเอว พบธนบัตรรวมเป็นเงินจำนวน 1,580 บาท โดยมีธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อจำนวน 900 บาท รวมอยู่ด้วย และตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุในหลอดกาแฟอีกจำนวน 26 เม็ด จึงได้ร่วมกันแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมขายเพียงแต่บอกสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ว่าให้ขึ้นไปข้างบนบ้านจะดูต้นทางให้ จำเลยที่ 2 ให้การว่าได้หยิบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ให้สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ไปจริงและรับเงินมา 900 บาท แต่ไม่ได้ขาย ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การว่าตนเองเสพเมทแอมเฟตามีนจริงแต่ไม่ได้ขาย ดังมีรายละเอียดปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 ที่จำเลยทั้งสองลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามดังกล่าวต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติภารกิจไปตามอำนาจหน้าที่ และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนอันจะเป็นเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ให้ต้องได้รับโทษร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เบิกความไปตามความสัตย์จริง สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ก็นำสืบรับว่ามีการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 26 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 2 เพียงแต่จำเลยที่ 1 เบิกความบ่ายเบี่ยงว่ามีไว้เพื่อเสพโดยเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 5 เม็ด และเป็นของจำเลยที่ 2 จำนวน 16 เม็ด ซึ่งคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ได้ว่าเป็นความจริง โดยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 26 เม็ด ของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนอกเหนือจากจำนวน 20 เม็ด ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันจำหน่ายให้แก่สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ไปแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบปฏิเสธว่าคดีนี้ไม่มีการล่อซื้อและธนบัตรของกลางที่ใช้ในการล่อซื้อไม่ได้ค้นพบที่ตัวจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 รวมทั้งสำเนาภาพถ่ายธนบัตรเอกสารหมาย จ.1 ที่ใช้ในการล่อซื้อที่มีข้อความระบุว่ามีหมายเลขและหมวดอักษรตรงกับธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ จำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อในเอกสารดังกล่าวไปตามที่เจ้าพนักงานตำรวจบอกโดยเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าเป็นการลงชื่อในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารให้จำเลยที่ 1 ฟัง รวมทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารดังกล่าวด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานอื่นมาสืบสนับสนุนและไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์ในข้อนี้ได้ นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า หากพยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 จะกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ก็สามารถระบุในบันทึกการจับกุมได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องอ้างว่าจำเลยได้ให้การดังกล่าวอันเป็นการให้การในลักษณะปฏิเสธข้อกล่าวหาเช่นนั้น จึงน่าเชื่อว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจับกุมแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ให้การไว้ตามข้อความที่เจ้าพนักงานตำรวจบันทึกไว้ในบันทึกการจับกุมดังกล่าวจริง ขณะที่ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธขับรถจักรยานยนต์เข้าไปที่บ้านที่เกิดเหตุนั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งยืนอยู่หน้าบันไดทางขึ้นบ้าน ทำท่าจะวิ่งหนี พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ 1 ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกระทำความผิดจึงต้องวิ่งหลบหนี หากจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องวิ่งหลบหนี เพราะขณะนั้นในตัวจำเลยที่ 1 มิได้มีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุในบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าวข้างต้น และคำเบิกความของสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ที่พาดพิงถึงจำเลยที่ 1 ในขณะเข้าไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว จึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดคดีนี้ด้วย โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เป็นคนคอยดูต้นทางอยู่ชั้นล่างที่บริเวณบันไดทางขึ้นชั้นบนบ้านที่เกิดเหตุ อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้อยคำที่สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ซึ่งปลอมตัวเป็นคนเสพติดยาเสพติดให้โทษบอกจำเลยที่ 1 ว่าจะมาเอาของนั้น จำเลยที่ 1 น่าจะเข้าใจดีว่าหมายถึง จะมาเอาเมทแอมเฟตามีนอันเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงได้แจ้งให้สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ขึ้นไปที่ชั้นบนซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 รอจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ และจำเลยที่ 1 จะทำหน้าที่จะคอยดูต้นทางให้เอง ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าที่มาซื้อเมทแอมเฟตามีนอุ่นใจหากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วย ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะต้องแจ้งแก่สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์และสายลับเช่นนั้น นอกจากนี้ศาลฎีกาได้ตรวจดูสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 แล้ว ก็ปรากฏว่าในวันเกิดเหตุเวลา 23 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธได้นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อคดีนี้ไปลงบันทึกประจำวันไว้โดยระบุว่า จะนำธนบัตรดังกล่าวไปใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายมงคล คมขำ (จำเลยที่ 1) กับพวกที่บ้านที่เกิดเหตุจริง ซึ่งต่อมาก็ปรากฏว่าสามารถล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จริง โดยขณะล่อซื้อจำเลยที่ 1 ก็อยู่ในบริเวณบ้านที่เกิดเหตุด้วย แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลตามทางสืบสวนของร้อยตำรวจเอกธีรยุทธที่ว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุเป็นความจริง แม้คดีนี้ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธกับพวกจะมิได้ดำเนินการขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุ ก็หาเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาไม่ เพราะร้อยตำรวจเอกธีรยุทธกับพวกอาจเล็งเห็นได้ว่า สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์คงจะล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสามเป็นผลสำเร็จ อันเป็นกรณีกระทำความผิดซึ่งหน้าที่กำลังกระทำลงในที่รโหฐานจึงตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (2) เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ และความในข้อนี้ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยทั้งสามก็ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนาย จำเลยทั้งสามอธิบายว่า ขณะที่มีการเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสามเป็นช่วงฉุกละหุกจึงไม่ได้ขอหมายค้น โจทก์ยังมีนายพเยาว์ สอาดเอี่ยม ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เป็นพยานเบิกความอีกว่า บ้านที่เกิดเหตุคดีนี้เป็นบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านที่พยานดูแล จำเลยทั้งสามไม่ใช่ราษฎรในหมู่บ้านของพยาน แต่พยานทราบว่าจำเลยทั้งสามไปเสพเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านดังกล่าว โดยพยานเห็นว่าจำเลยทั้งสามนำเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งให้คนที่มาที่บ้านดังกล่าวด้วย และในชั้นสอบสวนนายพเยาว์ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้ว ปรากฏว่านายพเยาว์ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่า จำเลยที่ 1 กับพวกมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าที่มาติดต่อที่บ้านที่เกิดเหตุจริง ซึ่งสอดคล้องตรงกับทางสืบสวนของร้อยตำรวจเอกธีรยุทธดังกล่าวข้างต้น แม้นายพเยาว์จะเบิกความว่า จำเลยทั้งสามเสพติดเมทแอมเฟตามีนดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกา ก็ไม่ได้หมายความว่า จำเลยที่ 1 กับพวกจะลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วยไม่ได้ แม้คดีนี้ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธและสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์พยานโจทก์จะใช้อุบายล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยทั้งสาม ก็ไม่ใช่กรณีที่พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพราะจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว การล่อซื้อของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสามเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ให้แก่สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดสำเร็จ หาใช่ว่าเมื่อมีการใช้อุบายวางแผนล่อซื้อ ต้องถือว่าขาดเจตนาซื้อขายกันจริง จำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาไม่ สรุปแล้วศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานี้เมื่อนำมารับฟังประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จริงตามคำฟ้อง โดยจำเลยที่ 1 เป็นคนคอยดูต้นทางอันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด แก่สิบตำรวจเอกยุทธศักดิ์และยังมีเมทแอมเฟตามีนเหลือจากการจำหน่ายอยู่อีก 26 เม็ด การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 46 เม็ด) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกรรมหนึ่งและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 20 เม็ด) อีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 มาเป็นความผิดสองกรรมนั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปอีกว่า ศาลฎีกาจะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ที่แก้ไขใหม่ หรือไม่ และสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ในอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่บัญญัติหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 และมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยทั้งสามกระทำความผิด แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคดีนี้ มีองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม มาใช้บังคับแก่คดีนี้ และความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ มีองค์ประกอบความผิดเช่นเดียวกับมาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่คดีนี้เช่นเดียวกัน ส่วนในมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นบทระวางโทษของความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำหรับเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไปแต่ไม่เกิน 20 กรัม แม้จะปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีจำนวน 46 เม็ด และมีน้ำหนักสุทธิเกินกว่า 1.5 กรัม ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางอันเป็นองค์ประกอบความผิด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้จำนวนเท่าใดกันแน่ จึงไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ได้ แต่ต้องถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ยังเป็นความผิดอันต้องด้วยบทระวางโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่อยู่ ซึ่งตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ ในส่วนของโทษจำคุกมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนนี้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่ากฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวในส่วนที่เป็นคุณมาบังคับแก่คดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้ว่าจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ตาม ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขโดยปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง และเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาด้วย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่เห็นสมควรที่จะลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในอัตราโทษขั้นต่ำตามที่จำเลยที่ 1 ขอ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นตัวการกระทำความผิดในคดีนี้ด้วยกัน ถือว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี คำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่รับว่าเป็นคนคอยดูต้นทาง นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดกระทงแรก 4 ปี และกระทงหลัง 3 ปี 2 เดือน 12 วัน รวมโทษเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 2 เดือน 12 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนด คนละ 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายมงคล คมขำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3613/2548
#268051
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อ 3 กล่าวอ้างในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 ขอฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แต่ปรากฏว่าฎีกาของจำเลยที่ 2 กลับกล่าวระบุเพียงว่าจำเลยที่ 2 ไม่อาจพ้องกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นโดยคัดลอกถ้อยคำต่างๆ ที่อุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชนิดคำต่อคำมาไว้ในฎีกา ซึ่งข้ออุทธรณ์ดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยไว้แล้วทั้งสิ้น กรณีจึงถือว่าฎีกาของจำเลยที่ 2 มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216

จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 มีอำนาจลงลายมือชื่อทำนิติกรรมใดๆ แทนจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องมีตราประทับและไม่มีข้อจำกัดอำนาจของจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าของจำเลยที่ 1 กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทเป็นการกระทำในนามหรือแทนจำเลยที่ 1 อันเป็นการแสดงออกถึงความประสงค์ของนิติบุคคลโดยผู้แทนโดยไม่จำต้องมีตราประทับของจำเลยที่ 1 ส่วนการที่มีตราประทับของจำเลยที่ 1 ในการแต่งตั้งทนายความก็เป็นเรื่องที่มิได้มีกำหนดเป็นข้อจำกัดไว้ในหนังสือรับรองการจดทะเบียนจึงไม่อาจลบล้างผลของการที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทในนามหรือแทนจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องมีความผิดทางอาญาร่วมกับจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกโจทก์ร่วมทั้งสองสำนวนสำนวนว่า โจทก์ร่วม และเรียกจำเลยทั้งสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนเป็นใจความเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาพนมสารคาม โดยฉบับแรกเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 สั่งจ่ายเงิน 321,355 บาท ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2539 ฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2539 สั่งจ่ายฉบับละ 159,572 บาท ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2539 และวันที่ 9 สิงหาคม 2539 ตามลำดับ ฉบับที่ 4 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2539 สั่งจ่ายเงิน 124,619 บาท ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2539 และฉบับที่ 5 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2539 สั่งจ่ายเงิน 222,602 บาท ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2539 มอบให้บริษัทวีไทร์ แอนด์ รับเบอร์ จำกัด ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อสินค้ายางรถยนต์ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด ผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คโดยฉบับแรกปฏิเสธเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 เวลากลางวัน ฉบับที่ 2 ปฏิเสธเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 เวลากลางวัน ฉบับที่ 3 ปฏิเสธเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2539 เวลากลางวัน โดยให้เหตุผลเดียวกันทั้ง 3 ฉบับ ว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย" ฉบับที่ 4 ปฏิเสธเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539 เวลากลางวัน ฉบับที่ 5 ปฏิเสธเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2539 เวลากลางวัน โดยให้เหตุผลเดียวกันทั้ง 2 ฉบับ ว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" ทั้งนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คดังกล่าว โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงิน ออกเช็คโดยในขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ และออกเช็คให้ใช้เงินที่มีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในการที่ออกเช็คนั้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษจำเลยที่ 2 ทั้งสองสำนวนติดต่อกัน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันทั้งสองสำนวนตามที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างการพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เช็คฉบับแรก ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน เช็คฉบับที่ 2 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน เช็คฉบับที่ 3 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน เช็คฉบับที่ 4 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน เช็คฉบับที่ 5 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 28,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 6 เดือน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ฎีกาทั้งสองสำนวน โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนจำหน่ายยางรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม โดยเช็คพิพาททั้งหมดไม่มีตราประทับของจำเลยที่ 1 ครั้นเช็คพิพาททั้งหมดถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททุกฉบับ คดีมีปัญหาวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้นเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่ง มาตรา 217 ถึง 221 คู่ความมีอำนาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน..." แต่ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อ 3 จำเลยที่ 2 จะกล่าวอ้างในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 ขอฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แต่ปรากฏว่าฎีกาของจำเลยที่ 2 กลับกล่าวระบุเพียงว่า จำเลยที่ 2 ไม่อาจเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นโดยคัดลอกถ้อยคำต่างๆ ที่อุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชนิดคำต่อคำมาไว้ในฎีกา ซึ่งข้ออุทธรณ์ดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยไว้แล้วทั้งสิ้น กรณีจึงถือว่าฎีกาของจำเลยที่ 2 มิได้คัดค้านคำพิพากศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาจะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า มีเหตุสมควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้บรรเทาผลร้ายโดยชำระเงินที่ค้างชำระเพื่อลุแก่โทษในการกระทำความผิดแก่โจทก์ร่วมหรือไม่เพียงใด กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด เอกสารหมาย จ.2 ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจลงลายมือชื่อทำนิติกรรมใดๆ แทนจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องมีตราประทับและไม่มีข้อจำกัดอำนาจของจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าสั่งจ่ายเช็คพิพาททุกฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าของจำเลยที่ 1 กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทเป็นการกระทำในนามหรือแทนจำเลยที่ 1 อันเป็นการแสดงออกถึงความประสงค์ของนิติบุคคลโดยผู้แทนโดยไม่จำต้องมีตราประทับของจำเลยที่ 1 ส่วนการที่มีตราประทับของจำเลยที่ 1 ในการแต่งตั้งทนายความก็เป็นเรื่องที่มิได้มีกำหนดเป็นข้อจำกัดไว้ในหนังสือรับรองการจดทะเบียน จึงไม่อาจลบล้างผลของการที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทในนามหรือแทนจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องมีความผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 216
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ร่วม — บริษัททวีไทร์ แอนด์ รับเบอร์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภัทรกิจ ซัพพลาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3585/2548
#271609
เปิดฉบับเต็ม

ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แต่ละครั้งนั้นจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ดำเนินการขายทอดตลาดต้องแจ้งประกาศการขายให้จำเลยที่ 3 ทราบ เพื่อจำเลยที่ 3 จะได้มีโอกาสมาดูแลการขายรักษาผลประโยชน์ของตน ปรากฏว่ามีการประกาศขายทรัพย์ของจำเลยที่ 3 รวม 9 ครั้ง ทุกครั้งส่งประกาศให้จำเลยที่ 3 ที่บ้านเลขที่ 17/2 ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นที่อยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 3 หลังจากที่บ้านเลขที่ 17/2 ดังกล่าวถูกขายทอดตลาดไปแล้วจำเลยที่ 3 ย้ายที่อยู่ แม้จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องแจ้งการย้ายที่อยู่และที่อยู่ใหม่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 67 (3) หากฝ่าฝืนมีโทษทางอาญาก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวจะทำให้จำเลยที่ 3 ยังคงมีภูมิลำเนาตามเดิมตลอดไป ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 ต้องเป็นไปตามหลักใน ป.พ.พ. ว่าด้วยภูมิลำเนา เมื่อการส่งประกาศการขายทอดตลาดทรัพย์กระทำเมื่อจำเลยที่ 3 ย้ายถิ่นที่อยู่ไปแล้ว และจำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นคนรับประกาศ และไม่ปรากฏว่าหลักจากการย้ายทะเบียนบ้านแล้วจำเลยที่ 3 ยึดถือบ้านเลขที่ 17/2 ดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการในเรื่องใด ดังนั้นขณะที่ปิดประกาศขายทอดตลาดทรัพย์เพื่อให้จำเลยที่ 3 ทราบ ณ บ้านเลขที่ 17/2 นั้น จำเลยที่ 3 ไม่มีภูมิลำเนา ณ บ้านดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการปิดประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ ณ สถานที่ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 79 ประกอบกับ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 153 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 เด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 เป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดิน 4 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 นำออกขายทอดตลาด นายมานะชัย นิลเจียรสกุล และโจทก์เป็นผู้ซื้อได้ ตามลำดับ

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ได้แจ้งวันขายทอดตลาดทรัพย์สินให้จำเลยที่ 3 ทราบ และขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ในราคาที่ต่ำเกินสมควร ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันเวลานัดขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 ทราบโดยวิธีปิดประกาศ ณ ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 17/2 ถนนมิตรภาพ ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี การดำเนินการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า การดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 แต่ละครั้งนั้น จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ดำเนินการขายทอดตลาดต้องแจ้งประกาศการขายให้จำเลยที่ 3 ทราบ เพื่อจำเลยที่ 3 จะได้มีโอกาสมาดูแลการขายรักษาผลประโยชน์ของตน แม้ตามคำแถลงคัดค้านและคำเบิกความของนางนิระนุช ตั้งก่อสกุล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการประกาศขายทรัพย์ของจำเลยที่ 3 รวมทั้งหมด 9 ครั้ง ทุกครั้งส่งประกาศให้จำเลยที่ 3 ที่บ้านเลขที่ 17/2 ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นที่อยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ไม่เคยแจ้งย้ายที่อยู่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 ย้ายที่อยู่หลังจากบ้านเลขที่ 17/2 ดังกล่าวถูกขายทอดตลาดไปแล้ว นายโชคชัย นิลเจียรสกุล น้องชายนายมานะชัยผู้ประมูลซื้อทรัพย์ เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 3 ยืนยันข้อเท็จจริงว่าเป็นตัวแทนนายมานะชัยมาประมูลซื้อทรัพย์ และเมื่อนายมานะชัยรับโอนทรัพย์แล้วได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ย้ายออกไป ต่อมาจำเลยที่ 3 ได้ย้ายออกไปจากบ้าน ซึ่งเจือสมกับหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรเอกสารหมาย ค.7 และ ล.6 แม้เพื่อประโยชน์ในการควบคุมตัวลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 67 (3) จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องแจ้งการย้ายที่อยู่และที่อยู่ใหม่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบ หากไม่ปฏิบัติมีโทษทางอาญาตามมาตรา 161 ก็ไม่ได้หมายความว่าการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าจะทำให้จำเลยที่ 3 ยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ตามเดิมตลอดไป ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 ต้องเป็นไปตามหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยภูมิลำเนา เมื่อการส่งประกาศการขายทอดตลาดทรัพย์ตามรายงานการเดินหมายเอกสารหมาย ค.18 กระทำเมื่อจำเลยที่ 3 ย้ายถิ่นที่อยู่ไปแล้ว ต่างจากการส่งประกาศการขายทอดตลาดทรัพย์ในครั้งก่อน ๆ และจำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นคนรับประกาศ ทั้งตามรายงานการเดินหมายดังกล่าวระบุพบหญิงอายุประมาณ 32 ปี ซึ่งไม่ใช่นางลี้เกียง แซ่ซิ้ม มารดาจำเลยที่ 3 ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เนื่องจากนางลี้เกียงเกิด พ.ศ.2458 ขณะนั้นมีอายุ 84 ปี ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ค.7 และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏหลังจากย้ายทะเบียนบ้านแล้วจำเลยที่ 3 ยึดถือบ้านเลขที่ 17/2 ดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการในเรื่องใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าในวันที่ 27 ตุลาคม 2542 ที่ปิดประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ในจำเลยที่ 3 ทราบนั้น จำเลยที่ 3 ไม่มีภูมิลำเนา ณ บ้านเลขที่ 17/2 ที่ปิดประกาศนั้นแล้ว แม้จำเลยที่ 3 มิได้แจ้งที่อยู่ใหม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ยังสามารถส่งประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ให้จำเลยที่ 3 ทราบโดยวิธีอื่นได้โดยการลงโฆษณาประกาศทางหนังสือพิมพ์ การปิดประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ ณ สถานที่ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9996, 15652, 15653 ตำบลผึ้งรวง อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายทอดตลาดใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 37
ป.วิ.พ. ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดตงฮั้วสระบุรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3572 -ที่ 3583/2548
#113282
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 91 (1) ที่ว่า กรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี นั้น หมายความถึงอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่ลงโทษจำเลย หาใช่โทษจำคุกที่ศาลใช้ดุลยพินิจกำหนดในการลงโทษไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามความผิดซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี โทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดในกรณีนี้จึงเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี กรณีต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 91 (2) แม้ศาลจะใช้ดุลยพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยเพียงกระทงละ 3 ปี ก็หาทำให้เป็นกรณีตามบทบัญญัติมาตรา 91 (1) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสิบสองสำนวนว่าโจทก์และเรียกจำเลยทั้งสิบสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ป.อ. มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายคนละ 40,000 บาท ยกเว้นรายนางสาวประจิน ให้คืนจำนวน 50,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 รวม 12 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลย 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายคนละ 40,000 บาท แต่จำเลยไม่ต้องคืนเงินให้แก่นายพยอม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (1) สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี (2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี (3)?" บทบัญญัติที่ว่ากรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ตามมาตรา 91 (1) นั้นหมายความถึงอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่ลงโทษจำเลย หาใช่โทษจำคุกที่ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดในการลงโทษไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี โทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดในกรณีนี้จึงเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี กรณีเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 91 (2) แม้ศาลชั้นต้นจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยเพียงกระทงละ 3 ปี ก็หาทำให้เป็นกรณีตามบทบัญญัติมาตรา 91 (1) ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 12 กระทง คงจำคุก 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายเชื่อม ทาโคตร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายธวัชชัย แสงอรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3572 -ที่ 3583/2548
#268101
เปิดฉบับเต็ม

กรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (1) หมายความถึงอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ลงโทษจำเลย มิใช่โทษจำคุกที่ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดในการลงโทษ

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี โทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดในกรณีนี้จึงเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี กรณีเป็นไปตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) แม้ศาลชั้นต้นจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยเพียงกระทงละ 3 ปี ก็ไม่ทำให้เป็นกรณีตามบทบัญญัติมาตรา 91 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสิบสองสำนวนว่าโจทก์และเรียกจำเลยทั้งสิบสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายคนละ 40,000 บาท ยกเว้นรายนางสาวประจิน พามา ให้คืนจำนวน 50,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 กรณีเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กรณีเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษรวม 12 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมทุกกระทงแล้วรวมจำคุกจำเลย 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายคนละ 40,000 บาท แต่จำเลยไม่ต้องคืนเงินให้แก่นายพยอม ฮาดฟอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 12 กระทง คงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 3 ปี รวม 12 กระทง โทษจำคุกรวมทุกกระทงแล้วต้องไม่เกิน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) มิใช่ไม่เกิน 20 ปี ตามมาตรา 21 (2) เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่ม ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (1) สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี (2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี (3)..." บทบัญญัติที่ว่า กรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ตามมาตรา 91 (1) นั้น หมายความถึงอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่ลงโทษจำเลย หาใช่โทษจำคุกที่ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดในการลงโทษไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี โทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดในกรณีนี้จึงเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี กรณีเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 91 (2) แม้ศาลชั้นต้นจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยเพียงกระทงละ 3 ปี ก็หาทำให้เป็นกรณีตามบทบัญญัติมาตรา 91 (1) ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 12 กระทง คงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายเชื่อม ทาโคตร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3572 -ที่ 3583/2548
#271716
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติที่ว่า กรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (1) หมายความถึง อัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่ลงโทษจำเลย หาใช่โทษจำคุกที่ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดในการลงโทษไม่ คดีนี้ศาลลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 91 ตรี ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 10 ปี โทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดในกรณีนี้จึงเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี กรณีเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 91 (2) แม้ศาลจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยเพียงกระทงละ 3 ปี ก็หาทำให้เป็นกรณีตามบทบัญญัติมาตรา 91 (1) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณา โดยเรียงโจทก์ทั้งสิบสองสำนวนว่าโจทก์และเรียกจำเลยทั้งสิบสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียคนละ 40,000 บาท ยกเว้นรายนางสาวประจิน พามา ให้คืนจำนวน 50,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 กรณีเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กรณีเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษรวม 12 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมทุกกระทงแล้งคงจำคุกจำเลย 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายคนละ 40,000 บาท แต่จำเลยไม่ต้องคืนเงินให้แก่นายพะยอม ฮาดฟอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 12 กระทง คงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 3 ปี รวม 12 กระทง โทษจำคุกรวมทุกกระทงแล้วต้องไม่เกิน 10 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) มิใช่ไม่เกิน 20 ปีตามมาตรา 91 (2) เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (1) สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี (2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงหนักที่สุดที่อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี (3)..." บทบัญญัติที่ว่ากรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ตามมาตรา 90 (1) หมายความถึงอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่ลงโทษจำเลย หาใช่โทษจำคุกที่ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดในการลงโทษไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี โทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดในกรณีนี้จึงเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี กรณีเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 91 (2) แม้ศาลชั้นต้นจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยเพียงกระทงละ 3 ปี ก็หาทำให้เป็นกรณีตามบทบัญญัติมาตรา 91 (1) ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางาน และคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 12 กระทง คงจำคุก 20 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายเชื่อม ทาโคตร์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3569/2548
#271606
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ด. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของ ด. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (2) ร. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ด. ตามคำสั่งศาลย่อมมีหน้าที่โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ การที่ ร. จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยในราคาเพียง 45,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินพิพาทกับที่ดินอีก 1 แปลง มีราคาถึง 70,000 บาท จึงเป็นราคาต่ำมากไม่น่าเชื่อว่าจะซื้อขายกันจริง และที่จำเลยนำสืบอ้างว่าเบิกเงินจากธนาคารจำนวน 30,000 บาท มาชำระค่าซื้อที่ดินพิพาทนั้นก็ไม่มีหลักฐานการเบิกเงินจากธนาคารมาแสดง ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์จำเลยเป็นบุตรของ ร. ร่วมบิดาเดียวกัน จำเลยย่อมทราบว่า ด. เป็นบุตรโจทก์ จึงเชื่อว่าจำเลยและ ร. กระทำการโอนที่ดินพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนและโดยไม่สุจริต โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่าง ร. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ด. กับจำเลยได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางรวม พัดเถื่อนหรือฤทธิ์ม่วง ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแดง ฤทธิ์ม่วง ผู้ตาย กับจำเลย และเพิกถอนคำสั่งของศาลที่ตั้งนางรวม พัดเถื่อนหรือฤทธิ์ม่วง เป็นผู้จัดการมรดกของนายแดง ฤทธิ์ม่วง ผู้ตาย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7332 ตำบลคณฑี อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างนางรวม พัดเถื่อนหรือฤทธิ์ม่วง ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแดง ฤทธิ์ม่วง กับจำเลย ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลที่ตั้งนางรวม พัดเถื่อนหรือฤทธิ์ม่วง เป็นผู้จัดการมรดกของนายแดง ฤทธิ์ม่วง ผู้ตาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายชั้วและนางรวม ฤทธิ์ม่วง มีพี่น้องรวม 5 คน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายแดงเป็นบุตรของโจทก์ ที่ดินพิพาทโฉนเลขที่ 7332 ตำบลคณฑี อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เดิมมีชื่อนายแดงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่านายแดงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 จำเลยและนางมา คงเถื่อน เบิกความเป็นพยานจำเลยว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางรวม โดยนางรวมซื้อจากนายเชิงกับนางมา คงเถื่อน แต่นางรวมขอให้ใส่ชื่อนางแดงเป็นผู้รับโอนตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย ล.3 หนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย ล.3 ระบุชื่อนายแดงเป็นผู้รับให้ ฉะนั้น พยานบุคคลของจำเลยที่นำสืบว่านายแดงเป็นผู้รับให้แทนนางรวมจึงเป็นการขัดแย้งกับข้อความในเอกสารหมาย ล.3 โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ที่ดินพิพาทกับที่ดินตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย ล.3 เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายแดง เมื่อนายแดงถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกแก่โจทก์ ซึ่งเป็นมารดาของนายแดงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (2) นางรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแดงตามคำสั่งศาลมีหน้าที่โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่นางรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแดงกลับจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลย โดยจำเลยนำสืบอ้างว่าเบิกเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 30,000 บาท มาชำระค่าซื้อที่ดินพิพาท แต่ก็ไม่มีหลักฐานการเบิกเงินจากธนาคารมาแสดง ที่ดินพิพาทกับที่ดินอีก 1 แปลง มีราคาถึง 70,000 บาท แต่กลับตกลงขายเพียง 45,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำมากไม่น่าเชื่อว่าจะซื้อขายกันจริง เมื่อฟังประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์จำเลยเป็นบุตรของนางรวมร่วมบิดาเดียวกัน จำเลยย่อมทราบว่านายแดงเป็นบุตรโจทก์ และนางรวมเป็นผู้จัดการมรดกนายแดง ดังนี้เชื่อว่าจำเลยและนางรวมกระทำการโอนที่ดินพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนและโดยไม่สุจริต โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างนางรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแดงกับจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเลขที่ 7332 ตำบลคณฑี อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างนางรวม ฤทธิ์ม่วงหรือพัดเถื่อน ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแดง ฤทธิ์ม่วง กับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300 ม. 1629 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแคลนหรือแคน แสงแก้วหรือฤทธิ์ม่วง
จำเลย — นายก่ำ ฤทธิ์ม่วง
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3568/2548
#113274
เปิดฉบับเต็ม

ร. ผู้จัดการมรดกผู้ตายจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ใช่ทายาทผู้ตายโดยไม่มีค่าตอบแทนและโดยไม่สุจริต แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่ทายาทของผู้ตาย ดังนั้น จึงไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 1754 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลที่ตั้งนางรวมเป็นผู้จัดการมรดกของนายแดง แล้วให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางแดงแทน ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างนางรวม ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางแดงกับจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ในที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์โดยปราศจากภาระติดพัน

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากนางรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแดง จำเลยที่ 1 จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของมีสิทธิจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมเมื่อพ้น 1 ปี และการจัดการมรดกของนายแดงเสร็จสิ้นแล้วในวันที่ 22 เมษายน 2536 โจทก์ไม่สามารถฟ้องขอเพิกถอนผู้จัดการมรดกได้ คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ได้รับมาจนถึงปัจจุบันโดยความสงบเรียบร้อยและเปิดเผยด้วยเจตนาความเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยที่ 2 จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11053 ตำบลคณฑี อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างนางรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแดงกับจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างนางรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแดงกับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายแดงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท เมื่อนายแดงถึงแก่ความตาย ที่ดินจึงเป็นมรดกตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของนายแดง นางรวมเป็นผู้จัดการมรดกของนายแดงตามคำสั่งศาล มีหน้าที่โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่นางรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแดงกลับจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบอ้างว่าจำเลยที่ 1 เบิกเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 30,000 บาท มาชำระค่าซื้อที่ดินพิพาทก็ไม่มีหลักฐานการเบิกเงินจากธนาคารมาแสดง ที่ดินพิพาทกับที่ดินอีก 1 แปลง หากซื้อจากบุคคลอื่นราคาไร่ละ 2,000 - 3,000 บาท คิดแล้วเป็นเงินประมาณ 70,000 บาท แต่กลับตกลงซื้อขายกันเพียง 45,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำมากโดยเฉพาะที่ดินพิพาทคดีนี้จำเลยที่ 2 สามารถนำไปจำนองกับธนาคารได้ถึง 130,000 บาท จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และนางรวมในฐานะผู้จัดการมรดกจะทำสัญญาซื้อขายกันจริง เมื่อฟังประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางรวมร่วมบิดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 ย่อมทราบว่า นางแดงเป็นบุตรโจทก์และนางรวมเป็นผู้จัดการมรดกนายแดงดังวินิจฉัยข้างต้น ดังนี้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 และนางรวมกระทำการโอนที่ดินพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนและโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยเสน่หาจึงเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างนางรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแดงกับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 อนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่ทายาทของนางแดง ดังนั้น จะนำอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 มาใช้บังคับไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย?

พิพากษายืนให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300 ม. 1719 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแคลนหรือแคน แสงแก้วหรือฤทธิ์ม่วง
จำเลย — นายก่ำ ฤทธิ์ม่วง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาวบังเอิญ เนียมศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3564/2548
#268324
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินที่กู้ยืมจากโจทก์เป็นการชำระหนี้ผ่านธนาคารที่โจทก์มีบัญชีเงินฝากเพื่อให้โจทก์ได้รับเงินที่ชำระหนี้โดยไม่ได้นิติกรรมโดยตรงต่อโจทก์ ไม่อาจมีการกระทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามมาตรา 321 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงนำสืบดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 138,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องจริง แต่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วด้วยการนำเงินฝากเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สาขาสาธุประดิษฐ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยยังชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ครบเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ฎีกาว่า ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือ จำเลยนำสืบการใช้เงินได้เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง จำเลยจึงนำสืบว่า ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วด้วยการนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ไม่ได้ เห็นว่า การที่จำเลยนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินที่กู้ยืมจากโจทก์เป็นการชำระหนี้ผ่านธนาคารที่โจทก์มีบัญชีเงินฝากเพื่อให้โจทก์ได้รับเงินที่ชำระหนี้โดยไม่ได้ทำนิติกรรมโดยตรงต่อโจทก์ ไม่อาจมีการกระทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงนำสืบดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยนำสืบว่าชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วยการนำเงินฝากเข้าบัญชีของโจทก์ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อกฎหมายของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุระ ปิยะปัทมินทร์
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ชิดขุนทด
ชื่อองค์คณะ
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
วิบูลย์ มีอาสา
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3564/2548
#271603
เปิดฉบับเต็ม

ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือ จำเลยจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง การที่จำเลยนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินที่กู้ยืมจากโจทก์เป็นการชำระหนี้ผ่านธนาคารที่โจทก์มีบัญชีเงินฝากเพื่อให้โจทก์ได้รับเงินที่ชำระหนี้โดยไม่ได้ทำนิติกรรมโดยตรงต่อโจทก์ไม่อาจมีการกระทำตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วยการนำเงินฝากเข้าบัญชีของโจทก์ได้นั้น จำเลยจึงนำสืบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินจากโจทก์ 150,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ก่อนครบกำหนดจำเลยนำเงินมาชำระให้โจทก์ 50,000 บาท และไม่ชำระอีก โจทก์ทวงถามแล้วเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 138,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วด้วยการนำเงินฝากเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สาขาสาธุประดิษฐ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ฎีกาว่า ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือ จำเลยนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นไว้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง จำเลยจึงนำสืบว่า ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วด้วยการนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ไม่ได้ เห็นว่า การที่จำเลยนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินที่กู้ยืมจากโจทก์ เป็นการชำระหนี้ผ่านธนาคารที่โจทก์มีบัญชีเงินฝากเพื่อให้โจทก์ได้รับเงินที่ชำระหนี้โดยไม่ได้ทำนิติกรรมโดยตรงต่อโจทก์ ไม่อาจมีการกระทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงนำสืบดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยนำสืบว่าชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วยการนำเงินฝากเข้าบัญชีของโจทก์ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคหนึ่ง ม. 653 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุระ ปิยะปัทมินทร์
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ชินขุนทด
ชื่อองค์คณะ
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
วิบูลย์ มีอาสา
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3563/2548
#271600
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีพฤติการณ์ส่อว่าจะมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับผู้หญิงอื่น จำเลยหึงหวงเป็นเหตุให้ทะเลาะกันมาโดยตลอด ณ. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์เคยมาขอยืมเงินโจทก์ไปแล้วยังใช้คืนไม่หมด ต่อมา ณ. ขอให้โจทก์นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองเพื่อนำเงินกู้มาเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางไปทำงานต่างประเทศอีก แต่จำเลยไม่ยอมลงชื่อให้ความยินยอมในการจดทะเบียนจำนอง จึงเกิดทะเลาะกัน โจทก์จำเลยเขียนบันทึกโต้ตอบกันโดยโจทก์ด่าจำเลยก่อนว่าโจทก์กับจำเลยเป็นบุคคลคนละชั้นกัน จำเลยจึงลำเลิกบุญคุณด่ากลับทำนองว่าโดยเลี้ยงดูส่งเสียโจทก์มาก่อน การที่จำเลยพูดห้ามบุตรสาวจำเลยไม่ให้เข้าใกล้โจทก์และว่าไอ้คนนี้ถ้าคลำไม่มีหางมันเอาหมดนั้น เป็นการกระทำไปโดยเจตนาเตือนให้บุตรสาวระมัดระวังตัวไว้ เพียงแต่ใช้ถ้อยคำอันไม่สมควรเยี่ยงมารดาทั่วไปเท่านั้น นอกจากนี้ การที่จำเลยพูดว่าทำนองเหยียดหยามโจทก์และมารดาโจทก์เกิดจากโจทก์และมารดาโจทก์มีส่วนร่วมก่อให้จำเลยกระทำการดังกล่าวอยู่มาก จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเหยียดหยามโจทก์และมารดาโจทก์อย่างร้ายแรงอันโจทก์จะอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน อยู่กินมีบุตรด้วยกัน 2 คน ในระหว่างอยู่กินด้วยกันจำเลยหมิ่นประมาทและดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์ ไม่เคารพนับถือบุพการีและญาติพี่น้องของโจทก์ ดื่มสุราเป็นอาจิณ โดยหมิ่นประมาทโจทก์ว่าติดเชื้อโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นชู้กับบุตรสาวและหลานสาวของโจทก์ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยมีมานานกว่า 20 ปี และต่อเนื่องลักษณะเดียวกันมาตลอด อันเป็นการจงใจหมิ่นประมาทโจทก์และดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงหลายครั้งหลายหน โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลย ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้บุตรทั้งสองอยู่ในความปกครองของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์พยายามหาเหตุด่าว่ากล่าวและดูถูกเหยียดหยามจำเลย จึงเกิดเหตุทะเลาะกันโดยโจทก์เป็นผู้ก่อเหตุ จำเลยไม่เคยดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทโจทก์ บิดามารดาและญาติพี่น้องโจทก์ตามฟ้อง บิดามารดาและญาติพี่น้องโจทก์ไม่ชอบจำเลย ยุแหย่ให้โจทก์เลิกกับจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหย่า เพราะจำเลยไม่ประพฤติชั่วจนโจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์รู้จักจำเลยตั้งแต่จำเลยอายุ 18 ปี โดยจำเลยทำงานเป็นนักร้อง ส่วนโจทก์เป็นพนักงานรับจ้างอยู่ที่ห้องอาหารร้านเดียวกัน ต่อมาอยู่กินฉันสามีภริยานานประมาณ 5 ปี ช่วงนั้นโจทก์จำเลยต่างดื่มสุรา ปี 2521 จึงจดทะเบียนสมรสกันและโจทก์สอบเข้ารับราชการได้ ปี 2524 เริ่มเกิดเหตุทะเลาะกัน โจทก์มีพฤติการณ์ส่อว่าจะมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับผู้หญิงอื่นนับแต่ปี 2524 จำเลยหึงหวงเป็นเหตุให้ทะเลาะกันมาโดยตลอด ข้อเท็จจริงได้ความด้วยว่านายณรงค์ศักดิ์หรือบุญเป็ง ทองหล่อ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์เคยมาขอยืมเงินโจทก์ไป 20,000 บาท แล้วยังใช้คืนไม่หมด ต่อมานายณรงค์ศักดิ์ขอให้โจทก์นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองที่สถาบันการเงินเพื่อนำเงินกู้มาเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางไปทำงานต่างประเทศอีก จำเลยไม่ยอมลงชื่อให้ความยินยอมในการจดทะเบียนจำนอง จึงเกิดทะเลาะกัน จำเลยเขียนบันทึกวางบนโต๊ะทำงานในบ้าน โจทก์กลับมาบ้านได้พบ อ่านแล้วเขียนข้อความโต้ตอบ ต่อมาโจทก์จึงขนของแยกไปพักอาศัยที่บ้านพักข้าราชการ เมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยเขียนขึ้นแล้ว เห็นได้ว่า โจทก์ด่าว่าจำเลยก่อนว่า โจทก์กับจำเลยเป็นบุคคลคนละชั้นกัน จำเลยจึงลำเลิกบุญคุณด่ากลับทำนองว่าเคยเลี้ยงดูส่งเสียโจทก์มาก่อน จำเลยทำคุณกับโจทก์ไม่ขึ้น ทำดีมานาน 30 ปี แล้วไม่ได้ดี ข้อที่จำเลยพูดห้ามนางพิชามญชุ์ไม่ให้เข้าใกล้โจทก์และว่าไอ้คนนี้ถ้าคลำไม่มีหางมันเอาหมด ก็สืบเนื่องมาจากโจทก์เดินกอดคอนางสาวพิชามญชุ์ซึ่งขณะนั้นอายุ 14 ปี ซึ่งย่างเข้าสู่วัยสาวแล้วเดินไปตามถนนในหมู่บ้านโดยที่โจทก์มีพฤติกรรมดังกล่าว การที่จำเลยพูดถ้อยคำดังกล่าวน่าจะกระทำไปโดยเจตนาเตือนให้บุตรสาวระมัดระวังตัวไว้ เพียงแต่ใช้ถ้อยคำอันไม่สมควรเยี่ยงมารดาทั่วไปเท่านั้น ส่วนเรื่องดูหมิ่นเหยียดหยามมารดาโจทก์นั้น บิดามารดาโจทก์ไม่อยากได้จำเลยเป็นลูกสะใภ้ เพราะจำเลยเป็นนักร้องทำงานกลางคืนทำให้โจทก์เสื่อมเสีย เมื่อมาที่บ้านก็บอกให้เลิกยุ่งกับโจทก์จึงทะเลาะกัน จำเลยเคยบอกพยานขอหย่าให้มารดาโจทก์มาพักที่บ้านจำเลยอีก เพราะมาทีไรก็ทำให้โจทก์จำเลยทะเลาะกัน การที่จำเลยพูดว่าทำนองเหยียดหยามโจทก์และมารดาโจทก์จึงน่าจะเกิดจากโจทก์และมารดาโจทก์มีส่วนร่วมก่อให้จำเลยกระทำการดังกล่าวอยู่มาก เรื่องที่โจทก์จำเลยทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสามีภริยาที่อยู่ด้วยกัน ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้โดยถนัดว่าจำเลยเหยียดหยามโจทก์และมารดาโจทก์อย่างร้ายแรงอันโจทก์จะอ้างเป็นเหตุหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3)"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริยุทธ์ ปราชญานันท์
จำเลย — นางลดาวัลย์ ปราชญานันท์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3543/2548
#267985
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยได้อ้างหนังสือที่ ซ. ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยเป็นพยานต่อศาลโดยมิชอบเนื่องจากไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด การที่จำเลยใช้หนังสือดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานจนศาลหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งว่าหนังสือยกให้เป็นโมฆะ และห้ามมิให้จำเลยใช้อ้างต่อโจทก์หรือบุคคลภายนอก แต่คำฟ้องไม่ปรากฏว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในที่ดินที่ ซ. ยกให้จำเลยอย่างไร และการที่จำเลยใช้หนังสือเป็นพยานหลักฐานในคดีทำให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดินแปลงนี้ไปเพราะเหตุใดซึ่งจะเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิพ. มาตรา 55 การกระทำของจำเลยไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนให้ทำได้ และเมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีเหตุที่จะรับไว้พิจารณาและชอบที่จะยกฟ้องเสียได้ในชั้นตรวจคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นางเซี้ย ศรีรัฐ ได้ทำหนังสือยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กรมรถไฟ แต่หนังสือฉบับดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่มิได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในหนังสือขึ้นภายหลังโดยไม่มีการลงชื่อกำกับ ไม่มีการลงเลขรับหนังสือหรือออกหนังสือไว้เป็นสำคัญ พยานที่ลงชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนางเซี้ยในหนังสือมีไม่ครบ 2 คน ทั้งที่ดินที่ ซ. ยกให้ดังกล่าวเป็นที่ดินมรดกซึ่งทายาทอื่นไม่ได้ยินยอมในขณะทำนิติกรรมด้วย และการยกให้มิได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หนังสือยกให้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามหนังสือฉบับดังกล่าวไม่มีสิทธินำหนังสือไปใช้อ้างอิงเป็นพยานต่อศาล ต่อบุคคลภายนอกและผู้มีส่วนได้เสียหรือต่อโจทก์ แต่จำเลยได้อ้างหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 125/2538 ของศาลจังหวัดพังงา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 เป็นเหตุให้ศาลเข้าใจผิดหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือที่ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายเสียสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งว่าหนังสือยกให้กรรมสิทธิ์ที่ดินของนางเซี้ย ศรีรัฐ ฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2491 หรือเอกสาร หมาย ป.ล.37 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 125/2538 หมายเลขแดงที่ 211/2541 ของศาลจังหวัดพังงา เป็นโมฆะ ห้ามจำเลยใช้หนังสือฉบับดังกล่าวอ้างต่อโจทก์หรือบุคคลภายนอก

ศาลชั้นต้น เห็นว่า ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิโจทก์อย่างไร ทั้งยังปรากฏว่าศาลจังหวัดพังงารับฟังว่าเอกสารที่โจทก์ขอให้เพิกถอน (ที่ถูกขอให้มีคำสั่งว่าเป็นโมฆะ) ได้ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2541 ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับในคดีนี้ การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าว จึงให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยได้อ้างหนังสือที่นางเซี้ย ศรีรัฐ ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยเป็นพยานต่อศาลในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 125/2538 ของศาลจังหวัดพังงาโดยมิชอบเนื่องจากหนังสือฉบับดังกล่าวไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด เช่น มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในหนังสือฉบับดังกล่าวขึ้นภายหลังโดยไม่มีการลงชื่อกำกับ มีการนำกระดาษมาใช้ในส่วนราชการของจำเลยโดยไม่มีการลงเลขรับรองหนังสือหรือออกหนังสือไว้เป็นสำคัญ พยานที่ลงชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนางเซี้ยในหนังสือมีไม่ครบ 2 คน ที่ดินที่ยกให้แก่จำเลยเป็นที่ดินมรดกซึ่งนางเซี้ยทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทอื่น และการยกให้ไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หนังสือยกให้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่มีสิทธินำไปใช้อ้างอิงเป็นพยานต่อศาล ต่อบุคคลภายนอกและผู้มีส่วนได้เสียหรือต่อโจทก์ การที่จำเลยใช้หนังสือดังกล่าวอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานจนศาลหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งว่าหนังสือยกให้กรรมสิทธิ์ที่ดินของนางเซี้ยเป็นโมฆะ และห้ามมิให้จำเลยใช้หนังสือฉบับดังกล่าวอ้างต่อโจทก์หรือบุคคลภายนอก แต่คำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในที่ดินที่นางเซี้ยทำหนังสือยกให้จำเลยอย่างไร และการที่จำเลยใช้หนังสือฉบับดังกล่าวอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในคดีนั้นทำให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดินแปลงนี้ไปเพราะเหตุใด ซึ่งจะเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ห้ามมิให้จำเลยนำหนังสือฉบับดังกล่าวไปใช้อ้างอิง ตลอดจนขอให้ศาลมีคำสั่งว่าหนังสือฉบับดังกล่าวตกเป็นโมฆะเนื่องจากทำโดยไม่ชอบเพราะไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนให้ทำได้ และเมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นนี้ก็ไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะรับไว้พิจารณาและชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสียได้ในชั้นตรวจคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอกกวี วาทีรักษ์
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3541/2548
#271557
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาซื้อหินอ่อนและหินแกรนิตกับโจทก์ในราคา 1,770,000 บาท ชำระมัดจำงวดแรกร้อยละ 20 ของราคาหินเป็นเงิน 354,000 บาท งวดต่อไปชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันส่งหินให้และออกใบแจ้งหนี้/ใบวางบิลเรียกเก็บเงิน โจทก์ส่งหินอ่อนและหินแกรนิตให้จำเลยตามสัญญาและเรียกเก็บเงินเรื่อยมา ปรากฏว่าจำเลยค้างชำระค่าหินอ่อนและหินแกรนิตโจทก์เป็นเงิน 578,329.95 บาท ดังนั้น การที่โจทก์นำสืบว่ายอดเงินที่จำเลยค้างชำระดังกล่าวมียอดเงินที่จำเลยสั่งซื้อหินอ่อนและหินแกรนิตเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาที่โจทก์จำเลยทำสัญญากันไว้จำนวน 137,561.08 บาท รวมอยู่ด้วย ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีคำขอให้ชำระเงินในส่วนนี้ปนรวมมาด้วยก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิจารณาและพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าหินอ่อนและหินแกรนิตที่จำเลยสั่งซื้อเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากสัญญาที่จำเลยทำสัญญาซื้อกับโจทก์ตามที่ปรากฏในคำฟ้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าสินค้าและค่าจ้าง 1,062,092 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นค่าหินอ่อนและหินแกรนิต จำนวน 440,768.87 บาท พร้อมดอกเบี้ย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาว่าจ้างปูติดตั้งหินอ่อนและหินแกรนิตจำนวน 260,342.60 บาท พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยชำระค่าปูนทรายจำนวน 70,615.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยทำสัญญาซื้อหินอ่อนและแกรนิตกับโจทก์ในราคา 1,770,000 บาท ชำระมัดจำงวดแรกร้อยละ 20 ของราคาหินเป็นเงิน 354,000 บาท งวดต่อไปภายใน 30 วัน นับแต่วันส่งหินให้และออกใบแจ้งหนี้/ใบวางบิลเรียกเก็บเงิน โจทก์ส่งหินอ่อนและหินแกรนิตให้จำเลยตามสัญญาและเรียกเก็บเงินเรื่อยมา ปรากฏว่าจำเลยค้างชำระค่าหินอ่อนและหินแกรนิตโจทก์เป็นเงิน 578,329.95 บาท ดังนั้น การที่โจทก์นำสืบว่ายอดเงินที่จำเลยค้างชำระดังกล่าวมียอดเงินที่จำเลยสั่งซื้อหินอ่อนและหินแกรนิตเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาที่โจทก์จำเลยทำสัญญากันไว้จำนวน 137,561.08 บาท รวมอยู่ด้วย ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องโจทก์ จึงเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีคำขอให้ชำระเงินในส่วนนี้ปนรวมมาด้วยก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิจารณาและพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าหินอ่อนและหินแกรนิตที่จำเลยสั่งซื้อเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากสัญญาที่จำเลยทำสัญญาซื้อกับโจทก์ตามที่ปรากฏในคำฟ้องได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ้าพระยาหินอ่อน-แกรนิต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทฮงไทยเซอร์วิส ทรานสปอร์ต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3535/2548
#113261
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์จดรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากโจทก์ก่อนอ่าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอุทธรณ์ลดจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ โดยศาลชั้นต้น ยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอุทธรณ์ ดังนี้ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์จะฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบมาตรา 246 และ 247 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์สินตามคำฟ้องคืนกองมรดกเพียงบางส่วนและยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาส่งไปยังศาลชั้นต้นแล้ว พร้อมกับ จดรายงานกระบวนพิจารณาไปด้วยว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มี ทุนทรัพย์เป็นการไม่ถูกต้อง ฉะนั้น ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง ให้ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้างทั้งสองแปลงรวมกับเงินฝากธนาคารที่พิพาทแล้วกำหนดเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของ แต่ละฝ่ายให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอยู่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาล ในชั้นอุทธรณ์อย่างสูง จึงให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ รวมทั้งค่าขึ้นศาลในอนาคตของโจทก์ ที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 และเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระเพิ่มเติม ส่วนโจทก์ยื่นคำร้องขออุทธรณ์คดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่ง ให้โจทก์วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 100,000 บาท ภายใน 30 วัน

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอุทธรณ์บางส่วน ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ได้ทำคำพิพากษาและส่งไปศาลชั้นต้นจนศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์แล้ว โจทก์จึงขออุทธรณ์บางส่วน ประกอบกับจำเลยทั้งสองคัดค้าน จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีจึงยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์จะฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอุทธรณ์ โดยขอลดจำนวน ทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในชั้นอุทธรณ์ก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ได้เพราะเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบ 246, 247 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 226 ม. 256 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบวรชัย แก้วเพ็ง
จำเลย — นางสาวสายสุนีย์ แก้วเพ็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอดุลย์ศักดิ์ โชติชูช่วง
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2548
#268196
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยโกรธผู้เสียหายเนื่องจากถูกทวงเงินค่าน้ำมันแล้วขับขี่รถจักรยานยนต์เสียงดังใส่หน้าผู้เสียหาย ต่อมาประมาณ 30 นาที จึงกลับมาใช้อาวุธปืนแก๊ปยิงผู้เสียหาย กรณีไม่ใช่เกิดโทสะแล้วยิงผู้เสียหายทันที หากแต่เกิดโทสะและออกจากที่เกิดเหตุแล้วประมาณ 30 นาที ซึ่งมีเวลาที่จะคิดไตร่ตรอง ถือว่ามีเจตนาผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เมื่อจำเลยยิงผู้เสียหายในระยะห่าง 20 เมตร กระสุนปืนถูกบริเวณคอด้านหน้าขวาและบริเวณชายโครงขวาด้านหน้าทั้งสองแห่งมีบาดแผลขนาด 0.5 เซนติเมตร ไม่มีความลึก รักษาหายภายใน 7 วัน แสดงว่ากระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำให้ถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2546 เวลากลางคืน ก่อนเที่ยงจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) ชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาดกว้างลำกล้อง 9 มิลลิเมตร ใช้ยิงได้จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืน 1 นัด ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายกาญจนบุรี เทพเมย ผู้เสียหาย 1 นัด ถูกบริเวณคอและชายโครงของผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากจำเลยโกรธเคืองที่ผู้เสียหายทวงค่าน้ำมันที่จำเลยไปเติมน้ำมันในสถานีบริการน้ำมันที่ผู้เสียหายทำงานอยู่ในลักษณะเหมือนกับว่าจำเลยจะโกงผู้เสียหาย จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญ และแพทย์ได้ทำการรักษาไว้ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 289,371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72, 8 ทวิ, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), ประกอบมาตรา 80, 52, 53 มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานมีและพกอาวุธปืน 2 กระทง มีกำหนด 9 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี รวมจำคุก 25 ปี 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้จำคุก 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เฉพาะความผิดฐานนี้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 2 ปี รวมกับโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) ชนิดประกอบขึ้นเองยิงผู้เสียหายโด่ยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า เหตุที่จำเลยยิงผู้เสียหายเนื่องจากผู้เสียหายทวงถามเงินค่าน้ำมันจากจำเลย การที่จำเลยโกรธผู้เสียหายเนื่องจากถูกทวงถามเงินดังกล่าวแล้วขับขี่รถจักรยานยนต์เสียงดังใส่หน้าผู้เสียหาย ต่อมาประมาณ 30 นาที จึงได้กลับมาพร้อมใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายนั้น กรณีไม่ใช่เกิดโทสะแล้วยิงผู้เสียหายทันที หากแต่เป็นกรณีเกิดโทสะและออกจากที่เกิดเหตุแล้วประมาณ 30 นาที ซึ่งมีเวลาที่จำเลยคิดไตร่ตรองแล้วจึงหวนกลับมาพร้อมนำอาวุธปืนซึ่งนับว่าเป็นอาวุธที่ร้ายแรงยิงผู้เสียหาย ถือว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายในระยะห่าง 20 เมตร กระสุนปืนถูกบริเวณคอด้านหน้าขวาและบริเวณชายโครงขวาด้านหน้าทั้งสองแห่งมีบาดแผลขนาด 0.5 เซนติเมตร ไม่มีความลึกแพทย์ลงความเห็นว่ารักษาหายภายใน 7 วัน แสดงให้เห็นว่ากระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิดการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบ มาตรา 81 วรรคหนึ่ง เท่านั้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง, 52 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วเป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 81 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายสุคลหรือหนิง มะละปัทธิ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2548
#271714
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่จำเลยยิงผู้เสียหายเนื่องจากผู้เสียหายทวงถามเงินค่าน้ำมันจากจำเลย จำเลยโกรธแล้วขับรถจักรยานยนต์เสียงดังใส่หน้าผู้เสียหาย ต่อมาประมาณ 30 นาที จึงได้กลับมาพร้อมใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย กรณีไม่ใช่เกิดโทสะแล้วยิงผู้เสียหายทันที หากแต่เป็นกรณีเกิดโทสะและออกจากที่เกิดเหตุแล้วประมาณ 30 นาที ซึ่งมีเวลาที่จำเลยคิดไตร่ตรองแล้วจึงหวนกลับมาพร้อมนำอาวุธปืนซึ่งนับว่าเป็นอาวุธที่ร้ายแรงยิงผู้เสียหาย ถือว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายในระยะห่างประมาณ 20 เมตร กระสุนปืนถูกบริเวณคอด้านหน้าขวาและบริเวณชายโครงขวาด้านหน้า ทั้งสองแห่งมีบาดแผลขนาด 0.5 เซนติเมตร ไม่มีความลึก แพทย์ลงความเห็นว่ารักษาหายภายใน 7 วัน แสดงให้เห็นว่ากระสุนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72, 8 ทวิ, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), ประกอบมาตรา 80, 52, 53 มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานมีและพาอาวุธปืน 2 กระทง มีกำหนด 9 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี รวมจำคุก 25 ปี 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้จำคุก 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เฉพาะความผิดฐานนี้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 2 ปี รวมกับโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) ชนิดประกอบขึ้นเองยิงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า เหตุที่จำเลยยิงผู้เสียหายเนื่องจากผู้เสียหายทวงถามเงินค่าน้ำมันจากจำเลย การที่จำเลยโกรธผู้เสียหายเนื่องจากถูกทวงถามเงินดังกล่าวแล้วขับขี่รถจักรยานยนต์เสียงดังใส่หน้าผู้เสียหายต่อมาประมาณ 30 นาที จึงได้กลับมาพร้อมใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายนั้น กรณีไม่ใช่เกิดโทสะแล้วยิงผู้เสียหายทันที หากแต่เป็นกรณีเกิดโทสะและออกจากที่เกิดเหตุแล้วประมาณ 30 นาที ซึ่งมีเวลาที่จำเลยคิดไตร่ตรองแล้วจึงหวนกลับมาพร้อมนำอาวุธปืนซึ่งนับว่าเป็นอาวุธที่ร้ายแรงยิงผู้เสียหาย ถือว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายในระยะห่างประมาณ 20 เมตร กระสุนปืนถูกบริเวณคอด้านหน้าขวาและบริเวณชายโครงขวาด้านหน้าทั้งสองแห่งมีบาดแผลขนาด 0.5 เซนติเมตร ไม่มีความลึก แพทย์ลงความเห็นว่ารัษาหายภายใน 7 วัน แสดงให้เห็นว่ากระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำให้ผู้สียหายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง เท่านั้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง, 52 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่เหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วเป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 81 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายสุคลหรือหนิง มะละปัทธิ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3490/2548
#268032
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในมูลหนี้ตามที่จำเลยออกเช็คพิพาท และศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของการประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 เมื่อสิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายในมูลหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทระงับสิ้นไป ไม่ว่าผู้เสียหายจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนหรือไม่ กรณีถือได้ว่าหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดคดีจึงเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 วันที่ 21 กรกฎาคม 2546 และวันที่ 6 สิงหาคม 2546 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหน้าพระลาน 3 ฉบับ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2546 วันที่ 19 มกราคม 2547 และวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 สั่งจ่ายเงิน 144,150 บาท 34,400 บาท และ 117,600 บาท ตามลำดับ มอบให้บริษัทตั้งเซียะปิงโลหะกิจ จำกัด ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้ากระทะล้อรถยนต์ อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด ผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย และโปรดติดต่อผู้เสียหายการกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค และออกเช็คในขณะที่ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เช็คฉบับแรกและเช็คฉบับที่สาม จำคุกกระทงละ 2 เดือน เช็คฉบับที่สอง จำคุก 1 เดือน รวม 3 กระทงเป็นจำคุก 5 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏตามฎีกาของจำเลยประกอบสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ 6 มกราคม 2547 สำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2253/2547 หมายเลขแดงที่ 2510/2547 ของศาลชั้นต้น สำเนาหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าว เอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 และ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานศาลรับรองความถูกต้องและโจทก์มิได้แก้ฎีกาโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ในมูลหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้ผู้เสียหายทั้งหมดรวมทั้งมูลหนี้ตามเช็คพิพาท ต่อมาหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นให้ชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ ในที่สุดผู้เสียหายและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว มีปัญหาว่าคดีเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 เห็นว่า การที่ผู้เสียหายและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในมูลหนี้ตามที่จำเลยออกเช็คพิพาท และศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของการประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เมื่อสิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายในมูลหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นระงับสิ้นไปและผู้เสียหายได้สิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ไม่ว่าผู้เสียหายจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนหรือไม่ กรณีถือได้ว่าหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2543 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลย"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายสมศักดิ์ นาทันรีบ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3488/2548
#271537
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถึงแก่กรรมในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องขอให้หมายเรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาสั่ง แต่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 จนกระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทำคำพิพากษาเสร็จแล้วส่งมาให้ศาลชั้นต้นอ่านจึงถือไม่ได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทราบเรื่องจำเลยมรณะอันจะทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไปโดยทราบแล้วว่าจำเลยมรณะและยังไม่มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้วให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากบ้านและที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 12 ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่า ที่ดินตาม น.ส.3 พร้อมทั้งบ้านพิพาทเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งครอบครองทำประโยชน์และอยู่อาศัยโดยสงบเปิดเผย โดยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกินกว่า 1 ปีแล้ว โจทก์ไม่ใช่เจ้าของ จำเลยไม่เคยตกลงจะซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากโจทก์ จำเลยย้ายทะเบียนออกจากบ้านพิพาทตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2530 และไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินและบ้านพิพาทอีก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านและมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยผู้ร้องสอดเข้าครอบครองทำประโยชน์และอยู่อาศัยโดยสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อมาเป็นเวลาเกิน 10 ปี ขอให้สั่งว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามที่ปรากฏในคำฟ้องและคำร้องสอด รวมทั้งไม่เคยใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของแท้จริง ขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยให้การแก้คำร้องสอดว่า บ้านและที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนางสมจิตร วิจิตร ซึ่งเป็นภรรยาของจำเลยและเป็นมารดาของผู้ร้องสอด ต่อมาจำเลยและนางสมจิตรหย่ากัน โดยนางสมจิตรตกลงยกบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอด ขอให้พิพากษาว่าบ้านและที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นของผู้ร้องสอด ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและผู้ร้องสอดออกจากบ้านและที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 12 ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตามฟ้องของโจทก์ ให้จำเลยใช้เงินให้โจทก์จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้เงินให้โจทก์เดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินตามฟ้องโจทก์

จำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและผู้ร้องสอดว่า การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่าเมื่อจำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในวันที่ 15 สิงหาคม 2544 เมื่อถึงวันนัดทนายจำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 ตามสำเนาใบมรณะบัตรท้ายคำร้องและทนายจำเลยติดต่อให้นายสิทธิชัย ไชยนันท์ บุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายรับรองแล้วเข้าเป็นคู่ความแทน แต่นายสิทธิชัยอ้างว่าต้องให้ศาลมีหมายเรียกเสียก่อน ทนายจำเลยจึงขอให้ศาลออกหมายเรียกนายสิทธิชัยเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะ ศาลชั้นต้นสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาในวันเดียวกันนั้นว่า "จำเลยมรณะก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา จึงไม่อาจดำเนินการอ่านคำสั่งในวันนี้ได้ ให้รวมคำร้องส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป และส่งคำสั่งคืนศาลอุทธรณ์ด้วย ให้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ หากจะคัดค้านประการใดให้ยื่นภายใน 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำรอ้ง เมื่อครบกำหนดให้ส่งคำร้องต่อศาลอุทธรณ์" โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องของทนายจำเลยแล้วไม่ยื่นคำคัดค้าน แต่ศาลชั้นต้นก็มิได้ส่งคำร้องของทนายจำเลยไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาสั่ง จนกระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทำคำพิพากษาเสร็จแล้วส่งมาให้ศาลชั้นต้นอ่าน และศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 กรณีจึงถือไม่ได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทราบเรื่องจำเลยมรณะอันจะทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตามการที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไปโดยทราบอยู่แล้วว่าจำเลยมรณะและยังไม่มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจึงเป็นการไม่ชอบ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยและผู้ร้องสอด"

พิพากษาให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยทัศน์ บูรณุปกรณ์
ผู้ร้องสอด — นายสิทธิพร หรือดำรงเกียรติ ไชยนันท์
จำเลย — นายประสิทธิ์ ไชยนันท์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3484 -ที่ 3485/2548
#113232
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของจำเลยและของ บ. เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของโจทก์ แม้จะแบ่งแยกออกจากที่ดินของโจทก์ เป็นของ บ. ก่อนแล้วจึงแบ่งแยกที่ดินของ บ. เป็นของจำเลยภายหลัง ก็ไม่ทำให้ที่ดินของจำเลยไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของโจทก์มาแต่เดิมแต่อย่างใด ถือว่าที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นที่ดินที่มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนมาจาก ที่ดินแปลงเดียวกัน เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาท เป็นทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางกว้าง 3 วา ตลอดแนวที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้จากทิศตะวันออกไป จดทางด้านทิศตะวันตก ให้จำเลยรื้อรั้วและตัดต้นไม้ให้โจทก์ใช้ทางได้สะดวกหากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์รื้อและ ตัดต้นไม้ได้เอง โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนทางภาระจำยอม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นกว้าง 3.25 เมตร ทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 15704 ของจำเลยจาก ทิศตะวันออกตรงบริเวณที่ติดกับที่ดินของโจทก์ไปทิศตะวันตกตลอดแนวตามรูปแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หากมีรั้ว ต้นไม้หรือสิ่งกีดขวางทางดังกล่าวให้จำเลยรื้อถอนออกไป คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 4,500 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยเปิดทางกว้าง 3.25 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 15704 ของจำเลยตามแนวสีเขียวในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 โดยยาวตั้งแต่ทางหลวงแผ่นดินสายอยุธยา - อ่างทอง มาทางด้านทิศตะวันออกจนเลยหลักเขตที่ดินที่ ก.12127 ไปอีก 3.25 เมตร ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นขวางทางดังกล่าวออกไป ค่าฤชาธรรมเนียมทุกชั้นศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4376 ตำบลโพสะ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เดิมเป็นของนางม้วน ต่อมาตกเป็นของโจทก์โดยได้รับยกให้จากนางสงัด มารดาซึ่งได้รับมรดกจากนางม้วน ที่ดินแปลงดังกล่าวมีการแบ่งหักให้เป็นทางสาธารณะทางหลวงแผ่นดินสายอยุธยา - อ่างทอง ทางด้านทิศตะวันตกบางส่วนและแบ่งขายที่ดินด้านนี้ให้แก่นางฉลวย มารดาจำเลยบางส่วนด้วยซึ่งได้ออกเป็นโฉนด ที่ดินเลขที่ 9890 ต่อมานางฉลวยยกที่ดินที่ซื้อมาดังกล่าวให้แก่นางบุปผา และจำเลย ซึ่งได้มีการแบ่งแยกออกเป็นส่วนของจำเลยตามโฉนดที่ดินเลขที่ 15704 เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะทางหลวงแผ่นดินสายอยุธยา - อ่างทอง จำเลยได้เปิดทางพิพาทกว้าง 3.25 เมตร มีความยาวตลอดที่ดินของจำเลยทางด้านทิศใต้ของที่ดินของจำเลยซึ่งระบายสีเขียวในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในครั้งแรก มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นบนที่ดินของจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินของโจทก์เดิมก่อน แบ่งแยกขายให้แก่นางฉลวยมารดาจำเลยอยู่ติดทางสาธารณะทางหลวงแผ่นดินสายอยุธยา - อ่างทอง อยู่แล้ว แต่เมื่อแบ่งแยกขายให้แก่นางฉลวยดังกล่าวเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่โดยรอบจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะดังกล่าวได้ โดยที่ดินที่แบ่งขายให้แก่นางฉลวยนั้นต่อมาได้แบ่งแยกออกเป็น 2 แปลง ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้ง 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 15704 ของจำเลย และที่ดินโฉนดเลขที่ 9890 ของนางบุปผาซึ่งอยู่ติดกับ ที่ดินของจำเลยด้านทิศเหนือ กรณีของโจทก์ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 1350 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าที่ดิน แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน และไม่ต้องเสียค่าตอบแทน" โจทก์จึงมีสิทธิจะเรียกร้องเอาทางเดินจากที่ดินแปลงที่แบ่งแยกคือที่ดินของจำเลยหรือที่ดินของนางบุปผาซึ่งเดิมเป็น ที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของโจทก์ได้ จะเอาทางเดินจากที่ดินแปลงอื่นไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางพิพาท เป็นทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่สาธารณะทางหลวงแผ่นดินสายอยุธยา - อ่างทอง ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 15704 ของจำเลยแม้เดิมจะเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4376 ของโจทก์ แต่มิได้แบ่งแยกมาจากที่ดินของโจทก์ แต่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9890 ของนางบุปผา นอกจากนั้นโจทก์ก็สามารถเดินผ่าน เข้าออกที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้โดยผ่านที่ดินของนายแถม นางทองคำ และนางวันเพ็ญ ได้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 1350 แห่ง ป.พ.พ. โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกทางเดินตามมาตรานี้จากจำเลยได้นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติ มาตรา 1350 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าที่ดินที่มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนมาจากที่ดินแปลงเดียวกัน เป็นเหตุให้ที่ดินแปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เมื่อที่ดินของจำเลยและนางบุปผาก็คือที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของโจทก์ แม้จะแบ่งแยกออกจากที่ดินของโจทก์เป็นของนางบุปผาก่อนแล้วจึงแบ่งแยกที่ดินของนางบุปผาเป็นของจำเลย ภายหลัง ก็ไม่ทำให้ที่ดินของจำเลยไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของโจทก์มาแต่เดิมแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยได้?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนทร วิเศษสิทธิโชค
จำเลย — นางศรีไพร แก้วเกิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายสุนัย จันทร์อารี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงษ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา