คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3691/2548
#268219
เปิดฉบับเต็ม

กรุงเทพมหานครโจทก์ฟ้องเรียกค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มจากจำเลยรวมเป็นเงิน 49,680 บาท จึงเป็นคดีที่จำนวนทุนทรัพย์พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้จำเลยจะระบุจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ว่าเป็น 58,788 บาท แต่ทุนทรัพย์ที่จะพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 หมายถึงจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลภาษีอากร มิใช่จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ทั้งเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นภายหลังจากวันฟ้องก็ไม่อาจนำมารวมคิดเป็นทุนทรัพย์ได้ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของป้ายและไม่มีสิทธิรื้อถอนป้ายเพราะป้ายตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้วตามสัญญา อีกทั้งโจทก์ได้ให้สิทธิบริษัทอื่นใช้ป้ายโฆษณาไปแล้ว เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว

โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าภาษีป้าย จำเลยให้การว่าจำเลยได้สิทธิในการดูแลศาลาที่พักผู้โดยสารรวมถึงป้ายโฆษณาจากโจทก์ แต่ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญา และได้ทำสัญญาให้สิทธิแก่บริษัท จ. บริษัทดังกล่าวได้เข้าหาผลประโยชน์ในป้ายที่ติดอยู่ จำเลยมิได้เกี่ยวข้องในป้ายโฆษณาแล้ว ซึ่งตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 12 กำหนดให้ผู้เป็นเจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้าย แต่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้จำเลยต้องเสียภาษีป้ายโดยยังมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นเจ้าของป้ายหรือไม่ ดังนั้น เมื่อการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยจำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นเจ้าของป้ายหรือไม่ก่อน และคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาดังกล่าวก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินและจัดเก็บภาษีป้าย ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าและธุรกิจบริการต่าง ๆ และเป็นเจ้าของป้ายโฆษณา จำนวน 11 ป้าย ซึ่งติดตั้งไว้ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง จำเลยติดตั้งไว้เพื่อโฆษณาและหารายได้จากการประกอบกิจการค้าและบริการของจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ประจำปี 2544 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ทำการประเมินภาษีป้ายทั้ง 11 ป้ายของจำเลย ซึ่งเจ้าพนักงานของโจทก์ได้ทำการประเมินภาษีป้ายสำหรับป้ายดังกล่าวแล้ว คิดเป็นเงินภาษีป้ายประจำปี 2544 ทั้งสิ้น 41,400 บาท หลังจากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบโดยชอบแล้ว และภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับแจ้งการประเมิน จำเลยมิได้อุทธรณ์หรือโต้แย้งการประเมินและมิได้นำเงินค่าภาษีป้ายไปชำระแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินจำนวนเงินค่าภาษีดังกล่าวจึงเป็นภาษีค้างชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือนของเงินภาษีป้ายที่ค้างชำระจำนวน 41,400 บาท นับแต่วันที่ครบกำหนด 15 วัน หลังจากได้รับหนังสือแจ้งการประเมินคือนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2544 ถึงวันฟ้อง คิดเป็นเงินเพิ่ม 8,280 บาท รวมเป็นเงินเพิ่มและเงินค่าภาษีป้ายถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 49,680 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีป้ายพร้อมเงินเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 49,680 บาท กับเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีป้ายที่ค้างจำนวน 41,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้สิทธิในการดูแลและบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางรวมถึงป้ายโฆษณาจากโจทก์ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2541 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 สำนักงานจราจรและขนส่งกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหน่วยงานของโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาการให้สิทธิดังกล่าวแก่จำเลย ต่อจากนั้นโจทก์ได้ทำสัญญาให้สิทธิดูแลรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางซึ่งรวมถึงป้ายโฆษณาตามฟ้องแก่บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 และบริษัทดังกล่าได้เข้าหาผลประโยชน์ในป้ายที่ติดอยู่ ณ ศาลาที่พักผู้โดยสารแล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีป้ายดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีป้ายพร้อมเงินเพิ่มตามฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 49,680 บาท กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีป้ายที่ค้างชำระจำนวน 41,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยได้สิทธิในการดูแลและบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตามสัญญาฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2541 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 4 โดยจำเลยได้ผลประโยชน์จากการติดป้ายโฆษณา 11 ป้าย ตามฟ้องเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2543 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาการให้สิทธิดูแลและบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารแก่จำเลย และโจทก์ได้ทำสัญญาให้บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ได้รับสิทธิดูแลและบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางแทนจำเลยนับแต่วันที่ 5 เมษายน 2544 คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มจากจำเลยรวมเป็นเงิน 49,680 บาท จึงเป็นคดีที่จำนวนทุนทรัพย์พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้จำเลยจะระบุจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ว่าเป็นจำนวน 58,788 บาท ก็ตาม แต่ทุนทรัพย์ที่จะพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 หมายถึง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลภาษีอากร หาใช่จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่ ทั้งเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นภายหลังจากวันฟ้องก็ไม่อาจนำมารวมคิดเป็นทุนทรัพย์ได้ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของป้ายและไม่มีสิทธิรื้อถอนป้ายเพราะป้ายตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้วตามสัญญาอีกทั้งโจทก์ได้ให้สิทธิบริษัทอื่นใช้ป้ายโฆษณาไปแล้วเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลภาษีอากรกลางจะรับอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ไว้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยต้องชำระค่าภาษีป้ายให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในกรณีที่คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 แต่คดีนี้ได้ความว่า โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าภาษีป้าย จำเลยให้การว่าจำเลยได้สิทธิในการดูแลศาลาที่พักผู้โดยสารรวมถึงป้ายโฆษณาจากโจทก์ แต่ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลย และได้ทำสัญญาให้สิทธิแก่บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทดังกล่าวได้เข้าหาผลประโยชน์ในป้ายที่ติดอยู่ ณ ศาลาที่พักผู้โดยสารแล้ว คดีไม่มีการสืบพยานโดยคู่ความต่างรับข้อเท็จจริงกันว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลย และได้ทำสัญญาให้สิทธิแก่บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด ไปแล้ว ปรากฏตามสัญญาให้สิทธิและดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 250 หลัง เอกสารหมาย ล.2 ตามคำคู่ความและคำแถลงที่คู่ความรับกันได้ความว่าจำเลยมิได้เกี่ยวข้องในป้ายโฆษณาเนื่องจากโจทก์บอกเลิกสัญญาและมีบริษัทอื่นเข้าหาผลประโยชน์จากป้ายดังกล่าวตามกำหนดที่โจทก์ให้สิทธิไปแล้ว ซึ่งตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 12 กำหนดให้ผู้เป็นเจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้าย แต่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้จำเลยต้องเสียภาษีป้ายโดยยังมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นเจ้าของป้ายหรือไม่ ดังนั้น เมื่อการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยจำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นเจ้าของป้ายหรือไม่ก่อน และคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาดังกล่าวก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาในปัญหาว่าจำเลยเป็นเจ้าของป้ายหรือไม่แล้วพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — บริษัทแปซิฟิคแบรนด์ส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3691/2548
#271727
เปิดฉบับเต็ม

ทุนทรัพย์ที่จะพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 25 หมายถึง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลภาษีอากร หาใช่จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่ การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มจากจำเลยรวมเป็นเงิน 49,680 บาท แม้จะระบุจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ว่าเป็นจำนวน 58,788 บาท ก็ตาม ทุนทรัพย์ที่พิพาทคือ 49,680 บาท มิใช่ 58,788 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีป้ายพร้อมเงินเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 49,680 บาท กับเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีป้ายที่ค้างจำนวน 41,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีป้ายพร้อมเงินเพิ่มตามฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 49,680 บาท กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีป้ายที่ค้างชำระจำนวน 41,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มจากจำเลยรวมเป็นเงิน 49,680 บาท จึงเป็นคดีที่จำนวนทุนทรัพย์พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้จำเลยจะระบุจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ว่าเป็นจำนวน 58,788 บาท ก็ตาม แต่ทุนทรัพย์ที่จะพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 หมายถึงจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลภาษีอากร หาใช่จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่ ทั้งเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นภายหลังจากวันฟ้องก็ไม่อาจนำมารวมคิดเป็นทุนทรัพย์ได้ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของป้ายและไม่มีสิทธิรื้อถอนป้ายเพราะป้ายตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้วตามสัญญา อีกทั้งโจทก์ได้ให้สิทธิบริษัทอื่นใช้ป้ายโฆษณาไปแล้ว เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลภาษีอากรกลางจะรับอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ไว้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลย..."

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาในปัญหาว่าจำเลยเป็นเจ้าของป้ายหรือไม่แล้วพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — บริษัทแปซิฟิคแบรนด์ส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3687/2548
#271697
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นผู้ขนส่งซึ่งมีบริษัท ท. เป็นตัวแทน โจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นตัวแทนทำสัญญารับขนของทะเลกับโจทก์แทนบริษัท ท. ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศอันจะทำให้จำเลยต้องรับผิดแต่ลำพังตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยต้องรับผิดตามบทบัญญัติมาตรา 824 ได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยตกลงตอบรับการขนส่งสินค้าดังกล่าวโดยออกใบรับสินค้าให้แก่โจทก์ และตกลงว่าบริษัท ท. ตัวแทนของจำเลยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะส่งมอบสินค้าได้ก็ต่อเมือบริษัท บ. เวนคืนต้นฉบับใบรับสินค้า ใบกำกับราคาสินค้า และใบบรรจุหีบห่อให้แก่ตัวแทนของจำเลย ปรากฏว่าบริษัท ท. ได้กระทำการโดยประมาทส่งมอบสินค้าโดยมิได้เรียกให้บริษัท บ. เวนคืนต้นฉบับใบรับสินค้า ใบกำกับราคาสินค้า และใบบรรจุหีบห่อ หรือให้หาหลักประกันอันสมควรไว้ก่อน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้า อันเป็นการละเมิดและผิดสัญญารับขนส่งต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 11,131.93 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ประกอบกิจการเป็นผู้ขนส่ง และไม่ได้ตกลงหรือเคยตกลงรับจ้างขนส่งสินค้าพิพาทตามฟ้องแต่อย่างใด ความจริงจำเลยเป็นเพียงตัวแทนในประเทศไทยของบริษัท ท. ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,413 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ส่งสินค้าเฟอร์นิเจอร์โต๊ะใช้ในครัวเรือนจำนวน 78 ตัว ราคาตัวละ 133.50 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 10,413 ดอลลาร์สหรัฐ ไปให้บริษัท บ. ผู้ซื้อสินค้าที่ประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัท ท. ผู้ขนส่งได้ออกใบรับสินค้า (Cargo Receipt) ให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยลงชื่อในฐานะตัวแทนของผู้ขนส่ง แต่มีการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งไปโดยมิได้เรียกให้เวนคืนต้นฉบับใบรับสินค้าและเอกสารประกอบคือ ใบกำกับราคาสินค้า (Commercial invoice) และใบบรรจุหีบห่อ (Packing List) หรือให้ผู้รับตราส่งหาหลักประกันอันสมควรให้ไว้ก่อนทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระราคาสินค้า คดีมีปัญหาประการแรกตามอุทธรณ์จำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นผู้ขนส่งซึ่งมีบริษัท ท. เป็นตัวแทน โจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นตัวแทนทำสัญญารับขนของทางทะเลกับโจทก์แทนบริษัท ท. ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ อันจะทำให้จำเลยต้องรับผิดแต่ลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยต้องรับผิดตามบทบัญญัติมาตรา 824 ดังกล่าวได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางปะกงวู๊ด จำกัด
บริษัทโอเรียนสตาร์ อินเตอร์
จำเลย — เนชั่นแนล โลจีสติคส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กนก อินทรัมพรรย์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2548
#113323
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของรถยนต์คันที่เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยหรือไม่ ซึ่งจำเลยได้ยอมรับข้อเท็จจริงในคำให้การและฟ้องแย้งแล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานโดยมิได้กำหนดข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นประเด็นข้อพิพาท ทนายจำเลยซึ่งไปศาลในวันชี้สองสถานก็มิได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงยุติตามนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 แม้จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันชี้สองสถานเพราะเพิ่งทราบว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของรถคู่กรณี แต่คำร้องขอแก้ไขก็มิได้ปฏิเสธฟ้องโจทก์ที่ว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ตู้นั่ง 4 ตอน ดังนั้น การขอแก้ไขในประเด็นที่จำเลยยอมรับและยุติไปแล้วไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากวันชี้สองสถาน จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะด้วยความประมาท เฉี่ยวชนรถตู้นั่ง 4 ตอน หมายเลขทะเบียน 8 ย - 1678 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของรถตู้ หมายเลขทะเบียน 8 ย - 1678 กรุงเทพมหานคร จริง เหตุรถเฉี่ยวชนกันไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลย แต่เกิดจากความประมาทของนายอนุชา ผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 และเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองและบังคับให้โจทก์ที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2542 และสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 3 ปาก

ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2544 ทนายจำเลยได้ไปขอสำเนาจดทะเบียนรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน 8 ย - 1678 กรุงเทพมหานคร จากสำนักงานทะเบียนกรมการขนส่งทางบก จึงพบว่าขณะเกิดเหตุและฟ้องคดีนี้รถยนต์คันดังกล่าวยังไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ขอแก้ไขคำให้การว่า ในขณะเกิดเหตุและฟ้องคดีนี้โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ย - 1678 กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยผู้ทำให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์คันดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่แสดงเหตุที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 7 วัน กรณีไม่มีเหตุสมควรและไม่ใช่เป็นการแก้ไขเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย จึงไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและไม่อนุญาตให้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นอกจากคำให้การที่จำเลยเสนอต่อศาลชั้นต้นแต่แรกเป็นการยอมรับว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน 8 ย - 1678 กรุงเทพมหานครแล้ว ฟ้องแย้งของจำเลยยังกล่าวอ้างว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 1 เพื่อให้โจทก์ที่ 1 ต้องรับผิดต่อจำเลย เพราะเหตุที่รถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยอีกด้วย อันเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานโดยมิได้กำหนดข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นประเด็นข้อพิพาท ทนายจำเลยซึ่งไปศาลในวันชี้สองสถานก็มิได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวหรือไม่ เป็นอันยุติไปตามนั้น ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 แม้จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันชี้สองสถานเพราะเพิ่งพบว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ คู่กรณี แต่คำร้องขอแก้ไขก็มิได้ปฏิเสธฟ้องโจทก์ที่ว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ตู้นั่ง 4 ตอน การขอแก้ไขในประเด็นที่จำเลยยอมรับและยุติไปแล้วดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากวันชี้สองสถาน จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนูญ บุญประเทศ กับพวก
จำเลย — นายเทวัน โฆษิตชัยมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางพยางคศิริ วิทยาผาสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2548
#271634
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและเจ้าของรถยนต์ตู้คันที่จำเลยขับรถยนต์กระบะชนได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองและเจ้าของรถยนต์ตู้ ศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานโดยมิได้กำหนดข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นประเด็นข้อพิพาท ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองและเจ้าของรถยนต์ตู้หรือไม่เป็นอันยุติตามนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 การที่จำเลยยื่นคำร้องในเวลาต่อมาว่า เพิ่งทราบว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ตู้ จึงขอแก้ไขคำให้การใหม่ว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ แต่คำร้องก็มิได้ปฏิเสธในข้อที่ว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ตู้ การขอแก้ไขคำให้การภายหลังวันชี้สองสถานในประเด็นที่จำเลยยอมรับและยุติไปแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ศาลจึงไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การและไม่อนุญาตให้จำเลยยืนบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของรถยนต์ตู้นั่ง 4 ตอน หมายเลขทะเบียน 8 ย - 1678 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 จำเลยขับรถยนต์กระบะส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน ม - 6897 พระนครศรีอยุธยา ด้วยความประมาท เฉี่ยวชนรถตู้ของโจทก์ที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของรถตู้ตามฟ้องจริง เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 และเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และบังคับให้โจทก์ที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 3 ปาก

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยตรวจพบว่าขณะเกิดเหตุและฟ้องคดีนี้รถยนต์คันดังกล่าวยังไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ขอแก้ไขคำให้การว่า ในขณะเกิดเหตุและฟ้องคดีนี้โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ย - 1678 กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยผู้ทำให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์คันดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะแก้ไขคำให้การที่เสนอต่อศาลชั้นต้นแต่แรกภายหลังวันชี้สองสถานตามคำร้องของจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า นอกจากคำให้การที่จำเลยเสนอต่อศาลชั้นต้นแต่แรกเป็นการยอมรับว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน 8 ย - 1678 กรุงเทพมหานครแล้ว ฟ้องแย้งของจำเลยยังกล่าวอ้างว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 1 เพื่อให้โจทก์ที่ 1 ต้องรับผิดต่อจำเลย เพราะเหตุที่รถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยอีกด้วย อันเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานโดยมิได้กำหนดข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นประเด็นข้อพิพาท ทนายจำเลยซึ่งไปศาลในวันชี้สองสถานก็มิได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวหรือไม่ เป็นอันยุติไปตามนั้น ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 แม้จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันชี้สองสถานเพราะเพิ่งพบว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คู่กรณี แต่คำร้องขอแก้ไขก็มิได้ปฏิเสธว่าฟ้องโจทก์ที่ว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ตู้นั่ง 4 ตอน ดังนั้น การขอแก้ไขในประเด็นที่จำเลยยอมรับและยุติไปแล้วไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากวันชี้สองสถานจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การและไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนูญ บุญประเทศ กับพวก
จำเลย — นายเทวัน โฆษิตชัยมงคล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3679/2548
#267990
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 18.10 โดยไม่ระมัดระวังปล่อยให้ พ. บุตรชายนำรถยนต์คันดังกล่าวที่โจทก์รับประกันภัยไว้ออกไปขับและยอมให้ บ. ซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นผู้ขับรถ ทั้งตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์บังคับให้จำเลยรับผิดในฐานผิดสัญญาประกันภัย มิใช่เป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 31 โจทก์ซึ่งได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 121,428 บาท ให้แก่ทายาทของผู้ประสบภัยและผู้ประสบภัยไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 19 และไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามมาตรา 16

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บ-1573 ร้อยเอ็ด ไว้จากจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มีระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้ปกครองนายพิทักษ์ชน สมเพชร กับเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บ-1573 ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 เวลา 0.15 นาฬิกา (ที่ถูกประมาณ 23 นาฬิกา) นายบรม ผดุงศักดิ์หรือผดุงสัตย์ เพื่อนนายพิทักษ์ชนขับรถยนต์กระบะดังกล่าวไปตามถนนสายร้อยเอ็ด-เสลภูมิ มุ่งหน้าไปทางจังหวัดร้อยเอ็ด ถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 16 ถึง 17 โดยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง ด้วยความเร็วสูงเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดในเวลากลางคืน จนไม่สามารถควบคุมรถได้ทำให้รถยนต์กระบะคันดังกล่าวตกจากถนนพุ่งชนต้นไม้ข้างทางรถยนต์กระบะได้รับความเสียหาย นายบรม กับนายณัฐพลหรือนัฐพร เวียงนนท์ ซึ่งโดยสารมาในรถถึงแก่ความตาย นายพิทักษ์ชน นายรักษ์ชูเกียรติ ชมภูแดง นายจตุรภูมิ สุวรรณพันธ์ และนายสุรชาติ ลาภอาสา ซึ่งโดยสารมาในรถเช่นกันได้รับอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุจำเลยแจ้งสำนักงานโจทก์สาขาร้อยเอ็ดว่า นายบรมผู้ขับรถไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์อันเป็นการผิดเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 18.10 จำเลยประสงค์ให้โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัยไปก่อนแล้วจำเลยจะจ่ายเงินดังกล่าวคืนภายใน 7 วัน ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 19 ข้อสัญญาพิเศษ ต่อมาวันที่ 2 เมษายน 2542 สำนักงานประกันภัยจังหวัดร้อยเอ็ดสั่งให้โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้บาดเจ็บและทายาทผู้ตายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 121,428 บาท และโจทก์ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2542 ซึ่งจำเลยมีความรับผิดต้องชดใช้คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 130,460 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 121,428 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัยจากรถโดยจะยกเอาข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 18.10 กรณีผู้ขับรถไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์มาปฏิเสธความรับผิดมิได้ เพราะขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 16 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทราบแล้วว่าผู้ขับรถไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์ แต่โจทก์ยินยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัย จึงฟ้องบังคับจำเลยไม่ได้ ทั้งกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 19 ข้อสัญญาพิเศษ ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 16 เช่นกัน โจทก์มิได้บอกกล่าวทวงถามจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 121,428 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 9,032 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ-1573 ร้อยเอ็ด จากจำเลยผู้เอาประกันภัย เริ่มต้นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.3 มีข้อตกลงในข้อ 18 ว่า ข้อยกเว้น การประกันภัยไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 18.10 การขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่ใด ๆ หรือเคยได้รับแต่ถูกตัดสิทธิตามกฎหมาย หรือใช้ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ไปขับขี่รถยนต์ และในข้อ 19 ว่า ข้อสัญญาพิเศษ ภายใต้จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ระบุไว้ในตาราง บริษัทจะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์ประกันภัย หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย หรือเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์นี้ เว้นแต่ข้อ 18.1 ถึง 18.6 เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์นี้ เมื่อบริษัทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว แต่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์นี้ต่อผู้เอาประกันภัย เพราะกรณีดังกล่าวข้างต้นนั้นซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย ผู้เอาประกันภัยต้องใช้จำนวนเงินที่บริษัทได้จ่ายไปนั้นคืนให้บริษัทภายใน 7 วัน ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 นายบรม ผดุงศักดิ์หรือผดุงสัตย์ ซึ่งไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์และเป็นเพื่อนของนายพิทักษ์ชน สมเพชร บุตรชายจำเลยได้ขับรถยนต์ดังกล่าวโดยประมาทตกจากถนนไปชนต้นไม้ข้างทางเป็นเหตุให้นายบรมกับนายณัฐพลหรือนัฐพร เวียงนนท์ ซึ่งโดยสารมาในรถถึงแก่ความตาย ส่วนนายพิทักษ์ชน นายรักษ์ชูเกียรติ ชมภูแดง นายจตุรภูมิ สุวรรณพันธ์ และนายสุรชาติ ลาภอาสา ซึ่งโดยสารมาในรถเช่นเดียวกันได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2542 โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 121,428 บาท ให้แก่ทายาทของผู้ประสบภัยและผู้ประสบภัยดังกล่าว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยใช้เงินจำนวนที่โจทก์จ่ายไปคืนหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 16 ที่บัญญัติว่า "บริษัทจะยกเอาเหตุแห่งความไม่สมบูรณ์หรือการฝ่าฝืนเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยระหว่างบริษัทกับเจ้าของรถ หรือการได้บอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยกับเจ้าของรถเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ประสบภัยในการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นมิได้ เว้นแต่บริษัทได้มีหนังสือแจ้งการบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยให้เจ้าของรถและนายทะเบียนทราบล่วงหน้า นั้นเป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้ผู้รับประกันภัยยกเหตุแห่งเงื่อนไขข้อตกลงของกรมธรรม์ประกันภัยระหว่างผู้รับประกันภัยกับเจ้าของรถเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ประสบภัยเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนกรณีที่มีการกำหนดเงื่อนไขความรับผิดของผู้รับประกันภัยกับเจ้าของรถในกรณีอื่น ๆ ย่อมไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามมาตรา 16 ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 18.10 ดังกล่าว โดยไม่ระมัดระวังปล่อยให้นายพิทักษ์ชนบุตรชายนำรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ออกไปขับและยอมให้นายบรมซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดเหตุ ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดในฐานผิดสัญญาประกันภัย มิใช่เป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่ประการใด โจทก์ซึ่งได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 121,428 บาท ให้แก่ทายาทของผู้ประสบภัยและผู้ประสบภัยไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 19"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 16 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมภาร สมเพชร
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ปัญญา ถนอมรอด
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3662 -ที่ 3663/2548
#113288
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่ ล. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการเขตตลิ่งชันจะลงลายมือชื่อและประทับตราสำนักงานเขตตลิ่งชัน ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1658 (4) บัญญัติ ล. ได้ดำเนินการให้แก้ไขพินัยกรรมที่พิมพ์ผิดพลาดโดยใช้ยาลบหมึกกลบถ้อยคำแล้วพิมพ์ใหม่เป็นต้นฉบับหรือคู่ฉบับ แก้ไขชื่อจาก "นายสัมพันธ์" เป็น "นายสมพันธ์" เพื่อให้ถูกต้องตามความจริง โดยผู้ทำพินัยกรรม (นายสัมพันธ์) และพยานรู้เห็น จากนั้น ล. จึงลงลายมือชื่อและประทับตราสำนักงานเขตตลิ่งชัน ดังนี้ ไม่ถือว่าเป็นการขูด ลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรม จึงไม่จำต้องให้ผู้ทำพินัยกรรม พยาน และ ล. ลงลายมือชื่อกำกับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1658 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกนายฐานุตร์ โจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 นางสาวพรรณทิภา โดยนางรัชนีผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมพันธ์ร่วมกับผู้อื่นปลอมพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายสมพันธ์ โดยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในพินัยกรรมจากเดิม "นายสัมพันธ์" เป็น "นายสมพันธ์" พินัยกรรมจึงไม่สมบูรณ์และเป็นโมฆะเพราะนายสมพันธ์ไม่ลงลายมือชื่อกำกับไว้ พยานสองคนผู้ลงลายมือชื่อรับรองพินัยกรรมมิได้ลงลายมือชื่อพร้อมกันต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรม ลายมือชื่อนายสมพันธ์ในพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อปลอมและนายสมพันธ์มิได้ร่วมรู้เห็นในการทำพินัยกรรมดังกล่าว ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายสมพันธ์ไม่สมบูรณ์เป็นโมฆะ และเพิกถอนทำลายพินัยกรรมดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 600 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การใช้ยาลบหมึกลบถ้อยคำแล้วพิมพ์ใหม่ว่า เป็นต้นฉบับหรือคู่ฉบับ และแก้ไขจากชื่อนายสัมพันธ์เป็นนายสมพันธ์ในพินัยกรรม เป็นการแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตรงตามความจริงเท่านั้น นอกจากนี้การใช้ยาลบหมึกลบถ้อยคำและการแก้ไขชื่อก็ได้กระทำโดยผู้ทำพินัยกรรมและพยานรู้เห็นทั้งกระทำก่อนที่จะเสร็จสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง กล่าวคือ ก่อนที่นางลักษณาซึ่งปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขตตลิ่งชันจะลงลายมือชื่อและประทับตราสำนักงานเขตตลิ่งชันเป็นสำคัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 1658 (4) ดังนี้ไม่ถือว่าเป็นการขูด ลบ ตก เติมหรือการแก้ไขอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมจึงไม่จำต้องให้ผู้ทำพินัยกรรม พยานและนางลักษณาซึ่งปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขตตลิ่งชันลงลายมือชื่อกำกับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1658 วรรคสอง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1658
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฐานุตร์ กรรณภูติ กับพวก
จำเลย — นางรัชนี กรรณภูติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3654/2548
#266303
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ทันทีที่บุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แต่จำเลยทำร้ายร่างกาย ผู้เสียหายที่ 2 หลังจากที่จำเลยถามหาผู้เสียหายที่ 1 แล้วผู้เสียหายที่ 2 ตอบว่าผู้เสียหายที่ 1 ไปธุระนอกบ้าน แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาแต่แรกที่จะเข้าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เจตนาที่จะบุกรุกบ้านของผู้เสียหายที่ 1 กับเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จึงแยกจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91, 295, 364, 365 (3)

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำร้ายร่างกาย แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาบุกรุก และเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295, 365 (3) (ที่ถูกมาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 364) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานบุกรุกในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านซึ่งชั้นล่างทำเป็นร้านขายอาหารของผู้เสียหายที่ 1 แล้วขึ้นไปชั้นบนของบ้านถามหาผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ตอบว่าผู้เสียหายที่ 1 ไปธุระนอกบ้าน จำเลยก็ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เห็นว่า เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยถามหาผู้เสียหายที่ 1 ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 2 พูดกับจำเลยว่า ผู้เสียหายที่ 1 ไปธุระนอกบ้าน จำเลยก็ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จำเลยมิได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ทันทีที่พบ เพิ่งจะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 หลังจากที่ผู้เสียหายที่ 2 พูดกับจำเลยแล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะบุกรุกบ้านของผู้เสียหายที่ 1 และเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 แยกจากกัน โดยจำเลยมิได้มีเจตนาแต่แรกที่จะเข้าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืน ให้ลงโทษจำเลย จำคุก 4 เดือน ฐานทำร้ายร่ายกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้ลงโทษกักขังมีกำหนด 3 เดือน แทนโทษจำคุก ตาม ป.อ. มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 295 ม. 365 (3) ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายหุ่งหรือหยอง เลวัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายอำนาจ อาดำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3654/2548
#272021
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ทันทีที่บุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แต่จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 หลังจากที่จำเลยถามหาผู้เสียหายที่ 1 แล้วผู้เสียหายที่ 2 ตอบว่าผู้เสียหายที่ 1 ไปธุระนอกบ้าน แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาแต่แรกที่จะเข้าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เจตนาที่จะบุกรุกบ้านของผู้เสียหายที่ 1 กับเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จึงแยกจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านพัก อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางอุทัยวรรณ์หรืออุทัยวรรณ ขวัญดี ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร หลังจากที่จำเลยบุกรุกเคหสถานดังกล่าวแล้วจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยบริเวณใบหน้าของนายสมเจตน์ สุวรรณไตรย์ ผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง แล้วใช้วัตถุของแข็งไม่ปรากฏชัดว่าเป็นสิ่งใดตีถูกบริเวณศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 อีกหลายครั้ง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 364, 365 (3)

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำร้ายร่างกาย เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจึงรับสารภาพว่าได้กระทำผิดตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (3) (ที่ถูกมาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 364) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านซึ่งชั้นล่างทำเป็นร้านขายอาหารของผู้เสียหายที่ 1 แล้วขึ้นไปชั้นบนของบ้านถามหาผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ตอบว่า ผู้เสียหายที่ 1 ไปธุระนอกบ้าน จำเลยก็ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เห็นว่า เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยถามหาผู้เสียหายที่ 1 ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 2 พูดกับจำเลยว่าผู้เสียหายที่ 1 ไปธุระนอกบ้าน จำเลยก็ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จำเลยมิได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ทันทีที่พบ เพิ่งจะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 หลังจากที่ผู้เสียหายที่ 2 พูดกับจำเลยแล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะบุกรุกและเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 แยกจากกัน โดยจำเลยมิได้มีเจตนาแต่แรกที่จะเข้าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...ฯลฯ...แต่อย่างไรก็ดี โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดมาในแต่ละกระทงความผิดนั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืน ให้ลงโทษจำเลย จำคุก 4 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้ลงโทษกักขังมีกำหนด 3 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 295 ม. 364 ม. 365 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายหุ่งหรือหยอง เลวัน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3643/2548
#113233
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้เงินที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ มีข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในหนังสือสัญญากู้เงินระบุ ความว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ในอัตราในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้และผู้กู้ ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของธนาคาร ฯ สัญญาข้อนี้เป็นข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในระหว่างสัญญาโดยอนุวัตตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้ธนาคารโจทก์เรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี โดยไม่มีข้อกำหนดให้ต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยแต่ประการใด อัตราดอกเบี้ยตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามหนังสือสัญญากู้เงินไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว การทำสัญญากู้ยืมเงินของโจทก์และจำเลยเป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญาและอยู่ในกรอบที่ประกาศกระทรวงการคลังกำหนด จึงไม่ตกเป็นโมฆะ และแม้ขณะทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจะมีประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ต่ำกว่าอัตราที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าประกาศของโจทก์ไม่ได้ก็ตาม ก็ได้ความว่าในทางปฏิบัติจริง โจทก์คิดดอกเบี้ยและปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอยู่ภายในกรอบแห่งประกาศธนาคารโจทก์ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลบังคับกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 192,200.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 171,965.12 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือ ชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 173,338.11 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 171,965.12 บาท นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13173 พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดชำระหนี้ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตาม ทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกู้เงินจากโจทก์ 200,000 บาท ตกลงยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่โจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราที่กำหนดไว้ดังกล่าวตามประกาศของโจทก์โดยไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้า โดยจะผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,600 บาท ทุกวันที่ทำสัญญาของทุกเดือน นับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ทำสัญญาเป็นต้นไปและจะชำระหนี้ให้เสร็จภายใน 19 ปี นับแต่วันทำสัญญา ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ ในขณะทำสัญญากู้เงินโจทก์ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ไว้ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 19 ต่อปี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินตกเป็นโมฆะเนื่องจากเกินกว่า อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงิน ที่จำเลยทำไว้ กับโจทก์ ซึ่งข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวข้อ 1 ระบุความว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งผู้ให้กู้ อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ใน อัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของธนาคารฯ สัญญาข้อนี้เป็นข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในระหว่างสัญญาโดยอนุวัตตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้ธนาคารโจทก์เรียกดอกเบี้ยจาก ผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี โดยไม่มีข้อกำหนดให้ต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยแต่ประการใด อัตราดอกเบี้ยตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามหนังสือสัญญากู้เงินไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว การทำสัญญากู้ยืมเงินของโจทก์และจำเลยเป็นไปตามเจตนาของ คู่สัญญาและอยู่ในกรอบที่ประกาศกระทรวงการคลังกำหนด จึงไม่ตกเป็นโมฆะ และแม้ขณะทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จะมีประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ต่ำกว่าอัตราที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าประกาศของโจทก์ไม่ได้ก็ตามก็ได้ความว่าในทางปฏิบัติจริง โจทก์คิดดอกเบี้ย และปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอยู่ภายในกรอบแห่งประกาศธนาคารโจทก์ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลบังคับกันได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารโจทก์เป็นการไม่ชอบ จึงเป็นโมฆะและกำหนดดอกเบี้ยใหม่เป็นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 192,200.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 171,965.12 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 พฤศจิกายน 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 150 ม. 654
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายสมคิด เลียงผา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3636/2548
#271724
เปิดฉบับเต็ม

เงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 112 จัตวา มิใช่ดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทั้งมาตราดังกล่าวมิใช่บทกฎหมายใกล้เคียงอันจะนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ โจทก์ไม่อาจนำเงินที่ผู้ค้ำประกันชำระมาหักชำระหนี้เพิ่มค่าอากรก่อนได้ กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย หนี้ถึงกำหนดชำระพร้อมกัน หนี้ค่าอากรเป็นรายที่ตกหนักที่สุดย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้นำเงินของผู้ค้ำประกันไปหักชำระค่าอากรก่อนเป็นการชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าอากรและเงินเพิ่มจำนวน 26,371.78 บาท แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากยอดอากรค้างชำระจำนวน 18,441.72 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 18,441.72 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2539 จำเลยนำเข้าสินค้าเม็ดพลาสติก โดยยื่นใบขนสินค้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม สำแดงว่าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อผลิตเพื่อการส่งออก ราคาสินค้าตามที่สำแดงจำนวน 448,861 บาท คิดเป็นอากรขาเข้า 134,658 บาท จำเลยขอให้ใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย จำกัด ค้ำประกันแทนการชำระค่าภาษีอากรที่ต้องเสีย เป็นเงิน 162,000 บาท ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มจำเลยชำระแล้ว เจ้าหน้าที่โจทก์รับหนังสือค้ำประกันและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2539 ต่อมาจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขคือไม่นำสินค้าดังกล่าวไปใช้ในการผลิตเพื่อส่งออกภายในกำหนด 1 ปี โจทก์แจ้งให้จำเลยนำค่าอากรมาชำระ ธนาคารส่งเงินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 โจทก์นำเงินดังกล่าวจำนวน 162,000 บาท มาหักออกจากเงินเพิ่มที่จำเลยต้องชำระคำนวณถึงวันที่ธนาคารส่งเงินเป็นเวลา 34 เดือน จำนวน 45,783.72 บาท แล้วนำเงินที่เหลือหักชำระเป็นค่าอากรจำนวน 116,216.28 บาท ซึ่งไม่คุ้มค่าอากรคงเหลือจำนวนอากรที่ต้องชำระอีก 18,441.72 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยนำเงินค่าอากรที่ค้างพร้อมเงินเพิ่มมาชำระ จำเลยได้รับแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินที่ผู้ค้ำประกันนำมาชำระไปหักชำระหนี้ค่าอากรก่อนเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า เงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตาม 112 จัตวา มิใช่ดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทั้งมาตราดังกล่าวหาใช่บทกฎหมายใกล้เคียงที่จะนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ โจทก์ไม่อาจนำเงินที่ผู้ค้ำประกันชำระหนี้เงินเพิ่มค่าอากรก่อนได้ กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย หนี้ถึงกำหนดชำระพร้อมกัน หนี้ค่าอากรเป็นรายที่ตกหนักที่สุดย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินของผู้ค้ำประกันไปหักชำระค่าอากรก่อนเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 วรรคสอง ม. 329 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทบางกอกดีทอย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3635/2548
#113287
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มาตรา 3 แสดงโดยแจ้งชัดว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ใดหากไม่เข้าลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน (1) ถึง (5) ว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรแล้ว จึงให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ใน (6) ต่อไปว่าการขายนั้นได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์มาหรือไม่ หากเป็นการขายภายในระยะเวลาดังกล่าวก็ให้ถือว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไร เมื่อจำเลยรับว่าที่ดินแปลงที่โจทก์ขายเป็นที่ดินที่ใช้ในเกษตรกรรมต้องตามความใน (5) แล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยการขายตามหลักเกณฑ์ใน (6) อีก

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพชรา ทองคุ้ม
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประจง พันธุ์ประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3635/2548
#267988
เปิดฉบับเต็ม

การขายอสังหาริมทรัพย์รายใดหากไม่เข้าลักษณะตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (1) ถึง (5) ว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรแล้ว จึงจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ใน (6) ต่อไปว่าการขายนั้นได้กระทำภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์มาหรือไม่ หากเป็นการขายภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ให้ถือว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรอันพึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ดังนั้น เมื่อที่ดินแปลงที่โจทก์ขายเป็นที่นาที่ใช้ในเกษตรกรรมซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการแต่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามความใน (5) ที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ใน (6) อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 จำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจากการที่โจทก์ขายที่นาโฉนดเลขที่ 20085 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ที่บิดายกให้เมื่อปี 2536 แก่บริษัทผลิตภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง จำกัด ในปี 2539 รวมทั้งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นเป็นเงิน 590,287.50 บาท ทั้งที่เป็นการขายที่ดินที่โจทก์ใช้ในเกษตรกรรมซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีประเภทดังกล่าวตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 โจทก์จึงอุทธรณ์คัดค้าน แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพียงแต่วินิจฉัยให้งดเบี้ยปรับ และลดภาษีส่วนท้องถิ่นโดยยังคงเรียกเก็บอีก 293,287.50 บาท จึงขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

จำเลยให้การว่า แม้ที่ดินที่โจทก์ขายจะเป็นที่นาที่โจทก์ใช้ในเกษตรกรรมแต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ขายภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโอนมาจากบิดาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามความในมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่โจทก์กล่าวอ้างเพราะถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ รวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าว โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์ขายที่นาโฉนดเลขที่ 20085 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งโจทก์ใช้ในเกษตรกรรมแก่บริษัทผลิตภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง จำกัด ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโอนมาจากบิดา จำเลยจึงประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การขายที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า ความในมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับนี้กำหนดว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรมีดังต่อไปนี้ (5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น..." เนื้อความในกฎหมายแสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดว่าการขายอสังหาริมทรัพย์รายใดหากไม่เข้าลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน (1) ถึง (5) ว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรแล้ว จึงให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ใน (6) ต่อไปว่าการขายนั้นได้กระทำภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์มาหรือไม่ หากได้ความว่าเป็นการขายภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ให้ถือว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรอันพึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ดังนั้น เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าที่ดินแปลงที่โจทก์ขายเป็นที่นาที่ใช้ในเกษตรกรรมซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการแต่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามความใน (5) ที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ใน (6) อีก คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพชรา ทองคุ้ม
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3635/2548
#271723
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขายที่นาที่ใช้ในเกษตรกรรมให้แก่ พ. ภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้รับโอนมาจากบิดาตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)ฯ มาตรา 3 กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป.รัษฎากรฯ มีดังต่อไปนี้...(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เนื้อความในกฎหมายแสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดว่าการขายอสังหาริมทรัพย์รายใดหากไม่เข้าลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน (1) ถึง (5) ว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรแล้ว จึงให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ใน (6) ต่อไปว่า การขายนั้นได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์มาหรือไม่ หากได้ความว่าเป็นการขายภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ให้ถือว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรอันพึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ถือเป็นการขายที่ดินที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการ แต่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม (5) ที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ใน (6) อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 จำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจากการที่โจทก์ขายที่นา รวมทั้งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นเป็นเงิน 590,287.50 บาท ทั้งที่เป็นการขายที่ดินที่โจทก์ใช้ในเกษตรกรรมซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี โจทก์จึงอุทธรณ์คัดค้าน แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพียงแต่วินิจฉัยให้งดเบี้ยปรับ และลดภาษีส่วนท้องถิ่นโดยยังคงเรียกเก็บอีก 293,287.50 บาท จึงขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ รวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์ขายที่นาโฉนดเลขที่ 20085 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งโจทก์ใช้ในเกษตรกรรมแก่บริษัทผลิตภันฑ์และวัสดุก่อสร้างจำกัด ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโอนมาจากบิดา จำเลยจึงประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การขายที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า ความในมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับนี้ กำหนดว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรมีดังต่อไปนี้...(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น..." เนื้อความในกฎหมายแสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดว่าการขายอสังหาริมทรัพย์รายใดหากไม่เข้าลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน (1) ถึง (5) ว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรแล้ว จึงให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ใน (6) ต่อไปว่ากายขายนั้นได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์มาหรือไม่ หากได้ความว่าเป็นการขายภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ให้ถือว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรอันพึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ดังนั้น เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าที่ดินแปลงที่โจทก์ขายเป็นที่นาที่ใช้ในเกษตรกรรมซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการแต่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามความใน (5) ที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ใน (6) อีก คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพชรา ทองคุ้ม
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631/2548
#267203
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดยะลาซึ่งมีคำสั่งขยายเวลาให้จำเลยยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2544 แต่วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการ จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 17 ธันวาคม 2544 แต่เนื่องจากวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2544 เป็นวันรายออิฎิลฟิตรีของผู้นับถือศาสนาอิสลามซึ่งเป็นวันหยุดทำการในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางราชการจึงประกาศให้วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2544 เป็นวันหยุดชดเชย จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรก เมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้านข้อเท็จจริงนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ ริบเหล็กชะแลงของกลางและคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (10) วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 335 (1) (3) (7) (10) วรรคสอง, 336 ทวิ) ประกอบมาตรา 83 และ 80 จำคุกคนละ 8 เดือน ริบเหล็กชะแลงของกลาง คืนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน ยะลา ค - 9531 แก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองซึ่งยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายเวลาให้จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2544 แต่วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการ จำเลยทั้งสองต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 17 ธันวาคม 2544 แต่เนื่องจากคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หยุดทำการในวันรายออิฎิลฟิตรีของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2544 เป็นวันรายออิฎิลฟิตรีของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ทางราชการจึงประกาศให้วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2544 เป็นวันหยุดชดเชยของวันตรุษดังกล่าวในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว เห็นว่า ตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือของศาลจังหวัดยะลาที่ ศย. 309.110/146 ถึงเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 แจ้งบัญชีทำการและวันหยุดราชการของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลจังหวัดยะลาประจำเดือนธันวาคม 2544 ที่แนบท้ายคำร้องของจำเลยทั้งสองระบุว่า วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2544 เป็นวันรายออิฎิลฟิตรี วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2544 เป็นวันหยุดชดเชย โดยโจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้านข้อเท็จจริงนี้ จึงฟังได้ว่าวันที่ 17 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นปิดทำการ จำเลยทั้งสองจึงมิอาจยื่นอุทธรณ์ในวันดังกล่าวได้ และต้องยื่นอุทธรณ์ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรก อันสอดคล้องกับคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นที่ระบุว่า วันที่ 18 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นเปิดทำการวันแรก เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 18 ธันวาคม 2544 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายสุภัทร มานฮะเซ็น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายนัฐวิศ สังข์วงษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631/2548
#267986
เปิดฉบับเต็ม

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2544 เป็นวันรายออิฎิลฟิตรี วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2544 เป็นวันหยุดชดเชย ศาลจังหวัดยะลาจึงปิดทำการ จำเลยจึงมิอาจยื่นอุทธรณ์ในวันดังกล่าวได้ และมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ ริบเหล็กชะแลงของกลางและคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (10) วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 335 (1) (3) (7) (10) วรรคสอง, 336 ทวิ) ประกอบมาตรา 83 และ 80 จำคุกคนละ 8 เดือน ริบเหล็กชะแลงของกลาง คืนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน ยะลา ค - 9531 แก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองซึ่งยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายเวลาให้จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2544 แต่วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการจำเลยทั้งสองต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 17 ธันวาคม 2544 แต่เนื่องจากคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หยุดทำการในวันรายออิฎิลฟิตรีของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2544 เป็นวันรายออิฎิลฟิตรีของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ทางราชการจึงประกาศให้วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2544 เป็นวันหยุดชดเชยของวันตรุษดังกล่าวในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว เห็นว่า ตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือของศาลจังหวัดยะลา ที่ ศย.309.110/146 ถึงเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 แจ้งบัญชีทำการและวันหยุดราชการของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลจังหวัดยะลา ประจำเดือนธันวาคม 2544 ที่แนบท้ายคำร้องของจำเลยทั้งสองระบุว่า วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2544 เป็นวันรายออิฎิลฟิตรี วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2544 เป็นวันหยุดชดเชย โดยโจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้านข้อเท็จจริงนี้จึงฟังได้ว่า วันที่ 17 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นปิดทำการ จำเลยทั้งสองจึงมิอาจยื่นอุทธรณ์ในวันดังกล่าวได้ และต้องยื่นอุทธรณ์ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรก อันสอดคล้องกับคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นที่ระบุว่า วันที่ 18 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นเปิดทำการเป็นวันแรก เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 18 ธันวาคม 2544 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ป.วิ.อ. ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายสุภัทร มานฮะเซ็น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631/2548
#270997
เปิดฉบับเต็ม

ตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือของศาลจังหวัดยะลาที่แนบท้ายคำร้องของจำเลยทั้งสองระบุว่า วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2544 เป็นวันรายออิฎิลฟิตรี วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2544 เป็นวันหยุดชดเชย โดยโจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้าน ดังนั้น วันที่ 17 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นปิดทำการ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยื่นอุทธรณ์ในวันดังกล่าวได้และต้องยื่นอุทธรณ์ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรก สอดคล้องกับคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นที่ระบุว่าวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นเปิดทำการเป็นวันแรก เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 18 ธันวาคม 2544 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ ริบเหล็กชะแลงของกลางและคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (10) วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 335 (1) (3) (7) (10) วรรคสอง, 336 ทวิ) ประกอบมาตรา 83 และ 80 จำคุกคนละ 8 เดือน ริบเหล็กชะแลงของกลาง คืนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน ยะลา ค - 9531 แก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองซึ่งยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายเวลาให้จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2544 แต่วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการจำเลยทั้งสองต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 17 ธันวาคม 2544 แต่เนื่องจากคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หยุดทำการในวันรายออิฎิลฟิตรีของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2544 เป็นวันรายออิฎิลฟิตรีของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ทางราชการจึงประกาศให้วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2544 เป็นวันหยุดชดเชยของวันตรุษดังกล่าวในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว เห็นว่า ตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือของศาลจังหวัดยะลา ที่ ศย. 309.110/146 ถึงเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 แจ้งบัญชีทำการและวันหยุดราชการของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลจังหวัดยะลา ประจำเดือนธันวาคม 2544 ที่แนบท้ายคำร้องของจำเลยทั้งสองระบุว่า วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2544 เป็นวันวันรายออิฎิลฟิตรี วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2544 เป็นวันหยุดชดเชย โดยโจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้านข้อเท็จจริงนี้ จึงฟังได้ว่าวันที่ 17 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นปิดทำการ จำเลยทั้งสองจึงมิอาจยื่นอุทธรณ์ในวันดังกล่าวได้ และต้องยื่นอุทธรณ์ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรก อันสอดคล้องกับคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นที่ระบุว่า วันที่ 18 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นเปิดทำการเป็นวันแรก เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 18 ธันวาคม 2544 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายสุภัทร มานฮะเซ็น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2548
#113216
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง หากผู้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนมิได้ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนตามปกติบุคคลนั้นย่อมเสียสิทธิ แต่เมื่อมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาดก็ต้องแปลว่า การที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้นต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุอันสมควรเหรือมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำฟ้องของโจทก์ว่า สาเหตุที่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเนื่องจากโจทก์ไม่ทราบว่าจะต้องยื่นคำขอภายในกำหนดดังกล่าว และโจทก์อ้างว่าเมื่อสิทธิของโจทก์เกิดขึ้นแล้วจำเลยก็น่าจะแจ้งให้โจทก์ทราบ ดังนี้ ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวมิใช่เหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิล่าช้าแต่อย่างใด การที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน โจทก์ย่อมเสียสิทธิดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ รส.0717/18877 และคำวินิจฉัยที่ 513/2544 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเป็นเงินบำเหน็จแก่โจทก์ตามกฎหมาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ รส.0717/18877 และคำวินิจฉัยที่ 513/2544 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายบำเหน็จชราภาพให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 56 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว

ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงิน ถ้าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน" จะเห็นได้ว่าแม้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะมีสิทธิพึงได้รับประโยชน์ทดแทนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 แล้วก็ตาม แต่หากบุคคลดังกล่าวประสงค์ขอรับประโยชน์ทดแทน บุคคลนั้น ๆ ก็จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติข้างต้นซึ่งเป็นข้อกำหนดในเรื่องระยะเวลาและวิธีการขอรับประโยชน์ทดแทน ดังจะเห็นได้จากความในวรรคสองว่า แม้สำนักงานประกันสังคมจะมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวรับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินแล้วก็ตาม แต่หากบุคคลดังกล่าวไม่มารับภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคมให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุนประกันสังคม ดังนั้น หากผู้ยื่นคำขอมิได้ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนตามปกติบุคคลนั้นก็ย่อมเสียสิทธิ แต่เมื่อมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาดก็ต้องแปลว่า การที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้นต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำฟ้องของโจทก์ว่าสาเหตุที่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างนั้นเนื่องจากโจทก์ไม่ทราบว่าจะต้องยื่นคำขอภายในกำหนดดังกล่าว และโจทก์อ้างว่าเมื่อสิทธิของโจทก์เกิดขึ้นแล้วจำเลยก็น่าจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบ เห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ไม่ทราบว่าจะต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างนั้น มิใช่เหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิล่าช้าอันจะถือเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่จำต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นแต่อย่างใด และข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าเมื่อสิทธิของโจทก์เกิดขึ้นแล้วจำเลยก็น่าจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบนั้น เห็นว่า พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มิได้มีบทบัญญัติใดที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของจำเลยจะต้องแจ้งถึงสิทธิและกำหนดเวลาในการขอรับประโยชน์ทดแทนต่าง ๆ ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิทราบ ฉะนั้นการที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน โจทก์ย่อมเสียสิทธิดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิบูลย์หรือชัยภัทร ทวีวงษ์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2548
#268053
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาด การที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้เสียสิทธินั้นต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่

ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ไม่ทราบว่าจะต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างมิใช่เหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิล่าช้าอันจะถือเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่จำต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 ทั้งมิได้มีบทบัญญัติใดที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมจำเลยจะต้องแจ้งถึงสิทธิและกำหนดเวลาในการขอรับประโยชน์ทดแทนต่างๆ ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิทราบ ฉะนั้นการที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโจทก์ย่อมเสียสิทธิดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของกิจการร่วมค้า บีซีเคที ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2542 และเป็นผู้ประกันตนที่ได้จ่ายเงินสมทบครบเงื่อนเวลาที่จะเกิดสิทธิที่ได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2542 ได้ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 1 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 จำเลยมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเนื่องจากยื่นขอรับประโยชน์เกิน 1 ปี นับแต่วันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วย เพราะโจทก์ไม่ทราบว่าจะต้องยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี คำสั่งของจำเลยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ รส. 0717/18877 และคำวินิจฉัยที่ 513/2544 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเป็นเงินบำเหน็จแก่โจทก์ตามกฎหมาย

จำเลยให้การว่า ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างได้จ่ายเงินสมบทกรณีชราภาพมาแล้ว 4 เดือน รวมเป็นเงิน 1,200 บาท พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 มาตรา 77 ทวิ วรรคสอง กำหนดให้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน และความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือ 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ มาตรา 56 ได้กำหนดให้ผู้ประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนให้ยื่นคำขอต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายใน 1 ปี นับแต่วันมีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน โจทก์ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปีนับแต่วันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 513/2544 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ รส. 0717/18877 และคำวินิจฉัยที่ 513/2544 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายบำเหน็จชราภาพให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามฟ้องหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของกิจการร่วมค้า บีซีเคที ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2542 และเป็นผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพ 4 เดือน โจทก์ได้สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2542 ขณะที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 โจทก์ได้ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพจากจำเลยที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 1 จำเลยมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพกรณีความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุด เนื่องจากยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกิน 1 ปี โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง คณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยที่ 513/2544 ว่าโจทก์ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนเกิน 1 ปี นับแต่วันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ มีมติยกอุทธรณ์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว

ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงิน ถ้าประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน" จะเห็นได้ว่า แม้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะมีสิทธิพึงได้รับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แล้วก็ตามแต่หากบุคคลดังกล่าวประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทน บุคคลนั้นๆ ก็จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติข้างต้นซึ่งเป็นข้อกำหนดในเรื่องระยะเวลาและวิธีการขอรับประโยชน์ทดแทน ดังจะเห็นได้จากความในวรรคสองว่า แม้สำนักงานประกันสังคมจะมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวรับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินแล้วก็ตาม แต่หากบุคคลดังกล่าวไม่มารับภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคมให้ตกเป็นของกองทุนประกันสังคม ดังนั้น หากผู้ยื่นคำขอมิได้ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนตามปกติบุคคลนั้นก็ย่อมเสียสิทธิ แต่เมื่อมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาดก็ต้องแปลว่าการที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้นต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำฟ้องของโจทก์ว่าสาเหตุที่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างนั้นเนื่องจากโจทก์ไม่ทราบว่าจะต้องยื่นคำขอภายในกำหนดดังกล่าวและโจทก์อ้างว่าเมื่อสิทธิของโจทก์เกิดขึ้นแล้วจำเลยก็น่าจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบ เห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ไม่ทราบว่าจะต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างนั้น มิใช่เหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิล่าช้าอันจะถือเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่จำต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นแต่อย่างใด และข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าเมื่อสิทธิของโจทก์เกิดขึ้นแล้วจำเลยก็น่าจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มิได้มีบทบัญญัติใดที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของจำเลยจะต้องแจ้งถึงสิทธิและกำหนดเวลาในการขอรับประโยชน์ทดแทนต่างๆ ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิทราบ ฉะนั้นการที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน โจทก์ย่อมเสียสิทธิดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิบูลย์หรือชัยภัทร ทวีวงษ์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3620/2548
#271898
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แจ้งย้ายที่อยู่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำส่งหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบให้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินไปส่งให้แก่โจทก์ในวันที่ 2 มิถุนายน 2538 จึงเป็นวันที่โจทก์ย้ายออกจากที่อยู่เดิมแล้วจึงเชื่อว่าโจทก์มิได้รับหนังสือดังกล่าว โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งเรื่องการย้ายที่อยู่ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบ เป็นหน้าที่ของฝ่ายจำเลยที่จะต้องตรวจหาที่อยู่ของโจทก์เอง เมื่อยังถือไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินตามกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3 ภายใน 60 วันนับแต่วันได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่

เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 ปี นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 3 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวคือ ภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2542 แต่เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์จึงสามารถนำคดีมาฟ้องต่อศาลวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6389 เลขที่ดิน 476 ตำบลถนนเพชรบุรี (ประแจจีน) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 9 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 573,750 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 540,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ขอเชิญไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้วมิได้มาทำสัญญารับเงินค่าทดแทนที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงนำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางไว้กับธนาคารออมสิน โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อจำเลยที่ 3 เมื่อพ้นกำหนด 60 วัน จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 3 จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ นอกจากนั้นหากจะฟังว่าโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3 ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย โจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ได้ยื่นอุทธรณ์ไว้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 540,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6389 ตำบลถนนเพชรบุรี (ประแจจีน) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 9 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ อันเนื่องจากการดำเนินการของฝ่ายจำเลยตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตดุสิต เขตราชเทวี เขตปทุมวัน เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตคลองเตย เขตประเวศ เขตบางคอแหลม และเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2534 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในอัตราตารางวาละ 60,000 บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 3 วินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์พ้นกำหนด 60 วัน ตามกฎหมายจึงไม่รับไว้พิจารณา โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อแรกมีว่าโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3 ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 2 ระบุชัดว่าโจทก์ได้แจ้งย้ายที่อยู่จากบ้านเลขที่ 382 ถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เข้าไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 164/5 ถนนเทพโยธี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2536 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำส่งเอกสารหมาย ล.1 ไปส่งให้แก่โจทก์ในวันที่ 2 มิถุนายน 2538 ที่บ้านเลขที่ 382 ถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี จึงเป็นวันที่โจทก์ย้ายออกจากบ้านดังกล่าวแล้ว เมื่อพิจารณาประกอบลายมือชื่อที่ลงชื่อรับเอกสารดังกล่าวว่าเป็นตัวโจทก์ก็ไม่เหมือนกับลายมือชื่อโจทก์ที่ลงในใบแต่งทนายความ ฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2543 และในคำเบิกความของโจทก์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 พยานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 เชื่อว่าโจทก์มิได้รับหนังสือดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่าเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องแจ้งเรื่องการย้ายที่อยู่ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบ เมื่อไม่แจ้งจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ส่งเอกสารหมาย ล.1 ให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว เห็นว่า เป็นหน้าที่ของฝ่ายจำเลยที่จะต้องตรวจหาที่อยู่ของโจทก์เอง มิใช่หน้าที่ของโจทก์จะต้องแจ้งให้ฝ่ายจำเลยทราบจึงต้องถือว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนยังมิได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินตามกฎหมาย ดังนั้น จึงถือมิได้ว่าโจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3 ภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่ แต่ต้องถือว่าโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3 ภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 25 วรรคหนึ่งแล้ว ซึ่งตามมาตรา 25 วรรคสอง ให้จำเลยที่ 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 คือวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วแต่กรณีตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2542 แต่เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์จึงสามารถนำคดีมาฟ้องต่อศาลวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเลิศชัย ซื่อสัตย์บุญ
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ